ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 660
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ดอกไม้จันทน์ .. ดอกไม้งาม ถึงผู้วายชนม์ เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:03:07 am



ดอกไม้จันทน์..ดอกไม้งาม ถึงผู้วายชนม์

เมื่อกล่าวถึง ดอกไม้จันทน์ ทุกคนมักจะคิดถึงความเศร้าโศกเสียใจ เพราะดอกไม้จันทน์ คือ ตัวแทนของความรัก ความอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ล่วงลับ ดอกไม้จันทน์ในปัจจุบัน มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มีการประดิษฐ์ประดอยให้มีรูปแบบดอกไม้จันทน์หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ดอกกุหลาบ ดอกดารารัตน์ ดอกแก้ว ดอกจำปี ดอกลีลาวดี และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงสีสันก็มีให้เลือกมากขึ้นทั้งแบบสีธรรมชาติ สีขาว สีดำ สีสันที่สดใสเพื่อคลายความเศร้าหมองลง

ในอดีต เราไม่ได้ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เช่นปัจจุบัน เพราะเรายังสามารถหาไม้จันทน์ได้ ในธรรมชาติ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปไม้จันทน์ก็หาได้ยากยิ่งขึ้น ราคาแพงมากขึ้น โดยในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงมีการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เทียมขึ้นใช้ทดแทนดอกจริง ซึ่งผู้คิดค้นก็คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

พระองค์ทรงนำเนื้อไม้จันทน์มาประดิษฐ์ โดยเนื้อไม้จันทน์ที่นำมาประดิษฐ์เป็นดอก จะใช้เฉพาะส่วนเปลือก นำมาฝานให้บาง จัดเข้าช่อเข้ากลีบเป็นดอกไม้ แล้วมัดรวมเข้าด้วยกัน ในช่วงแรกๆ ไม้จันทน์ จะนิยมใช้สำหรับชนชั้นสูง หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ หรือผู้มีตระกูล มีศักดิ์ใหญ่ แต่กาลต่อมาได้แพร่หลายในหมู่สามัญชน และมีการนำพันธุ์ไม้อื่นมาประยุกต์ เมื่อไม้จันทน์หายากขึ้น อาทิ เช่น ไม้โมก


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เหตุที่ใช้ไม้จันทน์ เนื่องจากไม้จันทน์ เป็นไม้มงคล หายาก และมีราคาสูง ที่สำคัญเป็นไม้ที่มีน้ำมันซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ปัจจุบันมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยออกมาใช้ในวงการความสวยความงาม ที่มีราคาค่อนข้างสูง ไม้จันทน์ในสมัยก่อนมีจำนวนมาก ชนชั้นสูงยังนิยมนำไม้มาทำหีบสำหรับบรรจุศพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโกศสำหรับบรรจุศพเจ้านายชั้นสูง ล้วนแต่ใช้ไม้จันทน์ทั้งสิ้น หรือการนำมาทำเป็นฟืนที่ใช้ในการเผาศพเพื่อกลบกลิ่นศพ
 
สิ่งนี้ยังสอดคล้องกับความเชื่อของคนไทย เพราะคนไทยมีคติความเชื่อเรื่องการเผาเครื่องหอม กำยาน ถวายต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ในการไหว้พระพุทธรูป คนไทยก็ยังนิยมไหว้ด้วยธูปหอมที่ทำจากไม้จันทน์ ภูมิปัญญาไทยสมัยโบราณในการทำเครื่องหอมยังมีอีกมากมายค่ะ เช่น การนำไม้จันทน์มาทำเป็นเครื่องใช้ต่างๆ เช่น พัดไม้จันทน์ หีบใส่เสื้อผ้าที่ทำจากไม้จันทน์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เสื้อผ้าที่สวมใส่มีกลิ่นหอมของไม้จันทน์ และยังสามารถป้องกันมด แมลงได้ดีอีกด้วย

ในส่วนของเครื่องหอมไทย ไม่ว่าจะเป็น กำยาน น้ำอบไทย น้ำปรุง (น้ำหอมไทยโบราณ) ก็ยังมีไม้จันทน์เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย วิธีการปรุงนั้นโดยหลักจะนำไม้จันทน์มาบดให้เป็นผง แล้วนำไปเป็นส่วนผสมปรุงกับสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชนิดอื่นๆ ในเครื่องใช้ที่ต้องการ เช่น ธูป เทียนอบขนม เทียนอบผ้า กำยาน น้ำอบไทย น้ำปรุง เป็นต้น

คติในเรื่องความเชื่อของการใช้เครื่องหอม ไม่ได้มีแต่เฉพาะคนไทยเท่านั้นนะคะ การใช้ความหอมจากดอกไม้ เครื่องเทศ หรือสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมต่างๆ นั้น ในอารยธรรมโบราณ หากย้อนกลับไปในสมัยอารยธรรมอียิปต์โบราณ ความเชื่อในเรื่องของโลกหน้า เป็นสิ่งที่ชาวอียิปต์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงก่อให้เกิดภูมิปัญญาและความเชื่อว่า หากเตรียมความพร้อมให้กับชีวิตในโลกหน้าได้ ก็ควรทำ

ชาวอียิปต์จึงมีวิธีการดูแลและรักษาศพไว้เป็นอย่างดี นอกจากการพึ่งพาน้ำยาแล้วพันร่างเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เน่าเปื่อย ยังมีการชำแหละ นำเอาอวัยวะภายในออกมา แล้วบรรจุเครื่องหอมที่ได้จากสมุนไพร ไม้หอมต่างๆ ลงไปแทน เพื่อความเชื่อที่ว่าชีวิตในโลกหน้าจะดีกว่าเดิม เป็นการเตรียมพร้อมของชีวิตในโลกหน้าตามภูมิปัญญาชาวอียิปต์โบราณ หรือแม้แต่การใช้กำยานในการดองศพ ซึ่งมีหลักฐานในการค้นพบโดยนักบวช หลังจากที่มีการขุดพบสุสานตุตันคามุนใน 3,000 ปี ถัดมา ว่ากลิ่นกำยานในหีบศพยังคงหอมกรุ่น ทั้งยังมีการพบก้อนกำยานเป็นหลักฐานชี้ชัดอีกด้วย


ไม้จันทน์อินเดีย

สำหรับในภูมิภาคแถบเอเชีย เมื่อมีการขยายตัวในการค้าขายของชาวเอเชีย จึงได้มีการนำเข้า ไม้จันทน์ ไม้กฤษณา และพันธุ์ไม้หอมประเภทอื่นๆ เข้ามาใช้ โดยผู้ที่นิยมนำเข้าและซื้อพันธุ์ไม้หอม ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงที่มีกำลังซื้อมากพอ เพราะเป็นของหายาก และยังมีคุณสมบัติสุดพิเศษที่สามารถนำมาปรุงเป็นน้ำหอมได้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่นิยมใช้เครื่องหอมในพิธีกรรมศพ

แต่ประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ก็ใช้เครื่องหอมในการทำพิธีกรรมสำหรับผู้ตายเช่นกัน อาทิ เช่น การเผาเครื่องหอมต่อหน้าศพ เพื่อความเชื่อที่ว่า ความหอมสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย และสามารถนำทางให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไปยังสรวงสวรรค์ได้ เช่นเดียวกับคนไทย ที่มีการวางดอกไม้จันทน์ ดอกสุดท้ายในวาระสุดท้ายของผู้วายชนม์ ต่อหน้าร่างไร้วิญญาณ เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัย และให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย

ในปัจจุบัน แม้ดอกไม้จันทน์จะมีลักษณะและความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเราสามารถหาวัสดุทดแทนได้มากขึ้น และมีปรับรูปแบบตามความคิดสร้างสรรค์ตามกาลสมัย ปัจจุบันเราจึงเห็นดอกไม้จันทน์ในประเภทต่างๆ ที่สื่อความหมายแตกต่างกันไป มีความสวยงามและชวนให้รื่นรมย์ทางสายตา

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความสำคัญของพิธีกรรมงานศพ ก็หาได้ขึ้นอยู่กับดอกไม้จันทน์ว่ามีความงดงามเพียงใด แต่เป็นคุณงามความดีของผู้ตาย มโนธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่คงความระลึกถึงแด่ผู้วายชนม์ตลอดกาล สิ่งนี้ คือ สิ่งสำคัญที่สุด การไว้อาลัย ร่วมงานศพ นอกจากจะให้เกียรติแก่ผู้ตายแล้ว ความดีงามที่ผู้วายชนม์ได้ทำไว้ คือ มรดกสำคัญที่ลูกหลาน คนรู้จักรักใคร่ ญาติสนิทมิตรสหาย พึงนำมาให้รำลึกและนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต



ตายแล้วไปไหน.?

ไม่ใช่คำถามที่เราสามารถหาคำตอบได้ จะมีเพียงแต่ผู้วายชนม์เท่านั้นที่จะรู้ว่า ความดีงามตลอดช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น จะนำพาจิตวิญญาณไปที่แห่งใด หากเรายังมีชีวิตอยู่ เราจึงควรกระทำแต่ความดี ด้วยการคิดดี ทำดี กรรมดีจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำพาเราไปสู่หนทางที่สงบสุข อย่างที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า

    “ราหุล.! กระจกเงามีไว้สำหรับทำอะไร.?
     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กระจกเงามีไว้สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า
     ราหุล.! กรรมทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่บุคคลควรสอดส่อง
     พิจารณาดูแล้วดูเล่าเสียก่อน จึงทำลงไป ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ
     ฉันเดียวกับกระจกเงานั้น เหมือนกัน”


 

 

ข้อมูลอ้างอิง :-
1. ความเป็นมาและธรรมเนียมของดอกไม้จันทน์
http://pirun.ku.ac.th/~b5310507485/history.html
2.The Secret Life of Scent: Fragrant, Mandy Aftel พลอยแสง เอกญาติ
3. พุทธวจนะ http://chaiwat201149.blogspot.com/2014/06/blog-post_4684.html
4. การสาธิตการทำดอกไม้จันทน์
https://www.youtube.com/watch?v=mIxcvSb9Huk&index=8&list=PLLvotVqfciXY2ID2FuA7gbIsRRDq9Dvhb

Thank to : https://www.bagindesign.com/ดอกไม้จันทน์-sandalwood/
Thai book Review , พฤษภาคม 11, 2017, 10:40 am
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'อีสาน' ไส้ติ่งสยาม หรือ มดลูก เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:34:34 am


แผนที่โบราณแสดงเมืองต่างๆของไทย แต่ไม่มีอีสาน (ภาพจาก หนังสือ "สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 1" กรมศิลปากร )


'อีสาน' ไส้ติ่งสยาม หรือ มดลูก

ไส้ติ่งคืออวัยวะเล็กๆ ที่ไม่มีบทบาทในร่างกาย, ไม่มีประโยชน์, ในขณะที่มดลูกคืออวัยวะสําคัญยิ่ง, เพราะหากไม่มีมดลูกก็ไม่มีคนเกิดขึ้นมาได้

แล้วอีสานเป็นมดลูกของสยาม.? หรือเป็นเพียงไส้ติ่ง.?

โดยมากอีสานมีภาพพจน์ที่ไม่ค่อยดีเด่นนัก ในหนังสือประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ อีสานเป็นไส้ติ่งแท้ๆ เพราะแทบไม่มีบทบาทหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น, นอกจากเป็นเส้นทางเดินทัพไปตีเมืองลาว ในสายตาผู้ดีเมืองหลวงส่วนใหญ่ อีสานเป็น “ทุ่งหมาเมิน” ที่ไม่มีอะไรดีเด่น ไม่มีอะไรน่าสนใจ

ในบทความนี้ผมจะพยายามแสดงว่า อีสานคือมดลูกของสยามที่มีบทบาทสําคัญยิ่งในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามผมขอขึ้นต้นด้วยลักษณะ “ไส้ติ่ง” และ “ทุ่งหมาเมิน”, เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย


@@@@@@@

เรื่องที่ 1. ไส้ติ่งหรือทุ่งหมาเมิน

อีสานเป็นผืนแผ่นดินมหึมาที่ใหญ่กว่าภาคกลางเสียอีก, แล้วทําไมจึงหายไปจากประวัติศาสตร์ และหาย ไปจากแผนที่โบราณ? ขอยกให้ดูแผนที่ของไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (คริสต์ศตวรรษที่ 17) ที่ไม่มีอีสาน แล้วขอให้ดูแผนที่ฝรั่งสมัยเดียวกันที่ไม่มีอีสานเช่นกัน

อีสานเพิ่งมาปรากฏในแผนที่ในสมัย ร.5 เมื่อฝรั่งเศสยึดครองเวียดนามและเข้ามาสํารวจเมืองลาว ทันใดนั้นอังกฤษ ชวนให้ ร.5 ยืมนาย James McCarthy จากกรมรังวัดอินเดีย ท่านเดินสํารวจแม่น้ำโขงแล้วพบว่าแม่น้ำสายนี้ไม่ได้ไหลลงจากเหนือสู่ใต้โดยตรง, แต่ถึงแถวๆ หนองคายก็คดเคี้ยวไปทางตะวันออกแล้วอ้อมใหญ่กว่าจะตกถึงเมืองเขมรและปากน้ำในเวียดนาม แต่นั้นมาอีสานจึงโผล่ขึ้นมาในความรับรู้ ของโลกและของรัฐบาลสยาม

ทําไมเป็นเช่นนี้.? ผมมองเห็นเหตุอยู่ 3-4 ประการ คือ

1. รัฐเดิมขึ้นตามแม่น้ำ (Riverine States) สยามหลักๆ คือลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผู้เขียนแผนที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์น่าจะเป็นพระภาคกลางนี้เอง จึงสนใจพระธาตุและพระพุทธบาทที่มีในลุ่มน้ำนี้ ท่านยังรู้ว่าแม่น้ำโขงมีจริง และ “ล้านช้าง”, “แก่งลี่ผี”, “นครหลวง (ธม)” อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง, แต่อยู่นอกวงจรการเดินทางแสวงบุญของตน พระธาตุและพระพุทธบาทต่างๆ ในอีสานจึงไม่ได้รับการบันทึกในแผนที่ของท่าน เพราะคนเขียนแผนที่ไม่รู้จักอีสาน และไม่สนใจ

2. ในโลกทัศน์แบบโบราณ “ประเทศ” ไม่ได้หมายถึงผืนแผ่นดินที่อยู่ภายในกรอบหรือชายแดนที่แน่นอน ในสมัยอยุธยา “สยาม” หมายถึงบ้านเมืองที่อำนาจของกรุงศรีอยุธยาแผ่ถึง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและเมืองท่าต่างๆ ตามชายฝั่ง, ดังเห็นในแผนที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ, อำนาจของกรุงศรีอยุธยาน่าจะจบลง (หรือจางลงมาก) ที่โคราช, ถึงเรียกว่า “นครราชสีมา” หรือ “หลักเขตพระราชอำนาจ” ส่วนแดนที่เราเรียกกันว่า “อีสาน” หากไม่อยู่ในอำนาจเมืองล้านช้างก็คงปกครองกันเอง (No Man’s Land) ที่อยู่นอกคอกฟ้ากรุงศรีอยุธยา, ชนชั้นปกครองจึงมองไม่เห็น

3. ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นสยามเป็นจักรวรรดินิยม (Imperialist) ที่มุ่งมั่นจะปราบปรามเมืองเหนือ, ล้านช้าง, เขมร และรัฐต่างๆ ในแหลมมลายู (เป็นที่น่าสนใจว่า “จักรวรรดินิยม” ภาษาไทยหมายถึงอังกฤษและฝรั่งเศส ยังไม่มีใครเขียนประวัติจักรวรรดินิยมสยาม/ไทยเลย เรื่องนี้ต้องถามชาวลาว, เขมร, มลายู, อย่าถามผม) ในระยะที่กษัตริย์สยามจะปราบล้านช้าง อีสานไม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องปราบปราม, หากเป็นเพียงเส้นทางเดินทัพ, จึงได้รับความสนใจไม่มาก

อีสานเพิ่งเริ่มเป็นตัวเป็นตนและมีความสำคัญในสายตารัฐบาลสยามในรัชกาลที่ 5 เมื่อจักรวรรดิสยามไปกระทบกับจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ริมน้ำโขง, แต่อีสานยังมีความสำคัญน้อยกว่าล้านนา, เขมร และแหลมมลายู

4. ในยุคฟาสซิสต์อีสานเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์แน่นอน, แต่ดูเป็นที่ต้องควบคุมมากกว่าให้เกียรติ รัฐบาลจอมพลแปลกจึงเก็บ ส.ส.อีสาน (ดูศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 23 ฉบับที่ 3) และสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พระเอกเมืองขอนแก่น) ทำลายพระอาสภะเถระ (พระพิมลธรรม) ที่มีความคิดสากลทันสมัย

5. แม้ในยุคโจราธิปไตยปัจจุบัน, อีสานยังเป็นเมืองขึ้นของรัฐบาลกลางอยู่ดี กระทรวงในกรุงเทพฯ มีสิทธิ์ชี้ขาดชายป่า ชายนาโดยไม่ถามคนท้องถิ่นหรือศึกษาความเป็นมาของถิ่นนั้นๆ ข้าราชการหน้าไม่นิ่มนัก เช่น สมัคร สุนทรเวช ยังอาจตวาดกับฝูงชนที่ประท้วงเรื่องปัญหาปากน้ำมูลว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?!”

เรื่องทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเรื่องอีสานในฐานะ “ไส้ติ่งสยาม” หรือ “ทุ่งหมาเมิน” ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงโลกสากลที่ล้วนมี “อีสาน” หลายแห่งทั่วไป

@@@@@@@

เรื่องที่ 2. หลายอีสาน

ใช่ว่าเมืองไทยเท่านั้นที่มี “อีสาน” หรอก ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าทุกประเทศมี “อีสาน” ของตน “อีสาน” ระดับโลกใหญที่สุดและสําคัญที่สุดคือ เอเชียกลาง เอเชียกลาง เป็นที่ทุรกันดาร, หน้าหนาวมีหิมะคลุม, อุณหภูมิลดหลายองศา, หน้าร้อนก็ร้อนระอุแห้งแล้ง เป็นทุ่งว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรดีเด่นให้ดู

อย่างไรก็ตาม, นักมานุษยวิทยาโดยมากเชื่อกันว่า ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เอเชียกลางเป็นถิ่นกําเนิดของชาวอินเดียนแดงในอเมริกา, ชาวจีนฮั่น, ชาวเกาหลี, ญี่ปุ่น และชาวตะวันออกกลาง ฝ่ายนักภาษา ศาสตร์เชื่อว่า เอเชียกลางเป็นถิ่นกำเนิดภาษาตระกูลอินโด-ยุโรป, ซึ่งหมายถึงบาลี-สันสกฤต, กรีก, ละติน, อังกฤษ, เยอรมัน, รัสเซีย ฯลฯ ฝ่ายนักประวัติศาสตร์ย่อมรู้กันทั่วว่าชาวเอเชียกลางเคยรุกรานยุโรป (Huns), เคยปราบปรามตะวันออกกลาง (Turmalane), เคยปกครองเมืองจีน (Mongol Dynasty) และเคยปกครองอินเดีย (Mogul Dynasty)

ทุกวันนี้เอเชียกลางมีสภาพเป็น “ทุ่งหมาเมิน” จริง, แต่ใครที่ไหนจะกล้าอ้างว่าเอเชียกลางไม่สําคัญ, หรือเป็นเพียง “ไส้ติ่ง” ของโลก?

ต่อไปนี้จะขอย่อสายตาลงมาดูเฉพาะยุโรป

“อีสาน” ของยุโรปอยู่ที่ตะวันออกกลาง ใครๆ มักเข้าใจผิดว่าความเจริญของตะวันตกเกิดที่กรุงเอเธนส์, กรุงโรม หรือที่ลอนดอน, ปารีส ฯลฯ แต่ไม่เป็นความจริง จุดกำเนิดของศิลปวัฒนธรรมตะวันตกคือตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลางเป็นที่ทุรกันดาร, แห้งแล้ง, ยากจน, แต่เป็นแหล่งกําเนิดดาราศาสตร์, การคิดเลขคํานวณบัญชีและรังวัด, อักษรการเขียน (อักษรโรมัน, อาหรับ และสันสกฤต), เครื่องดนตรี (Harp, Violin, Guitar, ปี่ และปี่ถุง), การถลุงโลหะ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทําทองสําริด) และศาสนายิว, คริสต์ และ  อิสลาม อย่างนี้ใครจะว่าตะวันออกกลางเป็นเพียง “ไส้ติ่ง”? ผมว่าเป็น “มดลูก” ของตะวันตก

ต่อจากนี้ไปจะขอย่อสายตาลงไปให้ดูเฉพาะหมู่เกาะอังกฤษ ที่มี “อีสาน” เหมือนกัน “อีสาน” ของอังกฤษอยู่ที่ Scotland

เรื่องสนุกๆ เจริญๆ ของอังกฤษล้วนแต่เกิดแถวๆ ลอนดอน, ออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์, ในภาคตะวันออกเฉียง เป็นที่มั่งคั่ง, ศูนย์กลางชีวิตปัญญา และเป็นประตูเข้าออกสู่โลกภายนอก

Scotland เป็นที่แร้นแค้น เป็นดินแดน “ภูเขาหมาเมิน” ที่ยากจนล้าหลัง, ไม่ค่อยมีใครชม นอกจาก Scotland จะผลิตผ้าขนแกะอย่างดี และต้มเหล้า Whisky ชั้นเยี่ยม, Scotland ยังส่งออกแรงงานมากที่สุด ในบรรดาชาว Scot ที่อยู่บ้านไม่ได้ดี, มีนักคิดนักเขียนสร้างสรรค์หลายๆ คนที่พลัดถิ่นแล้วประดับโลกด้านปรัชญาและวิทยาศาสตร์

ในโลกปัญญาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน, ด้านธรรมศาสตร์และการเมือง, เคมีวิทยา, การแพทย์, วิศวกรรม และเศรษฐศาสตร์, ชาว Scot ส่วนใหญ่เป็นผู้บุกเบิก, ค้นคว้าและคิดใหม่ แต่ท่านเป็นคนพลัดถิ่นจึงมักได้ชื่อว่าเป็น “อังกฤษ” หรือ “อเมริกัน”, และไม่ค่อยมีใครนึกถึง Scotland เลย

ดังนั้นผมต้องสรุปว่า Scotland เป็นมดลูกที่สําคัญของโลกที่พูดภาษาอังกฤษ, ไม่ใช่ “ไส้ติ่ง” หรือ “ทุ่งหมาเมิน” ดังที่คนไม่รู้อาจจะคิด อย่าว่าแต่ “โลกที่พูดภาษาอังกฤษ”, James McCarthy ผู้ก่อตั้งกรมแผนที่ของไทยเป็น Scot, MacFarlain ผู้รวบรวมพจนานุกรมเป็น Scot, Mackain ผู้สร้างโรงพยาบาล คนโรคเรื้อนที่เชียงใหม่เป็น Scot

จากโลกกว้างผมขอหันกลับมาพิจารณาสยามและอีสาน, ไส้ติ่งหรือทุ่งหมาเมินของประเทศไทย


@@@@@@@

เรื่องที่ 3. อีสาน, ทุ่งหมาที่มีความหมาย

ในทวีปเอเชีย (นอกเมืองจีน) การหล่อโลหะสําริดเกิดที่ไหนก่อน? อินเดีย? ชวา? กรุงศรีอยุธยา? ไม่มีหรอก ทองสำริดปรากฏครั้งแรกที่บ้านเชียงในอีสานนี่เอง

การตั้งแท่งหินเป็นขอบพัทธสีมารอบพระอุโบสถเกิดที่ไหนก่อน? อินเดีย? ลังกา? พม่า? ไม่มี มีที่อีสานก่อน

วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เก่าที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ “โองการแช่งน้ำ” แล้วทำไมนักศึกษาวรรณคดีไทยมักอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง? เป็นไปได้ไหมว่า เขาไม่รู้เรื่องเพราะไม่ยอมรับว่า “โองการแช่งน้ำ” เป็นภาษาอีสาน?

แต่ไหนแต่ไรนักคิดนักเขียนชาว Scotland ต่างอพยพไปเป็นครูบาอาจารย์ในอังกฤษและอเมริกา, และฝรั่งจับได้ว่า เป็นใครมาจากไหน, เพราะนามสกุลฟ้อง ในอุษาคเนย์นี้ไม่มีนามสกุล, จึงไม่อาจจะทราบได้ว่า นักปราชญ์ราชบัณฑิตกรุงนครธม, กรุงสุโขทัย, กรุงศรีอยุธยาเป็นใครมาจากไหน, แต่หลายท่านน่าจะเป็นชาวอีสานพลัดถิ่น

จากหลักฐานทั้งหมดที่ว่ามานี้, ผมเชื่อว่าอีสานเป็น “มดลูก” หรือถิ่นกําเนิดวัฒนธรรมมากกว่าจะเป็นเพียง “ไส้ติ่ง” ที่หมาเมินได้

ในเมื่อเมืองหลวงเป็นธุระที่จะลืม, หรือมองข้าม หรือกลบความสําคัญของอีสาน, ก็เห็นจําเป็นที่ชาวอีสานควรโต้ตอบแบบนักปราชญ์, ด้วยการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความจริงเรื่องอีสาน, ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เช่น

ประวัติศาสตร์อันยาวนานที่มีทั้งรุ่งโรจน์และเจ็บปวด ภาษาที่เก่าแก่, บริสุทธิ์และมีเสน่ห์ ศิลปะการแสดงที่มีชีวิตชีวา, งดงาม ศาสนาที่มีวัตรปฏิบัติเยี่ยงขีณาสพแต่เดิมมา ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เอเชียกลางเป็นมดลูกทางวัฒนธรรมของโลก, ตะวันออกกลางเป็นมดลูกทางศิลปะของยุโรป, สกอตแลนด์เป็นมดลูกทางปัญญาของอังกฤษ ทั้งหมดนี้เป็นเช่นไรอีสานก็เป็นเช่นนั้น, เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญยิ่งของความคิด, สิ่งของ และคนที่ดีงามประดับสยาม





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2545
ผู้เขียน   : ไมเคิล ไรท์
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 26 กันยายน 2565
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_93788
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 สวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม อิ่มบุญ เสริมความเฮง เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:06:12 am



คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 สวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม อิ่มบุญ เสริมความเฮง

คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 เป็นบทสวดเสริมมงคลสำหรับสายบุญที่ถือศีลกินเจ นิยมสวดกันในช่วงเทศกาลกินเจ 2565 โดยหลักๆ จะเป็นบทบูชาพระโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งเป็นองค์เทพแห่งความรักและเมตตา ตามความเชื่อคติมหายาน

สำหรับคนที่จะกินเจในปีนี้ ก็สามารถท่องคำอธิษฐานก่อนกินเจ ควบคู่ไปกับการประพฤติตนตามหลักการถือศีลกินเจ ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565

@@@@@@@

คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565 บทสวดเจ้าแม่กวนอิม อิ่มบุญ เสริมความเฮง

ความเชื่อและความศรัทธาเรื่องเจ้าแม่กวนอิมได้รับอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิมก่อนที่จะเริ่มกินเจ ก็เป็นเคล็ดลับเสริมสิริมงคลอย่างหนึ่งที่คนไทยเชื้อสายจีน หรือผู้ที่ถือศีลกินเจ มักจะสวดคำอธิษฐานก่อนกินเจ เพื่อแสดงความเคารพนับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม อีกทั้งเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าโรคภัยและความทุกข์ให้หมดไป ชีวิตพบเจอแต่ความสุขสงบ ความเฮง อิ่มบุญ อิ่มใจ

ทั้งนี้ก่อนที่จะเริ่มสวดคำอธิษฐานก่อนกินเจ ให้ทำจิตใจให้สงบ ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ บุญคุณบิดามารดาและครูอาจารย์ หลังจากนั้นให้เอ่ยชื่อ-นามสกุลของตัวเอง วันเดือนปีเกิด พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่าต้องการกินเจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เมตตาต่อสัตว์โลกด้วยการงดเนื้อสัตว์ หลังจากนั้นให้สวด ดังต่อไปนี้



คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)

นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโคว่ กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก ทั่งจี้โต
โอม เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียออฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต
ซาผ่อออ เทียงล้อซิ้ง ตี่ล้อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิ้ง เจ็กเฉียก ใจเอียงห่วยอุ่ยติ้ง
นำโมม่อออปวกเยี่ยปอล้อบิ๊ก

คำแปล คำอธิษฐานก่อนกินเจ 2565

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ พระผู้เปี่ยมล้นด้วยพระมหาเมตตา พระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ไพศาล ขอได้โปรดบำบัดทุกข์โศก โรคภัยอันตรายทั้งปวง

ข้าพเจ้าขอน้อมถึง พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ ขอได้โปรดขจัดปัดเป่าทุกข์โศก โรคภัยทั้งปวงให้หมดสิ้นไป

ขอความสุข สมปรารถนาทุกประการ จงมีแด่ข้าพเจ้า ขอเทพเจ้าเบื้องบน และเทพเจ้าเบื้องล่างทั้งหมด
ได้โปรดปัดเป่าให้เวรกรรมและสรรพเคราะห์ทั้งมวล จงหมดสิ้นไป

@@@@@@@

หลังจากที่ท่องคำอธิษฐานก่อนกินเจเรียบร้อยแล้ว สามารถนั่งสมาธิและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลด้วยก็ได้ ทั้งนี้ผู้ที่ถือศีลกินเจตลอด 9 วัน ควรงดกินผัก 5 ชนิด นุ่งขาวห่มขาว สำรวจกาย ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่พูดคำหยาบ และมีความเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง



Thank to : https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2507972
23 ก.ย. 2565 16:24 น.
4  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การเลี้ยงชีพ ด้วยการยอมลดคุณค่าของชีวิต ด้วยการประพฤติอธรรม เป็นสิ่งน่ารังเกียจ เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 07:42:23 am



การเลี้ยงชีพ ด้วยการยอมลดคุณค่าของชีวิต หรือ ด้วยการประพฤติอธรรม เป็นสิ่งน่ารังเกียจ


๗. ลาภครหชาดก (๒๘๗) ว่าด้วยวิธีการหลอกลวงเพื่อแสวงหาลาภ

(อาจารย์ทิศาปาโมกข์โพธิสัตว์ได้ตรัสกับมาณพผู้เป็นศิษย์ว่า)
[๑๐๙] ไม่บ้าก็ทำเป็นเหมือนคนบ้า
         ไม่ใช่คนส่อเสียดก็ทำเป็นเหมือนคนส่อเสียด
         ไม่ใช่นักฟ้อนรำก็ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
         ไม่ตื่นข่าวก็ทำเป็นเหมือนตื่นข่าว
         ย่อมได้ลาภในบุคคลที่ลุ่มหลงงมงาย
         นี้เป็นคำสอนสำหรับเธอ

(ลูกศิษย์ได้ฟังคำของอาจารย์แล้ว จึงติเตียนลาภว่า)
[๑๑๐] พราหมณ์ น่าติเตียนการได้ยศ และการได้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีวิต ซึ่งเป็นเหตุให้ประสบความพินาศ หรือประพฤติไม่เป็นธรรม
[๑๑๑] ถึงแม้เราจะเป็นนักบวชถือบาตรเลี้ยงชีพ การเลี้ยงชีพเช่นนั้นแหละยังดีกว่าการแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม


                         ลาภครหชาดกที่ ๗ จบ



ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=287
ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ : http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=460
ขอบคุณภาพจาก : pinterest
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ เปี่ยมศรัทธา “มรรคาของพร เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:43:23 am



“หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่


“หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ เปี่ยมศรัทธา “มรรคาของพระพุทธเจ้า”

พาไปรู้จักกับ “หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จากผลงานสร้างสรรค์ของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

วันนี้ที่จังหวัดสระบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ให้ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ไปซึมซับในหลักธรรมคำสอนขององค์พระศาสดากัน คือ “หอมนสิการ” ที่ถือเป็นอันซีนแห่งใหม่ที่น่าสนใจแห่งเมืองพระพุทธบาท



“หอมนสิการ” อันซีนสระบุรี ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่

“หอมนสิการ” ตั้งอยู่ที่ริมเขาพระพุทธบาทน้อย ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จัดสร้างขึ้นตามแนวคิดของ “อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

    1. เทิดพระเกียรติแสดงความนอบน้อมกตัญญู ถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    2. ประดิษฐานพระบรมโลกนาถ พระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จมาในต่างวาระรวม 23 พระองค์ และภาพปักพระบรมโลกนาถ
    3. เป็นสถานที่สำหรับฝึกสมาธิเบื้องต้น และเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา
    4. จัดแสดงนิทรรศการสื่อผสม “Journey to the Life of Buddha” วิถีแห่งความเสียสละกว่าที่พระพุทธองค์จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า



เครื่องยอดของหอมนสิการประดับด้วยยอดฉัตรทอง

อาคารหอมนสิการมีสีขาวนวลดูสงบสวยงามท่ามกลางฉากหลังเป็นขุนเขาตั้งตระหง่าน อาคารแห่งนี่เป็นงานสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย ที่หัวเสา หน้าบัน ประดับประดาด้วยงานปูนปั้นลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม ซึ่งได้ออกแบบผูกลายขึ้นใหม่จากศิลปะอินเดีย วิกตอเรีย และสุโขทัย

ส่วนบนเครื่องยอดของหอมนสิการประดับด้วยยอดฉัตรทอง เพื่อให้สมพระเกียรติแห่งองค์พระบรมศาสดา และสื่อถึงการปกป้องพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไปถึง 5,000 พระวรรษา



ลวดลายปูนปั้นที่หน้าบัน

ภายในหอมนสิการประกอบด้วย นิทรรศการจำลอง “มรรคาของพระพุทธเจ้า” ในรูปแบบสื่อผสมให้ได้ซึมซับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถึงเรื่องราวความเสียสละของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักด้วยกัน ได้แก่

-โซนที่ 1 นำเสนอนิทรรศการสื่อผสม “การจำลองมรรคาของพระพุทธเจ้า – Journey to the Life of Buddha” วิถีแห่งความเสียสละ กว่าที่พระพุทธองค์จะทรงบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ในบรรยากาศแบบโบราณแต่ทันสมัย



หอกราบ

-โซนที่ 2 “หอกราบ” หรือ “หอจัตุรัส” ที่งามอร่ามไปด้วยห้องสีทอง ตัดกับผนังบุผ้าไหมสีแดงนี้ เป็นที่ประดิษฐาน “พระบรมโลกนาถ” พระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 30 นิ้วปิดทองคำบริสุทธิ์

นอกจากนี้หอกราบยังประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป และภาพปักพระบรมโลกนาถที่ปักด้วยจำนวนฝีเข็มกว่า 651,000 ฝีเข็ม ใช้ไหมทั้งหมด 49 สี โดยปักครั้งละ 3 เส้น (ปกติทั่วไปจะใช้ 2 เส้น) มีความหมาย คือ พระรัตนตรัย เส้นที่ 1 แทน พระพุทธ เส้นที่ 2 แทนพระธรรม และ เส้นที่ 3 แทน พระสงฆ์ ตลอดระยะ เวลาการปักกว่า 8 เดือน โดยผู้ปักถือศีล 8 และทุกฝีเข็มบริกรรมคำว่า “นิพพาน”



Modern Photo Gallery ในโซนที่ 3

-โซนที่ 3 เป็นยุคปัจจุบันกาล จัดแสดงในรูปแบบของ Modern Photo Gallery ที่ให้คติธรรม และสะท้อนความจริงให้เราได้ฉุกคิดถึงความหมายและการดำเนินชีวิต ส่วนนี้ถ้าสังเกตดี ๆ แต่ละภาพจะมีปริศนาที่ซ่อนอยู่ เป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ให้เราเห็นภาพและเข้าใจสัจธรรมความจริงได้อย่างตรงเข้ามาในใจ





Thank to : https://mgronline.com/travel/detail/9650000090412
เผยแพร่ : 20 ก.ย. 2565 16:48 , ปรับปรุง : 20 ก.ย. 2565 16:48 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “เชียงใหม่” สายมู ชวนขอพร 5 จุดสุดฮิต เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:33:12 am

 :25: :25: :25:

“เชียงใหม่” สายมู ชวนขอพร 5 จุดสุดฮิต


วัดป่าแดด วัดดังของสายมู

ช่วงนี้เทรนด์การท่องเที่ยว “สายมู” ยังคงมาแรงไม่มีตกกระแส หลายคนเสาะหาเส้นทางไหว้พระ กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรในเรื่องต่างๆ และที่ “เชียงใหม่” ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่สายมูมุ่งหน้ามา เพราะที่นี่มีวัดดัง และแหล่งขอพรยอดฮิตหลายๆ จุด

ชวนมาขอพรกับ 5 จุดสุดฮิต ที่ “เชียงใหม่” เสริมมงคลให้สายมู



พระประธานในวิหารหลวงลายคำ วัดป่าแดด


พระพิฆเนศภายในหอมหาเทพบูรพาจารย์


เข้าไปลอดท้ององค์พระพิฆเนศทางด้านหลังหอมหาเทพบูรพาจารย์

ขอพรองค์พระพิฆเนศ วัดป่าแดด

“วัดป่าแดด” เป็นจุดที่หลายๆ คนนิยมมาทำพิธีขอพรจากองค์พระพิฆเนศที่วัดป่าแดด และต่างก็สมหวังกันไปหลายราย ปัจจุบัน ท่านพระครูปลัดนันทวัฒน์ (พระอาจารย์พยุงศักดิ์ ธีรธมฺโม) หรือครูบาคัมภีรธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าแดด ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ พระวิปัสสนาจารย์ของเมืองเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง นอกจากท่านจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนมีสานุศิษย์มากมายแล้ว ท่านยังเป็นที่เจริญศรัทธาเลื่องลือในเลขยันต์วัตถุมงคลสายล้านนา เทียน ตะกรุดที่สืบมาจากครูบาอาจารย์ แผ่นยันต์ล้านนาที่ท่านจารด้วยมือทุกแผ่น ตะกรุดมหาหวาน ที่เหล่าศิลปินดาราในวงการบันเทิงต่างเเสวงหาไว้ครอบครอง นอกจากนี้ เหรียญพระพิคเณศวร์ เหรียญครูบาศรีวิชัย พระพุทธสิหิงค์ลอยองค์ ท้าวเวสสุวรรณ รุ่น 1 รุ่น 1 ตะกรุดสาริกาคู่ และเเมลงภู่คำ ต่อเงิน ต่อทอง ก็เป็นเครื่องรางของมงคลเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ลูกหาที่นิยมชมชอบในสายมูเตลู

นอกจากเครื่องรางของขลังต่างๆ แล้ว คนที่มาเยือนวัดป่าแดดต่างก็ต้องการที่จะมาขอพรกับ "องค์พระพิฆเนศ" เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ผู้ขจัดอุปสรรคปัญหาทั้งหลาย โดยพระพิฆเนศของวัดป่าแดดแห่งนี้ก็เป็นที่เลื่องลือว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

ใครที่เพิ่งเคยมาครั้งแรกแล้วกลัวจะไหว้ไม่ถูกก็ไม่ต้องกังวล เพราะทางวัดได้เตรียมเอกสารขั้นตอนการไหว้ขอพรให้สัมฤทธิ์ผล พร้อมทั้งของไหว้ต่างๆ ไว้พร้อม โดยองค์พระพิฆเนศนามว่า "อุตรศรีคณปติ" แปลว่า ผู้ประทานความสำเร็จในทางทิศเหนือ ซึ่งสร้างจากโลหะสัมฤทธิ์รมดำ มีสี่พระกร ทรงวัชระ บ่วง งา และถ้วยขนม ประดิษฐานอยู่ภายในหอมหาเทพบูรพาจารย์ หรือวิหารพระพิฆเนศ ซึ่งเป็นอาคารปูนยกพื้นสูงสถาปัตยกรรมล้านนา ภายในทาสีแดงชาดทั้งหมด



พระธาตุเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวง


ศาลหลักเมืองและองค์ท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง


ท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง

ขอพรท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง

“วัดเจดีย์หลวง” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ.1928 - 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย

ภายในวัดมี “พระธาตุเจดีย์หลวง” ที่ว่าเป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ หรือล้านนา คือ สูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่

ส่วนในวิหารหลวงประดิษฐาน “พระอัฎฐารส” เป็นพระประธาน ล่อด้วยทองสำริด ปางห้ามญาติสูง 18 ศอก พระนางติโลกะจุดา ราชมารดาของพญาติโลกราช โปรดฯให้หล่อขึ้น โดยนับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสง่างามที่สุดในล้านนา โดยเฉพาะส่วนพระพักตร์มีลักษณะอ่อนโยน พระพุทธรูปยืนมีขนาดใหญ่ได้สัดส่วน เป็นศิลปกรรมร่วมสมัยกับพระพุทธรูปแบบล้านนาหรือพระสิงห์ ซึ่งได้รับอิทธิพลต้นแบบจากศิลปะปาละ (อินเดีย) (ปัจจุบันกำลังมีการบูรณะวิหารหลวง)

ในพื้นที่วัดยังมี “ศาลหลักเมือง” ซึ่งด้านในมีเสาหลักเมือง หรือ เสาอินทขิล ให้ได้เข้าไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล และที่อยู่ติดๆ กันก็คือ “ท้าวเวสสุวรรณ” ที่มีข้อมูลจารึกไว้ด้านหน้าว่า

พญายักขราช (ศาลใต้) สร้างวันเสาร์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวิละให้ก่อรูปกุมภัณฑ์ 2 ตน ไว้หน้าวัดโชติการาม (วัดเจดีย์หลวง) ยักษ์/กุมภัณฑ์ 2 ตนนี้ คอยพิทักษ์เสาอินทขิลหลักเมืองเชียงใหม่ (ตำนานเมืองเชียงใหม่ ฉบับพระพุทธิมา ผูก 7 หน้า 13)



พระวิหารหลวง วัดโลกโมฬี


พระรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี


เจดีย์ขนาดใหญ่ภายในวัดโลกโมฬี

ขอพรความรักจากพระนางจิรประภามหาเทวี วัดโลกโมฬี

“วัดโลกโมฬี” ไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใด แต่ได้ปรากฏชื่อวัดโลกโมฬีอยู่ในตำนานของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ในยุคล้านนา สมัยพระเจ้ากือนาธรรมมิกราช ทรงโปรดอาราธนาให้คณะของพระอุทุมพรบุปผมหาสวามีเจ้า เมืองเมาะตะมะ จำนวน 10 รูป มาสืบทอดพระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา ซึ่งคณะสงฆ์เหล่านั้นได้จำพรรษาที่วัดโลกโมฬี อันเป็นสถานที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างเมือง

กระทั่งต่อมาในปีพ.ศ. 2070 พญาแก้ว ได้โปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์และพระวิหารหลวง ในปีพ.ศ. 2088 ได้มีการบรรจุพระอัฐิของพระเมืองเกษเกล้า ทางด้านกำแพงทิศเหนือของพระอาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงประจำพระองค์ จากนั้นเสนาอำมาตย์จึงได้ทูลเชิญพระนางจิรประภามหาเทวี ขึ้นครองราชในปี พ.ศ. 2088 – 2089 อันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าขุนนางเรืองอำนาจทำให้เมืองเชียงใหม่อ่อนแอ เป็นเหตุให้สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตรย์อยุธยายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งมีความรักและความเป็นห่วงไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ จึงทรงรักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้ โดยไม่เกิดความสูญเสียใดๆ แม้แต่น้อย พร้อมกับทูลเชิญพระไชยราชาธิราชเสด็จมาทำบุญที่วัดโลกโมฬี และยังพระราชทานทรัพย์สร้างกู่พระเมืองเกษเกล้าให้สมพระราชเกียรติ ด้วยเหตุนี้พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งความรัก” ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา ซึ่งภายในวัดก็ยังมีพระรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐานอยู่

สิ่งที่สำคัญภายในวัดคือ พระเจดีย์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลดหลั่นกัน 3 ชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายย่อเก็จ องค์เรือนธาตุทรงสี่เหลี่ยมย่อเก็จ มีซุ้มจระนำ 4 ด้าน ที่องค์ เรือนธาตุประดับด้วยรูปเทวดารูปปั้นกึ่งลอยตัวที่ย่อมุม ด้านละ 2 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวถลารองรับองค์ระฆังสิบสองเหลี่ยม พระเจดีย์และลวดลายปูนปั้นที่วัดโลกโมฬีนี้ จัดได้ว่าเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาชิ้นเอก ชิ้นหนึ่งในเมืองเชียงใหม่

ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูศิลปะล้านนา มีลวดลายปูนปั้นที่งดงาม หากมองเข้ามาด้านในจะเห็น “วิหารหลวง” เป็นวิหารไม้สักศิลปะแบบล้านนา ลักษณะงดงาม ประณีต มีลายแกะสลักอย่างสวยงาม ที่แปลกตาและเด่นมากก็คือตรงหน้าบันรูปจั่วได้ประดับกระจกสี ซึ่งทำให้เกิดสีสันหลากสีบนหลังคาวิหารที่มีพื้นโทนสีดำ ซึ่งพื้นดำนี้มีส่วนช่วยขับกระจกสีแดง ขาว น้ำเงิน เขียว เหลือง จนดูระยิบระยับ พระประธานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร มีเพดานและต้นเสาแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม พระพุทธรูปมีนามว่า “พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ” และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนพระเมาลี



วัดพระธาตุดอยคำ


หลวงพ่อพูดได้ วัดพระธาตุดอยคำ


หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ

กราบหลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ

“วัดพระธาตุดอยคำ” สร้างในปี พ.ศ.1230 รัชสมัยพระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งหริภุญชัย โดยพระโอรสทั้ง 2 เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. 1230 ประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ศาลาการเปรียญกุฏิสงฆ์ และพระพุทธรูปปูนปั้น เดิมชื่อวัดสุวรรณบรรพต แต่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดดอยคำ"

ขึ้นมาถึงด้านบนวัดแล้วจะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ชื่อว่า “หลวงพ่อพูดได้” จากนั้นเดินเข้าไปด้านในวัด ไปสักการะพระธาตุดอยคำ และพระพุทธรูปสำคัญองค์ต่างๆ โดยเฉพาะ “หลวงพ่อทันใจ” ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ มีผู้นิยมเดินทางมาขอพรและบนบานสานกล่าว เมื่อได้ผลสำเร็จสมดังที่ตั้งใจ ก็มักจะถวายดอกมะลิเพื่อแก้บน ซึ่งหากใครต้องการซื้อพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อแก้บน จะมีขายอยู่หลายร้านบริเวณริมถนนปากทางเข้าอุทยานหลวงราชพฤกษ์

ไหว้พระทำบุญกันแล้ว อย่าลืมเดินออกมาบริเวณจุดชมวิวด้านนอก ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองเชียงใหม่ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งบริเวณสนามบินเชียงใหม่ และอุทยานหลวงราชพฤกษ์



พระธาตุดอยสุเทพ


พระธาตุดอยสุเทพ

สักการะพระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุประจำเมืองเชียงใหม่

“พระธาตุดอยสุเทพ” สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 6 โดยพระเจ้ากือนาทรงรับสั่งให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระ นำมาจากเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งได้ขุดพบจากนิมิตฝันของพระมหาสุมนเอง เมื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาสู่เชียงใหม่แล้ว พระธาตุได้แยกเป็นสองส่วน พระเจ้ากือนาทรงเลื่อมใส ได้อัญเชิญบรรจุไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอก

ในสมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ของเชียงใหม่ ได้ทำการบูรณะพระเจดีย์ โดยขยายพระเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สูง 11 วา กว้าง 6 วา และให้ช่างนำทองคำมาทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และราชโอรสของพระเมืองเกษเกล้าได้ทรงตีทองคำแผ่นติดไว้ที่องค์พระธาตุ ต่อมา พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น

ส่วนการสร้างถนนขึ้นสู่ยอดดอยสุเทพนั้น มาสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 โดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ชักชวนชาวบ้านที่ศรัทธาให้ร่วมมือกันสร้างถนนจากเชิงดอยไปจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร โดยใช้ระยะเวลาในการสร้างราว 6 เดือน

ปัจจุบัน วัดพระธาตุดอยสุเทพถือว่าเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติหากว่ามาเที่ยวที่เชียงใหม่แล้วก็มักจะหาโอกาสมาเยี่ยมชมสักครั้งหนึ่ง

@@@@@@@

นับว่าเป็นที่พักใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่มีบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ท่ามกลางสถาปัตยกรรมสวยๆ และเหมาะอย่างยิ่งกับการทัวร์ไหว้พระขอพรในเมืองเชียงใหม่ของสายมู





Thank to : https://mgronline.com/travel/detail/9650000091577
เผยแพร่ : 23 ก.ย. 2565 15:16 , ปรับปรุง : 23 ก.ย. 2565 15:16 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี.? อาหารที่ควรเลือก-ควรเลี่ยง เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:18:21 am



กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี.? อาหารที่ควรเลือก-ควรเลี่ยง

เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจที่ถือว่าเป็นเทศกาลการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีน เพราะเป็นช่วงที่งดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ หันมารับประทานอาหารที่มาจากพืชผักแทน แต่อาหารที่ทำมาจากพืชผักจะรับประทานอย่างไรให้ได้สุขภาพที่ดีด้วย และควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดไหนบ้าง มาหาคำตอบกัน

@@@@@@@

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในเทศกาลเจ

    - อาหารประเภทที่ทอดด้วยน้ำมัน
อาหารเจที่มักมำให้อ้วนขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจคงหนีไม่พ้นอาหารประเภทที่ทอดและน้ำมันเยอะไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้ทอด เผือกทอด ไชเท้าทอด ที่เรามักจะกินกันในช่วงเทศกาลกินเจเพราะว่าในไขมันให้พลังงานมากกว่าแป้งหรือโปรตีนถึง 9 เท่า ซึ่งถ้าหากไม่อยากเหนื่อยลดน้ำหนักหลังเทศกาลก็ต้องควบคุมและลดการรับประทานอาหารประเภททอด

    - อาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์
ปัจจุบันอาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์มีเยอะมากขึ้น และทำได้เหมือนกับเนื้อสัตว์จริง ๆ จึงทำให้คนส่วนใหญ่หันไปนิยมรับประทานกันมากขึ้น แต่อาหารเลียนแบบเหล่านี้หากบริโภคมาก ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม เนื่องจากอาหารเหล่านี้ล้วนทำจากแป้ง และการรับประทานแป้งเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว

    - อาหารประเภทผักดอง
เนื่องจากในผักดองส่วนใหญ่มีวัตถุกันเสียที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งพบมากที่สุดในหัวไชโป๊ ผักกาดดอง และกานาช่าย ซึ่งถ้าอยากรับประทานผักดองจะต้องดูถึงแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานและวันหมดอายุที่ชัดเจน

    - ผักผลไม้ประเภทหัว
ผักประเภทหัวไม่ว่าจะเป็นมัน เผือก ดอกกระหล่ำ เพราะผักผลไม้กลุ่มนี้จะให้พลังงานประเภทคาร์โบไฮเดรต ในกรณีที่เรารับประทานข้าวไปแล้ว และรับประทานผลไม้หรือพืชผักกลุ่มนี้เข้าไปอีก จะทำให้ได้รับพลังงานมากเกินไปและสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้



อาหารที่ควรเลือกในเทศกาลเจ

    - เน้นโปรตีนจากพืชเป็นหลัก
ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนสูง ๆ เช่น เต้าหู้ เพราะจะช่วยให้ลดอาการโหยอาหารได้ ซึ่งถ้าได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจะทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลา

    - เน้นผักและผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ
ผักและผลไม้มีรสชาติที่หลากหลายสามารถทำมารับประทานสด หรือประกอบอาหารได้ เพราะอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือการเลือกผักผลไม้ที่มีคุณภาพและนำมาล้างทำความสะอาดก่อนรับประทาน

    - เน้นอาหารประเภทต้มหรือนึ่ง
หากไม่สามารถทำอาหารเองได้ ควรเลือกซื้ออาหารประเภทต้มหรือนึ่งแทนเพื่อลดไขมัน น้ำตาล และเครื่องปรุง

@@@@@@@

นอกจากวิธีการรรับประทานอาหารเจให้ได้สุขภาพที่ดีแล้ว ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารที่สะอาดและปลอดภัยด้วย เพราะนอกจากจะได้บุญแล้วยังได้สุขภาพที่ดีอีกด้วย





Thank to : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9650000090718
เผยแพร่ : 23 ก.ย. 2565 13:33 , ปรับปรุง : 23 ก.ย. 2565 13:33 โดย : ผู้จัดการออนไลน์
ข่าวโดย : พงษ์ศักดิ์ วัฒนศฤงฆา
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนใต้ร่วมทำบุญเดือนสิบ อุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 06:11:10 am



คนใต้ร่วมทำบุญเดือนสิบ อุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ

ศูนย์ข่าวภาคใต้ - ประชาชนชาวใต้ต่างพากันเข้าร่วมงานทำบุญเดือนสิบ ร่วมจัดขบวนแห่ "หมรับ" ที่ทำจากขนมนานาชนิด ชาว อ.จะนะ จัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน กลุ่มชาวมอญร่วมทำบุญที่ จ.ยะลา

วันนี้ (25 ก.ย.) ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ต่างพากันเข้าร่วมงานทำบุญเดือนสิบ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญอีกหนึ่งวันของชาวใต้ที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการระลึกถึง และทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษปู่ยาตาย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งเป็นบุญหลัง หรือวันส่งเปรต

ประชาชนพาครอบครัวและบุตรหลานไปร่วมทำบุญกันตามวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวันส่งเปรต จะเป็นมีความสำคัญ แต่ละครอบครัวจะมาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เช่น ที่วัดทุ่งแนะ ม.1 ต.คลองเปียะ อ.จะนะ จ.สงขลา มีประชานชนเดินทางมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมากเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา โดยก่อนเริ่มพิธีทางศาสนา ชาวบ้านจัดจัดขบวนแห่ "หมรับ" ที่ทำมาจากขนมเดือนสิบ ทั้งขนมลา ขนมพอง ขนมเจาะหู และขึ้นรูปร่างเป็นสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการจะสื่อความหมาย โดยเฉพาะเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งในปีนี้มีการทำเป็นหมรับเครื่องบินรบ และเสือที่สื่อถึงปีนี้ที่ตรงกับปีขาล



หลังจากนั้นได้มีการแห่หมรับไปรอบโบสถ์ 3 รอบ โดนมีขบวนกลองยาว และชาวบ้าน รวมทั้งเด็กๆ ที่ร่วมกันเดินรำวง ก่อนที่จะแห่หมรับเข้าไปไว้ในโบสถ์ และเริ่มพิธีกรรมทางศาสนา รวมทั้งทำบุญตักบาตร และกิจกรรมชิงเปรต

นอกจากนั้น ในปีนี้ยังมีความพิเศษคือ การจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาพื้นบ้านขึ้น เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ และสร้างความรัก ความสามัคคี และความสนุกสนานให้ชาวบ้านที่มาร่วมงานกัน ซึ่งมีทั้งการแข่งขันเหยียบลูกโป่ง เก้าอี้ดนตรี และปิดตาตีปี๊บ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เรียกเสียงเชียร์ เสียงหัวเราะให้คนที่มาร่วมงาน โดยการแข่งขันเก้าอี้ดนตรีของเด็กๆ ที่บรรดากองเชียร์ต่างส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม และไม่ว่าผลจะแพ้ชนะทุกคนที่เข้าร่วมก็จะได้รับรางวัลเป็นขนมไปกินทุกคน



ส่วนที่ จ.ยะลา ที่วัดถ้ำคูหาภิมุข ต.หน้าถ้ำ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ชาวบ้านในชุมชนหน้าถ้ำ ต่างได้ร่วมกันจัดขบวนแห่หมรับ เพื่อร่วมงานบุญในวันสารทเดือนสิบ ขณะเดียวกัน มีกลุ่มชาวมอญที่นับถือศาสนาพุทธในจังหวัดยะลา ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแรงงานก่อสร้าง โดยการนำของนายวิณเวศน์ สิริหงส์ ชาวไทยเชื้อสายมอญ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มในนาม “กลุ่มเราชาวมอญแทนคุณแผ่นดินสยาม” ได้นำชาวมอญประมาณ 50 คน เดินทางมาร่วมกิจกรรม โดยแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ

ด้าน อ.เบตง จ.ยะลา ที่หน้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ประชาชนต่างออกมาจับจ่ายซื้อขนมเดือนสิบ ทั้งขนมลา ขนมต้ม ขนมเจาะหู ขนมพอง ขนมบ้า และขนมเทียน เพื่อนำไปใช้ในการทำบุญวันสารทเดือนสิบ โดยหลังจากที่ซื้อของ ประชาชนต่างทยอยเดินทาง ทำบุญวันสารทเดือนสิบ ที่วัดวัดพุทธาธิวาส พระอารามหลวง อ.เบตง จ.ยะลา





Thank to : https://mgronline.com/south/detail/9650000092115
เผยแพร่ : 25 ก.ย. 2565 18:19 , ปรับปรุง : 25 ก.ย. 2565 18:19 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โรงเจใหญ่ 2 แห่งใน จ.จันทบุรี จัดพิธีอัญเชิญเทพเจ้าเนื่องในเทศกาลกินเจ 2565 เมื่อ: กันยายน 26, 2022, 05:48:28 am




โรงเจใหญ่ 2 แห่งใน จ.จันทบุรี จัดพิธีอัญเชิญเทพเจ้าเนื่องในเทศกาลกินเจ 2565

จันทบุรี -เจอิ๊วจันทบุรี ร่วมรับองค์เทพเจ้าเนื่องในเทศกาลถือศีลกินเจ ประจำปี 2565 หลังโรงเจใหญ่ 2 แห่งจัดขบวนอัญเชิญเพื่อประดิษฐานชั่วคราวที่โรงเจอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพร พร้อมจัดอาหารรองรับ หลังว่างเว้นการจัดกิจกรรม 1 ปี จากพิษโควิด-19

วันนี้ (25 ก.ย.) โรงเจ 2 แห่งใน จ.จันทบุรี ประกอบด้วย โรงเจบ้านเฮงเจตั๊ว และโรงเจเม่งหวีเจตั๊ว สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ได้ร่วมกันประกอบพิธีอัญเชิญกิ่วอ้วงฮุกโจ้ว เพื่อประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ โรงเจทั้ง 2 แห่งเนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2565 โดยมีเหล่าเจอิ๊ว หรือชาวไทยเชื้อสายจีนที่ร่วมถือศีลกินเจเข้าร่วมในพิธีรับเทพเจ้ากันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะในช่วงปีที่ผ่านมาโรงเจใหญ่ทั้ง 2 แห่งของจังหวัดจันทบุรี ไว้ว่างเว้นจากการจัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลกินเจ ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19



โดยในปีนี้ทั้ง 2 โรงเจได้จัดสถานที่รองรับผู้ที่จะเข้าร่วมถือศีลปฏิบัติธรรมและกินเจ เพื่อละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดเทศกาลระหว่างวันที่ 25 ก.ย.-4 ต.ค.2565 พร้อมจัดบริการอาหารเจทั้ง 3 มื้ออีกด้วย

สำหรับ จ.จันทบุรี ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ร่วมถือศีลกินเจเป็นจำนวนมากในทุกเทศกาลถือศีลกินเจ และโรงเจทั้ง 2 แห่งได้ขอความร่วมมือประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการที่สำนักงานสาธารณสุขแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19












Thank to : https://mgronline.com/local/detail/9650000092103
เผยแพร่ : 25 ก.ย. 2565 17:14 , ปรับปรุง : 25 ก.ย. 2565 17:14 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
10  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ดอกบัว กับ พุทธศาสนา | เป็นมากกว่า ดอกไม้ที่ความสวยงาม เท่านั้น เมื่อ: กันยายน 25, 2022, 07:41:24 am



ดอกบัว กับ พุทธศาสนา | เป็นมากกว่า ดอกไม้ที่ความสวยงาม เท่านั้น

ดอกบัว กับพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่คู่กันมาโดยตลอด เมื่อเราไปวัด หรือ สถานที่ปฎิบัติธรรม เรามักจะ สังเกตเห็นว่าสิ่งที่พุทธศาสนิกชนนำมากราบและถวายบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องมีดอกบัวเป็นดอกไม้พุทธบูชาประเภทหนึ่งอยู่เสมอ และเราก็มักจะได้ยินถึงการเปรียบเทียบดอกบัวกับมนุษย์ที่บอกว่า

บัวนั้นมี ๔ เหล่าหรือ ๔ ประเภท อันได้แก่ บัวก้นบึ้ง บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ และบัวพ้นน้ำ อันมีความหมายแยกแยะได้ดังนี้

    1. บัวก้นบึ้ง เปรียบเทียบกับ โมฆะบุรุษ มนุษย์ที่เกิดมาสูญเปล่า ไม่รู้ผิดหรือชอบ ไม่เกรงกลัวในบาปกรรม
    2. บัวใต้น้ำ เปรียบเทียบกับ บุคคลที่ยังรู้ผิดชอบชั่วดีบ้าง มีศีลบ้าง บุคคลกลุ่มนี้หากได้กัลยาณมิตรที่ดี ก็จะมีโอกาส มีความเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นบัวปริ่มน้ำได้
    3. บัวปริ่มน้ำ เปรียบเทียบกับ บุคคลที่มีศีล รู้จักการรักษาศีล ๕ ให้คงไว้ รู้จักมีเมตตา เผื่อแผ่ ถือศีล ๕ ได้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง แต่พยายามหมั่นฝึกฝน และมีโอกาสเป็นผู้เจริญแล้วได้ไม่ยาก
    4. บัวพ้นน้ำ เปรียบเทียบกับ ผู้รักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วน และไม่ละเลยการเพียรทำความดี เป็นผู้เจริญแล้ว



ดอกบัวที่เราใช้กราบไหว้บูชา จึงมีความหมายและนัยมากกว่าการเป็นเพียงดอกไม้ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ความสวยงามไว้เพียงเท่านั้น หากกล่าวไปถึงในอดีต ดอกไม้หลากหลายชนิดบนโลกใบนี้อาจจะไม่ได้มีไว้เพียงแค่เป็นตัวแทน การกราบไหว้ เคารพนับถือบูชาเท่านั้น แต่ความงามของดอกไม้เป็นเสมือนอาภรณ์ที่ประดับร่างกาย เพื่อให้เกิดความสวยงาม เพราะดอกไม้ไม่ได้มีเพียงรูปลักษณ์ที่งดงามท่านั้น แต่ดอกไม้ทุกชนิดบนโลกใบนี้ยังมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจอีกด้วย การนำดอกไม้มาประดิษฐ์เป็นอาภรณ์ หรือประดับร่างกาย ยังทำให้มีกลิ่นหอมหวน และจิตใจผ่องใสเบิกบานได้เช่นกัน

นอกจากนี้ในบรรดาเครื่องหอมทั้งปวงของคนสมัยโบราณ อาทิ เช่น น้ำอบ น้ำปรุง(น้ำหอมแบบไทยๆ) ก็ยังมีกลิ่นที่สกัดมาได้จากดอกไม้นานาพรรณ ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบ มะลิ จำปี จำปา ชมนาด กระดังงา ราตรี แม้แต่ดอกบัว ก็มีกลิ่นหอมเช่นกัน

ดอกไม้จึงเหมาะกับทั้งนำมาประดับบ้านเรือนให้สวยงาม ดูสดใส และนิยมนำมาถวายเป็นพุทธบูชาในศาสนสถานต่างๆ การนิยมชมชอบดอกไม้ประเภทใด ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนในชาตินั้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ชาวอาทิตย์อุทัยนิยมดอกซากุระ สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เพราะ ดอกซากุระ เมื่อบานก็จะบานพร้อมกัน และเมื่อถึงเวลาร่วงโรย ก็ร่วงพร้อมกันเสมอ ในประเทศไทยของเรา ดอกประดู่ ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ความสามัคคี กองทัพเรือมีเพลงดอกประดู่ เพื่อไว้ปลุกใจและสร้างความสามัคคี

และหากพูดถึงในประเทศอินเดีย ประเทศต้นกำเนิดศาสนาที่สำคัญของโลก อันได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด เพราะได้รับการเปรียบเทียบ ดอกบัว กับพระพุทธเจ้า หรือ แม้แต่สาวกของพระพุทธเจ้า หากเรานึกถึงภาพตอนพระพุทธเจ้าประสูติ พระองค์ทรงก้าวย่างไปบน ดอกบัว หรือแม้แต่เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ก็ยังมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้าและ ดอกบัว


สำหรับพุทธศาสนา ดอกบัวมีความสำคัญมากในแง่ของการเป็นตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะสั่งเกตได้ว่า ไม่ว่าพระพุทธองค์จะประทับในพระอิริยาบถใดก็ตาม เช่น นั่ง นอน หรือ ยืน ดอกบัวจะเป็นส่วนฐานที่คอยรองรับพระวรกายของพระพุทธองค์เสมอ ดอกบัวเปรียบเทียบได้กับความบริสุทธิ์ แม้แต่น้ำค้างก็ไม่สามารถทำให้บัวเปียกได้ จึงมีคนโบราณมักพูดว่า น้ำย่อมไม่ค้างบนใบบัว เปรียบเทียบกับพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้จะเกิดมาในชมพูทวีป โลกของมนุษย์ที่มีทั้งกิเลส ความโลก ความโกรธ และความหลง แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถทำให้พระหฤทัยของพระพุทธองค์แปดเปื้อนได้เลยแม้แต่น้อย

หากเราสังเกตให้ชัดแจ้งถึงภูมิปัญญาของคนโบราณในการสร้างถาวรวัตถุ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เช่นการสร้างพระพุทธรูป ก็มักจะมีดอกบัวเป็นฐานรองรับอยู่เสมอ และลักษณะของดอกบัวนั้นยังแฝงไปด้วยการเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบัวทั้ง ๔ เหล่าที่กล่าวถึงในข้างต้นด้วย ดังจะอธิบายเล่าได้ดังนี้คือ ฐานดอกบัวมักจะเป็นบัวซ้อนกัน ๒ ชั้น คือ มีกลีบบัวคว่ำ และกลีบบัวหงาย ลักษณะของกลีบบัวหงาย ก็คือ ตัวดอกบัวที่บานรองรับพระพุทธองค์ และในส่วนของกลีบบัวคว่ำ คือ เงาของดอกบัวที่บานอยู่ในน้ำนั่นเอง คนโบราณช่างคิด และทำให้เราสามารถเข้าใจถึงความละซึ่งกิเลสทั้งปวง ความเป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากซึ่งกิเลสของพระพุทธองค์

ดอกบัว คือดอกไม้ที่บอบบาง หากน้ำในตมหรือโคลนเหือดแห้ง ดอกบัวก็มีสิทธิ์ที่จะเหี่ยวแห้งและตายได้ในที่สุด     และไม่เพียงแต่ลักษณะของดอกบัวเท่านั้นทีมีนัยและมีความหมายถึงพระพุทธเจ้า แต่สีของบัวนั้นยังมีหลากหลาย และสอดคล้องกับรัศมีของพระพุทธองค์ หรือ ฉัพพรรณรังสี ถึง ๖ ประการ หากกล่าวถึงพระรัศมีพระวรกายของพระพุทธองค์อย่างเดียว ก็สามารถเทียบกับสีของดอกบัว ๔ สี ได้แก่ บัวแดง, บัวขาว, บัวเขียว และบัวสีเหลือง และในการเปรียบเทียบดอกบัวกับพระสงฆ์ สาวกในพระพุทธเจ้า ผู้เผยแผ่คำสอนของศาสนาพุทธ ก็เช่นกัน

ผู้ใดก็ตามแม้เกิดในชนชั้นวรรณะที่ต่ำด้อย อย่างในประเทศอินเดีย ที่ถือเอาเรื่องชนชั้นมาเป็นการแบ่งแยกอย่างจริงจังและรุนแรง ก็สามารถเป็นผู้มีคุณค่าได้ เมื่ออยู่ภายใต้ร่มกาสาวพักตร์ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ใฝ่รู้ในธรรม ถือศีลครบถ้วนบริบูรณ์จนน่าเคารพเลื่อมใส การได้บวชเป็นพระสงฆ์ ตัวแทนผู้เผยแผ่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมแล้ว และมีความพร้อมในการสละเรื่องทางโลก เปรียบเทียบได้กับ ดอกบัวที่ใช้บูชาพระพุทธเจ้าเช่นกัน



แต่การเป็นดอกบัวที่บริสุทธิ์ของพระสงฆ์นั้น ต้องผ่านการฝึกฝน ทดสอบกิเลสทางใจพอสมควร หากไม่สามารถละได้ซึ่งกิเลส และความมัวเมาในทางโลกได้แล้ว ก็ย่อมไม่สามารถเป็นดอกบัวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดอกบัวตัวแทนของพระพุทธเจ้า ผู้เผยแผ่คำสอนพุทธศาสนาได้แม้แต่น้อย เพราะดอกบัว คือดอกไม้ที่บอบบาง หากน้ำในตมหรือโคลนเหือดแห้ง ดอกบัว ก็มีสิทธิ์ที่จะเหี่ยวแห้งและตายได้ในที่สุด

เช่นเดียวกับพระสงฆ์ที่มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด แต่กลับมีอุปสรรคอื่นๆ บั่นทอนความตั้งใจจนต้องลาสิกขาไป หรือแม้แต่พระสงฆ์ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยจนไม่สามารถรักษาสมณเพศได้อีก เปรียบได้กับ ดอกบัวที่ถูกแมลง หนอนกัดกินจนตายไปนั่นเอง ดังนั้นการจะเป็น ดอกบัว ที่บริสุทธิ์ได้นั้น ต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง

หากกล่าวถึงในเชิงศิลปะวัตถุ หรือ สถาปัตยกรรม ดอกบัวยังมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามากมาย ลองคิดง่ายๆ เพียงแค่ก้าวเข้าไปในวัด เราก็สามารถพบเห็น ดอกบัว ในรูปแบบศิลปวัตถุได้แล้ว ไม่ว่าจะประดับตามเสาวิหาร พระอุโบสถ ภาพจิตรกรรมตามอ่างบัว หรือบนฝาผนังในพระอุโบสถ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กระถางธูป โคมไฟ พุ่มเทียน ก็ยังมีลักษณะเป็นรูปดอกบัวทั้งสิ้น

@@@@@@@

ดอกบัว กับพระพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ เพราะดอกบัวเปรียบเป็นได้ทั้ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า ศิลปวัตถุ ศิลปะไทยในทุกแขนง นัยและความหมายของดอกบัวเพียง ๑ ดอก ยังมีความหมายมากมายในเชิงพุทธศาสนา เช่น คำสอนในการรักษาตนให้เป็นคนดี ยังสามารถแบ่งแยก ความเป็นบุคคลจากบัว ๔ ประเภทได้

คำสอนเหล่านี้มีนัย และความหมายที่ลึกซึ้ง การเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ จึงเป็นการฝึกฝน ละ ลด กิเลสในใจได้อย่างแท้จริง เพราะศาสนาพุทธสอนบนหลักของสิ่งที่เรียกว่า เหตุ และ ผล เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ‘ดอกบัว’ จึงเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา โดยแยกไม่ออก เพียงพิจารณาดอกบัวเพียงดอกเดียว เราอาจจะเข้าใจได้ถึงหลักธรรมข้อแรกในทันที คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เหมือนดอกบัวตูม เมื่อแรกบาน และยามเหี่ยวเฉาจนตายจากไปนั่นเอง






Reference :-
- ประชุมปาฐกถาประจำพรรษา ของ พระครูวิมลศีลาจาร วัดศรีมหาธาตุ สิงหาคม ๒๔๙๕
- ดอกบัวสี่เหล่ามีอะไรบ้าง, www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=206260
- บัว ๔ เหล่า, www.dhammahome.com/webboard/topic/29477

Thank to : https://www.bagindesign.com/lotus-buddha/
Miscellaneous | Misc.Today | มิถุนายน 25, 2018, 11:48 am
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เทศกาลกินเจ 2565 เริ่มวันที่เท่าไร ควรเตรียมตัวอย่างไร กับ เทศกาลกินเจ เมื่อ: กันยายน 25, 2022, 06:35:52 am




เทศกาลกินเจ 2565 เริ่มวันที่เท่าไร ควรเตรียมตัวอย่างไร กับ เทศกาลกินเจ


เทศกาลกินเจ 2565 ปีนี้ตรงกับวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565 รวมเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งบางท่านอาจจะล้างท้องในมื้อเย็นวันที่ 25 กันยายน รวมเป็น 10 วันก็ได้ ทำไมเราต้องกินเจ กินเจแล้วได้อะไร แล้วเทศกาลกินเจถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร Sanook Health จะเล่าให้ฟังค่ะ

@@@@@@@

เทศกาลกินเจ

คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “อุโบสถ หรือการรักษาศีล 8” ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวันตามหลักศีล 8 ข้อ และไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ช่วงหลังจึงเรียกคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ว่า “กินเจ” ไปด้วย แต่ถึงกระนั้นการกินเจไม่ใช่เพียงแต่งดเนื้อสัตว์ อาหาร และเครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ แต่ยังรวมถึงการรักษาศีล ประพฤติตัวเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย

ช่วงเวลาเทศกาลกินเจ

ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย ตามปฏิทินสากล รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 9 วัน 9 คืน

เทศกาลกินเจ เริ่มตั้งแต่วันที่เท่าไหร่.?

เริ่มวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565 บางท่านอาจจะล้างท้องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนในมื้อเย็น ก็สามารถทำได้

ทำไมเราต้องกินเจ.?

    - กินเจ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะอาหารเจถือเป็นอาหารชีวจิตอย่างหนึ่ง ช่วยปรับสภาพร่างกายให้สมดุล ล้างพิษในร่างกาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคนจีนเชื่อว่า เนื้อสัตว์เป็น “หยิน” และผักผลไม้เป็น “หยาง” โดยธรรมชาติคนเรามักทานเนื้อสัตว์เยอะกว่าผักผลไม้ การงดทานเนื้อสัตว์จึงเป็นการปรับให้หยินและหยางสมดุลมากยิ่งขึ้นด้วย

    - กินเจ เพื่อทำบุญ เพื่อชำระล้างใจให้ใสสะอาด ไม่เบียดเบียนสัตว์โลก ทำให้จิตใจเราผ่องใสมากขึ้น เมื่อเราทราบว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่ดี ก็จะส่งผลต่อจิตใจที่เบิกบาน เป็นสุขขึ้น

    - กินเจ เพื่อละเว้นกรรม ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือแม้กระทั่งการจ้างฆ่าเพื่อการบริโภค หากเราทราบว่าการงดบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นการช่วยชีวิตสัตว์นับพันนับหมื่น เราก็จะช่วยลดกรรมของเราได้มากขึ้น

ทำไมต้องล้างท้อง.?

การล้างท้องหมายถึง เริ่มกินเจก่อนถึงวันเริ่มต้นเทศกาลจริง 1-2 วันเพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพ และทำความคุ้นเคยกับการกินเจได้ดียิ่งขึ้น

@@@@@@@

ธงเจ มีความหมายอย่างไร.?

    - ตัวอักษรภาษาจีน อ่านว่า “ไจ” หรือ “เจ” หมายถึง “ของไม่มีคาว”
    - ตัวอักษรสีแดง หมายถึง ความเป็นสิริมงคลในชีวิต พื้นหลังสีเหลือง หมายถึง สีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล
    - ธงเจจึงเป็นสัญลักษณ์ของการกินเจ และเป็นเครื่องยืนยันย้ำเตือนพุทธศาสนิกชนให้หันมาเตรียมตัวร่วมเทศกาลกินเจด้วยกัน

นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว ห้ามกินอะไรบ้าง.?

    1. ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ กระเทียม (ไม่ดีต่อหัวใจ), หอมใหญ่ แดง ขาว ต้นหอม (ไม่ดีต่อไต), หลักเกียว ผักของจีน มีลักษณะคล้ายกระเทียมโทน (ไม่ดีต่อม้าม), กุยช่าย (ไม่ดีต่อตับ) และ ใบยาสูบ (ไม่ดีต่อปอดเมื่อใช้สูบ) นอกจากนี้ผักชนิดไหนที่มีกลิ่นฉุนก็ไม่ควรทานระหว่างช่วงกินเจด้วย
    2. นม เนย น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
    3. อาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด
    4. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
    5. ใครที่กินเจจริงจัง ห้ามทานอาหารบนภาชนะที่ใช้ร่วมกับผู้ที่ไม่ได้กินเจ และต้องทานอาหารที่ปรุงจากคนที่กินเจด้วยกันเท่านั้น

กินเจ อาหารที่ทานได้

    1. ชา กาแฟ ที่ไม่ใส่นม เนย หรือครีมเทียม
    2. วิตามินเสริมอัดเม็ด ที่ไม่มีสารสกัดจากสัตว์
    3. ขนมกรุบกรอบ ที่ไม่มีส่วนผสมของสัตว์
    4. พริกไทย เป็นสมุนไพร (แต่หากรู้สึกว่ามีกลิ่นฉุน สามารถเลี่ยงได้)
    5. ขนมปัง (ที่เป็นขนมปังเจ หรือไม่มีส่วนผสมของนม)
    6. มาม่า หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (สูตรเจเท่านั้น)
    7. แต่งหน้า และฉีดน้ำหอม (สำหรับคนถือศีล 5 หากถือศีล 8 จะทำไม่ได้)

กินเจทานอาหารเหล่านี้ได้ แต่ไม่แนะนำ

    1. น้ำอัดลม (ไม่มีข้อห้าม แต่น้ำตาลสูงเกินไป)
    2. ผงชูรส (แม้จะทำจากมันสำปะหลังและกากน้ำตาลจากอ้อย แต่ผงปรุงรสอาหารอื่นๆ มักผสมเนื้อสัตว์)
    3. ช็อคโกแลต (ส่วนใหญ่มีนมเป็นส่วนผสม แต่หากทานดาร์คช็อคโกแลต 100% ก็สามารถทำได้ แต่หายาก)

@@@@@@@

เตรียมตัวอย่างไร.? กับเทศกาลกินเจ

    1. ห้ามกินผักที่มีกลิ่นฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง
       เพราะจะทำให้ร่างกายและพลังธาตุถูกทำลาย ร่างกายเกิดการกระตุ้นจากรสของอาหารนั้นๆ ได้แก่ หัวหอม ต้นหอม ใบหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย กระเทียม ใบยาสูบ (บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมึนเมา) หมายถึงต้องงดสูบบุหรี่และกินเหล้าในช่วงที่ถือศีลกินเจนี้ด้วย

    2. ห้ามกินเนื้อสัตว์
    หรืออาหารที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์ ไข่ เลือด อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเนื้อสัตว์

    3. ห้ามกินอาหารที่มีรสจัด
    ไม่ว่าจะเป็นทั้งเผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด หรือเปรี้ยวจัดก็ตาม เพราะอาหารที่มีรสจัดจะไปกระตุ้นต่อมต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานมากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นผลให้จิตใจไม่สงบในช่วงถือศีล กินเจนี้

    4. ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
    ข้อนี้แหละที่ทำให้คนถือศีลกินเจต้องไปอยู่รวมกันในสถานที่ที่มีคนกินเจรวมตัวกันอยู่ อย่างเช่นโรงทาน ศาลเจ้าต่างๆ ที่จัดงาน เพราะคนที่ทำหน้าที่ทำอาหารนั้นจะถือศีลด้วย

    7. ถ้วยชามที่ใช้ใส่อาหารจะต้องไม่ปนกัน
    ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือเบียดเบียนชีวิตใคร ต้องแต่งกายด้วยชุดขาว ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ยุยง ส่อเสียด หรือพูดจาไม่เป็นสาระ

    6. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา
    ในช่วงที่ถือศีลกินเจตลอด 9 วัน

    7. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง
    ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่ที่จัดงานถือศีลกินเจ จะมีการจุดตะเกียง 9 ดวงเอาไว้ตลอดวันตลอดคืน จึงต้องมีคนเฝ้าไม่ให้ตะเกียงนั้นดับ

@@@@@@@

ถึงแม้การกินเจ จะดูเป็นเรื่องยากสำหรับคนชอบทานเนื้อสัตว์ แต่เราเชื่อว่าหากคุณได้ลองกินเจแล้ว นอกจากสุขภาพที่จะดีขึ้นอย่างทันตาเห็นแล้ว ยังอิ่มบุญอิ่มใจจากการถือศีล และหากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย ยังได้ผิวพรรณที่ดี และหุ่นสวยหล่อเพอร์เฟ็คแน่นอน

ใครยังไม่เคยก็ลองกินเจปีนี้เป็นปีแรกกันดูนะคะ รับรองว่าจะต้องติดใจจนไม่อยากหยุดกินเจแน่นอน





Thank to : https://www.sanook.com/health/1429/
15 ก.ย. 65 (13:53 น.) , S! Health : สนับสนุนเนื้อหา
12  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / หลักอริยสัจ 4 กับ กรรม | หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้ผลชนิดนั้น เมื่อ: กันยายน 24, 2022, 09:54:58 am



หลักอริยสัจ 4 กับ กรรม | หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้ผลชนิดนั้น

พระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมวาท” (กล่าวหรือสอนเรื่องกรรม) ทรงเรียกพระองค์เองในบางครั้งว่า “กรรมวาที” (ผู้สั่งสอนเรื่องกรรม) นั่นก็หมายความว่า คำสอนของพระพุทธองค์ไม่ว่าจะสอนเรื่องอะไร ทรงเน้นไปที่ “กรรม” ทั้งนั้น

กรรมคือ การกระทำด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่ ดังที่เคยบอกให้ทราบแล้วนั่นแหละครับ พูดให้เข้าใจง่ายก็ว่า เราอยากจะได้อะไร อยากจะเป็นอะไร ต้องทำเอาเอง วิถีชีวิตของเราจะไปดี หรือไม่ดีอย่างไร ขึ้นอยู่กับ “กรรม” (การกระทำ) ของเราเอง ถ้าเราทำเหตุปัจจัยไว้ไม่ดี ผลก็ออกมาไม่ดี ถ้าเราทำเหตุปัจจัยไว้ดี ผลก็ออกมาดี ดังพุทธวจนะว่า
     "หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้ผลชนิดนั้น ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว"

ในพระสูตรหลายแห่ง ได้พูดถึงคนจำนวนมากชอบแต่จะอ้อนวอน บวงสรวงโดยไม่คิดที่จะกระทำ อย่างเช่นพวกคนอินเดียสมัยโบราณที่เชื่อว่าพระเจ้าของพวกเขาจะช่วยดลบันดาลให้ดังปรารถนา จึงพากันสวดอ้อนวอนบ้าง ทำพิธีเซ่นสรวงอย่างใหญ่โตบ้าง

พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า การกระทำเช่นนั้น ไม่ช่วยให้คนพวกนั้นได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ เพราะพวกเขามิได้ “ทำ” เหตุปัจจัยที่จะอำนวยผลที่ต้องการ

พระองค์ทรงยกอุปมาอุปไมยมาเปรียบเทียบให้ฟังว่า กระทาชายคนหนึ่งปรารถนาจะข้ามฟาก แทนที่จะเสาะแสวงหาเรือหรือแพที่จะพาเขาข้ามฝั่งได้ก็ไม่ทำ กลับนอนคลุมโปงอยู่บนฝั่งนี้เสีย กระทาชายนายนี้ก็ไม่มีวันจะข้ามฝั่งได้ กระทาชายอีกนายหนึ่ง ปรารถนาจะข้ามฝั่งเช่นกัน ลงนั่งประนมมือ สวดอ้อนวอนขอร้องให้ฝั่งโน้นมาหาเขา มารับเขาข้ามน้ำ ต่อให้สวดจนคอแหบคอแห้ง กระทาชายนายนี้ก็ไม่สามารถข้ามฝั่งได้เช่นเดียวกัน

ทุกอย่างเราต้อง “ทำ” เอาเอง ด้วยความพากเพียรของเรา ต้องสร้างเหตุปัจจัยที่จะอำนวยผลในทางที่ต้องการ มิใช่หวังแต่จะได้ผลโดยไม่สร้างเหตุปัจจัยที่สอดคล้อง หวังอย่างนี้แหละครับที่โบราณไทยเราเรียกว่า “หวังลมๆ แล้งๆ”

@@@@@@@

เราหวังจะกินมะม่วงอกร่องที่เอร็ดอร่อย วิธีจะให้สมหวังอย่างง่ายๆ ก็ไปหาซื้อมันมาจากตลาด เลือกเอาที่ดีที่สุด หวานที่สุดตามต้องการ อย่างนี้รับรองได้กินแน่นอน

อีกวิธีหนึ่ง (ยากหน่อย ใช้เวลานานหน่อย) คือไปหาเมล็ดมะม่วงพันธุ์อกร่องมาเพาะปลูกไว้ที่หน้าบ้านหรือหลังบ้าน หมั่นดูแลรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยอย่างดี เมื่อต้นมะม่วงมันโตแล้ว ไม่กี่ปีก็จะผลิดอกออกผลให้เราเก็บกินได้ตามต้องการ

อย่างนี้แหละครับ ที่พระพุทธศาสนาท่านว่า สร้าง “เหตุปัจจัย” ที่สอดคล้องกับผลที่เราต้องการ เราจึงได้รับผลตามปรารถนา แต่ถ้าเราไม่ “ทำ” อย่างนั้นล่ะ สมมุติว่าเราอยากกินมะม่วง แต่เราสวดมนต์อ้อนวอนทุกวันๆ “เจ้าประคู้ณ ขอมะม่วงอกร่องรสหวานอร่อยมาให้เรากินเถิด” มะม่วงมันไม่มีขา มันจะมาให้เรากินได้อย่างไร! คนทำอย่างนี้ ใครรู้เข้า เขาก็จะหาว่าไม่บ้าก็เมาเท่านั้นเอง

หลักกรรมของพระพุทธเจ้า ความจริงเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เพียงแต่เราทำในใจอยู่เสมอว่า กรรมคือการลงมือทำด้วยตัวเอง กรรมมิใช่ “กฎ” ลึกลับมหัศจรรย์พันลึกอะไร อย่างที่เข้าใจผิดกันเป็นส่วนมาก ไม่ว่าพระพุทธองค์จะทรงสอนเรื่องอะไร ก็จะทรงเน้น “กรรม” ไว้ด้วยเสมอ ไม่พูดตรงๆ ก็ “แฝงไว้” ให้รู้กันเอง

    ยกตัวอย่างหลักคำสอนที่เราเรียกกันว่า “หัวใจพระพุทธศาสนา”
   "การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การยังกุศล (ความดี) ให้ถึงพร้อมมการทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
    เน้นตรงไหนครับ เน้นที่ “การกระทำ” ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำกุศลให้พร้อม และทำจิตให้ผ่องใส หลักกรรมก็ “แฝง” อยู่ในพระโอวาทนี้ ถ้าเราไม่พินิจพิจารณาก็อาจไม่ทราบได้


@@@@@@@

ทีนี้ลองมาดูหลักอริยสัจ 4 ว่าเกี่ยวกับกรรมอย่างไร.?
ตามที่เราทราบดีแล้ว อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาสอนชาวโลกคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

- ทุกข์ ก็คือปัญหาของชีวิต ทรงสอนว่าโลกนี้มีปัญหาสารพัด นับตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ไปจนกระทั่งปัญหาใหญ่ที่สุด เรียกว่าปัญหาตั้งแต่ “ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ” ว่าอย่างนั้นเถอะ
- สมุทัย ก็คือสาเหตุของปัญหา ปัญหามิได้มีขึ้นมาลอยๆ มันต้องมีเหตุปัจจัยทำให้เกิด
- นิโรธ คือการหมดปัญหา ภาวะไร้ปัญหาโดยสิ้นเชิง ปัญหามีได้ก็ย่อมหมดไปได้
- มรรค คือวิธีการแก้ปัญหา การจะให้ปัญหาหมดไปก็ต้องมีวิธีการแก้ไข ไม่ใช่อยู่เฉยๆ มันจะหมดไปเอง

หลักอริยสัจ 4 นี้เน้นอะไรครับ เน้นว่า “เราต้องใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา” หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า อริยสัจ 4 คือหลักว่าด้วยการรู้จักแก้ปัญหาด้วยปัญญา คุณธรรมที่เด่นในหลักธรรมนี้ก็คือ ปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ

ถ้าไม่มีความรู้ ความเข้าใจ แก้ปัญหาได้ไหม.?
ไม่ได้ดอกครับ ขืนแก้ไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ มีแต่ทางผูกปมปัญหาให้ยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น ไม่ต่างอะไรกับลิงติดตัง เห็นเขาเอาตัง (ยางเหนียวสำหรับดักสัตว์) มาวางไว้ เอามือซ้ายจับ มือซ้ายติด มือขวาจับ มือขวาก็ติด เอาเท้าซ้ายถีบ เท้าซ้ายก็ติด เอาเท้าขวาถีบ เท้าขวาก็ติด เอาปากกัด ปากก็ติด ผลที่สุดก็ “ติดตัง” ดิ้นอย่างน่าสงสาร ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ

@@@@@@@

ในนิทานชาดกเรื่องมโหสถชาดก ได้เล่าถึงเด็กน้อยโพธิสัตว์ชื่อมโหสถ เป็นคนฉลาดมาก จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบกิตติศัพท์ ให้ปุโรหิตมาดูพฤติการณ์ของเด็กน้อย พอพิสูจน์ได้ว่าเด็กน้อยฉลาดเหนือคนธรรมดาจริงๆ จึงเชิญไปอยู่ในวัง เมื่อโตมามโหสถก็ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น

เด็กน้อยมโหสถได้ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาของชาวบ้านหลายครั้งเป็นที่อัศจรรย์ ครั้งหนึ่งมีเหยี่ยวมาโฉบเอาเนื้อที่ชาวบ้านเขาตากแดดไว้ พวกเด็กๆ และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ร้องบอกต่อๆ กัน พากันวิ่งไล่เหยี่ยว สะดุดตอไม้บ้าง ก้อนดินบ้าง หกล้มได้รับบาดเจ็บคนละเล็กละน้อย แถมยังไม่ได้เนื้อคืนอีกต่างหาก

เด็กน้อยมโหสถไตร่ตรองดูแล้ว เห็นว่าวิธีการไล่เหยี่ยวของชาวบ้านไม่ถูกต้อง วันหนึ่งเหยี่ยวตัวเดิมมาเอาเนื้อชาวบ้านไปอีก มโหสถจึงวิ่งไล่เช่นเดียวกับชาวบ้าน แต่มโหสถมิได้วิ่งไปแหงนหน้าดูเหยี่ยวไปเหมือนคนอื่น

เธอก้มมองดูเงาเหยี่ยวที่พื้นดิน วิ่งไล่ตามเงาเหยี่ยวไปจนทัน พอทันเงาแล้วก็เงยหน้าขึ้น ปรบมือ ตะโกนร้องเสียงดัง จนกระทั่งเหยี่ยวมันตกใจ ปล่อยก้อนเนื้อที่คาบอยู่ลงมา เป็นอันว่าเจ้าของเนื้อได้เนื้อคืน เพราะเด็กน้อยมโหสถได้ใช้ปัญญาแก้ปัญหา


@@@@@@@

อีกคราวหนึ่ง มีผู้หญิงสองคนแย่งลูกกัน นัยว่าคนหนึ่งเป็นนางยักษิณีแปลงกายมา ชาวบ้านมามุงดูกลุ่มใหญ่ หญิงสาวสองคนต่างก็เถียงว่าตนเป็นแม่ เด็กน้อยเป็นลูกชายของตน ไม่มีผู้ใดตัดสินได้ เพราะไม่รู้ว่าใครแม่แท้ ใครแม่เทียม

มโหสถมาพบเข้าพอดี อาสาตัดสินความให้ วิธีของมโหสถก็คือ ให้หญิงสาวทั้งสองจับเด็กคนละข้าง คนหนึ่งจับเท้า คนหนึ่งจับหัว แล้วดึง ใครดึงได้ คนนั้นแหละเป็นแม่

หญิงทั้งสองต่างก็ดึงเด็ก เด็กเจ็บก็ร้องไห้ลั่น ผู้เป็นแม่สงสารลูก จึงปล่อยมือยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น อีกคนได้เด็กแล้วก็ยิ้มอย่างดีใจ พร้อมร้องว่า “เห็นไหม ฉันบอกว่าฉันเป็นแม่ก็ไม่เชื่อ”

มโหสถกล่าวว่า ท่านมิใช่แม่ของเด็ก คนที่ยืนร้องไห้นั่นต่างหากเป็นแม่ เพราะแม่ที่แท้จริงย่อมสงสารลูก เห็นลูกเจ็บปวดทนไม่ได้ จึงวางมือ นางยักษิณีหลงกลมโหสถ ก็สำแดงตัวแล้วก็หนีไป หญิงสาวก็ได้ลูกของตนคืน เพราะมโหสถใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาให้

@@@@@@@

สรุปตรงนี้ก็คือ หลักอริยสัจ 4 ก็คือ หลักแห่งการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิต
เขียนมาจนจะจบแล้ว ท่านอาจถามขึ้นว่า แล้วมันเกี่ยวกับหลักกรรมอย่างไร.?
ก็ขอตอบว่า หลักกรรมก็ “แฝง” อยู่ในนี้แหละครับ

พิจารณาให้ดีก็จะเห็นการแก้ปัญหานั้น ถ้ามีแต่ปัญญาความรู้ความเข้าใจอย่างเดียวแก้สำเร็จไหมครับ ขอถามหน่อยเถอะ สมมุติว่าคุณติดบุหรี่อย่างงอมแงม ตอนหลังคุณคิดได้ว่าบุหรี่นี้มีโทษมากมาย ทำให้เป็นมะเร็งในปอด ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่ง…อะไรสารพัด

คุณรู้ว่ามันมีโทษมากมาย แต่ไม่ “ลงมืออด” บุหรี่ด้วยตัวคุณเอง คุณจะอดบุหรี่ได้ไหมครับ
ผมตอบแทนก็ได้ อดไม่ได้แน่นอน ทั้งๆ ที่คุณรู้นั่นแหละ แต่รับรองอดไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้ลงมืออดจริงๆ

นี่แหละครับ ปัญญาอย่างเดียวแก้ไม่ได้ ต้องลงมือทำจริงๆ การกระทำนั่นไง คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมล่ะ กรรม (การกระทำ) จึงเกี่ยวข้องกับหลักอริยสัจ 4 ด้วยประการฉะนี้แล “โยมหยิน” (รวมถึง “โยมหยาง” ด้วย)






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3 - 9 สิงหาคม 2561
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน   : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2561
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_124162
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 24 กันยายน “วันมหิดล” พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย เมื่อ: กันยายน 24, 2022, 07:30:37 am




24 กันยายน “วันมหิดล” พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย

24 กันยายน พ.ศ. 2472 วันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชโอรส-พระราชธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ ดังนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร  และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”


สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงฉายกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก )

พระองค์ทรงพระราชกรณียกิจทรงบำเพ็ญแก่วงการแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศไทย เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ และพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นการวางรากฐานแก่การแพทย์ และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศ ในกาลต่อมา

ในปี พ.ศ. 2493 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและบรรดาศิษย์เก่าศิริราช ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้มีการร่วมใจกันสร้างพระราชาอนุสาวรีย์ขึ้น ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493

และนับแต่นั้นเป็นต้นมาทุกวันที่ 24 กันยายน วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ของทุกปี จึงเป็นวัน “วันมหิดล”
­­­
ข้อมูลจากเว็บไซด์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล : www1.si.mahidol.ac.th/mahidolday/history-mahidolday





ขอขอบคุณ :-
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 24 กันยายน พ.ศ.2561
website : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_11708
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำ 8 อย่างนี้ ช่วงเทศกาลกินเจ รับรอง..มีแต่รุ่ง.!! เมื่อ: กันยายน 24, 2022, 07:16:11 am


ทำ 8 อย่างนี้ ช่วงเทศกาลกินเจ รับรอง..มีแต่รุ่ง.!!

สวัสดีชาวโฮโรโซไซตี้! ในเดือนกันยายนนี้ จะมีช่วงเริ่มต้น "เทศกาลกินเจ" เริ่มวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565 ส่วนใหญ่จะเริ่มกินตั้งแต่วันที่ 25 เพื่อล้างท้อง (จากการกินเนื้อสัตว์) จึงรวมเป็น 10 วัน วันนี้ขอเอาทริคดีๆ 8 อย่าง ที่ควรทำในช่วงกินเจที่รับรองว่าทำแล้วมีแต่รุ่ง มาฝากกันค่ะ

@@@@@@@

ทำ 8 อย่างนี้ช่วงเทศกาลกินเจ รับรองมีแต่รุ่ง

1. กินเจด้วยความเต็มใจ

หากใครต้องการจะกินเจ ควรจะกินด้วยความเต็มใจ และมาจากใจจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ตามกระแส หรือกินเพราะโดนบังคับ โดยเราจะต้องกินเจด้วยความรู้สึกที่อยากเว้นการฆ่าสัตว์ อยากมีสุขภาพดี และเพื่อการทำบุญ ทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ จึงจะได้บุญจริงๆ

2. ไม่บ่นเรื่องรสชาติ

เนื่องจากการกินเจ เครื่องปรุงจะหายไปค่อนข้างเยอะ ทำให้อาหารเจมักมีรสชาติที่ไม่อร่อยเท่าอาหารปกติที่เราเคยทานในประจำวัน ยิ่งหากเป็นคนที่โดยปกติชอบทานอาหารรสจัด ก็จะยิ่งรู้สึกว่าไม่อร่อย ทำให้บางคนอาจเผลอบ่นหรือพูดว่า อาหารเจไม่อร่อย แต่อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ทานเพื่ออร่อย แต่เราทานเพื่อสุขภาพ และเป็นการทำบุญ ฉะนั้นห้ามบ่นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ได้รับบุญไม่เต็มที่นั่นเอง

3. ไม่งก หรือบ่นเรื่องราคา

ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปีนั้น อาหารเจที่ขายทั่วไปตามท้องตลาดมักจะมีราคาที่แพงกว่าอาหารทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับราคาอาหารที่แพงขึ้น และไม่ควรบ่น หากใครมีกำลังทรัพย์ที่ไม่มาก แนะนำให้ซื้อวัตถุดิบทำเองเพื่อการประหยัดแทนการบ่นเรื่องราคานั่นเอง

4. รักษาวินัย

ด้วยรสชาติที่ไม่อร่อยทำให้บางคนอาจจะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย โดยคิดว่าจะชดเชยวันอื่น แต่การกินๆ หยุดๆ นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ยังไม่เป็นการกินเพื่อสุขภาพอีกด้วย จะต้องฝึกตัวเองให้มีวินัย และตั้งใจกินเจให้ครบวัน หรือหากต้องการกินต่อไปเรื่อยๆ แม้จะเลยวันไปแล้วก็ยิ่งดีกับตัวเรา

5. ถือศีลเคร่งครัด

แน่นอนว่าคำนี้เป็นของคู่กัน คือ “ถือศีล กินเจ” เมื่อเรากินแต่ของดีๆ ไม่เบียดเบียนสัตว์แล้ว เราก็จะต้อง พูดดี ทำดี ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีควบคู่ไปด้วย เน้นว่าต้องรักษาศีล 5 ให้ครบ หรือถ้าใครถือศีล 8 ได้เลยก็ยิ่งดี โดยการถือศีลนี้จะช่วยให้คุณมีทั้งร่ายกาย และจิตใจที่บริสุทธิ์ เป็นเกราะป้องกันภัยได้ดี

6. ออกโรงทาน + กินเจด้วยรอยยิ้ม

ช่วงที่เรากินเจจะเป็นช่วงที่จิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องที่สุด การแชร์ความสุข และรอยยิ้มก็เป็นสิ่งสำคัญ ลองครีเอตเมนูเจใหม่ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะทำกินเอง หรือแบ่งปันให้คนรอบข้างพร้อมรอยยิ้มดูสิคะ แถมจะเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ขึ้นถ้าการแบ่งปันนี้สามารถเป็น “การออกโรงทาน” ด้วยอาหารเครื่องดื่มที่สั่งมาหรือเราปรุงเองก็ได้ ลองทำดูแล้วจะรู้สึกใจฟูสุดๆ

7. งดการปาร์ตี้สังสรรค์ในที่อโคจร

ในช่วงที่กินเจ นอกจากจะละเว้นเนื้อสัตว์แล้ว สิ่งที่ควรทำคือ การไม่ออกไปเจอสิ่งเร้าพวกอบายมุขตามผับ บาร์ ที่จะทำให้คุณหลุดจากการถือศีลได้ เน้นว่าควรงดดื่มสุรา และของมึนเมาทุกชนิด งดสูบบุหรี่ รวมถึงงดการแสดงกิริยาท่าทางที่เกินงามในที่อโคจรด้วย

8. ทำบุญด้วยการไถ่ชีวิตสัตว์

ในช่วงที่เรากำลังถือศีลกินเจ หากเรามีเวลา แนะนำให้ไปทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือปล่อยปลาหน้าเขียง เพราะการทำบุญทำทานด้วยการต่ออายุให้สัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่านับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ จะช่วยเติมเต็มช่วงกินเจนี้ให้เราได้บุญจัดเต็มขึ้นไปอีก


@@@@@@@

หากทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้ รับรองเลยค่ะว่าคุณจะมีจิตใจที่ผ่องใส บริสุทธิ์ และได้บุญกุศลแบบเต็มๆ แน่นอน ขอให้เทศกาลกินเจปีนี้ ทุกคนได้บุญกันถ้วนหน้า มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิตกันนะคะ





Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/237569/
23 ก.ย. 65 (13:19 น.) , Horosociety199 : สนับสนุนเนื้อหา
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประเพณี "ถือศีลกินผัก" จ.ภูเก็ต 2565 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ ในเทศกาลกินเจ เมื่อ: กันยายน 24, 2022, 06:42:18 am


ประเพณี "ถือศีลกินผัก" จังหวัดภูเก็ต 2565 เตรียมจัดยิ่งใหญ่ ในเทศกาลกินเจ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับใครที่ตั้งใจจะไปร่วมงานถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ตในช่วงเทศกาลกินเจ เพราะในปีนี้ทางจังหวัดภูเก็ตมีกำหนดจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงวันที่ 26 กันยายน - 4 ตุลาคม 2565 ตลอดระยะเวลา 9 วัน 9 คืน

โดยในงานนี้จะมีการจัดขึ้นภายในเมืองภูเก็ต โดยคุณสามารถเช็กเวลาและกำหนดการการจัดกิจกรรมในแต่ละวันได้ในลิงค์นี้เลย >>https://www.sanook.com/travel/1434357/gallery/2766169/
















Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434357/
22 ก.ย. 65 (14:31 น.) , By Peeranut P.
16  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / กรรมของสัตว์ เมื่อ: กันยายน 23, 2022, 06:54:09 am



เสฐียรพงษ์ วรรณปก : กรรมของสัตว์

เหตุการณ์มัวหมองแก่พระศาสนา ซึ่งก่อโดยอลัชชีผู้ไร้ยางอาย สร้างความกระทบกระเทือนแก่บรรดาชาวพุทธไทยทั่วทั้งประเทศ รวมถึงชาวพุทธในต่างประเทศด้วย คงยังจำกันได้ว่า มีภิกษุรูปหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติปาราชิก และอาบัติรองลงมาหลายกระทงคือ

     1. ละเมิดปาราชิก ข้อที่หนึ่ง “เสพเมถุน” หรือมีเพศสัมพันธ์กับสตรี จนมีบุตรและกับสตรีทั้งไทยและชาวต่างประเทศอีกหลายคน

     2. ละเมิดปาราชิก ข้อที่สอง “ลักทรัพย์” คือขโมยบทกวีของ ดร.ระวี ภาวิไล มาเป็นของตน

     3 . ละเมิดปาราชิก ข้อที่สี่ “อวดอุตริมนุสสธรรม” คืออวดอ้างว่าตนบรรลุคุณวิเศษ หรือแสดงอาการให้เข้าใจว่า ตนเป็นพระอริยะ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

     4. ใช้เครดิตการ์ดในสถานที่เริงรมย์ หรือซ่องโสเภณี หลายครั้ง ซึ่งมีความผิดสองสถานคือ ไม่เป็นปาราชิก ก็สังฆาทิเสส สถานใดสถานหนึ่ง

     5. เช่ารถไปท่องเที่ยวสองต่อสองกับสตรี พักค้างคืนที่โมเต็ลเดียวกัน และห้องเดียวกันกับสตรี เป็นเวลา 8 วัน มีความผิดสองสถานคือ ไม่ปาราชิก ก็สังฆาทิเสส

     6. เช่าบ้านอยู่กันโดยลำพังกับสตรีที่มีบุตรด้วยกันกับตน ที่ประเทศยูโกสลาเวีย เป็นเวลา 8 เดือน มีความผิดสองสถานคือ ไม่เป็นปาราชิก ก็สังฆาทิเสส

     7. ทำความผิด หรือประพฤติไม่เหมาะสมแก่สมณะอีกเป็นอันมาก เช่น แต่งตัวเป็นเจงกิสข่าน ขี่ช้าง ขี่วัว เล่นลูกข่าง เล่นสกี พายเรือเล่น ฯลฯ มีความผิดสถานเบาคือ ปาจิตตีย์ หรือทุกกฎ

ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่ภิกษุรูปนี้ก่อขึ้นมาด้วยตนเอง และได้ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานปี จนกระทั่งเป็นที่รับรู้ของชาวพุทธจำนวนหนึ่ง และรู้กันแพร่หลายเมื่อมีการร้องเรียน กล่าวหาจากกลุ่มสีกาจำนวนหนึ่ง เมื่อต้นปี 2537 และแพร่ขยายฉาวโฉ่ยิ่งขึ้น เมื่อสื่อมวลชนทุกแขนงได้ประโคมข่าวอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยขึ้น ถึงขั้นคณะสงฆ์สั่งให้สอบสวน จนกระทั่งในที่สุด มหาเถรสมาคม รอกระบวนการสอบสวนอันล่าช้า และส่อว่า “ซูเอี๋ยกัน” ระหว่างคณะกรรมการและจำเลยไม่ไหว จึงใช้อำนาจที่มีอยู่สั่งให้พระรูปนี้สละสมณเพศ คือ ให้สึกเสีย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2538 ที่ผ่านมา

@@@@@@@

อดีตพระดังรูปนี้ ได้กล่าวตลอดเวลาว่า ตนเองบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิดดังที่กล่าวหา ที่เขาต้องรับชะตากรรมถึงต้องสึกนี้ เพราะถูกกลั่นแกล้ง ถูกให้ร้ายป้ายสีผู้ที่ทำลายเขา (ความเข้าใจของเขา) คือ

     1. ขบวนการนารีพิฆาต คือ องค์กรต่างศาสนา (เน้นไปที่ศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก) จ้างผู้หญิงมาทำลายพระดังเช่นเขา และรูปอื่นๆ อีกด้วยเงินจำนวนมาก ว่ากันว่าเป็นพันล้านบาท

     2. พระภิกษุบางรูปที่อยากดัง และไม่ดังเท่ากับเขา เกิดความอิจฉาในความดังของเขา พยายามให้ร้าย และหาทางกำจัดเขา ภิกษุดังกล่าวคือ พระพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว

     3. กลุ่มสตรีผู้เสียผลประโยชน์ บางคนอยากเป็นผู้ใกล้ชิด แล้วถูกศิษย์คนอื่นกีดกันก็โกรธ จึงหาทางแก้แค้น ด้วยการป้ายสีให้เขามัวหมอง

     4. กลุ่มนักวิชาการ ได้รับจ้างมาเพื่อทำลายเขา ไม่ระบุว่าได้มาจากไหน จำนวนเป็นพันล้านเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเสฐียรพงษ์ วรรณปก เป็นหัวหอกคนสำคัญที่ไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช และพระผู้ใหญ่อื่นๆ ตลอดจนจ้างคนให้มาก่อม็อบต่อต้านตน โดยจ่ายให้คนละ 500 บาทต่อวัน

     5. สื่อมวลชนทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ (โดยเฉพาะข่าวสด มติชน) วิทยุ โทรทัศน์ (โดยเฉพาะ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.เสรี วงษ์มณฑา และ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ผู้จัดทำรายการ ตามรอยยันตระในต่างแดน และสลิปรักทะเลใต้) มีความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัว บิดเบือนความจริง ให้ร้ายป้ายสี ด้วยการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่

     6. คนใกล้ชิดในอดีตผู้ผิดหวังในตัวเขา เพราะเขาไม่สนองความต้องการบางอย่าง เช่น คุณรัตนา มาลีนนท์ คุณอิทธิชาติ มานะเลิศ หรือโยมอ่อง สร้างหลักฐานปลอมขึ้นมากล่าวร้ายเขา เช่น สลิปบัตรเครดิต เป็นต้น

สรุปแล้ว วินัย หรือยันตระ อมโร หรือละอองสุวรรณ คนนี้ มองไม่เห็นแม้แต่นิดว่า ผลที่เขาได้รับอยู่นี้เป็น “กรรม” หรือการกระทำของเขาเอง ได้แต่โทษคนอื่นถ่ายเดียว เข้าทำนองสุภาษิตว่า
      โทษคนอื่น แลเห็น เป็นภูเขา
      โทษของเรา แลไม่เห็น เท่าเส้นผม
      ตดคนอื่น เหม็นเบื่อ เหลืออดทน
      ตดของตน ถึงเหม็น ไม่เป็นไร



ถ้าจะดูตั้งแต่ต้น จะเห็นว่า วินัย อมโร ได้สะสมกรรมที่เป็นอกุศล หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ดีงามมาตลอด เช่น

     1. บวชมาใหม่ๆ มิได้ถือพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เท่าที่พระภิกษุทั่วไปจะพึงทำ คือไม่ได้อยู่ภายใต้การอบรมของอุปัชฌาย์เป็นเวลา 5 ปี ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ บวชไม่นานก็ออกจาก “อ้อมอก” ของอุปัชฌาย์ไปจำพรรษาอยู่เดียวดายในสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง การกระทำ (หรือกรรม) ครั้งนี้เป็นการกระทำที่ไม่ดี เพราะไม่เอื้อเฟื้อพระวินัย การกระทำไม่ดีครั้งแรกนี้ ส่งผลในเวลาต่อมา นั่นก็คือ

      2. ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน เพราะมัวแต่ไปเที่ยวสัญจรในที่ต่างๆ เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่มีความรู้ในพระธรรมวินัย ไม่รู้ว่าทำอย่างไรถูก ทำอย่างไรผิด การปฏิบัติจึงคลาดเคลื่อน หรือวิปริตจากหลักพระธรรมวินัย เช่น ให้ศิษย์ดื่มปัสสาวะของตน ด้วยเข้าใจว่าเป็นการ “ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า” ดังที่ระบุไว้ใน “นวโกวาท”
      ในพระวินัย อนุญาตให้ใช้ปัสสาวะของตนเอง (เน้นของตนเอง) ดองสมอหรือมะขามป้อม ทำเป็นยารักษาโรค แต่นายวินัยเข้าใจว่า ให้เอาปัสสาวะของเขาแจกจ่ายให้ศิษย์อื่น แสดงถึงความเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน

     3. เมื่อมีผู้เคารพนับถือมากขึ้นๆ นายวินัย อมโร เห็นช่องทางสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเอง โดยค้นพบว่า ตนเองมีรูปร่างหน้าตาหล่อ มีเสียงนุ่มนวล (จากเสียงชมของคนข้างๆ) เจตนาอันไม่บริสุทธิ์ก็เริ่มก่อตัว เมื่อมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็เริ่มกระทำการต่างๆ อันจะนำมาซึ่งชื่อเสียง ลาภสักการะเช่น วางรูปแบบของการยืน เดิน นั่ง นอน กริยาท่าทางคล้ายพระพุทธเจ้า แสร้งทำสำรวมให้มากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจ
     ใช้วิชาไสยศาสตร์ที่ตนเรียนมาบ้าง สร้างปาฏิหาริย์ให้คนอัศจรรย์ บางครั้งก็ใช้เทคนิคการถ่ายภาพเพื่อให้เห็นแสงหรือรัศมีฉายออกจากร่าง สร้างบารมีโดยการเหยียบผ้าขาว ให้คนนำไปบูชา และสร้างมวลชนด้วยการจัดฉากบิณฑบาตด้วยถั่วงา บิณฑบาตครั้งละเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อแสดงให้เห็นศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของมหาชนที่มีต่อตน ฯลฯ กรรม หรือการกระทำทั้งหมดนี้ เป็นอกุศลกรรม หรือกรรมชั่ว เพราะกระทำด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์

      4. เขาพอใจที่มีคนแห่แหนแวดล้อมจำนวนมากๆ พอใจที่จะให้มีคนติดตามเป็นร้อยเป็นพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีทั้งหลาย พากันติดตามห้อมล้อม เรียกว่า “คลั่งไคล้” เลยก็ว่าได้ ในฐานะที่เขาเป็นภิกษุ เขาเห็นผู้คน “ติด” ในตัวเขาด้วยความศรัทธาที่มืดบอด เขาน่าจะตักเตือนสั่งสอนให้เขาหูตาสว่างขึ้น แต่เขากลับพอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อพวกเขาคลั่งไคล้ใหลหลงในตัวเขามากๆ เขาก็ได้เงินบริจาคมาก กลายสภาพจากพระจนๆ เป็นพระ “อาเสี่ย” มีเงินเป็นสิบเป็นร้อยล้าน

      5. เมื่อมีเงิน ผู้หญิงก็ตามมา เขามิได้ฝึกฝนอบรมจิต ไม่มีภูมิคุ้มกันพอที่จะรักษาตนให้รอดพ้นปากเหยี่ยว ปากกาได้ แถมยังพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส เสียอีก จึงตกเป็นเหยื่อแห่งกามราคะ ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กับสตรีมากหน้าหลายตา เขาได้ทำกรรมหนักขั้นปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืน เปรียบเสมือนศพที่รอวันเน่าเปื่อย
       เมื่อทำชั่วได้ครั้งหนึ่ง ครั้งที่สอง สาม สี่ก็ตามมา ความละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็ไม่มีอีกต่อไป เมื่อมีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศต่างประเทศ เห็นช่องทางที่จะทำชั่วโดยไม่มีใครเห็นจึงวางแผนไปต่างประเทศบ่อยครั้ง อ้างว่าไปเผยแผ่ธรรมให้แก่ชาวต่างประเทศ แท้ที่จริงก็คือหาเวลาหลบไปเสพสุขทางกามารมณ์

      6. กรรมชั่วที่ทำไว้ ต่างกรรม ต่างวาระ ก็สุกงอม สีกากลุ่มหนึ่ง บางคนตกเป็นเหยื่อกามของเขา ได้เข้าร้องเรียนต่อสมเด็จพระสังฆราช และภายหลังร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการ

      7. หลังจากนั้นมา กรรมชั่วที่ทำไว้ และปกปิดมานานปีก็ค่อยๆ เปิดเผยทีละนิดละหน่อย เขาเองก็พยายามจะ “หยุด” วิบากกรรมของตน โดยสร้างกรรมชั่วใหม่เพิ่มเข้ามานั่นก็คือ ใช้อำนาจเงิน เพื่อให้ปกป้องช่วยเหลือตนเอง เมื่อทางคณะสงฆ์ประกาศใช้กฎนิคหกรรม คือให้กรรมการสอบสวนความผิด


@@@@@@@@

คณะกรรมการผู้พิจารณาก็พยายามช่วยเหลือเพื่อให้เขาบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหา โดยวิธีการต่างๆ เช่น

     1. พยายามให้ผู้กล่าวหา “วางมือ” เช่น แสดงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ นั้นไม่มีน้ำหนัก ความผิดที่กล่าวหานั้นหาพยานไม่ได้ ถ้าจะเอาผิดก็ผิดน้อยเท่านั้น ไม่คุ้มกับที่เหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาฟ้องร้อง ให้ถอนคดีเสีย แล้วเลิกราต่อกัน

     2. เมื่อฝ่ายร้องเรียนยืนกรานจะดำเนินการให้ถึงที่สุด ก็หาทางให้ผู้ร้องเรียนถูก “ข่มขู่” ดังได้ถูกประชาชนซ้อมจนสลบไสล ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว และก็ได้ผล ผู้ร้องเรียนได้ประกาศวางมือตั้งแต่นั้นมา

     3. แต่วิบากกรรมรอจะให้ผลมีอีกมาก จึงไม่ยอมให้เรื่องยุติเพียงแค่นั้น ทั้งๆ ที่กรรมการพิจารณากำลังจะ “จำหน่ายคดี” อยู่แล้ว การที่สตรีผู้ร้องเรียนถูกซ้อมจนสลบ ก่อความสะเทือนใจแก่ประชาชนมาก จึงไม่ยอมให้เรื่องหายไป โดยเฉพาะสื่อมวลชนได้เสนอข่าวอย่างครึกโครม และเรียกร้องผู้รับผิดชอบให้เร่งดำเนินการให้ถึงที่สุด

     4. เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีบุตรกับสตรีนางหนึ่ง จึงมีผู้เสนอให้ตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก โดยได้ตั้งคณะนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในวิศวพันธุกรรมศาสตร์ ดำเนินการเรื่องนี้ แต่อาจเป็นเพราะกรรมยังบังตาหรืออย่างไร นายวินัยก็ไม่ยอมให้เจาะเลือด อ้างว่าไม่มีในพระธรรมวินัย
       ครั้นนักปราชญ์ทางพระศาสนาบอกว่า การเจาะเลือดเพื่อหาความจริง ไม่ผิดพระธรรมวินัย ก็อ้างต่อไปว่า ตนพร้อมจะยินยอมให้เจาะเลือด ถ้าหากคณะสงฆ์ผู้ปกครองสูงสุด คือมหาเถรสมาคมสั่ง ครั้นต่อมาเมื่อมหาเถรสมาคมสั่งว่า วินัย “ควรจะพิจารณา” หมายถึงควรเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ความจริง เรื่องจะได้จบ ก็อ้างว่า มหาเถระให้พิจารณาเขาก็พิจารณาแล้ว แต่พิจารณาว่า ไม่ยอมเจาะ เขากล่าวทิ้งท้ายว่า เขาจะไม่ยอมให้เจาะเลือด จนกว่าประชาชนจะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

      5. กรรมก็เลยบันดาลให้ข้อเท็จจริงที่ยังปกปิดอยู่เปิดเผยขึ้น โดยหลักฐานเรื่องการเช่ารถไปเที่ยว และค้างคืนที่โมเต็ลในต่างแดนกับสตรี หลักฐานการเที่ยวซ่องโสเภณี ผ่านสลิปบัตรเครดิต ก็ถูกตีแผ่ทางสื่อมวลชน เขาก็อ้างว่า เป็นหลักฐานปลอม สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายเขา กรรมจึงบันดาลให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานทำการพิสูจน์ และรับรองว่าเป็นหลักฐานจริง
       กรรมได้บันดาลให้ผู้จัดทำสารคดี บริษัทแปซิฟิค (ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล และคณะ) ต้องไปแกะรอย สืบหาความจริง ตามหลักฐานที่ระบุ จนกระทั่งได้ความจริงออกมาว่า นายวินัย อมโร ได้ไปเที่ยวซ่องจริง ได้ให้สาวขับรถพาไปเสพสุขกันตามโมเต็ลต่างๆ จริง ความจริงก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นจนไม่มีอะไรเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป
       กรรมอีกนั่นแหละ ที่บันดาลให้มีการนำหลักฐานสลิปบัตรเครดิต และหลักฐานการไปเช่าบ้านพักอยู่ต่างแดนกับเมียและลูก หลักฐานเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าบริการทางเพศ เข้าสู่มหาเถรสมาคม กรรมการมหาเถรสมาคมบางท่าน ซึ่งก่อนนั้นไม่เชื่อว่าวินัย อมโร ทำผิด เมื่อเห็นข้อมูล และได้รับการอธิบายเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
       กรรมจึงบันดาลให้กรรมการมหาเถรสมาคมลงมติในการประชุมครั้งต่อมาด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ สั่งให้วินัย อมโร สละสมณเพศ คือสึกภายในสามวัน นับตั้งแต่วันออกคำสั่ง และในที่สุด วินัย อมโร จึงต้องสึกไป

      6. กรรมยังไม่หมด แทนที่จะสึกจริง กลับเปลี่ยนเพียงสีผ้าห่มเท่านั้น วินัย อมโร ยังทำตนดุจพระอยู่ ให้พระลูกศิษย์กราบไหว้อยู่ ออกบิณฑบาตดุจพระภิกษุทั่วไป อันเป็นการกระทำผิดอาญา ทางการบ้านเมืองจะต้องจับฐานไม่ใช่พระ แต่แต่งกายเลียนแบบพระ

@@@@@@@@

ในที่สุด วินัย อมโร หรือละอองสุวรรณ ก็คงจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกเพราะกรรมชั่วที่ทำไว้ส่งผล ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลของการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น เขาผิดเขาชั่วก็เพราะเขาทำเอง เขาได้รับผลอันเป็นความเสื่อมเสีย ก็เพราะเขาทำมาเอง มองให้ดี มองให้ชัดเถิดวินัยเอ๋ย ทำอย่างใดก็ย่อมได้อย่างนั้น อย่ามัวแต่ซัดทอดคนอื่นเลย






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 - 26 กรกฎาคม 2561
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน   : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2561
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_120454
Photo : pinterest
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไขข้อสงสัย ไหว้พระโดยไม่จุดธูป ได้หรือไม่.? เมื่อ: กันยายน 23, 2022, 05:51:00 am


ไขข้อสงสัย ไหว้พระโดยไม่จุดธูป ได้หรือไม่.?

เอ๊ะ.! หากเราต้องการบูชาพระ แต่ไม่สะดวกจุดธูป แบบนี้ถือว่าผิดหรือไม่...แท้จริงแล้วเราไหว้พระแบบไม่จุดธูปได้หรือเปล่านะ.??
 
สวัสดีค่ะชาวทรูปลูกปัญญาที่รักทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวดี ๆ มาแบ่งปันกันอีกเช่นเคยนะคะ เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้คงเคยสงสัยกันว่า การบูชาพระโดยไม่จุดธูปนั้นสามารถทำได้หรือไม่ หากเรามีข้อจำกัดในการจุดธูปบูชาพระควรทำอย่างไร หรือหากเราไม่จุดธูปและเทียนจะยังได้บุญอยู่หรือไม่ วันนี้เราอยากจะชวนทุกท่านมาไขข้อสงสัยเหล่านี้ไปด้วยกันค่ะ
 
การจุดธูปนั้น ถือเป็นการบูชาพระด้วยของหอม ซึ่งความพิเศษของกลิ่นหอมของธูปนี้จะไม่ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกเกิดกิเลสแต่อย่างใด กลับช่วยทำให้จิตใจรู้สึกสงบและอยู่กับปัจจุบัน การจุดธูปบูชาพระของคนไทยเรานั้นจะเป็นการจุดด้วยธูป 3 ดอกที่แสดงถึงการบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ส่วนการจุดเทียนนั้น ถือเป็นการบูชาพระด้วยแสงสว่าง ซึ่งจะเป็นการจุดด้วยเทียน 2 เล่มด้วยกัน ตั้งบนเชิงเทียงด้านซ้ายและขวา
 
การจุดธูปและเทียนนี้ถือเป็นสิ่งที่คนไทยเรานิยมปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน แต่แท้จริงแล้วการบูชาพระนั้นไม่จำเป็นต้องจุดทั้งธูปและเทียนเสมอไป โดยการบูชาพระนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ

    1. อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยวัตถุ เช่น ธูป เทียน ดอกไม้ ของหอม และวัตถุอื่น ๆ
    2. ปฏิบัติบูชา คือ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า การสวดมนต์ รักษาศีล เจริญภาวนา และอื่น ๆ ที่เป็นการปฏิบัติตามหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ณ โอกาสนี้ เราขอยกตัวอย่างบทสนทนาของพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญณ บ้านอนุสาวรีย์ ที่เคยกล่าวเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการบูชาพระโดยการจุดธูปเทียนและการไม่จุดธูปเทียน มาฝากทุกท่านเพื่อความกระจ่างและหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้อ่านที่รักทุกท่านค่ะ

ขอบคุณภาพจาก : www.shopback.co.th

คำถาม : เวลาไหว้พระที่หน้าหิ้งบูชา การไหว้ที่จุดธูป จุดเทียน และ ไม่ได้จุดธูป จุดเทียน จะมีความแตกต่างกันไหมคะ.?
คำตอบ : ต่างกันอยู่ตรงอานิสงส์ที่ได้รับ การจุดธูปเทียนเป็นการบูชาด้วยของหอมและแสงสว่าง มีอานิสงส์เพิ่มขึ้น นอกจากการบูชาด้วยดอกไม้แล้ว ได้อานิสงส์การบูชาด้วยของหอมและแสงสว่างด้วย

แต่ถ้าว่า การจุดธูปเทียนนั้นจะทำให้การรักษาลำบากอาจจะทำให้เกิดไฟไหม้ได้ ของเราเองใช้วิธีปฏิบัติบูชา คือ การปฏิบัติถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา แทนอานิสงส์จะสูงกว่ามากมหาศาล อานิสงส์ของอามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของ ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่อง ลาภ ยศ เงิน ทอง แต่การปฏิบัติบูชานี่จะเป็นเรื่องของปัญญา ความฉลาด ในการตัดกิเลส หรือ ในการทำมาหากิน เพราะฉะนั้น อานิสงส์ของปฏิบัติบูชาจะได้มากกว่า

หรือว่า ถ้าหากว่ากลัวว่าไฟมันจะไหม้ ก็ใช้ธูปเทียนที่ทำด้วยไฟฟ้า อย่างเก่งก็ช็อตดับไปเฉยๆ จะมีอานิสงส์ตรงบูชาด้วยแสงสว่างอยู่ แต่กลิ่นไม่มี

คำถาม : แล้วอย่างนี้ก็ไปซื้อเทียนที่เขาทำหลอดก็ใช้ได้เหมือนกันไหมคะ.?
คำตอบ : ใช้ได้เหมือนกัน ปลอดภัยกว่า เผลอแล้วไฟไม่ไหม้ด้วย อย่างเก่งหลอดขาดแล้วก็ดับ

___________________________
(อ้างอิงจากบทความของ http://www.trueplookpanya.com/)

เราเชื่อว่าหากคุณคิดดี ทำดี พูดดี ย่อมมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับตัวของคุณ หลักสำคัญของการบูชาพระนั้นอยู่ที่เจตนามากกว่าวัตถุ แม้คุณจะจุดธูปและเทียนถวายพระทุกวัน แต่จิตใจไม่ได้หันเข้าสู่ทางธรรมอย่างบริสุทธิ์ก็ไม่อาจเกิดผลดีได้ 100%

ตรงกันข้าม หากคุณตั้งใจปฏิบัติบูชา ระลึกถึงหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เสมอ ตั้งมั่นสวดมนต์เจริญภาวนาด้วยใจที่บริสุทธิ์แท้จริง ย่อมต้องเกิดผลดีต่อตัวของคุณเองอย่างแน่นอนค่ะ

 
 



แหล่งข้อมูล :-
- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12412
- https://www.shopback.co.th/blog/
- https://prakumkrong.com/6695/
- https://palungjit.org

Thank to : https://www.trueplookpanya.com/blog/content/89024/-otherknowledge-
Posted By New Saowalak | 31 พ.ค. 64
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เคล็ดลับ ถวายธูปไหว้พระ ช่วยเสริมชื่อเสียง โดย ซินแสเป็นหนึ่ง เมื่อ: กันยายน 23, 2022, 05:31:36 am



เคล็ดลับ ถวายธูปไหว้พระ ช่วยเสริมชื่อเสียง โดย ซินแสเป็นหนึ่ง

ซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร เผยเคล็ดลับเสริมดวงชะตา จากการถวายธูป โดยเฉพาะเรื่องของชื่อเสียง

1. เตรียมธูปตามกำลังที่เราจะถวายได้

2. ให้เขียนชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด หรือชื่อบริษัท หรือห้างร้าน

3. ระบุว่าต้องการบริจาคให้กับวัดนี้ แล้วค่อยนำไปถวายพระ หรือถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวจะนำไปไว้ตามจุดต่างๆ ที่คนอื่นจะได้ใช้จุดไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ศาลพระภูมิ ศาลพระพรหม เพราะยิ่งธูปที่เราถวายไปมีคนนำไปจุดสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนกับชื่อเสียงแผ่กระจายไปทั่ว และลอยขึ้นไปเหมือนควันของธูป






ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล :pernnueng.com
website : https://www.sanook.com/horoscope/237537/
21 ก.ย. 65 (14:33 น.) , S! Horoscope : สนับสนุนเนื้อหา
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระพุทธโชค วัดเขาวงพระจันทร์ รายล้อมไปด้วยสายหมอก สวยงามอลังการ.!! เมื่อ: กันยายน 23, 2022, 05:27:24 am



พระพุทธโชค วัดเขาวงพระจันทร์ รายล้อมไปด้วยสายหมอก สวยงามอลังการ.!!

วันนี้ Sanook Travel จะพาทุกคนไปชมภาพบรรยากาศบริเวณยอดเขาวงพระจันทร์ กับภาพของพระพุทธโชค พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเขาวงพระจันทร์ในช่วงนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยสายหมอกในหน้าฝน

สำหรับการไปเที่ยวเขาวงพระจันทร์นั้นหากใครอยากจะขึ้นไปสักการะองค์พระพุทธโชค สามารถเดินขึ้นไปสักการะได้ผ่านบันได 500 ขั้น แต่หากจะไปให้ถึงยอดเขาวงพระจันทร์นั้นต้องผ่านบันไดถึง 3,790 ขั้นเลยทีเดียว

ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของลพบุรี ทั้งความสมบูรณ์สวยงามของธรรมชาติ และความงดงามในด้านพุทธศาสนา ที่กลายเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวสำหรับหลายๆ คน หากมีเวลาวันหยุดลองแวะไปเที่ยวกันครับสวยงามประทับใจแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม

พิกัด : https://goo.gl/maps/h93cX7Dcg4U7brPX6
เวลาเปิด - ปิด : 6.30 - 17.00 น.













Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434345/
22 ก.ย. 65 (10:21 น.) , By Peeranut P.
20  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / คนจะเป็นเช่นใดอยู่ที่ “กรรม” ทำมาอย่างไร.? เมื่อ: กันยายน 22, 2022, 08:01:11 am




เสฐียรพงษ์ วรรณปก : คนจะเป็นเช่นใดอยู่ที่ “กรรม” ทำมาอย่างไร.?

อยากชวนให้แฟนหนังสืออ่านหนังสือสักเล่ม ไม่เชิงหนังสือธรรมะ แต่อ่านแล้วได้ “ธรรมะ” แน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “นานาทัศนะเกี่ยวกับพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)” (ปัจจุบัน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ) สัมภาษณ์รวบรวมเรียบเรียงโดย ดร.สุนทร พลามินทร์ และชุติมา ธนะปุระ มูลนิธิพุทธธรรมจัดพิมพ์จำหน่าย พระธรรมปิฎกเป็นใคร พระเถระและคฤหัสถ์ผู้คงแก่เรียนหลายท่านแสดงทัศนะหลากหลายเกี่ยวกับตัวท่านทำไม คำถามนี้หลายท่านคงทราบคำตอบแล้ว

แต่คงมีอีกหลายคนยังไม่ทราบ ขอเรียนให้ทราบไว้ ณ ที่นี้เสียเลย เมื่อปลายปีที่แล้วองค์การยูเนสโกได้ประกาศให้รางวัลแก่พระธรรมปิฎก สาขาการศึกษาเพื่อสันติภาพ นับว่าเป็นคนไทยคนแรก และเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

ผู้ที่แสดงทัศนะ ผ่านการสัมภาษณ์บ้าง เขียนเองบ้างประกอบด้วย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) พระเมธีธรรมาภรณ์ พระมหาสิงห์ทน นราสโภ พระชยสาโร ศ.นพ.ประเวศ วะสี ศ.ดร.ระวี ภาวิไล อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อังคาร กัลยาณพงศ์ ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ รศ.ดร.สมศีล ฌานวังสะ อ.ชัชวาล ปุญปัน และเสฐียรพงษ์ วรรณปก

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก  (ปัจจุบัน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ) หรือที่เรียกกันทั่วไปในหมู่ชาวพุทธไทยว่า “เจ้าคุณประยุทธ์” ท่านทำอะไรหรือ จึงปรากฏต่อสายตาและจิตใจขององค์การยูเนสโก จนถึงกับมอบถวายรางวัลอันทรงเกียรตินี้ คงไม่มีใครทราบ และไม่คาดคิดมาก่อนว่าฝรั่งมังค่าจะสนใจงานของท่าน

เพราะเท่าที่เราทราบ ท่านเจ้าคุณก็เป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่เทศน์สอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้แสดงบทบาทเป็นผู้รณรงค์เรื่องสันติภาพอะไรจนถึงกับต้องให้รางวัล พูดง่ายๆ ก็ว่า ท่านเจ้าคุณท่านสอนพระพุทธศาสนา มิได้มีบทบาทเด่นในเรื่องสันติภาพ

แต่ลองฟังคำประกาศสดุดีของประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลดูสิครับ เขากลับมองเห็นว่าการเทศน์สอนพระพุทธศาสนานี้แหละ เป็นการทำหน้าที่ให้การศึกษาเรื่องสันติภาพแท้จริง


@@@@@@@

“คณะกรรมการตัดสินรางวัลได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการถวายรางวัล และผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การยูเนสโกก็ได้รับรองข้อเสนอของคณะกรรมการ พวกเราทุกคนเปี่ยมด้วยความชื่นชม สรรเสริญอย่างสูงสุดต่อแนวความคิดของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ในเรื่องการศึกษาเพื่อสันติภาพ

แนวความคิดดังกล่าว เน้นความสำคัญยิ่งยวดของสันติภาพภายใน และเน้นความร่วมมือของมนุษย์ทุกคนที่จะรับผิดชอบร่วมกันแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และศีลธรรมอย่างสันติ

ท่านเน้นความคิดที่ว่า สันติภาพเป็นค่านิยมที่ลึกซึ้งอยู่ภายใน เป็นค่านิยมของความเป็นมนุษย์ เกิดขึ้นจากพลังภายในของมนุษย์ และทอแสงออกมาให้ประจักษ์เมื่อได้สัมผัสกับผู้อื่น และในที่สุดก็จะสะท้อนออกมา มีผลต่อความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ ระหว่างประชาชนและระหว่างรัฐ

เจ้าคุณประยุทธ์เสนอแนวปรัชญาใหม่ในการแก้ปัญหาสันติภาพสากล ซึ่งเป็นนวัตกรรมอันแท้จริง ข้าพเจ้าขอแสดงความปีติยินดีต่อท่านผู้ได้รับรางวัล และข้าพเจ้าขอถวายพรให้พระคุณเจ้ามีสุขภาพพลานามัยดี…”

ฟังแล้วก็ได้ความเข้าใจแจ่มแจ้งว่า แม้ว่าท่านเจ้าคุณจะทำหน้าที่เทศน์สอนพระพุทธศาสนา สอนตามแนวของพระพุทธศาสนาแก่ชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่ “สาระ” แห่งคำสอนของท่านเน้นเรื่อง “สันติภาพ” อย่างยิ่ง และการเน้นสันติภาพก็เป็นหลักการของพระพุทธศาสนา หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องสันติภาพ และสันติภาพที่พระพุทธศาสนาย้ำเน้นก็คือ สันติภาพภายใน หรือสันติภาพทางจิตนั้นเอง

ท่านเจ้าคุณได้ย้ำสอนให้มนุษย์ทุกคนพยายามสร้างสันติภายในให้มากๆ เมื่อจิตใจมีสันติหรือมีความสงบแล้ว ความสงบนั้นก็จะฉายออกภายนอกผ่านกาย วาจา คนที่มีการแสดงออกอันสงบทางกาย วาจา ก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ในสังคมที่ตนอยู่ และแผ่ขยายวงกว้างไปถึงระดับนานาชาติ

ถ้าทุกคนในโลกปฏิบัติตามแนวทางนี้ โลกก็จะมีสันติภาพอย่างแท้จริง ท่านผู้กล่าวสดุดีจึงเน้นตอนท้ายว่า “ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต เสนอแนวปรัชญาในการแก้ปัญหาสันติภาพสากล ซึ่งเป็นนวัตกรรมอันแท้จริง”

@@@@@@@

สรุปแล้วเขามองเห็นว่า ท่านเจ้าคุณสอนพระพุทธศาสนาก็จริง แต่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นเน้นการสร้างสันติภาพภายใน หรือความสงบภายใน สอนแต่ละบุคคลให้สร้างสันติภาพภายในก็จริง แต่เมื่อแต่ละคนมีความสันติแล้ว การอยู่ร่วมกันก็พลอยสันติสุขไปด้วย สันติภาพสากลย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้

แนวการคิดอย่างนี้ เป็นแนวที่คนตะวันตกส่วนมากคิดไม่ถึง เพราะส่วนมากมักจะคิดสร้างความสงบจากภายนอก บังคับให้คนอื่นสงบ บังคับให้สังคมสงบ โดยที่ตัวเองไม่ได้มีความสงบแม้แต่นิดเดียว สันติภาพแบบนี้มักจะมิใช่สันติภาพแท้จริง

แนวคิดที่ว่าอยากให้โลกทั้งโลกมีสันติภาพ ภายในใจของแต่ละคนต้องมีสันติภาพเสียก่อนนั้น เป็นแนวทางพระพุทธศาสนาที่ท่านเจ้าคุณนำเสนอ ท่านผู้กล่าวคำสดุดีถึงกับยกย่องว่าเป็น “นวัตกรรมอันแท้จริง” คือเป็นแนวคิด (ที่ฝรั่งเข้าใจว่า) “สร้างขึ้นใหม่” หรือ “แนวคิดใหม่” ซึ่งความจริงมิได้ใหม่อะไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีผู้ย้ำเน้นกัน ท่านเจ้าคุณได้นำมาย้ำเน้นเป็นพิเศษกว่าคนอื่น

พระเถระและคฤหัสถ์ที่เอ่ยนามมาข้างต้น ใครแสดงทัศนะชื่นชมในพระธรรมปิฎกว่าอย่างไร คงไม่มีหน้ากระดาษพอจะนำมาถ่ายทอดให้อ่านกัน แฟนๆ ที่ใคร่รู้รายละเอียด ขอให้ไปหาหนังสือเล่มนี้อ่านเอาก็แล้วกัน

ส่วนที่ผมอยากจะเน้นก็คือ กรรมและวิบากแห่งกรรมของท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณได้ทำกรรมอันเป็นกุศลหรือกรรมดีไว้มากมาย จึงได้รับวิบากหรือผลแห่งกรรมดีที่ทำไว้นั้น คือได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักปราชญ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา ยากจะหาใครเหมือนในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จที่ว่านี้ มิใช่อยู่ๆ มันมีมาเอง แต่เป็นผลของการสร้างสรรค์ เป็นผลของการศึกษาอบรมมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานและต่อเนื่อง ลองย้อนหลังดูจะเห็นความจริงข้อนี้


@@@@@@@

สามเณรประยุทธ์ อารยางกูร ก่อนบวชได้เรียนจบมัธยมปีที่ 3 บวชมาแล้วมีวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่ง เรียนนักธรรมและบาลีจนจบนักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 9 ประโยค

ขณะที่เรียนนักธรรมและบาลีอยู่นั้น สามเณรประยุทธ์ไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วย เรียนควบคู่กันไประหว่างปริยัติธรรม (ธรรมะและบาลี) กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งจะต้องให้ความพากเพียรอย่างหนัก พระ-เณรบางรูปไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ เพราะ “หนักเกินไป”

แต่สามเณรประยุทธ์สามารถทำได้ ทั้งๆ ที่สุขภาพร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง มีโรคประจำตัวหลายอย่าง หลังจากจบเปรียญ 9 ประโยคไม่กี่ปี ก็จบพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1)

จบแล้ว ท่านเจ้าคุณไม่ยอม “จบ” อยู่แค่นั้น ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกมากขึ้น จนกระทั่งมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้ค้นคว้าเฉพาะในแวดวงพระพุทธศาสนา ศาสตร์ต่างๆ ที่จำเป็น และเห็นว่าจะเป็น “สื่อ” สำหรับถ่ายทอดพระพุทธศาสนาได้ เช่น ปรัชญา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ท่านก็อ่านและศึกษาอยู่เสมอ

ตั้งแต่จบพุทธศาสตรบัณฑิตมา ท่านเจ้าคุณไม่เคยไปศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกต่อเหมือนพระ-เณรอื่นๆ ไม่เคยผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ภาษาอังกฤษของท่านเจ้าคุณ เป็นภาษาอังกฤษของผู้เชี่ยวชาญ ตัวท่านเรียกได้ว่าเป็น “นาย” ของภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง แม้สำเนียงจะไม่เป็นฝรั่งเปี๊ยบ แต่ความรู้ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ นักปราชญ์ฝรั่งเองยังยกย่อง

@@@@@@@

ความสามารถอันน่าอัศจรรย์นี้ ท่านได้มาจากที่ไหน ท่านฝึกฝนอบรมตัวเองตลอดเวลา ผสมกับมันสมองอันเป็นเลิศอยู่แล้ว ท่านจึงมีความสามารถทางด้านนี้อย่างน่าทึ่ง จนกระทั่งได้รับนิมนต์ไปสอนยังมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นต้น

ถ้าท่านย้อนดูความหลังแล้ว ท่านจะไม่แปลกใจดอกครับ ทำไมอดีตสามเณรน้อยที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงด้วยซ้ำจึงกลายเป็นนักปราชญ์ มีผลงานเป็นที่ยกย่องโดยทั่วไป

ความพากเพียรพยายามฝึกฝนตนเองด้วยปณิธานอันแน่วแน่นี้เอง ที่ได้สร้างสรรค์นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในวงการพระศาสนา สมดังพระบาลีพุทธวจนะว่า อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตย่อมฝึกฝนตนเอง เห็นหรือยังครับว่าคนเราจะเป็นอย่างไรอยู่ที่กรรมทำมาอย่างไร ท่านเจ้าคุณทำมาทางนี้จึงได้รับผลในทางนี้




ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 - 19 กรกฎาคม 2561
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน   : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2561
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_118558
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไม่อยากให้ทักผิด | พระอ้วนไทย และ พระอ้วนจีน คือ ใครกัน.? เมื่อ: กันยายน 22, 2022, 06:40:00 am
ภาพถ่าย "พระอ้วน" ที่วัดทิพย์วารี (ซ้าย) พระศรีอารยเมตไตรย (ขวา) พระสังกัจจายน์ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, กุมภาพันธ์ 2545)


ไม่อยากให้ทักผิด | พระอ้วนไทย และ พระอ้วนจีน คือ ใครกัน.? | พระสังกัจจายน์ กับ พระศรีอารยเมตไตรย มีลักษณะต่างกันอย่างไร.?



1. เริ่มต้นของความสงสัย

พระพุทธรูปที่ทำให้ผมเกิดความสงสัย คือ พระสังกัจจายน์ หรือพระอ้วน, พระยิ้ม ตามแต่จะเรียก ซึ่งเชื่อว่าคงเคยผ่านตาและมีโอกาสกราบไหว้บูชาท่านกันมาแล้ว แต่คงยังมีคนสงสัยว่าท่านเป็นใคร ทำไม รูปลักษณ์จึงดูแปลกไปกว่าพระพุทธรูปทั่วไป

จากที่เคยอ่านในไซอิ๋วฉบับภาพลายเส้น ครั้งหนึ่งมีพระอ้วนมาช่วยเห้งเจียปราบปีศาจ ผู้แปลออกนามท่านว่าพระมิเล็กฮุด แล้ววงเล็บไว้ว่า “พระสังกัจจายน์” ขณะที่หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธและพระ โพธิสัตว์สายมหายานของจิตรา ก่อนันทเกียรติ กล่าวว่า

“ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เราจะเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดถึง ‘ยุคพระศรีอาริย์’ เช่นเดียวกับที่เวลาไปวัดบางวัด เรา จะเห็นรูปปั้นพระจีนอ้วนพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้ม บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระยิ้ม’ บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระสังกัจจายน์’ ไม่น่าเชื่อว่าที่แท้แล้วท่านเป็นองค์เดียวกัน พระศรีอารยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ พระนามจีนของท่านคือ ‘หมีเล็กผ่อสัก’…”

ซึ่งถ้าสรุปตามนี้ พระศรีอาริย์ก็ต้องเป็นองค์เดียวกับพระสังกัจจายน์ แต่เนื่องจากผมได้ไปอ่านพบข้อความในหนังสือลัทธิของเพื่อนของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กล่าวถึงพระอ้วนองค์นี้ไว้เช่นกัน ว่า

“…มิล่อฮุดหรือมิเตกฮุดคือพระศรีอารยเมตไตรย…รูปพระท้องพลุ้ยนี้คือมิล่อฮุด. แต่เราเรียกกันว่าพระสังกัจจายน์. ที่เรียกอย่างนี้เพราะรูปไป ตรงลักษณะกันเข้า. และฝ่ายจีนก็คงเรียกพระสังกัจจายน์ของเราว่ามิล่อสุด. ที่วัดมังกรกมลาวาสเอารูปพระสังกัจจายน์กับมิล่อสุดไปตั้งรวมกันไว้ด้วย ความประสงค์อย่างไรก็ตาม, จีนเข้าใจว่ามิล่อสุดทั้งสององค์แล้ว, เข้าใจไปว่าพระสังกัจจายน์ทั้งคู่, เป็นความเข้าใจผิดอย่างสนิททั้งสองฝ่าย” (เน้นโดยผมเอง)

นี่ย่อมหมายความว่า พระมิเล็กฮุด (มิล่อฮุด) คือพระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งเป็นคนละองค์กับพระสังกัจจายน์ แต่รูปลักษณ์บังเอิญไปคล้ายกันเข้า เช่นนี้แล้วจะสรุปอย่างไรดี.?

@@@@@@@

2. แกะรอยตามหนังสือเก่า

วัดมังกรกมลาวาสอาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าเป็นวัดเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ที่เยาวราชแล้ว หลายคนคง ร้อง “อ๋อ”

ได้ลองไปตามคํากล่าวของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปในหนังสือเรื่องลัทธิของเพื่อน ซึ่งที่ท้ายหนังสือของ ท่านมีแผนผังวัดเล่งเน่ยยี่ พร้อมทั้งเล่าว่าปฏิมากรแต่ละจุดคือใครบ้าง โดยในวิหารพระศรีอารยเมตไตรยจะมีพระสังกัจจายน์ประทับอยู่เบื้องหน้าองค์พระศรีอารยเมตไตรย และรายล้อมด้วยจตุโลกบาล

หลังจากชมดูจนทั่ว พบปฏิมากรแต่ละองค์อยู่ในตําแหน่งที่แผนผังระบุไว้ เว้นแต่พระสังกัจจายน์องค์เดียวที่ไม่ได้อยู่ที่เบื้องหน้าพระศรีอารยเมตไตรยตามคําบอกเล่า หนังสือของเสฐียรโกเศศ-นาคะ ประทีปเขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งโอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงย่อมมีมากตามกาลเวลา

เมื่อลองเดินไปยังที่เก็บพระด้านหลังวิหารใหญ่ พบว่ามีแต่พระพุทธรูปแบบไทยที่ถูกเก็บไว้เต็มตู้ใหญ่ทั้งสอง ขณะที่ปฏิมากรจีนจะอยู่ตามจุดต่างๆ รอบวัด ในตู้ดังกล่าวมีพระอ้วนอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปแบบไทยเช่นกัน ซึ่งต้องเป็นพระสังกัจจายน์แน่นอนเพราะไม่มีพระพุทธรูปลักษณะนี้อีกตามจุดอื่นๆ ในวัด จึงสันนิษฐานด้วยตนเองว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พระสังกัจจายน์องค์นี้เป็นองค์ที่ถูกย้ายมาจากจุดที่หนังสือระบุ

ลองสอบถามจากหลวงพี่ซึ่งอยู่ประจําที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ พร้อมกับกางแผนผังในหนังสือประกอบ หลวงพี่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน และท่านยังนึกได้ว่าเคยมีคนมาถามถึงพระสังกัจจายน์ในวิหารข้างหน้า (วิหารพระศรีอารยเมตไตรย) เช่นกัน เพราะเขาต้องการขอเช่า ดังนั้นพระสังกัจจายน์ที่ปัจจุบันนำมาเก็บไว้ในตู้พระจึงน่าจะเคยตั้งอยู่ที่วิหารด้านหน้าจริง แต่หลวงพี่เองก็ไม่ทราบว่ามีการย้ายท่านออกมาเมื่อไร

ผมลองถามท่านว่าพระสังกัจจายน์เป็นองค์เดียวกับพระศรีอารยเมตไตรยหรือไม่ ท่านให้คําตอบว่าไม่ใช่ แม้พุทธศาสนาสายมหายานจะรู้จักพระสังกัจจายน์แต่ก็ไม่ได้บูชาเป็นพิเศษ แต่ชาวพุทธเถรวาทในประเทศไทยเชื่อว่าบูชาท่านแล้วจะได้ลาภผล


@@@@@@@@

3. พระสังกัจจายน์

เมื่อค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า พระอ้วนมิได้มีอยู่องค์เดียว ก็ควรที่จะเริ่มสืบค้นประวัติของแต่ละองค์เพื่อจะ แยกแยะท่านได้โดยไม่สับสนอีก ผมจึงเริ่มต้นที่พระสังกัจจายน์ก่อน

3.1 ประวัติความเป็นมาของพระสังกัจจายน์

พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะเถระ ทรงเป็นผู้ที่พระพุทธองค์ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางการ อธิบายธรรม ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ชื่อของท่านเรียกเป็นภาษาจีนว่า “เกียก เมียงเอี๊ยง” และทางฝ่ายมหายานจัดท่านอยู่ในพระเอตทัคคะมหาสาวกสิบองค์ (จับไต้ตี้จื๊อ) ซึ่งในสิบองค์นี้ทางฝ่ายมหายานจะรู้จักพระมหากัสสปะและพระอานนท์มากเป็นพิเศษ

จากหนังสือประวัติพุทธบริษัท พระมหากัจจายนะเกิดในตระกูลปุโรหิตของแคว้นอวันตี เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นปุโรหิตได้รับคำสั่งให้ไปเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาเทศนาโปรดชาวแคว้นอวันดี แต่เมื่อปุโรหิตกัจจายนะได้พบกับพระพุทธองค์ก็เกิดความเลื่อมใสและขอบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา จนได้เป็นพระอรหันต์ และเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถทางการอธิบายธรรมะ ที่ลึกซึ้งให้เข้าใจง่ายขึ้น เดิมทีพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์มีรูปกายงดงาม แต่เหตุที่บันดาลให้ท่านกลายเป็นพระอ้วนนั้น มีเรื่องย่อๆ อยู่ว่า ท่านรูปงามเสียจนมีผู้ชายคิดอยากมีภรรยางามเช่นท่าน ท่านสลดใจที่มีคนมาคิดกับท่านเช่นนี้ จึงอธิษฐานให้รูปร่างที่สวยงามกลายเป็นพระอ้วน

แต่ก็มีบางตํานานเสริมว่า ยามท่านไปที่ไหนจะมีเทวดาและมนุษย์ยกย่องท่านว่างามทัดเทียมกับพระพุทธองค์ พระมหากัจจายนะเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงเนรมิตรูปกายของท่านออกมา อย่างที่เราเห็นกัน

3.2 ที่มาของชื่อ “สังกัจจายน์”

ส่วนที่ว่า เหตุใดพระมหากัจจายนะจึงมีชื่อว่าพระสังกัจจายน์ด้วยนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเรียกกันภายหลังในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง กล่าวคือในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการขุดพื้นเพื่อฝังรากอุโบสถวัดแห่งหนึ่งที่ฝั่งธนบุรี ปรากฏว่าครั้งนั้นมีการขุดค้นพบปฏิมากรพระมหากัจจายนะกับหอยสังข์ในบริเวณดังกล่าว วัดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดสังข์กระจายตั้งแต่นั้นมา (อ้างตามหนังสือพระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล) ปฏิมากรพระมหากัจจายนะที่ขุดพบยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสังข์กระจายฝั่งธนบุรี จนปัจจุบัน

ชื่อ “สังกัจจายน์” จึงน่าจะมาจากชื่อวัด “สังข์กระจาย” โดยทีแรกคงเรียกกันว่า “พระวัดสังข์กระจาย” นานเข้าก็มีการกร่อนคำ และนำมารวมกับชื่อของท่านที่มีคำว่า “กัจจายนะ” “พระวัดสังข์กระจาย” ก็เลยกลายเป็น “พระสังกัจจายน์” ไป นอกจากนี้เท่าที่อ่านงานเขียนต่างๆ ก็จะออกนามท่านว่าพระมหากัจจายนะเสมอ ชื่อพระสังกัจจายน์จึงเป็นชื่อในภาษาพูดมากกว่าจะใช้ในภาษาเขียน

การจะแยกแยะลักษณะของปฏิมากรให้สังเกตว่าพระสังกัจจายน์จะอ้วน มีไรพระเกศาขมวดเป็นวงกลมอยู่ทั่วพระเศียร โดยมากพระพักตร์สงบเป็นปกติไม่ได้ยิ้มแย้ม ครองจีวรแบบเถรวาทคือเปิดไหล่ขวาและจีวรคลุมท้อง มีผ้าคาดบ่า พระหัตถ์ทั้งสองอุ้มท้องไว้

@@@@@@@@

4. พระศรีอารยเมตไตรย

ถ้าเห็นพระอ้วนแบบจีนที่ห่มจีวรแบบเปิดท้อง ศีรษะล้าน เลี่ยนไม่มีไรพระเกศา ใบหน้ายิ้มแย้ม มักจะถือถุงย่ามและประคําในมือ ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่พระสังกัจจายน์ แต่เป็นพระศรีอารยเมตไตรย เพราะพุทธศาสนามหายานไม่ได้บูชาพระมหากัจจายนะเป็นพิเศษ ปฏิมากรพระอ้วนแบบจีนจึงเป็นพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์แทบทั้งสิ้น ซึ่งพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ (มิเล็กฮุด) นั้น ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รอที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปเมื่อสิ้นพุทธกาลของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

4.1 มีตํานานที่กล่าวถึงรูปลักษณ์ของพระศรีอารยเมตไตรยไว้ 2 ตํานาน

    4.1.1 ตํานานแรก นํามาจากหนังสือโลกทิพย์คติจีน ซึ่งผู้เขียนเป็นคนจีนและกล่าวไว้ว่า ในสมัยโฮ่วเหลียงของจีน มีพระสงฆ์ประหลาดชื่อ ชีฉื่อ รูปร่างอ้วนท้วน ท่าทางสติไม่ดี มักจะถือถุงย่ามเดินบิณฑบาต แต่ท่านพยากรณ์อากาศ พยากรณ์โชคชะตาได้แม่นยำ จึงมีชื่อเสียงมาก

ก่อนหลวงจีนชีฉื่อมรณภาพ ท่านได้ทิ้งปริศนาธรรมกล่าวถึง พระศรีอารยเมตไตรยเอาไว้ จึงได้ทราบกันว่าหลวงจีนชื่อชีฉื่อนี้ นิรมาณกาย (การแบ่งภาคมาเกิดในโลกมนุษย์) ของพระศรีอารเมตไตรยโพธิสัตว์ จากนั้นก็มีการสร้างปฏิมากรเพื่อระลึกถึงพระศรีอารยเมตไตรยด้วยรูปหลวงจีนอ้วนที่เป็นนิรมาณกายของพระองค์ เพราะเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่องค์พระศรีอารยเมตไตรยที่ประทับยังสวรรค์ชั้นดุสิตหาได้มีรูปกายเช่นนี้ไม่

การรับรู้ว่าลักษณะที่แท้จริงขององค์พระศรีอารยเมตไตรยไม่อ้วนนั้น คล้ายกับการรับรู้ของฝ่ายเถรวาท ที่เชื่อว่าพระศรีอารยเมตไตรยมีพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธรูปทั่วไป ไม่ใช่พระอ้วน ซึ่งสามารถดูจากปฏิมากรที่วิหารพระศรีอารยเมตไตรย วัดปรมัยยิกาวาส ที่เกาะเกร็ด นนทบุรี ได้

    4.1.2 อีกตํานานหนึ่ง จากหนังสือลัทธิของเพื่อนกล่าวไว้ว่า ในการชุมนุมเทพยดาตามเรื่องราวในคัมภีร์มิลอแอ้แซเก็ง เซียนองค์หนึ่งพรรณนาไว้ว่าได้เห็นพระศรีอารยเมตไตรยประทับอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รูปลักษณ์ของท่านจําได้ง่าย ด้วยท่านห่มจีวรเปิดเห็นท้องที่ใหญ่ยื่นและยิ้มแย้มอยู่เสมอ มือขวาถือย่ามกายสิทธิ์เรียกเคียนคุนแพ ซึ่งจากตํานานนี้เท่ากับว่า พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์มีลักษณะอ้วนอยู่เอง ต่างกับตํานานแรกที่ว่าหลวงจีนอ้วนเป็นนิรมาณกายขององค์โพธิสัตว์

ตามปกติเทพเจ้าจีนอาจมีตํานานประจําตัวมากกว่าหนึ่งตํานานได้ ดังนั้นการที่มีตํานานกล่าวถึงพระศรีอารยเมตไตรยไว้ต่างกันจึงไม่แปลกอะไรนัก แต่ไม่ว่าจะด้วยตํานานใด ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพระศรีอารยเมตไตรยเป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นคนละองค์กับพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์ที่เป็นพระอรหันต์สาวกองค์หนึ่ง


@@@@@@@

ท้ายที่สุดนี้ผมหวังว่า บทความชิ้นนี้คงช่วยให้การ “ทักคนผิด” เวลาไปวัดจีนหรือวัดไทยลดลงได้บ้าง






หนังสืออ้างอิง :-
- จิตรา ก่อนันทเกียรติ. พระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์ของจีน. กรุงเทพฯ : จิตรา, 2541.
- ซูเถียน, หม่า. โลกทิพย์คติจีน. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2541.
- พ.สุวรรณ. พระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล. กรุงเทพฯ : บ้านมงคล, 2541.
- วิรัช ถิรพันธ์เมธี. ประวัติพุทธบริษัท. กรุงเทพฯ : มติชน, 2540
- อนุมานราชธน, พระยา. ลัทธิของเพื่อน โดย เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป. กรุงเทพฯ : พิราบ, 2540

ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2545
ผู้เขียน   : ศุภวิทย์ ถาวรบุตร
เผยแพร่ : วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 21 กันยายน 2565
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_93484
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยวนรก-สวรรค์ จำลอง แห่งแรกของไทย ที่วัดพืชอุดม คลอง 12 ปทุมธานี เมื่อ: กันยายน 22, 2022, 06:22:43 am



เที่ยวนรก-สวรรค์ จำลอง แห่งแรกของไทย ที่วัดพืชอุดม คลอง 12 ปทุมธานี

จากกระแสพระผู้เป็นเจ้า ขอกินพิซซ่าฟรี ไม่เช่นนั้นจะต้องไป "อเวจีปอยเปต" บนโลกออนไลน์ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จึงลงพื้นที่หาอเวจีใกล้กรุงเทพฯ โดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงปอยเปต กัมพูชา

จากกรุงเทพมหานครเดินทางไปเพียง 50 กิโลเมตร เส้นทางถนนลำลูกกา ก็มาถึง วัดพืชอุดม คลอง 12 วัดเก่าแก่ สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2417 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี ในเชิงธรรมทัศนศึกษา ได้ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนรก-สวรรค์ ทั้ง 31 ภูมิ

ทางวัดได้เปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าเข้าชม เพื่อเป็นการเตือนสติให้คนละเว้นจากความชั่ว มุ่งทำแต่ความดี จึงเป็นที่นิยมท่องเที่ยวจากชาวไทยและชาวต่างชาติ





หากใครอยากขึ้นสวรรค์ เมื่อเดินขึ้นมาทางอุโบสถจะมีทางสู่สวรรค์ โดยต้องเดินขึ้นบันไดเล็กๆ ตั้งชันเกือบเก้าสิบองศากับพื้นโลก ขึ้นไปเรื่อยๆ จะพบสวรรค์แต่ละชั้นฟ้า ขึ้นไปสู่ชั้นบนสุดสูงเทียมหลังคาโบสถ์ แต่ต้องแลกมากับความเหนื่อยยากกว่าจะขึ้นถึงจุดสูงสุด แต่จะพบกับความเย็นสบายและเงียบสงบ

ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากฝนที่ตกอย่างหนัก ทำให้บริเวณนรกซึ่งอยู่ใต้ฐานพระอุโบสถได้เกิดจมน้ำ และทางวัดได้สูบน้ำออกแล้ว ส่งผลให้ระบบกลไกในพื้นที่จัดแสดงนรก-สวรรค์ เกิดความเสียหาย ยังไม่สามารถใช้การได้ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความน่ากลัวของนรกเอาไว้ได้.













Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2500877
บทความ : โดย เอกลักษณ์ ไม่น้อย นักถ่ายภาพ
เล่าเรื่อง : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
18 ก.ย. 2565 12:40 น.
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตึกพระเจ้าเหา วังนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี คือ ปราสาทพระเทพบิดรของสมเด็จพระนายณ์ เมื่อ: กันยายน 22, 2022, 06:02:41 am




ตึกพระเจ้าเหา ที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี คือ ปราสาทพระเทพบิดรของสมเด็จพระนารายณ์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งปัญญาชนชั้นนำฝ่ายขวาอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยเขียนตอบคำถามทางบ้านของคุณรักษ์ม้า ที่เขียนถามคุณชายว่า “พระเจ้าเหาคือใคร?” มาอย่างท้าทายว่า “ถ้าหม่อมตอบคำถามเหล่านี้อย่างครบถ้วน ผมขอยกให้หม่อมเป็นขงเบ้งบวกบังทองแห่งประเทศไทย” ในคอลัมน์ “ตอบปัญหาประจำวัน” ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐเอาไว้ว่า

“คำว่า ‘พระเจ้าเหา’ นี้มาจากตึกหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้มีพระราชวิจารณ์ว่า คำว่าเหานี้ สันนิษฐานว่าเป็นภาษาเขมร แปลว่า เรียก หมายความว่ารับสั่งให้เข้าหา หรือเข้ามาประชุม นึกสงสัยต่อไปว่า จะมีศาลพระเจ้าเหาหรืออย่างไรทำนองเดียวกันมาแต่โบราณแล้ว เป็นแต่เอาชื่อเดิมมาเรียก มิใช่คิดขนานใหม่ สำหรับตึกที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงสร้างที่ในพระราชวังเมืองลพบุรี

ตึกพระเจ้าเหาจึงแปลได้ว่า ‘ตึกพระเจ้าเรียก’ เป็นที่สำหรับขุนนางประชุมปรึกษาราชการ ถ้าจะแปลเป็นฝรั่งก็แปลได้ตรงๆ ตัวว่า ‘Convocation hall’ คือตึกเรียกประชุม Con = มารวมกัน Vocare = เรียก Convocare = เรียกให้มารวมกัน”

โดยเฉพาะเมื่อคุณชายคึกฤทธิ์ยังได้นำเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์ มาอ้างต่อไว้ด้วยว่า

“ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ได้ทำการรัฐประหารในตึกนี้ กล่าวคือ ในขณะที่ขุนนางทั้งปวงประชุมกันอยู่พร้อมเพรียง ก็ให้ทหารเอาหอกดาบและปืนสอดเข้าไปตามช่องหน้าต่างประตูโดยรอบ แล้วพระเพทราชาก็ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินให้ขุนนางทั้งหลายกระทำสัตย์สาบาน ณ ที่นั้น หลังจากรัฐประหารครั้งนี้แล้วเหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยาและระเบียบวิธีปฏิบัติราชการคงจะเปลี่ยนไปมาก ของอะไรที่เกิดขึ้นใหม่

ถ้ามีคนถามว่าเกิดขึ้นเมื่อไร ก็ตอบกันว่า ‘แต่ครั้งตึกพระเจ้าเหา’ ราชวงศ์บ้านพลูหลวงนั้นก็เกิดขึ้น ‘แต่ครั้งตึกพระเจ้าเหา’ ต่อมาคำว่า ‘ตึก’ เห็นจะหายไป คงเหลือแต่คำว่า ‘ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าเหา’ แปลว่า ‘ตั้งแต่ครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง’ หรือ ‘ตั้งแต่ครั้งรัฐประหาร’ อย่างไรเล่า”


@@@@@@@

ฟังดูก็เข้าทีดีนะครับ ติดอยู่ก็เพียงแต่ว่า ในอะไรที่เรียกว่า ‘ตึกพระเจ้าเหา’ มีฐานชุกชี ซึ่งย่อมต้องใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปแน่ ดังนั้น จึงออกจะฟังดูน่าพิลึกทีเดียว ถ้าตึกที่ใช้ประชุมขุนนางของสมเด็จพระนารายณ์นั้น จะมีพระพุทธรูปองค์โตตั้งอยู่เป็นประธาน

ในเอกสารของกรมศิลปากรที่ชื่อว่า “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จ.ลพบุรี” (ตีพิมพ์ พ.ศ.2542) ก็อธิบายว่า “ตึกพระเจ้าเหา อาจจะเป็นหอพระประจำพระราชวัง” ดังนั้น ถ้าพิจารณาในแง่การแปลความหลักฐานทางโบราณคดีนั้น ตึกพระเจ้าเหาไม่น่าจะใช้สำหรับการประชุมขุนนางแน่ แต่เป็นอาคารที่ใช้ในเชิงพิธีกรรมทางศาสนา เพราะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่อย่างชัดเจน แถมยังเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่โตอีกต่างหาก

น่าสนใจด้วยว่า ผู้เรียบเรียงเอกสารชิ้นนี้ให้กับกรมศิลปากรนั้น ก็คงจะไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของคุณชายคึกฤทธิ์ที่ว่า “เหา” มาจากภาษาเขมร ที่แปลว่า “เรียก” โดยเป็นตึกที่ใช้ประชุมขุนนาง เพราะในหนังสือเล่มเดียวกันนี้เอง ก็ยังสันนิษฐานถึงความหมายชื่อ “พระเจ้าเหา” ของตึกต่อไปอีกด้วยว่า

“เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปชื่อว่า พระเจ้าเหา หรือพระเจ้าหาว (หาว เป็นภาษาไทยโบราณแปลว่า ท้องฟ้า)”

แต่อันที่จริงแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานหรอกนะครับว่า พระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ภายในตึกพระเจ้าเหาแห่งนี้ มีชื่อว่าอะไร? เพราะแม้แต่ตัวพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ในตึกเองก็สูญหายไปแล้วด้วยซ้ำ

ที่สำคัญก็คือ ถ้าพระพุทธรูปองค์ที่ว่านี้ชื่อพระเจ้าหาว ที่แปลว่าพระเจ้าท้องฟ้า แล้วค่อยเรียกเพี้ยนมาเป็นพระเจ้าเหาจริงอย่างคำสันนิษฐานที่ว่านี้ ทำไมภายหลังคำว่า “พระเจ้าเหา” จึงมีความหมายเกี่ยวข้องกับความเก่าแก่ระดับบรมปฐมกัปป์ แต่ไม่มีความหมายเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันว่าเป็น “พระเจ้าท้องฟ้า”?

@@@@@@@

ยังข้อสันนิษฐานที่นิยมใช้ในการอธิบายกันอีกอย่างหนึ่งคือ คำว่า “เหา” นั้น มาจากคำว่า “house” ที่แปลว่า “บ้าน” ในภาษาอังกฤษ เพราะในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์นั้น มีฝรั่งมารับราชการอยู่มาก ฝรั่งเหล่านี้อาจจะเรียก “หอพระ” ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์แห่งนี้ว่า “God’s House” หรือ “เรือนของพระพุทธเจ้า”

แต่นี่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนเช่นกันอีกเหมือนเดิม และก็ไม่มีที่มาที่ไปเช่นกันอีกด้วยว่า ทำไมคำว่า “เหา” ที่กลายมาจาก “house” ซึ่งแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า “บ้าน” นั้น จึงกลายมาเป็นเรื่องของความเก่าแก่ และไม่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับบ้านของพระเจ้าเหลืออยู่ในปัจจุบันเลยสักนิด?

ดังนั้น ข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจมากกว่าจึงมาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านจีนศึกษาระดับปรมาจารย์อย่าง อ.ถาวร สิกขโกศล ที่ได้เคยอธิบายถึงคำว่า “พระเจ้าเหา” เอาไว้ในหนังสือที่ชื่อ “ชื่อ แซ่ และระบบตระกูลแซ่” (ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2559) เอาไว้ว่า คำว่า “เหา” น่าจะมาจากคำว่า “เฮ่า” ในภาษาจีน ซึ่งหมายถึง “พระเทพบิดร” ซึ่งก็หมายถึงบูรพกษัตริย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ที่สำคัญก็คือ ในจีนยังมีคำว่า “เมี่ยวเฮ่า” ที่หมายถึง “ศาลบูรพกษัตริย์” และถ้าจะแปลแบบไทยๆ ก็คือ “ปราสาทพระเทพบิดร” นั่นแหละครับ

นักหนังสือพิมพ์ ควบตำแหน่งนักโบราณคดีนอกเครื่องแบบอย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ จึงอธิบายว่า “ตึกพระเจ้าเหา” ควรจะเป็น “ปราสาทพระเทพบิดร” มากกว่าจะเป็นอย่างอื่น โดยมีพระพุทธรูปในตัวตึก (ซึ่งสูญหาย หรือปรักหักพังไปแล้ว) นั่นแหละที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวพระเทพบิดร

ในกรุงรัตนโกสินทร์เองก็มี “ปราสาทพระเทพบิดร” ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2398 โดยรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ข้างอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วมรกต ภายในปราสาทแห่งนี้ก็ใช้สำหรับประดิษฐานประติมากรรมรูปบูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี


@@@@@@@

แต่ก็ต้องระลึกไว้ด้วยว่า เดิมเมื่อรัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างปราสาทพระเทพบิดรขึ้นมานั้น ปราสาทองค์นี้มีชื่อว่า “พระพุทธปรางค์ปราสาท” โดยมีประวัติเล่าว่า รัชกาลที่ 4 ทรงหมายใจที่จะสร้างสำหรับใช้ประดิษฐานพระแก้วมรกต แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้น

จนกระทั่งมีการบูรณะซ่อมแซมเมื่อ พ.ศ.2446 ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงค่อยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ปราสาทพระเทพบิดร และค่อยมีการอัญเชิญพระบรมรูปพระบูรพกษัตริย์มาไว้ที่ปราสาทองค์นี้ ในสมัยรัชกาลที่ 6 พร้อมๆ กับที่กำหนดให้วันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันจักรี” ตั้งแต่ พ.ศ.2461 เป็นต้นมา โดยจะจัดให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปในวันจักรีของทุกปี

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 9 ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปในปราสาทพระเทพบิดรขึ้นอีกในวันฉัตรมงคล (คือวันที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์) รวมถึงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และวันสำคัญอื่นๆ ในบางโอกาส แต่พระบรมรูปในปราสาทพระเทพบิดรก็ไม่ใช่ร่องรอยเพียงหนึ่งเดียวของความเชื่อทำนองนี้ ในยุครัตนโกสินทร์

หลักฐานที่สำคัญก็คือพระนามของรัชกาลที่ 1 คือ “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” และ “สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” ของรัชกาลที่ 2 นั้น ไม่ได้เป็นชื่อพระนามในสมัยของพระองค์เองเลยสักนิด แต่เป็นพระนามที่รัชกาลที่ 3 ทรงถวายให้กับพระพุทธรูปทรงเครื่อง 2 องค์ในอุโบสถวัดพระแก้วมรกตนี่แหละ ในทำนองที่ว่า เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ให้กับรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2

(เมื่อแรกสถาปนาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นี้ แต่เดิมองค์หนึ่งมีชื่อว่า “สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุราลัย” แต่รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนเป็น “สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” และใช้มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน)

@@@@@@@

ดังนั้น เมื่อเป็นคำว่า “เหา” มาจาก “เฮ่า” คือ “พระเทพบิดร” หรือปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์แล้ว ก็ย่อมหมายถึงอะไรที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ตามไปด้วยนั่นแหละ ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าอะไรสักอย่างนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว ก็ย่อมหมายถึงว่ามีมาเนิ่นนานแล้วเลยทีเดียว

แถมยังมีความเชื่ออีกด้วยว่า “เฮ่า” และคติการสร้าง “เมี่ยวเฮ่า” ในจีนเองก็เก่าแก่ระดับบรมปฐมกัปป์ จนถ้าจะนำมาใช้เป็นคำเปรียบเปรยถึงความเก่าแก่แล้ว ก็เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ตึกพระเจ้า ที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี จึงเป็น “ปราสาทพระเทพบิดร” ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์เอง โดยมีที่มาผสมผสานอยู่กับคติการสร้าง “ศาลเมี่ยวเฮ่า” ของจีน แล้วค่อยมีการเรียกเพี้ยนด้วยสำเนียงแบบไทยๆ มาจนกลายเป็น “ตึกพระเจ้าเหา” นั่นเอง •





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2 - 8 กันยายน 2565
คอลัมน์ : On History
ผู้เขียน   : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ.2565
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_597144
24  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ตัวอย่างวิบากแห่งกรรม (จบ) เมื่อ: กันยายน 21, 2022, 07:15:37 am




เสฐียรพงษ์ วรรณปก : ตัวอย่างวิบากแห่งกรรม (จบ)

ในแง่การให้ผลข้ามภพข้ามชาตินั้น ปุถุชนอย่างเราท่านรู้ไม่ได้ เมื่อไม่รู้ ก็ฟังท่านผู้รู้ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รู้ที่ว่ามิใช่คนธรรมดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก

พระองค์ตรัสไว้ว่า มีเรื่องอยู่ 4 เรื่องที่ปุถุชนไม่ควรคิด ขืนคิดมากมีแต่ทางจะเป็นบ้า เรื่อง 4 เรื่องคือ

   1. พุทธวิสัย เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ก็ไม่พึงคิดหาเหตุผลเอาเองว่า ทำไมพระโพธิสัตว์ประสูติแล้วจึงพูดได้เดินได้ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงมีสัพพัญญุตญาณ เหนือบุคคลอื่น ทรงมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือคนอื่น
    2. ฌานวิสัย เรื่องราวเกี่ยวกับฌานสมาบัติ ผู้ได้ฌานแล้วสามารถบันดาลฤทธิ์ต่างๆ เป็นที่อัศจรรย์ได้
    3. กัมมวิปาก เรื่องราวเกี่ยวกับกรรมและ ผลของกรรม ว่าทำกรรมอะไรไว้ มันจะได้ผลอย่างไร เมื่อใด
    4. โลกจินตา การคิดเกี่ยวกับโลก เช่น โลกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด มันจะแตกสลายไปอย่างไร เมื่อไร

เรื่องเหล่านี้ปุถุชนคนมีกิเลส ไม่มีใครรู้จริงดอกครับ ถึงจะมีบางกลุ่มบัญญัติว่าโลกมีคนนั้นคนนี้สร้าง โลกมันจะดับเมื่อนั้นเมื่อนี้ ก็ “คิดเอาเอง” ทั้งนั้น ไม่ได้บัญญัติด้วยความรู้เห็นแต่อย่างใด ถ้าใครมามัวคิดหาคำตอบในสิ่งที่ “เหลือวิสัย” อย่างนี้

พระผู้ตรัสรู้เท่านั้นที่จะรู้ว่า มันคืออะไร มันเป็นอย่างไร เรื่องกรรมและผลของกรรมนี้เป็น “พุทธวิสัย” โดยเฉพาะ พระผู้ตรัสรู้เท่านั้นจึงรู้ เมื่อพระองค์ทรงรู้แล้วก็ทรงสั่งสอนให้เหล่าสาวกฟัง สาวกที่ยังไม่ “ตรัสรู้ตาม” ก็รับฟังและปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอน

เมื่อพระผู้ตรัสรู้ตรัสสอนว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว เราก็พึงเชื่อท่าน แต่การเชื่อนี้มิใช่เชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือเชื่อแบบมืดบอด เราเชื่ออย่างมีปัญญากำกับด้วย นั่นก็คือ พิจารณาเห็นความจริงบางอย่างที่สอดคล้องกับคำสอนนั้นด้วย


@@@@@@@

ที่ว่าทำดีได้ดี เราอาจใช้ปัญญาพิจารณาว่า “ได้ดี” สองระดับคือ
    – ได้ดีในปัจจุบัน
    – ได้ดีข้ามภพข้ามชาติ

ได้ดีระดับข้ามภพข้ามชาติ เกินวิสัยที่ปุถุชนคนไม่ตรัสรู้อย่างเราจะรู้ได้ แต่ที่เราสามารถรู้ได้แน่ๆ คือ “ได้ดีในปัจจุบัน” เราลองพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า

     1) เวลาเรามีจิตศรัทธา ทำบุญตักบาตร หรือถวายทานแก่พระสงฆ์จิตใจเรามีความผ่องใส สดชื่น ในขณะที่ทำและหลังจากทำแล้ว นึกขึ้นมาทีไรก็มีแต่ความปลื้มใจ สุขใจ นี้คือเรา “ได้ดี” ในปัจจุบัน ดีอะไรเล่าครับที่จะเท่าความสุขใจใช่ไหม
     2) เวลาเราเห็นคนอื่นตกทุกข์ได้ยากหรือประสบทุกข์ภัยบางอย่าง เรามีความกรุณาสงสารเขา อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ยาก เราช่วยเหลือเขาได้ เมื่อเห็นเขามีความสุข เพราะความช่วยเหลือของเรา เราก็มีความสุขด้วย และมีความภูมิใจที่สามารถช่วยเหลือคนอื่น นี้ก็คือการ “ได้ดี” ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน
     3) เห็นคนอื่นเขากำลังจะถลำลงสู่ความตกต่ำบางอย่าง ช่วยฉุดเขาขึ้นมาได้ ผู้ช่วยเหลือเขาก็มีความสุข ยิ่งเห็นคนที่ตนช่วยเหลือนั้นเจริญก้าวหน้าในชีวิต ก็ยิ่งมีความสุขใจเพิ่มทวีคูณ นี้ก็คือการ “ได้ดี” ในปัจจุบันเหมือนกัน

@@@@@@@

มีเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง เด็กวัดสุทัศน์ อาศัยพระและวัดอยู่ และเรียนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยด้วย เปิดเทอมจะต้องเสียค่าเทอมจำนวนหลายร้อย ดูเหมือนจะสองหรือสามร้อยสมัยก่อน ไม่มีเงินจะเสียค่าเทอม เพื่อนเด็กวัดด้วยกันออกความคิดว่า ให้จับนกพิราบที่เกาะอยู่หลังคาโบสถ์ไปขาย จับได้สักห้าสิบตัวก็จะขายได้เงินจำนวนหนึ่ง รวมกับที่มีอยู่บ้างก็คงจะพอเสียค่าเทอม โดยเพื่อนรับอาสาคอยดูทางให้

เด็กโค่งคนนี้ก็ขึ้นไปจับนกพิราบใส่กระสอบได้ครบตามต้องการ ผูกปากกระสอบแล้ววางไว้หน้าห้อง กะว่าพรุ่งนี้เช้าจะรีบตื่นแต่ตีห้านำไปขายให้ร้านอาแปะข้างวัด

เช้าขึ้นมา ปรากฏว่ากระสอบปากถุงเปิดอ้าอยู่ นกพิราบหายไปหมดเกลี้ยง แทบลมจับ แต่พอเอามือล้วงเข้าไปในกระสอบ ปรากฏว่ามีเงินวางอยู่ 500 บาท ไม่ทันคิดว่าเงินได้มาอย่างไร ด้วยความดีใจ จึงรีบไปเสียค่าเทอม เรียนหนังสือจนสอบจบเป็นบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ รับราชการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ และรองผู้ว่าฯ ซึ่งอนาคตจะต้องเป็นถึงผู้ว่าฯ แน่นอน

วันหนึ่งเขาคิดถึงหลวงพ่อที่วัดขึ้นมา จึงเดินทางไปนมัสการท่าน เล่าเรื่องนกพิราบให้ท่านฟัง พลางรำพึงว่า
    “ไม่ทราบว่าใครเอาเงินไปวางไว้ให้”
หลวงพ่อเขกกบาลศิษย์พลางพูดว่า
    “ข้าเอง เห็นเอ็งจะทำบาป ข้าก็เลยช่วยฉุดเอ็งจากขุมนรก”
แล้วท่านก็บอกต่อไปว่า
    “เมื่อเห็นเอ็งไปดี ทำงานเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ ข้าก็มีแต่ความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือเอ็งครั้งนั้น”

นี่แหละครับ การ “ได้ดี” เพราะทำดีไว้ เห็นได้ในปัจจุบันนี้ เมื่อทำดีได้ดีในปัจจุบัน ชาติหน้าก็ย่อมจะได้ดี (ตามที่พระท่านบอก) แน่นอน

ว่าจะเล่าสักสองสามเรื่อง เล่าได้เรื่องเดียวก็หมดหน้ากระดาษแล้ว เอาไว้ต่อฉบับหน้าก็แล้วกัน


@@@@@@@

คนจะเป็นเช่นใดอยู่ที่ “กรรม” ทำมาอย่างไร

อยากชวนให้แฟนหนังสือ “หยิน” อ่านหนังสือสักเล่ม ไม่เชิงหนังสือธรรมะ แต่อ่านแล้วได้ “ธรรมะ” แน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “นานาทัศนะเกี่ยวกับพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)” สัมภาษณ์รวบรวมเรียบเรียงโดย ดร.สุนทร พลามินทร์ และ ชุติมา ธนะปุระ มูลนิธิพุทธธรรมจัดพิมพ์จำหน่าย

พระธรรมปิฎกเป็นใคร พระเถระและคฤหัสถ์ผู้คงแก่เรียนหลายท่าน แสดงทัศนะหลากหลายเกี่ยวกับตัวท่านทำไม คำถามนี้หลายท่านคงทราบคำตอบแล้ว แต่คงมีอีกหลายคนยังไม่ทราบ ขอเรียนให้ทราบไว้ ณ ที่นี้เสียเลย

เมื่อปลายปีที่แล้ว องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้รางวัลแก่ พระธรรมปิฎก สาขาการศึกษาเพื่อสันติภาพ นับว่าเป็นคนไทยคนแรก และเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

ผู้ที่แสดงทัศนะ ผ่านการสัมภาษณ์บ้าง เขียนเองบ้าง ประกอบด้วยพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทะภิกขุ) พระเมธีธรรมาภรณ์ พระมหาสิงห์ทน นราสโภ พระชยสาโร ศ.นพ.ประเวศ วะสี ศ.ดร.ระวี ภาวิไล อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อังคาร กัลยาณพงศ์ ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ รศ.ดร.สมศีล ฌานวังสะ อ.ชัชวาล ปุญปัน และเสฐียรพงษ์ วรรณปก

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก หรือที่เรียกกันทั่วไปในหมู่ชาวพุทธไทยว่า “เจ้าคุณประยุทธ์” ท่านทำอะไรหรือ จึงปรากฏต่อสายตาและจิตใจขององค์การยูเนสโก จนถึงกับมอบถวายรางวัลอันทรงเกียรตินี้ คงไม่มีใครทราบ และไม่คาดคิดมาก่อน ว่าฝรั่งมังค่าจะสนใจงานของท่าน เพราะเท่าที่เราทราบ ท่านเจ้าคุณก็เป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่เทศน์สอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้แสดงบทบาทเป็นผู้รณรงค์เรื่องสันติภาพอะไร จนถึงกับต้องให้รางวัล

@@@@@@@

พูดง่าย ๆ ก็ว่า ท่านเจ้าคุณท่านสอนพระพุทธศาสนา มิได้มีบทบาทเด่นในเรื่องสันติภาพ แต่ลองฟังคำประกาศสดุดี ของประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลดูสิครับ เขากลับมองเห็นว่า การเทศน์สอนพระพุทธศาสนานี้แหละ เป็นการทำหน้าที่ให้การศึกษาเรื่องสันติภาพแท้จริง

     “คณะกรรมการตัดสินรางวัล ได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการถวายรางวัล และผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การยูเนสโก ก็ได้รับรองข้อเสนอของคณะกรรมการ พวกเราทุกคนเปี่ยมด้วยความชื่นชม สรรเสริญอย่างสูงสุดต่อแนวความคิดของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ในเรื่องการศึกษาเพื่อสันติภาพ

      แนวความคิดดังกล่าว เน้นความสำคัญยิ่งยวดของสันติภาพภายใจ และเน้นความร่วมมือของมนุษย์ทุกคนที่จะรับผิดชอบร่วมกันแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และศีลธรรมอย่างสันติ

      ท่านเน้นความคิดที่ว่า สันติภาพเป็นค่านิยมที่ลึกซึ้งอยู่ภายใจ เป็นค่านิยมของความเป็นมนุษย์ เกิดขึ้นจากพลังภายในของมนุษย์ และทอแสงออกมาให้ประจักษ์เมื่อได้สัมผัสกับผู้อื่น และในที่สุดก็จะสะท้อนออกมามีผลต่อความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ ระหว่างประชาชนและระหว่างรัฐ

     เจ้าคุณประยุทธ์ เสนอแนวปรัชญาใหม่ในการแก้ปัญหาสันติภาพสากล ซึ่งเป็นนวัตกรรมอันแท้จริง ข้าพเจ้าขอแสดงความปีติยินดีต่อท่านผู้ได้รับรางวัล และข้าพเจ้าขอถวายพรให้พระคุณเจ้ามีสุขภาพพลานามัยดี…”


@@@@@@@

ฟังแล้วก็ได้ความเข้าใจแจ่มแจ้งว่า แม้ว่าท่านเจ้าคุณจะทำหน้าที่เทศน์สอนพระพุทธศาสนา สอนตามแนวของพระพุทธศาสนาแก่ชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่ “สาระ” แห่งคำสอนของท่านเน้นเรื่อง “สันติภาพ” อย่างยิ่ง และการเน้นสันติภาพ ก็เป็นหลักการของพระพุทธศาสนา หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องสันติภาพ และสันติภาพที่พระพุทธศาสนาย้ำเน้นก็คือ สันติภาพภายใน หรือสันติภาพทางจิตนั้นเอง

ท่านเจ้าคุณได้ย้ำสอนให้มนุษย์ทุกคนพยายามสร้างสันติภายในให้มากๆ เมื่อจิตใจมีสันติ หรือมีความสงบแล้ว ความสงบนั้นก็จะฉายออกภายนอกผ่านกาย วาจา คนที่มีการแสดงออกอันสงบทางกาย วาจา ก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ในสังคมที่ตนอยู่ และแผ่ขยายวงกว้างไปถึงระดับนานาชาติ

ถ้าทุกคนในโลกปฏิบัติตามแนวทางนี้ โลกก็จะมีสันติภาพอย่างแท้จริง ท่านผู้กล่าวสดุดีจึงเน้นตอนท้ายว่า “ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต เสนอแนวปรัชญาในการแก้ปัญหาสันติภาพสากล ซึ่งเป็นนวัตกรรมอันแท้จริง”

สรุปแล้ว เขามองเห็นว่า ท่านเจ้าคุณสอนพระพุทธศาสนาก็จริง แต่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้น เน้นการสร้างสันติภาพภายใน หรือความสงบภายใน สอนแต่ละบุคคลให้สร้างสันติภาพภายในก็จริง แต่เมื่อแต่ละคนมีความสันติแล้ว การอยู่ร่วมกันก็พลอยสันติสุขไปด้วย สันติภาพสากลย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้

แนวการคิดอย่างนี้ เป็นแนวที่คนตะวันตกส่วนมากคิดไม่ถึง เพราะส่วนมากมักจะคิดสร้างความสงบจากภายนอก บังคับให้คนอื่นสงบ บังคับให้สังคมสงบ โดยที่ตัวเองไม่ได้มีความสงบแม้แต่นิดเดียว สันติภาพแบบนี้มักจะมิใช่สันติภาพแท้จริง

@@@@@@@

แนวคิดที่ว่าอยากให้โลกทั้งโลกมีสันติภาพ ภายในใจของแต่ละคนต้องมีสันติภาพเสียก่อนนั้น เป็นแนวทางพระพุทธศาสนา ที่ท่านเจ้าคุณนำเสนอ ท่านผู้กล่าวคำสดุดีถึงกับยกย่องว่าเป็น “นวัตกรรมอันแท้จริง” คือเป็นแนวคิด (ที่ฝรั่งเข้าใจว่า) “สร้างขึ้นใหม่” หรือ “แนวคิดใหม่” ซึ่งความจริงมิได้ใหม่อะไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีผู้ย้ำเน้นกัน ท่านเจ้าคุณได้นำมาย้ำเน้นเป็นพิเศษกว่าคนอื่น

พระเถระ และคฤหัสถ์ที่เอ่ยนามมาข้างต้น ใครแสดงทัศนะชื่นชมในพระธรรมปิฎกว่าอย่างไร คงไม่มีหน้ากระดาษพอจะนำมาถ่ายทอดให้อ่านกัน แฟนๆ ที่ใคร่รู้รายละเอียด ขอให้ไปหาหนังสือเล่มนี้อ่านเอาก็แล้วกัน

ส่วนที่ผมอยากจะเน้นก็คือ กรรมและวิบากแห่งกรรม ของท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณได้ทำกรรมอันเป็นกุศล หรือกรรมดีไว้มากมาย จึงได้รับวิบากหรือผลแห่งกรรมดี ที่ทำไว้นั้น คือได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักปราชญ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา ยากจะหาใครเหมือนในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จที่ว่านี้ มิใช่อยู่ๆ มันมีมาเอง แต่เป็นผลของการสร้างสรรค์เป็นผลของการศึกษาอบรมมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานและต่อเนื่อง ลองย้อนหลังดูจะเห็นความจริงข้อนี้

สามเณรประยุทธ์ อารยางกูร ก่อนบวชได้เรียนจบมัธยมปีที่ 3 บวชมาแล้วมีวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่ง เรียนนักธรรมและบาลี จนจบนักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 9 ประโยค


@@@@@@@

ขณะที่เรียนนักธรรมและบาลีอยู่นั้น สามเณรประยุทธ์ไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วย เรียนควบคู่กันไประหว่างปริยัติธรรม (ธรรมะและบาลี) กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งจะต้องให้ความพากเพียรอย่างหนัก พระเณรบางรูปไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ เพราะ “หนักเกินไป”

แต่สามเณรประยุทธ์สามารถทำได้ ทั้งๆ ที่สุขภาพร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง มีโรคประจำหลายอย่าง หลังจากจบเปรียญ 9 ประโยคไม่กี่ปี ก็จบพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1)

จบแล้ว ท่านเจ้าคุณไม่ยอม “จบ” อยู่แค่นั้น ได้ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกมากขึ้น จนกระทั่งมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้ค้นคว้าเฉพาะในแวดวงพระพุทธศาสนา ศาสตร์ต่างๆ ที่จำเป็น และเห็นว่าจะเป็น “สื่อ” สำหรับถ่ายทอดพระพุทธศาสนาได้ เช่น ปรัชญา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ท่านก็อ่านและศึกษาอยู่เสมอ

ตั้งแต่จบพุทธศาสตรบัณฑิตมา ท่านเจ้าคุณไม่เคยไปศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกต่อ เหมือนพระเณรอื่นๆ ไม่เคยผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ แต่น่าทึ่งก็คือ ภาษาอังกฤษของท่านเจ้าคุณ เป็นภาษาอังกฤษของผู้เชี่ยวชาญ ตัวท่านเรียกได้ว่าเป็น “นาย” ของภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง แม้สำเนียงจะไม่เป็นฝรั่งเปี๊ยบ แต่ความรู้ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ นักปราชญ์ฝรั่งเองยังยกย่อง

@@@@@@@

ความสามารถอันน่าอัศจรรย์นี้ ท่านได้มาจากที่ไหน

ท่านฝึกฝนอบรมตัวเองตลอดเวลา ผสมกับมันสมองอันเป็นเลิศอยู่แล้ว ท่านจึงมีความสามารถทางด้านนี้อย่างน่าทึ่ง จนกระทั่งได้รับนิมนต์ไปสอนยังมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นต้น ถ้าท่านย้อนดูความหลังแล้ว ท่านจะไม่แปลกใจดอกครับ ทำไมอดีตสามเณรน้อยที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงด้วยซ้ำ จึงกลายเป็นนักปราชญ์ มีผลงานเป็นที่ยกย่องโดยทั่วไป

ความพากเพียรพยายามฝึกฝนตนเอง ด้วยปณิธานอันแน่วแน่นี้เอง ที่ได้สร้างสรรค์นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในวงการพระศาสนา สมดังพระบาลีพุทธวจนะว่า อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตย่อมฝึกฝนตนเอง

เห็นหรือยังครับว่า คนเราจะเป็นอย่างไรอยู่ที่กรรมทำมาอย่างไร ท่านเจ้าคุณทำมาทางนี้จึงได้รับผลในทางนี้





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 - 12 กรกฎาคม 2561
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน   : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2561
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_116548
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "ขุนศรีป๊ง" ผู้สร้างปาฏิหาริย์ ให้เหลนสาว สู้ชนะมะเร็งร้าย เมื่อ: กันยายน 21, 2022, 06:52:40 am




"ขุนศรีป๊ง" ผู้สร้างปาฏิหาริย์ ให้เหลนสาว สู้ชนะมะเร็งร้าย

“ถนนยมจินดา” ทางเท้าสายวัฒนธรรมกึ่งวิถีชาวระยอง เมื่อสมัยยังขึ้นกับมณฑลจันทบุรีหรือจันทบูร ที่ “พระศรีสมุทโภคไชยโชคชิตสงคราม” เรียกสั้นๆ “พระสมุทรโภค (อิ่ม ยมจินดา)” เจ้าเมืองเมื่อปี 2443–2445 เป็นผู้สร้างกว่าร้อยปีล่วงมาแล้ว

ด้วยเหตุชุมชนเก่าริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ เป็นเมืองท่ามีการคมนาคมทางน้ำเพื่อค้าขายกับหัวเมืองและเมืองหลวงกับต่างประเทศโดยเฉพาะจีนที่มาโดยเรือสำเภากางใบ...ถนนดังกล่าวยาว 600 เมตรคู่ขนานลำน้ำ เป็นแหล่งอาศัยกับทำการค้าเช่นเมืองท่าทั่วไป บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ประดับลายฉลุช่องระบายอากาศและเชิงหน้าต่าง ประตูพับแบบบานเฟี้ยมรับอิทธิพลจากจีนกับชิโน-โปรตุกีสจากแดนใต้อีกส่วนหนึ่ง



ต่อมา...บรรยากาศซึ่งเคยคึกคักกลับสูญหายไปตามกาลเวลา เมื่อถนนเข้ามาแทนที่ทางน้ำ เหลือแต่บ้านบางหลังที่ทายาทอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกคู่ตระกูลบนแผ่นดินระยอง...กลายเป็นทางเดินสายตำนานให้คนมาท่องเที่ยวสไตล์ “ถนนคนเดิน” ได้ถ่ายเซลฟี่ จับจ่ายใช้เงินให้ท้องถิ่นตามวิถีชุมชน

ทุกวันนี้...โครงสร้างบ้านเรือนไม้บางแห่งถูกดัดแปลงเป็นร้านกาแฟทันสมัยและเรือนอาหารแบบคลาสสิก มีบ้านไม้สองชั้นกำลังเตรียมปรับปรุงเป็น “พิพิธภัณฑ์เมืองระยอง” ที่บรรดาลูก หลาน เหลน ดูแลตกทอดกันต่อมา นั่นคือ...“บ้านสัตย์อุดม” ซึ่งมีเรื่องราวเล่าขานทิ้งไว้มากมาย



“สัตย์หมายถึงซื่อสัตย์ อุดมหมายถึงสูงสุด ก๋งจึงให้นิยาม...ซื่อสัตย์จะเจริญสูงสุด”

@@@@@@

อาจารย์วีณากร บังเกิดผล วัย 83 ปี ผู้สืบสกุลรุ่น 2 อดีตอาจารย์โรงเรียนระยองวิทยาคม และโรงเรียนสตรีบุญศิริบำเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า ก๋งคือขุนศรีฯเป็นเศรษฐีใจดีของชุมชน ส่วนภรรยามีฝีมือเรื่องทำ อาหาร เช่น ลำญวนอาหารชาววังโบราณ ยำใหญ่ ยำน้อย ขนมจีนน้ำยา และแกงหมูชะมวง

ปี 2463 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เมืองระยอง เผาบ้านเรือนวอดไป 120 หลังคาเรือน ทำให้ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ แต่แปลก...บ้านสัตย์อุดมเพิ่งสร้างเสร็จโดยหน้ามุขบ้าน 2 ชั้นมีคำจีนเขียนว่า “ง่วนฮวด” แปลว่า “เจริญ” กลับไม่ถูกเผาผลาญเพราะไฟมาไม่ถึงอย่างน่าอัศจรรย์...นึกถึงแล้วขนลุก อ.วีณากรเล่าอย่างตื่นเต้น

ปี 2467 บ้านก๋งเป็นหลังแรกที่เลิกใช้ตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่าง เพราะนำไฟฟ้ามาใช้เป็นที่แรกในระยอง จนพระยาวโรดมภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้น เอ่ยปากชวนก๋ง เมื่อมีโรงไฟฟ้าแล้วก็ควรมีโรงภาพยนตร์ เพราะหนังจะฉายได้ก็ต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า



ก๋งเห็นด้วยจึงสร้างโรงหนังชื่อ “ศรีอุดมปรีดา” ชาวบ้านเรียก “วิกศรีอุดม” ทับศัพท์จากคำว่า “วีก” ภาษาอังกฤษแปลว่า “สัปดาห์” สาเหตุสมัยนั้นฉายหนังจีนสัปดาห์ละครั้ง สลับกับการแสดงละครร้องลิเก เทศน์มหาชาติ เก็บค่าเข้าชมเพียงคนละ 12 สตางค์

ผลงานที่ขุนศรีอุทัยเขตต์สร้างไว้กับระยองยังมีอีกมาก อาทิ โรงสีใช้เครื่องยนต์กับไฟฟ้ามีขีดความสามารถสีข้าวได้ 3 เกวียนต่อวัน อู่ต่อเรือสำหรับเดินทางค้าขายในประเทศและต่างประเทศ แต่ปัจจุบันน่าเสียดาย...สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้สูญหายและตายจากไปตามกาลเวลา



มีที่จับต้องได้ทุกวันนี้คือ ถนนสุขุมวิท ที่ขุนศรีอุทัยเขตต์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างช่วงสัตหีบ-ระยอง เมื่อปี 2476 โดยใช้เครื่องทุ่นแรงยุคนั้นเรียก 2 เกลอ คือคน 2 คนช่วยกันยกตอกเสาเข็ม...ค่าแรงงานชายวันละ 1 บาท หญิง 80 สตางค์ สร้างเสร็จปี 2484 ดังที่เห็นเค้าโครงถนนปัจจุบัน

@@@@@@

“ขุนศรีป๊ง” หรือ “โป๊ง” ในนามพระราชทาน “ขุนศรีอุทัยเขตต์” ก็ถึงแก่กรรมด้วยวัย 62 ปี... อาจารย์วีณากรบอกว่าลูก หลาน เหลน ลื่อ ทุกคนในตระกูล “สัตย์อุดม” ต่างยึดมั่นกับคำสอนให้ “ซื่อสัตย์จะเจริญสูงสุด”...ทายาททุกรุ่นต่างตอบรับผลคือ “เหลน รุ่น 3” คนหนึ่งสำเร็จเป็นมหา บัณฑิตสิ่งแวดล้อมประกอบอาชีพร้านอาหารชายคลองริมแม่น้ำระยอง อีกคนเป็นมหาบัณฑิตสาขาบริหารการศึกษา

ปัจจุบันเป็นครูโรงเรียนชุมชนวัดกลางกร่ำ อ.แกลง บ้านเกิด



ส่วนรุ่น 3 “นางสาววริฐา” หรือ “กุ้ง” วัย 62 ปี ลูกสาวอาจารย์วีณากร อักษรศาสตรบัณฑิต เจ้าของร้านอาหารที่ไม่ประสงค์เผยตัวตน คนนี้เชื่อว่า “ก๋งทวดป๊ง” ที่จากโลกนี้ไปนานแล้ว...แต่วิญญาณนั้นมั่นใจว่ายังลอยล่องในมิติเร้นลับ คอยคุ้มครองคนในตระกูล “สัตย์อุดม”

“เราจะรวมญาติทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวันเช็งเม้งประจำปี เพื่อกราบขอพรจากผู้ที่ล่วงลับแล้วทุกท่าน ให้พวกเราได้อยู่เย็นเป็นสุขแคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง”

ทุกครั้งที่ออกจากบ้านเดินทางไกลเราจะไม่ลืมจุดธูปบอก “ก๋งทวดป๊ง” หรืออธิษฐานขอสิ่งใดก็มักจะสมหวังอย่างตั้งใจ กุ้งบอกอีกว่าทุกครั้งที่ต้องเดินทาง ก่อนออกจากบ้านจะบอกกล่าวให้พ่อขุนศรีป๊งรับรู้คอยคุ้มครองลูกหลาน หรือหากจะบนบานขออะไรก็สุดแล้วแต่



เรื่องราวสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องบันทึกไว้ “เมื่อกุ้งอายุได้ 56 ปี มีเหตุต้องไปให้หมอตรวจสุขภาพ” เธอครุ่นคิดอย่างทบทวน

“หมอพูดสั้นๆให้ทำใจ” กุ้งใจหายขึ้นมาทันที...มันหมายถึงอะไร?

“จากการตรวจหมอพบมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองลุกลามระยะสุดท้าย 98 เปอร์เซ็นต์ โอกาสรอดมีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

กุ้งรู้แต่ว่า...นัยน์ตาตอนนั้นพร่ามัวด้วยมีน้ำขังบ่อน้ำตา สติเหมือนกำลังถูกสะกดจนคิดอะไรไม่ออก เหงื่อไหลท่วมร่างอย่างไม่รู้ตัวและนิ่งไม่ขยับอยู่พักใหญ่ อยากจะถามตัวเองว่า...เราทำบุญมาแค่นี้เองหรือ?

วันนั้น...กลับถึงบ้านทางสุดท้ายที่กุ้งทำได้คือจุดธูปบูชาดวงวิญญาณ “ก๋งทวดป๊ง” ขอได้โปรดช่วยกุ้งด้วย...ทุกคืนก่อนนอนกุ้งจะจุดธูปอธิษฐานถึงท่านผู้นี้ เป็นผลให้กำลังใจที่หายไปกลับฟื้นคืนมา แต่ต้องงดบริโภคอาหารทุกชนิดที่เป็นพิษมะเร็ง และหมั่นออกกำลังกายประจำ



กุ้งเชื่อ “ปาฏิหาริย์” เกิดขึ้นแล้วกับตัวเอง เมื่อโรคร้ายหายโดยปราศจากคีโม...6 ปีผ่านมาสุขภาพร่างกายปกติทุกอย่าง...ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นบารมีที่แผ่มาจาก “ก๋งทวดป๊ง” บรรพบุรุษ “สัตย์อุดม” แน่นอน

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไรโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.






Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2496605
คอลัมน์ รัก-ยม , 11 ก.ย. 2565 , 06:33 น.
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องเล่าเริ่มแรก จาก ‘ร่างเสมือน’ ศาสนาผี เมื่อ: กันยายน 21, 2022, 06:30:57 am




เรื่องเล่าเริ่มแรก จาก ‘ร่างเสมือน’ ศาสนาผี

คําบอกเล่ามีพลังผนึกความเป็นปึกแผ่นของเผ่าพันธุ์ (หรือชาติพันธุ์) ดังนั้น ชุมชนสมัยเริ่มแรกมีพิธีกรรมตามคําบอกเล่าเหล่านั้น พบหลักฐานหลากหลายเหลือเป็นซากสิ่งต่างๆ ได้แก่ ไม้, โลหะ, หิน เป็นต้น แต่ที่สําคัญและพบกว้างขวาง คือ หินรูปร่างหลากหลายลักษณะและขนาดต่างๆ เช่น แผ่นผา, แท่ง, ก้อน, สะเก็ด ฯลฯ ทางวิชาการสากลเรียกวัฒนธรรมหิน (Megalith culture) เรียกง่ายๆ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า “หินตั้ง”

หินจึงมีคําบอกเล่าสมัยเริ่มแรกเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึก แต่อาจถอดรหัสคลาดเคลื่อนหรือแตกต่างกันได้จึงไม่ถือเป็นยุติ ในหินมีคําบอกเล่าเป็นพิธีกรรมสืบเนื่องจากความเชื่อเรื่องขวัญ ว่าขวัญเคลื่อนไหวออกจากร่างจริงแล้วไปสิงสู่อาศัยในวัสดุต่างๆ ก็ได้ ไม่ว่าท่อนไม้, กองดิน, ก้อนหิน ฯลฯ โดยสมมุติเรียกสิ่งนั้นว่า “ร่างเสมือน” ดังนั้น บรรดาขวัญของคน, สัตว์, พืช, สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้, อาคารสถานที่ ไปสิงสู่อาศัยร่างเสมือนได้ทั้งนั้น และร่างเสมือนที่สําคัญอย่างยิ่งคือหิน

หินตั้งหรือวัฒนธรรมหินเป็นวัตถุทางความเชื่อในศาสนาผีเพื่อแสดงพื้นที่เฮี้ยนและขลังอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นร่างเสมือนมีขวัญสิงสู่ ครั้นหลังรับศาสนาพุทธจากอินเดียหินตั้งบางลักษณะจึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นเสมาบอกเขตศักดิ์สิทธิ์ แล้วสลักภาพเล่าเรื่องเป็นร่างเสมือน

@@@@@@@

เล่าเรื่องเป็นรูป คําบอกเล่าถูกทําเป็นพิธีกรรมเฮี้ยนและขลังของชาติพันธุ์ด้วยการเล่นเงาเห็นด้านข้างแล้วก้าวหน้าเป็นรูปเขียน เป็นลายสลัก และเป็นหนังใหญ่-หนังตะลุง ซึ่งเห็นด้านข้างตามการเล่นเงา

1. เล่นเงา ด้วยการก่อกองไฟแล้วใช้วัตถุทึบแสง เช่น ไม้, มือ ฯลฯ ทําให้เกิดเงาเฮี้ยนด้านข้างของผีบรรพชน (เงาด้านข้างได้จากเงาของวัตถุทึบแสงซึ่งเป็นข้อจํากัดในตัวเอง)

2. รูปเงา ใช้ยางไม้ผสมดินบางชนิดวาดรูปเงาด้านข้างผีบรรพชนรวมถึงรูปที่ต้องการบนเพิงผาหรือผนังถ้ำ ส่วนรูปคนผิดส่วนคือผีบรรพชน (ที่ผิดส่วนเพราะเป็นผีไม่ใช่คน) รูปผีบรรพชนเห็นด้านข้างเพราะสืบเนื่องการวาดรูปเงาจากเล่นเงา ซึ่งจะเป็นต้นแบบต่อไปให้หนัง

วาดคนเหมือนจริงทําได้โดยดูจากรูปสัตว์วาดเหมือนจริง แต่ที่วาดคนผิดส่วนเพราะต้องการวาด

[ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย บ้านเมืองต่อมาพัฒนารูปเงาเป็นลายกนกสลักหินบนศาสนสถานซึ่งพบมากในกัมพูชา จากนั้นทําลายกนกสลักบนแผ่นหนังวัว-หนังควาย (ภาษาเขมรเรียก แสฺบก) เป็นภาพเล่าเรื่องตามมหากาพย์จากอินเดีย แล้วไทยรับมาเรียกหนังใหญ่-หนังตะลุง (ตะลุง เป็นภาษาเขมร แปลว่า เสา ที่เรียกหนังตะลุงเพราะเมื่อเชิดหนังต้องมีก้านไม้ไผ่เสียบตัวหนังใช้ถือเชิดและปักให้นิ่งกับท่อนกล้วยที่จัดวางไว้)]


กำเนิดมนุษย์เป็นเรื่องเล่าเริ่มแรก พบหลักฐานเป็นภาชนะดินเผามีฝาปิดและมีคอคอดคล้ายผลน้ำเต้าจริงๆ บรรจุกระดูกมนุษย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2557 หน้า 44)

เรื่องเล่าจากรูปเขียนบนหิน

รูปเขียนบนหิน หมายถึง รูปเขียนราว 2,500 ปีมาแล้ว บนเพิงผา, ผนังถ้ำ ฯลฯ พบทั่วไปในประเทศไทย และเพื่อนบ้านโดยรอบ รูปเขียนบนผาหินเหล่านี้ถูกวาดโดยบรรพชนหลายชาติพันธุ์และพูดหลายตระกูลภาษา ซึ่งน่าจะไม่มีตระกูลภาษาไท-ไต เพราะขณะนั้นมีหลักแหล่งอยู่ทางโซเมียตอนบน หรือทางตอนใต้ของจีน-ตอนเหนือของเวียดนาม ยังมาไม่ถึงดินแดนไทยปัจจุบัน

เรื่องเล่าเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคนไทย (เพิ่งมีสมัยหลัง) ดังนี้

    1. เรื่องเล่าที่นําไปเขียนรูปเป็นเรื่องซึ่งเฮี้ยน และเป็นที่เชื่อถือแพร่หลายได้รับรู้ทั่วกันทุกชาติพันธุ์หรือหลายชาติพันธุ์ และน่าจะรวมทั้งกลุ่มไท-ไต
    2. เมื่อคนไท-ไตโยกย้ายลงมาพร้อมภาษาไท-ไต ถึงบริเวณต่างๆ ที่มีรูปเขียนอยู่ก่อนแล้วจึงรับรู้เรื่องเล่าและบอกเล่าสืบเนื่องมา
    3. คนดั้งเดิมที่สืบโคตรอยู่บริเวณมีรูปเขียนมาแต่เดิม ต่อมาพูดภาษาไท-ไตแล้วกลายตนเป็นไทย เรื่องเล่าจากหินก็เข้าสู่ความทรงจํา เมื่อนานเข้าถูกเขียนเป็นวรรณกรรมไทย ซึ่งตัวอย่างสําคัญอยู่ในเรื่องเล่ากําเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าที่แพร่หลายในชาติพันธุ์ต่างๆ


@@@@@@@

กําเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า เป็นเรื่องเล่าแพร่หลายในกลุ่มชนหลายชาติพันธุ์ทางลุ่มน้ำโขง โดยไม่พบหลักฐานว่าเริ่มบอกเล่ากันมาตั้งแต่เมื่อไร? ต่อมาอีกนานเรื่องเล่ากําเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในพงศาวดารล้านช้าง แล้วยังพบในเอกสารของไทดํา เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าคําบอกเล่าหรือเรื่องเล่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของนานาชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงและแพร่หลายลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ไม่รู้ว่าเรื่องเล่านี้เริ่มมีเมื่อไร? มาจากไหน?

คนเกิดจากน้ำเต้าเป็นเรื่องเล่ากําเนิดมนุษย์ ส่วนผู้เป็นเจ้าคือผีฟ้า (เป็นใหญ่อยู่บนฟ้า) ไม่ได้เกิดจากน้ำเต้า เมื่อคนเกิดจากน้ำเต้าแล้วผู้เป็นเจ้าส่งทายาทคนหนึ่งมีอํานาจเป็นใหญ่ควบคุมคนที่เกิดจากน้ำเต้า

กําเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าเป็นความเชื่อหลายพันปีมาแล้วของคนหลายชาติพันธุ์ เพราะพบภาชนะดินเผามีฝาปิดและมีคอคอด (รูปร่างเหมือนน้ำเต้า) ใช้บรรจุกระดูกมนุษย์ไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว นักโบราณคดีขุดพบในแหล่งขุดค้นเขตทุ่งกุลาร้องไห้ (อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด)

ผลน้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของการเกิด เพราะมีรูปร่างคล้ายมดลูกซึ่งเป็นอวัยวะภายในของเพศหญิงที่มีช่องหรือทางให้กําเนิดทารกอันเรียกว่าช่องคลอด ส่วนลักษณะทรงกลมป่องของน้ำเต้าเหมือนท้องของแม่ที่มีทารกอยู่ข้างใน และเมล็ดน้ำเต้าซึ่งมีจํานวนมาก สอดคล้องความต้องการของคนหลายพันปีมาแล้วต้องการมีลูกจํานวนมากๆ เพื่อเป็นกําลังทําการผลิตพืชผลทางกสิกรรม น้ำเต้าจึงเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของคนเกือบทั้งโลก โดยเฉพาะในวัฒนธรรมอินเดีย, จีน และอุษาคเนย์

การบรรจุกระดูกคนตายไว้ในน้ำเต้ายังหมายถึงการกลับสู่ถิ่นเดิมที่เกิดมาคือน้ำเต้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดาหรือท้องของแม่ หลักฐานโบราณคดีพบอย่างนี้เท่ากับเป็นพยานว่าเรื่องกําเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าเป็นความเชื่อมีจริงและมีเรื่องเล่าอยู่จริงในสังคมดึกดําบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว และยังเชื่อสืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน แต่รูปแบบภาชนะเปลี่ยนไปเป็นโกศ (สําหรับชนชั้นนํา), หม้อดิน (สําหรับชาวบ้าน) เป็นต้น

@@@@@@@

รูปเขียน 2,500 ปี บนผาหิน มีความเป็นมาเกี่ยวข้องคําบอกเล่าหรือเรื่องเล่า ดังนี้

    (1.) มีคําบอกเล่าหรือเรื่องเล่าอยู่ก่อนนานแล้ว
    (2.) เมื่อเทคโนโลยีมีพร้อม จึงมีพิธีกรรมเขียนรูป-วาดรูปตามความเชื่อว่าเฮี้ยนและขลังอย่างยิ่งของคําบอกเล่าหรือเรื่องเล่านั้น
    (3.) บริเวณที่เขียนรูป-วาดรูป เป็นพื้นที่-สถานที่ทําพิธีกรรมในศาสนาผีร่วมกันของชุมชนมาก่อนและต้องมีพิธีกรรมสม่ำเสมอทุกปี (เทียบได้กับปัจจุบัน คือบริเวณโบสถ์, วิหาร)

[รูปเขียนเหล่านั้นมิได้ทําขึ้นเพื่อประดับประดาสถานที่สําคัญตามวัฒนธรรมสมัยใหม่ทุกวันนี้]

เรื่องเล่าจากรูปเขียน 2,500 ปีมาแล้วบนผาหินจํานวนไม่น้อย ยังสืบเนื่องความเชื่อจนปัจจุบัน ได้แก่

เซ่นผีแม่ข้าว สืบเนื่องเป็น “นาตาแฮก” ทางลุ่มน้ำโขง และ “แรกนาขวัญ” ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา

น้ำฝนจากกบ, คางคก สืบเนื่องเป็นวรรณกรรมลุ่มน้ำโขงเรื่อง “พญาคันคาก” และด้วยความยกย่องกบมนุษย์จึงเลียนแบบท่ากบ กางแขน กางขา ในพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว จากนั้นได้สืบเนื่องจนปัจจุบันเป็นท่าเต้นโขนยักษ์-ลิง

โพนช้าง หมายถึง จับช้างป่าด้วยช้างต่อและเชือกปะกํา ยังทําสืบเนื่องจนทุกวันนี้ทางลุ่มน้ำมูล เช่น สุรินทร์, ศรีสะเกษ เป็นต้น

บวดควาย หมายถึง การควบคุมควายตามต้องการของคน ยังมีทําสืบเนื่องเป็นการละเล่นทุกวันนี้ในอีสานหลายแห่ง ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนแปลงเป็นการละเล่น “กระอั้วแทงควาย” แต่ปัจจุบันรู้จักทั่วไปว่า “กระตั้วแทงเสือ”

นกส่งขวัญขึ้นฟ้า สืบเนื่องถึงทุกวันนี้เป็น “นกหัสดีลิงค์” ในงานศพพระสงฆ์ หรือผู้มีทรัพย์และอํานาจในชุมชน •





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 - 15 กันยายน 2565
คอลัมน์ : สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.2565
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_599874
27  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / Re: ความเข้าใจที่ผิดพลาด เกี่ยวกับ "หลักกรรม" เมื่อ: กันยายน 20, 2022, 07:15:38 am




เสฐียรพงษ์ วรรณปก : ตัวอย่างวิบากแห่งกรรม (1)

วันนี้ขอ “จับเข่าคุย” กันถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์บ้าง เณรคัมภีร์บ้าง เอ๊ย ที่ได้รับบอกเล่ากันมาบ้าง สักสองสามเรื่องนะครับ

เรื่องที่หนึ่ง สาวๆ ควรจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง พระนางโรหิณี พระกนิษฐภคินี (น้องสาวคนเล็ก) ของพระอนุรุทธะเถระ เป็น “หยิน” ที่มีพระสิริโฉมงดงามเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งเกิดโรคผิวหนังขึ้นแก่พระนาง แรกๆ ก็คันตามผิวหนังธรรมดาๆ แต่พอเกาๆ ไป ผิวหนังก็แตกเป็นแผลพุพองไปเรื่อยๆ เกือบทั่วร่างกาย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ในที่สุดพระนางก็มิได้ออกสังคม คงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องด้วยความเศร้าพระทัยว่าทำไมนางจึงเคราะห์ร้ายอย่างนี้

ในช่วงที่เกิดเรื่องนี้ พระอนุรุทธะเชษฐาของนางได้ออกบวชเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า ได้ติดตามพระพุทธเจ้าไปเผยแพร่พระศาสนายังเมืองต่างๆ หลายปี มิได้กลับมายังเมืองมาตุภูมิเลย ท่านจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวคนสวยของท่าน

วันหนึ่งท่านอนุรุทธะเดินทางกลับมายังเมืองกบิลพัสดุ์ บรรดาพระญาติทั้งหลายได้นิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่ตำหนักเก่าของท่าน ไม่เห็นกนิษฐภคินีมาคุยด้วย จึงถามหา

     พระญาติทั้งหลายเรียนท่านว่า “นางโรหิณี ขลุกอยู่ในห้อง ไม่กล้ามาหาท่าน”
    “ทำไมล่ะ” พระเถระถาม
    “นางเป็นโรคผิวหนังร้ายแรง คงจะอายกระมัง” พระญาติทั้งหลายบอก
     พระเถระจึงให้คนไปตามนางมาหา บอกแก่นางว่า “โรคนี้เป็นผลของกรรมเก่าที่นางได้กระทำไว้ ขอให้นางจงทำบุญกุศลเพื่อ “ลบล้าง” กรรมเก่าตั้งแต่บัดนี้เถิด”

@@@@@@@

เมื่อถามว่าจะให้ทำบุญอะไรบ้าง พระเถระบอกว่า ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ให้สร้าง “อุปัฏฐานศาลา” (หอฉัน) แล้วให้ปัดกวาดเช็ดถู ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้สำหรับพระสงฆ์ ตลอดจนล้างถ้วยล้างชาม กวาดลานวัดให้สะอาดเสมอ

นางก็ได้ปฏิบัติตามที่พระเถระ เป็นเชษฐาแนะนำ เวลาล่วงไปหลายเดือน โรคผิวหนังที่เป็นมาหลายปีก็หายยังกับปลิดทิ้ง เป็นที่น่าอัศจรรย์

เมื่อพระอนุรุทธะกลับมายังมาตุภูมิอีกครั้ง นางโรหิณีได้มานมัสการพระเชษฐา เล่าเรื่องราวให้ทราบด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้กลับมาเป็น “หยิน” ที่สดสวยน่ารักเหมือนเดิม พร้อมเรียนถามพระพี่ชายว่า ชาติก่อนตนทำกรรมอะไรไว้ จึงเสวยผลเช่นนี้

พระเถระเล่าว่า ในอดีตกาลนานแล้ว นางโรหิณีเป็นพระมเหสีของพระราชาพระองค์หนึ่ง ไม่พอใจที่พระสวามีไป “ติด” นางรำคนหนึ่ง จนกระทั่งไม่สนพระทัยพระนางซึ่งเป็นพระมเหสี หึง ว่าอย่างนั้นเถอะ เมียมีทั้งคนไม่สน ไปหลงอีนางรำต่ำต้อย มันน่านัก (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงนึกถึงเป็ดขึ้นมาตงิดๆ ว่าเป็ดมันคงหิว น่าจะหาอาหารให้มันกินสักหน่อย ว่าอย่างนั้นเถอะ บรื๊อ!)

@@@@@@@

นางทำทีว่าเมตตารักใคร่นางรำคนโปรดของพระสวามี เรียกมาสนทนาพูดคุยอย่างสนิทสนมทุกวัน ข้างฝ่าย “พระเอก” ก็ดีพระทัยว่าบ้านใหญ่กับบ้านเล็กเข้ากันได้ดี โนพลอมแพล็มดีแท้ มันจะสุขใจอะไรปานนั้น

หารู้ไม่ว่ามารยาหญิงนั้น หลายร้อยรถบรรทุกก็บรรทุกไม่หมด พระมเหสีสั่งซื้อชุดแต่งตัวอย่างสวยงามให้นางรำใหม่ชุดหนึ่ง สำหรับให้นางใส่ออกงานสำคัญต่อหน้าพระที่นั่ง เป็นปลื้มทั้งแก่พระสวามีและนางรำคนโปรดเป็นอย่างยิ่ง

วันเฉลิมฉลองใหญ่ก็มาถึง นางรำคนสวยร่ายรำอยู่ในชุดที่หรูหรางดงามยิ่ง ท่ามกลางมหาสันนิบาตที่มีพระราชาและพระมเหสีประทับเป็นประธาน และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

นางรำเกิดอาการคันที่ร่างกาย ทีแรกก็คันเพียงเล็กน้อย แต่ยิ่งนานไปก็ยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน จนกระทั่งทนร่ายรำไปไม่ไหว เพราะมันปวดแสบปวดร้อนไปทั่วสรรพางค์กาย เปลี่ยนจากท่าร่ายรำมาเป็นท่าลิงเกาหิดไปโดยอัตโนมัติ ในขณะที่สายตาอำมหิตคู่หนึ่งจ้องมองด้วยความสะใจ

พระมเหสีของพระราชานั่นเอง พระนางได้เอาผง “หมามุ่ย” โรยไว้ทั่วชุดแต่งตัว ทำให้ผู้สวมใส่เกิดอาการคะเยอไปทั่วสรรพางค์ ยังผลให้นางรำเกิดเป็นโรคผิวหนังรักษาอยู่ตั้งนานกว่าจะหาย หายแล้วก็ยังเป็นรอยกะดำกะด่างผิวไม่สวยงามเหมือนเดิมอีกต่างหาก

“พระมเหสีนางนั้น มาเกิดเป็นน้องหญิงโรหิณีในบัดนี้ เพราะกรรมที่ทำไว้ครั้งนั้นด้วยจิตอิจฉาริษยาต่อผู้อื่น มาบัดนี้จึงเกิดเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังรักษาไม่หาย” พระอนุรุทธะเถระเจ้าสรุป

@@@@@@@

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่ง ความอิจฉาริษยาทำให้ผิวพรรณไม่สวย มองได้ทั้งผลในปัจจุบันและผลที่ข้ามภพข้ามชาติ ผลในปัจจุบันเห็นได้ครับ ถ้าเราอิจฉาตาร้อนใคร จิตใจเราจะไม่มีความสุขสงบภายใน มีแต่ความร้อนรุ่ม นั่งก็ไม่เป็นสุข นอนก็ไม่เป็นสุข วันๆ คิดแต่จะสาปแช่งให้ (ไอ้ อี) คนที่เราไม่ชอบขี้หน้ามันฉิบหายวายป่วง

คนที่เราอิจฉาตาร้อน สาปแช่งทุกวันนั้น เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย เขายังสุขสบายดีตามประสาของเขา แต่เราสิครับ ยิ่งเห็น ยิ่งได้ยินว่าเขายังสบายดี ไม่เป็นอะไรอย่างที่เราต้องการให้เขาเป็น เราก็ยิ่งเร่าร้อนภายในยิ่งขึ้น

คนที่ใจไม่สงบสุข ร้อยทั้งร้อยใบหน้าก็ไม่ผุดผ่องสดใส หน้านิ่วคิ้วขมวดยังกับเหม็นขี้ตลอดทั้งวัน ไม่เป็นที่สบายใจของผู้พบเห็น ใบหน้าไม่ผุดผ่องสดใส นึกว่าผิวพรรณจะผุดผ่องสดใส ผิวหน้าฉันใด ผิวกายก็ฉันนั้นแหละ

เพราะฉะนั้น ใครอยากสดสวยตลอดเวลา ก็อย่าริเป็นคนอิจฉาริษยาโกรธเคือง หรืออาฆาตพยาบาทคนอื่น ขอให้มีจิตเมตตากรุณา รักและปรารถนาดีต่อทุกคนด้วยใจบริสุทธิ์





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน - 5 กรกฎาคม 2561
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน   : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2561
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_114305
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 20 กันยายน พ.ศ. 2396 วันพระราชสมภพ สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 เมื่อ: กันยายน 20, 2022, 06:52:28 am


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะพระชันษา 9 พรรษา (ภาพจากหนังสือ "ประชุมภาพประวัติศาสตร์แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร)


20 กันยายน พ.ศ. 2396 วันพระราชสมภพ สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี  เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร แรม 3 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2396

ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระองค์แรกในพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ (ในเวลาต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี ตามลำดับ)


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่ของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน”

คลิกอ่านเพิ่มเติม : “ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ 5” ความไม่แน่นอนการสืบราชสมบัติ การเมืองใต้อำนาจ “สมเด็จช่วง”






ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : คอลัมน์ วันนี้ในอดีต, ศิลปวัฒธรรมออนไลน์
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 20 กันยายน พ.ศ.2561
website : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_11615
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พร "พระนางจิรประภามหาเทวี" ถ้าไม่รักจริง อย่าอธิษฐาน เมื่อ: กันยายน 20, 2022, 06:17:36 am



พร "พระนางจิรประภามหาเทวี" ถ้าไม่รักจริง อย่าอธิษฐาน

“ความรัก” เป็นเหตุผลจำเป็นในการดำเนินชีวิต เพราะทั้งในปรัชญาตะวันตกและพุทธปรัชญาต่างมองว่าความรักนั้นเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาชีวิตไปสู่จุดหมาย

เมื่อคนคนหนึ่งบรรลุถึงจุดหมายของชีวิตคือนิพพาน เขาจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ความเมตตา ขณะที่การแต่งงานนั้นเป็นผลจากการพัฒนาความรักไปสู่การรักคนอื่นมากกว่าตนเอง เพราะการแต่งงานคือการทำให้ชีวิตสมบูรณ์ในพุทธปรัชญาเถรวาทมองว่า การแต่งงานเป็นแค่หน้าที่ของคนแต่ละคนระหว่างตัวเขาเองและคนอื่น

ทั้ง “ความรัก” และ “การแต่งงาน” จึงเกี่ยวข้องกันด้วยเงื่อนไขจำเป็นที่สังคมต้องการสร้างการอยู่ร่วมกัน จึงมีวิธีการทางสังคมที่เรียกว่า...“การแต่งงาน”



แต่...วิธีการดังกล่าวเป็นการมองความรักในแง่ของการฝึกตัวเองให้เสียสละ พุทธปรัชญาเถรวาทไปไกลกว่านั้นคือมองการเสียสละนั้นไม่ควรจำกัดแค่การแต่งงาน แต่ควรพัฒนาความรักเพื่อดับทุกข์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” และ “ของเรา”

สมัยหนึ่ง...ถือว่าการแต่งงานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก อย่างสมัยพระเวทถือว่า คนที่ทำบาป ใช้เล่ห์เพทุบาย ขาดความสัตย์ ต้องไปขุมนรกที่ลึกล้ำ เช่นเดียวกับหญิงที่ไร้พี่น้องชายหรือภริยาชั่วที่ไร้สามี

แนวคิดนี้ทำให้หญิงต้องมีผู้ชายดูแลให้ความคุ้มครองจึงจะถือว่าไม่ตกนรก และขณะเดียวกันก็มีแนวคิดว่าตระกูลไหนไม่มีบุตรสืบต่อย่อมฉิบหาย ประเพณีย่อมไม่สืบเนื่องไปไม่ได้

ฉะนั้น...การอยู่ร่วมกันในลักษณะการแต่งงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับพุทธปรัชญาเถรวาทนั้นถือเอาหน้าที่ในการอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ก็ต้องทำอย่างถูกต้องและควรพัฒนาหรือใช้ความรักด้วยเหตุผลในการป้องกันกิเลส ขณะเดียวกันก็ควรหลีกจากความรักนั้นด้วยการไม่ยึดติดและปล่อยวาง ด้วยการบวชและปฏิบัติธรรม เพื่อเป้าหมายคือการบรรลุธรรม



และ...นำคำสอนนั้นไปเผยแผ่ให้คนอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นคนที่เราเคยรักหรือคนที่เกลียดก็ตาม

ข้างต้นทั้งหมดนี้ตัดตอนคัดลอกมาจากงานวิจัย “ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดเรื่องความรักและการแต่งงานในพุทธปรัชญาเถรวาท” พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี บัณฑิตวิทยาลัย มหา วิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@@@@@@

คลื่นกระแสพลัง “ความรัก” ที่บรรดาคู่รักต่างพากันไปกราบไหว้ “พระนางจิรประภามหาเทวี” กษัตริยาแห่งล้านนา ภายในพลับพลาที่ประทับเคียงคู่กับพระเมืองเกษเกล้า ในราชวงศ์มังราย วัดโลกโมฬี อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ด้วยความเชื่อศรัทธาเป็นอย่างยิ่งว่าจะมาขอพรให้ความรักสุขสมหวัง...ขอให้ความรักอยู่กันยืนยาว ไม่มีอุปสรรคใดๆมากรายกล้ำ

พลิกแฟ้มบันทึกประวัติ “พระนางจิรประภามหาเทวี” คำว่า “มหาเทวี” นั้นเป็นคำเรียกผู้ที่เป็นพระมเหสีของกษัตริย์รัชกาลก่อนและเป็นพระมารดาของกษัตริย์รัชกาลต่อมา...พระนางเป็นมเหสีของพญาเกศหรือพญาเกศเชษฐราช กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 12 และลำดับที่ 14

พระองค์ครองราชย์ 2 ครั้ง มีโอรส 2 องค์ คือ ท้าวชาย หรือซายคำและเจ้าจอมเมือง



ตามบันทึกที่มีอยู่ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆว่า “พระนางจิรประภา มหาเทวี” สิ้นพระชนม์ เมื่อใด อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อในบันทึกประวัติศาสตร์การบ้านการเมืองยุคสมัยนั้น แม้จะเป็นเวลาเพียงปีเศษที่พระนางได้ปกครองเมืองเชียงใหม่...

แต่...พระนางก็สามารถรักษาเมืองให้รอดพ้นจากภัยพิบัติได้ ทั้งนี้ก็เพราะความรู้ความสามารถของ “พระนางจิรประภามหาเทวี” นั่นเอง

@@@@@@

“พระนางจิรประภามหาเทวี”...เป็นเทพเจ้าแห่งความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวกันว่า...คนไม่มีคู่มาขอพรก็จะได้พบกับคู่ครอง คนที่แต่งงานมาขอลูกก็สมหวัง มีลูกสมปรารถนาตามที่ตั้งใจไว้ อีกทั้งหากคู่ใดได้มากราบไหว้ขอพรก็จักส่งเสริมหนุนนำให้มีความรักที่ยืนยาวยั่งยืน

พระครูไพบูลเจติยานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดโลกโมฬี กล่าวไว้ว่า พระนางจิรประภามหาเทวี เป็นกษัตริยาธิราช หรือกษัตริย์หญิงของล้านนาเมื่อ 400 กว่าปีที่ผ่านมา โดยพระนางเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า ผู้สร้างและอุปถัมภ์วัดโลกโมฬี ทางวัดจึงได้อัญเชิญทั้งสองมาประดิษฐานไว้

ประวัติความเป็นมาตามพงศาวดาร หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน เมื่อความถึงทางอโยธยา จึงส่งทหารมาเพื่อยึดเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ ด้วยความรักต่อพระสวามีและประชาชน พระนางจิรประภามหาเทวี จึงใช้กุศโลบายเจรจาว่าอีก 2 ปีจะเป็นเมืองขึ้นของ อโยธยา...ด้วยความรักนี้ผู้คนจึงได้ยกให้พระนางเป็นเทพแห่งความรัก



เมื่อถึงวันแห่งความรักหรือวันสำคัญต่างๆก็จะพากันมาบนบาน โดยเฉพาะคนที่ไร้คู่ คลื่นกระแสศรัทธามากล้นทำให้เล่าลือบอกต่อกันปากต่อปากไปจนถึงการมาขอโชคลาภ ขอเรื่องหน้าที่การงาน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของความศรัทธา ทางวัดก็ไม่ได้ส่งเสริมอะไร

แต่เมื่อคนนำไข่ไก่มาแก้บน พระเณรในวัดก็ได้รับอานิสงส์ โดยเฉพาะช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางวัดก็ได้อาศัยฉันไข่ที่ญาติโยมนำมาแก้บน

ย้ำว่า...ผู้ที่จะมาขอพรและบนบานกับรูปปั้น “พระนางจิรประภามหาเทวี” ต้องปฏิบัติในการอธิษฐานอย่างเคร่งครัด หนึ่ง...ถ้าไม่รักจริง อย่าอธิษฐาน สอง...ขอความรัก บนไข่ไก่ 9 ฟอง แก้บน 108 ฟอง ผลไม้ 9 อย่าง สาม...ขอหน้าที่การงาน บนไข่ไก่ 7 ฟอง แก้บน 99 ฟอง ผลไม้ 9 อย่าง



สี่...ขอการเรียนการศึกษา บนผลไม้ 9 อย่าง แก้บนผลไม้ 9 อย่าง ไข่ไก่ 9 ฟอง ห้า...ทวงหนี้ บนไข่ไก่ 12 ฟอง แก้บน 24 ฟอง ผลไม้ 9 อย่าง หก...ขอหวย บนไข่ไก่ 3 ฟอง แก้บนไข่ไก่เท่าอายุ เจ็ด...ขายที่ดิน นายหน้า บนไข่ไก่ 7 ฟอง แก้บน 108 ฟอง ผลไม้ 9 อย่าง

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไรโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.

                               รัก-ยม






Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2502787
18 ก.ย. 2565,  06:03 น. , คอลัมน์ : รัก-ยม
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พลังรุกขเทวดาสู่เจ้าบ้าน ส่งสุขคุ้มครองปัดเป่าทุกข์ เมื่อ: กันยายน 19, 2022, 06:37:31 am



พลังรุกขเทวดาสู่เจ้าบ้าน ส่งสุขคุ้มครองปัดเป่าทุกข์

“รุกขเทวดา”...สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยไม่น้อยรู้จัก ความเชื่อสำคัญคือ...ต้นไม้มีรุกขเทวดาสถิตอยู่ จึงไม่ควรทำลายต้นไม้ใหญ่ๆ เพราะอาจถูกอาถรรพณ์ของรุกข เทวดาให้โทษจนถึงแก่ชีวิต

“รุกขเทวดา” หมายถึง “เทวดา” จำพวกหนึ่งมีรูปลักษณ์ที่งดงามเหมือนเทพบุตร...เทพธิดา ทั่วไปแต่มิได้สถิตบนสวรรค์ หากแต่สถิตในต้นไม้แทน ชาวฮินดูนับถือรุกขเทวดากันมากโดยเฉพาะในหมู่บ้านที่มีต้นไม้ใหญ่...มีการบูชาด้วยไม้เครื่องหอม ขนมหวาน นมสด ผลไม้ โดยจะไม่มีการถวายอาหารคาว

สำหรับรุกขเทวดามักไม่มีการสร้างเทวาลัย แต่จะเป็นเพียงต้นไม้ที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเจิมหลายสีสัน เครื่องสักการะ หรือไม่ก็ประดับด้วยพวงมาลัยดอกไม้สด

คนไทยแต่โบราณจะเตือนกันอยู่เสมอๆว่า อย่าตัด “ต้นไม้ใหญ่” ทิ้ง แม้นว่าถ้าจำเป็นจะต้องตัดจริงๆจะต้องมีการทำพิธีขอขมาขออนุญาตเสียก่อน เพราะถือว่าต้นไม้ใหญ่จะมีเทพารักษ์สิงสถิตอยู่


ทั้งยังมีความเชื่อต่อๆกันว่า “ต้นไม้...เป็นสิ่งมีชีวิตและมีวิญญาณสิงอยู่ การตัดลำต้นหรือกิ่งก้านของต้นไม้แล้วมียางไหลออกมา นั่นคือเลือดของต้นไม้ การจะตัดต้นไม้แต่ละครั้งจึงควรจะขออนุญาตจากต้นไม้เสียก่อน กรณีการตัดเฉพาะกิ่งก้านของต้นไม้ ไม่ใช่ตัดทิ้งทั้งต้น ให้ใช้วิธีเอามือไปแตะกับลำต้น

แล้วนึกมโนภาพว่า เรากำลังตัดกิ่งไม้ในตำแหน่งที่เราคิดไว้ ถ้ามีความรู้สึกไม่ดีเกิดขึ้นที่มือ ก็พยายามตัดบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังที่สุด ข้อสังเกตเมื่อตัดแล้วยางไม้จะไม่ไหลออกมา”

ส่วนกรณีตัดต้นไม้ทั้งต้นก็ใช้วิธีเดียวกัน แต่บอกกล่าวกับต้นไม้นั้นว่า ให้ไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ บางทีอาจจะปลูกต้นไม้ขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทน หรือตั้งศาลเจ้าที่ให้



ข้อสังเกตจะต้องขุดรากถอนโคนให้หมด อย่าเหลือตอไม้เอาไว้เด็ดขาดเพราะการสร้างบ้านคร่อมตอไม้ถือว่า อัปมงคลยิ่ง

ซึ่งปราชญ์ต้นไม้ก็ได้ให้คำสวดมนต์ทุกครั้งที่ต้องตัดต้นไม้ก็มี พระคาถาตัดต้นไม้ ดังนี้
“หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโตสปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร”

@@@@@@

“ความเชื่อ” มีมากมายหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่อง...บาปบุญ ความเชื่อเรื่อง...การเซ่นไหว้ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า...เครื่องรางของขลัง นอกจากนี้แล้วยังมีความเชื่อที่เกี่ยวกับพืชที่เป็นมงคลและอัปมงคล ที่ว่าพืชบางชนิดปลูกแล้วดี บางชนิดก็เชื่อว่าไม่ดี

อาจกล่าวได้ว่า...ชื่อพันธุ์ไม้นั้นมีความเกี่ยวโยงกับความเชื่อและศรัทธาที่ว่าจะนำมาซึ่งความสุข ความ เป็นมงคล ความปลอดภัย แคล้วคลาด...อีกทั้งการปลูกต้นไม้บริเวณบ้านแต่โบราณนานมาแล้วนอกจากจะใช้เพื่อเป็นอาหารและยาแล้วนั้น ยังปลูกเพื่อผลในทางโชคลาภ เมตตามหานิยม ป้องกันเภทภัยต่างๆ



ยิ่งต้นไม้ที่มีนามชื่อเป็นมงคลด้วยนั้นแล้ว เชื่อว่าจะสร้าง “ขวัญ”...“กำลังใจ” ได้ทางอ้อม

คนโบราณได้กล่าวว่า ร่มโพธิ์ร่มไทร ช่วยทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงเพราะบางคนเชื่อว่าต้นไทรเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งมี “เทพารักษ์” อยู่คอยคุ้มครอง

@@@@@@

“จะตัดต้นไม้ใหญ่อายุร้อยกว่าปีขึ้นไป...ต้องจุดธูปบอกกล่าวเทพยดาอารักษ์ ห้ามตัดโดยพลการเด็ดขาด” ลุงแมว วัย 62 ปีผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้บอกยืนยันด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างมีพลัง

เรื่องแบบนี้ใครไม่เชื่อก็อย่าได้ลบหลู่เด็ดขาด โดยเฉพาะคนที่จะมาตัดต้นไม้ ไม่ว่า...เจ้าของต้นไม้ทำเอง ตัดเอง หรือว่า...คนรับจ้างมาตัดขอให้จุดธูปตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทางให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วการทำงานจะราบรื่น

นอกจากนี้แล้วเราก็บอกกล่าวในสิ่งที่ดี การตัดต้นไม้ก็เหมือนการมาทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสะอาดเรียบร้อยขึ้นอีกด้วย ประสบการณ์ส่วนตัวที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง ลุงแมวเล่าให้ฟังว่าบ้านติดริมแม่น้ำปราจีนบุรีหลังหนึ่ง ต้นมะม่วงโบราณอายุกว่าร้อยปีล่วงมาแล้ว ต้นสูงใหญ่มากๆบริเวณโคนถูกน้ำท่วมขัง

น้ำท่วมนานเข้า หลายๆปีติดต่อกัน...รากก็ยึดลำต้นที่สูงใหญ่ไว้ไม่ไหวก็เลยโค่นลง น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งว่า...เจ้าของบ้านนอนอยู่ในบ้านไม่ได้ยินเสียงแม้แต่น้อย ไม่รู้ด้วยว่าโค่นลงมาตอนเวลาไหน ที่สำคัญทิศทางที่ต้นไม้นั้นล้มลงมาถ้าผิดทิศหน่อยเดียว หลังคาบ้านก็จะพังไปทั้งแถบเสียหายมหาศาล


โชคดีมากๆที่ต้นไม้กลับโค่นเบี่ยงลงมาเฉียดหลังคาเพียงนิดเดียวเท่านั้น ส่วนตัวเชื่อว่าเหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยผลักไม่ให้ต้นไม้โค่นโดนหลังคาบ้าน...

“ผมเชื่อจริงๆว่า...ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน”

ที่สำคัญ...บริเวณโคนต้นไม้ก็มีศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ ด้วยวงรัศมีรากต้นมะม่วงโบราณที่กว้างใหญ่ก็ทำให้ศาลล้มเสียหายไปด้วย ด้วยความเชื่อและศรัทธาที่มีอยู่แล้วยังนึกและเชื่อแบบหมดใจเลยว่า... เจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพยดาอารักษ์ท่านต้องมีส่วนช่วยให้ต้นไม้ที่โค่นไม่สร้างความเสียหายให้กับตัวบ้าน

...ให้เจ้าของบ้านต้องเดือดเนื้อร้อนใจ อาจกล่าวได้ว่า “เจ้าบ้าน” ดี เทพยดาก็หนุนนำส่งเสริม ให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น มีความสุข ปลอดทุกข์ใดๆทั้งสิ้น

จุดธูปบอกกล่าวท่านเรื่องตัดทอนต้นไม้แล้วก็บอกกล่าวไปถึงว่าเมื่อเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยน้ำลดลงแล้วก็จะตั้งศาลเจ้าที่ขึ้นมาให้ใหม่ ทำเช่นนี้เรียบร้อยแล้วก็จะมีความสุขทั้งคนตัดต้นไม้ เจ้าของบ้าน

ประสบการณ์แบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น หลายๆ คนในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรีอาจจะรู้มาบ้างเกี่ยวกับต้นตาลข้างโบสถ์วัดบ้านสร้าง ที่เอียงเอนทำท่าจะล้มมาทางตัวโบสถ์ หลายๆคนเห็นแล้วก็คิดว่าถ้าล้มต้องโดนโบสถ์เสียหายหนักแน่ๆ แต่...พอวันที่ต้นตาลล้มโค่นลงมาจริงๆกลับเบี่ยงทิศทางไปแบบน่าตกใจ



...ไม่โดนตัวโบสถ์เลยสักนิดเดียว ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติจริงๆ

ตอนเอียงเอนมาหาโบสถ์มากๆ ใครๆ? ก็ว่าลงใส่โบสถ์แน่...สุดท้ายตอนล้มกลับโค่นไปอีกทางแบบไม่น่าเชื่อไปอยู่ตรงถนนเสียอย่างนั้น ผมเชื่ออย่างหมดใจเลยว่า “หลวงพ่อดำ” ในโบสถ์ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์” เชื่อไม่เชื่ออย่างไรโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”.

                           รัก-ยม





Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2490162
4 ก.ย. 2565 06:58 น.
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมเด็จโตฯ ถวายพระพร เตือนสติกษัตริย์ เมื่อ: กันยายน 19, 2022, 06:14:50 am



สมเด็จโตฯ ถวายพระพร เตือนสติกษัตริย์

เรื่องประวัติสมเด็จโตฯ ตอนหนึ่งแล้วประทับใจเลยเอามาฝากครับ โดยย่อ คือ ร.๔ ทรงสร้างที่ประทับ มีเกาะ และขุดสระอันสวยงาม และนิมนต์พระเถระต่างๆ พายเรือมารับบิณฑบาต วันหนึ่งนิมนต์สมเด็จโตฯ มารับบิณฑบาต

     ร.๔ ทรงตรัสถามว่า “ดีไหม ขรัวโต สวนสระปทุม”.?
     สมเด็จฯ ถวายพระพรทูลว่า “สระปทุมนี้ตระการเหมือนราชรถ” ขอถวายพระพร       
     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระพักตร์บึ้ง....

การที่สมเด็จโตฯ ทูลถวายพระพรว่า “สระปทุมตระการเหมือนราชรถ” นั้น เป็นนัยยะที่เข้าใจเฉพาะผู้ที่เรียนศึกษาพุทธพจน์มาพอสมควร จึงจะทราบได้ เพราะมีพระคาถาพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

    "เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ ฯ"
    "ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตร เปรียบด้วยราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ (แต่)พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่"
     (โลกวคฺค ธมฺมปท. ขุ.ธ. ๒๕/๓๘)





Thank to :-
- http://dhambook.exteen.com/20090901/entry
- https://pantip.com/topic/31049525
by XINHUA , 30 กันยายน 2556 เวลา 21:52 น.
Photo : https://www.sarakadeelite.com/
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เลือกสีรถถูกโฉลก ประจำวันเกิด เสริมมงคลชีวิต เมื่อ: กันยายน 19, 2022, 05:27:51 am



เลือกสีรถถูกโฉลก ประจำวันเกิด เสริมมงคลชีวิต

มีคำกล่าวยอดฮิตติดปากคนไทยว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เพราะคนสมัยก่อนมักจะเชื่อเรื่องลี้ลับและไสยศาสตร์ โดยนำมาเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวัน อย่างความเชื่อเรื่อง “สีรถถูกโฉลกประจำวันเกิด” ที่เชื่อว่าสามารถเสริมดวงชะตาหรือเรียกทรัพย์ได้ด้วย เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่อง “เลขทะเบียนมงคล”

การเลือกสีรถถูกโฉลกมาจากสีประจำดวงดาวทั้ง 7 หลักการใกล้เคียงกับการเลือกสีเสื้อในแต่ละวัน นำมาเชื่อมโยงกับความต้องการของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นสีรถที่ช่วยเสริมอำนาจบารมี เงินทองโชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย และอุปถัมภ์ค้ำชู รวมถึงสีต้องห้ามที่คนเกิดแต่ละวันควรหลีกเลี่ยง เดี๋ยวจะเสี่ยงอุบัติเหตุหรือเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ แม้คุณจะไม่เชื่อเรื่องนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการตัดสินใจเลือกสีรถคันใหม่ รถมือสองถูกใจ หรือจะเปลี่ยนสีรถก็ได้เช่นกัน

    1. คนเกิดวันอาทิตย์ สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีเขียว สีเทา และสีดำ สีต้องห้าม คือ สีฟ้า และสีน้ำเงิน
    2. คนเกิดวันจันทร์ สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีเหลือง สีทอง สีดำ และสีม่วง สีต้องห้าม คือ สีส้ม และสีแดง
    3. คนเกิดวันอังคาร สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีส้ม สีเทา สีน้ำตาล และสีทอง สีต้องห้าม คือ สีขาว สีเหลือง และสีเงิน
    4. คนเกิดวันพุธ สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีเทา สีฟ้า สีน้ำเงิน และสีน้ำตาล สีต้องห้าม คือ สีขาว และสีเขียว
    5. คนเกิดวันพฤหัสบดี สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีแดง สีครีม สีขาว และสีเหลือง สีต้องห้าม คือ สีดำ และสีม่วง
    6. คนเกิดวันศุกร์ สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีเขียว และสีชมพู สีต้องห้าม คือ สีม่วง สีเทา สีดำ และสีน้ำตาล
    7. คนเกิดวันเสาร์ สีรถถูกโฉลก ได้แก่ สีฟ้า สีส้ม สีทอง และสีดำ สีต้องห้าม คือ สีเขียว

แม้ว่าหลายคนจะมีสีรถที่ชื่นชอบในใจอยู่แล้ว แต่ความเชื่อเรื่องสีรถถูกโฉลกตามวันเกิดก็ยังได้รับความนิยมและสร้างความมั่นใจให้เจ้าของหรือผู้ขับขี่ได้อีกระดับหนึ่ง ของอย่างนี้คนไทยเรามีสุภาษิตว่า “กันไว้ดีกว่าแก้”






Thank to : https://www.sanook.com/horoscope/237001/
18 ก.ย. 65 (07:00 น.) , Tonkit360 : สนับสนุนเนื้อหา
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รักพังตอน 7 ปี : เรื่องจริง ความเชื่อ หรือ แค่ข้ออ้าง..ของคนหมดใจ.!? เมื่อ: กันยายน 18, 2022, 06:57:25 am


รักพังตอน 7 ปี : เรื่องจริง ความเชื่อ หรือแค่ข้ออ้าง..ของคนหมดใจ.!?

ผู้อ่านเคยมีความเชื่อต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก ๆ ไหมคะ บางคนอาจจะเชื่อในเรื่องดูดวง บางคนอาจจะเชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์ บางคนอาจจะเชื่อไสยศาสตร์ ว่ากันว่าพอเป็นความเชื่อแล้ว มันไม่มีอะไรถูกผิด ตราบที่ความเชื่อเหล่านั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น

ความเชื่อบางเรื่องก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่บางเรื่องก็เป็นความเชื่อระดับอินเตอร์ เคยได้ยิน ‘อาถรรพ์ความรัก 7 ปี’ กันใช่ไหมคะ นี่เป็นอีกความเชื่อที่เข้มข้นระดับโลก หมายถึงว่ามีคนอีกจำนวนมากที่คิดว่าอาถรรพ์เลข 7 มีอยู่จริง และมีผลต่อความสัมพันธ์ของคน แล้วจริง ๆ มันเป็นแค่ความเชื่อ ข้ออ้าง หรือความจริงกันแน่ ถ้าใครสักคนต้องเลิกรากับคนรัก เมื่อเข้าปีที่ 7.?

@@@@@@@

ความเชื่อเกี่ยวกับเลข 7

คนไทยเชื่อว่าเลข 7 เป็นเลขไม่มงคล มักจะเกี่ยวโยงกับความทุกข์ยาก ความลำบากทั้งหลาย ขยับมาทางเกาหลีเชื่อว่าเลข 7 เป็นเลขที่ดี มีพลังนำโชคซ่อนอยู่ รวมถึงในภาษาญี่ปุ่นเองคำว่า 7 ก็ยังแปลว่าโชคดีอีกด้วย ส่วนชาวต่างชาติเลข 7 มีความเชื่อที่แยกไปสองทางคือ 7 เป็นทั้งลัคกี้นัมเบอร์ในสายตาของนักเสี่ยงโชค โดยเฉพาะ 777 ที่เป็นเลขแจ็กพอตแตกของตู้สล็อตแมชชีน ส่วนอีกทางหนึ่งก็ผูกติดกับเรื่องความโชคร้ายของความรักนี่แหละค่ะ

ร่างกายและจิตใจเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 7 ปี

ในทางวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมนั้น มนุษย์เราจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 7 ปีเป็นวัฏจักร ตั้งแต่ระดับเซลล์ในร่างกายที่จะเกิดใหม่ทดแทนเซลล์เดิมเวียนวนไป ทำให้ร่างกายอยู่ทนอยู่นานได้เรื่อยๆ ส่วนในทางจิตใจ ก็ว่าความรู้สึกนึกคิดของเราจะเปลี่ยนแปลงไปจาก 7 ปีก่อนค่อนข้างมาก เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อะไรที่ 7 ปีที่แล้วเคยเชื่อก็อาจจะไม่เชื่อแล้วหรือรู้จักคิดลึกซึ้งให้มากขึ้น

ลองย้อนกลับไปในช่วงวัยที่ผ่านมาทุก ๆ 7 ปี ก็จะรู้สึกถึงความแตกต่างของความคิดความอ่านอย่างชัดเจน เช่น วัย 28 มองย้อนไปตอนวัย 21 ปี ก็จะเห็นเราในเวอร์ชันที่ต่างกัน

ความรักก็เช่นกัน

‘7-Year Itch’ หรืออาถรรพ์ชีวิตรัก 7 ปี คนจำนวนมากทั่วโลกมีความเชื่อว่า พอเข้าสู่ช่วงคบกัน 7 ปีแล้วความรักจะขรุขระ จากที่เคยรักกันก็เริ่มระหองระแหง จากที่เคยเอาใจใส่กันก็เริ่มจืดจาง จนในที่สุดก็ต้องเลิกกันไป

เคยมีงานวิจัยจาก National Center for Health Statistics ของสหรัฐอเมริกา สำรวจสถิติการหย่าของคู่(เคย)รัก ว่าในช่วงปี 1922 (ซึ่งนานมากแล้ว) ว่า คนมักจะหย่ากันในช่วงปีที่ 6 ของการแต่งงาน หลังจากนั้นก็มีการสำรวจอีกครั้งในปี 1974 พบว่า คนจะหย่ากันในช่วงปีที่ 7 ของการแต่งงานซึ่งสอดคล้องกับอีกงานวิจัยของปี 1990 เช่นกัน ส่วนงานวิจัยที่ใกล้เคียงปัจจุบันขึ้นมาหน่อยก็จะมีของปี 2012 ที่คู่รักจะแยกทางกันหลังแต่งงานประมาณ 10-12 ปี

@@@@@@@

อะไรทำให้ความรักเริ่มหมดอายุในช่วง 7 ปี

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์คนหนึ่งให้ข้อมูลว่า เราต่างทุ่มเทพลังไปกับการสร้างความรักและความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นมากกว่าการพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ไว้ให้ดีเสียอีก และในช่วงแรกของความสัมพันธ์คู่รักจะให้ใจไปกับอีกฝ่ายมากกว่าตัวเอง คือ พยายามมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนรักให้สุดความสามารถ และหากโชคดีความต้องการของทั้งสองคนจะมาบรรจบกันกลายเป็นความรักที่แสนประเสริฐ แต่หากโชคร้าย ความต้องการไม่ตรงกัน ไม่เท่ากัน ไม่พอใจซึ่งกันและกัน จะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่แย่ลงเรื่อยๆ จากการโฟกัสที่ฝ่ายตรงข้าม

ช่วงนี้เองที่เราจะเริ่มกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง ทำให้ไม่ได้สนใจคู่รักมากเหมือนเดิมแล้ว ความห่างเหินหรือความร้าวฉานอาจเริ่มที่ตรงนี้เองและพอเวลานานไปก็จะยิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม บวกกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น หากมีลูกต้องดูแล จากการที่ต้องดูแลแค่กันและกัน 2 คนเท่านั้น กลับกลายเป็นต้องแบ่งเวลาไปให้ลูก ทำให้ชีวิตคู่รักอาจเหงาหงอยลงได้ส่วนหนึ่งด้วย

ที่สำคัญเลยคือ ปัญหาการสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิตคู่ อะไรที่เคยพูด เคยบอกกันเวลาผ่านไปก็อาจจะไม่อยากพูดซ้ำ ๆ อีกแล้ว โดยเฉพาะหากพูดแล้วอีกฝ่ายไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขตัวเองเลย ก็กลายเป็นความเบื่อหน่ายและหมดใจโดยไม่รู้ตัว รวมถึงความพึงพอใจที่ลดลงเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น ความสัมพันธ์บนเตียงที่ไม่หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน, ความชินชาที่มีต่อกัน, ความรู้สึกไม่ซู่ซ่าเหมือนตอนจีบกันแรก ๆ หลายอย่างพัวพันกันจนเกิดเป็นความแตกแยกได้

อาจเพราะความเชื่อนำทางความเป็นจริง

เป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งเพราะคนเราปักใจเชื่อไปแล้วว่า ‘เดี๋ยวพอ 7 ปี รักเราอาจจะมีปัญหา’ พอจิตเป็นนายกายเป็นบ่าวปุ๊บ เมื่อมีอะไรมาแตะความสัมพันธ์นิด ๆ หน่อย ๆ ก็มักจะโยงเข้าไปสู่ความคิดตั้งต้นอันนั้น ทำให้ทุกอย่างมันเลยดูแย่ลง ๆ ก็เป็นไปได้เช่นกัน

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

แม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปแบบฟันธง 100% ว่า 7 ปีอาถรรพ์มีจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ยิ่งคบกันนานวัน ยิ่งต้องใส่ใจกันให้มากขึ้นหรือใส่ใจกันเหมือนวันแรกที่รักกัน เพราะสุดท้ายแล้วความสัมพันธ์จะยืดยาวหรือไม่ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเสมอไป แต่คำตอบอาจอยู่ที่ความสม่ำเสมอของความรักที่มีให้ต่อกันมากกว่า คนรักกันจะวันเดียวหรือชั่วชีวิตก็รักกัน แต่คนที่ไม่รักกันแล้วก็อาจจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโตก่อนเข้าสู่ 7 ปีก็ได้.!






ขอบคุณข้อมูลจาก
-https://www.yourtango.com/self/7-year-cycle-mind-body-changes
-https://www.apost.com/en/blog/every-7-years-your-life-body-and-relationships-change-make-sure-you-pay-attention-to-these-cycles/9328/
-https://www.talkspace.com/blog/what-happens-if-your-relationship-expires-every-7-years/

Thank to : https://today.line.me/th/v2/article/lDnZNX
LINE TODAY ORIGINAL , เผยแพร่ 19 ส.ค. , เวลา 11.24 น. • nawa.
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ย้อนประวัติ "วัดอุโมงค์ เชียงใหม่" สัมผัสความสงบงามท่ามกลางเมือง เมื่อ: กันยายน 18, 2022, 05:59:28 am



ย้อนประวัติ "วัดอุโมงค์ เชียงใหม่" สัมผัสความสงบงามท่ามกลางเมือง

ในช่วงที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากความเรียบง่ายของคนเมือง วิถีชีวิตที่น่ารักอบอุ่น ตลอดจนมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “วัดอุโมงค์ เชียงใหม่” วัดโบราณที่ตั้งอยู่กลางใจเมือง แต่กลับเงียบสงบ ร่มเย็น และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสความสงบ กราบพระขอพร และถวายสังฆทาน

@@@@@@@

วัดอุโมงค์ ประวัติที่มาเป็นอย่างไร.?

จากตำนานเล่าว่า เดิมทีบริเวณวัดอุโมงค์ หรือสวนพุทธธรรม เป็นพื้นที่วัดของกษัตริย์ในยุคสมัยของพระเจ้ามังรายมหาราช เพราะพระองค์ได้ทำนุบำรุงพระศาสนา และสร้าง “วัดเวฬุกัฏฐาราม” (วัดไผ่ 11 กอ) ขึ้น

เมื่อยุคสมัยและการปกครองของผู้นำเปลี่ยนผ่าน ก็ยังมีการฟื้นฟูบริเวณวัดเรื่อยๆ จนเข้าสู่ยุคของพระเจ้ากือนาธรรมาธิราช พระองค์ได้ทำการบูรณะ ซ่อมแซมเจดีย์ และสร้างอุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศ เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถรจันทร์ และตั้งชื่อว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” หรือ “วัดอุโมงค์ เชียงใหม่”


จุดเด่นวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ที่ไม่ควรพลาด

1. อุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศ

อุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศขนาดใหญ่เป็นหนึ่งจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากด้านในมีการเจาะช่องผนังสำหรับวางเทียน ทำให้ภายในอุโมงค์นั้นค่อนข้างมืด เงียบ และสงบ ตามทางเดินจะมีรูปจิตรกรรมฝาผนังเกือบตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ภายในอุโมงค์จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดใต้อุโมงค์เพื่อเข้ามากราบไหว้พระ ขอพร ตลอดจนชมความงดงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปต่างๆ ได้ เช่น ภาพจิตรกรรมนก ดอกโบตั๋น ดอกบัว เมฆ เป็นต้น

หากใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ในช่วงฤดูฝน หรือปลายฝนต้นหนาว จะพบว่าบริเวณด้านหน้า หรือรอบๆ ของอุโมงค์มีมอสส์สีเขียวขึ้นปกคลุม สร้างความสวยงาม สบายตา ในขณะเดียวกันก็ร่มรื่นและเงียบสงบด้วย



2. เจดีย์ 700 ปี วัดอุโมงค์ เชียงใหม่

เจดีย์วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับทางเข้าอุโมงค์ทางขึ้นลงเจดีย์มีบันไดนาคที่งดงามอยู่ด้านข้าง โดยจะเป็นสถาปัตยกรรมทรงระฆังกลม บริเวณทรงกรวยด้านบนของเจดีย์จะเป็นรูปกลีบดอกบัว บริเวณฐานส่วนล่างจะมีปูนปั้นลวดลายสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมของศิลปะพม่า ทั้งนี้เจดีย์วัดอุโมงค์ถือว่าเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมเก่าแก่และสะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม


3. เศียรพระพุทธรูปฝีมือช่างพะเยา

อีกหนึ่งจุดเด่นวัดอุโมงค์ คือ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่บริเวณลานด้านข้างทางเข้าอุโมงค์จะมีการจัดตั้งเศียรพระพุทธรูปจำนวนมาก ซึ่งพระพุทธรูปส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวพะเยาที่มีฝีมือช่วง พ.ศ.1950-2100 เป็นหนึ่งในคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

นอกจากนี้วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ยังมีจุดเด่นอีกหลายๆ แห่งที่น่าสนใจและควรค่าแก่การมาเยี่ยมเยือน เช่น เสาหินอโศกจำลองจากประเทศอินเดีย หลักศิลาจารึกบันทึกประวัติความเป็นมาของวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ หอสมุดธรรมโฆษณ์ โรงภาพปริศนาธรรม ตลอดจนมีสำนักปฏิบัติธรรมวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม สำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมท่ามกลางความเงียบสงบ

@@@@@@@

วัดอุโมงค์ เปิดกี่โมง วันไหนบ้าง.?

วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทั้งในช่วงกลางวัน และสามารถเดินทางมากราบไหว้ขอพรพระที่วัดอุโมงค์ช่วงกลางคืนได้ไม่เกินเวลา 2 ทุ่ม ทั้งนี้ควรงดใช้เสียงดัง และแต่งกายด้วยชุดสุภาพเหมาะสม

วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม หากใครมีโอกาสได้เดินทางมาเชียงใหม่หรือเดินทางมายังภาคเหนือ ก็สามารถแวะเข้ามา วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ขอพร ถวายสังฆทาน ตลอดจนสัมผัสความเงียบสงบท่ามกลางเมืองใหญ่ได้ตลอดทั้งปี






ขอขอบคุณ :-
ที่มา : วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม จ.เชียงใหม่
website : https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2502186
16 ก.ย. 2565 17:35 น.
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รูปพระผู้เป็นเจ้า บนเขาพระวิหาร เมื่อ: กันยายน 18, 2022, 05:50:19 am

ปราสาทเขาพระวิหารศาสนาบรรพตที่โดดเด่น (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, สิงหาคม 2548)


รูปพระผู้เป็นเจ้า บนเขาพระวิหาร

รูปทวยเทพทั้งหลายในศาสนาพราหมณ์ ที่ปรากฏให้เห็นในงานประติมากรรมและจิตรกรรมในศิลปะขอม ไทย พม่า อินเดีย ฯลฯ ล้วนแต่เป็นรูปที่สร้างขึ้นมาจากโครงร่างของมนุษย์ อาจจะมีลักษณะพิเศษอื่นๆ เพิ่มขึ้นเพื่อให้เห็นความแตกต่างจากมนุษย์ โดยเพิ่มให้มีแขนขามากกว่า 2 มีพระพักตร์หรือใบหน้ามากกว่า 1 หรืออาจมีผิวกายให้มีสีแตกต่างกันออกไป เป็นต้น ทั้งนี้นอกเหนือจากการให้ลักษณะที่พิเศษต่างไปจากมนุษย์แล้ว ก็เพื่อเป็นลักษณะเฉพาะว่าหมายถึงเทพเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดในบรรดาเทพเจ้าที่มีอยู่มากมายหลายองค์

เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์มี 3 องค์ คือ พระพรหม พระอิศวรหรือพระศิวะ พระนารายณ์หรือพระวิษณุ ในการรับรู้โดยภาพรวมเทพเจ้าทั้งสามมีหน้าที่ต่างกัน คือ การให้กำเนิดชีวิตและสรรพสิ่งต่างๆ การปกป้องคุ้มครองดูแลรักษา และการทำลายล้างสรรพสิ่งทั้งปวงเมื่อสิ้นยุค จากนั้นก็สร้างขึ้นอีกเมื่อเข้าสู่ยุคใหม่

ดังนั้นเทพเจ้าทั้งสามในศาสนาพราหมณ์จึงมีอิทธิพล เหนือชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่มีคติความเชื่อดังกล่าว และเพื่อให้ได้รับผลที่ดีในชีวิต นอกจากจะต้องบําเพ็ญตนตามหลักจริยธรรมทางศาสนาแล้ว การเซ่นสรวงบูชาเพื่อเป็นการนอบน้อมต่อเทพเจ้าทั้งสามจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ด้วย โดยเฉพาะกับพระนารายณ์ และพระอิศวร ที่มีหน้าที่อันมีอิทธิพลโดยตรงต่อชีวิตที่จะดีขึ้นหรือเลวลงของมนุษย์ จึงได้รับการเน้นเป็นพิเศษ จนเกิดนิกายแยกต่างหากออกมาที่นับถือพระอิศวรหรือพระนารายณ์ ว่าเป็นเทพเจ้าที่มีอํานาจสูงสุดมากกว่าเทพเจ้าอีก 2 องค์ ในจำนวน 3 องค์ที่กล่าวแล้ว

ในพิธีกรรมบวงสรวงต่อเทพเจ้าของพราหมณ์ จึงต้องคิดรูปแบบและพิธีกรรมสถาปนารูปของพระผู้เป็นเจ้าที่นับถือขึ้นมา ซึ่งรูปของพระผู้เป็นเจ้านั้นก็มีที่มาจากโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ โดยเพิ่มเติมให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระผู้เป็นเจ้าเองและแสดงพลังอํานาจของพระผู้เป็นเจ้านั้นด้วย เช่น พระพรหมมี 4 หน้า พระนารายณ์มี 4 มือ และพระอิศวรมีตาที่ 3 ที่หน้าผาก โดยเฉพาะพระอิศวรมีการทำรูปสัญ ลักษณ์แทนองค์พระอิศวรด้วยคือรูปศิวลึงค์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีรูปแบบมาจากเครื่องเคราของบุรุษเพศอยู่นั่นเอง

@@@@@@@

พระผู้เป็นเจ้าที่มีรูปและไร้รูป

อันที่จริงโดยทางปรัชญาในศาสนาพราหมณ์ที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดนั้น อาจารย์กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ได้อธิบายไว้ในหนังสืออินเดีย อนุทวีปที่น่าทึ่ง ของท่านตอนหนึ่งว่า

…ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะในคําสอนของคัมภีร์อุปนิษัทนั้น มโนภาพและคําสอนเกี่ยวกับพระเจ้า มีทั้งพระเจ้าที่มีตัวตน (สคุณ) และพระเจ้าที่ไม่มีตัวตน (นิรฺคุณ) ทั้งนี้หมายความว่า พระเจ้ามีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม จริงอยู่สำหรับคนทั่วไปแล้ว พระเจ้าที่มีตัวตน (คือมีประติมาเป็นสัญลักษณ์ เช่น พระพรหมที่โรงแรมเอราวัณ ฯลฯ) จะเป็นที่นิยมและดึงดูดใจคนมากกว่า เพราะคนสามารถสัมผัสได้ (อย่างน้อยก็ด้วยจักษุอินทรีย์) แต่สำหรับผู้ที่สามารถใช้พุทธิปัญญาได้โดยไม่ต้องอาศัยสัญลักษณ์ พระ เจ้าแบบไม่มีตัวตน (นิรฺคุณ) ก็สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการจะถึงพระองค์ท่านได้ทุกประการเช่นเดียวกัน

เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน อาจารย์สมภาร พรหมทา ได้กล่าวถึงในหนังสือ พุทธศาสนามหายานของท่านโดยสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการของพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์ว่า

…แต่เดิมนั้นศาสนาพราหมณ์ เริ่มต้นด้วยการนับถือเทพเจ้าประจำธรรมชาติ [สมัยคัมภีร์พระเวทผู้เขียน] ภายหลังเทพเจ้าจำนวนหนึ่งในเทพเจ้าทั้งหลายก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าชั้นสูง กว่าเทพอื่นๆ เทพที่ได้รับการยกย่องนี้ ที่เรารู้จักกันดีมีอยู่สามองค์ คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ต่อมานักปรัชญาฮินดูยุคอุปนิษัท [ประมาณเวลาก่อนถึงคาบเกี่ยวกับสมัยพุทธกาล-ผู้เขียน] ได้อธิบายว่าเทพเหล่านี้ต่างก็มีกำเนิดมาจากสิ่งสูงสุดที่เรียกว่าปรมาตมันเหมือนกัน ปรมาตมัน เป็นสิ่งไร้รูป เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาล เทพต่างๆ ที่มีบทบาทในโลกมนุษย์ที่ปรากฏในคัมภีร์พระเวทนั้น เมื่อตกมาถึงสมัยคัมภีร์อุปนิษัท ล้วนได้รับการอธิบายว่า เป็นเพียงภาคหนึ่งของปรมาตมันเท่านั้น ภาคดังกล่าวนี้คือ ภาคมีรูป เป็นภาคที่แสดงตัวออกมาจากภาคไร้รูปอีกที

กล่าวคือ ปรมาตมัน หรือในบางครั้งเรียกว่า ปรพรหมัน คือสภาวะไร้รูปของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดที่มีเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏรูปเป็นพระพรหม พระนารายณ์ (วิษณุ) และพระอิศวร (ศิวะ) เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ กัน คือการสร้าง ปกปัก รักษา และทำลายสรรพสิ่งต่างๆ ในจักรวาล


@@@@@@@

สภาวะไร้รูปของปรมาตมัน

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ยกถ้อยคําของนายกมเลศวร ภัตตาจารย์ นักปราชญ์ชาวอินเดีย ในหนังสือศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม อันเป็นคําอธิบายเกี่ยวกับสภาวะไร้รูปของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดผ่านการสรรเสริญพระอิศวร (ตามแนวคิดของนิกายนับถือพระ อิศวรเป็นเทพสูงสุด) ตอนหนึ่งว่า

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าอันประเสริฐ พระองค์จึงเป็นปร-พฺรหฺมนฺ หรือปรมาตฺมนฺ ผู้ซึ่งเป็นเอก (เกวล) ไม่มีตัวตน (อตนฺ) ปราศจากการแบ่งแยก (นิษฺกล) ปราศจากคุณสมบัติ (นิรฺคุณ) ว่างเปล่า (ศูนฺย)…

คัมภีร์ศรีมัทภควัทคีตาของพราหมณ์นิกายที่นับถือพระนารายณ์เหนือกว่าเทพองค์อื่น มีตอนหนึ่งที่พระกฤษณะ (อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์) เมื่อต้องการให้ท้าวอรชุนศรัทธาเชื่อมั่นในพระองค์ จึงได้เนรมิตตาทิพย์แก่ท้าวอรชุน ให้สามารถมองเห็นสภาวะไร้รูป (ปรมาตมัน) อันเป็นสภาวะที่แท้จริงก่อนจะปรากฏรูปเป็นพระนารายณ์-พระกฤษณะ

ศาสตราจารย์แสง มนวิทูร ได้แปลข้อความที่เป็นคําอธิบายรูปที่ท้าวอรชุนสามารถมองเห็นด้วยตาทิพย์ ในหนังสือศรีมัทภควัทคีตาหรือเพลงแห่งชีวิต ของกฤษณะ ไทวฺปาย นวฺยาส อัธยายที่ 11 ไว้ดังนี้

…ข้าพเจ้าเห็นทวยเทพและชุมนุมแห่งภูติ (คือสัตว์และวัตถุ) ต่างๆ พระพรหมผู้ปกครองโลกสถิตย์บนกมลาสน์ อีกทั้งพระฤาษีทั้งหลายและพญานาคทิพย์ทั้งหลาย

(และเห็น) รูปอันไม่สิ้นสุดโดยประการทั้งปวงของพระองค์ ข้าพเจ้าเห็นกร อุทร พักตร์และเนตรมากหลาย ข้าแต่ผู้เจ้าโลก มีพระรูปทั่วไป ข้าพเจ้ามองไม่เห็นที่สุด ท่ามกลาง และเบื้องต้นของพระองค์เลย

ข้าพเจ้ามองเห็นพระองค์ทรงมงกุฎ ทรงคทา และจักร ชุมนุมแห่งเดช รุ่งเรืองโดยรอบยากที่จะพึงเห็น โชติช่วงเหมือนเพลิงที่รุ่งโรจน์โดยรอบ มีสภาพเป็นสิ่งประมาณมิได้

….ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ไม่มีเบื้องต้น ไม่มีท่ามกลาง และไม่มีที่สุด มีสมรรถภาพไม่สิ้นสุด มีพาหาเป็นอนันต์ มีเนตรเป็นจันทร์และอาทิตย์ มีพักตร์ดังว่าเพลิงรุ่งโรจน์ กำลังแผดส่องโลกนี้ด้วยเดชของตนเอง

…สถานที่ว่างในระหว่างสวรรค์และแผ่นดิน กับทิศทั้งปวงอันพระองค์ผู้เดียวซ่านแซกอยู่ทั่วไป…

จากสภาวะไร้รูปหรือความเป็นนามธรรมของปรมาตมัน อันเป็นพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดของพราหมณ์ มนุษย์ก็ยังสามารถใช้ศิลปะทางภาษาอธิบายความมีอยู่ของสภาวะไร้รูปของพระผู้เป็นเจ้าของตนดังในคัมภีร์ศรีมัทภควัทคีตาที่ยกมากล่าวข้างต้น แต่ถึงอย่างไรการสื่อด้วยศิลปะทางภาษาก็ยังต้องอาศัยมโนภาพของผู้รับที่จะสร้างภาพ มิติที่พระผู้เป็นเจ้ามีอยู่อีกทอดหนึ่ง (เพราะมนุษย์มีธรรมชาติติดอยู่กับรูป)

@@@@@@@

รูปของปรมาตมันที่มนุษย์สร้างขึ้น

มิติของปรมาตมัน ได้รับการสื่อด้วยศิลปะแขนงทัศนศิลป์ อันเป็นศิลปะประเภทที่คนสามารถมองเห็นได้และจับต้องได้บนเขาพระวิหาร ที่ตั้งของเทวาลัยแห่งพระอิศวรหรือศิวาศรม ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้

จารึกปราสาทหินพระวิหาร 1 ในหนังสือ จารึกในประเทศไทย เล่ม 3 ของกรมศิลปากร เป็นจารึกภาษาเขมรโบราณ อักษรขอม 25 บรรทัด อีก 2 บรรทัดเป็นภาษาสันสกฤต คุณอําไพ คําโท อดีตผู้เชี่ยวชาญภาษาเขมรโบราณ กรมศิลปากร เป็นผู้อ่านแปลแบบคําต่อคํา พบที่กรอบหน้าต่างของพระมณเฑียร อันเป็นอาคารที่อยู่ในบริเวณชั้นในของศาสนสถานบนเขาพระวิหาร (ตรงกับจารึกรหัส K 380 ที่นักวิชาการชาวฝรั่งเศสอ่านแปลไว้แบบรวมความในหนังสือ ปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดใน ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ โดย รศ. ดร. ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์)

สาระสำคัญของศิลาจารึกหลักนี้ เป็นเรื่องที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545-1593) พระราชทานรางวัลแก่ข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่บนเขาพระวิหารชื่อศรีสุกรรมากำเสตงงิและหมู่ญาติที่ได้ทำความดีความชอบต่อพระองค์ ความดีความชอบอย่างหนึ่งที่ศิลาจารึกกล่าวไว้อย่างน่าสนใจคือ

…ความจงรักภักดีของสุกรรมากำเสตงงิ ขณะที่ทำรั้วในกัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร และกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร…

คําว่ากัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร และกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร เป็นนามพระผู้เป็นเจ้าที่สถาปนาผ่านความเป็นพระอิศวรของพราหมณ์ ผู้นับถือนิกายนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นบนเขาพระวิหารจึงต้องมีรูปของพระผู้เป็นเจ้า 2 รูปที่มีนามสถาปนาทั้งสองด้วย คนส่วนมากมักจะนึกถึงรูปประติมากรรม (ที่สูญหายไปแล้ว) แต่ข้อความที่ให้ความหมายว่าศรีสุกรรมากำเสตงงิเป็นผู้สร้างรั้วล้อมรูปทั้งสองนั้นชวนให้คิดว่า รูปทั้งสองอาจมิใช่เป็นงานประติมากรรมก็เป็นได้ ข้อความในศิลาจารึกหลักเดียวกัน มีกล่าวในตอนอื่นอีกว่า

ศรีสุกรรมากำเสตงงิมีญาติที่ทำหน้าที่เก็บรักษาเอกสารประวัติกัมพุพงศ์ พระประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันและบรรพบุรุษของพระองค์โดย…เขียนเอกสารประวัติไว้ในใบลาน แล้วเก็บรักษาไว้ที่กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวรและกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร…

จากข้อความข้างต้น แสดงว่ารูปพระผู้เป็นเจ้าที่มีนามสถาปนาทั้ง 2 นามนั้น มิได้ถูกสร้างขึ้นในรูปของงานประติมากรรมแน่นอน (เพราะรูปประติมากรรมเก็บของไม่ได้) และยิ่งจะมีความสอดคล้องกับประโยคแรกที่ยกมากล่าว ถึงการสร้างรั้วล้อม หากจะคิดว่า รูปพระผู้เป็นเจ้าที่มีนามสถาปนาไว้ทั้ง 2 นามนั้นเป็นงานสถาปัตยกรรม

เพื่อเป็นการเพิ่มความหมายต่อแนวคิดที่ว่า รูปพระผู้เป็นเจ้าทั้ง 2 นามบนเขาพระวิหารนี้สร้างขึ้นในรูปของงานสถาปัตยกรรม จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงแนวปรัชญาและหลักจริยธรรมในศาสนาพราหมณ์เล็กน้อย กล่าวคือ

ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาจากส่วนหนึ่งของปรมาตมัน มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดตามผลของการกระทำคือกรรม บรมสุข (Perfect happiness) เป็นเป้าหมายปลายประสงค์ของผู้มีความเชื่อตามศาสนาพราหมณ์ การไปถึงเป้าหมายนี้ได้ มนุษย์ต้องปฏิบัติหน้าที่ในชีวิตของตนเอง อย่างสมบูรณ์ โดยต้องไม่ยินดีหรือยินร้ายต่อผลของการกระทำ ประกอบการบวงสรวงบูชาต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสม่ำเสมอ หากปฏิบัติเช่นนี้ได้เมื่อตายไปคนผู้นั้นก็จะสามารถหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ถือว่าเป็นการทำอาตมัน หรืออัตตาให้บริสุทธิ์ ก็จะสามารถคืนกลับไปรวมอยู่กับปรมาตมันอันเป็นการเข้าถึงความบรมสุข

ย้อนกลับมาดูพฤติกรรมของศรีสุกรรมากำเสตงงิพร้อมญาติ ที่ได้เขียนประวัติบรรพบุรุษของพระเจ้าสุริยวรมันนําเข้าเก็บรักษาไว้ในรูปของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสอง คือ กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวรกับกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร อันมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรม จึงเท่ากับเป็นการสร้างสถานการณ์ สัญลักษณ์ในการกลับคืนเข้าไปรวมอยู่กับปรมาตมันของผู้มีประวัติเก็บรักษาอยู่ในสถาปัตยกรรม (ซึ่งหมายถึง รูปของปรมาตมัน) ทั้ง 2 แห่งนั้น

จึงสบพระทัยพระเจ้าสุริยวรมันเป็นอย่างมาก เลยพระราชทานรางวัลแด่ศรีสุกรรมากำเสตงงิพร้อมหมู่ญาติอย่างมากมาย


แผนผังลานชั้นบนสุดของปราสาทเขาพระวิหาร 1. ชุดบันไดที่ 4  2. พลับพลา 3. ระเบียงคด 4. วิหารคดด้านหลัง 5. ปราสาทประธาน 6. บรรณาลัย 7. มณเฑียร 8. อาคารยาวขวาง (ที่มาของแผนผัง สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์, กรุงเทพมหานคร : เมือง โบราณ, 2536, หน้า 208.)

รูปพระผู้เป็นเจ้าบนเขาพระวิหาร

เขาพระวิหารเป็นที่ตั้งศาสนสถานโบราณของพราหมณ์ไศวนิกาย หรือนิกายที่นับถือพระอิศวรเป็นเทพเจ้าสำคัญ ที่ตั้งของศาสนสถานเป็นแนวยาวจากเหนือไปใต้เพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความลาดชันขึ้นของภูเขา โดยจะทำเป็นบันไดขึ้นสู่พลับพลา แล้วเป็นทางเดินราบ สลับกับบันไดสู่พลับพลาเป็นระยะๆ บันไดที่ 4 เป็นบันไดสุดท้ายขึ้นสู่ศาสนสถานสำคัญที่สุด ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบเล็กๆ สูงสุดของภูเขา จากนั้นจึงเป็นหน้าผาตัดตรงลงสู่ที่ราบต่ำเบื้องล่าง

ภาพโดยรวมของส่วนสำคัญที่สุดของศาสนสถานแห่งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ล้อมรอบโดยระเบียงคดที่ผนังด้านหันออกข้างนอกเป็นกำแพงปิดตัน ส่วนที่หันเข้าสู่ข้างในเจาะช่องหน้าต่างกับเป็นแนวเสาโปร่ง ไม่มีผนัง ภายในบริเวณถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นปราสาทประธานตั้งอยู่ด้านหลัง กับส่วนที่เป็นมณเฑียรและบรรณาลัย 2 หลังอยู่ด้านหน้า โดยมีส่วนที่ต่อเป็นปีกออกไปสองข้างจากมุขด้านหลังของ มณเฑียร เป็นอาคารยาวขวางแบ่งส่วนทั้งสองออกจากกัน

โดยปกติส่วนสำคัญของศาสนสถานขอมจะประกอบด้วยปราสาทประธานและบรรณาลัย บรรณาลัยอาจมี 1 หลังหรือ 2 หลังก็ได้ แต่ทั้งหมดจะอยู่รวมกับปราสาทประธานในบริเวณที่เป็นส่วนภายในด้วยกัน การที่บรรณาลัย 2 หลังบนเขาพระวิหารถูกแบ่งออกมาอยู่อีกส่วนหนึ่งต่างหากจากปราสาทประธาน ทำให้นึกถึงความในศิลาจารึกที่ยกมากล่าวแต่ต้นที่ว่า ศรีสุกรรมากำเสตงงิเป็นผู้สร้างรั้วรอบกัมรเตงชคตศรีศิขรีศวรและกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร

และการที่ศิลาจารึกกล่าวถึงญาติของศรีสุกรรมากำเสตงงิ เขียนประวัติบรรพบุรุษของพระเจ้าสุริยวรมันเก็บรักษาไว้ที่กมรเตงชคตศรีศิขรีศวรและกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร ก็ยังเป็นเครื่องชี้ได้ว่า เหตุใดในปัจจุบันจึงเรียกสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบโดยรวมเป็นอย่างเดียวกันนี้ว่า บรรณาลัย (Library) ได้เป็นอย่างดีด้วย

ตามนัยที่กล่าวแต่ต้น แสดงว่า สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะในปัจจุบันเรียกว่า บรรณาลัยทั้ง 2 หลังบนเขา พระวิหารนั้น คือรูปสถาปนาของปรมาตมันที่องค์หนึ่งสถาปนานามว่ากัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร และอีกองค์หนึ่งมีนามสถาปนาว่ากัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร ส่วนปราสาทประธานก็ควรเป็นรูปสถาปนาของปรมาตมันที่มีนามสถาปนาเป็นอีกนามหนึ่งด้วย ในที่นี้ขอเสนอคําว่ากัมรเตงชคตศรีภัทเรศวร นามสถาปนาพระผู้เป็นเจ้าบนเขาพระวิหารที่ยังเหลืออยู่อีกพระนามหนึ่ง ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกปราสาทหินพระวิหารว่าย้ายมาจากลิงคปุระ


ภาพลายเส้นด้านหน้าและด้านข้าง (ในสภาพสมบูรณ์เต็มองค์) ของบรรณาลัยองค์หนึ่งในสององค์ บนเขาพระวิหาร บรรณาลัยนี้เป็นรูปสัญลักษณ์ของปรมาตมัน ที่มีนามสถาปนาว่ากัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร หรือกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร นามใดนามหนึ่ง (ที่มาของภาพลายเส้น สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ปราสาทเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์, กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2536, หน้า 221.)

สรุป

มนุษย์สร้างรูปพระผู้เป็นเจ้าและทวยเทพทั้งหลายด้วย โครงสร้างร่างกายของมนุษย์เอง เพราะคิดว่าเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย จึงปรากฏรูปของทวยเทพทั้งหลายในงานจิตรกรรมและประติมากรรมในโครงร่างของมนุษย์ แต่พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์มีทั้งที่มีรูปและปราศจากรูปมนุษย์ผู้ติดอยู่กับรูปก็ยังพยายามที่จะสร้างรูปพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด แม้จะรู้ว่าปรมาตมันหรือปรพรหมันในศาสนาพราหมณ์จะอยู่ในสภาวะไร้รูปก็ตาม

โดยศิลปะทางภาษาของมนุษย์สามารถสร้างรูปของปรมาตมันได้ไม่ยากนัก โดยใช้สัญลักษณ์ทางภาษา เช่น มีขนาดมโหฬารจนมองไม่เห็นต้น กลาง ปลาย มีลักษณะ หลากหลายของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลมารวมกันอยู่ มีปริมาณมากมายแทรกอยู่ในทุกหนทุกแห่ง มีพลานุภาพอย่างไม่มีที่สิ้นสุดยิ่งกว่าแสงของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ฯลฯ

รูปที่บรรยายโดยภาษาเช่นนี้ ไม่อาจสร้างออกมาในรูปของงานจิตรกรรมหรือประติมากรรมได้แน่ โดยเฉพาะไม่อาจใช้โครงร่างของมนุษย์มาสร้างเป็นรูปแทนของพระผู้เป็นเจ้าไร้รูปปรมาตมันได้อย่างสมบูรณ์ ตามที่ศิลปะทางภาษาได้สื่อแสดงไว้

แต่ถ้าหากจะสถาปนาขึ้นมาในรูปของสถาปัตยกรรมน่าจะเป็นได้ ดังได้แสดงให้เห็นความสอดคล้องกันของหลักฐานที่กล่าวในศิลาจารึกปราสาทหินพระวิหาร กับสถาปัตยกรรม 2 หลัง ที่เรียกกันในปัจจุบันว่าบรรณาลัยบนเขาพระวิหาร อีกทั้งมีเรื่องราวการเก็บเอกสารประวัติบรรพบุรุษไว้ในรูปสัญลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้าทั้ง 2 นาม ก็ไปด้วยกันได้กับปรัชญาเรื่องการกลับคืนสู่ปรมาตมัน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากนึกถึงกษัตริย์ขอมพระองค์หนึ่ง ขณะเสด็จมายังศาสนสถานของพราหมณ์แห่งใดแห่งหนึ่ง ภาพขณะเสด็จเข้าสู่บรรณาลัยหรือปราสาทประธานของพระองค์ จะต้องประกอบด้วยพิธีกรรมที่ให้ ความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด อันแสดงสัญลักษณ์ถึงการที่กษัตริย์พระองค์นั้นเสด็จคืนกลับเข้าสู่ปรมาตมัน (แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม)

ปราสาทประธานและบรรณาลัยของโบราณสถานขอมแห่งหนึ่งแห่งใด จึงมิใช่เป็นเพียงงานทางสถาปัตย กรรมโบราณแบบหนึ่งๆ เท่านั้น หากเป็นรูปสัญลักษณ์ของปรมาตมัน องค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดของพราหมณ์นั่นเลยทีเดียว

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่







บรรณานุกรม :-
- กรุณา กุศลาสัย. พราหมณ์ พุทธ ฮินดู, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : แม่คําผาง, 2542
- กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. อินเดีย อนุทวีปที่น่าทึ่ง, พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ศยาม, 2538.
- สมภาร พรหมทา. พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2534.
- สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ. ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม. พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพมหานคร : มติชน, 2547.
- สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์, กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2536.
- แสง มนวิทูร, แปล. ศรีมัทภควัทคีตาหรือเพลงแห่งชีวิต ของกฤษณะ ไทวฺ ปายนว.ยาส. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : แพร่พิทยา, 2515.
- อําไพ คําโท, อ่านแปล, จารึกปราสาทหินพระวิหาร 1 จารึกในประเทศเล่ม 3. กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, 2529, หน้า 164.

ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับเดือนสิงหาคม 2548
ผู้เขียน   : พิเศษ เจียจันทร์พงษ์
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 16 กันยายน 2565
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_93218
36  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / มอง ผลกรรมดีกรรมชั่วกัน ใกล้ตัวเถิด เมื่อ: กันยายน 17, 2022, 07:14:09 am



เสฐียรพงษ์ วรรณปก : มอง ผลกรรมดีกรรมชั่วกัน ใกล้ตัวเถิด

วันนี้มีความในใจจะบอกกันสักเล็กน้อย ก่อนจะบอกก็ขอเล่าอะไรให้ฟังก่อน ตามสไตล์การเขียนหนังสือของผม (ผม นี้คือ “ข้าพเจ้า” มิใช่เส้นผมนะฮะ)

สมัยหนึ่งมีภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน มาบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านผู้นี้เนื่องมาจากเคยศึกษาพระเวท เรียนแต่เรื่อง “อภิปรัชญา” การเก็งความจริงใกล้ตัว คุ้นเคยกับการอนุมานคาดเดาเอาตามความคิดเห็น และความรู้สึก วันหนึ่งเธอก็มานั่งตั้งคำถามแก่ตัวเอง ตั้งแล้วก็ตอบไม่ได้

คำถามเช่น โลกนี้มีที่สิ้นสุดหรือไม่ ชีวะ (จิต หรือวิญญาณ) กับสรีระ (ร่างกาย) เป็นอย่างเดียวกันหรือคนละอย่างกัน แยกกันอยู่ได้โดยอิสระจากกันหรือไม่ พระผู้สำเร็จ (พระอรหันต์) ตายไปแล้วยังคงอยู่หรือไม่ เป็นต้น

เมื่อตอบไม่ได้ ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามขอคำตอบจากพระองค์ ให้หายสงสัย พระพุทธองค์แทนที่จะตอบ กลับประทับนิ่งเฉย เมื่อไม่ได้คำตอบ ท่านผู้นี้ก็รุกว่า ถ้าพระองค์ไม่ตอบ ข้าพระองค์จะสึกไปนับถือศาสนาอื่นนะ

พระพุทธองค์ตรัสว่า
“มาลุงกยะ (ชื่อท่านผู้นี้) เราสองคนเคยทำสัญญากันไว้ก่อนหรือเปล่าว่า เมื่อเธอมาบวชกับเราแล้ว เราจะตอบปัญหาเหล่านี้ของเธอ ถ้าเราไม่ตอบ เธอจะต้องสึกไปนับถือศาสนาอื่น”
“ไม่เคยทำสัญญาดังว่านี้ พระเจ้าข้า” พระหนุ่มยอมรับ
“ก็เมื่อเราไม่เคยทำสัญญากัน เธอจะไปไหนก็ไป แต่จะมาคาดคั้นเอาคำตอบจากเรา เราไม่ตอบ”

@@@@@@@

พระองค์ตรัสตอบ แล้วทรงยกตัวอย่างมาว่า สมมติว่านายคนหนึ่งถูกเขายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ จะตายมิตายแหล่ ญาติพี่น้องหามไปหาหมอ หมอจะถอนลูกศรออกรักษาให้เขา เขายังมีสติอยู่ห้ามว่า อย่าถอนลูกศรออก ข้าอยากรู้ว่าใครมันยิงข้า ชื่ออะไร โคตรอะไร ผิวสีอะไร เกิดในวรรณะไหน มันโกรธข้าด้วยเรื่องอะไร … จนกว่าข้าจะรู้รายละเอียดทั้งหมด ข้าจึงจะให้ถอนลูกศรออก “เธอคิดว่านายคนนี้โง่หรือฉลาด” ประโยคสุดท้ายทรงหันไปถามภิกษุหนุ่ม

    “โง่ พระเจ้าข้า เขาควรจะรีบให้หมอรักษาเขาให้หายเสียก่อน ค่อยสืบเอาภายหลังก็ได้ว่าใครยิง หาไม่เขาจะไม่มีโอกาสรู้เลย เพราะจะตายเสียก่อน”

    “เช่นเดียวกันนั้นแหละ มาลุงกยะ หลายต่อหลายเรื่องในโลกนี้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปรู้ไปสนใจ ถึงจะรู้หรือไม่รู้เรื่องเหล่านั้น คนเราก็ยังตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ในสังสารวัฏคือ เกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ หลายต่อหลายเรื่อง มิใช่เรื่องรีบด่วนที่จะต้องรู้ ควรหันมาสนใจเรื่องรีบด่วนที่จำเป็นจะต้องรู้มากกว่า...

     ...ปัญหาที่เธอถามนั้นมัน “ไกลตัว” เกินไป ถึงจะรู้หรือไม่รู้ ก็ไม่ทำให้พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้ ตถาคตจึงไม่ตอบ ส่วนเรื่องที่จำเป็น “ใกล้ตัว” ที่สุดที่ควรจะใส่ใจรู้ ก็คือ ทุกข์ กับการดับทุกข์ อะไรคือปัญหาของชีวิต มีวิธีการอย่างใดจะพึงแก้ปัญหานั้นได้”


@@@@@@@

สรุปตรงนี้ก็คือ เมื่อถูกเขายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ อย่าไปมัวสนใจว่าใครยิง ยิงทำไม ควรรีบหาหมอมารักษาด่วน เมื่อเกิดมาแล้ว อย่าไปมัวสนใจอยากรู้ว่า เราเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน ควรสนใจว่า เราจะทำชีวิตของเราให้ดีขึ้นอย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น

เมื่อมีคนถามท่านหลวงพ่อปัญญานันทะ หลังจากปาฐกถาจบวันหนึ่งว่า
“หลวงพ่อครับ โลกหน้ามีจริงหรือเปล่า”
หลวงพ่อปัญญานันทะ ตอบว่า
“โลกหน้า ภาษาบาลีเขาว่า ปรโลก ปรโลก แปลว่า โลกอื่น โลกพระจันทร์ พระอังคาร ก็เป็นโลกอื่นนะ”

ว่าแล้วท่านก็สอนเรื่องให้ตั้งใจละชั่วทำดี โดยเฉพาะปุถุชนให้ห่างอบายมุขมากๆ เทศน์สอนเรื่องใกล้ๆ ตัว มองเห็นๆ กันนี่แหละ เล่นเอาผู้อยากรู้ว่า “โลกหน้ามีจริงหรือเปล่า” นั่งเซ่ออยู่คนเดียว จะหาว่าหลวงพ่อท่านไม่รู้คำตอบ ก็ไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ทำไมท่านจะไม่รู้ ท่านเห็นว่าตอบไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น จึงไม่ตอบ

หลวงพ่อพุทธทาส เมื่อเห็นคนสนใจแต่เรื่องห่างไกลตัวเกินไป ท่านก็ดึงคนให้มาสนใจปัจจุบันนี้มากขึ้น เช่น เรื่องนรกสวรรค์ ที่จะพึงได้พึงถึงในภายหน้าหลังตายแล้ว ท่านก็มาเน้นว่า สวรรค์ นรก มีอยู่เดี๋ยวนี้ขณะนี้ ขณะใดมีกิเลสตัณหาทำให้ใจเร่าร้อน ขณะนั้นแหละเรียกว่าตกนรก ขณะใดจิตใจปลอดจากตัณหาอุปาทาน มีความยืดมั่นน้อยลง ขณะนั้นแหละเรียกว่าขึ้นสวรรค์

นิพพานก็เช่นกัน มิใช่ว่าสิ่งที่จะพึงได้พึงถึงต่อเมื่อตายแล้ว นิพพานเราสามารถเข้าถึงได้เดี๋ยวนี้ขณะนี้ในชาตินี้ นิพพานอย่างต่ำ หรืออย่างอนุโลม ก็คือ การที่ใจสงบเย็น ดับความร้อนด้วยอำนาจโลภ โกรธ หลง ได้ชั่วคราว ก็เท่ากับว่าได้เข้าถึงนิพพานชั่วขณะแล้ว ถ้าดับได้หมดไม่มีเหลือเลย ก็เรียกว่านิพพานที่แท้จริง

@@@@@@@

ที่ท่านเน้นอย่างนี้ มิใช่ว่าท่านปฏิเสธนรกสวรรค์ ในชาติหน้าแต่อย่างใด ท่านยอมรับตามพุทธวจนะ แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะไปเน้นมากเกินไป เน้นมากไปคนแทนที่จะหันมาสนใจพัฒนาตนในปัจจุบัน กลับจะฝันหรือรอคอยจะเอาแต่ในชาติหน้าโน้น ผลที่สุดก็จะตายเปล่า นี่แหละครับคือความในใจผม ผมเห็นว่าคนเราทุกวันนี้มักสนใจแต่เรื่องไกลตัว เรื่องใกล้ตัว หรือ “ในตัว” กลับไม่สนใจ

มีสาวสวยคนหนึ่ง รุ่นน้อง อายุจะสี่สิบแล้วยังสวยอยู่ ยังไม่แต่งงานอะไรๆ เธอก็ดีหมด เสียอยู่อย่างที่ไม่เคยดูตัวเองเลย ดูเหมือนกัน ดูแล้วหลงตัวเอง เพื่อนๆ ที่ทำงาน คนที่รู้จัก กระทั่งครูอาจารย์ ไม่มีใครดีสักคน คนนั้นก็แย่ คนนี้ก็ไม่ดี

มีคนมาจีบมากมาย แต่พักเดียวเขาเหล่านั้นก็หนี เพราะไม่มีใครทนเธอได้สักราย ก็เลย “ขึ้นคาน” มาจนบัดนี้ มาถึงวันนี้แล้วก็มานั่งปรับทุกข์ว่าทำไมแต่ละคนมาแล้วก็ไป เมื่อไหร่จะมีแฟนที่เข้าใจกันสักที ด้วยความเกรงอกเกรงใจ เราก็ไม่กล้าว่าอะไรให้สะเทือนใจ เพียงแต่บอกว่า ลองสำรวจตัวเองดูสิว่า มีอะไรบกพร่อง หยุดสำรวจคนอื่นสักพักหนึ่งก่อน

เธอว่า สำรวจดูแล้ว ไม่เห็นมีอะไรบกพร่อง คนอื่นไม่ดีเอง ถึงคบเราไม่ยืด เป็นงั้นไป ถ้าอย่างนั้นก็เชิญดีไปคนเดียวเถอะครับ

เรื่องผลของการทำดีทำชั่ว ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดกันมาก หลายคนตัดพ้อว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ที่เข้าใจกันผิดเลยเถิดอย่างนี้ เพราะเล็งผลเลิศเกินไป


@@@@@@@

“เล็งผลเลิศเกินไป” คือหวังผลมาก มากเกินกว่าการกระทำ ทั้งๆ ที่ผลของการกระทำดีนั้นได้รับแล้ว แต่ทำเป็นไม่รู้ หรือรู้ก็ไม่พอใจผลแค่นั้น อยากได้มากกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เรียนจบมาได้งานทำ มีเงินเดือนกิน เก็บเงินได้ ผ่อนบ้านหลังย่อมๆ ได้หลังหนึ่ง หลายปีต่อมาก็มีเงินพอจะผ่อนรถได้สักคัน ไม่ถึงกับมีเงินเก็บ แต่ก็มิได้เดือดร้อนอะไรมากนัก

พอเห็นคนอื่นมีฐานะดีกว่า มีบ้านมีรถใหญ่ และโก้หรูกว่าตน ก็นึกน้อยใจว่า เราก็อุตส่าห์ขยันทำมาหากิน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ไม่คดไม่โกง ทำไมจึงไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนคนอื่น

ความจริง ถ้าจะดูกันอย่างพินิจพิจารณาจะเห็นว่า นายคนที่ว่านี้ได้ “ก้าวหน้า” หรือ “ได้ดี” เหมาะสมกับเหตุที่เขาทำมาแล้ว ความเป็นอยู่ขนาดนี้ ไม่ถึงกับเดือดร้อน ลำบากอะไรมากนัก ก็น่าจะพอใจแล้วว่า เราทำมาแค่นี้ก็ได้ผลแค่นี้

เมื่อนำไปเปรียบกับคนอื่นที่ร่ำรวยกว่า มีชีวิตที่สบายกว่า ก็นึกน้อยใจ คนที่ร่ำรวยกว่า ฐานะมั่นคง สุขสบายกว่าเรา เขาอาจมีพื้นฐานอย่างอื่นส่งเสริม เช่น พ่อแม่รวยอยู่แล้วก็ได้ เขามิได้เริ่มจาก “ศูนย์” เหมือนเรา เราเริ่มจากไม่มีอะไร มาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว นี่แหละผลแห่งความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร

ผลได้อีกประการหนึ่งที่มักไม่มองกันก็คือ ผลทางจิตใจและการรับรู้ของสังคม เราสุจริต ขยันหมั่นเพียร ประกอบสัมมาอาชีพ เราได้ความภาคภูมิใจ ความสุขใจ นึกถึงการกระทำของเราทีไร เราไม่หวาดวิตกกังวลหรือกลัว เพราะ “สันหลังเราไม่หวะ” นี้คือผลของความดีที่เราทำ เราได้เห็นๆ อยู่แล้ว แต่ไม่รู้เอง หรือรู้แต่ไม่นึกว่ามันสำคัญเอง

@@@@@@@

ลองนึกถึงคนที่ทุจริตฉ้อโกงได้เงินมามากมาย แต่เขาไม่มีความสุข จะนั่ง จะนอนก็ไม่เป็นสุข ไปไหนก็ต้องมีมือปืนคอยคุ้มกันเป็นขบวน นึกดูแล้วจะเห็นว่า ตัวเราไม่ต้องกระวนกระวาย เดือดเนื้อร้อนใจอย่างนั้น ช่างเป็นสุขเสียจริงๆ

ผลได้อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อใครรู้เห็นว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร เขาก็สรรเสริญ ถึงไม่ชมออกมาตรงๆ ก็นึกชมอยู่ในใจ

การรับรู้ของสังคม ว่าเราเป็นคนดีนี้ มีคุณค่ามหาศาล ถึงเขาจะไม่ได้มอบโล่รางวัล หรือประกาศให้เป็นคนดีตัวอย่างก็ตาม สังคม โดยเฉพาะสังคมของวิญญูชน (ผู้รู้) รับรู้และชื่นชม เป็นรางวัลอันมีค่ายิ่งกว่ารางวัลใดๆ เสียอีก

ประการสุดท้าย ผลดีที่ได้แน่ๆ ก็คือ ตัวเราเองรู้ด้วยตัวเราเองว่า ตัวเราได้ทำดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดไม่โกงใคร เราทำดีมากดีน้อยแค่ไหน เรารู้แก่ใจเรา นี้เป็นผลได้เหมาะๆ เจ๋งๆ อยู่ในตัวแล้ว ทางพระท่านว่า ผลแห่งการทำดีข้อหนึ่งที่สำคัญมากคือ ตัวเราติเตียนตัวเราไม่ได้ นึกถึงการกระทำของตนมาเมื่อใด มีแต่ความภาคภูมิใจ ไม่มีอะไรตำหนิติเตียนตนได้เลย เรียกว่า ยกมือไหว้ตัวเองได้สนิทใจ ว่าอย่างนั้นเถิด

นึกให้ลึก และนึกเข้ามาใกล้ตัวอย่างนี้สิครับ จะเห็นได้ว่า เราทำดี เราทำได้แน่นอน ได้หลายชั้นด้วย





ขอขอบคุณ :-
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22 - 28 มิถุนายน 2561
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน   : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2561
website : https://www.matichonweekly.com/column/article_111998
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "ท่าอุเทน" ดินแดน แห่ง ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณ เมื่อ: กันยายน 17, 2022, 06:29:05 am


"ท่าอุเทน" ดินแดน แห่ง ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณ

ต้นเดือนกันยายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน ณ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แม่น้ำโขงสีน้ำตาลไหลเร็วและมีปริมาณมากจนเอ่อสูง “ปีนี้คงบ่ท่วมเนาะ...” แม่ค้าขายกาแฟโบราณร้านเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง เปรยกับผมพร้อมยื่นแก้วชาเขียวส่งให้ เธอคงจะเห็นผมนั่งมองมหานทีสายนี้อยู่เป็นเวลานานแล้ว



นอกจากแม่น้ำโขงที่แม้จะไหลเร็วแต่ทว่าเงียบสนิทแล้ว บรรยากาศริมแม่น้ำบริเวณนี้ก็เงียบสงบเช่นกัน อาจเป็นเพราะที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งของ วัดพระธาตุท่าอุเทน พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองมาเป็นเวลา 110 ปี เวลานี้ผมยื่นอยู่ในจุดที่ถูกล้อมรอบไปด้วยความงดงาม ด้านหนึ่งเป็นความงดงามจากธรรมชาติสายน้ำมองไปได้ไกลถึงฝั่ง สปป.ลาว เห็นทิวเขาสูงใหญ่ของแขวงคำม่วน อีกด้านหนึ่งเป็นความงดงามทางด้านวัฒนธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเลื่อมใสศรัทธาปฏิบัติน้อมบูชาของชาวท่าอุเทน


คำว่า ท่าอุเทน นั้นมีที่มาตั้งแต่เมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สยามประเทศของเราได้ทำการกวาดต้อนผู้คนจากทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงซึ่งก็คือฝั่ง สปป.ลาว ในปัจจุบัน ให้ข้ามมาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ฝั่งขวาคือเมืองท่าอุเทน ในช่วงเวลาที่อพยพผู้คนย้ายข้ามมานั้นเป็นช่วงเวลารุ่งเช้า จึงได้ตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่า เมืองท่าอุเทน ซึ่งมีความหมายว่า เมืองแห่งดวงอาทิตย์รุ่งอรุณ เป็นชื่อที่มีความเป็นสิริมงคลแก่ชาวท่าอุเทน


แม้ว่าเมืองท่าอุเทนจะผ่านกาลเวลามาเป็นเวลานับร้อยๆ ปี แต่ก็ไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ความสุขท่ามกลางความเงียบสงบตามวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขงยังคงมีให้พบเห็นได้ทั่วไป ชาวไทญ้อ คือชนชาวพื้นเมืองในปัจจุบันยังคงดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม มีสำเนียงภาษาพูดแบบไทยอีสานแต่น้ำเสียงจะสูงและอ่อนหวานไพเราะน่าฟัง อีกทั้งเป็นกลุ่มชนที่รักความสงบถือความซื่อสัตย์มีน้ำใจเป็นที่ตั้ง เราจึงมักจะไม่พบข่าวไม่ดีงามเกิดขึ้นในดินแดนดวงอาทิตย์รุ่งอรุณแห่งนี้



ย้อนหลังกลับไป 110 ปี คือ พ.ศ.2455 ได้มีการจัดสร้างพระธาตุท่าอุเทนขึ้น มีลักษณะเป็นองค์พระธาตุก่ออิฐถือปูนทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยได้จำลองมาจากพระธาตุพนม โดยมีขนาดเล็กแต่สูงกว่า โดยสูงจากพื้นดินถึงยอด 33 วา หรือประมาณ 66 เมตร ซึ่งสูงกว่าพระธาตุพนมประมาณ 13 เมตร  ว่ากันว่าพระธาตุท่าอุเทนเป็นพระธาตุประจำวันของผู้ที่เกิดวันศุกร์ ภายในบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งพระอาจารย์ศรีทัตถ์ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง  ส่วนพระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำวันของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ หากใครได้มานมัสการแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสืบไป


เป็นที่น่าเสียดายว่า คืนนี้ผมได้พักค้างคืนที่อำเภอท่าอุเทน เพราะผมได้จองที่พักในตัวจังหวัดนครพนมไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเข้าพักที่โรงแรมศรีเทพ เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่เปิดให้บริการมานาน มีที่จอดรถยนต์สะดวก มีร้านอาหารเช้าเจ้าดังตั้งอยู่ด้านหน้า ที่สำคัญราคาไม่แพงเหมาะสมกับฐานะนักเดินทางกระเป๋าแบนอย่างผมเป็นอย่างยิ่ง



อีกทั้งในช่วงค่ำยังสามารถเดินไปถนนคนเดินนครพนม ที่ตั้งอยู่ที่ถนนชยางกูร หรือที่คุ้นเคยกันคือถนนเลียบโขง ใกล้ลานพญาศรีสัตตนาคราช โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกค่ำคืนวันศุกร์ เสาร์ และ อาทิตย์ ที่นี่จะมีอาหารสไตล์สตรีทฟู้ด และของที่ระลึกจำหน่าย สามารถนั่งชมทิวทัศน์แม่น้ำโขงยามค่ำคืนได้สวยงามประทับใจ เมื่อมาถึงบริเวณนี้แล้วก็ควรจะสักการะรูปปั้นพญาศรีสัตตนาคราช พญานาค 7 เศียร เชื่อกันว่าท่านศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก


สายมากแล้วท้องฟ้าสีน้ำเงินครามสดใส เมฆขาวลอยเกาะกลุ่มพลิ้วไหวเคลื่อนตัวไปตามกระแส พระธาตุองค์สีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยลวดลายดอกไม้เป็นจุดๆ ตั้งตรงตระหง่านทะยานสู่ฟากฟ้า ราวกับเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า “จากนี้ เจ้าจะได้สมความปรารถนาเมื่อมาท่าอุเทน” ... กราบ

ข้อมูลเพิ่มเติม

จังหวัดนครพนม มีองค์พระธาตุประดิษฐานอยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งมีการจัดให้เป็นพระธาตุประจำวันของผู้ที่เกิดในวันต่างๆ เพื่อที่ผู้ศรัทธาสนใจ จะได้เดินทางไปนมัสการตามวันเกิดของตนดังนี้

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม
ผู้ที่เกิดวันจันทร์ พระธาตุเรณู อ.เรณูนคร
ผู้ที่เกิดวันอังคาร พระธาตุศรีคุณ อ.นาแก
ผู้ที่เกิดวันพุทธ พระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก
ผู้ที่เกิดวันพุทธ (กลางคืน) พระธาตุมรุกขนคร อ.ธาตุพนม
ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี พระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า
ผู้ที่เกิดวันศุกร์ พระธาตุท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน
ผู้ที่เกิดวันเสาร์ พระธาตุนคร อ.เมือง

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1434277/gallery/2765245/






Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434277/
16 ก.ย. 65 (13:37 น.), By Peeranut P.
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "บ้านน้ำจวง" ท่องเที่ยวชุมชนชมนาขั้นบันได ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ของภาคเหนือ เมื่อ: กันยายน 17, 2022, 06:17:31 am



"บ้านน้ำจวง" ท่องเที่ยวชุมชนชมนาขั้นบันได ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ของภาคเหนือ

บ้านน้ำจวง  ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เป็นหมู่บ้านห่างไกล จากตัวเมืองพิษณุโลก กว่า150 กิโลเมตร แต่ด้วยภูมิศาสตร์ และมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวิถีของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ทำให้เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวอย่างมาก ในแต่ละปี ที่ถึงฤดูกาลท่องเที่ยวก็จะมีนักท่องเที่ยวชมธรรมชาติ และถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกตาดปลากั้ง ,น้ำตกตาดปลาขาว  , การทำนาขั้นบันได ที่เนินสองเต้า  ภูทับสี่ , ไร่เคียงดาว ,อ่างเก็บน้ำอันเนื่องมากจากพระราชดำริบ้านนำจวง

แต่ละจุดเป็นที่น่าสนใจเดินทางไปเที่ยวกันจำนวนมาก และปีนี้ที่บ้านน้ำจวง เริ่มมีนักท่องเที่ยว เดินทางมาเที่ยวชมธรรมชาติ กันแล้ว เนื่องจากกำลังจะเข้าสู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติกำลังสมบูรณ์ สวยงามอย่างมาก





นายนิรันดร์ ลีวัฒนะกุล ประธานกลุ่มท่องเที่ยวในชุมชนบ้านน้ำจวงอย่างยั่งยืน กล่าวว่า พื้นที่บ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูเมี่ยง-ภูทอง กอ.รมน. กองทัพภาคที่ 3 ได้จัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ ในอดีตชาวบ้านเดือดร้อนมาก เศรษฐกิจต่ำมาก ความจำเป็นขั้นพื้นฐานมาไม่ถึง โชคดีที่เรามีศักยภาพมีต้นทุนธรรมชาติเยอะ แต่ไม่ได้รับการพัฒนา ชาวบ้านเป็นเกษตรกร ปลูกผลผลิตได้ปีละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นก็เข้าไปหางานทำในเมืองหลวง วิถีเป็นแบบนี้มาตลอด

ต่อมาทาง สมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จ.พิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และอีกหลายหน่วยงาน เข้ามาพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำนาขั้นบันได เทศกาลกินข้าวใหม่ การหลามปลากั้ง การฝั่งเข็มจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายผลผลิตการเกษตรที่ปลูกได้มาก ชาวบ้านเห็นคุณค่ากลับมาทำงานที่บ้านเกิด ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวสร้างความประทับใจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกระจายข่าวและกลับมาเที่ยวใหม่




นางศศิวัณย์ ศรีพรหม   ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ที่บ้านน้ำจวง มีคุณสมบัติพิเศษ คือธรรมชาติ ช่วงหน้าฝนมาท่องเที่ยวการเกษตรชมนาขั้นบันได ที่เนินสองเต้า หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ซาปาเมืองไทย มีเทศกาลกินข้าวใหม่ หรือข้าวโค้วที่เป็นเอกลักษณ์ มีวิถีชนเผ่าที่นี่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนใคร คนในหมู่บ้านสามัคคีกันดี

คนเมืองสามารถมาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่องเที่ยวผจญภัย ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้วยที่นี่มีหมอฝังเข็มที่มีฝีมือระดับแนวหน้าในการรักษา ถึง 15 คน และผ่านการอบรมจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกแล้ว และล่าสุดทางกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้ประกาศให้ บ้านน้ำจวง แห่งนี้ ผ่านเกณฑ์การประเมินความพร้อม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภูมิปัญญาไทย และสมุนไพร ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2565 โดยเฉพาะการฝั่งเข็ม เพื่อรักษาสุขภาพ




ด้านนางสุทเทียน สงศีลวัฒน์ อายุ  64  ปี หมอฝั่งเข็มชาวบ้านบ้านน้ำจวง กล่าวว่า ตนเองได้เรียนรู้จากการฝั่งเข็ม เพื่อรักษาสุขภาพ มาตั้งแต่อายุ 13 ปี  ด้วยการครูพักลักจำ จากหมอฝั่งเข็มในหมู่บ้าน จนกระทั่งอายุ 64 ปี ก็ยังคอยฝั่งเข็มรักษาให้กับคนในหมู่บ้าน  แต่ล่าสุดหลังจากผ่านการอบรมของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ทำให้นักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวในหมู่บ้าน ก็เริ่มหันมาฝั่งเข็มกับตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ ผู้ที่ปวดเมื่อยตามร่างกาย ผู้ที่เป็นโรคออฟฟิตซินโดรม ก็มาฝั่งเข็มแล้วมีสุขภาพร่างกายดีขึ้น




การฝั่งเข็มของชาวบ้านบ้านน้ำจวง ถือว่าเป็นภูมิปัญหาของคนในท้องถิ่น ที่สามารถบริการนักท่องเที่ยวควบคู่กับการมาเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ของคนในชุมชนได้อย่างลงตัว ซึ่งนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวชมสัมผัสธรรมชาติ และวิถีของชนเผ่า ก็สามารถไปเที่ยวกันได้ที่บ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก หรือ สอบถามได้ที่ 0630676100  ซึ่งเป็นเบอร์โทรของ นายนิรันดร์ ลีวัฒนะกุล ประธานกลุ่มท่องเที่ยวในชุมชนบ้านน้ำจวงอย่างยั่งยืน

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1434273/gallery/2765185/





Thank to : https://www.sanook.com/travel/1434273/
16 ก.ย. 65 (10:36 น.) , By Peeranut P.
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนโกรธไม่ใช่คนโง่! เมื่อ ‘ความโกรธ’ ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ เมื่อ: กันยายน 16, 2022, 07:13:55 am

รูปภาพ : http://www.freepik.com, Designed by Freepik


คนโกรธไม่ใช่คนโง่! เมื่อ ‘ความโกรธ’ ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ

‘โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า’ หลายๆ คน คงจะคุ้นชินกับสุภาษิตนี้ เรามักถูกสอนให้ระงับความโกรธไว้ในใจ เพื่อที่จะไม่แสดงความรู้สึกที่ไม่ดีของตัวเองออกมาแสดงให้คนอื่นรับรู้ น้ำขุ่นต้องไว้ข้างใน น้ำใสต้องไว้ข้างนอก วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่กดทับความโกรธไว้ข้างใน ซึ่งจริง ๆแล้ว ‘ความโกรธ’ นั้นก็มีประโยชน์อยู่

@@@@@@@

_ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทำสิ่งต่างๆ สำเร็จ_

เวลาที่คนเราโกรธนั้น เราจะมีพลังมหาศาลในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยาก ๆในเวลาปกติอาจจะสำเร็จได้อย่างง่ายได้เวลาโกรธ เพราะว่าเวลาที่คนเราโกรธจะมีแรงผลักดันบางอย่าง ถ้าใช้ความโกรธอย่างชาญฉลาด ก็จะทำให้เกิดระโยชน์ต่อทั้งตัวเรา และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

_ความโกรธทำให้ไม่มองโลกในแง่ร้าย_

ฟังดูย้อนแย้ง แต่เป็นเรื่องจริง มีการศึกษาว่าคนที่แสดงออกว่าโกรธนั้นมีแนวโน้มที่จะเดินต่อไปข้างหน้าและก้าวข้ามความเจ็บปวดได้ดีกว่า เพราะไม่ได้สนใจในเรื่องของความเจ็บปวดสักเท่าไหร่นักรวมไปถึงเวลาที่เราโกรธ เราจะมองว่าตัวเองมีพลังในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าจะจมปักอยู่กับความน้อยเนื้อต่ำใจ

_ความโกรธช่วยในเรื่องความสัมพันธ์_

หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่าความโกรธทำให้ความสัมพันธ์นั้นแตกแยก เพราะความโกรธเป็นสิ่งที่คนรับรู้กันว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก มันก็จริงความโกรธที่แสดงออกอย่างไม่ระมัดระวัง เป็นตัวบ่อนทำลายความสัมพันธ์ แต่ความโกรธที่ผ่านการตระหนักรู้ และทบทวนก่อนจะแสดงออกไปเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์มากกว่า เพราะว่าเป็นการแสดงออกเพื่อที่จะหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ได้เวลาที่โกรธแล้วไม่แสดงออกว่าโกรธ เก็บไว้ในใจ บางครั้งก็ไม่ได้ทำให้คนรัก หรือคนข้าง ๆ รู้ว่าเรากำลังโกรธอยู่ ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในภายภาคหน้าได้

_ความโกรธช่วยลดความรุนแรง_

ยิ่งโกรธ ยิ่งก่อให้เกิดการกระทำที่รุนแรง แต่ในอีกแง่ก็ช่วยให้ลดความรุนแรงเช่นเดียวกัน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการที่คนเราแสดงออกว่าโกรธ เป็นการแสดงออกในอีกทางหนึ่งว่าต้องการที่จะแก้หรือเปลี่ยนแปลงปัญหาที่เกิดขึ้น เวลาที่คนเราต่างสังเกตความโกรธของอีกฝ่าย ทำให้เรามักจะได้สัญญาณของอะไรบางอย่างซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ในสังคม

_ความโกรธเป็นเครื่องมือในการต่อรองได้_

ความโกรธถ้าถูกใช้ในทางที่ถูกต้องและดี ก็สามารถเป็นเครื่องมือในการต่อรองสิ่งที่เราต้องการได้ แต่การโกรธนั้น ก็ไม่ควรจะโกรธแบบพร่ำเพรื่อ การอนุญาตให้ตัวเองได้โกรธบ้างเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าโกรธไปทุกเรื่อง ให้อยู่บนหลักเหตุผล ดีกว่าใช้อารมณ์โกรธจนไปกระทบกับผู้อื่น






ขอบคุณข้อมูลจาก :-
- https://www.goodtherapy.org/blog/value-of-anger-16-reasons-its-good-to-get-angry-0313175
- https://www.menshealth.com/health/a25457422/anger-benefits/
- https://www.mindfulnessmuse.com/emotional-intelligence/6-surprising-benefits-of-getting-angry
- https://www.lifehack.org/articles/communication/top-8-reasons-why-you-should-get-angry.html

Thank to :-
website : https://today.line.me/th/v2/article/BXWz0N
LINE TODAY ORIGINAL , เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 00.00 น. • J.PNP
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชีวิตไม่ต้องจริงจัง..ไปซะทุกอย่าง | ถ้าเหนื่อยและท้อ ลองปล่อยวางบ้าง ก็ไม่เป็นไร เมื่อ: กันยายน 16, 2022, 06:41:59 am



ชีวิตไม่ต้องจริงจัง..ไปซะทุกอย่าง.!! | ถ้าเหนื่อยและท้อ ลองปล่อยวางบ้าง ก็ไม่เป็นไร.!!

ธรรมชาติของมนุษย์นั้นย่อมโหยหา “การควบคุม” อยู่เสมอ พวกเรามักจะมีค่านิยมว่า หากเราสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความจริงแล้ว นอกจากการกระทำ คำพูด หรือความคิด เราหลายคนกลับไม่สามารถควบคุมสิ่งอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ คำพูดของเพื่อน หรือแม้แต่อนาคตข้างหน้าก็ตาม

ซึ่งการพยายามควบคุมสิ่งเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการฝืนที่เปล่าประโยชน์นั้น มันมีแต่จะนำตัวเราไปสู่อารมณ์แง่ลบต่างๆ จนทำให้ใครหลายคนเกิดความทุกข์ในชีวิตโดยที่ไม่จำเป็น

แต่การไม่มีการควบคุมแง่มุมต่างๆ ในชีวิตนั้นจะช่วยให้ชีวิตมีความสุขได้จริงหรือ.?

มีหลายวิธีที่เราสามารถทำได้ในการเพิ่มความสุขในชีวิต แต่หนึ่งวิธีที่เรียบง่ายและจับต้องได้มากที่สุด วิธีหนึ่งคือการ ‘ปล่อยวาง’ แต่ทำไมเราควรทำเช่นนั้น และเราจะเริ่มอย่างไร.? มาทบทวนสิ่งที่ เราต้องรู้เกี่ยวกับสาเหตุที่ว่าทำไมเราถึงควรหยุดพยายามควบคุมทุกสิ่งในชีวิตและปล่อยวางเสียบ้าง รวมถึงขั้นตอนที่เราจะสามารถปล่อยวางได้อย่างแท้จริงกัน


@@@@@@@

แล้วการพยายามจะควบคุมมากเกินไป ส่งผลเสียต่อชีวิตเรา อย่างไร.?

1. ความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น
การวิจัยจาก The Japanese Journal of Health Psychology ระบุว่า คนที่พยายามควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอาจประสบกับความเครียดและความวิตกกังวลมากกว่าคนที่ไม่พยายามจะควบคุมทุกอย่างของชีวิต รวมไปถึงทำให้เกิดอาการเครียดสะสม จนสามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้

2. ไม่มีความพอใจในชีวิต
การที่เรารู้สึกว่าจำเป็นต้องควบคุม แต่กลับไม่สามารถทำได้ ก็อาจทำให้ความพึงพอใจในชีวิตลดลงได้เช่นกัน จากผลการศึกษาของ Personality and Social Psychology Bulletin พบว่าคนที่มีระดับความต้องการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ สูง จะมีความรู้สึกไม่สบายใจ ครั่นเนื้อครั่นตัว และอึดอัดมากกว่ากลุ่มคนที่มีความต้องการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ ต่ำ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของพวกเขาที่น้อยลง

3. โทษตัวเองโดยไม่จำเป็น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ การให้ความสำคัญมากเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองหรือการโทษตัวเองโดยไม่จำเป็น เป็นเหตุให้ทำให้เรามีสุขภาพจิตที่แย่ลง คิดกังวลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดรู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ และอย่างแย่ที่สุดคือลามไปถึงโทษและตำหนิผู้อื่น

@@@@@@@

แต่แล้วทำไมเราถึงต้องปล่อยวางกันนะ.?
.
1. ชีวิตมีความสงบผ่อนคลาย
หนังสือ The Surrender Experiment โดย Michael Alan Singer ที่เป็น Best Sellersของ New York Times ที่ได้อธิบายว่าชีวิตของตัวเขาดีขึ้นอย่างไรเมื่อเขาหยุดพยายามควบคุมทุกอย่างและปล่อยวาง และยังมีแนวคิดที่ว่าหากการพยายามควบคุมทุกอย่างทำให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวล การปล่อยวางที่เป็นขั้วตรงข้ามก็อาจจะนำพาความสงบและการผ่อนคลายเข้ามาในชีวิต

2. เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่ผิดหวัง
เมื่อเราเลิกยึดติดหรือคาดหวังกับสิ่งที่เราต้องการจากสถานการณ์ต่างๆ ไม่ไปยึดติดกับผลลัพธ์บางอย่างที่นอกเหนือการควบคุมของตัวเอง อาจช่วยทำให้ความกดดันในชีวิตของเรานั้นลดลง ไม่ต้องไปเคร่งเครียดกับทุกเรื่องในชีวิต เรียกได้ว่า ถ้าไม่คาดหวัง ก็จะไม่ผิดหวังนั่นเอง

3. รักตัวเองกับรักคนอื่นได้ดีขึ้น
การที่เราพยายามควบคุมทุกอย่างทำให้เราโทษและตำหนิตัวเองกับผู้อื่นมากขึ้น โดยไปยึดติดว่าทุกคนและตัวเราเองจะต้องทำตัวแบบที่เราคาดหวัง เพียงแค่ปล่อยให้คนอื่นเป็นอย่างที่เขาเป็น รวมถึงปล่อยวางทางความรู้สึกกับตัวเอง อนุญาตให้ตัวเองมีความรู้สึกอย่างอิสระ โดยไม่ต้องคำนึงถึงบริบทมากจนเกินไป แค่นี้ก็จะทำให้เราสามารถรักตัวเอง และรักคนอื่นอย่างแท้จริงได้ดีขึ้น

@@@@@@@

รู้จัก 3 วิธีการปล่อยวางสิ่งต่างๆ ในชีวิต

1. แยกแยะสิ่งที่คุณควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
เราจะไม่มีวันปล่อยวางได้ จนกว่าเราจะรู้ว่าเราต้องการและไม่ต้องการอะไรในชีวิต ลองตั้งคำถามภายในใจว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ ลองนึกถึงด้านต่างๆ ของชีวิตที่อยู่และไม่อยู่ในความควบคุมของเรา จินตนาการดูว่าถ้าเกิดสถานการณ์ต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่เราหวังไว้ในหลายๆแบบดู แล้วพยายามทำใจให้สบาย โดยรู้ว่ามันอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา สุดท้ายแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะยังโอเคและผ่านมันไปได้

2. ไม่พอใจอะไรให้จดลงไป
การระบายอารมณ์ด้วยการเขียนนั้นเป็นหนึ่งในวิธีคลายเครียดที่ดีมาก เมื่อเราจดบันทึกสิ่งต่างๆ ลงไป จะช่วยทำให้เราได้ฉุกคิดถึงอะไรหลายๆ อย่างในระดับที่ลึกขึ้น และสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับการปล่อยวาง การจดบันทึกนั้นสามารถเป็นที่ระบายอารมณ์ชั้นดี เพื่อไม่ให้ความรู้สึกหงุดหงิดนั้นขยายตัวจนเป็นปัญหาได้

3. ให้คนรอบตัวและคนที่เรารักอยู่เคียงข้าง
สุดท้ายแล้ว เราไม่จำเป็นต้องรับมือกับอารมณ์เหล่านี้ด้วยตัวคนเดียว อย่างน้อยแล้วเราน่าจะมีเพื่อนพี่น้อง หรือพ่อแม่ที่เข้าใจความรู้สึกอยากจะควบคุมทุกอย่างในชีวิตเหมือนกันอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นลองเปิดใจกับคนที่เราไว้ใจ บอกว่าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนปล่อยวางมากขึ้น และอยากให้เรากับเขาเป็น Support System ของกันและกัน ในเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

@@@@@@@

ท้ายที่สุดนี้ การปล่อยวางนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่คนเราจะทำได้ง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่มีต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน ครอบครัว หรือความรัก แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ และความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

อย่างไรก็ตาม เราขอให้กำลังใจกับใครก็ตามที่กำลังพยายามฝึกฝนตัวเองเพื่อให้กลายเป็นคนที่สามารถปล่อยวางสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้มากขึ้น และสำหรับใครก็ตามที่ยังไม่สามารถปล่อยวางได้นั้นในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง





อ้างอิง :-
- https://bit.ly/3NCcg6B
- https://bit.ly/3xComai
- https://bit.ly/3H9xupP

Thank to :-
website : https://today.line.me/th/v2/article/7NjMvgn?view=topic&referral=linetodayexclusive
Mission To The Moon  , เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หน้า: [1] 2 3 ... 660