ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 653
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กมฺมเมว วิเสสาธิคมนสฺสฐานนฺติ กมฺมฏฺฐาน | ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะทำแล้วได้ผลวิเสส เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 08:39:50 am



กมฺมเมว วิเสสาธิคมนสฺสฐานนฺติ กมฺมฏฺฐาน | ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะทำแล้วได้ผลวิเสส

“กรรมฐาน” แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน มีนัยตรงกับคำว่า “ภาวนา” เป็นคำที่หมายถึง การปฏิบัติธรรมหรือการฝึกอบรมจิตใจและอบรมปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา

กรรมฐานหรือภาวนาในพระพุทธศาสนามี ๒ ประการ คือ

    ประการที่ ๑. สมถกรรมฐาน หรือ สมถภาวนา การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ หรือการฝึกสมาธิ
    ประการที่ ๒. วิปัสสนากรรมฐานหรือวิปัสสนาภาวนา การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง หรือการเจริญปัญญา

ทั้ง ๒ ประการรวมอยู่ในหลักไตรสิกขา คือ

    (๑) สีลสิกขา
    (๒) จิตตสิกขาหรือสมาธิสิกขา ก็คือ สมถกรรมฐาน และ
    (๓) ปัญญาสิกขา ก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน

หลักการสำคัญของกรรมฐานก็คือการฝึกฝน คำว่า “สิกขา” ในคำว่า “จิตตสิกขา” ก็ดี ในคำว่า “ปัญญาสิกขา” ที่นิยมนำมาใช้ในภาษาไทยว่า “ศึกษา” หมายถึง การฝึกฝนอบรม ตรงกับกับภาษาอังกฤษว่า “Training” ไม่ใช่ “Study” หลักการของคำว่า “ฝึกฝน” ก็คือ การวางกรอบหรือแนวทางไว้ชัดเจน แล้วกำหนดให้ทำตามนั้น

ถ้ามีการแข็งขืนไม่อยากทำตาม ก็ต้องมีการบังคับให้ทำตามนั้นให้ได้ อาจจะไม่สามารถทำตามกรอบนั้นได้ทันที แต่ต้องมีการบังคับไปทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะทำตามกรอบนั้นได้ทั้งหมด เช่น เรานั่งตัวตรง ๕ นาทีแล้วรู้สึกปวดเมื่อย ตามปกติเราก็มักจะหาวิธีคลายปวดเมื่อย โดยนั่งตัวงอบ้าง นั่งพิงฝาบ้าง นั่งเท้าแขนบ้าง ลุกขึ้นเดินบ้าง หรือแม้เปลี่ยนเป็นอิริยาบถอื่นๆ ถ้าเราฝึกฝนบังคับตัวเองทนฝืนความปวดเมื่อยนั่งให้ได้นานกว่า ๕ นาที ก็จะติดเป็นนิสัย สามารถนั่งนานได้ อยู่นิ่งนานๆได้

ข้อนี้เป็นการฝึกฝนกายให้เข้มแข็ง ธรรมชาติของจิตคือคิดถึงเรื่องต่างๆตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยให้จิตคิดหลายเรื่อง ในขณะเดียวกันจนติดเป็นนิสัยกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน ก็จะกลายเป็นคนไม่มีสมาธิ ทางานไม่สำเร็จ


@@@@@@@

กรรมฐานก็คือ การฝึกฝนอบรมจิตให้มีสมาธิ โดยใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง มีสติกำหนดลมหายใจ เป็นอุบายให้จิตคิดอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ให้คิดเรื่องอื่น ฝึกฝนอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้ติดเป็นนิสัยคือ จิตคุ้นชินอยู่กับลมหายใจ จิตอยู่กับชีวิตของตัวเอง ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการปฏิบัติกรรมฐาน ก็คือสมาธิ กรรมฐานในพระพุทธศาสนาแม้จะมีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง แต่ก็มีเป้าหมายเดียวคือมุ่งสร้างสมาธิ เพื่อเป้าหมายขั้นต่อไป คือ ประสิทธิภาพของบุคคล ก็เพราะเมื่อจิตมีสมาธิย่อมมีอานิสงส์(ผลดี) ๓ ประการ คือ

ประการที่ ๑. มีอิทธิบาทธรรม ๔ อย่างในตัว เป็นคุณธรรมในจิตใจ คือ
    - ฉันทะ พอใจทำสิ่งดีงาม
    - วิริยะ เพียรทำสิ่งดีงาม
    - จิตตะ เอาใจใส่ต่อสิ่งดีงาม และ
    - วิมังสา ไตร่ตรองพิจารณาสิ่งดีงาม

ผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ทำงานอะไรก็ประสบความสำเร็จ ดังที่โบราณาจารย์กล่าวว่า องค์ประกอบที่จะทำให้การทำงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ก็คือกรรมฐาน ดังคำวิเคราะห์ว่า

“กมฺมเมว วิเสสาธิคมนสฺสฐานนฺติ กมฺมฏฺฐาน แปลว่า การกระทำ ที่เป็นฐานแห่ง การบรรลุผลที่วิเสส ชื่อว่า กรรมฐาน”

จากบทวิเคราะห์นี้ เป็นเครื่องแสดงว่า การทำงานใดๆก็ตามจะประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการปฏิบัติกรรมฐานเป็นประการสำคัญ

ประการที่ ๒. มีปัญญาระดับต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ ปัญญาที่สำคัญสำหรับการดำรงชีพคือ สัปปุริสธรรม ๗ ประการ เพราะจิตนิ่งมีสมาธิจึงทำให้เป็นคนรู้เหตุผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้คนอื่น รู้สังคมรอบข้าง เข้าใจโลกและชีวิต

ประการที่ ๓. จิตมีคุณภาพ สุขภาพ และสมรรถภาพ เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง มีวุฒิภาวะมีจิตใจที่ทนทานต่อแรงกระทบจากสภาพแวดล้อม ที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

หมายเหตุ : อิฏฐารมณ์ แปลว่า อารมณ์ที่น่าปรารถนา ตรงข้ามกับ อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : คำนำจากบทความ กรรมฐานในพระพุทธศาสนา : บทเรียนจากมหาสติปัฏฐานสูตรและความนิยมในสังคมไทย โดย พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดี มจร
URL : https://www.mcu.ac.th/article/detail/35391
Photo : pinterest
2  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ปุราณอักษรา - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC) เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 07:15:18 am



ปุราณอักษรา - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)

ร่องรอยการเดินทางของ ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก จากอารยธรรมอินเดียโบราณมาสู่ตัวเขียนในปัจจุบัน

เส้นจารเนื้อความพระไตรปิฎกบนแผ่นลานนอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงการสืบทอดพุทธธรรมแล้วยังเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงวิวัฒนาการอักษรโบราณบนแผ่นดินไทยอีกด้วย แม้คัมภีร์ใบลานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันจะมีอายุไม่กี่ร้อยปี

แต่อักษรขอม อักษรธรรมล้านนา และอักษรธรรมอีสาน ที่ใช้จารคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลานก็เป็นหลักฐานสำคัญที่หลงเหลือมาสู่คนรุ่นปัจจุบันที่สามารถนำไปศึกษาร่องรอยการสืบทอดอักขรวิธีและวิวัฒนาการอักษรโบราณ ซึ่งมีต้นกำเนิดย้อนไปได้ไกลถึงอักษรปัลลวะแห่งอารยธรรมอินเดียในยุคพุทธศตวรรษที่ 11-12



ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนของประเทศไทยเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณมากมาย อาทิอาณาจักรทวารวดี อาณาจักรเจนละ อาณาจักรศรีวิชัย เป็นต้น แต่ละอาณาจักรต่างรับอิทธิพลด้านตัวอักษรจากดินแดนภารตะฝ่ายใต้ผ่านการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา

ดั่งปรากฏหลักฐานจารึกอักษรปัลลวะหลายหลักกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย อาทิจารึกเขารัง จังหวัดสระแก้ว นับเป็นศิลาจารึกอักษรปัลลวะที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด จารด้วยภาษาสันสกฤตและภาษาเขมรโบราณบนหินทรายเนื้อหยาบ กำหนดอายุตามปีมหาศักราชที่ระบุในจารึกตรงกับ พ.ศ. 1182



หรือ จารึกเยธมฺมาฯ ซึ่งเป็นคาถาภาษาบาลีคัดจากพระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ตอนพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา ปรากฏบนระเบียงด้านขวาองค์พระปฐมเจดีย์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12


จารึกทั้ง 2 หลักนี้แสดงให้เห็นว่าอักษรปัลลวะในอาณาจักรยุคแรกยังคงรูปแบบสัณฐานต้นฉบับเดิมของอินเดียฝ่ายใต้ไม่เปลี่ยนแปลง

จากนั้น ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 รูปแบบอักษรที่ใช้อยู่ในอาณาจักรทวารวดี อาณาจักรเจนละ และอาณาจักรศรีวิชัยมีความคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ยังคงรักษาอักขรวิธีเหมือนอักษรปัลลวะอยู่ เรียกอักษรในยุคนี้ว่า “อักษรหลังปัลลวะ”

และต่อมาช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-19 พัฒนาการของอักษรในแต่ละท้องถิ่นก็ยังดำเนินไปอย่างตลอดต่อเนื่อง แม้อาณาจักรเดิมจะล่มสลายไปและมีอาณาจักรใหม่เข้ามาแทนที่ แต่รูปแบบของตัวอักษรก็ยังได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนและผสมผสานเข้ากับสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นจนเกิดเป็นอักษรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว



อักษรหลังปัลลวะที่ใช้ในอาณาจักรขอมสมัยพระนครซึ่งต่อเนื่องมาจากอาณาจักรเจินละมีพัฒนาการจนกลายเป็น “อักษรขอมโบราณ” อักษรหลังปัลลวะที่ใช้ในอาณาจักรหริภุญชัยซึ่งต่อเนื่องมาจากอาณาจักรทวารวดีก็กลายเป็น “อักษรมอญโบราณ” และอักษรหลังปัลลวะที่ใช้ในอาณาจักรศรีวิชัยก็พัฒนาเป็น “อักษรกวิ”

จึงเห็นได้ว่าอักษรโบราณในแต่ละท้องถิ่นที่มีอาณาเขตครอบคลุมบริเวณบางส่วนของประเทศไทยในปัจจุบันต่างสืบทอดมาจากอักษรสมัยราชวงศ์ปัลลวะด้วยกันทั้งสิ้น



ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอมพระนครเสื่อมอำนาจลงและได้มีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้น ถึงกระนั้นผู้คนในอาณาจักรสุโขทัยก็ยังนิยมใช้อักษรขอมโบราณเพื่อเขียนภาษาบาลี ในภายหลังจึงมีการปรับใช้อักษรขอมโบราณให้เอื้อต่อการเขียนภาษาไทยด้วย จึงเกิดเป็น “อักษรขอมไทยสมัยสุโขทัย”

และเมื่ออาณาจักรอยุธยาได้สถาปนาขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็ได้รับเอาอิทธิพลอักษรขอมจากสุโขทัยไปปรับใช้จนกลายเป็น “อักษรขอมไทยสมัยอยุธยา” แล้วใช้เรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 24 เมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ อักษรขอมจึงมีรูปแบบที่เรียกว่า “อักษรขอมไทยสมัยรัตนโกสินทร์”

นอกจากมีการใช้อักษรขอมสุโขทัยแล้ว อาณาจักรสุโขทัยยังมีการใช้อีกอักษรหนึ่งควบคู่กัน คืออักษรไทยสุโขทัยหรือลายสือไทยที่พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปีมหาศักราช 1205 ซึ่งตรงกับพ.ศ. 1826 ตามที่ระบุไว้ในศิลาจารึกหลักที่ 1



ทั้งนี้นักวิชาการได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า พ่อขุนรามคำแหงน่าจะอาศัยอักษรขอมโบราณ และอักษรมอญโบราณซึ่งเป็นอักษรดั้งเดิมที่ใช้อยู่ในท้องถิ่นตั้งแต่ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นแบบ แล้วพัฒนาจนกลายเป็นอักษรไทย ที่สำคัญคืออักษรไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหงนี้เป็นต้นแบบของอักษรไทยทุกยุคทุกสมัยจนมาถึงอักษรไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน


ในขณะที่อาณาจักรสุโขทัยมีการใช้อักษรขอมไทยและอักษรไทย อาณาจักรล้านนาในภาคเหนือก็มีการใช้อักษรธรรมล้านนา ซึ่งเชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากอักษรมอญโบราณที่ใช้ในอาณาจักรหริภุญชัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 เนื่องจากอักษรธรรมล้านนามีรูปแบบอักษรและอักขรวิธีคล้ายคลึงกับอักษรมอญโบราณมาก

ประกอบกับข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนว่าอาณาจักรล้านนามีการติดต่อกับอาณาจักรหริภุญชัยมาก่อนที่พญามังรายจะผนวกอาณาจักรหริภุญชัยเข้ากับอาณาจักรล้านนา จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าชาวล้านนาในอดีตจะรับวัฒนธรรมหลายด้านโดยเฉพาะด้านตัวอักษรจากอาณาจักรหริภุญชัย



ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าอักษรธรรมนั้น ก็เนื่องด้วยเป็นตัวอักษรที่ใช้บันทึกพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง อิทธิพลอักษรธรรมล้านนาสืบทอดไปยังอาณาจักรล้านช้างซึ่งอยู่ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของ 2 อาณาจักรทำให้อาณาจักรล้านช้างรับเอาอิทธิพลด้านพระพุทธศาสนาและรับตัวอักษรธรรมล้านนาไปพัฒนาปรับใช้ในท้องถิ่นจนกลายเป็น “อักษรธรรมอีสาน” ในที่สุด


จากจุดเริ่มต้นแห่งดินแดนภารตะตอนใต้ อักษรปัลลวะได้เป็นแม่แบบของวิวัฒนาการอักษรโบราณในผืนแผ่นดินไทย ผ่านห้วงกาลเวลาเนิ่นนานพันกว่าปี จากอักษรหนึ่งพัฒนาจนกลายเป็นอีกอักษรหนึ่งผ่านการติดต่อปฏิสัมพันธ์ ก่อเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างอาณาจักร ผสมผสานจนมีเอกลักษณ์ของตนเอง

แม้อักขรวิธีและรูปแบบอักษรจะเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่อักษรเหล่านั้นต่างมีกำเนิดจากที่เดียวกัน และบูรพชนชาวไทยก็ได้ใช้อักษรโบราณเหล่านี้จารึกเรื่องราวคดีโลกและคดี
ธรรมผ่านรุ่นสู่รุ่นไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบมา








อ้างอิง :-
- กรรณิการ์ วิมลเกษม. ตำราเรียนอักษรไทยโบราณ อักษรขอมไทย อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรม
อีสาน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554.
- บุญเตือน ศรีวรพจน์, ประสิทธิ์ แสงทับ. สมุดข่อย. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2542.
- สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. พัฒนาการของอักษรไทย. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์พระพุทธศาสนา, 2556.
- กลุ่มอนุรักษ์และศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) โครงการพระไตรปิฎกวิชาการ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย www.mps-center.in.th

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/Qwv5PDj
เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โครงการ "ส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี" สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 06:42:29 am




โครงการ "ส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี" สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดบวรนิเวศวิหาร

โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอนุสรณ์คำนึงว่า พระภิกษุสามเณรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และธำรงรักษา ตลอดจนเผยแผ่พระธรรมคำสอนแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นการสร้างความสงบร่มเย็นให้เกิดขึ้นแก่สังคม หากพระภิกษุสามเณรมีโอกาสได้รับการศึกษาพุทธธรรม สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธพจน์และนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง แล้วนำไปสั่งสอนพุทธบริษัทต่อไปได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

จึงเป็นทางสำคัญที่จะช่วยจรรโลงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานทุน “เล่าเรียนหลวง” แก่พระภิกษุสามเณรผู้ศึกษาภาษาบาลี นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี โดยเสด็จพระราชศรัทธาในส่วนนี้ให้ภิญโญภาพยิ่งขึ้น จะรวบรวมทุนทรัพย์ เพื่อมอบให้แก่สำนักศาสนศึกษาที่มีวิริยะอุตสาหะจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ปรากฏผลดีเด่นจากทั่วประเทศ


@@@@@@@@

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีด้วยการสมทบกองทุนโครงการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สืบอายุพระพุทธศาสนาได้ที่

    บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    ชื่อบัญชี กองทุนในมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร เพื่อส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี
    ประเภทบัญชี ออมทรัพย์
    สาขา เทเวศร์    
    เลขที่บัญชี ๐๒๐ - ๒๗๓๙๒๗-๗



ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศลที่ท่านได้ประกอบในครั้งนี้ จงเป็นพลวปัจจัยอำนวยผลให้ประสบแต่ความสุขความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ พร้อมทั้งปฏิภาณ ธนสารสมบัติ เทอญ.




ขอบคุณที่มา : www.มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราชวัดบวร.com/activities-promote-bali-learning-description.php
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พญายักษ์วัดแจ้ง ตำนานแห่งวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 06:31:25 am




พญายักษ์วัดแจ้ง ตำนานแห่งวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วันหยุดพักผ่อนของคนที่ทำงานมาทั้งอาทิตย์ มีพักเพียงเสาร์กับอาทิตย์ เวลาน้อยนิดใช้ให้คุ้ม ให้รางวัลกับตนเอง กิน ชอป เที่ยว หรือจะนอนพักอยู่บ้าน หากิจกรรมทำก็เป้นทางเลือกที่ดีเช่นกัน แต่มีอีกหลายคนที่ไม่อยากอยู่บ้าน อยากเที่ยว เดินชิล ๆ หาอาหารกินให้เอมอิ่มสำราญ หรือไม่ก็แวะเวียนไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวทะเล น้ำตกหรือเที่ยวใกล้ ๆ ไหว้พระขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเสริมโชคลาภให้กับตนเอง


วันหยุดพักผ่อน มีสถานที่ท่องเที่ยวมาแนะนำให้ไปชมกับสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น งดงาม ไปกราบไหว้พญายักษ์และขอพรพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร พระประธานในพระวิหารปางมารวิชัย ชมพระปรางค์ที่ประดับประดาตบแต่งอย่างสวยงาม เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ได้ไปสัมผัสมองเห้นความอลังการด้วยสายตา

สถานที่ที่กล่าวมาคือวัดวัดอรุณราชวราราม วรมหาวิหาร หรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกับชื่อ “วัดแจ้ง” ซึ่งตามประวัติมีเรื่องเล่าว่า “วัดแจ้ง” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ตามประวัติมีการบัทึกเอาไว้ว่า วัดอรุณราชวราราม วรมหาวิหาร มีมาตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมทีนั้นมีชื่อว่า “วัดมะกอก”

มูลเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้แต่เดิมว่า “วัดมะกอก” นั้น ตามทางสันนาฐานเข้าใจว่าคงจะเรียกคล้อยตามตำบลที่ตั้งวัด ซึ่งสมัยนั้นมีชื่อว่า “บางมะกอก” (เมื่อนำมาเรียกรวมกับคำว่า “วัด” ในตอนแรกๆคงเรียกว่า “วัดบางมะกอก” ภายหลังเสียงหดลงคงเรียกสั้นๆว่า “วัดมะกอก” ) ตามคติเรียกชื่อวัดของไทยสมัยโบราณ เพราะชื่อวัดที่แท้จริงมักจะไม่มี จึงเรียกชื่อวัดตามชื่อตำบลที่ตั้ง เช่น วัดบางลำพู วัดปากน้ำ เป็นต้น ต่อมาเมื่อได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกันนี้ แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดที่ตั้งใหม่ว่า “วัดมะกอกใน” แล้วเลยเรียกวัดมะกอกเดิมซึ่งอยู่ตอนปากคลองมะกอกใหญ่ว่า “วัดมะกอกนอก” เพื่อให้ทราบว่า เป็นคนละวัด




ส่วนที่เปลี่ยนเป็นเรียกว่า “วัดแจ้ง” นั้น เล่ากันเป็นทำนองว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยา สำเร็จเรียบร้อย ใน พ.ศ. 2310 แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาพลล่องลงมาทางชลมารค พอถึงหน้าวัดนี้ ก็ได้อรุณหรือรุ่งแจ้งพอดีทรงพระราชดำริเห็นเป็นอุดมมหามงคลฤกษ์ จึงโปรดให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปทรงสักการบูชาพระมหาธาตุ ขณะนั้นสูงประมาณ 8 วา ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหน้าวัด แล้วเลยเสด็จประทับแรมที่ศาลาการเปรียญใกล้ร่มโพธิ์ ต่อมาได้โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดแจ้ง”

จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เถลิงถวัลยราชสมบัติ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ โดยพระราชทานนามวัดว่า “วัดอรุณราชวราราม” และกลายเป็นวัดประจำรัชกาลในพระองค์



หากท่านไปเที่ยววัดอรุณ อย่าลืมไปไหว้สักการะ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 6 ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทอง

ตามประวัติได้เขียนว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม ฝั่งพระนคร ประดิษฐานอยู่บนแท่นไพทีเหนือฐานชุกชีขนาดใหญ่ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2496 ได้พบพระบรมธาตุ 4 องค์ บรรจุในโกศ 3 ชั้น คือ เงิน นาค และทองเป็นชั้น ๆ โดยลำดับ อยู่ในพระเศียร เหตุที่พบก็เพราะเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสขณะนั้นยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ ได้เห็นแสงสว่างปรากฏในห้องที่จำวัด และก่อนหน้านั้นพระครูใบฎีกาเจริญ ผู้เฝ้าพระวิหารได้เห็นแสงพระรัศมี ลอยฉวัดเฉวียนอยู่ที่พระพุทธรูปสำคัญ แล้วหายไปที่พระเศียรถึง 2 ครั้ง ท่านจึงให้พระครูใบฎีกาเจริญ ขึ้นไปดูที่พระเศียรจึงพบพระบรมธาตุดังกล่าว เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2496



นอกจากนี้สิ่งที่สายมูต้องไปคือ ไหว้พญายักษ์วัดแจ้ง ขอพร ของานขอโชคลาภวาสนา ซึ่งพญายักษ์วัดแจ้งนั้น ตามประวัติกล่าวเอาไว้ว่าหน้าประตูซุ้มยอดมงกุฎมี 2 ตัว มือทั้งสองกุมกระบอง ยืนอยู่บนแท่น สูงประมาณ 3 วา ว่ายักษ์ที่ยืนด้านเหนือ (ตัวขาว) คือ สหัสเดชะ ส่วนด้านใต้ (ตัวเขียว)คือ ทศกัณฐ์ ปั้นด้วยปูน ประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายรูปลักษณะและเครื่องแต่งตัว รูปยักษ์คู่นี้เป็นของทำขึ้นใหม่

หากท่านใดที่ไปจะเห็นพญายักษ์สูงใหญ่ โดดเด่น สง่างาม น่าเกรงขาม ทุกท่านกราบไหว้ขอพร อธิฐานจิตสวดคาถาดังนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคล

คาถาบูชาพญายักษ์วัดแจ้ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(๓ จบ)
ยักโข โย อรุเณ รัมเม วราราเม ปติฏฐิโต
ยักขานังธิปะตี ยักโข ยักเข โส อภิปาละโก
หิริโอตตัปปะสัมปันโน ธัมมิโก ภาคะมาวะโห
เอตัสเสวานุภาเวนะ สทา โสตถี ภวันตุ เม ฯ

พญายักษ์วัดแจ้งตนใด ประดิษฐานที่วัดอรุณราชวราราม พระอารามหลวงอันรื่นรมย์ พญายักษ์วัดแจ้งตนนั้น ยิ่งใหญ่เหนือประดายักษ์ ปกปักรักษา คุ้มครองเหล่ายักษ์และมนุษย์ มีหิริโอตัปปะละบาปดำรงพุทธธรรม นำโชคลาภยศศักดิมงคล ด้วยอานุภาพของพญายักษ์วัดแจ้งตนนั้น ขอความสวัสดิมงคลจงเกิดมีแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเทอญ.




นอกจากนี้ยังมี พระอรุณ หรือ พระแจ้ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งองค์พระและผ้าทรงครองทำด้วยทองสีต่างกัน หน้าตักกว้างประมาณ 50 ซม. ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ด้านหน้าพระพุทธชัมภูนุทฯ ตามประวัติกล่าวว่า เป็นพระพุทธรูปที่ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.2401และได้นำไปประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญมาไว้ในพระวิหารนี้ ด้วยทรงพระราชดำริว่า นามพระพ้องกันกับวัด



วัดแจ้ง เป็นสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาชมสถาปัตยกรรม ความงดงามที่ยังคงให้เราได้สัมผัสและชมงานศิลปะ งานจิตรกรรมและงานประติมากรรม อีกทั้งได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบริเวณวัดอีกด้วย นับว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสแล้วต้องไปให้ได้สักครั้ง เพราะมีอะไรมากมายที่เรายังไม่เคยเห็น จะได้เห็นความสวยงาม อลังการงานฝีมือที่จะผ่านมากี่ยุคสมัย ความสวยงามก้ยังให้เราได้ชื่นชม แม้จะบูรณะมาสักกี่ครั้ง ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปกว่าเดิม ที่เพิ่มเติมคือความโดดเด่น สวยงามคู่กับความเป็นไทย



สำหรับการเดินทางมาเที่ยววัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารหรือวัดแจ้ง สามารถเดินทางเรือข้ามฟากหรือเรือด่วนเจ้าพระยา มาลงที่ท่าวัดอรุณฯ หรือนั่งรถโดยสารหรือขับรถส่วนตัวมาเข้าทางหอประชุมกองทัพเรือ ส่วนการแต่งกายขอให้เหมาะสมถูกกาลเทศะ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้หญิงควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ใส่เสื้อสายเดี่ยว แขนกุด เอวลอย หรือเสื้อที่เว้าโชว์สัดส่วนไม่ใส่กระโปรง กางเกงรัดรูป ให้ใส่กระโปรง กางเกงยาวเลยเข่า ส่วนผู้ชายพึงใส่กางเกงขายาว และเสื้อเชิ้ตมีแขน



วันหยุดขอให้เที่ยวพักผ่อนกันอย่างสนุกสนาน เต็มอิ่ม ให้คุ้มกับวันหยุด ชาร์ตแบตเติมพลังให้เต็มที่แล้วไปทำงานกันอย่างสบายใจ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ และหากท่านใดยังไม่รู้ว่าวันหยุดไปเที่ยวไหนขอแนะนำให้ไปเที่ยว วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง ชมพระปรางค์ ที่งดงามโดดเด่นเป็นสง่า และเป็นวัดเดียว ที่ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสี อย่างงดงามและประณีต บางลายใช้จานชามของโบราณ เป็นของเก่าหายาก เช่น ชามเบญจรงค์ มาประดับตกแต่งและที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นและตก เป็นมุมมองผ่านเลนส์ที่สร้างความสุขประทับใจให้กับเรานั่นเอง





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูลบางส่วน : https://www.watarun1.com/th
URL : https://today.line.me/th/v2/article/2DZavXe?view=topic&referral=linetodayshowcase
เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • chai payangluang
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยวให้หายแค้น กระแสแรงหลังเปิดประเทศ อาเซียนแข่งเอาใจคนเก็บกดจากโควิด เมื่อ: มิถุนายน 28, 2022, 07:37:01 am


เที่ยวให้หายแค้น กระแสแรงหลังเปิดประเทศ อาเซียนแข่งเอาใจคนเก็บกดจากโควิด

ตอนคลายล็อกดาวน์เปิดเมืองใหม่ๆ เกิดกระแส “ช็อปปิ้งล้างแค้น” ระบาดไปทั่วโลก หนุนส่งให้ยอดขายสินค้าแบรนด์เนมพุ่งกระฉูดพักใหญ่ เพราะคนอัดอั้นอยู่กับบ้านนานหลายเดือนเมื่อถึงคราวประเทศไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ จึงปลุกกระแส “Revenge Travelers เที่ยวให้หายแค้น” บูมไปทั้งภูมิภาค

คนกลุ่มนี้เก็บกดอยากเดินทางมานาน และโหยหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ขาดหายไปในช่วง 2-3 ปี อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด เพื่อชดเชยความรู้สึกและเวลาที่สูญเสียไป คนจำนวนมากจึงกระตือรือร้นอยากแพ็กกระเป๋าออกท่องโลก แถมยังพร้อมใช้จ่ายเงินไปกับตัวเลือกการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ส่งผลให้เทรนด์ การท่องเที่ยวแบบกินหรูอยู่แพง “Luxury Tourism” เติบโตรวดเร็วควบคู่กับ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “Sustainable Tourism” จนกลายเป็นเทรนด์หลักของการท่องเที่ยวยุคหลังโควิด




“ประเทศไทย” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับ 4 ของโลก จากผลสำรวจแผนการท่องเที่ยวระดับโลกของวีซ่า พลอยได้อานิสงส์เต็มๆจากเทรนด์ใหม่มาแรง โดยมี 4 เมืองคือ กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหัวหิน เป็นเดสติเนชั่นในดวงใจ

“ความกระหายท่องเที่ยวหลังโควิด” ของกลุ่ม “Revenge Travelers” จะเริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็กที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอต่อการใช้จ่ายขณะออกเดินทางท่องเที่ยว, ไม่จำเป็นต้องวางแผนท่องเที่ยวรัดกุมมากเกินไป และสามารถออกเดินทางได้ทันที นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อาจมีจำนวนไม่มาก แต่มีอัตราการจับจ่ายสูง สิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือ การได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่เพื่อชดเชยช่วงเวลาของชีวิตที่ขาดหายไป และต้องการบริการที่สะท้อนความใส่ใจ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นคนพิเศษ

ฉะนั้น การบ้านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ก็คือการออกแบบกิจกรรมที่เหนือกว่าความคาดหวัง โดยเฉพาะกิจกรรมท่องเที่ยวที่ส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่ซ้ำใคร ผสานแนวคิดความยั่งยืนและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมนี้รู้สึกมีคุณค่า และได้ทำประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน




มีการคาดการณ์ว่าในไตรมาสที่เหลือของปี 2565 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะค่อยๆเพิ่มขึ้น และภายในปี 2565 อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากทวีปยุโรป กระนั้น การท่องเที่ยวไทยจะพลิกฟื้นกลับมาคึกคักเท่าเดิมได้เมื่อไหร่ คงขึ้นกับสถานการณ์ความเป็นไปของโลก เมื่อทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี ทั้งสถานการณ์โรคระบาด, ปัญหาเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อ, สงครามรัสเซีย-ยูเครน และปัญหาราคาพลังงาน

ไม่ว่าผลสำรวจของสำนักไหน ประ เทศไทยและอาเซียนก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักเดินทางทั่วโลกในยุคหลังโควิด รู้อย่างนี้แล้วต้องเร่งสปีดทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีพร้อมต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง.














Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2421882
ไทยรัฐฉบับพิมพ์ ,ไลฟ์สไตล์ ,ท่องเที่ยว ,18 มิ.ย. 2565 ,07:17 น.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ที่มาของ “มูเตลู” ความเชื่อร่วมสมัย สู่ธุรกิจใหม่ยุคโซเชี่ยล เมื่อ: มิถุนายน 28, 2022, 07:11:31 am


ที่มาของ “มูเตลู” ความเชื่อร่วมสมัย สู่ธุรกิจใหม่ยุคโซเชี่ยล

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โลกยุคใหม่หยิบใช้คำว่า “มูเตลู” กันอย่างแพร่สะพัดยิ่งกว่ากระแสการเงิน มัดรวมคนเชื่อเรื่องการดูดวง เสริมดวง เครื่องรางของขลัง เวทมนตร์ คาถา ไสยศาสตร์ แล้วเรียกกันว่า “สายมู”

คนรุ่นเก่าหรือใครที่ยังไม่รู้อาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่คงสงสัยว่าทำไมจู่ๆ มีคำว่า มูเมออะไรนี่โผล่มาได้ยังงัย เรื่องนี้ Sanook Horoscope จะมาเหลาให้ฟังแบบเบา ๆ ไขข้อข้องใจถึงที่มา และชวนมองหาที่ไปด้วยกัน

@@@@@@@

มูมาไง.?

พยายามหาคนแรกที่พูดคำว่า “มูเตลู” แต่หาไม่เจอ ไปค้นดูคาถาของแฮรรี่พอร์ตเตอร์ก็ไม่ใช่ กระทั่งไปเจอกระทู้ในพันทิพ ตั้งแต่ปี 2552 โดย คุณแต้ว บอกอ MODEL อธิบายว่า ที่มาของคำว่า มูเตลู ไม่ใช่ศัพท์สมัยใหม่แต่อย่างใด แต่มาจากชื่อภาพยนตร์ยุคม้วนเทป VDO จากประเทศอินโดนีเซียที่มีชื่อใกล้เคียงสุดๆ คือ มูเตลู ศึกไสยศาสตร์  ชื่อเรื่องของหนังแปลมาจากต้นฉบับ เรื่องออกเสียงแบบคนอินโดว่า เปอนังกัล อิลมู เตลู ส่วนภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Antidote for witchcraft


ภาพเปิดหนัง Penangkal Ilmu Teluh ภาพยนตร์จากอินโดนีเซีย


VDO เทป ภาพยนตร์เรื่องมูเตลู ศึกไสยศาสตร์ โดย คุณแต้ว บอกอ MODEL

หนังเก่าสุดๆ ออกฉายตั้งแต่ปี 2522 กว่าจะเข้าบ้านเราคงราวปี 2525 เล่าเรื่องของหญิงสาวเล่นของแบบ “ไสยดำ” เพื่อความงาม ความรัก และการแก้แค้น เลือดสาดสยองขวัญ ฟาดฟันด้วยคาถาอาคมกันสุดฤทธิ์ (ถ้าฉายยุคนั้นก็นับว่าน่ากลัวอยู่นะ) แม้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยความสงสัยกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พบว่ามีการดึงคำท้ายจากหนังเก่าขนาดนี้มาใช้ภายหลังกันตอนไหน หรือมีการใช้คำนี้มาก่อนแล้วเนิ่นนาน

กระทั่งมีรายการ “มูไนท์” (MOONIGHT) ดำเนินรายการโดย คุณมดดำ-คชาภา ตันเจริญ และคุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย เริ่มออกอากาศในปี 2558 เป็นรายการวาไรตี้ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธา รวมไปถึง ตำนาน ไสยศาสตร์ และสิ่งลี้ลับ แสดงถึงความชัดเจนของคำว่ามูเตลูในแวดวงสื่อมากขึ้น

ปี 2564  มูเตลู กลายเป็นคำฮิตหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากกระแสเพลง มูเตลู (MUTELU) เพลงติดหูของวงเกิร์ลกรุ๊ปอย่าง PiXXiE ที่ยอดวิวพุ่งหลักสิบล้าน ทำนองและท่าเต้นดึงดูดสายตา พอ ๆ กับคำร้องที่ดึงดูดใจสายมู

    “จงหยุด อยู่ตรงนั้น เจ้าพรหมลิขิตของฉัน ส่งรักเธอให้ฉันมา อย่าให้ต้องเสียเวลา Cupid อยู่ที่ไหน มาช่วยจับตัวเธอเอาไว้ จะท่องคาถาในใจทันที!

**มูเตลู oh wa ah ah ah.... ”

   “มูเตลูเสกเธอให้หันมาสบตา บุพเพ สันนิ เสนะ hey!  ท่องไป ให้เธอใจอ่อน  สีไหนที่เป็นมงคล  ดูวันแล้วใส่ให้มันตรง

     พร้อมกำไลที่ ข้อมือ หรือจะเป็นเบอร์มงคล

     ภาวนาแค่ซักนิด ให้เธอคิด เหมือนกับฉัน ใจมันมีไว้ให้ใช้ เธอก็ใช้มันกับฉัน แค่นั้น”


เนื้อเพลงชวนรักแบบ “ถ้าไม่ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล ไม่ด้วยเวทย์ก็ด้วยมนตร์” เป็นมูเตลูแบบ Cupid น่ารักปุ๊กปิ๊ก ต่างจากภาพยนตร์แบบหนังคนละม้วน

..คำเดียวกันแต่ความรู้สึกแตกต่าง


มิวสิคเพลง มูเตลู (MUTELU) จากวง PiXXiE

มูมานาน

คำ มูเตลู อาจมาทีหลัง แต่ความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง มีมาก่อนตั้งแต่ปีมะโว๊ หากจะให้สืบไปถึงประวัติศาสตร์ ต้องย้อนไปถึงยุคดึกดำบรรพ์ เกี่ยวพันกับความเชื่อที่มนุษย์มีต่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพลังเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่แค่เอเชียแต่อาจนับรวมมนุษย์ทุกแห่งหนที่ “กลัว" ในสิ่งที่มองไม่เห็น และ “ต้องการ” ผลลัพธ์บางอย่าง จึงมีความเชื่อว่าสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่ผ่านพิธีกรรมช่วยปกป้องคุ้มครองจากอันตรายสิ่งชั่วร้ายหรือภูติผีปีศาจ และดลบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้

แม้ความเชื่อเหล่านี้จะสู้กับกาลเวลามายาวนาน แต่บางคราวก็ถูกอีกความเชื่อสู้กลับ! ในสังคมโปรตุเกสช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทางการสั่งห้ามสร้างวัตถุทางศาสนาหรือเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แบบเด็ดขาด เพราะมองว่าเป็นวัตถุแห่งความชั่วร้าย... เอ้า! สวนทางกับชาวบ้านซะงั้น!!

แต่พลังความเชื่อก็ยังทำหน้าที่ร่ายมนตร์ให้ชาวบ้านแอบเคารพบูชาอยู่ดี มีชาวตะวันตกยุคล่าอาณานิคมใช้โอกาสนี้หากินบนพื้นฐานวิธีคิดที่ออกแนวบูลลี่หน่อย ๆ คือมองชนเผ่าพื้นเมืองแอฟริกาเป็นผู้ที่ปราศจากเหตุผลและงมงายในความเชื่อไสยศาสตร์ แต่พยายามนำเสนอวัตถุอื่นว่าเป็นสินค้ามีที่ราคาแพงว่า เป็นของมีมูลค่า ดีกว่าเป็นไหน ๆ

แต่ขอโทษ! พี่แอฟสะบัดบ๊อบใส่! เพราะชาวแอฟริกันยุคนั้นมิได้ให้ราคาวัตถุสิ่งของเป็นเงินตรา แต่ให้คุณค่าเชิงจิตวิญญาณมากกว่า

@@@@@@@

ผลสุดท้ายเรื่องราวความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อวัตถุในฐานะ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ก็ถูกหยิบยกเป็น “สตอรี่เทลลิ่ง” ในกระบวนการแลกเปลี่ยน สร้างมูลค่าในตัวของสิ่งนั้นเอง เกิดการจัดสร้างส่งต่อและเปลี่ยนผ่านเจ้าของผู้เคารพบูชาตามวิวัฒนาการของสังคม

ขยับมาใกล้ตัวอย่างไทยเราก็ไม่เบาเหมือนกัน มีบันทึกในสมัยอยุธยาว่าความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ฤกษ์ยาม เครื่องรางของขลัง โชคลาง และเวทมนตร์คาถา ต่างเป็นแขนงแห่ง “ไสยศาสตร์” ที่ผู้คนให้ความสำคัญ นิยมทั้งราษฎรไปจนถึงราชสำนัก

เครื่องรางที่สืบทอดกันมาก็มีอยู่มาก เช่น ผ้าประเจียด ตะกรุด เขี้ยวเสือ เบี้ยแก้ แหวน ยันต์ต่างๆ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงเริ่มมี “พระเครื่อง” แทนที่บรรดาเครื่องรางของขลังที่ผู้คนในสังคมใช้ก่อนหน้า โดยนำความศรัทธาด้านพุทธคุณมาผสมผสานกับความเชื่อที่เป็น “ไสยขาว” ช่วยคุ้มครองปกป้องจากภัยอันตรายและสิ่งที่มองไม่เห็น  แต่เครื่องรางจะเข้มขลังก็ต่อเมื่อผู้ครอบครองปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประกอบกับการหมั่นบริกรรมคาถา และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้ “ของเสื่อม”

       “เอ็งคล้องพระ อย่าเผลอไปรอดใต้ราวผ้านะไอ้ทิด!” ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ส่วนรูปเคารพต่างๆ ที่มาจากตำนานและลัทธิต่างศาสนาอย่าง กุมารทอง นางกวัก ท้าว เทวา หรือองค์เทพต่างๆ ได้รับการบูชาตามความเชื่อเรื่องคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อโชคลาภ ความสำเร็จและความปรารถนาที่แตกต่างกันไป มีการแลกเปลี่ยนผ่านคำว่า “เช่าบูชา” ที่ใช้เฉพาะกับวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง

เป็นวัตถุที่จับต้องได้ด้วยมือ แต่จะจับต้องพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ต้องใช้ใจที่มีความเชื่อเป็นผู้สัมผัส


เครื่องรางที่ถูกดีไซน์ใหม่ให้เข้ากับไลฟสไตล์ผู้บูชา

มูในร่างใหม่

ตัดภาพมาปัจจุบัน หาน้อยนักที่เด็กรุ่นใหม่จะนิยมคล้องพระ แขวนตะกรุด สวมสายสิญจน์ เพราะดูไม่อินกับไลฟ์สไตล์ แต่ความเชื่อเรื่องโชคลางไม่ได้หายไปไหน ผู้คนยังต่างปรารถนาลาภยศ และความสมหวังในเรื่องต่าง ๆ ไม่เสื่อมคลาย  เครื่องรางยุคใหม่จึงเริ่มกลายร่างตามเทรนด์ให้คนในสังคมได้พึ่งพา

ขณะเดียวกันโลกที่เปิดกว้างยังนำศาสตร์ความเชื่อของต่างลัทธิต่างศาสนาเข้ามามากขึ้น คงพอจำกันได้ที่ช่วงหนึ่ง กุมารทองผมจุกที่เคยคุ้นกลายเป็น ตุ๊กตาลูกเทพ ที่เจ้าของอุ้มไปไหนต่อไปด้วยกันได้ ทั้งสองแบบมีรากความเชื่อเดียวกันว่าเป็นที่สถิตของวิญญาณหรือพลังบางอย่างที่ช่วยเกื้อหนุนชีวิตให้พบกับความสำเร็จ 

จากตะกรุดสายสิญจ์หรือด้ายมงคลที่ผูกตามข้อมือ ก็เปลี่ยนภาพเป็นดีไซน์ใหม่ มีหินมงคลแฝงความเชื่อต่างๆ เติมคุณค่าให้สร้อยคอ สร้อยข้อมือมีทั้งความสวยงามและมีเรื่องราว เมื่อวัตถุมงคลถูกนำมาประยุกต์กับดีไซน์ที่ตอบโจทย์ สนับสนุนความเชื่อพร้อมสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เครื่องรางยุคใหม่จึงเริ่มสีสันและหลากหลาย กลายเป็นแฟชั่นที่ผู้ใช้ไม่เก้อเขินที่จะใช้ตามความเชื่อ

ความครีเอทของโลกยุคใหม่ไม่ได้หยุดแค่นั้น การเคารพบูชาองค์เทพหรือเทวรูป ที่แต่เดิมต้องเดินทางไปสักการะด้วยตนเอง แปรเปลี่ยนรูปแบบเป็นภาพวอลเปเปอร์บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ผนึกรวมกับความรู้ทางโหราศาสตร์ ทั้งอักขระ ศาสตร์ตัวเลข และภาพพยากรณ์จากไพ่ทาโรต์มาดีไซน์ร่วมกัน เกิดเป็นความหมายที่เชื่อว่าส่งพลังดึงดูดให้ความปรารถนาของผู้ใช้กลายเป็นจริง

ล่าสุด ไปถึงขั้นมูเตลูแบบ DIY ลงนะหน้าทองเสริมเมตตามหาเสน่ห์ด้วยตนเอง เข้าถึงสายมูผ่านแพลตฟอร์มโซเชี่ยลและร้านค้าออนไลน์

นอกจากร่างทรงความเชื่อที่ดูร่วมสมัย การมัดใจสายมูแบบเลื่องลือระบือไกลยังเกี่ยวพันกับโลกในยุคไถหน้าจอที่ทรงพลังเหลือหลาย เมื่อมีช่องทางให้สายมูได้แชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเชื่อและใช้ ยิ่งเป็นที่สนใจ กลายเป็นเทรนด์ฮิตของแฟชั่นสร้างความหวังของมวลมนุษย์ยุคใหม่แบบก้าวกระโดด จนเกิดธุรกิจมูเตลูหลักล้านในเวลาอันรวดเร็ว เป็นทั้งวัตถุสิ่งของคุณค่าทางจิตใจและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจพร้อมกัน

มูเตลู พาความเชื่อที่มีอยู่เดิมสิงร่างใหม่ที่สังคมยอมรับและเข้าถึงง่าย ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง


มูเตเวิร์ล ผุ้บุกเบิกวอลเปเปอร์เสริมดวงจนสามารถสร้างธุรกิจออนไลน์ได้อย่างจริงจัง


มูสร้างตัวตน

มูเตลู ไม่มีเหตุผลอธิบายได้ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ ในมุมมองของผู้ที่ยึดหลักการเหตุและผลจึงตีความว่า ความเชื่อเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย สายมูคือผู้ที่ถูกหลอกขายความหวังแบบมโนไม่มีอยู่จริง แต่ถึงอย่างนั้นโลกของคนยุคใหม่ยังคงหมุนรอบเรื่องมูเตลูอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูหมอทำนายอนาคตและเครื่องรางตามความเชื่อหลากรูปแบบ จนทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงเบื้องลึกของสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางศาสนา 

เพื่อสะท้อนถึงอีกแนวคิดต้องขอพาเข้าสู่วิชาการสักนิด

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวถึงมุมมองของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้ในบทความเรื่อง มูเตลู: มานุษยวิทยาของเครื่องรางของขลังและโชคลาภ Mutelu: Anthropology of Fortune and Fetishism สรุปความส่วนหนึ่งได้ว่า

วัตถุตามความเชื่อนั้นส่งเสริมชีวิตให้ดำเนินไปได้ เป็นส่วนประกอบของการใช้ชีวิต ทำให้บุคคลตระหนักถึงการมีตัวตน (self-contained entity) ซึ่งเคลื่อนตัวไปพร้อมประสบการณ์ในชีวิต เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่อกัน ทั้งระหว่างบุคคลและวัตถุ รวมถึงบุคคลต่อบุคคลในสังคมด้วยกันเอง เป็นกลไกการสร้างสรรค์ทางสังคม (social creativity) รูปแบบหนึ่ง

ในความคิดของ บรูโน ลาทัวร์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส มองว่าวัตถุที่เป็นเครื่องรางของขลังมิใช่สิ่งที่หลอกลวงหรือเป็นความไร้สาระ และไม่ควรอธิบายด้วยกรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่มักต้องการข้อพิสูจน์ว่าวัตถุเครื่องรางของขลังช่วยทำให้เกิดอภินิหารหรือสร้างโชคลาภให้กับผู้ที่กราบไหว้บูชาหรือไม่ หากแต่เครื่องรางของขลังเป็นวัตถุที่ต้องสัมผัสด้วยอารมณ์ความรู้สึก มิใช่การค้นหาความเป็นเหตุเป็นผลของมัน

อย่างไรก็ตาม โลกของมูเตลูก็มีนิยามที่ชัดเจนว่า “เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ” แม้ว่าความหวังจะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำเนินไป แต่หากมุ่งเชื่อตามจนมองไม่เห็นความจริงรอบข้าง หรือสร้างปัจจัยต่างๆ ให้เข้าใกล้ความสำเร็จด้วยตนเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังแค่ไหนก็อาจต้องขอบาย

และความเชื่อเรื่องมูเตลูก็คงไม่หมดไปจากโลกนี้ง่ายๆ ตราบใดที่ความกลัวและความปรารถนาของมนุษย์ยังไม่มีที่สิ้นสุด


 


ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล  :แต้ว บอกอ MODEL (2452). ที่มาของคำว่า มูเตลู ไม่ใช่ศัพท์สมัยใหม่แต่อย่างใด,ศิลปวัฒนธรรม (2564).คุณไสย ความรู้และเครื่องมือกำจัดศัตรคู่อาฆาตสมัยโบราณ,ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ (2565). มูเตลู: มานุษยวิทยาของเครื่องรางของขลังและโชคลาภ
ภาพ : แต้ว บอกอ MODEL,Mootaeworld,istockphoto
URL : https://www.sanook.com/horoscope/232057/
ที่มาของ “มูเตลู” ความเชื่อร่วมสมัย สู่ธุรกิจใหม่ยุคโซเชี่ยล : Uranee Th.
27 มิ.ย. 65 (09:30 น.)
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อยากแก้กรรมที่ "ทำบุญกับคนไม่ขึ้น" ต้องทำอย่างไร.? เมื่อ: มิถุนายน 28, 2022, 06:51:07 am


อยากแก้กรรมที่ "ทำบุญกับคนไม่ขึ้น" ต้องทำอย่างไร.?

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่า ทำบุญคนไม่ขึ้น ทำดีพูดดีกับใคร แต่สุดท้ายก็มีเหตุการณ์ให้เราต้องรู้สึกว่าโดนหักหลัง ช่วยเหลือใครไปก็กลับถูกมองในแง่ร้าย ลองทำ 4 วิธีนี้

1. อภัยทาน
    เป็นทานที่ส่งผลดีที่สุด

2. ให้ทาน
    ช่วยเหลือผู้ยากไร้ คนเร่ร่อน คนที่ตกกำลังตกทุกข์ได้ยาก

3. ปล่อยชีวิตสัตว์
    ไถ่ชีวิตโค กระบือ หรือปล่อยปลา

4. แผ่ส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร
    ทุกครั้งที่ทำบุญ ให้แผ่ส่วนกุศลให้กับทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต


 


Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/232049/
27 มิ.ย. 65 (07:30 น.) ,Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทอง ศรัทธาพระบรมสารีริกธาตุ ความพิเศษที่ต่างจากองค์อื่น เมื่อ: มิถุนายน 27, 2022, 05:36:39 am





ตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทอง ศรัทธาพระบรมสารีริกธาตุ ความพิเศษที่ต่างจากองค์อื่น

วัดพระธาตุศรีจอมทองหรือที่ภาษาเหนือออกเสียงว่า “จ๋อมตอง” เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญมากวัดหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งอยู่ที่บ้านลุ่มใต้ ถนนสายเชียงใหม่-ฮอด หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศใต้ประมาณ 58 กิโลเมตร

ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุศรีจอมทอง เมื่อคราวฉลองสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9)

มีตำนานที่กล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุศรีจอมทองว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธพยากรณ์ไว้กับพญาอังครัฏฐะ ผู้ครองอังครัฏฐะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณดอยจอมทองว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปภายหน้าจะเป็นที่ประดิษฐานพระทักษิณโมลีธาตุ (พระเศียรเบื้องขวา) ของพระองค์

ต่อมาภายหลังเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว โทณพราหมณ์ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง 8 นคร ซึ่งในครั้งนั้น มัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินาราทรงได้พระทักษิณโมลีธาตุไว้ พระมหากัสสปะเถระเจ้าประธานฝ่ายสงฆ์ได้กราบทูลเรื่องพุทธพยากรณ์ที่พุทธองค์เคยตรัสไว้ มัลลกษัตริย์จึงถวายพระบรมธาตุแด่พระมหากัสสปะเถระ ซึ่งท่านได้อัญเชิญพระบรมธาตุวางไว้บนฝ่ามือแล้วอธิฐานอาราธนาพระบรมธาตุไปยังดอยจอมทอง เพื่อประทับอยู่ในโกศแก้วอินทนิลภายในเจดีย์ทองคำที่พญาอังครัฏฐะได้สร้างถวาย

ในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ลำดับที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2038-2068) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารจุตุรมุขขึ้น โดยมีมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุขนั้น เพื่อใช้ประดิษฐานพระบรมธาตุ

ในตำนานของพระบรมธาตุ นอกจากจะกล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุแล้ว ยังได้กล่าวถึงการอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทองไปเชียงใหม่หลายครั้ง รวมทั้งภารกิจของกษัตริย์เชียงใหม่อีกหลายพระองค์ที่ได้ทำนุบำรุงและถวายเครื่องสักการะสืบมาอย่างต่อเนื่องด้วยพระราชศรัทธาที่มีต่อพระบรมธาตุ เช่น ในสมัยพระเมกุฏิสุทธวงศ์ ได้อัญเชิญพระบรมธาตุมายังเชียงใหม่ครั้งหนึ่ง

ต่อมาในรัชสมัยของเจ้าหลวงสุภัทระ (คำฝั้น) พระองค์ได้อัญเชิญพระบรมธาตุเข้าสู่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง และทรงสร้างโกศถวายพระบรมธาตุ เมื่อล่วงมาถึงสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์ (พ.ศ. 2416-2439) เมื่อพระองค์ทรงสร้างหอพระธรรมขึ้นใหม่ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุไปเมืองเชียงใหม่เพื่อทำการสักการะเช่นกัน

นอกจากตำนานจะปรากฏว่ามีการอัญเชิญพระบรมธาตุไปยังเมืองเชียงใหม่แล้วหลายครั้ง วัดแห่งหนึ่งในอำเภอหางดง ชื่อวัดต้นเกว๋น (อินทราวาส) ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวสมัยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ (พ.ศ. 2399-2413) ก็ได้รับกล่าวถึงในตำนานว่า เคยใช้เป็นที่หยุดพักของขบวนแห่พระบรมธาตุศรีจอมทองไปยังเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากที่วัดนี้ มีมณฑปจัตุรมุขแบบพื้นเมืองล้านนาที่เหมาะแก่การบูชาและสรงน้ำพระบรมธาตุก่อนที่จะนำเข้าไปในตัวเมืองเชียงใหม่

    ค้นอดีต “วัดต้นเกว๋น” ที่พักขบวนแห่พระบรมธาตุยุคก่อน สู่การคืนชีพในฉาก “กลิ่นกาสะลอง”

ตราบถึงรัชสมัยของเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองเชียงใหม่คือ เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) ก็ยังมีการบอกเล่าไว้ในตำนานถึงการปฏิสังขรณ์วัดศรีจอมทอง รวมถึงการฉลองครั้งยิ่งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2465


ของล้ำค่าที่เจ้านายเมืองเชียงใหม่นำมาถวายพระธาตุศรีจอมทอง (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9)

ปูชนียสถานที่สำคัญของวัดได้แก่ มณฑปปราสาทก่ออิฐถือปูน ฝีมือสล่า (ช่าง) ชาวพม่า ซึ่งอยู่ในวิหารของวัด วิหารหลวง พระอุโบสถ และเจดีย์ซึ่งมีลักษณะองค์เจดีย์เป็นแบบที่ตั้งอยู่ฐานบัวลูกแก้ว 2 ชั้น ชนิดฐานย่อเก็จ แต่ชั้นฐานที่รองรับองค์ระฆังเป็นบัวฐานปัทม์ชนิดกลมเช่นเดียวกับเจดีย์ของวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดพระธาตุหริภุชัย เป็นต้น

หากนับเวลาการสร้างวัดพระธาตุศรีจอมทอง ซึ่งกล่าวในตำนานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1995 จนถึงปัจจุบัน วัดพระธาตุศรีจอมทองก็มีอายุมากกว่า 500 ปีแล้ว

ปัจจุบันวัดพระธาตุศรีจอมทองสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2470 และได้รับการสถปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารเมื่อ พ.ศ. 2506

ในทุกๆ ปีทางวัดจะจัดงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมทอง 2 ครั้ง คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ตรงกับวันวิสาขบูชา และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เหนืออีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความพิเศษของพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้ คือสามารถเชิญพระธาตุออกมาสรงน้ำได้โดยตรง ต่างจากพระบรมสารีรกธาตุองค์อื่นที่มักบรรจุอยู่ในผอบฝังอยู่ใต้พระธาตุเจดีย์


อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุศรีจอมทองมาสรงน้ำ (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9)

 


ขอขอบคุณ :-
ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9 กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 13 ธันวาคม 2562
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_42740
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 6 สิ่งที่ควรทำ เมื่อรู้สึกว่า ตัวเองขี้แพ้ | เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอย่าง เมื่อ: มิถุนายน 27, 2022, 05:23:57 am




6 สิ่งที่ควรทำ เมื่อรู้สึกว่า ตัวเองขี้แพ้ | เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอย่าง และ ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ไปตลอด

ใครรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดี ทำอะไรก็สู้คนอื่นไม่ได้ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นหนทางเลย มันมืดไปหมด รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้แพ้

คงไม่มีใครอยากเป็นคนขี้แพ้

ขี้แพ้ เป็นคำที่ไม่น่าฟังเอาซะเลย มันรู้เลยไม่มีคุณค่า ทำอะไรก็ไม่ดี ดูไม่มีหนทางชนะอะไรสักอย่างในชีวิต เป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดไป ได้แต่นั่งเฝ้ามองความสำเร็จของคนอื่น

ว่าแต่ไอ้ความรู้สึก ขี้แพ้ มันเริ่มมาจากไหน มันคงไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแน่ๆ อย่างน้อยก็มั่นใจอย่างนั้น แต่อาจจะเพราะโตขึ้น ได้เจออะไรเข้ามามากมาย ได้เจอความกดดัน ได้เจอความคาดหวังจากตัวเองและคนอื่น พอมันไม่เป็นไปตามนั้น ก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มันแย่สิ้นดี นี่ละมั้งที่เรียกว่าความรู้สึกแพ้

พอแพ้บ่อยๆ เข้าก็คงไม่แปลกที่เราจะมองตัวเองว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ แต่ละคนก็อาจจะเป็นไอ้ขี้แพ้ในแต่เรื่องต่างกันไป เช่น ขี้แพ้ในความรัก การงาน เพื่อน การใช้ชีวิต บางคนอาจจะเป็นทุกเรื่องรวมกันแล้วรู้สึกว่าตัวเองนี้ละ Loser สุดๆ




6 สิ่งที่ควรทำเมื่อรู้สึกว่าตัวเองขี้แพ้

1. หาสิ่งมาซัพพอร์ตจิตใจ
หาอะไรมาซัพพอร์ตจิตใจของเรา มันเป็นได้หลายอย่างมากๆ เช่น หาสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ เมื่อทำสำเร็จเราจะรู้สึกดีกับมัน ,หาคนช่วยรับฟัง สนับสนุนเรา ,ฟังหรืออ่านอะไรที่ให้กำลังใจเรา

2. มองไปข้างหน้า
ตั้งเป้าหมายไว้และค่อยๆ ใช้เวลาไปให้ถึงให้ได้ มองไปข้างหน้า ไม่ว่าชีวิตจะเจออะไร เพราะเราไม่มีทางที่ย้อนเวลาได้เลย มองไปข้างหน้า มองไปที่ความสำเร็จที่รออยู่

3. รักในโชคชะตา
มีหลายครั้งที่ชีวิตอาจจะต้องไปเจอเหตุการณ์ ไปเจอความบังเอิญ ไปเจอโอกาสอะไรสักอย่าง จงรักและยอมรับมันและจงเชื่อว่าสุดท้ายมันจะนำพาเราไปเจอสิ่งดีๆ

4. หามุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต
โลกนี้กว้างกว่าที่เราคิด ออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ออกไปเจอผู้คน หากไม่มีเวลาแค่เปิดหนังสือก็เหมือนได้ออกเดินทาง พยายามหามุมมองใหม่ให้ชีวิต เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

5. มองเห็นคุณค่าในตัวเอง
มองเห็นคุณค่าในตัวเอง เชื่อมั่นและมั่นใจตัวเอง อย่าให้ปากคนอื่นมากำหนดว่าเราเป็นคนยังไง หรือมากำหนดว่าเราต้องรู้สึกแบบไหน

6. จำไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอย่าง
ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปดั่งใจเราได้ ไม่เป็นไรเลยหากมันจะไม่เป็นไปตามที่เราคิด ขอแค่พยายามเต็มที่ ล้มได้แต่อย่าถอย ไม่จำเป็นต้องชนะทุกเรื่อง

@@@@@@@@

ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ไปตลอด บางวันเราอาจจะชนะ แต่ชัยชนะนั้นมันอาจจะเล็กจนเรามองไม่เห็นความสำคัญของมัน ขอให้ชื่นชมกับมัน เป็นเราในแบบทุกวันนี้ได้ก็เก่งที่สุดแล้ว






ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : psychologytoday
URL : https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_362305/
26 มิถุนายน 2022 - 10:00
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / งดรับบริจาค วัดพระธาตุแม่เย็น หลังสำนักพุทธแจ้งเป็นวัดร้าง ท่องเที่ยวหยุดชะงัก เมื่อ: มิถุนายน 27, 2022, 05:11:28 am



งดรับบริจาค วัดพระธาตุแม่เย็น หลังสำนักพุทธแจ้งเป็นวัดร้าง ท่องเที่ยวหยุดชะงัก ร้านค้าต้องปิด

วันที่ 25 มิ.ย.65 ชุมชนบ้านแม่เย็น หมู่ 1 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นำโดย น.ส.จุไรรัตน์ กันทาสุข ผญบ.บ้านแม่เย็น ได้ขึ้นป้ายประกาศงดรับบริจาคปัจจัยและยุติการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ บนวัดพระธาตุแม่เย็น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การขึ้นป้ายประกาศดังกล่าว สาเหตุมาจากทางชุมชนบ้านแม่เย็น และคณะจิตศรัทธา ได้รับแจ้งจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า วัดพระธาตุแม่เย็นเป็นสถานะวัดร้างการก่อสร้างและกิจกรรมทุกครั้งต้องขออนุญาตสำนักพุทธทุกครั้ง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยจะเปิดอีกครั้งหลังจากที่ได้รับอนุญาตจากทางสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนเสียก่อน

อย่างไรก็ตามการขึ้นป้ายดังกล่าว เกิดจากการประชาคมของชุมชนบ้านแม่เย็น หลังได้รับการแจ้งจาก ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ฯ ว่า ให้ระงับการก่อสร้างวิหารที่ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 พ.ค.65 ชาวชุมชนบ้านแม่เย็นได้ ขอน้อมถวายการต้อนรับเจ้าประคุณสมเด็จพระธรญาณมุนีกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารกรุงเทพมหานคร เมตตาเป็นประธานทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดพระธาตุแม่เย็น เพื่อร่วมสมทบทุนสร้างวิหารแทนหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ โดยผ้าป่าสามัคคีดังกล่าว ได้ยอดบริจาคเป็นเงินประมาณ 1.8 ล้านบาท






สำหรับวัดพระธาตุแม่เย็น ทางชุมชนบ้านแม่เย็น ได้เคยทำเรื่องขอยกฐานะเป็นวัด ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแม่ฮ่องสอน เมื่อ 30 ม.ค.62 โดยผ่านกระบวนการตามระเบียบและข้อกฎหมายทุกประการ แต่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ระบุว่า หนังสือดังกล่าวหมดอายุไปแล้ว ทางชุมชนจึงได้ยื่นเรื่องเข้าไปใหม่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

อนึ่งสำหรับวัดพระธาตุแม่เย็น เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอปาย ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางขึ้นไปนมัสการและท่องเที่ยวบนวัด ฯ เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขา มีทิวทัศน์ของตัวเมืองปาย ที่งดงาม นอกจากนั้น ยังมีการจัดงานประเพณีทางด้านศาสนามาทุกปี และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว แต่เมื่อมีการประกาศงดรับบริจาคและงดก่อสร้างพระวิหาร ส่งผลให้การท่องเที่ยวบนวัดต้องชะงักลง เนื่องจากชุมชนที่เคยเปิดร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว ต้องปิดตัวลง ทำให้การท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักไปด้วย












Thank to : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_7129597
ทุกทิศทั่วไทย , 25 มิ.ย. 2565 - 23:30 น.
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การสวดมนต์​ได้อะไรกับชีวิต เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 07:08:09 am



การสวดมนต์​ได้อะไรกับชีวิต

คำแต่ละคำที่ปรากฏในตำราสวดมนต์นั้น เป็นคำที่เป็นศิริมงคลทั้งสิ้น ไม่ว่ามนต์ที่สวดนั้นจะมีความหมายอย่างไรก็ตาม เหตุที่ว่าเป็นมงคลเนื่องจากทุกคำกล่าวของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคำที่พระองค์ตรัสออกมาด้วยสติอันบริบูรณ์ พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ปราศจากกิเลสทั้งปวง พระองค์เป็นครูทั้งสามโลก ดังนั้นการที่มนุษย์สวดมนต์ที่เป็นคำของพระองค์จึงเป็นมงคลด้วยการนี้แก่ชีวิต
 
นอกจากนี้เหล่าเทพเทวดาทั้งผองต่างชื่นชมชื่นชอบในการได้ยินเสียงสวดมนต์ที่สรรเสริญต่อพระธรรมอันยิ่ง เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทพเทวดาก็ไปจากมนุษย์นี้เองที่ดับจากจิตมนุษย์ไปอุบัติเป็เทพเทวดา แล้วเหตุที่ไปเป็นเทพเทวดาเพราะมีศีลมีธรรมในใจอย่างมากเมื่อคราวเป็นมนุษย์

ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมา จึงยืนยันได้ว่าการสวดมนต์เป็นมงคลกับชีวิตอย่างมาก และยิ่งในช่วงนี้ที่เป็นวิกฤตโควิดถ้าเรารู้จักทำใจให้สงบ มีสติ มีสมาธิ ในการสวดมนต์จะทำให้ตัวเรามี ที่เป็นกุศล เป็นที่รักของเทพเทวดา  อย่างน้อยสิ่งที่อัปมงคลหรือเรื่องร้ายๆก็จะห่างไกล 
 
แนะนำให้สวดมนต์ บทที่สำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์ไปกล่าว เมื่อคราวเกิดโรคระบาดในเมืองเวสาลี เมื่อกล่าวจบฝนตก 7 วัน 7 คืน ชำระล้างจนสะอาดและปลอดจากโรคระบาดไปอีกนาน 
 
@@@@@@@

บทขัดระตะนะสุตตัง

ราชะโต วา โจระโต วา มะนุสสะโต วา อะมะนุสสะโต วา อะมะนุสสะโต วา อัคคิโต วา อุทะกะโต วา ปิสาจะโต  วา ขาณุกะโต วา กัณฎะกะโต วานักขัตตะโต วา ชะนะปะทะโรคะโต วา อะสัทธัมมะโต วา อะสันทิฎฐิโต วา อะสัปปุริสะโต วา จัณฑะหัตถิอัสสะมิคะโคณะกุกกุระอะหิวิจฉิกะมะนิสัปปะทีปิอัจฉะตะรัจฉะสุกะระมะหิสะ ยักขะรักขะสาทีหิ นานา ภะยะโต วา นานาโรคะโต วา นานาอุปัททะวะโต วา อารักขัง คัณหันตุ ฯ

ปะณิธานะโต ปัฎฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะ ปาระมิโย ทะสะอุประปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโย ปัญจะ  มะหาปะริจจาเค ติสโส จะริยา ปัจฉิมัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก  มาระวิชะยัง สัพพัญญุตะญาณัปปะฎิเวธัง นะวะ โลกุตตะระธัมเมติ สัพเพปิเม พุทธะคุเณ อาวัชชิต์วา เวสาลิยาตีสุ  ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัสํมา อานันทัตเถโร วิยะ การุญญะจิตตัง อุปัฎฐะเปตํวาฯ

    โกฎิสะตะสะหัสเสสุ         จักกะวาเฬสุ เทวะตา
    ยัสสาณัมปะฎิคคัณหันติ     ยัญจะ เวสาลิยัมปุเร
    โรคามะนุสสะทุพภิกขะ      สัมภูตันติวิธัมภะยัง
    ขิปปะมันตะระธาเปสิ         ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
 
บทสวดบทนี้ พระราชภาวนาวัชราจารย์ วิ. พระคณาจารย์ สายวิปัสสนาท่านสวดประจำ และแนะนำให้ลูกศิษย์สวดในช่วงโรคระบาดโควิดด้วย เพื่อให้ห่างไกลจากโรคระบาดครั้งนี้





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/490395
คอลัมน์ : ทำมาธรรมะ โดย..ราชรามัญ , 05 ส.ค. 2564 เวลา 5:00 น.
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความจริง เรื่อง "เทวดากับมนุษย์" เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 06:55:19 am


ความจริง เรื่อง "เทวดากับมนุษย์"

ในยุคปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าผู้คนสนใจที่จะเคารพกราบไหว้เทพเทวดาค่อนข้างมาก ทั้งที่ในใจก็บอกว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทพเทวดาดูเหมือนจะน้อยนิด

หลายคนมักจะถามว่าเทวดานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าตอบตาม ตรรกะความรู้ เทพเทวดาที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา หรืออาจจะเรียกว่าเป็นเทพเทวดาที่มีสัมมาทิฐินั้น ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง ออกชื่อมากที่สุด เห็นจะเป็นท้าวสักกะเทวราช หรือที่คนไทย เรียกกันว่า พระอินทร์

ส่วนเทพเทวดาที่มีชื่ออื่นๆนั้น อาจจะปรากฏบ้างแต่ไม่มากและไม่บ่อยครั้ง ทีนี้ก็ตั้งคำถามว่า มนุษย์ ถ้าเกิดกราบไหว้เทพเทวดา ย่อมจะส่งผลอะไรใดๆให้บ้าง

@@@@@@@

อยากให้ลองพิจารณาจากเรื่องนี้

ครั้งหนึ่ง ในครอบครัวของพราหมณ์ เมื่อ บุตรชายของพราหมณ์มณีออกไปบวชแล้วในสำนักพระพุทธเจ้าแล้วได้เป็นพระอรหันต์ ทุกเช้าแม่พราหมณ์มณีทำอาหาร แต่ไม่เคยใส่บาตรพระลูกชายเลย

กลับนำอาหารนั้นไปตั้งไว้กลางแจ้งเพื่อสักการะพระพรหม ทำทุกวัน พระลูกชายมายืนถือบาตรอยู่หน้าบ้านตนก็ไม่เคยคิดจะนำเอาอาหารมาใส่

นานเข้าร้อนถึงพระพรหม ต้องเสด็จลงมาจากสวรรค์ แล้วบอกกับนางพราหมณีนั้นว่า อาหารที่เจ้าทำสักการะเรา เราได้แต่รับรู้ แต่กินไม่ได้ เจ้าควรนำเอาอาหาร ที่ทำมาเพื่อสักการะเรา ไปถวายพระลูกชายเถิด จะได้อานิสงส์ผลบุญมาก เพราะ พระลูกชายนั้นเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องนำเอาอาหารใดๆมาสักการะเราเลย


@@@@@@@

จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า
   1. เทพเทวดามีอยู่จริง
   2. อาหารที่เราทำการสักการะเทพเทวดานั้น เทพเทวดากินไม่ได้
   3. เทพเทวดาจะไม่ยุ่งกับมนุษย์แต่อย่างใด

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งพอยกเป็นตัวอย่างได้ อนาถบิณฑิกเศรษฐี สร้างโรงทาน ให้ผู้คนมาทานอาหารฟรี และทำบุญตักบาตรทุกวัน เทวดาองค์หนึ่งที่อาศัยขื่อบ้านเศรษฐีอยู่นั้นมาเตือน ว่าเงินก็ใกล้จะหมดแล้วยังคิดแต่ทำบุญอยู่ได้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงขับไล่เทวดา ให้ไปอยู่ที่อื่น เทวดาไม่มีที่อยู่ ก็ไปกราบพระพุทธเจ้าเล่าเรื่องราวให้ฟัง พระเจ้าบอกให้มาขอโทษท่านเศรษฐี

นี่เราเพียงย่อๆ เพื่อต้องการให้เห็นว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่ มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วย ศีลธรรมอันงดงามแล้ว แม้เทพเทวดาก็ยังต้องเกรงใจ ดังนั้นถ้าใคร นำเอาเรื่องเทพเทวดามา บังคับเราก็ดี มากล่าวอ้างต่างๆนานาก็ดี ขอให้ยึดใน ตรรกะความรู้ ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนานี้ เป็นแม่แบบในการพิจารณาแล้วตัดสินใจ จะทำให้ชีวิตของเรานั้นไม่ถูกร้อยรัดด้วยสิ่งที่ ถูกอ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ อย่างไร้เหตุผลอีกต่อไป





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/492361
คอลัมน์ : ทำมาธรรมะ โดย พระราชรามัญ ,19 ส.ค. 2564 เวลา 4:00 น.
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 "วิธีออกกำลังกาย" ง่ายๆ แบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์ เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 06:32:34 am


8 "วิธีออกกำลังกาย" ง่ายๆ แบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์

ชวนมาออกกำลังกายง่ายๆ ด้วย 8 วิธีออกกำลังกาย แบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์ เพื่อความฟิตแอนด์เฟิร์ม มากกว่าเดิมได้แน่นอน

“วิธีการออกกำลังกาย” ถือเป็นเป้าหมายชีวิตของใครหลายคน ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นที่จะพิชิตหุ่นสวยและสุขภาพดีอย่างไร แต่ในบางครั้งสถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยให้พกพาอุปกรณ์ออกกำลังไปด้วย บางสถานที่ก็อาจจะไม่มีฟิตเนสให้ได้ใช้งาน

"ฐานเศรษฐกิจ" จึงนำวิธีออกกำลังกายโดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ แต่ก็ได้ฟิตหุ่นได้เหมือนกัน แถมทำได้ง่ายและไม่ต้องใช้พื้นที่มาก


@@@@@@@

ท่าสควอทขึ้นลง
    - บริหารกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกันโดยใช้การตึงตัวของกล้ามเนื้อ
    - ทำท่าสควอทแล้วยกมือสองข้างขึ้นมาประสานกัน
    - ดันตัวขึ้นทีละน้อย โดยใช้แรงดันจากส้นเท้า และค่อยๆ ลดตัวลงในท่าเดิม
    ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 30 วินาที

ท่ากระโดดสคอท
    - ฝึกความแข็งแรงในการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว
    - ย่อตัวลงในท่าสควอทแล้วยกฝ่ามือสองข้างขึ้นมาประสานกัน
    - กระโดดตัวขึ้นแล้วย่อตัวกลับมาในท่าสควอทอีกครั้ง
    - ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 10-12 ครั้ง

วิ่งอยู่กับที่ 15-30 นาที
    - วิ่งอยู่กับที่ประมาณ 15-30 นาที จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้สูงเลยทีเดียว
    - ควรให้ความสำคัญกับรองเท้าที่ใช้ในการวิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ข้อเท้า

ท่ากระโดดกางแขนแตะพื้น
    - กางแขนและขาสองข้างออกคล้ายรูปดาว ให้แขนเหยียดตรงขนานกับพื้น
    - เอียงตัวไปทางขวาจนมือขวาสัมผัสกับพื้น
    - เอียงตัวกลับมาในท่าเดิม และกระโดดให้ขาสองข้างมาชิดกัน
    - ทำสลับข้าง ทำซ้ำ 3 เซต เซตละ 12-15 ครั้ง

วิดพื้น
    - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณส่วนอก หัวไหล่ ต้นแขน และหน้าแขน
    - ทำ 20 ครั้ง แบ่งเป็น 2 เซต
    - ใครไม่สามารถวิดพื้นได้แบบปกติ ให้ใช้หัวเข่าลงแทนปลายเท้า จะช่วยให้การวิดพื้นทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

กระโดดแล้วนั่งงอเข่า
    - เริ่มด้วยการยืนตรงแล้วย่อเข่าแบบท่า Squat ต่อด้วยการกระโดดยืดตัวด้วยปลายเท้า
    - ทำประมาณ 15 ครั้ง ให้ครบ 2 เซต
    - ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้แทบทุกส่วนของร่างกาย

นอนราบยกขา
    - เริ่มจากการนอนราบกับพื้น แล้วจึงค่อยยกขาช้าๆ
    - ขาทั้งสองข้างควรเหยียดให้ตรงตั้งฉากกับพื้น
    - ทำประมาณ 20 ครั้ง ให้ครบ 2 เซต

ลุก นั่ง และเหยียดตัว
    - เริ่มจากการยืนตรง ต่อด้วยย่อตัวลงมาในท่านั่งยองๆ
    - มือทั้งสองข้างวางที่พื้น ตามด้วยการเหยียดขาไปด้านหลังให้เหมือนอยู่ในท่าวิดพื้น ให้กลับมาอยู่ในท่าเดิม
    - ทำ 20 ครั้ง วิธีนี้ช่วยลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


Thank to : https://www.thansettakij.com/lifestyle/529915
ไลฟ์สไตล์ ,สุขภาพ ,ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล |,24 มิ.ย. 2565 เวลา 0:05 น.
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ : มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 06:07:26 am



ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ

แอนดี้ โกรฟ ซีอีโอผู้ก่อตั้งอินเทล ผู้ผลิตซิปที่ทำให้เกิดเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ถาม มาร์ค ซัคเกอร์เบริ์กว่า "เอาความมุ่งมั่นมาจากไหน" ที่ทำให้เฟซบุ๊กเติบโตมาขนาดนี้ คำตอบคือ มีแม่ที่เป็นยิว เพราะคนยิวนั้นจะมีความมุ่งมั่นเป็นพื้นฐานในส่วนลึกจิตใจที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ

สตีฟจ็อบ เคยบอกกับสื่อว่า การออกแบบไอโฟนที่เรียบง่ายของเขานี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากความเรียบง่ายของพุทธศาสนามหายาน คือ เซ็น

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ของโลก ต่างก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจ ในจิตใจเป็นสำคัญ ซึ่งก็ตรงกับหลักคำสอนของพระตถาคต ที่มีบาลีรองรับว่า

    มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา
    แปลเป็นไทยได้ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจมาก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ

@@@@@@@

คนเราจะทำอะไรก็ตาม ต่างก็ต้องใช้ใจเป็นที่ตั้ง เป็นจุดเริ่ม เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนเกิดมาจากใจทั้งสิ้น คนที่ล้มเหลว.. ย่อมมีความท้อ นั่นก็ย่อมเป็นธรรมดาอย่างหนึ่ง แต่เมื่อใดที่หายเหนื่อยหายท้อก็ต้องเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง  เพราะว่าคนเราต้องอยู่และก้าวไปด้วยความหวัง เราจะอยู่แบบไร้ซึ่งความหวังมิได้

ขอให้มีใจที่มุ่งมั่น จะทำสิ่งใดก็ตาม จริงคำเดียวทำให้สำเร็จทั้งชีวิต ที่เรายังไม่สำเร็จแสดงว่าเราอยู่ระหว่างทางเพื่อการเรียนรู้  วันหนึ่งเราย่อมจะต้องที่หมายเหมือนคนอื่นๆ ถ้าเราเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

คนดีจริง...ไม่มีคำว่า "ท้อ" , ส่วนคนที่ท้อ ความดีนั้นยังน้อยไป

 



Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/496960
คอลัมน์ : ทำมา..ธรรมะ โดย พระราชรามัญ ,23 ก.ย. 2564 เวลา 3:30 น.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปิดประตูความรู้สึก เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 05:59:45 am



ปิดประตูความรู้สึก

หากจะถามว่า คนเราเป็นทุกข์เพราะอะไร ในมุมของจิตวิทยา และปรัชญาต่างก็มีความเชื่อว่าเกิดจาก ความคิดและความรู้สึก เพราะทั้งสองส่วนนี้เป็นตัวรับรู้สิ่งต่างๆทั้งภายนอกและภายใน คำว่า ภายนอก ก็คือสิ่งที่เข้ามากระทบเราโดยผ่านทางตาหูจมูก กายและการสัมผัสต่างๆ ส่วนความรู้สึกภายใน ก็เกิดขึ้น จัดการคิด จัดการรู้สึก ออกมาจากจิตใต้สำนึก 2 ทางนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์

ดังนั้นวิธีที่จะทำให้ความทุกข์เราน้อยลงเราก็ต้องปิดประตูแห่งความรู้สึกคำว่าปิดประตูแห่งความรู้สึก คือพยายามไม่ให้ความคิดมันทำงานไปในเชิงลบ เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบจากภายนอก และหรือเรารู้สึกไปเองและคิดเองด้วยความรู้สึกภายใน

การปิดประตูความรู้สึกนี้ มีวิธีในการฝึกฝน ด้วยการให้ความคิด ความรู้สึก เกิดขึ้นแต่ในส่วนดี หรือพูดง่ายๆคิดดีคิดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์สิ่งไหนไม่สร้างสรรค์หรือเริ่มเป็นความรู้สึกไม่ดีต้องหยุดคิดทันที

@@@@@@@

ยิ่งถ้าเราได้มีโอกาสฝึกฝนจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือที่ภาษาธรรมะเรียกว่าเป็นคนมีสมาธิหรือฝึกภาวนาสมาธิก็ได้ การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นการตัดความคิดความรู้สึกที่ไม่ดีออกไปเพราะจิตใจเราจะอยู่กับปัจจุบันขณะล้วนๆ

บางครั้งการไปนั่งหลังขดหลังแข็ง ฝึกสมาธิแบบฤาษี ที่เข้าฌาน มากเกินไปก็ไม่ใช่หนทางของพุทธศาสนา หนทางที่ถูกต้อง และเป็นทางสายกลาง คือการลืมตาอยู่กับปัจจุบันขณะที่เคลื่อนไหว ด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 จิตจะเริ่มตื่นรู้ ทั้งด้านความคิดความรู้สึกมากขึ้น และความทุกข์จะน้อยลง

แต่อย่างไรเสียก็ควรมีพื้นฐานการฝึกสมาธิภาวนา มาบ้านอยู่ในขั้นของขณิกะสมาธิก็เพียงพอต่อการที่จะนำเอาสมาธินั้นมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ

ความคิดใดที่เป็นลบความรู้สึกใดที่เป็นลบ ไม่ควรให้เกิดขึ้น ถ้าเราหมั่นฝึกแบบนี้ได้ชีวิตเราจะมีความสุขโดยที่แท้จริงตลอดไป

 




Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/497739
คอลัมน์ : ทำมา ธรรมะ โดยพระราชรามัญ , 30 ก.ย. 2564 เวลา 4:00 น.
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไขความเชื่อ ทำบุญให้คนตาย ได้รับหรือไม่.? เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 05:49:08 am



ไขความเชื่อ ทำบุญให้คนตาย ได้รับหรือไม่.?

ทำบุญให้คนที่ตายแล้ว เขายังได้รับไหม.? หลายคนถาม หมอปลาย พรายกระซิบ เรื่องการทำบุญให้คนที่ตายไปแล้ว จัดโต๊ะจัดอาหารรวมญาติพี่น้อง ไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับประจำปี เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นทำให้หลายคนสงสัยว่า สิ่งที่เราทำบุญไปนั้น ผู้ล่วงลับ เขายังจะได้รับหรือไม่

   หมอปลายเล่าว่า การ "ถวายของประณีต ย่อมได้ของประณีต" เราให้ของดี ชีวิตเราก็จะได้รับสิ่งดีๆ เช่นกัน
   ส่วนที่ถามว่า แล้วไหว้ไปท่านจะได้รับบุญไหม ได้ของที่ให้ไปหรือเปล่า
   คำตอบคือ "ได้รับแน่นอน" เพราะถึงกายหยาบในภพนี้เขาจากไป แต่ดวงจิตของเขายังเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แล้วดวงจิตที่ข้างล่างเขานับว่าเป็นตัวตน

เพราะฉะนั้นทำไปเถอะ ท่านได้รับชัวร์ค่ะ อยู่ในรูปแบบไหนของดวงจิตท่านก็ได้รับ เพราะอย่างที่ปลายเคยเล่าข้างล่าง ระบบจัดการเขานี่คือยิ่งกว่าบิ๊กเดต้า คือ มีชื่อที่อยู่ตัวตนครบทุกภพทุกชาติ ไกลแค่ไหน ไปเกิดเป็นอะไรบุญก็ตามไปถึงนั่น นั่นเอง





Thank to : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2424410
ไทยรัฐออนไลน์ ,ดวง , ความเชื่อ , 22 มิ.ย. 2565 12:12 น.
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “วัตถุมงคล กับ ใจมงคล” ชาวพุทธเลือกแบบไหน เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 06:57:20 am



“วัตถุมงคล กับ ใจมงคล” ชาวพุทธเลือกแบบไหน

ในโลกออนไลน์ต่างมีความคิดที่แตกต่างกัน ระหว่างผู้ที่ชื่นชอบวัตถุมงคลที่พระสงฆ์ปลุกเสกกับผู้ที่ชื่นชอบธรรมะแท้ๆ ในแนวพระป่าวัดป่า ความแตกต่างเกิดขึ้นเพราะมุมมองที่มีกันคนละมิติและมองเห็นความจริงกันคนละด้านนั่นเอง
 
คนที่ชอบวัตถุมงคลต่างก็บอกว่า การสร้างและเสกวัตถุมงคลนี้มีมานับหลายร้อยปีตั้งแต่กรุงสุโขทัยมาถึงลพบุรี อยุธยา และก็มาถึงในยุคปัจจุบัน สร้างแล้วผู้คนเอาไปบูชาเพื่อไว้ป้องกันสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งคุณไสย ทั้งสิ่งอัปมงคลต่างๆ ตลอดทั้งแก้และกันเพื่อทำให้ชีวิตไม่ตกอยู่ในอันตราย
 
สมัยนี้เมื่อสร้างวัตถุมงคล ให้จำหน่ายวัดก็พอมีรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเอง อีกทั้งไว้คอยปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะภายในวัด เพราะไม่เคยมีหน่วยงานไหนอุดหนุนวัดและพระสงฆ์ได้ อย่างจำนวนที่มากพอต่อความต้องการได้ ทั้งพระและวัดจึงต้องหารายได้เอง เพื่อเสียค่าน้ำค่าไฟและซ่อมแซมบูรณะเสนาสนะเอง ส่วนวัตถุมงคลนั้นจะดีจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์นั้นๆ ของผู้ที่นำเอาไปบูชา

แต่ผู้ศึกษาธรรมะในสายพระป่าวัดป่า ก็มีมิติการมองไปอีกมุมหนึ่งว่า ศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เหมือนไปผิดทาง เน้นวัตถุเพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียวมากไป ตามความจริงการเป็นพระต้องสมถะ สงบ อยู่ได้แบบตามมีตามเกิด พระภิกษุแปลว่าผู้ขอ เดินออกบิณฑบาตนี่คือการขอ  ดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะการขอ ไม่ใช่ดำเนินชีวิตอยู่ได้เพราะการสร้างรายได้
 
@@@@@@@

วัตถุมงคล มองกันตามความจริงผู้เสกไม่ว่าจะยุคไหนรุ่นไหนต่างก็ต้องละสังขารไป พูดง่ายๆคนสร้างคนเสกยังตายเลย แต่ทว่าในสายพระป่าวัดป่านิยมสอนให้ใจเกิดความเป็นมงคล เพราะจะทำให้เกิดปัญญาในแก้ไขและตัดสินปัญหาต่างๆ ได้ รู้จักความสงบในจิตใจได้ ความแตกต่างอยู่กันตรงนี้

มีการวิจัยในเชิงจิตวิทยาว่า..ผู้ที่อาศัยวัตถุมงคลยึดเหนี่ยวจิตใจนั้นเป็นเพราะใจยังไม่แข็งแรงมากพอ ยังต้องพึ่งสิ่งภายนอกอยู่ ส่วนผู้ที่ไม่สนใจในวัตถุมงคลใดๆ เลยนั้นเป็นเพราะใจเขาเป็นที่พึ่งแห่งใจได้แล้วจิตใจแข็งแรงมากพอ
 
ผู้ที่ชอบวัตถุมงคลโดยมากยังชอบดื่ม หรือไปในสถานที่อโคจรเป็นเสียส่วนมาก นี่ในมุมวิชาการเขามองแบบนั้น แล้วต่างก็ยกแก้วสุราข้ามหัวของวัตถุมงคลที่แขวนอยู่เพื่อเอาเข้าปาก จึงเกิดคำถามว่า ความขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นจะอยู่ตรงไหน ตามหลักของพระพุทธเจ้า คำสอนนั้นทรงห้ามวัตถุมงคลต่างๆ ทั้งนั้น


@@@@@@@

ในตำนานพระพุทธรูปแก่นจันทร์ ตอนพระองค์ขึ้นสวรรค์โปรดพระมารดา ศรัทธามหาชนคิดถึงพระองค์จึงนำเอาไม้แก่นจันทร์มาแกะเป็นรูปพระองค์ เพื่อบูชาระลึกถึง ครั้นทรงเสด็จลงมาสั่งให้นำไปทำลายเสีย บ้างมองว่าอินเดียยุคนั้นไม่นิยมสร้างรูปเคารพของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ถือว่าไม่เป็นมงคลนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าไม่สอนไปในแนวนี้จึงสั่งให้ทำลาย
 
เราจะศึกษาและนับถือพุทธแบบไหน วัตถุมงคล หรือ มีใจที่เป็นมงคล อีกอย่างประเภทพระสร้างปลัดขิกนี่ ไม่ควรสร้างและทำยิ่งนัก เพราะปลัดขิก คือ สัญลักษณ์ตัวแทนแห่งศิวลึงค์ในศาสนาฮินดู สร้างเหรียญเคารพ และอื่นๆ ยังพอรับฟังได้บ้าง หวังว่าชาวพุทธคงใช้ปัญญาพิจารณาเอาเองได้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรในเรื่องวัตถุมงคลนี้





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/529746
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย​ ราช รามัญ , 23 มิ.ย. 2565 เวลา 5:30 น. 920
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “คาถาเศรษฐี” ช่วยค้าขาย ให้ปัง.!! เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 06:11:38 am



“คาถาเศรษฐี” ช่วยค้าขาย ให้ปัง.!!

ถ้าอยากรวยให้ทำตาม “คาถาเศรษฐี” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ท่องคาถา 4 คำ นี้ “อุ อา กะ สะ” และพ่อค้า แม่ค้า ต้องมี “เสน่ห์ 3 อย่าง” ในการค้าขาย "เสน่ห์ใบหน้า เสน่ห์วาจา เสน่ห์กิริยา" และต้องมี “อย่า 3 อย่า” คือ "อย่าหน้างอ อย่าให้รอนาน อย่าทำเหมือนงานมาก"

ช่วงนี้พ่อค้าแม่ค้าหลายคน กำลังเจอปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากที่ขายของได้ มีกำไร ตอนนี้มีแต่ขาดทุน อย่างไรก็ตามอาตมาอยากให้กำลังใจ พ่อค้าแม่ค้าทุกคน เรามาร่วมกัน เปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา คนทุกคนเกิดมาก็ต้องเจอปัญหากันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย อาตมาเอง บางทีก็เจอปัญหาเหมือนกัน บางครั้งก็ท้อ แต่มาคิดดูแล้ว คำว่า “ท้อ” ไม่มีความหมายสำหรับผู้มีความเพียร มีความมุ่งมั่น ขยันอดทน ต่อสู้

ในทางพระพุทธศาสนาของเราบอกว่า เมื่อเจอปัญหาก็ต้องตั้งสติก่อน แล้วค่อยหาทางออก มองปัญหาด้วยปัญญา การแก้ไขปัญหาชีวิต เหมือนโยมได้ทำแบบฝึกหัดชีวิต บทเรียนชีวิต มีไว้ให้จดจำ ไม่ได้มีไว้ให้ทำซ้ำรอย การค้าขายให้ปัง ไม่ต้องมี “นางกวัก” ไม่ต้องบูชา “กุมารทอง” ไม่ต้องห้อย “ปลาตะเพียน” ไม่ต้องบูชา “จิ้กจกสองหาง” ไม่ต้องมี “ของศักดิ์สิทธิ์” ไม่ต้องรอ “เทพเจ้าดลบันดาล”   

อาชีพค้าขาย คือ อาชีพที่ต้องบริการลูกค้า ลูกค้าจะเข้าร้านเยอะ แม่ค้าจะขายของดี ไม่ได้อยู่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่ค้าต้องมี “เสน่ห์ 3 อย่าง” ในการค้าขาย “เสน่ห์ใบหน้า เสน่ห์วาจา เสน่ห์กิริยา” และต้องมี “อย่า 3 อย่า” คือ “อย่าหน้างอ อย่าให้รอนาน อย่าทำเหมือนงานมาก” ถ้าโยมอยากค้าขายแล้วรวย ต้องท่องคาถานี้ทุกวัน “ยิ้มแล้วรวย” “ยิ้มแล้วรวย” “ยิ้มแล้วรวย” แล้วอย่าลืมห้อยหลวงพ่อ 2 องค์ ห้อยหลวงพ่อยิ้มไว้ที่ดวงหน้า ห้อยหลวงพ่อเมตตาไว้ที่ดวงใจ แค่นี้ลูกค้าจะเข้าร้าน จนโยมขายของไม่ทัน โยมจะขายของดีในไม่ช้า ไม่เชื่อก็ลองดู     

ความร่ำรวยเงินทอง ทรัพย์สมบัติ เป็นความปรารถนาของมนุษย์ปุถุชน แต่ละคนจะมีวิธีการในการหาทรัพย์ที่แตกต่างกันไป บางคนมุ่งอธิษฐานบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนหาด้วยอบายมุข เล่นการพนัน ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย คอร์รัปชั่น เอาเปรียบคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เป็นทางแห่งความเสื่อมของชีวิต”       

@@@@@@@

ถ้าอยากรวยให้ทำตาม “คาถาเศรษฐี” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ท่องคาถา 4 คำ นี้ “อุ อา กะ สะ”

    อุ มาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา คือ ขยันหา ขยันทำงานหาเงิน ให้มีรายได้หลายทาง อย่าหยุดคิด พัฒนางานที่เราทำ สินค้าที่เราขาย ปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ละทิ้งโอกาสที่เข้ามา แสวงหาโอกาสในการทำธุรกิจเพิ่ม

    อา มาจากคำว่า อารักขสัมปทา คือ รักษาทรัพย์ให้ดี คำว่ารักษาทรัพย์ให้ดี ในยุคนี้ อาจรวมถึง การใช้ทรัพย์สินต่อยอดธุรกิจ ที่ภาษาคนรุ่นใหม่บอกว่า ให้เงินทำงานแทนเรา

    กะ มาจากคำว่า กัลยาณมิตตา คือ มีกัลยาณมิตร ข้อนี้สำคัญมาก ใครที่มีคนรอบข้างกายที่ดีนั้นมีชัยชนะไปกว่าครึ่ง เพราะกัลยาณมิตรที่ดีจะชักชวน แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่เรา
 
    สะ มาจากคำว่า สมชีวิตา  คือ ใช้จ่ายเหมาะสม การที่เราจะร่ำรวย มีเก็บ มีใช้ ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้านการทำงานหนักเอาเบาสู้

และเมื่อหาทรัพย์มาได้ก็เก็บหอมรอมริบ แบ่งทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน

    1. ใช้หนี้เก่า คือ เลี้ยงดูพ่อแม่
    2. ใช้หนี้ใหม่ คือ เลี้ยงดูครอบครัว
    3. ทิ้งลงเหว คือ ใช้จ่ายทั่วไป
    4. ฝังลงดิน คือ เก็บออม ที่สำคัญ คบเพื่อนที่ดี ไม่นำไปสู่ความฉิบหาย และใช้จ่ายให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน

หากเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า “ความร่ำรวย” จะเกิดขึ้นในชีวิตเราแน่นอน





ขอขอบคุณ :-
คอลัมน์ : ลานธรรม โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี
URL : https://www.dailynews.co.th/news/1175903/
23 มิถุนายน 2565 , 11:33 น. , การศึกษา-ไอที   
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุดทึ่ง.!! เจ้าอาวาส ลงมือสร้างโบสถ์เอง ใช้เวลานาน 10 ปี ไม่เคยหยุดพักสักวัน เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 06:03:14 am


สุดทึ่ง เจ้าอาวาสนักพัฒนา ลงมือสร้างโบสถ์เอง ใช้เวลานาน 10 ปี ไม่เคยหยุดพักสักวัน

เจ้าอาวาสลงมือสร้างโบสถ์เองตั้งแต่รับตำแหน่ง ใช้เวลานาน 10 ปี ค่อยๆ ทำเพราะไม่มีทุน ลูกศิษย์เผยท่านไม่เคยหยุดพักสักวัน

(22 มิ.ย.65) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบเห็นพระสงฆ์ วัดกลางคลองวัฒนาราม ต.เจ้าเสด็จ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา มุมานะสร้างโบสถ์ด้วยตนเอง น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าภายในวัดกลางคลองวัฒนาราม กำลังมีการก่อสร้างโบสถ์ พบกับ พระใบฎีกาเอกลักษณ์ อาภสฺสโร เจ้าอาวาสวัด กำลังตกแต่ง พ่นสีผนัง ภายในโบสถ์ ขนย้ายอุปกรณ์ตั้งนั่งร้าน ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำทุกวัน

พระใบฎีกาเอกลักษณ์ อาภสฺสโร อายุ 39 ปี เจ้าอาวาสวัด กล่าวว่า โบสถ์ของวัดถูกน้ำท่วมชำรุดเสียหาย ตนเองมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ.2555 จึงริเริ่มที่คิดจะสร้างโบสถ์ให้ยกพื้นสูง เพราะที่วัดเป็นราบลุ่มถูกน้ำทุกปี วัดเป็นวัดเล็กๆ ไม่มีเกจิอาจารย์ ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

เริ่มต้นด้วยการทอดผ้าทอดผ้าป่า ทอดกฐิน รวบรวมเงินมา รื้อโบสถ์ ตอกเสาเข็ม ทำฐานรากให้แข็งแรง สร้างโครงสร้างใช้เวลาประมาณ 5 ปี ทำบ้างหยุดบ้างเพราะไม่ทุนทรัพย์ พอทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ญาติโยมถวายเงินมาพอรวบรมเป็นก้อนได้ ก็ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ ลงมือ ทำเอง จ้างชาวบ้าน จ้างช่างรายวันมาทำ





จนถึงขณะนี้เป็นการตกแต่งภายในโบสถ์ ออกแบบเอง ลวดลายปูนปั้น ทำเองพ่นสี ทาสีอะคริลิกเอง ถึงขั้นตอนนี้ใช้เวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นเจ้าอาวาส ไม่ได้ออกวัตถุมงคล มาเพื่อหารายได้มาสร้างโบสถ์ วัดเราวัดเล็กๆไม่มีทุนทรัพย์ไปในการสร้าง อาศัยความศรัทธา ลงแรงด้วยตนเองค่อยๆทำไป ส่วนลวดลายที่ประดับดาจะเป็นรูปของปลากัด

เพราะวัดเป็นวัดอยู่กลางคลอง ลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางคลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน อยู่ติดกับท้องทุ่งท้องนา มีปลากัดเยอะ ตนเองเห็นว่าปลากัด มีลักษณะสวยงาม จึงเอามาเป็นลวดลายของโบสถ์ ส่วนที่เห็นมีรายชื่อ คนติดอยู่ที่ผนังโบสถ์ เป็นชื่อของญาติโยมที่ช่วยกันบริจาคสร้างโบสถ์ไหลเป็นสายธารจากน้ำ ของพระแม่ธรณีบีบมวยผม สื่อถึงความสามัคคีความศรัทธาของญาติโยม ช่วยกันสร้างโบสถ์

นางพัชรา กองธานี อายุ 60 ปี อดีตพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า นับตั้งแต่เห็นพระอาจารย์เอก เจ้าอาวาสมารับตำแหน่งที่วัด เห็นความตั้งใจในการพัฒนาวัด จึงได้มาช่วยงานที่วัด ผ่านมา 10 ปี โบสถ์ถึงแม้จะยังสร้างไม่เสร็จไม่เหมือนวัดอื่น เพราะวัดเราเป็นวัดเล็กๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่ใช่วัดแหล่งท่องเที่ยว อาศัยความศรัทธาจากญาติโยมช่วยกันทำบุญมา พอมีเงินก็มาสร้างที่ละอย่างจนเริ่มเป็นรูปร่าง ตั้งแต่เช้าหลังจากทำกิจของสงฆ์เสร็จ จะเห็นพระอาจารย์เอก ลงมือทำงาน ผสมปูน เข็นปูน ทำโบสถ์มาตลอดระยะเวลา 10 ปี บางวันอยากให้พักบ้างแต่ท่านไม่ยอม









Thank to : https://www.sanook.com/news/8581066/
22 มิ.ย. 65 (19:56 น.) , Sanook! Regional : สนับสนุนเนื้อหา
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย เมืองบาดาลแห่งสระบุรี เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 05:51:21 am



ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย เมืองบาดาลแห่งสระบุรี

หากคุณชอบการท่องเที่ยวแนวสายมู พร้อมเรียนรู้เกร็ดประวัติศาสตร์ และยังเดินทางใกล้กรุงเทพฯ นิดเดียว ขอแนะนำ ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี  บอกเลยว่าตอบโจทย์อย่างมาก เพราะสถานที่แห่งนี้เดินทางสะดวก มีเรื่องราวมากมายให้ศึกษา และยังน่าเก็บภาพสวย ๆ เพราะภายในถ้ำตระการตา สุดปังอลังการมาก ๆ


เรื่องราวของวัดเก่าแก่ ตำนานลูกระเบิดด้าน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2


วัดแก่งคอยแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2330 แรกเริ่มเดิมทีชื่อว่า วัดแร้งคอย ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแก่งคอย วัดแห่งนี้มีเรื่องราวเล่าขานกันมายาวนาน เกี่ยวกับลูกระเบิดในตำนานนั่นเอง ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า

ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2  กลุ่มพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกา ได้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่อำเภอแก่งคอย ส่งผลให้สถานที่ราชการ ตลาด วัด ตลอดจนบ้านเรือนของประชาชนเกิดเพลิงไหม้ มีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ชาวแก่งคอยที่รอดชีวิตต้องหาที่พึ่งหลบลูกระเบิดภายในวัดแก่งคอย ซึ่งในสมัยนั้นหลวงพ่อลาเป็นเจ้าอาวาส

ช่วงเวลานั้นเองลูกระเบิดก็ตกลงมาภายในบริเวณวัด แต่ก็เกิดความอัศจรรย์เกินกว่าที่ใครจะนึกถึง เพราะลูกระเบิดเกิดด้าน ทำให้ชาวแก่งคอยรอดชีวิตมาได้ในที่สุด

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ต่อมาทางวัดจึงได้สร้างอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น นอกจากนี้ในวันที่ 2-3 เมษายน ของทุกปี ทางอำเภอแก่งคอยยังได้มีการจัดงาน “ย้อนรอยแก่งคอยสงครามโลก” ภายในงานมีการตกแต่งสถานที่จำลองในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนแต่งตัวย้อนยุคอย่างสวยงาม มีการแสดงแสง สี เสียง ริมแม่น้ำป่าสัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ก็มีขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษวิ่งตรงมาที่สถานีชุมทางแก่งคอยโดยเฉพาะ

นอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ สายมูต้องถูกใจสิ่งนี้ เพราะที่วัดแก่งคอยมี “ถ้ำปู่นาคา” ที่สวยงามเหมือนกับภาพวาด ราวกับได้ลงไปอยู่ในโลกใต้บาดาลเลยก็ว่าได้

สัมผัสถ้ำปู่นาคา เนรมิตโลกใต้บาดาลที่อยู่บนดิน




ก่อนเข้าสู่ถ้ำปู่นาคา นักท่องเที่ยวจะพบกับเจดีย์ศรีป่าสัก ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังวัด โดยองค์พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งผู้ที่มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลได้ และเมื่อสักการะบูชาแล้ว เดินถัดเข้าไปจะพบรูปปั้นพญานาค 2 องค์ อยู่ขนาบข้างปู่ฤาษี ที่ด้านหลังเป็นแม่น้ำป่าสัก ส่วนถ้ำปู่นาคาจะอยู่ทางขวามือ ก่อนเข้าสู่ตัวถ้ำจะมีบันไดขึ้นไปด้านบนเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้สักการะบูชาพระธาตุอินแขวนสีทอง แห่งประเทศพม่าแบบจำลอง


เมื่อสักการะบูชาพระธาตุอินแขวนสีทองแบบจำลองเพื่อความเป็นสิริมงคลเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเข้าไปสัมผัสความสวยงามของถ้ำปู่นาคา เมื่อก้าวย่างเข้าไปจะรู้สึกเหมือนได้อยู่ในโลกใต้บาดาลเลยทีเดียว ในถ้ำแห่งนี้มีทั้งรูปปั้นพญานาค องค์ปู่ฤาษี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สายมูได้ขอพรกันเต็มที่ และบอกเลยว่านอกจากนักท่องเที่ยวจะตื่นตาตื่นใจกับรูปปั้นพญานาคองค์ใหญ่ที่ดูเหมือนกับเลื้อยโค้งไปโค้งมาแล้ว ต้องอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพแสงสีอันสวยงามจากการประดับประดาหลอดไฟหลากสีไปตลอดอาณาบริเวณภายในถ้ำที่กว้างขวาง ซึ่งสามารถเดินทะลุถึงกันได้ในหลาย ๆ จุด บอกเลยว่าเดินไปถ่ายรูปไปเพลินสุด ๆ  




ได้เข้าไปชมถ้ำสวย ๆ และเก็บภาพที่น่าประทับใจกันแล้ว แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องอยากโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ อวดความสวยงามให้ครอบครัวและเพื่อนได้เห็นไปพร้อมกัน แต่หลายคนอาจจะคิดว่า ภายในถ้ำซึ่งเป็นพื้นที่ปิดทึบ จะต้องไม่มีสัญญาณมือถือแน่ ๆ ต้องรอกลับออกมาถึงจะเล่นโซเชียลได้  สำหรับถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย บอกเลยว่า ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้เลย

เที่ยวอย่างสบายใจ ต้องติดต่อได้ ใช้โซเชียลสะดวก



ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอยแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจะสามารถเที่ยวได้อย่างสบายใจ เพราะนอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีต่อใจแล้ว เรื่องของอาหารการกินก็หาง่ายเพราะภายในบริเวณวัดมีร้านขายของกินอร่อย ๆ มากมาย และนอกจากเรื่องของอาหารซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับการท่องเที่ยวแล้ว

อีกสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร ที่ไม่ว่าไปที่ไหนต้องติดต่อได้สะดวก นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอยก็สบายใจคลายกังวลได้ เพราะที่นี่มี TRUE 5G ที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องของสัญญาณที่แรงและเสถียร โทรติดต่อได้ง่าย หรือจะใช้โซเชียลมีเดียก็ลื่นไหลไม่สะดุด ไม่ว่าจะในถ้ำหรือนอกถ้ำ ส่วนใครต้องการจะไลฟ์ รวมถึงถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ก็สามารถทำได้ทันทีเช่นกัน สะดวกสบายมาก ๆ

หรือถ้าเดินเที่ยวนาน ๆ แล้วรู้สึกเหนื่อย อยากพักสักนิด ก็สามารถหาที่นั่งพักดูซีรีส์ เล่นเกมออนไลน์แบบไหลลื่น ริมแม่น้ำป่าสัก ฟิน ๆ กันไปอีกแบบ เรียกได้ว่าอยู่กับทรูก็จะมีเทคโนโลยีที่เร็วและแรง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้ในทุกที่ ทุกเวลา

การได้เปิดหูเปิดตาในสถานที่ใหม่ ๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่พลังชีวิตเริ่มหมด ฉะนั้นหากในเวลานี้ใครรู้สึกเหนื่อยหนัก ให้วางและพัก ออกเดินทางเพื่อชาร์จพลังและกลับมาใช้ชีวิตให้มีความสุขกันดีกว่า

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1433077/gallery/





Tahnk to : https://www.sanook.com/travel/1433077/
23 มิ.ย. 65 (11:45 น.) , PR News : สนับสนุนเนื้อหา
21  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / รอยจาร ที่ไม่มีวันลบเลือน - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC) เมื่อ: มิถุนายน 23, 2022, 06:34:28 am



รอยจาร ที่ไม่มีวันลบเลือน - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)

การเขียนด้วยดินสอหรือปากกา หากผิดก็ใช้ยางลบหรือน้ำยาลบคำผิดแก้ไข แต่รอยจารที่ลบไม่ออกผู้เขียนหนังสือใบลานก็มีกรรมวิธีหลากหลายที่จะแก้ไข เป็น ‘รอยลบ’ ที่ไม่เคยจะ ‘ลบเลือน’

พระภิกษุสูงวัยใช้มือหนึ่งจับเหล็กจารปลายแหลมและอีกมือหนึ่งช่วยประคองขณะขีดเขียนเนื้อความพระไตรปิฎกบนแผ่นใบลานที่วางอยู่บนเข่าอย่างชำนาญ น้ำหนักมือที่ลงอย่างพอดีกอปรกับความรู้ในพระธรรมวินัยที่ได้ศึกษามาตลอดระยะเวลาหลายพรรษา



ทำให้ลายเส้นของ แต่ละอักขระคมชัด เรียงเป็นแถวเป็นระเบียบงดงาม ทั้งเนื้อความก็ครบถ้วนสมบูรณ์ไร้ร่องรอยการแก้ไข ซึ่งการจะจารใบลานให้สวยงามเช่นนี้ได้ ต้องผ่านการศึกษา ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และต้องอาศัยสมาธิที่จดจ่อ มิเช่นนั้นอาจจารตัวอักษรผิดพลาด คัดลอกเนื้อหาไม่ตรงกับต้นฉบับ หรือจารเนื้อหาไม่ครบถ้วน

ผู้จารคัมภีร์ใบลานมีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่ผ่านการบวชเรียนมาก่อน ผู้จารที่มีฝีมือดีเรียกว่า “ช่างจาร” ส่วนผู้จารที่อยู่ในราชสำนัก เรียกว่า “อาลักษณ์”

วิธีการจารจะใช้เหล็กจารซึ่งมีลักษณะคล้ายดินสอหรือปากกา ส่วนปลายเป็นเหล็กแหลม ด้ามจับทำด้วยวัสดุหลากหลาย อาทิ ไม้ งาช้าง เขาสัตว์ หรือโลหะ

เหล็กจารที่ใช้ในประเทศไทยโดยทั่วไปมีความยาวประมาณ 18-25 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร



การจับเหล็กจารคล้ายกับการจับปากกาหรือดินสอ คือ ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง แต่การเขียนกับการจารใบลานนั้นมีข้อที่แตกต่างกันที่การใช้มือและทิศทางของตัวอักษร

การเขียนใช้มือที่ถนัดเพียงข้างเดียว โดยพาดดินสอหรือปากกาไว้บนนิ้วกลาง แล้วใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้เป็นตัวควบคุมการขยับ สามารถเขียนเนื้อความได้ทั้งจากซ้ายไปขวา จากขวามาซ้าย หรือจากบนลงล่างแล้วแต่ธรรมเนียม



แต่การจารนั้นต้องใช้ 2 มือ คือ ใช้มือขวาจับเหล็กจารคล้ายกับการจับดินสอหรือปากกา และใช้มือซ้ายจับสนับโดยมีนิ้วหัวแม่มือซ้ายคอยดันเหล็กจาร ทิศทางการจารจะจารจากซ้ายไปขวาโดยให้ตัวอักษรอยู่ใต้เส้นที่ตีไว้บนแผ่นลาน

สำหรับผู้จารที่ชำนาญแล้วสามารถจารใบลานโดยไม่ใช้สนับรอง เพียงวางใบลานไว้บนเข่าและใช้มือซ้ายประคองเหล็กจารก็สามารถจารได้อย่างคล่องแคล่ว สวยงาม

การจะได้ใบลานที่จารได้สวยงามนั้น ผู้จารต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือมีการแก้ไขให้น้อยที่สุด เพราะหากจารผิดจะไม่สามารถลบออกได้เหมือนการใช้ยางลบ



เมื่อปลายเหล็กจารขีดลงบนเนื้อลานเป็นร่องลายเส้น ซึ่งอาจปรากฏเพียงลายเส้นจางๆ แต่เมื่อจารเสร็จแล้ว ผู้จารจะนำเขม่าจากควันไฟหรือถ่านบดละเอียดผสมน้ำมันยางมาลูบให้ทั่วบนพื้นลาน

จากนั้นจะทำการ “ลบใบลาน” โดยใช้ทรายร้อนหรือแกลบมาลบหมึกหรือเขม่าดำๆ ออก ซึ่งในขั้นตอนนี้ เขม่าสีดำบริเวณพื้นลานที่ไม่ได้จารตัวอักษรลงไปจะถูกลบออก แต่ตรงบริเวณที่มีการจาร น้ำหมึกสีดำจะไหลไปฝังตามร่องลายเส้นปรากฏเป็นตัวอักษรสีดำที่อ่านได้อย่างชัดเจน



ดังนั้นหากผู้จารทำสัญลักษณ์แก้ไขตัวสะกดหรือจารข้อความผิดพลาด เมื่อลบใบลานแล้วจะเห็นร่องรอยการแก้ไขบนหน้าแผ่นลานอย่างชัดเจน

คัมภีร์ใบลานที่ใช้ในพิธีสำคัญหรือ “คัมภีร์ฉบับหลวง” ที่สร้างขึ้นภายใต้การสนับสนุนของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์จะมีความประณีต วิจิตรบรรจง ไม่มีการแก้ไข เพราะหากจารผิดจะต้องเปลี่ยนแผ่นลานและเริ่มจารเนื้อความในหน้านั้นใหม่ตั้งแต่ต้น



แต่หากเป็นคัมภีร์ใบลานทั่วไปที่สร้างโดยสามัญชน ที่เรียกว่า “คัมภีร์ฉบับราษฎร์” หรือ “คัมภีร์เชลยศักดิ์” หากเกิดความผิดพลาดผู้จารอาจใช้วิธีเริ่มจารใบลานใหม่ หรือทำการแก้ไขข้อความที่ผิดพลาดหรือตกหล่น

โดยการเขียนตัวอักษรที่ถูกทับไปบนตัวที่เขียนผิด การป้ายทับตัวอักษรที่ผิดด้วยยางไม้ การทำสัญลักษณ์การจารแทรกข้อความที่ตกหล่น หรือเริ่มจารใหม่นี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสียเวลาเท่านั้นแต่ยังเสียทรัพย์เพิ่มด้วย เพราะกว่าจะได้แผ่นลานแต่ละแผ่นต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานานอีกทั้งบางยุคใบลานก็มีราคาสูง

ดังนั้นผู้ที่จะจารคัมภีร์ใบลานที่ทรงเนื้อหาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ไร้ตำหนิและไม่สิ้นเปลือง จะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะจาร มีความระมัดระวังและใช้สมาธิขณะจารอย่างมากทีเดียว

วิธีแก้ไขตัวสะกดผิด ผู้จารนิยมทำสัญลักษณ์เป็นเลขศูนย์เล็กๆ ตรงกลางตัวอักษรที่จารผิด ขีดเส้นกลางตัวอักษร หรือทำขีดเล็กๆ หลายๆ ขีดบนตัวอักษร เพื่อเป็นการบอกว่าไม่ต้องการใช้อักษรตัวดังกล่าว แล้วจารตัวอักษรที่ถูกต่อมา

บางครั้งพบว่าเมื่อผู้จารเผลอจารผิดและรู้ตัวทันก็จะปล่อยตัวอักษรนั้นจารค้างไว้ครึ่งตัว แล้วจารตัวที่ถูกต้องแทน หรือผู้จารอาจใช้วิธีจารตัวอักษรที่ถูกทับบนอักษรที่ผิดเลยก็มี

ในกรณีข้อผิดพลาดเป็นข้อความยาวอาจใช้วิธีทำวงเล็บคร่อมหรือขีดเส้นกลางอักษรตลอดช่วงที่ไม่ต้องการ แต่หากจารเนื้อความตกหล่นจะใช้การทำสัญลักษณ์กากบาทเล็กๆ ตรงช่วงที่ต้องการเพิ่มข้อความแล้วจารข้อความที่ต้องการเพิ่มด้วยอักษรขนาดเล็กพอที่พื้นที่ว่างระหว่างบรรทัดจะอำนวย หากเป็นการแก้ไขในยุคหลังบางครั้งจะใช้หมึกดำหรือเขียนเพิ่ม



การแก้ไขอีกวิธีที่พบก็คือ การป้ายคำผิดด้วยหรดาลสีเหลือง วิธีนี้พบมากในใบลานที่พบในประเทศไทยคัมภีร์บางฉบับที่เพิ่งจารในยุคหลังใช้วิธีลบโดยใช้สีฝุ่นสีขาวทาบนตัวที่ไม่ต้องการ

ส่วนใบลานที่พบในประเทศพม่าบางครั้งใช้สีแดงป้ายปิด เมื่อป้ายแล้วส่วนใหญ่จะเว้นไม่จารทับเนื้อความตรงส่วนที่ป้าย แต่จารเนื้อหาที่ถูกต้องต่อจากส่วนที่ป้ายไว้

การแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยวิธีต่างๆ ดังกล่าวมีผลต่อการทำความสะอาดใบลานเพื่ออนุรักษ์ เพราะหากใบลานขึ้นราต้องทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ขณะเช็ดก็ต้องระวังไม่ให้แอลกอฮอล์โดนหมึกที่เขียนเพิ่มหรือที่แก้ไขเนื้อความ หรือสีที่ป้ายปิดข้อผิดพลาด มิเช่นนั้นอาจทำให้หมึกละลายหรือสีที่ป้ายไว้หลุดออกได้

หรือในกรณีที่ตัวอักษรเริ่มจางและต้องลงหมึกสีดำที่ได้จากเขม่าหรือถ่านบดละเอียดเพื่อเพิ่มความเข้มหากไม่ระวังปล่อยให้หมึกไปโดนสีที่ป้ายไว้ เมื่อนำผ้าหรือสำลีเช็ดออก จะเกิดรอยปื้นสีดำบนหรดาลสีเหลืองหรือสีฝุ่น ทำให้ใบลานดูไม่สวยงาม


ทุกเส้นจารที่ขีดเขียนลงบนใบลานนั้นมีคุณค่า ที่ผู้จารบรรจงลงอักขระเพื่อส่งต่อความรู้ บอกเล่าประสบการณ์เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญไม่แพ้วัสดุชิ้นใดที่มนุษยชาติเคยใช้บันทึกลายลักษณ์อักษร

แต่ในการประดิดประดอยสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ ไม่ว่าผู้จารจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ความเหนื่อยล้า ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจทำให้เกิดการผิดพลาดขึ้นในระหว่างการจารใบลานได้ แต่เมื่อผิดพลาดแล้วผู้จารได้แก้ไขตามกรรมวิธีต่างๆ หรือมีการอ่านทวนโดยผู้รู้ เมื่อพบข้อผิดพลาดจึงได้แก้ไขให้ถูกต้อง



แต่ด้วยลักษณะทางกายภาพของใบลานที่อย่างไรก็ไม่อาจลบคำหรือส่วนที่จารผิดให้เลือนหายได้ ผู้จารหรือผู้แก้ไขจึงได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่นวัตกรรมสมัยนั้นๆ จะเอื้ออำนวย แก้ไขสิ่งผิดพลาดให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ลูกหลานที่ตามมาศึกษาภายหลังเข้าใจและนำไปใช้ผิดๆ ซึ่งความเข้าใจผิดนั้นเป็นอันตรายที่บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดภัยใหญ่หลวงได้

ใบลานที่จารผิดแม้ไม่สวยงามแต่ก็มีคุณค่า ทำให้เรารู้ว่าใบลานนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจไม่ใช่สักแต่ว่าจาร และยังบอกเล่าให้เรารู้ว่า ใบลานนี้มีผู้นำมาศึกษา ไม่ใช่จารเอาไว้บูชาแต่ไม่เคยนำถ้อยคำสอนและประสบการณ์ล้ำค่าเหล่านั้นมาศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ขึ้นกับตนเองและผู้อื่นเลย







อ้างอิง :-
- สุรสิทธิ์ ไทยรัตน์. (2556). คัมภีร์ใบลานในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- โดย กลุ่มอนุรักษ์และศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) โครงการพระไตรปิฎกวิชาการ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/Op1RYPE?view=topic&referral=linetodayshowcase
เผยแพร่ 19 มิ.ย. เวลา 15.00 น. • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “วิบากกรรมเก่า” 3 ลักษณะ เมื่อ: มิถุนายน 23, 2022, 06:12:27 am



“วิบากกรรมเก่า” 3 ลักษณะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่า..คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราเคยได้ยินบ่อยๆนั้นมีจริงหรือไม่ คือ เรื่องของกรรมเก่าเพราะว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น บางคนทำชั่วกลับได้ดี บางคนทำดีกลับได้ชั่ว เรื่องของกรรมนี้ ถ้าจะให้พูดแบบละเอียดแบบชัดๆ นั้นยากมาก มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่พระองค์ทราบว่า ใครทำกรรมอะไรไว้อย่างไร แต่ผลของการที่กรรมจะสนอง เรียกว่า วิบากกรรม ซึ่งผลอันนี้มีอยู่หลายลักษณะด้วยกันและเป็นสิ่งที่เมื่ออ่านแล้วทำให้เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของวิบากทั้งหลาย

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า “วิบากกรรม” เป็นคำกลางๆ พอเติมคำว่า ดี กับ ชั่ว ตอนท้ายความหมายของคำก็เปลี่ยนไป อาทิ วิบากกรรมดี วิบากกรรมชั่ว เป็นต้น

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า วิบากกรรมมี 3 ลักษณะ
    - ทิฏฐธรรม  คือ ปรากฏทันที
    - อุปปัชชะ  คือ ปรากฏในเวลาต่อมา
    - อปรปริยายะ คือ ปรากฏในกาลเวลาต่อๆไปข้างหน้าอีก

ถ้าเราเข้าใจว่า วิบากแห่งกรรมนี้เป็นแบบนี้ เราคงจะต้องทำใจได้มากขึ้นเมื่อเห็นคนที่ไม่มีคุณธรรมทำสิ่งที่ดีในสังคม ทำความชั่วต่างๆ นานา ไม่ต้องไปใส่ใดๆ เพราะสักวันหนึ่งเขาก็ต้องได้รับผลวิบากนั้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น บางครั้งเราเองมักจะไปเร่งรัดให้ผลกรรมนั้นมาสนองเราโดยเร็วโดยไว โดยที่เราไม่ทันได้คิดว่า สิ่งที่เราคิดอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะบางคนแม้สร้างกรรมหนักแต่กรรมส่วนอื่นที่เขาทำดีเอาไว้ก็ยังมีอยู่ได้มาสนองคุณให้เขาอยู่

ดังนั้น ทำดี ได้ดีอย่างแน่นอน ได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ขอให้คิดแบบนี้แล้วจะมีความสุข ส่วนคนทำไม่ดี อย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นช้าเร็วก็เป็นไปในอีกลักษณะหนึ่งเช่นกันตามแต่เหตุปัจจัย วิบากกรรมเก่าก็เป็นเช่นนี้แล


 


Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/502842
คอลัมน์ : ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 11 พ.ย. 2564 เวลา 3:30 น.
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 24 มิ.ย. 2565 ฤกษ์ดี ทำพิธีถอนคำสาบาน คำสัญญา แก้ไขดวงชะตาให้ดีขึ้น ไม่ติดขัด เมื่อ: มิถุนายน 23, 2022, 05:51:36 am



24 มิ.ย. 2565 ฤกษ์ดี ทำพิธีถอนคำสาบาน คำสัญญา แก้ไขดวงชะตาให้ดีขึ้น ไม่ติดขัด

วันที่ 24 มิถุนายน 2565 นี้ อาจารย์สุทธิธรรม พากเพียร ผู้เชี่ยวชาญวิชาโหราศาสตร์ไทย และโหราศาสตร์สากล และเจ้าของเพจ ดูดวงโหราศาสตร์ไทยระบบรังสีดาว ได้คำนวณฤกษ์เอาไว้ว่าเป็นวันดีในการทำพิธีถอนคำบนบานศาลกล่าว คำสาบาน คำสัญญา คำสาปแช่ง ไม่ว่าจะจริง หรือเล่น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้เลยว่าสัจวาจาที่เราได้กล่าวออกไปนั้น จะเป็นการผูกมัด ผูกพัน ทำให้ดวงชะตาชีวิตเราต้องเผชิญกับสิ่งที่ติดๆ ขัดๆ ทั้งในชีวิต ทั้งในจิตใจเรามาตลอดเวลา ก็สามารถทำพิธีในวันนี้เพื่อถอดถอนคำบนบาน คำสาบาน ถอนคำสาปแช่ง ทั้งในอดีต และปัจจุบัน เพื่อตัดกรรม แก้ไขดวงชะตาให้ดีขึ้น ไม่ติดขัด (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ)


@@@@@@@@

ฤกษ์

    - วันที่ 24 มิถุนายน 2565
    - เวลา 06.09 น. - 18.49 น.

สถานที่

    สถานที่ที่จะทำพิธีควรเป็นหน้าโบสถ์ หน้าองค์พระใหญ่ หรือหน้าองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ศาลหลักเมือง ศาลหลักบ้าน ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ต่างๆ (ไม่แนะนำให้ทำที่บ้าน หรือในเขตของบ้านพักที่อยู่อาศัย)

สิ่งที่ต้องเตรียมในการทำพิธี

    - ขันธ์ 8 ประกอบด้วย
    - เทียน 8 คู่ (16เล่ม) สีใด ขนาดใดก็ได้
    - เงินเหรียญบาท 8 เหรียญ
    - ดอกไม้ 8 คู่ (16ดอก) จะเป็นดอกไม้ชนิดใดก็ได้ คละกันได้ แต่ควรเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล เช่น ดอกบัว ดอกมะลิ ดอกดาวเรือง
    - พาน หรือจาน (ไว้ใส่ของที่เตรียมไว้)

@@@@@@@@

การทำพิธี

เมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แล้ว ให้คุกเข่ากราบพระ แล้วกล่าวนะโมฯ 3 จบ ยกพาน หรือขันธ์ 8 ขึ้นแล้วกล่าวว่า

อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ
ทุติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ
ตะติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ

ข้าพเจ้า (เอ่ยชื่อ-นามสกุล) ขอถอดถอนคำอธิษฐาน ขอถอดถอนคำสาบาน ขอถอดถอนคำสาป คำแช่ง ขอถอดถอนคำบนบานศาลกล่าว ขอถอดถอนคำสัญญา ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งขึ้น พร้อมแล้วด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยมิจฉาทิฐิ ที่ข้าพเจ้าได้อธิษฐานไว้ สาปแช่งไว้ บนบานศาลกล่าวไว้ สาบานไว้ สัญญาไว้ ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี

ข้าพเจ้า น้อมขออำนาจพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระรัตนตรัย และเทพพรหมทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน แม่พระธรณี ได้โปรดเป็นทิพย์พยานในการที่ข้าพเจ้าขอถอดถอนคำอธิษฐานเหล่านั้น ถอนคำแช่ง คำสาบาน คำบนบานศาลกล่าว คำสัญญา ร้อยหน พันหน ณ กาล บัดนี้เทอญ

นะถอน โมถอน พุทธถอน ธาถอน ยะถอน
นะคลอน โมคลอน พุทคลอน ธาคลอน ยะคลอน
ถอนด้วย นะโมพุทธายะ นะมามิหัง

จากนั้น ให้ถวายขันธ์ 8 วางไว้ตรงหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ (วางแล้ววางเลยไม่ต้องเอากลับ)สามารถทำพิธีได้ในห้วงเวลาดังกล่าว เช้า หรือกลางวัน หรือเย็นก็ได้ สามารถทำได้ตลอดที่พระอาทิตย์ยังค้างฟ้าอยู่ หากเคยทำแล้ว สามารถทำได้อีก






Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/231641/
21 มิ.ย. 65 (15:30 น.) , S! Horoscope : สนับสนุนเนื้อหา
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้จน อย่าบิดเบือนคำสอน" เมื่อ: มิถุนายน 22, 2022, 06:18:06 am



"พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้จน อย่าบิดเบือนคำสอน"

หลายคนเข้าใจในบางเรื่องผิดๆ แต่กลับไปคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูก เป็นเรื่องที่ใช่ เมื่อเข้าใจแบบนั้นไปแล้ว ก็นำเอาไปบอกต่ออีก ความเข้าใจผิดๆ จึงซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างฐานะให้เกิดความมั่งคั่ง และมั่นคง...บางคนใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย เพราะคิดเอาเองว่าเป็นการใช้ชีวิตเรียบง่ายสายธรรมะ

บางคนใช้ชีวิตปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม บางคนใช้ชีวิตไปทำตัวให้ตรงกับคำพยากรณ์ของซินแส หนักไปกว่านั้น พอเห็นใครคุยกันเรื่องวิธีการทำให้รวย..ก็ไปบอกว่า “โลภ” ทั้งที่คนอยากรวย คือ คนที่ต้องการความมั่นคงในการใช้ชีวิต ไม่รู้ว่า...ผิดตรงไหน.?   

นักบวชบางคนยังไม่เข้าใจเลยว่าจริงๆ แล้ว“ธรรมะ” คืออะไร.? แต่พยายามจะนำเอามาบอกมาสอน ธรรมะมีเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของธรรมธรรมะนั้น มีทั้งแบบ โลกียะ และโลกุตตระ 

    - “โลกียะ” อันนี้เป็นศัพท์ทางเทคนิค ความจริงก็คือ การนำเอาธรรมะมาใช้ในสไตล์คนใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสามัญทั่วไป ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนรถ ส่งลูกเรียน เสียค่าเน็ต ค่ามือถือ เที่ยวเล่นสนุกเฮฮา
 
    - แต่ถ้าจะไปในฝ่าย “โลกุตตระธรรม” ซึ่งหมายถึง ตัดใจได้ ปล่อยวางได้ ถ้ามีความพร้อมก็ไปได้ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องห่วงแล้ว เรื่องอยู่เรื่องกิน เรื่องลูกเต้า ทรัพย์สมบัติปล่อยวางได้หมด แบบนั้นไปได้

ดังนั้น คนที่ดำรงตนอยู่ในภาวะโลกียะธรรม ยังต้องดิ้นรนแสวงหา เพื่อความมั่นคงให้แก่ชีวิต โดยมีลมหายใจเจืออยู่กับ กาม กิน เกียรติ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดวิสัย แต่ผิดก็ตรงคนที่พูดว่า “ผิด” นั่นแหละ ที่มีความรู้ไม่ครบด้าน 

@@@@@@@

"กาม" คนทั่วไปมองว่า หมายถึง การมีความชอบเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่ในด้านพุทธศาสนา หมายถึง การดำรงตนที่ยังยึดมั่นอยู่ในโหมดของการชื่นชอบ ซึ่งมีลักษณะของสิ่งที่รวมกันแล้ว เรียกว่า "กาม" เป็นข้อๆ ดังนี้
   
    รูป - ที่สวยงาม 
    เสียง - ที่ไพเราะ   
    กลิ่น - ความหอมชวนดม
    รส - เป็นรสชาติที่อร่อย 
    สัมผัส - ความอ่อนโยน และงดงามในเสื้อผ้า ของใช้ และความรู้จากผู้อื่นที่ได้รับ

ธรรมะหลายข้อถูกนักบวชสอนบิดไปจนเบือน พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ใครเป็นคนจน แต่ก็ยังมีความพยายามไปตีความแบบนั้น จึงมีความจำเป็นที่ผมจะต้องเขียน เพื่อให้ได้เรียนรู้ในมุมใหม่เกี่ยวกับธรรมะ และการใช้ชีวิต เตรียมพร้อมเปิดใจกับแนวคิด ในมุมของคนใช้ชีวิต ที่จะทำให้คุณพบความสำเร็จที่มั่งคั่ง มั่นคง หรือจะเรียกว่า “ร่ำรวย” ก็ไม่ผิด เพราะตรงหลักคำสอนของพุทธศาสนา

     "ความจนเป็นทุกข์อย่างยิ่ง"  "การมีหนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง"

พระพุทธเจ้าตรัสชัดแบบนี้ และต้องไม่ลืมว่า ผู้สร้างวัดในยุคพุทธกาลล้วนเป็นเศรษฐีทั้งสิ้น แล้วตรงไหนที่บอกว่านับถือพุทธเป็นคนพุทธต้องยากจน





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/504351
คอลัมน์ : ทำมาธรรมะ โดยราชรามัญ , 25 พ.ย. 2564 เวลา 5:00 น.
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อยากมีผลลัพธ์ ในชีวิตมั่งคั่งร่ำรวย ต้องทำอย่างไร | สัปปุริสทาน 5 ประการคือคำตอบ เมื่อ: มิถุนายน 22, 2022, 06:06:13 am



อยากมีผลลัพธ์ ในชีวิตมั่งคั่งร่ำรวย ต้องทำอย่างไร | สัปปุริสทาน 5 ประการ คือคำตอบ

การทำทานในรูปแบบต่างๆ นั้นในทางพระพุทธศาสนาก็มีสอนอยู่หนึ่งเมืองว่า ผู้ที่มีจิตใจบริจาคทานย่อมจะได้รับผลอานิสงส์ทันตาเห็นในด้านการใช้ชีวิต คือ มีกินมีใช้ไปตลอดไม่ลำบาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามการที่เราจะพูดเรื่องของผลแห่งทานโดยลอยๆ และไม่มีคำสอนใดมายืนยันนั้นก็อาจจะทำให้ผู้คนไม่เชื่อหรือไม่ศรัทธา

ในหนังสือพุทธวจน ตอน กรรม ในหน้า 75 ได้เขียนถึงเรื่องของผลทานแบบต่างๆ เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งต้องบอกก่อนว่า นี่คือคำพูดของพระพุทธเจ้าที่สอนกับพระสาวกและฆราวาสในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้สอนเรื่องนี้เอาไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายสัปปุริสทาน 5 ประการ ประกอบด้วย

    1. ย่อมให้ทานด้วยความศรัทธา
    2. ย่อมให้ทานด้วยความเคารพ
    3. ย่อมให้ทานด้วยการอันควร
    4. เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน
    5. ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและไม่กระทบผู้อื่น

@@@@@@@

ผลจากการให้ทานนี้ จะทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคทรัพย์มาก เป็นผู้ที่บริบูรณ์ในความเป็นอยู่ ไม่มีภัยอันตรายมาแต่ที่ไหนไหน ไม่ว่าจะภัยจากไฟ ภัยจากน้ำ ภัยจากพระราชา ภัยจากโจร ภัยจากคนไม่เป็นที่รัก ผลของการให้ทานนี้จะดูแลรักษาให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง นี่แหละที่เรียกว่าสัปปุริสทาน 5 ประการ

เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ เราว่าการให้ทานมีผลใหญ่อานิสงส์ใหญ่มากมายเหลือเกิน เราจริงต้องฝึกตัวเองให้มีใจเป็นผู้ให้ นอกจากนี้การให้จะทำให้จิตใจของเราโปร่งเบา สบาย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าเรารู้จักการให้ โลกนี้ก็จะมีแต่ผู้ที่เสียสละและความเสียสละนี่แหละจะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น ประเทศน่าอยู่ขึ้น

ดังนั้นใครที่อยากมีเงินมากๆ วิธีของ พระพุทธเจ้าเป็นวิธีที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในด้านการเงินได้อย่างแน่นอน โบราณเขาจึงบอกว่า "ยิ่งให้ยิ่งได้" ทานบารมีเป็นสิ่งเริ่มต้นที่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงบำเพ็ญมาหลายภพหลายชาติจนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพานได้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นถ้าเราปรารถนามีความสุข ความเจริญในโภคทรัพย์ ต้องหมั่นสร้างทานบารมี แล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้น





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/505306
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 02 ธ.ค. 2564 เวลา 3:30 น.
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มาทำความรู้จัก เบื้องหลังของอารมณ์ เมื่อ: มิถุนายน 22, 2022, 05:48:26 am



มาทำความรู้จัก เบื้องหลังของอารมณ์

อารมณ์คืออะไร มาจากไหนกัน เรามักจะเข้าใจกันไปว่า ความคิดและความรู้สึก คือ 2 ส่วนที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากความคิดออกมาจากสมอง และความรู้สึกมาจากหัวใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในทางจิตวิทยา ทั้งสองสิ่งนั้นแทบจะแยกออกจากกันได้ยาก เสมือน 2 ด้านของเหรียญแห่งอารมณ์

ความคิดทำให้เกิดความรู้สึก และปลดปล่อยอารมณ์เหล่านั้นออกมาในที่สุด นักจิตวิทยาพบว่า อารมณ์เป็นมากกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่เป็นรูปแบบของความคิดที่สลับซับซ้อน ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วนพื้นฐานดังนี้

1. ส่วนโครงร่าง : การกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และส่งผลไปยังร่างกาย เช่น เมื่อคุณรู้สึกตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโจรชิงทรัพย์

2. ส่วนการเรียนรู้ : ความรู้สึกของอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในแต่ละบุคคล และเราเรียกความรู้สึกเหล่านั้นว่า ความกลัว ความโกรธ ความสนุกสนาน เป็นต้น รวมกับการที่เราตัดสินสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยประสบการณ์ส่วนตัว 2 ปัจจัยนี้จะร่วมกันทำให้เกิด ปฏิกิริยาทางอารมณ์ขึ้น

3. ส่วนพฤติกรรม : เปรียบเสมือนด้านที่ 3 ของเหรียญแห่งอารมณ์ ที่อ้างอิงไว้ข้างต้น เป็นการแสดงออกของอารมณ์ผ่านทางพฤติกรรม เช่น เราจะถอยห่างหรือเดินหนีออกจากอะไรก็ตาม ที่ทำให้เราเกิดความกลัว ความคิดคือ ต้นตอของอารมณ์ ความคิดที่ไหลผ่านสมองของเราทั้งหมด แสดงออกมาเป็นเสียงพูดภายในที่เราบอกกับตัวเอง เสียงภายในนี้ก็คือ อารมณ์ที่เราตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว

@@@@@@@

ความคิดแง่ลบ คือ คราบของความผิดหวังจากสถานการณ์ในชีวิต เมื่อเราเชื่อว่า เราได้รับการปฎิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เราจะคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ความโกรธปะทุออกมา หรือเมื่อเราต้องเจอกับสิ่งที่เชื่อว่าจะเป็นภัยคุกคาม ทั้งจากสิ่งที่มองเห็น เช่น สัตว์ร้ายและมองไม่เห็น เช่น แนวโน้มว่าจะถูกปฏิเสธ เราก็จะคิดไปถึงปัจจัยที่ทำให้เรารู้สึกหวาดกลัว

นักจิตวิทยา Albert Ellis ได้เสนอแนวคิด ABC model ซึ่งเขียนออกมาให้เห็นภาพได้ดังนี้

    A (activating event) -------> B (beliefs) --------> C (consequences)

    โดย A คือเหตุการณ์ คำพูด หรืออะไรก็ได้ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็น negative event (เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่อยากให้เกิดกับชีวิตเรา) ซึ่งทำให้เกิดผลที่ตามมา คือ อารมณ์ C , แต่ A ไม่ได้เป็นต้นตอของ C โดยตรงหรอก , B ต่างหาก ที่ทำให้ C เกิดขึ้นมาอย่างเต็มๆ นักจิตบำบัดเรียก B ว่า cognitive distortion (ทัศนคติที่บิดเบือน) ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์

    ตัวอย่าง cognitive distortion (B) เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคุณ (A) เช่น ทำธุรกิจผิดพลาดขาดทุน คุณจะรู้สึกผิดหวัง เสียใจ อับอาย และหวาดกลัว (C) เพราะกระบวนการความคิดของเรา (B) จะตัดสินและบอกกับเราว่า เราไม่ดี ไม่เก่ง ทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด ซึ่งนั่นทำให้คุณเกิดอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นอารมณ์เชิงลบ ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรอกที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่เป็นคำพูดที่คุณบอกตัวเองต่างหาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรามีเพียง 2 เรื่อง คือเรื่องที่เราควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้ เราจึงควรหมั่นฝึกฝน ควบคุมในสิ่งที่ทำได้ คือ การปรับทัศนคติ ความเชื่อ และความคิด ในการมองสิ่งรอบตัว ค้นหาต้นตอแห่งอารมณ์ (ที่ทำให้ทุกข์) และฝึกแทนที่ความคิดเชิงลบด้วยทัศนคติใหม่ๆ ปล่อยวางในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ชีวิตมันก็คงจะง่าย และมีสีสันที่สดใสขึ้น






Thank to :-
เรียบเรียงจาก : The ABCs of emotions. Jeffrey S. Nevid, Ph.D., ABPP
URL : https://today.line.me/th/v2/article/BE1kWR0
เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • newness
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ค้าขายเนื้อสัตว์ ทำไมรวย.? เมื่อ: มิถุนายน 21, 2022, 06:49:11 am



ค้าขายเนื้อสัตว์ ทำไมรวย.?

ในหลักของพระพุทธศาสนาอาชีพที่ไม่ควรทำนั้นมีอยู่ทั้งหมดห้าอย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ เช่น
    - การค้าอาวุธ
    - การค้าขายสัตว์ที่ยังมีชีวิต
    - การค้าขายเนื้อสัตว์
    - การค้าขายน้ำเมา
    - การค้าขายยาพิษ

เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า ทำไมคนที่ค้าขายในสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามกลับร่ำรวย รวยแบบชนิดที่เรียกได้ว่าชาตินี้กินไม่หมดใช้ไม่หมด คงไม่ต้องเอ่ยนะว่ามีบริษัทไหนบ้าง เอาเป็นว่าการทำอาชีพค้าขายเนื้อสัตว์ ถ้าเรามองว่าบาปก็เป็นไปตามอรรถพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เป็นคำสอนในนิกายเถรวาท

แต่ก็เชื่อว่าเบื้องหลังของผู้ที่ค้าขายเนื้อสัตว์ก็มักจะต้องสร้างบุญสร้างกุศลเยอะแยะมากมายเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า บุญนั้นจะมาลบล้างบาปกรรมที่กระทำได้ บุญส่วนบุญ บาปกรรมที่เป็นอกุศลก็ส่วนอกุศล ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างไร สักวันก็ต้องได้รับการชดใช้เวรกรรมที่ทำกับสัตว์เหล่านั้นอย่างสาสมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มุมมองนี้ก็เป็นความเชื่อในพุทธศาสนาแบบเถรวาทหรือหินยาน

@@@@@@@

มีพุทธศาสนาอีกมุมหนึ่ง แต่เป็นในรูปแบบของนิกายมหายานได้มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ผู้ที่ทำอาชีพค้าขายเนื้อสัตว์เป็นบุคคลที่เสียสละอย่างยิ่ง ถามว่าเสียสละอย่างไร ก็คือยอมเอาตัวเองไปแบกบาป แบกกรรม แบกความทุกข์ ด้วยการขายเนื้อสัตว์เพื่อให้ผู้อื่นได้นำเอาไปปรุงอาหารบริโภคและปลดปล่อยจากความหิวที่ทำให้เป็นทุกข์อย่างนั้น ผู้ที่ค้าขายเนื้อสัตว์จึงเป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริง

พูดง่ายง่ายก็คือ ยอมเอาตัวเองเข้าแลกกับบาปกรรมและความทุกข์ เพื่อให้ผู้อื่นมีชีวิตรอด ถ้าเรามองในมุมนี้ก็อาจจะเกิดความรู้สึกดีขึ้นบ้าง สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายเนื้อสัตว์ได้ อย่างไรเสียมนุษย์โดยเนื้อแท้จริงแล้ว เป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรจะกินพืชกินผัก,ผลไม้มากกว่าการกินเนื้อสัตว์ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันมา ย่อมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆแม้แต่เรื่องของการกินอาหาร

ประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า ค้าขายเนื้อสัตว์แล้วทำไมยังร่ำรวย ก็คงจะต้องบอกว่าบางครั้งการประกอบอาชีพตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของมนุษยชาติ อาจจะเป็นการเสียสละอย่างยิ่ง สำหรับดวงจิตวิญญาณของผู้นั้นที่เป็นเจ้าของผลแห่งการยอมเสียสละจึ งทำให้เขาเกิดความมั่งคั่งเกิดความร่ำรวยในปัจจุบันภพ เพื่อให้มีเงินมีทองแล้วนำเอาเงินทองไปช่วยเหลือสังคมไปจุนเจือพระศาสนาก็อาจเป็นได้

@@@@@@@

และอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ ใครที่ค้าขายชีวิตสัตว์ด้วยการลงมือฆ่าเองเข้าเครื่องหรือสั่งระบบลูกน้องกรรมอย่างหนึ่งที่เขาต้องได้รับ ก็คือ ตัวเค้าจะมีสุขภาพไม่ค่อยดีหรือลูกหลานอาจจะมีสุขภาพไม่ดีซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าที่น่าศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการค้าขายชีวิตสัตว์

พระพุทธเจ้าทรงตรัสคำไหนย่อมเป็นจริงตามนั้น ไม่มีคำว่า "และแต่หรือ" ให้เรามาคาดคะเนกันเอาเอง ชีวิตชาตินึงเก็บไว้แล้ว เราก็ต้องดูกันยาวยาวว่า สุดท้ายจะเป็นอย่างไร





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/508477
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 30 ธ.ค. 2564 เวลา 3:00 น.
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระพุทธเจ้า ก็เป็นมนุษย์ เมื่อ: มิถุนายน 21, 2022, 06:39:22 am



พระพุทธเจ้า ก็เป็นมนุษย์

พระพุทธเจ้า มีประวัติความเป็นมาที่กล่าวได้ว่า ค่อนข้างชัดเจน เพราะปรากฏหลักฐานในมิติต่างๆ มากมาย อาทิ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ปรินิพพาน เป็นต้น นี่ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาลอยๆ แต่เคยมีชีวิตอยู่จริงบนโลกใบนี้ เคยใช้ออกซิเจนของโลกใบนี้ในการหายใจ เคยเดินท่องบนธรณีโลกใบนี้จริงๆ มิใช่เทวนิยม แต่เคยมีชีวิตจริงๆ เหมือนสามัญชนมนุษย์ทั่วไป

พระพุทธเจ้านามเดิมว่า สิทธัตถะ เป็นลูกของกษัติรย์ที่พระนามว่า สุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งเมืองสาวัตถี  อย่าไปมโนว่าเป็นเจ้าชายผู้ยิ่งใหญ่อะไร

พุทธประวัติของไทย ก็เป็นไปแบบไทยๆ ผิดๆ ถูกๆ คัดลอกกันตามๆ มาหรือที่มีการคัดลอกกันไปมาตามสายเถรวาทที่เชื่อกัน ซึ่งเป็นแบบกึ่งแต่งไปในทางเทพนิยายที่เกินจริงจนเกือบจะเชื่อถือไม่ได้ด้วยซ้ำในบางมุม. แต่ทว่าพุทธประวัติอีกสายหนึ่งของมหายานที่มีการจดบันทึกเอาไว้ ดูเหมือนพระพุทธเจ้าจะมีความเป็นมนุษย์สูงมากคือของสายมหายาน

ด้วยพุทธประวัติในมุมนี้ ทำให้ผู้นับถือพุทธแบบมหายานมีกำลังใจในการศึกษาธรรมและภาวนาตนเองให้เข้าถึงสู่ธรรมอันยิ่ง เพราะถือว่า มนุษย์อย่างพระพุทธเจ้ายังทรงตรัสรู้ได้ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนท่านเราก็ควรที่จะสามารถสัมผัสและเข้าถึงธรรมแบบนั้นได้เช่นกัน

@@@@@@@

ทางสายเถรวาท เชื่อว่า เพราะการเสด็จออกนอกเมืองของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ จึงทำให้สลดสังเวชใจเมื่อเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย จากนั้นแสวงหาหนทางที่จะทำให้รอดพ้นจากภาวะเช่นนั้น 

แต่ทางในทางมหายาน เชื่อว่า ต้นเหตุแห่งทุกข์ที่ทำให้ท่านออกบวชมาจากการเมืองในราชสำนักมากกว่า  เมื่อประชากรมีการแย่งชิงน้ำกันทำการเกษตร  เมื่อมีการประชุมสภาของกษัตริย์ จึงมีมติให้สิทธัตถะนำทัพไปปราบเพราะท่านเก่งมาก. แต่ท่านมิปรารถนาที่จะเข่นฆ่าใคร จึงปฏิเสธที่จะนำทัพ เหล่าราชวงศ์จึงมีมติให้ลงโทษสิทธัตถะตามกฎในฐานะราชกุมารที่ไร้ความสามารถคือตำแหน่งที่ทรงเป็นอยู่

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องได้รับโทษเพื่อธำรงวินัยทางทหาร ด้วยการต้องถูกเนรเทศออกนอกเมืองไป การจากไปจะปลอดภัยที่สุดก็ต้องเป็นนักบวชเพราะจะไม่มีใครคิดทำร้ายนักบวชทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เวลามีเวรภัยอะไรกับชีวิตจึงนิยมบวชกัน ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือบุคคลธรรมดา.

นอกจากนี้พระบิดาสุทโธทนะเดินออกมาส่งที่ประตูเมืองแล้วจากลาด้วยน้ำตานองหน้า (ไม่ได้หนีออกจากเมืองเหมือนของเถรวาท) พร้อมสั่งห้ามว่าให้ไปทางใต้ ไปเมืองมคธ อย่าไปทางสาวัตถี เพราะถ้าเรื่องนี้ทราบถึงเจ้าแห่งสาวัตถี คือ พระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งเป็นเมืองแม่ก็จะทำให้กรุงกบิลพัสดุ์ ลำบากขึ้นอีก


@@@@@@@

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เจ้าชายสิทธัตถะหรือ พระพุทธเจ้า ได้พบกับพระเจ้าพิมพิสาร  ที่เล่ามาคร่าวๆ นี้ เราจะเห็นได้ว่า พุทธประวัติ มีน้ำหนัก มีเหตุผลมากพอในการเสด็จออกจากเมือง
 
ผู้ที่เกิดในวัง มีแต่ผู้ดูแล มีอาหารปราณีตดื่มกินมา 29 ปี วันหนึ่งต้องมากินอาหารที่หยาบไม่ปราณีตที่ได้จากการบิณฑบาตรคำแรกก็อ๊วกอาเจียนพุ่งเลยทีเดียว

นี่เป็นอีกหนึ่งที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ของพระพุทธเจ้า. ดังนั้นใครก็ตามที่มักจะคิดเอาว่า ธรรมะปฏิบัติยาก เข้าถึงยาก เกินความสามารถของมนุษย์ควรคิดเสียใหม่ เพราะพระพุทธเจ้าทพระอรหันต์ทั้งหลายต่างก็เป็นธรรมดาทั้งสิ้นแล เพียงแต่มีความมุ่งมั่นในทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริงต่างหากจึงสำเร็จได้ผลลัพธ์ทางใจด้วยการหลุดพ้น

ธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง เพียงน้อมมาปฏิบัติจริงๆ ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จทางจิตวิญญาณได้เช่นกัน


 


Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/509106
คอลัมน์ ทำมาธรรมะ โดย ราชรามัญ , 06 ม.ค. 2565 เวลา 4:30 น.
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธรรมชาติของความสุข เมื่อ: มิถุนายน 21, 2022, 06:33:46 am



ธรรมชาติของความสุข
 
เคยมีคนถามผม พระพุทธเจ้าสอนอะไรกันแน่ เพราะว่า คำสอนในพุทธศาสนา คำก็ทุกข์สองคำก็ทุกข์ แล้วทำไมศาสนา สอนให้คนมีความรู้สึกแบบคิดลบในเรื่องของความทุกข์ ตลอดทั้งในเรื่องของความตาย อันนี้เป็นคำถามกับคนต่างประเทศที่ต่างศาสนา

ผมจึงบอกเขาไปว่า ความจริงแล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งความสุข แต่ว่าทุกสิ่งอย่างเราจะมีความสุข ได้อย่างแท้จริงก็ต้องเรียนรู้ผ่านกระบวนการของความทุกข์ ความสุขเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและความสุขก็มีหลายระดับ เพราะคำสอนอันสูงสุดของพระพุทธเจ้านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

แต่ความสุขเบื้องต้นที่จะเกิดขึ้นได้นั้นเรา จะต้อง รู้จักคำว่าทุกข์ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นแล้วเราก็พยายามฝึกฝนให้เข้าใจถึงเหตุนั้น พยายามทำให้เหตุนั้นหมดไป ความสุขก็จะปรากฏขึ้นเอง นี่จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำสอนเรื่องความทุกข์ คงไม่ต่างอะไรกับเมื่อเราอยากจะกินผลมะม่วง ถ้าเราไม่รู้จักต้นมะม่วงแล้วเราจะสามารถ ได้ผลมะม่วงมากินได้อย่างไร

@@@@@@@

เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนในหลักสติปัฏฐานสูตร ทำไมต้องเริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิ ก็เพราะว่าความคิดความเห็นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรานั้นเกิดความสุขและความทุกข์ได้นั่นเอง ความสุขทั้งหลายเกิดขึ้นจากความคิด ความทุกข์ทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากความคิด ความคิดหรือใน ธรรมะเรียกว่าจิตใจ เป็นสิ่งเดียวกัน สำหรับปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป

ถ้าสำหรับนักปฏิบัติ ในขั้นลึกๆ ความคิดก็คือความคิดจิตใจก็คือจิตใจแยกออกจากกัน ดังนั้นเราเป็นปุถุชนเราควรคอนโทนความคิดเอาไว้ให้ได้ ด้วยตัวระลึกรู้ในความรู้สึก อะไรคือตัวระลึก คำตอบคือ ตัวสติ เราจงมีสติให้มั่นคง เราจงมีความคิดระลึกก่อนทำ ก่อนพูด ให้เกิดขึ้นอยู่ประจำ แล้วความทุกข์จะจางคลายทีน้อยๆ จริงๆ

     ความทุกข์เกิดจากความคิด แล้วไปถึงความรู้สึก
     ความสุขเริ่มต้นจากความคิด แล้วไปถึงความรู้สึกเช่นกัน





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/509995
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 13 ม.ค. 2565 เวลา 3:30 น. 960
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "พิธีกรรม..ของพุทธ" ที่พระพุทธเจ้าทรงมี 'พุทธานุญาต' เมื่อ: มิถุนายน 20, 2022, 06:58:32 am



"พิธีกรรม..ของพุทธ" ที่พระพุทธเจ้าทรงมี 'พุทธานุญาต'

เราต้องทราบถึงพื้นฐาน ของพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละศาสนาก่อนว่า โดยมากจะเพื่อเคารพศาสนา ตลอดทั้งเพื่อการอยู่ร่วมกันโดยมีความคิดความเห็นความชอบไปในทางเดียวกัน ในพุทธศาสนาของประเทศไทยมีพิธีกรรมมากมายที่ปรากฏขึ้น อาทิ ปลุกเสกพระเครื่อง อธิษฐานจิตพระเครื่อง การสร้างเครื่องรางของขลังต่างๆ พิธีกรรมรดน้ำมนต์เจิมขึ้นบ้านใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย

แท้จริง พิธีกรรมที่กล่าวมานี้หาใช่เป็นของพุทธศาสนาที่มาตั้งแต่โบราณ ไม่แต่เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อความสบายใจ ของผู้ที่ มีความศรัทธา แล้วอยากจะมีชีวิตที่สงบร่มเย็น มั่งคั่ง จึงได้นิมนต์พระภิกษุผู้ทรงศีลมากระทำพิธีกรรมต่างๆ ให้

@@@@@@@

ในพุทธศาสนามีพิธีกรรม อยู่ไม่กี่อย่าง ที่เป็นพิธีกรรม พระพุทธเจ้าทรงประกาศเอาไว้ว่า พึงควรกระทำ การตักบาตรตอนเช้า เป็นการถวายทาน แด่พระภิกษุสงฆ์ นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า แนะนำให้ชาวพุทธพึงควรกระทำ

พิธีกรรมการถวายสังฆทาน หมายถึงการนำเอาสิ่งของที่ญาติโยมถวาย รวมเอาไว้ในส่วนกลางของสงฆ์ พระสงฆ์รูปใดในวัดขาดเหลือสิ่งใดสามารถนำเอาไปใช้ได้อย่างเสมอภาคกัน

พิธีกรรมกฐิน ซึ่งใน 1 ปีจะสามารถรับกฐินได้เพียงหนึ่งครั้ง อานิสงส์กฐินก็คือผู้ใดถวาย ย่อมได้รับอานิสงส์มากกว่าทานธรรมดาปกติ เพราะ 1 ปีมีเพียงแค่ครั้งเดียว

พิธีกรรมการบรรพชาอุปสมบท เป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมที่ทรงอนุญาตให้พระภิกษุพึงกระทำได้ต่อผู้ที่มีศรัทธาอยากจะบวชในพระพุทธศาสนา


@@@@@@@

และทั้งหมดนี้คือพิธีกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธานุญาต ให้ญาติโยมสามารถทำได้ เพื่อประโยชน์สุข ของญาติโยม ในด้านของจิตวิญญาณ ในสิ่งที่จะได้รับที่เรียกว่าบุญกุศล ส่วนพระสงฆ์ก็เนื่องชีวิตอยู่ได้เพราะมีญาติโยมอุปถัมภ์

ส่วนพิธีกรรมอื่นๆ ที่กล่าวมาตั้งแต่ขั้นต้นนั้น ไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่และเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจจะเป็นพิธีกรรมเฉพาะในพุทธศาสนา ประเทศไทยเพียงแห่งเดียว ดังนั้นถ้าท่านใดพึงปรารถนาที่จะต้องการ มีข้อวัตรปฏิบัติ เกี่ยวกับพิธีกรรมของพระพุทธศาสนาพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นพิธีกรรมที่ถูกต้องที่สุดและทรงมีพระพุทธานุญาตให้ทำได้

ดังนั้นหากท่านจะปฏิบัติอะไรต่อไปควรพิจารณาก่อนว่า พิธีกรรมนี้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตหรือไม่เพื่อความเป็นพุทธแท้ ที่ปฏิบัติตามคำสอนนั่นเอง

 



Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/510850
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 20 ม.ค. 2565 เวลา 3:00 น
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถ้ายอมเปลี่ยนใจ โลกทั้งใบก็เปลี่ยนตาม เมื่อ: มิถุนายน 20, 2022, 06:40:12 am



ถ้ายอมเปลี่ยนใจ โลกทั้งใบก็เปลี่ยนตาม

เคยคุยกับคนที่สำเร็จในชีวิตทางด้านการงาน สร้างฐานะมั่นคง มั่งคั่ง ว่าเขามีกรอบวิธีคิดแบบไหน สิ่งที่ได้รับคำตอบ คือ เขาพร้อมเปลี่ยนความคิดของตนเอง พฤติกรรมของตนเองเพื่อก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง จะพยายามใช้ชีวิตให้ผิดพลาดน้อยที่สุด จะใช้ชีวิตอยู่กับความจริงเสมอ จะใช้ชีวิตอย่างมีสติ และเมื่อสำเร็จแล้วจะไม่อวดรู้ จะไม่อวดรวย จะไม่อวดเบ่งใดๆ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หิวแสง แต่จะพยายามพัฒนาธุรกิจต่อไปให้เติบโต
 
แต่บางคนอยากสำเร็จในชีวิต กลับมีกรอบความคิดที่ว่า "ไม่ต้องมาคิดเปลี่ยนก็เป็นคนแบบนี้ มาตั้งแต่เกิด"  ใครที่มีกรอบความคิดแบบนี้ในการใช้ชีวิตบอกได้คำเดียวว่า หลอนชีวิต เพราะไม่มีทางจะพบเส้นทางชีวิตที่ดี ไม่มีทางจะสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน
 
อยากพบจุดหมายที่ดีในชีวิตแต่ถ้าไม่คิดเปลี่ยนจะไปถึงได้คงยาก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "แค่เปลี่ยนที่ใจโลกทั้งใบก็เปลี่ยนตาม" (จากในคัมภีร์มหายาน) เหมือนที่พระองค์สอนองคุลีมาลให้เปลี่ยนใจ จากฆาตกรบัญชีดำของพระเจ้าปเสนทิโกศล กลายเป็นมุนีได้เพราะได้ชี้ให้เห็นความจริงของการใช้ชีวิตองคุลีมาลเปิดใจยอมรับและปรับเปลี่ยนใจในที่สุดก็ได้พบโลกใบใหม่ในหัวใจดวงเดิม
 
ความสุข ความทุกข์ ล้วนเกิดขึ้นมาจากใจของเราคิดและความรู้สึกเมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบทั้งสิ้น แต่ถ้าเราเข้าใจในสิ่งนั้น สุขและทุกข์จะกลายเป็นเพียงแค่ความนิ่งเฉยไม่สะท้านใดๆเหมือนแค่มีสายลมพัดมาปะทะกายแล้วจางคลายหายไป
 
@@@@@@@

ถ้าคิดจะเป็นคนสำเร็จ นอกจากตั้งใจใช้ชีวิตแล้ว สิ่งที่สำคัญต้องยอมเปลี่ยนใจ เปลี่ยนตัวเองบ้างเพื่อให้ตนเองได้พบสิ่งที่ดีกว่า  เหมือนตอนที่นายสุทัตตะ หรือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี บอกพระพุทธเจ้าว่า อยากเป็นคนรวยค้าขายสำเร็จมีความสุข ขอให้มีอายุยืน ขอให้มีเกียรติ และตายแล้วไปสู่สวรรค์
 
พระองค์ก็บอกว่าสิ่งขอมานี้ได้แน่นอน แต่ต้องมาจากการลงมือทำและการเปลี่ยนจิตใจของตนเองไปในฝ่ายกุศลหรือฝ่ายที่ดี ด้วยการรักษาศีล5 ด้วยการหมั่นบริจาคทานทั้งกับนักบวชและคนทั่วไป และฝึกจิตใจให้ไม่สะเทือนเมื่อเรื่องดีและไม่ดีผ่านมาทางความคิดและความรู้สึก ซึ่งสุทัตตะก็ทำตามแล้วขีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปทุกอย่าง
 
"คนที่หาความสุขในชีวิตไม่ได้เป็นเพราะไม่ยอมเสียสละสิ่งที่ไม่ดีงามของตนเองออกไปจากใจ ต่อให้ไปไหว้พระขอพรที่ไหนก็เสียเวลาเปล่า ถ้าใจยังเหมือนเดิมไม่ยอมเปลี่ยนไปในทางที่ดี"

คนที่สำเร็จแล้วมีความสุข คือ คนที่พร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองเสมอ กลับมาถามใจตัวเองกันดูว่า เราพร้อมที่จะเปลี่ยนใจเพื่อพบสิ่งที่ดีงามบ้างแล้วหรือยัง





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/512420
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 03 ก.พ. 2565 เวลา 4:00 น.
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เพชรบูรณ์ เตรียมจัดงานอุ้มพระดำน้ำ ประเพณีแปลกที่เดียวในโลก เมื่อ: มิถุนายน 20, 2022, 06:34:21 am



เพชรบูรณ์ เตรียมจัดงานอุ้มพระดำน้ำ ประเพณีแปลกที่เดียวในโลก

เพชรบูรณ์เตรียมจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประเพณีที่แปลกและมีอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก อย่างยิ่งใหญ่ โดยนอกจากจะมีขบวนแห่ทางบกและทางน้ำ การแข่งขันเรือพายทวนน้ำ และเทศกาลอาหารอร่อยแล้ว ยังจัดให้มีการแสดง แสง สี เสียง ตามตำนานประวัติความเป็นมาของพระพุทธมหาธรรมราชา



วันที่ 16 มิถุนายน 2565 นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายเสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ นายวิโรจน์ เข็มเหล็ก ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ นางสาวญาติกา แก้วบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก นางฐิติญา จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และ ผศ.ดร.ปรีชา ศรีเรืองฤทธิ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2565 ณ.สวนสาธารณะเพ็ชรรัตน์สงคราม ต.ในเมือง อ.เมืองเพชรบูรณ์ 



สำหรับการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำหรือพิธีอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ลงสรงน้ำ เป็นประเพณีที่แปลกและมีอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ที่ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณนานกว่า 400 ปี โดยได้กำหนดจัดขึ้นในช่วงเทศกาลสารทไทย ของทุกปี ซึ่งในปีนี้กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 23-28 กันยายน 2565 รวม 6 วัน 6 คืน

โดยวันที่ 23 กันยายน เวลา 18.00 น.จะมีนักเรียนนักศึกษา พ่อค้า ประชาชน ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 2,565 คน มารำถวายหน้าพระพุทธมหาธรรมราชาจำลององค์ใหญ่ ณ.พุทธอุทยานเพชบุระ

และในวันที่ 24 กันยายน  เวลา 17.00 น. นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จะทำพิธีอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาจากวัดไตรภูมิ มาประดิษฐานบนราชรถบุษบก ที่ตกแต่งประดับประดาด้วยโคมไฟอย่างสวยงาม แห่ไปตามถนนสายต่างๆ รอบๆ เขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ พร้อมกับขบวนแห่ตามโบราณประเพณี เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะบูชา โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ.บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง ซึ่งเป็นจุดรับชมขบวนการแสดง และจะอัญเชิญกลับมาประดิษฐานไว้ ณ.มณฑปพิธีวัดไตรภูมิ เพื่อจัดพิธีเฉลิมฉลอง 



และเช้าวันที่ 25 กันยายน ซึ่งตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งเป็นวันสารทไทย และเป็นวันสำคัญของงาน นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จะทำพิธีอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา มาประดิษฐานบนเรือบุษบก ออกแห่ทางน้ำที่ในแม่น้ำป่าสัก บริเวณท่าน้ำหน้าวัดไตรภูมิ เพื่อเดินทางไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ.ที่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งเป็นบริเวณที่ตามตำนานได้เล่าสืบทอดกันมาว่า มีชาวบ้านที่ไปทอดแหหาปลา พบพระพุทธมหาธรรมราชากำลังดำผุดดำว่ายอยู่ จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิจนถึงปัจจุบัน 

ส่วนการประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีศักดิ์เทียบเท่ากับพ่อเมืองในสมัยโบราณ จะเป็นผู้อุ้มพระพุทธมหาธรรมราชาลงดำน้ำ พร้อมกับเสนาบดีทั้ง 4 คือ ฝ่ายเวียง ฝ่ายวัง ฝ่ายคลัง ฝ่ายนา โดยมีพระสงฆ์ 9 รูป สวดชัยมงคลคาถา โดยการประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำจะหันหน้าไปทางทิศเหนือ 3 ครั้ง และทิศใต้ 3 ครั้ง เพื่อขออำนาจบารมี ให้พระพุทธมหาธรรมราชา ช่วยดลบันดาลให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล และหลังเสร็จจากการประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำเสร็จ จะมีการโยนเครื่องเซ่นถวาย ซึ่งเป็นข้าวต้มมัด กระยาสารท และข้าวตอก ดอกไม้ ให้ประชาชนที่มาร่วมในพิธีแย่งชิงกัน เพื่อเป็นสิริมงคล 

ส่วนช่วงบ่าย จะจัดให้มีการประกวดเรือพายสวยงาม และการแข่งขันเรือพายทวนน้ำ ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ส่วนในช่วงกลางคืน จะจัดให้มีงานเทศกาลอาหารอร่อยจากอำเภอต่างๆ และการแสดงแสงสีเสียงหรือไลท์แอนท์ซาวด์ ตามตำนานประวัติความเป็นมาของพระพุทธมหาธรรมราชา พร้อมมหรสพสมโภชน์อีกมากมาย 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ : https://s.isanook.com/tr/0/ui/286/1433001/Image1-(3).jpg




Thank to : https://www.sanook.com/travel/1433001/
19 มิ.ย. 65 (08:00 น.),  By Peeranut P.
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุขภาพใจ สำคัญกว่าทุกสิ่ง | ธรรมทั้งปวง ล้วนมีใจเป็นต้นเหตุ เมื่อ: มิถุนายน 19, 2022, 06:42:22 am



สุขภาพใจ สำคัญกว่าทุกสิ่ง | ธรรมทั้งปวง ล้วนมีใจเป็นต้นเหตุ

การใช้ชีวิตของคนแต่ละคนต่างก็มีแนวคิดและรูปแบบที่แตกต่างกันไป หลายคนอาจจะรู้สึกเหนื่อยในการใช้ชีวิต การเหนื่อยที่กาย เมื่อได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะหายเหนื่อย และพร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

แต่ถ้าเมื่อไหร่เรารู้สึกว่าเหนื่อยใจ และเริ่มเกิดความท้อแท้ นั่นหมายความว่าสุขภาพของจิตใจเรานั้น เริ่มเหนื่อยคู่กับร่างกาย เมื่อใจเหนื่อย สิ่งต่างๆ รอบข้างเราก็จะเริ่มเปลี่ยนไป และสุดท้ายอาจทำให้เราเกิดความซึมเศร้า สอดแทรก เข้ามาในใจ

คนเรา จะมีหรือไม่มี จะสุขบ้างทุกข์บ้าง อย่างไรเสียสุขภาพของจิตใจควรที่จะต้องเข้มแข็ง แข็งแรง พร้อมที่จะต้องเผชิญ กับสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต เพราะตามความเป็นจริงของโลกใบนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์

เราต่างมีความทุกข์เป็นเพื่อน ทุกข์มากหรือทุกข์น้อยก็ขึ้นอยู่กับการดำรงชีวิตของคนคนนั้น แต่คนทั่วไปเรียกภาวะแห่งการมีความทุกข์น้อยว่าๆ นั้นว่า "ความสุข" ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร

@@@@@@@

สุขภาพใจของเราดูแลได้ ด้วยการบำบัดด้วยหลักธรรม มิใช่พิธีกรรม ซึ่งขอแนะนำวิธีการดูแลดังนี้

1. ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้สังเกตจิตใจของตัวเราเองก่อนทันที ก่อนที่จะมีความคิดอื่นใดเข้ามาแทรก สังเกตว่าใจเราสงบไหม ว้าวุ่นไหม มีความคิดอะไรมาสอดแทรกไหมไม่ว่าเรื่องดีเรื่องร้าย เพราะเมื่อเราตื่นขึ้นมา ระบบแห่งความรู้สึกตัวก็ปรากฏขึ้นทันที
2. ทุกเช้าพยายามฝึกคิดแต่เรื่องดีๆ สิ่งดีๆ ข่าวคราวดีๆ ให้เข้ามาในชีวิต
3. นำพาตัวเองอยู่ใกล้ๆ กับคนที่คิดดี มีทัศนคติในเชิงบวกมากกว่าลบ
4. ก่อนนอนก็เฝ้าสังเกตจิตใจตัวเองมีความสงบไหม นิ่งไหม หรือ มีความทุกข์อยู่ เมื่อรู้ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์แล้วจงบอกตัวเองว่า ทุกปัญหาแก้ไขได้
5. อย่าหนีความจริงที่ต้องเผชิญ แต่จงเฝ้าดูความจริงนั้นด้วยความเข้าใจ


@@@@@@@

เอา 5 ข้อ เป็นแนวทางในการบำบัด ฝึกให้ เรามีสุขภาพใจ ที่แข็งแรง จิตใจที่แข็งแรงก็คือพร้อมที่จะเผชิญและรับรู้ทุกสิ่งอย่างที่จะเข้ามาในชีวิต แบบมีสติมีความสงบ แล้วรู้แนวทางที่จะแก้ไข การฝึกทั้ง 5 ข้อนี้อยากให้ทำติดต่อกันให้ครบ 21 วัน เมื่อครบแล้วชีวิตของคุณจะค่อยๆ เจอแต่สิ่งที่ดี สุขภาพจิตใจของคุณ กะจะค่อยๆแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ และที่สำคัญ คำว่าโรคซึมเศร้า เขาจะไม่เข้ามาในชีวิตของคุณอย่างแน่นอน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนชัดแล้วว่า "ธรรมทั้งปวง ล้วนมีใจเป็นต้นเหตุ" เรื่องดีก็เป็นธรรมะ เรื่องไม่ดีก็เป็นธรรมะเช่นกัน ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมะ เพราะธรรมะคือสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และวันหนึ่งก็ดับสลายลงไป ไม่ว่าจะเรื่องดี เรื่องร้ายก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน

 


 
Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/515003
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ ,24 ก.พ. 2565 เวลา 2:30 น.
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เน้นที่ใจให้มาสู่กาย | กรรมฐานเงียบ เมื่อ: มิถุนายน 19, 2022, 06:24:19 am



เน้นที่ใจให้มาสู่กาย | กรรมฐานเงียบ

ในบทสติปัฏฐาน 4 ที่เน้นสอนให้มีสติอยู่กับกาย เวทนา จิต และ ธรรม ในสังคมพุทธเมืองไทย มีความนิยมในการฝึกฐานกายอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถจับต้องได้ง่ายและค่อยๆ พัฒนาไปถึงฐานเวทนา จิต และธรรมได้

สำหรับผู้ไม่นิยมเข้าวัดปฏิบัติธรรมตามรูปแบบนั้น ถ้ามีความคิดอยากฝึกสติปัฏฐานสามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเริ่มจากฐานกายและฐานใจ (จิต)​ไปพร้อมกันได้ หลายคนอาจสนใจวิธีนี้ แล้วควรฝึกอย่างไร

วิธีนี้เป็นของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลักการคือ การใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติธรรมดาโดยไม่ให้มีเสียงใดๆ เกิดขึ้นจากการกระทำของเราตามที่เรากำหนดได้ เช่น นั่งเงียบ เดินเงียบๆ เบาๆ ทานข้าวเงียบๆ ไม่มีเสียงช้อนกระทบจาน ทำให้เบาๆ เงียบๆ หมด อาจเรียกว่า "กรรมฐานเงียบ" ก็ได้ ความเงียบจะเกิดขึ้นได้เพราะเรานำเอาสติมาจดจ่อกับสิ่งที่เรากระทำอยู่โดยมีสติตลอดเวลา จึงเกิดข้อผิดพลาดได้น้อยลง

การฝึกแบบนี้เป็นการฝึกกายกับใจควบคู่ไป ผู้ฝึกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทุกอย่าง พูดคุยทำงานสนนทนาได้ทุกเรื่องโดยไม่มีข้อบังคับอะไรทางศาสนาเลย เว้นเสียแต่ให้ทำทุกสิ่งอย่างด้วยความเงียบ แต่สิ่งใดเราควบคุมไม่ได้จริงๆอาทิ สตาร์ทรถ เราควบคุมไม่ได้ เป็นต้น แบบนี้ก็ควรปล่อยไป

@@@@@@@

การใช้หลักความเงียบ ที่เรียกว่า กรรมฐานเงียบนี้ สิ่งที่เราจะได้ คือ มีสติอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น จะมีการจดจ่อสมาธิดีขึ้นกับสิ่งที่เรากระทำ เมื่อเผลอก็ปล่อยไป แล้วเริ่มใหม่แบบนี้ไม่ช้าไม่นานเราก็จะมีสติอยู่กับตัวและใจมากขึ้นเป็นลำดับ

เป็นการฝึกโดยอาศัยกิจกรรมในชีวิตประจำวันมาเป็นการฝึก โดยไม่มีรูปแบบ และไม่ต้องแบ่งเวลาว่า นี่คือช่วงปฏิบัติธรรม เหมือนการมีรูปแบบที่ใส่ชุดขาวสวดมนต์ไหว้พระใดๆ นี่แล คือ อกาลิโก แท้ตามคำสอนของพระพุทธองค์

ถ้าเราเชื่อกันว่า การปฏิบัติธรรมได้บุญกุศลจริง การฝึกกรรมฐานเงียบที่เริ่มจากใจมาสู่กายแบบกรรมฐานเงียบนี้ ก็จะทำให้คุณได้บุญกุศลทุกลมหายใจทุกวินาที เพราะเราปฏิบัติตลอดเวลาโดยไม่ต้องแบ่งว่าเวลาใดปฏิบัติไม่ปฏิบัติ การฝึกแบบนี้จะเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปเองโดยธรรมชาติ

สติในตัวเราจะค่อยๆ เพิ่มพูน ความรู้สึกตัวคือสัมปชัญญะจะมากขึ้นทีละน้อย ความผิดพลาดในชีวิตจะมีน้อยลง เราจะค่อยๆ เห็นตัวเองชัดขึ้น มีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วยตัวของเราเอง ฝึกแบบนี้อยู่บ้าน อยู่คอนโด ทำงาน ก็สามารถฝึกได้โดยไม่ต้องไปวัด แล้วในที่สุดคุณจะได้พบตัวเองที่ไม่ปรารถนาทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เพราะตัวเราคุณเองเป็นต้นเหตุได้

การปฏิบัติธรรมแบบนี้แหละที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแข็งทื่อแบบพรหมลูกฟัก ฤาษีชีไพร เพราะผมเคยทำมานับ 10 ปี แล้วได้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว คือ ได้แค่ความสงบใจ คนเราจะมีความทุกข์น้อยลง เมื่อเรามีสติมากขึ้น ไม่ใช่ทำสมาธิมากอย่างที่ชาวพุทธหลายคนเข้าใจ

 




Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/514119
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 17 ก.พ. 2565 เวลา 2:30 น. 2.0k
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สงครามล้างเผ่าพันธุ์ เกิดเพราะกรรมอะไร.? เมื่อ: มิถุนายน 18, 2022, 06:55:07 am


สงครามล้างเผ่าพันธุ์ เกิดเพราะกรรมอะไร.?

ในครั้งพุทธกาล เคยมีเหตุการณ์สงครามเกิดขึ้นและสงครามที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสงคราม ล้างสายโลหิต นั่นก็คือการฆ่า ตระกูลศากยะของพระพุทธเจ้าจนสิ้น เหลือไว้ แต่ความทรงจำ มีคนไปถามพระพุทธเจ้าว่า การที่เกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้นเป็นเพราะกรรมอะไร พระพุทธเจ้าก็ทรงเมตตาเล่าให้ฟังว่า

คราวหนึ่งญาติของพระองค์เคยเอายาเบื่อเทลงในน้ำเพื่อฆ่าปลา เมื่อฆ่าเสร็จแล้วพระองค์ได้เห็นก็ดีใจ เศษกรรมนั้นมาถึงพระองค์ด้วย เมื่อพระองค์ทราบข่าวว่าพระญาติของพระองค์รบกันเองฆ่ากันเองพระองค์จึงรู้สึกปวดหัว นั่นเป็นเพราะองค์เคยดีใจที่พระญาติเทยาเบื่อนั่นเอง

เจ้าชายวิฑฑูภะ คือผู้ฆ่าพระญาติทั้งหมด เหตุเพราะว่า ศากยะวงศ์ นำเอาทาสีหรือทาส แสร้งว่า เป็นราชนิกุล ไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล จนมีลูกออกมา นามว่า เจ้าชายวิฑฑูภะ การที่ได้เสียข้ามวรรณะ ถือเป็นความผิดมหันต์ในอินเดียโบราณ เมื่อความจริงปรากฏ จึงเกิดความแค้นเป็นอย่างยิ่ง สงครามก็จึงเกิด

ดังนั้น ในวันนี้ที่เราเห็นการฆ่ากัน เกิดสงครามกันนั้น ล้วนแล้วแต่มีกรรมซึ่งกันและกัน ผูกพันกันมาทั้งสิ้น ถ้าหากเราเข้าใจธรรมะ เราก็จะมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะหาเหตุผลว่า อะไรถูกอะไรผิด ใครดีใครไม่ดี เช่นกับวันนี้ สงครามที่รัสเซียได้ถล่มยูเครน อย่างมากมาย ก็คงบอกได้ว่าทั้งสองประเทศนี้ต่างเคยมีกรรมร่วมกันมา

เราเป็นชาวพุทธ เราไม่ได้เชียร์ฝ่ายใดหรือเราเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมะแล้วทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ที่ปรากฏขึ้นล้วนมีเหตุปัจจัยมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งสิ้น สงครามก็มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุปัจจัยกรรมเก่าเป็นที่ตั้งเช่นกันแล





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/516793
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ , 10 มี.ค. 2565 เวลา 3:00 น.
ชื่อบทความเดิม : สงครามเป็นกรรมอย่างหนึ่ง
36  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / พระไตรปิฎกกับภาษาบาลี เมื่อ: มิถุนายน 18, 2022, 06:49:08 am



พระไตรปิฎกกับภาษาบาลี

พระคุณท่าน Hansa Dhammahaso มีเมตตาถามว่า โดยทั่วไปแล้ว ระบบการศึกษาหรือสิกขานั้น เราเรียนพระไตรปิฎกผ่านภาษาบาลี หรือเราเรียนบาลีผ่านพระไตรปิฎก คำที่ต้องจำกัดความหรือทำความเข้าใจกันก่อนคือ “พระไตรปิฎก” และ “ภาษาบาลี”

     “พระไตรปิฎก” คือ ประมวลหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่เป็นรูปธรรมในปัจจุบันก็คือ book หรือ text ที่จัดเก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ
     “ภาษาบาลี” คือ ภาษาที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎก ภาษาบาลีสามารถใช้สื่อสารกันได้ แต่ไม่มีชนชาติไหนใช้ภาษาบาลีสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน

     สรุปว่า พระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาเถรวาทบันทึกไว้ด้วยภาษาบาลี และควรทราบด้วยว่า นอกจากพระไตรปิฎกแล้ว ไม่มีเอกสารหรือแหล่งข้อมูลอื่นใดอีกเลยที่ใช้ภาษาบาลีแบบที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎก
     ดังนั้น ถ้าจะศึกษาพระไตรปิฎกจากต้นฉบับ ผู้ศึกษาต้องรู้ภาษาบาลีจึงจะอ่านพระไตรปิฎกออก และด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน ผู้เรียนภาษาบาลี ก็คือเรียนเพื่อนำไปใช้ศึกษาพระไตรปิฎกเท่านั้น ไม่มีช่องทางอื่นที่ใช้ภาษาบาลี

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ขออุปมาดังนี้
    ๑. มียาขนานหนึ่งอยู่ในตำรา เขียนเป็นภาษา X
    ๒. มีผู้เรียนภาษา X เพื่อใช้ศึกษาตำรายา
    ๓. รู้ภาษา X แล้วจึงไปอ่านตำรายา จนเข้าใจตัวยา วิธีปรุงยา และวิธีใช้ยา
    ๔. จากนั้นจึงไปหาตัวยา เอามาปรุงเป็นยา แล้วใช้ยานั้น ตามที่บอกไว้ในตำรา
    ๕. เมื่อใช้ยาแล้วโรคหาย

     พระไตรปิฎกเหมือนตำรายา
     ภาษาบาลีเหมือนภาษา X
     พระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกเหมือนตัวยาในตำรา
     ต้นทางคือเรียนภาษา X ปลายทางคือโรคหาย
     ต้นทางคือเรียนภาษาบาลี ปลายทางคือบรรลุธรรม

@@@@@@@

ที่ว่ามานี้เป็นภาพเดิมที่เกิดขึ้นในอดีต คือ เรียนภาษาบาลีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือศึกษาพระไตรปิฎก นั่นคือ เป้าหมายของการเรียนภาษาบาลีอยู่ที่ศึกษาพระไตรปิฎก
     เพราะพระไตรปิฎกบันทึกไว้ด้วยภาษาบาลี จะศึกษาพระไตรปิฎกจึงต้องเรียนบาลี มิใช่เรียนภาษาอื่น
     เพราะภาษาบาลีมีใช้ในพระไตรปิฎกเท่านั้น การเรียนบาลีจึงเรียนเพื่อศึกษาพระไตรปิฎก มิใช่เพื่อศึกษาเรื่องอื่น

    ดังนั้นเราเรียนพระไตรปิฎกผ่านภาษาบาลี หรือเราเรียนบาลีผ่านพระไตรปิฎก ไม่ว่าตั้งคำถามแบบไหน คำตอบก็คือ
    - ศึกษาพระไตรปิฎกต้องรู้ภาษาบาลี
    - เรียนบาลีต้องเพื่อศึกษาพระไตรปิฎก
    - ศึกษาพระไตรปิฎก แต่ไม่รู้ภาษาบาลี
    - เรียนบาลี แต่ไม่ศึกษาพระไตรปิฎก

    ถ้าเป็นอย่างนี้ ย่อมพลาดจากเป้าหมาย เพราะ
    - เป้าหมายของการเรียนบาลีอยู่ที่พระไตรปิฎก
    - เป้าหมายของพระไตรปิฎกอยู่ที่บรรลุธรรม
    - เหมือนเป้าหมายของการเรียนภาษา X อยู่ที่ตำรายา
    - เป้าหมายของตำรายาอยู่ที่โรคหาย

    ไม่ว่าจะเรียนอะไรผ่านอะไร ต้องนำไปสู่เป้าหมายนี้ ถ้าไม่ใช่เป้าหมายนี้ก็คือผิดเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
ขอย้ำว่า ที่ว่ามานี้เป็นหลักการเดิม ภาพเดิมที่เกิดขึ้นในอดีต
    ถ้ามองที่หลักการเดิม-ภาพเดิมดังที่ว่ามานี้ จะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า-เราเรียนพระไตรปิฎกผ่านภาษาบาลี หรือเราเรียนบาลีผ่านพระไตรปิฎก เพราะไม่ว่าจะเรียนอะไรผ่านอะไร เป้าหมายก็อยู่ที่-เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก


@@@@@@@

    คำถามนี้เกิดขึ้นจากการมองภาพปัจจุบัน
    ภาพปัจจุบันคือภาพแบบไหน.?

    ๑. ปัจจุบันนี้ มีการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาต่างๆ เรียกได้ว่าค่อนข้างสมบูรณ์ “สมบูรณ์” ในที่นี้หมายความว่า คนรู้แต่ภาษาแม่ภาษาเดียว ไม่รู้ภาษาที่สอง ก็สามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้ ในเมืองไทยมีพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง คนไทยที่ไม่รู้ภาษาบาลีก็สามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้ ภาษากลางของโลก คือ ภาษาอังกฤษ ก็มีพระไตรปิฎกแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว สรุปว่า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรู้ภาษาบาลีก็ศึกษาพระไตรปิฎกได้

     ๒. การเรียนภาษาบาลีในเมืองไทย ณ ปัจจุบันนี้ถูกนำเข้าสู่ “ระบบการศึกษา” หมายความว่า ผู้เรียนภาษาบาลีถ้าสอบได้ตามระดับที่กำหนดก็จะได้ศักดิ์และสิทธิ์ คือได้ใบรับรอง และสามารถใช้ศักดิ์และสิทธิ์ไปทำประโยชน์อื่นๆ แบบเดียวกับศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากการศึกษาทั่วไป จากเดิม เป้าหมายของการเรียนบาลีมีอย่างเดียวคือ ใช้เป็นเครื่องมือศึกษาพระไตรปิฎก ปัจจุบันกลายเป็นว่าเรียนบาลีเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษา และว่ากันตามจริงก็แทบจะไม่มีใครเรียนบาลีเพื่อนำไปใช้ศึกษาพระไตรปิฎกกันอีกแล้ว

มีผู้แสดงความเห็นว่า ถ้ายกเลิกศักดิ์และสิทธิ์จากการเรียนบาลี คือสอบบาลีได้ไม่ถือว่าเป็นวุฒิการศึกษา เอาไปสอบเข้าอะไรไม่ได้ เอาไปสอบเรียนต่อก็ไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้รับรองได้เลยว่า จะไม่มีใครเรียนบาลีอีกต่อไป ภาพเดิม บาลีกับพระไตรปิฎกผูกติดกันอยู่ ภาพใหม่ บาลีกับพระไตรปิฎกแยกจากกัน

เราเรียนพระไตรปิฎกผ่านภาษาบาลี หรือเราเรียนบาลีผ่านพระไตรปิฎก.?

ตอบด้วยภาพเดิม : ไม่มีใครเรียนบาลีกันโก้ๆ โดยไม่ศึกษาพระไตรปิฎก ไม่มีใครศึกษาพระไตรปิฎกได้กล้วยๆ โดยไม่ต้องเรียนบาลี ดังนั้น ถ้าเรียนบาลีก็เป็นอันแน่ใจว่าต้องเรียนพระไตรปิฎกด้วย และถ้าเรียนพระไตรปิฎกก็แปลว่าต้องรู้ภาษาบาลีด้วย

ตอบด้วยภาพใหม่ : ศึกษาพระไตรปิฎก ไม่จำเป็นต้องเรียนบาลี เรียนบาลี ไม่จำเป็นต้องศึกษาพระไตรปิฎก ดังนั้น เราจึงศึกษาพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องผ่านภาษาบาลี และเราก็เรียนบาลีโดยไม่จำเป็นต้องผ่านพระไตรปิฎก

@@@@@@@

แต่ปัญหานี้ไม่ควรจบง่ายๆ ด้วยคำตอบแบบนี้ หรืออีกนัยหนึ่ง-คำตอบแบบนี้คงไม่ทำให้ปัญหาจบง่ายๆ ผมจึงขอเสนอให้ช่วยกันขบคิด

    ๑. เราศึกษาพระไตรปิฎกโดยไม่ผ่านภาษาบาลีได้หรือ.? แนวคิดของผมคือ แม้เราจะมีพระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษาต่างๆ อยู่อย่างพอเพียง ใครรู้ภาษาอะไรก็สามารถหาพระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษานั้นๆ มาศึกษาได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาบาลีก็จริง แต่เมื่อว่ากันโดยหลักวิชาการหรือโดยหลักฐานแล้ว พระไตรปิฎกฉบับแปล-ไม่ว่าจะแปลเป็นภาษาอะไร ย่อมอยู่ในฐานะหลักฐานชั้นรอง (Secondary sources) ย่อมมีข้อบกพร่องและมีปัญหาแฝงอยู่เสมอ

    เช่น ข้อความในต้นฉบับบาลีมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ข้อความที่แปลมามีความหมายเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความหมายที่เคลื่อนที่ไปนี้จะเคลื่อนมากหรือน้อยก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าไม่ตรงตามต้นฉบับอยู่นั่นเอง ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกที่ไม่รู้ภาษาบาลีจึงอยู่ในฐานเสี่ยงที่จะเข้าใจผิดเป็นถูกได้ง่าย

    เช่น คำว่า “สีห” พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลว่า “ราชสีห์” คนไทยเห็นคำว่า “ราชสีห์” ก็มักนึกถึงสัตว์หิมพานต์ที่ช่างเขียนเป็นลวดลายไทยที่เห็นกันทั่วไป ไม่ได้นึกว่าเป็นสิงโต – นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ เพียงคำเดียว

    ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกฉบับแปลจึงมีภาระในการตรวจสอบความแม่นยำในการแปลควบคู่กันไปด้วยเสมอ ปัญหาก็จะโยงไปถึงมาตรฐานในการแปล เป็นประเด็นใหญ่ต่อไปอีก จะเห็นได้ว่า ในที่สุดแล้ว งานใหญ่ งานหลัก และงานหนักก็มาตกอยู่ที่การเรียนบาลีนั่นเอง

    ๒. เราเรียนบาลีไปทำไม-ถ้าไม่คิดจะใช้ความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกในเมื่อแหล่งเดียวในโลกที่จะใช้ภาษาบาลีก็คือพระไตรปิฎก.? การให้ศักดิ์และสิทธิ์แก่ผู้สอบบาลีได้ ถือว่าเป็นเรื่องดี ไม่ควรปฏิเสธ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ทำอย่างไรผู้เรียนบาลีจึงจะก้าวข้าม “เครื่องล่อใจ” นี้ไปให้ถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็น นั่นคือ
       ๒.๑. ใช้ความรู้ภาษาบาลีที่อุตส่าห์เรียนมาไปศึกษาพระไตรปิฎกต่อไป เพื่อให้รู้เข้าใจคำสอนที่ถูกต้องในพระพุธศาสนา
       ๒.๒ แล้วนำคำสอนที่ถูกต้องนั้นมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนเอง อันอุปมาเหมือนศึกษาตำรายาจนรู้จักตัวยาแล้วใช้ยานั้นรักษาโรคให้หาย
       ๒. ๓ แล้วประกาศ บอกกล่าว เผยแผ่หลักคำสอนที่ถูกต้องนั้นให้แพร่หลายกว้างขวาง และสืบทอดให้ยั่งยืนมั่นคงต่อไป

ทำอย่างไรการเรียนบาลีจึงจะผ่านไปถึงเป้าหมายดังกล่าวนี้.? หรือถ้าเป้าหมายดังกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องผ่านการเรียนบาลี เราจะเรียนบาลีกันไปทำไม.?





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ ,๑๘:๔๓ น.
URL : dhamma.serichon.us/2022/06/15/พระไตรปิฎกกับภาษาบาลี/
Posted date : 15 มิถุนายน 2022 ,By admin.
37  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / พระไตรปิฏก มรดก 9 แผ่นดิน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC) เมื่อ: มิถุนายน 18, 2022, 06:29:20 am



พระไตรปิฏก มรดก 9 แผ่นดิน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)

มรดกแผ่นดินอันงดงามทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับการบันทึกสืบทอดในรูปแบบต่างๆ ในยุครัตนโกสินทร์ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งบูรพกษัตริย์ทั้ง ๙ รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนา“กรุงเทพมหานคร” เป็นเมืองหลวงของราชธานีจวบจนปัจจุบัน นับเป็นเวลาสองร้อยกว่าปีที่ปวงชนชาวไทยได้อยู่เย็นเป็นสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ครองแผ่นดินทั้ง ๙ พระองค์

พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนและองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกผู้ยอยกให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ทรงใช้หลักธรรมในการบริหารปกครองประเทศให้ก้าวหน้าและรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ทั้งหลาย และทรงสนับสนุนให้มีการสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนามาอย่างตลอดต่อเนื่องเพื่อหยั่งรากพระธรรมคำสอนให้แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินธรรม



หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้สานต่องานรวบรวมคัดลอกคัมภีร์พระไตรปิฎกที่พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงริเริ่มไว้แต่ครั้งกรุงธนบุรี แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่คัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับหอหลวงจะเสร็จสมบูรณ์

แต่กระนั้นข้อความในพระไตรปิฎกฉบับหลวงที่รวบรวมขึ้นใหม่นี้ยังคลาดเคลื่อนอยู่มาก จึงโปรดเกล้าฯให้กระทำการสังคายนาพระไตรปิฎกเป็นครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ณ วัดนิพพานาราม โดยนำคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับหอหลวง ที่ทรงให้สร้างขึ้นก่อนหน้านั้นมาตรวจสอบ พระไตรปิฎกชุดนี้จึงเรียกว่า ฉบับสังคายนา หรือ ฉบับครูเดิม และเรียกฉบับที่จารจารึกหลังการสังคายนาว่า ฉบับทองใหญ่

ต่อมา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ รับสั่งให้สำรวจตรวจสอบคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ประดิษฐาน ณ หอพระมณเฑียรธรรม ทำให้พบว่าคัมภีร์พระไตรปิฎกหลวงบางชุดได้สูญหายไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกหลวงขึ้นซ่อมแซมฉบับที่สูญหายไปจนครบบริบูรณ์และได้สร้างคัมภีร์ใหม่ขึ้นอีกฉบับ เรียกว่า ฉบับรดน้ำแดง



เพราะเหตุที่ทรงให้การสนับสนุนทั้งการศึกษาภาษาบาลีและอักขระอื่นๆ ได้แก่ อักษรสิงหลและอักษรมอญไปควบคู่กัน เพื่อประโยชน์ในการปริวรรตถ่ายถอดภาษาบาลีที่จารลงในใบลานด้วยอักษรมอญและสิงหลให้เป็นอักษรขอมอย่างถูกต้องแม่นยำ

เมื่อล่วงเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีบทบาทในการสร้างพระไตรปิฎกตั้งแต่สมัยดำรงอยู่ในสมณเพศตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาพระไตรปิฎกอย่างละเอียดถี่ถ้วน



ทรงรับเป็นธุระตรวจสอบคัมภีร์พระไตรปิฎกที่มีในแผ่นดิน และโปรดเกล้าฯให้สร้างซ่อมแซมจนครบบริบูรณ์ โดยให้เสาะหาคัมภีร์จากต่างประเทศมาเทียบเคียงและเสริมส่วนที่ขาดหายให้สมบูรณ์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เสาะหาคัมภีร์จากต่างประเทศมาเทียบเคียงและเสริมส่วนที่ขาดหายให้สมบูรณ์ โปรดเกล้าฯ ให้สมณทูตไปอัญเชิญคัมภีร์พระไตรปิฎกจากลังกามาสู่สยาม

ขณะเดียวกันหากคัมภีร์ใดไม่มีในลังกาก็ทรงให้พระภิกษุสงฆ์ชาวสิงหลแลกเปลี่ยนไปคัดลอกได้ เป็นการค้นคว้าแลกเปลี่ยนความรู้ทางพระพุทธศาสนาและเจริญสัมพันธ์ไมตรีระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้น



ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคัมภีร์ใบลานหลวงด้วยอักษรขอมตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และมีพระบรมราชโองการให้พิมพ์พระไตรปิฎกจุลจอมเกล้าบรมธรรมิกมหาราช ร.ศ. ๑๑๒ จำนวน ๑,๐๐๐ ชุด ชุดละ ๓๙ เล่ม พระราชทานไปยังวัดต่างๆ ในประเทศไทยและสถาบันการศึกษากว่า ๒๖๐ สถาบัน ๓๐ ประเทศทั่วโลก

การเปลี่ยนวิธีการบันทึกพระไตรปิฎกจากการจารจารึกลงในใบลานเป็นการพิมพ์ด้วยกระดาษเย็บเข้าเล่มเป็นหนังสือ และเปลี่ยนอักษรที่บันทึกเนื้อความจากอักษรขอม ซึ่งถือเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณกาลมาเป็นอักษรสยาม นับว่ามีนัยยะสำคัญในการแสดงอำนาจทางอารยธรรมและภูมิปัญญาของชาวสยามให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ

เนื่องจากขณะนั้นสยามประเทศกำลังประสบปัญหาการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ดังนั้นพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์จึงทรงคุณค่าแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนาและเป็นส่วนหนึ่งแห่งการรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มภาคภูมิ



ต่อมา สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชให้ทรงเป็นแม่กองชำระคัมภีร์อรรถกถา แล้วทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้จัดพิมพ์อรรถกถาพระไตรปิฎกเป็นเล่มสมุดพระราชทานในราชอาณาจักร ๒๐๐ จบ และพระราชทานในนานาประเทศ ๔๐๐ จบ

ทั้งทรงสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุ-สามเณร และรับสั่งให้เปลี่ยนระบบการสอบบาลีสนามหลวงจากการสอบปากเปล่ามาเป็นการสอบด้วยวิธีเขียน ตั้งแต่ประโยค ๑-๙ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ยุครัตนโกสินทร์ตอยปลายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐสืบต่องานซึ่งพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ ๕ ทรงริเริ่มไว้ ๓๙ เล่ม ให้สมบูรณ์ครบทั้ง ๔๕ เล่ม เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช

ทรงกราบอาราธนาพระภิกษุสงฆ์และโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไปมีส่วนในการสถาปนา ตราสัญลักษณ์หน้าปกรูปช้างจึงสื่อความหมายว่า พระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นของชาวไทยทุกคน



ต่อมา รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ เริ่มมีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย มีทั้งพระไตรปิฎกแปลโดยอรรถและพระไตรปิฎกแปลโดยสำนวนเทศนา แต่กระทำได้ไม่เสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ จึงทรงสืบสานดำเนินงานแปลพระไตรปิฎกที่ค้างมาตั้งแต่สมัยพระบรมเชษฐาจนเสร็จสมบูรณ์

ฉบับแรก คือ พระไตรปิฎกภาษาไทย เป็นพระไตรปิฎกแปลโดยอรรถ และพระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลโดยสำนวนเทศนา พิมพ์ใบลาน นอกจากนี้ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มีหลายหน่วยงานจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับต่างๆ ขึ้น เนื่องในวาระต่างๆ อาทิ พระไตรปิฎกบาฬี ฉบับมหาสังคายนาสากลนานาชาติ พ.ศ. ๒๕๐๐ อักษรโรมัน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระไตรปิฎกบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ และพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นต้น



พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทุกพระองค์ทรงนำชาติให้พัฒนาและก้าวผ่านภยันอันตรายต่างๆ
ด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงนำหลักการทางพระพุทธศาสนามาบริหารแผ่นดินให้พสกนิกรชาวไทยอยู่
อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทั้งยังทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างของพุทธศาสนิกชนที่ดี

นอกจากนี้ยังทรงมอบสมบัติล้ำค่า คือ พระไตรปิฎกที่บรรจุคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ให้ลูก
หลานได้ศึกษาเรียนรู้ เป็นตำรานำทางชีวิตที่มีทั้งความสวยงามเชิงศิลป์ แสดงถึงอารยธรรมของ
ประเทศ และเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้ทั่วโลกเห็นว่า แผ่นดินแหลมทองของไทยนั้นงดงามด้วย
ความเป็นไทยและแสงแห่งธรรม






อ้างอิง :-
- ก่องแก้ว วีระประจักษ์ และวิรัตน์ อุนนาทรวรางกูร. คัมภีร์ใบลานฉบับหลวงในสมัยรัตนโกสินทร์.
กรุงเทพ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๖.
- พระไตรปิฎกใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว / แม่ชีวิมุตติยา (สุภาพรรณ ณ บาง
ช้าง). กรุงเทพ : บริษัท คราฟแมนเพรส จำกัด, ๒๕๕๗.
- สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. พัฒนาการของอักษรไทย. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์พระพุทธศาสนา, ๒๕๕๖.
- สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. วิวัฒน์การอ่านไทย. กรุงเทพฯ :โรง
พิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2556.
- กลุ่มอนุรักษ์และศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) โครงการพระไตรปิฎกวิชาการ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/VxYEnK2
เผยแพร่ 12 มิ.ย. เวลา 12.00 น. • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ใช้จ่าย..ให้มีความสุข เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ เมื่อ: มิถุนายน 18, 2022, 06:17:41 am



ใช้จ่าย..ให้มีความสุข เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์

พระพุทธเจ้าสอนวิธีการจับจ่ายใช้สอยให้มีความสุข แต่ไม่ใช่การประหยัดอย่างที่หลายคนเข้าใจ คนในยุคก่อน มักจะพูดว่า ถ้าอยากร่ำรวย ควรที่จะต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่าย คือ ใช้จ่ายให้ประหยัด หรือ หาได้เท่าไหร่ใช้ให้น้อยกว่าก็จะร่ำรวย

คนยุคใหม่บอกว่า เราควรมีกระเป๋าตังค์หลายใบ หมายถึง มีช่องทางในการหารายได้ให้มากกว่าช่องทางเดียว และ ต้องรู้จักใช้จ่ายให้มีความสุข ความจริงการเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต เราควรใช้ชีวิตให้มีความสุข ไม่ว่า ความสุขต่อการทำงาน ความสุขต่อการได้รับเงินค่าจ้างต่างตอบแทน ไม่ว่าแม้แต่การจับจ่ายใช้สอยก็ความมีความสุขเช่นกัน

แต่จะทำอย่างไร แม้เรามีรายได้น้อย แต่ก็สามารถทำให้ตนเองมีความสุขต่อการจับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุขได้ แน่นอนหลายคนอาจจะมองว่า ประเด็นนี้ไม่น่าที่จะมีความเป็นไปได้เลยแม้แต่น้อย

การใช้จ่ายให้เกิดความสุข มิใช่เกิดจากการใช้จ่ายคราวละมากๆ หรือ ใช้จ่ายน้อยๆ แต่การใช้จ่ายให้พอดีพอเหมาะต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุขในการจับจ่ายใช้สอยได้อย่างแท้จริง คำว่าจับจ่ายใช้สอย ที่พอเหมาะนั้น หลายคนอาจจะฉงนใจว่า อะไรคือคำว่าเหมาะ เหมาะนี่คือเหมาะสม แล้วก็ต้องเหมาะสมกับอะไร คำตอบคือ เหมาะสมกับฐานะ

@@@@@@@

พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า สมชีวิตา อ่านว่า สะมะชีวิตา  ซึ่งคือ การจับจ่ายใช้สอยให้สมกับฐานะของตนเองที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง แต่เงินที่จับจ่ายใช้สอยต้องมิใช่เงินในอนาคต อาทิ กดเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้จ่าย หรือ กู้ยืมใครมาเป็นต้น  ความสุขที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยอย่างแท้จริงนั้นต้องเป็นเงินที่อยู่ในปัจจุบัน ที่เกิดจากรายได้ แบบนี้ต่างหาก คือ สิ่งที่ถูกต้องและควรที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ผู้ใดปฏิบัติได้ตามนี้ คือ ผู้ใช้ชีวิตตามรอยของพระพุทธเจ้า ทุกการจับจ่ายใช้สอยของคุณจะมีแต่ความสุขและไม่เป็นการใช้เงินเกินตัว แต่อย่างใด




Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/517670
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ, 17 มี.ค. 2565 เวลา 2:30 น. 747
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรรมจากการ 'ฆ่าตัวตาย' | หมอปลาย เฉลยต้องทำซ้ำวนเวียน 500 ชาติจริงไหม.? เมื่อ: มิถุนายน 18, 2022, 06:04:34 am


กรรมจากการ 'ฆ่าตัวตาย' | หมอปลาย เฉลยต้องทำซ้ำวนเวียน 500 ชาติจริงไหม.?

    - กรรมจากการฆ่าตัวตาย ทำซ้ำแบบเดิมจริงไหม.?
    - จิตสุดท้ายยังยึดติดกับสิ่งที่คิดสุดท้ายก่อนตาย เป็นเหตุให้ทำซ้ำอยู่อย่างนั้น
    - คนฆ่าตัวตาย กับตายโหง หมอปลายเผยว่า กรรมอยู่ในหมวดเดียวกัน และสามารถทำให้คนที่ฆ่าตัวตายหลุดพ้นบ่วงนั้นได้


หมอปลาย พรายกระซิบ ไขสงสัยหลังถูกถามมาเยอะมาก ตัวแทนท่านยมทูต แล้วผลกรรม กรรมที่เกิดจากการฆ่าตัวตาย เรื่องเล่าคนที่ฆ่าตัวตาย จะวนเวียนฆ่าตัวเองซ้ำๆอย่างนั้นจริงไหม

ได้ยินมาตั้งแต่เด็กจนโต ถึงกรรม หากเราฆ่าตัวเองตาย จะมีความเชื่อว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปมาก และต้องฆ่าตัวเองซ้ำๆ แบบนั้นในที่ที่นั้นอยู่ห้าร้อยชาติ

หมอปลายอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายหากฆ่าตัวตายบาปหนักขนาดไหน.?

การฆ่าตัวตายอยู่หมวดเดียวกับการตายโหง เพราะฉะนั้นคนลืมคิด คนตายโหง เขาจะตายวนๆ เหมือนกัน มาดึงคนไปจากที่ที่นั้น ก็เหมือนกับคนที่ฆ่าตัวตาย

เหุตผลที่คนตายต้องฆ่าตัวเองตายซ้ำๆ

ก่อนฆ่าตัวตายเขาคิด จิตสุดท้ายจึงคิดย้ำและวนเวียนกับเรื่องนั้นๆ เช่น เราจะฆ่าตัวตาย เราก็จะคิดว่าเราจะทำวิธีนั้นวิธีนี้ พอถึงเวลาที่ลงมือทำ จิตยังผูกอยู่กับจิตสุดท้ายว่าต้องทำด้วยกระบวนการอย่างไร จึงมีการทำซ้ำๆ และอีกนัยหนึ่งยังวนเวียนคือตัวเองยังไม่ถึงฆาตร้อยเปอร์เซ็นต์ สามารถหลีกเลี่ยงได้แต่ไม่ยอมหลีกเลี่ยง

การฆ่าตัวตายมีการทำสำเร็จและไม่สำเร็จ

คนที่สำเร็จคือ ถึงฆาตแค่ครึ่งหนึ่งแต่ความพยายามสูง ที่เขาบอกว่าพยายามฆ่าตัวตายซ้ำๆ ด้วยวิธีการต่างๆ แล้ววิธีสุดท้ายที่สำเร็จมันวนอยู่ในจิตเขา ทรมานซ้ำ เจ็บปวดซ้ำๆ

ก็เลยต้องทำซ้ำแต่ที่เขาบอกว่า มันจะเปลี่ยนจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ที่สูงร้อยปี ลงมาต่ำร้อยปี จริงๆ มันไม่เกี่ยวแต่มันคือความบาปที่ต้องชดใช้ มันไม่ได้มีกฎอะไรว่าทุกชาติมันต้องเป็นแบบนั้น

@@@@@@@

ถามว่าครอบครัวสามารถทำให้หลุดพ้นได้ไหม.?

ตอบว่าได้ ไปคุยทำให้เขาตาสว่าง พอเขารู้ว่าเขาฆ่าตัวตายเขาทรมาน เขาก็อยากไป เขาจะพยายามแก้ไขตัวเองและไม่ยึดติดกับที่ตรงนั้น

ทำไมคนที่ฆ่าตัวตายอยู่ตรงที่นั้นนานๆ

เพราะเขาพยายามที่จะหลอกคนอื่นและทำให้เขาได้รับบาปกรรมเพิ่มขึ้นเขาจึงวนเวียนที่อับ ที่วงจรเดิมๆ ที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบ่วงของการห่วง การยึดติด จิตสุดท้าย 3 อย่างนี้สำคัญที่สุด และจิตสุดท้ายขึ้นชื่อว่าแรงสุดท้าย หลายครั้งเราถึงได้ยินคนเป็น บอกว่ากับญาติที่เจ็บป่วยที่ยังมีโอกาสได้รับรู้ ให้ทำจิตดีๆ มีสมาธิ นึกถึงสิ่งดีๆ ก่อนไป บางคนให้ท่องคาถาต่างๆ เพราะเชื่อว่าเมื่อจิตสุดท้ายนึกดี คิดดี คนที่เสียชีวิตนั้นจะไปอยู่ในภพภูมิที่ดีได้เช่นกัน

ถามว่าบาปไหม.?

การฆ่าตัวตายที่บาปที่สุดก็คือ 4 ข้อนี้
    1. การฆ่าตัวตาย
    2. การฆ่าพ่อแม่
    3. การทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
    4. การทำร้ายพระอรหันต์ 

4 ข้อนี้คือบาปที่สุด แล้วการฆ่าตัวตายหลายคนคิดว่าก็ฆ่าตัวเอง แล้วจบ แต่มันไม่จบหากคุณมีครอบครัว ลูกภรรยา สามี คนที่อยู่ข้างล่างจะเครียด ถ้าฆ่าตัวตายหนีหนี้ ลูกหลานซวยชดใช้สิ่งที่คุณทำ สำหรับคนที่เจ็บปวดเรื่องความรัก คนที่เสียใจคือพ่อแม่ของเรา กรณีที่บาปน้อยที่สุดคือไม่มีลูกไม่มีแฟน ตายไปแทบไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาเก็บศพ ไม่บาป เพราะไม่มีใครแล้ว ไม่มีใครเสียใจ ถ้าทำแค่ฆ่าชีวิตตัวเอง เพราะเขามีสิทธิ์ในชีวิตของเขาเพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาอะไรมากนัก หมอปลายกล่าว แต่ถึงอย่างไร คิดให้ดีมีสติให้มั่นก่อนที่จะทำสิ่งเหล่านี้จะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง โรคภัยระบาด หมอปลายช่วยย้ำเตือนว่าทุกอย่างจะมีทางออก เราต้องมีสติ มีสมาธิให้มากและทุกอย่างจะดีขึ้นในไม่ช้านั่นเอง






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : ฉันมากับดวง
ไทยรัฐออนไลน์ ,ดวง ,ความเชื่อ ,15 พ.ค. 2565 09:15 น.
URL : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2385255
40  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทำบุญกับพระใหม่..ได้กุศลแรง | อย่าเอาเงินใส่ย่ามพระใหม่..ศีลจะขาด เมื่อ: มิถุนายน 17, 2022, 06:44:07 am


ทำบุญกับพระใหม่..ได้กุศลแรง | อย่าเอาเงินใส่ย่ามพระใหม่..ศีลจะขาด

วันนี้ผมไปงานบวชหลาน คือพี่ชายผมมีลูกสาว ลูกสาวของพี่ชายมีลูกชาย ลูกชายของลูกสาวพี่ชายนั่นแหละครับบวชวันนี้ (พูดให้งงไปเลย อิอิ) ร่วมแห่นาครอบโบสถ์ แล้วผมก็เข้าไปนั่งดูพิธีบวชในโบสถ์ร่วมกับญาติมิตร พอมีจังหวะ ผมก็อธิบายให้แม่เจ้านาคฟังว่า ตอนนี้กำลังทำอะไร ตอนนั้นกำลังทำอะไร เป็นสามเณรตอนไหน เป็นพระตอนไหน ฯลฯ

ผมเชื่อว่า ผู้ที่มีศรัทธาเข้าไปนั่งดูพิธีบวชในโบสถ์แทบทั้งหมดไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้ รู้+เข้าใจอย่างเดียวว่า ไปนั่งร่วมพิธีในโบสถ์แล้วได้บุญ เท่านี้พอ บางเรื่อง-หลายเรื่อง คันปาก อยากบอก แต่ก็ต้องนั่งนิ่งๆ เพราะไม่ใช่โอกาส

เรื่องหนึ่งที่ผมคันปากมากๆ ก็คือ สำเร็จเป็นองค์พระแล้ว พอพระใหม่ก้าวออกจากโบสถ์ก็มีคนตั้งแถวรอ “ใส่บาตร” “ใส่บาตร” ในคำพูดนี้หมายถึง เอาดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมมาถวายพระใหม่โดยวิธีใส่ลงในย่ามที่พระใหม่คล้องแขนเดินออกจากโบสถ์ เรียกกันพอเป็นที่เข้าใจง่ายๆ ว่า “ใส่บาตรพระใหม่” บุญกิริยาที่ว่านี้ เป็นที่นิยมทำกันทั่วไปหลายๆ พื้นที่ อาจจะทั่วประเทศไทย เหตุผลที่อ้างกันก็คือ ทำบุญกับพระใหม่ได้อานิสงส์แรง

มีคำขยายความต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า-เพราะพระใหม่มีศีลบริสุทธิ์ ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรงเป็นเหตุผลที่ควรแก่การอนุโมทนา แต่ที่ผมบอกว่าคันปากมากๆ ก็คือ ในบรรดาของที่เตรียมใส่บาตรพระใหม่นั้น นอกจากดอกไม้ธูปเทียนแล้ว ที่แทบจะขาดไม่ได้ก็คือเงิน มีธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเสียบติดไปกับดอกไม้ธูปเทียนด้วยแทบทุกคน จะว่าทุกคนเลยก็ว่าได้ ก็คือ ถวายเงินให้พระใหม่ไปด้วยนั่นเอง

@@@@@@@

จับเข่าคุยกันให้เข้าใจก่อนนะครับว่า เดี๋ยวนี้พระภิกษุสามเณรในเมืองไทยรับเงิน จับเงิน ซื้อของ จ่ายเงินด้วยตัวเอง ทั่วไปแล้ว อ้างว่าเป็นความจำเป็นตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม เข้าใจตรงกันนะครับว่า เราไม่ว่าอะไรกันแล้ว เลิกพูดกันแล้ว และไม่ใช่ประเด็นในเรื่องที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ ต้องย้ำว่า-เข้าใจให้ตรงกันนะครับ จะได้ไม่มีใครมาถล่มผม

ประเด็นที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ก็คือ ที่นิยมใส่บาตรพระใหม่-ชนิดที่ออกจากโบสถ์ปุ๊บ ก็ต้องใส่ปั๊บ ก็ด้วยเหตุผลข้อสำคัญที่สุด นั่นคือ พระใหม่มีศีลบริสุทธิ์ , ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง แต่การเอาเงินใส่ย่ามถวายพระใหม่นั่นเองทำให้พระใหม่ศีลไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโบสถ์

พูดกันชัดๆ พระใหม่ศีลขาดตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโบสถ์ก็เพราะญาติโยมเอาเงินใส่ย่าม ทั้งๆ ที่อ้างว่า-ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง ทั้งๆ ที่อ้างเองว่าทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง แต่วิธีทำบุญของเราคือ การทำให้พระศีลไม่บริสุทธิ์ขึ้นมาทันที

ทำไมทำอย่างนั้น ทำอย่างนั้นทำไม ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วหรือ ไม่สงสารพระใหม่ที่ต้องมาศีลขาดตั้งแต่วินาทีแรกกันบ้างหรือ ตรงนี้ต่างหากคือประเด็น ผมเคยแนะนำพิธีกรงานบวชที่พอจะแนะนำได้ว่า ขอให้ใช้โอกาสที่เป็นพิธีกรชี้แจงให้ญาติโยมฟังว่า การตั้งใจทำบุญกับพระใหม่เพราะได้กุศลแรงนั้น เป็นเรื่องดี ขออนุโมทนา


@@@@@@@

แต่ขออนุญาตอย่าเอาเงินใส่ย่ามพระใหม่ ดอกไม้ธูปเทียนใส่ได้ แต่เงินขอให้เอาใส่ในบาตรไวยาวัจกร หรือคนวัด หรือจัดใครสักคนถือบาตรตามหลังพระใหม่มาด้วย เอาเงินใส่บาตรนั่น พระใหม่จะได้ไม่เป็นอาบัติ พระใหม่จะได้มีศีลบริสุทธิ์สมกับเจตนาของพวกเรา เราเองก็ได้บุญบริสุทธิ์ ไม่มีบาปติดปลายนวม

ข้อสำคัญ เป็นการริเริ่มถวายกำลังใจให้พระภิกษุสามเณร คือให้ท่านมีกำลังใจที่จะพยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์ต่อไปอีกด้วย จะได้มากได้น้อยไม่ว่ากัน แต่อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี

พิธีกรคนที่ผมแนะนำรายงานกลับมาว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อแนะนำชี้แจงกันอย่างสุภาพนอบน้อม ทุกคนก็เข้าใจ จัดคนวัดอุ้มบาตรตามหลังพระใหม่ ดอกไม้ธูปเทียนใส่ย่าม เงินใส่บาตร พระใหม่ศีลไม่ขาด ญาติโยมได้บุญบริสุทธิ์

วันนี้กลางงาน ไม่มีโอกาสแนะนำอะไรใคร ได้แต่คันปาก ขอถือโอกาสแนะนำพิธีกรงานบวชทั้งหลายมา ณ ที่นนี้ ช่วยกันทำอะไรที่มันถูกต้อง เป็นการถวายกำลังใจให้พระทั้งใหม่ทั้งเก่ามีอุตสาหะรักษาพระธรรมวินัย เท่าที่จะมีโอกาสทำได้โดยทั่วกันนะครับ




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย, ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ ,๑๙:๕๘ น.
URL : dhamma.serichon.us/2022/06/17/ทำบุญกับพระใหม่ได้กุศล/
Posted date : 17 มิถุนายน 2022 ,By admin,
หน้า: [1] 2 3 ... 653