ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 498
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ว่าด้วยเรื่อง พระเจ้าอโศกทรงจับสึกพระอลัชชี และเริ่มปฏิรูป เผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:22:31 am




เกร็ดน่ารู้ ว่าด้วยเรื่อง พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงจับสึกพระอลัชชี และเริ่มปฏิรูป เผยแผ่พระพุทธศาสนา

- เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงกวาดล้าง จับสึกพระอลัชชี ทรงให้มีการสังคยานาพระไตรปิฏกครั้งที่ 3 และเริ่มปฏิรูปเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ครั้งหนึ่งในอดีต “พระเจ้าอโศกมหาราช” ทรงร่วมปฏิรูปพระศาสนา จับสึกพระอลัชชีผู้ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส สั่งสมของมัวเมาในลาภสักการะ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จากนั้นทรงเป็นศาสนูปถัมภกในการสังคยานา และส่งสมณฑูตประกาศพระพุทธศาสนา

- เมื่อเกิดเหตุการณ์นักบวชนอกศาสนามาปลอมบวช เพื่อหวังลาภสักการะและบิดเบือนคำสอนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระเจ้าอโศกมหาราช (AShoka the great) แห่งราชวงศ์ โมริยะ กษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนอินเดีย (พ.ศ.276 – พ.ศ.312) พระองค์ ทรงมีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่นทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ และหลักศิลาจารึกเป็นต้น ได้บำรุง พระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย 4 คือ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค การที่พระองค์ทรงบำรุงพระภิกษุสงฆ์เช่นนี้ ก็เพื่อจะได้พระภิกษุในพุทธศาสนาได้รับความสะดวก มีโอกาสบำเพ็ญสมณธรรมได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลในการแสวงหาปัจจัย 4 แทนที่จะเป็นเช่นนั้น

แต่กลับปรากฏว่ามีพวกนักบวชนอกศาสนาเป็นจำนวนมาก ปลอมบวชในพุทธศาสนา เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ เมื่อบวชแล้วก็คงสั่งสอนลัทธิศาสนาเก่าของตน โดยอ้างว่าเป็นคำสอนของพุทธศาสนา แสดงลัทธิธรรมให้ผิดคลองพระพุทธบัญญัติกระทำให้สังฆมณฑลยุ่งเหยิง แตกสามัคคีด้วยสัทธรรมปฏิรูป

ข้อนี้ทำให้พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ (คนละรูปกับพระมหาโมคคัลลานะเถระในพุทธกาล) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความแตกฉานในพระไตรปิฎก เกิดความระอาใจต่อการประพฤติปฏิบัติของเหล่าพระภิกษุอลัชชีที่ปลอมบวชทั้งหลาย จึงได้ปลีกตัวไปอยู่ที่ ถ้ำอุโธตังคบรรพต เจริญวิเวกสมาบัติอยู่ที่นั้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลา 7 ปี และมอบภารกิจคณะสงฆ์ให้พระมหินทเถระดูแลแทน

- เมื่อจำนวนพระอลัชชีมีมากกว่าพระภิกษุแท้ ๆ จนพระภิกษุผู้บริสุทธิ์ งดทำอุโบสถสังฆกรรมร่วม ถึง 7 ปี

ในสมัยนั้นจำนวนของพระอลัชชี มีมากกว่าพระภิกษุแท้ ๆ จึงทำให้ต้องหยุดการทำอุโบสถสังฆกรรมถึง 7 ปี เพราะเหตุที่พระสงฆ์ ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ยอมร่วมกับพระอลัชชีเหล่านั้น
 
จึงทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สบายพระหฤทัยในการแตกแยกของพระสงฆ์ ทรงปวารณาจะให้พระสงฆ์เหล่านั้นสามัคคีกัน จึงได้ตรัสสั่งให้อำมาตย์หาทางสามัคคี ฝ่ายอำมาตย์ฟังพระดำรัสไม่แจ้งชัด สำคัญผิดในหน้าที่ จึงได้ทำความผิดอันร้ายแรง คือ ได้บังคับให้พระภิกษุบริสุทธิ์ทำอุโบสถร่วมกับพระอลัชชี พระภิกษุผู้บริสุทธิ์ต่างปฏิเสธที่จะร่วมอุโบสถสังฆกรรม อำมาตย์จึงตัดศีรษะเสียหลายองค์

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทราบข่าวนี้ ทรงตกพระทัยยิ่งจึงเสด็จไปขอขมาโทษต่อพระภิกษุที่อาราม และได้ตรัสถามสงฆ์ว่า การที่อำมาตย์ได้ทำความผิดเช่นนี้ ความผิดจะตกมาถึงพระองค์หรือไม่ พระสงฆ์ถวายคำตอบไม่ตรงกัน บ้างก็ว่า ความผิดจะตกมาถึงพระองค์ด้วยเพราะอำมาตย์ทำตามคำสั่ง แต่บางองค์ก็ตอบว่าไม่ถึงเพราะไม่มีเจตนา

คำวิสัชนาที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชกระวนกระวายพระทัยยิ่งนัก ทรงปรารถนาที่จะให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ผู้มีความสามารถและแตกฉานในพระธรรมวินัยถวายคำวิสัชนาอย่างแจ่มแจ้ง จึงได้ตรัสถามถึง พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้ตรัสตอบว่า มีแต่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระรูปเดียวเท่านั้นที่อาจแก้ความสงสัยได้

พระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้ส่งสาส์นไปอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ให้ท่านเดินทางมายังเมืองปาฏลีบุตร แต่ไม่สำเร็จ เพราะพระเถระไม่ยอมเดินทางมาตามคำอาราธนา พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงไม่หมดความพยายาม จึงได้รับสั่งให้พนักงานออกเดินทางโดยทางเรือรบท่านตามคำแนะนำของพระติสสะเถระ ผู้เป็นพระอาจารย์ของโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ

ในที่สุดพระเถระก็ยอมมาและในวันที่ท่านเดินทางมาถึงนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จไปรับพระเถระด้วยพระองค์เอง ได้เสด็จลุยน้ำไปถึงพระชานุ แล้วยื่นพระกรให้พระเถระจับและตรัสว่า

"ขอพระคุณท่านจงสงเคราะห์ข้าพเจ้าเถิด"

แล้วได้นำท่านไปสู่อุทยาน ได้ทรงแสดงความเคารพพระเถระอย่างสูง และได้ตรัสถามพระเถระว่า การที่อำมาตย์ได้ตัดศีรษะพระภิกษุนั้นจะเป็นบาปกรรมตกถึงตนหรือไม่ พระเถระได้ตอบว่า

“มหาบพิตร จะเป็นเป็นบาปได้ก็ต่อเมื่อพระองค์มีเจตนาที่จะฆ่าเท่านั้น”

คำวิสัชนาของพระเถระนั้น ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยมาก
 
- พระอลัชชีมัวเมาในลาภสักการะ แม้แต่พระภิกษุก็ยังตกภายใต้อำนาจ

ฝ่ายพระอลัชชีผู้ปลอมบวชในพุทธศาสนานั้นก็ยังพยายามที่จะประกอบมิจฉาชีพอยู่ต่อไป พระเหล่านั้นได้มัวเมาหลงใหลในลาภสักการะไม่พอใจในการปฏิบัติธรรม อาศัยผ้าเหลืองเลี้ยงชีพ ประพฤติผิดธรรมวินัยไม่สำรวมระวังในสีลาจารวัตร เที่ยวอวดอ้างคุณสมบัติโดยอาการต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อหาลาภสักการะเข้าตัว เพราะเหตุนี้จึงทำให้พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพลอยด่างพร้อยไปด้วย ความอลเวงได้เกิดขึ้นในวงการของพุทธศาสนาทั่วไปลาภสักการะมีอำนาจเหนือ อุดมคติของผู้เห็นแก่ได้

แม้กระทั่งผู้ทรงเพศเป็นพระภิกษุห่มเหลืองก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของมัน ที่จริงผู้มีลาภคือผู้มีบุญ แต่มัวเมาในลาภคือสั่งสมบาป การที่พระได้ของมามาก ๆ จากประชาชนที่เขาบริจาคด้วยศรัทธานั้น นับว่าเป็นการดีไม่มีผิด แต่การที่พระสั่งสมของมัวเมาในลาภ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จนลืมหน้าที่ของตนนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง



- เริ่มกระบวนการกวาดล้างพระอลัชชี เพื่อทำพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์

พ.ศ.287 พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ถวายเทศนาแก่พระเจ้าอโศกมหาราช จนพระองค์ทรงมีความเลื่อมใส และซาบซึ้งในหลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ ได้ประทับอยู่ที่อุทยานนับเป็นเวลา 7 วัน เพื่อชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์จากเดียรถีย์ที่เข้ามาปลอมบวช ในวันที่ 7 พระองค์ได้ประกาศบอกนัดให้พระภิกษุที่อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มาประชุมที่อโศการามเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของตน ภายใน 7 วัน พระองค์ประทับนั่งภายในม่านกับท่านโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้สั่งให้ภิกษุผู้สังกัดอยู่ในนิกายนั้น ๆ นั่งรวมกันเป็นนิกาย ๆ แล้วตรัสถามให้พระภิกษุเหล่านั้นอธิบายคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านั้นได้อธิบายผิดไปตามลัทธิของตน ๆ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้ตรัสให้สึกพระอลัชชีเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวน 60,000 รูป

ครั้นกำจัดพระภิกษุพวกอลัชชีให้หมดไปจากพุทธศาสนาแล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้จัดให้มีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้น ณ อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร โดยได้รับราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างเต็มที่

- การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 3 และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผ่านคณะสมณทูต

หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปได้ประมาณ 236 ปีเศษ คณะสงฆ์ได้ทําการสังคายนาครั้งที่ 3

เมื่อทําสังคายนาเสร็จแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะสมณทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในแคว้นและประเทศต่างๆ รวมทั้งหมดมี 9 สาย มีรายนามตามคัมภีร์ที่บันทึก เป็นภาษาบาลี ดังต่อไปนี้

1) คณะพระมัชฌันติกเถระ ไปแคว้นแคชเมียร์และคันธาระ ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ได้แก่ แคว้นแคชเมียร์ในปัจจุบัน
2) คณะพระมหาเทวเถระ ไปมหิสสกมณฑลอยู่ทางตอนใต้ของดินแดน แถบลุ่มแม่น้ําโคธาวารี ทางภาคใต้ของอินเดีย ได้แก่ แคว้นไมซอร์ในปัจจุบัน
3) คณะพระรักขิตเถระ ไปวนวาสีประเทศ ซึ่งอยู่ในเขตกนราเหนือ ทาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย แคว้นบอมเบย์ ในปัจจุบัน
4) คณะพระธัมมรักขิตเถระ ซึ่งท่านเป็นชนชาติกรีก ไปปรันตชนบท อยู่ ริมฝั่งทะเลอาระเบียน ทางทิศเหนือของบอมเบย์
5) คณะพระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปแคว้นมหาราษฎร์ปัจจุบันเป็นดินแดน แถบตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองบอมเบย์
6) คณะพระมหารักขิตเถระ ไปโยนกประเทศ ได้แก่ แคว้นของชาวกรีก ในทวีปเอเซียตอนกลาง เหนือประเทศอิหร่านต่อขึ้นไปจนถึงเตอร์กีสถาน
7) คณะพระมัชฌิมเถระและพระมหาเถระอีก 4 รูป คือ พระกัสสปโคตตะ พระมูลกเทวะ พระทุนทภิสสระ และพระเทวะ ไปแคว้นดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย ได้แก่ เนปาล ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย
8) คณะพระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไทยพม่า ในปัจจุบัน
9) คณะพระมหินทเถระผู้เป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นํา พระพุทธศาสนาไปประดิษฐานที่เกาะสิงหล หรือประเทศศรีลังกาเป็นครั้งแรก
 


 



แหล่งข้อมูล :-
- พระเจ้าอโศกมหาราช สืบค้นจาก http://www.watkaokrailas.com/index.php?mo=3&art=41906721ิ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 60
- พุทธศาสนา หลังพุทธกาล สืบค้นจาก http://202.28.117.35/UserFiles/chapter-1(2).pdf เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 60
- กระทู้ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชท่านจับพระสึก 6หมื่นกว่ารูปเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัย สืบค้นจาก https://pantip.com/topic/33336039 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 60
- เพจ ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น สืบค้นจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10211684456487848&set=gm.1026299067514712&type=3&theater เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ฺ 60

ขอบคุณ ; https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/56142/-cul-dhart-
Posted By มหัทธโน | 20 ก.พ. 60
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระบรมอัฐิ-พระบรมราชสรีรางคาร ต่างกันอย่างไร.? เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:02:30 am




พระบรมอัฐิ-พระบรมราชสรีรางคาร ต่างกันอย่างไร.?

- ความแตกต่างของ พระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร จากพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
     สำหรับคนธรรมดาแล้ว "อัฐิ" หมายถึง กระดูกคนที่เผาแล้ว"สรีรางคาร หรือ อังคาร" หมายถึง เถ้าถ่านที่ปะปนกับกระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของศพที่เผาแล้ว
 
- ความแตกต่างของพระบรมอัฐิ หรือ พระอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร พระราชสรีรางคาร หรือพระสรีรางคาร
     พระบรมอัฐิหรือพระอัฐิ หมายถึง กระดูก จะเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวัง
     พระบรมราชสรีรางคาร พระราชสรีรางคารหรือพระสรีรางคาร หมายถึง ขี้เถ้า นอกจากกระดูก เป็นส่วนที่เหลือหลังจากการถวายพระเพลิง โดยอัญเชิญไปประดิษฐานตามพระอารามหลวงต่าง ๆ
 
- พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร
     การเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร เป็นพิธีที่กระทำขึ้นหลังจากการถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสิ้นแล้ว 
     ส่วนการบรรจุพระบรมราชสรีรางคารเป็นขั้นตอนสุดท้ายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหา   กษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชบุพการี และสมเด็จพระบรมราชินี
 
- ที่มาของพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร
     พระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคารเกิดขึ้นครั้งแรกในคราวพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2454 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกธรรมเนียมการลอยพระบรมราชสรีรางคาร และโปรดให้เชิญพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐาน ณ รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราชภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงกลายเป็นธรรมเนียมในการเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระสรีรางคารไปประดิษฐานในสุสานหลวงหรือสถานที่ควรแทน โดยเจ้าหนักงานจะเชิญพระบรมราชสรีรางคารจากสถานที่ที่พักไว้แล้วจั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปยังสถานที่บรรจุอันเหมาะสม
 
- พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะเชิญไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

 



แหล่งข้อมูล :-
เพจ : Thai Royal Cremation Ceremony
สืบค้นจาก : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=234122413318812&id=230843956979991 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 60
พระบรมอัฐิ-พระบรมราชสรีรางคาร สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/content/1107529 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 60
ขอบคุณ : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63174/-lantha-lan-dhart-
Posted By มหัทธโน | 27 ต.ค. 60
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธรรมดานี่แหละ "ธรรม" เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:46:36 am



ธรรมดานี่แหละ "ธรรม"
 
ถ้าเมื่อไร ...ที่เรายอมรับความจริง ที่กำลังปรากฎไม่ได้... เราจะทุกข์ ถ้าเรายอมรับได้ว่า เป็นเรื่องธรรมดา ตรงที่เราเห็นว่า มันธรรมดานี่แหละ คือคำว่า ธรรมะล่ะ "ธรรมดานี่แหละ ที่มันเป็นธรรม"

         หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช วัดสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี



 
แหล่งข้อมูล : เพจคุณ Poon Pidsanu
สืบค้นจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=176325336198792&set=gm.999467243488436&type=3&theater
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 60
ขอบคุณ : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/56293/-dhart-
Posted By มหัทธโน | 01 มี.ค. 60
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘ทวารวดี’ ไม่ใช่เมืองพุทธ แต่เป็นเมืองศาสนาพราหมณ์ เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 08:58:38 am



‘ทวารวดี’ ไม่ใช่เมืองพุทธ แต่เป็นเมืองศาสนาพราหมณ์

ทวารวดี เป็นเมืองของพระกฤษณะ อวตารที่ 8 ของพระวิษณุในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (พระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุดของลัทธิไวษณพ)

ดังนั้น ทวารวดีเป็นเมืองนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาหลัก (และแน่นอนมีศาสนาผีกับศาสนาพุทธปะปนอยู่ด้วย) มีศูนย์กลางอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เมืองศรีเทพ (อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์) ลุ่มน้ำป่าสัก และเครือข่ายเมืองละโว้ (อ.เมืองฯ จ.ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี

ที่สรุปมานี้พบหลักฐานโบราณคดีสนับสนุนจำนวนมากอยู่ในบทความวิชาการของนักปราชญ์กรมศิลปากร ได้แก่ มานิต วัลลิโภดม (พ.ศ.2515) และ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (พ.ศ.2562) โดยเฉพาะงานสำคัญล่าสุดของ พิริยะ ไกรฤกษ์ เรื่อง ศรีเทพ ทวารวดี ราชธานีแห่งแรกของสยาม (พ.ศ.2564)

แต่สังคมไทยถูกครอบงำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนมานานมากจากหน่วยงานของรัฐราชการรวมศูนย์ ว่าทวารวดีเป็นเมืองนับถือศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท เป็นศาสนาหลัก มีศูนย์กลางอยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เมืองนครปฐมโบราณ (อ.เมืองฯ จ.นครปฐม) ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง

เรื่อง “ศาสนาหลัก” ของทวารวดีว่าพราหมณ์หรือพุทธเป็นประเด็นสำคัญแรกสุดที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะนักวิชาการกระแสหลักถืออำนาจรัฐราชการรวมศูนย์ควบคุมเนื้อหาการเรียนการสอนด้วยข้อมูลชุดเดียวมานานนับศตวรรษว่าทวารวดีเป็นพุทธ


พระกฤษณะเป็นเทวดาเจ้าของเมืองทวารวดี เป็นที่เคารพนับถือของชนชั้นนำในบ้านเมืองบริเวณฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาถึงโตนเลสาบในกัมพูชา แล้วแผ่กว้างถึงลุ่มน้ำมูลในอีสาน พบหลักฐานเป็นประติมากรรมจำหลักหินรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก (ซ้าย-ขวา) พระกฤษณะโควรรธนะ เล่าเรื่องพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะด้วยแขนซ้าย เพื่อใช้เป็นที่กำบังพายุฝนให้แก่ฝูงโคและผู้เลี้ยงโค [ประติมากรรมสลักหินลอยตัว อายุราวหลัง พ.ศ.1000 พบที่เมืองศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) จากหนังสือ รากเหง้าแห่งศิลปะไทย โดย พิริยะ ไกรฤกษ์ สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2553 หน้า 108-109]

ต้นทางไทยจากทวารวดี

ทวารวดีเป็นต้นทางของประเทศไทย เพราะมีความเป็นมาเจริญเติบโตเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและผู้คนในประเทศไทยตั้งแต่หลัง พ.ศ.1000 สืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน โดยพบหลักฐานมากนับไม่ถ้วน แต่เท่าที่พบและสำคัญยิ่งคือนามเมืองอย่างเป็นทางการของกรุงศรีอยุธยาอยู่ในเอกสารโบราณว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”

หมายถึงกรุงศรีอยุธยามาจากสวรรค์เป็นเมืองของพระรามที่มั่นคงแข็งแรงไม่มีใครเอาชนะได้ ซึ่งสืบเนื่องจากเมืองทวารวดีของพระกฤษณะที่มั่งคั่งด้วยช่องทางไปมาค้าขายสะดวกสบายและอุดมสมบูรณ์

ดังนั้น จึงพบนาม “ทวารวดี”-พระกฤษณะและสิ่งเกี่ยวข้องอยู่ทั่วไปตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา และพบอีกว่าวรรณกรรมเรื่องอนิรุทธคำฉันท์ยังอธิบายไม่ได้ว่ามีต้นตอจากไหน? เพราะถูกมองข้ามเรื่องพระกฤษณะ ดังนี้

@@@@@@@

1. “ทวารวดี” เป็นนามศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับยกย่องจากคนชั้นนำของบ้านเมืองเก่าแก่เรือน พ.ศ.1000 จึงพบนามนี้เป็นคำจารึกบนเหรียญเงินและผนังถ้ำ นอกจากนั้นยังพบในศิลาจารึกทั้งในกัมพูชาและในไทย

2. พระกฤษณะ รูปสลักหินชูพระกรซ้ายแสดงปางกฤษณะโควรรธนะ หรือพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ฝีมือช่างราวเรือน พ.ศ.1000 พบที่เมืองศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์

มีเรื่องเล่าว่า “พระกฤษณะผ่านไปทางภูเขาโควรรธนะ พบคนเลี้ยงวัวกำลังทำพิธีบูชายัญวัวถวายพระอินทร์ เมื่อเห็นดังนั้นพระกฤษณะจึงห้ามไว้ แล้วชักจูงคนเลี้ยงวัวเหล่านั้นหันมาบูชาภูเขาโควรรธนะดีกว่า ซึ่งเป็นแหล่งให้หญ้า ให้น้ำ ให้ความอุดมสมบูรณ์กับฝูงวัวและคนเลี้ยงวัว พระอินทร์รู้ก็พิโรธแล้วบันดาลความเดือดร้อนเป็นพายุฝนห่าใหญ่ตกต่อเนื่องไม่หยุด พระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะขึ้นบังฝนห่าใหญ่ให้ฝูงวัวกับคนเลี้ยงวัวทั้งหลายนาน 7 วัน 7 คืน จนพระอินทร์ต้องยอมแพ้ แล้วยอมให้คนเลี้ยงวัวหันไปนับถือภูเขาโควรรธนะตามคำชี้ชวนของพระกฤษณะ”

3. พระกฤษณะภาพสลักบนทับหลัง ราว 6 ชิ้น ระหว่าง พ.ศ.1600-1800 พบที่ปราสาทต่างๆ บริเวณลุ่มน้ำมูล (ดูบทความเรื่อง “พระกฤษณะในประเทศไทย” ของ ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา เอกสารประชุมวิชาการเรื่องโบราณคดีไทย ครั้งที่ 1 กรมศิลปากร จัดที่ จ.อุบลราชธานี ระว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2535 หน้า 10-12)


(ซ้าย) พระกฤษณะปราบช้างและสิงห์ (รูปสลักทับหลัง ราว พ.ศ.1650 ปราสาทพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์) (ขวา) พระกฤษณะปราบช้างและสิงห์ เป็นหลักฐานความเชื่อเรื่องทวารวดีและพระกฤษณะสืบเนื่องถึงสมัยหลัง (ปูนปั้น เรือน พ.ศ.1800 บนทับหลังศิลาแลงมุขด้านทิศใต้ พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี ภาพและคำอธิบาย โดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

4. พระกฤษณะปราบช้างและสิงห์ ลายปูนปั้นฝีมือช่างเรือน พ.ศ.1800 บนทับหลังศิลาแลงมุขด้านทิศใต้ พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อ.เมืองฯ จ.ลพบุรี

5. พระกฤษณะ, พระราม, พระนารายณ์ พบชื่อพร้อมกันในจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (วัดศรีชุม) แสดงว่าเทวดาทั้ง 3 องค์ เป็นที่นับถือยกย่องอย่างสูงในหมู่เจ้านาย, เชื้อวงศ์ที่ปกครองบ้านเมืองทั้งตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก เรือน พ.ศ.1000 สืบเนื่องไม่ขาดสายถึงเรือน พ.ศ.1900

6. พญากง พญาพาน เป็นตำนานพระมหาธาตุหลวงเมืองนครปฐม (ปัจจุบันคือ พระปฐมเจดีย์) ได้เค้าโครงจากเรื่องพระกฤษณะปราบพระเจ้ากังสะ โดยพระยากงกลายจากชื่อ “พระเจ้ากังสะ” ส่วนพระยาพาน กลายจากชื่อ “พาลกฤษณะ” หมายถึงพระกฤษณะตอนเป็นเด็ก (คำอธิบายนี้ได้จาก ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา)

นิทานพญากงพญาพาน (ตำนานพระปฐมเจดีย์) นักปราชญ์ไทยหลายท่านเคยบอกนานแล้วว่ามีต้นตอจากตำนานกรีกที่ส่งผ่านอินเดีย (เรื่องพระกฤษณะ) จากนั้นแพร่หลายถึงไทย แล้วถูกเล่าใหม่เป็นพญากงพญาพาน

ตำนานกรีกมีตำรับตำราเล่าว่าถูกดัดแปลงเป็นบทละครเรื่อง Oedipus Rex (หรือ Oedipus the King) เขียนโดย “โซโฟคลีส” เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว แสดงในโรงละครกลางแจ้ง เมืองเอเธนส์ [จากหนังสือ วรรณกรรม : ประวัติศาสตร์เรื่องเล่าแห่งจินตนาการ โดย สุรเดช โชติอุดมพันธ์ แปลจากเรื่อง A Little History of Literature by John Sutherland สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2561 หน้า 44-46]

7. อนิรุทธคำฉันท์ วรรณกรรมเกี่ยวกับพระกฤษณะ แต่งสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อเรือน พ.ศ.2000 (ต้นแบบวรรณกรรมเรื่องอุณรุทในสมัยต่อไป)

8. อุสา-บารส โครงเรื่องหลักเดียวกับเรื่องอนิรุทธ แต่แพร่หลายอยู่ลุ่มน้ำโขงบริเวณเวียงจันทน์และอีสานเหนือ (อุดรธานี)

9. อุณรุท โครงเรื่องหลักเดียวกับเรื่องอนิรุทธ แต่ถูกแต่งเป็นบทละครสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

@@@@@@@

ข้อมูลที่รวบรวมมานี้เป็นเบื้องต้นเท่านั้น น่าจะยังไม่ครบถ้วนและอาจอธิบายคลาดเคลื่อนได้ จึงควรเพิ่มเติมและตรวจสอบต่อไปอีกให้มากกว่านี้






ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7-13 มกราคม 2565
คอลัมน์ : สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ.2565
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_506213
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เบื้องหลังเรื่องเล่า “พระเจ้าอู่ทอง” ปราบ “นาค” ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 08:43:03 am

ภาพสลักหินที่ปราสาทบายน ในนครธม เชื่อว่าเป็นภาพที่เล่าเรื่องกษัตริย์กับ "นาค" ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2546)


เบื้องหลังเรื่องเล่า “พระเจ้าอู่ทอง” ปราบ “นาค” ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา

ความเชื่อเรื่องนาค แพร่หลายในอุษาคเนย์เป็นเวลายาวนาน ทุกวันนี้ความเชื่อเรื่องนาคยังดำรงอยู่อย่างแรงกล้า สะท้อนผ่านสภาพสังคมและวัฒนธรรม สื่อบันเทิงซึ่งถูกผลิตโดยอ้างอิงความเชื่อกลุ่มนี้ก็ได้รับความนิยม ความสัมพันธ์ระหว่างนาคกับมนุษย์มีทั้งราบรื่นและรุนแรง ส่วนที่รุนแรงก็มีบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาด้วย

ความเชื่อเรื่องนาคในอุษาคเนย์มีส่วนคล้ายคลึงกับความเชื่อของส่วนอื่นในโลกที่มีลัทธิบูชางู หลักฐานบนภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ที่จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏมีลวดลายรูปงู เป็นเครื่องบ่งบอกเรื่องความเชื่อเรื่องการนับถืองูมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างนาคกับมนุษย์ก็มีความขัดแย้ง เห็นได้จากศิลปะและนิทานที่ถูกบันทึกเอาไว้ ทั้งนิทานปรัมปราเรื่องพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ในหนังสือพงศาวดารภาคที่ 71 ขณะที่ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาก็เล่าความขัดแย้งระหว่างนาคกับกษัตริย์อีกรูปแบบหนึ่ง

หนังสือ “นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์” เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างนาคกับมนุษย์ที่กรุงศรีอยุธยาก็ถูกเอ่ยถึงในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต

@@@@@@@

เนื้อหาส่วนนี้เล่าเรื่องนิทานเกี่ยวกับ “พระเจ้าอู่ทอง” ที่ต้องจัดการกับนาคก่อนบูรณะ “เมืองอยุธยา” เรื่องราวเล่าว่า ขณะที่พระเจ้าอู่ทองทรงทราบว่าเกาะที่จะเป็นที่ตั้งเมืองอยุธยาเป็นสถานที่สวยงาม แต่ไม่มีผู้พำนักอาศัย ไม่มีผู้ตั้งเมืองขึ้น พระองค์พบพระฤาษีตนหนึ่งกราบทูลพระองค์ว่า ก่อนหน้านี้มีเมืองที่ชื่ออยุธยาตั้งอยู่ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุของการเสื่อมโทรม และทักว่าจะไม่มีใครสร้างเมืองบนเกาะนี้ได้อีก

“เหตุผลก็คือมีสถานที่หนึ่งชื่อ Whoo Telenkengh (ผู้เขียนหนังสือตั้งข้อสังเกตว่า อาจหมายถึง วัดตะแลงแกง) ปัจจุบันตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีบ่อซึ่งเป็นที่อาศัยของมังกรดุร้ายตัวหนึ่งซึ่งชาวสยามเรียกว่า นาคราช (Nack Rhaji) เมื่อไรก็ตามที่มังกรตัวนี้ถูกรบกวนก็จะพ่นน้ำลายพิษออกมา ซึ่งทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆ บริเวณนั้นเกิดโรคระบาดเสียชีวิตลงเพราะกลิ่นเหม็น”

พระฤาษีเล่าว่า ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ นอกจากต้องหาฤาษีผู้มีลักษณะเหมือนตัวฤาษีเองทุกประการอีกองค์โยนลงไปให้มังกร ท้าวอู่ทองมีพระบรมราชโองการให้สืบหาฤาษีลักษณะที่ว่าไปทั่วประเทศ สุดท้ายก็ไม่พบ ท้าวอู่ทองไม่ได้บอกข่าวนี้กับผู้ใด

เมื่อเสด็จไปพร้อมกับพระฤาษีไปที่สระที่อยู่ของมังกร พระองค์ทรงเหวี่ยงพระฤาษีลงสระโดยที่พระฤาษีไม่ทันรู้ตัว และถมสระเสีย มังกรตัวนั้นก็ไม่ปรากฏตัวอีก แผ่นดินก็พ้นจากโรคระบาด ท้าวอู่ทองจึงเริ่มบูรณะเมือง และเรียกเมืองนี้ว่า “อยุธยา”


ภาพสลักหินที่ปราสาทบายน ในนครธม เชื่อว่าเป็นภาพที่เล่าเรื่องกษัตริย์กับ “นาค” ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง (ภาพจากหนังสือ นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์. สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2546)

การวิเคราะห์ของสุจิตต์ วงษ์เทศ มองว่า นิทานระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อนาคพ่นพิษออกมาทำให้เกิดโรคระบาด พอฆ่านาคแล้วโรคระบาดก็หมดไป เรื่องราวที่พระเจ้าอู่ทองต้องฆ่า “มังกร” (นาค) ก่อนสร้างเมืองได้นั้น นาคในนิทานคือสัญลักษณ์ของโรคระบาดมากกว่าจะสื่อถึงสัญลักษณ์ของคนพื้นเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อม ต้องทำลายล้างก่อนจะสร้างเมืองได้

ขณะที่พระเจ้าอู่ทองในนิทานมีแนวโน้มหมายถึงสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ทรงสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ละโว้ เมืองลพบุรี ผู้เขียนหนังสือระบุว่า

“เชื้อสายราชวงศ์ละโว้ย้ายราชธานีจากกรุงละโว้หรือลพบุรีมาอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาหรืออโยธยานานแล้ว คงร่วมสมัยกับกรุงสุโขทัยจนถึงรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีก็เกิดโรคระบาดซึ่งอาจเป็นกาฬโรคก็ได้ ทำให้มีผู้คนล้มตายมากมาย สมเด็จพระรามาธิบดีต้องทรงสถาปนาเมืองใหม่เพื่อล้างอาถรรพณ์ที่ถูกโรคระบาดคุกคาม แล้วขนานนามว่าพระนครใหม่ว่ากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893”






อ้างอิง : สุจิตต์ วงษ์เทศ. นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน. พิมพ์ครั้งที่ 2, 2546
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 19 ตุลาคม 2561
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_21477
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การ “บวช” หนีภัย “การเมือง” สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 08:07:38 am



การ “บวช” หนีภัย “การเมือง” สมัยกรุงศรีอยุธยา

หนึ่งในเหตุผลของการบวชในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือบวชเพื่อหลบหนีจากภัยทางการเมือง โดยใช้พระพุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ เป็นที่พึ่งพำนักให้พ้นภัยอุปัทวันตราย

กรณีที่เป็นที่รับรู้กันมากที่สุดคือ พระเฑียรราชาทรงบวชเพื่อหลบหนีจากภัยทางการเมือง โดยหลังจากพระไชยราชาสวรรคตและถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จแล้วนั้น พงศาวดารระบุว่า “…ฝ่ายพระเทียรราชาราชซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระไชยราชานั้น จึ่งดำริว่า ครั้นกูอยู่ในฆราวาส บัดนี้เห็นภัยจะบังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระพุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ จะเป็นที่พำนักพ้นภัยอุปัทวันตราย ครั้นดำริแล้วก็ออกไปอุปสมบถเป็นภิกษุภาวะอยู่ ณ (วัด) ราชประดิษฐาน”

พระองค์ทรงบวชเพื่อหลบหนีจากภัยทางการเมือง โดยทรงรอเวลาในการรวบรวมกำลังไพร่พลที่จะสนับสนุนพระองค์ให้พร้อม ก่อนกำจัดขุนวรวงศาธิราชแล้วครองราชย์เป็น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในเวลาต่อมา พระองค์ก็ได้ทรงสละราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรส แล้วทรงบวชอีกครั้ง พระองค์ทรงบวชเพื่อหนีความวุ่นวาย มีพระราชประสงค์หาความสงบ โดยมีขุนนางออกบวชตามจำนวนมาก โดยนัยหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสทางการเมืองให้ขุนนางกลุ่มใหม่ของพระราชโอรส เข้าบริหารแทนที่ขุนนางเก่าของพระองค์

@@@@@@@

อีกกรณีคือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ช่วงปลายรัชกาลก่อนที่พระองค์จะสวรรคต พระองค์ทรงถวายพระราชวังลพบุรีให้เป็นเขตพุทธาวาสและให้ขุนนางที่ใกล้ชิดบวชเพื่อหลบหนีจากภัยทางการเมือง เพราะทรงทราบว่า พระเพทราชากำลังวางแผนยึดราชสมบัติ จึงมีพระราชโองการให้ขุนนางที่ใกล้ชิดให้มาเข้าเฝ้า

“จึงมีพระราชดารัสให้หาบรรดาชาวที่ชาววังซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมประมาณสิบห้าคนเข้ามาเฝ้าในพระมหาปราสาทที่นั่งสุธาสวรรย์ที่เสด็จทรงพระประชวรอยู่แล้วนั้น จึงมีพระราชโองการตรัสว่า บัดนี้ อ้ายสองคนพ่อลูกมันคิดการเป็นกบฏ ฝ่ายเราก็ป่วยทุพลภาพหนักอยู่แล้ว เห็นชีวิตจะไม่ตลอดไปจนสามวัน และซึ่งท่านทั้งหลายจะอยู่ในฆราวาสนั้นเห็นว่า อ้ายกบฏพ่อลูกมันจะฆ่าเสียสิ้น อย่าอยู่เป็นคฤหัสถ์เลย จงบวชในพระบวรพุทธศาสนา เอาธงชัยพระอรหันต์เป็นที่พึ่งเถิดจะได้พ้นภัย”

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เมื่อพระองค์สวรรคต เจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ทรงไม่ลาสิกขาออกมารับราชสมบัติ ตามที่พระราชพงศาวดารระบุว่า “เจ้าฟ้านเรนทรซึ่งเป็นกรมขุนสุรเรนทรพิทักษ์เป็นภิกษุภาวะ เมื่อมิได้รับซึ่งราชสมบัติ จึงมิได้ลาผนวชออก” ทั้งนี้ก็เพราะ เจ้าฟ้าพร ที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ผู้เป็นอานั้น ทรงมีพระราชอำนาจมากประการหนึ่ง มีความเหมาะสมเป็นผู้มีสิทธิครองราชสมบัติที่สุดประการหนึ่ง เจ้าฟ้านเรนทรจึงทรงบวชต่อไปเพื่อหลบหนีจากภัยทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทั้งนี้ ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์อา-หลานอย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันมากพอสมควร


ภาพนี้คือ พระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์อยุธยา (เดิมเข้าใจคาดเคลื่อนว่าเป็นภาพสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ในสมุดพม่าชื่อ “นั้นเตวั้งรุปซุงประบุท” แปลว่า “เอกสารการบันทึกราชสำนัก พร้อมด้วยภาพเขียน” ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ British Library กรุงลอนดอน

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็มีเหตุการณ์การบวชเพื่อหลบหนีจากภัยทางการเมืองเช่นกัน กรณีนี้คือ เจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เรื่องนี้สืบเนื่องจากความสัมพันธ์อา-หลาน ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกับเจ้าฟ้านเรนทร (ซึ่งทรวงบวชเป็นพระอยู่) ใกล้ชิดกันมาก จนเกิดข่าวลือว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะถวายราชสมบัติให้เจ้าฟ้านเรนทร

จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าฟ้านเรนทรถูกเจ้าฟ้ากุ้งลอบทำร้ายถึงในพระราชวังหลวง ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพิโรธอย่างมาก กรมหลวงอภัยนุชิต ผู้ทรงเป็นพระราชมาดาของเจ้าฟ้ากุ้ง จึงทรงรีบพาเจ้าฟ้ากุ้งขึ้นไปหลบในพระวอแล้วพาออกไปยังวัดโคกแสง แล้วให้เจ้าฟ้ากุ้งทรงบวชที่วัดนั้น เพื่อไม่ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศลงพระราชอาญา

ปลายยุคกรุงศรีอยุธยามีกรณีที่คุ้นเคยกันดีคือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรและสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งในช่วงในปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระราชดำรัสให้สมเด็จพระเจ้าเอกทัศทรงบวชเพื่อเลี่ยงการกระทบกระทั่งทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างพี่-น้อง พงศาวดารระบุว่า “จึงดำรัสสั่งเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ) ว่า จงไปบวชเสียอย่าให้กีดขวางเลย เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีมิอาจขัดพระราชโองการได้กลัวพระราชอาญาก็ต้องจำพระทัยทูลลาไปทรงผนวช”

หมายความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศตั้งพระทัยมอบราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงควรยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมดด้วยการออกบวชเสีย ครั้นต่อมา สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรครองราชสมบัติแล้ว ก็ถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แล้วทรงบวชเสด็จไปพำนัก ณ วัดประดู่ ซึ่งการออกบวชในครั้งนี้เพื่อทรงหลีกหนีความวุ่นวายทางการเมือง และใช้พระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งคุ้มกันจากภยันตราย ขณะเดียวกัน กรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็จำต้องทรงบวชหลบภัยการเมืองในคราวนี้เช่นกัน จนต่อมาถูกเนรเทศไปอยู่ที่ลังกา






เผยแพร่ : วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ.2565
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 9 ตุลาคม 2563
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_56642
7  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จาก : สมาคมสำคัญ ๓ ครั้งในพุทธประวัติ | ถึง : กิจสำคัญ ๓ อย่างของนักเรียนบาลี เมื่อ: มกราคม 23, 2022, 08:57:48 am



จาก : สมาคมสำคัญ ๓ ครั้งในพระพุทธประวัติ | ถึง : กิจสำคัญ ๓ อย่างของนักเรียนบาลี

ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา สมัยเมื่อพระพุทธองค์ยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีการชุมนุมครั้งสำคัญ ๓ ครั้ง ขอนำมากล่าวสรุปดังนี้

คราวหนึ่ง เมืองเวสาลีเกิดทุพภิกขภัยใหญ่ ผู้คนล้มตาย ซากศพเกลื่อนเมือง พวกอมนุษย์ก็เข้ามา แถมอหิวาตกโรคซ้ำอีก ในที่สุดกษัตริย์ลิจฉวีตกลงไปอาราธนาพระพุทธเจ้าซึ่งเวลานั้นประทับที่เมืองราชคฤห์ (ยังอยู่ในรัชกาลของพระเจ้าพิมพิสาร) ขอให้เสด็จมาระงับภัย

พระพุทธองค์ประทับเรือเสด็จมา เมื่อถึงเขตแดนเมืองเวสาลี พอย่างพระบาทลงทรงเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็ตกลงมาจนน้ำท่วมพัดพาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด และเมื่อเสด็จถึงเมืองเวสาลี ท้าวสักกะและประดาเทพก็มาชุมนุมรับเสด็จ เป็นเหตุให้พวกอมนุษย์หวาดกลัว พากันหนีไป

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรัตนสูตรให้พระอานนท์เรียนและเดินทำปริตรไปในระหว่างกำแพงเมืองทั้ง ๓ ชั้น (ผังเมืองเวสาลีมีกำแพง ๓ ชั้น) พระอานนท์สดับรัตนสูตรจากพระพุทธองค์ จำทรงไว้ได้แล้วสวดเพื่อเป็นปริตร คือเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน พร้อมทั้งถือบาตรของพระพุทธเจ้าใส่น้ำเดินพรมไปทั่วทั้งเมือง เป็นอันว่าทั้งภัยแล้ง ภัยอมนุษย์ และภัยจากโรค ก็สงบสิ้นไป

พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองเวสาลีครึ่งเดือนจึงเสด็จกลับ มีการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อส่งเสด็จ เรียกว่า “คังโคโรหณสมาคม” การชุมนุมใหญ่ลักษณะเดียวกันนี้ในพุทธประวัติยังมีอีก ๒ คราว คือ เมื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ เรียกว่า “ยมกปาฏิหาริยสมาคม” และในคราวเสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๓ เดือน แล้วเสด็จลงในวันออกพรรษา เรียกว่า “เทโวโรหณสมาคม” คือที่เรารู้จักกันในคำว่า “ตักบาตรเทโว”


@@@@@@@

สรุปว่า สมาคมครั้งสำคัญในพระพุทธประวัติมี ๓ ครั้ง คือ
     1. คังโคโรหณสมาคม ครั้งเมื่อทรงเหยียบฝั่งแม่คงคา
     2. ยมกปาฏิหาริยสมาคม คราเมื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์
     3. เทโวโรหณสมาคม กาลเมื่อเสด็จลงจากเทวโลก

ท่านผู้สนใจเหตุการณ์ทั้ง ๓ ครั้งนี้ เชิญศึกษารายละเอียดได้จากคัมภีร์อรรถกถา
     - เรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จระงับภัยเมืองเวสาลี ศึกษาได้จากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=31&p=1
     - เรื่องทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์และเสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๓ เดือน แล้วเสด็จลงในวันออกพรรษา ศึกษาได้จากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๖ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=24&p=2

คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาเป็นคัมภีร์ที่น่าศึกษา นอกจาก
    (๑) ศึกษาให้สอบได้เพื่อได้วุฒิทางปริยัติธรรมดังที่นักเรียนบาลีของเรามุ่งมั่นกันทั่วไปแล้ว ยังควร
    (๒) ศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและเกิดสติปัญญาในหลักธรรมคำสอนเป็นสำคัญ นอกจากนั้น เมื่อรู้เข้าใจดีแล้วก็ควร
    (๓) นำไปเผยแผ่ให้แพร่หลายต่อไปอีกด้วย

น่าเสียดายที่กิจทั้ง ๓ อย่างนี้ นักเรียนบาลีบ้านเรามุ่งทำกันอยู่อย่างเดียว อย่างที่ ๒ มองกันว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ได้มุ่งเต็มที่เหมือนอย่างแรก ส่วนอย่างที่ ๓ แทบจะไม่มีใครทำ ถ้าช่วยกันทำให้ครบทั้ง ๓ อย่าง ก็จะเป็นการรักษาสืบทอดพระศาสนาให้ยั่งยืนมั่นคงอยู่ได้ตลอดกาลนาน





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๒๑ มกราคม ๒๕๖๕ ,๑๖:๐๙
web : dhamma.serichon.us/2022/01/22/จาก-สมาคมสำคัญ-๓-ครั้งใน/
Posted : 22 มกราคม 2022 ,By admin.
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "รัก" ไม่ใช่ "Love" | รักตัวนี้ คือ ตัวโลภะ ตัวราคะ เมื่อ: มกราคม 23, 2022, 08:28:12 am


ภาพ : dhammada.net


"รัก" ไม่ใช่ "Love" | รักตัวนี้ คือ ตัวโลภะ ตัวราคะ โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
 
พอเราภาวนา จะรู้ว่าคำว่า "รัก" นี่ไม่ใช่ "Love"รักตัวนี้ก็คือ ตัวโลภะ ตัวราคะนั่นเอง ความเกาะเกี่ยวของจิต อาการที่รัก ก็คืออาการเกาะเกี่ยวของจิต รู้สึกไหม ความรู้สึกเกาะเกี่ยว พระพุทธเจ้าสอน "ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์" จริงๆ ท่านสอนทั่วๆ ไปนะ ฝรั่งก็เอาไปเขียนเป็นนิยาย ในพระสูตรก็มี

พระนางมัลลิกาเป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าปเสนทิโกสน เคารพพระพุทธเจ้ามาก วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ถามพระนางมัลลิกาว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร.? พระนางมัลลิกาตอบว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"

พระเจ้าปเสนทิโกศลฟังแล้วหงุดหงิดใจ ที่ใดมีรักที่นั่นมีสุขสิ ถ้าพลาดจากที่รักสิถึงจะทุกข์ พวกเรารู้สึกอย่างนั้นไหม ที่ใดมีรักก็ต้องมีความสุขสิ ที่ใดไม่มีความรัก ความรักหนีไปแล้วถึงจะทุกข์ สอนอะไรอย่างนี้ ถ้าพระพุทธเจ้าสอนไม่ผิด พระนางมัลลิกาก็จำมาผิด

ตอนแรก ๆ หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจ แล้วก็คิดเหมือนที่พวกเราคิด พลาดจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ก็ในบทสวดมนต์ก็มีใช่ไหม ไม่ใช่ว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ พอเราภาวนาจะรู้ว่าคำว่า "รัก" นี่ไม่ใช่ "Love" รักตัวนี้ก็คือ ตัวโลภะ ตัวราคะ นั่นเอง ความเกาะเกี่ยวของจิต อาการที่รักก็คือ อาการเกาะเกี่ยวของจิต รู้สึกไหม ความรู้สึกเกาะเกี่ยว ถ้าความรู้สึกเกาะเกี่ยวเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ภาระทางใจจะเกิด เกิดขึ้นในทันทีนั้นเลย

@@@@@@@

เพราะฉะนั้น ถ้ามีรักมีความเกาะเกี่ยวขึ้นทางจิตเมื่อไหร่ ภาระทางใจคือความทุกข์ก็เกิดขึ้นในขณะนั้นเลย ถ้าเราเกาะเกี่ยวอยู่ในกาย เราก็จะทุกข์เพราะร่างกาย เกาะเกี่ยวอยู่ในจิตใจ ก็จะทุกข์เพราะจิตใจ เกาะเกี่ยวที่บ้านก็จะทุกข์เพราะบ้าน เกาะเกี่ยวกับรถยนต์ก็จะทุกข์เพราะรถยนต์ เกาะเกี่ยวกับอะไรก็จะทุกข์เพราะอันนั้น "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" จริงๆ เลยนะ

เราไปแปลคำว่ารักว่า "Love" แปลแคบไป รักตัวนี้ คือความเกาะเกี่ยวของจิต ... ตัวโลภะนั่นเอง ตัวอยาก ตัวตัณหามีขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็มีภาระมีทุกข์ทางใจเกิดขึ้นทุกทีไป จะทำลายตัณหา ทำลายราคะตัวนี้ได้ ต้องเห็นความจริง ในสิ่งที่เราเคยรัก ถ้าเห็นว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ดีหรอก มันก็เลิกรัก

เหมือนแต่งงานไปใช่ไหม ตอนเป็นแฟนกัน ต่างคนต่างใส่หน้ากาก ใส่ไหม ใครแต่งงานแล้วในห้องนี้มีไหม ตอนเป็นแฟนกับตอนที่อยู่ด้วยกันไม่เหมือนกัน รู้สึกไหม ตอนเป็นแฟนนั้นมันปลอม ตัวปลอม ต่างคนต่างรู้ว่าอีกข้างปลอม แต่มันโง่

ผู้ชายชอบคิดว่าผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้วจะไม่เปลี่ยน เป็นตัวปลอมอย่างนี้ตลอดไปเลย ผู้หญิงก็โง่ รู้ว่าไอ้ผู้ชายคนนี้ชั่วอย่างนี้ๆ แต่คิดว่าแต่งงานไปแล้วจะไปดัดสันดานมัน ไม่สำเร็จหรอก นี่ก็โง่ไปอีกแบบหนึ่ง คิดว่าจะเปลี่ยนผู้ชายได้ ผู้ชายก็โง่คิดว่าผู้หญิงจะไม่เปลี่ยน

มาดูของเรา ภาวนาไปที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์จริงๆ มีอย่างนั้นจริงๆ สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเทศน์ มีนาก็ทุกข์เพราะนา มีวัวก็ทุกข์เพราะวัว ถ้ามีขันธ์ ๕ ก็ทุกข์เพราะขันธ์ ๕

      ธรรมเทศนาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

 



 
แหล่งข้อมูล :-
- Cr. หนังสือธรรมะโดนใจ ๓ หน้าที่ ๑๐-๑๒
- www.dhammada.net
- เฟซบุ๊ก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

ขอบคุณ : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/56023/-dhart-
Posted By สาวเมฆสวย | 13 ก.พ. 60
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 วิธี กันวิญญาณ กันสิ่งไม่ดีเข้ามาอาศัย ในบ้านที่ไม่มีคนอยู่ เมื่อ: มกราคม 23, 2022, 08:12:52 am


8 วิธี กันวิญญาณ กันสิ่งไม่ดีเข้ามาอาศัย ในบ้านที่ไม่มีคนอยู่

บ้านที่ไม่มีคนอาศัย ไม่มีใครอยู่ อาจจะเป็นสาเหตุให้สิ่งไม่ดี วิญญาณ หรือสิ่งที่เรามองไม่เห็นเข้ามาอยู่แทนได้ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้บ้านมีการไหลเวียน และทำให้บ้านรู้สึกว่ามีคนอยู่ เวลาที่บ้านมีการไหลเวียน หรือมีพลังงานดีๆ ก็จะช่วยไล่สิ่งเหล่านี้ไปได้ มาดู 8 วิธีจาก คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้ามาอาศัยในบ้านกัน (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ)

@@@@@@@

1. ติดไฟแบบอัตโนมัติหน้าบ้าน
    ให้แสงไฟช่วยทำงาน เปิดในช่วงเวลา 18.00 - 06.00 น. สิ่งนี้นอกจากเพิ่มความปลอดภัยให้บ้านแล้ว ยังเป็นการเพิ่มฮวงจุ้ยให้กับบ้านด้วย

2. นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์วางไว้ในบ้าน
    โดยวางในจุดที่เป็นห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น หรือจุดที่ต้องเดินผ่านจากประตูด้านหน้า จัดวางในจุดที่เรามองเห็น และคิดเสมอว่าเรามองเห็นสิ่งใดในบ้าน หรือบริเวณรอบๆ บ้าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะเห็นเหมือนกัน

3. ทำให้บ้านมีกลิ่นหอม
    บ้านที่ไม่มีใครอาศัยอาจทำให้เกิดกลิ่นอับ ควรนำก้านน้ำหอมมาวางไว้ตามมุมต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อให้บ้านมีกลิ่นหอม ซึ่งอีกความเชื่อคือเมื่อบ้านมีกลิ่นหอมสิ่งไม่ดีก็จะเข้ามาไม่ได้ เป็นการช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีนั่นเอง

4. นำชามใส่เกลือ-ถ่าน วางไว้ในบ้าน
    โดยวางไว้ตามมุมหน้าต่าง มุมห้อง หรือบริเวณที่เป็นมุมอับ เชื่อว่าจะเป็นการช่วยขับไล่สิ่งที่ไม่ดีไม่ให้อยู่ในจุดๆ นั้น นอกจากนี้ถ่านยังช่วยดูดความชื้น ดูดกลิ่นอับได้ด้วย

5. ใช้นาฬิกาปลุก หรือสิ่งที่มีเสียงเพลงเป็นตัวช่วย
    โดยตั้งไว้ให้เกิดเสียงสักครู่หนึ่งในช่วงเวลาโพล้เพล้ หรือในช่วงเวลา 17.00 น. ทำให้บ้านเกิดเสียง ให้วิญญาณหรือสิ่งที่ไม่ดีคิดว่ามีคนอยู่ในบ้าน

6. ติดโมบาย, ที่แขวนกุ๊งกิ๊งในบ้าน
    โดยติดไว้ในจุดที่มีลมพัดผ่านในบริเวณบ้าน สิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าวิญญาณไม่ชอบ เพราะในบ้านมีการเคลื่อนไหว เกิดเสียง และจะไม่เข้ามาในบ้าน

7. ของตกแต่งบ้านที่ขยับได้
    หาของตกแต่งที่ขยับได้ตลอดเวลามาวางไว้ในบ้าน อาจจะเป็นตุ๊กตาแมวกวัก ตุ๊กตาพยักหน้าได้ ส่ายหัว หรือของที่มีการเคลื่อนไหว นำไปตั้งในจุดที่เป็นห้องที่เราใช้บ่อยๆ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องกินข้าว เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวภายในบ้าน

8. ควรให้มีแสงสว่างเข้าถึงบ้าน
    หากที่บ้านติดม่านยูวี ก็ให้แหวกไว้เล็กน้อย เพื่อให้มีแสงเข้าถึงบ้านสักนิด และปิดม่านโปร่งไว้ วิธีนี้ข้างนอกก็จะมองเข้ามาภายในบ้านไม่เห็น เพราะมีม่านโปร่งช่วยพรางไว้

 


ขอขอบคุณ
ข้อมูล : อุ๋มอิ๋ม ไดอารี่
ภาพ : istockphoto
web : https://www.sanook.com/horoscope/222309/
20 ม.ค. 65 (15:30 น.) ,By Mintra T.
10  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ประเพณีการเรียนพระกรรมฐาน ในสำนักของพระศาสดา เมื่อ: มกราคม 22, 2022, 08:56:30 am

 


ประเพณีการเรียนพระกรรมฐาน ในสำนักของพระศาสดา

ประเพณีการเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาและสำนักของพระสาวก ในครั้งพุทธกาล

จริงอยู่ ในครั้งพุทธกาล พวกภิกษุย่อมประชุมกัน ๒ วาระ คือ ในกาลจวนเข้าพรรษาอันใกล้เข้าแล้ว ๑ ในกาลปวารณา ๑. ครั้นเมื่อดิถีจวนเข้าพรรษาใกล้เข้ามา พวกภิกษุ ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๓๐ รูปบ้าง ๔๐ รูปบ้าง ๕๐ รูปบ้าง เป็นพวก ๆ ย่อมมาเพื่อต้องการกรรมฐาน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันเทิงกับภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไร ครั้นเมื่อดิถีจวนเข้าพรรษา ใกล้เข้าแล้ว พวกเธอจึงเที่ยวกันอยู่.

ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มาเพื่อพระกรรมฐาน ขอพระองค์จงให้พระกรรมฐานเเก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ดังนี้.

ด้วยสามารถแห่งความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น พระศาสดาจึงให้อสุภกัมมัฏฐาน แก่ภิกษุผู้ราคะจริต ให้เมตตากัมมัฏฐาน แก่ภิกษุผู้โทสจริต ให้อุทเทส ปริปุจฺฉา การฟังธรรมตามกาล การสนทนาธรรมตามกาล แก่ภิกษุผู้โมหะจริต

ตรัสบอกว่า กัมมัฏฐานนี้เป็นที่สบายของพวกเธอ ดังนี้ ทรงให้อานาปานัสสติกัมมัฏฐาน แก่ภิกษุผู้วิตกจริต ทรงประกาศ ความเป็นผู้ตรัสรู้ดี แห่งพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม และความเป็นผู้ปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์ ในปสาทนียสูตร แก่ภิกษุผู้สัทธาจริต ทรงตรัสพระสูตรทั้งหลายอันลึกซึ้ง อันปฏิสังยุตต์ด้วย อนิจจตา เป็นต้น แก่ภิกษุผู้ญาณจริต.

@@@@@@@

พวกภิกษุเหล่านั้น เรียนเอาพระกัมมัฏฐานแล้ว ถ้าที่ใด เป็นที่สบาย ก็อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ถ้าว่าไม่มีที่สบาย ถามถึงเสนาสนะ เป็นที่สบายแล้ว จึงไป.

พวกภิกษุเหล่านั้นอยู่ ในที่นั้น เรียนข้อปฏิบัติตลอด ๓ เดือน พากเพียรพยายามอยู่ เป็นพระโสดาบันบ้าง เป็นพระสกทาคามีบ้าง เป็นพระอนาคามีบ้าง เป็นพระอรหันต์บ้าง ออกพรรษา ปวารณาแล้ว จากที่นั้น จึงไปยังสำนักพระศาสดา บอกแจ้งคุณที่ตนได้เฉพาะว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ เรียนเอาพระกัมมัฏฐาน ในสำนักของพระองค์ บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว ฯลฯ ข้าพระองค์ บรรลุพระอรหัตต์อันเป็นผลอันเลิศแล้ว ดังนี้.

พวกภิกษุเหล่านี้ มาในที่นั้น ในดิถีเป็นที่จวนเข้าพรรษา อันใกล้เข้ามาแล้ว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงส่งเหล่าภิกษุผู้มาแล้วไปอยู่อย่างนั้น สู่สำนักของพระอัครสาวกทั้งหลาย.

    เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า.
   "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอำลาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด."
    พวกภิกษุกราบทูลว่า
   "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ยังมิได้อำลาพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเลย" ดังนี้





ที่มา :-
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาทสุตตรสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=11&i=364

ขอบคุณ :-
คอลัมน์ : พระไตรปิฎกศึกษา
web : dhamma.serichon.us/2022/01/22/ประเพณีการเรียนพระกรรม/
posted : 22 มกราคม 2022 ,By admin.
11  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กรรมใดทำให้ พระเจ้าพิมพิสารโดนกรีดเท้า : มารยาทไม่สวมรองเท้าของชาวพุทธ เมื่อ: มกราคม 22, 2022, 08:41:45 am





กรรมใดทำให้ พระเจ้าพิมพิสารโดนกรีดเท้า : มารยาทไม่สวมรองเท้าของชาวพุทธ

ชาวชมพูทวีป เวลาไปหาบุคคลสำคัญ หรือไปสู่สถานที่สำคัญ เมื่อจะกลับก็จะเดินเวียนรอบบุคคลหรือสถานที่นั้น ๓ รอบ โดยหันด้านขวาของตนเข้าหาบุคคลหรือสถานที่นั้น เป็นการแสดงความเคารพหรือประกาศว่าบุคคลหรือสถานที่นั้นมีความสำคัญสำหรับตน ชาวพุทธเอาวัฒนธรรมนี้มาใช้แสดงความเคารพพระสถูปเจดีย์ปูชนียสถาน เรียกว่า “ทำประทักษิณ”

บริเวณที่ทำประทักษิณ เรียกกันว่า “ลานประทักษิณ” และเนื่องจากเมื่อเดินเวียนตอนกลางคืนต้องจุดเทียนถือไปด้วย จึงเรียกกิริยาแสดงความเคารพโดยการทำประทักษิณเช่นนั้นว่า “เวียนเทียน”

“ลานประทักษิณ” นั้น ตามวัฒนธรรมของชาวพุทธถือเป็นบริเวณที่สำคัญมาก เมื่อจะเข้าไปสู่บริเวณนั้นต้องปฏิบัติตัวตามมารยาทที่ดีงาม เช่น ถ้าเป็นภิกษุสามเณรต้องห่มผ้าเฉวียงบ่า คือห่มลดไหล ไม่สวมรองเท้า ไม่กางร่ม ไม่สะพายย่าม สำหรับบุคคลทั่วไปปฏิบัติโดยทำนองเดียวกัน คือแต่งกายสุภาพ ไม่สวมรองเท้า ไม่สวมหมวก ไม่กางร่ม ไม่สะพายกระเป๋า

ปัจจุบัน มารยาทในการแสดงความเคารพต่อปูชนียสถานของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป สาเหตุสำคัญคือไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักมารยาทในสถานที่เช่นนั้น กับอีกสาเหตุหนึ่งคืออ้างวัฒนธรรมสากล เช่นอ้างว่า เมื่อแต่งเครื่องแบบหรือแต่งกายชุดสากล การสวมรองเท้าถือว่าเป็นความเรียบร้อย ไม่สวมรองเท้าถือเป็นความบกพร่องและเป็นการแสดงความไม่เคารพ ถ้าใครแย้ง ก็จะอ้างว่าบุคคลระดับนั้นระดับโน้นก็ทำอย่างนี้ และเมื่ออ้างกันมากเข้านานเข้าก็กลายเป็นความเคยชิน

@@@@@@@

ในเมืองไทยทุกวันนี้ ผู้คนสวมรองเท้า สวมหมวก กางร่ม สะพายเป้ สะพายกระเป๋า แต่งกายคล้ายชุดชั้นในหรือชุดนอน เข้าไปในปูชนียสถาน เดินเหยียบย่ำไปบนลานประทักษิณอันเป็นสถานที่ซึ่งบรรพบุรุษเคารพนับถือมาแต่โบราณกาล-อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน ไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย บางแห่งเป็นปูชนียสถานสำคัญระดับโลกด้วยซ้ำ แต่ผู้คนสวมรองเท้าย่ำขึ้นไปถึงบนองค์พระสถูปเจดีย์ได้อย่างสนุกสนาน

โบราณท่านว่า สวมรองเท้าเข้าไปในลานประทักษิณเป็นบาป คนสมัยนี้ไม่เชื่อ โบราณยกเรื่องพระเจ้าพิมพิสารถูกกรีดฝ่าเท้าเพราะบาปที่สวมรองเท้าเข้าไปในลานประทักษิณ คนสมัยนี้บอกว่าเป็นนิทานโกหก

คนสมัยนี้มีเหตุผลเป็นร้อยเป็นพันข้อที่จะอ้าง เพื่อสวมรองเท้า สวมหมวก กางร่ม ฯลฯ เข้าไปในลานประทักษิณ-แม้กระทั่งในเวลาที่ทำกิจกรรมเวียนเทียนหรือทำประทักษิณบนลานประทักษิณนั่นเอง! เหตุผลข้อเดียวที่ครอบจักรวาลได้หมดคือ-ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน





Thank to :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย , ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕ ๑๔:๕๘
web : dhamma.serichon.us/2022/01/20/ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน/
posted : 20 มกราคม 2022 ,By admin.
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศรัทธา “ยักษ์” ป้องภัย มหาเทพผู้พิทักษ์รักษา เมื่อ: มกราคม 22, 2022, 08:25:38 am



ศรัทธา “ยักษ์” ป้องภัย มหาเทพผู้พิทักษ์รักษา

สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 3 หน้า 1439 กล่าวถึง “ท้าวกุเวร” หรือ “ท้าวเวสวัณ” ไว้ว่า กุเวรท้าวพระยายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ มียักษ์และคุยหกะซึ่งหมายถึงยักษ์ผู้เฝ้าขุมทรัพย์เป็นบริวาร

ท้าวกุเวรนั้นบางทีก็เรียกว่า “ท้าวไวศรวัน” หรือ “ท้าวเวสสุวรรณ” ภาษาทมิฬเรียก “กุเวร” ว่า “กุเปรัน” ซึ่งมีเรื่องราวอยู่ในรามเกียรติ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากมหากาพย์รามายณะของอินเดีย

“ยักษ์” ตามศรัทธาความเชื่อของคนไทยนั้นมีต่อเนื่องมายาวนานแต่โบราณนานมา สะท้อนให้เห็นได้จากความนิยมในการสร้างประติมากรรมรูปยักษ์ขนาดใหญ่ไว้บริเวณหน้าซุ้มประตูทางเข้าศาสนสถานสำคัญๆ หรือเขียนรูปยักษ์ไว้ที่บานประตู เพื่อทำหน้าที่เป็นทวารบาลปกป้องพระพุทธศาสนา



...เป็นความเชื่อ ศรัทธาเกี่ยวกับ “เทพผู้พิทักษ์รักษา คุ้มครอง” ไม่ให้เกิดภยันตราย

“ตำนานยักษ์ เทพผู้พิทักษ์ศาสนา” ตอน 1 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ยังระบุไว้อีกว่า แม้แต่ราชสำนักยังพบเห็นการนำชื่อของท้าวเวสสุวรรณและโลกบาลมาตั้งเป็นชื่อของสถานที่

สถานที่สำคัญๆ อย่างเช่นที่ “เขาวัง” หรือ “พระนครคีรี” มีการสร้างป้อมล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศ ก็มีการนำชื่อ “จตุโลกบาล” แบบพุทธมาตั้งเป็นชื่อป้อม โดยป้อมทางทิศตะวันออกมีชื่อว่า...“ธตรฐป้องปก” ทิศใต้ชื่อ...“วิรุฬหกบริรักษ์” ทิศตะวันตกชื่อ...“วิรูปักษ์ป้องกัน” และป้อมทางทิศเหนือชื่อ...“เวสสุวัณรักษา”

แม้แต่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ได้มีการนำชื่อท้าวโลกบาลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาตั้งเป็นชื่อประตูรอบพระตำหนักคล้องจองกันไปตามทิศ คือ...

พระอินทร์อยู่ชม พระยมอยู่คุ้ม พระพิรุณอยู่เจน พระกุเวรอยู่เฝ้า

รวมไปถึง “จังหวัดอุดรธานี” ก็มีการสร้างรูปเคารพ “ท้าวเวสสุวรรณ” ขนาดใหญ่อยู่คู่กับ ศาลหลักเมือง ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด อีกทั้งยังนำรูปท้าวเวสสุวรรณยืนถือกระบองมาเป็นตราประจำจังหวัดตั้งแต่ พ.ศ.2483 ซึ่งตรานี้ออกแบบโดยกรมศิลปากรนี่เอง

O O O O

เรื่องราวของ “ยักษ์เทพ” องค์นี้จึงเป็นที่น่าสนใจและน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง ศาสนาพุทธซึ่งเน้นการสอนให้มีความเชื่อโดยยึดหลักธรรมชาติ ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ให้งมงายกับสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่คัมภีร์ทางพุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องราวที่เหนือธรรมชาติ...

เพียงแต่พระพุทธองค์มีข้อห้ามไม่ให้พระภิกษุ...นักบวช แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ หรือแสดงสิ่งเหนือธรรมชาติ อาจจะมองได้ว่า...เรื่องเหนือธรรมชาตินั้นมีอยู่จริงหรือไม่?



อย่างน้อยๆก็เรื่องราวของมหาเทพยักษ์ท้าวเวสสุวรรณองค์นี้ ที่มีความสำคัญ...เชื่อมโยงในหลายๆเรื่องราว และมีที่มาที่ไปที่สะท้อนถึงความจริงที่ปรากฏอยู่ในหลากหลายสถานที่ ที่สำคัญยังถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายฉบับ อีกทั้งในคัมภีร์พราหมณ์...ฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนพุทธศาสนาเป็นพันปี

O O O O

“ยักษ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” เกร็ดความรู้จากสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัย รามคำแหง...ชาลินี อันสมัคร ข่าวรามคำแหงปี 33 ฉบับที่ 46 (8-14 มีนาคม 2547)

ณ พระอารามหลวงแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของเหล่ายักษ์มากที่สุดถึง 12 ตน น่าสนใจว่ายักษ์เหล่านี้ล้วนเป็น “พระยายักษ์” ตัวสำคัญจากเรื่องรามเกียรติ์ทั้งนั้น ทำหน้าที่เป็นทวารบาลยืนเฝ้าซุ้มประตูพระระเบียงคดทางเข้า-ออกพระอุโบสถประตูละคู่

ประตูด้านทิศตะวันออกมี 2 คู่ ได้แก่... “สุริยาภพ” มีกายสีแดงชาด สวมมงกุฎยอดกาบไผ่ยืนคู่กับ “อินทรชิต” ซึ่งมีกายสีเขียว สวมมงกุฎยอดกาบไผ่เหมือนกัน ที่ริมประตูระเบียงด้านฐานไพรีหน้าปราสาทพระเทพบิดร...“วุริฬหก” กายสีขาบหรือสีน้ำเงินแก่ สวมมงกุฎนาคยืนคู่กับ “มังกรกัณฑ์” กายสีเขียว สวมมงกุฎนาคเช่นกัน เฝ้าริมประตูพระระเบียงหน้าพระอุโบสถ ส่วนประตูด้านทิศตะวันตกจากเหนือไปใต้มี 3 คู่ ได้แก่...



“วิรุฬจำบัง” กายสีน้ำเงิน และ “มัยราพ” กายสีม่วงอ่อน ทั้งคู่สวมมงกุฎยอดหางไก่ยืนเฝ้าประตูพระระเบียงที่อยู่ระหว่างฐานไพทีและหอพระนาก ด้านทิศเหนือพระศรีรัตนเจดีย์ริมประตูที่เข้ามาจากสนามหน้าศาลาสหทัยสมาคม...“สหัสส เดชะ” กายสีขาวปั้นหน้าเป็น 5 ชั้น และ “ทศกัณฐ์” กายสีเขียว เศียร 3 ชั้น เรียงลำดับจากใหญ่ไปหาเล็ก ยอดบนสุดหน้าเป็นมนุษย์ หมายถึงมีต้นกำเนิดจากวงศ์พรหม ทั้งคู่สวมมงกุฎยอดชัย

ยืนอยู่ริมประตูที่เข้ามาจากพลับพลาเปลื้องเครื่องข้างศาลาสหทัยสมาคม หรือทางทิศตะวันตกของพระศรีรัตนเจดีย์ซึ่งเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินผ่าน

“อัศกรรมณมารา” กายสีม่วงแก่ มีเศียร 2 ชั้น และ “จักรวรรดิ” กายสีขาว มี 4 เศียร ทั้งคู่สวมมงกุฎยอดหางไก่ยืนอยู่ริมประตูพระระเบียงด้านหลังพระอุโบสถ และคู่สุดท้ายยืนอยู่...ประตูด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นประตูทางผ่านเข้าสู่บริเวณพระบรมมหาราชวังชั้นกลาง คือ “ทศคีรีวัน” กายสีเขียว และ “ทศคีรีธร” กายสีแดง

ยักษ์ทั้งคู่มีจมูกเป็นงวงช้าง สวมมงกุฎยอดกาบไผ่

ประเด็นน่าสนใจมีว่า ยักษ์ทั้ง 12 ตนนี้เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ที่มีความงดงามน่าเกรงขามและน่าศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง แต่ละตนมีความสูงถึง 6 เมตร ปั้นด้วยปูนทาสีก่อนแล้วประดับประดาด้วยกระจกสีต่างๆ แน่นอนว่าสร้างขึ้นตามคติความเชื่อ เพื่อเฝ้าพระอารามและปกป้องรักษาอาณาบริเวณ...

ให้ปราศจากอันตราย การรบกวนจากภูตผีปีศาจ


หนังสือสาส์นสมเด็จกล่าวว่า “ยักษ์เหล่านี้ปั้นขึ้นมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ปั้น ทราบเพียงว่าทศกัณฐ์และสหัสสเดชะเป็นฝีมือปั้นของหลวงเทพรจนา (กัน) ช่างปั้นมีชื่อสมัยรัชกาลที่ 3”...ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นมัสการ “พระแก้วมรกต” ก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมพระยายักษ์ทั้ง 12 ตนนี้ด้วย

ทั้งหมดเหล่านี้สะท้อนว่า “ยักษ์” ตามคติความเชื่อคนไทยนับเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถือเป็นผู้พิทักษ์รักษาความดีและปัดป้องความชั่วร้าย ไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้นั่นเอง

“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่ออย่างไรขอโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.





Thank to :-
web : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2288678
Thairath on line ,คอลัมน์ : เหนือฟ้าใต้บาดาล โดย รัก-ยม
16 ม.ค. 2565 , 06:41 น.
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หากเลี่ยงไม่ได้ จุดธูปอย่างไร ส่งผลเสียต่อสุขภาพน้อยที่สุด เมื่อ: มกราคม 21, 2022, 09:45:11 am



หากเลี่ยงไม่ได้ จุดธูปอย่างไร ส่งผลเสียต่อสุขภาพน้อยที่สุด

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจุดธูปเป็น 1 ในสาเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษทางอาการ เนื่องจากพิษจากควันธูป 1 ดอกนั้นไม่ต่างกับบุหรี่ 1 มวน และยิ่งในช่วงนี้ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายๆ พื้นที่ รวมทั้งยิ่งใกล้วันตรุษจีนที่จะมีการจุดธูปบูชาบรรพบุรุษ แต่จะทำอย่างไรให้การจุดธูปส่งผลเสียต่อสุขภาพน้อยที่สุด

ธูปทำมาจากขี้เลื้อยผสมสารเคมี เมื่อจุดธูปจะทำให้เกิดการเผาไหม้ของขี้เลื่อย กาว น้ำหอมในธูปรวมไปถึงสารต่างๆ หลายตัวก็ปล่อยออกมา ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคนที่สูดดม นอกจากนั้นยังส่งผลต่อสภาพอากาศโดยรอบอีกด้วย แต่ถ้าจำเป็นต้องจุดธูปจึงมีคำแนะนำดังนี้

    - เลือกใช้ธูปที่มีขนาดสั้นลง แล้วรีบดับธูปให้เร็วขึ้น หรือเลือกใช้ธูปไร้ควันแทน
    - เลือกจุดธูปในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงจุดธูปในห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตู หน้าต่าง
    - เลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่มีกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น
โรคหอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปาก และจมูกเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ




ขอขอบคุณ :-
ภาพ : istockphoto
web : https://www.sanook.com/home/32733/
19 ม.ค. 65 (11:56 น.) , By Suwimol L.
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเงิน-โชคลาภ อย่างไร ให้สำเร็จดั่งหวัง เมื่อ: มกราคม 21, 2022, 09:30:09 am



ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเงิน-โชคลาภ อย่างไร ให้สำเร็จดั่งหวัง

สำหรับใครที่อยากขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของการเงิน โชคลาภ การค้าขาย มาดูเคล็ดลับ 3 วิธีในการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สำเร็จดังใจหวัง ต้องขอพรอย่างไรจึงจะได้ผล (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณนะคะ)

เริ่มจากให้เราขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเราบูชา โดยเป็นสิ่งที่นับถือ ศรัทธา มากที่สุด หรือหากใครที่ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชา ให้ใช้วิธียกมือไหว้บอกเจ้าที่ที่บ้าน และทำ 3 ข้อดังนี้

    1. บอกชื่อ สกุล ของเรา และเรื่องที่ต้องการขอให้ชัดเจน เช่น หากจะขอในเรื่องเงิน ก็ระบุให้ชัดเจนว่าจำนวนเท่าใด
    2. ระบุเวลาให้ชัดเจน เช่น หากอยากจะขอให้เรื่องเงิน โชคลาภ ก็ให้ระบุวัน เดือน ปี ให้ชัดเจน อย่ากล่าวคำขอลอยๆ หรือระบุกว้างๆ ว่า ขอให้มีโชค
    3. กล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าหากได้ตามที่ขอ เราจะตอบแทนท่านอย่างไร ซึ่งวิธีการตอบแทนที่ดีที่สุดนั้นคือการให้ทาน ให้ชีวิต ช่วยชีวิตผู้ยากไร้ บริจาคเลือด หรือช่วยไถ่ชีวิตสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการขอในแบบที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ควรขอในสิ่งที่เป็นไปได้ และเริ่มลงมือทำในสิ่งนั้นๆ สิ่งที่เราขอก็จะได้ผลไวที่สุด ทิ้งท้ายย้ำอีกครั้งว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณนะคะ





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : Queentarot อาจารย์ควีนมหาเลียบ,สำนักมหาเลียบ,อาจารย์ควีน ทาโรต์
ภาพ : istockphoto
web : https://www.sanook.com/horoscope/222225/
19 ม.ค. 65 (07:30 น.) , By Mintra T.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อันซีน! อุโมงค์ลึกลับใต้ “พระธาตุเจดีย์หลวง” มีข่าวว่าเป็นทางลอดไปออกถ้ำเชียงดาว เมื่อ: มกราคม 21, 2022, 09:24:57 am


อันซีนอุโมงค์ลึกลับใต้ “เจดีย์หลวง” วัดเจดีย์หลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่)


สุดอันซีน.! อุโมงค์ลึกลับใต้ “พระธาตุเจดีย์หลวง” ที่เคยมีข่าวว่า เป็นทางลอดไปออกถ้ำเชียงดาว

วัดเจดีย์หลวง เผยภาพหาชมยาก อุโมงค์เก่าแก่ลึกลับใต้องค์เจดีย์หลวง พระธาตุโบราณสูงที่สุดในเชียงใหม่ ซึ่งเคยมีข่าวลือว่าสามารถเดินทะลุไปไกลถึงถ้ำหลวงเชียงดาว

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เผยภาพหาชมยาก อุโมงค์เก่าแก่ลึกลับใต้องค์เจดีย์หลวง โดยทางวัดระบุว่า คนโบราณสร้างไว้ 8 จุด ปัจจุบันเหลืออยู่จุดเดียวที่เข้า-ออกได้ ซึ่งอุโมงค์แห่งนี้เคยมีข่าวลือว่าสามารถเดินทะลุไปไกลได้ถึงถ้ำหลวงเชียงดาว แต่ข้อมูลทางวิชาการระบุ เป็นอุโมงค์ทางเดินภายในเจดีย์ตามแบบแผนโบราณ


พระธาตุเจดีย์หลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดยSanlarn Sansook)

สำหรับอุโมงค์ใต้องค์พระธาตุเจดีย์หลวง ในช่วงปี 2561 เคยมีคนโพสต์ตั้งข้อสงสัย ถามในกระทู้พันทิปว่าอุโมงค์นี้ เป็นทางลอดถ้ำไปออกยังถ้ำหลวงเชียงดาว.??

เรื่องนี้ทำให้สื่อเจ้าของพื้นที่อย่างเชียงใหม่นิวส์ ได้ไปสืบเสาะหาคำตอบ โดยได้ยกบทความและภาพของ อาจารย์สุรพล ดำริห์กุล, Eunjai Prasert จากหนังสือ “แผ่นดินล้านนา” มาอธิบายถึงอุโมงค์ดังกล่าว ซึ่งเราได้คัดสรรบางส่วนของบทความมานำเสนอดังนี้

...จากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบว่า “พระเจดีย์หลวง มีอุโมงค์ทางเข้าที่ด้านหลังของบันไดทั้ง 4 ทิศ” และอุโมงค์ดังกล่าวนี้ เป็นช่องทางที่สามารถเดินทะลุเข้าไปภายในองค์เจดีย์ได้ โดยเป็นช่องกว้างขวาง ภายในก่อสลับซับซ้อน” แต่ในการขุดค้นภายในอุโมงค์ครั้งนี้ สามารถดำเนินการได้เพียงด้านทิศเหนือเท่านั้น เนื่องว่าสภาพอุโมงค์เดิมนั้น มีร่องรอยของการก่ออิฐปิดและค้ำยันไว้ โดยมีเจตนาเพื่อจะรับน้ำหนักในส่วนบนไว้มิให้พังทลายลงมา ซึ่งในการดำเนินการขุดค้นอุโมงค์จึงเป็นเรื่องอันตราย จึงสามารถทำได้เพียงด้านเดียว


อุโมงค์ใต้เจดีย์หลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดยSanlarn Sansook)

จากการขุดค้นพบว่า “พระเจดีย์หลวงแต่เดิมนั้น มีอุโมงค์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นทางขึ้นอยู่ 4 ด้าน เพื่อที่จะใช้ให้เป็นทางเดินขึ้นไปสู่ลานประทักษิณบนระเบียงด้านบน ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะของบันไดองค์พระเจดีย์ทั้งสี่ด้านที่จะก่ออิฐฉาบปูนเรียบ ไม่มีขั้นบันได มีเจตนาทำเป็นบันไดนาคประดับเท่านั้น ยกเว้นทางด้านทิศตะวันออกมีร่องรอย ได้รับการแก้ไขทำเป็นขั้นบันได ให้ขึ้นไปสู่ระเบียงชั้นบนได้ในภายหลัง”

จากอุโมงค์ชั้นล่าง จะมีช่องบันไดขึ้นไปสู่อุโมงค์ชั้นที่สอง อุโมงค์ชั้นที่สองนี้จะมีความสูงใกล้เคียงกับชั้นแรก แต่มีความแคบเพียงหนึ่งเมตรเศษเท่านั้น ที่ส่วนปลายช่องอุโมงค์ชั้นบน เฉพาะด้านทิศเหนือที่ได้มีการขุดสำรวจ มีลักษณะเป็นบันไดทอดขึ้นไปสู่ข้างบนได้ แต่ในส่วนปลายถูกก่ออิฐปิดตัน ทำให้ไม่มีช่องทางออกไปสู่ระเบียงชั้นบนขององค์พระธาตุเจดีย์ได้

ทางลงสู่อุโมงค์ใต้เจดีย์หลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดยSanlarn Sansook)

จากหลักฐานนี้ทำให้เชื่อว่า วัตถุประสงค์แรกของการก่อสร้างพระเจดีย์หลวง ในรัชกาลของพระเจ้าติโลกราชนั้น คงมีการสร้างอุโมงค์เพื่อให้เป็นทางขึ้นสู่ระเบียงหรือลานประทักษิณด้านบน ตามแบบแผนการก่อนสร้างโบราณสถานขนาดใหญ่ใน”อาณาจักรพุกาม”

แต่ความรู้ในทางเทคนิคการก่ออิฐวงโค้ง ที่ทำอุโมงค์ภายใต้ฐานเจดีย์ ยังเป็นของใหม่ของช่างชาวล้านนา อีกทั้งรูปทรงของพระเจดีย์มีความแตกต่างไปจากโบราณสถานของพุกาม จึงปรากฏว่าอุโมงค์ที่จะสร้างสำหรับเป็นทางขึันไปสู่ระเบียงนั้น จะมีตำแหน่งอยู่ภายใต้เรือนธาตุขององค์เจดีย์ที่จะก่อสูงขึ้นไป จึงทำให้น้ำหนักอันมหาศาลที่อยู่ด้านบน ในระหว่างการก่อสร้างกดทับลงมา จนทำให้อุโมงค์ดังกล่าวรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดปัญหาการทรุดตัวและแตกร้าว การที่จะใช้อุโมงค์เป็นทางขึ้นคงทำไม่ได้ เนื่องจากอาจเป็นอันตราย จึงได้มีการก่ออิฐค้ำยันภายในอุโมงค์ไว้เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการทรุดตัว ด้วยเหตุนี้ปลายอุโมงค์ทางขึ้นไปสู่ชั้นบน จึงถูกก่ออิฐปิดตัน รวมทั้งมีการก่ออิฐปิดปากอุโมงค์ที่เชิงบันได


ทางเข้า-บันไดในอุโมงค์ใต้เจดีย์หลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดยSanlarn Sansook)

เมื่อทางขึ้นคืออุโมงค์ใช้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการก่ออิฐทำขั้นบันไดทางขึ้นทางบันไดนาคเฉพาะด้านทิศตะวันออกด้านเดียว ส่วนด้านอื่นๆยังคงอยู่ในสภาพเดิมคือก่ออิฐเรียบ ไม่มีขั้นและฉาบปูน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้หลักฐานว่า “ที่บันไดนาคด้านตะวันออก อิฐที่ก่อเป็นขั้นบันไดจะก่อทับอยู่บนแนวอิฐที่ก่อเรียบแบบเดิมดั้งด้านอื่นๆ”

ส่วนสาเหตุที่องค์พระเจดีย์หลวงพังทลายลงมา นอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวในปี 2088/ ค.ศ.1512 ครั้งแผ่นดินพระนางเจ้ามหาเทวีจิรประภาแล้ว อีกสาเหตุหลักคือโครงสร้างภายในขององค์พระเจดีย์หลวงไม่แข็งแรง เนื่องจากมีโพรงหรืออุโมงค์ ซึงมีปัญหาการทรุดร้าวอยู่แล้วมาตั้งแต่แรกสร้าง อีกทั้งดูเหมือนว่าการพังทลายขององค์พระธาตุเจดีย์หลวง มิได้พังทลายมาแค่ครั้งเดียว แต่ได้พบว่ามีการพังทลายลงมาหลายครั้ง เนื่องจากโครงสร้างภายในไม่มั่นคง...


เจดีย์หลวง พระธาตุโบราณสูงที่สุดในเชียงใหม่

สำหรับ วัดเจดีย์หลวงวรวิหารตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ระหว่างปี พ.ศ.1928 - 1945 ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการบูรณะมาหลายยุคหลายสมัย

วัดเจดีย์หลวง มี “พระธาตุเจดีย์หลวง” หรือ “เจดีย์หลวง” เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของวัด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระธาตุโบราณที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ คือ สูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร


ซุ้มด้านทิศเหนือประดิษฐานพระคงหลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่)

เจดีย์หลวงแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 โดยในสมัยพญาติโลกราช โปรดให้ปรับรูปทรงเป็น แบบโลหะปราสาทของลังการูปลักษณ์ทรงเจดีย์แบบพุกาม ดัดแปลงซุ้ม ตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์หลวงนั้นมี 28 เชือก

นอกจากนี้ที่ซุ้มพระธาตุเจดีย์หลวงด้านทิศตะวันออก ในอดีตยังเคยเป็นที่ประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย เป็นเวลายาวนานถึง 80 กว่าปี ส่วนที่ซุ้มด้านทิศเหนือเป็นที่ประดิษฐาน “พระคงหลวง” อีกหนึ่งพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่เริ่มสร้างองค์พระธาตุเจดีย์หลวงมาจนถึงปัจจุบัน


ใช้เทคโนโลยีแสง ฟื้นรูปร่างในอดีตให้เจดีย์หลวง (ภาพจาก : เพจ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดยSanlarn Sansook)

วันนี้รูปร่างของเจดีย์หลวง ได้ถูกรื้อฟื้นรูปร่างในอดีตให้คนรุ่นหลังได้เห็นผ่านเทคโนโลยีปรากฏการณ์แสง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าของการเชื่อมปัจจุบันกับอดีตที่น่าสนใจยิ่ง

นอกจากองค์พระธาตุเจดีย์หลวงแล้ว วัดเจดีย์หลวงยังมีสิ่งน่าสนใจอื่น ๆ นำโดย พระวิหารหลวง ภายในประดิษฐาน “พระอัฎฐารส” (พระประธาน) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสง่างามที่สุดในล้านนา


พระอัฎฐารส ในวิหารหลวง

นอกจากนี้ก็ยังมีโบสถ์โบราณ ที่เคยเป็นสถานปฏิบัติธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ปัจจุบันประดิษฐาน “พระเจ้าสมปรารถนา” อายุเก่าแก่กว่า 500 ปี, รูปเคารพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต, พระมหากัจจายนะ, ศาลหลักเมือง หรือ เสาอินทขิล

และที่มาแรงมากในขณะนี้ก็คือ “ท้าวเวสสุวรรณ” ที่อยู่ติดกับศาลหลักเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในท้าวเวสสุวรรณเลื่องชื่อของภาคเหนือที่มีคนเดินทางไปกราบสักการะขอพรกันเป็นจำนวนมาก


ท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง




ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9650000005669
เผยแพร่: 18 ม.ค. 2565 16:00   ปรับปรุง: 18 ม.ค. 2565 16:00   โดย: ปิ่น บุตรี
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำบุญให้ผู้ตาย "ยากนักที่ผู้ตายจะได้รับ เหมือนกับงบเข็มอยู่ในก้นบ่อ" เมื่อ: มกราคม 18, 2022, 09:06:35 am




ทำบุญให้ผู้ตาย "ยากนักที่ผู้ตายจะได้รับ เหมือนกับงบเข็มอยู่ในก้นบ่อ"
เราไม่ควรประมาท..ตายแล้วเขาทำบุญไปให้ไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่ : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

"..ทำบุญให้ผู้ตายนี้ท่านแสดงไว้ว่ายากนักที่ผู้ตายจะได้รับ เหมือนกับงบเข็มอยู่ในก้นบ่อ แต่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ก็ชอบทำ นับว่าเป็นความดีของผู้นั้นอย่างยิ่ง ท่านเปรียบไว้ สมมุติว่าบุญที่ทำลงไปนั้นแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน แล้วเอาส่วนที่ ๑๖ มาแบ่งอีก ๑๖ ส่วน ผู้ตายไปจะได้รับเพียง ๑ ส่วนเท่านั้น ฟังดูแล้วน่าใจหาย

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาท ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ สิ่งใดควรจะทำให้รีบทำเสีย ตายแล้วเขาทำบุญไปให้ไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่ ถึงแม้จะได้รับก็น้อยเหลือเกิน เพราะคนตายไปแล้ว เขาเรียกว่าเปรต ไม่ได้เรียกว่าบิดา มารดา ป้า น้า อา ครูอาจารย์ อย่างเมื่อเป็นมนุษย์อยู่นี่หรอก ในบรรดาเปรตเหล่านั้นมี ๑๑ พวก มีจำพวกเดียวที่จะได้รับส่วนบุญที่คนยังมีชีวิตอยู่อุทิศไปให้ เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตจำพวกนี้ได้รับทุกข์ร้อน ลำบากมาก เพราะในเปรตโลกนั้น ไม่มีการทำนาค้าขาย แม้แต่ขอทานก็ไม่มี ฉะนั้นเปรตจำพวกนี้แหละ มนุษย์คนที่ยังเป็นอยู่อุทิศไปให้จึงจะได้รับ

เปรตนอกนั้นแล้วไม่ได้รับเลย เช่น ตายไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้รับ นับประสาอะไร บางทีสามีภรรยานอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ ฝ่ายหนึ่งอนุโมทนาด้วย ก็ไม่รับ พวกที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉานยิ่งไปกันใหญ่ ไปเกิดในนรกหมกไหม้ทุกขเวทนามาก ทำบุญอุทิศไปให้ก็ไม่รู้อะไร เพราะกำลังเสวยผลกรรมอันนั้นอยู่ หรือไปเกิดเป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งก็เหมือนกัน เขากำลังเสวยผลบุญของเขาอยู่ เขาจะมาเอากุศลผลบุญของเราได้อย่างไร.."






โอวาทธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย 
ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/629310
วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ต้องจองคิวนะ.! ลูกศิษย์แห่ลงนะหน้าทอง เสริมบารมี-โชคลาภไหลมา เมื่อ: มกราคม 18, 2022, 08:53:43 am



ต้องจองคิวนะ! ลูกศิษย์แห่ลงนะหน้าทอง เสริมบารมี-โชคลาภไหลมา

เป็นที่ฮือฮา เมื่อที่วัดศาลารี ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี พบว่ามีเหล่าลูกศิษย์เดินทางเข้ามาที่วัดศาลาลี เพื่อทำบุญหนุนดวงชะตา เสริมสร้างบารมีและช่วยในเรื่องทำมาค้าขาย และขอโชคลาภจากไอไข่ กันเป็นจำนวนมาก

พระครูสมุห์นพดล ปิยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดศาลารี กล่าวว่า การเขียนยันต์ต่างๆ เพื่อเป็นการเตือนสติทุกๆ คนไว้ และให้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ดำเนินชีวิตด้วยสติสัมปชัญญะ ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมและรักษาศีล 5

ในส่วนของการเขียนยันต์ต่างๆ และการลง นะหน้าทองนั้น เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้กับผู้ที่ทำบุญที่วัดโดยที่วัดจะมีทั้งการเจิมหน้าผากด้วยแผ่นทองคำเปลว การเขียนยันต์หัวใจมหาเศรษฐีลงบนฝ่ามือ และ การลงนะหน้าทองแบบเต็มใบหน้า เพื่อเสริมสร้างสิริมงคล หนุนดวง เสริมดวงชะตาในด้านเมตตา มหาเสน่ห์ เสริมบารมี และเพิ่มโชคลาภ ทำให้ชีวิตของผู้ที่ได้ถูกลงนะหน้าทองเจริญรุ่งเรือง

ซึ่งตอนนี้ทางวัดได้มีการลงนะหน้าทองแบบเต็มทั่วทั้งใบหน้าให้กับผู้ที่ต้องการด้วย ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการมาลง นะหน้าทองแบบทั่วทั้งใบหน้า จะต้องทำการจองคิวล่วงหน้าไว้ก่อน เนื่องจากตอนนี้มีผู้ที่เข้ามาทำบุญที่วัดรวมไปถึงบรรดาลูกศิษย์เข้ามาร่วมทำบุญที่วัดกันอย่างเนียงแน่นทุกวัน








ขอบคุณ ; https://www.naewna.com/likesara/629301     
วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.00 น.
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประเพณี 4 เป็งตานเรือสะเปาคำก่อกองไฟ 'คลายหนาวพระพุทธเจ้า' หนึ่งเดียวพะเยา เมื่อ: มกราคม 18, 2022, 08:41:27 am


ประเพณี 4 เป็งตานเรือสะเปาคำก่อกองไฟ 'คลายหนาวพระพุทธเจ้า' หนึ่งเดียวพะเยา

วันที่ 17 ม.ค.65 ชาวพุทธศาสนิกชนทั่วจังหวัดพะเยา พากันเข้าวัดทำบุญ เนื่องในประเพณีเดือน 4 เป็งล้านนา ตานข้าวใหม่ ตานหลัวหิงไฟพระเจ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ รวมทั้งการนำหลัว หรือฟืน ข้าวสารข้าวหลาม ข้าวเปลือก นำมาเข้าวัดทำบุญถวายพระหรือตานโดยเฉพาะการสุมฟืนก่อกองไฟ เพื่อเป็นการสุมไฟคลายหนาวให้พระพุทธเจ้าและเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วตามความเชื่อของคนล้านนาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน

พระครูประยุตสีลสุนทร เจ้าอาวาสวัดศรีบุญชุม อ.แม่ใจ จ.พะเยา พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนร่วมกัน จัดประเพณีเดือน 4 เป็งตานข้าวใหม่ก่อกองไฟผิงคลายหนาวให้พระเจ้าทองทิพย์ เช่นเดียวกันกับวัดแม่ใส ต.แม่ใส อ.เมือง จ.พะเยา จัดประเพณีล้านนา 4 เป็งได้ทำเป็นเรือสะเปาคำ ตานหลัวหิงไฟให้พระเจ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ รวมทั้งการนำหลัว หรือฟืน ตานเพื่อเป็นการสุมไฟคลายหนาวให้พระพุทธเจ้า เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ตามความเชื่อของคนล้านนา

นายสาคร นาต๊ะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ใส กล่าวว่า ประเพณีเผาหลังผิงไฟให้พระพุทธเจ้าเป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลล้านนาและจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 4 เหนือ หรือประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ในวันขึ้น 15 ค่ำของเดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ชาวล้านนามีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวิหารก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นเช่นเดียวกับคนเรา จึงร่วมกันหาไม้ฟืนมาจุดเผาไฟผิงให้ชึ่งในแต่ละที่ก็จะทำกันหลายรูปแบบแต่ทางบ้านแม่ใสได้ทำเป็นเรือสะเปาคำ ชึ่งไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครถือว่าเป็นหนึ่งเดียวในจังหวัดอีกด้วย




















ขอบคุณ ; https://www.naewna.com/likesara/629131
วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.59 น.
19  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เกตุมาลา เกตุบัวตูม | ไม่ใช่ เกศ-พระเศียร เมื่อ: มกราคม 17, 2022, 09:22:51 am


เกตุมาลา เกตุบัวตูม | ไม่ใช่ เกศ-พระเศียร

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายของ “เกตุมาลา” ไว้ดังนี้
เกตุมาลา : (คำนาม) พระรัศมีซึ่งเปล่งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า. (ป.).

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ที่ฝรั่งชาติอังกฤษเป็นผู้ทำบอกว่า “เกตุมาลา” คือ garland of rays (วงรัศมี) คือรัศมีที่เป็นวงเสมือนพวงมาลารอบพระเศียรของพระพุทธเจ้า

ผู้รู้ในทางพุทธศิลป์บอกว่า “เกตุมาลา” คือเปลวรัศมีเป็นยอดแหลมเหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศิลป์บางสกุลช่างไม่ทำเป็นยอดแหลม แต่ทำเป็นบัวตูม และมักเรียกกันว่า “ ‘เกด’ บัวตูม”

ในภาษานักเลงพระ มีคำว่า “ ‘เกด’ บิดตาแดง” หมายถึง ลักษณะของพระพุทธรูปบางแบบที่เปลวรัศมีเหนือพระเศียรไม่ตั้งตรง แต่บิดไปข้างหนึ่ง คำที่ออกเสียงว่า “เกด” ในที่นี้ มักจะเข้าใจกันว่า คือ “เกศ” ที่หมายถึงพระเศียร แต่เมื่อดูความหมายของคำแล้ว คำว่า “เกด” บัวตูม ก็ดี “เกด” บิดตาแดง ก็ดี น่าจะสะกดเป็น “เกตุ” (เกตุบัวตูม เกตุบิดตาแดง) คือตัดมาจากคำว่า “เกตุมาลา”

เกตุบัวตูม เกตุบิดตาแดง – ควรสะกดอย่างนี้ คือ เกตุมาลา ไม่ใช่เกศ-พระเศียร

@@@@@@@

ในเมืองไทยมีประติมากรรมแห่งหนึ่งปั้นเป็นเปลวรัศมีแบบเดียวกับยอดแหลมเหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า เรียกชื่อว่า “โลกุตระ” (ดูภาพประกอบภาพแรก)

“เกตุมาลา” ที่หมายถึงยอดแหลมเหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้านั้น ผู้รู้ท่านว่าเป็นปริศนาธรรม หมายถึงพระปัญญาตรัสรู้ที่แทงทะลุปัญหาคือทุกข์ทั้งปวง หรือแทงทะลุกระแสโลกยกจิตขึ้นอยู่เหนือโลก อันเป็นความหมายของคำว่า “โลกุตระ”

วิหารหรือศาลาสมัยเก่าหลายแห่งที่ประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ เพดานเหนือพระเศียรจะเจาะช่องให้ยอดพระเกตุมาลาทะลุขึ้นไป ดูเผินๆ เหมือนกับว่าช่างคำนวณผิด ทำเพดานเตี้ยไปหน่อยหนึ่ง แต่ผู้รู้ท่านว่า นั่นคือปริศนาธรรม เตือนใจผู้ไหว้พระให้ระลึกว่า จงมีปัญญาแทงทะลุกระแสโลก

ตัวอย่างวิหารหรือศาลาเช่นว่านี้ดูได้จากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ ราชบุรี ประดิษฐานพระมงคลบุรีอันเป็นพระประจำเมือง พระประธานบนวิหารหลวงวัดมหาธาตุราชบุรีมี ๒ องค์ ผินพระปฤษฎางค์ให้กัน องค์หน้าชื่อพระมงคลบุรี องค์หลังชื่อพระศรีนัคร์ คนต่างถิ่นขึ้นไปบนวิหารหลวง มองไปถ้าไม่สังเกต ก็จะเข้าใจว่ามีพระประธานองค์เดียว เมื่อผมเป็นเณรมาอยู่วัดมหาธาตุราชบุรีปี ๒๕๐๖ ยังได้ทันเห็นวิหารหลวงที่พระเกตุมาลาพระมงคลบุรีแทงทะลุเพดาน (โปรดดูภาพประกอบและอ่านคำอธิบายที่ภาพ)

เมื่อกรมศิลปากรมาบูรณะซ่อมทำวิหารหลวงใหม่ พระเกตุมาลาพระมงคลบุรีที่แทงทะลุเพดานก็กลายเป็นพระเกตุมาลาที่แทงไม่ถึงเพดาน น่าเสียดายที่สติปัญญาช่างรุ่นใหม่แทงไม่ถึงสติปัญญาช่างรุ่นเก่า






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๔ มกราคม ๒๕๖๕ ,๑๑:๔๕
web : dhamma.serichon.us/2022/01/15/เกตุมาลา-พระรัศมีซึ่งเป/
posted : 15 มกราคม 2022 ,By admin.
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อนักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายว่า เราแต่งหน้ากันทำไม เมื่อ: มกราคม 17, 2022, 09:10:35 am



เมื่อนักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายว่า เราแต่งหน้ากันทำไม

Summary

    - ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการตลาดเท่านั้น ที่ทำให้ ‘การแต่งหน้า’ กลายเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับใครหลายคน แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีที่มา มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกว่าการแต่งหน้าของมนุษย์เรานั้น มีที่มาจากจิตใต้สำนึก และการคัดเลือกตามธรรมชาติของเราเอง

    - อย่างไรก็ดี การแต่งหน้าก็เหมือนกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ นั่นคือ มันต้องอาศัยความชำนาญในการทำบ่อยๆ และหาความพอดีของแต่ละคนให้เจอ เพราะหากมากไปก็คงไม่ดี แต่หากน้อยไป การแต่งหน้าก็อาจไม่ได้ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะการแต่งหน้าที่เราหาจุดสมดุลเจอ สามารถสร้างผลกระทบทางบวกให้กับเราได้มากกว่าที่คิด




“Skin first.  Makeup second. Smile always.”

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการตลาดเท่านั้น ที่ทำให้ ‘การแต่งหน้า’ กลายเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับใครหลายคน แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีที่มา มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกว่าการแต่งหน้าของมนุษย์เรานั้น มีที่มาจากจิตใต้สำนึก และการคัดเลือกตามธรรมชาติของเราเอง

จากการเก็บข้อมูลของ Statista พบว่า ผู้หญิงอายุระหว่าง 30-59 ปี ถึง 41% แต่งหน้าทุกวัน ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือไม่ อย่างน้อยๆ ก็คือต้องทาลิปสติก รองพื้นนิดหน่อย ปัดแก้มและทำผมให้ดูเข้าที่เข้าทาง นี่เป็นพื้นฐานของผู้หญิง ซึ่งมากไปกว่านั้น มีผู้หญิง 1 ใน 6 ที่แต่งหน้าแม้กระทั่งตอนออกกำลังกายเป็นประจำด้วย

มากกว่าความหลงใหลในลิปสติกสีสวย หรือการอยากทำให้ตัวเองน่าดึงดูดอยู่ตลอดเวลา – แท้จริงแล้วมันมีอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่

Pubmed.gov หน่วยงานที่รวบรวมงานวิจัยภายใต้ National Library of Medicine ของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่งานของ โรดอล์ฟ โคริชิ (Rodolphe Korichi) ที่ทำวิจัยไว้ว่า ทำไมผู้หญิงถึงต้องแต่งหน้า ซึ่งการศึกษาของเขาค้นพบว่า ผู้หญิงแต่งหน้าด้วยสองเหตุผลหลักด้วยกัน คือ     

หนึ่ง, ต้องการแต่งเพื่อปกปิดหรือพรางอะไรบางอย่างที่พวกเธอรู้สึกไม่มั่นใจ ซึ่งจะทำให้ผู้คนสังเกตเห็นความไม่มั่นใจนั้นได้น้อยลง

และ สอง, คือเรื่องตรงกันข้ามเลย ก็คือ พวกเธอใช้การแต่งหน้าเพื่อให้ดูโดดเด่น เป็นที่สังเกตเห็น ผู้หญิงที่ไม่เคยแต่งหน้าและเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พบว่าการแต่งหน้าทำให้ผู้คนปฏิบัติกับเธอแตกต่างกันออกไป ซึ่งในบางสถานการณ์นั้นทำให้เธอสบายใจขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยไม่ได้ไปถามเฉพาะผู้หญิงนะครับ เขาไปถามผู้ชายด้วยว่า เหล่าบรรดาผู้ชายที่เห็นผู้หญิง ทั้งแต่งหน้า ไม่แต่งหน้า พวกเขามีความคิดเห็นไปในทางไหนกันบ้าง ซึ่งก็พบว่ามันมีสามทางที่แตกต่างกันไปเลย

สำหรับคนที่ไม่แต่งหน้า ผู้ชายส่วนใหญ่มองว่า ผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้ามีความเป็น ‘เพื่อน’ มากกว่า พวกเขาไม่ต้องระมัดระวังตัวมาก และโดยมากแล้ว ผู้หญิงไม่แต่งหน้ามักไม่ได้ทำให้ผู้ชายรู้สึกว่ามีพลังดึงดูดทางเพศ

ส่วนผู้หญิงที่แต่งหน้าเข้มหรือจัดเต็ม คนกลุ่มนี้ผู้ชายมองว่า ง่ายต่อการจีบหรือทำความรู้จัก การแต่งหน้าของพวกเธออาจบอกเป็นนัยว่าต้องการเป็นจุดสนใจ ให้ดูโดดเด่น และเร้าอารมณ์ทางเพศมากกว่า

ส่วนคนที่อยู่ตรงกลาง คือแต่งหน้าประมาณหนึ่ง ไม่มากไม่น้อย คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ถูกผู้ชายชวนออกเดตมากที่สุด แต่ก็เข้าถึงได้ไม่ง่ายเหมือนผู้หญิงที่แต่งหน้าแบบจัดเต็ม

อย่างไรก็ดี นี่เป็นมุมมองของการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อแบบตะวันตกนะครับ ฉะนั้น หลายๆ อย่างอาจไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นสากล หรือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว 



แล้วหากไปถามผู้หญิงด้วยกันเอง เมื่อเธอมองเห็นผู้หญิงคนอื่นแต่งหน้า พวกเธอรู้สึกกันอย่างไร

พวกเธอมองว่าผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับการแต่งหน้ามากๆ นั้น เป็นผู้หญิงที่มีความเป็นผู้นำสูง มีแนวโน้มที่จะครอบงำความคิดของผู้อื่นได้มากกว่าผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้า มองว่าผู้หญิงกลุ่มนี้มีอำนาจบางอย่างเหนือคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เป็น ‘อำนาจ’ บางอย่าง เช่น ความสามารถในการต่อรอง ซึ่งบางเรื่องเป็นเรื่องที่ผู้หญิงไม่แต่งหน้า ไม่อาจเข้าถึงได้

ที่สำคัญก็คือ หากผู้หญิงที่แต่งหน้าเป็นคนสวย หุ่นดี ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เธอจะถูกมองจากผู้หญิงด้วยกันเอง ด้วยแววตาแห่งความอิจฉา

ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสัญชาตญาณของความเป็นผู้หญิง ที่ลึกๆ พวกเธอมักเห็นผู้หญิงที่แต่งหน้าสวยเป็นภัยคุกคาม เพราะอาจหมายถึงการแย่งความสัมพันธ์จากคนรักของพวกเธอเอง โดยผู้หญิงส่วนใหญ่มองว่า ผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งหน้ามากเกินไปอาจเข้าถึงยาก สะท้อนไปถึงลักษณะนิสัยที่ปกปิด ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มผู้ทำการศึกษาเห็นได้ชัดว่า ผู้หญิงที่ชอบการแต่งหน้า มักมีเพื่อนที่ชอบการแต่งหน้าเช่นกัน

อย่างไรก็ดี การแต่งหน้าก็เหมือนกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ นะครับ นั่นก็คือ มันต้องอาศัยความชำนาญในการทำบ่อยๆ และหาความพอดีของแต่ละคนให้เจอ เพราะหากมากไปก็คงไม่ดี แต่หากน้อยไป การแต่งหน้าก็อาจไม่ได้ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะการแต่งหน้าที่เราหาจุดสมดุลเจอ สามารถสร้างผลกระทบทางบวกให้กับเราได้มากกว่าที่คิด

มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า สำหรับผิวหนังบางส่วน หากมีสีที่ตัดกันจะสามารถดึงดูดความสนใจทางเพศได้มากกว่าผิวที่ดูเหมือนกันไปหมด ยกตัวอย่าง ริมฝีปากของเราที่มีสีเข้ม (สีแดง) กว่าผิวหนังโดยรอบ ซึ่งนั่นเป็นส่วนที่ดึงดูดสายตาของคนรอบข้าง รวมถึงรอบดวงตาด้วย นักวิทยาศาสตร์บอกว่าส่วนที่มีความเข้มรอบดวงตาและสีของริมฝีปากนั้น ไปกระตุ้นจิตใต้สำนึกของเราให้รับรู้ถึงด้านอ่อนไหว ด้านความเป็นแม่ของผู้หญิงมากกว่าส่วนอื่นๆ ฉะนั้น การทำให้ริมฝีปากโดดเด่น การทำให้ดวงตาดูกลมโต ย่อมดึงดูดเพศตรงข้ามได้ดีกว่า เพราะจิตใต้สำนึกของผู้ชายบอกว่า ผู้หญิงลักษณะดังกล่าวมีความเป็นผู้หญิงที่พร้อมเจริญพันธุ์

นอกจากนี้ วิทยาศาสตร์กายวิภาคยังบอกพวกเราอีกว่า ความสมส่วนของใบหน้าก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดมนุษย์เราอย่างหนึ่ง ใบหน้าที่สมส่วน ดวงตาที่เท่ากัน โหนกแก้มเด่นชัดเป็นสัน หรือปากที่ยกเสมอทั้งสองด้าน เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และการแต่งหน้าที่เหมาะสม ช่วยพรางตาความไม่สมดุลนี้ได้ ช่วยให้ใบหน้าสมส่วน ดูน่าสนใจมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ด้วย

@@@@@@@

เราต้องรู้จักโครงหน้าของเรา จุดเด่นจุดด้อยบนใบหน้า เพื่อให้เครื่องสำอางสามารถช่วยเพิ่มความสมมาตรได้

เรามีเคล็ดลับการแต่งหน้าจากศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อความงามชาวอเมริกัน อดัม เจ ไชเนอร์ (Adam J. Scheiner) ที่เคยถูกเขียนไว้ใน The Daily News ว่า ในการแต่งหน้านั้น หากรู้หลักการแค่ไม่กี่จุด ก็สามารถทำให้ใบหน้าของเราโดดเด่นขึ้นได้ เช่น การปัดแก้มให้ผิวดูมีเลือดฝาด จะช่วยให้คุณดูอ่อนกว่าวัยและกระตุ้นให้เพศตรงข้ามสนใจคุณได้มากขึ้น

หรือบริเวณรอบดวงตาของคนเรานั้น มีเฉดสีมากกว่าที่เราคิดมาก การเขียนคิ้ว/เขียนขอบตาจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น และหากใช้คู่สีที่เหมาะสมกับผิวของคุณ โดยไม่แต่งจนหนาจนเกินไป คุณจะดูเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาทันที เช่นเดียวกับลิปสติก สีของมันจะเพิ่มความแตกต่างระหว่างผิวหนังปกติกับผิวหนังบริเวณริมฝีปากให้เด่นชัดมากขึ้น ซึ่งการศึกษาพบว่า คนที่มีสีของริมฝีปากที่โดดเด่น จะดึงดูดความน่าสนใจได้มากกว่า

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องรู้จักโครงหน้าของเรา จุดเด่นจุดด้อยบนใบหน้า เพื่อให้เครื่องสำอางสามารถช่วยเพิ่มความสมมาตรได้

จากการวิจัยยังพบอีกว่า รองพื้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างความแตกต่าง อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่ตอนต้นนะครับ ว่าการแต่งหน้าสำหรับผู้หญิง ในบางโอกาสหมายถึงการปกปิด ซึ่งรองพื้นที่ดีช่วยแก้ปัญหาได้หลากหลายอย่าง หากรองพื้นดี สิ่งที่จะลงตามมาก็จะดีไปด้วย เราจึงต้องเลือกรองพื้นให้เหมาะกับสีผิวและชนิดของผิว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องผิวอยู่แล้ว ควรลงทุนกับรองพื้นมากกว่าสิ่งอื่น

การแต่งหน้าสำหรับใครหลายคน อาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความเข้าใจผิดของหลายๆ คน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ก็คือ การแต่งหน้าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง หรือปกปิกได้ทุกอย่าง – ทางที่ดี เราควรให้ความสำคัญกับรากฐานของความสวยความงาม คือสุขภาพที่ดีที่มาจากอาหารการกิน การนอนให้เพียงพอ จากนั้นจึงค่อยเสริมด้วยการแต่งหน้าในกาละและเทศะที่เหมาะสม

เหมือนอย่างที่ บ็อบบี้ บราวน์ เคยพูดไว้ว่า เราทุกคนนั้นมีความสวยงามอยู่ในตัว แม้ปราศจากเครื่องสำอาง แต่หากแต่งหน้าให้ถูกที่ถูกเวลา…

ความสวยงามนั้นจะเปี่ยมไปด้วยพลัง





อ้างอิง : scienceofpeople.com, pubmed.ncbi.nlm.nih.gov, nydailynews.com, nytimes.com
thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/100950
Everyday Life , Lifestyle ,14 ม.ค. 65 , author : เอกศาสตร์ สรรพช่าง
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘อัธยาศัยดี ไม่ได้แปลว่า มีใจ’ | เส้นแบ่ง ความเป็นมิตร กับ ทอดสะพาน เมื่อ: มกราคม 17, 2022, 08:44:32 am



‘อัธยาศัยดี ไม่ได้แปลว่า มีใจ’ | เส้นแบ่ง ความเป็นมิตร กับ ทอดสะพาน ที่สังคมต้องอย่าคิดไปเอง


‘หากมีคนทำดีด้วย ให้ตีความตามตรงว่าเขาแค่ทำดี อย่าเพิ่งคิดไปก่อนว่าอีกฝ่ายชอบพอหรือมีใจให้’

ข่าวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บุกข่มขืนลูกบ้านในคอนโดมิเนียม ถือเป็นข่าวที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงต้นปี 2565 เมื่อผู้ก่อเหตุเล่าว่าตนมีความรู้สึกชอบพอเหยื่ออยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากเหยื่อมักซื้อของมาฝากตัวเองและเพื่อน รปภ. อยู่เสมอ จึงคิดว่าเธอมีใจให้ เช่นเดียวกับคำบอกเล่าของ รปภ. ที่เคยทำงานกับผู้ก่อเหตุ ระบุว่าเหยื่อเป็นคนใจดี ชอบทักทายและซื้อขนมมาฝากเป็นประจำ แต่เธอกลับถูกอดีตเพื่อนร่วมงานบุกเข้าห้องและข่มขืน ซึ่งผู้ก่อเหตุกล้าทำอุกอาจขนาดนี้เพราะคิดว่าเหยื่อมีใจจึงซื้อขนมมาให้

ทันทีที่ความคิดเห็นของคนร้ายถูกเผยแพร่ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากต่างไม่พอใจกับคำให้การ รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองว่าหลายครั้งที่แสดงความเป็นมิตร ยิ้ม ทักทาย หรือให้สิ่งของคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดโดยไม่คิดอะไร กลายเป็นผู้ได้รับสิ่งเหล่านั้นดันคิดไปไกลกว่าที่คาดเอาไว้

ตรรกะดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น และปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดแบบนี้ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย จนชาวโซเชียลมีเดียเริ่มสานต่อประเด็นข่าวข่มขืนเป็นการรณรงค์ว่า “หากมีคนทำดีด้วย ให้ตีความตามตรงว่าเขาแค่ทำดี” สร้างความตระหนักรู้ว่าควรคิดเพียงแค่นั้น อย่าพยายามคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปไกลกว่านี้

From The Desk สัปดาห์นี้ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่เคยพบกับเหตุการณ์คุกคามแบบแปลกๆ ผสมกับความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อข่าวการคุกคามทางเพศ และการคิดไปเองหรือคิดไปไกลนี้ ส่งผลเสียอะไรกับตัวเองและผู้อื่นบ้าง


@@@@@@@

อัธยาศัยดีไม่ได้แปลว่ามีใจเสมอไป

ตั้งแต่สมัยก่อนมาจนถึงตอนนี้ หลายครอบครัวอาจจะเคยได้ยินพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ บอกให้เราเอาของไปฝากคนนั้นคนนี้ เช่น พ่อแม่นักศึกษาฝากของมาสวัสดีปีใหม่เจ้าของหอ การให้ของเล็กๆ น้อยๆ แก่คนข้างบ้าน การยื่นมือช่วยเหลือเรื่องที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่บังเอิญพบเห็น หรือการซื้อขนมให้ รปภ. คอนโดฯ ทั้งหมดคือการผูกมิตรที่ควรจะเป็นเรื่องปกติ แต่ในสังคมปัจจุบัน ความเป็นมิตรที่ว่ากลับกลายเป็นดาบสองคมมากขึ้น ทำให้ผู้คนต้องระมัดระวังตัว ไม่เผลอหยิบยื่นน้ำใจให้ใครง่ายๆ เนื่องจากเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะตอบรับน้ำใจที่ให้แบบไหนบ้าง

หลายคนเวลาได้รับสิ่งดีๆ จากผู้อื่น จะรู้สึกขอบคุณ รู้สึกเป็นมิตร และสบายใจที่ได้รับสิ่งนั้น บางคนก็มีแนวคิดแบบระแวดระวังตัว กลัวเรื่องการหวังผลประโยชน์บางอย่าง แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยที่มักคิดว่าการที่คนเข้ามาทำดีด้วย นั่นหมายความว่าจะต้องเข้ามาแบบเสน่หา ซึ่งแนวคิดแบบหลังอาจเรียกได้ว่าเกิดจากความรู้สึกมั่นใจในตัวเองจนเกินไป รวมถึงการถูกหล่อหลอมมาจากค่านิยมบางอย่าง และการเสพสื่อบางประเภท

ข่าวการก่อเหตุบุกข่มขืนลูกบ้านในคอนโดมิเนียม เปิดประเด็นใหม่ให้สังคมร่วมแบ่งปันประสบการณ์แปลกๆ จากคนแปลกหน้า เช่น ผู้ใช้งานทวิตเตอร์คนหนึ่งเล่าว่า หลังจากยิ้มขอบคุณชายคนหนึ่งบนรถเมล์เพราะเขาลุกให้นั่ง พอลงจากรถ ชายคนนั้นกลับตามลงมาด้วย ส่วนอีกคนหนึ่งเล่าว่า เธอไปซื้อของร้านประจำแล้วรับเงินทอน แต่ระหว่างรับมือเผลอไปโดนคนขาย หลังจากนั้นจึงถูกคนขายตามตื๊อเพราะคิดว่าเธอไปชอบเขาก่อน

หรือกับกรณีผู้หญิงได้รับการปฏิบัติที่ดีจากผู้ชายที่ยังไม่สนิทกันมาก เช่น เลื่อนเก้าอี้ให้ เปิดประตูให้ พูดจาสุภาพ หรือการกระทำอื่นใดที่แสดงถึงความให้เกียรติตามมารยาททางสังคมที่ควรจะมี บางคนคิดไปไกลว่าการได้รับสิ่งดีๆ เหล่านี้เป็นเพราะอีกฝ่ายมีใจ ซึ่งเหตุผลอาจตีได้สองแง่ ทั้งชอบจริงๆ กับเหตุผลที่ผู้ชายปฏิบัติตัวดีกับทุกคน เพราะถูกสั่งสอนมาให้เคารพคนอื่นหรือใส่ใจคนอื่นตั้งแต่แรก แต่ฝ่ายที่ได้รับกลับเข้าใจผิดคิดว่าเขาชอบ จึงระรานไปยังแฟนของชายคนนั้น จนเกิดการทำร้ายร่างกายหรือคุกคามบุคคลที่สาม เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

เรื่องเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปัญหา ยังมีคนอีกจำนวนมากไม่สามารถแยกได้ขาดว่า การกระทำใดเป็นการกระทำเพียงเพราะคนคนนั้นเป็นคนดี หรือถูกทำดีด้วยเพราะอีกฝ่ายมีใจ ซึ่งแนวโน้มคิดว่าการทำดีคือมีใจมากกว่าการคิดว่าคนทำดีเพียงเพราะเขาเป็นคนดี จนเกิดเหตุการณ์บานปลายได้ง่ายๆ

@@@@@@@

เมื่อความเข้าใจผิด และความมั่นใจเกินไป กลายเป็นภัยสังคม.?

ความเข้าใจผิดหรือการคิดไปเอง นับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน บางคนเข้าใจผิดได้ง่ายมาก บางคนไม่ค่อยเข้าใจผิดไม่คิดอะไรเท่าไรนัก ซึ่งความคิดเหล่านี้มีที่มาจากไหนได้บ้าง?

เว็บไซต์ Psychology Today ลงบทความชื่อว่า Why Men Tend to Overestimate Women’s Romantic Interest อ้างอิงจากงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุข้อมูลตรงกันว่า เพศชายส่วนใหญ่ (ย้ำว่าส่วนใหญ่) มีความสนใจทางเพศมากกว่าเพศหญิง และส่งผลให้เกิดความรับรู้ข้อมูลผิดๆ จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะล่วงละเมิดทางเพศ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเมอร์ด็อก ในเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำงานวิจัยความคิดของชาย-หญิง ด้วยการให้อาสาสมัคร 400 คน ให้คะแนนความน่าดึงดูดใจของคนเพศตรงข้าม โดยที่ภาพเหล่านั้นเป็นภาพเบลอที่เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน

ผลลัพธ์ที่ได้คือเพศชายประเมินความน่าดึงดูดใจของผู้หญิงไว้สูงมาก ในทางกลับกัน ผู้หญิงจะประเมินความน่าดึงดูดใจของผู้ชายในระดับต่ำกว่า ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งสองเพศมีความคิดที่ต่างกันสิ้นเชิง มาจากเหตุผลชีววิทยามนุษย์ ทั้งเรื่องความคิด ความเข้าใจ ความต้องการสืบพันธุ์ ประกอบกับค่านิยมที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีส่วนทำให้คนบางกลุ่มมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมากกว่าคนอีกกลุ่ม ขณะเดียวกันก็เกิดการละเลยความคิด ความเข้าใจ หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ง่ายกว่าเดิม

งานวิจัยเหล่านี้ยังเอ่ยถึงการแต่งตัวของเพศหญิงด้วย โดยระบุว่าความเข้าใจจำพวก ‘นัดเจอกันแล้วแต่งตัวแบบนี้ คิดอะไรกับเราอยู่หรือเปล่า’ นั้นใช้ไม่ได้จริง เสื้อผ้าและการแต่งตัวไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงความสนใจของเพศหญิงที่มีต่อเพศชาย (หรือถ้ามีก็เพียงแค่ส่วนหนึ่ง เช่น รู้อยู่แล้วว่าจะต้องไปพบกับคนที่ชอบพอ จึงเลือกแต่งตัวให้สวยกว่าวันปกติ ซึ่งกรณีนี้ก็ใกล้เคียงกับการแต่งตัวเพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเอง หรือแต่งตัวเพราะความรับผิดชอบบางอย่างในหน้าที่การงาน) แต่กลุ่มตัวอย่างเพศชายมักประเมินภาพรวมตรงหน้าผิดไปเอง และเสี่ยงทำให้เกิดการคุกคามทางเพศ

ขยับมายังสังคมใกล้ตัวมากขึ้น มีหลายครั้งหลายหนที่ได้ยินเรื่องราวชวนให้คิดไปไกลได้ไม่น้อย โดยเฉพาะการสร้างความหวังจากการเล่นโซเชียลมีเดีย เช่น คนที่เราสนใจหรือแอบชอบเข้ามาดูสตอรีในอินสตาแกรม จนเผลอคิดว่าเขาตามดูเพราะให้ความสนใจ ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่เขากดไล่ดูของทุกคน ไล่ดูไปเรื่อยจนกว่าจะหมด โดยไม่ได้สนใจสตอรีของเราเป็นพิเศษแต่อย่างใด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างง่ายๆ ของการเผลอคิดไปก่อนเช่นกัน

อีกหนึ่งเหตุผลนอกจากชีววิทยามนุษย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สภาพแวดล้อมทางสังคมและการเสพสื่อ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนมากที่อ่านนวนิยายโรแมนติก อ่านแฟนฟิกชัน ดูละครน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยค่านิยมเก่าหรือสอดแทรกค่านิยมที่ใช้ไม่ได้จริงในปัจจุบัน และรับแนวคิดที่อยู่ในนิยายหรือละครมาใช้ในชีวิตจริง ประกอบกับค่านิยมในแต่ละสังคมที่แตกต่างได้กลายเป็นส่วนผสมสำคัญทางความคิดความเข้าใจ

บางสังคมทำให้เรื่องการคุกคามและความรุนแรงเป็นมุกตลกร้าย ส่งต่อค่านิยมผิดเพี้ยนกันมารุ่นสู่รุ่น คนแต่ละกลุ่มก้อนเมื่อมาอยู่ร่วมกันในสังคมจึงได้ผลลัพธ์หลากหลาย โดยงานวิจัยที่นำมาแบ่งปันครั้งนี้ยังระบุอีกว่า ความโรแมนติกสุดฮิตในยุคก่อนอย่างภาพยนตร์และซีรีส์โรแมนติกที่พระเอกตกหลุมรักนางเอกเพียงแค่เหลือบมอง หรือเรื่องราวของเพศใดเพศหนึ่งที่จะต้องดูแลปกป้องคนรักจนชีพวาย การตบตีแย่งผู้ชายหรือแย่งผู้หญิงโดยที่ไม่ถามความสมัครใจของอีกฝ่าย กลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างล้าสมัยในศตวรรษที่ 21 ไปเสียแล้ว

กรณีตัวอย่างความคิดความมั่นใจแบบแปลกๆ ที่เห็นได้ชัด คือ ข่าวการให้สัมภาษณ์แม่ของ รปภ. ที่ข่มขืนลูกบ้าน บอกกับผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ถ้าผู้เสียหายไม่มีลูก ไม่มีผัว ยายก็จะไปคุยให้ ไปพูดเรื่องสินสอด ผูกแขน แต่นี่เขามีลูก มีผัวแล้ว คงไปคุยไม่ได้” ตามความเข้าใจว่าหากมีการผิดผีก็ให้ฝ่ายชายไปสู่ขอ หรือสังคมหล่อหลอมให้มีความคิดความเข้าใจแบบนี้ ทั้งที่สิ่งที่ลูกชายของเธอทำคือการข่มขืนผู้อื่น สร้างบาดแผลที่ไม่มีวันหายให้กับเหยื่อ


     @@@@@@@

     หรือควรคิดไว้ก่อนว่า ปฏิเสธ = ปฏิเสธ

    “ปากอย่างใจอย่าง ไม่ต้องเขินหรอก”
    “ตอบแชตเร็วแบบนี้ ชอบเราใช่ไหม?”
    “มาทำดีด้วยแบบนี้อ่อยเราอยู่หรือเปล่า”
    “ใจดีเรี่ยราดแบบนี้หว่านเสน่ห์แน่นอน”

หลายคนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การพยายามแก้ความเข้าใจผิดจากการคิดไปเองของอีกฝ่าย และยังไม่ได้เกิดการคุกคามหรือล่วงละเมิด มีหลายความคิดเห็นน่าสนใจแลกเปลี่ยนเรื่องราว เช่น เมื่อถูกคิดไปว่ามีความรู้สึกดีๆ ให้อีกฝ่าย และยืนยันปฏิเสธไปแล้ว กลับได้รับคำตอบแนวหยอกล้อว่า “ปากไม่ตรงกับใจ” หรือ “ไม่รักแปลว่ารัก” คล้ายกับเป็นการปลอบใจว่าฝ่ายที่ปฏิเสธอาจพูดแค่พอเป็นพิธี แต่ก็ไม่ได้ปิดโอกาสขนาดนั้น (แนวคิดแบบนี้ส่งผลให้เกิดวลี ‘ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก’ ซึ่งปัจจุบันการตามติดโดยไม่ยินยอมนี้ สังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นสิ่ง Creepy และคุกคามคนอื่น) แม้ฝ่ายที่ปฏิเสธจะบอกด้วยความสุภาพเพื่อรักษามารยาท รักษาน้ำใจ แต่เสียงที่สื่อสารไปตรงๆ กลับถูกมองข้ามและโดนตีความอ้อมโลกอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ได้ปฏิเสธแบบตรงไปตรงมาก็มีอยู่มาก เช่น กระทู้สนทนาหนึ่งในสหรัฐฯ มีการตั้งคำถามว่า “ทำไมผู้หญิงถึงไม่ยอมปฏิเสธแบบตรงๆ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ หรือไม่ได้คิดอะไรด้วยก็ควรบอกตั้งแต่แรก”

กระทู้ดังกล่าวมีคนเข้ามาตอบในทำนองเดียวกันว่า “ปฏิเสธไปแล้วแต่อีกฝ่ายไม่เชื่อ” รวมถึงความคิดเห็นที่บอกว่าเคยปฏิเสธตรงๆ และถูกทำร้ายทำร้าย บางคอมเมนต์บอกว่าตนเคยปฏิเสธและโดนพูดจาดูถูกเพราะอีกฝ่ายเสียหน้า จึงต้องแก้เก้อด้วยคำพูดหยาบคาย การดักข่มขู่ ดักทำร้าย หรือถึงขั้นล่วงละเมิดทางเพศ ตามที่เห็นในการทำแผนรับสารภาพหลายคดีที่จะมีคำตอบทั้ง “คิดว่าเขามีใจ” หรือ “เพราะหยิ่งเลยอยากสั่งสอนให้หลาบจำ” ปรากฏให้เห็น ซึ่งไม่ว่าจะเหตุผลแบบไหน ก็เป็นข้ออ้างที่พยายามสร้างความชอบธรรมในการกระทำของตัวเองเท่านั้น

ไม่ใช่แค่เพศชายจะเป็นฝ่ายละเมิดเพศหญิงได้อย่างเดียว หรือว่าจะมีเพียงแค่เพศใดเพศหนึ่งเท่านั้นที่ถูกละเมิด ไม่ว่าใคร มีเพศสภาพแบบไหน ก็สามารถเป็นทั้งผู้ล่วงละเมิดหรือถูกล่วงละเมิดได้ทั้งนั้น การพยายามทำความเข้าใจผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องไม่คิดไปไกลเกินจำเป็น หรือเคารพเสียงของผู้อื่น เช่น หากถูกใครปฏิเสธมา ก็ขอให้คิดว่าก่อนว่าปฏิเสธจริงๆ เรื่องที่ไม่ได้ทำยากเหล่านี้อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ลำบากยากเย็นจนเกินไป

นอกจากนี้ สิ่งที่สังคมหล่อหลอมยังทำให้เห็นว่า บ่อยครั้งที่เกิดคดีทางเพศ มักมีบางคนกล่าวโทษเหยื่อว่าอัธยาศัยดีเกินไป ไหนจะการสอนสั่งในโซเชียลมีเดียว่า “โลกนี้อันตราย ต้องระวังตัว ต้องรักนวลสงวนตัว” หรือนำเอาโศกนาฏกรรมของคนอื่นมาพูดใช้เป็นบทเรียนสอนใจในโลกออนไลน์ ให้คำแนะนำเรื่องการล็อกบ้าน การแต่งตัว ท่าทางการกระทำต่างๆ ของเหยื่อ

ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดคดีทางเพศแล้วเหยื่อเป็นเพศชาย การแสดงความคิดเห็นตามโซเชียลฯ มักมีท่าทีขำขัน ดูถูก หรือเล่นมุกตลกร้ายเสียดสีความล้มเหลวของเหยื่อ โดยไม่มีการสอนสั่งให้ระวังตัวเท่ากับเหยื่อเพศหญิง หรือไม่ได้รับความเห็นใจมากเท่ากับเพศอื่นๆ โดยสถิติจากมหาวิทยาลัย King’s College ประเทศอังกฤษ ระบุว่า เหยื่อคดีทางเพศ คดีทำร้ายร่างกาย และการค้ามนุษย์ที่เป็นเพศชาย ได้รับการเยียวยาและความเห็นใจน้อยกว่าเพศหญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นผลจากค่านิยมทางสังคม

สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ คือ การตระหนักย้ำเตือนว่าทุกการกระทำของคนอื่น ทั้งความอัธยาศัยดี การแบ่งปันน้ำใจ หรือมิตรภาพที่มอบให้ ไม่มีทางเป็นอย่างที่เราคิดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีใครที่สามารถล่วงรู้ความต้องการของคนอื่นได้หมดจด แม้บางคนอาจเข้ามาทำดีด้วยเพราะชอบพอจริงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่หยิบยื่นน้ำใจให้ จะต้องรู้สึกชอบพอเราไปเสียหมด เพราะมนุษย์เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย การเหมารวมว่าการกระทำหนึ่งจะต้องมีผลลัพธ์เหมือนกัน จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและไม่น่าใช้ได้จริง


 


อ้างอิง :-
- https://www.psychologytoday.com/us/blog/dating-and-mating/201804/why-men-tend-overestimate-womens-romantic-interest
- https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-10371301/Men-catch-glimpse-woman-overestimate-attractiveness-study-finds.html
- https://www.voathai.com/a/human-trafficking-tk/1204347.html

ผู้เขียน :  ตรีนุช อิงคุทานนท์ รองบรรณาธิการบริหาร The Momentum ที่เชื่อว่า 'คนเท่ากัน' สนใจในเฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+
ขอบคุณ : https://themomentum.co/fromthedesk-2-2022-trinuch/
6 MIN. READ, From The Desk ,Jan 15, 2022
22  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ถวายสังฆทาน – หลุมพรางของภาษา เมื่อ: มกราคม 16, 2022, 08:55:11 am



ถวายสังฆทาน – หลุมพรางของภาษา

คำว่า “สังฆทาน” มาจาก สังฆ + ทาน = สังฆทาน แปลว่า “ให้แก่สงฆ์” หรือให้เพื่อส่วนรวม เมื่อรวมกับคำว่า “ถวาย” เป็น “ถวายสังฆทาน” จึงมีความหมายว่า “ถวายให้แก่สงฆ์” คือ ถวายให้เป็นของส่วนรวม ไม่จำเพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

     โปรดสังเกตให้ดีๆ ว่า ความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “ถวายสังฆทาน” ก็คือ “ถวายให้แก่สงฆ์”
    “ถวายสังฆทาน” ไม่ใช่ถ้อยคำที่ระบุว่า “ถวายอะไร”

     ถ้าจะให้รู้ว่าถวายอะไร ก็ต้องระบุสิ่งนั้นๆ ลงไป เช่น
    “ถวาย ภัตตาหาร ให้แก่สงฆ์”
    “ถวาย ไตรจีวร ให้แก่สงฆ์”
    “ถวาย ศาลา ให้แก่สงฆ์”
    “ถวาย ยารักษาโรค ให้แก่สงฆ์”

แต่เวลานี้ เราถูกคำว่า “ถวายสังฆทาน” หลอกความรู้สึกให้เข้าใจผิดกันทั่วไปว่า “สังฆทาน” เป็น “สิ่งของชนิดหนึ่ง”  “ถวายสังฆทาน” ก็คือ “ถวายสิ่งของชนิดหนึ่ง”


@@@@@@@

มีผู้เอาสินค้าบางชนิด เช่นยาสีฟัน ผงซักฟอก กระดาษชำระ ฯลฯ รวมทั้งอาหารกระป๋องเป็นต้น บรรจุลงในถังสีเหลือง แล้วเรียกชื่อถังนั้นว่า “ถังสังฆทาน” ต่อมาได้ปรับปรุงภาชนะที่ใช้บรรจุเป็นรูปแบบอื่นๆ แล้วเปลี่ยนคำเรียกเป็น “ชุดสังฆทาน”

เวลานี้คนทั้งโลกพากันเข้าใจว่า สิ่งของหรือสินค้าดังที่กล่าวนั้นคือ “สังฆทาน” เมื่อเอาสิ่งของหรือสินค้าชนิดนั้นไปถวายพระ ก็พากันเข้าใจไปว่านั่นคือ “ถวายสังฆทาน” ซึ่งเป็นคนละความหมายกับคำเดิมที่ว่า “ถวายสังฆทาน” คือ “ถวาย-(สิ่งใดสิ่งหนึ่ง)-ให้แก่สงฆ์”

เวลานี้คนที่ “ถวายสังฆทาน” ไม่มีความรู้และไม่สนใจที่จะรู้แม้แต่น้อยว่า ตนกำลังถวายสิ่งนั้นให้แก่ใคร ขอเพียงให้มี “ชุดสังฆทาน” เท่านั้น ก็เข้าใจว่าได้ “ถวายสังฆทาน” แล้ว

คนส่วนมากจึงพากันตกหลุมพรางของคำว่า “ถวายสังฆทาน” กันอยู่ทั่วไป และมีน้อยนักที่คิดจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมพรางแห่งความเข้าใจผิดๆ นี้





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๑๓ มกราคม ๒๕๖๕ ,๑๕:๔๘
dhamma.serichon.us/2022/01/14/ถวายสังฆทาน-หลุมพรางขอ/ 
posted : 14 มกราคม 2022 By admin.
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แม่น้ำ “แม่กลอง” แปลว่า อะไร.? มาจากไหน.? เมื่อ: มกราคม 16, 2022, 08:38:46 am
ต้นน้ำแม่กลองบริเวณแควน้อยกับแควใหญ่ไหลมาบรรจบกันที่ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี (ภาพจากหนังสือ แม่น้ำแม่กลอง : พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม)


แม่น้ำ “แม่กลอง” แปลว่า อะไร.? มาจากไหน.?

ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เป็นบริเวณที่เก่าแก่มากและอาจเก่าแก่ที่สุด เพราะพบหลักฐานโบราณคดีหลายพันปีมาแล้วอยู่ทางต้นน้ำ คือ แควน้อย-แควใหญ่ หลังจากนั้นก็พบหลักฐานการตั้งหลักแหล่งแห่งหนเป็นบ้านเป็นเมืองแล้วเป็นรัฐ ขยายไปทางลุ่มน้ำท่าจีน

ถ้าไม่ทวนเรื่องลึกลงไปถึงยุค “ทวารวดี” จะพบว่ามีชุมชนมอญเก่าแก่ที่สุดบริเวณที่ราบภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา อยู่ที่ลุ่มน้ำแม่กลองนี้เอง โดยเฉพาะบริเวณวัดนครชุมน์ ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
คำว่าแม่กลองเป็นภาษาอะไร? มาจากไหน?

มีนักปราชญ์รุ่นก่อน ๆ อธิบายหลายแนวทาง ดังมีรายละเอียดอยู่ในพระนิพนธ์เรื่องชื่อลำน้ำแม่กลองฯ ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่สมเด็จฯ ก็มิได้ทรงชี้ชัดอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป เพียงทรงรวบรวมความรู้ของผู้รู้ทั้งหลายไว้ให้ผู้สนใจสมัยหลังศึกษาค้นคว้าต่อไป

โดยทั่วไปแล้วมักโน้มคำจากภาษาอื่นให้เป็นคำไทยด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน แล้วผูกนิทานใหม่ให้น่าเชื่อถือและเข้ากันได้ดีกับคำที่ริบมา มักพบทั่วไป เช่น ชื่อบางเชือกหนัง ในคลองบางกอกน้อย เดิมเป็นคำเขมร มอญว่าบางฉนัง มีอยู่ในโคลงกำสรวลสมุทรยุคต้นกรุงศรีอยุธยา หมายถึงบ้านหม้อ หรือบ้านปั้นหม้อ แต่นานเข้าก็ลืมรากเหง้า เลยโอนเข้าเป็นคำไทยว่าบางเชือกหนัง ตราบเท่าทุกวันนี้


แม่น้ำแม่กลอง (ภาพจากหนังสือ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดกาญจนบุรี)

กลอง ในชื่อลำน้ำแม่กลองตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ก็เช่นเดียวกันที่ถูกโน้มแล้วริบให้เป็นคำไทย หมายถึงเครื่องดนตรีประเภทขึงหนังใช้ตี แล้วรับนับถือเป็นข้อยุติสืบมาจนปัจจุบัน ดังพบว่าทำรูปสัญลักษณ์เป็นกลองทัด หรือกลองเพล

ขอให้พิจารณาใหม่ด้วย ว่า “กลอง” ตรงชื่อแม่น้ำไม่ใช่คำไทย แต่เป็นคำจากภาษามอญ แล้วกลายเสียงกลายรูปไปต่าง ๆ กันในหลายแห่ง เช่นเป็นชื่อแม่น้ำโขง แม่น้ำคง (สาละวิน) เป็นต้น จะขอยกข้อความจากคำนำเสนอในหนังสือมหากาพย์ของอุษาคเนย์ ท้าวฮุ่งท้าวเจือง วีรบุรุษสองฝั่งโขง ผมเขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ มาลงไว้ดังนี้

“พจนานุกรมมอญ-ไทย (ฉบับทุนพระยาอนุมานราชธน, ๒๕๑๓) ให้ศัพท์มอญไว้ ๒ คำคือ โคฺลงฺ กังคฺลงฺ อ่านว่า โคฺล้งฺ เหมือนกันแล้วให้ความหมายว่า ทาง

คำมอญว่าโคฺลงฺกับคฺลงฺนี่แหละกลายเป็นคำไทยว่าคลอง แม้คำว่ากลองในชื่อแม่น้ำกลองก็เพี้ยนมาจากคำมอญนี้เอง ทำให้น่าคิดว่า ชื่อแม่น้ำโขงหรือของน่าจะมาจากคำว่าโคฺลงฺกับคฺลงฺ (ท่านหมุพัน บอกว่าชาวขมุ (ข่ามุ) ในลาวเหนือเรียกแม่น้ำนี้ว่าอมครอง) แต่สิ้นตระกูลไทย-ลาวออกเสียงอย่างมอญไม่ได้ จึงเรียกเป็นกาหลงก่อน นานเข้าก็กลายเสียงเป็นโขงหรือของตามถนัดลิ้นแต่ละท้องถิ่น แม้ชื่อแม่น้ำคง (สาละวิน) ในพม่าก็ได้ชื่อจากมอญเช่นกัน”

สรุปแล้วคำว่าคลองในชื่อลำน้ำแม่กลอง มาจากคำในภาษามอญว่าคลอง หมายถึง หนทางคมนาคมทางน้ำ 





อ้างอิงข้อมูล : สุจิตต์ วงษ์เทศ. “คำนำเสนอ” ใน ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ “เครือญาติ'” มอญ ลุ่มน้ำแม่กลอง, (กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, ๒๕๔๗)
ผู้เขียน   : สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ.2565
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_19187
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กระจ่างทันที กับความเชื่อโบราณ กินเป็ด กินไก่มากๆ ระวังเป็นโรคเกาต์ เมื่อ: มกราคม 16, 2022, 08:25:34 am



กระจ่างทันที กับความเชื่อโบราณ กินเป็ด กินไก่มากๆ ระวังเป็นโรคเกาต์

หมอผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2 ไขข้อข้องใจ กระจ่างทันที กับความเชื่อโบราณ กินเป็ด กินไก่มากๆ ระวังเป็นโรคเกาต์

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "ระวังนะ! กินเป็ด กินไก่มากๆ ระวังเป็นโรคเกาต์" ที่ได้ยินเป็นความเชื่อที่บอกกันปากต่อปาก ทำเอาสวรรค์ของคนรักสัตว์ปีกทั้งหลายถึงกับต้องจำใจวางน่องไก่ตรงหน้าลงแล้วกันมาแทะอย่างอื่นแทน

ความเชื่อดังกล่าวถูกปลูกฝังในจิตใจของชาวไทยมาอย่างช้านาน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยไปที่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่าย พร้อมทั้งได้รับความรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางออกไปให้เสี่ยงโรคภัย ซึ่งล่าสุด ผศ. ดร.นพ. พัฒนา เต็งอำนวย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้ระบุอธิบายเอาไว้ในสาระน่ารู้เรื่อง "เคลียร์ข้อสงสัย ทานเป็ด-ไก่ ทำให้เป็นเกาต์จริงหรือไม่"

@@@@@@

ผศ. ดร.นพ. พัฒนา เต็งอำนวย ได้อธิบายเอาไว้ว่า โรคเกาต์ (Gout) เกิดจากการสะสมของกรดยูริค (uric acid) ในเลือด และตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มอยู่ตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวดบวมแดงร้อนอย่างเฉียบพลัน ซึ่งระดับของกรดยูริคในเลือดสูงจะบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ ความดันสูง เส้นเลือดเสื่อมสภาพ นิ่วในไต และไตวาย การรู้ระดับของกรดยูริคในเลือด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการพยากรณ์โรคหลายๆ ชนิด

ทั้งนี้เมื่อระดับของกรดยูริคสูงกว่า 6.8 มก/ดล ก็จะมีโอกาสตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็ม หากเกิดขึ้นตามข้อก็จะทำให้เกิดการอักเสบ ปวดแสบร้อน โดยตำแหน่งที่พบบ่อยคือข้อนิ้วหัวแม่เท้า ในคนที่เป็นเกาต์เรื้อรังอาจพบอาการอักเสบได้หลายข้อ บางคนอาจมีก้อนของกรดยูริคสะสมอยู่ตามข้อเหล่านี้ เป็นปุ่มโปน ที่ วันดีคืนดีก็แตกออกมาเป็นแผลเรื้อรัง

นอกจากนี้ คนไข้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จะให้ประวัติว่าไปทานเลี้ยงกับเพื่อน มีการทานเนื้อสัตว์และเหล้า พอตกกลางคืน ก็สังเกตว่าหัวแม่เท้าบวมแดงเจ็บ เมื่อไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดก็พบว่าเป็นเกาต์ และหลังทานยาอาการก็ดีขึ้น

@@@@@@

โดยคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคเกาต์เกิดจากการทานเป็ดไก่ หรือแม้แต่การทานยอดผัก ซึ่งความจริงแล้วอาหารที่เราทานเข้าไป เป็นเพียงอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจไปช่วยกระตุ้นให้เกิดโรคได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอาหารพวกเป็ดหรือไก่ ทำให้ระดับกรดยูริคสูงขึ้นได้ไม่เกิน 1 มก./ดล. จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้ว่าจะหยุดทานเป็ดไก่ล้ว แต่อาการเกาต์ก็ยังไม่หายขาดซะที

ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นเกาต์จะทานเป็ดไก่ได้อย่างสบายใจ เพราะหากคุณเป็นคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเกาต์อยู่แล้ว มีระดับของกรดยูริคสูงอยู่แล้ว การทานเป็ดไก่ก็อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของการทานยอดผักนั้นก็ไม่ได้ทำให้ระดับของกรดยูริคพุ่งขึ้นสูงแต่อย่างใด นั่นจึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของโรคเกาต์นั่นเอง

มาถึงจุดนี้ อาจจะสังเกตได้ว่า เหล้าเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกรดยูริคในเลือดสูงและโรคเกาต์ หลังทานเหล้าอาจมีอาการปวดบวมที่หัวแม่เท้าอย่างรุนแรง  ซึ่งอาการนั้นเกิดขึ้นเพราะเหล้าทำให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้น และยังทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้กรดยูริคตกตะกอนภายในข้อ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง



ในขณะที่ ชนิดของเหล้าที่ดื่มจะมีผลต่อระดับยูริคไม่เท่ากัน เบียร์จะทำให้ระดับกรดยูริคสูงขึ้นมากกว่า วิสกี้ ส่วนไวน์ทำให้ระดับของกรดยูริคสูงขึ้นไม่มาก ดังนั้น สำหรับคนที่เป็นเกาต์ ถ้าหยุดเหล้าได้น่าจะดีกว่า แต่ถ้าจะต้องดื่มเพื่อเข้าสังคม ก็แนะนำให้เลือกดื่มเป็นไวน์ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ให้ได้มากที่สุด

อีกหนึ่งปัจจัยที่น้อยคนจะรู้ว่าการทานน้ำตาลผลไม้ ที่เรียกว่า น้ำตาลฟรุคโตส เกินกว่า 50 กรัมต่อวัน ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกรดยูริคในเลือดสูง และตามมาด้วยการเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน และแหล่งของน้ำตาลฟรุคโตสที่น่ากังวลคือมาจาก น้ำผลไม้กล่องและน้ำอัดลม งานวิจัยพบว่าการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้กล่อง เกินวันละหนึ่งแก้วอยู่เป็นประจำ ก็สามารถส่งผลให้ระดับของกรดยูริคสูงถึงขั้นเป็นโรคเกาต์ได้แล้ว
 
ซึ่งการป้องกันและรักษาภาวะยูริคสูง หรือ การรักษาเกาต์ ในช่วงแรกคือการให้ยาลดการอักเสบแก้ปวด และเมื่ออาการปวดทุเลาก็จะมีการสั่งยาลดการสร้างกรดยูริค เพื่อควบคุมระดับของกรดยูริคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

@@@@@@@

ทว่าปัญหาที่พบบ่อยก็คือ คนไข้ปัจจุบันเข้าใจว่า เวลาปวดข้อก็ทานยาแก้ปวด เวลาไม่ปวดข้อก็ไม่ต้องทานยาอะไร โดยไม่สนใจตรวจดูระดับของกรดยูริคในเลือด โดยไม่ได้ตระหนักว่า การที่ระดับยูริคในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จะเป็นพิษต่อหลอดเลือดและไต กว่าจะรู้ตัวก็ลงเอยเป็น โรคความดันสูงหรือไตวายไปแล้ว ดังนั้นจึงอยากจะฝากบอกคนที่เป็นเกาต์ว่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาลดระดับกรดยูริคอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งยูริค ปัจจัยเสี่ยงเป็นสารพัดโรคร้าย ภาวะกรดยูริคสูง ไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคร้ายนานาชนิด เช่น ความดันสูง นิ่วในไต เบาหวาน รวมทั้งไตวายเรื้อรัง แต่เนื่องจาก การตรวจเลือดดูระดับของกรดยูริคในเลือด มักไม่มีในการตรวจโปรแกรมสุขภาพทั่วๆ ไป

จึงอยากจะแนะนำให้เจาะตรวจด้วย เพราะมีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ชาย เนื่องจาก ผู้ชายมีระดับของกรดยูริคในเลือดสูงกว่าผู้หญิง เพราะฮอร์โมนเพศหญิงจะเพิ่มการกำจัดกรดยูริคออกทางไต โรคเกาต์จึงเป็นโรคที่พบในผู้ชายมากกว่า ส่วนผู้หญิงที่เข้าวัยทอง และไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเสริม ก็จะสามารถเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน


@@@@@@@

ทั้งนี้สำหรับคนที่เคยไปรับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพ และได้รับการบอกว่ามีกรดยูริคในเลือดสูง ส่วนใหญ่แพทย์ก็จะบอกแค่ว่า “กรดยูริคสูงนะ อย่ากินเป็ดไก่มากนัก เดี๋ยวจะเป็นเกาต์” ก็โปรดอย่าได้นิ่งนอนใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรเริ่มคุมอาหารลดแป้ง ออกกำลัง ลดน้ำหนักตัว หยุดเหล้า (หรือเลือกทานไวน์แทนเบียร์) และอย่าลืมว่า น้ำอัดลมและน้ำผลไม้กล่อง ทำให้กรดยูริคสูงได้

จึงขอย้ำว่า ยูริคสูงและโรคเกาต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะเข้าใจว่าเป็นแค่โรคข้อ รอให้เกิดแล้วทานยาเป็นพักๆ อาจจะลงเอยด้วยภาวะไตวาย หรือเส้นเลือดเสื่อมสภาพได้ มีคนไข้สูงอายุหลายรายไปพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะกรดยูริคเหล่านี้ ตกตะกอนในสภาวะที่เป็นกรด เกิดเป็นผลึกรูปเข็มทิ่มแทงเส้นเลือดที่เสื่อมสภาพ ซึ่งหากแพทย์ไม่ได้ตรวจระดับของกรดยูริค หรือไม่ได้รักษาด้วยการให้ โซเดียม ไบคาร์โบเนต หยดเข้าเส้นเลือด

"ผู้ป่วยก็จะเลือดออกจนถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยบางรายก็ถูกตัดลำไส้ออกเกือบหมด และลงเอยด้วยการยังชีพ โดยการให้สารอาหารทางหลอดเลือดชั่วชีวิต" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคไต อธิบายทิ้งท้าย




ข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท
ขอบคุณ : https://www.tnews.co.th/social/557888
15 ม.ค. 2565
25  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อายุ คือ “อิทธิบาท ๔” | หากปรารถนาจะอยู่ตลอดกัป ให้เจริญอิทธิบาท ๔ เมื่อ: มกราคม 15, 2022, 09:26:23 am



อายุ คือ “อิทธิบาท ๔” | หากปรารถนาจะอยู่ตลอดกัป ให้เจริญอิทธิบาท ๔

ตามความหมายในทางธรรม “อายุ” คือ อะไร.? อายุนี้ท่านอธิบายสำหรับพระก่อน แต่ก็ใช้สำหรับฆราวาสได้ด้วย อายุ คือ “อิทธิบาท ๔” ขออธิบายสั้นๆ “อิทธิบาท ๔” เป็นตัวอายุ ถ้าใครทำตามก็จะมีอายุได้จริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพระองค์ปรารถนาจะอยู่ตลอดกัป ก็อยู่ได้ โดยเจริญอิทธิบาท ๔ นี้

     คำว่า กัป ในที่นี้ หมายถึง อายุกัป คือ กำหนดอายุของมนุษย์ หมายถึงอายุ ๑๐๐ ปี พระพุทธเจ้าอยู่แค่ ๘๐ ปี แต่พระองค์ตรัสว่า ถ้าพระองค์ต้องการจะอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ก็อยู่ได้ โดยเจริญอิทธิบาท คนอื่นก็เหมือนกัน ถ้าต้องการให้อายุยืนถึงกัป ก็ให้เจริญอิทธิบาท ๔

    อิทธิบาท ๔ เป็นตัวอายุ ซึ่งทำให้ชีวิตยืนอยู่ได้ เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิต ให้ยืนยาว
    อิทธิบาท มี ๔ ประการ คืออะไรบ้าง.?

    ขอพูดถึงชีวิตของคนในสภาพแวดล้อมปัจจุบันก่อน คนไม่น้อยพอเกษียณแล้ว ทั้งๆที่ก่อนเกษียณก็แข็งแรงดี สุขภาพดี ปราดเปรียว กระฉับกระเฉง แต่พอเกษียณไปไม่ช้าเลยก็เฉา แล้วไปๆ ไม่ช้าก็อายุหมดคือสิ้นชีวิต ให้ลองสังเกตดู นี่เป็นเพราะอะไร

     อีกคนหนึ่งเป็นคนขี้โรค น่าจะย่ำแย่อายุสั้น แต่กลับอยู่ได้ทนนาน เจ็บๆ หายๆ ไม่ตายสักที อะไรที่เป็นกลไกสำคัญในเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งก็คือ อิทธิบาท ๔ นี้แหละ

     @@@@@@@

     อิทธิบาทเริ่มด้วย ฉันทะ คือ มีสิ่งดีงามที่ใจใฝ่รักต้องการจะทำ ถ้าใครอยากอายุยืน ต้องมีจิตใจผูกอยู่กับการกระทำอะไรสักอย่างที่ดีงาม ใจคอยบอกตัวเองอยู่ว่า ฉันต้องการทำสิ่งนี้ให้ได้ หรือมีสิ่งดีที่ต้องการจะทำ แล้วใจรักที่จะทำ ตั้งขึ้นมาก่อน อย่างนี้เรียกว่าฉันทะ แล้วทำสิ่งนั้นจนไม่มีช่องว่าง ไม่เปิดช่องให้แก่ความห่วง ความกังวล ความกลุ้มใจ อะไรเลย ถ้าทำได้อย่างนี้ยิ่งดี

     คนที่เขายุ่งอยู่กับงาน และงานนั้นเขาพอใจรัก เขาเห็นว่าดีงามมีคุณค่า และทำจนกระทั่งไม่ห่วงกังวลอะไร ในใจไม่มีช่องให้แก่เรื่องยุ่งวุ่นวายรำคาญใจ มีฉันทะนี้เป็นตัวแรก จะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืน

     แม้แต่คนป่วยก็ให้ใช้หลักนี้ คือ ให้ตั้งอะไรไว้สักอย่าง ที่เป็นสิ่งดีงามซึ่งใจอยากจะทำ ใจรักจะทำ นี้คือ ฉันทะ ต้องตั้งฉันทะนี้ไว้ในใจอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เกษียณแล้วที่อยู่ไม่ได้ยาวนาน ก็มักเป็นเพราะมีความเหี่ยวเฉา มีความรู้สึกว่างเปล่า ไร้ค่า ไม่มีอะไรจะทำ ชีวิตเหงาหงอย เปิดช่องปล่อยให้เรื่องจุกจิกรบกวนใจเข้ามาบั่นทอนพลังชีวิตคืออายุของตน

    เพราะฉะนั้น พอเกษียณแล้ว ต้องตั้งใจไว้สักอย่างที่จะทำ หรือให้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่งดงามที่ตนเห็นคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วใจมุ่งไปทำสิ่งนั้น อาจจะเป็นการทำสวน หรืองานอดิเรกอะไรสักอย่าง หรือการศึกษาธรรมก็ได้

    ตอนนี้แหละ ชีวิตก็จะมีพลังขึ้นมาทันที พลังนี้แหละคือ ตัวอายุ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากฉันทะ และตอนนี้ ฉันทะก็เกิดขึ้นมาแล้ว


    @@@@@@@

    พอฉันทะเกิดต่อไปก็ถึง “วิริยะ” คือความมีกำลังใจเข้มแข็ง แกล้วกล้า ใจสู้ กล้าเผชิญความยากลำบากและอุปสรรค เห็นว่าสิ่งนั้นๆ ท้าทาย พยายามจะทำ เพียรพยายามที่จะเอาชนะทำให้สำเร็จให้ได้ มีความกล้าหาญที่จะทำ

    ต่อไป คือข้อ “จิตตะ” หมายถึงการอุทิศตัวอุทิศใจให้กับสิ่งนั้น ใจมุ่งจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น เมื่อใจจดจ่อ มุ่งอยู่กับเรื่องที่ทำ ใจก็ไม่เก็บเรื่องจุกๆ จิกๆ ที่ขัดหูขัดตากระทบใจหรือผ่านเข้ามา เดี๋ยวเดียวก็ลืม เพราะใจอยู่กับเรื่องที่คิดจะทำนั้น ก็ไม่มีเรื่องรบกวนรำคาญใจ ทำให้สงบมั่น แม้แต่ถึงขั้นเป็นสมาธิก็ได้

    สุดท้ายก็มาถึง “วิมังสา” คือคอยใช้ความคิดพิจารณา เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่ตลอดเวลา หมั่นทบทวนตรวจสอบและทดลองค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ ให้รู้ว่า ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเป็นอย่างไร มีอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข และจะปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไร วุ่นอยู่กับเรื่องที่ทำนั้น และใจก็สนุกกับสิ่งที่ทำ มีความร่าเริงเบิกบานแจ่มใส ตกลงว่าเวลาผ่านไป ก็อยู่ได้เรื่อย

    @@@@@@@

    ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอิทธิบาท ๔ นี้เป็นตัวอายุ ท่านบอกว่า ผู้ที่ปรารถนาอายุ ไม่พึงพอใจอยู่กับการอ้อนวอนปรารถนาให้มีอายุ ซึ่งไม่ทำให้สำเร็จได้แท้จริง แต่ต้องทำตามข้อปฏิบัติที่จะให้อายุนั้นสำเร็จ และข้อปฏิบัตินั้น ก็คือ อิทธิบาท ๔ นี้คือเคล็ดลับ พระพุทธเจ้าสอนไว้ให้แล้ว ถ้าใครต้องการอายุยืน ก็ตั้งฉันทะขึ้นมาเลย จนครบอิทธิบาททั้ง ๔

    ถ้าคนไข้ท้อแท้ ก็ต้องให้เขาหาสิ่งที่ดีสักอย่างที่จะทำ แล้วตั้งใจ ให้ใจไปอยู่กับสิ่งนั้น ตั้งเป็นเป้าไว้





ที่มา : จากหนังสือธรรมบรรยาย เล่มชื่อว่า “ พรที่สัมฤทธิ์แก่ผูา้ดำเนินชีวิตที่ดี ” หน้า ๑๓ – ๑๖ บรรยายโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
web : dhamma.serichon.us/2022/01/12/เคล็ดลับของการมี-อายุย/
posted date : 12 มกราคม 2022 ,By admin.
26  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี เมื่อ: มกราคม 15, 2022, 09:12:07 am



ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี หมายถึง อะไร.?

ในคำว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” ตามความเข้าใจของคนทั่วไป “เลข” หมายถึง ตัวเลข หรือวิชาบวกลบคูณหาร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า –
    “เลข : (คำนาม) สัญลักษณ์ที่ใช้แทนจํานวนจริง ; วิชาคํานวณ.”

ในบทประพันธ์อธิบายสุภาษิตของท่านผู้หญิง สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ก็มีว่า –
     เลขเป็นโทโบราณท่านสั่งสอน
     เร่งสังวรเวี่ยไว้ใช่ว่าเล่น
     การคำนวณควรชำนาญคูณหารเป็น
     ช่วยให้เด่นดีนักหนารู้ท่าคน


ในภาษาบาลี ตัวเลข วิชาคำนวณ หรือการบวกลบคูณหาร ไม่ได้ใช้คำว่า “เลข” แต่ใช้คำว่า “สงฺขฺยา” หรือ “คณนา” (คะ-นะ-นา)

ส่วน “เลข” (เล-ขะ) และรูปคำอื่นๆ ที่ออกมาจากรากศัพท์เดียวกัน (คือ ลิ หรือ ลิขฺ ธาตุ) เช่น เลขน (เล-ขะ-นะ) เลขณี (เล-ขะ-นี) เลขา (เล-ขา) จะหมายถึง การขีด, การวาด, การเขียน, การจารึก, หนังสือ, สาสน์ (scratching, drawing, writing, inscription, letter, epistle)

@@@@@@@

ผมขอเสนอแนวคิดอีกทางหนึ่งว่า “เลข” ในคำว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” นั้นหมายถึง การเขียน หรือ การแต่งหนังสือ

คำว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี” เป็นสุภาษิตที่สอนเรื่องความสำคัญของการสื่อสาร โดยใช้วิธีพูด เขียน อ่าน มีความหมายดังนี้

     (๑) ปากเป็นเอก : ปาก = การพูด หมายถึง พูดเก่ง พูดดี ได้ผลสำคัญโดยตรงเป็นอันดับหนึ่ง

     (๒) เลขเป็นโท : เลข = การเขียน หมายถึง พูดไม่เก่ง แต่ถ้าเขียนเป็น เขียนเก่ง เขียนดี (หมายถึงเรียบเรียงข้อความ ไม่ใช่เขียนตัวอักษรสวยงาม) ก็นับว่าสำคัญ แต่เป็นอันดับสองรองจากการพูด

     (๓) หนังสือเป็นตรี : หนังสือ = การอ่าน หมายถึง พูดไม่เก่ง เขียนไม่เก่ง แต่ถ้าอ่านหนังสือเป็น ถึงขั้นที่เรียกกันว่า “หนังสือแตก” ก็ยังสำคัญอยู่ แต่เป็นอันดับสามรองจากการเขียน ข้อนี้ขอให้นึกถึงสภาพสังคมสมัยที่มี “คนไม่รู้หนังสือ” เป็นจำนวนมาก จะมีคนหากินในทาง “รับจ้างอ่านหนังสือ” ตามบ้านต่างๆ เวลาค่ำจะมีกิจกรรมที่เราเรียกรู้กันในเวลาต่อมาว่า “อ่านหนังสือให้คุณยายฟัง” นั่นคือการใช้วิชา “หนังสือ” นั่นเอง

แนวคิดนี้มิได้ประสงค์จะลบล้างความหมายที่เข้าใจกันมาแต่เดิม เพียงแต่นำเสนออีกความหมายหนึ่งเท่านั้น ญาติมิตรที่อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยแต่ประการใด





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน ; พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๕ มกราคม ๒๕๖๕ ,๑๑:๑๐
web : dhamma.serichon.us/2022/01/06/เลขเป็นโท-หมายถึงอะไร/
posted date : 6 มกราคม 2022 , By admin.
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ค่าแรงขั้นต่ำพอกินจริงเหรอ กับค่าครองชีพยุคนี้.? เมื่อ: มกราคม 15, 2022, 08:28:10 am



ค่าแรงขั้นต่ำพอกินจริงเหรอ กับค่าครองชีพยุคนี้.?

“มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ ต้อง….ด้วย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดเปรียบเปรยในข้างต้น ส่วนใหญ่มักจะถูกหยิบยกมาพูดในช่วงเวลาที่ใช้เงินเกินตัวหรือซื้อของที่ราคาแพง แม้เป็นวลีที่ทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้ในเวลาจับจ่ายใช้สอยแบบมันส์มือ จนนำไปสู่การวางแผนการใช้เงินเพื่อความมั่นคงในอนาคต

แต่ทว่าในปัจจุบันค่าครองชีพทั้งคมนาคม,ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน,ค่าใช้อุปโภคบริโภค,ค่าใช้จ่ายประจำวันและค่าใช้จ่ายจิปาถะ ฯลฯ ได้พากันตบเท้าพร้อมใจกันขึ้นราคาแบบไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น สาเหตุของราคาสินค้าแพงในเวลานี้ก็มีหลายปัจจัยทั้งโรคระบาดในสัตว์,ความผันผวนของค่าเงิน-น้ำมัน และตัวแปรสำคัญที่อยู่ในวิกฤตคือ รายได้สวนทางกับค่าครองชีพ

เมื่อย้อนดูเส้นทางการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2555 พบว่าอยู่ที่ 300 บาท แต่ในปัจจุบันมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยใช้ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้างซึ่งใช้บังคับในปี 2563 พบว่าถูกปรับขึ้นเป็น 331 บาท ซึ่งสรุปได้อย่างชัดเจนว่าวันเวลาได้ล่วงเลยผ่านมา 10 ปี คนไทยต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินดูแลปากท้องและจุนเจือครอบครัวค่าแรงขั้นต่ำถูกปรับขึ้น 31 บาท เพียงเท่านั้น (อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับพื้นที่กรุงเทพ,นครปฐม,นนทบุรี,ปทุมธานี,ภูเก็ต,สมุทรปราการ และสมุทรสาคร)

300 พอกินจริงเหรอ.? อาจเป็นคำถามที่พาไปสู่การถกเถียงถึงวินัยการใช้เงินล้วนขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลก็จริง แต่ปัจจุบันสินค้าทั้งอุปโภคบริโภคมีการปรับราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งหยาดเหงื่อที่เสียไปใน 8 ชั่วโมงเพื่อเงิน 300 บาทนั้น คุ้มค่าหรือไม่

เพื่อให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ค่าจ้างวันละ 300 บาท กับอาหาร 3 มื้อ โดยคิดเฉลี่ยมื้อละ 60 บาท ภายใน 1 วัน เฉพาะแค่ค่าอาหารก็ 180 บาท ซึ่งยังไม่ได้รวมค่าเดินทาง,ค่าเช่าบ้าน,ของใช้จิปาถะหรือยิ่งต้องส่งกลับไปให้ญาติอีกก็แทบจะไม่เหลือเก็บ ซึ่งพวกเขาต้องประหยัดถึงขั้นรัดเข็มขัด จนไม่สามารถทำในสิ่งที่นอกเหนือจากวินัยการเงินที่ขีดเส้นใต้อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ค่าแรง 300 บาทกับเศรษฐกิจในปัจจุบันนับว่าอยู่ในสภาวะวิกฤต ดั่งคำที่ชาวเน็ตมักวิจารณ์ที่ว่า “คนจนตาย คนรวยรอด”

@@@@@@@

ข้าวของแพง รัฐช่วยอะไรบ้าง เมื่อค่าแรงไม่ถูกปรับขึ้น.?

เป็นที่แน่ชัดเมื่อประชาชนได้รับผลกระทบจากสภาวะของขึ้นราคา โลกออนไลน์ก็ได้ติดแฮชแท็ก #แพงทั้งแผ่นดิน พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงปัจจัยที่ทำให้ของอุปโภคบริโภคราคาสูง ล่าสุดหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง ‘กระทรวงพาณิชย์’ ได้พยายามหาทางออกให้กับประชาชนในเบื้องต้นสำหรับวิกฤตราคาที่พุงสูงของหมูโดยจัด 667 จุดบริการขายหมูราคาถูกทั่วไทย แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงเท่านั้น

‘ไข่ไก่-เนื้อไก่’ นับว่าเตรียมที่จะตบเท้าจับมือเข้าสู่การปรับขึ้นราคาเช่นกัน ถ้าเปรียบเป็นการแข่งขันก็จัดอยู่อันดับ 2 และน่าจับตามอง จนกระทั่งสั่งเบรกห้ามปรับราคาขึ้น นี่เป็นเพียง 2 วัตถุดิบยอดฮิต ที่มักถูกนำมาประกอบอาหารเพื่อเลี้ยงปากท้องและสามารถเข้าถึงทุกคน แต่ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง แม้ผู้ที่มีรายได้น้อยอาจเข้าถึงได้ก็จริง แต่ก็ต้องยอมควักเงินเกินครึ่งของรายได้ทั้งหมด 300 บาท/วัน เท่ากับว่าใน 1 วัน เราทำงานอันแสนเหนื่อย แต่ซื้อเนื้อหมูได้เพียง 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมี ค่าไฟ ค่าทางด่วน ก๊าซหุงต้ม ที่กำลังทยอยปรับราคาขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้การที่ข้าวของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพิ่มราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางคนกลับมองเป็นสัญญาณดีที่ชาวเกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่-หมู ได้ถึงเวลาลืมตาอ้าปาก แต่ทางกลับกันในปัจจุบันผู้ที่ได้รับทรัพย์กอบโกยกำไรในวิกฤตนั้นส่วนใหญ่ ’นายทุน’ ทั้งสิ้น

ดังนั้นจึงอยากให้ลองมองมุมกลับ ปรับมุมมองที่ว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท พวกเขาจะต้องประหยัดแค่ไหนและค่าแรงเท่านี้เพียงพอต่อการดำรงชีพจริงหรือ แล้วถึงเวลาหรือยังที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะถูกปรับขึ้นหลัง*ถูกแช่แข็งกว่า 10 ปี

สุดท้ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอาจจะยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ตามที่หลายคนหวัง แต่ขอให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงวิกฤต #แพงทั้งแผ่นดิน ครั้งนี้ไปให้ได้






ข้อมูล ; กระทรวงแรงงาน
Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/9mg7Xjg
LINE TODAY ORIGINAL, เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • O.J.
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อย่าหาทำ.! สังฆทาน หรือ กล่องสุ่ม เปิดมามีแต่ของที่พระใช้ไม่ได้ เมื่อ: มกราคม 15, 2022, 08:17:29 am



อย่าหาทำ.! สังฆทาน หรือ กล่องสุ่ม เปิดมามีแต่ของที่พระใช้ไม่ได้

ชาวเน็ตถึงกับอึ้ง สังฆทาน หรือ กล่องสุ่ม เปิดมามีแต่ของที่พระใช้ไม่ได้ บางอย่างเหมือนของเหลือทิ้ง

เฟซบุ๊กเพจ เจ๊ม้อยv plus ได้เผยคลิป ชุดสังฆทานกล่องสุ่ม ราคา 150 บาท ที่ญาติโยมเอามาถวายให้กับพระสงฆ์ใน จ.หนองคาย ซึ่งข้างในประกอบด้วย น้ำเปล่า 2 ขวด สบู่แตกๆ 1 ห่อ เกลือ 1 ห่อ ธูป 1 ชุด มีฟองน้ำ 1 อัน กล่องเปล่าๆ อีกหลายใบ โดยระบุว่า คนขายทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย สงสารญาติโยมที่ซื้อมาถวาย สงสารพระได้มาก็ใช้ไม่ได้

โดยหลายคนได้แสดงความคิดเห็นถึงความซื่อสัตย์ของคนขาย และยังแนะนำให้ผู้ที่อยากถวายสังฆทานให้สละเวลาหาซื้อของเองน่าจะดีกว่าไปซื้อที่จัดมาเป็นชุด โดยที่ไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร ถวายแล้วก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เสียดายเงินเปล่าๆ




Thank to : https://www.amarintv.com/news/detail/116807?utm_source=line&utm_medium=feed&utm_campaign=default
14 ม.ค. 65
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ขับรุ่นนี้มี 'แม่ย่านาง' ไหม.? เล่าตำนาน 'แม่ย่านาง' ทำไมถึงมาอยู่ในรถ.? เมื่อ: มกราคม 15, 2022, 08:13:33 am


ขับรุ่นนี้มี 'แม่ย่านาง' ไหม.? เล่าตำนาน 'แม่ย่านาง' ทำไมถึงมาอยู่ในรถ.?

'แม่ย่านาง' ชื่อนี้ได้เด็กไทยย่อมคุ้นเคย ยิ่งใครเป็นเด็กซุกซนชอบปีนป่ายรถยนต์ ก็เป็นอันต้องเคยถูกผู้ใหญ่ดุเอาด้วยเหตุผลว่า 'อย่าลบหลู่แม่ย่านาง!'

ว่าแต่ 'แม่ย่านาง' เป็นใคร ท่านมาอาศัยอยู่บนรถเราตอนไหน.?

มีตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับ 'แม่ย่านาง' อยู่หลายทฤษฎี โดยคำว่า*'แม่ย่านาง'* ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 มีความหมายว่า 'ผีผู้หญิงประจำรักษาเรือ' สะท้อนความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ไต ที่ยกย่องเพศหญิงว่าสูงส่งและเป็นผู้ปกป้องคนทั้งหลาย นับถือเป็น 'แม่'หรือ 'แม่ย่า' ดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น แม่โพสพ (ดูแลข้าวในนา) พระแม่คงคา (ดูแลแม่น้ำลำคลอง) และพระแม่ธรณี (เทพีแห่งพื้นดิน)

แม่ย่านางมีที่มาจากหลากหลายความเชื่อ หนึ่งในความเชื่อเก่าแก่มาจาก *'มาจู่'* เทพพื้นบ้านเก่าแก่ของจีนที่มีฝ่ายเชื่อว่าเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ แต่อีกฝ่ายก็บอกว่าเป็นเทวีแห่งมหาสมุทรที่มนุษย์นับถือเท่านั้น

จากบันทึกเก่าแก่ในราชวงศ์ซ่งที่เชื่อว่ามาจู่มีตัวตนจริง ถ่ายทอดประวัติของมาจู่ในหลายเรื่องราว เช่น ช่วยทูตจีนให้รอดจากเรือแตก บันดาลลมขับไล่โจรสลัดปกป้องเรือชาวจีน ช่วยทัพหลวงปราบโจร ช่วยเหลือด้านการขนส่งทางทะเลของจีน ซึ่งเมื่อเข้ายุคราชวงศ์หยวนซึ่งมีการติดต่อค้าขายทางเรือมากขึ้น มาจู่จึงได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล คอยดูแลนักเดินเรือไม่ให้เจอภยันตราย

คนไทยซึมซับความเชื่อเรื่องมาจู่ในสมัยอยุธยา ที่ต้องพึ่งพาอาศัยชาวจีนในการเดินเรือเป็นหลัก จึงมีการเซ่นไหว้มาจู่ตามชาวจีนในสมัยนั้น ยังปรากฏหลักฐานว่าในระยะแรกมีการเรียกมาจู่ตามเสียงจีนฮกเกี้ยนว่า 'หมาจ่อ' หรือ 'หมาจอ' แล้วจึงแปลความหมายเป็น 'แม่ย่านาง' ในที่สุด

ตำนานแม่ย่านางยังมีอีกหลายรูปแบบ ส่วนมากเชื่อมโยงถึง 'มาจู่' บ้างก็ว่ามาจากกัปตันเรือหญิงที่ขอพรกับเทพเจ้าให้พายุสงบเพื่อปกป้องลูกเรือ แลกกับการต้องอยู่บนเรือไปตลอดกาล

เมื่อ 'แม่ย่านาง' ปะทะ 'ขวัญ' จึงเกิดเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเจ้าของพาหนะ

สังคมไทยมีความเชื่อเรื่อง *'ขวัญ'* มาช้านาน โดยเชื่อกันว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมี 'ขวัญ' อยู่ ไม่ว่าจะในเด็ก ผู้ใหญ่ หรือสิ่งไม่มีชีวิตเช่นกัน หากไป 'นั่งทับ' หรือ 'เหยียบ' จะทำให้ขวัญหาย ก่อให้เกิดความไม่เป็นสิริมงคล เราจึงต้อง 'ทำขวัญ' เพื่อแสดงความขอบคุณหรือขอขมา

ในพาหนะที่คนเราใช้สำหรับการสัญจรก็มีขวัญสถิตอยู่เช่นกัน จะช้าง ม้า วัว ควาย เกวียน เรือและแน่นอนในทุกวันนี้ที่เราใช้รถยนต์เป็นหลัก ก็ยังมีความเชื่อเรื่องขวัญและการบูชา 'แม่ย่านาง'อย่างเข้มข้น

แม้เราจะเปลี่ยนมาใช้รถแทนเรือ แต่ความเชื่อที่ว่าแม่ย่านางคอยอารักขา และสถิตอยู่บริเวณหัวเรือก็ยังไม่เปลี่ยนไป โดยธรรมเนียมการบูชาด้วยการผูกผ้าสามสีบริเวณหัวเรือ และการสำรวมไม่ก้าวข้ามหัวเรือก็ถูกนำมาปรับใช้กับรถยนต์เช่นกัน ทั้งการผูกผ้าสามสีรอบพวงมาลัยรถ แขวนพวงมาลัยดอกไม้ที่กระจกมองหลัง หรือนำเครื่องรางของขลังมาวางบนคอนโซลหน้าของรถยนต์เพิ่มความเป็นสิริมงคล



'แม่ย่านาง' ในต่างประเทศ.?

ตำนานแม่ย่านาง ยังใกล้เคียงกับธรรมเนียมการออกเรือของฝั่งยุโรป ที่ใช้ความเป็น 'แม่' ปกปักรักษาเหล่าลูกเรือหรือกะลาสี เป็นที่มาของการนำชื่อหญิงสาวมาตั้งชื่อเรือ โดยตัวอย่างที่โด่งดังมากๆ คือเรือของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักสำรวจผู้โด่งดังที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยเรือชื่อ *'ลา ซานตา มารียา' (La Santa Maria)* ที่ตั้งตาม 'พระแม่มารี' ของศาสนาคริสต์นั่นเอง คนสมัยก่อนยังมักใช้ชื่อบรรพบุรุษเพศหญิงมาตั้งชื่อเรือของตระกูลอีกด้วย

อีกหนึ่งทฤษฎีที่น่าสนใจคือ 'รากของภาษา' ที่ภาษากลุ่ม*อินโดยูโรเปียน (Indo-European)*(ประกอบไปด้วยฝรั่งเศส เยอรมัน ฮินดี โปรตุเกส ฯลฯ) ที่เรียกคำนามและสิ่งของโดยแยกเพศชายและหญิง ซึ่งคำว่า 'เรือ' มีสรรพนามเป็นผู้หญิงในภาษาเหล่านี้

อย่างไรก็ตามการตั้งชื่อเรือเป็นผู้หญิงนั้นค่อยๆ หมดความสำคัญลงเมื่อระยะเวลาผ่านไป

แม่ย่านาง ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่.?

ความเชื่อเรื่องแม่ย่านาง เป็นเรื่องส่วนบุคคล /หากผู้ขับขี่ประสงค์อยากบูชาแม่ย่านางเพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งเพื่อความปลอดภัย และจุดประสงค์เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะขับรถยุโรปหรือเอเชีย เจ้าของรถสามารถทำพิธีไหว้แม่ย่านางรถ และหมั่นบูชาท่านด้วยการแขวนพวงมาลัยบริเวณกระจกมองหลังได้

อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือสติที่ต้องอยู่บนถนนและการเคารพกฎจราจร มิฉะนั้นถึงมี 'แม่ย่านาง' ก็คงไม่อาจปกป้องเจ้าของรถจากภัยอันตรายใดๆ ได้






ขอบคุณข้อมูลจาก :-
- chobrod.com
- museumthailand.com
- silpa-mag.com 1
- silpa-mag.com 2
- theguardian.com

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/ZaJkqDL?view=topic&referral=linetodayexclusive
LINE TODAY ORIGINAL, เผยแพร่ 12 ม.ค. เวลา 01.00 น. • AJ.
30  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / พระพุทธเจ้า ตรัสสอนอะไร.? แก่พระโมคคัลลานะ เมื่อ: มกราคม 13, 2022, 09:48:13 am



พระพุทธเจ้า ตรัสสอนอะไร.? แก่พระโมคคัลลานะ

ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะซึ่งออกบวชพร้อมพระสารีบุตรยังเป็นพระโสดาบันอยู่ หลังจากที่บวชได้ ๗ วัน ท่านมุ่งมั่นว่าจะต้องเป็นพระอรหันต์ให้ได้ จึงมุมานะเจริญกรรมฐานอยู่ที่หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ อย่างหามรุ่งหามค่ำ ไม่หลับไม่นอน แต่ในที่สุดท่านก็เหน็ดเหนื่อยเกิดความโงกง่วงเข้าครอบงำ จนถึงกับนั่งสัปหงก พระพุทธองค์ทรงตรวจรู้ด้วยพระญาณ จึงทรงทำปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฏ ประหนึ่งว่าเสด็จประทับอยู่ตรงหน้า และทรงแสดงอุบายสำหรับระงับความง่วงตามลำดับ ดังนี้:-
 
๑. โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างใดแล้ว เกิดความง่วงขึ้น เธอจงทำไว้ในใจซึ่งสัญญาอย่างนั้นให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๒. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรตรึกตรองถึงธรรมที่ได้เรียนมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๓. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสาธยายธรรมที่ได้เรียนได้ฟังมาแล้วให้มากจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๔. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรยอนช่วงหูทั้งสองข้าง และลูบตัวด้วยฝ่ายมือจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๕. ถ้ายังละไม่ได้ เธอจงลุกขึ้นแล้วลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำเหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๖. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรทำไว้ในใจถึงอาโลกสัญญา ถือ กำหนดความสว่างไว้ในใจเหมือนกัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำใจให้เปิด ให้สว่าง จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๗. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรเดินจงกรมสำรวมอินทรีย์ มีจิตใจไม่คิดไปภายนอก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

๘. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสำเร็จสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นเป็นนิตย์ เมื่อตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจะไม่ประกอบความสุขในการนอนและการเคลิ้มหลับอีกจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

พระพุทธองค์ ตรัสสอนอุบายเพื่อบรรเทาความง่วงโดยลำดับจนที่สุดถ้ายังไม่หายง่วงก็ให้นอน แต่ให้นอนอย่างมีสติ

@@@@@@@

เมื่อประทานอุบายแก้ง่วงดังนี้แล้ว ได้ประทานพระโอวาทอีก ๓ ข้อ คือ :-
 
๑. โมคคัลลานะ เธอจงทำไว้ในใจว่า เราจะไม่ชูงวง คือ ความถือตัวว่าเราเป็นนั่น เป็นนี่ เข้าไปสู่สกุล เพราะถ้าภิกษุถือตัวเข้าไปสู่สกุลด้วยคิดว่าเขาจะต้องต้อนรับเราอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าคนในสกุลเขามีการงานมาก ก็จะเกิดอิดหนาระอาใจ ถ้าเขาไม่ใส่ใจต้องรับ เธอก็จะเก้อเขินคิดไปในทางต่าง ๆ เกิดความฟุ้งซ่านไม่สำรวม จิตก็จะห่างจากสมาธิ

๒. โมคคัลลานะ เธอจงทำไว้ในใจว่า เราจักไม่พูดคำอันเป็นเหตุเถียงกัน เพราะถ้าเถียงกันก็จะต้องพูดมาก และผิดใจกัน เป็นเหตุให้ฟุ้งซ่านไม่สำรวม และจิตก็จะห่างจากสมาธิ

๓. โมคคัลลานะ ตถาคตไม่สรรเสริญการคลุกคลีด้วยประการทั้งปวง แต่ก็ไม่ตำหนิการคลุกคลีไปทุกอย่าง คือ เราไม่สรรเสริญการคลุกคลีกับหมู่ชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต แต่เราสรรเสริญการคลุกคลีด้วยเสนาสนะ อันสงบสงัดปราศจากเสียงอื้ออึง ควรแก่การหลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย

ลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะ ได้กราบทูลถามถึงข้อปฏิบัติอันเป็นธรรมชักนำไปสู่การสิ้นตัณหา เกษมจากโยคะคือกิเลสเครื่องประกอบให้จิตติดอยู่

@@@@@@@

พระพุทธองค์ ตรัสสอนในเรื่องธาตุกรรมฐาน โดยใจความว่า

    “ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ก็ควรกำหนดธรรมเหล่านั้น ในยามเมื่อเสวยเวทนา อันเป็นสุขหรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง และให้พิจารณาดังปัญญา อันประกอบด้วยความหน่าย ความดับ และความไม่ยึดมั่น จิตก็จะพ้นจากอาสวกิเลส เป็นผู้รู้ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว”
 
พระมหาโมคคัลลานะ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนา ช่วยแบ่งเบาภารกิจ และยังพุทธดำริต่าง ๆ ให้สำเร็จด้วยดี เพราะท่านมีฤทธิ์มีอานุภาพยิ่งกว่าพระสาวกรูปอื่น ๆ จนได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พระอัครสาวกเบื้องซ้าย โดยทรงยกย่องให้เป็นอัครสาวกคู่กับพระสารีบุตรว่า :-

“พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เปรียบเสมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดมาแล้ว พระสารีบุตร ย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระโมคคัลลานะ ย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องสูงขึ้นไป”

นอกจากนี้ พระมหาโมคคัลลานะ ยังเป็นผู้มีความสามารถในการนวกรรม คือ งานก่อสร้าง พระบรมศาสดาเคยทรงมอบหมายให้ท่านรับหน้าที่ นวกัมมาธิฏฐายี คือ ผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างวิหารบุพพาราม ที่เมืองสาวัตถี ซึ่งนางวิสาขาบริจาคทรัพย์สร้างถวายอีกด้วย


 


 
แหล่งข้อมูล :-
- 84000 พระธรรมขันธ์ สืบค้นจาก http://www.84000.org/one/1/04.html เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 60
- หนังสือ เอตทัคคะ ในพระพุทธศาสนา พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน พรหมอยู่ / กัลยาณธัมโม) ISBN : 974-344-157-3 น.ธ.เอก,ป.ธ.๔,พ.ม.,พธ.บ.,M.Ed. โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก ๕๔/๖๗, ๖๘,๗๑,๗๒ ซอย ๑๒ ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

ขอบคุณภาพจาก : http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/buddhist1/index/indexpic59.htm
ชื่อบทความเดิม : วิธีแก้ความง่วง โดยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอบคุณ : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/54710/-dhart-
Posted By มหัทธโน | 29 มี.ค. 59
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผีมาบอกว่า 'พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เมื่อ: มกราคม 13, 2022, 09:25:19 am



ผีมาบอกว่า 'พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
 
ไสยศาสตร์เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดของการภาวนา อุปสรรคของการภาวนา
    1.วินัยย่อหย่อน
     2.จิตไปยึดมั่นในวิชาไสยศาสตร์

วิชาไสยศาสตร์ต่างๆ นี่ เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงและสำคัญที่สุด ตามที่ผีมาบอกเล่า มันบอกว่า พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์ มันว่า อันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อว่าเด๊ ผีมันว่า มันบอกว่า ข้าพเจ้าเคยบวชเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เป็นสามเณร

บวชมาแล้ว ครูบาอาจารย์ก็สอนให้ท่องแต่มนต์ไสยศาสตร์ ทำสมาธิก็ให้ท่องแต่มนต์ไสยศาสตร์ พอท่องไป ภาวนาไป จิตก็สงบสว่างได้เหมือนกัน มันรู้จนกระทั่งวันเวลาที่จะตาย พอรู้ว่าตัวจะตาย ก็รีบท่องมนต์เข้าสมาธิ จิตมันก็สว่างๆไป พอวิญญาณออกจากร่างปุ๊บ มันมืดมิด หาทางไปไม่เจอ มารู้ตัวต่อเมื่อมาเกิดเป็นผี

เพราะฉะนั้นมีลูกบอกลูกมีหลานบอกหลาน บวชแล้วให้เรียนธรรมวินัย แล้วให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าให้มันไปเรียนมันเรียนมนต์ เรียนมนต์ไสยศาสตร์ทุกแขนง ตายแล้วเป็นผีใหญ่หมด

มนต์พระพุทธเจ้าไม่ใช่มนต์ เป็นคำสอน แต่คนมาตั้งชื่อว่าสวดมนต์ มนต์พระพุทธเจ้าเป็นหลักคำสอน อย่างมงคลสูตร "อเสวนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญ จะ เสวนา ปูชา จะ ปูชนียานัง เอตัมมังคลมุตตมัง การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา กิจ 3 อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด" มันเป็นคำสอน





โอวาทธรรม : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/627196
วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.29 น.
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต โอวาทธรรม 'สมเด็จพระญาณสังวร' เมื่อ: มกราคม 13, 2022, 09:21:58 am



การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต โอวาทธรรม 'สมเด็จพระญาณสังวร'

"...บัณฑิตจะเพ่งโทษตนเอง "การเพ่งโทษตนเองนั้นเป็นการฝึกตนเองอย่างหนึ่งที่จักเกิดผลจริง" การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต "ผู้ที่เพ่งแต่โทษผู้อื่น ไม่เพ่งโทษตนเอง ย่อมไม่เห็นโทษของตนเอง" ย่อมไม่เห็นความบกพร่องที่จะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ย่อมไม่รู้ว่ามีโทษเพียงไรในแง่ใด ไม่มีโอกาสจะแก้ไขตนเอง แต่จะมุ่งไปแก้ผู้อื่น ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างใด

ผู้อื่นนั้นไม่ใช่ว่าจะยอมให้แก้ "เพราะถ้าเป็นผู้อื่นที่เป็นบัณฑิต ก็ย่อมแก้ตนเองอยู่แล้ว ฝึกตนเองอยู่แล้ว" ส่วนผู้ที่ไม่เป็นบัณฑิตก็ย่อมไม่สนใจที่จะแก้ตนเองฝึกตนเองอยู่แล้ว ผู้อื่นจะไปแก้จึงเป็นไปได้ยาก "ทุกคนจะดีหรือชั่ว .. สำคัญที่ตนเอง" ตนเองมีความดีพอจะยอมรับความไม่ถูกต้องไม่ดีงามของตน ย่อมยินดีฝึกตน ย่อมยินดีแก้ไขตน ย่อมมีโอกาสเป็นคนดียิ่งขึ้น..."




โอวาทธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/628271
วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร เมื่อ: มกราคม 11, 2022, 09:54:20 am
บรรยากาศภายในร้านกาแฟในอิสตันบูล จักรวรรดิออตโตมัน ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ภาพโดย Antoine-Ignace Melling ใน Woodhead, Christine. "The Ottoman World." (2012), p. 385. (public domain)


เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีนหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากนอกจากโคคา–โคลาและชา คือ กาแฟ ซึ่งนับได้ว่า เป็นเครื่องดื่มสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกได้ไม่แพ้เครื่องดื่มอีก 2 อย่างดังกล่าว และสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย

งานเขียนชิ้นนี้จึงต้องการนำเสนอ “กาแฟ” ในทางประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงการดื่มกาแฟโดยเน้นเปรียบเทียบการบริโภคในเอเชียกับยุโรปและอเมริกา ซึ่งจะเน้นดินแดนตะวันออกกลางเป็นสำคัญ เนื่องจากการที่เป็นถิ่นกำเนิดและแหล่งผูกขาดการค้ากาแฟที่สำคัญก่อนการกระจายแหล่งปลูกกาแฟไปยังอาณานิคมตะวันตกในภูมิภาคอื่น ที่จะแสดงให้เห็นถึงการกลับมาของกาแฟสู่ดินแดนถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงการบริโภคกาแฟในตะวันออกกลางไปเกือบโดยสิ้นเชิง

แต่เนื่องจากขอบเขตของการศึกษาเน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของกาแฟและพัฒนาการการดื่มในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงจะไม่กล่าวถึงปัญหาการค้าขายกาแฟที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกาและแอฟริกาเป็นหลักใหญ่ รวมถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับธุรกิจร้านกาแฟสตาร์บัคส์ (Starbucks) ด้วย   

เมล็ดกาแฟที่แตกต่าง

กาแฟเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณทวีปแอฟริกา ช่วงต้นนั้นกาแฟเป็นพืชป่าจนกระทั่งได้ถูกนำมาปลูกในดินแดนอาระเบีย ก่อนจะแพร่หลายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เช่น ละตินอเมริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น สายพันธุ์กาแฟนั้นมีอยู่มากมายหลากหลาย แต่สายพันธุ์ที่มีการบริโภคหลักๆ มีอยู่ ๒ สายพันธุ์ ได้แก่ คอฟเฟ่ คาเนโฟรา (Coffea Canephora) หรือที่รู้จักในชื่อ คอฟเฟ่ โรบัสตา (Coffea Robusta) ซึ่งมีต้นกำเนิดบริเวณภาคกลางและตะวันตกของแอฟริกา กับคอฟเฟ่ อาราบิกา (Coffea Arabica) ซึ่งสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดในเอธิโอเปียและเยเมน


ภาพเขียนทางพฤกษศาสตร์ของต้นกาแฟสายพันธุ์อาราบิกา (Arabica)

กาแฟเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณทวีปแอฟริกา ช่วงต้นนั้นกาแฟเป็นพืชป่าจนกระทั่งได้ถูกนำมาปลูกในดินแดนอาระเบีย ก่อนจะแพร่หลายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เช่น ละตินอเมริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น สายพันธุ์กาแฟนั้นมีอยู่มากมายหลากหลาย แต่สายพันธุ์ที่มีการบริโภคหลักๆ มีอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ คอฟเฟ่ คาเนโฟรา (Coffea Canephora) หรือที่รู้จักในชื่อ คอฟเฟ่ โรบัสตา (Coffea Robusta) ซึ่งมีต้นกำเนิดบริเวณภาคกลางและตะวันตกของแอฟริกา กับคอฟเฟ่ อาราบิกา (Coffea Arabica) ซึ่งสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดในเอธิโอเปียและเยเม

ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย คือ สายพันธุ์อาราบิกาเป็นสายพันธุ์แรกที่มีการค้นพบ มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวเร็วกว่าเล็กน้อย ต้องการน้ำน้อยกว่า และมีการพัฒนาสายพันธุ์มากกว่า ขณะเดียวกันอาราบิกาก็มีการดูแลรักษายากกว่า อ่อนแอทั้งต่อศัตรูพืชและโรค และยังให้ผลผลิตน้อยกว่าสายพันธุ์โรบัสตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ค้นพบโดยชาวยุโรปในปลายศตวรรษที่ 19 มีรสชาติขมกว่า และปลูกมากในหลายประเทศทั้งในละตินอเมริกา อินเดีย และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเวียดนามและไทย(1) กาแฟทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ได้กลายเป็นกาแฟสายพันธุ์สำคัญที่ถูกใช้ทางการค้านับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยสายพันธุ์อาราบิกาจะเป็นสายพันธุ์แรกที่เข้าสู่ระบบการค้า ตามมาด้วยสายพันธุ์โรบัสตาในศตวรรษที่ 20

จากเมล็ดกาแฟสู่เครื่องดื่มของโลกอิสลาม

ในการค้นพบกาแฟครั้งแรกนั้น มีหลักฐานเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าอยู่มากมาย เช่น ตำนานแพะเต้น ซึ่งเป็นเรื่องของคนเลี้ยงแพะชาวเอธิโอเปียชื่อคาลดี ในศตวรรษที่ 9 ที่ค้นพบกาแฟจากการได้กินผลกาแฟหลังจากที่ได้เห็นแพะรู้สึกคึกคะนองขึ้นจากการได้กินผลดังกล่าว หรือจะเป็นเรื่องของบุรุษชื่อโอมาร์ที่ถูกเนรเทศออกจากเมืองโมชา ได้ค้นพบและกินกาแฟเป็นอาหารจนสามารถรอดชีวิตกลับมายังเมืองได้(2) เป็นต้น ซึ่งหลักฐานตำนานส่วนใหญ่ยืนยันถึงถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเอธิโอเปียเป็นหลัก แม้จะมีการยืนยันเช่นนั้น แต่ในเวลานั้นต้นกาแฟส่วนมากมักไม่ได้รับความสนใจใดๆ นักจนกระทั่งชาวอาหรับในเยเมนได้รับเอากาแฟเหล่านั้นไปเผยแพร่ในดินแดนอาระเบีย


คาลดีกับแพะเต้นรำ ภาพเขียนจากตำนานการค้นพบกาแฟจากการที่คาลดีได้กินผลกาแฟหลังจากที่ได้เห็นแพะรู้สึกคึกคะนองขึ้นจากที่ได้กินผลกาแฟ

เมื่อกาแฟได้ถูกนำไปเผยแพร่ในดินแดนอาระเบีย ดินแดนที่ดูเหมือนจะตอบรับกาแฟเป็นแห่งแรกคือเยเมน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 15 ก่อนที่กาแฟได้กลายเป็นเครื่องดื่มในหมู่ประชาชน กาแฟส่วนใหญ่เป็นของรับประทานทางศาสนาของกลุ่มผู้นับถือนิกายซูฟี โดยการเคี้ยวเมล็ดกาแฟ เพื่อใช้ขจัดความง่วงในระหว่างการดำเนินพิธีกรรมทางศาสนาในช่วงกลางคืน และเพื่อใช้เป็นยาเสริมความสามารถในการเข้าถึงพระเจ้า แม้ว่าจะมีผู้นำทางนิกายคิดนำเมล็ดกาแฟมาปรุงเป็นน้ำกาแฟ แต่ชาวเยเมนก็ไม่ค่อยนิยมดื่มเท่าไร อีกทั้งยังนิยมการรับประทานด้วยวิธีการเคี้ยวเมล็ด หรือไม่ก็นำเปลือกผลกาแฟมาชงเป็นชา และนำมาดื่มร่วมกับใบกาต (Khat) (3)

เนื่องจากกาแฟเป็นพืชป่าในดินแดนเอธิโอเปียที่ชาวอาหรับต้องการมากขึ้น ทำให้ชาวอาหรับเยเมนนำกาแฟมาปลูกบริเวณเทือกเขาทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งไม่เพียงเป็นการนำกาแฟมาตอบสนองความต้องการของผู้คนเท่านั้น พื้นที่ดังกล่าวยังเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอีกด้วย กาแฟที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแอฟริกานี้จึงได้ชื่อว่า อาราบิกา เมื่อมันถูกนำเข้าสู่ยุโรปอันจะกล่าวถึงต่อไป การที่กาแฟได้ถูกนำมาปลูกในเยเมนนี้ส่งผลให้เมืองท่ามอคคา (Mocha) ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือที่ขนส่งกาแฟไปทั่วอาระเบียและส่งค้าในยุโรปภายหลัง และทำให้เยเมนสามารถผูกขาดการขายกาแฟได้เป็นเวลานานถึง 2 ศตวรรษครึ่ง ก่อนจะสูญเสียการผูกขาดให้แก่ชาติยุโรป

ประมาณปี ค.ศ. 1500 กาแฟได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งคาบสมุทรอาระเบียไปพร้อมกับผู้นับถือนิกายซูฟีทั้งในไคโร ดามัสกัส และเมกกะ ซึ่งผู้ที่ดื่มกาแฟส่วนใหญ่ยังคงจำกัดขอบเขตอยู่แต่ในหมู่ผู้นับถือนิกายนี้ที่มักจะรวมตัวกันดื่มบริเวณศาสนสถานหรือลานกว้างต่างๆ ในช่วงเวลานี้ และเป็นเครื่องดื่มทั่วไปในเวลากลางคืนช่วงเทศกาลรอมดอน กาแฟได้ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับท่านนะบีมะหะหมัด โดยอ้างถึงตำนานต้นกำเนิดของกาแฟ ซึ่งท่านนะบีได้รับเมล็ดกาแฟจากเทวทูตกาเบียลมาเป็นเครื่องดื่มของศาสนาอิสลามแทนที่ไวน์ที่เป็นข้อห้ามทางศาสนาดังจะเห็นได้จากคำว่า กาแฟ ในภาษาอาหรับว่า Qahwah ที่เป็นคำใช้เรียกแทนคำว่า ไวน์

การที่กาแฟได้ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม ทำให้การดื่มกาแฟแพร่กระจายไปควบคู่กับการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเช่นอินโดนีเซียก่อนการกระจายกาแฟโดยชาวยุโรป

เมื่อถึง ค.ศ. 1510 กาแฟก็ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องดื่มทางศาสนาเป็นเครื่องดื่มทางสังคมมากขึ้น มีร้านกาแฟหรือ Coffee-house ในดินแดนตะวันออกกลางได้เกิดขึ้นมากมาย แต่เนื่องจากมีการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของกาแฟที่มีความผิดในข้อห้ามทางศาสนาอิสลาม และถึงแม้จะไม่เป็นข้อห้ามทางศาสนา แต่ชนชั้นปกครองในเมืองใหญ่ๆ ก็เห็นว่า ร้านกาแฟเป็นแหล่งมั่วสุมของคำนินทา คำพูดเสียดสีทางการเมือง และแหล่งการพนัน ทำให้มีการปราบปรามร้านกาแฟเหล่านั้นจำนวนมาก

จนเมื่อถึงช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ 16 หลังจากความพยายามสั่งปิดร้านกาแฟล้มเหลว ทำให้มีร้านกาแฟแห่งแรกเปิดขึ้นในเมืองดามัสกัส ตามมาด้วยร้านกาแฟตามเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง เช่น เมกกะ อิสตันบูล และไคโร เป็นต้น ร้านเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแพร่กระจายการดื่มกาแฟในยุโรป

การปรุงกาแฟช่วงนี้ มีการสันนิษฐานว่า ในศตวรรษที่ 15 ผู้นำทางนิกายซูฟีในเมืองท่ามอคคาเป็นผู้คิดค้นการคั่ว การบด และการชงกาแฟ การชงกาแฟในช่วงนี้จะใส่กาแฟลงไปก่อนแล้วตามด้วยน้ำต้มเดือด เพื่อสร้างกลิ่นที่น่าดึงดูดของกาแฟและก่อนที่จะมีการผลิตน้ำที่สะอาดเพียงพอ การต้มจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างความแน่ใจในความสะอาดของน้ำ แต่กาแฟที่ชงขึ้นนั้นยังไม่มีการกรองเอากากกาแฟออก ทำให้กาแฟมีลักษณะข้นและขม ทั้งที่มีการปลูกอ้อยในดินแดนตะวันออกกลางและผลิตน้ำตาลที่รับมาจากอินเดียกว่าร้อยปีก่อนการรู้จักกาแฟ แต่ก็ไม่มีการเติมน้ำตาลผสมลงในกาแฟ รวมทั้งการเติมนมด้วย จากการมีคำกล่าวอ้างว่า เป็นสาเหตุของโรคเรื้อนหากเอามาผสมกับกาแฟ แต่กระนั้นก็มีการเติมกระวานลงในกาแฟบ่อยครั้ง รวมถึงมีการใส่ฝิ่นกับกัญชาลงไปแกว่งในน้ำกาแฟด้วย   

จากการผูกขาดของอิสลามสู่การค้าเสรีของชาติยุโรป

กาแฟได้เข้าสู่ยุโรปครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 16 ผ่านทางการค้าขายระหว่างเวนิสกับแอฟริกาเหนือ อียิปต์ และดินแดนในตะวันออกกลาง แต่ในช่วงแรกของการรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกาแฟนั้น ยังคงจำกัดขอบเขตอยู่แต่เฉพาะทางด้านพฤกษศาสตร์และการแพทย์ โดยใช้ในการรักษาอาการปวดตา หูหนวก ปวดเมื่อย และโรคลักปิดลักเปิด อีกทั้งชาวยุโรปที่อยู่ฝ่ายเดียวกับศาสนจักรยังเห็นว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มของปีศาจร้ายที่ลงทัณฑ์พวกมุสลิมไม่ให้สามารถดื่มไวน์อันเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ได้

จนกระทั่งถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ทางศาสนจักรก็ได้มีการกำหนดสถานะของกาแฟขึ้น พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 8 (Clement VIII) ได้ยอมรับเครื่องดื่มนี้หลังจากที่ได้ลิ้มลองตัวอย่างกาแฟที่พ่อค้าชาวเวนิสจัดหามาให้ ทำให้กาแฟเริ่มกลายเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายขึ้นแต่ยังมีบทบาททางสังคมกับอำนาจอยู่น้อย จนกระทั่งผู้แทนการทูตจากออตโตมันได้เดินทางไปยังฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1665 และ 1666 พร้อมกับการชงเครื่องดื่มนี้แจกจ่ายให้แขกชาวยุโรปในงานราตรีสโมสรที่หรูหราแห่งหนึ่งในปารีส


บรรยากาศภายในร้านกาแฟในจักรวรรดิออตโตมัน ช่วงศตวรรษที่ ๑๙

ร้านกาแฟแห่งแรกได้เกิดขึ้นในอิตาลีในปี ค.ศ. 1645 ในอังกฤษช่วงประมาณทศวรรษ 1650 และในอัมสเตอร์ดัมทศวรรษ 1660 ซึ่งร้านกาแฟแบบยุโรปนี้ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์บรรยากาศของร้านกาแฟแบบอิสลามที่เป็นเสมือนแหล่งมั่วสุมเป็นสถานที่สวยงามและเป็นทางการ นอกจากการเป็นสถานที่ดื่มกาแฟแล้ว ร้านกาแฟยังเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยใหม่ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

กล่าวคือ ในช่วงสมัยศตวรรษนี้ ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมืองที่มีการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบอบเสรีนิยม ระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากการผูกขาดการค้าโดยราชสำนักเป็นระบบการค้าเสรีทุนนิยม และสภาพสังคมที่เป็นยุคแห่งเหตุผลและภูมิปัญญา ดังจะเห็นได้จากการที่ร้านกาแฟต่างๆ เป็นแหล่งพบปะของผู้คนหลากหลายอาชีพ เช่น ร้านกาแฟแถบถนนเซ็นต์เจมส์และเวสมินสเตอร์จะเป็นแหล่งชุมนุมทางการเมือง ร้านกาแฟเกรเชียนเป็นร้านชุมนุมของผู้สนใจวิทยาศาสตร์ ร้านกาแฟรอบๆ ถนนรอยัลเอ็กซ์เชนจ์เป็นแหล่งรวมนักธุรกิจ(4)

รวมทั้งเป็นสถานที่จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ อย่างการพิมพ์หนังสือปรินซิเพียพิสูจน์ทฤษฎีการโคจรของดวงดาวของไอแซค นิวตัน ที่ได้กลายเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์สมัยใหม่จากการสนทนาภายในร้านกาแฟเซ็นต์ดันสแตน การปฏิวัติการเงินการค้าเป็นระบบทุนนิยมจากหนังสือ ความมั่งคั่งของชาติ ที่เขียนโดย อดัม สมิท จากการเรียบเรียงในร้านกาแฟ การปฏิวัติฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นจากการปลุกระดมของ การ์มิล เดส์มูแลง หน้าร้านกาแฟเดอฟอย และยังเป็นจุดการเปลี่ยนแปลงการดื่มกาแฟอีกด้วย

กาแฟเตอร์กิช (Turkish Coffee) เป็นกาแฟข้นเหลวคล้ายโคลน ซึ่งเป็นที่นิยมในจักรวรรดิออตโตมัน

แม้ว่าเครื่องดื่มกาแฟที่ชาวยุโรปดื่มในช่วงแรกจะเป็นแบบเดียวกับที่พวกมุสลิมดื่ม และสถานะของกาแฟยังคงมีการรับรู้ในลักษณะของยารักษาโรคเป็นหลัก แต่เมื่อกองทัพออตโตมันล้มเหลว ความพยายามในการปิดล้อมเมืองเวียนนาในปี ค.ศ. 1683 ทำให้ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ของชาวเมืองเวียนนา แต่ยังได้เปลี่ยนลักษณะของกาแฟแบบเดิมด้วย เจ้าของร้านกาแฟในเวียนนา เกออร์ก คอลชิตสกี (Georg Kolshitski) ได้เปลี่ยนวิธีการปรุงกาแฟแบบเตอร์กิช คอฟฟี่ (Turkish Coffee) ที่ข้นหนืดเหมือนโคลน โดยการกรองเอากากกาแฟออก ทำให้กาแฟเหลวเป็นน้ำ และเติมน้ำผึ้งกับนมลงไป

การริเริ่มเปลี่ยนแปลงการปรุงกาแฟครั้งนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งยุโรปผ่านทางพ่อค้าหลายชาติทั้งพ่อค้าชาวกรีก เลบานอน อาร์เมเนียน และพ่อค้าชาวคริสต์อื่นๆ ทำให้ชาวยุโรปหลายประเทศคิดค้นการปรุงกาแฟขึ้นหลากหลายวิธีทั้งการชง การคั่ว และการผสมกาแฟ เช่น เอสเปรสโซ (Espresso) ซึ่งเป็นกาแฟดำข้นแบบเร่งด่วนตามชื่อ กาแฟที่โรยผิวหน้าด้วยฟองนมอย่างคาปูชิโน (Cappuccino) หรือคาเฟ่ โอ เลต์ (Cafe au lait) ที่เป็นกาแฟใส่นม เป็นต้น


ถ้วยกาแฟ “ฟินจาน” (Finjaan) ของชาวอาหรับกับเม็ดกระวาน ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ชาวอาหรับใส่ลงในกาแฟ ปัจจุบันนี้กาแฟใส่กระวานก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ในซาอุดีอาระเบีย

อ้อยเป็นพืชให้รสหวานที่มีหลักฐานว่า ชาวยุโรปรู้จักมาตั้งแต่สมัยกรีกด้วยการเดินทางขยายอำนาจของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชไปยังอินเดีย แต่ขณะนั้นสารให้ความหวานที่นิยมใช้มากที่สุดคือน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดในสมัยโรมันและมีใช้ตลอดช่วงสมัยกลาง แต่น้ำผึ้งนั้นหายากและมีราคาแพง ทำให้มีการใช้น้ำผึ้งเป็นยาและสารถนอมอาหารมากกว่าใช้ปรุงอาหาร

จนกระทั่งการปลูกอ้อยได้แพร่กระจายไปยังตะวันตกมากขึ้นทั้งในตะวันออกกลาง แอฟริกา และทางใต้ของสเปน ประมาณปี ค.ศ. 1000 ชาวยุโรปก็ได้เริ่มรู้จักกับน้ำตาลทรายผ่านทางการทำสงครามครูเสด ซึ่งการผลิตน้ำตาลทรายได้เกิดขึ้นครั้งแรกที่อินเดียและได้กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ในเอเชียรวมถึงตะวันออกกลาง

เมื่อชาติยุโรปได้เกิดการปฏิวัติการเกษตรขึ้นในศตวรรษที่ 15 ชาวยุโรปเหล่านั้นได้นำอ้อยเข้ามาปลูกในแถบเมดิเตอร์เรเนียนในช่วงฤดูร้อนและพัฒนาวิธีการสกัดน้ำมันจากผลโอลีฟมาใช้คั้นน้ำอ้อยกับทำให้น้ำตาลตกผลึก ซึ่งการกระทำทั้งหมดยังใช้แรงงานคนและสัตว์ แต่เนื่องจากบริเวณยุโรปมีช่วงที่เป็นฤดูหนาวที่น้ำในแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง ทำให้บ่อยครั้งพื้นที่ปลูกอ้อยเกิดความเสียหายและมีพื้นที่ปลูกอยู่น้อย เช่น ไซปรัส เลเวน ซิซิลี และอันดาลูเซีย เป็นต้น ส่งผลให้ชาติยุโรปอย่างสเปนกับโปรตุเกสได้นำอ้อยไปปลูกยังอาณานิคมในโลกใหม่ เช่น หมู่เกาะมาเดรา หมู่เกาะคะเนรี หมู่เกาะบาร์เบโดส และทวีปอเมริกา เป็นต้น

ประกอบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ทำให้มีการผลิตน้ำตาลออกมาเป็นจำนวนมากจนราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกลงมาก ทำให้มีความพยายามที่จะนำน้ำตาลมาผลิตเป็นสินค้าอื่นอย่างแยมและลูกกวาด และนำน้ำตาลมาใช้ประกอบอาหารมากขึ้น ซึ่งได้รวมถึงการนำน้ำตาลมาผสมใส่ในกาแฟแทนการใส่น้ำผึ้ง

แม้ว่ากาแฟเป็นที่นิยมมากขึ้นไปทั่วทั้งยุโรปดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของร้านกาแฟจำนวนมาก แต่กาแฟยังคงเป็นสินค้านำเข้าที่ผูกขาดโดยพ่อค้ามุสลิม ซึ่งสูญเสียรายได้จากการค้าเครื่องเทศในศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะเยเมนที่เป็นแหล่งปลูกกาแฟหลักในจักรวรรดิออตโตมันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1536 ความนิยมในกาแฟที่มากขึ้นทำให้ชาวยุโรปเริ่มหาหนทางที่จะลดการพึ่งพากาแฟนำเข้า โดยเฉพาะดัตช์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ากาแฟรายใหญ่จากตะวันออกกลาง ชาวอาหรับเองก็ต้องการคงการผูกขาดเอาไว้ จึงคั่วกาแฟทุกเมล็ดไม่ให้สามารถนำไปปลูกได้และไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าถึงแหล่งการปลูกกาแฟ


เมล็ดกาแฟ โคปี ลูวัค ซึ่งเป็นเมล็ดกาแฟที่มาจากมูลของตัวอีเห็น และเป็นเมล็ดกาแฟที่ราคาแพงที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ชาวอาหรับก็ต้องเริ่มสูญเสียการผูกขาดไป เมื่อนักเดินเรือชาวดัตช์คนหนึ่งได้ลักลอบนำเอาต้นกาแฟหรือไม่ก็เมล็ดกาแฟที่ยังไม่คั่วออกจากเมืองเอเดนในปี ค.ศ. 1616 และนำไปปลูกที่เรือนกระจกในประเทศดัตช์ได้สำเร็จ ทำให้ดัตช์นำกาแฟไปปลูกในอาณานิคมของตนในปัตตาเวียและชวาในช่วงทศวรรษ 1720 กาแฟจากดัทช์ที่มีราคาถูกกว่ากาแฟของอาหรับ ขณะเดียวกันฝรั่งเศสก็ได้นำกาแฟที่ได้รับจากดัทช์ใน ค.ศ. 1714 ไปปลูกยังหมู่เกาะอินเดียตะวันตกอย่างหมู่เกาะมาร์ตินีก ซานโตโดมิงโก และกัวเดอลูป รวมทั้งดินแดนในละตินอเมริกาอย่างบราซิล เฮติ และคิวบา

นอกจากนี้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษยังได้นำกาแฟไปปลูกยังอินเดียด้วย ส่งผลให้ราคากาแฟในตลาดโลกลดลงจนกาแฟของพวกมุสลิมไม่สามารถสู้ราคาได้และสูญเสียการผูกขาดกาแฟไป อีกทั้งกาแฟจากอาณานิคมเหล่านั้นก็ได้เข้ามาตีตลาดภายในดินแดนตะวันออกกลางด้วย


ภาพเขียนต้นอ้อยในเอกสารพฤกษศาสตร์ของอาหรับ

นอกจากกาแฟที่ส่งมาตีตลาดภายในดินแดนตะวันออกกลางแล้ว น้ำตาลก็ได้มีการส่งเข้ามาตีตลาดด้วย โดยเฉพาะน้ำตาลที่ผลิตจากโรงผลิตน้ำตาลที่เมืองมาร์เซิยล์ (Marseilles) ที่ผลิตออกมามากมาย แม้ว่าดินแดนในตะวันออกกลางจะมีการผลิตน้ำตาลทรายและใช้น้ำตาลในการปรุงแต่งอาหารมาก่อนการค้นพบกาแฟ แต่การนำเข้าน้ำตาลได้ส่งผ่านวิธีการดื่มของชาวยุโรปที่ผสมน้ำตาลในกาแฟด้วย ทำให้ชาวเติร์กได้ใช้น้ำตาลผสมลงในกาแฟ เพื่อลดความขมของกาแฟจากอาณานิคมตะวันตก ซึ่งเปลี่ยนวิธีการดื่มกาแฟแบบดั้งเดิมจากที่ไม่เคยมีการใส่น้ำตาลไปและยังได้เพิ่มปริมาณการบริโภคกาแฟอาณานิคมเพิ่มขึ้นด้วย

การใส่น้ำตาลลงในกาแฟนี้จึงได้กระจายความนิยมไปทั่วทั้งดินแดนในตะวันออกกลางภายในเวลาไม่นานนักในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงกระนั้นก็มีบางแห่งที่ไม่ได้มีการดื่มกาแฟใส่น้ำตาลอย่างอียิปต์และพวกเบดูอินในอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังนิยมดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาล โดยเฉพาะเบดูอินที่ยังปรุงและดื่มกาแฟอาหรับ (Arabic Coffee) ที่ใส่ลูกกระวานสดเหมือนกาแฟในสมัยแรกๆ

สาเหตุสำคัญที่ทั้งกาแฟและน้ำตาลสามารถเข้ามาตีตลาดภายในดินแดนตะวันออกกลาง นอกจากจะเป็นเรื่องของราคาของสินค้าที่ถูกกว่าแล้ว ยังมีสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ การทำสนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตระหว่างออตโตมันกับชาติมหาอำนาจยุโรปต่างๆ โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งทำให้พ่อค้าเอกชนในบังคับของต่างชาติสามารถเข้าไปทำการค้าขายได้โดยที่ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการเสียภาษีนอกศาสนาและข้อจำกัดอื่นๆ ของออตโตมันเช่นเดียวกับคนในบังคับของออตโตมัน

กาแฟที่เปลี่ยนไปเมื่อเดินทางถึงทวีปอเมริกา

ขณะที่กาแฟได้สร้างความนิยมในเกาะอังกฤษ แต่การบริโภคกาแฟก็เริ่มพ่ายแพ้ต่อเครื่องดื่มใหม่ที่เดินทางมาจากเอเชียตะวันออก คือ ชา ซึ่งแม้ชาวดัตช์จะเป็นชนชาติแรกๆ ที่นำชาเข้ามาเผยแพร่ในทวีปยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 แต่ชาวอังกฤษนั้นได้สร้างจักรวรรดินิยมชาขึ้น มีการแนะนำให้ชาวอังกฤษได้รู้จักกับเครื่องดื่มชนิดนี้ใน ค.ศ. 1658 ถึงแม้มีการนำเข้าชาจากจีนสู่ยุโรปก่อนกาแฟไม่นานนัก แต่กระนั้นชาในช่วงแรกมีราคาแพงกว่ากาแฟมากจนมีเพียงแต่ชนชั้นสูงในราชสำนักเท่านั้นที่สามารถหาดื่มได้และมีฐานะเป็นยามากกว่าเครื่องดื่มทั่วไป

นอกจากนี้ชาที่สั่งจากประเทศจีนนี้ในช่วงแรกๆ ยังเป็นชาเขียวที่ไม่ได้รับความนิยมในทวีปยุโรปเท่าใดนัก จนในสมัยราชวงศ์หมิงที่มีการผลิตชาแดงขึ้น ซึ่งเก็บรักษาได้ง่ายกว่าและมีสารเคมีเจือปนน้อยกว่าชาเขียว เมื่อกาแฟกับช็อกโกแลตได้รับความนิยมมากขึ้นในภาคพื้นทวีปยุโรป อังกฤษจึงกลายเป็นชาติที่นิยมดื่มชามากที่สุดในยุโรป


ร้านกาแฟในลอนดอน ช่วงศตวรรษที่ ๑๗

ทางด้านอาณานิคม 13 รัฐของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งจะกลายเป็นประเทศสหรัฐในเวลาต่อมา ไม่ได้มีการตอบรับกาแฟมาตั้งแต่แรกที่รับมาจากยุโรป ชาวอาณานิคมช่วงบุกเบิกนิยมดื่มเหล้ารัมที่สามารถซื้อขายได้ทั่วไปในบริเวณแถบนั้นจากการมีอาณานิคมต่างชาติที่ผลิตน้ำตาลในทะเลแคริบเบียนและละตินอเมริกา และในช่วงก่อนสงครามประกาศเอกราช ชาวอาณานิคมอเมริกาส่วนใหญ่ก็นิยมดื่มชามากกว่า เพราะชามีการเก็บภาษีที่ถูกกว่ากาแฟและมีนโยบายการขนส่งบางประการที่ส่งผลให้กาแฟมีราคาแพงจนมีแต่คนร่ำรวยเท่านั้นที่ซื้อหาได้

แต่เมื่อสงครามเจ็ดปีที่เกิดขึ้นบนทวีปยุโรปได้สิ้นสุดลง รัฐบาลอังกฤษที่ลอนดอนได้มีการเพิ่มการเก็บภาษีและความเข้มงวดในการเก็บภาษีมากขึ้น ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวอาณานิคมอเมริกาอย่างมาก โดยเฉพาะการบังคับให้ชาวอาณานิคมซื้อชาจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเท่านั้นจนนำไปสู่เหตุการณ์ Boston Tea Party พวกเขาจึงได้ละทิ้งการดื่มชาและเปลี่ยนมาดื่มกาแฟแทน กระนั้นชาวอเมริกายังมีปริมาณการดื่มกาแฟที่น้อยอยู่ ดังจะเห็นได้จากปริมาณการบริโภคกาแฟต่อคนในปี ค.ศ. 1783 มีเพียง 1 ส่วน 18 ปอนด์ต่อคนต่อปีเท่านั้น(5) แต่ก็จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณการบริโภคขึ้นเรื่อยๆ จนกาแฟได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของอเมริกา


เหตุการณ์งานน้ำชาที่บอสตัน (Boston Tea Party) เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่นำไปสู่การทำสงครามประกาศเอกราชและการเสื่อมความนิยมชาในอเมริกา

เนื่องจากอังกฤษกลายเป็นศัตรูของชาวอเมริกัน ทำให้ชาวอเมริกันต่อต้านบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษด้วย ประกอบกับการที่ชาวอเมริกันเลือกนโยบายการต่างประเทศที่จะโดดเดี่ยวตนเองออกจากชาติยุโรปอื่นๆ และไม่ให้ชาติอื่นเข้าแทรกแซงใดๆ ในอาณานิคมบนทวีปอเมริกา

ดังจะเห็นได้จากคำประกาศอำลาของจอร์จ วอชิงตัน และวาทะมอนโร ทำให้ชาวอเมริกันถูกตัดขาดจากการค้าชาจากยุโรปโดยสิ้นเชิงและหันไปทำการค้าขายกาแฟกับอาณานิคมฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกสในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนและแถบละตินอเมริกาแทน โดยการแลกเปลี่ยนด้วยแรงงานทาสผิวดำกับอุปกรณ์และเสบียงสำหรับการเดินเรือ รวมทั้งนโยบายการเก็บภาษีของรัฐบาลที่ลดการเก็บภาษีกาแฟลงจนยกเลิกภาษีใน ค.ศ. 1832 ทำให้ราคากาแฟที่ชาวอเมริกันบริโภคมีราคาถูกลงจากในปี ค.ศ. 1683 ที่ราคา 18 ชิลลิงต่อปอนด์ และ 9 ชิลลิง ในปี ค.ศ. 1774 เหลือเพียง 1 ชิลลิง ใน ค.ศ. 1783 และยังขยายความต้องการในการบริโภคกาแฟในอเมริกามากขึ้นด้วย
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมเราไม่เก่งเท่าคนอื่น.? | คำถามที่ใครหลายๆ คนเคยถามตัวเอง เมื่อ: มกราคม 11, 2022, 09:05:28 am



วิธีเอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง’

ทำไมเราไม่เก่งเท่าคนอื่น? คำถามที่ใครหลายๆ คนเคยถามตัวเอง

ในยุคที่คุณค่าของคนวัดจากความสำเร็จ มีผู้คนมากมายพยายามอย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของสังคมว่าเป็นคนที่มีคุณค่า แต่ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าใด พวกเขากลับยิ่งจมอยู่กับความรู้สึกที่ว่าความสำเร็จของเขาเป็นเรื่องหลอกลวงหรือมองว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้

อาการแบบนี้เรียกว่า ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง’


@@@@@@@

Imposter Syndrome คืออะไร?

คำนี้ปรากฏครั้งแรกเมื่อปี 1978 ในบทความวิชาการชื่อ ‘The Imposter Phenomenon in High Achieving Women:Dynamic and Therapeutic Intervention’ เขียนโดยนักจิตวิทยาคลินิก Pauline Clance และ Suzanne Imes หลังได้พูดคุยกับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จจำนวน 150 คน และพบว่าพวกเธอส่วนมากมองตัวเองเป็นคนหลอกลวง (Imposter) เพราะรู้สึกว่าความสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้เกิดจากความสามารถของพวกเธอเอง

แม้จะไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของ Imposter Syndrome นักจิตวิทยาหลายคนเชื่อว่ามันอาจจะเกิดจากลักษณะบุคลิกภาพบางชนิด เช่น ความไม่มั่นใจในตัวเอง และการชอบวิตกกังวลกับสิ่งต่างๆ เป็นต้น

@@@@@@@

อาการของ Imposter Syndrome

Imposter Syndrome สามารถแบ่งออกได้หลักๆ 5 ประเภท

    1. ผู้แสวงหาความสมบูรณ์ (The Perfectionist)
    มักตั้งความหวังไว้สูงเกินจริงและเมื่อไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดหรือมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
    2. ผู้แสวงหาความรู้ (The Expert)
    มักอยากเรียนรู้ทุกอย่างเพราะรู้สึกว่าตัวเองเก่งไม่พอ และกลัวการถามคำถามเพราะคิดว่าจะทำให้ตัวเองดูโง่
    3.ผู้แสวงหาความเก่ง (The Natural Genius)
    มักรู้สึกว่าตัวเองดีหรือเก่งไม่พอถ้าทำอะไรไม่สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก
    4. ผู้แสวงหาตัวตน (The Soloist)
    มักชอบทำงานคนเดียว และจะรู้สึกว่าเองล้มเหลวหรือเป็นคนหลอกลวงถ้าต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
    5. ผู้แสดงหาการยอมรับ (The Superwoman/Superman)
    มักพยายามผลักดันให้ตัวเองทำงานหนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าความสำเร็จของพวกเขา ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงและรู้สึกว่าต้องประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต

แม้ Imposter Syndrome จะมีหลายประเภท แต่อาการทั่วไปที่สามารถพบได้บ่อยคือ

    - สงสัยในความสำเร็จของตัวเองว่าเป็นของจริงหรือเปล่า
    - ประเมินความสามารถของตัวเองต่ำกว่าความจริง
    - คิดว่าความสำเร็จของตัวเองนั้นมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ดวง คนอื่น
    - ตั้งเป้าหมายที่สูงจนเกินไป
    - กลัวว่าตัวเองจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง

@@@@@@@

วิธีแก้ Imposter Syndrome

หากใครกำลังประสบปัญหา Imposter Syndrome สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราสามารถทำได้คือการชื่นชมตัวเองโดยใส่ชื่อของเราไปด้วย เช่น แทนที่จะบอกว่า ‘เราเก่งมาก!’ ก็ให้พูดว่า ‘เก่งมากเมย์!’ ในช่วงแรกเราอาจจะรู้สึกอายสักหน่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะการชื่นชมตัวเองนั้นช่วยเปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเอง

ต่อมาคือการเขียนลิสต์​ข้อดีหรือความสำเร็จต่างๆ ของเราอย่างน้อย 10 อย่าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากก็ตาม เช่น ‘ฉันได้เลื่อนตำแหน่ง’ หรือ ‘ฉันเลิกนอนดึกได้แล้ว’ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราก็มีคุณสมบัติไม่น้อยกว่าคนอื่น

ถัดมาคือมองหาความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ หรือ ทำพรีเซนต์งานเสร็จ
เพื่อให้เราเห็นความสำเร็จของตัวเองได้ง่ายขึ้น และเห็นว่าตัวเราเองที่เป็นคนที่ทำให้เกิดความสำเร็จ

สุดท้าย ลองเปิดใจพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจ เพราะนอกจากเราจะได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกไปแล้วเราอาจจะพบว่าเราไม่ได้เผชิญปัญหานี้คนเดียว มีคนมากมายที่พร้อมสู้ไปกับเรา

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการ Imposter Syndrome เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า และนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ ทางที่ดีถ้าใครมีอาการเรื้อรัง เราขอแนะนำให้พบแพทย์หรือนักจิตปรึกษา เพื่อรักษาอาการดังกล่าว

@@@@@@@

สุดท้ายอย่าลืมใจดีกับตัวเองให้มากๆ เช่น ให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด หรือให้รางวัลตัวเองเมื่อประสบความสำเร็จแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย และคอยเตือนตัวเองเสมอว่า ‘ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ’





อ้างอิง: หนังสือ Imposter Syndrome ทำมากแค่ไหนก็รู้สึกเก่งไม่พอ https://bit.ly/3ChRHGH https://bit.ly/3aNZ4uo

Thank to : https://blog.cariber.co/careerfact/post/imposter-syndrome
Posted on 07/12/2021, Development ,self-dev
35  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การอ้างเหตุผล "แบบงูกินหาง" | มัวแต่เกรงใจ กลัวโน้นกลัวนี่ เมื่อ: มกราคม 10, 2022, 09:24:04 am



การอ้างเหตุผล "แบบงูกินหาง" | มัวแต่เกรงใจ กลัวโน้นกลัวนี่

งูกินหาง : (สํานวน) (คำวิเศษณ์) เกี่ยวโยงกันจากหัวถึงหางโดยซัดกันไปเป็นทอด ๆ. : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔

เวลาใครพูดผิดเขียนผิดหรือทำอะไรผิด (หมายถึงผิดจากหลักที่ถูกต้องของเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ผิดตามความเห็นส่วนตัวของใคร) แล้วมีใครยกเรื่องนั้นขึ้นมาทักท้วง ก็จะมีคนลุกขึ้นมาพูดว่า “หมอนี่มันดีแต่จับผิดชาวบ้าน”

เมื่อถูกพูดเช่นนี้ คนทั้งหลายก็มักจะเปลี่ยนท่าที นั่นคือ ต่อไปนี้แม้รู้เห็นว่าใครพูดผิดเขียนผิดหรือทำผิด ก็จะวางเฉย ไม่ทักไม่ท้วง เพราะรู้แล้วว่าถ้าทักท้วงก็จะโดนด่า – “หมอนี่มันดีแต่จับผิดชาวบ้าน”

กล่าวฝ่ายคนที่พูดผิดเขียนผิดหรือทำผิด เมื่อทำผิดลงไปแล้วไม่มีใครท้วง ครั้นต่อมาถ้าใครสงสัยหรือทำท่าจะโต้แย้งหรือทักท้วงว่าเรื่องที่ตนพูดเขียนทำลงไปนั้นว่า “ผิด” เขาก็อ้างทันที – “ถ้าผิดก็ต้องมีคนทักท้วงมาตั้งนานแล้วสิ นี่ไม่เห็นมีใครทักท้วงอะไรเลย อยู่ๆ จะมาว่าผิดได้อย่างไร”

@@@@@@@

กระบวนการงูกินหางก็เกิดขึ้นตรงนี้เอง

๑. ทักท้วง ก็ว่าดีแต่จับผิดชาวบ้าน
๒. ก็เลยไม่มีใครกล้าทักท้วง
๓. พอไม่มีใครทักท้วง ก็อ้างว่าถ้าผิดก็ต้องมีคนท้วงไปแล้วสิ
๔. แล้วทำไมไม่มีใครทักท้วงล่ะ.?
๕. อ้าว พอทักท้วงเข้าก็โดนด่า-ดีแต่จับผิดชาวบ้าน แล้วใครเขาจะอยากทักท้วงเล่า
๖. พอไม่มีใครทักท้วง ก็อ้างทันทีว่า ที่ทำพูดคิดไปนั้นถูกต้องแล้ว เพราะไม่มีใครทักท้วง
๗. ลองทักท้วงเข้าสิ จะโดนด่าทันทีว่าดีแต่จับผิดชาวบ้าน
๘. ก็เลยไม่มีใครกล้าทักท้วง
๙. พอไม่มีใครทักท้วง ก็อ้างทันที
๑๐. เวลานี้เรากำลังเพลิดเพลินกันอยู่ใน วังวนของการอ้างเหตุผลแบบงูกินหาง แบบนี้แหละ





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ,๗ มกราคม ๒๕๖๔ , ๑๖:๕๗
web : dhamma.serichon.us/2022/01/08/การอ้างเหตุผลแบบงูกินห/
posted date : 8 มกราคม 2022 By admin.
36  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อำนาจ 'บาตร' ใหญ่ หรือ อำนาจ 'บาท' ใหญ่ เมื่อ: มกราคม 10, 2022, 09:11:36 am



อำนาจ 'บาตร' ใหญ่ หรือ อำนาจ 'บาท' ใหญ่

มีปัญหาว่า
๑. “อำนาจบาตรใหญ่” หรือ “อำนาจบาทใหญ่” กันแน่
๒. ทำไมจึงต้องเป็น “-บาตรใหญ่”
๓. คำที่ต่อท้าย “อำนาจ-” ควรเป็น “-บาตรใหญ่” หรือ “-บาทใหญ่”

ข้อมูลจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔
(๑) บาตร : (คำนาม) ภาชนะชนิดหนึ่งสําหรับภิกษุสามเณรใช้รับอาหารบิณฑบาต. (ส. ปตฺร; ป. ปตฺต).
(๒) บาท ๑ : (คำนาม) ตีน, ราชาศัพท์ว่า พระบาท. (ป., ส. ปาท).
(๓) บาท ๒ : (คำนาม) มาตราเงินตามวิธีประเพณี ๑๐๐ สตางค์ หรือ ๔ สลึง เท่ากับ ๑ บาท


@@@@@@@

คำตอบข้อ ๑.

“อำนาจบาตรใหญ่” หรือ “อำนาจบาทใหญ่” กันแน่

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ มีคำว่า “บาตรใหญ่” (บาตร -ตร) บอกไว้ว่า “อํานาจที่ใช้ในทางข่มขี่, ใช้เข้าคู่กับ อํานาจ เป็น อํานาจบาตรใหญ่”

แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ตัดคำว่า “บาตรใหญ่” และบทนิยามนี้ออกไป
ทั้ง พจนานุกรมฯ.๔๒ และ พจนานุกรมฯ.๕๔ มีคำว่า “อํานาจบาตรใหญ่” บอกความหมายไว้ว่า “อํานาจที่ใช้ในทางข่มขี่ เช่น ถือว่ามีอำนาจบาตรใหญ่รังแกใครได้ก็ตามใจชอบ”

ยุติว่า สะกด “อำนาจบาตรใหญ่” -บาตรพระ ไม่ใช่ “อำนาจบาทใหญ่” -บาทเท้า

@@@@@@@

คำตอบข้อ ๒.

ทำไมจึงต้องเป็น “-บาตรใหญ่”.?

ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) อธิบายไว้ในหนังสือ “สำนวนไทย” ว่า ท่านไม่แน่ใจว่าสำนวนนี้แต่โบราณนั้นใช้-บาด-ตัวไหนแน่ (บาทเงิน บาทเท้า หรือบาตรพระ) แต่สำหรับบาตรพระนั้นมีอยู่ ๓ ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก ซึ่งจะมีความจุต่างกันเล็กน้อย

เวลาที่จะตวงอะไรโดยใช้บาตรพระเป็นเครื่องมือสำหรับตวง คนที่ตัวเองมีบาตรใหญ่กว่าจะเอามาใช้ แล้วยืนยันว่าของตนเองถูก ของคนอื่นผิด จึงเกิดเป็นสำนวน “เอาบาตรใหญ่เข้าข่ม” เป็นที่มาของคำว่า “อำนาจบาตรใหญ่” คือหมายถึงบาตรพระ ไม่ใช่บาทเท้า


@@@@@@@

คำตอบข้อ ๓.

คำที่ต่อท้าย “อำนาจ-” ควรเป็น “-บาตรใหญ่” หรือ “-บาทใหญ่”

คนปัจจุบันคุ้นกับภาพที่ผู้มีอำนาจกดขี่เหยียบย่ำคนที่ด้อยกว่า การกดขี่เหยียบย่ำนั้นเป็นกิริยาที่ทำด้วยเท้า คือ “บาท” ดังนั้น เมื่อได้ยินคำว่า “อำนาจ-” ต่อด้วยเสียง “บาด” ใหญ่ จึงมีความโน้นเอียงที่จะคิดถึง “บาทเท้า” ได้ง่ายและรู้สึกสอดคล้องกับพฤติการณ์ ประกอบกับไม่คุ้นกับเรื่องขนาดของบาตรพระ จึงคิดไม่เห็นว่า “บาตรพระ” จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับอำนาจได้อย่างไร

นับว่าโชคดีที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานยังคงรักษารูปคำสะกดเดิม คือ “-บาตรใหญ่” ไว้ เท่ากับเป็นพยานหลักฐานที่จะให้สืบค้นไปถึงความเป็นมาได้ และควรขอบคุณผู้รู้รุ่นเก่าที่ได้เล่าถึงที่มาของคำว่า “-บาตรใหญ่” ไว้ เพื่อให้คนภายหลังที่มีภูมิหลังต่างกันได้ศึกษา

แต่ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มว่า ในอนาคตจะมีผู้เขียนว่า “อำนาจบาทใหญ่” (บาทเท้า) กันมากขึ้น และจะมีผู้นิยมใช้ตามกันมากขึ้นด้วย เพราะเห็นภาพได้ชัดกว่า “อำนาจบาตรใหญ่” (บาตรพระ) ถึงตอนนั้นก็จะมีคนออกมาช่วยกันอธิบายว่า “อำนาจบาทใหญ่” (บาทเท้า) มีความถูกต้องเหมาะสมกว่าเพราะเหตุผลอย่างนั้นๆ

ถึงเวลานั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็คงจะต้องเพิ่มคำนิยามจากเดิมที่ว่า –
   “อำนาจบาตรใหญ่ : อํานาจที่ใช้ในทางข่มขี่ เช่น ถือว่ามีอำนาจบาตรใหญ่รังแกใครได้ก็ตามใจชอบ”
    เป็น – “อำนาจบาตรใหญ่ : อํานาจที่ใช้ในทางข่มขี่ เช่น ถือว่ามีอำนาจบาตรใหญ่รังแกใครได้ก็ตามใจชอบ อำนาจบาทใหญ่ ก็ว่า”
    และเพิ่มคำตั้งเป็น “อำนาจบาทใหญ่” ขึ้นมาอีกคำหนึ่ง

ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับว่า คนรุ่นใหม่
    ๑. รักที่จะสืบค้นรากเหง้าของตัวเองมากน้อยแค่ไหน หรือรักที่จะชูความเข้าใจเฉพาะหน้าของตัวเองนำหน้ามากกว่า หรือว่า –
    ๒. พอใจที่จะตะลุยไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวมองข้างหลัง หรือว่า –
    ๓. เก่าก็ไม่หวังที่จะสนใจ ใหม่ก็ไม่คิดจะเรียนให้รู้ทัน วันๆ คิดแต่จะหาวิธีเสพเสวยสุข






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย , ๖ มกราคม ๒๕๖๕ ,๑๖:๓๘
web : dhamma.serichon.us/2022/01/07/อำนาจบาตรใหญ่/
posted date : 7 มกราคม 2022 ,By admin.
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พิธีทักษิณา "โฉนดที่ดิน" วัดบางพลีใหญ่กลาง แห่รอบโบสถ์ฉลอง หลังเฝ้ารอมา 199 ปี เมื่อ: มกราคม 10, 2022, 08:41:46 am


พิธีทักษิณา "โฉนดที่ดิน" วัดบางพลีใหญ่กลาง แห่รอบโบสถ์ฉลอง หลังเฝ้ารอมา 199 ปี

พิธีทักษิณา "โฉนดที่ดิน" วัดบางพลีใหญ่กลาง แห่รอบโบสถ์ฉลอง 9 รอบ หลังเฝ้ารอมา 199 ปี

(9 ม.ค.65)เมื่อเวลา 14.00 น. ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ หรือพระครูแจ้ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อมด้วยนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา นายอำเภอบางพลี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ ได้ร่วมแห่ทักษิณาโฉนดที่ดินของวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่พึ่งได้โฉนดที่ดินของวัดมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากเฝ้ารอมา 199 ปี

โดยมีการจัดขบวนแห่โฉนดที่ดินไปรอบ ๆ วัดก่อนที่ขบวนจะเข้ามาแห่รอบพระอุโบสถ์ จำนวน 9 รอบ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการได้มาของโฉนดที่ดิน หลังทำเรื่องขอโฉนดที่ดินตั้งแต่สมัยเจ้าอาวาส รูปแรกๆ จนมาถึงเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ หรือพระครูแจ้ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 9 รวม 199 ปี ซึ่งเข้ายื่นเรื่องขอทำโฉนดที่ดินจากกรมที่ดินจนสำเร็จได้โฉนดที่ดินมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 185356 ซึ่งเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้กับวัดบางพลีใหญ่กลาง เลขที่ 1 หมู่  8 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

โดยที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ 2 งาน 12 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา ออก ณ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2564  จึงจัดพิธีทักษิณาโฉนดที่ดินของวัดรอบโบสถ์จำนวน 9 รอบ พร้อมนิมนต์พระพรหมโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการเจริญพระพุทธมนต์



พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ หรือพระครูแจ้ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง รูปที่ 9 ได้กล่าวว่า วันนี้นับว่าเป็นวันดีของวัดบางพลีใหญ่กลาง วันที่ 9 มกราคม 2565 ที่ได้รับโฉนดที่ดินของวัดบางพลีใหญ่กลางตั้งแต่สร้างวัดมา  199 ปี มีสมภารทั้งหมดถึงปัจจุบัน 9 รูป แต่วัดยังไม่มีโฉนดที่ดินของวัดบางพลีใหญ่กลางเลย ตั้งแต่สมัยที่สร้างวัดมา 199 ปี หลังจากที่อาตมาภาพได้มาเป็นเจ้าอาวาส รูปที่ 9 ซึ่งก็ได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่รับตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้วว่า จะขอทำโฉนดที่ดินของวัดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดให้ได้ และบัดนี้เป็นเวลาที่รอคอยมานานถึง 199 ปี

ตอนนี้วัดบางพลีใหญ่กลางได้มีโฉนดถูกต้องตามกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วเฉพาะเนื้อที่ของวัดในบริเวณนี้ 32 ไร่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับด้านข้างๆ วัด ซึ่งจะดำเนินการเรื่องขอโฉนดที่ดินอีกต่อไป ฉะนั้นในความสำเร็จของเจ้าอาวาสรูปที่ 9 และความสามัคคีของคณะสงฆ์ บุคลากรของวัด และศิษยานุศิษย์ ที่ช่วยกันผลักดันทำโฉนดแปลงนี้ออกมาได้ ก็เพราะพลังสามัคคีของคณะสงฆ์ไวยาวัจกรและบุคลากรของวัดทุ่มเทกันอย่างเต็มที่

ในวันนี้จึงได้มีการฉลองกรรมสิทธิ์ที่ดิน อย่างเป็นทางการ นำโฉนดที่ดินของวัด มาแห่รอบบริเวณวัดเพื่อประกาศให้สาธุชนได้ทราบว่าวัดบางพลีใหญ่กลางมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก่อนที่จะนำมาแห่รอบโบสถ์ รวม 9 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์ พระราชาคณะ สวดเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมกับทำบุญทักษิณานุปทาน ให้กับอดีตเจ้าอาวาส จำนวน 8 รูป ที่ได้มรณภาพไปอีกด้วย













Thank to : https://www.sanook.com/news/8500574/
10 ม.ค. 65 (07:21 น.) ,Sanook! Regional : สนับสนุนเนื้อหา
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 10 ข้อคิด ดื่ม กิน ใช้ อย่างมีเมตตา ต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ เมื่อ: มกราคม 09, 2022, 08:20:16 am



10 ข้อคิด ดื่ม กิน ใช้ อย่างมีเมตตา ต่อโลกและเพื่อนมนุษย์

เริ่มต้นปีใหม่ทั้งที อาจจะต้องกำหนดจิตสั่งตัวเองให้เริ่มการเป็นคนใหม่ที่ดีและมีคุณภาพมากกว่าเดิม ทั้งนี้ในฐานะคอลัมนิสต์คนใหม่ของ ชีวจิต ผมขอแนะนำ ข้อคิด การบริโภคอย่างมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และโลกของเรา ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเมตตาต่อตัวเอง เนื่องจากสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่เอื้ออิงซึ่งกันและกัน

@@@@@@@

ข้อคิด ดื่ม กิน ใช้อย่างมีเมตตา (ต่อโลกและเพื่อนมนุษย์) ได้แก่

    1. ทรัพยากรโลกไม่มีเพิ่ม มีแต่ลด น้ำมัน แร่ธาตุ ต้นไม้ ภูเขา สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาสร้างยาวนานหลายชั่วอายุคน ทว่าทำลายได้ในพริบตา ผ่านการดื่ม กิน ใช้อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย

    2. บ้านหลังโตอาจทำลายภูเขาด้วยอิฐ หิน ปูนซีเมนต์ รถคันใหญ่อาจดูดทรัพยากรใต้ดินจนสิ้นซาก บุฟเฟ่ต์หรูในโรงแรมห้าดาวอาจสังเวยชีวิตกุ้ง หอย ปู ปลานับหมื่นแสน ยามดื่ม กิน ใช้ เอาแต่พอสมควร อย่าให้ความสุขสบายของตนเป็นศูนย์กลางจักรวาล ใช้ชีวิตอย่างมีสติกำกับ แผ่ความเมตตาของท่านออกไปให้ไพศาล ความเมตตา ทำให้ท่านอิ่มแม้ดื่มกินไม่มากนัก ความเมตตาทำให้ท่านอยู่สบายแม้มีบ้านเรือนหลังกะทัดรัด ความเมตตาจะเป็นแสงนำทางชีวิตให้ท่านรู้จักโอบอ้อม แบ่งปัน

    3. คุณค่าแท้ของการกิน ดื่ม ใช้ มีไว้เพื่อประทังชีวิตต่อลมหายใจ เรามีลมหายใจเพื่อสร้างสรรค์สุขสันติ เพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่าแก่ตนเองและผู้อื่น หากเราดื่ม กิน ใช้จนมีกำลังวังชา แล้วเราใช้กำลังวังชาของเราเพื่อเพิ่มพูนอัตตาเพื่อตอบสนองกิเลส ลมหายใจของเราย่อมเป็นพิษต่อจิตวิญญาณของตนเอง เราคือผู้ได้รับพิษภัยจากการตักอาหารเข้าปากโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

    4. การพัฒนาใด ๆ เป็นไปได้ทั้งคุณและโทษ เร็วกว่า อร่อยกว่า สบายกว่า หากทำลายโลกมากกว่าก็ยังไม่นับเป็นการพัฒนา เหมือนผลไม้เปลือกหนา เนื้อน้อย สู้ผลไม้เนื้อมาก เปลือกบางไม่ได้ เร็วกว่า อร่อยกว่า สบายกว่า ควรเป็นการรักษ์โลกที่มากกว่า เป็นการยืดอายุของโลก มิใช่การลดทอนอายุของโลกให้สั้นเช่นนั้นไม่สามารถเรียกได้ว่าการพัฒนา แต่นับเป็นการถอยหลังลงคลอง

    5. ดื่ม กิน ใช้ มิใช่อื่นใด ดื่ม กิน ใช้ คือการปฏิบัติธรรม เมื่ออาหารถูกจัดวางตรงหน้า อย่าเพิ่งรีบกินทันที โปรดให้เวลากับตนเองสักเล็กน้อย นั่งมองอาหารในจาน คิดถึงที่มา ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เขาเหน็ดเหนื่อยอย่างไรกว่าจะได้ข้าว ได้ผัก ได้พืชพรรณถึงมือเรา คิดให้ลึก นึกให้กว้างคิดถึงบุญคุณสัตว์น้อยใหญ่ เนื้อวัวมิได้ให้โปรตีน แต่เนื้อวัวให้ชีวิต เป็นการสละชีวิตวัวเพื่อต่อชีวิตเรา อย่าพิจารณาอาหารในกรอบของโภชนาการเท่านั้น แต่จงคิดถึงอาหารในกรอบของจิตวิญญาณด้วย แล้วเราจะตระหนักถึงคุณค่าของอาหารทุกจาน และเข้าถึงแก่นแท้ว่า เหตุใดโลกนี้จึงมีคนกลุ่มหนึ่งที่กราบไหว้ข้าวปลาอาหาร

     6. พืช ผัก เนื้อสัตว์ มีสารอาหารครบถ้วนอยู่แล้ว มิต้องปรุงรสชาติให้จัดจ้าน ในสิบมื้อที่กิน กินเพื่ออร่อยสักสามมื้อเพื่อสนองความเป็นสัตว์โลก อีกเจ็ดมื้อที่เหลือ ขอให้กินเพื่อความเป็นอริยชน เพื่อยกระดับจิตใจของตน กินเพื่อยกระดับจิตใจ จะทำให้ห่างไกลโรค มีอายุยืนยาวกว่ากินเพื่อความอร่อยไปวัน ๆ

    7. ปลูกผักกินเองบ้าง มิใช่เพื่อประหยัด แต่เพื่อลิ้มรสชาติชีวิต ผักที่ปลูกเองรสชาติดีกว่าผักที่ซื้อหาจากตลาดเป็นไหน ๆ มิใช่เพราะมีความกรอบอร่อยมากกว่า แต่เพราะผู้ปลูกเห็นบางสิ่งที่ไม่เคยเห็น นั่นคือเห็นเมล็ดพันธุ์ เห็นชีวิตงอกงาม เห็นธรรมชาติ เห็นว่าเรามีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างไรอาหารที่ปลูกเอง หาเอง ปรุงด้วยมือตนเอง มิใช่อาหารกายเท่านั้น แต่ยังเป็นอาหารของวิญญาณด้วย

    8. มองหยาบ ๆ เหมือนว่าเรามีเงิน เราจึงมีบ้านอยู่ มีอาหารกิน มีน้ำดื่ม มีเครื่องนุ่งห่ม แต่ถ้ามองให้ลึกที่เรามีกินมีใช้ มิใช่เพราะเรามีเงินทอง หากแต่เรามีกิน มีใช้ เพราะโลกนี้ยังมีคำว่าเมตตา

    9. คำว่าพอดีไม่ต้องตามหา แต่คำว่ายังไม่พอ อาจต้องใช้เวลาตามหาชั่วชีวิต เพื่อเติมเต็มหลุมดำแห่งกิเลส เพื่อพบกับความว่างเปล่าในท้ายที่สุด พอดีคือพอ เมื่อพอแล้วความดีจะเกิดขึ้นเอง แม้ไม่ดีพอ ความพอดีจะไม่มีวันกำเนิดเกิดขึ้น

    10. มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อย ยิ่งร่ำรวยขึ้นก็ขอให้มีบ้านหลังเล็กขึ้น ยิ่งร่ำรวยขึ้นก็ขอให้มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายมากขึ้นจงกระทำตนให้เป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลัง พวกเขาจะได้มีสำนึกใหม่ว่า ความสำเร็จคือการแบ่งปัน ความสำเร็จคือการลดมานะอัตตา คือการดื่ม กิน ใช้อย่างพอประมาณ เพื่อเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด เพื่อกระทำตนเป็นสะพานช่วยเหลือผู้อื่นข้ามไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

@@@@@@@

สั่งสอนด้วยคำพูดทำได้ง่ายดาย แต่มิใช่สิ่งน่าเชื่อถือ การกระทำเท่านั้นจะเป็นคำสั่งสอนที่ดีที่สุด การดื่ม กิน ใช้ของเราจะเป็นคำสั่งสอนให้ลูกหลานของเรา เรามิได้มีชีวิตอยู่เพื่อดื่มกิน แต่เราดื่มกินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ เพื่อไปทำในสิ่งที่มีความหมายมากกว่า ดื่มให้ง่าย กินให้ง่าย อยู่ให้ง่าย เป็นการลับคมปัญญา อยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง คือเหตุผลที่เราเกิดมา การปฏิบัติธรรมมิใช่อื่นใด เริ่มได้จากการดื่ม กิน ใช้ในชีวิตประจำวัน…





ขอขอบคุณ :-
เรื่อง : พศิน อินทรวงค์ ,ภาพ : iStock , เขียนลงเว็บ : เนื้อทอง ทรงสละบุญ
นิตยสารรายปักษ์ ปีที่ 21 ,1 มกราคม 2562
url : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/232984.html
โดย เหนือทอง ,10 September 2021
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 4 ประโยคมหัศจรรย์ หยุดคนโกรธ ด้วยคำพูดแสนวิเศษ เมื่อ: มกราคม 09, 2022, 08:00:30 am



4 ประโยคมหัศจรรย์ หยุดคนโกรธ ด้วยคำพูดแสนวิเศษ

เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่กำลังโมโห อารมณ์เดือดทะลุปรอท หยุดคนโกรธ เราควรทำอย่างไร เพื่อช่วยให้เค้าใจเย็นลงได้ในเวลาอันสั้น

แลรี แอทตัน คอลัมนิสต์ประจำเว็บไซต์สำนักข่าวชั้นนำ Huffington Post ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำ 4 ประโยคสั้น ๆ ที่จะช่วยชะลอสถานการณ์ไม่ให้ดำเนินไปสู่จุดแตกหัก ดังนี้

    “ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”

    “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม บอกมาได้เลยนะ”

    “เห็นเธอรู้สึกโกรธขนาดนี้ ฉันเป็นห่วงมาก”

    “พักก่อนก็ได้นะ แล้วเราค่อย ๆ คิด ค่อย ๆแก้ไขกันไป”
                 
ถ้าสามารถปิดท้ายการพูดคุยเปิดใจด้วยการโอบกอดและยิ้มให้กำลังใจจะยิ่งดีมาก





Thank to :-
เรื่อง : ศิริกร โพธิจักร ,ภาพ : iStock ,เขียนลงเว็บ : เนื้อทอง ทรงสละบุญ
ชีวจิต 455 ,นิตยสารรายปักษ์ ปีที่ 19 ,16 กันยายน 2560
url : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/232709.html
โดย เหนือทอง , 7 September 2021
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เล่าเรื่อง’เสือ’รับ’ปีขาล’ ผ่านสำนวนไทยให้แง่คิด เมื่อ: มกราคม 09, 2022, 07:43:56 am





เล่าเรื่อง’เสือ’รับ’ปีขาล’ ผ่านสำนวนไทยให้แง่คิด

ต้อนรับปีใหม่พุทธศักราช 2565 ซึ่งตรงกับปีนักษัตรขาลหรือปีเสือ นำเรื่องราวน่ารู้ ข้อคิดคติจากสำนวนไทย สุภาษิต นิทานที่มีเสือเป็นสื่อบอกเล่า...

เสือ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีด้วยกันหลายชนิด แต่ที่คุ้นเคยเป็นที่รู้จักจะนึกถึงเสือโคร่ง เสือขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลบอกเล่าถึงการเป็นนักล่าที่น่าเกรงขาม ทั้งมีความสำคัญชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ผืนป่าเสือยังเป็นสัญลักษณ์ของพละกำลัง ความองอาจ มีความนัยความหมายเปรียบถึงอำนาจ ฝากมุมมอง แง่คิด ถ่ายทอดคุณค่า

หากค้นจากสำนวนไทยที่เกี่ยวเนื่องกับเสือมีอยู่มาก ทั้งนี้ ผศ.ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้ พาค้นความนัยความหมาย เล่าเรื่องน่ารู้หลายมิติว่า ด้วยที่เป็นนักคติชนวิทยาจึงเสาะหานิทานสุภาษิต นิทานคติซึ่งในสังคมไทยมีนิทานเหล่านี้และโดยมากใช้สัตว์เล่าเรื่อง เดินเรื่องอย่างเช่น นิทานกระต่ายกับเต่า

เสือ ก็เช่นกัน เมื่อพิจารณา เสือที่ปรากฏอยู่ในนิทานหลายต่อหลายเรื่อง เสือจะเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจ ความน่าเกรงขาม แต่เสือมักไม่เท่าทันและมักพ่ายแพ้แก่ลิง เหมือนเป็นการเตือนสติ เตือนใจว่าแม้จะมีอำนาจ มีบารมี แต่อย่างไรก็ตามจะทำการใดต้องมีสติและปัญญา

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย ผศ.ดร.อภิลักษณ์อธิบายเพิ่มอีกว่า คางคกกับเสือ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่บอกเล่าให้เห็นภาพ โดยเรื่องมีอยู่ว่า มีคางคกตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ใต้ท่อนซุง เสือเดินผ่านไปเจอจึงถามคางคกว่าทำอะไรอยู่ คางคกอยากจะอวดเสือจึงบอกว่าแบกซุงเล่น ซึ่งเสือก็เชื่อสนิทใจ ทั้งคู่ได้พูดคุยและแข่งกันว่ายน้ำ โดยใครไปถึงอีกฝั่งหนึ่งก่อนจะเป็นผู้ชนะ


@@@@@@@

ขณะที่เสือเตรียมว่ายน้ำข้ามไป คางคกก็โดดลงไปงับหางเสือ เสือจึงสะบัดคางคกจึงไปถึงฝั่งก่อน เมื่อเสือว่ายน้ำมาถึง เห็นคางคกรออยู่จึงถามว่ามาถึงเมื่อไหร่ คางคกโอ้อวดว่ามานานแล้วและกินแพะหมดไปสองตัว เสือเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งออกไปในป่าจนไปเจอกับลิง และเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด

ลิงรู้ทันทีว่าเสือถูกคางคกหลอกจึงพากันไปหาคางคก ตลอดนิทานเสือยังคงถูกหลอก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นผู้ที่มีพละกำลัง น่าเกรงขาม แต่หากไม่มีสติปัญญาก็ไม่เป็นผลดี นิทานลักษณะนี้สัตว์เป็นสัญลักษณ์ เป็นวิธีสอนที่มีมาแต่โบราณ และนิทานใช่ว่าจะมีเพื่อสอนเด็ก ผู้ที่สนใจไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย หรือหนุ่มสาวสามารถอ่าน ฟัง ได้รับประโยชน์จากนิทาน

“นิทานแบ่งประเภทได้หลากหลาย อย่างนิทานที่กล่าวถึงเป็นนิทานคติ ให้ข้อคิดซึ่งก็มีหลายแบบ อย่างเช่นนิทานอีสป นิทานอธิบายเหตุ เมื่อพูดถึงเสือในมิติอื่น ๆ ยังเห็นถึงเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่างตำนานความเชื่อ เสือสมิงที่คนทั่วไปอาจเคยได้ยินกันมา มีสำนวน เสือในร่างสมัน ซึ่งสมัน เป็นกวางชนิดหนึ่ง นัยความหมายของสำนวนนี้หมายถึง คนที่ดูเรียบร้อยแต่แท้จริงแล้วน่ากลัว คนร้ายที่ปลอมมาในร่างคนดี

ในเรื่องเสือสมิงแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีเหนือมนุษย์ ภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบนำเรื่องราวของเสือ เตือนระวัง พูดถึงการป้องกันตัวเพราะมีอันตรายได้รอบด้าน ระมัดระวังในการเดินป่า เข้าไปในที่ที่แปลก ๆ เป็นอีกมิติหนึ่ง โดยมีเสือเชื่อมโยง มีนัยสำคัญ

มองในมิติสำนวนไทย สุภาษิตที่เกี่ยวกับเสือ จากที่กล่าวมีอยู่ไม่น้อย ผศ.ดร.อภิลักษณ์ ยกตัวอย่างอธิบายว่า หลายสำนวนอาจเคยได้ยินกันบ่อย ๆ และยังคงใช้ในปัจจุบัน และก็มีอีกไม่น้อยที่ไม่ได้นำมาใช้แล้ว อย่างเช่น น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า สำนวนนี้ยังคงใช้ ในแนวทางเดียวกันยังมี ป่าพึ่งเสือเรือพึ่งพาย หรือเสือมีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง มีลักษณะของการพึ่งพาอาศัยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย แสดงถึงสิ่งที่คู่กัน โดยเสือเป็นตัวแทนธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่ต้องเกื้อกูลกัน ฯลฯ



นอกจากนี้ยังมีสำนวน เนื้อเข้าปากเสือ แสดงให้เห็นถึงคนที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่มีอำนาจ บอกแสดงให้เห็นว่าตกอยู่ในสถานการณ์ใด ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงน้ำ อีกสำนวนที่น่าสนใจ มีความนัยความหมายให้โอกาสศัตรู และการให้โอกาสนั้นอาจกลับมาทำร้ายอีก โดยสำนวนนี้ไม่ได้มีความหมาย การให้อภัยแต่อย่างใด

เขียนเสือให้วัวกลัว อีกสำนวนที่ได้ยิน ได้ฟังบ่อยครั้ง เป็นเหมือนการสร้างกลไกบางอย่าง เป็นการทำอะไรบางอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายเกรงกลัว อาจเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า จับเสือมือเปล่า เป็นสำนวนที่ว่าทำอะไรสักอย่างโดยไม่ต้องลงทุน เป็นการตำหนิเล็ก ๆ ขณะที่ เสือนอนกิน มีความนัยความหมายการได้รับผลประโยชน์ โดยไม่ต้องลงทุน

เสือยังมีอีกหลายมุมมองที่น่าศึกษา อย่างสำนวนที่ว่า เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ โดยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นเสือหรือจระเข้เป็นสัตว์ที่มีความดุร้าย ชนิดหนึ่งเป็นเจ้าถิ่นบนบก อีกชนิดเป็นเจ้าถิ่นในน้ำ เป็นคำเปรียบ เลี้ยงลูกเสือหรือลูกจระเข้ เลี้ยงลูกศัตรูหรือลูกคนพาลจะได้รับความเดือดร้อน หรือ ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาขวาง หมายถึงทำสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมีภัยมาถึงตัว ฯลฯ

เสือทลายห้างช้างทลายโรง บอกเล่าถึงคนที่แสดงกิริยาเอะอะตึงตัง หรือ ให้เหยื่อเสือผอม การให้การอุปการะคนพาล เมื่อเขามีพละกำลังก็จะกลับมาทำร้ายผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้เสือยังรวมถึงโจร ใช้เรียกคนเก่ง คนดุ การเรียนรู้สำนวนไทย สุภาษิตในมุมมองเป็นเรื่องที่มีความคลาสสิก ให้แง่คิดมุมมอง ทั้งเตือนสติได้ดี

“วิถีชีวิตไทยผูกพันอยู่กับธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์ป่าที่รู้จัก คุ้นชินกันมาเนิ่นนาน มีหลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับเสือทั้งคุณลักษณะ ความเชื่อ ความงามอย่างลวดลายเสือส่งต่อการสร้างสรรค์ งานดีไซน์ ทั้งลวดลายเสือยังเป็นชุดเสื้อผ้าของฤาษี และลักษณะเสือที่มีความน่าเกรงขาม ความมีอำนาจยังนำมาเป็นสื่อ ใช้เป็นคำเรียก ฯลฯ โดยสิ่งเหล่านี้ มีจุดเริ่มต้นจากเสือ ให้เรียนรู้ สืบค้น”

@@@@@@@

สุภาษิตสำนวนไทย หรือแม้แต่นิทาน เป็นส่วนหนึ่งในการเตือนใจให้เราทบทวน อย่างเรื่องราวของ เสือกับลิง จากนิทานก็ใช่จะมีแต่ความหรรษา แม้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นก็ให้แง่คิดสอนใจ เป็นกุศโลบายให้ทบทวน นำกลับมาพินิจพิเคราะห์ นำมาย้อนกลับมาพิจารณาตนเอง ทั้งนี้สัตว์ชนิดต่าง ๆ มีคาแรกเตอร์เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น เต่า สื่อแทนความอดทน เสือ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่นำมาศึกษา นำมาสอนใจ ทั้งนี้เรื่องราวของเสือมีอยู่รอบตัว ไม่ได้อยู่แต่ในป่า แต่ให้เป็นเสือที่เข้ามาอยู่ในใจ เข้าใจในสิ่งที่เสือบอกเล่า

“ถ้อยคำภาษาและเรื่องราวต่าง ๆ ที่แวดล้อม หากนำมาวิเคราะห์จะได้รับคติธรรม สำนวนไทยแม้จะเป็นถ้อยคำสั้น ๆ แต่มีความหมายชัดเจน สำนวนไทยอย่างไรจะยังคงอยู่ อาจจะไม่มีสำนวนยาก ๆ หรือยาว ๆ เหมือนเก่าก่อน อย่าง เสือซ่อนเล็บ เขียนเสือให้วัวกลัว หน้าเนื้อใจเสือ หนีเสือปะจระเข้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของสำนวนไทยที่เกี่ยวกับเสือ ที่ยังคงใช้ โดยส่วนหนึ่งนี้เป็นสำนวนสุภาษิตที่เกี่ยวเนื่องกับเสือ

บอกเล่าเรื่องราว ให้คติ ฝากแง่คิดรับปีใหม่ “ปีขาล” ด้วยความสดใส องอาจ มีสติและมีพลังกาย พลังใจ.




ขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/articles/629048/
3 มกราคม 2565 ,12:00 น.
หน้า: [1] 2 3 ... 498