ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 555
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สิ่งแรกที่ทรงทำ หลังจากเสด็จออกผนวช เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:55:37 AM


สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (5)
สิ่งแรกที่ทรงทำ หลังจากเสด็จออกผนวช


เจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาเห็นความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดในชาติภพต่างๆ อย่างที่สิ้นสุดมิได้ กล่าวกันว่า ความดำริจะเสด็จออกจากโลกียวิสัยไปบวชบำเพ็ญพรตนี้เกิดขึ้นเพราะทรงทอดพระเนตรเห็น “เทวทูต” ทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ตามลำดับ

แต่ในพระสูตรกล่าวว่า พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในกามสุขขึ้นมาเอง หลังจากได้รับการปรนเปรออย่างบำรุงบำเรอสารพัดจากพระราชบิดา ผู้ไม่ทรงมีพระประสงค์จะให้พระราชโอรสเสด็จออกผนวช

@@@@@@

พระองค์ตรัสเล่าไว้ใน ปาสราสิสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 12 ว่า

ขณะยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ (คือเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ) พระองค์ทรงได้คิดว่า “เราเองยังมีความเกิด ความแก่ ความตาย เป็นธรรมดาอยู่ ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความตาย เป็นธรรมดา ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความโศก ความเศร้าหมองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แล้วทำไมหนอ เราจึงไม่แสวงหานิพพาน อันไม่เกิดไม่ตาย เป็นธรรมปลอดจากเครื่องร้อยรัดใจ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า”

นี้คือ สาเหตุทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช

แต่อย่างไรก็ดี เทวทูตทั้งสี่ก็เป็นส่วนประกอบด้วย คืออาจพบเทวทูตทั้งสี่แล้ว ทรงตัดสินพระทัย หรือทรงครุ่นคิดพิจารณาถึงความวุ่นวายต่างๆ ทางโลกอยู่พอดีทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ก็เร่งช่วยให้ตัดสินพระทัยเร็วขึ้น

แม้กระทั่งการได้ข่าวพระโอรส (ราหุล) ประสูติ ก็เป็นเครื่องกระตุ้นให้ต้องรีบตัดสินพระทัย ด้วยทรงเกรงว่าหากล่าช้าไป ความรักในพระโอรสอาจจะเป็นพันธะเหนี่ยวรั้งให้ไปไหนไม่ได้ ดังพระอุทานที่เปล่งออกมาว่า “ราหุล” (บ่วง) เกิดแล้ว พันธนาการเกิดแล้ว” นั้นแล

@@@@@@

เวลาเสด็จออกผนวช ก็เป็นข้อถกเถียงกัน เพราะพุทธประวัติที่เขียนภายหลัง ไม่ตรงกับในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกซึ่งอยู่ในรูปพระพุทธดำรัสเล่าว่า พระไตรปิฎกมีข้อความว่า

“เมื่อสมัยเรายังหนุ่ม มีผมดำสนิทอยู่ในวัยกำลังเติบโต เมื่อบิดาและมารดาไม่ปรารถนา (จะให้บวช) ร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์สละเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว”

หลังจากเสด็จออกผนวชแล้ว ประทับอยู่ที่ตำบลอนุปิยอัมพวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เสด็จไปยังแคว้นมคธ ทรงพบพระเจ้าพิมพิสารที่มาเข้าเฝ้า และทูลเชิญให้ลาพรตไปครองราชสมบัติด้วยกัน ว่ากันว่าพระเจ้าพิมพิสาร “ใจป้ำ” จะแบ่งอาณาจักรให้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่พระองค์ตรัสว่าพระองค์มิได้ต้องการสมบัติทางโลกใดๆ ที่สละทุกสิ่งทุกอย่างมานี้ก็เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นอย่างเดียวเท่านั้น

จากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปสมัครเป็นศิษย์ฝึกปฏิบัติโยคะอยู่กับอาจารย์สองท่าน คือ อาฬารดาบส กาลามโคตร อุทกดาบส รามบุตร โดยอยู่กับอาจารย์คนแรก ทรงได้รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 3 อยู่กับอาจารย์คนที่สอง ทรงได้อรูปฌานที่ 4 เพิ่มขึ้น คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ระยะเวลานานเท่ามดไม่ปรากฏ แต่คาดว่าคงไม่เกินสองปีหรือน้อยกว่านั้น

@@@@@@

ผลสัมฤทธิ์แห่งฌานก็ทำให้จิตใจสงบ ไม่ถูกกิเลสรบกวน แต่ก็ไม่ได้ถอนรากถอนโคนโดยสิ้นเชิง ออกจากฌานสมบัติเมื่อใด กิเลสอาสวะก็กลับมาเหมือนเดิม ดุจเอาศิลาก้อนใหญ่ทับหญ้าไว้ ตราบใดที่ยังไม่ยกศิลาออกหญ้าก็ไม่สามารถงอกงามได้ แต่ถ้ายกศิลาออกเมื่อใด หญ้าก็งอกขึ้นได้อีกฉะนั้น ทรงเห็นว่ายังมิใช่สัมมาสัมโพธิญาณที่ทรงแสวงหา

พุทธประวัติแต่งกันภายหลัง มักพูดทำนองดูแคลนว่า ฌานสมบัติที่อาจารย์ทั้งสองสอนนั้นมิใช่ทางบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ บางฉบับก็ว่าแรงว่าเป็นแนวทางที่ผิด แต่เมื่อพิจารณาแล้ว วิธีปฏิบัติให้ได้ฌานนี้พระพุทธเจ้านำมาปรับใช้สอนสาวกของพระองค์ เรียกว่า ระบบสมถะนั้นเอง เพียงแต่สมถะล้วนๆ ไม่ทำให้บรรลุพระนิพพานได้ ต้องทำสมถะจนได้ฌานแล้วทำฌานเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะดำเนินสู่มรรคผลนิพพานได้

พูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า วิธีโยคะของดาบสทั้งสองนั้น ก็เป็นอันเดียวกับสมถกรรมฐานนั้นเอง และสมถกรรมฐานนี้มีอยู่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว โยคีที่บรรลุถึงขั้นสุดยอดของสมถกรรมฐานมีปรากฏมากมาย แต่ท่านเหล่านั้นมิได้ตรัสรู้เป็นพุทธะ เพราะระบบโยคะอำนวยผลเพียงศีลกับสมาธิ ยังขาดปัญญา


@@@@@@

เมื่อพระพุทธองค์ทรงใช้สมถกรรมฐานเป็นบาทฐานแห่งการเจริญวิปัสสนา จึงได้ปัญญาตรัสรู้ ดังนั้น วิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นคำสอนเฉพาะของพระพุทธศาสนา และที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีครูสอนนั้น ความจริงพระองค์มีครูสอน เท่าที่ทราบทั่วไปก็มี ครูวิศวามิตรประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยา 18 แขนงให้ ขณะยังทรงเป็นพระราชกุมาร ครูอาฬารดาบส และอุทกดาบส สอนฝึกสมาธิ ตามระบบโยคะ ครูทางด้านอื่นๆ นั้น พระพุทธเจ้าทรงมีเช่นเดียวกับคนอื่น

แต่ครูที่สอนให้ตรัสรู้นั้นไม่มี พระองค์ทรงค้นพบวิธีปฏิบัติเพื่อตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงเป็น “สัมมาสัมพุทธะ” (ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง) ด้วยประการฉะนี้แล



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_193951
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อุโมงค์ดอกหางนกยูง ปากช่อง ผลิบานสีแดงสด สวยงามเหมือนอยู่เมืองนอก เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:07:08 AM


อุโมงค์ดอกหางนกยูง ปากช่อง ผลิบานสีแดงสด สวยงามเหมือนอยู่เมืองนอก

อุโมงค์ดอกหางนกยูง ปากช่อง กำลังออกดอกบานสะพรั่ง บริเวณถนนโยธาธิการ (บ้านหนองมะค่า- บ้านกอก) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้ฟิลล์เหมือนอยู่เกาหลีในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเลยทีเดียว

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน พร้อมใจกันบานสะพรั่ง และแผ่ขยายกิ่งก้านปกคลุมกลายเป็นอุโมงค์ขนาดย่อม ซึ่งหนึ่งปีจะมีให้เราชื่นชมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในช่วงฤดูร้อนประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน

บนเส้นทางด้านในที่ไม่ใช่พื้นที่สัญจร บางจุดดอกร่วงลงพื้นแดงเต็มเส้นทาง แนะนำให้เดินเท้าเข้าไปชม อย่าขับรถเข้าไปเหยียบ เพื่อที่ดอกไม้จะได้คงความงดงามแบบนี้จนกว่าจะร่วงโรยหมดต้นไป

พิกัด : บ้านหนองมะค่า – บ้านกอก ตำบล ปากช่อง อำเภอ ปากช่อง นครราชสีมา (ใกล้กับ ไร่อยู่ดี ปากช่อง)













ขอบคุณ : https://travel.mthai.com/blog/211764.html?utm_source=line&utm_medium=feed&utm_campaign=LineFeed 
ขอบคุณรูปภาพจาก : เช็คอิน เขาใหญ่ , ข้าวมันไก่เจ๊น้อย ปากช่อง
AUTHOR : suchaya.t
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมาธิบำบัด (MEDITATION) ฝึกง่าย ช่วยแก้และป้องกันโรค เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:53:47 AM




สมาธิบำบัด (MEDITATION) ฝึกง่าย ช่วยแก้และป้องกันโรค

สมาธิบำบัด เป็นกิจกรรมการฝึกสมาธิที่ในปัจจุบันผู้คนทั่วโลกหันมาฝึกสมาธิอย่างกว้างขวาง เนื่องจากพบประโยชน์จากการฝึก สมาธิบำบัด โดยเฉพาะประโยชน์ด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ และช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบสมองหลายคนมีคำถามว่า แล้วถ้าไม่ชอบนั่งนิ่ง ๆ เดินจงกรมแล้วเบื่อ แต่อยากได้รับประโยชน์จากการฝึก สมาธิบำบัด

ชีวจิต มีกิจกรรมดี ๆ มากมายที่ให้ผลใกล้เคียงกับการฝึกสมาธิมาฝาก เลือกฝึกตามความถนัด ได้รับทั้งความเพลิดเพลินและประโยชน์ด้านสุขภาพแน่นอน


@@@@@@

3 ศาสตร์ออกกำลังกาย

กิจกรรมที่แนะนำ : โยคะ ไทชิ และชี่กง

เมโยคลินิก สถาบันการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า โยคะ ไทชิ และชี่กง ใช้เป็นกิจกรรมฝึก สมาธิบำบัด ได้ เพราะเป็นการช่วยฝึกรับรู้ทุก ๆ การเคลื่อนไหวพร้อมกับการกำหนดลมหายใจเข้า - ออก ซึ่งนอกจากลดความเครียดได้ผลแล้ว ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้การทรงตัวดีขึ้น

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Health Promotion ซึ่งศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของการฝึกไทชิและชี่กง ตั้งแต่ ค.ศ. 1993 –2003 รวม 77 ฉบับ พบว่า หากฝึกไทชิและชี่กงต่อเนื่องเป็นประจำ 1 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกระดูกที่แข็งแรงอัตราการสลายตัวของมวลกระดูกลดลง ช่วยให้การทำงานของปอดและหัวใจดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง อัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ ออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยง่าย

ขณะที่ศาสตร์อินเดียโบราณอย่างโยคะ ก็มีผลวิจัยรับรองถึงประโยชน์เช่นกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Diabetology & Metabolic Syndrome ระบุว่า  การฝึกโยคะเป็นประจำวันละ 45 นาที – 1 ชั่วโมงทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างวัยกลางคนซึ่งมีอาการในกลุ่มเมแทบอลิก ได้แก่ อ้วนลงพุง ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมีไขมันดี (HDL) ต่ำ และไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตเริ่มสูง ควบคุมน้ำหนักระดับไขมัน น้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง กระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น


African american yoga instructor talking to diverse group sitting on mat in studio, multiracial happy people having conversation about healthy mindful life and motivation at training seminar class

HOW - TO

ในช่วงเริ่มต้นควรฝึก สมาธิบำบัด กับครูผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย คนที่มีภาวะมวลกระดูกบางหรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุหกล้มมาก่อน ให้งดฝึกท่าที่มีความผาดโผน เช่น ทรงตัวด้วยขาข้างเดียว หรือท่าที่ใช้แขนยันตัวขึ้นจากพื้นฝึกบนพื้นเรียบ ไม่ลื่น หรือมีเสื่อโยคะปูรองเพื่อกันลื่น

FOR MORE INFORMATION

หากสนใจศาสตร์ออกกำลังกายแบบชาวตะวันออก สอบถามข้อมูลและเช็กเวลาเข้าอบรมได้ที่
    - ไท้เก๊ก รำมวยจีน โดยชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลหัวเฉียว โทร.0-2223-1351 ต่อ 3161 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 12.00 น.
    - ชมรมลมปราณชื่นสุข ชี่กง 18 ท่า บริเวณลานข้างห้องสมุด ภายในสวนลุมพินี ถนนพระราม 4 โทร. 08-1648-0319 หรือแวะมาที่ชมรมได้ทุกวันเวลา 5.00 น. - 7.30 น.
    - โยคะสำหรับบุคคลทั่วไป โดยสถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน โทร. 08-1401-7744 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น. หรือไลน์: thaiyoga
    - ชมรมโยคะ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ บางมด โทร. 0-2426-2612-4 และ 0-2426-2267 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 12.00 น.

@@@@@@

3 เย็บปักถักร้อยบำบัด

กิจกรรมที่แนะนำ : ถักนิตติ้ง ปักโครเชต์ เย็บต่อเศษผ้ามิฮาลี 

ซิเซนมิฮาลี (Mihaly Csikszent mihalyi) นักจิตวิทยาชาวฮังการี อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาและการจัดการ บัณฑิตวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวิจัยคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ สหรัฐอเมริกาผู้เขียนหนังสือ Flow: The Psychology of Optimal Experience อธิบายว่า สมองของคนเรามีความสามารถในการทำงานอย่างจำกัดเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นเมื่อสมองต้องจดจ่อกับการทำกิจกรรมด้วยมือ เช่น เย็บผ้า เลื่อยไม้ จักสานอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่องเพียงพอ จะลดความสนใจในส่วนอื่น ๆ ลงได้ ตั้งแต่การรับรู้เรื่องเวลา ความหิว ความเจ็บปวด ไปจนถึงความเครียด

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับผลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The British Journal of Occupational Therapy  ซึ่งระบุว่า  ร้อยละ 81 ของกลุ่มตัวอย่าง 3,500 คน ตอบว่า การถักนิตติ้งช่วยให้พวกเขาเป็นสุขมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างที่ถักนิตติ้งเป็นประจำ คือ มากกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตอบว่า พวกเขารู้สึกสงบ เป็นสุข และผ่อนคลาย ขณะที่ผู้ที่ทำกิจกรรมถักนิตติ้งแบบกลุ่มระบุว่า พวกเขามีความสุขและรู้สึกอบอุ่นใจมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการถักนิตติ้งคนเดียว

นอกจากนี้งานวิจัยของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ระบุว่า ร้อยละ 74 ของผู้ป่วยโรคอนอเร็กเซียมีอาการดีขึ้น ลดความกังวล และตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้นหลังทำกิจกรรมถักนิตติ้งอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ที่ระบุว่า การเย็บผ้าควิลต์ (Quilt) ซึ่งนำเศษผ้ามาเย็บต่อกันเป็นลวดลาย สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมงต่อเนื่อง 3 เดือน ช่วยกระตุ้นให้กระบวนการรับรู้และความจำในกลุ่มผู้สูงอายุดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ


Knitting Knit Needle Yarn Needlework Craft Scarf Concept

HOW - TO

เริ่มต้นจากการฝึก สมาธิบำบัด โดยงานฝีมือที่ใช้เทคนิคง่าย ๆ และขอให้สนุกไปกับการเลือกประเภทและสีของวัสดุได้อย่างอิสระ จดจ่ออยู่กับทุกห่วง ทุกฝีเข็มที่เย็บลงไป และควรฝึกต่อเนื่องอย่างน้อยครั้งละ 45 นาที - 1 ชั่วโมง ถ้าทำได้ทุกวันจะยิ่งได้ผลเร็วขึ้น

FOR MORE INFORMATION

สนใจฝึกงานฝีมือ เพื่อเป็นการฝึก สมาธิบำบัด แวะไปหาข้อมูลและเช็กเวลาเข้าอบรมได้ที่เพจและเว็บไซต์เหล่านี้
    - เว็บไซต์ภิญญ์ช็อป รวมขั้นตอนฝึกปักครอสสติตช์ ถักนิตติ้งโครเชต์ ปักลูกปัด โดยละเอียด http://pinn.co.th
    - เพจดอกนมแมวเพลย์ สอนปักผ้าขั้นพื้นฐาน www.facebook.com/doknommeawhandmade
    - เพจปักกระเป๋าเฮ้าส์คลับ สอนงานเย็บปักผ้าควิลต์แบบญี่ปุ่น www.facebook.com/Pak-Ka-PaoHouse-Club-219563581413999
    - ปาริชาติ เอมบรอดี้เฮ้าส์ สอนงานเย็บปักผ้าด้วยเทคนิคจากฝรั่งเศส www.parichathouse.com

@@@@@@

3 ดนตรีบำบัด

กิจกรรมที่แนะนำ : ฟังเพลง เล่นดนตรี และเต้นรำ

ประโยชน์จากดนตรีมีหลายระดับเริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การฟังเพลงผลการศึกษาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Neuroscience ระบุว่า การฟังดนตรีมีผลให้สมองหลั่งฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine) ที่ทำให้สมองทำงานได้ดี รู้สึกกระฉับกระเฉงลดความเครียดได้

สอดคล้องกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Universidad Autonoma de Nuevo Leon ร่วมกับทีมจาก Danish Pain Research Centerประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเสนอผลวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ระบุว่า  ผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อ (Fibromyalgia) ซึ่งฟังดนตรีให้ความรู้สึกผ่อนคลายตามที่ตนเองเลือก ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ รวมทั้งสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

เช่นเดียวกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychology of Music  โดยทีมวิจัยของโรงพยาบาล Great Ormond Street Hospital สหราชอาณาจักร ระบุว่า การให้ผู้ป่วยเด็กแรกเกิดที่มีปัญหาด้านการหายใจได้ฟังดนตรี ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความเจ็บปวดลงได้โดยนักวิจัยสันนิษฐานว่า การฟังดนตรีอาจช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งหลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตเมื่อร่างกายเกิดความรู้สึกเครียดได้นั่นเอง

ถัดมาคือ การเล่นดนตรี เป็น สมาธิบำบัด อีกรูปแบบ ซึ่งต้องใช้การทำงานประสานกันระหว่างมือ สายตาและสมอง ทำให้สมองของผู้ป่วยหันมาจดจ่ออยู่ที่การควบคุมร่างกายและจิตใจให้ทำงานอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้สามารถบรรเลงดนตรีไปตามท่วงทำนองได้จนจบเพลง ซึ่งมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบรูเนล สหราชอาณาจักร ระบุว่า ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดไปแล้ว หากได้เล่นดนตรีในช่วงพักฟื้น จะช่วยลดความเจ็บปวด จำนวนการใช้ยาแก้ปวดและจำนวนวันนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่นดนตรีเลย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

สุดท้าย การขยับร่างกายโดยการเต้นรำไปตามเสียงดนตรี ก็ช่วยสร้างสมาธิและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Physical and Rehabilitation Medicine ระบุว่า แม้ในกรณีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันซึ่งเกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองยังมีคะแนนการรับรู้ การตอบสนองและการเคลื่อนไหวดีขึ้น โดยใช้รูปแบบการเต้นง่าย ๆ ประกอบเพลงช้า ๆ เช่น การเต้นบอลรูมในจังหวะวอลทซ์ และการเต้นโฟล์คแด๊นซ์

ขณะที่งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Arts in Psychotherapy ระบุว่า ถ้าหากเปลี่ยนการเต้นรำประกอบเพลงที่มีจังหวะเร็วและสนุกสนาน เช่น การเต้นแทงโก้ การเต้นรำแบบแอฟริกัน จะเหมาะกับการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินจากการกินอาหาร ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด และวิตกกังวล ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ป่วยมีสติและการรับรู้ที่คมชัด ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาหลักได้ดีขึ้น


High School Students Playing In School Orchestra Together

HOW - TO

ส่วนใหญ่ดนตรีที่ใช้ในการบำบัดจะเป็นบทเพลงบรรเลง จังหวะช้า ๆ ปราศจากเสียงร้องและเสียงสังเคราะห์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือเครื่องดนตรีไฟฟ้า แนะนำให้ใช้บทเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่เรียบง่าย เช่น กลองใบเล็ก ๆ กระดิ่ง ขลุ่ย เป็นต้น ก็เป็นตัวช่วยในการฝึก สมาธิบำบัด ได้อีกทาง

FOR MORE INFORMATION

แหล่งข้อมูลและสถานที่ให้บริการเกี่ยวกับดนตรีบำบัดมีดังนี้
    - เอกสารเกี่ยวกับดนตรีบำบัด โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) http://resource.thaihealth.or.th/taxonomy/term/9784
    - กิจกรรมดนตรีบำบัดลดความเครียดให้ผู้ป่วยและญาติ โรงพยาบาลตากสิน ถนนสมเด็จเจ้าพระยา คลองสาน กรุงเทพฯ ให้บริการทุกวันพฤหัสบดี เวลา 8.30 - 12.30 น. บริเวณหน้าอาคารอำนวยการโรงพยาบาลตากสิน หรือสอบถามได้ที่ โทร. 0-2437-0123 ต่อ 1644
    - ดนตรีบำบัดเพื่อผู้ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการร่างกายและสมอง โรงพยาบาลมนารมย์ บางนา กรุงเทพฯ โทร. 0-2725-9595 และ 0-2399-2822

@@@@@@

ศิลปะบำบัด

กิจกรรมที่แนะนำ : วาดภาพ

ถ่ายภาพ ปั้นภาชนะจากดินเหนียวการเขียนบำบัดศิลปะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ลดความเครียด และมีผลตอบสนองต่อการรักษาที่ดีขึ้นได้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Public Health ระบุว่า ผู้ป่วยในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดและมะเร็ง ที่เลือกการทำศิลปะบำบัด เช่น วาดภาพ ระบายสีเพื่อบอกเล่าอาการเจ็บป่วยของตนเอง ให้คำตอบในแบบสอบถามว่า ตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าเดิม

นอกจากงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ มองเห็นจับต้องได้แล้ว ในกลุ่มประเทศทางตะวันตกยังระบุว่า การเขียนก็นับเป็นศิลปะที่นำมาใช้บำบัดและฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยอย่างได้ผล ดังเช่นงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Psychosomatic Medicine ที่ระบุว่า โปรแกรมการเขียนบำบัด 4 วัน วันละ 30 นาทีอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน ทำให้ผู้ป่วยเอชไอวีมีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าโปรแกรม แต่กินยาต้านไวรัสเหมือนกัน


Side view of a happy senior woman smiling while drawing as a recreational activity or therapy outdoors together with the group of retired women.

HOW - TO

ในช่วงแรกจะเริ่มจากการฝึกลงสี โดยใช้สีไม้สีเทียน ปากกาเมจิก หรือฝึกวาดเส้นด้วยดินสอก่อนก็ได้ จากนั้นค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การใช้เทคนิคที่ต้องการความละเอียดมากขึ้น เช่น สีน้ำ แต่ถ้าไม่ถนัดงานวาดภาพ จะหันไปทำงานปั้น การถ่ายภาพหรือการเขียนบำบัด ซึ่งมีจุดประสงค์ให้ผู้ที่ทำกิจกรรมสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์และแสดงออกถึงความรู้สึก ณ ขณะนั้นเป็นหลัก

FOR MORE INFORMATION

แหล่งข้อมูลและสถานที่ให้บริการเกี่ยวกับดนตรีบำบัดในการฝึก สมาธิบำบัด มีดังนี้
    - ศิลปะบำบัดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคเรื้อรังโครงการฝึกอบรม ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โทร. 0-2419-7508-9 ต่อ 109 (คุณสุพิน) หรือ 113 (คุณชวลิต)
    - โครงการนันทนาการผู้ป่วยเด็ก ศิลปะบำบัด วาดสีน้ำงานสร้างเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร. 0-2201-1064 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น.
    - มูลนิธิศิลปะบำบัด ถนนราชดำริ ปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือกับสถาบันศิลปะบำบัดนานาชาติแห่งประเทศแคนาดา โทร. 08-5113-1919 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น.
    - สตูดิโอศิลปะด้านใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยครูมอส ศิลปะบำบัดในเชิงมนุษยปรัชญา โทร. 09-3235-6679
    - การเขียนบำบัด สถาบันธรรมวรรณศิลป์ เรือนการุณยพร ซอยติวานนท์ - ปากเกร็ด 27 โทร. 08-3133-9968

@@@@@@

ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูในโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งนำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ ชีวจิต รวบรวมมาฝาก สามารถมาใช้เป็นตัวช่วยในการฝึก สมาธิบำบัด เพื่อการดูแลสุขภาพผู้ป่วย

โดยใช้เสริมจากการรักษาหลักอย่างหลากหลายและกว้างขวางอย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวควบคู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสมก่อนทำกิจกรรมที่สนใจทุกครั้ง



ที่มา : คอลัมน์ TRENDY HEALTH  เรื่อง ศิริกร โพธิจักร
ขอบคุณ  : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/146149.html
By sirakan ,4 April 2019
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อเลิกยึดติด 1 เรื่อง ชีวิตก็มีความสุขขึ้น 10 เท่า เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 07:28:56 PM



ข้อคิดสอนใจ | เมื่อเลิกยึดติด 1 เรื่อง ชีวิตก็มีความสุขขึ้น 10 เท่า

“ผู้หญิงสวยๆ ในยุคนี้ เหตุใดยังคงเป็นโสดอยู่หลายปี ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”

รุ่นน้องของผมคนหนึ่ง เธอเป็นสาวสวย ระดับ 7 คะแนน อาจจะไม่มากเพียงพอที่จะสยบผู้ชายทั่วโลกหล้าได้ แต่ก็มีชายหนุ่มเข้ามารุมล้อมอยู่พอสมควร หลายปีผ่านไป หลังจากเลิกร้างกับแฟนเก่า เธอก็ยังไม่อาจคบหาชายหนุ่มคนใหม่เพื่อเข้ามาเยียวยาหัวใจที่อ่อนล้าได้

ครั้งหนึ่ง ผมได้แนะนำ “หนุ่มหล่อ” คนหนึ่งให้กับเธอ สุดท้ายแล้วกลับไม่เกิดผลลัพธ์ที่สวยงามอันใด เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายปี ผมจึงกล้าสอบถามเธออย่างตรงไปตรงมา เหตุใดจึงไม่รับพิจารณาเพื่อนของผมคนนั้นบ้าง

เธอตอบว่า “เพราะพี่เขาพูดมากเกินไป” ซึ่งเป็นคำตอบที่ผมรับได้ แต่ประโยคต่อมานั้น กลับทำให้ผมต้องใคร่ครวญ เพราะเธอสารภาพว่า ในเวลานั้น เธอก็ยังไม่เปิดใจมากพอ หากไม่ถูกใจสิ่งใด เธอก็จะปฏิเสธโดยพลัน

ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง กว่าจะคิดอะไรได้ เวลาก็ล่วงเลยไปหลายปี คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลว บางครั้งก็แตกต่างกันแค่ “วูบเดียว” ของความคิด


@@@@@@

ในวันนี้เธอกำลังริเริ่มความสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็บอกตามตรงว่า หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่สนใจผู้ชายคนนี้ เพราะเขามีบุคลิก “น่าเบื่อ” แต่เมื่อเธอยอมรับกับข้อเสียเช่นนี้ได้ เธอก็พบสิ่งดีๆ มากมาย

มีอยู่วันหนึ่ง เธอโทร.มาปรึกษากับผมด้วยความแง่งอน เพราะผู้ชายคนนี้ตอบไลน์ของเธอช้าเกินไป และยังใช้ถ้อยคำที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจอีกด้วย แต่เมื่อผมได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้วก็ไม่เห็นถึงความย่ำแย่อย่างที่รุ่นน้องของผมได้กล่าวหาไว้

หลังจากผมเกลี้ยกล่อมเธอให้คลายความวิตกกังวลลงได้ เธอก็สามารถคิดค้นถ้อยคำที่ “สร้างสรรค์” ซึ่งช่วยกระตุ้นและพัฒนาบทสนทนาระหว่างกันได้

ค่ำคืนนั้นเธอก็ยังโทร.มาบ่นว่า ข้อความทางไลน์ที่เขาส่งมานั้น ยังไม่แสดงถึงความรักที่มากเพียงพอ แต่เมื่อผมได้ฟังข้อความนั้นอย่างละเอียด ก็ได้ค้นพบ “ความมุ้งมิ้ง” ที่ซ่อนตัวอยู่หลายประการ และเมื่อได้อธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็นแล้ว เธอก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และมีความหวังกับชีวิตอีกครั้ง

@@@@@@

สิ่งเดียวที่ผมสรุปได้จากเรื่องราวนี้ก็คือ ความยึดติดในใจ ทำให้เธอตีความสิ่งต่างๆ ไปในแบบของตนเอง และเกือบทำให้ความสัมพันธ์ดีๆ ต้องเสื่อมโทรมลง หากเป็นตัวตนของเธอในอดีต ก็คงไม่ยินดีรับฟัง “การตีความ” ในแบบของผม

แต่ครั้นเมื่อเธอได้เปิดใจให้กับผู้ชายคนใหม่ ที่อาจไม่เพียบพร้อมเหมือนผู้ชายในอุดมคติที่เธอต้องการ เธอก็พร้อมจะเปิดใจให้กับมุมมองใหม่ๆ ที่ผมแนะนำให้อีกด้วย เพื่อนบางคนของเธอได้เป็นกังวลว่า เมื่ออยู่ไปนานๆ เธออาจไม่สามารถทนกับความน่าเบื่อของผู้ชายคนนี้ได้ เช่นเดียวกัน ผมเองก็คิดเช่นนี้ในตอนแรก อย่างไรก็ตาม เมื่อผมได้ละทิ้งมุมมองที่หวาดกลัวความล้มเหลวออกไป ก็ได้ค้นพบความจริงที่ดีกว่า

“หากคบไปแล้ว หรือแต่งงานกันแล้วแต่ไม่สามารถไปกันได้ เธอจะยอมรับกับการหย่าร้าง หรือความเจ็บปวดรวดร้าวได้หรือไม่” เมื่อรุ่นน้องของผมตอบว่าได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว

ผมยังพูดไว้ล่วงหน้าว่า อย่าไปคาดหวังมาก หากคนนี้ไม่ใช่ เราก็จะค้นหาคนใหม่ไปเรื่อยๆ เมื่อทดลองไปมากเพียงพอ สุดท้ายก็ย่อมประสบความสำเร็จ ยิ่งเมื่อรุ่นน้องของผมได้ยอมลดเงื่อนไขที่ต้องการจากผู้ชายทั้งหลายลงบ้าง ตัวเลือกของเธอย่อมเพิ่มขึ้นมหาศาล โอกาสชนะจึงเปิดกว้างมากขึ้น


@@@@@@

หลังจากช่วยเหลือเธอแก้ไขปัญหา ผมก็ได้บทเรียนที่ลึกซึ้งมากๆ
“คุณต้องเปิดใจให้กับโลกก่อน แล้วโลกจึงจะเปิดใจให้กับคุณ”

บางครั้งโลกได้ประทานสิ่งดีๆ ให้คุณแล้ว แต่เพราะคุณมีมุมมองที่บิดเบี้ยว จึงมองข้ามโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อย้อนนึกถึงชีวิตของตัวเอง ก็ได้ค้นพบถึง “ความยึดติด” ในอดีต ที่ทำให้เราประเมินสิ่งต่างๆ ไปตามใจตัวเอง โดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกใบนี้ หากทว่าความเสียใจและหมกมุ่นกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

     การลงมือทำสิ่งใหม่ ด้วยวิธีการใหม่ๆ จึงเป็นอะไรที่ฉลาดกว่า   
    “เปิดใจ ทำลายเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค และยอมรับความเสี่ยงที่เหมาะสม”
     ถ้อยคำสั้นๆ เช่นนี้ อาจจะทำให้ชีวิตของผมและของพวกเราทุกคนดีขึ้นได้อย่างมากมาย



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3-9 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
ผู้เขียน : เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ มหาวิทยาลัยสยาม YouTube : BigBallBar
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/special-report/article_193310
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไม.? รอยพระพุทธบาท ที่เขาวงพระจันทร์ จึงเป็นสีทอง.? เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 09:04:40 AM



มงคลเมือง 9 : โดย ทวี ผลสมภพ

ได้กล่าวถึงความเป็นมงคลเมืองของลพบุรีมาแล้ว 8 ตอน ใน 8 ตอนนั้น ได้กล่าวถึงข้อที่ควรสงสัยและชวนให้ค้นหาความจริงในเรื่องนี้ 5 ประการ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในเบื้องต้น แต่พอวันที่ 10 เมษายน 2562 ผู้เขียนได้เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง คือ ทำไมรอยฝ่าพระบาทที่ประทับไว้จึงเป็นสีทอง ความสงสัยดังกล่าวนี้ ผู้เขียนไม่เคยสงสัยเลย เพราะคิดว่าอาจจะเป็นการปิดทอง แต่ทางวัดปฏิเสธว่าไม่มีการปิดทอง ก็เลยคิดว่าหินตรงนี้อาจจะเป็นสีทอง

ดังนั้น จึงถูกเรียกว่า สุวัณณปัพพเตซึ่งแปลว่า ภูเขาทอง แล้วก็เข้าใจอย่างนั้นมาตลอด

ท่านวิเชษฐ์ ผอ.ฝ่ายอนุรักข์ ศิลปากร ลพบุรี เคยถามผู้เขียนว่า ทำไมรอยพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์จึงเป็นสีทอง ผู้เขียนก็ตอบไปตามที่เข้าใจคือ หินตรงนั้นคงเป็นสีทอง แต่พอถึงเวลา 8 โมงเช้า ของวันที่ 10 เมษายน ขณะที่กำลังไหว้พระพุทธบาทประจำวันอยู่ สายตาเหลือบไปเห็นพื้นหินที่พระบาทเหยียบ เป็นสีอื่น ไม่ใช่สีทองเหมือนรอยพระพุทธบาท ตรงจุดนี้เห็นได้เพราะพระพุทธองค์ทรงยกนิ้วกลางไปเบียดทางนิ้วนาง จึงเกิดช่องให้เห็นพื้นหินที่ทรงเหยียบ เมื่อหินที่ทรงเหยียบ ไม่เป็นสีเดียวกันกับรอยพระบาท ก็แสดงว่าสีทองของรอยพระบาท มิได้เกิดจากสีทองของหินที่ทรงเหยียบตามที่เราเข้าใจ

แล้วนั่นจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาเป็นความสงสัยข้อที่ 6 ว่า แล้วรอยพระพุทธบาทเป็นสีทองได้อย่างไร.?


@@@@@@

นั่นคือความสงสัยที่เกิดขึ้นใหม่ ขอให้ดูภาพข้างบน

จากการพิจารณาอยู่ระยะหนึ่ง ก็ได้ข้อสันนิษฐานว่ารอยฝ่าพระบาทที่เป็นสีทองนั้น เนื่องมาจากมหาปุริสลักษณะข้อที่ 11 ตามที่กล่าวไว้ในลักขณสูตร ในพระไตรปิฎกแปลไทย ชื่อพระสูตรและอรรถกถาเล่ม 16 หน้า 1-4 ว่า ทรงมีพระฉะวีวรรณดุจทองคำ คือทรงมีพระกายดุจหุ้มด้วยทองคำ การมีผิวหนังสีเหลืองดุจทองคำตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงพระเศียร จึงทำให้ผิวหนังกำพร้าของพระองค์บางครั้งหลุดล่วงลงได้ เหมือนผิวหนังของคนธรรมดาทั่วไป ผิวหนังกำพร้าที่หลุดล่วงของพระพุทธองค์ย่อมจะเป็นสีทองแน่แท้

ดังนั้น เมื่อพระองค์จะประทับรอยพระบาทไว้ที่เขาสัจพันธ์ จึงทรงอธิษฐานให้ผิวกำพร้าที่ฝ่าพระบาทร่วงลงผสมกับฝุ่นพระบาท ติดที่รอยพระบาทเป็นสีเหลืองทองผสมละอองธุลีตามที่เราเห็น


นี่คือ ข้อสันนิษฐานที่ผู้เขียนคิดได้

@@@@@@

ถามว่า พระองค์ทำไว้ทำไม ตอบว่า ทรงทำเพื่อให้ชาวพุทธรุ่นหลังเกิดความมั่นใจว่า พระพุทธบาทองค์นี้พระองค์มาประทับไว้จริง ขอชาวพุทธช่วยพิจารณา

ความจริงมงคลเมือง 9 นี้ มุ่งหมายจะกล่าวถึงชนชาติอินเดียที่อพยพมาอยู่รุ่นเดียวกันกับชนชาติจามแต่ชนชาติจามส่วนนี้ยังนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ ไม่เหมือนพระปุณณะและชาวเมืองสุนาปรันตะ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองสุนาปรันตะ และโปรดพระฤษีสัจพันธ์โดยการประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่ลพบุรี ที่กำลังกล่าวถึงนี้ ชาวอินเดียที่อยู่ในเขตเมืองนี้และที่ยังนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ คงทำสงครามกับชาวกำพุช เพื่อแย่งดินแดนกัน

เมื่อชนชาติจามที่นับถือศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลในเขตเมืองกัมพูชา จึงได้สร้างหลักฐานสัญลักษณ์ของฮินดูขึ้นที่ปราสาทวัดพู แคว้นจำปาสัก ประเทศลาว และเป็นเรื่องแน่นอนว่า ในช่วงนั้นพวกพราหมณ์ในอินเดีย เช่น ฤษีวาลมิกิ เป็นต้น ได้แต่งเรื่องรามเกียรติ์ โน้มใจคนอินเดียให้ทิ้งพุทธศาสนาแล้วหันมานับถือพระอิศวรและพระนารายณ์ แทนพระพรหม และก็ประสบความสำเร็จ คือคนอินเดียทิ้งพุทธศาสนาทิ้งพระพรหมหันไปนับถือพระอิศวรแทน นั่นคือศาสนาพราหมณ์หายไป ชาวอินเดียได้ศาสนาใหม่คือ ศาสนาฮินดู จากนั้นชนชาติจามหรือจะเป็นขอมก็ได้ และคนอินเดียในอินเดีย ได้ร่วมใจกันทำลายพระพุทธศาสนาที่พระปุณณะท่านมาเผยแผ่ไว้ทางเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีทั้งในเวียดนามกลาง ทั้งในลาวทั้งในกัมพูชา และทั้งในไทย


@@@@@@

จากนั้น พวกเขาก็สร้างปราสาทหินอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูไว้แทน สำหรับประเทศเวียดนามขอมหรือจาม ได้สร้างประสาทหินขึ้นไว้ถึง 70 ปราสาท ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า ปราสาทมิเซิล สำหรับประเทศลาว พวกเขาก็สร้างปราสาทวัดพูไว้ สำหรับประเทศกัมพูชาพวกเขาก็สร้างปราสาทนครวัดไว้ ส่วนประเทศไทย ลพบุรี โดยเฉพาะเขาวงพระจันทร์ น่าจะเป็นศูนย์รวมสำคัญ พวกเขาจึงสร้างให้เป็นเมืองของพระราม โดยนำเอาลิงมาเลี้ยง ทำนองให้เป็นทหารของพระราม สร้างเรื่องให้พระรามมาปราบยักษ์ชื่อกกขนาก สร้างทะเลชุบศรขึ้นที่เมืองลพบุรี สร้างศาลตั้งรูปพระกาฬ 4 กรไว้นั่นคือตั้งใจให้เป็นพระนารายณ์ แต่คนมอญสมัยนั้นไม่ยอมเรียกพระนารายณ์ แต่เรียกพระกาฬแทน

ขอสันนิษฐานว่า การสร้างสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูที่เมืองลพบุรีนี้ ไม่ใหญ่โตเหมือนที่เวียดนามและกัมพูชา ที่เป็นอย่างนี้ขอสันนิษฐานว่า เพราะชาวพุทธมอญที่เป็นเจ้าของถิ่นในเมืองไทยขณะนั้น เข้มแข็ง คงเป็นเมืองขึ้นของขอมไม่นานนัก และยิ่งกว่านั้นมีปรากฏการต่อต้านพระอิศวร ด้วยการเขียนภาพพระอิศวรและพระนารายน์นั่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยอาการเคารพ อยู่ที่วัดถ้ำโพธิสัตว์ ต.ทับกวาง ซึ่งไม่ไกลจากรอยพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์มากนัก เท่านั้นยังไม่สะใจชาวพุทธในช่วงนั้น ยังมีการแต่งเรื่อง พระพุทธเจ้าแสดงการทำปาฏิหาริย์แข่งกันกับพระอิศวร ปรากฏว่าพระอิศวรแพ้อย่างราบคาบ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความไม่พอใจของชาวพุทธ ที่พวกขอมหรือจามมาเปลี่ยนสถานที่พุทธเป็นฮินดู จึงได้สร้างสิ่งดังกล่าวมานั้นต่อต้าน

@@@@@@

ถามว่าเพราะเหตุใด พวกพราหมณ์จึงแต่งเรื่องรามเกียรติ์ทำลายพระพุทธศาสนา ตอบว่า ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า พวกพราหมณ์มุ่งทำลายพระพรหมเป็นอันดับหนึ่ง การทำลายพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องรอง เหตุผลมีว่า ตามธรรมดา พวกพราหมณ์นับถือพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าปฏิเสธ พระพรหมเป็นผู้สร้าง พวกพราหมณ์ก็โกรธพระพุทธเจ้า เมื่อปรากฏว่าในช่วงที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ พระพรหมที่พวกพราหมณ์เคารพกราบไหว้ ได้มาไหว้พระพุทธเจ้า เพื่ออาราธนาให้พระองค์แสดงธรรมโปรดสัตว์โลก

ข่าวนี้ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป พวกพราหมณ์อายนักเพราะตัวกราบไหว้พระพรหม แทนที่พระพรหมจะมาเข้ากับพวกพราหมณ์ แต่กลับไปไหว้พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับตน ดังนั้นจึงเดาใจพวกพราหมณ์ได้ว่าเขามีความแค้นพระพรหม เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นหลักฐานเรื่องพระพรหมเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงขอให้ไปอ่านพระไตรปิฎกแปลไทยฉบับหลวง เล่ม 4 พระวินัยปิฎกมหาวรรค ภาค 1 หน้า 9-10 และพระสูตรและอรรถกถาแปลเล่ม25 หน้า 132-139

ความแค้นตรงนี้ ทำให้พวกพราหมณ์เลิกนับถือพระพรหม แล้วสร้างพระเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมาแทน คือพระอิศวร แล้วสร้างเรื่องให้พระพรหมมาเคารพพระอิศวร


@@@@@@

เท่านั้นไม่พอ พระอินทร์ก็อีกองค์หนึ่งที่มากราบไหว้พระพุทธเจ้า

ผู้สนใจตรงนี้ขอให้ไปอ่านพระสูตรและอรรถกถาเล่ม 55 หน้า 133-137 พวกพราหมณ์โกรธมาก จึงทำการเปลี่ยนชื่อพระอินทร์ที่ว่า ท้าวสหัสนัย ซึ่งแปลว่า ทรงคิดได้พันเรื่องในขณะอึดใจเดียว เป็นท้าวสหัสโยนี ซึ่งแปลว่า พระอินทร์มีโยนีติดกายถึงหนึ่งพันชิ้นส่วน เพราะตัวสร้างเรื่องให้พระอินทร์ไปเป็นชู้กับเมียคนอื่น นี่คือรางวัลที่พวกพราหมณ์ประเคนให้พระอินทร์ ฐานะที่เข้ากับพระพุทธเจ้า

เรามาดูการสร้างพระพรหมให้ตกต่ำ หรือการสร้างฝ่ายพระพรหมให้เป็นตัวโกงของพวกพราหมณ์กันต่อไป พวกพราหมณ์วางแผนเอาตัวละครในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะจากเรื่องในชาดก มาเป็นตัวละครหลักในเรื่องรามเกียรติ์ อย่างเช่นต้องการทำลายพระพรหม ก็สร้างตัวร้ายคือทศกัณฐ์ เป็นหลานพระพรหม จากนั้นก็สร้างให้ทศกัณฐ์ทำชั่วอย่างที่สุด เช่น เหาะขึ้นไปทำเจ้าชู้กับนางฟ้าซึ่งเป็นสนมของพระอิศวร แล้วก็สร้างให้ทศกัณฐ์ชั่วถึงขนาดเอาลูกมาเป็นเมีย เพราะนางสีดานั้นพวกพราหมณ์สร้างให้เป็นลูกของทศกัณฐ์ จากนั้นก็สร้างพระอินทร์ให้ตกต่ำ โดยแต่งให้พระอินทร์มาเป็นชู้กับเมียพระฤษีชื่อโคดม ซึ่งก็เอาชื่อพระพุทธเจ้ามาตั้ง เมื่อได้ลูกมาก็วางแผนให้ลูกที่เกิดจากความชั่วของพระอินทร์เป็นทหารเอกของพระราม ชื่อพาลีและสุครีบ

@@@@@@

สำหรับพระโคดมฤษีนั้น พวกพราหมณ์สร้างให้มีลูกสาวคนเดียวชื่อนางสวาหะ และสร้างให้ลูกสาวรู้ความลับของแม่ แล้วไปฟ้องพ่อว่าแม่มีชู้ แม่ก็โกรธลูกสาว แล้วก็สาปลูกสาวไม่ให้มีผัว แต่ให้ไปยืนถ่างขาต้านลม นางสวาหะจึงตั้งครรภ์แล้วก็มีลูกชื่อหนุมาน เป็นทหารเอกของพระราม ไม่รู้จักตายพลลิงของพระรามก็ตายไม่เป็น เมื่อตาย พอลมพัดอ่อนๆ ก็ฟื้นมาสิ้น อยากถามคนชอบเรื่องรามเกียรติ์ว่าคุณเชื่อว่ามันเป็นจริงหรือ.?

มาดูการสร้างตัวพระเอกของพวกพราหมณ์กันต่อไป เขาได้สร้างให้ อโนมตัน เป็นเชื้อสายของพระอิศวร พระเจ้าที่พวกพราหมณ์สร้างขึ้นมาแทนพระพรหม แล้วให้ไปครองเมืองอโยธยา จากนั้นเขาได้นำเอาชาดกชื่อ ทศรถชาดก มาเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ขอให้ผู้อ่านไปอ่านเรื่อง ทศรถชาดก ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ชื่อพระสูตรแลอรรถกถา เล่ม 60 หน้า 72-84 ขอสรุปให้อ่านดังต่อไปนี้


@@@@@@

พระราชาทศรถครองกรุงพาราณสี มีโอรส 3 องค์ คนพี่ชื่อ พระราม คนที่สองชื่อ พระลักษมัน คนที่สาม เป็นหญิงชื่อ สีดา ท้าวเธอมีพระมเหสีใหม่ เพราะองค์เก่าวายชนม์ พระนางมีโอรสสององค์คือ พระพรตและพระศรัตตุ ท้าวทศรถพอพระทัยให้พรนางว่า ต้องการอะไรให้บอก นางก็ขอสมบัติให้ลูกของนาง พระราชาโกรธมาก ไม่ยอมให้ แต่กลัวพระรามจะมีอันตราย ถ้ามีชีวิตอยู่ในวัง จึงให้โหรหลวงดูว่าพระองค์จะมีอายุอยู่อีกกี่ปี โหรทูลว่าจะมีอายุอยู่อีก 14 ปี ท้าวเธอจึงให้ลูกทั้งสามองค์หลบไปอยู่ป่าเสีย 14 ปี เมื่อพ่อตายแล้วให้มาครองเมืองพาราณสี พระรามและน้องจึงไปอยู่ป่า แต่ท้าวเธอสิ้นพระชนม์เมื่อลูกไปอยู่ป่าได้ 12 ปี แม่ของพระพรตจึงให้เสนาบดียกราชสมบัติให้พระพรตพระพรตไม่ยอมตามแม่ แต่กลับพากองทัพไปตามพระรามผู้พี่ให้มาครองราชย์

จากนั้นพราหมณ์ไปแต่งเรื่องใหม่ คือให้นางสีดาเป็นลูกทศกัณฐ์ พอนางคลอดแล้วก็พูดว่า จะผลาญวงศ์ยักษ์ให้สิ้น ภิเภก น้องทศกัณฐ์ ทำนายว่าเด็กคนนี้เป็นกาลกิณี ให้เอาไปทิ้งเสีย ท้าวชนกได้นางมาเป็นลูกบุญธรรม แล้วพวกพราหมณ์ก็แต่งเรื่องให้พระรามกับนางสีดาแต่งงานกัน จากนั้นพวกพราหมณ์ก็สร้างความชั่วให้ทศกัณฐ์อีกโดยการไปแย่งเมียพระราม ความชั่วที่พวกพราหมณ์สร้างให้ทศกัณฐ์ ผู้เป็นหลานพระพรหมตรงนี้ ทำให้ทศกัณฐ์ชั่วถึงสองจุด คือ

ชั่วเพราะเอาลูกมาทำเมีย สองชั่วเพราะไปแย่งเมียคนอื่น เมื่อชั่วขนาดนี้ ผู้อ่านเรื่องรามเกียรติ์จึงเห็นด้วยที่จะต้องเอาคนดีมาปราบ ขนาดคนมาปราบตายแล้ว ก็ยังฟื้นมาปราบต่อ ผู้อ่านก็สะใจ มิได้เฉลียวใจเลยว่า เป็นเรื่องโกหก

@@@@@@

พวกพราหมณ์ต้องการให้พระราม ซึ่งเป็นตัวแทนของพระอิศวร ฆ่าทศกัณฐ์ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพรหมให้ตาย ซึ่งเท่ากับว่าในเรื่องรามเกียรติ์ ตัวโกงคือทศกัณฐ์ที่พวกพราหมณ์เกณฑ์ให้เป็น ได้ตายแล้วด้วยการฆ่าของพระราม

ตรงนี้ถ้าเราจะพูดว่า พวกพราหมณ์ชนะในจอ คือในเรื่องที่แต่งขึ้น ก็น่าจะได้ เพราะในสังคมอินเดียคนอินเดียแทบไม่รู้จักพระพรหม นี่จะเรียกว่าพวกพราหมณ์ชนะนอกจอก็ได้ เพราะที่เขาต้องการทำลายพระพรหมก็สำเร็จแล้ว ทำนองเดียวกัน พวกพราหมณ์ต้องการทำลายพระพุทธศาสนาด้วย คนอินเดียก็ทิ้งพุทธศาสนาด้วย นี่ก็เหมือนชนะนอกจอเหมือนกัน โดยสรุป ชนะในจอก็คือ พระรามตัวแทนพระอิศวร ฆ่าทศกัณฐ์ตัวแทนพระพรหมได้ ชนะนอกจอคือ สังคมอินเดียทิ้งพุทธศาสนา ทิ้งพระพรหมแล้วบูชาพระอิศวรแทน

แต่ขณะนี้ในอินเดียพระพุทธศาสนากำลังจะคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะการเมืองกล่าวคือในสังคมอินเดีย วรรณะกษัตริย์ผู้มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ ได้หมดบทบาทไปแล้ว วรรณะไวศยะคือพ่อค้านายทุน ที่มีเงินเป็นฐานอำนาจ ก็หมดบารมีไปแล้วเช่นกัน


@@@@@@

ขณะนี้ วรรณะศูทรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังลาออกจากศาสนาฮินดู ที่สร้างรามเกียรติ์มาหลอกพวกเขา ดูถูกพวกเขาเหมือนไม่เป็นคน จากนั้นพวกเขาประกาศตนเป็นชาวพุทธขึ้นมาตลอดเวลา แล้วเลือกพรรคการเมืองทำเพื่อชนชั้นรากหญ้า วรรณะกษัตริย์และชนชั้นพ่อค้า เป็นคนส่วนน้อยของประเทศไปแล้ว แต่ละวรรณะของอินเดีย เขาได้อำนาจทางการเมืองมาด้วยการเลือกตั้ง มิใช่ได้อำนาจมาเพราะอาวุธและเงินแต่อย่างใด

ผู้เขียนวิเคราะห์เรื่องนี้ จากข้อมูลที่พวกพราหมณ์โกรธพระพรหม แล้วมีพฤติกรรมสร้างตัวละครทางฝ่ายพระพรหมให้ตกต่ำ แต่สร้างตัวละครทางฝ่ายพระอิศวรให้เป็นฝ่ายดี และให้ได้ชัยชนะในเรื่องรามเกียรติ์ ขอผู้อ่านพิจารณาเถิด แม้จะไม่เชื่อเราก็ไม่ว่ากัน

       ทวี ผลสมภพ



ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/columnists/news_1498979
วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 - 14:52 น.
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “เขาคิชฌกูฏ” ดินแดนที่เปรตชุกชุม เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 08:35:10 AM




ดินแดนที่เปรตชุกชุม

สมัยผมยังเล็กได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าเรื่องเปรตแล้วขนลุกด้วยความกลัว แต่ก็อยากฟัง ภาพของเปรตในจินตนาการก็คือ ตัวสูงกว่าลำตาล แลบลิ้นยาวเฟื้อย มีอยู่ชุกชุมที่วัดสุทัศน์ จึงมักมีคำพูดติดปากว่า“เปรตวัดสุทัศน์” (ทำไมต้องวัดสุทัศน์ไม่ทราบ)

นี่คือความรับรู้ของผมเกี่ยวกับเรื่องเปรตสมัยยังเด็ก พอโตมาได้บวชเป็นเณรน้อย เรียนบาลี แปลหนังสือบาลีออกแล้ว จึงรับรู้เรื่องเปรตได้อย่างกว้างขวาง เชื่อไหมครับ คัมภีร์พระศาสนาได้พูดถึงเปรตมากเป็นพิเศษถึงขนาดรวบรวมเป็นตอนหนึ่งเลยเรียกว่า “เปรตวัตถุ” (เรื่องของเปรต) คู่กับ“วิมานวัตถุ” (เรื่องของเทวดาที่อยู่บนสวรรค์วิมาน)

เอาไว้ว่างๆ ผมจะนำมาขยายให้ฟัง วันนี้ขอพูดถึงสถานที่ที่มีเปรตชุกชุมตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์ก่อน สถานที่นั้นคือ “เขาคิชฌกูฏ” ครับ


@@@@@@

เขาคิชฌกูฏ แปลกันว่าเขานกแร้ง เพราะเหตุผลสองประการคือ ประการที่หนึ่งมีอีแร้งมากมายพากันมาจับอยู่ตามชะง่อนผาคอยกินซากศพ ว่ากันว่า ณ หุบเหวแห่งหนึ่งที่เขานี้เป็นสถานที่ที่เขานำโจรลือชื่อที่ต้องโทษประหารมาโยนทิ้งให้ตายทั้งเป็น จนมีคนเรียกเหวนี้ว่า “เหวทิ้งโจร” อีแร้งจึงพากันมารอจับกินซากศพกันเป็นฝูง

อีกเหตุผลหนึ่งว่ากันว่าเขานี้รูปร่างคล้ายอีแร้ง เวลามองมาแต่ไกลจะมองเห็นเหมือนอีแร้งตัวเบ้อเร่อจับอยู่ ว่าอย่างนั้น ผมเคยไปอินเดียสองครั้ง จ้องเขาคิชฌกูฏ อย่างพินิจพิเคราะห์ มองยังไงๆ ก็ไม่เห็นเค้าว่ามันจะเหมือนอีแร้งตรงไหน หรือว่าอีแร้งแขกกับอีแร้งไทยมันไม่เหมือนกันก็ไม่รู้สิครับ

บนยอดเขาคิชฌกูฏมีพระคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้าและกุฏิของพระอานนท์อยู่ถัดมา ปัจจุบันนี้ยังมีซากปรักหักพังหลงเหลืออยู่ รัฐบาลอินเดียอนุรักษ์ไว้อย่างดี เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาชมวันละหลายคณะ

@@@@@@

ลดหลั่นลงมาอีกนิดก็เป็นสถานที่ที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินจะให้ทับพระพุทธเจ้า (สถานที่นี้ไม่มีเขียนบอกไว้ ได้แต่สันนิษฐานกันเอา) ต่ำลงมาอีกก็เป็นถ้ำ “สุกรขาตา” (ถ้ำหมูขุดหรือถ้ำคางหมู) ที่เรียกว่าถ้ำคางหมูนี้มองออก เพราะดูคล้ายคางหมูจริงๆ ถ้ำนี้พระสารีบุตรชอบมาเข้าฌานสมาบัติ เป็นสถานที่ที่ท่านได้บรรลุอรหันต์ด้วย

ต่ำลงมาอีกเป็นสถานที่พักพลของพระเจ้าพิมพิสาร เล่ากันว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้เคารพพระพุทธเจ้ามาก มีเวลาว่างเมื่อใดก็จะเสด็จมาฟังธรรม เมื่อขบวนเสด็จตามขึ้นเขามาถึงตรงจุดนี้ พระองค์จะทรงถอดเครื่องทรงออกหมด ทรงฉลองพระองค์อย่างอุบาสกธรรมดาคนหนึ่ง สั่งให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จพักรออยู่ ณ จุดนี้ พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินโดยพระบาทไปเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำพัง

อีกมุมหนึ่งเป็นเหวทิ้งโจรดังที่กล่าวแล้ว ไม่มีป้ายปักบอกไว้ได้แต่เดาเอาเองว่าน่าจะเป็นที่นั้นที่นี้

อีกมุมหนึ่งไม่รู้มุมไหน รู้แต่ว่าพวกเปรตมันมาชุมนุมกันสลอนทีเดียวแหละครับ พระสงฆ์สาวกพากันเดินขึ้นเดินลงเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน ไม่มีท่านใดเห็นเปรตพวกนี้ มีอยู่ท่านหนึ่งที่มักจะเห็นบ่อยๆ


@@@@@@

ท่านรูปนี้ชื่อพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ ท่านไปไหนมาไหนจะมีศิษย์ติดตามใกล้ชิดอยู่รูปหนึ่งชื่อพระลักขณะ เมื่อท่านโมคคัลลานะเห็นเปรตแต่ละครั้ง ท่านจะยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก

พระลักขณะจะถามว่าท่านยิ้มทำไม
“ผมเห็นเปรตตัวหนึ่ง รูปร่างพิลึกพิลั่นเหลือประมาณ” ท่านบอกลูกศิษย์

ครั้นลูกศิษย์รบเร้าให้เล่าให้ฟัง ท่านจะบอกว่าเอาไว้ถามเวลาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์ บอกตรงนี้เดี๋ยวจะหาว่าพูดไม่จริงให้พระพุทธองค์ทรงเป็นสักขีพยาน

ทุกครั้งที่พระโมคคัลลานะเล่าว่าได้เห็นเปรตรูปร่างอย่างนั้นๆ พระพุทธองค์ตรัสว่า โมคคัลลานะเห็นจริง เปรตตัวนี้เราก็เคยเห็นแต่ไม่บอกใคร แล้วพระองค์จะทรงเล่าบุพกรรมของมันให้เหล่าสาวกฟังว่า มันทำบาปกรรมอะไรไว้จึงมาเกิดเป็นเปรตหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอย่างนั้น

@@@@@@

มีอยู่คราวหนึ่งพระโมคคัลลานะเล่าว่าเห็นเปรตอัณฑะใหญ่มาก ไปไหนมันจะแบกอัณฑะสองลูกนั้นไปอย่างทุลักทุเล แบกไปล้มไป เพราะมันหนักมาก พระพุทธองค์ตรัสยิ้มๆ ว่า รู้ไหมชาติก่อนเปรตตัวนี้ทำบาปอะไร เมื่อพระสงฆ์นั่งเงียบ พระองค์ตรัสต่อไปว่า

“มันเป็นผู้พิพากษา นั่งตัดสินความ ทำคนถูกให้ผิด ทำคนผิดให้ถูก เพราะมันรับสินบนเขามา ตัดสินคดีความไม่ยุติธรรม ตายไปจึงมาเกิดเป็นเปรตแบกลูกอัณฑะ”

ใครมีอาชีพเกี่ยวกับกฎหมาย ถ้าไม่อยากแบกไข่มหาศาลก็ฟังไว้นะขอรับ



คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ : ดินแดนที่เปรตชุกชุม โดยเสฐียรพงษ์ วรรณปก
วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 - 13:00 น.
ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/columnists/news_1499438
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ลาว..จัดงานวันวิสาขบูชายิ่งใหญ่ ตักบาตรพระสงฆ์ 1,000 รูป เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2019, 08:31:58 AM



ลาว..จัดงานวันวิสาขบูชายิ่งใหญ่ ตักบาตรพระสงฆ์ 1,000 รูป

ชาวพุทธในสปป.ลาว และคณะสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, มูลนิธิวีระภุชงค์ จากไทยหลายพันคนแห่ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์กว่า 1,000 รูป ในวันวิสาขบูชา แน่นขนัดวัดพระธาตุหลวง กลางนครหลวงเวียงจันทน์...

นายเด่นชัย เด่นชัยประดิษฐ์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ รายงานจากนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า ตามที่ สปป.ลาว ได้จัดงานวันวิสาขบูชาโลกขึ้น อย่างยิ่งใหญ่พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีคณะจากสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ นำชาวพุทธไทยร่วมให้การสนับสนุนและเข้าร่วมงานนั้น



ล่าสุดเมื่อตอนเช้า ของวันที่ 18 พ.ค. 2562 ที่วัดพระธาตุหลวง ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์หลวงปู่บุญมา สัมมาพรหม รองประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ได้เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายชัยสมพร พรมวิหาร ประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ เป็นประธานฝ่ายฆาราวาสในพิธีทำบุญตักบาตรและเวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ประกาศให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก ภายใต้คุณูปการของพระพุทธศาสนาต่อสันติภาพโลก


สำหรับปีนี้ถือเป็นปีพิเศษที่ สปป.ลาว รวมพลังชาวพุทธ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบทั้งการปฏิบัติธรรม การประกอบพิธีสำคัญทางพุทธศาสนาเต็มรูปแบบ เพื่อร่วมกันรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันสำคัญนี้ ส่งผลให้ชาวพุทธใน สปป.ลาว และจากประเทศไทยแห่เข้าร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะการทำบุญใส่บาตรที่มีพระสงฆ์ทั่วนครหลวงเวียงจันทน์และจากประเทศไทย ที่นำโดย พระธรรมวรนายก และ พระเมธีวรญาณ (เจ้าคุณสายเพชร) กว่า 1,000 รูป ออกรับบิณฑบาต


ทั้งนี้ นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ กล่าวว่า การที่คณะจากสถาบันโพธิคยาฯและมูลนิธิวีระภุชงค์ ที่นายวินัย นางนวลละออ วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิฯ นำทีมมาร่วมให้การสนับสนุนด้วยตัวเองครั้งนี้ เพราะต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นจุดเชื่อมต่อ รวมทั้งเพื่อเป็นการต่อยอดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งในครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นการธรรมยาตรา ครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคมนี้ ที่จะเพิ่มจีนเข้ามาเป็น 6 ประเทศ










ขอบคุณภาพและข่าวจาก : https://www.thairath.co.th/news/foreign/1570960
โดย ไทยรัฐออนไลน์
19 พ.ค. 2562 04:47 น.
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ดนตรีบำบัด มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2019, 07:03:29 AM



ดนตรีบำบัด มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ดนตรีบำบัด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Music Therapy เป็นกิจกรรมทางดนตรีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฟัง การร้องเพลง การแต่งเพลง โดยมีจุดประสงค์เพื่อบำบัดความเจ็บป่วย ฟื้นฟูร่างกาย อารมณ์ รวมถึงสติของผู้เข้ารับการบำบัด

ส่วนมากดนตรีบำบัด ถูกใช้ในโรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงเรียน สถานเลี้ยงดู หรือแม้แต่ที่พักอาศัย โดยส่วนมากเราจะเห็นตามโรงพยาบาลของรัฐบาล ที่มีวงดนตรีของกลุ่มอาสาสมัคร ไปร้องเพลงเพื่อให้ประชาชนที่นั่งคอย การรักษาได้ฟัง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย และช่วยลดความเครียดจากการเจ็บป่วย หรือการรอคอย การเข้ารับบริการ เป็นเวลานาน


@@@@@@

DR,Buckwalter et.al อ.ประจำวิทยาลัยพยาบาล มหาวิทยาลัย Iowa สหรัฐอเมริกา มีการวิจัยว่า ดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย และจิตใจ สามารถนำมาใช้ในเรื่อง ลดความกังวล ลดความกลัว ช่วยสร้างแรงจูงใจ ทำให้ผู้เข้ารับการรักษาผ่อนคลาย และจูงใจให้เกิดสติได้

สำหรับการนำดนตรีบำบัดมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มี มานานหลายศตวรรษ ด้วยเหตุผลที่ว่า ดนตรี สามารถเข้ากับคนได้ง่าย ไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นดนตรีประเภทไหน ลูกทุ่ง ลูกกรุง คลาสสิก เนื่องจากดนตรี จะสามารถกระตุ้นสมองได้เกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น ส่วนการได้ยิน ,ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว แขน ขา ใบหน้า และส่วนของอารมณ์ จิตใจ ความเจ้าใจ รวมถึงความจำด้วย

นอกจากดนตรีบำบัดจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว คนทั่วไปยังสามารถใช้ดนตรีเพื่อความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แถมยังช่วยคลายเครียดจากเรื่องต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีที่ช่วยในการผ่อนคลาย (relaxing music) ดนตรีที่ช่วยในการทำสมาธิ (meditation music) หรือดนตรีที่ช่วยให้หลับ (sleeping music) ก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

@@@@@@

ลักษณะของดนตรีบำบัดควรเป็นแบบไหน.? (ข้อมูลจาก : สสส.)
    1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไม่ควรมีเนื้อร้อง มีเสียงตามธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตก เป็นต้น
    2. มีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที และมีทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ระดับเสียงปานกลาง-ต่ำ
    3. ความเข้มของเสียงไม่ดังมาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ฟัง เนื่องจากความดังสามารถกระตุ้นให้มีความเจ็บปวดของผู้ป่วยให้เพิ่มมากขึ้นได้
    4. ประเภทของดนตรีที่นิยมใช้ อาทิ พิณ เปียโน กีตาร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า ป๊อป คลาสสิค เป็นต้น
    5. ดนตรีที่ผู้ฟังมีความคุ้นเคย และความชอบ


@@@@@@

มาฟังดนตรีกันวันละนิด เพื่อจิตใจที่แจ่มใสกันเถอะ



ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/68464.html#cxrecs_s
โดย : KIMBEEL , 4 May 2018
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เผยที่มาของ "มนต์อาลัมพายน์" และข้อเท็จจริงเรื่องพญานาคกลัวมนต์นี้ จริงหรือไม่.? เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2019, 06:13:54 AM




เผยที่มาของ "มนต์อาลัมพายน์" และข้อเท็จจริง เรื่องพญานาคกลัวมนต์นี้ จริงหรือไม่.?

มีละครถึง 2 เรื่องแล้วที่กล่าวถึง มนต์อาลัมพายน์ คือเรื่อง นาคี และ เพลิงนาคา เป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัยอยู่ไม่น้อยว่าทำไมพญานาคถึงกลัวมนต์บทนี้ และมนต์บทนี้มีที่มาอย่างไร ซีเคร็ตจึงหาคำตอบมาฝาก เพื่อคลายข้อสงสัยนี้แก่ชาวซีเคร็ตทุกท่าน

หากยังจำกันได้กับละครเรื่อง นาคี ที่หมอเมืองอินทร์ใช้มนต์อาลัมพายน์สะกดเจ้าแม่นาคี และละครเรื่อง เพลิงนาคา ที่ภุมภนาคราชสะกดสิงหนาคราชผู้เป็นพี่ชายไว้ด้วยมนต์อาลัมพายน์ เราลองมาทำความรู้จักกับมนต์บทนี้กันดีกว่า

@@@@@@

ความเป็นมาของมนต์อาลัมพายน์

ในชาดกเรื่อง ภูริทัตตชาดก ไม่ได้กล่าวถึงมนต์บทนี้ หากมีใกล้เคียงก็คือ ” ครุฑมาบอกวิชาหมองูอย่างสูง แก่ฤาษีโกสิยโคตรผู้อยู่ในป่า ประพฤติตบะอยู่สิ้นกาลนาน เราเข้าไปหาฤาษีตนหนึ่งซึ่งนับเข้าในพวกฤาษีผู้บำเพ็ญตนอาศัยอยู่ในระหว่างภูเขา ได้บำรุงท่านโดยเคารพ มิได้เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญวัตรและพรหมจรรย์ เป็นผู้มีโชค เมื่อได้สมาคมกับเรา จึงสอนมนต์ทิพย์ให้แก่เราด้วยความรัก เราทรงไว้ซึ่งผลอันวิเศษในมนต์นั้น จึงไม่กลัวต่อนาค เราเป็น อาจารย์ของพวกหมอฆ่าพิษ ชนทั้งหลายรู้จักเราว่าอาลัมพายน์ “

ข้อความที่ยกมาจากภูริทัตตชาดกในพระไตรปิฎกนี้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีคำว่า “มนต์อาลัมพายน์” แต่มีชื่อของอาจารย์ของหมอฆ่าพิษ หรือหมองู ชือว่า “อาลัมพายน์” ดังนั้นมนต์อาลัมพายน์จึงอาจหมายความว่าเป็นมนต์ของอาลัมพายน์ ที่มาของมนต์ที่พราหมณ์คนนี้เรียนมาจากฤาษีโกสิยโคตรคือ ครุฑตนหนึ่งมาบอกวิชา (มนต์) หมองูอย่างสูง (ไม่บอกว่าชื่อมนต์อะไร) แด่พระฤาษี ซึ่งพราหมณ์คนนี้ก็ดูแลรับใช้พระฤษีเป็นอย่างดีจนกระทั่งท่านเมตตาให้มนต์หมองูนี้มา อาลัมพายน์พราหมณ์จึงใช้มนต์นี้หาเลี้ยงชีพ


@@@@@@

คัมภีร์อรรถกถาได้ขยายถึงสาเหตุที่ครุฑมอบมนต์นี้ให้แด่พระฤาษี ครุฑตนนี้คือพระยาสุบรรณได้จับพญานาคตนหนึ่งมาจากมหาสมุทรเพื่อกินเป็นอาหาร ครุฑจับที่หัวของพญานาค พาบินผ่านป่าหิมพานต์ หางของนาคจึงไปเกี่ยวกับต้นไทร ซึ่งเป็นจุดที่พระฤาษีตนนี้ใช้เดินจงกรม พอครุฑกินนาคเข้าไปแล้วจึงทราบว่านาคตนนี้เกี่ยวต้นไทรมาด้วย ครุฑนึกขึ้นได้ว่าเป็นต้นไทรที่อยู่ในบริเวณอาศรมของพระฤาษี จึงเกรงว่าตนจะบาปที่ได้ทำลายที่เดินจงกรมของผู้ทรงศีล

จึงจำแลงกายเป็นมาณพเข้าไปหาพระฤาษี ได้ทำการขอขมาและบอกความจริงว่าตนคือ ครุฑที่ทำให้ต้นไทรของพระฤาษีเสียหาย และกลัวว่าจะเป็นบาปจึงเข้ามาขอขมา พระฤาษีจึงสอนว่า บาปจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อคนนั้นมีเจตนา ถ้าครุฑไม่มีเจตนาก็ถือว่าไม่บาป พญาครุฑซึ้งในโอวาทจึงมอบมนต์อาลัมพายน์ (ปรากฏชื่อมนต์นี้ในอรรถกถาภูริทัตตชาดก) ไว้ เมื่อพราหมณ์ (ชื่อว่า อาลัมพายน์พราหมณ์) เข้ามาปรนนิบัติดูแลพระฤาษีเป็นอย่างดีจึงได้เรียนมนต์นี้จากพระฤาษี

@@@@@@

พญานาคกลัวมนต์อาลัมพายน์ จริงหรือไม่.?

ขณะที่อาลัมพายน์พราหมณ์เรียนมนต์จากพระฤาษีแล้ว ก็เดินไปตามฝั่งของแม่น้ำยมุนา ซึ่งเป็นที่อยู่ของนาค ได้บริกรรมมนต์นี้ไปตลอดทาง เหล่านางนาคมาวิกาได้ยินมนต์ก็คิดว่ าครุฑจะบินมาจับพวกตนกินเป็นอาหาร จึงพากันรีบหนีลงนาคพิภพ ทำให้ลืมแก้วมณีไว้ตามหาดทราย อาลัมพายน์พราหมณ์จึงเก็บอัญมณีเหล่านี้มาเป็นของตน

จากเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่านาคกลัวมนต์อาลัมพายน์จริง เพราะมนต์นี้จะกลายเสียงของครุฑขึ้นมา ทำให้นาคคิดว่า ครุฑบินมาจะจับตนกิน
    แล้วที่ใครๆ เชื่อว่า อาลัมพายน์พราหมณ์ใช้มนต์นี้จับพระภูริทัตต์ได้จริงไหม.?
    ขอตอบว่า ไม่ ในตอนหนึ่งของอรรถกถาภูริทัตตชาดกเล่าว่า พราหมณ์เนสาทได้บอกทางไปยังที่ถือศีลของพระภูริทัตต์ อาลัมพายน์พราหมณ์ทาตัวด้วยทิพยโอสถ เพื่อป้องกันพิษของนาค แล้วสานกระโปรงขึ้นเพื่อใส่พญานาค แล้วร่ายมนต์จึงเข้าไปจับพระภูริทัตต์ซึ่งกำลังพันขนดอยู่บนจอมปลวก


@@@@@@

พระภูริทัตต์ไม่ได้ถูกจับได้โดยง่ายเพราะฤทธิ์แห่งมนต์อาลัมพายน์ แต่เพราะพระองค์ไม่อยากทำร้ายอาลัมพายน์พราหมณ์ให้ถึงแก่ความตาย นาคมีจิตที่เป็นโทสะ พิษของนาคสามารถสังหารคนให้ตายได้ในทันที แต่พระภูริทัตต์ไม่อยากให้ศีลที่ตนเองบำเพ็ญมากขาดจึงข่มโทสะไว้

อาลัมพายน์พราหมณ์จึงจับพระภูริทัตต์ใส่กระโปรง (ภาชนะสานชนิดหนึ่ง) ได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังดูหมิ่นสัตว์ทิพย์ชั้นสูงด้วยการใช้เท้าเขี่ยเศียรของพระภูริทัตต์เข้ากระโปรงอีกด้วย

แสดงว่าพญานาคจริงๆแล้วไม่ได้กลัวมนต์อาลัมพายน์ ตามพระราชปุจฉาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ถามสมเด็จพระสังฆราชและราชาคณะทั้งหลายถึงเรื่องนี้ว่า
     “นาคทั้งปวงกลัวมนต์อาลัมภายน์ แต่เจ้าสุทัสน์แลนางอัจจมุขีนั้นไม่กลัวฤๅ”
พระราชปุจฉาแห่งรัชกาลที่ 1 แสดงให้เห็นว่า มนต์อาลัมพายน์เป็นที่รู้จักกันมานานแล้วว่าเป็นมนต์ที่พญานาคกลัว

     @@@@@@

สมเด็จพระสังฆราชและราชาคณะถวายวิสัชชนาโดยมีใจความว่า
    “ทิพยมนต์ของอาลัมภายน์นั้นเป็นทิพยมนต์ครุฑ ได้มาแต่สำนักดาบส แต่นาคทั้งหลายที่เกิดในสกุลทั้ง 7 มีสกุลธตรฐ เป็นต้น หากลัวครุฑทำอันตรายไม่ นาคที่กลัวครุฑจำเพาะแต่ที่เกิดในสกุลต่ำกว่าสกุลทั้ง 7 นั้น พระภูริทัตเกิดในสกุลธตรฐ จึงไม่กลัวทิพยมนต์ แต่เพราะเหตุที่จำศีล จึงไม่ทำอันตรายแก่อาลัมพายน์ ๆ จึงทำได้ตามปราถนา เพราะกลัวศีลขาด และพระสุทัศน์กับนางอัจจมุขีก็เกิดสกุลเดียวกับพระภูริทัตจึงมิได้กลัว”


 

ที่มา : ภูริทัตตชาดก, อรรถกถาภูริทัตตชาดก, ประชุมพระราชปุจฉา โดยกรมศิลปากร ,ขันตปริตร
ภาพ : ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/155515.html
By nintara1991 ,17 May 2019
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 คําถาม ยอดฮิตติดในใจ เรื่องของการทำบุญ เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2019, 07:14:44 AM


5 คําถาม ยอดฮิตติดในใจ เรื่องของการทำบุญ

ข้อสงสัยว่า เรื่องของการทำบุญ ที่ยอดฮิต มักมีผู้อ่านสงสัย ไปดูกันค่ะ มีอะไรบ้าง ตรงใจกับคุณผู้อ่านหรือเปล่า…

@@@@@@

๑. ทําไมจึงต้อง มีการบอกบุญ.?

เพราะบุญทั้งหลายสําเร็จด้วยการขวนขวายในทาง การขวนขวาย บอกให้คนอื่นทําบุญ แม้ว่าตนเองจะไม่ได้ทําก็ตามถือเป็นการขวนขวาย ให้บุญของเขาสําเร็จ ผู้บอกก็ได้บุญเพราะถือเป็นการชวนเขาทําความดี แต่ก็ได้บุญตามที่เราขวนขวายเท่านั้นเพราะเราไม่ได้ร่วมบริจาควัตถุด้วย


@@@@@@

๒. ทําไมจึงต้องอนุโมทนาบุญ.?

เพราะบุญทั้งหลายสําเร็จด้วยการกระทําอนุโมทนา หมายถึง เมื่อ เห็นคนอื่นทําบุญทํากุศลก็กล่าวคําว่า “สาธุ ขอให้บุญกุศลนั้นจงสําเร็จ ขออนุโมทนาด้วย” ก็จะได้บุญไปด้วย เพราะเกิดความสุขกับการทําบุญของคนอื่น การได้สรรเสริญ ได้อนุโมทนา ได้ยกย่องคนอื่นที่ทําความดี จิตใจผู้อนุโมทนาก็จะพลอยมีความสุข

@@@@@@

๓. ทําไมต้องกรวดน้ํา.?

ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า การกรวดน้ําเป็นสัญลักษณ์ของการมอบ สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แก่คนใดคนหนึ่ง เช่น ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารทําบุญเลี้ยงพระแล้วทรงหลั่ง ทักษิโณทก (กรวดน้ํา) เพื่อเป็น สัญลักษณ์ของการ “อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล” ให้แก่พระญาติที่ล่วงลับ ของพระองค์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาทําบุญจึงนิยมใช้การกรวดน้ํา เป็นสัญลักษณ์แทนการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ความจริงในการทําบุญจะไม่กรวดน้ําก็ได้ แต่ให้ใช้วิธีตั้งจิต อธิษฐานแบ่งส่วนบุญุกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับหรือสรรพสัตว์ก็ได้ผลเหมือนกัน


@@@@@@

๔. เวลาไปวัดจําเป็นไหม ที่ต้องใส่ซองผ้าป่าหรือกฐิน.?

พระราชวิจิตรปฏิภาณ(เจ้าคุณพิพิธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ไว้ว่า การทําบุญในลักษณะนี้โดยมากจะเป็นการทําบุญกับสถานที่ ฉะนั้นจึงไม่ได้มีบ่อยๆและมีเป็นวาระ เราทุกคนควรทําดีกว่าจะต้องเสียใจภายหลัง เมื่อโอกาสหมดไป ให้คิดเสียว่านําเงินมาทําบุญ ดีกว่านําไปซื้อกระเป๋าหนังสัตว์เดรัจฉานซื้อหินเจียระไนมาสะสมไว้แล้วไม่ได้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และเวลามีใครให้ซองบอกบุญมา ก็ให้คิดว่าเราอาจเคยบอกบุญกับเขา เขาก็บอกบุญตอบกลับมากับเรา เป็นการแสดงความปรารถนาดีต่อกันดังคําโบราณที่ว่า “ทําบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” เพราะเขารักเราจึงอยากทําบุญร่วมกับเรา

@@@@@@

๕. ยิ่งทําบุญมาก ก็ยิ่งรวยมาก จริงไหม.?

เรื่องนี้ พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า แม้การทําบุญจะเป็นสิ่งที่ดีและให้ผลดี แต่ไม่จําเป็นว่าจะต้องทําให้ผู้ทํานั้นร่ํารวยเสมอไป ผลขึ้นอยู่กับว่าเราทําบุญหรือทําความดีอย่างไรด้วย เช่น ถ้ามีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ละเว้นปาณาติบาต จะส่งผลให้มีอายุยืน ถ้าไม่ชอบเบียดเบียนทําร้ายสัตว์ จะส่งผลให้มีสุขภาพดี ส่วนความร่ํารวยนั้นเป็นอานิสงส์ที่เกิดจากการให้ทาน

อย่างไรก็ตาม ความร่ํารวยที่เกิดจากการให้ทานนั้น ตามความในพุทธพจน์ พระพุทธองค์ตรัสว่า จะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้ แต่เป็นชาติหน้า และจําเพาะว่าชาติหน้านั้นต้องเกิดมาเป็นมนุษย์ด้วย ทั้งนี้อานิสงส์ของบุญก็จะต้องสอดคล้องกับลักษณะของ การทําบุญด้วย ไม่ใช่ทําบุญอะไรก็ตามแล้วจะทําให้รวยได้ และไม่ใช่ว่า ทําครั้งเดียวจะเกิดอานิสงส์ดังว่า แต่ต้องทําเป็นประจําสม่ําเสมอ หรือ “ถือปฏิบัติพรั่งพร้อมถึงที่”

ความคิดที่ว่า “ยิ่งทําบุญมากก็ยิ่งรวยมาก” อาจทําให้เกิดความ เข้าใจผิดว่า ถ้าอยากรวยก็ทําบุญอย่างเดียวแล้วกัน ไม่ต้องขยัน หมั่นเพียรในการทํางานก็ได้ การคิดแบบนี้สวนทางกับคําสอนของ พระพุทธองค์ เพราะผลต้องสอดคล้องกับเหตุด้วย อยากรวยก็ต้องขยัน ซื่อสัตย์ อดออม คบเพื่อนดี และมีศีล หาไม่แล้ว แม้หมั่นทําบุญก็ทําให้รวยไม่ได้ หรือถึงรวยก็แค่ชั่วขณะเท่านั้น



ขอบคุณที่มา : นิตยสาร Secret
https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/81086.html
By Therranuch ,28 February 2018
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ที่มาของ ”การสังคายนาพระไตรปิฎก“ เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2019, 07:02:19 AM


ที่มาของ ”การสังคายนาพระไตรปิฎก“

หลายคนสงสัยว่า การสังคายนาพระไตรปิฎก มีที่มาที่ไปอย่างไร เรื่องนี้ พระอาจารย์มานพ อุปสโม กล่าวว่า

     “การทำสังคายนา คือ การนำเอาหลักธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าแสดงมารวบรวมเพื่อธำรงรักษาพระธรรมเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือคลาดเคลื่อนไป ตอนนั้นหลักธรรมไปอยู่กับบุคคลเพียงสองคน คือ พระอุบาลี ซึ่งจำพระวินัยได้ทั้งหมด และพระอานนท์ซึ่งจำพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกได้หมด ด้วยเหตุที่พระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ไปอยู่ในบุคคลสองบุคคล

     ดังนั้นถ้าสองบุคคลนี้ปรินิพพานไปแล้ว ธรรมวินัยก็จะหายไปด้วย พระมหากัสสปะจึงจัดการประชุมสงฆ์และคัดเลือกพระสงฆ์ที่มีอภิญญาจิตมาเข้าร่วมการทำสังคายนา หรือการถ่ายทอดข้อมูลนั่นเอง

     ตอนซักพระธรรม พระมหากัสสปะจะซักว่า พระพุทธเจ้าแสดงธรรมที่ไหน ว่าอย่างไร พระอุบาลีและพระอานนท์ท่านก็จะตอบ ตอบมาตอนหนึ่ง พระอรหันต์ 500 รูปก็จะท่องจนจำได้

     หากอยากรู้ว่า ที่ท่องจำไปจำผิดหรือถูก วิธีการตรวจทานคือ นำพระอรหันต์ที่ร่วมสังคายนาในครั้งนั้นมาสวดพร้อมกัน 500 รูป เพราะฉะนั้นเสียงจะเป็นเสียงเดียวกันหมด ถ้ามีเสียงใดโด่ออกมา แสดงว่า เสียงนั้นจำผิด…ประเพณีการสวดมนต์จึงมีมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้”



ขอบคุณที่มา : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/8246.html#cxrecs_s
ฺัBy Minou 22 February 2017
12  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "นางสุชาดา" บุคคลแรก ที่ถวายอาหาร "ก่อนตรัสรู้" เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2019, 06:00:29 AM
ขอบคุณภาพจาก http://www.dhammajak.net/


สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (4)
4. บุคคลแรกที่ถวายอาหารก่อนตรัสรู้


คราวที่แล้วพูดทิ้งท้ายไว้ว่า นางสุชาดานี้ที่จริงเป็นมารดาของยสกุมาร พุทธประวัติบอกเราว่า นางสุชาดาเธออยู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองราชคฤห์แคว้นมคธ แต่ยสกุมารอยู่เมืองพาราณสี แคว้นกาสี จะมาเป็นแม่-ลูกกันได้อย่างไรหนอ ใครๆ ก็สงสัยอย่างนี้

แต่คัมภีร์อรรถกถาท่านไขข้อข้องใจให้เราได้ เอาไว้พูดถึงตอนท้ายนะครับ ตอนนี้ขอเล่าเรื่องการถวายข้าวมธุปายาสก่อน

เมื่อพระมหาสัตว์ (คือพระสิทธัตถะ) ทรงเห็นว่าการทำทุกรกิริยาอดอาหารนั้นมิใช่ทางบรรลุ จึงทรงกลับมาเสวยพระกระยาหารใหม่ ให้มีพระพลานามัยเพื่อจะได้มีกำลังบำเพ็ญเพียรทางจิต

ตรงนี้คัมภีร์เล่าเป็นตำนานว่า พระอินทร์มาเทียบเสียงพิณสามสายให้ฟัง ตึงนักสายก็จะขาด ดีดเสียงไม่ไพเราะ หย่อนนักก็เสียงไม่ไพเราะเช่นกัน ต้องพอดีๆ เสียงจึงจะไพเราะ

พระองค์ “ทรงคิดได้” ว่าทุกอย่างต้องพอดีจึงจะดี


@@@@@@

พระอินทร์ในที่นี้อาจมิใช่พระอินทร์ตัวเขียวๆ ที่ไหน หากเป็น “สัญลักษณ์” บอกว่าเมื่อทรงพยายามมาจนถึงขั้นนี้แล้วยังไม่บรรลุ แสดงว่ามีข้อผิดพลาดเสียแล้วละ การ “ได้คิด” ขึ้นมาว่าทุกอย่างต้องพอดี มันเกิดขึ้นมาเองหลังจากประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติ แต่ถ้าท่านผู้อ่านเสียดายพระอินทร์ ก็ให้พระอินทร์มามีบทบาทเตือนสติของพระมหาสัตว์ก็ไม่ว่าอะไร

ปัญจวัคคีย์อันมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้ารู้สึกผิดหวังที่พระองค์ทรงเลิกทำทุกรกิริยา ถึงกับประณามแรงๆ ว่าพระองค์เป็นคน “คลายความเพียร เวียนมาเป็นคนมักมาก”

พูดง่ายๆ คือ หาว่าเป็นคนขี้เกียจ เห็นแก่กิน ไม่มีทางบรรลุมรรคผลดอก ปานนั้นเชียวนิ ทั้งห้าจึงพากันหนีไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียกสารนาถ อยู่รัฐพิหาร)

สารนาถ กร่อนมาจากคำเต็มว่า “สารังคนาถ” แปลว่าที่พึ่งแห่งกวาง (สารังค = กวาง + นาถ = ที่พึ่ง) เป็นป่าสงวนพันธุ์สัตว์ซึ่งมีกวางเป็นส่วนมาก ฝรั่งจึงแปลว่า The Deer Park หรือ The Deer Sancuary

@@@@@@

หลังเลิกทุกรกิริยาใหม่ๆ พระสิทธัตถะก็เสด็จไปประทับอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ใกล้หมู่บ้านอุรุเวลาเสนานิคม

นางสุชาดา ธิดานายบ้านอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งเคยพบเทพที่ต้นไทรสมัยยังสาวว่าถ้าได้แต่งงานกับคนมีสกุลเสมอกัน และได้บุตรชายจะแก้บน ต่อมาได้แต่งงานกับบุตรเศรษฐีเมืองพาราณสี ไปอยู่กับตระกูลสามีจนได้บุตรชายชื่อยสกุมาร เมื่อบุตรชายเจริญวัยเป็นหนุ่มแล้ว จึงนึกได้ว่ายังมิได้แก้บนจึงเดินทางกลับบ้านเกิด

วันนั้นนางสั่งสาวใช้ให้ไปปัดกวาดโคนต้นไทรให้สะอาด สาวใช้ไปเห็นพระองค์ประทับนิ่งสงบอยู่ คิดว่าเป็นเทพที่สิงอยู่ต้นไทรสำแดงตน ตาลีตาเหลือกมารายงานนายหญิงว่าเทพเจ้าท่านกำลังรออยู่ นางสุชาดาก็เอาข้าวมธุปายาสที่เตรียมไว้ใส่ถาดทองปิดอย่างดีแล้วรีบนำไปยังต้นไทร ไปถึงก็ไม่กล้ามองตรงๆ ยื่นถาดข้าวปธุปายาสให้แล้วก็รีบกลับบ้าน


@@@@@@

พระมหาบุรุษเจ้าทรงรับถาดข้าวมธุปายาสแล้วก็ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นก้อนได้ 49 ก้อน แล้วเสวยจนหมด เสร็จแล้วทรงลอยถาดลงสู่แม่น้ำ

ตํานานเล่าต่อว่า ด้วยอานุภาพพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์แล้ว ได้เกิดอัศจรรย์ถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำไปประมาณ 1 เส้นแล้วก็จมลง ว่ากันอีกนั่นแหละว่า จมลงไปยังพินาคพิภพแห่งพญากาฬนาคราช

พญานาคซึ่งนอนหลับตลอดกาลยาวนานได้ยินเสียงถาดกระทบกับถาดใบเก่าสี่ใบดัง “กริ๊ก” ก็สะดุ้งตื่น ร้องว่า “อ้อ มาตรัสอีกองค์แล้วหรือ”

คงเป็นภาษาสัญลักษณ์มากกว่าแปลตามตัวอักษร คือถึงตอนนี้จะได้เกิดมี “พุทธ” (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) เกิดขึ้นหนึ่งพระองค์ ท่ามกลางเหล่าสัตว์ผู้หลับสนิทตลอดกาลด้วยอำนาจ “กิเลสนิทรา” และถาดที่ลอยทวนน้ำนั้น หมายถึงพระมหาบุรุษเจ้าจะได้ตรัสรู้โลกุตรธรรมสูงสุด อัน “ทวนกระแสโลก” โดยทั่วไป

@@@@@@

เข้าใจว่าหลังจากแก้บนแล้ว นางสุชาดาคงเดินทางกลับเมืองพาราณสี ที่คัมภีร์อรรถกถาท่านบอกว่านางสุชาดาคือมารดายสกุมารจึงมีความเป็นไปได้ด้วยประการฉะนี้แล



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_193297
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วันวิสาขบูชา ไปเวียนเทียนไหว้พระธาตุประจำปีเกิด 12 นักษัตร เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2019, 06:31:42 PM


วันวิสาขบูชา ไปเวียนเทียนไหว้พระธาตุประจำปีเกิด 12 นักษัตร

วิสาขบูชาที่จะมาถึงนี้ Sanook! Horoscope ขอพาทุกท่านไปเวียนเทียนไหว้พระ กราบไหว้พระธาตุประจำปีเกิด 12 นักษัตร ไปสักการบูชาสักครั้งให้เกิดความเป็นสิริมงคล มีอายุมั่นขวัญยืน ทั้งยังได้บุญอานิสงส์มาก พระธาตุประจำปีเกิดของทุกท่านอยู่ที่ไหนกันบ้าง มาลองเช็กกันค่ะ

วิสาขบูชานี้ ขอพาทุกท่านไปเวียนเทียนไหว้พระ ตามพระธาตุประจำปีเกิดค่ะ


พระธาตุศรีจอมทอง

ปีชวด (หนู) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุศรีจอมทอง

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
นะโมพุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี
โลหะกูเฎ ปะติฎฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ
กิตติมันตัง มะโนหะ รัง อะหัง วันทามิ
อสัพพะทา อัง คะวะเย ปุเรรัมเมิโกวิลา
รัคคะปัพ พะเต สะหิเหมะคูหา คัพเภ
ทักขิณะโมลี ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะทา

ที่ตั้ง : ถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่


พระธาตุลำปางหลวง

ปีฉลู (วัว) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุลำปางหลวง

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวาจีรัง
ปะติฎฐาสัมภะ กัปปะปุเร เทเวนะ
คุตตา อุตตะราภิทัยยา นะมามิหันตัง
วะระชินะธาตุง ฐะเปติ มะหา ฐาเน
เจติยัง ปูชิตา นะเะเทเวหิ
อะหัง วันทามิ ธาตุโย

ที่ตั้ง : ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง


พระธาตุช่อแฮ

ปีขาล (เสือ) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุช่อแฮ

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
โกเสยยะ ธะชัคคะ
ปัพพะเต สัตตะมะโนรัมเม
พุทธะ เกสาธาตุ ปะติฎฐิตา
อะหัง วันทามิ สัพพะทา
อะหัง วันทามิ ธาตุโย
อะหัง วันทามิสัพพะโส

ที่ตั้ง : ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่


พระธาตุแช่แห้ง

ปีเถาะ (กระต่าย) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุแช่แห้ง

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวาจีรัง
ปะติฎฐิตา นันทะกัปปะเก
ปุเร เทเวนะ คุตตา วะระพุทธะธาตุง
จิรัง วันทามิหันตัง ชินะธาตุโย
โส ตะถาคะตัง
อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ทูระโต

ที่ตั้ง : ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน


วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ปีมะโรง (งูใหญ่) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
อิติ ปะวะระสิหิงโค อุตตะมะยโสปิ
เตโข ยัตถะ จิตโตโส สักกาโร
อุปาโท สะกาละพุทธะสาสะธัง โชตะยันโตวะ
ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ
พุทโธติ นะมามิ สิหิงคะพิมพัง
สุวัณณาภิรัมมัง ลังกาชาตัง

ที่ตั้ง : ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


เจดีย์ศรีมหาโพธิ์พุทธคยา

ปีมะเส็ง (งูเล็ก) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ เจดีย์ศรีมหาโพธิ์พุทธคยา (เจดีย์เจ็ดยอด)

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
ปะฐะมัง โพธิปัลลังกัง ทุติยัง
อะนิมิสสะกัง ตะติยัง จังกะมะ
เสฏฐัง จะตุตถะกัง ระตะนะฆะรัง
ปัญจะมัง อะชะปาละนิโคธัง
ฉัฏฐัง ราชายะตะนัง สัตตะมัง มุจ
จะลินทัง อะหัง วันทามิ ทูระโต

ที่ตั้ง : อำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย


พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

ปีมะเมีย (ม้า) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
สัมมาสัมพุทธะ นะลาตะ
อัฏฐิ จะตุเกสาธาตุยา
คันธะวะ รัง
ฐิตัง ปะระมา
ธาตุ เจติยัง
อะหัง วันทามิ สัพพะธา

ที่ตั้ง : เมืองย่างกุ้ง ภูมิภาคเขตย่างกุ้ง ประเทศเมียนม่าร์ (พม่า)


พระบรมธาตุดอยสุเทพ


ปีมะแม (แพะ) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระบรมธาตุดอยสุเทพ 

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
สุวัณณะ เจติยัง เกสา
วะระมัตถะลุงคัง วะรัญญะธาตุง
สุเทวะนามะทัง
นะระเทเวหิ
สัพพะปูชิตัง
อะหัง วันทามิ สัพพะ

ที่ตั้ง : ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


พระธาตุพนม

ปีวอก (ลิง) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุพนม   

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
ปุริมายะ ทักขิณายะ ปัจฉิมายะ อุตตะรายะ เหฎฐิมายะ อุปะริมายะ
ทิสายะ กะปะณะสิริส สะมิง
ปัพพะเต กัสสะเปนะ ฐาปิตัง
พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะ มามิ เสตะฉัตตัง สุวัณณะระชะตัง
ระตะนัง ปะณีตัง พุทธะอุรังคะเจติยัง
อะหัง วันทามิ สัพพะทา

ที่ตั้ง : ถนนชยางกูร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม


พระธาตุหริภุญชัย

ปีระกา (ไก่) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุหริภุญชัย

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
สุวัณณะเจติยัง หะริ ภุญชะยัฎฐัง
วะระโมลีธารัง อุรัฎฐิ เสฎฐัง
สะหาอังคุลิฎฐิง
กัจจายะเน นะ ฐิตะปัตตัปปะการัง
สีเสนะ มัยหัง ปะระมามิธาตุง

ที่ตั้ง : ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน


พระบรมธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี

ปีจอ (สุนัข) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระบรมธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
ตาวะติงสายะ ปุรัมเม เกสะจุฬา
มะณี สะรีระปัพพะตา ปูชิตา
สัพพะ เทวานัง ตังสิระสา ธาตุ
อุตตะมัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา

ที่ตั้ง : ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


พระธาตุดอยตุง

ปีกุน (หมู) พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุดอยตุง 

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ)
อิมัสสะมิง ภัททะกัปเป จะตุพุทธา พุชฌิต ตะวา กะกุสันธะโกนาคะมะนะ
กัสสะปะ โคตะ มะราชะเคเห จะระติ
ปิณฑายะ มิถิลายะนะ คะเรสิ จะระติ ปิณฑายะ อะตีตาพุทธาเน อิมัสมิง ฐาเนสีทิ สิริสุภะปะวะรัง
มังคะลัง ตะโมลากะถามุนิราชัง สาทะรัง นมามิหันตัง วะระชินาธาตุง อะหัง
วันทามิ สัพพะทานะตัง วะชิระ
ธาตุโย อะระหัง วันทามิ สัพพะทา

ที่ตั้ง : ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

@@@@@@

การบูชาพระธาตุนั้น นอกเหนือจากการบูชาด้วย "อามิสบูชา" เช่น การบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และ เครื่องหอมต่างๆแล้ว การบูชาด้วยการ "ปฏิบัติบูชา" ซึ่งเป็นวิธีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่นิยมปฏิบัติควบคู่ไปด้วย ในการบูชาซึ่งพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุทั้งหลาย โดยทั่วไปนิยมปฏิบัติตามแนวอริยมรรค 8 ประการ สรุปโดยย่อ ได้แก่

     1. การบูชาด้วยศีล ซึ่งศีลเป็นพื้นฐานและเป็นที่ตั้งมั่นแห่งการทำความดี เป็นเกราะป้องกันความชั่วทั้งปวง ไม่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ทำให้เกิดความพร้อมต่อการปฏิบัติสมาธิ (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
     2. การบูชาด้วยสมาธิ ซึ่งการสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ดูลมหายใจเข้า-ออก เป็นการฝึกความเข้มแข็งของจิต ให้มีกำลังในการพิจารณาหลักธรรมต่างๆได้ตามความเป็นจริง (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
     3. การบูชาด้วยปัญญา คือการใช้ปัญญาพิจารณาหลักความเป็นจริง ตามหลักไตรลักษณ์ (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)


@@@@@@

ขอให้ทุกปีนักษัตรเดินทางปลอดภัยอิ่มบุญอิ่มใจใน วันวิสาขบูชา นะคะ



ขอบคุณ : https://www.sanook.com/horoscope/140329/
17 พ.ค. 62 (16:55 น.)
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 วิธีช่วย "สร้างสมดุล" ให้งานกับชีวิต เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2019, 07:24:07 AM




5 วิธีช่วย"สร้างสมดุล" ให้งานกับชีวิต

การทำให้ชีวิตและงานสมดุลกันเป็นเรื่องยากแต่ก็สำคัญมาก บางคนจัดสมดุลไม่ดี ให้ความสำคัญกับงานมากไป ชีวิตและครอบครัวก็ถูกลดทอนบทบาทลง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเลย เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีงานเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบไปด้วยหลายอย่าง หลายคนที่มาเกี่ยวข้อง เราก็เลยต้องให้ความสำคัญกับทุก ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นมาสร้างสมดุลให้ทุกสิ่งรอบตัวสำคัญเท่ากันหมดดีกว่า

@@@@@@

1. ให้เวลากับตัวเอง
ทุกคนมีเวลาเท่ากันคือวันละ 24 ชั่วโมง ไม่มีใครบนโลกที่มีเวลามากกว่านี้ เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนสามารถแบ่งเวลาระหว่างเรื่องงานกับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวและประสิทธิภาพ แต่บางคนก็สร้างสมดุลในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เลย นั่นก็เพราะพวกเขาไม่รู้จักสมดุลที่แท้จริง

จริงอยู่ที่ “งาน” ทั้งสำคัญและมักมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ แต่ชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตครอบครัวก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นคุณต้องสร้างสมดุลทั้งสองอย่างนี้ให้ได้ วิธีที่ง่ายและเห็นผลที่สุดก็คือเวลาทำงานหรืออยู่ที่ทำงานก็โฟกัสทุกอย่างไปที่งานอย่างเดียว และเวลาอยู่บ้านหรือออกจากที่ทำงานแล้ว ก็ต้องปล่อยวางเรื่องงานให้ได้มากที่สุด วิธีนี้เป็นการเริ่มต้นที่จะจัดระเบียบตัวเองให้รู้จักสมดุลได้ดีที่สุด

2. มีวินัยที่ทำให้เกิดความสมดุล
ถ้าคุณอยากให้เวลาทั้งกับงานและชีวิตส่วนตัว แต่ไม่เคยวางแผน ไม่เคยเตรียมตัว และไม่เคยปฏิบัติตาม ก็คงไม่มีทางสร้างความสมดุลใด ๆ ได้ ดังนั้นก่อนจะทำให้ทุกอย่างเกิดความสมดุล คุณต้องเริ่มวางแผนก่อนว่าจะทำงานอย่างไร แบ่งเวลาอย่างไร ทุกอย่างต้องชัดเจนเพื่อที่คุณจะได้มีแนวทางในการปฏิบัติ และนอกจากแผนแล้ว วินัยก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้ามีแผนแต่ไม่ทำตามแผน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

3. พึงระลึกไว้ว่าสุขภาพที่ดีสำคัญที่สุด
อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า “ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ต่อให้มีเงิน มีงานมากแค่ไหน แต่สุขภาพย่ำแย่ก็คงไม่มีประโยชน์ ทุกอย่างต้องสมดุลกัน ต้องมีงาน มีเงิน และมีสุขภาพที่ดีด้วย ถึงจะเรียกว่าสมดุลที่เหมาะสมของชีวิต เพราะฉะนั้นแม้คุณจะทำงานหนักแค่ไหน อยากประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็สร้างมีเวลาในให้กับการใส่ใจสุขภาพด้วย

4. ทำงานหนักได้ แต่ต้องไม่เลิกดึก
สมัยก่อนคนที่ทำงานเลิกช้า เลิกดึกจะถูกมองว่าเป็นคนที่ทำงานหนัก แต่เดี๋ยวนี้ค่านิยมแบบนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คนที่เลิกงานช้าจะถูกมองว่าทำงานไม่ทัน ไม่มีประสิทธิภาพ หรือเอาเวลางานไปทำอย่างอื่น การทำงานที่ดีที่สุดคือการทำงานในเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องทำโอทีไม่จำเป็นต้องเลิกงานดึกจนไปเบียดเบียนชีวิตส่วนตัวและครอบครัว ถ้ารู้ว่าตัวเองทำงานช้าหรือทำงานไม่ทัน ก็ต้องเร่งสปีดในการทำงานมากขึ้น เพราะการอยู่ให้ดึกขึ้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

5. สร้างนิสัยที่ดี
ใคร ๆ ก็ต้องทำงานทั้งนั้น แต่ทำไมบางคนแบ่งเวลาได้ดี ทำงานได้ดีแถมยังมีเวลาออกกำลังกายอยู่กับครอบครัว และมีเวลาส่วนตัวได้อีก ก็เพราะพวกเขาเหล่านั้นรู้จักการสร้างนิสัยที่ดีที่ถูกต้องให้กับตัวเอง ตื่นเช้า-นอนหัวค่ำ ทำงานอย่างเต็มที่ แบ่งตารางเวลาในแต่ละวันที่ชัดเจน แล้วชีวิตของคุณจะมีเวลามากขึ้น


@@@@@@

5 ตัวช่วยเหล่านี้จะทำให้คุณจัดสมดุลระหว่างงาน ครอบครัว และชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น เพราะการบัลลานซ์ทุกอย่างให้ดี จะทำให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีแถมยังมีความสุขขึ้นด้วย



ขอบคุณที่มา :-
https://today.line.me/th/pc/article/5+วิธีช่วยสร้างสมดุลให้งานกับชีวิต-a4f962ab77a54a6910c9aeaaaa0dd129b7005d6ccd4c8caa1e8037e9a0032a4c
LINE TODAY ,เผยแพร่ :15 พฤษภาคม 2562 เวลา 18.01 น.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไม.? ชีวิตต้องมี "สมดุล" เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2019, 07:16:58 AM




ทำไม.? ชีวิตต้องมี "สมดุล"

รู้ไหม ?..ชีวิตมีหลายด้านที่มากกว่าแค่งาน เงิน ครอบครัว ตัวเอง หรือเพื่อน แต่ยังมีเรื่องของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสุขภาพ ที่เราจะละเลยอะไรไปไม่ได้เลย

เราต้องจัดลำดับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความสมดุล เพื่อที่จะไม่โอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาในชีวิต ความสมดุลในที่นี้ ก็คือภาวะที่สิ่งต่าง ๆ มีความลงตัวอย่างเหมาะสมพอดี ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะจัดการให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวอยู่ในภาวะพอดิบพอดีแบบนี้

@@@@@@

ทำไมชีวิตต้องมีสมดุล..

ลองนึกถึงขาสองข้างที่ต้องก้าวเดินดูสิ ถ้าใช้แค่ขาข้างเดียว หรือขาทั้งสองไม่เท่ากัน การก้าวแต่ละก้าวก็จะลำบากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าชีวิตไม่มีสมดุล เราก็อาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ลำบากขึ้นเหนื่อยขึ้นกว่าจะออกเดินไปได้


@@@@@@

แล้วทำไมความสมดุลถึงสำคัญ..

ก็เพราะความสมดุลสำคัญกับการดำเนินชีวิตเพื่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความสุข หรือจุดหมายอะไรก็ตามที่เราวางไว้ ถ้าเราไม่สร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ก็ไม่มีวันไปถึงจุดมุ่งหมายนั้น

ทั้งคำถามที่ว่า ‘ทำไมชีวิตต้องมีสมดุล' และ ‘ทำไมความสมดุลถึงสำคัญ’ บอกได้ว่าเราต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในชีวิต เพราะจริง ๆ แล้วการดำเนินชีวิตนั้นต้องอาศัยความสมดุลหลายอย่างทั้งความสมดุลระหว่างกายกับใจ ความสมดุลระหว่างเรื่องงานส่วนรวมกับงานส่วนตัว ระหว่างงานภายนอกกับงานภายใน โดยเฉพาะสมดุลเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัวที่มีแนวโน้มว่าจะถูกกลืนกินเข้าด้วยกันง่ายกว่าอย่างอื่น

เดี๋ยวนี้มี How to 108 อย่างที่ช่วยสร้างสมดุลงานกับชีวิตส่วนตัว โดยไม่ให้ความสำคัญกับอะไรมากเกินไปจนทำให้ตัวเองไม่มีความสุข เพราะคนเราไม่ได้มีชีวิตแค่ด้านเดียว เราก็เลยต้องให้ความสำคัญกับทุก ๆ อย่างให้เท่าเทียมกัน

หัวใจสำคัญของการปรับสมดุลงานกับชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ต้องบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพและมีวินัยกับตัวเอง จริงอยู่ที่ “งาน” ก็สำคัญ แต่ชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตครอบครัวก็สำคัญไม่แพ้กัน วิธีที่ง่ายและเห็นผลที่สุดก็คือเวลาทำงานหรืออยู่ที่ทำงานก็โฟกัสทุกอย่างไปที่งานอย่างเดียวและเวลาอยู่บ้านหรือออกจากที่ทำงานแล้ว ก็ต้องปล่อยวาง จัดระเบียบตัวเอง สร้างสมดุลกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น

@@@@@@

คนเราจะสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบง่าย ๆ ก็แค่ ‘เดินสายกลาง’ เป็นเรื่องที่เราชาวพุทธน่าจะเข้าใจกันได้ดีอยู่แล้วว่าไม่ใช่ความเป็นกลางระหว่างสองฝ่าย แต่คือความพอดีพอดิบที่จะนำพาเราไปสู่จุดมุ่งหมาย โดยไม่สุดโต่งไปกับอะไรหรือสิ่งใดมากจนเกินไป

ในกรณีนี้ถ้าเป็นเรื่องงาน แน่นอนทุกคนต้องอยากประสบความสำเร็จ แต่จะทำงานหนัก ทุ่มเทจนตัวตายก็ใช่เรื่อง..สิ่งที่เราทำก็คือสร้างสมดุลหรือเดินสายกลางด้วยการตั้งใจกับงานอย่างเต็มที่ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา โดยไม่มาเบียดเบียนสุขภาพหรือชีวิตส่วนตัวและครอบครัว..นี่จึงจะเป็นการสร้างสมดุลและเดินสายกลางที่แท้จริง

จริง ๆ แล้วคนเราสามารถสร้างสมดุลได้กับการดำเนินชีวิตทุกรูปแบบ เพราะถ้าสุดท้ายชีวิตเราจะเหนื่อย ลำบาก หรือเป็นทุกข์ นั่นก็เพราะเราเองที่ไม่เคยเดินสายกลางอย่างถูกต้อง ไม่เคยทำให้ชีวิตเกิดสมดุลใด ๆ เลย…



ขอบคุณ : https://today.line.me/th/pc/article/ทำไมชีวิตต้องมีสมดุล-58G9zV 
LINE TODAY ,เผยแพร่  : 15 พฤษภาคม 2562 เวลา 17.59 น.
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฉลองวิสาขบูชานานาชาติ ชู สติ สร้างสันติภาพโลก เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 06:07:55 PM



ฉลองวิสาขบูชานานาชาติ ชู สติ สร้างสันติภาพโลก

สหประชาชาติ จัดประชุมเฉลิมฉลองวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 16 ที่ประเทศไทย ผู้นำชาวพุทธทั่วโลกเข้าร่วม ชู สติ สร้างสันติภาพโลก 

วันนี้ (16 พ.ค.) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ  กทม.ได้มีการจัดประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 16 หัวข้อ “สติ จากวิถีธรรมสู่วิถีชีวิต”  ซึ่งมีผู้นำชาวพุทธ และนักวิชาการชาวพุทธจากทั่วโลกเข้าร่วมการเฉลิมฉลองเนื่องในวันวิสาขบูชากว่า 100 ประเทศนักโดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช กล่าวสัมโมทนียกถา ตอนหนึ่งว่า

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการตื่นรู้ ซึ่งการตื่นรู้มีความหลากหลายแต่ไม่ใช่การตื่นรู้ที่มาจากความตื่นเต้นและตื่นตูม แต่เป็นการตื่นรู้จากความหลับไหลในกิเลส โดยเมื่อบุคคลนั้นมีความตื่นรู้ก็จะรู้จักคิด ส่วนสติในทางพระพุทธศาสนานั้นมีความหมายมากคือทำให้คนเรารู้สึกตัว รู้เท่าทัน การปรุงแต่งทางอารมณ์ที่จะเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์


@@@@@@

ดังนั้นความเลวร้ายในโลกจะไม่เกิดขึ้นหากทุกคนมีสติและรู้เท่าทันอารมณ์รวมถึงรู้เท่าทันความคิดของตนเอง เพราะคนมีสติเท่านั้นจะไม่พูดชั่วหรือคิดชั่ว ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในศีลอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ทุกคนจะต้องมีสติ สมาธิ ปัญญาให้มาก เพราะถือเป็นธรรมะที่มีอุปการะสูง ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานและมีความคิดดีเกิดประโยชน์ต่อตนเอง อย่างไรก็ตามเนื่องในวันวิสาขบูลาโลกนี้ขอให้ชาวพุทธทุกคนใช้เป็นโอกาสเริ่มต้นการเจริญสติตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อสังคมและสันติสุขบนโลกใบนี้

ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งในอดีตวันวิสาขบูชาเป็นวันที่เฉลิมฉลองในระดับพื้นเมืองและท้องถิ่นของแต่ละประเทศ แต่ขณะนี้วันวิสาขบูชากำหนดให้เป็นวันวิสาขบูชาโลกจากมติที่ประชุมใหญ่สมัชชาแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2542  ซึ่งเราได้นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เกิดผลในชีวติประจำวัน การแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจของประเทศหรือปัญหาใดๆก็ตามที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้สามารถนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาใช้ได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการคิดดี คิดชอบที่อยู่ในอริยมรรค 8 ประการ ดังนั้นหากนำหลักธรรมต่างๆของพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์เชื่อว่าโลกจะมีสันติสุขอย่างแน่นอน

@@@@@@

ขณะที่ Mr.Duong Bich Hanh , Chief of Culture Unit , Unesco  กล่าวว่า  ได้มีสาส์นจาก H.E.Antonio Guterres  เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า  ขอเฉลิมฉลองเนื่องในวันวสาขบูชาโลก ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน ขอให้ชาวพุทธได้เรียนหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในหลักอหิงสาด้วย โดยทุกวันนี้ความเมตตา กรุณา การดูแลเพื่อนมนุษย์ รวมถึงการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน

พระพรหมบัณฑิต  ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก กล่าวว่า การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกครั้งนี้ดูแลโดยสภาสากลวิสาขบูชาโลก ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆของสหประชาชาติ รับผิดชอบภาระงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ดังนั้นองกรหลักของเราจะมีขอบข่ายภาระกิจงานที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานหลัก 4 เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาอย่างยั่งยืน การศึกษา การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ และการสร้างสันติภาพ ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นว่าองค์กรของเราจะปฎิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน


ขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/education/709559
พฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562 เวลา 15.21 น.
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จากเป็น หรือจากตาย หากรู้วิธีก็ไม่เจ็บ เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 06:32:26 AM



จากเป็น หรือจากตาย หากรู้วิธีก็ไม่เจ็บ

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พูดถึงเรื่องการพลัดพราก ทั้ง จากเป็น และจากตายเอาไว้ ดังบทสนทนาต่อไปนี้

@@@@@@

ทำไมคนเราต้องมีการจากลา การพลัดพรากคะ

เป็นหลักธรรมชาติ มีพบต้องมีจาก สิ่งนี้เป็นของคู่โลก ของประจำโลก พลังงานมีแรงขับเคลื่อนอยู่ตลอด ทุกอย่างต้องมีการเคลื่อนไหว กายเป็นสสาร จิตเป็นพลังงาน เช่นเดียวกัน เหมือนโลกที่มีการหมุนไป ทุกอย่างมีการเคลื่อนไปตลอดเวลา สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงจึงมีการพบ เจอ จบ จาก วนเวียนกันไปแบบนี้


@@@@@@

แล้วทำไมเวลาจาก เราจึงรู้สึกเสียใจล่ะคะ

ปกติแล้วหลังจากเจอสิ่งนู้นสิ่งนี้ จิตวิญญาณตามธรรมชาติจะมีปฏิสัมพันธ์กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ แบบไหน ถ้าจิตนั้นมันโง่ มีอวิชชาคลุมอยู่ก็จะหลงไป มีความยินดี มีสายใยหรือเยื่อใยอยู่ สายใยนั้นก็จะกลายเป็นอุปาทาน ทำให้เกิดความพอใจยินดี กลายเป็นสังโยชน์ สุดท้ายพอต้องจรจากไปจึงกลายเป็นอาลัย เสียใจ ทุกข์ใจ เพราะมันไม่อยากพรากจากกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เราทุกคนเมื่อพบสิ่งไหนก็มีโอกาสเกิดสายใย ความผูกพันกับสิ่งนั้นหรือคนคนนั้นคนเดียว แต่ถ้าได้ปฏิบัติธรรม เมื่อพบสิ่งไหนก็จะเป็นเพียงแค่ “พบเจอ” แต่ไม่ได้สร้าง “ภพ” หรือสร้างอุปาทาน เมื่อพบแล้วก็พรากจากจรกันไป จบแบบไม่อาลัย ไม่มีสายใย อาจทำกิจทำอาชีพโดยสมมุติเป็นธรรมร่วมกัน เกี่ยวโยงกันตามสถานะ แต่จิตยังบริสุทธิ์เหมือนเดิม ไม่มีราคะ โทสะ ไม่มีอกุศลใด ๆ เป็นเครื่องร้อยรัดให้เกิดสังโยชน์

@@@@@@

พระอาจารย์คะ มีคนบอกว่า สิ่งที่เจ็บกว่าการจากลาคือการจากไปทั้งที่ยังรักและผูกพัน

อ้าว รักกันจะไปทุกข์ทำไม จากกันแบบยังรักอยู่ก็ดีแล้วนี่ (หัวเราะ)

แต่มันเจ็บนี่คะ

เจ็บก็โง่ ส่วนมากคนเราเจ็บจากกิเลส จากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ผูกพัน หวงแหนกอดรัดไว้ จริง ๆ แล้วความรักของชาวโลกไม่ใช่ความรักที่บริสุทธิ์ แต่เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว เพราะต้องมีความผูกและพันติดมาด้วยเสมอ เรารักใครก็ต้องการให้คนนั้นรักและทำดีกับเราคนเดียว ไม่อยากให้ทำดีกับคนอื่น จึงเป็นความรักที่ไม่บริสุทธิ์ มีความเห็นแก่ตัวอยู่ มันถึงเจ็บไง…ทั้งที่จริง ๆ แล้วสรรพสิ่งเป็นของกลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร

@@@@@@

แต่บางทีมันก็เห็นกันตำตานะคะ ว่านี่งานฉัน ผัวฉันเมียฉัน จะบอกว่าไม่ใช่ของฉัน…มันก็ไม่ใช่

คนส่วนมากคิดว่าตัวฉันเป็นของฉัน ของฉันก็เป็นของของฉัน แต่ถ้าลองมาปฏิบัติจะพบว่า ตัวเราไม่มีแล้วของเราจะมีได้อย่างไร เรียกว่าก้าวพ้นความเป็นบุคคล นาย ก. ข. คน สัตว์ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ ความรู้สึกนี้จะไม่เกิดปัญหาของโลก เกิดจากบัญญัติสมมุติทั้งนั้น ของของใคร ใครก็หวง จึงเกิดสงครามขึ้นมาในครอบครัว ในชาติ ในโลก

การฝึกกรรมฐานจะช่วยถอดถอนความเป็น “ของของฉัน” จากข้างใน เพราะมันไม่มีคน ไม่มีใคร เป็นแค่ธรรมชาติ ธาตุ 4 ขันธ์ 5 เมื่อไม่ได้ปฏิบัติ จึงทำได้เพียงแค่ข่มใจ ปลอบใจ ทำเหมือนว่าลืมได้ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้พ้นทุกข์จากข้างในเลย แบบที่เขาเรียกว่า “ตัดใจไม่ลง” จริง ๆ แล้วหลายคนที่คร่ำครวญเสียใจเวลาจากไป เพราะไม่ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเมื่ออยู่ด้วยกัน 

@@@@@@

แต่หากเรามอบความรักและปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ไม่เคยบกพร่องในสิ่งไหน เวลาจากกันในใจจะไม่ค่อยคร่ำครวญ ไม่เสียดาย เพราะเรารู้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ได้อยู่ด้วยกันแม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม คนเราไม่ได้สร้างเหตุที่จะมาเจอเพียงคนเดียวในสังสารวัฏนี้ เขาหรือเราอาจจะไปเจอคนใหม่ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เราสร้างเหตุเจอผู้คนมากมายร้อยแปดพันประการ ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นอยู่คนเดียวก็เหมือนปิดกั้นตัวเอง เช่น ไปสาบานว่าจะรักและรับใช้เขาคนเดียวตลอดกาล ทั้งที่หลังจากนี้อาจมีคู่บุญคู่บารมีเดินเข้ามาในชีวิตก็ได้

ตามกฎธรรมชาติแล้ว เมื่อมีสิ่งหนึ่งจากไป ต้องมีสิ่งใหม่มาทดแทน ถ้ามัน “ไม่ใช่” ก็ต้องมีเหตุให้ต้องเลิกราจากจรกันไปอยู่แล้ว สิ่งใหม่ที่เข้ามาอาจเป็นคู่บุญบารมีที่ทำให้ชีวิตดีกว่าเดิม หรืออาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เดินเข้ามาแล้วแย่กว่าเดิมก็ได้ (หัวเราะ) แม้แต่การเปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนสถานที่อยู่ บางคนไม่ยอมเปลี่ยน ทั้งที่บางทีมันไม่ดี ไม่ใช่ตาน้ำ บางคนพอไปต่างประเทศหรือได้เปลี่ยนที่ทำงาน อาจได้เจอตาน้ำ เป็นบ่อเงินบ่อทอง เพราะฉะนั้นธรรมที่ว่าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นสิ่งที่สุดยอด


@@@@@@

แปลว่าทุกคนควรปฏิวัติตัวเอง เปลี่ยนงาน เปลี่ยนแฟน หรือเปลี่ยนสามีภรรยาแล้วใช่ไหมคะ (หัวเราะ)

ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น แค่ให้อยู่กลาง ๆ เอาไว้ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่เข้ามา ถ้างานหรือคนที่เราอยู่ด้วยไม่เกื้อกูลกัน เช่น นาวาชีวิตครอบครัวนอกจากไม่ช่วยกันพายแล้ว ยังมาทิ่มมาตำเรือให้รั่ว บ้านช่องข้าวของเสียหาย ถูกตบตีจนบาดเจ็บ แบบนี้ก็น่าคิดดูใหม่ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะสะสมอกุศลรายวัน รายชั่วโมง หรือนาที พ่อแม่ได้ยิน ใจก็พลอยเป็นอกุศลไปด้วย เพราะมีแต่ความไม่สบายใจ ทุกข์ใจ

ลองตรึกตรองดูว่า ถ้านาวาลำนี้เป็นแบบนี้ ต่อไปก็จะจมในวัฏสงสาร เพราะมัวแต่สะสมบาปอกุศลร่วมกัน สู้ขึ้นฝั่งรับคนใหม่มาเป็นแม่ย่านาง หรือรับพันท้ายนรสิงห์คนใหม่มาช่วยกันถ่อช่วยกันพายดีกว่า อย่างเช่น คนที่มีอัธยาศัยต้องกัน มีศรัทธา ศีลจาคะ ปัญญาต้องกัน เป็นคู่บุพเพสันนิวาส มีศรัทธาเสมอกัน แบบนี้น่าจะดีกว่าแน่นอน 

 

เรื่อง พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 
เรียบเรียง ณัฐนภ ตระกลธนภาส
Image by avi_acl on Pixaba
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/3048.html
By Minou ,7 March 2019
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระสังฆราช ลงพระนาม ระเบียบมหาเถรสมาคม ‘ตำรวจพระ’ แล้ว เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 06:20:40 AM



พระสังฆราช ลงพระนาม ระเบียบมหาเถรสมาคม ‘ตำรวจพระ’ แล้ว

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่วัดยาง พระอารามหลวง กรุงเทพฯ มีการประชุมพระวินยาธิการ(ตำรวจพระ) ในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพฯ โดยพระพรหมโมลี (สุชาติ ธัมมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณายกร่างกฎระเบียบพระวินยาธิการ กล่าวบรรยายพิเศษ ระเบียบมหาเถรฯ ว่าด้วยพระวินยาธิการ ว่า

ตามที่ระเบียบมหาเถรฯ ว่าด้วยพระวินยาธิการ ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมมหาเถรฯ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ลงพระนามในระเบียบมหาเถรฯ ดังกล่าวแล้ว หลังจากนี้อยู่ในขั้นตอนการประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการต่อไป


@@@@@@

พระพรหมโมลี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีระเบียบรองรับการทำงานของพระวินยาธิการ ที่ประชุมมหาเถรฯ จึงมีมติให้ร่างระเบียบมหาเถรฯ ดังกล่าวขึ้น ซึ่งสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มีคณะกรรมการพระวินยาธิการ 5 คณะ ประกอบด้วย หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก หนใต้ และคณะธรรมยุต

โดยมีเจ้าคณะใหญ่แต่ละหนเป็นประธานคณะกรรมการฯ และให้สำนักงานเจ้าคณะใหญ่ทำหน้าที่เป็นศูนย์พระวินยาธิการ พร้อมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการพระวินยาธิการประจำจังหวัด โดยมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานกรรมการฯ และให้สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดทำหน้าที่ศูนย์พระวินยาธิการประจำจังหวัด

@@@@@@

ซึ่งคณะกรรมการพระวินยาธิการในแต่ละระดับนั้น มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และแผนแม่บทการดำเนินงานพระวินยาธิการที่อยู่ในการกำกับดูแล โดยกำหนดให้มีพระวินยาธิการตำบล หรือแขวง ละ 2 รูป ส่วนคุณสมบัติพระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งพระวินยาธิการนั้น คือ

1. เป็นพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส
2. เป็นเปรียญ คือ มีความรู้ตั้งแต่ระดับเปรียญธรรม(ป.ธ.) 3 ประโยคขึ้นไป หรือมีความรู้นักธรรมชั้นเอก
3. มีร่างกายสมบูรณ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และ
4. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการพระวินยาธิการประจำจังหวัด อาจยกเว้นคุณสมบัติข้อ 1 และ 2 ได้ แต่ต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งแต่งตั้งด้วย



ขอบคุณภาพและข่าวจาก
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_2515171
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรุงเทพฯ - 9 เมืองใหญ่ จมบาดาล ผลโลกร้อน - น้ำแข็งละลาย เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 06:11:28 AM




กรุงเทพฯ - 9 เมืองใหญ่ จมบาดาล ผลโลกร้อน-น้ำแข็งละลาย

สัปดาห์นี้ชวนดูภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และน้ำแข็งบนแผ่นดินละลายหมด ระดับน้ำสูงขึ้น จนหลายเมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงกรุงเทพและหลายเมืองในไทย หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย
 
รายงานจากคณะกรรมการของสหประชาชาติ (UN) ด้านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (IPCC) เตือนว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศในปัจจุบัน ในปี 2573 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจะทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ เช่น ภาวะแห้งแล้งจากไฟป่า อากาศร้อนจัด หนาวจัด พายุรุนแรง ขาดแคลนอาหารทั่วโลก ผู้คนล้มตาย หลายล้านสายพันธุ์ถึงแก่การสูญพันธุ์ และที่สำคัญ “น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งกรุงเทพ และหลาย ๆ เมืองทั่วโลก ที่อาจจะจมอยู่ใต้น้ำ”
 
โดยการละลายของน้ำแข็งบนพื้นดิน มีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มระดับน้ำในทะเล ซึ่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นผลมาจากการละลายของน้ำแข็งที่อยู่บนบก บนทวีป 2/3 ส่วน อีก 1/3 ส่วนเกิดจากการขยายตัวของปริมาตรน้ำในมหาสมุทรตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น

 
@@@@@@

ผลการศึกษาของ Christian aid NGO ในอังกฤษระบุว่า มี 8 เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งเสี่ยงจมใต้ทะเล ได้แก่ ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ต้า ฮิวส์ตัน มะนิลา ธากา ลากอส และกรุงเทพฯ ซึ่งในประเทศไทยนั้น หากน้ำแข็งแผ่นดินกรีนแลนด์ละลายหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 7 เมตร ทำให้นอกจากกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่จะจมไปด้วย เช่น อยุธยา สระบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรสาคร

ไม่นานมานี้ อินโดนีเซียได้ประกาศครั้งสำคัญเตรียมย้ายเมืองหลวง หนีน้ำท่วม และความแออัด จาการ์ตาตั้งอยู่บนจุดที่แม่น้ำ 13 สายมาบรรจบกัน มีประชากรหนาแน่นที่กว่าครึ่งต้องอาศัยขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ เมืองหลวงแห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการจมลงของเมืองอยู่ที่ 25 ซม. ทุกปี มีการคาดการณ์ว่าปี 2593 เมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำ
 
ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร จะได้รับผลกระทบจากน้ำที่เพิ่มขึ้น เกินครึ่งของเมืองอาจจมน้ำในอีก 15 ปีข้างหน้า เนื่องจากการขยายตัวของเมือง สิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นกดน้ำหนักลงพื้นดิน และการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ

@@@@@@

ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น ผลการศึกษาของ Emerging Markets Forum เผยว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในปัจจุบัน จะทำให้ในปี 2643 อุณหภูมิโลกอาจสูงถึง 4.9 องศาฯ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นกว่า 50 ซม. ส่งผลให้ประมาณ 20 เมืองอาจจมใต้น้ำ ซึ่ง 15 เมืองในจำนวนนี้อยู่ในทวีปเอเชีย
 
เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะโลกร้อน เกิดจากที่การกระทำของมนุษย์ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเผาไหม้ การปล่อยควัน ก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลกระทบให้เราได้เห็นแล้วในปัจจุบันนี้ ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน คลื่นความร้อน ความหนาวจัด  หมอกควันพิษ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลสูงขึ้นและอุณหภูมิสูงขึ้น ฝนและพายุแรงขึ้น ที่ส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิต และมนุษย์อย่างมาก
 
อุณหภูมิของโลกเฉลี่ยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 1 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมและและจากคำเตือนของ UN ถ้าหากอุณหภูมิโลกเฉลี่ยร้อนเกินกว่า 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โลกจะต้องเกิดภัยพิบัติหลาย ๆ อย่างตามมา จึงต้องเร่งอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศทั่วโลก

 
@@@@@@

ข้อตกลงที่เกี่ยวกับการแก้ไขสภาพอากาศ คือ ข้อตกลงปารีส ที่กำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องช่วยกันควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม IPCC เสนอว่า เราควรรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ เพราะ 2 องศาฯ นั้นถือว่ารุนแรงมากเกินไป และอาจทำให้ปะการังตายหมดทั่วโลก ถือเป็นเรื่องช็อกเมื่อ “ทรัมป์” ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนี้ โดยอ้างว่าข้อตกลงนี้ไม่เป็นธรรมแก่สหรัฐฯ
 
การแก้ไขปัญหาโลกร้อนและลดก๊าซเรือนกระจก จะต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงในการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม การอยู่อาศัยในเขตเมือง การเร่งเพิ่มต้นไม้ละพื้นที่สีเขียว หยุดใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่ก่อก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอน เช่น ฟอสซิล พลังงานถ่านหิน และน้ำมัน และเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น
 
ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย จะต้องร่วมมือกันเร่งมาตรการแก้ไข และให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อนเหนือสิ่งอื่นใด ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป และทำให้หลายเมืองในโลกและในไทยจมอยู่ใต้น้ำ.




คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง
โดย “ร่มธรรม ขำนุรักษ์”
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/709140
พุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.00 น.
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก "กำลังถูกท้าทาย" เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 06:04:10 AM



ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก "กำลังถูกท้าทาย"

สัปดาห์นี้พาไปดูปัญหาและความท้าทาย ความเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกของประเทศไทย ทำไมคณะสงฆ์ รัฐบาล ไม่จัดงาน “วิสาขบูชาโลก”  รวมเป็นศูนย์เดียวที่พุทธมณฑล

ตั้งแต่ย้ายสถานที่จัดงาน “วิสาขบูชา” จากท้องสนามหลวงไปยัง “ลานคนเมือง” หน้าศาลากลางกรุงเทพฯ หลังเก่า ผมไม่เคยเข้าไปเลย เพราะส่วนใหญ่จะร่วมงานประชุมที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติทุกปีมากกว่า ซึ่งปีนี้เช่นกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พ.ค. 62 นี้
 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่ไป เหตุผลที่ไปเพราะ พลเอกธงชัย เกื้อสกุล ประธานจัดงานฯ เชิญให้ไปรับของที่ระลึก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 
@@@@@@

เมื่อไปถึงสภาพที่เห็น “ความยิ่งใหญ่ศาสนาพุทธในประเทศไทยที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ความเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของไทย” หายไปจากความ “ภูมิใจแทบหมดสิ้น” สภาพอาคารรองรับแออัด พระ โยมเดินเบียดเสียดแทบจะชนกัน ห้องน้ำมี 2 -3 ห้องน้ำ พระสงฆ์ไม่มีที่นั่ง การรองรับน้ำดื่ม โรงทาน เต็นท์ตั้งโต๊ะหมู่บูชา เต็นท์เสวนาให้ความรู้เรื่องธรรมะ การเผยแผ่เต็นท์องค์มูลนิธิของชาวพุทธที่เราเคยเห็นสมัยเป็นสามเณรสมัยเป็นพระภิกษุหายไปหมดสิ้น

ลานคนเมืองมีเต็นท์ใหญ่ ๆ อยู่  2 หลัง เป็นของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยหลังหนึ่ง และของศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ อีกหลังหนึ่ง ตรงกลางเป็นลานตั้งมณฑปพระบรมสาริกธาตุ ข้าง ๆ เต็นท์มหามกุฏเป็นที่รับบริจาคกวนข้าวทิพย์ของเจ้าคุณเสวย ด้านข้างเต็นท์ศูนย์ส่งเสริมเป็นเต้นท์ของคณะสงฆ์มหายานเล็ก ๆ  มีรถสุขาเครื่อนที่ของกรมโยธา 1 คัน
 
ผมเชื่อและคิดว่าชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เพราะทั่วโลกยอมรับว่า รัฐบาลไทย มหาเถรสมาคม คณะสงฆ์ไทยและประชาชนชาวไทย เป็นผู้ฝักใฝ่ เป็นผู้สนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนามาตลอด ยิ่งพระมหากษัตริย์ไทยอันเป็นประมุขของชาติ พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานว่าจะ “ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก”
 
@@@@@@

การจัดงานวันวิสาขบูชา ณ ลานคนเมือง หากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่เสด็จฯ มาเป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลเสาเสมาธรรมจักร การจัดงานวิสาขบูชา ณ จุดนี้ไม่มีความยิ่งใหญ่และสมเกียรติแก่พระพุทธศาสนา ต่อคณะสงฆ์ไทย ต่อปะเทศไทยอะไรเลย งานนี้โชคดีว่า มีการมอบรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จึงมีผู้เดินเดินทางมาจากต่างจังหวัดกันเยอะพอสมควร วันธรรมดาคงไร้ผู้คนเดินทางมาร่วมงาน

สังเกตภายในงานว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบ้านเมือง หรือคณะสงฆ์ ไม่ค่อยให้ความสำคัญในงานครั้งนี้ ฝ่ายคณะสงฆ์เห็นแต่ พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคมรูปเดียวมาร่วมงาน ซึ่งท่านก็มารับมอบเสาเสนาธรรมจักรด้วย  ฝ่ายฆราวาสนอกจาก พลเอกธงชัย เกื้อสกุล ที่อุทิศตนเพื่อพระพุทธเจ้า เป็นแม่งานทำมาจนอายุเกือบ 80 ปีแล้ว ก็เห็นมีปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมาร่วม ส่วนท่าน อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม. เห็นเฉพาะตอนที่รับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

 
@@@@@@

ผมได้ยินมีการพูดคุยกันแว่ว ๆ ว่า การจัดงานวิสาขบูชาประเทศไทย ปัจจุบันมีปืนเกลียว คือ คณะสงฆ์และภาครัฐเอง ก็ยังแบ่งแยกการจัด คือ คิดว่างานวิสาขบูชา ณ ลานคนเมือง เป็นงานของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายจัด การประชุมวิสาขบูชานานาชาติ ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ฝ่ายมหานิกายจัด หน่วยงานรัฐระหว่างกรมการศาสนาและสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ คนก็บอกว่า แตกแยกและแบ่งการจัด งานวิสาขบูชา ที่ลานคนเมือง เป็นเรื่องของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ส่วนจัดงานวิสาขบูชา ณ พุทธมณฑล  เป็นเรื่องของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี หากเป็นจริงดังที่ผมได้ยินมา จบเห่ ความเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกของประเทศไทย
 
อยากถาม รัฐบาล คณะสงฆ์ ว่า ที่มีโครงการปฏิรูปผลักดันพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลกเพื่ออะไร เพื่อเงิน เพื่อให้มีงาน หรือเพื่อนัยอื่น ทำไมคณะสงฆ์ รัฐบาล ไม่จัดงานวิสาขบูชาโลก รวมเป็นศูนย์เดียวที่พุทธมณฑล ความจริงเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี รัฐบาล มหาเถรสมาคม ต้องใส่ใจให้มาก ความมีอคติ ความมีมานะทิฏฐิอะไรก็ตามแต่ที่มีอยู่ในใจระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชอบหรือไม่ชอบ หรือแม้กระทั้งเรื่องนิกาย พวกท่านต้องจำใส่ไว้ในกระหม่อมเถิดว่า “ความมั่นคงของชาติ พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์” ต้องมาก่อนสิ่งใด.




คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/709152
พุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 เวลา 11.00 น.
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 10 ข้อคิด สร้างแรงบันดาลใจ จาก แจ็ค หม่า เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 05:56:59 AM


10 ข้อคิด สร้างแรงบันดาลใจ จาก แจ็ค หม่า

ซีเคร็ตได้รวบรวมข้อคิดดีๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจจาก จาก แจ็ค หม่า เจ้าของธุรกิจใหญ่อย่าง E-commerce Alibaba เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิต การทำธุรกิจ และการทำงาน

@@@@@@

1. คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและหาประสบการณ์ชีวิต
2. ทัศนคติของคุณนั้นสำคัญกว่าความสามารถ และ การตัดสินใจของคุณนั้นก็สำคัญกว่าความสามารถ
3. โลกนี้จำไม่ได้หรอกว่าคุณพูดอะไรไป แต่จะไม่ลืมสิ่งที่คุณทำ
4. ถ้าหากมีข้อเสนอนึงมาให้ แล้วคนส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) ตอบว่าข้อเสนอนี้มัน “ใช่”, ผมจะทิ้งข้อเสนอนั้นลงถังขยะในทันที เหตุผลง่ายนิดเดียวคือ “ถ้าหากมีคนอยู่เยอะที่คิดว่าข้อเสนอนี้ดี แสดงว่าต้องมีคนอยู่อีกเยอะเช่นกันที่กำลังทำงานนี้อยู่ และโอกาสนั้นมันก็ไม่ได้เป็นของเราแล้ว”
5. คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนคิดเหมือนกันได้หรอก แต่คุณสามารถทำให้ทุกคนก้าวไปทางเดียวกันได้ด้วยเป้าหมายเดียวกัน

@@@@@@

6. หากคุณมองทุกคนรอบตัวเป็นศัตรู ทุกคนรอบตัวคุณก็จะเป็นศัตรูของคุณ หากคุณทำการแข่งขันกับคู่แข่ง อย่าพยายามใช้ความเกลียดชัง “ความเกลียดจะทำให้คุณพ่ายแพ้”
7. ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าผมจะล้มเหลวบ้าง อย่างน้อย ผมก็ได้ส่งต่อแนวความคิดของผมให้แก่ผู้อื่นแล้ว และแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ใช่ผมที่ประสบผลสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ผมเชื่อว่า มันต้องมีสักคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องเดียวกันนี้บ้างล่ะ
8. จงเรียนรู้จากคู่แข่งขัน แต่อย่าลอกเลียนแบบ การลอกเลียนแบบคือหนทางนำไปสู่ความล้มเหลว
9. หากต้องการเติบโต จงมองหาโอกาสที่ดีๆซะ และหากคุณอยากเป็นบริษัทที่ดี ก็จงมองหาปัญหาสังคมที่คุณอาจสามารถช่วยแก้ปัญหาร่วมด้วยได้
10. วันนี้อาจเป็นวันโหดร้าย พรุ่งนี้ก็อาจจะยิ่งโหดร้ายกว่า แต่เชื่อเถอะว่า วันมะรืนจะเป็นวันที่สวยงาม

@@@@@@

แจ๊ค หม่า เป็นคนเชื้อสายจีน เกิดที่เมืองหางโจว ในสมัยเด็กเขาสนใจที่จะศึกษาภาษาอังกฤษมากกว่าสิ่งใด ช่วงเริ่มต้นอาชีพเขาจึงเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและได้รับเงินเดือนเพียง 500 บาท แต่ก็ทำให้เขาเป็นคนจีนที่เก่งภาษาอังกฤษอย่างหาตัวจับยากทีเดียวในประเทศจีนยุคนั้น

วิสัยทัศน์ของแจ็ค หม่า เริ่มต้นจากการที่เขาไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเขาลองให้เพื่อนค้นหาสินค้าเป็นภาษาจีน ปรากฎว่าไม่พบผลการค้นหานั้น ทำให้เขาได้ค้นพบช่องว่างทางธุรกิจที่มหาศาล ในปี 1995 เขาก่อตั้งบริษัทไชน่าเยลโล่เพจเจส ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตแรกสุดในประเทศจีน หลังจากนั้นปี 1999 เขาได้ก่อตั้งบริษัท Alibaba ด้วยวิสัยทัศน์ด้านอีคอมเมิร์ซ


@@@@@@

ต่อมาได้ขยายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องออกไปเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นที่คนไทยรู้จักกันดีคือ Taobao.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ลักษณะที่ให้คนทั่วไปมาลงขายสินค้าได้ นอกจากนี้ยังมีบริษัทย่อยเด่นๆอีกเช่น Tmall, Aliexpress, Aplipay, Juhuasuan, 1688.com, eTao, Alibaba Cloud Computing

และในปี 2012 ได้มีธุรกรรมซื้อขายผ่าน Alibaba รวมทั้งสิ้น 1 ล้านล้านหยวน(ประมาณ 5 ล้านล้านบาท) โดยแจ็ค หม่านำบริษัท Alibaba เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและทำสถิติ IPO ที่ระดมเงินได้สูงสุดในประวัติการณ์ของตลาดหุ้นสหรัฐ ในวันแรกที่ซื้อขายมูลค่าบริษัท Alibaba



ข้อมูลจาก : leaderwings, men.mthai.com
ภาพจาก : lifehack.org
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/inspiration/77942.html
By Chalita ,25 April 2018
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พลานุภาพของการสวดมนต์ จากพระไตรปิฎก เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2019, 06:44:40 AM




พลานุภาพของการสวดมนต์ จากพระไตรปิฎก

พลานุภาพของการสวดมนต์ ทำให้จิตใจผ่อนคลาย เป็นสมาธิ ถือเป็นกิจกรรมสำหรับพัฒนาจิตวิญญาณอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มานับพันปีตั้งแต่ยุคโบราณ ศาสนิกชนในศาสนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพราหมณ์ ฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม ล้วนแต่สวดมนต์กันเป็นกิจวัตร

ในศาสนาพุทธ มีการกล่าวถึงพลานุภาพของการสวดมนต์ไว้อย่างชัดเจน ในพระไตรปิฎก เช่น เมื่อพระมหากัสสปเถระ และ พระมหาโมคคัลลานะอาพาธ พระพุทธองค์เสด็จมาเยี่ยม และทรงสวด โพชฌงค์ 7 ประการ ให้แก่พระสาวกทั้งสอง เมื่อสวดจบ พระมหากัสสปะและพระมหาโมคคัลลานะก็หายจากอาการอาพาธนั้น หรือแม้เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงพระประชวรเอง ก็โปรดให้ พระมหาจุนทะ สวดโพชฌงค์ 7 ประการถวาย เมื่อสวดจบ พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญโพชฌงค์ 7 และหายจากอาการประชวร


@@@@@@

นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกมากมาย ที่การสวดมนต์ช่วยให้หายป่วยได้ เช่น เมื่อท่าน คิริมานนท์ อาพาธ พระพุทธองค์มีรับสั่งให้พระอานนท์ ไปเยี่ยม และให้สวดแสดง สัญญา 10 ประการ ให้ฟัง เมื่อฟังจบท่านคิริมานนท์ก็หายจากอาการอาพาธ

แม้แต่ฆราวาสในครั้งพุทธกาล เมื่อป่วยจนใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ให้ฟังถึงที่บ้าน ดังที่ธรรมิกอุบาสกนิมนต์พระมาสวด มหาสติปัฏฐานสูตร แล้วจึงถึงแก่กรรม

ในทางพุทธศาสนาอธิบายว่า การสวดมนต์มีพลังในการบำบัดโรค เพราะ การได้สวดมนต์หรือได้ฟังเสียงสวดมนต์เป็นอุบายให้จิตใจสงบ เป็นสมาธิ จิตจึงนิ่ง และว่างจากการปรุงแต่งอารมณ์ ช่วยให้ลืมความรู้สึกเจ็บปวดไปได้ชั่วขณะ และช่วยให้อาการเครียด หรือกังวลผ่อนคลายลงได้

@@@@@@

นอกจากนั้น การได้พิจารณาข้อธรรมต่าง ๆ ในบทสวดมนต์ก็ยังทำให้เกิดความปีติ โสมนัส ชุ่มชื่น เบิกบานใจ จิตใจจึงมีพลัง ทำให้ความเจ็บป่วยทางกายพลอยหายไปได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความเข้าใจในธรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน มีใจน้อมไปในทางธรรม ชอบฟังธรรม ชอบสวดมนต์อยู่เป็นประจำ หรือเคยฝึกสมาธิภาวนามาก่อน เมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์ จะยิ่งรู้สึกชุ่มชื่นเบิกบานหัวใจ ทำให้ได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น

ที่สุดเมื่อจิตเป็นสมาธิจากการสวดมนต์ ความสงบเยือกเย็นก็จะตามมา ส่งผลให้จิตใจหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวกับอะไรง่าย ๆ แม้พบเจออุปสรรคหนักหนาเพียงใด ก็จะฝ่าฟันไปได้ในที่สุด


@@@@@@

รู้หรือไม่.? สวดมนต์อย่างไรให้ได้อานิสงส์สูงสุด

    1. ใจต้องอยู่กับบทสวด ขณะสวดสติควรจดจ่ออยู่กับการพิจารณาตัวอักษร ให้รู้ว่าอักขระหรือตัวหนังสือที่เรากำลังท่องนั้นคือตัวอะไร เช่น ขณะกำลังสวดว่า “นะโม” ก็ต้องรู้ว่าประกอบขึ้นด้วยคำว่า “นะ” กับคำว่า “โม” ไม่ใช่ปากท่องไป แต่ใจคิดไปถึงเรื่องอื่น
    2. รู้คำแปล การสวดมนต์โดยรู้คำแปลจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือ เกิดปัญญา แต่หากยังแปลไม่ออก ก็ควรสวดด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
    3. สวดอย่างมีสมาธิและผ่อนคลาย โดยเลือกสวดในช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อม เช่น หลังมื้ออาหารไปแล้วสัก 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อให้ไม่รู้สึกอึดอัด และสวดในสถานที่เงียบสงบและมีอากาศถ่ายเท
    4. ควรสวดมนต์ด้วยตัวเองก่อนนอน การได้เปล่งเสียงสวดมนต์ดังๆ ประมาณ 10–15 นาทีขึ้นไปจะทำให้ร่างกายหลั่งสารซีโรโทนินซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ทำให้หลับสนิทและสบายขึ้น



เรียบเรียงจาก “ไขความลับมนตราบำบัด” เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Healthy Body in Healthy Mind เรื่อง เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ
ขอบคุณที่มา : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/40072.html#cxrecs_s
By Minou ,2 January 2019
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิด 7 อาชีพฟรีแลนซ์ ไม่ต้องนั่งโต๊ะที่ออฟฟิศ แต่มีรายได้ต่อเดือนเฉียดแสน เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2019, 06:36:01 AM


เปิด 7 อาชีพฟรีแลนซ์ ไม่ต้องนั่งโต๊ะที่ออฟฟิศ แต่มีรายได้ต่อเดือนเฉียดแสน

ใครว่าคนทำอาชีพฟรีแลนซ์คือคนที่เหลาะแหละและไม่มั่นคง เราขอบอกเลยว่าไม่จริง จากการสอบถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงการนี้จากหลากหลายสาขาอาชีพ ฟรีแลนซ์ก็เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในสายงานของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศ มีเงินเดือนหรือตำแหน่งเป็นเครื่องรับประกันความสามารถ พวกเขาสามารถเดินตามแพชชั่นและความฝันของตัวเองได้อย่างอิสระ และถ้าวัดกันด้วยตัวเงินแล้ว มีหลาย ๆ อาชีพที่สามารถทำรายได้ได้มากถึงหลักแสนด้วย มารู้จักกับ 7 อาชีพฟรีแลนซ์ที่เราขอยกมาเล่าในบทความนี้กันดีกว่า


1. นักวาดภาพประกอบ
การเป็นศิลปินธรรมดาอาจจะไส้แห้ง แต่สำหรับนักวาดภาพประกอบแล้ว อาชีพนี้สร้างรายได้ที่ค่อนข้างสูงให้กับตัวศิลปินได้ ลักษณะงานที่มีการว่าจ้างกันก็อย่างเช่น งานวาดภาพประกอบลงนิตยสารสื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนถึงงานออกแบบกราฟิกเพื่อนำไปทำลวดลายบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งงานรูปแบบหลังจะสามารถทำรายได้ที่มากกว่าให้กับศิลปิน บางโปรเจคท์ได้มากถึง 50,000 บาท – หลักแสน โดยขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของตัวแบรนด์ที่นักวาดจะได้ทำงานด้วย และประเภทของผลิตภัณฑ์ที่จะต้องออกแบบ

2. บล็อกเกอร์/ยูทูบเบอร์
ในยุคของการทำการตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดีย อาชีพประเภทบล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ หรืออินสตาแกรมเมอร์เลยเริ่มเข้ามามีบทบาทและเป็นที่ต้องการอย่างมาก สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจ การว่าจ้างงานก็มีตั้งแต่ลักษณะของการจ้างผลิตคอนเทนต์เพื่อโปรโมทสินค้า หรือการทาบทามให้เป็นพรีเซนเตอร์ของไลน์สินค้านั้น ๆ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของรายได้ก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องทำงานประจำ

จากการสอบถามแอดมินเจ้าของเพจท่องเที่ยวที่มีฟอลโลเวอร์อยู่ประมาณ 30,000 คน เรทในการรับงานผลิตคอนเทนต์สำหรับ 1 โพสต์อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท ซึ่งถ้าเพจนั้นได้รับงานโดยเฉลี่ย4 งานต่อเดือน นั่นหมายถึงว่ารายได้ทั้งหมดที่แอดมินจะได้รับจะรวมกันได้สูงถึง 80,000 บาท แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ความสม่ำเสมอของงานที่เข้ามาก็ไม่แน่นอน “ถึงรายได้จะเยอะ แต่แต่ละเดือนก็ต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้งานรึเปล่า เพราะการแข่งขันระหว่างบล็อกเกอร์เองก็ค่อนข้างสูง และลูกค้าก็มีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในยุคที่ใคร ๆ ก็เปิดเพจ กว่าจะได้งานนึงก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน” เจ้าของเพจบอกกับเราเอาไว้

3. นักวาดสติกเกอร์ไลน์
ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ค่อนข้างใหม่และอาจจะเป็นที่รู้จักในวงเล็ก ๆ ในตอนนี้ แต่รู้ไหมว่าการเป็นนักวาดสติกเกอร์ หรือที่เรียกกันว่า LINE Sticker Creator นั้นสามารถสร้างรายได้หลักแสนให้หลาย ๆ คนได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีไอเดียที่ไม่เหมือนใครและอาศัยสกิลขีด ๆ เขียน ๆ อีกนิดไม่ได้ใช้ต้นทุนอะไรที่สูงมาก แต่ถ้าสติกเกอร์ที่คุณครีเอทแล้วโดนใจคน ผลงานนั้นก็อาจจะสร้างรายได้หลักหมื่นปลาย ๆ ถึงหลักแสนให้คุณได้จากยอดขายสติกเกอร์เพียงอย่างเดียว!



4. เวดดิ้งแพลนเนอร์
ธุรกิจในวงการงานแต่งงานย่อมมาพร้อมกับเม็ดเงินที่เยอะพอตัว และอาชีพหนึ่งที่การันตีค่าจ้างหลักหมื่นปลาย ๆ ไปจนถึงหลักแสนก็คือเวดดิ้งแพลนเนอร์ หรือคนออกแบบและวางแผนงานแต่งงาน แต่แน่นอนว่ารายได้ที่สูงไม่ได้มาง่าย ๆ อยู่แล้ว หน้าที่ของเวดดิ้งแพลนเนอร์เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบคอนเซปต์ เนรมิตงานแต่งขึ้นมา เป็นตัวกลางที่ประสานงานกับทุกฝ่าย ซื้อของ ดูแลเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปจนถึงการช่วยซัพพอร์ตงานให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นอาชีพหนึ่งที่ค่าตัวแพงแต่ก็อาศัยความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงมาก ๆ เลยแหละ

5. นักพัฒนาเว็บไซต์/นักออกแบบเว็บไซต์
งานในสาขา IT ก็ยังคงเป็นสายอาชีพที่ยังทำรายได้ได้ดีมาก ๆ และเป็นที่ต้องการในตลาดสูงมากในยุคที่ทุกอย่าง Go digital จากการสอบถามนักออกแบบเว็บไซต์รายหนึ่ง รายได้ต่อโปรเจคท์จะเริ่มต้นที่ 5,000 และสูงสุดอยู่ที่ 5 หลักขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้องาน และสเกลความเล็กหรือใหญ่ของโปรเจคท์

@@@@@@

6. ช่างภาพโฆษณา
“ผมเคยรับงานถ่ายแบบให้กับแบรนด์แชมพูหนึ่ง ใช้เวลาถ่ายยาว 1 อาทิตย์ นางแบบเป็นหลายสิบคนแล้วกินนอนอยู่ที่สตูดิโอเลย มันเป็นงานที่ยาวนานมากและเหนื่อยมากก็จริง แต่พอมาเช็กยอดเงินที่ลูกค้าโอนมาให้ เฮ้ย ผมซื้อบ้านให้แม่ได้เลย!” นี่คือคำบอกเล่าที่เราได้ยินมาจากรุ่นพี่ที่เป็นช่างภาพถ่ายงานโฆษณา จริงอยู่ที่อาชีพนี้ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงและต้องใช้เวลาบินสูงกว่าจะมาถึงจุดที่เป็นช่างภาพระดับแถวหน้าที่คนเรียกใช้ได้ แต่ถ้าสามารถการันตีตัวเองได้แล้ว ค่าตอบแทนที่ได้รับก็สูงมากเช่นกันถ้าเทียบกับช่างภาพฟรีแลนซ์ประเภทอื่น ๆ และอาจสามารถทำเงินต่อจ๊อบได้มากถึงหลักแสน

7. พิธีกรงานอีเวนต์
หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของงานอีเวนต์แต่ละงานก็คือผู้ดำเนินรายการบนเวที ซึ่งงานนี้ถึงแม้จะเป็นอะไรที่ดูเหมือนเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีความจำเป็นมากและเป็นตัวบ่งบอกเลยว่างานนั้นจะล่มหรือไม่ ตัวงานจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือเปล่า ค่าตัวของพิธีกรประจำอีเวนต์ต่าง ๆ เลยมีราคาที่สูงลิบลิ่วสำหรับอีเวนท์ขนาดกลางไปถึงใหญ่ เริ่มต้นที่ 10,000 บาท สำหรับงาน 2 ชั่วโมง และหากทำหน้าที่ได้ใน 2 ภาษาขึ้นไป ก็สามารถอัพค่าตัวได้ถึง 50,000-70,000 บาทต่องานเลย


สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากทุกอาชีพก็คือไม่ได้มีใครที่อยู่เฉย ๆ แล้วจะได้งานหรือมีเงินได้เข้ามา ทุกคนล้วนต้องขยันและคอยสั่งสมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะให้เก่งขึ้นในสายงานของตัวเองทั้งนั้น หลายคนบอกว่าฟรีแลนซ์น่ะสบาย แต่ความจริงแล้ว เขาแค่มีเวลาที่ยืดหยุ่นมากกว่าคนอื่น ๆ แต่การที่จะประสบความสำเร็จได้ ก็ใช้ความมุ่งมั่นและพยายามไม่แพ้กันเลยแหละ


ขอบคุณที่มา :-
https://today.line.me/th/pc/article/เปิด+7+อาชีพฟรีแลนซ์+ไม่ต้องนั่งโต๊ะที่ออฟฟิศ+แต่มีรายได้ต่อเดือนเฉียดแสน-QyYNXV 
LINE TODAY ,เผยแพร่ : 8 พฤษภาคม 2562 เวลา 15.30 น.
Photo by Thought Catalog on Unsplash
เขียนโดย @mint.nisara , http://instagram.com/mint.nisara
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มาแน่.! 10 กระแสมาแรงของเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2019, 06:22:56 AM

 :welcome: :welcome: :welcome:

มาแน่.! 10 กระแสมาแรงของเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์)

หลาย ๆ คน คงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่อง AI : Artificial Intelligence ปัญญาประดิษฐ์มาบ้าง AI เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งาน แต่ว่ามีความพิเศษก็คือมีความสามารถในการทำความเข้าใจ เรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ เช่น การรับรู้ การเรียนรู้ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ และสิ่งนี้จึงทำให้ AI มีความน่ากลัวเพราะว่าผู้คนมักกลัวว่าจะถูกนำมาแทนที่มนุษย์


วันนี้ LINE TODAY จึงขอนำเทรนด์ของเทคโนโลยี AI มาอัปเดต เผื่อเป็นความรู้ว่าตอนนี้เทคโนโลยี AI นั้นนิยมเรียนรู้ และพัฒนาทักษะใดบ้าง เพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจ ตามไปดูกันเลย


1. Machine Learning Platform คือการให้เครื่องกลหรือระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยให้มนุษย์เป็นผู้ใส่ “ข้อมูล” ลงไป การเรียนรู้ทักษะของเครื่องกลนี้ ก็จะแบ่งออกเป็น 3แบบ ก็คือเรียนรู้โดยมีข้อมูลมาสอน,เรียนรู้โดยไม่ต้องมีข้อมูล และ เรียนรู้จากสภาพแวดล้อม สกิลนี้ก็จะถูกนำมาใช้ในจำพวกแอปพลิเคชันข้อมูลต่าง ๆ หรือที่จะเห็นได้ชัดก็ฟังก์ชั่นการแท็กหน้าเพื่อนแต่ละคนอัตโนมัติของเฟซบุ๊ก หรือการสุ่มเพลงให้เหมาะสมกับเจ้าของแอคเคาท์ของแอปพลิเคชันฟังเพลง


2. Chatbot คือโปรแกรมที่ไว้สื่อสารกับมนุษย์ โดยแชทบอทนี้สามารถเรียนรู้ทักษะของตัวเองเพิ่มผ่านการใช้ Machine Learning เพื่อโต้ตอบกับมนุษย์ สิ่งนี้มักถูกนำไปใช้ตอบคำถาม หรือแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของบริการต่าง ๆ เพื่อที่จะตอบสนองลูกค้าได้ทุกวัน ทุกเวลา เช่น การสั่งอาหารจากภัตตาคาร การจองโรงแรม หรือการนัดหมายต่าง ๆ


3. Natural Language Generation ถือเป็นอีกหนึ่งสกิลของ AI ก็คือการพัฒนาความรู้ทางด้านภาษาเพื่อให้ AI ตอบสนองอย่างคล่องแคล่ว และเข้าใจมากขึ้น โดยการเรียนรู้นี้ถูกนำไปใช้พัฒนาChatbot ด้วย หรือแม้กระทั่งด้านการข่าวที่สิ่งนี้ช่วยแปลข้อมูลดิบ และนำไปสู่การกระจายข่าวในวงกว้าง เช่น ข่าวภัยพิบัติ


4. Augmented Reality ทุกคนคงจะเคยได้ยินคำว่า VR การจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงแต่ว่า AR นั้นจะมีความแตกต่าง VR ตรงที่จะมีการรวมสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับ วัตถุเสมือนจริง เข้าไปในเวลาเดียวกัน หากยังจินตนาการภาพไม่ออก ให้นึกถึงเกมส์ Pokemon Go อันโด่งดัง หรือแอปพลิชันอย่าง Snap Chat ที่จะมีการจำลองวัตถุเสมือนเข้าไปในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วย


5. Virtual Agents หรือตัวแทนเสมือน นี่ก็ถือเป็นอีกเทรนด์ของ AI เพราะว่าสิ่งนี้เปรียบเสมือนด่านแรกในการสร้างความสัมพันธ์ของลูกค้าในแง่ของธุรกิจ เช่นทุกวันนี้ Call Center ที่ทุกคนโทรไปเพื่อขอความช่วยเหลือในการด้านบริการ บางทีก็ไม่ใช่มนุษย์ แต่คือ Virtual Agents ที่จะมารับมือกับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นก่อนนั่นเอง


6. Speech Recognition หรือการรู้จำเสียงพูด ก็คือทักษะที่ AI สามารถนำเสียงพูดของมนุษย์ไปแปลงเป็นตัวอักษร แม้อาจจะดูว่าเป็นการกระทำพื้นฐานที่ไม่น่าสนใจนัก แต่การพัฒนาด้านนี้ก็มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะเสียงของมนุษย์ไม่ได้มีมาตรฐานเท่ากัน บางคำก็มีเสียงที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก และสิ่งนี้จะนำไปสู่การพัฒนา devices ต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ลำโพงโทรศัพท์ รวมไปถึงนาฬิกา


7. Self-driving cars มีข่าวอยู่หลายครั้งกับเรื่องยานพาหนะไร้คนขับ นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยุคปัจจุบันต้องการพัฒนา เพราะมีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของเครื่องจักร หรือรถนั้นจะสร้างความผิดพลาดในการขับขี่น้อยกว่ามนุษย์ แต่ตอนนี้อาจจะยังติดประเด็นเรื่องการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เลยทำให้รถไร้คนขับนี้ยังต้องมีการพัฒนาต่อไป และยังไม่สามารถนำมาใช้ได้แพร่หลายนัก


8. Smart devices ถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิต อ่าน 10 เทคโนโลยีสุดเจ๋งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น


9. Artificial intelligence permeation ก็คือการแทรกซึมของของ AI ในเมื่อ AI มีการกระจายไปในวงกว้าง และมีการเจริญเติบโตขึ้น ก็ต้องพยายามพัฒนา AI ให้ใช้งานง่ายต่อธุรกิจต่าง ๆ เพื่อต่อยอดการพัฒนาต่อไป


10. Internet of Things (IoT) หรือการที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต และการที่นำ AI มาผนวกรวมกับ IoT นั้นจะเป็นการเพิ่มการเรียนรู้ของอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับความสามารถ

@@@@@@

AI นั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ในเมื่อเทคโนโลยีสามารถพัฒนาความสามารถได้เพิ่มมากขึ้น ก็น่าจะเพิ่มความสามารถของมนุษย์ให้พัฒนาให้ไกลกว่าได้เช่นกัน


ขอบคุณที่มา :-
https://www.ostechnix.com/top-10-artificial-intelligence-technology-trends-that-will-dominate-in-2019/
https://today.line.me/th/pc/article/มาแน่+10+กระแสมาแรงของเทคโนโลยี+AI+ปัญญาประดิษฐ์-qnRYJ2 
LINE TODAY ,Reporter : Pannaput J. ,เผยแพร่ : 10 พฤษภาคม 2562 เวลา 17.21 น.
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิธีรักษา โรคทางกาย จาก "พระไตรปิฎก" เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2019, 06:06:00 AM




วิธีรักษา โรคทางกาย จาก "พระไตรปิฎก"

พระไตรปิฎกนับว่าเป็นแหล่งคลังทางปัญญา สามารถแสวงหาความรู้ได้ในหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ แม้กระทั่งศาสตร์ทางการแพทย์ พระพุทธเจ้าทรงเป็นแพทย์ผู้รักษาเวไนยสัตว์ให้หายจากการหลงในอวิชชาด้วยยาคือคำสอนของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีวิธีรักษาโรคทางกายด้วยวิธีทางการแพทย์ มาดูกันค่ะว่า วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก มีอะไรกันบ้าง

พระพุทธเจ้าทรงจำแนกผู้ป่วยออกเป็น 3 ประเภท คือ 
     (1) ผู้ป่วยที่รักษาไม่หาย
     (2) ผู้ป่วยที่รักษาหายเป็นปลิดทิ้ง และ
     (3) ผู้ป่วยที่เดี๋ยวหายเดี๋ยวไม่หาย

วิธีการรักษาโรคทางกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
     (1) การรักษาด้วยสมุนไพร
     (2) การรักษาด้วยเทคนิค
     (3) การรักษาด้วยพุทธมนต์ และ
     (4) การรักษาด้วยการบำเพ็ญภาวนาทางจิต


@@@@@@

แต่ในวันนี้เราจะนำเสนอเพียงการรักษาโรคด้วยสมุนไพร ซึ่งเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมิใช่น้อย การรักษาโรคด้วยสมุนไพรในสมัยพุทธกาล ประกอบด้วยสมุนไพรจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ และสมุนไพรหลายตัวมารวมกัน การรักษาโรคด้วยสมุนไพรมีปรากฏในพระไตรปิฎกว่า

ครั้งพระพุทธเจ้าประทับยังเมืองสาวัตถี มีภิกษุหลายรูปอาพาธ บางรูปต้องการฉันรากไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันน้ำฝาดเพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันใบไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันผลไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันยางไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันยาดองเพราะป่วยเป็นโรคลมในท้อง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บัญญัติพระวินัยว่าภิกษุฉันรากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ และยาดองเพื่อรักษาโรคได้เท่านั้น

หรืออย่างกรณีพระปิลินทวัจฉะอาพาธด้วยโรคลม แพทย์ต้องรักษาท่านด้วยน้ำมันผสมน้ำเมา(เหล้า) พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตยกเว้นให้ภิกษุสามารถฉันน้ำเมาได้ในฐานะที่เป็นยารักษาโรคเท่านั้น

@@@@@@

หรือแม้กระทั่งครั้งหนึ่งพระอรหันต์อย่างพระสารีบุตรอาพาธเป็นไข้ตัวร้อน พระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นสหายสอบถามอาการ พระสารีบุตรขอให้พระเถระไปเก็บรากและเหง้าบัวมาเพื่อฉันเป็นยาลดไข้ให้ทุเลา พระมหาโมคคัลลานะก็ไปนำรากและเหง้าบัวมาจากสระโบกขรณีมันทากินี พอพระสารีบุตรฉันรากและเหง้าบัวแล้วอาการทุเลาลงจนหายเป็นปกติ

พระสารีบุตรป่วยอีกครั้งเป็นโรคลมเสียดท้อง พระมหาโมคคัลลานะก็ช่วยเหลือโดยการนำกระเทียมมาให้พระสารีบุตรฉัน อาการจึงดีขึ้น

พระพุทธเจ้าทรงเคยถ่ายหนักไม่ออกหลายวัน หมอชีวกโมมารภัจจ์ แพทย์ประจำพระองค์แนะนำให้พระอานนท์ทำพระวรกายของพระพุทธเจ้าให้ชุ่มเป็นเวลา 2-3 วัน (น่าจะหมายถึง การเช็ดพระวรกายด้วยน้ำ) หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าต้องเสวยยาถ่าย แต่หมอชีวกเกรงว่าการถวายยาเนื้อหยาบแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร (อาจเพราะตอนประชวร พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุมากแล้ว) ท่านจึงอบก้านบัวด้วยยาต่างๆ สำหรับช่วยขับถ่าย โดยหากทรงสูดดมหนึ่งครั้งจะช่วยให้พระองค์ทรงถ่ายหนักถึง 10 ครั้ง หมอชีวกถวายก้านบัวอบยาแด่พระพุทธเจ้า 3 ก้าน ทำให้พระองค์ทรงถ่ายหนักถึง 30 ครั้ง


@@@@@@

ระหว่างที่หมอชีวกทูลลากลับ ในใจคิดว่าพระพุทธเจ้าพึงถ่ายหนักแค่ 29 ครั้งเป็นพอ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยทิพยญาณจึงถ่ายหนักแค่ 29 ครั้ง เมื่อหมอชีวกเข้าเฝ้าเพื่อตรวจพระอาการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราถ่าย 29 ครั้ง ตามที่ท่านแนะนำ เรื่องสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่หมอชีวกเป็นอย่างมาก หมอชีวกถวายคำแนะนำพระพุทธเจ้าว่า ห้ามเสวยพระกระยาหารที่ปรุงจากน้ำต้มผักจนกว่าพระอาการหายเป็นปกติ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงโทษของการไม่เคี้ยวไม้สีฟัน (อาจเทียบได้กับการแปรงฟันในปัจจุบัน) 5 ประการ คือ
(1) นัยน์ตาไม่สดใส
(2) ปากเหม็น
(3) ลิ้นรับรสอาหารไม่เต็มที่
(4) ดีและเสมหะจะห่อหุ้มอาหาร 
(5) ไม่ชอบทานอาหาร

@@@@@@

มีภิกษุและภิกษุณีที่ล้มป่วยพอฉันเนื้อสัตว์แล้วหาย เช่น ภิกษุณีเป็นไข้ ฉันปลาและเนื้อแล้วหาย ภิกษุถูกผีเข้า พอฉันเนื้อสดแล้วหาย เป็นต้น

มีกรณีที่ภิกษุดื่มยาถ่ายแล้วเป็นไข้หนัก อยากฉันน้ำเนื้อต้ม นางสุปปิยาก็อาสาทำมาถวาย นางให้คนใช้ไปซื้อเนื้อที่ตลาด แต่กลับไม่มีเนื้อขาย นางสุปปิยาต้องแล่เนื้อขาของตนเองปรุงเป็นน้ำเนื้อต้มแล้วให้คนใช้นำไปถวายพระภิกษุรูปนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเรือน ด้วยพุทธคุณทำให้แผลที่ขาของนางหาย

พระเวลัฏฐสีละ พระอุปัชฌาย์ของพระอานนท์ป่วยเป็นโรคฝีดาษ ก็รักษาด้วยหินผสมขี้วัว (โคมัย) แต้มตามจุดฝี
พระภิกษุถูกงูกัด พระพุทธเจ้าทรงให้รักษาด้วยยามหาวิกัฏ 4 อย่าง คือ คูถ มูตร เถ้า ดิน
พระพุทธเจ้าตรัสถึงการที่ปราศจากโรค คือ ไม่เบียดเบียนสัตว์และกินอาหารแต่น้อย โรคก็จะไม่เบียดเบียน


 

ที่มา : การรักษาโรคในพระไตรปิฎก โดย วิโรจน์ นาคชาตรี
ภาพ : pixabay
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/129094.html#cxrecs_s
Bynintara1991 ,12 December 2018
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กำเนิดมนุษย์ เรื่องน่าคิดจาก "พระไตรปิฎก" เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2019, 05:44:10 AM



กำเนิดมนุษย์ เรื่องน่าคิดจาก "พระไตรปิฎก"

มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงการ กำเนิดมนุษย์ วิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบนี้ ศาสนาซึ่งเป็นศาสตร์ความรู้ที่เก่าแก่ก่อนวิทยาศาสตร์ ก็พยายามตอบคำถามนี้ โดยการยกให้พลังอำนาจวิเศษที่เรียกว่า “พระเจ้า” “พระเป็นเจ้า” หรือ “เทพ” เป็นผู้สร้างมนุษย์ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสการกำเนิดมนุษย์ไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “อัญคัญญสูตร” โดยยกมาพอสังเขปว่า

ครั้งเมื่อโลกพินาศไปแล้ว พรหมชั้นอาภัสสรพรหม พรหมเหล่านี้ไม่มีเพศ กิน (ความรู้สึก) ปีติเป็นอาหาร มีรัศมีแผ่ซ่านทั่วกาย เดินทางด้วยการเหาะไปในอากาศ มีวิมานที่งดงาม แล้วโลกก็สงบลงหลังจากการพินาศครั้งใหญ่กลายเป็นผืนน้ำ ตอนนั้นไร้ซึ่งกาลเวลา ไม่มีกลางวัน กลางคืน ไม่มีวัน ไม่มีเดือน และปี ไม่มีฤดูกาล เพราะถูกบดบังด้วยรัศมีของพรหมเหล่านี้ ต่อมาเกิดง้วนดินล่องลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เป็นสิ่งที่มีลักษณะเหมือนนมสดที่ถูกเคี่ยวให้งวด พอเย็นลงก็จับเป็นปึกแผ่น สีคล้ายเนยข้นอย่างดี ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว


@@@@@@

พรหมองค์หนึ่งได้กลิ่นหอมของง้วนดินก็ชักชวนพรหมองค์อื่นเหาะลงมาจากวิมาน แล้วลิ้มรสง้วนดินซึ่งมีรสชาติคล้ายน้ำผึ้ง พรหมทั้งหลายเกิดความอยาก (โลภะ) ขึ้นมา จึงกินง้วนดินนั้น รัศมีกายของพรหมจึงเสื่อมไป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เวลากลางวันและกลางคืน ดวงดาวบนท้องฟ้า วันและเวลาจึงเกิดขึ้น

พรหมเหล่านั้นเพลิดเพลินกับการกินง้วนดิน เมื่อไม่มีรัศมีแล้ว จึงปรากฎสีผิวกายชัดแจน แล้วพรหมแต่ละองค์ก็มีสีผิวกายแตกต่างกันไป บางองค์มีผิวงาม บางองค์มีผิวไม่งาม พรหมที่มีผิวกายงามจึงพากันดูหมิ่นพรหมที่มีผิวไม่งาม และทระนงตนว่าตนนั้นดีกว่าเพราะมีผิวงาม

@@@@@@

เมื่อง้วนดินหมดไปก็พากันบ่นถึงรสชาติอร่อยของมัน แล้วเกิดกระบิดินขึ้นมาแทนง้วนดิน มีลักษณะคล้ายเห็ด ซึ่งก็มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้น รสชาติเหมือนน้ำผึ้ง เมื่อกระบิดินหมดไปก็เกิดเครือดินขึ้นมาแทน มีลักษณะคล้ายผลมะพร้าว แต่สี และกลิ่นยังคล้ายเนยสดและเนยข้น มีรสชาติเหมือนน้ำผึ้ง

เมื่อเครือดินหมดไป พรหมทั้งหลายพากันบ่นอยากกินเครือดิน ก็บังเกิดข้าวสาลีขึ้นมา ในตอนนั้นข้าวสาลีมีลักษณะเป็นเม็ด ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ เม็ดขาวสะอาด มีกลิ่นหอม ตกเย็นพรหมเหล่านั้นจะเก็บข้าวสาลีมากิน โดยไม่ต้องไถ (เหมือนอย่างในปัจจุบัน) แล้วข้าวสาลีก็จะงอกขึ้นมาอีกในตอนเช้า  จึงมีข้าวสาลีกินไม่มีหมดไม่สิ้น หลังจากนั้นพรหมก็ปรากฏอวัยวะเพศ จึงรู้ชัดว่าคนไหนเป็นชายหรือหญิง แล้วเกิดการสืบพันธุ์ในเหล่าพรหมขึ้น และอาศัยอยู่บนโลกนี้สืบต่อมา

ดังนั้นหากอิงตามพระสูตรนี้ พรหมเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ อาภัสสรพรหม หรือ อาภัสสรภูมิ เป็นพรหมโลกชั้นที่ 6 เป็นที่สถิตของพรหมที่มีรัศมีแผ่ซ่าน พรหมชั้นนี้จะมีอายุยืนสูงสุดประมาณ 8 กัป


@@@@@@

การกำเนิดมนุษย์ในอัญคัญญสูตร เริ่มมาจากอาภัสสรพรหมเกิดความอยาก (โลภะ) กินง้วนดิน เพราะเกิดอายตนะทางจมูก คือได้กลิ่นหอมของง้วนดิน จึงเหาะลงมากิน เมื่อกินแล้วเกิดอายตนะทางชิวหา (ลิ้น) รับรู้ว่าง้วนดินมีรสชาติอร่อยเหมือนน้ำผึ้ง จึงยิ่งหลงใหล (โมหะ) กินง้วนดินจนหมด เมื่อเกิดกิเลสซึ่งผิดนิสัยของพรหม จึงทำให้รัศมีกายเสื่อม ผิวแท้จึงปรากฏแล้วพากันดูหมิ่นพรหมที่มีผิวกายไม่งาม พรหมที่ถูกดูหมิ่นก็โกรธ (โทสะ) พรหมจึงกลายเป็นมนุษย์เพราะมีกิเลส 3

เมื่อนานไปง้วนดินหมดไป กลายเป็นกระบิดิน และเครือดินตามลำดับ แล้วกลายเป็นข้าวสาลีขึ้นมาแทน พรหมกลายเป็นมนุษย์เต็มตัวจึงมีอวัยวะเพศขึ้น เห็นชัดว่าใครเป็นผู้ชายและผู้หญิง เมื่อพิจารณาต่อกันก็เกิดความใคร่ (โลภะ) จึงเกิดการสืบพันธุ์ขึ้น แล้วให้กำเนิดทายาทสืบต่อกันมา

อัญคัญญสูตรนอกจากเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าอธิบายถึงการกำเนิดมนุษย์ว่า มาจากอาภัสสรพรหมแล้ว ยังทำให้เข้าใจถึงเรื่องของการเสื่อมไปของจิต จากจิตบริสุทธิ์ด้วยฌานสู่การเป็นจิตที่มีกิเลส จิตมีกิเลสเพราะอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) นั่นเอง

 

ที่มา : อัญคัญญสูตร
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับ จักรวาล โลก มนุษย์ และสังสารวัฏ โดย ปรุตม์ บุญศรีตัน
ภาพ : Photo by Shelby Miller on Unsplash
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/122524.html#cxrecs_s
By nintara1991 ,9 November 2018
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดสุทธิฯ ฮือฮานำบทสวดพาหุงฯ จัดศิลปะดิจิทัล "โพธิเธียเตอร์" เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2019, 05:32:02 AM



วัดสุทธิฯ ฮือฮานำบทสวดพาหุงฯ จัดศิลปะดิจิทัล "โพธิเธียเตอร์"

วัดสุทธิวราราม สร้างความฮือฮา นำบทสวดพาหุงฯ จัดนิทรรศการศิลปะดิจิทัล “โพธิเธียเตอร์” โดยใช้เทคโนโลยี Projection Mapping บนพื้นที่ผนังโบสถ์สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันวิสาขบูชา 18 พ.ค.นี้ ถึงวันที่ 9 มิ.ย.

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม กล่าวว่า เนื่องในวันวิสาขบูชาประจำปี 2562 โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 18 พ.ค.นั้น ทางวัดสุทธิฯ มีแนวคิดที่จะหาทางส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้าวัดมากขึ้นในวันสำคัญทางพระพุทธศานา จึงได้หารือกับกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ ประกอบด้วย WHY_NOT Social Enterprise, Awakening Creative, Another day Another render, Art of Hongtae, Korky และ WHAT_IF โดยการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

จึงเกิดความคิดที่จะจัดนิทรรศการศิลปะดิจิทัลขึ้นภายในโบสถ์ โดยใช้ผนังโบสถ์เป็นพื้นที่ในการสร้างผลงานศิลปะดิจิทัลขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยี Projection Mapping ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะผ่านเทคโนโลยีโปรเจกเตอร์  ในชื่อ โพธิเธียเตอร์ : แก่นเดิม เปลือกใหม่ ของพุทธศาสน์ 

ซึ่งศิลปะดิจิทัลดังกล่าว จะนำบทสวดมนตต์ ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากา มาสร้างสรรค์รวม 8 ตอน เปิดให้เข้าชมฟรี  18 พ.ค. - 9 มิ.ย. ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 7 รอบการแสดงต่อวัน ตั้งแต่เวลา 14.00 - 18.00 น.ที่วัดสุทธิวราราม ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ ลงทะเบียนเข้าชมฟรีที่ www.BodhiTheater.com หรือเฟสบุ๊ค Bodhi Theater



พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า สำหรับเนื้อหาการแสดงผลงานศิลปะดิจิทัล ครั้งนี้ มี 8 ตอน ประกอบด้วย
1. ความไม่รู้ – บารมี
2. ฉุนเฉียว – อดทน
3. โกรธ – เมตตา
4. หลงผิด – เตือนสติ
5.ใ ส่ร้าย – สงบนิ่ง 
6. บิดเบือน – ปัญญา
7. เผชิญภัย – รู้บทบาท และ
8. ยึดมั่นในตัวตน – เห็นธรรม

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเริ่มการจัดนิทรรศการดังกล่าว ได้มีการสอบถาม และหารือหลายฝ่าย ถึงความเหมาะสมแล้ว ยืนยันว่าการใช้พื้นที่ในโบสถ์จัดแสดงนิทรรศการดิจิทัลดังกล่าว ไม่ผิดตามหลักพระธรรมวินัย โดยจะใช้เพียงพื้นที่ผนังโบสถ์เท่านั้น ที่สำคัญยังถือว่าเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเข้าใจง่าย และสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นด้วย



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/708927
จันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2562 เวลา 15.02 น.
ขอบคุณภาพจาก : https://www.thairath.co.th/news/society/1566775
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พศ.-สปสช. ลุยดึงพระ เข้าระบบ หลักประกันสุขภาพ เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2019, 05:26:18 AM

 :25: :25: :25:

พศ.-สปสช. ลุยดึงพระ เข้าระบบ หลักประกันสุขภาพ

สำนักพุทธฯ จับมือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ลุย ดึงพระเข้าระบบหลักประกันสุขภาพ

วันนี้ (13 พ.ค.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะโฆษกพศ. กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ได้เห็นชอบการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เรื่องการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณร ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้

สปสช.จัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณร เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรเข้ารับบริการตามสิทธิรับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545  เชื่อมโยงฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณร ระหว่างสปสช.กับพศ. เพื่อปรับปรุงสิทธิการเข้ารับบริการสาธารณสุขของพระภิกษุและสามเณร จัดเครือข่ายข้อมูลวัดและพื้นที่บริการของหน่วยบริการประจำของพระภิกษุ และสามเณร


@@@@@@

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนพศ.จะจัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณรของพศ.ให้เป็นปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐอื่น รวมถึงเป็นนายทะเบียนฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณร จัดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลพระภิกษุและสามเณรกับสปสช.

เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรได้รับการบริการสาธารณสุขและสิทธิประโยชน์ ปรับปรุงฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณร ข้อมูลวัด และสถานที่ตั้งของวัด ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนการจัดทำสมาร์ทการ์ดของพระภิกษุและสามเณร และจัดเก็บข้อมูลพระภิกษุและสามเณรให้เป็นปัจจุบัน

โดยทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในการขับเคลื่อนและพัฒนารูปแบบในการจัดทำฐานข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลพระภิกษุและสามเณรให้ได้ทั้งหมด รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อการสื่อสารให้พระภิกษุและสามเณรได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการกำหนดวันทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวต่อไป



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/708925
จันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2562 เวลา 14.58 น.
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนนับหมื่น.! แห่ร่วมงานแน่นวัด โปรยทานงานบวช 5 แสนบาท เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2019, 08:34:44 AM



คนนับหมื่น.! แห่ร่วมงานแน่นวัด โปรยทานงานบวช 5 แสนบาท

คนไทยและกัมพูชาเกือบหมื่นคน แห่ร่วมงานบวชลูกชายคนเดียว ของอดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว จนแน่นวัด หลังมีข่าวเจ้าภาพเตรียมเงินโปรยทานมากถึง 500,000 บาท

วันนี้ (12 พ.ค.2562) ชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และพื้นที่ใกล้เคียง จำนวนเกือบ 10,000 คน เดินทางมาที่วัดโคกสะพานขาว เพื่อร่วมงานพิธีแห่นาคและงานอุปสมบทลูกชายของนายวัชรินทร์ อรัญเจริญยิ่ง อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เนื่องจากระหว่างการแห่นาคเข้าโบสถ์นั้น จะมีการโปรยทานมหากุศลด้วยเงินจำนวนมากกว่า 500,000 บาท

ทั้งนี้ นายวัชรินทร์ ระบุว่า สาเหตุที่เตรียมเงินโปรยทานไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีบุตรชายเพียงคนเดียว และเพิ่งเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้เป็นเภสัชกรตามความตั้งใจ จึงต้องการทำบุญและให้ทานแก่ผู้ที่มาร่วมงาน ถือเป็นการทำบุญใหญ่ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังกระแสข่าวนี้แพร่ออกไปก่อนหน้าวันงานอุปสมบท ปรากฏว่า มีชาวบ้าน ประชาชนและพี่น้องชาวอรัญประเทศ รวมถึงชาวกัมพูชา เนื่องจากวัดอยู่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา เดินทางมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก โดยทางเจ้าภาพได้เตรียมทำเงินโปรยทาน ส่วนใหญ่เป็นธนบัตรใบละ 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท  ซึ่งต่างจากงานบวชทั่วไปที่มักเป็นเหรียญบาทหรือเหรียญสองบาทเท่านั้น






ขอบคุณที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/279970
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิถีข้าว วิถีไทย..แต่จะถึงเมื่อไร.? เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2019, 06:30:19 AM



วิถีข้าว วิถีไทย...แต่จะถึงเมื่อไร.?

เวลากลับบ้านที่ต่างจังหวัดในช่วงฤดูร้อน ผู้เขียนมักเห็นนาข้าวสีเหลืองทองอร่ามงามสุดลูกหูลูกตา เวลาแห่งการเก็บเกี่ยวใกล้เข้ามาแล้ว เห็นอย่างนี้ บางคนอาจฮัมเพลง บ้างอาจนึกถึงภาพวาดชนบทไทย หรือบางคนก็อาจนึกถึงข้าวสวยร้อนๆ กับไข่เจียว

วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับข้าวมาช้านาน เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารการกิน ตั้งแต่ยุค “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แม้ในคำทักทายของเราก็ยังถามกันว่า “กินข้าวหรือยัง” แสดงความใส่ใจในปากท้องที่เรามีให้กัน

ชาวนาไทยแต่โบราณปราดเปรื่องเรื่อง “ข้าว” เราไม่ได้มีเพียงข้าวหอมมะลิ หอมนิล เสาไห้ ไรซ์เบอรี่ สังข์หยด ฯลฯ แต่ชาวนาไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวจนเกิดข้าวพันธุ์พื้นเมืองกว่า 24,000 ชนิด เช่น ข้าวลืมผัว ข้าวพญาลืมแกง ข้าวพม่าแหกคุก เป็นต้น

@@@@@@

ข้าวมีความหมายกับเรามากจนเรายกให้ชาวนาเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” เพราะชาวนาผลิตอาหารหลักเลี้ยงผู้คน และยังมีส่วนสร้างเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะข้าวยังเป็นพืชส่งออกอันดับหนึ่ง

แต่วันนี้ กระดูกสันหลังของชาติไม่ค่อยแข็งแรงนัก ชาวนาทำงานหนัก และโดยส่วนใหญ่ยังยากจน มีหนี้สิน อันเกิดจากต้นทุนการเกษตรที่สูงกว่าราคาผลผลิต ชาวนามีปัญหาสุขภาพ อันเกิดจากการใช้สารเคมีในการเกษตร เป็นต้น แม้หลายรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลืออย่างการประกันราคาข้าว หรือโครงการจำนำข้าว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะแก้ไปไม่ถึงต้นตอของปัญหา

ยิ่งไปกว่านั้น กระดูกสันหลังของชาติเริ่มเข้าสู่วัยชรา และมีจำนวนลดลง ลูกหลานก็ไม่ได้สานต่ออาชีพเกษตรกร ที่ดินในการทำนาก็ถูกผันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่รัฐสนับสนุนและชวนเชื่อว่าจะทำรายได้ให้ดีกว่า เช่น ยางพารา อ้อย ข้าวโพด มะนาว ทุเรียน เป็นต้น นอกจากนั้น การขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมก็ทำให้ผืนดินอันอุดมสมบูรณ์หดหายไป


@@@@@@

อนาคตของข้าวไทย จะเป็นอย่างไร.?

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง หนึ่งในสิ่งที่ช่วยเชิดชูความหมายของข้าวในสังคมไทยและสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวนา คือ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่จัดขึ้นในช่วงเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกของทุกปี

สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา พระราชพิธีนี้อาจไม่มีความหมายอะไรมากนัก แต่สำหรับเกษตรกรแล้ว พวกเขาเฝ้ารอคำนำทายจากพระโคที่จะกินอาหารเสี่ยงทายเรื่องดินฟ้าอากาศ เพื่อให้เตรียมการเพาะปลูกให้ดี

พวกเขาตั้งตารอ และเตรียมวิ่งกรูเข้าไปเก็บเมล็ดข้าวเปลือก ที่พระยาแรกนาหว่านลงบนพื้น เพื่อนำเมล็ดข้าวไปบูชาหรือเพาะปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคล ตราบใดที่ยังมีพระราชพิธีนี้ ชาวนายังคงมีกำลังใจ วิถีข้าวจะยังคงอยู่ในสังคมไทย และเราก็มั่นใจได้ว่า จะยังคงมีข้าวไทยอร่อยๆ ให้ได้กิน ขอขอบคุณชาวนา


ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/campus/1395361/
11 พ.ค. 62 (09:21 น.)
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สามเณรีฝึกสมาธิ เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2019, 06:20:53 AM



สามเณรีฝึกสมาธิ

ที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี มีการจัดบรรพชาสามเณรีชั่วคราว (9 วัน) ปีสองครั้ง คือวันที่ 6 เมษายน และวันที่ 5 ธันวาคม จัดเป็นกิจกรรมหลักของวัตรต่อเนื่องกันมา 11 ปีแล้วค่ะ ครั้งล่าสุดบรรดาสามเณรีเพิ่งลาสึกไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2562 นี้

ที่ผ่านมาในการสอนนอกจากให้หลักธรรมแก่สามเณรีแล้ว ก็จะเน้นเรื่องการสืบสายภิกษุณีสงฆ์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามเณรีที่สึกออกไปแล้ว สามารถตอบคำถามเพื่อนฝูงพี่น้องได้ว่า ตัวเองบวชมาได้อย่างไร

เริ่มในรุ่นที่ 21 ที่ท่านธัมมนันทาเห็นว่า จะต้องฝึกให้มีความเข้มแข็งที่ฐานจิตด้วย เป็นองค์ความรู้ในภาคปฏิบัติที่เมื่อลาสึกออกไปแล้วจะใช้ได้ในชีวิตจริง

ในการฝึกจิตนี้ ให้สามเณรีเข้าเงียบปิดวาจาไปเลย 3 วัน หลวงพี่ที่นำการฝึกจิตคือหลวงพี่ภิกษุณีธัมมปริปุณณา (เดิมคือ ดร.สิรีรัตน์ เชษฐสุมน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

@@@@@@

ตอนบ่าย 4 โมง ท่านธัมมนันทากับหลวงพี่ปริปุณณาจะเป็นอาจารย์ผู้สอบอารมณ์สามเณรีทีละรูปร่วมกัน ใช้เวลาแต่ละรูปประมาณ 15 นาที การที่ใช้คำว่า สอบอารมณ์นี้ก็นำไปสู่ความเข้าใจผิดเยอะเหมือนกัน สำหรับท่านที่ไม่ได้อยู่ในวงการ ที่จริงก็คือ การที่ผู้ปฏิบัติแต่ละคนจะมีเวลาส่วนตัวกับอาจารย์ในการบอกเล่าสิ่งที่ตนเองปฏิบัติตามที่อาจารย์นำการฝึกสมาธิได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร มีปัญหาอย่างไร มีอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญ ฯลฯ

ในช่วงเช้า ท่านธัมมปริปุณณาจะนำให้ทำสมาธิ 3 ช่วง หมายถึงในเวลา 09.00-11.00 น. นั้น มีการเบรกให้ 3 ช่วง เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ และเปิดโอกาสให้เข้าห้องน้ำบ้างดื่มน้ำบ้าง ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ความร้อนเป็นอุปสรรคมากพอสมควรแก่บรรดาสามเณรีรุ่นที่ 22 นี้

ช่วงบ่าย ก็เช่นกัน ตั้งแต่บ่าย 2 โมง ถึงบ่าย 4 โมง มีเวลาเบรกเท่าๆ กัน


@@@@@@

ปัญหาอุปสรรคที่พบเจอในทุกรุ่น คือนั่งไม่ได้ ต้องนั่งเก้าอี้ ด้วยมีปัญหาที่เข่า บางคนก็อายุมาก บางคนก็มีปัญหาการผ่าตัดเปลี่ยนเข่า ฯลฯ

ท่านธัมมนันทามักจะบ่นดังๆ ว่า ตอนหนุ่มตอนสาวก็ไม่เคยให้ความสนใจ จะมาปฏิบัติตอนแก่ มันก็มีปัญหาอย่างนี้แหละ เอาเท่าที่จะทำได้ เป็นดีที่สุด

ในการฝึกจิตนั้น ท่านปริปุณณาจะนำให้รู้จักและสัมผัสกับความรู้สึกตน โดยการสแกนร่างกายให้มีความรู้สึกตัว ตั้งแต่ศีรษะ บ่า ไหล่ ลงไปที่ลำตัว ช่องท้อง แขน ขา จนไปจรดปลายเท้า ส่วนใหญ่จะทำตามได้

จากนั้น จะฝึกจิตให้เป็นสมาธิโดยพิจารณาลมหายใจ เข้า ออก เห็นว่า มันมีเกิดดับ อยู่ที่ปลายจมูกนี้เอง เมื่อหายใจเข้าจนสุด มันจะผ่อนลมหายใจออกโดยอัตโนมัติ เป็นธรรมชาติ และเป็นธรรมะ คือ มันเป็นทวิธรรม เป็นธรรมคู่ที่อิงอาศัยกัน เกิดและดับ ในช่วงที่สามเณรีฝึกอยู่กับลมหายใจของตนนี้เอง ที่จะช่วยให้จิตเป็นสมาธิ สมาธิคือ ดิ่ง รวมศูนย์ เป็นหนึ่ง ตรงนี้เป็นช่วงของการฝึกสมาธิ สามเณรีกว่าครึ่งที่สามารถเข้ามาสัมผัสจิตที่มีสภาวะเป็นหนึ่ง บางรูปทำได้ในช่วงสั้นๆ บางรูปก็ทำได้ยาวกว่าคนอื่น เฮอ เฮอ บางรูปก็ไม่ได้เลย



ในวันที่สอง หลวงพี่จะนำเข้าสู่การฝึกจิตระดับวิปัสสนา เมื่อผ่านการฝึกวันแรกที่บรรยายมาแล้วข้างต้น ในการพิจารณาการเกิดดับของลมหายใจเข้าออกนั้น ให้พิจารณาละเอียดลงไปที่จุดดับระหว่างลมหายใจเข้าและออก ตรงจุดดับนั้น มันมีช่องว่างอยู่ พิจารณาให้เห็นชัดๆ พิจารณาต่อไปให้เห็นธรรมะที่สูงขึ้น คือ เห็นความไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่มี ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ตรงนี้เป็นวิปัสสนา

การฝึกจิต ต้องเป็นไปเพื่อการละคลายจากการยึดติดเกาะเกี่ยวไปสู่ภพใหม่ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระนิพพาน  ปฏิบัติแล้วต้องคลาย ต้องเบา จากการยึดติดเกาะเกี่ยวอันเป็นธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนอบรม ไม่ว่าจะปฏิบัติได้ในระดับใด อันนี้เป็นภาคทฤษฎี จะฝึกเอาให้ได้ในสองวันนี้ เออ มันไม่ง่ายอย่างนั้นดอกพี่ แต่เอาเถอะ ได้รับการฝึก การสอน การควบคุมก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย


@@@@@@

ในช่วงของการสอบอารมณ์ตอนบ่าย 4 โมง สามเณรีแต่ละคนจะได้พบกับท่านธัมมนันทาพร้อมกับหลวงพี่ผู้เป็นอาจารย์สอนเป็นการส่วนตัว สามเณรีบางคนจะพรรณนาชีวิตเบื้องหลังยาววว ท่านธัมมนันทาจะดึงสามเณรีกลับมา ให้พูดถึงเฉพาะประสบการณ์ที่ฝึกสมาธิ ที่ตนเพิ่งทำในวันนั้น

ท่านปริปุณณาสุภาพมาก ถามนำว่า “เมื่อเช้า นั่งได้เป็นอย่างไร”
สามเณรีบางคนก็ยังงง ต้องถามนำว่า ในช่วงที่ 1 ตอนเช้าเป็นอย่างไร
บางคนก็ตอบซื่อๆ ว่า “ไม่ได้เลยค่ะ ง่วงมาก สัปหงกตลอดเลย”
หลวงพี่ “เออ หลวงพี่ก็เห็นนะ”
บางคนถามว่า “ทำไมหนูนั่งนิ่งได้ตั้งนาน ทำไมหนูไม่เห็นอะไรเลย”

สามเณรีรูปนี้ เข้าใจว่า ถ้านั่งสมาธิแล้วต้องเห็นนั่นเห็นนี่จึงจะเรียกว่านั่งได้ผล ก็ต้องมาแก้ความเข้าใจกันใหม่ว่า ไม่ใช่จุดประสงค์ของการนั่งสมาธิ ถ้าเห็น รูป แสง สี เสียง ก็กำหนดแต่เพียงรู้ แล้วปล่อยไป อาจารย์บางท่านเรียกว่า รู้ ดู วาง เพียงเท่านั้น ถ้าไปสนใจอยากรู้ต่อ ก็กลายเป็นตกเข้าไปสู่จินตนาการ สนุกสนานไปเลย

@@@@@@

หน้าที่แรกของจิตเพียงรู้ อะไรมา อะไรเกิด ก็เพียงรู้ แล้วปล่อยวาง
แต่เรามักคุ้นกับหน้าที่รองของจิต คือ คิด เราก็คิดไปเรื่อย ฟุ้งไปเป็นเรื่องเป็นราว

ที่ผู้สอนได้สัมผัสคราวนี้ พบว่า สามเณรีที่ไม่เคยเรียนการฝึกจิตมาก่อน สอนง่ายกว่าบางรูปที่ว่า เคยทำฝึกมาหลายปีแล้ว กลายเป็นว่าความคุ้นชินที่พระภิกษุเคยสอนไว้นั้น กลายเป็นอุปสรรค บางรูปนั่งให้จิตเป็นสมาธิ จิตว่างสงบ นิ่งอยู่นานเท่าไรยิ่งดี จะได้แผ่กุศลให้พ่อแม่ได้ เพียงจิตว่างสงบนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่พระภิกษุท่านสอนไว้จริง แต่เป็นขั้นสมถะ ตรงนี้ ท่านธัมมนันทาเคยเขียนไว้แล้ว เรียกการปฏิบัตินี้ว่า หินทับหญ้า

หินทับหญ้าไว้นานเพียงใด บริเวณนั้น หญ้าไม่ได้รับแดดก็เป็นสีขาว แต่พอยกหินขึ้น หญ้าก็เขียวชอุ่มตามเดิมเปรียบเหมือนกับกิเลสในใจที่สงบนิ่ง เหมือนกับตอนที่จิตรู้สึกสงบว่าง เมื่อออกจากสมาธิ มีอารมณ์มากระทบ จิตไม่ได้รับการฝึกเพื่อให้ปล่อยวาง ก็จะมีปฏิกิริยากับอารมณ์นั้นๆ ด้วยกิเลสตามเดิม กรณีเช่นนี้ ก็เหมือนกับผู้ที่ไปปฏิบัติที่วัด กลับมาก็ยังด่าสามีได้ชัดเจนและรุนแรงอย่างเดิม สามีก็จะบ่นภรรยาว่า “มันสักแต่ว่าไปวัด ไม่เห็นมันดีขึ้นเลย”


@@@@@@

เราจะเป็นชาวพุทธที่ดีได้ก็ตรงนี้แหละ ที่เรียกว่าไปปฏิบัติ นึกว่า เพียงไปหลับตา นั่งนิ่งได้เป็นชั่วโมง แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากภายในเลย เราก็ยังไม่ได้ปฏิบัติอย่างแท้จริง

ท่านธัมมนันทาท่านเล่าว่า ท่านเรียนทั้งสมถะและวิปัสสนา แต่เมื่อออกบวช ได้พิจารณาลักษณะทั่วไปของสังคมไทยแล้ว ท่านเลือกที่จะเน้นวิปัสสนาเพื่อความละคลายมากกว่าสมถะ ที่จะพาหลงได้ง่าย

การฝึกฝนจิตนั้น มีทั้งสมถะ และวิปัสสนา ถ้าปฏิบัติเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะใช้การจริงไม่ได้ ถ้ามีเพียงสมถะ ฐานจิตจะแข็งแรง แต่ไม่มีทิศทาง ก็พาหลงไปโลกียวิสัยได้ง่าย ถ้าจะมุ่งเน้นวิปัสสนา ถ้าไม่มีความเข้มแข็งของสมถะมาประกอบ แม้อยากตัดกิเลส ก็เหมือนคนเดินป่าที่ถือมีดทื่อไป จะตัดหนามไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางก็ทำไม่ได้ เพราะมีดที่ถือไปทื่อ ตัดอะไรก็ไม่ขาด

@@@@@@

สามเณรีที่มาฝึกจิตก็จะได้ไปทั้งสองอย่าง ได้ไปเพียงทฤษฎีก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย พอถึงที่สุดที่จะตาย ก็พิจารณาลมหายใจเข้าออกนั้นเอง เป็นองค์วิปัสสนา เห็นเกิดดับ หายใจเข้า ออก พอออกแล้วไม่มีเข้า ตอนนั้นเรียกว่า ดับจริงๆ

ญาติพี่น้องคลานเข้ามาเอานิ้วรอที่จมูกไม่มีลมเข้าแล้ว ก็ว่า “สิ้นลมแล้ว” การฝึกจิตไปถึงระดับนี้ได้ มันจะเกิดการผ่อนคลายอย่างใหญ่หลวง ที่เราแบกไว้หนักอึ้งจนบ่าคุ้มงอ ก็จะคลายได้ตรงนี้ ปฏิบัติแล้ว ต้องเบา คลาย และโล่งจริงๆ สามเณรีบางคนที่ได้เข้าไปสัมผัสเศษเสี้ยวของภาวะจิตเช่นนี้ เมื่อต้องกล่าวคำลาสิกขา ก็จะน้ำตาร่วง

รุ่นล่าสุดนี้มีสามเณรีท่านหนึ่งอายุ 65 ปี เป็นชาวศรีลังกา ในหน้าที่การงานในอดีตเป็นผู้พิพากษาศาลสูง ท่านว่า ได้เข้ามาสัมผัสชีวิตสามเณรีแม้เพียง 9 วัน ก็สมปรารถนาที่รอคอยมานาน....สาธุ (แปลว่า ดีแล้ว)



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3-9 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : ธรรมลีลา
ผู้เขียน : ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_192982
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โลหะปราสาท สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าแห่งศรัทธา จากมหาอุบาสิกาสู่พระมหากษัตริย์ 2 แผ่น เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2019, 06:02:49 AM



โลหะปราสาท สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าแห่งศรัทธา จากมหาอุบาสิกาสู่พระมหากษัตริย์ 2 แผ่นดิน

โลหะปราสาท สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธา การสละทรัพย์สร้าง เป็นศาสนสถานจากโลหะ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับศาสนกิจของพระภิกษุสงฆ์ โลหะปราสาทมี 3 แห่งบนโลกคือ โลหะปราสาทที่เกิดจากความศรัทธาของนางวิสาขามหาอุบาสิกาที่ชมพูทวีป โลหะปราสาทของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยแห่งศรีลังกา และโลหะปราสาทของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์ผู้สร้าง โลหะปราสาท

โลหะปราสาทแห่งแรกของโลก
โลหะปราสาทแห่งแรกสร้างโดยพลังศรัทธาแห่งมหาอุบาสิกาชื่อว่า นางวิสาขา เป็นบุตรีของธนัญชัยเศรษฐีแห่งกรุงสาวัตถี นางได้ทุนทรัพย์มาสร้างจากการประมูลเครื่องมหาลดาประสาธน์ จึงสร้างปราสาทที่ยอดเป็นทองคำ ซึ่งมี 2 ชั้น และมีห้องทั้งหมด 1000 ห้อง เรียกว่า “มิคารมาตุปราสาท”

@@@@@@

โลหะปราสาทแห่งที่สองของโลก
พุทธสถานแห่งนี้เกิดขึ้นจากพระราชศรัทธาแห่งพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย โดยสถานที่ตั้งของโลหะปราสาท เป็นจุดที่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะได้ถวายดอกไม้แด่พระมหินทเถระ เมื่อดอกไม้ตกลงสู่พื้นแล้วบังเกิดแผ่นดินไหว พระราชาถามพระมหินทเถระถึงสาเหตุของแผ่นดินไหว พระมหินทเถระพยากรณ์ว่า ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นที่ตั้งของโรงพระอุโบสถ


โลหะปราสาท ที่ประเทศศรีลังกา เกิดจากพระราชศรัทธาแห่งพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย

เมื่อผ่านมาจนถึงสมัยของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยทรงปราบพระราชาของเหล่าทมิฬที่เข้ามายึดครองเมืองหลวงได้สำเร็จ จึงได้สร้าง โลหะปราสาท ในจุดที่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะถวายดอกไม้พระมหินทเถระ การสร้างโลหะปราสาทแห่งที่สองนี้ ถอดแบบมาจากวิมานของเทพธิดามีนามว่า “พรณี” บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ที่เรียกว่าโลหะปราสาท เพราะมุงหลังคาด้วยทองแดงนั่นเอง

โลหะปราสาทนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น แต่ละชั้นเป็นที่ประกอบกิจของสงฆ์โดยในแต่ละชั้นจะแบ่งตามระดับญาณของพระภิกษุ ต่อมาถูกไฟไหม้ พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมาคือ พระเจ้าสัทธาติสสะได้ทรงบูรณะใหม่เป็น 7 ชั้น ปัจจุบันหลงเหลือแต่เสาดังที่เห็นในภาพ

@@@@@@

โลหะปราสาทแห่งที่สามของโลก
โลหะปราสาทแห่งที่สามเกิดขึ้นจากพระราชศรัทธาแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระราชศรัทธาแรงกล้า ทรงทำนุบำรุงศาสนสถานมามากมาย ด้วยความสนพระทัยศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว ทำให้ทรงทราบจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาว่า

มีสตรีในชมพูทวีปและพระมหากษัตริย์แห่งศรีลังกาได้สร้างพุทธศาสนาที่มุงหลังคาด้วยทองและทองแดง พระองค์ทรงเลื่อมใสจึงทรงสร้างโลหะปราสาทขึ้นภายในบริเวณวัดราชนันดารามวรวิหาร โดยโลหะปราสาทแห่งนี้มี 3 ชั้น และยอดปราสาท 37 ยอด ตามจำนวนของพระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการนั่นเอง บนยอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ


บนยอดสูงสุดของ โลหะปราสาท จะประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

โพธิปักขิยธรรม 37 คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้, ธรรมเกื้อหนุนแก่อริยมรรค ประกอบด้วยองค์ธรรมทั้งหมด 37 ประการดังนี้ สติปัฏฐาน 4  สัมมัปปธาน 4  อิทธิบาท 4  อินทรีย์ 5  พละ 5  โพชฌงค์ 7 และ มรรคมีองค์ 8

โลหะปราสาทได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง ภายหลังก่อสร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ภายหลังพระองค์สวรรคตลง โลหะปราสาทก็มิได้ปรับปรุงแล้วเสร็จ จนกระทั่งได้บูรณะครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จในสมัยพระราชปัญญาโสภณ (สุข ปุญญรํสี) ปี พ.ศ. 2506 โดยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ร่วมกันปรับปรุงแล้วเสร็จ เป็นแบบก่อโบกปูนสีแดง มณฑปทาสีขาว


โลหะปราสาท วัดราชนันดาฯ

ในปี พ.ศ. 2539 พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม (ในเวลาต่อมา) ได้ออกแบบวัสดุมุงและเครื่องประดับหลังคาเป็นโลหะและทองแดงรมดำ ทำให้ออกมาเป็นสีดำ และในปี พ.ศ. 2555 กรมศิลปากรได้ร่วมกับทางวัดบูรณะ มณฑปให้เป็นสีทอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2560


ที่มา ; https://th.wikipedia.org
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ประมวลธรรม โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา โดย ดนัย เพิ่มปรีชาประสิทธิ์
ภาพ : วัดราชนัดดารามวรวิหาร,  www.atsiamtour.com
ขอบคุณ :https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/154136.html
By nintara1991 ,9 May 2019
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "จินตนาการ" สำคัญกว่า "ความรู้" เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2019, 06:34:15 AM


"จินตนาการ" สำคัญกว่า "ความรู้"

อดีตเด็กเรียนซ้ำชั้น อดีตเด็กที่เรียนรู้ได้ช้า แต่เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า
"Imagination is more important than knowledge" - "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"

เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาคือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของโลก เขาคนนั้นคือ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์"
 
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" เป็นวลีอันอมตะที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ทิ้งเอาไว้ให้แก่โลก ความรู้ทำให้เราฉลาดขึ้น แต่มันจะเป็นสิ่งที่อยู่คงเดิมอย่างนั้น หากเราไม่นำความรู้นั้นไปใส่จินตนาการเพิ่มเติม เปรียบเทียบง่ายๆ ความรู้ก็เหมือนกับปัจจุบัน ขณะที่จินตนาการเปรียบได้กับอนาคต แม้แต่ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่าเป็นผู้ทรงความรู้อย่าง ไอน์สไตน์ ยังไม่อยากให้เราจบแค่ความรู้และให้ความสำคัญกับจินตนาการมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกของเรามานักต่อนักแล้ว

หนึ่งตัวอย่างที่ดี คือ ก่อนปี ค.ศ. 1903 ความรู้คือมนุษย์ไม่สามารถบินได้ และคงได้หัวเราะกันจนฟันโยกแน่ๆ ถ้าในปีนั้น อยู่ดีๆ มีใครมาบอกว่า "ในวันข้างหน้า มนุษย์จะบินขึ้นไปบนฟ้าได้" แต่พี่น้องตระกูลไรต์ ใช้จินตนาการมองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป พวกเขาทำการบินขึ้นฟ้าครั้งแรกในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.1903 จนมาถึงวันนี้ทุกคนมีความรู้ใหม่ จากจินตนาการของพี่น้องตระกูลไรต์ว่า "มนุษย์สามารถบินขึ้นไปบนฟ้าได้ด้วยเครื่องบิน"



เราใช้ความรู้ที่มีสร้างจินตนาการ แล้วใช้จินตนาการสร้างความรู้ใหม่ เพื่อที่จะได้จินตนาการต่อยิ่งสองสิ่งนี้พัฒนาควบคู่กันไปยิ่งดีมากๆ

จากคำกล่าวข้างต้นของไอสไตน์ จะเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหนกัน เพราะเห็นกันพูดอยู่ว่า "ความรู้สำคัญกว่าอื่นใด" คนเราสามารถใช้ความรู้ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ คนที่มีความรู้ท่านเรียกว่า นักปราชญ์ แต่ทำไมไอสไตน์ถึงได้กล่าวในทางที่ตรงกันข้ามเช่นนั้น มีเหตุผลอื่นประการใดแอบแฝงหรือ หรือว่าเป็นการกล่าวขึ้นมาลอยๆ อย่างไม่มีเหตุผลเฉยๆ



บางคนอาจมีข้อโต้แย้งว่า ความรู้ที่ทำให้โลกเราเกิดความเปลี่ยนแปลงไปต่างๆนานา เพราะไม่ว่ายุคไหนๆ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการที่คนในสังคมมีความรู้ต่างหาก ไม่ใช่เป็นเพราะการที่คนมีจินตนาการ ที่กล่าวเช่นนั้นก็ถูกแต่ก็ถูกไม่หมด แม้ว่าความรู้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางต่างๆ ในสังคมแต่ละยุคสมัยจนถึงในยุคสมัยปัจจุบัน เราจะอาศัยแต่เพียงความรู้อย่างเดียวก็ไม่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ หากไม่อาศัยจินตนาการด้วยตามที่ได้กล่าวแล้วว่า จินตนาการและความรู้ต้องไปด้วยกันเสมอ

ถึงแม้ว่าจินตนาการและความรู้มีความสำคัญพอๆกัน แต่โดยส่วนลึกแล้ว จินตนาการย่อมมีความสำคัญกว่า เพราะคนเราแม้ว่าตนเองจะมีความรู้ ต่อให้รู้มากขนาดไหน แต่ถ้าหากว่าไม่มีจินตนาการก็ไม่มีทางรู้เลยว่า จะเอาความรู้นั้นไปทำอะไร ไปใช้กับอะไร และเมื่อใช้ทำสิ่งนั้นแล้วผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความรู้นั้นๆ ให้เกิดผลได้เลย เข้ากับสำนวนไทยที่ว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"



คอลัมน์พีเดีย : "จินตนาการ" สำคัญกว่า "ความรู้" ,26 พ.ย. 56 05.25 น.
ขอบคุณ : https://guru.sanook.com/9437/
ขอบคุณภาพจาก : https://www.scholarship.in.th/เฉลยไข-ทำไมไอน์สไตน์ถึ/
https://pantip.com/topic/38257264
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิจิตรตระการตา "วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร" วัดประจำรัชกาลที่ ๑๐ เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2019, 06:14:04 AM


วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร


วิจิตรตระการตา "วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร" วัดประจำรัชกาลที่ ๑๐

ตลอดยุคสมัยต่างๆ ที่ผ่านมา กษัตริย์ในแผ่นดินไทยแต่ละพระองค์ต่างก็ทรงมีความเลื่อมใส และให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างวัดต่างๆ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธขึ้นมากมาย

ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ก็เช่นกัน กษัตริย์แต่ละพระองค์ก็ได้ทรงสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในภายหลัง เราจึงยกย่องให้วัดซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงมีความผูกพันเหล่านี้เป็นวัดประจำรัชกาลของแต่ละพระองค์

เหตุผลของการยึดถือวัดใดวัดหนึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลนั้น จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้ให้เหตุผลไว้ว่า

“วัดซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลนั้น มักจะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ท่านทรงสร้าง หรือปฏิสังขรณ์ และให้ความสนใจกับวัดนี้เป็นพิเศษ หรือมีความผูกพันกับวัดนี้มากๆ เมื่อพระองค์สวรรคต พระบรมอัฐิก็จะถูกนำไปบรรจุอยู่ที่ฐานของพระประธาน แต่การประกาศว่าวัดไหนเป็นวัดประจำรัชกาลนี้ ไม่ได้มีการประกาศออกเป็นทางการ เพียงแต่เกิดจากการที่คนพูดกันว่าวัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลนี้ๆ และดูจากความผูกพันที่พระองค์ท่านทรงมีให้กับวัดนั้นๆ มากกว่า”


ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในส่วนของความเป็นมาของการกลายมาเป็นวัดประจำแต่ละรัชกาลนั้น ก็นับได้ว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้ตัววัดเลยทีเดียว

สำหรับวัดประจำรัชกาลที่ ๑๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร พระอารามหลวงในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) นับได้ว่าเป็นวัดที่มีความเป็นมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร ตั้งอยู่ในซอย 101/1 สุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ เดิมวัดแห่งนี้ชื่อ วัดทุ่งสาธิต มีคหบดีชาวลาวเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2399 มีการเล่าต่อกันมาว่าเป็นวัดร้างมาก่อน โดยคหบดีชาวลาวท่านนี้อพยพมาสมัยเวียงจันทน์แตก หลังจากคหบดีท่านถึงแก่กรรม วัดนี้จึงถูกทิ้งร้าง ประกอบกับเจ้าอาวาสองค์สุดท้ายมรณภาพลงจึงไม่มีใครสืบสาน และก็สมัยก่อนนั้นวัดนี้อยู่ห่างไกลความเจริญ เป็นทุ่งนาส่วนใหญ่


พระอุโบสถ วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร

กระทั่ง อดีตเจ้าอาวาสพระโสภณวชิรธรรม (สาธิต ฐานวโร) ได้มาบูรณะ จากวัดร้างจึงกลายเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2506 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2508 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พระบรมราชอิสริยยศรัชกาลที่ ๙ ในขณะนั้น) มีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงรับวัดทุ่งสาธิต ไว้ในพระอุปถัมภ์ และได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร”

จากวัดร้างจึงเป็นวัดราษฎร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2515 จากวัดราษฎร์ มาเป็น พระอารามหลวง และวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ.2519 ในที่สุด ทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพระโขนงอีกด้วย โดยมี พระราชวชิรโสภณ (ข่าย อาคโม) เป็นเจ้าอาวาสปัจจุบัน


ภายในพระอุโบสถ

หลวงพ่อวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ที่วัดนี้อยู่หลายครั้ง และเมื่อปี 2543 เสด็จฯ บำเพ็ญกุศลถวายผ้า พระกฐินพระราชทาน ณ พระอุโบสถ ในขณะนั้นก็มีชาวบ้านที่อยู่ละแวกนี้มารอรับเสด็จมากมาย ต่อมาหลังจากที่ประชาชนทราบข่าวว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑๐ ก็มีพุทธศาสนิกชนต่างเดินทางมาชมและมาทำบุญเพิ่มขึ้น

ขณะนี้ทางวัดได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมในส่วนของเจดีย์ และภายในวิหารบางส่วน ซึ่งได้มีการบูรณะเรื่อยมาหลังจากที่เห็นว่ามีบางส่วนเริ่มมีความทรุดโทรม


ภายในพระวิหาร

ด้านแม่ค้าขายเครื่องสังฆภัณฑ์ เล่าให้ฟังว่า ตนอาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 40 ปีแล้ว และเคยรอรับเสด็จฯ อยู่สองครั้ง ส่วนตัวรู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเฝ้ารอรับเสด็จฯ ถือเป็นสิริมงคลของชีวิต และหลังจากที่ประชาชนทราบข่าวว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑๐ ก็มีญาติโยมเดินทางมาเพิ่มมากขึ้น บ้างก็เป็นชาวบ้านในพื้นที่ บ้างก็มาจากต่างจังหวัด หากใครมาแล้วก็อยากให้เข้าไปกราบสักการะหลวงปู่บัวขาวด้วย ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านชุมชนแห่งนี้

พระพุทธมหามุนีศรีหริภุญชัย

โดยความหมายของชื่อ วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร ทางวัดได้อธิบายไว้ดังนี้
วชิร = วชิราลงกรณ์
ธรรม = คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
สาธิต = นามเดิมพระโสภณวชิรธรรม
วรวิหาร = พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

ภายในวัดแห่งนี้มีพระอุโบสถที่สวยงามและพระเจดีย์จุฬามณีศรีล้านนา ซึ่งได้จำลองมาจากพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 25 องค์ พระอรหันต์สาวกธาตุ 289 องค์ และพุทธรูปทองคำอีก 2 องค์


รูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสวัด

ส่วนพระอุโบสถปูด้วยไม้สักปาเก้ประตู-หน้าต่างทำด้วยไม้สักซึ่งแกะสลักอย่างวิจิตรงดงามโดยฝีมือช่างชาวเหนือ ภายในพระอุโบสถ มีพระปรางค์ 3 องค์ องค์กลางบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์ขวาและองค์ซ้าย บรรจุพระธาตุทอง พระอัครสาวกทั้งสอง คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ นอกจากนี้ภายในอุโบสถหลังเก่ายังมีภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเยาว์วัยด้วย

และมีพระเจดีย์จุฬามณีศรีลานนา มีความกว้าง 25 ศอก 9 นิ้ว ความสูง 49 ศอก ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 25 องค์ พระธาตุอรหันตสาวก 289 องค์ พระพุทธรูปทองคำ 2 องค์


วิหารหลวงพ่อปู่ดอกบัวขาว

ถัดไปมีพระวิหารพุทธมหามุนีศรีหริภุญชัยที่จำลองมาจากวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ ปูด้วยไม้สักปาเก้ ภายในประดับด้วยลวดลายดอกปูน ศิลปะล้านนา เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธมหามุนีศรีหริภุญชัย

และยังมีสังเวชเจดีย์ ที่มีการจำลองมาจากพระ เจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย บรรจุดินสังเวชนียสถาน 4 ตำบล พร้อมด้วยรัตนปราการ และพระบรมสารีริกธาตุ มีพระเจดีย์ 5 องค์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และด้านหลังมีอาคารพระปริยัติธรรม พร้อมทั้งให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ “ม.ว.ก.” ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบันของอาคารด้วย


หลวงพ่อปู่ดอกบัวขาว

พระนามาภิไธยย่อ “ม.ว.ก.” ด้านหน้าของอาคาร

หากใครมีโอกาสเดินทางมาแถวเขตพระโขนง ก็อย่างลืมแวะมาทำบุญ ไหว้พระประธานภายในพระอุโบสถ พร้อมชมความงดงามของวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร โดยภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากมายให้ได้ชมกัน

พระเจดีย์จุฬามณีศรีล้านนา จำลองมาจากพระธาตุหริภุญชัย

โดยวัดประจำรัชกาล 10 รัชกาล ได้แก่

วัดประจำรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์
วัดประจำรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย คือวัดอรุณราชวราราม วรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง
วัดประจำรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร หรือเดิมชื่อวัดจอมทอง
วัดประจำรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
วัดประจำรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรมหาวิหาร
วัดประจำรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ วัดบวรนิเวศวิหาร
วัดประจำรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้มีการสร้างวัด แต่พระองค์ท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดของพระราชบิดา หรือรัชกาลที่ ๕ แทน จึงถือว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำทั้งรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ เช่นกัน
วัดประจำรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล คือ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร
วัดประจำรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ วัดพระราม 9 กาญนาภิเษก
วัดประจำรัชกาลที่ ๑๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร



ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/travel/detail/9620000044990
เผยแพร่ : 10 พ.ค. 2562 18:00 ,ปรับปรุง : 10 พ.ค. 2562 22:32 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook :Travel @ Manager
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การเดินทางไปสักการะ สังเวชนียสถาน ที่อินเดีย-เนปาลจะเป็นการปิดอบายภูมิได้ 1 ชาติ เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2019, 06:02:21 AM




การเดินทางไปสักการะ สังเวชนียสถาน ที่อินเดีย-เนปาล จะเป็นการปิดอบายภูมิได้ 1 ชาติ แน่นอนหรือไม่

เดินทางไปสักการะ สังเวชนียสถาน

ถาม : การเดินทางไปสักการะ สังเวชนียสถาน ที่อินเดีย-เนปาล จะเป็นการปิดอบายภูมิได้ 1 ชาติ แน่นอนหรือไม่

ดร. พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต ขอไขปัญหาข้อนี้ว่า
การไปกราบสังเวชนียสถานสามารถปิดอบายภูมิได้ ไม่ใช่เฉพาะชาติเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถปิดอบายภูมิได้ตลอดไปอย่างแน่นอน หากผู้ไปกราบมีความซาบซึ้งและเข้าใจถูกต้องตามพระสัทธรรม นั่นหมายความว่าต้องศึกษาเรียนรู้ว่าสถานที่นั้น ๆ เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์อย่างไร เช่น

สถานที่ประสูติของพระมหาบุรุษ เจ้าชายสิทธัตถะที่ประกอบด้วยความเพียบพร้อมมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ และอนุพยัญชนะ 40 ประการ ทรงอุบัติเพื่อโปรดเหล่าเวเนยสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ก็ให้ระลึกถึงว่าพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพียรบารมี 10 ประการมานับชาติไม่ถ้วน คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขาบารมี


@@@@@@

พอระลึกถึงแล้วก็น้อมจิตของเราให้บำเพ็ญเพียรบารมีข้อใดข้อหนึ่ง และไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ กระทำดังที่พระองค์เคยทำมา ก็จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเราสามารถปิดอบายภูมิได้อย่างแน่นอน

สถานที่ตรัสรู้ เราควรระลึกถึงความตั้งพระทัยอย่างมั่นคงหนักแน่นในการตรัสรู้ธรรม แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม เมื่อใดที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ก็จะไม่ลุกจากที่ หากทางใดเป็นทางแห่งกุศล ทางแห่งความดีก็ต้องมุ่งมั่นทำให้สำเร็จแม้เจอปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ ก็ตาม และที่สำคัญไปมากกว่านั้นก็คือ เป็นสถานที่ทรงค้นพบสัจธรรมอย่างกระจ่างแจ้ง ทรงเห็นทั้งทุกข์ ทั้งเหตุแห่งทุกข์ การเข้าไปดับทุกข์และวิธีการหรือหนทางแห่งการดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง โดยไม่ถูกโลภะ โทสะ โมหะมาปิดบัง สลัดความเป็นทาสแห่งกิเลสตัณหาทั้งปวง

@@@@@@

สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา น้อมระลึกถึงสาระธรรมหรือแก่นธรรมของพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร และ อนัตตลักขณสูตรที่ทรงแสดงให้แก่เหล่าพระปัญจะวัคคีย์จนเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ปิดเสียซึ่งอบายภูมิทั้งปวงได้ เราก็น้อมใจของเราเข้าไปไตร่ตรองพิจารณาสาระธรรมนั้นให้ถ่องแท้ แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติในหนทางแห่งมรรคซึ่งเป็นสัมมาปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เข้าไปติดยึดอย่างสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง โดยสลัดเสียซึ่งการยึดมั่นถือมั่นในปัญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

และสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็น้อมนำเอาอัปปมาทธรรมที่ตรัสเป็นปัจฉิมวาจามาปฏิบัติ คือมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ ไม่ประมาทพลาดพลั้งทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิตใจ ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงามแล้วมุ่งตรงสู่พระนิพพาน


@@@@@@

จะเห็นได้ว่าการไปกราบสังเวชนียสถานแล้วก่อให้เกิดความแกล้วกล้าอาจหาญ มีความฮึกเหิมในการน้อมนำสาระธรรมมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังและต่อเนื่องนั้น ย่อมก่อให้เกิดความสงบสุขทั้งแก่ตนเองและส่วนรวมทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด กล่าวคือพ้นแล้วจากอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ บรรลุมรรคผลนิพพาน ล่วงพ้นเสียซึ่งความทุกข์ ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพันทั้งหลายทั้งปวง ปิดอบายภูมิได้อย่างถาวร


 

หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
Photo by Pascal Müller on Unsplash
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/55197.html
By Therranuch ,10 May 2019
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลวงปู่จูม พันธุโล “ผู้สร้างความเข้มแข็งให้พระกรรมฐาน” เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 07:24:47 PM


หลวงปู่จูม พันธุโล “ผู้สร้างความเข้มแข็งให้พระกรรมฐาน”

หลวงปู่จูม พันธุโล วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี

หลวงปู่จูม พันธุโลหรือพระธรรมเจดีย์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ.2431 ณ บ้านท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นบุตรคนที่ 3 (ในจำนวนทั้งหมด 9 คน) ของนายคำสิงห์ และนางเขียว จันทรวงศ์ ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ เด็กชายจูม จันทรวงศ์ มีอุปนิสัยเรียบร้อย สนใจในการทำบุญทำกุศลตั้งแต่เด็ก ชอบติดตามบิดามารดา หรือคุณตาคุณยายไปวัดสม่ำเสมอ จึงได้มีโอกาสพบเห็นพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ

หลังจากเรียนจบระดับประถมศึกษา เด็กชายจูมได้บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ.2442 เมื่ออายุ 11 ปี ท่านจำพรรษาที่วัดโพนแก้ว จังหวัดนครพนม และได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม รวมทั้งระเบียบปฏิบัติขนบธรรมเนียมประเพณีของวัดโพนแก้วเป็นเวลา 3 ปี

การศึกษาเล่าเรียนของพระสงฆ์ในสมัยนั้นเป็นการเรียนอักษรสมัย คือ อักษรขอม อักษรธรรม และภาษาไทย สามเณรจูม จันทรวงศ์ สามารถเขียนอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว มีสติปัญญาเฉียบแหลม เป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ ท่านยังได้ฝึกหัดเทศน์มหาชาติ (เวสสันดรชาดก) เป็นทำนองภาคอีสาน ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาญาติโยมทั้งบ้านใกล้และบ้านไกล


@@@@@@

ต่อมา สามเณรจูม จันทรวงศ์ ได้ติดตามพระเทพสิทธาจารย์ (พระอาจารย์จันทร์ เขมิโย) และคณะสานุศิษย์ ออกเดินทางรอนแรมด้วยเท้าเปล่าไปกราบนมัสการพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ สำนักวัดเลียบ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและแนวกรรมฐาน

สามเณรจูมได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง จนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัตรปฏิบัติและแนวทางเจริญกรรมฐานเป็นที่น่าพอใจ สามเณรจูมมีอุปนิสัยยึดมั่นในพระธรรมวินัยประพฤติดีปฏิบัติชอบสร้างสมบารมีเรื่อยมา จนได้เป็นพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นปูชนียบุคคลของชาวอีสานในเวลาต่อมา

หลังจากที่ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกรรมฐานกับพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเวลา 3 ปี พระอาจารย์จันทร์ เขมิโย ได้กราบลาพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง แล้วพาคณะสานุศิษย์รวมทั้งสามเณรจูมเดินทางกลับจังหวัดนครพนมด้วยเท้าเปล่าเหมือนตอนเดินทางมา

@@@@@@

สามเณรจูมอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกายในปี พ.ศ.2450 และในปีถัดมาได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ให้มีความรู้ทางด้านนักธรรมและบาลีให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในสมัยนั้นยากลำบาก ต้องอาศัยพ่อค้าหมูเป็นผู้นำทาง ผ่านจังหวัดสกลนครขึ้นเขาภูพาน และต้องนอนค้างคืนบนสันเขาภูพานถึง 2 คืน ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น อำเภอชนบท และหมู่บ้านต่างๆ จนกระทั่งถึงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นรวม 24 วัน จากนั้นโดยสารรถไฟเพื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะในสมัยนั้นทางรถไฟมาถึงแค่เมืองโคราชเท่านั้น

พระภิกษุจูม พนฺธุโล ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและบาลี ณ สำนักวัดเทพศิรินทราวาส เป็นเวลาหลายพรรษา โดยตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะและอุตสาหะ นอกจากนั้นท่านยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีผลงานด้านการปกครองคณะสงฆ์ ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมและวางรากฐานการปฏิบัติกรรมฐานโดยเฉพาะในแถบภาคอีสาน ท่านสอนปริยัติด้วยตนเอง ลูกศิษย์ของท่านสอบได้ทั้งนักธรรมและเปรียญธรรมจำนวนมาก

หลวงปู่จูมอาพาธและได้รับการผ่าตัดก้อนนิ่วในถุงน้ำดี ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2505 เมื่ออายุ 74 ปี ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร


หลวงปู่จูม พันธุโล


เรื่องเล่า “ผู้สร้างความเข้มแข็งให้พระกรรมฐาน”

หลวงปู่จูมจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร เป็นเวลานานถึง 15 ปี จึงได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตโต) และพระสาสนโสภณ ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งเป็นวัดคณะธรรมยุตวัดแรกในจังหวัดอุดรธานี ท่านได้สร้างผลงานไว้มากมาย ทั้งการทำนุบำรุงด้านการศึกษาและวางรากฐานการปฏิบัติกรรมฐาน

ครั้งหนึ่งท่านเคยอาราธนาหลวงปู่มั่นอาจารย์ของท่าน ซึ่งตอนนั้นจำพรรษาอยู่ที่ทางภาคเหนือ ให้ลงมาที่จังหวัดอุดรธานีเพื่อช่วยเป็นหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้วงการพระกรรมฐาน ถือเป็นการฟื้นฟูคณะธรรมยุตครั้งใหญ่ในจังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รายนามครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่จูมเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้นั้นมีจำนวนมาก เช่น หลวงตามหาบัว หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม หลวงปู่หลุย หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่หลอด หลวงตาแตงอ่อน หลวงปู่หล้า หลวงตาพวง หลวงปู่อ่ำ และหลวงตาทองคำ เป็นต้น


แถวหน้า จากซ้าย : พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป), พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล), พระจันโทปมาจารย์ (หลวงปู่จันโท กตปุญฺโญ)
แถวหลัง จากซ้าย : พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน), พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่สวัสดิ์ ขนฺติวิริโย), พระพ.ต.พักตร์ ญาณิสฺสโร (มีนะกนิษฐ) และจ่าคำมูล สีดาลาด นายทหารคนสนิท


คำสอน

คนเราจะได้ดีมันต้องมีหลัก ถ้ามีหลักภายนอกเรียกว่าหลักฐาน คนที่ไร้หลักฐานก็อยู่อย่างเลื่อนลอย คือไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกิน แม้หลักฐานข้างในก็จำเป็นต้องมี คือ ต้องให้จิตใจอยู่อย่างมีอุดมคติที่มั่นคงและแน่วแน่

อย่าให้ใจโลเลเหลาะแหละเหลวไหล…และจะอดทนเพียรพยายามในการจำกัดราคะ โทสะ โมหะ ให้สุดความสามารถ เพราะไหน ๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น ต้นเหตุที่สิ่งเหล่านี้เกิดมี เพราะตัณหาดังนั้น เมื่อรู้ตัวการที่ก่อให้เกิดทุกข์ฉะนี้แล้ว จะมัวรีรอให้เสียชาติเกิดอยู่ทำไม



ที่มา : ๑๐๐ พระสงฆ์ ๑๐๐ เรื่องเล่า ๑๐๐ คำสอน – สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ ,ลานธรรมจักร
ภาพ : ลานธรรมจักร
Secret Magazine (Thailand) .IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/154488.html
By ying ,10 May 2019
37  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: พระศักดิ์สิทธิ์เพราะทำกิจของสงฆ์ : อะไรคือกิจของสงฆ์.? เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 11:25:45 AM
 :25: :25: :25:

ฉวิโสธนสูตร
สูตรว่า พยากรณ์อรหัตผล ด้วยข้อสอบสวน ๖ อย่าง


พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนวิธีสอบสวนภิกษุผู้พยาการณ์อรหัตตผล(ผู้พูดว่าตนเป็นพระอรหันต์) โดยวิธีตั้งปัญหาให้ตอบรวม ๖ ข้อ คือ   
               
     @@@@@@

     ๑. รู้เห็นอย่างไร ในโวหาร ๔ คือ การพูดว่า ได้เห็นได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ในสิ่งที่ได้เห็นได้ฟังทราบได้รู้แจ้ง
     ๒. รู้เห็นอย่างไร ในขันธ์ ๕ ที่ยึดถือ   
     ๓. รู้เห็นอย่างไร ในธาตุ ๖   
     ๔. รู้เห็นอย่างไร ในอายตนะภายในภายนอก ๖ คู่ คือตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง เป็นต้น   
     ๕. รู้เห็นอย่างไร ในกายที่มีวิญญาณครองตน   
     ๖. รู้เห็นอย่างไร ในนิมิตทั้งปวงภายนอก จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะ ถอนอหังการ(ความถือเรา) มมังการ(ความถือว่าของเรา) และมานะ(ความถือตัว) ซึ่งเป็นอนุสัย(กิเลสที่แฝงตัว) เสียได้.


     @@@@@@

     พร้อมทั้งแสดงคำตอบในทางรู้เท่าและตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา จนได้อาสวักขยญาณ คือ ญาณอันทำอาสวะให้สิ้นเป็นที่สุด

หมายเหตุ : ในพระไตรปิฎกแสดงไว้ชัดเพียง ๕ ข้อ ส่วนข้อ ๖.แสดงตามมติอรรถกถาที่ให้แยกปัญหาเรื่องกายของตนกับกายของผู้อื่น นอกจากนั้นอรรถกถายังแสดงมติอื่นอีก



ที่มา : ฉวิโสธนสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
พระไตรปิฎก ฉบับประชาชน โดย อ.สุชีพ ปญญานุภาพ
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prasuttanta/6.2.html


     :25: :25: :25:

     ขอยกเอาข้อธรรมบางส่วนใน "ฉวิโสธนสูตร" มาแสดงดังนี้

[๑๗๗] ข้าพเจ้าเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเครื่องยียวนปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว จึงได้น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
 
     ข้าพเจ้าได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ที่ดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงที่ดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ที่ดับอาสวะ นี้ปฏิปทาให้ถึงที่ดับอาสวะ
     เมื่อข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ
     เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ได้มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า...
     ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

     ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงถอนอนุสัย คือ ความถือตัวว่า เป็นเรา ว่าของเรา ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอกได้ด้วยดี

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุ ครั้นแล้วพึงกล่าวแก่ภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เป็นลาภของพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าได้ดีแล้ว ที่พิจารณาเห็นท่านผู้มีอายุ เช่นตัวท่านเป็นสพรหมจารี



ที่มา : ฉวิโสธนสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=2445&Z=2669


     st12 st12 st12

     ส่วนตัวผมได้ยินประโยคนี้แล้ว รู้สึกชื่นใจ ชอบสำนวนนี้มาก สำนวนนั้นคือ...
    "เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ได้มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี"

     คำว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" ยังปรากฏอยู้ในหลายพระสูตร เช่น
     - สิลายูปสูตรที่ ๑
     - พรหมเทวสูตรที่ ๓
     - ปริยายสูตร

     @@@@@@

     ประโยคที่ว่า.."กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" ทำให้นึกถึงคำว่า "อเสขบุคคล" อริยบุคคลมีสองประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

     อริยบุคคล 2 (บุคคลผู้ประเสริฐ, ผู้บรรลุธรรมพิเศษตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไป, ผู้เป็นอารยะในความหมายของพระพุทธศาสนา)
     1. เสขะ (พระเสขะ, พระผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่พระอริยบุคคล 7 เบื้องต้นในจำนวน 8)
     2. อเสขะ (พระอเสขะ, พระผู้ไม่ต้องศึกษา ได้แก่ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว)

     - เสขะบุคคล ยังมีกิจที่ควรทำ
     - อเสขะบุคคล ไม่มีกิจที่ควรทำอีกแล้ว


      st11 st11

     ขอปิดกระทู้นี้ด้วยข้อธรรมใน พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ ดังนี้...

[๒๘๐] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

     ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในโลกมีทักขิไณยบุคคลกี่จำพวก และควรให้ทานในเขตไหน
     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
     ดูกรคฤหบดีในโลกมีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวก คือ พระเสขะ ๑ พระอเสขะ ๑
     ดูกรคฤหบดี ในโลกนี้มีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวกนี้แล และควรให้ทานในเขตนี้

     ครั้นพระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า
    "ในโลกนี้ พระเสขะกับพระอเสขะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา ของทายกผู้บูชาอยู่ พระเสขะและอเสขะเหล่านั้นเป็นผู้ตรงทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ นี้เป็นเขตบุญของทายกผู้บูชาอยู่ ทานที่ให้แล้วในเขตนี้มีผลมาก"



ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
http://84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=20&item=280&items=1&preline=0&pagebreak=0
38  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: พระศักดิ์สิทธิ์เพราะทำกิจของสงฆ์ : อะไรคือกิจของสงฆ์.? เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 10:20:23 AM
 
 :25: :25: :25:

กิจในอริยสัจจ์ 4 (หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละอย่าง, ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจ 4 แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่า รู้อริยสัจหรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว)

      1. ปริญญา (การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา)
      2. ปหานะ (การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา)
      3. สัจฉิกิริยา (การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงสภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ)
      4. ภาวนา (การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา)

      @@@@@@

      ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้ วางเป็นหัวข้อได้ดังนี้

      1. ทุกข์ เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต(ปริญญา)
      2. สมุทัย เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป(ปหานะ)
      3. นิโรธ เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ(สัจฉิกิริยา)
      4. มรรค เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอนและรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา(ภาวนา)

      ความสำเร็จในการปฏิบัติทั้งหมด พึงตรวจสอบด้วยหลักญาณ 3.



อ้างอิง : วินย. 4/15/20 ; สํ.ม. 19/1666/529
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


 :25: :25: :25:

ญาณ 3 (ความหยั่งรู้, ปรีชาหยั่งรู้)

       1. สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจ 4 แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา)
       2. กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจ 4 แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจัง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญ)
       3. กตญาณ (หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจ 4 แต่ละอย่างนั้นได้ทำสำเร็จแล้ว)

       ญาณ 3 ในหมวดนี้ เนื่องด้วยอริยสัจ 4 โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า ญาณทัสสนะ อันมีปริวัฏฏ์ 3 (ญาณทัสสนะมีรอบ 3 หรือ ความหยั่งรู้ หยั่งเห็นครบ 3 รอบ) หรือ ปริวัฏฏ์ 3 แห่งญาณทัสสนะ
       ปริวัฏฏ์ หรือวนรอบ 3 นี้ เป็นไปในอริยสัจทั้ง 4 รวมเป็น 12 ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่ามีอาการ 12

       พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจ 4 ครบวนรอบ 3 มีอาการ 12 (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่า ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว.



อ้างอิง : วินย. 4/16/21 ; สํ.ม. 19/1670/530 ; สํ.อ. 3/409.
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไม คนที่สนับสนุนให้ "ผู้อื่นทำแท้ง" จึงบาปไปด้วย.? เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 07:19:58 AM




ทำไม คนที่สนับสนุนให้ "ผู้อื่นทำแท้ง" จึงบาปไปด้วย.?

ถ้ามีคนมาปรึกษาเรื่อง ทำแท้ง แล้วคนให้คำปรึกษาเห็นว่า ถ้าเอาเด็กไว้ คนเป็นแม่จะลำบากมาก และ สนับสนุนให้ผู้อื่นทำแท้ง แต่คนแนะนำไม่ได้เป็นคนทำเอง เหตุใดจึงบาป.?

พระมหาเฉลิม ปิยทสฺสี ตอบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของคนที่สนับสนุนคนอื่นให้ ทำแท้ง ไว้ว่า

ตอบ : บาป คือ ความเศร้าหมองแห่งจิต เพราะจิตนั้นมีคุณภาพตกต่ำลงจนสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ดังนั้นบางครั้งต้องพิจารณาในหลายมิติ เช่น ปรึกษาสถานสังคมสงเคราะห์หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ทำหน้าที่ให้การปรึกษาและทางออกจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ก็อาจไม่ต้องทำแท้ง หากการแนะนำนั้นมาจากการไตร่ตรองดีแล้ว เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ก็ควรยกจิตให้คิดสูงว่า เราได้กระทำบุญช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย หากว่าเป็นอันตรายแก่ชีวิตของแม่ แม่ก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าจะคลอดหรือทำแท้ง ควรฟังการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย อย่าดิ่งไปในทางใดทางหนึ่ง ต้องพิจารณาบนฐานแห่งปัญญาและเมตตามากๆ

 ask1 ans1

นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกว่า ถ้าแฟนทำแท้ง ผู้ชายต้องรับผลกรรมด้วยหรือเปล่า.?

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯ เฉลิมพระเกียรติ ได้ตอบปัญหาเรื่อง ” ทำแท้ง ” นี้ไว้ว่า

ตอบ : รับไม่รับอยู่ที่ว่าจิตของเรามีส่วนร่วมไหม ถ้าจิตเราคอยคิดถึงมัน มีความเศร้าหมองขุ่นมัว  ผลทางใจก็เกิดขึ้นแล้ว แต่เราจะทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่จบไปแล้ว

ก็กรรมฐานนี่แหละที่จะทำให้เราไม่คิดถึงอดีต ส่วนผลทางรูปธรรมว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมานั้น ก็ต้องดูว่าเราทำอะไรมา อย่างการทำแท้งก็เหมือนกับการฆ่าชีวิตหนึ่ง การฆ่าการเบียดเบียนผู้อื่นจะทำให้เราอายุสั้น สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย ส่วนการที่เราไปเกี่ยวพันกับการทำแท้ง จะมีอะไรติดตามมาหลังจากทำไปแล้วก็ต้องยอมรับไป เราควรดูแลสุขภาพใจและกายของเราให้ดี อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องยอมรับแล้วหันไปทำสิ่งที่ดีทดแทน

 ask1 ans1

ท่านว.วชิรเมธีได้ตอบคำถามว่า

ส่วนสามีที่เคย สมรู้ร่วมคิด สมรู้ร่วมทำนั้น คุณไม่ต้องเป็นห่วงดอกว่ากฎแห่งกรรมจะไม่ส่งผล กฎแห่งกรรมจะตามผลิดอกออกผลแน่นอนไม่เร็วก็ช้า หลักการในเรื่องนี้มีอยู่ว่าเมื่อสมรู้ร่วมคิด สมรู้ร่วมทำ ก็ต้องเป็นผู้สมรู้ร่วม (รับ) กรรมอย่างไม่มีทางปฏิเสธ จริงอยู่วันที่ผู้หญิงทุกข์ ผู้ชายอาจจะยังไม่ทุกข์ แต่ขอให้รู้ไว้เถิดว่า เขาหนีกรรมไม่พ้นแน่ อุปมาดั่งผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย เขาจึงมีชีวิตรื่นเริงอยู่ได้ การที่เขารื่นเริงไม่ได้หมายความว่าโรคมะเร็งทำอะไรเขาไม่ได้ มะเร็งกำลังเล่นงานเขาอยู่ทีเดียว

ปัญหามีแต่เพียงว่า เขายังไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเอง วันไหนที่เขารู้สึกตัวขึ้นมา วันนั้นเขาจะรู้เองว่า ความทุกข์นั้นหนักหนาสาหัสเพียงไหน การให้ผลของกฎแห่งกรรมก็เป็นเช่นนั้น

@@@@@@

การทำแท้งเป็นกระบวนการสุดท้ายของโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตคู่ ความจริงก่อนหน้านั้นจะต้องมีกิจกรรมที่นำไปสู่การ “ท้อง” แล้วจึงค่อย “แท้ง” เหตุที่คุณพบว่า เวลามีทุกข์เห็นแต่ภาพผู้หญิงเท่านั้นที่ก้มหน้ารับกรรมอยู่ฝ่ายเดียว ก็เพราะการทำแท้งกิจกรรมหลักขึ้นอยู่กับผู้หญิงเป็นสำคัญ เนื่องจากเด็กหรือลูกนั้นอยู่ในท้องของเธอ เธอเป็นผู้อุ้มท้องเป็นผู้เอาลูกออกจากท้อง เป็นผู้เจ็บปวดทางกายและทางใจโดยตรงจากกิจกรรมนี้

ส่วนผู้ชายนั้น ถ้ารักกันอย่างดีก็แค่พาไปส่งถึงหน้าคลินิก คอยดูต้นทาง หลังจากนั้นก็อาจกลับมาคบกันต่อหรือต่างคนต่างไป หรือที่ร้ายหน่อยก็คือขู่บังคับให้คนรักหรือบางทีคู่นอนไปทำแท้ง หลังจากนั้นก็สลัดผู้หญิงทิ้ง ไปทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกโดยไม่สนใจว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

@@@@@@

ความทุกข์ที่เกิดกับผู้หญิงนั้นเป็นความทุกข์ที่เข้มข้นเพราะเหตุต้นผลกรรมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเธอ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่มีมโนธรรมในใจสูง เธอจะยิ่งทุกข์หนักหนาสาหัสเป็นทวีคูณเพราะการทำแท้ง กล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือการฆ่าคนดีๆ นี่เอง

ความจริงการที่แม่ฆ่าลูก ด้วยการทำแท้ง ก็คือการที่แม่กำลังฆ่าตัวเองให้ตายไปจากความดีงามนั่นเอง แล้วรอยบาปนี้จะถูกบันทึกไว้ในกล่องดำแห่งความทรงจำไปตราบจนชีวิตหาไม่ นี่แหละจึงทำให้คนเป็นแม่เจ็บปวดหนักหนาสาหัสยิ่งนัก


 

Image by Ryan McGuire from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/53155.html
By Therranuch ,9 May 2019
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ครบรอบมรณภาพ 4 ปี “หลวงพ่อคูณ” ม.ขอนแก่นทำบุญครั้งใหญ่ เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 06:55:04 AM


มหาวิทยาลัยขอนแก่นเตรียมจัดทอดผ้าป่าหาทุนสร้างอนุสรณ์สถาน (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ)


ครบรอบมรณภาพ 4 ปี “หลวงพ่อคูณ” ม.ขอนแก่นทำบุญครั้งใหญ่

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - คณะแพทยศาสตร์ มข.เตรียมทำพิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบ 4 ปี แห่งการมรณภาพ จัดทอดผ้าป่าหาทุนสร้างอนุสรณ์สถาน (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) 15-16 พ.ค.นี้

วันนี้ (10 พ.ค. 62) ที่บริเวณด้านหน้าห้องหน่วยบริจาคร่างกาย ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ชั้น 4 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มข. พร้อมด้วย ผศ.พญ.วิไลวรรณ หม้อทอง หน.ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มข. นำสื่อมวลชน จ.ขอนแก่นเข้าดูการเรียนของนักศึกษาแพทย์ที่ได้ทำการศึกษาร่าง “อาจารย์ใหญ่” ของผู้เสียชีวิตที่บริจาคร่างกายเพื่อใช้ในการศึกษา

@@@@@@

ขณะเดียวกัน รศ.นพ.ชาญชัยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประเด็นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเตรียมทำพิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบ 4 ปีแห่งการมรณภาพและทอดผ้าป่าสามัคคีมหากุศล เพื่อสมทบทุนสร้างอนุสรณ์สถาน (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) มรณภาพ

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มข. กล่าวว่า ในวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันมรณภาพหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ทางคณะแพทยศาสตร์ มข.ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานถวายหลวงพ่อคูณเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้มีกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 15-16 พ.ค. กิจกรรมวันที่ 15 พ.ค.จะมีพิธีสวดมนต์เย็นเวลาประมาณ 19.00 น. และวันที่ 16 พ.ค. มีตักบาตรเช้า เสร็จแล้วพระธรรมเทศนา พร้อมทั้งถวายภัตตาหารเพล กิจกรรมที่เพิ่มปีนี้ ช่วงบ่ายจะจัดทอดผ้าป่าเพื่อสมทบทุนสร้างอนุสรณ์สถานหลวงพ่อคูณ


รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัยกล่าวอีกว่า ตามที่ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ได้มอบร่างเป็นครูใหญ่แก่นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ระหว่างปีการศึกษา 2560-2563 เมื่อการเรียนการสอนสิ้นสุดลงแล้ว ได้นำร่างของท่านไปร่วมประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ประจำปีการศึกษา 2563 และประกอบพิธีถวายเพลิง ณ ฌาปนสถานชั่วคราวของวัดหนองแวงพระอารามหลวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

บริเวณด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน บ้านเต่านอ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 หลังจากนั้นได้นำอัฐิ และอังคารของหลวงพ่อไปประกอบพิธีลอยอังคารที่แม่น้ำโขง อ.เมืองหนองคาย เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 โดยธรรมเนียมปฏิบัติต่อพระอริยสงฆ์ของพุทธศาสนิกชน เมื่อพระอริยสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งถึงแก่การมรณภาพ พื้นที่ที่ถวายเพลิงแด่พระอริยสงฆ์จะถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามผู้คนหรือสัตว์ต่างๆ เข้ามาเหยียบย่ำ พื้นที่นั้นจะสร้างสถูปเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานครอบไว้เพื่อกราบไหว้บูชา ระลึกถึงคุณงามความดีและคำสั่งสอนของพระอริยสงฆ์รูปนั้นตลอดไป




ดังนั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศิษยานุศิษย์จึงดำริจะดำเนินการสร้างอนุสรณ์สถานรอบพื้นที่ถวายเพลิง โดยมีงบประมาณการก่อสร้างประมาณ 130 ล้านบาท ในโอกาสพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานครบรอบ 4 ปีแห่งการมรณภาพของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนศิษยานุศิษย์ จึงจัดให้มีการทอดผ้าป่าสามัคคีมหากุศลเพื่อสมทบทุนก่อสร้างอนุสรณ์สถานหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

จึงขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาบริจาคตามกำลังศรัทธา สำหรับท่านที่ร่วมทำบุญทอดผ้าป่ากองละ 999 บาท จะได้รับเหรียญที่ระลึกหลวงพ่อคูณอุปถัมภ์ ซึ่งปลุกเสกโดยหลวงพ่อคูณ ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2544 จำนวน 1 เหรียญต่อกอง หรือร่วมทำบุญตามจิตศรัทธา



ขอบคุณที่มา :-
https://mgronline.com/local/detail/9620000044934
เผยแพร่ : 10 พ.ค. 2562 15:37 ,ปรับปรุง : 10 พ.ค. 2562 17:12 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: [1] 2 3 ... 555