ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: อย่ามัวเพลิดเพลิน ทุกข์ มีมาก จงยังจิต ให้ปีติ และ สุข กันเถิด เพื่อเห็นตามความ.  (อ่าน 3690 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

arlogo

  • 1.บรรพชิต
  • โยคาวจรผล
  • *
  • ผลบุญ: +101/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 1178
  • Respect: +6
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
0
      พระสุตตันตปิฎก  มัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสก์  [๒.  สีหนาทวรรค]
                 ๔.  จูฬทุกขักขันธสูตร

   เล่มที่ 12 หน้า 177

             ๔. จูฬทุกขักขันธสูตร
               ว่าด้วยกองทุกข์ สูตรเล็ก

         [๑๗๕]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
            สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม    เขตกรุงกบิลพัสดุ์ในแคว้นสักกะ    ครั้งนั้น    เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง  ณ  ที่สมควร    ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
 
       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ว่า    ‘โลภะเป็นอุปกิเลสแห่งจิต    โทสะเป็นอุปกิเลสแห่งจิตโมหะเป็นอุปกิเลสแห่งจิต’ เมื่อเป็นเช่นนั้น  บางคราว    โลภธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง    โทสธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง    โมหธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง    ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า    ‘ธรรมอะไรเล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้ในภายใน    ซึ่งเป็นเหตุให้โลภธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง    โทสธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง    โมหธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้างเป็นครั้งคราว”

         [๑๗๖]    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  “มหานามะ    ธรรมในภายในนั้นแล    เธอยังละไม่ได้    ซึ่งเป็นเหตุให้โลภธรรมครอบงำจิตของเธอไว้ได้บ้าง    โทสธรรมครอบงำจิตของเธอไว้ได้บ้าง โมหธรรมครอบงำจิตของเธอไว้ได้บ้างเป็นครั้งคราว  ถ้าเธอจักละธรรมในภายในนั้นได้แล้ว    เธอก็จะไม่พึงอยู่ครองเรือน ไม่พึงบริโภคกาม    แต่เพราะเธอละธรรมในภายในนั้นยังไม่ได้    เธอจึงยังอยู่ครองเรือน ยังบริโภคกาม

         [๑๗๗]    แม้หากอริยสาวกเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า    ‘กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย    มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก  มีโทษยิ่งใหญ่’    ก็ตาม    แต่อริยสาวกนั้นก็ยังไม่บรรลุฌานที่มีปีติและสุข(๑)ที่ปราศจากกามทั้งหลาย  ปราศจาก


 
(๑) ฌานที่มีปีติและสุข  หมายถึงปฐมฌานและทุติยฌาน  (ม.มู.อ.  ๑/๑๗๗/๓๘๖)


    อกุศลธรรมทั้งหลาย    หรือยังไม่บรรลุธรรมอื่นที่สงบกว่าฌานทั้ง    ๒    นั้น    ดังนั้นเขาจึงชื่อว่า    จะไม่เวียนมาหากามทั้งหลายอีกก็หาไม่๑    แต่เมื่อใด    อริยสาวกเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า    ‘กามทั้งหลายมีความยินดีน้อยมีทุกข์มาก    มีความคับแค้นมาก    มีโทษยิ่งใหญ่’    อริยสาวกนั้น    ย่อมบรรลุฌานที่มีปีติและสุขที่ปราศจากกามทั้งหลาย    ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย    หรือบรรลุธรรมอื่นที่สงบกว่าฌานทั้ง ๒ นั้น    เมื่อนั้น    เขาจึงชื่อว่าย่อมไม่เวียนมาหากามทั้งหลายอีก

      มหานามะ    ก่อนการตรัสรู้    แม้เมื่อครั้งเราเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้    เราก็เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า    ‘กามทั้งหลายมีความยินดีน้อยมีทุกข์มาก    มีความคับแค้นมาก    มีโทษยิ่งใหญ่’  ก็ตาม    แต่เราก็ยังไม่บรรลุฌานที่มีปีติและสุขที่ปราศจากกามทั้งหลาย    ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย    หรือยังไม่บรรลุธรรมอื่นที่สงบกว่าฌานทั้ง ๒  นั้น    ดังนั้นเราจึงปฏิญญาว่าชื่อว่าจะไม่เวียนมาหากามทั้งหลายก็หาไม่    แต่เมื่อใด    เราเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก    มีโทษยิ่งใหญ่’    เราได้บรรลุฌานที่มีปีติและสุขที่ปราศจากกามทั้งหลาย  ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย    หรือบรรลุธรรมอื่นที่สงบกว่าฌานทั้ง  ๒  นั้น    เมื่อนั้น    เราจึงปฏิญญาว่า    ไม่เวียนมาหากามทั้งหลายอีก


บันทึกการเข้า
แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแต่เรา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแต่เรา วิชชาเกิดขึ้นแล้วแต่เรา

arlogo

  • 1.บรรพชิต
  • โยคาวจรผล
  • *
  • ผลบุญ: +101/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 1178
  • Respect: +6
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
0
                  โทษแห่งกาม
            อะไรเล่า เป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย
            คือ    กุลบุตรในโลกนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการประกอบศิลปะใด    คือ    ด้วยการนับคะแนน    การคำนวณ    การนับจำนวน    การไถ    การค้าขาย    การเลี้ยงโค    การยิงธนูการรับราชการ    หรือด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง    อดทนต่อความหนาว    ตรากตรำต่อความร้อน    เดือดร้อนเพราะสัมผัสแห่งเหลือบ    ยุง    ลม    แดด    และสัตว์เลื้อยคลาน(และ)ตายเพราะความหิวกระหาย    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย    เป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกามเป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิดเกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล
 
           ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน    พากเพียร    พยายามอยู่อย่างนี้    โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมไม่สัมฤทธิผล    เขาเศร้าโศก    ลำบาก    รำพัน    ตีอก    คร่ำครวญ    ถึงความหลงเพ้อว่า‘ความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ    ความพยายามของเราก็ไม่มีผลเลยหนอ’    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย    เป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุมีกามเป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิด    เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล

          ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน    พากเพียร    พยายามอยู่อย่างนี้    โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมไม่สัมฤทธิผล    เขากลับเสวยทุกข์โทมนัสอันมีเหตุมาจากการรักษาโภคสมบัติเหล่านั้นว่า    ‘ทำอย่างไร    พระราชาจะไม่พึงริบโภคสมบัติทั้งหลายของเรา    พวกโจรจะไม่พึงลักไป    ไฟจะไม่พึงไหม้    น้ำจะไม่พึงพัดไป    หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงแย่งไป’    เมื่อกุลบุตรนั้นรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้    พระราชาริบโภคสมบัตินั้นไปก็ดีพวกโจรปล้นเอาไปก็ดี    ไฟไหม้เสียก็ดี    น้ำพัดไปก็ดี    ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักแย่งเอาไปก็ดีเขาเศร้าโศก    ลำบาก    รำพัน    ตีอก    คร่ำครวญ    ถึงความหลงเพ้อว่า    ‘สิ่งใดเคยเป็นของเรา    แม้สิ่งนั้นก็ไม่เป็นของเรา’    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลายเป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกามเป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิดเกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล

            อีกประการหนึ่ง    เพราะกามเป็นเหตุ    เพราะกามเป็นต้นเหตุ    เพราะกามเป็นเหตุเกิด    เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล    พระราชาทรงวิวาทกับพระราชาก็ได้กษัตริย์วิวาทกับกษัตริย์ก็ได้    พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์ก็ได้    คหบดีวิวาทกับคหบดีก็ได้    มารดาวิวาทกับบุตรก็ได้    บุตรวิวาทกับมารดาก็ได้    บิดาวิวาทกับบุตรก็ได้บุตรวิวาทกับบิดาก็ได้    พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้    พี่ชายน้องชาย
วิวาทกับพี่สาวน้องสาวก็ได้    พี่สาวน้องสาววิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้    สหายวิวาทกับสหายก็ได้    ชนเหล่านั้นก่อการทะเลาะ    ก่อการแก่งแย่ง    และก่อการวิวาทกันในที่นั้น    ทำร้ายกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง    ด้วยก้อนดินบ้าง    ด้วยท่อนไม้บ้าง    ด้วยศัสตราบ้าง    ชนเหล่านั้นจึงเข้าถึงความตายบ้าง    ทุกข์ปางตายบ้าง    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย    เป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกามเป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิด    เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล
 
           อีกประการหนึ่ง    เพราะกามเป็นเหตุ    เพราะกามเป็นต้นเหตุ    เพราะกามเป็นเหตุเกิด    เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย    ชนทั้งหลายถือดาบและโล่    จับธนูพาดลูกศรแล้ววิ่งเข้าสู่สงครามปะทะกันทั้ง    ๒    ฝ่าย    เมื่อพวกเขายิงลูกศรไปบ้าง    พุ่งหอกไปบ้างกวัดแกว่งดาบฟันกันบ้าง    ชนเหล่านั้นถูกลูกศรเสียบเอาบ้าง    ถูกหอกแทงเอาบ้างถูกดาบตัดศีรษะบ้าง    ชนเหล่านั้นจึงเข้าถึงความตายบ้าง    ทุกข์ปางตายบ้าง    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย    เป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกาม
เป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิด    เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล

          อีกประการหนึ่ง    เพราะกามเป็นเหตุ    เพราะกามเป็นต้นเหตุ    เพราะกามเป็นเหตุเกิด    เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย    ชนทั้งหลายถือดาบและโล่    จับธนูพาดลูกศรแล้ววิ่งเข้าไปยังเชิงกำแพงที่ฉาบด้วยเปือกตมร้อน    เมื่อพวกเขายิงลูกศรไปบ้างพุ่งหอกไปบ้าง    กวัดแกว่งดาบฟันกันบ้าง    ชนเหล่านั้นถูกลูกศรเสียบเอาบ้าง    ถูกหอกแทงเอาบ้าง    ถูกมูลโคร้อนรดบ้าง    ถูกคราดสับบ้าง    ถูกดาบตัดศีรษะบ้างชนเหล่านั้นจึงเข้าถึงความตายบ้าง    ทุกข์ปางตายบ้าง    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย    เป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกามเป็นต้นเหตุมีกามเป็นเหตุเกิด    เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล
 
           อีกประการหนึ่ง    เพราะกามเป็นเหตุ    เพราะกามเป็นต้นเหตุ    เพราะกามเป็นเหตุเกิด    เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย    ชนทั้งหลายตัดช่องย่องเบาบ้าง    ขโมยยกเค้าบ้าง    ปล้นบ้านบ้าง    ดักจี้ในทางเปลี่ยวบ้าง    ละเมิดภรรยาผู้อื่นบ้าง    พระราชาก็รับสั่งให้จับเขาลงอาญาด้วยประการต่าง  ๆ    คือ    เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง    เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง    ตีด้วยไม้พลองบ้าง    ฯลฯ๑    เอาผ้าพันตัวราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาบ้าง
พันมือแล้วจุดไฟต่างคบบ้าง    ถลกหนังตั้งแต่คอถึงข้อเท้าให้ลุกเดินเหยียบหนังจนล้มลงบ้าง    ถลกหนังตั้งแต่คอถึงบั้นเอว    ทำให้มองดูเหมือนนุ่งผ้าคากรองบ้างสวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกและเข่าแล้วเสียบหลาวทั้งห้าทิศเอาไฟเผาบ้าง    ใช้เบ็ดเกี่ยวหนัง    เนื้อ    เอ็นออกมาบ้าง    เฉือนเนื้อออกเป็นแว่น  ๆ    เหมือนเหรียญกษาปณ์บ้างเฉือนหนัง    เนื้อ    เอ็นออกเหลือไว้แต่กระดูกบ้าง    ใช้หลาวแทงช่องหูให้ทะลุถึงกันบ้าง
เสียบให้ติดดินแล้วจับหมุนได้รอบบ้าง    ทุบกระดูกให้แหลกแล้วถลกหนังออกเหลือไว้แต่กองเนื้อเหมือนตั่งใบไม้บ้าง    รดตัวด้วยน้ำมันที่กำลังเดือดพล่านบ้าง    ให้สุนัขกัดกินจนเหลือแต่กระดูกบ้าง    ให้นอนบนหลาวเหล็กทั้งเป็นบ้าง    ตัดศีรษะออกด้วยดาบบ้าง    ชนเหล่านั้นจึงถึงความตายบ้าง    ทุกข์ปางตายบ้าง    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลาย    เป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกามเป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิด    เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล

         อีกประการหนึ่ง    เพราะกามเป็นเหตุ    เพราะกามเป็นต้นเหตุ    เพราะกามเป็นเหตุเกิด    เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย    ชนทั้งหลายประพฤติกายทุจริต    วจีทุจริตและมโนทุจริต  ครั้นประพฤติกายทุจริต    วจีทุจริต    มโนทุจริตแล้ว    หลังจากตายแล้วย่อมไปเกิดในอบาย    ทุคติ    วินิบาต    นรก    แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นโทษแห่งกามทั้งหลายเป็นกองทุกข์ที่จะพึงเห็นได้เอง    มีกามเป็นเหตุ    มีกามเป็นต้นเหตุ    มีกามเป็นเหตุเกิด
เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2012, 06:30:34 pm โดย arlogo »
บันทึกการเข้า
แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแต่เรา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแต่เรา วิชชาเกิดขึ้นแล้วแต่เรา

chutina

  • กำลังจะพ้นจากน้ำ
  • *
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 99
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
อนุโมทนา เจ้าคะ

ได้อ่านแล้ว รู้สึกมองเห็นโทษ อย่างยิ่ง และความทุกข์ ก็อยู่ในโทษนี่เองคะ

 :25: :25: :25:
บันทึกการเข้า

namtip

  • กำลังจะพ้นจากน้ำ
  • *
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 54
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
อ่านแล้ว มองเห็นความทุกข์ ชัดขึ้นมากเลยคะ ที่ทุกข์ เพราะอะไรอยู่

 ขอบคุณ คะ

  :25:
บันทึกการเข้า

magicmo

  • กำลังแหวกกระแส
  • **
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 122
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
บันทึกการเข้า
ขายส่งชุดชั้นในราคาไม่แพงเครื่องกรองน้ำ ดื่มสะอาดสนามกีฬา ฟุตบอลหญ้าเทียม เช่าราคาถูก

nongmai-new

  • กำลังจะพ้นจากน้ำ
  • *
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 73
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
อ้างถึง
แต่เมื่อใด    เราเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก    มีโทษยิ่งใหญ่’    เราได้บรรลุฌานที่มีปีติและสุขที่ปราศจากกามทั้งหลาย  ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย    หรือบรรลุธรรมอื่นที่สงบกว่าฌานทั้ง  ๒  นั้น    เมื่อนั้น    เราจึงปฏิญญาว่า    ไม่เวียนมาหากามทั้งหลายอีก

  ปกติ แล้ว การทำสมาธิ ฌานจิต นั้น มีความสุขอยู่ ฌาน 1 และ 2 ใช่หรือไม่ครับ
 ดังนั้นพระพุทธเจ้าตรัสแสดงว่า ถ้าหากเราเจริญวิปัสสนา แล้ว มีธรรม ยิ่งกว่า ฌาน 1 และ 2 ก็นับว่าควรปฏิญญาว่าตนเองไม่หวนกลับมาหากามอีกเป็นแน่แท้ ใช่หรือไม่ครับ

  วิเคราะห์ผิด ถูกอย่างไร ช่วยกันแนะนำต่อด้วยนะครับ

  :c017: :25: :13:

   
บันทึกการเข้า