ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 657
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "ขณะจิต" คิดว่านานแค่ไหน.? | การดีดนิ้วมือ 10 ครั้ง ชื่อว่า “ขณะ” เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:42:06 am


"ขณะจิต" คิดว่านานแค่ไหน.? | การดีดนิ้วมือ 10 ครั้ง ชื่อว่า “ขณะ”

ขณะจิต อ่านว่า ขะ-หฺนะ-จิด ประกอบด้วยคำว่า ขณะ + จิต

(๑) “ขณะ”

เขียนแบบบาลีเป็น “ขณ” อ่านว่า ขะ-นะ รากศัพท์มาจาก
    (1) ขณฺ (ธาตุ = เบียดเบียน) + อ (อะ) ปัจจัย : ขณ+ อ = ขณ แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่เบียดเบียนชีวิตสัตว์”
    (2) ขี (ธาตุ = สิ้นไป) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) แล้วแปลง น เป็น ณ, ลบ อี ที่ ขี ตามสูตร “ลบสระหน้า” (ขี + ยุ, ขี อยู่หน้า ยุ อยู่หลัง) : ขี + ยุ > อน = ขีน > ขีณ > ขณ แปลตามศัพท์ว่า “เวลาเป็นที่สิ้นไปแห่งอายุของเหล่าสัตว์”

    “ขณ” (ปุงลิงค์) หมายถึง ครู่หนึ่ง, เวลาชั่วครู่ (a short moment, wink of time)
     บาลี “ขณ” สันสกฤตเป็น “กฺษณ”
     สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า (สะกดตามต้นฉบับ)
    “กฺษณ : (คำนาม) พิกัดเวลา (เท่ากับสามสิบกลาหรือสี่นาที) ; เวลาครู่หนึ่ง; งารสมโภชหรือฉลอง ; เวลาว่างกิจ ; โอกาศ ; ความขึ้นแก่ ; ศูนย์กลาง, กลาง ; a measure of time (equal to thirty Kalās or four minutes) ; a moment ; a festival; vacation, leisure, opportunity ; dependence or servitude ; the centre, the middle ; - (กริยาวิเศษณ์) สักครู่หนึ่ง ; for a moment.”

     ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
    “ขณะ : (คำนาม) ครู่, ครั้ง, คราว, เวลา, สมัย. (ป.; ส. กษณ).”

@@@@@@@

(๒) “จิต”

บาลีเป็น “จิตฺต” (ต เต่า 2 ตัว มีจุดใต้ ตฺ ตัวหน้า) อ่านว่า จิด-ตะ รากศัพท์มาจาก จินฺต (ธาตุ = คิด) + ต ปัจจัย, ลบ นฺ ที่ จินฺตฺ (จินฺต > จิต) : จินฺต + ต = จินฺตต > จิตฺต (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า
     (1) “สิ่งที่ทำหน้าที่คิด”
     (2) “สิ่งที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์” หมายถึง จิต, ใจ, ความคิด (the heart, mind, thought)

    พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความ “จิตฺต” ไว้ดังนี้
    The heart (psychologically), i. e. the centre & focus of man’s emotional nature as well as that intellectual element which inheres in & accompanies its manifestations ; i. e. thought. (หัวใจ [ทางจิตวิทยา] คือ ศูนย์และจุดรวมของธรรมชาติที่เกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์ กับส่วนของสติปัญญาซึ่งอยู่ในการแสดงออกเหล่านั้น ; กล่าวคือ ความคิด)

    “จิตฺต” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “จิต”
     พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
    “จิต, จิต- : (คำนาม) ใจ, สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิดและนึก, (โบราณ เขียนว่า จิตร), ลักษณนามว่า ดวง. (ป. จิตฺต).”


@@@@@@@

ประสมคำ

ขณะ + จิต = ขณะจิต (ขะ-หฺนะ-จิด) แปลว่า “ครู่หนึ่งแห่งจิต”

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “ขณะจิต” ว่า a thought-moment.
คำว่า “ขณะจิต” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

อภิปรายขยายความ

คำว่า “ขณะจิต” เป็นคำที่แปลเชิงทับศัพท์มาจากคำบาลี “จิตฺตกฺขณ” อ่านว่า จิด-ตัก-ขะ-นะ

โปรดสังเกตว่า คำไทย “ขณะจิต” คำบาลีไม่ใช่ “ขณจิตฺต” (ขะ-นะ-จิด-ตะ) แต่สลับคำเป็น “จิตฺตกฺขณ” เป็นลักษณะที่ตรงกับที่รู้กันทั่วไปว่า ไทย-แปลจากหน้าไปหลัง บาลี-แปลจากหลังมาหน้า : “ครู่หนึ่งแห่งจิต”

    ไทย-แปลจากหน้าไปหลัง = “ขณะจิต” : ขณะ (ครู่หนึ่ง) + จิต (จิต)
    บาลี-แปลจากหลังมาหน้า = “จิตฺตกฺขณ” : จิตฺต (จิต) + ขณ (ครู่หนึ่ง)

อนึ่ง โปรดสังเกตว่า จิตฺต + ขณ ไม่เป็น จิตฺตขณ แต่เป็น “จิตฺตกฺขณ” เพราะตามหลักบาลีไวยากรณ์ว่าด้วยการสมาส ท่านให้ซ้อน กฺ ระหว่างศัพท์ – : จิตฺต + กฺ + ขณ = จิตฺตกฺขณ

@@@@@@@

ที่เรียกว่า “ ขณ > ขณะ > ครู่หนึ่ง” ยาวนานแค่ไหน.?

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แสดงไว้ว่า
“ทสหิ อจฺฉราหิ องฺคุลิโผฏฺเฐหิ ลกฺขิโต กาโล ขโณ นาม = เวลาที่กำหนดด้วยการดีดนิ้วมือ 10 ครั้ง ชื่อว่าขณะ”

ลองนึกถึงภาพคนดีดนิ้วมือเข้ากับจังหวะเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเร็วหรือช้า อึดใจเดียวก็ 10 ครั้งแล้ว แต่ในทางธรรม ท่านแสดงละเอียดยิ่งกว่านั้น กล่าวคือ จิต คือค วามคิดที่เกิดขึ้น 1 ขณะ ประกอบด้วย 3 อนุขณะ (ขณะย่อย) คือ
    (1) อุปปาทขณะ = ขณะที่เกิดขึ้น (arising; genesis)
    (2) ฐิติขณะ = ขณะที่ดำรงอยู่ (duration; static moment; the moment of standing)
    (3) ภังคขณะ = ขณะที่ดับไป (dissolution; cessation; dissolving or waning moment)

รวม 3 อนุขณะ(เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) หมุนเวียนเรื่อยไป นับเป็น 1 “ขณะจิต” ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาที่รวดเร็วนักหนา

“ขณะจิต” ของมนุษย์ เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลา เทียบกับสิ่งที่สายตามองเห็น เช่น แสงไฟจากดวงไฟฟ้า เมื่อเปิดไฟ เราเห็นว่าไฟติดสว่างตลอดเวลา แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า แสงไฟนั้นไม่ได้ติดตลอดเวลา แต่ติดแล้วดับ ดับแล้วติด แต่เพราะมันดับแล้วติดเร็ว เราจึงเห็นว่ามันติดตลอดเวลา

“ขณะจิต” ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้ตั้งอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป-เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ด้วยความเร็วนักหนา เราจึงรู้สึกจิตของเราตั้งอยู่ คือ คิดอยู่ มีอยู่ตลอดเวลา

ดูก่อนภราดา.! เพียงชั่วขณะจิต ชีวิตก็เปลี่ยน






Thank to :-
website : dhamma.serichon.us/2022/08/10/ขณะจิต-คิดว่านานแค่ไหน-อ/
Posted date : 10 สิงหาคม 2022 ,By admin.
ผู้เขียน : ทองย้อย แสงสินชัย
Photo : pinterest
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘ชั่วเจ็ดที กว่าจะดีสักหน’ ทำไมคนเราจำเรื่องแย่ๆ ได้ดีกว่าเรื่องอื่น.? เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:11:53 am



‘ชั่วเจ็ดที กว่าจะดีสักหน’ ทำไมคนเราจำเรื่องแย่ๆ ได้ดีกว่าเรื่องอื่น.?

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนอื่นจำคำชมหรือเรื่องดีๆ ที่เราทำให้ไม่ค่อยได้ พร้อมๆ กันนั้น เราเองก็กลับจำคำดูถูก ปรามาส หรือคำด่าของใครต่อใครต่อใครได้แม่นสุดๆ ? ทำไมภาษิตโบราณว่า ‘ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน’ แต่เรากลับรู้สึกว่าเจอแต่เรื่องเฮงซวยเสียเป็นหลัก จนน่าจะเปลี่ยนภาษิตเป็น ‘ชั่วเจ็ดที กว่าจะดีสักหน’ ?   

เรื่องแบบนี้มีคำอธิบายทางจิตวิทยาอยู่นะครับ มีชื่อเรียกปรากฏการณ์แบบนี้อย่างจำเพาะเจาะจงว่า ‘อคติเชิงลบ (negative bias หรือ negativity bias)’

อคติแบบลบ มีนิยามว่าเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติที่เราจะจดจำหรือนึกถึงตัวกระตุ้นแย่ๆ เช่น การโดนดุด่าว่ากล่าว การทะเลาะเบาะแว้ง หรืออุบัติเหตุ ฯลฯ ได้ง่ายกว่าหรือแม่นยำกว่าตัวกระตุ้นดีๆ เช่น การได้รับคำชม การได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้โบนัส หรือแม้แต่การถูกหวย ฯลฯ

พูดง่ายคือ เรื่องลบมัน ‘ทรงพลัง’ สำหรับการรับรู้ของเรามากกว่า

แต่ไม่เพียงแค่นั้น ธรรมชาติแบบนี้ยังทำให้เกิดอะไรอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการลบล้างภาพลักษณ์แย่ๆ เมื่อแรกพบที่ทำได้ยากมากๆ และการลบภาพเหตุการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลต่อชีวิตออกไปได้ยากมากๆ เพราะมันจะเฝ้าวนเวียนกลับมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา

แถมเรายังจำเหตุการณ์และเรื่องราวแย่ๆ เหล่านี้ได้แม่นยำและชัดเจนมากในหัว

เหตุผลเดียวกันนี้ทำให้เราจดจำคำดูถูก ดูแคลน เหยียดหยาม ได้แม่นแบบแทบจะจำได้ทุกคำพูด ทุกอากัปกิริยาอาการของคนพูด แต่ในทางตรงกันข้าม เรากลับจำคำชมเชยหรือการแสดงความยินดีกับความสำเร็จของเราได้ไม่ดีเท่านี้ บางครั้งถึงขั้นลืมเลือนไปว่าเคยมีคนทำให้ด้วยซ้ำไป

ผลกระทบอีกเรื่องที่สำคัญจากอคติทำนองนี้ก็คือ คนทั่วไปให้ความสำคัญและตอบสนองต่อเหตุการณ์ในเชิงลบอย่างรุนแรงและหนักหน่วงมากกว่าเหตุการณ์ในเชิงบวก เรียกว่า ไฟลุกพร้อมบวกมาก แถมยังขจัดเรื่องลบแบบนี้ออกไปจากหัวได้ยากมากด้วย เช่น เราอาจทำงานกันอยู่ เหตุการณ์ทุกอย่างก็ปกติดี ไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมีเพื่อนร่วมงานสักคน พูดอะไรที่ไม่เข้าหูหรือ ‘ล้ำเส้น’ มาก เราก็อาจจะรู้สึกร้อนเป็นไฟกรุ่นๆ ไปตลอดทั้งวัน วันดีๆ ที่มีเหตุการณ์ร้ายนิดเดียว จึงกลายเป็นวันร้ายๆ ไป

อคติเชิงลบทำให้เราใส่ใจกับเรื่องแย่ๆ มากกว่า ราวกับมันสำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า

@@@@@@@

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น.? หรือมันจะสำคัญมากกว่าจริงๆ.? 

นักจิตวิทยาตั้งสมมติฐาน โดยดูจากผลการทดลองในงานวิจัยว่า อคติเชิงลบเป็นผลจากวิวัฒนาการอย่างยาวนานของการใช้ชีวิตของมนุษย์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องมีความเสี่ยง อาจประสบกับเรื่องร้ายๆ หรืออันตรายร้ายแรงได้ตลอดเวลา โดยเป็นอันตรายในระดับ ‘ความเป็นความตาย’ จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องให้ความสนใจกับเรื่องร้ายๆ เพื่อให้สามารถรอดชีวิตอยู่ได้

ยิ่งมนุษย์ดึกดำบรรพ์คนไหนระแวดระวังตัวมาก ก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตมาก อุปนิสัยมองโลกแง่ลบแบบนี้ที่สัมพันธ์แนบแน่นกับ ‘ข้อมูลทางพันธุกรรม’ ประจำตัว จึงตกทอดมายังคนรุ่นหลังได้มาก ขณะที่พวกมองโลกในแง่ดีเกินจริง น่าจะไม่รอดจากอันตรายในสมัยนั้นมาได้มากนัก อีกนัยหนึ่งการคัดสรรตามธรรมชาติแบบนี้ ก็ทำให้เราได้คนยุคใหม่ที่ชำนาญการคิดลบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

มีงานวิจัยในเด็กแรกเกิด พบว่าพวกนี้จะมีปฏิกิริยาเชิงบวกต่อหน้าตาและน้ำเสียงของคนรอบตัว แต่เมื่ออายุใกล้จะหนึ่งขวบ ลักษณะดังกล่าวก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คือจะตอบสนองต่อตัวกระตุ้นในทางลบมากขึ้น เช่น เสียงตะคอกหรือเสียงดัง เรื่องนี้ถือเป็นหลักฐานที่ดีที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า อคติแบบนี้เกิดขึ้นในระยะต้นมากๆ ของพัฒนาการของมนุษย์

มีการทดลองในผู้ใหญ่ที่ให้หลักฐานว่า ตัวกระตุ้นแบบลบทั้งหลายกระตุ้นให้สมองตอบสนองได้มากกว่า เพราะการสแกนสมองแสดงให้เห็นการทำงานของสมองครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางมาก หากเทียบกับตัวกระตุ้นแบบบวก

นอกจากนี้ยังชัดเจนขึ้นไปอีกว่า หากใช้ตัวกระตุ้นแบบลบ กระแสประสาทจะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นรุนแรงในสมองส่วนซีรีบรัลคอร์เท็กซ์ (cerebral cortex) หรือเปลือกสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่หลักสำคัญที่ใช้ในการประมวลข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งเป็นสมองส่วนที่โดดเด่นมากในมนุษย์

ผลการทดลองดังกล่าวจึงตอกย้ำเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมของเราที่ตอบสนองต่อข้อมูล ข่าว หรือประสบการณ์ย่ำแย่ ว่าเป็นไปอย่างหนักแน่นและจริงจังมากกว่า หากจะเทียบกับตัวกระตุ้นเชิงบวกหรือแบบกลางๆ ไม่ลบไม่บวก

เรื่องแบบนี้ส่งผลกระทบกับชีวิตในโลกสมัยใหม่ไม่น้อยทีเดียว เพราะโลกยุคนี้โดยเฉลี่ยๆ แล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นต้องตื่นตัวและตอบสนองอย่างหนักต่อภัยอันตราย (ตัวกระตุ้นเชิงลบ) เพื่อเอาตัวรอดมากเท่ากับสมัยก่อนอีกแล้ว

แต่เราก็ยังคิด รู้สึก และตอบสนองกับเหตุการณ์ต่างๆ (ไม่ว่าดี ร้าย ไม่ดีไม่ร้าย) คล้ายกับเรายังเป็นมนุษย์ยุคหินอยู่!


@@@@@@@

จะขอยกตัวอย่างผลกระทบ 3 แบบสำคัญคือ วิธีการที่มองคนอื่น รวมไปถึงการจดจำภาพลักษณ์ เรื่องสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และการตัดสินใจ

เวลาเราเพิ่งเจอใครและกำลังสร้าง ‘ภาพจำ’ เกี่ยวกับคนผู้นั้นขึ้นในหัวนั้น เรามีแนวโน้มจะจดจำเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นมากกว่าเรื่องดีๆ มีการทดลองให้เลือกคำอธิบายลักษณะของคนในภาพที่นำมาแสดง พบว่ามีแนวโน้มที่อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองจะให้น้ำหนักกับการเลือกคำในเชิงลบมากกว่า

ในเรื่องของสัมพันธภาพระหว่างบุคคลนั้น อคติเชิงลบแบบนี้จะคอย ‘บงการ’ อยู่ลึกๆ ให้เราคิดในทางร้ายเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าลักษณะแบบนี้ย่อมนำไปสู่การไม่ไว้วางใจ การทะเลาะเบาะแว้ง และความไม่พอใจกันได้ง่ายๆ เพราะเหตุการณ์เชิงลบเพียงน้อยนิด (เธอไปกับใครมา บอกมาเดี๋ยวนี้!) ก็อาจได้รับความสำคัญและขยายความสำคัญในหัวมากกว่าเรื่องดีๆ มากมาย

หากเกิดขึ้นบ่อยจนเกินไป และไม่มีวิธีการที่แต่ละฝ่ายจะทำความเข้าใจกันให้ดีขึ้น ก็อาจนำไปสู่จุดสิ้นสุดความสัมพันธ์ได้ การตระหนักในจุดอ่อนตามธรรมชาติที่เรามักจะคิดลบ จึงมีความสำคัญมากกับความสัมพันธ์แบบชีวิตคู่

ตัวอย่างสุดท้าย เรื่องกระบวนการตัดสินใจ อคติเชิงลบส่งผลอย่างชัดเจนกับเรื่องนี้ ยกตัวอย่าง สถานการณ์ที่จะได้หรือเสียเงินจำนวนเท่าๆ กัน คนทั่วไปจะทุ่มเทความสนใจไปกับเรื่องการไม่ยอมเสียเงินมากกว่าการพยายามหาทางให้ได้เงิน แม้ว่าความเป็นไปได้ในทั้ง 2 กรณีจะมีเท่าๆ กัน เช่น กรณีกำลังจะสูญเสียเงิน 1,000 บาท จะส่งผลต่อจิตใจและความนึกคิดมากกว่าการที่กำลังจะได้เงิน 1,000 บาท หากต้องลงแรง ลงเวลา และความพยายามเท่าๆ กัน

@@@@@@@

จะเอาชนะ ‘จุดอ่อน’ เรื่องอคติเชิงลบแบบนี้ได้อย่างไร.?

มีคำแนะนำอยู่ 4 ข้อคือ

1. ให้เอาใจใส่ความคิดลบๆ ให้น้อยลง หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นแล้ว บางคนคนมักจะคิดทำนอง “ฉันไม่ควรทำแบบนั้นเลย” การกล่อมตัวเองแบบนี้ส่งผลลบมาก ควรจะละเลิกเสีย พยายามพาตัวเองออกจากความผิดพลาดในอดีตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ลองสรุปบทเรียนและก้าวต่อไปข้างหน้า

2. คำแนะนำที่สองคือ ให้ตั้งกรอบการมองสถานการณ์ใหม่ เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มแปลความหมายสถานการณ์ใดออกไปในเชิงลบ ให้พยายามโฟกัสในเชิงบวกให้มากขึ้น ตีกรอบสถานการณ์ที่ต้องเกี่ยวข้องใหม่ แต่ข้อนี้ต้องระวัง ไม่ใช่ให้มองโลกบิดเบี้ยวหรือละเลยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เป็นการวางกรอบการมองใหม่ ให้น้ำหนักกับความคิดเชิงบวกมากขึ้น รวมทั้งตั้งโฟกัสกับการจัดการปัญหาให้ตรงกับสาเหตุมากขึ้น ไม่จมปลักอยู่กับเรื่องลบมากจนเกินไป

3. ให้มีสติและหาทางกำจัดอคติเชิงลบทิ้งไปก่อน ผ่านกิจกรรมง่ายๆ ที่ทำได้ทันที เช่น การหยุดคิดแล้วไปเดินพักผ่อนให้หัวโล่งๆ หรือการฟังเพลงที่มีจังหวะคึกคักหรือผ่อนคลาย หรือแม้แต่การอ่านหนังสือ พอจิตใจคลายจากมุมมองแบบลบแล้ว ก็เริ่มคิดหาวิธีจัดการกับปัญหาใหม่อีกครั้ง

4. วิธีสุดท้ายคือ การให้ความสำคัญกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ดีๆ มากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่า สมองให้น้ำหนักกับความคิดเชิงลบมากกว่า เราก็เลยต้องพยายามป้อนความคิดดีๆ เข้าไปหักล้างกันให้มากขึ้น ป้องกันไม่ให้ความคิดลบๆ ร้ายๆ เข้าไปฝังอยู่จนกลายเป็นความทรงจำระยะยาวต่อไป

ทุกครั้งที่มีเรื่องดีเกิดขึ้น ใช้เวลากับเรื่องดีๆ เหล่านั้นสักพัก เพื่อดื่มด่ำและฝังเอาความทรงจำดีๆ ให้เข้าไปในจิตใจ ภายหลังก็นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมาเป็นระยะๆ เพื่อปรับสมองให้คุ้นเคยกับการคิดถึงเรื่องดีๆ มากขึ้น

@@@@@@@

หากเราจัดการกับอคติเชิงลบได้ดี ก็อาจจะทำให้เราจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งย่อมนำเราไปสู่ความสุขที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน     






Thank to :-
เรื่อง : นำชัย ชีววิวรรธน์
ภาพประกอบ : ณัฐพล อุปฮาด
website : https://www.the101.world/negativity-bias/
15 Aug 2022 , Life & Culture / Science & Innovation
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทึ่ง.! พุทธรูปแกะสลักฝาผนังหิน หน้าผาบนเขากลางป่า พุทธศิลป์สวยงาม 1 ในล้านนา เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:48:06 am



ทึ่ง.! พุทธรูปแกะสลักฝาผนังหิน หน้าผาบนเขากลางป่า พุทธศิลป์สวยงาม 1 ในล้านนา

พะเยา สุดทึ่ง! พุทธรูปแกะสลัก ฝาผนังหินหน้าผาบนเขา กลางธรรมชาติป่าไม้ พุทธศิลป์สวยงาม 1ในล้านนา ปางภาโภคีไสยาสน์ ใหญ่ที่สุด

ที่วัดห้วยผาเกี๋ยง หรือ วัดผาธรรมนิมิต หมู่ 12 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งวัดแห่งนี้ได้มีการสร้างพระพุทธรูป ด้วยการแกะสลักหินตามบนหินหน้าผาอย่างสวยงาม



หนึ่งในหลายปางนั้นมีการแกะสลักพระพุทธรูปปางภาโภคีไสยาสน์ หรือ สมเด็จพระศรีนวมินทราทิตย์ มหาโพธิสัตว์ (ปางภาโภคีไสยาสน์ ) เป็นพระพุทธรูปนอนตะแคงซ้าย องค์เดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวประมาณถึง 12 เมตร กว้างสูง 6เมตร


ซึ่งเป็น พระพุทธรูปหินแกะสลักติดฝาผนังหินที่ใหญ่และยาวที่สุดในอุทยาน พุทธศิลป์เมืองผายาว และเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด และภาคเหนือล้านนา


วัดห้วยผาเกี๋ยง หรือวัด (ผาธรรมนิมิต) หมู่ 12 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ได้สร้างอุทยานพุทธศิลป์เมืองผายาว โดยการแกะสลักพระพุทธรูปติดกับก้อนหินตามหน้าผาบนเขา ภายในบริเวณวัดอย่างสวยงาม หลายปาง นั่ง ยืน นอน และอื่นๆ ทั้งองค์ขนาดเล็กและใหญ่ มากกว่า 10 องค์ กระจายไปทั่วบริเวณหน้าผาของวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยว ผู้คนทั่วไป ตลอดจนสาธุชนเดินทางมาศึกษาเที่ยวชมและ พระพุทธรูปเห็นแกะสลัก ภายในบริเวณวัด


สำหรับ พระพุทธรูป หินแกะสลัก ที่ใหญ่ที่สุดในพุทธอุทยานพุทธศิลป์เป็น พระพุทธรูปนอนตะแคงซ้ายยาว 12 เมตร ชื่อปางภาโภคีไสยาสน์ หรือสมเด็จพระศรีนวมินทราทิตย์ มหาโพธิสัตว์ ที่ใหญ่สุดและยาวที่สุดในจังหวัดพะเยาหรือในล้านนา


พระพุทธรูปหินแกะสลักบนฝาผนังหินหน้าผา ของวัดห้วยผาเกี๋ยง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่างแกะสลักหินพื้นบ้าน หรือที่เรียกว่า สล่าพื้นบ้านในเมืองพะเยา เป็นผู้แกะสลักพระพุทธรูปทั้งหมด


วัดห้วยผาเกี๋ยงยังเป็นสถานที่ หรืออุทยานพุทธศิลป์เมืองผายาว ที่เปิดให้ชมพระพุทธรูปแกะสลักติดตามหน้าผาหิน ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา และป่าไม้ ที่มีความสงบร่มรื่นสามารถเดินชมธรรมชาติและความสวยงามของพระพุทธรูปแกะสลักบนฝาผนังหินได้ทุกวัน

ชมวิดีโอได้ที่ : https://youtu.be/dwPoain3pQQ






Thank to : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/travel/news_7212407
15 ส.ค. 2565 - 11:25 น.
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผู้ที่เกิดในช่วงปีใด มีพรสวรรค์ “วาจาศักดิ์สิทธิ์” เมื่อ: สิงหาคม 15, 2022, 07:15:22 am



ผู้ที่เกิดในช่วงปีใด มีพรสวรรค์ “วาจาศักดิ์สิทธิ์”

 “ปากศักดิ์สิทธิ์” Wanna be ไม่ได้นะจ๊ะ ต้อง Born to be..

ผู้ที่มีพรสวรรค์พิเศษนี้ คือ ผู้ที่เกิดในช่วง
    - 14 กันยายน 2510 ถึง 5 ตุลาคม 2517
    - 13 กรกฎาคม 2489 ถึง 2 สิงหาคม 2496

ผู้ใดได้รับอาญาสิทธิ์นี้แล้ว หมั่นท่องคาถาประกาศิตพระร่วง จะทำให้วิชาแก่กล้า  ศัตรูแพ้ภัยไปเอง มิอาจทำร้ายได้ คิดทำการสิ่งใดสมปรารถนา..

ใครที่ไม่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ก็หัดพูดจาให้ไพเราะในชาตินี้ ไม่อิจฉาริษยา ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น เมื่อไม่ก่อกรรมทางวาจา ชาติต่อๆไป จะได้มีคำพูดที่ดีบ้าง..

ต้อนรับดาวพุธ(๔) ที่กำลังจะวิปริตในวันที่ 20 สิงหาคม 2565 ที่จะถึงนี้ คนพูดไม่ดี ปากพาจน..

ทุกครั้งที่ดาวพุธเสียหาย ใครที่ก่อกรรมทางวาจา มักโดนคดีความ.. ยังจำได้มั้ย วลี “กราบตีนกู” ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต หรือเกรียนคีย์บอร์ด ร่ำไห้ขอให้ดาราถอนฟ้อง..

      เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
      จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
      แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา               
      จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ


 

ขอขอบคุณ :-
โหรรัตนโกสินทร์ - The Rattanakosin : สนับสนุนเนื้อหา
website : https://www.sanook.com/horoscope/235033/
15 ส.ค. 65 (05:55 น.)
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผัวเมียชาวจีนเกือบบ้านแตก คลอดลูกเป็นลูกครึ่ง ก่อนรู้ความจริงสุดพีคฝั่งฝ่ายหญิง เมื่อ: สิงหาคม 15, 2022, 06:45:42 am



ผัวเมียชาวจีนเกือบบ้านแตก คลอดลูกเป็นลูกครึ่ง ก่อนรู้ความจริงสุดพีคฝั่งฝ่ายหญิง

คู่รักเอเชียหวิดบ้านแตก เมียคลอดลูกออกมาเป็นเด็กลูกครึ่ง ผัวสงสัยเมียนอกใจ ก่อนพบความจริงสุดพีคจากฝั่งฝ่ายหญิง

เว็บไซต์ ETtoday รายงานว่า คู่รักคู่หนึ่งในมณฑลซานตง ประเทศจีน เกือบจะบ้านแตก หลังจากภรรยาคลอดเด็กออกมาเป็นลูกครึ่ง ซึ่งเมื่อไปโรงพยาบาลเพื่อทดสอบความเป็นพ่อ ผลลัพท์ที่ออกมาทำเอาฝ่ายชายถึงกับตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

รายงานข่าวระบุว่า ชายนามสกุลจ้าว และภรรยาของเขามีชีวิตที่มีความสุขและหวานชื่นมาตลอดหลังจากแต่งงาน กระทั่ง 1 ปีต่อมา ภรรยาของเขาก็คลอดลูก แต่เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น ผู้เป็นพ่อก็เริ่มสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่าง เพราะเด็กหน้าตาไม่เหมือนเด็กจีน แต่หน้าตาและสีผมออกไปทางฝรั่งมากกว่า

ฝ่ายชายเริ่มสงสัยว่าพ่อแท้ๆ ของเด็กอาจไม่ใช่เขา เลยถามภรรยาของตัวเอง ทำเอาฝ่ายหญิงถึงกับเสียใจอย่างหนัก และยืนยันว่าเธอไม่ได้มีชู้หรือนอกใจสามี

หนุ่มนามสกุลจ้าว ยิ่งโกรธหนักเมื่อพบว่าภรรยาไม่ยอมรับ และตะโกนใส่เธอว่า "เด็กไม่ได้เป็นลูกของผม ไม่อย่างนั้นทำไมถึงดูไม่เหมือนผม ยิ่งโตยิ่งเหมือนฝรั่ง"

@@@@@@@

ซึ่งไม่ว่าภรรยาของเขาจะพยายามอธิบายอย่างไร เขาก็ไม่ยอมเชื่อ ฝ่ายภรรยาจึงตัดสินใจยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ด้วยการขอให้สามีพาเด็กไปตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ

จนกระทั่งเมื่อผลออกมา ฝ่ายชายก็ต้องตกตะลึง เพราะผลยืนยันว่าเด็กคนนี้ก็คือลูกของเขาจริงๆ  แต่เขายังไม่เชื่อ พาเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่น แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม ยืนยันว่าทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกันจริงๆ

หนุ่มนามสกุลจ้าว ยังรู้สึกคาใจ เพราะเขาเป็นคนจีน แต่ลูกกลายเป็นเด็กฝรั่งได้อย่างไร และไม่เชื่อในผลทดสอบ เขาเชื่อว่าภรรยาใช่เล่ห์เหลี่ยมทำให้ผลตรวจออกมาตรงข้ามกับสิ่งที่เขาคิด จนกระทั่งทั้งสองทะเลาะกันอีกครั้ง

ด้านภรรยารู้สึกผิดหวังกับทัศนคติของสามี เธอจึงพาลูกกลับไปบ้านพ่อแม่ แล้วเล่าเรื่องราวให้ครอบครัวฟัง ก่อนที่แม่ของเธอจะไปหยิบอัลบั้มภาพเก่ามาให้เธอดู เป็นภาพของแม่เธอยืนกับชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง

และแล้วความจริงก็ถูกเปิดเผยว่า เพราะฝรั่งคนนั้นคือพ่อแท้ๆ ของเธอ ที่ทิ้งแม่และเธอไปตั้งแต่ยังเด็กจนจำความไม่ได้ ส่วนรูปร่างหน้าตาของเธอก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ดังนั้นแม่ของจึงปกปิดเรื่องนี้ไว้ และแต่งงานใหม่กับสามีชาวจีน ซึ่งผู้เป็นยายไม่คาดคิดว่าลักษณะทางพันธุกรรมของต่างชาติ จะถูกถ่ายทอดไปยังหลาน

ทั้งนี้ เมื่อฝ่ายสามีทราบความจริง เขาก็รีบมาขอโทษภรรยา และรับทั้งสองคนกลับบ้าน ในที่สุดปริศนาก็คลี่คลาย เมื่อเขาได้รู้ว่า เขาได้แต่งงานกับภรรยาที่เป็นลูกครึ่ง และมีลูกเป็นลูกเสี้ยว





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : ettoday.net
ภาพ : iStockphoto / VioletaStoimenova
website : https://www.sanook.com/news/8607778/
14 ส.ค. 65 , By Annika K.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เตรียมตัวตาย..ทำไม.? อย่างไร.? | อย่างน้อยก็..อย่าทิ้งปัญหาให้คนเป็น เมื่อ: สิงหาคม 15, 2022, 05:33:20 am


เตรียมตัวตาย..ทำไม.? อย่างไร.? | อย่างน้อยก็..อย่าทิ้งปัญหาให้คนเป็น

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 หลังการละสังขารของท่านพุทธทาสภิกขุ (8 กรกฎาคม 2536) ที่สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี สิบสองวัน.! ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเสวนาโต๊ะกลม จัดโดย มูลนิธิโกมลคีมทอง ร่วมกับ สภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแพทยสภา เรื่อง "เจตนารมณ์แห่งการตาย : สิทธิและจริยธรรม"

ผู้เข้าร่วมการเสวนาโต๊ะกลม มีทั้งหมด 9 คน คือ (1) พระสันติกโร (2) ดร.อุทัย ดุลยเกษม (3) นพ.ประเวศ วสี (4) นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ (5) นพ.ชูชัย ศุภวงษ์ (6) ดร.มาร์ค ตามไท (7) ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล (8) ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (9) พรชัย วีระณรงค์

ที่มาของการเสวนาโต๊ะกลม คือ กรณีการถกเถียงระหว่าง บรรดาลูกศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่เป็นแพทย์ และที่ไม่เป็นแพทย์ เกี่ยวกับการรักษาอาการอาพาธของท่านพุทธทาสภิกขุว่า ควรจะเป็นที่สวนโมกขพลาราม หรือที่ รพ.ศิริราช ในกรุงเทพฯ

ผู้เขียนรู้สึกโชคดีที่ได้เข้าร่วมการเสวนาโต๊ะกลม ได้เรียนรู้จากผู้รู้ในด้านศาสนา วิทยาศาสตร์ ปรัชญาและกฎหมาย ในประเด็นอันหลากหลาย ซับซ้อน เกี่ยวกับ "ความตาย" จำได้ว่า ในการเสวนาโต๊ะกลมวันนั้น ผู้เขียน "ถูกเรียก" (โดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า) ให้เป็นผู้เสนอความคิดเห็นเป็นคนแรก กับคำถามตรงๆ ว่า "ได้เตรียมตัวคิดเรื่อง ความตาย (ของผู้เขียนเอง) ไว้อย่างไร หรือไม่.?"

ผู้เขียนจำคำตอบของผู้เขียนได้อย่างดีถึงวันนี้ว่า "คิด.! คือ เตรียมตัวตาย.!"



สำหรับผู้เขียน การเตรียมตัวตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของมหาบุรุษแห่งโลกหลายคน เป็น "ความยิ่งใหญ่" ที่ "ต้องสรรเสริญ" เพราะมิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อ คนทั้งโลก.!

ผู้เขียนนึกถึงมหาบุรุษ ดังเช่น องค์พระเยซูคริสต์ ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ ที่ทรงทราบล่วงหน้าถึงชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์ และก็เตรียมตัวรับชะตากรรมนั้น ในฐานะ บุตรแห่งพระเจ้า กับการถูกตรึงบนไม้กางเขน เพื่อ "ไถ่บาป" แก่คนบาปทั้งโลก ด้วยคำกล่าวก่อนสิ้นลม ว่า ...

"พระบิดา โปรดอภัยแก่พวกเขาด้วย เพราะพวกเขาไม่รู้ตัวว่า พวกเขาได้ทำอะไร.!"

ผู้เขียนนึกถึง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่ทรงเตรียมพระองค์เสด็จสู่ปรินิพพาน ในวันเพ็ญเดือน 6 เมื่อ 2565 ปีก่อนอย่างสุดสงบ เพราะได้ทรงมอบสิ่งที่ได้ "ตรัสรู้" คือ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค อย่างสมบูรณ์ แก่ผู้ใฝ่ชีวิตสันติอย่างแท้จริง เป็นเวลา 45 ปีหลังตรัสรู้

ผู้เขียน นึกถึง มหาตมะ คานธี มหาบุรุษผู้มิใช่ศาสดาของศาสนาใดๆ แต่สมควรจะได้รับการกล่าวถึง เป็น "มหาบุรุษ" คนหนึ่งของโลกด้วย ที่ (มหาตมะ คานธี) เตรียมตัวพร้อมสละชีพ เพื่อ "สันติ" ระหว่างชาวฮินดู กับมุสลิมอินเดีย



อย่างแน่นอน ผู้เขียนเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่คิดว่า "โชคดี" ที่ได้คิดเรื่องการเตรียมตัวตายมานานพอสมควร ก่อนวันเสวนาโต๊ะกลม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา และที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และก็ได้ตกผลึกในระดับหนึ่ง ก่อนวันเสวนาโต๊ะกลม

หลังการเสวนาโต๊ะกลม ผู้เขียนก็ยิ่ง "คิด" เรื่องการเตรียมตัวตายมากยิ่งขึ้น และตกผลึกเป็นหัวข้อแรกสุดของส่วนที่สามของสารคดีชุด "มหัศจรรย์แห่งชีวิต" ที่เป็นสารคดี เขียนเป็นตอนๆ ในคอลัมน์ "คลื่นวิทย์ – เทคโน" นิตยสารสารคดี ยาวที่สุดของผู้เขียน ในนิตยสาร หรือวารสาร คือประมาณแปดปี ตั้งแต่ตอนแรกในสารคดีฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 และรวมตีพิมพ์เป็นเล่ม โดยสำนักพิมพ์สารคดีครั้งแรกเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547

ในสารคดี "มหัศจรรย์แห่งชีวิต" ผู้เขียนแบ่งชีวิตมนุษย์เป็นสามช่วง คือ
(1) ช่วงการกำเนิดมนุษย์
(2) ช่วงตั้งแต่วัยทารกถึงวันเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และ
(3) ช่วงวัยเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวถึงวันสุดท้ายของชีวิต

"ก้าวแรกสำคัญที่สุด คือ การเตรียมตัวตาย" เป็นหัวข้อแรกของ "มหัศจรรย์แห่งชีวิต" ช่วงที่สาม

มาวันนี้ ในวันที่ผู้เขียนยอมรับแก่ใจดีว่า กำลังอยู่ในระยะสุดท้ายจริงๆ ของชีวิตแล้ว ผู้เขียนขอเรียนกับท่านผู้อ่านว่า "การเตรียมตัวตาย" เป็นประเด็นเรื่องหนึ่งของชีวิตที่อยู่กับใจ (ความคิด) ของผู้เขียนมากที่สุด แต่อยู่กับใจในลักษณะของ "การทบทวน" และการแบ่งปันกับเพื่อนร่วมโลกทุกคนที่ "ใฝ่ชีวิตสันติ" ดังเช่นวันนี้

ความตาย เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ที่ไม่มีใครหนีพ้นได้

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถช่วยยืดยาวชีวิตมนุษย์ได้อย่างมาก ด้วยวิธีการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่คุกคามชีวิต ด้วยวิธีการผ่าตัด-เปลี่ยน-ปลูกถ่าย อวัยวะจากมนุษย์ด้วยกันเอง และจากอวัยวะเทียม และที่สุดโต่ง คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวสลับร่าง ระหว่างคนร่างกายพิการ กับที่เสียชีวิตด้วยเหตุบางประการ ที่ร่างกายยังสมบูรณ์อยู่

แต่ในที่สุด ความจริงก็คือความจริง ว่า ไม่มีใครหนีความตายได้ และเมื่อความตายใกล้จะมาถึง สิ่งจำเป็นแรกสุดสองเรื่อง (หรือจะรวมเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้) ที่จะต้องทำกัน สำหรับชาวพุทธ คือ การเตรียมโลงศพ และการจองวัด เพื่อเตรียมพิธีส่งวิญญาณตามประเพณี

แต่สำหรับเรื่อง "การเตรียมตัวตาย" ของเราวันนี้ ผู้เขียนรีบเรียนท่านผู้อ่านในทันทีว่า มิใช่เรื่องของการเตรียมหาโลงศพ และการจองวัด แต่อย่างใด หากเป็นการ "เตรียมตัว-เตรียมใจ" เพื่อรับความตาย ได้อย่างสงบและสันติ

อย่างไร.? อย่างตรงๆ ก็คือ ในช่วงระยะเวลาสุดท้าย ที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็สามารถนอนรอเวลาสุดท้ายแห่งชีวิตจริงๆ อย่างสงบ อย่างไม่กระวนกระวาย อย่างไม่กลัวตาย

ผู้เขียนเชื่อว่า คนจำนวนไม่น้อย ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต จะเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด เพราะความกลัวตาย หรืออย่างตรงที่สุด กลัวการตกนรก จากบาปจากความทุกข์ ที่ตนได้กระทำต่อคนอื่น บางคนอาจจะไม่อยากหลับตา ในช่วงเวลาใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต เพราะกลัวจะเห็นแต่เลือด จากความชั่วร้ายที่เกิดจากตน เป็นต้นเหตุ



การเตรียมตัวตาย จะเกิดขึ้นได้อย่างไร.?

ที่ชัดเจน การเตรียมตัวตายที่ดี เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ เพราะถ้า "ง่าย" ผู้เขียนก็มั่นใจที่จะกล่าวได้ว่า "โลกจะน่าอยู่ น่าอภิรมย์ กว่าที่เป็นอยู่อย่างมาก.!"

ทำไมหรือ.? ก็เพราะว่า การเตรียมตัวตายที่ดี เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น มิใช่เฉพาะในช่วงเวลาของวาระสุดท้ายแห่งลมหายใจเท่านั้น หากจะต้องเกิดขึ้น "ก่อน" ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตดังกล่าว และยิ่งเกิดขึ้นก่อนช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตดังกล่าวนั้น ยิ่ง "นาน" หรือ "ก่อน" แค่ไหน ก็ยิ่งดี.! นั่นคือ ยิ่งมีคนที่เตรียมตัวตาย "เร็ว" เท่าใด (ตั้งแต่อายุยังไม่มากเท่าใด) ก็จะมีผลทำให้โลก "น่าอยู่" มากขึ้นเท่านั้น

เพราะอะไร.? ก็เพราะว่า การเตรียมตัวตาย อย่างง่ายๆ ตรงๆ ก็คือ การดำรงชีวิตอย่างเป็นมงคล อย่างสุจริต อย่างมีคุณค่า หรือกล่าวในเชิงการเฝ้าระวัง ก็คือ ไม่ตกเป็นเหยื่อของความโลภ ความโกรธ และความหลง ให้ได้มากที่สุด

อย่างไม่ (น่า) ต้องสงสัย ผู้ได้ประโยชน์โดยตรงทันที กับการเตรียมตัวตาย ก็คือ เจ้าตัวผู้เตรียมตัวตายเอง ที่จะได้มีช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิต อย่างสันติ และสงบ

แต่อานิสงส์ ก็จะเกิดกับคนอื่นๆ ด้วย เพราะอย่างน้อย ก็ "ลด" จำนวนคนสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่คนอื่น แก่สังคม อย่างน้อย "หนึ่งคน" และยิ่งมีคนเตรียมตัวตายมากเท่าใด ผลก็จะเกิดขึ้นในวงกว้างมากขึ้น ทำให้โลกน่าอภิรมย์มากขึ้น



การเตรียมตัวตาย ทำได้จริงหรือ.?

หรือว่า เป็นเรื่องที่ "อุดมคติ" อย่างสุดๆ ไม่มีเกิดขึ้นได้จริงๆ บนโลกแห่งความจริง ผู้เขียนยอมรับว่า การเตรียมตัวตายอย่างสุดโต่ง หมายถึง การดำเนินชีวิตที่ปลอดจากความผิดพลาดทุกรูปแบบ เป็นสิ่งที่มีเฉพาะในโลกอุดมคติ

กล่าวง่ายๆ ไม่มีใครหรอกในโลก แม้แต่มหาบุรุษแห่งโลก ที่ไม่เคยทำ "สิ่งไม่ถูกต้อง" เลย ตลอดชีวิต แต่หัวใจสำคัญที่สุด ของการเตรียมตัวตาย คือ ต้องพยายามอย่างที่สุด ที่จะดำเนินชีวิตอย่างดีที่สุด "มิใช่ เฉพาะเพื่อตนเอง" เมื่อเกิดความผิดพลาด ก็พยายามแก้ไข ถือ "ผิดเป็นครู"



การเตรียมตัวตาย จะเกิดขึ้นได้อย่างไร.?

นอกเหนือไปจากความพยายามในการที่จะดำรงชีวิต อย่างเป็นมงคล อย่างสุจริต อย่างมีคุณค่าแล้ว ถ้าจะถามหาคำตอบ อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ที่ผู้เขียนเห็น ก็คือ ต้องพยายาม สร้างตัวสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ "พึ่งตนเองได้" และ "ไม่ทิ้งปัญหา" ให้กับคนที่ยังอยู่ต่อไป

"พึ่งตนเองได้"  ก็คือ ต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ อย่างน้อย ต้องมีเงินเก็บสำรองที่จะ "ดูแลตนเอง" ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น (ยกเว้นการพึ่งพาในเรื่องของ "น้ำใจ")

"ไม่ทิ้งปัญหา" ก็คือ ก่อนจะจากโลกไป ก็ไม่ทิ้งภาระ ดังเช่น หนี้สิน ให้ภรรยา สามี หรือลูก ที่จะต้อง "รับหนี้" แทนต่อไป การไม่ทิ้งปัญหา นอกเหนือไปจากการ ไม่ทิ้งหนี้แล้ว ก็หมายถึง การไม่ทิ้งปัญหาที่อาจจะเกิดจากการแย่งชิงมรดก สำหรับคนมีฐานะ มีมรดก ด้วยการทำ "พินัยกรรม" ยกมรดกให้แก่ทายาท หรือสาธารณกุศล ให้เรียบร้อยก่อนจากโลกไป

แล้วก็ยังมีเรื่องของสุขภาพ ที่การเตรียมตัวตาย หมายถึง การดูแลสุขภาพของตนเอง ให้ดีที่สุดด้วย หลีกเลี่ยงการนำยาพิษเข้าสู่ร่างกาย (สุรา, บุหรี่, สารเสพติด ฯลฯ) และจิตใจ (เจ้าอารมณ์, หงุดหงิด, มองโลกเห็นแต่สีดำ ฯลฯ) เพื่อจะได้มีสุขภาพดีที่สุด ที่จะเป็นไปได้ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต และเป็นภาระแก่คนอื่นน้อยที่สุด


การเตรียมตัวตาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ เวลา เพื่อสร้างฐานะ สร้างปัจจัยจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสั่งสมความคิดพฤติกรรม จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาแห่งลมหายใจสุดท้ายที่ใกล้จะมาถึงจริงๆ

สำหรับผู้เขียน การเตรียมตัวตาย เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว อย่างช้าๆ แต่ก็คิดว่า ยังโชคดีที่เกิดขึ้น เมื่อยังไม่สายเกินไป แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดเรื่องการ เตรียมตัวตายของท่านเอง อย่างไร.?






Thank to : https://www.thairath.co.th/scoop/culture/2467916
ไทยรัฐออนไลน์ , สกู๊ปไทยรัฐ , Culture , 13 ส.ค. 2565 11:16 น.
ผู้เขียน : ชัยวัฒน์ คุประตกุล , นักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ , เชื่อ คิดและทำ อย่างวิทยาศาสตร์
7  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / นิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ” เมื่อ: สิงหาคม 14, 2022, 07:29:34 am


นิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ”

แนวคิดเรื่อง “นิโรธสมาบัติ” เป็นความพิเศษของพระพุทธศาสนา คือ ความสามารถของพระอริยบุคคลที่ดับนามขันธ์ ๔ และรูปขันธ์ (บางส่วน) ได้ โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปัญจโวการภูมิที่ตนได้สำเร็จฌานนั้น ๆ (ไม่เหมือนการดับนามขันธ์ ของพวกอสัญญสัตตพรหม ที่ต้องสิ้นชีวิตก่อนแล้ว จึงไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ ไม่มีนามขันธ์ มีแต่รูปขันธ์, และไม่เหมือนพวกอรูปพรหมทั้งหลายที่ดับรูปขันธ์ได้เมื่อตายแล้วไปเกิดในอรูปภูมิ มีแต่นามขันธ์ ไม่มีรูปขันธ์)

แนวคิดเรื่องการดับ รูป – นาม นั้น เป็นแนวคิดของนักคิดค้นหาทางออกจากทุกข์ ด้วยคิดว่า นาม – รูป นั้น เป็นตัวทุกข์ เป็นต้นเหตุของทุกข์…(ว่าตามความจริงแล้ว ก็มาถูกทาง แต่เมื่อบุญ-บารมียังไม่พอ ก็เลยทำให้แฉลบนอกทางได้) ทฤษฎีการดับนาม-รูป มีก่อนพุทธกาลและร่วมสมัยกับพุทธกาล ดังที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา

ทฤษฎีเรื่องการดับนามขันธ์ ก็คือแนวคิดของพวกอสัญญสัตตพรหม ด้วยเข้าใจว่า นามขันธ์ เป็นตัวรับรู้ทุกข์ในลักษณะต่าง ๆ เมื่อเจริญฌานจนถึง จตุตถฌาน (จตุกกนัย), หรือปัญจมฌาน (ปัญจกนัย) แล้ว มีแนวคิดเบื่อหน่ายในนามขันธ์ จึงเจริญฌานที่เรียกว่า “สัญญาวิราคภาวนา” คือภาวนาเพื่อคลายความยินดีพอใจในสัญญา (นามขันธ์) เมื่อได้สำเร็จฌานนั้น… สิ้นชีวิตลง ก็ไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ในอสัญญสัตตภูมิ…ฯ

ทฤษฎีเรื่องการดับรูปขันธ์ ก็เป็นแนวคิดอีกอย่างหนึ่งของนักแสวงหาธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นจากทุกข์ (โมกษะ) ด้วยเข้าใจว่า รูปขันธ์นั้นพัวพันด้วยกามและเป็นเหตุของความทุกข์ต่าง ๆ จึงเกิดความเบื่อหน่าย และได้ค้นพบวิธีดับรูปขันธ์ได้สำเร็จ คือฌานที่เรียกว่า “รูปวิราคภาวนา” (ภาวนาที่คลายความยินดีพอใจในรูป) โดยอาศัยการเพิกรูปปัญจมฌานที่มีกสิณ ๙ เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนได้แล้วนั่นเองเป็นบาท ทำอากาสานัญจายตนฌานให้เกิดขึ้น…ฯลฯ… จากนั้นเมื่อสิ้นชีวิต ก็ไปเกิดในภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ มีเพียงนามขันธ์ ๔ เท่านั้น…ฯ


@@@@@@@

แนวคิดเรื่องการดับรูปขันธ์ คือได้อรูปฌาน นี้ มีเจ้าลัทธิที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา โดยชื่อของ “อาฬารดาบส กาลามโคตร, และอุทกดาบส รามบุตร” ดาบสทั้ง ๒ สามารถทำอรูปฌานที่ ๓ (และอรูปฌานที่ ๔ คือ อากิญจัญญายตนฌาน, และเนวสัญญานาสัญญายตนะ) ให้เกิดขึ้นได้ ตามลำดับ

(ตำราฝ่ายมหายาน กล่าวว่า “ดาบสทั้งสอง ได้เพียงอรูปฌานที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนฌานเท่านั้น” แต่อุทกดาบส สามารถบอกแนวทางให้กับพระโพธิสัตว์ทำได้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ตำราฝ่ายเถรวาท กล่าวเป็นนัยว่า อุทกดาบส ทำได้ถึงอรูปฌานที่ ๔) หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ดาบสทั้งสองก็ไปเกิดในอรูปภูมิ …ฯ

อรูปฌานทั้ง ๔ สามารถดับรูปขันธ์ได้ทั้งหมด, อนึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น คล้าย ๆ จะมีความพยายามที่จะดับนามขันธ์ คือสัญญา (จริง ๆ ก็หมายเอานามขันธ์ทั้ง ๔) ด้วย จนได้ชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ แต่จริง ๆ แล้วยังมีสัญญา มีนามขันธ์ ๔ ที่ละเอียด…ยังมีตัวรู้อยู่…ไม่ใช่ทางที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง ซึ่งในข้อนี้ พระโพธิสัตว์ ถกเถียงกับอุทกดาบสมาแล้ว…

โดยพระโพธิสัตว์ ให้ความเห็นว่า “นิพพาน หรือโมกษะจริง ๆ ต้องดับอายตนะ คือ มนายตนะและธัมมายตนะ คือ ตัวรู้ (จิต-เจตสิก) จึงจะเรียกว่าถึงความดับ (ทุกข์ดับ) คือ นิพพานอย่างแท้จริง … (ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์) ตราบใดที่ยังมีตัวรู้ คือนามขันธ์อยู่ นั่นไม่ใชทุกข์ดับอย่างแท้จริง เพราะ “นิพพาน คือ ภาวะที่ไม่มีกิเลสและขันธ์ ๕”

@@@@@@@

แนวคิดหรือทฤษฎีในทางพุทธศาสนา ก็คือ ว่า

ฌานระดับโลกียะ คือ รูปปัญจมฌาน ที่มีสัญญาวิราคภาวนาเป็นอารมณ์ สามารถดับนามขันธ์ ๔ ได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน (เป็นแนวคิดของพวกอสัญญีสัตว์)

แนวคิดของลัทธิรูปวิราคภาวนา ให้สำเร็จการดับรูปขันธ์ได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน และเมื่อถึงอากิญจัญญายตนะ ซึ่งมีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ มีพยายามที่จะดับสัญญา (ตัวรู้) ก็เพ่งอากิญจัญญายตนะฌานของตนที่ดับไปแล้ว และสำเร็จฌานใหม่ขึ้นมาอีกโดยชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ”

เนวสัญญานาสัญญายตนะฌานลาภีบุคคล เข้าใจว่า “ตนบรรลุโมกษะสิ้นสุดแล้ว จึงพอใจอยู่ในอารมณ์และเสวยสิ่งนั้นตามความเข้าใจผิดของตนเอง”

แนวคิดทั้ง ๒ ค่ายดังกล่าวมานี้ ดับนาม และดับรูปได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน ซึ่งเป็นการดับที่ปลายเหตุ (แต่ก็ถือว่าชั้นยอด)

    - แนวคิดของพระโพธิสัตว์พุทธเจ้า เห็นว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” นั้น ไม่ใช่โมกษะอันเป็นอันติมะ เพราะมีตัวรู้ (นามขันธ์ ๔) อยู่ แนวคิดของพระองค์คือ “ต้องดับทั้งนามและรูป” และแล้ว ปฏิปทาเพื่อดับนามและรูป จึงเกิดขึ้น คือต้องคลายความยินดีพอใจทั้งนามและรูป (นามรูปวิราคภาวนา) ภาวนาเพื่อคลาย เพื่อสำรอก…ฉันทราคะ (ตัณหา) ซึ่งเป็นต้นเหตุ เป็นมูลราก (สมุทัย) ของนามและรูป (เป็นการดับที่ต้นเหตุของนาม-รูปอย่างแท้จริง)

    - เมื่อพระโพธิสัตว์พุทธเจ้าทำสำเร็จ คือบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงได้นามว่า “สัพพัญญุตญาณสัมมาสัมพุทธ” แล้ว เพื่อแสดงให้ชาวโลกและเจ้าลัทธิต่าง ๆ ได้รู้ว่านี่ คือนิพพาน อันเป็นอันติมะสิ้นสุดทุกข์อย่างแท้จริง ก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง คือนิโรธสมาบัติ (สามารถดับจิตได้จริง ๆ) เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ยังดำรงชีวิตอยู่ มาเล่าประสบการณ์การเข้านิโรธสมาบัติให้ชาวโลกและเจ้าลัทธิต่าง ๆ ฟังได้… แต่ถ้านิพพานจริง ๆ คือดับขันธปรินิพพาน … ก็ไม่มีโอกาสกลับมาเล่าถึงนิพพานแบบ อนุปาทิเสสนิพพาน ได้อีกแล้ว


@@@@@@@

ข้อสังเกต

“นิโรธสมาบัติ” เกิดต่อจากเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานจิตกุศล-กริยา คือ เนวสัญญาณาสัญญายตนะ…นั้น จิตก็จวนเจียนจะดับอยู่แล้ว คือ พอขณะที่สองของเนวสัญญายตนะกุศล หรือ กริยา…ดับลง ไม่มีจิตเกิดต่ออีก คือ จิตขาดช่วงไป จะเป็นระยะสั้น ๆ เป็นนาที, เป็นชั่วโมง, เป็นวัน, เป็น ๗ วัน ก็ตาม ก็ถือว่าจิตไม่ได้เกิดติดต่อกันและขาดหายไปหลายขณะจนนับไม่ได้ว่ากี่แสน กี่ล้านขณะ…,

สมมติว่าจิตจะเกิดต่อจากเนวสัญญา… จิตนั้นควรจะเป็นจิตอะไร.?
ก็ต้องตอบว่า “อนาคามิผล-อรหัตตผลจิต”
รู้ได้อย่างไร.? ก็รู้ได้ตรงที่ เมื่อพ้นจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็มี อนาคามิผล-อรหัตตผลจิต ดวงใดดวงหนึ่งเกิดขึ้น (แล้วแต่ผู้ใดเข้านิโรธสมาบัติว่าเป็นพระอนาคามีหรือเป็นพระอรหันต์) (ในข้อนี้ตรงตามนัยของ “มิคปทวลัญชนัย”

นัยที่อุปมาดุจนายพรานตามรอยเท้าของเนื้อไป เมื่อเนื้อวิ่งอยู่บนแผ่นดิน ก็เห็นรอยเท้าได้ชัดเจน แต่เมื่อเนื้อวิ่งข้ามแผ่นหินไป ไม่มีรอยเท้าปรากฎให้เห็น นายพรานจะรู้ว่าเนื้อไปทางไหน ก็ไปเดินดูรอบ ๆ ของแผ่นหิน เมื่อเนื้อวิ่งพ้นแผ่นหิน ก็ต้องเหยียบลงที่แผ่นดิน รอยเท้าก็จะปรากฏให้นายพรานได้เห็น) อุปมาฉันใด…อุปไมยก็ฉันนั้น ฯ

@@@@@@@

สรุปว่า “จิตที่ไม่เกิด คืออนาคามิผล - หรือ อรหัตตผล” (คือถึงคิวของตนเองที่จะเกิดต่อจากเนวสัญญา…แต่ไม่เกิด) เมื่อไม่เกิด ก็เลยพูดว่า “จิตดับ” (นิโรธ) เมื่อพูดว่า จิตดับ ก็คงมีหลายท่านที่คิดว่า เนวสัญญานา…กุศลหรือกริยานั่นแหละดับ เพราะเป็นดวงสุดท้ายก่อนที่จิตจะขาดช่วงไป, จริง ๆ จิตทุกดวง ก็เกิด-ดับ ๆ อยู่แล้ว…แต่การเกิด-ดับ โดยปกติของจิตทั้งปวง ก็เกิด-ดับติดต่อกันไป ไม่มีช่วงระยะเวลาที่จิตดวงก่อนดับไปแล้ว จิตดวงต่อมาที่จะเกิดต่อ ต้องรอเวลานาน ๆ เหมือนนิโรธสมาบัติ…ฯ (ไม่ควรจะกล่าวว่า “จิตทั้งหมด ดับ” จริง ๆ จิตเกิดได้ทีละดวงอยู่แล้ว)

(เรื่อง “นิโรธสมาบัติ” เป็นเรื่องของ พระอนาคามี,และพระอรหันต์ ผู้มีอธิการอันได้กระทำไว้แล้ว…ปุถุชน ก็เพียงรับรู้และเชื่อตาม…เท่านั้น, แต่เพียงแค่เชื่อ อย่างมีเหตุผล และทำจิตให้เลื่อมใส…ก็ได้บุญกุศลมหาศาลแล้ว…)






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : นิติเมธี – เขียน ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕
website : dhamma.serichon.us/2022/08/11/นิทานเรื่อง-นิโรธสมาบั/
Posted date : 11 สิงหาคม 2022 ,By admin.
Photo : pinterest
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มนุษย์ที่เทวดารักษา เมื่อ: สิงหาคม 14, 2022, 07:09:36 am




มนุษย์ที่เทวดารักษา

หลายคนอยากรู้ว่าการกราบไหว้เทวดานั้นมีอยู่จริงหรือไม่บนโลกใบนี้ และหลายคนก็หวังพึ่งให้เทพเทวดาทั้งหลายมาคุ้มครอง หรืออำนวยอวยพรบันดาลดล ให้ตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่ปรารถนา

หลายคนวิ่งบนบานศาลกล่าวกราบไหว้เทวดาจนทั่วประเทศ หวังให้ดลจิตดลใจในสิ่งที่ตนพึงมุ่งหวังสำเร็จ แต่บางครั้งก็ไม่สำเร็จ แล้วก็กล่าวโทษว่าเทวดาไม่มีจริง

จนเกิดประเด็นถามขึ้นมาว่า เทพเทวดาที่เราเชื่อ เราศรัทธาแท้จริงมีอยู่หรือไม่ คำถามแบบนี้ก็ยากที่จะหาผู้ใดมาตอบให้ได้ นอกจากยกตัวอย่างของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เป็นเรื่องเล่ามานำเสนอให้เป็นตรรกะแนวคิดย่อมพอได้

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ในสายกรรมฐาน ทุกครั้งที่นั่งภาวนาในตอนกลางคืน จะมีเทพเทวดานิมิตมาหาท่าน และขอฟังธรรม ขอฟังคำสวดมนต์ของท่านเป็นประจำ

คราวหนึ่งหลวงปู่มั่นได้ถามว่า เทพเทวดาไม่ชอบมนุษย์ไม่ใช่หรอ เพราะว่ามนุษย์มีกลิ่นเหม็น เมื่อเทพเทวดามาอยู่ใกล้ ย่อมจะเวียนศีรษะและทนไม่ได้ ทำไมจึงลงมาฟังคำสวดของอาตมา​

เทพเทวดาได้กล่าวว่า เหตุที่ทนได้เพราะว่า ท่านหอมมีกลิ่นตัวหอม แต่คำว่าหอมนี้เกิดจากศีลและธรรม ผู้ที่หอมด้วยศีลและธรรมเทพเทวดาอยากอยู่ใกล้และอภิบาล

@@@@@@@

เรื่องนี้ทำให้เราได้รู้คำตอบว่า แท้จริงเทพเทวดาก็อยากจะอธิบายมนุษย์ ช่วยเหลือมนุษย์ แต่มนุษย์ผู้นั้นจะต้องมีกลิ่นหอม หอมด้วยศีล หอมด้วยธรรม ดังนั้นใครก็ตามที่มีศีล มีธรรม ย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ย่อมมีเทพเทวดาคุ้มครองอยู่ในตัว

อย่างนั้นแม้ว่าเราไม่ได้ไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนอย่างไร แต่ถ้าเรามีศีล มีธรรมแล้วในใจ เราระลึกอธิษฐานสิ่งใดก็ย่อมจะสมปรารถนา

อย่างนั้นท่านใดปรารถนาที่จะให้เทพเทวดาคุ้มครอง อภิบาลรักษา ขอจงเป็นผู้ที่มีศีล 5 อันบริสุทธิ์ งดงามและมีคุณธรรม เทพเทวดาทั้งหลายจะคุ้มครองคุณเอง

ซึ่งเรื่องนี้ในครั้งพุทธกาล อนาถบิณฑิกเศรษฐี​ ก็เป็นที่เกรงใจของเทพเทวดาทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นตัวอย่างให้เราได้อ่านจากพระไตรปิฎก​ เพราะท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้มีศีล มีธรรมอันมั่นคง เป็นโสดาบันแล้ว แต่ก็เชื่อว่าแม้เราเป็นผู้มีศีล มีธรรม อย่างมั่นคงแม้จะไม่ได้เป็นโสดาบัน เทพเทวดาทั้งหลายก็ย่อมปรารถนาที่จะอยู่ใกล้คอยอภิบาลเราเช่นกัน





Thank to : https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/dharma/536122
11 ส.ค. 2565 เวลา 2:30 น. , คอลัมน์ ทำมา ธรรมะ โดย​ ราช รามัญ
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บันทึก “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” มหาศรัทธา..ประเพณีแห่ผ้า เมื่อ: สิงหาคม 14, 2022, 07:04:19 am



บันทึก “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” มหาศรัทธา..ประเพณีแห่ผ้า

“ประเพณีแห่ผ้า” ขึ้นเขากุฏิของชาวบ้านตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มีคุณค่าทางด้านความเชื่อ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับศาสนพิธี การประกอบพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณบรรพบุรุษ ความเชื่อเกี่ยวกับพระรัตนตรัย

โดยการแสดงออกถึงความเคารพ ความศรัทธาต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีความสำคัญเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ในการประกอบพิธีแห่ผ้าขึ้นเขากุฏิ “ชาวบ้าน”...มีความเชื่อว่าการกราบไหว้ “องค์พระเจดีย์เขากุฏิ” หรือการกราบไหว้ “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” เปรียบเสมือนการได้กราบไหว้บูชาพระพุทธองค์

“การนำผ้าขึ้นห่มองค์พระเจดีย์เขากุฏิเปรียบเสมือนการได้ใกล้ชิดองค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า จะทำให้ประสบแต่สิ่งที่ดีงามเป็นมงคลต่อตนเองและครอบครัว”


พิธีจะเริ่มเวลา 09.00 น. ชาวบ้านตั้งขบวนแห่ ณ บริเวณศาลาพ่อท่าน ขบวนแห่ประกอบด้วยรถที่ตกแต่งด้วยเบญจา รถขบวนกลองยาว รถชาวบ้านที่มาร่วมขบวน...แห่เคลื่อนไปบริเวณเชิงเขากุฏิ ขบวนจะแห่ผ้าพระบฏ...ผ้าที่เขียนรูปพระพุทธเจ้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าขึ้นไปยังลานประทักษิณ

ชาวบ้านที่รออยู่ก่อนแล้วจะนำสิ่งของทั้งหมดในขบวนมาไว้ในบริเวณพิธีเพื่อเตรียมทำพิธีต่อไป

“ประเพณีแห่ผ้า” จะทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6...ชาวบ้านเกาะยอมีความเชื่อกันว่าเป็นการบูชาองค์สมเด็จเจ้าเกาะยอ เมื่อขบวนมาถึงลานพร้อมแล้วก็จะเริ่มแห่ผ้าเวียนประทักษิณสามรอบ พระสงฆ์ก็สวดเจริญพระพุทธมนต์ด้วยบทสวดชัยปริตร เพื่อความเป็นสิริมงคล...ผู้ชายที่ได้รับคัดเลือก 5 คน ต้องสวมชุดขาว



เนื่องจากมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า...ผู้ที่สวมชุดขาวถือว่าเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ขึ้นไปนำผ้าห่มองค์พระเจดีย์เขากุฏิ แล้วนำผ้าผืนเก่านำลงมาเก็บไว้ ผ้าผืนใหม่จะต่อสายสิญจน์มุมผ้าทั้งสี่ด้านให้มีจำนวนหลายๆเส้น ผูกโยงจับไว้ เพื่อให้ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีมีโอกาสเสมือนได้ร่วมถือผ้าห่มองค์พระเจดีย์ด้วย

พิธีห่มผ้าองค์พระเจดีย์เสร็จสิ้นก็เริ่มพิธีห่มผ้าสมเด็จเจ้าเกาะยอ...ผู้ชายชุดขาวจะนำผ้ามาห่ม ซึ่งชาวบ้านนำมาห่มเพื่อการแก้บนต่อสมเด็จเจ้าเกาะยอออกทั้งหมด ประธานพิธีนำผ้าทอเกาะยอสีเหลืองผืนแรกห่มสมเด็จเจ้าเกาะยอ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกในลำดับแรก

นำผ้าทอสีเหลืองอีก 3 ผืน ห่มพระพุทธรูปจนครบทั้ง 4 ทิศ...ถัดมาประธานนำผ้าทอสีเขียว 1 ผืน ห่มรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลหนึ่งตน หลังจากนั้นผู้ชายชุดขาวก็จะนำผ้าทอสีเขียวทั้ง 3 ผืน ขึ้นห่มรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลจนครบ และนำผ้าทอสีชมพูขึ้นห่มรูปปั้นเทพนม...บนฐานชั้นสององค์พระเจดีย์ครบทั้ง 4 ทิศ

O O O

“สมเด็จเจ้าเกาะยอ” ได้รับการบันทึกข้อมูลประวัติจากการถ่ายทอดบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า สมเด็จเจ้าเกาะยอได้เดินทางจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา การเดินทางต้องเดินทางเท้าผ่านป่า ภูเขา แม่น้ำ ลำคลองและอุปสรรคมากมาย

ท่าน...เดินทางจาริกธุดงควัตร เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนถึงเกาะยอ ชาวบ้านจึงได้สร้างกุฏิให้ท่านใช้เป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาบนภูเขา ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเกาะยอ

ชาวเกาะยอเรียกภูเขานี้ว่า “เขากุฏิ”

ภูเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งกุฏิของสมเด็จเจ้าเกาะยอ จากสภาพพื้นที่เกาะยอมีน้ำล้อมรอบ การเดินทางมาต้องอาศัยเรือเท่านั้น สภาพบนเกาะยอเป็นภูเขาที่มีป่าปกคลุม การเดินทางค่อนข้างลำบาก เมื่อสมเด็จเจ้าเกาะยอเดินทางเข้ามาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาอบรมสั่งสอนให้ชาวเกาะยอ ประพฤติตนเป็นคนดี


ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา จนเป็นที่พึ่งทางจิตใจสำหรับชาวเกาะยอทุกคน จากการที่ชาวบ้านเชื่อว่าสมเด็จเจ้าเกาะยอเดินทางจากกรุงศรีอยุธยามาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอดเส้นทางจนมาถึงเกาะยอ ที่มีสภาพพื้นที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม

จึงได้พำนักอาศัยบนเขากุฏิและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวเกาะยอ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตท่านได้มรณภาพลง ชาวเกาะยอและสานุศิษย์จึงได้ก่อสร้างเจดีย์เขากุฏิเพื่อบรรจุอัฐิของสมเด็จเจ้าเกาะยอ โดยสร้างเจดีย์แบบจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง พร้อมกับสร้างรูปเคารพสมเด็จเจ้าเกาะยอเป็นพระพุทธรูป 4 องค์ ประดิษฐานไว้ที่จตุรมุขทั้งสี่ด้านของพระเจดีย์เขากุฏิ เพื่อระลึกถึง... จากความเคารพและความศรัทธาที่มีต่อท่าน

ก่อให้เกิดพิธีกรรมเพื่อบูชา “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” โดยจัดประเพณีแห่ผ้าขึ้นเขากุฏิเป็นประจำทุกปี เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ข้อมูลข้างต้นทั้งหมดนี้คัดลอกมาจาก “ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้” (https://clib.psu.ac.th/southerninfo)

O O O

เล่ากันว่า...ในอดีตชาวบ้านจะเห็นเป็นดวงไฟที่ปรากฏขึ้นในยามค่ำคืนลอยออกมาจากเขากุฏิ ทําให้ชาวบ้านเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น จึงมีการจัดประเพณีแห่ผ้าขึ้นไปเพื่อบูชา

แต่ก่อนจะมีการรับหนังตะลุงมาเล่นภายในงานด้วย โดยเฉพาะหนังยอศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปินชาวเกาะยอในอดีต แต่พอนายหนัง เสียชีวิตก็ไม่มีผู้สืบทอด



ชาวบ้านมีความศรัทธาและเชื่อกันว่า “พิธีแห่ผ้า” นั้น เมื่อทําแล้วก่อให้บังเกิดผลดีแก่ตัวเอง จึงมีจิตศรัทธาทําต่อๆกันตลอดมา เมื่อก่อนประเพณีนี้จะรู้จักแค่ภายในเกาะยอ แต่ปัจจุบันด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้สังคมได้รับรู้ไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ...

พิธีกรรมบางอย่างที่สูญหายไปบ้างแล้ว เช่น การละเล่นหนังตะลุงภายในงานจะเริ่มหายไปแต่ก็มีการเพิ่มพิธีกรรมเข้ามา เช่น การแห่ผ้ามาจากต่างที่ต่างถิ่นทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

“หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่” วัดพระยาสุเรนทร์ ถ.พระยาสุเรนทร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ เป็นอีกศูนย์รวมศรัทธาที่ผู้คนเข้ามาสักการะกราบไหว้ขอพรไม่ขาดสาย

เรียกได้ว่า...มาขอกันทุกๆเรื่อง และในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ เวลา 09.27 น. ขอเชิญร่วมบุญใหญ่ทอดผ้าป่า “ห่มผ้าองค์ปู่ทวด” ปัจจัยทั้งหมดเพื่องานบูรณะ “องค์หลวงปู่ทวด” บุญกุศลหนุนนำทำมาค้าขายราบรื่น คิดดี ทำดี พูดดี ผ่อนหนักให้เป็นเบา

“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.





ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2471592
โดย รัก-ยม ,14 ส.ค. 2565 , 06:05 น.
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชีวิตมีเรื่องเล่า : ความอาฆาต, ผลของกรรม และการให้อภัย เมื่อ: สิงหาคม 14, 2022, 06:11:22 am



ชีวิตมีเรื่องเล่า : ความอาฆาต, ผลของกรรม และการให้อภัย

ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2538 ชายหนุ่มได้ลาออกจากโรงพยาบาลที่ จ.ลำพูน เพราะไม่ได้เงินเดือนมาหลายเดือน เริ่มจะไม่มีกิน เมื่อขายโรงพยาบาลสำเร็จ ก็ได้มาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ(project manager)ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ให้ โดยมีหัวหน้าเก่าเป็นผู้จัดการทั่วไป (GM) ซึ่งมีเลขาสาวสวย ทั้งบริษัท มีพนักงานประมาณ 20 กว่าคน

เลขา คนนี้เป็นเด็กสาวสวย หุ่นดี ชอบแต่งตัวค่อนข้างโป๊ คล่องตัว แต่นิสัยเอาแต่ใจ รักใครก็ทุ่มใจหมดเลย เกลียดใครคือเกลียดเข้ากระดูกดำ เมื่อชายหนุ่มมาทำงาน ด้วยความสนิทกับผู้จัดการ ทำให้ชายหนุ่มสนิทกับเธอไปด้วย เลขาสาวคนนี้เธอเป็นคู่อริกับฝ่ายบุคคล เพราะการทำงานที่บางครั้งต้องเกี่ยวเนื่องกระทบกระทั่งกัน

จนมีอยู่วันหนึ่ง ฝ่ายบุคคลด่าเลขากลางห้องประชุมเรื่องความประมาทเลินเล่อในการทำงาน ฝ่ายเลขาเธอโกรธจัด จนตอนเที่ยงก็แอบไปเอาเหรียญบาทกรีดรถรอบคัน ตกตอนเย็นฝ่ายบุคคลเดินร้องไห้ กลับขึ้นมาด่าแม่เลขาลั่นบริษัท แต่เธอก็ไม่ยอมรับ ให้หาหลักฐานมาให้ดู ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้หาหลักฐานไม่ได้ รปภ.ก็อยู่เฉพาะทางเข้าตึกจอดรถ

ผ่านไปได้หลายสัปดาห์ เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่ชายหนุ่ม ได้เข้าไปทำงานพิเศษตอนมืดที่แถวสุขุมวิทเพราะไปรับจ้างลงระบบและเขียนโปรแกรมให้คลีนิคชื่อดัง ทางเลขาสาวได้โทรหาเขาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

@@@@@@@

เลขา : พี่อ้วน ช่วยมารับกลับบ้านได้มั้ย รถเฉี่ยวขอบทางลงยากแตกอยู่ที่ลานจอดรถ มันเปลี่ยวมากเลย

ชายหนุ่ม : พี่ไปรับไม่ได้ครับ พี่กำลังประชุมกับคุณหมออยู่ แล้วโทรแจ้งประกันหรือยัง มีใครอยู่ที่บริษัทอีกมั้ย

เลขา : เหลือแต่อีนั่น อย่างไรฉันก็ไม่พึ่งมันหรอก ประกันแจ้งไปแล้ว เขากำลังจะมา

ชายหนุ่ม : รออยู่นั่นแป๊ปเดียว เดี๋ยวพี่จัดการให้

ชายหนุ่มก็รีบกดหาพี่ฝ่ายบุคคลที่บริษัท

ชายหนุ่ม : พี่ครับ น้องเลขาเขารถเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวกำแพงยางแตกที่ลานจอดรถ จะรบกวนพี่ไปดูและส่งน้องที่บ้านได้มั้ยครับ น่าจะกลัวมากตอนนี้ มันมืดมากแล้วด้วยครับ น้องเขานั่งรถเมล์ไม่เป็น พี่อย่าโกรธน้องเขาเลยนะครับ เรื่องที่โดนขูดรถ

ฝ่ายบุคคล : จ้า ไม่เป็นไร พี่กำลังจะกลับพอดี เดี๋ยวแวะไปดูแล้วส่งกลับบ้านเองค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง พี่ให้อภัยนานแล้ว น้องเขาวัยรุ่นอยู่ ยังแยกไม่ออกว่าเรื่องงานเรื่องส่วนตัว

ชายหนุ่ม : ขอบคุณมากๆครับ พี่

@@@@@@@

วันรุ่งขึ้น เลขาหอบดอกไม้ช่อใหญ่ไปขอโทษและขอบฝ่ายบุคคล แล้วก็สำนึก ไม่ก้าวร้าวเหมือนเดิมพร้อมยอมรับผิดและยินดีจ่ายค่าทำสีให้ ถึงแม้หลังจากวันนั้นจะมีกระทบกระทั่งกันบ้างเรื่องงาน แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน

ปล. เราควรแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว อย่าเอามาปนกันครับ ทะเลาะกันเรื่องงาน เลิกงานแล้วก็จบ อย่าเอาไปอาฆาตไปโยงเรื่องส่วนตัว ทุกอย่างมีกรรมเสมอ และคนเป็นผู้ใหญ่ควรมีใจให้อภัยผู้น้อยหรือเด็กที่ประสบการณ์น้อยกว่า อย่าไปเก็บมาคิดแค้นจนเกินงาม ควรที่จะคิดไปแก้ไขปรับปรุงดีกว่า ผลของการให้อภัยมักออกมาดีเสมอครับ






Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/QwZKw5z?view=topic&referral=linetodayshowcase
เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • คนคอม
11  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สภาวลักษณะและอานุภาพ ของ "อธิวาสนขันติ" | การพูดปลอบโยนที่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อ: สิงหาคม 13, 2022, 06:53:29 am



สภาวลักษณะและอานุภาพ ของ "อธิวาสนขันติ" | การพูดปลอบโยนที่ตรงกับความเป็นจริง

การพูดปลอบโยนที่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้จิตผู้ฟังคลายกังวล หายหงุดหงินขัดเคืองใจได้ด้วย "อธิวาสนขันติ" สำคัญเป็นไฉน.?

     ”สหสฺสมปิ เจ วาจา   อนตฺถปทสญฺหิตา
      เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย    ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ.”

แปลว่า ”คำพูดที่มีประโยชน์คำเดียว ที่คนฟังแล้วสงบระงับความกังวลหายหงุดหงิดขัดเคืองใจได้ ย่อมดีกว่าคำพูดที่ไร้ประโยชน์ตั้งพันคำ.” (ขุ.ธ.สหัสสวรรค ข้อ 18, มจร.ข้อ 100)

@@@@@@@

ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

นายเพชฌฆาต ชื่อ ตัมพทาฐิกะ(มีเคราแดง) ทำหน้าที่ฆ่าโจรอยู่ 55 ปี เมื่อพ้นหน้าที่เพชฌฆาต เขาได้พบพระสารีบุตรเถระ จึงนิมนต์ให้ฉันภายในเรือน เขาเกิดความเดือดร้อนใจที่ฆ่าคนในฐานะเป็นเพชฌฆาตเป็นจำนวนมาก พระเถระช่วยให้เขาหายเดือดร้อนใจ ปลอบว่า "ท่านทำไปตามหน้าที่ที่พระราชาสั่งไม่ใช่หรือ.?" กระทำอนุโมทนาแล้วกลับไป เขาตามส่งพระเถระได้ระยะหนึ่ง ก็ถูกนางยักษิณีแปลงเป็นแม่โคขวิดตาย

พวกภิกษุรู้ข่าวแล้ว ได้กราบทูลถามที่เกิดของเขา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เขาได้พระสารีบุตรเป็นกัลยาณมิตร จึงบังเกิดในวิมานชั้นดุสิต
พวกภิกษุทูลว่า คำอนุโมทนาไม่น่ามีกำลัง เพราะไม่เข้าใจ อธิวาสนขันติ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ(วิเสสลักษณะ) ดังนี้ :-

     - มีการยอมรับความจริงได้เป็นลักษณ์ (ไม่ใช่ทนอดกลั้นซึ่งสภาวเป็นโทสะ สภาวของขันติ คือ อโทสะ ได้แก่ สภาวะที่ไม่โกรธ หงุดหงิด ขัดเคือง เดือดร้อนใจ แต่ประการใดเลย)
     - มีการกำจัดโทสะเป็นกิจ
     - มีการสงบระงับโทสะเป็นผลเป็นผลปรากฏ
     - มีความจริง(อธิวาสนะ)เป็นเหตุใกล้
เพื่อให้ภิกษุทั้งหลาย เข้าใจสภาวะและอานุภาพของอธิวาสนขันติ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสภาษิตนี้แล


@@@@@@@

ในบรรดาศีลที่ป้องกันกิเลส ไม่ให้ย่ำยีจิตใจของบุคคลได้ มี 5 ประเภท คือ
    1. ขันติสังวร
    2. ปาติโมกขสังวร
    3. อินทริยสังวร
    4. อาชีวปาริสุทธศีล
    5. ปัจจยสันนิสิตศีล

ขันติสังวรศีล ต้องมีก่อน จตุปาริสุทธศีลที่เหลือ ก่อนการเจริญสติปัฏฐาน เพื่อกำจัดการย่ำยีของโทสะ เช่น นางปฏาจารา ถูกย่ำยี่จนเป็นบ้าเพราะบุตร สามี พ่อแม่ พี่ชายตาย, สันติมหาอำมาตย์ถูกย่ำยีเศร้าโศกเสียใจ เพราะนางฟ้อนตาย พระพุทธองค์ก็ทรงปลอบโยนด้วย"อธิวาสนขันติ"เสียก่อน แล้วจึงแสดงธรรมโปรด การบรรลุธรรมจึงมีได้ หาใช่ทั้งๆบ้าอยู่ เศร้าโศกอยู่ก็บรรลุธรรมไม่

บางท่านเพราะขาดการศึกษาอย่างละเอียด ไม่เข้าถึงอานุภาพของอธิวาสนขันติ ถึงกับกล่าวแย้งว่าเป็นบ้าอยู่จะบรรลุธรรมได้ยังไง และบ้าหนักขนาดนางปฏาจาราจะหายเป็นปลิตทิ้งทันทีทันใดได้อย่างไร จิตแพทย์ที่เก่งๆก็ยังต้องใช้เวลาเป็นแรมปี เป็นต้น นั่นก็เพราะ ไม่เข้าใจสภาวลักษณะและอานุภาพของอธิวาสนขันติดังกล่าว นั่นเอง

ดังนั้นบัณฑิตผู้เข้าใจ"อธิวาสนขันติดี" ย่อมปลอบใจตนเองและผู้อื่นให้สงบสุข เป็นที่รักที่ชื่นชอบของสังคมได้เป็นปกติแล (นิสสยอักษรธรรมล้านช้าง อักษรโรมัน)





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
posted date : 6 พฤศจิกายน 2020 , By admin.
website : dhamma.serichon.us/2020/11/06/การพูดปลอบโยนที่ตรงกัย/
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วันอัฏฐมีบูชา กับ หินใหญ่ | ในพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ในไทย เมื่อ: สิงหาคม 13, 2022, 06:19:00 am


“พระไสยา” พระพุทธรูปปางปรินิพพาน ศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานภายในห้องด้านทิศตะวันตก พระวิหารพระศาสดา วัดบวรนิเวศวิหาร (ภาพถ่ายโดย Kessarin Sae-be)

 
วันอัฏฐมีบูชา กับ หินใหญ่ | ในพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ในไทย

ตามความเชื่อในพุทธศาสนา แบบเถรวาท ซึ่งก็คือแบบที่พี่ไทยเราเคลมว่าเป็นศาสนาพุทธกระแสหลักในสังคมไทยนับถือเป็นหลักนั้น เชื่อว่าวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้านั้น ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (ตรงกับเดือน 6 หากนับตามปฏิทินจันทรคติของไทย) หรือนับเป็นเวลา 8 วัน หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว โดยมีชื่อเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า “วันอัฏฐมีบูชา” หรือถ้าจะสะกดว่า “อัฐมีบูชา” ก็ไม่ผิด และหากนับตามปฏิทินสุริยคติแบบสากลในปัจจุบันแล้ว วันอัฏฐมีบูชาประจำเรือน พ.ศ.นี้ก็จะตรงกับวันที่ 3 มิถุนายน

โดยแม้จะไม่ได้ถูกนับเป็นวันพระใหญ่ของไทย ในระดับเดียวกับวันมาฆบูชา, วิสาขบูชา, อาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา แต่ก็น่าสนใจว่า ในบางพื้นที่นั้น มีการจัดงาน “พิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า” ซึ่งก็คือการจำลองเหตุการณ์ดังกล่าว นัยว่าเป็นการให้ชาวบ้านประชาชนทั่วไปได้เข้าไปทำบุญ ด้วยการมีส่วนร่วมในการถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้านั่นแหละ

ส่วนบางพื้นที่ที่ผมหมายถึงนั้น ทุกวันนี้ที่ยังมีการจัดงานอยู่ก็ได้แก่ บางวัดในเขต อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งก็น่าสนใจด้วยว่า ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับจังหวัดทั้งสองแห่งดังกล่าวนั้น ก็มีตำนานพื้นบ้านผูกโยงเรื่องราวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานในบริเวณนั้นเสียด้วย

ในกรณีของ จ.อุตรดิตถ์นั้นมีพระแท่นศิลาอาสน์ อยู่ที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล ซึ่งคนพื้นที่ในสมัยโบราณเชื่อกันว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานบนแท่นหินนั้น

ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ที่แม้จะเหมือนว่าอยู่ห่างไกลจากเมืองนครชัยศรีอย่างพระแท่นดงรัง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี แต่หากพิจารณาจากความเป็นกลุ่มก้อนทางวัฒนธรรมแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (แม่น้ำนครชัยศรี คือชื่อเรียกแม่น้ำท่าจีน เมื่อไหลผ่าน จ.นครปฐม) เช่นเดียวกัน

ดังนั้น ถ้าหากจะมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเหนือพระแท่นดงรังนั้น ก็ไม่น่าที่จะแปลกอะไรนัก


@@@@@@@

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หินทั้งสองก้อนที่เชื่อกันว่าเป็นพระแท่นบรรทมเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ไม่ว่าจะเป็นพระแท่นศิลาอาสน์ หรือพระแท่นดงรังนั้น ต่างก็มีร่องรอยว่าเป็นสิ่งที่เฮี้ยน (หรือที่เรียกตามศัพท์ของศาสนาพุทธ หรือพราหมณ์-ฮินดู จากชมพูทวีปว่า ศักดิ์สิทธิ์) คือ เป็น “หินใหญ่” (Megalith) ของศาสนาผีพื้นเมืองอุษาคเนย์มาก่อนที่จะถูกจับบวชเข้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธไปในภายหลัง

วัฒนธรรมการนับถือ “หินใหญ่” อย่างนี้พบได้ทั่วไปในศาสนาดั้งเดิมทั่วโลก ซึ่งก็ไม่ได้นับถือกันเฉพาะหินก้อนใหญ่ๆ นะครับ หินที่มีรูปทรงแปลกตานั่นก็ใช่ หลายทีก็จับเอาหินมาตั้งเดี่ยวๆ อย่างที่ฝรั่งเรียกรวมๆ กันว่า “standing stone” และมีคำศัพท์โบราณในเอกสารเก่าของไทยว่า “หินตั้ง”

หลายทีก็จัดหินหลายก้อนเป็นรูปทรงต่างๆ บางทีก็ใช้หินก้อนไม่ใหญ่นัก หรือบางครั้งก็ใช้เป็นสะเก็ดหินก้อนเล็กเลย มาสร้างเป็นลาน หรือก่อเป็นรูปทรงต่างๆ

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า นับถือหินใหญ่อย่างเดียวจึงไม่ค่อยจะถูกต้องนัก

@@@@@@@

การนับถือหินในศาสนาผีอย่างนี้ เมื่อมีศาสนาใหญ่ๆ ที่มีความเป็นสากลกว่าแพร่อิทธิพลเข้ามา (ในกรณีของอุษาคเนย์คือศาสนาจากอินเดียอย่าง พุทธ หรือพราหมณ์-ฮินดู) ก็มักจะถูกจับบวชเข้าในศาสนาใหม่ ที่เห็นชัดๆ ก็คือ ความเชื่อ “หลักเมือง” ทุกวันนี้ ซึ่งก็มีทั้งที่ทำด้วยไม้ และที่ทำด้วยหินนั่นเอง

และเมื่อพูดถึงหลักเมืองก็จะเห็นได้ว่า มักจะมีตำนานที่เกี่ยวข้องกับความตายอยู่เสมอ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่ามีการบูชายัญด้วยชีวิตของมนุษย์ตอนที่สร้างหลักเมือง ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ตำนานพวกนี้เป็นความจริงหรือเปล่า.?

แต่ก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของการนับถือหินใหญ่ หรือหินตั้งนั้นเกี่ยวข้องกับความตาย และอันที่จริงแล้วศาสนาผีดั้งเดิมของอุษาคเนย์นั้นก็นับถือ “บรรพชน” คือคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งสามารถให้คุณ ให้โทษ คนที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นแหละ

คติการนับถือ “หิน” โดยเฉพาะหินใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ “ความตาย” ในศาสนาผีพื้นเมืองนั้น จึงดูจะเข้ากันกับพุทธประวัติการ “ปรินิพพาน” ของพระพุทธเจ้า ในพุทธศาสนา จากชมพูทวีป ที่เข้ามาใหม่เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ที่สำคัญก็คือ ในบริเวณปริมณฑลของพระแท่นดงรังนั้น ยังมีเขาลูกเตี้ยๆ ที่เรียกกันว่า “เขาถวายพระเพลิง” เพราะเชื่อกันว่าการถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าเมื่อ “วันอัฏฐมีบูชา” คือ 8 วันหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานนั้น จัดขึ้นบนยอดเขาลูกนี้อีกด้วย

@@@@@@@

แถมยังเป็นที่น่าสนใจว่า บนเขาถวายพระเพลิงยังมี “บันไดแก้ว” ที่เป็นลานลาดเป็นทางขึ้นสู่ยอดเขา อันเป็นที่ตั้งของหินตั้ง และหินใหญ่ ลานลาดดังกล่าวมีร่องรอยว่าเคยถูกปูลาดไว้ด้วยหิน ในทำนองเดียวกับที่วัดตะพานหิน จ.สุโขทัย ซึ่งนักมานุษยวิทยาระดับปรมาจารย์ของไทยอย่าง รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม เคยอธิบายไว้ว่า เป็นร่องรอยของวัฒนธรรมหินตั้งเช่นกัน

ที่เรียกว่า “บันไดแก้ว” ก็เพราะมีการเรียงอิฐ ซึ่งเป็นอิฐรุ่นก่อนอยุธยา เป็นขั้นบันได แล้วกรุขอบด้านข้างด้วยหินควอตซ์ (Quartz) ซึ่งก็มีแหล่งอยู่บนเขาถวายพระเพลิง

หินควอตซ์เหล่านี้มีความแวววาวและงดงาม โดยเฉพาะเวลาเมื่อต้องแสงจันทร์ จนถึงกับถูกพรรณนาไว้ใน “นิราศพระแท่นดงรัง” สองฉบับ คือของสามเณรกลั่น ผู้เป็นลูกศิษย์ของสุนทรภู่ (แถมตอนที่สามเณรรูปนี้เดินทางมายังพระแท่นดงรัง ในคราวเดียวกับที่แต่งนิราศเอาไว้ ยังมากับสุนทรภู่อีกด้วย) และเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีผู้มีชื่อเสียงในยุครัชกาลที่ 3 และคงถือกันว่าเป็นวัตถุที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการนำเอาหินประเภทนี้มาใช้ก่อเป็นหินตั้ง และบันไดแก้วบนเขาถวายพระเพลิงนั่นเอง

(น่าสนใจด้วยว่า ทั้งสามเณรกลั่นและเสมียนมีนั้นเรียกชื่อพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำกลอง โดยมีพระแท่นดงรังเป็นจุดศูนย์กลางว่า “โกสินราย” ซึ่งควรจะเพี้ยนมาจากคำว่า “กุสินารา” อันเป็นชื่อเมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ตามที่เล่าไว้ในพุทธประวัติ โดยเนื้อหาในนิราศพระแท่นดงรังทั้งสองฉบับนี้ยังแสดงให้เห็นว่าทั้งเสมียนมีและสามเณรกลั่น [แน่นอนว่า ย่อมรวมถึงสุนทรภู่ด้วย] นั้น ไปนมัสการพระแท่นดงรังด้วยความเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของพระแท่นดงรัง จากตำนานว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานลงที่นี่ ไม่ว่าพวกท่านจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม)

@@@@@@@

นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคสงครามเย็นอย่าง ทอม แฮร์ริสสัน (Tom Harrisson) และสแตนลีย์ เจ. โอคอนเนอร์ (Stanley J. O’Connor) ได้เคยทำการสำรวจวัฒนธรรมหินใหญ่ในอุษาคเนย์ ภาคหมู่เกาะ และได้พบกลุ่มหินตั้งที่มีการนำหินก้อนเล็กมาใช้ประดับประดารอบหินใหญ่ หรือหินตั้งประเภทต่างๆ บางทีก็นำหินเหล่านี้มาพรมรอบพื้นดินจนเป็นเนินกว้าง หินเหล่านี้มักจะเป็นหินที่สวยงาม

ในกรณีของที่อินโดนีเซียมักเป็นหินกรวดแม่น้ำ (pebble) โดยทั้งคู่ได้เสนอให้เรียกการนำเศษหินเหล่านี้มาใช้ในวัฒนธรรมหินตั้ง-หินใหญ่ประเภทนี้ว่า micro-megalith แต่ยังไม่มีผู้ควงศัพท์เป็นคำไทย

ลักษณะเช่นนี้พอจะเปรียบเทียบได้กับการนำหินควอตซ์มาประดับไว้ที่บันไดแก้ว บนเขาถวายพระเพลิง ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่พระแท่นดงรัง-เขาถวายพระเพลิง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของบริเวณที่เป็นเมืองกุสินาราจำลอง ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีนนั้น นอกจากจะมีหินก้อนใหญ่ที่ในปัจจุบันนับถือกันว่าเป็นพระแท่นปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีร่องรอยของการสร้างหินตั้งประเภทอื่นๆ ทั้งประเภทเนินหิน และหินตั้งประเภทที่แฮร์ริสสัน กับโอคอนเนอร์เสนอให้เรียกว่า micro-megalith อีกด้วย

จึงอาจจะกล่าวได้ว่า พื้นที่บริเวณนี้ควรจะเป็นแหล่งวัฒนธรรมหินใหญ่ที่สำคัญในอดีต ก่อนที่จะถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความศักดิ์สิทธิ์ในปริมณฑลของศาสนาพุทธ

เอาเข้าจริงแล้ว การจัดพิธีการถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าในวันอัฏฐมีบูชา บนพื้นที่ใกล้เคียงกับมีการแพร่หลายของตำนานเรื่องการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าบนหินใหญ่ จึงเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความเห็นความเฮี้ยน-ศักดิ์สิทธิ์ ของหินใหญ่ในศาสนาผี ที่มีอยู่ในพื้นที่มาก่อนนั้นด้วย •






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2565
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2565
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_557532
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พญานาค 9 เศียร ลำตัวยาว 131 เมตร เลื้อยผ่านบ่อน้ำ สวยงามจนขนลุก! @วัดศรีดาราม เมื่อ: สิงหาคม 13, 2022, 06:03:40 am



พญานาค 9 เศียร ลำตัวยาว 131 เมตร เลื้อยผ่านบ่อน้ำ สวยงามจนขนลุก! @วัดศรีดาราม

สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาในองค์พญานาคทุกคน วันนี้ Sanook Travel จะพาคุณไปพบกับความงดงามของอีกหนึ่องค์พญานาคที่มีความวิจิตรตระการตาของเมืองไทยที่วัดศรีดาราม อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี


ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของ ปู่ศรีสุทโธ พญานาคเก้าเศียร ที่มีลำตัวยาวกว่า 131 เมตร เลื้อยพาดผ่านบ่อน้ำขนาดใหญ่ จากเกาะหอปู่เกาะมาจนถึงฝั่งวัด



เป็นภาพที่ดูมีมนต์ขลังและน่าเกรงขามเป็นอย่างมากราวกับองค์พญานาคนั้นมีชีวิตจริงๆ

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวตามรอยพญานาคที่สวยงาม และน่ามาเยี่ยมชม หากใครมีโอกาสมาเที่ยวอุดรธานีลองแวะมาสักการะกันครับ

พิกัด : https://goo.gl/maps/g1zbxDXsmd5pVZan7
ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1433735/gallery/





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ
ภาพ : Buengkan day
website : https://www.sanook.com/travel/1433735/
11 ส.ค. 65 (15:49 น.) By Peeranut P.
14  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "อัสมิมานะ" บางทีก็เรียก "ทิฏฐิมานะ" | ประหาณได้ด้วย "อรหัตตมรรค" เท่านั้น เมื่อ: สิงหาคม 12, 2022, 10:17:32 am




"อัสมิมานะ" บางทีก็เรียก "ทิฏฐิมานะ" | ประหาณได้ด้วย "อรหัตตมรรค" เท่านั้น

อัสมิมานะ หมายความว่า การถือตนว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ พระอริยบุคคลทั้งหลายที่นอกจากพระหันต์นั้น แม้ว่าจะเป็นผู้ไม่มีสักกายทิฏฐิ คือ ความเข้าใจผิดในรูปนามว่า เป็นเราเป็นเขา ชาย หญิง สัตว์ บุคคล ตัวตน ดังเช่นปุถุชนคนทั้งหลายเห็นอยู่นั้นก็จริง แต่ทว่า อัสมิมานะการถือตัวว่า เราเป็นนั่นเป็นนี่ โดยอาศัยคุณความดีที่มีอยู่ในตนยังมีอยู่ เพราะว่าอัสมิมานะนี้เป็นฝ่ายยาถาวมานะ การถือตัวตามความเป็นจริง หาใช่เป็นอยาถาวมานะ การถือตัวไม่ใช่ตามความเป็นจริงแต่อย่างใดไม่

ดังนั้น การทำ พูด คิด ของพระอริยะจำพวกนี้บางทีก็ประกอบด้วย อัสมิมานะ เช่น มีการถือตัวว่า เราเป็นอริยะ มีความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอย่างมั่นคงมีศีลบริสุทธิ์ ถ้าเป็นพระอนาคามีก็มีการถือเป็นพิเศษออกไปอีกว่าเราไม่มีความยินดียินร้ายในอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ ถ้ามีความรู้ความสามารถก็ถือว่า เราเป็นผู้มีความรู้ความสามารถคิดนึก อยู่ภายในใจบ้าง แสดงออกมาทางกายบ้าง เปล่งออกมาทางวาจาบ้าง ซึ่งมีอาการละม้ายคล้ายคลึงกันกับสักกายทิฏฐิ ฉะนั้นอัสมิมานะนี้เรียกว่า ทิฏฐิมานะก็ได้

และกาลที่แสดงว่าสัมมาทิฏฐิในอริยมรรคเบื้องบน ๓ มีหน้าที่ประหาณมิจฉาทิฏฐินั้น ก็มุ่งหมายเอาอัสมิมานะนี้เอง บรรดาสัมมาทิฏฐิในอริยมรรคเบื้องบน ๓ นี้ สัมมาทิฏฐิที่อยู่ในอรหัตตมรรคเท่านั้นที่จะทำการประหาณอัสมิมานะให้เด็ดขาดหมดไปได้

อีกประการหนึ่งปุถุชนทั้งหลายที่ทำการกำหนดพิจารณารูปนามอยู่ เมื่ออนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นนั้น ปุถุชนทั้งหลายเหล่านั้นย่อมประหาณอัสมิมานะลงได้บ้างเหมือนกัน แต่มิใช่เป็นสมุจเฉทปหาน








Thank to : dhamma.serichon.us/2022/07/12/อธิบายอัสมิมานะ/ 
Posted date : 12 กรกฎาคม 2022 , By admin.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความหมายของ "การไหว้และการกราบ" แต่ละระดับ มีความต่างกันอย่างไร.? เมื่อ: สิงหาคม 12, 2022, 08:29:40 am



ความหมายของ "การไหว้และการกราบ" แต่ละระดับ มีความต่างกันอย่างไร.?

การไหว้และการกราบคือมารยาทของการทักทายในวัฒนธรรมไทย ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความเคารพและความอาวุโสของผู้รับไหว้ ในแต่ละระดับมีความหมายต่างกันอย่างไร เรารวมข้อมูลมาให้ดังนี้

สำหรับการไหว้นั้น ในวัฒนธรรมไทยคือการทักทายและแสดงความเคารพต่อกัน ซึ่งการไหว้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือไหว้พระ ไหว้ผู้อาวุโส และไหว้ผู้ที่เสมอกัน แต่ละระดับมีรูปแบบการไหว้และความหมายแตกต่างกันไป ส่วนการกราบนั้นหมายถึงการแสดงความเคารพอย่างสูง แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือการกราบเบญจางคประดิษฐ์ และการกราบผู้ใหญ่



การไหว้ 3 ระดับ

1. ระดับที่ 1 : การไหว้พระ หมายถึง การไหว้พระรัตนตรัยรวมทั้งปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยประนมมือขึ้นให้นิ้วหัวแม่มือจรดที่กลางระหว่างคิ้ว นิ้วชี้แตะที่เหนือหน้าผาก ก้มหัวให้หน้าขนานกับพื้น ค้อมหลังพอประมาณ

2. ระดับที่ 2 : การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้อาวุโส ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์และผู้ที่เราเคารพอย่างสูง โดยประนมมือขึ้นเช่นเดียวกับการไหว้พระ แต่นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก นิ้วชี้จรดระหว่างคิ้ว

3. ระดับที่ 3 : การไหว้บุคคลทั่วไปและผู้เสมอกัน ให้ประนมมือขึ้นก้มศีรษะเล็กน้อย หัวแม่มือจรดที่ปลายคาง นิ้วชี้แตะที่จมูก ค้อมหลังพอประมาณ ส่วนการไหว้ผู้เสมอกันทั้งชายและหญิงให้ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกัน หรือในเวลาใกล้เคียงกัน



การกราบ 2 ระดับ

1. ระดับที่ 1 : การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เป็นการใช้อวัยวะทั้ง 5 คือ หน้าผาก มือ และข้อศอกทั้ง 2 เข่าทั้ง 2 สัมผัสกับพื้น การกราบมี 3 ลักษณะ คือ

    ท่าเตรียม
    ชาย นั่งคุกเข่าตัวตรงปลายเท้าตั้ง ปลายเท้าและส้นเท้าชิดกัน นั่งบนส้นเท้า เข่าทั้งสองห่างพอประมาณ มือทั้งสองวางคว่ำเหนือเข่าทั้งสองข้าง นิ้วชิดกัน (ท่าเทพบุตร)
    หญิง นั่งคุกเข่าตัวตรงปลายเท้าราบ เข่าถึงปลายเท้าชิดกัน นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองว่างคว่ำเหนือเข่าทั้งสองข้าง นิ้วชิดกัน (ท่าเทพธิดา)

    ท่ากราบ
    จังหวะที่ 1 (อัญชลี) ยกมือขึ้นในท่าประนมมือ
    จังหวะที่ 2 (วันทา) ยกมือขึ้นไหว้ตามระดับที่ 1 การไหว้พระ
    จังหวะที่ 3 (อภิวาท) ทอดมือทั้งสองลงพร้อมๆ กัน ให้มือและแขนทั้งสองข้าง ราบกับพื้น คว่ำมือห่างกันเล็กน้อย พอให้หน้าผากจรดพื้นระหว่างมือทั้งสอง
    ชาย ศอกทั้งสองข้าง ต่อจากเข่าราบไปกับพื้น หลังไม่โก่ง
    หญิง ศอกทั้งสองข้างคร่อมเข่าเล็กน้อย ราบไปกับพื้น หลังไม่โก่ง

2. ระดับที่ 2 : การกราบผู้ใหญ่ เป็นการกราบผู้มีพระคุณและผู้ที่มีอายุมากกว่า ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพ ลักษณะการปฏิบัติของชายและหญิงเหมือนกัน คือ นั่งพับเพียบทอดมือทั้งสองข้างลงพร้อมกัน ให้แขนทั้งสองคร่อมเข่าที่อยู่ด้านล่างเพียงเข่าเดียว มือประนมตั้งกับพื้นไม่แบมือ ค้อมตัวลงให้หน้าผากแตะส่วนบนของมือที่ประนม ในขณะกราบ ไม่ต้องกระดกนิ้วมือขึ้นมารับหน้าผาก และกราบเพียงครั้งเดียว



นอกจากการกราบ 2 ระดับนี้ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันแล้ว ยังมีการกราบในรูปแบบอื่นๆ ที่มักใช้เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงในโอกาสพิเศษ เช่น

    - กราบเท้า มักใช้เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงแก่บุคคลที่กราบ เช่น กราบเท้าพ่อแม่ กราบเท้าบุคคลที่เคารพหรือผู้ที่นับถือ
    - กราบสามี ธรรมเนียมไทยในอดีตมีความเชื่อว่าภรรยาต้องกราบสามีก่อนนอนเพื่อแสดงความเคารพที่สามีเลี้ยงดูอย่างดีจนสุขสบาย แต่ในปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนไป ภรรยาและสามีต่างมีหน้าที่การงานเพื่อหารายได้ของตนเอง การกราบสามีก่อนนอนจึงค่อยๆ หายไป แต่กลายเป็นธรรมเนียมเล็กๆ ในพิธีแต่งงานที่ให้เจ้าสาวกราบตักเจ้าบ่าว เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวให้เขาดูแลแทน







อ้างอิงข้อมูล : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2455692
ไทยรัฐออนไลน์ ,ไลฟ์สไตล์ ,วัฒนธรรม , 26 ก.ค. 2565 14:49 น.
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เป็นบุญตา.!! เผยภาพ “ยอดพระธาตุดอยสุเทพ” ที่น้อยคนจะได้เห็น เมื่อ: สิงหาคม 12, 2022, 07:57:53 am
ภาพจากคลิป TikTok @pomvan4u


เป็นบุญตา.!! เผยภาพ “ยอดพระธาตุดอยสุเทพ” ที่น้อยคนจะได้เห็น

ชวนชมภาพของ “ยอดพระธาตุดอยสุเทพ” จ.เชียงใหม่ ประดับเพชรพลอยและทองคำสวยสดงดงาม ชาวเน็ตแห่สาธุเป็นบุญตายิ่งนักที่ได้เห็น

ภาพจากคลิป TikTok @pomvan4u

ผู้ใช้ TikTok @pomvan4u ได้โพสต์คลิปของ “ยอดพระธาตุดอยสุเทพ” จ.เชียงใหม่ พร้อมข้อความว่า ยอดพระธาตุดอยสุเทชพ เชียงใหม่ น้อยคนจะได้เห็นครับ ขอบคุณพี่ใหญ่ที่แบ่งปันสิ่งสวยงามคู่บ้านคู่เมืองให้ชม

โดยในคลิปเผยให้เห็นถึงความสวยงามสุดประณีตของยอดพระธาตุดอยสุเทพ ที่ด้านบนเป็นลูกแก้ว วางอยู่บนฐานทรงกลีบดอกบัว ออกแบบลวดลายประดับธงทองคำและติดเพชรพลอยพลอยระยิบระยับสวยงาม


ภาพจากคลิป TikTok @pomvan4u

เจ้าของคลิปได้บอกว่า คลิปนี้ได้มาจากช่างฝีมือที่ขึ้นไปบูรณะบนยอดพระธาตุฯ ซึ่งตามปกติไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปได้ขึ้นไปชมกัน และเจ้าของคลิปยังบอกอีกว่า ยอดพระธาตุฯ นี้ทำจากทองคำหนักถึง 22 กิโลกรัมทีเดียว และยังติดประดับด้วยเพชรพลอยจำนวนมาก ส่วนลูกแก้วด้านบน เป็นลูกใหม่ที่ได้ทำขึ้นแทนลูกเดิม ที่ได้ตกแตกไปเมื่อช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา

ภาพจากคลิป TikTok @pomvan4u

สำหรับ “พระธาตุดอยสุเทพ” อยู่ภายในวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่ ถือเป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรมะแม (ปีแพะ) สำหรับการบูชาองค์พระธาตุนั้น เชื่อกันว่าหากมาสักการะและอธิษฐานขอพรพระธาตุดอยสุเทพ จะมีแต่ความสำเร็จสมปรารถนา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวงไปได้

ภาพจากคลิป TikTok @pomvan4u

วิธีการขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ สามารถเลือกได้ 2 วิธี คือ เดินขึ้นบันไดนาค จำนวน 300 ขั้น ไปยังด้านบน หรือจะเลือกใช้บริการกระเช้าขึ้น-ลง วัดพระธาตุดอยสุเทพก็ได้

ภาพจากคลิป TikTok @pomvan4u

ชมวิดีโอได้ที่ : https://www.tiktok.com/@pomvan4u/video/7127929665871777050?is_copy_url=1&is_from_webapp=v1&lang=th-TH&q=pomvan4u&t=1660266637562




Thank to : https://mgronline.com/travel/detail/9650000076663
เผยแพร่ : 11 ส.ค. 2565 12:43 , ปรับปรุง : 11 ส.ค. 2565 ,12:43 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
17  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การนอนเนื่องของ "อนุสัยกิเลส" และธรรมที่ประหาณ เมื่อ: สิงหาคม 11, 2022, 07:27:35 am




การนอนเนื่องของ "อนุสัยกิเลส" และธรรมที่ประหาณ

การนอนเนื่องของ อนุสัยกิเลส นี้มีอยู่ ๒ ประการคือ
๑. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในการเกิดขึ้นสืบต่อแห่งรูปนาม ชื่อว่า “สันตานานุสยกิเลส”
๒. กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ที่เป็นปียรูป สาตรูป อปียรูป อสาตรูป (โลกียจิต ๘๑,เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘) ชื่อว่า “อารัมมณานุสยกิเลส”

ใน ๒ ประการนี้ มรรคทั้ง ๔ ทำการประหาณสันตานานุสยกิเลส วิปัสสนาญาณที่มีรูปนามเป็นอารมณ์ทำการประหาณอารัมมณานุสยกิเลส ฉะนั้นอนุสัยกิเลสที่อนิจจานุปัสสนา เป็นต้น ได้ประหาณไปนั้นเป็นอารัมมณานุสยกิเลส

ส่วนสันตานานุสยกิเลสนั้น เมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ตราบใด แม้ว่าผู้นั้นจะได้เคยปฏิบัติวิปัสสนามาแล้วหลายครั้งหลายหนหรือกำลังปฏิบัติอยู่ก็ตาม หรือผู้ที่เป็นญานลาภี อภิญญาลาภี ทำฤทธิ์เดชต่างๆ นานาได้กี่ตาม หรือจะได้ไปบังเกิดเป็นพรหมติดต่อกันหลายภพหลายชาติก็ตาม สันตานานุสยกิเลสก็ยังคงมีอยู่เต็มที่เป็นปกติ โดยอาการที่ยังมิได้ถูกประหาณลงเลยแม้แต่เล็กน้อย

สำหรับอารัมมณานุสยกิเลสนั้น เมื่อวิปัสสนาญาณของพระโยคีได้เข้าถึงขั้นภังคญาณ อารัมมณานุสยกิเลสก็ถูกประหาณลงทันทีตั้งแต่ญาณนี้เรื่อยๆไป

ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระวิภังคบาลีว่า :-
สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปียรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ราคานุสโย อนุเสติ, ยํ โลเก อปฺปียรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ปฏิฆานุสโย อนุเสติ อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา, ตทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฉา จ ทฏฺฐพฺพา ฯ

แปลความว่า อนุสัยกิเลสมี ๗ อย่าง คือ
    1. กามราคานุสัย ธรรมชาติที่ยินดีพอใจรักใคร่ในกามคุณอารมณ์ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
    2. ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติที่ขัดแค้นในอารมณ์นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
    3. มานานุสัย ธรรมชาติที่ถือตัวนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
    4. ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติที่เห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
    5. วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติที่สงสัยในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูอาจารย์ นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
    6. ภวราคานุสัย ธรรมชาติที่ยินดีพอใจในภพชาตินอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
    7. อวิชชานุสัย ธรรมชาติที่หลงอยู่ในเรื่องเห็นผิดนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน (นี้เป็นสันตานานุสยกิเลส)

    - ปียรูป สาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลก คือสังขารธรรมรูปนามภายในตน กามราคะและภวราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ใน ปียรูป สาตรูป สภาพที่น่ารักน่ายินดีเหล่านี้
    - อปียรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่น่ารักไม่น่ายินดีอันใดมีอยู่ในโลกคือ สังขารธรรมรูปนามภายในตน ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ใน อปียรูป อสาตรูป สภาพที่ไม่รักไม่น่ายินดีเหล่านี้

เมื่อเป็นดังนี้ อวิชชานุสัยก็ย่อมนอนเนื้องอยู่ในราคะและปฏิฆะ ทั้ง ๒ นี้ด้วย ส่วน มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ แม้เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับจิตที่มีอวิชชา (นี้เป็นอารัมมณานุสยกิเลส) นักศึกษาทั้งหลายพึงทราบดังนี้


@@@@@@@

สันตานานุสัยกิเลส กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน โดยอาการที่ยังไม่ปรากฏเป็นสภาวปรมัตถ์ คือยังไม่เข้าถึงขณะทั้ง ๓ (เกิด ตั้ง ดับ) นั้นได้ชื่อว่า “สันตานานุสยกิเลส”

ดังนั้น ผู้ที่ยังมิได้ทำการประหาฌอนุสัยกิเลสโดยสมุจเฉทนั้นได้ชื่อว่าเป็นปุถุชน และปุถุชนคนเหล่านี้ แม้ว่าจะยังเป็นเด็กอยู่ในครรภ์มารคาก็ตาม เป็นเด็กเล็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่แก่เฒ่าลงไปก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ บรรพชิตก็ตาม ได้ฌานอภิญญา เหาะดำดินไปได้ก็ตาม แม้ที่สุดจะได้บังเกิดเป็นพรหมอยู่หลายภพหลายชาติก็ตาม ปุถุชนคนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ที่มีอนุสัยกิเลสอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

แม้ว่าจะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน สกทาคามีแล้วก็ตาม อนุสัยกิเลสอีก ๕ อย่างก็ยังเหลืออยู่ ยังหาได้ประหาณให้หมดไปไม่ คงประหาณได้แต่ทิฏฐิ วิจิกิจฉานุสัย ๒ อย่างนี้เท่านั้น ครั้นเป็นพระอนาคามี ภวราคะ มานะ อวิชชานุสัย ทั้ง ๓ ก็ยังมีอยู่ หาได้หมดไปเพียงขั้นนี้ไม่

ฉะนั้นบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนี้ จึงยังมีอนุสัยกิเลสอยู่ อุปมาเหมือนกับคนไข้ที่ยังไม่หายไข้ มีผู้มาถามว่า "ท่านสบายดีหรือ.?" แม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้เป็นไข้ แต่ก็ตอบว่า "เป็นไข้อยู่" โดยมาคำนึงนึกถึงไข้ที่เคยเป็นมาแล้วและจักเป็นอีกในวันหน้า

หรืออุปมาเหมือนกับผู้ที่ยังมิได้มีการเว้นขาดจากการรับประทานเนื้อ เมื่อถูกถามว่า "ท่านรับประทานเนื้อหรือเปล่า.?" ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมิได้รับประทานอยู่ก็จริง แต่ก็ตอบว่า "ข้าพเจ้ารับประทาน" ทั้งนี้ก็เพราะว่ามาคำนึงนึกถึงที่ได้เคยรับประทานมาและจักรับประทานอีกในวันหน้า

สมดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงใน อนุสยยมก ว่า :-
    ยสฺส กามราคานุสโย อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อุปฺปชฺชตีติ.?
    แปลว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม.?
    อามนฺตา
    แปลว่า ใช่

การที่ทรงวิสัชนาดังนี้ ก็เพราะทรงหมายถึง ความที่ยังเป็นอนุสัยอยู่ โดยอาการที่เคยเกิดและจักเกิดดังที่ได้ยกอุปมามาเปรียบเทียบให้เห็นแล้วทั้ง ๒ ข้อนั้น

    แต่ถ้าจะถามว่า
    ยสฺส กามราโค อุปฺปชฺชติ ตสฺส ปฏิโฆ อุปฺปชฺชตีติ.?
    แปลว่า กามราคะกำลังเกิดแก่บุคคลใด ปฏิฆะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม.?
    วิสัชนาว่า นุปฺปชฺชติ แปลว่า ไม่ใช่กำลังเกิด

@@@@@@@

อนึ่ง อนุสัยกิเลสทั้ง ๗ ประการนี้ เมื่อปรากฏขึ้นโดยความเป็นสภาวปรมัตถ์ คือเข้าถึงปริยุฏฐานแล้วนั้น ย่อมเกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี (เช่น โลภะ โมหะ), เกิดไม่พร้อมกันในจิตดวงเดียวกันก็มี (เช่น โลภะ โทสะ)

    แต่เมื่อยังเป็นอนุสัยอยู่นั้น....
    - ได้นอนเนื่องอยู่พร้อมกันทั้ง ๗ อย่าง สำหรับปุถุชน,
    - นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ของพระโสดาบัน,สกทาคามี ๔,
    - นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ของพระอนาคามี ๓,
    - และไม่มีนอนเนื่องในขันธสันดาน ของพระอรหันต์เลย)

    เหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงแสดงใน อนุสยยมก ว่า :-
    ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสตีติ.?
    แปลว่า กามราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในขันธสันคานของบุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของบุคคลนั้น ใช่ไหม.?
    อามนฺตา
    แปลว่า ใช่

ฉะนั้น การประหาณสันตานานุสัยกิเลสได้โดยเด็ดขาดนั้น ก็มีแต่"มรรคญาณ"อย่างเดียว สำหรับวิปัสสนาญาณนั้นคงประหาณได้ด้วย"ตทังคปหาน"เท่านั้น ส่วนฌานสามารถประหาณด้วย"วิกขัมภนะ" คือ ด้วยการข่มไว้เป็นเวลานานๆ คือ หลายวันหลายเดือนหลายปีหลายมหากัป

อารัมมณานุสัยกิเลส การเกิดขึ้นของกิเลส โดยไม่สิ้นสุดในอารมณ์ที่ยังมิได้มีการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยวิปัสสนาญาณ มรรคญาณ กิเลสนี้ชื่อว่า “อารัมมณานุสัยกิเลส”

     ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานโอวาทแก่บรรดาภิกษุทั้งหลายว่า :-
     สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย ราคานุสโย ปหาตพฺโพ ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสโย ปหาตพโพ, อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสโย ปหาตพฺโพ ฯ (มาในเวทนา สังยุตตพระบาลี)
     แปลความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายควรละราคานุสัยในการเสวยสุข ควรละปฏิฆานุสัยในการเสวยทุกข์ ควรละอวิชชานุสัย ในการเสวย ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ พระโอวาทนี้ทรงมุ่งหมายถึง “อารัมมณานุสัยกิเลส”

     ทั้งพระอรรถกถาจารย์ ก็ยังได้กล่าวไว้ว่า :-
     อิมสฺมึ สุตฺเต อารมฺมณานุสโย กถิโต ในสูตรที่มี สุขาย ภิกฺขเว เวทนาย เป็นต้นนี้


@@@@@@@

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสคงอารัมมณานุสัยกิเลส แต่ก็หาได้ทรงชี้แจงถึงข้อปฏิบัติที่จะทำการละ “อารัมมณานุสัยกิเลส” นี้แต่ประการใดไม่ เพียงแต่ทรงเตือนให้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ เท่านั้น เพราะว่าถ้าภิกษุทั้งหลายมิได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐานทั้ง ๔ แล้วก็ไม่มีทางอื่นใดที่จะทำการประหาณอารัมมณานุสัยกิเลสนี้ได้ ถ้าว่าได้ทำการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฎฐานทั้งนี้อยู่โดยเคร่งครัดแล้ว ก็จะกล่าวได้ว่ามีการละกิเลสในการเสวยอารมณ์นั้นๆ ได้

    ดังที่พระฎีกาจารย์ได้แสดงไว้ในอานาปานัสสติกรรมฐานแห่งวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า :-
    อนิจฺจานุปสฺสนา ตาว ตทงฺคปฺปหานวเสน นิจฺจสญฺญํ ปริจฺจชติ ปริจฺจชนฺตี จ ตถา อปฺปวตฺติยํ เย นิจฺจนฺติ คหณวเสน กิเลสา ตมฺมูลกา อภิสงฺขารา ตทุภยมูลกา จ วิปากา ขนฺธา อนาคเต อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต สพฺเพ อปฺปวตฺติกรณวเสน ปริจฺจชติ ตถา ทุกฺขานุปสฺสนาทโย เตนาห วิปสฺสนา หิ ตทงฺควเสน สทฺธึ ขนฺธาภิสงฺขาเรหิ กิเลเส ปริจฺจชตีติ ฯ
    แปลความว่า อนิจจานุปัสสนาที่แสดงในอันดับแรกนี้ย่อมสละละทิ้งนิจจสัญญาด้วยอำนาจแห่งตทังคประหาณ เมื่ออนิจจานุปัสสนาได้สละละทิ้งนิจจสัญญาได้แล้ว ถ้าหากว่ามิได้มีการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงโดยอาการดังที่กล่าวนี้ กิเลสต่างๆ อาจเกิดได้ในภายหลังด้วยอำนาจแห่งความยึคถือว่ารูปนามนี้เที่ยง และอภิสังขาร คือ อกุศลโลกียกุศลกรรมที่มีกิเลสเป็นมูลก็ดี วิบากนามขันธ์อันเป็นตัวภพใหม่ที่มีกรรมและกิเลสทั้ง ๒ นี้เป็นมูลก็คี อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง
    อนิจจานุปัสสนาที่สละละทิ้งนิจจสัญญาได้นั้น ย่อมสละละทิ้งกิเลสกรรมวิบาก แม้เหล่านี้ทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้นได้พร้อมกันอีกด้วย ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปีสสนา ที่สละละทิ้งสุขสัญญา อัตตสัญญาเป็นต้นได้นั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

เพราะฉะนั้น พระมหาพุทธโฆษาจารย์ จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคว่า วิปัสสนาญาณย่อมสละกิเลสพร้อมด้วยวิบากนามขันธ์และอภิสังขารด้วยอำนาจตทังคปหาน เมื่อ “อนิจจานุปัสสนา” เกิด “ทุกขานุปัสสนา และอนัตตานุปัสสนา” ก็ย่อมเกิดขึ้นตาม

@@@@@@@

ในเรื่องนี้ เมื่อมีการพิจารณาเห็นว่า เป็นอนิจจะแล้วกิเลสที่เกี่ยวกับนิจจสัญญาก็เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นไม่ได้ อันนี้เห็นได้โดยแจ้งชัดไม่มีข้อที่จะต้องสงสัย แต่ปัญหามีอยู่ว่า ที่เกี่ยวกับสุขสัญญาและอัตตสัญญานั้นจะเกิดขึ้นในอารมณ์อันเดียวกันนี้ ได้หรือไม่.?

แก้ว่า เกิดไม่ได้ เพราะว่า ผู้ปฏิบัติที่ได้พิจารณาเห็นในอารมณ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยอำนาจการปรากฏแห่งอนิจจลักขณะคือเกิดดับๆ นั้น ครั้นได้หวนกลับไปพิจารณาดูในอารมณ์นั้นอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่เห็นว่าเป็นสุข คงเห็นว่าเป็นทุกข์ โดยการเกิดขึ้นดับไปไม่หยุดยั้ง ทั้งมิได้เห็นว่ามีตัวตนเป็นแก่นสารแต่อย่างใดเลยในอารมณ์นั้นอีกด้วย คงเห็นแต่ว่าไม่ได้อยู่ภายใต้บังกับบัญชา ไม่เป็นไปตามประสงค์ คงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ดังนั้น กิเลสที่เกี่ยวกับสุขสัญญาและอัตตสัญญา จึงเกิดขึ้นไม่ได้ในอารมณ์ที่มีการพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงดังนี้

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ใน อังคุตตรพระบาลี ว่า :-
    “อนิจฺจสญฺญา ภาเวตพฺพา อสฺมิมานํ สมุคฺฆาตาย, อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ, อนตฺตสญฺญี อสฺมิมานสมุคฺฆาตํ ปาปุณาติ ทิฏเฐว ธมฺเม นิพฺพานํ”
     แปลความว่า พึงเจริญอนิจจสัญญาคือความจำหมายว่าไม่เที่ยง เพื่อถอนออกเสียซึ่งอัสมิมานะที่มีอาการถือตนว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนัตตสัญญาความจำหมายว่าไม่ใช่ตน เรา เขา ย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดีแก่ผู้ที่มีการพิจารณาเห็นเป็นอนิจจะ ผู้ที่พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตะ คือไม่ใช่ตน เรา เขานั้น ย่อมเป็นผู้ที่เข้าถึงซึ่งการถอนออกแห่งอัสมิมานะที่มีอาการยกตนว่า เรา แล้วเข้าถึงนิพพาน คือความสงบแห่งกิเลสในภพที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้านี้นั่นเทียว

ในพระบาลีนี้คำรับรองที่เป็นพยานหลักฐานอย่างสำคัญในเรื่องนี้ ก็อยู่ตรงพระบาลีที่กล่าวว่า อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ และพระอรรถกถาจารย์ก็ยังได้กล่าวคำอธิบายขยายความตามพระบาลีนี้ไว้ใน อังคุตตรอรรถกถาอีกว่า :-

     อนตฺตสญฺญา สณฺฐาตีติ อนิจฺจลกฺขเณ ทิฏฺเฐ อนตฺตลกฺขณํ ทิฏฺฐเมว โหติ, เอเตสุ หิ ตีสุ ลกฺขเณสุ เอเกกสฺมึ ทิฏฺเฐ อิตรทฺวยํ ทิฏฺฐเมว โหติ, เตน วุตฺตํ อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาตีติ ฯ
     แปลความว่า ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อนตฺตสญฺญา สญฺญาติ (อนัตตสัญญาความจำหมายว่า ไม่ใช่ตน เรา เขาย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดี) นั้น อธิบายว่า เมื่อพิจารณาเห็นการเกิดดับที่เป็นอนิจจลักขณะแล้ว ก็จักห็นอนัตตลักขณะ คือไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชามีแต่เกิดดับเป็นไปตามเหตุปัจจัยสำเร็จไปด้วยเป็นความจริง

ดังนั้นเมื่อได้เห็นลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาลักษณะ ๓ อย่างนั้น ก็จะต้องได้เห็นลักษณะทั้ง ๒ ที่เหลืออีกด้วยอย่างแน่แท้ เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า
    อนิจฺจสญฺญิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ
    ดูกรภิกยุทั้งหลายอนัตตสัญญาความจำหมายว่าไม่ใช่ตน เรา เขา ย่อมตั้งขึ้นเองอยู่ด้วยดี แก่ผู้ที่มีการพิจารณาเห็นเป็นอนิจจะ.




 
Thank to : dhamma.serichon.us/2022/07/11/การนอนเนื่องของ-อนุสัยก/
11 กรกฎาคม 2022 , By admin.
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ฟ้อนนกกิงกะหล่า” เมื่อ: สิงหาคม 11, 2022, 06:26:51 am


ฟ้อนนกกิงกะหล่า ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


“ฟ้อนนกกิงกะหล่า” / ล้านนาคำเมือง



ฟ้อฯรน฿กฯกิงฯกะหลฯ่า อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า “ฟ้อนนกกิงกะหล่า”

คำว่า “กิงกะหล่า” เป็นคำในภาษาไทยใหญ่ ลายเสียงมาจากภาษาบาลีคือคำว่า “กินนร” หรือ “กินรา” มีความหมายว่า เป็นอมนุษย์ในนิยาย มีลักษณะครึ่งคนครึ่งนก

การฟ้อนนกกิงกะหล่า สะท้อนเอกลักษณ์ ความเชื่อตามวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยใหญ่ ที่ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า โดยเฉพาะวันออกพรรษาหรือ “ออกหว่า” เชื่อกันว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจึงมีความยินดียิ่ง ออกมาร่ายรำอย่างสวยงาม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ปัจจุบัน หลายจังหวัดในภาคเหนือมีคนไทยใหญ่พักอาศัยอยู่จำนวนมาก และนำวัฒนธรรมและการแสดงของตนมาด้วย จึงพบเห็นการแสดงฟ้อนนกกิงกะหล่าในงานมงคลต่างๆ อย่างกว้างขวาง

สําหรับการจัดทำ “ตัวนก” นั้น มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ปีก หาง และลำตัว เฉพาะปีกและหางทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย แต่ละส่วนจะทำเป็นโครงก่อนแล้วนำผ้าแพรสีต่างๆ ติดหุ้มโครง และใช้กระดาษสีตัดเป็นลวดลายตกแต่งให้สวยงาม

จากนั้นนำมาประกอบกันโดยใช้ยางรัด เชือกหรือหวายรัดให้แน่น พร้อมทำเชือกโยงบังคับปีกและหางสำหรับดึงให้กระพือปีก และแผ่หางได้เหมือนนก

ส่วนลำตัวผู้ฟ้อนจะใส่เสื้อผ้าสีเดียวกับปีกและหาง ส่วนของศีรษะ อาจโพกผ้าหรือสวมหมวกยอดแหลมหรือสวมหน้ากาก แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น



เมื่อแสดง ท่าร่ายรำของนกกิงกะหล่านั้น จะเป็นการเลียนแบบอากัปกิริยาของนก เช่น การขยับปีก ขยับหาง ท่าเตรียมบิน อวดปีก เล่นน้ำ กระโดดโลดเต้น ซึ่งเป็นไปตามจังหวะของกลอง มีการขยับส่วนมือ ส่วนเท้าอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว คล้ายกิริยาของนกในธรรมชาติ บางครั้งจะแสดงคู่ชายหญิงโดยสมมุติเป็นตัวผู้และตัวเมียด้วย

การแสดงฟ้อนกิงกะหล่านิยมแสดงร่วมกับสัตว์ที่สมมุติกันว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์อีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “โต” เป็นสัตว์สี่เท้า ส่วนหัวมีลักษณะคล้ายเลียงผา มีขนยาวปุกปุย ปากออกแบบให้ขยับและคาบสิ่งของได้ ผู้ชมที่ชื่นชอบการแสดงจึงนิยมนำธนบัตรมาส่งให้โตคาบไว้ที่ปาก เพื่อเป็นสินน้ำใจ

ในการแสดงโตนั้น ใช้ผู้ชาย 2 คนสวมอยู่ด้านใน คนหนึ่งเชิดทางหัว อีกคนเชิดทางหาง คล้ายการเชิดสิงโตของจีน สำหรับเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจะนิยมวงกลองก้นยาว (ปูเจ่) ตีประกอบจังหวะและใช้ท่วงทำนองหน้ากลองเป็นสิ่งที่กำหนดท่ารำ

นอกจากใช้วงกลองก้นยาวแล้ว ยังพบว่าบางครั้งมีการใช้วงกลองมองเชิง รวมถึงการใช้ฆ้องราว อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยใหญ่ ที่เรียงตัวกันจากขนาดใหญ่ไปหาเล็ก นักดนตรียกไม้ตีเพียงครั้งเดียว จะได้เสียงฆ้องครบทุกขนาด และบางทีก็มีฉาบร่วมด้วย

การแสดงฟ้อนนกกิงกะหล่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรม ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลัง โดยผ่านการแสดงท่วงท่า การแต่งกาย เส้นสายของหัตถกรรม บ่งบอกถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม อันเป็นอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์อย่างชัดเจน •





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 - 11 สิงหาคม 2565
คอลัมน์ : ล้านนาคำเมือง
เผยแพร่ : วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2565
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_585229
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เล่าเรื่องกราบไหว้ฟ้าดิน อย่างขนบจีนวิสัย เมื่อ: สิงหาคม 11, 2022, 06:02:29 am

 

เล่าเรื่องกราบไหว้ฟ้าดิน อย่างขนบจีนวิสัย

ผมติดค้างมาตั้งแต่ตรุษจีนหลังจากเล่าเรื่องมือใหม่หัดไหว้เจ้าไปแล้วว่าจะเล่าเรื่องการกราบไหว้ “ทีก้อง” (ทีกงในสำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ ปู่ฟ้า/ปู่สวรรค์ จะเรียกสวยๆ ว่า “นภาอัยกาเทพ” ก็ได้ ซึ่งเป็นความนับถือแพร่หลายในจีนทุกกลุ่มภาษา แต่เป็นอะไรที่สำคัญที่สุดในกลุ่ม “ฮกเกี้ยน” เพราะถึงกับมีคติว่า วันไหว้ทีก้องนั้นใหญ่กว่าวันปีใหม่หรือตรุษจีนเสียอีก

ผมเขียนบทความนี้จากความทรงจำเป็นหลัก จึงอาจมีข้อผิดพลาดหรือเลือนไปบ้าง ท่านใดพบว่ามีข้อผิดพลาดโปรดชี้แนะโดยเมตตา เมื่อเราไปไหว้เจ้าของจีน ทุกศาลจะมีจุดให้ไหว้เป็นจุดแรกคือจุดไหว้ฟ้าดิน การไหว้ก่อนเทพอื่นใดแสดงว่าต้องมีความสำคัญที่สุด

หากเป็นศาลเจ้าของชาวแต้จิ๋วหรือไหหลำนิยมทำเป็นอาคารเล็กๆ หรือแท่นบูชาอยู่ด้านหน้าของศาลใหญ่ มีป้ายเขียนในภาษาจีนออกเสียงแบบแต้จิ๋วว่า “ทีตี่แป่บ้อ” แปลว่า ฟ้าดินพ่อแม่ ผมเข้าใจว่าหมายถึง “พ่อฟ้าแม่ดิน” คือเปรียบว่าฟ้านั้นเป็นพ่อ และแม่คือดินหรือแม่ธรณี อย่างที่เรามักพูดติดปากว่า ไหว้เทพยดาฟ้าดิน

นอกจากนี้ มักนิยมทำเสาสูงสำหรับแขวนโคมที่เรียกว่า “ทีกงเต็ง” หรือโคมทีกงชิดกับศาลหรือจุดบูชานั้น จากเสากลมเกลี้ยงก็ทำให้วิจิตรพิสดารมีการปั้นรูปมังกรเลื้อยพัน จนคนเข้าใจว่าเป็นเสามังกรเพื่อกราบไหว้เทพมังกรไปเสียแล้ว

ส่วนการตั้งที่บูชา “ทีก้อง” ตามแบบศาลเจ้าของฮกเกี้ยนนั้น ไม่ได้ทำเสาหรือทำเป็นอาคารแยกออกไป และไม่ได้ตั้งเสาสูงเป็นการถาวร (ผมเคยเห็นมีบางที่ตั้งเสาชั่วคราวเฉพาะในพิธีสำคัญ) แต่จะตั้งเป็นโต๊ะด้านหน้าของศาลเจ้า มี “ทีก้องหลอ” หรือกระถางธูปบูชา และ “ทีก้องเต้ง” หรือโคมทีก้อง มักทำเป็นโคมน้ำมันแปดเหลี่ยมแขวนจากเพดานลงมา เมื่อจะไหว้ก็หันหน้าออกไปนอกศาล คือไหว้ไปยังท้องฟ้าแล้วจึงปักธูป

ศาลเจ้าฮกเกี้ยนเกือบทุกแห่งยังคงรักษาขนบนี้อยู่ แม้แต่ศาลเจ้าฮกเกี้ยนในกรุงเทพฯ อย่างศาลเจ้าเกียนอันเกง และโจวซือกง (ฮกเกี้ยนเรียก จ้อซู่ก้อง) ตลาดน้อยก็ยังรักษาธรรมเนียมนี้ไว้


@@@@@@@

ส่วนการไหว้ทีก้องตามบ้านคน มักทำที่สักการบูชาอยู่สองแบบ

แบบแรก เป็นแบบดั้งเดิมคือแขวนทีก้องเต้ง และแขวนกระถางธูปไว้หน้าบ้าน คือแขวนห้อยลงจากเพดานชายคาบ้าน ธรรมเนียมนี้นิยมทั้งคนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋ว แต่ปัจจุบันมีการปฏิบัติน้อยลง อาจเพราะกีดขวางหน้าบ้านหรือลำบากในการกราบไหว้เพราะบางบ้านแขวนไว้สูง

เท่าที่ผมพบ เหลือเพียงคนแต้จิ๋วไม่กี่บ้านในกรุงเทพฯ ที่ยังมีทีกงหลอหน้าบ้าน ส่วนคนฮกเกี้ยนในเมืองไทยพากันไปใช้ธรรมเนียมของคนกวางตุ้งเกือบหมดแล้ว

แบบที่สอง หรือแบบกวางตุ้ง อันนี้เป็นที่นิยมมากๆ ในกลุ่มคนฮกเกี้ยน คือทำหิ้งมีป้ายขนาดเล็กพร้อมที่ปักธูป ติดตั้งไว้หน้าบ้าน โดยติดกับเสาหรือผนังทางด้านซ้ายของตัวบ้าน เพราะขนบจีนถือว่าซ้ายใหญ่กว่าขวา เว้นแต่จะไม่สะดวกก็อนุโลมติดอีกข้าง

ป้ายนี้เขียนอักษรจีนสี่ตัว อ่านแบบฮกเกี้ยนว่า “เทียนก๊วนซู่ฮก” (กวางตุ้งว่า ทีนกูนซื้อฟุก แต้จิ๋วว่า เทียนกัวสื่อฮก) แปลว่า ขุนนางฟ้าประทานวาสนา หรือ นภเสนามาตย์ประทานวาสนา เท่าที่ผมทราบ คนฮกเกี้ยนไม่เขียนว่าทีตี่แป้บ้อ และหากไปบริเวณที่คนฮกเกี้ยนเยอะอย่างภูเก็ต ตรัง ระนอง เรื่อยไปถึงปีนังและสิงคโปร์ จะเห็นหิ้งแบบนี้เรียงราย

ที่จริงเรื่องชื่อป้าย “เทียนก๊วนซู่ฮก” ก็มีความซับซ้อนพอสมควร เพราะแม้ว่าจะเขียนว่า เทียนก๊วน (ขุนนางฟ้า) ซึ่งโดยปกติหมายถึงชื่อของเทพเจ้าผู้ดูแลฟ้า (เทียนก๊วนไต่เต่) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเทพผู้ปกครอง อันได้แก่ เทียนก๊วนไต่เต่ (ปกครองฟ้า) จุ้ยก๊วนไต่เต่ (ปกครองน้ำ) ตี้ก๊วนไต่เต่ (ปกครองดิน) เรียกรวมว่า ซัมก๊วนไต่เต่ (ราชาธิราชทั้งสาม)

ทว่า แม้จะใช้ป้ายเขียนว่าเทียนก๊วน คนฮกเกี้ยนกลับไม่ได้ไหว้โดยระลึกถึงเทียนก๊วนไต่เต่ แต่ไหว้ระลึกถึงเทพ “หยกฮองสย่งเต่” ในภาษาฮกเกี้ยน หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “เง็กเซียนฮ่องเต้” ซึ่งแปลว่า พระหยกจักรพรรดิราช อันเป็นจักรพรรดิของพวกเทพเจ้าทั้งปวงนั่นเอง

ดังนั้น ทีก้องของคนฮกเกี้ยนจึงหมายถึงพระหยกจักรพรรดิราชหรือเง็กเซียนฮ่องเต้โดยเฉพาะ

@@@@@@@

ผมเข้าใจว่า คติเรื่องไหว้ฟ้าของฮกเกี้ยนจึงไม่ใช่การไหว้ “ฟ้าดิน” ที่มีลักษณะนามธรรมมากนัก เพราะอิทธิพลของศาสนาเต๋าที่แพร่หลายในมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งมักแปรสิ่งนามธรรมให้กลายเป็นเทพเจ้าแบบบุคคล จึงทำให้ทีก้องหรือเทพฟ้ากับหยกฮองสย่งเต่กลายเป็นองค์เดียวกัน

ส่วนเทียนก๊วนไต่เต่ เทพผู้ปกครองฟ้านั้น แม้จะเป็นเทพระดับสูงที่คนฮกเกี้ยนก็ให้ความเคารพ แต่ก็ถือเป็นเทพระดับรองลงมา และมีความสำคัญน้อยกว่าพระหยกจักรพรรดิราช

คนฮกเกี้ยนจึงยังคงไหว้ทีก้องหรือปู่ฟ้าทุกๆ วันเป็นกิจวัตร ที่จริงตัวหิ้งเทียนก๊วนซู่ฮกเป็นเพียงจุดสำหรับให้ปักธูป แต่เวลาไหว้จริงๆ ก็แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แล้วค่อยนำมาปักบนหิ้ง

นอกจากการไหว้ประจำวันแล้ว คนฮกเกี้ยนยังมีเทศกาลไหว้ทีก้องโดยเฉพาะ คือการไหว้ทีก้อง (ป้ายทีก้อง) ในวันทีก้องแซหรือวันประสูติทีก้อง ซึ่งอยู่ในวันเก้าค่ำเดือนอ้ายจีน (เจี่ยโง้ยโฉ่ยเก้า หรือเฉ่เก้า) นับจากวันตรุษจีน (วันเที่ยวหรือวันปีใหม่) เป็นวันแรกมาจนถึงวันที่เก้า

วันนี้ชาวจีนภาษาอื่นๆ ก็อาจไหว้ทีก้องเช่นกัน แต่ชาวฮกเกี้ยนจะถือว่าเป็นวันปีใหม่ที่แท้จริงของพวกตน มีคำพูดว่า วันปีใหม่จะกลับมาบ้านไม่ทันไม่เป็นไร (เพราะอาจกำลังเดินทาง) แต่วันเฉ่เก้าทุกคนพร้อมหน้า

@@@@@@@

ที่จริง แต่เดิมจะไหว้ทีก้องในเช้ามืดของวันที่เก้าราวตี่สี่ตีห้า แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จึงเริ่มไหว้ตั้งแต่ห้าทุ่มของคืนวันที่แปด เนื่องจากจีนนับยามแรกของวันใหม่เวลาประมาณห้าทุ่ม ส่วนเย็นวันที่เก้ามีธรรมเนียมที่ครอบครัวจะสังสรรค์หรือออกไปปิกนิกนอกบ้าน

ถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าพระหยกจักรพรรดิประสูติวันไหน อันนี้เป็นเรื่องการตีความตามหลักคิดของเต๋าครับ ว่าเลขเก้ามีความสัมพันธ์กับท้องฟ้า จึงกำหนดให้วันที่เก้าเป็นวันเกิดของฟ้า

การฉลองทีก้องแซเป็นงานใหญ่ในชุมชนฮกเกี้ยนทั่วโลก พิธีนี้จะทำการตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ที่หน้าบ้าน ยื่นออกมานอกชายคา นิยมยกโต๊ะให้สูงกว่าปกติโดยเอาเก้าอี้มาต่อขาโต๊ะ และเพราะเป็นที่เคารพสักการะมาก แม้แต่ขาโต๊ะก็ต้องรองด้วยกระดาษไหว้เจ้าโดยเฉพาะ

จากนั้นจึงประดับโต๊ะด้วยผ้าปักและเครื่องโต๊ะต่างๆ ซึ่งแต่ละบ้านก็เหมือนได้เอามาอวดกันปีละครั้ง เครื่องสักการะบูชามากมายตามขนบทั้งคาวทั้งหวาน ประกอบด้วยขนมสด ได้แก่ ขนมเต่าแดง (อั่งกู๊) แป้งข้าวเหนียวรูปเต่าไส้ถั่วนึ่ง อั่งอี๋ (อี๋แดง) อั่งโถ (ลูกท้อแดง) อั่งข้าน (เหรียญจีนโบราณแดง) ขนมเข่ง (ตีโก้ย) ข้าวเหนียวแดงกวน ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น (เก้าเตี่ยนโก้ยหรือเต้งโก้ย)

@@@@@@@

ขนมแต้เหลี่ยวหรือจันอับ ขนมทีก้องเปี้ยหรือขนมเปี๊ยะไหว้ทีก้องโดยเฉพาะ บิดเจี่ยนหรือผลไม้เชื่อม นิยมนำมาประดับในเครื่องโต๊ะเฉพาะสำหรับบิดเจี่ยน ผักแห้งสิบสองถ้วย (จับหยี่ฉ่ายอั๊ว) หรื่อจะเป็นผักแห้งหกอย่าง (ลักฉ่าย) เครื่องน้ำตาลห้าอย่าง (ง่อสิ่ว) ได้แก่ เจดีย์น้ำตาล สิงโตน้ำตาล มังกรน้ำตาล หงส์น้ำตาลและช้างน้ำตาล บางบ้านก็จะไหว้เส้งเล่หรือเนื้อสัตว์บวงสรวงห้าอย่าง ผลไม้ห้าอย่างโดยเฉพาะสับปะรด เหล้าน้ำชาและกระดาษไหว้ทีก้องโดยเฉพาะ (ทีก้องกิ้ม)

ที่ขาดไม่ได้คือ โต๊ะบวงสรวงจะต้องผูกต้นอ้อยคู่หนึ่ง นอกจากอ้อยจะออกเสียงในภาษาฮกเกี้ยน ว่าก๊ามเจี่ยที่พ้องกับคำว่า “ขอบคุณ” (ก๊ามเสี่ย) คนฮกเกี้ยนมีตำนานเล่าขานกันว่า ในสมัยซ่งชาวฮกเกี้ยนหนีโจรสลัดเข้าอยู่ไปซ่อนตัวในป่าอ้อยแล้วกินอ้อยประทังชีวิตนานหลายวัน ต่อมาพวกโจรพากันกลับไปในวันทีก้องแซพอดี ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเพราะทีก้องช่วยเอาไว้ จึงได้นำอ้อยมาสักการะด้วย (บางตำนานว่าหนีพวกญี่ปุ่นในสมัยหมิง) เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้สำนึกถึงบุญคุณทีก้องนั่นเอง

คนฮกเกี้ยนถึงผูกพันกับทีก้องเป็นพิเศษ แต่นอกจากนี้ เครื่องสักการะทั้งหลายยังสะท้อนว่าฮกเกี้ยนเป็นพื้นที่การผลิตน้ำตาลที่สำคัญในโลกโบราณ

ผมได้ยินมาว่า ในอดีตการไหว้ทีก้องและจัดโต๊ะไหว้เป็นหน้าที่ของลูกชาย ในขณะที่การไหว้บรรพชนในบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง (คือผู้หญิงดูแลทำกับข้าวไหว้) เพราะนอกจากจะเซ่นไหว้ตามความเชื่อแล้ว การจัดโต๊ะไหว้หน้าบ้านยังเป็นการอวดเพื่อนบ้านถึงความร่ำรวยมั่งคั่ง (ผ่านเครื่องโต๊ะและเครื่องบวงสรวงจำนวนมาก) และการมีลูกชายสืบสกุลด้วย เพราะมีเครื่องบูชาบางอย่างที่บอกว่า บ้านนี้มีลูกชายคือไข่ไก่ต้มย้อมสีแดง แต่ความคิดเช่นนี้ก็ควรเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

ยุคสมัยเปลี่ยนไป อะไรควรคงไว้ก็คง อะไรที่ที่ไม่เหมาะก็อย่าคงไว้เลย อีกอย่าง ผมว่าสมัยนี้เราอาจเพิ่มธรรมเนียมเข้าไป เช่น แทนที่จะขอพรเฉพาะตัวเองและครอบครัว เราลองขอพรแด่บ้านเมืองและสังคมโดยรวมดีไหม เช่น ขอฝนฟ้าตกต้อง บ้านเมืองกลับสู่มรรคา (เต๋า) ที่ถูกที่ควรโดยเร็ว ให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน •





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 - 17 มีนาคม 2565
คอลัมน์ : ผี-พราหมณ์-พุทธ
ผู้เขียน   : คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2565
website : https://ww.matichonweekly.com/column/article_528224
20  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "พระพุทธรูป" เมื่อแรกสร้าง รับอุดมคติความงาม มาจาก "เทพอพอลโล" ของกรีก เมื่อ: สิงหาคม 10, 2022, 06:49:28 am





"พระพุทธรูป" เมื่อแรกสร้าง รับอุดมคติความงาม มาจาก "เทพอพอลโล" ของกรีก

ข้อความในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก ได้ปรากฏข้อความอ้างถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสกับพระอานนท์เอาไว้ว่า

     “อานนท์.! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา.
      อานนท์.! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ ; มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ”


แปลเป็นภาษาไทยปัจุบันง่ายๆ ได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสั่งเสียว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ให้พระภิกษุสงฆ์และสาวกทั้งหลาย ยึดเอา “พระธรรม” เป็นหลักของศาสนา และเป็นศาสดาแทนพระองค์ ไม่ให้ยึดเอาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระธรรมเป็นสรณะ

ดังนั้น ถ้าจะว่ากันตามตัวบทในพระไตรปิฎกแล้ว ศาสนาพุทธแต่ดั้งเดิมจึงไม่ได้มีการสร้างอะไรที่เรียกกันว่า “พระพุทธรูป” หรอกนะครับ

พระพุทธรูปเพิ่งจะเริ่มปรากฏขึ้นในชมพูทวีปหลัง พ.ศ.500 โดยประมาณ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะยกความดีความชอบในการครีเอตพระพุทธเจ้าในรูปของมนุษย์ ไปให้กับลูกหลานชาว “กรีก” ที่อาศัยอยู่ในแคว้นแบกเตรีย (Bactria) และแคว้นคันธาระ (Gandhara) ทางทิศเหนือของชมพูทวีป

โดยชาวอินเดียมีศัพท์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “โยนก”

@@@@@@@

เรื่องของเรื่องนั้นเริ่มมาจากที่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great, พ.ศ.207-220) กษัตริย์เชื้อสายกรีก ได้กรีฑาทัพมายึดโลกตะวันออก โดยได้ทรงรุกเข้ามาถึงชมพูทวีปแถบบริเวณแคว้นแบกเตรีย ในประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน และแคว้นคันธาระ บริเวณประเทศปากีสถานทุกวันนี้ คาบเกี่ยวมาถึงบางส่วนของรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย โดยสามารถยึดครองแคว้นโบราณทั้ง 2 แห่งที่ว่านี้ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม กษัตริย์หนุ่มพระองค์นี้ได้เกิดป่วยไข้อย่างกะทันหัน จึงต้องรีบเดินทางกลับไปยังเมืองมาซิดอน (คือมาเซโดเนียในปัจจุบัน) อันเป็นบ้านเกิดของตนเอง แต่ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อนในระหว่างการเดินทางกลับ ที่พระราชวังเดิมของกษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 (Nebuchadnezzar II, ครองราชย์ก่อนพุทธศักราช 62-19 ปี) ในเมืองบาบิโลน

และก็เป็นช่วงก่อนที่จะเสด็จออกนอกชมพูทวีปนี่เอง ที่พระองค์ทรงทิ้งแม่ทัพนายกองชาวกรีกไว้ในชมพูทวีป ทั้งที่แบกเตรีย และคันธาระ จนทำให้มีลูกหลานชาวกรีกตั้งรกรากจนกลายเป็น ชาวโยนก ของพวกอินเดีย อยู่ในทั้งสองแคว้นดังกล่าวนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อมีการสร้าง “พระพุทธรูป” รุ่นแรกๆ ของโลกขึ้นมาในบริเวณแคว้นคันธาระ ใครต่อใครจึงพากันยกว่าเป็นฝีมือของพวกกรีก ลูกหลานแม่ทัพของอเล็กซานเดอร์ ยิ่งเมื่อพวกกรีกมีฝีมือในการสร้างประติมากรรม สลักหินรูปเทพเจ้า และมนุษย์ต่างๆ อยู่แล้ว ก็เลยไม่เห็นจะแปลกอะไรนักถ้า พวกเขาจะเปลี่ยนไปจำหลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าแทน? และจึงได้เรียกพระพุทธรูปที่มีรูปร่างหน้าตาราวเทพบุตรกรีกเหล่านี้ว่า พระพุทธรูปในศิลปะแบบคันธาระ


@@@@@@@

ถึงแม้ว่ากว่าที่จะมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในแคว้นคันธาระนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงของราชวงศ์กุษาณะ (Kushan) ซึ่งมีรากเหง้าเป็นชนเผ่าเร่ร่อน (nomad) กลุ่มหนึ่ง ที่ชาวจีนเรียกว่าพวก “เยว่จือ” และต่อมาจะเรียกตัวเองว่าพวก “ศกะ” (Saka)

พวกเยว่จือถูกชนเผ่าเร่ร่อนอีกกลุ่มคือ ซยงหนู ในมองโกเลีย ขับไล่จากที่ราบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ แถบมณฑลก่านซู่ ในจีน เข้ามาตั้งถิ่นฐานแคว้นแบกเตรีย ที่พวกกรีกตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว และค่อยๆ มีอิทธิพลขึ้นมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เติบโตแล้วตั้งเป็นราชวงศ์ขึ้นมา พร้อมกับอุปถัมภ์พุทธศาสนา จนมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นครั้งแรก

แต่เมื่อพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูปแบบคันธาระแล้ว ก็คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า พระพุทธรูปเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรีก-โรมัน แบบเฮเลนนิสติกแบบแทบจะแยกกันแทบจะไม่ออกเลยทีเดียว

นักประวัติศาสตร์ศิลปะมักจะอ้างกันว่า พระพุทธรูปแบบคันธาระนั้น ได้แบบมาจากรูปของ “สุริยเทพอพอลโล” (Apollo) ในศาสนาของพวกกรีก-โรมัน

โดยเฉพาะรูปเทพอพอลโลที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า “Belvedere Apollo”


Belvedere Apollo ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ The Vatican Museum กรุงโรม ประเทศอิตาลี (ภาพจาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Apollo)

ประติมากรรมรูป “Belvedere Apollo” นั้นสลักขึ้นจากหินอ่อน ในศิลปะโรมัน แบบเฮเลนิสติก อายุราว พ.ศ.650-700 แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่ไหนไม่มีประวัติแน่ชัด แต่ในยุคเรอเรสซองก์นั้น ประดับอยู่ในลานหอทัศนา (Cortile del Belvedere) ที่กรุงวาติกัน จึงเรียกกันว่า Belvedere Apollo โดยถือกันว่าเป็นประติมากรรมที่งามหยดเสียจนถูกนับว่า เป็นอุดมคติ (mastermind) ของการสร้างรูปเทพอพอลโล ให้แก่ศิลปินในยุคหลังจากนั้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มักจะอ้างกันว่า รวมถึงพระพุทธรูปต่างๆ ในศิลปะคันธาระด้วย

คงจะไม่มีใครตอบได้ชัดๆ หรอกนะครับว่า พวกช่างเชื้อสายกรีกที่แคว้นคันธาระเมื่อ พ.ศ.500 หย่อนๆ นั้นจะมีรูป Belvedere Apollo เป็นแรงบันดาลใจจริงหรือเปล่า? เพราะก็ไม่มีหลักฐานระบุเอาไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเสียหน่อย

แต่ถ้าช่างกรีกพวกนี้จะใช้รูปลักษณ์ของเทพอพอลโล เป็นตัวแบบในการสร้างพระพุทธรูปนั้นเป็นไปได้แน่

เพราะนอกจากอพอลโลจะเป็นสุริยเทพ และเทพแห่งแสงสว่างตามปรัมปราคติของกรีก-โรมันแล้ว ยังถูกนับถือในฐานะเทพแห่งดนตรีและการระบำรำฟ้อน, เทพแห่งการยิงธนู, เทพแห่งความจริงและการพยากรณ์ รวมถึงเป็นเทพเจ้าแห่งกวีนิพนธ์ และเทพแห่งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ พวกกรีก-โรมันถือว่า เป็นเทพเจ้าที่งดงามที่สุด และนับเป็นอุดมคติของความเป็นชายหนุ่มที่สะอาดสะอ้าน ไม่มีหนวดเครา


เศียรพระพุทธรูปในศิลปะคันธาระ (ภาพจาก : https://collections.vam.ac.uk/item/O25038/head-of-the-buddha-sculpture-unknown/)

ต้องอย่าลืมนะครับว่า เจ้าชายสิทธัตถะนั้นก็ทรงตัดพระเกศาคือ “เส้นผม” ทิ้งเมื่อออกมหาภิเนษกรมณ์ (คือ ออกบวช) นัยว่าเป็นการต่อต้านความเชื่อแบบพระเวท ที่นักบวชจะไว้ผมยาว และไม่ว่าพระองค์จะเพียงตัดให้สั้น หรือโกนออกทั้งหมดก็แล้วแต่ นักบวชในศาสนาของพระองค์ก็ต้องโกนผมทิ้งอยู่ดี

รูปเทพอพอลโลที่เป็นอุดมคติของหนุ่มรูปงามที่ไม่มีหนวดเครา จึงควรจะเป็นต้นแบบที่เหมาะสมที่สุด ในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมา

แต่ปัญหาก็คือ ความงามของเทพอพอลโลตามอุดมคติของพวกกรีกแบบนี้มี “เส้นผม” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วยสิครับ

ดังนั้น พวกช่างกรีกก็เลยเลือกที่จะปรับจูนให้ พระพุทธเจ้าเกล้าผมเป็นมวยขึ้นไปแทนอุษณียษะ (คือส่วนของกะโหลกที่ปูดนูนขึ้นมา อันเป็นหนึ่งในมหาบุรุษลักษณะของพระพุทธเจ้าตามที่พระไตรปิฎกอ้างไว้) ตามแนวคิดแบบมนุษยนิยม ที่เน้นความสมจริงตามสรีระของมนุษย์ อย่างที่กรีก-โรมันยึดมั่น

@@@@@@@

ในขณะเดียวกันก็ได้ช่างกรีกเหล่านี้ก็ได้เลือกที่จะประนีประนอมกับปรัมปราคติของชาวพุทธ ด้วยการสลักให้พระเกศาของพระพุทธเจ้านั้นขมวดวนตามทักษิณาวรรต (เวียนขวา) ตามมหาบุรุษลักษณะไปพร้อมๆ กันด้วย

พวกกรีกเหล่านี้มีความรู้ และคุ้นเคยกับศาสนาพุทธเป็นอย่างดี นับตั้งแต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทิ้งกองทัพบางส่วนของพระองค์ไว้ทางตอนเหนือของชมพูทวีป ศาสนาพุทธกับวัฒนธรรมแบบเฮเลนนิสติกก็เกิดการปะทะสังสรรค์ และผสมผสานกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบที่เรียกว่า “Greco-Buddhism” โดยมีปกรณ์ชื่อดังในพุทธศาสนาที่ชื่อว่า “มิลินทปัญหา” หรือปัญหาของพระยามิลินท์ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของการสนทนาธรรมระหว่างพระภิกษุที่ชื่อว่า พระนาคเสน กับพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 (Menander I, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.378 หรือ 388-413) เป็นพยานปากเอก

ดังนั้น พวกรีกเขาจึงรู้ดีนะครับว่า นักบวชในพุทธศาสนา (ซึ่งก็ควรจะหมายรวมถึงพระพุทธเจ้าด้วย) นั้นย่อมโกนผมหมดทั้งหัวเสียจนเกลี้ยงเกลา แต่ที่พระพุทธรูปของพวกเขานั้นมีเส้นผมยาวแล้วขมวดเป็นมุ่นมวยผมไว้นั้นก็เป็นเพราะอุดมคติด้านความงามของชาวหนุ่มแบบเฮเลนนิสติก อันมีสุริยเทพอพอลโลเป็นภาพแสดงแทนนั่นเอง •






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2565
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2565
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_580340
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โป๊ยเซียน-วรรณกรรม ที่เขียนให้ "เซียนทั้งแปด" แทนกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม เมื่อ: สิงหาคม 10, 2022, 06:25:51 am
สมาชิกโป๊ยเซียน 1. ฮ่อเซียนโกว  2. เช่าก๊กกู๋  3.ทิก๋วยลี้ 4. น่าไฉ่หัว 5. ลือท่งปิน 6. ฮั่นเซียงจื๊อ 7. เจียงกั๋วเล้า 8. ฮั่นเจงหลี


โป๊ยเซียน-วรรณกรรม ที่เขียนให้ "เซียนทั้งแปด" แทนกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม

เมื่อกล่าวถึง “โป๊ยเซียน” เราส่วนใหญ่มักนึกถึง เทวดา 8 องค์ (บ้างเรียก 8 เซียน หรือเรียกทับศัพท์ โป๊ยเซียนก็มี) ได้แก่ ทิก๋วยลี้, ฮั่นเจงหลี, ลือท่งปิน, เจียงกั๋วเล้า, น่าไฉ่หัว, ฮ่อเซียนโกว (ผู้หญิง), ฮั่นเซียงจื๊อ และเช่าก๊กกู๋ 

แต่ “โป๊ยเซียน” ในบริบทของจีน ไม่ได้จำกัดเพียงเซียนคณะดังกล่าว และไม่ได้จำกัดเพียงเซียน 8 องค์นี้เท่านั้น

“โป๊ยเซียน” ของจีนมี 3 คณะ แต่ละคณะมีเซียนที่เป็นสมาชิกแตกต่างกัน แต่ทุกคณะมีลักษณะต้องมีเซียนหญิง 1 องค์ เป็นสมาชิกในคณะโป๊ยเซียนชาย ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะโป๊ยเซียนคณะที่รู้จักแพร่หลายในเมืองไทย ที่มีสมาชิก 8 องค์ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

เรื่องของโป๊ยเซียนทั้ง 8 องค์นี้ เริ่มปรากฏตั้งแต่ยุคห้าราชวงศ์ (พ.ศ. 1450-1503) แต่ละตำรากล่าวถึงชื่อและประวัติเซียนแต่ละองค์ต่างกันไปบ้าง ถึงยุคกลางราชวงศ์หมิงจึงลงตัวเป็นแบบเดียวกัน เล่มที่แพร่หลายมากคือเรื่อง “ตังอิ๋วกี” ซึ่งแต่งตามแบบเรื่อง “ไซอิ๋วกี” วรรณคดีเอกที่ยกย่องพระพุทธศาสนา จนฝ่ายศาสนาเต๋าต้องแต่งเรื่อง “ตังอิ๋วกี” และ “ห้องสิน” ขึ้นมาแข่ง เนื้อเรื่องกล่าวถึงประวัติชีวิต กับการบรรลุธรรมของเซียนทั้งแปด

ในยุคที่นิยายจีนเฟื่องฟู นายตันเซี่ยมหมินและผู้ใช้นามปากกาว่า “จุยเซียน” ต่างก็แปลเรื่อง “โป๊ยเซียน” จากต้นฉบับภาษาจีนเล่มเดียวกันคือ “ตังอิ๋วกี” โดยเป็นการแปลเก็บความมาเรียบเรียง

@@@@@@@

โป๊ยเซียนสำนวนแปลนายตันเซี่ยมหมินเน้นประวัติการปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผล, การโปรดเวไนยชนของเซียนแต่ละองค์ ตัดส่วนที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับธรรมะออก โดยแปลให้พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะศิริ) เจ้าของโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร พิมพ์เผยแพร่

ส่วนสำนวนแปลของ “จุยเซียน” เน้นความสนุกสนาน เล่าประวัติเชียนแต่ละองค์ และกิจกรรมเชิงอิทธิปาฏิหาริย์ของเซียนเหล่านี้ คงจะแปลลงหนังสือพิมพ์ก่อน ต่อมาจึงรวมเล่มแจกในงานกฐินพระราชทานเมื่อ พ.ศ. 2474

เสน่ห์ของนิยายโป๊ยเซียนคือ การสร้างภาพลักษณ์เซียนแต่ละองค์ได้โดดเด่น เป็นตัวแทนของคนในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ หนุ่ม เด็ก ชาย หญิง คนรวย คนจน คนมีฐานทางสังคมสูง คนต่ำต้อยในสังคม นักรบ บัณฑิต คนพิการ โดยกำหนดให้

    1. เจียงกั๋วเล้า - ตัวแทนคนแก่
    2. น่าไชหัว - ตัวแทนเด็กวัยรุ่น, คนจน, กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ หรือ LGBT
    3. ลือท่งปิน - ตัวแทนผู้ชาย, บัณฑิตบู๊
    4. ฮ่อเซียนโกว - ตัวแทนผู้หญิง
    5. เช่าก๊กกู๋ - ตัวแทนคนรวยมีฐานะดี
    6. ฮั่นเจงหลี - ตัวแทนคนสูงศักดิ์ มีฐานะทางสังคม, นักรบ
    7. ทิก๋วยลี้ - ตัวแทนคนชั้นรากหญ้า คนต่ำต้อย, คนพิการ และ
    8. ฮังเซียงจื๊อ - ตัวแทนคนหนุ่ม, บัณฑิตบุ๋น

นั่นทำให้โป๊ยเซียนได้รับความนิยมแพร่หลาย กราบไหว้บูชากันตลอดมาจนปัจจุบัน


 



ข้อมูลจาก : ถาวร สิกขโกศล. “ชวนอ่านตำนานโป๊ยเซียน”ใน, ตังอิ๋วกี่ ตำนานโป๊ยเซียน ตันเซี่ยมหมินและจุยเซียน แปล, สำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์, มีนาคม 2551

ขอขอบคุณ :-
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนลน์ครั้งแรก : เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2564
website : https://www.silpa-mag.com/culture/article_77219
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจาะตำนาน วัดพนัญเชิง-ตำบลสำเภาล่ม จุดบรรจบเจ้าพระยา-ป่าสัก น้ำเชี่ยวทำเรือล่ม เมื่อ: สิงหาคม 10, 2022, 06:12:30 am

ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา วาดโดย Struys Jan Janszoon ค.ศ. 1681


เจาะตำนาน วัดพนัญเชิง-ตำบลสำเภาล่ม จุดบรรจบเจ้าพระยา-ป่าสัก น้ำเชี่ยวทำเรือล่ม

ตำนาน “พระเจ้าสายน้ำผึ้ง” กับ “พระนางสร้อยดอกหมาก” เป็นมุขปาฐะที่เล่าเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาช่วงก่อนการก่อตั้งเมืองในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เป็นเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านที่มีความเชื่อมโยงกับ “วัดพนัญเชิง” รวมถึงพื้นที่นอกเมืองทางทิศใต้ของกรุงศรีอยุธยา

ตำนานเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์ 2 แหล่ง คือ พงษาวดารเหนือ และคำให้การชาวกรุงเก่า

ในพงษาวดารเหนือกล่าวถึงตำนานเรื่องนี้ กล่าวโดยสรุปคือ พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงรับพระนางสร้อยดอกหมาก พระราชธิดาพระเจ้ากรุงจีนมาเป็นพระอัครมเหสี ถึงที่เมืองจีนด้วยพระองค์เอง เมื่อพิสูจน์บุญญาบารมีให้เป็นที่ประจักษ์แก่พระเจ้ากรุงจีนแล้ว จึงเดินทางกลับมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมด้วยพระนางสร้อยดอกหมาก และสำเภา 4 ลำ

พระเจ้าสายน้ำผึ้งและพระนางสร้อยดอกหมากเดินทาง 15 วันจากเมืองจีนสู่กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จลงจากสำเภาตรงปากน้ำแม่เบี้ยมุ่งสู่พระราชวัง ทรงสั่งให้จัดตำหนักซ้าย-ขวา แต่ทรงไม่สะดวกมารับพระนางสร้อยดอกหมากด้วยพระองค์เอง โปรดให้เถ้าแก่ขึ้นเรือพระที่นั่งมารับพระนางเข้าพระราชวัง


เรือนแพเรียงรายอยู่แน่นขนัดสองฝั่งคลองเมืองที่อยุธยา ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6

ทว่า พระนางสร้อยดอกหมากทรงมีพระประสงค์ให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จมารับพระนางด้วยพระองค์เอง เถ้าแก่กลับไปกราบทูลพระเจ้าสายน้ำผึ้งว่าพระนางสร้อยดอกหมากทรงไม่ยอมเสด็จมาหากพระองค์ไม่เสด็จไปรับ พระองค์จึงตรัสหยอกเล่นว่า “มาถึงที่นี่แล้ว จะอยู่ที่นั่นก็ตามเถิด” พระนางทรงทราบดังนั้นทรงเศร้าพระทัยมาก เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จมารับ พระนางทรงตัดพ้อไม่ยอมเสด็จ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงตรัสว่า “ไม่มาก็อยู่นี่” พอตรัสเสร็จพระนางทรงกลั้นพระทัยจนสิ้นพระชนม์

และเมื่อชาวจีนทราบว่าพระนางสร้อยดอกหมากสิ้นพระชนม์ พากันโศกเศร้าร่ำไห้ แล้วเชิญพระศพของพระนางมาถวายพระเพลิงที่แหลมบางกระจะ แล้วสร้างเป็นวัดขึ้นมีชื่อว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” [ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็น “วัดพนัญเชิง” – ผู้เขียน]

ขณะที่คำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวถึงตำนานเรื่องนี้ต่างออกไป กล่าวโดยสรุปคือ พระนางสร้อยดอกหมากอภิเษกสมรสกับพระเจ้าประทุมสุริยวงศ์แห่งกรุงอินทรปัตถ์ (กัมพูชา) และพระนางสร้อยดอกหมากในพงษาวดารเหนือมีพระชนม์ชีพสั้น ส่วนพระนางสร้อยดอกหมากในคำให้การชาวกรุงเก่ากลับมีพระชนม์ชีพสืบมาจนกระทั่งมีพระราชโอรสและพระราชธิดาถวายพระเจ้าประทุมสุริยวงศ์

แต่เรื่องเล่าในเอกสารทั้งสองนี้มีที่ตรงกันคือ พระนางสร้อยดอกหมากกำเนิดจากจั่นหมาก

ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากในพงษาวดารเหนือถูกนำมาผูกโยงกับการเกิดขึ้นของวัดพนัญเชิง เป็นตำนานอธิบายเหตุหรือที่มาของสถานที่แห่งนี้ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่นอกเมืองทางทิศใต้ของกรุงศรีอยุธยาฝั่งตรงข้ามวัดพนัญเชิงนั้น มีบริเวณที่เรียกว่า “ตำบลสำเภาล่ม” เล่ากันว่า หลังจากพระนางสร้อยดอกหมากทรงกลั้นพระทัยจนสิ้นพระชนม์ แล้วนำพระศพของพระนางมาประกอบพิธียังบางกระจะแล้ว ชาวจีนที่ติดตามพระนางมาจากเมืองจีนพร้อมใจกันเจาะสำเภาเพื่อตายตามพระนาง แต่ด้วยกระแสน้ำไหลเชี่ยวจึงพัดสำเภามาล่มอีกฝั่งแม่น้ำ เรียกบริเวณนั้นว่า “สำเภาล่ม”

หากพิจารณาภูมิศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา จากคำบอกเล่าของพระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 อธิบายว่า แผ่นดินตรงที่ตั้งกรุงศรีอยุธยาแต่เดิมไม่ได้เป็นเกาะ แต่มีลักษณะคล้ายแหลมที่ยื่นจากทุ่งหันตราทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก จนถึงแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากทิศเหนือแล้วไหลวกลงเป็นแนวทางทิศใต้ที่หน้าวัดพนัญเชิง ทำให้แผ่นดินที่คล้ายแหลมนี้มีแม่น้ำล้อมรอบสามด้าน

แต่ทิศตะวันออกนั้นมีลำรางสายเล็กเรียกคูขื่อหน้า ไหลจากหัวรอไปบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาที่หน้าวัดพนัญเชิง ครั้นในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้ขุดขยายคูขื่อหน้าให้กว้างกว่าเดิม เมื่อนานเข้าก็ทำให้สายน้ำเดินทางคูขื่อหน้าไหลเชี่ยวแรงจัดขึ้น กัดเซาะตลิ่งพังกว้างออกไปจนกลายเป็นแม่น้ำป่าสักอย่างที่เรียกทุกวันนี้

บริเวณแม่น้ำป่าสักด้านทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยาที่ไหลเป็นทางตรง กระแสน้ำจึงไหลเชี่ยวกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลอย่างคดเคี้ยว จากทิศเหนือแล้วไหลวกลงเป็นแนวทางทิศใต้ กระแสน้ำด้านนี้จึงถูกชะลอไม่ไหลเชี่ยวมากเท่ากับแม่น้ำป่าสัก ดังนั้น จุดที่แม่น้ำทั้งสองสายมาบรรจบกันบริเวณวัดพนัญเชิง จึงเป็นจุดที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวและมีปริมาณน้ำมาก หากไม่มีความรู้เชี่ยวชาญเดินเรือมากพอ ก็อาจทำให้เรือล่ม บริเวณนี้จึงอาจเป็นจุดที่มีสำเภาล่มมาก


ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพวาดทิวทัศน์บริเวณ วัดพนัญเชิง อยุธยา จากรูปถ่าย วาดโดย M.Therond

นอกจากจุดที่แม่น้ำมาบรรจบดังกล่าวข้างต้นแล้ว บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดไก่เตี้ยพฤฒาราม ตรงข้ามกับตำบลเกาะเรียน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดพนัญเชิงและตำบลสำเภาล่มลงมาทางใต้ (คนละฟากแม่น้ำ) ราว 5 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าอาจใช้เป็นจุดจอดสำเภาอีกจุดหนึ่ง (จุดจอดเรือสำคัญอยู่บริเวณท้ายคู) ซึ่งพบโบราณวัตถุจากเรือที่จมอยู่ใต้แม่น้ำ อาจมีเรือสำเภาขนาดใหญ่บางลำมาล่มในบริเวณนี้ จนทำให้ได้รับการขนานนามว่าตำบลสำเภาล่ม

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในสมัยหลังได้มีการผูกเรื่องชาวจีนเจาะสำเภาเพื่อตายตามพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นมาเพื่ออธิบายที่มาของสถานที่บริเวณนี้ เป็นเรื่องเล่าที่ขยายต่อจากตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก

ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากรวมทั้งเรื่องสําเภาล่มเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่อาจเป็นการผูกตำนานขึ้นภายหลัง เพื่อให้มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้น


 



อ้างอิง :-
- ปริวัฒน์ จันทร. (2546). เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที “ซำปอกง”. กรุงเทพฯ : มติชน.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2544). อยุธยายศยิ่งฟ้า. กรุงเทพฯ : มติชน.
- ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์. (มกราคม-มิถุนายน, 2562). ศึกษาการอธิบายเหตุของสถานที่และภูมินามในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ปรากฏในตำนานเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก. อยุธยาศึกษา. ปีที่ 11 : ฉบับที่ 1.

ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : ฮิมวัง
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 1 ตุลาคม 2564
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_75462
23  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: อาการสิ้นภพสิ้นชาติ "แบบสมสีสี" : ผู้สิ้นกิเลส พร้อมกับ สิ้นชีวิต เมื่อ: สิงหาคม 09, 2022, 07:49:39 am


บุคคลชื่อว่า "สมสีสี" เป็นไฉน.?

[๓๒] บุคคลชื่อว่า สมสีสี เป็นไฉน
การสิ้นไปแห่งอาสวะ และการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคลใด มีไม่ก่อนไม่หลังกัน บุคคลนี้เรียกว่า สมสีสี



ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖  พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์
https://84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=36.2&item=32&items=1&preline=0&pagebreak=0


 :96: :96: :96:

ชีวิตสมสีสี ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต, ผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี

สมสีสี [สะ-มะ-สี-สี] บุคคลผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับสิ้นชีวิต คือ บรรลุอรหัตตผล ในขณะเดียวกับที่สิ้นชีวิต ;
       นี้เป็นความหมายหลักตามพระบาลี แต่ในมโนรถปูรณี อรรถกถาแห่งอังคุตตรนิกาย ให้ความหมายสมสีสี ว่า เป็นการสิ้นอาสวะพร้อมกับสิ้นอย่างอื่นอันใดอันหนึ่งใน ๔ อย่าง

       และแสดงสมสีสีไว้ ๔ ประเภท คือ
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับหายโรค เรียกว่า โรคสมสีสี
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับที่เวทนา ซึ่งกำลังเสวยอยู่สงบระงับไป เรียกว่า เวทนาสมสีสี
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับการสิ้นสุดของอิริยาบถอันใดอันหนึ่ง เรียกว่า อิริยาบถสมสีสี
           ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับสิ้นชีวิต เรียกว่า ชีวิตสมสีสี
       สมสีสีในความหมายหลักข้างต้น ก็คือ ชีวิตสมสีสี ;

อย่างไรก็ดี ในอรรถกถาแห่งปุคคลปัญญัติ เป็นต้น แสดงสมสีสีไว้ ๓ ประเภท และอธิบายต่างออกไปบ้าง ไม่ขอนำมาแสดงในที่นี้ เพราะจะทำให้ฟั่นเฝือ



ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%C1%CA%D5%CA%D5


 :25: :25: :25:

อรรถกถาสมสีสีบุคคล     
         
วินิจฉัยในนิเทศแห่งสมสีสีบุคคล.

สองบทว่า "อปุพฺพํ อจริมํ" ได้แก่ ไม่ก่อนไม่หลัง. อธิบายว่า พร้อมกันนั่นเอง.
บทว่า "ปริยาทานํ" ได้แก่ ความสิ้นไปรอบ.
บทว่า "อยํ" ความว่า บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่า สมสีสี.

ก็สมสีสีบุคคลนี้ มี ๓ พวก คือ
    ๑. อิริยาปถสมสีสี
    ๒. โรคสมสีสี
    ๓. ชีวิตสมสีสี.

     บรรดาบุคคลเหล่านั้น
     - บุคคลใดกำลังจงกรมอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังจงกรมอยู่นั่นแหละ ย่อมปรินิพพานเหมือนพระปทุมเถระ.
     - บุคคลใดกำลังยืนอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตกำลังยืนอยู่นั่นแหละ ย่อมปรินิพพานเหมือนพระติสสเถระผู้อยู่ในวิหารโกฏบรรพต.
     - บุคคลใดกำลังนั่งอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตกำลังนั่งนั่นแหละ ย่อมปรินิพพาน.
     - บุคคลใดกำลังนอนอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตกำลังนอนนั่นแหละ ย่อมปรินิพพาน.
     - บุคคลทั้งหมดดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า อิริยาปถสมสีสีบุคคล.


@@@@@@@

อนึ่ง บุคคลใด เกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาภายในโรคนั่นแหละ แล้วบรรลุพระอรหัต แล้วปรินิพพานด้วยโรคนั้นนั่นแหละ ท่านผู้นี้ชื่อว่า โรคสมสีสีบุคคล.

ถามว่า บุคคลผู้ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน.?
ตอบว่า คำว่า "สีสะ" มี ๑๓ อย่าง คือ
        ๑. ตัณหา ชื่อว่าปลิโพธสีสะ
        ๒. มานะ ชื่อว่าพันธนสีสะ
        ๓. ทิฏฐิ ชื่อว่าปรามาสสีสะ
        ๔. อุทธัจจะ ชื่อว่าวิกเขปสีสะ
        ๕. อวิชชา ชื่อว่ากิเลสสีสะ
        ๖. ศรัทธา ชื่อว่าอธิโมกขสีสะ
        ๗. วิริยะ ชื่อว่าปัคคหสีสะ
        ๘. สติ ชื่อว่าอุปัฏฐานสีสะ
        ๙. สมาธิ ชื่อว่าอวิกเขปสีสะ
       ๑๐. ปัญญา ชื่อว่าทัสสนสีสะ
       ๑๑. ชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า ปวัตตสีสะ
       ๑๒. วิโมกข์ ชื่อว่าโคจรสีสะ
       ๑๓. นิโรธ ชื่อว่าสังขารสีสะ.

บรรดาสีสะเหล่านั้น อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชา คือ กิเลสสีสะ จุติจิตย่อมครอบงำชีวิตนทรีย์ คือปวัตตสีสะ จิตที่ครอบงำอวิชชาย่อมไม่อาจเพื่อจะครอบงำชีวิตนทรีย์ได้ จุติจิตที่ครอบงำชีวิตนทรีย์ก็ไม่อาจเพื่อจะครอบงำจิตที่มีอวิชชาได้ จิตที่ครอบงำอวิชชาก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่ครอบงำชีวิตนทรีย์ก็เป็นอย่างหนึ่ง.

สีสะทั้งสองอย่างนี้ของบุคคลใด ถึงความสิ้นไปพร้อมๆ กัน บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ชีวิตสมสีสี.

@@@@@@@

ถามว่า สีสะทั้ง ๒ อย่างนี้ มีพร้อมๆ กันได้อย่างไร.?
ตอบว่า เพราะมีพร้อมๆ กันได้ด้วยวาระ.

อธิบายว่า การออกจากมรรคย่อมมีในวาระใด วาระนั้นชื่อว่ามีพร้อมๆ กัน คือว่า บุคคลใดตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง คือ
    - ปัจจเวกขณะในโสดาปัตติมรรค ๕ อย่าง
    - ในสกทาคามิมรรค ๕ อย่าง
    - ในอนาคามิมรรค ๕ อย่าง
    - ในอรหัตตมรรค ๔ อย่าง
แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน ความสิ้นไปแห่งสีสะทั้งสองอย่างนี้ จึงชื่อว่าพร้อมๆ กัน เพราะความพร้อมๆ กันด้วยวาระเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ชีวิตสมสีสี.

ก็บุคคลนี้เท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในสมสีสีนิเทศนี้.


               จบอรรถกถาสมสีสีบุคคล.   
 




ที่มา : อรรถกถา ปุคคลบัญญัติปกรณ์ บุคคลบัญญัติ เอกกนิทเทส , อรรถกถาเอกกนิทเทส , อรรถกถาสมสีสีบุคคล   
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=36.2&i=32         
ขอบคุณภาพจาก : pinterest
24  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อาการสิ้นภพสิ้นชาติ "แบบสมสีสี" : ผู้สิ้นกิเลส พร้อมกับ สิ้นชีวิต เมื่อ: สิงหาคม 09, 2022, 07:28:26 am



อาการสิ้นภพสิ้นชาติ "แบบสมสีสี" : ผู้สิ้นกิเลส พร้อมกับ สิ้นชีวิต

สมสีสีบุคคล เป็นไฉน.? : สมสีสีบุคคล คือ บุคคล เมื่อคราวบรรลุอรหัตตมรรค ความสิ้นอาสวะและความสิ้นชีวิต จะเป็นไปในคราวเดียวกัน เหตุเพราะศรีษะทั้งสองประเภท คือ อวิชชาในอกุศลจิตร อันเป็นกิเลสศรีษะ และ ชีวิตินทรีย์ในจุติจิตร อันเป็นปวัตตศรีษะ ถึงความเสื่อมสิ้นกำลังไปพร้อมๆกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันเลย คือ...

     ...ในขณะที่บรรลุอรหัตตมรรคนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่ออรหัตตมรรคญาณ อรหัตตผลญาณ และอรหัตตปัจเวกขณะญาณสิ้นสุดลงตามลำดับแล้ว จิตรก็ลงสู่ภวังค์ถัดไปจุติจิตรก็ปรากฏขึ้น แต่เพราะความสูญสิ้นกำลังของชีวิตินทรีย์ในจุติจิตรนั่นเอง เป็นเหตุให้ปฏิสนธิจิตรเกิดขึ้นไม่ได้
     พระอรหันต์จึงสิ้นภพสิ้นชาติได้ก็ด้วยประการฉะนี้แล

ถามว่า : อาการสิ้นภพสิ้นชาติแบบสมสีสี มีกี่ประเภท
ตอบว่า : มี 3 ประเภท คือ
             1. อริยาปถสมสีสี ที่ใช้อิริยาบถสี่ เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา
             2. โรคสมสีสี ที่ใช้โรค(เวทนา)ที่รุมเร้าอยู่เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา
             3. ชีวิตสมสีสี ใช้อารมณ์(อื่นจากอิริยาบถและโรค) ที่รุนแรงต่อการเบื่อหน่ายปัญจขันธ์ เช่น บาดแผลที่เกิดจากการเชือดคอเป็นต้น

@@@@@@@

เพื่อความเข้าใจประเภทอารมณ์ที่รุนแรงต่อการเบื่อหน่ายปัญจขันธ์ได้ถูกต้องชัดเจน คัมภีร์นิสสยอักษรล้านช้างจึง นำตัวอย่างเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงทราบว่า หมู่ภิกษุ 60 รูปในอตีตชาติ ร่วมกันเป็นพรานฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ กรรมนั้นตามมาทันในชาตินี้ คือ ต้องถูกฆ่าตายแล้วก็ต้องเสวยกรรมนั้นในนรก

จึงทรงแนะนำให้เจริญมรณานุสติกรรมฐาน ด้วยวิบากกรรมที่รุนแรง แทนที่จะเบื่อหน่ายด้วยปัญญากลับเบื่อหน่ายด้วยโทสะ รุนแรงถึงกับยับยั้งไม่อยู่ จึงฆ่าซึ่งกันและกันบ้าง ร้องขอหรือจ้างวานด้วยของใช้สอยบ้าง เป็นความเบื่อหน่ายที่รุนแรงด้วยโทสะก็จริง แต่ก็ไม่ได้อาศัยเรือน(กาม) จึงไม่มีกำลังส่งผลนำไปปฏิสนธิในนรกภูมิได้

การที่พระพุธทองค์ทรงพระกรุณาแนะนำมรณานุสติกรรมฐานให้แก่หมู่พระภิกษุเหล่านี้ ก็เพื่อกันไม่ให้พวกพระภิกษุเหล่านั้นตกนรกได้ ก็ด้วยอารมณ์เช่นนี้นั่นเอง

ส่วนตัวอย่างที่เบื่อหน่ายปัญจขันธ์รุนแรงด้วยปัญญาก็ เช่น พวกโจรใช้เถาหัวด้วน มัดพระเถระรูปหนึ่ง ให้นอนอยู่ที่ตัมพปัณณิทวีป เมื่อไฟป่าลามมาถึง เพราะความเบื่อหน่ายเห็นโทษการมีปัญจขันธ์อย่างรุนแรง และเห็นคุณของปาติโมกขสังวรศีลอย่างลึกซึ้ง จึงไม่ย่อมตัดเถาวัลย์ เจริญวิปัสสนา เป็นชีวิตสมสีสีปรินิพพาน (วิสุทธิมรรค ปาติโมกขสังวรศีล)




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
website : dhamma.serichon.us/2022/08/04/สมสีสีบุคคล-เป็น-ไฉน-2/
Posted date : 4 สิงหาคม 2022 , By admin.
Photo : pinterst
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 ลางสังหรณ์ บอกเหตุว่า จะมีโชค ถูกหวย เมื่อ: สิงหาคม 09, 2022, 05:38:01 am



5 ลางสังหรณ์ บอกเหตุว่า จะมีโชค ถูกหวย

Sanook Horoscope วันนี้ มีความเชื่อเกี่ยวกับลางสังหรณ์ก่อนที่จะมีโชค หรือว่าก่อนถูกหวยมาฝากกันค่ะ ไหนๆ ก็ใกล้ถึงวันที่หลายๆ คนรอคอย กับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลกันแล้ว มาเช็กกันว่าก่อนหวยออก มีลางบอกเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณหรือไม่

ซึ่งก็ต้องบอกก่อนว่าลางสังหรณ์เหล่านี้ ไม่ได้มีการยืนยันว่าหากเกิดสิ่งนี้แล้วจะมีโชค หรือถูกหวยขึ้นมาจริงๆ เรื่องเหล่านี้เป็นความเชื่อที่เล่าต่อๆ กันมา และการประสบพบเจอของแต่ละบุคคลเท่านั้น ยังไงก็ใช้วิจารณญาณกันด้วยน้า~


@@@@@@@

1. ตากระตุก ตาเขม่น

    อาการเหล่านี้ มีความเชื่อว่า หากตาขวา หรือตาซ้ายกระตุก ก็สามารถนำมาทำนายถึงความหมายได้ ซึ่งความเชื่อนี้ ก็มีเรื่องของช่วงเวลามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ตาขวากระตุกในช่วงบ่าย สิ่งที่คิดไว้จะประสบความสำเร็จ หรือหากตาซ้ายกระตุกในช่วงกลางคืน ก็จะได้รับโชคลาภ

2. ไม่ตั้งใจที่จะซื้อลอตเตอรี่

    หากในงวดนั้น คุณไม่ได้ตั้งใจที่จะซื้อลอตเตอรี่ หรือไม่มีเลขที่ชอบในใจ แต่กลับมีเหตุให้คุณต้องซื้อ อาจจะเพราะถูกคนขายชักชวน แล้วไม่กล้าปฏิเสธ หรือสาเหตุใดก็ตาม อารมณ์แบบซื้อมาเก็บไว้ไม่ได้หวังว่าจะถูกรางวัล ในงวดนั้นคุณอาจจะถูกรางวัลก็เป็นได้

3. มีเรื่องให้ต้องเจ็บตัวก่อนหวยออก

    หากวันที่ก่อนหวยออก เกิดเหตุให้คุณมีเรื่องต้องเจ็บตัว หรือเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือการ ฟาดเคราะห์ หลังจากนี้ อาจจะมีโชคเกิดขึ้นกับตัวเราก็ได้นะ

4. งูเลื้อยผ่านหน้ารถ

    มีความเชื่อว่า หากงูเลื้อยตัดหน้ารถ จะมีความโชคดี จะได้รับโชคก้อนใหญ่ ซึ่งหลายๆ คนก็เอาเลขทะเบียนรถไปซื้อลุ้นโชคกัน

5. ฝันถึงสิ่งต่างๆ

    การฝันถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามความเชื่อแล้วก็เชื่อกันว่าความฝันนั้นจะเป็นลางบอกเหตุได้เช่นกัน ซึ่งความฝันที่เป็นลางบอกเหตุว่าจะมีโชค ก็จะมีเช่น ฝันเห็นโลงศพ ฝันเห็นพระ ฝันเห็นทอง ฝันว่าอุ้มเด็ก เป็นต้น

@@@@@@@

อย่างไรก็ตาม ต้องขอย้ำว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เป็นการการันตีว่าคุณจะมีโชคไปซะหมด บางคนอยู่ๆ อาจจะถูกรางวัลใหญ่ขึ้นมาเลยก็ได้ เรื่องนี้ก็ต้องอยู่ที่ดวง ผลบุญ และวาสนาของแต่ละคนด้วย คนจะรวย ช่วยไม่ได้ จริงๆ ค่ะ






Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/226281/
15 เม.ย. 65 (12:33 น.) , By Mintra T.
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อุทยานลานบุญมหาวิหาร สมเด็จพระพุฒาจารย์ อนุสรณ์สุดท้ายของสรพงศ์ ชาตรี เมื่อ: สิงหาคม 09, 2022, 05:32:16 am



อุทยานลานบุญมหาวิหาร สมเด็จพระพุฒาจารย์ อนุสรณ์สุดท้ายของสรพงศ์ ชาตรี

ภายใน อุทยานลานบุญมหาวิหาร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา วัดหลวงพ่อโต หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อวัดสรพงศ์ เป็นอีกวัดหนึ่งที่สวยงาม ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้าง ภายใต้ชื่อของ มูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ภายในมหาวิหาร โดยพบว่าได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ต่างเดินทางมาทำบุญและเที่ยวชมความสวยงามของวัดหลวงพ่อโตกันเป็นจำนวนมาก โดยจะได้เห็นรูปหล่อของท่านที่สวยงาม ลักษณะรูปหล่อจะเป็นทองเหลือง รมดำ มีขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร 1 นิ้ว ความสูง 13 เมตร และหนัก 61 ตัน

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมบรรยากาศโดยรอบวัดได้ เพราะได้มีการจัดสวนหย่อมเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อน และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกหลายจุด จึงทำให้ในช่วงวันหยุดยาวนี้ ได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ต่างแวะมาทำบุญ เที่ยวชมสวนหย่อมภายในอุทยานลานบุญมหาวิหาร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) กันอย่างคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงนี้ เป็นช่วงหน้าฝน ทำให้ต้นไม้นานาชนิด ผลิ ดอกออกใบสวยงามเป็นอย่างมาก

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1433673/gallery/2755297/









Thank to : https://www.sanook.com/travel/1433673/
07 ส.ค. 65 (08:00 น.) , By Peeranut P.
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เขาแหลมสกายวอล์ค แลนด์มาร์คใหม่กาญจนบุรี เปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้ เมื่อ: สิงหาคม 09, 2022, 05:25:27 am

เขาแหลมสกายวอล์ค แลนด์มาร์คใหม่กาญจนบุรี เปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้


เรียกได้ว่ากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดของกาญจนบุรีเลยก็ว่าได้สำหรับสกายวอล์คเขาแหลม สะพานกระจกที่สูงจากพื้นดินถึง 8 เมตร ชมวิวเขื่อนเขาแหลม หรือเขื่อนวชิราลงกรณ์ได้อย่างงดงาม


เขาแหลมสกายวอล์ค” เป็นสะพานทางเดินกระจกใส สูงจากพื้นดิน 8 เมตร ยาวประมาณ 34 เมตร ถือเป็นแลนด์มาร์ค และจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเขื่อนวชิราลงกรณ (ชื่อเดิมคือ เขื่อนเขาแหลม) ตำบลท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยที่ตั้งของสะพานกระจกอยู่บริเวณเดียวกันกับร้านอาหารเรือนเขาแหลม เพื่อให้เป็นจุดที่จดจำได้ง่าย นอกจากนี้บริเวณปลายสะพานยังมีม่านน้ำตก พร้อมด้วยแสงสี ที่สร้างความตระการตาในยามค่ำคืน บริเวณด้านข้างเขาแหลมสกายวอล์คยังมีสไลเดอร์เนินหญ้า ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้สนุกสนานปนหวาดเสียวเล็กน้อย กับกิจกรรมสไลเดอร์ที่นี่.


สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจจะชมความสวยงามของเขาแหลมสกายวอล์ค เปิดบริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00 น. ซึ่งหากนักท่องเที่ยวมาถึงก่อน 18.00 น. จะได้ชมวิวทิวทัศน์หุบเขาอันสวยงาม ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน และหลังจากนั้นเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ก็จะมีการเปิดแสงไฟที่จัดตกแต่งไว้ที่มีความสวยงามตระการตาอีกแบบหนึ่ง สามารถเลือกมาดูความสวยงามได้ทั้ง 2 ช่วงเวลา





ขอขอบคุณ :-
ภาพ : กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
website : https://www.sanook.com/travel/1433681/
08 ส.ค. 65 (11:31 น.) , By Peeranut P.
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วันขึ้น ๑๕ ค่ำ ฤกษ์สวดบูชา ท้าวเวสสุวรรณ ที่บ้าน เมื่อ: สิงหาคม 09, 2022, 05:20:13 am



วันขึ้น ๑๕ ค่ำ ฤกษ์สวดบูชา ท้าวเวสสุวรรณ ที่บ้าน

ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร เป็นมหาเทพที่ช่วยปกป้องคุ้มครอง จากสิ่งชั่วร้าย ภูตผีปีศาจ มนตร์ดําต่างๆ รวมไปถึงมีพุทธคุณในด้านบันดาลความร่ำรวยและโชคลาภ หากใครที่ได้บูชาท้าวเวสสุวรรณทั้งในรูปแบบของการไหว้บูชาต่างๆ ให้พึงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและรักษาศีล เพื่อให้การบูชานั้นได้ผลอย่างแท้จริง

ผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์ท้าวเวสสุวรรณ นอกจากไหว้สักการะในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละแห่งแล้ว หากมีปัญหาเรื่องการเงิน การงาน โชคลาภ สามารถบนบานศาลกล่าวกับท้าวเวสสุวรรณได้เองที่บ้าน ถ้ามีผ้ายันต์ หรือองค์ลอย ตามข้อปฏิบัติ ดังนี้

    - ให้ทําในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ

    - อาบน้ำชําระร่างกายให้สะอาด แต่งกาย สุภาพ

    - กล่าวสมาทานศีล ๕ สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย พาหุง ชินบัญชร

    - จุดธูป ๙ ดอก พวงมาลัยดาวเรืองหรือดอกกุหลาบ ๑ พวง ตั้งนะโม ๓ จบ
    - สวดคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ ๙ จบ
       “อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวัณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวัณโณ นะโม พุทธายะ. (๙ จบ)

    - ทําสมาธิ อธิษฐานขอพร จากนั้นแผ่เมตตาและอุทิศบุญกุศล


 

 

ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ภาพ : iStock
website : https://www.sanook.com/horoscope/234681/
09 ส.ค. 65 (02:42 น.) , S! Horoscope : สนับสนุนเนื้อหา
29  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ฉลาดกันเสียที "เรื่องกฐิน" เมื่อ: สิงหาคม 08, 2022, 07:26:20 am



ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๓) : สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค

๓. สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค

ตอนนี้ ขอร้องญาติมิตรว่าอย่าเพิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะอ่าน ทั้งนี้เนื่องจากมีถ้อยคำที่ไม่คุ้น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ “สังฆกรรม” เอย

     “สงฆ์ปัญจวรรค” เอย
      ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้.?
      ก็เพราะคิดอย่างนี้แหละครับ ชาวบ้านส่วนมากจึงไม่รู้เรื่องระเบียบวินัยของชาววัด
      พระทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้
      เห็นพระทำอะไร ผิดหรือถูก บอกไม่ได้
      พระทำผิดวินัย แต่ชาวบ้านสนับสนุน ก็เกิดจากเหตุแบบนี้ คือสนับสนุนเพราะไม่รู้ว่าทำแบบนั้นผิด แต่คิดว่าถูกว่าดี
      ลองศึกษาหลักกว้างๆ ก่อน “สังฆกรรม” คืออะไร

สังฆกรรม : งานของสงฆ์, กรรมที่สงฆ์พึงทำ, กิจที่พึงทำโดยที่ประชุมสงฆ์ มี ๔ คือ
     ๑. อปโลกนกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติและไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น แจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ
     ๒. ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถและปวารณา
     ๓. ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น สมมติสีมา ให้ผ้ากฐิน
     ๔. ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยการตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา ๓ หน เช่น อุปสมบท ให้ปริวาส ให้มานัต

______________________________________________
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต

คำว่า “ญัตติ” หมายถึง แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีเรื่องอะไรที่จะขอให้ที่ประชุมพิจารณา ตรงกับที่พูดกันในที่ประชุมสภาว่า “เสนอญัตติ”

คำว่า “อนุสาวนา” หมายถึง ประกาศถามความเห็นของที่ประชุมว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เสนอ

คำว่า “ไม่ต้องตั้งญัตติ” หมายความว่า ไม่ต้องเสนอญัตติว่าจะให้พิจารณาเรื่องอะไร แต่แจ้งให้ที่ประชุมทราบเฉยๆ ว่า เรื่องนี้จะปฏิบัติอย่างนี้ เป็นเรื่องประเภทที่เรียกว่า “เรื่องแจ้งให้ทราบ” ที่ประชุมไม่ต้องออกความเห็น ทำเพียง “รับทราบ”

สังฆกรรมที่ “ไม่ต้องตั้งญัตติ” เรียกว่า “อปโลกนกรรม” ที่เราเห็นกันบ่อยๆ (แต่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะไปคิดเสียว่า-ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้) ก็คืออปโลกน์สังฆทานเมื่อถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์-เช่นที่เห็นกันในเวลาทำบุญวันพระ


@@@@@@@

เวลาถวายสิ่งของให้เป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน” ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เข้าใจผิดกันไปทั้งโลกว่า “สังฆทาน” เป็นสิ่งของอะไรชนิดหนึ่ง) เช่นถ วายภัตตาหารเวลาทำบุญวันพระตามวัดต่างๆ เมื่อมรรคนายกนำกล่าวถวายจบแล้ว ถ้าในที่นั้นมีพระลงศาลาครบหรือเกิน ๔ รูป พระรูปหนึ่งโดยมากจะเป็นรูปที่ ๒ จะกล่าวคำอปโลกน์

นั่นแหละคือ “อปโลกนกรรม” ใจความเป็นการแจ้งให้ทราบว่า จะทำอย่างไรกับภัตตาหาร กล่าวคือ ภัตตาหารส่วนหนึ่งแจกให้ประธานสงฆ์ ส่วนที่เหลือแจกกันในบรรดาพระที่ลงศาลา

ที่ต้องทำ “อปโลกนกรรม” หรือต้องอปโลกน์ก่อน ก็เพราะภัตตาหารนั้น ญาติโยมตั้งเจตนาถวายเป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน”) ไม่ใช่ถวายเป็นของส่วนตัวแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุรูปไหนจะฉันก็ยังฉันไม่ได้เพราะยังเป็นของสงฆ์อยู่ จึงต้องแบ่งแจกกันให้ภัตตาหารนั้นอยู่ในฐานะเป็นของส่วนตัวเสียก่อน จึงจะฉันได้ คำอปโลกน์มีสาระสำคัญเท่านี้ ...เท่านั้น

มีคนเป็นอันมากเข้าใจผิดคิดไปว่า อปโลกน์คือ การอนุญาตให้ญาติโยมชาวบ้านรับประทานอาหารหลังจากพระฉันแล้วได้ คนที่เข้าใจเช่นนี้ ไปทำบุญวัดไหนถ้าพระไม่อปโลกน์ก็จะไม่กินข้าววัดนั้น อ้างว่ากินของสงฆ์เป็นบาป เพราะพระยังไม่ได้อปโลกน์คือยังไม่ได้อนุญาต

เพื่อจะ “เอาใจ” คนที่เข้าใจผิดแบบนี้ บางวัด-หลายวัด เวลาอปโลกน์จึงเพิ่มถ้อยคำเข้าไปข้างท้ายมีใจความว่า
     "… อาหารเหล่านี้เมื่อพระฉันแล้ว ก็ขอให้ญาติโยมอุบาสกอุบาสิการับประทานกันต่อไปเทอญ …"
เท่ากับช่วยตอกย้ำความเข้าใจผิดให้เข้าใจผิดลึกลงไปอีก นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากการไม่ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ

@@@@@@@

โปรดทราบว่า ภัตตาหารที่ถวายเป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน”) นั้น
    ๑. สงฆ์ประชุมกันแบ่งแจกให้ภิกษุทั้งหลาย จนกลายสภาพจากของสงฆ์เป็นของส่วนตัวหมดแล้ว
    ๒. ถ้ายังติดใจอยู่อีก ก็พึงทราบว่า อาหารที่ถวายเป็นของสงฆ์นั้น
          (๑) เมื่อพระฉันแล้วจะกลายสภาพเป็น “เดน”
          (๒) พระจะฉันหรือไม่ได้ฉันก็ตาม เมื่อพ้นเที่ยงวันไปแล้ว อาหารนั้นหมดสภาพที่จะเป็นของสงฆ์ ตกอยู่ในฐานะเป็น “เดน” เช่นเดียวกัน เพราะอาหารสำหรับพระมีอายุเพียงแค่เช้าชั่วเที่ยง อาหารที่เป็นเดนนั้นอยู่ในฐานะของไม่มีเจ้าของ สรรพชีพที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอาหาร สามารถกินได้โดยไม่เป็นบาป

ทีนี้ก็มาถึงประเด็น สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค หมายถึงอย่างไร.?
คำว่า “สงฆ์” ในภาษาสังฆกรรมหมายถึง ภิกษุตั้งแต่ ๔ (สี่) รูปขึ้นไป เพราะฉะนั้น กิจใดๆ ก็ตามที่ใช้คำรวมเรียกว่า “สังฆกรรม” ย่อมหมายความว่า ต้องมีภิกษุปรากฏตัวรวมกันอยู่ในที่นั้นอย่างน้อยที่สุด ๔ รูป

ใช้ภาษาการประชุมว่า ภิกษุอย่างน้อย ๔ รูปจึงจะครบองค์ประชุม แปลว่า น้อยกว่า ๔ รูป ทำ “สังฆกรรม” ไม่ได้ ดังเช่น “อปโลกนกรรม” หรือการอปโลกน์ที่พูดไว้ข้างต้น ต้องมีภิกษุอย่างน้อย ๔ รูปจึงจะอปโลกน์ได้


@@@@@@@

โปรดสังเกต การถวายสิ่งของให้เป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน”) เท่าที่พบเห็นทั่วไปจะมีพระรับสังฆทานเพียงรูปเดียว กรณีอย่างนี้อปโลกน์ไม่ได้เพราะไม่ครบองค์ประชุม

    นักนิยมทำบุญถวายสังฆทานเคยสังเกตหรือเคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่า สิ่งของที่ท่าน “ถวายสังฆทาน” ไปนั้น ออกจากตรงนั้นไปอยู่ที่ไหน.?
    สิ่งของที่ถวายสังฆทานกันทุกวันนี้ ส่วนมากหรือทั้งหมดเป็นของฉันของใช้ส่วนตัวสำหรับพระ นั่นหมายความว่า เมื่อรับถวายไปแล้ว ตามพระวินัยต้องแบ่งแจกกัน คือสงฆ์ต้องประชุมกันทำ “อปโลกนกรรม”

    พระผู้รับมีรูปเดียว ไม่ครบองค์สงฆ์คือไม่ครบองค์ประชุม เมื่อรับแล้วจะต้องนำสิ่งของนั้นไปเข้าที่ประชุมสงฆ์ นั่นคือต้องไปหาพระมาอีกอย่างน้อย ๓ รูป (ตัวเอง ๑ เป็น ๔ ครบองค์สงฆ์) แล้วอปโลกน์แบ่งแจกกัน ภิกษุแต่ละรูปจึงจะฉันจะใช้ของนั้นได้

    นักนิยมทำบุญถวายสังฆทานทั้งหลายเคยสงสัยบ้างไหมว่า วัดต่างๆ ที่จัด “มุมถวายสังฆทาน” ไว้ตรงนั้นตรงโน้นเพื่อบริการศรัทธาของญาติโยมนั้น ได้นำเอาของที่ท่านถวายสังฆทานไปเข้าที่ประชุมสงฆ์เพื่อทำ “อปโลกนกรรม” เช่นว่านี้กันบ้างหรือเปล่า.? หรือจะยังคงยืนยันว่า-ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้.?

@@@@@@@

ทีนี้ก็เข้าตรงประเด็น-สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค

คำว่า “สงฆ์ปัญจวรรค” หมายความว่า “ภิกษุห้ารูปเป็นองค์ประชุม” (ปัญจ = ห้า วรรค = กลุ่ม, พวก > องค์ประชุม) นั่นก็คือ สงฆ์ที่จะรับกฐินได้ตามพระวินัย ต้องมีภิกษุอยู่รวมกันอย่างน้อย ๕ รูป ไม่ใช่ ๔ รูปก็ครบองค์ประชุมเหมือนสังฆกรรมบางประเภท ตรงนี้เองคือคำตอบว่า ทำไมวัดต่างๆ เมื่อจวนจะเข้าพรรษาจึงต้องพยายามให้มีพระ-หรือหาพระมา-จำพรรษาไม่น้อยกว่า ๕ รูป

    เรื่องนี้คนสมัยใหม่อาจไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่จะรู้ (ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้?) แต่เรื่องนี้คนไทยแต่ก่อนเก่าเขารู้และเข้าใจกันเป็นอันดี
    ใครยังพอจะจำกันได้บ้าง หลายปีมาแล้ว เมื่อคราวที่ทางบ้านเมืองหรือทางคณะสงฆ์คิดอ่านหาพระไปจำพรรษาที่วัดใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีตัวเลขกำหนดจำนวนพระว่า-อย่างน้อยวัดละ ๕ รูป นั่นแปลว่าความรู้ความเข้าใจในเรื่องสังฆกรรมกฐินยังพอมีหลงเหลืออยู่ในความคิดคำนึงของคนไทย-เมื่อคราวนั้น

แต่ ณ คราวครั้งนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสังฆกรรมกฐินจะยังพอมีหลงเหลืออยู่ในความคิดคำนึงของคนไทยอยู่หรือเปล่า แต่ก็มีข้อสังเกตว่า เวลานี้ที่กระแส-กฐินพระรูปเดียว ถูกชูขึ้นมา มีคนพูดว่า
    “วัดไหนพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ไปนิมนต์วัดอื่นมาให้ครบ ๕ รูปก็รับกฐินได้”
      แสดงว่า ผู้พูดมีความรู้หรือยอมรับรู้ว่า จะทอดกฐิน-รับกฐินได้ต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป
      นี่คือความหมายในคำที่ผมพูดเป็นคำศัพท์ว่า-สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค


@@@@@@@

ถึงตอนนี้เราก็ได้ความรู้ว่า สังฆกรรมแต่ละประเภทใช้องค์ประชุมสงฆ์ไม่เท่ากัน ที่ควรรู้พอเป็นตัวอย่างก็เช่น
    - อปโลกน์ ใช้สงฆ์จตุรวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๔ รูป
    - สวดปาติโมกข์ ใช้สงฆ์จตุรวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๔ รูป
    - ปวารณา ใช้สงฆ์ปัญจวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป
    - อุปสมบทกรรม (บวชพระ) ใช้สงฆ์ทสวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๑๐ รูป
    - อัพภาน (กระบวนการทำให้พระที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสพ้นจากอาบัติ) ใช้สงฆ์วีสติวรรค – ต้องมีพระอย่างน้อย ๒๐ รูป และสังฆกรรมกฐิน ใช้สงฆ์ปัญจวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป

ตรงนี้มีแง่มุมทางพระวินัยซ่อนอยู่นิดหนึ่ง ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะเถียงกันตาย นั่นคือ แท้ที่จริงแล้วสังฆกรรมกฐินในส่วนที่เป็นองค์ประชุมแท้ๆ ใช้สงฆ์จตุรวรรค คือมีพระ ๔ รูป ครบองค์สงฆ์อย่างต่ำสุดก็นับว่าครบองค์ประชุมแล้ว แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น ทั้งนี้เพราะจะต้องมีพระอีก ๑ รูปซึ่งเป็นผู้ที่สงฆ์จะมอบผ้ากฐินให้ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย พระรูปนี้ไม่นับเข้าในองค์ประชุม

@@@@@@@

เพราะฉะนั้น เมื่อนับองค์ประชุมแท้ๆ ตามจำนวนต่ำสุดก็คือ สังฆกรรมกฐินใช้พระ ๔ รูป (สงฆ์จตุรวรรค) + พระรับผ้ากฐิน ๑ รูป = ๕ รูป > สงฆ์ปัญจวรรค

ถ้าใครไปตรวจดูในคัมภีร์ว่าด้วยสงฆ์จำนวนเท่าไร (สงฆ์กี่วรรค) ทำสังฆกรรมอะไรได้บ้าง ในรายการ “สงฆ์ปัญจวรรค” (พระ ๕ รูป) จะไม่มีสังฆกรรมกฐินปรากฏอยู่ในรายการ

ทั้งนี้เพราะสังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์จตุรวรรค คือพระ ๔ รูปครบองค์ประชุม ไม่ใช่พระ ๕ รูปจึงจะครบองค์ประชุม
แต่เพราะจะต้องมีพระอีก ๑ รูปที่สงฆ์จะมอบผ้ากฐินให้ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย เมื่อนับรวมกันจึงเป็นพระ ๕ รูป ท่านจึงใช้คำว่า “สงฆ์ปัญจวรรค” (พระ ๕ รูป) โดยอนุโลม

พูดเล่นสำนวนว่า สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์จตุรวรรค แต่ต้องมีพระห้ารูป นี่แหละที่ผมบอกว่า-ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะเถียงกันตาย






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๖ สิงหาคม ๒๕๖๕, ๒๐:๓๓ น.
website : dhamma.serichon.us/2022/08/07/ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิ-3/
Posted date : 7 สิงหาคม 2022 , By admin.   
30  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ฉลาดกันเสียที "เรื่องกฐิน" เมื่อ: สิงหาคม 08, 2022, 06:49:35 am


ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๒) : อานิสงส์ของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน

๒. อานิสงส์ของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน

อานิสงส์ของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน มีเหตุผลเกี่ยวพันอยู่กับต้นเหตุที่ทำให้เกิดพุทธานุญาตที่กลายมาเป็นประเพณีทอดกฐินอยู่ในทุกวันนี้ สรุปความตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ก็คือ

คราวหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันเมืองสาวัตถี ภิกษุชาวเมืองปาฐาจำนวน ๓๐ รูปชวนกันเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปได้แค่เมืองสาเกตก็พอดีถึงกำหนดกาลจำพรรษา ต้องพักอยู่ที่เมืองสาเกต ๓ เดือน ออกพรรษาแล้วก็รีบเดินทางต่อไปยังเมืองสาวัตถี แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาท้ายฤดูฝน ยังมีฝนชุกอยู่ หนทางก็เฉอะแฉะมาก ภิกษุกลุ่มนี้จึงไปถึงเชตวันในสภาพสะบักสะบอม สบงจีวรเลอะเทอะไปตามๆ กัน

    ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นนี้ จึงทรงมีพุทธานุญาตว่า
    อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกฺขูนํ กฐินํ อตฺถริตุํ.
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน

_________________________________________________
ที่มา : กฐินขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๙๖

คำในพระพุทธานุญาตว่า
“อนุชานามิ … กฐินํ อตฺถริตุํ = เราอนุญาตให้กรานกฐิน”
ในทางปฏิบัติ ก็คือ ให้ทำจีวรเพื่อเปลี่ยนจีวรชุดเดิมที่ใช้มาตลอดปี
วิธีการ คือ ให้ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันช่วยกันหาผ้ามารวมกันเป็นของกลางที่เรียกว่า “ของสงฆ์” แล้วช่วยกันทำให้เป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งเพียงผืนเดียว คือ จะเป็นสบง จีวร หรือสังฆาฏิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วพร้อมใจกันยกให้ภิกษุรูปหนึ่งที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน

เรื่องนี้ ต้องเข้าใจสภาพสังคมในสมัยพุทธกาลที่ผ้าหายากมาก เครื่องนุ่งห่มของพระเป็นผ้าเก่าที่เขาใช้แล้วทิ้งแล้ว เก็บมาเย็บเข้าเป็นผืนใช้นุ่งห่ม ทั้งนี้เพื่อขจัดความมักมากอยากสวยงามหรูหรา เป็นวิธีครองชีพที่ขัดเกลาอย่างยิ่ง เมื่อเป็นผ้าเก่า เอามาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ซ้ำมีได้เพียงชุดเดียว อายุการใช้งานก็ย่อมสั้นกว่าผ้าปกติ ปีหนึ่งเปลี่ยนทีหนึ่งจึงนับว่าเป็นภาระที่จำเป็นจริงๆ


@@@@@@@

ถ้าศึกษาเหตุการณ์สมัยโน้นจะพบว่า กุลบุตรที่มีศรัทธาจะอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ต้องพบกับปัญหาเรื่องการจัดหาหรือจัดเตรียมเครื่องนุ่งห่มอยู่เสมอ บางรายไม่ทันได้บวช เสียชีวิตลงในขณะที่กำลังแสวงหาผ้าอยู่นั่นเอง ที่น่าจะรู้จักกันดีคือ ท่านพาหิยทารุจีริยะ

พาหิยทารุจีริยะ : พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เกิดในครอบครัวคนมีตระกูลในแคว้นพาหิยรัฐ ลงเรือเดินทะเลเพื่อจะไปค้าขาย เรือแตกกลางทะเลรอดชีวิตไปได้ ขึ้นมาอาศัยอยู่ที่เมืองท่าสุปปารกะ แต่หมดเนื้อหมดตัว ต้องแสดงตนเป็นผู้หมดกิเลสหลอกลวงประชาชนเลี้ยงชีวิต

ต่อมาพบพระพุทธเจ้า ทูลขอให้ทรงแสดงธรรม พระองค์ทรงแสดงวิธีปฏิบัติต่ออารมณ์ที่รับรู้ทางอายตนะทั้งหก พอจบพระธรรมเทศนาย่นย่อนั้น พาหิยะก็สำเร็จอรหัต แต่ไม่ทันได้อุปสมบท กำลังเที่ยวหาบาตรจีวร เผอิญถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดเอาสิ้นชีวิตเสียก่อน ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางตรัสรู้ฉับพลัน

______________________________________________
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต

อีกท่านหนึ่ง ชื่อปุกกุสาติ เราอาจจะไม่ค่อยคุ้น แต่มีเรื่องบันทึกไว้ในธาตุวิภังคสูตร ขอสรุปความมาเล่าไว้ดังนี้

ปุกกุสาติเป็น “ราชา” อยู่ในเมืองตักสิลา ได้สดับว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็ตัดสินใจสละราชสมบัติถือเพศบรรพชิต “อุทิศพระพุทธเจ้า” (คือไม่รู้จักพระพุทธเจ้า แต่ตั้งใจบวชตามอย่างพระพุทธเจ้า) แล้วจาริกร่อนเร่มาจนถึงเมืองราชคฤห์ พักอยู่ในโรงช่างหม้อ

พระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นอุปนิสัยจึงเสด็จไปที่นั่น ปุกกุสาติไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า จนเมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดจึงรู้ว่าท่านผู้นี้คือพระพุทธเจ้า ทูลขอบวช พระพุทธองค์ตรัสให้ไปหาบาตรและจีวรให้ครบก่อน เรื่องลงเอยเหมือนกัน คือ ปุกกุสาติถูกโคขวิดสิ้นชีวิตขณะกำลังเที่ยวแสวงบาตรจีวร

_________________________________________________________
ที่มา : ธาตุวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๖๗๓-๖๙๗

หมายเหตุ : เรื่องพระเจ้าปุกกุสาตินี่เอง คือ ที่ฝรั่งเอาเค้าเรื่องไปเขียนเป็นนิยายเรื่อง “กามนิต” ฉากในบทที่ ๒ “พบ” บทที่ ๑๘ “ในห้องโถงบ้านช่างหม้อ” และบทที่ ๒๑ “ในท่ามกลางความเป็นไป” จำลองเหตุการณ์จากธาตุวิภังคสูตรตรงๆ

@@@@@@@

คำสอบถามอันตรายิกธรรมในพิธีอุปสมบทถึงกับยกเรื่องผ้าขึ้นมาถามว่า “ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ = บาตรและจีวรมีครบแล้วหรือ” แสดงให้เห็นว่าเรื่องผ้าคือเครื่องนุ่งห่มเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะผ้าเป็นสิ่งจำเป็นเช่นนี้ การช่วยกันหาผ้า ช่วยกันทำจีวร แล้วยกให้เพื่อนพระที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน จึงเป็นการแสดงถึงความสามัคคีมีน้ำใจอย่างยิ่งของสงฆ์

เพราะการผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มประจำปีเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดของภิกษุเช่นนี้ ชาวบ้านจึงถือว่า การถวายผ้าในฤดูกาลเช่นนี้ได้อานิสงส์แรง นอกจากเป็นการสงเคราะห์พระให้สามารถผลัดเปลี่ยนผ้าได้สะดวกขึ้นแล้ว ยังเท่ากับเป็นช่วยส่งเสริมความสมัครสามัคคีในหมู่สงฆ์อย่างสำคัญอีกทางหนึ่งด้วย

น้ำหนักความสำคัญของบุญกฐินที่พูดกันว่า “ได้อานิสงส์แรง” ก็อยู่ที่ตรงจุดนี้ คือช่วยให้พระท่านเปลี่ยนไตรจีวรชุดใหม่ได้ด้วยความสะดวก

เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐาผู้เป็นต้นเหตุเรื่องกฐินนี้เราเอ่ยอ้างถึงกันทุกปีเมื่อถึงฤดูกฐิน แต่เรายกมาเล่ากันในฐานะเป็นตำนาน ส่วนมากมองข้ามความสำคัญของเรื่อง นั่นคือ การผลัดเปลี่ยนไตรจีวรเป็นหัวใจของกฐิน กฐินทุกวันนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการผลัดเปลี่ยนไตรจีวรแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่ไปให้ความสำคัญกับจำนวนเงินที่ถวายในการทอดกฐิน

“องค์กฐิน” คือผ้ากฐิน แต่เวลานี้มีคนจำนวนมากที่เข้าใจไปว่า พุ่มเงินที่แห่แหนกันไปนั่นคือ “องค์กฐิน” เหตุที่เราหลงทางกันไปไกลถึงเพียงนี้ก็เพราะไม่ได้ศึกษาความเป็นมาของกฐินประการหนึ่ง แม้ศึกษา ก็มองข้ามจุดสำคัญของเรื่องไปอีกประการหนึ่ง จึงควรบอกย้ำกันว่า กฐินเป็นฤดูกาลเปลี่ยนผ้า ไม่ใช่หน้าหาเงิน

เวลานี้ถึงกับมีผู้เสนอให้เทศกาลกฐินเป็น “เทศกาลระดมทุนพัฒนาวัด” แทนที่จะบอกกันว่า การแปลงพุทธานุญาตเรื่องกฐินให้กลายเป็นฤดูกาลหาเงินนั้นไม่ถูกต้อง เราก็กลับพากันสนับสนุนให้กลายเป็นเรื่องถูกต้องดีงามไปเสียอีก

กฐินมีช่วงเวลาเพียงเดือนเดียว ถ้าจะคิดระดมทุนพัฒนาวัดทำไมไม่คิดทำในช่วงเวลาอื่นซึ่งมีเวลาอีกเกือบทั้งปี แล้วจะต้องเอาพุทธานุญาตเรื่องกฐินมาเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนไปทำไม คิดหาทางระดมทุนด้วยวิธีอื่นๆ จะไม่เป็นการฉลาดกว่าดอกหรือ.?


@@@@@@@

อานิสงส์สำคัญอีกประการหนึ่งของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน ซึ่งผมเชื่อว่า คนส่วนมากแทบจะไม่ได้เฉลียวใจเลยก็คือ ทอดกฐินคือ การถวายสังฆทาน เวลานี้เราถวายสังฆทานกันด้วยวิธีที่คลาดเคลื่อนจนกู่ไม่กลับแล้ว นั่นคือ เอาถังหรือกล่องหรือหีบห่อที่เรียกกันว่า “ชุดสังฆทาน” ไปถวายพระ นั่นคือถวายสังฆทาน ใครจะถวายสังฆทาน ต้องมีถังหรือกล่องหรือหีบห่อที่เรียกกันว่า “ชุดสังฆทาน” ไปถวาย จึงจะเป็นสังฆทาน ถ้าไม่มี ไม่ใช่สังฆทาน

นอกจากหลงทางว่าทอดกฐินคือ การระดมเงินแล้ว สังฆทานเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราหลงทางกันมากที่สุด ทั้งสองเรื่องนี้ไม่มีใครคิดจะกู่ให้กลับมาที่เดิม มีแต่สนับสนุนให้หลงเตลิดไกลออกไปทุกที ทอดกฐิน ควรถือเป็นโอกาสถอยกลับมาเรียนรู้เรื่อง “สังฆทาน” ที่ถูกต้องกันบ้าง

      ทำความเข้าใจง่ายๆ  การให้อะไรกันมี ๒ ลักษณะ คือ ให้เป็นของส่วนตัว กับ ให้เป็นของส่วนรวม
      - ให้เป็นของส่วนตัว คือ ผู้รับได้รับแล้วเอาไปใช้เป็นของส่วนตัว ภาษาวิชาการเรียกว่า “ปาฏิบุคลิกทาน” บางทีเรียกสั้นๆ ว่า “บุคลิกทาน” (บุก-คะ-ลิก-กะ-ทาน)
      - ให้เป็นของส่วนรวม คือผู้รับได้รับแล้วเอาของนั้นไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งได้ประโยชน์คนเดียว ภาษาวิชาการเรียกว่า “สังฆทาน” (สัง-คะ-ทาน)

      จะเป็นทานประเภทไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งของที่ให้ แต่ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ว่ามีเจตนาจะให้แบบ “บุคลิกทาน” หรือจะให้แบบ “สังฆทาน”
      เพราะฉะนั้น จึงไม่มีสิ่งของชนิดไหนๆ ที่มีชื่อเรียกว่า “สังฆทาน” หรือ “ชุดสังฆทาน” อย่างที่เราถูกคนค้าหลอกให้เรียกกันผิดๆ เพียงเพื่อจะได้ขายสินค้าได้มากๆ
      และเพราะฉะนั้น จึงไม่มีสิ่งของชนิดไหนๆ ที่เรียกชื่อเป็นภาษาบาลีว่า “สังฆะทานานิ” อย่างที่ผู้นำกล่าวถวายพากันกล่าวผิดๆ กันทั่วโลก

@@@@@@@

คำว่า “ชุดสังฆทาน” ก็ดี คำว่า “อิมานิ มะยัง ภันเต สังฆะทานานิ …” ก็ดี จึงระบาดอยู่ได้ โดยอาศัยความไม่รู้ ความไม่ใฝ่รู้ และความไม่คิดจะแก้ไขให้ถูกต้อง ถือโอกาสใช้เทศกาลกฐินมาเรียนรู้กันใหม่ว่า กฐินเป็นสังฆทาน เพราะเป็นการถวายผ้าแก่สงฆ์ คือถวายเป็นส่วนรวมหรือเป็นของกลางของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

     คำอปโลกน์กฐินที่พระท่านกล่าวในพิธีถวายกฐิน จะมีข้อความตอนหนึ่งว่า
     "… ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสงสบริวารทั้งปวงนี้ … เป็นของบริสุทธิ์ดุจเลือนลอยมาโดยนภากาศแล้วและตกลงในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ …"

     เป็นการยืนยันว่า ทอดกฐินเป็นสังฆทาน เวลาทอดกฐินจึงควรเข้าใจและตั้งจิตเจตนาว่า เรากำลังถวายให้เป็นสังฆทาน เปิดหัวใจให้กว้าง จะศรัทธาภิกษุรูปไหน หรือจะไม่ชอบภิกษุรูปไหน ไม่เอามาเป็นประมาณ ตั้งใจถวายแก่สงฆ์สถานเดียว
     นั่นแหละ ทายกทายิกาผู้ทอดกฐินก็จะได้อานิสงส์อันเกิดจากการถวายสังฆทานเป็นส่วนพิเศษเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง

ตอนต่อไป : สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย , ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ,๑๔:๑๒ น.
website : dhamma.serichon.us/2022/08/05/ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิ-2/
Post date : 5 สิงหาคม 2022 , By admin.   
31  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ฉลาดกันเสียที "เรื่องกฐิน" เมื่อ: สิงหาคม 08, 2022, 06:24:21 am



ฉลาดกันเสียที "เรื่องกฐิน" (๑) : อานิสงส์กฐินของภิกษุผู้รับกฐิน

๑. อานิสงส์กฐินของภิกษุผู้รับกฐิน

มีคนเชื่อและพูดกันมาช้านานว่า ทอดกฐินเป็นบุญที่ได้อานิสงส์แรง ครั้นถามต่อไปว่า อานิสงส์แรงคืออะไร ก็ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็น อานิสงส์กฐินมี ๒ ส่วน คือส่วนที่เป็นของภิกษุผู้รับกฐิน และส่วนที่เป็นของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน อานิสงส์กฐินส่วนที่เป็นของภิกษุผู้รับกฐิน กล่าวตามสำนวนที่แสดงไว้มีดังนี้

    ๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคในปาจิตตีย์กัณฑ์
    ๒. เที่ยวจาริกไปไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
    ๓. ฉันคณโภชน์ได้
    ๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
    ๕. จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของได้แก่พวกเธอ

ต่อไปนี้เป็นการอธิบายขยายความ (ขออนุญาตปรับสำนวนในตัวบทเพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น)


@@@@@@@

อานิสงส์ข้อ ๑. ไปไหนมาไหนไม่ต้องบอกลา ตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคในปาจิตตีย์กัณฑ์

    สิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคบัญญัติไว้ว่า
    ๖. ภิกษุรับนิมนต์ด้วยโภชนะทั้ง ๕ แล้ว จะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อนฉันก็ดี ฉันกลับมาแล้วก็ดี ต้องลาภิกษุที่มีอยู่ในวัดก่อนจึงจะไปได้ ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือจีวรกาล และเวลาทำจีวร.

________________
ที่มา : นวโกวาท หน้า ๑๕

สรุปความสั้นๆ ว่า ภิกษุอยู่ด้วยกัน จะไปไหนมาไหนต้องบอกกล่าวให้กันรู้ ถ้าไม่บอก มีความผิด แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ ไปไหนมาไหนไม่ต้องบอกกันได้ ไม่มีความผิด

อานิสงส์ข้อ ๒. ไปไหนมาไหนไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบสำรับ

ตามวินัยสงฆ์ ภิกษุต้องมีไตรจีวรติดตัวอยู่เสมอ กำหนดว่าทุกเช้าตื่นขึ้นมาไตรจีวรอยู่กับตัวครบ ทั้งนี้ตามสิกขาบทที่ ๒ แห่งจีวรวรรคที่บัญญัติไว้ว่า
    ๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ.

________________
ที่มา : นวโกวาท หน้า ๕

แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีไตรจีวรอยู่กับตัวครบสำรับได้ ไม่มีความผิด

อานิสงส์ข้อ ๓. ฉันคณโภชน์ได้

“คณโภชน์” (อ่านว่า คะ-นะ-โพด) เป็นศัพท์เทคนิคทางวินัยสงฆ์ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายไว้ดังนี้
    คณโภชน์ : ฉันเป็นหมู่ คือ ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป รับนิมนต์ออกชื่อโภชนะแล้วฉัน ; ในหนังสือวินัยมุข ทรงมีข้อพิจารณาว่า บางทีจะหมายถึงการนั่งล้อมโภชนะฉัน หรือฉันเข้าวง

    สิกขาบทที่ ๒ แห่งโภชนวรรค บัญญัติไว้ว่า
    ๒. ถ้าทายกเขามานิมนต์ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปรับของนั้นมาหรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือ
        เป็นไข้อย่าง ๑
        หน้าจีวรกาลอย่าง ๑
        เวลาทำจีวรอย่าง ๑
        เดินทางไกลอย่าง ๑
        ไปทางเรืออย่าง ๑
        อยู่มากด้วยกันบิณฑบาตไม่พอฉันอย่าง ๑
        โภชนะเป็นของสมณะอย่าง ๑.

________________
ที่มา : นวโกวาท หน้า ๑๓

    “คณโภชน์” ถือเอาความสั้นๆ ได้ ๒ นัย คือ
     ๑. มีผู้นิมนต์พระไปฉันภัตตาหารโดยระบุชื่ออาหาร เช่น นิมนต์ไปฉันไก่ย่าง นิมนต์ไปฉันหมูสะเต๊ะ ถ้าภิกษุไปฉัน มีความผิด คนที่รู้วินัยพระ เมื่อจะนิมนต์พระไปฉัน จึงพูดเป็นคำกลางๆ คือ นิมนต์ฉันเช้า นิมนต์ฉันเพล หรือนิมนต์ฉันภัตตาหาร ฉันอะไรไม่ต้องระบุ
     ๒. พระล้อมวงฉันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป มีความผิด ข้อนี้น่าจะอนุวัติตามวัฒนธรรมนักบวชในสังคมชมพูทวีปที่บริโภคอาหารในภาชนะเฉพาะของใครของมัน เช่นที่เป็นธุดงค์ข้อหนึ่งคือฉันในบาตร เมื่อไม่ใช้ภาชนะร่วมกันก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งล้อมวงกัน ดังที่เราเห็นพระในหลายๆ สำนักนั่งฉันเป็นแถว สำรับใครสำรับมันหรือบาตรใครบาตรมัน แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ
       (๑) มีผู้นิมนต์ไปฉันโดยระบุชื่ออาหาร ไปฉันได้ ไม่เป็นความผิด
       (๒) ฉันล้อมวงตั้งแต่ ๔ รูปขึ้น ไม่เป็นความผิด

อานิสงส์ข้อ ๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา

เครื่องนุ่งห่มของภิกษุที่เราเรียกกันว่า “ไตรจีวร” ตามวินัยสงฆ์อนุญาตให้มีได้ชุดเดียว ถ้ามีผู้ถวายอีกก็ให้รับไว้ได้ เรียกผ้าที่รับไว้ใหม่นี่ว่า “อดิเรกจีวร” แปลว่า “ผ้าส่วนเกิน” ถ้าจะใช้ผืนใหม่ต้องสละผืนเดิมก่อน ถ้ารับผืนใหม่แต่ยังใช้ผืนเดิมอยู่ ก็ให้เก็บผืนใหม่ไว้ได้ แต่เก็บได้ไม่เกิน ๑๐ วัน

      สิกขาบทที่ ๑ แห่งจีวรวรรคบัญญัติไว้ว่า
      ๑. ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

________________
ที่มา : นวโกวาท หน้า ๕

แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ

อานิสงส์ข้อ ๕. จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของได้แก่พวกเธอ

ตามหลักวินัยสงฆ์ ถ้ามีผู้ถวายปัจจัยไทยธรรมอันสมควรแก่สมณบริโภค-ยกจีวรขึ้นเป็นตัวอย่าง-แก่ภิกษุสงฆ์ในวัดหรือสำนักใดๆ ภิกษุทุกรูปไม่ว่าจะเป็นพระที่อยู่ประจำในวัดนั้นหรือพระจากต่างวัดที่มาถึงเข้าหรือมาพักชั่วคราว ย่อมมีสิทธิ์ได้รับแจกสิ่งนั้นๆ เสมอหน้ากัน โดยใช้ลำดับอาวุโส

พระอาวุโสสูงไม่ว่าจะเป็นพระวัดนั้นหรือพระต่างวัดย่อมมีสิทธิ์ได้รับก่อน ถ้าของน้อยไม่พอแจกกันทั่วถึง พระที่อยู่ประจำวัดนั้นก็อาจไม่ได้รับ แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว พระที่อยู่ประจำวัดนั้นได้สิทธิพิเศษคือได้รับแจกของนั้นก่อน พระต่างวัดแม้อาวุโสสูงก็ต้องไปต่อท้าย

@@@@@@@

อานิสงส์รวมอีกประการหนึ่ง คือ พระมีเครื่องนุ่งห่มชุดเดียว ปีหนึ่งต้องเปลี่ยนทีหนึ่ง ช่วงเวลาที่กำหนดเปลี่ยนก็คือตั้งแต่กลางเดือน ๑๑ ออกพรรษาไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่เรารู้กันว่า ทอดกฐินได้เดือนหนึ่งนั่นเอง ภาษาวินัยสงฆ์เรียกช่วงเวลานี้ว่า “จีวรกาล” แปลว่า “ช่วงเวลาหาจีวร” เป็นช่วงเวลาที่พระทุกรูปต้องขวนขวายหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรชุดเก่า สมัยที่ผ้าหายาก เช่นในสมัยพุทธกาล จึงนับว่าเป็นภาระที่หนักหนาพอสมควรทีเดียว เพราะต้องทำให้เสร็จภายในเดือนเดียวนั้น

แต่ถ้าได้รับกฐิน มีพุทธานุญาตให้ขยายเขตจีวรกาลต่อจากกลางเดือน ๑๒ (หมดเขตจีวรกาลปกติ) ออกไปได้อีก ๔ เดือน คือไปหมดเขตจีวรกาลเอากลางเดือน ๔ ช่วยให้พระมีเวลาหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรได้สบายๆ

และเพราะเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ชาวบ้านที่รู้วินัยสงฆ์พยายามขวนขวายทำบุญทอดกฐิน โดยถือว่าเป็นบุญสำคัญ เพราะเป็นการช่วยให้พระมีเวลาเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มชุดใหม่ได้ด้วยความสบายใจ ที่บอกกันว่า ทอดกฐินได้อานิสงส์แรงก็เพราะเป็นการสงเคราะห์พระ ด้วยเรื่องเปลี่ยนเครื่องนุ่มห่มนี้แหละ

ตอนต่อไป : อานิสงส์กฐินส่วนที่เป็นของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย , ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ , ๑๔:๔๓ น.
website : dhamma.serichon.us/2022/08/05/ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิ/
posted date : 5 สิงหาคม 2022 ,By admin   
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เตรียมตัวไปเช็กอิน.! สกายวอล์คเมืองกาญจน์ เตรียมเปิดให้เที่ยวแล้ว เมื่อ: สิงหาคม 07, 2022, 07:27:30 am

เตรียมตัวไปเช็กอิน.! สกายวอล์คเมืองกาญจน์ เตรียมเปิดให้เที่ยวแล้ว

ข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวกาญจนบุรี หลังจากที่ล่าสุดทางสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกมาเผยแพร่ภาพอัปเดตการก่อสร้างสกายวอล์คจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในตอนนี้แล้วเสร็จไปแล้วเกือบจะสมบูรณ์ เตรียมพร้อมจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเที่ยวชมกันแล้ว ในเร็วๆ นี้

สกายวอล์คแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บริเวณ ท่าน้ำหน้าเมืองกาญจนบุรี ตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรี ใกล้ศาลหลักเมือง ถนนคนเดินปากแพรก สกายวอร์ค ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจุดที่ใช้ขึ้นแพล่องเดิม เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวแม่น้ำแควที่สวยงาม

สำหรับใครที่รอจะไปเที่ยวสกายวอล์คแห่งนี้อยู่ เดี๋ยวหากมีประกาศเพิ่มเติมอย่างไรเราจะอัปเดตกันอีกครั้งครับ

 




ขอขอบคุณ
ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี (PRD_KAN)
website : https://www.sanook.com/travel/1433649/
04 ส.ค. 65 (11:34 น.) By Peeranut P.
33  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / นึกไม่ออกให้บอก “อุเบกขา” อันนี้โง่ | ต้องรู้ก่อน จึงเป็นอุเบกขาที่แท้จริง เมื่อ: สิงหาคม 06, 2022, 06:52:17 am



นึกไม่ออกให้บอก “อุเบกขา” อันนี้โง่ | ต้องรู้ก่อน จึงเป็นอุเบกขาที่แท้จริง



คนทั่วไปนึกไม่ออกว่า “อุเบกขา” ดีอย่างไร.? ต้องมีปัญญาชั้นเลิศ จึงจะรู้จักความประเสริฐของอุเบกขา

“อุเบกขา” ที่เราเอามาใช้กันในหมู่คนไทยนั้น ต้องระวัง ถ้าเฉยเรื่อยเปื่อย ทางพระเรียกว่า “เฉยโง่” เป็นอกุศล คำพระว่า “อัญญาณุเบกขา” หมายถึง เฉยไม่รู้เรื่อง เฉยไม่เอาเรื่อง เฉยไม่ได้เรื่อง แต่เฉยของธรรม คือ เฉยด้วยปัญญา เพราะรู้แล้วก็วางตัวพอดี

โดยทั่วไปเมื่อมีสถานการณ์ตื่นเต้นเกิดขึ้น จะมีคน ๓ พวก คือ

    ๑. คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จึงเฉย
    ๒. คนที่รู้ครึ่งไม่รู้ครึ่ง อาจจะตื่นเต้นโวยวาย ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น แต่แก้ไขปัญหาไม่ค่อยได้ บางทีตื่นเต้นโวยวายไปยิ่งทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โต
    ๓. คนที่รู้เข้าใจหมด มองเห็นว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างไร เหตุปัจจัยเป็นอย่างไร มันจะเป็นไปอย่างไร จะแก้ไขที่จุดไหน ถึงจุดไหนจะต้องทำอะไร พวกนี้เฉยเหมือนกัน แต่เฉยพร้อมรอจังหวะ เมื่อถึงจุดนั้น ต้องทำอันนั้น ที่จุดนั้น ต้องทำอันนั้น เขาเฉยแต่พร้อมที่จะทำไปตามลำดับ ให้ถูกจุดถูกที่ พวกนี้แก้ปัญหาได้

@@@@@@@

“ความนิ่งเฉยด้วยรู้” นี่แหละเรียกว่า “อุเบกขา”

อุเบกขานี้เป็นธรรมสูงสุดในทางจริยธรรม สภาพจิตปกติของพระอรหันต์ คือ อุเบกขา เพราะอยู่ด้วยจิตที่ลงตัวพอดีด้วยปัญญา มีอุปมาอย่างหนึ่ง คือ เรื่องสารถีขับรถ สมัยก่อนนี้ คนขับรถม้า เอาม้าผูกเข้ากับรถแล้ว ม้าก็พารถไป สารถีที่เชี่ยวชาญขับรถม้า ก่อนที่รถจะวิ่งเข้าที่แกก็ต้องชักบังเหียนบ้าง ใช้แส้บ้าง เพื่อให้ม้าพารถเข้าสู่ทาง แล้วก็ปรับความเร็วให้พอดี พอม้าวิ่งเข้าทางดี และได้ความเร็วพอดีตามที่ต้องการแล้ว

สารถีผู้เชี่ยวชาญนั้นจะอยู่พร้อมด้วยความตระหนักรู้ แกนั่งสบายเลย สงบนิ่ง แต่จิตนั้นอยู่ด้วยความรู้ ไวต่อการที่จะรับรู้และความคิดที่จะแก้ไข ไม่ว่าจะมีอะไรผิดพลาด เมื่อทุกอย่างลงตัวเข้าที่พอดีแล้ว เขานั่งสงบ และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา ต่างจากคนที่ไม่ชำนาญ ซึ่งตื่นเต้น หวาด ไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร จิตไม่สบาย ไม่นิ่ง ไม่สงบ ไม่ลงตัว

มนุษย์ที่ยังไม่รู้เท่าทันจัดเจนโลก ไม่รู้ความจริงของชีวิต ก็เหมือนกับสารถีที่ยังไม่เจนจบ ส่วน“พระอรหันต์”นั้น เหมือนกับสารถีที่เจนจบ ท่านรู้เข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง จนวางจิตพอดีลงตัวหมด ต่างจากมนุษย์ปุถชน ที่ยังไม่รู้ว่าชีวิตนี้คืออะไร โลกนี้เป็นอย่างไร อยากนั่น ยึดนี่ กังวลโน่น อยู่ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นใจตื่นเต้นไป จิตลงตัวอุเบกขาไม่ได้

อุเบกขานั้นไม่ต้องวางหรอก มันถึงเอง เพราะมันเป็นสภาพจิตอัตโนมัติที่เกิดจากปัญญา โดยปัญญามาปรับสภาพจิต ฉะนั้น ปัญญา กับ อุเบกขาจึงคู่กัน พอปัญญาถึงขั้นเป็นโพธิญาณ หยั่งรู้ความจริงของชีวิตและโลก เจนจบ รู้เท่าทันสังขาร จิตก็ลงตัว เรียกว่าวางพอดีกับชีวิตและโลก เป็นอุเบกขาด้วยปัญญานั้น นี่คือจิตพระอรหันต์ ฉะนั้น จึงเหมือนสารถีที่ว่าเจนจบ สภาพนี้ดีแค่ไหน ก็ลองคิดดู

คนทั่วไปนึกไม่ออกว่า “อุเบกขา” ดีอย่างไร นึกว่าเฉยๆ ไม่ได้เรื่องได้ราว อย่างนั้นเป็นเฉยโง่ (อัญญาณุเบกขา)”





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ เรื่อง “จะอยู่อย่างเป็นเหยื่อ หรือขึ้นเหนือไปนำเขา”
โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
website : dhamma.serichon.us/2022/07/10/คนทั่วไปนึกไม่ออกว่า-อ/
10 กรกฎาคม 2022 , By admin.
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เหตุใดเราจึงชอบดูดวง ให้เป็นที่พึ่งทางจิตใจ เมื่อ: สิงหาคม 06, 2022, 06:26:15 am



เหตุใดเราจึงชอบดูดวง ให้เป็นที่พึ่งทางจิตใจ

ชีวิตของคนเราทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรในแต่ละวัน สิ่งที่มักจะมาพร้อมเสมอคือเรื่องของ “ดวง” ง่าย ๆ บางคนติดตารางสีเสื้อมงคล-อัปมงคลไว้หน้าตู้เสื้อผ้า จะออกจากบ้านยังต้องลังเลว่าก้าวเอาเท้าซ้ายออกก่อนหรือเปล่า จะสารภาพรักก็ยังต้องดูฤกษ์งามยามดีก่อน บางคนก็ดูเรื่อย ๆ ไม่ได้ซีเรียสจริงจัง แต่บางคนเดินทางสายมูเต็มตัว สนใจเรื่องดวงในทุกช่วงเวลาชีวิต Tonkit360 เลยจะชวนดูว่า เหตุผลต่าง ๆ นานาที่ทำให้เราชอบเรื่อง “ดวง” มีอะไรบ้าง


@@@@@@@

1. ดูเฉย ๆ เป็นกิจกรรมยามว่าง

จัดอยู่ในคนประเภทดูเรื่อย ๆ ไม่ซีเรียส จริงอยู่ว่าถ้าเข้าร้านหนังสือ ก็จะตรงไปอ่านดวงในนิตยสารก่อน หรือเวลาที่เข้าเว็บไซต์ข่าวแล้วแต่มีคอลัมน์ดูดวงอยู่ด้วย ก็ไม่วายแวะเข้าไปดู แต่รวม ๆ คนประเภทนี้จะอ่านหรือดูดวงเพื่อเอามัน หรือฆ่าเวลา ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือจริงจังอะไรกับคำทำนายมากนัก ซึ่งมันจะคล้าย ๆ กับการไปช้อปปิ้ง เข้าร้านเสริมสวย ทำเพราะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย บางคนดูเพราะอยากลุ้นเรื่องที่ไม่รู้ว่าจะเกิดไหม หรือแม้กระทั่งดูเพื่อที่จะทดสอบความแม่น แต่ท้ายที่สุด เมื่อปิดนิตยสาร หรือออกจากหน้าเว็บไป พวกเขาก็ลืมคำทำนายหมดแล้ว

2. ต้องการการเตือนภัยล่วงหน้า สำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ที่จริงคนทั่ว ๆ ไปก็รู้แหละว่าหมอดูคู่กับหมอเดา และก็รู้ด้วยว่าอนาคตมันก็คืออนาคต การที่มีหนังสือเล่มหนึ่งหรือใครคนหนึ่งจะรู้เรื่องราวในอนาคตทั้งหมดมันเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะบางคนอยากจะทิ้งเรื่องราวความโชคร้ายเดิมที่มีทิ้งไป และต้องการเริ่มต้นใหม่ พวกเขาอยากได้การเตือนภัยล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ไม่แน่ว่าสิ่งที่เขาเคยเจอมันอาจจะหดหู่เกินกว่าที่เรารู้ก็ได้ โดยเฉพาะพวกที่ชอบคิดไปเอง คิดไปไกล คิดไปก่อน กลัวอนาคต ถึงได้ดูดวง อ่านดวงเพื่อเป็นเข็มทิศชีวิต ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ จะได้เริ่มต้นถูก

3. รู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ชีวิตไม่แน่นอน

คนกลุ่มนี้เป็นคนประเภทอ่านดวงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจากความไม่มั่นคงต่าง ๆ ในชีวิต โดยเฉพาะวันพรุ่งนี้ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้ดูหรืออ่านดวงมา ถ้าเป็นเรื่องที่มีทิศทางบวก พวกเขาจะรู้สึกว่าชีวิตจะยังพอมีหวังบ้าง แต่ถ้าไปในทิศทางลบ คนกลุ่มนี้จะหาวิธีแก้ดวงเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ทั้งทำบุญ สะเดาะเคราะห์ หรือจะระมัดระวังตัวทำอะไรรอบคอบขึ้น ใช้ชีวิตต่อไปแบบรอเวลา เลือกจะสู้กับมันสักตั้ง หรือจะมัวแต่นั่งโทษฟ้าโทษดินว่าทำไมถึงดวงไม่ดีแบบใครเขาบ้างอะไรก็ว่าไป อันนี้ก็คงแล้วแต่คน

@@@@@@@

4. ต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

คนประเภทที่กำลังวางแผนจะทำอะไรบางอย่าง แต่เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์ ไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมา จึงหันไปพึ่งการดูหรืออ่านดวง เพื่อการเริ่มต้นที่ดี ต้องการข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะข้อมูลประเภทความลับ หรือข้อมูลที่ยังไม่เกิด (แต่กำลังจะเกิดถ้าตัดสินใจแล้ว) ต้องการความมั่นใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี เช่น การสารภาพรัก หลายคนเลือกที่จะอ่านดวงหรือดูดวงความรักก่อนตัดสินใจเดินไปบอกใครคนนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อดูแนวโน้มว่าจะเดินหน้าต่อหรือเก็บเป็นความลับต่อไป ถ้าดวงความรักไม่ดีก็อย่าเพิ่งดีกว่า เดี๋ยวจะนกกลับมา

5. ต้องการหาเหตุผลสนับสนุนสิ่งที่เป็นอยู่

เรียกอีกอย่างว่าการปลอบใจตัวเอง (แต่คงไม่ถึงขั้นหลอกตัวเอง) เชื่อไหมว่าการดูหรืออ่านดวง มันเป็นวิธีการระบายออกสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ ถ้าบังเอิญว่าช่วงนี้ทำอะไรก็แย่ไปหมด แล้วดันเจอว่าช่วงนี้ตัวเองกำลังอับโชค จนต้องร้องอุทานว่าแม่นมาก! ที่มันแย่เพราะดวงไม่ดีนี่เอง เนื่องจากธรรมชาติของคน พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการยอมรับความจริงที่ผิดหวัง ในเมื่อมีเรื่องของโชคชะตามาสนับสนุน ก็ตามนั้นเลย ช่วงนี้ฉันดวงไม่ดี อะไรก็เลยเป็นอุปสรรคไปหมด ต้องไปทำบุญ หรือรอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนแล้วแหละ




Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/234361/
03 ส.ค. 65 (09:35 น.) , Tonkit360 : สนับสนุนเนื้อหา
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กฎเหล็ก 7 ข้อที่ไม่ง่าย แต่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น หลายเท่าตัว.! เมื่อ: สิงหาคม 06, 2022, 06:13:34 am




กฎเหล็ก 7 ข้อที่ไม่ง่าย แต่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น หลายเท่าตัว.!

เมื่อ 3 ปีก่อน ชายคนหนึ่งชื่อ โมเรโน ซูกาโร กำลังนั่งทำงานอยู่ในคอกกั้นสีเทาๆ ในออฟฟิศของตัวเอง รอบข้างของเขามีเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เมื่อหันไปมองก็จะพบว่า สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ความเหนื่อย และความทุกข์ใจไม่แพ้กัน

เขาเริ่มย้อนคิดว่า ที่ผ่านมาเขาก็ใช้ชีวิตอย่างที่สังคมคาดหวังแล้วนี่นา.. ตั้งแต่ตั้งใจเรียน สอบเข้ามหาลัยดีๆ หางานที่มั่นคงทำ ไม่ใช้สารเสพติด ไปจนถึงไม่ทำตัวเบียดเบียนเพื่อนรอบบ้าน แต่ทำไมเขาถึงยังรู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตเลย

ตัดภาพไปที่ 3 ปีต่อมา โมเรโน ซูกาโร ตื่นเช้าด้วยเสียงนกร้อง จากนั้นก็ไปเดินเล่นริมชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น งานที่เขาทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่ออีกต่อไป แต่กลับเป็นความรู้สึกตื่นเต้น อยากตื่นมาทำในทุกๆ วันโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อเข้าตัดสินใจ ‘เลิกทำตาม’ สิ่งที่สังคมคาดหวังและหันมาใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ด้วยกฎเกณฑ์ที่เขาสร้างเอง อย่างกฎเหล็ก 7 ข้อนี้ ที่ทำไม่ง่าย แต่ถ้าทำได้ ชีวิตจะดีขึ้นหลายเท่าตัว.!


@@@@@@@

1. เลิกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

เคยหยุดคิดไหมว่า บางครั้งสิ่งที่เราทำอยู่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ได้ผลชั่วคราว หรือ “Band-aid Solution” ซึ่งก็คือการที่เรารักษาแผลแค่ภายนอกโดยเมินเฉยต่อแผลลึกๆ ภายในซึ่งเป็นต้นเหตุของทั้งหมด เช่น

– น้ำหนักขึ้นเยอะมาก แต่เราแก้ด้วยการออกกำลังเพียง 1-2 สัปดาห์
– เราไม่มีความสุขกับงานที่ทำมากๆ แต่ดันแก้ด้วยการออกไปดื่มแก้เครียด
– เลิกกับคนคุยอีกแล้ว! แต่แก้ปัญหาด้วยการปัดทินเดอร์หาคนทดแทนใหม่ๆ

จริงอยู่ที่การแก้ปัญหาแบบนี้ช่วยให้เราโล่งใจไปชั่วขณะหนึ่ง แต่หากต้นเหตุของปัญหาไม่ได้ถูกพูดถึง ไม่นานเราก็จะเจอเหตุการณ์เดิมๆ อีกครั้ง

…เรารู้ดีว่าถ้าอยากรูปร่างดี ต้องออกกำลังกายเป็นประจำและทานอาหารที่ดี ไม่ใช่ออกแป๊บๆ แค่ช่วงที่อ้วน
…เรารู้ดีว่าปัญหาเรื่องงานเกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้ชอบงานที่ทำ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะวิ่งตามงานในฝัน
…และเรารู้ดีว่าลึกๆ แล้วที่เปลี่ยนแฟนบ่อย อาจเป็นเพราะเรามีปมในใจที่ยังรักษาไม่หาย

เพราะรู้ดีว่าการแก้ปัญหาที่ ‘ต้นเหตุ’ นั้นเจ็บปวดและอาจใช้ความตั้งใจเยอะกว่ามาก เราจึงเลือกวิธีแก้ที่ง่ายกว่าอย่างการแก้ที่ ‘ปลายเหตุ’ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราอยากให้ชีวิตดีขึ้นไปอีกระดับ แบบไม่ต้องเจอปัญหาเหล่านี้ซ้ำๆ เราต้องเลิกปิดปลาสเตอร์รักษาแผลแค่ภายนอก และหันมาแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุที่อยู่ลึกลงไป

2. ฝึกขอบคุณเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น โลกของเราจึงเต็มไปด้วย ‘ชีวิตของคนอื่น’ ยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ตื่นนอน เราหยิบโทรศัพท์มาเพื่อเช็กโซเชียลมีเดีย ดูความเคลื่อนไหวของคนรู้จัก (และคนที่เราไม่รู้จักด้วยซ้ำ) เป็นเรื่องง่ายที่จะเกิดข้อเปรียบเทียบและความไม่พึงพอใจต่อ ‘ชีวิตของตัวเอง’ ตามมา

หากเราหยุดและสังเกตให้ดี เราจะพบว่าแต่ละวันนั้นประกอบไปด้วยความสุขเล็กๆ มากมาย จะดีกว่าไหมถ้าเราแบ่งเวลามาขอบคุณสิ่งเหล่านี้บ้าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการขอบคุณที่ตัวเองยังมีลมหายใจในทุกๆ วัน ขอบคุณแซลมอนดองซีอิ๊วที่ทำให้วันของเราดีขึ้น หรือขอบคุณตัวเองที่ออกกำลังกาย ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี

ลองเขียนหรือเอ่ยคำขอบคุณสิ่งเหล่านี้ดู เพียงวันละ 1-3 ข้อ แรกๆ เราอาจจะยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แต่งานวิจัยพบว่าการรู้สึกขอบคุณ (หรือมี Gratitude) ต่อเรื่องราวในชีวิต ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น มองโลกแง่ดีมากขึ้น และสุขภาพดีขึ้น


@@@@@@@

3. ตัดสินใจอย่างเฉียบขาด

ทุกวันนี้ชีวิตของเราเต็มไปด้วย ‘ตัวเลือก’ มากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในการตอบคำถามว่า ‘จะกินอะไรดี’ เราไม่ต้องเลือกระหว่างร้าน A หรือ B ที่อยู่ใกล้บ้านอีกต่อไป แต่เรามีตัวเลือกมากมายเป็นร้อยๆ ร้านจากแอปฯ เดลิเวอรี หรือจากในอดีตที่มีแค่ ‘จะดูทีวีช่องไหน’ ตอนนี้เรามีหนังและซีรีส์นับร้อยให้เลือกบน Netflix

การมีตัวเลือกเป็นเรื่องที่ดี แต่ตัวเลือกที่มากเกินไปนั้นทำให้เราใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น อีกทั้งเราอาจจะเผลอจับปลาหลายมือ ตอบตกลงไปเสียทุกอย่างด้วยความเสียดาย จนท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็ออกมาไม่น่าพอใจ เพราะเรามี ‘แรง’ และ ‘เวลา’ น้อยเกินไปที่จะทำทุกๆ เรื่องให้ดี

ดังนั้นทักษะในการตัดสินใจอย่างเฉียบขาดจึงสำคัญมาก เพราะหนึ่งในเวลาที่เสียไปแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา คือเวลาที่เรามัวแต่กังวลและไม่ตัดสินใจเลือกเสียที

4. ฉลองกับทุกความสำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาว ก็อย่าลืมฉลองก้าวเล็กๆ ของเรา พร้อมทั้งขอบคุณตัวเองและคนอื่นๆ ด้วย แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเปิดแชมเปญฉลองทุกครั้งไป อาจจะเป็นการเปิดเพลงที่ชอบ ไปนวด กินชาแก้วโปรด หรือทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกดี

ความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับนี้เองจะทำให้เกิดการเสริมแรง (Positive Reeinforcement) ช่วยให้เรามีแรงทำสิ่งนั้นต่อไป


@@@@@@@

5. เยียวยาตัวเองจากบาดแผลในอดีต

ในชีวิตนี้ เราแต่ละคนล้วนเจอเหตุการณ์แย่ๆ มากมาย เช่นการโดนนอกใจ โดนเพื่อนหักหลัง ทำงานไม่สำเร็จตามที่หวัง หรือคนใกล้ตัวป่วยหนัก เป็นต้น เรียกได้ว่าแม้เราจะสู้ชีวิตแค่ไหน ชีวิตก็สู้กลับยิ่งกว่านั้น

ความผิดหวังและความเสียใจบางครั้งก็สร้างกลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) ให้กับเรา …เราไม่กล้าเชื่อใจใคร เพราะถูกหักหลังในอดีต …เราไม่ลองทำงานที่ท้าทายอีก เพราะกลัวล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม กำแพงเหล่านี้อาจจะสูงเกินไปจนเราพลาดอะไรดีๆ หลายอย่างในชีวิต อย่างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนรอบตัว หรือ โอกาสในการทำงาน

จริงอยู่ที่ในอดีตเราอาจเคยเจ็บและเป็นผู้เคราะห์ร้าย แต่ในการจะมีชีวิตต่ออย่างมีอิสระที่แท้จริง เราต้องเยียวยาตัวเองจากบาดแผลในอดีตเสียก่อน

“เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขจุดเริ่มต้นไม่ได้ แต่เราเริ่มใหม่จากจุดที่เรายืนอยู่และเปลี่ยนแปลงตอนจบได้” – ซี.เอส. ลูอิส

6. อะไรทำแล้วดีพรุ่งนี้ให้ทำอีก

เคยได้ยินเรื่อง ‘ชายผู้ทำสงครามกับภูเขา’ บ้างไหม.?

ทัศรัฐ มานจี ชายชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันห่างไกล ทางตอนเหนือของแคว้นมคธ กับภรรยาหนึ่งคน อยู่มาวันหนึ่งภรรยาของเขาเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บสาหัส แต่เขาไม่สามารถพาเธอไปถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทัน เพราะมันอยู่อีกเมืองและต้องเดินทางอ้อมภูเขาเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร

เขาไม่อยากให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นกับใครอีก จึงตัดสินใจเจาะถนนผ่านภูเขา ด้วยอุปกรณ์ที่เขาสามารถซื้อได้ ณ ตอนนั้น ซึ่งก็คือ ค้อนกับสิ่ว

ภาพมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ต่อกรกับภูเขาทั้งลูกด้วยอุปกรณ์เล็กๆ ในมือ ทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าจะสำเร็จ ‘เป็นไปไม่ได้หรอก’ หรือ ‘บ้าไปแล้ว’ หลายคนคิดเช่นนี้ แต่เมื่อผ่านไป 22 ปี ทัศรัฐ มานจี ก็ทลายภูเขา สร้างถนนยาว 110 เมตร ยาวเกือบ 9 เมตรจนสำเร็จ

บทเรียนที่เราได้ คือ ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการกระทำเล็กๆ ในทุกๆ วันรวมกันต่างหาก


@@@@@@@

7. เลิกทำตามความคาดหวังของผู้อื่น

ในอดีตที่มนุษย์เรายังอาศัยกันอยู่เป็นเผ่า ‘ความแปลกแยก’ อาจทำให้คนในเผ่าหันมามองเรา ชี้นิ้วด้วยความตกใจ และลงโทษเราที่ออกนอกลู่นอกทาง แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำโทษสถานหนัก (แม้เราจะยังกังวลและถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ‘คนอื่นมองเราทำไมนะ เพราะเราแปลกหรือเปล่า’ )

ดังนั้นไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพียงเพราะกลัวสายตาคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน งาน ไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว หรือความสัมพันธ์ เลือกสิ่งที่เป็นตัวเองและทำให้เรามีความสุขดีกว่านะ

สังคมเต็มไปด้วย ‘Unspoken Rules’ หรือ เรื่องที่เราควรจะรู้และทำตาม มากมาย แต่หลายครั้งมันก็เป็นเพียงค่านิยมเก่าๆ หรือความคาดหวังของคนอื่นที่เราถูกปลูกฝังมา ถ้าบางอย่างไม่ได้ทำให้เรามีความสุข ก็เลิกทำตามและหันมาใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

@@@@@@@

แล้วคุณผู้อ่านล่ะ มีกฎในการใช้ชีวิตมาแบ่งปันบ้างไหม.?




อ้างอิง :-
- https://bit.ly/3MdR0Tj
- https://bit.ly/3xEVtL2
Thank to : ttps://missiontothemoon.co/soft-skills-7-shameless-rules/
By Tanyaporn Thasak , 21/04/2022
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: 5 สิ่งมงคลไว้ในรถ เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัยทุกการเดินทาง เมื่อ: สิงหาคม 05, 2022, 06:35:27 am



วิธีไหว้แม่ย่านางรถ ให้ร่ำรวย โชคดี ขับขี่ปลอดภัย

วิธีการไหว้แม่ย่านางรถ คนส่วนใหญ่จะไหว้แค่พวงมาลัย อธิษฐานเสร็จแล้ว นำพวงมาลัยแขวนตรงกระจกหน้ารถ ขฌะที่อีกหลายความเชื่อบอกว่า ยังมีบทสวดมนต์หรือคาถาไหว้แม่ย่านางรถด้วย



วิธีไหว้แม่ย่านางรถที่ถูกต้อง

การไหว้แม่ย่านางรถ เป็นความเชื่อของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ที่เชื่อกันว่าในรถทุกคัน จะมีสิ่งศักสิทธิ์ที่เรียกว่า "แม่ย่านางรถ" คอยคุ้มครองเราเวลาขับขี่

คนที่มีความเชื่อเรื่องแม่ย่านางรถส่วนใหญ่จึงให้ความเคารพด้วยการกราบไหว้บูชา โดยการไหว้แม่ย่างนางรถนั้น เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมในเรื่องดวงชะตา ทำให้ร่ำรวย ค้าขายดี ขับขี่ปลอดภัย และยังเป็นสิริมงคลแก่รถยนต์และตัวผู้ขับขี่เองอีกด้วย

ขั้นตอนการไหว้แม่ย่านางรถ

    1. เตรียมของไหว้วางไว้บนโต๊ะหน้ารถ
    2. สตาร์ทรถ แล้วบีบแตร 3 ครั้ง เป็นการเอาฤกษ์เอาชัย
    3. จุดธูป 9 ดอก
    4. กล่าวคำถวายของไหว้แม่ย่านางรถ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ขับขี่ปลอดภัย เกิดสิริมงคลในชีวิต
    5. รอให้ธูปหมดดอก แล้วจึงจุดยาสูบ 3 มวนให้เจ้าที่
    6. รออีกประมาณ 2-3 นาที จึงกล่าวคำลาของไหว้แม่ย่านางรถ



คำถวายของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)
สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ
ทุติยัมปิ สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ
ตะติยัม สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ

ลูกขอถวายสิ่งเหล่านี้แก่แม่ย่านางรถ ขอท่านจงรับซึ่งสิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ลูกทั้งหลายเทอญ สาธุ

คำลาของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ว่า 3 จบ )
พุทธังลา ธัมมังลา สังฆังลา ข้าพเจ้าขอลาสิ่งของเหล่านี้เพื่อให้เป็นทานต่อไป และเพื่อเป็นยารักษาโรค อย่าให้เกิดโทษใด ๆ เลย เสสัง มังคะลายาจามะ

เมื่อกล่าวคำลาของไหว้แม่ย่านางรถเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำไปกินหรือแบ่งปันญาติมิตรเพื่อความเป็นสิริมงคลได้ครับ

ไหว้แม่ย่านางรถ วันไหนได้บ้าง

หากสงสัยว่าต้องไหว้รถวันไหนบ้างนั้น ตามธรรมเนียมจะนิยมไหว้แม่ย่านางรถในช่วงวันสงกรานต์ หรือไหว้ในวันตรุษจีน แต่ถ้าไม่สะดวกก็สามารถจัดเวลาไหว้ได้เอง

โดยในปัจจุบัน เมื่อมีการออกรถใหม่ ส่วนมากมักจะเลือกวันหรือฤกษ์สะดวกของเจ้าของรถในการจัดพิธีไหว้แม่ย่านางรถ ส่วนใครที่ต้องใช้รถทำมาหากินก็ไหว้ปีละ 2 ครั้ง ส่วนใครใช้ขับปกติไหว้ปีละครั้งก็พอครับ



ไหว้แม่ย่านางรถกี่โมงดี

การไหว้แม่ย่านางรถควรไหว้ในตอนเช้า และควรหันรถและของไหว้ ไปทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ

ไหว้แม่ย่านางรถใช้อะไรบ้าง

    - ใช้ธูป 9 ดอก
    - ผลไม้ไหว้แม่ย่านางรถ ทั้งหมด 5 อย่าง
    - ข้าวสาร 1 ถ้วย
    - น้ำเปล่า 1 แก้ว (ขวดใหม่)
    - หมากพลูและยาเส้นสีฟัน 3 คำ
    - ยาสูบ 3 มวน

หากคุณกำลังสนใจจะ ซื้อรถมือสอง หรือ ขายรถ แล้วล่ะก็… ที่ Carsome เสนอราคาให้คุณได้ดีที่สุด! มีขั้นตอนการชำระเงินที่รวดเร็ว และไม่มีขั้นตอนยุ่งยากใด ๆ คลิกที่นี่เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!

ผลไม้ไหว้แม่ย่านางรถ มีอะไรบ้าง

ผลไม้มงคลสำหรับไหว้แม่ย่านางรถ เราจะใช้ผลไม้ 5 อย่าง ได้แก่ กล้วยน้ำว้าสุก 2 หวี และผลไม้อย่างอื่นอีก 4 อย่างเช่น แก้วมังกร, กล้วยหอมทอง, สาลี่ทอง, ทับทิม, ส้ม, สับปะรด, มะพร้าว, องุ่นแดง, แอปเปิลแดง หรือลิ้นจี่ ก็ได้ครับ เลือกตามสะดวกได้เลย



การไหว้แม่ย่านาง มีที่มาที่ไปอย่างไร?

แม่ย่านาง เป็นตำนานที่เล่าขานกันแม่ตั้งแต่สมัยอดีตที่คนยังใช้เรือเป็นยานพาหนะ ทำให้ก่อนออกเรือจะต้องมีการกราบไหว้แม่ย่านางก่อน โดยตำนานได้กล่าวไว้ว่า

สมัยก่อนพระอิศวรและพระแม่อุมา ได้รับคำร้องเรียนจากพวกกุ้งในลุ่มน้ำว่า ตนนั้นเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็ก ๆ สู้สัตว์ตัวอื่นไม่ได้ พระแม่อุมาจึงบรรดาลให้เจ้ากุ้งทั้งหลายมีทั้งอาวุธเป็นหอกแหลมคมอยู่บนหัว และมีปลายแหลมที่แหลมคมอยู่ที่หาง เพื่อระวังทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

แต่กลับกลายเป็นว่า พวกมันกลับวางแผนที่จะทำร้ายบรรดาเรือต่าง ๆ ที่ขับผ่านลุ่มแม่น้ำ โดยพวกกุ้งจะเอาหัวแหลมๆ เจาะเรือให้เรือประมงล่ม จนกระทั่งความเดือดร้อนนี้ไปถึงหูพระแม่อุมาเทวี ท่านจึงมอบคำสั่งให้แม่ย่านางนำความสุขคืนสู่ลุ่มน้ำ

จากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาทำให้ชาวประมงเรือทั้งหลาย ต่างก็หันมากราบไหว้แม่ย่านาง เพื่อช่วยให้การออกเรือปลอดภัย เสริมมงคล หากจับปลาที่ใดก็ได้กลับมาเสมอ เป็นเหมือนแม่ที่คอยปกป้องลูกที่ลุ่มแม่น้ำ ซึ่งในปัจจุบัน แม่ย่านางเหมือนเทพผู้ปกปักษ์รักษาให้แคล้วคลาดจากภัย ทั้งรถยนต์ และยานพาหนะต่าง ๆ นั่นเองครับ

"นอกจากการไหว้แม่ย่านางรถแล้ว อย่าลืมว่าต้องมีสติในการใช้รถใช้ถนน และปฏิบัติตามกฎจราจรด้วยนะครับ"

ชมวิดีโอ การไหว้แม่ย่านางรถได้ที่ : https://youtu.be/xE6veDhS29s





Thank to : https://www.autospinn.com/2019/07/how-to-pay-homage-to-safe-driving-57465
โดย Tadsaneeya , โพสต์เมื่อ 31 กรกฎาคม 2562
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 สิ่งมงคลไว้ในรถ เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัยทุกการเดินทาง เมื่อ: สิงหาคม 05, 2022, 06:16:07 am


5 สิ่งมงคลไว้ในรถ เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัยทุกการเดินทาง

สิ่งของมงคลที่ต้องมีติดรถ เพื่อช่วยเสริมสิริมงคลและทำให้ทุกๆการเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย ถึงแม้ว่าเรื่องโชคลาภเป็นอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ว่ามีผลทางใจช่วยให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งสำหรับวันนี้เราจะมาเเนะนำ 5 สิ่งมงคลที่คุณค่านำมาบูชาไว้ในรถยนต์กันครับ

สิ่งของมงคลที่ต้องมีติดรถ เพื่อช่วยเสริมสิริมงคลและทำให้ทุกๆการเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย ถึงแม้ว่าเรื่องโชคลาภเป็นอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ว่ามีผลทางใจช่วยให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งสำหรับวันนี้เราจะมาเเนะนำ 5 สิ่งมงคลที่คุณค่านำมาบูชาไว้ในรถยนต์กันครับ



1. หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด สิ่งของมงคลอันดับต้นๆที่ต้องมีติดหน้ารถแทบทุกคัน เพราะบ่อยครั้งที่นักเดินทางประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางรถที่มีองค์หลวงปู่ทวดห้อยหน้ารถ มีตำนานและเรื่องเล่าจากบุคคลที่มีตัวตนในสังคมถึงพุทธคุณ “แคล้วคลาด” ก่อนออกเดินทางหรือเมื่อกล้ำกลายเข้าสู่ภัยอันตราย

ให้ท่องคาถาบทหลวงปู่ทวด โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งนะโม 3 จบ ต่อด้วย

“นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา”

แล้วก็ระลึกถึงคุณพระ เป็นการขอพรบารมีให้ท่านคุ้มครอง ซึ่งมีคติความเชื่อสืบกันต่อมาว่า “อานุภาพแห่งพระคาถานี้ ประมาณมิได้เลย ภาวนาก่อนออกเดินทาง เป็นแคล้วคลาดปลอดภัย ภัยอันตรายไม่กล้ำกลาย”



2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

มีพุทธคุณเด่นในด้านเมตตา ค้าขาย และแคล้วคลาดปลอดภัยที่ต้องมีติดหน้ารถ โดยก่อนออกเดินทางหรือเมื่อกล้ำกลายเข้าสู่ภัยอันตราย ให้ท่องคาถาบทหลวงปู่ทวดโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งนะโม 3 จบ ต่อด้วย

“นโม พุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ มะอะอุ อิสวาสุอาปามะจุปะ ทีมะสังอังคุ สังวิธาปุกะยะปะ สะทะวิปิปปะสะอุ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะ อัง อิติอะระหังพุทธังสรณังคัจฉามิ อิติอะระหังธัมมังสะระณังคัจฉามิ อิติอะระอังสังฆังสะระณังคัจฉามิ ติติอุนิ จิเจรุนิจิตตัง เจตะสิกัง รูปังนิพพานัง นามะรูปังทุกขัง นามะรูปังอนิจจัง นามะรูปังอนัตตา อะยังอัตตะพาโว อสุจิ อสุภัง อะระหังหะรินังหัคคะตา สัมมาสัมพุทโธ พุทธสังมิ มังคะลังโวเจติ อิติอะระหัง อะระหังพุทโธ นโมพุทธายะ”



3. พระสีวลี ลีเทพเจ้าแห่งโชคลาภ

เหมาะสมสำหรับรถยนต์ที่ทำการค้า หรือติดต่อธุระกิจ จะพบแต่ความร่ำรวยอย่างรวดเร็ว และมีกินมีใช้ไม่ขาด โดยก่อนออกเดินทาง ให้ท่องคาถาบทหลวงปู่ทวดโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งนะโม 3 จบ ต่อด้วย

“สีวะลี มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ สิวสีจะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ สิวะลีเถระคุณังเอตัง โสตถุลาภัง ภะวันตุฯ ”

เชื่อว่า จะทำให้เกิดลาภร่ำรวยในการค้าขาย สะดวกในเรื่องธุรกิจติดต่อศัตรูหมู่มารที่มุ่งร้าย จะกลับกลายเป็นมิตร มีแต่ความสุขสันติเป็นสิริมงคลชีวิตตลอดไป


4. ท้าวเวสสุวรรณ

มีความเชื่อกันว่า รถยนต์ที่บูชาท้าวเวสสุวรรณ จะบังเกิดป้องกันภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ป้องกันภูติ ผีวิญญาณต่างๆไม่กล้ามาทำอันตรายใดๆให้กับคนในรถและยังเสริมโชคลาภมากมาย ร่ำรวยเงินทอง โดยก่อนออกเดินทาง ให้ท่องคาถาบทหลวงปู่ทวดโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งนะโม 3 จบ ต่อด้วย

“ อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะ พันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ สาธุ…

ลูกชื่อ…… นามสกุล…….อาศัยอยู่บ้านเลขที่……… ขอกราบกรานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด และกราบขอบารมีองค์เสด็จปู่ท่านท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ ทางทิศเหนือเป็นผู้ดูแลและรักษามนุษย์ในพระพุทธศาสนาขออัญเชิญเสด็จมารับการ กราบไหว้บูชาของพวกลูกเหล่านี้ เมื่อเสด็จปู่ท้าวเวสสุวรรณได้ทรงรับทราบแล้วโปรดประทานพรให้ลูกๆและครอบครัว ประสบแต่สรรพสิริมงคล อุดมโชคลาภ และขอให้เสด็จปู่ท้าวเวสสุวรรณ ได้โปรดอภิบาลให้ลูกๆและครอบครัวปราศจากภัยทั้งหลายอันตรายทั้งปวงตลอดไปด้วยเทอญ”



5. แม่ย่านาง คุ้มครองปกป้องกันภัย ให้แก่พาหนะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยเคารพนับถือว่าคอยคุ้มครองปกป้องกันภัยใน รถยนต์ เชื่อว่าสิงสถิตอยู่ในรถยนต์จะช่วยคุ้มครองปกป้องกันภัย

สามารถอ่านวิธีการรายละเอียดได้ต่อที่ ไหว้แม่ย่านางรถ อย่างไรให้รวย และโชคดีทุกการเดินทาง

 


Thank to : https://www.thainewsonline.co/lifestyle/838576
04 ส.ค. 2565 เวลา 17:09 น.
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปิดตำนาน อ.ยอด นักเล่านิทานธรรมะชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 77 ปี เมื่อ: สิงหาคม 05, 2022, 05:36:11 am




ปิดตำนาน อ.ยอด นักเล่านิทานธรรมะชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 77 ปี | "นัถถิ กัมมัง สมะ พะลัง" - "แรงใดในโลก เสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี"


ปิดตำนาน อ.ยอด นักเล่านิทานธรรมะชื่อดัง ยูทูบเบอร์รุ่นเก๋า ผู้ติดตามกว่า 5.5 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 77 ปี ชาวเน็ตใจหายบ่นใจหายฟังเสียงอันเป็นเอกลักษณ์มาเป็นสิบ ๆ ปี

"นัถถิ กัมมัง สมะ พะลัง"  "แรงใดในโลก เสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี" ประโยคคุ้นหูที่แฟนคลับและชาวเน็ตนักฟังนิทานธรรมะจำนวนไม่น้อยคุ้นเคย จากนักเล่านิทานธรรมมะชื่อดัง อ.ยอด นักเล่านิทานธรรมะที่มีเอกลักษณ์แก้วเสียงอันนุ่มลึก ฟังแล้วอบอุ่นสบายใจ ทำให้จินตนาการไปได้ด้วย

โดยวันนี้ (4 ส.ค.) ชาวโซเชียลได้แชร์ข่าวเพจเฟซบุ๊ก จดหมายเหตุพระเกจิ ซึ่งเป็นเพจเกี่ยวเกจิ เครื่องราง ของขลัง ได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตของ อ.ยอด โดยระบุว่า

     สิ้นตำนานผู้ขับขานนิทานธรรม
     ขอให้กุศลและผลบุญนำดวงวิญญาณอาจารย์ไปสู่สุขคติภพ ด้วยความอาลัยและเคารพอย่างสูงครับ
     ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยครับ

     อาจารย์ยอดเสียชีวิตแล้ว วันนี้ตอนเที่ยง มีรดน้ำศพพรุ่งนี้ 5 สิงหาคม 4 โมงเย็น ณ ศาลาราชอริยคุณาธาร วัดป่าประดู่(พระอารามหลวง) อายุ 77 ปี

    #อาจาร์ยอด
    "แรงใดในโลก เสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี"
    #ตัวหนังสือที่มีเสียง



ซึ่งภายหลังที่ข่าวการเสียชีวิตของ อ.ยอด ถูกเผยแพร่ ได้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความเสียใจ พร้อมระบุอาทิ ฟังนิทานที่ อ.ยอด เล่ามา 10 กว่าปี นิทานธรรม เรื่องเล่าต่าง ๆ ข้อคิดดี ๆ เป็นดั่ง ธรรมในใจที่ปลูกฝังเรื่องบาปบุญคุณโทษ โดยผ่านการเล่าเรื่องของท่านมาตลอดหลายปี สิ่งที่ท่านเล่ามาตลอดหลายสิบปี จะเป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังพูดถึงกันต่อไปอีกนานเท่านาน


สำหรับ อ.ยอด มีชื่อจริงว่า ปรีชา เรืองเดช พื้นเพเป็นชาวจังหวัดสมุทรสงคราม เรียนจบเพาะช่าง เริ่มเส้นทางการทำงานกับรุ่นพี่ "เปี๊ยก โปสเตอร์" ติดสอยห้อยตามไปเป็นผู้ช่วย เขียนโปสเตอร์ตามโรงหนัง ก่อนที่จะหันไปพากย์หนัง

โดยใช้ชื่อว่า "ยอดกมล" พากย์หนังเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และตัดสินใจเปิดธุรกิจร้านเช่าวิดีโอที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มหันมาจับงานด้านรายการวิทยุ เล่าเรื่องบาปบุญคุณโทษ เรื่องเวรกรรม เป็นเวลากว่า 30 ปี ก่อนที่จะขยายมาสู่แพลตฟอร์มช่องยูทูบ ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 5.5 ล้าน มีวิดีโอ 8.8 พันรายการ






ขอบคุณ : https://www.nationtv.tv/news/378881928
04 ส.ค. 2565
39  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "เพื่อนแท้" อย่าปล่อยให้เพื่อนลืมรูดซิปกางเกง เดินเป็นนักเลง ไปทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อ: สิงหาคม 04, 2022, 07:18:32 am


"เพื่อนแท้" มีลักษณะอย่างไร.? | "เพื่อนแท้" อย่าปล่อยให้เพื่อนลืมรูดซิปกางเกง แล้วเดินเป็นนักเลง ไปทั่วบ้านทั่วเมือง นะครับ

ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่ง ชื่อสิงคาลกสูตร ว่าด้วยมาณพชื่อสิงคาลกะ พ่อสอนไว้ก่อนตายว่าให้ไหว้ทิศ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไหว้ทิศตามที่พ่อสั่ง พระพุทธองค์ตรัสแนะนำว่า ถ้าจะให้ได้ประโยชน์ยิ่งขึ้นควรจะไหว้ทิศตามหลักในอริยวินัย แล้วทรงแสดงว่า

     - ทิศเบื้องหน้า หมายถึงบิดามารดา
     - ทิศเบื้องขวา หมายถึงครูอาจารย์
     - ทิศเบื้องหลัง หมายถึงคู่ครองและบุตรธิดา
     - ทิศเบื้องซ้าย หมายถึงมิตรสหาย
     - ทิศเบื้องล่าง หมายถึงผู้ทำงานรับใช้
     - ทิศเบื้องบน หมายถึงนักบวชในศาสนาต่างๆ

ทรงแสดงว่า การปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้อย่างถูกต้องเหมาะสม นั่นแหละคือการไหว้ทิศที่ถูกต้อง แล้วทรงแสดงหลักปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น และหลักปฏิบัติที่บุคคลเหล่านั้นจะพึงปฏิบัติตอบอย่างละเอียด

นอกจากเรื่องการไหว้ทิศตามหลักในอริยวินัยแล้ว ยังทรงแสดงหลักธรรมอื่นอีก กล่าวคือ

    ๑. บาปที่เรียกว่า “กรรมกิเลส” ๔ ประการ คือ การฆ่า การขโมย การประพฤติผิดทางเพศ และหลอกลวง
    ๒. อคติ ๔ ประการ คือ ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะหลงผิด ลำเอียงเพราะกลัว
    ๓. ทางแห่งความเสื่อมที่เรียกว่า “อบายมุข” ๖ ประการ คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ทรงแจกแจงว่าแต่ละอย่างมีโทษอย่างไร
    ๔. เพื่อนเทียมและเพื่อนแท้ ทรงแสดงว่า
        - เพื่อนเทียมมี ๔ ประเภท คือ คนปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัวประจบ คนชักชวนในทางฉิบหาย ทรงแจกแจงว่าแต่ละประเภท มีลักษณะอย่างไร
        - เพื่อนแท้ก็มี ๔ ประเภท คือ เพื่อนมีอุปการะ เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ เพื่อนแนะประโยชน์ เพื่อนมีความรักใคร่ ทรงแจกแจงว่าแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบลง สิงคาลกมาณพเข้าใจซาบซึ้งในพระธรรมที่ทรงแสดง ประกาศตนเป็นอุบาสกนับถือพระพุทธศาสนา

_____________________________
ศึกษารายละเอียด: สิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๑๗๒-๒๐๖
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%CA%D4%A7%A4%D2%C5%A1%CA%D9%B5%C3&book=9&bookZ=33&original=1

@@@@@@@

ในบรรดาเพื่อนแท้ ๔ ประเภท เพื่อนแท้ที่เรียกว่า “เพื่อนมีอุปการะ” มีการปฏิบัติต่อเพื่อน ๔ แบบ คำบาลีว่าดังนี้
(อ่านคำบาลีไม่คล่อง ก็กรุณากัดฟันอ่านถวายพระเป็นพุทธบูชา.! ตั้งอารมณ์ว่ากำลังสวดมนต์ ได้บุญเท่ากัน สาธุ)
    ๑. ปมตฺตํ รกฺขติ.
    ๒. ปมตฺตสฺส สาปเตยฺยํ รกฺขติ.
    ๓. ภีตสฺส ปฏิสรณํ โหติ.
    ๔. อุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ กรณีเยสุ ตทฺทิคุณํ โภคํ อนุปฺปเทติ.

หนังสือนวโกวาท พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลไว้ดังนี้
    ๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
    ๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
    ๓. เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
    ๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [169] แสดงความหมายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขออนุญาตยกมาเทียบคู่เพื่อให้เห็นคำแปลเทียบกันดังนี้
    1) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
        a) He guards you when you are off your guard.
    2) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
        b) He guards your property when you are off your guard.
    3) เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
        c) He is a refuge to you when you are in danger.
    4) มีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
        d) He provides a double supply of what you may ask in time of need.

@@@@@@@

การปฏิบัติต่อเพื่อน ๔ แบบนี้ คัมภีร์อรรถกถา (สุมังคลวิลาสินี ภาค ๓ หน้า ๒๒๒-๒๒๓) ขยายความไว้มองเห็นภาพชัดเจน แต่ถ้ายกคำแปลตามที่ท่านแปลไว้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม ฉบับของมหามกุฎฯ มาให้อ่าน ญาติมิตรที่อ่านอาจจะมึนมากกว่าที่จะมองเห็นภาพ จึงขออนุญาตถ่ายทอดด้วยสำนวนของผมเอง เพื่อให้เห็นภาพตรงตามที่อรรถกถาบรรยาย

    ๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
       เห็นเพื่อนไปเมาหมาไม่แดก นอนแถกเหงือกอยู่ตามข้างถนน เออ แบบนี้เดี๋ยวเถอะกางเกงก็จะไม่ติดก้น มึงอยากนอน นอนไป กูนั่งเฝ้าให้ เพื่อนสร่างเมาตื่นขึ้นมา พากลับบ้าน (ที่ไม่เอากลับตั้งแต่แรกก็เพราะเกรงใจ อยากให้เพื่อนหลับให้สบายๆ ไปก่อน)
    ๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
        ไปบ้านเพื่อน เพื่อนไม่อยู่บ้าน ไปเมาที่ไหนอีกละสิเนี่ย บ้านช่องประตูหน้าต่างเปิดโล่ง เออ ให้มันได้ยังงี้ นอนเฝ้าบ้านให้เพื่อนจนกระทั่งเพื่อนกลับ
    ๓. เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
        ภัยถึงตัวเพื่อน เพื่อนก็ถึงตัวเพื่อนทันควันเหมือนกัน กูอยู่ทั้งคน มึงไม่ต้องวิตก เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงคอยช่วยกูด้วยก็แล้วกัน
    ๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
        ยามเพื่อนร้อนเงิน มาออกปาก จะเอาไปทำอะไร เขาเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯ งานอะไรยังไม่รู้ มึงจะเอาเท่าไร สักพันก็พอ เข้ากรุงเทพฯ พันเดียวมึงกินแกลบก็แล้วกันไอ้เหียกเอ๊ย เอาไปหมื่นหนึ่ง เหลือเอามาคืนกู ไม่เหลือก็แล้วไป


@@@@@@@

เมื่อวานนี้ (๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕) ผมโพสต์เรื่อง “ผู้ไม่ยอมละลายตัวเอง” เอ่ยถึงท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก บอกว่าท่านเป็นสามเณรประโยค ๙ รูปแรกในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ สอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ ( "ผู้ไม่ยอมละลายตัวเอง" - https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0aNr8Q1KJRBVvxRqbML1g8fL9uQ9MfRAPFafn5Tjb6oByH1evdg5rRMRtpeeqNoZAl )

     ผมพิมพ์คำว่า “สามเณรประโยค ๙ รูปแรกในสมัยรัชกาลที่ ๑๐” ลงไปอย่างเพลิดเพลิน ตรงกับคำบาลีว่า “ปมตฺต” (ปะ-มัด-ตะ) ซึ่งแปลว่า “ประมาท” คือเผลอไปแบบคนหลับลึก
    “เพื่อน” คนหนึ่งซึ่งเป็น “เพื่อน” ทางเฟซบุ๊กด้วย เป็น “เพื่อน” ในทางส่วนตัว เคยทำงานด้วยกันร่วมงานกันมาด้วย เข้ามาอ่าน เพื่อนก็ทำหน้าที่เพื่อนแท้อย่างที่คำบาลีบอกว่า “ปมตฺตํ รกฺขติ” ซึ่งแปลว่า “ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว” โดยการทักท้วงมาว่า -สมัยรัชกาลที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๙.?
     นั่นแหละ ผมจึงตามไปแก้ไขได้ทันท่วงที ถ้าเพื่อนไม่ “รกฺขติ” ผมก็คง “ปมตฺต” ไปอีกนาน ขอคารวะ “เพื่อน” มา ณ ที่นี้อีกวาระหนึ่ง

ผมอยากให้ “เพื่อน” ทางเฟซบุ๊กเป็นแบบนี้กันมากๆ ครับ เห็นเพื่อนเขียนอะไรผิด โดยเฉพาะใช้คำผิด สะกดการันต์ผิด ข้อมูลผิด นั่นคือเพื่อนเรากำลังตกอยู่ในอาการ “ปมตฺต” (ประมาทพลาดพลั้งเผอเรอไม่รอบคอบ)

เพื่อนแท้ควรทำหน้าที่ “ปมตฺตํ รกฺขติ” ช่วยเพื่อนที่กำลังพลาดให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง-อย่างที่เพื่อนผมช่วยผม ผมโชคดีที่มี “เพื่อน” คอยช่วย “รกฺขติ” อยู่เสมอๆ ผมมีแค่สองหูสองตา แต่มีเพื่อนคอยเป็นหูเป็นตาให้อีกเป็นร้อย

การทักท้วงเพื่อนที่พลั้งพลาด เป็นคนละเรื่องกับการจับผิดชาวบ้านนะครับ ต้องแยกให้ถูก อย่าเอาไปปนกัน “ปมตฺตํ รกฺขติ” = ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว เป็นหน้าที่ของเพื่อนแท้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ช่วยกันทำ

เพื่อนแท้ อย่าปล่อยให้เพื่อนลืมรูดซิปกางเกง แล้วเดินเป็นนักเลง ไปทั่วบ้านทั่วเมือง นะครับ




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ , ๑๖:๐๕ น.
websie : dhamma.serichon.us/2022/08/02/เพื่อนแท้-โดย-พลเรือตรีท/
Posted date : 2 สิงหาคม 2022 , By admin.
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 13 พฤติกรรมดีๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วย “ชะลอความแก่” เมื่อ: สิงหาคม 04, 2022, 06:14:03 am



13 พฤติกรรมดีๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วย “ชะลอความแก่”

“แก่” พูดเบาๆ ก็เจ็บ เชื่อว่าหลายคนคงทราบอายุของตนเองดีว่าตนเองอาจจะไม่ใช่เด็กๆ หรือไม่ใช่วัยหนุ่มสาวแล้ว แต่ก็รู้สึกแสลงหูทุกครั้งที่ได้ยินคนบอกว่าตัวเราแก่ และจะยิ่งรู้สึกโกรธจนควันออกหูมากขึ้นไปอีก หากมีคนทั่วไปมองว่าเราดูแก่เกินวัย ทั้งที่อายุจริงๆ ของเรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป นั่นแหละ เราต่างก็รู้ตัวเองดี แต่ไม่ชอบให้ใครมาย้ำอะไรซ้ำๆ เหมือนแทงใจดำแบบนี้

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอายุจริงของคุณจะอยู่ในวัยที่ตัวเลขมากๆ หรือจะเป็นวัยกลางๆ วัยหนุ่มสาว ก็คงไม่มีใครที่อยากจะดูแก่เกินกว่าอายุขึ้นไปอีก ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะดูเด็กลงอีกสักหน่อย หรืออยากจะขอแก่ให้ช้าลงอีกสักนิด พูดง่ายๆ ก็คือ อยากจะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวัยที่เพิ่มมากขึ้นในทุกวันนั่นเอง

ถ้าคุณอยากจะแก่ให้ช้าลง ลองมาดูพฤติกรรมดีๆ ที่ช่วย “ชะลอความแก่” กันหน่อยดีกว่า ไม่ยาก เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ที่คุณสามารถทำในชีวิตประจำวันได้


    @@@@@@@

    1. การทำสมาธิ

การทำสมาธิได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้สมองของคนเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้จริง โดย Sara Lazar นักประสาทวิทยาแห่ง Harvard Medical School และ Massachusetts General Hospital ได้ศึกษาเกี่ยวกับโดยการสแกนสมองของผู้ที่ทำสมาธิ พบว่าคนที่นั่งสมาธิมาเป็นเวลานาน มีสสารสีเทาในเยื่อหุ้มสมองส่วนที่ควบคุมการได้ยินและประสาทสัมผัสเพิ่มขึ้น Lazar ระบุว่าที่มันเพิ่มขึ้นนั้น มาจากการเอาใจใส่และมีสติอยู่กับการหายใจ เสียง และสิ่งเร้าอื่นๆ ระหว่างการทำสมาธิ

นอกจากนี้ Lazar ยังพบสสารสีเทาในเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการตัดสินใจ จากผู้ทำสมาธิในวัย 50 ปี พวกเขามีสสารสีเทาในเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า ปริมาณเท่ากันกับที่พบในคนอายุ 20 ปี ทั้งที่เยื่อหุ้มสมองนั้นจะเสื่อมสภาพลงเมื่อคนเราอายุมากขึ้น นั่นสิ แล้วทำไมคุณไม่รวมการฝึกสมองนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณล่ะ?

    2. เพิ่มกิจกรรมการเล่น

อย่าเอาแต่จริงจังอย่างเดียว หาเวลาที่เป็นเวลาเล่นของคุณด้วย ถ้าคุณต้องการเพิ่มกิจกรรมการเล่น ลองพวกเกมฝึกสมองดูก็เป็นตัวเลือกที่ดี มีการศึกษาที่พบว่าการฝึกสมองอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ในการทดลองทางคลินิกในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 56-71 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้มารับการฝึกสมอง และการอบรมด้านความรู้ความเข้าใจ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นกลุ่มควบคุม จากนั้นวัดการทำงานของสมอง

โดยนักวิจัยพบว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มฝึกสมองและการอบรมความรู้ความเข้าใจนั้น มีศักยภาพในการตอบสนองของสมองกลีบหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม ซึ่งหมายความว่าสมองของพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำงานหนักมากในเวลาที่สมองอาจกำลังทำงานอย่างหนัก จากการวิจัยนี้ นักวิจัยพยายามหาวิธีควบคุมศักยภาพของสมองของผู้ที่มีอายุมากขึ้นเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

    3. ทำตัวยุ่งให้มากกว่าเดิม

พูดง่ายๆ ก็คือ พยายามหาอะไรทำ ดีกว่านั่งอยู่ว่างๆ เฉยๆ อย่างการใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว จะทำให้คุณไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองแตกแยกออกจากครอบครัวเมื่ออายุมากขึ้น หรือจะลองไปเป็นอาสาสมัคร ก็เป็นวิธีที่ดีในการแก้เหงา ในขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย หรือถ้าคุณมีคนรัก กิจกรรมสานความสัมพันธ์แนบแน่นใกล้ชิดก็ช่วยได้ การมีเพศสัมพันธ์ด้วยความรักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเพิ่มช่วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ชายและสามารถลดอายุจริงของคุณได้เกือบ 3 ปีแน่ะ! เมื่อคนอื่นจะทายอายุคุณ

    4. เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย

ความยืดหยุ่นของร่างกายคนเราจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราอายุมากขึ้น แล้วนำไปสู่การเปราะ แตก หักง่ายมากกว่า อย่างไรก็ดี National Academy of Sports Medicine กล่าวว่าการวางแผนเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย (แบบที่เป็นระบบและก้าวหน้าทันสมัย) สามารถช่วยให้คุณมีความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้นแม้อายุจะมากแล้ว แล้วคุณรู้ไหม ว่าการที่คุณออกไปโดดแดด รับวิตามินดียามเช้าเพียงไม่กี่นาทีในทุกวัน ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้แล้ว

    @@@@@@@

    5. อย่าละเลยการเข้าสังคม

เพราะความเหงาสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของคุณได้ ที่สำคัญคือ มันมีผลกระทบลงไปถึงระดับของยีนในร่างกายเลยด้วยซ้ำไป และอาจถึงกับทำให้อายุสั้นลงด้วย มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นโทษของการอยู่คนเดียว ว่าอาจส่งผลเสียต่อเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ DNA อยู่ที่ส่วนท้ายของโครโมโซม โดยมันจะสั้นลงทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว โดยที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานอีกแค่ไหน โดยเทโลเมียร์ที่ยาวขึ้นจะสัมพันธ์กับการแก่ตัวที่ช้าลง โรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องกับอายุจะน้อยลง ทำให้ผลลัพธ์โดยทั่วไปคือจะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

มีการศึกษานกแก้วสีเทาแอฟริกันที่ถูกกักขังให้อยู่ตามลำพัง พบว่ามีเทโลเมียร์ที่สั้นกว่านกแก้วที่อาศัยอยู่กับฝูงนกตัวอื่นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาที่กลายมาเป็นหลักฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าการแยกตัวออกจากสังคมและปัจจัยกดดันอื่นๆ อาจเป็นอันตรายต่อเทโลเมียร์ของคนเรา โดยมีผลให้เทโลเมียร์สั้นลง นอกจากนี้ความเหงายังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ความบกพร่องทางสติปัญญา โรคหัวใจ และภาวะร้ายแรงอื่นๆ ที่คล้ายกับโทษของโรคอ้วนและการสูบบุหรี่ ฉะนั้น อย่าละเลยการเข้าสังคม หมั่นพบปะกับเพื่อนฝูง หรือพาตัวเองไปอยู่ในสังคมบ้าง

    6. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณแข็งแรงขึ้นด้วย เพราะการออกกำลังกายช่วยชะลอความเสื่อมถอยของสุขภาพเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่อาจจะค่อยๆ สูญเสียประสิทธิภาพลงไปพร้อมกับอายุที่มากขึ้นและความชรา

    7. พิถีพิถันเรื่องการกินอาหาร

อาหารที่ไม่ผ่านการขัดสีจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากกว่า โดยช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่จำเป็นในรูปที่ยังคงคุณค่าทางอาหารได้ดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำตาลทรายขาว (ที่ผ่านกระบวนการขัดสีจนขาวบริสุทธิ์) เพราะการบริโภคน้ำตาลทรายขัดสี สามารถเชื่อมโยงกับโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวานและโรคอัลไซเมอร์ ได้

    8. นอนหลับให้เพียงพอ

เป็นเรื่องปกติที่รูปแบบการนอนของเราจะเปลี่ยนไปเมื่อเราอายุมากขึ้น และนี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนที่มีอายุมากขึ้นกลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอเท่าที่ควร เฉลี่ย 6 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นในคืนหนึ่ง ฉะนั้น คุณควรมีวิธีการที่จะช่วยเรื่องการนอนหลับ เช่น ลดการบริโภคคาเฟอีนลง จัดวางเครื่องนอนหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้เราพักผ่อนได้มากตามต้องการ ในขณะที่การออกกำลังกายเพื่อหวังจะให้ร่างกายรู้สึกล้า จะได้นอนหลับได้ง่ายขึ้นเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่อย่าออกกำลังกายในช่วงที่ใกล้กับเวลานอนมากเกินไป ไม่ฉะนั้น คุณจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก

    @@@@@@@

    9. ผ่อนคลายความเครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย โดยความเครียดเรื้อรังที่ไม่ได้รักษา อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจ และภาวะร้ายแรงอื่นๆ โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้อาจทำให้ช่วงเวลาในชีวิตของคุณหายไปหลายปีเลย เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ความเครียดเข้าครอบงำร่างกายและจิตใจจนเกินเยียวยา และรักษาไม่ทัน

ลองใช้เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น เล่นโยคะหรือการทำสมาธิ ซึ่งทั้ง 2 วิธีได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าลดระดับความเครียดได้ หรือจะลองรำไทเก๊ก ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ช่วยรักษาได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต คือ เพิ่มความสมดุล ความมั่นคงของร่างกายผู้สูงอายุ พร้อมๆ กับการลดความเครียดและคลายความวิตกกังวล

    10. พิจารณาอาหารเสริม

แม้ว่าคุณจะกินดีอยู่ดี และค่อนข้างมั่นใจว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่คุณก็อาจขาดสารอาหารบางอย่างหรือได้รับไม่เพียงพอจากการกินอาหารตามปกติ โดยเฉพาะเมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณจำเป็นต้องได้รับสารอาหารบางประเภทมากกว่าที่เคยได้รับในช่วงวัยหนุ่มสาว เพื่อให้เป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี โดยมีอาหารเสริมจำนวนหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคได้ เช่น น้ำมันปลา ที่มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

    11. ดื่มให้เป็นยา

จริงๆ แล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล HDL ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะไวน์แดงที่อาจมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ เทียบเท่าเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเภทชาเขียวและกาแฟ ส่วนในชากาแฟ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านอาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอายุ

การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2013 พบว่าผู้ที่ดื่มชาเขียว 4 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยดื่มชาเขียว เนื่องจากสารประกอบแคทีชิน (catechins) ในชาเขียว ที่ช่วยควบคุมความดันเลือดและปรับปรุงการไหลเวียนเลือด

    12. ให้สมองได้ทำงานบ่อยๆ

เมื่อคุณอายุมากขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงไปทุกวันตามอายุที่มากขึ้น สมองของคุณก็เช่นกัน มันจะค่อยๆ เสื่อมลง แต่คุณรู้ไหมว่าสมองของคุณนั้นสามารถรักษาตัวเองได้ หากคุณพยายามบริหารสมอง ให้สมองได้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ถึงคุณจะอายุมาก สมองของคุณก็จะยังเฉียบอยู่ ฉะนั้น ถ้าคุณหมั่นเล่นเกมฝึกสมอง หรือทำอะไรก็ได้เพื่อกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอด จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงที่คุณจะกลายเป็นคนชราความจำเสื่อมลงได้มากทีเดียว

    13. ดูแลผิวพรรณของตัวเอง

ผิวของคุณบอกได้ว่าคุณอายุเท่าไร ซึ่งถ้าคุณไม่เคยดูแลผิวพรรณเลยทั้งผิวหน้าและผิวกาย ผลคือคุณจะดูแก่กว่าอายุจริง! สภาพผิวที่ขาดการดูแล ทำให้คุณแก่ก่อนวัย และเกินวัยไปมากทีเดียว จนทำให้คนอื่นๆ ทายอายุคุณผิดไปมาก ดังนั้น แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับความสวยงามเท่าไรนัก แต่คุณควรดูแลผิวพรรณแบบพื้นฐาน เช่น ใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันริ้วรอยและจุดด่างดำก่อนวัยอันควร ใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของมอยเจอไรเซอร์ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และ…ถ้าคุณสูบบุหรี่ ขอแนะนำให้คุณเลิก เพราะยิ่งรวมกับปัจจัยอื่นๆ การบุหรี่ทำให้คุณดูแก่กว่าวัยมาก





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : Eat This, Not That!
ภาพ : iStock
website : https://www.sanook.com/health/30753/
10 ต.ค. 64 (15:46 น.) , Tonkit360 : สนับสนุนเนื้อหา
หน้า: [1] 2 3 ... 657