ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 642
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อะไรคือไร้สาระ : อสาร นิสฺสาร สาราปคต เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2021, 10:02:30 am



อะไรคือไร้สาระ : อสาร นิสฺสาร สาราปคต

เราท่านทั้งหลายที่พูดได้ คงจะเคยพูดคำว่า “ไร้สาระ” กันมาแล้ว กล่าวคือ เมื่อเห็นใครทำอะไร พูดอะไร หรือคิดอะไร ไม่ถูกใจเรา หรือที่เราไม่เห็นด้วย เราก็จะบอกว่า “ไร้สาระ” หมายความว่า สิ่งที่เขาทำ-พูด-คิดนั้น ไม่มีประโยชน์-อย่างน้อยก็ในความเห็นของเรา

@@@@@@@

“ไร้สาระ” คำบาลีว่าอย่างไร.?

คัมภีร์มหานิทเทส พระไตรปิฎกเล่ม ๒๙ ข้อ ๗๙๘ บอกคำที่หมายถึง “ไร้สาระ” ไว้ ๓ คำ คือ
     (๑) “อสาร” (อะ-สา-ระ)
     (๒) “นิสฺสาร” (นิด-สา-ระ)
     (๓) “สาราปคต” (สา-รา-ปะ-คะ-ตะ)

คัมภีร์สัทธัมมปัชโชติกา อันเป็นอรรถกถาของคัมภีร์มหานิทเทส ภาค ๑ หน้า ๑๗๘ ไขความคำทั้ง ๓ ไว้ดังนี้
    (๑) อสาโรติ น สาโร สารวิรหิโต วา.
         คำว่า อสาโร หมายความว่า ไม่เป็นแก่นสาร หรือเว้นจากแก่นสาร
    (๒) นิสฺสาโรติ สพฺเพน สพฺพํ สารวิรหิโต.
         คำว่า นิสฺสาโร หมายความว่า เว้นจากแก่นสารด้วยประการทั้งปวง
    (๓) สาราปคโตติ สารโต อปคโต.
         คำว่า สาราปคโต หมายความว่า ปราศจากแก่นสาร

จะเห็นได้ว่า แม้อธิบายแล้ว ความหมายก็ยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ กัน แยกไม่ออกว่าต่างกันอย่างไร ผมขออธิบายโดยอัตโนมัตยาธิบาย ดังนี้

    “อสาร” หมายถึง สิ่งนั้นไม่เป็นสาระหรือไม่มีสาระอยู่ในตัวเองมาแต่เดิม นี่คือ “ไร้สาระ” แท้ๆ
    “นิสฺสาร” หมายถึง สิ่งนั้นเคยมีสาระอยู่ด้วย แต่บัดนี้สาระที่มีอยู่นั้นได้ออกไปจากตัวเสียแล้ว ตัวที่ยังอยู่จึงเรียกว่า “ไร้สาระ”
    “สาราปคต” หมายถึง สิ่งนั้นเคยมีสาระอยู่ด้วย แต่บัดนี้ตัวเองได้ทิ้งสาระไว้ตรงนั้นแล้วออกไปที่อื่นเสียแล้ว ตัวเองที่ออกไปนั้นไม่มีสาระติดไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นตัวที่ “ไร้สาระ”

@@@@@@@

เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า “ไร้สาระ” ดียิ่งขึ้น ขอนำข้อความในคัมภีร์มหานิทเทสและคัมภีร์จูฬนิทเทสที่อุปมาสิ่งที่ “ไร้สาระ” ว่าเหมือนอะไรบ้างมาแสดงในที่นี้ ดังรายการต่อไปนี้ –
     (๑) นโฬ = ต้นอ้อ
     (๒) เอรณฺโฑ = ต้นละหุ่ง
     (๓) อุทุมฺพโร = ต้นมะเดื่อ
     (๔) เสตคจฺโฉ = ต้นรัก
     (๕) ปาลิภทฺทโก = ต้นทองกวาว
     (๖) ปุพฺพุฬกํ = ต่อมน้ำ (หยาดน้ำที่ตกลงเป็นโป่งเล็กๆ)
     (๗) เผณุปิณฺโฑ = ฟองน้ำ (ฝ้าเหนือน้ำ)
     (๘) มรีจิ = พยับแดด
     (๙) กทลิกฺขนฺโธ = ต้นกล้วย
    (๑๐) มายา = การแสดงกล

รายการ (๑)-(๕) และ (๙) เป็นต้นไม้ที่ไม่มีแก่น (แก่น = สาร) จึง “ไร้สาระ” ตรงตัว
รายการ (๖) และ (๗) เป็นสิ่งที่ไม่คงทนยั่งยืน คือมีอยู่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็หายไป จึง “ไร้สาระ”
รายการ (๘) มองเห็นแต่ไกล เหมือนมี แต่พอเข้าไปหาก็ไม่เห็น จึง “ไร้สาระ”
รายการ (๑๐) มายา คือการแสดงกล เหมือนจริง แต่ไม่จริง คือหาความจริงไม่ได้ จึงถือว่า “ไร้สาระ”

การจะเข้าใจสิ่งไรว่า เป็นสาระหรือไร้สาระ ท่านว่าขึ้นอยู่กับ “สังกัป” ที่เราแปลกันว่า “ความดำริ” ของแต่ละคน
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สงฺกปฺป” ว่า thought, intention, purpose, plan (ความคิด, ความจำนง, ความประสงค์, ความดำริ)

     ถ้า “สังกัป” เป็นมิจฉา (wrong) ก็จะชักให้เห็นสิ่งที่ไร้สาระว่ามีสาระ และเห็นสิ่งที่มีสาระว่าไร้สาระ กล่าวคือเห็นผิดจากความเป็นจริง ก็จะไม่พบสาระที่แท้จริง
     ถ้า “สังกัป” เป็นสัมมา (right) ก็จะชักให้เห็นสิ่งที่มีสาระว่ามีสาระ เห็นสิ่งที่ไร้สาระว่าไร้สาระ กล่าวคือเห็นถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ก็จะได้พบสาระที่แท้จริง


@@@@@@@

ความที่กล่าวมานี้สมจริงดังพระพุทธพจน์ในคัมภีร์ธรรมบท ยมกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๑ ที่ว่า

     อสาเร สารมติโน       สาเร จาสารททสฺสิโน
     เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ    มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
     ผู้ใดเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ
     เห็นสิ่งที่เป็นสาระ ว่าไร้สาระ
     ผู้นั้นมีความคิดผิดเสียแล้ว
     ย่อมไม่ประสบสิ่งที่เป็นสาระ

     สารญฺจ สารโต ญตฺวา  อสารญฺจ อสารโต
     เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ      สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
     ผู้ใดเข้าใจสิ่งที่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ
     และเข้าใจสิ่งที่ไร้สาระว่าไร้สาระ
     ผู้นั้นมีความคิดเห็นถูกต้อง
     ย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ

ในทางธรรม คัมภีร์จตุกนิบาต อังคุตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๑ ข้อ ๑๕๐ แสดงธรรมที่เป็น “สาระ” ว่ามี ๔ อย่าง คือ คือ

     (๑) ศีล : ควบคุมพฤติกรรมทางการกระทำและคำพูดให้อยู่กรอบที่ดีงาม
     (๒) สมาธิ : ฝึกจิตให้ดิ่งนิ่งหนักแน่นมั่นคงในทางที่ดีงาม
     (๓) ปัญญา : พัฒนาความรู้ความเข้าใจให้รู้เท่าทันถูกต้องตามความเป็นจริง
     (๔) วิมุตติ : จิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวง อันเป็นผลมาจากความสมบูรณ์แห่งศีล สมาธิ และปัญญา

@@@@@@@

ชวนคิดนิดหนึ่งครับ ญาติมิตรที่อ่านเรื่องนี้คงจะสังเกตเห็นว่า ผม “อ้างคัมภีร์” หลายครั้ง ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อชวนให้คิดว่า ผู้ที่เข้ามาอยู่ในพระศาสนาก็ดี ผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางพระศาสนาก็ดี เมื่อจะเอ่ยถึงเรื่องทางพระธรรมวินัย แหล่งข้อมูลที่จะทิ้งเสียมิได้ก็คือพระคัมภีร์

หลักคำสอนในพระศาสนาท่านบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราท่านไม่ใช่เจ้าของคำสอน แต่เป็นผู้ที่ชอบใจคำสอนของท่าน หน้าที่ของเราก็คือศึกษาคำสอนของท่านแล้วพยายามปฏิบัติตาม แล้วเอาคำสอนของท่านไปบอกกล่าวเผยแผ่ให้แพร่หลายต่อไป

เวลานี้ ผู้ที่เข้ามาอยู่ในพระศาสนาก็ดี ผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางพระศาสนาก็ดี ไม่ค่อยนิยมศึกษาคัมภีร์ (ศึกษาด้วยเจตนาจะรู้ว่าท่านสอนอะไรสอนอย่างไร เพื่อจะได้ปฏิบัติตามได้ถูก) แต่นิยมแสดงความคิดเห็นตามอัตโนมัติ คือตนคิดอย่างไรและอยากพูดอะไร ก็แสดงออกไป หลักคำสอนในคัมภีร์ว่าไว้อย่างไรไม่สนใจ ไม่รับรู้ ถ้าประพฤติอย่างนี้กันมากๆ ความเห็นของตัวบุคคลก็จะสำคัญกว่าหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ จะกลายเป็นว่าเอาคำสอนของบุคคลเข้าไปแทนที่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงตอนนั้น สภาพอย่างที่ท่านเล่าไว้ในเรื่อง “กลองอานกะ” (-อา-นะ-กะ) ก็จะเกิดขึ้น กลองอานกะนั้นตัวกลองยังคงรูปทรงเหมือนกลองใบเดิม แต่วัสดุที่ใช้ทำตัวกลองถูกเปลี่ยนแปลงจนหาเนื้อเดิมไม่เจอ เหมือนศาสนาของพระพุทธเจ้า ปากก็เรียกกันว่า “พระพุทธศาสนา” แต่คำสอนแท้ๆ ของพระพุทธเจ้าคืออะไร อะไรคือสาระ อะไรคือไร้สาระ ปนกันจนหาเนื้อเดิมไม่เจอ


@@@@@@@

อยากรู้ว่าเรื่อง"กลองอานกะ" เป็นอย่างไร ก็ตามไปศึกษาได้จากอาณิสูตร คัมภีร์สังยุตนิกาย นิทานวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๖ ข้อ ๖๗๒-๖๗๓ และอรรถกถาอาณิสูตร คัมภีร์สารัตถปกาสินี ภาค ๒ หน้า ๓๕๗-๓๕๙
หรือจะคลิกไปอ่านที่ลิงก์ข้างล่างนี้ก่อนก็ได้

กลองอานกะ (๑)
https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/2922906527803065

การศึกษาพระคัมภีร์นั้น คนเรียนบาลีจะได้เปรียบคนที่ไม่รู้บาลี นั่นคือ คนไม่รู้บาลีจะศึกษาได้ก็จากที่มีผู้แปลไว้แล้ว (Secondary sources) เท่านั้น ผิดถูกอย่างไรยากที่จะวินิจฉัย แต่คนรู้บาลีสามารถศึกษาไปถึงต้นฉบับ (Primary sources) ได้เลย

ต้นฉบับคำสอนในพระศาสนาของเราท่านบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี และแหล่งวิทยาการที่บันทึกไว้เป็นภาษาบาลีก็มีแห่งเดียวเท่านั้นในโลก คือพระไตรปิฎก (รวมทั้งคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา ฯลฯ ที่ขยายความออกมาจากพระไตรปิฎก)

ถึงตอนนี้จะเห็นได้ว่า คนเรียนบาลี แต่ไม่ใช้ความรู้ที่เรียนมาเป็นอุปกรณ์ศึกษาไปให้ถึงพระไตรปิฎก ต้องนับว่าเป็นเรื่องแปลกชนิดหนึ่ง เหมือนคนเรียนเป็นหมอ แต่ไม่ขอรักษาคนป่วยนั่นแล





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ,๑๔:๒๗
web : dhamma.serichon.us/2021/11/23/เรื่องไร้สาระ/
Posted date : 23 พฤศจิกายน 2021 ,By admin.
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คาถาบูชาแม่ย่านางรถ เพื่อความเป็นสิริมงคล แคล้วคลาดปลอดภัย เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2021, 08:44:50 am




คาถาบูชาแม่ย่านางรถ เพื่อความเป็นสิริมงคล แคล้วคลาดปลอดภัย โดย Horosociety


การสวดคาถาบทบูชาแม่ย่านางรถก่อนการใช้รถหรือออกเดินทาง เป็นความเชื่อที่ว่าจะทำให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย และเป็นสิริมงคลต่อผู้ใช้รถนั่นเอง

คาถาบูชาแม่ย่านางรถ

     "อิติ สุคะโต อาระหังพุธโท นโมพุทธายะ
      ปัตถวีคงคา ภุมมะเทวา ขมามิหัง สุจิโต
      พุทธัง แคล้วคลาด
      ธรรมมัง แคล้วคลาด
      สังฆัง แคล้วคลาด"




ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/219037/
28 พ.ย. 64 (11:45 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หนาวสุดรอบปี 15 องศา ภูลังกานครพนม พร้อมรับนักท่องเที่ยว เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2021, 09:54:49 am



หนาวสุดรอบปี 15 องศา ภูลังกานครพนม พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ที่ จ.นครพนม ในช่วง นี้ สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ในช่วงเช้ามีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเช้านี้อุณหภูมิต่ำสุดรอบปี ส่งผลดีต่อแหล่งท่องเที่ยวฤดูหนาว มีประชาชน นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนมากขึ้น

โดยเฉพาะพื้นที่เทือกเขาสูง เขตอุทยานแห่งชาติภูลาลังกา เขตพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม ถือเป็นจุดสูงสุด ที่มีความสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวช่วงอากาศหนาว ทั้งนี้ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกา ได้ เตรียมพร้อม จัดพื้นที่ รองรับประชาชนนักท่องเที่ยว ที่สนใจ จะไปท่องเที่ยว กางเต็นท์ พักแรม จัดแคมปิ้ง ลุ้นชมทะเลหมอก

รวมถึง ชมแสงแรกยามเช้า สองฝั่งโขง เนื่องจากเป็นยอดเขาสูงที่สามารถ ชมความสวยงามของ พระอาทิตย์ขั้นยามเช้า ทางฝั่งน้ำโขง สปป.ลาว ที่สวยงาม

รวมถึงธรรมชาติของเขาภูลังกา คาดว่าในช่วงนี้จะเริ่มมีประชาชน นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจ เดินทางไปเที่ยวพักผ่อน ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งจะมีการจัดเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานคอยดูแลอำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย รวมถึงยังคงเพิ่มมาตรการดูแลป้องกันโรคโควิดระบาด

@@@@@@@

นอกจากนี้ ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่ขึ้นไปยังเขาภูลังกา ยังจะได้มีโอกาสไปกราบไหว้ขอพรเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา คือ เจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์ ที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธา ของพระสงฆ์ และญาติโยม ที่มีความเคารพศรัทธาต่อเขาภูลังกา ที่เชื่อว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

และในอดีตมีพระอรหันต์สายหลวงปู่มั่นหลายรูป มีปฏิบัติธรรมกรรมฐานจนสำเร็จพระอรหันต์ ทำให้ชาวบ้านเคารพศรัทธา เชื่อว่าเขาภูลังกา หากใครได้ไปท่องเที่ยว ไม่เพียงได้ชมความสวยงาม ยังจะทำให้มีโชคลาภอีกด้วย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีน ของ จ.นครพนม ที่น่าสนใจที่ประชาชน นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ในช่วงฤดูหนาวปีนี้




ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1430137/
28 พ.ย. 64 (08:00 น.) ,By Peeranut P.
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เยือน "เมืองตาก" กราบหลวงพ่อทันใจสุดศักดิ์สิทธิ์ ชมไม้กลายเป็นหินยาวที่สุดในโลก เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2021, 08:11:57 am

พระบรมธาตุบ้านตากสีทองอร่าม


เยือน "เมืองตาก" กราบหลวงพ่อทันใจสุดศักดิ์สิทธิ์ ชมไม้กลายเป็นหินยาวที่สุดในโลก

หนาวนี้หลายคนคงกำลังนึกถึงการท่องเที่ยวภาคเหนือ ไปสัมผัสอากาศเย็นๆ และชมวิวภูเขางามๆ ซึ่งหากใครไม่อยากเดินทางไปไกลถึงเชียงใหม่เชียงราย ก็ขอแนะนำให้มาเที่ยว "เมืองตาก" แวะพักค้างสักคืนสองคืน และชมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่มากมายในเมืองตากแห่งนี้

พระบรมรูปพระเจ้าตากสินมหาราช

เมื่อมาเยือนเมืองตากแล้ว ขอชวนไปกราบ “ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองตากเพื่อเป็นสิริมงคลกันก่อนเป็นแห่งแรก

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นอาคารทรงจัตุรมุข ภายในประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย ในพระอิริยาบถประทับบนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา


ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช

เล่าลือกันว่าศาลแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก ใครมาขอพรพระองค์ท่านก็มักสำเร็จโดยเฉพาะเรื่องการงาน เมื่อสำเร็จดังหวังแล้วคนก็จะนำรูปปั้นม้าศึก ช้างศึก และไก่ชนมาถวายแก้บน จนเราจะเห็นกองทัพรูปปั้นช้างม้าและไก่ชนอยู่ด้านหลังศาลอย่างละลานตา

ชมบ้านไม้เก่าแก่ในตรอกบ้านจีน

และสำหรับสายชิลชอบเดินเล่นชมเมือง ก็ต้องมาที่ “ตรอกบ้านจีน” ชุมชนเก่าแก่ในตัวเมืองตาก ซึ่งหากย้อนกลับไปกว่าร้อยปี ตรอกบ้านจีนเคยเป็นตลาดค้าขายสินค้าขนาดใหญ่ของเมืองตาก เนื่องจากพื้นที่อยู่ติดริมแม่น้ำปิงและเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้า จึงมีพ่อค้าแม่ขายมารับสินค้าเพื่อนำไปขายต่ออีกทอด

และนอกจากจะเป็นตลาดค้าขายแล้ว ในตรอกบ้านจีนก็ยังมีบริษัทค้าไม้ระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ มีบ้านนายอากรบ่อนเบี้ย รวมถึงบ้านของเศรษฐีอีกหลายๆ คนในแถบนี้

จวบจนมาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณตรอกบ้านจีนมีเสาโทรเลขตั้งอยู่ด้วย จึงโดนผลกระทบจากการทิ้งระเบิด การค้าขายชะงักงัน ชาวบ้านในตรอกต้องอพยพไปอยู่ถิ่นอื่น เมื่อสงครามสงบ ตัวตลาดได้ขยายขึ้นไปทางทิศเหนือ ชาวบ้านบ้างอพยพไปอยู่ที่อื่นไม่ได้กลับมาอีก ลูกหลานคนในตรอกบ้างก็ไปเรียนไปทำงานต่างถิ่น ทำให้ตรอกบ้านจีนเงียบเหงาลงไปอย่างมาก


“บ้าน (จีนทองอยู่) หลวงบริรักษ์ประชากร” งดงามคลาสสิก

เดินเล่นชิลๆ ในตรอกบ้านจีน

แต่ภายหลังชาวชุมชนตรอกบ้านจีนก็ได้รวมตัวกันเพื่อดูแลรักษา ฟื้นฟู และซ่อมแซมบ้านไม้เก่าที่ยังคงหลงเหลือให้มีชีวิตชีวามากขึ้น

นักท่องเที่ยวสามารถมาเดินเล่นถ่ายรูปที่ตรอกบ้านจีนชมบ้านไม้เก่าหลังงามสุดคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็น “บ้านสีฟ้า”ของตระกูลโสภโณดร เป็นอาคารไม้แบบตะวันตก 2 ชั้น ทรงขนมปังขิง “บ้าน (จีนทองอยู่) หลวงบริรักษ์ประชากร” เป็นเรือนไทยหลายหลังติดกัน

ลักษณะสถาปัตยกรรมจะเป็นแนวผสมผสานไทย ตะวันตก และจีนทางเข้าโดดเด่นด้วยซุ้มประตูแบบตะวันตก มีบันได้โค้งเดินขึ้นด้านบนดูคลาสสิกเป็นอย่างยิ่ง “ร้านจันทรประสิทธิ์โอสถ” ร้านขายยาแผนโบราณที่ยังมีการสืบต่อภูมิปัญญาด้านยาแผนโบราณมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน เป็นต้น


กราบพระบรมธาตุบ้านตาก

จากตัวเมืองตากขับรถขึ้นมาทางเหนือราว 30 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอบ้านตาก ซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งของตัวเมืองตากในอดีต โดยมีพระธาตุเจดีย์คือ “วัดพระบรมธาตุบ้านตาก” เป็นศูนย์กลางของเมือง ซึ่งแนะนำว่าหากมาเยือนตากแล้วก็ไม่ควรพลาดมาสักการะด้วยประการทั้งปวง

วัดพระบรมธาตุบ้านตากโดดเด่นไปด้วยพระบรมธาตุเจดีย์สีทองอร่ามที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นพระธาตุประจำตัวคนเกิดปีมะเมีย (ม้า) ตามคติความเชื่อของล้านนาโบราณวัดแห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในวัดประจำปีเกิดของคนเกิดปีมะเมียในบ้านเรา เป็นดังตัวแทนของพระมหาเจดีย์ชเวดากอง


พระเจ้าทันใจที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

เมื่อกราบสักการะองค์พระธาตุแล้ว สิ่งที่หลายคนไม่พลาดก็คือการไปขอพรจาก “หลวงพ่อทันใจ” ซึ่งหลวงพ่อทันใจแห่งวัดพระบรมธาตุนี้เป็นที่ร่ำลือในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ มีคนเดินทางมาขอพรท่านกันไม่ขาดสาย ด้วยเชื่อว่าเมื่ออธิษฐานขออะไรก็จะได้ทันอกทันใจสมชื่อท่าน และมักจะแก้บนด้วยไข่ต้ม ผลไม้ และพวงมาลัยบูชา

พระเจ้าทันใจองค์ใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่นานมานี้

ไม้กลายเป็นหินขนาดยาวที่สุดในโลก

และอีกหนึ่งอันซีนของเมืองตากที่อยู่ในอำเภอบ้านตากเช่นกัน ก็คือแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยาไม้กลายเป็นหิน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย-ไม้กลายเป็นหิน (เตรียมการ)

ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่พบซากดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) ของไม้กลายเป็นหินที่มีสภาพสมบูรณ์และมีขนาดความยาวมากที่สุดในโลก


กำลังปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมรับการประเมินจาก guinness book

แหล่งไม้กลายเป็นหินนี้มีการสำรวจและดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 จากเดิมชื่อ “วนอุทยานเขาพระบาท” และเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วนอุทยานไม้กลายเป็นหิน” ก่อนที่จะยกระดับขึ้นเป็น “อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย - ไม้กลายเป็นหิน (เตรียมการ)” เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไปในอนาคต

ที่นี่มีการค้นพบไม้กลายเป็นหินหลายสิบท่อน และมีไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่จำนวน 8 ท่อน มีหลุมขุดค้นทั้งหมด 7 หลุม หลุมที่เป็นไฮไลต์ก็คือหลุมที่ 1 ซึ่งขุดเปิดหน้าดินเมื่อ พ.ศ.2546 พบไม้กลายเป็นหิน ลักษณะคล้ายไม้ทองบึ้ง (ปัจจุบันที่ตากไม่มีไม้ทองบึ้งให้เห็นแต่พบได้ที่ จ.สตูล) มีลำต้นสมบูรณ์มาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย1.80 เมตร ยาวประมาณ 69 เมตร อายุประมาณ อายุประมาณ120,000 ปี


ต้นทองบึ้งที่แปรสภาพเป็นหิน

ไม้กลายเป็นหินอีก 1 หลุมขุดค้น

สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากตะกอนตะพักเกิดการสะสมตัวบริเวณตะพักคุ้งน้ำของแม่น้ำปิงโบราณ ก่อนที่จะมีการปรับสภาพและเปลี่ยนทางเดินกลายเป็นแม่น้ำปิงในปัจจุบัน

ไม้กลายเป็นหินท่อนนี้ ถือว่ามีขนาดยาวที่สุดในโลก เพียงแต่ยังไม่เป็นทางการ เพราะตอนนี้สถิติโลกไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลกปัจจุบันอยู่ที่เมือง Qitai มณฑลซินเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความยาว38 เมตร แต่ทางกรมทรัพยากรธรณีร่วมกับอุทยานฯ เตรียมดำเนินการบันทึกเป็นสถิติโลกใหม่ของกินเนสบุ๊ก คาดว่าในปี 2565 เราคงจะได้ยืนยันสถิติใหม่นี้กัน


ทิวทัศน์ที่งดงามของเขื่อนภูมิพล

จุดถ่ายภาพบริเวณสันเขื่อน

มาปิดท้ายทริปเที่ยวตากแบบชิลๆ กันที่ “เขื่อนภูมิพล” อ.สามเงา ซึ่งเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของเมืองไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งที่ใหญ่และสูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อนถึง 154 เมตร สร้างกั้นแม่น้ำปิงบริเวณเขาแก้ว อ.สามเงา

เขื่อนภูมิพลมีทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำที่สามารถมองเห็นทะเลสาบแม่ปิงอันสวยงาม ภายในทะเลสาบมีที่พัก สามารถนั่งเรือ-แพ ชมวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบแม่ปิง และเที่ยวชมสิ่งน่าสนใจในบริเวณเขื่อน อาทิ พระพุทธบาทเขาหนาม เกาะวาเลนไทน์ พระธาตุผาไข่อินทร์แขวน หมู่บ้านชาวประมงน้ำจืด วัดพระธาตุแก่งสร้อยหรือจะล่องยาวไปจนถึงดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ก็ได้


เรือนไทยเขื่อนภูมิพล

และสำหรับใครที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะก็อยากขอเชิญชวนให้แวะชม "เรือนไทยเขื่อนภูมิพล" เรือนไทยหลังงามที่เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในส่วนของพระราชกรณียกิจ พระราชประวัติ โครงการพระราชดำริ พระอัจฉริยภาพ ทั้ง 9 ด้าน ของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานให้แก่ประชาชนชาวไทย

รวมถึงจัดแสดงเกี่ยวกับรางวัลต่างๆที่ทรงได้รับผ่านสื่อและนิทรรศการ แบ่งเป็น 3 โซน คือ
    1. แสงทองส่องสยาม
    2. แสงสว่างจากสายนที
    3. แสงแห่งพระราชปณิธาน


จำลองวิทยุสื่อสารที่รัชกาลที่ 9 ทรงเคยใช้ ภายในห้องแสงทองส่องสยาม

นี่เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวบางส่วนในตัวเมืองตากและในอำเภอบ้านตากเท่านั้น แต่ในอำเภอรอบนอกอย่าง อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย ที่จะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป

ผู้ที่สนใจท่องเที่ยวในจังหวัดตากสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับที่เที่ยว ที่กินที่พัก ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก โทร.0 5551 4341 ถึง 3






ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9640000117008
เผยแพร่ : เผยแพร่ : 25 พ.ย. 2564 17:09 ,ปรับปรุง : 25 พ.ย. 2564 17:09 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
5  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: จักกวัตติสูตรศึกษา ตอนที่ ๑๖-๒๐ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2021, 10:09:50 am


จักกวัตติสูตรศึกษา (๒๐) : อวสาน

เมื่อมนุษย์กลับมีอายุขัยเพิ่มขึ้นถึงแปดหมื่นปี จักกวัตติสูตรบรรยายความต่อไปว่า

     อสีติวสฺสสหสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ อยํ ชมฺพุทีโป อวีจิ มญฺเญ ผุโฏ ภวิสฺสติ มนุสฺเสหิ เสยฺยถาปิ นฬวนํ วา สรวนํ วา ฯ
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี ชมพูทวีปนี้จักเป็นดังว่าอเวจี (ที่มีสัตว์นรกมากมาย) คือยัดเยียดไปด้วยผู้คนทั้งหลายปานว่าป่าไม้อ้อหรือป่าไม้แขมฉะนั้น

     อยํ พาราณสี เกตุมตี นาม ราชธานี ภวิสฺสติ อิทฺธา เจว ผีตา จ พหุชนา จ อากิณฺณมนุสฺสา จ สุภิกฺขา จ ฯ
     เมืองพาราณสีนี้จักเป็นราชธานีมีนามว่าเกตุมดี เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรื่อง มีพลเมืองมาก มีผู้คนคับคั่ง และมีอาหารสมบูรณ์

     อิมสฺมึ ชมฺพุทีเป จตุราสีตินครสหสฺสานิ ภวิสฺสนฺติ เกตุมติราชธานีปมุขานิ ฯ
     ในชมพูทวีปนี้จักมีเมืองแปดหมื่นสี่พันเมือง มีเกตุมดีราชธานีเป็นเมืองหลวง

     เกตุมตีราชธานิยา สงฺโข นาม ราชา อุปฺปชฺชิสฺสติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต …
     จักมีพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าพระเจ้าสังขะอุบัติขึ้น ณ เมืองเกตุมดีราชธานี เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ …

     อสีติวสฺสสหสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺโย นาม ภควา โลเก อุปฺปชฺชิสฺ … เสยฺยถาปาหเมตรหิ โลเก อุปฺปนฺโน …
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์อายุแปดหมื่น พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรยจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก … เหมือนเราตถาคตผู้อุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้

_______________________________________________
ที่มา : จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๘

@@@@@@@

สรุปความตอนจบพระสูตรว่า เมื่อมนุษย์มีอายุขัยแปดหมื่นปีก็จะมีผู้นำมนุษย์ที่มีคุณธรรมคุณสมบัติถึงขั้นที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกิดขึ้นในโลกอีกวาระหนึ่ง ก็คือสังคมมนุษย์เริ่มยุคสมัยรุ่งเรืองกันใหม่ และพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าเมตไตรย-คือที่เราเรียกรู้กันว่า “พระศรีอารย์”-ก็จะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก-เหมือนพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดมที่เสด็จอุบัติขึ้นในยุคสมัยของเรานี้ พระเจ้าสังขะจักรพรรดิราชนั้นครองราชสมบัติสมควรแก่กาลแล้วก็ทรงออกผนวชในพระพุทธศาสนา และได้สำเร็จธรรมเป็นพระอรหันต์

น่าสังเกตว่า ตั้งแต่มนุษย์มีอายุขัยแปดหมื่นปีในอดีตกาลนานไกลครั้งกระโน้นจนถึงมนุษย์มีอายุขัยร้อยปีในปัจจุบันวันนี้ พระสูตรไม่ได้เอ่ยถึงเลยว่า มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ในช่วงเวลาไหนบ้างหรือเปล่า แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏแล้วก็คือ ช่วงเวลาที่มนุษย์มีอายุขัยร้อยปี มีพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้ ในพระสูตรมิได้เอ่ยถึง แต่ข้อเท็จจริงเป็นดังนั้น ถ้าใช้แนวคิดเดียวกันนี้ ก็ดูเหมือนจะอนุมานได้ว่า จากอายุขัยร้อยปีในบัดนี้ถอยหลังไปกว่าจะถึงอายุขัยแปดหมื่นปี น่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้บ้างแล้ว.?

ในภัทรกัป-คือช่วงเวลาที่กำลังเป็นไปอยู่ในบัดนี้-ท่านว่ามีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะ และพระเมตเตยยะ

คัมภีร์พุทธวงศ์แสดงรายละเอียดว่าด้วยพระชนมายุของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ไว้ว่า
     - พระกกุสันธะมีพระชนมายุสี่หมื่นปี
     - พระโกนาคมนะมีพระชนมายุสามหมื่นปี
     - พระกัสสปะมีพระชนมายุสองหมื่นปี
     - พระโคตมะมีพระชนมายุร้อยปี
     - ส่วนพระเมตเตยยะในจักกวัตติสูตรนี้บอกว่า จักเสด็จอุบัติขึ้นในสมัยที่มนุษย์มีอายุขัยแปดหมื่นปี

ข้อมูลที่ต้องชัดเจนก่อนก็คือ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาตรัสรู้ห่างกันกี่ปี ข้อสมมุติฐาน (เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูล)
    (๑) จากอายุขัยแปดหมื่นปีลงมาต่ำสุดอายุขัยสิบปี แล้วขึ้นไปจนถึงอายุขัยแปดหมื่นปีอีกครั้งหนึ่ง : มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๑ พระองค์ หรือ
    (๒) จากอายุขัยแปดหมื่นปีลงมาต่ำสุดอายุขัยสิบปี แล้วขึ้นไปจนถึงอายุขัยแปดหมื่นปีอีกครั้งหนึ่ง : มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้หลายพระองค์

ดูในจักกวัตติสูตรนี้เอง จากอายุขัยแปดหมื่นปีลงมาต่ำสุดอายุขัยสิบปี ไม่มีเอ่ยถึงว่า มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เลย แต่ข้อเท็จจริงมี ๑ พระองค์ คือพระโคตมะมาตรัสรู้เมื่อมนุษย์มีอายุขัยร้อยปี และจากจักกวัตติสูตรนี้เอง จากอายุขัยสิบปีขึ้นไปจนถึงอายุขัยแปดหมื่นปี ในระหว่างนี้ก็ไม่มีเอ่ยถึงว่ามีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เลย ไปมีเอาในช่วงเวลาอายุขัยสูงสุดคือแปดหมื่นปี พระเมตเตยยะมาตรัสรู้

@@@@@@@

จึงน่าจะสรุปได้ว่า วงรอบที่จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็คือ จากอายุขัยแปดหมื่นปีลงมาต่ำสุดอายุขัยสิบปี แล้วขึ้นไปจนถึงอายุขัยแปดหมื่นอีกครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาระหว่างนี้แหละ จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๑ พระองค์ จะมาตรัสรู้ในช่วงเวลาไหนก็ดูที่พระชนมายุของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

ดังนั้น ตามความในจักกวัตติสูตรที่กล่าวความตั้งแต่มนุษย์มีอายุขัยแปดหมื่นปีลงมาต่ำสุดอายุขัยสิบปี แล้วขึ้นไปจนถึงอายุขัยแปดหมื่นอีกครั้งหนึ่ง จึงมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้พระองค์เดียว คือ พระโคตมะ หรือพระพุทธโคดมที่พวกเรากำลังอยู่ในศาสนาของพระองค์ ณ กาลบัดนี้

และดังนั้น ที่ความในจักกวัตติสูตรบอกว่า มนุษย์เริ่มทำชั่วอย่างแรกคือ อทินนาทาน และทำชั่วอย่างอื่นๆ สะสมเรื่อยมาจนถึงมนุษย์หมดความเคารพนับถือพ่อแม่ครูบาอาจารย์ญาติผู้ใหญ่ในตระกูล สภาพเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกยังไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

อุปมาเหมือนสระน้ำที่มีจอกแหนปิดบังผิวน้ำอยู่เต็มสระ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้พระองค์หนึ่งก็เหมือนทุ่มหินลงไปก้อนหนึ่ง หน้าผิวน้ำบริเวณนั้นก็ปลอดจากจอกแหนไปชั่วขณะหนึ่ง พอหมดแรงกระเพื่อม จอกแหนก็เคลื่อนเข้าปิดบังผิวน้ำไว้ตามเดิม มนุษยชาติถูกสรรพกิเลสครอบงำจิตใจตลอดเวลาก็มีอุปมาฉันนั้น

พระผู้มีพระภาคตรัสในที่สุดว่า
อตฺตทีปา ภิกฺขเว วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นสรณะเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่เลย

________________________________
ที่มา : จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๙

@@@@@@@

โลกจะเจริญหรือโลกจะเสื่อมก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย หน้าที่ของเราคือรู้ทันโลก เมื่อรู้ทันแล้ว จะวิ่งตามโลกหรือจะเดินตามธรรม ก็จงพิจารณาเอา จะเป็นกับมันหรือจะไม่เอากับมัน ก็จงพิจารณาเอา และจากนี้ไปจนกว่าจะถึงเวลานั้น จะทำอย่างไรกันก็จงพิจารณาเอา ถ้าไม่ปรารถนาจะไปเจอสภาพเสื่อมสุดของมนุษยชาติ ก็ต้องพยายามสลัดออกจากวงเวียนเกิด-ตายนี้ให้ได้ แต่ถ้ายังเวียนตายเวียนเกิด ก็จงเชื่อเถิดว่าจะต้องเจอกับมันแน่นอน จะเจอแบบรู้ทันมันหรือแบบเป็นไปกับมัน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเลือกเอง

อนึ่ง เรามักตั้งความปรารถนากันว่าขอให้ได้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้แล้วว่า พระเมตไตรยก็ตรัสสอนพระธรรมเหมือนกับที่พระพุทธองค์ตรัสสอนในบัดนี้นี่แหละ และ ณ เวลาบัดนี้ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ก็ยังปรากฏอยู่ หนทางดำเนินเพื่อนำไปสู่ความไม่ต้องเวียนตายเวียนเกิดก็ยังมีผู้รู้เห็นชัดเจนอยู่

     ทำไมเราจึงไม่ปฏิบัติดำเนินกันเสียตั้งแต่เวลานี้
     ทำไมจะต้องรอไปจนถึงศาสนาของพระเมตไตรย
     แล้วแน่ใจหรือว่า ถ้ายังประมาทกันอยู่อย่างนี้ เราจะรอดสันดอน-คือ สัตถันดรกัป หรือ ยุคมิคสัญญี-ไปถึงศาสนาของพระเมตไตรยได้.?

     จักกวัตติสูตรศึกษาอวสานเพียงเท่านี้





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย , ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๔ ,๑๘:๐๙
web : dhamma.serichon.us/2021/08/27/จักกวัตติสูตรศึกษา-๒๐/
Posted date : 27 สิงหาคม 2021 ,By admin.
6  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: จักกวัตติสูตรศึกษา ตอนที่ ๑๖-๒๐ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2021, 09:50:01 am



จักกวัตติสูตรศึกษา (๑๙) : ดำเนินความตามจักกวัตติสูตร

ความในจักกวัตติสูตรช่วงท้ายนี้เป็นเหมือนพุทธทำนาย ตรัสพยากรณ์ถึงสภาพของมนุษย์เมื่ออายุขัยเพิ่มขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี พึงสดับ

อสีติวสฺสสหสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ ปญฺจวสฺสสติกา กุมาริกา อลํปเตยฺยา ภวิสฺสนฺติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี เด็กหญิงอายุ ๕๐๐ ปี จึงจักสมควรมีสามีได้

อสีติวสฺสสหสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ ตโย อาพาธา ภวิสฺสนฺติ อิจฺฉา อนสนํ ชรา ฯ
เมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี มนุษย์จะมีโรค ๓ ชนิด คือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑ ความแก่ ๑

ขอแวะข้างทาง ชวนกันศึกษา “ตโย อาพาธา” โรค ๓ ชนิดสักนิดหนึ่ง ท่านว่ายุคสมัยเมื่อมนุษย์กลับมีอายุขัยเพิ่มขึ้นจาก ๑๐ ปี ไปจนถึงแปดหมื่นปีนั้น มนุษย์จะเป็นโรคกันเพียง ๓ ชนิดเท่านั้น คือ –

     อิจฺฉา แปลตามศัพท์ว่า “ความอยาก”
     อนสนํ แปลตามศัพท์ว่า “การไม่กิน”
     ชรา แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่เสื่อม” คือที่เรารู้กันว่า ความแก่


@@@@@@@

ดังจะให้เข้าใจว่า นอกจาก ๓ โรคนี้แล้ว ยุคนั้นมนุษย์ไม่ป่วยด้วยโรคใดๆ ทั้งสิ้น ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ โรคตับ โรคปอด โรคมะเร็ง หรือโรคอะไรก็ตาม ไม่มีทั้งสิ้น สุขภาพดีเป็นเลิศโดยทั่วทุกตัวคน ไม่ต้องมีหมอ ไม่ต้องมีโรงพยาบาล อรรถกถาไขความโรคทั้ง ๓ ชนิดไว้ดังนี้

อิจฺฉาติ มยฺหํ ภตฺตํ เทถาติ เอวํ อุปฺปชฺชนกตณฺหา.
คำว่า อิจฺฉา หมายความว่า ความอยากซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พวกท่านจงให้อาหารแก่เรา

“อิจฉา” ในที่นี้ท่านไขความเป็น “ตัณหา” และขยายความเป็น “อยากกิน” ไม่ใช่อยากอย่างอื่น นี่ก็ตรงกับที่เรารู้กันว่า “โรคหิว” นั่นเอง

อนสนนฺติ น อสนํ อวิปฺผาริกภาโว กายาลสิยํ, ภตฺตํ ภุตฺตานํ ภตฺตสมฺมทปจฺจยา นิปชฺชิตุกามตา. โภชเนน กายทุพฺพลภาโวติ อตฺโถ.
คำว่า อนสนํ แปลว่า การไม่กิน หมายถึงภาวะที่ไม่เบิกบาน คือไม่อยากทำอะไร กล่าวคือเมื่อบริโภคอาหารแล้วก็อยากจะนอนอันเนื่องมาจากเมาข้าว ไขความว่า ภาวะที่ร่างกายเพลียไปเพราะกินอิ่ม

คำที่ดูเหมือนจะมีปัญหา คือ “อนสนํ” ซึ่งตามศัพท์แปลว่า “การไม่กิน” หรือ “การไม่ได้กิน” พจนานุกรมบาลี-อังกฤษแปลคำนี้ว่า fasting, famine, hunger (การอดอาหาร, ความอดอยาก, ความหิวโหย)

อรรถกถาท่านก็คงเกรงว่าจะเข้าใจไม่ถูก จึงขยายความไว้ว่า “ภตฺตํ ภุตฺตานํ ภตฺตสมฺมทปจฺจยา นิปชฺชิตุกามตา” ซึ่งผมแปลตามสำนวนทองย้อยว่า “เมื่อบริโภคอาหารแล้วก็อยากจะนอนอันเนื่องมาจากเมาข้าว” เป็นอันชัดเจนว่าไม่ใช่โรคอดอยากหรือไม่มีจะกิน แต่หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นหลังจากกินอิ่มแล้ว
    “เมาข้าว” แปลจากคำว่า “ภตฺตสมฺมท” (ภัตตะสัมมะทะ)
     ภตฺต = ข้าว
     สมฺมท = เมา
     ภตฺตสมฺมท = เมาข้าว
     ตรงตัวที่สุดแล้ว และตรงกับที่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นความจริงว่า “หนังท้องตึง หนังตาหย่อน” ถ้าจะเรียกว่าโรค ก็คงพอเรียกได้ว่า “โรคง่วง”



ชราติ ปากฏชรา.
คำว่า ชรา หมายถึง ความชราปรากฏ

“ชรา” หรือความแก่ ท่านอธิบายไว้แนวหนึ่งว่ามี ๒ ลักษณะ คือ “ปากฏชรา” (ปา-กะ-ตะ-ชะ-รา) แปลว่า “ชราเปิดเผย” หรือ “ชราปรากฏ” คือชราที่เห็นได้ชัดๆ เช่น ผมหงอก ฟันหัก หนังเหี่ยวไปตามวัย และ “ปฏิจฺฉนฺนชรา” (ปะ-ติด-ฉัน-นะ-ชะ-รา) แปลว่า “ชราปกปิด” คือชราที่ไม่พิจารณาก็ไม่รู้ว่าชราแล้ว เช่นเด็กอ่อนเจริญขึ้นเป็นเด็กเล็ก นั่นคือชราแบบหนึ่ง แต่เราไม่รู้เพราะไม่ได้คิดให้เห็นความจริง

    บางท่านเรียกว่า “แก่ขึ้น” กับ “แก่ลง”
   “ปฏิจฺฉนฺนชรา” คือ แก่ขึ้น คนไม่คิดก็ไม่รู้เพราะความแก่ถูกปกปิดไว้
   “ปากฏชรา” คือ แก่ลง แบบนี้เห็นชัดเพราะความแก่แสดงตัวออกมาให้เห็น

   “ชรา” ของมนุษย์ในยุคอายุขัยแปดหมื่นปี ท่านหมายถึงชราเปิดเผย (ปากฏชรา) หรือแก่ลง น่าคิดว่า แม้จะอายุยืนแปดหมื่นปีขนาดนั้น และมีสุขภาพดีขนาดไหนก็ตาม แต่ในที่สุดก็ต้องแก่ ความแก่จึงนับว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง ก็คือที่เราเรียกกันว่า “โรคชรา” แต่ไม่ใช่ “โรคชรา” ที่วงการแพทย์ใช้เมื่อจะต้องระบุถึงสาเหตุแห่งการตาย แต่หมายถึงว่า แม้ยังไม่ตายนั่นแหละก็มีโรคชราอยู่แล้ว


@@@@@@@

สรุปสั้นๆ มนุษย์ในยุคอายุขัยแปดหมื่นปีมีโรค ๓ ชนิด คือ โรคหิว โรคง่วง และโรคชรา ความในพระสูตรบรรยายต่อไปว่า

อยํ ชมฺพุทีโป อิทฺโธ เจว ภวิสฺสติ ผีโต จ กุกฺกุฏสมฺปาติตา คามนิคมราชธานิโย ฯ
ชมพูทวีปนี้จักมั่งคั่ง รุ่งเรือง มีคาม นิคม และราชธานีหนาแน่นไก่บินตก

     ขออนุญาตแวะตรงนี้อีกนิดหนึ่งครับ
     สำนวน “ไก่บินตก” นี้แปลมาจากศัพท์ว่า “กุกฺกุฏสมฺปาติตา”
     อรรถกถาไขความ “กุกฺกุฏสมฺปาติตา” ไว้ว่า
    “เอกคามสฺส ฉทนปิฏฺฐิโต อุปฺปติตฺวา อิตรสฺส คามสฺส ฉทนปิฏฺเฐ ปตนสงฺขาโต กุกฺกุฏสมฺปาโต”
     แปลว่า ไก่บินขึ้นจากหลังคาบ้านหนึ่งแล้วตกลงบนหลังคาอีกบ้านหนึ่ง คือ “ไก่บินตก”

     หมายความว่า ไก่อยู่บนหลังคาบ้าน แล้วบินจากหลังคาบ้านหลังหนึ่งไปยังหลังคาบ้านอีกหลังหนึ่งได้โดยไม่ต้องลงถึงดิน ธรรมชาติของไก่ หากินบนพื้นดิน เวลานอนจึงจะขึ้นไปนอนบนที่สูง เช่นบนต้นไม้หรือหลังคาบ้าน รุ่งเช้าถึงเวลาหากินก็จะบินลงมาที่พื้นดิน

ตามสภาพนี้ ถ้ามีบ้านอยู่ชิดติดกันไป ก็คือไม่มีที่ว่างที่ไก่จะบินลงไปถึงพื้นดินได้ บินไปกี่ทอดก็อยู่แต่บนหลังคาบ้านอยู่นั่นเอง นี่คือสำนวน “ไก่บินตก” ที่หมายถึงบ้านเรือนหนาแน่นมาก

    “ไก่บินตก” ตามสำนวนนี้หมายถึง ตกบนหลังคา ไม่ตกถึงดิน เพราะไม่มีพื้นที่ว่างจะให้บินลงไปได้ ตามที่ผมระลึกได้ แถวบ้านผม (อำเภอปากท่อ-ราชบุรี) เมื่อจะพูดถึงบริเวณพื้นที่ที่กว้างขวางมาก เขาจะพูดกันว่า “กว้างไก่บินไม่ตก” ไม่ใช่ “กว้างไก่บินตก”
    “ไก่บินไม่ตก” ไม่ได้หมายถึงตกบนหลังคา แต่หมายถึงตกบนพื้นดิน

ดังที่กล่าวแล้วว่า ธรรมชาติของไก่ หากินบนพื้นดิน เวลานอนจึงจะขึ้นไปนอนบนที่สูง รุ่งเช้าก็จะบินลงมาที่พื้นดิน
ไก่กับนกต่างกัน นกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วยการ “บิน” ไป แต่ไก่ไม่ได้บินแบบนก การบินของไก่เป็นการโผบินจากที่สูงลงมายังพื้นดิน กระพือปีกประคองตัวไม่ให้ตกลงมาตรงๆ แต่ตามธรรมชาติก็คือ ต้องบินลงมาที่พื้นดิน นี่คือ “ไก่บินตก”

     แต่ถ้าบ้านเรือนหนาแน่นมาก ไม่มีพื้นที่ว่างพอที่จะให้ไก่บินลงถึงพื้นดินได้เลย โผบินไปกี่ทอดๆ ก็ลงไม่ถึงพื้นดิน นี่คือ “ไก่บินไม่ตก”
    “ไก่บินไม่ตก” ตามที่อธิบายนี้จึงหมายถึงบ้านเรือนหนาแน่นมาก มากขนาดไหน มากขนาดที่ไก่บินไม่ตก คือไม่ตกถึงดินตามธรรมชาติการบินของไก่

     แต่ถ้าพูดว่า “ไก่บินตก” ก็จะต้องหมายความว่ามีบ้านเรือนน้อยหลัง คือมีพื้นดินว่างมาก ไก่บินลงมาจากหลังคาบ้านก็ลงถึงดินได้ตามสบาย นี่คือ “ไก่บินตก” คือตกถึงดินตามธรรมชาติการบินของไก่ ไม่ใช่ตกบนหลังคาบ้าน

@@@@@@@

อย่างไรก็ตาม อรรถกถาได้อธิบายไว้อีกแนวหนึ่งโดยอ้างว่า คำว่า “กุกฺกุฏสมฺปาติตา” นั้น บาลีต้นฉบับเป็น “กุกฺกุฏสมฺปาทิกา” ก็มี
   
   “กุกฺกุฏสมฺปาทิกา” แปลว่า “ไก่เดินถึง” คำอธิบายของอรรถกถาว่า
    คามนฺตรโต คามนฺตรํ กุกฺกุฏานํ ปทสา คมนสงฺขาโต กุกฺกุฏสมฺปาโท
    แปลว่า ไก่เดินระหว่างบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง คือ “ไก่เดินถึง”

ธรรมชาติการเคลื่อนที่ของไก่ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ใช้วิธีเดินหรือวิ่ง ไม่ใช่บินไปเหมือนนก เวลาหากินก็หากินในบริเวณบ้าน ถ้าบ้านมีหลังเดียวหรือหมู่เดียว ไก่ก็จะเดินหากินอยู่ภายในบ้านนั้น แต่ถ้ามีบ้านหลายหลังหรือหลายหมู่อยู่ชิดติดกัน บริเวณของบ้านก็จะอยู่ชิดติดกัน นั่นคือถ้าไก่เดินออกจากบริเวณบ้านหนึ่งก็จะสามารถไปถึงบริเวณของอีกบ้านหนึ่งได้ง่ายๆ นี่คือ “ไก่เดินถึง”

     สำนวน “ไก่เดินถึง” จึงหมายถึงมีบ้านหรือหมู่บ้านอยู่ใกล้ชิดติดกันหนาแน่นมาก มากขนาดไหน มากขนาด “ไก่เดินถึง”
     อรรถกถาสรุปว่า ไม่ว่าจะเป็น “กุกฺกุฏสมฺปาติตา” (ไก่บินตก) หรือ “กุกฺกุฏสมฺปาทิกา” (ไก่เดินถึง) ก็ล้วนแต่บ่งบอกถึงการที่มีผู้คนอยู่กันหนาแน่นทั้งนั้น ว่าจะจบสำนวนความในจักกวัตติสูตร ก็มาเจอสำนวนภาษาที่น่าสนใจ จึงทำให้ยังจบไม่ลง ตอนหน้าจบแน่ครับ




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ,๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๔ ,๑๐:๑๕
web : dhamma.serichon.us/2021/08/27/จักกวัตติสูตรศึกษา-๑๙/
posted date : 27 สิงหาคม 2021 , By admin.
7  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: จักกวัตติสูตรศึกษา ตอนที่ ๑๖-๒๐ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2021, 09:30:43 am



จักกวัตติสูตรศึกษา (๑๘) : ดำเนินความตามจักกวัตติสูตร

เมื่อเกิดสัตถันดรกัปหรือมิคสัญญี ๗ วัน มนุษย์ฆ่ากันเหมือนล่าสัตว์ จนไม่เหลือทั้งผู้ถูกล่าและผู้ล่า-ซึ่งในที่สุดก็จะถูกฆ่าตายตามกันไปด้วย แล้วใครที่เหลือรอด? ความในพระสูตรบรรยายว่า

     อถโข เตสํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอกจฺจานํ เอวํ ภวิสฺสติ มา จ มยํ กญฺจิ มา จ อเมฺห โกจิ ยนฺนูน มยํ ติณคหณํ วา วนคหณํ วา รุกฺขคหณํ วา นทีวิทุคฺคํ วา ปพฺพตวิสมํ วา ปวิสิตฺวา วนมูลผลาหารา ยาเปยฺยามาติ ฯ
     ครั้งนั้น มนุษย์บางพวกมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราอย่าฆ่าใครๆ เลย และใครๆ ก็อย่าฆ่าเราเลย ถ้ากระไรเราควรเข้าไปอยู่ตามป่าหญ้า สุมทุม พุ่มไม้ ซอกเกาะ หรือซอกเขา อาศัยรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารยังชีพอยู่เถิด

_______________________________________________
ที่มา : จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๗

@@@@@@@

ความในพระสูตรบอกว่า “พวกเราอย่าฆ่าใครๆ เลย และใครๆ ก็อย่าฆ่าเราเลย” นั่นก็คือ ถ้าไม่อยากถูกฆ่าและไม่อยากเป็นผู้ฆ่า ก็มีวิธีเดียวคือหลบออกไปเสียจากสังคมหรือจากฝูงชน และต้องหลบไปอยู่คนเดียวอย่าให้ใครเห็นและอย่าให้เห็นใคร

  อย่าให้ใครเห็น เพราะอาจถูกคนคนนั้นฆ่าเอาได้ ไว้ใจกันไม่ได้เลย-แม้แต่พ่อกับลูก-ดังที่แสดงไว้ในตอนก่อน
  อย่าให้เห็นใคร เพราะถ้าเห็น ตัวเองนั่นแหละอาจจะฆ่าคนคนนั้นเสียก็ได้
  เพราะฉะนั้น อยู่ด้วยกัน ๒ คน ก็ไม่ปลอดภัย เพราะคนที่อยู่ด้วยกันอาจจะฆ่ากันเอง ความข้อนี้อรรถกถากล่าวไว้ดังนี้

     อยํ โลกวินาโส ปจฺจุปฏฺฐิโต, น สกฺกา ทฺวีหิ เอกฏฺฐาเน ฐิเตหิ ชีวิตํ ลทฺธุนฺติ มญฺญมานา เอวํ จินฺตยิสฺสนฺติ.
     มนุษย์บางพวกเหล่านั้นพากันคิดอย่างนี้ว่า ความพินาศของชาวโลกมาอยู่ตรงหน้านี่แล้ว เราอยู่ร่วมที่เดียวกันสองคนอาจจะไม่รอดชีวิตอยู่ได้

__________________________________________
ที่มา : สุมังคลวิลาสินี ภาค ๓ หน้า ๖๒ (จกฺกวตฺติสุตฺตวณฺณนา)

@@@@@@@

คิดดังนี้ ต่างคนต่างก็แยกย้ายกระจายหนีกันไปซุกซ่อนตัวอยู่ตามที่ต่างๆ – ดงหญ้าบ้าง สุมทุมพุ่มไม้บ้าง ซอกเกาะซอกเขาบ้าง

     แวะตรงนี้นิดหนึ่งครับ ตรงนี้นักเลงบาลีควรจะสนใจศัพท์บาลีสักเล็กน้อย
     ติณคหณ = ป่าหญ้า (a thicket of grass)
     วนคหณ = รกชัฏ (jungle thicket)
     รุกฺขคหณ = ดงไม้หรือเถาวัลย์พันเกี่ยว (tree-thicket or entanglement)
     นทีวิทุคฺค = ที่ลุยน้ำข้ามฟากในแม่น้ำ (a difficult ford in a river)
     ปพฺพตวิสม = สถานที่ไม่สม่ำเสมอหรือมีอันตรายหรือไม่อาจไปถึงตามภูเขา (an uneven or dangerous or inaccessible place of the mountain)

เปิดพจนานุกรมบาลี-อังกฤษที่ฝรั่งชาติอังกฤษทำไว้ เขาแปลไว้แบบนี้ เราก็อาศัยเป็นสะพานก้าวผ่านไปหาความรู้ต่อไป ศัพท์พวกนี้คัมภีร์อรรถกถาของพระสูตรนี้ท่านก็อธิบายไว้ ผมไม่ยกใส่ชามมาให้ เพราะอยากให้นักเรียน-นักเลงบาลีของเรามีอุตสาหะในการสืบค้น ชามอยู่ไหน หม้อข้าวหม้อแกงอยู่ไหน ครัวอยู่ไหน บอกให้แล้ว ลุกไปตักเองมั่งสิขอรับ

สถานที่เหล่านี้คือ ที่ซึ่งผู้คนลี้ภัยจากสัตถันดรกัป-สงครามคนฆ่าคน เข้าไปพักอยู่แล้วรอดชีวิต ศึกษาสังเกตไว้ เผื่อถึงเวลานั้นจะได้พอนึกออก ล่วงไป ๗ วัน ผู้คนเหล่านั้นก็ออกมาจากที่ซ่อน ตรงนี้ไม่ชัดว่าเป็น ๗ วันระหว่างที่คนฆ่ากัน หรือหลังจากฆ่ากันจบแล้วนับต่อไปอีก ๗ วัน โปรดตีความกันเอาเอง

ตามที่เคยได้ฟังมา ท่านบอกว่าพอฆ่ากันครบ ๗ วันแล้ว ก็เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม พัดพาเอาซากศพลงทะเลไปหมดสิ้น แผ่นดินก็สะอาดขึ้น แต่ความข้อนี้ไม่ปรากฏในจักกวัติสูตรไม่ว่าจะในพระบาลีหรืออรรถกถา

     ดำเนินความตามจักกวัตติสูตรสืบไปว่า
     เต ตสฺส สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ติณคหณา วนคหณา รุกฺขคหณา นทีวิทุคฺคา ปพฺพตวิสมา นิกฺขมิตฺวา อญฺญมญฺญํ อาลิงฺคิตฺวา สภาคายิสฺสนฺติ สมสฺสาสิสฺสนฺติ ทิฏฺฐา โภ สตฺตา ชีวสิ ตฺวํ ทิฏฺฐา โภ สตฺตา ชีวสีติ ฯ
     เมื่อล่วง ๗ วันไป เขาก็พากันออกจากป่าหญ้า สุมทุม พุ่มไม้ ซอกเกาะ ซอกเขา แล้วต่างสวมกอดกันและกัน เกิดความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ปลอบใจกันว่า ชาวเราเอย เรารอดชีวิตท่านก็เห็นแล้ว ท่านรอดชีวิตเราก็เห็นแล้ว นะชาวเราเอย …

     อถโข เตสํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ ภวิสฺสติ มยํ โข อกุสลานํ ธมฺมานํ สมาทานเหตุ เอวรูปํ อายตํ ญาติกฺขยํ ปตฺตา
     ลำดับนั้น สัตว์เหล่านั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า เราถึงความสิ้นญาติอย่างใหญ่หลวงเห็นปานนี้เหตุเพราะไปประพฤติยึดถือสิ่งที่เป็นอกุศล

     ยนฺนูน มยํ กุสลํ กเรยฺยาม
     อย่ากระนั้นเลย เราควรทำกุศลกันเถิด

     กึ กุสลํ กเรยฺยาม
     ควรทำกุศลอะไรกันดี?

     ยนฺนูน มยํ ปาณาติปาตา วิรเมยฺยาม อิทํ กุสลํ ธมฺมํ สมาทาย วตฺเตยฺยามาติ ฯ
     ถ้ากระไรละก็ เราควรงดเว้นปาณาติบาต ควรสมาทานประพฤติกุศลธรรมข้อนี้กันเถิด

     เต ปาณาติปาตา วิรมิสฺสนฺติ อิทํ กุสลํ ธมฺมํ สมาทาย วตฺติสฺสนฺติ
     เขาก็งดเว้นจากปาณาติบาต สมาทานประพฤติกุศลธรรมข้อนี้กันอยู่

     เต กุสลานํ ธมฺมานํ สมาทานเหตุ อายุนาปิ วฑฺฒิสฺสนฺติ วณฺเณนปิ วฑฺฒิสฺสนฺติ
     เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม มนุษย์ก็เจริญด้วยอายุ ทั้งเจริญด้วยวรรณะ

     เตสํ อายุนาปิ วฑฺฒมานานํ วณฺเณนปิ วฑฺฒมานานํ ทสวสฺสายุกานํ มนุสฺสานํ วีสติวสฺสายุกา ปุตฺตา ภวิสฺสนฺติ
     เมื่อมนุษย์เจริญทั้งอายุ เจริญทั้งวรรณะ บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑๐ ปี ก็มีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐ ปี

_______________________________________________
ที่มา : จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๗

@@@@@@@

ตอนนี้ก็เริ่มต้นช่วงเวลาขาขึ้นของมนุษยชาติกันอีกครั้งหนึ่ง ความดีอย่างแรกที่มนุษย์เริ่มประพฤติกันใหม่ คืองดเว้นจากปาณาติบาต อันที่จริงน่าจะพูดว่า ความชั่วอย่างแรกที่มนุษย์งดเว้น-ไม่ทำ คือ ปาณาติบาต-การฆ่ากัน
ขอให้สังเกตว่า ในช่วงเวลาขาลง

ความชั่วที่มนุษย์เริ่มทำกันเป็นอย่างแรก คือ อทินนาทาน-ลักขโมย แต่ในช่วงเวลาขาขึ้น ความชั่วที่มนุษย์งดเว้น คือไม่ทำเป็นอย่างแรกคือ ปาณาติบาต-การฆ่ากัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะปาณาติบาต-การฆ่ากันเป็นความชั่วอย่างสุดท้ายที่มนุษย์โหมทำกันอย่างดุเดือด ต่อจากนั้นก็ไม่เหลือใครที่คิดจะทำความชั่วอะไรอีก

ดังนั้น เมื่อจะเริ่มต้นกันใหม่ สิ่งแรกที่จะต้อง “ไม่ทำอย่างเด็ดขาด” ก็คือการฆ่ากัน เพราะถ้ายังคิดจะฆ่ากันอยู่อีก ก็แปลว่าช่วงเวลาสัตถันดรกัปยังไม่สิ้นสุด นั่นคือยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เพราะการฆ่ากันเป็นเหตุให้ปิดฉากยุคเก่า ดังนั้น จะเปิดฉากยุคใหม่ได้ก็ต้องเปิดด้วยการไม่ฆ่ากันเป็นเบื้องต้น

    สรุปความตามจักกวัตติสูตรว่า

    มนุษยชาติเริ่มยุคใหม่ด้วยการงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ เริ่มจากปาณาติบาตเป็นข้อแรก
    ต่อจากนั้นก็งดเว้นอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ เป็นอันว่ามนุษย์เลิกประพฤติอกุศลกรรมบถได้หมดทุกอย่าง
    ต่อจากนั้น ความวิปริตทางเพศ คือ อธรรมราคะ วิสมโลภะ มิจฉาธรรม ก็หายไปจากสันดานด้วย
    ต่อจากนั้น มนุษย์ก็เริ่มปฏิบัติชอบในบิดามารดา ปฏิบัติชอบในสมณะชีพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล รวมความว่า ความเคารพนับถือกันก็กลับคืนมา

     เมื่อประพฤติอยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น อายุขัยก็เพิ่มขึ้น รูปร่างหน้าตาผิวพรรณก็สวยงามยิ่งขึ้น เพิ่มการประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมขึ้นอย่างหนึ่ง อายุขัยก็เพิ่มขึ้นทีหนึ่ง เพิ่มขึ้นไปแบบทวีคูณ คือ จาก ๑๐ เป็น ๒๐ – ๔๐ – ๘๐ – ๑๖๐ – ๓๒๐ – ๖๔๐ แล้วก็ถึงพันปี สองพันปี สี่พันปี แปดพันปี สองหมื่นปี สี่หมื่นปี จนกระทั่งแปดหมื่นปี

ใช้สูตร “๑๐๐ ปีผ่านไป อายุขัยเพิ่มขึ้น ๑ ปี” – ใครที่เก่งคำนวณลองคำนวณดูทีว่า จากอายุขัย ๑๐ ปี ต้องใช้เวลากี่ล้านปี มนุษย์จึงจะมีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี? ถึงเวลานั้นมนุษย์เป็นอย่างไรกันบ้าง ติดตามไปดูกัน





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ,๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ,๑๗:๕๑
web : dhamma.serichon.us/2021/08/27/จักกวัตติสูตรศึกษา-๑๘/
Posted date : 27 สิงหาคม 2021 <By admin.
8  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: จักกวัตติสูตรศึกษา ตอนที่ ๑๖-๒๐ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2021, 09:13:11 am



จักกวัตติสูตรศึกษา (๑๗) : ดำเนินความตามจักกวัตติสูตร


ตามความในจักกวัตติสูตร ท่านว่าเมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี ความเสื่อมสุดๆ ในหมู่มนุษย์ก็จะเกิดขึ้น ยุคปัจจุบันนี้ท่านว่าอายุขัยของมนุษย์คือ ๑๐๐ ปี และมีเกณฑ์คำนวณว่า “เมื่อพระพุทธเจ้าของเราเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี อายุขัยลดลง ๑ ปี”

บัดนี้พระพุทธเจ้าของเราเสด็จดับขันธปรินิพพานมาแล้ว ๒,๕๐๐ ปี (ตัวเลขกลมๆ) นั่นแปลว่าอายุขัยของมนุษย์ลดลงไปแล้ว ๒๕ ปี อายุขัยจริงของมนุษย์ ณ บัดนี้จึงคือ ๗๕ ปี ถ้าใช้สูตร “๑๐๐ ปีผ่านไป อายุขัยลดลง ๑ ปี” อีกประมาณ ๖,๕๐๐ ปีข้างหน้าก็จะถึงยุคที่มนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี

ลองประเมินสภาพสังคมและสภาพจิตใจผู้คนในอีก ๖,๕๐๐ ปีข้างหน้าดูเอาเถิดว่าน่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเรายังเวียนตายเวียนเกิดอยู่ และยังพอมีปัจจัยให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ อีก ๖,๕๐๐ ปีเราก็จะได้เห็นสภาพจริงของสังคมในตอนนั้น แต่ในระหว่างที่ยังไม่ถึงเวลานั้น ถ้าไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลา ผมขอแนะนำว่าลองศึกษาจักกวัตติสูตรไปพลางๆ ก็น่าจะดี

@@@@@@@

จักกวัตติสูตรบรรยายความเสื่อมสุดของมนุษย์ไว้หลายประการ ขอยกพระบาลีในพระไตรปิฎกมาแสดงเป็นหลักไว้ในที่นี้ด้วย ส่วนภาษาไทยนั้นแปลตามสำนวนทองย้อย ท่านที่ไม่ถนัดบาลี (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรจะถนัดสักที?!) อ่านเฉพาะที่เป็นภาษาไทยก็ได้นะครับ ส่วนท่านที่ถนัดกางหนังสือสวดมนต์ ท่านจะอ่านโดยทำใจว่ากำลังสวดมนต์ก็น่าจะเป็นบุญเหมือนเจริญธัมมานุสติกรรมฐาน เขียนคำบาลีเป็นอักษรไทยแบบบาลีก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรค ภาษาอังกฤษเขียนเป็นตัวฝรั่งแท้ๆ เรายังอ่านได้เลย

ขอเชิญสดับสภาพสังคมในอีก ๖,๕๐๐ ปีข้างหน้า ดังนี้

(๑) ทสวสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ ปญฺจวสฺสิกา กุมาริกา อลํปเตยฺยา ภวิสฺสนฺติ
     เมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปีก็สมควรมีสามีได้

(๒) อิมานิ รสานิ อนฺตรธายิสฺสนฺติ เสยฺยถีทํ สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ โลณํ
     รสเหล่านี้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และเกลือ จักอันตรธานไปสิ้น

(๓) กุทฺรุสโก* อคฺคโภชนํ ภวิสฺสติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เอตรหิ สาลิมํโสทโน อคฺคโภชนํ เอวเมว โข …
     หญ้ากับแก้* จักเป็นอาหารอย่างดี เหมือนข้าวสุกข้าวสาลีระคนกับมังสะเป็นอาหารอย่างดีในบัดนี้ฉันนั้นเหมือนกัน (ของเลวในสมัยนี้เป็นของดีในสมัยหน้า)
     *กับแก้ ๑ : (ถิ่น-พายัพ) (คำนาม) ชื่อไม้ล้มลุกไร้ดอกชนิด Selaginella argentea (Wall. ex Hook. et Grev.) Spring ในวงศ์ Selaginellaceae ใช้ทำยาได้ ใบอ่อนใช้เป็นผัก, พ่อค้าตีเมีย ก็เรียก. -พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔
     *kudrūsaka : a kind of grain -The Pali Text Society’s Pali-English Dictionary

(๔) ทส กุสลกมฺมปถา สพฺเพน สพฺพํ อนฺตรธายิสฺสนฺติ ทส อกุสลกมฺมปถา อติวิย ทิปฺปิสฺสนฺติ
     กุศลกรรมบถ ๑๐ จักอันตรธานไปหมดสิ้น อกุศลกรรมบถ ๑๐ จักเฟื่องฟูสุดที่จะบรรยาย

(๕) กุสลนฺติปิ น ภวิสฺสติ กุโต ปน กุสลสฺส การโก
     แม้แต่คำว่า “กุศล” ก็ไม่มีใครรู้จัก คนทำกุศลจักมีแต่ที่ไหน

(๖) เย เต ภวิสฺสนฺติ อมตฺเตยฺยา อเปตฺเตยฺยา อสามญฺญา อพฺรหฺมญฺญา นกุเลเชฏฺฐาปจายิโน เต ปูชา จ ภวิสฺสนฺติ ปาสํสา จ
     คนที่ไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ไม่ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักได้รับการบูชาและได้รับการสรรเสริญ
     เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เอตรหิ มตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน เต ปูชา จ ปาสํสา จ เอวเมว โข …
     เหมือนกับที่คนปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ได้รับการบูชาและได้รับการสรรเสริญในสมัยนี้ฉะนั้น (คือกลับตาลปัตรกัน!)

(๗) น ภวิสฺสติ มาตาติ วา มาตุจฺฉาติ วา ปิตาติ วา ปิตุจฺฉาติ วา มาตุลานีติ วา อาจริยภริยาติ วา ครูนํ ทาราติ วา
     มนุษย์จักไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่า นี่แม่ นี่น้า นี่พ่อ นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ นี่ภรรยาของครู

(๘) สมฺเภทํ โลโก คมิสฺสติ ยถา อเชฬกา กุกฺกุฏา สูกรา โสณา สิคาลา
     สัตว์โลกจักสมสู่ปะปนกันหมด เหมือนแพะ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกที่มันสมสู่กันฉะนั้น

(๙) เตสํ สตฺตานํ อญฺญมญฺญมฺหิ ติพฺโพ อาฆาโต ปจฺจุปฏฺฐิโต ภวิสฺสติ ติพฺโพ พฺยาปาโท ติพฺโพ มโนปโทโส ติพฺพํ วธกจิตฺตํ
     มนุษย์จักเกิดความอาฆาตอย่างแรงกล้า ความพยาบาทอย่างแรงกล้า ความคิดร้ายอย่างแรงกล้า ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน
     มาตุปิ ปุตฺตมฺหิ - แม่กับลูก
     ปุตฺตสฺสปิ มาตริ - ลูกกับแม่
     ปิตุปิ ปุตฺตมฺหิ - พ่อกับลูก
     ปุตฺตสฺสปิ ปิตริ - ลูกกับพ่อ
     ภาตุปิ ภคินิยา - พี่ชายกับน้องสาว
     ภคินิยา ภาตริ - น้องสาวกับพี่ชาย

     เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มาควิกสฺส มิคํ ทิสฺวา ติพฺโพ อาฆาโต ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ ติพฺโพ พฺยาปาโท ติพฺโพ มโนปโทโส ติพฺพํ วธกจิตฺตํ เอวเมว โข …
     พรานเนื้อเห็นเนื้อเข้าก็เกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าฉันใด … ฉันนั้นเหมือนกัน

(๑๐) ทสวสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ สตฺตาหํ สตฺถนฺตรกปฺโป ภวิสฺสติ
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี จักมีสัตถันดรกัป* เป็นเวลา ๗ วัน
     *สัตถันดร, สัตถันดรกัป [สัดถันดอน, สัดถันดะระกับ] : (คำนาม) ชื่อกัปหรือกัลป์หนึ่ง ซึ่งถือว่าคนเสื่อมจากศีลธรรมอย่างที่สุด มีการรบราฆ่าฟันกัน ไม่รู้จักญาติพี่น้อง เช่น ห้าขวบมีฆราวาส ใจร้ายกาจโกลี กัลปนั้นมีนามกร ชื่อสัตถันดรพึงมี. (มาลัยคําหลวง). (ป. สตฺถ + อนฺตร). - พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔

     เต อญฺญมญฺญํ มิคสญฺญํ ปฏิลภิสฺสนฺติ
     มนุษย์จักมองเห็นกันและกันเป็นเนื้อ (คือเป็นเก้งเป็นกวางสำหรับล่า)
     เตสํ ติณฺหานิ สตฺถานิ หตฺเถสุ ปาตุภวิสฺสนฺติ
     ศัสตราทั้งหลายอันคมจักปรากฏมีในมือของพวกเขา (คำคนเก่าว่า จับใบไม้ใบหญ้าก็กลายเป็นหอกดาบใช้ประหัตประหารกัน)
     เต ติเณฺหน สตฺเถน เอส มิโคติ อญฺญมญฺญํ ชีวิตา โวโรปิสฺสนฺติ ฯ
     พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคมนั้นโดยมีความรู้สึกว่า นี่เป็นแค่เนื้อตัวหนึ่ง

_________________________________________________
ที่มา : จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๖-๔๗

ความเสื่อมสุดของมนุษย์ก็มาจบลงตรงที่เกิดมิคสัญญีหรือสัตถันดรกัป ผู้คนฆ่ากัน ๗ วัน ๗ คืน จนมนุษย์เลวๆ หมดโลก แปลว่า ยังมีคนดีๆ หลงเหลืออยู่.? ตามไปดูกันในตอนต่อไปครับ



ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ,๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ,๑๗:๕๕
web : dhamma.serichon.us/2021/08/25/จักกวัตติสูตรศึกษา-๑๗/
Posted date : 25 สิงหาคม 2021 ,By admin.
9  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จักกวัตติสูตรศึกษา ตอนที่ ๑๖-๒๐ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2021, 09:00:00 am



จักกวัตติสูตรศึกษา (๑๖) : ดำเนินความตามจักกวัตติสูตร


มนุษย์เริ่มทำชั่วอย่างแรกคือ ลักขโมยหรืออทินนาทานตั้งแต่ยุคที่มนุษย์มีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี แล้วก็ทำความชั่วอย่างอื่นๆ พอกพูนขึ้นจนกระทั่งมีอายุขัย ๕๐๐ ปี ก็ทำความชั่วตามรายการในอกุศลกรรมบถครบหมดทั้ง ๑๐ ประการ

อกุศลกรรมบถ ๑๐

๑. ปาณาติบาต = การทำชีวิตให้ตกล่วง, ปลงชีวิต (destruction of life; killing)
๒. อทินนาทาน = การถือเอาของที่เขามิได้ให้ โดยอาการขโมย, ลักทรัพย์ (taking what is not given; stealing)
๓. กาเมสุมิจฉาจาร = ความประพฤติผิดในกาม (sexual misconduct)
๔. มุสาวาท = การพูดเท็จ (false speech)
๕. ปิสุณาวาจา = วาจาส่อเสียด (tale-bearing; malicious speech)
๖. ผรุสวาจา = วาจาหยาบ (harsh speech)
๗. สัมผัปปลาปะ = คำพูดเพ้อเจ้อ (frivolous talk; vain talk; gossip)
๘. อภิชฌา = เพ่งเล็งอยากได้ของเขา (covetousness; avarice)
๙. พยาบาท = คิดร้ายผู้อื่น (illwill)
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ = เห็นผิดจากคลองธรรม (false view; wrong view)

_______________________________________________
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [321]

@@@@@@@

เมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๕๐๐ ปี นอกจากทำอกุศลกรรมบถทุกอย่างแล้ว ก็มีเรื่องที่ประพฤติกันแพร่หลายอีก ๓ อย่าง คือ อธรรมราคะ วิสมโลภะ และ มิจฉาธรรม คัมภีร์อรรถกถาอธิบายความหมายของคำเหล่านี้ไว้ดังนี้

อธมฺมราโคติ มาตา มาตุจฺฉา ปิตา ปิตุจฺฉา มาตุลานีติ อาทิเก อยุตฺตฏฺฐาเน ราโค.
คำว่า อธรรมราคะ หมายความว่า ความกำหนัดในฐานะอันไม่สมควร เป็นต้นว่า กำหนัดในมารดา กำหนัดในน้าหญิง กำหนัดในบิดา กำหนัดในอาหญิง กำหนัดในป้า

วิสมโลโภติ ปริโภคยุตฺเตสุปิ ฐาเนสุ อติพลวโลโภ.
คำว่า วิสมโลภะ หมายความว่า แม้ในฐานะที่ควรบริโภคก็มีความโลภอย่างรุนแรง

มิจฺฉาธมฺโมติ ปุริสานํ ปุริเสสุ อิตฺถีนญฺจ อิตฺถีสุ ฉนฺทราโค.
คำว่า มิจฉาธรรม หมายความว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง

_________________________________________
ที่มา : สุมังคลวิลาสินี ภาค ๓ หน้า ๕๙ (จกฺกวตฺติสุตฺตวณฺณนา)

@@@@@@@

ขมวดความตามอรรถกถา ก็คือ

(๑) อธรรมราคะ
คือ ความกำหนัดในฐานะอันไม่สมควร เช่น พ่อกับลูกสาวเกิดกำหนัดกันเอง แม่กับลูกชายเกิดกำหนัดกันเอง หญิงชายที่เป็นญาติกันเกิดกำหนัดกันเอง

(๒) วิสมโลภะ คือ แม้ในเรื่องหรือในสิ่งที่ตนควรบริโภคใช้สอยเสพเสวยได้ตามฐานะตามสิทธิ์แท้ๆ ก็ยังมีความอยากได้อย่างรุนแรงเกินพอดี (อธิบายให้เข้าชุดกับอธรรมราคะและมิจฉาธรรม ก็คือ ที่ควรจะเสพสมกันตามปกติก็จะเสพกันอย่างโลดโผนดุเดือด)

(๓) มิจฉาธรรม คือ ความกำหนัดพึงใจกันระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง

ในท่ามกลางแห่งความเป็นไปดังกล่าวนี้ อายุขัยก็ลดลงเหลือ ๒๐๐ ปี เมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๒๐๐ ปี เรื่องทีประพฤติกันแพร่หลาย คือ
    (๑) อมตฺเตยฺยตา ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา
    (๒) อเปตฺเตยฺยตา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา
    (๓) อสามญฺญตา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ
    (๔) อพฺรหฺมญฺญตา ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์
    (๕) นกุเลเชฏฺฐาปจายิตา ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล


@@@@@@@

สรุปก็คือ นอกจากจะเหยียบย่ำกุศลกรรมบถราบคาบหมดแล้ว ความเคารพนับถือกันก็เหี้ยนเตียนตามไปด้วย ในขณะที่ความวิปริตทางเพศก็ยิ่งเฟื่องฟูขึ้น สภาพเช่นนี้มีมาตั้งสมัยเมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๒๐๐ ปี แล้วอายุขัยก็ลดลงเหลือ ๑๐๐ ปี คำนวณเวลาตามสูตร “๑๐๐ ปีผ่านไป อายุขัยลดลง ๑ ปี” ถอยหลังไปก็ประมาณ ๑๒,๕๐๐ ปีที่ล่วงมาที่ความเสื่อมทางจิตใจเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้น

รวมความว่า ความประพฤติละเมิดศีลละเมิดธรรมใดๆ ที่มนุษย์ในสมัยมีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี ประพฤติ เริ่มแต่อทินนาทานเป็นต้นมา ความประพฤติละเมิดศีลละเมิดธรรมนั้นๆ ทุกอย่าง มนุษย์ก็ยิ่งประพฤติสะสมพอกพูนติดต่อกันมาจนถึงยุคที่มีอายุขัย ๑๐๐ ปี คือยุคสมัยของเราทุกวันนี้

กล่าวได้ว่า ความชั่วอะไรที่มนุษย์ในอดีตเคยทำกันมา มนุษย์ในสมัยเรานี้ก็ทำแล้วหมดทุกอย่าง และเริ่มจะทำความชั่วอย่างใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นต่อไปอีก ที่อยากจะชวนให้คิดเทียบเคียงเพื่อจะได้เกิดความรู้สึกสลดใจกันบ้าง ก็คือ
“การกระทำที่คนสมัยก่อนเห็นกันว่าชั่ว คนสมัยนี้กลับเห็นกันว่าดี การกระทำที่คนสมัยนี้เห็นกันว่าชั่ว คนสมัยหน้าก็จะเห็นกันว่าดี”

ยกตัวอย่างเช่น คนสมัยนี้เห็นว่าครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณ ความเห็นอย่างนี้ถือว่าดี ถูกต้อง (อย่างน้อยก็มีคนส่วนหนึ่งยอมรับกันอยู่ว่าถูกต้องแล้ว) แต่คนที่เห็นว่าครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณนั่นแหละ ลองฟังพฤติกรรมนี้

ทสวสฺสายุเกสุ … สมฺเภทํ โลโก คมิสฺสติ ยถา อเชฬกา กุกฺกุฏา สูกรา โสณา สิคาลา
เมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี … สัตว์โลกจักสมสู่ปะปนกันหมด เหมือนแพะ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกที่มันสมสู่กันฉะนั้น

______________________________________________
ที่มา : จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๖

@@@@@@@

คนที่เห็นว่าค รูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณนั่นแหละ ได้ฟังอย่างนี้ก็จะเห็นว่า คนสมสู่กันแบบสัตว์ฉันรับไม่ได้ มันเกินไป แต่คนสมัยหน้า-เมื่อมีอายุขัย ๑๐ ปี-เขายอมรับได้ เขาเห็นกันว่าดี ถูกต้อง และทำกันอย่างนั้นทั่วไปเป็นปกติ นี่คือเรามองไปข้างหน้า

แต่ถ้าเรามองย้อนไปข้างหลัง คนสมัยโน้นถ้าใครพูดว่า พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณ เขาได้ฟังอย่างนี้ก็จะบอกกันว่า คนคิดแบบนั้นคิดผิด ฉันรับไม่ได้ มันไม่ถูกต้อแต่สมัยนี้-สมัยเรานี่แหละ-ความคิดอย่างนี้มีคนเห็นกันแล้วว่าดี ยอมรับได้ และถือว่าถูกต้อง

ลองหัดคิด-มองไปข้างหน้า ย้อนไปข้างหลัง กลับไปกลับมา ก็จะเกิดความสะดุดใจว่า วันก่อนสิ่งที่เขาเคยเห็นกันว่าผิด วันนี้เรากลับเห็นว่าถูก-ฉันใด สิ่งที่เราเห็นว่าผิดในวันนี้ ก็จะมีคนเห็นว่าถูกในวันหน้า-ฉันนั้นเหมือนกัน เออหนอ ความคิดจิตใจคน มันเรียวลงไปได้ถึงเพียงนี้ แล้วเราควรจะเอาอะไรเป็นหลัก-ความนิยมของคน หรือหลักเหตุผลที่ถูกธรรม.?

เป็นอันว่า วันนี้เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่อกุศลเฟื่องฟู กุศลฟุบแฟบ พร้อมไปกับอายุขัยที่ลดลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงยุคที่มนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของมนุษย์-ต่ำสุดทั้งอายุขัย ต่ำสุดทั้งพฤติกรรม ความคิด จิตใจ

ตอนหน้า : ไปฟังกันว่าจักกวัตติสูตรบรรยายความเสื่อมสุดของมนุษย์ไว้อย่างไรบ้าง





ขอขอบคณ :-
ผู้เขียน : นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ,๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ,๑๐:๕๗
web : dhamma.serichon.us/2021/08/25/จักกวัตติสูตรศึกษา-๑๖/
posted date : 25 สิงหาคม 2021 By admin.
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา.! พญานาคในช่องหุบเขาน้ำ สำนักสงฆ์ฯ ครูบาเผยเรื่องราวกาลก่อน เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2021, 12:32:33 pm


ฮือฮา.! พญานาคในช่องหุบเขาน้ำ สำนักสงฆ์ฯ ครูบาเผยเรื่องราวกาลก่อน

ตะลึงอีก ฮือฮาพญานาคในช่องหุบเขาน้ำ สำนักสงฆ์ห้วยหินแหบ ครูบาเผยเรื่องราวกาลก่อน พอบวงสรวงปู่ย่าแล้วลูกหลานพญานาคก็มาจากทุกหนแห่ง

นอกจาก ถ้ำนาคา อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดบึงกาฬ จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนต่างมุ่งหน้าไปเยือนกันแล้ว ทั้งความสวยงามมหัศจรรย์ของหินที่มีลักษณะเป็นเกล็ดคล้ายพญานาคและหินที่คล้ายกับหัวงูใหญ่ ตามความเชื่อศรัทธาของผู้คนในการไปเยือนดินแดนพญานาคอันศักดิ์สิทธิ์



ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก buengkan day ได้เผยภาพที่สร้างความฮือฮาอีก กับ หินพญานาคในช่องหุบเขาน้ำ หินที่มีลักษณะคล้ายกับส่วนหัวและลำตัวของพญานาคทอดยาวอยู่ในแอ่งน้ำ ภายในเขตพื้นที่สำนักสงฆ์ ห้วยหินแหบ บ้านโนนศิลา ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ



เฟซบุ๊ก buengkan day เผยภาพ พร้อมข้อความเล่าเรื่องราวว่า { พญานาค ในช่องหุบเขาน้ำ } : ส่วนเศียรและลำตัวผ่านหุบเขา : สำนักสงฆ์ห้วยหินแหบ กาลก่อนนั้น หินนี้บอกเล่าเรื่องราวของจระเข้ กาลนี้ เมื่อเราดูรูปลักษณ์กอปรกับจินตนาการ คล้ายไปทางพญานาค เพราะนอกจากส่วนหัวแล้วยังมีลำตัวที่เป็นหินก้อนเดียว ลักษณะก้อนหินยาว ไม่กว้างมากนัก แต่ยาวมากทีเดียว



ครูบาฯ ท่านกล่าว 1 ประโยค พอบวงสรวงปู่ย่าแล้วลูกหลานพญานาคก็มาจากทุกหนแห่ง

เรื่อง/ภาพ : ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ – จันทนา คำทะเนตร
พิกัดสถานที่ : บ.โนนศิลา ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
https://goo.gl/maps/FnSKDmCMcGMy89d76
หมายเหตุ : ในภาพนางรำ : วาวา ครูบาฯ อนุญาตให้รำบวงสรวงเรียบร้อยแล้วครับ















ชมคลิป
buengkan day
Naga Route

ขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6749692
เด่นออนไลน์ : ฮือฮา พญานาคในช่องหุบเขาน้ำ สำนักสงฆ์ฯ ครูบาเผยเรื่องราวกาลก่อน
25 พ.ย. 2564 - 07:49 น.
11  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เหตุใด.? พุทธศาสนาจึงดำรงอยู่ ได้เพียง ๕,๐๐๐ ปี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2021, 09:39:06 am


พระศาสนาห้าพันปี (๒) : กาลเวลาและสังคมเปลี่ยน วิธีคิดและวิธีให้เหตุผลจึงเปลี่ยน จากเสื่อมจึงดำเนินไปสู่อันตรธาน

สภาพที่บรรยายไว้ในพระบาลีและอรรถกถาที่ยกมาในตอนก่อนมาเกี่ยวอะไรกับสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน.? ขอให้ลองสมมุติดู

ฆรทฺวารํ ปน เตสํ ปุตฺตภริยากสิวณิชฺชาทิกมฺมานิ จ ปากติกาเนว ภวิสฺสนฺติ ฯ
ทว่าภิกษุเหล่านั้นมีบ้านเรือน มีบุตรภรรยา มีการประกอบอาชีพ เช่นทำไร่ทำนาค้าขายเหมือนชาวบ้านปกติทั่วไป

สมมุติว่า สภาพที่ท่านบรรยายไว้นี้เกิดขึ้นในปัจจุบันวันนี้-เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๔ นี่เลย ไม่ต้องรอไปอีก ๒,๕๐๐ ปี เราท่านที่มีชีวิตอยู่ใน พ.ศ.นี้ จะยอมรับกันหรือไม่ว่า บุคคลที่ท่านบรรยายไว้นี้ก็ยังเป็น “ภิกษุ” ในพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์.?

เราท่านที่มีชีวิตอยู่ใน พ.ศ.นี้ แม้จะไม่ได้ศึกษาหลักพระธรรมวินัยในชีวิตประจำวันถึงขั้นรู้เข้าใจปรุโปร่ง แต่ก็ยังมีความรู้หลักพระธรรมวินัยพื้นฐานที่ว่า ภิกษุเสพเมถุนต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุทันทีที่กระทำสำเร็จ ไม่ต้องรอให้มีการฟ้องร้องกล่าวโทษและมีคำตัดสินว่าผิดจริง จึงจะขาดจากความเป็นภิกษุ

แต่ในคำบรรยายในคัมภีร์ ไม่ได้บอกแค่ว่าเสพเมถุน แต่บอกว่ามีบุตรภรรยาโดยเปิดเผย (ปากติกาเนว-เหมือนชาวบ้านปกติทั่วไป) ทว่าภิกษุเหล่านั้นมีบ้านเรือน มีบุตรภรรยา มีการประกอบอาชีพ เช่นทำไร่ทำนาค้าขายเหมือนชาวบ้านปกติทั่วไป


    @@@@@@@

    ใครใน พ.ศ.๒๕๖๔ นี้ ถ้ายอมรับว่า-แบบนั้นก็ถือว่าท่านยังเป็นภิกษุอยู่ ก็บ้าแล้ว – ใช่หรือไม่.?
    แต่-ลองคิดดู ทำไมผู้คนในอีก ๒,๕๐๐ ปีข้างหน้า เขาจึงยอมรับกันทั่วไปว่า-แบบนั้นก็ถือว่าท่านยังเป็นภิกษุอยู่ ไม่มีใครว่าบ้าเลย
 
    ผู้คนในอีก ๒,๕๐๐ ปีข้างหน้าคิดยังไง ทำไม.?
    มองอดีต แล้วมองปัจจุบัน แล้วมองไปในอนาคต ก็จะเข้าใจและได้คำตอบ มีอะไรๆ หลายอย่างที่พระในอดีตท่านไม่ทำกัน-ไม่ต้องอดีตยาวไกลนัก ประมาณครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น

    พระเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วไปทำอะไรบางอย่างเข้า ชาวบ้านเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วจะตำหนิทันที
    แต่-อะไรๆ หลายอย่างที่พระในอดีตท่านไม่ทำนั้น พระใน พ.ศ.นี้ท่านทำ และชาวบ้านใน พ.ศ.นี้ก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย ไม่ได้ตำหนิอะไร

     ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง
     พระไทยภาคกลางเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว รับของที่ผู้หญิงถวายจะต้องมีผ้ารอง ไม่รับจากมือโดยตรงเด็ดขาด รูปไหนรับจากมือโดยตรงผิดมหันต์ แทบจะโดนไล่สึกนั่นทีเดียว
     โยมผู้หญิงเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว จะถวายของให้พระ ต้องรอให้พระเอาผ้ารองจึงจะถวาย จะไม่ถวายถึงมือตรงๆ เด็ดขาด เพราะรู้เข้าใจหลัก

     แต่พระไทยภาคกลาง พ.ศ.นี้ รับของจากมือสตรีตรงๆ มีให้เห็นแล้วประปราย สตรีไทย พ.ศ.นี้ ส่งของให้ถึงมือพระโดยตรงก็มีให้เห็นแล้วประปราย แล้วก็มีคำแก้ต่างให้ว่าไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหลักการประเคนบอกว่า “รับด้วยกายก็ได้ รับด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้” แปลว่า สามารถรับจากมือสตรีได้โดยตรง

     ลืมเฉลียวใจไปว่า บูรพาจารย์ของเราท่านก็รู้หลักนี้-รู้มาก่อนเราเกิดด้วยซ้ำ แล้วทำไมท่านจึงกำหนดให้ภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรับประเคนจากสตรีต้องใช้ของเนื่องด้วยกายรับ ไม่ให้รับด้วยกายโดยตรง ท่านมีเหตุผลอะไร คนแก้ต่างไม่ได้คิดข้อนี้ เชื่อได้ว่า อีก ๕๐ ปีข้างหน้า พระไทยภาคกลางจะรับของจากมือสตรีโดยตรงกันทั่วไป และไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายแต่ประการใด

     อีกเรื่องหนึ่ง
     พระไทยเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ถ้ามีโรคประจำตัวจำเป็นจะต้องรักษา ท่านใช้วิธี “สึกไปรักษาตัว” ทั้งนี้เพราะในกระบวนการรักษานั้น อาจจำเป็นต้องทำผิดพระวินัยในบางเรื่อง ท่านเห็นแก่พระวินัย ไม่อาลัยแก่อายุพรรษาที่บวชมา จึงถือคติ “สึกไปรักษาตัว” พระที่ถือคตินี้มีให้เห็น เป็นที่รู้กันทั่วไป

     แต่พระไทย พ.ศ.นี้ มีโรคอะไร ท่านรักษาทั้งเป็นพระ ละเมิดพระวินัยก็มีข้ออ้างว่าเป็นระเบียบของโรงพยาบาล หรือ “หมอสั่ง” ฟังขึ้นหมด ชาวบ้านใน พ.ศ.นี้ ก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย ซ้ำมีข้ออ้าง วินัยที่ละเมิดในกระบวนการรักษาเป็นแค่อาบัติเล็กน้อย รักษาชีวิตเป็นเรื่องสำคัญกว่า

@@@@@@@

เรื่องอื่นๆ อีก ลองนึกดูก็จะเห็นได้อีก-พระสมัยก่อนไม่ทำ แต่พระสมัยนี้ทำ และเริ่มจะทำกันทั่วไป ชาวบ้านก็ยอมรับว่าทำได้ ไม่ได้เสียหายอะไร จะเห็นได้ว่า แค่ครึ่งศตวรรษ วิธีคิด วิธีให้เหตุผลเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนuh แล้วมองไปในอนาคต
     อีก ๕๐ ปีข้างหน้า
     อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า
     อีก ๕๐๐ ปีข้างหน้า …
     กว่าจะถึง ๒,๕๐๐ ปีข้างหน้า วิธีคิด วิธีให้เหตุผลของคนเรา จะเปลี่ยนไปขนาดไหน

เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรแปลกใจว่า ถึงตอนนั้น ภิกษุเหล่านั้นมีบ้านเรือน มีบุตรภรรยา ทำไร่ทำนาค้าขายเหมือนชาวบ้านปกติทั่วไป ทำไมสังคมในสมัยหน้าโน้นจึงยอมรับว่า-แบบนั้นก็ถือว่าท่านยังเป็นภิกษุอยู่

ผมว่า ถ้าวันที่พระศาสนาอันตรธานเป็นก้าวที่ ๕,๐๐๐ เราท่านที่กำลังเป็นตัวแสดงอยู่ใน พ.ศ.นี้ ก็เป็นก้าวที่ ๕๐ หรือก้าวที่ ๕๐๐ ก้าวที่ ๕,๐๐๐ ก็ไปจากก้าวที่ ๕๐ หรือก้าวที่ ๕๐๐ ที่เรากำลังก้าวกันอยู่นี่แหละ

      อย่างไรเสียพระศาสนาก็เสื่อมแน่ และในที่สุดก็อันตรธานแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องช่วยกันเร่งให้อันตรธานวันนี้พรุ่งนี้มิใช่หรือ.?
      เวลาเราศึกษาอดีต เห็นปฏิปทาของบรรพบุรุษในอดีต-ตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพานเรื่อยมา เราจะระลึกถึงด้วยความเลื่อมใสศรัทธาชื่นชมในความมุ่งมั่นที่จะรักษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเข้มแข็ง
      เวลาคนในอนาคตศึกษาอดีต-คือปัจจุบันวันนี้ของพวกเรา เราจะให้เขาเห็นปฏิปทาแบบไหน.?
      และเราจะหวังให้เขาเลื่อมใสศรัทธาชื่นชมปฏิปทาของพวกเรา ได้มากน้อยแค่ไหน.?
      อย่าลืมถามตัวเองไว้เรื่อยๆ และฝากให้ช่วยกันถาม-จากรุ่นสู่รุ่น จนกว่าพระศาสนาจะครบห้าพันปี






ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย , ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ,๑๖:๑๑
web : dhamma.serichon.us/2021/11/14/พระศาสนาห้าพันปี-๒/ 
posted date : 14 พฤศจิกายน 2021 By admin.
12  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เหตุใด.? พุทธศาสนาจึงดำรงอยู่ ได้เพียง ๕,๐๐๐ ปี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2021, 09:08:01 am


พระศาสนาห้าพันปี (๑) : วิถีชีวิตสงฆ์เปลี่ยน ควรทำไม่ทำ ห้ามทำกลับทำ จากเสื่อมจึงดำเนินไปสู่อันตรธาน

ศาสนาของพระพุทธโคดม คือพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้-เป็นที่เข้าใจกันว่า จะมีอายุยืนยาวอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปี นักนิยมการถกเถียงได้เถียงและถกกันมานานแล้วว่า ตัวเลข “๕,๐๐๐ ปี” เอามาจากไหน ใครว่า เป็นพระพุทธพจน์หรือเปล่า หรือว่าพูดกันไปคิดกันไปเอง

ญาติมิตรที่สนใจประเด็นนี้ ขอแนะนำให้ถอยไปตั้งหลักที่ “ครุธรรมของภิกษุณี” ตรงนั้นมีต้นเรื่องอันเป็นพระพุทธพจน์ (ศึกษาได้ที่ ภิกขุนีขันธกะ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๕๑๘) เจอต้นเรื่องแล้ว ต่อจากนั้นจะแตกแขนงไปที่ไหนๆ อีก ก็คงตามไปได้ไม่ยาก ที่จะว่าต่อไปนี้ ขออนุญาตไม่ร่วมถกเถียงด้วยในประเด็นนั้น

ที่ว่าพระพุทธศาสนาจะมีอายุยืนยาวอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปีนั้น เราส่วนมากก็จะวาดภาพรวมๆ ว่า นับจากนี้ไปอีกประมาณ ๒,๕๐๐ ปี โลกก็จะไม่รู้จักพระพุทธศาสนา

ภาพสุดท้ายที่ท่านบรรยายไว้คือ ผู้ที่ได้นามว่า “ภิกษุ” รูปสุดท้ายถอดผ้ากาสาวะออกจากกายแล้วครองเพศคฤหัสถ์ อันเป็น “ลิงคอันตรธาน” คือการสูญสิ้นอวสานแห่งเพศสงฆ์ และคือการสูญสิ้นอวสานแห่งพระพุทธศาสนาด้วย

ภาพแรกและภาพสุดท้าย เห็นชัด แต่ภาพในระหว่างกลางๆ กว่าจะไปถึงภาพสุดท้าย ผมว่าเราไม่ค่อยสนใจที่จะคิดคำนึงกันเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่เราท่านในทุกวันนี้กำลังเป็นตัวแสดงอยู่ในภาพระหว่างกลางๆ ที่ว่านั้น ถ้าจะลองจับตาดูเฉพาะจุด จุดที่ควรพิจารณาเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพในอนาคตได้ชัดขึ้นก็น่าจะเป็น “วิถีชีวิตสงฆ์” ซึ่งเป็นภาพตัวแทนแห่งพระพุทธศาสนาที่เด่นชัดกว่าจุดอื่น

    วิถีชีวิตสงฆ์มีเรื่องสำคัญอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้น คือ
    ๑. เรื่องที่ห้ามทำ และ
    ๒. เรื่องที่ต้องทำ
    - เรื่องที่ห้ามทำ พระสงฆ์ไปทำเข้า ก็เสีย
    - เรื่องที่ต้องทำ พระสงฆ์ไม่ทำ ก็เสีย


@@@@@@@

ปัญหาที่ถกเถียงคาใจกันมากก็คือ พระทำอย่างนี้ได้หรือ พระทำอย่างนี้ไม่ผิดหรือ (ซึ่งอันที่จริงควรจะพูดในภาพรวมกว้างๆว่า ชาวพุทธทำอย่างนี้ได้หรือ ชาวพุทธทำอย่างนี้ไม่ผิดหรือ) อันเป็นเรื่องในข้อแรก-เรื่องที่ห้ามทำ แต่ที่เราแทบจะไม่ได้สนใจกันเลยก็คือ คำถามที่ควรจะถามกันว่า เป็นพระไม่ต้องทำเรื่องนี้ก็ได้หรือ กิจข้อนี้พระไม่ทำ ไม่เป็นการบกพร่องไปดอกหรือ

     ตัวอย่างที่เห็นง่ายที่สุด
     (๑) อุโบสถสังฆกรรมคือการประชุมฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน พระไม่ต้องทำก็ได้หรือ.?
     (๒) ทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น พระไม่ทำ ไม่เป็นการบกพร่องไปดอกหรือ.?

เรื่องสำคัญมาก อันที่จริงสำคัญที่สุด คือ แทบจะไม่มีมีใครสนใจไต่ถามว่า พระภิกษุสามเณรไม่ศึกษาพระธรรมวินัยในชีวิตประจำวัน ไม่เป็นการบกพร่องไปดอกหรือ.? (และนี่ก็เช่นกัน ควรจะเพิ่มจาก “พระภิกษุสามเณร” เป็น “ชาวพุทธ” ด้วย)

“ศึกษาพระธรรมวินัย” ในที่นี้หมายถึงศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง แล้วเอาความรู้นั้นมาปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วเอาความรู้และข้อปฏิบัตินั้นไปบอกกล่าวเผยแผ่ให้แพร่หลายต่อไป

ปัญหาที่ว่า-พระทำอย่างนี้ได้หรือ พระทำอย่างนี้ไม่ผิดหรือ ที่เกิดขึ้นคาใจอยู่ทุกวันนี้ รากเหง้าก็มาจากการไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจถูกต้องนั่นเอง
     เมื่อไม่เรียน ก็ไม่รู้
     เมื่อไม่รู้ ก็เอาความคิดความเข้าใจของตัวเองนำหน้า
     สิ่งที่ห้ามทำ ไปทำเข้า ก็ช่วยกันอ้างว่าทำได้ ไม่ผิด ผิดก็เป็นเรื่องเล็กน้อย
     สิ่งที่ต้องทำ ละเลยเสีย ไม่ทำ ก็ช่วยกันอ้างว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร
 
@@@@@@@

เมื่อคิดอย่างนี้เป็นอย่างนี้กันมากเข้า ในที่สุดก็ตกผลึก เกิดเป็นแนวคิดว่า
     ๑. อย่าเกณฑ์ให้พระเณรไปนิพพานกันหมดเลย ให้ท่านอยู่ช่วยสังคมกันมั่งเถิด
     ๒. พระเณรทุกวันนี้เป็นปุถุชนทั้งนั้น จะให้ท่านปฏิบัติเหมือนพระอริยะได้หรือ เอาแค่พอให้มีพระเฝ้าวัด มีพระไว้ให้ญาติโยมทำบุญก็พอแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา

แนวคิดแบบนี้ นับวันจะมีผู้เห็นดีเห็นด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ หยุดไว้ตรงนี้ก่อน ขอเชิญไปดูคำบรรยายสภาพความเสื่อมหรืออันตรธานของพระศาสนาตอนหนึ่งในพระไตรปิฎก

     "ภวิสฺสนฺติ โข ปนานนฺท อนาคตมทฺธานํ โคตฺรภุโน กาสาวกณฺฐา ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา เตสุ ทุสฺสีเลสุ สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ทานํ ทสฺสนฺติ,"
     "ดูก่อนอานนท์ ก็ในอนาคตกาลจักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล หยาบช้า คนทั้งหลายจักถวายทานอุทิศถึงสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น"

     "ตทาปหํ อานนฺท สงฺฆคตํ ทกฺขิณํ อสงฺเขยฺยํ อปฺปเมยฺยํ วทามิ น เตฺววาหํ อานนฺท เกนจิ ปริยาเยน สงฺฆคตาย ทกฺขิณาย ปาฏิปุคฺคลิกทานํ มหปฺผลตรํ วทามิ ฯ"
     "ดูก่อนอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ แม้ในเวลานั้น เราก็กล่าวว่ามีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่เราไม่กล่าวปาฏิบุคลิกทานว่า มีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ โดยปริยายไรๆ เลย"

____________________________________
ที่มา : ทักขิณาวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๗๑๓

@@@@@@@

อรรถกถาบรรยายขยายความไว้ดังนี้

โคตฺรภุโนติ โคตฺตมตฺตกเมว อนุภวมานา นามมตฺตสมณาติ อตฺโถ ฯ
คำว่า โคตฺรภุโน (เหล่าภิกษุโคตรภู) หมายถึง เพียงแต่ได้รับการยอมรับว่าอยู่ในคณะสงฆ์ คือ เป็นสมณะแต่ชื่อ.

กาสาวกณฺฐาติ กาสาวกณฺฐนามกา ฯ
คำว่า กาสาวกณฺฐา คือได้ชื่อว่า พวกกาสาวกัณฐะ (แปลว่า “มีผ้ากาสาวะพันคอ”).

เต กิร เอกํ กาสาวกฺขณฺฑํ หตฺเถ วา คีวาย วา พนฺธิตฺวา วิจริสฺสนฺติ ฯ
ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นไปไหนมาไหน ก็ผูกผ้ากาสาวะผืนหนึ่งไว้ที่มือหรือที่คอ (เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าเป็นภิกษุ).

ฆรทฺวารํ ปน เตสํ ปุตฺตภริยากสิวณิชฺชาทิกมฺมานิ จ ปากติกาเนว ภวิสฺสนฺติ ฯ
ทว่าภิกษุเหล่านั้นมีบ้านเรือน มีบุตรภรรยา มีการประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ทำนาค้าขายเหมือนชาวบ้านปกติทั่วไป

_____________________________________________
ที่มา : ปปัญจสูทนี ภาค ๓ หน้า ๘๖๒ (อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร)

ผมจงใจยกคำบาลีมากำกับไว้ด้วย เพื่อให้ญาติมิตรได้คุ้นกับคำบาลี ท่านที่ไม่สะดวกจะอ่าน โปรดข้ามไป ส่วนท่านที่อ่าน ขอแนะนำให้ตั้งความรู้สึก-เหมือนท่านกำลังสวดมนต์ จิตจะได้เป็นกุศลเพิ่มขึ้น

ตอนหน้ามาดูกันว่า สภาพที่บรรยายไว้ในพระบาลีและอรรถกถาที่ยกมานี้ มาเกี่ยวอะไรกับสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน





ขอขอบคุณ :
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ,๑๘:๓๑
web : dhamma.serichon.us/2021/11/13/พระศาสนาห้าพันปี-๑/
posted date : 13 พฤศจิกายน 2021 ,By admin.
13  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ | อุ อา กะ สะ - หัวใจเศรษฐี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2021, 08:43:14 am



ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ | อุ อา กะ สะ - หัวใจเศรษฐี

“อุ อา กะ สะ” อ่านตรงตัวตามที่เขียน คือ อุ อา กะ สะ
“อุ อา กะ สะ” เป็นลักษณะของคำที่เรียกกันว่า “หัวใจ” คือคำที่ย่อหรือตัดมาจากคำเต็ม

“อุ อา กะ สะ” เป็นคำย่อ 4 คำ ย่อมาจากคำเต็มดังนี้

    “อุ” ย่อมาจากคำว่า “อุฏฺฐานสมฺปทา” (อุฏฐานะสัมปะทา) แปลตามศัพท์ว่า “ความถึงพร้อมด้วยการลุกขึ้น” หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร ผูกเป็นคำสั้นๆ ว่า “ขยันหา”
    “อา” ย่อมาจากคำว่า “อารกฺขสมฺปทา” (อารักขะสัมปะทา) แปลตามศัพท์ว่า “ความถึงพร้อมด้วยการอารักขา” หมายถึง รู้จักระวังรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ผูกเป็นคำสั้นๆ ว่า “รักษาดี”
    “กะ” ย่อมาจากคำว่า “กลฺยาณมิตฺตตา” (กัล๎ยาณะมิตตะตา) แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นผู้มีคนดีเป็นเพื่อน” หมายถึง คบหากับคนดี ผูกเป็นคำสั้นๆ ว่า “มีกัลยาณมิตร”
    “สะ” ย่อมาจากคำว่า “สมชีวิตา” (สะมะชีวิตา) แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นผู้ดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม” หมายถึง ความรู้จักจับจ่ายใช้สอยอย่างพอเหมาะพอควร ผูกเป็นคำสั้นๆ ว่า “เลี้ยงชีวิตเหมาะสม”

     “อุ” = ขยันหา
     “อา” = รักษาดี
     “กะ” = มีกัลยาณมิตร
     “สะ” = เลี้ยงชีวิตเหมาะสม

@@@@@@@

ขยายความ : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [144] แสดงหลักธรรมชุดนี้ไว้ดังนี้

ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น — Diṭṭhadhammikattha-saṁvattanika-dhamma: virtues conducive to benefits in the present; virtues leading to temporal welfare)

     1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี — Uṭṭhānasampadā: to be endowed with energy and industry; achievement of diligence)
     2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์ และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย — Ārakkhasampadā: to be endowed with watchfulness; achievement of protection)
     3. กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนา สำเหนียกศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา — Kalyāṇamittatā: good company; association with good people)
     4. สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ — Samajīvitā: balanced livelihood; living economically)

ธรรมหมวดนี้เรียกกันสั้นๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือเรียกติดปากอย่างไทยๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ จึงมีประโยชน์ซ้ำซ้อนกันสองคำ)

____________________________________________
ที่มา : ทีฆชาณุสูตร ,พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ ,พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

@@@@@@@

คนเก่าท่านตัดเฉพาะคำแรกของชื่อหัวข้อธรรมทั้ง 4 มาพูดรวมกันว่า “อุ อา กะ สะ” ทั้งนี้เพื่อจำง่าย และเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี” มีคำแนะนำกำกับไว้ด้วยว่า ตื่นเช้าเสกน้ำล้างหน้าว่า “อุ อา กะ สะ” ก่อนออกจากบ้านไปทำงานให้ภาวนาว่า “อุ อา กะ สะ” จะทำมาค้าขึ้นถึงขั้นเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี

แถม : “สะ” ตัวสุดท้าย พึงสำเหนียกให้แม่น คำเต็มคือ “สมชีวิตา” ระวังอย่าจำสับสนกับ “สมานตฺตตา” (สะมานัตตะตา) ที่แปลว่า “การวางตนเหมาะสม” ซึ่งอยู่ในหมวดธรรมอีกชุดหนึ่ง เรียกว่า “สังคหวัตถุ” ประกอบด้วย ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา และ สมานัตตตา ผู้สนใจพึงศึกษาความหมายของหลักธรรมชุดนี้ต่อไปเทอญ

ดูก่อนภราดา.! ถ้าอยากรวยชาติเดียวได้เป็นนายทุน จงใช้บุญเป็นอุบายแสวงทรัพย์ ถ้าอยากรวยตลอดแสนกัป จงใช้ทรัพย์เป็นเครื่องมือแสวงบุญ






ขอขอบคุณ :-
บทความของ : ทองย้อย แสงสินชัย
web : dhamma.serichon.us/2021/11/23/อุ-อา-กะ-สะ-หัวใจเศรษฐี/
Posted date : 23 พฤศจิกายน 2021 ,By admin.
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ม่านการเมือง เบื้องหลังกำเนิด “อุดรธานี” เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2021, 09:02:50 am



ม่านการเมือง เบื้องหลังกำเนิด “อุดรธานี”

“อุดรธานี” เมืองใหญ่ในภาคอีสานตอนบน เป็นเมืองที่ก่อร่างพัฒนามาจาก “บ้านเดื่อหมากแข้ง” โดยมี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นผู้วางรากฐาน ซึ่งเบื้องหลังของการกำเนิดเมืองอุดรธานีนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ คือ กรณีความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ร.ศ. 112

กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมกับเมืองอุดร

กรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ประสูติในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2399 ทรงได้รับการศึกษาอย่างสมัยใหม่ ทรงศึกษาภาษาต่างประเทศกับแหม่มแอนนา และนายแพ็ตเทอร์สัน จนอ่านออกเขียนได้ และทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ มากมาย เช่น วิชากฎหมายจากขุนหลวงไกรศรี (หนู) ทำให้พระองค์ทรงเป็นเจ้านายในพระราชวงศ์คนสำคัญที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักรัชกาลที่ 5

บทบาทแรก ๆ ที่ทำให้กรมหลวงประจักษ์ฯ เข้ามาเกี่ยวข้องผูกพันกับหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ (ฝั่งเวียงจันทน์ และภาคอีสานตอนบน) คือ เมื่อราว พ.ศ. 2428 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ฯ เสด็จฯ ยกกองทัพไปปราบฮ่อร่วมกับเจ้าหมื่นไวยวรนารถ (เจิม แสง-ชูโต) โดยกรมหลวงประจักษ์ฯ เสด็จไปปราบฮ่อที่เมืองพวน เสด็จฯ ผ่านทางเมืองหนองคาย และภายหลังเสร็จศึกปราบฮ่อ พระองค์รับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในการนี้ไว้ที่เมืองหนองคายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การศึกปราบฮ่อครั้งนี้ยังผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ความตึงเครียดมีมากโดยเฉพาะบริเวณหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญจุดหนึ่งเพราะมีเมืองสำคัญอย่าง เวียงจันทน์ หนองคาย ฯลฯ ดังนั้น ใน พ.ศ. 2434 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ประจำหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ให้ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย

ระหว่างที่กรมหลวงประจักษ์ฯ ประทับอยู่ที่เมืองหนองคายราว 2 ปี ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจหลายประการ ทั้งการตั้งกรมการเมืองออกไปสำรวจเขตของแต่ละเมือง การประกาศให้มีการจัดเก็บภาษีอากรสุราในหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ และการฝึกหัดทหารใหม่

พระรูปกรมหลวงประจักษ์ฯ ภายในห้องพระประวัติกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ณ พิพิฑภัณฑ์เมืองอุดรธานี (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2555)

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

กระทั่งเกิดกรณี ร.ศ. 112 หรือตรงกับ พ.ศ. 2436 ที่ทำให้ฝรั่งเศสเข้าครอบครองดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทั้งนี้มีข้อตกลงหนึ่งระบุไว้คือ “คอเวอนแมนต์สยามจะไม่ก่อสร้างด่าน ค่าย คู ฤๅที่อยู่ของพลทหารในแขวงเมืองพระตะบอง แลเมืองนครเสียมราฐ แลในจังหวัด 25 กิโลเมตร (625 เส้น) บนฝั่งขวาฟากตะวันตกแม่น้ำโขง”

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ต้องย้ายที่ตั้งกองบัญชาการจากเมืองหนองคายไปยังสถานที่อื่นที่อยู่นอกรัศมี 25 กิโลเมตร กรมหลวงประจักษ์ฯ จึงทรงร่นย้ายที่ตั้งกองบัญชาการลงมาทางทิศใต้ ทรงเลือกเอาบริเวณ “บ้านเดื่อหมากแข้ง” โดยเหตุผลสำคัญที่ทรงเลือกเอาบริเวณนี้เนื่องจาก

    1. อยู่นอกรัศมี 25 กิโลเมตร ตามข้อตกลงกับฝรั่งเศส
    2. บ้านเดื่อหมากแข้ง “เป็นบ้านอยู่ในหว่างเมืองหนองคาย เมืองหนองหาร เมืองขรแก่น เมืองกุมภวาปี เมืองกมุทธาไสย” จึงเหมาะแก่การนำเสบียงของเมืองเหล่านั้นมาใช้ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงินหลวง
    3. หากฝรั่งเศสคิดยึดหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ คงจะยึดเมืองหนองคายก่อน เพื่อให้ทันต่อต้านฝรั่งเศส การตั้งกองบัญชาการที่บ้านเดื่อหมากแข้งจึงเหมาะสมสำหรับการเคลื่อนกำลัง

กรมหลวงประจักษ์ฯ นำกองทหารและข้าราชบริพารเสด็จฯ ถึงบ้านเดื่อหมากแข้ง เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2436 (ปฏิทินสากลตรงกับ พ.ศ. 2437)

นี่เป็นรากฐานการกำเนิดของเมือง “อุดรธานี”


กรมหลวงประจักษ์ฯ เคลื่อนกำลังจากหนองคายมาสร้างเมืองอุดรธานี ภาพสีน้ำมันฝีมือครูสุนทร พรรณรัตน์ จัดแสดงภายในห้องพระประวัติกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ณ พิพิฑภัณฑ์เมืองอุดรธานี (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2555)

นัยยะเปลี่ยนชื่อเรียกพื้นที่-ละความเป็นลาว

ก่อนหน้านี้มีการเรียกพื้นที่หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือหลายชื่อ โดยมีการเปลี่ยนชื่อเรียกมาครั้งด้วยกัน ไล่ตั้งแต่

เปลี่ยนจาก “หัวเมืองลาวพวน” เป็น “มณฑลลาวพวน” ในปี พ.ศ. 2435
เปลี่ยนจาก “มณฑลลาวพวน” เป็น “มณฑลฝ่ายเหนือ” ในปี พ.ศ. 2442
เปลี่ยนจาก “มณฑลฝ่ายเหนือ” เป็น “มณฑลอุดร” ในปี พ.ศ. 2443

และใน พ.ศ. 2450 มีการรวมเมืองกมุทธาไสย เมืองกุมภวาปี เมืองหนองหาน และบริเวณบ้านเดื่อหมากแข้ง เข้าด้วยกันโดยเรียกว่า “เมืองอุดรธานี”

กระทั่งเปลี่ยนจาก “เมืองอุดรธานี” เป็น “จังหวัดอุดรธานี” ใน พ.ศ. 2476

คำว่า “อุดรธานี” เป็นภาษาบาลี แยกได้ 2 คำ คือ คำว่า “อุตร” หรือ “อุดร” แปลว่า “เหนือ” หรือ “สูง” ส่วนอีกคำคือ “ธานี” แปลว่า “เมือง” แปลรวมกันได้ว่า “เมืองที่อยู่ทางเหนือ”

เชิดชาย บุตดี ผู้เขียนบทความ “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และความรับรู้เกี่ยวกับการสร้างเมืองอุดรธานี” แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนชื่อเรียกพื้นที่บริเวณนี้ไว้ว่า

“การเปลี่ยนชื่อเรียกในแต่ละครั้ง ได้แสดงให้เห็นว่า ราชสำนักสยามที่กรุงเทพฯ รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในอำนาจของตนบริเวณแถบนี้ พวกเขาทราบดีว่าราษฎรแถบนี้ส่วนใหญ่คือผู้ที่อพยพมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ประเทศลาวในปัจจุบัน) ดังนั้นทั้งเพื่อป้องกันการต่อต้านอำนาจของราชสำนักสยาม และเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่แก่ฝรั่งเศส ราชสำนักสยามจึงได้ปรับปรุงการปกครองโดยส่งคนจากส่วนกลางมาควบคุมและดูแล ซึ่งถือว่าเป็นการกระชับอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ที่สำคัญพวกเขาพยายามลดทอนความเป็นลาวของคนบริเวณแถบนี้โดยการเปลี่ยนชื่อเรียกหัวเมืองแถบนี้เรื่อยมา

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าการที่กรมหลวงประจักษ์ฯ ไปตั้งกองบัญชาการลาวพวนที่เมืองหนองคายก็ดี การย้ายที่ตั้งมาบ้านเดื่อหมากแข้งก็ดี ล้วนเป็นการปักหมุดสัญลักษณ์ทางการเมืองของราชสำนักสยาม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่านอกจากการได้รับส่วยบรรณาการและแรงงานเป็นครั้งคราวแล้ว หัวเมืองแถบนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับราชสำนักสยามโดยตรงเลย ดังนั้น การปักหมุดสัญลักษณ์ทางอำนาจเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งแก่ราษฎรและแก่ฝรั่งเศสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อแสดงว่า ตนได้ปกครองและเกี่ยวข้องกับหัวเมืองแถบนี้อยู่”

อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ฯ ณ บริเวณห้าแยกเยื้องมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี(ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2555)

นอกจากประเด็นการเปลี่ยนชื่อเรียกหัวเมืองลาวแล้ว ในประเด็น “พยายามลดทอนความเป็นลาว” นี้ เห็นได้ชัดเจนจากการที่ราชสำนักสยามพยายามไม่ใช้คำว่า “ลาว” ในการกรอกชื่อเชื้อชาติในบัญชีสำมะโนครัวอีกด้วย โดยให้ใช้คำว่า “ไทย” แทน โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพรับสั่งให้แก้ไขเรื่องนี้ ทรงอธิบายว่า

“มีชาติที่จะแย่งไม่ได้อยู่อย่างหนึ่งคือที่จะแบ่งให้เป็นลาว เป็นไทย เพราะการกำหนดดังนั้น แม้ตามความเข้าใจของคนทั้งหลายก็ไม่มีหลัก ถ้าว่าด้วยภาษาลาว ภาษาไทย ก็เป็นภาษาเดียวกัน ต่างสำเนียงและถ้อยคำบางคำที่เป็นภาษาเก่า ภาษาใหม่ผิดกัน”

สอดคล้องกับพระดำริของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ที่ทรงเข้ามาปกครองดูแลมณฑลลาวกาว หรือหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ แถบเมืองอุบลราชธานี ดังที่ทรงกล่าวว่า

“แต่นี้สืบไปเจ้าหน้าที่แต่ละแผนกทุกเมืองน้อยใหญ่ ในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อจะมีการสำรวจสำมะโนครัวหรือหากมีราษฎร มาติดต่อที่จะต้องใช้แบบพิมพ์ทางราชการให้ปฏิบัติใหม่ โดยกรอกในช่องสัญชาตินั้นว่า ชาติไทยในบังคับสยามทั้งสิ้น ห้ามมิให้ลงหรือเขียนช่องสัญชาติว่า ชาติลาว ชาติเขมร ส่วย ผู้ไทย ฯลฯ ดังที่เคยปรากฏมาแต่ก่อนเป็นอันขาด”

สรุป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากรณีความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ร.ศ. 112 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กรมหลวงประจักษ์ฯ ต้องทรงย้ายกองบัญชาการมาตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้ง จนต่อมาได้พัฒนาจนกลายเป็นรากฐานการกำเนิดของเมืองอุดรธานี

จนกระทั่งต่อมา หลังจากการปฏิรูประบอบการปกครอง การรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง รวมทั้งความ “พยายามลดทอนความเป็นลาว” ดังที่กล่าวไปบางส่วนข้างต้น ทำให้เมืองอุดรธานีรวมทั้งเมืองต่าง ๆ ในหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือมีความใกล้ชิดกับราชสำนักสยามมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันฝรั่งเศสเป็นสำคัญ

นี่คือ ม่านการเมืองเบื้องหลังกำเนิด “อุดรธานี”

 


อ้างอิง :-
- อุราลักษณ์ สิถิรบุตร. (2526). มณฑลอีสานและความสำคัญในทางประวัติศาสตร์, วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
- เชิดชาย บุตดี. (มกราคม, 2555). กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และความรับรู้เกี่ยวกับการสร้างเมืองอุดรธานี. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 33 : ฉบับที่ 3.

เผยแพร่ : วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 24 พฤศจิกายน 2564
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_77454
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หมอธรรม : กิตติศัพท์ที่ผีต้องขยาด! ในชุมชนอีสาน เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2021, 08:49:32 am


พ่อหมอธรรมสมศักดิ์ บัวเลิง อายุ 70 ปี (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2555) บ้านดงเค็ง ตำบลป่าสังข์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด นั่งอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชา ชาวอีสานเรียกว่า “หน้าคอง” คอยทำหน้าที่รักษาปัดเป่าให้คนในชุมชน ที่ถูกกระทำจากสิ่งเหนือธรรมชาติ


หมอธรรม : กิตติศัพท์ที่ผีต้องขยาด! ในชุมชนอีสาน

สังคมอีสานมีหมอพื้นบ้านในชุมชนอยู่มากมาย คุณสมบัติของหมอพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุทั้งผู้ชายและผู้หญิง หรือเป็นพระภิกษุ ที่มีความชำนาญในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ชาวบ้านในชุมชนให้การเคารพนับถือ ได้ผ่านการสั่งสมความรู้ภูมิปัญญา และร่ำเรียนเวทมนต์พุทธเวทย์และไสยเวทย์มายาวนาน

การที่จะได้เป็นหมอพื้นบ้านนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นได้ง่ายๆ และไม่ใช่จะเป็นกันได้ทุกคน เพราะผู้ที่จะเป็นนั้นต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องรักษาโรคนั้นๆ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาศีล มีเมตตา ฯลฯ ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการรักษาจากบรรพบุรุษในวงศ์ตระกูล เช่น จากปู่ พ่อ หรือตา เป็นต้น หรืออาจจะเป็นการสืบทอดจากคนรู้จักในชุมชนก็ได้ และสิ่งที่สำคัญของผู้ที่เป็นหมอธรรมต้องถือข้อคะลำ (ข้อห้าม) ให้ได้ เช่น ไม่ผิดลูกเมียคนอื่น ไม่รับประทานอาหารในงานศพ ไม่รับประทานรกของโคกระบือ ไม่รับประทานอาหารที่เหลือจากผู้อื่น เป็นต้น

หมอพื้นบ้าน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 9 ได้ให้ความหมายของ หมอพื้นบ้าน คือ คนที่ทำหน้าที่รักษาความเจ็บไข้ของคนในสังคมในชุมชน มีความรู้และวิธีการรักษาที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยโรคจากสมุฏฐานของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือการรักษาโรคด้วยการใช้วิธีการทางไสยศาสตร์ เช่น การเป่า การเข้าทรง ฯลฯ ผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการรักษา

และประการสำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ของผู้เป็นหมอกับคนไข้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หมอพื้นบ้านจะมีความเป็นมิตรหรือความเป็นกันเองกับคนไข้มากกว่าหมอ หรือแพทย์แผนใหม่ในปัจจุบัน โดยแยกประเภทของหมอพื้นบ้านได้เป็น 8 ประเภทดังนี้

1.หมอดู หรือ หมอมอ
2.หมอจ้ำ หรือ เฒ่าจ้ำ
3.หมอสูด หรือ หมอทำขวัญ
4.หมอธรรม
5.หมอตำแย
6.หมอยาฮากไม้ หรือ หมอสมุนไพร
7.หมอเป่า หรือ หมอมนต์
8.หมอลำผีฟ้าและนางเทียม

ในการแยกประเภทของหมอพื้นบ้านนี้ ได้แยกตามวิธีการรักษาของหมอ ซึ่งมีวิธีการรักษาไม่เหมือนกัน

หมอธรรม (พ่อธรรม, พ่อฮักษา) คือ ผู้ที่เรียนคาถาอาคมทางพุทธเวทย์และไสยเวทย์ ปฏิบัติตัวอยู่ในคุณธรรมจริยธรรม มีศีลมีธรรม ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายสูงอายุ หรือเป็นพระภิกษุ สามารถถือข้อคะลำ (ข้อห้าม) ได้อย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ผิดลูกเมียคนอื่น ไม่กินรกของโคกระบือ ไม่กินงู ไม่รับประทานอาหารที่เหลือจากผู้อื่น  และเป็นคนที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ สามารถขจัดปัดเป่าผีร้ายได้ทุกประเภท เช่น ผีปอบ ผีแม่หม้าย ผีกระสือ ฯลฯ


พ่อหมอธรรมสมศักดิ์ บัวเลิง อายุ 70 ปี (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2555) บ้านดงเค็ง ตำบลป่าสังข์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด นั่งอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชา ชาวอีสานเรียกว่า “หน้าคอง” คอยทำหน้าที่รักษาปัดเป่าให้คนในชุมชน ที่ถูกกระทำจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

สังคมอีสานเป็นอีกสังคมหนึ่งที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อคนในชุมชนเกิดเจ็บป่วยด้วยการถูกกระทำจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ชาวบ้านเรียกว่าถูกผีกระทำ เช่น โดนผีปอบเข้ามาสิง  ในร่าง โดนผีซ่อนหรืออีสานเรียกว่าผีเสี่ยง และโดนผีหลอกขณะไปทุ่งนาเวลากลางคืน เป็นต้น ผู้ป่วยที่ถูกผีกระทำจะมาให้หมอธรรมรักษา ด้วยการรดน้ำมนต์ ผูกข้อต่อแขน หรือรับวัตถุมงคลเพื่อป้องกันภยันตรายจากการกระทำของผีให้หายเป็นปกติ

เมื่อหายเป็นอาการปกติแล้วผู้ที่มารักษาจะมา “ปงคาย” คือการถวายเครื่องบูชาค่าครูด้วย ขันธ์ 5, ขันธ์ 8, เงิน 1 สลึง, ผ้าผืนแพรวา 1 ผืน, เงินป่งคายที่สูงที่สุดพบว่าเป็นเงินเพียง 24 บาทเท่านั้น (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 9) ผู้ป่วยที่หายเป็นปกติแล้วต้องมาปงคาย ถ้าไม่มาถือเป็นการทำผิดครู ผู้เป็นหมอและครอบครัวจะเดือดร้อนต่างๆ นานา ผู้เป็นหมอธรรมต้องปงคายเองถึงจะหายเป็นปกติ และผู้เป็นหมอจะเรียกเงินค่าครูที่แพงกว่านั้นไม่ได้ เพราะจะผิดครูอีกเช่นกัน


หลวงพ่อพระครูสิริธรรมโกวิท หรือที่ชาวบ้านเรียก หลวงพ่อญาคูทอง เจ้าคณะอำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด กำลังประพรมน้ำมนต์ใส่ก้อนกรวด ในพิธีไล่ผีปอบให้ชาวบ้านในชุมชน (ภาพจาก พระอรรถพล อัตถพโล)

เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาคนในชุมชนที่ให้การเคารพนับถือหมอธรรม จะนำขันธ์ดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา ‘ขึ้นของรักษา’ (อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองตัวเอง) กับหมอธรรมที่บ้าน ให้หมอธรรมผูกข้อต่อแขน รดน้ำมนต์ให้เพื่อความเป็นสิริมงคล บอกกล่าวให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข คนที่มาคารวะนั้นเรียกว่า “ลูกเผิ่งลูกเทียน” ชาวอีสานจะให้ความสำคัญมากไม่ว่าจะทำมาหากินไปมีครอบครัวอยู่ถิ่นไกล เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาต้องกลับบ้านเพื่อเคารพหมอธรรมที่เป็นเหมือนตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยคุ้มครองตนเองและคนในครอบครัว เมื่อถึงออกพรรษาก็กลับมาคารวะหมอธรรมอีกครั้งหนึ่ง

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าหมอธรรม คือ ผู้ทำหน้าที่รักษาคนในชุมชนที่โดนกระทำจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะโดนผีเข้าหรือโดนผีหลอก มักจะให้หมอธรรมทำการรักษาหรือปัดเป่าให้หาย ด้วยการรดน้ำมนต์ ผูกข้อต่อแขน ฯลฯ เมื่อหายเป็นปกติแล้ว ก็จะมาปงคาย(การถวายเครื่องบูชาค่าครู) ถือเป็นการตอบแทนค่ารักษาแก่หมอธรรม ซึ่งผู้ที่เป็นหมอธรรมจะไม่เรียกค่ารักษาที่เกินกว่ากำหนด เพราะจะถือว่าเป็นการผิดครู อีกประการหนึ่งผู้ที่เป็นหมอธรรมต้องมีจรรยาบรรณของหมอ ต้องรักษาโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จากผู้ป่วยอีกด้วย


พ่อธรรมยู้ บ้านขวาว อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี กำลังนั่งบริกรรมคาถาให้ ‘ลูกเผิ่งลูกเทียน’ มาคารวะในช่วงเข้าพรรษาอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชาที่ชาวอีสานเรียกว่า “หน้าคอง” (ภาพจาก คุณณัฐพงศ์ มั่นคง)

สิ่งนี้เองที่ทำให้คนในชุมชนเคารพนับถือเป็นปราชญ์ของชาวบ้าน และการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันของคนในชุมชน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอีนดีงามของสังคมอีสาน ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 



อ้างอิง :-
- ประเพณีอีสาน ฉบับ ส.ธรรมภักดี. ม.ป.ท. : ม.ป.พ. , ม.ป.ป.
- ปฐมพงศ์ ลิ้มเจริญ. หมอธรรม : ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และเครือข่ายทางสังคมในภาคอีสาน. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. สาขาวิชาไทยศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 2558.
- สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 9. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพานิชย์, 2542.

ผู้เขียน : จักรมนตรี ชนะพันธ์
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 15 ตุลาคม 2560
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_7396
16  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เหตุไร.? "พระพุทธพจน์" จึงต้องใช้ "ภาษาบาลี" รักษาดำรงไว้.? เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2021, 09:34:13 am




เหตุไร.? "พระพุทธพจน์" จึงต้องใช้ "ภาษาบาลี" รักษาดำรงไว้.?

1. เป็นสภาวภาษา เพราะเกิดจากรากศัพท์(ธาตุ) และปัจจัย(ส่วนเติมแต่ง) ทำให้กำหนดสภาวธรรมได้ชัดเจน รัดกุม ตรงเป้าหมาย เช่น คำว่า ”ขันธ์“ ก็เกิดจาก ข(ขปุพโพ)=ว่างเปล่า + ธา(ธาตุ)=ทรงไว้+อ​ ปัจจัย สำเร็จเป็น ขนฺธ โดยสภาวธรรม(ปรมัตถ์) ก็คือ ธรรมที่ทรงความว่างเปล่าจากอัตตาตัวตนไว้ โดยศัพท์(บัญญัติ) ก็คือ สิ่งมีลักษณะ เป็น หมวด, หมู่, พวก, กอง, คณะ, ส่วน, ตอน เป็นต้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ภาษาศัพท์บอกข้อกำหนดนิยาม” (ภาษาศัพท์เท็คนิค ที่คนไทยเรียกว่าศัพท์วิชาการนั่นแหละ)

2. เป็นภาษาที่มีระเบียบแบบแผน(ตันติภาษา) พอเห็นองค์ประกอบของคำศัพท์(ราก+ปัจจัย) ก็จะรู้ประเภทของคำ มี คำนาม, คำกิริยา, คำวิเสสนะ เป็นต้น และเข้าใจสถานภาพของคำที่บ่งบอก กาล, บท(หน้าที่), วจนะ, บุรุษ, การกะ, อายตนนิบาต และแม้อรรถพื้นผิว(อรรถทั่วไป), อรรถเชิงลึก(อรรถที่ซ่อนอยู่) ความเป็นระเบียบแบบแผนก็บ่งบอกได้ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ”ภาษาศัพท์อมความ“

3. เป็นภาษามูล ที่ใช้กันตั้งแต่ยุกต้นกัป (พึงศึกษารายละเอียดเรื่องกัป 4 ประเภท มี อายุกัป 1 ,อันตรกัป 1 ,อสงไขยกัป 1 ,มหากัป 1 ในอรรถกถาฎีกา) จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ”ภาษายุกต้นก้ป“

4. เป็นภาษาที่มีคุณสมบัติดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้กระชับ รัดกุม ตรงเป้าหมาย เหมาะกับการรักษาพระพุทธพจน์ จึงมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ”ภาษาบาลี” แปลว่า ภาษาที่รักษา คือ ทรงพระพุทธพจน์ไว้ แม้ภาษาสันสกฤต​ซึ่งเป็นภาษาที่ใกล้เคียง​กัน​ พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุญาต​ ปรับอาบัติเอาเสียด้วยซ้ำ​ แล้วไฉนเลยเหตุผลอื่น จะเหนือไปกว่าพุทธบัญญัติ​ผู้เป็นพระสัพพัญญู​เล่า.?

@@@@@@@

ถาม : ในไวยากรณ์​ ท่านจะเห็นเหตุอันเป็นที่มาของการได้ชื่อทั้ง​ 4​ ประการ จากส่วนไหนในไวยากรณ์.?

ตอบ : จากสาธนะทั้ง​ 7​ ประเภท​ ดังนิยาม(วจนัตถะ) ​ที่มีรูปวิเคราะห์​ว่า​ ”สาธียติ​ นิปฺผาทียติ​ กฺริยา เตนาติ​ สาขธนํ​” (สาธ+เณ+ยุ)​ แปลว่า​ ” กิริยานุเคราะห์​อันเป็นอรรถ​ภายนอก​(พาหิยัตถะ=อรรถของปัจจัย)​นั้่นแหละ​ ที่ช่วยให้​กิริยาอาการของธาตุ​อันเป็นอรรถภายใน(อันตัตถะ=อรรถของธาตุ)​ สำเร็จ​เป็นสาธนะ(ศัพท์รูปแบบปรกติที่ยังไม่ได้จำแนกวิภยัติที่เรียกว่าลิงค์=เพศ, นาม=ชื่อเรียก, ปาฏิีปทลิกะ=คำเจาะจงถึง, นั่นเอง)

ถามว่า​ : ศัพท์​สำเร็จรูปที่มีอาการทั้ง​ 4​ ประเภท(สาธนะ)​ย่อมมีอรรถสุขุมลุ่มลึก​ เช่น​ กัตตุสาธนะ​ มีคำว่า​ ”พุทธ​ะ” ที่แปลว่า​ ”ผู้ตรัสรู้อริยสัจ​ 4​” มี​ 3​ ประเภท​ คือ​
    สัมมาสัมพุทธะ​ 1
    ปัจเจกพุทธะ​ 1
    สาวกพุท​ธะ 1
ไม่ใช่ในความหมายว่า​ พระพุทธเจ้าเฉยๆ​ หรือพระศาสดาเฉยๆ​ โปราณาจารย์​ทั้งหลายเหล่านั้น​ มีพระอรรถกถาจารย์, พระฏีกาจารย์​ และ​ พระนิสสยาจารย์​ พวกท่านรักษาอรรถที่สุขุมลุ่มลึกดังกล่าว ไว้ได้อย่างไร.?

ตอบว่า​ : ด้วยการตั้งรูปวิเคราะห์​ศัพท์​ ที่เรียกว่า​ สัททัตถะ และ​ ด้วยการอธิบาย​ ที่เรียกว่า​ อธิปปายัตถะ นั่นเอง ดังนั้นเพื่อการจรรโลง​พระศาสนา​ไว้มิให้เลอะเลือน​เสื่อมหายไป​ ชาวพุทธ​บริษัท​พึงให้ความสำคัญรูปวิเคราะห์​ศัพท์​ และอธิปปายัตถะ จากคัมภีร์​ สังวัณณ​านิยาม(คัมภีร์​กฏเกณฑ์​พิจารณา​รูปวิเคราะห์​ศัพท์เพื่อการอรรถาธิบาย​ที่ถูกต้อง)​ และ​ คัมภีร์​ สังวัณณาวิจาร(คัมภีร์​ตรวจสอบ​รูปวิเคราะห์​ศัพท์​เพื่อการอรรถ​าธิบายที่ถูกต้อง)​เถิด.





ขอขอบคุณ :-
คอลัมน์ : ถามตอบปัญหา และ สนทนาธรรมตามกาล โดย สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
web : dhamma.serichon.us/2021/11/20/เหตุไรพระพุทธพจน์จึงต้/
Posted date : 20 พฤศจิกายน 2021 ,By admin.
17  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สตรี ถึง ความวิบัติ ด้วยเหตุ ๑๐ ประการ เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2021, 09:07:15 am





สตรี ถึง ความวิบัติ ด้วยเหตุ ๑๐ ประการ

    ๑. อยู่ตามอำเภอใจ
    ๒. อยู่ในบ้านของบิดา
    ๓. ดูแต่งานนักขัตฤกษ์
    ๔. สมาคมเกินควรกับชายที่เกี่ยวเป็นญาติ
    ๕. อยู่ในถิ่นต่างบ้าน

    ๖. คลุกคลีกับหญิงชั่ว
    ๗. สุรุ่ยสุร่ายในการจ่ายทรัพย์สิ่งที่เลี้ยงตน
    ๘. ความชราของสามี
    ๙. มีใจริษยา
   ๑๐. สามีไปนอกถิ่นนาน




ขอบคุณ : dhamma.serichon.us/2018/05/24/สตรีถึงความวิบัติด้วยเ/
24 พฤษภาคม 2018 , By admin.
18  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คนบ้าอาจจะวิปลาสแค่ชาตินี้ คนไม่บ้าแต่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี..วิปลาสทุกชาติไป เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2021, 08:54:15 am



สติวิปลาส | คนบ้าอาจจะวิปลาสแค่ชาตินี้ คนไม่บ้าแต่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี..วิปลาสทุกชาติ


สติวิปลาส อ่านว่า สะ-ติ-วิ-ปะ-ลาด ประกอบด้วยคำว่า สติ + วิปลาส

(๑) “สติ”

รากศัพท์มาจาก สรฺ (ธาตุ = คิด, ระลึก; เบียดเบียน) + ติ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (สรฺ > ส) : สรฺ + ติ = สรติ > สติ แปลตามศัพท์ว่า
     (1) “กิริยาที่ระลึกได้”
     (2) “ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้”
     (3) “ผู้เบียดเบียนความประมาท”

“สติ” (อิตถีลิงค์) หมายถึง ความระลึกได้, การจำได้, สติ; ความตั้งใจ, การมีใจตื่นอยู่, ความตระหนัก, ความระมัดระวัง, ความเข้าใจ, การครองสติ, มโนธรรม, ความมีสติถึงตนเอง (memory, recognition, consciousness, intentness of mind, wakefulness of mind, mindfulness, alertness, lucidity of mind, self-possession, conscience, self-consciousness)

@@@@@@@

(๒) “วิปลาส”

บาลีเป็น “วิปลฺลาส” (วิ-ปัน-ลา-สะ) รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ปริ (คำอุปสรรค = รอบ) + อสฺ (ธาตุ = ซัด, ขว้างไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แปลง อิ ที่ ปริ เป็น ย (ปริ > ปรฺย), แปลง ร ที่ ปรฺ เป็น ล (ปรฺ > ปลฺ), แปลง ลฺย (คือ ปริ > ปรฺย > ปลฺย) เป็น ล (ปลฺย > ปลฺ), ซ้อน ล, ทีฆะ อะ ที่ อ-(สฺ) เป็น อา (อสฺ > อาส) : วิ + ปริ = วิปริ > วิปรฺย > วิปลฺย > วิปล > วิปลฺล + อสฺ = วิปลฺลส + ณ = วิปลฺลสณ > วิปลฺลส > วิปลฺลาส

“วิปลฺลาส” (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่ขว้างไปผิด” หมายถึง ความแปรปรวน, ความพลิกผัน, การกลับกัน, ความเปลี่ยนแปลง (โดยเฉพาะในทางไม่ดี), ความตรงกันข้าม, ความวิปริต, การทำให้ยุ่งเหยิง, ความเสียหาย, ความผิดเพี้ยน (reversal, change (esp. in a bad sense), inversion, perversion, derangement, corruption, distortion)

“วิปลฺลาส” สันสกฤตเป็น “วิปรฺยาส” , สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า (สะกดตามต้นฉบับ)
“วิปรฺยาส : (คำนาม) ‘วิบรรยาส,’ ไวปรีตย์, ความวิปริต, วิปักษตา; วิการ, ปริณาม, หรือความวิบัท; การคิดเห็นสิ่งที่ผิดเปนชอบหรือเห็นเท็จเปนจริง; contrariety, opposition; reverse; imagining what is unreal or false to be real or true.”

“วิปลฺลาส” ภาษาไทยเขียน “วิปลาส” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“วิปลาส : (คำกริยา) คลาดเคลื่อนไปจากธรรมดาสามัญ เช่น สติวิปลาส ตัวอักษรวิปลาส สัญญาวิปลาส. (ป. วิปลฺลาส, วิปริยาส; ส. วิปรฺยาส).”


@@@@@@@

สติ + วิปลาส = สติวิปลาส แปลว่า (1) “สติที่แปรปรวน” (2) “ความแปรปรวนแห่งสติ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“สติวิปลาส : (คำวิเศษณ์) มีสติฟั่นเฟือนคล้ายคนบ้า, สัญญาวิปลาส ก็ว่า.”

“สติวิปลาส” เป็นคำบาลีที่ผูกขึ้นใช้ในภาษาไทย ในคัมภีร์บาลียังไม่พบคำ “สติวิปลฺลาส” แต่มีคำอื่นที่คล้ายกัน ดังนี้
    – สญฺญาวิปลฺลาส = สัญญาคลาดเคลื่อน คือหมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง
    – จิตฺตวิปลฺลาส = จิตคลาดเคลื่อน คือความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง
    – ทิฏฺฐิวิปลฺลาส = ทิฐิคลาดเคลื่อน คือความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง

ในทางพระศาสนา ท่านว่าวิปลาสที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ –
     1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (to regard what is impermanent as permanent)
     2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (to regard what is painful as pleasant)
     3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (to regard what is non-self as a self)
     4. วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม (to regard what is foul as beautiful)

________________________________________________
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต

ดูก่อนภราดา.! คนบ้าอาจจะวิปลาสแค่ชาตินี้ คนไม่บ้าแต่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี วิปลาสทุกชาติไป





ขอขอบคุณ :-
บทความของ : ทองย้อย แสงสินชัย
web : dhamma.serichon.us/2018/05/24/สติวิปลาส-อ่านว่า-สะ-ติ-ว/
posted date : 24 พฤษภาคม 2018 admin   
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความเชื่อผิดๆ ที่ควรเปลี่ยนความคิดกันได้แล้ว เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2021, 08:24:38 am

ภาพจาก unsplash.com


ความเชื่อผิดๆ ที่ควรเปลี่ยนความคิดกันได้แล้ว

บางครั้งบางที ประสบการณ์ชีวิตก็ไม่สามารถเป็นตัวกำหนดความเป็นหรือไม่เป็นสิ่งใดได้ ยิ่งตอนนี้ที่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป บาง ผู้คนมีความหลากหลายทางความคิดและการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น การจำกัดกรอบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นจากสิ่งที่เคยเห็นจึงน่าจะเป็นความคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว ดังเช่น 7 เซ็ตความคิดที่ได้รวบรวมมาในวันนี้ ใครที่ยังคิดแบบนี้อยู่ คุณตามคนรุ่นใหม่ไม่ทันแล้วนะ!

ระวังวัยรุ่นเสียตัว ช่วงเทศกาล

เรามักได้เห็นความเป็นห่วงเป็นใยในการดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมอันดีงามในช่วงเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทงที่ผ่านมา และปีหน้าก็คงเป็นช่วงปีใหม่ วาเลนไทน์ วนกันไปอยู่อย่างนี้ จริงอยู่ที่เทศกาลต่างมักเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้เราทั้งหลายชายหญิงจะมาพบปะเจอกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดเรื่องแต่ในช่วงเทศกาลเท่านั้น อย่าลืมว่ามนุษย์ไม่ได้มีช่วงฤดูขยายพันธุ์อย่างสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น การระแวดระวังเป็นพิเศษอาจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

กินข้าวก่อนนอน = อ้วน

ในข้าว 1 ทัพพี ให้พลังงานประมาณ 80กิโลแคลอรี่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ปริมาณพลังงานที่ได้ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลง หากแต่การรับประทานอาหารแล้วใช้พลังงานไม่เท่ากับปริมาณที่รับเข้าไปร่างกายจะสะสมกลายเป็นส่วนเกินตามจุดต่างๆ การที่กินข้าวก่อนนอนอาจทำให้อ้วน นั่นเพราะกินเสร็จก็เข้านอน ร่างกายไม่ได้ใช้พลังงาน

เด็กเสียนิสัยเพราะเลียนแบบเพื่อน

เคยเจอปัญหานี้กันบ้างไหม เมื่อเราเห็นเด็กทำความผิดอะไร ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ มักถูกเข้าใจว่าทำ ‘ตามเพื่อน’ ซึ่งจริงอยู่ว่าวัยรุ่นนั้นเป็นวัยที่มีเพื่อนเป็นกลุ่มรักใครปรองดอง แต่โลกภายนอกสมัยนี้ไม่ได้มีเพียง ‘เพื่อน’ ที่จะเปิดโลกกว้างให้แก่กัน บางทีต้องสอบถามกันดี ๆ ว่าไปเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีนั้นมาจากไหน หรือใครกันแน่ที่เป็นเจ้าไอเดีย

กินหวานเยอะ จะเป็นเบาหวาน

เวลากินของหวานในปริมาณที่มากจนคนรอบข้างกลัว มักถูกเตือนให้รัะวังเป็นเบาหวาน แต่อันที่จริงแล้วเบาหวานเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือการที่ตับอ่อนทำงานผิดปกติ ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้มากพอจนเกิดโรคเบาหวาน รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ๆก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้เช่นกัน ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน หรือน้ำตาลมาก ๆไม่ได้แปลว่าจะเป็นเบาหวานเสมอไป หากรับประทานแล้วมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ(ข้อมูลจากsiphhospital.com)

ออกกำลังกายเสร็จแล้วนั่งทำให้บั้นท้ายโต

เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ส่งต่อกันตั้งแต่เรียนวิชาพละก็ว่าได้ เมื่อเล่นกีฬาอะไรจนเหนื่อยหอบและนั่งลงพัก มักมีคนทักให้ระวังก้นใหญ่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว การที่ก้นจะใหญ่ขึ้นได้นั้น เกิดจากมวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้น และอาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ได้ออกกำลังกายมากพอกับปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปนั่งนานๆ บ่อยๆ ไม่ได้ขยับร่างกาย ซึ่งทำให้เซลล์ไขมันสะสมมากขึ้น หากแต่เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วนั่งทันทีไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้ก้นใหญ่ขึ้น แต่จะทำให้เลือดไหลเวียนกลับสู่หัวใจทางเส้นเลือดดำได้ช้า กล้ามเนื้อหดเกร็ง เป็นตะคริว อัตราการเต้นหัวใจตกเร็ว ความดันเลือดตกเสี่ยงต่อการเป็นลมได้ ดังนั้นจึงควรมีการ cool down ก่อนทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ ออกกำลังกายเสร็จจึงอย่าเพิ่งนั่งลงทันทีนะ (ข้อมูลจากvichaiyut.com)

เลิกงานกลับบ้านช้าแปลว่าเป็นคนขยัน

ขอบอกว่าเชยมากกับความคิดนี้ ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าทำงานล่วงเวลาเป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด หากแต่ไม่ควรตั้งแง่กับคนที่กลับบ้านไวในเมื่อเขารับผิดชอบงานในหน้าที่เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยดีแล้ว การที่สามารถจบงานได้ภายในเวลางานนั่นอาจสะท้อนถึงการรู้จักบริหารจัดการเวลาได้อย่างถูกต้อง ในทางกลับกัน ก็ยังมีคนกะล่อนรอให้ผ่านไปเกือบค่อนวันค่อยเริ่มทำงาน เนียนเหมือนเป็นคนขยัน อันนี้ก็ต้องดูกันที่ความรับผิดชอบ

เมื่อไม่ = ใช่ / เปล่า ไม่มีอะไร = มี

ความเชื่อนี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป และส่วนใหญ่จะผิดเสียด้วย ที่ว่าส่วนใหญ่ของผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจ ปากบอก “ไม่” คือ “ใช่” หรือบอกว่า “ไม่มีอะไร” แปลว่า “มี” บางทีก็ต้องศึกษาทำความรู้จักนิสัยใจคอกันเอง มิเช่นนั้นการง้อแบบไม่ดูให้ดีจะกลายเป็นคนน่ารำคาญได้ บางครั้งเวลาที่คุณเธอบอกว่า “ไม่เป็นไร” อาจจะหมายความว่าไม่เป็นไรตามที่เธอพูดก็ได้นะ

ใส่แว่น = เรียนเก่ง

คนใส่แว่น คือคนที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาว ไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง หรือเนิ้ดแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะแต่ก่อน สิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินจนทำให้สายตามีปัญหามักเป็นการอ่านหนังสือ คนที่ชอบอ่านหนังสือจึงใช้สายตาเพ่งจนกลายเป็นคนใส่แว่น และคงแก่เรียนเพราะรักการอ่าน แต่สมัยนี้ที่มีทั้งจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์ และอีกมากมายที่ทำร้ายสายตา การที่คิดว่าคนนี้ใส่แว่นต้องเรียนเก่งแน่ ๆ ถือว่าเชยแล้วนะ





ขอบคุณ : https://today.line.me/th/v2/article/1DmnqXz?view=topic&referral=linetodayexclusive
LINE TODAY ORIGINAL, เผยแพร่ 21 พ.ย. ,เวลา 00.00 น. • pp.p
20  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สติทั่วไป กับ สติปัฏฐาน ต่างกันอย่างไร.? เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2021, 09:41:38 am



สติทั่วไป กับ สติปัฏฐาน ต่างกันอย่างไร.?

สติปัฏฐานมีการป้องกันวิปลาส คือ ความเห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง 4 ประการ คือ
     สุภวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนว่างาม 1
     สุขวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเป็นสุข 1
     นิจจวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเที่ยง 1
     อัตตวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเป็นอัตตา 1

โดยเรียกรวมว่า สติปัฏฐาน 4 คือ
สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่กาย เป็นไปกับการพืจารณากาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 1
สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่เวทนา เป็นไปกับการพิจารณาเวทนา เรียกว่า เวทนานุปัวสนาสติปัฏฐาน 1
สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่จิต เป็นไปเพื่อพิจารณาจิต เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติป้ฏฐาน 1
สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่ธรรม เป็นไปเพื่อพิจารณาธรรม เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน 1

เมื่อสติดังกล่าวป้องกันวิปลาสไม่ให้อิงอาศัยธรรม 4 อย่าง มี กายเป็นต้น ตัณหาก็ขาดอาหารคือวิปลาส ก็เกิดขึ้นครอบงำการปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นการปฏิบัติจึงกล่าวได้ว่า "มีสติปัฏฐาน 4 เป็นเบื้องต้น มี วิปัสสนาเป็นท่ามกลาง มีพระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 เป็นที่สุด"

พูดง่ายๆว่า การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวงนี้ ที่จะเว้นไปจากการเจริญสติปัฏฐานนี้หามีไม่ เพราะฉะนั้น ย่อมกล่าวได้ว่า การเจริญสติปัฏฐานเป็นอุบายดับทุกข์ทั้งปวง ข้อนี้ก็สมจริงตามที่ตรัสสรรเสริญ

อานิสงส์ของสติปัฏฐานไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร(ที.มหา. 10/321, ม.มู. 12/90)ว่า

”เอกายโน อยํ ภิกขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา.”

แปลว่า ”ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย มรรคนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งความเศร้าโศกร่ำให้รำพัน เพื่อความดับเสียได้ ซึ่งความทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม(ธรรมที่ควรรู้ คือ พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.) เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง มรรคนี้คืออันใดเล่า คือ สติปัฏฐาน 4 นั่นแล.”


@@@@@@@

คัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรส่งหล อักษรขอม กล่าวแจงรายละเอียดดังนี้ :-

จริตของวิปัสสนากรรมฐาน มี 2 คือ ตัณหาจริต และทิฏฐิจริต โดยจริตแบ่งย่อยตามสติปัฏฐาน 4 ดังนี้
1. บุคคลตัณหาจริตกล้าปัญญาน้อย เหมาะกับกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีการป้องกันสุภวิปัลลาสเป็นประธาน
2. บุคคลที่ตัณหาจริตอ่อนปัญญากล้า เหมาะกับเวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน มีการป้องกันสุขวิปัลลาสเป็นประธาน
3. บุคคลทิฏฐิจริตกล้าปัญญาน้อย เหมาะกับจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีการป้องกันนิจจวิปัลลาสเป็นประธาน
4. บุคคลทิฏฐิจริตอ่อนปัญญากล้า เหมาะกับธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีการป้องกันอัตตวิปัลลาสเป็นประธาน

เหตุที่จริตทั้งสอง และสติปํฏฐาน 4 มีความเหมาะสมกันดังกล่าว ก็เพราะว่า สัตว์บุคคลจะเห็นว่า
     1. งามในกายเป็นประมาณ
     2. เป็นสุขในเวทนาเป็นประมาณ
     3. เที่ยงในจิตเป็นประมาณ
     4. เป็นอัตตาในธรรมเป็นประมาณ

@@@@@@@

เหตุที่สติทั่วไปต่างกับสติปัฏฐาน ก็เพราะสติเป็นโสภณสาธารณะเจตสิก ย่อมเกิดได้กับจิตฝ่ายดีทุกประเภท ทั้งที่เป็นญาณวิปยุต และที่เป็นญาณสัมปยุต ส่วนวิปัสสนาญาณเป็นสัมปยุตแน่นอน ดังนั้นวิเสสลักขณะของสติทั่วไปกับของสติปัฏฐานจึงต่างกันดังนี้

      วิเสสลักขณของสติทั่วไป
      1. มีความไม่เลื่อนลอยเป็นลักษณะ
      2. มีความไม่หลงลืมเป็นกิจ
      3. มีความระมัดระวังเป็นผลปรากฏ
      4. มีความจำได้แม่นเป็นเหตุใกล้

      วิเสสลักขณะของสติปัฏฐาน
     1. มีการกำหนดเป็นลักษณะ
     2. มีการเกื้อต่อสัมปชัญญะเป็นกิจ
     3. มีการรั้งจืตให้ตั้งอยู่ในกรรมฐานเป็นผลปรากฏ
     4. มี กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุใกล้

คัมภีร์นิสสยะ อักษรมอญ อักษรพม่า อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรมล้านช้าง และอักษรโรมัน ขยายความเพิ่มเติมว่า อารมณ์ของสติปัฏฐาน มี กาย เวทนา จิต ธรรม ปรากฏแยกเป็นนามรูป กระจายฆนสัญญา(ความสำคัญว่าเป็นกลุ่มก้อน) เหมือนบ้านที่ถูกแยกออกเป็นส่วนๆ ความสำคัญว่าเป็นบ้านก็เกิดขึันไม่ได้ ในวิปัสสนาญาณแรก คือ นามรูปปริจเฉทญาณ ก็ด้วยกำลังการกำหนดแยกของสติปัฏฐานนั่นเอง







ขอขอบคุณ :-
บทความของ : สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
web : dhamma.serichon.us/2021/11/21/สติทั่วไปกับสติปัฏฐานต-2/
posted date : 21 พฤศจิกายน 2021 ,By admin.
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เคล็ดลับเสริมดวง อานิสงส์ทำบุญ แจกหนังสือธรรมะ เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2021, 08:58:45 am



เคล็ดลับเสริมดวง อานิสงส์ทำบุญ แจกหนังสือธรรมะ

ข่าวโหรดวงวันนี้ไปกันที่เพจ หมอแชมป์ กันตพัฒน์ อัครเตชะวรนันท์ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำบุญด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนคงจะทำบุญที่แตกต่างกันออกไป ตามความสะดวก กําลังทรัพย์ และรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกัน ล่าสุด ดวงD ได้เข้าไปส่องเพจ ของหมอแชมป์ และเห็นข้อมูลที่น่าสนใจ เลยอยากจะนำมาบอกต่อ นั้นก็คือเรื่องราวของ เคล็ดลับเสริมดวง อานิสงส์ทำบุญ แจกหนังสือธรรมะ การทำบุญในรูปแบบนี้จะส่งเสริมดวงและช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นในด้านไหนไปติดตาม

การแจกหนังสือเป็นธรรมทาน อานิสงส์จากการให้ธรรมทาน จะเป็นไปตามความมุ่งมั่นศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจซึ่งผู้ให้จะสัมผัสรับรู้ได้เอง การให้ที่ยิ่งใหญ่คือการให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด สาธุ…






ขอบพระคุณรูปภาพและข้อมูลดีๆ จาก : หมอแชมป์ กันตพัฒน์ อัครเตชะวรนันท์
<https://www.facebook.com/mhorchamp/?__tn__=-UC*F>
ขอบคุณ : https://today.line.me/th/v2/article/gz7RlzG
ดวง D โดย หมอแชมป์ , เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นี่แหละ ไทยสไตล์.! | 9 เรื่องอิหยังวะ.? ที่คนไทยชอบทำกัน จนเคยตัว เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2021, 08:21:33 am


นี่แหละ ไทยสไตล์.! | 9 เรื่องอิหยังวะ.? ที่คนไทยชอบทำกัน จนเคยตัว

“ภูมิใจเถอะที่ได้เกิดเป็นคนไทย..เกิดเป็นคนไทยโชคดีที่สุดในโลกแล้ว”

คำพูดที่ผู้ใหญ่มักจะพร่ำสอนลูกหลานเด็กรุ่นใหม่ให้รักและหวงแหนสิ่งที่เรามีเอาไว้ให้รุ่นต่อ ๆ ไปได้ชื่นชมกัน อาทิ ขนบธรรมเนียมประเพณี, ภาษาวัฒนธรรม,รอยยิ้มอารมณ์ขัน , ความกตัญญู ฯลฯ หารู้ไม่ว่าความภูมิใจที่มีมันค่อย ๆ เลือนหายไป เพราะบางอย่างนั้นถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย แต่สำหรับเมืองไทยดันเลือกจะแช่แข็งวัฒนธรรม แทบจะแตะต้องอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่พยายามที่จะประยุกต์นำกลับมาแต่ก็โดนต่อว่าถึงความไม่เหมาะสมอยู่เรื่อยไป

กลายเป็นว่าทุกอย่างที่เคยทำมานานเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปซะหมด ไม่สนความคิดเห็นรับไม่ได้กับเรื่องใหม่ ตะขิดตะขวงใจหากจะเกิดการเปลี่ยนแปลง วันนี้ LINE TODAY ได้รวมนิสัย วัฒนธรรม ความคุ้นชินแบบอิหยังวะของคนไทยส่วนใหญ่ คนไทยเท่านั้นรู้ดีมาพูดคุยกัน

@@@@@@@

1. ยิ้มได้กับทุกเรื่อง

เกิดเป็นแฮชแท็กฮิตเชื่อแล้วว่า #คนไทยเป็นคนตลก ไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้าย สถานการณ์บ้านเมืองหดหู่แค่ไหน ก็มักจะมีมุขตลกขบขัน มีมต่าง ๆ ออกมาล้อเลียนเสียดสีประชดชันกันสนุกสนานเรื่องเครียด ๆ กลับกลายเป็นไวรัลทำคลิปเรียกยอดไลค์ยอดแชร์ได้ดี จะอีกกี่สิบเรื่องก็เข้ามาเลยพร้อมรับมือได้หมด สมกับชื่อสยามเมืองยิ้มเสียจริง

2. ทักเรื่องรูปร่างคนอื่น

ไม่ว่าจะคนในครอบครัว หรือผู้ใหญ่ใกล้ชิดที่รู้จัก เจอหน้ามักจะทักทายด้วยคำว่า อ้วนขึ้นไปทำไรมาสิวขึ้นเยอะไปทำไรมาฯ วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของเด็กๆ ไม่สนใจเรื่องมารยาท พอเด็ก ๆ ไม่พอใจก็บอกหยอกเล่น เรื่องแค่นี้เองคิดมากเล่นไม่ได้วันหลังไม่เล่นละ เมคฟันกับการ body shaming โดยที่ไม่รู้สึกผิดสักนิด

3. ตากแดด เคารพธงชาติ

แหกขี้ตาตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อฝ่ารถติดไปให้ทันเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ ต่อด้วยอัปเดตข่าวสารกันกลางสนามโรงเรียนที่แดดเผาร้อนเร้าแค่ไหน ก็ต้องนั่งฟังวนไปจนจบ โดยที่คุณครูพากันหลบร่ม ส่วนเด็ก ๆ นั้นฝึกความอดทน อิหยังวะ รู้หรือไม่ว่าแสงแดดมันมีอันตรายกว่าที่คิดนะ

4. ผู้ใหญ่ทำผิดไม่ต้องขอโทษเด็ก

เกิดก่อนโตกว่าอายุมากกว่า ก็ทำเรื่องผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ หากเป็นผู้ใหญ่ทำผิดกับเด็ก ๆ หรือคนที่ด้อยกว่า มักจะปล่อยผ่านไม่กล้าที่จะพูดขอโทษตรงๆ มักจะเลือกใช้วิธีอื่นมาประนีประนอมแทนแต่ไม่ขอโทษหรอกเสียหน้า

5. พิธีรีตรองเยอะมาก

น้อย ๆ ไม่เล่นใหญ่ชอบนัก กว่าจะสำเร็จลุล่วงไปสักเรื่องต้องผ่านกระบวนการรับมอบ ตัดริบบิ้นถ่ายรูปกับไวนิล ติดป้ายประกาศใด ๆ ให้โลกรู้ว่าฉันเป็นคนทำ ก่อนหน้านี้ที่เห็นได้ชัดก็รับมอบวัคซีนที่กว่าเข็มจะปักลงที่แขนประชาชนนานโข ไหนจะพิธีเปิดบันไดเลื่อนใหม่ ทำไมต้องฝืนขนาดนี้

6. ทำดีอย่าชม กลัวเด็กเหลิง

ทำผิดครั้งเดียวโดนด่าโดนว่าจนหูชาหูผึ่งสามวันแปดวันไม่จบ ขุดเรื่องเก่ากลับมาด่าใหม่ได้ทุกครั้ง แต่พอทำเรื่องดี ๆ กลับเงียบสนิทอย่าไปชมเด็ก เดี๋ยวเด็กจะเหลิง เอ้าก็งงไปเลยสิคะ ความคิดช่างแปลกนัก เด็กทำดีก็ชมบ้างคงไม่เหลิงหรอก ชมให้เป็นพอเหมาะพอควรไม่อวยไส้แตกก็ไหวอยู่

7. เรียนจบให้ทำงานราชการ

หลายบ้านมักจะชื่นชม และคอยบอกเสมอให้เราเรียนจบไปแล้วทำงานราชการ มีอนาคตมั่นคงสวัสดิการดีมีเงินตกทอดถึงลูกหลาน แถมมีบำเน็จบำนาญเมื่อเกษียณ ถามว่ามันดีไหมก็ดีแหละ แต่จะมายัดเหยียดสิ่งที่ตัวเองอยากได้อยากเป็นให้ทำไม หวังดีแต่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบหรือถูกใจ มีหลายอาชีพและฝันที่รอพวกเขาอยู่ หันมาสนับสนุนความฝันของเด็ก ๆ จะดีกว่า

8. แช่แข็งวัฒนธรรม

เดี๋ยวกระทรวงนั้น เดี๋ยวกรมนี้ออกมาต่อว่าไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ ดูได้จากข่าวดรามาที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อย ๆ การหยิบจับวัฒนธรรมไทยมาประยุกต์ร่วมสมัยกลายเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงทุกครั้ง นั่นนี่แตะต้องไม่ได้ ใส่ชฎาเล่นคอนเสิร์ตได้หรอของมีครู เมืองไทยเมืองพุทธ เซ็กซ์ทอยอย่าขายให้เห็นอาชีพขายบริการไม่ควรขึ้นบนดินฯ แล้วไม่ต้องมาบ่นว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจวัฒนธรรม โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว

9. ผู้หญิงต้องทำงานบ้าน

ผู้หญิงต้องเป็นแม่ศรีเรือน แต่งงานไปจะได้ทำเป็นทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ทำอาหาร เกิดเป็นลูกสาวมักจะโดนใช้ให้ทำเรื่องเหล่านี้ตลอด อาจเป็นเพราะว่าสมัยก่อนผู้ชายต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเพศไหนก็ต้องทำมาหากิน จะให้เก็บกวาดบ้าน เลี้ยงลูก ทำกับข้าวรอสามีกลับบ้านไปเพื่ออะไร มีเงินสั่งเดลิเวอรี่ มีเงินจ้างคนใช้นะ

@@@@@@@

เรื่องดังกล่าวที่หยิบยกมาเป็นเพียงแค่บางส่วนที่คนไทยเขาทำกัน จะให้นำมาพูดอีกหลายเรื่องก็คงจะไม่จบเพราะมีเยอะแยะแตกแขนงไปมากมาย เห็นได้ว่าความเป็นไทยก็มีทั้งดีและแย่ แต่พอจะแก้ไขมันแก้ไม่ได้ เพราะไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ผู้ใหญ่หลายคนยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ไม่อยากให้เปลี่ยนไป แบบนี้ก็เหนื่อยใจอยู่นะ





ขอบคุณ : https://today.line.me/th/v2/article/MLOqNVM
LINE TODAY ORIGINAL, เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • pedpui
23  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / “อัฐธรรมสโมธาน” ตำราดูพระโพธิสัตว์ | ต้องเป็น "มนุษย์ผู้ชาย" เท่านั้น เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2021, 10:03:35 am



“อัฐธรรมสโมธาน” ตำราดูพระโพธิสัตว์ | ต้องเป็น "มนุษย์ผู้ชาย" เท่านั้น

ถ้ามีใครมาบอกว่า คนนั้นคนโน้นเป็น “พระโพธิสัตว์” เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าเขาเป็นพระโพธิสัตว์จริง

โพธิสัตว์ : ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา (พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต)

เกณฑ์การเป็นพระโพธิสัตว์ของสำนักหรือลัทธิความเชื่อต่างๆ กำหนดไว้อย่างไร ท่านที่สนใจอาจจะศึกษาหาความรู้กันได้ตามประสงค์ ที่จะว่าต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทของเรา คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทแสดงไว้ว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะได้นามว่า “โพธิสัตว์” คือผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป มี ๘ ประการ เรียกเป็นคำศัพท์ว่า “อัฐธรรมสโมธาน” ดังคำบาลีต่อไปนี้

     มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ     เหตุ สตฺถารทสฺสนํ
     ปพฺพชฺชา คุณสมฺปตฺติ      อธิกาโร จ ฉนฺทตา
     อฏฺฐธมฺม สโมธานา         อภินีหาโร สมิชฺฌติ.

     คำอ่านภาษาไทย :-
     มะนุสสัตตัง ลิงคะสัมปัตติ  เหตุ (เห-ตุ) สัตถาระทัสสะนัง
     ปัพพัชชา คุณะสัมปัตติ     อะธิกาโร จะ ฉันทะตา
     อัฏฺฐะธัมมะ สะโมธานา     อะภินีหาโร สะมิชฌะติ.


@@@@@@@

ถอดความว่า ผู้ที่จะเป็น “โพธิสัตว์” ต้องตั้งความปรารถนาโดยมีองค์ประกอบ ๘ ประการ ดังนี้

     (๑) มนุสฺสตฺตํ : ขณะตั้งความปรารถนาต้องเป็นมนุษย์ ท่านอธิบายว่า ผู้อยู่ในภพภูมิอื่น เช่นเป็นเทพหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน สภาพจิตไม่พร้อมที่จะตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ภูมิมนุษย์เท่านั้นที่สามารถพัฒนาจิตให้พร้อมได้

     (๒) ลิงฺคสมฺปตฺติ : ขณะตั้งความปรารถนา ต้องเป็นเพศชาย ข้อนี้นักนิยมความเสมอภาคทางเพศคงจะไม่เห็นด้วย แต่คัมภีร์ท่านว่าไว้อย่างนั้น-ทำนองเดียวกับที่ว่า ผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้ ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรจึงจะเข้าใจ คิดได้อย่างเดียวคือ อธิบายด้วยอุปมา
     อุปมาเหมือนตาลตัวเมียกับตาลตัวผู้
     ตาลที่มีลูก เราเรียกว่า “ตาลตัวเมีย”
     ตาลที่ไม่มีลูก เราเรียกว่า “ตาลตัวผู้”
     ตาลต้นไหนไม่มีลูก แม้อยากจะเป็นตาลตัวเมียก็เป็นไม่ได้
     ตาลต้นไหนมีลูก แม้อยากจะเป็นตาลตัวผู้ก็เป็นไม่ได้
     สภาพของธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง พระโพธิสัตว์ต้องเป็นผู้ชาย-ฉันใดก็ฉันนั้น

    (๓) เหตุ : มนุษย์ที่เป็นชายผู้นั้นต้องมีระดับจิตที่สามารถจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ในชาติที่ตั้งความปรารถนานั้นเอง อธิบายว่า บุคคลผู้นั้นปฏิบัติจิตภาวนาจนกระทั่งอีกก้าวเดียวก็จะข้ามจากปุถุชนขึ้นสู่ความเป็นพระอริยะ และไม่ใช่บรรลุธรรมแค่เป็นโสดาบัน หากแต่สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย หมายถึงว่า ถ้าบุคคลผู้นั้นปรารถนาจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นก็สามารถทำได้ แต่ไม่ปรารถนาจะเป็นพระอรหันต์ซึ่งหมดกิเลสไปเฉพาะตัวผู้เดียว หากแต่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเวไนยสัตว์ให้บรรลุธรรมได้ด้วย องค์ประกอบข้อนี้เท่ากับบอกว่า ใครที่กิเลสยังหนา ปัญญายังหยาบ ชาตินี้ปฏิบัติธรรมขนาดไหนก็บรรลุมรรคผลไม่ได้ อย่างนี้ละก็ย่อมไม่สามารถจะเป็นพระโพธิสัตว์ได้

     (๔) สตฺถารทสฺสนํ : ขณะตั้งความปรารถนานั้นได้พบพระพุทธเจ้าและได้รับพยากรณ์ว่าความปรารถนาจะสำเร็จกาลบัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว องค์ประกอบข้อนี้เป็นอันหมดหวังที่จะทำได้ คัมภีร์ท่านอธิบายไว้ด้วยว่า แม้จะไปตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ต่อหน้าพระพุทธปฏิมา สถูปเจดีย์ หรือโพธิพฤกษ์ใดๆ โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ก็ไม่อาจจะสำเร็จได้เลย

     (๕) ปพฺพชฺชา : ในขณะที่ตั้งความปรารถนาต้องอยู่ในเพศภิกษุ สามเณร หรือนักบวชที่เป็นสัมมาทิฐิ หมายความว่า ถ้ายังเป็นคฤหัสถ์ ตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้

     (๖) คุณสมฺปตฺติ : สำเร็จฌานสมาบัติและอภิญญามาแล้ว หมายความว่า ต้องเป็นคนที่ได้ปฏิบัติจิตภาวนาจนบรรลุอภิญญาสมาบัติมาแล้ว ผู้ไม่เคยปฏิบัติ หรือเคยปฏิบัติแต่ยังไม่ได้บรรลุถึงระดับที่กำหนด ตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ไม่สำเร็จ

     (๗) อธิกาโร : ประกอบกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งถึงขั้นสละชีวิต หมายความว่า ในการตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ต้องประกอบวีรกรรมสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งถึงขั้นยอมสละชีวิต ถ้าไม่ได้ทำเช่นนั้น ก็ตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ไม่สำเร็จ

     (๘) ฉนฺทตา : ปรารถนาพุทธภูมิอย่างเด็ดเดี่ยว คือตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเด็ดขาดแน่นอน แม้พบอุปสรรคหนักหนาขนาดไหนก็ไม่ถอยกลับ ข้อนี้ท่านวาดภาพให้เห็นว่า
      - สมมุติว่าใครจะเป็นพระพุทธเจ้าต้องไปตกนรกเป็นเวลานานสี่อสงไขยแสนมหากัปเสียก่อนจึงจะเป็นได้ ก็เต็มใจไปตก
      - สมมุติว่าสกลจักรวาลเต็มด้วยถ่านเพลิงที่ร้อนจัดไฟลุกแดง ใครเดินเท้าเปล่าลุยข้ามไปได้จึงจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เต็มใจเดินลุยข้ามไป
      - สมมุติว่าพื้นสกลจักรวาลมีใบหอกใบดาบปักอยู่ทุกตารางนิ้ว ใครเดินเท้าเปล่าฝ่าคมใบหอกใบดาบไปได้จึงจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เต็มใจเดินฝ่าไป
      - สมมุติว่าสกลจักรวาลมีน้ำเปี่ยมฝั่ง ใครว่ายข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่งได้จึงจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เต็มใจว่ายข้ามไป
      - สมมุติว่าสกลจักรวาลเต็มไปด้วยกอไผ่หนามหนาแน่นไม่มีช่องว่าง ใครเอาตัวดันฝ่าหนามไผ่ไปถึงฟากโน้นได้จึงจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เต็มใจที่จะฝ่าไป
     ใครปรารถนาพุทธภูมิด้วยหัวใจเด็ดเดี่ยวถึงขนาดที่ว่านี้ จึงจะครบองค์ประกอบข้อสุดท้าย ประเภท-ตั้งเช้า เย็นเลิก ตั้งวันนี้ พรุ่งนี้เลิก ตั้งปีนี้ ปีหน้าเลิก หรือตั้งเมื่อเป็นหนุ่มๆ พอแก่ก็เลิก-แบบนี้ไม่ใช่พระโพธิสัตว์แน่นอน


@@@@@@@

ตามองค์ประกอบที่ท่านแสดงไว้นี้จะเห็นได้ว่า การเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่เพียงแค่มีศรัทธานึกอยากจะเป็นก็ตั้งใจเป็นได้ทันที คนส่วนมากไม่ได้ศึกษาหลักการของท่าน แต่ใช้วิธีคิดเอาเองหรือกำหนดกฎเกณฑ์เอาเอง ไม่รับรู้ว่าหลักการเดิมของท่านกำหนดไว้อย่างไร หรือบางทีไปเจอหลักการเป็นพระโพธิสัตว์ของสำนักนั่นนี่โน่นแล้วเกิดเลื่อมใสชอบใจ แล้วก็เข้าใจว่าพระโพธิสัตว์คือแบบนั้น จึงเกิดมีพระโพธิสัตว์หลากหลายรูปแบบ

เราคงไม่สามารถไปบังคับให้ใครเชื่อองค์ประกอบการเป็นพระโพธิสัตว์ตามหลักการที่ท่านกำหนดไว้ในคัมภีร์ของเราได้หมดทุกคน แต่เราสามารถศึกษาหลักการให้เข้าใจและถือไว้เป็นมาตรฐาน เมื่อเห็นใครประกาศตัวเป็นพระโพธิสัตว์ ก็พึงรับรู้อย่างรู้เท่าทัน

ใครอยากเป็นพระโพธิสัตว์แบบไหน ก็เชิญเป็นกันตามอัธยาศัย แต่ “ตำราดูพระโพธิสัตว์” ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีอยู่ เชื่อหรือไม่เชื่อ ชอบหรือไม่ชอบ ไม่มีใครว่าอะไร แต่รู้ไว้ดีกว่าไม่รู้ อย่างน้อยก็ถูกหลอกได้ยากหน่อย





ที่มา :-
1. ปปัญจสูทนี อรรถกถามัชฌิมนิกาย ภาค ๓ หน้า ๖๔๑ พหุธาตุกสุตฺตวณฺณนา
2. มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ภาค ๑ หน้า ๖๓๒ เอกกนิปาตวณฺณนา
3. ปรมัตถทีปนี อรรถกถาอุทาน หน้า ๑๙๗ สุปฺปวาสาสุตฺตวณฺณนา
4. ปรมัตถทีปนี อรรถกถาอิติวุตตกะ หน้า ๑๙๐ วิตกฺกสุตฺตวณฺณนา
5. ปรมัตถโชติกา อรรถกถาสุตตนิบาต ภาค ๑ หน้า ๖๕ ขคฺควิสาณสุตฺตวณฺณนา
6. ปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา ภาค ๑ หน้า ๑๘ นิทานคาถาวณฺณนา
7. ชาตกัฏฐกถา ภาค ๑ หน้า ๒๗,๘๑ เอกนิปาตวณฺณนา (ทูเรนิทาน)
8. วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาอปทาน ภาค ๑ หน้า ๒๗,๘๒ ทูเรนิทานกถา, ๒๔๖ ปจฺเจกพุทฺธาปทานวณฺณนา
9. มธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงส์ หน้า ๑๗๗ สุเมธปตฺถนากถาวณฺณนา, ๔๘๖ โคตมพุทฺธวํสวณฺณนา
10. ปรมัตถทีปนี อรรถกถาจริยาปิฎก หน้า ๒๕ นิทานกถาวณฺณนา, ๔๕๖ ปกิณฺณกกถา
11. อัฏฐสาลินี อรรถกถาธัมมสังคณี หน้า ๑๑๑ นิทานกถา
12. สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาวิภังค์ หน้า ๗๐๑ ญาณวิภงฺคนิทฺเทส

ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ,๑๔:๕๐
web : dhamma.serichon.us/2021/11/06/ตำราดูพระโพธิสัตว์/
Posted date : 6 พฤศจิกายน 2021 admin   
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระเพทราชา กับตำนาน “ชายนอนหลับ” ชื่อ “สิงห์” และ “เสลี่ยง” วัดกุฎีทอง สุพรรณบุ เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2021, 09:32:58 am


“เสลี่ยงพระเพทราชา” ที่วัดกุฎีทอง จังหวัดสุพรรณบุรี


พระเพทราชา กับตำนาน “ชายนอนหลับ” ชื่อ “สิงห์” และ “เสลี่ยง” วัดกุฎีทอง สุพรรณบุรี


จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัดโบราณมากมายตั้งเรียงรายสองฟากฝั่งแม่น้ำสุพรรณ ทางใต้ของตัวเมืองสุพรรณ ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณมีวัดโบราณอยู่วัดหนึ่งที่ชาวบ้านต่างเล่าขานเป็นตำนานความเป็นมาของวัดนี้ว่าเกี่ยวข้องกับพระเพทราชา กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาผู้สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง วัดนี้คือ วัดกุฎีทอง

ผู้เฒ่าผู้แก่ชาววัดกุฎีทอง ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าประวัติวัดสืบต่อกันมาเป็นตำนานว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชายคนหนึ่งมานอนหลับอยู่ที่วัดเซิงหวาย (ชื่อเก่าของวัด) ชายคนนี้นอนกรนเป็นเสียงดนตรี ลูกศิษย์วัดเห็นแปลกประหลาด จึงไปบอกให้เจ้าอาวาสมาดู ปรากฏว่าเสียงกรนของชายคนนั้นเป็นเสียงดนตรีจริงๆ

พอดีชายผู้นั้นตื่นขึ้นก็ตกใจ เอามือขยี้ตาแล้วลุกขึ้นคุกเข่าพนมมือไหว้เจ้าอาวาส เจ้าอาวาสจึงถามว่า ไปยังไงมายังไงจึงมานอนหลับอยู่ที่นี่


วัดกุฎีทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ชายผู้นั้นบอกว่า เขาเกิดที่บ้านพลูหลวง (ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี) ถนัดในการเลี้ยงช้าง จะเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาเพื่อสมัครเป็นทหารในกองช้าง

เจ้าอาวาสวัดเซิงหวายพิจารณาดูลักษณะของชายผู้นั้นแล้วพูดขึ้นว่า “ขอให้รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ต่อไปวันข้างหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในแผ่นดิน” ชายผู้นั้นพูดว่า “ถ้าเป็นจริงดั่งคำกล่าวของท่านอาจารย์ จะกลับมาสร้างกุฏิทองถวาย” แล้วกราบลาเจ้าอาวาสวัดเซิงหวาย เดินทางมุ่งทิศตะวันออกบ่ายหน้าเข้ากรุงศรีอยุธยาต่อไป เข้าสมัครเป็นทหารในกองช้างของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาชายผู้นั้นมีพระนามว่า “พระเพทราชา” เป็นนายกองช้างที่มีความสามารถอย่างยิ่ง

พระเพทราชาเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้เป็นผู้เลี้ยงดูพระโอรสลับของพระองค์ (หลวงสรศักดิ์) ซึ่งเกิดกับหญิงชาวบ้าน จึงมีความสำคัญอยู่มาก ต่อมาพระเพทราชาทราบว่าพฤติกรรมของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ฝรั่งชาติกรีกอันเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพฤติกรรมลับๆ ติดต่อกับฝรั่งเศส จะให้ฝรั่งเศสครอบครองกรุงศรีอยุธยา พระเพทราชาจึงชิงฆ่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เสียก่อน

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวรหนักและเสด็จสวรรคตในเวลาต่อมา พระองค์ทรงไม่มีพระราชโอรสอย่างเป็นทางการที่จะสืบพระราชสมบัติ พระเพทราชาจึงราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นรัชกาลที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา ช่วงเวลาประมาณ พ.ศ. 2231-2246

“เสลี่ยงพระเพทราชา” ที่วัดกุฎีทอง

พระเพทราชาเป็นชาวสุพรรณ มีเนื้อความหลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงพระญาติวงศ์ ซึ่งอยู่บ้านพลูหลวง ของเมืองสุพรรณบุรี พอทราบว่าพระเพทราชาได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็พากันไปเยี่ยม นำเอาปลาและลูกตาลอ่อนขึ้นถวาย พระเพทราชาทรงให้การต้อนรับพระญาติวงศ์เป็นอันดี ทรงพูดจาภาษาชาวบ้าน (พูดเสียงเหน่อ) ที่เคยพูดมาแต่ก่อนโดยไม่ทรงถือพระองค์ ทรงเลี้ยงข้าวปลาอาหารและสุราจนเมามาย โปรดฯให้มหาดเล็กพาชมพระราชวัง แล้วพระราชทานเงินทองพร้อมทั้งของฝากให้แก่ผู้ที่ไม่ได้มาด้วย

ที่บ้านพลูหลวง (ปัจจุบันทางราชการเรียกเพี้ยนเป็นบ้านโพธิ์หลวง ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี) ถิ่นพระราชสมภพของพระเพทราชาก็มีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา 4-5 ชั่วคนเช่นกัน ว่า มีชายชื่อ “สิงห์” เป็นคนเก่งในการเลี้ยงช้างไปสมัครเป็นทหารในกองช้างของกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ถ้าเป็นจริงดั่งตำนานเล่าขานกันมา “สิงห์” ก็น่าจะเป็นชื่อเดิมของพระเพทราชาก็เป็นได้

กลับมาที่ตำนาน “ชายนอนหลับ” ประวัติวัดกุฎีทอง เล่าว่าต่อมาเมื่อเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา พระเพทราชาโปรดฯให้คนมาสร้างกุฏิเป็นทอง (น่าจะเป็นว่าสร้างกุฏิแล้วลงรักปิดทองด้วยแผ่นทองคำมากกว่าที่จะสร้างด้วยทองคำ) ถวายให้วัดเซิงหวาย และทรงเปลี่ยนชื่อวัดเซิงหวายเป็น “วัดกุฎีทอง”

นอกจากเรื่องกุฏีทองแล้ว ที่วัดกุฎีทองนี้ยังมีหลักฐานตามตำนาน คือ “เสลี่ยง” (คานหาม) ที่ชาวบ้านกุฎีทองต่างร่ำลือเชื่อกันว่าเป็นพระราชยานที่พระเพทราชาประทับมาเมื่อครั้งเสด็จมาสมโภชเฉลิมฉลองวัดกุฎีทอง และมิได้ทรงนำกลับไป ทรงถวายเสลี่ยงไว้เป็นสมบัติของวัด ซึ่งเสลี่ยงนั้นทางวัดยังเก็บรักษาและบูรณะปรากฏอยู่ถึงปัจจุบันนี้ (นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ศิลปะให้ข้อสังเกตว่า รูปทรงของเสลี่ยงจัดว่างามพอใช้ ลักษณะของลวดลายมีเค้าของลายเก่า แต่เชื่อว่าเป็นเสลี่ยงใหม่ที่อาจทำตามต้นฉบับเก่า อาจกำหนดอายุได้ประมาณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น) ผู้ใดสนใจเชิญไปเที่ยวชมได้ที่วัดกุฎีทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

(คัดจาก เอกสารประกอบการเสวนาของ สโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา 18 กันยายน 2557)






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : เสมียนอัคนี
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 30 เมษายน 2561
web : https://www.silpa-mag.com/history/article_16797
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จำปา (ลั่นทมสยาม) เข้าสู่ไทยอย่างไร ค้นหลักฐาน ไฉนกลายเป็น “ลีลาวดี” เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2021, 09:21:51 am

ภาพประกอบเนื้อหา - Plumieria


จำปา (ลั่นทมสยาม) เข้าสู่ไทยอย่างไร ค้นหลักฐาน ไฉนกลายเป็น “ลีลาวดี”

พืชในบ้านเรานี้มีหลากหลายชนิด บางชนิดมีหลายชื่อเรียก และปฏิเสธได้ยากว่า “จำปา” แห่งชมพูทวีปนั้นส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมในแถบเอเชีย มีชื่ออย่างจำปามอญ จำปาเขมร จำปาลาว ขณะที่คนไทยเรียกว่า “ลั่นทม” แต่ยังมีความสับสนลักลั่นในชื่อเรียก ดังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ใครเปลี่ยนชื่อ ลั่นทม เป็นลีลาวดี”

องค์ บรรจุน คอลัมนิสต์เกี่ยวกับมอญ อธิบายไว้ในบทความ “จำปามอญ จำปาขอม จำปาลาว กับลั่นทมสยามและลีลาวดี” ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2560 ว่า ลั่นทม หรือ Plumieria ได้ชื่อมาจาก ชาร์ล พลัมเมอร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ค้นพบลั่นทมแห่งหมู่เกาะแคริบเบียน ทวีปอเมริกาใต้ ก่อนนำกลับมาราชสำนักตามคำบัญชาให้ออกค้นหาพืชพันธุ์แปลกใหม่ ภายหลังจึงได้รับตั้งชื่อทางวิชาการเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Frangipani (กลิ่นหอม) และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumeria rubra L.

นักวิชาการเกษตรไทยเชื่อว่า ลั่นทมในประเทศไทยถูกนำเข้ามาจากอเมริกาใต้เมื่อราว 500 ปีก่อนโดยนักเดินเรือชาวสเปนหรือโปรตุเกส บ้างว่าเข้ามาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามที่รับรู้กันดีว่ายุคนั้นมีฝรั่งมาค้าขายกับอยุธยาจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ลั่นทมจึงไม่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมไทยยุคก่อนนั้น แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลตอนต้นแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า ลั่นทมถูกนำเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยพ่อค้าฝรั่งเศสเมื่อสมัยอยุธยา ไม่ก็โดยกองทัพฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมเมื่อราว 100 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนบทความอธิบายว่า เพิ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ชนชั้นสูงในไทยเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ดังปรากฏว่ามีการปลูกลั่นทมอย่างเอิกเกริกตามวังและวัดหลวงแทบทุกแห่ง

ส่วนคนเขมรและคนแถบภาคใต้ของไทยเรียกลั่นทม (ลีลาวดี) ว่า “จำปาขอม” คนอินโดนีเซียที่เรียก “จำปากัมพูชา” (Bunga Kamboja) แปลว่า บุหงากัมโพช คนลาวเรียก “จำปาลาว” และลาวก็ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติ เคยใช้เป็นสัญลักษณ์ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสมาแล้ว คนจีนเรียก “จี ตัน ฮวา” (Ji Dun Hua) แปลว่า ดอกไข่ไก่ ส่วนมอญเรียก “จำปามอญ”อ่านว่า (จำปาโหม่น)

ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ ลั่นทม (จำปา) “ผูกติดกับความเป็นมาของอาณาจักรจามปาของพวกจาม ฝรั่งนำดอกไม้ชนิดนี้มาจากอเมริกาใต้ แล้วไปโผล่ที่จามปา” แต่ในดินแดนประเทศไทยก็มีชื่อ “จามเทวี” กษัตรีมอญแห่งอาณาจักรหริภุญชัย (ครองราชย์ พ.ศ. 1206-13) รวมทั้งเมืองซับจำปา เมืองโบราณสมัยทวารวดี ที่แม้จะไม่ปรากฏชื่อในคำเรียกของชาวเมืองยุคสมัยนั้น แต่ชื่อที่ได้มาก็เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณในปัจจุบัน นั่นคือ ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี สถานที่ซึ่งมีต้นจำปาขนาดใหญ่จำนวนมากขึ้นในบริเวณที่มีน้ำซับพุขึ้นมาจากใต้ดิน

จำปาดังกล่าวแม้จะจัดอยู่ในวงศ์จำปา แต่ก็เป็นจำปาพันธุ์พิเศษ มีดอกสีขาวขนาดใหญ่ หอมนาน ทว่าออกดอกยาก ต่างจากจำปีและจำปาชนิดอื่น สำนักงานหอพรรณไม้ เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ รับรองว่าเป็นพืชพันธุ์ใหม่ของโลก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อว่า “จำปีสิรินธร” (Magnolia sirindhorniae Noot. & Chalermglin) นอกจากนี้ในพื้นที่บริเวณตำบลซับจำปายังเต็มไปด้วยชื่อบ้านนามเมืองที่ล้วนสัมพันธ์กัน เช่น วัดซับจำปา บ้านซับจำปา วัดศรีจำปา บ้านดงจำปา และวัดดงจำปา


@@@@@@@

จำปา

“จำปา” (Champaca) เป็นพืชในสกุล Magnolia วงศ์ Magnoliaceae เช่นเดียวกับจำปี ในความรับรู้ของคนไทย ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดของจำปาอยู่แถบประเทศไทย มาเลเซีย จีน และอินเดีย ซึ่งคนอินเดียเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า “จำปากะ” (Champaca) ดังปรากฏอยู่ข้างท้ายของชื่อวิทยาศาสตร์ Michelia champaca Linn. องค์ บรรจุน มองว่า ทำให้การเป็นแหล่งกำเนิดจำปาของอินเดียดูจะมีน้ำหนักมากกว่าที่แห่งอื่น

“จำปา” ยังเป็นดอกไม้โบราณที่อยู่ในพิธีกรรมสำคัญของชาวอินเดียหลายหลาก ชาวฮินดูถือคติว่าจำปาเป็นไม้มงคลเช่นเดียวกับโพธิ์และไทร จึงปลูกไว้ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และถูกใช้ในพิธีกรรมของพราหมณ์มาแต่โบราณ ในทางพุทธศาสนาก็ถือว่าจำปาเป็นต้นไม้ตรัสรู้ของอนาคตพระพุทธเจ้า เชื่อกันว่าคติดังกล่าวคงเดินทางมาสู่สุวรรณภูมิพร้อมกับการค้าและการเผยแผ่ศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธ ดังปรากฏร่องรอยคติความเชื่อเกี่ยวกับดอกจำปาที่ถูกใช้เป็นเครื่องประกอบในพิธีกรรมสำคัญของราชสำนักและชนชั้นสูงของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการยกย่องเป็น “พระยาแห่งดอกไม้” การกรองจำปาตกแต่งมณฑลพิธีภายในราชสำนัก ตลอดจนรับแขกบ้านแขกเมือง แม้แต่ผู้คนทั่วไปก็ใช้อ้างอิงในฐานะสีสำคัญสีหนึ่ง นั่นคือ “สีดอกจำปา”

ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น คติความเชื่อเกี่ยวกับจำปาจากอินเดียมาสู่สุวรรณภูมิ มักมีพื้นฐานมาจากการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา โดยเฉพาะทางด้านพระพุทธศาสนา เมื่อราว พ.ศ. 236 ภายหลังพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 270-331) เป็นองค์อุปัฏฐากสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 แล้วเสร็จ ได้จัดส่งสมณทูตออกเผยแผ่พุทธศาสนายังประเทศต่างๆ รวม 9 สาย ซึ่งสายที่ 8 นำโดยพระโสณเถระและพระอุตตรเถระมายังเมืองสะเทิมของมอญ ดินแดนสุวรรณภูมิ ดังปรากฏในจารึกกัลยาณี ของพระเจ้าธรรมเจดีย์ (ครองราชย์ พ.ศ. 2015-35) กษัตริย์มอญแห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งจารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2022 (จารึกกัลยาณี, 2526 : 123)

จากตำนาน พงศาวดาร และจารึกภาษามอญทำให้เห็นว่า แม้มอญจะใกล้ชิดกับอินเดียทั้งทางด้านศาสนา วัฒนธรรม และโดยเฉพาะอักษรภาษามาอย่างยาวนาน แต่มอญก็มีคำเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นของตนเองต่างหาก องค์ บรรจุนมอง่า จึงน่าเชื่อได้ว่า ก่อนการมาถึงของ “จำปากะ” จากอินเดีย ไม่เพียงแต่มอญ ชาวอุษาคเนย์เองก็คงจะมีไม้ดอกที่ชื่อว่า “จำปา” อยู่ก่อนแล้ว แม้ภายหลังต่อมาคนไทยจะเรียกขานว่า “ลั่นทม” ก็ตามที

@@@@@@@@

ลั่นทม

ปัจจุบันมอญยังคงเรียก “ลั่นทม” ของไทยในชื่อดั้งเดิมว่า “จำปาโหม่น” (จำปามอญ) ขณะที่คนลาวและเขมรเรียกว่า “จำปา” (เฉยๆ) แต่คนนอกวัฒนธรรมหรือชาติเพื่อนบ้านข้างเคียงที่คุ้นว่า “จำปา” (เฉยๆ) เป็นของดั้งเดิมของชนชาตินั้นๆ จึงเติมชื่อชนชาตินั้นๆ เข้าไปด้วยเพื่อให้ต่างจาก “จำปากะ” ที่มาจากอินเดียภายหลังว่า “จำปาลาว” จำปาขอม” หรือ “จำปากัมโพช” เป็นต้น

ความพยายามสร้างศัพท์สันนิษฐานเกิดขึ้นหลายแนวคิด บ้างว่า “ลั่นทม” มาจาก “ผกาธม” หมายถึงดอกไม้ใหญ่ หรือ ดอกไม้แห่งนครธม อย่างที่พบคำอธิบายลักษณะนี้ได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต นั่นคือ “ลั่นทม เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร…เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธมได้ชัยชนะ แล้วเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า ‘ลั่นธม’ เพราะ ‘ลั่น’ แปลว่า ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง ‘ธม’ หมายถึง ‘นครธม’ ภายหลัง ‘ลั่นธม’ เพี้ยนเป็น ‘ลั่นทม’…” เป็นการอธิบายความว่า ไทยได้พันธุ์ไม้ชนิดนี้มาภายหลังพระเจ้าสามพระยา หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงยกทัพพิชิตนครธมเมื่อ พ.ศ. 1974

บ้างว่ามีที่มาจาก “สรันธม” ที่ว่า “แผลงมาจากภาษาเขมรโบราณว่า ‘สรันธม’ แปลว่า ดอกไม้แห่งความรักที่มั่นคง…” หรือ “…‘ลั่น’ แปลว่าแตกหัก หรือละทิ้ง ‘ลั่นทม’ จึงหมายถึงการละแล้วซึ่งความโศกเศร้า ทุกข์ระทม…”

บ้างว่ามาจาก “ผกาธม” ซึ่งเป็นภาษาเขมร แปลว่าดอกไม้ใหญ่ ดังจะเห็นว่า คำอธิบายเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่ชอบมาพากล เป็นการโยนบาปให้กับ “ลั่นทม” ที่ก่อนหน้าไม่นานคนไทยยังมองว่าเป็นชื่อพันธุ์ไม้อัปมงคล เนื่องจากพ้องกับคำว่า ระทม ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ไหนแต่ไรมา เราจึงเห็นว่าจะมีก็แต่ในวัดและวังเท่านั้นที่ปลูกต้นลั่นทมให้เห็น ไม่สมควรที่จะปลูกในเขตบ้าน ขณะเดียวกันก็สร้างความเป็นอื่นและตอกย้ำเพื่อนบ้านที่สมอ้างว่าเป็นเจ้าของลั่นทม ก่อนที่ไทยจะได้มาครอบครองพร้อมชัยชนะ ทั้งนี้ก็เป็นการมุ่งอธิบายแก้ต่างให้พันธุ์ไม้ที่โชคร้ายเพราะมีชื่อเป็นอัปมงคล เพื่อให้สอดรับกับตลาดค้าต้นไม้ในช่วงเวลาที่ผู้คนหันมานิยมเพาะเลี้ยงลั่นทมกันอย่างแพร่หลายเป็นล่ำเป็นสัน

ทั้งสองสามชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นการลากเข้าศัพท์ภาษาเขมรทั้งสิ้น แบบต่างคนต่างทำแก้ขัดระหว่างที่ยังไม่มีใครศึกษาจริงจังในทางวิชาการ ข้อควรระมัดระวังก็คือ คำอธิบายเหล่านั้นผูกเข้ากับประวัติศาสตร์สงครามในอดีตระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ต่างอะไรกับกุหลาบมอญหรือกุหลาบเมาะลำเลิง ที่หากเข้าไปค้นหาที่มาในอินเตอร์เน็ตก็จะพบคำตอบที่ไม่ต่างกัน นั่นคือ “ที่มันมีชื่อว่ากุหลาบมอญ ก็เพราะมันเป็นกุหลาบพันธุ์พื้นเมืองของหงสาวดี ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกลับมาปลูกในประเทศไทยหลังจากเสร็จศึกสงครามนั่นเอง…” แต่ใครอย่าไปเที่ยวหากุหลาบทั้ง 2 ชนิดนั้นในเมืองหงสาวดีเลย ไม่มีให้เห็นง่ายๆ อย่างแน่นอน


@@@@@@@

จากที่ผู้เขียนบทความประมวลที่มาของลั่นทมทั้งหมดแล้ว องค์ บรรจุน แสดงความคิดเห็นว่า ข้อมูลที่น่ารับฟังก็คือ “ถูกนำเข้ามายังประเทศไทยโดยชาวฝรั่งเศสหรือชาวยุโรป” เบื้องต้นชาวฝรั่งเศสหรือชาวยุโรปคงนิยมปลูกลั่นทมไว้ข้างหลุมศพเพื่อเป็นจุดหมายตา ลั่นทมจึงมีภาพลักษณ์คู่กับหลุมศพหรือสุสานฝรั่งในสายตาคนไทย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรู้สึก “ระทม” ส่วนที่มาของชื่อ “ลั่นทม” คงต้องอาศัยการสืบค้นอย่างถี่ถ้วนกว่านี้

เมื่อพิจารณาในส่วนของการเรียกชื่อพันธุ์ไม้นี้ของมอญพบว่า มอญน่ารู้จัก “จำปา” (ลั่นทม) ก่อน “จำปากะ” (จำปา) จึงอาจเป็นไปได้ว่า ต้นจำปาของมอญ เขมร และลาว หรือลั่นทมของไทย น่าจะเป็นต้นไม้พื้นถิ่นของภูมิภาคนี้หรือไม่ก็เป็นพืชต่างถิ่นที่เข้ามาก่อน หรืออาจจะมีความเป็นมาที่ซับซ้อนกว่านี้ก็เป็นได้ เพราะเพียงคำว่า “ลั่นทม” เองก็แปลกประหลาด ด้วยเพื่อนบ้านสุวรรณภูมิล้วนเรียกขานด้วยชื่อ “จำปา” ด้วยกันทั้งสิ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนชื่อ เพราะเหตุที่มันถูกพยายามเปลี่ยนชื่อ มาจากชื่อของมันโดยตัวของมันเอง ไม่เกี่ยวข้องกับความแปลกประหลาดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม การสืบค้นไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้เปลี่ยนชื่อจาก ลั่นทม เป็น ลีลาวดี แม้จะร่ำลือกันว่า สมเด็จพระเทพฯ เป็นผู้พระราชทานชื่อให้ แต่ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธแล้ว ดังนั้นจึงน่าจะเชื่อได้ว่าคงมีคนคิดชื่อใหม่ขึ้นไล่เลี่ยกับเมื่อคราวสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วง พ.ศ. 2547-48

ครั้งนั้นมีเตรียมการสั่งต้นลั่นทมในนามลีลาวดีเข้าไปตกแต่งสนามบินสุวรรณภูมิจำนวนมาก อ้างว่าเป็นต้นไม้มงคลนามพระราชทาน คราวนั้นเกิดกระแส “ลั่นทมฟีเวอร์” เจ้าของสวนไม้ดอกไม้ประดับปลูกเลี้ยงกันไม่ทัน พาขาดตลาด ลั่นทมเก่าแก่ตามวัดถูกขโมยขุดไปขายไม่เว้นแต่ละวัน มีการนำมาทำไม้กระถางตกแต่งบ้านเรือนกันเอิกเกริก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่นานยังตั้งข้อรังเกียจว่าจะพาเจ้าของบ้านทุกข์ระทม และเมื่อกระแสซาลง หลังการตรวจสอบงบประมาณในการจัดสวนและจัดซื้อต้นลั่นทมที่สูงถึง 700 ล้านบาท เจ้าของสวนที่ซื้อหรือเลี้ยงไว้รอเก็งกำไรก็ทุกข์ระทมจริงๆ เพราะขายไม่ออก หันมาเปลี่ยนชื่อไม้พันธุ์ใหม่ๆ ให้เป็นมงคลจูงใจคนที่ยึดติดกับชื่อต่อไป

ใครเดินตลาดต้นไม้จตุจักรช่วงนั้นก็จะเห็นต้นไม้ที่คุ้นเคยแต่มีป้ายชื่อเป็นมงคลปักอยู่โคนกระถาง หากยังขายไม่ออก สัปดาห์ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อใหม่ จนบางครั้งคนตั้งชื่อเองก็ลืม และพันธุ์เดียวกันแต่มีหลายชื่อ ลูกค้าแต่ละรายจะรับรู้ชื่อที่ไม่เหมือนกันเลย คงเหมือนกับคนที่ถูกหมอดูทักให้เปลี่ยนชื่อ บางคนเปลี่ยนเป็นสิบชื่อ ชีวิตก็ยังไม่ดีขึ้น นั่นคงเป็นเพราะยังไม่ได้เปลี่ยนลักษณะนิสัยมากกว่า

 


หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “จำปามอญ จำปาขอม จำปาลาว กับลั่นทมสยามและลีลาวดี” โดย องค์ บรรจุน เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2560
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 21 เมษายน 2563
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_48780
26  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทุพภาสิต “ปากเสีย” เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2021, 09:32:29 am





ทุพภาสิต “ปากเสีย”

ทุพภาสิต อ่านว่า ทุบ-พา-สิด “ทุพภาสิต” เขียนแบบบาลีเป็น “ทุพฺภาสิต” (มีจุดใต้ พฺ) อ่านว่า ทุบ-พา-สิ-ตะ ประกอบด้วย ทุ + ภาสิต

@@@@@@@

(๑) “ทุ”

เป็นคําอุปสรรค (อุปสรรค : คำสำหรับใช้เติมข้างหน้าคำนามหรือคำกริยาที่เป็นรูปคำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพี้ยนไปจากเดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็นคำเดียวกับคำนามหรือคำกริยานั้น เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามลำพัง) มีความหมายว่า ชั่ว, ผิด, ยาก, ลําบาก, ทราม, การใช้ไปในทางที่ผิด, ความยุ่งยาก, ความเลว (bad, wrong, perverseness, difficulty, badness)

“ทุ” อุปสรรคคำนี้นักเรียนบาลีในไทยท่องจำคำแปลได้ตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ว่า “ทุ: ชั่ว, ยาก, ลําบาก, ทราม, น้อย”

@@@@@@@

(๒) “ภาสิต”

บาลีอ่านว่า พา-สิ-ตะ รากศัพท์มาจาก ภาสฺ (ธาตุ = พูด) + อิ อาคมท้ายธาตุ + ต ปัจจัย : ภาสฺ + อิ + ต = ภาสิต แปลตามศัพท์ว่า “คำที่พึงพูด”

“ภาสิต” ตามรูปศัพท์เป็นคำกริยาอดีตกาล (past participle) กรรมวาจก แปลว่า “(คำ อันเขา) กล่าวแล้ว” หมายถึง คำหรือเรื่องราวที่ถูกกล่าว, พูด, เอ่ย (spoken, said, uttered)

แต่ “ภาสิต” สามารถใช้เป็นคำนามก็ได้ด้วย แปลว่า คำพูด, ถ้อยคำ (speech, word)
บาลี “ภาสิต” (ส เสือ) ในภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ภาษิต” (ษ ฤๅษี)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“ภาษิต : (คำนาม) ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน. (ส.).”


@@@@@@@

ทุ + ภาสิต ซ้อน พฺ ตามกฎการซ้อนพยัญชนะ คือ ซ้อนพยัญชนะในวรรคเดียวกันที่อยู่หน้าพยัญชนะแรกของศัพท์หลัง
     “พยัญชนะแรกของศัพท์หลัง” ในที่นี้คือ “ภ”
      พยัญชนะในวรรคเดียวกันที่มี “ภ” คือ ป ผ พ ภ ม
      พยัญชนะที่อยู่หน้า ภ คือ “พ”

เพราะฉะนั้น : ทุ + พฺ + ภาสิต = ทุพฺภาสิต (ทุบ-พา-สิ-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “พูดชั่ว” หรือ “คำที่พูดชั่ว”

“ทุพฺภาสิต” ในที่นี้ใช้ในภาษาไทยเป็น “ทุพภาสิต” (ไม่มีจุดใต้ พ และคงใช้ ส เสือ ตามรูปบาลี) อ่านว่า ทุบ-พา-สิด


@@@@@@@

ขยายความ

“ทุพภาสิต” เป็นชื่ออาบัติ คือ โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบท หรือข้อห้ามแห่งภิกษุ 1 ใน 7 อย่าง

อาบัติมี 7 ชื่อ มีความหมายตามลักษณะความผิด (เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความ) ดังนี้
     (1) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก”
     (2) สังฆาทิเสส = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน”
     (3) ถุลลัจจัย = “เลวอย่างหยาบ”
     (4) ปาจิตตีย์ = “ทำดีตกแตก”
     (5) ปาฏิเทสนียะ = “รับสารภาพ”
     (6) ทุกกฏ = “มารยาททราม”
     (7) ทุพภาสิต = “ปากเสีย”

มาตรการลงโทษกำหนดไว้ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ)
     (1) ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ
     (2) ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามวิธีการที่กำหนด
     (3-7) เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “ทุพภาสิต” ไว้ดังนี้
ทุพภาสิต : “พูดไม่ดี” “คำชั่ว” “คำเสียหาย” ชื่ออาบัติเบาที่สุดที่เกี่ยวกับคำพูด เป็นความผิดในลำดับถัดรองจากทุกกฏ เช่น ภิกษุพูดกับภิกษุที่มีกำเนิดเป็นจัณฑาล ว่าเป็นคนชาติจัณฑาล ถ้ามุ่งว่ากระทบให้อัปยศ ต้องอาบัติทุกกฏ แต่ถ้ามุ่งเพียงล้อเล่น ต้องอาบัติทุพภาสิต.






ขอขอบคุณ :-
บทความของ : ทองย้อย แสงสินชัย
web : dhamma.serichon.us/2021/11/18/ทุพภาสิต-ปากเสีย/
posted date : 18 พฤศจิกายน 2021 By admin.
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 3 วิธี ทำทานอย่างไร ให้ได้อานิสงส์สูงสุด เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2021, 09:06:52 am



3 วิธี ทำทานอย่างไร ให้ได้อานิสงส์สูงสุด

การให้ทาน คือการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ เสียสละ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ให้แง่คิดไว้ในหนังสือเรื่อง วิธีสร้างบุญบารมี แก่ผู้ที่ชอบทำบุญ ทำทาน ให้ได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติตาม ซึ่งในเรื่องของการทำทานนั้น ได้กล่าวถึงองค์ประกอบ 3 ประการ ในการทำทานให้ได้บุญบารมีมาก จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

@@@@@@@

1. วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์

วัตถุทาน คือการที่เสียสละสิ่งของ ทรัพย์สินของตนให้เป็นทาน ซึ่งวัตถุสิ่งนั้น จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ นั่นก็คือของที่ได้มาจากการแสวงหาเอง ได้ความด้วยความบริสุทธิ์จากการประกอบอาชีพของตน ไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้มาซึ่งของสิ่งนั้น เช่น การยักยอก ทุจริต ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ กล่าวคือการทำผิดกฎหมายนั่นเอง

@@@@@@@

2. เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์

    - ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะให้ทานต้องมีจิตที่ร่าเริงเบิกบาน ยินดีที่จะให้ทานนั้นแก่ผู้อื่น
    - ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังมือให้ทานนั้น ก็ต้องทำด้วยจิตใจที่ร่าเริงยินดี และเบิกบานที่จะในทานที่กำลังให้กับผู้อื่น
    - ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว เมื่อให้ทานไปแล้ว หากได้หวนถึงทานที่ได้ให้ไป ก็มีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบาน ยินดีกับทานที่ให้ไป
    กล่าวคือเจตนาบริสุทธิ์ในการทำทานอยู่ที่จิตใจ ที่ยินดีที่จะทำทานนั้น ซึ่งการทำทานด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ก็เช่น ทำทานด้วยความฝืนใจ ทำเพราะเสียไม่ได้ หรือต้องจำใจทำทาน

@@@@@@@

3. เนื้อนาบุญของผู้รับทานต้องบริสุทธิ์

การให้ทานนั้น บุคคลที่เราให้ทานด้วยเป็นสิ่งสำคัญ คือต้องให้ทานกับผู้ที่มีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ หากผู้ที่ได้รับทานเป็นคนที่ไม่ดี ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
ภาพ  : istockphoto
web : https://www.sanook.com/horoscope/217217/
21 พ.ย. 64 (07:30 น.) ,By Mintra T.
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พบเมืองลับแลประเทศลาว! ทางเดินเข้าหมู่บ้านสุดลึกลับลุยถ้ำน้ำเข้าไปในความมืด เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2021, 09:35:57 am



พบเมืองลับแลประเทศลาว! ทางเดินเข้าหมู่บ้านสุดลึกลับลุยถ้ำน้ำเข้าไปในความมืด

กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียลในตอนนี้ หลังจากที่หลวงพี่ท่านหนึ่งได้โพสต์ภาพบรรยากาศการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านลับแลของประเทศลาว ผ่านทางกลุ่มเฟซบุ๊ค ลุยป่า ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก



โดยเส้นทางนี้ ได้ชื่อว่าเป็นทางเข้าหมุ๋บ้านลับแล เมืองคูนคำ แขวงคำมวน ประเทศลาว ดูจากทางเข้าแล้วเรียกได้ว่านี่คือเมืองลับแลที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังธรรมชาติอย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้




ทางเข้าหมู่บ้านที่ต้องเดินเท้าผ่านถ้ำน้ำที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากไฟฉายเท่านั้นที่จะช่วยนำทาง จากบริเวณหน้าปากถ้ำใช้เวลาเดินผ่านถ้ำที่มืดมิดไปประมาณ 45 นาที ถึงจะทะลุอีกด้านหนึ่ง ซึ่งต้องเดินเท้าต่อไปตามเส้นทางโบราณเพื่อเข้าสู่หมู่บ้านกะตึบ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนและาวบ้านอาศัยอยู่จริง ในหมู่บ้านนี้มีคนอาศัยประมาน 13 ครัวเรือน ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาและตัดขาดจากโลกภายนอก



ภายในหมู่บ้านมีร่องรอยอารยธรรมเฉกเช่นหมู่บ้านทั่วไป มีวัดที่เป็นศาสนสถานของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรเลย เรียกได้ว่านี่คือหมู่บ้านที่มีความลึกลับและใกล้เคียงกับคำว่าหมู่บ้านลับแลมากที่สุด หากใครมีโอกาสไปเที่ยวแขวงคำม่วน ประเทศลาว ลองแวะไปเที่ยวกันครับ

 



ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1429989/
19 พ.ย. 64 (14:00 น.) , By Peeranut P.
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อานิสงส์ 5 ข้อ จากการฟังเทศน์มหาชาติ ทั้ง 13 กัณฑ์ เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2021, 09:21:33 am



อานิสงส์ 5 ข้อ จากการฟังเทศน์มหาชาติ ทั้ง 13 กัณฑ์

การเทศน์มหาชาติ นับเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสิบต่อกันมาอย่างยาวนาน และเป็นการทำบุญที่สำคัญอีกงานหนึ่ง มีระยะเวลาในการจัดของแต่ละภาค อย่างเช่นภาคเหนือจะนิยมจัดเทศน์ในเดือนยี่ ที่นอกจากจะมีประเพณีลอยกระทงแล้ว ยังมีประเพณี การตั้งธรรมหลวง หรือฟังเทศน์มหาชาติ โดยจะจัดขึ้นในเดือนเพ็ญที่เรียกว่า ยี่เป็ง คือวันเพ็ญ เดือน 12 ที่กำลังจะถึงนี้ นับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฟังธรรมกัน

โดยการฟังเทศน์มหาชาตินั้นมีความเชื่อว่า ผู้ฟังเทศน์จะได้บุญมาก และยังได้รับอานิสงส์ที่หลากหลายหากฟังครบจบทั้ง 13 กัณฑ์ ภายใน 1 วัน ซึ่งอานิสงส์ที่จะได้รับจากการฟังเทศน์มหาชาตินั้นมีดังนี้

    1. เชื่อว่า เมื่อตายจากโลกนี้แล้ว จะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้า พระนามว่า ศรีอริยเมตไตย ในอนาคต
    2. เชื่อว่า เมื่อดับขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ จะเสวยทิพยสมบัติมโหฬาร
    3. เชื่อว่า เมื่อตายไปแล้วจะไม่ตกนรก
    4. เชื่อว่า เมื่อถึงยุคพระพุทธเจ้าพระนามว่า ศรีอริยเมตไตย จะได้จุติไปเกิดเป็นมนุษย์
    5. เชื่อว่า ได้ฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ จะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระอริยบุคคล




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : สถาบันศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
web : https://www.sanook.com/horoscope/218797/
18 พ.ย. 64 (07:30 น.) , S! Horoscope : สนับสนุนเนื้อหา
30  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ท่านตั้งใจบวชตามใคร.? | ใครเป็นครูของท่าน.? | ท่านชอบใจธรรมะของใคร.? เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2021, 10:00:54 am


ท่านตั้งใจบวชตามใคร.? | ใครเป็นครูของท่าน.? | ท่านชอบใจธรรมะของใคร.?

พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันวาน หลักธรรมคำสอนใดๆ ที่เราเห็นอยู่ในพระคัมภีร์วันนี้ เราไม่ใช่คนแรกที่เห็น บูรพาจารย์ท่านเรียนท่านดูท่านรู้ท่านเห็นมาก่อนเรา เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่อิ่มแค่ศึกษาเรียนรู้จากพระคัมภีร์ ก็ตามไปดูมติของท่านบูรพาจารย์

เมื่อศึกษาหมดสิ้นตลอดสายแล้ว ต่อจากนั้นก็ถึงทีของเราที่จะแสดงความเห็น เรามีความเห็นอย่างไรต่อหลักคำสอนนั้นๆ ก็ว่าไปได้เต็มที่ ขอเพียงอย่างเดียว-ขอให้มีความซื่อตรงสุจริต ตามธรรมดาตลอดสายของพระคัมภีร์จะไม่ขัดแย้งกัน มีแต่จะช่วยเสริมความเข้าใจให้กระจ่างแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือความซื่อตรง ความเห็นของบูรพาจารย์ก็จะไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ ประเด็นไหนมีข้อเยื้องแย้ง ท่านก็จะทำเพียงแสดงเหตุผลประกอบไว้เพื่อให้ช่วยกันพิจารณา แต่จะไม่หักล้างเพิกถอน นี่ก็คือความซื่อตรง

ตามที่ว่ามานี้ อาจเข้าใจไปว่าความซื่อตรงคือต้องเห็นด้วยเท่านั้น ห้ามโต้แย้ง ตรงนี้ต้องขออนุญาตขยายความพระธรรมวินัยนั้นเป็นกฎกติกาของสังคมสงฆ์ พระธรรมวินัยว่าไว้อย่างไร ใครเข้าไปอยู่ในสังคมสงฆ์ ก็หมายถึง ชอบใจในพระธรรมวินัย และพร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น เมื่อใช้สิทธิ์ในการเข้าไปเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ จึงเท่ากับสละสิทธิ์ที่จะเห็นต่างหรือเห็นแย้งกับพระธรรมวินัยไปแล้ว แบบนี้ไม่ใช่เผด็จการหรือปิดกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

เรายังสามารถใช้เสรีภาพในความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ตามที่เราปรารถนา แต่ต้องตั้งอยู่บนความซื่อตรง ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อถือ ไม่ปรารถนาจะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เราก็มีสิทธิ์ที่จะออกไปจากพระธรรมวินัยที่เราไม่เชื่อนั้นได้ทันที หมายความว่า หลักของผู้ที่เจริญแล้วในโลกนี้มีอยู่ว่า เมื่อใครชอบใจสังคมสมาคมของใคร ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกของสังคมนั้นๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสังคมนั้นๆ

    กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต, - ท่านตั้งใจบวชตามใคร
    โก วา เต สตฺถา, - ใครเป็นครูของท่าน
    กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสิ. - ท่านชอบใจธรรมะของใคร
    คำถามของอุปติสสปริพาชก (พระสารีบุตร) ถามพระอัสสชิเถระ

__________________________________
ที่มา : ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ หน้า ๘๓ (สัญชยวัตถุ)

@@@@@@@

กฎกติกามารยาทของสังคมสงฆ์ก็คือ พระธรรมวินัย เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ ก็คือสมัครใจพอใจที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ถ้าไม่ชอบใจ ไม่พอใจ หรือเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้จะด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ก็มีความซื่อตรง คือสละสิทธิ์ที่จะเป็นสมาชิกในสังคมสงฆ์ออกไปเสีย

การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า เสือกไสไล่ส่ง หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความซื่อตรง สังคมที่เจริญแล้วที่ไหนๆ ก็ยอมรับกฎกติกาดังว่านี้กันทั้งนั้น ไม่เชื่อ ไม่เห็นด้วย โต้แย้ง ไม่ปฏิบัติตาม แต่ก็ยังอยู่ในสังคมนั้นด้วย แบบนี้คือไม่มีความซื่อตรง

ที่มีปัญหาอยู่ในเวลานี้ก็เพราะความไม่ซื่อตรงแบบนี้แหละ คือ ขอใช้สิทธิ์เป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ด้วย แล้วก็ใช้อภิสิทธิ์ (ซึ่งตามเป็นจริงแล้วใช้ไม่ได้) ขอไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว

การได้สิทธิ์อยู่ในสังคมสงฆ์ก็เพราะมีสัญญาที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจึงเท่ากับบอกคืนสิทธิ์ที่จะอยู่ในสังคมสงฆ์นั่นเอง นี่คือความซื่อตรง นี่คือความตรงไปตรงมา ดังนั้น การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่ยังถือสิทธิ์อยู่ในสังคมสงฆ์ จึงเป็นการขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว

เวลานี้ความคิดและการกระทำเช่นนี้ มีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ คือ มีผู้เห็นดีเห็นด้วยกับแนวคิดและการปฏิบัติเช่นนี้กันมากขึ้น อยู่ในสังคมสงฆ์ด้วย ไม่ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย ถ้าเป็นแบบนี้กันมากๆ สังคมสงฆ์ก็วิปริต พระธรรมวินัยก็วิปลาส และพระศาสนาก็จะวินาศในที่สุด




ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ,๑๖:๑๑
web : dhamma.serichon.us/2021/11/11/ท่านชอบใจธรรมะของใคร/
Posted date : 11 พฤศจิกายน 2021 ,By admin.
31  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "อโหสิกรรม" | ส่วนตัวยกโทษให้ได้ แต่กลไกของกรรม..ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2021, 09:29:29 am


"อโหสิกรรม" | ส่วนตัวยกโทษให้ได้ แต่กลไกของกรรม..ไม่เป็นเช่นนั้น

อโหสิ [อะ-] ก. เลิกแล้วต่อกัน, ยกโทษให้.
อโหสิกรรม [อะ-] น. กรรมที่เลิกให้ผล; การเลิกแล้วต่อกัน, การไม่เอาโทษแก่กัน. (ป. อโหสิกมฺม).
(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

ในภาษาไทย มักใช้คำว่า “อโหสิกรรม” ในความหมายว่า ขอโทษ หรือยกโทษให้ คือผู้ทำผิดขอให้ตนอย่ามีความผิด อย่าต้องรับโทษ และผู้ถูกละเมิดไม่ติดใจที่จะเอาผิด

ความหมายเช่นว่านี้ ตรงกับคำว่า ขอโทษ หรือขอขมา ซึ่งในแง่ตัวบุคคลสามารถขอโทษและยกโทษให้กันได้ แต่ในทางธรรม เมื่อทำกรรมสำเร็จ จะขอร้องไม่ให้กรรมนั้นให้ผลหาได้ไม่ เพราะเมื่อทำกรรมแล้วกรรมนั้นย่อมให้ผลตามเหตุตามปัจจัยเที่ยงตรงเสมอ

@@@@@@@

พอจะเทียบได้กับความผิดบางอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ว่ายอมความกันมิได้ แม้ผู้ถูกละเมิดหรือถูกกระทำจะยินยอมไม่เอาความ แต่ผู้รักษากฎหมายก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่นั่นเอง

กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ถ้าไม่มีตัวจำเลยอยู่ เช่นจำเลยเสียชีวิตไปก่อนที่จะรับโทษ โทษตามคำพิพากษานั้นก็เป็นอันระงับไป นี่คือความหมายแง่หนึ่งของ “อโหสิกรรม” ที่พอจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายๆ

     ขออภัย-ให้อภัยกันได้ เพราะเป็นกลไกของคุณธรรม
     แต่ขออโหสิกรรมกันไม่ได้ เพราะเป็นกลไกของกรรม
     เพราะฉะนั้น ก่อนจะทำอะไร คิดให้รอบคอบ และรู้จักยับยั้งชั่งใจให้จงมาก แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องฝึกหัดไว้ล่วงหน้า จะไปยับยั้งชั่งใจเอาทันทีตอนที่จะลงมือทำนั้นไม่ทันการณ์ คนที่ฝึกยับยั้งชั่งใจไว้เสมอๆ จึงปลอดภัย ไม่ต้องไปขออโหสิกรรมใครพร่ำเพรื่อ หรือมานั่งเสียใจว่า นี่เราทำอะไรลงไป





ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ , ๑๑:๑๑
web : dhamma.serichon.us/2021/11/11/อโหสิกรรม/
posted date ; 11 พฤศจิกายน 2021 , By admin.
32  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ระยะทางของพุทธศาสนา ยิ่งนานวันยิ่งผันแปร | จับต้องแต่เปลือก ไม่เคยชิมเนื้อใน เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2021, 09:43:20 am


ระยะทางของพุทธศาสนา ยิ่งนานวันยิ่งผันแปร | จับต้องแต่เปลือก ไม่เคยชิมเนื้อใน

ผู้เข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะในฐานะเป็นคฤหัสถ์หรือในฐานะเป็นบรรพชิต เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็มักจะแสดงความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอันเกี่ยวด้วยหลักพระธรรมวินัยอันเป็นตัวพระศาสนาออกมาให้สังคมได้รู้ได้เห็น ถ้าความเห็นนั้นถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมวินัย ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ ความเห็นที่ไม่ถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมวินัย

กรณีการแสดงความเห็น หรือประกาศความเห็นของตนออกไปให้สังคมรับรู้ แล้วปรากฏว่าความเห็นนั้นไม่ถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมวินัย จะทำอย่างไรกัน ประเด็นนี้แหละที่น่าศึกษา

ตามที่ได้ศึกษาสังเกตมา ผมเห็นว่าผู้ที่แสดงความเห็นออกไป แล้วความเห็นนั้นไม่ถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมวินัย จะมีลักษณะ อาการ หรือท่าทีที่พอจะแบ่งเป็นระยะๆ ได้ดังต่อไปนี้


@@@@@@@

ระยะที่ ๑. หมายถึง ในยุคสมัยแรกๆ ต้นๆ ที่มีผู้ที่แสดงความเห็นไม่ถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมวินัยออกมา ในยุคแรกๆ นั้นเมื่อมีใครทักท้วงขึ้น อ้างหลักฐานว่าความเห็นเช่นนั้นไม่ถูกต้อง ผู้แสดงความเห็นจะยอมรับฟัง และในที่สุดจะยอมรับโดยดีว่าความเห็นของตนผิดไป และขอถอนความเห็นเช่นนั้น

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวินัย ทำอะไรลงไปแล้วมีผู้ทักท้วงว่าผิด ก็จะสะดุ้งกลัว และจะไม่ทำอีกเพราะรู้แล้วว่าทำแบบนั้นผิด

ระยะที่ ๒. ครั้นล่วงกาลผ่านเวลาต่อมา เมื่อมีความเห็นที่ไม่ถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมวินัยปรากฏออกมาอีก แล้วมีผู้ทักท้วงขึ้น อ้างหลักฐานว่าความเห็นเช่นนั้นไม่ถูกต้อง ผู้แสดงความเห็นจะไม่ยอมรับฟังและไม่ยอมรับทันทีว่าความเห็นของตนผิด แต่จะพยายามตรวจสอบหลักฐานต่างๆ การตรวจสอบหลักฐานนั้นไม่ใช่เพราะต้องการจะได้ความรู้ หากแต่เพราะต้องการจะหาข้ออ้างเอามายืนยันว่าความเห็นของตนไม่ผิด แต่เมื่อไม่พบหรือไม่มีหลักฐานที่จะเอามายืนยันได้ ในที่สุดก็จะยอมรับว่า ความเห็นของตนผิดไป และขอถอนความเห็นเช่นนั้น ข้อเปรียบเทียบก็คือ
      ระยะที่ ๑ ยอมรับทันทีเพราะมีหลักฐานว่าผิด
      ระยะที่ ๒ ไม่ยอมรับทันที พยายามจะเถียงแย้ง แต่เมื่อจำนนด้วยหลักฐานจึงยอมรับ

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวินัย ทำอะไรลงไปแล้วมีผู้ทักท้วงว่าผิด จะยังไม่ยอมรับทันที แต่จะพยายามหาช่องโต้แย้งว่าไม่ผิด เมื่อไม่มีช่อง จึงยอมรับว่าผิดจริง และพยายามระวังที่จะไม่ทำ (แต่ถ้าจำเป็นก็ทำอีก)

ระยะที่ ๓. เหตุการณ์เริ่มต้นเหมือนกัน แต่ในระยะนี้แม้จะยอมจำนนด้วยหลักฐานว่าความเห็นของตนนั้นผิดพลาดจริง แต่ก็จะไม่ยอมแก้ไข คือยังคงยึดความเห็นผิดอยู่เช่นนั้น รู้ว่าผิด เถียงไม่ขึ้น แต่ไม่ยอมปล่อย ใช้วิธีดื้อนิ่ง เทียบกับระยะที่ ๑ และที่ ๒ เมื่อจำนนด้วยหลักฐานว่าความเห็นนั้นผิด ก็จะยอมรับและถอนความเห็น แต่ระยะที่ ๓ นี้จะไม่ยอมพูดออกมาเด็ดขาดว่าความเห็นของตนผิด-แม้ว่าจะผิดจริง และลึกๆ แล้วตัวเองก็รู้ว่าผิด แต่จะให้รับ ไม่รับ อาจเป็นเพราะ-ถ้ารับก็จะไปกระทบกับความน่าเชื่อถือหรือ “อัตตา” ของตนที่ได้ประกาศให้สังคมรับรู้ไปแล้วตั้งแต่ต้น

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระวินัย แม้จะรู้ว่าผิด และตัวเองก็ยอมรับว่าทำเช่นนั้นผิดจริง แต่ก็ยังขืนทำอยู่ ไม่มีความตั้งใจที่จะสำรวมระวัง ละเมิดจนชิน จนเคย สิกขาบทมีก็มีไป รับรู้ว่ามี แต่ไม่คิดจะปฏิบัติตาม



ระยะที่ ๔. เริ่มต้นเหมือนกัน คือประกาศ-แสดงความเห็นผิดประพฤติผิดออกมา มีผู้แย้ง มีหลักฐานว่าผิดจริง ยอมรับว่าผิดตามหลักฐาน แต่มาถึงขั้นนี้เริ่มจะแย้งย้อนกลับไปว่าบทบัญญัตินั้นๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรง จะมามัวคิดเล็กคิดน้อยทำไมกัน โลกเขาไปถึงไหนๆ แล้ว สังคมก็เปลี่ยนไปแล้ว ดูแต่ที่นั่นที่โน่นเขายังทำอย่างนั้นอย่างโน้นได้ ก็คือจะบอกว่า-หลักฐานหรือหลักพระธรรมวินัยก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นจะต้องยึดถือปฏิบัติตามเสมอไป

มาถึงขั้นนี้ เริ่มจะนิยมอ้างพุทธานุญาตที่ว่า
     อากงฺขมาโน อานนฺท สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตุ.
     ดูก่อนอานนท์ โดยล่วงไปแห่งเรา สงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างจงถอนเถิด

_________________________________________________
ที่มา : มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๔๑

แต่ก็จะทำเพียง “อ้างสิทธิ์” ตามพุทธานุญาตนี้เท่านั้น หากแต่จะไม่ศึกษาให้ตลอดต่อไปอีกว่า คณะสงฆ์เถรวาทมีมติอย่างไรต่อพุทธานุญาตนี้ (ศึกษามติสงฆ์เถรวาทได้ที่ปัญจสติกขันธกะ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๖๒๐-๖๒๑)

ในทางพระวินัย แนวคิดที่เด่นในระยะนี้ก็คือ – “อาบัติก็แค่ทุกฏ” คือเห็นว่าการละเมิดในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แล้วก็พากันประพฤติเสมือนว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่มีข้อห้าม ทั้งๆ ที่ข้อห้ามก็มีอยู่แท้ๆ ข้อนี้จะตรงกันข้ามกับพระสงฆ์ในอดีต โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาล ที่ท่านถือหลักว่า “อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี” อาบัติเล็กน้อยขนาดไหนก็เห็นเป็นเรื่องน่ากลัว และจะสำรวมระวัง ไม่ละเมิด

ระยะที่ ๕. เริ่มต้นเหมือนกัน และพัฒนาแนวคิดต่อมาก็เหมือนระยะที่ ๔ แต่มาถึงระยะที่ ๕ นี้ จะก้าวหน้าต่อไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือ เกิดแนวคิดโต้แย้งหลักพระธรรมวินัย เช่น หลักพระธรรมคำสอนเรื่องนั้นไม่เหมาะสม ไม่น่าจะถูกต้อง หลักพระวินัยข้อนี้น่าจะไม่เหมาะสมกับยุคสมัย ปฏิบัติตามไม่ได้ สมัยนี้ถ้าปฏิบัติตามพระวินัยข้อนั้นๆ ก็จะไม่สามารถเป็นพระอยู่ได้ จึงไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามอีกต่อไป

วี่แววที่เริ่มจะปรากฏแล้วในเวลานี้ก็อย่างเช่นแนวคิดที่ว่า อย่าให้พระไปนิพพานกันหมดเลย อยู่ช่วยสังคมกันบ้างเถิด อาตมาเป็นพระปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ เพราะฉะนั้นอย่ามาบังคับกันมากนัก ผู้คนก็เริ่มจะมองว่า สอนให้ไปนิพพานผิด สอนให้ช่วยสังคมดีกว่า (ถึงตอนนี้ นิพพานคืออะไรกันแน่ ก็ไม่คิดจะศึกษาให้เข้าใจถูกต้องกันอีกแล้ว)

จากระยะที่ ๕ นี้ ก็จะเริ่มขยายตัวไปเรื่อยๆ กล่าวคือ หลักพระธรรมข้อนั้น หลักพระวินัยข้อนี้ จะถูกโต้แย้ง ถูกต่อต้าน ถูกยกเลิกไปทีละเรื่องทีละอย่าง คำสอนและแนวคิดของคนสมัยใหม่จะเข้ามาแทนที่ สภาพแบบ “กลองอานกะ” ในอาณิสูตรก็จะเกิดขึ้น (อาณิสูตร สังยุตนิกาย นิทานวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๖ ข้อ ๖๗๒-๖๗๓) รูปร่าง เปลือกนอก ยังยอมรับกันว่าเป็น “พระพุทธศาสนา” แต่เนื้อในที่ประพฤติกันอยู่ เป็นคำสอนและแนวคิดของแต่ละคน

@@@@@@@

ที่บรรยายมานี้ ถ้าเอาโครงสร้างอริยสัจสี่มาจับ ก็เป็นแค่ “ทุกข์” คือ การบรรยายสภาพของปัญหา แล้วจะทำอย่างไรกันดี อันจะเป็นขั้นตอนต่อไปของอริยสัจ คือ สมุทัย-นิโรธ-มรรค เป็นเรื่องที่จะต้องคิดกันต่อไป ทุกคนมีสิทธิ์คิดได้เอง ไม่ต้องรอให้ใครคิดแทน คิดเพื่อช่วยกันรักษาพระธรรมวินัยไว้ อย่าคิดเพียงแค่เพื่อให้สิ่งที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่า “พระพุทธศาสนา” อยู่ได้เท่านั้น ส่วนเนื้อในจะเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ.!!





ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ,๑๗:๓๕
web : dhamma.serichon.us/2021/11/15/ระยะทางของพระพุทธศาสนา/
posted date : 15 พฤศจิกายน 2021, By admin.
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “สมเด็จพระนเรศวร” พระนามแปลกปลอมของ “สมเด็จพระนเรศ” เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2021, 09:22:51 am
พระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งเมืองหงสาวดี โดย หลวงพิศณุกรรม (เล็ก) พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา


“สมเด็จพระนเรศวร” พระนามแปลกปลอมของ “สมเด็จพระนเรศ”


“สมเด็จพระนเรศวร” เป็นพระนามที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยากลุ่มฉบับความพิสดารใช้เรียกพระราชโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า กษัตริย์กรุงศรีอยุทธยาผู้ขึ้นเสวยราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาใน พ.ศ. 2133

แต่แท้ที่จริงพระนามนี้หาใช่พระนามทางการของพระองค์ไม่

หลักฐานร่วมสมัยอย่างศิลาจารึกวัดอันโลก (รามลักษณ์) หมายเลข K 27 เรียกพระนามร่วมสมัยของพระองค์เมื่อคราวยกทัพไปตีเมืองละแวกใน พ.ศ. 2131 ว่า “พระนเรสส”

พระไอยการกระบดศึกที่ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนเรศเอง อันเป็นพระบรมราชโองการของสมเด็จพระเอกาทศรุทรอิศวรพระอนุชาเมื่อ พ.ศ. 2136 ออกพระนามพระองค์ว่า “สมเดจ์บรมบาทบงกชลักษณอัคบุริโสดมบรมหน่อนราเจ้าฟ้านเรศเชษฐาธิบดี” ตรงกับมหาราชวงศ์พงษาวดารพม่า (พงศาวดารฉบับหอแก้ว) ที่พระเจ้าอังวะจักกายแมง (พะคยีดอ) โปรดให้ราชบัณฑิตเรียบเรียงขึ้นใน พ.ศ. 2372 เรียกว่า “พระนเรศ”

พงศาวดารฯ ฉบับวันวลิต (The Short History of the Kings of Siam) ของเยเรมีส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vlient) หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออก (The East India Company) ของฮอลันดา ซึ่งเรียบเรียงขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองเมื่อ พ.ศ. 2182 เรียกพระองค์ว่า “พระนริศ” (Prae Naerith) และ “พระนริศราชาธิราช” ตรงกับคำให้การชาวกรุงเก่า (โยธยา ยาสะเวง) จากการสอบปากคำเชลยศึกชาวศรีอยุทธยาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 เรียกพระองค์ว่า “พระนริศ” และคัมภีร์สังคีติยวงศ์ของสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน (สมัยที่ยังดำรงสมณศักดิ์พระพิมลธรรม) ซึ่งรจนาเป็นภาษาบาลีใน พ.ศ. 2332 เรียกพระองค์ว่า “พระนริสสราช” (นริสฺสราชา) อันมีความหมายเช่นเดียวกับพระนามว่า “สมเด็จพระนเรศ”

พงศาวดารฯ ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ที่สมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่  (สมเด็จพระนารายณ์) โปรดให้เรียบเรียงขึ้นใน พ.ศ. 2223 เรียกสมเด็จพระนเรศต่างออกไปว่า “สมเด็จพระนารายณ์บพิตรเป็นเจ้า” แต่ด้วยสาเหตุที่พระองค์สวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วนที่เมืองหาง (ห้างหลวง) ระหว่างยกทัพขึ้นไปตีเมืองอังวะใน พ.ศ. 2148


บางส่วนของประติมากรรมภาพนูนสูงแสดงพระประวัติและวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรฯ ประกอบฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ที่หน้าเจดีย์ภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช (สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในปลายสมัยศรีอยุทธยา) เรียกพระองค์ว่า “พระนารายณ์เมืองหาง” เพื่อให้ต่างจาก “พระนารายณ์เมืองลพบุรี” คือสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่ 4 พระนาม “สมเด็จพระนารายณ์บพิตรเป็นเจ้า” นี้มีความหมายทำนองเดียวกับ “สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า” นั่นเอง

ข้อมูลที่ข้าพเจ้ายกมาทั้งหมดนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ศรีอยุทธยาผู้นี้มีพระนามร่วมสมัยว่า “พระนเรศ” หรือ “พระนริศ” (นร + อีศฺ) แปลว่า “พระราชา” แต่ภายหลังผู้ชำระพระราชพงศาวดารฯ กลุ่มฉบับความพิสดาร อันมีพระราชพงศาวดารฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เป็นพิมพ์เขียนต้นฉบับ (สันนิษฐานว่าเรียบเรียงขึ้นในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) จดพระนามผิดเพี้ยนเป็น “สมเด็จพระนเรศวร” (นร + อีศวร) หลังจากล่วงรัชกาลพระองค์มาแล้ว 100 กว่าปี

อันเป็นผลมาจากการที่อาลักษณ์ผู้เรียบเรียงขาดแคลนเอกสารร่วมสมัยในการสอบชำระ จึงเข้าใจผิดว่า “ราชาธิราช” เป็นสร้อยพระนามห้อยท้ายเหมือนกษัตริย์ศรีอโยทธยา (พ.ศ. 1893-2112) และกษัตริย์ศรีอยุทธยา (พ.ศ. 2112-2310) องค์อื่นจึงอ่านพระนาม “สมเด็จพระนเรศวรราชาธิราช” เป็น “สมเดดพระนะเรสวนราชาทิราด” ไพล่เข้าใจไปว่า “สมเด็จพระนเรศวร” เป็นพระนามร่วมสมัยของพระองค์แท้ที่จริงแล้วควรอ่านว่า “สมเดดพระนะเรดวอระราชาทิราด” ซึ่งคำว่า “วรราชาธิราช” นี้เป็นสร้อยพระนาม แปลว่า “พระราชาเหนือพระราชาผู้ประเสริฐ”

สร้อยพระนาม “วรราชาธิราช” พบหลักฐานในศิลาจารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก 1 เรียกพระนามทางการของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้า (พระเฑียรราชา) พระเจ้าตาของสมเด็จพระนเรศว่า “สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิราชาธิราช”

การที่สมเด็จพระนเรศนำเอาสร้อยพระนาม “วรราชาธิราช” มาใส่ไว้ท้ายพระนามของพระองค์ อาจต้องการแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางเครือญาติที่พระองค์มีต่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้า ทั้งนี้เพื่อยืนยันถึงสิทธิอันชอบธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยาของพระองค์

“สมเด็จพระนเรศวร” จึงเป็นพระนามแปลกปลอมของ “สมเด็จพระนเรศ” ที่อาลักษณ์ผู้เรียบเรียงพระราชพงศาวดารฯ กลุ่มฉบับความพิสดารในสมัยหลังเรียกผิดเพี้ยนไปจากพระนามแท้จริงของพระองค์ อันเป็นผลมาจากการขาดแคลนเอกสารร่วมสมัยชั้นต้นสำหรับใช้ตรวจชำระประวัติศาสตร์สมัยศรีอยุทธยาที่ล่วงเลยมาเกือบ 2 ทศวรรษ




 
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2549
ผู้เขียน   : สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2564
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 25 เมษายน พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_4766
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: โหรไทยกับประวัติศาสตร์โลก : เมื่อโหรไทยทำนายดวงพระชะตามกุฎราชกุมารรัสเซีย เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2021, 09:15:38 am

เอกสารเรื่องดวงชะตาแกรนดุ๊กอาเล็กซิส (สำเนาจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

หมอผีครองเมือง

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะให้มกุฎราชกุมารอเล็กซิสขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ในฐานะของซาร์ที่แท้จริง นั่นคือทรงไว้ซึ่งอำนาจสิทธิ์ขาดแบบจักรพรรดิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความปรารถนาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับภาวะความเปลี่ยนแปลงในสังคมรัสเซียในขณะนั้น ซึ่งไม่สามารถจะทนต่อความสภาพกดขี่ขูดรีดทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อีกต่อไป แต่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนมีสิทธิในการปกครองมีโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ด้วยการที่ชาวนาจำนวนล้านๆ ไม่มีที่ดินทำกิน ต้องกลายเป็นทาสติดที่ดินในพื้นดินของศักดินาเจ้าของที่ดินใหญ่ๆ (บางคนมีที่ดินนับแสนๆ ไร่) หรือกลายเป็นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกพวกนายทุนเจ้าของโรงงานขูดรีดทางแรงงานด้วยค่าจ้างที่ต่ำและไร้สวัสดิการ กล่าวโดยทั่วไปประชาชนส่วนใหญ่ในรัสเซียขณะนั้นขาดความมั่นคงในชีวิต ชาวนา และกรรมกรจำนวนมากต้องอดตาย

การประชวรของมกุฎราชกุมารอเล็กซิส ได้ทำให้ภาวะความขัดแย้งนี้รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ภายหลังจากที่นายแพทย์หลวงทั่วรัสเซียหมดความสามารถที่จะรักษาให้มกุฎราชกุมารอเล็กซิสหายขาดจากโรคนี้ได้ ในระยะนี้เองที่รัสปูตินได้เข้ามามีบทบาทในการถวายการรักษาอเลซิส รัสปูตินเป็นนักบวชลึกลับจากไซบีเรีย ผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาวในทางชู้สาว แต่มีพลังจิตที่มีอำนาจแข็งกล้าและได้รับการยกย่องจากชาวนารัสเซียจำนวนมากว่าเป็นนักบุญ ความสามารถของรัสปูตินสามารถทำให้อาการโรคของมกุฎราชกุมารอเล็กซิสที่กำเริบขึ้นนั้นทุเลาลงจนเป็นปกติ (แต่ไม่หายขาด) นับแต่นั้นมารัสปูตินก็กลายเป็นที่ศรัทธาโปรดปรานของราชสำนัก โดยเฉพาะของพระมเหสีอเล็กซานดรา ซึ่งเชื่อว่ารัสปูตินสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ และช่วยให้อาการโรคของพระราชโอรสของพระองค์หายขาดได้ ดังนั้นรัสปูตินจึงสามารถเข้าออกในราชสำนักได้ทุกเวลา และได้รับพระราชทานเงินและรางวัลอื่นๆ มากมายรวมทั้งกลายฐานะเป็น “เพื่อนของเรา” ของพระมเหสีอเล็กซานดรา ซึ่งอันที่จริงพระองค์ได้อยู่ใต้อิทธิพลของรัสปูตินอย่างถอนตัวไม่ขึ้นมากกว่า

อิทธิพลของรัสปูตินเริ่มแผ่เข้าไปในราชสำนัก และในหมู่ผู้ดีชนชั้นสูงชาวรัสเซียเกือบทั้งหมด เป็นที่เห็นได้ชัดว่าความพยายามของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ในอันที่จะรักษาอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของราชบัลลังก์รัสเซียไว้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสนับสนุนของรัสปูตินซึ่งพูดอยู่เสมอว่า ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนของชนชั้นชาวนารัสเซียทั้งหมด (รัสปูตินถือว่าตนเกิดในชนชั้นชาวนาและตลอดชีวิตคลุกคลีกับชาวนา) เห็นว่าชาวนารัสเซียถือว่าซาร์เป็นเสมือนผู้แทนของพระเจ้าในโลก ดังนั้นจึงต้องการเห็นซาร์ที่ทรงอำนาจสิทธิขาดเหมือนเทวราช
วาระสุดท้ายของศักดินา

ความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ กับกลุ่มการเมือง ชาวนา กรรมกรที่เรียกร้องสิทธิจึงทวีความรุนแรงขึ้นทุกที และราชสำนักของรัสเซียก็เริ่มเหินห่างจากประชาชน เพราะคิดว่าสิ่งที่ได้ฟังจากรัสปูติน คือ ความจริง

อิทธิพลของรัสปูตินในทางที่ไม่ดียังจะเห็นได้จาก การที่ถ้ารัฐมนตรีคนใดในคณะรัฐบาลไม่แสดงความเคารพนบนอบรัสปูติน หรือที่รัสปูตินไม่ชอบหน้าก็อาจจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง เพียงแต่รัสปูตินเปรยเป็นนัยๆ กับพระมเหสีอเล็กซานดรา แต่ถ้าใครเป็นคนที่รัสปูตินชอบ ก็จะมีโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงขึ้น


พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ทรงปราถนาที่จะให้มกุฎราชกุมารอเล็กซิสขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์ต่อจากพระองค์

อย่างไรก็ดีบทบาทของรัสปูตินทางด้านการเมืองในระยะแรกยังอยู่ในขอบเขตจำกัด เพราะรัสปูตินจะมีอิทธิพลมากก็ต่อองค์มเหสีอเล็กซานดรา ซึ่งในระยะแรกไม่ค่อยได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก ปล่อยให้เป็นภาระของพระเจ้าซาร์นิโคลัส แต่เมื่อรัสเซียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ได้เข้าสวมตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดด้วยพระองค์เอง (ทั้งๆ ที่ขาดความรู้และประสบการณ์) ทำให้ต้องเสด็จออกไปบัญชาการรบอยู่แนวหน้า การบริหารประเทศทั้งหมดจึงตกอยู่ในกำมือของพระมเหสี โดยมีรัสปูตินคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลัง ในระยะนี้เองที่สถานการณ์ในรัสเซียอยู่ใสสภาพที่วุ่นวายและเลวร้ายที่สุดเพราะต้องเผชิญกับสงคราม ขณะที่ฝ่ายบริหารไร้สมรรถภาพ กองทัพรัสเซียต้องสูญเสียและพ่ายแพ้ในการรบหลายแห่ง และทหารรัสเซียล้มตายนับแสนคน เพราะคำแนะนำของรัสปูติน ขวัญและกำลังใจของชาวรัสเซียเริ่มหายไป ในขณะเดียวกันในด้านการเมืองภายใน คำแนะนำของรัสปูตินที่แทรกแซงเข้ามาในการแต่งตั้งคนไร้ฝีมือและทุจริต เข้ามารับตำแหน่งทางการบริหาร และปลดคนที่มีความรู้และซื่อสัตย์ออก ทำให้การบริหารยิ่งเลวลง

จุดเริ่มต้นของสังคมนิยม

ความวุ่นวายและการเรียกร้องของกรรมกรชาวนาที่ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากภาวะสงคราม และอีกส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความเหลวแหลกของฝ่ายบริหาร ได้รับการปราบปรามอย่างรุนแรง ทารุณโหดร้าย และสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนมากขึ้น ในที่สุดก็ได้มีเสียงเรียกร้องให้กำจัดรัสปูติน แม้แต่ในหมู่ราชสำนักเชื้อพระวงศ์ หรือพวกอนุรักษนิยม ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อรักษาราชวงศ์ไว้ ในปลายเดือนธันวาคม ๒๔๕๙ พระญาติสนิทของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ จำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการเห็นราชวงศ์โรมานอฟต้องสูญสิ้น ก็ได้ร่วมมือกันหลอกรัสปูตินมาสังหารด้วยยาพิษและปืนพก

อย่างไรก็ดีการกำจัดรัสปูตินก็เป็นการสายไปเสียแล้ว และไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ก็ดูเหมือนจะไม่รู้ว่า การตายของรัสปูตินเป็นเสมือนสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า ความไม่พอใจที่ประชาชนรัสเซียรวมทั้งพระญาติที่มีต่อพระองค์และราชวงศ์โรมานอฟมีถึงขีดสุด และควรที่พระองค์จะปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นไม่ถึง ๓ เดือนต่อมา ในเดือนมีนาคม ๒๔๖๐ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็นำไปสู่การยึดอำนาจโดยนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยม ทำให้พระองค์ต้องสละราชสมบัติ และพระองค์รวมทั้งครอบครัวถูกควบคุมตัวได้

แต่การยึดอำนาจของฝ่ายเสรีนิยมก็ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ในรัสเซียคลี่คลายขึ้นแต่อย่างไร ความขัดแย้งยังคงมีอยู่อย่างรุนแรง และทำให้ฝ่ายบอลเชวิคส์ที่นำโดยเลนินยึดอำนาจจากกลุ่มเสรีนิยมได้สำเร็จในเดือนตุลาคมของปีนั้น ซึ่งกลายมาเป็นเหตุการณ์สำคัญที่รู้จักกันดีไปทั่วโลกในฐานะที่เป็นกำเนิดของรัฐสังคมนิยมสมัยใหม่รัฐแรกของโลก

ฤาจะให้โหรครองเมือง

การสละราชสมบัติของพระเจ้าซาร์นิโคลัส ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมาตั้งแต่ปี ๒๑๕๖ ต้องสิ้นสุดลง แต่ชะตากรรมของราชวงศ์โรมานอฟ โดยเฉพาะของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ และครอบครัวหาได้หมดสิ้นเพียงเท่านี้ไม่ วิถีชีวิตของมกุฎราชกุมารอเล็กซิสที่นำรัสปูตินเข้ามามีอิทธิพลและอำนาจมืดในราชสำนักโดยตรง ยังสร้างผลร้ายแรงที่สุดให้เกิดขึ้นกับอำนาจครอบครัวของตนอีก เพราะเมื่อภายหลังต่อมาที่พวกบอลเชวิคส์เข้ายึดอำนาจแล้วได้เพียงไม่ถึง ๑ ปี ในเดือนกรกฎาคม ๒๔๖๑ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒, มเหสีอเล็กซานดรา, มกุฎราชกุมารอเล็กซิส และพระราชธิดาอีก ๔ พระองค์ ที่ถูกคุมไว้ในบ้านหลังหนึ่งในไซบีเรียตะวันตก ก็ถูกปลงพระชนม์

แม้ว่าคำทำนายนี้จะไม่ได้เอ่ยถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก อันเกิดจากดวงชะตาของมกุฎราชกุมารอเล็กซิส แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า ในประเด็นที่ว่ามกุฎราชกุมารอเล็กซิสจะนำความวุ่นวายหายนะมาสู่ราชวงศ์นั้นก็เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

หลวงโลกทีป หลวงไตรเพท และแม้แต่รัชกาลที่ ๕ ก็คงจะนึกไม่ถึงว่าคำทำนายทั้งสองนี้ใกล้เคียงความจริงอยู่มาก และมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โลกในเวลาต่อมา น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสรู้จักชื่อจริงของโหรทั้ง ๒ ท่านนี้ เพราะในเอกสารนี้อ้างถึงทั้งหมดไม่ได้เอ่ยถึงชื่อจริงของท่านไว้ด้วย





ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2549
ผู้เขียน   : ฉลอง สุนทราวาณิชย์
เผยแพร่ : วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ.2561
https://www.silpa-mag.com/history/article_10033
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โหรไทยกับประวัติศาสตร์โลก : เมื่อโหรไทยทำนายดวงพระชะตามกุฎราชกุมารรัสเซีย เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2021, 09:14:32 am
(ซ้าย) พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซารินา พระราชโอรส และพระราชธิดา (ขวา) มกุฎราชกุมารอเล็กซิส


โหรไทยกับประวัติศาสตร์โลก : เมื่อโหรไทยทำนายดวงพระชะตามกุฎราชกุมารรัสเซีย

ในบรรดาศาสตร์ทั้งหลายที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา โหราศาสตร์ดูจะเป็นศาสตร์หนึ่งที่กล่าวได้ว่าเป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีความสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยการกำหนดฤดูกาลการเพาะปลูกและปฏิทิน โดยกำหนดพิธีการทางศาสนา เทศกาลบวงสรวงเทพเจ้า และโดยกำหนดพระราชพิธีและกิจกรรมอื่นๆ ของรัฐหรือพระมหากษัตริย์ เช่น การเคลื่อนพลกรีฑาทัพ ฯลฯ นอกไปจากนั้นโหราศาสตร์ยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศาสตร์อื่นๆ เช่น ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติศาสตร์ และแม้แต่ศาสตร์ใหม่ๆ อย่างคอมพิวเตอร์ศาสตร์

ศาสตร์เพื่อมวลชน

ดังนั้นแม้ว่าความคิดและวิทยาการของโลกจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในรอบศตวรรษที่ผ่านมา ในขณะที่โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีการพัฒนาตัวมันเองช้ามาก ในด้านรูปแบบและเทคนิควิธีการ แต่โหราศาสตร์ก็หาได้เสื่อมความนิยมไปจากประชาชนไม่ ในทางตรงกันข้าม มีแนวโน้มที่ชี้ให้เห็นชัดว่า ในขณะที่เดิมโหราศาสตร์เป็นสิ่งที่ผูกขาดเฉพาะในราชสำนัก ในสังคมของชนชั้นสูงฝ่ายปกครอง หรือในสังคมของพระหรือนักบวช ในปัจจุบันโหราศาสตร์ได้ขยายแวดวงออกมาถึงมือประชาชนสามัญมากขึ้น ถึงกับบางครั้งมีการอ้างว่า โหราศาสตร์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงตนเองจากโหราศาสตร์เพื่อศักดินาเป็นโหราศาสตร์เพื่อมวลชน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงของสังคม

ทุกวันนี้เราจะพบว่าโหราศาสตร์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย เกือบทุกตรอก ถนน หรือซอย จะมีป้ายโฆษณาสำนักโหรหรือไม่ก็มีสำนักโหรตั้งอยู่ วัดที่มีพระที่เป็นโหรมีชื่อก็จะมีคนขึ้นคึกคัก โบสถ์หรูหรา กุฏิติดแอร์ มีทั้งตู้เย็น ทีวี แถมรถเก๋งอย่างดี ส่วนพระที่เป็นโหรก็มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าคุณเร็วกว่าพระอื่นๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเกือบทุกฉบับ คอลัมน์โหราศาสตร์ก็ดูจะเป็นของขาดไม่ได้ บางฉบับถึงกับพัฒนาวิธีการนำเสนอเพื่อเป็นการดึงดูดคนอ่านในรูปแบบที่แปลก รายการโทรทัศน์ก็มีเรื่องโหราศาสตร์จนเกิดคำพูดที่ติดปากว่า “ฟันธง” ปิดท้ายคำทำนายทายทัก


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายร่วมกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ และพระราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย อย่างเป็นกันเองในคราวเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๑๖

การเมืองเรื่องของโหร

นอกไปจากนั้น สำหรับสังคมไทยโหราศาสตร์ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการเมืองอยู่ไม่น้อย ในการทำรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายเผด็จการเท่าที่ผ่านมาโหรผู้ให้ฤกษ์มีความสำคัญมากเท่ากับเสนาธิการฝ่ายยุทธการ หรือฝ่ายกำลังพล นักการเมืองและนายทหารชั้นสูงสมัยประชาธิปไตยหลัง ๑๔ ตุลาคม ส่วนใหญ่ก็ยังมีโหรประจำตัวสำหรับคอยชี้นำทางปฏิบัติให้อยู่

ปรากฏการณ์ที่คนให้ความสนใจหลงใหลโหราศาสตร์มากขึ้นนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนระดับหนึ่งที่มีปัญหาด้านการครองชีพแร้นแค้น ก็เนื่องมาจากการที่กลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีที่พึ่งที่หวังสำหรับอนาคตของตนได้อีกแล้ว สังคมที่ตนอยู่ก็ไม่ได้เอื้อโอกาสที่จะทำให้วิถีชีวิตของตนดีขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกคนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และมีอิทธิพลอยู่ในสังคมกดขี่ขูดรีดอยู่ทุกวิถีทางทั้งโดยตรงโดยอ้อม ทั้งยังได้มอมเมาความคิดที่ให้ยอมรับสภาวะที่เป็นอยู่และอดทนรอให้ “บุญ” และ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” มาช่วยเหลือ

อย่างไรก็ดีความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น ในต่างประเทศโหราศาสตร์ก็ได้เข้ามาสัมผัสกับมวลชนมากขึ้น ในบางกรณีถึงกับกลายเป็นเรื่องระดับชาติ อย่างที่เราคงเคยจำได้ว่าในรอบ ๑๐-๒๐ ปีหลังนี้ ได้มีโหรระดับชาติหลายคนที่สร้างข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลกอยู่เสมอ และมีผลในการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคมอยู่มากพอสมควร ด้วยการทำนายว่าโลกจะแตกภายใน ๕ ปีบ้าง ผู้นำสำคัญคนโน้นคนนี้จะตายภายในปีนี้ หรือไม่ก็หมดอำนาจบ้าง หรือไม่ก็สงครามโลกจะเกิดขึ้น คนจะตายกันหมดเพราะระเบิดปรมาณู ฯลฯ ซึ่งก็ปรากฏว่าผิดเสียมากกว่าถูก

อดส่งโหรออกนอก

ในประวัติศาสตร์ไทยก็ปรากฏว่าได้มีโหรไทยอยู่ ๒ ท่าน สามารถทำนายประวัติศาสตร์โลกได้ถูกต้องค่อนข้างแม่นยำอย่างน่าทึ่ง โดยที่ท่านเจ้าตัวผู้ทำนายเองก็คงจะไม่ตั้งใจและนึกไม่ถึง เนื่องจากการทำนายครั้งนี้เป็นการทำนายของโหรหลวงในราชสำนักไทย จึงไม่ได้มีการเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอก และคำทำนายก็ถูกเก็บรักษาในแฟ้มเป็นอย่างดี จนกระทั่งถูกค้นพบโดยบังเอิญในแฟ้มเอกสารประวัติศาสตร์ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เพราะฉะนั้นความสามารถของโหรไทย ๒ ท่านนี้ในสมัยนั้นจึงไม่มีโอกาสดังเป็นพลุแตกเหมือนโหรรอื่นๆ ในปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นป่านนี้โหรไทยคงเป็นที่เรียกร้องของคนทั่วโลก และคงมีโอกาสเป็นสินค้าออกไปขุดทองที่เมืองนอก เหมือนอย่างหมอไทย พยาบาลไทย แรงงานไทย และโสเภณีไทย

คำทำนายของโหรไทยทั้ง ๒ ท่านนี้คือหลวงโลกทีปและหลวงไตรเพท ซึ่งเป็นโหรหลวงประจำราชสำนักของรัชกาลที่ ๕ [หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. บัญชีเอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ ๕ กระทรวงต่างประเทศ หมู่ที่ ๑๙ (ว่าด้วยรัสเซีย) เลขที่ ๒๖ เรื่องดวงชะตาแกรนดุ๊กอาเล็กซิส มกุฎราชกุมารรัสเซีย (รหัสไมโครฟิล์ม มร.๕ ต./๖๔)]

การต่อต้านจักรวรรดินิยม

ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดในคำทำนาย ๒ ฉบับที่มีส่วนไปพัวพันกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลกนี้ ควรที่จะทราบเบื้องหลังที่ทำให้เกิดคำทำนายดังกล่าวบ้างเล็กน้อย

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ ๕ ประเทศไทยเปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศทางตะวันตกมากมายหลายประเทศ และในขณะเดียวกันก็ต้องถูกคุกคามจากภัยจักรวรรดินิยมหรือการล่าอาณานิคมของฝรั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งแข่งขันกันอย่างหัวหกตีนขวิด เพื่อที่จะเข้ามามีอิทธิพลอยู่ในประเทศไทย และมีผลทำให้ดินแดนที่ไทยถือว่าได้ปกครองอยู่ในขณะนั้นถูกเฉือนไปเป็นอันมาก รวมไปถึงผลประโยชน์อื่นๆ อีกหลายอย่างที่ต้องสละไปชั่วคราว

นโยบายของประเทศไทยในการต่อต้านจักรวรรดินิยมในขณะนั้นก็คือ พยายามปรับปรุงกิจการบริหารประเทศให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพกว่าเดิม และรวมทั้งการผูกมิตรกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ มากขึ้น เพื่อที่ว่ามหาอำนาจเหล่านั้นจะได้เกรงใจกัน ไม่กล้าฮุบเอาประเทศไทยไปเป็นเมืองขึ้นอย่างหน้าตาเฉย หรือพูดง่ายๆ ก็เป็นการค้านอำนาจกันเองระหว่างมหาอำนาจต่างๆ

รัชกาลที่ ๕ ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์อันสนิทสนมแน่นแฟ้นกับราชสำนักของมหาอำนาจต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นราชสำนักในอังกฤษ ราชสำนักเยอรมัน ราชสำนักเดนมาร์ก หรือราชสำนักรัสเซีย ได้เสด็จไปเยือนยุโรปด้วยพระองค์เองถึง ๒ ครั้ง ในระหว่างที่ทรงครองราชย์ และได้เชื้อเชิญพระราชวงศ์ชั้นสูงในราชสำนักเหล่านั้น เสด็จเยือนประเทศไทยในหลายโอกาส นอกจากนั้นยังได้ทรงส่งพระราชโอรสของพระองค์ไปศึกษาในประเทศเหล่านั้น อย่างเช่น เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาทรงครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๖) ที่ประเทศอังกฤษ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ที่เยอรมนี กรมหมื่นนครไชยศรีฯ ที่เดนมาร์ก บรรดาพระราชโอรสทั้งหลายนี้เองที่ได้กลายเป็นสื่อกลางของความสัมพันธ์ระหว่ารัชกาลที่ ๕ กับราชสำนักเหล่านั้น

มหามิตรรัสเซีย

ในบรรดามหาอำนาจยุโรปเหล่านี้ ราชสำนักรัสเซียนับเป็นราชสำนักยุโรปที่รัชกาลที่ ๕ ทรงมีความสนิทสนมด้วยดียิ่งเป็นพิเศษกว่าราชสำนักอื่นๆ เริ่มด้วยการเชิญเสด็จมกุฎราชกุมารรัสเซีย (ต่อมาครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์องค์สุดท้ายของรัสเซีย พระนามนิโคลัสที่ ๒) มาเยือนประเทศไทยในตอนต้นของปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ในโอกาสที่มกุฎราชกุมารนิโคลัสเสด็จผ่านประเทศทางเอเชียทางชลมารคเพื่อไปไซบีเรีย การรับเสด็จครั้งนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งเท่าที่ราชสำนักไทยเคยจัดมา

การคุกคามของฝรั่งเศสต่อไทยในเวลาต่อมา โดยเฉพาะกรณี ร.ศ. ๑๑๒ ทำให้รัชกาลที่ ๕ ต้องพึ่งรัสเซียในการช่วยเจรจากับฝรั่งเศส ในการเสด็จเยือนยุโรปครั้งแรกของพระองค์ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็ทรงกำหนดให้รัสเซียเป็นประเทศแรกที่เสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ ประการสำคัญในปีต่อมา พระองค์ทรงตัดสินพระทัยส่งพระราชโอรสองค์ที่โปรดที่สุด คือเจ้าฟ้าจักรพงษ์ไปศึกษาที่ประเทศรัสเซีย โดยทรงฝากฝังไว้กับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ซึ่งก็ได้ทรงรับเป็นผู้อุปการะและทรงให้ความสนิทสนมแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์อย่างดียิ่ง โดยทรงถือว่าเป็นเสมือนหนึ่งสมาชิกในครอบครัวของพระองค์เอง

ความสัมพันธ์ต่างๆ ดังกล่าว ได้มีผลให้พระราชวงศ์ทั้งสอง คือราชวงศ์จักรีและราชวงศ์โรมานอฟสนิทสนมกันมาก รัชกาลที่ ๕ เองมีพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ถึงพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ เพื่อปรึกษาและขอความสนับสนุนเกี่ยวกับปัญหาทางด้านการเมืองและรวมทั้งเกี่ยวกับการศึกษาและความเป็นอยู่ของเจ้าฟ้าจักรพงษ์อยู่เนืองๆ

ปัญหาหนึ่งที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ทรงกลัดกลุ้มพระทัยมากอยู่ในขณะนั้นก็คือ สายโลหิตของพระองค์ที่พระมเหสีอเล็กซานดราทรงให้กำเนิด ๔ พระองค์แรกเป็นพระธิดาทั้งหมด ยังหามีราชโอรสที่จะสืบราชสมบัติต่อไม่ จนถึงขนาดที่บางครั้งทรงต้องพึ่งทางไสยศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ผล

อย่างไรก็ดีในที่สุดหลังจากที่ทรงรอคอยมาได้ ๑๐ ปี ในเดือนสิงหาคม ๒๔๔๗ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ก็ได้พระราชโอรสสมพระทัยปรารถนา ทรงนามว่าอเล็กซิส ทั่งทั้งรัสเซียในเวลานั้นได้มีการเฉลิมฉลองแสดงความยินดีอย่างขนานใหญ่ที่ในที่สุดมกุฎราชกุมารก็ได้ประสูติ ในวันเดียวกับที่มกุฎราชกุมาร (หรือเรียกในภาษารัสเซียว่า Tsarevitch) อเล็กซิสประสูตินั่นเอง พระยาศรีธรรมสาสน (ทองดี สุวรรณศิริ) อัครราชทูตไทยที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองหลวงของรัสเซียในเวลานั้น (ปัจจุบันคือนครเลนินกราด) ก็ได้มีโทรเลขเข้ามาทูลฯ กรมหลวงเทวะวงศ์ฯ เสนาบดีต่างประเทศของไทย ซึ่งกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ก็ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลแก่รัชกาลที่ ๕ ให้ทราบ และได้มีพระราชโทรเลขแสดงความยินดีไปยังราชสำนักรัสเซียโดยทันที


(ซ้าย) มกุฎราชกุมารอเล็กซิสเมื่อพระชันษา ๒ ปี, (ขวา) พระมเหสีอเล็กซานดราทรงต้องเฝ้าไข้พระราชโอรสที่ทรงพระประชวรอยู่บ่อยครั้ง

ดวงรัชทายาท

ในเดือนต่อมา ภายหลังที่รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงรับรายงานละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาประสูติขององค์มกุฎราชกุมารอเล็กซิสที่อัครราชทูตไทยส่งมาถวาย พระองค์ได้มีพระราชกระแสให้กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ ราชเลขานุการ “สอบวันแลเวลาประสูตรตรงกับวันเรา ส่งไปให้โลกทีปผูกดวงดูสักที…” [พระราชกระแสรัชกาลที่ ๕ วันที่ ๒๑ กันยายน ร.ศ. ๑๒๓) ในเอกสารรัชกาลที่ ๕ ต ๑๓.๑ (เจ้านายต่างประเทศประสูติโอรสธิดา) เลขที่ ๗ (สมเด็จพระนางเจ้ารัสเซียประสูติพระโอรส)] การที่ทรงสั่งให้สอบวันและเวลาการประสูติก็เนื่องมาจากว่า นอกจากเวลาที่รัสเซียและไทยจะต่างกันมากแล้ว ระบบปฏิทินที่รัสเซียใช้เวลานั้นก็ยังต่างไปจากสากลนิยมอีกด้วย คือช้ากว่าวันในปฏิทินสากลนิยม ๑๓ วัน

๓ วันต่อมา กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ก็ได้มีรับสั่งให้หลวงโลกทีป โหรหลวงดำเนินตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๕ ตามร่างหนังสือที่มีไปถึงหลวงโลกทีป ที่แนบวันเวลาที่คำนวณออกมาอย่างละเอียดดังนี้

“ร่างหนังสือกรมราชเลขานุการ ที่ ๖๖/๘๘๔ วันที่ ๒๔ กันยายน ร.ศ. ๑๒๓”

“ถึงหลวงโลกทีป ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผูกดวงพระชาตาแกรนดดุกอเล็กซิส มกุฎราชกุมารกรุงรัสเซียทูลเกล้าฯ ถวาย ได้ส่งจดหมายวันประสูตรมาพร้อมกับหนังสือนี้แล้ว”

“ประสูตรวันที่ ๓๐ กรกฎาคม คฤสตศักราช ๑๙๐๔ เวลาบ่ายโมง ๑ กับ ๑๕ นาที ตามวิธีวันที่ใช้ในประเทศรัสเซีย แลเวลาที่กรุงเซนตปิเตอสเบอค”

“วันรัสเซียช้ากว่าวันที่ใช้อยู่ในกรุงเทพฯ ๑๓ วัน ต้องเอา ๑๓ บวก”

เวลาที่กรุงเซนตปิเตอสเบอคแก่กว่าเวลาที่เมืองกรินิช ๒ โมง ๑ นาที ๑๓ วินาที”

“เวลาที่กรุงเทพฯ แก่กว่าเวลาที่เมืองกรินิช ๖ โมง ๔๑ นาที ๕๒ วินาที”

“เอาอันน้อยลบอันมาก ตกเปนเวลากรุงเทพฯ แก่กว่าเวลาที่กรุงเซนตปิเตอสเบอค ๔ โมง ๔๐ นาที ๓๙ วินาที ต้องเอาไปบวกเวลาประสูตร”

“จึ่งตกเปนวันเวลาในกรุงเทพฯ เปนวันที่ ๑๒ สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๓ เวลาบ่าย ๕โมง กับ ๕๕ นาที ๓๙ วินาที นี้เปนวันแลเวลาที่จะผูกดวง”

[ร่างหนังสือกรมราชเลขานุการ ถึงหลวงโลกทีป เอกสารรัชกาลที่ ๕ ต ๑๓.๑ เลขที่ ๗) (รหัสไมโครฟิล์ม มร.๕๓/๖๑)]

ตามร่างหนังสือข้างต้น จะเห็นว่ากรมราชเลขานุการมีความประสงค์ที่จะให้หลวงโลกทีปผูกดวงแต่เพียงผู้เดียว และให้ผูกตามวันและเวลากรุงเทพฯ เท่านั้น อย่างไรก็ดีในวันที่ ๒๗ เดือนเดียวกัน กรมราชเลขานุการก็ได้รับคำทำนาย ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นคำทำนายของหลวงโลกทีปทำนายตามเวลาที่กรุงเทพฯ ที่คำนวณออกมา ส่วนอีกฉบับหนึ่งเป็นคำทำนายของหลวงไตรเพท ทำนายตามเวลาที่รัสเซีย ซึ่งคำทำนายอันหลังนี้เข้าใจว่าคงจะทำขึ้นเป็นพิเศษนอกเหนือที่กรมราชเลขานุการสั่ง เพราะไม่ปรากฏในร่างหนังสือที่อ้างถึงข้างต้นได้กล่าวไว้


เลขที่ ๒๖ ตามเวลาที่กรุงเทพฯ

หลวงโลกทีป ทำนาย

แกรนดดุกอเล็กซิสมกุฎราชกุมาร ประสูตร์วันที่ ๑๒ สิงหาคมรัตนโกสินทรศก ๑๒๓ ตรงกับคฤศตศักราช ๑๙๐๔ ซึ่งตรงตามจันทรคติณวัน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรงฉอศกศักราช ๑๒๖๖ เวลาบ่าย ๕ โมงกับ ๕๕ นาที ๓๙ วินาที ตามวิธีเวลาที่ใช้ในกรุงเทพ, ลักขณาสถิตย์ณราษีธนู เกาะฉัฐณวางค์ (๔) ทุติยตรียางค์ (๓) เสวยบุพพาสาทฤกษ์ ๒๐ ประกอบไปด้วยมหัดธโนฤกษ์

วัน ๖ เปนวันมรณะแลอุปาสนะโลกยวินาศน์ด้วยในคัมภีร์อุทาสินรามัญ พยากรณ์ว่า ใครอุบัติวันนั้นย่อมเปนผู้มาแต่นรก มักชอบบริโภคอาหารอันประกอบไปด้วยของสดคาว แลเสพย์อาหารมากกว่ามนุษย์ธรรมดา

ลักษณาสถิตย์ณธนูราษี ทายตามพยากรณ์ว่า ที่เกิดนั้นทิศอิสาณมีสวนแลป่า ทิศบูรพาแลอาคเณย์มีสถานอันเปนที่เคารพนับถือของชาติสาสนา

พยากรณ์ตามส่วนลักษณาว่า มีรูปฉวีวรรณ์ขาวงามสอาด ประกอบด้วยสติปัญญา ทั้งถ้อยคำเจรจาก็อ่อนหวานไพเราะ จะบริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติเปนอันมาก

นัยหนึ่งพยากรณ์ตามส่วนลักษณาที่ราหูร่วมธาตุกับลักษณา แลเปนกาฬกิณีทั้งราหูร่วมธาตุกับพฤหัศบดีด้วย ว่ารูปแลพรรณ์สติปัญญาถ้อยคำเจรจาทรามกว่าธรรมดา ทั้งโภคก็ขาดถอยไม่บริบูรณ์เต็มที่

ในไวยทั้ง ๓ ที่เปนไป ปถมวัยมัชฌิมวัยจะได้รับความเดือดร้อนเปนอันมาก ต่อปัจฉิมวัยจึงจะได้รับความศุข ล่วงอายุถึง ๗๘ ปีเปนไขยเขตร์สิ้นกำลังแห่งชาตาแล

พระเคราะห์ ๓ ๔ ๕ ๗ ขับออกทวารได้ชาตาชื่อทุกขะตะ ในพยากรณ์ว่าจะตกทุกข์ได้ยากถึง ๓ หน แม้จะมีโภคะสมบัติไม่วัฒนาการยืนยงคงอยู่เปรียบปานประหนึ่งว่า แม้แต่อาหารที่จะหาบริโภคได้ก็ขัดสน ใจมักเปนบาปไม่เปนที่ยินดีแห่งชนทั้งหลาย ถ้าประกอบกิจทางใช้อาวุธก็จะถึงแก่ความมรณะด้วยคมอาวุธ

พระเคราะห์ราหูเปนกาฬกิณีสถิตย์ณราษีสิงห์ แลเปนปัตนิในคัมภีร์พยากรณ์ว่า ญาติสาโลหิตจะมีความรังเกียจติเตียนหาเหตุต่างๆ ให้เสื่อมเสียซึ่งวงษ์ตระกูล

พระเคราะห์ราหู ร่วมธาตุกับพระพฤหัศบดี แลร่วมกับพระเคราะห์ ๒๔๖ ในคัมภีร์ทักษาพยากรณ์ว่า ชนทั้งหลายจะมีความหมิ่นประมาททั้งพาหนะที่เปนทวิบาทว์จัตุบาทว์ อีกโภคทรัพย์ก็จะไม่ดำรงค์อยู่ได้นาน มีแต่จะอันตรทานล่วงโรยเสื่อมถอยไปโดยไม่เปนประโยชน์

อนึ่งแม้จะมีอำนาจหรือกำลัง ก็ไม่เปนที่ยำเกรงแก่บุคคล กับจะได้รับผลแห่งความประมาท ล่วงเลยจนถึงต้นตระกูล

พระเคราะห์เสาร์สถิตย์ณมังกรราษี เปนเกษตรในมหาทักษาพยากรณ์ว่า จะมีอิศิริยศแลกำลังอำนาจมาก แต่มักมีสัตรูคิดประทุษฐร้ายอยู่เสมอ เปรียบประดุจดังเงาติดตามตัวไปเปนนิตย์

พระเคราะห์อังคารสถิตย์ณราษีกรกฏเปนนิตย์ ในพยากรณ์ทำนายว่า ตั้งแต่อายุ ๓๐ ขึ้นไป แม้ว่าจะกระทำกิจการอันใดมักไม่ยั่งยืนโดยมีเหตุให้มากีจกั้นไปต่างๆ

พระเคราะห์อาทิตย์สถิตย์ณกรกฎราษี เปนมหาจักร์ในพยากรณ์ว่า เปนอนุชาตบุตร์ ประกอบด้วยสิลปวิทยาต่างๆ แลจะได้สืบตามตระกูลวงษ์ต่อไป แต่ความประพฤติ์มักพอใจมากไปด้วยเมถุน อันมิได้ปราศจากโทษแห่งกามมิจฉาจาร

ตามพื้นแห่งชาตานี้ รวมใจความตามในคำพยากรณ์ว่า ตั้งแต่อุบัติ์คู่ครรภ์มารดามา กระทำให้บิดามารดาแลญาติสาโลหิต ทั้งข้าทาษกรรมกรมีความวิวาทพรัดพรากจากกันแลกันไม่ใคร่ขาด ทั้งสัตรูหมู่อมิตร์มีความหมิ่นประมาทโดยมาก ย่อมจะได้รับความทุกข์ยากก่อน จึงจะได้รับผลแห่งความศุขต่อภายหลัง


ตามเวลาที่รัสเซีย

หลวงไตรเพท ทำนาย

แกรนดดุกอเล็กซิสมกุฎราชกุมาร ประสูตร์วันที่ ๑๒ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๓ ตรงกับคฤศตศักราช ๑๙๐๔ ตามจันทรคติซึ่งตรงกับณวัน ๖ ๑ ฯ ๙ ค่ำ ปีมะโรงฉอศักราช ๑๒๖๖ เวลาบ่าย ๑ โมง กับ ๑๕ นาที ตามวิธีเวลาที่ใช้ในประเทศรัสเซียนั้น ลักขณาสถิตย์ณราษีดุล เกาะฉัฐณะวางค (๕) ทุติยตรียางค์ (๗) เสวยสวัสดิ์ฤกษ์ ๑๕ ประกอบไปด้วยเทวีแห่งฤกษ์

ขอพระราชทาน ดวงชาตาดังนี้ซึ่งชนกกรรมนำมาอุบัติบังเกิดในตระกูลใดๆ ก็ดีในชั้นต้น จัดเปนอะวะชาตบุตร์ คงประพฤติตนอย่างหินชาติ์อันต่ำช้า

คือพระเคราะห์ (ศุกร์) เปนตนุร่วมราษีแห่งกาฬกิณีแลเปนลาภะกับลักขณา (ทำนายว่า) ถึงจะมีตระกูลอันสูงศักดิ์ฉันใดก็ดี ย่อมเสื่อมอำนาจราชศักดิ์ โดยอกุศลกรรมซัดให้เปนคนถอยต่ำกว่าตระกูล

พระเคราะห์ (เสาร์) ซึ่งเปนอุสาหะสถิตย์ ณ ราษีมังกรเปนหริกับตนุ (ทำนายว่า) จักอุสาหะพยายามกิจกานุกิจใดหวังว่าเปนคุณภายหลังจะกลับเปนโทษเพราะฉนั้นจะดำริห์การสิ่งใดมักไม่ตลอด

พระเคราะห์ (พุฒ) เปนกะดุมภะอยู่ด้วยกาฬกิณีณราษีสิงห์ (ทำนายว่า) ทรัพย์สมบัคิทั้งปวงจะอุดมภ์สักเท่าใด ก็ไม่อาจคุ้มครองป้องกันไว้ได้ หรือสัมพันธุ์มิตร์แลวงษ์ญาติ์ย่อมจะแตกต่างทางสามัคคี ไม่เปนที่บำรุงซึ่งกันแลกันให้รุ่งเรืองเจริญได้

พระเคราะห์ (อังคาร) ซึ่งเปนศิริสถิตย์ณราษีกรกฎ เปนวินาศนกับตนุ เพราะฉนั้น (ทำนายว่า) ไม่สามารถจะรักษาอิศิริยศแลปริวารยศรับรองทัพสำภาระชาติตระกูลเนื่องต่อไปได้

พระเคราะห์ (พฤหัศบดี) ซึ่งเปนมนตรีสถิตย์ณราษีเมษ ต้องด้วยบังคับเปน ๗ กับลักขณา แต่ร่วมธาตุกับกาฒกิณี เพราะฉนั้น (ทำนายว่า) สติปัญญาแลความคิดโลภเจตนาแต่เจือเปนพาล เพราะฉนั้นประกอบกิจสิ่งใดไม่รู้จักที่ได้ที่เสีย เห็นแต่จะได้นั้นฝ่ายเดียว ไม่เปนที่สรรเสริญแห่งนักปราชฌ์ราชบัณฑิตย์

พระเคราะหฺ (ราหู) ซึ่งเปนกาฬกิณีสถิตย์ณราษีสิงห์ เปนลาภกับลักขณา (ทำนายว่า) ถึงสรรพคุณพระเคราะห์องค์หนึ่งองค์ใดจะให้ผลบ้างย่อมมีกาฬกิณีกีดขวางให้เปนที่ฝืดเคือง ที่สุดจะมีสัมพันธุมิตร์อันสนิทชิดเชื้อ มักจะไม่ซื่อตรงต่อย่อมแตกร้าว ทั้งสัตรูที่จะประทุษฐร้ายก็มีมาก

พระเคราะห์ (จันทร์) ซึ่งเปนเดชสถิตย์ณราษีสิงห์ ร่วมกับกาฬกิณี (ทำนายว่า) เดชานุภาพแลอำนาจราชศักดิ์ย่อมเสื่อมถอยทั้งจิตร์ก็เปนพาลประกอบการทุจริต อนึ่งคนจะย่ำยีล้างอำนาจ ถึงจะมีชนมายุยืดยาวต่อไปย่อมจะไร้ที่พึ่ง

พระเคราะหฺ์ (อาทิตย์) ซึ่งเปนอายุสถิตย์ณราษีกรกฎ เปนวินาศนกับตนุเศษ (ทำนายว่า) เกรงชนมายุจะไม่วัฒนาแต่ปถมวัยไปจนถึงชนมายุ ๒๕ ปี ในระหว่างนี้มักจะเคลิ้มเขลาในส่วนราชการที่ประกอบจะให้โทษเล่ห์ประหนึ่งจะอับปาง

อีกประการหนึ่งต้องด้วยคัมภีร์ขับชาตา พระเคราะห์ทั้ง ๘ พระองค์ร่วมเอกราษี (ทำนายว่า) ในตอนต้นย่อมจะทุกข์ยากลำบากเสียก่อนให้จงได้ เมื่อชนมายุวัฒนาต่อ ๒๕ ปีนั้นไปแล้ว ย่อมจะกลับจิตร์เห็นผิดแลชอบ เสมออนุชาตบุตร์ ดำเนินตามวงษ์ตระกูลสืบต่อไป

สิ่งอัปมงคล

คำทำนายดวงชาตามกุฎราชกุมารอเล็กซิส ที่หลวงโลกทีปและหลวงไตรเพททำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันไปบ้าง เนื่องจากแต่ละท่านใช้เวลาคนละอย่างในการคำนวณและผูกดวง แต่สาระสำคัญที่ปรากฏอยู่ในคำทำนายนั้นก็คล้ายคลึงกันมาก ในประเด็นที่ว่ามกุฎราชกุมารพระองค์นี้จะได้รับความเดือดร้อนแต่วัยประถม แมัจะมีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ก็จะรักษาไว้ไม่ได้ จะมีศัตรูคอยทำร้าย จะทำให้พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรแตกแยกพลัดพราก ไม่สามารถรักษายศศักดิ์ ฐานะ บริวารของตระกูลได้ ฯลฯ


ภาพการ์ตูนล้อเลียนราชวงศ์โรมานอฟที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูติน

ความมุ่งหมายในชั้นต้นของรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงให้มีการผูกดวงของมกุฎราชกุมารอเล็กซิสครั้งนี้ ก็คงเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเป็นอย่างดีระหว่างพระองค์และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ดังนั้นอาจสันนิษฐานได้ต่อไปว่าพระองค์คงตั้งพระทัยที่จะส่งคำทำนายของโหรหลวงไปให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ในฐานะพระสหายและเพื่อเป็นการแสดงความยินดีที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ได้พระราชโอรสสมพระราชประสงค์ แต่หลังจากที่ทอดพระเนตรเห็นคำทำนายทั้งสองที่ดูจะไม่เป็น “มงคล” แล้ว ก็ไม่ได้โปรดให้ส่งคำทำนายนี้ไปถวายแต่อย่างไร เพียงแต่มีรับสั่งถึงกรมราชเลขานุการ “ให้หลวงประสิทธิ์ดู แล้วหาที่เก็บไว้ให้ดี” เท่านั้น คำทำนายนี้จึงไม่มีโอกาสได้รับการพิสูจน์

เชื่อดีหรือไม่

ถ้าพิจารณาดูสาระสำคัญที่ปรากฏในคำทำนายทั้งสองนี้ ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของมกุฎราชกุมารอเล็กซิส นับตั้งแต่ประสูติ จะเห็นได้ว่าสอดคล้องต้องกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่มกุฎราชกุมารอเล็กซิส ทรงพระประชวรด้วยโรคโลหิตชนิดหนึ่ง (Haemophilia-โรคโลหิตไหลไม่หยุด) ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หลังจากที่ประสูติได้ไม่นาน และต้องทนทรมานด้วยโรคดังกล่าวอยู่เสมอ จนไม่อาจดำเนินชีวิตเฉกเช่นเด็กในวัยเดียวกันได้ และทำให้เกือบตกสิ้นพระชนม์หลายต่อหลายครั้ง

อย่างไรก็ดีการประชวรด้วยโรคดังกล่าว ไม่ได้มีผลกระทบกระเทือนถึงวิถีชีวิตของมกุฎราชกุมารองค์นี้เพียงเท่านั้น แต่มีผลที่สัมพันธ์กับชะตากรรมของครอบครัวของพระองค์ นั่นคือราชวงศ์โรมานอฟกับประเทศรัสเซีย และในที่สุดถึงประวัติศาสตร์โลก เพราะการประชวรนี้เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งในการนำไปสู่การปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ และสถาปนารัฐสังคมนิยมรัฐแรกขึ้นในโลกในเดือนตุลาคม ๒๔๖๐ ดังคำกล่าวของ นายปีแอร์ ยิลเลียร์ด ชาวสวิสผู้ถวายการสอนแก่พระราชโอรสและธิดาทุกพระองค์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ว่า

“การประชวรขององค์มกุฎราชกุมารได้นำเงามืดมาสู่ระยะสุดท้ายของรัชกาลพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒…การประชวรนี้เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่นำความหายนะมาสู่พระองค์ เพราะการประชวรนี้เองที่เปิดโอกาสให้รัสปูตินได้เข้ามามีบทบาท และทำให้ราชสำนักต้องห่างเหินจากโลกภายนอกมากขึ้นอย่างน่ากลัว…”
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ‘สมเด็จคอยน์’ สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องรุ่นแรกของโลก มีจำกัด-หักภาษีไปบำรุงศาสนา เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2021, 09:10:54 am


จับตา สมเด็จคอยน์ Somdej สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก

Somdej (SDC) หรือ สมเด็จคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก สร้างเพียง 66,186,727ล้านเท่ากับจำนวนประชากรในประเทศไทยปี 2563 ให้คนไทยและทั่วโลกช่วยเหลือสังคม บำรุงพระพุทธศาสนา ทิ้งไว้เป็นที่ระลึก

บล็อกเชน (Blockchain) หลายคนคุ้นหูกันมาระยะหนึ่งแล้วล่ะ เพราะเป็นเทคโนโลยีตัวช่วยด้านความปลอดภัย (Security) และความน่าเชื่อถือ (Trust) ในการทำธุรกรรมการเงินโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง

โอนแบบไม่ต้องแปลงสกุลเงินได้เลย ทั้งสองฝั่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น การรับ จ่าย โอน หรือวิเคราะห์ข้อมูลหุ้น สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว และ ประหยัดค่าใช้จ่าย

ล่าสุด  Blockchain ถูกนำมาพัฒนาใช้กับวงการ "พระเครื่อง" ซึ่งเป็นที่น่าจับตาอย่างมากว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป สมเด็จคอยน์ Somdej ตัวย่อเหรียญ SDC เป็น DeFi Token ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากบล็อกเชนเป็นเหรียญดิจิทัล มีจำนวนจำกัด โดยทั่วโลกมีเพียง 66,186,727ล้านเหรียญ เท่ากับจำนวนประชากรของคนในประเทศไทยปี 2563

@@@@@@@

วัตถุประสงค์

เพื่อการกุศล ช่วยเหลือสังคมและทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้คนไทยและคนทั่วโลกเข้าถึงเหรียญสมเด็จดิจิทัลเหรียญรุ่นแรกของโลกโดยอิงกับประวัติศาสตร์ของชาวไทยและชาวเอเชียที่มีชื่อเสียงพร้อมทั้งวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

และยังสามารถเข้าถึงเหรียญสมเด็จดิจิทัลให้มีโอกาสอย่างน้อยคนละ 1 เหรียญ เพื่อเป็นของที่ระลึกพร้อมทั้งยังสามารถทิ้งไว้เป็นมรดกโลกให้กับคนรุ่นหลังได้อีกด้วย

Somdejcoin ถูกพัฒนาด้วยบล็อกเชนจากระบบ Binance Smart Chain (BSC) เป็นบล็อกเชนที่ทำงานควบคู่ไปกับ Binance Chain สิ่งที่ต่างจาก Binance Chain คือ BSC มีฟังก์ชันการทำงานของ Smart Contract และความเข้ากันได้กับ Ethereum Virtual Machine (EVM)

คุณสมบัตริะบบการทำงานของเหรียญ สมเด็จคอยน์ Somdejcoin

ระบบการทำงานของเหรียญ Somdejcoin จะหัก Tax นำไปทะนุบำรุงศาสนาและช่วยเหลือสังคมในประเทศไทย โดยทางวัดป่ ามหาญาณจะเป็นตัวแทนในการช่วยเหลือสังคมและมูลนิธิทั่วประเทศไทย เหรียญสามารถนำ ไปใช้จ่ายในการซื้อ ดอกไม้ธูปเทียน สังฆทาน รวมถึงเช่าพระเครื่องภายในวัดได้

    ระบบจะหัก Tax: 3% ทุกคร้ังที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย
    - Charity หัก Tax: 3% นำไปทะนุบำรุงศาสนาและช่วยเหลือสังคม
    - การให้บริการเพิ่มเติม หากต้องการบริจาคด้วยเหรียญ SDC ให้กับวัดทั่วประเทศไทยก็สามารถทำได้โดยการติดต่อทางผู้พัฒนาผู้พัฒนาจะอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำ เพื่อช่วยบริการแลกเปลี่ยนเหรียญเป็นเงินบาทผ่านระบบ Exchange ต่างๆ ให้กบัวดัโดยไม่คิดค่าใชจ่ายเพิ่มเติม (มูลค่าของเหรียญขึ้นอยู่กับสภาพราคาตลาด Exchange นั้นๆ)

@@@@@@@

แนวโน้มตลาดในอนาคต

ทีมพัฒนาบอกว่า ไม่ได้หยุดแค่การแลกเปลี่ยนเหรียญผ่าน Pancakeswap เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายที่จะพยายามนำ Somdejcoin เข้าไปอยู่ในตลาดซื้อขายระดับโลก Binance และ Satang เพื่อให้ผู้ถือครองเหรียญทั่วโลกโอนย้ายเหรียญการกุศลได้สะดวก เมื่อมีการซื้อขายหรือโอนย้ายจะก่อให้เกิดการช่วยเหลือสังคมและมูลนิธิ ภายในประเทศไทย Somdejcoin สามารถเพิ่มโอกาสให้กับคนที่ลำบากอีกมากมาย

การเข้าตลาดซื้อขายเหรียญคริปโตระดับ โลกอาจมีกฎระเบียบข้อบังคับจำนวนมากและผู้บริหาร เป็นจำนวนมากและผู้บริหารของเอ็กซ์เชนจ์น้ันๆอาจจะเป็นผู้กำหนดและตัดสินใจในการเลือกเหรียญเพื่อเข้าตลาด

ขณะที่เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 64 ทางผู้พัฒนา Somdejcoin ได้ยื่นหนังสือถึงสํานักพุทธศาสนาแห่งชาติ และ กลต. เพื่อเตรียมนำเหรียญ SDC ที่ได้ช่วยการกุศลนี้ลิสขึ้น Centralized Exchange ภายในประเทศและในอนาคตต่อไป

สมเด็จคอยน์ Somdejcoin แจกฟรีให้กับคนที่ต้องการสะสม (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ) สามารถนำไปทำการแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินดิจิทัลได้ทั่วโลก ผ่านทาง Pancakeswap ของ BSC หรือ Decentralised Exchange อย่าง Arken.Finance ได้ แต่ทางทีมผู้พัฒนาแนะนำให้เหรียญ SDC เป็นเหรียญสำหรับการสะสม ไม่ได้มีไว้เพื่อการเก็งกำไร

Somdejcoin จะมีเลข Contract : 0xae4ca3272792d8499575aefacdc299f0cbdc9270
ตรวจสอบ Contract : คลิกที่นี่

คำเตือน : สมเด็จดิจิทัลเหรียญแรกของโลกจะมีเลข Contract ตามนี้เท่านั้น หากนอกเหนือจากนี้ถือว่า เป็นการแอบอ้าง สามารถตรวจสอบได้ที่ www.somdejcoin.com

@@@@@@@

เมื่อก่อนการเสาะหาพระเครื่อง เรามักจะพบเห็นตามวัด งานประกวดพระ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็ตามร้านเช่าพระที่น่าเชื่อถือ เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนวิถีเช่าพระเครื่องทำให้พบเห็นการปล่อยเช่าพระในระบบออนไลน์

มาถึงตรงนี้อยากชวนมาดูว่าปรากฏการณ์การ "พลังศรัทธา" ที่น่าตะลึง อย่างนิทรรศการ การประมูล การประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง และเหรียญพระคณาจารย์ของ 10 สุดยอดนักสะสมระดับประเทศเปิดกรุจัดเต็มนำพระมาโชว์ กับอีก 13 คนดัง จิตกุศลนำพระมาร่วมประมูลเพื่อหารายได้ในการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

รอบนั้นราคาประมูลปล่อยทะลุเพดาน 30-35 ล้านบาท 
    1. พระกริ่งปวเรศ 32 ล้านบาท
    2. พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ 30 ล้านบาท
    3. พระสมเด็จฯ วัดระฆัง 40 ล้านบาท
    4. พระสมเด็จฯ วัดระฆังพิมพ์ใหญ่ 30 ล้านบาท
    5. เหรียญรุ่นเจริญพา หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ พ.ศ.2517 เนื้อทองคำราคากว่า 20 ล้านบาท
    6. เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นสร้างบารมี พ.ศ.2519 เนื้องทองแดง ราคาเช่า 3 ล้านบาท 
    7. พระปิดตาม หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เนื้อผง ราคาเช่า 1-2 ล้านบาท

ขณะที่มูลค่าซื้อขายสะสมแยกตามประเภทสินทรัพย์ดิจิทัล พบว่าค่อนข้างกระจายตัว  ณ  4 ต.ค.2564 ดังนี้
    1. Bitcoin 168.87 พันล้านบาท สัดส่วน 14.84%
    2. Dogecoin 149.06  พันล้านบาท สัดส่วน 13.1%
    3. Ethereum 129.98  พันล้านบาท สัดส่วน 11.42%
    4. Tether 103.23 พันล้านบาท สัดส่วน 9.07%
    5. XRP 74.11 พันล้านบาท  สัดส่วน  6.51%
    6. Cardano 80.38  พันล้านบาท สัดส่วน 7.06%
    7. Binance Coin 61.44  พันล้านบาท สัดส่วน 5.4%
    8. อื่นๆ 370.91 พันล้านบาท 32.6%


 


ขอบตุณ : https://www.thansettakij.com/economy/503331
ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล | 15 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น. 16.1k
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘สมเด็จคอยน์’ สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องรุ่นแรกของโลก มีจำกัด-หักภาษีไปบำรุงศาสนา เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2021, 08:57:43 am


รู้จัก ‘สมเด็จคอยน์’ สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่อง รุ่นแรกของโลก มีจำกัด| หักภาษี ไปบำรุงศาสนาได้

นาทีนี้ไม่ว่าแวดวงใด ก็พุ่งตัวเข้าใส่เทคโนโลยีบล็อกเชน หวังนำมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจกันทั้งนั้น แถมออกเหรียญคริปโทฯ เป็นของตัวเองกันรายวัน ไม่ว่าจะเป็นสายการลงทุน การเงิน อีคอมเมิร์ซ หรือธุรกิจบันเทิง ไม่เว้นแม้แต่วงการการกุศลและพระเครื่อง ที่ล่าสุดมีการประกาศเปิดตัว ‘Somdejcoin’ สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก ที่มีจำนวนจำกัด และแจกฟรีให้กับคนที่ต้องการสะสม ที่แค่เปิดตัวก็เข้มขลังกลายเป็นกระแสถูกพูดถึงอย่างมาก

เว็บไซต์ somdejcoin.com  ระบุว่า ‘Somdejcoin (SDC)’ เป็น DeFi Token ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากบล็อกเชนเป็นเหรียญดิจิทัลในการสะสม เพื่อให้คนไทยและคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเหรียญสมเด็จดิจิทัลเหรียญรุ่นแรกของโลกที่อิงกับประวัติศาสตร์ของชาวไทยและชาวเอเชียที่มีชื่อเสียงวัฒนธรรมอย่างยาวนาน

@@@@@@@

ชื่อเหรียญ : Somdej ตัวย่อเหรียญ : SDC

วัตถุประสงค์ ผู้สร้างต้องการให้คนไทยเข้าถึงเหรีญสมเด็จดิจิทัลเหรียญแรกของโลกที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของชาวไทยและชาวเอเชียซึ่งเป็นเหรียญเพื่อช่วยเหลือสังคมและทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ประวัติเหรียญสมเด็จดิจิทัลเหรียญแรกของโลก มีจำกัดสร้างเท่าจำนวนคนไทยปี 63

Somdejcoin ถูกสร้างมาในจำนวนจำกัดทั่วโลกมีเพียง 66,186,727 ล้านเหรียญ เท่ากับจำนวนประชากรของคนในประเทศไทย ปี 2563 ผู้สร้างต้องการให้คนไทยได้มีโอกาสสะสมเหรียญที่ระลึกและเข้าถึงเหรียญสมเด็จดิจิทัลให้มีโอกาสอย่างน้อยคนละ 1 เหรียญ เพื่อเป็นของที่ระลึกและสามารถทิ้งไว้เป็นมรดกโลกให้กับคนรุ่นหลังได้

สร้างจำนวนจำกัด มีโค้ดระบุคล้ายพระเครื่อง ตรวจสอบของปลอมได้


Somdejcoin จะมีเลข Contract : 0xae4ca3272792d8499575aefacdc299f0cbdc9270
ตรวจสอบ Contract ได้ที่ : https://bscscan.com/token/0xae4ca3272792d8499575aefacdc299f0cbdc9270#writeContract
   
คำเตือน : สมเด็จดิจิทัลเหรียญแรกของโลกจะมีเลข Contract ตามนี้เท่านั้น หากนอกเหนือจากนี้ถือว่า เป็นการแอบอ้าง สามารถตรวจสอบได้ที่ somdejcoin.com

คุณสมบัติระบบการทำงานของเหรียญ Somdejcoin

ระบบการทำงานของเหรียญ Somdejcoin จะหัก Tax นำไปทะนุบำรุงศาสนาและช่วยเหลือสังคมในประเทศไทย โดยทาง ‘วัดป่ามหาญาณ’ จะเป็นตัวแทนในการช่วยเหลือสังคมและมูลนิธิทั่วประเทศไทย ซึ่งเหรียญสามารถนำไปใช้ง่ายในการซื้อ ดอกไม้ ธูปเทียน สังฆทาน รวมถึงเช่าพระเครื่องภายในวัดได้

     - ระบบจะหัก Tax 3% ทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย   
     - Charity หัก Tax: 3% นำไปทะนุบำรุงศาสนาและช่วยเหลือสังคม

การให้บริการเพิ่มเติม หากต้องการบริจาคด้วยเหรียญ SDC ให้กับวัดทั่วประเทศไทยก็สามารถทำได้โดยการติดต่อทางผู้พัฒนา ผู้พัฒนาจะอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำ เพื่อช่วยบริการแลกเปลี่ยนเหรียญเป็นเงินบาทผ่านระบบ Exchange ต่างๆ ให้กับวัด โดยไม่คิดค่าใช้ง่ายเพิ่มเติม (มูลค่าของเหรียญขึ้นอยู่กับสภาพราคาตลาด Exchange นั้นๆ)

@@@@@@@

‘Somdejcoin’ พัฒนาด้วยบล็อกเชนจากระบบ Binance Smart Chain (BSC)

Binance Smart Chain (BSC) คือบล็อกเชนที่ทำงานควบคู่ไปกับ Binance Chain สิ่งที่ต่างจาก Binance Chain คือ BSC มีฟังก์ชันการทำงานของ Smart Contract และความเข้ากันได้กับ Ethereum Virtual Machine (EVM) เป้าหมายการออกแบบตรงนี้คือการปล่อยให้ Binance Chain ทำงานได้เร็วเหมือนเดิมในขณะที่นำเสนอ smart Contracเ เข้าสู่ระบบนิเวศโดยพื้นฐานแล้วบล็อกเชนทั้งสองจะทำงานเคียงข้างกับเป็นที่น่าสังเกตว่า BSC ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า เลเยอร์สองหรือโซลูชั่น การปรับขนาดนอกบล็อกเชน (oft-chain) แต่เป็นบล็อกเชนอิสระที่สามารถทำงานได้แม้ว่า Binance Chain จะออฟไลน์ก็ตาม

แนวโน้มตลาดในอนาคต

ทีมพัฒนาไม่ได้หยุดแค่การแลกเปลี่ยนเหรียญผ่าน Pancakeswap เท่านั้น ยังมีเป้าหมายที่จะพยายามนำ Somdejcoin เข้าไปอยู่ในตลาดซื้อขายระดับโลกอย่าง Binance และ Satang เพื่อให้ผู้ถือครองเหรียญทั่วโลก โอนย้ายเหรียญการกุศลได้สะดวก เมื่อมีการซื้อขายหรือโอนย้ายจะก่อให้เกิดการช่วยเหลือสังคมและมูลนิธิภายในประเทศไทย

Somdejcoin สามารถเพิ่มโอกาสให้กับคนที่ยากลำบากอีกมากมายการเข้าตลาดซื้อขายเหรียญคริปโทระดับโลกอาจมีกฎระเบียบข้อบังกับเป็นจำนวนมากและผู้บริหารของ Exchange นั้น ๆ อาจจะเป็นผู้กำหนดและตัดสินใจในการเลือกเหรียญเพื่อเข้าตลาด

ทีมพัฒนายื่นหนังสือถึงสํานักพุทธฯ และ กลต.

อย่างไรก็ดี มีการระบุว่าทีมพัฒนาได้ยื่นหนังสือถึงสํานักพุทธศาสนาแห่งชาติ และ กลต. เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2564  เพื่อเตรียมนำเหรียญ SDC ที่ได้ช่วยการกุศลนี้ลิสขึ้น Centralized Exchange ภายในประเทศในอนาคตต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนและขยายโอกาสให้ได้มีการช่วยเหลือการกุศลทั้งวัดและมูลนิธิต่างๆ ทั่วประเทศมากขึ้น เหรียญนี้แจกฟรีให้กับคนไทยทุกคน

จับตาอนาคต ‘Somdejcoin’ จะกลายเป็นของสะสมที่หายากแบบพระเครื่องสมเด็จหรือไม่

ด้วยความน่าสนใจของเหรียญนี้ แม้ว่ายังไม่ได้มีการเปิดเผยชื่อเจ้าของเหรียญและทีมพัฒนาอย่างเป็นทางการ รวมถึงการเปิดเทรดในอนาคต แต่ด้วยจำนวนที่จำกัดของเหรียญ Somdejcoin นี้ ก็อาจทำให้กลายเป็นของหายากและของสะสมของวงการคริปโทเคอร์เรนซี ราวกับพระเครื่องสมเด็จที่วันนี้เป็นของขลังที่มีมูลค่าสูงและของหายากในวงการพระเครื่องเช่นกัน




ที่มา : www.somdejcoin.com , https://www.facebook.com/Somdejcoin/
ขอบคุณ : https://workpointtoday.com/somdej-coin/
ข่าวธุรกิจ, Benjamas : Writer ,16 พ.ย. 2564
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อ่านก่อนไปลอยกระทง! “กรมศิลป์” ชี้ชัด ‘นางนพมาศ’ เป็นเรื่องแต่ง-ไม่มีตัวตนจริง เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2021, 10:00:09 am



อ่านก่อนไปลอยกระทง! “กรมศิลป์” ชี้ชัด ‘นางนพมาศ’ เป็นเรื่องแต่ง-ไม่มีตัวตนจริง

วันที่ 21 พ.ย. เฟซบุ๊กเพจ ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat ของ ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ที่เชื่อกันว่า เป็นพระสนมของพระร่วง และได้คิดประดิษฐ์กระทงขึ้นมาเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยล่าสุด กรมศิลปากร ได้แก้ไขข้อมูลแล้ว ยืนยันว่า นางนพมาศ ไม่มีตัวตนอยู่จริง

“กรมศิลปากรได้แก้ไขข้อมูลเรื่อง ‘นางนพมาศ’ อย่างเป็นทางการแล้วว่า นางนพมาศไม่มีตัวตนจริง และไม่ได้เป็นคนคิดเรื่องลอยกระทง ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องถูกแต่งขึ้น โดยคนแต่งสมมติว่าเกิดในสมัยสุโขทัย ฉะนั้นเลิกเชื่อและเลิกพูดเลิกสอนได้แล้วว่า ลอยกระทงเกิดโดยนางนพมาศและเกิดสมัยสุโขทัย เกิดที่กรุงสุโขทัย ปัญหาอยู่ที่ว่า ไม่รู้ชัดว่าทำไมแต่งแบบนั้น มีวัตถุประสงค์อะไรแน่”



ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด จาก กรมศิลปากร ระบุว่า “ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงที่การศึกสงครามลดลงเกือบหมด การค้าก็มั่งคั่งขึ้น พระองค์จึงโปรดใหเฟื้นฟูประเพณี พิธีกรรมสำคัญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร และได้พระราชนิพนธ์หนังสือ ตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศ ขึ้นมา โดยสมมติให้ฉากของเรื่อง เกิดขึ้นในยุคพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ซึ่งตำราดังกล่าวได้พูดถึงนางนพมาศ ว่าเป็นพระสนมเอกของพระร่วง ที่ได้คิดประดิษฐ์กระทงใบตองเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ดังนั้น นางนพมาศจึงเป็นเพียง นางในวรรณคดี มิได้มีตัวตนอยู่จริง”

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้ทรงพระวินิฉัยว่า หนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ น่าจะถูกแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง



โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์คำนำหนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อปี 2457 ว่า “ว่าโดยทางโวหาร ใครๆ อ่านหนังสือเรื่องนี้ด้วยความสังเกตจะแลเห็นได้โดยง่าย ว่าเปนหนังสือแต่งในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่งในระหว่างรัชกาลที่ ๒ กับที่ ๓ ไม่ก่อนนั้นขึ้นไป ไม่ทีหลังนั้นลงมาเปนแน่ ถ้าจะหาพยาน จงเอาสำนวนหนังสือเรื่องนี้ไปเทียบกับสำนวนหนังสือจาฤกครั้งศุโขไทยหรือหนังสือที่เชื่อว่าแต่งครั้งศุโขไทย เช่นหนังสือไตรภูมิพระร่วงเปนต้น หรือแม้ที่สุดจะเอาไปเทียบกับหนังสือที่แต่งเพียงในชั้นกรุงเก่า ก็จะเห็นได้แน่นอนว่า สำนวนหนังสือเรื่องนางนพมาศเปนหนังสือแต่งใหม่เปนแน่”



ขอบคุณ :  https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1859992
ข่าวสดออนไลน์ , เด่นออนไลน์ , 22 พ.ย. 2561 - 15:34 น.
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จริงหรือไม่.? สุโขทัย(สมัยพ่อขุน)ไม่มีลอยกระทง.!! เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2021, 09:49:23 am


จริงหรือไม่.? สุโขทัย(สมัยพ่อขุน)ไม่มีลอยกระทง.!!

หลักฐานเพียงอย่างเดียวนำมาใช้อ้างอิงว่าประเพณีลอยกระทงเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยก็คือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” หรือ “เรวดีนพมาศ” ที่เป็นบันทึกเรื่องราวของนางนพมาศ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นสนมเอกของพระร่วง (เชื่อว่าคือพ่อขุนรามคำแหง) ตามคำบอกเล่านางเป็นผู้ประดิษฐ์ “โคมลอยรูปดอกกระมุท” หรือกระทงอย่างที่เรารู้จักกัน และ นำไปถวายพระร่วงเจ้าเพื่อลอยในแม่น้ำอุทิศสักการบูชาพระจุฬามณีเจดีย์ เนื่องในพระราชพิธีจองเปรียง หากว่า หลักฐานที่ใช้อ้างอิง คือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้รับการพิสูจน์ว่าแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัยจริง แม้ว่าจะไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า นางนพมาศมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ก็เชื่อได้ว่า มีประเพณีการลอยกระทงเกิดขึ้นแล้วในสมัยสุโขทัย

แต่โชคไม่ดีนัก หลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์การมีอยู่จริงของประเพณีลอยกระทงในสมัยสุโขทัย ได้รับการตรวจสอบจากนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน และทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันคือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” นี้ ถูกแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนี้เอง

นักประวัติศาสตร์พระองค์แรกที่ออกมาถกเถียงประเด็นนี้คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยจากเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในตำรับฯ ว่ามีหลายตอนไม่สอดคล้องกับยุคสมัยสุโขทัย เช่น มีการกล่าวถึงชาติฝรั่งหลายชาติซึ่งยังไม่เข้ามาในสมัยสุโขทัย ยิ่งไปกว่านั้นคือการกล่าวถึง “อเมริกัน” จะพบว่าสุโขทัยเก่าแก่ถึง 700 ปี ย้อนแย้งอย่างมากกับคำว่า “อเมริกัน” อันเป็นชื่อของทวีปที่เพิ่งถูกค้นพบโดยชาวตะวันตกราวปี ค.ศ. 1492 หรือ (พ.ศ. 2035)

นอกจากนี้ยังกล่าวถึง “ปืนใหญ่” ที่ไม่มีปรากฏในสมัยสุโขทัยอย่างแน่นอน นั่นทำให้ทรงเชื่อว่าตำรับฯ ไม่น่าจะมีอายุเก่าแก่ไปกว่าสมัยรัชกาลที่ 2 อย่างแน่นอน นักวิชาการรุ่นหลังที่มีโอกาสเข้าถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ เพื่อนำมาตรวจสอบกับตำรับฯ นี้ อย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์พบว่า ตำรับฯ น่าจะแต่งขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2360-2378

เนื่องจากในตำรับฯ ได้กล่าวถึงพระราชพิธีวิสาขบูชา ซึ่งมีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มจัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ประมาณปี 2369 และอ้างอิงจากฉบับนางนพมาศที่จัดเก็บอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งระบุว่าเป็นฉบับที่จำลองขึ้นมาในปี พ.ศ. 2378 ดังนั้น ต้นฉบับจริงย่อมต้องแต่งก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ควรเกินไปกว่าช่วงเวลาในการเริ่มจัดพิธีวิสาขบูชาอย่างแน่นอน และเมื่อพิจารณาจากสำนวนการแต่งตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์นี้ เทียบเคียงกับงานวรรณกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำให้พอระบุได้ว่า มีบางส่วนในตำรับฯ นี้เป็นสำนวนพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)


@@@@@@@

นอกเหนือจากการพิจารณาเนื้อความในตำรับฯ ที่มีข้อขัดแย้งกับความเป็นจริงที่จะแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัยแล้ว นิธิยังแสดงให้เห็นถึงมิติที่ลึกลงไปกว่านั้น นั่นคือ การวิเคราะห์ความแตกต่างของโลกทัศน์ที่แฝงอยู่ในตำรับฯ ซึ่งสามารถสะท้อนบริบทแวดล้อมที่ผู้แต่งอาศัยอยู่ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างจากโลกทัศน์ของงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า แต่งขึ้นในสมัยสุโขทัยอย่างแท้จริง คือ ไตรภูมิพระร่วงหรือไตรภูมิกถา เป็นงานพระราชนิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) เนื่องจากเป็นงานที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก ในสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ทำให้เชื่อได้ว่า ไตรภูมิพระร่วงนี้สะท้อนโลกทัศน์ของผู้คนสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

เมื่อเปรียบเทียบกับตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์จะพบว่า โลกทัศน์ตามแบบไตรภูมิพระร่วงนั้นมีลักษณะที่ “เหนือธรรมชาติ” มีการกล่าวถึงเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทัศน์แบบเดิม ทว่าตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์นับว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกที่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง ลักษณะโลกทัศน์แบบในตำรับฯ นี้เป็นแบบของสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่เริ่มรับความคิดและเหตุผลตามอย่างโลกตะวันตก

แม้ว่ายังคงมีหลายท่านนำข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มีคำว่า “เผาเทียน” และ “เล่นไฟ” ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิใช่เป็นการละเล่นรื่นเริงมากล่าวอ้าง เพราะในปัจจุบันการเผาเทียนและเล่นไฟเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีลอยกระทง ทว่าสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้หักล้างแนวคิดที่ว่า ลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย (หากละข้อถกเถียงประเด็นศิลาจารึกถูกสร้างในสมัยสุโขทัยจริงหรือไม่) โดยใช้การวิเคราะห์จากสภาพภูมิศาสตร์ของสุโขทัย และข้อมูลจากศิลาจารึกหลักดังกล่าว

เริ่มจากการพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งกรุงสุโขทัย จะเห็นว่าสุโขทัยตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขา ระยะทางห่างจากแม่น้ำเกินกว่า 10 กิโลเมตร ทำให้มีปัญหาขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ทำให้ต้องมีการจัดการระบบชลประทานโดยการขุดตระพังและสร้างทำนบกั้นน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส”
         
ตามข้อความในจารึกว่า “กลางเมืองสุโขทัยนี้มีน้ำตระพังโพยสีใสกินดี...ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง” สุจิตต์จึงได้ข้อสรุปว่า ทั้งตระพังและสรีดภงสนั้น มีไว้เพื่อใช้บริโภคและทำการเกษตร สังคมที่น้ำขาดแคลนและน้ำมีความสำคัญมากเช่นนี้ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีเทศกาลหรือประเพณีที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพของแหล่งน้ำอย่างการลอยกระทงได้



จากที่กล่าวข้างต้นน่าจะชัดเจนแล้วว่า “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ไม่ได้ถูกแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย ดังนั้น จึงไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่ออ้างอิงการมีอยู่ของประเพณีลอยกระทงในสมัยสุโขทัยได้ แม้ว่าจะพิสูจน์ได้ดังนี้แล้ว ทว่าคำถามต่อไปคือ “ทำไมผู้แต่งตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์นี้ จึงเขียนอ้างอิงถึงช่วงเวลาในประวัติศาสตร์สุโขทัย”

ตามคำอธิบายของสุจิตต์เชื่อว่า ช่วงเวลาการแต่งตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นนั้น ผู้แต่งคงยังไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการสร้างความเก่าแก่ของชาติ โดยการสร้างประวัติศาสตร์ของประเพณีที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่ผู้แต่งอาจมีจุดประสงค์คล้ายคลึงกับนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่ใช้ช่วงเวลาในสมัยสุโขทัยเป็นโครงเรื่อง ทว่ารายละเอียดที่ปรากฏในเรื่องกับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมสมัยกับผู้เขียนมากกว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย

อย่างไรก็ตาม แวดวงวิชาการประวัติศาสตร์รับรู้ถึงสถานะของตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ในฐานะการเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีคุณค่าในการศึกษาโลกทัศน์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎร และพระราชพิธีต่างๆ ที่ปรากฏในตำรับฯ

สำหรับสุจิตต์แล้วตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็น “สารนิยายที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ความคิดของผู้คนในสมัยรัตนโกสินทร์ต่างหาก ไม่ใช่สมัยพระร่วงเจ้าแห่งแว่นแคว้นสุโขทัยศรีสัชนาลัย ดังที่เคยใฝ่ฝันเป็นอุดมคติกันมานานนักหนา”

แม้ว่าจะมีความชัดเจนแล้วว่า “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” และ “ประเพณีลอยกระทง” ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ทว่าในปัจจุบันยังคงมีความเชื่อดังกล่าวอยู่และถูกผลิตซ้ำตลอดเวลา เห็นได้ชัดคือ ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟที่สุโขทัย ซึ่งเป็นความพยายามสร้างประวัติศาสตร์และความเก่าแก่ของวัฒนธรรมประเพณีของไทย เพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ธิดา สาระยากล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

“...ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เราต้องรับผิดชอบส่งต่อให้สาธารณชนว่าประเพณีนี้ที่สุโขทัยเป็นของปรุงแต่งขึ้นในปัจจุบันนี้เท่านั้น ไม่เคยมีหลักฐานใดๆ ในประวัติศาสตร์สุโขทัยว่าการลอยกระทงเป็นประเพณีรื่นเริงของชุมชน ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในที่แล้งน้ำโดยธรรมชาติ(อย่างเมืองสุโขทัย)...”






เอกสารอ้างอิง :-
- กรมศิลปากร. 2545. “เรื่องนางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์: คำอธิบายเรื่องนางนพมาศ.” ใน ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย, สุจิตต์ วงษ์เทศ, 15-100. กรุงเทพฯ: มติชน.
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2545. “โลกของนางนพมาศ.” ใน ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย, สุจิตต์ วงษ์ เทศ, 111-168. กรุงเทพฯ: มติชน.
- สุพจน์ แจ้งเร็ว. 2545. “นางนพมาศ: เรื่องจริงหรืออิงนิยาย?” ใน ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย, สุจิตต์ วงษ์เทศ, 169-242. กรุงเทพฯ: มติชน.

ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : คุณพรรณ์ทิพย์ เพ็ชรวิจิตร ต.วัดไทร อ.เมือง จ.นครสวรรค์
อีเมล์ : p.petchvichit@gmail.com
(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)
web : https://www.stou.ac.th/study/sumrit/3-58(500)/page3-3-58(500).html
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ลอยกระทง เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย จริงหรือ.? เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2021, 09:27:06 am
ภาพบรรยากาศข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในการแต่งกายหมดจดงดงามเข้าร่วมในพระราชพิธีลอยพระประทีปบริเวณท่าราชวรดิฐ จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ


ลอยกระทง เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย จริงหรือ.?

ลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ โดยจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกปี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมายาวนานว่า ประเพณีนี้มีจุดเริ่มต้นในสมัยใดกันแน่

ปัจจุบันประเพณีลอยกระทงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ละพื้นที่จะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะมีความเชื่อแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ อาทิเช่น ลอยกระทงเพื่อขอขมาพระแม่คงคาที่ล่วงเกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลอยทุกข์ลอยโศกโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับกระทง เป็นต้น โดยปีนี้วันลอยกระทงจะตรงกับวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

@@@@@@@

แล้วเคยสงสัยหรือไม่ ว่าลอยกระทงเริ่มมีเมื่อใด แล้วเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย จริงหรือ.?

ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าลอยกระทงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่คำว่าลอยกระทงเริ่มเด่นชัดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้ฟื้นฟูประเพณีพิธีการสำคัญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร และความจำเป็นด้านอื่นๆ จึงมีพระราชนิพนธ์หนังสือตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์ โดยจะสมมุติฉากในเรื่องเป็นสมัยสุโขทัย จึงเกิดการทำกระทงด้วยใบตองแทนวัสดุอื่นๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป การทำกระทงด้วยใบตองก็แพร่หลายไปที่ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงลอยกระทง สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือนางนพมาศ และสมัยสุโขทัย แต่ว่าในศิลาจารึกและเอกสารต่างๆ ไม่มีคำว่า “ลอยกระทง” แต่จะมีประเพณีที่มีลักษณะคล้ายกับการลอยกระทง โดยในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “เผาเทียน เล่นไฟ” ซึ่งมีความหมายกว้างๆว่า ทำบุญไหว้พระ แม้แต่ในสมัยอยุธยา ทั้งเอกสารและวรรณคดี มีแต่ชื่อ ชักโคม ลอยโคม และแขวนโคม ดังตัวอย่างจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ดังนี้


ลอยกระทง จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ

“ประชาชนพลเมืองจะแสดงความขอบคุณแม่คงคาด้วยการตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ) อยู่หลายคืน…เราจะเห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอยน้ำ…ไปตามกระแสธาร มีขนาดใหญ่ย่อมต่างกันตามศรัทธาปสาทะของแต่ละคน…โดยนัยเดียวกัน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่พระธรณี ที่อนุเคราะห์ให้เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในวันต้นๆ ของปีใหม่ชาวสยามก็จะตามประทีปโคมไฟขึ้นอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้คำว่า “ลอยกระทง” จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน และชัดเจนในยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยจากหลักฐานพระราชพงศาวดารแผ่นดิน รัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ และเรื่องนางนพมาศ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 3

อย่างไรก็ตาม ประเพณีลอยกระทงจะเกิดขึ้นหรือพัฒนามาจากสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีของคนในครอบครัวและชุมชน ที่ร่วมกันจัดงานลอยกระทงขึ้น เพื่อให้รู้จักบุญคุณของน้ำ และดูแลรักษาทรัพยากรของประเทศให้ยั่งยืนสืบต่อไป





อ้างอิง : หนังสือ “ประเพณี 12 เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอดของคน”. ปรานี วงษ์เทศ. มติชน. 2548
ผู้เขียน   : พัชรเวช สุขทอง
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2561
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_12689
หน้า: [1] 2 3 ... 642