ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 494
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกัน เมื่อ: ตุลาคม 26, 2021, 09:50:26 am





ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกัน

เวลาใครจะให้อะไรใครสักคน เขามีวิธีคิดอย่างไร.? บางคนมีวิธีคิดแบบ-เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือตั้งต้นด้วยการคิดว่า ฉันอยากให้อะไร ผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ฉันอยากให้อะไร นี่คือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือเอาความอยากให้ของตัวเองนำหน้า ต่อจากนั้นก็เกณฑ์ให้ผู้รับต้องพอใจสิ่งที่จะให้ด้วย

ถ้าผู้รับแสดงอะไรออกมา หรือทำท่า หรือมีวี่แววว่าอาจจะไม่ชอบหรือไม่พอใจกับสิ่งที่ให้ หรือแม้แต่ไม่แสดงอาการยืนดีปรีดาหรือตื่นเต้นไปกับสิ่งที่ให้เท่าที่ควร ผู้ให้ประเภทนี้ก็จะไม่พอใจ หรือบางทีก็จะโกรธเอาด้วย

อาการโกรธ ถ้าถอดเป็นคำพูด ก็มักจะขึ้นต้นว่า-ไม่เห็นความหวังดีของเราบ้างเลย ไอ้เรารึสู้อุตส่าห์ … จากนั้นก็จะเป็นการบรรยายถึงความยากลำบากของตัวเองที่ต้องไปทำหรือไปแสวงหาสิ่งนั้นกว่าจะได้มา และจบลงด้วย-ความบกพร่องของผู้รับ

ส่วนบางคนมีวิธีคิดแบบ-เอาผู้รับเป็นศูนย์กลาง คือขึ้นต้นก็จะคิดก่อนว่า ผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร
ตัวเองอยากให้อะไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร การจะรู้ว่าผู้รับอยากได้อะไร หรือควรได้อะไร ก็ต้องมีวิธีการในการศึกษาสืบทราบ นี่คือที่ทางพระท่านเรียกว่าใช้ปัญญา มีศรัทธาที่จะให้ นั่นดีแล้ว แต่ต้องใช้ปัญญาเข้าประกอบด้วย คือไม่ใช่สักแต่ให้ หรือสักแต่อยากให้อย่างเดียว แต่ต้องรู้ด้วยว่าควรให้อะไรหรือให้อย่างไร

@@@@@@@

จุดนี้ถ้าชี้ไปที่ถวายของให้พระ ก็จะเห็นชัด เช่นถ้าจะถวายอะไรแก่พระสงฆ์ ก็ต้องมีความรู้พอสมควรว่าพระท่านฉัน ท่านใช้ ท่านรับ ท่านมีสิ่งนั้นได้หรือไม่ และควรรู้ตลอดไปจนถึงวิธีที่ถูกต้องในการถวาย เช่นมีศรัทธาจะถวายเงิน ต้องรู้ว่า เงินนั้นถวายพระก็ได้ แต่ต้องถวายให้ถูกวิธี ครั้นแล้วก็ศึกษาให้รู้ว่าถวายเงินให้ถูกวิธีต้องทำอย่างไร-อย่างน้อยก็ไม่ใช้วิธีเอาเงินใส่บาตรไปดื้อๆ ตอนที่พระออกบิณฑบาต อย่างที่กำลังนิยมทำผิดๆ กันอยู่ในเวลานี้

ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง-ที่พูดกันว่า “ตักบาตรอย่าถามพระ” สำนวน “ตักบาตรอย่าถามพระ” ท่านหมายถึงคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้จริง ถามก่อนเพื่อที่ว่าถ้าเขาไม่รับก็จะไม่ให้ ส่วนคนที่ตั้งใจให้แน่ๆ ถามก่อนเพื่อที่จะได้จัดหาให้ตรงกับความต้องการ

เจตนาต่างกัน : การศึกษาสืบทราบว่าผู้รับอยากได้อะไรหรือควรได้อะไรนั้น บางทีก็ใช้วิธีง่ายๆ คือถามผู้รับตรงๆ-เจตนาเพื่อผู้ให้จะได้จัดหาให้ตรงกับความประสงค์ของผู้รับ วิธีถามตรงๆ นี้ ผู้ให้ที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางก็อาจถามเหมือนกัน แต่เจตนาต่างกัน คือมักเป็นการถามเพื่อ “แจ้งให้ทราบ” ว่าผู้รับมีหน้าที่ต้องพอใจยินดีกับสิ่งที่ตนจะให้ จึงขอให้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ห้ามปฏิเสธ และห้ามไม่ชอบ

ผู้ให้ประเภท-เอาผู้รับเป็นศูนย์กลาง-นั้น ถ้าให้แล้ว เกิดเห็นวี่แววว่าอาจจะไม่ถูกใจผู้รับ ก็จะไม่โทษผู้รับ แต่จะโทษตัวเองว่าศึกษาสืบทราบข้อมูลมาไม่ดีพอ

ขอให้ลองพิจารณากันดูว่า เราเป็นผู้ให้แบบไหน แบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือแบบเอาผู้รับเป็นศูนย์กลาง แล้วก็จะรู้ได้ว่าที่ท่านสอนกันว่า ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุลกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ






ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย , ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ,๑๖:๑๔ น.
web : dhamma.serichon.us/2021/10/25/ศรัทธากับปัญญาต้องสมดุ-2/
posted date ; 25 ตุลาคม 2021 ,By admin.
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แปลกตา! ลูกหลานจัดให้อย่างสวยงาม อัฐิบรรพบุรุษชาวมอญในโถเบญจรงค์ เมื่อ: ตุลาคม 26, 2021, 09:21:48 am



 
แปลกตา! ลูกหลานจัดให้อย่างสวยงาม อัฐิบรรพบุรุษชาวมอญในโถเบญจรงค์

ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษลูกหลานชาวมอญ ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี มีสถานที่เก็บอัฐิในโถเบญจรงค์ที่สวยงามวางใส่ตู้รอบโบสถ์วัดใหญ่นครชุมน์ อย่างสวยงามแปลกตาที่ไม่เหมือนกับวัดทั่วไป

ที่วัดใหญ่นครชุมน์ หมู่ 6 ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของชุมชนชาวมอญลุ่มน้ำแม่กลอง จากร่องรอยหลักฐานที่ยังคงอยู่ในวัด เช่น วิหารปากี  ซึ่งดัดแปลงจากรากฐานเดิมที่จะสร้างเป็นเจดีย์มุเตา บ่งชี้ความเก่าแก่ที่อาจย้อนไปถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวมอญเริ่มอพยพมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้

จากข้อมูลสำหรับอุโบสถเก่าหลังนี้ ไม่ทราบปีที่สร้างแต่ร่องรอยหลักฐานสำคัญคือ จารึกหน้าบันว่า บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งที่ 3 ในปี  2452  โดยพระบุญ  (พระอธิการเสมียนบุญ เจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ) ทั้งยังมีเรื่องราวเล่าขานกันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จมาที่วัดนี้เมื่อปี พ.ศ.2440  (น่าจะเป็นปี พ.ศ.2420 หรือ 2431 )  พร้อมทั้งมีพระราชดำรัสให้ทายกทายิกาช่วยกันบำรุงรักษาพระอารามแห่งนี้ให้มีความสวยงาม จากการเวลาที่ผ่านมากว่าร้อยปี อุโบสถจึงมีความเสื่อมโทรม ผนังร้าว หลังคาทรุดตัว

ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 วัดใหญ่นครชุมน์ และกรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 1 ได้ร่วมกันดำเนินการบูรณะจนเกิดความสวยงามมาจนถึงปัจจุบัน  แต่ที่สนใจคือ บริเวณรอบอุโบสถหลังใหม่พบตู้กระจกใส เป็นที่เก็บโถเบญจรงค์หรือโกฎใส่อัฐิ หรือ กระดูกของบรรพบุรุษชาวมอญที่เสียชีวิตตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ทำเป็นตู้กระจกอย่างดี ตั้งวางเรียงรายเป็นชั้น ๆ ซึ่งมองดูแปลกตาจากของไทย ที่ส่วนใหญ่จะสร้างเจดีย์ไว้ที่บริเวณวัดเพื่อไว้เก็บอัฐิแทน  ที่น่าสนใจคือบางโกฏที่หน้าตู้ได้เขียนชื่อผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณไว้ เช่น พระยาเสลาภูมิมาธิการ  หรือ พระยาทองผาภูมิ และชื่อต้นตระกูลทหารในสมัยโบราณ




นายคมสรร จับจุ รองประธานสภาวัฒนธรรมตำบลนครชุมน์ เปิดเผยว่า  ที่นี่มีการพัฒนาต่อยอดในชุมชน เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนมอญ เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้น อยากให้มองในเรื่องที่ดี หลวงพ่อเจ้าอาวาสมองว่าเกิดประโยชน์จากการสร้างกำแพง สร้างสิ่งสวยงามสำหรับชั้นวางสิ่งของเป็นโกฏ บรรจุ กระดูกหรืออัฐิของบรรพบุรุษชาวบ้านชุมชนมอญ พอลงดินก็ไม่มีใครพบ หรือหากฝังไว้ตามเจดีย์ตามป่าช้าทั่วไปก็จะเกิดการชำรุดดูไม่เรียบร้อย  จึงมีแนวคิดอยากจัดให้เป็นระเบียบ  ลูกหลานยังได้เห็นบรรพชนตัวเอง ปู่ย่า ตา ทวด ยังคงอยู่ ยังสามารถกลับมาทำบุญที่นี่ได้ ช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีพิธีชักบังสุกุลกระดูก มาทำบุญอุทิศให้  ได้ร่วมสร้างพระทองคำถวายให้ท่าน ซึ่งจะทำบุญกลางเดือนสิบของวัดนครชุมน์ยังคงมีพิธีสร้างพระพุทธรูปทองคำ มีประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งเป็นแบบวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญ เหมือนกับทำบุญใหญ่สังฆทานประจำปี จะมีการเขียนชื่อ นามสกุล ปู่ย่า ตายายเพื่อทำบุญอุทิศไปให้ทุกปี

ส่วนโกฏเครื่องเบญจรงค์ จะมีการสลักชื่อเขียนไว้เป็นชื่อวัดใหญ่นครชุมน์ สั่งทำจากโรงโอ่งของเมืองราชบุรี นำมาตั้งไว้รอบ ๆ อุโบสถหลังใหม่  ปู่ย่า ตา ทวด ก็จะได้อานิสงค์จากการ สดับฟังพระธรรมคำสอนจากพระที่เข้าไปทำศาสนกิจภายในอุโบสถด้วย บรรยากาศก็ร่มรื่นสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนเหตุที่ใช้โถโกฏเบญจรงค์มาใส่บรรจุกระดูก เนื่องจากสมัยก่อนผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเคยมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต เป็นถึงระดับเจ้าเมือง  ทหาร ผู้รับใช้แผ่นดิน บางคนก็คุมไพร่พลมาจากชายแดนด่านเจดีย์สามองค์  ยุคสมัยสงครามเก้าทัพ ชาวบ้านบางคนได้ปั้นอิฐส่งเข้าวังก็ปรากฏมีหมู่บ้านท่าอิฐอยู่ใกล้วัดนี้เกิดขึ้น

โดยวัดนครชุมน์จะเป็นที่ชุมนุมของพระสงฆ์และชาวบ้าน เพราะว่าพระยารามัญเจ็ดหัวเมือง หนึ่งในนั้นเคยเป็นต้นตระกูลของคนชุมชนนี้ ทั้งที่ดิน ที่บริเวณโรงเรียน  พื้นที่ป่าช้าส่วนหนึ่งและโบสถ์ส่วนหนึ่งก็เป็นที่ดินของพระยารามัญสมัยนั้น ต่อมาได้สร้างวัดขึ้น มาถึงช่วงต่อยุคนี้ก็อยากจะส่งผ่านให้รำลึกถึงท่านว่า สิ่งที่ทำไว้เป็นเรื่องที่ดี ที่ควรยกย่องให้ทุกคนได้เห็นถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ

                                   
















Thank to : https://www.naewna.com/likesara/611243
วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.50 น.
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / งานวิจัยยืนยันว่า ‘ผู้หญิงโสด’ มักจะรวยและสุขภาพดีกว่าคนแต่งงานมีลูก เมื่อ: ตุลาคม 26, 2021, 09:02:29 am




งานวิจัยยืนยันว่า ‘ผู้หญิงโสด’ มักจะรวยและสุขภาพดีกว่าคนแต่งงานมีลูก

ใครที่ตั้งเป้าว่าจะเป็นโสด แล้วคนรอบข้างมักเตือนว่าแก่ไประวังจะลำบาก ไม่ต้องกังวลไป เพราะงานวิจัยเขายืนยันแล้วว่า ผู้หญิงสูงอายุที่ไม่มีลูก จะสุขภาพดีกว่า และรวยกว่าคนที่แต่งงานมีลูกแล้ว

จากการสำรวจชาวอเมริกา ทั้งชายและหญิงที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ของสถาบัน The Census Bureau จำนวน 92,200 พบว่า ผู้หญิงที่ไม่มีลูกจะ ‘สุขภาพดีกว่า’ และ ‘มีทรัพย์สินมากกว่า’ ชายหญิงที่มีลูก รวมถึงผู้ชายที่ไม่มีลูก นี่ไม่ใช่งานวิจัยชิ้นแรกที่ออกมาสำรวจคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่โสด ทุกงานวิจัยก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้หญิงสูงอายุที่โสดจะมีชีวิตที่ดีกว่า เพราะว่าอะไรมาดูกัน


@@@@@@@

เพราะโสดแล้วสุขภาพจิตดีกว่า

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงโสดมีสุขภาพที่ดีกว่าคนที่แต่งงานแล้ว เพราะพวกเธอมีแนวโน้มจะมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า เครียดน้อยกว่า เนื่องจากไม่ต้องเจอความกดดันในการต้องเป็นแม่และเมียที่ดี

งานวิจัยยังบอกว่าผู้หญิงโสดมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขขึ้นอยู่กับตนเอง คนโสดสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ เพราะมีเวลาเหลือเฟือที่จะดูแลตัวเอง ออกไปทำกิจกรรมที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ออกไปช้อปปิ้ง ดูหนัง กินข้าว หรือเที่ยวในที่ๆ อยากจะไป ต่างจากผู้หญิงแต่งงานแล้ว ที่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขนั้นขึ้นอยู่กับคนอื่นๆ พวกเธอมักจะมีความสุขก็ต่อเมื่อสามี หรือลูกๆ อยู่ในบ้าน แต่ถ้าพวกเขาออกจากบ้านไปเรียน ไปทำงานพวกเธอก็จะรู้สึกเหงา และเศร้าขึ้นมาทันที

นอกจากนี้คนโสดยิ่งแก่ จะยิ่งรู้สึกเหงาน้อยลง ขณะที่ผู้หญิงแต่งงานแล้วที่ยิ่งแก่ตัวไปจะยิ่งเหงามากขึ้น เพราะคนที่โสดมาตลอดจะคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตคนเดียว แต่ก็ใช่ว่าคนโสดจะใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย กลับพบว่าคนที่ใช้ชีวิตคนเดียว จะหันไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือออกไปหาสังคมใหม่ๆ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สุขภาพจิตของพวกเธอดีกว่า และส่งผลให้สุขภาพกายดีกว่าด้วย

@@@@@@@

เพราะโสดแล้วความมั่นคงทางการเงินมากกว่า

แม้ว่าคนโสดจะมีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตมากกว่า เพราะไม่มีคนมาแบ่งเบาภาระ และยังไม่ได้รับผลประโยชน์ทางกฎหมายบางอย่าง เช่น การทำเรื่องขอเบิกเงินภาษีคืนสำหรับคนที่มีลูก แต่งานวิจัยก็พบว่า ในบั้นปลายชีวิตคนโสด จะมีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า เพราะการแต่งงานอาจทำให้ผู้หญิงต้องเข้าไปรับผิดชอบกับความผิดพลาดทางการเงินของคู่สมรส เช่น ถ้าคู่สมรสของไปสร้างหนี้สินไว้ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงโสดมีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า เพราะพวกเธอนั้นบ้างานกว่า จากการสำรวจในสหรัฐอเมริกา พบว่า ใน 1 ปี หญิงโสดวัยสาวจะทำงานมากกว่าสาวๆ วัยเดียวกันที่มีครอบครัวแล้วถึง 196 ชั่วโมง ขณะที่หญิงโสดวัยกลางคน จะทำงานมากกว่าคนวัยเดียวกันที่แต่งงานมีลูกแล้ว 131 ชั่วโมง คนโสดนอกจะหาเงินได้เยอะ ยังมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินได้มากกว่า เพราะว่าคนที่โสดส่วนใหญ่จะวางแผนเกษียณไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากรู้ตัวดีว่าไม่มีลูกหลานจะมาคอยเลี้ยงดูในยามชรา

ปัจจุบันการไม่มีลูกหลานก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลแบบในอดีต ถ้าเงินพร้อม เราก็สามารถเลือกใช้บริการผู้ดูแล หรือหาบ้านพักวัยเกษียณที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายราคา ตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหมื่นต่อเดือน

@@@@@@@

หลากหลายการศึกษาเกี่ยวกับการอยู่เป็นโสด ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ทำให้สังคมเลิกมองคนโสดในแง่ลบ เลิกมองว่าคนที่ไม่ได้แต่งงานจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือว่าจะมีชีวิตที่ยากลำบาก

ไม่ว่าจะแต่งงาน มีลูก หรืออยู่โสด ก็เป็นสิ่งที่ #ผู้หญิงสมัยนี้ สามารถเลือกให้ตนเองได้ เพราะยุคนี้ การแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงทุกคนอีกต่อไปแล้ว





ที่มาข้อมูล :-
- https://www.psychologytoday.com/intl/blog/living-single/
- https://belladepaulo.medium.com/

Thank to : https://thewmtd.com/women-with-no-kids-have-better-health-and-more-wealth/
By Chalisa Methanupap , 20 October 2021
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Introvert คืออะไร ทำไมแค่อยู่ห้องคนเดียวเงียบ ๆ ก็มีความสุข เมื่อ: ตุลาคม 26, 2021, 08:54:56 am



Introvert คืออะไร ทำไมแค่อยู่ห้องคนเดียวเงียบ ๆ ก็มีความสุข

ในอดีตยุคที่ความรู้ทางด้านจิตวิทยายังไม่แพร่หลาย หลายคนคงเคยสงสัยว่าบุคลิกภาพแบบ Introvert คืออะไร บางคนถึงกับมองคนที่มีอุปนิสัยเก็บเนื้อเก็บตัว มีโลกส่วนตัวสูง มักขี้อาย ไม่ค่อยชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน และไม่ค่อยกล้าแสดงออก ว่าเป็นคนที่ขาดความมั่นใจ ไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ จนทำให้เกิดปัญหาในการทำงานในองค์กรหลาย ๆ องค์กร บ้างถูกประเมินบุคลิกภาพและนิสัยที่เห็นจากภายนอกด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับบุคลิกภาพแบบ Introvert คือการปฎิเสธสังคม ที่ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงนัก

จนเมื่อโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเปิดกว้าง องค์ความรู้ที่เข้าถึงยากและไม่ค่อยมีใครพูดถึงอย่างศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาได้ถูกนำมา ถ่ายทอดและเปิดเผย สังคมจึงเริ่มตื่นตัวและรับรู้ จนทำให้คำว่า Introvert คือสิ่งที่พอพูดขึ้นมาคนก็พอจะเข้าใจและเข้าถึงได้ แล้วจริงๆ คำว่า Introvert คืออะไรกันแน่ เรื่องราวในวันนี้ จึงเป็นการถ่ายทอดภาพรวมของการแบ่งกลุ่มตามประเภทของจิตวิทยา เพื่อทำให้เราเข้าใจ คนแต่ละกลุ่มได้ดีและลึกซึ้งยิ่งขึ้น อยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้วเขาก็เป็นของเขาอย่างนี้นั่นเอง



เข้าใจก่อนว่า Introvert คืออะไร

คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะพยายามอธิบายคำว่า Introvert คืออะไร ให้ใคร ๆ ฟังโดยที่ได้เกณฑ์การสรุป และคำจำกัดความที่ชัดเจน เพราะแท้จริงแล้ว บุคลิกภาพแบบ Introvert คือภาพรวมของการแสดงออกทั้งในด้าน ความคิด การพูด และการกระทำของคน ๆ หนึ่ง

ซึ่งตามข้อมูลจากเว็บไซต์ www.pobpad.com  ได้ให้ขอบเขตคำจำกัดความว่า Introvert คือคนที่มีบุคลิกภาพชอบเก็บตัว ไม่ค่อยชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะทางการพูดคุยสนทนากับคนที่ไม่รู้จัก คนที่มีบุคลิกเช่นนี้มักชอบที่จะอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเอง และจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ตามลำพังมากกว่าการต้องอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน รวมถึงมักจะรู้สึกกดดัน เครียด จนส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ หากต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้พวกเขาเหล่านั้นต้องแสดงบุคลิกภาพในอีกด้านตรงข้ามนั่นก็คือ การเป็น Extrovert หรือบุคลิกที่ชอบพบปะผู้คน กล้าแสดงออก และเป็นผู้นำนั่นเองค่ะ

@@@@@@@

ซึ่งนอกจากการให้คำจำกัดความโดยรวมแล้ว ยังมีนักจิตวิทยาชื่อ Jonathan Cheek ได้เผยข้อมูลเชิงลึกอันน่าสนใจว่าแท้จริงแล้ว กลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพแบบ Introvert คือยังจะสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 4 ประเภท ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดีว่า ทั้ง 4 ประเภทย่อยนี้ไม่ได้แยกจากกันเสียทีเดียว ในคนคนเดียวก็สามารถที่จะมีส่วนผสมของทั้ง 4 ประเภทนี้ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมที่ตนเองเผชิญ และ Jonathan Cheek  ได้ตั้งชื่อเรียกโมเดลของเขานี้ ว่า STAR ซึ่งย่อมาจาก Social, Thinking, Anxious และ Restrained ซึ่งไปดูกันต่อดีกว่าว่าแต่ละประเภท Introvert คืออะไร และหน้าตาเป็นอย่างไร

1. Social Introvert คือ กลุ่มย่อยที่พบได้บ่อยที่สุด คนกลุ่มนี้ชอบที่จะสังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ในวงแคบ ๆ ของตนเองมากกว่าการไปร่วมเสวนากิจกรรมกับคนจำนวนมาก ไลฟ์สไตล์อีกอย่างที่จะพบได้บ่อยคือ การชอบอยู่บ้าน และอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อติดต่อและพูดคุยกับเพื่อนที่สนิทมาก ๆ สิ่งที่คนกลุ่มนี้มักถูกเข้าใจผิดโดยมากคือ คนจะชอบคิดว่าพวกเขาขี้อาย หรือกลัวการเข้าสังคม ซึ่งไม่ใช่ความจริงนัก เพราะจุดยืนของพวกเขาคือ การมีความสุขที่ได้อยู่กับตนเอง มากกว่าไปร่วมกิจกรรมกับผู้อื่นแล้วจะให้ฝืนไปทำไม จริงไหม

2. Thinking Introvert คือ กลุ่มคนช่างฝันพวกเขาเสพติดและพึงพอใจในการได้ใช้ความคิดแบบเชิงสร้างสรรค์และมักจะปลีกตัวออกห่างจากสังคม ไม่ค่อยอยากให้ใครเข้ามารบกวนในช่วงเวลาที่เขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกับการทำงานในหลากหลายอาชีพด้วยซ้ำ เช่น นักเขียน ศิลปินวาดภาพ อีกหลากหลายอาชีพสายครีเอทีฟ เพราะข้อได้เปรียบของการเป็น Introvert คือทำให้คนเหล่านี้มีความคิดที่ผิดแผกแตกต่าง และมักจะสร้างสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้เสมอ ตัวอย่างเช่น สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล นั่นเอง

3. Anxious Introvert คือ เป็นกลุ่มคนที่เรียกได้ว่ามีความเป็น Introvert อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจสูง เพราะคนกลุ่มนี้จะชอบอยู่คนเดียว และหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักกันเลย และถึงขั้นอาจเกิดอาการ วิตกกังวล ไม่มั่นใจ หายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อต้องอยู่กับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ได้คุ้นเคย จนบ่อยครั้ง ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ไม่มั่นใจ กับทักษะทางสังคมที่ตนเองมี ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเมื่อผ่านเหตุการณ์ที่คุณได้ไปเผชิญหน้ากับสังคมคนกลุ่มใหญ่มาแล้ว คุณก็ไม่อาจจะปล่อยผ่านและก้าวข้ามความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะได้แสดงออกไป จนบางครั้งทำให้เกิดความเครียดสะสม รู้สึกไม่สดชื่นและไม่เบิกบาน

4. และกลุ่มสุดท้ายเรียกว่า Restrained Introvert คือ เป็นคนที่เวลาจะทำอะไร จะมีการคิดทบทวน อย่างถี่ถ้วนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการแสดงออก พวกเขามักจะระมัดระวังตัวอย่างมากโดยเฉพาะในโอกาสที่ต้องอยู่ต่อหน้ากับกลุ่มคนจำนวนมากที่ไม่ได้รู้จักหรือคุ้นเคย ฟังดูเหมือนน่าจะดี แต่อาจไม่ดีในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพแบบ Introvert คือเรื่องปกติในทางการแพทย์ ไม่ใช่ความผิดปกติ และไม่ต้องรับการบำบัดหรือรักษาแต่อย่างใด เพียงแค่ยอมรับและเข้าใจ มีความยืดหยุ่นที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เผชิญ ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป



Extrovert และ Ambivert คืออะไร

นอกจากกลุ่มคนแบบ Introvert แล้วยังมีอีก 2 บุคลิกภาพที่แตกต่างซึ่งก็คือ Extrovert และ Ambivert ที่เราควรเรียนรู้และเข้าใจไปพร้อมกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนหนึ่งคนสามารถที่จะมีบุคลิกภาพทั้งสามแบบรวมอยู่ในตัวได้ทั้งหมด แต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เผชิญ

ซึ่งกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพแบบ Extrovert มักเป็นคนเปิดเผย สังเกตง่าย ไม่ชอบเก็บเร้นคำถาม เวลามีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรก็มักจะพูดออกไปตรง ๆ โดยที่ไม่ต้องคิดมาก ซึ่งบ่อยครั้งการพูดจาออกไปตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม ก็อาจทำให้มีเรื่องผิดใจกับคนรอบข้างได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีบุคลิกแบบ Introvert

ในด้านสังคม กลุ่มคน Extrovert ชอบเข้าหาคนอื่นก่อนเสมอ ไม่ชอบการอยู่คนเดียว ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ อยู่เสมอ สังเกตง่าย ๆ คือคนที่เพื่อนเยอะ ชอบรวมตัว มีเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ และจะอึดอัดขัดใจทุกครั้งเวลาต้องอยู่บ้านหรืออยู่คนเดียว โดยเฉพาะในช่วงวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอลนี้ คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบทางใจมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

และแน่นอนว่า มี Introvert และ Extrovert แล้วก็ย่อมต้องมีกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลาง ในบุคลิกภาพที่ก้ำกึ่งระหว่าง Introvert และ Extrovert ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่นักจิตวิทยายุคใหม่ ๆ พยายามสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า คนหนึ่งคนสามารถเป็นลูกผสมของทั้งสองบุคลิกอยู่ในตัวเอง ตัวอย่างเช่น คนที่ชอบเข้าสังคมในด้านการทำงาน หรือการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น แต่เมื่อถึงเวลาพักผ่อน บ่อยครั้งก็มีความรู้สึกว่าอยากอยู่คนเดียว เราจึงเรียกคนที่มีความก้ำกึ่ง ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง สามารถปรับตัวเก่ง และเข้ากันได้ดีทั้งกับคน Introvert และ Extrovert ว่ากลุ่ม Ambivert ซึ่งบางงานวิจัยบอกว่า มีอยู่ประมาณ 68% ของประชากรบนโลกเลยทีเดียว

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนพยายามเข้าข้างตัวเองอยู่ใช่ไหม ว่าฉันนี่ละคือ คนกลุ่ม Ambivert ซึ่งจะใช่จริงหรือไม่ ลองไปทำแบบสอบถามเบื้องต้นที่เรานำมาช่วยคุณไขปริศนากันต่อเลย

@@@@@@@

วิธีการเช็คตัวเองในเบื้องต้นว่าเราคือคนกลุ่มไหนกันแน่

เราเชื่อว่าคนที่มีบุคลิกภาพความเป็น Introvert และ Extrovert สูงนั้น มักจะสังเกตได้ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการอยู่ลำพัง กับการชอบอยู่ในสังคมคนหมู่มาก มักจะเป็นตัวชี้วัดแบ่งแยกบุคลิกภาพของสองขั้วแตกต่างนี้ได้เป็นอย่างดี เราจึงขอนำแนวทางในการประเมิน กลุ่ม Ambivert มาให้ได้รีเช็คกันอีกทีว่า หากไม่เชื่อว่าคุณคือ Introvert และ ก็ไม่แน่ใจว่าใช่ Extrovert จริงหรือไม่ ลองอ่านข้อความทั้ง 8 ข้อที่เราเสนอต่อจากนี้ไปแล้วตอบตัวเองอีกครั้งว่าคุณเห็นด้วยกับข้อความที่เขียนนี้หรือไม่ หากพบว่ามีส่วนใช่หลายส่วนหรือเกินครึ่ง เราขอยืนยันว่าคุณคิด Ambivert อย่างชัดเจน

     1. คุณสามารถทำงานแบบคนเดียวได้ดี แต่ก็ไม่ปฎิเสธโอกาสในการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยมากคุณสามารถทำงานในสองลักษณะนี้ได้ดีทั้งคู่

     2. คุณไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลหรือไม่สบายใจเวลาต้องเข้าสังคม แต่การต้องเจอคนเยอะ ๆ ก็สร้างความรู้สึกเหนื่อยล้าให้กับคุณได้เหมือนกัน

     3. คุณคิดว่าการเป็นจุดสนใจของคนอื่นเป็นเรื่องท้าทาย ที่บางครั้งก็สร้างความสนุก แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลา

     4. เพื่อนของคุณบางคนคิดว่าคุณเป็นคนเงียบ ขรึม เดาใจยาก แต่ก็มีอีกหลายกลุ่มที่คิดว่าเป็นคนเข้าสังคมเก่งคนหนึ่ง

     5. คุณไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องหาสิ่งแปลกใหม่ทำอยู่ตลอด แต่คุณก็ไม่ได้ชอบที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้คุณค่า ที่สำคัญมันยังทำให้คุณรู้สึกเบื่อ

     6. สำหรับคุณ การเริ่มต้นพูดคุยทักทายคนอื่นก่อนไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ แต่ทำบ่อย ๆ คุณก็รู้สึกเบื่ออยู่เหมือนกัน

     7. บางทีคุณก็เชื่อคนง่ายอย่างแปลกประหลาด แต่บางครั้งคุณก็มีจุดยืนที่หนักแน่นที่จะไม่หลงเชื่อใครง่าย ๆ ได้เหมือนกัน

     8. การอยู่คนเดียวมากเกินไปก็ทำให้คุณรู้สึกเบื่อได้ พอ ๆ กับการที่ต้องคลุกคลีอยู่กับคนอื่นมาก ๆ เช่นกัน



ข้อดีในการทำงานกับคนที่เป็น Introvert และข้อควรปฏิบัติ

อย่างที่อธิบายไปในตอนต้น บุคลิกแบบ Introvert คือมักจะมาควบคู่กับความรอบคอบ จดจ่อ มีใคร่ครวญและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รวมถึงการมีความคิดเชิงสร้างสรรค์มากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ เพราะพวกเขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกของความคิดของตนเอง คนกลุ่มนี้จึงสามารถสร้างสรรค์และผลิตผลงานออกมาได้อย่างมีความแปลก และความน่าสนใจกว่าคนทั่วไป

และหากคุณมีเพื่อนร่วมงานที่เข้าข่ายว่าเป็น Introvert แล้วละก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะเรามีคำแนะนำดี ๆ ให้คุณสามารถทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ได้อย่างลงตัว เริ่มต้นจากสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อย่างที่ทราบกันว่า กลุ่มคน Introvert คือคนที่ไม่ชอบความสับสน อลหม่าน รวมถึงเสียงอึกทึกครึกโครมตลอดเวลา ซึ่งจะรบกวนสมาธิพวกเขาในการใช้ความคิดอย่างมาก เวลาทำงานร่วมกับพวกเขา คุณจึงควรเลือกสถานที่ปิด และมีความเงียบสักนึก รวมถึงในประชุม หรือ การคุยงานระหว่างกัน พยายามเลือกคนที่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าร่วมประชุมให้เหลือน้อยที่สุด

รวมถึงการแจ้ง Agenda ของการประชุม ให้พวกเขาได้รู้เพื่อเตรียมตัวก่อนไปประชุม อย่างคร่าว ๆ เพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล ในการออกความคิดเห็นเวลาต้องตกอยู่สถานการณ์เหมือนโดนจับจ้องโดยคนหมู่มาก รวมถึงในกรณีที่หากคุณมีลูกน้องเป็นกลุ่มคน Introvert ยิ่งไม่ควรคุยงานกับพวกเขาท่ามกลางคนจำนวนมากหรือคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

@@@@@@@

แล้วถ้าคนที่เราชอบ หรือคนรัก เราเป็น Introvert มีข้อดีและข้อควรปฏิบัติอย่างไร

คำถามนี้คงหาคำตอบได้ไม่ยาก หากคู่รักทั้งสอง เป็นคนบุคลิกภาพ Introvert เหมือนกัน เพราะข้อดีของการที่ทั้งคู่เป็น Introvert คือมักจะมาพร้อมบุคลิกแนวทางเดียวกัน จะทำให้เข้าใจ และยอมรับอีกฝ่ายได้ดีกว่าการที่เป็นคู่รักคนละขั้วอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงนั้น คงไม่ใช่ทุกคู่ที่เจอคนรักในบุคลิกภาพแบบที่ตนเองเป็น ดังนั้นข้อสำคัญที่อยากฝากไว้ตรงนี้ คือ ความเข้าอกเข้าใจ รวมถึงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน โดยเลือกที่จะมองปัญหาจากมุมมองบุคลิกภาพที่อีกฝ่ายเป็น โดยอย่าเห็นเป็นสิ่งเล็กน้อย เพราะสำหรับฝ่ายตรงข้ามแล้ว เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้อาจกำลังทำให้เขารู้สึกแย่และกังวลใจเป็นที่สุด

อีกข้อที่อยากฝากไว้คือ ความมีโลกส่วนตัวสูงของชาว Introvert คือจะทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถรับรู้ความในใจ ซึ่งในจุดนี้อยากให้ทุกคนเข้าใจ แม้เป็นเรื่องยากสำหรับการก้าวข้ามกำแพงของคนโลกส่วนตัวสูง แต่เราเชื่อว่าคุณจะสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากความสัมพันธ์นี้ อย่างน้อย ๆ ก็ความอดทน ความพยายาม การให้เกียรติ และการเคารพพื้นที่ของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน

@@@@@@@

SKILL ที่ซ่อนอยู่ในบุคลิกภาพแบบ introvert

แม้คนกลุ่ม Introvert คือกลุ่มคนที่มักถูกมองจากคนส่วนใหญ่ว่าเป็นผู้ที่เข้ากับคนและเข้าสังคมได้ยาก มีโลกส่วนตัวสูงไป และบ่อยครั้งมักพูดจากับคนทั่วไปไม่รู้เรื่อง แต่เชื่อไหมว่าจริง ๆ แล้ว ทักษะที่ซ่อนอยู่ในบุคลิกภาพ Introvert นั้นกลับมีข้อดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง เช่น

     - Introvert คือคนที่เลือกตั้งคำถาม มากกว่าหาคำตอบ และมักมีไอเดียบรรเจิดฝากไว้ผ่านการตั้งคำถามให้ที่ประชุมอยู่เสมอ ๆ

     - Introvert คือคนที่ไม่สื่อสารอย่างไร้จุดหมาย ทุกคำพูดที่ออกมานั้นผ่านการคิดกลั่นกรองอย่างลึกซึ้ง และแม้จะพูดน้อยแต่ก็มักพูดตรงส่วนใจความสำคัญเสมอ ๆ

     - Introvert คือผู้ฟังที่ดี แม้จะไม่ชื่นชอบการพบเจอผู้คน แต่ก็สามารถรับฟังและเข้าใจความเป็นไปของคนและสังคมโลกได้สูง จนทำให้คน Introvert คือคนที่เพื่อน ๆ มักนึกถึงเสมอ ๆ เวลามีปัญหาอยากหาคนช่วยคิด

และนี่ก็เป็นบทความ Lifestyle ที่ CondoNewb เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด นำข้อมูลมาฝากกัน หากเพื่อน ๆ สงสัย หรือมีข้อซักถามก็สามารถไปพูดคุยได้ที่ช่องทาง Facebook ได้เลยนะคะ บทความหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นติดตามกันค่ะ






Thank to : https://www.condonewb.com/lifestyle/1631/Introvert-คืออะไร-ทำไมแค่อยู่ห้องคนเดียว-ก็มีความสุข
Published : 02 Sep 2021
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสุตะ | สุตะ คือ สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังมา การศึกษาเล่าเรียน เมื่อ: ตุลาคม 25, 2021, 10:01:28 am


ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี - ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสุตะ | สุตะ คือ สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังมา การศึกษาเล่าเรียน

หน้าที่ของปัญญา ปัญญามีหน้าที่สำคัญคือ การวินิจฉัยเหตุการณ์ วินิจฉัยเรื่องราวให้รู้ความจริงว่า
     ผิด ถูก ดี ชั่ว อย่างไร
     อะไรจริง อะไรเท็จ
     อะไรเป็นสัจธรรม
     อะไรเป็นเพียงมายา

ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสุตะ (สุตะ คือ สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังมา การศึกษาเล่าเรียน ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี) เลือกถือเอาเฉพาะสิ่งที่ถูกต้อง ละทิ้งสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสีย ถ้าไม่มีปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยแล้ว คนก็จะไม่สามรถแยกสิ่งที่ถูกต้องออกจากสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ คงจะต้องถือสับสนปนเปคละเคล้ากันไป ทำให้รุงรังโดยเปล่าประโยชน์

การที่บุคคลสามารถละทิ้ง สิ่งที่ไร้สาระถือเอาสิ่งที่มีสาระ หรือละทิ้งสิ่งที่มีสาระน้อย เพื่อสิ่งที่มีสาระมากได้
ก็เพราะมีปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัย และดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วจะเหมือนควายตาบอด เที่ยวไปในป่า


@@@@@@@

สมดังคำของบัณฑิตที่ว่า
     โน เจ อสฺส สกา พุทฺธิ   วินโย วา สุสิกฺขิโต
     วเน อนฺธมหิโสว        จเรยฺย พหุโก ชโน
     ยสฺมา จ ปนิเธกจฺเจ    อาจารมฺหิ สุสิกฺขิตา
     วินีตวินยา ธีรา         จรนฺติ สุสมาหิตาติ


แปลว่า “ถ้าปัญญาประจำตน หรือวินัยที่สำเหนียกศึกษาดีแล้ว ไม่พึงมีไซร้ คนเป็นจำนวนมากในโลกนี้ ก็พึงดำเนินชีวิตไปอย่างมืดบอก เหมือนควายตาบอดท่องเที่ยวไปในป่าฉะนั้น แต่เพราะเหตุที่บุคคลบางพวกในโลกนี้ได้ศึกษาดีแล้ว ในสำนักของอาจารย์เป็นผู้มีวินัยดี จึงเป็นปราชญ์มีใจมั่นคงดี”

บัณฑิตผู้กล่าวคำนี้ คือ ท่านคันธารดาบส เป็นผู้ไดฌานและอภิญญา สหายของท่านผู้หนึ่งชื่อ เวเทหดาบส สะสมเกลือไว้บริโภค ท่านคันธารดาบสจึงตักเตือน ติเตียนว่า ทำสิ่งอันไม่สมควรแก่ดาบส ที่สู้อุตส่าห์สละทรัพย์สินสมบัติออกบวช แต่มาสะสมเกลือ เวเทหดาบสไม่อดทนต่อคำตักเตือน จึงโกรธคันธารดาบส จึงกล่าวถ้อยคำสั่งสอนดังกล่าวแล้ว

จะเห็นว่า ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยว่า สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร อย่างไร เรื่องของท่านมโหสถบัณฑิต อันเป็นชาดกทางพุทธศาสนาเรื่องหนึ่ง เป็นการแสดงถึงปัญญาที่ท่านมโหสถ ใช้เป็นเครื่องวินิจฉัยเหตุการณ์ต่างๆทั้งสิ้น และวินิจฉัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่านที่ต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรอ่าน มโหสถชาดก






ขอขอบคุณ :-
บทความ : จากหนังสือ “กรรมฐานและภาวนา” โดย อ.วศิน อินทสระ เพจอาจารย์วศิน อินทสระ
web : dhamma.serichon.us/2021/06/18/หน้าที่ของปัญญา-ปัญญามี/
Posted date : 18 มิถุนายน 2021 , By admin.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แบทเทอร์ วูแมน ซินโดรม อาการที่ “ผู้หญิง” ไม่อยากเป็น เมื่อ: ตุลาคม 25, 2021, 09:04:53 am


อาการที่ "ผู้หญิง" ไม่อยากเป็น


แบทเทอร์ วูแมน ซินโดรม อาการที่ “ผู้หญิง” ไม่อยากเป็น

คดีความรุนแรงในครอบครัว ที่เป็นที่จับตาของสังคมไทย ได้จบลงแล้วสำหรับ “คดีลอบสังหารเอ็กซ์-จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม” นักยิงปืนทีมชาติไทย ด้วยการที่ศาลฎีกาสั่งลงโทษจำคุก 25 ปี น.ส.สุรางค์ ดวงจินดา มารดาของหมอนิ่ม พ.ญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ ที่ศาลสั่งยกฟ้อง

จากคดีดังกล่าว เป็นบทเรียนให้กับสังคมไทยได้เห็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ที่จบลงด้วยความเศร้าของทุกฝ่าย

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุร้ายได้มีความพยายามไกล่เกลี่ยให้ทั้งคู่กับมาคืนดีกันโดยการมอบดอกไม้ และทำเงื่อนไขข้อตกลง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะอันที่จริง ถ้าต้องมีการเยียวยาและมีเจ้าหน้าที่ดูแลติดตามจนกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจะคลี่คลาย แต่กรณีนี้ ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แล้ว จึงเป็นอุทธาหรณ์ให้ปัจจุบันและอนาคตที่จะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

  “กรณี ภรรยาฆ่าสามี เป็นคดีที่เรียกว่า Battered Woman Syndrome ซึ่งเป็นอาการของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายซ้ำ มีอาการที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึก หรือรับรู้ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ได้ คล้ายๆ โมโหสุดขีด หรือไม่ไหวแล้ว”

  “สำหรับเคสของเอ็กซ์ หมอนิ่มไม่ได้เป็นผู้กระทำก็จริง แต่ผู้กระทำเป็นแม่ของหมอ เพราะแม่ก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพราะเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งแม่เคยเห็นลูกสาวถูกกระทำต่อหน้า อีกทั้งยังเคยกระทำต่อหน้าหลานๆ ด้วย”

“ในคำพิพากษาที่ศาลเขียนว่า แม่ได้รับรู้ที่ลูกสาวถูกทำร้าย และแม่อยู่ในการรับรู้และมีความทุกข์ทรมานแสนสาหัส โดยกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษ เพราะคุณแม่รับสารภาพตั้งแต่ต้น”

@@@@@@@

ทั้งนี้ กลุ่มอาการโรค Battered Woman Syndrome โดยในสหรัฐอเมริกา ได้ยอมรับว่า เป็นอาการโรค และไม่มีการลงโทษผู้หญิงที่ทำร้ายสามี หากตรวจพบว่า มีอาการนี้

“แต่หลัก Battered Woman Syndrome ยังไม่มีใช้ในกฎหมายไทย แม้จะมีในกฎหมายส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว แต่กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ใช้”

เพื่อป้องกันไม่ให้ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” สุเพ็ญศรี ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือ การไกล่เกลี่ยหรือทำอะไร มันไม่ต้องให้รับกลับมาสมานแผล สมานฉันท์โดยทันที อย่ารีบทำข้อตกลง หรืออย่ารีบมอบดอกไม้ คนยังโมโหกันอยู่ โกรธแค้นกันอยู่ ต้องไปปรับให้อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรงหยุดเสียก่อน ต้องมีการทำเงื่อนไขให้อีกฝ่ายเห็นว่า ยินดีจะกลับไปเป็นคู่เหมือนเดิม ก็หลายคดี ไม่ใช่คดีนี้คดีเดียว ที่มีการกลับไปอยู่ด้วยกัน แล้วขาดการดูแลติดตาม มันเหมือนกับทำเงื่อนไขแล้ว ตกลงกันแล้วก็กลับไปอยู่ด้วยกันทันที

“บทเรียนในการดำเนินการไกล่เกลี่ย คดีความรุนแรงในครอบครัว ควรมีการดูแลติดตามจนครบเงื่อนไขของกฎหมาย และกำหนดระยะเวลา ก่อนที่จะปล่อยให้เค้าไปอยู่กันฉันสามีภรรยา หรือเป็นครอบครัว”

หัวใจสำคัญคือ “เจ้าหน้าที่” หน่วยงานที่ต้องดูแลให้เป็นไปตามเงื่อนไข

“ถ้าการดำเนินการเป็นไปตาม ม.10 ม.11 ม.12 เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของกรมกิจการสตรีฯ ต้องไปดูแลติดตาม เพราะกฎหมายเขียนว่าให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดกระบวนการดูแลติดตามการดำเนินการตาม  ม.10 ม.11 ม.12 ของกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว”


สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม

อย่างไรก็ตาม หากผู้หญิงไม่ต้องการไกล่เกลี่ย แต่ต้องการเลิกอย่างเดียว สุเพ็ญศรี ก็ย้ำว่า ถ้าจะเลิกก็ต้องเลิก ไม่ควรบังคับให้ไปอยู่ด้วยกัน เมื่อเลิกกันแล้ว จะมาทำดีต่อกัน กลับมาอยู่ด้วยกัน ก็ไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อมีความรุนแรง หลักสำคัญคือเจ้าหน้าที่สามารถแทรกแซงตามกฎหมาย  เจ้าหน้าที่สามารถแทรกแซง โดยเข้าไปดูแลช่วยเหลือ ระงับเหตุ และเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพ”

“สิ่งสำคัญ กรมกิจการสตรีฯ ต้องทำงานเชิงรุก ต้องลงทุนเพิ่ม ไม่ใช่มีแค่แอพพ์แฟมิลี่ไลน์ เข้าไปเขียนอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนระบบเป็นฮอตไลน์ และอีกเรื่องเสนอว่า กรณีที่ผู้กระทำ -ผู้ถูกกระทำมีสถานะทางสังคมสูง จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ธรรมดามาทำเองไม่ได้ อาจจะต้องเป็นระดับหัวหน้าส่วนราชการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามม.10 และอยู่ที่กรม อจจะต้องเป็นระดับผู้อำนวยการเข้ามาช่วยดูแลดำเนินการ”

“เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่ให้ใครมาทำก็ได้ แต่ควรเป็นคนที่ได้รับการฝึกอบรมเรื่องความรุนแรงที่มีเหตุของมิติเพศสถานะหรือเพศสภาพ มันเป็นเรื่องของมิติปิตาธิปไตย ความรุนแรงที่มาจากเหตุแห่งเพศ สถานะเหนือ หรือบริบทที่ถูกอบรมมาคนละแบบอย่าง”

“อีกหน่วยงานที่ต้องให้ความสำคัญคือ “ตำรวจ” ที่เมื่อผู้ถูกกระทำไปแจ้งความ ตำรวจต้องรับเป็นคดี เพราะถ้าไม่รับก็อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงซ้ำเพิ่มได้”

@@@@@@@

สุดท้าย สุเพ็ญศรี กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดเพียงกรณีนี้กรณีเดียว ขณะนี้มีผู้หญิงหลายคน และอีกหลายครอบครัวต้องประสบกับเหตุการณ์นี้ และคนที่อดทนมากๆ เราพบว่า เป็นผู้หญิง

“ในเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเรา เราสามารถดูแลป้องกันได้ แต่หากเรายังอยู่ในจุดนั้น เราอาจจะดูแลป้องกันตัวเองไม่ได้ ให้เราออกมาจากจุดนั้น วิธีการก็คือ บางทีต้องหักดิบ ถ้าเราออกมาตั้งหลักก่อน ขณะนี้ ที่มูลนิธิฯ เราจะมีเครือข่ายผู้หญิงก้าวข้ามความรุนแรง ผู้หญิงกลุ่มนี้ บางคนเคยถูกเผาเกือบจะเสียชีวิต หรือผู้หญิงที่เคยถูกสามีทำร้าย ณ วันหนึ่งก็คิดว่า ตัวเรามีศักดิ์ศรี การอยู่แบบนี้ไม่ใช่การอยู่กันอย่างสามีภรรยา ไม่ใช่ครอบครัวแล้ว ถ้าเราอยู่ไป รังแต่อันตรายจะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เราต้องหยุด เราต้องเอากฎหมายมาใช้”

  “ที่สำคัญ เรามีสิทธิ และเราสามารถดำเนินคดีได้ ผู้หญิงทุกคนที่เคยถูกทำร้าย และก้าวข้ามความรุนแรง ทุกคนพูดว่า เราเกิดมา เรามีชีวิต เรามีศักดิ์ศรี คนที่ทำให้เราไม่มีชีวิตไม่ศักดิ์ศรี เราไม่ควรอยู่กับเค้าต่อไป”

  “ดั่งคำว่า ทิชา ณ นคร ที่บอกว่า ความเป็นสามีภรรยาไซร้ไม่นิรันดร์ ความเป็นพ่อแม่ไซร้คือนิรันดร์ พ่อและแม่ตัดยังไงก็ตัดไม่ได้ ไม่ว่ากฎธรรมชาติหรือกฎหมาย





ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/lifestyle/social-women/news_2996440
วันที่ 18 ตุลาคม 2564 - 11:47 น.
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติ “อช. ดอยสุเทพ-ปุย” พร้อมไหว้ “พระธาตุดอยสุเทพ” เมื่อ: ตุลาคม 25, 2021, 08:55:02 am

 :25: :25: :25:

สัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติ “อช. ดอยสุเทพ-ปุย” พร้อมไหว้ “พระธาตุดอยสุเทพ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่


วิวทิวทัศน์เมื่อมองลงมาจากดอยสุเทพ (ภาพจาก อช. ดอยสุเทพ-ปุย)

ลมหนาวเริ่มโชยมาในบางพื้นที่แล้ว อากาศดีๆ แบบนี้ หลายคนคงกำลังหาที่ปักหมุดไปเที่ยวทางภาคเหนือกันอยู่ อย่าง จ.เชียงใหม่ จังหวัดยอดฮิตที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย และกำลังจะเปิดประเทศอีกครั้งในวันที่ 1 พ.ย. 64  ภายใต้โครงการ “Charming Chiang Mai” อีกด้วย


ธรรมชาติแสนงามภายในอุทยานฯ (ภาพจาก อช. ดอยสุเทพ-ปุย)

โดยมีพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง และอำเภอดอยเต่า ที่เข้าร่วมโครงการนี้ แต่หากใครที่ยังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนในเชียงใหม่ดี ขอแนะนำให้มาเที่ยวที่ “อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย” ที่นอกจะมีความสวยงามของธรรมชาติชวนสดชื่นแล้ว ภายในอุทยานฯ ยังมีสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ให้ได้ชมอีกด้วย

สำหรับ อช. ดอยสุเทพ-ปุย ครอบคลุมท้องที่ อ.แม่ริม อ.หางดง และ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พื้นที่อุทยานประกอบด้วย ดอยสุเทพ ดอยบวกห้า และดอยปุย อันเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร และมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง



พระธาตุดอยสุเทพ

ในอดีต “ดอยสุเทพ” ชื่อว่า “ดอยอ้อยช้าง” โดยดอยสุเทพที่เรียกกันในปัจจุบันนี้เป็นชื่อที่ได้มาจาก “พระฤาษีวาสุเทพ” ซึ่งเคยบำเพ็ญตบะอยู่ที่เขาลูกนี้เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว

ที่ดอยสุเทพนี้ เป็นที่ตั้งของ “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” วัดสำคัญของเชียงใหม่ ภายในวัดมี “พระธาตุดอยสุเทพ” เป็นพระเจดีย์ที่สูงเด่นสง่าเปล่งประกายสีทอง ด้านในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

ซึ่งบริเวณทางขึ้นดอยนั้นก็สามารถแวะสักการะ “อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย”นักบุญแห่งล้านนา ผู้เป็นพระนักพัฒนาและเป็นศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาของผู้คนในภาคเหนือและจากทั่วทุกสารทิศได้เช่นกัน

จากวัดพระธาตุดอยสุเทพขึ้นไปอีกราว 5 กิโลเมตรก็จะถึงทางเข้า “พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์” ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า ซึ่งที่นี่เป็นพระตำหนักที่ประทับในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงษานุวงศ์เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรในเขตภาคเหนือ


ยอดดอยปุยบริเวณสันหัวหมู (ภาพจากสำนักอุทยานแห่งชาติ)

นักท่องเที่ยวสามารถชมสวนต่างๆ รอบพระตำหนัก มีสวนดอกไม้นานาชนิดให้ได้ชมกันหลากหลายสายพันธุ์ และถัดจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ขึ้นไป เส้นทางสายนี้ยังสามารถเดินทางต่อไปที่ “ดอยปุย” เพื่อชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้งกันที่ “บ้านม้งดอยปุย” ได้อีกด้วย โดยสามารถแวะชมวิถีชีวิตชาวม้งและเลือกซื้อของฝากเป็นหัตถกรรมจากฝีมือชาวบ้านได้

และที่ “ยอดดอยปุย” จะเป็นยอดเขาสูงสุดในอุทยานฯ มีความสูง 1,685 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถูกปกคลุมด้วยป่าดิบเขาและป่าสนเขา สภาพอากาศ หนาวเย็นตลอดปี ที่นี่เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักดูนก โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวจะมีนกอพยพหนีหนาว เข้ามาเป็นจำนวนมาก


จุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่ขุนช่างเคี่ยน (แฟ้มภาพ)

ซึ่งด้านบนนี้ยังมีลานกางเต็นท์และจุดชมวิวทิวทัศน์สวยงามหลายจุด ให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนชมธรรมชาติรอบตัว อย่างที่ “สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน” หรือที่คนนิยมเรียกกันว่า “ขุนช่างเคี่ยน” ที่เป็น “จุดชมดอกนางพญาเสือโคร่ง” หรือ “ซากุระเมืองไทย” สีชมพูบานสะพรั่งทั่วพื้นที่

โดยดอกนางพญาเสือโคร่งนี้มักจะเริ่มบานในช่วงกลาง-ปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงช่วงปลายเดือนมกราคม ช้าหรือเร็วกว่าเล็กน้อยตามสภาพอากาศในแต่ละปี



น้ำตกแม่สา (ภาพจากสำนักอุทยานแห่งชาติ)

นอกจากนี้ภายในอุทยานฯ ยังมีน้ำตกสวยงามอีกหลายที่ อย่าง “น้ำตกแม่สา” เป็นน้ำตกที่สวยงามที่มีน้ำไหลตลอดปี มีทั้งหมด 10 ชั้น แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 100-500 เมตร ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณทำให้สภาพอากาศร่มรื่นเย็นสบายตลอดปี


น้ำตกหมอกฟ้า (ภาพจากสำนักอุทยานแห่งชาติ)

อีกหนึ่งน้ำตกชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความสูงคือ “น้ำตกหมอกฟ้า” เพราะมีลักษณะที่สายน้ำไหลจากผาสูงกว่า 30 เมตร ลงมากระทบแอ่งน้ำขนาดใหญ่เกิดเป็นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วเสมือนม่านหมอก ถูกเปรียบเหมือนว่าเป็นสายหมอกจากฟากฟ้า จึงถูกตั้งชื่อว่า “น้ำตกหมอกฟ้า” นั่นเอง

น้ำตกตาดหมอก (ภาพจากสำนักอุทยานแห่งชาติ)

ถัดมาคือ “น้ำตกตาดหมอก” มีลักษณะเป็นผาหินกว้าง ช่วงฤดูฝนถึงปลายฝนต้นหนาวสายน้ำจะไหลผ่านเต็มหน้าผาสวยงามอลังการมาก ส่วนในฤดูร้อนน้ำอาจจะน้อยไปสักนิดแต่ก็ยังพอมีให้เล่นได้


น้ำตกมณฑาธาร (ภาพจากสำนักอุทยานแห่งชาติ)

ต่อที่ “น้ำตกมณฑาธาร” เดิมชาวบ้านเรียกว่า “น้ำตกสันป่ายาง” มีทั้งหมด 3 ชั้น มีต้นกำเนิดมาจากยอดดอยปุย ซึ่งไหลผ่านลำห้วยคอกม้ามายังหน้าผาสูงราว 30 เมตร ลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างพร้อมละอองน้ำฟุ้งกระจายไป ทั่วบริเวณ


น้ำตกห้วยแก้ว (ภาพจากสำนักอุทยานแห่งชาติ)

และ “น้ำตกห้วยแก้ว” เป็นน้ำตกขนาดเล็กชั้นเดียว สูงประมาณ 10 เมตร เกิดในลำน้ำห้วยแก้ว ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากยอดดอยปุย แอ่งน้ำและธารน้ำ ของน้ำตกหลายจุดสามารถลงเล่นน้ำได้ จัดว่าเป็นน้ำตกธรรมชาติ ที่อยู่ใกล้เมืองมากที่สุดแห่งหนึ่ง ที่นี่จึงไม่เคยเงียบเหงาจากการมาเยือนของผู้คน


พระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิวใกล้ดอยปุย (ภาพจาก อช. ดอยสุเทพ-ปุย)

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ (วันที่ 24 ต.ค. 64) อุทยานฯ ได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวเป็นบางแห่งแล้ว ได้แก่ น้ำตกหมอกฟ้า, บ้านพักนักท่องเที่ยว (สวนสน), น้ำตกตาดหมอก และน้ำตกมณฑาธาร สำหรับลานกางเต็นท์ดอยปุย จะทำการเปิดประจำปีในวันที่ 1 พ.ย. 64 - 30 เม.ย. 65 สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย Doi Suthep-Pui National Park หรือ โทร. 0-5321-0244




ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9640000105280
เผยแพร่ : 24 ต.ค. 2564 16:07 , ปรับปรุง : 24 ต.ค. 2564 16:07 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
8  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กุศล อกุศล อัพยากต | ธรรมเหล่านี้ต้องละทั้งหมด จึงจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ เมื่อ: ตุลาคม 24, 2021, 09:40:47 am





กุศล อกุศล อัพยากต | ธรรมเหล่านี้ต้องละทั้งหมด จึงจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

กุศลธรรม (กุสลา ธมฺมา)
– ไม่มีโทษ
– ให้ผลเป็นสุข
– เป็นปฏิปักษ์กับอกุสล (ตรงกันข้ามกับอกุศล)

อกุศลธรรม (อกุสลา ธมฺมา)
– มีโทษ, เป็นความเศร้าหมอง, (ตัวเองก็เศร้าหมอง, ทำให้ธรรมอื่นที่ประกอบกันกับตน เศร้าหมอง เร้าร้อนไปด้วย)
– ให้ผลเป็นทุกข์
– เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล (ตรงกันข้ามกับกุศล)

อัพยากตธรรม (อพฺยากตา ธมฺมา)
– ธรรมที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงว่าเป็น “กุศล หรือ อกุศล” แต่ทรงแสดงโดยประการอื่น คือ แสดงเป็น วิบากบ้าง กริยาบ้าง…

@@@@@@@

กุศล กับ อกุศล ทรงแสดงในลักษณะเปรียบเทียบ ตรงกันข้ามกัน เช่น กุศล ไม่มีโทษ แต่อกุศล มีโทษ ….ปกิณกะ

– กุศล ไม่มีโทษก็จริง ถึงอย่างนั้น ในท้ายสุด กุศล ก็เป็นธรรมที่จำต้องละไป…บุคคลอาศัย โลกียกุศล เป็นเหตุให้ได้ รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล และโลกุตตรกุศล แต่ท้ายสุด เมื่อบุคคลบรรลุกุศลทั้งหมดเหล่านั้นแล้ว ก็จำต้องละกุศลเหล่านั้นไป เหลือไว้เพียงแต่กริยา

ดังที่ท่านตรัสว่า
    “ปุญญปาปปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ”, “โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ….ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ” ฯ
     (โลกุตตรกุศล คือ มรรคจิต เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคลนั้น ๆ เพียงครั้งเดียว ต่อแต่นั้นไป มรรคจิตนั้น ๆ ก็จะไม่เกิดกับท่านอีกต่อไป) ฯ
     อุปมาเหมือนดั่งบุคคลข้ามแม่น้ำโดยอาศัยเรือ เมื่อข้ามถึงฝั่นโน้นแล้ว ก็จำต้องละสละเรือขึ้นฝั่งไป ฉันใด, บุคคลอาศัย กามาวจรกุศล….โลกุตตรกุศล ถึงฝั่งคือพระนิพพานแล้ว ก็จำต้องละกุศลเหล่านั้นไป…ฯ

– โดยปริยายแห่งเทศนา “โลกียกุศล” แม้ไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข แต่ก็เป็นทุกข์ เพราะทำให้เกิดวิบาก คือปฏิสนธิวิญญาณ นำให้เกิดในภพภูมิต่าง ๆ มีมนุษย์ เทวดา เป็นต้น วิญญาณที่ถือปฏิสนธิสืบต่อในภพใหม่นั้นและเป็น ชาติ (ชาติปิ ทุกฺขา) ในขณะเดียวกัน ตัวโลกียกุศลเอง ก็ยังจัดว่าเป็นทุกข์ ในทุกขอริยสัจจ์


@@@@@@@

– อัพยากตธรรม ไม่ก่อผล (วิบาก) เช่นเดียวกับ กุศล และอกุศลนั้น ก็จริง, ถึงอย่างนั้น อัพยากตธรรมทั้งหมด ก็เป็นปัจจัยได้ นับเป็นชาติก็ได้ทั้ง ๙ ชาติ มีสหชาตชาติเป็นต้น เมื่อเป็นปัจจัย ก็ต้องมีปัจจยุปบัน (ปัจจัย ก็คือเหตุ, ปัจจยุปบัน ก็คือผล เหมือนดั่งเช่น วิญญาณ-นามรูป-สฬายตนะ-ผัสสะ-เวทนา…)

– กุศลธรรม, อกุศลธรรม ย่อมเข้าถึงความเป็น ปัจจัย และปัจจยุปบัน เช่นเดียวกันกับอัพยากตธรรม เช่น เมื่อว่าโดย อารัมมณชาติ อารมณ์ทั้งปวงเป็นอารัมมณปัจจัย, กุศลธรรม อกุศลธรรม คือจิต และเจตสิก ย่อมเป็น อารัมมณปัจจยุปบัน…

– แท้จริงแล้ว เจตนาที่ประกอบกับกุศลธรรมและอกุศลธรรมนั้น เป็นกรรม และเป็นตัวก่อวิบากโดยตรง คือเจตนานั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมกระทำกิจ ๒ อย่าง คือ “สํวิธานกิจ” จัดแจงปรุงแต่งสัมปยุตตธรรมให้ทำหน้าที่ของตน ๆ, และ “พีชนิธานกิจ” สร้างพืช คือก่อวิบาก ได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณ ปวัตติวิญญาณ และกัมมชรูป ฯ





ขอขอบคุณ :-
บทความของ : VeeZa
web : dhamma.serichon.us/2021/10/13/กุศลธรรม-อกุศล-อัพยากต/
Posted Date : 13 ตุลาคม 2021, By admin.
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หยุดยาว 'สะพานมอญ' สังขละบุรีกลับมาคึกคัก นทท.แน่นคาดเงินสะพัดหลายล้าน เมื่อ: ตุลาคม 24, 2021, 09:02:57 am


หยุดยาว 'สะพานมอญ' สังขละบุรีกลับมาคึกคัก นทท.แน่นคาดเงินสะพัดหลายล้าน

วันนี้ (23 ต.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาบรรยากาศบนสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ หรือ สะพถานมอญ ที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนชาวมอญบ้านวังกะหมู่ 2 กับเขตเทศบาลตำบลวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นไปอย่างคึกคักเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี เป็นจำนวนมาก

โดยนักท่องเที่ยวที่มาเดินเที่ยวชมธรรมชาติบนสะพานมอญต่างพร้อมใจกันสวมใส่ชุดชาวมอญที่มีสีสวยและสดใจ หลังจากเที่ยวชมความสวมงามแล้วเสร็จทุกคนต่างไปทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์ตามประเพณีชาวมอญที่เชิงสะพานกันอย่างหนาแน่น แต่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งหมดต่างก็ผ่านการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วทั้งสิ้น

นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในวันนี้ ยังถือโอกาสเดิน ชิมอาหาร ร้านที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่นักท่องเที่ยว เช่น ร้านโจ๊กนั่งยอง ร้านขนมป้าหยิน ร้านโจ๊กโบราณ เป็นต้น

ส่วนบรรยากาศร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก จำพวกพวกเสื้อผ้าพื้นเมือง เครื่องประดับต่างๆ มีนักท่องเที่ยวเลือกซื้อสินค้าจำนวนมาก ทำให้ส่งผลดีต่อชาวบ้านในชุมชนเนื่องจากช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น หลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 จึงทำให้ไม่มีรายได้มาเป็นเวลานาน

หลังจากทำบุญตักบาตรและเที่ยวชมความงามบนสะพานมอญแล้วเสร็จ นักท่องเที่ยงยังได้ล่องเรือไปชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำรันตีและโยนเหรียญเข้าไปในโบสต์จมน้ำวัดวังก์วิเวการามหลังเก่าเพื่ออธิฐานขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน

ขณะที่ห้องพักของโรงแรม และรีสอร์ท ต่างๆ ปรากฏว่ามีลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก คาดว่าในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลออกพรรษานี้จะมีเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสะพัดในพื้นที่หลายล้านบาทเลยทีเดียว




















ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/610821
วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.06 น.
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นักท่องเที่ยวแห่เที่ยว 'วัดผาตากเสื้อ' หนองคาย ชมธรรมชาติบนสกายวอล์ค เมื่อ: ตุลาคม 24, 2021, 08:51:43 am



นักท่องเที่ยวแห่เที่ยว 'วัดผาตากเสื้อ' หนองคาย ชมธรรมชาติบนสกายวอล์ค

หยุดยาวนักท่องเที่ยวพากันเที่ยววัดผาตากเสื้อหนองคาย ได้ทั้งทำบุญหลังออกพรรษา ได้ทั้งเที่ยวชมธรรมชาติบนสกายวอล์ค ทางวัดจัดคิวเข้าชม เว้นระยะตามมาตรการสกัดโควิด

วันนี้ (23 ต.ค.64) ที่วัดผาตากเสื้อ ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย จุดชมวิวแม่น้ำโขงบนสกายวอล์คพื้นกระจกใส ได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว มาทำบุญหลังวันออกพรรษา และใช้โอกาสวันหยุดยาวท่องเที่ยวชื่นชมธรรมชาติ ชมทัศนียภาพความสวยงามของแม่น้ำโขง วิวสองประเทศไทย - ลาว และชมวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำโขง

โดยทางวัดได้ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและสกัดโรคโควิด 19 มีการตรวจวัดอุณหภูมิ เจลล้างมือ เว้นระยะห่าง จัดให้คนเข้าชมวิวบนสกายวอล์ค เป็นกลุ่มขนาดเล็ก ไม่ให้แออัดจนเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ขณะที่สภาพอากาศวันนี้ท้องฟ้าสลัว มีฝนตกปรอย ๆ และมีลมเย็นพัดมาเป็นระลอกให้ได้สัมผัสความเย็นบนภูเขาสูงด้วย

ทั้งนี้ หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมทัศนียภาพบนสกายวอล์คที่วัดผาตากเสื้อ ได้ลดน้อยลง แต่เมื่อมีการให้บริการวัคดซีนแก่ประชาชน หลายคนได้ฉีดวัคซีนแล้วก็เริ่มมีความมั่นใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย













ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/610928
วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.19 น.
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อันซีนเมืองนนท์ “วัดเตย” ยลโบสถ์เก่ากลางน้ำอายุกว่า 100 ปี เมื่อ: ตุลาคม 23, 2021, 09:40:37 am


 :25: :25: :25:

อันซีนเมืองนนท์ “วัดเตย” ยลโบสถ์เก่ากลางน้ำอายุกว่า 100 ปี


“วัดเตย” ยลโบสถ์เก่ากลางน้ำอายุกว่า 100 ปี

วัดวาอารามในเมืองไทย มีสถาปัตยกรรมอันงดงามแตกต่างกันออกไป อย่างที่ “วัดเตย” อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นวัดมอญเก่าแก่ มีความโดดเด่นอยู่ที่โบสถ์เก่ากลางน้ำอายุนับร้อยปี

“วัดเตย” สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 หรือราวปี พ.ศ.2375 กล่าวกันว่าเดิมบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยามีต้นเตยกอใหญ่ขึ้นเป็นดง จึงเรียกว่า บ้านเตย วัดที่อยู่ในชุมชนจึงเรียกว่า วัดเตย สร้างขึ้นโดยคนมอญที่มาอาศัยอยู่ที่อ.ปากเกร็ด และได้สร้างวัดนี้ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยมีพระสงฆ์มอญประจำอยู่ที่วัดนี้ตลอดมา

ในอดีตพื้นที่ของวัดเป็นที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมขัง จึงได้มีการปรับถมพื้นที่ใหม่ให้สูงขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2538 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทางวัดได้ถมพื้นที่อีกครั้ง ส่วนอุโบสถหลังเก่าอยู่ต่ำกว่าบริเวณวัด ทำให้มีน้ำท่วมขังอยู่บริเวณรอบโบสถ์ จนกลายเป็น “โบสถ์กลางน้ำ” จนมาถึงปัจจุบัน



“วัดเตย” ยลโบสถ์เก่ากลางน้ำอายุกว่า 100 ปี

บริเวณใกล้กับโบสถ์กลางน้ำจะเป็นที่ตั้งของโบสถ์หลังใหม่ ภายในประดิษฐานพระประธานปางสมาธิที่เคลื่อนย้ายมาจากอุโบสถหลังเก่า และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ จิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครูคือ ครูเทพเนรมิต จิตรกรรมคนไทยเชื้อสายมอญ ที่เริ่มลงมือเขียนภาพมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการเขียนภาพทั้งหมด



“วัดเตย” ยลโบสถ์เก่ากลางน้ำอายุกว่า 100 ปี

สำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดแห่งนี้ เป็นงานจิตรกรรมไทยสมัยใหม่ที่มีสีสันงดงาม ซึ่งภาพที่อยู่บริเวณผนังด้านหลังองค์พระประธานเขียนรูปพระมหาเกศธาตุเจดีย์มอญ หรือพระเจดีย์ชเวดากองขนาดใหญ่ปิดทองทั้งองค์ ส่วนผนังด้านตรงข้ามพระประธานเป็นภาพเขียนของพระปฐมเจดีย์สีทองอร่ามงดงามเช่นกัน ส่วนผนังด้านข้างทั้งซ้ายและขวาบริเวณเหนือบานหน้าต่างเขียนภาพเรือพระราชพิธี ด้านล่างและบานหน้าต่างเขียนภาพพุทธประวัติ

ชมวิดีโอได้ที่ : https://youtu.be/SFggsJgZOLs





ขอขอบคุณ :-
URL : https://mgronline.com/travel/detail/9640000104162
เผยแพร่ : 20 ต.ค. 2564 20:14 , ปรับปรุง : 20 ต.ค. 2564 20:14 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาติกำเนิดของคนทั้ง 7 วัน ตามความเชื่อจากตำราโบราณ เมื่อ: ตุลาคม 23, 2021, 09:15:17 am



ชาติกำเนิดของคนทั้ง 7 วัน ตามความเชื่อจากตำราโบราณ

ตามความเชื่อในตำราพรหมชาติ ได้มีการกล่าวถึงเรื่องของชาติกำเนิด ภพกำเนิดของคนทั้ง 7 วัน และชาติกำเนิดปีนักษัตรทั้ง 12 ปี สำหรับใครที่มีความเชื่อในเรื่องนี้มาดูกันว่าชาติกำเนิดของเราเป็นอย่างไร (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

@@@@@@@

ชาติกำเนิดวันทั้ง 7 วัน

    1. วันอาทิตย์ เป็น หนังหนู
    2. วันจันทร์ เป็น หนังงู
    3. วันอังคาร เป็น หนังเสือ
    4. วันพุธ เป็น หนังกระต่าย
    5. วันพฤหัสบดี เป็น หนังนาค
    6. วันศุกร์ เป็น หนังงู
    7. วันเสาร์ เป็น หนังม้า

ชาติกำเนิดปีทั้ง 12 ปี

    1. ปีชวด เป็น กระดูกหนู
    2. ปีฉลู เป็น กระดูกวัว
    3. ปีขาล เป็น กระดูกเสือ
    4. ปีเถาะ เป็น กระดูกกระต่าย
    5. ปีมะโรง เป็น กระดูกงูใหญ่
    6. ปีมะเส็ง เป็น กระดูกงูเล็ก
    7. ปีมะเมีย เป็น กระดูกม้า
    8. ปีมะแม เป็น กระดูกแพะ
    9. ปีวอก เป็น กระดูกลิง
   10. ปีระกา เป็น กระดูกไก่
   11. ปีจอ เป็น กระดูกสุนัข
   12. ปีกุน เป็น กระดูกหมู

จากข้างต้นให้เราดูว่า วันที่เป็นหนัง และปีที่เป็นกระดูก จะหุ้มห่อกันได้ หรือไม่.? ถ้าหุ้มห่อกันได้ก็จะดี แต่ถ้าหุ้มห่อกันไม่ได้ ผู้นั้นจะลำบาก

@@@@@@@

ภพกำเนิด

1. ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
    มาจากเมืองกลิงคราษฎร์ เป็นคนใจแข็ง เคียดแค้น โกรธง่ายหายเร็ว

2. ผู้ที่เกิดวันจันทร์
    จุติมาจากนครนาคราช มีเสน่ห์ มีตบะเดชา จะได้เป็นใหญ่

3. ผู้ที่เกิดวันอังคาร
    จุติมาจากแดนนรก มีกำลังแรงใจแข็งนักรบ ชอบอาสาเจ้านาย ออกทัพจับศึก

4. ผู้ที่เกิดวันพุธ
    จุติมาจากเมืองลังกาทีป มีข้าวของเงินทองสมบุรณ์ คู่ครองดี มีความสูงศักดิ์ มีวาสนาสูง

5. ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี
    จุติมาจากสวรรค์ เป็นคนรักสวยรักงาม ทำการงานเรียบร้อย มีสติปัญญา มีความเป็นนักปราชญ์ เป็นที่ปรึกษาของคนทั่วไป

6. ผู้ที่เกิดวันศุกร์
    จุติมาจากอุตตรกาโรทวีป มียศถาบรรดาศักดิ์ ชอบเก็บตัว ไม่เข้าสังคม

7. ผู้ที่เกิดวันเสาร์
    จุติมาจากเขาไกรลาส มีฤทธิ์เดช มีตบะเดชานุภาพ ยศถาบรรดาศักดิ์ดี





Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/217145/
22 ต.ค. 64 (15:30 น.) , By Mintra T.
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รับจ้างตักบาตร ธุรกิจสุดปัง.! | ตอบโจทย์คนไม่ว่าง แค่จ้างก็ได้บุญ เมื่อ: ตุลาคม 23, 2021, 09:01:08 am


รับจ้างตักบาตร ธุรกิจสุดปัง.! | ตอบโจทย์คนไม่ว่าง แค่จ้างก็ได้บุญ

ไฮไลท์

  - ก่อนจะมาเป็นธุรกิจรับจ้างตักบาตร, ถวายสังฆทาน ทำบุญโลงศพ แบบครบวงจร 'บุญบังใบสังฆภัณฑ์' คือ ร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์แบบวิจิตรตระการตา เรียกว่าเป็น Selected สังฆภัณฑ์ shop ก็ว่าได้ เพราะสังฆภัณฑ์แบบธรรมดามีขายในร้านทั่วไป แต่ที่นี่ขอแบบงานละเอียดอลังการเท่านั้น

  - แม้จะทำธุรกิจแบบครบจบในที่เดียว แต่จริง ๆ แล้ว 'บุญบังใบ สังฆภัณฑ์' ที่รับจ้างทำบุญตักบาตรนั้น ทำโดยคนเพียง 2 คนเท่านั้น ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

  - ช่วงที่เคยมีดรามาถกเถียงกันว่า รับจ้างตักบาตรแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่ แล้วใครได้บุญกันแน่ มีพระสงฆ์หลาย ๆ รูปได้ตอบคำถามไว้ว่า ตามศาสนาพุทธแล้วนั้น การทำบุญตักบาตร หรือการทำความดีต่าง ๆ ล้วนอยู่ที่ใจและเจตนาที่ดี ไม่ว่าตัวจะอยู่ที่ไหน ถ้าใจเป็นบุญ เราก็ได้บุญทั้งนั้น




จะมีสักกี่ธุรกิจในโลกใบนี้ที่ลูกค้าใช้บริการครั้งแรกแล้วต้องกลับมาใช้บริการเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นไปแล้วกับธุรกิจยุคใหม่ ‘รับจ้างตักบาตร’ ที่เคยโด่งดังเป็นข่าวเมื่อช่วงต้นปีนี้

INTERVIEW TODAY ชวนเจาะลึกธุรกิจนี้ โดยพูดคุยกับ 'คุณเบียร์' เจ้าของธุรกิจรับจ้างตักบาตรแบบ One stop service ภายใต้เพจ บุญบังใบ สังฆภัณฑ์ ที่ต้องมอบฉายา "เจ้าหญิงแห่งวงการทำบุญ" ให้เลยค่ะ

@@@@@@@

อยากทำบุญตักบาตรแต่ขี้เกียจตื่นเช้า

"เกิดจากที่เรานั่งคุยกับเพื่อนสนิทว่าอยากตักบาตรแต่ไม่ชอบตื่นเช้า ก็เลยคิดว่าถ้ามีบริการรับจ้างตักบาตรก็คงดีนะ น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ชอบตื่นเช้าแบบเรา ตอนแรกก็มีแค่บริการตักบาตรแค่อย่างเดียว ในการทำงานเราจะแบ่งเป็น 2 ทีมคือทีมหน้าบ้านกับหลังบ้าน ตัวเบียร์เองคือทีมหน้าบ้าน ทำหน้าที่ดูแลเพจ คุยกับคนที่มาว่าจ้าง และส่งงานลูกค้า ส่วนทีมหลังบ้านคือเพื่อนที่คุยกันตอนแรกนั่นแหละ เขาจะต้องตื่นมาจ่ายตลาดตั้งแต่ตีสี่ ทำอาหาร ทำเป็นเซ็ตถ่ายรูป แล้วก็ไปตักบาตรค่ะ พอเสร็จจากตรงนั้นก็นำภาพและคลิปวิดีโอที่ถ่ายไว้มาตัดต่อ และส่งให้เราที่เป็นทีมหน้าบ้านส่งต่อผลงานให้ลูกค้าทีละคนค่ะ"

ปังจนต้องเพิ่มเติมบริการให้ครบวงจร

"เราทำตรงนี้มาได้เกือบ ๆ 1 ปีแล้วค่ะ เป็นช่วงโควิดพอดิบพอดี แล้วช่วงแรก ๆ ที่ทำก็เป็นกระแสในโลกออนไลน์ด้วย ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วย แต่จริง ๆ แล้วกระแสตอบรับต่อบริการของเราค่อนข้างดี อีกอย่างช่วงนี้คนก็ยังคงหวาดกลัวกับโควิด ไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน ตอนนี้เราเลยแตกบริการออกมาเป็นรับจ้างถวายสังฆทานและรับทำบุญบริจาคโลงศพด้วย

ในเซ็ตสังฆทานเราก็เลือกของด้วยตัวเอง เพราะเราก็เคยได้ยินจากพระสงฆ์เองว่าสังฆทานที่คนนำไปถวายกัน ที่ซื้อสำเร็จรูปตามร้านต่าง ๆ บางครั้งของเหล่านั้นก็อาจไม่ได้ถูกใช้เลย หรือหมดอายุซะก่อน เราเองก็เคยบวชด้วย ก็คิดว่าใจเขาใจเราด้วย เราก็เลยเลือกของดี ๆ เอามาใส่ในกล่องเซ็ตสังฆทาน ก็เป็นอีกหนึ่งบริการเพิ่มเติมขึ้นมา

ทำบุญโลงศพก็เช่นกัน เราเองก็ทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว เอาเงินไปหยอดตู้ที่รับบริจาคโลงศพ แต่ทุกครั้งก็ได้แต่สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้าง เราเองก็ไม่รู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เลยเกิดมาเป็นบริการรับจ้างทำบุญบริจาคโลงศพ สิ่งที่พิเศษก็คือเราดีลตรงกับร้านโลงศพเลย ลูกค้าสามารถทักมาจ้างเรา เราจัดหาให้ถึงวัดภายใน 3 วันเลยค่ะ ที่สำคัญเราจะมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร มีลายเซ็นเจ้าอาวาส ลายเซ็นหน่วยงาน ชื่อของลูกค้า ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ค่ะ"

ฟีดแบ็กจากคนรอบตัว โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ก็บอกว่าเป็นธุรกิจที่เวิร์ค เพราะมันช่วยอุดรอยรั่วของสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ ขอให้ทำต่อไป จากนั้นคุณเบียร์ก็ยืนหยัดทำมาเรื่อย ๆ เพราะมองว่านี่คืออาชีพบริการอาชีพนึง และเป็นอาชีพที่สุจริต




จ้าง 1 งานทำอะไรบ้าง

"สมมติมีลูกค้ามาจ้างตักบาตร เราก็จะส่งแพ็กเกจตักบาตรไปให้ลูกค้าดู ซึ่งในนั้นก็จะมีหลากหลายราคาตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น ใน 1 ชุดตักบาตรก็จะมีข้าว เมนูกับข้าวซึ่งในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน และน้ำดื่ม นี่คือตัวอย่างชุดราคา 99 บาท แต่บางคนอาจจะอยากมีดอกไม้เพิ่มมาด้วย ราคาก็เพิ่มตามไปอีกนิดหน่อย ซึ่งเราก็มีหลายแพ็กเกจ หลายราคา ตามความต้องการของลูกค้า บางคนก็จ้างหลาย ๆวันติดต่อกันก็มี หรือบางคนชอบแบบวิจิตรหน่อย ก็จะมีมาลัยสวย ๆ ประกอบด้วย ภาพที่ได้ออกมาก็สวยไปอีกแบบ ต่อจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการโอนเงิน เราก็ขอชื่อนามสกุลลูกค้า แล้วส่งต่อให้ทีมหลังบ้าน เขาก็จะรวบรวมว่าแต่ละวันมีลูกค้ากี่คน ตักบาตรกี่ชุด แล้วก็ไปจัดการตักบาตร ถ่ายภาพ ถ่ายคลิป ตัดต่อแล้วส่งมาที่เราซึ่งเป็นทีมหน้าบ้าน นำคลิปไปส่งต่อให้ลูกค้าเป็นอันจบงานค่ะ"

คุณเบียร์เล่าว่าเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ทีมงานจะใช้แอปพลิเคชันถ่ายรูปเป็นแอปโพลารอยด์ซึ่งจะมีวันที่และเวลาสลักอยู่บนภาพตามที่ถ่ายจริง เพราะฉะนั้นลูกค้าจะได้ไม่ต้องสงสัยว่า เป็นภาพปลอมหรือไม่ ได้ไปตักบาตรให้จริงหรือไม่ หรือตักบาตรชุดเดียววนซ้ำหรือไม่ เป็นทริคที่แสดงความจริงใจต่อธุรกิจได้ดีทีเดียว

ลูกค้ามีทุกเพศทุกวัยจากทุกสถานที่

"ตอนแรกเราก็คิดว่าลูกค้าจะเป็นผู้ใหญ่เลย แต่จริง ๆ แล้วมีทุกเพศทุกวัย โดยส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นด้วยซ้ำค่ะ รวมถึงคนไทยที่อยู่ต่างประเทศก็มาจ้างเราเช่นกัน เพราะบางคนไม่มีวัดไทยใกล้บ้านหรือไม่สะดวกจะออกจากบ้าน ก็จะมาใช้บริการเราแทน ลูกค้าบางคนอาจจะเจ็บป่วยอยู่ ไม่สามารถไปทำบุญตักบาตรได้ หรือบางคนจะเข้ารับการรักษาวันนี้ ก็มาจ้างเรา เพื่อสร้างความสบายใจของเขาอะไรประมาณนี้ค่ะ รวมถึงลูกค้าบางคนที่ไปวัดทุกวันไม่ได้ เช่น อยากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่เพิ่งเสียไป อยากทำบุญ 50 วันติดต่อกัน ให้ไปเองก็คงไม่ไหว เขาก็จะมาจ้างเราค่ะ มีลูกค้าที่หลากหลายมาก ๆ เลยค่ะ เกินความคาดหมายเราไปมากเหมือนกัน"

@@@@@@@

ฟีดแบ็กจากลูกค้าน่าชื่นใจ

"ฟีดแบ็กดีค่ะ ส่วนมากช่วงแรก ๆ ลูกค้าจะงง ๆ ว่าต้องทำยังไง เลยเริ่มต้นด้วยสั่งคนละชุดก่อนจากนั้นลูกค้าก็กลับมาใช้บริการอีกเรื่อย ๆ จากสถิติก็กลับมาเกือบทุกคนเลยค่ะ เขาก็บอกว่ามันสะดวกและตอบโจทย์การใช้ชีวิตดีนะ แถมยังไปแนะนำต่อให้เพื่อน ๆ ต่อไปอีกด้วยค่ะ"

เรื่องที่เกี่ยวพันกับความเชื่อความศรัทธาของคน แน่นอนว่าจะต้องเคยเจอดรามา และคำถามยอดฮิต ‘แล้วใครได้บุญ ?’ เรื่องนี้คุณเบียร์ให้มุมมองไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

"อันดับแรกเราต้องคุยกับตัวเองก่อนเลยว่า จริง ๆ แล้วการที่ทุกคนทำบุญ มันไม่เคยมีใครมองเห็นบุญไม่ใช่เหรอ บุญเป็นสิ่งที่เราสมมติกันขึ้นมาใช่ไหม บางคนอาจจะคิดว่าถ้าจะทำบุญให้ได้บุญ ต้องไปทำด้วยมือของตัวเอง แต่เรากลับมองว่าการทำบุญก็คล้ายกับการส่งพัสดุ เช่น เราอยากส่งของให้คุณเราไม่จำเป็นต้องขับรถจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพ ของก็ถึงมือเหมือนกัน หรือการทอดผ้าป่า การทำบุญใส่ซองก็เหมือนกัน คนก็ไม่ได้ไปทำบุญเองถึงวัดทุกคนหรือเปล่า แล้วเราก็รู้สึกอิ่มเอมใจว่าเราได้ทำบุญ หรือโอนเงินทำบุญตามอินเตอร์เน็ตก็คล้าย ๆ กัน แล้วทำไมการรับจ้างตักบาตรหรือทำสังฆทาน สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปวัดหรือไม่สะดวกไปเอง จะทำไม่ได้ล่ะ เราก็มองว่ามันเป็นตรรกะคล้ายกันค่ะ"

ปังมากจนเริ่มมีคู่แข่ง

"ตอนนี้ในตลาดก็เริ่มมีหลายคนจับธุรกิจนี้ บางร้านก็ตัดราคาด้วยซ้ำ แต่ว่าเราก็มั่นคงกับสิ่งที่เราทำเรามั่นใจในคุณภาพของงานเราค่ะ อย่างกับข้าวหรือสังฆทานเราก็เลือกที่ดีที่สุดให้ลูกค้า บางสัปดาห์กับข้าวก็จะเป็นเมนูพิเศษ เช่น ข้าวหน้าแซลมอน เราก็ทำขึ้นมาเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้า รวมถึงเป็นสีสันให้เพจเราด้วยค่ะ

ลูกค้าบางคนรีเควสความต้องการพิเศษมา ทางทีมก็สามารถทำให้ได้เช่นกัน แต่อาจจะมีค่าบริการเพิ่มเติมแตกต่างกันไป อย่างเช่น น้องหมาของลูกค้าเสียไป เขาก็ขอเมนูที่น้องหมาชอบมา เราก็ทำให้ได้เหมือนกันค่ะ"

@@@@@@@

โควิดก็ทำอะไรธุรกิจนี้ไม่ได้

"ถ้าถามว่าช่วงโควิดยอดตกบ้างไหม เรียกว่าไม่ได้มีมากมายอะไรค่ะ แต่จะมีช่วงที่ยอดพุ่งเพราะคนสนใจมากกว่า เป็นช่วงที่เป็นข่าวดรามานั่นแหละค่ะ ตอนนั้นบูมมาก ลูกค้าเข้ามาเยอะมาก แต่หลังจากนั้นก็ยังมีงานมาเรื่อย ๆ เพราะยังไงช่วงโควิดคนก็ไม่สะดวกจะไปไหนมาไหนเองอยู่แล้วค่ะ อีกอย่างต่อให้โควิดหายไป ลูกค้าบางคนเขาก็รู้สึกว่าเออมันสะดวกดีนะ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเองเลย ก็มาใช้บริการเราได้ตลอดค่ะ"

เมื่อถามถึงแพลนอนาคตของธุรกิจนี้ คุณเบียร์ก็ตอบว่า จริง ๆ ตอนนี้ก็ค่อนข้างครบวงจรแล้ว ทั้งตักบาตร ทำสังฆทาน บริจาคโลงศพ จากที่เคยตักบาตรแค่ตอนเช้า ตอนนี้ก็ขยับมามื้อเพลด้วยแล้วเช่นกัน รวมถึงมีถวายผ้าไตรเพิ่มเติมมาด้วย ก็ครบวงจรแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องโฟกัสตอนนี้คือการรักษาคุณภาพไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลายมากกว่า แต่ถ้าในอนาคตมีขยับขยายอะไร ก็สามารถติดตามได้ที่ เพจบุญบังใบสังฆภัณฑ์  ได้เลย…





Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/LX1kZ7G?view=topic&referral=linetodayexclusive
INTERVIEW TODAY ,เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • nawa.
14  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จักกวัตติสูตรศึกษา ตอนที่ ๐๖-๑๐ เมื่อ: ตุลาคม 22, 2021, 09:19:16 am




จักกวัตติสูตรศึกษา (๐๖) : ถอดความรัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ

ในตอนก่อนๆ ได้ถอดความไว้แล้วว่า แก้วประการที่ ๑. ของพระเจ้าจักรพรรดิ คือ จักรแก้ว หมายถึงพลังอำนาจทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังอาวุธ แต่เป็นพลังที่ประกอบด้วยธรรม ใช้ธรรมเป็นอำนาจ ไม่ใช่พลังที่ใช้ไปเข่นฆ่าล้างผลาญใคร

ต่อไปก็มาว่าถึงแก้วอื่นๆ


@@@@@@@

๒. และ ๓. ช้างแก้ว-ม้าแก้ว หมายถึงอะไร.?

ช้างม้าคือพาหนะ คือการเดินทาง ช้างแก้ว-ม้าแก้วจึงหมายถึงการคมนาคมและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ
จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ต้องบริหารจัดการการคมนาคมและการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ผู้คนไปมา สินค้ามาไป รวดเร็ว ทันการณ์ ครอบคลุม ทั่วถึง

๔. แก้วมณี หมายถึงอะไร?

ขอตีความว่า คือทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือสมบัติส่วนพระองค์ อันนี้จำเป็นต้องมีเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติพระราชภารกิจ ทรัพย์ส่วนของแผ่นดินก็ส่วนหนึ่ง ใช้สำหรับทำนุบำรุงแผ่นดิน บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร จะเอามาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์หาควรไม่ จึงจำเป็นต้องมีทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อใช้จ่ายเป็นการส่วนพระองค์ไว้ด้วย

แต่เรื่องนี้ ถ้าให้นักประวัติศาสตร์มอง เขาก็คงบอกว่า สมัยเก่าก่อนโน้นของทั้งหมดในแผ่นดินเป็นของพระเจ้าดินโดยสิทธิ์ขาดอยู่แล้ว คำว่า “เจ้าแผ่นดิน” ก็บอกความหมายอยู่ จึงไม่มีสิ่งใดที่จะไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัวของพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินมีสิทธิ์ที่จะใช้ทรัพย์ทั้งแผ่นดินไปในการส่วนพระองค์ได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องแบ่งแยกเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้แปลกออกไป

นั่นก็อาจจะเป็นมุมมองของนักประวัติศาสตร์ แต่ขอให้คิดนิดหนึ่งว่า เราคิดของเราอย่างนี้ได้ แต่เราคงคิดแทนพระเจ้าจักรพรรดิไม่ได้ พระเจ้าจักรพรรดิอาจไม่ได้มองทรัพย์ในแผ่นดินอย่างที่นักประวัติศาสตร์มองก็ได้

๕. นางแก้ว หมายถึงอะไร.?

นางแก้วคือน้ำเลี้ยงหัวใจตามวิสัยโลก และมักจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จแทบทุกเรื่อง นางแก้วจะไม่เป็นต้นเหตุแห่งความล้มเหลวหรือความพินาศ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่เรียกนางแก้ว

๖. ขุนคลังแก้ว หมายถึงอะไร.?

ขุนคลังแก้วหมายถึงผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งก็หมายถึงทรัพย์สินของประชาชนนั่นเอง พูดภาษาสมัยใหม่ก็คือผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจของแผ่นดิน คนนี้สำคัญมาก ปากท้องของผู้คนทั้งแผ่นดินฝากไว้กับขุนคลังแก้ว เป็นพระเจ้าจักรพรรดิไม่ได้ ถ้าบริหารจัดการเรื่องเศรษฐกิจไม่เป็น

๗. ขุนพลแก้ว หมายถึงอะไร.?

ชื่อนี้บาลีใช้ว่า “ปริณายกรตน” ท่านแปลกันมาว่า “ขุนพลแก้ว” แต่ดูตามรูปศัพท์แล้ว “ขุนพลแก้ว” ศัพท์บาลีควรจะเป็น “เสนาปติรตน” แต่เมื่อท่านไม่ได้ใช้คำนี้ หากแต่ใช้คำว่า “ปริณายกรตน” ก็ชวนให้เข้าใจว่า น่าจะหมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร คือเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกิจการทั้งปวงของแผ่นดินแทนองค์พระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งน่าจะตรงกับตำแหน่งที่เรียกในสมัยนี้ว่า “นายกรัฐมนตรี”

และเมื่อดูตามคำอธิบายของอรรถกถาที่ว่า “ปริณายกรัตนะ” หมายถึงพระราชโอรสองค์ใหญ่ประสูติแต่พระอัครมเหสี สามารถครองราชสมบัติได้ทั้งหมด (อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา สกลรชฺชมนุสาสนสมตฺถํ เชฏฺฐปุตฺตสงฺขาตํ ปริณายกรตนํ.)

ก็ยิ่งชัดเจนว่า บุคคลผู้นี้ก็คือมือรองของพระเจ้าจักรพรรดินั่นเอง ตำแหน่ง “ปริณายกรัตนะ” เป็นตำแหน่งที่ต้องรู้งานบริหารงานทุกด้านของแผ่นดินและเตรียมตัวเป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์ต่อไป ซึ่งในพระสูตรก็บรรยายไว้ชัดเจนว่า เมื่อถึงเวลาอันสมควรพระเจ้าจักรพรรดิก็จะสละราชสมบัติให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ซึ่งขณะนั้นก็คือ “ปริณายกรัตนะ” พระองค์เองออกผนวชเป็นราชฤษี ประพฤติเช่นนี้สืบมาทุกพระองค์

@@@@@@@

รัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิในมุมมองของผมผู้ศึกษาจักกวัตติสูตรมีความหมายดังแสดงมา ด้วยประการฉะนี้

ท่านผู้อ่าน-ท่านผู้อื่นมีสิทธิ์ถอดความ-ตีความเป็นอย่างอื่นหรือเป็นอย่างใดๆ ก็ได้ ลองทำดูสิครับ เป็นวิธีฝึกสร้างภูมิปัญญาในฐานะนักศึกษาพระสูตรในพระไตรปิฎก อรรถรสของการศึกษาพระไตรปิฎกอยู่ตรงนี้แหละครับ-ศึกษาแล้วขบความออกมาให้ได้

ตอนหน้า : ว่าด้วยจักรวรรดิวัตร-หลักการบริหารแผ่นดินของพระเจ้าจักรพรรดิ





ขอขอบคุณ :-
บทความของ : นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย , ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔ ,๑๗:๐๕ น.
web : dhamma.serichon.us/2021/08/20/จักกวัตติสูตรศึกษา-๐๖/
Posted date : 20 สิงหาคม 2021 By admin.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจ้าพระยาน้ำขึ้นอีก.! ล้นโป๊ะหน้าวัดพนัญเชิงฯ ชาวบ้านตื่นตาให้อาหารปลาใกล้ชิด เมื่อ: ตุลาคม 22, 2021, 08:58:13 am



เจ้าพระยาน้ำขึ้นอีก.! ล้นโป๊ะหน้าวัดพนัญเชิงฯ ชาวบ้านตื่นตาให้อาหารปลาใกล้ชิด

20 ตุลาคม 2564 เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม จากเมื่อวันที่20 ตุลาคมที่ผ่านมา  2749 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 2766 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

โดยที่ท่าน้ำวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาไหว้พระหลวงพ่อโต และให้อาหารปลาแบบใกล้ชิดอีกครั้ง เมื่อน้ำล้นจนเลยสะพานข้ามโป๊ะ ปลาน้อยใหญ่ต่างขึ้นมาแหวกว่ายบนสะพานที่น้ำท่วมถึง ตื่นตาปลาหลากสายพันธุ์ว่ายบนสะพานเชื่อมไปยังแพปลาวัดพนัญเชิง




ผู้สื่อข่าวเดินทางไปวัดพนัญเชิงวรวิหาร หลวงพ่อโต จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ท่วมขึ้นมาถึงทางเดินที่จะข้ามไปโป๊ะแพปลา ทำให้มีปลาในแม่น้ำว่ายเข้ามาตรงทางเดินเท้าจำนวนมาก ส่งผลให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาไหว้พระบริเวณวัดพนัญเชิง ลงมามาให้อาหารปลาแบบใกล้ชิดอีกครั้ง

หลังจากเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์น้ำขึ้นสูงแบบนี้ แต่แล้วไม่กี่วันระดับน้ำในแม่น้ำก็ลดลงต่ำกว่าสะพาน ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาให้อาหารปลาต่างต้องผิดหวัง จนในวันนี้21 ตุลาคม เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม  ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ปลาหลากหลายสายพันธุ์ได้ขึ้นมาแหวกว่ายวนเวียน คอยรับอาหารอยู่บนสะพานทางเชื่อม นักท่องเที่ยวแห่ถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างคึกคักทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถือเป็นการให้อาหารปลาอย่างใกล้ชิด นักท่องเที่ยวบางหลายได้ป้อนอหารปลาถึงปากปลาเลยทีเดียว โดยเฉพาะเด็กๆต่างชื่นชอบกันอย่างมาก.









ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/610331
วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 08.12 น.
16  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "ออกพรรษา" คำบาลีว่าอย่างไร.? | ภิกษุจำพรรษาครบ 3 เดือน เรียกว่า “วุตฺถวสฺส” เมื่อ: ตุลาคม 20, 2021, 05:09:40 pm



"ออกพรรษา" คำบาลีว่าอย่างไร.? | ภิกษุจำพรรษาครบ 3 เดือน เรียกว่า “วุตฺถวสฺส”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า

“ออกพรรษา : (คำนาม) เรียกวันที่สิ้นสุดการจําพรรษาแห่งพระสงฆ์ คือ วันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ว่า วันออกพรรษา, วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา ก็เรียก.”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “วันออกพรรษา” บอกไว้ดังนี้

วันออกพรรษา : วันสิ้นสุดจำพรรษา, วันสุดท้ายของการจำพรรษา ตามปกติหมายถึงวันสิ้นสุดพรรษาต้น หรือสิ้นปุริมพรรษา ได้แก่ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็นวันที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรมชื่อว่า “ปวารณา” จึงเรียกว่าวันปวารณา หรือวันมหาปวารณา, (วันออกพรรษาหลัง หรือสิ้นปัจฉิมพรรษา คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒).

พึงทราบว่า กรณีเกี่ยวกับการออกพรรษาที่เราเรียกกันว่า “วันออกพรรษา” นี้ ในคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำที่จะแปลได้ว่า “วันออกพรรษา”

ต่างจากกรณีเกี่ยวกับการเข้าอยู่จำพรรษาซึ่งในคัมภีร์มีคำเรียกว่า “วสฺสูปนายิกา” (วัด-สู-ปะ-นิ-ยิ-กา) แปลตามศัพท์ว่า “ดิถีเป็นที่น้อมไปสู่กาลฝน” ก็คือที่เราเรียกกันว่า “วันเข้าพรรษา” (ดู “วัสสูปนินายิกา” บาลีวันละคำ (2,946) 6-7-63)

ภิกษุที่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว คำบาลีเรียกว่า “วุตฺถวสฺส” (วุด-ถะ-วัด-สะ) แยกศัพท์เป็น วุตฺถ + วสฺส

@@@@@@@

(๑) “วุตฺถ” อ่านว่า วุด-ถะ รากศัพท์มาจาก วสฺ (ธาตุ = อยู่, พำนัก) + ต (ตะ) ปัจจัย, แปลง อะ ที่ ว-(สฺ) เป็น อุ (วสฺ > วุส), แปลง ส ที่สุดธาตุกับ ต เป็น ตฺถ : วสฺ + ต = วสต > วุสต > วุตฺถ แปลตามศัพท์ว่า “-อันตนอยู่แล้ว” หมายถึง พักอยู่, อาศัยอยู่หรือใช้ [เวลา] (having dwelt, lived or spent [time])

(๒) “วสฺส” อ่านว่า วัด-สะ รากศัพท์มาจาก วสฺสฺ (ธาตุ = ราด, รด) + อ (อะ) ปัจจัย : วสฺสฺ + อ = วสฺส แปลตามศัพท์ว่า
      (1) “น้ำที่หลั่งรดลงมา”
      (2) “ฤดูเป็นที่ตกแห่งฝน”
      (3) “กาลอันกำหนดด้วยฤดูฝน”

“วสฺส” (ปุงลิงค์; นปุงสกลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้
      (1) ฝน, ห่าฝน (rain, shower)
      (2) ปี (a year)
      (3) ความเป็นลูกผู้ชาย, ความแข็งแรง (semen virile, virility)

ในที่นี้ “วสฺส” มีความหมายตามข้อ (1)

@@@@@@@

ประสมคำ

วุตฺถ + วสฺส = วุตฺถวสฺส แปลตามรูปวิเคราะห์ (คือกระบวนการกระจายคำเพื่อหาความหมาย) ว่า “กาลฝน อันภิกษุใด อยู่แล้ว ภิกษุนั้น ชื่อว่า ‘วุตฺถวสฺส’ = ผู้มีกาลฝนอันตนอยู่แล้ว”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความไว้ว่า One who has kept Lent or finished the residence of the rains is a vuttha-vassa (ผู้อยู่จำพรรษาเสร็จแล้ว หรือพักอยู่ตลอดฤดูฝนแล้ว เรียกว่า วุตถ-วสส)
“วุตฺถวสฺส” แปลเอาความว่า “ผู้จำพรรษาแล้ว” เป็นคุณศัพท์ของ “ภิกษุ” คือบอกให้รู้ว่า ภิกษุรูปนั้นจำพรรษาครบตามกำหนดแล้ว

“วุตฺถวสฺส” ไม่ได้ใช้เป็นคุณศัพท์ของ “วัน” อันอาจจะแปลได้ว่า “วันอันภิกษุอยู่จำพรรษาครบแล้ว” = “วันออกพรรษา”

ถ้าแปลงคำนี้เป็น “วัน” ก็อาจจะเป็น “วุตฺถวสฺสา ติถี” หรือ “วุตฺถวสฺสทิวส” แปลตรงๆ ว่า “วันออกพรรษา” แต่นี่เป็นการคิดเล่นๆ เพราะคำจริงๆ ไม่มี จึงไม่ควรใช้ ขืนใช้เข้าอาจเข้าข่ายอุตริ

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจดูในคัมภีร์ก็พบว่า คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ตอนอนิยตกัณฑวัณณนา ภาค 2 หน้า 168 มีข้อความตอนหนึ่งว่า อาสาฬฺหีปวารณนกฺขตฺตาทีสุ มหุสฺสเวสุ

ท่านผู้แปลข้อความตอนนี้แปลไว้ว่า “ในงานมหรสพฉลองมีอาสาฬหนักขัตฤกษ์และปวารณานักขัตฤกษ์เป็นต้น (งานฉลองนักขัตฤกษ์วันเข้าพรรษาและวันออกพรรษา)” นั่นคือท่านแปลคำว่า “อาสาฬฺหีนกฺขตฺต” ว่า “อาสาฬหนักขัตฤกษ์” และวงเล็บว่า “นักขัตฤกษ์วันเข้าพรรษา”

และแปลคำว่า “ปวารณนกฺขตฺต” ว่า “ปวารณานักขัตฤกษ์” และวงเล็บว่า “นักขัตฤกษ์วันออกพรรษา” นั่นหมายความว่า ถ้าจะหาคำบาลีในคัมภีร์ที่หมายถึง “วันออกพรรษา” ก็น่าจะเป็นคำว่า “ปวารณนกฺขตฺต” คำนี้เอง แต่นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ขอฝากนักเรียนบาลีช่วยกันพิจารณาดูเถิด

@@@@@@@

หมายเหตุ

วันที่เขียนบาลีวันละคำคำว่า “ออกพรรษา” นี้ ยังไม่ถึงวันออกพรรษา แต่ก็ไม่มีระเบียบห้ามไว้ว่า ห้ามกล่าวถึงวันออกพรรษาก่อนถึงวันออกพรรษา หรือเมื่อเลยวันออกพรรษาไปแล้ว และไม่มีระเบียบห้ามไว้เช่นกันว่า ห้ามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวันออกพรรษาก่อนถึงวันออกพรรษา หรือเมื่อเลยวันออกพรรษาไปแล้ว ดังนั้น การกล่าวถึงวันออกพรรษาในช่วงเวลานี้จึงไม่เป็นความผิด หรือแม้แต่จะอ้างว่าไม่ถูกกาลเทศะก็คงอ้างไม่ได้

เวลานี้สังคมไทยเรามีค่านิยมประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ จะเอ่ยถึงเรื่องอะไรหรือเอ่ยถึงใครก็ต่อเมื่อถึงวันที่กำหนดกันว่าเป็นวันเกี่ยวกับเรื่องนั้น หรือเกี่ยวกับบุคคลนั้นเพียงวันเดียว ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากวันที่กำหนดนั้นแล้วก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนั้นหรือบุคคลนั้นอีก จนกว่าจะถึงวันนั้นในรอบปีต่อไป คงยากที่จะแก้ไขค่านิยมประหลาดนี้ จะทำได้ก็เพียงเตือนสติกัน หรือให้คติกันเท่าที่พอจะทำได้

ดูก่อนภราดา.! อย่ารอให้ถึงวันตาย จึงค่อยคิดถึงความตาย






ขอบคุณ : dhamma.serichon.us/2021/10/03/ออกพรรษา-คำบาลีว่าอย่าง/
บทความของ ทองย้อย แสงสินชัย , 3 ตุลาคม 2021,  By admin.
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วันออกพรรษา 2564 กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา เมื่อ: ตุลาคม 20, 2021, 04:46:58 pm




วันออกพรรษา 2564 กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา

วันออกพรรษา ถือเป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษา ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัยในช่วงฤดูฝนนั่นเอง วันออกพรรษาปี 2564 นี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2564

วันออกพรรษา หรือ วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา ถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากการจำพรรษาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และยังเป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ในทุกระดับชั้นที่ได้จำพรรษาร่วมกันมาตลอด 3 เดือนสามารถว่ากล่าวตักเตือน ชี้ข้อบกพร่องของกันและกันได้ แต่ต้องเป็นไปด้วยความเมตตา ความปรารถนาดี และความเสมอภาค หลังจากการทำพิธีออกพรรษาแล้วพระภิกษุสงฆ์สามารถทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ตามปกติ และสามารถค้างแรมในสถานที่ต่างๆ ที่ไปแสดงเทศนาได้ โดยที่ไม่ผิดพระพุทธบัญญัติใดๆ


วันออกพรรษา วันสำคัญของพุทธศาสนิกชนวันออกพรรษา วันสำคัญของพุทธศาสนิกชน

การทำบุญในวันออกพรรษา

การ ทำบุญวันออกพรรษา นั้นเรียกว่า การทำบุญตักบาตรเทโว หรือตักบาตรเทโวโรหณะ หรือตักบาตรดาวดึงส์ โดยประเพณีที่ปฏิบัติกันนั้นคือการนำข้าวต้มมัดและข้าวต้มลูกโยนมาใส่บาตร ประเพณีนี้สืบเนืองมาจากการเสด็จกลับจากการจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงมีความเชื่อว่าการออกมาตักบาตรในวันออกพรรษานั้นเสมือนการต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงเป็นเหตุทำให้มีการตักบาตรกันอย่างล้นหลามในวันออกพรรษา

หลังจากออกพรรษา 1 เดือนจะมีประเพณีเทศน์มหาชาติ ที่เหล่าพุทธศาสนิกชนจะร่วมกันทอดกฐิน โดยประเพณีเทศน์มหาชาติได้มีการสืบเนืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและถือว่าการได้ฟังเทศน์มหาชาติจนจบนั้นจะได้รับผลบุญอันมหาศาลอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีพิธีทอดกฐิน และทอดผ้าป่าที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พิธีทอดกฐินคือการสร้างความสามัคคีระหว่างคณะสงฆ์ โดยการอนุเคราะห์ภิกษุที่มีจีวรชำรุด กฐินเป็นชื่อเรียกไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์รับผ้าเหล่านั่นมาห่มได้หลังจากการจำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว โดยมีเรื่องเล่าอยู่ว่าในสมัยพุทธกาล มีภิกษุจำนวน 30 รูปมีความต้องการจะเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ด้วยความที่อยู่ห่างไกลมาก จึงจำเป็นต้องเข้าพรรษาก่อนที่จะเดินทางไปถึง

และหลังจากออกพรรษาเหล่าภิกษุก็เดินทางต่อ ซึ่งต้องผ่านร้อน ผ่านหนาว ไปตลอดทางทำให้เมื่อเดินทางถึงสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้น จีวรที่ภิกษุห่ม ทั้งขาดทั้งเปื้อน เมื่อพระศาสดาทรงเห็นจึงประทานผ้ากฐินให้แก่ภิกษุทั้ง 30 รูป ส่วนการทอดผ้าป่าคือการอุทิศผ้าจีวรโดยไม่เจาะจงให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ผ้าป่าหรือผ้าบังสุกุลจีวร ที่ในสมัยก่อนพระสงฆ์สามารถห่มผ้าบังสุกุลได้เท่านั้นทำให้การหาผ้ามาทำจีวรจึงยากลำบาก จึงต้องหาเศษผ้าที่ทิ้งแล้วหรือผ้าเก่าๆ ตามกองขยะ แม้กระทั่งผ้าห่อศพที่ทิ้งไว้ในป่าช้ามาทำจีวร และก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดพิธีการทอดผ้าป่านั่นเอง


วันออกพรรษา วันสำคัญของพุทธศาสนิกชนวันออกพรรษา วันสำคัญของพุทธศาสนิกชน

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา

    1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
    2. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
    3. ร่วมกิจกรรม "ตักบาตรเทโว" (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11)
    4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและประดับธงชาติ และธงธรรมจักร ตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
    5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา

    1. ประเพณีตักบาตรเทโว (วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังจากออกพรรษาแล้ว ๑ วัน) 
    2. ประเพณีพิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ กำหนด ๑ เดือนนับตั้งแต่วันออกพรรษา)
    3. ประเพณีพิธีทอดผ้าป่า (ไม่จำกัดกาล)
    4. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น ๘ ค่ำ หรือ วันแรม ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ หรือในเดือน ๑๐)

ปฏิทินวันออกพรรษา

    - วันออกพรรษา พ.ศ.2554 ตรงกับ วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2554 / วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีเถาะ
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2555 ตรงกับ วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2555 / วันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2556 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2556 / วันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะเส็ง
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2557 ตรงกับ วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2557 / วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะเมีย
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2558 ตรงกับ วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2558 / วันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะแม
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2559 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2559 / วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีวอก
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2560 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2560 / วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีระกา
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2561 ตรงกับ วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2561 / วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีจอ
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2563 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2563 / วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีชวด
    - วันออกพรรษา พ.ศ.2564 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2564 / วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีฉลู

เรื่องน่ารู้ในวันออกพรรษา

    - ความเป็นมาของการตักบาตรเทโว
    - ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค





ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/52677/
20 ต.ค. 64 (13:56 น.) ,จาก Internet : สนับสนุนเนื้อหา
18  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สาวมุสลิมผู้นี้ คิดอย่างไร.? จึงเปลี่ยนมานับถือ 'พุทธ' เมื่อ: ตุลาคม 19, 2021, 09:59:03 am


สาวมุสลิมผู้นี้ คิดอย่างไร.? จึงเปลี่ยนมานับถือพุทธ


“พุทธศาสนาไม่ใช่เทวนิยม แต่เป็นอะไรที่มีคุณค่ากว่านั้น”

เอลยานี ยูซุฟกล่าวว่า “ฉันถูกวิจารณ์เยอะเลย พอบอกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ… คนทั่วไปมักเข้าใจว่า พุทธศาสนาก็เหมือนเทวนิยมอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ฉันเองก็เคยเข้าใจแบบนั้น ก่อนที่จะได้รู้จัก จนได้ศึกษา…

อย่างแรกเลย คำว่า “Religion” ด้วยรากศัพท์แล้ว หมายถึง “ระบบความเชื่อ ที่เน้นศรัทธาและการบูชาต่อพระผู้เป็นเจ้า”…

หลังจากที่ฉันมีโอกาสเดินทางไปที่อินเดียและเนปาล และมีโอกาสเที่ยวชมพุทธสถานต่างๆ ฉันได้สังเกตเห็นว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ระบบความเชื่อดังกล่าว ที่เน้นศรัทธาและการบูชาต่อพระผู้เป็นเจ้า ชาวพุทธไม่ได้เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ช่วยให้รอด ที่มีอำนาจบันดาลดีร้ายได้ เป็นเพียงมนุษย์เหมือนอย่างเราท่าน คือเป็นครู ผู้ชี้เหตุและทางแห่งการพ้นทุกข์ ก็เท่านั้น แม้พระองค์จะเป็นผู้ทรงคุณด้วยเหตุ เป็นผู้ชี้ทางให้สรรพสัตว์พ้นจากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ แต่ก็ไม่ทรงปรารถนาให้ใครมาบูชาหรืออ้อนวอนต่อพระองค์

สิ่งเดียวที่ทรงเน้นย้ำก็คือ การได้พิจารณาคำสอนของพระองค์ก่อน ซึ่งถ้าเห็นด้วยปัญญาของตนแล้วว่าเป็นกุศล คือปฏิบัติตามแล้วเกิดเป็นความสุขความเจริญ ก็ให้น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ แต่ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ ก็ไม่มีการบังคับขู่เข็ญใดๆ ให้ต้องมาเชื่อ

ฉันได้เห็นพิธีกรรมต่างๆ มากมาย ตามวัดและสำนักสงฆ์ต่างๆ แต่พิธีกรรมเหล่านั้น ไม่ใช่เพื่อการสวดอ้อนวอนร้องขอ อำนาจดลบันดาลใดๆ แต่เป็นการแสดงการบูชา คือแสดงความเคารพและสำนึกคุณ ต่อผู้ที่ได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิต ก็เท่านั้น ซึ่งในบทบูชาเอง ก็ล้วนเป็นการกล่าวถึงความรัก ความเมตตา ที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ โดยไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณทั้งสิ้น และเมื่อยิ่งมองลึกลงไป พุทธศาสนาไม่มีผู้นำสูงสุด ไม่มีศาสนจักรที่จะมามีอำนาจชี้นำหรือชี้เป็นชี้ตายในชะตากรรมของใครได้…


@@@@@@@

งั้นถ้าพุทธศาสนาไม่ใช่เทวนิยม แล้วพุทธศาสนาคืออะไร.?

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ พุทธศาสนาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตรูปแบบหนึ่งเพียงเท่านั้น เป็นปรัชญาที่บอกความจริงของชีวิตตามที่มันเป็นจริง… ฉันยอมรับ และก็ไม่อายที่จะบอกด้วยว่า พุทธศาสนาสอนให้ฉันเข้าใจรากเหง้าตัวเอง คือระบบความเชื่อ ซึ่งฉันได้เติบโตมา รวมถึงระบบความเชื่อต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้

ก่อนฉันจะได้รู้จักพุทธศาสนา คัมภีร์ของศาสนาเดิมของฉัน เป็นอะไรที่ไม่ต่างกับตำราเรียนภาษาจีนเล่มใหญ่เลย ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันต้องสวดอ้อนวอน ต้องทำนั่นทำนี่ แบบนั้นแบบนี้ หรือต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้นำศาสนาบอก โดยไม่อาจสงสัยหรือตั้งคำถามได้

ก่อนหันมานับถือพุทธ ฉันจึงเหมือนถือศาสนาตามบรรพบุรุษไป เขาบอกให้สวดอ้อนวอนพระเจ้าก็สวดไป หวังพึ่งพาแต่กับอำนาจภายนอก โดยไม่เคยหันมาพิจารณาจิตใจของตัวเองซึ่งอยู่ข้างใน และนั่นเอง ที่เป็นสาเหตุให้ฉันไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย

พุทธศาสนาสอนให้ฉันพิจารณาตนเองจากภายใน สอนอิสรภาพของจิต และการรู้ตัวอยู่เสมอ พุทธศาสนาทำให้ฉันเข้าใจโลกรอบตัวเอง ฉันเริ่มตระหนักว่า อะไรที่ฉันเองเป็นผู้กระทำ ย่อมส่งผลย้อนกลับมาหาตัวเองเสมอ ไม่ทางกาย ก็ทางความคิด หรือทางอารมณ์ ไม่ได้เกิดจากอำนาจการดลบันดาลจากพระเจ้าที่ไร้ตัวตนเลย

@@@@@@@

พุทธศาสนาสอนฉันให้เข้าใจว่า พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินที่จ้องมองฉันมาจากที่ไหนสักแห่ง ความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างฉันกับพระเจ้ามันได้จบสิ้นลงไปแล้ว ทุกอย่างไม่ได้มาจากภายนอก ทุกอย่างล้วนเกิดจากข้างใน!

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วการได้ศึกษาและปฏิบัติ ตามหลักธรรมในทางพุทธศาสนา ดีอย่างไร? ทุกคนไม่อาจเชื่อเหมือนกัน ฉันรู้ มันจึงไม่ผิดถ้าฉันจะเปิดใจ สงสัย หรือขบคิดในสิ่งต่างๆ รอบตัว อันเป็นการเปิดโลกทัศน์ของคนเราให้กว้างไกลออกไป

พุทธศาสนาไม่เคยสอนให้ฉันต้องศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนว่าฉันเป็นใครมาจากไหน หรือเคยนับถืออะไรมา พุทธศาสนาสนแค่ว่า อะไรคือสัจธรรมความจริง และหนึ่งในสัจธรรมนั้นก็คือ “สรรพสิ่งล้วนมีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา”

พุทธศาสนามิได้เล็งเห็นประโยชน์ จากการที่มีคนหันมานับถือมากขึ้น แต่ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้น กับตัวผู้ที่น้อมนำหลักธรรมในทางพุทธศาสนาไปยึดถือและปฏิบัตินั่นเองต่างหาก ที่คือเป้าหมายของพุทธศาสนา คือการเข้าใจชีวิต เข้าใจโลก และเข้าใจตนเอง


@@@@@@@

Buddhism is Not a Religion. It’s Something Much Better.

I get plenty of comments when I say that I am a practicing Buddhist. Here’s why Buddhism is not a religion.

Although Buddhism is known worldwide as a religion, for me it is not. Frankly, I used to perceive it as one, before knowing anything about it and delving into its culture.

To start off, the word religion means “a system of faith and worship” and “the belief in a superhuman, or god with power.” After visiting India and Nepal, and observing the Buddhist complex, I came to notice that Buddhism is neither a system of faith, nor a god-based institution.

Buddhists do not consider the Buddha as a supreme god. For them, he is a man like any other man who’s walked on the earth. Nevertheless, Buddha untangled the reasons of suffering and offered us a concrete way of getting out of them.

And although he did offer the world teachings about how to get unstuck from samsara, he insisted that he wanted no worship nor praying. All he asked for is that we must examine his teachings first, and if they do resonate with us, then we practice them. If not, however, we have the utter freedom to leave them.

Although I have watched rituals and ceremonies being held at monasteries, I’ve been told that they’re not in any way worship-based. The so-called “worship” that we might see is one that is offered as a way of showing respect and thankfulness to the man who exhibited the truth. Even the prayers that we hear are ones that read compassion, kindness and love to all sentient beings, without any exception.

If we look more closely at Buddhism, we can even ascertain that there is no leader in the culture. It insists that there is no authority in Buddhism with the power to decide who is a true Buddhist and who is not, or who is punishable and who is not.

@@@@@@@

If Buddhism isn’t a religion, what is it then.?

The way I see it, Buddhism is a way of life—it’s a philosophy and a truth that simply represents how things are in life.

I must admit (and I’m not ashamed to claim it) that Buddhism has helped me understand the religion I was brought up with, as well as all the other religions in the world. Before being introduced to Buddhism, “holy books” were on par with the Chinese language to me.

I couldn’t understand why I was supposed to pray, to attend religious ceremonies or to follow a spiritual leader, without true conviction or belief for what they’re saying. Before Buddhism, I was co-dependent on “God.” I constantly searched outside of myself, and I believe this is why I never found myself.

Buddhism helped me look inward. It taught me independence and self-awareness. Through it, I began to understand how the world ticks. It helped me look at myself and take responsibility for my actions, thoughts and emotions, rather than taking refuge in a supreme god.


@@@@@@@

With Buddhism, I came to finally understand that God isn’t a judgmental man who lives in the clouds. I stopped this duality between God and myself. It is not something that is outside of us or something we cannot reach—it is in us.

So you might ponder the question. why is it worth looking into Buddhism or practicing it.?

I utterly believe to each their own—however, I also believe that it is never wrong to live with an open heart and an open mind which expands our knowledge and raises questions in our heads.

Unlike other religions, Buddhism doesn’t tell its followers to stick only to its teachings. Buddhists don’t care where you’re from, what you believe in or who you worship. All they care about is that you know the truth—and the truth is: “All compounded things are impermanent.”

It’s worth understanding Buddhism, because the final outcome of its purpose is not something that is beneficial to itself—the benefits are for our own sake. The benefit is that we will actually understand the truth of life, our existence and ourselves.

Buddhism is Not a Religion. It’s Something Much Better. By Elyane Youssef, a Lebanese Buddhist.




source : https://www.elephantjournal.com/2016/05/buddhism-is-not-a-religion-its-something-much-better/?fbclid=IwAR1Hc7sXqX33tlV_LpAcrQli2RPYeMMvTmmMYNsXTsUF_n4h9oR6gbrZJ8s
ขอบคุณ : dhamma.serichon.us/2021/10/16/สาวมุสลิมผู้นี้-คิดอย่า/
16 ตุลาคม 2021, By admin.
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิธีระบายอารมณ์ รับมือให้ไหว ในวันที่ใจพัง เมื่อ: ตุลาคม 19, 2021, 08:54:15 am



วิธีระบายอารมณ์ รับมือให้ไหว ในวันที่ใจพัง

วันนี้อารมณ์ดีกันไหม หงุดหงิดหรือเปล่า โกรธใครเป็นฟืนเป็นไฟ จนแทบอยากหนีไปไกลๆ เอาเป็นว่าใครที่กำลังใจพัง จัดการกับอารมณ์ไม่ได้ มันมีวิธีระบายอารมณ์ออกมาโดยที่ไม่ต้องทำร้ายใครและไม่ต้องทำร้ายใจตัวเองด้วยนะ

ถ้าเรารู้สึกอารมณ์เสีย โกรธ ผิดหวัง ไม่ว่าจะกับคนรัก เพื่อน หรือคนที่สนิทกัน ในแง่หนึ่งมันก็พอจะบอกได้ว่า ทุกความสัมพันธ์มีการกระทบกระทั่งกันได้ แต่อยู่ด้วยกันมาก ๆ จะต้องมีอารมณ์ลบจากความสัมพันธ์เกิดขึ้นได้บ้าง แต่เราจะมีวิธีแก้อย่างไรดี

@@@@@@@

วิธีระบายอารมณ์ รับมือง่ายๆ ในวันที่ใจพัง

1. หายใจเข้าลึกๆ หลบออกมาไม่ให้สถานการณ์แย่ลง บอกอย่างตรงไปตรงมาให้อีกฝ่ายรับ ว่า หากทำแบบนี้จะทำให้เราโกรธและรู้สึกแย่อย่างไรบ้าง

2. เขียนบรรยายออกมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกของเราทั้งหมดที่เป็นอยู่ตอนนี้ เขียนเล่า บรรยายออกมาให้หมด จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

3. ระบายอารมณ์ผ่านงานศิลปะ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขขึ้นได้ทันที

4. ออกกำลังกาย ให้ร่างกายกระฉับกระเฉง การออกกำลังกายจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจร่างกายหลั่งเอนดอร์ฟิน สารแห่งความสุขออกมา ปลดปล่อยอารมณ์ก้าวร้าวขณะออกกำลังกายได้อีกด้วย

5. ร้องเพลง ร้องไห้ เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดอารมณ์ลบๆ ใจเย็นลง และเพิ่มอารมณ์เชิงบวกแก่จิตใจ นอกจากนี้การร้องไห้ ช่วยให้ร่างกายเราเอาความเศร้าออกไปแล้วผ่านน้ำตานั่นเอง






Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/RB3O0QW
SpringNews , อัพเดต 10 ต.ค. เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. เวลา 11.05 น.
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วุ่นอีกแล้ว.!พระสายป่าเมืองน้ำดำทยอยลาออก ระบุรับไม่ได้การปกครองที่ไม่เป็นธรรม เมื่อ: ตุลาคม 19, 2021, 08:41:05 am




วุ่นอีกแล้ว.! พระสายป่าเมืองน้ำดำทยอยลาออก ระบุรับไม่ได้การปกครองที่ไม่เป็นธรรม

พระสงฆ์สายป่าเมืองน้ำดำทยอยยื่นใบลาออกจากตำแหน่งพระสังฆาธิการต่อสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว ระบุรับไม่ได้ต่อระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม ด้านพระเล็กเตรียมฉลองตราตั้งหลังเข้าพิธีมอบพระบัญชาฯขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) เสาร์ 23 ต.ค.นี้

ความคืบหน้ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งแต่งตั้งพระสังฆาธิการและถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพระเทพสารเมธี หรือเจ้าคุณบัวศรี เจ้าอาวาสวัดประชานิยม อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) รวมอยู่ด้วยนั้น

วันนี้ (18 ต.ค.64) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รายงานถึงกระแสต่อต้านการถอดถอนเจ้าคุณบัวศรี ออกจากเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ว่า ล่าสุดเฟซบุ๊กของพระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พุทธคุณ เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ระบายถึงความรู้สึกต่อมติมหาเถรสมาคมและการแสดงเจตนาลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก ในวันนี้ถึง 2 ข้อความโดยข้อความแรกมีดังนี้



"พรหมจรรย์ที่มืดมนและเศร้าหมอง" พระภิกษุ-สามเณรในประเทศไทย ณ เวลานี้คาดว่ามีไม่เกิน 3 แสนรูปเมื่อเทียบกับประชากรในประเทศน่าจะเกือบ 70 ล้านคน อัตราเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 0.42 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ

@ ข้าพเจ้าตั้งคำถามว่าในเมื่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นอีกเสาหลักหนึ่งของชาติที่มีมาแต่โบราณกาล ล้มลุกคลุกคลานต่อสู้ฟันฝ่าแม้ในภาวะมีศึกสงครามพระสงฆ์ยังต้องเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ "แต่ในปัจจุบันทำไมพระสงฆ์ต้องถูกกระทำย้ำยีได้ถึงเพียงนี้" จริงอยู่ที่ว่าเมื่อสละทางโลกมาแล้วก็ควรสละในเรื่องโลกๆที่เป็นโลกียวิสัยให้หมดตามไปด้วย

การถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูปโดยไม่มีการไตร่สวนและชี้มูลความผิดให้ประจักษ์ต่อสาธารณชนและต่อตัวของผู้กระทำผิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้วหรือ? อย่างน้อยการให้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของความเป็นมนุษย์ควรจะมีให้โดยเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส

@ ประการสำคัญพระภิกษุ-สามเณร ทั่วราชอาณาจักรก็มีแค่ยิบมือเดียวแล้วจะให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ไม่ได้จริงหรือ? พระภิกษุสามเณรเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องเข้ามาปกครองดูแลทุกกรณีด้วยหรือ? สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามมาโดยตลอดและก็ไม่มีคำตอบมาโดยตลอดเช่นกัน

@ น่าจะถึงเวลาที่พระสงฆ์เราจะต้องแสดงออกในความต้องการที่จะปกครองตนเองโดยหลักธรรมวินัยโดยใช้หลักธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ใช้หลักประชาธิปไตยของคนหมู่มากในยุคของคนที่ไม่รู้จักความผิดชอบชั่วดีอย่างในทุกวันนี้



กรณีของพระเถระทั้ง 3 รูปที่ท่านได้ถูกละเมิดสิทธิ์นั้นไม่ใช่ว่าท่านยึดติดยึดมั่นในลาภสักการะยศฐาบรรดาศักดิ์หรือต่อให้ท่านจะยึดติดก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของท่านมิใช่หรือ ถ้าเห็นว่าท่านไม่ควรที่จะได้สิทธิ์นั้นครอบครองต่อไปก็ควรที่จะแจ้งสาเหตุดั่งกล่าวให้ท่านทราบ ขั้นของความผิดในทางโลกไล่เรียงตั้งแต่ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือลดหลั่นตามการกระทำความผิดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเถระทั้งสามรูปนั้น บอกตรงๆ(ว่ารับไม่ได้จริงๆ) #คณะสงฆ์ไทยต้องให้ฆราวาสเป็นผู้ปกครองจริงหรือ

ส่วนข้อความที่สอง "เจตนาที่ขอลาออก" กระผม/อาตมา พระครูโสภณธรรมอุดมในส่วนตัวไม่รู้จักกับท่านพระครูสุทธิญาณโสภณ หรือท่านพระอาจารย์เล็ก ว่าที่เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ)เลย ฉะนั้น จึงไม่มีข้อครหาใดๆ ซึ่งกันและกันเพียงแต่รู้สึกว่า 30 ปีที่อยู่ในแวดวงพระสังฆาธิการนั้น การปกครองการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย บทบัญญัติ กฎมหาเถรสมาคม บทลงโทษที่นำมาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชากับใช้อำนาจโดยถ่ายเดียวไม่ได้ใช้ตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่วางไว้เลย

ดังนั้น ผม/อาตมา พระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าคณะอำเภอห้วย(ธ) จ.กาฬสินธุ์ จึงขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก(ธ) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กรรมใดที่ผม/อาตมา ได้ล่วงเกินท่าทั้งหลายด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ด้วยความรู้ก็ดี ด้วยความไม่รู้ก็ดี ด้วยความมีสติก็ดี ด้วยความไม่มีสติก็ดี

ขอท่านทั้งจงงดซึ่งกรรมนั้น เฉกเช่นเดียวกัน ผม/อาตมา ก็ขออโหสิกรรมแก่ทุกๆท่านเช่นกัน #คุณธรรมสร้างชาติศาสนาสร้างใจประเทศไทยถึงจะไปรอด



ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดโพธิ์พุทธคุณ และได้พบกับพระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก ซึ่งได้กล่าวระบายความในใจว่าหลังจากมหาเถรสมาคมได้ตั้งแต่ เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย มาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) องค์ใหม่ขึ้นมาแทนองค์เก่าที่ไม่ได้ชี้แจงความผิดในข้อหา ในฐานะที่เป็นพระสังฆาธิการด้วยนั้น ทำให้รู้สึกไม่มีความสบายใจในการปกครองพระภิกษุสงฆ์ กล่าวคือต่อไปในภายภาคหน้า มีการปลดพระสังฆาธิการโดยอำเภอใจแล้วไม่มีเหตุผลการอธิบายถึงสาเหตุการปลดทำให้พระสังฆาธิการหรือพระสงฆ์ที่ประกอบด้วยคุณงามความดีมีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใส รู้สึกทำให้ท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วมีการปลดกลางอากาศ อาจจะทำให้ท่านเสียกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติในเส้นทางการปกครองคณะสงฆ์ได้เพราะเหตุในข้างต้น

"ทำให้อาตมารู้สึกไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานคณะสงฆ์ที่มีเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์องค์ใหม่ อาตมาได้ยื่นเรื่องขอลาออกจากเจ้าคณะพระสังฆาธิการไว้แล้วที่สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ)" พระครูโสภณธรรมอุดม กล่าว

มีรายงานว่าขณะนี้พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอและตำบล ได้เขียนจดหมายลาออกจากสังฆาธิการและยังมีเจ้าคณะอำเภอสมเด็จ (ธ) ได้ยื่นใบลาออกต่อสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว

ส่วนความเคลื่อนไหวของพระครูสุทธิญาณโสภณ หรือท่านพระอาจารย์เล็ก ว่าที่เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) ปรากฏจากโซเชียล มีการทำแบนเนอร์ การฉลองตั้งพระครูเล็กเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ซึ่งจะมีพิธีมอบพระบัญชาฯ ให้พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะอำเภอสังคม (ธ) และเจ้าอาวาสวัดป่านาขาม ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ในวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 13.00 น. ณ อาคาร 100 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร





ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/609709
วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.18 น.
21  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "ธมฺมสฺสวนกาโล" เชิญเทวดา มาทำอะไร.? เมื่อ: ตุลาคม 18, 2021, 10:42:43 am


"ธมฺมสฺสวนกาโล" เชิญเทวดา มาทำอะไร.?

ธมฺมสฺสวนกาโล อ่านว่า ทำ-มัด-สะ-วะ-นะ-กา-โล ประกอบด้วยคำว่า ธมฺม + สวน + กาโล

(๑) “ธมฺม”

“ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม) : ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม แปลตามศัพท์ว่า “สภาพที่ทรงไว้”

บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” ภาษาไทยนิยมเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม”

“ธมฺม – ธรรม” มีความหมายหลายหลาก ดังต่อไปนี้

สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สภาวธรรม, สัจธรรม, ความจริง; เหตุ, ต้นเหตุ; สิ่ง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจคิด; คุณธรรม, ความดี, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ; หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนียม, หน้าที่; ความชอบ, ความยุติธรรม; พระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้

(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม
(2) คําสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า
(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม
(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม
(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม
(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ
(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ
(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม


@@@@@@@

(๒) “สวน”

“สวน” อ่านว่า สะ-วะ-นะ รากศัพท์มาจาก สุ (ธาตุ = ฟัง) + ยุ ปัจจัย แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แผลง อุ ที่ สุ เป็น โอ แล้วแผลง โอ เป็น อว (สุ > โส > สว) : สุ > โส > สว + ยุ > อน = สวน แปลตามศัพท์ว่า “การฟัง”

“สวน” ในภาษาบาลีใช้ในความหมายดังนี้

(1) หู (the ear)
(2) การฟัง (hearing)

@@@@@@@

(๓) “กาโล”

“กาโล” อ่านว่า กา-โล รูปคำเดิมเป็น “กาล” (กา-ละ) รากศัพท์มาจาก กลฺ (ธาตุ = นับ, คำนวณ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ ก-(ลฺ) เป็น อา (กล > กาล) : กลฺ + ณ = กลณ > กล > กาล แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องนับประมาณอายุเป็นต้น” “ถูกนับว่าล่วงไปเท่านี้แล้ว” “ยังอายุของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไป” หมายถึง เวลา, คราว, ครั้ง, หน

“กาล” ที่หมายถึง “เวลา” (time) ในภาษาบาลียังใช้ในความหมายที่ชี้ชัดอีกด้วย คือ

(ก) เวลาที่กำหนดไว้, เวลานัดหมาย, เวลาตายตัว (appointed time, date, fixed time)
(ข) เวลาที่เหมาะสม, เวลาที่สมควร, เวลาที่ดี, โอกาส (suitable time, proper time, good time, opportunity)

“กาล” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) ปุงลิงค์ เอกพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “กาโล”


@@@@@@@

การประสมคำ

(๑) ธมฺม + สวน ซ้อน สฺ ระหว่างบทหน้ากับบทหลัง : ธมฺม + สฺ + สวน = ธมฺมสฺสวน แปลว่า “การฟังธรรม”

โดยถ้อยคำ “ธมฺมสฺสวน” หมายถึง ฟังพระธรรมคำสอนอันมีในพระพุทธศาสนา แต่โดยความหมาย “ธมฺมสฺสวน” หมายถึง การศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในหลักปฏิบัติอันดีงามทั่วไป

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ธมฺมสฺสวน” ว่า hearing the preaching of the Dhamma, “going to church” (การฟังธรรม, “การไปวัด”)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มีคำว่า “ธรรมสวนะ” ซึ่งเป็นคำเดียวกับ “ธมฺมสฺสวน” บอกไว้ดังนี้

“ธรรมสวนะ : การฟังธรรม, การหาความรู้ความเข้าใจในหลักความจริงความถูกต้องดีงาม ด้วยการเล่าเรียน อ่านและสดับฟัง, การศึกษาหาความรู้ที่ปราศจากโทษ ; ธัมมัสสวนะ ก็เขียน.”

(๒) ธมฺมสฺสวน + กาโล = ธมฺมสฺสวนกาโล (ทำ-มัด-สะ-วะ-นะ-กา-โล) แปลว่า “เวลาฟังธรรม” หรือ “เวลาที่ควรฟังธรรม”

@@@@@@@

อภิปรายขยายความ

“ธัมมัสสวนกาโล” เป็นข้อความส่วนหนึ่งในบทชุมนุมเทวดา คำเต็มว่า “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” (ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา) แปลว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลควรฟังธรรม”

แปลเป็นไทยให้กระชับขึ้นว่า “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาฟังธรรมแล้ว”

ในบทชุมนุมเทวดาจะลงท้ายด้วยคำว่า “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” 3 ครั้ง ทั้งนี้เป็นไปตามวัฒนธรรม “ตติยมฺปิ” ของชาวชมพูทวีป ซึ่งไทยเรารับวัฒนธรรมนี้มาใช้ด้วย นั่นคือ คำบาลีที่เป็นเรื่องสำคัญนิยมกล่าวย้ำ 3 ครั้ง

วัฒนธรรม “ตติยมฺปิ” ถือว่าครั้งที่ 3 เป็นครั้งตัดสินหรือต้องตัดสินใจ และจะไม่มีพูดหรือถามเป็นครั้งที่ 4 ที่ 5 เพราะครั้งที่ 3 เป็นครั้งสุดท้าย

บทชุมนุมเทวดาเป็นการเชิญเทวดามาฟังธรรม ลงท้ายด้วยคำว่า “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” 3 ครั้ง เป็นการย้ำยืนยันว่าเต็มใจเชิญ ตั้งใจเชิญมาฟังธรรมจริงๆ

ผู้เขียนบาลีวันละคำได้เห็นหนังสือสวดมนต์บางฉบับมีบทชุมนุมเทวดา แต่ตอนคำลงท้าย “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” มีบอกไว้ว่า

“ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” ครั้งที่ 1 อาจเปลี่ยนเป็น “พุทธะทัสสะนะกาโล อะยัมภะทันตา”
“ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” ครั้งที่ 2 อาจเปลี่ยนเป็น “ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา”
“ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” ครั้งที่ 3 อาจเปลี่ยนเป็น “สังฆะปะยิรุปาสะนะกาโล อะยัมภะทันตา”

คำที่เปลี่ยนนั้นหนังสือสวดมนต์ไม่ได้บอกว่า มีความหมายว่าอย่างไร จึงขอบอกไว้ในที่นี้ ดังนี้

“พุทธะทัสสะนะกาโล” แปลว่า “เวลาที่จะได้เห็นพระพุทธเจ้า” หรือ “เวลาที่จะได้เฝ้าพระพุทธเจ้า”
“สังฆะปะยิรุปาสะนะกาโล” แปลว่า “เวลาที่จะได้นั่งใกล้พระสงฆ์” หรือ “เวลาที่จะได้รับใช้พระสงฆ์”

ส่วน “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” ครั้งที่ 2 ที่บอกว่าอาจเปลี่ยนเป็น “ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา” (ดูภาพประกอบ) นั้น คงบอกเพลินไป ทั้งนี้เพราะคำเดิมก็เป็น “ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา” อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเปลี่ยน

เจตนาในการเปลี่ยน อ่านได้ว่าเป็นการยกพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง คือเมื่อเชิญเทวดามาก็ไม่ควรจะเชิญมาฟังธรรมอย่างเดียว ซึ่งก็จะได้เฉพาะ “พระธรรม” แต่พระพุทธกับพระสงฆ์ไม่ได้เอ่ยถึง ผู้เปลี่ยนคงมีเจตนาจะให้ได้ครบพระรัตนตรัย จึงเปลี่ยนคำว่า “ธัมม-” ในครั้งที่ 1 เป็น “พุทธะ” และในครั้งที่ 3 เป็น “สังฆะ” รวมกับ “ธัมม” ในบทเดิมก็จะได้พระรัตนตรัยครบทั้งสาม

เมื่อเปลี่ยนครั้งที่ 1 เป็น “พุทธะ” จะใช้คำเดิมเป็น “พุทธะสะวะนะ” (ฟังพระพุทธ) ก็ขัดข้อง จึงเปลี่ยน “สะวะนะ” เป็น “ทัสสะนะ” เป็น “พุทธะทัสสะนะ” แปลว่า “เห็นพระพุทธเจ้า” คือ “เฝ้าพระพุทธเจ้า”

ส่วนครั้งที่ 3 เมื่อเปลี่ยนเป็น “สังฆะ” ก็เปลี่ยน “สะวะนะ” เป็น “ปะยิรุปาสะนะ” เป็น “สังฆะปะยิรุปาสะนะ” แปลว่า “นั่งใกล้พระสงฆ์” หรือ “รับใช้พระสงฆ์”

เป็นอันว่า ตามเจตนาของท่านผู้เปลี่ยน กิจที่จะปฏิบัติต่อพระรัตนตรัยก็คือ
    พระพุทธ = เห็นหรือเฝ้า
    พระธรรม = ฟัง
    พระสงฆ์ = นั่งใกล้หรือรับใช้

ว่าโดยเจตนาที่จะเปลี่ยน ก็นับว่าเป็นกุศลเจตนา แต่น่าจะต้องอธิบายได้ด้วยว่า จะเปลี่ยนวัฒนธรรม “ตติยมฺปิ” กล่าวย้ำคำเดิม “ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา” 3 ครั้ง เป็นการย้ำยืนยันว่าเต็มใจเชิญ ตั้งใจเชิญมาฟังธรรมจริงๆ ให้กลายเป็นพระรัตนตรัยเพื่อวัตถุประสงค์อันใด.?

ดูก่อนภราดา.! บางอย่าง เปลี่ยนแล้วดี บางอย่าง ไม่เปลี่ยนดีกว่า




ขอขอบคุณ :-
web : dhamma.serichon.us/2021/10/11/ธมฺมสฺสวนกาโล-เชิญเทวดา/
บทตความของ ทองย้อย แสงสินชัย ,11 ตุลาคม 2021 By admin.
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวมคาถา เสกน้ำล้างหน้าในตอนเช้ เมื่อ: ตุลาคม 18, 2021, 09:31:02 am



รวมคาถา เสกน้ำล้างหน้าในตอนเช้า

Sanook Horoscope วันนี้ รวบรวมคาถาเสกน้ำล้างในตอนเช้ามาฝากผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องของคาถา หากอยากเสริมความเป็นมงคล ทุกๆ เช้าก็สามารถนำคาถาเหล่านี้ไปท่องกันได้เลยค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

คาถาเสกน้ำล้างหน้า

ในตอนเช้าให้ตักน้ำใส่แก้ว หรือขัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้นิ้วชี้ข้างขวาวนน้ำ 3 รอบ โดยแต่ละรอบให้ท่องคำว่า  มะอะอุ เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งจิต ทำจิตใจให้สงบ และท่องว่า พระพุทธล้างหน้า พระธรรมล้างทุกข์ พระสงฆ์เพิ่มสุข ยาตรายามดี สวัสดีมีชัย อิติปิโสภะคะวา และให้นำน้ำดังกล่าวมาล้างหน้า และประพรมท้ายทอย 3 ครั้ง

คาถาเสกนํ้าล้างหน้า หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์

พระพุทธังล้างหน้า พระธัมมังล้างทุกข์ พระสังฆังเพิ่มสุข สวัสดีมีชัย อิติปิโสภะคะวา มนุษย์ในโลกหล้าเห็นหน้ารักกู สาธุ อิติพุทโธ เอหิสุคะโต มหาเสน่ห์เมตตา สวัสดีลาโภ นะชาลีติ

คาถาเสกน้ำล้างหน้า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

คาถาของหลวงพ่อปาน เชื่อว่าเมื่อใช้เสกน้ำล้างหน้าทุกวันตอนเช้า  จะมีอำนาจเป็นที่ยำเกรงของคนทั้งปวง โดยตั้งนะโม 3 จบ และท่อง

เอวัง ราชะสีโห มะหานาทัง สีหะนาทะกัง สีหะนะ เม สีละ เตเชนะ นามะ ราชะสีโห
อิทธิถทธิ์ พระพุทธังรักษา สารพัดศัตรู อะปะราชะยัง
อิทธิฤทธิ์ พระธัมมังรักษา สารพัดศัตรู อะปะราชะยัง
อิทธิฤทธิ์ พระสังฆังรักษา สารพัดศัตรู อะปะราชะยัง




Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/216457/
16 ต.ค. 64 (07:30 น.) , By Mintra T.
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อานิสงส์ 6 ประการ ทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิต เมื่อ: ตุลาคม 17, 2021, 09:28:27 am



อานิสงส์ 6 ประการ ทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิต

การทำบุญฝังลูกนิมิต เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความเชื่อว่าหากเราได้ร่วมงานบุญในครั้งนี้ ก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญที่ยิ่งใหญ่ เพราะการที่วัดจะเริ่มทำการสร้างโบสถ์ขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้ระยะเวลานาน มาดูกันว่าตามความเชื่อแล้วนั้น อานิสงส์ของการทำบุญฝังลูกนิมิต มีอะไรบ้าง


อานิสงส์ 6 ประการ ฝังลูกนิมิต

1. จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกชาติ ปราศจากอุปัทวะ (สิ่งอัปมงคล) ทั้งหลาย

2. ไม่ยากจน มีความอุดมสมบูรณ์

3. หากเกิดในมนุษย์โลก ก็จะเกิดเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ หรือเกิดในตระกูลที่ดี

4. หากเกิดในเทวโลก ก็จะเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช

5. จะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีฐานะ มีคนให้เกียรติ มีผิวพรรณผ่องใส งดงาม

6. จะมีอายุยืนนาน สุขภาพที่แข็งแรง





ขอบุณ : https://www.sanook.com/horoscope/216393/
15 ต.ค. 64 (15:30 น.) ,S! Horoscope (Exclusive) : สนับสนุนเนื้อหา
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน พุทธศิลป์แห่งล้านนา แหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าเชียงใหม่ เมื่อ: ตุลาคม 17, 2021, 08:49:22 am



วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน พุทธศิลป์แห่งล้านนา แหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าเชียงใหม่

หากพูดถึงเมืองเชียงใหม่นอกจากธรรมชาติป่าเขาที่แสนจะอุดมสมบูรณ์แล้ว ที่นี่ยังขึ้นชื่อในเรื่องของผลงานศิลปะและประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นเมืองเก่าแก่ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาหลายร้อยปีทำให้เชียงใหม่ยังคงเหลือไว้ซึ่งร่องรอยแห่งวัฒนธรรมที่ยังคงเด่นชัดและงดงาม สมเป็นเมืองหลวงแห่งล้านนา




ในวันนี้ เราจะขอพาทุกคนไปชมความงดงามของสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีการสร้างด้วยศิลปะแบบล้านนา ที่มีความโดดเด่นและสวยงาม ที่ วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน หรือวัดบ้านเด่น แหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบในศิลปะและโบราณสถานนั้น ที่นี่ถือว่าเป็นวัดที่คุณควรค่าแก่การมาเยือนฃ




วัดนี้เดิมที่มีชื่อว่า วัดหรีบุญเรือง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2437 หรือกว่า 100 กว่าปีมาแล้ว วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตามศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ มีความวิจิตรงดงาม และตระการตา ภายในวัดคุณจะได้พบกับองค์เจดีย์สีดำ ที่ดูแปลกตาไม่เหมือนที่อื่น เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตของนักท่องเที่ยว


อีกทั้งตามบันไดของวัดนั้นก็จะมีการสร้างตัวนาค ตัวมอม ที่มีลักษณะแตกต่างจากวัดอื่นๆ มีสีสันที่ไม่เหมือนที่ไหนๆ เรียกได้ว่าเป็นการประยุกต์ศิลปะได้อย่างทรงคุณค่าและงดงามมากๆ หากมีโอกาสมาเที่ยวเชียงใหม่ลองแวะมาชมกันครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

พิกัด : https://goo.gl/maps/cA3N5BB6kosMs6Wv6
เวลาเปิด - ปิด : 7.00 - 18.00 น.






ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1429365/
14 ต.ค. 64 (15:49 น.) , By Peeranut P.
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'วัดแดงธรรมชาติ' นนทบุรี เตรียมพิธีเททองหล่อ 'พระอุปคุต' | 31 ตุลาคม 2564 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2021, 08:39:28 am

'วัดแดงธรรมชาติ' นนทบุรี | บอกบุญใหญ่ เตรียมพิธีเททองหล่อ 'พระอุปคุต' หน้าตัก 32 นิ้ว | 31 ตุลาคม 2564

วันที่ 15 ต.ค.64 พระครูปรีชาพัฒนโสภณ เจ้าอาวาสวัดแดงธรรมชาติ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญกับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทกภัยในหลายจังหวัด วัดแดงธรรมชาติจึงมีแนวคิดจัดสร้างพระอุปคุต ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีลาภ มีฤทธิ์มากและเป็นสาวกองค์สำคัญในการประกาศเชิดชูพระพุทธศาสนา หลังจากที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว เพื่อหวังให้เป็นมิ่งขวัญ เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของพุทธศาสนิกชนได้มาสักการะบูชา ประกอบกับหลังจากที่สร้างพระปางนาคปรกองค์ใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็อยากให้มีสาวกคู่บารมี คือ พระอุปคุต ได้ปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ชาติ บ้านเมือง ศาสนา ควบคู่กัน

โดยพระอุปคุตที่จะจัดสร้างขึ้นนี้จะประดิษฐานภายในสระน้ำ บริเวณองค์ปู่มุจลินท์นาคราช ด้านหลังพระนาคปรกองค์ใหญ่ ซึ่งแต่เดิมภายในสระน้ำจะมีบาตรอยู่กลางน้ำ สร้างเอาไว้เป็นสัญลักษณ์ของการเสี่ยงทาย เพื่อให้ลูกหลานสายพญานาคราชหรือผู้ที่เคารพนับถือมากราบไหว้บูชา สักการะ รวมทั้งได้เสี่ยงสัตย์อธิษฐาน

ทั้งนี้ จะมีพิธีเททองหล่อพระอุปคุต ขนาดเท่าองค์พระจริง หน้าตักกว้าง 32 นิ้ว สูง 2.10 เมตร ในวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2564 เวลาประมาณ 17.00 น. ณ วัดแดงธรรมชาติ จ.นนทบุรี โดยมีพระราชนันทมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ในฐานะเจ้าอาวาสวัดบัวขวัญพระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ภายในงานได้นิมนต์เกจิอาจารย์ผู้สันทัดในพิธีพุทธาภิเษก มาร่วมเจริญพระพุทธมนต์ และทำพิธีบวงสรวงในเวลา 09.00 น.




ญาติโยมสามารถร่วมบุญใหญ่ในพิธีเททองหล่อพระอุปคุต ด้วยการบูชาแผ่นทองเหลือง ซึ่งทางวัดจะนำแผ่นทองเหลืองที่เขียนชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด บรรจุไว้ใต้ฐานพระอุปคุตเพื่อเสริมดวงชะตา นอกจากนี้ ยังมีเทียนพระอุปคุต 8 เหลี่ยม และพระอุปคุต ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาพระอุปคุตได้เช่าบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน พุทธบริษัททั้งหลายร่วมบุญใหญ่ตามวันเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน หรือสามารถร่วมบุญออนไลน์ กองบุญละ 100 บาท  หรือตามกำลังศรัทธา ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชีวัดแดงธรรมชาติ เลขที่บัญชี 7580609304 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก วัดแดงธรรมชาติ จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์  0819254037

สำหรับ พระอุปคุต หรือ พระบัวเข็ม เป็นพระอรหันต์ที่มีเมตตาสูง มีอิทธิฤทธิ์มาก บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ท้องทะเล (สะดือทะเล) มีกุ้ง หอย ปู ปลา เป็นบริวาร ลักษณะเด่นชัดคือนั่งถือบาตรและมีใบบัวปกคลุมศีรษะ ตามตำนานความเชื่อ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้จัดพิธีฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ เพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แต่ถูกพญามารมาผจญ จึงได้มีการอัญเชิญ พระอุปคุต ขึ้นมาจากมหาสมุทรไปปราบพญามารจนยอมแพ้ ทำให้พิธีสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ชาวพุทธจึงให้ความนับถือและนิยมสร้างพระอุปคุต มาตั้งแต่สมัยพุทธกาลถึงปัจจุบัน โดยเชื่อในพุทธคุณว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ก่อให้เกิดลาภผล ความมั่งมี ขจัดภยันตราย






     




ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/609147
วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.57 น.
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เราตัดสินความคิดคนอื่นว่า 'ผิด' เพียงเพราะเขา (คิด)ไม่เหมือนเรา.?!? เมื่อ: ตุลาคม 16, 2021, 10:27:17 am



เรื่องเล่าจาก Midnight Mass : เราตัดสินความคิดคนอื่นว่า 'ผิด' เพียงเพราะเขา (คิด)ไม่เหมือนเรา.?

ก่อนหน้านี้ผมได้ดูซีรีส์เรื่อง Midnight Mass ทาง Netflix และมาสะดุดกับเนื้อเรื่องที่ตัวละครในเรื่องเล่าถึงคุณหมอท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Dr.Ignaz Semmelweis ซึ่งเขาคนนี้เคยมีตัวตนอยู่จริงๆในช่วงศตรวรรษที่ 19 โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1846 ที่กรุงเวียนนา

คุณหมอหนุ่มท่านนี้ได้รับมอบหมายให้เข้ามาหาเหตุผลของการเสียชีวิตของผู้หญิงจำนวนมากจากการติดเชื้อระหว่างคลอด (Puerperal Fever) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Childbed Fever ในแผนกสูตินรีเวชที่ General Hospital ณ กรุงเวียนนา

โดยในโรงพยาบาลแห่งนี้มีวอร์ดสูตินรีเวชอยู่สองวอร์ดด้วยกัน คือ

1) วอร์ดสูตินรีเวช ที่ดูแลโดยคุณหมอที่เป็นผู้ชายทั้งหมด มีตั้งแต่อาจารย์แพทย์ไปจนถึงนักศึกษาแพทย์
2) วอร์ดสูตินรีเวช ที่ดูแลโดยนางพยาบาลผดุงครรภ์ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด

Dr.Semmelweis เริ่มทำการเก็บข้อมูล แล้วก็ได้ไปพบเรื่องที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะอัตราการเสียชีวิตของวอร์ดที่ดูแลโดยคุณ​หมอผู้ชาย มีอัตราการเสียชีวิตของคนไข้สูงกว่าวอร์ดที่ดูแลโดยนางพยาบาลผดุงครรภ์ถึง 5 เท่า

@@@@@@@

Dr.Semmelweis ก็ได้นำปัจจัยต่างๆ ของทั้งสองวอร์ดมาเปรียบเทียบกัน โดยค่อยๆ ตัดความเป็นไปได้ลงไปทีละสมมติฐาน

สมมติฐานแรก ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ ในวอร์ดของหมอผู้ชาย คุณแม่คลอดในท่านอนหงายแต่ในวอร์ดของนางพยาบาลผดุงครรภ์ คุณแม่จะคลอดในท่านอนตะแคง

ทาง Dr.Semmelweis เลยลองให้คุณแม่ในวอร์ดของหมอผู้ชายนอนตะแคงบ้าง ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรแตกต่างกัน สมมติฐานข้อนี้จึงตกไป

สมมติฐานที่สองคือ เวลามีใครเสียชีวิตจาก Childbed Fever จะมีบาทหลวงเดินเข้ามาอย่างช้าๆผ่านไปที่เตียงของคนไข้ที่อยู่ในวอร์ด พร้อมผู้ช่วยที่คอยสั่นกระดิ่ง เขาเลยตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่า หรือเป็นเพราะเสียงกระดิ่ง ทำให้ผู้หญิงที่ยังมีชีวิตอยู่เกิดกลัวขึ้นมาเลยทำให้เสียขวัญจนกระทั่งป่วยและเสียชีวิตตามไปด้วย.?

คุณหมอเลยให้บาทหลวงลองเปลี่ยนเส้นทางการเดินและไม่ให้ใช้กระดิ่ง ผลปรากฏว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้นสมมติฐานนี้จึงตกไปเช่นเดียวกัน

จนมาถึงตอนนี้ เขาก็เริ่มที่จะหัวเสียมากๆ แล้ว เพราะหาสาเหตุของการเสียชีวิตไม่ได้สักที ในระหว่างนั้นเองเพื่อนของเขาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยาก็ได้ป่วยและเสียชีวิตลง

ทำให้ Dr.Semmelweis ตัดสินใจเข้าไปศึกษาการเสียชีวิตของเพื่อนคนนี้ แล้วก็พบว่าอาการต่างๆนั้นเหมือนกับการเสียชีวิตจากการติดเชื้อระหว่างคลอดเลย ดังนั้น Childbed Fever จึงไม่ได้เกิดขึ้นได้แต่กับคุณแม่ที่กำลังจะคลอดเท่านั้น แต่เกิดได้กับคนอื่นๆ ในโรงพยาบาลเช่นกัน


@@@@@@@

แต่ก็ยังมีคำถามที่ใหญ่มากๆ อยู่นั่นคือ “ทำไมมีคนเสียชีวิตจากวอร์ดที่ดูแลโดยหมอผู้ชาย มากกว่าวอร์ดที่ดูแลโดยพยาบาลผดุงครรภ์.?”

Dr.Semmelweis ก็ได้ตั้งข้อสังเกตอีกข้อว่า คุณหมอผู้ชายจะต้องทำอีกหน้าที่หนึ่งคือการชันสูตรศพด้วย ในขณะที่นางพยาบาลผดุงครรภ์ไม่ต้องทำ

เขาเลยตั้งสมมติฐานว่าตอนที่หมอชันสูตรพลิกศพ ชิ้นส่วนเล็กๆ จากศพอาจจะติดมือของหมอมา แล้วเมื่อมาทำคลอดผู้หญิงต่อ ชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านั้นอาจจะหลุดเข้าไปในช่องคลอด แล้วทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นป่วยและเสียชีวิตในที่สุด

ด้วยความสงสัยเขาเลยสั่งให้เปลี่ยนกระบวนการล้างมือและเครื่องมือของทุกคนใหม่ โดยจะไม่ล้างแค่สบู่อย่างเดียว แต่จะล้างด้วยสารละลายคลอรีน

ในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้นยังไม่มีการองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค (Germs) มากนัก และ Dr.Semmelweis ก็ไม่รู้จักเชื้อโรคเช่นกัน ที่เขาเลือกใช้คลอรีนก็เพราะว่าเขาคิดว่ามันสามารถกำจัดชิ้นส่วนเล็กๆ ที่อาจจะติดมากับศพที่ถูกชันสูตรได้

ทันทีที่มาตรการนี้เริ่มใช้ อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างมาก สิ่งที่เขาค้นพบยังคงเป็นสิ่งที่จริงมาจนถึง ทุกวันนี้นั่นก็คือ ‘การล้างมือคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของระบบสาธารณสุข’

การค้นพบครั้งนี้น่าจะทำให้วงการแพทย์ตื่นเต้นมากๆ เพราะปัญหาใหญ่ได้ถูกแก้ไขแล้ว และการล้างมือกับอุปกรณ์ด้วยคลอรีนน่าจะกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกโรงพยาบาลต้องนำไปปฏิบัติด่วนเลยใช่ไหมครับ.?

แต่คำตอบคือ ไม่ใช่เลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

@@@@@@@

ปรากฏว่าหมอต่างๆ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองนั้นถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเป็น Childbed Fever

ทาง Dr.Semmelweis  เองก็เป็นคนตรงไปตรงมา เขาได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างเผ็ดร้อนสร้างความไม่พอใจให้กับคนในวงการแพทย์เป็นจำนวนมาก จนในที่สุดบรรดาหมอต่างๆ ก็สั่งให้หยุดล้างมือด้วยคลอรีน และ Dr.Semmelweis ก็ถูกไล่ออก

ใช่ครับ คนที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงอย่างมหาศาลถูกไล่ออก และโรงพยาบาลแห่งนี้ก็กลับมาใช้วิธีเดิม ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตก็พุ่งสูงขึ้นอีก แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจจะแก้ไขอะไร

Dr.Semmelweis ใช้เวลาหลังจากนั้นพยายามนำหลักฐานเรื่องการล้างมือและล้างอุปกรณ์ไปแสดงให้กับโรงพยาบาลและคุณหมอทั่วยุโรป แต่ก็ไม่มีใครสนใจเขา เขาเริ่มหมกหมุ่นกับเรื่องนี้มากขึ้นเขาทั้งโกรธและผิดหวังอย่างมาก ซึ่งมันได้ส่งผลเสียต่อสมองของเขาจนเขามีอาการทางจิต

ในปี 1865 ด้วยวัยเพียง 47 ปี เขาถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช และเขาก็ได้เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดที่โรงพยาบาลจิตเวชนั้น


@@@@@@@

ในเรื่อง Midnight Mass ตัวแสดงที่เล่าเรื่องนี้บอก
    “The scientific community ate him alive, germ theory was two decades away from acceptance”
   “วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ได้ทำลายชีวิตเขา เพราะกว่าความรู้เรื่องเชื้อโรคจะเริ่มเป็นที่รู้จักก็ผ่านมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว”

    “Semmelweis was committed to an Asylum by another scientist and he died there”
     Dr.Semmelweis ถูกทำให้เข้าโรงพยาบาลจิตเวช โดยสังคมหมอและนักวิทยาศาสตร์​ และเขาก็เสียชีวิตที่นั้นอย่างน่าเศร้า

ผมคิดว่าเรื่องนี้ทำให้เราต้องหันกลับมามองตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเองให้เยอะเลยว่า บางทีเราเองก็เหมือนกับเหล่าบรรดาสังคมแพทย์ที่ไม่เห็นด้วยกับ Dr.Semmelweis หรือไม่.?

เราเคยตัดสินความคิดของคนอื่นว่าผิดเพียงเพราะว่า “ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน” บ้างไหม.?
เราเคยตัดสินความคิดคนอื่นว่าผิด เพียงเพราะว่า ความคิดนั้นมันทำให้เราดูไม่ดีไหม.?
เราเคยตัดสินความคิดคนอื่นว่าผิด เพียงเพราะว่า เรามีอำนาจเหนือกว่าเขาไหม.?

เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของ Audre Lorde ที่ว่า
    “It is not our differences that divide us. It is our inability to recognize, accept, and celebrate those differences.”
    “มันไม่ใช่ความแตกต่างทางความคิดที่แบ่งแยกเรา มันคือการที่เราไม่สามารถที่จะมองเห็น ยอมรับและชื่นชมความแตกต่างนั้นต่างหาก”




Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/x2XKjx1
Mission To The Moon ,อัพเดต 04 ต.ค. เวลา 21.35 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. เวลา 20.00 น. • Rawit Hanutsaha
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตำนานความเชื่อ เกี่ยวกับ "ท้าวเวสสุวรรณ" เมื่อ: ตุลาคม 16, 2021, 09:43:38 am



ตำนานความเชื่อ เกี่ยวกับ "ท้าวเวสสุวรรณ"

หากพูดถึง “ท้าวเวสสุวรรณ” แล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเติบโตมาพร้อมกับความทรงจำเกี่ยวกับท่านในวัยเด็ก เนื่องจากตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วคนไทยนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณ รวมถึงสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มารังควานเด็ก ซึ่งยักษ์ในรูปนั้นก็คือท้าวเวสสุวรรณนั่นเอง วันนี้โฮโรโซไซตี้ขอเสนอตำนานความเชื่อเกี่ยวกับท้าวเวสสุวรรณ พร้อมเคล็ดลับการบูชาให้ชีวิตปัง!

“ท้าวเวสสุวรรณ” เป็นเทพเจ้าแห่งอสูรยักษ์ รวมถึงภูตผีปีศาจ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ที่ปกป้องคุ้มครองดูแลโลกมนษุย์ ทรงประทับอยู่ทางทิศเหนือ ตามตำนานทางพระพุทธศาสนาเชื่อกันว่าในอดีตชาติท่านเคยเป็นพราหมณ์ที่ใจบุญ ท่านเปิดโรงงานค้าขายหีบอ้อยจนร่ำรวย และมักจะบริจาคเงินทองให้แก่ผู้ยากไร้ ด้วยบุกุศลที่ท่านบำเพ็ญมา พระพรหมและพระอิศวรจึงให้พรความเป็นอมตะแก่ท่าน เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั่วปฐพี และเป็นเทพแห่งความร่ำรวย ดังนั้นผู้คนจึงนิยมกราบไหว้บูชาท่าน

และยังมีอีกตำนานหนึ่งที่เชื่อกันว่าท่านเคยเป็นกษัตริย์ครองกรุงราชคฤห์ มีพระนามว่า “พระเจ้าพิมพิสาร” เป็นพระสหายของเจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารจนบรรลุเป็นโสดาบัน และได้ถวายพระเวฬุวันมหาวิหารให้พระพุทธเจ้าเข้าประทับ จึงเป็นอานิสงส์ให้ได้วิมานอันสวยงาม รวมถึงทรัพย์สมบัติมากมาย

แต่ในขณะที่บางตำราก็ว่ากันว่าท้าวเวสสุวรรณเป็นพี่ชายต่างมารดาของทศกัณฐ์ อย่างไรก็ตามใครจะเชื่อตำนานไหนก็สุดแล้วแต่กันเนาะ สิ่งสำคัญก็คือผู้คนให้ความเคารพ ศรัทธาและนับถือท่านเป็นจำนวนมากเนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั่นเอง ดังนั้นในปัจจุบันเราจึงมักเห็นผู้คนนิยมกราบไหว้บูชาท้าวเวสสุวรรณกัน รวมถึงพกรูปของท่านติดตัวไว้เพื่อกราบไหว้บูชาหรือขอพรกันด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและช่วยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายนั่นเอง 

@@@@@@@

เคล็ดลับการบูชาท้าวเวสสุวรรณเพื่อความสำเร็จสมหวัง

แนะนำให้จุดธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก ก่อนสวดให้ตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงพระคุณบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งนะโม 3 จบ

    "อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ
     มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
     ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา
     ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ
     ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ"

 
นอกจากท้าวเวสสุวรรณจะช่วยปัดเป่าวิญญาณร้าย สิ่งชั่วร้าย รวมถึงสิ่งอัปมงคลทั้งหลายแล้ว ท่านยังช่วยบันดาลโชคลาภ ดึงดูดเงินทองให้ไหลมาเทมา มีอำนาจวาสนา ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เจริญในลาภยศ และนำพาสิ่งดี ๆ มาสู่ตัวผู้บูชาด้วยค่ะ หากสวดบูชาเป็นประจำแล้วชีวิตของคุณจะเจริญก้าวหน้า พบเจอแต่สิ่งที่เป็นมงคล มีโชคมีลาภตลอดไม่ขาดมือ แต่สิ่งสำคัญก็คือการคิดดี ทำดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น และหมั่นรักษาศีลหรืออยู่ในศีลอยู่ในธรรมเสมอ รับรองว่าชีวิตของคุณจะรุ่งเรืองอย่างแน่นอนค่ะ





ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/215829/
06 ต.ค. 64 (19:45 น.) ,Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยววัดพระธาตุดอยพระฌาน ชมพระใหญ่ Daibutsu แห่งเมืองลำปาง เมื่อ: ตุลาคม 16, 2021, 09:32:45 am




เที่ยววัดพระธาตุดอยพระฌาน ชมพระใหญ่ Daibutsu แห่งเมืองลำปาง

บรรยากาศในช่วงเช้าบนวัดพระธาตุดอยพระฌาน  อำเภอแม่ทะจังหวัดลำปาง อุณหภูมิกำลังเย็นสบายอยู่ที่ ประมาณ 23 องศา รอบๆ บนดอย มีหมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณ  ในช่วงนี้บรรยากาศเงียบๆไร้ผู้คนขึ้นไปเยี่ยมชมความงดงาม   เนื่องจากสถานการณ์โควิค 19  ที่กำลังระบาดอยู่ในช่วงขณะนี้และยังไม่ผ่อนคลาย

ส่วนจุดชมวิว บนวัดดอยพระฌานนั้นก็ยังงดงามแบบ 360 องศา สามารถมองเห็นภาพมุมสูงในพื้นที่ 3 อำเภอ คืออำเภอแม่ทะ อำเภอเกาะคา และอำเภอเมืองจังหวัดลำปาง

เมื่อโดรนบันทึกภาพมุมสูง ก็จะพบความสวยงามความเขียวขจีของต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมในช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นภาพต้นไม้ ป่าเขา ที่เขียวขจีสวยงามมาก

นอกจากวิวสวยๆ ในวัดแล้ว ก็ยังมีพระใหญ่ไดบุทสึ  ซึ่งเป็นพระองค์ขนาดใหญ่หน้าตัก 14 เมตร ด้านในเป็นเนื้อทองแดง องค์พระมีเนื้อออกสีเขียวฟ้า เป็นพระองค์ใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขาด้านหลังวัดดอยพระฌาน  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของที่นี่เลยก็ว่าได้








ขอบคุณ ; https://www.sanook.com/travel/1429205/
09 ต.ค. 64 (14:00 น.) ,By Peeranut P.
29  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ศรัทธาสาธุชน คือ คนเช่นไร.? เมื่อ: ตุลาคม 15, 2021, 09:09:56 am



ศรัทธาสาธุชน คือ คนเช่นไร.?

ศรัทธาสาธุชน อ่านว่า สัด-ทา-สา-ทุ-ชน ประกอบด้วยคำว่า ศรัทธา + สาธุ + ชน

@@@@@@@

(๑) “ศรัทธา”

บาลีเป็น “สทฺธา” อ่านว่า สัด-ทา รากศัพท์มาจาก

     1) สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน) + ธา (ธาตุ = เชื่อถือ, นับถือ) + อ (อะ) ปัจจัย, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น นฺ แล้วแปลง นฺ เป็น ทฺ (สํ > สนฺ > สทฺ) : สํ > สนฺ > สทฺ + ธา = สทฺธา + อ = สทฺธา แปลตามศัพท์ว่า (1) “กิริยาที่เชื่อถือ” (2) “ธรรมชาติเป็นเหตุให้เชื่อถือ”

     2) ส (ตัดมาจาก “สมฺมา” = ด้วยดี, ถูกต้อง) + นิ (คำอุปสรรค = เข้า, ลง) + ธา (ธาตุ = มอบไว้, ฝากไว้) + อ (อะ) ปัจจัย, แปลง นิ เป็น ทฺ : ส + นิ + ธา = สนิธา + อ = สนิธา > สทฺธา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติเป็นเหตุให้มอบจิตไว้ด้วยดี”

“สทฺธา” หมายถึง ความเชื่อ (faith)
บาลี “สทฺธา” สันสกฤตเป็น “ศฺรทฺธา”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ “ศฺรทฺธา : (คำนาม) ‘ศรัทธา,’ ความเชื่อ; faith, belief.”
บาลี “สทฺธา” ภาษาไทยใช้ตามสันสกฤตเป็น “ศรัทธา”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“ศรัทธา : (คำนาม) ความเชื่อ, ความเลื่อมใส, เช่น สิ้นศรัทธา ฉันมีศรัทธาในความดีของเขา บางทีก็ใช้เข้าคู่กับคำ ประสาทะ เป็น ศรัทธาประสาทะ. (คำกริยา) เชื่อ, เลื่อมใส, เช่น เขาศรัทธาในการรักษาแบบแพทย์แผนโบราณ. (ส. ศฺรทฺธา; ป. สทฺธา).”

@@@@@@@

(๒) “สาธุ”

“สาธุ” อ่านว่า สา-ทุ รากศัพท์มาจาก สาธฺ (ธาตุ = สำเร็จ) + อุ ปัจจัย
สาธฺ + อุ = สาธุ แปลตามศัพท์ว่า “ยังประโยชน์ให้สำเร็จ” มีความหมายว่า “ดีแล้ว” “ถูกต้องแล้ว” “ใช่แล้ว” “เห็นชอบด้วย”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สาธุ” ในความหมายต่างๆ ดังนี้
     (1) good, virtuous, pious (ดี, มีคุณธรรม, มีศรัทธาแก่กล้า)
     (2) good, profitable, proficient, meritorious (ดี, งาม, คล่อง, มีกำไร, เป็นกุศล)
     (3) well, thoroughly (อย่างดี, โดยทั่วถึง)
     (4) come on, welcome, please (โปรดมาซี, ขอต้อนรับ, ยินดีต้อนรับ : ใช้ในฐานะเป็นคำขอร้องเชิญชวน)
     (5) alright, yes (ดีแล้ว ตกลง : ใช้ในฐานะเป็นคำยอมรับและอนุมัติในการตอบคำถาม หรือกรณีอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน)

ในที่นี้ “สาธุ” ใช้ในความหมายตามข้อ (1) และ (2)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “สาธุ” ไว้ว่า
     (1) (คำวิเศษณ์) ดีแล้ว, ชอบแล้ว, (เป็นคําที่พระสงฆ์เปล่งวาจาเพื่อยืนยันหรือรับรองพิธีทางศาสนาที่กระทําไป).
     (2) (ภาษาปาก) (คำกริยา) เปล่งวาจาแสดงความเห็นว่าชอบแล้วหรืออนุโมทนาด้วย, มักใช้เข้าคู่กับคำ โมทนา เป็น โมทนาสาธุ
     (3) (คำกริยา) ไหว้ (เป็นคําบอกให้เด็กแสดงความเคารพตามธรรมเนียม กร่อนเสียง เป็น ธุ ก็มี).


@@@@@@@

(๓) “ชน”

“ชน”ภาษาไทยอ่านว่า ชน บาลีอ่านว่า ชะ-นะ รากศัพท์มาจาก ชนฺ (ธาตุ = เกิด) + อ (อะ) ปัจจัย : ชนฺ + อ = ชน แปลตามศัพท์ว่า

   (1) “ผู้ยังกุศลหรืออกุศลให้เกิดได้” เป็นคำแปลที่ตรงตามสัจธรรม เพราะธรรมดาของคน ดีก็ทำได้ ชั่วก็ทำได้
   (2) “ผู้ยังตัวตนให้เกิดตามกรรม” หมายความว่า นอกจากทำกรรมได้แล้ว ยังทำ “ตัวตน” (คน) ให้เกิดได้อีก

   “ชน” หมายถึง บุคคล, สัตว์, คน (an individual, a creature, person, man)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า “ชน ๒, ชน- : (คำนาม) คน (มักใช้ในภาษาหนังสือ).(ป., ส.).”

@@@@@@@

การประสมคำในภาษาไทย

(๑) สาธุ + ชน = สาธุชน (สา-ทุ-ชน) แปลตามศัพท์ว่า “คนดี”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า “สาธุชน : (คำนาม) คนดี, คนที่มีคุณงามความดี, (ใช้ในการยกย่อง). (ป.).”

(๒) ศรัทธา + สาธุชน = ศรัทธาสาธุชน (สัด-ทา-สา-ทุ-ชน) แปลโดยประสงค์ว่า “คนดีมีศรัทธา” หมายถึง คนที่มีศรัทธาในการบำเพ็ญกุศล เช่น ชอบทำบุญให้ทาน เป็นต้น

ขยายความ

คำว่า “ศรัทธาสาธุชน” เป็นคำที่ผู้ประกาศงานบุญคิดขึ้น เมื่อมีงานที่จัดขึ้นเป็นบุญสาธารณะ เช่นงานปิดทองฝังลูกนิมิตเป็นต้น มีคนมาเที่ยวงานกันมาก ผู้ประกาศงานบุญก็จะประกาศเชิญชวนให้คนทำบุญ โดยเรียกผู้คนที่มาในงานเป็นคำรวมว่า “ศรัทธาสาธุชน” เช่นประกาศว่า “ขอเชิญท่านศรัทธาสาธุชนร่วมบริจาคทรัพย์บำเพ็ญบุญตามอัธยาศัยโดยทั่วกัน”

คำว่า “ศรัทธาสาธุชน” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 คาดว่าถ้ามีคนพูดคำนี้กันมากขึ้น ก็คงได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฯ เข้าสักวันหนึ่งในอนาคต

ดูก่อนภราดา.! ศรัทธาที่ขาดปัญญากำกับ ตกนรกย่อยยับ ยังหลงว่ากำลังขึ้นสวรรค์





ขอบคุณ :-
web : dhamma.serichon.us/2021/10/14/ศรัทธาสาธุชน-คือคนเช่นไ/
บทความ : ศรัทธาสาธุชน คือคนเช่นไร โดย ทองย้อย แสงสินชัย
14 ตุลาคม 2021 ฺ,By admin.
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 วิธี ‘ปฏิเสธ’ คนให้ถนอมทั้งใจเขาและใจเราเอง เมื่อ: ตุลาคม 10, 2021, 09:00:15 am




5 วิธี ‘ปฏิเสธ’ คนให้ถนอมทั้งใจเขาและใจเราเอง


เคยไหม.? รู้สึกเหนื่อยที่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือและทำตามความต้องการของคนอื่นตลอดเวลา

แม้จะลำบากใจ แต่พอใครขออะไร ก็เผลอตอบว่า ‘ได้’ อยู่ร่ำไป อาจเพราะความเกรงใจ ความสงสาร กลัวว่าหากปฏิเสธไปจะทำให้คนอื่นผิดหวังหรือตัดสินได้ว่าเราเห็นแก่ตัว 

การเป็นคนใจดีไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่บ่อยครั้งที่ความมีน้ำใจเกินเหตุก็ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ตัวเอง คงจะดีไม่น้อยหากบางครั้งเรารู้จักพูดคำว่า ‘ไม่’ เสียบ้าง

แต่จะปฏิเสธคนอย่างไรไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ becommon มี 5 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยถนอมใจเขา และไม่ทำให้ตัวเรารู้สึกผิดจนเกินไปมานำเสนอ

@@@@@@@

1. พูดคำว่า“ไม่” ให้ติดปาก

พูดคำว่า “ไม่” เพราะการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาคือวิธีที่ง่ายและได้ผลเสมอ ศาสตราจารย์นักวิจัยการตลาดที่สนใจด้านจิตวิทยา วาเนสซา เอ็ม แพททริค (Vanessa M. Patrick) และ เฮนริค ฮอกต์เวดต์ (Henrik Hagtvedt) ชี้ให้เห็นว่า การปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา จะแสดงถึงความมุ่งมั่นชัดเจนของผู้พูด และในเชิงจิตวิทยา คำว่า “ไม่” ยังเป็นคำที่มีพลังในการปฏิเสธ อย่างไรก็ตามน้ำเสียงและภาษากายเป็นสิ่งสำคัญ ให้แสดงออกอย่างเป็นมิตร อย่าลืมเสริมเหตุผลให้คนฟังรู้สึกว่าการปฏิเสธของเราไม่ห้วนจนเกินไป

2. ขอเวลาในการตัดสินใจ

หากคิดว่าการปฏิเสธในทันทีจะทำให้รู้สึกแย่ทั้งสองฝ่าย อีกหนึ่งทางเลือกคือ ขอเวลาทบทวนและให้คำตอบภายหลัง เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วยังมั่นใจว่าจะปฏิเสธแน่ๆ ให้บอกไปตามตรง ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดแบบให้ความหวัง

3. ใช้เหตุผล

การปฏิเสธจะดูหนักแน่น น่าเชื่อถือและน่ายอมรับมากขึ้น เมื่ออธิบายเหตุผลให้อีกฝ่ายเข้าใจ ดร.มิเชลล์ โรเซน (Michelle Rozen) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดชื่อดังของอเมริกา กล่าวไว้ในบทความ Five Way to Say No without Feeling Bad About It ใจความว่า “คุณเพียงพูดปฏิเสธอย่างสุภาพ หรือบอกเหตุผลสั้นๆ ยิ่งพูดน้อยคำเท่าไหร่ยิ่งดี” หลีกเลี่ยงบทสนทนายืดยาวเพราะจะเป็นการเปิดช่องว่างให้ผู้ถูกปฏิเสธยื่นข้อเสนอที่ชวนลำบากใจมากขึ้น

4. รับฟังและเสนอทางออก

กรณีที่อยากให้ความช่วยเหลือจริงๆ แต่จำเป็นต้องปฏิเสธ คุณเพียงแค่รับฟัง และเสนอทางออกที่เหมาะสมสำหรับเขา นอกจากจะไม่เป็นการเพิ่มภาระให้ตัวเองมากเกินไปแล้ว ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถูกปฏิเสธได้อีกด้วย

5. ปล่อยวางและเดินหน้าต่อไป


เคารพการตัดสินใจของตัวเอง ยอมรับและเข้าใจว่าเราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือทำตามความต้องการของทุกคนได้ เมื่อปฏิเสธไปแล้ว หมายความว่าสิ่งที่อีกฝ่ายขอร้องมันเหลือบ่ากว่าแรงคุณจริงๆ ดังนั้นไม่ควรรู้สึกผิดในภายหลัง เพียงปล่อยวางและหันมาใส่ใจกับเรื่องของตัวเองให้มากขึ้น


 


อ้างอิง  :-
- Elizabeth Scott. Say No to People Making Demands on Your Time. https://bit.ly/35tfG7H
- Jonathan Alpert. 7 Tips for Saying No Effectively. https://bit.ly/39ss4pq
- Michelle Rozen. Five way to say No without feeling bad about it. https://bit.ly/3sgjRNX
- Vanessa M. Patrick, Henrik Hagtvedt.“I Don’t” versus “I Can’t”: When Empowered Refusal Motivates Goal-Directed Behavior. https://bit.ly/39ukqLt

Thank to :-
https://becommon.co/life/how-to-say-no/
author : สุพรรษา ฤทธิพิพัฒน์ ณัฐมน สุนทรมีเสถียร ,18 January 2021
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คาถาพารวย 12 ราศี เดือนตุลาคม 2564 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2021, 10:57:43 am



คาถาพารวย 12 ราศี เดือนตุลาคม 2564

ทั้ง 12 ลัคนาราศี จะประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทองโชคลาภใหญ่ นับแต่นี้เป็นต้นไป วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ดาวพุธ(๔) เร่งเครื่องเดินหน้าเปิดประเทศ ธุรกิจทุกสาขาพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 04.45 น. ถึงวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 12.22 น. เทวดาเบิกฟ้า ดวงดาวพร้อมใจกันรวมตัวเป็น “มาลัยโยก-ดอกพิกุล” ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุด ให้แก่ลัคนาราศีพฤษภ กรกฎ กันย์ พิจิก มังกร และมีน ทั้ง 6 ลัคนานี้จะร่วมด้วยช่วยกัน นำทีมคนไทยไปคว้าชัยชนะในเวทีชีวิตก่อน

ส่วน 6 ลัคนาราศีที่เหลือ คือลัคนาเมษ มิถุน สิงห์ ตุลย์ ธนู และกุมภ์ “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” สิ้นเดือนนี้..ดวงดาวทำมุม “ก๊กเศรษฐี” ให้แบบสวย ๆ รวยทีหลังก็ดังได้เช่นเดียวกัน เหนื่อยมาเยอะแล้ว ช่วงต้นเดือนพักฟื้นตัวก่อน ว่าง ๆ ก็ถ่างกระเป๋าสตางค์รอโชคลาภและความสำเร็จได้เลย มาแน่นอน!


@@@@@@@

ลัคนาพฤษภ กรกฎ กันย์ พิจิก มังกร และมีน (6 ลัคนา)

คนดวงเฮงปังปุริเย่ ดวงดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว สวดพระคาถาเงินล้าน ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ 9 จบทุกวัน เพื่อดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต เร่งความรวยให้เร็วยิ่งขึ้น

คาถาเงินล้าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ลัคนาเมษ เมถุน สิงห์ ตุลย์ ธนู และกุมภ์

โชคลาภเงินทองมาทีหลังก็ยังไม่ว่า แต่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานใจ ไม่เอาแล้วนะ เดือนนี้โกยแต้มบุญเข้าตัวไว้ก่อน ขัดถูกระเป๋าสตางค์ตู้เซฟไว้รอโชคลาภตอนปลายเดือน.. บทสวดมนต์ อิติปิโสฯ พาหุง และธัมมจักกัปปวัตนสูตร.. ทั้ง 3 บทนี้เป็นที่สุดของธรรม แม้แต่ความตายก็พาให้รอดมาได้ เรื่องความรวย จิ๊บๆ ใจเย็น ๆ

บทสวดอิติปิโสฯ+พาหุง+ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร





ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/215857/
08 ต.ค. 64 (19:45 น.) ,โหรรัตนโกสินทร์ : สนับสนุนเนื้อหา
32  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "สรภัญญะ" ไม่ใช่ร้องเพลง เมื่อ: ตุลาคม 09, 2021, 10:32:43 am


"สรภัญญะ" ไม่ใช่ร้องเพลง

"สรภัญญะ" อ่านว่า สะ-ระ-พัน-ยะ ก็ได้ สอ-ระ-พัน-ยะ ก็ได้ (ตามพจนานุกรมฯ) ประกอบด้วยคำว่า สร + ภัญญะ

@@@@@@@

(๑) “สร” บาลีอ่านว่า สะ-ระ รากศัพท์มาจาก –
     (1) สรฺ (ธาตุ = แล่นไป) + อ (อะ) ปัจจัย : สรฺ + อ = สร แปลตามศัพท์ว่า “เสียงที่แล่นไปสู่ผู้ฟัง”
     (2) สรฺ (ธาตุ = ออกเสียง) + อ (อะ) ปัจจัย : สรฺ + อ = สร แปลตามศัพท์ว่า “เสียงอันเขาเปล่งออกไป”

     “สร” (ปุงลิงค์) ในที่นี้ หมายถึง เสียง, เสียงสูงต่ำ, สำเนียง, การออกเสียง (sound, voice, intonation, accent)

ขยายความ

“สร” ตามที่แสดงรากศัพท์นี้เป็น “สร” ที่ประสงค์ในที่นี้ คือที่หมายถึง “เสียง” แต่ “สร” ในบาลียังมีความหมายอย่างอื่นอีก กล่าวคือ

     ๑. สร = สระ (ที่คู่กับพยัญชนะ) แปลตามศัพท์ว่า “อักษรที่เป็นไปเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยอักษรอื่น” หรือ “อักษรเป็นเครื่องเป็นไปได้แห่งอักษรอื่นๆ” (มีสระ พยัญชนะจึงออกเสียงได้)
     ๒. สร = ลูกศร แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งเป็นเครื่องเบียดเบียนสัตว์” หรือ “สิ่งอันเขายิงไป” (ฝรั่งว่า “สร” เป็นชื่อของไม้อ้อ [the reed, saccharum] อาวุธชนิดนี้แต่เดิมทำด้วยไม้อ้อ จึงได้ชื่อว่า “สร”)
     ๓. สร = สระน้ำ, บึง, หนองน้ำธรรมชาติ แปลตามศัพท์ว่า “แหล่งน้ำที่เป็นไปตามปกติ”
     ๔. นอกจากนี้ “สร” ยังแปลว่า ระลึกถึง, ไป, เคลื่อนไหว, ตามไป, ของเหลว, การไหล

“สร” เป็นคำ “พ้องรูป” ในภาษาบาลี คือเขียนเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน

@@@@@@@

(๒) “ภัญญะ” เขียนแบบบาลีเป็น “ภญฺญ” อ่านว่า พัน-ยะ รากศัพท์มาจาก ภณฺ (ธาตุ = กล่าว, ส่งเสียง) + ณฺย ปัจจัย, ลบ ณฺ, แปลง ณ ที่สุดธาตุกับ ย (ที่เหลือจาก ณฺย ลบ ณฺ) เป็น ญฺญ : ภณฺ + ณฺย = ภณณฺย > ภณฺย > ภญฺญ แปลตามศัพท์ว่า “การกล่าว” “การสวด” หมายถึง การท่อง, การสวด (reciting, preaching)

สร + ภญฺญ = สรภญฺญ (สะ-ระ-พัน-ยะ) แปลว่า “การสวดด้วยเสียง” หมายถึง การสวดทำนอง, การสวดสรภัญญะ (intoning, a particular mode of reciting)

“สรภญฺญ” ภาษาไทยใช้ทับศัพท์เป็น “สรภัญญะ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
     “สรภัญญะ : (คำนาม) ทํานองสําหรับสวดคําที่เป็นฉันท์, ทํานองขับร้องทํานองหนึ่ง, เช่น สวดสรภัญญะ ทำนองสรภัญญะ. (ป.).”

@@@@@@@

ขยายความ

ในพระวินัยปิฎก มีเรื่องพระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านติเตียน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติห้ามไว้ว่า

     "น ภิกฺขเว อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺโม คายิตพฺโพ โย คาเยยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ."
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.

_____________________________________________
ที่มา : ขุททกวัตถุขันธกะ จุลวรรค ภาค 2 พระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 20

@@@@@@@

เนื่องจากทรงห้ามการสวด “คีตสฺสร = ทำนองยาวคล้ายเพลงขับ” ซึ่งหมายถึง สวดเหมือนร้องเพลง ภิกษุทั้งหลายจึงไม่กล้าสวดแบบ “สรภัญญะ” แต่ปรากฏว่าทรงอนุญาตให้สวดเป็น “สรภัญญะ” ได้ ดังความในพระวินัยปิฎกว่า

    "เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู สรภญฺเญ กุกฺกุจฺจายนฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภญฺญนฺติ."
    สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็นทำนองสรภัญญะได้

_____________________________________________
ที่มา : ขุททกวัตถุขันธกะ จุลวรรค ภาค 2 พระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 21

@@@@@@@

อรรถกถาขยายความว่า “สรภัญญะ” มีระเบียบวิธีสวดที่เรียกว่า “วัตร” ถึง 32 แบบ
ให้ชื่อไว้เป็นตัวอย่าง 3 แบบ คือ
     - ตรังควัตร ทำนองดังคลื่น
     - โทหกวัตร ทำนองดังรีดนมโค
     - คลิวัตร ทำนองดังของเลื่อน

คำแปลชื่อ “วัตร” หรือแบบแผนการสวด “สรภัญญะ” นี้ เป็นของท่านผู้แปลคัมภีร์อรรถกถา คือ คัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค 3 หน้า 336 ฉบับแปล คือ จตุตถสมันตปาสาทิกา

อรรถกถาพระวินัย จุลวรรควรรณา หน้า 496 ปักป้ายบอกทางไว้ เพื่อให้นักเรียนบาลีช่วยกันตามไปศึกษาว่า ทำนอง “สรภัญญะ” ทั้ง 32 แบบนั้น มีอะไรบ้าง และชื่อทำนองตามตัวอย่างที่ท่านแปลไว้
     “ตรังควัตร ทำนองดังคลื่น -โทหกวัตร ทำนองดังรีดนมโค – คลิวัตร ทำนองดังของเลื่อน”
      นั้น คือ สวดแบบไหน.?

อย่างไรก็ตาม อรรถกถาก็ย้ำว่า ไม่ว่าจะสวดด้วยทำนองแบบไหน หลักสำคัญคือ ต้องไม่ทำให้ตัวบทเกิดความคลาดเคลื่อน และที่สำคัญต้องเหมาะแก่สมณสารูป


ดูก่อนภราดา.! เพลงประกอบด้วยธรรม ควร., ธรรมประกอบด้วยเพลง ไม่ควร




ขอบคุณ : dhamma.serichon.us/2021/10/08/สรภัญญะ-ไม่ใช่ร้องเพลง/
ผู้เขียน : ทองย้อย แสงสินชัย
8 ตุลาคม 2021 ,By admin.
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เพชรบูรณ์จัดพิธี รำถวายพระพุทธมหธรรมราชา สืบสานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ปี 64 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2021, 09:51:43 am


เพชรบูรณ์จัดพิธี รำถวายพระพุทธมหธรรมราชา สืบสานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ปี 64

8 ตุลาคม 2564 ณ พุทธอุทยานเพชบุระ ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ กล่าววัตถุประสงค์การจัดพิธีรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2564  เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564 โดยมี นายนิเวศน์ หาญสมุทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธี มีนางวรรณจณา หาญสมุทร์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ นำกล่าวคำบูชารำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา และมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนร่วมรำถวาย จำนวน 25 คน โดยปฏิบัติตามมาตราการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้รำถวายและผู้ร่วมประกอบพิธีต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 มาแล้ว 2 เข็ม


การรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา ในวันนี้ นับเป็นปีที่ 4 ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ จังหวัดเพชรบูรณ์ เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ สภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และมูลนิธิพระพุทธมหาธรรมราชา ได้ร่วมจัดพิธีรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา ในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2564

สำหรับปีนี้ การรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา แบ่งออกเป็น 3 รอบ ใช้เพลงประกอบในการรำถวาย ประกอบด้วย รอบที่ 1 เพลงรำถวาย ตุ๊บเก่ง ในปี พ.ศ. 2561  รอบที่ 2 เพลงรำถวาย ของดีเพชรบูรณ์ ในปี พ.ศ.2562 รอบที่ 3 เพลงรำถวาย ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ สู่อาเซียนในปี พ.ศ.2563



จนกระทั่งเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2564 ณ มณฑปประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชา  วัดไตรภูมิ ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์   ร่วมถวายพวงมาลัยและจุดเทียนมงคล ในพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน และพิธีเสียงทายทิศและคำอธิฐาน ประเพณีอุ้มพระดำน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2564 โดยมี นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธี มีกรมการเมืองฝ่ายเวียง พล.ต.สามารถ มโนรถมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 กรมการเมืองฝ่ายวัง นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กรมการเมืองฝ่ายคลัง นายวันชัย บุญชู ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดเพชรบูรณ์ กรมการเมืองฝ่ายนา นายประจวบ นาคเทียน ประธานเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ เทวดา นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และนายกสิเดช จารุเพ็ง ผู้อำนวยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ลั่นฆ้อง นายอร่าม มีเดช ประธานสภาเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์


พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการร่วมพิธีการสักการะเทพยดาฟ้าดิน เจ้าที่เจ้าทาง และขอพรให้กิจกรรมที่ดำเนินต่อไปในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประสบความสำเร็จ ถือเป็นประเพณี โบราณ เป็นการแสดงการยอมรับนับถือ และคารวะพระภูมิเจ้าที่บริเวณที่จัดงานทุกส่วน มีการทำพิธีสวดขออาราธนาบารมีพระพุทธานุภาพ พระธรรมมานุภาพ พระสังฆานุภาพ ตลาดจนพระพรหมเทพยดาฟ้าดินรวมถึงท่านท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เป็นใหญ่ในทิศทั่วทั้ง 4 มาลงประทับสถานที่นั้นด้วย สำหรับผลการเสี่ยงทายทิศและคำอธิฐานในการดำน้ำทั้ง 6 ครั้ง ประจำปี2564   ครั้งที่ 1 ทิศใต้  ครั้งที่ 2 ทิศใต้ ครั้งที่ 3 ทิศเหนือ ครั้งที่ 4 ทิศเหนือ ครั้งที่ 5 ทิศใต้ ครั้งที่ 6 เหนือ


ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2564 เวลา 09.39 น. ที่บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยกรมการเมืองทั้ง 4 คือ เวียง วัง คลัง และนา ได้ร่วมอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ จากวัดไตรภูมิ แห่องค์พระล่องไปตามแม่น้ำป่าสัก ไปยังท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร เพื่อประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2564 โดยในปีนี้จังหวัดเพชรบูรณ์กำหนดจัดงานเพื่อ รักษาแก่นแท้ของประเพณีเท่านั้น งดการจัดกิจกรรมที่รวมคนเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19


โดยพิธีเริ่มจากนายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้อัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาขึ้นประดิษฐานบนเรือ จากวัดไตรภูมิมายังแม่น้ำป่าสัก และแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาล่องไปตามสายน้ำ ถึงท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร เพื่อประกอบพิธี อุ้มพระดำน้ำ ที่ปฏิบัติสืบทอดมานาน และเชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อันจะนำความสุข ความสงบร่มเย็นมาสู่เมือง ส่งผลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลการเกษตรอุดมสมบูรณ์ และทำให้ชาวเพชรบูรณ์มีความเจริญรุ่งเรือง


โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยกรมการเมืองทั้ง 4 คือ เวียง วัง คลัง และนา ได้ร่วมกันอุ้มพระดำน้ำจำนวน 6 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองทำพิธีอุ้มในทิศใต้ ครั้งที่สามครั้งที่สี่ทำพิธีอุ้มในทิศเหนือ ครั้งที่ห้าทำพิธีอุ้มในทิศใต้ และครั้งที่หกทำพิธีอุ้มในทิศเหนือ ซึ่งภายหลังจากเสร็จพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ และผู้ร่วมประกอบพิธี ได้แจกจ่ายเครื่องบวงสรวง กระยาสารท ข้าวต้มลูกโยน กล้วย ที่ผ่านพิธีอันเป็นมงคล ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมพิธีนำกลับไปรับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง


ประเพณีอุ้มพระดำน้ำมีตำนานที่ถูกเล่าขานมานานเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลกของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ออกหาปลาในแม่น้ำป่าสัก แต่อยู่มาวันหนึ่งเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น โดยกระแสน้ำในบริเวณวังมะขามแฟบ มีพรายน้ำผุดขึ้นมาทีละน้อยจนแลดูคล้ายน้ำเดือด จากนั้นกลายเป็นวังวนดูดเอาองค์พระพุทธรูปองค์หนึ่งลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ทำให้ชาวประมงต้องลงไปอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ แต่ในปีถัดมาตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 วันประเพณีสารทไทย พระพุทธรูปดังกล่าวหายไป ชาวบ้านต่างพากันระงมหา สุดท้ายไปพบพระพุทธรูปกลางแม่น้ำป่าสัก บริเวณที่พบพระพุทธรูปองค์นี้ในครั้งแรกกำลังอยู่ในอาการดำผุดดำว่าย จึงได้ร่วมกันอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ อีกครั้งหนึ่ง


พร้อมร่วมกันถวายนามว่า "พระพุทธมหาธรรมราชา" หลังจากนั้นต่อมาในวันสารทไทย หรือวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะทำพิธีอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา ลงประกอบพิธีดำน้ำเป็นประจำทุกๆปี โดยเชื่อว่าจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไพร่ฟ้าประชาชนมีความสุข บ้านเมืองปราศจากจากโรคระบาดคุกคาม จนกลายมาเป็นประเพณีอุ้มพระดำน้ำอันยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน




ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/607543
วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.14 น.
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กินก๋วยเตี๋ยวมานาน แต่คนไทย “ทำก๋วยเตี๋ยวขาย” ครั้งแรกเมื่อไร.? เมื่อ: ตุลาคม 09, 2021, 09:24:41 am




กินก๋วยเตี๋ยวมานาน แต่คนไทย “ทำก๋วยเตี๋ยวขาย” ครั้งแรกเมื่อไร

มีคนเคยถามว่า คนไทยเริ่มกิน ก๋วยเตี๋ยว เมื่อไร.?

คนถามกําลังจะทําสารคดีหรือรายการวิทยุอะไรสักอย่าง ผู้เขียนบอกว่า ไม่สามารถให้คําตอบได้เลย เคยรู้มาแต่ว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรียุค 2480 เคยสนับสนุนให้คนไทยขายก๋วยเตี๋ยว แต่ก็ไม่รู้อีกนั่น แหละว่าเริ่มขายเมื่อปีใด รสชาติเครื่องเคราเป็นอย่างไร เพราะเกิดไม่ทัน ไม่มี หนังสือยืนยัน แม้ถามคนรุ่นเก่าๆ ดู ก็ไม่ได้รับคําตอบที่น่าพอใจ

ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารของจีน แต่ก๋วยเตี๋ยวสมัยอยุธยามีไหม สมัยธนบุรีมีไหม.? จะไปหาคําตอบได้จากหนังสือเล่มไหน หรือว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะควรจะลืมๆ เสีย

ตั้งแต่มีคนตั้งคําถามมาเป็นปีๆ ความรู้เรื่องก๋วยเตี๋ยวของผู้เขียนดู เหมือนจะไม่คืบหน้าไปสักเท่าใด ลองเปิดสมุดจดว่าด้วยก๋วยเตี๋ยวที่บันทึกไว้ดู ปรากฏว่ามีข้อมูลน้อยเต็มที่ ท่านเชื่อไหมว่า อ่านหนังสือเก่ามามากมายพบคําว่า ก๋วยเตี๋ยว เพียงไม่กี่แห่ง

@@@@@@@

1. พ.ศ. 2441 หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ ฉบับวันที่ 25 มิถุนายน ลงข่าวว่าวันศุกร์ที่ 24 เวลา 1 ทุ่มเศษ “จีนทําก๋วยเตี๋ยวกับจีนพัดหอย (ผัด หอย-เอนก) แมงภู่ ได้เกิดอิจฉาแย่งขายของซึ่งกันแลกันในตลาดท่าเตียน ต่างคนมีโทษะถือตาหลิวแลดุ้นแสมร่าเข้าเล่นกัน จีนพัดหอยแมงภู่ถูกตุ้นแสม ศีษะแตก 3 แผล พลตระเวนได้จับมาโรงพักทั้ง 2 ฝ่าย” (ปียะกนิฏฐ์ หงษ์ ทอง รวบรวมไว้ในหนังสือสยามสนุกข่าว สํานักพิมพ์กัญญา จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2531 ดูหน้า 38)

หมายความว่าจีนขายก๋วยเตี๋ยวทะเลาะกับจีนผัดหอย จีนขายก๋วยเตี๋ยว เอาไม้แสมตีหัวจีนผัดหอยแตก หนังสือพิมพ์ไม่ได้อธิบายต่อว่าประวัติก๋วยเตี๋ยว เมืองไทยมีความเป็นมาอย่างไร

2. บทละครร้องเรื่อง “อีนากพระโขนง” ของ “หมากพญา” หรือ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ร.ศ. 131 พ.ศ. 2455 ต้นสมัย รัชกาลที่ 6 กําหนด ตัวละครไว้สั้นๆ ว่า นอกจากนายมาก อําแดงนาก ทิดทัย ขรัวเต๊ะ และใครต่อ ใครแล้ว มีพระนักสวด เด็กๆ คนขายตุ๊กตา แขกขายผ้า และ “เจ็กขาย ก๋วยเตี๋ยว” ซึ่งรู้แล้วก็ได้แต่ร้องออ ออ


ภาพคนไทยขายก๋วยเตี๋ยวเป็นครั้งแรก 17 มกราคม 2481 ในหนังสือข่าวภาพ (ภาพจากห้องสมุดเอนก นาวิกมูล)

สรุปว่า เวลานี้ค้นคําก๋วยเตี๋ยวย้อนไปได้เพียง 101 ปี นับจาก พ.ศ. 2542

อย่างไรก็ตาม ต่อข้อสงสัยว่า คนไทย (ไม่ใช่พี่น้องเจ็กจีน) เริ่มหัดขายก๋วยเตี๋ยวเมื่อไร ที่สุดได้พบหลักฐานในหนังสือเล่มหนึ่งว่า เริ่มลงมือ ขายเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2481 หรือเมื่อประมาณ 60 ปีมาแล้ว (สมัยนั้นไทยยังขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายน ถ้านับอย่างปัจจุบันจะเป็น พ.ศ. 2482)

หลักฐานได้มาจากไหน ได้มาจากหนังสือ “ข่าวภาพ” ฉบับวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2481 หน้า 8 ที่บังเอิญพบในห้องสมุดส่วนตัว (เอนก นาวิกมูล) ปกเป็นรูปหมู่สตรีไทยสวมชุดกิโมโน

ในหนังสือเล่มดังกล่าว มีภาพๆ หนึ่งเป็นภาพหนุ่มไทยกับหาบก๋วยเตี๋ยวสี่เหลี่ยม ซึ่งอธิบายอย่างไรก็ไม่ดีเท่าก็อปปี่ภาพ มาให้ดู ส่วนคําบรรยายเขาเขียนไว้สั้นๆ ว่า

“นักเรียนของโรงเรียนประถมกสิกรรม จังหวัดเพ็ชรบุรี ซึ่งทางธรรมการจังหวัดได้จัดส่งให้มาขาย กวยเตี๋ยวที่กระทรวงธรรมการและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นจํานวน 5 นาย โดยกระทรวงธรรมการให้ทุนรองจ่าย 50 บาท ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีคนไทยประกอบอาชีพชะนิดนี้ การ ขายกวยเตี๋ยวนี้ได้เริ่มขายแต่วันที่ 17 เดือนนี้ แล้ว”

@@@@@@@

สรุปว่า ประโยคหลังสุดบอกให้ทราบว่า คนไทยเริ่มประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวเป็นปฐมฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม ขอขอบพระคุณผู้บรรยายที่ได้ให้ความรู้ไว้อย่างแจ่มแจ้งเช่นนี้ คงเหลือปัญหาตกค้าง ก็แค่เรื่องเครื่องก๋วยเตี๋ยวสมัยนั้นเป็นอย่างไร จอมพล ป.ท่านมีดําริอย่างไร หลักฐานอยู่ในหนังสือใด เอกสารใด

เชื่อว่าคนที่อยู่ในสมัยจอมพล ป.ยังมีอยู่ เป็นจํานวนมากมาย ถ้าจะให้วิชาก๋วยเตี๋ยวเจริญ งอกงามก็ควรเผยแพร่หลักฐานให้ประจักษ์แก่ตา





ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม กันยายน 2542
ผู้เขียน   : เอนก นาวิกมูล
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ.2564
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ : 28 สิงหาคม 2562
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_37871
35  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ใจรัก ใจสู้ ใจใส่(ใส่ใจ) ใจตรอง : อิทธิบาท ๔. เมื่อ: ตุลาคม 08, 2021, 09:58:36 am




"ฉันทะ" อิทธิบาทข้อ 1. ใจรัก

ฉันทะ อ่านว่า ฉัน-ทะ “ฉันทะ” เขียนแบบบาลีเป็น “ฉนฺท” อ่านว่า ฉัน-ทะ รากศัพท์มาจาก

(1) ฉนฺทฺ (ธาตุ = ปรารถนา) + อ (อะ) ปัจจัย : ฉนฺทฺ + อ = ฉนฺท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ความปรารถนา”
(2) ฉทฺ (ธาตุ = ปิด, บัง, ระวัง) + อ (อะ) ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมที่ต้นธาตุแล้วแปลงเป็น นฺ (ฉท > ฉํท > ฉนฺท) : ฉทฺ + อ = ฉท > ฉํท > ฉนฺท (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “บทประพันธ์ที่ปกปิดโทษคือความไม่ไพเราะ”

“ฉนฺท” ในบาลีใช้ในความหมาย 3 อย่าง คือ

     (1) สิ่งกระตุ้นใจ, แรงดลใจ, ความตื่นเต้น; ความตั้งใจ, การตกลงใจ, ความปรารถนา ; ความอยาก, ความประสงค์, ความพอใจ (impulse, excitement; intention, resolution, will; desire for, wish for, delight in)

     (2) ความยินยอม, ความยอมให้ที่ประชุมทำกิจนั้นๆ ในเมื่อตนมิได้ร่วมอยู่ด้วย (consent, declaration of consent to an official act by an absentee) ความหมายนี้คือที่เราพูดว่า “มอบฉันทะ”

     (3) ฉันทลักษณ์, กฎเกณฑ์ว่าด้วยการแต่งฉันท์, ตำราฉันท์ ; บทร้อยกรอง (metre, metrics, prosody; poetry) ความหมายนี้คือ ที่ภาษาไทยพูดว่า “กาพย์กลอนโคลงฉันท์” บาลีไม่ได้เรียกแยกชนิดเหมือนไทย คงเรียกรวมทุกอย่างว่า “ฉนฺท-ฉันท์” แต่มีชื่อเฉพาะสำหรับฉันท์แต่ละชนิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “คาถา”

ในที่นี้ “ฉนฺท” ใช้ในความหมายตามข้อ (1)

@@@@@@@

ขยายความ

“ฉันทะ” เป็นคุณธรรมข้อที่ 1 ในอิทธิบาท-คุณเครื่องทำสิ่งที่ปรารถนาให้สำเร็จ 4 ข้อ

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [213] “อิทธิบาท 4” แสดงความหมายของ “ฉันทะ” ไว้ดังนี้
     1. ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป — Chanda: will; zeal; aspiration)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายความหมายของคำว่า “ฉันทะ” ไว้ดังนี้

      ฉันทะ ๑ :-

     1. ความพอใจ, ความชอบใจ, ความยินดี, ความต้องการ, ความรักใคร่ใฝ่ปรารถนาในสิ่งนั้นๆ (เป็นกลางๆ เป็นอกุศลก็ได้ เป็นกุศลก็ได้, เป็นอัญญสมานาเจตสิกข้อ ๑๓ (ปกิณณกเจตสิกข้อ ๖), ที่เป็นอกุศล เช่นในคำว่า กามฉันทะ ที่เป็นกุศล เช่น ในคำว่า อวิหิงสาฉันทะ)

     2. ฉันทะ ที่ใช้เป็นคำเฉพาะ มาเดี่ยวๆ โดยทั่วไปหมายถึง กุศลฉันทะ หรือธรรมฉันทะ ได้แก่ กัตตุกัมยตาฉันทะ คือ ความต้องการที่จะทำหรือความอยากทำ (ให้ดี) เช่น ฉันทะที่เป็นข้อ ๑ ใน อิทธิบาท ๔ ; ตรงข้ามกับ ตัณหาฉันทะ ซึ่งเป็นความอยากเสพ อยากได้ อยากเอาเพื่อตัว ที่เป็นฝ่ายอกุศล เรียกสั้นๆ คำเดียวว่า ตัณหา
        ฉันทะพึงแยกความหมายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ฉันทะ เป็นความอยากเพื่อสภาวะ คือ อยากเพื่อความดีงาม เพื่อความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ คนนั้นๆ สภาพนั้นๆ เอง เช่นเห็นต้นไม้ ก็อยากให้มันเจริญงอกงาม มีดอกใบสะพรั่งสีสันงดงาม ทำให้ถิ่นสถานรื่นรมย์เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ และเมื่อมันดีงามสมบูรณ์ ก็ชื่นชมยินดี อยากให้มันงอกงามสมบูรณ์สืบต่อไป,
        ส่วน ตัณหา เป็นความอยากเพื่อตัวตน คืออยากได้ อยากเอามาให้ตัวได้เสพ เป็นต้น เช่นเห็นต้นไม้งามสมบูรณ์ที่ไหน ก็อยากตัดเอาไปขายให้ตัวได้เงิน ดังนี้เป็นต้น


@@@@@@@

ข้อคิด

สำหรับคนที่มีนิสัยใจคอพอใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นความดีงามเป็นพื้นเดิมอยู่แล้ว ฉันทะย่อมเกิดได้ง่าย ส่งเสริมให้เพิ่มพูนขึ้นได้ง่าย ส่วนคนที่ไม่มีพื้นแบบนั้นมาก่อนก็ยากหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็สามารถปลูกฝังหรือปลุกหรือพัฒนาให้มีขึ้นได้

อุปมาเหมือนกินอาหาร ของอะไรที่ชอบกินก็กินอร่อย กินได้ง่าย กินได้มาก ส่วนของที่ไม่ชอบก็ไม่อยากกิน แต่ถึงกระนั้น ถ้าคิดถึงประโยชน์ของอาหารชนิดนั้น เช่นกินแล้วบำรุงสายตา บำรุงประสาท กินแล้วแก้โรคชนิดนั้นๆ ได้ กินแล้วป้องกันโรคชนิดนั้นๆ ได้ เมื่อรู้อย่างนี้ แม้ไม่ชอบกินก็อาจฝืนกินได้บ้าง ฉันใด การฝึกให้มีฉันทะก็ฉันนั้น เมื่อฝึกตรึกตรองจนเห็นคุณประโยชน์ของการทำสิ่งที่ดีงาม แม้ไม่มีนิสัยใฝ่ทำเช่นนั้นมาก่อนก็อาจปลูกฉันทะให้เกิดมีขึ้นได้เช่นกัน

ดูก่อนภราดา.! ปลูกความรักที่จะทำดีให้มีขึ้นในดวงจิต ดีกว่ารอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดลใจ






ขอบคุณ : dhamma.serichon.us/2021/09/30/ฉันทะ-อิทธิบาทข้อ-1-ใจรัก/
ผู้เขียน : ทองย้อย แสงสินชัย
30 กันยายน 2021 , By admin.
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "บามียัน" พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น เมื่อ: ตุลาคม 08, 2021, 09:35:25 am


"บามียัน" พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น

20 ปีหลังจากการทำลาย บามียัน พระพุทธรูปโบราณ สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือโพรงบนผนังอันว่างเปล่าและความทรงจำ

ความพยายามในครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม ของ Pascal Maitre ในการไปเยือนพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่แกะสลักบนไหล่เขาของหุบเขาบามียันในอัฟกานิสถานนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ในปี 1996 ช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนนี้อยู่กรุงคาบูลเพื่อมาทำงานที่ได้รับมอบหมายกับนิตยสาร L’express แม้การเดินทางจากกรุงคาบูลไปเมือง บามียัน มีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร แต่ในทุกเช้า เขาได้รับการปฏิเสธจากคนขับรถทุกครั้ง แม้เขาจะเพิ่มค่าจ้างให้ก็ตาม

ในตลอดเส้นทาง จะมีกองกำลังติดอาวุธประจำจุดตรวจระหว่างทาง และรถขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นเป็นที่หมายตามากเป็นพิเศษ และรถที่พยายามผ่านทางไปมักถูกยึด Pascal ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน จนในที่สุด เขาสามารถเดินทางผ่านจุดตรวจโดยรถประจำทางของเมืองที่เขาเช่ามาซึ่งเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และนั่งท่ามกลางพวกเขาในชุดเสื้อคลุมและกางเกงในแบบอัฟกานิสถาน ที่ชื่อว่า Perahan Tunban


พระพุทธรูปแห่งหุบเขาบามียันถูกสร้างขึ้นในช่วงเริ่มศตวรรศที่ 6 ในช่วงที่เมืองเป็นจุดศูนย์กลางอันคึกคักในเส้นทางสายไหม

แต่บามียันนั้นเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าความเสี่ยง พระพุทธหินคู่นี้เริ่มสร้างขึ้นในศตววรษที่ 6 องค์หนึ่งมีความสูง 38 เมตร ส่วนอีกองค์หนึ่งมีความสูง 55 เมตร ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวทัศน์หุบเขา แม้จะผ่านทั้งยุคสมัย การถูกละเลย และช่วงสงคราม บามียันก็ยังคงดำรงอยู่อย่างโดดเด่นในพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดพักอันคึกคักในเส้นทางสายไหมและศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา พื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้ได้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักโบราณคดีจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ประเทศนี้อยู่ภาวะที่สั่นคลอนเกินกว่าจะรักษาพระพุทธรูปเหล่านี้ไว้


นักรบจากกลุ่มชาติพันธุ์ฮาซาราอยู่ในหมู่บ้านซึ่งเป็นฐานขององค์พระพุทธรูป ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาสะสมอาวุธเพื่อต่อสู้กับกองกำลังตาลีบัน ก่อนที่กองกำลังนี้จะเข้าควบคุมอัฟกานิสถาน

เป็นเวลาหลายศตวรรษที่นักท่องเที่ยว นักโบราณคดี และผู้แสวงบุญเดินทางมายังพระพุทธรูปองค์มหึมานี้ ยูเนสโกได้ตั้งชื่อตามหุบเขา ซึ่งรวมไปถึงภาพวาดผนังถ้ำและอารามเป็นมรดกโลก

แม้ก่อนหน้า Maitre ได้เดินทางไปอัฟกานิสถานอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยไปยังบามียัน เมื่อมองจากภูเขา เขาได้ชื่นชมพระพุทธรูปและทุ่งข้าวสาลีที่อยู่ใต้เท้า รวมไปถึงภูเขา Hindu Kush ที่อยู่ด้านหลัง หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยกลุ่มคนติดอาวุธจากกลุ่มชาติพันธุ์ฮาซาราที่ได้ควบคุมพื้นที่มาอย่างยาวนาน พวกเขาเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนในถ้ำรอบใต้เท้าขององค์พระพุทธรูปที่ใช้ในการต่อสู้กับกองกำลังตาลีบัน กองกำลังชาวอิสลามที่ต่อสู้เพื่อควบคุมประเทศ ผู้อพยพจากสงครามที่เดินทางกลับมาจากปากีสถานก็ได้สร้างบ้านที่นี่ และถ้ำบามียันที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโก และภาพวาดสีน้ำมันที่วาดขึ้นในศตวรรษที่ 7 ซึ่งตกแต่งเพดานก็เป็นหนึ่งในภาพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

พระพุทธรูปบามียันขนาดใหญ่ในตอนที่ตั้งอยู่ในหุบเขาทางตอนกลางประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อช่างภาพ Pascal Maitre เดินทางไปเยือนเมื่อปี 1996 ในอีก 5 ต่อมาก็ถูกทำลายโดยกองกำลังตาลีบัน

เพียงไม่กี่เดือนหลังจาก Maitre เดินทางไปเยือน กองกำลังตาลีบันได้ยึดครองกรุงคาบูลและก่อตั้งจักรวรรดิอิสลามและอัฟกานิสถาน ในตอนแรก พวกเขาแสดงความเคารพพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงนี้ แต่หลังจากมีผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งยิงพระพุทธรูป ก็ได้มีการออกคำสั่งเพื่อปกป้องมรดกโลกแห่งอัฟกานิสถานแห่งนี้ ทว่าในภายหลัง หลังจากที่พวกเขารู้สึกแค้นเคืองที่ไม่ได้การยอมรับในระดับนานาชาติและการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา ผู้นำตาลีบันก็เปลี่ยนใจ

นักรบกลุ่มฮาซาราเดินผ่านพระพุทธรูปบามียัน ในปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่ถ่ายภาพภาพนี้ เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยผู้อพยพชาวอัฟกันที่กลับมาจากการถูกขับไล่ในปากีสถาน

ในเดือนมีนาคม 2001 กองกำลังตาลีบันวางระเบิดที่ฐานของพระพุทธรูปทำให้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง พระพุทธรูปที่มีอายุมากกว่า 1,500 ปี นั้นพังถล่มลงมาในเวลาเพียง 2-3 อาทิตย์ และ 20 ปีให้หลัง Maitre เชื่อว่าภาพถ่ายของเขาบันทึกในช่วงเวลาสุดท้ายที่พระพุทธรูปยังคงตั้งตระหง่าน

“มันเป็นหายนะเลยล่ะครับ” เขากล่าวและเสริมว่า “มันเป็นมรดกโลกของยูเนสโกแห่งแรกที่ถูกทำลาย สิ่งที่สะเทือนใจผู้คนมากที่สุดคือการที่สถานที่หลายแห่งถูกทำลายเนื่องจากการปล้นสะดม และกับพระพุทธรูปนี้ ไม่มีใครปล้น แค่ถูกทำลาย จากจุดนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้โลกเข้าใจถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป นั่นคือไม่มีการเคารพพื้นที่มรดกโลกอีกต่อไป”


เมื่อช่างภาพ Pascal Maitre เดินทางไปเยือนในปี 1996 พระพุทธรูปบามียันก็ได้ประสบกับช่วงเวลาในการปะทะกัน จึงมีร่องรอยหรือจุดที่ได้รับความเสียหายอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่

ในปี 2001 เมื่อกองกำลังตาลีบันวางระเบิดที่ฐานของพระพุทธรูปและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเพียงเศษซาก Maitre ก็ได้กลับไปเยือนอีกครั้งในอีก 5 ปีต่อมาเพื่อถ่ายภาพช่องหุบเขาอันว่างเปล่าที่ครั้งหนึ่งเคยมีพระพุทธรูปตั้งอยู่

Maitre กลับไปในปี 2006 เมื่อพระพุทธรูปหายไปและเหลือเพียงช่องว่างอันใหญ่ในหุบเขา กลุ่มนักโบราณคดีชาวอัฟกันอยู่ที่นี่และค้นหาร่องรอยของพระพุทธรูปองค์ที่สามที่มีขนาดใหญ่กว่าพระพุทธรูปสององค์ที่แล้ว และแกะสลักในแนวนอน โดยเป็นครั้งแรกที่ Maitre ได้มาเห็นซากปรักหักพังด้วยตัวเอง และเขาพบว่าเป็นเรื่องยากจะเข้าใจที่ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันล้ำค่านั้นถูกทำลายจนสิ้น

“คุณมีเพียงช่องว่างอันใหญ่ ที่ไม่เหลืออะไรเลย” เขาเล่าย้อนไป “ผมไม่อาจเข้าใจได้ ผมเคยเห็นพระพุทธรูป แล้วท่านก็หายไป”


ภาพวาดผนังถ้ำใกล้กับพระพุทธรูปบามียันมีอายุอยู่ในช่วงเวลาที่มีพระสงฆ์อยู่ในพื้นที่นี้ งานศิลปะบางชิ้นที่หลงเหลืออยู่คือหนึ่งในภาพวาดสีน้ำมันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ครั้งหนึ่ง ผู้นำของกองกำลังตาลีบันให้คำมั่นว่าจะไม่ทำอันตรายต่อมรดกโลกแห่งนี้ แต่ในปี 2001 หลังจากที่รู้สึกแค้นเคืองเนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับและการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ พวกเขาก็ทำลายคำมั่นนั้น






ขอขอบคุณ :-
HomeCultures : บามียัน พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น
เรื่อง : NINA STROCHLIC
ภาพถ่าย : PASCAL MAITRE
web : https://ngthai.com/cultures/34468/revisitedbamiyan/
NGThai ,1 เม.ย. 2021   
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คุณกำลังไม่มีสมาธิอยู่ใช่ไหม.? มาลองวิธีง่ายๆ เหล่านี้ดูสิ.! เมื่อ: ตุลาคม 08, 2021, 09:19:01 am



คุณกำลังไม่มีสมาธิอยู่ใช่ไหม.? มาลองวิธีง่ายๆ เหล่านี้ดูสิ.!

อ่านหนังสือกี่รอบก็จำเนื้อหาไม่ได้เสียที ฟังอะไรก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จดจ่อกับอะไรนานๆ ไม่ได้สักอย่าง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นนะ.? เป็นเพราะว่าเราไม่มี ‘สมาธิ’ อย่างไรล่ะ

ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจู่ๆ สมาธิของเราถึงหายไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะกู้มันกลับมาอย่างไร มาหาคำตอบกันผ่านหนังสือ “The Power of Output” กัน มันจะให้คำตอบเราเอง!

จากหนังสือ The Power of Output ผู้เขียนบอกไว้ว่ากฎของ Input คือ ห้ามอ่าน ฟังหรือดูไปพร้อมๆ กัน สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจ หลังจากนั้นเราต้องเข้าใจคำจำกัดความของ Input และ Output ได้ Input คือการฟังและการอ่าน ส่วน Output คือการพูด การเขียนและปฏิบัติ

ผู้เขียนยังบอกอีกว่า Input มีสองรูปแบบด้วยกัน คือ Input ที่ ‘แท้จริง’ กับ Input ‘ปลอม’แบบแรกคืออ่านโดยละเอียด อ่าน ดูหรือฟังแบบตั้งใจ  ส่วนแบบที่สองคืออ่านไปอย่างนั้น อ่าน ดูหรือฟังผ่านๆ ถ้าพูดให้เห็นภาพ Input ปลอมคือการที่เราเข้าห้องเรียนไป 50 นาที แต่เราไม่รู้เรื่องเลย หรือเป็นการที่เราประชุมไปหนึ่งชั่วโมง แต่เราจับประเด็นหัวข้อสนทนาไม่ได้เลย

@@@@@@@

กฎข้อแรก ที่จะทำให้เรามี Input ที่แท้จริง คือ การปรับข้อมูลจากการฟัง ดู แล้วเก็บข้อมูลส่วนนั้นไว้เขียน จดและจำผ่านการเขียนหรือวิธีการเก็บข้อมูลอื่นๆ ที่เราสามารถมองเห็นและจับต้องได้

กฎข้อที่ 2. จัด Input กับการกำหนดเป้าหมายให้เป็นเส้นคู่กัน สิ่งนี้จะทำให้สมาธิดีขึ้น เพราะว่าถ้าเป้าหมายของ Input ไม่ชัดเจน ความถูกต้องในการรับ Input จะถูกตัด เวลาที่เราทำ Input ด้วยการเรียนรู้อะไรสักอย่าง เช่น เรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือเข้าคอร์สเรียนพิเศษต่างๆ เราต้องตั้งทิศทางและเป้าหมายไว้เสมอ ใช้เวลาแค่นิดเดียวเท่านั้น มันจะช่วยเพิ่มความถูกต้องในการทำ Input ได้อย่างก้าวกระโดด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะเรียนภาษาอังกฤษ ให้คิดว่าทำไมจึงเรียน เราอาจจะเรียนเพราะต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศ คีย์เวิร์ดคือ ภาษาอังกฤษ ส่วนเรียนต่อต่างประเทศคือ คีย์เวิร์ดแสดงทิศทาง

หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าเรียนแล้วอยากทำอะไรต่อ สมมติว่าเราอยากเรียนเพราะว่าเราอยากร่วมโปรแกรม Working Holiday ที่ออสเตรเลีย ก็ฟังดูเป็นรายละเอียดที่ชัดเจนพอสมควรว่าเราต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษเท่าไรจึงจะไปได้ แล้วเราจะไปได้เมื่อไร เช่น 2022 เป็นต้น เมื่อเรากำหนดทิศทางอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ได้แล้ว เราจะรู้ว่าต้องซื้อหนังสือเรียนแบบไหน เรียนพิเศษที่ไหนดี

แต่ถ้าเราคิดว่าการเรียนภาษาอังกฤษ ‘น่าจะ’ มีประโยชน์ แต่ไม่รู้ว่าอยากได้ความรู้มากแค่ไหนอยากสอบได้คะแนนเท่าไร หรือจะเอาภาษาอังกฤษไปใช้ทำอะไร เมื่อไม่รู้เป้าหมายการเรียน เราจะไม่สามารถเลือกวิธีเรียนหรือตำราเรียนได้อย่างหมาะสม ดังนั้น เราจะต้องจับคู่ Input กับการกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสม

และกฎข้อสุดท้ายของ Input ซึ่งเป็นกฎการพัฒนาตนเองที่สำคัญที่สุดจากหนังสือ The Power of Output นั่นก็คือการใช้ Input คู่กับ Output ควบคู่ไปด้วยกัน

Input กับ Output เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน การทำสองสิ่งนี้และทำ ‘ฟีดแบ็ก’ วนไปเรื่อยๆ จะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ แต่ปัญหาจริงๆ ที่เราเจอในชีวิตประจำวันคือเราต้องทำ Input และ Output ไปพร้อมๆ กัน เช่น การแข่งขันเทนนิส เราต้องมองบอลและการเคลื่อนไหวของคู่แข่งไปพร้อมกับการคาดเดาของการเคลื่อนไหวต่อไปของอีกฝ่าย พร้อมกับขยับเท้าตัวเองไปด้วย


@@@@@@@

สรุปคือ เราต้องรับข้อมูลซึ่งเป็น Input ไปพร้อมกับการปฏิบัติซึ่งเป็น Output หากเรารอจนกว่าจะจับตำแหน่งของบอลให้ได้ก่อน แล้วค่อยขยับเท้า ย่อมตามลูกบอลไม่ทันแน่นอน

การสนทนากับผู้คนในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน การฟังคือ Input การพูดคือ Output แต่เราไม่ได้ทำสองสิ่งนี้สลับกัน ขณะที่เราฟัง เราต้องคิดไปด้วยว่าเราจะตอบอะไร ดังนั้น ในความเป็นจริง เราแทบจะฟังและพูดไปพร้อมๆ กัน

การฟังพร้อมกับจดโน้ตก็เช่นกัน เราไม่ได้จดโน้ตเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งพูด แต่เราฟังที่เป็น Input และเขียนที่เป็น Output ไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้เอง สองสิ่งนี้ไม่ได้แยกขาดออกจากกัน และมักจะเป็นการกระทำที่ต้องทำแทบจะพร้อมกันหรือทำในเวลาเดียวกัน

เพราะฉะนั้น สามารถสรุปได้ว่า Input และ Output เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน และหากจะเปรียบเทียบกับเหรียญห้าร้อยเยน Input คือด้านหน้าของเหรียญ Output คือด้านหลังของเหรียญถึงเราจะต้องการจ่ายเงิน 250 เยนก็ไม่สามารถลอกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของเหรียญออกมาเพื่อจ่ายเงินได้

บอกได้ว่า Input และ Output เป็นของคู่กันที่ไม่อาจตัดขาดกันได้ หากเราใช้ประโยชน์จากลักษณะของทั้งสองสิ่ง คือการทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน จะช่วยให้เราจดจำได้ดีขึ้น และยังทำให้การเรียนรู้หรือการทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย

@@@@@@@

นอกจากกฎ 3 ข้อของ Input ที่จะทำให้เราจำสิ่งต่างๆ ได้ดี มีระบบการทำงานที่เป็นไปอย่างราบรื่นแล้ว การทำสมาธิเป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่ช่วยทำให้เรากลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าได้นานขึ้นซึ่งในปัจจุบันก็มีตัวช่วยหลากหลายที่ทำให้การทำสมาธิมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยวิธีนั้นก็คือ…

‘การใช้แอปพลิเคชันทำสมาธิ’

ในปัจจุบัน มีแอปพลิเคชันการทำสมาธิให้เลือกหลากหลาย เช่น Headspace, Calm หรือ Insight Timer เป็นต้น ต้องบอกว่าเหตุผลที่ในช่วงหลายๆ ปีมานี้ คนสนใจการทำสมาธิกันเยอะขึ้น เป็นเพราะความทุกข์ของคนเราส่วนใหญ่เกิดจากอดีต หรือไม่ก็อนาคต ส่วนการที่เราอยู่กับปัจจุบันคือคอนเซ็ปต์อย่างหนึ่งของการทำสมาธิ ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ณ เวลานั้นเราไม่กังวลถึงอนาคตและไม่โหยหาอดีต การทำสมาธิเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ที่ทำให้เรานิ่งและสงบมากขึ้น  และจะทำให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

หลักการของการทำสมาธิ คือ ทำอย่างไรให้เรามีความคิดอยู่กับปัจจุบันได้ และฝึกทำสมาธิบ่อยๆ

การทำสมาธิแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน เพียง 3 นาทีก็สามารถทำให้เรากลับมามีสมาธิได้แล้ว และไม่จำกัดว่าต้องเป็นช่วงก่อนนอนหรือก่อนพรีเซนต์งาน เราสามารถทำระหว่างวันการทำงานที่ออฟฟิศ ทำที่บ้าน หรือทำสมาธิก่อนที่เราจะทำสิ่งสำคัญ เช่น ไปหาลูกค้า ดีลงาน ประชุมสำคัญเป็นต้น งานสำคัญเช่นนี้เราควรจะทำสมาธิสัก 10 นาที และไม่ต้องยึดติดกับท่านั่งมากนัก  สามารถนั่งอยู่บนเก้าอี้ง่ายๆ และรวบรวมสมาธิก็พอ






อ้างอิง : หนังสือ “The Power of Input ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ โดย ชิออน คาบาซาวะ
ขอบคุณ : https://today.line.me/th/v2/article/XYaNQGk
Mission To The Moon , เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Pattraporn Hoy
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ภูพระ บ้านหมากแข้ง แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จังหวัดเลย เมื่อ: ตุลาคม 08, 2021, 08:42:01 am



ภูพระ บ้านหมากแข้ง แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จังหวัดเลย

ภูพระ บ้านหมากแข้ง ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่รวบรวมพระพุทธรูปปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 2.5 เมตร สูง 3 เมตร หนักกว่า 3 ตัน ที่ชำรุดทรุดอยู่บริเวณพื้นที่ดังกล่าว มาบูรณปฏิสังขรณ์สร้างใหม่ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตในการสู้รบระหว่าง จนท.กับคอมมิวนิสต์ในอดีต ซึ่งพื้นที่บ้านหมากแข้งในอดีต เคยเป็นพื้นที่สีแดง ให้มาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่สวยงาม ของอำเภอด่านซ้าย จ.เลย



นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าฯ เลย  ได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบริเวณรอบอุทยานเทิดพระเกียรติ บ้านหมากแข้ง ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย ที่มีพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 2.5 เมตร สูง 3 เมตร หนักกว่า 3 ตัน หลายสิบองค์ ที่ชำรุดทรุดโทรมและประดิษฐานกระจัดกระจาย ไว้ตามบริเวณที่ไม่เหมาะสม มาทำการย้ายและซ่อมแซมเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของ อ.ด่านซ้าย จ.เลย และยังเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สู้รบระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน และคอมมิวนิสต์



หลังจากนั้นมาที่นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ดูแปลกตาและอันซีน พระพุทธรูปมากมายที่รายล้อมอยู่นภูเขา เป็นมุมถ่ายรูปสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การมาพักผ่อน



ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1429241/
06 ต.ค. 64 (15:00 น.) , By Peeranut P.
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "เหมือนกับลิงติดตัง" (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) เมื่อ: ตุลาคม 06, 2021, 09:49:28 am



"เหมือนกับลิงติดตัง" (หลวงปู่ศรี มหาวีโร)

" .. เหมือนกับลิงติดตัง(ยาง ไม้เหนียว) ดังที่ "ท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตดเถระ" ท่านเคยสอนไว้ ตัวเองอยากไปจับตัง จับแล้วยางเหนียวก็ย่อมติดมือ ติดมือแล้วก็เอามาติดตา "ก็ตัวเองนั่นแหล่ะทำตัวเอง" คนอื่นไม่ไดไปทำ พอติดตาแล้วมองไม่เห็นไปไหนไม่ได้ แล้วจะไปตำหนีใคร ตัวเองทำตัวทั้งนั้น

"ตัวเองฆ่าตัวเอง ตัวเองทำลายตัวเอง" ติคนอื่นไม่ได้ หรืออย่างเกิดมารูปพรรณสัณฐานไม่สวย หรือเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา จะหาว่าพ่อแม่ทำก็ไมใช่มันเป็นกรรมของตัวเองทั้งนั้น สร้างไว้แต่ปางก่อน "ตัวเองทำตัวเองทั้งนั้นเหมือนลิงติดตังนั่นแหล่ะ" .. "

     "วีระปฏิปทา มหาวีโร"
       หลวงปู่ศรี มหาวีโร 




ขอบคุณ : http://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=2060
โดย วิริยะ12 ,29 เม.ย. 2563
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จัก “Monkey Mind” คิดเป็นตุเป็นตะ ฟุ้งซ่านไปเรื่อย เหมือนลิงที่อยู่ไม่สุข เมื่อ: ตุลาคม 06, 2021, 09:34:25 am



รู้จัก “Monkey Mind” คิดเป็นตุเป็นตะ ฟุ้งซ่านไปเรื่อย เหมือนลิงที่อยู่ไม่สุข

เคยเป็นไหม? เมื่อเกิดเรื่องที่ทำให้เรากังวลใจ ในหัวจะเริ่มคิดนู่นคิดนี่ไม่หยุด พยายามหาความน่าจะเป็นต่างๆ เพื่อรับมือกับมัน

เมื่อเราทะเลาะกับคนในบ้าน แล้วเขาผลุนผลันออกจากบ้านไปก่อน และระหว่างที่เราเดินทางไปทำงาน ในหัวเอาแต่คิดว่า เมื่อกลับบ้านไปเราจะพูดกับเขาอย่างไร จากนั้นความคิดที่ปักอกปักใจของเราก็จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาในหัว เราจะวางแผนตอบโต้ในหัวอยู่คนเดียว คิดอยู่ในหัวว่าถ้าเขาตอบแบบนี้กลับมาเราจะใช้คำไหนตอบโต้กลับไป เมื่อถึงที่ทำงานเรากลับหมดแรงเพราะเสียงที่ดังไม่หยุดในหัว ความคิดในหัวที่ดังไม่หยุดเช่นนี้เรียกว่า “Monkey Mind” หรือจิตลิง

@@@@@@@

“Monkey Mind” คืออะไร.?

เป็นคำศัพท์ในเชิงพระพุทธศาสนา ใช้อธิบายจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่มีสมาธิหรือความสับสนเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดเหมือนลิงที่กำลังห้อยโหนเถาวัลย์จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง เมื่อเราติดอยู่ใต้ห้วงของจิตลิง ทุกความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเรา มันจะส่งสัญญาณบอกว่า “เรื่องนี้เรื่องใหญ่ รีบแก้ไขมันซะ” “เรื่องเร่งด่วน หาทางออกเดี๋ยวนี้” ทำให้เราคิดและมองหาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ลงมือจัดการกับมันเสียที         

มนุษย์เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งเลวร้ายและมองข้ามสิ่งดีๆ จากวิวัฒนาการของมนุษย์ การให้ความสนใจต่อภัยคุกคามหรือสิ่งอันตราย มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และคนที่มีการเตรียมพร้อมมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้รอดชีวิต ด้วยเหตุนี้ การมองในแง่ร้ายจึงเป็นวิธีที่ทำให้สมองเรารู้สึกปลอดภัยมากกว่า

และเมื่อเรามองเห็นสิ่งที่คิดว่ามันเป็นภัยต่อตัว ความคิดลบๆ จะเริ่มแทรกซึมเข้ามาในหัว หลังจากนั้นเราจะถูกเจ้าจิตลิงครอบงำ ทำให้เราจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด พยายามทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากนี้ จิตลิงจะหมกมุ่นอยู่กับอดีต คิดว่า “ฉันไม่น่าทำแบบนี้เลย” “ฉันจะไม่ให้อภัยเขาเด็ดขาด” “ทำไมเราไม่ทำแบบนี้นะ ถ้าทำแบบนี้ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลงไหมนะ”

สิ่งนี้ทำให้เราไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะเรากำลังจมปลักอยู่กับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และหมกมุ่นอยู่กับภาพดราม่าในหัว จินตนาการลบๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะเดียวกันความคิดที่ทั้งเปลืองพลังงานและเสียเวลาจะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา ซึ่งบางทีปัญหาอาจจะแก้ไขได้ตั้งแต่แรกถ้าเราหยุดคิดเองเออเอง


@@@@@@@

ทำอย่างไรจึงจะหยุดความคิด “Monkey Mind” ได้.?

Natalie Goldberg นักเขียนและนักพูดชาวอเมริกันบอกว่า Monkey Mind คือนักวิจารณ์ในใจของเรา เป็นส่วนหนึ่งของสมองที่เชื่อมโยงกับอัตตา (อีโก้) มากที่สุด ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย มันเป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ข้างล่าง โดยเราไม่รู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเรา แต่ข่าวดีคือเราสามารถทำให้มันหายไปได้ โดยการ ‘เลิกคิด’ ถึงมัน

วิธีหยุดคิดคือ ‘เลิกคิด’.!! อาจจะเป็นคำตอบที่ฟังดูขวานผ่าซากไปสักหน่อย แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลที่ทำให้เราหยุดฟุ้งซ่าน โดยเราสามารถมุ่งสมาธิไปที่จุดๆ อื่นแทนได้ เช่น อ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ทำอาหารหรือทำในสิ่งที่ต้องใช้สมาธิ ในขณะเดียวกัน เราต้องสังเกตตัวเองว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อรู้ตัวว่าเรากำลังตกอยู่ในวังวนของความคิดที่ไม่สิ้นสุดนี้ ให้รีบหาอย่างอื่นทำทันที

เราต้องมีสติกับปัจจุบันอยู่เสมอ โดยสามารถเลือกที่จะไม่ระบุเหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ ด้วยความคิดเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างความคิดกับความเป็นจริง สิ่งนี้จะทำให้เรามีอิสระในการตัดสินใจเลือกที่ดีกว่า

ทั้งนี้ หยุดหาแนวโน้มและหยุดใช้คำว่า “ถ้า” เปลี่ยนจากคำว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันโดนเจ้านายดุ” มาเป็น “การโดนเจ้านายดุจะทำให้ฉันรู้สึกแย่” หรือ “ถ้าเกิดฉันไม่สามารถทำโปรเจกต์นี้ให้ทันกำหนดจะทำอย่างไรดี” เปลี่ยนเป็น “ฉันกลัวและกังวลว่าจะทำโปรเจกต์นี้ไม่ทันกำหนด” เป็นต้น

การเปลี่ยนวิธีการพูดจะทำให้เรามองเห็นความจริงว่าเรากำลังกังวลอะไรอยู่กันแน่ การรู้ต้นตอของปัญหาจะทำให้เราหยุดคิดถึงแนวโน้มต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้เราได้จัดการกับมันก่อนที่มันจะกลับมาจัดการเรา

Monkey Mind ไม่ใช่สภาวะจิตที่ไม่ดี มันเป็นเพียงสภาวะจิตที่ไม่มั่นคงและไม่ได้รับการฝึกฝน การมีสติอยู่กับปัจจุบันจะทำให้เรามีจิตใจที่แข็งแรงและไม่อยู่ใต้การควบคุมของมัน แล้วอย่าลืมล่ะ ถ้าไม่อยากให้เจ้าจิตลิงมาวุ่นวายกับเรา หยุดสนใจและหยุดให้อาหารมัน




อ้างอิง :-
- https://bit.ly/3ooAXcF <https://bit.ly/3ooAXcF>
- https://ab.co/3D4tEuQ <https://ab.co/3D4tEuQ>
- https://bit.ly/2ZNSoJD <https://bit.ly/2ZNSoJD>
- หนังสือ “Emotional Agility เท่าทันอารมณ์ก็เข้าใจตนเอง” โดย Susan David
#missiontothemoon #missiontothemoonpodcast #psychology

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/1DLY09v
Mission To The Moon , เผยแพร่ 21 นาทีที่แล้ว • Pattraporn Hoy
หน้า: [1] 2 3 ... 494