ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 651
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / น้ำ ดิน ไฟ ลม ดำรงอยู่ไม่ได้ในที่ใด ที่นั่นอาสวะย่อมหยุดไหล ที่นั่นวัฏฏะย่อมหยุด เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:55:51 am




สรสูตร ว่าด้วยการไหลแห่งอาสวะ

”ทั้งธาตุน้ำ ทั้งธาตุดิน ทั้งธาตุไฟ ทั้งธาตุลม ดำรงอยู่ไม่ได้ในที่ใด ที่นั่นอาสวะย่อมหยุดไหล ที่นั่นวัฏฏะย่อมหยุดหมุน ที่นั่นทั้งนามทั้งรูปย่อมดับไม่มีเหลือแล.”



สรสูตรเป็นสูตรในสังกัดสังยุตตนิกาย สคาถวรรค(หมวดที่มีเนื้อหาเป็นคาถา) (วรรคในความหมายว่าหมวด) ซึ่งมี 11 สังยุต คือ
   1. เทวตาสังยุต, 2. เทวปุตตสังยุต, 3. โกสลสังยุต, 4. มารสังยุต, 5. ภิกขุนีสังยุต,
   6. พรหมสังยุต, 7. พราหมณ์สังยุต, 8. วังคีสสังยุต, 9. วนสังยุต, 10. ยักขสังยุต, 11. สักกสังยุต

ซึ่งสรสูตรจัดอยู่ในเทวตาสังยุต(สูตรที่เกี่ยวข้องกับเทวดา) ในกลุ่ม(วรรคในความหมายว่ากลุ่ม) ที่มีอาการไหลเอิบอาบ, ซัดพุ่ง, ถากถาง ที่เป็นอาการเคลื่อนไหวประจำสิ่งนั้น เช่น อาสวะก็ไหลเอิบอาบ, หอกก็ซัดพุ่ง, เป็นต้น จึงจัดเข้าเป็นกลุ่มที่มีอาการเคลื่อนไหวประจำของสิ่งนั้นเหมือนหอก(สัตติวรรค)

ดังนั้นพระสูตรในสคาถวรรค ซึ่งมี 271 สูตร จึงโดดเด่นในฐานะเป็นองค์คาถาที่เป็นองค์หนึ่งในวังคสัตถ่สาสน์(ประเภทคำสอนมีองค์ 9) ที่เนื้อหาสูตรหนาแน่นละเอียดสุขมลึกซึ้งคัมภีรภาพ แต่ก็กระชับรัดกุมไม่ตกหล่นด้วยความเป็นคาถานั่นเอง ตัวอย่างเช่น คาถาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคซึ่งเป็นหมวดสคาถวรรคในกลุ่มสัตติวรรค เช่นเดียวกันกับสรสูตร คือ ชฏาสูตร(สูตรว่าด้วยการถากถางความรกชัด) คือ คาถา

     ”สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ  จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
      อาตาปี นิปโก ภิกขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ.”
      แปลว่า ”นรผู้มีปัญญา ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญจิต(สมาธิ)และปัญญาอยู่เป็นผู้มีความเพียร มีความฉลาด เป็นภิกษุ(ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร) เขานั้นจะพึงถางชัฎนี้ได้”


@@@@@@@

ด้วยพระเทศนาเพียงคาถาเดียวนี้ ก็เป็นอันว่าพระผู้มีพระภาคทรงประกาศคุณ 9 ประการดังนี้ คือ

    1. ทรงประกาศ สิกขา 3 คือ อธิศีลสิกขา, อธิจิตสิกขา(สมาธิ), อธิปัญญาสิกขา
    2. ทรงประกาศพระศาสนาอันมีความงาม 3 ประการ คือ งามในเบื้องต้นด้วยศีล, งามในท่ามกลางด้วยสมาธิ, งามในเบื้องปลายด้วยปัญญา
    3. ทรงประกาศอุปนิสัยแห่งความเป็นบุคคลผู้ได้คุณวิเศษ คือ วิชชา 3 มี ปุพเพนิวาสาวิชชา จุตูปปาตวิชชา, อาสวักขยวิชชา ด้วยศีลสมบัติ คือ อภิญญา 6 ด้วยสมาธิสมบัติ คือ ปฏิสัมภิทา 4 ด้วยปัญญาสมบัติ
    4. ทรงประกาศ การละเว้นส่วนสุดทั้ง 2 คือ กามสุขัลลิกานุโยค ด้วยศีล อัตตกิลมถานุโยค ด้วยสมาธิ และการเสพข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ด้วยปัญญา
    5. ทรงประกาศอุบายก้าวล่วงภพ คือ อบายภพ ด้วยศีล, กามภพ ด้วยสมธิ, ภพทั้งปวง ด้วยปัญญา
    6. ทรงประกาศ การละกิเลสโดยอาการ 3 คือ เป็นตทังคปหานด้วยศีล, เป็นวิกขัมภนปหานด้วยสมาธิ, เป็นสมุจเฉทปหานด้วยปัญญา
    7. ทรงประกาศ ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์(คู่อริ)กับประเภทกิเลส คือ วีติกกมกิเลส(กิเลสประเภทก้าวล่วงทางกายและทางวาจา เป็นคู่อริกับศีล, ปริยุฏฐานกิเลส(กิเลสประเภทกลุ้มรุมจิต) เป็นคู่อริกับสมาธิ, อนุสัยกิเลส(กิเลสประเภทนอนเนื่องในขันธสันดาน) เป็นคู่อริกับปัญญา
    8. ทรงประกาศ การชำระสังกิเลส(ความเปรอะเปี้ยนที่ทำให้คุณธรรมเสียหาย คือทุจริต ด้วยศีล, คือตัณหาด้วยสมาธิ, คือทิฏฐิ ด้วยปัญญา
    9. ทรงประกาศ เหตุแห่งความเป็นพระอริยบุคคล คือ พระโสดาบันบุคคล เป็นผู้กระทำศีลให้บริบูรณ์, พระสกทาคามีบุคคล เป็นผูักระทำกิเลสที่อนาคามีมรรคพึงละให้เบาบาง, พระอนาคามีบุคคลเป็นผู้กระทำสมาธิให้บริบูรณ์, พระอรหันตบุคคล เป็นผู้กระทำปัญญาให้บริบูรณ์

@@@@@@@

ก็ด้วยเนื้อหาในชฏาสูตรที่พระผู้มีพระภาคทรงประกาศคุณ 9 ประการของคุณธรรมมี ศีล สมาธิ ปัญญาดังกล่าวนั้นนั่นแหละ ที่พระพุทธโฆษาจารย์นำมาอาศัยเป็นหลักรจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค แม้นเนื้อหาในสรสูตรที่พระผู้มีพระภาคทรงประกาศคุณของพระนิพพานตามที่ทรงจำแนกโดยปริยายเหตุ(เหตุเกิดขึ้นตามลำดับ)(ปริยาย=ลำดับ อภิธาน 429) ดังนี้

    1. สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นนิพพานธาตุที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ที่ดับแต่กิเลสเท่านั้น ยังไม่ดับขันธ์ จึงเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กิเลสนิพพาน(นิพพานที่ดับกิเลส)
    2. อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นนิพพานธาตุที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ที่ดับขันธ์ได้หมดสิ้น จึงเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ถึงคราวกระทำกาลกิริยา เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขันธปรินิพพาน(นิพพานที่ดับขันธ์) นิพพานธาตุทั้งสองนี้นั่นเองที่แสดงปริยายเหตุ ที่ทรงประกาศไว้แล้วในสรสูตร ในเนื้อหาของคาถาว่าดังนี้

    เมื่อเทวดาทูลถามว่า
   ”กุโต สรา นิวตฺตนฺติ    กตฺถ วฏฺฏํ น วตฺตติ
    กตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ   เอสํ อุปรุชฺฌตีติ.”
    แปลว่า ”อาสวะที่ไหลอยู่ ย่อมหยุดไหลได้ที่ไหน วัฏฏะย่อมไม่หมุนเวียนวนในที่ไหน ทั้งนามทั้งรูปเหล่านั้น ย่อมดับหมดสิ้นในที่ไหน“


    ทรงตรัสตอบว่า
   ”ยตฺถ อาโป จ ปฐวี   เตโช วาโย น คาธติ
    อโต สรา นิวตฺตนฺติ   เอตฺถ วฏฺฏํ น วตฺตติ
    เอตถ นามญฺจ รูปญฺจ   อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ.”
    แปลว่า ”ทั้งธาตุน้ำ ทั้งธาตุดิน ทั้งธาตุไฟ ทั้งธาตุลม ดำรงอยู่ไม่ได้ในที่ใด ที่นั่นอาสวะย่อมหยุดไหล ที่นั่นวัฏฏะย่อมหยุดหมุน ที่นั่นทั้งนามทั้งรูปย่อมดับไม่มีเหลือแล.”


เพราะสรสูตรทรงแสดงเป็นนัยปริยายเหตุ จึงมีลำดับเหตุที่เนื่องกันดังนี้ คำทูลถามปัญหาของเทวดาเป็นเหตุที่พึงละด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ(กิเลสนิพพาน) ส่วนคำที่ทรงตรัสตอบเทวดา เป็นเหตุที่นำมาสื่งผลที่ควรได้ ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ(ขันธนิพพาน) เมื่อทราบหลักการของปริยายเหตุแล้ว การหาองค์ธรรมในแต่ละประเด็น ทั้งในคำถาม ทั่้งในคำตอบก็จะสะดวกไม่สับสน เพราะมีสภาวะปริยายเหตุกำกับนั่นเอง






ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : อาจารย์สมเกียรติ  พลเดชอุดมคุณ
URL : dhamma.serichon.us/2022/05/03/สรสูตรสูตรที่ว่าด้วยกา/
Date : 3 พฤษภาคม 2022 ,By admin.
photo : pinterest
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พลังศรัทธา “ไม้ค้ำโพธิ์” สูตรธาตุ-ชะตา..ต่อดวง เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:35:19 am



พลังศรัทธา “ไม้ค้ำโพธิ์” สูตรธาตุ-ชะตา..ต่อดวง

“ไม้ค้ำโพธิ์” หรือ “ไม้ค้ำสะหลี” คำว่า “สะหลี” หมายถึง “ต้นโพธิ์” ...ถือเป็นประเพณีอันทรงคุณค่าแห่งล้านนา ด้วยชาวพุทธมีความเชื่อศรัทธากันว่า หากถวายไม้ค้ำโพธิ์ จะเป็นการช่วยค้ำชูพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

ความเชื่อที่ว่านี้ถือปฏิบัติกันเนิ่นนานมาแล้ว เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ทำกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวล้านนาที่เรียกกันว่า “แห่ไม้ค้ำโพธิ์”

ความเชื่อที่บอกเล่าสืบๆต่อๆกันมาก็คล้ายๆกับในหลายๆพื้นที่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ที่มีเทวดาอารักษ์สถิตรักษา ยิ่งด้วยเป็น “ต้นโพธิ์” แล้วล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งมีขนาดใหญ่โต แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงากว้างใหญ่ไพศาลร่มรื่นให้รู้สึกอุ่นเย็นหัวใจแล้ว เชื่อได้อย่างแน่วแน่เลยว่า มีสิ่งเหนือธรรมชาติคุ้มครองอยู่ด้วย

โดยเฉพาะ “ต้นโพธิ์” ที่ปลูกในวัด

0 0 0 0



คำบอกเล่าที่ปรากฏในสื่อของ อาจารย์เพชร แสนใจบาล วิทยากรครูภูมิปัญญาไทย โรงเรียนจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ผู้สืบสาวเรื่องราวไม้ค้ำโพธิ์ ได้ความว่า ไม้ค้ำดังกล่าวนี้อาจได้มาจากไม้ง่ามที่ใช้ในพิธีสืบชะตา หรือเป็นไม้ค้ำที่จัดทำขึ้นมาเฉพาะกรณีเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น เพื่อใช้ในการถวายทาน

ตำนานเล่าขาน เมื่อครั้งสมัย ครูบาปุ๊ด เจ้าอาวาสองค์ที่ 14 วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ราวๆเดือนแปดเหนือ หรือช่วงเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2314 เกิดเหตุเภทภัยทางธรรมชาติ

“ลมพายุใหญ่พัดแรงจนทำให้กิ่งต้นโพธิ์ในวัดหักลงมาสร้างความเสียหาย ครูบาท่านก็นึกวิตก ด้วยว่าในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน กลางคืนขณะจำวัดก็เกิดนิมิตว่า...มีเทวดามาบอกกล่าวเล่าความว่า เหตุอาเพศกิ่งศรีมหาโพธิ์หัก มาจากเหตุเพราะท่านไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเคร่งครัด”



นิมิตนี้ทำให้ท่านครูบา ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ขณะที่วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวๆ 2 เดือนเห็นจะได้ ก็บรรลุธรรมอภิญญาณ ว่ากันว่า....ย่นย่อแผ่นดินได้

เล่าลือกันว่า ขณะที่ท่านไปบิณฑบาตที่อำเภอแม่แจ่ม แล้วกลับมาฉันที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ในเช้าเดียวกันนั่นเชียว...คำยืนยันเรื่องราวตำนานเล่าขานนี้ ว่ากันว่ามาจากพ่อค้าวัวต่างถิ่นชาวแม่แจ่ม ที่เดินทางรอนแรมมาค้าขายที่อำเภอจอมทอง ที่บอกเล่าว่า พบท่านครูบาเดินออกจากป่าบริเวณบ้านหัวเสือพระบาท

ซึ่งเป็นหมู่บ้านเชิงดอยทางทิศตะวันตกของอำเภอจอมทอง ห่างออกไปประมาณ 7 กิโลเมตร



ขณะเดียวกัน กองเกวียนพ่อค้าวัวหุงข้าวเสร็จพอดีจึงนิมนต์รับบิณฑบาต ถามว่าท่านไปบิณฑบาตที่ไหนมาในป่าอย่างนี้ ได้รับคำตอบกลับมาว่า...ไปบิณฑบาตที่แม่แจ่มมา พ่อค้าวัวก็ถามกลับไปอีกว่า...บ้านอะไร เสียงตอบกลับมาก็คือ “บ้านสันหนอง” พร้อมๆกับเปิดฝาบาตรให้ใส่บาตร

พ่อค้าเห็นข้าวในบาตรเป็นสีดำๆด่างๆรู้ทันทีว่าเป็นข้าวชั้นดี ในยุคสมัยนั้นปลูกกันมากที่แม่แจ่มเท่านั้น จึงถามกลับไปอีกว่า คนลักษณะใดใส่บาตร ท่านก็ตอบว่า เป็นผู้หญิงคอออม หมายถึง คอพอกปูดโปนออกมา หลังจากพ่อค้าวัวขายของเสร็จสรรพ หมดภารกิจแล้วก็เดินทางกลับไปยังแม่แจ่ม ถามภรรยาว่าได้ใส่บาตรบ้างไหม ก็ได้ความว่า ใส่บาตรพระเดินออกมาจากป่าเมื่อวันนี้ เอาข้าวกล่ำใส่ พร้อมอธิบายถึงรูปลักษณะ

ก็...ตรงกันกับพระที่พ่อค้าวัวใส่บาตรเช่นเดียวกันที่จอมทอง เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

0 0 0 0


ความเชื่อศรัทธาที่มีต่อประเพณี “ค้ำโพธิ์” ...“ค้ำไทร” ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจสำคัญเกี่ยวโยงกับผู้ป่วย ที่ว่าด้วยเรื่องปัญหาการนอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้ ปวดหัว ตัวร้อนอยู่ตลอดเวลาจนต้องหันหน้าเข้าหาวัด...พึ่งคุณพระคุณเจ้าด้วยว่าต้องจัดหา “ไม้คูณ” “ไม้ยอ” ขนาดประมาณเท่าขาคนป่วย มีความยาว 1-2 วา

ครั้นเมื่อถึงวันพระ 15 ค่ำ กลางเดือน ก็ให้นำไม้ที่เตรียมไว้มาประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ พร้อมดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู บุหรี่ ข้าวตอกดอกไม้ พร้อม “ผู้ป่วย”...ประกอบพิธี

นิมนต์เจ้าอาวาส พระลูกวัด 4 รูปเพื่อร่วมพิธีรับศีล... “ชุมนุมเทวดา”

ราวกับเป็นการป่าวประกาศให้เทพยดา รุขเทวดาผู้รักษาต้นโพธิ์ ต้นไทรนี้ ดลบันดาลขอให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนี้บรรเทาลดหายลงไป อีกทั้งช่วยให้ชีวิตยืนยาวสืบต่อไป

ต่อจากนั้นก็นำไม้เสาที่ประกอบพิธีไปค้ำโพธิ์ ค้ำไทร...พระสงฆ์สวดอนุโมทนา ผู้ป่วยกรวดน้ำ เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งความเชื่อศรัทธาในพิธีกรรมข้างต้นนี้นั้นเกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่องประเพณี... “สูตรธาตุ–ชะตา” เมื่อยามที่ผู้ป่วยเจ็บไข้ได้ป่วย อาการหนักจนผู้มีความรู้เห็นว่าชะตาถึงฆาต ดวงชะตาขาด ควรสูตรชะตา



ตามข้อมูลเผยแพร่ให้รู้กันว่า พิธีการจะใช้ภาชนะ 2 อัน...อันหนึ่งใช้ดินเหนียวทำเป็นเจดีย์เล็กๆสูงแค่ศอกคนป่วย รอบเจดีย์บนภาชนะจะมีเจดีย์เล็กๆอีก 9 อันรายรอบไว้...นำไม้ไผ่ยาวแค่ศอกเท่าอายุผู้ป่วย ใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นธงสามเหลี่ยมติดปลายไม้อีกมัดเรียงที่ยอดเจดีย์

ส่วนภาชนะอีกอันเอามัดธงกระดาษและมัดธงเล็กตั้งไว้บนภาชนะ ตัดกระบอกไม้ไผ่ยาวเท่านิ้วชี้ มีรูหลวม นิ้วชี้ผู้ป่วย 5 อัน อันหนึ่งเอาถ่านไฟใส่ให้เต็ม อันที่สองยัดนุ่น อันที่สามใส่ดินให้เต็ม

อันที่สี่ใส่น้ำให้เต็มเป็นเครื่องหมายธาตุคือ...ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนกระบอกที่ห้า... ใช้ตวงข้าวสารเท่าอายุผู้ป่วยใส่ขันหรือกะละมังเอาไว้ แล้วเย็บกระทงใบตองเท่ามือผู้ป่วยอีก5 อัน...



ใส่ข้าวตอก, ดอกบานไม่รู้โรย, ข้าวเปลือก, ถั่วงา, เมี่ยงหมาก

นำกระทงมาวางบนภาชนะรอบเสาธง เทียนยาวรอบหัว เทียนสูงแค่หัว โดยวัดจากสะดือผู้ป่วยถึงลูกกระเดือก พร้อมเทียนเล่มบาท 1 คู่ ขัน 5-8 ปัจจัยเท่าอายุ

พอถึงเย็นจะแบกไปที่วัดถวายเจ้าอาวาส พระสงฆ์ 4 รูป จะนำไปสวดในพระอุโบสถ สวดเสี่ยงทายอยู่ 3 วัน 3 คืน หลังทำวัตร สวดมนต์เย็น แล้ว กล่าวกันว่า...ผู้ป่วยชะตาขาดธาตุ สูญดวง... ข้าวสารในกระบอกไม้ไผ่เท่าอายุ ชะตาผู้ป่วยยังไม่ขาดธาตุ ยังไม่สูญ ข้าวสารที่ตวงเท่าอายุนั้นเพิ่มขึ้น...ผู้ป่วยต้องหายแน่

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไรโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.







Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2375086
คอลัมน : รัก-ยม ,24 เม.ย. 2565 ,07:05 น.
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 เรื่องควรทำในยามเช้า เพื่อสุขภาพ และชีวิตดีดี เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:12:45 am




8 เรื่องควรทำในยามเช้า เพื่อสุขภาพ และชีวิตดีดี

มาตื่นเช้ากันเถอะ.! เพราะช่วงเช้า คือช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการเริ่มวันใหม่ที่มีคุณภาพ วันนี้ Ged Good Life จึงขอแนะนำ 8 เรื่องควรทำในยามเช้า ทำบ่อย ๆ จนเป็นกิจวัตร รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไป มีสุขภาพ และชีวิตดีดี อย่างแน่นอน.!

ตื่นเช้าไปทำไม.? ได้อะไรถ้าตื่นเช้าเป็นประจำ.?

ก่อนที่เราจะแนะนำ สิ่งดีดีที่ควรทำในยามเช้า ก็ต้องไขข้อสงสัยให้เข้าใจกันก่อนว่า ทำไมถึงควรตื่นเช้า เพราะ ถ้าการตื่นเช้าไม่มีข้อดีอะไรเลย หรือไม่มีอะไรดีไปกว่าตื่นสาย ก็คงไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าใช่ไหมล่ะ? ฉะนั้นมาเรียนรู้ข้อดีของการตื่นนอนในยามเช้ากันก่อนเลย!

@@@@@@@

6 ข้อดีของการตื่นเช้า

1. มีเวลามากขึ้น – ได้อ่านข้าวสารก่อนใคร และทำอะไรได้มากกว่าเดิม

2. ทำให้คุณติดนิสัยตื่นเช้า – จะไปทำงานหรือเรียนในตอนเช้า ก็ไม่รู้สึกขี้เกียจตื่น

3. รับวิตามินดีธรรมชาติ จากแสงอาทิตย์ – ช่วยให้กระดูกแข็งแรง แถมยังเสริมสร้างภูมิต้านทานอีกด้วย

4. สุขภาพจิตดี – การตื่นนอนตอนเช้าทำให้จิตใจแจ่มใส ช่วยลดความเครียด แต่ก็ต้องนอนให้เพียงพอด้วยนะ

5. อิ่มท้องแบบไม่ต้องเร่งรีบ – ทำให้มีเวลานั่งกินข้าวชิล ๆ ไม่ต้องเร่งรีบกินเพราะกลัวจะไปทำงาน หรือเข้าเรียนสาย

6. ไม่ต้องเร่งรีบ – ไม่ต้องรีบทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทันก่อนไปทำงาน ทำให้สมองโปร่งสบาย ไม่เครียด

จะเห็นได้ว่า การตื่นเช้านั้นมีข้อดีมากมาย แต่ก็ต้องเลือกเวลาเข้านอนให้เหมาะสม เพื่อจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ 8 ชั่วโมงต่อวัน เช่น ถ้าต้องตื่น 7 โมงเช้า ก็ไม่ควรนอนเกินหลังเที่ยงคืน เป็นต้น


@@@@@@@

8 เรื่องควรทำในยามเช้า เพื่อสุขภาพ และชีวิตดีดี

หลังจากได้รู้ข้อดีของการตื่นเช้ากันไปแล้ว คราวนี้มาดูกันต่อเลยว่าเราควรทำอะไรในยามเช้าบ้าง เพื่อเสริมสร้างให้มีสุขภาพที่ดี ชีวิตก็ดีตาม…

1. นั่งสมาธิในยามเช้าสัก 5-10 นาที เพื่อสมอง และสุขภาพจิตที่แจ่มใส

หลังตื่นนอนมาใหม่ ๆ ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ยังไม่มีเรื่องวุ่นวายใดใดเข้ามาในสมอง เหมาะแก่การทำสมาธิอย่างมาก ฉะนั้น ให้ลุกขึ้นมานั่งสมาธิก่อนเลยเป็นอันดับแรก สัก 5-10 นาที ยิ่งสมาธิดีเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้จิตใจปลอดโปร่ง โล่งสบาย สามารถจัดการกับราวต่าง ๆ ระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ดื่มน้ำสะอาดสัก 2 แก้ว เพิ่มความสดชื่น ขับไล่ของเสียออกจากร่างกาย

หลังจากที่เราได้นอนมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ร่างกายจะขาดน้ำเป็นธรรมดา ให้ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องสัก 2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายสดชื่น กระตุ้นอวัยวะภายใน ขับไล่ของเสียออกจากร่างกาย

3. ขยับเส้นสาย ยืดร่างกายตอนเช้า ๆ

นอนมาแล้วทั้งวัน เส้นสายอาจจะตึง ๆ ลองยืดร่างกายสักหน่อย เพื่อบรรเทาอาการปวดหลัง เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย ด้วยการประสานมือทั้ง 2 เอาไว้ แล้วยืดแขนไปให้สุด หรือจะเอามือไปแตะที่ปลายเท้า โดยที่ไม่งอขา หรือจะทำโยคะ ก็ได้ ท่ายืดร่างกายมีหลายท่า สามารถดูได้ตามคลิปสอนในช่องทางออนไลน์ได้เลย

4. ขับถ่ายยามเช้าให้เป็นนิสัยทุกวัน เพื่อสุขภาพองค์รวมที่ดี

ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ขับกากอาหาร และของเสียทั้งหลายออกจากร่างกาย ทำให้ดีต่อสุขภาพ ควรฝึกเป็นประจำ ร่างกายก็จะขับถ่ายได้ง่ายในช่วงเวลาเดิม การขับถ่ายที่ดี จะช่วยให้สุขภาพองค์รวมแข็งแรงได้อย่างแน่นอน

5. ฟิต&เฟิร์ม ออกกำลังกายเบา ๆ ในยามเช้า เพียง 10 นาที

การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การวิดพื้น ทำสควอท ซิทอัพ โยคะ หรือจะวิ่งเหยาะ ๆ ก็ได้ เพียงแค่ 10 นาที ก็จะช่วยกระตุ้นหลายระบบของร่างกายพร้อม ๆ กัน เช่น สมอง, กล้ามเนื้อ, ต่อมหมวกไต ฯลฯ

6. ออกไปรับวิตามินดีในยามเช้า เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

วิตามินดีจากแสงแดด จะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง โดยเฉพาะกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน และยังเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย เมื่อตื่นเช้ามาก็เปิดหน้าต่าง เปิดผ้าม่าน ให้แสงแดดได้สัมผัสกับผิวของเราสักหน่อย หรือจะออกไปเดินเล่น วิ่งจ๊อกกิ้ง ออกกำลังกายไปในตัว ในช่วงเวลา 06.00-08.00 น. เพื่อให้ผิวได้รับแสงแดดในยามเช้า สัก 15 นาที

7. รับฟังแต่สิ่งดีดี ในยามเช้า

ตื่นเช้ามา อย่าเพิ่งหยิบมือถือมาเล่นโซเชียล เพราะ อาจจะไปเจอฟีดที่ทำให้เราหงุดหงิด อารมณ์เสียแต่เช้าได้ ให้เลือกฟังแต่สิ่งดีดีในยามเช้า เช่น การฟังธรรมะ ข้อคิดที่สามารถนำไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ คิดในเชิงบวก หรือฟังเพลงที่ฟังสบาย ๆ สร้างความสุขให้แก่ตัวเรา

8. ตื่นเช้าทั้งที ก็ต้องกินอาหารเช้าเพื่อสุขภาพกันหน่อย

ใคร ๆ ก็รู้ว่ามื้อเช้านั้นสำคัญ ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น เช่น สลัดผัก แซลมอน ปลาทูน่า ไข่ไก่ ผลไม้ โยเกิร์ต แล้วแต่เราจะชอบเลย เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานที่เพียงพอแล้ว ยังช่วยลดความอยากอาหารระหว่างวัน และยังเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง สุขภาพดีอีกด้วย

สำหรับเด็กในวัย 1 ขวบขึ้นไป ที่รับประทานอาหารยาก หรือมีอาการท้องผูกประจำ Ged Good Life ขอแนะนำ นูโทรเพล็กซ์ โอลิโก พลัส วิตามินรวมสำหรับเด็ก ที่มีทั้ง โอลิโกฟรุคโตส เหล็ก แอลไลซีน และวิตามินสำคัญอื่น ๆ ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้อีกด้วย






Thank to : https://www.gedgoodlife.com/health/111582-things-to-do-morning/
คอลัมน์ : ชีวิตประจำวัน, สุขภาพ , 1 ธ.ค. 21
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "พองหนอ ยุบหนอ" การทำสมาธิ ช่วยให้ชีวิตดี สุขภาพดีได้อย่างไร.? เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2022, 06:57:13 am

 


"พองหนอ ยุบหนอ" การทำสมาธิ ช่วยให้ชีวิตดี สุขภาพดีได้อย่างไร.?

คนทำงานมากมายต่างก็ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับความเครียด นอกจากจิตใจจะไม่เป็นสุขแล้ว บ่อยครั้งยังทำให้สุขภาพแย่ลงตามไปด้วย การทำสมาธิ เป็นหนึ่งในทางเลือกของหลายๆคน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำจิตใจให้สงบ แต่รู้หรือไม่ว่า การทำสมาธินั้นยังมีผลดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย มีงานวิจัยในต่างประเทศมากมายพิสูจน์แล้วว่า การทำสมาธิ สามารถช่วยในการรักษาโรคต่างๆ ได้ดีทีเดียว

@@@@@@@

ประโยชน์ที่น่าทึ่งของการทำสมาธิ

1. การทำ สมาธิ ช่วยลดความเครียด ทำให้จิตใจแจ่มใส
ประโยชน์อย่างแรก และเป็นประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุด ของการทำสมาธิก็คือ การมีสุขภาพจิตดีขึ้น ลดอาการซึมเศร้า เนื่องจากการทำสมาธิเป็นการช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนินในร่างกาย และกระตุ้นให้สมองยับยั้งการทำงานของสมองส่วนกลาง ที่ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ด้านลบ คนที่ทำสมาธิเป็นประจำ จึงมีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ที่มั่นคงกว่าคนที่ไม่ค่อยนั่งสมาธิ หรือไม่เคยนั่งสมาธิเลย

2. รู้สึกกระฉับกระเฉง ไม่อ่อนล้า
ขณะทำสมาธิ ระบบไหลเวียนโลหิต และการเผาผลาญอาหารในร่างกายจะทำงานดีขึ้น ทำให้สร้างพลังงานได้เต็มที่ มีเรี่ยวแรงกระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อยง่าย มีอารมณ์แจ่มใส

3. สมองไบร์ทขึ้น
หลายงานวิจัยที่มีความเห็นตรงกันว่า การทำสมาธิติดต่อกันนาน 8 สัปดาห์ ส่งผลดีต่อสุขภาพสมอง ช่วยให้มีความจำที่ดีขึ้น สามารถจัดการกับอารมณ์ด้านลบได้ดีขึ้น ซึ่งอารมณ์ด้านลบเหล่านี้ คือสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพสมองให้ถดถอยลงเรื่อย ๆ

4. ช่วยลดความดันโลหิต
การทำสมาธิ สามารถช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ หลาย ๆ โรงพยาบาลในต่างประเทศ เริ่มมีการปรับใช้การทำสมาธิรวมเข้ากับการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันสูง เพื่อช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ

5. ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น
ความเครียดคือศัตรูตัวฉกาจของสุขภาพหัวใจ เพราะทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกเครียด ความดันโลหิตในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้น และทำให้สุขภาพหัวใจแย่ลงตามไปด้วย ผลการวิจัยของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกายังเผยด้วยว่า การทำสมาธิสามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายได้ และยังส่งผลโดยตรงต่อการลดความดันโลหิต ซึ่งช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักขึ้นนั่นเอง

6. ช่วยลดอาการวัยทอง
การทำสมาธิสามารถช่วยลดอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับวัยทองได้ เช่น ช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น มีอารมณ์ที่มั่นคงขึ้น และยังสามารถช่วยลดความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ และข้อต่อได้อีกด้วย

7. ช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ที่เจ็บป่วย
ผู้ป่วยจำนวนมากต้องพบกับความเจ็บปวดจากโรคของตนเอง มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งบ่งชี้ว่า การทำสมาธิสามารถช่วยลดความทรมานในผู้ที่ป่วยเป็นโรคลำไส้แปรปรวนได้ แม้ว่าจะไม่มากนักก็ตาม




วิธีทำสมาธิแบบง่ายๆ สำหรับผู้ฝึกใหม่

    1. จับลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้าให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รู้ว่าหายใจออก
    2. อย่าฝืนลมหายใจ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
    3. ถ้ารู้สึกฟุ้งซ่าน เผลอไปคิดเรื่องอื่น ให้รู้ตัวเองแล้วดึงอารมณ์กลับมารู้ลมหายใจแบบข้อ 1 ใหม่
    4. ควรทำสมาธิตอนตื่นนอนใหม่ ๆ เพราะร่างกายยังสดชื่นอยู่ ส่วนก่อนนอน ลองฝึกรู้ลมหายใจ จนหลับไป จะทำให้นอนหลับได้ลึก และผ่อนคลายได้ดีทีเดียว

@@@@@@@

การทำสมาธิเพื่อให้ได้ผลที่ดีต่อสุขภาพกาย และใจอย่างแท้จริงนั้น ต้องทำเป็นประจำทุกวัน ทำอย่างสม่ำเสมอ และแม้ว่าประโยชน์ของการทำสมาธิ ที่มีผมต่อสุขภาพร่างกายจะไม่สามารถเห็นผลได้ชัดเจนทันที แต่อย่างน้อยที่สุด สุขภาพจิตของคุณก็จะดีขึ้นมากอย่างแน่นอน





Thank to : https://www.gedgoodlife.com/lifestyle/3013-meditation/
คอลัมน์ : ชีวิตประจำวัน ,16 มี.ค. 18
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แชร์ให้คิด.! “20 ข้อธรรม” เปลี่ยนชีวิตให้ดีงาม เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2022, 06:30:33 am


 


แชร์ให้คิด.! “20 ข้อธรรม” เปลี่ยนชีวิตให้ดีงาม

อานิสงส์ของการเผยแผ่ข้อธรรมคำสอนเพื่อเป็นธรรมทานนี้ ถือว่าเป็นบุญใหญ่ แต่บุญที่ใหญ่กว่านั้น คือการนำเอา ข้อธรรม คำสอนจากพระพุทธเจ้า หรือพระอริยสงฆ์ไปปฎิบัติตาม เพื่อให้เกิดประโยชน์ ความสุข แก่ตัวเราเอง และผู้อื่นได้ด้วย

“20 ข้อธรรม” เปลี่ยนชีวิตให้ดีงาม



5 ข้อธรรมด้าน “สุขภาพ”

    1. การไม่เบียดเบียน ไม่รบกวน หรือไม่ทำอันตรายมนุษย์ และสัตว์โลกด้วยตนเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นทำ จะเป็นคนมีโรคน้อย ดังนั้น ทางปฏิบัติเพื่อความมีโรคน้อย คือ เป็นผู้ที่ปกติ ไม่เบียดเบียนฯ สัตว์ฯ– คำสอนจากพระพุทธเจ้า

    2. อิทธิบาท ๔ เป็นหลักธรรมที่ทําให้อายุยืนการปฏิบัติตามหลักอายุวัฒนะ สำเร็จได้ ต้องไม่เบียดเบียนการฆ่าสัตว์– คำสอนจากพระพุทธเจ้า

    3. บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย บางคนคุ้นเคยกับอาหารดี ๆ ประณีต แต่เมื่อต้องไปรับประทานอาหารที่ไม่ประณีต ก็เป็นเหตุให้ระบบการย่อยทำงานไม่เป็นปกติ หรือไม่ย่อยเพราะไม่คุ้นเคยกับอาหารนั้น บางคนถึงกับเสียชีวิตด้วยเหตุนี้ได้– คำสอนจากพระพุทธเจ้า

    4. รู้จักประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ คือ การรับประทานอาหารให้พอดีในแต่ละมื้อนั้น พระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า “พึงเลิกฉันก่อนอิ่ม 4 – 5 คำ แล้วดื่มน้ำเท่านี้ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่ง นิพพาน” เหตุที่ต้องเลิกก่อนฉันอิ่ม 4 – 5 คำนั้น ก็เพื่อสำรองพื้นที่ในกระเพาะไว้สำหรับอาหารที่อยู่ระหว่างเดินทางในหลอดอาหาร และน้ำที่จะดื่มหลังเลิกฉันอาหารแล้ว เมื่ออาหารในหลอดอาหารตกถึงกระเพาะ และดื่มน้ำเข้าไปแล้วก็จะทำให้รู้สึกอิ่มพอดี– คำสอนจากพระพุทธเจ้า

    5. “วิธีทำบุญเพื่อช่วยคนป่วยหนัก”คนเวลาจะใกล้ตายจริง ๆ นะ ถ้ามีทุกขเวทนามาก เราบอกพระอรหัง หรือ พุทโธ อันนี้ไม่มีผลหรอก…ถ้าท่านเริ่มป่วย เราก็ให้ท่านทำบุญ จะมีสตางค์ สักบาท 2บาท หรือ 10 บาท อย่างไรก็ตาม… บอกคุณพ่อครับ คุณแม่ครับ เงินจำนวนนี้ ขอนำไปถวายสังฆทาน ขอพ่อแม่จงโมทนาเท่านี้เหลือแหล่เลย– พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)



5 ข้อธรรม ด้าน “ความรัก”

    1. เขาไม่รักแล้วจะทำอย่างไร? เขาไม่ห่วงเรา แล้วเราจะห่วงเขาทำไม? เขาไม่รักเราแล้ว เราจะรักเขาทำไม? เขาไม่รักเราสิ สบายใจ เราไม่ต้องไป ปรนนิบัติเอาใจเขา– หลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ

    2. การรักษาน้ำใจกัน คือ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความจงรักภักดี เป็นประหนึ่งว่า อวัยวะเดียวกัน นี่ล่ะ… สามีภรรยาคู่นั้น จะเป็นสุข– พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว)

    3. ความรักที่สาบานว่า จะรักกันจนตาย มันก็ยังทิ้งกันได้ มันเกิดได้ ยังตายจากกันได้ ไม่มีอะไรเป็นของเที่ยงเลย แล้วจะไปยึดมั่น ถือมั่น ว่าทุกอย่าง… จะต้องเป็นไปตามสัญญานั้น ไม่มีหรอก– หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

    4. ผู้ชายน่ะ อย่าคิดว่าไปยุ่งกับคนอื่น แล้วไม่มีโทษ ถ้าเมียเขาไม่อนุมัติแล้ว อย่าเชียว นรกต้นงิ้วนี่มาแน่ มาแล้วก็ไม่มีเวลากลับที่แน่นอน– พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    5. ภรรยา… เห็นใจสามี สามี… เห็นใจภรรยา “คู่กัน” มีอะไรก็ “ทุกข์ยากร่วมกัน” สามัคคีกันในครอบครัว รับรองท่านจะอยู่จนกระทั่งตาย กระทั่งชีวิตหาไม่– พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ)




5 ข้อธรรมด้าน “การใช้ชีวิต”

    1. ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อการต่อสู้ ไหน ๆ เกิดมาเพื่อสู้แล้ว จงสู้มันไปจนกว่าจะถึงที่สุด เราสู้สิ่งอื่น คนอื่น ไม่สำคัญเท่ากับ “สู้ตัวเราเอง”– พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

    2. เราทุกคน เป็นทายาทของกรรม… ที่เราทำไว้เอง ส่วนหนึ่งที่เราโดนแบบนี้นี่ ก็ผลของกรรมเก่าเราเอง ฉะนั้น ที่เขาทำกับเราอยู่ สักวัน เขาก็จะโดนเอง เหมือนกัน– หลวงพ่อชา สุภทฺโท

    3. ไม่ว่า… อะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าอะไรจะตั้งอยู่ ไม่ว่าอะไรจะดับไป ให้เห็นเป็นธรรมดา– หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

    4. เจ้ากรรมนายเวรเรา จริงๆที่เห็นๆนั่นน่ะ คนใกล้ชิดนะ ถ้าเราเจอใคร มีความรู้สึกอยากฆ่าเขา นั่นแหละ… เจ้ากรรมนายเวร มันต้องหยุดที่เราก่อน ตั้งสัจจะอธิษฐาน อะไรในอดีต… เราไม่ขอจองเวร เราจะหยุดในชาติปัจจุบัน หยุดอยู่ที่เรา– พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า)

    5. การตำหนิกรรมผู้อื่น เท่ากับเราไป ยึดเอากรรมของเขามาไว้ที่ใจเรา… อารมณ์ก็ยิ่งเกิด จิตก็ยิ่งเศร้าหมอง แล้วขาดทุน หรือได้กำไรล่ะ?– หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม




5 ข้อธรรมด้าน “การทำบุญ”

    1. บุญ มันงอกที่ใจ ถ้าทำแล้วใจสบาย ทำแล้วชื่นอกชื่นใจ กำลังทำก็ชื่นใจ กลับมาแล้วก็ชื่นใจ นี่เป็นบุญแท้ ๆ– พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ)

    2. ทุกครั้งที่โยมมีทุกข์ ให้นึกถึง บุญกุศล ที่โยมได้ทำมา ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดาผู้ให้กำเนิด ให้อธิษฐานจิต ขอเวรภัยทั้งหลาย จงปราศจาก หายไป บุญเท่านั้นที่จะคุ้มครอง บุญเท่านั้นที่จะรักษา– สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จโต พฺรหฺมรํสี)

    3. อานิสงส์การสร้างพื้นให้วัด ทรัพย์ไม่ทรุด รวยตลอด รวยขึ้นไม่มีลง… ขึ้นชื่อว่าความทรุดต่ำ ทรุดตัวลง จะไม่มี สำหรับคนสร้างพื้น เพราะพื้นมันหนัก ใช่ไหม? บุญใหญ่จริง ๆ– พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    4. ใครจะทำบุญสุนทาน ใครจะทำอะไร ใครจะให้อะไรแก่ใครควรจะคิดถึงพ่อถึงแม่ เป็นอันดับหนึ่ง– พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

    5. การทำบุญให้ได้บุญมากนะ โยม… เลี้ยงพ่อแม่ให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน แล้วจึงถวายพระ– สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จโต พฺรหฺมรํสี)





Thank to : https://www.gedgoodlife.com/highlight/3024-ข้อธรรม/
คอลัมน์ : ชีวิตประจำวัน, 16 มี.ค. 18
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เคล็ดลับ “การพูดเพื่อสร้างมิตรภาพ” ในที่ทำงาน เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2022, 05:59:07 am

 


เคล็ดลับ “การพูดเพื่อสร้างมิตรภาพ” ในที่ทำงาน

เคยไหม.?… ความเข้าใจผิดที่เกิดจากคำพูดบางคำไม่เหมาะสม ทำให้มีปัญหากับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน เป็นเหตุให้รู้สึกคับอกคับใจ หนักสุดถึงขั้นลาออกจากงานได้เลยทีเดียว! Gedgoodlife เข้าใจปัญหาข้อนี้ดี จึงขอแนะนำ เคล็ดลับ การพูดเพื่อสร้างมิตรภาพ ในที่ทำงาน มาฝากชาวออฟฟิศได้นำไปใช้กัน

เคล็ดลับ การพูดเพื่อสร้างมิตรภาพ ในที่ทำงาน

1. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดการลาออกจากงาน ส่วนใหญ่ล้วนมาจาก “มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี” ขอเพียงเราคำนึงถึงคนอื่นให้มาก การพูดของเราก็จะเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และอบอุ่น สังคมในที่ทำงานก็จะเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสามัคคี สมานฉันท์

ทั้งนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การคิดถึงหัวอกคนอื่น” กับ “การประจบสอพลอ” เพราะ “การคิดถึงหัวอกคนอื่น” คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้ความรู้สึกอบอุ่น และจริงใจ “ส่วนการประจบสอพลอ” คือพฤติกรรมเลียแข้งเลียขา ทำเป็นพูดดี ทำดี กับคนที่เราหวังผลประโยชน์ด้วยเท่านั้น

2. เป็นฝ่ายชมเชยคนอื่นก่อน

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ สังคมก้มหน้า บ้านเมืองเต็มไปด้วยข่าวรุนแรง จิตใจคนตกต่ำลง ทำให้การพูดจาดี ๆ ให้กันลดน้อยลง กลายเป็นคำประชดประชันมาแทน และนั่นคือ ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งเช่นกัน ฉะนั้น เวลาพบปะกันกับเพื่อนร่วมงาน ให้เราเป็นฝ่ายชมเชยก่อน ทำให้เพื่อนเรารู้สึกสบายใจ หรือ ผ่อนคลายความเครียดจากที่ทำงานบ้าง

ทั้งนี้ เวลามีคนชมเรา ก็ไม่ควรปฎิเสธอย่างเกรงอกเกรงใจจนเกินไป เช่น
เพื่อนร่วมงาน : เสื้อสวยจังเลยวันนี้
เรา : ไม่หรอก! ของถูก ๆ ตามตลาดนัดเอง!

ลองเปลี่ยนมาเป็นแสดงความรู้สึกดีใจออกมา เช่น
เรา : ขอบคุณค่ะ/ครับ นี่คือเสื้อที่เราตั้งใจเลือกมาเลย
เรา : ขอบคุณค่ะ/ครับ เสื้อตัวนี้ เราชอบสีมันเหมือนกัน สดใสดี

3. อย่าเป็นคนชอบเถียง

บางครั้งเราอาจจะถูกหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานตำหนิบ้าง หรือสั่งให้แก้ไขงานบ้าง เราอาจรู้สึกไม่พอใจ แต่ให้มองย้อนกลับมาที่ตัวเราก่อนที่จะเถียงออกไปว่า เราผิดจริงไหม? เราต้องปรับปรุงตรงไหนหรือเปล่า?

การที่เราชอบเถียงออกไปก่อนจะหาเหตุและผล แสดงให้เห็นว่า เราเป็นคนที่ยังไม่ได้ขัดเกลานิสัยใจคอให้ดีพอ ซ้ำการขัดแย้งเพื่อนร่วมงานตลอดเวลา ยังจะทำลายบรรยากาศสมานฉันท์ในบริษัทอีกด้วย

วิธีการตอบเมื่อเราโดนตำหนิ คือ

หัวหน้า : ” ธารารัตน์ … คุณต้องมีสติในการทำงานหน่อยนะ เธอทำพลาดบ่อยครั้งแล้ว ปรับปรุงตัวด้วย! ”
เรา : ” ขอโทษค่ะ ดิฉัน / หนู จะพยายามระวังตัวให้มากขึ้น มีสติให้มากขึ้น ถ้าหัวหน้าเห็นอะไรผิดขอให้ช่วยแนะนำด้วยนะคะ ”




4. คำแสดงความเคารพต่อเพื่อนร่วมงาน

โดยปกติจะใช้คำว่า คุณ เป็นคำเรียกแสดงความเคารพแบบทั่วไป กับคนที่มีตำแหน่งใหญ่โต เช่น ผู้จัดการ หัวหน้าแผนก ฯลฯ สามารถเรียกตำแหน่งแทนก็ได้ เพราะ แสดงความเคารพได้ดีกว่า เช่น

– เรียกตำแหน่งหัวหน้าแผนกว่า “หัวหน้า” โดยไม่ต้องเติมคำว่า คุณ นำหน้า
– เรียกตำแหน่งเจ้านาย หรือ บอส ว่า “เจ้านาย”, “ท่าน” หรืออาจใช้คำว่า “คุณ” ในกรณีที่มีความใกล้ชิดกันระดับนึงบ้างแล้ว

5. พูดให้กระชับ ได้ใจความสำคัญ

หลายต่อหลายคน ชอบพูดเอาแต่น้ำ ไม่เอาเนื้อ และพูดไปแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง แต่ไม่ตามใจผู้ฟัง ไม่เพียงทำให้คนอื่นเบื่อหน่าย รำคาญเวลาเราพูด ยังจะทำให้เขาไม่อยากพูดกับเราอีกต่อไปด้วย!! ฉะนั้น ก่อนจะพูดอะไร ลองเรียบเรียงคำพูดไว้ในใจก่อนเสมอ ว่าสำคัญพอจะพูดไหม? พูดแล้วเกิดประโยชน์ไหม? เป็นใจความสำคัญต่องานหรือเปล่า?

ส่วนการพูดเพื่อถามปัญหาที่เราไม่รู้บ่อยจนเกินไปก็จะทำให้เพื่อนร่วมงานรำคาญได้ ฉะนั้น ปัญหาอะไรที่เราไม่ทราบ ให้ลองหาใน Google ดูก่อนก็ได้ หรือถามแล้วจำไว้ให้แม่น คราวหน้าจะได้ไม่ถามอีก

6. ฝึกซ้อมตัวเองให้เป็นคนตลก มีอารมณ์ขัน

เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และทำให้ทุกคนหัวเราะ ผ่อนคลายจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดจากการทำงานได้ คือ การเล่าเรื่องตลก หรือ เล่นมุกตลกง่าย ๆ ที่เข้ากับสถานการณ์ ทั้งนี้การจะปล่อยมุกก็ต้องมีหลักการนิดนึง ดังนี้

    - ฝึกชงมุกตบมุกให้ไว (อาจหาเวลาว่างดูรายการตลก เช่น รายการ ตลก 6 ฉาก เป็นต้น)
    - ปรับมุกให้เข้ากับผู้ฟัง รู้จักสังเกตว่าเพื่อนร่วมงานชอบมุกแนวไหน
    - มุกฮาบ้างแป้กบ้างไม่เป็นไร แต่ต้องมั่นใจตัวเองว่าดึงรอยยิ้มเพื่อนร่วมงานได้
    - มุกกระแส, มุกทำให้เข้าใจผิดตอนต้น แล้วหักมุมตอนปลาย
    - อย่าเล่นมุกที่ต้องการประชดประชันคนอื่น
    - ละเว้นการเล่นมุกในสถานการณ์ที่อ่อนไหว
    - ไม่เล่นมุกที่เหยียดเพศตรงข้าม หรือ เพศที่ 3

รู้ เคล็ดลับ การพูดเพื่อสร้างมิตรภาพ ในที่ทำงาน ง่าย ๆ แบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมเอาไปใช้ในชีวิตการทำงานกันนะ เพื่อจะได้เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และบรรยากาศที่ดีในที่ทำงานด้วยเช่นกัน ทำเพื่อประชดในคนรักเก่าที่เพิ่งเลิกรากันไป




Thank to : https://www.gedgoodlife.com/lifestyle/9191-speaking/
คอลัมน์ : ชีวิตประจำวัน ,1 เม.ย. 19
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวมสถานที่ ไหว้พระธาตุ ขอพรแก้ไขปัญหาสุขภาพ เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2022, 07:27:24 am


 :25: :25: :25:

รวมสถานที่ ไหว้พระธาตุ ขอพรแก้ไขปัญหาสุขภาพ

พระบรมสารีริกธาตุ คือ “อวัยวะ” ส่วนต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งชาวไทยส่วนใหญ่มีความเลื่อมใสมาแต่โบราณ ต่างก็เดินทางไปกราบไหว้บูชาพระบรมสารีริกธาตุกันอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เอง พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต วัดท่าซุง จึงอยากจะแนะนำให้ไปกราบ ไหว้พระธาตุ หรือตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีพระธาตุ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายขององค์พระธาตุ ขอท่านช่วยให้การป่วยไข้ไม่สบายหายไปหมดสิ้น

ใครป่วยตรงไหน ส่วนใดของร่างกาย ให้ลองไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุตามที่ พระอาจารย์ ได้แนะนำ ดังต่อไปนี้



ปัญหาสุขภาพส่วนศีรษะ ควรไหว้พระธาตุ ที่…

1. โรคเกี่ยวกับสมอง เช่น หลอดเลือดสมองตีบ เป็นต้น
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมทอง เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา จีน (บรรจุพระบรมธาตุส่วนมันสมอง)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนท้ายทอยขวา)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุดอยน้อย อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนท้ายทอยซ้าย)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุหริภุญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน (บรรจุพระบรมธาตุส่วนกระหม่อมขวา)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุแหลมลี่ อ.ลอง จ.แพร่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนกระหม่อม)

2. โรคเกี่ยวกับหน้าผาก
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมยอง เมืองยอง พม่า (บรรจุพระบรมธาตุส่วนหน้าผาก)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุดอยเกิ้ง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนหน้าผากซ้าย)

3. โรคเกี่ยวกับดวงตา
    – ควรไปไหว้ พระธาตุดอยหยวก อ.ปง จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนขอบตาขวา)

4. โรคเกี่ยวกับจมูก
    – ควรไปไหว้ พระธาตุแจ่โห้ว อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนปลายจมูก)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมจ้อ อ.เทิง จ.เชียงราย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนดั้งจมูก)

5. โรคเกี่ยวกับหู
    – ควรไปไหว้ พระธาตุวัดป่าแดงบุนนาค อ.เมือง จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนกกหูซ้าย-กกหูขวา)

6. โรคเกี่ยวกับปาก
    – ควรไปไหว้ พระธาตุสบแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนริมฝีปาก)

7. โรคเกี่ยวกับฟัน
    – ไหว้พระธาตุ แสนไห อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนพระทนต์ (ฟัน)
    – ไหว้พระธาตุ ภูซาง อ.เชียงคำ จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนพระทันตธาตุ)
    – ไหว้พระธาตุ บุ ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนพระเขี้ยวฝาง)

8. โรคเกี่ยวกับแก้ม
    – ควรไปไหว้ พระธาตุม่อนทรายนอน อ.งาว จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนแก้ม)

9. โรคเกี่ยวกับคาง
    – ควรไปไหว้ พระธาตุวัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนคางซ้าย)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุม่วงคำ อ.เมือง จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนคางซ้าย)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุวัดเจดีย์เหลี่ยม อ.สารภี จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนคางขวา)




ปัญหาสุขภาพช่วงคอ ถึงเอว ควรไหว้พระธาตุ ที่…

10. โรคเกี่ยวกับคอ
    – ควรไปไหว้ พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนลำคอหน้า-หลัง)
    – ควรไปไหว้ มหิยังคะณะเจดีย์ เมืองมหิยังเกน่า ศรีลังกา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนคอ)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุเชียงทิม เมืองสิงห์ สปป.ลาว (บรรจุพระบรมธาตุส่วนคอ, เอ็นบ่า)

11. โรคเกี่ยวกับไหล่ขวา
    – ควรไปไหว้ พระธาตุภูตั๊บ อ.ลอง จ.แพร่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนไหล่ขวา)

12. โรคเกี่ยวกับไหล่ซ้าย
    – ควรไปไหว้ พระธาตุขวยปู อ.วังชิ้น จ.แพร่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนไหล่ซ้าย)

13. โรคเกี่ยวกับไหปลาร้าขวา
    – ควรไปไหว้ พระธาตุถูปาราม เมืองอนุราธปุระ ศรีลังกา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนไหปลาร้าขวา)

13. โรคเกี่ยวกับไหปลาร้าซ้าย
    – ควรไปไหว้ พระธาตุดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนไหปลาร้าซ้าย)

14. โรคเกี่ยวกับทรวงอก – หัวใจ
    – ควรไปไหว้ พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม (บรรจุพระบรมธาตุส่วนหน้าอก)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุวัดพระแก้วดอนเต้า อ.เมือง จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนหัวใจ)

15. โรคเกี่ยวกับช่วงท้อง
    – ควรไหว้ พระธาตุบังพวน อ.เมือง จ.หนองคาย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนหัวเหน่า)

16. โรคเกี่ยวกับกระดูกซี่โครง
    – ควรไหว้ พระธาตุวัดทุ่งตูม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนซี่โครงซ้าย)
    – ควรไหว้ พระธาตุจอมปิง อ.เกาะคา จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนซี่โครงซ้าย)

17. โรคเกี่ยวกับตับ
    – ควรไหว้ พระธาตุสันดอน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนตับ)

18. โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง
    – ควรไปไหว้ พระธาตุอิงรัง แขวงสุวรรณเขต สปป.ลาว (บรรจุพระบรมธาตุส่วนแขนขวา)

19. โรคเกี่ยวกับสะโพก – ก้นกบ
    – ควรไปไหว้ พระธาตุปุ้มปุ๊ก แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว (บรรจุพระบรมธาตุส่วนก้นกบ)



ปัญหาสุขภาพบริเวณ แขน ขา เท้า ควรไหว้พระธาตุ ที่…

20. โรคเกี่ยวกับแขนขวา
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมกิตติ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนแขนขวา)

21. โรคเกี่ยวกับแขนซ้าย
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนแขนซ้าย)

22. โรคเกี่ยวกับข้อศอกขวา
    – ควรไปไหว้ พระธาตุแก่งสร้อย อ.สามเงา จ.ตาก (บรรจุพระบรมธาตุส่วนข้อศอกขวา)

23. โรคเกี่ยวกับข้อศอกซ้าย
    – ควรไปไหว้ พระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนข้อศอกซ้าย)

24. โรคเกี่ยวกับข้อมือขวา
    – ควรไปไหว้ พระธาตุภูขวาง อ.เมือง จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนข้อมือขวา)

25. โรคเกี่ยวกับข้อมือซ้าย
    – ควรไปไหว้ พระธาตุแช่แห้ง อ.เมือง จ.น่าน (บรรจุพระบรมธาตุส่วนข้อมือซ้าย)

26. โรคเกี่ยวกับฝ่ามือ
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมท้าว เมืองพะยาก พม่า (บรรจุพระบรมธาตุส่วนฝ่ามือขวา)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมทอง เมืองพะยาก พม่า (บรรจุพระบรมธาตุส่วนฝ่ามือซ้าย)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุวัดทุ่งธาตุ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนฝ่ามือซ้าย)

27. โรคเกี่ยวกับนิ้วมือ
    – ควรไปไหว้ พระธาตุดอยทอง อ.เมือง จ.เชียงราย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนนิ้วทั้งสิบ)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุจอมแจ้ง อ.เมือง จ.แพร่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนหัวแม่ซ้าย)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุม่อยพญาแช่ อ.เมือง จ.ลำปาง (บรรจุพระบรมธาตุส่วนเล็บ)
    – ควรไปไหว้ พระธาตุดอยน้อย อ.เมือง จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนนิ้วก้อย)

28. โรคเกี่ยวกับขา และเท้า
    – ควรไหว้ พระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา (บรรจุพระบรมธาตุส่วนพระบาทขวา)
    – ควรไหว้ พระธาตุดอยกู่แก้ว อ.แม่จัน จ.เชียงราย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนตาตุ่มขวา)
    – ควรไหว้ พระธาตุปูแจ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ (บรรจุพระบรมธาตุส่วนตาตุ่ม)
    – ควรไหว้ พระธาตุเมืองลาหนองคาย (จมอยู่ในแม่น้ำโขง) อ.เมือง จ.หนองคาย (บรรจุพระบรมธาตุส่วนพระบาทขวา)



คำแนะนำการเตรียมเครื่องบูชา และวิธีการบน

ถ้าป่วยหนักให้ทำพิธีที่บ้าน เลือกพระธาตุเอาเอง (ตามที่สามารถจะเดินทางไปแก้บนได้ด้วยตนเอง) ถ้ายังเป็นไม่มาก ควรเดินทางไปด้วยตนเอง จะทำให้การอธิษฐานตั้งมั่น จะได้ผลเร็วขึ้น อีกทั้งบารมีขององค์พระบรมธาตุส่วนนั้นที่อยู่ภายใน และเทพเทวาที่รักษาอยู่ ณ ที่นั้น จะช่วยเหลือได้ทันท่วงที (ทั้งนี้ ต้องอธิษฐานแถมท้ายด้วยว่า “ถ้าไม่เกินวิสัย หรือเกินกฎของกรรม” เพราะถ้าถึงอายุขัยหรือถึงเวลาตายจริงก็ไม่มีใครช่วยได้)

1. เครื่องบูชาพระธาตุทั้ง 5 คือ
    – ธูป 5 ดอก
    – เทียน 5 เล่ม
    – ดอกไม้ 5 สี
    – เงิน 5 บาท
    – ทองคำเปลว 5 แผ่น

2. การแก้บน 5 ประการ คือ (เลือกข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น)
    – บนถวายสังฆทาน 1 ชุด (พระพุทธรูป 5 นิ้ว, ผ้าจีวร, ยารักษาโรค)
    – บนตัวเองบวชชีพราหมณ์ 5 วัน
    – เป็นเจ้าภาพบวชเณร 1 รูป หรือเป็นเจ้าภาพบวชพระ 1 รูป
    – ถวายปัจจัยบูรณะพระธาตุตามอัธยาศัย
    – ห่มผ้ารอบองค์พระธาตุ, ปิดทองคำเปลว 5 แผ่น

3. เมื่อเตรียมเครื่องบูชาเสร็จแล้ว ให้กราบไหว้บูชาพระ แล้วอธิษฐานว่า

…..”โรคร้ายภายในร่างกายของข้าพเจ้า ถ้าหากไม่เกินวิสัยกฎแห่งกรรม จะรู้ก็ดี ไม่รู้อยู่ก็ดี จะรักษาหายก็ดี หรือรักษาไม่หายก็ดี ขอให้บารมีพระธาตุ..(ออกชื่อพระธาตุ) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้กำจัดโรคร้ายนี้ให้หายไปสิ้นโดยฉับพลันนั้นเทอญ และถ้าหายเป็นปกติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอแก้บนด้วย…(เลือกข้อใดข้อหนึ่ง)…….”

@@@@@@@@

“การไหว้พระธาตุ..แก้โรคร้าย” แทน “การไหว้พระธาตุ..ประจำปีเกิด”

พระอาจารย์ชัยวัฒน์ ขอย้ำให้ผู้ที่บน จะบนที่บ้าน หรือเดินทางไปบนด้วยตนเองก็ตาม เมื่อหายแล้วอย่าได้ผิดสัจจะ ควรเดินทางไปแก้บนตามที่อธิษฐานไว้ ผลดีจะเกิดขึ้นกับท่านอย่างแน่นอน เพราะพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองที่แนะนำมานี้ มีเทพยดาอารักษ์ปกปักรักษาแต่ละพระธาตุ ถ้าไม่เกินวิสัย และกอร์ปกับเรามีความศรัทธาแล้ว การอธิษฐานน่าจะมีผลดี

เพราะสมัยนี้คนเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หายกันเยอะ โดยเฉพาะ โรคที่เกี่ยวกับอาหารการกิน มีสารมะเร็งเป็นส่วนใหญ่ บางคนกว่าจะรู้อาการก็หนักแล้วถึงขั้น 3 ขั้น 4 ยากที่แพทย์แผนปัจจุบันจะรักษาได้ แต่ถ้าเรายังไม่ถึงอายุขัย หรือมีกรรมดีแต่ปางก่อนมาช่วยหนุน เราอาจจะได้พบหมอดีหรือยาดีก็เป็นได้

แต่การกราบไหว้บูชาขอให้บารมีพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองช่วยนี้ พระอาจารย์ก็ไม่รับรองว่าช่วยได้ 100 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้แล้วแต่กฎแห่งกรรมของผู้ป่วยนั้นด้วย แต่คนเราเมื่อมีสภาพเช่นนี้ บางทีการหาที่พึ่งทางใจ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตามความเชื่อของคนไทย อาจจะยังพอที่จะเยียวยาให้หนักเป็นเบา หรือจากเบาเป็นหายไปได้

ทั้งนี้ “การไหว้พระธาตุ..แก้โรคร้าย” นี้ น่าจะได้เสริมบุญในส่วนการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งจะแตกต่างกับ “การไหว้พระธาตุ..ประจำปีเกิด” นั่นเป็นการเสริมสิริมงคลกับตนเอง แต่มิได้อธิษฐานให้ท่านช่วยรักษาโรคโดยตรง ซึ่งได้เรียบเรียงไว้นับตั้งแต่ส่วนศีรษะ ตา หู จมูก ปาก คอ ไหล่ อก ท้อง ลงมาถึงเท้า

บัดนี้ สถานที่เหล่านี้ที่ได้แนะนำมานี้ พระอาจารย์ชัยวัฒน์ ก็ได้ไปทำพิธีบวงสรวงมาแล้วทุกแห่ง และนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะได้อธิษฐานซ้ำอีกครั้ง เพื่อขอให้ท่านช่วยเรื่อง “โรคร้าย” เป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นผลดีแก่ผู้ที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ อีกทั้งหลังจากหายดี และแก้บนแล้ว ควรจะอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และเทพไท้เทวาผู้อารักขาอีกด้วย จึงขอให้ทุกท่านที่มั่นใจเรื่องราวเหล่านี้ ลองทำตามที่แนะนำ หากมีผลดีประการใด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย ขอเจริญพร.

                     พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต




บทความด้านบนนี้นำมาจากเวบวัดท่าซุงตามลิงค์ด้านล่างนี้
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2479
Thank to : https://www.gedgoodlife.com/lifestyle/11236-ไหว้พระธาตุ/
Date :  28 มิ.ย. 19
8  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "พุทธพยากรณ์" อย่าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นหมอดู เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2022, 07:01:55 am



"พุทธพยากรณ์" อย่าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นหมอดู

พุทธพยากรณ์อ่านว่า พุด-ทะ-พะ-ยา-กอน ประกอบด้วยคำว่า พุทธ + พยากรณ์



(๑) “พุทธ”

เขียนแบบบาลีเป็น “พุทฺธ” (มีจุดใต้ ทฺ) อ่านว่า พุด-ทะ รากศัพท์มาจาก พุธฺ (ธาตุ = รู้) + ต ปัจจัย, แปลง ธฺ ที่สุดธาตุเป็น ทฺ, แปลง ต เป็น ธฺ (นัยหนึ่งว่า แปลง ธฺ ที่สุดธาตุกับ ต เป็น ทฺธ) : พุธฺ + ต = พุธฺต > พุทฺต > พุทฺธ (พุธฺ + ต = พุธฺต > พุทฺธ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รู้ทุกอย่างที่ควรรู้”

“พุทฺธ” แปลตามศัพท์ได้เกือบ 20 ความหมาย แต่ที่เข้าใจกันทั่วไปมักแปลว่า
    (1) ผู้รู้ = รู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง
    (2) ผู้ตื่น = ตื่นจากกิเลสนิทรา ความหลับไหลงมงาย
    (3) ผู้เบิกบาน = บริสุทธิ์ผ่องใสเต็มที่

ความหมายที่เข้าใจกันเป็นสามัญ หมายถึง “พระพุทธเจ้า”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “พุทฺธ” ว่า
One who has attained enlightenment; a man superior to all other beings, human & divine, by his knowledge of the truth, a Buddha (ผู้ตรัสรู้, ผู้ดีกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์และเทพยดาด้วยความรู้ในสัจธรรมของพระองค์, พระพุทธเจ้า)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้
“พุทธ, พุทธ-, พุทธะ : (คำนาม) ผู้ตรัสรู้, ผู้ตื่นแล้ว, ผู้เบิกบานแล้ว, ใช้เฉพาะเป็นพระนามของพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา เรียกเป็นสามัญว่า พระพุทธเจ้า. (ป.).”


@@@@@@@

(๒) “พยากรณ์”

บาลีเป็น “วฺยากรณ” อ่านว่า วฺยา-กะ-ระ-นะ รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = แจ้ง) + อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป) + กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ยุ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ วิ) เป็น ย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ
: วิ > วฺย + อา = วฺยา + กรฺ = วฺยากร + ยุ > อน = วฺยากรน > วฺยากรณ แปลตามศัพท์ว่า
    (1) “เครื่องมืออันท่านอาศัยแยกศัพท์ออกตามรูปของตน”
    (2) “คัมภีร์ที่ท่านอาศัยจำแนกศัพท์ทั้งหลายออกเป็นรูปปกติ”
    (3) “การอันเขาทำให้แจ่มแจ้งโดยพิเศษ”

“วฺยากรณ” หมายถึง
    (1) การตอบคำถาม, การอธิบาย, การไขความ (answer, explanation, exposition)
    (2) ไวยากรณ์ (grammar)
    (3) การทำนาย (prediction)

กฎหรือวิธีตอบข้อสงสัยตามหลักในพระพุทธศาสนา
    (1) เอกังสพยากรณ์ = ตอบตรงๆ หรือตอบเป็นคำขาดไม่อ้อมค้อม
    (2) ปฏิปุจฉาพยากรณ์ = ย้อนถามให้ผู้ถามชี้ประเด็นออกมาก่อน
    (3) วิภัชชพยากรณ์ = ตอบแบบแยกประเด็น
    (4) ฐปนียพยากรณ์ = ตอบโดยไม่ตอบ เพราะเห็นว่าไร้สาระ หรือเห็นว่าผู้ถามไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบ แต่ถามหาเรื่อง

กฎหรือวิธีตอบแต่ละอย่าง ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับความสงสัยแต่ละเรื่อง ไม่ใช่ทุกอย่างใช้ได้กับความสงสัยทุกเรื่อง

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า
“วฺยากรณ : (คำนาม) ‘วยากรณ์,’ ไวยากรณ์; การชี้แจ้ง, การแสดงไข; grammar; explaining, expounding.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
“พยากรณ์ : (คำกริยา) ทํานายหรือคาดการณ์โดยอาศัยหลักวิชา. (คำนาม) ชื่อคัมภีร์โหราศาสตร์ว่าด้วยการทํานาย. (ป., ส. วฺยากรณ).”

พุทธ + พยากรณ์ = พุทธพยากรณ์ แปลโดยประสงค์ว่า “คำตรัสอธิบายของพระพุทธเจ้า”

@@@@@@@

ขยายความ :-

“พุทธพยากรณ์” ไม่ได้หมายถึง คำทำนายของพระพุทธเจ้าแบบเดียวกับที่พูดว่า คำทำนายของหมอดูว่า เมื่อนั่นเมื่อนี่จะเกิดเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ ในคัมภีร์มีเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคลนั้นบุคคลนี้ว่า เมื่อนั่นเมื่อนี่เขาจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องแบบเดียวกับหมอดูทำนายดวง

แต่โปรดเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสในฐานะหมอดู แต่ทรงทราบเหตุการณ์ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ คือทรงทราบว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ได้ทำกรรมอะไรไว้ และกรรมนั้นจะให้ผลเมื่อไรอย่างไร และตรัสโดยมุ่งจะอธิบายถึงผลของกรรม

อุปมาเหมือนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรู้อาการของโรคว่า โรคชนิดนี้ถ้าเป็นในระยะนี้ยังสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าเป็นถึงระยะนั้นผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างนี้เป็นต้น เมื่อตรวจพบโรคชนิดนั้นในตัวผู้ป่วยกำลังเป็นในระยะนั้นระยะนี้ ก็สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยจะหายหรือผู้ป่วยจะตาย

ทำนองเดียวกันนี้ เวลาจะใช้คำว่า “พุทธพยากรณ์” จึงควรแน่ใจว่า กำลังใช้ในความหมายว่า พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายหลักธรรมหรือเรื่องราวนั้นๆ ไม่ใช่ใช้ในความหมายว่า พระพุทธเจ้ากำลังทำนายทายทักเหมือนหมอดูทำนายดวง


ดูก่อนภราดา.! รู้คำทำนายว่าจะเกิดปัญหา ไม่มีค่าเท่ากับรู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร





Thank to : dhamma.serichon.us/2022/05/24/พุทธพยากรณ์-อย่าเข้าใจว/
24 พฤษภาคม 2022 , By admin.
9  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / รักษ์ศาสน์ วาดศิลป์ แผ่นดินสยาม - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2022, 06:45:22 am



รักษ์ศาสน์ วาดศิลป์ แผ่นดินสยาม - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC)

บรรพชนชาวสยามน้อมรับเอาพระพุทธศาสนามานับถือและรักษาไว้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านมากี่ยุคสมัยผ่านมากี่แผ่นดิน อาณาประชาราษฎร์ล้วนอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็น “ธรรมราชา” องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ปกครองแผ่นดินโดยธรรมตามหลักพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


แม้พระมหากษัตริย์จะได้รับการยกย่องประดุจสมมุติเทพ แต่พระองค์ทรงเคารพบูชาพระรัตนตรัยเหนือสิ่งใด ดังจะเห็นได้จากจารึกวัดป่ามะม่วง จารึกด้วยอักษรขอมสุโขทัย ภาษาเขมร เมื่อ พ.ศ.1904 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 44-47 ว่า

จารึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคัมภีร์พระไตรปิฎกได้ถูกจารขึ้นในแผ่นดินสยามตั้งแต่เมื่อพันกว่าปีก่อนและได้รับการดูแลรักษาอย่างดีภายในพระราชมณเทียร ซึ่งแม้แต่กษัตริย์ก็ทรงให้ความเคารพพระธรรมคำสอนนั้น

แม้เราจะทราบว่ามีการจารคัมภีร์พระไตรปิฎก และการสร้างอาคารเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกในแผ่นดินสยามมานานแล้ว แต่ยังไม่มีหลักฐานใดระบุชี้ชัดว่าชาวสยามเริ่มรู้จักใช้ตู้พระธรรมตั้งแต่เมื่อใด เราสามารถสันนิษฐานได้เพียงว่า เมื่อมีการสร้างหอไตรขึ้น ก็น่าจะมีการสร้างสิ่งที่บรรจุคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลานอย่างเหมาะสมและมีการตกแต่งที่ประณีตงดงาม ให้สมกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์อันเป็นตัวแทนของพระบรมศาสดา

เชื่อกันว่าตู้พระไตรปิฎก หรือตู้พระธรรม หรือเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า ตู้ลายรดน้ำ แต่เดิมเป็นหีบที่ใช้เก็บเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของคหบดีหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ตกแต่งด้วยลายรดน้ำ เมื่อเจ้าของหีบเสียชีวิตไปลูกหลานจึงนำมาถวายวัดให้เป็นบุญกุศล พระภิกษุจึงนำมาใช้เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์

ตู้ที่ทำขึ้นใช้สำหรับบรรจุพระไตรปิฎกจริง ๆ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ส่วนบนสอบเข้าทำให้ดูแคบกว่าตอนล่าง ตกแต่งด้วยลายรดน้ำ หรือลงรักปิดทอง ภาพลายรดน้ำทั่วไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ภาพเทวดาทวารบาล ภาพธรรมชาติ เป็นต้น



แม้ความนิยมของลวดลายจะแตกต่างไปตามยุคสมัย แต่ผลงานที่ช่างศิลป์สรรสร้างขึ้นล้วนสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะฝากผลงานชั้นเลิศของตนไว้เคียงคู่และปกปักษ์รักษาคำสอนของพระบรมครู อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย

อาทิเช่นความงดงามประณีตและความมีชีวิตชีวาอย่างหาที่ติไม่ได้ของงานศิลป์ลายรดน้ำสมัยอยุธยากระหนกเปลวที่มีพลังและเป็นกลุ่มก้อนแสดงให้ประจักษ์ถึงภาคภูมิใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ความสงบผาสุกของราษฎร โดยเฉพาะลวดลายรดน้ำช่วงอยุธยาตอนปลายที่มีความสลับซับซ้อนอ่อนช้อยสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรือง และสังคมที่หรูหราช่วงปลายอาณาจักร

ซึ่งต่างจากลวดลายหลังสงครามสมัยกรุงธนบุรีเชื่อมต่อถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชกาลที่ 1-2แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงที่บ้านเมืองผ่านความคุกรุ่นของสงคราม สถาปัตยกรรมอันงดงามและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกเผาทำลายไปมาก



พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสละพระราชทรัพย์จ้างช่างจารจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลานทดแทนฉบับที่ถูกทำลายและสูญหายในช่วงสงคราม โปรดฯ ให้สร้างตู้ใส่ไว้ในหอมณเทียรธรรม และสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ไว้ในพระอารามหลวงทุกแห่ง

ส่วนศิลปะลายรดน้ำบนตู้พระไตรปิฎกในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นี้ยังคงความงามเพราะสืบต่อจากสมัยอยุธยาอันรุ่งเรือง แต่เพราะความสูญเสียจากสงครามได้บั่นทอนขวัญและกำลังใจของช่างศิลป์ทำให้งานที่ออกมาแม้จะไม่ด้อยค่าความงาม แต่ไม่มีพลังและไม่เป็นกลุ่มก้อนเหมือนก่อน

สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรมทั้งหลายที่ยังปรากฏอยู่ให้เราเห็นในทุกวันนี้นั้นได้ผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย และล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะที่สะท้อนถึงสภาพความรุ่งเรืองของสังคม การดำเนินชีวิต

และจิตใจของคนในชาติที่ช่างศิลป์ในยุคสมัยนั้นๆ ได้สื่อออกมาให้คนรุ่นหลังได้ทราบ ภายใต้ความงามของศิลปะทุกแขนงจึงมีเรื่องราวแทรกอยู่ ให้มองเห็นสังคมที่สงบสุขไพร่ฟ้าหน้าใส หรือให้รู้สึกถึงช่วงเวลาทุกข์ยากมีสงครามที่เลวร้ายต้องรบพุ่งฆ่าฟันกัน

พระพุทธศาสนาในสยามเองก็ได้เดินทางผ่านทั้งแสงเพลิงแห่งสงคราม ทั้งรุ่งเรืองในยามที่แผ่นดินสงบ แต่ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาใดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของผู้คนยังมั่นคง ถูกเก็บรักษาและแสดงออกมาในรูปแบบศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งสถาปัตยกรรมโบสถ์วิหารที่เป็นเอกลักษณ์



ทั้งลายภาพจิตรกรรมที่บรรจงวาดไว้ ทั้งความงดงามของลายรดน้ำบนตู้พระไตรปิฎก ที่งามสมศรัทธาแห่งช่างศิลป์แผ่นดินสยาม วาดไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ว่าจะปกปักรักษาคัมภีร์ที่จารจารึกพระธรรมคำสอนอันล้ำค่าให้ปลอดภัย ขณะเดียวกันก็บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประวัติศาสตร์แผ่นดินสยามให้คนรุ่นหลังภาคภูมิใจในความเป็นชาติ และให้ยืนหยัดรักษาพระศาสนาให้คู่แผ่นดินไทย แผ่นดินธรรมตลอดไป





Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/0MYy7GD
เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC)
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตัดเล็บ ตัดผม สระผม วันไหนดี.? วันไหนไม่ควรทำ.? เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2022, 07:55:11 am



ตัดเล็บ ตัดผม สระผม วันไหนดี.? วันไหนไม่ควรทำ.?

Sanook Horoscope วันนี้ มีความเชื่อโบราณเกี่ยวกับ การตัดเล็บ ตัดผม และสระผมวันไหนดี มาฝากค่ะ ซึ่งในแต่ละวันตามความเชื่อแล้วก็จะมีความหมายทั้งดี และไม่ดีแตกต่างกันออกไป ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณนะคะ

@@@@@@@

สระผมวันไหนดี

สระผมวันอาทิตย์ : อายุยืน
สระผมวันจันทร์ : มีลาภ
สระผมวันอังคาร : ชนะศัตรู
สระผมวันพุธ : ไม่ดี ถูกนินทาว่าร้าย หรือทำให้เสียหาย
สระผมวันพฤหัสบดี : เทวดาคุ้มครอง
สระผมวันศุกร์ : อยู่เย็นป็นสุข
สระผมวันเสาร์ : ประสบความสำเร็จ

ตัดผมวันไหนดี

ตัดผมวันอาทิตย์ : อายุยืน
ตัดผมวันจันทร์ : จะมีลาภ
ตัดผมวันอังคาร : ศัตรูจะทำร้าย ใส่ความ ทำให้เสียหาย
ตัดผมวันพุธ : เกิดการทะเลาะวิวาท
ตัดผมวันพฤหัสบดี : เทวดาคุ้มครอง
ตัดผมวันศุกร์ : จะมีลาภ
ตัดผมวันเสาร์ : ประสบความสำเร็จ

ตัดเล็บวันไหนดี

ตัดเล็บวันอาทิตย์ : ศัตรูจะทำร้าย
ตัดเล็บวันจันทร์ : มีลาภ
ตัดเล็บวันอังคาร : ทรัพย์หาย
ตัดเล็บวันพุธ : เจริญรุ่งเรือง
ตัดเล็บวันพฤหัสบดี : พบกับความทุกข์
ตัดเล็บวันศุกร์ : มีความอุดมสมบูรณ์เกี่ยวกับโภคทรัพย์
ตัดเล็บวันเสาร์ : จะเจ็บป่วย





Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/229445/
17 พ.ค. 65 (15:30 น.) , S! Horoscope : สนับสนุนเนื้อหา
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระพุทธรูปสำคัญของล้านช้าง.!! ที่สยามเชิญมาประดิษฐานในประเทศ เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2022, 07:25:06 am

(จากซ้าย) พระแซกคำ, พระแสน (เมืองมหาชัย), พระฉันสมอ


พระพุทธรูปสำคัญของล้านช้าง.!! ที่สยามเชิญมาประดิษฐานในประเทศ

พระพุทธรูปสำคัญในไทย จำนวนหนึ่งเชิญมาแต่เขตล้านช้างคือเมืองเวียงจันท์ และเมืองอื่นทางตะวันออกหลายองค์ เป็นพระพุทธรูปสร้างที่อื่น ตกไปอยู่ในอาณาเขตล้านช้าง โดยประวัติบ้าง สร้างขึ้นในเขตล้านช้าง แต่เมื่อยังเป็นประเทศศรีสัตนาคนหุตบ้าง พระพุทธรูปที่สร้างทางเขตล้านช้างมักเรียกกันว่าฝีมือช่างลาวพุงขาว

นอกจาก พระแก้วมรกต (เดิมประดิษฐานอยู่ล้านนา ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาเชิญไปล้านช้าง) และพระบาง (ภายหลังเชิญกลับล้านช้าง) ที่เชิญมาสยามในสมัยกรุงธนบุรีแล้ว ช่วงรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ยังเชิญพระพุทธปสำคัญจากล้านช้างอีกหลายองค์มาประดิษฐานในไทย ดังนี้

@@@@@@@

1. พระเสริม พระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของเมืองเวียงจันท์ คราวปราบกบฏเวียงจันท์สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทำลายเมืองเวียงจันท์เสีย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ ซึ่งเสด็จเป็นจอมพลขึ้นไปในคราวนั้น จึงโปรดเชิญพระเสริมมาไว้ที่วัดโพธิชัย แขวงเมืองหนองคาย ซึ่งตั้งเป็นเมืองใหญ่แทนเมืองเวียงจันท์

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเชิญพระเสริมลงมาอยู่เทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 เดิมทรงจะให้ประดิษฐานเป็นพระประธานวัดบวรสุทธาวาส แต่เมื่อทอดพระเนตรพระเนตรเห็นโปรดพระลักษณะ ให้ประดิษฐานไว้บนพระแท่นเศตวฉัตรในท้องพระโรง เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญพระเสริมไปตั้งเป็นพระประธานในวิหารวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ

2. พระแซกคำ พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราชล้านาน อัญเชิญมาเวียงจันท์ พร้อมกับพระฉันสมอและพระบาง เมื่อคราวสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ ขึ้นไปปราบกบฏ ภายในบรรจุพระบรมารีริกธาตุ จำนวน 100 องค์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระยาราชมนตรี (ภู่) ไปตั้งเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดคฤหบดี กรุงเทพฯ

3. พระฉันสมอ พระพุทธรูปศิลปะจีน สร้างเป็นปางฉันสมอตามพุทธประวัติ เชิญมาจากเวียงจันท์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) เพื่อนำไปประดิษฐานในพระมณฑปวัดอัปสรสวรรค์ กรุงเทพฯ

4. พระใส พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ตามตำนานว่าสร้างพร้อมกับพระเสริมและพระสุก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญจากเมืองหนองคาย มาประดิษฐานที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2401

5. พระแสน (เมืองมหาชัย) เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์บูชาขอฝนได้ เชิญมาจากถ้ำในแขวงเมืองมหาชัย เมืองเวียงจันท์ในคราวเดียวกับที่เชิญพระใสกับพระเสริมลงมา โปรดให้ประดิษฐานร่วมกับพระเสริมและพระใส ที่วัดปทุมวนาราม มาจนปัจจุบัน

6. พระแสน (เมืองเชียงแตง) พระพุทธรูปสำคัญที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ เชิญมาจากเมืองเชียงแตง เวียงจันท์ คราวไปปราบกบฏ ประดิษฐานอยู่ที่บุษบกเบื้องหน้าพระพุทธปฏิมากรพระประธาน ในพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ

7. พระอินทรแปลง หรือพระอินแปง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันท์ เมื่อ พ.ศ. 2041 เดิมทรงพระราชดำริจะเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาพฤฒาราม แต่ภายหลังโปรดให้เชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารวัดเสนาสน์ พระนครศรีอยุธยา

8. พระอรุณ หรือพระแจ้ง เชิญมาจากเมืองเวียงจันท์เมื่อ ปีมะเมีย พ.ศ. 2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารวัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระนามพ้องกับวัดนั้น

@@@@@@@

ซึ่งพระพุทธรูปล้านช้างส่วนใหญ่มักพระราชทานแยกย้ายไปประดิษฐานไว้ตามพระอารามต่างๆ มักอยู่นอกกำแพงพระนคร ด้วยขณะนั้นผู้คนยังกังวลกับรังเกียจตามคติชาวล้านช้าง เช่น ปีใดฝนแล้ง ก็มักโทษกันว่าเพราะเชิญพระล้านช้างเข้ามา เป็นต้น

คลิกอ่านเพิ่ม :
ผีรักษาพระพุทธรูปไม่ถูกกัน พระพุทธรูปก็ประดิษฐานร่วมกันไม่ได้?!?





ขอขอบคุณ :-
ข้อมูลจาก : สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตํานานพระพุทธรูปสําคัญ, วัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหาร พิมพ์ถวายเป็นมุทิตาสักการะ ในวโรกาสพระราชพิธีศุภมงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2558
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_77916?utm_source=dable
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2564
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2564
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เส้นทางของ “แตงโม” ผลไม้ล้มลุกต่างชาติที่เข้ามาในไทย เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2022, 06:36:17 am
ภาพประกอบจาก กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน


เส้นทางของ “แตงโม” ผลไม้ล้มลุกต่างชาติที่เข้ามาในไทย

แตงโม ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum.& Nakai เป็นพืชวงศ์แตง Cucurbitaceae มีต้นกำเนิดในแถบทะเลทรายคาลาฮารี ทวีปแอฟริกา ในลักษณะการขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากมีความหลายหลายทางชีวภาพสูง มีทั้งพันธุ์ที่เนื้อมีรสหวาน, จืด และขม ส่วนชนชาติแรกที่ปลูกแตงโมเพื่อบริโภค คือชาวอียิปต์เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ก่อนจะแพร่หลายยังพื้นที่อื่น

คริสต์ศตวรรษที่ 10 ชาวจีนเริ่มปลูกแตงโม (ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีผลผลิตแตงโมรายใหญ่ที่สุดในโลกคือกว่า 70 ล้านตัน/ปี) คริสต์ศตวรรษที่ 13 พบว่าชาวมัวร์นำแตงโมไปสู่ทวีปยุโรป คริสต์ศตวรรษที่ 15 แตงโมแพร่หลายเข้าไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือพร้อมกับทาสผิวดำชาวแอฟริกาที่ถูกนำไปใช้แรงงานในไร่

สำหรับประเทศไทย สันนิษฐานว่าไทยรับแตงโมมาจากชาวจีน และคาดว่าคนไทยน่าจะรู้จักแตงโมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างช้า ดังที่มีบุคคลบันทึก/ทรงบันทึก ในเอกสารต่างๆ ดังเช่น


@@@@@@

รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาเล่าเรื่อง “สมเด็จเจ้าแตงโม” เมื่อคราวเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) ว่า “ท่านองค์นี้ว่าเป็นสามเณรอยู่ในเมืองเพชรบุรี ลงอาบน้ำพบเปลือกแตงโมลอยมา เก็บเปลือกแตงโมนั้นกิน พวกเพื่อนศิษย์วัดด้วยกิน พวกเพื่อนศิษย์วัดด้วยกันล้อเลียนอับอายจึงหนีเข้าไปยังกรุง ตั้งหน้าเรียนพระปริยัติธรรมจนเป็นพระราชาคณะ แล้วจึงได้กลับออกมาปฏิสังขรณ์วัดนี้ [วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี]” [สั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับ สมเด็จเจ้าแตงโม หรือ สมเด็จพระสังฆราชแตงโม (ทอง) ยืนยันว่าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ โดยพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงสมเด็จเจ้าแตงโมครั้งมีสมณศักดิ์เป็นพระสุวรรณมุนี ได้เป็นแม่กองบูรณะมณฑปพระพุทธบาท เมื่อ พ.ศ. 2245 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเสือ

ในหนังสือ “อักราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ พ.ศ. 2416 เรียกทั้งแตงโมและปูลิด (คงกลายมาจากอุลิต) โดยให้อธิบายว่า “แตงโม, ปูลิด, เปนชื่อแตงอย่างหนึ่ง, ลูกโตบ้างเล็กบ้าง เนื้อในศีแดงบ้างเหลืองบ้าง, รศหวานกินดี.”

ส่วน “พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542” อธิบายคำว่า “อุลิด” ว่า เป็นคำนามหมายถึงแตงโม มาจากภาษาเขมรว่า โอวฬึก

@@@@@@@

ขณะที่ตำราอาหารชื่อดัง “แม่ครัวหัวป่าก์” ของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ มีตำรับอาหารว่า “ผัดปลาแห้ง” ที่กินกับแตงอุลิด ซึ่งบันทึกไว้ว่า

“ผัดปลาแห้ง (อย่างคุณม่วง ราชนิกูล)

เครื่องปรุง—มะพร้าว 1 ใบ หัวหอม 8 กลีบ ปลาหางแห้งตัวขนาดกลาง อย่างที่แข็ง 1 ตัว

วิธีทำ—เอามะพร้าวปอกขูดคั้นหัวกระทิอย่าให้ใสนักให้ข้นสักหน่อย เอาน้ำกระทิลงกระทะขึ้นตั้งไฟอย่าให้ไฟแรงนัก ค่อยๆ เคี่ยวไป จนแตกน้ำมันเปนขี้โล้ ยังไม่ทันจะเหลืองนัก เอาปลาแห้งเผาแล้วเก็บก้างให้หมดลอกหนังเอาไว้ต่างหาก เอาเนื้อลงครกตำจนเปนปุย แล้วเอาหอมฝาน ฤๅ ซอยลงเจียวในน้ำมัน สุกเหลืองแล้วตักขึ้นไว้ จึงเอาปลาแห้งที่ตำไว้นั้น เทลงในกระทะน้ำมันนั้น คนไปกับขี้โล้ แล้วเอาแต่หลิว ฤๅ จ่ากดลงกับก้นกระทะแล้วค่อยคนไป ให้ปลาแห้งชุ่มน้ำมันจนเนื้อปลาและขี้โล้เหลืองสุกทั่วกัน เห็นว่าสุกดีแล้ว จึงตักขึ้นจาน ฤๅ ชาม เอาหอมโรยน่า ไปตั้งให้รับประทานกับแตงอุลิต ฤๅ สับปะรด ด้วยกัน” [สั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม ]

ทุกวันนี้กลายเป็นเมนูอาหารว่างที่เรียกว่า ปลาแห้งแตงโม บ้างเรียกแตงโมปลาแห้ง


@@@@@@@

ปัจจุบันการปลูกแตงโมแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศ เพราะเป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคกันทั่วไป เมื่อหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ทรงลาออกจากราชการไปทรงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่บ้านบางเบิด อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใน พ.ศ. 2464 นั้น แตงโมก็เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ทรงปลูก โดยทรงสั่งแตงโมพันธุ์ Tom Watson และ Klondike จากสหรัฐอเมริกา มาทรงทรงปลูกและจำหน่าย จนเป็นที่รู้จักทั่วไปในชื่อของ “แตงโมบางเบิด”





ข้อมูลจาก :-
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ. ฐานข้อมูลเพื่อการวางแผนพัฒนาการเษตรและสหกรณ์สินค้า ประจำปี 2556 “แตงโมเนื้อ”, กรกฎาคม 2556
- ตะวัน วีระกุล.  “การปรับเปลี่ยนกายภาพของเขต พุทธาวาสวัดใหญ่สุวรรณาราม: ข้อพิจารณาในบริบทประวัติศาสตร์ และงานช่างเพชรบุรี” ใน, วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา 35(2): กรกฎาคม – ธันวาคม 2559, คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์. แม่ครัวหัวป่าก์ เล่ม 3, สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, พิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2545
- วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542

เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 7 มีนาคม 2565
Thank to  : https://www.silpa-mag.com/history/article_84171
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “อำนาจ” และ “เสรีภาพ” ใน “ทรงนักเรียน” เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2022, 06:18:34 am




“อำนาจ” และ “เสรีภาพ” ใน “ทรงนักเรียน”

วัยรุ่นในสังคมไทยมักแสดงออกด้วยวิธีรุนแรงทั้งทำร้ายตนเองและคนอื่นถึงชีวิตก็มี วัยรุ่นเหล่านี้อยู่ในวัยเรียน ถึงจะพ้นโรงเรียนไปแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นผลจากระบบโรงเรียนทั้งนั้น

โรงเรียนไม่ใช่แหล่งเดียวที่เป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นทำรุนแรง ความจริงแล้วความรุนแรงทั้งหลายมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างหลายประการด้วยกันจนเกินกว่าจะระบุได้ทั้งหมด แต่ว่ากันรวมๆ อย่างนามธรรมว่าเป็นปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ-การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไรเลย

แต่มีคำอธิบายทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้าใจชัดเจนอยู่ในบทความเรื่อง ทรงนักเรียน ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ใน มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๖) ที่ว่าด้วยทรงผมของนักเรียนทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาล มีความดังต่อไปนี้

“ทรงนักเรียน” ที่ใช้บังคับมาหลายสิบปีนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับผมบนหัวอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับโลกทัศน์ที่ต้องการปลูกฝังลงไปใต้หนังหัวของนักเรียนด้วย

@@@@@@@

โลกทัศน์ดังกล่าวนั้นมีอยู่สองประการ

หนึ่ง. “ทรงนักเรียน” ทำลายลักษณะปัจเจกของนักเรียนแต่ละคนลง เพราะทุกคนแต่งกายและไว้ผมเหมือนกันหมด ความเป็นตัวเขาคือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เรียกว่า “นักเรียน” อันเป็นกลุ่มทางสังคมที่สถาปนาขึ้นมา โดยสมาชิกไม่ได้มีความสมัครใจ แต่ถ้าเขาไม่สังกัดอยู่ในกลุ่มนี้ เขาก็จะสูญเสียตัวตนของตัวไปอย่างสิ้นเชิงเหมือนกัน

สอง. สัมพันธ์กับข้อหนึ่งอย่างแยกกันไม่ออก ความเป็นระเบียบ, ความเหมาะสม, ความสวยงาม และความถูกต้องเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่หรืออำนาจเป็นผู้ตราขึ้น นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังความเห็นของอำนาจ เราใช้ “ความเป็นนักเรียน” เป็นกลไกสำคัญของการควบคุมทางสังคม (Social control) และในการควบคุมทางสังคมเราใช้เหตุผลน้อย แต่ใช้อำนาจมาก

การปล่อยเสรีด้านทรงผมเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ ไม่พอแม้แต่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิรูปการศึกษา

ความห่วงใยของผู้บริหารโรงเรียนบางแห่งว่า เด็กนักเรียนจะสนใจการแต่งตัวยิ่งกว่าเรียนหนังสือ ถ้าปล่อยให้เด็กแต่งผมได้ตามใจชอบ เป็นเรื่องของความวิตกต่อปัจเจกที่หลุดจากการควบคุมของอำนาจ

แต่เราสามารถสร้างความสามารถที่จะคิดเองด้วยเหตุผลให้แก่นักเรียนขึ้นมาแทนที่อำนาจได้

นักเรียนคงไว้ทรงผมที่แตกต่างกันตามแต่รสนิยมส่วนตัวของนักเรียนแต่ละคนจนไม่มี “ทรงนักเรียน” อีกต่อไป แต่นักเรียนสามารถรู้ความสำคัญของทรงผมในชีวิตของตัวว่ามีแค่ไหน อุทิศเวลาและทรัพย์ให้แก่ทรงผมในระดับที่พอเหมาะสมควร


@@@@@@@

ระบบการศึกษาได้ทำอะไรเพื่อเพิ่มความสามารถของนักเรียนในแง่นี้บ้างหรือ ไม่เฉพาะแต่การพิจารณาเรื่องการแต่งกาย แต่แทรกเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดของนักเรียน

มิฉะนั้นการปลดปล่อยนักเรียนจากความเป็นทาสของ “ทรงนักเรียน” จะมีความหมายแต่เพียงการหยิบยื่นนักเรียนไปสู่ความเป็นทาสของแฟชั่นเท่านั้น

อันที่จริงความเป็นปัจเจกอย่างสมบูรณ์นั้นไม่มีจริงในโลก มีอยู่แต่ในแนวคิดเท่านั้น มนุษย์ทุกคนมีความผูกพันทางใจหรือทางกายกับคนอื่นๆ ด้วยกันทั้งนั้น โรงเรียนเคยทำลายความเป็นปัจเจกของนักเรียนลง แล้วเอานักเรียนมาผูกพันอยู่กับกลุ่มแคบๆ คือความเป็นนักเรียนของโรงเรียนเท่านั้น แต่การควบคุมทางสังคมซับซ้อนกว่านั้นมาก เยื่อใยความสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆ ในสังคมควบคุมพฤติกรรมของคนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าโรงเรียน

ฉะนั้นในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนต้องเป็นไปโดยความผูกพันอยู่กับกลุ่มทางสังคมอย่างน้อยสามกลุ่มอีกด้วย นั่นก็คือครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม

คำถามก็คือในหลักสูตร, ในวิธีการสอน, ในประสบการณ์ต่างๆ ที่โรงเรียนจัดให้นักเรียน มีส่วนมากน้อยแค่ไหนในการฟื้นฟูและสรัางความสัมพันธ์ของนักเรียนกับกลุ่มทั้งสามนี้ เช่น ครอบครัวมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการเรียนรู้ นักเรียนเคยถูกพาไปเรียนรู้ร่วมกับชุมชนบ้างไหม มิติทางสังคมเคยถูกนำมาพิจารณาในการเรียนวิชาต่างๆ บ้างไหม เป็นต้น

หรือเราสอนให้เด็กคิดถึงแต่ตัวเอง คือเน้นปัจเจกภาพ แต่ควบคุมเด็กโดยบังคับให้รวมกลุ่มไว้ภายใต้การบัญชาของโรงเรียน ถ้าอย่างนั้นการปล่อยเสรีในเรื่องทรงผมก็อาจมีอันตรายต่างๆ อย่างที่ครูบางท่านวิตกห่วงใยอยู่จริง

@@@@@@@

เช่นเดียวกับความเชื่อฟังอำนาจ ตราบเท่าที่นักเรียนไม่ได้รับการส่งเสริมให้ตั้งคำถามกับอำนาจ ความเชื่อฟังนั้นก็เป็นไปด้วยความกลัวเท่านั้น อย่างที่นักเรียนแปลงทรงผมของตัวเมื่อออกจากโรงเรียนในทุกวันนี้ การตั้งคำถามกับอำนาจหมายถึงความเห็นที่หลากหลาย และยากที่จะหาข้อสรุปตรงกันเป็นหนึ่ง ระบบการศึกษาของเราต้องการความเห็นที่หลากหลายหรือต้องการคำตอบสำเร็จรูปที่เป็นหนึ่ง

ถ้ายังป้อนคำตอบสำเร็จรูปที่เป็นหนึ่งอยู่ ก็หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องใช้อำนาจบังคับให้รับคำตอบนั้นๆ และด้วยเหตุดังนั้น ก็มีทางเป็นไปได้ที่นักเรียนจะใช้เสรีภาพที่ตัวได้มาไปในทางที่เป็นอริกับการเรียนรู้

เสรีภาพนั้นจะใช้ได้เป็นก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพให้ใช้หนึ่ง และมีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้เสรีภาพนั้นอีกหนึ่ง

ปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นองค์รวม เราไม่อาจแยกมาตรการใดมาตรการหนึ่งขึ้นมาผลักดันโดดๆ โดยไม่มองความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของมาตรการนั้นๆ กับสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดในกระบวนการเรียนรู้ได้





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : บทบรรณาธิการ ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2546 โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2560
URL : https://www.silpa-mag.com/culture/article_10649
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "หมอปลาย” เตือนแล้วนะ เจอ ศาลเพียงตา ศาลพระภูมิร้าง ห้ามทำสิ่งนี้ เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2022, 06:16:54 am



"หมอปลาย” เตือนแล้วนะ เจอ ศาลเพียงตา ศาลพระภูมิร้าง ห้ามทำสิ่งนี้

เวลาเราขับรถผ่านทางสามแพร่ง โค้งอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุ และมีผู้เสียชีวิตบ่อยครั้ง รวมทั้งเจอศาลเพียงตา หรือศาลพระภูมิร้างตามที่ต่างๆ บางคนอาจจะยกมือไหว้ ในขณะที่หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไร

วันนี้ คมชัดลึกออนไลน์ มีคำตอบจากนักพยากรณ์สาวชื่อดัง “หมอปลาย พรายกระซิบ” มาฝากกันค่ะ
โดย "หมอปลาย พรายกระซิบ" หรือ ดร.ณวรชา พินิจโรคากร แนะนำว่า

    - หากขับรถผ่านทางสามแพร่ง หรือโค้งอันตราย ให้บีบแตร 1 ครั้ง แล้วขับรถผ่านไปเลย
    - ถ้าหากเจอศาลเพียงตา หรือศาลพระภูมิร้าง ถ้าไม่อยากให้ผีตามกลับบ้าน ห้ามยกมือไหว้เด็ดขาดแต่หากยกมือไหว้ไปแล้ว "หมอปลาย พรายกระซิบ" แนะวิธีแก้ดังนี้
 
วันรุ่งขึ้นควรไปถวายสังฆทาน กรวดน้ำ แล้วบอกวิญญาณเหล่านั้นว่า ขอตัดเวรตัดกรรมที่เคยมีร่วมกันมา กับทุกดวงวิญญาณที่เผลอยกมือไหว้ และขอให้เป็นอิสระต่อกัน

 


ขอขอบคุณ :-
ที่มาข้อมูล -ภาพ : เพจเฟซบุ๊ก Plai Navaracha หมอปลาย พรายกระซิบ / วิกิพีเดีย
URL : https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/515827
21 พ.ค. 2565 | 20:50 น.
15  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / บุคคลผู้ได้ ทำบุญไว้ปางก่อน ดีอย่างไร | อานิสงส์ของบุญ ๔๗ ประการ เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2022, 06:58:10 am


อานิสงส์ของบุญ  ๔๗  ประการ

    1. อเชยฺย  ใครจะมาแย่งไม่ได้
    2. อนุคามินี  ติดตามตนไปทุกฝีก้าว
    3. เอตํ อาทาย คจฺฉติ  ละร่างนี้แล้วยังติดตามไปที่เกิด
    4. อสาธารณ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นใครทำใครได้
    5. อโจร  โจรลักไปไม่ได้

    6. สพฺพกามทท  ให้สมบัติแก่เราตามต้องการ
    7. ยํยํ เทวาภิปตฺเถนฺติ   ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้น
    8. สุวณฺณตา  มีผิวพรรณงามเพราะบุญ
    9. สุสรตา   มีเสียงไพเราะเพราะบุญ
   10. สุสณฺฐานํ  มีทรวดทรงงามเพราะบุญ

   11. สุรูปตา  มีรูปสวยก็เพราะบุญ
   12. อาธิปฺปจฺจํ  ได้เป็นใหญ่ก็เพราะบุญ
   13. ปริวาโร  มีบริวารที่ซื่อสัตย์จงรัก
   14. ปเทสรชฺชํ  เป็นพระราชาก็เพราะบุญ
   15. อิสฺสริยํ  ได้อิสริยยศเพราะบุญ

   16. จกิกวตฺติ  ได้เป็นจักรพรรดิเพราะบุญ
   17. เทวรชฺชมฺปิ  เป็นราชาแห่งเทพเพราะบุญ
   18. มานุสกา  ได้มนุษย์สมบัติเพราะบุญ
   19. เทวโลเก  ได้สวรรค์สมบัติเพราะบุญ
   20. นิพฺพานสมฺปตฺติ  ได้นิพพานสมบัติเพราะบุญ

   21. มิตฺตสมฺปทมาคมฺม  ได้เพื่อนดีก็เพราะบุญ
   22. วิชฺชาวิมุตฺติ   ได้วิชชาวิมุตติก็เพราะบุญ
   23. ปฏิสมฺภิทา  แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ เพราะบุญ
   24. วิโมกฺขา  ได้วิโมกข์ ๓ วิโมกข์ ๘ เพราะบุญ
   25. สาวกปารมี  ได้เป็นพุทธสาวกเพราะบุญ

   26. ปจฺเจกโพธิ  ได้เป็นปัจเจกพุทธเพราะบุญ
   27. พุทฺธภูมิ  เป็นพระพุทธเจ้าเพราะบุญ
   28. สุขานํ นิทานํ   เป็นต้นเหตุของความสุขทุกอย่าง
   29. สมฺปตฺตีนํ มูลํ   เป็นรากเหง้าของสมบัติทั้งปวง
   30. โภคานํ ปติฏฺฐา   เป็นที่ตั้งอาศัยของโภคะ

   31. วิสมคตาสฺสตาณํ  เป็นเครื่องป้องกันในวัฏสงสาร
   32. ทานาสทิโส อวสฺสโย  ที่พึ่งอาศัยอื่นไม่เท่าบุญ
   33. สีหาสนสทิสํ  เป็นที่อยู่ดุจที่อยู่ของราชสีห์
   34. มหาปฐวีสทิสํ  เป็นที่อาศัยดุจดังแผ่นดิน
   35. รชฺชุสทิสํ  เป็นดุจเชือกยึดเหนี่ยวไว้

   36. นาวาสทิสํ  เป็นดุจเรือพาข้ามฟากพ้นทุกข์
   37. สงฺคามสูโร  เป็นบุคคลแกล้วกล้าในสงคราม
   38. สุสงฺขตนครํ  เช่นเดียวกับพระนครที่ตกแต่งแล้ว
   39. ปทุมสทิสํ  เช่นกับดอกปทุมหอมไม่เปี้อนสกปรก
   40. อคฺคสทิสํ  เช่นไฟเพราะเผาบาปให้หมดไป

   41. อาสีวิสสทิสํ  เช่น อสรพิษ เพราะตัดบาปทิ้ง
   42. สีหสทิสํ  เช่น ราชสีห์ องอาจกล้าหาญ
   43. เสตวสภสทิสํ  เช่น โคอุสุภราช เพราะประเสริฐสุด
   44. หตฺถีสทิสํ  เช่น พระยาช้าง เพราะกำลังมาก
   45. วลาหกสฺสราชสทิสํ  เช่น ม้าวลาหก ข้ามวัฏฏะได้เร็ว

   46. คตมคฺคํ  เป็นทางที่ปราชญ์ได้เดินแล้ว
   47. พุทฺธวํสํ  เป็นวงศ์ของพระพุทธเจ้าทุกองค์

ปราชญ์จึงสรรเสริญว่า บุคคลผู้ได้ทำบุญไว้ปางก่อน ดีอย่างนี้





Thank to : dhamma.serichon.us/2018/08/12/อานิสงส์ของบุญ-๔๗-ประก/
Date : 12 สิงหาคม 2018 ,By admin.
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ข้าว” ต้นแรกในโลก เกิดที่เมืองจีน เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2022, 06:46:02 am

ภาพจาก นิตยสารศิลปวัฒนธรรม


“ข้าว” ต้นแรกในโลก เกิดที่เมืองจีน

ใครจะรู้ว่า ข้าวสวยร้อนๆ ที่เสิร์ฟกับเป็ดย่างและกุ้งราดซอสตามภัตตาคารจีนที่คุณชื่นชอบนั้น บรรพบุรุษของมันถือกําเนิดเมื่อ 9,000 ปีที่แล้ว หรืออาจจะเก่ากว่านั้น

ประเทศจีน คือแหล่งกําเนิดของข้าวปลูก ซึ่งทําให้พวกหาของป่า-ล่าสัตว์หันมาตั้งหลักปักฐานเป็นผู้ใช้แรงงานและเพาะปลูก ตามความเห็นของ Richard S. MacNeish นักโบราณคดีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง ผู้ซึ่งทําการขุดค้นในประเทศจีนตั้ง แต่ พ.ศ. 2536 โดยโครงการร่วมมือพิเศษกับรัฐบาลจีน

“อารยธรรมจีนไม่สามารถดํารงอยู่ได้ หากปราศจากข้าว”

MacNeish กล่าวไว้ที่เมืองลอสแองเจลิส ระหว่างการเดินทางกลับประเทศจีนเพื่อขุดค้นครั้งต่อไป

“นั่นเป็นเพราะว่า ข้าวปลูก ทําให้คนเริ่มมาอาศัยอยู่รวมกัน”

MacNeish เป็นประธานมูลนิธิ Andover เพื่อการวิจัยทางโบราณคดี และเคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยบอสตันมาก่อน เขาศึกษาหาแหล่งกําเนิดข้าวอันเป็นอาหารหลักของประชากรครึ่งโลกมาเป็นเวลานานแล้ว เขามีความเชี่ยวชาญโบราณคดีด้านเกษตรกรรม การค้นพบแหล่งโบราณคดีที่มีหลักฐานการเพาะปลูกข้าวโพด ฟักทอง และพืชชนิดอื่นๆ ที่เก่าที่สุดในอเมริกา สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก

MacNeish จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชิคาโกมา เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว ปัจจุบัน [พ.ศ.2538] อายุ 78 ปี เขาขุดค้นมาแล้วทั่วโลก มีผลงานตีพิมพ์กว่า 300 เรื่อง ทั้งหนังสือและบทความ

MaclNeish กล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่า “ผมได้คลานเข้าคลานออกตามถ้ำต่างๆ มากกว่าพวกมนุษย์ถ้ำนีแอนเดอลจริง ๆ เสียอีก”

@@@@@@@

เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ค้นพบถ้ำในนิวเม็กซิโก ซึ่งพบหลักฐานลายนิ้วมือมนุษย์คนแรกในอเมริกา บนเตาไฟดินเหนียว ซึ่งอาจจะมีอายุถึง 40,000 ปีมาแล้ว

ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 Macleish เป็นผู้อํานวยการร่วมของโครงการโบราณคดี อันเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภาวัฒนธรรมแห่งชาติของจีน เมื่อ พ.ศ. 2535 โดยเขามีเพื่อนร่วมงานเป็นนักโบราณคดีจีน คือ หยาน เวนหมิง (Yan Wenming) จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ MacNeish ทํางานอย่างลุล่วง ไปด้วยดี ซึ่งน้อยนักที่นักวิจัยต่างชาติจะมีโอกาสเช่นนี้

ในการขุดค้นร่วมกับหยาน และทีมงานชาวอเมริกันและชาวจีนอีก 50 คน MacNeish ได้พบร่องรอยของข้าวป่าที่มีอายุถึง 16,000 ปีมาแล้ว และข้าวปลูกที่มีอายุเก่าถึง 9,000 ปี

หลักฐานที่พบ อาทิ เศษภาชนะดินเผาอย่างหยาบ, สะเก็ดหิน, ชิ้นส่วนกระดูกและเศษต้นข้าวสมัยโบราณ ทีมงานขุดได้จากถ้ำสองแห่งในหุบเขาใกล้เมืองหนานชาง (Nanchang) เมืองหลวงของมณฑลเจียงสี (Jiangxi) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน

“ข้าวไหม้ที่พบในหม้อดิน แสดงว่าแม่บ้านสมัยก่อนฝีมือ การหุงข้าวแย่เอามากๆ” MacNeish กล่าวติดตลก

แต่ผลการวิเคราะห์เศษข้าวไหม้ โดยการส่องกล้องจุลทรรศน์นั้น แสดงให้เห็นว่า การเพาะปลูกข้าวเริ่มต้นที่ประเทศจีน


@@@@@@@

MacNeish กล่าวว่า ในถ้ำทั้งสองแห่งที่ทีมงานขุดค้น มีชั้นดินทางวัฒนธรรมหลายชั้น ตั้งแต่ 6,000 ปี จนถึง 30,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สังคมผลิตอาหารยุคต้นๆ ย้อนกลับไปถึงสังคมหาของป่าล่าสัตว์

ประมาณ 16,000 ถึง 13,000 ปีมาแล้ว ยุคน้ำแข็งใกล้จะสิ้นสุด สัตว์ใหญ่หลายชนิดสูญพันธุ์ไป ดังนั้นพวกที่ล่าสัตว์จึงต้องเริ่มสะสมข้าวป่าและพืชเพื่อเป็นอาหาร

จากนั้นประมาณ 10,000 ปีมาแล้ว มีบางคนได้พบข้าวพันธุ์ อันเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของการเพาะปลูกข้าว และการ เพาะปลูกข้าวในนาคงจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 9,000 ปีที่แล้ว

MachNeish กล่าวว่า ข้าวพันธุ์ใหม่ที่พบนี้ไม่เหมือนกับข้าวป่าที่มีก้านและใบเดี่ยว แต่ข้าวพันธุ์ใหม่มีถึง 5 ก้าน ย่อมหมายถึง จํานวนอาหารที่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

ในสมัยโบราณมนุษย์ก็คงอยากรู้อยากเห็นเหมือนกับสมัยนี้ สั่งสมประสบการณ์จากการปลูกข้าวพันธุ์ใหม่

“พวกเขายินดีกับผลที่ได้รับ ลงแรงน้อยแต่ได้อาหารมาก” เขากล่าว

จากนั้นมนุษย์ก็เริ่มทดลองปลูกข้าวในที่เปียก

“จุดเริ่มต้นของการเพาะปลูกข้าวในนาเริ่มเมื่อ 9,000 ปี มาแล้ว”

ช่วงเวลานี้ที่มนุษย์เริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าเขาเพาะเมล็ดพืชในดิน เขาก็จะมีอาหารชนิดอื่น ๆ

“ในไม่ช้ามนุษย์ก็มีอาหารเพียงพอที่จะดํารงชีวิตอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้ทั้งปี พวกเขาปลูกพืชมากขึ้น จนปักหลักปักฐานอย่างถาวร พวกเขาก็คือชาวนาในหมู่บ้านนั่นเอง” เขากล่าว

@@@@@@@

ผลการทดสอบตัวอย่างดินจากถ้ำต่างๆ ด้วยกล้อง จุลทรรศน์ พบเซลล์เดียวชื่อ Phytoliths ซึ่งได้มาจากต้นข้าว

ผลจากการวิเคราะห์กระดูกมนุษย์ที่พบในถ้ำ ปรากฏว่า พบธาตุคาร์บอนและไนโตรเจนในกระดูก สามารถกล่าวได้ว่า กระดูกเหล่านี้เป็นของมนุษย์ที่กินข้าวเป็นหลัก

MacNeish อธิบายว่า นักวิจัยสามารถกําหนดอายุของหลักฐานต่างๆ ได้ โดยการหาปริมาณของคาร์บอน-14 ซึ่งมันดูดซับจากสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ เมื่อมนุษย์กินพืช มนุษย์ก็จะรับเอาธาตุคาร์บอนเข้าไปสะสมอยู่ในกระดูก พืชแต่ละชนิดจะมีธาตุคาร์บอนในอัตราส่วนที่แน่นอน และสัดส่วนเหล่านี้จะยังคงอยู่ในกระดูก อันสามารถบ่งบอกถึงภาวะทางโภชนาการของมนุษย์ได้

“ข้าว มีลักษณะที่พิเศษมาก” เขากล่าว

การกําหนดอายุโดยวิธีคาร์บอน-14 เคยใช้มาแล้วในการวิเคราะห์อาหารของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในนิวเม็กซิโก

จนกระทั่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีความเชื่อว่า การเพาะปลูกข้าวครั้งแรกเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้ กับประเทศพม่าและไทยทุกวันนี้

แต่นับว่าโชคดีที่ได้พบข้าวไหม้ในถ้ำ “จีนมีความสุข เพราะมันคือชื่อเสียงระดับชาติ” เขากล่าว

ในการเดินทางไปจีนครั้งนี้ MacNeish ได้วางแผนที่จะ ขุดค้น 3 ครั้งในพื้นที่เดียวกัน เขาต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับ ภาชนะดินเผายุคแรกให้ได้มากกว่านี้ และต้องการกําหนดอายุให้แน่นอนกว่านี้

ดังนั้นเขาจึงต้องการขุดให้ทุกชั้นดินของหมู่บ้านซึ่งสร้างทับซ้อนกันมาหลายสมัย เนินดินที่มีชั้นวัฒนธรรมถึง 25 สมัย นี้กําลังกวักมือเรียกเขา

แต่ละชั้นดินบอกแต่ละเสี้ยวประวัติศาสตร์ จาก 25,000 ปีที่แล้วจนถึงยุคราชวงศ์ชาง ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วง 3,597 จนถึง 3,060 ปีมาแล้ว ยุคที่เมืองถือกําเนิดขึ้น

แล้วอนาคตล่ะ.?
MaeNeish กล่าวว่า “ถ้าผมยังไม่ตายซะก่อน ผมจะหาต้นกําเนิดของข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์”







ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 18, ฉบับที่ 2 (ธ.ค. 2539)
ผู้เขียน   : ขวัญฤทัย ชิ้นมาลัย, ภูวดล สุวรรณดี
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 20 พฤษภาคม 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_87150
บทความนี้ผู้เขียน เก็บความจาก RICE STALKING ITS ORIGINS โดย K. CONNIE KANG แห่งนิตยสารไทม์ส
17  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / บุคคลที่ไม่ควร ทำสันธิ(ไมตรี) ๒๐ ประเภท เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2022, 07:51:46 am



บุคคลที่ไม่ควร ทำสันธิ(ไมตรี) ๒๐ ประเภท

    1. เด็ก โลเลไม่เต็มใจ
    2. คนแก่ ไม่ค่อยเอาธุระ
    3. คนขี้โรค ไร้สมรรถภาพ
    4. ผู้ญาติขับไล่ มักถูกทำลาย
    5. คนขลาด ทำลายตนเอง

    6. ผู้มีบริษัทขลาด ละทิ้งง่าย
    7. คนโลภ ไม่สู้คน
    8. ผู้มีบริวารโง่ หนีง่าย
    9. มีบริวารเกลียด
   10. คนบ้ากาม มักเสียการ

   11. ผู้มีที่ปรึกษาย้ายได้
   12. ผู้หมิ่นเทพเจ้า
   13. ผู้มีเวรกำจัดอยู่
   14. ผู้ใฝ่ฝันแต่เคราะห์
   15. ผู้ถูกทุรภัยเบียน

   16. ผู้มีใจหดหู่
   17. ผู้ไม่อยู่ในประเทศของตน
   18. ผู้มีศัตรูมาก
   19. ผู้ไม่ประกอบตามเวลา
   20. ผู้ละเลยสัตย์ธรรม




Thank to : dhamma.serichon.us/2018/08/12/บุคคลที่ไม่ควรทำสันธิ/
Date : 12 สิงหาคม 2018, By admin.
photo : pinterest
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมัยแรก พระป่า-พระธรรมยุต ก่อนพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นอย่างไร.? เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2022, 07:25:51 am
ขอบคุณภาพจาก https://lzd-img-global.slatic.net/


สมัยแรก พระป่า-พระธรรมยุต ก่อนพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นอย่างไร.?

เมื่อกล่าวถึง “พระป่า” ภาพที่นึกถึงก็เป็น พระที่ออกไปธุดงค์ แสวงหาสถานที่สงบๆ เพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนา โดยพระป่าที่ได้รับการยกย่องในสายพระป่าที่ได้รับการยอกย่องเป็น “พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า” ก็ต้องยกให้ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่มีศิษย์เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ที่ชาวบ้านศรัทธาจำนวนมาก โดยเฉพาะทางจังหวัดอุดรธานี หนองคาย นครพนม สกลนคร อุบลราชธานี นครราชสีมา ขอนแก่น ฯลฯ

แล้วก่อนหน้า พระอาจาย์ทมั่น ภูริทัตโต พระป่า-ธรรมยุต สมัยแรกเป็นอย่างไร คำถามนี้ ธัชชัย ยอดพิชัย ตอบไว้ในบทความชื่อ “ต้นวงศ์ ‘พระป่า-ธรรมยุต’ สมัยรัชกาลที่ 3 : จิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระไตรปิฎก วัดบวรนิเวศวิหาร” (ศิลปวัฒนธรรม, เมษายน 2554) ซึ่งขอคัดย่อบางส่วนมานำเสนอดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

เมื่อกล่าวถึงพระภิกษุในพระพุทธศาสนานั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายคันถธุระ” และ “ฝ่ายวิปัสสนาธุระ”

พระภิกษุ “ฝ่ายคันถธุระ” จะศึกษาพระปริยัติธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดความรอบรู้ในหลักธรรม เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติ และสั่งสอนผู้อื่นต่อไป ส่วนใหญ่พระภิกษุฝ่ายคันถธุระ มักจะอยู่ที่วัดในเมืองหรือหมู่บ้าน เพื่อความสะดวกในการแสวงหาความรู้เพื่อตนเองจากแหล่งความรู้ต่างๆ และได้ใช้ความรู้นั้นๆ สั่งสอนผู้อื่นได้ง่าย ได้บ่อยครั้งและได้เป็นจำนวนมาก จึงเรียกพระภิกษุฝ่ายนี้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ฝ่ายคามวาสี” หรือ “พระบ้าน”

ส่วนพระภิกษุ “ฝ่ายวิปัสสนาธุระ” นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จริงจังโดยเน้นที่การฝึกจิตในด้านสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลดังกล่าวจำเป็นต้องหาที่สงบสงัด ห่างไกลต่อการรบกวนจากภายนอกในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นพระภิกษุฝ่ายนี้จึงออกไปสู่ป่าเขา แสวงหาสถานที่ เพื่อที่จะบำเพ็ญสมาธิภาวนาอย่างได้ผล จึงเรียกพระภิกษุฝ่ายนี้ว่า “ฝ่ายอรัญวาสี” หรือ “พระป่า” หรือ “พระธุดงค์”

@@@@@@@

“พระป่า” ในไทย ถ้าในรอบกว่าศตวรรษที่ผ่านมา แบ่งเป็นสายใหญ่ๆ ได้ 2 สาย คือ
    - สายแรกเป็นพระป่าฝ่ายธรรมยุต หรือเรียกว่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
    - ส่วนสายที่ 2 เป็นพระป่าฝ่ายมหานิกาย ที่เป็นหลักใหญ่ คือ สายหลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี และหลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี

เบื้องต้นนี้ขอเสนอข้อมูลพอสังเขปที่กล่าวถึง “พระป่า-ธรรมยุต” (ในภาคอีสาน) ข้อมูลแรกมาจาก “ต้นตระกูลกรรมฐาน”  แสดงโดยพระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เนื่องในวันบูรพาจารย์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2539 (ข้อมูลจากhttp://www24.brinkster.com)

“บูรพาจารย์” หมายถึง อาจารย์ผู้เกิดก่อนเรา ท่านเกิดก่อนเรา ท่านบวชก่อนเรา ท่านสอนเรามาก่อน จึงได้ชื่อว่า พระบูรพาจารย์

อันดับของพระบูรพาจารย์ในภาคอีสาน อันดับแรก ท่านอริยกวี (อ่อน) (พระอริยกวี (อ่อน)) เป็นพระอุปัชฌาย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)ได้ไปอุปสมบทในสำนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งสมัยนั้นพระองค์ยังทรงอุปสมบทอยู่ ยังไม่ทรงลาผนวชออกมาครองเมือง แล้วท่านผู้นั้นก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมเรียนรู้พระธรรมวินัย แล้วก็นำธรรมวินัยซึ่งถอดแบบจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ไปประดิษฐานคณะพระกรรมฐานธรรมยุตสงฆ์ที่วัดสีทอง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อสิ้นบุญบารมีของท่านอริยกวี (อ่อน) ก็ตกทอดมาถึงท่านพันธุละ ซึ่งเป็นสหธรรมิกของท่าน

ถัดจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเดชพระคุณ เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ท่านบริหารกิจการพระศาสนาทั้งฝ่ายปริยัติและทั้งฝ่ายปฏิบัติ ภาษากฎหมายเขาว่า คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ คันถธุระ มีหน้าที่จัดการบริหาร ปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ตราเป็นกฎหมายสงฆ์ขึ้นมาเรียกว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และก็จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม คือ สอนนักธรรม สอนบาลี สอนทั้งการปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน สอนจนกระทั่งสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เป็นนักปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม ขนาดขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ พอขยับตัว ขาหัก ยังนั่งเทศน์เฉย เอาซิ


@@@@@@@

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี้แหละ ท่านมีลูกศิษย์ 2 องค์ องค์หนึ่งคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) ตอนนี้มาแยกสายกัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) เป็นผู้ทำธุระในฝ่ายคันถธุระแล้วลูกศิษย์อีกองค์หนึ่งคือ พระเดชพระคุณ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นี้ ทำหน้าที่เฉพาะฝ่ายปฏิบัติฝ่ายเดียว

พระธุดงค์ในภาคอีสานที่ออกเดินธุดงค์ไปตามหัวเมืองน้อยเมืองใหญ่ ตามป่าตามชนบทเป็นองค์แรกเท่าที่รู้มา คือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลังจากที่ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วประมาณ 6 พรรษา ก็มาได้ลูกศิษย์องค์สำคัญ คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นี่เป็นกำลังสำคัญ

ถ้าจะเปรียบเทียบผู้สอนหนังสือ หลวงปู่เสาร์สอนได้เฉพาะแต่ระดับประถมและมัธยม แต่หลวงปู่มั่นสอนถึงระดับมหาวิทยาลัยจนถึงปริญญาเอก ทีแรกหลวงปู่มั่นมาเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่เสาร์แต่บุญบารมีของหลวงปู่มั่นนั้น บุญวาสนาของท่านมีปฏิภาณรวดเร็ว การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าได้ดี แล้วลงผลสุดท้าย ขั้นสมถะพระอาจารย์เสาร์สอนพระอาจารย์มั่น ขั้นวิปัสสนาพระอาจารย์มั่นย้อนกลับมาสอนพระอาจารย์เสาร์ อาจารย์กลับเป็นลูกศิษย์ ลูกศิษย์กลับเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็ยังมีความเคารพต่อกันอย่างสุดซึ้ง ซึ่งหาความเคารพของพระภิกษุสามเณรปัจจุบันนี้มีต่อครูบาอาจารย์นั้น จะเปรียบเทียบอย่างท่านไม่ได้เลย แม้ว่าท่านจะเก่งกว่าอาจารย์ในทางภูมิจิต ภูมิธรรม ท่านก็ไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน เคารพปรนนิบัติอยู่จนกระทั่งมรณภาพตายจากกันไป อันนี้คือจุดเริ่มของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน

อยู่มาภายหลัง พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ไปเรียนหนังสืออยู่ที่วัดสุทัศน์ จังหวัดอุบลราชธานี พอดีในพรรษานั้น พระอาจารย์มั่นไปจำพรรษาที่วัดบูรพาฯ ซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกัน ไม่ทราบว่าเป็นพ.ศ. เท่าใด ทีนี้พระอาจารย์ดูลย์ กับ พระอาจารย์สิงห์ เวลาว่างจากเรียนพระปริยัติธรรม ว่างจากการสอนหนังสือ (เมื่อก่อนนี้ โรงเรียนชั้นประถมนี้อยู่ในวัด) พอตกค่ำก็ไปเฝ้าพระอาจารย์มั่น ไปเรียนกรรมฐาน ไปฟังเทศน์ฟังธรรมพระอาจารย์มั่น ในทางปฏิบัติสมาธิ สมถภาวนา แล้วมาปฏิบัติตาม เกิดผลจิตสงบเป็นสมาธิ มีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข ทั้งสององค์ท่านก็เลยตัดสินใจเลิกเรียนปริยัติธรรมติดตามพระอาจารย์มั่นไปเป็นลูกศิษย์ เดินธุดงค์ไปทั่วภาคอีสาน”

@@@@@@@

ข้อมูลอีกส่วนที่ขอคัดมานำเสนอมีความสำคัญต่อการอธิบาย ต้นวงศ์ “พระป่า-ธรรมยุต” สมัยแรกอยู่มาก คือสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงครองสมณเพศเป็น “วชิรญาณภิกขุ” ในสมัยรัชกาลที่ 3  หนังสือ “ประวัติคณะธรรมยุต” จัดพิมพ์เนื่องในวาระงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 200 ปี วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547 โดย คณะกรรมการบริหารคณะธรรมยุต ได้ค้นคว้ากล่าวถึงการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฟื้นฟูการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระไว้ว่า “ทรงฟื้นฟูการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระ”

การคณะสงฆ์ไทยแต่โบราณมา จัดการปกครองออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายคามาวาสี มีหน้าที่เอาธุระศึกษาเล่าเรียนพระคัมภีร์ เรียกว่า ฝ่ายคันถธุระ มีพระสังฆราชา หรือพระสังฆราชเป็นประมุขปกครองดูแล และมีพระสังฆนายกรองลงมาเป็นผู้ช่วย ฝ่ายอรัญวาสี มีหน้าที่เอาธุระศึกษาอบรมทางสมณะและวิปัสสนา เรียกว่า ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีพระสังฆราชา หรือพระสังฆราช เป็นประมุขปกครองดูแล และมีพระสังฆนายกรองลงมาเป็นผู้ช่วยเช่นเดียวกัน แต่ละฝ่ายต่างปกครองดูแลคณะของตนโดยไม่ขึ้นแก่กัน

แบบแผนการคณะสงฆ์ของไทยได้ดำเนินมาในลักษณะนี้จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง คือมีพระสังฆราชา หรือพระสังฆราช ซึ่งต่อมาเรียกว่าสมเด็จพระสังฆราช แต่พระองค์เดียว เป็นประมุขของสังฆมณฑล แต่ให้มีพระสังฆนายกฝ่ายคามวาสี และพระสังฆนายกฝ่ายอรัญวาสี ซึ่งต่อมาเรียกว่า ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย เป็นผู้ช่วยสมเด็จพระสังฆราช ปกครองดูแลในฝ่ายนั้นๆ แบบแผนการคณะสงฆ์ลักษณะนี้ได้ดำเนินสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง

ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนแปลงการคณะสงฆ์จากเดิมที่จัดเป็นฝ่ายคามวาสีและฝ่ายอรัญวาสี เป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ โดยให้แต่ละฝ่ายปกครองดูแลทั้งพระสงฆ์สามเณรคามวาสีและอรัญวาสี ดังปรากฏในสร้อยนามสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ และเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายใต้ว่า ‘มหาอุดรคณฤสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี’ และ ‘มหาทักษิณคณฤสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี’ ทั้งนี้เพราะพระสงฆ์สามเณรฝ่ายอรัญวาสีมีน้อยลงจนไม่พอที่จะจัดการปกครองเป็นฝ่ายหนึ่งต่างหากเช่นแต่ก่อน แต่ยังคงให้มีเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีไว้โดยไม่มีวัดในปกครอง เพราะมีหน้าที่ต้องตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขึ้นแล้ว ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีก็เป็นอันยกเลิกไป เพราะไม่มีวัดฝ่ายอรัญวาสีขึ้นอยู่ในปกครอง


@@@@@@@

จากลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ของไทยแต่โบราณมาจะเห็นได้ว่า วิปัสสนาธุระ ถือว่าเป็นหน้าที่ที่พระสงฆ์สามเณรจะต้องศึกษาอบรมกันอย่างจริงจัง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงอุปถัมภ์บำรุงอย่างเต็มที่ ถึงกับทรงตั้งสังฆราชาและพระสังฆนายกปกครองดูแลกันเองอย่างเป็นเอกเทศ แต่การศึกษาอบรมฝ่ายวิปัสสนาธุระค่อยจืดจางลงตามลำดับ พระสงฆ์สามเณรฝ่ายอรัญวาสีก็ลดน้อยลงตามกาล วัดฝ่ายอรัญวาสีก็ลดน้อยลงจนไม่พอที่จะจัดการปกครองเป็นฝ่ายหนึ่งหรือคณะหนึ่งต่างหากจากฝ่ายคามวาสี

ที่สุดฝ่ายอรัญวาสีหรือคณะอรัญวาสีก็เป็นอันยกเลิกไป พระสงฆ์สามเณรฝ่ายอรัญวาสีที่ยังคงพอมีอยู่จึงรวมอยู่ในปกครองของฝ่ายคามวาสีสืบมาจนปัจจุบัน เป็นอันว่าธุระหรือหน้าที่ประการหนึ่งของพระสงฆ์สามเณร คือวิปัสสนาธุระได้ถูกลืมเลือนไปหรือได้รักบารเอาใจใส่น้อยลงตามลำดับจนเกือบจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ในตอนปลายรัชกาลที่ 2 ได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระให้เข้มแข็งขึ้นครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาพระเถราจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระทั้งในกรุงและหัวเมืองเข้ามาตั้งเป็นพระอาจารย์บอกกรรมฐาน แล้วส่งไปประจำอยู่ตามวัดต่างๆ ทั้งในกรุงและหัวเมือง เพื่อสั่งสอนพระกรรมฐานแก่พระสงฆ์สามเณรและอุบาสกอุบาสิกา แต่พระอาจารย์กรรมฐานที่ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาทั้งจากในกรุงและจากปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือครั้งนั้นก็มีเพียง 76 รูป ฉะนั้น การฟื้นฟูการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระเมื่อครั้งนั้น จึงคงเป็นไปไม่ได้ทั่วถึงและเมื่อสิ้นรัชกาลที่ 2 แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการอย่างใดต่อไปอีก

จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การศึกษาของภิกษุสามเณรฝ่ายคันถธุระ เจริญก้าวหน้าไปเป็นอันมาก เพราะได้รับการส่งเสริมและเอาใจใส่ดูแลด้วยดีตลอดมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระกลับซบเซาลงไปตามลำดับ เพราะขาดการส่งเสริมและเอาใจใส่อย่างจริงจัง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยเมื่อเสด็จประทับ ณ วัดสมอรายนั้น นอกจากจะทรงกวดขันให้ภิกษุสามเณรที่ถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนฝ่ายคันถธุระหรือพระปริยัติธรรมอย่างจริงจังแล้ว ยังทรงแนะนำให้ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ทั้งทางสมถะและทางวิปัสสนา ให้ภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์หลวงทั้งหลายได้ศึกษาและปฏิบัติ ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาแสดงแนวทางการศึกษาอบรมทั้งทางสมถะและวิปัสสนาไว้หลายเรื่อง เช่น วิปัสสนาวิธี วิปัสสนากรรมฐาน อารักขกรรมฐานสี่ พรหมจริยกถา เป็นต้น

@@@@@@@

แม้พระองค์เองก็ทรงนำในทางปฏิบัติดังเป็นที่ทราบกันว่า เมื่อถึงหน้าแล้งจะทรงนำพระศิษย์หลวงออกจาริกไปตามป่าเขาในหัวเมืองต่างๆ ในมณฑลนครชัยศรี มณฑลราชบุรี มณฑลอยุธยา มณฑลนครสวรรค์  ตลอดไปจนถึงมณฑลพิษณุโลก เพื่อบูชาปูชนียสถานสำคัญและแสวงหาที่วิเวกเจริญสมณะและวิปัสสนากรรมฐาน เป็นประจำแทบทุกปี เป็นการวางแบบอย่างให้ภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุตถือเป็นแนวทางการศึกษาและปฏิบัติพระศาสนาสืบมา

ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏว่า พระสงฆ์ธรรมยุตในชั้นต้นมักเป็นผู้เอาธุระทั้งสองอย่างเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ ในฤดูฝน อยู่จำพรรษาตามอาราม ศึกษาเล่าเรียนพระคัมภีร์ เป็นการเอาธุระฝ่ายคันถธุระ เมื่อถึงฤดูแล้ง มักจาริกไปตามป่าเข้าเพื่อแสวงหาที่วิเวกเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเอาธุระฝ่ายวิปัสสนาธุระ

พระเถรานุเถระธรรมยุตในยุคแรกจึงมักเป็นที่ปรากฏต่อสายตาสาธุชนว่าเป็นพระกรรมฐาน แม้พระเถระผู้ใหญ่จำนวนมากก็ปรากฏชื่อเสียงเกียรติคุณในทางวิปัสสนาธุระ เช่น

– พระอมราภิรักขิต (เกิด อมโร ป.9) วัดบรมนิวาส
– สมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทฺธสิริ ป.9) วัดโสมนัสวิหาร
– สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี อโนมสิริ ป.9) วัดปทุมคงคา
– สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เขียว จนฺทสิริ ป.8) วัดราชาธิราช
– พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท ป.4) วัดบรมนิวาส
– พระครูสิริปัญญามุนี (อ่อน เทวนิโภ) เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดปราจีนบุรี
– พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นต้น

เพราะเหตุนี้ จึงได้ถือเป็นประเพณีนิยมในคณะธรรมยุตว่า พระเถรานุเถระเป็นผู้ปกครองหมู่คณะ ควรเป็นผู้เอาใจใส่ในวิปัสสนาธุระ คือปฏิบัติกรรมฐานด้วย แม้จะสำนักอยู่ในอารามที่เป็นคามวาสี ทั้งนี้เพื่อจักได้เป็นแบบอย่างแก่ภิกษุสามเณรในปกครองสืบไป

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวชอยู่ จึงได้ชื่อว่าทรงเป็นผู้ฟื้นฟูการปฏิบัติกรรมฐานให้เป็นที่นิยมในหมู่ภิกษุสามเณรขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และยังผลให้เป็นที่นิยมแพร่หลายตลอดไปถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไปในเวลาต่อมาด้วย”

หนังสือ “ประวัติคณะธรรมยุต” ทำให้เห็นภาพ ต้นวงศ์ “พระป่า-ธรรมยุต” สมัยรัชกาลที่ 3 ที่เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงเป็นผู้ฟื้นฟูฝ่ายวิปัสสนาธุระ ดังปรากฏว่า พระสงฆ์ธรรมยุตในชั้นต้นมักเป็นผู้เอาธุระทั้งสองอย่างเป็นส่วนใหญ่ คือเป็นทั้ง “พระบ้าน” และ “พระป่า” อนึ่งก็คือภาพสะท้อนสภาพความเป็นธรรมชาติที่ยังมีอยู่มากในอดีตที่ป่ากับชุมชนยังมิได้แยกอย่างชัดเจนดังเช่นสังคมยุคสมัยปัจจุบันที่ชุมชนสังคมเมืองขยายรุกไปยังป่า





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน   : เสมียนนารี
เผยแพร่ : วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 2565
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_87043
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชมวัดงามกรุงอโยธยาเมืองมรดกโลก เราจะข้ามเวลามาพบกัน เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2022, 07:11:10 am



ชมวัดงามกรุงอโยธยาเมืองมรดกโลก เราจะข้ามเวลามาพบกัน^^

ทริปนี้พาย้อนอดีตกาล ชมวัดงามกรุงศรีอยุธยา เมืองมรดกโลก ที่เคยเป็นศูนย์กลางของประเทศสยามสืบต่อกันมายาวนานถึง 417 ปี


ฝากกดติดตามเพจท่องเที่ยวด้วยนะเจ้า อัพเดทสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ สถานที่สวยงามมากมายที่ ไปแอ่วกัน funtrips และ ช่องยูทูปของเพจ กดเข้าชมที่ตัวอักษรที่ฟ้าได้เลยเจ้า

วัดแรกที่พาชม  วัดมหาธาตุ



วัดมหาธาตุ เป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร และเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชค่ะ  เป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น จะประทับอยู่ที่วัดป่าแก้วค่ะ (วัดใหญ่ชัยมงคล)


วัดนี้เป็นพระอารามหลวง สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัยสมเด็จพระราเมศวร











เจดีย์รายแปดเหลี่ยม  งดงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแปลกตา ลักษณะคล้าย “ถะ” หรือสถูปเจดีย์แบบจีน คือเป็นแปดเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น ต่างกันตรงที่มีส่วนยอดเป็นพระปรางค์ขนาดเล็ก


เจดีย์รูปแบบนี้กล่าวได้ว่ามีน้อยยิ่งกว่าน้อย นั่นคือพบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในพระนครศรีอยุธยา โดดเด่นเป็นสง่าอยู่นอกระเบียงคดของวัด ท่ามกลางปรางค์รายที่ตั้งเรียงเป็นแถวเป็นแนว



เศียรพระพุทธรูปหินทรายศิลปะอยุธยา  ที่มีรากไม้ปกคลุม  เข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความงดงามแปลกตามาก



วัดโลกยสุธารามหรือวัดพระนอน   ภายในวัดประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา   วัดนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา    คำว่า ‘โลกย’ มาจากคำว่า ‘โลกิยะ’ หมายถึง ของโลก ‘สุธา’ มีความหมายว่าน้ำอมฤต และ ‘อาราม’ หมายถึง วัด   โลกยสุธาราม จึงหมายถึงวัดที่เปรียบเสมือนน้ำอมฤตของโลก



พระนอนที่นี่ใหญ่ที่สุดกลางเกาะเมืองศรีอยุธยา ยาวถึง 42 เมตร สูงถึง 8 เมตร เชื่อกันว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง ราวปี พ.ศ. 1995 ค่ะ


องค์พระนอนหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก มีพระบาทเสมอกัน น่าจะเป็นปางปรินิพพาน


สีพระพักตร์อิ่มเอิบ ปิติ เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี พระเศียรมีฐานบัวรองรับอย่างสวยงาม



นอกจากนี้ วัดพระนอนยังมีร่องรอยของอาคารขนาดใหญ่ และระเบียงคดหลงเหลืออยู่ให้เห็น มีพระปรางค์สูงราว 30 เมตรโดดเด่นเป็นสง่าเป็นองค์ประธานของวัด ที่น่าเที่ยวชมมากค่ะ


พระนอนเป็นหนึ่งในมรดกแห่งอยุธยาที่ไม่มอดไหม้ไปพร้อมไฟสงคราม



วัดพระงาม 


“วัดพระงาม” หรือชื่อเดิมคือ วัดชะราม ตั้งอยู่บนเกาะนอกเมืองอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารว่าสร้างขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไร แต่จากหลักฐานการขุดแต่งทางโบราณคดีพบว่าวัดพระงามมีแผนผังเป็นแบบที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนต้นค่ะ


อุโบสถ  เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 34 เมตร มีมุกยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีประตูทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้านละ 2 บาน มีฐานชุกชีสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ทางทิศตะวันตกของอาคาร



จุดเด่นของวัดนี้คือ ประตูแห่งกาลเวลา  ที่สวยงามเหมือนเดินย้อนเข้าไปในอดีตกาล ซุ้มประตูวัดมีรากของต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี เลื้อยพันปกคลุมอยู่โดยรอบซุ้มประตู ส่วนลำต้นก็เจริญเติบโตสูงขึ้นไปด้านบนซุ้มประแลดูคล้ายหลังคาโดมขนาดใหญ่



มาเยี่ยมชมมรดกโลกที่งดงามกันได้ที่ พระนครศรีอยุธยาเจ้า

นอกจากนี้ยังมีวัดงามอีกหลายแห่ง เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล  และ วัดไชยวัฒนาราม ที่เคยพาเที่ยวชมมาแล้ว เข้าชมความงดงามได้ในลิ้งนี้เจ้า^^    วัดงามอยุธยา






ขอขอบคุณ :-
คอลัมน์ : ไปแอ่วกัน Fun Trip ,วันที่เดินทาง 11 เม.ย. 2565
Url : https://th.readme.me/p/40541?utm_source=line_today&utm_medium=line_today_feed&utm_campaign=line_today
วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565 ,เวลา 11.50 น.
20  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สติมโต สุเว เสยฺโย : คนมีสติเป็นผู้ประเสริฐทุกวัน | อย่า ๒๐ ประการ เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2022, 06:40:28 am



สติมโต สุเว เสยฺโย : คนมีสติเป็นผู้ประเสริฐทุกวัน | จงมีสติ : อย่า ๒๐ ประการ

    1. อย่าคบคนพาล
    2. อย่าหาญสู้เสือ
    3. อย่าเชื่อตำรา
    4. อย่าว่าคนบอ
    5. อย่ายอคนเห่อ

    6. อย่าเผลอสติ
    7. อย่าริเจ้าชู้
    8. อย่ารู้ก่อนบอก
    9. อย่าออกนอกทาง
   10. อย่าขวางน้ำเชี่ยว

   11. อย่าเลี้ยวเข้ารก
   12. อย่าพกปุยนุ่น
   13. อย่าอุ่นของเน่า
   14. อย่าเผามือมิตร
   15. อย่าคิดสู้ครู

   16. อย่าอยู่ไกลปราชญ์
   17. อย่าขาดเมตตา
   18. อย่าฆ่าความดี
   19. อย่าขี่เรือรั่ว
   20. อย่ามัวขี้เซา





Thank to : dhamma.serichon.us/2018/08/12/จงมีสติ-อย่า-๒๐-ประการ/
date : 2 สิงหาคม 2018 , By admin
Photo : pinterest
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จิตตก.! เพราะโซเชียล อยู่รึเปล่า.? ต้องดู “5 เคล็ดลับใช้โซเชียล” ห่างไกลซึมเศร้า เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2022, 06:13:13 am


จิตตก.! เพราะโซเชียล อยู่รึเปล่า.? ต้องดู “5 เคล็ดลับใช้โซเชียล” ห่างไกลซึมเศร้า

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดหนัก อากาศข้างนอกก็เปลี่ยนแปลงบ่อย.! ทำให้หลายคนต้องอยู่แต่บ้าน และใช้ช่วงเวลาอยู่กับ “โลกโซเชียลมีเดีย” หรือ “โลกออนไลน์” มากขึ้น หวังว่าจะช่วยแก้เหงา คลายเบื่อ แต่กลับกลายเป็นทำให้จิตตก ซึมเศร้า ไปสะอย่างงั้น.!! สาเหตุนั้นจะเป็นเพราะอะไร พร้อม 5 เคล็ดลับใช้โซเชียล ห่างไกลซึมเศร้า เติมพลังบวกให้ชีวิต

@@@@@@@

โรคเสพติดโซเชียลมีเดีย

หลายคนใช้โซเชียลมีเดียเป็นโลกใบที่ 2 สำหรับแสดงออกทางความรู้สึก อารมณ์ และความคิดของตนเอง และจะใช้มือถือตั้งแต่ตื่น ยันเข้านอน เพื่อติดตามข่าวสาร ฟีดแบค และคอมเมนท์ต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้เราเป็นโรคเสพติดโซเชียลมีเดีย (Social addiction) ได้โดยไม่รู้ตัว

แพทย์หญิงปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รพ.มนารมย์ ได้ให้เกณฑ์การวินิจฉัย โรคเสพติดโซเชียลมีเดีย ต้องมีอาการครบ 4 ข้อ ดังนี้

1. เล่นโซเชียลมากเกินไป เช่น ตื่นมาก็เล่นเลย ไม่กิน ไม่นอน จนเสียสุขภาพ เสียการเรียน การงาน
2. มีอาการถอนเมื่อไม่ได้เล่น เช่น หงุดหงิด อาละวาด ทำลายข้าวของ เครียด ซึมเศร้า
3. มีความต้องการที่จะเล่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เพิ่มจำนวนเวลาในการเล่น ความทันสมัยของอุปกรณ์
4. มีพฤติกรรมแย่ ๆ ตามมาเพื่อให้ได้เล่น เช่น ขโมยเงิน โกหก ทะเลาะกับคนรอบข้าง

“โรคเสพติดโซเชียลมีเดีย” มักพบร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่นได้บ่อย จำเป็นต้องให้การรักษาควบคู่กันไป เช่น โรคสมาธิสั้น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคกลัวการเข้าสังคม โรคย้ำคิดย้ำทำ พฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว การใช้สารเสพติด เป็นต้น


@@@@@@@

เหตุผลที่ทำให้จิตตก ซึมเศร้า จากโลกโซเชียล

ในปัจจุบันความสัมพันธ์ของคนกับโซเชียลมีเดียได้พัฒนาเป็นวงจรแห่งปัญหา เพราะ โลกโซเชี่ยลเป็นโลกที่เข้าถึงได้ง่ายมาก และยิ่งเราเสพสื่อต่าง ๆ อย่างเช่น Facebook Instagram Twitter TikTok มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งใส่ความรู้สึก หลงไปกับภาพลักษณ์ที่คนอื่นสร้างไว้จนเกิดการเปรียบเทียบกับตัวเราเองมากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น…

1. เห็นชีวิตคนอื่นดีกว่าเรา รวยกว่าเรา เลยทำให้รู้สึกแย่ที่ตัวเองมีไม่เหมือนเขา ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
2. เห็นคนอื่นมีความรักที่ดีกว่า เรียนจบสูงกว่า ครอบครัวอบอุ่นกว่า เลยทำให้ตัวเองเกิดความอิจฉา ริษยา
3. เห็นคนอื่นมีการมีงานที่ดีทำ เงินเดือนสูง มีหน้ามีตาในสังคม เลยรู้สึกกดดันตัวเอง ที่ทำไม่ได้เหมือนเขา
4. หลายคนโดนสังคมบูลลี่เรื่องหน้าตา ฐานะ จนรับไม่ไหว เสียใจ ร้องไห้ ไม่กล้าพบหน้าใคร
5. สุดท้ายจิตตก รู้สึกตัวเองไร้ค่า พยายามเท่าไหร่ ชีวิตก็ไม่ดีเหมือนคนอื่นเขา จนมีอาการเครียด ซึมเศร้า และอาจคิดฆ่าตัวตายได้

@@@@@@@

5 เคล็ดลับใช้โซเชียล ห่างไกลซึมเศร้า

1. ใช้เท่าที่จำเป็น หรือใช้อย่างมีประโยชน์
โลกโซเชี่ยลเปรียบเสมือนดาบ 2 คม มีทั้งประโยชน์อนันต์ และโทษมหันต์ หากเรามี “สติ” เลือกใช้เป็น เราก็จะได้ประโยชน์ ได้ความรู้เพิ่มเติม สามารถนำความรู้จากโลกออนไลน์ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือพัฒนางานของเราได้

2. หยุดเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น มีสติอยู่กับสิ่งที่เรามี ที่เราเป็น
ปัจจุบันสื่อโซเชี่ยล นิยมสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดี เพื่อหวังเพิ่มยอดไลก์ หรือทำให้คนอื่นยอมรับ ถ้าหากเราขาดสติ มีนิสัยชอบเอาตัวเราไปเทียบกับคนอื่นที่เขามีดีกว่า เราก็จะรู้สึกจิตตก ต่ำต้อย หดหู่ ตกเป็นเหยื่อของโลกโซเชี่ยลได้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องมีสติอยู่เสมอ เห็นแล้วก็ผ่านเลยไป ใครเขารวย ใครเขามีชีวิตดี เราก็แค่ยินดีกับเขา เท่านั้นพอ

3. เปลี่ยนจากอิจฉา มาเป็น แรงบันดาลใจ
ความอิจฉาที่เห็นผู้อื่นได้ดีกว่าเรา มีแต่บั่นทอนให้จิตใจเราแย่ลง ๆ สิ่งที่ควรทำ คือ เปลี่ยนจากความอิจฉา มาเป็นแรงบันดาลใจ พัฒนาตัวเองให้มีความรู้ ความสามารถ และรู้จักสร้างประโยชน์จากสิ่งที่เรามีให้แก่สังคม ถ้าเราทำได้เมื่อไหร่ สังคมก็จะยกย่องเรา และถือเราเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป…

4. ทำ Social Detox บำบัดสุขภาพจิตจากโลกโซเชียล
มีคนดังมากมายระดับโลก หรือแม้แต่ดาราไทยเอง ที่หันมาใช้ Social Detox หรือการประกาศหยุดพัก (ออกห่าง) จากโซเชียลมีเดีย โดยเริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้

– กำหนดเวลาเล่นสมาร์ทโฟน เช่น ทุก 1-2 ชั่วโมง กำหนดว่าจะเล่นครั้งละ 5 นาที หรือ 10 นาที
– Social Detox ทุกวันหยุด วันหยุดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะใช้ชีวิตออกห่างโซเชียลมีเดีย และหันมาใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ แทน
– งดเล่นสมาร์ทโฟนตอนนอน วิธีนี้จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น โดยให้งดเล่นก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง
– เริ่มตัดขาดโซเชียล เมื่อทำ 3 ข้อแรกได้แล้ว ก็จะสามารถเริ่มตัดขาดจากโซเชียลได้นานขึ้น อาจลองไม่เล่นเป็นเวลาสัก 1 อาทิตย์ จนกระทั่ง 1 เดือน เป็นต้น

5. ทำ “สมาธิ” ยาคลายเครียดชั้นดี.!
นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กล่าวว่า การฝึกทำสมาธิ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด วิธีที่แนะนำ คือ การนับลมหายใจของตัวเองเป็นหลัก และยุติการคิดเรื่องอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง การทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจสงบปลอดความคิดฟุ้งซ่าน ความกังวล เศร้า โกรธ ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียด


@@@@@@@

10 ตุลาคม วันสุขภาพจิตโลก

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้กำหนดให้วันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสุขภาพจิตโลก หรือ World Mental Health Day วัตถุประสงค์เพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิต รวมถึงการร่วมมือเพื่อป้องกัน และบำบัดรักษาผู้ที่เจ็บป่วยทางด้านจิตใจ





อ้างอิง : 1. รพ. มนารมย์ 2. สสส. 3. สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
Thank to : https://www.gedgoodlife.com/lifestyle/102052-social-media-and-mental-health/
date : 4 ต.ค. 21
22  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สมุดข่อย - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2022, 05:42:56 am



สมุดข่อย - อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC)

บทกลอนพรรณนาถึงความงดงามของสมุดข่อย ที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์ด้วยความศรัทธาไว้เป็นมรดกของแผ่นดิน ทุกอักขระ เส้นสายและลายสีที่ปรากฏล้วนเปี่ยมไปด้วยความวิจิตรบรรจง ล้ำค่าในงานพระศาสน์และทรงคุณค่าด้วยความงามแห่งศิลป์ที่งดงามชิ้นหนึ่งของโลก เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในวิจิตรศิลป์ไทยที่มีมาช้านาน

สมุดข่อยเรียกอีกอย่างว่า สมุดไทย ฉบับเก่าแก่ที่สุดที่ยังปรากฏหลักฐานทางกายภาพ คือ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ สร้างในปี พ.ศ. 2223 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นสมุดไทยดำ เขียนด้วยหมึกสีเหลืองทำจากหรดาล

ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ งานบริการหนังสือภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ เป็นเอกสารที่ล้ำค่าด้านประวัติศาสตร์ เนื้อหาบันทึกเหตุกาณ์ตั้งแต่แรกสถาปนากรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) จนถึงเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช



สันนิษฐานกันว่าบรรพชนไทยน่าจะรู้จักการนำเยื่อของต้นข่อยมาทำเป็นกระดาษเพื่อใช้บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ที่สำคัญมาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนกลาง ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งที่มองซิเออร์ เดอลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส ที่เข้ามายังราชสำนักกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้บันทึกไว้ในหนังสือราชอาณาจักรสยามตอนหนึ่งว่า

“ชาวสยามทำกระดาษจากผ้าฝ้ายเก่า ๆ และยังทำจากเปลือกต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อต้น ข่อย (Ton Coe) อีกด้วย ซึ่งต้องนำมาบดย่อยให้ละเอียด เช่นอย่างย่อยผ้าขี้ริ้ว แต่กระดาษเหล่านี้มีความหนาบางไม่สม่ำเสมอ ทั้งเนื้อกระดาษและความขาวผ่องก็หย่อนกว่าเรา…”

กระดาษสมุดข่อยทำจากเปลือกของต้นข่อยที่นำไปแช่น้ำให้เปื่อย ฉีกเป็นฝอย แล้วนึ่งให้สุก จากนั้นหมักด้วยน้ำปูนขาวจนเปลือกข่อยยุ่ย ทับไล่น้ำจนแห้งสนิทก่อนนำไปทุบให้ละเอียด จึงจะได้เยื่อข่อยที่สามารถนำไปหล่อขึ้นรูปเป็นกระดาษได้ นำไปตากให้แห้ง

ตามด้วยการทาด้วยแป้งเปียกผสมน้ำปูนขาว จะได้กระดาษสีขาวตามธรรมชาติ เรียกว่า ‘สมุดไทยขาว’ หากทาด้วยแป้งเปียกผสมเขม่าไฟหรือถ่านบดละเอียดจะได้กระดาษสีดำ เรียกว่า ‘สมุดไทยดำ’ เมื่อตากแดดจนแห้งสนิทแล้วจะได้กระดาษแผ่นใหญ่ นำกระดาษแต่ละแผ่นมาต่อกันด้วยแป้งเปียกจนเป็นแผ่นยาว พับทบกลับไปกลับมาเป็นเล่มสมุด เวลาเปิดต้องเปิดจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน



แต่เดิมสมุดไทยมีไว้สำหรับบันทึกหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ต่อมาจึงใช้บันทึกข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวิทยาการด้านต่างๆ ซึ่งบรรพบุรุษไทยสร้างสรรค์ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

อุปกรณ์ที่ใช้เขียนบันทึกลงสมุดข่อยเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ได้แก่ ปากไก่ ขนนก ดินสอและน้ำหมึกสำหรับสมุดไทยขาวจะเขียนด้วยน้ำหมึกสีดำที่ได้จากเขม่าไฟบดผสมกาวยางมะขวิด

ก่อนลงมือเขียนจะต้องขีดเส้นบรรทัดให้เป็นรอยโดยเว้นระยะช่องไฟให้เสมอกันตลอดทั้งเล่ม ส่วนใหญ่มี 3-4 บรรทัดต่อหน้า โดยเขียนอักษรใต้เส้นบรรทัด ไม่ได้เขียนเหนือเส้นบรรทัดอย่างปัจจุบัน



หากเป็นสมุดไทยดำจะเขียนด้วยหินดินสอหรือน้ำหมึกขาวที่ได้จาก ดินสอพองหรือเปลือกหอยมุกฝนละเอียด นอกจากนี้ยังมีสีแดงจากชาด สีเหลืองจากยางไม้และหราดาล (หินแร่) และสีทองจากทองคำเปลวที่ใช้เขียนได้ทั้งสมุดไทยขาวและสมุดไทยดำ

เนื่องจากสมุดไทยมีรูปลักษณ์ ขนาดกว้างยาว ความหนา และวัสดุที่นำมาเขียนหลากหลาย บางครั้งจึงเรียกสมุดไทยตามประโยชน์ใช้สอย ตัวอย่างการเรียกชื่อเล่มที่เกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น สมุดพระอภิธรรมบันทึกบทสวดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ย่อสำหรับพระภิกษุใช้สวดในงานศพ

สมุดสวดพระมาลัย บันทึกเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ “มาลัยสูตร” เป็นพระสูตรนอกพระไตรปิฎกกล่าวถึงพระอรหันต์รูปหนึ่งที่มีฤทธิ์สามารถเดินทางไปนรก สวรรค์ และไปสนทนากับพระศรีอาริย์ได้ในอดีตบทสวดพระมาลัยจะใช้สวดในงานมงคล เช่น งานแต่งงาน แต่ต่อมาใช้สวดในงานศพ



สมุดไตรภูมิพระร่วง บันทึกเรื่องราวนรกสวรรค์ ใช้สอนให้คนเข้าใจบาปบุญคุณโทษ หมั่นสร้างความดีและละเว้นจากการทำชั่ว สมุดไทยที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนานี้มักมีภาพจิตรกรรรมประกอบที่งดงาม แสดงถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานและความเคารพในพระรัตนตรัยของผู้สร้างถวาย

กว่าจะได้สมุดไทยสักเล่ม ต้องอาศัยความตั้งใจในการทำตั้งแต่การตัดเปลือกไม้มาทำกระดาษ การบันทึกเนื้อหาผ่านอักขระทุกตัว จนถึงการตกแต่งด้วยภาพประกอบประณีตศิลป์ไทย ก่อเกิดเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าทั้งทางสรรพศาสตร์ที่บันทึกสืบต่อกันมาหลายยุคสมัย

และความงดงามของงานศิลป์ไทยที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แม้วันนี้เส้นอักษรและลวดลายของสีหมึกที่แต่งแต้มอาจจะซีดจางไปบ้างตามกาลเวลา แต่ความภาคภูมิใจในอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยจะยังคงเด่นชัดไม่เปลี่ยนแปลง






ลิขสิทธิ์ : กลุ่มอนุรักษ์และศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) โครงการพระไตรปิฎกวิชาการ (DTP) www.mps-center.in.th

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/peV7WQa?view=topic&referral=linetodayshowcase
เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เยือนถิ่นอารยธรรมทวารวดี ชมต้นโพธิ์ ศรีมโหสถ ต้นไม้โบราณที่มีอายุยืนนานนับพันปี เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2022, 06:48:42 am



เยือนถิ่นอารยธรรมทวารวดี ชมต้นโพธิ์ ศรีมโหสถ ต้นไม้โบราณที่มีอายุยืนนานนับพันปี

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือ เป็นวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งสามเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวัน 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม 2565


สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาหลายแห่งได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นพุทธบูชา เช่น การทำบุญตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นการถวายสักการะรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปฏิบัติกันสืบมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน



นอกจากกิจกรรมดังกล่าวที่พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว ที่จังหวัดปราจีนบุรี ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจบ่งบอกได้ว่า พุทธศาสนาในประเทศไทยมีความรุ่งเรืองมาเป็นเวลานับพันปี นั่นก็คือ ต้นโพธิ์ ที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ


ต้นโพธิ์ ต้นนี้เชื่อกันว่าเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย มีขนาดใหญ่รอบลำต้น 20 เมตร สูง 30 เมตร ตามตำนานเล่าสืบต่อกันว่า พระเจ้าทวานัมปะยะดิษฐ์ เจ้าผู้ครองเมืองศรีมโหสถในช่วงสมัยที่อาณาจักรขอมเรืองอำนาจ ท่านทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้ส่งคณะทูตเดินทางไปยังประเทศอินเดีย เพื่อขอกิ่งต้นโพธิ์อันเป็นหน่อเนื้อเดียวกับต้นที่พระพุทธเจ้าทรงประทับเมื่อคราวตรัสรู้ จากเจ้าผู้ครองนครปาตุลีบุตร แล้วได้นำกิ่งโพธิ์นั้นมาปลูกที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิแห่งนี้ จนเจริญงอกงามเป็นต้นใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลานับพันปีที่ล่วงเลยมา


บรรยากาศโดยรอบต้นโพธิ์ ทางวัดต้นพ์ศรีมหาโพธิ์ ได้ทำการดูแลไว้อย่างสงบร่มรื่น เหมาะกับการเดินทางมานมัสการกราบไหว้บูชา อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิตเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว ซึ่งใกล้วันสำคัญทางพุทธศาสนายิ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะเดินทางเที่ยวชมกันครับ


หากท่านเดินทางมาในช่วงกลางวันแล้วรู้สึกหิว จากสี่แยกไฟแดงโคกปีบให้เลี้ยวไปทางวัดโคกปีบแล้วเลยวัดไปประมาณ 400 เมตร ซึ่งเส้นทางนี้สามารถเดินทางต่อไปยังวัดต้นโพธิ์ได้ จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยระดับเป็นตำนานของชาวอำเภอศรีมโหสถ ชื่อ ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าลั้ง ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่เป็นร้านห้องแถวไม้เล็กๆ ในบรรยากาศแบบย้อนอดีต มีโต๊ะนั่งประมาณ 3-4 โต๊ะ เจ้าของชื่อป้าลั้งเปิดขายมา 50 ปีแล้ว เมนูก๋วยเตี๋ยวหมูโบราณรสชาติอร่อยด้วยน้ำซุปกระดูกหมู และอาหารตามสั่งอื่นๆ เช่นผัดกะเพรา ข้าวผัด แบบทั่วๆ ไป ราคาไม่แพงครับเพราะเป็นร้านที่เปิดขายให้ชาวบ้านทั่วไปและผู้คนที่ผ่านไปมา



แต่ถ้าในชั่วโมงเร่งด่วนแบบช่วงเที่ยงตรง ลูกค้าป้าลั้งจะเยอะสักหน่อยอาจจะต้องยืนรอคิวเก้าอี้ว่างกันเลยทีเดียว และป้าลั้งเป็นผู้ลงมือปรุงด้วยตนเอง อายุป้าลั้งก็มากขึ้นการหยิบจับคงจะไม่คล่องแคล่วงเหมือนสมัยสาว แต่ก็ถือว่าไม่ช้าจนเกินไปรับรองคุ้มค่ากับเวลารอแน่นอน ร้านเปิดตั้งแต่ 10.00 – 16.00 น. แนะนำให้ไปช่วงเวลาก่อนเที่ยงหรือบ่ายๆ จะได้ไม่ต้องต่อคิวเยอะ จอดรถแอบข้างถนนหน้าร้านแล้วรีบลงไปสั่งเมนูได้เลย ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวหนุ่มๆ ก็ประมาณ 2 ชามอิ่มครับ สำหรับร้านป้าลั้งนี้ผมไปแถวนั้นทีไรเป็นต้องแวะทุกครั้งครับ



อิ่มแล้วก็ไปเที่ยวกันต่อ ในอำเภอศรีมโหสถ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีอยู่อีกแห่งที่เรียกกันว่า เมืองโบราณศรีมโหสถ ซึ่งภายในบริเวณประกอบไปด้วยกลุ่มอาคารโบราณสถานศิลาแลง ที่มีแผนผังแบบเดียวกับอโรคยศาล ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีรอยพระบาทคู่ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 เป็นที่เคารพศรัทธาและเป็นแหล่งศึกษาความรู้ทางโบราณคดีแก่ผู้สนใจ


วันหยุดนี้หากท่านและครอบครัวยังไม่มีโปรแกรมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหน ผมขอแนะนำให้ท่านลองเดินทางมายังอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่มากมายไปด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรม อีกทั้งยังสอดคล้องกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา ให้เด็กๆ ลูกหลานได้มาสัมผัสกับความสุขสงบได้สาระความรู้ในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยการสัมผัสจริง เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป




ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1432525/
13 พ.ค. 65 (14:00 น.) โดย นุ บางบ่อ
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “รักใครให้ธรรมะ” เข้าใจกันและกัน ตามแนวพุทธฯ เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2022, 06:37:50 am




“รักใครให้ธรรมะ” เข้าใจกันและกัน ตามแนวพุทธฯ

“ความรัก” กับ “ธรรมะ” เป็นเรื่องที่ควรคู่กัน เป็นสิ่งที่คู่รักควรหยิบยื่นให้กัน เพราะ ชีวิตคู่จะไปกันได้ดี ก็ต้องอาศัยข้อธรรมเป็นปัจจัยหลักนี่แหละ ฉะนั้นคำว่า รักใครให้ธรรมะ จึงเป็นคำที่คู่รักทุกคู่ ควรคำนึงถึงอยู่เสมอ เพื่อความราบรื่นในชีวิตคู่ตลอดไปนั่นเอง… ว่าแต่คู่รักควรหยิบยื่นหลักธรรมข้อใดให้แก่กันบ้าง? มาติดตามไปกับ Gedgoodlife ได้เลย

@@@@@@@

รักใครให้ธรรมะ ข้อธรรมสำหรับคนครองคู่

1. ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

ก่อนอื่นเลย ต้องเข้าใจคำว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เสียก่อน ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า…

“ปิยโต ชายเต โสโก” – ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีแต่ความเศร้าโศก
“ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข” – ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวง ย่อมเป็นทุกข์

เมื่อเข้าใจโลกไปตามความจริงดังนี้แล้ว จะทำให้เราไม่ยึดมั่น ถือมั่นกับความรักจนเกินไป เมื่อต้องพลัดพราก ต้องลาจาก หรือต้องเลิกกันไป ก็จะได้เข้าใจความเป็นธรรมดาของความรัก รู้จักปล่อยวาง ทำให้ไม่เสียสติ ไม่เครียดจนเกินไป และไม่เป็นโรคซึมเศร้า เหมือนที่ออกข่าวอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง




2. ความรัก ต้องมี พรหมวิหาร 4

พรหมวิหาร 4 ควรมีอยู่ประจำใจของคู่รักทุกคน เพราะ พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ความรักราบรื่น สดใส ไม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน และรู้จักให้อภัยกันและกัน

โดยพรหมวิหาร 4 ประกอบไปด้วย…

    เมตตา – แปลว่า ความรัก หมายถึงความรักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี โดยให้เราระลึกอยู่เสมอว่า เราจะจะไม่สร้างความสะเทือนใจ ความลำบากกาย ให้เกิดขึ้นแก่คนที่เรารัก ถ้ามีความทุกข์เกิดขึ้น เราจะมีทุกข์เสมอด้วยเขา ถ้าเขามีสุข เราจะสบายใจด้วยกับเขานั่นเอง
    กรุณา – แปลว่า ความสงสาร มุ่งหน้าให้คนที่เรารัก หมดทุกข์ตามกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์เท่าที่เราจะทำให้แก่กันและกันได้
     มุทิตา – แปลว่า มีจิตอ่อนโยน มีอารมณ์แจ่มใสตลอดเวลา เห็นแฟน/ภรรยา/สามี ได้ดีก็ผ่องใส ชื่นอกชื่นใจ เหมือนเราก็ได้ไปด้วย
    อุเบกขา – แปลว่าความวางเฉย ความวางเฉยในพรหมวิหารนี้ หมายถึงเฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรมไม่ลำเอียงไปเข้าข้างคนที่เรารัก (ถ้าเขาทำผิด) พร้อมกันนั้นก็มีอารมณ์ประกอบด้วยความเมตตาปรานี พร้อมที่จะสงเคราะห์ หรือสอนสั่งไปในทางที่ดีขึ้นได้




3. รักอย่างมี “สติ”

ให้จำไว้เสมอว่า เราไม่สามารถบังคับคนอื่น ให้เป็นดั่งที่ใจเราต้องการได้ตลอด ให้ดูง่าย ๆ แม้กระทั่งร่างกายเราเอง ยังไม่สามารถบังคับ ไม่ให้หิว ไม่ให้เจ็บป่วยได้เลย ฉะนั้น ก็จงอย่าไปบังคับคนที่เรารักจนเกินไป เพราะ ไม่มีใคร เป็นอะไร ของใครจริง ๆ

คู่รักที่ดีต้องรู้จักเปิดใจ ยอมรับ ให้โอกาส ให้เกียรติ ให้อิสระกันและกัน หากเราจะแนะนำอะไร ก็ให้ทำด้วยความรักความเมตตา ความปรารถนาดี

    “วิสัยโลกจะต้องมีความรัก แต่ให้มีสติควบคุมใจ มิให้ความรักมีอำนาจเหนือสติ”
    คำสอนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก




4. ฆราวาสธรรม 4

ในพระพุทธศาสนา ก็ได้สอนเรื่องข้อธรรมสำหรับผู้ครองเรือนด้วยเช่นกัน โดยเรียกว่า “ฆราวาสธรรม 4” อันได้แก่…

1.สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ หมายถึง การดำรงมั่นในสัจจะ การมีความจริง ความซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง ย่อมเป็นเหตุให้เป็นคนที่ไว้ใจได้

2.ทมะ คือ การฝึกตน การรู้จักฝึกฝนตนเอง ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา ย่อมเป็นเหตุให้อยู่กันด้วยความราบรื่น

3.ขันติ คือ ความอดทน มุ่งหน้าประกอบหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ย่อมเป็นเหตุให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ผลดี

4.จาคะ คือ ความเสียสละ การมีน้ำใจไม่หวงแหนของกินของใช้ต่าง ๆ ย่อมเป็นเหตุให้มีใจกว้าง ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว



5. ศีลเสมอกัน

“ศีลเสมอกัน ถึงอยู่ด้วยกันได้” ประโยคยอดฮิต ที่หลาย ๆ คนคงคุ้นหูกัน นั่นก็เพราะ ศีลนี่แหละที่ทำให้ครองคู่กันอย่างยั่งยืน สมหวังในรักมั่นคง

โดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ว่า “…..ดูก่อนคฤหบดีและคฤหปตานีถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ (ชาติหน้า) ไซร้

ทั้งสองคนนั้นแลพึงเป็นผู้มี…

มีศรัทธาเสมอกัน (to be matched in faith)

มีศีลเสมอกัน (to be matched in moral)

มีจาคะเสมอกัน (to be matched in generosity)

มีปัญญาเสมอกัน (to be matched in wisdom)

ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ…”
(สมชีวสูตร จ. อํ. (๕๕)ตบ. ๒๑ : ๘๐-๘๑ ตท. ๒๑ : ๗๑ ตอ. G.S. II : ๗๐)




โดยคู่รักควรเลือกที่จะถือศีลอย่างน้อย 5 ข้อ เพื่อความผาสุขของชีวิตคู่ โดยศีล 5 มีดังนี้

ศีลข้อที่ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์ สิ่งที่มีชีวิต

ศีลข้อที่ 2 เว้นจากการลักทรัพย์ สิ่งของของใคร ๆ ก็รัก และสงวน

ศีลข้อที่ 3 เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ไม่นอกใจด้วยการไปแย่งชิง ไปมีเพศสัมพันธ์กับ สามี หรือ ภรรยา ผู้อื่น

ศีลข้อที่ 4 เว้นจากการพูดเท็จ มุสา การโกหกพกลม เป็นสิ่งทำลายความเชื่อถือของผู้อื่น ไม่หลอกลวงให้คนที่เรารักเสียหาย ด้วยการโกหกกัน

ศีลข้อที่ 5 เว้นจากการดื่มน้ำเมา สุรา ยาเสพติด หลายต่อหลายคู่ ต้องเลิกลากันไป เนื่องด้วยเหตุแห่งสุราเมรัย นี่แล

สามีภรรยาคู่ใดก็ตาม ที่นำหลักธรรมเหล่านี้ไปประพฤติปฏิบัติ เรียกได้ว่าเป็น คู่สร้างคู่สม คือ มีหลักธรรมของคู่ชีวิตที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกัน เป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้อยู่ครองกันได้ยืดยาวนั่นเอง… รักใครให้ธรรมะ แก่กันด้วยนะ.





Thank to :https://www.gedgoodlife.com/family/7986-] [url]https://www.gedgoodlife.com/family/7986-รักใครให้ธรรมะ/[/url]
posted date : 1 ก.พ. 19
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ธรรมโอสถ” เข้าใจโลก ปล่อยวางโรค เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2022, 06:05:56 am



“ธรรมโอสถ” เข้าใจโลก ปล่อยวางโรค

ความเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องที่ไม่พึ่งปรารถนาของทุกคน และถึงแม้ปัจจุบันจะมียารักษาโรคมากมาย หรือจะเป็นยาแผนโบราณ ยาสมุนไพรก็ตามที… แต่ก็ไม่อาจมียาใด ๆ ที่รักษาจิตใจของเราให้ปล่อยวางจากโรคต่าง ๆ ได้อยู่ดี… ฉะนั้นแล้ว การรักษาโรคใดก็ตาม ต้องมีการใช้ธรรมะ เข้ามารักษาใจให้รู้จักปล่อยวางโรคต่าง ๆ ด้วย ที่เรามักจะเรียกกันว่า ธรรมโอสถ นั่นเอง



ธรรมโอสถ เข้าใจโลก ปล่อยวางโรค

ธรรมโอสถ เปรียบเหมือนเกราะคุ้มครองจิตใจ ป้องกันไม่ให้ความทุกข์ต่าง ๆ เข้ามาเบียดเบียนโรคทางจิตใจ หรือทำให้เราได้รู้จักปล่อยวางโรคทางกายได้อีกด้วย โดยพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่คำสอนต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์โลกได้เข้าถึงสัจธรรมของชีวิต นั่นก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือเรียกอีกอย่างว่า “อริยสัจ4”

เมื่อบุคคลใดก็ตาม ได้พิจารณาร่างกาย และทุกข์ต่าง ๆ ที่เคยประสบพบเจอมาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ก็จะปล่อยวาง มีสติ มีปัญญา ขึ้นมา และอาการเจ็บป่วยทางร่างกายก็จะลดน้อยลงได้ด้วย


 



โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากใจเรา

• โรคราคะ โรคที่ทำให้จิตใจ โน้มเอียงไปในความกำหนัด รักใคร่ ไม่ว่าจะมองเห็นผ่านทางตา หรือได้ยินผ่านทางหู เมื่อเห็นเป็นของน่ารักใคร่ น่าพอใจ ก็จะทำให้เกิดความปีติยินดีไปทั้งนั้น ยาที่ควรใช้เพื่อรักษาโรคราคะ คือ อสุภะกรรมฐาน ให้มองเห็นสิ่งสวยงามต่าง ๆ เป็นเพียงของปฏิกูล เน่าเสีย หรือเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์

• โรคโลภะ เมื่อมีความอยากได้ไม่รู้จักพอ จึงต้องสอนให้รักษาด้วย การให้ทาน เสียสละของรักเพื่อสละความโลภ เช่น เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ แก่บุคคลผู้ยากไร้ หรือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และบุญกุศลจากการให้ทานต่าง ๆ นี้ ย่อมส่งผลให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง จากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นหาย ได้อีกด้วย

• โรคโทสะ คิดแต่จะทำลาย หมายแต่โทษแต่ผู้อื่น โดยมิได้นึกถึงความเลวที่เรามีบ้าง จึงถือเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก เพราะเป็นการทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ให้แก้ด้วยหลัก พรหมวิหาร 4 “เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา” หรือลองวางอารมณ์ตั้งแต่ตื่นนอนว่า วันนี้เราจะไม่โกรธใคร ถึงแม้เขาจะทำให้เราต้องโกรธก็ตามที พยายามทำให้ได้ทุกวัน หรือตามเวลาที่เรากำหนดไว้ แล้วอารมณ์โกรธก็จะค่อย ๆ น้อยลงไป เปลี่ยนเป็นความเมตตาแทน

• โรคโมหะ ความคิดผิด เห็นผิด เป็นเหตุให้กระทำผิด พูดผิดจากความจริง เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต้องรักษาด้วย การหมั่นเจริญสติ หรือ หมั่นรู้ลมหายใจ เข้า-ออก ให้จิตมีกำลัง – มีสติทรงตัว และให้หมั่นใคร่ครวญ ยับยั้งชั่งใจ มองถึงเหตุ และผลด้วยปัญญา



อยากมีสุขภาพดี ต้องรักษาศีลข้อหนึ่งให้ได้!

“ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ”

ศีลข้อที่ 1 คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ด้วยตนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ศีลข้อนี้มีผลต่อสุขภาพโดยตรง ผู้ใดพึงรักษาศีลข้อนี้ได้บริสุทธิ์ โดยไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ไม่สนับสนุนให้ผู้อื่นฆ่า และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นฆ่า ย่อมมีสุขภาพที่แข็งแรง และย่อมเป็นที่รักของผู้อื่น รวมถึงเทวดาอีกด้วย

โทษของการทำลายศีลข้อที่1 จะทำให้เป็นผู้มีอายุสั้น มีสุขภาพอ่อนแอ เจ็บป่วยอยู่เสมอนั่นเอง




ข้อควรรู้

อ้างอิงบทความของ ดร.จุฑามาศ วารีแสงทิพย์  – https://bit.ly/2IZm2gG

ดร.จุฑามาศ วารีแสงทิพย์  เคยศึกษาวิจัยพบว่า ธรรมปฏิบัติด้วยวิธีการทำสมาธิโดยวิธีอานาปานสติภาวนา ซึ่งเป็นหลักการสอนที่สำคัญในพุทธศาสนา ทำให้ภาวะความซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและทำให้คุณภาพชีวิตในมิติทางด้านร่างกายของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอัตราการหายใจในกลุ่มที่สวดมนต์ร่วมกับทำอานาปานสติสมาธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

โดยดูจากผลทางสถิติ คือก่อนเดิน และหลังนั่ง เป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างละ ๓๐ นาที ๔๕ นาที และ ๖๐ นาที มีค่าชีพจร (P) เฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, ก่อนเดิน และหลังนั่ง เป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างละ ๔๕ นาที มีค่า Pulse pressure เฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และก่อนเดินและหลังนั่ง เป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างละ ๖๐ นาทีนั้น มีทั้งค่า ชีพจร (P) และ Systolic Blood Pressure เฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าจะให้ผลดีที่สุดควรปฏิบัติทั้งระบบ คือการเดินจงกรม และนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องกันทั้ง ๓ เวลาดังกล่าว และสามารถนำผลการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีอยู่จำนวนมากมาย…

ธรรมโอสถ จึงเรียกได้ว่าเป็นยาวิเศษ ที่ช่วยให้ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เข้าใจถึงทุกขเวทนา เข้าใจความเป็นธรรมดาของโลก สุดท้ายปล่อยวาง จิตใจก็สบาย ร่างกายก็ดีขึ้นตามลำดับเช่นกัน ฉะนั้น Ged Good Life จึงขอสนับสนุนให้ทุกคนมีธรรมะประจำใจ และอวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมจิตใจที่เบิกบาน ^^






Thank to : https://www.gedgoodlife.com/health/5284-ธรรมโอสถ/ 
posted date : 1 ก.ค. 18
26  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วยมาตุคาม : “พวกข้าพระองค์ จะปฏิบัติต่อมาตุคาม(สตรี) อย่างไร.?” เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2022, 10:56:26 am


๔. ภารทวาชสูตร ว่าด้วยพระปิณโฑลภารทวาชะ

[๑๒๗] สมัยหนึ่ง ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ครั้งนั้น พระเจ้าอุเทนเสด็จเข้าไปหาท่านพระปิณโฑลภารทวาชะถึงที่อยู่ได้ทรงสนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว ประทับนั่ง ณที่สมควร ได้ตรัสถามท่านพระปิณโฑลภารทวาชะดังนี้ว่า

    “ท่านภารทวาชะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ผู้แรกรุ่นมีผมดำสนิท หนุ่มแน่น อยู่ในปฐมวัย ยังไม่หมดความร่าเริงในกามทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน”

ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะถวายพระพรว่า
    “ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ดังนี้ว่า
     ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งจิตไว้ในสตรีทั้งหลายคราวมารดาว่าเป็นมารดา ตั้งจิตไว้ในสตรีทั้งหลายคราวพี่สาวน้องสาวว่าเป็นพี่สาวน้องสาว ตั้งจิตไว้ในสตรีทั้งหลายคราวธิดาว่าเป็นธิดา’

นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ผู้แรกรุ่น มีผมดำสนิท หนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย ยังไม่หมดความร่าเริงในกามทั้งหลาย ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน”

    “ท่านภารทวาชะ จิตเป็นธรรมชาติโลเลนัก บางครั้งเกิดความโลภในสตรีทั้งหลายคราวมารดาบ้าง บางครั้งเกิดความโลภในสตรีทั้งหลายคราวพี่สาวน้องสาวบ้าง บางครั้งเกิดความโลภในสตรีทั้งหลายคราวธิดาบ้าง มีอยู่หรือ ท่านภารทวาชะ อย่างอื่นที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ ผู้แรกรุ่น มีผมดำสนิท ฯลฯ และปฏิบัติอยู่ได้นาน”
    “ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ดังนี้ว่า
         ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพิจารณากายนี้ขึ้นเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป พิจารณาลงเบื้องล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า
        ‘ในร่างกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต(๑-) หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม(๒-) ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร(๓-)’
     แม้นี้แลก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ผู้แรกรุ่น มีผมดำสนิท ฯลฯ และปฏิบัติอยู่ได้นาน”

______________________
(๑-) ไต แปลจากคำบาลีว่า วกฺก (โบราณแปลว่า ม้าม) ได้แก่ก้อนเนื้อ ๒ ก้อนมีขั้วเดียวกัน มีสีแดงอ่อน
เหมือนเมล็ดทองหลาง รูปร่างคล้ายลูกสะบ้าของเด็กๆ หรือคล้ายผลมะม่วง ๒ ผล ที่ติดอยู่ที่ขั้วเดียวกัน
มีเอ็นใหญ่รึงรัดจากลำคอลงไปถึงหัวใจแล้วแยกออกมาห้อยอยู่ทั้ง ๒ ข้าง (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๓),
     - พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๓๖๒ ให้บทนิยามของคำว่า “ไต” ว่า “อวัยวะคู่หนึ่งของคนและสัตว์ อยู่ในช่องท้องใกล้กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ขับของเสียออกมากับน้ำปัสสาวะ” ,
     - Buddhadatta,A.P. A Concise Pali-English Dictionary, 1985, (P. 224); และ Rhys David, T.W. Pali-English Dictionary, 1921-1925, (P.591) ให้ความหมายของคำว่า วกฺก ตรงกัน หมายถึงไต (kidney)
(๒-) ม้าม แปลจากคำบาลีว่า ปิหก (โบราณแปลว่า ไต) มีสีเขียวเหมือนดอกคนทิสอแห้ง รูปร่างคล้ายลิ้นลูกโคดำ ยาวประมาณ ๗ นิ้ว อยู่ด้านบนติดกับหัวใจข้างซ้ายชิดพื้นท้องด้านบน (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๕),
     - พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๖๔๗ ให้บทนิยามของคำว่า “ม้าม” ไว้ว่า “อวัยวะภายในร่างกาย ริมกระเพาะอาหารข้างซ้าย มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดง สร้างเม็ดน้ำเหลือง และสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย”
     - Buddhadatta, A.P. A Concise Pali-English Dictionary, 1985,(P.186); และ Rhys David, T.W. Pali-English Dictionary, 1921-1925, (P. 461) ให้ความหมายของคำว่า ปิหก ตรงกัน หมายถึงม้าม (spleen)
(๓-) มูตร หมายถึงน้ำปัสสาวะที่มีอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ (ขุ.ขุ.อ. ๓/๕๗)
             
     “ท่านภารทวาชะ ภิกษุเหล่าใดได้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาแล้ว การอบรมกายเป็นต้นนั้นไม่ใช่กิจที่ภิกษุเหล่านั้นจะทำได้ยาก
      ส่วนภิกษุเหล่าใดยังไม่ได้อบรมกาย ไม่ได้อบรมศีล ไม่ได้อบรมจิต ไม่ได้อบรมปัญญา การเจริญอสุภกัมมัฏฐานนั้นเป็นกิจที่ภิกษุเหล่านั้นทำได้ยาก บางครั้งเมื่อบุคคลตั้งใจว่า ‘เราจักใส่ใจโดยความเป็นของไม่งาม’ (แต่อารมณ์) กลับปรากฏโดยความเป็นของงามก็มี
      มีอยู่หรือ ท่านภารทวาชะ อย่างอื่นที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ ผู้แรกรุ่น มีผมดำสนิท ฯลฯ และปฏิบัติอยู่ได้นาน”

     “ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ดังนี้ว่า
         ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด เธอทั้งหลายเห็นรูปทางตาแล้วอย่ารวบถือ อย่าแยกถือ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้ถูกธรรมที่เป็นบาปอกุศลคืออภิชฌา และโทมนัสครอบงำได้ จงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ฯลฯ ดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้วอย่ารวบถือ อย่าแยกถือ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้ถูกธรรมที่เป็นบาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์’
      แม้นี้แลก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ผู้แรกรุ่น มีผมดำสนิทหนุ่มแน่น อยู่ในปฐมวัย ยังไม่หมดความร่าเริงในกามทั้งหลาย ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน”

    “ท่านภารทวาชะ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสเรื่องนี้ไว้ดียิ่งนัก อยู่ในปฐมวัย ยังไม่หมดความร่าเริงในกามทั้งหลาย ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน
     สมัยใดแม้ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติไว้มั่น ไม่สำรวมอินทรีย์ เข้าไปภายในวัง สมัยนั้น ความโลภก็ครอบงำข้าพเจ้ายิ่งนัก แต่สมัยใดข้าพเจ้าได้รักษากาย วาจา ใจ ตั้งสติไว้มั่น สำรวมอินทรีย์เข้าไปภายในวัง สมัยนั้น ความโลภก็ไม่ครอบงำข้าพเจ้า

     ท่านภารทวาชะ ภาษิตของท่านชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านภารทวาชะ ภาษิตของท่านชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านภารทวาชะประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’
     ท่านภารทวาชะ ข้าพเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านภารทวาชะจงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”


             ภารทวาชสูตรที่ ๔ จบ




ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๕๒-๑๕๔
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=18&item=195
ขอบคุณภาพจาก pinterest



อรรถกถาภารทวาชสูตรที่ ๔    
           
ในภารทวาชสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

     ภิกษุนั้นชื่อว่า ปิณโฑละ เพราะบวชเสาะแสวงหาก้อนข้าว.
     ได้ยินว่า ท่านเป็นพราหมณ์ผู้สิ้นเนื้อประดาตัว. ทีนั้น เขาเห็นลาภและสักการะของภิกษุสงฆ์ จึงออกบวชเพื่อต้องการก้อนข้าว. ท่านถือเอาบาตรภาชนะขนาดใหญ่เที่ยวขอเขาไป. เพราะเหตุนั้น ท่านดื่มข้าวยาคูเต็มภาชนะ เคี้ยวกินขนมเต็มภาชนะ บริโภคข้าวเต็มภาชนะ.

     ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลความที่ท่านฉันจุ แด่พระศาสดา.
     พระศาสดาไม่ทรงอนุญาตถุงบาตรแก่ท่าน คว่ำบาตรวางไว้ใต้เตียง. ท่านแม้เมื่อจะวางก็ครูดวางส่งๆ ไป แม้เมื่อจะถือเอาก็ครูดลากมาถือไว้. บาตรนั้นเมื่อกาลล่วงไปๆ กร่อนไปด้วยการถูกครูด รับของได้เพียงข้าวสุกทะนานเดียวเท่านั้น.

      ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลแด่พระศาสดา. ต่อมา พระศาสดาทรงอนุญาตถุงบาตรแก่ท่าน. สมัยต่อมา พระเถระเจริญอินทรีย์ภาวนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ. ดังนั้น ท่านจึงชื่อ ปิณโฑละ เพราะบวชเพื่อต้องการก้อนข้าว แต่โดยโคตร ชื่อว่า ภารทวาชะ เหตุนั้น รวมชื่อทั้งสองเข้าด้วยกันจึงเรียกว่าปิณโฑลภารทวาชะ ดังนี้.

      บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า อันมหาอำมาตย์ผู้มีชื่อเสียงกำจรกำจาย แวดล้อมเข้าไปหา.
      ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระเถระเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เสร็จภัตกิจแล้ว คิดว่าในฤดูร้อน จักนั่งพักกลางวันในที่เย็นๆ จึงเหาะเที่ยวไปในพระราชอุทยาน ชื่อว่า อุทกัฏฐาน ของพระเจ้าอุเทน ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา นั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ถูกลมผสมน้ำที่เย็นโชยมา.

      @@@@@@@

      ฝ่ายพระเจ้าอุเทนทรงดื่มมหาปานะ (สุรา?) ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ทรงรับสั่งให้ตกแต่งพระราชอุทยาน มีชนกลุ่มใหญ่แวดล้อม เสด็จไปพระราชอุทยาน ทรงบรรทมบนพระแท่นบรรทมที่ลาดไว้ไต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง บนหลังแผ่นหินอันเป็นมงคล. บาทปริจาริกานางบำเรอคนหนึ่งของพระองค์ นั่งนวดฟั้นพระบาทอยู่. พระราชาเสด็จสู่นิทรารมณ์ด้วยการนวดฟั้น.
      เมื่อบรรทมหลับ เหล่าหญิงร้องรำทั้งหลายคิดว่า เราบรรเลงเพลงขับกล่อมเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์ก็บรรทมหลับแล้ว ในเวลาพระองค์บรรทมหลับ ควรเราจะทำความหรรษากัน. จึงวางเครื่องดนตรีของตนๆ เข้าไปยังอุทยาน.

      หญิงเหล่านั้นเที่ยวกินผลไม้น้อยใหญ่ ประดับดอกไม้อยู่ เห็นพระเถระ ต่างห้ามกันและกันว่า อย่าทำเสียงเอ็ดไปแล้วนั่งลงไหว้. พระเถระแสดงธรรมกถาแก่หญิงเหล่านั้น โดยนัยว่า พวกเธอพึงละความริษยา พึงบรรเทาความตระหนี่เป็นต้น
      หญิงบาทปริจาริกาผู้นั่งนวดฟั้นพระบาทของพระราชานั้นอยู่ ก็เขย่าพระบาทปลุกพระราชา.
      พระราชาตรัสถามว่า หญิงเหล่านั้นไปไหน.
      หญิงนั้นทูลว่า พระองค์จะมีพระราชประสงค์อะไรด้วยหญิงเหล่านั้น หญิงร้องรำเหล่านั้นนั่งล้อมพระสมณะองค์หนึ่ง.
      พระราชาทรงพระพิโรธ เหมือนเกลือใส่เตาไฟ กระทืบพระบาท ทรงพระดำริว่า เราจะให้มดแดงกัดสมณะนั้น จึงเสด็จไป เห็นรังมดแดงบนต้นอโสก ทรงเอาพระหัตถ์กระชากลงมา แต่ไม่อาจจับกิ่งไม้ได้ รังมดแดงขาดตกลงบนพระเศียรพระราชา. ทั้งพระวรกายได้เป็นเสมือนเกลื่อนไปด้วยแกลบข้าวสาลี และเป็นเสมือนถูกประทีปด้ามเผาเอา.

      @@@@@@@

      พระเถระทราบว่า พระราชากริ้ว จึงเหาะไปด้วยฤทธิ์.
      หญิงแม้เหล่านั้นลุกขึ้นไปใกล้ๆ พระราชา ทำทีเช็ดพระวรกาย จับมดแดงที่ตกลงๆ ที่ภาคพื้น โยนไปบนที่พระวรกาย และเอาหอกคือปากแทงมดดำมดแดงเหล่านั้นว่า นี้อะไรกัน พระราชาเหล่าอื่นเห็นบรรพชิตทั้งหลายแล้วไหว้ แต่พระราชาพระองค์นี้ทรงประสงค์จะทำลาย มดแดงบนศีรษะ.
               
      พระราชาทรงเห็นความผิด จึงรับสั่งให้เรียกคนเฝ้าสวนมาตรัสถามว่า บรรพชิตนี้ แม้ในวันอื่นๆ มาในที่หรือ. คนเฝ้าพระราชอุทยานกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
      พระราชาตรัสว่า ในวันที่ท่านมาในที่นี้ เจ้าพึงบอกเรา.
      ๒-๓ วันเท่านั้น แม้พระเถระก็มานั่งที่โคนไม้. คนเฝ้าพระราชอุทยานเห็นเข้า คิดว่านี้เป็นบรรณาการใหญของเรา จึงรีบไปกราบทูลพระราชา.
      พระราชาเสด็จลุกขึ้น ทรงห้ามเสียงสังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้น ได้เสด็จไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยอำมาตย์ผู้มีชื่อเสียงกำจรกำจาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุปสงฺกมิตฺวา.

      บทว่า อนิกีฬิตาวิโน กาเมสุ ความว่า ความเล่นสำเริงใดในกามทั้งหลาย ผู้มีระดูมิได้สำเริงนั้น. อธิบายว่า ไม่ประสงค์บริโภคกาม.
      บทว่า อทฺธานญฺจ อาปาเทนฺติ ความว่า ถือประเพณีประพฤติตามประเพณีมานาน.
      บทว่า มาตุมตฺตีสุ แปลว่า ปูนมารดา.
      จริงอยู่ คำทั้งหลายนี้ คือมารดา พี่สาว ลูกสาว เป็นอารมณ์หนักในโลก.
      พระเถระ เมื่อแสดงว่าบุคคลชำระจิตที่ผูกพันด้วยอารมณ์อันหนักไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น พระเถระเห็นจิตของท้าวเธอไม่ทรงหยั่งลงโดยสัญญานั้น จึงกล่าวกัมมัฏฐานคืออาการ ๓๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อผูกจิตไว้ด้วยอำนาจมนสิการปฏิกูลสัญญา (ใส่ใจด้วยสำคัญว่าเป็นของปฏิกูล)

      @@@@@@@

      บทว่า อภาวิตกายา ได้แก่ ผู้มีกายอันเป็นไปในทวาร ๕ ยังมิได้อบรม.
      บทว่า เตสํ ตํ ทุกฺกรํ โหติ ความว่า อสุภกรรมฐานของผู้ที่ไม่ได้อบรมกายเหล่านั้น เป็นของทำได้ยาก.
      พระเถระ เมื่อเห็นจิตของท้าวเธอที่ไม่หยั่งลงด้วยกรรมฐานแล้วนี้ จึงแสดงอินทรียสังวรศีลแก่ท้าวเธอด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ พระเจ้าอุเทนย่อมยังชำระจิตที่เข้าไปผูกไว้ในอินทรีย์สังวรไม่ได้. พระเจ้าอุเทนทรงสดับข้อนั้น เป็นผู้มีจิตหยั่งลงในกรรมฐานนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ โภ ภารทฺวาช ท่านภารทวาชะ อัศจรรย์จริง.
               
      พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อรกฺขิเตเนว กาเยน เป็นต้นดังต่อไปนี้ :-
      เมื่อคะนองมือคะนองเท้า เอี้ยวคอไปมาชื่อว่าไม่รักษากาย. เมื่อกล่าวคำชั่วหยาบมีประการต่างๆ ชื่อว่าไม่รักษาอาจาระ. เมื่อตรึกถึงกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าไม่รักษาจิต. พึงทราบความโดยปริยายดังกล่าวแล้ว ในคำว่า รกฺขิเตเนว กาเยน เป็นต้น.

      บทว่า อติวิย มํ ตสฺมึ สมเย โลภธมฺมา ปริสหนฺติ ความว่า ในสมัยนั้น ความโลภย่อมละเมิดครอบงำข้าพเจ้า.
      บทว่า อุปฏฺฐิตาย สติยา ได้แก่ มีกายคตาสติ สติอันไปแล้วในกายตั้งมั่นแล้ว.
      บทว่า น มํ ตถา ตสฺมึ สมเย ความว่า ความโลภย่อมละเมิดเรา เกิดขึ้นเหมือนอย่างแต่ก่อน.
      บทว่า ปริสหนฺติ ความว่า ย่อมเกิดนั่นแล.

      ดังนั้น พระเถระจึงกล่าวกาย ๓ ไว้ในพระสูตรนี้.
      จริงอยู่ ในคำว่า อิมเมว กายํ นี้ ท่านกล่าวถึ งกรัชกาย.
      ในคำว่า ภาวิตกาโย นี้ กล่าวถึงกายที่เป็นไปในทวาร ๕.
      ในคำว่า รกฺขิเตเนว กาเยน นี้ ได้แก่ โจปนกาย กายไหวกาย. อธิบายว่า กายวิญญัติทำให้เขารู้ด้วยกาย.


               จบอรรถกถาภารทวาชสูตรที่ ๔




ที่มา : https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=18&i=195
ขอบคุณภาพจาก pinterest
27  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วยมาตุคาม : “พวกข้าพระองค์ จะปฏิบัติต่อมาตุคาม(สตรี) อย่างไร.?” เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2022, 10:15:44 am


๕. มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร

[๕๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล คนทั้งสอง คือ ภิกษุและภิกษุณีผู้เป็นมารดาเป็นบุตรกัน เข้าจำพรรษาในกรุงสาวัตถี คนทั้งสองนั้นใคร่จะเห็นกันเนืองๆ แม้มารดาก็ใคร่จะเห็นบุตรเนืองๆ แม้บุตรก็ใคร่จะเห็นมารดาเนืองๆ เพราะการเห็นกันเนืองๆ ของคนทั้งสองนั้น จึงมีความคลุกคลีกัน เมื่อมีความคลุกคลีกัน

จึงมีความคุ้นเคยกัน เมื่อมีความคุ้นเคยกันจึงมีช่อง คนทั้งสองนั้นมีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความท้อแท้(๑-) เสพเมถุนธรรม(๒-) แล้ว

ครั้งนั้น ภิกษุจำนวนมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

   “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนทั้งสองคือภิกษุและภิกษุณีผู้เป็นมารดาเป็นบุตรกัน เข้าจำพรรษาในกรุงสาวัตถีนี้ คนทั้งสองนั้นใคร่จะเห็นกันเนืองๆ แม้มารดาก็ใคร่จะเห็นบุตรเนืองๆ แม้บุตรก็ใคร่จะเห็นมารดาเนืองๆ
    เพราะการเห็นกันเนืองๆ ของคนทั้งสองนั้น จึงมีความคลุกคลีกัน เมื่อมีความคลุกคลีกัน จึงมีความคุ้นเคยกัน เมื่อมีความคุ้นเคยกันจึงมีช่อง คนทั้งสองนั้นมีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความท้อแท้ เสพเมถุนธรรมแล้ว”


@@@@@@

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นย่อมสำคัญหรือหนอว่า ‘มารดาย่อมไม่กำหนัดในบุตร หรือบุตรย่อมไม่กำหนัดในมารดา’

    ๑. เราไม่เห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เกิดความกำหนัด เกิดความใคร่ เกิดความมัวเมา เกิดความผูกพัน เกิดความหมกมุ่น ทำอันตราย แก่การบรรลุธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนรูปสตรีนี้เลย สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ติดใจ หมกมุ่น พัวพันอยู่ในรูปสตรี ตกอยู่ใต้อำนาจรูปสตรี จึงเศร้าโศกตลอดกาลนาน
    ๒. เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ...
    ๓. เราไม่เห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ...
    ๔. เราไม่เห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ...
    ๕. เราไม่เห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เกิดความกำหนัดเกิดความใคร่ เกิดความมัวเมา เกิดความผูกพัน เกิดความหมกมุ่น ทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนโผฏฐัพพะสตรีนี้เลย สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ติดใจ หมกมุ่น พัวพันอยู่ในโผฏฐัพพะสตรี ตกอยู่ในโผฏฐัพพะสตรี จึงเศร้าโศกตลอดกาลนาน

_______________________
(๑-) ไม่เปิดเผยความท้อแท้ (ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา) หมายถึง ไม่ประกาศความท้อแท้เบื่อหน่ายในการประพฤติ
พรหมจรรย์ ดู วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๕-๕๔/๓๓-๔๒
(๒-) เมถุนธรรม หมายถึง การร่วมประเวณี การร่วมสังวาส กล่าวคือการเสพอสัทธรรมอันเป็นประเวณีของชาว
@บ้าน มีน้ำเป็นที่สุด เป็นกิจที่ทำในที่ลับ ต้องทำกันสองต่อสอง ดู วิ.มหา. (แปล) ๑/๕๕/๔๒


สตรีแม้เดินอยู่ก็ครอบงำจิตของบุรุษได้ แม้ยืนอยู่ ... แม้นั่งอยู่ แม้นอนอยู่ ...แม้หลับอยู่ ... แม้หัวเราะอยู่ ... แม้พูดอยู่ ... แม้ขับร้องอยู่ ... แม้ร้องไห้อยู่ ...แม้พองขึ้น ... แม้ตายแล้วก็ครอบงำจิตของบุรุษได้

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะกล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่า ‘เป็นบ่วงรวบรัดแห่งมาร’ เมื่อจะกล่าวให้ถูกก็พึงกล่าวถึงมาตุคาม(๑-) นั่นแลว่า ‘เป็นบ่วงรวบรัดแห่งมาร’

    "บุคคลสนทนากับเพชฌฆาตก็ดี สนทนากับปีศาจก็ดี ถูกต้องอสรพิษที่กัดแล้วตายก็ดี ก็ยังไม่ร้ายแรงเท่าการสนทนาสองต่อสองกับมาตุคามเลย"

______________________
(๑-) มาตุคาม หมายถึง หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย (วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๗๑/๒๙๓)

     สตรีทั้งหลายย่อมผูกพันบุรุษผู้ลุ่มหลง ด้วยการมองดู การหัวเราะ การนุ่งห่มไม่เรียบร้อย และการพูดอ่อนหวาน มาตุคามนี้มิใช่จะผูกพันเพียงแค่นี้ แม้ตายไปแล้วพองขึ้น ก็ยังผูกพันได้ กามคุณ ๕ นี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ซึ่งน่ารื่นรมย์ใจ ย่อมปรากฏในรูปสตรี

     เหล่าชนผู้ถูกกาโมฆะ(ห้วงน้ำคือกาม) พัด ไม่กำหนดรู้กาม ย่อมมีกาล (แห่งวัฏฏะ) คติและภพน้อยภพใหญ่ในวัฏฏสงสารเป็นเบื้องหน้า
     ส่วนชนเหล่าใด กำหนดรู้กาม(๑-)เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เที่ยวไป ชนเหล่านั้นผู้บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นผู้ถึงฝั่ง(๒-) ในโลก

__________________
(๑-) กำหนดรู้กาม ในที่นี้หมายถึงกำหนดรู้กามทั้งสอง คือ วัตถุกาม และกิเลสกาม ด้วยปริญญา ๓ คือ
        ๑) ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว,
        ๒) ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา,
        ๓) ปหานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๕๕/๓๐)
(๒-) เป็นผู้ถึงฝั่ง ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้บรรลุพระนิพพาน (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๕๕/๓๐)



ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๙๔-๙๗
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ ,พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=22&siri=55


 :25: :25:

อรรถกถามาตุปุตติกสูตรที่ ๕     
         
พึงทราบวินิจฉัยในมาตุปุตติกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
     บทว่า ปริยาทาย ติฏฺฐติ ความว่า ย่อมครอบงำคือยึดเอา ได้แก่ให้ส่ายไปตั้งอยู่.
     บทว่า อุคฺฆานิตา ได้แก่ พองขึ้น.
     บทว่า อสิหตฺเถน ความว่า แม้กับผู้ถือเอาดาบมา หมายตัดศีรษะ.
     บทว่า ปิสาเจน ความว่าแม้กับยักษ์ที่มาหมายจะกิน.
     บทว่า อาสทฺเท แปลว่า พึงแตะต้อง.
     บทว่า มญฺชุนา แปลว่า อันอ่อนโยน.
     บทว่า กาโมฆวุฬิหานํ คือ อันโอฆะคือกามพัดพาไปคร่าไป.
     บทว่า กาลํ คตึ ภวาภวํ คือ ซึ่งคติและการมีบ่อยๆ ตลอดกาลแห่งวัฏฏะ.
     บทว่า ปุรกฺขตา คือ ให้เที่ยวไปข้างหน้า ได้แก่กระทำไว้เบื้องหน้า.

     บทว่า เย จ กาเม ปริญฺญาย ความว่า ชนเหล่าใดเป็นบัณฑิตกำหนดรู้กามแม้ทั้งสองอย่าง ด้วยปริญญา ๓.
     บทว่า จรนฺติ อกุโตภยา ความว่า ขึ้นชื่อว่าความมีภัยแต่ที่ไหนๆ ไม่มีแก่พระขีณาสพทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระขีณาสพเหล่านั้นจึงหาภัยมิได้แต่ที่ไหนๆ เที่ยวไป.
     บทว่า ปารคตา ความว่า นิพพานท่านเรียกว่าฝั่ง. อธิบายว่า เข้าถึงนิพพานนั้น คือการทำให้แจ้งแล้วดำรงอยู่.
     บทว่า อาสวกฺขยํ ได้แก่ พระอรหัต. ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะเท่านั้น ในคาถาทั้งหลายตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.


               จบอรรถกถามาตุปุตติกสูตรที่ ๕   




ที่มา : https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=22&i=55     
ขอบคุณภาพจาก : pinterest   
28  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ว่าด้วยมาตุคาม : “พวกข้าพระองค์ จะปฏิบัติต่อมาตุคาม(สตรี) อย่างไร.?” เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2022, 07:51:35 am



ว่าด้วยมาตุคาม : “พวกข้าพระองค์ จะปฏิบัติต่อมาตุคาม(สตรี) อย่างไร.?”

เรื่องคำถามพระอานนท์

[๒๐๓] ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า “พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
         พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อย่าดู”
        “เมื่อจำต้องดู จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
        “อย่าพูดด้วย”
        “เมื่อจำต้องพูด จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
        “ต้องตั้งสติ (๒-) ไว้”


เชิงอรรถ :-
(๒-) ตั้งสติ ในที่นี้หมายถึง การควบคุมจิตให้คิดต่อสตรีในทางที่ดีงาม เช่น รู้สึกว่าเป็นแม่ในสตรีที่อยู่ในวัยแม่
รู้สึกว่าเป็นพี่สาวน้องสาวในสตรีที่อยู่ในวัยพี่สาวน้องสาว รู้สึกว่าเป็นลูกสาวในสตรีที่อยู่ในวัยสาว (ที.ม.อ. ๒๐๓/๑๘๙-๑๙๐)



ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๕๑ , พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ ,พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ทีฆนิกาย มหาวรรค ,๓. มหาปรินิพพานสูตร ว่าด้วยมหาปรินิพพาน
URL : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=10&siri=3
ขอบคุณภาพจาก : pinterest



อรรถกถา : มาตุคาเม ปฏิปตฺติวณฺณนา
             
ด้วยบทว่า อทสฺสนํ อานนฺท ทรงแสดงว่า การไม่เห็นมาตุคามเสียได้เลย เป็นข้อปฏิบัติธรรมอันสมควรในข้อนี้.
จริงอยู่ ภิกษุเปิดประตูนั่งบนเสนาสนะ ตราบใดที่ไม่เห็นมาตุคามที่มายืนอยู่ที่ประตู ตราบนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่เกิดโลภ จิตไม่หวั่นไหวโดยส่วนเดียวเท่านั้น. แต่เมื่อยังเห็นอยู่ แม้ทั้ง ๒ อย่างนั้นก็พึงมี.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อทสฺสนํ อานนฺท
ด้วยบทว่า ทสฺสเน ปน ภควา สติ กถํ พระอานนท์ทูลถามว่า เมื่อการเห็นในที่ๆ ภิกษุเข้าไปรับภิกษาเป็นต้น ภิกษุจะพึงปฏิบัติอย่างไร.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุรุษผู้ยืนถือมีดด้วยกล่าวว่า ถ้าท่านพูดกับเราๆ จะตัดศีรษะท่านเสียในที่นี้แหละ หรือนางยักษิณียืนพูดว่า ถ้าท่านพูดกับเราๆ จะแล่เนื้อท่านเคี้ยวกินเสียในที่นี้ นี่แหละยังจะดีกว่า เพราะความพินาศเหตุมีข้อนั้นเป็นปัจจัย ย่อมมีได้อัตตภาพเดียวเท่านั้น ไม่ต้องเสวยทุกข์ที่กำหนดไม่ได้ในอบายทั้งหลาย

ส่วนเมื่อมีการเจรจาปราศรัยกับมาตุคามอยู่ ความคุ้นก็มี เมื่อมีความคุ้น ช่องทางก็มี ภิกษุผู้มีจิตถูกราคะครอบงำก็ถึงความพินาศแห่งศีล ต้องไปเต็มอยู่ในอบาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนาลาโป ดังนี้.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
     "บุคคลพึงพูดกับบุคคลผู้มีดาบในมือกับปีศาจ นั่งชิดกับอสรพิษ ผู้ที่ถูกคนมีดาบ ปีศาจ อสรพิษกัด แล้วย่อมไม่มีชีวิต ภิกษุพูดกับมาตุคามสองต่อสอง ก็ไม่มีชีวิตเหมือนกัน." (๑-)

________________________
(๑-) องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๕๕

บทว่า อาลปนฺเน ปน ความว่า ถ้ามาตุคามถามวันขอศีล ใคร่ฟังธรรม ถามปัญหา ก็หรือมีกิจกรรมที่บรรพชิตจะพึงทำแก่มาตุคามนั้น มาตุคามนั้นก็จะพูดกะภิกษุผู้ไม่พูดในเวลาเห็นปานนี้ว่า ภิกษุองค์นี้เป็นใบ้หูหนวก ฉันแล้วก็นั่งปากแข็ง เพราะฉะนั้น ภิกษุพึงพูดโดยแท้.

ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า พระเจ้าข้า ภิกษุเมื่อพูดอย่างนี้ จะพึงปฏิบัติอย่างไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพระโอวาทที่ว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงตั้งจิตคิดว่า มารดาในสตรีปูนมารดา ตั้งจิตคิดว่า พี่สาวในสตรีปูนพี่สาว ตั้งจิตคิดว่า ลูกสาวในสตรีปูนลูกสาว (๒-) จึงตรัสว่า อานนท์ พึงตั้งสติไว้.

_____________________
(๒-) สํ. ส. เล่ม ๑๘/ข้อ ๑๙๕



ที่มา : อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=67&p=4#มาตุคาเม_ปฏิปตฺติวณฺณนา
ขอบคุณภาพจาก : pinterest
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุดยอด "คาถาขุนแผน" หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม จังหวัดชัยนาท เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2022, 06:35:40 am



สุดยอด "คาถาขุนแผน" หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม จังหวัดชัยนาท

"คาถาขุนแผน" หลวงพ่อกวย อีกหนึ่งคาถาที่มีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยม ที่เชื่อกันว่า ได้ผลจริง ๆ จากเกจิชื่อดัง จากจังหวัดชัยนาท ท่องไว้ไม่เสียหลาย เสริมพุทธคุณให้กับตัวเราเอง

สุดยอด "คาถาขุนแผน" หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม จังหวัดชัยนาท สุดเสน่ห์ เมตตา มหานิยม แรงสุด ๆ ไม่ว่าจะเสกแป้ง น้ำหอม เวลาแต่งตัว หรือจะเสกใส่ของกิน ของฝากให้รักให้หลง แม้นแต่คนที่โกรธเกลียดกัน เห็นหน้ายังหายโกรธ ติดต่อเจรจาค้าขายขอความช่วยเหลือ ให้ท่องคาถา ก่อนออกจากบ้าน



ก่อนจะท่องคาถานี้ ให้ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ขอบารมีหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม กำหนดจิตให้เห็นว่าท่านมาอยู่กับเรา ตั้งนะโม 3 จบ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อมสิทธิ ท้าวฟื้นเจริญศรี
หน้ากูงามคือพระแมน ณะมะพะทะ
แขนกูงามคือพระนารายณ์ ณะมะพะทะ
ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ ณะมะพะทะ
ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์ ณะมะพะทะ
สาวในเมืองสวรรค์เห็นหน้ากูอยู่มิได้ ณะมะพะทะ

กูมาระลึกถึงฝูงหงษ์ ฝูงหงษ์ ก็มาลืมถ้ำคูหา ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงมหาเสนา ก็มาลืมแท่นที่นอน ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงลูกไก่อ่อน ก็วิ่งตามกูมา ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงสาวใช้ก็มาลืมแม่ ณะมะพะทะ

กูมาระลึกถึงสาวแก่ก็มาหลงไหล ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงเจ้าทัยเทวีก็มาลืมสวดมนต์ ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงฝูงคน ก็มารักกูอยู่ทั่วหน้า ณะมะพะทะ
ทั่วชั้นฟ้าและพื้นดิน ณะมะพะทะ

เหมือนช้างรักงา ปลารักน้ำ เข้าอยู่ในดง ผมก็ลืมเกล้า ข้าวอยู่ในคอก็ลืมกลืน
ให้สะอื้นคิดถึงตัวกู อยู่ทุกเวลาและราตรี อิติสีกันณ์หชูชะโก โมกรุณา พุทธปราณี ทายินดี
ยะเอ็นดู เอหิกะระนิโย อิติปิโส ภะคะวา นะชาลีติ อิติมานิยม



พระคาถาทุกตัวนี้คัดมาจากตำราแก้วสารพัดนึก ของหลวงพ่อกวย ซึ่งตำรานี้ได้รับมาจากอาจารย์ เฒ่าสุพรรณ



 

ที่มาภาพประกอบ : เว็บไซต์ศิษย์หลวงพ่อกวย , เพจวัดโฆสิตาราม หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร อย่างเป็นทางการ
ขอบคุณ : https://www.komchadluek.net/amulet/512990
27 เม.ย. 2565 | 17:06 น.
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คาถาขุนแผน จาก หลวงพ่อกวย คาถาที่ผู้คนนิยมมากที่สุด เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2022, 06:26:01 am



คาถาขุนแผน จาก หลวงพ่อกวย คาถาที่ผู้คนนิยมมากที่สุด

คาถาขุนแผน คาถาสุดขลัง จาก หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ถือได้ว่ามีมาอย่างช้านาน โดยที่มักจะโดดเด่นในเรื่องของการเรียกรัก เรียกทรัพย์ การค้าขาย พูด เจรจา ทำให้มีเมตตามหานิยมเป็นที่รักใคร่ของคนมากมาย

คาถาขุนแผน ถือได้ว่ามีมาตั้งแต่โบราณ ตาม ความเชื่อ โดยที่มักจะโดดเด่นในเรื่องของการเรียกรัก เรียกทรัพย์ การค้าขาย พูด เจรจา ทำให้มี เมตตามหานิยม เป็นที่รักใคร่ของคนมากมาย และคาถานั้นก็มีหลายคาถาเสียด้วย แต่วันนี้ Thainews Online จะพาให้ทุกคนได้รู้จักกับคาถาขุนแผนที่ถือว่าเป็นต้นตำรับ จาก หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม



คาถาขุนแผน (หลวงพ่อกวย)

อมสิทธิ ท้าวฟื้นเจริญศรี หน้ากูงามคือพระแมน นะมะพะทะ
แขนกูงามคือพระนาราย ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ ฤทธิกูงามคือพระจันทร์
สาวในเมืองสวันเห็นหน้ากูอยู่มิได้ กูมาระลึกถึงฝูงหงษ์มาลืมข้ามคูหา

กูมาระลึกถึงมหาเสนา ก็มาลืมแท่นที่นอน กูมาระลึกถึงลูกไก่อ่อนก็วิ่งตามกูมา
กูมาระลึกถึงสาวใช้ก็มาลืมแม่ กูมาระลึกถึงสาวแก่ก็มาหลงไหล
กูมาระลึกถึงเจ้าทัยเทวีก็มาลืมสวดมนต์ กูมาระลึกถึงฝูงคนก็มารักกูอยู่ทั่วหน้าทั่วชั้นฟ้าและพื้นดิน 

เหมือนช้างรักงา ปลารักน้ำ เข้าอยู่ในดง ผมก็ลืมเกล้า ข้าวอยู่ในคอก็ลืมกลืน 
ให้สะอื้นคิดถึงตัวกู อยู่ทุกเวลาและราตรี อิติลีกันหาชูชะโกโมกรุณาพุทปราณี
ทายินดี ยะเอ็นดู เอหิกะระนิโย อิติพิโส พะคะวานะลีติ อิติมานิยม



คาถาขุนแผน (หลวงพ่อกวย ชัยนาท) นี้ เป็นเสน่ห์เมตตาอย่างแรง ไม่ว่าจะเสกแป้ง น้ำหอม หรือว่าเวลาแต่งตัว เวลาจีบสาวๆ หรือสาวๆ จะจีบหนุ่ม ว่าคาถานี้เวลาจีบกัน หรือจะเสกของกิน ของฝาก ให้รักให้หลงเราก็ได้ แม้แต่คนโกรธเห็นหน้าก็ยังหาย ต้องการติดต่อเจรจา ค้าขาย ขอความช่วยเหลือ ว่าก่อนออกจากบ้าน บทความนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยคะ




ขอบคุณ : TNEWS ภาพจาก :  โซเชียลมีเดีย
เว็บไซต์ : https://www.thainewsonline.co/lifestyle/831408
03 มี.ค. 2565 เวลา 16:44 น.
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อาณาจักรโบราณที่สาบสูญ ก่อนมีประเทศไทย | “สุวรรณโคมคำ” กำเนิดจากแม่ลูกถูกลอยแพ.! เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2022, 06:42:59 am


อาณาจักรโบราณที่สาบสูญ ก่อนมีประเทศไทย.! | “สุวรรณโคมคำ” กำเนิดจากแม่ลูกถูกลอยแพ.!!

นี่ไม่ใช่นิทาน และไม่ใช่นิยาย แต่เป็นเรื่องราวของเมืองโบราณ ที่กรมศิลปากรได้จัดแปลมาจากภาษาไทยเหนือ รวมอยู่ในประชุมพงศาวดารเป็นภาคที่ ๗๒ ในชื่อ “ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ” เป็นเมืองหนึ่งซึ่งได้กลายเป็นอาณาจักรที่สาบสูญไปก่อนที่จะมีประเทศไทย

แม้ในตำนานนี้จะไม่ได้ระบุชัดว่าเมืองสุวรรณโคมคำเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ใน “ตำนานสิงหนวัติ” กล่าวว่า ในสมัยต้นพุทธกาล สิงหนวัติกุมาร โอรสของพระเจ้าเทวกาลแห่งนครราชคฤห์ ได้เสด็จออกจากเมืองมาทางตะวันออกเฉียงใต้จนใกล้แม่น้ำโขง ถึงแคว้นที่มีชื่อว่าสุวรรณโคมคำซึ่งเป็นเมืองร้างไปแล้ว และได้สร้างเมืองโยนกเชียงแสนขึ้นตรงนั้น

แสดงว่าเมื่อสมัยต้นพุทธกาล เมืองสุวรรณโคมคำก็เป็นเมืองร้างไปแล้ว

จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งศึกษาตำนานเมืองสุวรรณโคมคำและตำนานสิงหนวัติ เชื่อว่าเมืองสุวรรณโคมคำอยู่บนเกาะใหญ่ในแม่น้ำโขงชิดไปทางฝั่งประเทศลาว ตอนดอนมูลปากแม่น้ำแม่กกไปทางใต้เล็กน้อย ตรงข้ามกับบ้านสวนดอก อำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน

@@@@@@@

“ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ” กล่าวถึงองค์อินทร์ปฐมราช เจ้าเมืองโพธิสารหลวง มีมเหสีชื่อว่าพระนางอุรสาเทวี มีโอรสด้วยกัน ๖ พระองค์แล้ว ต่อมาพระนางอุรสาเทวีก็ทรงครรภ์อีกเป็นครั้งที่ ๗ องค์อินทร์ทรงโสมนัสยินดีพระทัยดำรัสให้พระนางรักษาครรภ์ให้ดี เมื่อกำหนดครบทศมาส นางก็เจ็บครรภ์พร้อมกับเกิดแผ่นดินไหว นางสนมทั้งหลายจึงเอาถาดทองคำมารองรับพระกุมารที่คลอดออกมา แต่พระกุมารก็ไม่ได้คลอดเหมือนมนุษย์ธรรมดา ประสูติออกมาทางมุขทวารของพระมารดา และไม่มีโลหิตแปดเปื้อนแต่อย่างใด เหมือนล้างไว้แล้วฉะนั้น

เมื่อพระนางอุรสาเทวีให้นางสนมไปกราบทูลพระสวามีให้ทรงทราบ องค์อินทร์ปฐมราชก็อัศจรรย์พระทัย รับสั่งให้พราหมณ์ปุโรหิตมาเฝ้า แล้วดำรัสถามว่า บุตรของเราเกิดมาในวันนี้ไม่เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย เกิดมาทางมุขทวารของมารดา ฉะนี้จักเป็นร้ายประการใด

พราหมณ์ปุโรหิตได้กราบทูลว่า พระโอรสองค์นี้มีบุญญาภิสมภาร จักได้เป็นท้าวพระยาเอกราช ปราบทิศอุดรตราบถึงต้นแม่น้ำชลที พระชนกก็ได้ตั้งพิธีขนานนามว่า องค์สุวรรณทวารมุข

จากนั้นมาได้ ๗ เดือน กุมารพอคลานได้ ถึงเดือน ๒ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ยามเที่ยงคืน พระกุมารก็สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงดุริยดนตรีฆ้องกลองบูชาพระรัตนตรัย กุมารจึงคำนึงว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันมหาอุโบสถศีล กูจักรักษาศีล ๘ แล้วก็ลุกขึ้นไปยังห้องพระ เมื่อพระนางอุรสาเทวีตื่นบรรทมไม่เห็นพระโอรสก็ตกพระทัย ทูลพระสวามีและออกค้นหากันทั่วทั้งในวังและนอกวังอย่างโกลาหล จนไปพบในห้องพระที่ไม่คาดคิด


@@@@@@@

จากนั้นพาหิรเสนา ผู้ใจบาปคิดริษยา ได้ไปกราบทูลองค์อินทร์ปฐมราชว่า สุวรรณทวารมุขกุมารน้อยผู้นี้ชะรอยจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว นอกจากประสูติมาทางมุขทวารไม่เหมือนคนธรรมดาแล้ว ยังเสด็จหนีไปประทับในที่กำบังด้วย ถ้าทรงเลี้ยงไว้เมื่อเจริญวัยไปข้างหน้า ทั้งพระชนก พระชนนี พระญาติวงศ์ ตลอดจนบ้านเมืองจักถึงความพินาศเป็นเที่ยงแท้ ควรเอาใส่แพลอยน้ำไปเสีย

ได้ฟังดังนั้นองค์อินทปฐมราชก็สะดุ้งตระหนกพระทัยหวาดกลัวยิ่งนัก ดำรัสว่าประการใดดีก็แล้วแต่ท่านเสนาผู้แต่งบ้านสร้างเมืองจะเห็นควรเถิด พาหิรเสนาผู้ใจบาปจึงกราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าจะขอเอาพระกุมารนี้ไปลอยน้ำ แล้วให้บริวารของตนตบแต่งแพมณฑปสำหรับใส่พระกุมาร

ครั้นพระนางอุรสาเทวีทราบเรื่องก็กรรแสงเข้าไปกราบทูลพระสวามี แต่องค์อินท์ปฐมราชก็แน่นิ่งไม่ตอบแต่อย่างใด พระนางจึงเสด็จไปหาโอรสทั้ง ๖ ผู้เป็นเชษฐาของเจ้าสุวรรณทวารมุขกุมาร ว่าดูราเจ้าลูกรักของแม่ทั้ง ๖ เอ๋ย แม่นี้จักไปกับน้องของพวกเจ้า เพราะเขายังไม่รู้เดียงสาเลย พวกเจ้าจงอยู่กับพระบิดาเถิด

@@@@@@@

โอรสทั้ง ๖ ก็ได้พากันไปที่เรือนของพาหิรเสนาตรัสว่า จะให้ช้างร้อยหนึ่ง ม้าร้อยหนึ่ง เพื่อขอไถ่พระอนุชา พาหิรเสนาก็ว่า อย่าว่าแต่ช้างม้าแค่นี้เลย แม้แต่เมืองทั้งหมดนี้ก็เอาไว้ไม่ได้

ครั้นถึงวันเพ็ญเดือนอ้าย เมื่อตบแต่งแพเสร็จแล้ว พาหิรเสนาก็พาเหล่าบริวารเข้าไปในวังเพื่อจะเอาเจ้าสุวรรณมุขกุมารไปลอยแพ องค์เทวินทร ราชกุมารองค์ที่ ๖ ก็ชักพระขรรค์จะเข้าปกป้องพระอนุชา พระราชบุตรทั้ง ๕ จึงเข้าห้ามไว้ ว่าถ้าเราฆ่าเสนาผู้นี้เสีย พระชนกก็จะประหารพวกเราแน่ ขอให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเถิด จึงได้แต่พากันกรรแสงพร้อมกับคนทั้งวัง

ครั้นพระนางอุรสาเทีวีเก็บเครื่องทรงของพระโอรสน้อยครบแล้ว ก็อุ้มเจ้าสุวรรณทวารมุขตรัสอำลาโอรสทั้ง ๖ ซึ่งกรรแสงตามไปจนถึงท่าน้ำสมุทรหลวง ลงแพลอยน้ำไป พระนางอุรสาเทวีตั้งสัตยาธิษฐานต่อเทพดา ครุฑ และนาค ขอเอาเป็นที่พึ่ง



ด้วยเดชแห่งคำสัตยาธิษฐานและเดชกุศลของเจ้าสุวรรณทวารมุขกุมาร ก็ดังสนั่นไปถึงเทพดาที่รักษาแม่น้ำและนาคน้ำ ต่างพากันมารักษาแพมิให้เป็นอันตราย และยังมีพญานาคตัวหนึ่งนำเอาแก้วทับทิม มีค่าเป็นอเนกแต่เมืองนาคมาถวายเจ้าสุวรรณทวารมุขกุมาร แพก็ลอยไปโดยสวัสดี

ฝ่ายชาวเมืองโพธสารหลวง ต่างร่ำไห้ด้วยความสงสารพระมารดาและกุมาร พูดกันว่า พระยาเจ้านี้เป็นใบ้ไร้ปัญญา มาเชื่อฟังพาหิรเสนาผู้ใจบาป ต่อไปบ้านเมืองจะหม่นหมองเป็นแน่แท้ ต่างร้องไห้ซบเซากันทั้งเมือง ช้างม้าวัวควายที่กินหญ้าก็มิได้โบกหูแกว่งหาง ฟ้าฝนก็ไม่ตก บังเกิดความแห้งแล้ง พืชพรรณที่ปลูกไว้ก็เหี่ยวแห้งตายไป แม้แต่หางช่อหางธงก็มิได้สะบัด ส่วนองค์อินทปฐมก็สำนึกพระองค์ว่าทำผิดมหันต์ไปแล้ว ก็ได้แต่ซบเซามิได้ตรัสกับผู้ใดแม้แต่คนเดียว

ฝ่ายอยะมหาเสนาบดี ผู้เป็นบิดาของพระนางอุรสาเทวี ที่ลาออกจากราชการในวัยชรา พาคนออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่สงบเหนือน้ำขึ้นไปจากเมืองโพธิสารหลวงได้ ๖ ปีแล้ว เกิดความคิดถึงลูกสาวและเมืองเก่า จึงล่องเรือลงมาเยี่ยม เมื่อได้ทราบข่าวว่าลูกสาวและหลานถูกลอยแพไปแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าองค์อินทปฐม ทูลว่าทรงกระทำกรรมอันไม่ควรแท้ แต่องค์อินทปฐมไม่ได้โต้ตอบประการใด จึงรีบกลับไปบ้านเมืองตน

ครั้นกลับไปถึงก็ให้บริวารตัดไม้สักในป่ามาทำเสาโคมลงรักปิดทองไว้ริมน้ำ พอวันเพ็ญเดือน ๖ ก็ตั้งพิธีอธิษฐาน ด้วยเดชะที่ได้การทำการบูชาพระรัตนตรัย ขอจุ่งให้ได้เห็นพระพักตร์เจ้าสุวรรณทวารมุขกุมารหลานรัก ผู้ซึ่งหาโทษมิได้ ขอจุ่งให้แพมณฑปของเจ้ากุมารลอยทวนน้ำขึ้นมาสู่เสาโคมทองของข้าพเจ้าด้วยเถิด

@@@@@@@

ด้วยเดชสัตยาธิษฐานนี้ ก็สนั่นไปถึงเทพดา ครุฑ และนาค ต่างมาพร้อมกันเป็นเอกฉันทสามัคคี กระทำให้เกิดเป็นลมใหญ่ พัดแพมณฑปของเจ้าสุวรรณทวารมุขกุมารกับมารดาให้ลอยทวนน้ำ ผ่านท่าเมืองโพธิสารหลวงขึ้นไปจนถึงเสาโคมทองของอยะเสนาธิบดี ในคืนเดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำ คนทั้งหลายก็ได้ยินเสียงดนตรีฆ้องกลองที่เทพดาและนาคบูชาเจ้าสุวรรณมุขกุมาตลอดทั้งคืน เมื่ออยะเสนาธิบดีวิ่งไปที่แพ ก็ได้เห็นพระนางอุรสาเทวีบรรทมอยู่กับพระกุมาร มีรัตนกัมพลที่พญานาคเอามาถวายวางอยู่

อยะมหาเสนาธิบดีได้ให้บ่าวไพร่สร้างหออุทุมพรเป็นที่ประทับของพระกุมารและพระมารดา พร้อมกับให้นายสุวรรณการมาตีอ่างทองคำลึกเพียงบั้นพระองค์ของเจ้าสุวรรณทวารมุข เป็นที่สรงสนานด้วยมุรธาภิเษก น้อมถวายบ้านเมืองทั้งสิ้นแด่นัดดา มนุษย์และเทพดาก็ชื่นชมยินดี โปรยห่าฝนทิพย์ลงมาสรง บ้านเมืองก็ชุ่มเย็นเป็นสุขสำราญ ข้าวกล้าในไร่นาก็บริบูรณ์ ได้ชื่อว่า สุวรรณโคมประเทศ หรือ เมืองสุวรรณโคม แต่นั้นมา

เมื่อเรื่องนี้เลื่องลือไปถึงเมืองโพธิสารที่ฝนไม่ตกเลยสักครั้ง เกิดอดข้าวอดน้ำกัน ชาวเมืองโพธิสารจึงพากันอพยพไปอยู่เมืองสุวรรณโคมคำกันไม่ขาดสาย ประมาณวันละพันสองพันครัวมิได้ขาด ตลอดเวลา ๓ ปีมีคนมากกว่าแสนครัวเรือน มีกษัตริย์ปกครองเมืองสุวรรณโคมคำต่อจากเจ้าสุวรรณทวารมุขมาอีกหลายพระองค์


@@@@@@@

แต่แล้วเมืองสุวรรณโคมคำก็หนีไม่พ้นความเป็นอนิจจังของโลก พงศาวดารกล่าวว่าภายหลังมีเชื้อสายของพาหิรเสนาเข้ามาปกครอง กลายเป็นเมืองอันธพาลไปอีก ไปมีเรื่องกับ ๓ ธิดาของพญานาค ทำให้บิดาของนางโกรธแค้น จึงเรียกเอาบริวารของตนประมาณได้แสนโกฏิ ขึ้นไปขุดฝั่งแม่น้ำให้ลัดไปทางตะวันออกของเมืองสุวรรณโคมคำ ทำให้เมืองพังทลายไปทันที

แสดงว่าแม่น้ำโขงได้เซาะตลิ่งริมฝั่งด้านประเทศลาวจนเมืองสุวรรณโคมคำทลายลงไปในสายน้ำ

ตำนานเก่าๆก็มักจะมีเรื่องอภินิหารต่างๆเข้ามาผสมอยู่มาก และที่ขาดไม่ได้ของทุกประเทศในย่านนี้รวมทั้งไทยเราด้วย ก็คือ พญานาค นักประวัติศาสตร์ยังศึกษาในเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลเหล่านี้ เพราะได้ห่อหุ้มความเป็นจริงที่พอจะค้นหาเรื่องราวของประวัติศาสตร์ได้

ขณะนี้ สปปป.ลาว ก็กำลังปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่บ้านดอนหาด เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นที่ตั้งของเมืองสุวรรณโคมคำ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางภาคเหนือของลาวต่อไป





Thank to : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000043810
เผยแพร่ : 9 พ.ค. 2565 - 10:40 , ปรับปรุง : 9 พ.ค. 2565 -10:40 , โดย : โรม บุนนาค
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เก่าแก่กว่าสุโขทัย.!! 4 เมืองโบราณของไทยที่ถูกลืม เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2022, 06:28:53 am


เก่าแก่กว่าสุโขทัย.!! 4 เมืองโบราณของไทยที่ถูกลืม

หลายๆคนคงทราบกันว่า สุโขทัยคือเมืองหลวงแห่งแรกของไทย แต่รู้หรือไม่ ก่อนหน้าสุโขทัย คนไทยโบราณเขาก็มีเมืองเป็นของตัวเองกันนะ และแต่ละที่อายุเกิน 1,000 ปีทั้งนั้น ไปดูกันดีกว่าว่ามีเมืองอะไรบ้าง เพราะชื่อไม่คุ้นหูเลยทีเดียว

เมืองอู่ทอง

ตั้งอยู่ใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เมืองโบราณอู่ทองมีประวัติความเป็นมายาวนานเพราะเป็นที่อยู่อาศัยของคนโบราณตั้งแต่ช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ และพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย เช่นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หอก ขวานสำริด และลูกปัดโบราณ

ในเวลาต่อมาเมืองโบราณอู่ทองมีพัฒนาการทางวัฒนธรรม จนกลายมาเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมทวารวดีในภูมิภาคนี้ และมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับอาณาจักรโบราณมากมาย ทั้งอินเดีย จีน หรือแม้แต่สินค้าโบราณจากกรีกอย่างเหรียญโบราณก็ถูกขุดค้นพบที่นี่ นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์ยังยอมรับว่าเมืองโบราณอู่ทองเป็นแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย


เมืองศรีเทพ

อีกเมืองโบราณที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมืองศรีเทพตั้งอยู่ใน อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยมีโบราณสถานมากมายที่มีขนาดใหญ่โตสร้างจากศิลาแลง เช่น โบราณสถานเขาคลังนอก เขาคลังใน และพระปรางค์แบบต่างๆ เมืองศรีเทพได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมมาจาก 3 อารยธรรมหลักด้วยกันเช่น อินเดีย ทวารวดี และเขมรโบราณ

นอกจากนี้ในถ้ำห่างจากเมืองศรีเทพไปประมาณ 20 กม. ยังค้นพบภาพวาดโบราณของพุทธศาสนาแบบมหายานอีกด้วย แม้เมืองโบราณศรีเทพจะถูกทิ้งร้างมานานเกิน 1,000 ปี แต่ชาวบ้านที่เข้ามาอาศัยในบริเวณดังกล่าวในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีความเชื่อว่า เมืองศรีเทพเป็นเมืองที่เทวดาสร้าง และไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าเข้าไปปลูกบ้านในบริเวณดังกล่าวแม้แต่ครอบครัวเดียว


                                           

เมืองมโหสถ

เมืองโบราณแห่งอารยธรรมทวาราวดีที่มีอายุประมาณ 1,500 ปี โดยความสำคัญของเมืองมโหสถคือ มีฐานะเป็นเมืองรอบนอกของอาณาจักรขอมโบราณที่ยิ่งใหญ่ และเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญเพราะมีเรือสินค้ามากมายแล่นมาค้าขายเป็นจำนวนมาก เมืองมโหสถมีโบราณสถานที่แปลกตามากมายกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณ เช่น สระแก้ว ซึ่งเป็นสระน้ำขุดมือขนาดใหญ่ที่ขอบสระมีการแกะสลักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไว้มากมาย และมีท่าน้ำสำหรับให้พระมหากษัตริย์ประกอบพิธีในอดีต

ทั้งนี้ความจริงชื่อเมืองมโหสถเป็นชื่อที่ตั้งภายหลังในสมัย ร.3 เพราะชื่อที่แท้จริงซึ่งมีการแกะสลักไว้ในถ้วยชามโบราณที่ขุดพบในบริเวณดังกล่าว ขนานนามเมืองนี้ว่า “อวัธยะปุระ” หากใครสนใจอยากศึกษาประวัติศาสตร์เมืองนี้ก็สามารถเดินทางไปได้ที่ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี 
                       


เวียงกุมกาม

อดีตราชธานีแห่งอาณาจักรล้านนา เวียงกุมกามถูกก่อตั้งโดยพญามังราย แม้ปีที่สร้างนั้นไม่แน่นอนแต่เวียงกุมกามมีอายุเกิน 700 ปีอย่างแน่นอน แรกเริ่มนั้นพญามังรายทรงมีดำริให้สร้างเวียงกุมกามขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา หลังทรงเข้ายึดครองอาณาจักรหริภุญไชย(ลำพูนในปัจจุบัน)เป็นผลสำเร็จ ซึ่งเวียงกุมกามก็ทำหน้าที่ได้ดี เป็นศูนย์กลางการปกครอง และการค้าขาย เพราะมีหลักฐานว่ามีเรือสินค้าจากทั่วทุกสารทิศมาทำการค้า ณ อาณาจักรโบราณแห่งนี้ แม้แต่อาณาจักรที่ไกลโพ้นอย่างจีนโบราณก็มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน

แต่น่าเศร้าที่ว่าเวียงกุมกามตั้งอยู่ติดลำน้ำปิงโบราณทำให้เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ราว 300-400 ปีก่อน อันมาจากลำน้ำปิงเปลี่ยนทิศทางทำให้ทั้งเมืองต้องจมอยู่ใต้ตะกอนแม่น้ำ และถูกลืมไปในที่สุด โชคยังดีที่ในยุคเรามีการบูรณะโบราณสถานต่างๆในบริเวณดังกล่าว เช่น วัดกานโถม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้




Thank to :-
ภาพจาก : Shutterstock <https://www.shutterstock.com/>
URl : https://today.line.me/th/v2/article/R8pEk3
เผยแพร่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 11.41 น. • PattiePrincess
33  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / หอไตร กลางสายธาร -อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2022, 05:58:33 am



หอไตร กลางสายธาร -อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC)

หอไตร ทำไมจึงต้องปลูกอยู่กลางน้ำ และความงามงดตามธรรมชาติของสายน้ำที่พลิ้วไหวช่วยรักษาคัมภีร์โบราณให้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานได้อย่างไร หาคำตอบได้ใน ‘คัมภีร์ใบลาน สืบสานพระธรรม’ ตอนที่ 7

เมื่อยามอากาศร้อนอบอ้าว สายลมพัดพาความชุ่มชื้นของกระแสน้ำลอดผ่านร่องไม้ช่วยให้อากาศภายในเรือนไม้หลังนี้ปลอดโปร่งขึ้น ความเย็นจากสายลมและความพลิ้วไหวบนผืนน้ำยังทำให้จิตใจของผู้มาเยือนสงบนิ่งลงได้อย่างประหลาด สายน้ำใสเย็นจึงเปรียบประหนึ่งสายธรรมที่นำพาดวงจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เกิดเป็นดวงปัญญาสว่างไสว

นอกจากความงดงามตามธรรมชาติแล้ว ‘สายน้ำ’ ยังมีประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์คัมภีร์โบราณ บูรพชนจึงนิยมสร้างหอไตรไว้กลางน้ำ เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์ใบลานที่จารึกพระไตรปิฎก และคำสอนในพระพุทธศาสนา รวมถึงความรู้เรื่องอื่นๆ อาทิ วรรณคดีพื้นบ้านโบราณ หรือตำรายา เป็นต้น



ในอดีตหอไตรหรือหอธรรมจึงเป็นเสมือนห้องสมุด แหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาสำหรับพระภิกษุสงฆ์สามเณรเข้ามาศึกษาหาความรู้ เป็นพื้นที่สงวนเฉพาะสงฆ์เท่านั้น บุคคลภายนอกไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ แม้กระทั่งตัวคัมภีร์ใบลานที่อยู่นอกหอไตรก็ไม่อนุญาตให้สตรีเพศจับต้อง เพราะถือว่าคัมภีร์ที่ได้รับการจารและตรวจทานเรียบร้อยดีแล้วเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การเคารพบูชา

การเก็บรักษาคัมภีร์ไว้ ณ หอไตรกลางน้ำ นับว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้คัมภีร์ใบลานพ้นจากภัยต่างๆ จนสามารถอยู่รอดปลอดภัย ผ่านกาลเวลามาได้ถึงปัจจุบัน เพราะสายน้ำเป็นเกราะป้องกันตัวอาคารที่เป็นเรือนไม้ ไม่ให้ปลวก มด แมลงและสัตว์อื่นๆ ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปกัดแทะทำลายคัมภีร์ภายในหอไตร



อีกทั้งความชุ่มชื้นของสายน้ำที่พัดผ่านตามร่องพื้นไม้กระดานของหอไตร ทำให้อากาศภายในอาคารชุ่มเย็น ช่วยรักษาน้ำมันตามธรรมชาติในเนื้อลาน ทำให้คัมภีร์ใบลานยังคงความยืดหยุ่น ไม่แห้งกรอบจึงทำให้สามารถคงสภาพได้นานหลายร้อยปี ประโยชน์อีกทางหนึ่ง คือ เมื่อเกิดอัคคีภัย สายน้ำจะเป็นแนวป้องกันสมบัติอันล้ำค่าของพระศาสนาไม่ให้มอดไหม้สูญไปกับเปลวเพลิง

นอกจากนี้ความสงบเย็นของสายน้ำยังเป็นเครื่องป้องกันสิ่งรบกวนจากภายนอก ไม่ให้เข้ามาทำลายสมาธิพระภิกษุผู้ศึกษาธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้รู้แจ้งแตกฉานในธรรมะอันลุ่มลึกไปตามลำดับ

ในทุกภาคของประเทศไทยมีการสร้างหอไตรกลางน้ำไว้มากมายมาแต่ในอดีต ซึ่งต่างล้วนมีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ที่วิจิตรตระการตาด้วยศิลปะเฉพาะถิ่นของช่างฝีมือแห่งยุคสมัยที่ตั้งใจบรรจงสร้างให้งดงามที่สุด หลายแห่งอนุญาตให้ผู้สนใจศึกษาเข้าเยี่ยมชม อาทิเช่น หอไตรกลางน้ำ ณ วัดมหาธาตุจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่แรกสร้างเมือง

หอไตรแห่งนี้ถือเป็นหอไตรกลางน้ำที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของภาคอีสาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นอาคารที่ใช้ศิลปะผสมผสานแบบช่างศิลป์ของลาวและรัตนโกสินทร์ได้อย่างลงตัวสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง



เมื่อเข้าไปภายในหอไตรตรงกลางจะพบห้องสำหรับเก็บคัมภีร์ใบลานจำนวนมาก พื้นที่ส่วนนี้จะยกสูงกว่าพื้นระเบียงทางเดินโดยรอบใต้ชายคา ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาตู้พระธรรม หีบพระธรรม และโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่า และเป็นพื้นที่ให้พระภิกษุสามเณรเข้าไปนั่งศึกษาคัมภีร์ใบลาน กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนหอไตรวัดมหาธาตุเป็นโบราณสถานของชาติ เป็นสมบัติคู่เมืองยโสธร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๑

พระเทพวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดยโสธร เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ จังหวัดยโสธร เคยกล่าวไว้ว่า

“…ความเป็นมาของหอไตรกลางน้ำวัดมหาธาตุนี้ บูรพาจารย์โบราณได้ช่วยกันอนุรักษ์รักษามา และเป็นจุดเด่นจุดสำคัญของวัดด้วย เพราะเป็นแหล่งรวมหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งสามารถให้ญาติโยมที่เข้าใจในภาษาสามารถที่จะค้นคว้าได้



คัมภีร์ใบลานบางส่วนมาจากเวียงจันทน์ และบางส่วนก็เป็นของคณะครูบาอาจารย์โบราณที่ท่านมีฝีมือเนื้อหาที่จารจารึกไว้ใส่ใบลาน มีอยู่หลายเรื่อง เช่น วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ซึ่งมีพระมหาเถระช่วยกันรักษามาเป็นยุคๆ เป็นเรื่องต่างๆ ที่มีความสำคัญ จำเป็นที่จะต้องศึกษาแล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ ท่านคิดถึงอนุชนรุ่นหลังที่จะได้มาศึกษาด้วย

ที่ต้องเก็บไว้กลางน้ำ เขาเล่ากันว่า เป็นการเก็บหนังสือโบราณที่ดีที่สุด เพราะว่า หอไตรบางส่วนเป็นไม้ เมื่อสร้างกลางน้ำ ปลวกไม่กิน ปลวกเข้าไม่ถึง ก็เลยปลอดภัย ”


ณ วันนี้ หอไตรวัดมหาธาตุแห่งนี้และอีกหลายๆ แห่ง ยังคงเป็นคลังความรู้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาจากหลักฐานต้นแหล่ง รวมถึงผู้แสวงหาความรู้ภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้จดจารต่อกันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความพากเพียรอุตสาหะ อีกทั้งศิลปะแบบช่างศิลป์โบราณของตัวเรือนไม้หอไตรก็นับวันจะหาดูได้ยากยิ่ง เราจึงไม่ควรละเลยและช่วยกันอนุรักษ์รักษาอย่างจริงจัง

แม้กาลเวลาจะผ่านไป สายน้ำจะไหลไปไม่หวนกลับ แต่สายธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไหลรินสู่ดวงใจของทุกผู้คน ตราบเท่าที่พุทธศาสนิกชนยังช่วยกันธำรงรักษาไว้ให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองสืบทอดไปอีกนานเท่านาน





ลิขสิทธิ์ : กลุ่มอนุรักษ์และศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลาน (MPSC) โครงการพระไตรปิฎกวิชาการ
ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย https://www.mps-center.in.th/
Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/Nv3V8jp
เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • อนุรักษ์พระไตรปิฎกใบลาน(MPSC)
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นับถือพุทธ ไม่นับถือพระ เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2022, 05:47:48 am



นับถือพุทธ ไม่นับถือพระ

ความเสื่อมทรามในวัตรปฏิบัติของพระไทยได้ปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการกินหมูกระทะนอกเวลา การดื่มสุรายาเมา การมีเพศสัมพันธ์กับหญิงทั้งในและนอกผ้าเหลือง เป็นต้น และข่าวคาวที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จำกัดแวดวงไว้กับเฉพาะกับ ‘พระชาวบ้าน’ เท่านั้น

ในหมู่พระอีลีตหรือพระเซเลปก็ล้วนถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติตนในลักษณะที่แม้จะแตกต่างในรายละเอียด แต่ก็ล้วนเป็นคำถามถึงความถูกต้องและความเหมาะสมเช่นกัน ไม่ว่าการสะสมทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมหาศาล การดำรงชีวิตอย่างหรูหราเฉกเช่นชนชั้นนำกลุ่มหนึ่ง หรือการละเว้นไม่ปฏิบัติกิจพื้นฐานของพระดังการบิณฑบาต เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น การปฏิบัติตนในทางลบก็เกิดขึ้นไม่ว่าจะสังกัดอยู่กับมหานิกายหรือธรรมยุติกนิกาย พระในทั้งสองนิกายก็ล้วนสามารถแปรสภาพเป็นสมีได้เฉกเช่นเดียวกันภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จึงไม่อาจกล่าวได้เลยว่านิกายใดจะมีความเคร่งครัดหรือการยึดมั่นต่อหลักธรรมคำสอนมากกว่ากัน

ปรากฏการณ์เช่นนี้ล้วนแล้วแต่สร้างความสงสัยให้กับคนจำนวนไม่น้อย (อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่ง) ต่อการดำรงอยู่ของพระสงฆ์ว่ายังมีความสำคัญอยู่ในฐานะของผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธอยู่จริงหรือ

@@@@@@@

คำอธิบายจำนวนหนึ่งของผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก็มักชี้แจงว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ ‘ปัจเจกบุคคล’ ซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้ในท่ามกลางพระที่มีอยู่อย่างมากมาย เฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของพระชาวบ้าน โดยเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้กระทบถึงความดีงามของพุทธศาสนาแต่อย่างใด หากใครที่กระทำผิดก็จะถูกลงโทษจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือในกรณีที่ล่าช้าจนเกินไปก็อาจจะได้ ‘หมอปลา’ มาทำหน้าที่เป็นหน่วยปราบปรามฉุกเฉิน

บรรดาปรสิตของศาสนาก็จะถูกขจัดออกไป ส่วนหลักธรรมคำสอนก็ยังคงเป็นสิ่งที่ยืนหยัดคงทนข้ามกาลเวลามาได้

คำแก้ตัวเช่นนี้อาจช่วยให้บรรดาชาวพุทธรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้บ้าง แต่สิ่งที่ควรต้องเป็นคำถามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงก็คือ ทำไมจึงเกิดการกระทำผิดเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งและซ้ำซากอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับการจัดโครงสร้างของสงฆ์เลยใช่หรือไม่ เฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับรัฐไทย ความชั่วที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่สัมพันธ์กับรูปแบบขององค์กรสงฆ์เลยใช่หรือไม่

เป็นที่รับรู้กันในหมู่ผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับองค์กรของพระในรัฐไทยว่านับตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ขึ้น ชนชั้นนำของไทยได้ผนวกให้คณะสงฆ์ต้องตกมาอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การสถาปนาโลกของผู้ปกครองฆราวาสอยู่เหนือกว่าองค์กรของพระมาอย่างต่อเนื่อง แม้อาจมีการต่อต้านหรือการต่อสู้เกิดขึ้นอยู่บ้างในบางครั้งหรือในบางแห่ง แต่แทบทั้งหมดก็จบลงด้วยการทำให้องค์กรของพระต้องเข้ามาอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจรัฐ

@@@@@@@

มหาเถรสมาคมอันประกอบด้วยพระในระดับสูงได้กลายเป็นเสมือนผู้ผูกขาดการใช้อำนาจเหนือบรรดาเหล่าสงฆ์ หัวใจสำคัญคือการมีอำนาจในการตัดสินว่าการกระทำในแบบใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามไตรปิฎก อำนาจเช่นนี้จึงทำให้การตีความของสงฆ์กลุ่มอื่นๆ อาจกลายเป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ข้อกำหนดที่ ‘เคร่งครัด’ ของสงฆ์บางกลุ่มกลับกลายเป็นสิ่งที่นอกรีต กระทั่งต้องหันไปนุ่งห่มด้วยผ้าในสีอื่นเพื่อไม่ให้กลายเป็นการ ‘แต่งกายเลียนแบบสงฆ์’

ขณะที่โครงสร้างองค์กรของสงฆ์ก็มีสถานะที่ใกล้เคียงกับข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง มีการจัดลำดับชั้นยศโดยมีสังฆราชดำรงตำแหน่งสูงสุด, มีรถประจำตำแหน่ง, การให้ค่าตอบแทน (ที่เรียกว่า ‘นิตยภัต’ แต่แท้จริงก็คือเงินเดือน) มากน้อยตามตำแหน่งสูงต่ำ, การกำหนดการใช้ภาษาสำหรับพระ ‘ผู้ใหญ่’, การเลื่อนชั้นยศด้วยผลงานอันเป็นรูปธรรมด้วยการก่อสร้างถาวรวัตถุ เป็นต้น

ในด้านของการเผยแพร่ความรู้ทางศาสนา การอธิบายถึงหลักคำสอนตามศาสนาพุทธก็ได้แอบอิงอยู่กับสถาบันจารีตซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นเสาหลักของสังคมไทย กล่าวคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คำสอนจำนวนมากกลับกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับสถาบันที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังสถาบันศาสนาเป็นสำคัญ

ดังเช่นการให้คำอธิบายว่าการปฏิบัติตามหน้าที่ซึ่งกระทำไปด้วยใจที่ว่างและเป็นกลางก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมแบบหนึ่งที่อาจทำให้นิพพานได้ คำอธิบายเช่นนี้ย่อมทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยิงหัวประชาชนอันเนื่องมาจากคำสั่งของเจ้านายที่กระทำด้วยความเป็นกลาง มิได้เกลียดชังผู้ถูกยิง เกิดความสบายใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงกฎหมายรัฐจะเอาผิดไม่ได้เท่านั้น หากยังไม่ใช่เวรกรรมที่ตนเองจะต้องรับผิดชอบในโลกหลังความตาย


@@@@@@@

ลองนึกถึงวลี “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน 

มีคำสอนอีกเป็นจำนวนมากซึ่งชวนให้สงสัยหรือโต้แย้งได้ว่า เป็นหลักธรรมตามความเห็นของพระพุทธเจ้าจริงหรือ ในเมื่อท่านก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาอยู่ภายใต้รัฐสมัยใหม่ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้อำนาจได้อย่างเลือดเย็น เฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย

การทำหน้าที่ของคณะสงฆ์ไทยได้ให้ความสำคัญกับรัฐเป็นอย่างมาก กลายเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำของไทยให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบอบเผด็จการ ระบอบเสมือนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดูเหมือนว่าแนวคำสอนของพระไทยจะไม่สามารถผนวกเอาอุดมการณ์แบบประชาธิปไตยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคำสอนได้ 

ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวจึงทำให้คณะสงฆ์ไทยได้กลายไปเป็นเหมือนข้าราชการประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่ทางด้านบ่มเพาะความเชื่อความศรัทธา หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น ‘กระทรวงความมั่นคงทางจิตวิญญาณ’

ภายในกระทรวงนี้ก็จะมีรัฐมนตรีและข้าราชการในระดับต่ำไล่เรียงลงมา โดยหน้าที่หลักก็คือ การให้คำอธิบายต่อหลักคำสอนของศาสนาพุทธ ทั้งนี้ คำสอนต้องถูกตีความ/ให้ความหมาย/ตีความ เพื่อให้สอดคล้องกับความมั่นคงปลอดภัยของสถาบันหลักของชาติ

บทบาทหน้าที่ของคณะสงฆ์ภายใต้กระทรวงความมั่นคงทางจิตวิญญาณ ย่อมทำให้ต้องขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาและผู้มีอำนาจเหนือ ซึ่งอาจปรากฏอย่างชัดเจนในทางกฎหมายหรืออาจคลุมเครือแต่เป็นที่รับรู้กัน ด้วยสถานะดังกล่าวย่อมทำให้ไม่อาจคาดหวังว่าคำอธิบายของคณะสงฆ์ของไทยจะสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นอิสระมากนัก คำอธิบายนอกกรอบสถาบันหลักของชาติอาจเป็นปัญหาต่อตัวพระผู้ให้การตีความได้

@@@@@@@

ภายใต้บริบทเช่นนี้จึงทำให้พระแบบไทยๆ ถอยห่างไปจากสังคมและผู้คนมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าหากคนจำนวนมากจะไม่รู้สึกว่าคำสวดของพระไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับความยุ่งยากที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่

ท่ามกลางความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นกับวงการพระ แต่ก็ไม่เห็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนต่อการจัดองค์กรของพระให้สอดคล้องกับโลกและคุณค่าแห่งยุคสมัยแต่อย่างใด ทั้งคงเป็นเรื่องที่ยากที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ สำหรับผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาและต้องการให้พุทธศาสนาสามารถดำรงอยู่ต่อไป หนทางหนึ่งที่อาจช่วยทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนในแวดวงของผู้เผยแพร่พุทธศาสนาก็คือ การปฏิเสธอำนาจผูกขาดและสูงสุดในการตีความคำสอนของกระทรวงความมั่นคงทางจิตวิญญาณ เมื่อเห็นได้ชัดว่าการตีความของกระทรวงนี้อยู่ภายใต้อคติและการสนับสนุนอุดมการณ์บางประเภท

ประชาชนควรมีอำนาจในการวินิจฉัยและตีความแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน ในเมื่อเราก็ล้วนสามารถเข้าถึงไตรปิฎก ตำราและคำสอนของพุทธศาสนา ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ข้าราชการฝ่ายจิตวิญญาณสามารถเข้าถึง

ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว ประชาชนสามารถนับถือพุทธศาสนาได้ โดยไม่จำเป็นต้องนับถือพระ หากจะเคารพนับถือพระรูปใดก็ต่อเมื่อได้มีการแสดงให้เห็นอย่างประจักษ์แล้วว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้อันลึกซึ้ง รวมทั้งการปฏิบัติอันควรค่าแก่การให้ความเคารพ

ลำพังเพียงการห่มเหลือง หัวโล้น โกนคิ้ว ไม่ควรจะทำให้ได้สถานะพิเศษเหนือกว่าคนทั่วไปในการตีความพุทธศาสนาแต่อย่างใด





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : สมชาย ปรีชาศิลปกุล ,11 May 2022
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
URL : https://www.the101.world/crisis-of-faith-in-thai-buddhist-monks/
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้เขา รู้เรา รบเท่าไหร่ก็ไม่แพ้ เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2022, 05:41:55 am



รู้เขา รู้เรา รบเท่าไหร่ก็ไม่แพ้ - แม่ชื่น

จากที่แม่ชื่นเคยได้ยินมาว่า “ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ” แม่ชื่นชอบความคิดนี่นะคะเพราะหากอีกฝ่ายรู้เรา แต่เราไม่รู้เขาเลยนี่ ยังไงเราก็มีโอกาสแพ้สูงมาก ไม่ต่างอะไรกับการออกรบมือเปล่า ในขณะที่อีกฝ่ายมีอาวุธครบมือ

ทีนี้ลองมองกลับมาที่การสู้รบกับความคิด ความรู้สึก ของตนเอง ..หากเราต้องสนทนา พูดคุยกับอีกคน เราต้องใช้กลยุทธ์นี้ด้วยใช่ไหม ??

คำตอบของแม่ชื่นคือ “ ใช่ค่ะ “ ใช้กลยุทธ์นี้ เพื่อเอาชนะใจตัวเอง ไม่ใช่เอาชนะใคร

ลองสมมุติเหตุการณ์คู่สนทนา ในขณะที่เราคิดเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลัก โดยไม่ทำความเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเลย ย่อมไม่เกิดผลดีต่อฝ่ายใด และอาจกลายเป็น “ สงครามความรู้สึก “ ที่ติดอยู่ลึกๆ ในใจ ..รู้ไหมว่า เรากำลังสู้รบกับอารมณ์ตัวเองอยู่นะ !

เรามาลองสมมุติให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น ในวันที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องไปโรงพยาบาล บางครั้งใจเราก็อาจจะเคยคิดว่า…ทำไมต้องรอคิวนาน…ทำไมคุณหมอคุยกับเราแป๊บเดียว…ทำไมต้องนัดแล้วนัดอีก ทำไม ๆ ๆ

เดี๋ยวก่อนนะ ! อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ ลองหาเหตุผลก่อน !!

อ๋อ…โรงพยาบาลเขามีระบบ ระเบียบ ขั้นตอนการรักษา และต้องรับผิดชอบคนไข้จำนวนไม่น้อยเลยไหนจะผู้ป่วยประจำ ผู้ป่วยใหม่ ผู้ป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ

เชื่อเถอะว่าคุณหมอ คุณพยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาลทุกท่าน ทำเต็มที่แล้ว ..แต่บางครั้งเราอาจแอบคิดในใจว่า…ทำไมไม่ถูกใจเรานะ…ต้องทำแบบนั้น แบบนี้ซิ !

@@@@@@@

การที่เราเกิดความคิดดังกล่าว อาจเพราะว่า เรากำลังคิดแต่ฝั่งเรา ด้วยอารมณ์ของคนที่ร่างกายป่วยไข้ไม่สบาย ใจเลยพลอยไม่สบายด้วย

ทดลองแบบนี้ดีไหมคะ ถ้าเราคิดอะไรอยู่ อยากรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับตัวเรา เช่น กระบวนการรักษา เริ่มต้น-ขั้นกลาง-ขั้นสูง มีอะไรบ้าง ใช้เวลาสั้น-ยาว อย่างไร เพื่อที่เราจะได้เตรียมพร้อมที่จะเจอขั้นตอนเหล่านั้น

เปรียบเหมือนกับการที่เราได้เห็นแผนที่ก่อนการเดินทาง หากเราสงสัยทางเลี้ยว-ทางแยก ตรงไหนเราก็ลองพูดคุยเลย ..อย่าเก็บไว้ในใจ แผนที่ที่ชัดเจน จะทำให้เราสบายใจตลอดการเดินทาง

เราควรพูดคุยด้วยวิธีละมุนละม่อม ให้เกียรติคู่สนทนา สอบถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายในกรอบเวลาที่เราและคู่สนทนามี เพราะเราทราบดีว่ายังมีคนไข้รอคิวพบคุณหมอที่หน้าห้องอีกจำนวนไม่น้อย

ตรงนี้แหละที่สำคัญ ไม่ใช่เราคนเดียวที่มาหาหมอ ไม่ใช่จริงๆ

รู้เขา รู้เรา ในความคิดของแม่ชื่นนี้ มิใช่เพียงแค่การรู้ว่า เราคิดอย่างไร และเขาคิดอย่างไร แต่คือ การที่เราและเขาต่างรับทราบความคิดของกันและกัน โดยมี “ แผนที่นำทางชุดเดียวกัน “

บางที สงครามที่เคยเกิดขึ้นในใจเรา จะไม่เกิดขึ้นเลย เมื่อเราเข้าใจ และพร้อมที่จะชนะใจตัวเอง





ที่มา : ปรุงใจปรุงกาย By แม่ชื่น , 9/5/65
https://www.facebook.com/MamaHappyCreator/
Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/vXZV0z3?view=topic&referral=linetodayshowcase
เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • แม่ชื่น
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อยู่ใกล้แล้วเครียด.! Toxic People คนเป็นพิษแบบนี้ หนีให้ห่างจะดีกว่า เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2022, 06:08:13 am


อยู่ใกล้แล้วเครียด.! Toxic People คนเป็นพิษแบบนี้ หนีให้ห่างจะดีกว่า

เคยเจอไหมคะ คนประเภทที่อยู่ใกล้ชิดแล้วรู้สึกเครียดตลอดเวลา ไม่มีความสุข เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ บางทีคนเหล่านี้ก็มาในรูปแบบของเพื่อน, เพื่อนร่วมงาน, ญาติ หรือแม้แต่คนรัก ซึ่งคำว่า Toxic People หรือคนที่เป็นพิษ ถูกพูดถึงครั้งแรกในหนังสือชื่อ  EmotionalIntelligence 2.0 ของ Travis Bradberry โดยนิยามถึงมนุษย์ที่เต็มไปด้วยพลังลบ และคำนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในช่วงปีสองปีมานี้เอง

จิตวิทยาอธิบายพฤติกรรมของคนแบบนี้ไว้ว่า เกิดจากการถูกเลี้ยงดู, สภาพแวดล้อมรอบตัว รวมถึงความเครียดและเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในช่วงชีวิตที่ผ่านมา จนสั่งสมเป็นความเจ็บปวดและแปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีโดยไม่รู้ตัว (และหากเราใช้เวลากับคนพวกนี้เยอะๆ เราเองก็อาจซึมซับมุมมองหรือการกระทำลบๆ บางเรื่องมาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน)

แม้แต่งานวิจัยของ Friedrich Schiller University ในเยอรมันยังบอกว่า คนที่มีพฤติกรรมเป็นพิษจะทำให้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกลบๆ แล้วเจ้าความรู้สึกลบทั้งหมดนี่แหละ ที่ทำให้เครียด ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อสมองของเรา.!

@@@@@@@

คนเป็นพิษเป็นภัยจะมีลักษณะบางอย่างคล้าย ๆ กัน ดังนี้

    1. อยากควบคุมไปเสียทุกอย่าง
เป็นเจ้าจอมบงการ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่คิดเท่านั้น คนเหล่านี้มักใช้อารมณ์นำทางทุกการกระทำทุกอย่างต้องเป็นตามที่ฉันบอกเสมอ ห้ามเปลี่ยนแปลง

    2. ล้ำเส้นทุกเรื่อง
ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีมารยาท ชอบละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคนอื่น อยู่ด้วยแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย เหมือนถูกคุกคามตลอดเวลา

    3. พูดแต่เรื่องลบ ๆ
เรามักได้ยินคำพูดวิจารณ์ คำติ จากคนเหล่านี้อยู่เสมอ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมีแง่มุมที่ดีแค่ไหน พวกเขาจะไม่พูดถึงเด็ดขาด หากรอบตัวแวดล้อมไปด้วยคนแบบนี้ ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน รับรองว่าคุณจะต้องเป็นโรคประสาทเข้าสักวันแน่ ๆ

    4. ชอบโบ้ย ชอบโยนความผิด
ไม่มีความรับผิดชอบ มักคิดตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ ชอบที่จะตกเป็นผู้ถูกกระทำ อย่าคาดหวังคำขอโทษจากเขา เพราะว่าคนประเภทนี้จะทุกวิถีทางเพื่อหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกอยู่ตลอด หรือกรณีที่เป็นเรื่องของคนอื่น ก็จะหาข้อติ ข้อวิจารณ์เสมือนเป็นเรื่องของตัวเองเลยทีเดียว

    5. ไม่ฟังใคร ชอบตัดสินคนอื่น
มักเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง เรียกง่าย ๆ ว่า โลกหมุนรอบตัวฉัน แบบนั้นเลย คนพวกนี้แทบไม่สนใจบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่ เพราะมัวแต่โฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองคิดและกำลังจะทำเท่านั้น คนอื่นไม่อยู่ในวงโคจร

    6. ยกตนเหนือทุกคนด้วยการกดคนอื่นให้ต่ำ
ชอบพูดถึงเรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะด้านดี เหมือนเป็นคนหลงตนเองนิด ๆ เพราะมีความเชื่อว่าตัวเองเก่งและดีกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะลึก ๆ แล้วคนเหล่านี้ขาดความมั่นใจในตัวเอง มีจุดอ่อน บางด้านและยอมรับความด้อยนั้นไม่ได้ จึงต้องถมหลุมในใจนั้นด้วยการแสดงออกแบบนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจขึ้นมา

    7. ช่างนินทา ช่างเสียดสี
Toxic People มักเป็นตัวดูดเรื่องราวแย่ ๆ ไว้แล้วแพร่กระจายออกไปด้วยการซุบซิบนินทา ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ขอให้ได้พูดไว้ก่อน และมักไม่ต้องการคำแนะนำ ต้องการแค่เพียงคนฟัง หรือพวกพ้องที่เออออกับสิ่งที่พูดเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกไปก่อนแล้วว่า คนแบบนี้ไม่ฟังใครนอกจากความคิดตัวเอง


@@@@@@@

พอจะประมาณพฤติกรรมคร่าว ๆ ของคนเหล่านี้ได้แล้ว ทีนี้เรามาดูวิธีรับมือกันดีกว่า ว่าต้องทำยังไงบ้างถึงจะร่วมสังคมกับคนแบบนี้ได้ หลัก ๆ มีแค่ 2 ทางคือ จะอยู่หรือไป ถามใจตัวเองดู!

หากเลือกที่จะ 'อยู่'

     - แสดงออกให้รู้ว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่โอเค หากเราไม่พยายามบอกคนเหล่านี้ว่าสิ่งที่เขาเป็นมันกำลังทำร้ายคนรอบข้างทีละนิด และเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เขาจะยิ่งไม่รู้ตัว และเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะยิ่งเลวร้ายลง 

     - มีลิมิต สร้างขอบเขตขึ้นมา รักษาระยะห่างให้พอเหมาะ หากเป็นเพื่อนร่วมงาน ก็คงความสัมพันธ์ไว้แค่เรื่องงานเท่านั้นก็พอ ใช้เวลากับคนเหล่านี้ให้น้อยลง มันจะดีต่อใจของคุณเอง

     - เมินซะ ทำเป็นไม่สนใจ ใครจะมาพ่นพิษใส่แค่ไหนก็แค่นิ่ง ๆ ได้ยินแบบหูซ้ายทะลุหูขวา เฉยเมย พอทำแบบนี้เข้าบ่อย ๆ เดี๋ยวเขาก็รู้ตัวว่าเหนื่อย และควรพอ ทำไปก็สูญเปล่า! มันเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่คนชอบเรียกร้องความสนใจ แต่พอไม่มีใครสนใจก็เลิกไปเอง เป็นธรรมดา

     - ทำความเข้าใจ อันนี้ลึกซึ้งหน่อย แต่สามารถฝึกกันได้ หากคุณรู้ว่าคนเหล่านั้นมีนิสัยเป็นพิษ เพราะว่าเกิดจากปมอะไรบางอย่างของเขา ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ เหมือนความรู้สึกปลงและยอมรับกลาย ๆ ว่าในเมื่อเราเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็เปลีย่นที่ความรู้สึกนึกคิดของเราเองดีกว่า

     - สุดท้ายจัดการความรู้สึกตัวเองให้ได้ ไม่เก็บความหม่นหมองไปคิดมากคิดเยอะ ไม่งั้นแทนที่จะมีช่วงเวลาดี ๆ ในแต่ละวัน กลับต้องมาอารมณ์บูดเพราะคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก

หากเลือกที่จะ 'ไป'

ต่างคนต่างอยู่ไปเลย หากรับมือต่อไปไม่ได้แล้ว วิธีการที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพจิตที่สดใสก็ไปคนละทางเหมือนร่างกายที่สกปรกก็ต้องล้างพิษ หากความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่มันไม่เฮลท์ตี้ก็ดีท็อกซ์มันบ้างก็น่าจะดี

หากพบเจอ Toxic People ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็รับมือง่ายหน่อย แค่กดปุ่มบล็อกแป๊บเดียวพลังงานลบก็หายไปแล้ว แต่หากในชีวิตจริงที่ต้องเจออาจจะยากกว่าเยอะ แต่ลองทำตามวิธีที่ ห้องแนะแนวแนะนำให้ดูค่ะ อาจจะช่วยให้ชีวิตของคุณมีความสุขขึ้นมาได้แม้นิดหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีว่าไหมคะ






ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.psychologytoday.com/us/blog/cell-block/201905/dealing-toxic-people
Thank to : LINE TODAY - https://today.line.me/th/v2/tab/lifestyle
เผยแพร่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 00.15 น. • nawa.
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กิน "มัง" แบบไหนถึงถูกวิธี? กินแล้วดียังไง? ไขทุกข้อข้องใจเกี่ยวกับ "มังสวิรัติ" เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2022, 05:38:16 am



กิน "มัง" แบบไหนถึงถูกวิธี? กินแล้วดียังไง? ไขทุกข้อข้องใจเกี่ยวกับ "มังสวิรัติ"

เทรนด์ที่กำลังมาแรงในโลกของโภชนาการและสุขภาพในช่วง 2-3 ปีมานี้ คงต้องหลบให้กระแสของ
Vegan/Vegetarian หรือการทานมังสวิรัติจริง ๆ จากที่นิยมภายในกลุ่มคนเล็ก ๆ ตอนนี้อาหารมังสวิรัติกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ร้านอาหารหลาย ๆ เจ้าจะต้องมี หรือแม้แต่ร้านฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ เอง ก็เริ่มที่จะมีตัวเลือกเป็น Plant-Based Meat (เนื้อสัตว์สังเคราะห์ที่ทำจากพืช) เพิ่มเข้ามาแล้ว

พูดได้เต็มปากอยู่ว่าแนวโน้มของการทานมังสวิรัติจะเริ่มผันตัวจากเทรนด์เป็นวัฒนธรมอาหารแขนงหนึ่ง และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง World Vegetarian Day หรือวันมังสวิรัติโลก เราเลยอยากเขียนบทความนี้เพื่อไขข้องใจเกี่ยวกับการทานมังสวิรัติที่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยอยู่ กินแล้วดีจริงไหม กินแล้วชีวิตจะน่าเบื่อไปเลยหรือเปล่า คำตอบรออยู่ที่ด้านล่างนี้เลย!

“กินมัง หมายถึง กินแต่ผักและธัญพืชทั้งชีวิต.?”

เป็นคำถามที่มักจะเบรกความตั้งใจในการทานมังสวิรัติของหลาย ๆ คน เพราะเมื่อคิดว่าจะต้องล้มเลิกการทานอาหารหลาย ๆ อย่างเพื่อผักและธัญพืชอย่างเดียว ก็ทำให้รู้สึกลำบากใจอยู่เบา ๆ แต่ความจริงแล้ว การทานมังสวิรัติมีหลายแขนงมาก ๆ ซึ่งวิธีการกินและอาหารที่ต้องละเว้นในแต่ละรูปแบบก็ไม่เหมือนกัน เราขอเริ่มต้นจาก…

Vegan (วีแกน) VS. Vegetarian (เวเจเทเรียน)

ในภาษาอังกฤษจะมีสองคำหลัก ๆ ที่ใช้เรียกคนที่ทานมังสวิรติ ถ้ามีคนเดินมาบอกคุณว่า “I’m a vegan” ฉันเป็นวีแกน นั่นหมายถึงว่า คน ๆ นั้นไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำจากสัตว์ (อย่างเช่น นม, ไข่, ชีส, โยเกิร์ต รวมไปถึงการสวมใส่เสื้อขนสัตว์หรือโปรดักต์ทุกอย่างที่ได้มา จากการเบียดเบียนสัตว์ด้วย) เลย ซึ่งนั่นหมายความว่าการเป็น Vegan คือ การทานมังสวิรัติอย่างบริสุทธิ์ 100%



ในทางกลับกัน ถ้ามีคนเดินมาบอกคุณว่า ฉันน่ะเป็น Vegetarian นะ นั่นหมายความว่าคน ๆ นั้นอาจจะกินไม่กินเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่กินผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากสัตว์ก็ได้ หรือบางคนก็อาจจะไม่กินเนื้อสัตว์บางประเภท แต่ยังกินบางประเภทอยู่ ซึ่งวิธีปฏิบัติก็จะแยกย่อยออกไปตามชนิดต่าง ๆ ของ Vegetarian ดังนี้

1. Lacto Vegetarian (แลกโต เวเจเทเรียน) คือ ไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ทานไข่ แต่ดื่มนมและทานผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม
2. Ovo vegetarian (โอโว เวเจเทเรียน) คือไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มนมและทานผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม แต่ทานไข่
3. Lacto-Ovo Vegetarian (แลกโต โอโว เวเจเทเรียน) คือไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่ดื่มนมทานผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมและไข่ได้
4. Pescetarian (เพสเคเทเรียน) คือไม่ทานเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่ทานปลาอย่างเดียว
5. Pollotarian (พอลโลเทเรียน) คือไม่ทานเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่ทานสัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ ห่าน
6. Flexitarian (เฟลกซิเทเรียน) คือทานเนื้อสัตว์ใหญ่และปลาบ้างตามโอกาส แต่ไม่ซื้อไม่ทำเอง และประเภทสุดท้าย
7. Part-time Vegetarian (พาร์ทไทม์ เวเจเทเรียน) คล้าย ๆ กับเฟลกซิเทเรียน แต่มีระยะเวลากำหนดที่แน่นอนมากกว่า เช่น ยกเว้นตัวเองให้ทานเนื้อสัตว์ได้สามวัน แล้วกลับมาทานมังสวิรัติแบบอื่น ๆ ต่อ

เพราะฉะนั้นการทานมังสวิรัติไม่ได้หมายถึง การล้มเลิกการทานเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต แต่เราสามารถเลือกประเภทของ “มังสวิรัติ” ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์และความตั้งใจของตัวเองได้



“กินมังมีกฎที่เข้มงวด.?”

ทั้งใช่และไม่ใช่ ข้อปฏิบัติที่เข้มงวดส่วนใหญ่จะอยู่ที่กลุ่ม Vegan ซึ่งนอกจากการละเว้นเนื้อสัตว์ทั้งหมดแล้ว บางคนยังมีกฎที่เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย อย่างเช่น “Whole Foods, Plant-based Vegan” เป็นประเภทที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดและไม่ทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปหรือสภาพ

อย่างเช่น อาหารสำเร็จรูป สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือแม้กระทั่งข้าวขัดสี, “Raw Vegan” หรือกลุ่มคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์และไม่ทานอาหารที่ปรุงด้วยความร้อนกว่า 45 องศาเซลเซียส และ“Fruitarian” แขนงของมังสวิรัติที่จะทานผักและผลไม้ที่ตกมาจากต้นเท่านั้น

“กินมังแล้วไม่มีโปรตีน ขาดสารอาหาร”

เนื้อสัตว์ไม่ได้เป็นแหล่งโปรตีนเดียวเสมอไป ในชาร์ตโภชนาการยังคงมีพืชตระกูลถั่ว ธัญพืช เมล็ด เจีย ไข่ และผลิตภัณฑ์จำพวกนมที่มีโปรตีนสูงไม่แพ้กัน

"การขาดโปรตีนไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับคนที่ทานอาหารมังสวิรัติ ตราบใดที่เขาคนนั้นไม่ได้กินแค่ข้าวขาวกับแตงกวา" ด็อกเตอร์วินสตัน เคร็ก ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าว

สิ่งที่เขาแนะนำคือการทานโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน โปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พยายามเลือกทานอาหารที่หลากหลายและเน้นจานที่มีถั่วเยอะ ๆ โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่ให้กรดอะมิโนสูง แค่นี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงแล้ว






แหล่งที่มา :-
1. https://www.everydayhealth.com/diet-nutrition/diet/vegetarian-diet-myths-debunked/
2. https://thehappypear.ie/the-difference-between-whole-food-plant-based-and-vegan/
3. https://blog.bluebasket.market/2018/11/26/vegetarian-2/
4. https://scrubbing.in/confused-about-vegetarian-diets-we-got-you-covered/
5. https://blackdoctor.org/521773/vegan-vegetarian-fruitarian-whats-the-difference/
6. https://brendadegroot.com/en/types-vegans/
7. https://brendadegroot.com/en/fruitarian/
8. http://www.eatingwell.com/article/17214/can-i-get-enough-protein-if-i-eat-a-vegetarian-diet/

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/LwwaEG
เผยแพร่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 00.00 น. • @mint.nisara
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อาหารกับความสุข มันสัมพันธ์กันนะ เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2022, 05:21:08 am




อาหารกับความสุข มันสัมพันธ์กันนะ - newness

ไม่ใช่แค่ความสุขที่ได้จากการขบเคี้ยว หรือรสชาติจากสัมผัสรับรู้ แต่เบื้องหลังความสุขที่ลึกลงไปกว่านั้น คือคุณค่าของสิ่งที่เรากินต่างหาก เคยสังเกตตัวเองกันบ้างหรือไม่ว่า เวลารู้สึกอ่อนล้าจากหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน เราจะอยากกินขนมหรืออะไรซักอย่างเพื่อเรียกความสดชื่นขึ้นมาซักหน่อย

โดยสัญชาตญาน เราจะอยากกินของหวาน หรือของเค็มมันกรุบกรอบ ซึ่งมันทำให้เราสดชื่นขึ้นมาได้แน่ๆ เพราะมันมีน้ำตาล และเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ถ้าหากคุณได้ทานผลไม้ หรือน้ำส้มแทนขนมเหล่านั้นล่ะ มันก็จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ยิ่งกว่าขนมพวกนั้นซะอีก ซึ่งนักจิตวิทยาโภชนาการได้ยืนยันแล้วว่า อาหารที่กินมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกของเรา

อาหารที่ดีคืออาหารที่ทำให้เรามีความสุข มีผลการศึกษาหลายงานที่ได้แสดงให้เห็นว่า การกินอาหารประเภทผัก ผลไม้ ลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้มากกว่า 35% เมื่อเทียบกับอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง (ซึ่งสัญชาตญาณบอกเราบอกว่ามันอร่อย) และมีผลการรายงานจากประชากรในหลากหลายเชื้อชาติ เพศ วัย ว่าพวกเขามีความสุขและพึงพอใจกับชีวิตมากขึ้น เมื่อได้กินผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน

@@@@@@@

จึงทำให้การกินอาหารประเภทนี้ในทุกๆ วัน เสมือนเป็นการลงทุน เพื่อความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต และมีการรายงานด้วยว่า
   - การกินผัก ผลไม้ มอบความสุขให้ทันที ณ ขณะนั้น
   - รองลงมาคือการกินอาหารที่ผลิตจากธัญพืช เช่น ขนมปัง พาสต้า ซีเรียล
   - และอันดับท้ายสุดคือ ขนมขบเคี้ยว ของหวานทั้งหลาย

ขนมอาจจะให้ความอร่อย (ได้ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนคุณจะรู้สึกผิดในเวลาต่อมา) แต่ผักผลไม้ ให้ความสุขและสดชื่น (ทั้งขณะนี้ และในอนาคต) นั่นเป็นเพราะคุณค่าทางอาหารที่คุณได้จากเหล่าพืชผักอย่างไรล่ะ ผักผลไม้ เปี่ยมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ที่ช่วยควบคุมอารมณ์และสัมพันธ์กับสุขภาพจิตใจที่ดี

นอกจากนี้ นักจิตวิทยาโภชนาการยังบอกให้เรารู้ด้วยว่า สุขภาพจิตที่ดี สร้างจากเจ้าจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ทั้งหลายที่อยู่ในสำไส้ของเรา เพื่อนตัวน้อยนี้จะชื่นชอบอาหารประเภทที่มีเส้นใยสูงเป็นพิเศษ เมื่อย่อยอาหาร ก็จะให้ serotonin ออกมาเป็นผลพลอยได้ (ของมนุษย์) serotonin ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการทางชีวภาพหลายอย่างในร่างกายของเรา

แต่ที่สำคัญที่จะอ้างอิงในบทความนี้คือ การทำให้อารมณ์สมดุล และมีงานวิจัยที่พบว่า กลุ่มผู้ที่มีระดับของ serotonin ในเลือดต่ำ ก็อาจจะนำไปสู่การถดถอยของทั้งร่างกายและจิตใจได้ และ 95% ของ serotonin ในร่างกายสร้างจากระบบทางเดินอาหารของเรานี่เอง

เรามาสร้างความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้ตัวเองง่ายๆ เพียงการเริ่มกินอาหารประเภทเส้นใยให้มากขึ้นในทุกๆ วัน ลองคิดดูว่ารุ้งบนท้องฟ้า สร้างความมีชีวิตชีวายามได้เห็นสักแค่ไหน อาหารหลากสีจากผักผลไม้ในจาน ก็สร้างความแจ่มใสและสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์ให้คุณได้ไม่ต่างกัน





รายการอ้างอิง :-
1. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2077351/
2. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5864293/
3. https://scitechdaily.com/happiness-is-a-salad-strong-correlations-between-what-we-eat-and-how-we-feel/

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/rm0WpRQ
เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 13.38 น. • newness
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ๙ วิธีระงับความโกรธ เพื่อความสุขกาย สุขใจของตัวเราและผู้อื่น ตามคำสอนพระพุทธเจ้า เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2022, 06:19:29 am



๙ วิธีระงับความโกรธ เพื่อความสุขกาย สุขใจของตัวเราและผู้อื่น ตามคำสอนพระพุทธเจ้า


วิธีระงับความโกรธ   

อารมณ์โกรธ นั้นเปรียบเสมือนไฟที่คอยเผาใจเราให้มอดไหม้ หากเราสามารถควบคุมได้ ก็จะอยู่เป็นสุข ใจเป็นสุข ดังคำพุทธสุภาษิต ที่ว่า “โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข” ฉะนั้นวันนี้ Ged Good Life จึงขอแชร์คำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วย “๙ วิธีระงับความโกรธ” หากใครที่มักโกรธบ่อย ๆ ต้องลองนำไปปฏิบัติดู รับรองว่าได้ผลแน่นอน

ความโกรธ คืออะไร.?

ความโกรธ (Anger) คือ อารมณ์ทางลบเมื่อเกิดความไม่พอใจไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ และคาดหวัง เมื่อถูกขัดขวางความตั้งใจในการกระทำบางอย่าง จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย และจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

ความโกรธจำแนกได้ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

๑. ความโกรธที่เห็นชัดเจน – เป็นความโกรธที่ผู้โกรธ รู้ตัวว่าโกรธ
๒. ความโกรธแฝง – เป็นความโกรธที่ถูกเก็บกดไว้ในระดับจิตใต้สำนึก และผู้โกรธไม่รู้ตัวว่าตนโกรธอยู่ ความโกรธแฝงนี้อาจนำไปสู่ การโกรธเรื้อรัง เกี่ยวพันกับอาการซึมเศร้า

การรู้จักอารมณ์ของตนเองขณะโกรธ คิดทบทวนหาสาเหตุของ ความโกรธ หาแนวทางระงับความโกรธที่เหมาะสม และวิธีการตอบสนองต่อความโกรธ ทำให้เราสามารถบริหารจัดการกับความโกรธได้อย่างถูกวิธี


@@@@@@@

๙ วิธีระงับอารมณ์โกรธ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้นำวิธีละความโกรธที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ใน “คัมภีร์วิสุทธิมรรค” มาแนะนำท่านผู้อ่าน มีถึง ๙ วิธี ด้วยกัน ดังนี้

๑. ระลึกถึงโทษของความโกรธ
อารมณ์โกรธนั้น เปรียบเสมือนไฟเผาไหม้ใจเรา อาจทำให้เราขาดสติ ทำอะไรลงไปโดยไม่ยั้งคิด เช่น โกรธแล้วทำร้ายคนอื่นได้ โกรธแล้วด่าทอกันจนเป็นเรื่องราวขึ้นโรงขึ้นศาลได้ คนขี้โกรธจะมีผิวพรรณไม่งาม คนขี้โกรธ นอนก็ เป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อพิจารณาถึงโทษของความโกรธได้แล้ว เราจึงต้องมีสติระงับใจไว้เสีย ไม่โกรธตอบ

๒. ระลึกถึงความดีของเขา
ธรรมดาคนเรานั้น ว่าโดยทั่วไป แต่ละคน ๆ ย่อมมีข้อดีบ้าง ข้อเสียบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ฉะนั้นก่อนจะโกรธเคืองใคร พึงหันไปมอ งหรือระลึกถึงความดี หรือจุดอื่นที่ดี ๆ ของเขา ถ้าเขาไม่มีความดีอะไรเลยที่จะให้มองเอาจริง ๆ ก็ควรคิดสงสาร ตั้งความกรุณาแก่เขาว่า โธ่ ! น่าสงสาร ต่อไปคนคนนี้คงจะต้องประสบผลร้ายต่าง ๆ เพราะความประพฤติไม่ดีอย่างนี้ นรก อาจรอเขาอยู่ ดังนี้เป็นต้น

๓. พึงสอนตนว่า “ความโกรธคือการทำความทุกข์ให้ตนเอง”
ความโกรธ คือการสร้างทุกข์ให้ตัวเอง และเป็นการลงโทษตัวเองให้สมใจศัตรู เพราะ คนโกรธจะสร้างความเสื่อมพินาศให้แก่ตัวเองได้ตั้งหลายอย่าง โดยที่ศัตรูไม่ต้องทําอะไรให้ลําบากก็ได้สมใจของเขา

๔. พิจารณาความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
พึงพิจารณาว่า ทั้งเรา และเขาต่างก็มีกรรมเป็นสมบัติของตน ทํากรรมอะไรไว้ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น เริ่มด้วยพิจารณาตัวเองว่า เราโกรธแล้วไม่ว่าจะทําอะไร การกระทําของเรานั้นเกิดจากโทสะ ซึ่งเป็นอกุศลมูล กรรมของเราก็ย่อมเป็นกรรมชั่วซึ่งก่อให้เกิดผลร้าย มีแต่ความเสียหาย ไม่เป็นประโยชน์ และเราจะต้องรับผลของกรรมนั้นต่อไป

๕. พิจารณาถึงความประพฤติในกาลก่อนของพระศาสดา
พระพุทธเจ้าของเรานั้น ทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้งเบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ ถึงเขาจะตั้งตัวเป็นศัตรูถึงขนาดพยายามปลง พระชนม์ ก็ไม่ทรงมีจิตประทุษร้าย บางครั้งพระองค์ช่วยเหลือเขา แทนที่เขาจะเห็นคุณเขากลับทําร้ายพระองค์ แม้กระนั้นก็ไม่ทรงถือโกรธ ทรงทําดีต่อเขาต่อไป

๖. พิจารณาถึงความที่เคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ
มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งว่า สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดากัน มิใช่หาได้ง่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ หากมีเหตุโกรธเคืองจากใคร พึงพิจารณาว่า ท่านผู้นี้บางทีจะเคยเป็นมารดาของเรา ท่านผู้นี้บางทีจะเคยเป็นบิดาของเรา ถึงแม้ไม่ใช่เป็นมารดาบิดา ก็อาจเป็นพี่เป็นน้องเป็นมิตร การที่จะทําใจร้าย และแค้นเคืองต่อบุคคลเช่นนั้นไม่เป็นการสมควร

๗. พิจารณาอานิสงส์เมตตา
ธรรมที่ตรงข้ามกับความโกรธ ก็คือ เมตตา ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมาย ฉันใด เมตตาก็มีคุณ ก่อให้เกิดผลดีมาก ฉันนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรที่จะระงับความโกรธเสียแล้วตั้งจิตเมตตาขึ้นมาแทน ให้เมตตานั้นแหละช่วยกําจัด และป้องกันความโกรธไปในตัว

๘. ใช้วิธีแยกธาตุ
ชีวิตเราเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติ ความจริงก็มีแต่ธาตุ หรือขันธ์ หรือนามธรรม และรูปธรรมต่าง ๆ มาประกอบกันเข้า แล้วเราก็มาติดสมมตินั้น ยึดติดถือมั่นหลงวุ่นวายทําตัวเป็นหุ่นถูกชักถูกเชิดกันไปการที่มาโกรธ กระฟัดกระเฟียด งุ่นง่านเคืองแค้นกันไป ถ้ามองความจริงทะลุสมมติบัญญัติลงไปได้ถึงขั้นนี้แล้ว ความโกรธก็จะหายตัวไปเอง

๙. การให้ หรือแบ่งปันสิ่งของ
การให้ หรือแบ่งปันกันนี้ เป็นวิธีแก้ความโกรธที่ได้ผลชะงัด สามารถระงับเวรที่ผูกกันมายาวนานให้สงบลงได้ ทําให้ศัตรูกลายเป็นมิตร พระพุทธเจ้ากล่าวถึงอานุภาพยิ่งใหญ่ของทาน คือการให้นั้นว่า “การให้เป็นเครื่องฝึกคนที่ยังฝึกไม่ได้ การให้ยังสิ่งประสงค์ทั้งปวงให้สําเร็จได้ ผู้ให้ก็เบิกบานขึ้นมาหาด้วยการให้ ฝ่ายผู้ได้รับก็น้อมลงมาพบด้วยปิยวาจา” เมื่อความโกรธเลือนหาย ความรักใคร่ก็เข้ามาแทน



๘ พุทธศาสนสุภาษิต เรื่องความโกรธ

๑. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ
ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข

๒. โกธสมฺมทสมฺมตฺโต อายสกฺยํ นิคจฺฉติ
ผู้เมามึนด้วยความโกรธ ย่อมถึงความไร้ยศศักดิ์

๓. โกธโน ทุพฺพณฺโณ โหติ
คนมักโกรธ ย่อมมีผิวพรรณเศร้าหมอง

๔. ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ
ผู้โกรธจะผลาญสิ่งใด สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย

๕. อนตฺถชนโน โกโธ
ความโกรธก่อความพินาศ

๖. หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ
ผู้โกรธ ย่อมฆ่ามารดาของตนได้

๗. ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ
ผู้โกรธจะผลาญสิ่งใด สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย

๘. หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ
ผู้โกรธ ย่อมฆ่ามารดาของตนได้


@@@@@@@

ความโกรธ ทำลายสุขภาพเรายังไงบ้าง.? ดับมัน ก่อนที่มันจะทำลายเรา!

หากปล่อยให้อารมณ์โกรธสะสมในจิตใจนาน ๆ จะยิ่งก่อใหเ้กิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้มากมาย เราจึงควรดับความโกรธ ก่อนที่ความโกรธจะทำลายเรา!

๑. โรคหัวใจ เพราะอารมณ์โกรธจะกระตุ้นให้หัวใจคุณบีบตัวเร็ว และแรงขึ้น
๒. โรคความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ
๓. โรคเครียด และปัญหาสุขภาพจิตต่าง ๆ ตามมา
๔. โรคไมเกรน ปวดศีรษะเรื้อรัง หนักสุดเส้นเลือดในสมองอาจแตกได้
๕. ความผิดปกติของผิวหนัง ผิวพรรณหมองคล้ำลง หน้าตาดูไม่สดใส
๖. ปัญหาทางเดินอาหาร คนที่ท้องเสียบ่อย ๆ เวลามีอารมณ์โกรธ ต้องควบคุมรักษาทางจิตอารมณ์ด้วย





อ้างอิง : 1. วารสารรังสิตบัณฑิตศึกษาในกลุ่มธุรกิจและสังคมศาสตร์ 2. kanlayanatam 3. เพจคำคมธรรมะเตือนใจ 4. doisaengdham 5. ครูบ้านนอก
Thank to : https://www.gedgoodlife.com/lifestyle/116210-7-how-to-control-anger/
Posted date :  5 พ.ค. 22
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตอบแทนบุพการีด้วย 5 สิ่งนี้มีแต่จะเจริญรุ่งเรือง เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2022, 06:04:36 am



ตอบแทนบุพการีด้วย 5 สิ่งนี้มีแต่จะเจริญรุ่งเรือง

พ่อ-แม่ หรือบุพการีนั้นถือเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับทุกคน การดูแล เอาใจใส่ท่านทั้งในยามปกติ หรือเจ็บป่วยทั้งทางกาย ทางใจ ย่อมทำให้ผู้เป็นลูกเกิดความสุข นอกจากการดูแลท่านแล้ว เรายังสามารถตอบแทนท่านด้วยสิ่งเหล่านี้ ซึ่งก็จะส่งเสริมให้เรามีชีวิตที่รุ่งเรือง

1. ข้าวของเครื่องใช้วัตถุสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เวลาเจ็บได้ได้ป่วย เช่น ปัจจัย4 ต่าง ๆ
2. การดำรงชีวิตให้อยู่ในศีลในธรรมเป็นคนดี ไม่สร้างภาระให้ท่าน
3. ถ้าบุพการีกระทำผิด สามารถเตือนและบอกได้ แต่อย่าบังคับให้ท่านตัดสินใจเอง แบบนี้ไม่ติดกรรมอะไร
4. ให้เวลาและกำลังใจท่านให้มาก ๆ
5. นำพาบุพการีให้ไปในทางธรรม เข้าใจธรรมมะ นี่จะเป็นการตอบแทนที่ดีที่สุด





Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/228649/
07 พ.ค. 65 (11:00 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
หน้า: [1] 2 3 ... 651