ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 507
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตะแลงแกง ท่าช้างและวัดโคกพระยา แดนประหาร สมัยอยุธยา เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:01:00 am
ภาพแผนที่ De Groote Siamse Rievier ME-NAM ของนาย Francois Valentijn
เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1726 แสดงตำแหน่งวัดโคกพระยาอยู่ตรงหมายเลข 64


ตะแลงแกง ท่าช้างและวัดโคกพระยา แดนประหาร สมัยอยุธยา


บทนำ

ผมมีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับแผนผังกรุงศรีอยุธยา ที่เขียนขึ้นโดยชาวต่างประเทศในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 แผนผังเหล่านี้มีผู้เขียนไว้กว่า 30 รูปแบบ (เท่าที่ค้นพบและหาได้ในเวลานี้) โดยเน้นจุดสำคัญอยู่ที่ตัวเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งได้ทำเครื่องหมายแสดงตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญประจำเมืองไว้หลายแห่ง เช่น พระบรมมหาราชวัง พระวังหน้า พระราชวังหลัง วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระมงคลบพิตร วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ บ้านหลวงรับราชทูต บ้านเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ป้อมปราการกำแพงเมือง คูคลอง สะพาน เป็นต้น

การแสดงตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญทีปรากฏในแผนผังเหล่านี้จึงอาจถือได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามในบางครั้ง จะพบว่าสถานที่สำคัญเหล่านี้มีเอกสารชาวต่างประเทศกล่าวถึงและให้เรื่องราวที่ชัดเจน จนสามารถนำมาใช้อ้างอิงปะติดปะต่อภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้แจ่มชัดมากขึ้น

คุณประโยชน์สำคัญของแผนผังกรุงศรีอยุธยาจึงไม่ควรถูกมองข้ามอีกต่อไป เช่นเดียวกับเอกสารต่างประเทศที่ผู้เขียนได้พบเห็นเหตุการณ์สำคัญต่างๆ หรือได้รับคำบอกเล่าจากขุนนางในราชสำนัก แม้ว่าเอกสารชาวต่างประเทศเหล่านี้จะมีข้อจํากัดมากมาย ในการนํามาใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเอกสารเหล่านั้น มีความน่าเชื่อถือน้อยไปกว่าหลักฐานไทยอย่างเช่น ตํานาน คําให้การฯ หรือแม้แต่พงศาวดาร

ผมได้ใช้เวลาในการศึกษาแผนผังกรุงศรีอยุธยาควบคู่ไปกับเอกสารชาวต่างประเทศและได้พบเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้ามไปเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยานั่นก็ คือ สถานที่ประหารชีวิตกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งถูกเรียกว่า โคกพญา หรือวัดโคกพญา (พระยา) ที่มักกล่าวอ้างในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาอยู่เสมอๆ

สถานที่แห่งนี้เป็นที่นําเอาพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่กระทําความผิดหรือเป็นศัตรูในราชสมบัติมาประหารชีวิต โดยใช้วิธีการทุบด้วยท่อนจันทน์ ซึ่งในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ และก่อให้เกิดคําถามซึ่งมี 2 คําตอบ เกี่ยวกับที่ตั้งของสถานที่แห่งนี้ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่

โดยคําตอบแรกกล่าวว่าอยู่บริเวณภูเขาทอง ตรงวัดโคกพระยา ไกลจากพระบรมมหาราชวัง คําตอบนี้ตอบตามความเชื่อเดิมโดยมีหลักฐานจากคําบอกเล่าของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในสถานที่ดังกล่าว เล่าสืบต่อกันมา รวมทั้งมีผู้นําเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารมาปะติดปะต่อกัน

อีกคําตอบหนึ่งกล่าวว่าอยู่ใกล้กับวัดหน้าพระเมรุ ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า วัดโคก โดยอาศัยหลักฐานชาวต่างประเทศและแผนผังกรุงศรีอยุธยา ที่เขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งที่จะนําหลักฐานไทยและต่างประเทศมาทําการวิเคราะห์และตีความตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ว่า สถานที่ไหนเป็นที่สําหรับประหารชีวิตกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สมัยอยุธยากันแน่

ส่วนเรื่องตะแลงแกงและท่าช้าง สถานที่สยดสยองของอยุธยา ผมขอนําเสนอรวมไว้กับวัดโคกพระยาด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าทํานองเดียวกัน

@@@@@@@

วัดโคกพระยา ในความรับรู้เดิม

วัดโคกพระยาเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศเหนือใกล้กับวัดภูเขาทอง ในตําบลคลองสระบัว อําเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันกรมศิลปากรกำหนดให้วัดนี้เป็นโบราณร้างหมายเลข 99 แต่ยังไม่มีการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ของชาติในราชกิจจานุเบกษา

บริเวณภูเขาทองมีสภาพเป็นท้องทุ่งขนาดใหญ่มีอาณาเขตติดต่อกับทุ่งอื่นๆ เช่น ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ ทุ่งมะขามหย่อง มีคลองมหานาคอันคดเคี้ยวไหลผ่าน ซึ่งพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับกล่าวตรงกันว่า คลองมหานาคนี้ขุดขึ้นโดยพระมหานาค แห่งวัดภูเขาทอง เพื่อรับศึกพม่า ในปี พ.ศ. 2086 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ความว่า

“ฝ่ายมหานาคบวชอยู่วัดภูเขาทอง สึกออกรับตั้งค่ายกันทัพเรือ ตั้งค่ายแต่ภูเขาทองลงมาจนวัดป่าพลู พรรคพวกสมกําลังญาติโยม ทั้งทาสหญิงชายของมหานาคช่วยกันขุดคูค่ายกันทัพเรือ จึงเรียกว่า คลองมหานาค” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 37, 2512, น. 52)

วัดโคกพระยาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเจดีย์ภูเขาทองประมาณ 800 เมตร เท่าที่ตรวจสอบหลักฐานเอกสารและคําบอกเล่าจากชาวบ้านที่อาศัยบริเวณวัดแห่งนี้กล่าวว่า แต่เดิมวัดโคกพระยามีน้ำล้อมรอบคล้ายเกาะเล็กๆ มีสระน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเกาะจํานวน 1 สระ และเคยพบท่อนไม้จันทน์ ไม้ตะเคียนจํานวนมากในสระน้ำ ซึ่งยังคงเหลือให้เห็น 2-3 ต้นในเวลานี้ ชาวบ้านเชื่อว่าบริเวณนี้คือที่ประหารชีวิตกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ของอยุธยาอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อสํารวจวัดโคกพระยาโดยละเอียดพบว่า วัดนี้มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคูน้ำที่เชื่อมต่อกับคลองมหานาคทางด้านทิศใต้ ส่วนทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจรดที่นาของชาวบ้าน

อย่างไรก็ดี พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทหุมาศ (เจิม) ได้กล่าวถึงตำแหน่งที่ตั้งของวัดโคกพระยาแห่งนี้ ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไว้ว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า เสด็จยืนพระคชาธารประมวลพลและคชพยุห โดยกระบวนตั้งอยู่โคกพระยา (ประชุมพงศาวดารเล่ม 37, 2512, น. 55) จากข้อมูลที่ปรากฏในพงศาวดารได้แสดงให้เห็นถึงที่ตั้งของวัดโคกพระยาว่า ตั้งอยู่บริเวณภูเขาทอง นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เพราะในเวลานั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จออกไปทอดพระเนตรแนวรบข้าศึก และได้มีการต่อสู้กันกับทัพพระเจ้าแปร จนฝ่ายไทยต้องเสียสมเด็จพระสุริโยทัยไป (ซึ่งเรื่องสมเด็จพระสุริโยทัยยังมีเรื่องราวที่น่าศึกษาและมีข้อสงสัยอีกมาก)

ข้อความข้างต้นที่ปรากฏในพงศาวดารจึงเป็นข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ในอดีตเข้าใจกันและนำมาใช้ตีความร่วมกับข้อความในพงศาวดารตอนอื่นๆ อีกหลายตอน ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า สถานที่นำตัวกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์มาประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์คือบริเวณวัดโคกพระยา หรือโคกพระยา นอกเมืองใกล้กับวัดภูเขาทองนั่นเอง


@@@@@@@

3 แดนประหาร สมัยอยุธยา

นอกจากวัดโคกพระยาที่ประหารนักโทษอาญาและนักโทษการเมืองสมัยอยุธยาแล้ว ยังมีสถานที่สําคัญอีกสองแห่งใช้สําหรับประหารนักโทษแบบตัดหัว ควักไส้และประหารชีวิตด้วยวิธีการที่เหี้ยมโหด ดังที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานไทยและหลักฐานชาวต่างประเทศหลายฉบับ สถานที่แห่งนั้นก็คือ ตะแลงแกง ตั้งอยู่ใกล้กับคุกหลวง หอกลอง วัดพระราม และท่าช้าง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี (คลองเมือง) ใกล้กับวัดคงคาราม

ทั้งตะแลงแกงและท่าช้างเป็นสถานที่ประหารชีวิตแบบประจาน ชาวบ้านชาวเมืองสามารถมาดูการประหารชีวิตได้ ส่วนวัดโคกพระยานั้นเข้าใจว่าเป็นที่กระทําเฉพาะฝ่ายใน ไม่อนุญาตให้ประชาชนคนธรรมดาไปรู้ไปเห็น

คําให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารหอหลวง ได้กล่าวถึงตะแลงแกงว่า เป็นบริเวณที่มีความสําคัญ ความว่า ถนนย่านตะแลงแกงมีร้านขายของสดเช้าเย็น ชื่อตลาดคุกหลวง 1 ถนนน่าย่าน ศาลพระกาฬมีร้านชําขายศีศะในโครงในฝ้ายชื่อ ตลาดศาลพระกาฬ 1…(คําให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารหอหลวง, 2534, น.12)

ตําแหน่งที่ตั้งของตะแลงแกงอยู่ตรงบริเวณที่เป็นจัตุรัสชุมนุมคนมีทั้งตลาดขายสินค้านานาชนิด มีร้านค้าปลูกอยู่สองฟากฝั่งถนน มีโรงม้า มีคุกหลวง หอกลอง (คําให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารหอหลวง, 2534, น.15) ย่านตะแลงแกงจึงเป็นย่านที่เต็มไปด้วยผู้คนจํานวนมาก รวมทั้งถนนที่ตัดผ่านบริเวณตะแลงแกง เป็นถนนปูอิฐ และได้ชื่อว่าถนนตะแลงแกงด้วย (ถนนป่าโทน) ถนนสายนี้เป็นที่ถนนที่ดีที่สุดของประเทศสยาม ด้วยเหตุนี้การประหารชีวิตนักโทษที่ตะแลงแกงในแต่ละครั้ง คงจะมีประชาชนให้ความสนใจเป็นจํานวนไม่น้อย และอาจเป็นการตัดไม่ข่มนามต่อศัตรูทางการเมืองได้ด้วยวิธีหนึ่ง ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ ได้บรรยายภาพเหตุการณ์ตอนสงครามกลางเมืองระหว่างจ้าฟ้าปรเมศวร์กับพระมหาอุปราช (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก่อนเสวยราชย์) ไว้ว่า

“ส่วนนายเสมพระยาพิชัยราชา แลนายพูนพระยายมราชคนทั้งสองนี้ ครั้นเจ้าหนีไปแล้ว ก็พากันหนีไปบวชเป็นภิกษุ อยู่ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี ข้าหลวงทั้งหลายติดตามไปได้ตัวภิกษุทั้งสองนั้นมา ให้รักษาคุมตัวไว้ในวัดฝาง นายสังราชาบริบาล หนีไปบวชอยู่ในวัดแขวงเมืองบัวชุม ข้าหลวงติดตามไปได้ตัวมา สึกออกแล้ว ให้ประหารชีวิตเสียที่หัวตะแลงแกง” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ 2515, น.607)

ส่วนท่าช้าง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเมือง ใกล้วัดคงคาวิหาร (ร้าง) และเป็นท่าน้ำที่สามารถข้ามไปยังวัดโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะทุ่งแก้วได้อีกด้วย ตรงบริเวณนี้จะมีถนนชื่อถนนกลาโหมตัดตรงมาจากพระบรมมหาราชวังและบึงชีกุน ผ่านหลังวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ สุดตัวถนนที่ท่าช้าง ในเอกสารของนาย เยเรเมียส ฟานฟลีท หรือวัน วลิต ชื่อ Historical Account of Siam In the 17th Century ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นตรงท่าช้างว่า

“พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ (พระเชษฐาธิราช) ทรงมีรับสั่งให้นํานักโทษตัวการสําคัญทั้งสามออกมาจากคุกและให้สับออกเป็นท่อนๆ ที่ท่าช้าง (Thacham) คือทวารหนึ่งของพระราชวังในฐานะที่เป็นผู้รบกวน ความสงบสุขของประชาชนและในฐานะที่ร่วมกันต่อต้านผู้สืบราชสมบัติที่แท้จริงและถูกต้องตามกฎหมาย ศีรษะและร่างกายส่วนอื่นๆ ของคนเหล่านั้นถูกเสียบประจานไว้ในที่สูงในเมืองหลายแห่ง” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 49, 2513, น.118)

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับท่าช้าง ในรัชกาลสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ ซึ่งในเวลานั้น มีการลงโทษออกญากําแหง ขุนนางคนสําคัญคนหนึ่งของราชสํานัก ดังที่ปรากฏในงานของเยเรเมียส ฟานฟลีท ความว่า

“ออกญากลาโหมไปเยี่ยมออกญากําแหงในคุก แสร้งทําเป็นประหลาดใจอย่างยิ่งที่ออกญากําแหงถูกถอดและแสดงความฉงนใจมากที่พระเจ้าแผ่นดินกระทําเช่นนี้ ออกญากลาโหมปลอบออกญากําแหงและแนะนําให้อดทนและรับรองว่าออกญากําแหงจะได้พ้นจากที่คุมขังโดยเร็ววัน ออกญากลาโหมชี้แจงว่าการกระทําของพระเจ้าแผ่นดินเป็นไปอย่างเจ้าชายหนุ่ม และว่าราษฎรโชคไม่ดีที่อยู่ภายใต้อํานาจกษัตริย์หนุ่มแต่ก็สัญญาว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้และให้เป็นธุระของตนและออกญากําแหงจะได้ออกจากคุกในไม่ช้านี้ โดยรับรองว่าจะได้เป็นอิสระไม่พ้นคืนนี้ ออกญากลาโหมไม่เสียคําพูดเพราะประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนตะวันตกดิน ออกญากําแหงถูกนําตัวจากคุกตรงไปยังประตูท่าช้าง (Sachem) ที่ฝั่งแม่น้ำเพื่อประหารชีวิต…เพชฌฆาตมัดออกญากําแหงติดกับหยวกกล้วย วางให้นอนลงบนพื้นดิน และฟันด้วยดาบโค้งที่สีข้างด้านซ้ายไส้พุงก็ไหลออกมา การฆ่าออกญากำแหงจบลงด้วยการเอาหวายแทงที่คอ แล้วเสียบประจานร่างไว้บนขาหยังทําด้วยไม้ไผ่ลําใหญ่ เพื่อให้เป็นตัวอย่างของผู้ถูกลงโทษในฐานสมรู้ร่วมคิดต่อต้านองค์พระมหากษัตริย์” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 49, 2513, น.189-190)

จากข้อความดังกล่าวทําให้เห็นว่า ท่าช้างเป็นสถานที่สําคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่นํานักโทษไปประหารชีวิตด้วยวิธีการทารุณ ซึ่งหลักฐานของฮอลันดาได้กล่าวไว้อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีการประหารนักโทษที่เป็นสตรีชั้นสูงอีกด้วย ดังข้อความที่ว่า

“พระองค์ (พระเจ้าปราสาททอง) ปรารถนาที่จะได้ราชมารดาพระเจ้าแผ่นดินที่เพิ่งสวรรคต ซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดคนหนึ่งในอาณาจักรมาเป็นสนม แต่พระนางแสดงความรังเกียจ ทรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ยอมไปยังพระราชวังตามกระแสรับสั่งที่มีมาถึงพระนาง ในที่สุดเมื่อเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินจะบังคับพระนางโดยพละกําลัง พระนางได้ตรัสว่า ‘พระเจ้าแผ่นดินเจ้าชีวิตของฉันไม่มีอีกแล้ว และโอรสของฉันก็สวรรคตแล้วด้วย ฉันก็เหนื่อยหน่ายต่อชีวิต ฉันเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อทั้งสองพระองค์นั้นอีก แต่ขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ร่างกายของฉันจะต้องอยู่อย่างบริสุทธิ์และจะไม่ยินดีในโจรแย่งราชสมบัติและทรราชย์ผู้นี้เลย’ พระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าปราสาททอง) ทรงกริ้วต่อการปฏิเสธคําตอบที่เผ็ดร้อนและการตําหนิติเตียนอันรุนแรงยิ่งนั้น ถึงกับทรงมีรับสั่งให้คร่าตัวพระนางไปที่ริมฝั่งน้ำ (ท่าช้าง) ให้สับร่างของพระนางออกเป็น 2 ท่อน ร่างส่วนที่มีหัวติดอยู่ให้ตรึงติดกับขาหยั่งไม้ไผ่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระภิกษุสงฆ์กราบทูลขอร้องพระองค์จึงอนุญาตให้ปลดร่างนี้ลงภายหลังที่ประจานอยู่ 2 วันแล้ว…ในกรุงศรีอยุธยามีพี่น้อง 2 สาว ซึ่งเคยรับใช้พระราชมารดาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตองค์ที่แล้ว (พระอาทิตยวงศ์) ในตําแหน่งนางพระกํานัลได้นั่งร่ำไห้อยู่ในบ้านของตนเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระราชมารดาของพระเจ้าแผ่นดินและพระโอรสของพระนาง มีผู้กราบทูลเรื่องนี้ต่อพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ (พระเจ้าปราสาททอง) พระองค์รับสั่งทันที ให้จิกผมนางทั้งสองลากไปยังฝั่งน้ำและให้ผูกเข้ากับหลัก เอาต้นกกรัดรอบคอดึงไว้มิให้เท้าแตะดิน แล้วพระองค์มีรับสั่งให้แหวะร่างออกเป็นสองซีกแล้วใส่เครื่องถ่างปากไว้ นางทั้งสองถูกปล่อยให้ตายในลักษณะเช่นนี้เมื่อบิดาของหญิงทั้งสองทราบเรื่องที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวก็ไปยังที่ประหารชีวิตและแสดงความเศร้าโศกเสียใจ อันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดความรู้สึกเช่นนั้น เมื่อได้เห็นภาพอันน่าสังเวชสยดสยอง เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบเรื่อง ก็มีรับสั่งให้ผ่าชายคนนี้ตลอดตัวแล้วแขวนไว้บนขาหยั่งนั้น ด้วยความเหี้ยมโหดร้ายกาจในการลงพระอาญาเหล่านี้ย่อมปิดปากคนอื่นๆ ทั้งปวง…” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 49, 2513, น.201-221)

@@@@@@@

ท่อนจันทน์กับการประหารชีวิตกษัตริย์


วิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ ถือเป็นประเพณีการลงโทษชั้นสูงที่ใช้กับกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น การประหารชีวิตด้วยวิธีนี้มีกล่าวไว้ในกฎหมายตราสามดวงในส่วนที่เรียกว่า กฎมณเฑียรบาล ความว่า

“ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชีวิตไซร้ ให้ส่งแก่ทลวงฟันหลังแลนายแวง หลังเอาไปมล้างในโคกพญา นางแวงนั่งทับตักขุนดาบ ขุนใหญ่ไปนั่งดูหมื่นทลวงฟันกราบ 3 คาบ ตีด้วยท่อนจันทน์แล้วเอาขุม นายแวงทลวงฟันผู้ใดเอาผ้าธรงแลแหวนทองโทษถึงตาย เมื่อตีนั้นเสื่อขลิบเบาะรอง”

นอกจากนี้ยังปรากฏประเพณีสําเร็จโทษ ในคําให้การชาวกรุงเก่าว่า การสําเร็จโทษเจ้านายคือเอาถุงแดงสวมตั้งแต่พระเศียรตลอดจนปลายพระบาท เอาเชือกรัดให้แน่น เอาท่อนจันทน์ทุบให้สิ้นพระชนม์แล้วใส่หลุมฝังให้เจ้าหน้าที่รักษาอยู่ 7 วัน ในหลักฐานของฮอลันดาอย่างจดหมายเหตุเยเรเมียส ฟานฟลีท ได้กล่าวถึงวิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ดังนี้

“เพชฌฆาตให้พระองค์นอนลงบนผ้าแดงและทุบพระองค์ที่พระนาภีด้วยท่อนจันทน์ นี่เป็นวิธีการสําเร็จโทษที่ใช้กันในประเทศสยาม ซึ่งใช้กับเจ้านายในราชตระกูลเท่านั้น เสร็จแล้วเขาก็ใช้ผ้านั้นห่อพระสรีระและไม้จันทน์แล้วโยนลงไปในบ่อทิ้งให้พระศพเน่าเปื่อยไป”(ประชุมพงศาวดารเล่ม 49, 2513, น.135-137)

หลักฐานไทยและหลักฐานชาวต่างประเทศที่กล่าวอ้างถึงประเพณีการประหารชีวิตกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ดูจะกล่าวตรงกัน ข้อมูลในส่วนนี้ยังยอมรับได้ว่ามีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก

ไม้จันทน์ถือเป็นไม้เนื้อหอมชนิดหนึ่งและเป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้แกะสลักพระพุทธรูปบูชา ท่อนจันทน์มีลักษณะเป็นไม้กระบอง เมื่อใช้จะมีเจ้าพนักงานตีสลับกัน คล้ายการลงดาบบันคอนักโทษคือ จะมีไม้หนึ่ง ไม้สอง ไม้สาม

การทุบด้วยท่อนจันทน์นี้ทุบจนตายคาไม้ บางครั้งทุบแล้วเกิดไม่ตายทันที ร่างนั้นก็จะโยนลงหลุม เป็นการทรมานก่อนตาย และเจ้าพนักงานก็จะเฝ้าร่างนั้นให้แน่ใจว่าตายแน่ ประมาณ 7 วัน เมื่อร่างเน่าเปื่อยแล้วจึงกลบหลุม และไม่อนุญาตให้บรรดาญาติพี่น้องของผู้ตายนําร่างไปประกอบพิธีกรรม

ในหลักฐานของเยเรเมียส ฟานฟลีท ยังระบุไว้บางตอนว่า หากญาติพี่น้องของผู้ตายแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจที่หลุมศพหรือในบ้าน ถ้ามีผู้รู้ก็จะถูกนําตัวไปประหารเช่นกัน


@@@@@@@

ข้อเท็จจริงของสถานที่ตั้ง วัดโคกพระยา สมัยอยุธยา

การตีความเรื่องวัดโคกพระยา ไม่ว่าจะเป็นการอ้างข้อความในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ และการวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์รุ่นก่อน ต่างลงความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า วัดโคกพระยาที่ประหารชีวิตกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งอยู่บริเวณทุ่งภูเขาทอง ใกล้คลองมหานาค ซึ่งผมเห็นว่าควรที่จะมีการตรวจสอบหลักฐานและตีความใหม่ ทั้งนี้โดยอ้างอิงจากหลักฐานชาวต่างประเทศ และแผนที่อยุธยาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ระบุตําแหน่งที่ตั้งของวัดโคกพระยาสอดคล้องตรงกัน รวมไปถึงความน่าจะเป็นไปได้ในการควบคุมตัวนักโทษไปยังแดนประหาร เพราะถ้าหากวัดโคกพระยาตั้งอยู่ใกล้กับวัดภูเขาทองแล้ว การนํานักโทษไปประหารชีวิตถือเป็นเรื่องลําบากมาก

ในสมัยนั้นต้องเดินทางด้วยเรือ จากคลองเมือง (หากนํานักโทษออกจากวัง) ไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และเข้าคลองมหานาค ถึงวัดโคกพระยา หรืออีกเส้นทางหนึ่ง จากคลองเมืองผ่านคลองวัดศาลาปูน เข้าคลองมหานาค ถึงวัดโคกพระยา ซึ่งรวมระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการชิงตัวนักโทษระหว่างทางอีกด้วย

แต่สําหรับสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่หลักฐานต่างประเทศยืนยันนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเหตุของเยเรเมียส ฟานฟลีท พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต (เยเรเมียส ฟานฟลีท) ที่ระบุตรงกันว่า สถานที่ประหารชีวิตกษัตริย์ของอยุธยาคือ วัดพระเมรุโคกพระยา หรือวัดโคกพระยา ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ดังความที่ว่า

“พระมหาอุปราชถูกนําตัวมากรุงศรีอยุธยา และถูกตัดสินให้สําเร็จโทษโดยเร็ว เมื่อพระองค์ทรงทราบคําตัดสิน พระองค์ทรงขอร้องโดยทันทีว่า ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ ขอให้ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทูลข้อราชการสําคัญหลายประการ…พระเจ้าแผ่นดินมิได้มีความซาบซึ้ง ในคําแนะนํา ทั้งมิได้เกิดความสมเพชเวทนาเลย พระองค์ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความตั้งพระทัยซึ่งได้ยึดมั่นอยู่ ตรงกันข้ามกลับมีรับสั่งให้นําพระมหาอุปราชไปสําเร็จโทษโดยเร็ว พระมหาอุปราชจึงถูกนําตัวไปที่วัดชื่อพระเมรุ โคกพญา (Watprakhimin Khopija) ตรงข้ามกับพระราชวัง เพชฌฆาตให้พระองค์นอนลงบนผ้าแดงและทุบพระองค์ที่พระนาภีด้วยท่อนจันทน์ นี่เป็นวิธีสําเร็จโทษที่ใช้กันในประเทศสยาม ซึ่งใช้กับเจ้านายในราชตระกูลเท่านั้น เสร็จแล้วเขาก็ใช้ผ้านั้นห่อพระสรีระและไม้จันทน์แล้วโยนลงไปในบ่อทิ้งให้พระศพเน่าเปื่อยไป นี่เป็นวาระสุดพระมหาอุปราชผู้ไร้สุข ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงเพราะทรงกล้าอ้างสิทธิในมงกุฎซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายของพระองค์” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 49, 2513, น. 135-137)

“หลังจากนั้นพระเจ้าแผ่นดินและพระราชมารดาก็ถูกนำตัวไปยังวัดปรักหักพังรกร้างวัดหนึ่งชื่อว่าวัดพระเมรุโคกพญา เพชฌฆาตให้พระองค์นอนลงบนพรมสีแดงและทุบพระองค์ด้วยท่อนไม้จันทน์ที่พระนาภีและโยนพระสรีระของทั้งสองพระองค์ลงไปในบ่อ ซึ่งพระองค์ทรงชนม์ที่นั้น…” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 49, 2513, น. 178)

“สุดท้ายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว พระเจ้าแผ่นดินทรงปรารถนาจะกําจัดทุกสิ่งที่อาจเป็นภัยแก่พระองค์ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยให้ประหารชีวิตพระโอรสที่เหลือสุดท้าย 2 องค์ ของพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศเสีย เจ้าชายองค์หนึ่งพระชนม์ได้ 16 พรรษา และอีกองค์หนึ่งมีพระชนม์ 18 พรรษา ฉะนั้นในเวลากลางคืนพระองค์จึงนำเจ้าชายไปที่หน้าวัดพระเมรุโคกพระยา อันเป็นที่ซึ่งกษัตริย์และเจ้านายองค์อื่นๆ ถูกสําเร็จโทษ ด้วยทรงตั้งพระทัยที่จะให้ประหารเจ้าชายทั้งสองเสียโดยวิธีเดียวกัน….” (ประชุมพงศาวดารเล่ม 49. 2513, น. 238)

จากหลักฐานที่นํามาอ้างดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า วัดโคกพระยา หรือวัดพระเมรุโคกพระยา น่าจะตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวังทางทิศเหนือ เพราะการเรียกว่า วัดพระเมรุโคกพระยา มีความสอดคล้องกับวัดหน้าพระเมรุซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเมืองตรงข้ามพระบรมมหาราชวังเหมือนกัน และทางทิศเหนือของวัดนี้ปรากฏชื่อวัดโคกพระยา ดังในหลักฐานจากแผนที่ De Groote Siamse Rievier ME-NAM ของนาย Francois Valentijn เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1726 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โดยระบุชื่อ “Wat kock pia” (วัดโคกพระยา) ได้อย่างตรงกับหลักฐานของนายเยเรเมียส ฟานฟลีท หรือวัน วลิต

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งว่า นาย Francois Valentin ได้วาดลักษณะของวัดโคกพระยาโดดเด่น และมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แปลกตา คือมีอาคารทางตอนหน้าคล้ายโบสถ์ และด้านหลังก่อเป็นเนินทรงเจดีย์จํานวน 3 เนิน จึงทําให้น่าเชื่อว่าจากหลักฐานทั้งหมดข้างต้น (ที่มีอยู่ในเวลานี้) สามารถตั้งข้อสันนิษฐานใหม่ได้ว่า วัดโคกพระยาที่แท้จริงเป็นที่ประหารชีวิตของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งอยู่ที่วัดโคกพระยา ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวังนั่นเอง จนกว่าจะมีหลักฐานอื่นที่มีความ น่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานนี้

@@@@@@@

บทสรุป

ผลจากการศึกษาสถานที่ประหารชีวิตกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สมัยอยุธยาพบว่า ในหลักฐานพงศาวดารกรุงศรีอยุธยามีข้อความที่ก่อให้เกิดการตีความและมีข้อสมมติฐานของนักประวัติศาสตร์ระบุว่า ตั้งอยู่ใกล้วัดภูเขาทองและคลองมหานาค แต่จากการตรวจสอบหลักฐาน และศึกษาจากหลักฐานชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 พบว่าสถานที่ตั้งวัดโคกพระยาอันเป็นที่ประหารชีวิตกษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเมืองตรงข้ามกับ พระบรมมหาราชวังและวัดหน้าพระเมรุ โดยมีชื่อว่า วัดพระเมรุโคกพระยา หรือวัดโคกพระยา โดยมีหลักฐานจากเอกสารของชาวฮอลันดาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และหลักฐานจากแผนที่ที่เขียนขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ช่วยบอกผมด้วยหรือแย้งความคิดของผมก็ได้


 

หนังสืออ้างอิง :-
ภาษาไทย
- ประชุมพงศาวดารเล่ม 38. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุ มาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2512.
- ประชุมพงศาวดารเล่ม 39. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทน มาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2512.
- ประชุมพงศาวดารเล่ม 49. จดหมายเหตุวัน วลิต ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2513.
- ศิลปากร, กรม. คําให้การชาวกรุงเก่า คําให้การขุนหลวงหาวัดและพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ หลวงประเสริฐ. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2515.
- สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, คําให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภา, 2534

ภาษาอังกฤษ
- Jeremias van Vliet, The Short History of the Kings of Siam, Translated by Leonard Andaya. Bangkok : The Siam Society,1975.
- Jeremias van Vliet, Description of the Kingdom of Siam, Translated by L.F. Van Ravenswaay. Bangkok : The Siam Society, 1910.

ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลวัฒนธรรม, ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2542
ผู้เขียน   : เทพมนตรี ลิมปพยอม
เผยแพร่ : วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 5 กรกฎาคม 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_89300
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กองทัพมองโกล 20,000 นาย บุก “ล้านนา” ทำไม.? เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:50:50 am

ภาพวาดกองทัพมองโกล


กองทัพมองโกล 20,000 นาย บุก “ล้านนา” ทำไม.?

ชาวมองโกล ได้ชื่อว่านักรบบนหลังม้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จักรวรรดิมองโกลขึ้นชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่แผ่อำนาจปกครองดินแดนไปกว่าค่อนโลก

ผู้นำคนสำคัญของมอลโกลอย่าง เจงกิสข่าน ที่เป็นนักการทหารที่ประสบความสำเร็จในการพิชิตอาณาจักรน้อยใหญ่ แผ่อำนาจตั้งแต่แม่น้ำฮวงโหในจีน ไปจรดแม่น้ำดานูบในยุโรป หากเทียบกับแผนที่ยุคปัจจุบันกองทัพมองโกลเคยเหยียบย่ำไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้น คือ อาณาจักรล้านนา ทางตอนเหนือของไทย

เรื่องนี้ดังกล่าวนี้ โจวปี้เผิง เรียบเรียงไว้ใน “ล้านนาสวามิภักดิ์” (สนพ.มติชน, มิถุนายน 2565) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

@@@@@@@

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 กองทัพมองโกลยกทัพจากภาคเหนือของจีนแผ่ขยายอํานาจไปในดินแดนชายขอบ ส่วนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กองทัพมองโกลเข้าไปรุกรานยูนนาน พม่า และอันนัม (ไดเวียด) หลังจากยึดครองราชวงศ์ซ่งใต้ได้สําเร็จจึงสร้างราชวงศ์หยวน อันเป็นอาณาจักรที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อน และก่อนหน้าที่ราชวงศ์หยวนจะสามารถยึดครองเมืองต้าหลี่และปกครองเชอหลี่ จีนและล้านนายังไม่มีดินแดนติดต่อกัน

ราชวงศ์หยวนได้ตั้งสํานักปกครองกองทัพที่ยูนนาน เพื่อปกป้องความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และมีนโยบายขยายอํานาจไปสู่พื้นที่ตอนบนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงพม่า ปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) อันนัม และลาว

ในเวลาเดียวกัน พระญามังรายได้ขยายอํานาจจากเมืองเชียงรายลงไปยังเมืองฝาง ทรงรวบรวมเมือง    หริภุญชัยไว้ในอํานาจได้สําเร็จ จึงสร้างเมืองเชียงใหม่และสถาปนาอาณาจักรล้านนา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับล้านนาจึงเริ่มพบในสถานภาพการขยายอํานาจของราชวงศ์หยวนและราชวงศ์มังราย

การปกครองยูนนานเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้หากจะขยายอํานาจไปถึงพม่า ล้านนา และลาว ใน ค.ศ. 1253 ฮูปเล่อข่าน (忽必烈-จักรพรรดิหยวนซื่อจู่) ยึดครองเมืองต้าหลี่ได้สําเร็จ ราชวงศ์หยวนจึงเริ่มตั้งหน่วยงานของตนเอง และปรับระบบการปกครองของยูนนาน ให้อู้เหลียงเหอไท้ (兀良合台) ปกป้องชายแดนและโจมตีพวกหมานที่ยังไม่ยอมสวามิภักดิ์ [1] ตั้งหลิวสีจง (刘时中) เป็นเซวียนผู้สื่อ (宣抚使) [2] ร่วมมือปกครองเมืองต้าหลีกับตระกูลต้วน [3]

กองทัพของเมืองต้าหลี่จึงอยู่ภายใต้อํานาจของราชวงศ์หยวน และได้ตั้งหยวนไซว่ฝู่ (元帅府) [4] ที่เมืองต้าหลี่ใน ค.ศ. 1263 และใน ค.ศ. 1271 ได้ปรับเปลี่ยน 37 ภูมิภาคของเมืองต้าหลี่เป็น 3 ลู่ ( 路-ลู่เป็นหน่วยงานการปกครองระดับที่หนึ่งภายใต้ซินเสินหรือว่ามณฑล) ด้วยนโยบายดังกล่าวทําให้ราชวงศ์หยวนสามารถปกครอง เมืองต้าหลี่ได้ค่อนข้างมั่นคง [5]


@@@@@@@

ราชวงศ์หยวนรักษากองทัพไว้ที่ยูนนาน และขยายอํานาจต่อไปโดยรุกรานภาคเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่าง ค.ศ. 1280-1300 ราชวงศ์หยวนยกทัพโจมตีเหมียนก๊ก (缅国- อาณาจักรพุกาม) และอันนัม ทั้งยังวางแผนจะยึดครองปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ด้วย

ใน ค.ศ. 1284 ราชวงศ์หยวนให้ปู้หลู่เหอต๋า [6]  ไปตีปาไป่สีฟู่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะไปโจมตี แต่เมื่อเดินทางถึงเชอหลี่ (คาดว่าเชอหลี่เป็นสถานที่ที่อยู่ของเจ้าเมือง) กองทัพราชวงศ์หยวนยังขาดความรู้เกี่ยวกับปาไป่สีฟู่ ซึ่งมีหลักฐานที่ว่า “เจ้าพระยานามว่าโคว่โค่วให้ปู้หลู่เหอต๋านําทหารม้าสามร้อยคนไปเกลี้ยกล่อม (ล้านนา) ให้สวามิภักดิ์ แต่เจ้าเมืองไม่ยินยอม จึงยกกําลังทัพเข้าตี โฮ่วเจิ่ง ผู้มีตําแหน่งเป็นตูเจิ้นฝู่เสียชีวิต ปู้หลู่เหอต๋าทําลายประตูด้านทิศเหนือแล้วรุกเข้ายึดค่าย เชอหลี่จึงสงบราบคาบลงทั้งหมด” [7]

ในช่วงเดียวกัน พระญามังรายก็ขยายอํานาจไปเมืองเชียงราย และเมืองฝาง เนื่องจากได้พบการขยายอํานาจของราชวงศ์หยวนทางตอนเหนือ พระญามังรายจําเป็นต้องขยายอํานาจสู่ทางใต้ และยึดครองเมืองหริภุญชัยได้สําเร็จในราว ค.ศ. 1292 โดยร่วมมือกับพระญางําเมืองและพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ในปีเดียวกัน (ค.ศ. 1292) ราชวงศ์หยวนก็ได้วางแผนจะส่งกองทัพไปโจมตีปาไป่สีฟู่ [7]

ทว่ากุบไลข่านสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1294 เตมูร์ข่านได้ขึ้นปกครองต่อ ในรัชกาลของพระองค์ทรงหยุดทําสงครามขยายอํานาจ แต่กลับสร้างสันติภาพกับรัฐเพื่อนบ้าน เช่น ไดเวียด จามปา เป็นต้น พระองค์ทรงมุ่งเน้นปรับการปกครองทางด้านการทหารและการเมือง ถึงแม้พื้นที่ยูนนานส่วนใหญ่จะยอมการปกครองของราชวงศ์หยวนแล้ว

แต่เมืองเล็กที่อยู่ชายแดนและถูกปกครองโดยชนเผ่าต่างๆ อย่างเชอหลี่ยังควบคุมไม่ได้เต็มที่ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตสําคัญที่ติดต่อกับปาไป่สีฟู่และพม่า เป็นรัฐที่ราชวงศ์หยวนต้องการให้อยู่ภายใต้อำนาจของตนเอง ในช่วง ค.ศ. 1296 ราชวงศ์หยวนตั้งเชอหลี่จวินหมินจงก่วน (彻里军民总管府-เมืองปกครองทหารและราษฎรสิบสองปันนา) [8] เพื่อปกครองเมืองเชอหลี่อย่างใกล้ชิดและตั้งกองทัพที่นั่น

@@@@@@@

ในปีเดียวกันนั้น พระญามังรายได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากนี้ ดินแดนที่พระญามังรายทรงปกครองค่อยก่อรูปเป็นอาณาจักรล้านนา (ปาไป่สีฟู่) มีพื้นที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของพม่า ทิศตะวันตกของลาว ทิศใต้ของเชอหลี่ (สิบสองปันนา) และทิศเหนือของปอเล่อ (สุโขทัย)

พระญามังรายพยายามปกป้องรัฐของตนเองโดยร่วมมือกับเมืองที่อยู่ใกล้เพื่อต่อสู้กับราชวงศ์หยวน “ค.ศ. 1297 ปาไป่สีฟู่เป็นกบฏและเข้าไปตีเชอหลี่ ราชวงศ์หยวนให้เหย่เซียนปู้ฮัว (也先不花) นําทหารไปปราบปรามปาไป่สีฟู่” 2-3 ปีต่อมา ปาไปสีฟู่ยั่วยุชายแดนจีนหลายครั้ง ทําให้ราชวงศ์หยวนส่งหลิวเซินนํากองทัพไปปราบปราม ถึงแม้มีขุนนางเสนอว่า ปาไปสีฟู่เป็นพวกหมานอี๋อยู่ในดินแดนที่ห่างไกล สามารถใช้คนไปเกลี้ยกล่อมได้ ไม่ควรสร้างความลําบากให้แก่จีน [9] แต่จักรพรรดิไม่รับฟัง

ดังนั้น ใน ค.ศ. 1301 ราชวงศ์หยวนเตรียมตัวยกทัพโดยจัดตั้งกองทหารปราบปาไป่สีฟู่เฉพาะที่รวมทหารมองโกลและทหารท้องถิ่นของยูนนาน จักรพรรดิ “ส่งหลิวเซิน เหอล่าไต้ เจิ้งโย่วนำทหารสองหมื่นนายไปปราบปาไป่สีฟู่” “ส่งทหารยูนนานตีปาไป่สีฟู่” “ส่งนักโทษจากเสฉวนและยูนนานมาเป็นทหารในกองทัพ” และ “ตั้งกองพลปราบปาไป่สีฟูว่านฮู่ฝู่ (八百媳妇万户府-เมืองหมื่นครัว เรือนสนมแปดร้อย) 2 กอง ตั้งผู้บัญชาการ 4 นาย” “ตั้งหลิวเซิน (刘深) และเหอล่าไต้ (合剌带 ) เป็นจงซูโย่วเฉิง (中书右丞-รองเสนาบดีขวา) เจิ้งโย่ว (郑祐) เป็นชานจือเจิ้งซื่อ (参知政事-รองเสนาบดี) ให้ถือตราพยัคฆ์ทั้งสิ้น” นอกจากนี้ยัง “ให้ม้าห้าตัวต่อทหารสิบนาย หากไม่พอให้เสริมแทนด้วยวัวควาย” “ให้เงินแก่ทหารปราบปาไป่สีฟู่ รวมทั้งสิ้นเก้าหมื่นสองพันก้อนเศษ” [10]

แต่ในขณะที่ราชวงศ์หยวนส่งกองทัพไปปราบปรามปาไป่สีฟู่ ระหว่างนั้นเกิดกบฏในท้องที่ยูนนานและมีการทําสงครามกับพม่า จีนสูญเสียกําลังทัพจํานวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบถึงสงครามปราบปาไป่สีฟู่ เมื่อหลิวเซิน ผู้เป็นจงซูโย่วเฉิง (เสนาบดีขวา) แห่งมณฑลยูนนาน จะไปปราบปรามปาไป่สีฟู่ นําทหารเข้าไปทางซุ่นหยวน [11] และได้เกณฑ์ราษฎรท้องถิ่นมารบ ถู่กวนซ่งหลงจี้ (ข้าหลวงท้องที่ยูนนาน) จึงเป็นผู้นํากบฏโดยขู่ว่า “ทางการเกณฑ์กําลังพวกท่าน ต้องตัดผมสักหน้าเป็นทหาร พลีกายในการศึก ลูกเมียต้องตกเป็นเชลย” [12] ทําให้ราษฎรท้องถิ่นไม่ยอมรับใช้ราชวงศ์หยวน


@@@@@@@

ราชวงศ์หยวน “ให้มณฑลยูนนานรับสมัครทหารอาสา 2,000 นายเพื่อตีปาไป่สีฟู่ ให้เบี้ยคนละ 60 พวง” และ “บัญชาการให้มณฑลยูนนานแบ่งมือธนูมองโกลไปตีปาไป่สีฟู่” ถึงเดือนกันยายน “กองทัพ ที่ยกไปตีพม่ากลับมาถูกจินฉือ ( 金齿ฟันทอง) สกัดไว้ ทหารตายในการศึกมาก จากนั้นปาไป่สีฟู่กั่ว (อาณาจักรสนมแปดร้อย) และแคว้นหมานทั้งหลายก็พากันไม่จ่ายภาษีอากร โจรฆ่าขุนนาง และเจ้าหน้าที่จึงยกทัพไปปราบ” [13] ผลกระทบเหล่านี้ทําให้ราชวงศ์หยวนลําบากยิ่งขึ้น

ราชวงศ์หยวนทุ่มเทกําลังทหารอย่างน้อย 2-3 หมื่นคนเพื่อไปตีปาไป่สีฟู่ แต่สุดท้ายไม่สําเร็จ ทําให้ราชวงศ์หยวนเสียหายอย่างหนัก ทั้งคน ม้า และเงิน ในอีกด้านหนึ่งยังทําให้เมืองต่างๆ ในชายแดน เกิดความวุ่นวาย จึงมีขุนนางเสนอว่า “หลิวเซินเดินทัพไกลไปตีปาไป่สีฟู่กั๋ว เป็นการศึกซึ่งไม่ยุติ ทําให้ราษฎรเดือดร้อนและเกิดจลาจล ในระหว่างทางหลิวเซินปราบการกบฏไม่ได้ ยังทิ้งทหารหลบหนี ใน ค.ศ. 1302 เดือนมีนาคม จักรพรรดิปลดหลิวเซินและขุนนางทั้งหลายที่ไปปราบปาไป่สีฟู่ และปีต่อไป หลิวเซิน และขุนนางอีกสองคนถูกประหารชีวิต เนื่องจากแพ้ศึกและเสียไพร่พลในการปราบปาไป่สีฟู่” [14] สุดท้าย การใช้กําลังทหารบังคับล้านนาให้ยอมรับอํานาจของราชวงศ์หยวนจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ในความคิดของชาวฮั่น ดินแดนพวกหมานอี๋ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศ ถึงแม้ยึดครองดินแดนได้ทั้งหมด แต่ความคิดของชาวมองโกลในราชวงศ์หยวนยังต้องการยึดเอาล้านนาไว้ใต้อํานาจด้วย เพราะเหตุที่ราชวงศ์หยวนยังป้องกันชายแดนให้สงบและดึงอํานาจจากพม่าและลาว แต่พระญามังรายไม่ยอมสวามิภักดิ์และต่อสู้กับราชวงศ์หยวน ด้วยพระญามังรายกําลังขยายอํานาจและสถาปนาอาณาจักรของตนเอง จึงไม่ยอมให้อาณาจักรของตนเองตกในอํานาจของจักรพรรดิอื่น

เนื่องจากล้านนาอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของราชวงศ์หยวน และลักษณะทางภูมิศาสตร์ ในตอนเหนือของล้านนา มีความซับซ้อนด้วยพื้นที่เป็นป่าและมีภูเขาสูงการทำสงครามต้องพึ่งพากองทัพท้องถิ่นของยูนนาน แต่การปกครองบริเวณชายขอบยูนนานยังไม่ค่อยสงบ ผู้ปกครองท้องถิ่น (土官-ถู่กวน) ยังก่อการกบฏบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ขุนนางบางคนของยูนนานยังติดสินบนกับผู้ปกครองท้องถิ่น ดังนั้น การใช้กําลังทหารบังคับและปราบปราม ให้ล้านนายอมรับอํานาจของราชวงศ์หยวนจึงไม่สําเร็จ

@@@@@@@

หลังจากการขยายอํานาจและทําสงครามกับรัฐต่างๆ ติดต่อกันหลายปี กองทัพและงบประมาณของราชวงศ์หยวนเสียหายหนักขึ้น ทั้งยังมีการแย่งชิงอํานาจภายใน เนื่องจากเฉิงจองเถี่ยมู่เอ่อร์ (成宗铁穆耳) สิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1307 ทําให้การปกครองของราชวงศ์หยวนไม่ค่อยมั่นคง ราชวงศ์หยวนจึงเริ่มปรับวิธีเชื่อมต่อกับปาไป่สีฟู่ และเมืองต่างๆ ในชายแดน

เมื่อ ค.ศ. 1309 ปาไปสีฟู่ เชอหลี่ใหญ่ และเชอหลี่น้อยก่อกบฏอีกครั้ง ราชวงศ์หยวนส่งซ่วนจือเอ๋อร์เวย (算只儿威) ผู้ดํารงตําแหน่งจงซูโย่วเฉิง (เสนาบดีขวา) แห่งมณฑลยูนนานไปเกลี้ยกล่อม แต่ปาไป่สีฟู่ไม่ยอม กลับมาร่วมมือกับเชอหลี่ใหญ่และเชอหลี่น้อยบุกชายแดนของราชวงศ์หยวนอีกครั้งใน ค.ศ. 1311 เพื่อป้องกันชายแดนของตนเองและช่วยเชอหลี่ใหญ่และเชอหลี่น้อยซึ่งเป็น “ประตูกั้นทาง” ระหว่าง   ปาไป่สีฝู่กับราชวงศ์หยวน ดังนั้น จักรพรรดิจึงให้ “อ๋องแห่งยูนนานและโย่วเฉิงแห่งยูนนานไปปราบกบฏปาไป่สีฟู่ [14]

ทว่ายังไม่ถึงขั้นทําสงคราม สถานการณ์การเมืองของทั้ง 2 รัฐ เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง ทําให้ความสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนไป ใน ค.ศ. 1311 ราชวงศ์หยวนเปลี่ยนรัชกาลจากอู่จง (武宗) ขึ้นปกครอง ค.ศ. 1307-1311 เป็นเหรินจง (仁宗) ขึ้นปกครอง ค.ศ. 1311-1320 ซึ่งช่วงนี้การเมืองภายในราชวงศ์หยวนไม่มั่นคงเช่นกัน ใน ค.ศ. 1312 “วันที่ 13 เดือนที่ 2 รัชศกหวงซิ่ง (21 มีนาคม ค.ศ. 1312) ปาไป่สีฟู่มาถวายช้างที่ฝึกแล้วสองเชือก” [15] เป็นการถวายบรรณาการแก่ราชวงศ์หยวนครั้งแรกของปาไป่สีฟู่ตามที่หยวนสื่อบันทึกไว้

ในเดือนกันยายน ราชวงศ์หยวนยังเตรียมกองทัพมองโกล ตามกองทัพยูนนานไปปราบปาไป่สีฟู่ แม้ในสถานการณ์นี้ล้านนาจะเริ่มถวายบรรณาการแก่จีน แต่ยูนนานยังคงต้องการส่งกองทัพไปตีล้านนา อาจเพราะความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นไม่ราบรื่น และราชสํานักได้รับการชักจูงจากกรมการยูนนานให้ไปโจมตีปาไป่สีฟู่ ซึ่งได้เชอหลี่ใหญ่กลับคืนในการปกครองไปแล้ว [16]

จึงแสดงให้เห็นว่าในความจริง จักรพรรดิยังหวังว่าจะปราบล้านนาไว้ใต้การปกครองโดยใช้กําลังทหาร แต่ถูกบังคับโดยสถานภาพของราชวงศ์หยวน ไม่ควรทําสงครามอีก ซึ่งก่อนกองทัพจะเคลื่อนพลมีขุนนางกราบบังคมทูลว่า “เรื่องของหมานอี๋นั้นเน้นการผูกพัน มิควรที่จะต้องไปปราบปรามให้ทหารล้มตายและสูญเสียมาก อีกทั้งประหารขุนนางในท้องถิ่น” [17]


 


เชิงอรรถ :-
[1] 李云泉,万邦来朝  朝贡制度史论(新华岀版社,2014)p.157
[2] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.47
[3] เซวียนฝู่สื่อ ตําแหน่งที่ปกครองท้องถิ่น
[4] ตระกูลต้วน (大理段民) เป็นตระกูลกษัตริย์ที่ปกครองรัฐต้าหลี่
[5] หยวนไซวjผู้ เป็นหน่วยงานกํากับทหาร
[6] 杨长玉,“元代车里行政区划的设置及相关问题考论”, 西南古籍研究 ( 云南大学岀版社,2011) : 230.
[6] ปู้หลู่เหอต๋า เป็นชื่อตําแหน่งแม่ทัพ
[7] วินัย พงศ์ศรีเพียร และคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน, ปาไป่สีฟู่-ปาไป่ต้าเตี้ยน (กรุงเทพฯ: รุ่งแสงการพิมพ์, 2539), น. 166.
[8] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.366
[9] Ibid., p. 407.
[10] วินัย พงศ์ศรีเพียร และคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยใน เอกสารภาษาจีน, ปาไป่สีฟู่-ปาไป่ต้าเตี้ยน, น. 166.
[11] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.433-434
[12] ซุ่นหยวน คือพื้นที่เมืองกุ้ยหยางมณฑลกุ้ยโจวในปัจจุบัน
[13] กนกพร นุ่มทอง, “หลักฐานล้านนาในเอกสารโบราณจีน: บันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรสนมแปดร้อยในเอกสารโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง,” วารสารจีนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 13, 2 (2563): 209.
[14] เรื่องเดียวกัน, น. 179
[15] เรื่องเดียวกัน, น. 180.
[16] เรื่องเดียวกัน, น. 182.
[17] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.550

ขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : คนไกล วงนอก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 6 กรกฎาคม 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_89353
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จุดประสงค์การขุด “คลอง” ในประวัติศาสตร์ไทย ที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไร.? เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:42:05 am


โกดังสินค้าริมคลองบางหลวง (ภาพจาก หนังสือ แม่น้ำลำคลอง สำนักพิมพ์มติชน, 2555)


จุดประสงค์การขุด “คลอง” ในประวัติศาสตร์ไทย ที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไร.?

ในบทความเรื่อง คลองกับระบบเศรษฐกิจของไทย พ.ศ. 2367-2453 ของ กิตติ ตันไทย ได้อธิบายถึงการขุดคลองในเมืองไทยในอดีตว่ามีวัตถุประสงค์แท้จริงเพื่ออะไร รวมทั้งอธิบายถึงเมื่อขุดคลองแล้วผลประโยชน์ที่แท้จริงเกิดขึ้นกับผู้ขุดคลองหรือราษฎรในท้องถิ่นนั้นๆ หรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ บทความได้พาไปทำความเข้าใจเกี่ยวระบบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตที่เกิดขึ้นจากคลอง รวมทั้งเข้าใจถึงการขยายตัวของผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการขุดคลองด้วย ซึ่งบทความดังกล่าวนี้ได้ตอบโต้ “ทฤษฎีสังคมพลังน้ำ” (hydraulic society) ของ วิตโฟเกล (wittfogel) ที่อธิบายว่าสังคมของเอเชียเป็นสังคมพลังน้ำ โดยที่ราษฎรเพาะปลูกโดยอาศัยการชลประทานเป็นสำคัญ แต่ กิตติ ตันไทย มองว่าไม่รัดกุมมากพอ เพราะละเลยหลักฐานทางประวัติศาสตร์จึงได้อธิบายความสำคัญของคลองของแต่ยุคสมัยในประวัติศาสตร์ดังนี้

คลองขุดสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ พบว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อการคมนาคม อาจจะมีการขุดคลองเพื่อยุทธศาสตร์บ้างตามสถานการณ์ความจำเป็น ส่วนการขุดคลองเพื่อเพาะปลูกมีแค่วงแคบๆ ซึ่งพบว่าคลองในสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ “คลองภายในเมือง”, “คลองลัด” และ “คลองเชื่อม” โดยที่ คลองภายในเมือง ขุดขึ้นเพื่อป้องกันข้าศึกรุกรานโดยเป็นแนวกันทางธรรมชาติที่ช่วยป้องกันข้าศึก อย่างเช่น การขุด “คลองขื่อหน้า” ในสมัยอยุธยาเพื่อให้มีแม่น้ำล้อมรอบตัวเมืองทุกด้าน เป็นต้น หรือ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงให้ขุดคลองหลอด เพื่อป้องกันข้าศึก แต่ในขณะเดียวกันก็เพื่อการคมนาคมสะดวกมากยิ่งขึ้น

@@@@@@@

คลองลัด มีจุดประสงค์ในการขุดเพื่อย่นระยะทางคมนาคมให้สั้นลง เพื่อที่ให้ราษฎรไปมาได้สะดวกรวดเร็วในการประกอบอาชีพ อย่างเช่น คลองบางกอกใหญ่ (พ.ศ. 2065) เป็นต้น

คลองเชื่อมแม่น้ำ เป็นการขุดเพื่อการคมนาคมมากกว่าเพราะปลูก เพราะรัฐบาลห้ามขายข้าวออกนอกประเทศ ทำให้รัฐบาลและชาวนาขาดแรงกระตุ้นในการเพิ่มผลผลิตข้าว อย่างเช่น คลองสุนัขหอน คลองบางขุนเทียน เป็นต้น

คลองขุดสมัยรัชกาลที่ 4 กล่าวโดยทั่วไปแล้ว คลองขุดสมัยนี้ส่วนใหญ่ขุดเพื่อการคมนาคมและการค้าขายเป็นสำคัญ เห็นได้ชัดหลังจากที่ไทยทำสัญญาบาวริ่ง ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก โดยเฉพาะการค้าอ้อยและน้ำตาล อย่างเช่น การขุดคลองภาษีเจริญ (พ.ศ. 2410) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน ทำให้การคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ กับราชบุรี และสมุทรสาครสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังเกื้อหนุนการขนส่งอ้อยและน้ำตาลอีกด้วย

คลองขุดสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวโดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นการขุดคลองเพื่อคมนาคมและขยายพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าชลประทาน กล่าวคือ เมื่อภาวะการค้าน้ำตาลเสื่อมลงในปลายปี 2410 และข้าวเริ่มมามีบทบาทกลายเป็นสินค้าที่ทำรายได้หลักให้แก่ประเทศ ภาวะดังกล่าวทำให้แนวคิดในการขุดคลองเพื่อการคมนาคมและการเกษตรควบคู่กันไป ซึ่งคลองในสมัยรัชกาลที่ 5 อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ “คลองที่รัฐบาลขุด”, “คลองที่บริษัทคลองคูนาสยามขุด” และ “คลองที่เอกชนขุด”


@@@@@@@

คลองที่รัฐบาลขุด มีการขุดคลองถึง 8 คลอง เช่น คลองเปรมประชากร (พ.ศ. 2421) ขุดเพื่อย่นระยะคมนาคมระหว่างอยุธยากับกรุงเทพฯ และขยายพื้นที่การเพาะปลูกพร้อมกันด้วย รวมทั้งสมัยนี้ได้มีพระราชบัญญัติประกาศขุดคลอง พ.ศ. 2420 ที่กำหนดว่า ราษฎรที่ต้องการทำนาจะต้องช่วยขุดคลองหรือใช้แรงงาน พร้อมทั้งรัฐบาลจะงดเว้นค่านาและค่าสมพัตสร 3 ปี ทำให้การขุดคลองเพื่อการเพาะปลูกมีมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองทวีวัฒนา เป็นต้น

คลองที่บริษัทคลองคูนาสยามขุด จากภาวะการค้าและราคาข้าวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ราษฎรต้องการที่ดินปลูกข้าวมากขึ้น ที่ดินริมคลองจึงมีราคาตามไปด้วย สภาวะเช่นนี้กระตุ้นให้เอกชนกระตือรือร้นที่จะขุดคลองขายที่ดินเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ได้ร่วมกับนายโยกิม แกรซี่ พระนานพิธภาษี และนายยม ตั้งบริษัทขุดคลองและคูนาสยามขึ้น เพื่อทำการขุดคลอง เช่น คลองรังสิตประยูรศักดิ์ เป็นต้น

คลองที่เอกชนขุด ขุดเพื่อต้องการกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งคลอง เพราะมีกำไรมาก เช่น คลองพระยาบรรฦา คลองบางพลีใหญ่ เป็นต้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าบทความชิ้นนี้ต้องการที่จะอธิบายถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการขุดคลอง จากแต่เดิมขุดคลองเพื่อการคมนาคมเป็นหลัก สู่การขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยบทความนี้ได้อธิบายว่า สัญญาบาวริ่ง ที่ทำกับอังกฤษใน พ.ศ. 2398 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะภาวะการค้าข้าวเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงเร่งเพิ่มปริมาณผลิตข้าว เห็นได้ชัดจากการที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการขุดคลองเพื่อบุกเบิกที่นา ซึ่งดำเนินการอย่างกว้างขวางทั้งภาครัฐและเอกชน

@@@@@@@

นโยบายการขุดคลองเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏว่ามีการขุดคลองถึง 15 คลอง (พ.ศ. 2413-2447) ผนวกกับนโยบายเลิกทาสและเลิกไพร่ ทำให้พวกไพร่มีอิสระและเป็นกำลังสำคัญในการผลิตข้าว สะท้อนให้เห็นว่าการขุดคลองในช่วงนี้ประสบความสำเร็จเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ คือ ขุดคลองเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว

ประเด็นต่อมาที่จะตอบปัญหาตั้งแต่บทความได้ถามไว้ข้างต้น คือ เมื่อขุดแล้วผลประโยชน์ที่แท้จริงเกิดขึ้นกับผู้ขุดคลองหรือราษฎรในท้องถิ่นนั้นๆ บทความชิ้นนี้ได้อธิบายว่าผลของการขุดคลองได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยการถือครองที่ดินมี 2 กรณี คือ การถือที่ดินโดยการได้รับพระราชทาน จะมอบแก่พวกพระราชโอรส พระราชธิดา เป็นต้น และการถือครองที่ดินโดยการจับจอง โดยการจับจองครองที่ดินริมฝั่งคลอง ราษฎรจะต้องออกเงินช่วยเสียค่าขุด

ซึ่งคนที่ได้ผลประโยชน์มากสุดคือ เจ้านาย ขุนนาง และผู้มีทรัพย์ เพราะมีฐานะดีและมีทุนทรัพย์ ประกอบกับระเบียบวิธีการจับจองที่เอื้ออำนวยให้กับคนกลุ่มนี้มากกว่าราษฎรทั่วไป ส่วนชาวนาที่ไม่มีทุนทรัพย์ต้องเช่าที่นาของผู้มีบรรดาศักดิ์และผู้มีทรัพย์เพื่อเลี้ยงชีพ นอกจากนี้ชาวนายังต้องเสียค่านาเองอีกด้วย นับว่าเจ้าของนาเหล่านี้ “ทำนาบนหลังคน” อยู่อย่างสุขสบายภายใต้การขูดรีดชาวนา

กล่าวโดยสรุปคือ การขุดคลองตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น ส่วนใหญ่ขุดขึ้นเพื่อการคมนาคม หรืออาจจะใช้เพื่อการยุทธศาสตร์ป้องกันข้าศึกเป็นสำคัญ แต่เมื่อถึงช่วงรัชกาลที่ 4 เริ่มมีนโยบายเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในขุดคลองแต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ผลของสนธิสัญญาบาวริ่ง เกี่ยวกับการค้าข้าว ได้ส่งผลกระทบมายังรัชสมัยต่อมา คือ รัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนนโยบายการขุดคลองเพื่อการคมนาคมอย่างเดียว มาเป็นการขุดเพื่อคมนาคมและขยายพื้นที่การเพาะปลูกควบคู่กันไป

แม้ “ทฤษฎีสังคมพลังน้ำ” (hydraulic society) ของ วิตโฟเกล (wittfogel) ที่อธิบายว่าสังคมไทยขุดคลองเพื่อเพาะปลูกเป็นสำคัญ แต่จากบทความนี้ได้ตอบคำถามอย่างชัดเจน ที่พบว่ามีข้อขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการขุดคลองในประวัติศาสตร์ไทยไม่ใช่การขุดคลองเพื่อการชลประทานอย่างเดียวตาม “ทฤษฎีสังคมพลังน้ำ” (hydraulic society)


 



อ้างอิง : กิตติ ตันไทย. (2527). คลองกับระบบเศรษฐกิจของไทย พ.ศ. 2367-2453. ในหนังสือ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : กลับบางแสน
เผยแพร่ : วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 6 กรกฎาคม 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_89320
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมคนเรา ถึงชอบดูดวง.? เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2022, 08:50:00 am



ทำไมคนเรา ถึงชอบดูดวง.?

ราศีใดในช่วงนี้…. สีเสื้อมงคล อ่านคำทำนาย Pick a card ดูตัวเลข เชื่อว่าใครหลายคนน่าจะมีประสบการณ์กับเรื่อง ดวง มาบ้าง บางคนถึงขนาดดูทุกวันเลยทีเดียว

คำถามที่ชวนสงสัยคือ ทำไมคนเราถึงชอบดูดวง? แล้วทำไมการดูดวง ถึงส่งผลมากต่อใครสักคน (อาจจะไม่ทุกคน) วันนี้เราเลยรวบรวมคำตอบทางจิตวิทยามาให้ทุกคนได้อ่านกัน


@@@@@@@

ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง ทำให้คนชอบดูดวง

ความไม่แน่นอนของชีวิต (Uncertainty of life) สิ่งนี้ทำให้ผู้คนชอบดูดวง ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเรื่อง ความรัก งาน เศรษฐกิจ มิตรภาพ ทำให้ผู้คนเกิดความกังวล ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเราบ้าง เมื่อเกิดความกังวลผู้คนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าสิ่งที่จะเกิดมันต้องแย่ ทำให้มีความเครียดตามมา

เมื่อเกิดความไม่แน่นอนของชีวิต ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือ Uncertainty Avoidance Index เรียกย่อๆ ว่า UAI เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับสังคมเลยทีเดียว สังคมที่มีค่า UAI สูง ผู้คนมักจะพยายามหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน ทำให้ต้องหาแหล่งที่พึ่งพาทางใจ แน่นอนว่าการดูดวงคือหนึ่งในช่องทางนั้น

ยิ่งในสังคมไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม High Uncertainty Avoidance หรือกลุ่มที่ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน ยิ่งในกลุ่มผู้หญิง มักดูดวงเยอะเป็นพิเศษ เพราะด้วยธรรมชาติที่เอาใจใส่ ดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พยายามหาความปลอดภัยให้กับตัวเอง และอีกอย่างพยายามหาข้อมูลที่เป็นความลับให้กับตัวเอง

@@@@@@@

การดูดวงช่วย หลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน ได้จริงหรือ.?

ก็อาจจะจริง หากอ้างอิงจากผลวิจัยจากหลายๆ ที่ เช่น Graham Tyson ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ได้กล่าวว่า การดูดวงช่วยให้ผู้คนจัดการกับความไม่รู้ ความวิตกกังวลได้ มันเหมือนให้เรารู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไรเลยเตรียมรับมือได้ทัน

นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวอีกว่า การดูดวง ทำให้เรามีความรู้สึกที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดได้ ความกลัวนั้นเลยลดลงไป นอกจากนี้มันยังให้เรารู้สึกว่า เรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะโชคชะตา ไม่ใช่เพราะเรา ทำให้มันช่วยปลอบใจเราได้

การดูดวงนั้นนิยมมากในกลุ่ม Gen Y ที่ตอนนี้คือวัยทำงาน พวกเขาเจอความเครียดมากมาย ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มนี้มักไปพึ่งการดูดวงมากขึ้นอีกด้วย

@@@@@@@

ทำไมการดูดวง ถึงส่งผลต่อใครบางคนมากๆ

คำตอบที่น่าจะชัดเจนที่สุดคือ คนที่เชื่อในดวงมากๆ มีแนวโน้มที่จะเชื่อในพลังอำนาจนอกตน (External locus of control) พวกเขาเชื่อว่า ความสำเร็จ ความล้มเหลว การผ่านเรื่องต่างๆ มาจากปัจจัยภายนอกที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ พวกเขาต้องหาคำตอบจากสิ่งภายนอกมายืนยันในคำถามที่ตนเองสงสัยหรือเส้นทางที่ตนกำลังจะไป (แน่นอนว่ามีปัจจัยอื่นอีกและนี้เป็นเพียงหนึ่งคำอธิบายไม่สามารถใช้อธิบายทุกคนได้)

ไม่ผิดที่เราจะหาความสบายใจ การดูดวงก็ช่วยให้เราสบายใจและเตรียมรับมือได้ดีขึ้น ได้มีโอกาสถามคนที่รับดูดวง ก็ได้กล่าวไว้ว่า หลักของการดูดวงจริงๆ คือช่วยให้คนดูคุยกับตัวเอง ได้เตรียมรับมือกับปัญหา มันเหมือนได้พาคนย้อนไปดูว่า เราเจออะไรมาบ้าง ใช่แบบนี้ไหม

@@@@@@@

ส่งท้าย เราทุกคนมีช่องทางที่จะหาความสบายใจให้กับตัวเอง การดูดวงคือหนึ่งในช่องทางนั้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ยังไงก็อย่าลืมใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีสติอยู่เสมอ เหมือนกับเวลาหมอดูทักให้เราระวัง…

ละถ้าใครที่มีความชอบในการอ่านดวง อยากเสริมดวง เสริมโชคลาภในรูปแบบอื่นๆ สามารถติดตามได้ที่นี่ iNN Horoscope





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : chalita_k
URL : https://www.sanook.com/horoscope/224097/
06 ก.ค. 65 (07:30 น.) , INN News : สนับสนุนเนื้อหา
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถ้าไม่เข้าใจ ก็เข้าไม่ถึงธรรม เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2022, 07:16:23 am



ถ้าไม่เข้าใจ ก็เข้าไม่ถึงธรรม : คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย ราช รามัญ

พระผู้คงแก่เรียนรูปหนึ่งกล่าวว่า "การที่ชาตินี้เราเกิดมาในสกุลต่ำก็ดียากจนลำบากก็ดีเป็นเพราะกรรมเก่าที่เราไม่เคยเคารพศรัทธาและบริจาคทานให้แก่พระสงฆ์องค์เณรและช่วยเหลือสังเคราะห์ผู้อื่น"

ผมเรียนถามท่านไปว่า...แล้วชีวิตเขาคนนั้นต้องตกต่ำแบบนี้ยากจนแบบนี้ไปทั้งชีวิตเลยเหรอ
ท่านนิ่งไม่ตอบอะไรนอกเหนือไปจากคำว่า "มันเป็นกรรม"

นี่เป็นการแสดงออกถึงภาวะที่ท่านเข้าใจธรรมนั้นเพียงด้านเดียวในหมวดของกรรม แล้วถ้าหากสอนไปแบบนี้ชาวบ้านจะเข้าใจผิดไปอีกเช่นกัน

สมมุตินายA... ถ้าชาติที่แล้วสร้างกรรมไม่ดีไว้ ไม่ถวายทานไม่สงเคราะห์ผู้อื่นเลย พอมาเกิดใหม่ชาตินี้เลยยากจนอันนี้เข้าใจได้ยอมรับได้ ว่ามีส่วนเป็นจริง แล้วท่านผู้อ่านเคยสงสัยไหมว่า ชีวิตของนายA ในปัจจุบันภพนี้ชาตินี้จะมีวันลืมตาอ้าปากได้ไหม มีความสุขความเจริญขึ้นบ้างไหม ถ้าตอบว่า ไม่มีทางเจริญ ไม่มีทางพบความสุขได้ด้วยเป็นเพราะกรรมเก่า

@@@@@@@

นี่เท่ากับเราเชื่อตามแบบลัทธิหนึ่งในอินเดียที่มีมากว่าสามพันปีเลย คือ ลัทธิบุพเพกตวาทหรือชื่อเต็มคือ บุพเพกตเหตุวาท เป็นลัทธิกรรมเก่า คือ

พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน (Pubbekatavāda: a determinist theory that whatever is experienced is due to past actions; pastaction determinism) เรียกสั้นๆ ว่า ปุพเพกตวาท (จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมยังบอกด้วยว่า “บุพเพกตวาท” เป็นหนึ่งในลัทธินอกพระพุทธศาสนา)​

โดยเขาเน้นสอนว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นอยู่นี้ ล้วนเป็นเพราะอดีตชาติ"

ถ้าพระสอนเรื่องกรรมไปแบบนี้ก็เป็นคำสอนที่ผิดเพราะเป็นของลัทธิอื่น ตลอดทั้งเป็นกดทับไม่ให้นายA มีกำลังใจสู้ชีวิต และอาจกลายเป็นการปรามาสว่า ชาตินี้เขาต้องยากจนลำบากไปตลอดจนตาย ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนแบบนี้เลย พระองค์สอนความเสมอภาคของมนุษย์ จะวรรณะไหนก็เป็นนักบวชได้ จะร่ำรวยยากจนก็บวชได้หมด มีโอกาสสร้างชีวิตเท่ากันเหมือนกัน


@@@@@@@

ในเรื่องกรรมเก่านี้  ถ้าหากมีโอกาสศึกษาคัมภีร์ของมหายานบ้าง ในบางส่วนที่นาคารชุนสอนก็อาจทำให้เรานี้รู้ชัดในเรื่องกรรมปัจจุบันบางอย่างได้ดี และสามารถนำเอามาหักล้างกรรมอย่างที่เราเชื่อๆกันได้  อาทิ เรื่อง นวกรรม (กรรมทั้ง 9) ​กล่าวคือ

1. บางคนทำดีได้ดี
2. บางคนทำดีได้ชั่ว
3. บางคนทำดี ไม่ได้ทั้งดีและชั่ว

4. บางคนทำชั่วได้ดี
5. บางคนทำชั่วได้ชั่ว
6. บางคนทำชั่วแต่ไม่ได้ทั้งดีและชั่ว

7. บางคนไม่ทำดีและชั่วได้ดี
8. บางคนไม่ทำดีและชั่วได้ชั่ว
9. บางคนไม่ทำดีและชั่วแล้วก็ไม่ได้ทั้งดีและชั่วใดๆ

ถ้าเข้าใจระบบนี้ ก็จะเข้าใจธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของคำว่ากรรม ดังนั้นเกิดมาในชาตินี้แม้ยากจน แต่เราสามารถร่ำรวยได้ ถ้าทำโดยชอบธรรมและถูกทาง เราสามารถประความสำเร็จในชีวิตได้ และนี่คือ สัจจธรรมความจริงที่ถูกต้องที่สุดแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า






Thank to : https://www.thansettakij.com/columnist/482331
03 มิ.ย. 2564 เวลา 4:20 น.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องนอกเหตุเหนือผล ที่ทำให้คนสำเร็จในชีวิต เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2022, 07:11:06 am



เรื่องนอกเหตุเหนือผล ที่ทำให้คนสำเร็จในชีวิต : คอลัมน์ทำมาธรรมะ โดย ราช รามัญ

การใช้ชีวิตของคนทั่วไป มักจะอยู่ในกรอบของเหตุผลและเป็นเหตุผลที่ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ อาจจะอาศัยหลักตรรกะทางวิชาการเข้ามามีส่วนร่วม จากการสังเกตบันทึกจดจำ คนที่จะประสบความสำเร็จ ในชีวิตมักจะมีแนวคิดว่าเราต้องมีความรู้เราต้องมีประสบการณ์เราต้องมีเงินทุนเราต้องมีคอนเน็ก เราต้องรู้จักกับข้าราชการ นักการเมือง ที่สามารถจะอำนวยอวยผลในเส้นทางธุรกิจของเราได้
 
แต่บางคนก็มีทุกสิ่งอย่างตามที่กล่าวมา ครบตามหลักตรรกะเหตุผลของคนรุ่นใหม่ ความรู้ต่างๆ ล้วนเป็นความรู้ข้อมูลชุดใหม่ ที่ทันสมัยมาก แต่ทว่าชีวิตของเขา กลับยังไม่ประสบความสำเร็จใดๆ เลย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สิ่งที่บอกว่าต้องทำแบบนั้นต้องมีแบบนี้ตามโลกยุคใหม่ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นคือความจริงหรือไม่

กระทั่งวันหนึ่ง ได้มีโอกาสพบกับอาจารย์มานิต รัตนสุวรรณ ซึ่งเป็นนักการตลาดที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในการสร้างแบรนด์สินค้าในเมืองไทยตลอดทั้งมีประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ทางด้านการตลาดได้พูดให้ฟังถึงสิ่งที่เรียกว่านอกเหตุเหนือผล
 
เหตุที่เรียกว่า นอกเหตุเหนือผล เพราะไม่ได้อยู่ในกรอบตรรกะของวิชาการ ที่เขาเชื่อถือกัน แต่ทว่ากลับมีพลานุภาพที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จได้ในชีวิต
 
@@@@@@@

สิ่งนั้น คือ บุญ
 
มนุษย์เรานอกจากความรู้ถึงประสบการณ์ถึง ใจถึงเงินทุนถึง สิ่งที่สำคัญที่จะต้องถึง อีกประการหนึ่งก็คือ บุญถึง ต่อให้จบการศึกษามีประสบการณ์มามากเพียงไหน แต่ถ้าว่าบุญไม่ถึงก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน
 
โดยเฉพาะบุญที่สำเร็จและเกิดจากการสร้างทานบารมีไม่ว่าจะสร้างมากหรือสร้างน้อยก็ควรทำอย่างติดต่อกันไปเรื่อยๆ มนุษย์เราดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ก็เพราะมีบุญเก่าแต่ถ้าเราไม่คิดที่จะสร้างบุญใหม่เพื่อสนับสนุนส่งเสริมก็ยากนักหนาที่จะนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายที่ดี ตามที่เราปรารถนา





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/486819
Facebook ราช รามัญ , 08 ก.ค. 2564 เวลา 4:00 น
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แวะพักที่ อุทัยธานี เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2022, 06:07:29 am


แวะพักที่ อุทัยธานี

ผมต้องไปทำงานที่อุทัยธานี 2 วัน ผมไม่เคยพักที่จังหวัดนี้เลย ส่วนใหญ่มักจะขับรถผ่านตลอด มื้อเย็นได้ไปกินอาหารในเมืองชื่อ “เจ๊ดาปลาลวก” ร้านข้าวต้มทั่วไปนี่แหละครับ

แต่เห็นเมนูแนะนำเป็น “ปลาแรดลวก” และ “ปลาแรดทอดกระเทียม” ทำให้ผมต้องถามคนที่พามาว่าทำไมต้องเป็นปลาแรด เขาบอกว่า ปลาแรดนี่เป็นของขึ้นชื่อในจังหวัดอุทัยธานี ขนาดมี “ปลาแรด” อยู่ในคำขวัญของจังหวัดนี้ด้วย ผมลองค้นหาทันที

เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ



ค้นหาข้อมูลเพิ่มอีกหน่อยพบว่า ปลาแรด เป็นปลาน้ำจืดที่เลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ นิยมเลี้ยงกันมากในกระชังบริเวณลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ผมได้ชิมปลาแรดแล้วรสชาติดี เนื้อแน่น ผมลองกินทั้งสองแบบ ทั้งแบบลวกแล่บาง เนื้อจะลื่น ๆ กินง่าย ราดน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวรสเด็ด หรือจะทอดกระเทียมก็อร่อย กรอบ ๆ กินกับข้าวต้มเพลินเลยครับ

ถ้าพูดถึงเมนูอื่นในร้าน ก็จะมี “หมูกรอบทอดน้ำปลา” นอกนั้นก็จะเป็นพวกเมนูร้านข้าวต้ม เช่น ไข่เจียวหมูสับ ผักบุ้งไฟแดง หมูทอดกระเทียม ถ้าแนวแซ่บ ๆ ก็จะเป็นพวกหอยแครงลวก และผมชอบ “กุ้งแช่น้ำปลา” มาก เอากุ้งไซซ์ใหญ่ เนื้อหวาน นำมาราดน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไม่ยั้ง เมนูนี้พวกนี้เหมาะที่จะเป็นกับแกล้มอย่างมาก แต่…ร้านนี้ไม่ขายแอลกอฮอล์นะครับ



กินอิ่มแล้วขึ้นเขาไปที่วัดสังกัสรัตนคีรี มองลงมาเห็นแสงไฟของเมืองอุทัยฯ เดินเข้าไปอีกหน่อย จะมีรูปปั้นพระสังกัจจายน์ ผู้ที่พาไปบอกว่า ใครที่ต้องการอธิษฐานขออะไรกับท่าน ถ้ามีเหรียญให้โยนเข้าไปที่สะดือ (ถ้าสังเกตที่ท้องจะมีรูโหว่) ถ้าเหรียญเข้าไปในท้องคำอธิษฐานจะเป็นจริง คนในคณะพยายามโยนกันใหญ่ครับ บอกเลยว่าไม่ง่าย

เมื่อเดินถัดไปอีกสักนิดจะเห็นบันไดพญานาคทอดยาวลงไปด้านล่าง ที่นี่คือสถานที่ทำบุญใหญ่ในวันออกพรรษา ประเพณี “ตักบาตรเทโว” เพื่อระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาจากเทวโลก



ยามเช้าแนะนำให้ตื่นเช้าสักนิด แล้วไปที่ ห้าแยกวิทยุ เพื่อไปตลาดเช้าซื้อของใส่บาตรแล้วไปที่ท่าน้ำเวลา 7 โมง จะมีลูกศิษย์พายเรือและหลวงพ่อมาบิณฑบาต พอทำบุญเสร็จ หลวงพ่อจะให้พรญาติโยมที่มาใส่บาตรรอบรับอรุณ

เราเดินข้ามสะพานไปยัง วัดโบสถ์ หรือวัดอุโปสถาราม ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ไปดูสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังโบราณในสมัยกรุงรัตนโกสินทธิ์ตอนต้น ไหว้พระขอพร แล้วข้ามกลับมากินข้าวที่ตลาดเช้า ได้เวลาหิวพอดีเลยครับ



ผมว่าจังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดที่เงียบสงบ แต่น่าสนใจดีครับ บ้านเรือนในเมืองยังอนุรักษ์แบบดั้งเดิม เพื่อนของผมบอกว่าถ้าครั้งหน้ามาอีก ให้ลองขี่จักรยานชมเมืองเพลินดี ตอนนี้ผมรู้ร้านอร่อยและกิจกรรมที่จะทำแล้ว คงต้องหาวันพาครอบครัวมาพักผ่อนในจังหวัดนี้ให้ได้ครับ.




ขอขอบคุณ :-
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ” , https://facebook.com/cloudbookfanpage
URL : https://www.dailynews.co.th/articles/1211248/
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘ฟ้องปิดปาก’ มาตรการตอบโต้ ผู้เปิดโปงความลับ ที่รัฐอยากปกปิด เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2022, 07:21:00 am


‘ฟ้องปิดปาก’ มาตรการตอบโต้ ผู้เปิดโปงความลับ ที่รัฐอยากปกปิด

Summary

    - การบุกจับ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน โดยตำรวจ บก.ปอท. เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นมาตรการฟ้องปิดปากเพื่อตอบโต้ผู้ที่ออกมาเปิดโปงความลับที่รัฐต้องการปกปิด

    - การเก็บข้อมูลบางส่วนไว้เป็นความลับ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากการเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็ควรจะต้องเปิดเผย และการไม่เปิดเผยข้อมูลที่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็ ‘ถือเป็นการปกปิด’ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างหนึ่ง

    - การอ้างว่า ปกป้อง ‘ประโยชน์แห่งรัฐ’ นั้น ประโยชน์นี้ต้องเป็นของชาติ ของประชาชน หาใช่ผลประโยชน์ของรัฐบาล ดังนั้น การอ้างเรื่องนี้มาเป็นเหตุในการไม่เปิดเผยข้อมูลโดยอ้างว่าเป็นความลับ จึงเป็นการปกปิดข้อมูลของรัฐ




การบุกจับ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน โดยตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นมาตรการฟ้องปิดปากเพื่อตอบโต้ผู้ที่ออกมาเปิดโปงความลับที่รัฐต้องการปกปิด

ธนาพล อิ๋วสกุล ถูกจับกุมในข้อหา “เปิดเผยความลับเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ” ตามประมวลกฎหมายอาญา และ “นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  จากการโพสต์ภาพเอกสารราชการระบุถึง 'ภารกิจลับมาก' ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ สั่งการตำรวจสันติบาลให้ติดตามและสืบสวนประวัติของ ทูตรัศม์ - รัศม์ ชาลีจันทร์ เจ้าของเพจ ‘ทูตนอกแถว’ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

แม้เอกสารที่ บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน นำมาโพสต์จะระบุว่าเป็น 'เอกสารลับมาก' แต่เนื้อหาของเอกสารคือมาตรการตรวจตราและตอบโต้ต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐจะเข้ามาก้าวก่ายคุกคามผู้มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐ ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโปงการกระทำที่ไม่ถูกต้องของรัฐ และปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ

แต่เรื่องกลับตาลปัตร เพราะสิ่งที่รัฐยัดเยียดให้ผู้ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ไม่ต่างจากภัย ‘ความมั่นคง’

@@@@@@@

ข้อมูลลับที่ไม่ควรลับ คือ การปกปิดข้อมูลของรัฐ

ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ การเก็บข้อมูลบางส่วนไว้เป็นความลับ ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่การจะเก็บข้อมูลเป็นความลับ ต้องมีการเทียบสัดส่วนน้ำหนัก ระหว่างการเปิดเผยหรือการไม่เปิดเผย สิ่งไหนจะส่งผลต่อผลประโยชน์สาธารณะมากกว่ากัน หากการเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็ควรจะต้องเปิดเผย และการไม่เปิดเผยข้อมูลที่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็ ‘ถือเป็นการปกปิด’ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างหนึ่ง

ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ พ.ศ.2544 ได้กำหนดชั้นข้อมูลความลับออกเป็นสามระดับ ได้แก่

1. ลับที่สุด (Top Secret) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรงที่สุด

2. ลับมาก (Secret) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรง

3. ลับ (Confidential) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐ

จากชั้นความทั้งสามแบบจะเห็นได้ว่ามีหลักเกณฑ์และน้ำหนักของการเก็บความลับอยู่ว่า ถ้าเปิดเผยแล้วจะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐมากเท่าไรก็ยิ่งต้องจัดให้อยู่ในชั้นความลับมากเท่านั้น

    "แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเน้นคำว่า ‘ประโยชน์แห่งรัฐ’ ให้มาก เพราะประโยชน์ในที่นี้คือ ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชน หาใช่ผลประโยชน์ของรัฐบาล ดังนั้น การอ้างเรื่องผลประโยชน์ของรัฐบาลมาเป็นเหตุในการไม่เปิดเผยข้อมูลโดยอ้างว่าเป็นความลับ จึงเป็นการปกปิดข้อมูลของรัฐ"

ทั้งนี้ หากนำหลักเกณฑ์การจัดระดับชั้นความลับมาเทียบเคียงกับกรณีเอกสารของสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะพบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ระบุถึงภารกิจอันสัมพันธ์กับผลประโยชน์ของรัฐบาลในการจัดการและรับมือกับกลุ่มคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐ

และเมื่อภารกิจตามเอกสารเป็นภารกิจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน การปกปิดไม่เปิดเผยข้อมูลนี้จึงยิ่งเป็นการปกปิดการกระทำความผิดของรัฐบาลเสียไปโดยปริยาย ดังนั้น การออกมาเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้จึงไม่ควรเป็นความผิดแต่อย่างใด


@@@@@@@

การฟ้องปิดปาก คือ มาตรการตอบโต้ผู้เปิดโปง

นอกจากการปกปิดข้อมูล อีกหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลซึ่งไม่ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยนิยมใช้เพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตนเอง คือ ‘การฟ้องปิดปาก’ หรือในทางวิชาการเรียกว่า SLAPP ซึ่งย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน

โดยปกติการฟ้องคดีมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ หรือเรียกร้องความเป็นธรรม และประชาชนทุกคนมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่จะฟ้องร้องผู้ที่ทำให้เราเสียหายได้ แต่ SLAPP มีจุดมุ่งหมายที่ตรงกันข้าม คือเป็นการฟ้องที่ไม่ได้ต้องการความเป็นธรรม แต่ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือหยุดกลุ่มคนหรือบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ ให้มีภาระทางกฎหมาย และต้องมีภาระมหาศาลในการต่อสู้คดี ซึ่งวิธีการเช่นนี้ทำให้การใช้เสรีภาพในการแสดงออกมีต้นทุนที่สูงจนคนทั่วไปไม่อยากจะใช้

การฟ้องแบบที่เรียกว่า SLAPP ในประเทศไทย มักนิยมใช้ฐานความผิดเรื่องหมิ่นประมาท หรือความผิดฐานละเมิด ซึ่งปรากฏอยู่ทั้งในประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่หลังมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จึงมีการนำความผิดฐาน ‘นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ’ มาใช้ปะปนกับความผิดฐานหมิ่นประมาท จนต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าไม่ให้ใช้กับกรณีหมิ่นประมาท แต่กระนั้น ก็ยังคงมีกฎหมายอื่นๆ อีกที่นำมาใช้เพื่อฟ้องปิดปาก

กรณีการดำเนินคดี ธนาพล อิ๋วสกุล บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในข้อหา "เปิดเผยความลับเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ" ตามประมวลกฎหมายอาญา และ "นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นับว่าเข้าข่ายเป็นการฟ้องปิดปากเช่นเดียวกัน เพราะข้อมูลที่ บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลที่เกี่ยวพันกับปฏิบัติการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐ ซึ่งเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ แต่รัฐกลับใช้ข้อหาหนักในหมวดความมั่นคงของรัฐมาใช้ดำเนินคดี อาทิ

    - กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ (ป.อาญา มาตรา 123)
    - ทำให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ (ป.อาญามาตรา 124)
    - ตระเตรียมการหรือพยายามกระทำความผิดใดๆ เพื่อให้ได้ข้อความ หรือเอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศมา (ป.อาญา มาตรา 128)


โดยทั้งสามข้อหามีโทษสุดสุด คือจำคุกถึง 10 ปี และเพียงแค่การถูกดำเนินคดีในข้อหาเหล่านี้ก็จำเป็นจะต้องใช้เงินเพื่อประกันตัวถึง 100,000 บาท ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายและภาระอื่นๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้

@@@@@@@

ผู้เปิดโปงมักกลายเป็น ‘เหยื่อ’ ก่อนเป็น ‘ฮีโร่’

ปรากฏการณ์ฟ้องปิดปากเพื่อตอบโต้การออกมาเปิดโปงความลับที่รัฐต้องการปกปิดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่มีดัชนีความเป็นประชาธิปไตยสูงก็ตาม และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเหมือนกันในการฟ้องปิดปาก คือ การทำให้ผู้ที่ออกมาเปิดโปงการกระทำความผิดของรัฐ กลายเป็น ‘เหยื่อ’ ที่ถูกกลั่นแกล้งคุกคาม แม้ว่าบุคคลเหล่านี้ควรได้รับการยกย่องเสียมากกว่า

หนึ่งในกรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ คือ กรณี แคทธารีน กัน (Katharine Gun) เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองอังกฤษ (GCHQ) ที่ได้ข้อมูลลับมาว่า สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษในการสอดแนมประเทศกลุ่มสหประชาชาติ (UN) เพื่อบีบบังคับสมาชิกให้ยินยอมในการทำสงครามอิรัก โดยมีข้ออ้างว่าอิรักละเมิดสัญญาสันติภาพ และมีอาวุธหนักในการครอบครอง ซึ่งทั้งหมดไม่เป็นความจริง

หลังจากแคทธารีนได้ข้อมูลชุดนี้มา เธอได้อีเมลส่งให้กับนักข่าวผ่านคนกลางอีกทีหนึ่ง กระทั่งถึงมือ มาร์ติน ไบรท์ (Martin Bright) นักข่าวของสำนักพิมพ์ The Observer และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประจำวันที่ 2 มีนาคม 2003 โดยพาดหัวข้อข่าวว่า ‘แผนสกปรกของอเมริกาในการเอาชนะผลโหวตของสงครามอิรัก’ (US dirty tricks to win vote on Iraq war)

แต่ผลจากวีรกรรมอันห้าวหาญของแคทธารีน เธอถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดกฎหมายความลับราชการ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ เธอถูกบีบคั้นอย่างหนัก รวมถึงการข่มขู่ที่จะเนรเทศสามีของเธอ ซึ่งเป็นชาวเคิร์ด กลับตุรกี และแม้ในท้ายที่สุดศาลจะยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่เธอและครอบครัวก็ต้องตัดสินใจย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ตุรกีบ้านเกิดของสามี เพื่อลดความหวาดกลัวและความหวาดระแวงจากการคุกคามต่างๆ นานา

อีกหนึ่งตัวอย่างคลาสสิกของการออกมาเปิดโปงการกระทำความผิดของรัฐ คือ คดี วอเตอร์เกต (Watergate) หรือการออกมาเปิดโปงการกระทำความผิดของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และผู้ใกล้ชิด ซึ่งกระทำการโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้มีชัยเหนือคู่แข่งทางการเมืองและชนะการเลือกตั้ง ด้วยการติดตั้งเครื่องดักฟังในศูนย์รณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครต (พรรคคู่แข่ง)

การเปิดโปงดังกล่าวมีแหล่งข่าวคนสำคัญที่ใช้ชื่อว่า ‘ดีพโธรต’ (Deep Throat) ก่อนจะมีการเปิดเผยในภายหลังว่าเป็น มาร์ก เฟลต์ (Mark Felt) อดีตรองผู้อำนวยการเอฟบีไอ และผลจากการทำงานหนักของแหล่งข่าวที่กล้าเปิดโปงและสื่อมวลชนที่เกาะติดประเด็น ทำให้การบุกรุกสำนักงานของพรรคการเมืองกลายเป็นคดีอื้อฉาวระดับประเทศอันเป็นผลทำให้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย การพบเอกสารที่รัฐบาลทำการสอดส่องและตอบโต้ประชาชนผู้เห็นต่างด้วยสรรพกำลังของรัฐและเงินงบประมาณจากภาษีประชาชน กลับไม่ได้รับการสนใจจากสื่อมวลชน หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเท่าที่ควร ในทางกลับกัน ผู้ออกมาเปิดโปงกลับถูกตั้งข้อหาหนัก จนอาจกล่าวได้ว่า นี่ความกลับหัวกลับหางของประเทศไทยเมื่อเทียบกับความสำเร็จในการเปิดโปงการกระทำความผิดของประเทศอื่นๆ





Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/spark/101750
Thairath Plus ›Spark , Author : ณัชปกร นามเมือง , 2 ก.ค. 65
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อานิสงส์ ของ การบริจาคเลือด เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2022, 05:39:37 am



อานิสงส์ ของ การบริจาคเลือด

รู้หรือไม่.? ว่าการบริจาคเลือดเป็นการทำทานที่ส่งผลบุญที่สูงสุด เพราะการบริจาคเลือดถือเป็นการสละเลือดเนื้อของตัวเอง เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ ตามความเชื่อที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆว่า คนที่มีเคราะห์ มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ ให้แก้เคล็ดด้วยการบริจาคเลือด จะสามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ วันนี้จะมาแชร์ อานิสงส์ของการบริจาคเลือดให้เพื่อนๆ ที่กำลังลังเลกับการบริจาคเลือดกันค่ะ (บริจาคกับสภากาชาดไทยในช่วง 1-31 ก.ค.65 นี้ รับฟรี "เหรียญครูชีวกโกมารภัจจ์" ไปคุ้มครองดวงชะตาให้ปลอดภัยกันด้วย)

    1. ช่วยกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก ให้สร้างเม็ดเลือดใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ และช่วยให้มีการไหลเวียนที่ดี ถือเป็นการเปลี่ยนถ่ายเลือดเก่า - ใหม่ได้ดีและปลอดภัย ลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้อีกด้วย
    2. ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าตาผ่องใส ดูสดชื่น แถมยังช่วยให้หุ่นดี เพรียวลมได้
    3. ทำให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย โดยเชื่อกันว่าการบริจาคเลือดจะช่วยให้มีแต่คนรักและเมตตา ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
    4. ทำให้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมมากกว่าคนทั่วไป และช่วยให้มีจิตใจแจ่มใสสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทำให้รู้สึกมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น
    5. ทำให้มีดวงตาเห็นธรรม คือเข้าใจในธรรมชาติของโลกมนุษย์ การเกิด มีอยู่และดับไป ปลงได้ง่ายขึ้น และจะสามารถบรรลุธรรมได้ง่ายและเร็วกว่าผู้อื่น


@@@@@@@

หากใครที่กำลังลังเลในการบริจาคเลือดหรือกำลังกลัวอยู่ ทางเราขอบอกเลยนะคะว่าการบริจาคเลือดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แถมยังเป็นการช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเลือดของคุณ 1 ถุงจะช่วยมนุษย์ได้ถึง 3 คน เป็นการสร้างทานบารมีที่ดีและช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย แถมตอนนี้เลือดที่อยู่ในคลังค่อนข้างน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เลือดในแต่ละวัน

รู้แบบนี้แล้วยิ่งต้องรีบไปบริจาคเลือดกัน โดยเฉพาะช่วง 1-31 ก.ค.65 ที่สภากาชาดไทย (เช็กจุดรับบริจาคได้ที่ https://shorturl.asia/PB3an) พร้อมรับเหรียญที่ระลึก “บรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์” ไปคุ้มครองสุขภาพ เสริมสิริมงคลแก่ชีวิต ฟรี 1 เหรียญต่อ 1 ผู้บริจาคเลือด ซึ่งเป็นเหรียญที่ผ่านพิธีมังคลาภิเษก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ โทร.๐-๒๒๕๑-๓๑๑ ต่อ ๑๑๓, ๑๖๑, ๑๖๒





Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/232325/
02 ก.ค. 65 (18:09 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จัก "หลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง " ศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2022, 05:33:27 am


รู้จัก "หลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง " ศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข

ทำความรู้จัก " หลวงปู่หน่าย อินทสีโล " แห่ง วัดบ้านแจ้ง บางปะหัน ศิษย์รุ่นสุดท้าย ของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า วัตถุมงคลเด่น จิ้งจกมหาลาภ มหาเสน่ห์

จังหวัดอยุธยา เรียกได้ว่า เป็นจังหวัดที่มีครูบาอาจารย์จำนวนมาก ทั้งที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ และ ฆราวาส ทั้งในอดีต และ ปัจจุบัน รวมทั้งยังมีตักศิลาในการเรียนไสยเวท อย่าง วัดประดู่ทรงธรรม ที่สืบสานวิชามาแต่อดีต   

และยังมีครูอาจารย์ที่ได้รับการเคารพนับถือ และศรัทธาในเรื่องราวของพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม อีกที้งยังเป็นศิษย์สายตรงรุ่นสุดท้าย ของหลวงปู่ศุข เกสโร แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท

นั่นก็คือ หลวงปู่หน่าย แห่งวัดบ้านแจ้ง ทุ่งบางปะหัน



หลวงปู่หน่าย อินฺทสิโล   นามเดิมชื่อ หน่าย มีความดี   เกิดเมื่อ พ.ศ.2445 ที่ตำบลหันสังข์ อำเภอบางปะหัน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  บิดาชื่อ นายหลาบ มารดาชื่อ นางพลอยหลวงปู่จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4  จากโรงเรียนวัดใกล้บ้าน

หลวงปู่บวชเณรเมื่ออายุ 12 ปี ที่วัดบ้านแจ้งมีพระครูพัด เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากครองเพศบรรพชิตแล้ว นอกจากการศึกษาพระธรรมวินัย และพระปริยัติธรรมแล้วท่านยังสนใจในเรื่องวิชาอาคม และไสยเวทย์ต่างๆ กระทั่งครั้งหนึ่งท่านได้ออกแสวงธรรมจาริกธุดงค์ผ่านเข้าไปใน เขตจังหวัดสุพรรณบุรี
 
และได้ไปพบกับนายจัน จอมโจรย่ามแดง ผู้ซึ่งมีวิชาอาคม และมีชื่อเสียงในพื้นที่นั้น และจังหวัดใกล้เคียง



สำหรับนายจันคนนี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า  สุดยอดพระเกจิอาจารย์แห่ง จังหวัดชัยนาท ท่านตัดสินใจอยู่ศึกษาวิชาอาคมต่างๆจากนายจัน  ไม่ว่าจะเป็นด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี  และเมตตามหานิยม  โดยเฉพาะตำราการสักยันต์ซึ่งวิชานี้หลวงปู่หน่ายศึกษาอย่างลึกซึ้ง จนเมื่อนายจันถ่ายทอดวิชาจนครบถ้วนแล้ว

นายจันจึงตัดสินใจ พาหลวงปู่หน่ายไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ และที่นี่เองหลวงปู่หน่ายได้มีโอกาสอยู่รับใช้หลวงปู่ศุข  จนกระทั่งท่านละสังขาร และแม้จะเป็นระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปี แต่ก็เป็นหนึ่งปีที่หลวงปู่หน่าย  ได้ฝึกฝน ทบทวนสรรพวิชาต่างๆ อย่างเข้มข้น

จนถือว่าเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุขอย่างแท้จริง เมื่อหลวงปู่หน่ายเรียนวิชาไสยศาสตร์จนแก่กล้าดีแล้ว จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ยังวัดบ้านแจ้ง ซึ่งในขณะนั้นมีพระครูอนุวัตรสังฆกิจ (เคลือบ) เป็นเจ้าอาวาส  และหลวงปู่หน่ายได้ไปจำพรรษาอยู่ในป่าช้านานถึง 20 ปี ไม่ยอมขึ้นมาจำพรรษาอยู่บนกุฏิ เมื่อพระครูสังฆกิจมรณภาพแล้ว   ญาติโยมมีศรัทธาในตัวหลวงปู่จึงได้นิมนต์หลวงปู่หน่ายขึ้นเป็นเจ้าอาวาส  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ตลอดชีวิตของหลวงปู่หน่ายท่านได้นำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยเหลือชาวบ้านและลูกศิษย์อย่างต่อเนื่อง

ท่านเป็นพระสงฆ์ที่รักสันโดษ ครองบรรพชิตอย่างเรียบง่าย ไม่ยอมรับสมณศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้นขออยู่อย่างพระธรรมดา และไม่เคยโอ้อวดตนเอง สุดท้ายท่านละสังขารลงอย่างสงบเมื่อวันอังคารที่10 พฤษภาคม พ.ศ. 2531  สิริอายุรวม 86 ปี
 
เมื่อถามว่า แล้วหลวงปู่หน่าย อินฺทสิโล ท่านมีวัตถุมงคลอะไรที่โดดเด่น และน่าสนใจบ้าง แน่นอนว่า วัตถุมงคลเด่นของท่านที่กล่าวขวสัญ ก็คือ จิ้งจก ซึ่งเป็นจิ้งจกแกะ จากทั้งไม้และงา เครื่องรางจิ้งจกของท่านจัดเป็นเครื่องรางที่ดีเด่นทางด้านโชคลาภและเมตตามหาเสน่ห์เป็นอย่างสูง



โดยมีการลงยันต์ไว้ที่จิ้งจกว่า อะอิอะมะ แต่เดิมเครื่องรางจิ้งจกของท่านนั้น ใช้เพื่อใส่ไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก ต่อมามีการปรับเปลี่ยนให้ตัวใหญ่ขึ้น สำหรับการพกพา



สำหรับคาถาบูชาจิ้งจก ของหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง   ให้ตั้งนะโม 3 จบ  แล้วว่า   อะอิ อะมะ อะมะ อะอิ อะอิ จะหัง อะมะ สวาหะ  นะมะพะทะ พะทะนะ สวดบูชาจำนวน 3 จบ
 




Thank to : https://www.komchadluek.net/amulet/521205
04 ก.ค. 2565 | 18:19 น.
11  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "อิทัปปัจจยตา" ไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ไม่ง่ายที่จะเข้าถึง เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2022, 06:22:51 am


"อิทัปปัจจยตา" ไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ไม่ง่ายที่จะเข้าถึง

"อิทัปปัจจยตา" อ่านว่า อิ-ทับ-ปัด-จะ-ยะ-ตา ประกอบด้วยคำว่า อิท + ปัจจย + ตา

๑) “อิท”

บาลีอ่านว่า อิ-ทะ เป็นศัพท์จำพวกที่ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “วิเสสนสัพพนาม” คำเดิมเป็น “อิม” (อิ-มะ) แจกรูปด้วยวิภัตติที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกพจน์ นปุงสกลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อิทํ” (อิ-ทัง) ลบนิคหิต จึงเป็น “อิท”

“อิท” แปลว่า “นี้” (this)

๒) “ปัจจัย”

บาลีเป็น “ปจฺจย” รากศัพท์มาจาก ปฏิ หรือ ปติ (เฉพาะ, ตอบ, ทวน, กลับ) + อิ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + อ ปัจจัย, แปลง ปฏิ เป็น ปจฺจ หรืออีกนัยหนึ่ง แปลง อิ ที่ ปติ เป็น ย, แปลง ตย (คือ ปตย) เป็น ปจฺจ, แปลง อิ ธาตุเป็น เอ, แปลง เอ เป็น อย : ปฏิ > ปจฺจ (ปติ > ปตย > ปจฺจ) + อิ > เอ > อย : ปจฺจ + อย + อ = ปจฺจย

พิสูจน์การกลายรูปและเสียง : ลองออกเสียง ปะ-ติ-อะ-ยะ (ปฏิ + อิ) ทีละพยางค์ช้าๆ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นทีละน้อยจนเร็วที่สุด ปะ-ติ-อะ-ยะ จะกลายเสียงเป็น ปัด-จะ-ยะ ได้ การกลายรูปจึงมาจากธรรมชาติของการกลายเสียงนั่นเอง

“ปจฺจย” แปลตามศัพท์ว่า “เหตุเป็นแดนอาศัยเป็นไปแห่งผล” “เหตุเป็นเครื่องเป็นไปแห่งผล” มีความหมายดังนี้

    (1) อาศัย, หันไปพึ่ง, รากฐาน, เหตุ, สาเหตุ (resting on, falling back on, foundation, cause, motive)
    (2) สิ่งสนับสนุน, ของที่จำเป็น, ปัจจัย, วิถีทาง, เครื่องค้ำจุน (support, requisite, means, stay)
    (3) เหตุผล, วิธี, เงื่อนไข (reason, ground, condition)
    (4) เหตุผลสำหรับ, ความเชื่อ, ความมั่นใจ, ความเชื่อมั่น, การเชื่อถือหรืออาศัย (ground for, belief, confidence, trust, reliance)

ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปคือ ปัจจัย, เหตุ, สาเหตุ, ที่พึ่ง, ความช่วยเหลือ ฯลฯ

“ปจฺจย” ภาษาไทยใช้ว่า “ปัจจัย” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ว่า –

     (1) เหตุอันเป็นทางให้เกิดผล, หนทาง, เช่น การศึกษาเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ความสามารถ, องค์ประกอบ, ส่วนประกอบ, เช่น ปัจจัยในการผลิต, คํา “ปัจจัย” กับ คํา “เหตุ” มักใช้แทนกันได้.
     (2) เครื่องอาศัยยังชีพ, เครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิตของบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ๔ อย่าง คือ จีวร (ผ้านุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่) คิลานเภสัช (ยา) รวมเรียกว่า จตุปัจจัย คือ ปัจจัย ๔, โดยปริยายหมายถึงเงินตราก็ได้ (มักใช้แก่ภิกษุสามเณร).
     (3) (คำที่ใช้ในไวยากรณ์) ส่วนเติมท้ายธาตุหรือศัพท์เพื่อแสดงความหมายเป็นต้น. (ป.).

๓) “ตา”

เป็นคำจำพวก “ปัจจัย” ใช้ต่อท้ายศัพท์ ทำให้คำที่มี “ตา” ต่อท้ายเป็นคำนาม แปลว่า “ความ-”

คำในภาษาไทยที่เราคุ้นกันมากที่สุดคือคำว่า “ธรรมดา” คำนี้ก็คือ ธมฺม + ตา ปัจจัย = ธมฺมตา แปลว่า “ความเป็นแห่งธรรม” หรือ “ความเป็นตามธรรม” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ธรรมดา”

@@@@@@@

การประสมคำ :-

    ๑. อิท (อิทํ ลบนิคหิต) + ปจฺจย, ซ้อน ปฺ : อิท + ปฺ + ปจฺจย = อิทปฺปจฺจย แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งนี้เป็นปัจจัย (แก่สิ่งนี้)”
    ๒. อิทปฺปจฺจย + ตา = อิทปฺปจฺจยตา แปลตามศัพท์ว่า “ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัย (แก่สิ่งนี้)”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลความหมายของ “อิทปฺปจฺจยตา” ว่า having its foundation in this, i. e. causally connected, by way of cause (ความมีสิ่งนี้เป็นมูลเหตุหรือเป็นปัจจัย, คือ เกี่ยวข้องกันด้วยเหตุผล, ตามวิถีทางของต้นเหตุ)

“อิทปฺปจฺจยตา” เขียนเป็นคำไทยว่า “อิทัปปัจจยตา”

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [340] ปฏิจจสมุปบาท บอกความหมายของ “อิทัปปัจจยตา” ไว้ตอนหนึ่งดังนี้ 
    ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก ที่สำคัญคือ อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย — Idappaccayatā: specific conditionality)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายของ “อิทัปปัจจยตา” ไว้ว่า
    “อิทัปปัจจยตา : “ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย”, ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย, กฎที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ”

ดูเพิ่มเติม: “ปฏิจจสมุปบาท” บาลีวันละคำ (1,726) 24-2-60


@@@@@@@

อภิปราย :-

คำว่า “อิทัปปัจจยตา” นี้มักรู้สึกกันว่าเป็นคำสูง เป็นเรื่องยาก และเป็นเรื่องของศาสนา ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน ความจริง “อิทัปปัจจยตา” เป็นกฎธรรมชาติธรรมดา เป็นกฎของเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับทุกคนและทุกสิ่ง การที่บอกว่าเป็นเรื่องของศาสนา ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ควรจะพูดใหม่ว่า “อิทัปปัจจยตา” เป็นเรื่องของชาวบ้านโดยตรง

กฎสั้นๆ ของ “อิทัปปัจจยตา” ก็คือ ผลทุกอย่างมาจากเหตุ ทุกครั้งที่เห็นผลอะไรก็ตามเกิดขึ้น ถ้าสืบสาวไปดูก็จะต้องพบเหตุอะไรอย่างหนึ่งเสมอไป

จากกฎข้อนี้ จึงตั้งเป็นกฎต่อไปได้ว่า "ต้องการผลอย่างไร จงทำเหตุอย่างนั้น ไม่ต้องการผลอย่างไร จงอย่าทำเหตุอย่างนั้น" ความยากอยู่ตรงที่-จะรู้ได้อย่างไรว่า ทำเหตุอย่างนี้ จะส่งผลอย่างไร ต้องการผลอย่างนี้ ควรทำเหตุอย่างไร เราวัดความฉลาดหรือความโง่กันที่ตรงนี้

ดูก่อนภราดา.! คำแนะนำของคนโง่  มองโดมิโน เห็นอิทัปปัจจยตา





Thank to :-
URL : dhamma.serichon.us/2018/05/01/อิทัปปัจจยตา-ไม่ยากที่จ/
Posted Date : 1 พฤษภาคม 2018 ,By admin.
ผู้เขียน : ทองย้อย แสงสินชัย
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ระบบโซตัส เริ่มมาจากไหน.? เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2022, 06:06:33 am




ระบบโซตัส เริ่มมาจากไหน.?

“มาก่อนเป็นพี่ มาหลังเป็นน้อง มาพร้อมเป็นเพื่อน” ใครที่ผ่านการรับน้องมาน่าจะคุ้นเคยกับประโยคนี้ดี มันคือประโยคคลาสิกของระบบ โซตัส(SOTUS) ที่อยู่คู่กับรับน้องในสังคมมหาวิทยาลัยของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ช่วงหลังหลายมหาวิทยาลัยก็ประกาศยกเลิกและไม่สนับสนุนระบบนี้อีกต่อไป

วันนี้มาชวนย้อนไปดูกันสั้นๆ ว่าจุดเริ่มต้นมาจากไหน ทำไมถึงเป็นที่นิยมในประเทศไทย

@@@@@@@

โซตัส (SOTUS) เรามาดูที่ความหมายของคำนี้กันก่อน

    - S ย่อมาจาก คำว่า Seniority คือ ต้องการให้นักศึกษารุ่นน้องเคารพอาจารย์และนักศึกษารุ่นพี่
    - O ย่อมาจาก คำว่า Order คือ ต้องการให้นักศึกษารุ่นน้องเชื่อฟังคำสั่ง มีระเบียบวินัย
    - T ย่อมาจาก Tradition คือ ต้องการให้มีการรักษาเฉพาะประเพณีที่ดีงามและเหมาะสมไว้
    - U ย่อมาจาก คำว่า Unity คือ ต้องการให้นักศึกษารักษาความสามัคคีระหว่างนักศึกษา
    - S ย่อมาจาก คำว่า Spirit คือ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม มีการเสียสละเพื่อส่วนรวม

จากความหมายอักษรย่อแต่ละตัว ก็น่าจะพอเห็นภาพแล้วว่ามันคืออะไร ส่วนเข้ามาในไทยได้อย่างไร มีการสันนิษฐานว่า มาจากระบบอาวุโสของโรงเรียนประจำในอังกฤษ โดยที่อาจารย์จะตั้งนักเรียนชั้นปีสูงๆ ที่มีความประพฤติดีมาเป็นผู้ช่วยอาจารย์ จุดประสงค์เพื่ออบรมสั่งสอนรุ่นน้อง ตำแหน่งนี้มีชื่อเรียกว่า พรีเฟกต์

ตำแหน่งพรีเฟกต์ จะมีสิทธิพิเศษเช่น ตักเตือนรุ่นน้องได้ หักคะแนนพฤติกรรมได้ มีห้องนั่งเล่นส่วนตัว มีสิทธิมากกว่าคนอื่นๆ

@@@@@@@

ส่วนการเข้ามาในไทยนั้นมีหลายแหล่งข้อมูลระบุไว้ว่า เข้ามาช่วงที่ไทยกำลังเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นมีหลายคนได้ไปเรียนนอกและนำเอาวัฒนธรรมการรับน้องเข้ามาด้วย หนึ่งในวัฒนธรรมที่เอาเข้ามาก็คือการ ว้าก ที่ในมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศใช้ได้ (ให้นึกภาพเวลาเราดูหนังฝรั่ง บางเรื่องจะมีฉากที่รุ่นพี่ยืนว้ากรุ่นน้องในชมรมตอนดึกๆ) สิ่งนี้ถูกนำมาใช้กับการรับน้องของไทย

โดยมีความเชื่อกันว่าการกดดันรุ่นน้องจะเป็นการละลายพฤติกรรมและทำให้อยู่ร่วมกันง่ายขึ้น ลดความต่างชั้นของฐานะ มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่ไปๆ มาๆ การตีความก็ดูเหมือนจะผิดและรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนบางครั้งกลายเป็นความสะใจของรุ่นพี่เท่านั้น

โซตัสอยู่คู่กับการรับน้องของไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยระบบสังคมที่มีโครงสร้างพี่ช่วยเหลือน้อง มีความอาวุโสเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นว่า มันสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของไทย

ด้วยสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นทำให้โซตัสนั้นได้รับความนิยมและถูกส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน มีพักหลังที่คำถามเริ่มถูกตั้งมากขึ้นถึงความจำเป็นและความเท่าเทียมของคนเรา อีกทั้งรุ่นพี่ที่โตกว่าไม่กี่ปีจะสามารถสอนอะไรได้ ทำให้หลายมหาวิทยาลัยประกาศยกเลิกรับน้องแบบโซตัส

จนถึงทุกวันนี้ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีบางมหาวิทยาลัย บางคณะ บางสาขาที่ยังมีการรับน้องแบบโซตัสอยู่และมักมีข่าวเศร้าให้เห็นเสมอจากการรับน้องที่รุนแรง ก็ได้แต่หวังว่าการรับน้องรูปแบบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง




Thank to : https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_364442/
28 มิถุนายน 2022 - 20:00
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประเพณีฉุดสาว วัฒนธรรมบนน้ำตาของสาวชาวม้ง เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2022, 05:56:09 am




ประเพณีฉุดสาว วัฒนธรรมบนน้ำตาของสาวชาวม้ง

จากกรณีที่มีชายหนุ่มรายหนึ่งใช้ติ๊กตอก โพสต์คลิปวิดีโอเล่าเหตุการณ์ว่า แฟนสาวชาวม้งที่คบกันมา 2 ปี ถูกคนมาลักพาตัวไปข่มขืนตามประเพณี แม้สิ้นสุดดราม่านี้จะไม่ใช่เรื่องจริงตามคำที่ฝ่ายหญิงออกมาเล่า แต่ก็ใช่ว่า ประเพณีฉุดสาว ของชาวม้งจะไม่เคยมีอยู่จริง วันนี้ชวนทำความรู้จักกับหยดน้ำตาของผู้หญิงกับวัฒนธรรมต่างถิ่นกัน

@@@@@@@

รู้จักกับที่มาของ ‘การฉุดสาว’

ประเพณีฉุดสาว เป็นธรรมเนียมของชาวม้งอีกอย่างหนึ่ง ที่อนุญาตให้ผู้ชายสามารถฉุดผู้หญิงที่ยังไม่เคยต้องชายใดมาก่อน กลับเข้าบ้านและอยู่กินได้แบบไม่ผิดผี โดยประเพณีนี้จากการศึกษาของ พิสิษฐ์ โรจน์คณรัชต์ ได้อธิบายขั้นตอนดังนี้ว่า

การฉุดสาวเป็นการทำกันโดยกลุ่มผู้ชายทั้งวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคน ผู้ฉุดจะทำการส่งเสียงเรียกฝ่ายหญิงหรือแม้กระทั่งดักรอผู้หญิงออกมาจากนอกบ้านเพียงลำพัง ก่อนจะใช้กำลังฉุดขึ้นรถกระบะกลับไปอยู่ที่บ้านประมาณ 1-3 คืน เมื่อเสร็จสมก็จะส่งตัวแทนจากบ้านตัวเองไปหาพ่อ-แม่ฝ่ายหญิงต่อรองสู่ขอกันตามธรรมเนียม

ขั้นตอนการสู่ขอพ่อแม่ฝ่ายหญิง แม้มีสิทธิในการปฏิเสธความรักที่เกิดจากฉุดครั้งนี้ แต่ความเป็นจริงกลับเป็นเรื่องยากที่จะเรียกร้องให้ส่งคืนลูกสาวตัวเองคืนมา เนื่องจากสภาพความเชื่อที่ไม่ต้องการเห็นลูกตัวเองเป็นแม่หม้ายหรือหญิงที่ผ่านสามีมาก่อนนั่นเอง

นักศึกษาวิถีชีวิตชาวม้งนี้ได้ให้เหตุผลที่มาของประเพณีสร้างน้ำตาอย่างชอบธรรมว่าเป็นเรื่องที่เกิดจากมิติด้านสภาพแวดล้อม โดยในอดีตชาวม้งเป็นกลุ่มคนจีนอพยพจากภัยความรุนแรงมายังบริเวณตอนเหนือของไทย และกระจายไปตามเทือกเขาต่างๆ

บวกเข้ากับมิติวัฒนธรรมที่นิยมอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่เพื่อช่วยเหลือกัน การแต่งงานจึงมักเกิดจากการคลุมถุงชนระหว่างผู้หญิงม้งอีกเขาลูกหนึ่ง กับ ผู้ชายม้งอีกเขาลูกหนึ่ง แบบที่ทั้งคู่ไม่ได้รักกัน ต่อมาชาวม้งจึงเริ่มอาศัยวิธีหนีไปกับผู้ชายที่ตัวเองรัก ประเพณีการฉุดสาว จึงเกิดขึ้นมาเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวสำหรับครอบครัวคลุมถุงชนฝ่ายชายนั่นเอง

@@@@@@@

กระแสม้งฉุดสาวในสมัยนี้

เมื่อโลกพัฒนาไปอีกก้าว ประเพณีฉุดสาว จึงกลายสภาพจากธรรมเนียมโบราณเป็นการตีตราพิธีกรรมที่ลิดรอนคุณค่าผู้หญิงแบบถึงที่สุด ทั้งการมองเป็นวัตถุที่แบกขึ้นกระบะไปไหนมาไหนก็ได้ รวมถึงการมองความสำคัญผู้หญิงเพียงแค่การหลับนอนกับผู้ชายแค่ครั้งเดียวในสายตาของพ่อแม่จนต้องยอมยกลูกสาวให้กับผู้ชายที่พรากไป

แน่นอนว่าปัจจุบันการฉุดสาวแบบขืนใจได้ลดน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต มีการเรียกร้องให้เลิกประเพณีการฉุดหญิงสาวมาเป็นภรรยา เพราะประเพณีนี้มักตามมาด้วยปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวจึงเป็นเหตุให้ ปี 2559 ชมรมม้งแห่งประเทศไทยและชาวม้งที่กระจายอยู่ทั่วโลกเลยต่างออกมายืนยัน การฉุดสาวมาเป็นภรรยาไม่ใช่ประเพณีของชาวม้งอีกต่อไป รวมถึงนับให้เป็นความผิดทางกฎหมายต่อไป

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การให้คุณค่ากับวัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปเหมือนกันทั้งประเพณี สิ่งของ ความคิด รวมถึงไปคุณค่าของผู้หญิง ชาย รวมไปถึงเพศหลากหลายที่แต่เดิมเป็นเพียงคนชายขอบให้กลับมาเสมอเท่ากันอย่างแท้จริง ติดตามความรู้เพื่อความเข้าใจในความหลากหลายได้ที่ iNN Lifestyle





ขอบคุณข้อมูลจาก :-
ZIJ POJ NIAM : ประเพณีฉุดสาวม้งในกระแสการเปลี่ยนแปลง, พิสิษฐ์  โรจน์คณรัชต์
‘ชาวม้ง’ รวมตัวต้านประเพณี ‘ฉุดสาว’ เป็นเมีย ย้ำละเมิดสิทธิสตรี, ไทยรัฐออนไลน์
URL : https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_280036/
27 มกราคม 2022 - 08:30
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แบบนี้ก็ได้เหรอ! ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับ “การกรวดน้ำ” เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2022, 06:34:22 am



แบบนี้ก็ได้เหรอ! ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับ “การกรวดน้ำ”

เมื่อพระสงฆ์สวดบท “ยถา…” เป็นความคุ้นเคยของพระพุทธศาสนิกชนผู้ร่วมพิธีประกอบการบุญ การกุศลในทางพระพุทธศาสนา เราจะสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าขั้นตอนนี้เราควร “กรวดน้ำ” ตามความเชื่อโบราณที่เกิดมาเราก็เห็นพิธีทางศาสนากันมาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ใหญ่หลายท่านมักพูดว่า “ทำบุญ แล้วต้องกรวดน้ำด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้บุญ” หรือหากเป็นการทำบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็จะไม่ได้รับส่วนบุญที่เราทำให้ หากไม่มีการกรวดน้ำ

แล้วทำไมต้อง “กรวดน้ำ” ?

การที่เราตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับญาติ คนรู้จักที่ล่วงลับไปแล้ว หรือเทวดาประจำกาย ตลอดจนเหล่าเจ้ากรรมนายเวร และวิญญาณที่ไม่มีญาติ เราสามารถกรวดน้ำได้ในทันทีที่เราทำบุญเสร็จ หรือเราจะกลับไปกรวดน้ำที่บ้านก็ได้ แต่อย่างหลังนี้หลายคนอาจจะกลับบ้านไปแล้วลืมไปเลย ทำให้คนที่เราตั้งใจทำบุญให้เขาไม่ได้รับส่วนบุญที่เราทำ

ส่วนในระหว่างที่เรากรวดน้ำนั้น ให้เราระลึกถึงคนที่เราอยากทำบุญให้ หรือคนที่มีเวรกรรมต่อกัน ขออโหสิกรรมต่าง ๆ เพื่ออุทิศผลบุญที่ได้ทำให้แก่บุคคลเหล่านั้น ซึ่งกรวดน้ำได้ทั้ง เปียกและแห้ง หมายถึงว่า กรวดน้ำแบบเปียก โดยใช้น้ำเป็นสื่อ ค่อย ๆ เทน้ำลงที่รองรับไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย และวิธี กรวดน้ำแบบแห้ง คือ ไม่ใช้น้ำ แค่ใช้การประนมมือ อธิษฐานนึกถึงคนที่เราอยากให้ผลบุญนี้ก็เพียงพอ

“กรวดน้ำ” เพื่ออุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรหรือญาติที่ล่วงลับไปแล้ว คงไม่ผิดแปลกอะไรเพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้และทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ยังมีความเชื่อเรื่องการ “กรวดน้ำ” ที่หลายคนก็ยังไม่รู้ และเกิดความสงสัยว่าแบบนี้ก็สามารถทำได้ด้วยหรอ

กรวดน้ำให้ตัวเองกับความเชื่อว่า “ทำบุญต้องได้บุญ”

ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรที่ทำบุญแล้วต้องได้บุญ เพราะไม่ว่าใครจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้รับสิ่งนั้น การกรวดน้ำให้ตัวเองและเทวดาประจำตัว เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นลำดับแรกของการกรวดน้ำ เชื่อว่าหลายคนมักหลงลืมสิ่งนี้ ไม่ค่อยมีใครกรวดน้ำให้กับตัวเอง เพียงเพราะเข้าใจว่าตนเป็นคนทำบุญตนต้องได้รับบุญอยู่แล้ว

แต่ในความเป็นจริงแล้วการกรวดน้ำให้ตนเองและเทวดาประจำตัวนั้น เป็นการเปิดทางให้พลังบุญที่เราทำไปนั้น ช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต ทำบ่อย ๆ แล้วชีวิตดีขึ้น โบราณเราเชื่อว่าทุกคนจะมีเทวดาประจำตัว ที่คอยช่วยปกปักรักษาคุ้มครองเราให้แคล้วคลาดปลอดภัย หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องที่ว่า หากเราไม่เคยทำบุญกรวดน้ำให้เทวดาประจำตัวเราเลย พลังบารมีของเทวดาประจำตัวเราจะลดลง

คนที่ทำอะไรติดขัดในชีวิต ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็แล้วไม่ประสบความสำเร็จเสียที มีแต่อุปสรรค ขอแนะนำให้ลองกรวดน้ำการอุทิศบุญให้เทวดาประจำตัว กรวดน้ำให้ตัวเอง เพื่อเสริมบารมี การเงิน การงาน ไม่ติดขัด

ไม่ชอบใครให้กรวดน้ำ “เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี”

เคยได้ยินคำนี้หรือไม่ เจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของแฟนเก่า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด คนข้างบ้านที่ไม่เคยญาติดี หรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักกันเลยแต่พอเจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ถูกชะตา ตั้งตัวกันเป็นศัตรูเสียอย่างนั้น หากจะพูดอ้างอิงจากหลักความเชื่อแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราไปทำกรรมกับเขาเหล่านี้หรือไม่ หรือเขาทำกรรมอะไรไว้กับเราก็ได้เช่นกัน

การกรวดน้ำก็สามารถเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีได้ เรื่องนี้อาจต้องใช้วิจารณญาณสักหน่อย แต่หากได้ทำแล้ว อาจได้ทั้งความสบายใจและบุญเพิ่มอีก มีความเชื่อว่าหากเรามีปัญหากับใครมาก ๆ หรือคนเหล่านั้นเป็นคนที่นำปัญหามาให้เราไม่รู้จักจบสิ้นให้เราทำบุญและ “กรวดน้ำ” พร้อมเอ่ยชื่อนามสกุลของเขาคนนั้น ให้เขาได้รับบุญที่เราทำให้ พร้อมอธิษฐานให้เขาเมตตาเรา คิดดี และเป็นมิตรที่ดีต่อเรา อาจไม่ได้ผลในทันทีแต่หากได้ทำบ่อย ๆ บุคคลที่นำความเดือดร้อนมาให้เรา อาจหายไปจากชีวิต หรือกลายเป็นมิตรที่ดีของเราเลยก็ได้

กรวดน้ำคว่ำขัน อย่ามาเจอกันเลยในชาตินี้

คำว่า “คว่ำขัน” ถือเป็นกิริยาทำให้จบให้สิ้นให้ความสัมพันธ์ขาดกันไปเหมือนสายน้ำ (อาศัยอาการเทให้หมด ให้มันหมดสิ้นกันไป) แบบอย่ามาเจอกันเลยในชาตินี้ ซึ่งการกรวดน้ำคว่ำหลายคนอาจทำให้แฟนเก่าประเภทที่ว่า “ฉันขอตัดขาด กรวดน้ำคว่ำขันกับเขาไปแล้ว ขออย่าได้เจอกันอีกเลย” ในทางปฏิบัติการกรวดน้ำปกติ เราจะทำโดยการค่อย ๆ เทน้ำพร้อมท่องบทสวดไปด้วย

“คว่ำขัน” คือการกรวดน้ำจนน้ำหมด การเอาปากขันทิ่มลงดิน เป็นเพียงกิริยาที่ทำโดยการประชด เหมือนการตัดขาด ขนาดน้ำก็จะไม่ให้เหลือสักหยดติดขัน หรือตัดบัวไม่ให้เหลือใย ซึ่งจริง ๆ แล้ว กรวดน้ำคว่ำขัน ขันจะอยู่ในลักษณะแค่ตะแคงโดยเอาก้นขันตั้งฉากกับพื้นเท่านั้น หรือเทน้ำให้หมดเพียงเท่านั้นก็พอแล้ว

@@@@@@@

สำหรับวิธีการกรวดน้ำนั้น ให้เราค่อย ๆ เทรินน้ำลงในภาชนะ และห้ามเอานิ้วไปรองน้ำเด็ดขาด เพราะเป็นการให้ไม่สุด หลังจากกรวดน้ำเสร็จ ให้นำน้ำในภาชนะนั้นไปรดลงในโคนต้นไม้ที่มีรากฝังในผืนดิน อย่าไปรดในต้นไม้ในกระถาง น้ำนั้นจะถูกพระแม่ธรณีเก็บเอาไว้ และท่านจะเป็นทิพยพยานในการสร้างบุญของเรา

นี่เป็นเพียงความเชื่อมาแต่โบราณ ผลของการกระทำคือกรรมที่ทุกคนต้องได้รับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม ให้คิดดี ทำดี และมีสติทุกการกระทำ เชื่อว่าผลของการทำดี จะนำพาเรื่องดี ๆ มาให้เราแน่นอน





Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/232149/
Tonkit360 : สนับสนุนเนื้อหา , 29 มิ.ย. 65 (15:30 น.)
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระป่า..แห่ง ธรรมยุติกนิกาย เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2022, 06:11:21 am



พระป่า..แห่ง ธรรมยุติกนิกาย

หลายคนต่างบอกว่า พระป่า ที่เคร่งครัดในการปฏิบัติพระธรรมวินัยนั้นโดยมากจะเป็นพระธรรมยุต เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างมาก ถ้าใครเคยศึกษาต้นกำเนิดของพระธรรมยุตจะเข้าใจได้
 
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) แห่งวัดระฆังฯ ยังเวียนหัวกับพระสงฆ์ที่ไม่รักษาพระธรรมวินัย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีจำนวนมาก อาทิ พระเตะตะกร้อ พระร้องเพลงเกี้ยวสาว พระแอบฉันข้าวเย็น 
 
พระธรรมยุติกนิกาย กำเนิดขึ้นโดยในหลวงรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งทรงผนวชอยู่ วชิรญาณ ภิกขุหรือ วชิรญาโณ โดยพระองค์ทรงได้รับพระสงฆ์ผู้ที่มีความสมัครใจจะมาร่วมเป็นธรรมยุติกนิกายด้วย เพื่อให้พระสงฆ์ผู้ที่มีใจปรารถนาการปฏิบัติเคร่งครัดพระธรรมวินัยนั้นมาอยู่ร่วมกัน
 
ข้อวัตรปฏิบัติของพระธรรมยุต อาทิ ฉันเสนาสนะเดียว ไม่จับปัจจัย ไม่สวมรองเท้า เน้นอรัญวาสี ควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียนพระบาลีด้วย ดังนั้นพระภิกษุในสายธรรมยุตจึงค่อนข้างเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมากกว่า ตั้งแต่การครองจีวรไปถึงวัตรปฏิบัติอื่นๆ แตกต่างกันหมด

@@@@@@@

สีจีวรพระธรรมยุตจะเป็นสีกลัด หรือ สีเหลืองแก่นขนุน การครองจีวรจะเป็นแบบห่มคลุมลูกบวบ ห่มลดไหล่ในวัดก็ลูกบวบ แต่เอาแขนขวาออกมาแล้วห่มเฉียวพาดบ่าซ้าย
 
สีจีวรพระมหานิกาย จะเป็นสีเหลืองส้ม ห่มคลุมแบบมังกร คือ ลูกบวบร้อยตามแขนซ้ายไม่หนีบลูกบวบ(ห่มแบบสมเด็จโต) เวลาอยู่วัดจะห่มลดไหล่เหมือนกันแต่ไม่ม้วนเป็นลูกบวบใช้พับไปมา มีผ้าคาดที่อกเรียกว่า ห่มดอง และ ห่มลดไหล่แบบลูกบวบคล้ายธรรมยุตแต่หมุนลูกบวบไปคนละด้าน คือต่างกันตรงที่ ม้วนเข้าตัวเป็นธรรมยุต กับ ม้วนออกตัวเป็นมหานิกาย

เคยมีขุนนางตั้งข้อสังเกตว่า วชิรญาณภิกขุ ในคราวนั้นสั่งสมกำลังพลอยู่หรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความจริงแต่ประการใด พระองค์ท่านมีเจตนาดีในการแยกแยะพระสงฆ์ระหว่างผู้ตั้งใจปฏิบัติดีออกมาจากสังคมพระที่ปฏิบัติไม่ดี 
 
แม้แต่คำขอบวช  ของฝ่ายมหานิกาย เปล่งวาจาต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ว่า จะบวชเพื่อมาศึกษาให้ถึงพระนิพพาน แต่ของฝ่ายธรรมยุต คำขอบวชที่เปล่งต่อหน้าพระอุปัชฌาย์เพื่อมาศึกษาให้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ (ไตรสรณคมน์)

 
@@@@@@@

แต่เมื่อครั้นพระองค์ลาสิกขาบทแล้ว ก็ทรงทนุบำรุงพระพุทธศาสนาทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกายอย่างเท่าเทียมกัน ยามมีงานรัฐพิธีใดๆ ก็นิมนต์พระ 9 รูป โดยเป็นพระสงฆ์คณะธรรมยุต 4 รูป พระสงฆ์มหานิกาย 4 รูป รวมเป็น 8 รูป ส่วนรูปแรกนั้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งจะมาจากนิกายใดก็ขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจพระราชศรัทธาและลำดับอาวุโสทั้งทางอายุพรรษาและสมณศักดิ์ รวมกันก็ครบ 9 รูปพอดี
 
ส่วนสมณศักดิ์ ก็มีจำนวนเท่ากันเพียงแต่พระธรรมยุตมีจำนวนน้อยกว่า พระอายุน้อยๆ จึงได้รับสมณศักดิ์ที่สูงได้รวดเร็วกว่าพระมหานิกาย ที่มีตำแหน่งเท่าพระธรรมยุต แต่จำนวนพระมากกว่า พระอาวุโสพรรษามากๆ บางทีก็มีสมณศักดิ์ไม่สูงเท่าไหร่นัก
 
พระธรรมยุตในปัจจุบันนี้ โดยมากจะเป็นพระป่าเสียมาก มุ่งเน้นอรัญวาสี ภาวนาจิตภาวนาธรรม นับแต่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นปฐม แต่พระมหานิกายที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นพระป่าอรัญวาสี ในอดีตก็ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) เป็นต้น





Thank to :-
URL : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/530764
คอลัมน์ : ทำมา ธรรมะ โดย​ ราช รามัญ , 30 มิ.ย. 2565 ,เวลา 4:30 น.
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ข้างหลัง “พระอภัยมณี” สุนทรภู่ ซ่อนความคิดต้านชาติตะวันตก เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2022, 05:59:19 am

หุ่นขี้ผึ้งชุด “พระอภัยมณี” ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม


ข้างหลัง “พระอภัยมณี” สุนทรภู่ ซ่อนความคิดต้านชาติตะวันตก

ในบรรดาผลงานของสุนทรภู่ (พ.ศ. 2329-2398) “พระอภัยมณี” น่าจะเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มีการกล่าวถึงมากที่สุด และเป็นที่รู้จักมากที่สุด ฯลฯ เพราะบางตอนของพระอภัยมณีนำไปใช้เป็นแบบเรียน, นำเรื่องมาสร้างเป็นภาพยนตร์, การ์ตูน ฯลฯ

นอกจากนี้เมื่อเกิดสึนามิขึ้นในปี 2547 นักวิชาการ, นักเขียนหลายท่านต่างกล่าวถึง “พระอภัยมณี” ว่า สุนทรภู่ได้บันทึกถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านแทรกไว้ในพระอภัยมณีด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม, แผ่นดินไหว, ดาวอุกกาบาตตก

ดูเหมือนว่า “พระอภัยมณี” ไม่ใช่แค่วรรณกรรมที่อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเสียแล้ว

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2562 นำเสนอเรื่องราวของ “พระอภัยมณี” ในแง่มุมอื่นๆ จากบทความชื่อว่า “คริสต์ศาสนาในมโนทัศน์ของสุนทรภู่จากวรรณกรรมเรื่องพระอภัยมณี” ซึ่งปติสร เพ็ญสุต ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้

เรื่องพระอภัยมณีนั้นสุนทรภู่แต่งในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 และต่อเนื่องมาในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปเข้ามาค้าขายในสยามและภูมิภาค พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็เคยมีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องนี้ไว้ว่า

“การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว…”

สุนทรภู่เองก็คงเห็นพ้องกับพระราชกระแสรับสั่งข้างต้น และแฝงความคิดนี้ไว้ใน “พระอภัยมณี”

ปติสร เพ็ญสุต แยกแยะให้เห็นว่าสุนทรภูใช้ตัวละครสำคัญทางฝ่ายเกาะเมืองลังกา ไม่ว่าจะเป็น สังฆราชบาทหลวง, นางละเวงวัณฬา, นางสุวรรณมาลี ฯลฯ เป็นตัวแทนความคิดและทัศนคติของขุนนางในกรุงเทพฯ ในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่มีต่อคริสต์ศาสนา และแน่นอนว่าแทนความคิดเห็นของสุนทรภู่ด้วย


รูปหล่อพระอภัยมณี ตั้งอยู่หน้าอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

เกาะลังกาในจินตนาการของสุนทรภู่นั้น มีต้นเค้ามาจากประเทศศรีลังกา ที่แม้ว่าจะเคยเป็นเมืองพุทธ และปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากนับถือศาสนาพุทธ แต่ในช่วงที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี ศรีลังกาเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และเมืองลังกาในพระอภัยมณีก็ไม่ใช่เมืองพุทธเช่นกัน

สุนทรภู่จึงสร้างฉากเมืองลังกาให้เป็นเมืองคริสต์ศาสนามาตั้งแต่ต้น มีสังฆราชบาทหลวงเป็นที่ปรึกษา มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลักของรัฐ มีผู้ปกครองเป็นสตรี คือนางละเวงวัณฬา เหมือนกับประเทศอังกฤษที่มีสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นประมุขของประเทศ เพราะขณะนั้นลังกาตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว

นอกจากนี้สุนทรภู่ยังเรียกตัวละครฝ่ายลังกาว่าเป็น “ฝรั่งอังกฤษ” และเรียกตัวละครฝ่ายพระอภัยมณีว่า “ไทย” ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าวรรณกรรมพระอภัยมณีนั้นมีกลิ่นอายของความเป็นชาตินิยมที่มาก่อนกาลเคลือบแฝงอยู่ตลอดเกือบทั้งเล่ม และมีท่าทีต่อต้าน “ฝรั่ง”

ส่วนสถานการณ์จริงขณะนั้นสยาม ชาวตะวันตกกำลังอยู่ใต้บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกัน และกัน กรุงเทพฯ มีบรรดาบาทพลวงเขียนหนังสือวิจารณ์ศาสนาพุทธ และออกเดินทางสั่งสอนศาสนาคริสต์ในที่สาธารณะ รวมทั้งมีการปะทะคารมกับข้าราชสำนักหรือพระภิกษุ

สุนทรภู่เองคงจะไม่พอใจในพฤติการณ์เช่นนี้ และก็คงอยากจินตนาการให้ฝ่ายไทยรบชนะชาวตะวันตก ได้เมืองของฝรั่งเป็นอาณานิคมบ้าง หรือเปลี่ยนศาสนาของ “ชาวฝรั่ง” ให้มานับถือศาสนาพุทธแบบไทยบ้าง

    ในพระอภัยมณีตอนหนึ่งสุนทรภู่จึงเขียนว่า
   “เสนาใหญ่ได้ฟังนั่งหัวเราะ   ลังกาเกาะก่อนก็ถือว่าถือผี
    แต่เดี๋ยวนี้เป็นของไทยมิได้มี   ท่านพาที่น่ากลัวหนังหัวพอง”


หรือเมื่อนางละเวงวัณฬาและนางสุวรรณมาลี เป็นชายาของพระอภัยมณี ก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ได้ออกบวชเป็นดาบส จำศีลภาวนาแล้วก็ละทิ้งความเป็นฝรั่งอังกฤษ

  “ถึงองค์ดาบสละเวงวัณฬาราช   ก็สิ้นชาติเชื่ออังกฤษอย่าคิดหมาย
    ไม่นับถือคนขี้ข้าบ้าน้ำลาย   ท่านมุ่งหมายแต่สวรรค์ชั้นวิมาน”


อย่างไรก็ตามสุนทรภู่ไม่เคยใช้คำว่า “ศาสนาพุทธ” หรือ “ศาสนาคริสต์” ในพระอภัยมณี หากเลือกใช้คำว่า “เข้ารีตไทย” หรือ “ศาสนาข้างฝรั่ง” แทน


“บาทหลวง” ในภาพปริศนาธรรมฝีมือขรัวอินโข่ง จิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวรวิหาร

ซึ่งในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น “ชาติพันธุ์” หรือความเป็นพลเมืองของรัฐ ผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับ “ความเชื่อ” เมื่อเปลี่ยนศาสนาก็เสมือนการเปลี่ยนชนชาติ ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมสยามมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังจะเห็นได้จากกฎหมายในสมัยพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งห้ามชาวไทย ลาว และมอญแต่งงานและเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม “แลให้เข้ารีตถืออย่างมถจฉาทิฏฐินอกพระสาสนา ท่านว่ามันผู้นั้นเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน”

แต่ในทางกลับกันสำหรับสุนทรภู่ การที่ผู้หญิงชาวคริสต์จะมาแต่งงานและเข้ารีตในศาสนาไทย กลับไม่เป็นอันตรายใดๆ แม้ว่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กรุงลังกาเสียแก่กรุงรัตนาของพระอภัยมณีก็ตาม

บาทหลวงในเรื่องพระอภัยมณีจึงให้ภาพความไม่ไว้วางใจในศาสนาคริสต์ของชนชั้นขุนนางในสยาม และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของชาวตะวันตกผู้ล่าอาณานิคม ที่ดื้อรั้นก่อกวนรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และพยายามชักจูงให้พวกไทยเข้ารีต ดังเช่นกรณีของพระมังคลา ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ และได้รับการอบรมสั่งสอนจากสังฆราชบาทหลวง

ส่วนพฤติกรรมของนางละเวงวัณฬาดูคล้ายกับลักษณะนิสัยของชาวสยาม ที่การนับถือศาสนาค่อนข้างลื่นไหลไม่ตายตัว และให้ความเคารพนับถือนักบวชผู้ทรงศีลไม่ว่าจะอยู่ในศาสนาใด อีกทั้งพร้อมที่จะสรรเสริญคุณความดีในศาสนาอื่นๆ ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีจุดยืนที่แน่ชัดของตนเอง อันเป็นลักษณะเด่นของสังคมสยามที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

ทั้งหมดที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้เขียน (ปติสร เพ็สุต) ที่ทำให้เห็นว่า

“พระอภัยมณี” ไม่ใช่วรรณกรรมแฟนตาซี เพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากยังสะท้อนสถานการณ์ของสยามในขณะนั้น ตลอดจนความรู้สึกลึกๆ ของคนไทยที่อยากจะให้ศาสนาพุทธและคนไทยมีชัยชนะเหนือชาวตะวันตกบ้าง





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : วิภา จิรภาไพศาล
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 10 สิงหาคม 2562, ปรับปรุง 24 มิถุนายน 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_37011
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระราม ‘ญาติ’ ทศกัณฐ์ ‘อารยัน’ จากชมพูทวีป เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2022, 05:51:54 am





 
พระราม ‘ญาติ’ ทศกัณฐ์ ‘อารยัน’ จากชมพูทวีป

รามายณะของอินเดีย (ต้นตอเรื่องรามเกียรติ์ในไทยและเพื่อนบ้าน) นักปราชญ์ไทยสมัยก่อนเคยอธิบายว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองของอินเดียกับชนเผ่าอารยัน ในที่สุดชาวอารยันชนะ แล้วขับไล่ชาวพื้นเมืองลงไปอยู่เกาะลงกา (ปัจจุบันเรียกประเทศศรีลังกา)

ถ้าเรียกตามรามเกียรติ์ สรุปดังนี้ ทศกัณฐ์ คือชาวพื้นเมืองของอินเดีย ต่อมาถูกชาวอารยันขับไล่ไปอยู่เกาะลังกา (คือ กรุงลงกา) พระราม คือชาวอารยันที่ขับไล่ชาวพื้นเมืองไปอยู่เกาะลังกา

เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยอธิบายอย่างลึกซึ้งถึงพริกถึงขิงไว้ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ (ภาคสอง บทที่ 2) มีสาระสำคัญโดยสรุปสั้นที่สุดว่ารามายณะสะท้อนการต่อสู้อย่างยอมตายจนคนสุดท้ายของชาวทราวิฑ คือทมิฬ (อินเดียใต้) ผู้ถูกล่าเป็นทาสเป็นขี้ข้าของนายต่างชาติที่เป็นชาวอารยัน (อินเดียเหนือ) จะคัดมาดังนี้

@@@@@@@

“นนทก” สำนวน จิตร ภูมิศักดิ์

รามายณะสะท้อนถึงการต่อสู้อย่างยอมตายจนคนสุดท้ายของชาวทราวิฑผู้ถูกล่าเป็นทาสเป็นขี้ข้าของนายทาสต่างชาติ.

รามายณะเริ่มเรื่องตั้งแต่นนทกแค้นพวกเทวะ. นนทกนั่นคือทาสชาวทราวิฑ ชื่อนนทกแปลว่า ผู้บำเรอ, ผู้ยังความยินดี (จากศัพท์ นันทะ-ความยินดี) นั่นก็คือข้าทาสที่มีหน้าที่รับใช้นาย. หน้าที่ของนนทกเป็นหน้าที่ชั้นต่ำ คือตักน้ำล้างเท้าเทวะทั้งหลายที่จะขึ้นเฝ้าพระอีศวร. (พวกอารยันยุคโน้นเห็นจะไม่ใส่รองเท้า เทวะของเขาจึงเดินเท้าเปล่า ต้องล้างเท้าก่อนขึ้นวิมานไกลาศ.) พวกเทวะก็จับหัวดึงผมเล่นบ้าง เยาะเย้ยเล่นบ้าง จนผมเกลี้ยง ศีรษะโล้น. นนทกต้องคั่งแค้นแสนสาหัส. ทางไทยเราเลยแปลงชื่อเป็นนนทุกข์ให้มีความหมายเป็นความทุกข์ทรมานไปเสียเลย.

ในที่สุดนนทกก็คิดสู้ ฆ่าเทวะตายเสียมาก แต่ท้ายสุดก็หลงมายาอิสตรีของพระนารายณ์ที่แปลงตัวมา จนตัวต้องตาย. เมื่อจะตายนั้นนนทกได้ปฏิญาณอาฆาตไว้ว่าจะขอเกิดมาผจญกับพวกเทวะอีก. นี่คือจิตนักสู้ที่ไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้ของนนทก.

นนทก คือใคร? นนทกก็คือหัวหน้าทาสชาวทราวิฑ ผิวดำ ผมหยิก ตาพอง ริมฝีปากหนา, ซึ่งรามายณะเรียกเหยียดลงเป็นยักษ์ เป็นอสูร. ส่วนเทวะทั้งหลายคือชาวอารยันซึ่งมีฐานะเป็นนาย. การลุกขึ้นต่อสู้ของนนทกคือการลุกฮือขึ้นของพวกทาสทราวิฑที่ประสงค์จะปลดแอกระบบทาสอารยันนั่นเอง นนทกคือผู้นำทาสยุคโบราณดึกดำบรรพ์. คือวีรบุรุษของทราวิฑ แต่เป็นผู้ร้ายของอารยัน.

การต่อสู้ยังดำเนินต่อมาจนถึงรุ่นหลานเหลน คือรุ่นที่ชาวทราวิฑมีทศกัณฐ์เป็นผู้นำ และชาวอารยันมีพระรามเป็นผู้นำ. กวีอารยันผู้พิชิตบั้นปลายสุดของการต่อสู้จดฝ่ายทราวิฑ-ทาสไว้เป็นยักษ์มาร รากษส อสูร และจดฝ่ายอารยันไว้ว่าเป็นมนุษย์จริง นอกนั้นบรรดาไพร่พลที่เกณฑ์มาจากชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ล้วนถูกจดเป็นลิง (วานร) ไปหมด มีทั้งลิงขาว ลิงเหลือง ลิงแดง ลิงดำ ฯลฯ ตามสีผิวกายของชาวพื้นเมือง. จะเห็นว่าแม้ทหารของพวกตนเองที่ตนได้อาศัยกำลัง พวกอารยันก็หายอมให้มีฐานะเป็นคนไม่. นี่คือโลกทรรศน์ของสังคมอารยันยุคนายทาสปกครองทาส.


@@@@@@@

จากรามายณะ เราจะพบความจริงว่า ชาวทราวิฑเสียเปรียบเรื่องอาวุธ. พวกยักษ์ในรามายณะมีแต่ตะบองเป็นอาวุธเป็นพื้น, ผิดกับลิงซึ่งมีมีดสองคม, ตรีศูล และทางพระรามมีธนูอันเป็นอาวุธทำลายระยะไกล. นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้

อีกข้อหนึ่งที่เด่นชัดก็คือ ความอาฆาตแค้นที่บรรพบุรุษ (นนทก) ต้องพินาศเพราะมายาอิสตรีอารยัน. ข้อนี้เองคือพื้นฐานที่ทำให้ทศกัณฐ์ลักพาเอาตัวนางสีดา, ราชินีของชาวอารยัน, ไปทำอนาจารและกักตัวไว้เยาะเย้ยพวกอารยัน. นี่เป็นการแก้แค้นแบบบุพกาลอย่างหนึ่ง. ทางฝ่ายอารยันถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียน่าอับอายมากมาย เมื่อแต่งมหากาพย์รามายณะจึงพยายามพลิกเรื่องว่านางสีดาบริสุทธิ์ พวกยักษ์แตะต้องไม่ได้ และยังมีการลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในบั้นปลาย. นี่เป็นเรื่องมดเท็จทั้งนั้น!

การต่อสู้ของชาวทราวิฑนั้นทำด้วยปัญญาระดับสูง จะเห็นได้ว่ามีการทดน้ำให้กองทัพของอารยันอดน้ำและบังเกิดโรคระบาด, มีการหลอกล่อให้ข้าศึกอ่อนกำลัง (คือตอนล่อให้สุครีพถอนต้นรัง) : แต่ชาวทราวิฑเสียทีตรงที่มีชนชาวทราวิฑเองเอาใจออกหากไปเข้ากับฝ่ายศัตรู นั่นก็คือพิเภก (วิภีษณ) น้องของทศกัณฐ์ พิเภกล่วงรู้กลยุทธ์ของฝ่ายทราวิฑหมดทุกอย่างเพราะตนได้ร่ำเรียนมาตำราเดียวกัน จึงได้รับยกย่องว่าเป็นโหรวิเศษที่ทำนายได้ถูกต้องทุกอย่าง.

แท้จริงก็คือการทรยศ ที่หวังจะเป็นกษัตริย์ทราวิฑโดยอาศัยกำลังของชาวอารยันปราบพวกเดียวกันนั่นเอง และในบั้นปลายของสงคราม เมื่ออารยันชนะ พิเภกก็ได้เป็นกษัตริย์ประเทศราชครองลังกาสมความปรารถนาอันต่ำทรามของตน, ท่ามกลางความพินาศฉิบหายของชนเผ่าทราวิฑทั้งชาติ!

[ปรับปรุงจากหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519]


โขนตอนพระราม “ยกรบ” ทศกัณฐ์ ซึ่งมีต้นตอจากรามายณะที่ฝ่ายพระรามผู้ชนะ แต่งนิยายใส่ร้ายทศกัณฐ์ผู้แพ้ (ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=cm8aSn9y4_w)

พระราม-ทศกัณฐ์ เป็น “อารยัน”

ถ้าเชื่อว่ารามเกียรติ์เป็นเรื่องแต่งที่จำลองเรื่องจริงซึ่งมีหลักฐานวิชาการรองรับทางประวัติศาสตร์โบราณคดี จะพบว่าทศกัณฐ์กับพระรามเป็นชาวอารยันพวกเดียวกัน แต่ขัดแย้งจนต้องรบราฆ่าฟันกันเอง

ทศกัณฐ์ คือ ชาวอารยันที่เป็นฝ่ายแพ้จนถูกขับไล่ไปอยู่กรุงลงกา ในเกาะลังกา (ปัจจุบันคือประเทศศรีลังกา)
พระราม คือ ชาวอารยันที่เป็นฝ่ายชนะ แล้วขับไล่ฝ่ายแพ้ไปอยู่เกาะลังกา หลังจากนั้นฝ่ายชนะแต่ง “รามายณะ” ใส่ร้ายฝ่ายแพ้

อารยันมีคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ พูดตระกูลภาษาอินโด-อารยัน หรืออินโด-ยุโรป และก้าวหน้าในระบบชลประทานซึ่งมีในลังกาสืบทอดจนปัจจุบัน ดังนี้

    1. ชาวสิงหลซึ่งเป็นประชากรหลักของศรีลังกา พูดภาษาสิงหลอยู่ในตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน หรืออินโด-อารยัน หรือภาษาของชาวอารยัน
    2. รัฐเริ่มแรกในศรีลังกามีระบบชลประทานขนาดใหญ่โต และประชาชนชำนาญการกสิกรรมซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ถ่ายแบบจากวัฒนธรรมลุ่มน้ำสินธุของพวกอารยันในชมพูทวีป
    3. เจ้าชายวิชัยเป็นต้นวงศ์กษัตริย์ศรีลังกา มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ชมพูทวีป (อินเดีย) แล้วถูกเนรเทศทางทะเลไปเป็นใหญ่ในวงศ์เกาะลังกาที่มีคนพื้นเมืองดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว คือยักษ์มีหลักแหล่งอยู่ตอนกลางเกาะลังกา และนาคมีหลักแหล่งอยู่ที่ลุ่มชายฝั่ง

ข้อมูลที่สรุปนี้ได้จากหนังสือวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ เล่ม 1 คัมภีร์มหาวงศ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2534 และเรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ฉบับมติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2546 หน้า 27-32)

    - สมัยแรกเจ้าชายวิชัยนับถือศาสนาพราหมณ์ สมัยหลังเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ
    - ทศกัณฐ์ได้รับยกย่องเป็นบรรพชนศรีลังกา จึงมีศาลผีทศกัณฐ์บนเกาะลังกาเป็นที่เซ่นไหว้ของชาวศรีลังกาสืบจนทุกวันนี้


@@@@@@@

ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ

ทศกัณฐ์เป็น “พ่อตา” พระราม ส่วนพระรามเป็น “ลูกเขย” ทศกัณฐ์ เพราะนางสีดา “เมีย” พระราม เป็น “ลูกสาว” ทศกัณฐ์

ร่องรอยอย่างนี้เป็นพยานแวดล้อมว่าทศกัณฐ์กับพระรามคือ “ญาติ” กัน และเป็นพวก “อารยัน” ด้วยกัน แต่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนต้องยกทัพขับไล่กันเองซึ่งเป็นปกติของกลุ่มชนในประวัติศาสตร์ทั่วโลก •




ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2565
คอลัมน์ : สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2565
URL : https://www.matichonweekly.com/column/article_556444
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไหว้ครู.? ไหว้ ‘หลักการ’ | อินเดียไม่เคยมี "ไหว้ครูดนตรีหรือไหว้ครู" อะไรเลย เมื่อ: มิถุนายน 30, 2022, 07:09:55 am

พิธีไหว้ครู “ปาเจรา” สนับสนุนการเมืองอำนาจนิยมและงมงาย “พระบิดา”


ไหว้ครู.? ไหว้ ‘หลักการ’ | อินเดียไม่เคยมี "ไหว้ครูดนตรีหรือไหว้ครู" อะไรทั้งนั้น

ไหว้ครู “ปาเจรา” ที่ยังมีชีวิตเป็นประเพณี “เพิ่งสร้าง” ไม่นานมานี้ แล้วทำสืบเนื่องในโรงเรียนทั่วประเทศตามคำสั่ง “รัฐราชการรวมศูนย์”

ไหว้ครูมีชีวิตเท่ากับการครอบงำให้ยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ (คือหลักวิชาความรู้) อย่างนี้โดยปริยายได้กล่อมเกลาศิโรราบให้เชื่อการเมืองการปกครองแบบอำนาจรวมศูนย์ของเผด็จการทหาร ขณะเดียวกันเท่ากับสนับสนุนความงมงาย แล้วเลื่อมใส “พระบิดา” เข้าทรงเพื่อกดขี่บีฑาเอาเปรียบคนอ่อนแอ

ประเพณีไหว้ครูเป็นพิธีกรรมสืบเนื่องจากอดีตของสังคมไทยตามที่อ้างกันต่อมานั้นเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ไหว้ครู “ปาเจรา” ที่มีในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพราะไหว้ครูดั้งเดิมเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี มีหลักฐานจากไหว้ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยซึ่งยังปฏิบัติจนปัจจุบัน

ไหว้ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยมีต้นตอจากพิธีกรรมทางศาสนาผี ต่อมาในแผ่นดิน ร.4 ผนวกเข้ากับพิธีทางศาสนาพราหมณ์แล้วกำหนดเป็นแบบแผนร่วมกับไหว้ครูครอบครูโขนละคร หลังจากนั้นถูกทำให้เป็นพิธีผี–พราหมณ์–พุทธสืบมาจนทุกวันนี้

ทางการไทย “คลั่งอินเดีย” มักอธิบายว่าไหว้ครูดนตรีไทยเป็นพิธีพราหมณ์ ได้แบบแผนจากอินเดีย แต่ในอินเดียไม่เคยมีไหว้ครูดนตรีหรือไหว้ครูอะไรทั้งนั้น เท่ากับทางการไทยที่อธิบายนั้น “ยกเมฆ”

@@@@@@@

ไหว้ครูเป็นพิธีกรรมของครูมนุษย์ (คือครูปัจจุบัน) กับศิษย์ ร่วมกันไหว้ครูผี (คือครูที่ตายแล้ว) ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้า, เทพหรือเทวดา (เช่น พระอีศวร)

ครูที่ตายแล้วคือครูผีเหล่านั้นเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของ “หลักการ” (ซึ่งเป็นนามธรรม) คือหลักวิชาการ โดยยกย่องครูอาวุโสคนหนึ่งทำหน้าที่ “สื่อสาร” (คือเข้าทรง) ระหว่างครูผีกับผู้เข้าร่วมพิธีด้วยภาษาพิเศษเป็นคำคล้องจองเรียกว่า “ร่าย”

พิธีไหว้ครู “ที่แท้” คือการไหว้ “หลักการ” ของวิชาความรู้นั้น โดยครูปัจจุบันกับศิษย์ร่วมกันทำพิธี ไม่ใช่ทำอย่างทุกวันนี้ที่กำหนดให้ศิษย์ไหว้ครูปัจจุบันซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในโลกกินขี้ปี้นอนและคอร์รัปชั่น

[ยกมือไหว้เครื่องดนตรีไทย เมื่อจะใช้งานหรือใช้งานแล้วทุกครั้งต้องยกมือไหว้เครื่องดนตรี มีเหตุจากความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผีว่ามีผีขวัญสิงสู่อยู่ในเครื่องดนตรี จึงต้องแสดงความนอบน้อมก่อนใช้งานหรือใช้งานแล้ว นอกจากนั้นการตั้งเครื่องดนตรีบนแท่นพิธีเมื่อมีไหว้ครูดนตรีไทยก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือมีผีขวัญสิงอยู่ในเครื่องดนตรี(“ร่างเสมือน” ครูที่ตายแล้ว) เหล่านั้น]





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : สุจิตต์ วงษ์เทศ
วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 - 13:00 น.
URL : https://www.matichon.co.th/columnists/news_3373480
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หนังกลางแปลง มหรสพยามค่ำคืน เมื่อ: มิถุนายน 30, 2022, 06:58:51 am


หนังล้อมผ้าหรือหนังล้อมสังกะสี


หนังกลางแปลง มหรสพยามค่ำคืน

“ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก” เสียงม้วนฟิล์มของเครื่องฉายหนังกำลังฉายภาพลงบนจอขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านในพื้นที่โล่งแจ้ง มนต์เสน่ห์ของหนังกลางแปลงนอกจากจะมีเครื่องฉายหนังจอภาพและนักพากย์หนังสดแล้ว มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือ วิธีการรับชมหนังกลางแปลงที่ต้องชมในพื้นที่โล่งกว้างปูเสื่อหรือผ้าไว้สำหรับนั่งสำหรับนอน พร้อมด้วยของขบเคี้ยวอย่างถั่วแระหรืออ้อยควั่นและเสียงพูดคุยกันของครอบครัวเพื่อนหรือคู่รัก ที่มานั่งตากน้ำค้างเพื่อรับชมหนังกลางแปลง

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของหนังกลางแปลง ผู้เขียนขอเล่าย้อนไปถึงการเข้ามาของภาพยนตร์ในสยามเสียก่อน ภาพยนตร์เริ่มเข้ามาในสยามตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคณะละครเร่ชาวฝรั่งนามว่า เอส จี มาร์คอฟสกี (S.G. Marchovsky) ได้นำภาพยนตร์ฝรั่งเข้ามาจัดฉายสู่สายตาสาธารณะชนครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 ณ โรงละครหม่อมเจ้าอลังการนับตั้งแต่นั้นมาภาพยนตร์ได้กลายเป็นมหรสพใหม่


@@@@@@@

ด้วยความนิยมในการรับชมภาพยนตร์ที่เพิ่มมากขึ้นผนวกกับข้อจำกัดในเรื่องการฉายภาพยนตร์ที่ต้องฉายในสถานที่ปิด อาทิ โรงมหรสพ โรงแรม หรือโรงละครทำให้คณะหนังเร่เริ่มปรับและดัดแปลงรูปแบบการฉายหนังเพื่อให้คนดูเข้าถึงได้มากขึ้น จึงนำมาสู่การฉายหนังกลางแปลงมหรสพบันเทิงยามค่ำคืนของชาวสยาม

หนังกลางแปลงเริ่มเฟื่องฟูขึ้น ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตกลายเป็นประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ด้วยชุดอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน โดยสหรัฐอเมริกายึดนโยบายเสรีนิยมประชาธิปไตยซึ่งตรงข้ามกับสหภาพโซเวียตที่ยึดอุดมการณ์สังคมนิยม แต่ละค่ายต่างพยายามแผ่ขยายอิทธิพลของตนเข้าสู่ประเทศต่างๆ โดยให้ความช่วยเหลือและพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร ในช่วงระยะเวลานี้สหรัฐอเมริกามุ่งหวังให้ไทยเป็น “ป้อมปราการต่อต้านคอมมิวนิสต์” จึงให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร

ส่งผลให้หนังกลางแปลงกลายเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนต่างใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ตนเอง โดยจะเห็นได้จาก หน่วยเคลื่อนที่ประชาสัมพันธ์ที่โฆษณาข่าวสารจากรัฐและหนังขายยาที่โฆษณาและขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทตามหมู่บ้านและจังหวัดต่างๆ เป็นต้น


โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าก่อนการฉายหนัง

ในด้านของชื่อที่ใช้เรียกหนังกลางแปลงไม่ว่าจะเป็น “หนังล้อมผ้า/รั้ว หนังเร่ หนังขายยา หน่วยประชาสัมพันธ์” ในแต่ละชื่อที่ใช้เรียกหนังกลางแปลงนั้นต่างแสดงลักษณะเฉพาะ เช่น ลักษณะเด่นของหนังล้อมผ้าคือการฉายหนังโดยล้อมผ้าหรือสังกะสีรอบๆ จอหนังและเก็บค่าเข้าชมจากคนดู หรือลักษณะเด่นของหนังขายยา คือ การฉายหนังให้ชมฟรีสลับกับการขายสินค้า เป็นต้น แม้จะมีหลากหลายชื่อเรียก แต่ก็มีอยู่ 3 สิ่งที่เหมือนกันคือ

1. หนังกลางแปลงที่ต้องฉายในเวลากลางคืน
2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการฉายหนังได้แก่ จอผ้าสีขาวขนาดยักษ์ ลำโพงกระจายเสียง และเครื่องฉายหนัง และ
3. หนังและนักพากย์หนังอันเป็นของคู่กันกับหนังกลางแปลง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนังกลางแปลงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้บางสิ่งบางอย่างจะเริ่มหายไปอย่างการพากย์สดหรือการฉายหนังด้วยเครื่องฉายหนัง 16 มม. หรือ 35 มม. ก็ตาม

ในปัจจุบันหนังกลางแปลง มหรสพบันเทิงยามค่ำคืนหรือมหรสพแห่งท้องทุ่งค่อยๆ หายไป เหลือเพียงไม่กี่หน่วยเท่านั้นที่ยังคงจัดฉายอยู่ กลายเป็นเพียงมหรสพเพื่อใช้ในการแก้บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือฉายตามงานวัด ทั้งนี้สาเหตุหลักก็มาจากความเจริญทางเทคโนโลยี การเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์ มือถือ แท็บเล็ท ฯลฯ ที่ทำให้คนสมัยใหม่ไม่มีความจำเป็นต้องออกไปนั่งตบยุงดูหนังกลางท้องไร่ท้องนา ซึ่งก็ดูเหมือนจะโดนตึกรามบ้านช่อง หรือความเป็นเมืองกลืนเข้าไปเรื่อยๆ อีกเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าความบันเทิงรูปแบบใหม่นี้จะอำนวยความสะดวกสบายให้กับเราได้มากขึ้นจริง แต่ก็นึกอดเสียดายบรรยากาศการนั่งล้อมวงกับคนรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง เคี้ยวขนมของกิน พร้อมดูหนังกลางแปลงที่โล่งกว้างให้คู่รัก หรือครอบครัวได้นั่งพิงกันโดยไม่มีเก้าอี้หรือสิ่งใดมาขวางกั้นไม่ได้





อ้างอิง :-
– โดม สุขวงศ์, และ สวัสดิ์ สุวรรณปักษ์. ร้อยปีหนังไทย, (กรุงเทพฯ: ริเวอร์บุ๊คส์, 2545)
– โดม สุขวงศ์, คู่มือนิทรรศการหนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ไทย 2440-2540 : A century of Thai cinema exhibition’s handbook, (นครปฐม : หอภาพยนตร์ องค์การมหาชน, 2556)
– จำเริญลักษณ์ ธนะวังน้อย, “ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยตั่งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2,” (ม.ป.ท: ม.ป.ป., 2541)
– นัยนา แย้มสาขา, “นโยบายการส่งเสริมภาพยนตร์ของรัฐบาลไทย,” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540)
– ปาริชาต จันทนะเปลินม, “กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อดึงดูดผู้ชมของธุรกิจหนังกลางแปลง 999 บรรเจิดภาพยนตร์,” (วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต, สาขานิเทศศาสตร์ธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2549)
– มานิตย์ วรฉัตร. ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หนังกลางแปลง (ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์ย้อนยุค). สัมภาษณ์. พิพิธภัณฑ์หนังกลางแปลง (ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์ย้อนยุค) จังหวัดลำปาง. 7 กรกฎาคม 2559.

ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : ผจงรักษ์ ซำเจริญ
เผยแพร่ : วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 4 พฤษภาคม 2561
URl : https://www.silpa-mag.com/history/article_19046
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมืองลพบุรี เป็นของไทย เมื่อใด.? เมื่อ: มิถุนายน 30, 2022, 06:47:08 am


พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี


เมืองลพบุรี เป็นของไทย เมื่อใด.?

ลพบุรี เดิมชื่อ ลวปุระ หรือ โลวปุระ ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นลพบุรีโดยพระนารายณ์ (กษัตริย์พม่า) เมื่อ พ.ศ. 1630 มีปัญหาคาใจนักประวัติศาสตร์ไทยว่า ลพบุรีตกมาเป็นของไทยเมื่อใด.?

ชัย เรืองศิลป์ กล่าวว่า “อาณาจักรลพบุรีของมอญพินาศลงก่อนหริภุญชัยหลายร้อยปี ศิลาจารึกภาษาเขมรสองหลักที่พบในเมืองลพบุรีแสดงว่า 1565 เมืองละโว้หรือลวปุระหรือลพบุรีอยู่ใต้ปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัตริย์กัมพูชา นี่เป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเขมรในตอนปลายศตวรรษที่ 16

ในศตวรรษที่ 17 มีชนชาวไทยตั้งบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ไม่มีเอกราชสมบูรณ์ ยังต้องอยู่ใต้อำนาจหรืออารักขาของพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชา” (ประวัติสังคมไทยสมัยโบราณก่อนศตวรรษที่ 25 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2539)

ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวไว้ในหนังสือสยามประเทศว่า “ขอมกัมพูชากับอยุธยามีความสัมพันธ์กันมา แม้ย้อนขึ้นไปสมัยก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่า เมืองละโว้หรือลพบุรี เป็นเมืองอยู่ภายใต้อิทธิพลการเมืองของขอมที่กัมพูชาเสียด้วยซ้ำ” (จากสยามประเทศ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2539)

@@@@@@@

ผู้เขียน (เรื่องนี้) มีข้อมูลใหม่ใคร่จะเสนอดังต่อไปนี้

พระเจ้าพรหมมหาราช (1583-1659) เป็นผู้ตีได้หรือยึดได้ลพบุรี ด้วยเหตุผลดังจะกล่าวต่อไปนี้ พระเจ้าพรหมมหาราชเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพังคราช ถูกขอมเมืองอุมงคเสลาแย่งเอาโยนกนครไปได้ต้องหลบไปอยู่ที่เมืองสีทวง

ต่อมา พ.ศ. 1599 พระเจ้าพรหมมหาราชขณะที่มีพระชนม์ได้ 17 พรรษา นําทัพไทยตียึดเอาโยนกนครคืนจากขอมได้ และตามตีขอมไปถึงเมืองอุมงคเสลา ยึดเมืองอุมงคเสลาจากขอมได้อย่างสง่างามและได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเวียงไชยปราการ ขอมถอยร่นลงมาทางใต้ พระเจ้าพรหมมหาราชนํากองทัพไทยตามตีถึงเมืองกําแพงเพชร ก่อนจะถึงเมืองกําแพงเพชรตีได้อาณาจักรหริภุญชัย และเปลี่ยนเป็นอาณาจักรล้านนา และตีได้เมืองศรีสัชนาลัยจากพระเจ้าพสุจราช

ระหว่าง พ.ศ. 1649 ถึง 1659 เป็นเวลา 10 ปี เสด็จจากเวียงไชยปราการมาทรงสร้างเมืองพิษณุโลก สร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศาสดา ที่สําคัญคือทรงไปยึดเอาเมืองลพบุรี เนื่องจากระยะ พ.ศ. 1630-1649 เมืองลพบุรีว่างกษัตริย์ลง…

ผู้เขียนเข้าใจว่าพระนารายณ์ กษัตริย์เมืองละโว้คงสิ้นพระชนม์ลง จึงเป็นโอกาสให้พระเจ้าพรหมมหาราชทรงยาตราทัพไทย เข้ายึดไว้ได้แล้วใน พ.ศ. 1649 พระเจ้าพรหมมหาราชจึงโปรดให้เจ้าไกรสรราช พระราชโอรสกับพระชายาคือ พระนางสุลเทวีพระธิดาของกษัตริย์เมืองศรีสัชนาลัย ไปครองเมืองลพบุรี ลพบุรีจึงตกเป็นของไทยตั้ง แต่นั้นเป็นต้นมา


 


บรรณานุกรม :-
- พระบริหารเทพธานี, พงษาวดารชาติไทย.
- พระยาประชากิจกรจักร์, พงษาวดารโยนก.
- ทองสืบ ศุภามารค, พงษาวดารเขมร.
- ศรีศักร วัลลิโภดม. สยามประเทศ.
- ชัย เรืองศิลป์, ประวัติสังคมไทยสมัยโบราณก่อนศตวรรษที่ ๒๕.
- โมทยากร, ตํานานเมืองลพบุรี.

ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2542
ผู้เขียน   : สงบ สุริยินทร์
เผยแพร่ : วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 29 มิถุนายน 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_89008
21  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กมฺมเมว วิเสสาธิคมนสฺสฐานนฺติ กมฺมฏฺฐาน | ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะทำแล้วได้ผลวิเสส เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 08:39:50 am



กมฺมเมว วิเสสาธิคมนสฺสฐานนฺติ กมฺมฏฺฐาน | ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะทำแล้วได้ผลวิเสส

“กรรมฐาน” แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน มีนัยตรงกับคำว่า “ภาวนา” เป็นคำที่หมายถึง การปฏิบัติธรรมหรือการฝึกอบรมจิตใจและอบรมปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา

กรรมฐานหรือภาวนาในพระพุทธศาสนามี ๒ ประการ คือ

    ประการที่ ๑. สมถกรรมฐาน หรือ สมถภาวนา การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ หรือการฝึกสมาธิ
    ประการที่ ๒. วิปัสสนากรรมฐานหรือวิปัสสนาภาวนา การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง หรือการเจริญปัญญา

ทั้ง ๒ ประการรวมอยู่ในหลักไตรสิกขา คือ

    (๑) สีลสิกขา
    (๒) จิตตสิกขาหรือสมาธิสิกขา ก็คือ สมถกรรมฐาน และ
    (๓) ปัญญาสิกขา ก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน

หลักการสำคัญของกรรมฐานก็คือการฝึกฝน คำว่า “สิกขา” ในคำว่า “จิตตสิกขา” ก็ดี ในคำว่า “ปัญญาสิกขา” ที่นิยมนำมาใช้ในภาษาไทยว่า “ศึกษา” หมายถึง การฝึกฝนอบรม ตรงกับกับภาษาอังกฤษว่า “Training” ไม่ใช่ “Study” หลักการของคำว่า “ฝึกฝน” ก็คือ การวางกรอบหรือแนวทางไว้ชัดเจน แล้วกำหนดให้ทำตามนั้น

ถ้ามีการแข็งขืนไม่อยากทำตาม ก็ต้องมีการบังคับให้ทำตามนั้นให้ได้ อาจจะไม่สามารถทำตามกรอบนั้นได้ทันที แต่ต้องมีการบังคับไปทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะทำตามกรอบนั้นได้ทั้งหมด เช่น เรานั่งตัวตรง ๕ นาทีแล้วรู้สึกปวดเมื่อย ตามปกติเราก็มักจะหาวิธีคลายปวดเมื่อย โดยนั่งตัวงอบ้าง นั่งพิงฝาบ้าง นั่งเท้าแขนบ้าง ลุกขึ้นเดินบ้าง หรือแม้เปลี่ยนเป็นอิริยาบถอื่นๆ ถ้าเราฝึกฝนบังคับตัวเองทนฝืนความปวดเมื่อยนั่งให้ได้นานกว่า ๕ นาที ก็จะติดเป็นนิสัย สามารถนั่งนานได้ อยู่นิ่งนานๆได้

ข้อนี้เป็นการฝึกฝนกายให้เข้มแข็ง ธรรมชาติของจิตคือคิดถึงเรื่องต่างๆตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยให้จิตคิดหลายเรื่อง ในขณะเดียวกันจนติดเป็นนิสัยกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน ก็จะกลายเป็นคนไม่มีสมาธิ ทางานไม่สำเร็จ


@@@@@@@

กรรมฐานก็คือ การฝึกฝนอบรมจิตให้มีสมาธิ โดยใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง มีสติกำหนดลมหายใจ เป็นอุบายให้จิตคิดอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ให้คิดเรื่องอื่น ฝึกฝนอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้ติดเป็นนิสัยคือ จิตคุ้นชินอยู่กับลมหายใจ จิตอยู่กับชีวิตของตัวเอง ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการปฏิบัติกรรมฐาน ก็คือสมาธิ กรรมฐานในพระพุทธศาสนาแม้จะมีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง แต่ก็มีเป้าหมายเดียวคือมุ่งสร้างสมาธิ เพื่อเป้าหมายขั้นต่อไป คือ ประสิทธิภาพของบุคคล ก็เพราะเมื่อจิตมีสมาธิย่อมมีอานิสงส์(ผลดี) ๓ ประการ คือ

ประการที่ ๑. มีอิทธิบาทธรรม ๔ อย่างในตัว เป็นคุณธรรมในจิตใจ คือ
    - ฉันทะ พอใจทำสิ่งดีงาม
    - วิริยะ เพียรทำสิ่งดีงาม
    - จิตตะ เอาใจใส่ต่อสิ่งดีงาม และ
    - วิมังสา ไตร่ตรองพิจารณาสิ่งดีงาม

ผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ทำงานอะไรก็ประสบความสำเร็จ ดังที่โบราณาจารย์กล่าวว่า องค์ประกอบที่จะทำให้การทำงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ก็คือกรรมฐาน ดังคำวิเคราะห์ว่า

“กมฺมเมว วิเสสาธิคมนสฺสฐานนฺติ กมฺมฏฺฐาน แปลว่า การกระทำ ที่เป็นฐานแห่ง การบรรลุผลที่วิเสส ชื่อว่า กรรมฐาน”

จากบทวิเคราะห์นี้ เป็นเครื่องแสดงว่า การทำงานใดๆก็ตามจะประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการปฏิบัติกรรมฐานเป็นประการสำคัญ

ประการที่ ๒. มีปัญญาระดับต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ ปัญญาที่สำคัญสำหรับการดำรงชีพคือ สัปปุริสธรรม ๗ ประการ เพราะจิตนิ่งมีสมาธิจึงทำให้เป็นคนรู้เหตุผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้คนอื่น รู้สังคมรอบข้าง เข้าใจโลกและชีวิต

ประการที่ ๓. จิตมีคุณภาพ สุขภาพ และสมรรถภาพ เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง มีวุฒิภาวะมีจิตใจที่ทนทานต่อแรงกระทบจากสภาพแวดล้อม ที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

หมายเหตุ : อิฏฐารมณ์ แปลว่า อารมณ์ที่น่าปรารถนา ตรงข้ามกับ อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : คำนำจากบทความ กรรมฐานในพระพุทธศาสนา : บทเรียนจากมหาสติปัฏฐานสูตรและความนิยมในสังคมไทย โดย พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดี มจร
URL : https://www.mcu.ac.th/article/detail/35391
Photo : pinterest
22  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ปุราณอักษรา - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC) เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 07:15:18 am



ปุราณอักษรา - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)

ร่องรอยการเดินทางของ ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก จากอารยธรรมอินเดียโบราณมาสู่ตัวเขียนในปัจจุบัน

เส้นจารเนื้อความพระไตรปิฎกบนแผ่นลานนอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงการสืบทอดพุทธธรรมแล้วยังเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงวิวัฒนาการอักษรโบราณบนแผ่นดินไทยอีกด้วย แม้คัมภีร์ใบลานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันจะมีอายุไม่กี่ร้อยปี

แต่อักษรขอม อักษรธรรมล้านนา และอักษรธรรมอีสาน ที่ใช้จารคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลานก็เป็นหลักฐานสำคัญที่หลงเหลือมาสู่คนรุ่นปัจจุบันที่สามารถนำไปศึกษาร่องรอยการสืบทอดอักขรวิธีและวิวัฒนาการอักษรโบราณ ซึ่งมีต้นกำเนิดย้อนไปได้ไกลถึงอักษรปัลลวะแห่งอารยธรรมอินเดียในยุคพุทธศตวรรษที่ 11-12



ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนของประเทศไทยเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณมากมาย อาทิอาณาจักรทวารวดี อาณาจักรเจนละ อาณาจักรศรีวิชัย เป็นต้น แต่ละอาณาจักรต่างรับอิทธิพลด้านตัวอักษรจากดินแดนภารตะฝ่ายใต้ผ่านการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา

ดั่งปรากฏหลักฐานจารึกอักษรปัลลวะหลายหลักกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย อาทิจารึกเขารัง จังหวัดสระแก้ว นับเป็นศิลาจารึกอักษรปัลลวะที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด จารด้วยภาษาสันสกฤตและภาษาเขมรโบราณบนหินทรายเนื้อหยาบ กำหนดอายุตามปีมหาศักราชที่ระบุในจารึกตรงกับ พ.ศ. 1182



หรือ จารึกเยธมฺมาฯ ซึ่งเป็นคาถาภาษาบาลีคัดจากพระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ตอนพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา ปรากฏบนระเบียงด้านขวาองค์พระปฐมเจดีย์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12


จารึกทั้ง 2 หลักนี้แสดงให้เห็นว่าอักษรปัลลวะในอาณาจักรยุคแรกยังคงรูปแบบสัณฐานต้นฉบับเดิมของอินเดียฝ่ายใต้ไม่เปลี่ยนแปลง

จากนั้น ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 รูปแบบอักษรที่ใช้อยู่ในอาณาจักรทวารวดี อาณาจักรเจนละ และอาณาจักรศรีวิชัยมีความคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ยังคงรักษาอักขรวิธีเหมือนอักษรปัลลวะอยู่ เรียกอักษรในยุคนี้ว่า “อักษรหลังปัลลวะ”

และต่อมาช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-19 พัฒนาการของอักษรในแต่ละท้องถิ่นก็ยังดำเนินไปอย่างตลอดต่อเนื่อง แม้อาณาจักรเดิมจะล่มสลายไปและมีอาณาจักรใหม่เข้ามาแทนที่ แต่รูปแบบของตัวอักษรก็ยังได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนและผสมผสานเข้ากับสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นจนเกิดเป็นอักษรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว



อักษรหลังปัลลวะที่ใช้ในอาณาจักรขอมสมัยพระนครซึ่งต่อเนื่องมาจากอาณาจักรเจินละมีพัฒนาการจนกลายเป็น “อักษรขอมโบราณ” อักษรหลังปัลลวะที่ใช้ในอาณาจักรหริภุญชัยซึ่งต่อเนื่องมาจากอาณาจักรทวารวดีก็กลายเป็น “อักษรมอญโบราณ” และอักษรหลังปัลลวะที่ใช้ในอาณาจักรศรีวิชัยก็พัฒนาเป็น “อักษรกวิ”

จึงเห็นได้ว่าอักษรโบราณในแต่ละท้องถิ่นที่มีอาณาเขตครอบคลุมบริเวณบางส่วนของประเทศไทยในปัจจุบันต่างสืบทอดมาจากอักษรสมัยราชวงศ์ปัลลวะด้วยกันทั้งสิ้น



ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอมพระนครเสื่อมอำนาจลงและได้มีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้น ถึงกระนั้นผู้คนในอาณาจักรสุโขทัยก็ยังนิยมใช้อักษรขอมโบราณเพื่อเขียนภาษาบาลี ในภายหลังจึงมีการปรับใช้อักษรขอมโบราณให้เอื้อต่อการเขียนภาษาไทยด้วย จึงเกิดเป็น “อักษรขอมไทยสมัยสุโขทัย”

และเมื่ออาณาจักรอยุธยาได้สถาปนาขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็ได้รับเอาอิทธิพลอักษรขอมจากสุโขทัยไปปรับใช้จนกลายเป็น “อักษรขอมไทยสมัยอยุธยา” แล้วใช้เรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 24 เมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ อักษรขอมจึงมีรูปแบบที่เรียกว่า “อักษรขอมไทยสมัยรัตนโกสินทร์”

นอกจากมีการใช้อักษรขอมสุโขทัยแล้ว อาณาจักรสุโขทัยยังมีการใช้อีกอักษรหนึ่งควบคู่กัน คืออักษรไทยสุโขทัยหรือลายสือไทยที่พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปีมหาศักราช 1205 ซึ่งตรงกับพ.ศ. 1826 ตามที่ระบุไว้ในศิลาจารึกหลักที่ 1



ทั้งนี้นักวิชาการได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า พ่อขุนรามคำแหงน่าจะอาศัยอักษรขอมโบราณ และอักษรมอญโบราณซึ่งเป็นอักษรดั้งเดิมที่ใช้อยู่ในท้องถิ่นตั้งแต่ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นแบบ แล้วพัฒนาจนกลายเป็นอักษรไทย ที่สำคัญคืออักษรไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหงนี้เป็นต้นแบบของอักษรไทยทุกยุคทุกสมัยจนมาถึงอักษรไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน


ในขณะที่อาณาจักรสุโขทัยมีการใช้อักษรขอมไทยและอักษรไทย อาณาจักรล้านนาในภาคเหนือก็มีการใช้อักษรธรรมล้านนา ซึ่งเชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากอักษรมอญโบราณที่ใช้ในอาณาจักรหริภุญชัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 เนื่องจากอักษรธรรมล้านนามีรูปแบบอักษรและอักขรวิธีคล้ายคลึงกับอักษรมอญโบราณมาก

ประกอบกับข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนว่าอาณาจักรล้านนามีการติดต่อกับอาณาจักรหริภุญชัยมาก่อนที่พญามังรายจะผนวกอาณาจักรหริภุญชัยเข้ากับอาณาจักรล้านนา จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าชาวล้านนาในอดีตจะรับวัฒนธรรมหลายด้านโดยเฉพาะด้านตัวอักษรจากอาณาจักรหริภุญชัย



ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าอักษรธรรมนั้น ก็เนื่องด้วยเป็นตัวอักษรที่ใช้บันทึกพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง อิทธิพลอักษรธรรมล้านนาสืบทอดไปยังอาณาจักรล้านช้างซึ่งอยู่ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของ 2 อาณาจักรทำให้อาณาจักรล้านช้างรับเอาอิทธิพลด้านพระพุทธศาสนาและรับตัวอักษรธรรมล้านนาไปพัฒนาปรับใช้ในท้องถิ่นจนกลายเป็น “อักษรธรรมอีสาน” ในที่สุด


จากจุดเริ่มต้นแห่งดินแดนภารตะตอนใต้ อักษรปัลลวะได้เป็นแม่แบบของวิวัฒนาการอักษรโบราณในผืนแผ่นดินไทย ผ่านห้วงกาลเวลาเนิ่นนานพันกว่าปี จากอักษรหนึ่งพัฒนาจนกลายเป็นอีกอักษรหนึ่งผ่านการติดต่อปฏิสัมพันธ์ ก่อเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างอาณาจักร ผสมผสานจนมีเอกลักษณ์ของตนเอง

แม้อักขรวิธีและรูปแบบอักษรจะเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่อักษรเหล่านั้นต่างมีกำเนิดจากที่เดียวกัน และบูรพชนชาวไทยก็ได้ใช้อักษรโบราณเหล่านี้จารึกเรื่องราวคดีโลกและคดี
ธรรมผ่านรุ่นสู่รุ่นไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบมา








อ้างอิง :-
- กรรณิการ์ วิมลเกษม. ตำราเรียนอักษรไทยโบราณ อักษรขอมไทย อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรม
อีสาน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554.
- บุญเตือน ศรีวรพจน์, ประสิทธิ์ แสงทับ. สมุดข่อย. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2542.
- สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. พัฒนาการของอักษรไทย. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์พระพุทธศาสนา, 2556.
- กลุ่มอนุรักษ์และศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) โครงการพระไตรปิฎกวิชาการ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย www.mps-center.in.th

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/Qwv5PDj
เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โครงการ "ส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี" สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 06:42:29 am




โครงการ "ส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี" สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดบวรนิเวศวิหาร

โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอนุสรณ์คำนึงว่า พระภิกษุสามเณรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และธำรงรักษา ตลอดจนเผยแผ่พระธรรมคำสอนแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นการสร้างความสงบร่มเย็นให้เกิดขึ้นแก่สังคม หากพระภิกษุสามเณรมีโอกาสได้รับการศึกษาพุทธธรรม สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธพจน์และนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง แล้วนำไปสั่งสอนพุทธบริษัทต่อไปได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

จึงเป็นทางสำคัญที่จะช่วยจรรโลงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานทุน “เล่าเรียนหลวง” แก่พระภิกษุสามเณรผู้ศึกษาภาษาบาลี นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี โดยเสด็จพระราชศรัทธาในส่วนนี้ให้ภิญโญภาพยิ่งขึ้น จะรวบรวมทุนทรัพย์ เพื่อมอบให้แก่สำนักศาสนศึกษาที่มีวิริยะอุตสาหะจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ปรากฏผลดีเด่นจากทั่วประเทศ


@@@@@@@@

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีด้วยการสมทบกองทุนโครงการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สืบอายุพระพุทธศาสนาได้ที่

    บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    ชื่อบัญชี กองทุนในมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร เพื่อส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี
    ประเภทบัญชี ออมทรัพย์
    สาขา เทเวศร์    
    เลขที่บัญชี ๐๒๐ - ๒๗๓๙๒๗-๗



ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศลที่ท่านได้ประกอบในครั้งนี้ จงเป็นพลวปัจจัยอำนวยผลให้ประสบแต่ความสุขความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ พร้อมทั้งปฏิภาณ ธนสารสมบัติ เทอญ.




ขอบคุณที่มา : www.มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราชวัดบวร.com/activities-promote-bali-learning-description.php
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พญายักษ์วัดแจ้ง ตำนานแห่งวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อ: มิถุนายน 29, 2022, 06:31:25 am




พญายักษ์วัดแจ้ง ตำนานแห่งวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วันหยุดพักผ่อนของคนที่ทำงานมาทั้งอาทิตย์ มีพักเพียงเสาร์กับอาทิตย์ เวลาน้อยนิดใช้ให้คุ้ม ให้รางวัลกับตนเอง กิน ชอป เที่ยว หรือจะนอนพักอยู่บ้าน หากิจกรรมทำก็เป้นทางเลือกที่ดีเช่นกัน แต่มีอีกหลายคนที่ไม่อยากอยู่บ้าน อยากเที่ยว เดินชิล ๆ หาอาหารกินให้เอมอิ่มสำราญ หรือไม่ก็แวะเวียนไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวทะเล น้ำตกหรือเที่ยวใกล้ ๆ ไหว้พระขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเสริมโชคลาภให้กับตนเอง


วันหยุดพักผ่อน มีสถานที่ท่องเที่ยวมาแนะนำให้ไปชมกับสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น งดงาม ไปกราบไหว้พญายักษ์และขอพรพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร พระประธานในพระวิหารปางมารวิชัย ชมพระปรางค์ที่ประดับประดาตบแต่งอย่างสวยงาม เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ได้ไปสัมผัสมองเห้นความอลังการด้วยสายตา

สถานที่ที่กล่าวมาคือวัดวัดอรุณราชวราราม วรมหาวิหาร หรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกับชื่อ “วัดแจ้ง” ซึ่งตามประวัติมีเรื่องเล่าว่า “วัดแจ้ง” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ตามประวัติมีการบัทึกเอาไว้ว่า วัดอรุณราชวราราม วรมหาวิหาร มีมาตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมทีนั้นมีชื่อว่า “วัดมะกอก”

มูลเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้แต่เดิมว่า “วัดมะกอก” นั้น ตามทางสันนาฐานเข้าใจว่าคงจะเรียกคล้อยตามตำบลที่ตั้งวัด ซึ่งสมัยนั้นมีชื่อว่า “บางมะกอก” (เมื่อนำมาเรียกรวมกับคำว่า “วัด” ในตอนแรกๆคงเรียกว่า “วัดบางมะกอก” ภายหลังเสียงหดลงคงเรียกสั้นๆว่า “วัดมะกอก” ) ตามคติเรียกชื่อวัดของไทยสมัยโบราณ เพราะชื่อวัดที่แท้จริงมักจะไม่มี จึงเรียกชื่อวัดตามชื่อตำบลที่ตั้ง เช่น วัดบางลำพู วัดปากน้ำ เป็นต้น ต่อมาเมื่อได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกันนี้ แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดที่ตั้งใหม่ว่า “วัดมะกอกใน” แล้วเลยเรียกวัดมะกอกเดิมซึ่งอยู่ตอนปากคลองมะกอกใหญ่ว่า “วัดมะกอกนอก” เพื่อให้ทราบว่า เป็นคนละวัด




ส่วนที่เปลี่ยนเป็นเรียกว่า “วัดแจ้ง” นั้น เล่ากันเป็นทำนองว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยา สำเร็จเรียบร้อย ใน พ.ศ. 2310 แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาพลล่องลงมาทางชลมารค พอถึงหน้าวัดนี้ ก็ได้อรุณหรือรุ่งแจ้งพอดีทรงพระราชดำริเห็นเป็นอุดมมหามงคลฤกษ์ จึงโปรดให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปทรงสักการบูชาพระมหาธาตุ ขณะนั้นสูงประมาณ 8 วา ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหน้าวัด แล้วเลยเสด็จประทับแรมที่ศาลาการเปรียญใกล้ร่มโพธิ์ ต่อมาได้โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดแจ้ง”

จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เถลิงถวัลยราชสมบัติ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ โดยพระราชทานนามวัดว่า “วัดอรุณราชวราราม” และกลายเป็นวัดประจำรัชกาลในพระองค์



หากท่านไปเที่ยววัดอรุณ อย่าลืมไปไหว้สักการะ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 6 ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทอง

ตามประวัติได้เขียนว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม ฝั่งพระนคร ประดิษฐานอยู่บนแท่นไพทีเหนือฐานชุกชีขนาดใหญ่ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2496 ได้พบพระบรมธาตุ 4 องค์ บรรจุในโกศ 3 ชั้น คือ เงิน นาค และทองเป็นชั้น ๆ โดยลำดับ อยู่ในพระเศียร เหตุที่พบก็เพราะเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสขณะนั้นยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ ได้เห็นแสงสว่างปรากฏในห้องที่จำวัด และก่อนหน้านั้นพระครูใบฎีกาเจริญ ผู้เฝ้าพระวิหารได้เห็นแสงพระรัศมี ลอยฉวัดเฉวียนอยู่ที่พระพุทธรูปสำคัญ แล้วหายไปที่พระเศียรถึง 2 ครั้ง ท่านจึงให้พระครูใบฎีกาเจริญ ขึ้นไปดูที่พระเศียรจึงพบพระบรมธาตุดังกล่าว เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2496



นอกจากนี้สิ่งที่สายมูต้องไปคือ ไหว้พญายักษ์วัดแจ้ง ขอพร ของานขอโชคลาภวาสนา ซึ่งพญายักษ์วัดแจ้งนั้น ตามประวัติกล่าวเอาไว้ว่าหน้าประตูซุ้มยอดมงกุฎมี 2 ตัว มือทั้งสองกุมกระบอง ยืนอยู่บนแท่น สูงประมาณ 3 วา ว่ายักษ์ที่ยืนด้านเหนือ (ตัวขาว) คือ สหัสเดชะ ส่วนด้านใต้ (ตัวเขียว)คือ ทศกัณฐ์ ปั้นด้วยปูน ประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายรูปลักษณะและเครื่องแต่งตัว รูปยักษ์คู่นี้เป็นของทำขึ้นใหม่

หากท่านใดที่ไปจะเห็นพญายักษ์สูงใหญ่ โดดเด่น สง่างาม น่าเกรงขาม ทุกท่านกราบไหว้ขอพร อธิฐานจิตสวดคาถาดังนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคล

คาถาบูชาพญายักษ์วัดแจ้ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(๓ จบ)
ยักโข โย อรุเณ รัมเม วราราเม ปติฏฐิโต
ยักขานังธิปะตี ยักโข ยักเข โส อภิปาละโก
หิริโอตตัปปะสัมปันโน ธัมมิโก ภาคะมาวะโห
เอตัสเสวานุภาเวนะ สทา โสตถี ภวันตุ เม ฯ

พญายักษ์วัดแจ้งตนใด ประดิษฐานที่วัดอรุณราชวราราม พระอารามหลวงอันรื่นรมย์ พญายักษ์วัดแจ้งตนนั้น ยิ่งใหญ่เหนือประดายักษ์ ปกปักรักษา คุ้มครองเหล่ายักษ์และมนุษย์ มีหิริโอตัปปะละบาปดำรงพุทธธรรม นำโชคลาภยศศักดิมงคล ด้วยอานุภาพของพญายักษ์วัดแจ้งตนนั้น ขอความสวัสดิมงคลจงเกิดมีแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเทอญ.




นอกจากนี้ยังมี พระอรุณ หรือ พระแจ้ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งองค์พระและผ้าทรงครองทำด้วยทองสีต่างกัน หน้าตักกว้างประมาณ 50 ซม. ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ด้านหน้าพระพุทธชัมภูนุทฯ ตามประวัติกล่าวว่า เป็นพระพุทธรูปที่ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.2401และได้นำไปประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญมาไว้ในพระวิหารนี้ ด้วยทรงพระราชดำริว่า นามพระพ้องกันกับวัด



วัดแจ้ง เป็นสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาชมสถาปัตยกรรม ความงดงามที่ยังคงให้เราได้สัมผัสและชมงานศิลปะ งานจิตรกรรมและงานประติมากรรม อีกทั้งได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบริเวณวัดอีกด้วย นับว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสแล้วต้องไปให้ได้สักครั้ง เพราะมีอะไรมากมายที่เรายังไม่เคยเห็น จะได้เห็นความสวยงาม อลังการงานฝีมือที่จะผ่านมากี่ยุคสมัย ความสวยงามก้ยังให้เราได้ชื่นชม แม้จะบูรณะมาสักกี่ครั้ง ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปกว่าเดิม ที่เพิ่มเติมคือความโดดเด่น สวยงามคู่กับความเป็นไทย



สำหรับการเดินทางมาเที่ยววัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารหรือวัดแจ้ง สามารถเดินทางเรือข้ามฟากหรือเรือด่วนเจ้าพระยา มาลงที่ท่าวัดอรุณฯ หรือนั่งรถโดยสารหรือขับรถส่วนตัวมาเข้าทางหอประชุมกองทัพเรือ ส่วนการแต่งกายขอให้เหมาะสมถูกกาลเทศะ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้หญิงควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ใส่เสื้อสายเดี่ยว แขนกุด เอวลอย หรือเสื้อที่เว้าโชว์สัดส่วนไม่ใส่กระโปรง กางเกงรัดรูป ให้ใส่กระโปรง กางเกงยาวเลยเข่า ส่วนผู้ชายพึงใส่กางเกงขายาว และเสื้อเชิ้ตมีแขน



วันหยุดขอให้เที่ยวพักผ่อนกันอย่างสนุกสนาน เต็มอิ่ม ให้คุ้มกับวันหยุด ชาร์ตแบตเติมพลังให้เต็มที่แล้วไปทำงานกันอย่างสบายใจ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ และหากท่านใดยังไม่รู้ว่าวันหยุดไปเที่ยวไหนขอแนะนำให้ไปเที่ยว วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง ชมพระปรางค์ ที่งดงามโดดเด่นเป็นสง่า และเป็นวัดเดียว ที่ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสี อย่างงดงามและประณีต บางลายใช้จานชามของโบราณ เป็นของเก่าหายาก เช่น ชามเบญจรงค์ มาประดับตกแต่งและที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นและตก เป็นมุมมองผ่านเลนส์ที่สร้างความสุขประทับใจให้กับเรานั่นเอง





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูลบางส่วน : https://www.watarun1.com/th
URL : https://today.line.me/th/v2/article/2DZavXe?view=topic&referral=linetodayshowcase
เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • chai payangluang
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยวให้หายแค้น กระแสแรงหลังเปิดประเทศ อาเซียนแข่งเอาใจคนเก็บกดจากโควิด เมื่อ: มิถุนายน 28, 2022, 07:37:01 am


เที่ยวให้หายแค้น กระแสแรงหลังเปิดประเทศ อาเซียนแข่งเอาใจคนเก็บกดจากโควิด

ตอนคลายล็อกดาวน์เปิดเมืองใหม่ๆ เกิดกระแส “ช็อปปิ้งล้างแค้น” ระบาดไปทั่วโลก หนุนส่งให้ยอดขายสินค้าแบรนด์เนมพุ่งกระฉูดพักใหญ่ เพราะคนอัดอั้นอยู่กับบ้านนานหลายเดือนเมื่อถึงคราวประเทศไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ จึงปลุกกระแส “Revenge Travelers เที่ยวให้หายแค้น” บูมไปทั้งภูมิภาค

คนกลุ่มนี้เก็บกดอยากเดินทางมานาน และโหยหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ขาดหายไปในช่วง 2-3 ปี อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด เพื่อชดเชยความรู้สึกและเวลาที่สูญเสียไป คนจำนวนมากจึงกระตือรือร้นอยากแพ็กกระเป๋าออกท่องโลก แถมยังพร้อมใช้จ่ายเงินไปกับตัวเลือกการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ส่งผลให้เทรนด์ การท่องเที่ยวแบบกินหรูอยู่แพง “Luxury Tourism” เติบโตรวดเร็วควบคู่กับ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “Sustainable Tourism” จนกลายเป็นเทรนด์หลักของการท่องเที่ยวยุคหลังโควิด




“ประเทศไทย” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับ 4 ของโลก จากผลสำรวจแผนการท่องเที่ยวระดับโลกของวีซ่า พลอยได้อานิสงส์เต็มๆจากเทรนด์ใหม่มาแรง โดยมี 4 เมืองคือ กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหัวหิน เป็นเดสติเนชั่นในดวงใจ

“ความกระหายท่องเที่ยวหลังโควิด” ของกลุ่ม “Revenge Travelers” จะเริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็กที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอต่อการใช้จ่ายขณะออกเดินทางท่องเที่ยว, ไม่จำเป็นต้องวางแผนท่องเที่ยวรัดกุมมากเกินไป และสามารถออกเดินทางได้ทันที นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อาจมีจำนวนไม่มาก แต่มีอัตราการจับจ่ายสูง สิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือ การได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่เพื่อชดเชยช่วงเวลาของชีวิตที่ขาดหายไป และต้องการบริการที่สะท้อนความใส่ใจ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นคนพิเศษ

ฉะนั้น การบ้านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ก็คือการออกแบบกิจกรรมที่เหนือกว่าความคาดหวัง โดยเฉพาะกิจกรรมท่องเที่ยวที่ส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่ซ้ำใคร ผสานแนวคิดความยั่งยืนและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมนี้รู้สึกมีคุณค่า และได้ทำประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน




มีการคาดการณ์ว่าในไตรมาสที่เหลือของปี 2565 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะค่อยๆเพิ่มขึ้น และภายในปี 2565 อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากทวีปยุโรป กระนั้น การท่องเที่ยวไทยจะพลิกฟื้นกลับมาคึกคักเท่าเดิมได้เมื่อไหร่ คงขึ้นกับสถานการณ์ความเป็นไปของโลก เมื่อทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี ทั้งสถานการณ์โรคระบาด, ปัญหาเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อ, สงครามรัสเซีย-ยูเครน และปัญหาราคาพลังงาน

ไม่ว่าผลสำรวจของสำนักไหน ประ เทศไทยและอาเซียนก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักเดินทางทั่วโลกในยุคหลังโควิด รู้อย่างนี้แล้วต้องเร่งสปีดทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีพร้อมต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง.














Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2421882
ไทยรัฐฉบับพิมพ์ ,ไลฟ์สไตล์ ,ท่องเที่ยว ,18 มิ.ย. 2565 ,07:17 น.
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ที่มาของ “มูเตลู” ความเชื่อร่วมสมัย สู่ธุรกิจใหม่ยุคโซเชี่ยล เมื่อ: มิถุนายน 28, 2022, 07:11:31 am


ที่มาของ “มูเตลู” ความเชื่อร่วมสมัย สู่ธุรกิจใหม่ยุคโซเชี่ยล

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โลกยุคใหม่หยิบใช้คำว่า “มูเตลู” กันอย่างแพร่สะพัดยิ่งกว่ากระแสการเงิน มัดรวมคนเชื่อเรื่องการดูดวง เสริมดวง เครื่องรางของขลัง เวทมนตร์ คาถา ไสยศาสตร์ แล้วเรียกกันว่า “สายมู”

คนรุ่นเก่าหรือใครที่ยังไม่รู้อาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่คงสงสัยว่าทำไมจู่ๆ มีคำว่า มูเมออะไรนี่โผล่มาได้ยังงัย เรื่องนี้ Sanook Horoscope จะมาเหลาให้ฟังแบบเบา ๆ ไขข้อข้องใจถึงที่มา และชวนมองหาที่ไปด้วยกัน

@@@@@@@

มูมาไง.?

พยายามหาคนแรกที่พูดคำว่า “มูเตลู” แต่หาไม่เจอ ไปค้นดูคาถาของแฮรรี่พอร์ตเตอร์ก็ไม่ใช่ กระทั่งไปเจอกระทู้ในพันทิพ ตั้งแต่ปี 2552 โดย คุณแต้ว บอกอ MODEL อธิบายว่า ที่มาของคำว่า มูเตลู ไม่ใช่ศัพท์สมัยใหม่แต่อย่างใด แต่มาจากชื่อภาพยนตร์ยุคม้วนเทป VDO จากประเทศอินโดนีเซียที่มีชื่อใกล้เคียงสุดๆ คือ มูเตลู ศึกไสยศาสตร์  ชื่อเรื่องของหนังแปลมาจากต้นฉบับ เรื่องออกเสียงแบบคนอินโดว่า เปอนังกัล อิลมู เตลู ส่วนภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Antidote for witchcraft


ภาพเปิดหนัง Penangkal Ilmu Teluh ภาพยนตร์จากอินโดนีเซีย


VDO เทป ภาพยนตร์เรื่องมูเตลู ศึกไสยศาสตร์ โดย คุณแต้ว บอกอ MODEL

หนังเก่าสุดๆ ออกฉายตั้งแต่ปี 2522 กว่าจะเข้าบ้านเราคงราวปี 2525 เล่าเรื่องของหญิงสาวเล่นของแบบ “ไสยดำ” เพื่อความงาม ความรัก และการแก้แค้น เลือดสาดสยองขวัญ ฟาดฟันด้วยคาถาอาคมกันสุดฤทธิ์ (ถ้าฉายยุคนั้นก็นับว่าน่ากลัวอยู่นะ) แม้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยความสงสัยกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พบว่ามีการดึงคำท้ายจากหนังเก่าขนาดนี้มาใช้ภายหลังกันตอนไหน หรือมีการใช้คำนี้มาก่อนแล้วเนิ่นนาน

กระทั่งมีรายการ “มูไนท์” (MOONIGHT) ดำเนินรายการโดย คุณมดดำ-คชาภา ตันเจริญ และคุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย เริ่มออกอากาศในปี 2558 เป็นรายการวาไรตี้ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธา รวมไปถึง ตำนาน ไสยศาสตร์ และสิ่งลี้ลับ แสดงถึงความชัดเจนของคำว่ามูเตลูในแวดวงสื่อมากขึ้น

ปี 2564  มูเตลู กลายเป็นคำฮิตหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากกระแสเพลง มูเตลู (MUTELU) เพลงติดหูของวงเกิร์ลกรุ๊ปอย่าง PiXXiE ที่ยอดวิวพุ่งหลักสิบล้าน ทำนองและท่าเต้นดึงดูดสายตา พอ ๆ กับคำร้องที่ดึงดูดใจสายมู

    “จงหยุด อยู่ตรงนั้น เจ้าพรหมลิขิตของฉัน ส่งรักเธอให้ฉันมา อย่าให้ต้องเสียเวลา Cupid อยู่ที่ไหน มาช่วยจับตัวเธอเอาไว้ จะท่องคาถาในใจทันที!

**มูเตลู oh wa ah ah ah.... ”

   “มูเตลูเสกเธอให้หันมาสบตา บุพเพ สันนิ เสนะ hey!  ท่องไป ให้เธอใจอ่อน  สีไหนที่เป็นมงคล  ดูวันแล้วใส่ให้มันตรง

     พร้อมกำไลที่ ข้อมือ หรือจะเป็นเบอร์มงคล

     ภาวนาแค่ซักนิด ให้เธอคิด เหมือนกับฉัน ใจมันมีไว้ให้ใช้ เธอก็ใช้มันกับฉัน แค่นั้น”


เนื้อเพลงชวนรักแบบ “ถ้าไม่ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล ไม่ด้วยเวทย์ก็ด้วยมนตร์” เป็นมูเตลูแบบ Cupid น่ารักปุ๊กปิ๊ก ต่างจากภาพยนตร์แบบหนังคนละม้วน

..คำเดียวกันแต่ความรู้สึกแตกต่าง


มิวสิคเพลง มูเตลู (MUTELU) จากวง PiXXiE

มูมานาน

คำ มูเตลู อาจมาทีหลัง แต่ความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง มีมาก่อนตั้งแต่ปีมะโว๊ หากจะให้สืบไปถึงประวัติศาสตร์ ต้องย้อนไปถึงยุคดึกดำบรรพ์ เกี่ยวพันกับความเชื่อที่มนุษย์มีต่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพลังเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่แค่เอเชียแต่อาจนับรวมมนุษย์ทุกแห่งหนที่ “กลัว" ในสิ่งที่มองไม่เห็น และ “ต้องการ” ผลลัพธ์บางอย่าง จึงมีความเชื่อว่าสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่ผ่านพิธีกรรมช่วยปกป้องคุ้มครองจากอันตรายสิ่งชั่วร้ายหรือภูติผีปีศาจ และดลบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้

แม้ความเชื่อเหล่านี้จะสู้กับกาลเวลามายาวนาน แต่บางคราวก็ถูกอีกความเชื่อสู้กลับ! ในสังคมโปรตุเกสช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทางการสั่งห้ามสร้างวัตถุทางศาสนาหรือเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แบบเด็ดขาด เพราะมองว่าเป็นวัตถุแห่งความชั่วร้าย... เอ้า! สวนทางกับชาวบ้านซะงั้น!!

แต่พลังความเชื่อก็ยังทำหน้าที่ร่ายมนตร์ให้ชาวบ้านแอบเคารพบูชาอยู่ดี มีชาวตะวันตกยุคล่าอาณานิคมใช้โอกาสนี้หากินบนพื้นฐานวิธีคิดที่ออกแนวบูลลี่หน่อย ๆ คือมองชนเผ่าพื้นเมืองแอฟริกาเป็นผู้ที่ปราศจากเหตุผลและงมงายในความเชื่อไสยศาสตร์ แต่พยายามนำเสนอวัตถุอื่นว่าเป็นสินค้ามีที่ราคาแพงว่า เป็นของมีมูลค่า ดีกว่าเป็นไหน ๆ

แต่ขอโทษ! พี่แอฟสะบัดบ๊อบใส่! เพราะชาวแอฟริกันยุคนั้นมิได้ให้ราคาวัตถุสิ่งของเป็นเงินตรา แต่ให้คุณค่าเชิงจิตวิญญาณมากกว่า

@@@@@@@

ผลสุดท้ายเรื่องราวความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อวัตถุในฐานะ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ก็ถูกหยิบยกเป็น “สตอรี่เทลลิ่ง” ในกระบวนการแลกเปลี่ยน สร้างมูลค่าในตัวของสิ่งนั้นเอง เกิดการจัดสร้างส่งต่อและเปลี่ยนผ่านเจ้าของผู้เคารพบูชาตามวิวัฒนาการของสังคม

ขยับมาใกล้ตัวอย่างไทยเราก็ไม่เบาเหมือนกัน มีบันทึกในสมัยอยุธยาว่าความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ฤกษ์ยาม เครื่องรางของขลัง โชคลาง และเวทมนตร์คาถา ต่างเป็นแขนงแห่ง “ไสยศาสตร์” ที่ผู้คนให้ความสำคัญ นิยมทั้งราษฎรไปจนถึงราชสำนัก

เครื่องรางที่สืบทอดกันมาก็มีอยู่มาก เช่น ผ้าประเจียด ตะกรุด เขี้ยวเสือ เบี้ยแก้ แหวน ยันต์ต่างๆ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงเริ่มมี “พระเครื่อง” แทนที่บรรดาเครื่องรางของขลังที่ผู้คนในสังคมใช้ก่อนหน้า โดยนำความศรัทธาด้านพุทธคุณมาผสมผสานกับความเชื่อที่เป็น “ไสยขาว” ช่วยคุ้มครองปกป้องจากภัยอันตรายและสิ่งที่มองไม่เห็น  แต่เครื่องรางจะเข้มขลังก็ต่อเมื่อผู้ครอบครองปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประกอบกับการหมั่นบริกรรมคาถา และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้ “ของเสื่อม”

       “เอ็งคล้องพระ อย่าเผลอไปรอดใต้ราวผ้านะไอ้ทิด!” ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ส่วนรูปเคารพต่างๆ ที่มาจากตำนานและลัทธิต่างศาสนาอย่าง กุมารทอง นางกวัก ท้าว เทวา หรือองค์เทพต่างๆ ได้รับการบูชาตามความเชื่อเรื่องคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อโชคลาภ ความสำเร็จและความปรารถนาที่แตกต่างกันไป มีการแลกเปลี่ยนผ่านคำว่า “เช่าบูชา” ที่ใช้เฉพาะกับวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง

เป็นวัตถุที่จับต้องได้ด้วยมือ แต่จะจับต้องพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ต้องใช้ใจที่มีความเชื่อเป็นผู้สัมผัส


เครื่องรางที่ถูกดีไซน์ใหม่ให้เข้ากับไลฟสไตล์ผู้บูชา

มูในร่างใหม่

ตัดภาพมาปัจจุบัน หาน้อยนักที่เด็กรุ่นใหม่จะนิยมคล้องพระ แขวนตะกรุด สวมสายสิญจน์ เพราะดูไม่อินกับไลฟ์สไตล์ แต่ความเชื่อเรื่องโชคลางไม่ได้หายไปไหน ผู้คนยังต่างปรารถนาลาภยศ และความสมหวังในเรื่องต่าง ๆ ไม่เสื่อมคลาย  เครื่องรางยุคใหม่จึงเริ่มกลายร่างตามเทรนด์ให้คนในสังคมได้พึ่งพา

ขณะเดียวกันโลกที่เปิดกว้างยังนำศาสตร์ความเชื่อของต่างลัทธิต่างศาสนาเข้ามามากขึ้น คงพอจำกันได้ที่ช่วงหนึ่ง กุมารทองผมจุกที่เคยคุ้นกลายเป็น ตุ๊กตาลูกเทพ ที่เจ้าของอุ้มไปไหนต่อไปด้วยกันได้ ทั้งสองแบบมีรากความเชื่อเดียวกันว่าเป็นที่สถิตของวิญญาณหรือพลังบางอย่างที่ช่วยเกื้อหนุนชีวิตให้พบกับความสำเร็จ 

จากตะกรุดสายสิญจ์หรือด้ายมงคลที่ผูกตามข้อมือ ก็เปลี่ยนภาพเป็นดีไซน์ใหม่ มีหินมงคลแฝงความเชื่อต่างๆ เติมคุณค่าให้สร้อยคอ สร้อยข้อมือมีทั้งความสวยงามและมีเรื่องราว เมื่อวัตถุมงคลถูกนำมาประยุกต์กับดีไซน์ที่ตอบโจทย์ สนับสนุนความเชื่อพร้อมสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เครื่องรางยุคใหม่จึงเริ่มสีสันและหลากหลาย กลายเป็นแฟชั่นที่ผู้ใช้ไม่เก้อเขินที่จะใช้ตามความเชื่อ

ความครีเอทของโลกยุคใหม่ไม่ได้หยุดแค่นั้น การเคารพบูชาองค์เทพหรือเทวรูป ที่แต่เดิมต้องเดินทางไปสักการะด้วยตนเอง แปรเปลี่ยนรูปแบบเป็นภาพวอลเปเปอร์บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ผนึกรวมกับความรู้ทางโหราศาสตร์ ทั้งอักขระ ศาสตร์ตัวเลข และภาพพยากรณ์จากไพ่ทาโรต์มาดีไซน์ร่วมกัน เกิดเป็นความหมายที่เชื่อว่าส่งพลังดึงดูดให้ความปรารถนาของผู้ใช้กลายเป็นจริง

ล่าสุด ไปถึงขั้นมูเตลูแบบ DIY ลงนะหน้าทองเสริมเมตตามหาเสน่ห์ด้วยตนเอง เข้าถึงสายมูผ่านแพลตฟอร์มโซเชี่ยลและร้านค้าออนไลน์

นอกจากร่างทรงความเชื่อที่ดูร่วมสมัย การมัดใจสายมูแบบเลื่องลือระบือไกลยังเกี่ยวพันกับโลกในยุคไถหน้าจอที่ทรงพลังเหลือหลาย เมื่อมีช่องทางให้สายมูได้แชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเชื่อและใช้ ยิ่งเป็นที่สนใจ กลายเป็นเทรนด์ฮิตของแฟชั่นสร้างความหวังของมวลมนุษย์ยุคใหม่แบบก้าวกระโดด จนเกิดธุรกิจมูเตลูหลักล้านในเวลาอันรวดเร็ว เป็นทั้งวัตถุสิ่งของคุณค่าทางจิตใจและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจพร้อมกัน

มูเตลู พาความเชื่อที่มีอยู่เดิมสิงร่างใหม่ที่สังคมยอมรับและเข้าถึงง่าย ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง


มูเตเวิร์ล ผุ้บุกเบิกวอลเปเปอร์เสริมดวงจนสามารถสร้างธุรกิจออนไลน์ได้อย่างจริงจัง


มูสร้างตัวตน

มูเตลู ไม่มีเหตุผลอธิบายได้ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ ในมุมมองของผู้ที่ยึดหลักการเหตุและผลจึงตีความว่า ความเชื่อเหล่านี้เป็นเรื่องงมงาย สายมูคือผู้ที่ถูกหลอกขายความหวังแบบมโนไม่มีอยู่จริง แต่ถึงอย่างนั้นโลกของคนยุคใหม่ยังคงหมุนรอบเรื่องมูเตลูอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูหมอทำนายอนาคตและเครื่องรางตามความเชื่อหลากรูปแบบ จนทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงเบื้องลึกของสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางศาสนา 

เพื่อสะท้อนถึงอีกแนวคิดต้องขอพาเข้าสู่วิชาการสักนิด

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวถึงมุมมองของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้ในบทความเรื่อง มูเตลู: มานุษยวิทยาของเครื่องรางของขลังและโชคลาภ Mutelu: Anthropology of Fortune and Fetishism สรุปความส่วนหนึ่งได้ว่า

วัตถุตามความเชื่อนั้นส่งเสริมชีวิตให้ดำเนินไปได้ เป็นส่วนประกอบของการใช้ชีวิต ทำให้บุคคลตระหนักถึงการมีตัวตน (self-contained entity) ซึ่งเคลื่อนตัวไปพร้อมประสบการณ์ในชีวิต เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่อกัน ทั้งระหว่างบุคคลและวัตถุ รวมถึงบุคคลต่อบุคคลในสังคมด้วยกันเอง เป็นกลไกการสร้างสรรค์ทางสังคม (social creativity) รูปแบบหนึ่ง

ในความคิดของ บรูโน ลาทัวร์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส มองว่าวัตถุที่เป็นเครื่องรางของขลังมิใช่สิ่งที่หลอกลวงหรือเป็นความไร้สาระ และไม่ควรอธิบายด้วยกรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่มักต้องการข้อพิสูจน์ว่าวัตถุเครื่องรางของขลังช่วยทำให้เกิดอภินิหารหรือสร้างโชคลาภให้กับผู้ที่กราบไหว้บูชาหรือไม่ หากแต่เครื่องรางของขลังเป็นวัตถุที่ต้องสัมผัสด้วยอารมณ์ความรู้สึก มิใช่การค้นหาความเป็นเหตุเป็นผลของมัน

อย่างไรก็ตาม โลกของมูเตลูก็มีนิยามที่ชัดเจนว่า “เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ” แม้ว่าความหวังจะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำเนินไป แต่หากมุ่งเชื่อตามจนมองไม่เห็นความจริงรอบข้าง หรือสร้างปัจจัยต่างๆ ให้เข้าใกล้ความสำเร็จด้วยตนเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังแค่ไหนก็อาจต้องขอบาย

และความเชื่อเรื่องมูเตลูก็คงไม่หมดไปจากโลกนี้ง่ายๆ ตราบใดที่ความกลัวและความปรารถนาของมนุษย์ยังไม่มีที่สิ้นสุด


 


ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล  :แต้ว บอกอ MODEL (2452). ที่มาของคำว่า มูเตลู ไม่ใช่ศัพท์สมัยใหม่แต่อย่างใด,ศิลปวัฒนธรรม (2564).คุณไสย ความรู้และเครื่องมือกำจัดศัตรคู่อาฆาตสมัยโบราณ,ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ (2565). มูเตลู: มานุษยวิทยาของเครื่องรางของขลังและโชคลาภ
ภาพ : แต้ว บอกอ MODEL,Mootaeworld,istockphoto
URL : https://www.sanook.com/horoscope/232057/
ที่มาของ “มูเตลู” ความเชื่อร่วมสมัย สู่ธุรกิจใหม่ยุคโซเชี่ยล : Uranee Th.
27 มิ.ย. 65 (09:30 น.)
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อยากแก้กรรมที่ "ทำบุญกับคนไม่ขึ้น" ต้องทำอย่างไร.? เมื่อ: มิถุนายน 28, 2022, 06:51:07 am


อยากแก้กรรมที่ "ทำบุญกับคนไม่ขึ้น" ต้องทำอย่างไร.?

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่า ทำบุญคนไม่ขึ้น ทำดีพูดดีกับใคร แต่สุดท้ายก็มีเหตุการณ์ให้เราต้องรู้สึกว่าโดนหักหลัง ช่วยเหลือใครไปก็กลับถูกมองในแง่ร้าย ลองทำ 4 วิธีนี้

1. อภัยทาน
    เป็นทานที่ส่งผลดีที่สุด

2. ให้ทาน
    ช่วยเหลือผู้ยากไร้ คนเร่ร่อน คนที่ตกกำลังตกทุกข์ได้ยาก

3. ปล่อยชีวิตสัตว์
    ไถ่ชีวิตโค กระบือ หรือปล่อยปลา

4. แผ่ส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร
    ทุกครั้งที่ทำบุญ ให้แผ่ส่วนกุศลให้กับทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต


 


Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/232049/
27 มิ.ย. 65 (07:30 น.) ,Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทอง ศรัทธาพระบรมสารีริกธาตุ ความพิเศษที่ต่างจากองค์อื่น เมื่อ: มิถุนายน 27, 2022, 05:36:39 am





ตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทอง ศรัทธาพระบรมสารีริกธาตุ ความพิเศษที่ต่างจากองค์อื่น

วัดพระธาตุศรีจอมทองหรือที่ภาษาเหนือออกเสียงว่า “จ๋อมตอง” เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญมากวัดหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งอยู่ที่บ้านลุ่มใต้ ถนนสายเชียงใหม่-ฮอด หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศใต้ประมาณ 58 กิโลเมตร

ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุศรีจอมทอง เมื่อคราวฉลองสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9)

มีตำนานที่กล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุศรีจอมทองว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธพยากรณ์ไว้กับพญาอังครัฏฐะ ผู้ครองอังครัฏฐะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณดอยจอมทองว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปภายหน้าจะเป็นที่ประดิษฐานพระทักษิณโมลีธาตุ (พระเศียรเบื้องขวา) ของพระองค์

ต่อมาภายหลังเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว โทณพราหมณ์ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง 8 นคร ซึ่งในครั้งนั้น มัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินาราทรงได้พระทักษิณโมลีธาตุไว้ พระมหากัสสปะเถระเจ้าประธานฝ่ายสงฆ์ได้กราบทูลเรื่องพุทธพยากรณ์ที่พุทธองค์เคยตรัสไว้ มัลลกษัตริย์จึงถวายพระบรมธาตุแด่พระมหากัสสปะเถระ ซึ่งท่านได้อัญเชิญพระบรมธาตุวางไว้บนฝ่ามือแล้วอธิฐานอาราธนาพระบรมธาตุไปยังดอยจอมทอง เพื่อประทับอยู่ในโกศแก้วอินทนิลภายในเจดีย์ทองคำที่พญาอังครัฏฐะได้สร้างถวาย

ในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ลำดับที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2038-2068) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารจุตุรมุขขึ้น โดยมีมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุขนั้น เพื่อใช้ประดิษฐานพระบรมธาตุ

ในตำนานของพระบรมธาตุ นอกจากจะกล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุแล้ว ยังได้กล่าวถึงการอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทองไปเชียงใหม่หลายครั้ง รวมทั้งภารกิจของกษัตริย์เชียงใหม่อีกหลายพระองค์ที่ได้ทำนุบำรุงและถวายเครื่องสักการะสืบมาอย่างต่อเนื่องด้วยพระราชศรัทธาที่มีต่อพระบรมธาตุ เช่น ในสมัยพระเมกุฏิสุทธวงศ์ ได้อัญเชิญพระบรมธาตุมายังเชียงใหม่ครั้งหนึ่ง

ต่อมาในรัชสมัยของเจ้าหลวงสุภัทระ (คำฝั้น) พระองค์ได้อัญเชิญพระบรมธาตุเข้าสู่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง และทรงสร้างโกศถวายพระบรมธาตุ เมื่อล่วงมาถึงสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์ (พ.ศ. 2416-2439) เมื่อพระองค์ทรงสร้างหอพระธรรมขึ้นใหม่ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุไปเมืองเชียงใหม่เพื่อทำการสักการะเช่นกัน

นอกจากตำนานจะปรากฏว่ามีการอัญเชิญพระบรมธาตุไปยังเมืองเชียงใหม่แล้วหลายครั้ง วัดแห่งหนึ่งในอำเภอหางดง ชื่อวัดต้นเกว๋น (อินทราวาส) ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวสมัยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ (พ.ศ. 2399-2413) ก็ได้รับกล่าวถึงในตำนานว่า เคยใช้เป็นที่หยุดพักของขบวนแห่พระบรมธาตุศรีจอมทองไปยังเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากที่วัดนี้ มีมณฑปจัตุรมุขแบบพื้นเมืองล้านนาที่เหมาะแก่การบูชาและสรงน้ำพระบรมธาตุก่อนที่จะนำเข้าไปในตัวเมืองเชียงใหม่

    ค้นอดีต “วัดต้นเกว๋น” ที่พักขบวนแห่พระบรมธาตุยุคก่อน สู่การคืนชีพในฉาก “กลิ่นกาสะลอง”

ตราบถึงรัชสมัยของเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองเชียงใหม่คือ เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) ก็ยังมีการบอกเล่าไว้ในตำนานถึงการปฏิสังขรณ์วัดศรีจอมทอง รวมถึงการฉลองครั้งยิ่งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2465


ของล้ำค่าที่เจ้านายเมืองเชียงใหม่นำมาถวายพระธาตุศรีจอมทอง (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9)

ปูชนียสถานที่สำคัญของวัดได้แก่ มณฑปปราสาทก่ออิฐถือปูน ฝีมือสล่า (ช่าง) ชาวพม่า ซึ่งอยู่ในวิหารของวัด วิหารหลวง พระอุโบสถ และเจดีย์ซึ่งมีลักษณะองค์เจดีย์เป็นแบบที่ตั้งอยู่ฐานบัวลูกแก้ว 2 ชั้น ชนิดฐานย่อเก็จ แต่ชั้นฐานที่รองรับองค์ระฆังเป็นบัวฐานปัทม์ชนิดกลมเช่นเดียวกับเจดีย์ของวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดพระธาตุหริภุชัย เป็นต้น

หากนับเวลาการสร้างวัดพระธาตุศรีจอมทอง ซึ่งกล่าวในตำนานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1995 จนถึงปัจจุบัน วัดพระธาตุศรีจอมทองก็มีอายุมากกว่า 500 ปีแล้ว

ปัจจุบันวัดพระธาตุศรีจอมทองสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2470 และได้รับการสถปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารเมื่อ พ.ศ. 2506

ในทุกๆ ปีทางวัดจะจัดงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมทอง 2 ครั้ง คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ตรงกับวันวิสาขบูชา และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เหนืออีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความพิเศษของพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้ คือสามารถเชิญพระธาตุออกมาสรงน้ำได้โดยตรง ต่างจากพระบรมสารีรกธาตุองค์อื่นที่มักบรรจุอยู่ในผอบฝังอยู่ใต้พระธาตุเจดีย์


อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุศรีจอมทองมาสรงน้ำ (ภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9)

 


ขอขอบคุณ :-
ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 9 กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 13 ธันวาคม 2562
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_42740
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 6 สิ่งที่ควรทำ เมื่อรู้สึกว่า ตัวเองขี้แพ้ | เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอย่าง เมื่อ: มิถุนายน 27, 2022, 05:23:57 am




6 สิ่งที่ควรทำ เมื่อรู้สึกว่า ตัวเองขี้แพ้ | เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอย่าง และ ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ไปตลอด

ใครรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดี ทำอะไรก็สู้คนอื่นไม่ได้ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นหนทางเลย มันมืดไปหมด รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้แพ้

คงไม่มีใครอยากเป็นคนขี้แพ้

ขี้แพ้ เป็นคำที่ไม่น่าฟังเอาซะเลย มันรู้เลยไม่มีคุณค่า ทำอะไรก็ไม่ดี ดูไม่มีหนทางชนะอะไรสักอย่างในชีวิต เป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดไป ได้แต่นั่งเฝ้ามองความสำเร็จของคนอื่น

ว่าแต่ไอ้ความรู้สึก ขี้แพ้ มันเริ่มมาจากไหน มันคงไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแน่ๆ อย่างน้อยก็มั่นใจอย่างนั้น แต่อาจจะเพราะโตขึ้น ได้เจออะไรเข้ามามากมาย ได้เจอความกดดัน ได้เจอความคาดหวังจากตัวเองและคนอื่น พอมันไม่เป็นไปตามนั้น ก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มันแย่สิ้นดี นี่ละมั้งที่เรียกว่าความรู้สึกแพ้

พอแพ้บ่อยๆ เข้าก็คงไม่แปลกที่เราจะมองตัวเองว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ แต่ละคนก็อาจจะเป็นไอ้ขี้แพ้ในแต่เรื่องต่างกันไป เช่น ขี้แพ้ในความรัก การงาน เพื่อน การใช้ชีวิต บางคนอาจจะเป็นทุกเรื่องรวมกันแล้วรู้สึกว่าตัวเองนี้ละ Loser สุดๆ




6 สิ่งที่ควรทำเมื่อรู้สึกว่าตัวเองขี้แพ้

1. หาสิ่งมาซัพพอร์ตจิตใจ
หาอะไรมาซัพพอร์ตจิตใจของเรา มันเป็นได้หลายอย่างมากๆ เช่น หาสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ เมื่อทำสำเร็จเราจะรู้สึกดีกับมัน ,หาคนช่วยรับฟัง สนับสนุนเรา ,ฟังหรืออ่านอะไรที่ให้กำลังใจเรา

2. มองไปข้างหน้า
ตั้งเป้าหมายไว้และค่อยๆ ใช้เวลาไปให้ถึงให้ได้ มองไปข้างหน้า ไม่ว่าชีวิตจะเจออะไร เพราะเราไม่มีทางที่ย้อนเวลาได้เลย มองไปข้างหน้า มองไปที่ความสำเร็จที่รออยู่

3. รักในโชคชะตา
มีหลายครั้งที่ชีวิตอาจจะต้องไปเจอเหตุการณ์ ไปเจอความบังเอิญ ไปเจอโอกาสอะไรสักอย่าง จงรักและยอมรับมันและจงเชื่อว่าสุดท้ายมันจะนำพาเราไปเจอสิ่งดีๆ

4. หามุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต
โลกนี้กว้างกว่าที่เราคิด ออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ออกไปเจอผู้คน หากไม่มีเวลาแค่เปิดหนังสือก็เหมือนได้ออกเดินทาง พยายามหามุมมองใหม่ให้ชีวิต เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

5. มองเห็นคุณค่าในตัวเอง
มองเห็นคุณค่าในตัวเอง เชื่อมั่นและมั่นใจตัวเอง อย่าให้ปากคนอื่นมากำหนดว่าเราเป็นคนยังไง หรือมากำหนดว่าเราต้องรู้สึกแบบไหน

6. จำไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอย่าง
ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปดั่งใจเราได้ ไม่เป็นไรเลยหากมันจะไม่เป็นไปตามที่เราคิด ขอแค่พยายามเต็มที่ ล้มได้แต่อย่าถอย ไม่จำเป็นต้องชนะทุกเรื่อง

@@@@@@@@

ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ไปตลอด บางวันเราอาจจะชนะ แต่ชัยชนะนั้นมันอาจจะเล็กจนเรามองไม่เห็นความสำคัญของมัน ขอให้ชื่นชมกับมัน เป็นเราในแบบทุกวันนี้ได้ก็เก่งที่สุดแล้ว






ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : psychologytoday
URL : https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_362305/
26 มิถุนายน 2022 - 10:00
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / งดรับบริจาค วัดพระธาตุแม่เย็น หลังสำนักพุทธแจ้งเป็นวัดร้าง ท่องเที่ยวหยุดชะงัก เมื่อ: มิถุนายน 27, 2022, 05:11:28 am



งดรับบริจาค วัดพระธาตุแม่เย็น หลังสำนักพุทธแจ้งเป็นวัดร้าง ท่องเที่ยวหยุดชะงัก ร้านค้าต้องปิด

วันที่ 25 มิ.ย.65 ชุมชนบ้านแม่เย็น หมู่ 1 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นำโดย น.ส.จุไรรัตน์ กันทาสุข ผญบ.บ้านแม่เย็น ได้ขึ้นป้ายประกาศงดรับบริจาคปัจจัยและยุติการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ บนวัดพระธาตุแม่เย็น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การขึ้นป้ายประกาศดังกล่าว สาเหตุมาจากทางชุมชนบ้านแม่เย็น และคณะจิตศรัทธา ได้รับแจ้งจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า วัดพระธาตุแม่เย็นเป็นสถานะวัดร้างการก่อสร้างและกิจกรรมทุกครั้งต้องขออนุญาตสำนักพุทธทุกครั้ง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยจะเปิดอีกครั้งหลังจากที่ได้รับอนุญาตจากทางสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนเสียก่อน

อย่างไรก็ตามการขึ้นป้ายดังกล่าว เกิดจากการประชาคมของชุมชนบ้านแม่เย็น หลังได้รับการแจ้งจาก ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ฯ ว่า ให้ระงับการก่อสร้างวิหารที่ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 พ.ค.65 ชาวชุมชนบ้านแม่เย็นได้ ขอน้อมถวายการต้อนรับเจ้าประคุณสมเด็จพระธรญาณมุนีกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารกรุงเทพมหานคร เมตตาเป็นประธานทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดพระธาตุแม่เย็น เพื่อร่วมสมทบทุนสร้างวิหารแทนหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ โดยผ้าป่าสามัคคีดังกล่าว ได้ยอดบริจาคเป็นเงินประมาณ 1.8 ล้านบาท






สำหรับวัดพระธาตุแม่เย็น ทางชุมชนบ้านแม่เย็น ได้เคยทำเรื่องขอยกฐานะเป็นวัด ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแม่ฮ่องสอน เมื่อ 30 ม.ค.62 โดยผ่านกระบวนการตามระเบียบและข้อกฎหมายทุกประการ แต่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ระบุว่า หนังสือดังกล่าวหมดอายุไปแล้ว ทางชุมชนจึงได้ยื่นเรื่องเข้าไปใหม่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

อนึ่งสำหรับวัดพระธาตุแม่เย็น เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอปาย ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางขึ้นไปนมัสการและท่องเที่ยวบนวัด ฯ เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขา มีทิวทัศน์ของตัวเมืองปาย ที่งดงาม นอกจากนั้น ยังมีการจัดงานประเพณีทางด้านศาสนามาทุกปี และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว แต่เมื่อมีการประกาศงดรับบริจาคและงดก่อสร้างพระวิหาร ส่งผลให้การท่องเที่ยวบนวัดต้องชะงักลง เนื่องจากชุมชนที่เคยเปิดร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว ต้องปิดตัวลง ทำให้การท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักไปด้วย












Thank to : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_7129597
ทุกทิศทั่วไทย , 25 มิ.ย. 2565 - 23:30 น.
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การสวดมนต์​ได้อะไรกับชีวิต เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 07:08:09 am



การสวดมนต์​ได้อะไรกับชีวิต

คำแต่ละคำที่ปรากฏในตำราสวดมนต์นั้น เป็นคำที่เป็นศิริมงคลทั้งสิ้น ไม่ว่ามนต์ที่สวดนั้นจะมีความหมายอย่างไรก็ตาม เหตุที่ว่าเป็นมงคลเนื่องจากทุกคำกล่าวของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคำที่พระองค์ตรัสออกมาด้วยสติอันบริบูรณ์ พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ปราศจากกิเลสทั้งปวง พระองค์เป็นครูทั้งสามโลก ดังนั้นการที่มนุษย์สวดมนต์ที่เป็นคำของพระองค์จึงเป็นมงคลด้วยการนี้แก่ชีวิต
 
นอกจากนี้เหล่าเทพเทวดาทั้งผองต่างชื่นชมชื่นชอบในการได้ยินเสียงสวดมนต์ที่สรรเสริญต่อพระธรรมอันยิ่ง เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทพเทวดาก็ไปจากมนุษย์นี้เองที่ดับจากจิตมนุษย์ไปอุบัติเป็เทพเทวดา แล้วเหตุที่ไปเป็นเทพเทวดาเพราะมีศีลมีธรรมในใจอย่างมากเมื่อคราวเป็นมนุษย์

ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมา จึงยืนยันได้ว่าการสวดมนต์เป็นมงคลกับชีวิตอย่างมาก และยิ่งในช่วงนี้ที่เป็นวิกฤตโควิดถ้าเรารู้จักทำใจให้สงบ มีสติ มีสมาธิ ในการสวดมนต์จะทำให้ตัวเรามี ที่เป็นกุศล เป็นที่รักของเทพเทวดา  อย่างน้อยสิ่งที่อัปมงคลหรือเรื่องร้ายๆก็จะห่างไกล 
 
แนะนำให้สวดมนต์ บทที่สำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์ไปกล่าว เมื่อคราวเกิดโรคระบาดในเมืองเวสาลี เมื่อกล่าวจบฝนตก 7 วัน 7 คืน ชำระล้างจนสะอาดและปลอดจากโรคระบาดไปอีกนาน 
 
@@@@@@@

บทขัดระตะนะสุตตัง

ราชะโต วา โจระโต วา มะนุสสะโต วา อะมะนุสสะโต วา อะมะนุสสะโต วา อัคคิโต วา อุทะกะโต วา ปิสาจะโต  วา ขาณุกะโต วา กัณฎะกะโต วานักขัตตะโต วา ชะนะปะทะโรคะโต วา อะสัทธัมมะโต วา อะสันทิฎฐิโต วา อะสัปปุริสะโต วา จัณฑะหัตถิอัสสะมิคะโคณะกุกกุระอะหิวิจฉิกะมะนิสัปปะทีปิอัจฉะตะรัจฉะสุกะระมะหิสะ ยักขะรักขะสาทีหิ นานา ภะยะโต วา นานาโรคะโต วา นานาอุปัททะวะโต วา อารักขัง คัณหันตุ ฯ

ปะณิธานะโต ปัฎฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะ ปาระมิโย ทะสะอุประปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโย ปัญจะ  มะหาปะริจจาเค ติสโส จะริยา ปัจฉิมัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก  มาระวิชะยัง สัพพัญญุตะญาณัปปะฎิเวธัง นะวะ โลกุตตะระธัมเมติ สัพเพปิเม พุทธะคุเณ อาวัชชิต์วา เวสาลิยาตีสุ  ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัสํมา อานันทัตเถโร วิยะ การุญญะจิตตัง อุปัฎฐะเปตํวาฯ

    โกฎิสะตะสะหัสเสสุ         จักกะวาเฬสุ เทวะตา
    ยัสสาณัมปะฎิคคัณหันติ     ยัญจะ เวสาลิยัมปุเร
    โรคามะนุสสะทุพภิกขะ      สัมภูตันติวิธัมภะยัง
    ขิปปะมันตะระธาเปสิ         ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
 
บทสวดบทนี้ พระราชภาวนาวัชราจารย์ วิ. พระคณาจารย์ สายวิปัสสนาท่านสวดประจำ และแนะนำให้ลูกศิษย์สวดในช่วงโรคระบาดโควิดด้วย เพื่อให้ห่างไกลจากโรคระบาดครั้งนี้





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/490395
คอลัมน์ : ทำมาธรรมะ โดย..ราชรามัญ , 05 ส.ค. 2564 เวลา 5:00 น.
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความจริง เรื่อง "เทวดากับมนุษย์" เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 06:55:19 am


ความจริง เรื่อง "เทวดากับมนุษย์"

ในยุคปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าผู้คนสนใจที่จะเคารพกราบไหว้เทพเทวดาค่อนข้างมาก ทั้งที่ในใจก็บอกว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทพเทวดาดูเหมือนจะน้อยนิด

หลายคนมักจะถามว่าเทวดานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าตอบตาม ตรรกะความรู้ เทพเทวดาที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา หรืออาจจะเรียกว่าเป็นเทพเทวดาที่มีสัมมาทิฐินั้น ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง ออกชื่อมากที่สุด เห็นจะเป็นท้าวสักกะเทวราช หรือที่คนไทย เรียกกันว่า พระอินทร์

ส่วนเทพเทวดาที่มีชื่ออื่นๆนั้น อาจจะปรากฏบ้างแต่ไม่มากและไม่บ่อยครั้ง ทีนี้ก็ตั้งคำถามว่า มนุษย์ ถ้าเกิดกราบไหว้เทพเทวดา ย่อมจะส่งผลอะไรใดๆให้บ้าง

@@@@@@@

อยากให้ลองพิจารณาจากเรื่องนี้

ครั้งหนึ่ง ในครอบครัวของพราหมณ์ เมื่อ บุตรชายของพราหมณ์มณีออกไปบวชแล้วในสำนักพระพุทธเจ้าแล้วได้เป็นพระอรหันต์ ทุกเช้าแม่พราหมณ์มณีทำอาหาร แต่ไม่เคยใส่บาตรพระลูกชายเลย

กลับนำอาหารนั้นไปตั้งไว้กลางแจ้งเพื่อสักการะพระพรหม ทำทุกวัน พระลูกชายมายืนถือบาตรอยู่หน้าบ้านตนก็ไม่เคยคิดจะนำเอาอาหารมาใส่

นานเข้าร้อนถึงพระพรหม ต้องเสด็จลงมาจากสวรรค์ แล้วบอกกับนางพราหมณีนั้นว่า อาหารที่เจ้าทำสักการะเรา เราได้แต่รับรู้ แต่กินไม่ได้ เจ้าควรนำเอาอาหาร ที่ทำมาเพื่อสักการะเรา ไปถวายพระลูกชายเถิด จะได้อานิสงส์ผลบุญมาก เพราะ พระลูกชายนั้นเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องนำเอาอาหารใดๆมาสักการะเราเลย


@@@@@@@

จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า
   1. เทพเทวดามีอยู่จริง
   2. อาหารที่เราทำการสักการะเทพเทวดานั้น เทพเทวดากินไม่ได้
   3. เทพเทวดาจะไม่ยุ่งกับมนุษย์แต่อย่างใด

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งพอยกเป็นตัวอย่างได้ อนาถบิณฑิกเศรษฐี สร้างโรงทาน ให้ผู้คนมาทานอาหารฟรี และทำบุญตักบาตรทุกวัน เทวดาองค์หนึ่งที่อาศัยขื่อบ้านเศรษฐีอยู่นั้นมาเตือน ว่าเงินก็ใกล้จะหมดแล้วยังคิดแต่ทำบุญอยู่ได้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงขับไล่เทวดา ให้ไปอยู่ที่อื่น เทวดาไม่มีที่อยู่ ก็ไปกราบพระพุทธเจ้าเล่าเรื่องราวให้ฟัง พระเจ้าบอกให้มาขอโทษท่านเศรษฐี

นี่เราเพียงย่อๆ เพื่อต้องการให้เห็นว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่ มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วย ศีลธรรมอันงดงามแล้ว แม้เทพเทวดาก็ยังต้องเกรงใจ ดังนั้นถ้าใคร นำเอาเรื่องเทพเทวดามา บังคับเราก็ดี มากล่าวอ้างต่างๆนานาก็ดี ขอให้ยึดใน ตรรกะความรู้ ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนานี้ เป็นแม่แบบในการพิจารณาแล้วตัดสินใจ จะทำให้ชีวิตของเรานั้นไม่ถูกร้อยรัดด้วยสิ่งที่ ถูกอ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ อย่างไร้เหตุผลอีกต่อไป





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/492361
คอลัมน์ : ทำมาธรรมะ โดย พระราชรามัญ ,19 ส.ค. 2564 เวลา 4:00 น.
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 "วิธีออกกำลังกาย" ง่ายๆ แบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์ เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 06:32:34 am


8 "วิธีออกกำลังกาย" ง่ายๆ แบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์

ชวนมาออกกำลังกายง่ายๆ ด้วย 8 วิธีออกกำลังกาย แบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์ เพื่อความฟิตแอนด์เฟิร์ม มากกว่าเดิมได้แน่นอน

“วิธีการออกกำลังกาย” ถือเป็นเป้าหมายชีวิตของใครหลายคน ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นที่จะพิชิตหุ่นสวยและสุขภาพดีอย่างไร แต่ในบางครั้งสถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยให้พกพาอุปกรณ์ออกกำลังไปด้วย บางสถานที่ก็อาจจะไม่มีฟิตเนสให้ได้ใช้งาน

"ฐานเศรษฐกิจ" จึงนำวิธีออกกำลังกายโดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ แต่ก็ได้ฟิตหุ่นได้เหมือนกัน แถมทำได้ง่ายและไม่ต้องใช้พื้นที่มาก


@@@@@@@

ท่าสควอทขึ้นลง
    - บริหารกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกันโดยใช้การตึงตัวของกล้ามเนื้อ
    - ทำท่าสควอทแล้วยกมือสองข้างขึ้นมาประสานกัน
    - ดันตัวขึ้นทีละน้อย โดยใช้แรงดันจากส้นเท้า และค่อยๆ ลดตัวลงในท่าเดิม
    ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 30 วินาที

ท่ากระโดดสคอท
    - ฝึกความแข็งแรงในการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว
    - ย่อตัวลงในท่าสควอทแล้วยกฝ่ามือสองข้างขึ้นมาประสานกัน
    - กระโดดตัวขึ้นแล้วย่อตัวกลับมาในท่าสควอทอีกครั้ง
    - ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 10-12 ครั้ง

วิ่งอยู่กับที่ 15-30 นาที
    - วิ่งอยู่กับที่ประมาณ 15-30 นาที จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้สูงเลยทีเดียว
    - ควรให้ความสำคัญกับรองเท้าที่ใช้ในการวิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ข้อเท้า

ท่ากระโดดกางแขนแตะพื้น
    - กางแขนและขาสองข้างออกคล้ายรูปดาว ให้แขนเหยียดตรงขนานกับพื้น
    - เอียงตัวไปทางขวาจนมือขวาสัมผัสกับพื้น
    - เอียงตัวกลับมาในท่าเดิม และกระโดดให้ขาสองข้างมาชิดกัน
    - ทำสลับข้าง ทำซ้ำ 3 เซต เซตละ 12-15 ครั้ง

วิดพื้น
    - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณส่วนอก หัวไหล่ ต้นแขน และหน้าแขน
    - ทำ 20 ครั้ง แบ่งเป็น 2 เซต
    - ใครไม่สามารถวิดพื้นได้แบบปกติ ให้ใช้หัวเข่าลงแทนปลายเท้า จะช่วยให้การวิดพื้นทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

กระโดดแล้วนั่งงอเข่า
    - เริ่มด้วยการยืนตรงแล้วย่อเข่าแบบท่า Squat ต่อด้วยการกระโดดยืดตัวด้วยปลายเท้า
    - ทำประมาณ 15 ครั้ง ให้ครบ 2 เซต
    - ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้แทบทุกส่วนของร่างกาย

นอนราบยกขา
    - เริ่มจากการนอนราบกับพื้น แล้วจึงค่อยยกขาช้าๆ
    - ขาทั้งสองข้างควรเหยียดให้ตรงตั้งฉากกับพื้น
    - ทำประมาณ 20 ครั้ง ให้ครบ 2 เซต

ลุก นั่ง และเหยียดตัว
    - เริ่มจากการยืนตรง ต่อด้วยย่อตัวลงมาในท่านั่งยองๆ
    - มือทั้งสองข้างวางที่พื้น ตามด้วยการเหยียดขาไปด้านหลังให้เหมือนอยู่ในท่าวิดพื้น ให้กลับมาอยู่ในท่าเดิม
    - ทำ 20 ครั้ง วิธีนี้ช่วยลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


Thank to : https://www.thansettakij.com/lifestyle/529915
ไลฟ์สไตล์ ,สุขภาพ ,ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล |,24 มิ.ย. 2565 เวลา 0:05 น.
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ : มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 06:07:26 am



ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ

แอนดี้ โกรฟ ซีอีโอผู้ก่อตั้งอินเทล ผู้ผลิตซิปที่ทำให้เกิดเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ถาม มาร์ค ซัคเกอร์เบริ์กว่า "เอาความมุ่งมั่นมาจากไหน" ที่ทำให้เฟซบุ๊กเติบโตมาขนาดนี้ คำตอบคือ มีแม่ที่เป็นยิว เพราะคนยิวนั้นจะมีความมุ่งมั่นเป็นพื้นฐานในส่วนลึกจิตใจที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ

สตีฟจ็อบ เคยบอกกับสื่อว่า การออกแบบไอโฟนที่เรียบง่ายของเขานี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากความเรียบง่ายของพุทธศาสนามหายาน คือ เซ็น

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ของโลก ต่างก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจ ในจิตใจเป็นสำคัญ ซึ่งก็ตรงกับหลักคำสอนของพระตถาคต ที่มีบาลีรองรับว่า

    มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา
    แปลเป็นไทยได้ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจมาก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ

@@@@@@@

คนเราจะทำอะไรก็ตาม ต่างก็ต้องใช้ใจเป็นที่ตั้ง เป็นจุดเริ่ม เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนเกิดมาจากใจทั้งสิ้น คนที่ล้มเหลว.. ย่อมมีความท้อ นั่นก็ย่อมเป็นธรรมดาอย่างหนึ่ง แต่เมื่อใดที่หายเหนื่อยหายท้อก็ต้องเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง  เพราะว่าคนเราต้องอยู่และก้าวไปด้วยความหวัง เราจะอยู่แบบไร้ซึ่งความหวังมิได้

ขอให้มีใจที่มุ่งมั่น จะทำสิ่งใดก็ตาม จริงคำเดียวทำให้สำเร็จทั้งชีวิต ที่เรายังไม่สำเร็จแสดงว่าเราอยู่ระหว่างทางเพื่อการเรียนรู้  วันหนึ่งเราย่อมจะต้องที่หมายเหมือนคนอื่นๆ ถ้าเราเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

คนดีจริง...ไม่มีคำว่า "ท้อ" , ส่วนคนที่ท้อ ความดีนั้นยังน้อยไป

 



Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/496960
คอลัมน์ : ทำมา..ธรรมะ โดย พระราชรามัญ ,23 ก.ย. 2564 เวลา 3:30 น.
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปิดประตูความรู้สึก เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 05:59:45 am



ปิดประตูความรู้สึก

หากจะถามว่า คนเราเป็นทุกข์เพราะอะไร ในมุมของจิตวิทยา และปรัชญาต่างก็มีความเชื่อว่าเกิดจาก ความคิดและความรู้สึก เพราะทั้งสองส่วนนี้เป็นตัวรับรู้สิ่งต่างๆทั้งภายนอกและภายใน คำว่า ภายนอก ก็คือสิ่งที่เข้ามากระทบเราโดยผ่านทางตาหูจมูก กายและการสัมผัสต่างๆ ส่วนความรู้สึกภายใน ก็เกิดขึ้น จัดการคิด จัดการรู้สึก ออกมาจากจิตใต้สำนึก 2 ทางนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์

ดังนั้นวิธีที่จะทำให้ความทุกข์เราน้อยลงเราก็ต้องปิดประตูแห่งความรู้สึกคำว่าปิดประตูแห่งความรู้สึก คือพยายามไม่ให้ความคิดมันทำงานไปในเชิงลบ เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบจากภายนอก และหรือเรารู้สึกไปเองและคิดเองด้วยความรู้สึกภายใน

การปิดประตูความรู้สึกนี้ มีวิธีในการฝึกฝน ด้วยการให้ความคิด ความรู้สึก เกิดขึ้นแต่ในส่วนดี หรือพูดง่ายๆคิดดีคิดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์สิ่งไหนไม่สร้างสรรค์หรือเริ่มเป็นความรู้สึกไม่ดีต้องหยุดคิดทันที

@@@@@@@

ยิ่งถ้าเราได้มีโอกาสฝึกฝนจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือที่ภาษาธรรมะเรียกว่าเป็นคนมีสมาธิหรือฝึกภาวนาสมาธิก็ได้ การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นการตัดความคิดความรู้สึกที่ไม่ดีออกไปเพราะจิตใจเราจะอยู่กับปัจจุบันขณะล้วนๆ

บางครั้งการไปนั่งหลังขดหลังแข็ง ฝึกสมาธิแบบฤาษี ที่เข้าฌาน มากเกินไปก็ไม่ใช่หนทางของพุทธศาสนา หนทางที่ถูกต้อง และเป็นทางสายกลาง คือการลืมตาอยู่กับปัจจุบันขณะที่เคลื่อนไหว ด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 จิตจะเริ่มตื่นรู้ ทั้งด้านความคิดความรู้สึกมากขึ้น และความทุกข์จะน้อยลง

แต่อย่างไรเสียก็ควรมีพื้นฐานการฝึกสมาธิภาวนา มาบ้านอยู่ในขั้นของขณิกะสมาธิก็เพียงพอต่อการที่จะนำเอาสมาธินั้นมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ

ความคิดใดที่เป็นลบความรู้สึกใดที่เป็นลบ ไม่ควรให้เกิดขึ้น ถ้าเราหมั่นฝึกแบบนี้ได้ชีวิตเราจะมีความสุขโดยที่แท้จริงตลอดไป

 




Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/497739
คอลัมน์ : ทำมา ธรรมะ โดยพระราชรามัญ , 30 ก.ย. 2564 เวลา 4:00 น.
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไขความเชื่อ ทำบุญให้คนตาย ได้รับหรือไม่.? เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 05:49:08 am



ไขความเชื่อ ทำบุญให้คนตาย ได้รับหรือไม่.?

ทำบุญให้คนที่ตายแล้ว เขายังได้รับไหม.? หลายคนถาม หมอปลาย พรายกระซิบ เรื่องการทำบุญให้คนที่ตายไปแล้ว จัดโต๊ะจัดอาหารรวมญาติพี่น้อง ไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับประจำปี เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นทำให้หลายคนสงสัยว่า สิ่งที่เราทำบุญไปนั้น ผู้ล่วงลับ เขายังจะได้รับหรือไม่

   หมอปลายเล่าว่า การ "ถวายของประณีต ย่อมได้ของประณีต" เราให้ของดี ชีวิตเราก็จะได้รับสิ่งดีๆ เช่นกัน
   ส่วนที่ถามว่า แล้วไหว้ไปท่านจะได้รับบุญไหม ได้ของที่ให้ไปหรือเปล่า
   คำตอบคือ "ได้รับแน่นอน" เพราะถึงกายหยาบในภพนี้เขาจากไป แต่ดวงจิตของเขายังเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แล้วดวงจิตที่ข้างล่างเขานับว่าเป็นตัวตน

เพราะฉะนั้นทำไปเถอะ ท่านได้รับชัวร์ค่ะ อยู่ในรูปแบบไหนของดวงจิตท่านก็ได้รับ เพราะอย่างที่ปลายเคยเล่าข้างล่าง ระบบจัดการเขานี่คือยิ่งกว่าบิ๊กเดต้า คือ มีชื่อที่อยู่ตัวตนครบทุกภพทุกชาติ ไกลแค่ไหน ไปเกิดเป็นอะไรบุญก็ตามไปถึงนั่น นั่นเอง





Thank to : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2424410
ไทยรัฐออนไลน์ ,ดวง , ความเชื่อ , 22 มิ.ย. 2565 12:12 น.
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “วัตถุมงคล กับ ใจมงคล” ชาวพุทธเลือกแบบไหน เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 06:57:20 am



“วัตถุมงคล กับ ใจมงคล” ชาวพุทธเลือกแบบไหน

ในโลกออนไลน์ต่างมีความคิดที่แตกต่างกัน ระหว่างผู้ที่ชื่นชอบวัตถุมงคลที่พระสงฆ์ปลุกเสกกับผู้ที่ชื่นชอบธรรมะแท้ๆ ในแนวพระป่าวัดป่า ความแตกต่างเกิดขึ้นเพราะมุมมองที่มีกันคนละมิติและมองเห็นความจริงกันคนละด้านนั่นเอง
 
คนที่ชอบวัตถุมงคลต่างก็บอกว่า การสร้างและเสกวัตถุมงคลนี้มีมานับหลายร้อยปีตั้งแต่กรุงสุโขทัยมาถึงลพบุรี อยุธยา และก็มาถึงในยุคปัจจุบัน สร้างแล้วผู้คนเอาไปบูชาเพื่อไว้ป้องกันสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งคุณไสย ทั้งสิ่งอัปมงคลต่างๆ ตลอดทั้งแก้และกันเพื่อทำให้ชีวิตไม่ตกอยู่ในอันตราย
 
สมัยนี้เมื่อสร้างวัตถุมงคล ให้จำหน่ายวัดก็พอมีรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเอง อีกทั้งไว้คอยปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะภายในวัด เพราะไม่เคยมีหน่วยงานไหนอุดหนุนวัดและพระสงฆ์ได้ อย่างจำนวนที่มากพอต่อความต้องการได้ ทั้งพระและวัดจึงต้องหารายได้เอง เพื่อเสียค่าน้ำค่าไฟและซ่อมแซมบูรณะเสนาสนะเอง ส่วนวัตถุมงคลนั้นจะดีจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์นั้นๆ ของผู้ที่นำเอาไปบูชา

แต่ผู้ศึกษาธรรมะในสายพระป่าวัดป่า ก็มีมิติการมองไปอีกมุมหนึ่งว่า ศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เหมือนไปผิดทาง เน้นวัตถุเพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียวมากไป ตามความจริงการเป็นพระต้องสมถะ สงบ อยู่ได้แบบตามมีตามเกิด พระภิกษุแปลว่าผู้ขอ เดินออกบิณฑบาตนี่คือการขอ  ดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะการขอ ไม่ใช่ดำเนินชีวิตอยู่ได้เพราะการสร้างรายได้
 
@@@@@@@

วัตถุมงคล มองกันตามความจริงผู้เสกไม่ว่าจะยุคไหนรุ่นไหนต่างก็ต้องละสังขารไป พูดง่ายๆคนสร้างคนเสกยังตายเลย แต่ทว่าในสายพระป่าวัดป่านิยมสอนให้ใจเกิดความเป็นมงคล เพราะจะทำให้เกิดปัญญาในแก้ไขและตัดสินปัญหาต่างๆ ได้ รู้จักความสงบในจิตใจได้ ความแตกต่างอยู่กันตรงนี้

มีการวิจัยในเชิงจิตวิทยาว่า..ผู้ที่อาศัยวัตถุมงคลยึดเหนี่ยวจิตใจนั้นเป็นเพราะใจยังไม่แข็งแรงมากพอ ยังต้องพึ่งสิ่งภายนอกอยู่ ส่วนผู้ที่ไม่สนใจในวัตถุมงคลใดๆ เลยนั้นเป็นเพราะใจเขาเป็นที่พึ่งแห่งใจได้แล้วจิตใจแข็งแรงมากพอ
 
ผู้ที่ชอบวัตถุมงคลโดยมากยังชอบดื่ม หรือไปในสถานที่อโคจรเป็นเสียส่วนมาก นี่ในมุมวิชาการเขามองแบบนั้น แล้วต่างก็ยกแก้วสุราข้ามหัวของวัตถุมงคลที่แขวนอยู่เพื่อเอาเข้าปาก จึงเกิดคำถามว่า ความขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นจะอยู่ตรงไหน ตามหลักของพระพุทธเจ้า คำสอนนั้นทรงห้ามวัตถุมงคลต่างๆ ทั้งนั้น


@@@@@@@

ในตำนานพระพุทธรูปแก่นจันทร์ ตอนพระองค์ขึ้นสวรรค์โปรดพระมารดา ศรัทธามหาชนคิดถึงพระองค์จึงนำเอาไม้แก่นจันทร์มาแกะเป็นรูปพระองค์ เพื่อบูชาระลึกถึง ครั้นทรงเสด็จลงมาสั่งให้นำไปทำลายเสีย บ้างมองว่าอินเดียยุคนั้นไม่นิยมสร้างรูปเคารพของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ถือว่าไม่เป็นมงคลนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าไม่สอนไปในแนวนี้จึงสั่งให้ทำลาย
 
เราจะศึกษาและนับถือพุทธแบบไหน วัตถุมงคล หรือ มีใจที่เป็นมงคล อีกอย่างประเภทพระสร้างปลัดขิกนี่ ไม่ควรสร้างและทำยิ่งนัก เพราะปลัดขิก คือ สัญลักษณ์ตัวแทนแห่งศิวลึงค์ในศาสนาฮินดู สร้างเหรียญเคารพ และอื่นๆ ยังพอรับฟังได้บ้าง หวังว่าชาวพุทธคงใช้ปัญญาพิจารณาเอาเองได้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรในเรื่องวัตถุมงคลนี้





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/529746
คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย​ ราช รามัญ , 23 มิ.ย. 2565 เวลา 5:30 น. 920
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “คาถาเศรษฐี” ช่วยค้าขาย ให้ปัง.!! เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 06:11:38 am



“คาถาเศรษฐี” ช่วยค้าขาย ให้ปัง.!!

ถ้าอยากรวยให้ทำตาม “คาถาเศรษฐี” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ท่องคาถา 4 คำ นี้ “อุ อา กะ สะ” และพ่อค้า แม่ค้า ต้องมี “เสน่ห์ 3 อย่าง” ในการค้าขาย "เสน่ห์ใบหน้า เสน่ห์วาจา เสน่ห์กิริยา" และต้องมี “อย่า 3 อย่า” คือ "อย่าหน้างอ อย่าให้รอนาน อย่าทำเหมือนงานมาก"

ช่วงนี้พ่อค้าแม่ค้าหลายคน กำลังเจอปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากที่ขายของได้ มีกำไร ตอนนี้มีแต่ขาดทุน อย่างไรก็ตามอาตมาอยากให้กำลังใจ พ่อค้าแม่ค้าทุกคน เรามาร่วมกัน เปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา คนทุกคนเกิดมาก็ต้องเจอปัญหากันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย อาตมาเอง บางทีก็เจอปัญหาเหมือนกัน บางครั้งก็ท้อ แต่มาคิดดูแล้ว คำว่า “ท้อ” ไม่มีความหมายสำหรับผู้มีความเพียร มีความมุ่งมั่น ขยันอดทน ต่อสู้

ในทางพระพุทธศาสนาของเราบอกว่า เมื่อเจอปัญหาก็ต้องตั้งสติก่อน แล้วค่อยหาทางออก มองปัญหาด้วยปัญญา การแก้ไขปัญหาชีวิต เหมือนโยมได้ทำแบบฝึกหัดชีวิต บทเรียนชีวิต มีไว้ให้จดจำ ไม่ได้มีไว้ให้ทำซ้ำรอย การค้าขายให้ปัง ไม่ต้องมี “นางกวัก” ไม่ต้องบูชา “กุมารทอง” ไม่ต้องห้อย “ปลาตะเพียน” ไม่ต้องบูชา “จิ้กจกสองหาง” ไม่ต้องมี “ของศักดิ์สิทธิ์” ไม่ต้องรอ “เทพเจ้าดลบันดาล”   

อาชีพค้าขาย คือ อาชีพที่ต้องบริการลูกค้า ลูกค้าจะเข้าร้านเยอะ แม่ค้าจะขายของดี ไม่ได้อยู่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่ค้าต้องมี “เสน่ห์ 3 อย่าง” ในการค้าขาย “เสน่ห์ใบหน้า เสน่ห์วาจา เสน่ห์กิริยา” และต้องมี “อย่า 3 อย่า” คือ “อย่าหน้างอ อย่าให้รอนาน อย่าทำเหมือนงานมาก” ถ้าโยมอยากค้าขายแล้วรวย ต้องท่องคาถานี้ทุกวัน “ยิ้มแล้วรวย” “ยิ้มแล้วรวย” “ยิ้มแล้วรวย” แล้วอย่าลืมห้อยหลวงพ่อ 2 องค์ ห้อยหลวงพ่อยิ้มไว้ที่ดวงหน้า ห้อยหลวงพ่อเมตตาไว้ที่ดวงใจ แค่นี้ลูกค้าจะเข้าร้าน จนโยมขายของไม่ทัน โยมจะขายของดีในไม่ช้า ไม่เชื่อก็ลองดู     

ความร่ำรวยเงินทอง ทรัพย์สมบัติ เป็นความปรารถนาของมนุษย์ปุถุชน แต่ละคนจะมีวิธีการในการหาทรัพย์ที่แตกต่างกันไป บางคนมุ่งอธิษฐานบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนหาด้วยอบายมุข เล่นการพนัน ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย คอร์รัปชั่น เอาเปรียบคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เป็นทางแห่งความเสื่อมของชีวิต”       

@@@@@@@

ถ้าอยากรวยให้ทำตาม “คาถาเศรษฐี” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ท่องคาถา 4 คำ นี้ “อุ อา กะ สะ”

    อุ มาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา คือ ขยันหา ขยันทำงานหาเงิน ให้มีรายได้หลายทาง อย่าหยุดคิด พัฒนางานที่เราทำ สินค้าที่เราขาย ปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ละทิ้งโอกาสที่เข้ามา แสวงหาโอกาสในการทำธุรกิจเพิ่ม

    อา มาจากคำว่า อารักขสัมปทา คือ รักษาทรัพย์ให้ดี คำว่ารักษาทรัพย์ให้ดี ในยุคนี้ อาจรวมถึง การใช้ทรัพย์สินต่อยอดธุรกิจ ที่ภาษาคนรุ่นใหม่บอกว่า ให้เงินทำงานแทนเรา

    กะ มาจากคำว่า กัลยาณมิตตา คือ มีกัลยาณมิตร ข้อนี้สำคัญมาก ใครที่มีคนรอบข้างกายที่ดีนั้นมีชัยชนะไปกว่าครึ่ง เพราะกัลยาณมิตรที่ดีจะชักชวน แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่เรา
 
    สะ มาจากคำว่า สมชีวิตา  คือ ใช้จ่ายเหมาะสม การที่เราจะร่ำรวย มีเก็บ มีใช้ ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้านการทำงานหนักเอาเบาสู้

และเมื่อหาทรัพย์มาได้ก็เก็บหอมรอมริบ แบ่งทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน

    1. ใช้หนี้เก่า คือ เลี้ยงดูพ่อแม่
    2. ใช้หนี้ใหม่ คือ เลี้ยงดูครอบครัว
    3. ทิ้งลงเหว คือ ใช้จ่ายทั่วไป
    4. ฝังลงดิน คือ เก็บออม ที่สำคัญ คบเพื่อนที่ดี ไม่นำไปสู่ความฉิบหาย และใช้จ่ายให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน

หากเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า “ความร่ำรวย” จะเกิดขึ้นในชีวิตเราแน่นอน





ขอขอบคุณ :-
คอลัมน์ : ลานธรรม โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี
URL : https://www.dailynews.co.th/news/1175903/
23 มิถุนายน 2565 , 11:33 น. , การศึกษา-ไอที   
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุดทึ่ง.!! เจ้าอาวาส ลงมือสร้างโบสถ์เอง ใช้เวลานาน 10 ปี ไม่เคยหยุดพักสักวัน เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 06:03:14 am


สุดทึ่ง เจ้าอาวาสนักพัฒนา ลงมือสร้างโบสถ์เอง ใช้เวลานาน 10 ปี ไม่เคยหยุดพักสักวัน

เจ้าอาวาสลงมือสร้างโบสถ์เองตั้งแต่รับตำแหน่ง ใช้เวลานาน 10 ปี ค่อยๆ ทำเพราะไม่มีทุน ลูกศิษย์เผยท่านไม่เคยหยุดพักสักวัน

(22 มิ.ย.65) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบเห็นพระสงฆ์ วัดกลางคลองวัฒนาราม ต.เจ้าเสด็จ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา มุมานะสร้างโบสถ์ด้วยตนเอง น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าภายในวัดกลางคลองวัฒนาราม กำลังมีการก่อสร้างโบสถ์ พบกับ พระใบฎีกาเอกลักษณ์ อาภสฺสโร เจ้าอาวาสวัด กำลังตกแต่ง พ่นสีผนัง ภายในโบสถ์ ขนย้ายอุปกรณ์ตั้งนั่งร้าน ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำทุกวัน

พระใบฎีกาเอกลักษณ์ อาภสฺสโร อายุ 39 ปี เจ้าอาวาสวัด กล่าวว่า โบสถ์ของวัดถูกน้ำท่วมชำรุดเสียหาย ตนเองมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ.2555 จึงริเริ่มที่คิดจะสร้างโบสถ์ให้ยกพื้นสูง เพราะที่วัดเป็นราบลุ่มถูกน้ำทุกปี วัดเป็นวัดเล็กๆ ไม่มีเกจิอาจารย์ ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

เริ่มต้นด้วยการทอดผ้าทอดผ้าป่า ทอดกฐิน รวบรวมเงินมา รื้อโบสถ์ ตอกเสาเข็ม ทำฐานรากให้แข็งแรง สร้างโครงสร้างใช้เวลาประมาณ 5 ปี ทำบ้างหยุดบ้างเพราะไม่ทุนทรัพย์ พอทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ญาติโยมถวายเงินมาพอรวบรมเป็นก้อนได้ ก็ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ ลงมือ ทำเอง จ้างชาวบ้าน จ้างช่างรายวันมาทำ





จนถึงขณะนี้เป็นการตกแต่งภายในโบสถ์ ออกแบบเอง ลวดลายปูนปั้น ทำเองพ่นสี ทาสีอะคริลิกเอง ถึงขั้นตอนนี้ใช้เวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นเจ้าอาวาส ไม่ได้ออกวัตถุมงคล มาเพื่อหารายได้มาสร้างโบสถ์ วัดเราวัดเล็กๆไม่มีทุนทรัพย์ไปในการสร้าง อาศัยความศรัทธา ลงแรงด้วยตนเองค่อยๆทำไป ส่วนลวดลายที่ประดับดาจะเป็นรูปของปลากัด

เพราะวัดเป็นวัดอยู่กลางคลอง ลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางคลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน อยู่ติดกับท้องทุ่งท้องนา มีปลากัดเยอะ ตนเองเห็นว่าปลากัด มีลักษณะสวยงาม จึงเอามาเป็นลวดลายของโบสถ์ ส่วนที่เห็นมีรายชื่อ คนติดอยู่ที่ผนังโบสถ์ เป็นชื่อของญาติโยมที่ช่วยกันบริจาคสร้างโบสถ์ไหลเป็นสายธารจากน้ำ ของพระแม่ธรณีบีบมวยผม สื่อถึงความสามัคคีความศรัทธาของญาติโยม ช่วยกันสร้างโบสถ์

นางพัชรา กองธานี อายุ 60 ปี อดีตพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า นับตั้งแต่เห็นพระอาจารย์เอก เจ้าอาวาสมารับตำแหน่งที่วัด เห็นความตั้งใจในการพัฒนาวัด จึงได้มาช่วยงานที่วัด ผ่านมา 10 ปี โบสถ์ถึงแม้จะยังสร้างไม่เสร็จไม่เหมือนวัดอื่น เพราะวัดเราเป็นวัดเล็กๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่ใช่วัดแหล่งท่องเที่ยว อาศัยความศรัทธาจากญาติโยมช่วยกันทำบุญมา พอมีเงินก็มาสร้างที่ละอย่างจนเริ่มเป็นรูปร่าง ตั้งแต่เช้าหลังจากทำกิจของสงฆ์เสร็จ จะเห็นพระอาจารย์เอก ลงมือทำงาน ผสมปูน เข็นปูน ทำโบสถ์มาตลอดระยะเวลา 10 ปี บางวันอยากให้พักบ้างแต่ท่านไม่ยอม









Thank to : https://www.sanook.com/news/8581066/
22 มิ.ย. 65 (19:56 น.) , Sanook! Regional : สนับสนุนเนื้อหา
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย เมืองบาดาลแห่งสระบุรี เมื่อ: มิถุนายน 24, 2022, 05:51:21 am



ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย เมืองบาดาลแห่งสระบุรี

หากคุณชอบการท่องเที่ยวแนวสายมู พร้อมเรียนรู้เกร็ดประวัติศาสตร์ และยังเดินทางใกล้กรุงเทพฯ นิดเดียว ขอแนะนำ ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี  บอกเลยว่าตอบโจทย์อย่างมาก เพราะสถานที่แห่งนี้เดินทางสะดวก มีเรื่องราวมากมายให้ศึกษา และยังน่าเก็บภาพสวย ๆ เพราะภายในถ้ำตระการตา สุดปังอลังการมาก ๆ


เรื่องราวของวัดเก่าแก่ ตำนานลูกระเบิดด้าน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2


วัดแก่งคอยแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2330 แรกเริ่มเดิมทีชื่อว่า วัดแร้งคอย ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแก่งคอย วัดแห่งนี้มีเรื่องราวเล่าขานกันมายาวนาน เกี่ยวกับลูกระเบิดในตำนานนั่นเอง ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า

ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2  กลุ่มพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกา ได้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่อำเภอแก่งคอย ส่งผลให้สถานที่ราชการ ตลาด วัด ตลอดจนบ้านเรือนของประชาชนเกิดเพลิงไหม้ มีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ชาวแก่งคอยที่รอดชีวิตต้องหาที่พึ่งหลบลูกระเบิดภายในวัดแก่งคอย ซึ่งในสมัยนั้นหลวงพ่อลาเป็นเจ้าอาวาส

ช่วงเวลานั้นเองลูกระเบิดก็ตกลงมาภายในบริเวณวัด แต่ก็เกิดความอัศจรรย์เกินกว่าที่ใครจะนึกถึง เพราะลูกระเบิดเกิดด้าน ทำให้ชาวแก่งคอยรอดชีวิตมาได้ในที่สุด

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ต่อมาทางวัดจึงได้สร้างอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น นอกจากนี้ในวันที่ 2-3 เมษายน ของทุกปี ทางอำเภอแก่งคอยยังได้มีการจัดงาน “ย้อนรอยแก่งคอยสงครามโลก” ภายในงานมีการตกแต่งสถานที่จำลองในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนแต่งตัวย้อนยุคอย่างสวยงาม มีการแสดงแสง สี เสียง ริมแม่น้ำป่าสัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ก็มีขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษวิ่งตรงมาที่สถานีชุมทางแก่งคอยโดยเฉพาะ

นอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ สายมูต้องถูกใจสิ่งนี้ เพราะที่วัดแก่งคอยมี “ถ้ำปู่นาคา” ที่สวยงามเหมือนกับภาพวาด ราวกับได้ลงไปอยู่ในโลกใต้บาดาลเลยก็ว่าได้

สัมผัสถ้ำปู่นาคา เนรมิตโลกใต้บาดาลที่อยู่บนดิน




ก่อนเข้าสู่ถ้ำปู่นาคา นักท่องเที่ยวจะพบกับเจดีย์ศรีป่าสัก ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังวัด โดยองค์พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งผู้ที่มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลได้ และเมื่อสักการะบูชาแล้ว เดินถัดเข้าไปจะพบรูปปั้นพญานาค 2 องค์ อยู่ขนาบข้างปู่ฤาษี ที่ด้านหลังเป็นแม่น้ำป่าสัก ส่วนถ้ำปู่นาคาจะอยู่ทางขวามือ ก่อนเข้าสู่ตัวถ้ำจะมีบันไดขึ้นไปด้านบนเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้สักการะบูชาพระธาตุอินแขวนสีทอง แห่งประเทศพม่าแบบจำลอง


เมื่อสักการะบูชาพระธาตุอินแขวนสีทองแบบจำลองเพื่อความเป็นสิริมงคลเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเข้าไปสัมผัสความสวยงามของถ้ำปู่นาคา เมื่อก้าวย่างเข้าไปจะรู้สึกเหมือนได้อยู่ในโลกใต้บาดาลเลยทีเดียว ในถ้ำแห่งนี้มีทั้งรูปปั้นพญานาค องค์ปู่ฤาษี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สายมูได้ขอพรกันเต็มที่ และบอกเลยว่านอกจากนักท่องเที่ยวจะตื่นตาตื่นใจกับรูปปั้นพญานาคองค์ใหญ่ที่ดูเหมือนกับเลื้อยโค้งไปโค้งมาแล้ว ต้องอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพแสงสีอันสวยงามจากการประดับประดาหลอดไฟหลากสีไปตลอดอาณาบริเวณภายในถ้ำที่กว้างขวาง ซึ่งสามารถเดินทะลุถึงกันได้ในหลาย ๆ จุด บอกเลยว่าเดินไปถ่ายรูปไปเพลินสุด ๆ  




ได้เข้าไปชมถ้ำสวย ๆ และเก็บภาพที่น่าประทับใจกันแล้ว แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องอยากโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ อวดความสวยงามให้ครอบครัวและเพื่อนได้เห็นไปพร้อมกัน แต่หลายคนอาจจะคิดว่า ภายในถ้ำซึ่งเป็นพื้นที่ปิดทึบ จะต้องไม่มีสัญญาณมือถือแน่ ๆ ต้องรอกลับออกมาถึงจะเล่นโซเชียลได้  สำหรับถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอย บอกเลยว่า ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้เลย

เที่ยวอย่างสบายใจ ต้องติดต่อได้ ใช้โซเชียลสะดวก



ถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอยแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจะสามารถเที่ยวได้อย่างสบายใจ เพราะนอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีต่อใจแล้ว เรื่องของอาหารการกินก็หาง่ายเพราะภายในบริเวณวัดมีร้านขายของกินอร่อย ๆ มากมาย และนอกจากเรื่องของอาหารซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับการท่องเที่ยวแล้ว

อีกสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร ที่ไม่ว่าไปที่ไหนต้องติดต่อได้สะดวก นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวถ้ำปู่นาคา วัดแก่งคอยก็สบายใจคลายกังวลได้ เพราะที่นี่มี TRUE 5G ที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องของสัญญาณที่แรงและเสถียร โทรติดต่อได้ง่าย หรือจะใช้โซเชียลมีเดียก็ลื่นไหลไม่สะดุด ไม่ว่าจะในถ้ำหรือนอกถ้ำ ส่วนใครต้องการจะไลฟ์ รวมถึงถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ก็สามารถทำได้ทันทีเช่นกัน สะดวกสบายมาก ๆ

หรือถ้าเดินเที่ยวนาน ๆ แล้วรู้สึกเหนื่อย อยากพักสักนิด ก็สามารถหาที่นั่งพักดูซีรีส์ เล่นเกมออนไลน์แบบไหลลื่น ริมแม่น้ำป่าสัก ฟิน ๆ กันไปอีกแบบ เรียกได้ว่าอยู่กับทรูก็จะมีเทคโนโลยีที่เร็วและแรง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้ในทุกที่ ทุกเวลา

การได้เปิดหูเปิดตาในสถานที่ใหม่ ๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่พลังชีวิตเริ่มหมด ฉะนั้นหากในเวลานี้ใครรู้สึกเหนื่อยหนัก ให้วางและพัก ออกเดินทางเพื่อชาร์จพลังและกลับมาใช้ชีวิตให้มีความสุขกันดีกว่า

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1433077/gallery/





Tahnk to : https://www.sanook.com/travel/1433077/
23 มิ.ย. 65 (11:45 น.) , PR News : สนับสนุนเนื้อหา
หน้า: [1] 2 3 ... 507