สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน

พระไตรปิฏก => พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ => ข้อความที่เริ่มโดย: นิรตา ป้อมนาวิน ที่ พฤศจิกายน 13, 2015, 05:30:46 pm



หัวข้อ: วาตมิคชาดก-ชาดกว่าด้วยอำนาจรส
เริ่มหัวข้อโดย: นิรตา ป้อมนาวิน ที่ พฤศจิกายน 13, 2015, 05:30:46 pm

วาตมิคชาดก-ชาดกว่าด้วยอำนาจรส

ครั้งเมื่อมคธรัฐปรากฎแสงธรรมะซึ่งพระสัมมาสัมพุทธได้ตรัสรู้เจ้าอริยสัจสี่ให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในความจริงแห่งสังสารวัฏจนครอบคลุมไปทั่วแคว้นใหญ่แห่งนี้นั้น กุลบุตรตระกูลต่างๆ ก็พากันสละเพศผู้ครองเรือนออกติดตามพระผู้ชนะมารไปยังกรุงสาวัตถีแคว้นโกศลอย่างมากมาย
 เพื่อออกบวชเป็นภิกษุสงฆ์ของพระสมณะโคดม แต่ในกระแสสาธุการแห่งกุศลกรรมของผู้สละเรือนออกบวชนี้ยังมีเสียงสะอื้นทุกข์ตรมอยู่ด้วยก็ไม่น้อย ผู้มีทุกข์ต่อการออกบวชของบุตรเวลานั้น มีเศรษฐีนีแห่งมคธรัฐอยู่ด้วยผู้หนึ่ง นางเฝ้าอ้อนวอนมหาเทพทุกวันเพื่อดลใจไม่ให้บุตรชายคนเดียวออกติดตามพระสมณะโคดมไปเช่นคนอื่นๆ
 “ได้โปรดเถิดเทพยดาฟ้าดิน ได้โปรดดลบันดาลให้ลูกชายคนเดียวของข้า พึงเห็นใจด้วยเถิดขออย่าได้คิดที่จะออกบวชอีกเลย ได้โปรดเถิด” แต่คำวิงวอนนั้นหาได้ผลไม่ เมื่อติสสะกุมารได้ซาบซึ้งในรสพระธรรม ยังมารบเร้าขออนุญาตมารดาเพื่อออกบวชจนได้ และทุกครั้งก็ไม่เคยสมปรารถนา มารดาไม่เคยอนุญาตให้ออกบวชเลยสักครั้งเดียว
“โธ่เมื่อไหร่แม่จะยอมใจอ่อนซะทีน่ะ อยากออกบวชจริงๆ แต่จะหนีแม่ไปเลยก็คงไม่ได้ เฮ้อ..เหลือทางเดียวเราต้องทรมานร่างกายตนเองเพื่อให้แม่ใจอ่อนยอมให้เราไปบวชซะที ติสสะกุมารต้องลงทุนอดอาหารเพื่อบีบบังคับให้มารดาอนุญาต แม้จะมีของกินคาวหวานที่โปรดปรานมายั่วให้หิวอยู่ทุกๆ มื้อ
 แต่ชายหนุ่มผู้ปรารถนาพุทธภูมิก็ไม่เคยย่อท้อ เขาอดอาหารจนย่างเข้าสู่วันที่เจ็ด “โอ๊ยหิวจนแสบท้องหมดแล้ว กลิ่นไก่ย่างหอมชื่นใจ อาหารเลิศรสทั้งนั้น อดทนไว้ๆๆๆ” นางเศรษฐีนีก็ยอมแพ้ด้วยความสงสารบุตร ในวันที่เจ็ดนั้น จึงได้เสาะหาผ้าไตรจีวรมามอบให้กับบุตร
  “แม่ยอมแพ้ความตั้งใจของเจ้าแล้ว ไปเถอะลูกไปบวชเป็นภิกษุตามปรารถนาเถิด พระโคดมเพิ่งนำหมู่สงฆ์และกุลบุตรชาวมคธไปสาวัตถีลูกแม่เร่งตามไปก็จะทันเข้าเฝ้าที่พระอารามเชตวันพอดีนะจ๊ะ” “ลูกจะตั้งใจปฏิบัติพระวินัยส่งอานิสงส์ให้แม่มิให้ขาดเลยขอรับ เมื่อลูกไม่อยู่แล้วแม่ดูแลตัวเองให้ดีนะขอรับ”
  ติสสะกุมารออกติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทางบูรพาทิศโกศลรัฐ นับตั้งแต่บัดนั้น เมื่อวสันตฤดูมาถึงพระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ก็จะจำพรรษายังพระเชตวันมิออกจาริกไปไหนอีก “เราต้องอุปสมบทให้ทันพรรษานี้ ไม่งั้นก็คงต้องรอไปอีกนาน เร่งฝีเท้าหน่อยคงตามทัน”
 และแล้วกุมารแห่งแคว้นมคธก็กลายเป็นพระติสสะผู้เคร่งวินัยและรักษาธุดงควัตรได้ทั้ง 13_ประการ ไม่บกพร่อง สิบปีผ่านไปพระติสสะก็ได้ชื่อว่าเป็นพระเถระผู้เคร่งธรรมปฏิบัติอย่างสูงอีกผู้หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายในแคว้นโกศลต่างพากันยกย่องว่า พระติสสะเถระเลิศในทางปฏิบัติเสมอกับพระกัสสปะ
 ที่พระพุทธเจ้าได้ยกย่องไว้เลยทีเดียว “ฮึม..นับว่าพระติสสะได้เจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนาได้ดีทีเดียว ใช้เวลาแค่ชั่วยามก็สามารถเข้าถึงญาณได้แล้ว” แต่ทางด้านแคว้นมคธมิได้เป็นเช่นนั้น พระมารดาของเถระติสสะยังคร่ำครวญคิดถึงท่านอยู่ไม่สร่างซา “ติสสะลูกแม่เมื่อไหร่หนอเจ้าจะลาสิกขากลับมาอยู่บ้านเราซะที
 โธ่ ลูกเอ้ย สิบปีแล้วนะลูก เจ้ารู้ไหม๊ แม่เฝ้าคิดถึงเจ้าทุกวัน นับวันที่เจ้าจะกลับมาอยู่กับแม่เหมือนเดิม” และแล้วแรงคิดถึงของแม่ก็ส่งผลขึ้นมาในวันหนึ่ง เพราะมีสาวใช้นางหนึ่งชื่อ วัณณทาสี นางลอบฟังคำพรรณนาและคิดแผนการที่จะทำให้พระติสสะลาสิกขาแล้วมาสมรสกับนาง
 “เห็นทีคนสวยๆ อย่างเราต้องออกโรงเองซะแล้ว คอยดูเถอะเราจะทำให้พระติสสะสึกแล้วกลับมาอยู่บ้านเราให้ได้” วัณณทาสีเข้าพบนายหญิงแล้วอาสาไปทำอุบายให้พระติสสะหันกลับมาทางโลกีในเวลานั้น “ขอบคุณคะ ข้าจะนำเงินนี้ใช้จ่ายตามแผนการ แต่เมื่อสำเร็จแล้วท่านต้องรับข้าเป็นสะใภ้นะคะ”
 “เอาเถอะขอให้เจ้าทำได้อย่างที่พูดเถอะนะ เจ้าจะขออะไรข้าก็ให้ได้” วัณณทาสีรู้ว่าสิ่งหนึ่งที่พระติสสะนิยมก็คือการได้ชิมรสอาหารอันปราณีต นางจดจำทุกรายการที่พระเคยชอบและนำอาหารเหล่านั้นไปถวายถึงพระวิหารเชตะวัน เมืองสาวัตถี เวลานั้นนางแต่งตัวให้ดูสวยงามสง่าเหมือนเป็นธิดาคณบดี
 “แต่งองค์ทรงเครื่องมาขนาดนี้ ไม่ชอบก็ให้รู้ไป” กริยามารยาทและสำเนียงเจรจาก็ปรุงแต่งเฉพาะที่ท่านติสสะชอบเพื่อโน้มน้าวให้จิตที่มั่นในสมาธิเริ่มรวนเร “แป้งสาลีเนยหอมชั้นเลิศจากมคธ หลวงพี่เคยโปรดทั้งนั้นเลยเจ้าคะ” พระติสสะเถระนั้นแม้จะบวชมานาน แต่ยังเผลอสติมิได้พิจารณาอาหาร
 เมื่อรับรู้รสชาติที่ถูกปากถูกใจมาก่อน ก็ติดในรสอาหารนั้น หลายๆ ครั้งจึงขาดวัตรปฏิบัติลงไปเพราะต้องอยู่กุฏิรอฉันของโปรดจากนางวัณณทาสี “อืม..รสดีเหมือนเคยจริงๆ มิเสียแรงที่รอภัตตาหารจากโยม รสชาติที่คุ้นเคย ฉันแล้วนึกถึงโยมแม่” เมื่อพระติสสะตกหลุมพราง ติดรสติดใจในสิ่งที่นำมาถวายแล้ว
สาวใช้รูปสวยก็เริ่มอุบายขั้นต่อไป “พระติสสะติดกับดักเธอแล้วหล่ะวัณณาเอ๋ย กลับไปเตรียมตัวให้งดงามเถอะ” “แน่นอนอยู่แล้วล่ะ มือชั้นนี้แล้วรับรองไม่มีพลาด” อุบายของนางวัณณทาสีคือหยุดนำภัตตาหารไปถวาย และไม่ปรุงอาหารใดๆ ใส่บาตรพระติสสะอีก จนผ่านไปหลายวัน
 วัณณทาสีก็ให้บริวารไปนิมนต์พระติสสะมายังที่พัก “เร็วเข้าเถอะนางเจ็บป่วยอยู่ข้างในโน้น นิมนต์พระคุณเจ้าเข้าเยี่ยมดูอาการเถอะขอรับ” “นางไม่สบายหรอกรึ ถึงว่าทำไมหายไปหลายวัน” ภายในห้องอันมิดชิดนั้น นางวัณณทาสีมิได้นอนป่วยแต่อย่างใด นางได้ปรุงแต่งเครื่องหอมและจัดการแต่งตัวของตนรอยั่วยวนพระเถระติสสะอย่างเต็มที่
 “เจออย่างนี้เป็นใครก็ต้องใจอ่อน ถึงจะเป็นพระติสสะก็เถอะ สวยอย่างนี้ใครจะอดใจไหว” เมื่อพระติสสะหลงกลเข้าไปในห้องส่วนตัวของหญิงสาวความเป็นภิกษุของพระพุทธเจ้าก็ต้องจบสิ้นลงทันที และนางวัณณทาสีก็ประสบความสำเร็จสึกพระไปครองเรือนได้ตั้งแต่บัดนั้น
 “ไปปฏิบัติหน้าที่สามีของน้องเถอะจ๊ะ อย่าอาลัยพระโคดมเลย ไปนะจ๊ะ เร็วสิจ๊ะ” การออกจากเพศบรรพชิตของพระติสสะเถระสร้างความตื่นตะลึงแก่พระสงฆ์ทั้งสาวัตถี “ไม่น่าเชื่อว่าพระเถระจะกลับไปหากิเลสอีก ไม่น่าเลยจริงๆ” “น่าเสียดายแทนจริงๆ เลย ธรรมะไม่ช่วยให้หลุดพ้นเลยรึ”
ยิ่งในพระเชตะวันมหาวิหารปรากฏการณ์พระนักปฏิบัติต้องมาติดรสอาหารครั้งนี้ ยิ่งถูกกล่าวขานกันอย่างมาก “ท่านคิดดูเถิดไม่น่าเชื่อว่ารสชาติอาหารจะทำให้สิ้นสติสมาธิได้” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสนุสติญาณตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระติสสะเถระไม่ได้ติดรสอาหารจนตกอยู่อำนาจสตรีเฉพาะชาตินี้เท่านั้น
  แม้ชาติก่อนก็เคยมีกรรมต่อกันมาแล้ว แล้วพระองค์ก็ทรงเล่า วาฏมิคชาดกไว้ดังนี้ นานมาแล้ว ณ อุทยานหลวงของพระเจ้าพรหมทัต ยังมีเนื้อสมันตัวหนึ่งหลงทางเข้ามาเล็มหญ้ากินถึงใจกลางอุทยาน คนเฝ้าอุทยานก็ไม่ได้ขับไล่ คงได้แต่เฝ้าดูเงียบๆ “มาอีกแล้วสมันตัวนี้ซักวันเถอะพ่อจะจับให้”
 “อืม..หญ้าแถวนี้มันอร่อยดีจริงๆ ไม่มีใครมาแย่งอีกต่างหากกินสบายใจเลยเรา” ต่อมาอีกหลายวันสมันตัวนี้ก็ยังเข้ามากินใบไม้ใบหญ้าในอุทยานอีก “นั่นแน่ะ มาอีกแล้วกินซะเพลินเลยนะพ่อ แต่เอ้..ทำไมเจ้าสมันตัวนี้ถึงกล้ามาอยู่ใกล้มนุษย์นะ นำเรื่องไปกราบทูลพระเจ้าพรมทัตดีกว่า” “มาแล้วครับ เจ้าเก่าเวลาเดิม
 ชักจะติดใจหญ้าแถวนี้แล้วซิ นี่ถ้าได้รสหวานอีกหน่อยก็ดีเลยนะเนี่ย” เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบก็มีพระบัญชาให้จับมาไว้ใกล้พระตำหนัก “ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ป่าจะยอมให้จับง่ายๆ รึพระเจ้าค่ะ” “เจ้าจงเอาน้ำผึ้งนี้ไปเทบนใบไม้ล่อให้สมันนั้นเข้ามาในตำหนักของเราเถิด เมื่อสมันลิ้มรสหอมหวานก็จะติดใจ
 จะต้องแวะเวียนมาเลียกินอยู่เสมอจนเคยชิน” เมื่อรับคำสั่งจากพระเจ้าพรหมทัตแล้ว คนเฝ้าอุทยานก็รีบปฏิบัติตามแผนการทันที “ฮึม..น้ำผึ้งของแท้ทั้งนั้น มาเลยพ่อ หวานหอมอร่อยนักละ ชิมดูสักนิดแล้วจะติดใจนะพ่อ” “วันนี้จะกินตรงไหนดีน่ะ” เมื่อนายอุทยานนำน้ำผึ้งราดทาบนใบไม้ให้สมันมาเลียกินบ่อยเข้า
จนแน่ใจว่ามันหลงติดรสชาติแน่แล้ว ก็จัดฉากค่ายกลจับสมันขึ้นทันที “หวานจริงๆ เลย วันนี้มีน้ำผึ้งซะด้วย อื้อหือ..รสชาติโดนใจ” นายอุทยานนำหนังสัตว์มากั้นทางเดินให้คดเคี้ยวไปยังพระตำหนักซึ่งมีกำแพงล้อมไม่สามารถหนีกลับออกมาได้อีก
 และสมันก็หลงกลเดินเลียน้ำผึ้งเพลินเข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว “ตรงนี้ก็มีอีก วันนี้โชคดีจริงๆ เจอน้ำผึ้งตลอดทางเลยเรา สมน้ำหน้าสมันตัวอื่นจริงๆ ชวนมาก็ไม่มา อดกินน้ำผึ้งหวานๆ เลย” เนื้อสมันซึ่งหลงรสน้ำผึ้งมารู้ตัวอีกครั้งก็ถึงปลายทาง ที่นายอุทยานได้สร้างไว้
  ที่นั่นอยู่ในกำแพงรอบพระตำหนัก และมีนายอุทยานจับตัวอยู่ “เฮ้ย..นี่มันกับดักนี่น่า โอ้ยไม่น่าเลยเรา..โดนจับแน่ จะหนียังไงเนี่ย โอ๊ โอ้ย” อิสรภาพที่เคยหากินตามลำพังก็หมดสิ้น ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้อีก “โอ้ย..ช่วยด้วยๆๆ ใครก็ได้ช่วยเราที ไม่น่าหลงกินน้ำผึ้งเลยเรา”
พระเจ้าพรหมทัตพิจารณาเนื้อสมันแล้วตรัสว่า “สัตว์ป่าลึกเช่นเนื้อสมันนี้ มาอยู่ในที่นี้ได้ก็เป็นเพราะติดในรสน้ำผึ้งจนลืมตัวลืมตาย เฮ้อ..นี่แหละหน๊า หากมีสติพิจารณากันสักนิดชีวิตเจ้าก็คงไม่เป็นอย่างนี้” การติดถิ่นที่อยู่ก็ดี ติดในมิตรสหายก็ดี ไม่ร้ายเท่าการติดใจติดรสในสิ่งอันชื่นชอบเลย นายอุทยานจับเนื้อสมันได้ก็ด้วยเหตุนี้

 
 
ในพุทธกาลสมัยผู้ดูแลอุทยาน กำเนิดเป็น นางวัณณทาสี
เนื้อสมัน กำเนิดเป็น พระติสสเถระ
พระเจ้าพรหมทัตเสวยพระชาติเป็น พระพุทธเจ้า


หัวข้อ: Re: วาตมิคชาดก-ชาดกว่าด้วยอำนาจรส
เริ่มหัวข้อโดย: Admax ที่ พฤศจิกายน 19, 2015, 04:15:35 pm
 st12 st12 gd1