ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: พระพนรัตน(รอด) “หลวงปู่เฒ่า” พระอาจารย์ใหญ่ของกรรมฐานมัชฌิมาฯ สมัยกรุงศรีอยุธยา  (อ่าน 3624 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 26396
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0

พระพนรัตน(รอด) “หลวงปู่เฒ่า” องค์นี้อยู่วัดราชสิทธาราม กทม.


พระพนรัตน(รอด) “หลวงปู่เฒ่า”
พระอาจารย์ใหญ่ของกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สมัยกรุงศรีอยุธยา

พระพนรัตน พระนามเดิมว่า รอด ทรงเป็นพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี ชาวเมืองเรียกขาน พระองค์ท่านว่า "หลวงปู่เฒ่า" พระองค์ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา และทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าแก้วด้วย ท่านเป็นในรัชสมัยสมเด็จพระยารามราชาธิราช สมเด็จพระยารามราชาธิราชทรงครองราชย์ ๑๙๓๐–๑๙๔๕ นาน ๑๕ ปี 

พระพนรัตน(รอด)เป็นสืบมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระมหานครินทราชาธิราช(พระนครอินทร์) สมเด็จพระมหานครินทราชาธิราชทรงครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๔๕–๑๙๖๑ นาน ๑๘ ปี

พระพนรัตน(รอด)ท่านเป็นสืบมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือเจ้าสามพระยา สมเด็จบรมราชาธิราชที่ ๒ ทรงครองราชนาน ๑๗ ปี  สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ทรงสถาปนา วัดมเหยงค์ อันเป็นที่สถิตของพระธรรมกิติ   

พระพนรัตน(รอด)เป็นสืบมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พระนามเดิมคือ สมเด็จพระราเมศวร) พระพนรัตน(รอด)หรือหลวงปู่เฒ่านิพพานในต้นรัชกาลนี้ ท่านมีพระชนชีพอยู่ในยุคกรุงอโยธยา ข้ามมาถึงยุคกรุงศรีอยุธยา ชาวเมืองเรียกขานพระนามพระองค์ท่านว่าหลวงปู่เฒ่า ท่านอยู่มาถึง ๕ แผ่นดิน ๕ รัชกาล

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้ายกวังทำเป็นวัด ขนานนามว่า วัดพระศรีสรรเพชญ เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ไม่มีพระสงฆ์  เป็นวัดใช้สำหรับประกอบพิธีหลวง ทรงสถาปนาวัดพระราม เป็นที่สถิตของพระเทพกวี  ทรงสถาปนาวัดจุฬามณี  ที่เมืองพิษณุโลก แล้วทรงผนวชที่วัดนี้ระยะเวลาหนึ่ง


พระพนรัตน(รอด) “หลวงปู่เฒ่า”


พระพนรัตน(รอด) หรือ หลวงปู่เฒ่า พระนามที่ชาวเมืองเรียก เพราะท่านเป็นพระมหาเถรที่มีอายุมากถึง ๙๓ พรรษาเศษ มีผู้คนเคารพนับถือมาก

พระพนรัตน(รอด) พระองค์ท่านประสูติประมาณปีพระพุทธศักราช ๑๘๙๑ สมัยกรุงอโยธยา เป็นปีที่ ๔ ในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทองที่ ๓ บรมกษัตริย์องค์สุดท้าย แห่งกรุงอโยธยา ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สองปีเศษ

พระพนรัตน(รอด)บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสามไห กับขรัวตาเฒ่าชื่น อุปสมบทเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร แห่งกรุงศรีอยุธยา(เมื่อทรงครองราชสมบัติครั้งแรก) ที่วัดสามไห ท่านขรัวตาเฒ่าชื่นเป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทแล้วได้เล่าเรียนพระกรรมฐานมัชฌิมาฯ กับพระอุปัชฌาย์ ต่อมาพระองค์ท่าน ทรงย้ายมาสถิต ณ วัดป่าแก้ว สมัยพระพนรัตน(จวน) ครองวัดป่าแก้ว

 :25: :25: :25: :25:

ต่อมาพระภิกษุรอดได้เป็นพระรองเรื่องชั้นที่ ๑ (ถานานุกรม)ที่ พระบูรพาทิศาจารย์ ของพระพนรัตน(จวน) กาลต่อมาพระบูรพาทิศาจารย์รอด ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะที่ พระเทพมุนี

ต่อมาพระเทพมุนี(หลวงปู่เฒ่า) ได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระยารามราชาธิราชเจ้า เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ พระพนรัตน พระสังฆราชฝ่ายซ้าย พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระประจำวัดป่าแก้ว และเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าแก้วด้วย เมื่อสิริชนมายุได้ ๗๐ พรรษาเศษ 

พระพนรัตน(รอด) ทรงครองวัดป่าแก้วมาจนถึง รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า พระองค์ท่านนิพพานเมื่อประมาณปีพระพุทธศักราช ๑๙๘๑ เมื่อสิริรวมชนมายุได้ประมาณ ๙๓ พรรษา เป็นปีที่ ๔ ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า พระพนรัตน(รอด)เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าแก้ว ท่านมีพระชนม์ชีพอยู่ถึง ๔ แผ่นดิน และเป็นพระราชาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดินถึง ๕ พระองค์

ก่อนพระพนรัตน(รอด) จะนิพพาน พระองค์ท่านได้มอบไม้เท้าไผ่ยอดตาลของเก่าสีดำนิล ของสืบเนื่องมาแต่ พระอุบาลีเถรแห่งลังกาให้กับพระบูรพาทิศาจารย์(เข้ม) พระรองเรื่อง(ถานานุกรม) และสัทธิวิหาริกของท่านในวัดป่าแก้ว เป็นผู้สืบทอด



พระพนรัตน(รอด) “หลวงปู่เฒ่า”


เรื่องการสืบทอด ไม้เท้าเบิกไพรไผ่ยอดตาล ของพระอุบาลีแห่งลังกา ตามตำนานการสืบทอดพระกรรมฐาน กล่าวว่า ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาล ของพระอุบาลี แห่งเกาะลังกานี้ เดิมท่านพระอุบาลีเถรเจ้า เกาะลังกา พระองค์ท่านได้รับสืบทอดมาจาก พระมหินทเถรเจ้า

พระมหินทเถรเจ้าได้รับสืบทอดมาจาก พระโสเรยยะเถรเจ้าๆ ได้รับสืบทอดมาจาก พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถรเจ้าๆ ได้รับสืบต่อมาจาก ได้รับสืบทอดมาจาก พระมัลลิกะเถรเจ้าๆ ได้รับสืบทอดมาจาก พระโกลิกะเถรเจ้าๆ ได้รับสืบทอดมาจาก พระราหุลเถรเจ้า องค์ต้นพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เป็นของสืบทอดคู่พระบารมีพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ

กาลต่อมาสมัยสุวรรณภูมิ พระอุบาลีเถรเจ้าแห่งเกาะลังกา ให้พระสัทธิวิหาริกของท่านในเกาะลังกา เดินทางออกจากเกาะลังกามาสุวรรณภูมิ นำไม้เท้าเบิกไพรของพระราหุลเถรเจ้ามามอบให้แก่ พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า(เพชร) วัดเท้าอู่ทอง ยุคสุวรรณภูมิ
    ไม้เท้านี้ตกทอดมาถึงสมัยทวาราวดีกับ พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า(ไข)
    ตกทอดมาถึง พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า(สิงห์) วัดมหาธาตุ สุโขทัย  และ
    ตกทอดมาถึง พระพนรัตน(รอด) หรือหลวงปู่เฒ่า วัดป่าแก้ว กรุงศรีอยุธยา



พระพนรัตน(รอด) “หลวงปู่เฒ่า”


ซึ่งต่อมาพระพนรัตน(รอด) พระองค์ท่านทรงมอบไม้เท้านี้ให้แก่ ท่านบูรพาทิศาจารย์เข้มๆ  ท่านชอบออกสัญจรจาริกธุดงค์ หาความวิเวกไปตามสถานที่ต่างๆ พระบูรพาทิศาจารย์เข้ม ก่อนสิ้นอายุไข ของท่านพระบูรพาทิศาจารย์(เข็ม) ท่านได้มอบไม้เท้านี้ให้แก่ศิษย์ของท่าน และต่อกันไปเรื่อยจนเข้าปลายกรุงศรีอยุธยา ตกทอดอยู่กับพระมหาเถรท่านหนึ่ง และท่านได้ไปนิพพาน ที่ในถ้ำแห่งหนึ่งในป่าเมืองกำแพงเพชร เขตติดต่อป่าเมืองสุโขทัย 

กาลต่อมาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอาจารย์สุก วัดท่าหอย เดินทางไปบำเพ็ญสมณะธรรมที่ถ้ำแห่งนี้ จึงได้นำไม้เท้า อันเป็นของพระพนรัตน(รอด) ที่ทรงมอบให้พระบูรพาทิศาจารย์(เข้ม)มาแต่เดิมนี้ กลับมาวัดท่าหอย

ครั้งถึงสมัยกรุงธนบุรี พระอธิการสุก วัดท่าหอย เมื่อพระองค์ได้ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาลคู่พระบารมีของพระองค์แล้ว พระองค์ท่านจึงมอบไม้เท้าไผ่ยอดตาลอันนี้ให้กับ พระอาจารย์ฮั่น วัดท่าหอย (ต่อมาเป็นพระวินัยรักขิต เมื่อสถิตวัดพลับ) เอาไว้ใช้เบิกไพรเวลาออก สัญจรจาริก-ธุดงค์



หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน องค์นี้อยู่วัดกำแพง อ.เมือง จ.นนทบุรี


หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน พระองค์ท่านได้ทรงพบกับ พระพนรัตน(รอด) หรือหลวงปู่เฒ่า เมื่อประมาณปีพระพุทธศักราช ๒๓๐๖-๒๓๐๘ ที่ป่าทึบเมืองกำแพงเพชร โดยพบท่านในร่างที่สำเร็จด้วยการอธิฐานจิตให้อยู่ด้วยกายทิพย์ที่สามารถจับต้องกายนี้ได้ กายนี้ไม่ต้อง บริหาร หรือกินอาหาร เพราะเป็นกายที่สำเร็จด้วยอิทธิบาท ๔ เป็นกายทิพย์ ท่านอธิฐานก่อนท่านนิพพานเล็กน้อย

เวลาที่พระอาจารย์สุกพบกับ พระพนรัตน( รอด) หรือหลวงปู่เฒ่านั้น ท่านพบที่ป่าเมืองกำแพงเพชร  พระพนรัตน(รอด) นิพพานด้วยกายเนื้อแตกดับมาแล้ว เป็นเวลานานถึง ๓๒๗ ปี กายอธิฐานนี้จะเห็นได้เฉพาะหลวงปู่สุก ไก่เถื่อน เพราะพระองค์ท่านเป็นผู้เหมาะสม เป็นผู้ทรงฌาน และจะเป็นผู้ที่จะได้สืบทอดพระกรรมฐาน แบบมัชฌิมา ในยุคต่อไปหลังกรุงศรีอยุธยาสิ้นสลาย

พระพนรัตน(รอด) ท่านทรงเห็นว่า พระอาจารย์สุก จะได้เป็นผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา ในยุคต่อจากอยุธยา และทรงเห็นว่า วิมุตติธรรม และความรู้ของพระอาจารย์สุก ยังไม่แก่กล้าทั่วถึงทั้งหมด ในพระกรรมฐานแบบมัชฌิมา พระพนรัตน(รอด) จึงต้องการให้พระอาจารย์สุก ศึกษารายละเอียดของ พระวิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบสมบูรณ์เต็มรูปแบบ กับหลวงปู่เฒ่า(รอด)ที่ขาดหายมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

ท่านศึกษาพระวิปัสสนากรรมฐาน อยู่กับกายอธิฐานของหลวงปู่เฒ่า(รอด) ประมาณหนึ่งเดือนเศษ สิ่งของที่เห็นเนื่องด้วยกายหลวงปู่เฒ่า เช่น จีวร บาตร กลด ไม้เท้า เป็นของเนื่องมาจากสัญญาเก่าของหลวงปู่เฒ่า เมื่อครั้งสังขารร่างกายเนื้อของพระองค์ท่านยังดำรงอยู่เมื่อ ๓๒๗ ปีก่อน


 st12 st12 st12 st12

หลังจากพระอาจารย์สุก ได้ศึกษารายละเอียดต่างๆของพระวิปัสสนากรรมฐาน แบบมัชฌิมาแล้ว หลังจากนั้นหลวงปู่เฒ่าก็หายไปไม่ปรากฏร่างอีกต่อไป จึงมีคำกล่าวว่า หลวงปู่เฒ่าจะมีร่างกายก็ไม่ใช่ ไม่มีร่างกายก็ไม่ใช่ 

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาแล้วประมาณสองวัน กายอธิฐานของหลวงปู่เฒ่าก็อันตรธานหายไป ไม่ปรากฎให้ชาวเมืองเห็นต่อไป คือ หมดหน้าที่ในทางโลก ดูแลพระศาสนายุคอยุธยา เพราะมีผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ยุครัตนโกสินทร์แล้ว  และเป็นหน้าที่ของพระอาจารย์สุกต้องดูแลรักษาสืบทอดมรดกธรรมนี้ต่อไป



อ้างอิง : หนังสือ ตำนานสืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ (หน้า 91-94)
พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร เรียบเรียง
www.somdechsuk.org
ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้คพระวีระ สุขมีทรัพย์ ฐานวีโร
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ

suchin_tum

  • ไม่กลับมาเกิด
  • ศิษย์ตรง
  • มีเหตุมีผล
  • *****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 486
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
 like1
    อ่านแล้วทราบค่ะ

    ขออนุโมทนาสาธุ ในธรรมทั้งหลาย ของครูบาอาจารย์ กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ ค่ะ 
บันทึกการเข้า
ขอน้อมอาราธนากำลังแห่งครูอาจารย์กรรมฐานมัชฌิมาจงมาประสิทธิ์ประศาสตร์

PRAMOTE(aaaa)

  • ศิษย์ตรง
  • โยคาวจรผล
  • *****
  • ผลบุญ: +5/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 3598
  • ความศรัทธาคือเชื่อเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0

   อ่านแล้ว ดีมากๆครับ

        ได้เพิ่มพลังใจของเรา


       ขออนุโมทนาสาธุ ครับ
บันทึกการเข้า
การมีกัลยาณมิตร ครูบาอาจารย์ ที่สั่งสอนธรรม เป็นเรื่องที่ดี
..เชื่อเรื่องการตรัสรู้ธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
...และเชื่อในพระธรรมที่เป็นตัวแทนของพระศาสดา