ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 420
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย เมื่อ: สิงหาคม 18, 2019, 06:35:43 AM



กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เพจ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติได้โพสต์ข้อความว่า

”รุ่งอรุณวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เวลา 05.00 น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพระอุโบสถวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ทรงประกอบศาสนกิจทำวัตรเช้า และทรงอธิษฐานการบรรพชาเนกขัมมะ อันเปี่ยมด้วยพระราชศรัทธาอันยิ่ง


”ต่อมา เวลา 06.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงถวายสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสงฆ์สาวกครูบาอาจารย์ ณ ธรรมศาลา วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย โดยมีพระอาจารย์อารยวังโส เป็นประธาน พร้อมทั้งทรงบาตร และถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ “

เพจสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติยังกล่าวอีกว่า “ในการนี้ ได้รับอนุญาตจากวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ให้ส่งภาพแด่คณะศิษย์ศรัทธาได้ชื่นชมพระบารมีและร่วมอนุโมทนา ค่ะ”



ทั้งนี้เพจสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตฯ ได้อธิบายถึงเรื่องเนกขัมมบารมีเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีความดังนี้

”ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย เนกขัมมะ หมายถึงกุศลทุกประการได้ แต่ถ้าเป็นเนกขัมมบารมีแล้ว ต้องเป็นธรรมที่ทำให้ถึงฝั่งคือดับกิเลส กุศลทั่วไปเช่น การให้ทาน ก็มีแม้ของบุคคลนอกศาสนานี้แต่ไม่ได้เห็นโทษของกิเลส และวัฏฏะ แต่ก็ให้ ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นเนกขัมมะ ( กุศลทุกประการเป็นเนกขัมมะ ) แต่เป็นเนกขัมมบารมีหรือเปล่า ดังนั้น เนกขัมมบารมี ต้องประกอบด้วย ปัญญาที่เห็นโทษของกิเลส และการเกิดหรือการอยู่ในวัฏฏะ เพราะฉะนั้น กุศลทุกประการ เป็นเนกขัมมะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น เนกขัมมบารมีครับ ดังข้อความ ในพระไตรปิฎกเรื่อง เนกขัมมบารมี



”พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม 9 ภาค 3 – หน้าที่ 577 (กล่าวว่า) จิตเกิดขึ้นเพื่อจะออกจากกามภพ มีการเห็นโทษเป็นอันดับแรก กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นเนกขัมมบารมี

”พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม 9 ภาค 3- หน้าที่ 578 (กล่าวว่า) เนกขัมมบารมี มีการออกจากกามและจากความมีโชคเป็นลักษณะ มีการประกาศโทษของกามนั้นเป็นรส มีความหันหลังจากโทษนั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน มีความสังเวชเป็นปทัฏฐาน



”พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม 9 ภาค 3  – หน้าที่ 636 (กล่าวว่า) อนึ่ง เพราะการเกิดขึ้นแห่งกุศลจิตเป็นไปแล้ว ด้วยการออกจากกามและภพทั้งหลาย มีการเห็นโทษเป็นเบื้องต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณา ชื่อว่า เนกขัมมบารมี”



 
ที่มาและรูป :  www.facebook.com/Internationalmindscienceinstitute
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/170047.html
By nintara1991 ,17 August 2019
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระภิกษุหากินอย่างไร.? คำตอบที่น่าสนใจจาก "พระสารีบุตร" เมื่อ: สิงหาคม 18, 2019, 06:20:02 AM



พระภิกษุหากินอย่างไร.? คำตอบที่น่าสนใจจาก "พระสารีบุตร"

ครั้ง พระสารีบุตร อัครสาวกของพระพุทธเจ้า กำลังบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ แล้วแวะฉันภัตตาหารจากบาตรยังเชิงผาแห่งหนึ่ง นางปริพาชิกา (นักบวชหญิงนอกศาสนา) ชื่อว่า “สุจิมุขี” จำพระสารีบุตรได้ว่าท่านได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นผู้มีปัญญามาก

นางจึงเข้าไปหาพระเถระแล้วถามว่า “ท่านก้มหน้าฉันหรือพระคุณเจ้า” 
พระสารีบุตรตอบว่า “้เราไม่ได้ก้มฉัน น้องหญิง”
“เช่นนั้นท่านเงยหน้าฉันหรือ”
“เรามิได้เงยหน้าฉัน”
“หรือท่านมองทิศใหญ่ฉันเช่นนั้นหรือ”
“เรามิได้มองทิศใหญ่ฉัน”
“ท่านมองทิศน้อยฉันหรือพระคุณเจ้า”
“เรามิได้มองทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง”


@@@@@@

นางปริพาชิกามึนงงในคำตอบของพระสารีบุตรแล้วกล่าวขึ้นว่า “พระคุณเจ้า ไม่ก้มหน้าฉัน ไม่เงยหน้าฉัน ไม่มองทิศใหญ่และทิศเล็กฉัน แล้วพระคุณเจ้าฉันอย่างไรเจ้าคะ ดิฉันเห็นมานักต่อนักแล้วว่านักบวชทั้งหลายชอบฉัน (หากิน) กับเดรัจฉานวิชา บางพวกพยากรณ์พื้นที่ ดิฉันเรียกว่า ก้มหน้าฉัน บางพวกดูดวงดาว (พยากรณ์ดวงชะตาด้วยดวงดาว) ดิฉันเรียกว่า เงยหน้าฉัน บางพวกชอบเป็นตัวแทนและสื่อสาร (กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ) ดิฉันเรียกว่า ดูทิศใหญ่ฉัน บางพวกชอบพยากรณ์จากอวัยวะ (ตรงกับศาสตร์นรลักษณ์) ดิฉันเรียกว่า ดูทิศน้อยฉัน“

พระสารีบุตรจึงตอบเรื่องการฉัน (หากิน) ของพุทธบุตรว่า “พุทธบุตรของพระสมณโคดม มิได้เลี้ยงชีพด้วยเดรัจฉานวิชา จึงไม่ก้มหน้า ไม่เงยหน้า ไม่ดูทิศใหญ่และทิศน้อยฉัน ตามที่น้องหญิงถาม แต่พุทธบุตรจะภิกขา (เที่ยวขออาหาร) จากผู้ที่มีความปรารถนาจะให้ พุทธบุตรจึงจะฉัน “

@@@@@@

นางปริพาชิกาได้ยินดังนั้นถึงกลับปีติและกล่าวว่า “พุทธบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่มีโทษ รับอาหารจากผู้ที่ปรารถนาจะให้ ไม่ฉันด้วยการก้มหน้า เงยหน้า ดูทิศใหญ่ และทิศน้อย พระภิกษุผู้เจริญทั้งหลายเป็นผู้ปราศจากซึ่งโทษ นทั้งหลายโปรดใส่บาตรพุทธบุตรเหล่านี้เถิด”

เหตุการณ์การสนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับนางสุจิมุขี ทำให้เห็นว่านักบวชในสังคมอินเดียโบราณช่วงสมัยพุทธกาล เป็นเจ้าพิธี เป็นผู้มีความรู้ในด้านพยากรณ์ แล้วใช้ความรู้นี้เพื่อกอบโกยเงินทอง จนทำให้นางสุจิมุขีเหมารวมว่านักบวชย่อมหากินกับเดรัจฉานวิชา แต่นางได้ทราบแล้วว่ายังมีนักบวชที่ไม่ได้หากินกับเดรัจฉานวิชา คือ ภิกษุ นั่นเอง

 

ที่มา : สุจิมุขีสูตร
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/169186.html
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อ: สิงหาคม 18, 2019, 06:07:35 AM


เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เจ้าหญิงกิสาโคตมี ไม่มีปรากฏพระประวัติว่า พระนางได้ผนวชเป็นพระภิกษุณีหรือไม่ แต่พระนามของพระองค์จะซ้ำกับนางกีสาโคตมี สตรีที่สูญเสียลูกจนวิปลาส แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากทอดพระเนตรเทวทูต 4 แล้วทรงเข้าพระทัยเรื่องสัจธรรมของชีวิตว่ามีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดาของโลก ทรงปลงกับพระชนม์ชีพที่เหลืออยู่ แต่ภาพของบรรพชิตทำให้พระองค์ทรงตรึงพระทัย ปรารถนาที่จะแสวงหาความหลุดพ้น จึงดำริว่าการออกผนวชน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์

พระองค์ประทับในพระอุทยาน พระเวสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตศาลาริมสระโบกขรณีขึ้นถวาย ระหว่างที่พระองค์กำลังสรงน้ำ ทหารองครักษ์ทูลเรื่องพระนางยโสธราให้ประสูติพระโอรส

@@@@@@

เจ้าชายสิทธัตถะทรงโสมนัส และทรงรักพระโอรสมาก แต่แล้วพระองค์กลับทรงเศร้าหมองและตรัสขึ้นว่า “เราต้องตัดบ่วงที่ผูกเราไว้ให้ขาด” องครักษ์ได้ยินเจ้าชายตรัสคำว่า “บ่วง” จึงนำมาทูลพระนางยโสธรา พระนางจึงตั้งพระนามพระโอรสว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า บ่วง นั่นเอง

เจ้าชายเสด็จกลับพระนคร พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์พระองค์หนึ่งนามว่า “กิสาโคตมี” เจ้าหญิงตรัสขึ้นว่า “เจ้าชายพระองค์นี้ทรงเป็นพระโอรสแห่งผู้ใด หรือทรงเป็นพระสวามีของผู้ใด ผู้นั้นย่อมเย็นใจ” เจ้าชายติดที่คำว่า “ใจเย็น” ซึ่งตรงกับสภาวะของนิพพาน ทำให้เจ้าชายทรงมุ่งมั่นจะดำเนินไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาความหลุดพ้น

พระองค์ทรงถอดสายสร้อยจากพระศอประทานเจ้าหญิงกิสาโคตมี  เพียงคำตรัสของเจ้าหญิงที่ชื่นชมเจ้าชายสิทธัตถะกลับแรงบันดาลใจให้กับพระองค์ ดังว่า คำพูดเปลี่ยนแปลงชีวิต น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะในค่ำคืนนั้นเจ้าชายตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชทันที


 

ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่องสัญชัย
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/169117.html#cxrecs_s
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เยียวยาหัวใจ เมื่อเขามีใครอีก (หลาย) คน เมื่อ: สิงหาคม 16, 2019, 06:25:07 AM



เยียวยาหัวใจ เมื่อเขามีใครอีก (หลาย) คน

เมื่อฉันรู้ว่าคนที่ฉันรักที่สุดกำลังทำลายชีวิตคู่ของเราด้วยการนอกใจ ไม่ใช่กับผู้หญิงเพียงคนเดียว แต่มีสัมพันธ์กับผู้หญิงถึงสองคนในเวลาเดียวกัน และเขาสารภาพว่า การนอกใจเป็นสิ่งที่เขาทำมานานตั้งแต่ปีแรกที่แต่งงานกับฉัน กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา

ฉันร้องไห้ดัง ๆ อย่างไม่อายใคร เมื่อรู้ว่าสิ่งที่สงสัยเป็นความจริง ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ

เรารักกันมานานมาก แต่งงานกัน มีลูกที่น่ารัก ตัวฉันมีหน้าที่การงานมั่นคง เป็นระดับผู้จัดการในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่งของเมืองไทย หน้าตาและรูปร่างยังสะสวย มีหลายคนเอ่ยปากชมอยู่บ่อย ๆ

หลังจากจับได้ว่าเขานอกใจ ฉันนั่งร้องไห้กับตัวเองทุกวัน ร่างกายผ่ายผอม หัวใจแสนจะบอบช้ำ และมองไม่เห็นทางที่จะกู้หัวใจกลับคืนมาได้เลย แต่เมื่อลูกเข้ามาใกล้ ฉันก็ปาดน้ำตาและฝืนยิ้ม เพราะนี่คือความทุกข์ของฉัน เขาไม่ควรรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้น


@@@@@@

ฉันโกรธเขามากและไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า ความคิดขณะนั้นคือ “ฉันจะหย่า” ผู้หญิงอย่างฉันทำไมต้องทนกับคนที่หักหลัง ฉันยังมีทางไป หาเลี้ยงตัวเองได้ และอยู่กับลูกได้โดยไม่มีเขา แต่ในที่สุด “ลูก” คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของฉันไว้ไม่ให้ตัดสินใจหย่ากับเขา เพราะต้องการให้ลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์

มีผู้หญิงมากมายตั้งแต่สมัยโบราณนานมา แม้แต่ในปัจจุบันที่ต้องอดทนกับความเจ้าชู้ของผู้ชายและกล้ำกลืนน้ำตาด้วยเหตุผลที่เหมือนกับฉัน เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจการกระทำของคนรุ่นคุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ว่าเป็นเพราะอะไรจึงต้องทน แต่มาวันนี้ฉันรู้ซึ้งดี เมื่อเทียบความทุกข์โศกของฉันกับความสุขของลูก ฉันยอมทนเพื่อลูก

แล้วหัวใจของตัวเองเล่าจะเยียวยาอย่างไร ฉันนั่งลงมองลึกลงในหัวใจตัวเอง ความบกพร่องของเขาคือการเป็นสามีที่ไม่ดี แต่สำหรับความเป็นพ่อนั้น เขาไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ดังนั้น คนที่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวคือฉัน เมื่อค้นลึกลงไปในหัวใจก็พบว่า เราอาจมีสิ่งบกพร่อง นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องคิดเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในครอบครัว


Image by Alexandra Haynak from Pixabay

ฉันเองก็เช่นกัน ความเชื่อมั่นในตัวเองหายไป กลายเป็นคนหวาดระแวงและซึมเศร้า หน้าที่การงานก็ทำอย่างไร้สติ ทำให้เกิดความผิดพลาดหลายครั้ง แต่เมื่อฉันตัดสินใจเลือกทางที่ต้องมีเขาอยู่ในชีวิตต่อไป ฉันก็ต้องผ่านมันไปให้ได้และหาวิธีการเรียกความมั่นใจของตัวเองคืนมา สิ่งใดที่คิดว่าตัวเองบกพร่อง ฉันก็พยายามแก้ไข ไม่ใช่เพื่อยื้อแย่งตัวเขากลับคืนมาจากผู้หญิงคนอื่น แต่เพื่อความสุขในชีวิตครอบครัว

เรื่องใดที่จบไปแล้ว ฉันก็ไม่รื้อฟื้นขึ้นมาตอกย้ำความรู้สึกของเขาและเราให้เจ็บช้ำอีกโดยไม่จำเป็น หากทุกข์หนักหนาก็คุยกับเพื่อนรักที่ให้กำลังใจเรา หันมาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ไม่พยายามหวาดระแวงเป็นทุกข์ร้อนเมื่อเขากลับบ้านผิดเวลา หางานอดิเรกที่เรารักทำ ไม่เอาหัวใจไปผูกติดไว้กับเขาคนเดียวอย่างเมื่อก่อน ใช้เวลาอยู่กับลูกและให้ความรักแก่ลูกอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็หมั่นสร้างบุญกุศลและทำความดีเพื่อสั่งสมไว้เป็นเสบียงบุญให้กับตัวเอง เมื่อฉันทำได้แบบนี้ ความสงบในจิตใจก็เริ่มกลับคืนมาและมีความมั่นใจในการใช้ชีวิต โดยยึดถือหลักแห่งการทำความดีเป็นที่ตั้ง


@@@@@@

ทุกวันนี้ฉันเลิกค้นหาว่าเขามีใครแอบไว้หรือไม่ เลิกดูโทรศัพท์มือถือของเขา ทั้งที่เมื่อก่อนเคยแอบทำจนติดเป็นนิสัย สิ่งที่ฉันคิดและกระทำ ทำให้คนรอบข้างแม้แต่ตัวเขาเองก็เห็นความเปลี่ยนแปลง เขามักถามฉันบ่อย ๆ ว่า มีใครมาติดพันหรือหลงรักหรือเปล่า ทำไมหน้าตาสดใสขึ้นและดูมั่นใจในตัวเองมาก ฉันเพียงแต่หัวเราะและบอกเขาว่า ไม่มีใคร และฉันยังรักเขาเหมือนเดิม เขาเองก็มีความดีมากมาย หากไม่นับเรื่องความเจ้าชู้ ซึ่งเมื่อเขาสัญญาว่าจะปรับปรุงตัว ฉันก็เชื่อมั่นในตัวเขาว่าเขาจะทำได้

แต่ไม่ว่าต่อจากนี้เขาจะเป็นเช่นไร การกระทำของเขาก็ไม่สามารถทำร้ายหัวใจของฉันได้อีกแล้ว ฉันได้เลือกทางเดินที่จะเดินไปด้วยความมั่นใจ ระหว่างทางฉันสามารถพบกำลังใจได้จากข้างทาง จากพ่อแม่ เพื่อน จากผู้คนรอบข้างที่คุ้นเคยและคนแปลกหน้า จากธรรมชาติ จากลูกรัก และจากทุก ๆ สิ่ง

หากเราหัดเรียนรู้ในทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและมองมันในแง่ดี ถึงแม้ผู้ชายที่เดินเคียงข้างจะออกนอกทางไปบ้าง ฉันก็จะยังคงเดินอยู่บนทางสายความดีอย่างมั่นคงและพร้อมรับมือกับทุกสิ่งอย่างมีสติ และเต็มใจรับเขากลับมาอยู่ข้าง ๆ ในเส้นทางแห่งความดีของฉันทุกเวลา



ที่มา : นิตยสาร Secret
เรื่อง : มณีจันทร์
Image by Alexandra Haynak from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ ; https://goodlifeupdate.com/inspiration/169715.html
By ying ,14 August 2019
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นิพพานเทียมง่าย ๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เมื่อ: สิงหาคม 16, 2019, 06:19:16 AM



นิพพานเทียมง่าย ๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

เราสามารถเข้าถึงนิพพานโดยทำใจให้ว่างสบาย ๆ ปลอดจากความคิด แม้จะได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดีกว่าไม่ได้เลย นอกจากนี้อาจจะหาตัวช่วย เช่น

•  ฟังเพลงบรรเลงที่ไพเราะนุ่มนวลชวนฟัง ปล่อยใจให้ผ่อนคลายเบาสบายไปกับเสียงเพลง โดยไม่ต้องใส่ความคิดเข้าไปปรุงแต่ง ให้ใจของเราดื่มด่ำเป็นสุขไปกับเสียงเพลง
•  ชมภาพทิวทัศน์ของธรรมชาติที่ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ ทำให้จิตใจมีความสงบปลอดโปร่งเบาสบาย
•  ทำงานอดิเรกที่ทำแล้วผ่อนคลาย ไม่ปล่อยความคิดให้ฟุ้งซ่านไปทางรัก โลภ โกรธ หลง
•  การทำจิตให้อยู่ในอารมณ์เช่นนี้ ก็เป็นสภาวะของนิพพานเทียมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่นกัน

@@@@@@

นิพพานเทียมในใจตน

1. ถ้าอยู่กับตัวเองตามลำพังก็ให้มีสติปัญญารู้กายของเราเป็นหลัก
2. ถ้ามีสิ่งอื่นที่มากระทบทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้ใจเผลอคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ก็ใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งนั้น ๆ ว่า สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ
3. ละสิ่งที่เป็นโทษเป็นอกุศลเสีย
4. เจริญในสิ่งที่เป็นบุญกุศล
5. วางใจอย่าให้กระเพื่อมไหวไปในทางยินดียินร้าย สิ่งนี้พูดง่าย ฟังง่าย เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ทำยาก จะทำให้ได้ก็ต้องฝึก การฝึกฝนก็คือความเพียร พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็ด้วยความเพียร


Photo by Tom Cleary on Unsplash

นิพพานเทียมในสังคม

การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขัดแย้งกัน ฉะนั้นทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งให้เข้าใจว่า

1.  ความขัดแย้งมีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ทั้งในธรรมชาติและในตัวบุคคล แม้แต่แสงอาทิตย์ส่องลงมาก็มีเมฆ มีอาคารบ้านเรือนและใบไม้ไปขวางทางไว้ ในตัวบุคคลก็เช่นเดียวกัน โครงสร้างทางกายภาพ เช่น บนใบหน้ามีคิ้ว ตา ปาก เรียงเป็นแนวนอน ตัดกับใบหู จมูก และฟันที่เรียงกันเป็นแนวตั้ง ซึ่งจะเรียกว่าขัดกันก็ได้ แต่ก็ทำให้เกิดความงามที่ลงตัวบนใบหน้า

2.  หากมีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ไม่เสียหาย เราควรนิ่งเฉยเสียหากไม่เห็นด้วย ให้เขาได้มีโอกาสแสดงความเห็นของเขาบ้าง

3.  หากมีความเห็นที่แตกต่างกัน ให้ถือว่าเป็นโอกาสที่จะให้เลือกความเห็นที่ดีกว่าเหมาะสมกว่า นับว่าเป็นความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่ละคนต้องเข้าใจธรรมชาติความเป็นจริงของความขัดแย้ง ลดความถือตัวถือตนลง

4.  เปิดใจกว้างยอมรับความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าใครถือความเห็นของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับฟังความเห็นของคนอื่น ความเห็นที่แตกต่างอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทำลายก็เป็นได้

5.  หมั่นปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็คือการเรียนรู้ความเป็นจริงที่มีอยู่ตามกฎธรรมชาติ ฝึกใจยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ดังเช่นเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งว่ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง

@@@@@@

หากคิดแบบนี้ได้ ทำใจแบบนี้ได้ ใจของเราก็ไม่ขุ่นมัว แม้จะอยู่กับความขัดแย้งก็ยังคงรักษาใจที่เป็นอุเบกขาไว้ได้ เหมือนลิ้นงูที่อยู่ในปากงูโดยไม่ถูกเขี้ยวพิษงูทำร้าย หากทำได้ก็เท่ากับได้สัมผัสกับนิพพานแผ่ว ๆ แล้วนั่นเอง 


 

ที่มา : นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้  โดย 4 พระผู้นำทางปัญญาแห่งยุคสมัย  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Photo by Elijah Hiett on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/inspiration/169715.html
By ying ,14 August 2019
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผิดไหม.? เลือกศรัทธาเฉพาะ พระเคร่งวินัย เมื่อ: สิงหาคม 16, 2019, 06:13:04 AM



ผิดไหม.? เลือกศรัทธาเฉพาะ พระเคร่งวินัย …ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

โยมถาม : ผมเคยสัมผัสชีวิตในวัดมาบ้าง และเห็นพระสงฆ์ไม่ค่อยเคร่งครัดในการรักษาศีลและการปฏิบัติกิจของสงฆ์เท่าที่ควร สนใจเพียงแค่การสวดมนต์ ให้พร และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ทำให้ผมเกิดความลังเลสงสัย จึงเลือกทำบุญและศรัทธาเฉพาะพระที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือ พระเคร่งวินัย เท่านั้น ถือเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ครับ

@@@@@@

ท่านว.วชิรเมธี ตอบ : การเลือกเคารพนับถือพระสงฆ์ที่มีศีลาจารวัตรงดงามนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ก็ตอบได้ว่า เป็นการเลือกปฏิบัติแน่นอน แต่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “วิเจยฺย ทานํ ทาตพฺพํ” แปลว่า “พึงเลือกเฟ้นให้รอบคอบด้วยปัญญา แล้วจึงพิจารณาว่าจะให้ทานในบุคคลเช่นใด”

การที่เราจะเลือกใครสักคนหนึ่งให้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ (กัลยาณมิตร) ของตนนั้น เราจะต้องเลือกกันอย่างดีที่สุด เพราะหากเขาไม่มีอะไรที่ประเสริฐเลิศล้ำกว่าเรา ก็เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าเท่านั้นเอง

ความคิดของคุณจึงไม่ใช่ความคิดเสียหายอะไร แต่มีข้อหนึ่งที่พึงระวังไว้ก็คือ อย่ามัวแต่เลือกนับถือเฉพาะพระวิปัสสนาจารย์ (ซึ่งอยู่ป่า) จนลืมไปว่า พระที่จำพรรษาอยู่ในวัดบ้านในเมืองหลวงที่ดี ๆ ก็ยังมีอีกมากมาย ในหนังสือ เจ้าชายน้อย มีวรรคทองดี ๆ อยู่วรรคหนึ่งซึ่งผู้เขียนชอบมาก คือวลีที่ว่า “สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา”

บางครั้งการดูพระดีก็ต้องดูให้ดี ๆ ไม่ใช่แค่ด้วยตา แต่ต้องใช้ปัญญาอย่างลึกซึ้ง และประการสำคัญ ต้องดูกันนาน ๆ จำคำว่า “นาน ๆ” ไว้ให้ดี คำคำนี้ใช้เป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยอะไร ๆ ได้แทบทุกเรื่องทีเดียวเชียว



Image by truthseeker08 from Pixabay
Secret Magazine (Thailand)IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/30455.html
By Minou ,15 August 2019
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อีก 11 ปี กรุงเทพฯ จะจมบาดาล เมื่อ: สิงหาคม 15, 2019, 07:09:33 AM


อีก 11 ปี กรุงเทพฯ จะจมบาดาล

ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะได้ฉลองครบรอบ 250 ปี ในปี 2032 เมืองทั้งเมืองอาจต้องจมอยู่ใต้บาดาล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

"น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร" กลายเป็นปรากฏการณ์ที่คนกรุงพบเจอจนชินตา เพราะอย่างที่รู้กันว่าเมืองหลวงของเราอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตรเท่านั้น ทว่าสภาวะน้ำท่วมกรุงมีแนวโน้มจะกระทบกับพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นวงกว้าง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการทรุดตัวของพื้นดินที่เกิดขึ้นทุกปี พูดง่ายๆ คือ ในขณะที่น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น พื้นดินของกรุงเทพมหานครก็ยิ่งทรุดต่ำลง ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้เสี่ยงถูกน้ำท่วมหนักขึ้นอีก

ธนาคารโลกเตือนว่า ภายในปี 2030 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า เกือบ 40% ของกรุงเทพมหานครจะถูกน้ำท่วมอันเนื่องมาจากฝนตกหนักและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ส่วนเว็บไซต์ The Asean Postตั้งสมมติฐานว่า หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียสโดยที่ชาวกรุงยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมืองหลวงของเราจะเผชิญน้ำท่วมร้ายแรงจากน้ำฝนปริมาณมหาศาลและน้ำทะเลขึ้นสูงถึง 15เซนติเมตรภายในปี 2030 และอาจจะถึงขั้นที่ 70% ของพื้นที่จะถูกน้ำท่วม โดยระดับน้ำทะเลจะสูงถึง 88 เซนติเมตร ภายในปี 2080


@@@@@@

นอกจากนี้ องค์กรการกุศลเพื่อการพัฒนา Christian Aid ของอังกฤษ ยังเตือนว่า 8 เมืองใหญ่ใกล้ชายฝั่งทั่วโลก อาทิ ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ตา มะนิลา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร จะจมบาดาลในอีก 14 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเพิ่มระดับของน้ำทะเลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และหากน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจนหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 5-7 เมตร ซึ่งนอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีจังหวัดอื่นที่จะจมไปด้วย เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ฉะเชิงเทราปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร จันทบุรี ตราด

ขณะที่ในปัจจุบันนี้กรุงเทพมหานครทรุดตัวเฉลี่ย 1-2 เซนติเมตรต่อปี ส่วนระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 4มิลลิเมตรต่อปี โดยก่อนหน้านี้สถาบันวิจัยเดลตาเรสของเนเธอร์แลนด์ เผยผลการศึกษาการทรุดของพื้นดินทั่วโลก พบว่ากรุงเทพมหานคร เวนิส และนิวออร์ลีนส์ คือเมืองที่ทรุดตัวเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลถึง 10 เท่า

@@@@@@

สำหรับกรุงเทพมหานครนั้น ในอดีตเคยมีการสูบน้ำใต้ดินจำนวนมหาศาลขึ้นมาใช้ ทำให้ไม่มีแรงดันน้ำใต้ดินคอยพยุงพื้นดินไว้ ประกอบกับน้ำหนักของอาคารสิ่งก่อสร้างที่กดทับลงไป และพื้นดินด้านล่างที่เป็นโคลนเลน ยิ่งทำให้พื้นดินของกรุงเทพมหานครทรุดตัวเร็วขึ้นกว่าปกติ

ทั้งนี้ เมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว โลกอยู่ในภาวะอบอุ่น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้หลายจังหวัดในภาคกลางตอนล่างจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล พื้นที่ของอ่าวไทยกินบริเวณกว้างกว่าในปัจจุบัน แต่เมื่อเกิดการทับถมของตะกอนแม่น้ำมานับร้อยนับพันปี จังหวัดในภาคกลางตอนล่าง เช่นกรุงเทพมหานคร รวมทั้งปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยาจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้น


@@@@@@

ทว่าปัจจุบันนี้ โลกเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก การวัดครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาขององค์การนาซา พบว่าระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นถึง 4 มิลลิเมตร ทำให้เกิดการตั้งข้อสันนิษฐานว่าวัฏจักรเดิมจะกลับมาอีกครั้ง คือ กรุงเทพมหานครและจังหวัดภาคกลางตอนล่างจมบาดาลเช่นในอดีต

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลยังส่งผลให้เกิดการกัดเซาะแนวชายฝั่งตามมา จากฐานข้อมูลความรู้ทางทะเล พบว่า ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบนมีอัตราการถูกกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี(ถือเป็นพื้นที่วิกฤต) ใน 12 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา จันทบุรีส่วนพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนในบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงจนถึงปากแม่น้ำท่าจีนเป็นพื้นที่ที่มีการกัดเซาะรุนแรงที่สุด


ขอบคุณ ; https://www.posttoday.com/world/597082
วันที่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 20:00 น.
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ดัน “คฤหัสถ์ธรรมทูต” ช่วยงานเผยแผ่ เมื่อ: สิงหาคม 15, 2019, 07:03:16 AM



ดัน “คฤหัสถ์ธรรมทูต” ช่วยงานเผยแผ่

วัดไทยนอร์เวย์ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ จัดพิธีบรรพชาอุปสมบทพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รุ่นที่ 7 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค.2562 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างวัดไทยนอร์เวย์, บริษัท การบินไทย, วิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และสมาคมชาวพุทธในประเทศนอร์เวย์

พระวิมลศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากการที่ชาวไทยในนอร์เวย์ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร. กล่าวว่า มจร.มีแนวคิดร่วมกับวัดไทยนอร์เวย์ และบริษัท การบินไทย จัดอบรมคฤหัสถ์ธรรมทูตในต่างประเทศ โดยปีนี้จะเป็นปีแรก โดยรับสมัครคฤหัสถ์ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศเข้ารับการอบรมเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติงานของพระธรรมทูต พร้อมทั้งทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา.



ขอบคุณ ; https://www.thairath.co.th/news/society/1636370?cx_testId=2&cx_testVariant=cx_1&cx_artPos=0#cxrecs_s
ไทยรัฐฉบับพิมพ์ , 13 ส.ค. 2562 09:22 น.
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรมการศาสนา จัดธรรมะสัญจร ปลูกป่าโกงกาง เมื่อ: สิงหาคม 15, 2019, 06:59:00 AM

 :25: :25: :25:

กรมการศาสนา จัดธรรมะสัญจร ปลูกป่าโกงกาง

กรมการศาสนา จัดกิจกรรมธรรมะสู่คนทั้งมวลสัญจร ปลูกป่าโกงกางเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้(13 ส.ค.)นายสำรวย นักการเรียน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม กรมการศาสนา กล่าวว่า นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมการศาสนา ได้มอบให้ตนเป็นประธาน กรมการศาสนาจัดกิจกรรมธรรมะสู่คนทั้งมวลสัญจร  ปลูกป่าโกงกางเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2562 

ภายใต้โครงการธรรมะสู่คนทั้งมวล เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2562 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย และ ศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 14 ส.ค.2562

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ศึกษาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม และเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีแก่ปวงชนชาวไทย โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ

@@@@@@

“การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความจงรักภักดี และถวายเป็นพระราชกุศล  รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้เข้าร่วมกิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ในแต่ละด้าน ส่งเสริมให้มีจิตอาสาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยการปลูกป่าโกงกางนี้อยู่ในการดูแลของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (นสร.กร.) ที่เป็นการปลูกต้นโกงกางด้วยวิธีพิเศษ คือ ปลูกต้นโกงกางลงในท่อใยหินแบบยกพื้น ฝังท่อใยหินลงบนพื้นทะเล

เพื่อป้องกันและเพิ่มโอกาสให้กับต้นโกงกางในการเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมนี้จึงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลด้วยวิธีการปลูกแบบใหม่ สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ในทะเลให้เกิดความสมดุล รวมทั้งช่วยสร้างจิตสำนึกของประชาชนชนให้มีความรู้ความเข้าใจ ความผูกพันกับธรรมชาติของท้องทะเล ร่วมกันทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม” นายสำรวยกล่าว.



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/725732
อังคารที่ 13 สิงหาคม 2562 เวลา 18.47 น.
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ละลายปมในใจ..ดีกว่าเก็บไว้เป็นระเบิดเวลา” เมื่อ: สิงหาคม 15, 2019, 06:36:38 AM




“ละลายปมในใจ..ดีกว่าเก็บไว้เป็นระเบิดเวลา”

มนุษย์ทุกคนต่างมีพื้นฐานของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป บางคนมาจากฐานะครอบครัวดี บางคนมาจากการศึกษาดี บางคนอาจจะมีชีวิตอยู่กันคนละมุมตรงข้ามกันเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะมามีชีวิตที่มาจากทางไหนอย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมนี้ เมื่อมีที่มาที่แตกต่างกัน สิ่งที่เป็นปมในใจย่อมจะแตกต่างกัน

ต้องยอมรับว่าทุกคนต่างมีปมในใจอยู่ และคำว่าปมนี้ ล้วนเป็นคำที่สื่อไปในมุมลบมากกว่าบวก หลายคนเอาปมของตนเองมาใช้ชีวิต เอามาตั้งเป็นเงื่อนไขของชีวิตจนบางครั้งคนบางคนอาจจะเข้าถึงยาก เพราะมีปมนี้ขวางกันเป็นกรงขังเอาไว้พุทธะเอง ท่านสอนให้อยู่ที่ตรงนี้ กับ วันนี้ และเวลานี้รวมความได้ว่า จงมาอยู่กับปัจจุบัน แต่เราท่านทั้งหลายขาดสติเผลอไปใช้ชีวิตด้วยเอาอดีตขึ้นมาเป็นเงื่อนไข มาเป็นโจทย์ตัวตั้ง เลยทำให้หลายคนเสียโอกาสที่ดีๆของชีวิตไป เราควรละลายปมในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในใจ เพื่อก้าวต่อไปให้เติบโตตามความเหมาะสม ด้วยการละลายปมที่เป็นดุจน้ำแข็งใต้พื้นทะเลที่มีภูเขาครอบ

วิธีการละลายปมในอดีตที่ดีที่สุด เหมาะกับคนยุคนี้มากที่สุด คือ การกลับไปเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอีกครั้ง แล้วจากนั้นปล่อยให้มันผ่านเลยไปอย่างชนิดที่ไม่ต้องไปสนใจไยดีอีกเลย ในสหรัฐอเมริกาเขานำเอาวิชาการฝึกจิตสมาธิ ตามแนวทางขององค์ทะไลลามะไปฝึกใช้กัน อีกทั้งเมื่อจิตมีสมาธิมากมายพอควรก็จัดการปมในอดีตนั้นให้หมดสิ้นไป

วิธีง่ายๆ ที่นิยมทำกัน คือ เมื่อจิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง ให้ทบทวนเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ที่ทำให้เราเป็นปมอยู่ ขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง จากนั้นหาจุดมองในเรื่องนั้นๆใหม่ให้ไปในเชิงบวก เมื่อสามารถคิดหรือทำได้แล้ว ภาวะแห่งปมในใจจะค่อยๆละลายออกไปเอง

@@@@@@

หญิงสาวคนหนึ่ง..เธอเกลียดแม่ของเธอมาก ด้วยข้อหาลำเอียงรักแต่น้องแต่ไม่ค่อยรักเธอเลย ทั้งที่เธอเป็นพี่คนโต ชีวิตของเธอตั้งแต่จำความได้ จะถูกแม่ใช้ให้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อน้องอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ยามว่างที่เธอจะเล่นอะไรกับเพื่อนหรือส่วนตัวแม่ก็ยังคงบอกว่าให้เล่นกับน้อง ให้ดูน้อง

กระทั่งวันหนึ่งเธอเกิดความรู้สึกว่าทนไม่ไหว กับความรู้สึกแบบนี้และชีวิตแบบนี้ เพราะเหมือนคนอกตัญญูชอบกลๆ ที่ไม่ค่อยชอบแม่ของตัวเอง ผมแนะนำให้ใช้วิธีเดียวกับขององค์ทะไลลามะ ให้เธอนึกถึงตุการณ์ต่างๆแล้วลองมองในมุมบวกให้ได้ ว่าทำไม..แม่ชอบใช้เธอให้ดูแลน้อง ให้ทำอะไรเพื่อน้อง และเล่นกับน้องในคราวแรกเธอคิดไม่ออกจนกระทั่งเธอได้เริ่มนั่งนิ่งๆ ทำจิตให้สงบ ผ่านไปราวชั่วโมงเศษ เธอบอกว่าเข้าใจแล้ว

แม้ให้เธอดูน้อง แม่ให้เธอเล่นกับน้องและแม่ชอบใช้เธอมากกว่าน้อง เป็นเพราะแม่ต้องการสอนให้เธอนั้นมีภาวะความเป็นผู้นำที่สูง แม่ต้องการให้เรารู้จักคำว่ารักน้อง แม่ต้องการสอนให้เราขยันและมีความอดทนอดกลั้นกับบางสิ่งบางอย่าง ทางด้ายจิตใจ

@@@@@@

เมื่อคิดได้แบบนี้ ปมที่อยู่ในใจของเธอก็ค่อยๆ ละลายหายไป เพราะเธอเข้าใจความตั้งใจความปรารถนาดี หรือ วัตถุประสงค์ของแม่เธอในมุมมองใหม่ที่เป็นบวกยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้เธอสามารถปลดล็อคสิ่งที่เป็นความค้างคาอยู่ในจิตใจและความคิดของเธอที่ผ่านมากว่า 30 ปีออกได้จนหมดสิ้น เรามีปมอะไรอยู่ในใจลองทบทว

ดู..บางคนอาจจะตอบว่า ไม่รู้ว่ามีปมอะไร หาคำตอบได้ด้วยตัวเองไม่ยาก เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบแล้วเราเริ่มเกิดความรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่ค่อยชอบและไม่อยากที่จะเข้าไปร่วมพิธีรีกรรมด้วย นั่นแหละ ปมในอดีตเริ่มทำงาน เราก็หยิบเอาสิ่งนั้นขึ้นมาพิจารณาแล้วมองหามุมด้วยความคิดที่ดีๆให้เกิดขึ้นให้ได้ในเรื่องนั้นๆที่เป็นปม เชื่อเถอะว่า ปมนั้นจะลายไปเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าคุณพร้อมใจเปิดใจอย่างจริงจังที่จะเรียนรู้มันใหม่อีกครั้งแล้ว จากนั้นก็ทิ้งมันลงไปแล้วกลับมาอยู่ที่วันนี้ ตรงนี้ ตามที่พระพุทธองค์สอน แค่นี้ปมในอดีตที่หนักหนาร้ายแรงก็จบสิ้นลง



ขอบคุณ : https://www.posttoday.com/dhamma/597232
โดย ราช รามัญ , วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 22:13 น.
11  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ข้อมูล Facebook ของเรามีอะไรบ้าง.? ลบ.? ไม่ลบ.? และอะไรที่เราควรใส่ใจ เมื่อ: สิงหาคม 14, 2019, 06:50:32 AM


ข้อมูล Facebook ของเรามีอะไรบ้าง.? ลบ.? ไม่ลบ.? และอะไรที่เราควรใส่ใจ

ที่ผ่านมาหลายคนคงได้อ่านข่าวเกี่ยวกับ Facebook และ Cambridge Analytica (บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่มีส่วนช่วยในการหาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมาของ Donald Trump) แต่ถ้าใครยังไม่รู้เรื่องก็สรุปสั้นๆ ให้ฟังประมาณว่ามีรายงานจากหลายแหล่ง (The Guardian, Observer และ The New York Times) ที่บริษัทแห่งนี้ขโมยข้อมูลผู้ใช้ Facebook จำนวนกว่า 50 ล้านคน.!

ซึ่งข่าวฉาวครั้งนี้ถูกเผยแพร่ออกมาครั้งแรก หุ้นของบริษัท Facebook นั้นร่วงหนักกว่า 20% ภายในเวลาเพียงสองอาทิตย์ ข้อมูลส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแน่นอนว่าเมื่อผู้ใช้บริการรู้สึกว่าของส่วนตัวไม่ส่วนตัวอีกต่อไป กระแสต่อต้านก็เริ่มเกิดขึ้น คนเริ่มอยากรู้ว่าข้อมูลส่วนไหนบ้างที่ Facebook นั้นเก็บเอาไว้ ซึ่งการโหลดข้อมูลตรงนี้มาตรวจดูไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าโหลดมาแล้วต้องไปดูอะไรตรงไหนและมันมีความหมายว่ายังไงบ้าง

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาทาง Facebook ได้ประกาศว่าจะขยายขอบเขตข้อมูลที่ทางผู้ใช้สามารถโหลดไปดูได้ (ข้อมูลของใครของมันนะครับ) รวมไปถึงการกดไลค์ ประวัติการค้นหา และโลเคชั่นต่างๆ แถมยังมีออปชั่นเสริมให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถโอนถ่ายข้อมูลไปยังที่อื่นได้ด้วยถ้าต้องการ โดยส่วนหนึ่งของการอัปเดทครั้งนี้คือเครื่องมือที่เรียกว่า “Access Your Information” ที่อำนวยความสะดวกให้แก้ผู้ใช้งานเพื่อทำการค้นหาและลบโพสต์เก่าๆ การตอบสนองที่ทำมา คอมเมนท์ทั้งหลายแหละ และแน่นอนว่าการค้นหาทุกอย่างที่ผ่านมา

ในตอนนี้ ข้อมูลที่ Facebook เก็บไว้ของคุณยังเต็มไปด้วยเรื่องที่คาดไม่ถึง อย่างมีรายงานว่าผู้ใช้งานคนหนึ่งพบว่าทาง Facebook นั้นเก็บข้อมูลประวัติเกี่ยวกับการโทรเข้าออกและเมสเสจมือถือของเขาไว้ด้วย ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่ข้อมูลเดียวที่น่าสนใจที่เราอาจจะเจอถ้าเรากลับมาค้นดูของตัวเองบ้าง มาดูกันเถอะว่าสามารถหาได้ที่ไหนและข้อมูลอะไรที่ถูกซ่อนไว้ในนั้น



ขั้นตอนการหา

อย่างแรกที่ต้องทำคือการไปดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลของคุณก่อน เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา เข้าไปที่ Settings แล้วต่อด้วย General ตรงนั้นจะเห็นลิงก์ให้กด “Download a copy of your Facebook data” หลังจากนั้นก็ต้องใส่รหัสผ่านอีกครั้ง ต่อจากนั้นจะได้รับอีเมลสองฉบับ ซึ่งฉบับแรกเป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณได้ขอโหลดข้อมูล และไฟล์ที่สองจะเป็นลิงก์เพื่อโหลด และในนั้นก็จะมีรูปภาพ วิดีโอ แชทสนทนา ฯลฯ โดยต้องใช้เวลาพักหนึ่ง (ของผมใช้เวลาประมาณ 20 นาที) ในการรออีเมลฉบับที่สองเพราะต้องมีการเตรียมข้อมูลหลังบ้านกันเล็กน้อย

     สำหรับตัวผมที่อยู่กับ Facebook มามากกว่า 10 ปี!!! โอ้วววว คิดแล้วก็รู้สึกแก่ทันที เมื่อได้ลิงก์โหลดไฟล์มาปุ๊บ ขนาดไฟล์อยู่ที่ประมาณ 4.25 GB ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนรูปภาพ วิดีโอ ฯลฯ ที่อัปโหลดไว้ด้วยนะครับ หลังจากนั้นก็ดาวน์โหลดมาได้เลย

     เมื่อเปิดมาเสร็จปุ๊บ สิ่งแรกที่คุณสามารถเปิดดูได้คือไฟล์ index.htm ดับเบิลคลิกเปิดแล้วเบราว์เซอร์ก็จะพาคุณไปยังแท็บใหม่ โดยมีเมนูตัวเลือกทางซ้ายมือ ภายใต้ “Profile” คือข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวคุณ อย่างเช่นวันเวลาที่คุณลงทะเบียนกับ Facebook ข้อมูลการติดต่อที่ได้ลงเอาไว้ ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาและประวัติการทำงานก็อยู่ในนี้เช่นกัน

     พร้อมกับเซอร์ไพรส์แรกกันรึยังครับ? ในหน้านี้ Facebook ได้บันทึกลิสต์ของทุกคนที่คุณเคยบอกว่า “in relationship with” ใช่ครับ นั้นคือลิสต์ของแฟนเก่าที่หลายคนอยากลืม ไม่อยากเห็น (หรือไม่อยากให้คนอื่นเห็น) ซึ่งสำหรับผมก็มีแค่แฟนเก่าและภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร แต่สำหรับบางคนลิสต์นี้อาจจะนำมาซึ่งความปวดหัวและร้าวฉานที่คาดไม่ถึง



Photos, Videos, and Friends

เมื่อคลิกในส่วนของ Photos จะมีภาพทุกภาพที่เราเคยโหลดไว้บนเว็บไซต์ และที่น่าสนใจคือข้อมูลในส่วนของ metadata จะมีพวก IP address ที่ใช้อัปโหลดภาพเหล่านั้น เลื่อนลงมาข้างล่างอีกหน่อยจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ Facial Recognition ที่ Face-book เก็บเอาไว้ เมื่อคลิกตรงนั้นจะเห็นตัวเลข “Example Count” (ของผมอยู่ที่ 107) ที่หมายถึงจำนวนภาพที่ทางบริษัทใช้ฝึกโปรแกรมในการแยกใบหน้าของคุณออกมา ซึ่งตัวเลขของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็มาจากภาพที่คุณถูกแท็กด้วยเช่นกัน

     ซึ่งถ้าคุณต้องการจะปิดฟีเจอร์นี้ก็ไปที่ Settings > Face Recognition, หลังจากนั้นก็เลือก yes/no ที่คำถาม “Do you want Facebook to be able to recognize you in photos and videos?” สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจตรงนี้คือ Facebook ไม่มีรูปที่ผมถูกแท็ก แต่จะมีแค่รูปที่อัปโหลดเท่านั้น ในมุมหนึ่งมันก็มีเหตุผลว่ารูปที่ผมโดนแท็กไม่ใช่ของผมเองเพราะฉะนั้นก็โหลดไม่ได้

     มาถึงในส่วนของวิดีโอ จะเห็นวิดีโอที่เราเคยโพสต์ ทั้งบนไทม์ไลน์ของตัวเอง และของเพื่อนด้วยเช่นกัน มันก็แปลกดีที่กลับมาย้อนกลับดูคลิปเหล่านั้นเพราะก็ลืมไปแล้วว่าเคยทำไว้ และในเวลาเดียวกันก็ดูน่ากลัวเพราะวิดีโอที่อัดโดยใช้แอปของ Facebook แต่ไม่ได้อัปโหลด...Facebook ก็เก็บเอาไว้เช่นกัน (OMG มากนะจุดนี้)

     ในส่วนของ “Friends” ก็เป็นข้อมูลของเพื่อนทุกคนที่บนเฟซบุ๊ก รวมไปถึงวันเวลาที่แอดกันเป็นเพื่อน สมมุติว่าคุณเคย un-friend ใครสักคนแล้วคืนดีแอดกันใหม่ เพื่อนคนนี้จะโชว์สองครั้งบนลิสต์ มีรายชื่อของคนที่มากด “follow” คุณ และยังมีรายชื่อของคนที่ส่งรีเควสต์มาแล้วคุณกด “decline” อีกด้วย

     ให้ลองมองในด้านล่าสุดของเพจจะเห็น “Friend Peer Group” ซึ่ง Facebook ใช้เพื่อคัดแยกว่าคุณอยู่ในกลุ่มเพื่อนวัยไหน ของผมเขียนว่า "Established Adult Life"



Advertising & ข้อมูลอื่นๆ

เข้ามาถึงส่วนที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งคือ “Ads” ตรงนี้ทาง Facebook จะมีลิสต์ของกลุ่มโฆษณาที่คุณถูกจัดเอาไว้ ของผมมีตั้งแต่ร้านหนังสือ ร้านกล้อง ร้านอาหาร เทคโนโลยี เพจข่าวต่างๆ ไล่ไปจนกระทั่ง “Professional wrestling attacks” หรือ “Betta“ ซึ่งมันคืออะไรผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่มันแปลกตรงที่ว่าผมไม่ได้สนใจในเรื่องนี้สักนิด

     เลยลงไปข้างล่างจะเห็นโฆษณาต่างๆ ที่เคยคลิกในช่วงที่ผ่านมา ของผมย้อนกลับไปจนถึงช่วงต้นของ 02/2018 และที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือด้านล่างที่เป็นลิสต์ของบริษัทโฆษณาที่มีข้อมูลติดต่อของคุณในมือ... ซึ่งตรงนี้ทาง Facebook ก็ปัดความรับผิดชอบว่าบริษัทเหล่านี้มีข้อมูลของคุณอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าทาง Facebook นั้นเป็นฝ่ายเอาให้ ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Airbnb, Spotify, Exness หรือ Lazada พวกนี้ก็คงไม่เแปลกเท่าไหร่ เพราะผมใช้บริการของพวกเขาอยู่และการที่พวกเขามีข้อมูลก็เป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าหลายบริษัทผมเองไม่เคยใช้บริการอย่าง Uber ซึ่งผมไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกหรือใช้บริการเลยสักครั้งเดียว พวกเขามีข้อมูลได้ยังไง?

     นอกจาก index.htm แล้ว ลองย้อนเข้าไปดูที่ Messages -> Photos ซึ่งก็คือโฟลเดอร์ที่เก็บภาพทุอย่างที่เคยถูกส่งในเมสเสสของ Facebook ซึ่งพอไล่ดูภาพเหล่านี้บางครั้งก็ลืมไปเลยว่าเคยส่งด้วยเหรอ มีทั้งโฟลเดอร์ videos, files, clips และ stickers ด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ได้ลบแชท Facebook ก็ดูเหมือนจะเก็บเอาไว้ทั้งหมด

@@@@@@

Call & SMS Records

บางคนที่ใช้ Android คุณอาจจะอนุญาตให้ทาง Facebook นั้นเข้าถึงข้อมูลการโทรเข้าออกและการส่งข้อความมานานแล้วอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะรุ่นก่อน Android 4.1 Jelly Bean ที่ไม่มีการถามความต้องการของผู้ใช้ล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย ถ้าอยากรู้ให้แน่ลองเข้าไปที่ “Contact Info” แล้วเลื่อนลงไปข้างล่าง จะเห็น “Call History” ที่แทรคการคุยและรายชื่อของคนที่เราโทรหาด้วยอีกต่างหาก (ณ จุดนี้...ถึงกับอึ้ง)

@@@@@@

ทำลายล้าง

เอาล่ะหลังจากที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างและรู้สึก (เหมือนกับผม) ว่ามันค่อนข้างน่ากลัวที่จะให้ข้อมูลเหล่านี้ค้างอยู่ในมือของ Facebook ต่อไปคือขั้นตอนในการลบบางส่วนของข้อมูลเหล่านี้ ซึ่ง Facebook บอกว่าจะทำให้ขั้นตอนง่ายขึ้น แต่ตอนนี้ก็ยุ่งยากนิดหนึ่ง

     ให้เข้าไปที่หน้า “Manage Invites and Imported Contacts” โดยด้านล่างจะมีออปชั่นให้ “Remove all con-tacts” ซึ่งตรงนี้เราก็สามารถเลือกเป็นคนไปก็ได้เช่นกัน หน้านี้จะเป็นคอนแทคที่อัปโหลดมาจาก Facebook Messenger และหลังจากนั้นก็ปิดการอัปโหลดแบบอัตโนมัติ โดยเข้าไปเปิดแอปของ Facebook และไปที่ Settings -> Account Settins -> General แล้วไปที่ “Upload Contacts” ให้กด “ปิด” พอเสร็จแล้วก็ไปทำอีกครั้งที่ Facebook Messenger แอป (มันซ้ำซ้อนตรงนี้แหละ)

     สุดท้ายถ้าอยากลบโพสต์ใดโพสต์หนึ่งออกจากหน้าประวัติศาสตร์ของ Facebook ไปเลย ให้เข้าไปที่หน้าเดสก์ท็อปของ Facebook แล้วคลิกมุมขวาบน เลือก “Activity Log” ซึ่งตรงนี้ก็สามารถเลือกลบทุกอย่างที่คุณต้องการ กระโดดไปปีไหนก็ได้ ลบข้อมูลเก่าๆ ทิ้ง ถ้าใช้เบราว์เซอร์ Chrome ก็มี Extension อย่าง “Social Book Post Manager” ที่เอาไว้ลบทีละเยอะๆ ด้วย หรือว่าถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะลบแค่จำกัดกลุ่มของคนที่เห็นโพสต์ ก็สามารถเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ Privacy Settings ได้


ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : www.gqthailand.com
ที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1481877/
โดย โสภณ ศุภมั่งมี , 11 ส.ค. 62 (10:19 น.)
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์ เมื่อ: สิงหาคม 14, 2019, 06:40:02 AM



แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์

อย่าได้คิดว่าสัตว์เดรัจฉานไม่เข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าสัตว์สามารถฟังธรรมได้จริง คือเรื่อง แม่ไก่ฟังธรรม พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย พระองค์ดำเนินผ่านเรือนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกหมูตัวเมียอยู่หน้าเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรลูกหมูตัวเมียตัวนั้นแล้วแย้มพระสรวล

พระอานนท์ทูลว่าพระองค์ถึงสาเหตุที่แย้มพระสรวล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
“อานนท์ เธอเห็นลูกหมูตัวเมียตัวนั้นไหม”
“เห็นพระเจ้าข้า” พระอานนท์ตอบ

พระบรมศาสดาจึงตรัสถึงอดีตชาติของลูกหมูตัวเมียตัวนี้ให้พระอานนท์สดับว่า ครั้งสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า “กกุสันธะ” มีแม่ไก่ตัวหนึ่งได้ฟังธรรมที่พระภิกษุสาธยายเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนามาตลอดชีพ

@@@@@@

เมื่อสิ้นบุญลง จิตที่เป็นกุศลจากการฟังธรรม ทำให้แม่ไก่หลุดพ้นจากภพภูมิของเดรัจฉาน เกิดเป็นพระธิดาของกษัตริย์ มีพระนามว่า “เจ้าหญิงอุพพรี”

แม่ไก่ฟังธรรมเรื่องวิปัสสนามาเมื่อในอดีตชาติ ทำให้เจ้าหญิงอุพพรีพอระลึกถึงการทำสมาธิได้ เมื่อเจ้าหญิงทอดพระเนตรเห็นกลุ่มหนอมที่อาศัยอยู่ในอาจม เจ้าหญิงเพ่งพระเนตรจนเกิดสมาธิจนเกิดปฐมฌาน เมื่อเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ลง จิตที่มีปฐมฌานส่งผลให้พระองค์อุบัติเป็นพรหม

แต่แล้วพรหมก็เกิดสับสนในการเกิด (คติ) ทำให้จิตเสื่อมจากฌานแล้วลงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานคือ ลูกหมูตัวเมียตัวนี้นั้นเอง เหล่าพระภิกษุที่ติดตามพระพุทธเจ้ามาด้วย เกิดสลดและปลงว่า ไม่มีสิ่งไหนคงทนและถาวร หลังจากลูกหมูตัวเมียตาย ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏจนกว่าจะสำเร็จอรหัตตผล


 
ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่อง นางลูกสุกร
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/169127.html
By nintara1991 ,10 August 2019
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เคล็ดลับของ การปฏิบัติธรรม ให้มีชีวิตชีวา เมื่อ: สิงหาคม 14, 2019, 06:33:15 AM




เคล็ดลับของ การปฏิบัติธรรม ให้มีชีวิตชีวา

คำหนึ่งที่น่าสนใจคือคำว่า “ชีวิตชีวา”

บางคนมีแต่ชีวิต แต่ไม่มีชีวา หรือบางโรงเรียนเข้าไปเรียนแล้วมีแต่ชีวิต แต่ไม่มีชีวา เด็กไม่มีความสุข ไม่มีความเบิกบานแจ่มใส ไม่มีความพึงพอใจ ต่างจากบางโรงเรียนที่เข้าไปเรียนแล้วมีชีวิตชีวา เด็กร่าเริง เบิกบาน ตื่นตัว ไม่ซึม แล้วก็มีอัจฉริยภาพ มีความฉลาดด้วย

หลักสูตรปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน บางหลักสูตรเข้าไปแล้ว โอ้โห! จิตตื่น กายก็ตื่น มีชีวิตชีวา สีหน้าแววตาแจ่มใส เบิกบาน มีความพึงพอใจ มีความสงบร่มเย็น กระฉับกระเฉง แต่บางหลักสูตรเข้าไปแล้วโยคีกลับตาลอย ๆ เหม่อ ๆ ไม่มีแววเลย

เคล็ดลับของการปฏิบัติธรรมให้มีชีวิตชีวาอยู่ที่การ “ปฏิบัติให้เหมือนไม่ได้ปฏิบัติ”


@@@@@@

ถ้าปฏิบัติเหมือนปฏิบัติก็คล้ายกับว่าเรามีคำว่า “ต้อง” จิตของเราจะถูกบีบเข้าไปในกรอบทันที ทำให้อึดอัด นานเข้า ๆ เพียงแค่นึกถึงการปฏิบัติขึ้นมาก็รู้สึกเข็ดขยาด เริ่มทุกข์ เริ่มหนาวสะท้าน แค่นึกว่าจะต้องไปเดินจงกรม นั่งสมาธิ ก็เริ่มรู้สึกถูกบีบคั้นแล้ว แค่ได้ยินคำว่า “ปฏิบัติธรรม” ก็ไม่เอาแล้ว

อันที่จริงธรรมะนี้ควรเป็นเรื่องที่แค่นึกถึงก็มีความสุขแล้ว แค่นึกถึงว่าจะได้เดินจงกรมก็มีความสุขแล้ว เพราะว่าจิตจำสภาวะได้ว่าเดินคราใดก็ผ่อนคลาย โปร่งเบาสบาย ไม่หนักอก ไม่หนักใจ ไม่มีภาระ เป็นอิสระ ฟรีฟอร์ม ตอนจะนั่งสมาธิก็เช่นกัน

ธรรมะแท้ ๆ เป็นอย่างนี้ แค่นึกถึง ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ความสุขก็เกิดขึ้นทางใจแล้ว เพราะธรรมะที่แท้ไม่เคยมีข้อจำกัด ลองไม่ต้องจำกัดดูสิ จิตใจของเราจะรู้สึกกว้างขวางเป็นอิสระมากเลย

@@@@@@

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องนั้นควรเน้นที่การใช้ชีวิตจริง ๆ เป็นนิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทำแล้วต้องมีความสงบร่มเย็น และไม่ใช่ทำเพราะถูกกิเลสตัณหาผลักดัน บีบคั้น หรือบงการจิตใจ แต่ทำเพราะมีเข้าใจอย่างถ่องแท้ในกิจนั้น ๆ

ดังนั้นในการมาภาวนา มาเจริญสติ มาปฏิบัติธรรม เราจึงควรจะมีความเข้าใจ แล้วทำอย่างเต็มที่ จะได้ไม่ต้องกลับมาทำแบบนี้อีกในชาติต่อ ๆ ไป

ชีวิตควรจะเป็นเช่นนี้ ทั้งทางโลกและทางธรรม



ที่มา : ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Photo by Monika Dhita Adiati on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/169332.html
By ying ,11 August 2019
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตำนาน "ความเชื่อโบราณ" เกี่ยวกับ "พญานาค" เมื่อ: สิงหาคม 13, 2019, 06:39:39 AM

 :25: :25: :25:

ตำนาน "ความเชื่อโบราณ" เกี่ยวกับ "พญานาค"

พญานาคเป็นสัตว์ในตำนานที่หลายคนยังหาคำตอบไม่ได้ บ้างก็ว่ามีอยู่จริงบ้างก็ว่าไม่มีจริง แต่ว่าในปัจจุบันก็ยังคงมีข่าวว่าพบเจอพญานาคกันอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ บางคนเชื่อ(หรือถึงกับงมงาย)แต่ในทางกลับกันบางคนก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจว่าสิ่งที่พวกเค้าเจอนั้นมันคืออะไรกันแน่ วันนี้ทาง Sanook! Horoscope จึงรวมรวมเอาตำนานความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยกับพญานาคมาไขข้อข้องใจให้คุณได้รับรู้กันค่ะ

@@@@@@

ตำนานพญานาค

นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า

ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร

อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม



ความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติ

พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ 

     - พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย

     - พญานาค แปลงกายได้ ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไรก็ได้ แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

     - พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

     - พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ

จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี



ความเชื่อเกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ

พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา

@@@@@@

เกี่ยวข้องกับคนไทย

เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค

@@@@@@

พญานาคกับตำนานในพระพุทธศาสนา

ตามตำนานพญานาค มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่น หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา

นาคสะดุ้ง...ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้



ความเชื่อในดินแดนต่างๆ ของไทย

รูปพญานาคแกะสลัก ประดับราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่โรงเมี้ยนโกศ วัดเชียงทอง หลวงพระบางในด้านของดินแดนสยามหรือประเทศไทยของเรานั้น ก็มีความเชื่อเรื่องนาคปรากฏอยู่มากมาย

    ภาคเหนือ : มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอยู่เช่นกัน ดังในตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของทางภาคเหนือเอง "เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมืองเป็นเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมายกทัพปราบเมืองอื่นได้และรวมดินแดนเข้าด้วยกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนคร ต้นวงศ์ของพญามังรายผู้ก่อกำเนิดอาณาจักรล้านนานั่นเอง"

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : นาคล้วนมีส่วนร่วมในตำนานอย่างชัดเจน เช่น ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่า แม่น้ำโขงเกิดจากการแถตัวของพญานาค นอกจากนี้ยังรวมถึงบั้งไฟพญานาค โดยมีตำนานว่าในวันออกพรรษาหรือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด(จุด)บั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทุกปี และเนื่องจากเชื่อว่าพญานาคเป็นเจ้าบาดาล เป็นผู้ให้กำเนิดน้ำ ดังนั้นเมื่อชาวนาจะทำพิธีแรกไถนา จึงต้องดูวัน เดือน ปี และทิศที่จะบ่ายหน้าควายเพื่อไม้ให้ควายลากไถไปในทิศที่ทวนเกล็ดนาค ไม่อย่างนั้นการทำนาจะเกิดอุปสรรคต่างๆ ขึ้น

นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่แท้จริง เพราะลูกไฟประหลาดหรือที่เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค" นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขต จ.หนองคายเท่านั้น ตามแนวแม่น้ำโขง ไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกัน จึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทน์ สมัยก่อนนั้นการปกครองและการสร้างเมืองโดยพญานาค จึงได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะถูกแยกการปกครอง และแยกประเทศออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกัน ตำนานประเพณีต่างๆ ของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขง จะเกี่ยวข้องกับพญานาคกันทั้งนั้น เพราะพญานาค หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร และความเป็นอยู่ของมนุษย์



พญานาคกับตำนานปรัมปราของไทย

ใต้เมืองโพนพิสัย : ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน

วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักน้ำเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ(หาบครุ)ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ(น้ำริน)เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช

จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้า สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า

@@@@@@

"วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ(หาบครุ) ปรากฏว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา

เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนสีขุ่นๆ ของน้ำ

ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อยๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"

@@@@@@

จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)

ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเราไม่ขอแนะนำให้ทุกคนเชื่องมงายค่ะ "เชื่อในสิ่งที่เห็น" ดีที่สุดค่ะ



ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก wikipedia , www.amulet.in.th
ขออบคุณที่มา : https://www.sanook.com/horoscope/17105/
6 ส.ค. 62 (10:20 น.)
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์” พราหมณ์โล้ชิงช้าตกมาตาย มีจริงหรือ.? เมื่อ: สิงหาคม 13, 2019, 06:18:05 AM

แร้งวัดสระเกศ (ภาพจาก ภาพเก่าเล่าตำนาน โดยพลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก, มติชนออนไลน์)


ค้นวลี “ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์” พราหมณ์โล้ชิงช้าตกมาตาย มีจริงหรือ.?


ประตูที่ดังคู่กับประตูสามยอด (อยู่ด้านข้างปลายคลองของคลองสะพานถ่าน) คือประตูสำราญราษฎร์ แต่ปากชาวบ้านเรียกกันว่า “ประตูผี” เพราะเป็นทางที่เอาศพออกไปวัดสระเกศ และถนนบำรุงเมืองคือถนนสายที่ออกประตูนี้ก็พลอยเรียก “ถนนประตูผี” กันไปด้วย

แต่ก่อนนี้วัดในเมืองเผาผีไม่ได้ ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นใครจะว่าคูเมืองอยู่ที่ไหนนอกจากดูกำแพงเมืองแล้วดูวัดเอาก็ได้ ถ้าวัดอยู่ในกำแพงเมืองแล้วจะไม่มีเมรุเผาศพ

บรรดาคนทั้งหลายที่ตายกันในเมืองต้องเอาศพออกไปเผานอกเมืองทั้งนั้น และส่วนมาก็วัดสระเกศ จนวัดสระเกศมีชื่อในเรื่องแร้งชุม

@@@@@@

เมรุเผาศพแต่ก่อนนี้ไม่ได้ทันสมัยอย่างเดี๋ยวนี้ เป็นเพียงตะแกรงเหล็กแล้วเอาไฟใส่ข้างใต้เท่านั้น การจะเผาก็ต้องแล่เอาเนื้อออกเสียก่อน แล้วเอากระดูกห่อผ้าขึ้นตั้งบนตะแกรง ถ้ายกขึ้นตั้งกันสด ๆ ก็มีหวังไฟดับ

และเมื่อแล่แล้วจะเอาเนื้อไปไว้ไหนล่ะ แร้งรออยู่เป็นฝูง ๆ จะมัดไปฝังให้เสียแรงเสียเวลาทำไม ก็เฉือนแล้วก็เหวี่ยงให้แร้ง ไปทีละก้อนสองก้อน ฉะนั้นจะหาแร้งที่ไหนขึ้นชื่อลือชาเท่าวัดสระเกศเป็นไม่มี

เมื่อผมเด็กๆ นั้นมีคำพูดคล้องจองกันอยู่ 3 ประโยคว่า “ยักษ์วัดแจ้ง-แร้งวัดสระเกศ-เปรตวัดสุทัศน์”

ยักษ์วัดแจ้งนั้นก็รู้ละว่าเป็นยักษ์หิน แร้งวัดสระเกศก็ได้เห็นละจากกรณีนี้ แต่เปรตวัดสุทัศน์นี่ยังไม่ประประจักษ์ เพราะวัดสุทัศน์เองก็ไม่ได้มีเมรุเผาผี แต่มีเสียงว่ากันว่า เนื่องพราหมณ์โล้ชิงช้าตกมาตาย และว่ากันว่าวันดีคืนดีคนแถวนั้นจะได้ยินเสียงเปรตร้องเป็นการขอส่วนบุญ ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันเล่นเพื่อให้คนทำบุญ ได้พยายามอ่านจดหมายเหตุเก่า ๆ ก็ไม่เคยพบกล่าวถึงว่าเคยมีพราหมณ์โล้ชิ้งช้าตกมาตาย

อ่านเพิ่มเติม : ภาพเก่าเล่าตำนาน เรื่อง ห่าลง ตายเยอะ เผาไม่ไหว ยกให้แร้งวัดสระเกศ โดย : พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก



เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 3 เมษายน พ.ศ. 2562
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม มีนาคม 2525
ผู้เขียน : สันต์ สุวรรณประทีป
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_30355
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่ง "การอธิษฐานจิต" เมื่อ: สิงหาคม 13, 2019, 06:08:48 AM



สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่ง "การอธิษฐานจิต"

มักพบว่าการสำเร็จเป็นพระอรหันต์จะมาจากการฝึกฝนจิตให้ไร้ซึ่งกิเลสและอุปกิเลสทั้งปวง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็มาจากการ อธิษฐานจิต ได้เช่นกัน

ครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงเข้าสมาบัติอยู่บนภูเขาคันธมาทน์ หลังจากพระองค์ออกจากสมาบัติแล้ว ได้ดำริว่าจะอนุเคราะห์ให้ผู้ใดถวายทานแด่พระองค์ดี พระองค์จึงทรงเพ่งญาณจนทราบว่าต้องเสด็จไปอนุเคราะห์เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ในไร่อ้อย พระองค์ทรงเหาะไปที่ไร่อ้อยทันที

เด็กชายกำลังเดินถือต้นอ้อยมา 2 ต้น ต้นหนึ่งเป็นของตน ส่วนอีกต้นเป็นของพี่ชาย เพื่อที่จะลิ้มรสความหวานที่แสนอร่อยของอ้อย ระหว่างทางนั้นเอง เด็กชายได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า เด็กน้อยกราบบังคมพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส จึงอาราธนาให้พระองค์ทรงรับอ้อยจากตน เด็กน้อยปูผ้าคลุมบนเนินที่สูงกว่าตนแล้วกล่าวว่า “พระองค์โปรดนั่งบนพื้นที่ที่สูงกว่าข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า” หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับบนพื้นที่ที่สูงกว่าเด็กชายแล้ว เด็กชายกล่าวขึ้นว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอถวายต้นอ้อยที่มีรสหวานนี้แด่พระองค์ อานิสงส์จากการถวายอ้อยนี้ขอให้หม่อมฉันเป็นผู้ได้ครอบครองเทวดาสมบัติ มนุษยสมบัติ และนิพพานสมบัติด้วยเถิด”

@@@@@@

พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เป็นไปตามนั้น”

เด็กน้อยเกิดความปีติขึ้น ยิ่งยกต้นอ้อยที่ตัดมาดีแล้ว วางลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏว่าน้ำอ้อยไหลออกมาจนท่วมบาตร จากนั้นพระองค์ทรงลิ้มรสต้นอ้อยที่หวานอร่อย หลังจากนั้นทรงเหาะกลับไปยังเขาคันธมาทน์ทันที

เด็กชายเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข แต่กลับไร้ต้นอ้อยติดมือไปให้พี่ชาย พี่ชายถามถึงต้นอ้อย น้องชายจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่ชายฟัง พี่ชายเกิดความปีติและอนุโมทนาในการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าของน้องชาย ยิ่งต้นอ้อยอันที่จะเป็นของตนได้อยู่ในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยแล้ว พี่ชายได้อธิษฐานขอให้ตนได้สำเร็จอรหัตตผล ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

เมื่อสองพี่น้องต่างสิ้นบุญลง อานิสงส์แห่งการถวายอ้อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าส่งผลให้ทั้งสองเกิดเป็นเทวดา เมื่อหมดบุญแล้วก็ลงมาเกิดเป็นพี่น้องอีกครั้งในสมัยของพระพุทธเจ้าที่มีพระนามว่า “วิปัสสี” พี่ชายเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงบวชเป็นพระภิกษุและสำเร็จอรหัตตผลตามที่อธิษฐานไว้ในชาติก่อน น้องชายจึงถามพระผู้เป็นพี่ชายว่า กุศลยิ่งใหญ่ใดที่ตนพอจะสร้างได้บ้าง เพราะอย่างไรก็ไม่สามารถสละเรือนออกบวชได้อย่างพี่ชาย

พระพี่ชายตอบว่า ต้องสร้างพระคันธกุฎีถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า น้องชายจึงกระทำตาม ด้วยอานิสงส์นี้ส่งผลให้เกิดเป็นโชติกเศรษฐีในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า ต่อมาได้ออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด


 
ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่อง พระโชติกเถระ
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/169162.html
By nintara1991 ,10 August 2019
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นอนสมาธิยิ้มรับเนื้อร้าย! “พลังธรรมะ” เยียวยามะเร็งขั้นสุดท้าย [มีคลิป] เมื่อ: สิงหาคม 12, 2019, 06:50:40 AM




นอนสมาธิยิ้มรับเนื้อร้าย! “พลังธรรมะ” เยียวยามะเร็งขั้นสุดท้าย [มีคลิป]

ผู้หญิงหน้าตาสดใสยิ้มสดชื่นคนนี้คือผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำลายขั้นที่ 4 ลามไปทั่วปอด และกระดูก แต่จิตใจสุดแกร่ง ฮึดสู้! ลุกขึ้นทำมาหากิน ไม่ดรามา ไม่รอความช่วยเหลือ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคชะตาชีวิต พร้อมยาตำรับเอกใช้ “ธรรมะ” รักษา ระลึกรู้ มีสติทุกลมหายใจเข้าออก ปล่อยวาง ที่สำคัญเธอมีครอบครัวเป็นขุมกำลังใจยาวิเศษขนานเอกเยียวยาจิตใจ

“ร้อนใน” สัญญาณเตือนโรคร้าย



จูน-บุณยานุช สิทธิโท นักแสดงนางแบบโฆษณา เล่าย้อนอาการเริ่มแรกเจอเนื้อร้าย ทว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก! เพราะเธอเคยเป็นมาเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ก่อนเป็นโรคมะเร็งเธอก็ได้ใช้ชีวิตปกติตามประสาวัยรุ่น ดื่มบ้าง เที่ยวบ้างตามปกติวัยรุ่นและไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงอะไร แต่ชอบกินเนื้อสัตว์เยอะ ส่วนประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัวก็ไม่มี และไม่มีสัญญาณเตือนอะไรให้สังเกตมาก่อนด้วยว่าจะเป็นมะเร็ง เพราะเป็นแค่ร้อนในอย่างเดียว

“อาการช่วงแรกคือ เหมือนเป็นแผลร้อนในอยู่ในปาก จะเป็นๆหายๆ เป็นเวลา 2 ปี แต่ก็ไม่ได้ไปหาหมอจริงจัง ก็ป้ายยา กินยาแก้อักเสบ จากนั้นจู่ๆก็มีเลือดออกในปากไม่หยุดเลย ไหลออกมาจนต้องเอาถังขยะมารองไว้ แต่พอไปหาหมอเลือดหยุดไหล



ด้วยความที่ไปหาหมอตอนกลางคืน หมอเฉพาะทางก็ไม่อยู่ หมอเวรกลางคืนจึงบอกว่าเป็นร้อนใน เพราะเขาไม่ได้เห็นเลือดที่ไหล จึงกลับบ้านแล้วไปหาหมออีกทีตอนเช้า ไปโรงพยาบาลตำรวจก็เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ จึงเจอเชื้อมะเร็งใต้ลิ้นด้านขวา ที่ไม่ตอบสนองกับคีโมและการฉายแสง ตอบสนองกับการผ่าตัดออกไปเลย

ความรู้สึกตอนนั้นคือ “เตรียมตัวตายเลย” เพราะเมื่อ 12 ปีที่แล้วมะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัวมากยังไม่มีวิธีการนวัตกรรมในการรักษาที่ดี เราก็คิดว่าเป็นแล้วต้องตาย โทร.ไปบอกที่บ้านก็ร้องไห้กันทั้งบ้านเลย

แต่ด้วยความที่ยังเด็ก เพิ่งเจอมะเร็ง และชิ้นเล็กมาก หมอก็ผ่าตัดก้อนเนื้อมะเร็งออกจนหมด และไม่ต้องคีโม ฉายแสง ช่วงแรกหลังผ่าตัดก็ระวังรักษาตัว ไม่กล้ากินเนื้อสัตว์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มใช้ชีวิตปกติเพราะคิดว่าหายแล้ว เพราะหมอบอกว่า ถ้าผ่าน 5 ปีแล้ว ก็ปลอดภัยแล้ว

จากนั้นหมอก็เริ่มไว้ใจให้มาตรวจปีเว้นปี และปีที่เว้นนี่แหล่ะ มะเร็งมันมา พอไปตรวจก็เจอซะแล้ว”

ฟ้าผ่ารอบสอง! ปี 2560 ตรวจพบมะเร็งรอบ 2 เป็นมะเร็งขั้นที่ 4 บริเวณใต้คาง ลามไปที่เยื้อหุ้มปอดและกระดูก แพทย์ไทยแนะให้ตัดกรามออก จึงหาทางรักษาวิธีอื่นด้วยการบินไปเมืองจีน รักษาด้วยการคีโมเฉพาะจุด ผ่าตัดเนื้องอกด้วยความเย็น



“ไม่คิดว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งอีกเพราะห่างหายไป 12 ปีแล้ว เป็นรอบสองเป็นก้อนเนื้อขึ้นมาใต้คางซึ่งไม่ได้เจ็บปวดอะไรทั้งสิ้น กดก็ไม่เจ็บ สาเหตุที่รู้เพราะไปหาหมอหายใจไม่ออก จากการถ่ายโฆษณาที่ต่างจังหวัด ตอนถ่ายโฆษณาเขาจะใช้สโมกทั้ง 3 วันเลย พอกลับมาก็หายใจไม่ออก และไอเยอะมาก

หมอก็เลยให้แอดมิดเพราะน้ำในปอดเริ่มเยอะ หายใจไม่สะดวก จากการป่วยนี้ทำให้ตรวจพบมะเร็ง และหมอแนะนำให้ผ่าตัดกรามออก แต่เนื่องจากเรายังทำงานในวงการบันเทิง ถ้าตัดกรามออกก็กลัวจะมีผลกระทบกับงาน ในความคิดเราคือตัดกรามออกไปเลย แต่พอมารู้ทีหลัง หมอบอกว่าตัดแล้วก็เชื่อมได้ เขาก็ไม่ได้บอกเราละเอียด

เราเลยรีบไปประเทศจีน เพราะหมอจีนบอกว่าไม่จำเป็นต้องผ่ากรามออกได้ เขามีนวัตกรรมใหม่ใช้ความเย็นจี้ หยุดเซลล์มะเร็ง แต่จริงๆแล้วก็สลายไม่ได้หรอก แค่หยุดเอาไว้ชั่วคราว ตอนนี้ก็ลามไปที่ปอดทั้งสองข้างแล้ว”

พลังกำลังใจ ธรรมะเยียวยา



อย่างไรก็ดี กำลังใจ และ สติ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายคนเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็ง จิตใจยิ่งย่ำแย่ ทว่าอะไรทำให้เธอมีมีจิตใจที่เข้มแข็งส่งผ่านมายังใบหน้าที่สดใสแม้จะพบวิกฤตในชีวิตก็ตาม

ปัจจุบันเธอขอปฏิเสธการรักษาด้วยแผนปัจจุบัน เพราะเป็นเซลล์มะเร็งที่ไม่ตอบสนองการรักษาด้วยเคมีบำบัด หันหาวิถีธรรมชาติ และธรรมะบำบัด นอกจากนี้ ยังมีครอบครัวเป็นขุมกำลังใจที่สำคัญ

“หมอก็บอกว่าถ้าอย่างโชคดีที่สุดเคมีบำบัดก็อาจจะตอบสนองกับเซลล์มะเร็งแค่ 40% แต่อีก 60% คือผลเสียจากการที่เคมีบำบัดจะไปทำลายเซลล์ดีของเรา รวมถึงเม็ดเลือดขาวด้วย และการให้คีโมก็จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง จึงตัดสินใจไม่ทำดีกว่า



ครอบครัวขุมกำลังใจชั้นเยี่ยม

ตอนนี้ก็ใช้วิธี ธรรมชาติบำบัด อาหารบำบัด และ ธรรมะบำบัด เพราะเราก็ฟังมาจากกลุ่มที่เขาเป็นมะเร็ง อย่างปั่นน้ำผักดูแลสุขภาพ คนไหนเคยเป็นแล้วหาย เราก็จะมีข้อมูลเยอะมาก อันไหนเราชอบเราก็ทำต่อ อันไหนรู้สึกว่ากินแล้วไม่ค่อยโอเค ก็ไม่ทำต่อ ปรับให้เข้ากับตัวเรา

สำหรับความรู้สึกของคนครอบครัว ถ้าเราเศร้าพวกเขาก็เศร้าไปด้วย ถ้าเราเข้มแข็งเขาก็จะรู้สึกเข้มแข็งตามไปด้วย”

จริงๆแล้วไม่ได้เก่งเรื่องการนั่งสมาธิ แต่มีแฟนช่วยบอก ช่วยบอกช่วยสอน และคุณแม่ของแฟนก็ปฏิบัติธรรมเยอะ



ช่วงอาการแย่ๆ ก็ทำสมาธิบ่อย ไม่ได้นั่งหรอก นอนสมาธิ ทำเรื่อยๆ ไม่ได้กำหนดเลย เพราะต้องอยู่บนเตียงห้อง ไอ.ซี.ยู พอนึกขึ้นได้ก็ทำสมาธิ ซึ่งก็ทำให้อาการดีขึ้น และก็มีกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนทุกคน

อย่างช่วงที่โคม่า หมอบอกไม่รอดแล้ว อีกวันก็ดีขึ้น เราก็งงมากเหมือนกัน

เซลล์มะเร็งสายพันธุ์นี้ยังไม่มีชื่อเรียก ไม่สามารถตรวจได้จากผลเลือด ว่ามีค่าสูง หรือต่ำ ต้องตรวจด้วยเครื่อง MRI หรือสแกน อย่างเดียว

ซึ่งตอนนี้เราก็ไม่ได้อยากรู้แล้วว่า มะเร็งของเราจะเป็นยังไงบ้าง รักษาไปตามอาการ คิดว่า ถ้าอาการยังดีอยู่แบบนี้ก็ไม่ต้องตรวจหาอะไรดีกว่า ไม่อยากรู้อะไรแล้ว เอาไว้เจ็บปวดอะไรขึ้นมาก่อนค่อยไปรักษาตามอาการเอา



คือก่อนหน้านี้ที่สแกนไป หมอก็บอกว่ามีจุดอะไรประมาณนี้ ซึ่งถ้าเราไปตรวจ รู้ว่ามันใหญ่ขึ้นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะแผนปัจจุบันเราก็ไม่ได้รักษาแล้ว อันนี้รักษาตามอาการข้างเคียง

ธรรมะก็ช่วยให้เราจิตใจดีขึ้น ไม่ทำให้คิดมาก สงบ ไม่ทำให้คิดถึงโรคภัยของเรา อย่างระหว่างวันถ้าเรารู้ตัว เราก็หายใจเข้าออก ระลึกรู้ มีสติอยู่เสมอ ตอนกลางคืนก็สวดมนต์ แต่ก็สวดไม่เก่ง มีสวดอะระหัง และบทอิติปิโสฯ ขอขมากรรม และแผ่เมตตา"

ฮึดสู้! ทำขนมขายเลี้ยงชีพ



ในอดีตเคยหมดกำลังใจผ่านช่วงเวลาเจ็บปวดทุกข์ทรมาน”พร้อมตาย” ถึงขนาดสั่งเสียทางบ้าน แต่ปัจจุบันนี้ขอสู้ ไม่รอความช่วยเหลือจากใคร ลุกขึ้นทำมาขนม เบเกอรี่

“เริ่มจากที่ตัวเองไม่ได้มีงานทำ เมื่อก่อนก็มีเป็นนักแสดง ถ่ายโฆษณา ละคร เป็นอาชีพหลัก พอเจ็บป่วยก็ทำงานไม่ได้ พอดีมีน้องสาวเป็นเชฟขนมอยู่ จึงคิดกันว่ามาทำขายกันมั้ย โดยให้น้องทำเป็นหลัก

มีคอนเฟล็ก บราวนี บานอฟฟี่ พายบลูเบอรี่ คุกกี้ เค้กส้ม เค้กมะพร้าว สำหรับคนควบคุมน้ำหนักด้วยเพราะไม่หวานจนเกินไป ตอนนี้ยังไม่มีหน้าร้าน แต่สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ เฟซบุ๊ก Junejung Junny Jubjub และแอปพลิเคชันไลน์ @tonlewbakery”

…แม้ความทุกข์จากโรคจะโหมซัดร่างกายเพียงใด แต่เธอก็สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้เพราะ “ธรรมะ และ กำลังใจ”



ชมวิดีโอคลิปได้ที่ : https://youtu.be/skKEFUMbK6o



สัมภาษณ์: รายการ "พระอาทิตย์ Live"
เรียบเรียง: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: สวิชญา ชมพูพัชร
ขอบคุณภาพ: เฟซบุ๊ก "Junejung Junny Jubjub"
ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/live/detail/9620000076090
เผยแพร่ : 9 ส.ค. 2562 19:58 ,ปรับปรุง : 11 ส.ค. 2562 16:40 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พุทธทาสภิกขุ ยอดนักรบสุญญตา ที่มาของชื่อ ‘พุทธทาส ธรรมทายาทคนแรก’ เมื่อ: สิงหาคม 12, 2019, 06:39:35 AM




พุทธทาสภิกขุ ยอดนักรบสุญญตา ที่มาของชื่อ ‘พุทธทาส ธรรมทายาทคนแรก’
โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อประมาณ 1 ปีเศษ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ เขต 11 จ.นครศรีธรรมราชและได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่ท่านพุทธทาส ณ สวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และได้หนังสือชื่อ “พุทธทาสภิกขุ ยอดนักรบสุญญตา” มา 1 เล่ม และได้อ่านแล้วโดยละเอียดเกิดความปีติมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ควรแก่การเผยแพร่ประเด็น อริยะวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่หลวงปู่ดำริเริ่มสร้างสรรค์จนสำเร็จให้แฟนมติชนและอนุชนรุ่นหลังได้รับทราบ

พุทธศาสนาทั้งหมด มีนิกายต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่า 18 นิกาย แต่มีนิกายใหญ่ๆ อยู่เพียงสองนิกายคือ พุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท (หินยาน) และพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน

นิกายเถรวาทและนิกายมหายานแบ่งออกเป็น สยามวงศ์ รามัญวงศ์ มรัมมะระ หรืออมรปุรวงศ์ (ในลังกา) นิกายทวาร นิกาย สุธัมมา นิกายเวคิน (ในพม่า) มี คามวาสี อรัญวาสี หรือ มหานิกายกับ ธรรมยุติกนิกาย

สำหรับมหายานนั้น ยังมีแตกแยกสาขาเป็นนิกายย่อยๆ อีกเป็นอันมาก แม้กระนั้น พระพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองมาได้ ก็ด้วยการศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย การประพฤติ การปฏิบัติ และรู้แจ้งเห็นจริงในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ แม้ว่าพุทธศาสนาจะแตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ อย่างไรนั่นเป็นเพียงความแตกต่างในเรื่องความประพฤติและความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการที่จะให้เข้าถึงพุทธภาวะ หรือวิมุติความหลุดพ้นเท่านั้น


@@@@@@

พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ามีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ ความหลุดพ้น ความสุขสงบสันตินิรันดร์มีปฏิปทาเพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่นเป็นที่ตั้ง พุทธะที่แท้จริงจึงไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน ไม่มีธรรมยุติกนิกาย หรือไม่มีมหานิกาย มีเพียงพุทธหนึ่งเดียว

ในทางพุทธศาสนาทุกๆ นิกาย แบ่งกิจการของพุทธบริษัทได้ 3 ขั้น คือ
     1. การเรียนรู้ เรียกว่า“ปริยัติธรรม”
     2. การทำจริงๆ ตามที่เรียนรู้มาแล้วนั้น เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม”
     3. การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริงนั้น เรียกว่า “ปฏิเวธธรรม”

ทั้งสามประการนี้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในบรรดาพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายอรัญวาสียุคนี้ ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือพระธรรมโกศาจารย์แห่งสวนโมกขพลาราม ได้รับการยกย่องอย่างสูงว่า ท่านเป็นพุทธสาวกที่มีความรู้ความสามารถในด้านปริยัติ เป็นพหูสูตในทางพุทธศาสนา แตกฉานในพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า

@@@@@@

ท่านเป็นปราชญ์ทางธรรมซึ่งศึกษาค้นคว้าหลักธรรมทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมนั้นและท่านได้นำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ คือ การทำจริงๆ ตามที่เรียนรู้มาแล้วนั้น จนกระทั่งบรรลุผลแห่งโพธิจิต ท่านสามารถเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริงที่เรียกปฏิเวธ ครบถ้วนตามกิจแห่งพระพุทธศาสนาทั้งสามประการ วิญญาณโพธิสัตว์ของท่านเปี่ยมล้นด้วยอุดมคติอันสูงสุดแห่งโพธิจิต มีเมตตากรุณา นำเอาหลักธรรมสั่งสอนสัตว์ให้ได้รับความสุข มีความกรุณาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของสรรพสัตว์ มีมุทิตาอนุโมทนาและยินดีเมื่อสัตว์พ้นทุกข์ และได้รับความสุข มีอุเบกขา คือ ไม่ยึดถือในความดีที่ท่านได้บำเพ็ญ และไม่หวังในการตอบแทนจากผลแห่งความดีนั้น

ในช่วงระยะเวลายาวนานหลายสิบปีที่ผ่านมา ธรรมทานอันเกิดจากปัญญาอันสะอาด สว่าง สงบ ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ญาณบารมี อิสระดุจเมฆในอากาศอย่างผู้บรรลุธรรม “สุญญาตา” (จิตว่าง) แสงสว่างแห่งธรรมทานของท่านสามรถส่งผลได้เกิดบารมีปณิธานขึ้นในพุทธจักร เกิดแรงดลใจให้พุทธบริษัทเกิดปัญญาในตนเอง มีปฏิปทาแรงกล้าต่อการยินดีในความเป็นผู้ปราศจากทุกข์ หมุนชีวิตของตนเข้าสู่เส้นทางธรรม นับเนื่องไม่ขาดสาย

ท่านพุทธทาสภิกขุมีญาณทัสนะที่ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เข้าถึงสุญญตาธรรม นำบุคคลจำนวนมากเข้าสู่ร่องรอยของพระอรหันต์ สามารถทำให้บุคคลผู้บำเพ็ญเพียรละวางสละความยึดมั่นถือมั่นและละอัสมิมานะ ท่านกลายเป็นผู้อยู่เหนือโลก ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำให้เกิด “บุคคลสุญญตา” ขึ้นมาท้าทายสังคมมนุษย์ เพื่อให้โลกแลเห็นความสุขของอริยวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์

นามของพุทธทาสภิกขุปรากฏขึ้นในพุทธจักร เมื่อปี พ.ศ.2475 อันเป็นปีที่ท่านยิงธนูแห่งดวงจิตจากเมืองไปสู่ป่า วัดร้างที่สวนโมกข์ ตำบลพุมเรียง ท่านเป็นผู้ที่ซึมซาบรสพระธรรมในพุทธศาสนาตั้งแต่วัยเยาว์ เนื่องจากบิดามารดาเป็นผู้ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างมั่นคง

@@@@@@

ท่านพุทธทาสภิกขุได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ.2469 หลังจากนั้น ท่านก็ได้มีโอกาสเดินทางเข้าศึกษาด้านปริยัติธรรมที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ ท่านศึกษาจนจบเปรียญ 3 (สอบเปรียญ 4 ยังไม่ได้) จึงตริตรึกนึกคิดหมุนชีวิตตามรอยพระอรหันต์ เดินทางกลับบ้านเกิดที่พุมเรียง เพื่อใช้ชีวิตปฏิบัติธรรมตามหลักธุดงควัตรของพระพุทธเจ้า

ท่านพุทธทาสได้เลือกสถานที่สัปปายะ ของโบสถ์ร้างในป่าพุมเรียงริมหนองน้ำตระพังจิก ขังชีวิตตนเองอยู่ในป่าแห่งนั้นยาวนานหลายปี โดยปฏิบัติตนถือสันโดษ ตัดขาดจากโลกภายนอกตามพระบาลีมหาสิตปฏิฐานสูตรที่ว่า

    “ภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลายเพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมอันสัตว์พึงรู้ เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งฯ”

    “ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ทั้งหลาย นั่นเรือนว่างทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส อย่าได้ประมาท พวกเธอทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ต้องร้อนใจภายหลังเลย”

พุทธวจนะอันล้ำลึกนี้เปรียบเสมือนเสียงทิพย์แห่งโสต ซึ่งวิ่งวนอยู่ในจิตใจของท่านมหาเงื่อม อินทปัญโญ ซึ่งเป็นชื่อเดิมและฉายาทางพุทธศาสนาของท่าน เมื่อท่านได้ตระหนักในสัจธรรมดังกล่าวนั้นแล้วท่านจึงตั้งปณิธานตามพุทธประสงค์ในครั้งนั้นว่า ข้าพเจ้ามอบร่างกายและชีวิตถวายแก่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุด้วยว่ามานี้ข้าพเจ้าจึงมีชื่อว่า “พุทธทาส”

@@@@@@

ชื่อของท่านพุทธทาส เป็นนามธรรมที่ท่านสมมุติขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการรับใช้พระพุทธเจ้าเมื่อวันที่12 พฤษภาคม พ.ศ.2475 และท่านก็ได้อุทิศชีวิตจิตใจให้กับการปฏิบัติธรรมตามหลักอานาปานสติในพระพุทธศาสนา ศึกษาค้นคว้าหาแก่นพุทธธรรมคำสั่งสอนที่แท้จริงของพระบรมศาสดา ผลจากการปฏิบัติธรรมของท่าน ทำให้ท่านพุทธทาสมีดวงตาสว่างเห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวง ท่านได้ใช้ญาณอันหยั่งรู้แทงทะลุพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ประดุจดังได้สดับจากพระโอษฐ์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเนื้อตัวของท่านเอง

เมื่อท่านพุทธทาสภิกขุได้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญาอันสว่าง สงบเย็นแก่ตนแล้ว วิญญาณแห่งโพธิสัตว์ของท่านหวนระลึกนึกถึงความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ในโลก ท่านจึงน้อมนำเอาพระธรรมนั้นไปแจกจ่ายเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์ ประกาศพุทธธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแก่พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าโดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือเชื่อชาติ

ท่านพุทธทาสภิกขุสร้างสวนโมกขพลารามขึ้นที่ป่าวัดร้างตำบลพุมเรียงเป็นแห่งแรก เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ เพื่อรื้อฟื้นการส่งเสริมปฏิบัติธรรมซึ่งย่อหย่อนลงในยุคนั้น ท่านพุทธทาสภิกขุสร้างสวนโมกขพลารามเป็นอุทยานแห่งการหลุดพ้น เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อกวาดล้างสนิมหรือเสี้ยนหนามเป็นสำนักเผยแผ่ธรรมขั้นสูงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนดังสวนป่าหรืออารามดั้งเดิมในครั้งพุทธกาล

ในช่วง 10 ปีแรกของสวนโมกขพลาราม กิจกรรมธรรมทานจากคำสอนของท่าน กลายเป็นเสียงปลุกให้พุทธจักรตื่นขึ้นมาสนใจธรรมะอันเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง มีผู้ที่สนใจในแนวทางการปฏิบัติธรรมของสวนโมกข์เพิ่มขึ้นอย่างมากมายและจริงจัง


@@@@@@

เมื่อท่านพุทธทาสภิกขุทำหน้าที่ประกาศพุทธธรรมอยู่อย่างเข้มแข็งนั้น ท่านต้องทำงานอย่าโดดเดี่ยวแม้จะมีพระภิกษุสงฆ์ที่เข้าไปปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ หรือเป็นศิษย์รุ่นใหม่ของท่านเกิดขึ้น แต่จะหาสานุศิษย์ที่มีความสามารถสูงส่งในการเผยแผ่พุทธศาสนายังไม่ได้ หนังสือพิมพ์ “พุทธสาสนา” เป็นหนังสือพุทธศาสนาเล่มแรกของสยามประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวความคิดของพุทธทาสภิกขุ โดยมีนายธรรมทาส พานิช แห่งคณะธรรมทาน เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา ท่านพุทธทาสภิกขุใช้หนังสือพิมพ์ดังกล่าวนี้เองเป็นสื่อกลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและคำสอนของท่าน

ในระหว่างนั้น มีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งนาม ปัญญานันทภิกขุ เกิดขึ้นเป็นพระนักเทศน์ชื่อดังเคยเดินทางเท้าเปล่าจากเมืองไทยไปพม่ากับพระภิกษุชาวอิตาเลียนชื่อ พระโลกนาถ ท่านปัญญานันทภิกขุได้ชื่อว่าเป็นนักเทศน์เทียนดับ คือ สามารถแสดงธรรมได้จบขณะที่เทียนไขซึ่งจุดไว้หนึ่งเล่มดับพอดี ครั้งท่านปัญญานันทภิกขุแตกทัพกับพระโลกนาถมาอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้น

วันหนึ่งท่านก็ได้หยิบหนังสือพิมพ์พุทธศาสนารายตรีมาสขึ้นมา ตอนนั้นท่านบวชอยู่ในพรรษาที่ 2 แล้ว ท่านปัญญานันทภิกขุอ่านข้อเขียนของท่านพุทธทาสภิกขุในหนังสือนั้น พบข้อความที่ปลุกใจ เร้าอารมณ์ ให้เกิดความรู้สึกนึกคิดในด้านเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนา แรงดลใจเสียงปลุกดังกล่าวนั้น ทำให้ท่านปัญญานันทะ อดรนทนอยู่ไม่ได้ท่านจึกเดินทางเข้าสู่สวนโมกข์ที่พุมเรียง ขออยู่ปฏิบัติธรรม และศึกษาแนวทางการประกาศพุทธธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ ในปี พ.ศ.2476

@@@@@@

การเข้าไปอยู่ในสวนโมกขพลารามของท่านปัญญานันทภิกขุในขณะนั้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่าเข้าไปอยู่ในฐานศิษย์ผู้หนึ่ง เพราะท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุอยู่ในฐานะผู้อาวุโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่ท่านพุทธทาสภิกขุก็เรียกท่านปัญญานันทภิกขุว่า น้องท่าน ถือเป็นสหายธรรมผู้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนา

ท่านปัญญานันทะได้อยู่กับพุทธทาสภิกขุระยะหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าท่านปัญญานันทะยังขาดพื้นฐานด้านปริยัติ ท่านพุทธทาสจึงแนะนำให้เดินทางไปศึกษาบาลีต่อที่วัดสามพระยากรุงเทพฯ หลังจากนั้นท่านปัญญานันทภิกขุก็ได้ไปอยู่ปีนัง จนกระทั่งท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุขอร้องให้ท่านปัญญานันทะกลับประเทศไทย เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สวนพุทธธรรม เชียงใหม่ประสบความสำเร็จเรื่อยมา

ท่านปัญญานั้นทะนั้นเป็นสหายธรรม เป็นผู้มีชีวิตเพื่อสืบทอดการประกาศพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าตามแนวของท่านพุทธทาสดุจเงาตามตัว หากจะเปรียบเทียบอุปมาการศึกสงครามแล้วท่านพุทธทาสภิกขุนั้นเป็นเสนาธิการใหญ่ผู้คิดค้นวางแผนยุทธศาสตร์ ส่วนท่านปัญญานันทะนั้นเป็นผู้นำตำราพิชัยสงครามไปพลิกแพลงในเพลงรบได้ครบกระบวนยุทธ์ และประสบชัยชนะทั่วพุทธจักร

ท้ายสุดนี้จากท่านพุทธทาสภิกขุยอดนักรบสุญญตา แห่งสวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ได้พัฒนาพุทธวิทยาศาสตร์ โดยการเจริญตามรอยพระอรหันต์ จากปี 2575 เป็นต้นมา ได้เกิดท่านปัญญานันทภิกขุจึงเป็นธรรมทายาทคนแรกของท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นพระธรรมทูตรูปแรกที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในประเทศไทยและต่างประเทศอีกด้วยครับ



ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/article/news_1618925
วันที่ 11 สิงหาคม 2562 - 13:00 น.
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิธีตอบแทนพ่อแม่ ระดับสูง…หนทางสู่การเป็น “ที่สุด” แห่งความกตัญญู เมื่อ: สิงหาคม 12, 2019, 06:11:43 AM



วิธีตอบแทนพ่อแม่ ระดับสูง…หนทางสู่การเป็น “ที่สุด” แห่งความกตัญญู

ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า วิธีตอบแทนพ่อแม่ นั้น เราทำได้สองระดับด้วยกัน

ระดับพื้นฐาน คือ การทำหน้าที่ของลูกต่อบุพการีให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวนี้ลูกคนไหนทำได้ ก็นับว่าเป็นลูกที่ประสบความสำเร็จในฐานะลูกชั้นยอดแล้ว  แต่ว่ายังคงเป็นความสำเร็จแบบโลกีย์ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ หน้าที่ดังกล่าวนี้ประกอบด้วย

    1. ท่านเลี้ยงมาแล้วต้องเลี้ยงท่านตอบ
    2. ช่วยทำการงานของท่าน
    3. ดำรงวงศ์สกุล
    4. ประพฤติตนให้สมควรรับมรดก
    5. ท่านล่วงไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

ระดับสูง คือ การนำพ่อแม่ให้เดินเข้าสู่เส้นทางสีขาวของสัจธรรม อันได้แก่การชักนำพ่อแม่ที่

    1. ไม่มีศรัทธา ให้เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา
    2. ไม่มีศีล ให้มีศีล
    3. ไม่มีความเป็นคนใจบุญ ให้เป็นคนใจบุญสุนทาน
    4. ไม่มีปัญญา ให้มีปัญญา
    5. ไม่มีโอกาสได้พบแสงสว่างแห่งธรรม ให้ได้ชิมลิ้มรสธรรม


@@@@@@

พระพุทธองค์เคยตรัสว่า ลูกที่มีความกตัญญู อยากจะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ให้ถึงที่สุด ต่อให้นำพ่อและแม่มาประดิษฐานอยู่บนบ่าซ้ายและบ่าขวา ปรนนิบัติท่านทั้งสองอยู่บนบ่าของตนให้มีความสุขเต็มเปี่ยมด้วยมนุษยสมบัติ เช่น กิน กาม เกียรติ กระทั่งยอมให้ท่านอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่าของตน จนวันหนึ่งท่านทั้งสองนั้นล่วงไปตามอายุสังขารอย่างสงบ แต่การปรนนิบัติมารดาบิดาถึงเพียงนั้น ก็นับว่าเป็นการแสดงความกตัญญูอย่างโลก ๆ อย่างธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง

ส่วนลูกคนใดก็ตาม นอกจากปรนนิบัติมารดาบิดาอย่างที่กล่าวมาข้างต้นตามปกติแล้ว ยังบำเพ็ญตนเป็นมรรคนายก  นำพ่อแม่ดำเนินเข้าสู่เส้นทางธรรม ด้วยการนำท่านให้สมาทานประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา หรือทาน ศีล ภาวนา จนพ่อแม่มีศรัทธา มีศีล มีจิตปราศจากความตระหนี่ และมีปัญญารู้ทั่วถึงธรรม ลูกคนไหนทำได้อย่างนี้ นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญู การกตัญญูต่อพ่อแม่ขั้นสูง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การชักชวนพ่อแม่ที่ไม่มีธรรมะ ให้มีธรรมะนั่นเอง


Image by Lê Văn Thông from Pixabay

ในครั้งพุทธกาลมีพระสาวกรูปหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่ามีความกตัญญูเป็นยอด ท่านคือ พระสารีบุตร พระสารีบุตรนั้น ท่านเป็นพระอรหันต์ อัครสาวก สอนคนให้บรรลุธรรมมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ยังมีคนคนหนึ่งที่ท่านยังไม่ได้สอนและหากท่านยังไม่ได้สอนคนคนนี้ ท่านก็ยังนิพพานไม่ได้ คนที่ว่านี้ก็คือ โยมมารดาของท่านนั่นเอง

วันหนึ่งก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านได้กราบทูลลาพระพุทธองค์เพื่อกลับบ้านเกิด เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว ท่านจึงออกเดินทางทั้ง ๆ ที่ร่างกายระงมด้วยพิษไข้ แต่ถึงกระนั้น ท่านก็บุกบั่นเดินทางไปจนพบหน้าโยมมารดา คืนนั้น ท่านแสดงธรรมโปรดโยมมารดาจนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล เมื่อท่านชำระหนี้ศักดิ์สิทธิ์นี้เสร็จสิ้นแล้วเช้าตรู่วันนั้นท่านก็นิพพานอย่างสงบ


@@@@@@

ตัวอย่างชีวิตของพระสารีบุตรเตือนให้เราตระหนักรู้ว่า
“ถึงจะทำดีกับคนทั้งโลกมาแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำดีกับมารดาบิดาของตน ความดีที่ทำมาก็ยังนับว่าเป็นความดีอย่างธรรมดาสามัญเท่านั้นเอง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลูกสามารถประดิษฐานมารดาบิดาบังเกิดเกล้าของตนไว้ในดินแดนแห่งธรรม เมื่อนั้นแหละจึงจะนับว่าลูกได้ทำความดีที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง”

ขอเป็นกำลังใจให้คุณพยายามทำความดีตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ให้ประเสริฐเลิศล้ำยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งนี้เพราะ “การประสบความสำเร็จในฐานะลูกกตัญญูนั้น เป็นการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นรัฐบุรุษของโลกอย่างไม่มีทางเทียบกันได้เลย”


 
ส่วนหนึ่งของบทความที่สุดแห่งความกตัญญู นิตยสาร Secret คอลัมน์ Answer Keys โดย ท่านว.วชิรเมธี
Image by coombesy from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/14696.html
By Minou 10 August 2019
20  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ‘ภิกษุณีรูปแรก’ ในพระพุทธศาสนา เมื่อ: สิงหาคม 11, 2019, 06:37:27 AM

 :25: :25: :25:

สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (17) : ภิกษุณีรูปแรก

ในช่วงต้นๆ ไม่มีภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นหลังจากพระนางมหาปชาบดีโคตมีบวช เพราะฉะนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีจึงเป็นภิกษุณีสงฆ์รูปแรก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนิวัติกรุงกบิลพัสดุ์ (ครั้งที่เท่าไร ลืมตรวจสอบ) รู้แต่ว่าเจ้าชายในศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ อาทิ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายมหานาม และเจ้าชายเทวทัต ได้ออกบวชเป็นสาวกพระพุทธองค์แล้วช่วงนั้นมีวัดพระเชตวันในเมืองสาวัตถีแล้ว

พระนางมหาปชาบดีโคตมี อยากบวชเหมือนเจ้าชายทั้งหลายบ้าง แต่ถูกพระองค์ปฏิเสธ เมื่อพระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์เสด็จกลับจากนครกบิลพัสดุ์ ไปประทับอยู่ที่ป่ามหาวัน นอกเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี พระนางมหาปชาบดีโคตมี พร้อมเหล่าสากิยานีจำนวนมากปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ พากันเดินเท้าเปล่า มุ่งหน้าไปยังป่ามหาวันเพื่อทูลขออุปสมบท


@@@@@@

พระนางแจ้งความประสงค์ให้พระอานนท์ทราบ พระอานนท์นำความกราบทูลพระองค์ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธว่า อย่าเลยอานนท์ การบวชสตรี อย่าเป็นที่ชอบใจของเธอเลย

ในที่สุดพระอานนท์กราบทูลถามว่า บุรุษกับสตรีมีความสามารถไม่ทัดเทียมกันใช่หรือไม่ สตรีไม่สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงเฉกเช่นบุรุษใช่หรือไม่

พระพุทธองค์ตรัสว่า ในเรื่องนี้ ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด สตรีก็มีศักยภาพที่จะบรรลุที่สิ้นสุดทุกข์เช่นเดียวกับบุรุษ

พระอานนท์กราบทูลถามว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะเหตุใดพระพุทธองค์จึงไม่ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีบวช สตรีก็มีความสามารถที่จะบรรลุธรรมขั้นสูงได้

@@@@@@

พระพุทธองค์จึงทรงยินยอมตามที่พระอานนท์กราบทูลขอ แต่ก็ทรงวางกฎเหล็กอันเรียกว่า “ครุธรรม 8 ประการ” ไว้ว่า ถ้าปชาบดีโคตมีสามารถปฏิบัติครุธรรม 8 ประการนี้ได้ พระองค์ก็ทรงยินดีประทานอุปสมบทให้

เมื่อพระอานนท์นำความแจ้งพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระนางก็ยินดีปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ครุธรรม 8 ประการนั้นคือ

1. ภิกษุณีแม้จะมีพรรษา 100 ก็ต้องกราบไหว้ภิกษุแม้บวชในวันนั้น
2. ภิกษุณีจะอยู่ในวัดที่ไม่มีภิกษุไม่ได้
3. ภิกษุณีจงถามวันอุโบสถและฟังโอวาทจากภิกษุ
4. ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย
5. ภิกษุณีที่ต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่าย (คือลงโทษกักบริเวณตัวเอง ตามกรรมวิธีของสงฆ์)
6. ภิกษุณีจะต้องได้รับอุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย
7. ภิกษุณีไม่พึงด่าไม่พึงบริภาษภิกษุไม่ว่ากรณีใดๆ
8. ภิกษุณีไม่พึงตักเตือนภิกษุ แต่ภิกษุตักเตือนภิกษุณีได้


ขอบคุณภาพจาก Page วัดท่าไม้ จังหวัดสมุทรสาคร

ฟังดูแล้วเป็นกฎเหล็กจริงๆ ที่เป็นเช่นนี้ คงเพราะพระพุทธองค์ไม่มีพระประสงค์จะให้สตรีบวช ทรงคำนึงถึงความปลอดภัยของสตรี ความซับซ้อนเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของสตรี ที่สำคัญที่สุดทรงเกรงว่า ถ้าอยู่ใกล้ชิดกันมาก จะมีปัญหาในหมู่ภิกษุและภิกษุณี เพราะ “พรหมจรรย์” จะต้องเว้นขาดจากความเกี่ยวข้องทางกามารมณ์

พระภิกษุและภิกษุณีที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอ ก็อาจเผลอไผลละเมิดสิกขาบทได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า สำหรับบุรุษ สตรีเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ และสำหรับสตรี บุรุษก็เป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน

เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมียืนยันจะบวชให้ได้ และยินดีปฏิบัติตามกฎเหล็กทั้ง 8 ประการอย่างเคร่งครัด พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้พระนางบวช การบวชของพระนางสำเร็จได้ด้วยการยอมรับครุธรรม 8 ประการ

พูดง่ายๆ ทันทีที่พระนางรับปากปฏิบัติครุธรรมอย่างเคร่งครัดก็เป็นภิกษุแล้ว การบวชของพระนางเรียกว่าบวชด้วยการรับครุธรรม (ครุธัมมปฏิคคหณอุปสัมปทา)

@@@@@@

เมื่อพระนางได้บวชแล้ว พระนางกราบทูลถามว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรกับสตรีที่ตามพระนางมา พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ให้ภิกษุสงฆ์จัดการบวชให้เสีย การบวชสตรีบริวารของพระนางมหาปชาบดีโคตมี จึงกระทำขึ้นโดยภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว (เพราะตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณีสงฆ์)

มีเรื่องเล่าต่อมา เมื่อสตรีเหล่านี้ได้รับการบวชจากภิกษุสงฆ์ตามพุทธบัญชาแล้ว พวกเธอจึงสำคัญว่าพวกตนเป็นภิกษุณีแท้ แต่พระนางมหาปชาบดีโคตมีมิใช่ภิกษุณีเพราะมิได้ผ่านการอุปสมบทเหมือนพวกตน ความทราบถึงพระองค์ พระพุทธองค์ตรัสว่า ก็การรับครุธรรม 8 ประการนั้นแหละเป็นการอุปสมบทของมหาปชาบดีโคตมี

หลังอุปสมบทแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีรับเอากรรมฐานจากพระพุทธองค์ไปปฏิบัติ ไม่นานก็บรรลุพระอรหัต พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงเคารพในพระพุทธองค์มาก ถึงกับกล่าวว่า รูปกายของพระพุทธองค์ นางเป็นผู้เลี้ยงให้เจริญเติบโต นับเป็น “มารดา” ของพระพุทธองค์ทางร่างกาย แต่ธรรมกายของพระนาง พระพุทธองค์ทรงเลี้ยงให้เจริญ


@@@@@@

พูดภาษาสามัญก็ว่า ในทางโลก พระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็น “แม่” ของพระพุทธเจ้า แต่ในทางธรรม พระพุทธองค์เป็น “พ่อ” ของพระนาง เท่านั้น เท่านั้นจริงๆ ไม่ใช่ “ธรรมกาย ธรรมเกิน” ดังที่บางพวกบางเหล่าพยายามจะลากความไปเพื่อสนองตัณหาของพวกตน

พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้รับยกย่องใน “เอตทัคคะ” (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทาง “รัตตัญญู” แปลกันว่า “ผู้รู้ราตรีนาน” คงมิได้หมายความว่า ผู้แก่เฒ่าเพราะอยู่นานดอกนะครับ ความหมายที่แท้จริงน่าจะหมายถึง “ผู้มีประสบการณ์มาก”มากกว่า



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2 - 8 สิงหาคม 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_218163
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สองบุญ...แห่งแก่งกระจาน เมื่อ: สิงหาคม 11, 2019, 06:24:02 AM



สองบุญ...แห่งแก่งกระจาน

เส้นทางสายหัวหิน-ป่าละอู ช่วงตั้งแต่ลงเขาตายาย ที่มีศาลบนเนินสูงสุด  ผ่านหน่วยพิทักษ์ฯ เขาหุบเต่า ไปจนถึงบ้านห้วยสัตว์ใหญ่  เป็นช่วงที่สองฝั่งทางเป็นพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เชื่อมต่อกัน  ไม่มีชุมชนมาขวางกั้น  และเป็นที่รู้กันของคนเดินทางว่า  พื้นที่ช่วงนี้คือ พื้นที่ที่เราอาจจะเจอเจ้าถิ่น ที่คนเดินทางมักจะเจอออกมาเดินอวดโฉมเดินเล่นริมถนนในพื้นที่ดังกล่าวอยู่บ่อยๆ



บุญช่วย-บุญมี ช้างหนุ่มแห่งป่าแก่งกระจาน

บุญช่วยและบุญมี เป็นช้างวัยรุ่นอายุไล่ๆกันราว 30  ปี  ที่มักจะเดินหากินตามถนนในช่วงเวลาตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนถึงกลางคืน  สำหรับคนที่อยู่ใน ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อาจจะเป็นความเคยชินที่พบเจอช้างทั้งสองตัว  เปรียบเหมือนสมาชิกในชุมชน  แต่สำหรับคนต่างถิ่นที่มาจากที่อื่นโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยวน้ำตกป่าละอู หรือน้ำตกแพรกตะคร้อ(ซึ่งเข้าทางด้านนี้ก็ได้) การพบเจอช้างป่าบนถนนจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นต้นเป็นอย่างยิ่ง



บุญช่วยและบุญมี  จะมีพฤติกรรมคล้ายๆ กันคือ  ในช่วงกลางวันก็จะอยู่ในป่าหาโอกาสเจอตัวยาก แต่พอตกเย็น ก็มักจะออกมาหากินกันริมถนน เหมือนย้ายที่กินมื้อเย็น แล้วพฤติกรรมการกินเขามักจะเริ่มจากตั้งแต่ลงเขาตายาย แล้วกินไล่มาเรื่อยๆ จนใกล้หน่วยฯเขาหุบเต่า แล้วมักจะแวะมาดื่มน้ำในแทงค์เหล็กๆของหน่วยฯเขาหุบเต่า  แล้วก็จะป้วนเปี้ยนแถวๆหน่วย บางทีถ้าได้กลิ่นอาหาร กล้วย ขนุน ที่เจ้าหน้าที่ซื้อมา สองบุญก็อาจถือวิสาสะ เอางวงวักล้วงโดยไม่สนใจว่าฝาบ้านหรือหนังคาจะพังแต่อย่างได สิ่งที่เจ้าของบ้านมาเห็น และทำได้ ก็คือการบ่นว่า ”..อีกแล้วนะบุญช่วย-บุญมี”


บางครั้ง ตลาดนัดบ้านหัวสัตว์ใหญ่ ก็จะมีลูกค้ารายใหญ่ คือบุญช่วย-บุญมีและผองเพื่อน เดินเฉียดกรายไปใกล้ตลาดนัด ทำราวกับว่าจะมาจ่ายกับข้าว แต่เพียงเดินเฉียดใกล้ ก็เลยเอาแตกตื่น เดือดร้อนเจ้าหน้าที่ต้องมาไล่ให้ไปทางอื่น

ชาวตำบลห้วยสัตว์ใหญ่มีอาชีพทำไร่ ในช่วงผลผลิตออก ก็มักขนพืชไร่ ออกไปขายเอง บางครั้งขายไม่หมด หรือไม่ได้ราคา ก็มักจะคิดถึงช้าง เอากลับมาแล้วทิ้งไว้ข้างทางให้ช้างมากิน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ดึงดูดให้ช้างมักออกมาหากินริมถนน   หรือบางคนมีการบนบานไว้ก็มาแก้บน เคยมีคนขนมะละกอ กล้วย อ้อย  มาทิ้งไว้ข้างทางในตอนกลางคืน เพราะพฤติกรรมการแก้บนมาแล้ว แต่ช่างที่ป่าละอูยังไม่ค่อยมีพฤติกรรมตั้งด่านลอย  ฉกฉวยพืชผลทางการเกษตร จากรถพ่อค้าแม่ค้า   ไม่เหมือนทางด้านอ่างฤาไนยที่มีพฤติกรรมนี้บ่อยๆ เพราะแบบนี้ คนบ้านสัตว์ใหญ่จึงเห็นว่า ช้าง คือสมาชิกในชุมชนของเขา



แต่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คงปล่อยให้ช้างเดินบนถนนอย่างอิสระไม่ได้ เพราะป่าช่วงนี้แม้จะเป็นพื้นที่ของอุทยานฯ แต่ด้านในมีชุมชนขนาดใหญ่ รวมทั้งมีการสัญจรตลอดเวลา คนที่คุ้นชินก็อาจจะปฏิบัติตัวถูก แต่สำหรับคนที่มาจากที่อื่นอาจจะมีการทำตัวที่ไม่ถูกต้องและอาจจะเป็นอันตรายทั้งคนและช้างได้  อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จึงมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังช้างป่า โดยทำงานกันตลอด 24 ชม. ร่วมกับทหารที่ยู่ในพื้นที่ คอยรับแจ้งเหตุว่ามีช้างออกมาบนถนน  และเป็นความคุ้นชินกันที่ทั้งบุญช่วยและบุญมี  และเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน ที่จะต้องใช้รถยนต์ตรวจการณ์คันเก่า และเจ้าหน้าที่เสียงเข้มๆ ตะโกนไล่ให้สองบุญเข้าป่า  สองบุญถึงจะฟัง  หากขืนเปลี่ยนรถหรือเปลี่ยนเจ้าหน้าที่คนใหม่ สองบุญก็จะดื้อดึงไม่ยอมเข้าป่าซะงั้น


แม้ช้างบุญมี บุญช่วยจะเป็นช้างคู่หู ที่หากินด้วยกัน แต่บางวันก็ทะเลาะกันบ้าง แล้วที่ไหนจะมาเปิดโล่งเท่าบนถนน การชนกันจึงเกิดขึ้นบนถนนเส้นเดิม ก่อนจะเลิกลากันไป แล้ววันหลังก็มาเดินหากินด้วยกันอีก เหมือนเด็กๆ ชกต่อยกัน

แม้ช้างสองบุญ จะไม่เคยทำร้ายใคร แต่จ้าหน้าที่อุทยานฯก็ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอันตรายกับคนที่สัญจรไปมาได้ อีกทั้งในบางครั้ง ก็มีช้างอื่นออกมานอกจากบุญช่วยบุญมีอีกด้วย

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานฝากบอกผู้ที่สัญจรใช้ถนนเส้นนี้ว่า อย่าเอาผาหารช้างมาทิ้งไว้ข้างทางเพราะจะเป็นการดึงดูดช้างให้ออกมาบนถนน ซึ่งจะเป็นอันตรายทั้งช้างและคน ที่มีข่าวว่ามีรถยนต์ชนช้างจนรถยนต์เสียหายและช้างก็บาดเจ็บ  หนทางแก้ไขคือการไปสร้างแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ไว้ในป่าลึกๆ เพื่อไม่ให้ช้างออกมาริมถนน



นักท่องเที่ยวที่อยากเห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการไล่ช้างสองบุญ สามารถมาติดตามจ้าหน้าที่ไปดูได้ ในตอนเย็นๆของทุกวันที่หน่วยฯเขาหุบเต่า จะให้บรรยากาศที่มากกว่าการดูช้างป่า เหมือนที่อื่นๆ

ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับช้างในที่ใดๆ ทั้งบุญช่วยและบุญมี ก็ยังคือขวัญใจของชาวห้วยสัตว์ใหญ่ไปอีกนาน

สมาชิกตัวโตแห่งตำบลห้วยสัตว์ใหญ่....


 

เรื่องโดย : คมฉาน ตะวันฉาย , 08 ส.ค. 62 (08:00 น.)
ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1416537/
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เป็นภิกษุณี ทำไม.? เมื่อ: สิงหาคม 11, 2019, 06:16:09 AM


 :25: :25: :25:

เป็นภิกษุณี ทำไม.?

ปีนี้ครบ 18 ปีที่ท่านธัมมนันทาภิกษุณีในสายเถรวาทรูปแรกออกบวช (พ.ศ.2544) โดยเริ่มจากการบรรพชาเป็นสามเณรี และ 2 ปีต่อมา อุปสมบทเป็นภิกษุณี ปีแรกก็หนักหนาสาหัสพอควรกับเสียงที่โจมตีไม่ยอมรับ เห็นต่าง มีการให้ร้ายในรูปแบบต่างๆ ตามที่อกุศลจิตจะพาไป ท่านรอดมาได้ด้วยธรรมะข้อเดียว คือ “ธัมโมหเว รักขติ ธัมมจาริง” ท่านใช้ชีวิตของท่านพิสูจน์ว่า คำสอนของพระพุทธองค์เป็นจริง หากมีความมั่นคงในการรักษาธรรม ธรรมะนั้นเองจะรักษาผู้ปฏิบัติ

อย่างหนึ่งที่ท่านเล่าให้ฟังในสมัยหลังก็คือ การตั้งมั่นอยู่ในกุศลจิต และทำกุศลกรรม จะส่งผลทวีคูณในทางตรงกันข้าม ผู้ที่โจมตีท่านด้วยวิธีการต่างๆ อกุศลมันเกิดในใจเขา อกุศลมีแต่จะทำลาย และทำร้ายตัวเอง เพราะฉะนั้น กรรมที่เกิดจากอกุศลย่อมไม่ตั้งมั่นอยู่ได้นาน ผู้ที่ทำด้วยอกุศลจิตเป็นฐาน ก็ไม่สามารถอยู่ได้นานเช่นกัน

ปีแรก ผู้ที่เห็นด้วย และคิดมานานแล้วว่าอยากจะออกบวช ไม่มีใครออกมาเลย ท่านผู้อ่านเข้าใจคำว่า “วังเวง” ไหมคะ ประมาณนั้น พอเข้าปีที่สองเมื่อท่านธัมมนันทายังอยู่ที่เดิมในฐานของท่าน ฐานที่สำคัญคือฐานทางใจ เริ่มมีผู้คนที่อยากบวชออกมาปฏิบัติตาม คือเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ไม่เห็นมีตำรวจมาจับท่านธัมมนันทาเข้าคุก เส้นทางที่เดินมาคนเดียวก็เริ่มมีผู้โผล่หัวออกมา 1 คน 2 คน 3 คน และทวีคูณ


@@@@@@

มาถึงวันนี้ เกือบสองทศวรรษ มีภิกษุณีกระจายกันในจังหวัดต่างๆ เหนือ ใต้ ออก ตก กว่า 33 จังหวัด ในประเทศไทยที่มี 77 จังหวัด กว่า 270 รูปแล้ว ทื่ทราบจำนวน เพราะภิกษุณีท่านมีการเกาะกลุ่มกันหลวมๆ ผ่านไลน์กลุ่มที่เรียกว่า สื่อกลางภิกษุณีฯ อะไรประมาณนั้น

ปี 2561 มีการสำรวจจำนวนภิกษุณีที่กระจายกันอยู่ในอารามใหญ่น้อยทั่วประเทศ แน่นอนที่สุด ไม่มีการอุปสมบทในประเทศไทยหลังจาก พ.ศ.2557 ที่มหาเถรสมาคมออกมาแตะเบรก ห้ามไม่ให้พระภิกษุในสังกัดมหาเถรสมาคมให้การบวชผู้หญิง แล้วก็ขยายคำสั่งออกไปจากเดิมว่า ห้ามไม่ให้มีการบวชภิกษุณีเถรวาทในประเทศไทย

ต่ออีกนิด ขอร้องไปทางกระทรวงการต่างประเทศด้วยว่า ภิกษุต่างชาติที่จะเข้ามาให้การอุปสมบทในประเทศไทยก็ต้องได้รับการอนุญาตจากมหาเถรสมาคมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย พูดเช่นนี้ เข้าใจกันโดยนัยยะ ว่าไม่อนุญาต

แต่ภิกษุต่างชาติที่ท่านเคารพในพระธรรมวินัยและรู้ว่า การบวชภิกษุณีเป็นพระประสงค์ของพระพุทธเจ้า เพราะท่านทรงคิดมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีผู้หญิงขอบวชด้วยซ้ำ โดยการที่ท่านเห็นโครงสร้างของผู้ที่จะสืบทอดพระศาสนา คือ พุทธบริษัท 4 ท่านยินดีจะเข้ามาให้การบวช แม้จะต้องติดคุกก็ตาม (ข้อมูลจากการพูดคุยโดยตรง พ.ศ.2560 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างการประชุมศากยะธิดา)

@@@@@@

ทีนี้ ที่ว่าไม่มีการบวชในประเทศไทยนั้น ว่าโดยทางการ ในความเป็นจริงก็มีการลักลอบ แอบบวชตามตะเข็บประเทศระหว่างไทยกับเขมร เป็นต้น แต่ก็ไม่เห็นมหาเถรสมาคมจัดการอะไรทั้งที่ขัดต่อคำสั่งของมหาเถรฯ โดยตรง คำสั่งก็เลยดูเหมือนจะถูกเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามไปโดยปริยาย

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ภิกษุณีที่อุปสมบทแบบนี้ ไม่มีภิกษุณีที่จะเป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอน ในพระวินัย ฝ่ายพระภิกษุหลังจากการอุปสมบทแล้ว ต้องถือนิสสัย คืออยู่กับอุปัชฌาย์ หรือผู้ที่อุปัชฌาย์มอบหมายไปอีก 5 ปี บางรูปก็อาจจะต้องอยู่กับอาจารย์ตลอดไป เรียกว่าปล่อยเดี่ยวไม่ได้

ฝ่ายภิกษุณีเมื่ออุปสมบทแล้ว ต้องอยู่กับปวัตตินี คือภิกษุณีที่เป็นอาจารย์อย่างน้อย 2 พรรษา ตามเงื่อนไขในพระวินัย ตรงนี้คือช่วงเวลาการอบรมบ่มเพาะทั้งพระธรรมและพระวินัยให้เป็นภิกษุณีที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะทำงานรับใช้พระศาสนาในการสืบทอดพระศาสนาได้เต็มที่

ภิกษุณีที่แอบอุปสมบทกันเองในประเทศไทย หรือแม้ที่ไปอุปสมบทมาจากศรีลังกา แล้วกลับมาเลยโดยไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่มีการอบรมบ่มเพาะตรงนี้ ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาคุณภาพของภิกษุณีสงฆ์ในระยะยาว



คำถามว่า บวชทำไม.? จึงเป็นคำถามที่ต้องมาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง บวชเพื่อการบรรลุธรรม การบรรลุธรรมเป็นเป้าหมายสูงสุดของเราชาวพุทธ แต่การบรรลุธรรม ไม่ต้องบวชก็ได้ เราไม่ลืมว่า พระพุทธองค์ทรงมอบหมายหน้าที่ไว้ชัดเจน 6 วินัยปิฎก มหาวรรค ขันธกะ 1 เมื่อทรงส่งพระอรหันต์ 60 รูปออกไปประกาศพระศาสนา ว่า จงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

ประโยชน์ตน คือการบรรลุธรรม อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธ ประโยชน์ท่าน คือการสืบพระศาสนา โดยเริ่มจากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นพระสุปฏิปันโน สร้างศรัทธาให้เกิดในหมู่คนที่ยังไม่ศรัทธา สร้างศรัทธาให้มั่นคงในหมู่ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว สองข้อที่ว่ามานี้ ชัดเจนอยู่ในเหตุผล 10 ประการที่พระพุทธองค์ทรงวางเป็นเงื่อนไขในการเริ่มต้นของพระวินัย

การสืบพระศาสนานั้น อาจจะเทศน์ไม่เก่ง แต่เรามีตัวอย่างของพระอิสสชิที่เดินออกบิณฑบาตอย่างสำรวมกาย สำรวมใจ ยังความศรัทธาให้เกิด แม้ในคนที่ยังไม่ได้เป็นชาวพุทธด้วยซ้ำ พระสารีบุตรขณะนั้นกำลังแสวงหาครูบาอาจารย์ เห็นอากัปกิริยาของพระอัสสชิ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เข้าไปหา พระอัสสชิยังไม่ได้เอ่ยวาจาอะไรด้วยซ้ำ ก็สามารถยังความศรัทธาให้เกิดได้

เมื่อเข้าไปขอธรรมะ ท่านก็พูดอย่างถ่อมตัวว่า ท่านเป็นพระบวชใหม่ พระอาจารย์ท่านสอนว่า เหตุเกิดที่ใด ก็ดับที่นั่นแหละ (เป็นที่มาของคาถา เยธัมมาฯ) จริงๆ แล้ว พระอัสสชิตอนนั้นเป็นพระอรหันต์แล้วด้วยซ้ำ แล้วก็พาพระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จนในที่สุดได้ออกบวช ได้บรรลุธรรม และเป็นอัครสาวกที่สำคัญที่เราท่านรู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นเอง

@@@@@

หากภิกษุณีที่ออกบวชเข้าใจชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนที่พึงมีต่อพระศาสนา ก็จะเลือกหนทางเดินได้ดีขึ้น ด้วยความตระหนักถึงภาระหน้าที่เช่นนี้ ท่านธัมมนันทาพร้อมทีมงานของท่านซึ่งเป็นภิกษุณีสงฆ์ และอุบาสิกาที่รู้หน้าที่ของตน จึงจัดหลักสูตรอบรมพระธรรมวินัยก่อนเข้าพรรษา เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ภิกษุณีจากวัตรทรงธรรมกัลยาณีเองและอารามอื่นๆ ที่ยังไม่มีพื้นที่ในการศึกษาอบรมร่วมกัน ให้เกิดความตั้งมั่นร่วมกันในการเตรียมความพร้อมในหน้าที่การรับใช้พระศาสนา

หลักสูตรนี้จัดมาทุกปี ตอนแรกเปิดทั้งพรรษา แต่ภิกษุณีที่มาจากต่างประเทศมีปัญหาเรื่องการขอวีซ่า ก็เลยบีบเข้ามาเป็นเพียง 1 เดือนก่อนพรรษา ตอนนี้มุ่งที่การพัฒนาภิกษุณีสงฆ์ไทย ซึ่งมีความต้องการต่างจากต่างชาติ ก็จัดการอบรมทั้งเนื้อหา และวิธีการได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ ข้อสำคัญ คืออยากเรียนรู้ ที่อยากเรียนรู้ เพราะยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้

ท่านธัมมนันทาเอง ท่านก็ยังเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับชั้นเรียนของภิกษุณี เพราะมีการคิดร่วมกัน เปิดประเด็น มองประเด็น จากมุมใหม่ๆ เสมอ ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ที่หัวข้อว่า เป็นภิกษุณีเพื่อสืบทอดพระศาสนา โดยการปฏิบัติตน และปฏิบัติเพื่อผู้อื่น ผู้อื่นในวงแคบหมายถึงสังฆะของตัวเองก่อน แล้วขยับออกไปรวมถึงสังฆะจากอารามอื่น ขยับออกไปอีก สำหรับชาวพุทธโดยองค์รวม

ชาวพุทธอยู่เป็นสุขแล้ว แต่เราอยู่ในโลก แม้นโลกขาดความสงบสุข ลำพังภิกษุณีที่สงบสุขจะอยู่ได้อย่างไร เราจึงปฏิบัติเพื่อสรรพสัตว์ด้วย เราเป็นน้ำเพียงหยดเดียวในมหาสมุทร แต่มหาสมุทรก็มาจากการรวมตัวของน้ำหยดเดียวนั่นแหละ เป็นภิกษุณีทำไม จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญที่ภิกษุณีเองพึงถามตนเองก่อน ความคิดชัดเจน นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่ชัดเจน



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 - 25 กรกฎาคม 2562
คอลัมน์ : ธรรมลีลา
ผู้เขียน : ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_214587
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'สมเด็จพระพันปีหลวง' พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติปี 2562 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 06:41:08 AM




'สมเด็จพระพันปีหลวง' พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติปี 2562

9 ส.ค.62 - สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แจ้งว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2562 ความว่า

    "เพราะรักลูกมากกว่าใครในโลกหล้า เพราะพระคุณเลิศล้ำฟ้าจะหาไหน เพราะสอนให้ประพฤติดีทั้งกายใจ ลูกจึงรักแม่กว่าใครทดแทนคุณ"




ขอบคุณ : https://www.thaipost.net/main/detail/43112
09 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 19:04 น.
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดป่ากุง บุโรพุทโธแห่งแดนอีสาน จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 06:19:28 AM

วัดป่ากุง บุโรพุทโธแห่งแดนอีสาน จังหวัดร้อยเอ็ด

วัดป่ากุง หรือ วัดประชาคมวนาราม จ.ร้อยเอ็ด

เจดีย์ขนาดใหญ่ ทำจากหินทรายธรรมชาติเป็นแห่งแรกในประเทศไทย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนสถานที่สวยงาม และยิ่งใหญ่ โดยจำลองแบบ การก่อสร้างมาจากบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย โดยก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 90 ปี พรรษา 60 ที่มาของการก่อสร้างเจดีย์หิน คราวเมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ศรี มหาวีโร พระเกจิอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานชื่อดังแห่งภาคอีสานได้ไปปฏิบัติศาสนกิจจำพรรษาที่ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อ พ.ศ.2531


เจดีย์หินทราย วัดป่ากุง หรือวัดประชาคมวนาราม


มหาเจดีย์หินทราย มีทั้งหมด 7 ชั้น

     - ชั้นที่ 1. เป็นภาพแกะสลักหินทรายเหลืองนูนต่ำเล่าเรื่องราวซึ่งเป็นพระชาติสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมี
     - ชั้นที่ 2-3. เป็นภาพแกะสลักหินทรายเหลืองนูนต่ำ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติพระพุทธเจ้า
     - ชั้นที่ 4. ภาพแกะสลักหินทรายเหลืองนูนต่ำรูปชัยมงคลคาถา
     - ชั้นที่ 5. ผนังทรงกลมฐานรององค์เจดีย์ เป็นภาพสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน
     - ชั้นที่ 6. เป็นองค์เจดีย์ราย 8 องค์ และองค์เจดีย์ประธาน 1 องค์
     - และโดยเฉพาะชั้นที่ 7 ยอดเจดีย์ทองคำ น้ำหนักถึง 101 บาท และภายในองค์เจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่นำมาจากประเทศอินเดียให้พุทธศานิกชนและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชา ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล



    - กิจกรรมน่าสนใจ : ไหว้พระ ทำบุญ ถ่ายภาพ
    - ที่ตั้ง อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
    - Google map : goo.gl/maps/SfGkwW588iG2
    - Youtube : youtu.be/K6obeOXLpVE
    - เวลาเปิดทำการ : ทั้งวัน (อย่าไปมืดนักเด้อ อันตราย)
    - การเดินทาง : เริ่มต้นจากตัวจังหวัดร้อยเอ็ด วิ่งไปตามเส้น อ.วาปีประทุม ประมาณ 20 กม. จะเห็นป้ายไป อ.ศรีสมเด็จ ให้เลี้ยวขวา ประมาณ 9 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดป่ากุง
    - สอบถามเพิ่มเติมที่ : ททท. สำนักงานขอนแก่น (ขอนแก่น, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์) โทร 043227714-5
    - Facebook : facebook.com/TAT.KhonkaenOffice




ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1416569/
สนับสนุนเนื้อหาโดย https://reviewesan.com/
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธรรมะทำให้ลดละจากของหวง เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 06:08:16 AM


ธรรมะทำให้ลดละจากของหวง

ของรักของหวง บางชิ้นก็ซื้อหามาด้วยราคาแสนแพง (สำหรับกำลังเงินของเรา) และบางชิ้นถึงแม้ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร หากแต่มันมีที่มาที่ไปและคุณค่าทางใจ ที่เราประเมินค่าไม่ได้  แต่ล้ำค่าทางความทรงจำ ก่อนนี้ต้นพุทธก็คิดแบบนี้

จนเมื่อสองวันก่อนได้พบกับเรื่องราวของเสื้อยีนตัวหนึ่งที่ตัวเองเก็บเงินซื้อจากน้ำพักน้ำแรงเมื่อ 12 ปีก่อน กับราคาตอนนั้น 1,250 บาท ซึ่งเรียกได้ว่าแพงที่สุดในชีวิต

พี่สาวต้นพุทธเคยเอ่ยปากขอเสื้อยีนตัวนี้ เธอขอกึ่งแซวมาตลอดกว่า 12 ปีว่า เมื่อไหร่ไม่ใช้ พี่ขอ
เธอเพียรพยายามขอมาตลอด แต่ต้นพุทธก็บ่ายเบี่ยง แสร้งเงียบ เปลี่ยนเรื่องคุย ฯลฯ

กระทั่งล่าสุดเธอขออีกครั้งเมื่อต้นพุทธเอารูปเก่า ๆ ทเี่คยใส่เสื้อตัวนี้ส่งไลน์ไปให้เธอดู เพื่อบอกว่า ดูสิ เมื่อก่อนฉันเคยผอมสวย เธอจำเสื้อยีนตัวนี้ได้และเอ่ยปากขอผ่านไลน์มาอีกครั้ง


@@@@@@

ต้นพุทธตัดสินใจเขียนจดหมายใส่ในกล่องพร้อมเสื้อยีนตัวนี้ แล้วส่งไปรษณีย์ไปให้เธอที่ทำงาน เนื้อความบอกเหตผุลว่าทำไมที่ผ่านมาถึงไม่ให้เสื้อยีนตัวนี้กับพี่เสียที

“จี๊ (แปลว่าพี่สาว) มีเงินเดือนมากกว่าน้อง ทำไมไม่ซื้อเอง (พี่สาวได้เงินเดือนมากกว่า 2 หมื่นค่ะ ในขณะที่ต้นพุทธเป็นแค่ช่างตัดผมที่ร้านเล็ก ๆ ในต่างจังหวัด เงินเดือนไม่แน่นอน และไม่เคยถึง 2 หมื่นเลยสักเดือน ถึงรู้สึกเยอะ) น้องแลกมันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ต้องเก็บหอมรอบริบ

จี๊ไม่เคยนึกถึงใจน้องเลยเหรอ สังเกตบ้างไหมว่าทำไมน้องบ่ายเบี่ยงทุกครั้งตลอด 12 ปี ที่จี๊พยายามขอ
จี๊อยู่กรุงเทพฯ หาซื้อง่าย จะหาแบบที่คล้าย ๆ หรือสวยกว่านี้ก็ยังได้ แต่ทำไมจี๊ไม่ซื้อ

…และสุดท้ายมันคือเสื้อที่แพงที่สุดเท่าที่พุทธเคยมีซื้อหาให้ตัวเอง โดยไม่ได้เอาเงินของพ่อแม่มาซื้อ พุทธภูมิใจกับมันที่พุทธมีโอกาสมีเสื้อแพง ๆ ยี่ห้อดัง ๆ เหมือนคนอื่นเขาบ้าง ถึงแม้มันจะแค่ตัวเดียว…และมากไปกว่านั้นก็คือ จี๊เคยหัวเราะเยาะพุทธแล้วบอกว่า เสื้อตัวนี้มันเชย แต่ถัดมาไม่กี่วัน หลังจากจี๊กลับกรุงเทพฯไป จี๊โทรมาคุยแล้วบอกว่าต่างประเทศเทรนด์นี้กำลังมา แล้วจี๊ก็พูดใหม่ว่า จี๊ขอได้ไหมหากพุทธเบื่อมันแล้ว…” เหล่านี้เป็นเหตุผลของต้นพุทธในวันนั้น


Photo by Billy Pasco on Unsplash

แต่เมื่อต้นพุทธได้รู้จักธรรมะ การฝึกภาวนาก็ทำให้ได้ย้อนกลับมาพิจารณาใจตัวเอง ในนาทีที่มีเหตุการณ์มากระทบอารมณ์ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ นาทีนั้นต้นพุทธเห็นถึงความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง รู้ว่าการลำดับความสำคัญในชีวิตยังผิดพลาด ไม่ถูกต้อง ธรรมะสอนให้ต้นพุทธเป็นผู้ให ้ สอนให้เราละ ลด ปล่อยวาง ไม่ใช่สะสม และรู้ว่าความเป็นคนดีนั้นต้องดีจริงมาจากข้างในแล้วจึงเผื่อแผ่ออกไปข้างนอก

หากวันนี้ต้นพุทธพยายามทำดีกับคนนอก แต่ยังแห้งแล้งมืดบอดกับคนในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่สาวคนนี้ ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณส่งเสียต้นพุทธเรียนจนจบปริญญาตรี นั่นก็เท่ากับว่า ต้นพุทธดีแต่สร้างภาพ ไม่ใช่ดีแท้มาจากข้างใน กะอีแค่เสื้อตัวหนึ่ง ทำไมต้นพุทธถึงปล่อยให้พี่สาวรอมานานถึง 12 ปี และที่สำคัญกว่าการตอบแทนคุณ ต้นพุทธได้เขียนประโยคสุดท้ายลงไปในจดหมายด้วยความรู้สึกจากใจจริง ๆ ว่า

“พุทธขอโทษค่ะจี๊ ที่ผ่านมาพุทธมัวแต่ยึดมันไว้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นแค่ของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ และสุดท้ายถึงแม้เสื้อตัวนี้จะเป็นของรักของหวง แต่ระหว่างจี๊กับเสื้อ พุทธรักจี๊มากกว่า วันนี้พุทธดีใจที่จี๊ชอบเสื้อตัวนี้จริง ๆ ความรู้สึกดีของพุทธคงขยายกว้างขึ้นกว่านี้เมื่อทั้งสองสิ่งที่รักได้มาอยู่รวมกัน นั่นคือเสื้อตัวที่พุทธหวงแหน กับพี่สาวที่พุทธรัก ในนาทีที่หัวใจของพุทธ รู้จักคำว่า “พอ” ลำดับความสำคัญในชีวิตได้ถูกต้อง และรู้คุณ”


@@@@@@

หลังจากพี่สาวได้รับเสื้อตัวนี้ เธอส่งข้อความตอบกลับมาว่า “จี๊ขอโทษ ไม่เคยรู้เลยว่ามันมีประวัติความเป็นมาแบบไหน และขอโทษที่ไม่เคยคิดถึงจิตใจของน้อง จะขอใส่เสื้อตัวนี้เพื่อเก็บเอาความรักที่น้องมีให้ทำงานไปด้วย เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน แล้วพรุ่งนี้จี๊จะรีบส่งมันกลับมาให้น้องนะ จี๊รักน้องมาก จี๊ขอโทษจริง ๆ”

ต้นพุทธตอบว่า...“จี๊ไม่ต้องส่งกลับมาหรอกค่ะ วันนี้น้องพร้อมจะให้จี๊แล้วจริง ๆ น้องดีใจที่เสื้อตัวนี้อยู่กับจี๊ที่น้องรัก หากวันหนึ่งเจ็บไข้ได้ปวยหรือทุกข์ใจ น้องอยากให้จี๊มายืนใกล้ ๆ มากอดน้องไว้ น้องคงรู้สึกอบอุ่นใจและปลอดภัยมากกว่าแค่ได้ใส่เสื้อตัวนี้”

ของรักของหวง ถึงจะหวงและรักมากแค่ไหน ในยามที่เราป่วยไข้หรือทุกข์ท้อใจ ก็ไม่อาจช่วยอะไรเราได้เท่ากับความรักและความรู้สึกดีจากคนที่เรารัก เพราะสิ่งของไม่มีชีวิต เว้นก็แต่เราอุปโลกน์ให้มันมีคุณค่า ท่ามกลางคำว่าสมมุติที่เรายึดไว้ให้หนักหัวใจของเรานั่นเอง


 
ที่มา : นิตยสาร Secret
เรื่อง : ต้นพุทธ ณศยา
Image by StockSnap from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/inspiration/167990.html
By ying ,8 August 2019
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / True Story of Mom : ความรักของแม่ คือปาฏิหาริย์ที่แท้จริง เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 06:00:44 AM



True Story of Mom : ความรักของแม่ คือปาฏิหาริย์ที่แท้จริง

เพราะ ความรักของแม่ ปาฏิหาริย์จึงเกิด เรื่องราวของคุณสุนทร งามบุญชื่น เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เธอไม่คาดคิดเลยว่าสภาพของผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุขั้นโคม่าที่เธอเห็นจนชินตานั้น จะมาเกิดกับลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ในวันนั้นปาฏิหาริย์กลายเป็นสิ่งที่ไกลตัวเธอเหลือเกิน

” เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ตอนประมาณตี 2-3 ลูกชายประสบอุบัติเหตุที่แยกพระราม 5 มอเตอร์ไซค์ชนกับรถแท็กซี่หลังจากขับไปส่งเพื่อน อาการโคม่ามาก คุณหมอไม่ให้ความหวังอะไรเลย คุณหมอบอกว่าคนไข้อาจจะไม่รอด เพราะอาการหนักมาก กระดูกเชิงกรากแตก ลำไส้ทะลุ ขาข้างซ้ายเละเทะมาก คุณหมอก็ระดมแพทย์ทุกแผนกมาช่วย คุณหมอไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับพ่อแม่ว่าคนไข้จะรอดนะ หมอพยายามช่วยกันเต็มที่ ผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนถึงสองทุ่ม คุณหมอไม่ให้ความหวังเลย เราเห็นอาการของลูกแล้วน่าจะไม่รอด ตอนนั้นทำใจไม่ได้เพราะเรามีลูกเพียงคนเดียว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดอย่างกระทันหัน ตอนนั้นก็เตือนเขาแล้วว่าขับรถระวังนะลูกนะ


@@@@@@

” เราเคยเห็นสภาพคนไข้ที่มาหาหมอแล้ว แต่เราก็ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมาเกิดกับเรา ตอนแรกยอมรับไม่ได้เลย ร้องไห้ทุกวัน เพื่อนร่วมงานก็คอยปลอบให้ใจเย็น ๆ ทุกครั้งที่เข้าไปเยี่ยมลูก คุณหมอก็บอกทุกครั้งว่าให้เราทำใจ

” ภาพที่เห็นคือลูกของเรามีเหล็กดามเสียบตามตัวเขาเต็มไปหมด และนอนนิ่ง ไร้การตอบสนอง คุณหมอต้องประเมินอาการทุกวัน คือไม่สามารถคาดเดาอาการล่วงหน้าได้เลย ลูกผ่านการผ่าตัดตั้ง 20 กว่าครั้ง ผ่าวันเว้นวัน ไม่หวังอะไรมากแล้ว ขอแค่ให้ลูกลืมตัวขึ้นมาเราก็พอใจแล้ว เป็นระยะเวลาเกือบเดือนเลยที่ลูกชายไม่ลืมตา นอนอยู่ในห้องไอ.ซี.ยูนานเป็น 2 – 3 เดือน
 
” อาจารย์แพทย์บางท่านที่แวะเวียนมาดูอาการก็ให้กำลังใจเรา ‘สู้เพื่อลูกนะ ทุกอย่างมันมีทุกข์เดี๋ยวก็ต้องมีสุข ให้ใจเย็น ๆ ต่อสู้เคียงข้างลูกต่อไป’ จึงเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง ในขณะที่เรากำลังหมดหวัง ก็ยังมีสามีที่คอยให้กำลังใจ ญาติพี่น้องคอยบอกเราสู้ให้เต็มที่ และเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจและปลอบใจเรามาตลอดเวลา เมื่อไม่มีความหวังให้เราสบายใจก็เลยสวดมนต์ อุทิศผลบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรของลูก

@@@@@@

” ช่วงที่ลูกอยู่ที่โรงพยาบาล เราเครียดมาก ทำใจไม่ได้ ไม่อยากให้ลูกจากไปเลย เรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับเราเลย เราเคยเห็นแต่ของคนอื่น ไม่คิดเลยว่าจะมาเกิดกับเรา ทำให้ไม่อยากกินข้าวจนซูบผอม เพื่อนร่วมงานต้องคอยเตือนเราเสมอ กินข้าวบ้างนะ เมื่อเรากลับมามองที่ลูก สิ่งที่คิดได้คือเราต้องสู้เพื่อลูกนะ จึงอยากบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่ที่สู้เพื่อลูกคือ ใจต้องเข้มแข็ง และที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือต้องให้กำลังใจลูก ไม่มีการซ้ำเติมลูก เราต้องเดินหน้าต่อไป

” วันที่ 3 อาการของลูกหนักมาก เกือบจะจากพวกเราไปแล้ว แต่ทีมหมอช่วยกันกู้เขาขึ้นมา ไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับเราเลยในวันนั้น เพราะกลัวเราจะแย่ไปอีกคน แต่พอมารู้ทีหลังก็คิดว่าเขายังอยู่กับเรา เราต้องสู้เพื่อลูกให้เต็มที่ พอมีเวลาก็แวะไปดูลูก วันนี้เขาลืมตาหรือยัง ปากขยับได้หรือยัง ขยับตัวได้หรือยัง

” เวลาไปยืนที่ข้างเตียงลูกเราจะบอกเขาเสมอว่า ‘ให้กลับมาหาพ่อหาแม่นะลูก ไม่ว่าหนูจะกลับมาสภาพไหน พ่อแม่รับได้หมด หนูต้องหาย หนูต้องสู้นะลูก’ หลังจากนั้นเดือนกว่าลูกเริ่มตอบสนองด้วยการกระดิกมือ สามารถจับมือเราได้ เราจะถามเขาว่าถ้าเจ็บให้บีบมือแม่นะ เขาก็จะบีบแสดงว่าเขายังเจ็บแผลอยู่ เราก็จะบอกลูกว่า ‘ต้องสู้นะลูก พ่อกับแม่ยืนอยู่ข้างหนูนะ หนูต้องสู้นะ’


@@@@@@

” พออาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังเดินไม่ได้ แค่ยืนก็จะล้ม เราก็พาเขากลับมาบ้าน เขายังนอนติดเตียงอยู่ เราพยายามประคองช่วยลูกเดิน แล้วพามาทำกายภาพที่โรงพยาบาล คุณหมอนัดให้มาผ่าตัดใส่เส้นเอ็น เพราะเอ็นขาดหมดทั้งสองข้าง หลังจากนั้นจึงเริ่มเดินได้ แต่ก้าวได้ไม่มาก เลยต้องนั่งรถเข็นไปก่อน

” ตอนที่ลูกเป็นแบบนี้เราก็คิดนะว่าถ้าลูกต้องนอนติดเตียงต่อไป ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จะทำอย่างไร เราต้องออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่มืด เลิกงานกลับมาบ้านก็เย็น เลยตัดสินใจซื้อเตียงคนไข้ รถเข็น และอุปกรณ์สำหรับผู้พิการทั้งหมดไว้ที่บ้าน เพราะคิดว่าอย่างไรลูกคงกลับมาเดินไม่ได้อีกแล้ว เพราะขาเขาเละมาก และขาข้างนั้นก็เต็มไปด้วยเหล็กที่ดามไว้ ไม่ต่างจากไก่ที่ถูกไม้เสียบ เราช่วยกันกับสามี คอยจัดเตรียมอาหารไว้ให้ลูกเลย เพราะเขาสามารถลุกนั่งได้บ้าง ตอนนั้นเขายังใส่ถุงขับถ่ายไว้ที่หน้าท้อง พอเที่ยงเราก็จะรีบกลับมาดูลูกที่บ้าน แล้วรีบกลับไปทำงาน เลิกงานก็รีบกลับมาบ้าน และทุกครั้งก่อนออกจากบ้านหรือกลับมาบ้าน สิ่งที่ทำเป็นประจำคือกอดเขา มันเหมือนเป็นการมอบพลังและกำลังใจให้กับเรา เราเติมสิ่งนี้ทุกวัน

@@@@@@

” เราให้เขามองดูคนที่แย่กว่าเรา ดูสิ เขายังสู้เลย จากคนที่เดินไม่ได้ กลับมาเดินได้อีกครั้ง ลูกเลยมีแรงบันดาลใจ เขาจึงมีอาการดีขึ้นแล้วเริ่มฝึกเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังเลิกงานเราจะพาลูกเดินจากหน้าบ้านมาในบ้านวันละ 15 นาทีทุกวัน เป็นระยะเวลาปีกว่า ตอนนี้กลับมาเดินได้ ถึงจะไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นปาฏิหาริย์สำหรับเราแล้ว เพราะเกินความคาดหวังของเราแล้ว คุณหมอบอกว่าถ้าลูกเดินไม่ได้ภายใน 2 ปี จะเดินไม่ได้เลยตลอดชีวิต

” การที่ลูกกลับมาเดินได้อีกครั้ง เชื่อว่ามาจากกำลังใจที่เรามอบให้ และกลุ่มเพื่อนที่ไม่ทอดทิ้งกัน แต่สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือตัวเขาเอง มาจากใจที่เขาอยากสู้ อยากกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้อีกครั้ง ไม่อยากเป็นภาระของพ่อแม่อีกแล้ว

” แม้จะกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว แต่ก็ยังมีอาการอยู่บ้าง เช่น เดินมากแล้วเท้าข้างที่ประสบอุบัติเหตุจะบวม เราก็ถามว่าจะหยุดงานไหมลูก ลูกบอกว่าไหวครับแม่ เราก็ปลื้มใจแล้วว่าลูกเรายังสู้อยู่ ”


 
เรื่อง : สุนทร งามบุญชื่น
เรียบเรียง : ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์
ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/164567.html
By nintara1991 ,9 August 2019
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยวเชียงคานทั้งที จะไปไหนดีนะ.? เมื่อ: สิงหาคม 09, 2019, 07:02:56 AM



เที่ยวเชียงคานทั้งที จะไปไหนดีนะ.?

สวัสดีค่าา..วันนี้เพชรดาวจะพาทุกคนไปเที่ยว แต่การไปเที่ยวรอบนี้บอกเลยว่าไกลจริง แต่สโลว์ไลฟ์สุดๆ เพราะไม่ว่าใครที่ได้ไปเยือนที่นี่มาแล้ว ก็อยากจะกลับไปเที่ยวอีกทั้งนั้น สถานที่แห่งนี้ก็คือ ‘เชียงคาน’ นั่นเองค่ะ แต่ไหนๆ ก็มีโอกาสได้มาเที่ยวเชียงคานทั้งที แล้วเราจะไปที่ไหนกันดีนะ

เชียงคาน เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ถือได้ว่าผู้คนในเมืองมีวิถีชีวิตแบบสโลวไลฟ์อย่างแท้จริง และเป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบ แถมยังอยู่ติดกับแม่น้ำโขงอีกด้วย ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือประเทศลาว ถ้าตื่นมาตอนเช้าๆ ก็จะเห็นหมอกลอยตัวอยู่ท่ามกลางผืนน้ำ บรรยากาศแบบนี้บอกเลยว่าฟิน...อ๊ะ ไม่รอช้า ตามไปดูสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงคานกันจร้า

@@@@@@

1. วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน

เป็นอีกหนึ่งวัดที่ไม่ว่าใครมาเที่ยวเชียงคาน ก็ต้องแวะไปไหว้สักการะให้ได้ ‘วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน’ เป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเชียงคาน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กม. เป็นวัดที่อยู่บนภูเขา และมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าให้กราบสักการะ ถ้าใครจะไปเราขอแนะนำให้ไปโดยรถยนต์จะดีกว่า แต่ระวังเรื่องความปลอดภัยของตัวเองไว้ให้ดีนิดนึง ด้วยความที่วัดนี้อยู่บนเขา ทางขึ้นจึงอาจจะคดเคี้ยวหวาดเสียวไปบ้างเมื่อขับรถขึ้นไป


วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน, Rabbit Today (ขอบคุณภาพจาก twitter @YinGSPN)

ที่นี่พิเศษอยู่อย่างคือ ในบริเวณวัดจะมีจุดสำหรับให้อาหารกระต่ายด้วย บอกเลยว่าบรรดากระต่ายเหล่านี้น่ารักมาก ทั้งวิ่งเล่นทั้งกระโดดเล่นกันอย่างสบายใจ เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้าง เมื่อมาที่นี่นอกจากจะได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว คุณยังสามารถทำบุญกับสัตว์น่ารักๆ ตัวเล็กๆ เหล่านี้ได้อีกด้วย เรียกว่าได้บุญสองต่อเลยทีเดียว!

@@@@@@

2. ภูทอก

มาเชียงคานทั้งที ก็ต้องขึ้นดอยไปสูดอากาศดีๆ ไม่มีมลพิษกันสักหน่อยสิ ขอแนะนำ ‘ภูทอก ทะเลหมอกแห่งเชียงคาน’ สถานที่ที่จะทำให้คุณได้รับออกซิเจนดีๆ เข้าสู่ร่างกายไปแบบเต็มๆ ใครที่อยากจะขึ้นไปชมทะเลหมอกบนภูทอก ขอแนะนำให้ไปตั้งแต่ประมาณตีห้า-แปดโมง ถ้าไปสายกว่านั้น จะไม่มีทะเลหมอกแล้วจร้า!! แต่จะมีทะเลแดดแทน (คริคริ)


ภูทอก ทะเลหมอกแห่งเชียงคาน, Rabbit Today

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะขึ้นไป ด้านล่างของภูทอก จะมีจุดบริการที่จอดรถ แต่ต้องขึ้นภูทอกต่อไปอีกด้วยรถของชาวบ้านที่จะคล้ายๆ กับรถกระป๊อ ค่าบริการอยู่ที่คนละ 25 บาทเท่านั้น สามารถนั่งได้ 10 คน เต็มเมื่อไหร่ไปได้เลยจ้า

@@@@@@

3. ตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้า

อีกสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านในเชียงคานมักจะทำกันก็คือการ ‘ตักบาตรข้าวเหนียว’ หรือ ‘ใส่บาตรข้าวเหนียว’ ในช่วงเช้าตรู่นั่นเองเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่สำคัญของที่นี่ ทุกๆ เช้าจะมีพระภิกษุออกเดินบิณฑบาตบนถนนสายริมโขง เพื่อรอให้ชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ ร่วมกันตักบาตรข้าวเหนียวที่บริเวณหน้าบ้านของตนเอง


ตักบาตรข้าวเหนียว เชียงคาน,Rabbit Today

สำหรับใครที่ไปท่องเที่ยวแล้วอยากจะตักบาตรข้าวเหนียว คุณก็สามารถทำได้เช่นกัน นี่เป็นอีกหนึ่งวิถีที่เรียบง่าย สบายๆ และมีความสุขจริงๆ

@@@@@@

4. หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ ลาวโซ่ง

เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่อบอุ่น อยู่ห่างจากเชียงคานเพียงแค่ 20 กม. หมู่บ้านนี้ชาวไทดำได้อพยพมาจากเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ที่นี่จึงเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งของชาวไทดำ คนในหมู่บ้านจะใช้ชีวิตเรียบง่าย สบายๆ ในแบบของพวกเขา แถมภายในหมู่บ้านจะมีการสาธิตการทอผ้า การรำการฟ้อนตามประเพณีของชาวไทดำที่มีมาเนิ่นนาน และที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ของเก่าที่หาดูได้ยาก เช่น เครื่องมือในสมัยก่อน อีกด้วย และหากจะพูดถึง ‘การละเล่นแซปาง’ หลายคนอาจถามว่าเอ๊ะ! มันคืออะไร? การละเล่นแซปางเป็นการฉลองความอุดมสมบูรณ์ของคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงมักจะทำพิธีในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 และเดือน 6 กันเป็นประจำ


หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ ลาวโซ่ง, Rabbit Today (ขอบคุณภาพจาก EDTGuide)

สำหรับใครที่อยากจะซื้อของฝากไปให้คนที่บ้าน ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีสินค้าผลิตภัณฑ์งานแฮนด์เมดของชาวไทดำ ให้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่คุณรักหรือครอบครัวของคุณอีกด้วย!

@@@@@@

5. ปั่นจักรยานเลียบโขง

ที่เชียงคานจะมีถนนเส้นเล็กๆ ไว้สำหรับเดินชมวิวช่วงเย็น หรือช่วงเช้า และเหมาะสำหรับการปั่นจักรยานริมแม่น้ำโขงเป็นอย่างยิ่ง ลองคิดภาพตัวเองปั่นจักรยานท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติสีเขียวๆ มองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นประเทศลาว ลมพัดมาตีหน้าเบาๆ แหม เป็นชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ดี๊ดี แบบนี้จะหาได้จากที่ไหนอีกถ้าไม่ใช่เชียงคาน


ปั่นจักรยานริมแม่น้ำโขง, Rabbit Today (ขอบคุณภาพจาก th.tripadvisor.com)

นอกจากนี้ที่นี่ยังเปิดให้เช่าจักรยานได้ตั้งแต่ช่วงเช้าประมาณ 7 โมงเลยละ ราคาค่าเช่าจักรยานก็น่ารักมาก เพียงครั้งละ 50 บาทเท่านั้น โดยสามารถเช่าจักรยานได้ตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันสามทุ่มเลย! ไปค่ะ ไปปั่นจักรยานที่เชียงคานกัน

@@@@@@

6. ถนนคนเดินเชียงคาน

มาเชียงคานทั้งทีก็ต้องไม่พลาดไปเยือน ‘ถนนคนเดินเชียงคาน’ ให้ได้นะ เพราะที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากๆ หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ถนนชายโขง’ ก็ได้ นอกจากจะอยู่ติดริมแม่น้ำโขงแล้ว บรรยากาศรอบข้างของถนนคนเดินยังเป็นบรรยากาศที่มีที่พักสวยๆ และบ้านเรือนที่เป็นไม้เรียงราย ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างมาก เนื่องจากบรรยา กาศโดยรอบของที่นี่จะเต็มไปด้วยที่พัก รีสอร์ท และโฮมสเตย์ แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย


ถนนคนเดินเชียงคาน,Rabbit Today

ถนนคนเดินเชียงคานจะเปิดทุกวัน โดยมีความยาวตั้งแต่เชียงคานซอย 6 ไปจนถึงเชียงคานซอย 20 ร้านค้าจะเริ่มตั้งของตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. และร้านปิดประมาณ 22.30 น. แต่ถ้าอยากไปแล้วเจอของเยอะๆ ละก็ แนะนำให้ไปวันศุกร์และเสาร์ เพราะสองวันนี้ที่นี่จะปิดถนนให้เป็นถนนคนเดินอย่างเต็มตัว ส่วนในวันอื่นๆ จะไม่ได้ปิดถนน แต่จะเป็นการให้รถวิ่งแบบ One Way แทน

@@@@@@

ขอเพิ่มเติมอีกนิด

    - อย่าลืมไปปั่นจักรยานริมแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นก็ตาม เพราะบรรยากาศสวยจริง
    - แนะนำให้จองที่พักที่ติดริมแม่น้ำโขง เวลาตื่นมาตอนเช้าเพื่อดูหมอก และเห็นฝั่งลาวบอกเลยว่าฟินมาก
    - ที่นี่เป็นอีกแลนด์มาร์คหนึ่งสำหรับคนที่อยากไปพักผ่อนในวิถีสโลวไลฟ์จริงๆ

เอาละค่ะ ตอนนี้เพชรดาวก็ได้แนะนำ 5 จุดที่ควรไป เมื่อมาเที่ยวเชียงคานเรียบร้อยแล้ว รีวิวจากคนที่เคยไปจริงๆ ขอบอกเลยว่ามันดีมากจริงๆ บรรยากาศเงียบสงบ อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด แถมรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆ สำหรับใครที่กำลังวาง แผนว่าจะไปเที่ยวเชียงคาน อย่าลืมแวะไปเช็กอิน 5 สถานที่นี้แล้วถ่ายรูปมาอวดกันด้วยนะคะ!



ขอบคุณ : https://www.rabbittoday.com/th-th/articles/guide-to-go/chiang-khan-attractions
https://today.line.me/th/pc/article/เที่ยวเชียงคานทั้งที+จะไปไหนดีนะ-orz1Gj
Published yesterday ,By เพชรดาว นะมิ
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 ทักษะช่วยเราเข้าใจกัน เมื่อ: สิงหาคม 09, 2019, 06:31:12 AM


7 ทักษะ ช่วยเราเข้าใจกัน

Helen Riess นักจิตวิทยาของ ม.ฮาร์วาร์ด ได้ทำงานวิจัยและพบว่า “ความเห็นอกเห็นใจช่วยทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น” ดังนั้น การฝึกให้เห็นอกเห็นใจคนอื่นจึงช่วยให้เจ้าของธุรกิจ และเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเธอได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น 7 ทักษะที่ฝึกฝนได้ด้วยตัวคุณเอง ผ่านวิธีการ 7 ขั้นตอน ที่มีชื่อเรียกว่า  E.M.P.A.T.H.Y. (แปลว่า ความเห็นอกเห็นใจ)

@@@@@@

E — Eye contact (การสบตา)
เพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ Riess แนะนำว่า เวลาพูดคุยหรือสนทนากันให้คนเราควรพบปะกันจริงๆ ซึ่งจะทำให้เราได้สำรวจภาษากายหรือท่าทางของผู้พูดอีกด้วย เพราะคนเราไม่ได้สื่อสารกันเพียงแค่คำพูดเท่านั้น

M — Muscles for facial expression (การแสดงออกทางสีหน้า)
เพราะสมองของคนเราชอบเลียนแบบสิ่งที่เห็นได้โดยอัตโนมัติ กรณีที่มีคนอื่นยิ้มให้ เราจึงยิ้มตอบได้ทันที อย่างไรก็ตาม คนที่แกล้งฝืนยิ้ม เราก็สามารถสังเกตได้ เพราะการปั้นสีหน้าเป็นเรื่องโกหกได้ยาก

P — Posture (ท่าทาง)
การนั่งหลังตรง แปลว่าคุณกำลังมีความสุขหรือความมั่นใจ Riess ซึ่งเป็นหมอก็มักแสดงท่าทางเวลาคุยกับคนไข้ด้วยการนั่งหันหน้าเข้าหา โน้มตัวลงไป และนั่งอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน

A — Affect (อารมณ์ความรู้สึก)
ให้ความสนใจกับอารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนาด้วย ว่าขณะนั้นเขากำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน โศกเศร้า กังวล สับสน การสื่อสารจะประสบความสำเร็จยากมาก ถ้าคุณไม่ใส่ใจความรู้สึกของคู่สนทนา ดังนั้น ลองเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง เพราะการสื่อสารกับผู้คนก็มีสิ่งที่สมองทำไม่ได้เช่นกัน


@@@@@@

T — Tone of voice (น้ำเสียง)
การพูดโดยเน้นใส่จังหวะ น้ำเสียงช่วยทำให้ผู้ฟังเข้าใจเจตนาที่แท้จริง เพราะน้ำเสียงแสดงความคิด อารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด ซึ่งในกรณีของ Riess ที่เป็นหมอ เขาจะพูดกับคนไข้ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเพื่อนคุยกัน ทำให้คนไข้รู้สึกถึงความเป็นกันเอง ทำให้ได้บทสนทนาที่ดี

H — Hearing the whole person (ตั้งใจฟัง)
การตั้งใจฟังคู่สทนา โดยไม่สนใจเนื้อหาหรือเรื่องที่เขาเล่า แต่สนใจความรู้สึกของผู้พูดเป็นหลัก สิ่งสำคัญคือจะต้องฟังโดยไม่ตัดสินไปก่อน หรือกรณีที่อยู่วงสนทนาที่กำลังโต้เถียงกัน บางครั้งเราต้องยอมถอยออกมาบ้าง อย่าเข้าไปขัดจังหวะหรือเข้าไปพูดคุยด้วย ซึ่งเป็นการแสดงการตั้งใจฟังที่ดีและทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย

Y — Your response (ปฏิกิริยาของคุณ)
ความรู้สึกเป็นเหมือนโรคติดต่อ เวลาคุณกังวล โกรธ หงุดหงิด ไม่สบายใจคนรอบข้างสามารถสัมผัสและรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ได้ ดังนั้น เวลาสนทนากัน คุณควรจะสังเกตความรู้สึกของตัวเอง เพราะจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคู่สนทนาด้วย



อ้างอิง : https://thriveglobal.com/stories/skills-get-along-with-anyone-tips-expert/
ขอบคุณ : johjaionline.com/opinion/helen-riess-7-ทักษะช่วยเรา-เข้าใจกัน-เห็นอก-เห็นใจ/ 
โดย คธาพล รพีฐิติธรรม 7 ส.ค. 2562
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธุรกิจ 'ของขลัง-ศรัทธา-ความเชื่อ' กับนักท่องเที่ยวจีน เมื่อ: สิงหาคม 09, 2019, 06:22:05 AM



ธุรกิจ 'ของขลัง-ศรัทธา-ความเชื่อ' กับนักท่องเที่ยวจีน

สัปดาห์นี้มองธุรกิจของขลัง ศรัทธา ความเชื่อจากวัตถุมงคลในไทย กับนักท่องเที่ยวจีน กลับไร้ความผิดข้อหาหลอกลวงแต่อย่างใด

ศูนย์วิจัย ธนาคารกสิกรไทย ปี 2548 ระบุมูลค่าการได้มาซึ่งเงินจากการให้เช่าพระเครื่อง เครื่องราง ของขลัง แก่นักท่องเที่ยวจีน ทุกจีน ตั้งแต่จีนมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีนไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ โดยของที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้นิยม สามารถทำรายได้สูงถึง 20,000 ล้านบาท

แม้พระเครื่องบางรุ่นผู้ให้เช่าระบุกับผู้เช่าซื้อว่า ห้ามโดนน้ำ เหตุผลที่ผู้ขายรู้ดีกว่าใคร คือ จะลอกหรือไม่ก็ละลายไปกับน้ำ ขณะที่ผู้เช่าซื้อเข้าใจว่า จะทำให้ของเสื่อม

ธุรกิจเครื่องรางในบ้านเรามีต้นทุนต่ำกำไรสูงลิบร้อยละ 90 ที่เชื่อและศรัทธามาจากความต้องการในการค้าขายให้ร่ำรวย ส่วนความต้องการทางเสน่ห์มหานิยม ก็ตามมาไม่ห่าง

เทพภมรจำแลง หลากหลายสี วัตถุมงคลของ ครูบากฤษณะ อิณทวัณโณ คนจีนให้ความศรัทธาและนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ต่างไปจากเหรียญหลวงพ่อคูณ แห่งวัดบ้านไร่

เม็ดเงินมหาศาลจากธุรกิจต้นทุนต่ำกำไรสูงนี้ ทำให้เกิดเสนาสนะคล้ายโบสถ์ปรากฏขึ้นที่ วัดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ

@@@@@@

จำลองภาพกิจพิธีทางสงฆ์มาไว้ในโบสถ์ไม่ขาดตกบกพร่อง มีพระนั่งประจำเพื่อประพรมน้ำมนต์ มัคนายกทำหน้าที่อธิบายสรรพคุณของวัตถุมงคลในตู้ พระปลอมเลี่ยมทองในตู้ราคาสูงลิ่ว

ปัจจุบันมีหลายวัดดังในกรุงเทพฯ ประสานกับบริษัททัวร์จีนนำนักท่องเที่ยวมาทีละหลายคันรถ จุดประสงค์หลักเพื่อจำหน่ายเครื่องรางของขลังโดยเฉพาะ เหตุผลของวัดหลายแห่งต่อการนำวัดมาเป็นแหล่งค้าวัตถุมงคลก็คือ หาเงินมาพัฒนาวัด

แต่อนิจจังอนิจจา เสนาสนะในวัดเหล่านี้กลับดูไม่เหมือนจะได้รับการพัฒนาแต่อย่างใด กรมการศาสนาเองก็ไม่สามารถจะหาเหตุไปตักเตือน ติเตียนอะไรได้

เรียกว่า ธุรกิจวัตถุมงคล คงจะไม่ผิดเพี้ยน ทุกวันนี้คนจีนจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง เดินทางมานำวัตถุมงคลจากไทยไปขายที่ประเทศของตัวเอง มีทั้งของจริงและ ของปลอม ปนเปกันไป ประเด็นสำคัญตั้งราคาตามความขลัง เรียกราคาตามใจชอบ


@@@@@@

แม้ธุรกิจวงการพระเครื่องในตลาดสำหรับคนไทยจะซบเซาเรียกราคากันไม่ค่อยออก บอกราคาสูงพระก็ไม่ไป แต่สำหรับคนจีนนั้นธุรกิจพระเครื่อง ของขลังและวัตถุมงคลยังทำกำไรได้งดงามอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีความผิดข้อหาหลอกลวงนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด

สวนกับกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่มากับทัวร์หดหาย แต่นักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาเที่ยวไทยด้วยตัวเอง มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้าถูกบริษัททัวร์หลอกลวงต้ม ตุ๋นจนเปื่อย ล้วงกระเป๋าจนขาดมาแล้วหลายปี

ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่คนทั้งประเทศร่วมเป็นเจ้าของ แต่น่าเสียดาย ที่เจ้าของบางคนกลับต้อนรับนักท่องเที่ยวที่นำเงินมาบ้านเราเยี่ยงมิจฉาชีพ ร่วมกับบริษัททัวร์จากต่างบ้านต่างเมืองทำร้ายกลั่นแกล้งนักท่องเที่ยว เรียกค่าทัวร์สูงเกินจริง

เลิกพฤติกรรมแบบนี้ได้เมื่อไร อุตสาหกรรมเที่ยวไทยกลับมารุ่งเรืองอีกแน่นอน




คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง ,โดย “แรมทาง”
ขอบคุณภาพประกอบจาก คุณพระช่วยดอทคอม
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/722584
อังคารที่ 30 กรกฎาคม 2562 เวลา 11.00 น.
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความรักชนะทุกสิ่ง.?? เมื่อ: สิงหาคม 08, 2019, 05:17:54 PM



ความรักชนะทุกสิ่ง.??

ความกลัว..ทำให้เราหนี แต่ความรักทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน
ความเกลียด..ทำให้เราโกรธ แต่ความรักทำให้เราให้อภัย
ความทุกข์..ทำให้เราสิ้นหวัง แต่ความรักทำให้เราผ่อนคลาย
ความเครียด..ทำให้เราวิตก หดหู่ แต่ความรักทำให้เราสดใสและมีความสุข เพราะความรักชนะทุกสิ่ง.??

สมัยก่อนถ้าบอกว่า ‘ความรักชนะทุกสิ่ง’ ร้อยทั้งร้อยน่าจะเชื่อปักใจว่าความรักสามารถเอาชนะทุกอย่างได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเชื่อมั่นในความรัก จับมือกันและก้าวผ่านมันไปให้ได้เพราะความรักทำให้คนเรามีแรงบันดาลใจที่ผ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง เพื่อไปเจอกับรักแท้ที่สดใสสวยงาม

ทว่าความรักสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ทุกอย่างรวดเร็ว ฉาบฉวย ไร้แรงผลักดันจนดูเหมือนว่ารักแท้ไม่มีจริง และความรักไม่สามารถเอาชนะอะไรได้เลย

@@@@@@

“มีคนเคยบอกว่าความรักของเราจะชนะใจเค้าได้ ความรักจะชนะทุกอย่าง แต่การที่เราต้องอยู่กับคนที่รักมากที่สุด เพราะคิดว่าความรักของเราจะทำให้เค้ากลับมา มันเจ็บเกินกว่าจะทนได้ จนไม่อยากเชื่อว่าความรักของเราจะชนะทุกอย่างได้จริง ๆ”

ไม่มีใครผิดที่เชื่อว่าความรักจะเอาชนะทุกอย่างได้ เพราะความรักทำให้เรามีแรงทำอะไรได้มากกว่าปกติเสมอ แต่อย่าลืมว่าความรักที่ทำให้ต้องเจ็บปวดตลอดเวลา ความรักที่ส่งไปไม่ถึงใจของคนอีกคน ไม่เรียกว่าความรัก แต่เป็นแค่ความโหยหา ความผูกพัน ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่ทำให้เจ็บ ให้ทุกข์ซะมากกว่า

รักที่จะชนะทุกอย่างได้..ต้องเป็นรักอย่างมีสติ ความรักไม่จำเป็นต้องสมหวังและสวยงามเสมอไปบางครั้งมันก็ไม่ได้แฮปปี้เอ็นดิ้ง บางครั้งก็เจ็บปวด สูญเสียและเป็นทุกข์แทบเจียนตายได้เหมือนกันเราไม่จำเป็นต้องไปยึดติด ยึดมั่น ถือมั่นให้มากเกินไป ต่อให้รักแค่ไหนก็ต้องเรียนรู้และเผื่อใจว่าความสัมพันธ์อาจจบลงแบบไม่สวยงามได้ทุกเมื่อ

ความรักก็เหมือนของอื่นๆ บนโลกนี้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ถ้าเราเข้าใจความรักในแบบที่มันควรจะเป็น เราก็จะไม่ผิดหวังแม้ความรักจะเอาชนะใจใครบางคนไม่ได้ก็ตาม

@@@@@

| ฟาร์มรัก | พื้นที่แบ่งปันเรื่องราวความรักในมุมมองของคนที่ไม่อยากเจ็บปวดเพราะรัก แต่จะรักยังไงให้ไม่เจ็บ..มาเข้าใจความรักในมุมที่ไม่ทำให้ต้องทุกข์จากฟาร์มรักแห่งนี้ เพราะเราเข้าใจดีว่าไม่มีใครอยู่บนโลกนี้โดยปราศจากความรัก และไม่มีใคร ไม่เคยเป็นทุกข์เพราะความรักนั่นเอง



ขอบคุณ : https://today.line.me/th/pc/article/ความรักชนะทุกสิ่ง-D5Yw3m
LINE TODAY, Reporter : Pimpayod , เผยแพร่ : 5 สิงหาคม 2562 เวลา 16.25 น.
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "รวยอย่าเพลิน จนอย่าขี้เกียจ" 5 สถานที่ดัง เชื่อให้โชค การงาน ความรัก สมใจ เมื่อ: สิงหาคม 08, 2019, 07:07:20 AM



"รวยอย่าเพลิน จนอย่าขี้เกียจ" 5 สถานที่ดัง เชื่อให้โชค การงาน ความรัก สมใจ

ถือเป็นกิจกรรมเสี่ยงโชคยอดฮิตของคนไทย สำหรับการ "เล่นหวย" เพื่อลุ้นรวยเล็กๆ น้อยๆ จากการเสี่ยงโชค ซึ่งมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศไทย โดยบางคนจะมีวิธีการเสาะหา "เลขเด็ด" ไม่เหมือนกัน จนอาจทำให้สถานที่แห่งนั้นโดนมองว่า "ปั้นเรื่องงมงาย"

ทั้งนี้ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปรู้จัก 5 สถานที่ ที่ไม่ได้มีดีเพียงเรื่อง "เลขเด็ด" แต่เป็นสถานที่ไว้ขอพร ทั้งเรื่องการงาน ความรัก รวมทั้งบนบานศาลกล่าวให้ได้สิ่งนั้นตามใจปรารถนา ส่วนจะสมหวังดังใจหมายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต้มบุญ

วัดกลางบางพระ



เริ่มด้วย "วัดกลางบางพระ" ตั้งอยู่ที่ ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งมี "องค์หลวงพ่อสมหวัง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์" สูง 30 เมตร เป็นที่เคารพของชาวบ้านจำนวนมาก โดยเป็นที่ร่ำลือในเรื่องการ "ขอพร ขอโชค" เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะเดินทางมาแก้บนด้วยการถวายหัวหมู ไข่ไก่ และข้าวสารจำนวนมาก เต็มลานพระพุทธรูปจนทางวัดต้องนำไปบริจาคต่อให้โรงเรียนที่ขาดแคลน

คำชะโนด



คนในพื้นที่เชื่อว่า "คำชะโนด" เป็นดินแดนของพญานาค ป่าศักดิ์สิทธิ์ ลี้ลับ อาถรรพณ์ เกาะลอยน้ำ ที่มีเรื่องเล่ามากมายมานานแสนนาน หนาแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ ตั้งอยู่บริเวณบ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ซึ่งคนส่วนใหญ่เดินทางไปกราบไหว้ "เจ้าปู่ศรีสุทโธ" และ "เจ้าย่าศรีปทุมมา" เนื่องจากมีคนจำนวนมากเดินทางไปขอพรถึงที่แล้วได้พรดั่งใจปรารถนา แล้วต้องกลับไปแก้บนชุดใหญ่ จนเป็นที่ร่ำลือมานานหลายปี

วัดอุทุมพราราม (วัดไผ่แขก)



วัดอุทุมพราราม หรือ วัดไผ่แขก ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โด่งดังในเรื่อง "การขอขมากรรม" โดย "พระครูใบฎีกาดุสิต สุจิณโณ" หรือ "หลวงปู่ดุสิต" จะทำพิธีลงนะหน้าทอง พร้อมเจิมกระเป๋าเงิน เพื่อเสริมดวงเสริมสิริมงคล แต่สิ่งที่ประชาชนไม่พลาดจะแวะมากราบไหว้ คือ "หลวงพ่อสำเร็จทันใจก้าวหน้า" และ "พ่อขุนช้างมหาเศรษฐี" ที่ให้โชคตามคำขอมาแล้วจำนวนมาก

พญาเต่างอย



สำหรับที่ตั้ง "พญาเต่างอย" อยู่ที่ อ.เต่างอย จ.สกลนคร เป็นสถานที่ที่มี "รูปปั้นพญาเต่างอย" ขนาดความสูงกว่า 3 เมตร ตั้งอยู่โดดเด่น โดยจะมีชาวบ้านจากทุกสารทิศ เดินทางมาอธิษฐานขอโชคลาภ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาลูบคลำที่พญาเต่างอย เนื่องจากเชื่อว่า จะทำให้อายุยืนเหมือนเต่านั่นเอง

วัดสว่างอารมณ์



สำหรับ "วัดสว่างอารมณ์" ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นสถานที่รวบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านและนักเสี่ยงโชคต่างนับถือกันเป็นจำนวนมาก โดยมี "ตาทอง งิ้วราย" ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความแม่นของการให้โชคตรงๆ มาแล้วหลายงวด รวมทั้ง พระเงิน พระทอง, ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ และตะเคียนทอง ร.5

อย่างไรก็ตาม "พระครูยติธรรมานุยุติ" หรือ "อาจารย์แป๊ะ" เกจิวัดสว่างอารมณ์ กล่าวว่า ญาติโยมส่วนใหญ่จะเดินทามา "วัดสว่างอารมณ์" กันในช่วงใกล้วันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน โดยจะมามาไหว้ พระเงิน พระทอง, ตะเคียนทอง, ตาทอง งิ้วราย และไอ้ไข่ วัดเจดีย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่บางท่านก็มุ่งมาหาเลข 2 ตัว 3 ตัว บ้างตามความเชื่อของพวกคนเหล่านั้น

"อาตมาย้ำตลอด ให้มองเรื่องโชคเป็นแค่เรื่องสนุก อย่าไปจริงจัง ต้องใช้วิจารณญาณ อย่าหลงงมงาย เพราะคนเราควรต้องประพฤติตัวให้ดี ขยันเยอะๆ ถือคติ รวยอย่าเพลิน จนอย่าขี้เกียจ อยากมีสตางค์ก็ต้องขยันหมั่นเพียร เรื่องหวย ลอตเตอรี่ ก็ควรเอาแต่พอดี" อาจารย์แป๊ะ กล่าว.



ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/news/society/1622236
ไทยรัฐออนไลน์ , 31 ก.ค. 2562 18:13 น.
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "เปิดบุพกรรม" ทำไมพระนันทะ ต้องพลัดพรากจากคนรัก.? เมื่อ: สิงหาคม 08, 2019, 06:53:40 AM



"เปิดบุพกรรม" ทำไมพระนันทะ ต้องพลัดพรากจากคนรัก.?

พระนันทะ เป็นพระโอรสของพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้าที่ประสูติกับพระเจ้าสุทโธทนะ พระนันทะจึงเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ และได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์จนเหล่าพระญาติเกิดความเลื่อมใส ในช่วงนั้นเจ้าชายนันทะกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับเจ้าหญิงศากยวงศ์ผู้มีพระนามว่า “ชนบทกัลยาณี”

เหล่าพระญาติอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารในงานพิธีสมรส พระบรมศาสดาได้ฝากบาตรไว้กับเจ้าบ่าว (เจ้าชายนันทะ) แล้วทรงไม่ได้ทวงบาตรคืน เจ้าชายนันทะทูลถามว่า “พระองค์จะทรงรับบาตรหรือไม่” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราจะรับบาตรที่หัวบันได ขอฝากไว้ที่เจ้าก่อน”


ขอบคุณภาพจาก www.84000.org

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงหัวบันได เจ้าชายนันทะก็ทูลถวายบาตรคืน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราขอรับตรงพระลานหลวง ขอฝากบาตรไว้ก่อน” เมื่อพระองค์ดำเนินมาถึงพระลานหลวง เหล่านางกำนัลเห็นว่าเจ้าชายนันทะกำลังติดต่อพระพุทธเจ้าไป จึงทูลเรื่องนี้ให้เจ้าหญิงชนบทกัลยาณีทรงทราบ

เจ้าหญิงเกรงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพาเจ้าชายนันทะไปบวช จึงเปล่งพระสุรเสียงว่า “ข้าแต่พระสวามี พระองค์ทิ้งหม่อมฉันไปไม่ได้นะเพคะ” เจ้าชายนันทะทรงได้ยินก็ทรงเสียพระทัย แต่ไม่สามารถขัดพระพุทธองค์ได้ถึงพระทัยจะอยากกลับไปหาพระชายาก็ตาม

พระนันทะติดตามพระพุทธเจ้าจนถึงพระวิหาร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “้เธอจักบวชไหมนันทะ” เจ้าชายนันทะทรงไม่กล้าขัดพระพุทธองค์จึงยินยอมบวช

เมื่อเจ้าชายนันทะผนวชแล้ว ยังคิดถึงพระชายา พระพุทธเจ้าทรงพาพระนันทะไปเที่ยวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ทอดพระเนตรเห็นเหล่าเทพธิดา 500 นาง พระพุทธเจ้าตรัสต่อพระนันทะว่า “ถ้าปฏิบัติสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลจะได้นางฟ้า 500 นางเป็นรางวัล”

เมื่อพระนันทะปฏิบัติจนบรรลุอรหัตตผล ปราศจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง เจ้าหญิงชนบทกัลยาณีและเทพธิดาทั้ง 500 นางไม่มีผลต่อพระนันทะอีกต่อไป


ขอบคุณภาพจาก www.84000.org

มีพระภิกษุสงสัยว่าทำไมพระนัททะต้องมีเหตุพลัดพรากจากความรักมาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พระนันทะไม่ได้พลัดพรากจากความรักเพียงชาตินี้ชาติเดียวไหม แต่ในอดีตชาติหนึ่งก็เคยถูกพลัดพราก

พระพุทธเจ้าตรัสถึงครั้งสมัยของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์หนึ่งปกครองกรุงพาราณสี มีพ่อค้าชาวตักศิลาคนหนึ่งชื่อว่า “กัปปะ” เดินทางนำสินค้าจำนวนหนึ่งไว้ไปส่งที่กรุงพาราณสี โดยบรรทุกสินค้าไว้บนหลังลาตัวผู้ เมื่อลาตัวผู้ได้พบกับลาตัวเมียก็เกิดใจปฏิพัทธ์ มีความรักใคร่ต่อกันและกัน เมื่อพ่อค้านำสินค้ามาส่งเรียบร้อยแล้วต้องเดินทางกลับตักศิลานคร ลาตัวผู้ไม่ยอมกลับด้วย เพราะติดลาตัวเมีย

พ่อค้าจึงบอกว่า จะหาลาตัวเมียที่สวยกว่านี้มาให้ ลาตัวผู้จึงยอมกลับไปกับพ่อค้า เมื่อลาตัวผู้ทวงสัญญา พ่อค้าก็บอกว่า ข้ามีอาหารพอแค่เลี้ยงเจ้าตัวเดียว ถ้าเจ้ามีเมียและลูก อาหารจะไม่พอถึงเจ้า นับแต่นั้นมาลาตัวผู้จึงไม่มีคู่อีกเลย ซึ่งลาตัวผู้ตัวนั้นคือเป็นอดีตชาติของพระนันทะ ส่วนลาตัวเมียคือเจ้าหญิงชนบทกัลยาณี ส่วนพ่อค้าก็คือพระตถาคตเอง


 
ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรทบท เรื่องพระนันทะ
ภาพ : https://pixabay.com , www.84000.org
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/168145.html
By nintara1991 ,6 August 2019
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฟื้น 'พลังบวร' ร่วมกันสืบสาน วิถีถอนกล้า-ดำนาบุญ เมื่อ: สิงหาคม 08, 2019, 06:45:37 AM



ฟื้น 'พลังบวร' ร่วมกันสืบสาน วิถีถอนกล้า-ดำนาบุญ

สัปดาห์นี้ร่วมกันฟื้น “พลังบวร” สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง "วิถีถอนกล้า ดำนาบุญ" ขับเคลื่อนสร้างสังคมคุณธรรม สังคมแห่งความสุข

ตั้งแต่อดีตมาสังคมไทยถูกขับเคลื่อนเกื้อกูลด้วย “พลังบวร” ได้แก่ บ้าน, วัด, โรงเรียน ต่างฝ่ายต่าง เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แต่ด้วยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด แทบไม่เห็นวิถีชีวิตแบบเดิมในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะวิถีการทำนา ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทำให้วิถีการทำนาแบบเดิมๆ นั้น เปลี่ยนไป เด็กและเยาวชนไม่เคยได้สัมผัสบรรยายแบบดั่งเดิม




แต่สำหรับที่นี่ ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีแนวคิดที่จะทำ “พิพิธภัณฑ์ชาวนามีชีวิต” จึงได้ชักชวนชาวบ้าน เด็กนักเรียนมาร่วมกันสืบสาน วิถีถอนกล้า ดำนาบุญ ซึ่งปีนี้จัดกิจกรรมขึ้นเป็นปีที่ 5 แล้ว



ในปีนี้กิจกรรมถอนกล้า ดำนาบุญ ได้จัดขึ้นในวันที่ 20 ก.ค. 2562 โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ คณะสงฆ์อำเภออรัญประเทศ, ผู้นำชุมชนบ้านหนองสังข์, ร.ร.บ้านหนองสังข์, ชาวบ้านทุ่งตะลุมพุก จ.ปราจีนบุรี, วิทยาลัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว, กองการเจ้าหน้าที่อบจ.สระแก้ว สำนักงานจังหวัดสระแก้ว, สหกรณ์โคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้ว, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอำเภออรัญประเทศ, บ้านหนองหัวช้าง, บ้านหนองแคน, บ้านหันทราย, บ้านหนองบัว, บ้านซับสมบูรณ์ และมีคนมาร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คน ทุกคนร่วมกันดำนาบุญจำนวน 5 ไร่ ซึ่งจากได้ผลผลิตแล้วข้าวเหล่านี้ จะเป็น “กองทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ร.ร.บ้านหนองสังข์”


นี่เป็นการดำนาบุญอย่างแท้จริง ซึ่งในปีที่แล้วได้มอบข้าวเปลือกให้กองทุนนี้จำนวน 600 ถัง นอกจากดำนาบุญในครั้งนี้ จะได้สร้างบรรยากาศของความสามัคคีของชาวบ้าน ยังปลูกฝังให้ เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้วิถีการถอนกล้า ดำนา อันเป็นอาชีพหลักของบรรพบุรุษอีกด้วย

และในนาบุญในสำนักปฏิบัติธรรมป่าโมกข์ธรรมารามนั้น ยังมีป้ายสอนธรรมะในทุ่งนา เพื่อเป็นการสอนธรรมะแก่ผู้คน หลายครั้งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนสาวก ท่านยกตัวอย่าง อุปมาอุปมัยจากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่องของธรรมชาติ ในครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ ทรงยกตัวอย่าง เรื่อง “การไถนา” โดยที่พระพุทธองค์ทรงตอบคำถามของพราหมณ์ที่เป็นชาวนา (กสิกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 สังยุตตนิกาย สคาถาวรรค)



วันหนึ่ง พราหมณ์คนหนึ่งกำลังเตรียมคราดไถ เพื่อหว่านข้าว มองเห็นพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จออกบิณฑบาตในตอนเช้า พราหมณ์เกิดความสงสัย จึงกล่าวว่า "เขาต้องไถนา หว่านข้าว จึงมีข้าวกิน พระพุทธเจ้าก็ควรที่จะไถนาหว่านข้าวเสียก่อน แล้วจึงบริโภคข้าวเหมือนอย่างที่เขาทำอยู่"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เราก็ไถและหว่านแล้วจึงบริโภคเหมือนกัน”
พราหมณ์สงสัยหนักกว่าเดิม ถามว่า “ไม่เห็นมีไถ มีคราดเลย”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
   "ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประฏัก เรมีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้ว ในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้าด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก นี่คือการไถ เราไถอย่างนี้แล้ว ย่อมมีอมฤตเป็นผล ครั้นไถอย่างนี้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้"



วันนี้หากในสังคมไทย ฟื้นคำว่า “พลังบวร” มาขับเคลื่อนในการสร้างสังคมคุณธรรม สังคมแห่งความสุข น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งให้กับสังคมได้อย่างดีทีเดียว

ผมเคยสัมภาษณ์พระพรหมบัณฑิต ท่านกล่าวว่า ปัจจุบันคณะสงฆ์กำลังปฎิรูปเพื่อให้ “วัดเป็นศูนย์กลาง” ของชุมชน โดยใช้พลังบวรในการขับเคลื่อน พูดคุยกับท่านมาผ่านมาได้น่าจะ 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวัดไหนมีบทบาทหรือเป็นศูนย์กลางของชุมชนได้จริงเหมือนกับสำนักปฏิบัติธรรมป่าโมกข์ธรรมาราม จ.สระแก้ว ผมว่าอนาคตคณะสงฆ์คงต้องเลือกวัดนำร่องหรือวัดตัวอย่างในการใช้พลังบวร เพื่อเป็นแบบอย่างให้วัดอื่นนำไปปฎิบัติบ้าง



คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/724272
พุธที่ 7 สิงหาคม 2562 เวลา 11.00 น.
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เยือนแดนธรรม 'วัดโคกทอง' สักการะ "หลวงพ่อเชิญ - เทพเจ้าของชาวผักไห่" อยุธยา เมื่อ: สิงหาคม 07, 2019, 06:39:07 AM


เยือนแดนธรรม 'วัดโคกทอง' สักการะ 'หลวงพ่อเชิญ'

สัปดาห์นี้ชวนแวะเที่ยว “วัดโคกทอง” เมืองกรุงเก่า กราบ “หลวงพ่อเชิญ” เทพเจ้าผู้เมตตาของชาวผักไห่ พร้อมรับน้ำมนต์จากบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์

วัดโคกทอง ตั้งอยู่ที่อำเภอผักไห่ อยุธยา ไม่ไกลจากวัดไผ่ล้อม วัดชีโพน และอีกกว่าสิบวัดที่สวยงามน่าไปเยี่ยมชม การเดินทางมาวัดโคกทอง จะเลือกใช้เส้นทางตั้งต้นจากป้ายบอกทางที่เขียนว่าอำเภอผักไห่ก็ได้ หรือ จะเลือกใช้เส้นทางตั้งต้นที่อำเภอเสนาก็ได้เช่นกัน

การเดินทางทั้งสองเส้นทางอาจต้องระมัดระวังรถขนทรายที่มีจำนวนค่อนข้างมาก เพราะนอกจากนาข้าวเขียวขจีสองข้างทางแล้ว ยังมีบ่อทรายอีกไม่น้อยไปกว่านาข้าวเช่นกัน

วัดโคกทอง มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขาน ครั้งเมื่อมี หลวงพ่อเชิญ เป็นเจ้าอาวาส

หลวงพ่อเชิญ ผู้ซึ่งชาวผักไห่ เรียกขานนามท่านว่า "เทพเจ้าของชาวผักไห่"



หลวงพ่อเชิญ ผู้ทรงความเมตตาของชาวผักไห่ มีหลวงพ่อเพิ่ม เจ้าคณะอำเภอเสนา ผู้เข้มขลังด้านวิปัสสนากรรมฐาน ด้านการแพทย์ ทั้งยังมีวิทยาอาคมเก่งกล้า เป็นอาจารย์ ทั้งยังได้รับการสอนสั่งและถ่ายทอดวิชาจาก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก

หลวงพ่อเชิญ รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อเพิ่มในปี พ.ศ. 2491 และรับตำแหน่งเจ้าอาวาสในปีต่อมา

วัดโคกทอง ภายใต้การดูแลของหลวงพ่อเชิญ เป็นระเบียบสวยงาม จนได้ชื่อว่า เป็นวัดที่สวยงามที่สุดในอำเภอผักไห่ สง่างามท่ามกลางท้องทุ่งนารายรอบ

ที่วัดโคกทอง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงพ่อเพิ่มทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ คือ แผ่นอิฐลงอาคมที่ก้นบ่อน้ำมนต์จำนวน 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็นของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค

กล่าวกันว่า น้ำมนต์ในบ่อนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก หลวงพ่อเชิญ นำมารดให้กับลูกศิษย์และ ผู้คนที่เดินทางมาสักการะอยู่เสมอ



หลวงพ่อเพิ่ม กับ หลวงพ่อปาน มีชื่อเสียงไม่ย่อหย่อนไปกว่ากันด้านรักษาโรค แก้คุณไสย เมตตา คาถายันต์เกราะเพชร ทั้งหลวงพ่อปานยังมาพำนักที่วัดโคกทองเสมอ ในปี พ.ศ. 2467วัดโคกทองจึงเสมือนหนึ่งอัญมณีท่ามกลางท้องทุ่งที่อำเภอเสนา

วัดโคกทอง เดิมตั้งอยู่ภายในส่วนลึกห่างจากคลองแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่เป็นเนินโคก จึงเรียกกันว่า วัดโคก ภายหลังเพิ่มคำว่า ทอง พื้นที่ตั้งวัดมีจำนวน 32 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา สันนิษฐานว่า มีอายุไม่น้อยกว่า 400 ปี

มีเจ้าอาวาสปกครองมาจนปัจจุบันรวม 12 รูป หลวงพ่อเชิญ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสลำดับที่ 10 เดิมการสัญจรไปมาของคนทั่วไปจะมายังวัดแห่งนี้ยังค่อนข้างไปทางไม่สะดวก เพราะต้องมาทางเรือเท่านั้น ปัจจุบันมีถนนเข้าถึง



หากแวะผักไห่ลองเข้ามาเที่ยวชม รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีแผ่นอิฐลงอักขระของหลวงพ่อปานและหลวงพ่อเพิ่ม เจ้าอาวาสวัดโคกทอง ลำดับที่ 9

ในละแวกวัดโคกทองไม่มีร้านอาหารที่พอจะฝากท้องได้ ให้เดินทางต่อไปอีกหน่อยที่วัดลาดชะโด มีร้านอร่อยอยู่หลายร้าน ทั้งยังมีตลาดนัดริมคลองลาดชะโด ที่ระยะหลังแม้จะเป็นวัดหยุดสุดสัปดาห์ก็มีผู้คนบางตา อาจเนื่องด้วยเศรษฐกิจถดถอย

เที่ยวอยุธยาครั้งหน้าแวะเที่ยวผักไห่แล้ว อย่าลืมแวะ “วัดโคกทอง” รับน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เยือนถิ่นเทพเจ้าแห่งความเมตตาของชาวผักไห่.



คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง โดย “แรมทาง”
ขอบคุณภาพจาก : หลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง ผักไห่ อยุธยา
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/724153
อังคารที่ 6 สิงหาคม 2562 เวลา 11.00 น.
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมาทานศีลที่ใจใช่วาจา และทำบุญให้ได้บุญ เมื่อ: สิงหาคม 07, 2019, 06:24:07 AM



สมาทานศีลที่ใจใช่วาจา และทำบุญให้ได้บุญ

คนไทยเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบเข้าวัดทำบุญ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะในฐานะพุทธศาสนิกชนหรืออุบาสกอุบาสิกา  เราควรร่วมกันสืบพระบวรพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็น จากคนรอบข้างแล้วแปลกใจสงสัยคือ พวกเขาเข้าใจคำว่า “ศีล” และ “บุญ” มากน้อยแค่ไหน

เพื่อนบ้านของฉันคนหนึ่งมักไปเข้าวัดทำบุญทุกวันพระ เธอชวนฉันไปด้วยบ่อย ๆ แต่ฉันไปด้วยไม่ได้เนื่องจากไม่มีคนเฝ้าร้านให้ ก็ได้แต่อนุโมทนาไปกับเธอ วันหนึ่งเธอมาถามฉันว่า “มีเคล็ดลับอะไรดี ๆ ก็บอกกันบ้างสิ” ฉันงงว่าเรื่องอะไร เธอก็บอกว่า “ใครเขาบอกมาล่ะว่ารับเลี้ยงหมาแมวจรจัดเยอะ ๆ แล้วจะมีโชคลาภ” ฉันจึงได้ถึงบางอ้อ คงเพราะเธอเห็นว่าร้านของฉันคนเข้าเยอะ กิจการดำเนินไปได้ด้วยดี คงเกิดจากการที่ฉันรับเลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดจำนวนมาก ฉันบอกไปตามตรงว่าไม่มีใครบอก ที่ทำไปเพราะความสงสารล้วน ๆ เธอทำหน้าเหมือนคลางแคลงใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร

@@@@@@

หลายวันต่อมา เธอร้องไห้โฮมาหาฉันที่บ้านแล้วถามว่า เธอจะบาปไหมที่เธอทำหมาตายไปหนึ่งตัว เนื่องจากมีลูกหมาหลงตัวหนึ่งมายืนอยู่หน้าบ้านเธอ ด้วยความที่เธอไม่ชอบสัตว์ จึงกระทืบพื้นเสียงดังไล่ลูกหมา ลูกหมาตัวนั้นตกใจวิ่งออกถนนแล้วถูกรถทับ ตายไปต่อหน้าต่อตาเธอ

ฉันไม่รู้จะปลอบอย่างไร ได้แต่บอกว่า ฉันเข้าใจว่าคนเราไม่ได้รักสัตว์กันทุกคน แต่อย่างน้อยเราก็ควรมีเมตตา เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราโชคดีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ควรไปเบียดเบียนเดียรัจฉาน เพราะเขาเกิดมาใช้กรรมมากพอแล้ว

นอกจากนี้ความเมตตายังเป็นข้อแรกในพรหมวิหาร 4 อันเป็นธรรมที่ควรยึดถือปฏิบัติด้วย ได้แก่ เมตตา คือ ปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ มุทิตา คือ ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข และ อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง


Photo by venwardo on Unsplash

หลังจากนั้นไม่นานนัก ฉันก็ได้ฟัง เรื่องราววุ่นวายจากญาติคนหนึ่งซึ่งโทรศัพท์มาปรับทุกข์เรื่องลูกชายของเธอ

ครอบครัวนี้ชอบเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันเกือบทั้งบ้าน ไปถือศีลที่วัดกันคราวละหลายวัน โดยเฉพาะหลานชายของฉันคนนี้ นอกจากมีชื่อเป็นคำศัพท์ทางพุทธศาสนาแล้ว ยังชอบเข้าวัดถือศีลเป็นนิจ บวชเณรภาคฤดูร้อนไม่เคยขาดและทำด้วยความสมัครใจ พ่อแม่ไม่เคยบังคับ อีกทั้งยังเป็นเด็กเรียนดี มารยาทงาม จนได้รับคำชมจากครูประจำชั้นและผู้ใหญ่หลายคนเสมอๆ

แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อแม่ของหลานพบว่าเงินที่เก็บไว้ใช้ฉุกเฉินจำนวนหลายพันบาทหายไปจากหัวเตียง ทีแรกเธอเข้าใจว่าอาจย้ายที่เก็บแล้วหาไม่เจอเอง แต่เมื่อค้นบ้านแล้วเห็นของเล่นชิ้นหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในห้องของลูกชาย จึงไปคาดคั้นเอาความจริงจากเขา ลูกชายก็ยอมรับและบอกว่าก็แค่เอาเงินไปซื้อของเล่นใหม่ เพราะเคยขอแล้ว แต่แม่ไม่ซื้อให้ เธอทั้งผิดหวังและโมโหจึงตีเขาอย่างแรง เธอมาเล่าให้ฟังว่า ไม่เข้าใจว่าลูกชายที่ทั้งเรียนเก่งและชอบเข้าวัดถือศีลเป็นประจำ จะ “ขโมย” เงินได้อย่างไร

@@@@@@

ฉันบอกว่า การ “จำได้” ก็เรื่องหนึ่ง แต่ความ “เข้าใจ” ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลานฉันท่องศีลข้อที่ 2 ได้ คือ “อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้” ข้ออื่น ๆ ก็ท่องได้ แต่เขาเข้าใจแต่ละข้อมากน้อยแค่ไหน เขาเข้าใจ หรือไม่ว่าคำว่า “ลักทรัพย์” หรือ “ขโมย” แปลว่า เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่อนุญาต คนเป็นพ่อหรือแม่ต้องสอนให้เขาเข้าใจด้วย ไม่ใช่เพียงท่องจำ มิเช่นนั้นการสมาทานศีลของเขาก็เป็นแค่ปากเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย

จากทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฉันได้คิดว่า เราชาวพุทธที่เข้าวัดถือศีลฟังธรรมนั้นเข้าใจเรื่องบาปบุญมากแค่ไหน เช่น เข้าใจหรือไม่ว่าการทำทาน ซึ่งแปลว่าการให้นั้นจะได้บุญตามเจตนา คือ มีความปีติยินดีก่อนให้ มีความปีติยินดีระหว่างให้ และหลังจากได้ให้แล้ว เกิดความปีติยินดีในการให้ของตน อีกทั้งยังต้องทำบุญหรือให้ทานโดยประกอบด้วยปัญญาและเชื่อในกรรมและผลของกรรมด้วย

การถือศีลทำบุญทำทานเป็นเรื่องดี ทำให้จิตใจสงบผ่องใส ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่สิ่งสำคัญคือ การเข้าใจหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้และน้อมนำไปปฏิบัติ จึงจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้


 

ที่มา : นิตยสาร Secret
เรื่อง : สนิมสร้อย
Image by Jaesung An from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) , IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/inspiration/167944.html
By ying ,5 August 2019
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” บาปกรรมของคนเกลียดพระ เมื่อ: สิงหาคม 07, 2019, 06:09:31 AM



“ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” บาปกรรมของคนเกลียดพระ

กรรมติดจรวดไม่ได้มีเพียงแต่ในยุคสมัยนี้เท่านั้น ครั้งสมัยพุทธกาลก็มีนายพรานคนนี้ซึ่งเป็นคนเกลียดพระ แล้วได้รับวิบากกรรมอย่างชนิดทันควันเดี๋ยวนั้นหลังจากทำร้ายพระจนเกือบถึงแก่ความตาย เพราะเป็น บาปกรรมของคนเกลียดพระ

ครั้งสมัยพุทธกาลมีนายพรานคนหนึ่งชื่อว่า “โกกะ” ทุกครั้งที่ออกไปล่าสัตว์จะใช้สุนัขล่าเนื้อช่วยในการล่าสัตว์ วันหนึ่งขณะที่นายโกกะกำลังเดินออกจากหมู่บ้านเพื่อไปล่าสัตว์เหมือนทุก ๆ ครั้ง ได้พบกับพระภิกษุกำลังบิณฑบาตอยู่ในหมู่บ้าน วันนั้นทั้งวัน นายโกกะจับสัตว์ไม่ได้เลย นายพรานก็ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สอง เขาก็พบพระภิกษุรูปนั้นอีกครั้ง ปรากฏว่าทั้งวันก็ไม่สามารถจับสัตว์อะไรได้เลย จึงเริ่มคิดหาสาเหตุแล้วว่าเป็นเพราะอะไร วันต่อมาเขาเจอพระภิกษุรูปเดิมกำลังเดินบิณฑบาต ในวันนั้นก็ไม่สามารถจับสัตว์ได้อีก จึงเริ่มแน่ใจแล้วว่าการได้พบเจอพระภิกษุรูปนั้นทำให้ตนจับสัตว์ไม่ได้

นายโกกะมองว่าพระภิกษุเป็นกาลกิณีที่ทำให้เขาไม่สามารถจับสัตว์ได้เลย จึงคิดว่าถ้าเจอพระอีกจะกำจัดเสีย วันต่อมานายพรานพบพระภิกษุเที่ยวบิณฑบาตจึงสั่งให้สุนัขล่าเนื้อเข้าไปกัดพระภิกษุเพื่อหมายเอาชีวิต

@@@@@@

พระภิกษุทิ้งบาตร แล้ววิ่งหนี ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ สุนัขล่าเนื้อต่างกระโจนหมายจะกัดพระตามคำสั่งของเจ้านาย นายโกกะรังเกียจพระเข้าไส้ก็ใช้มีดแทงไปที่เท้าทั้งสองข้างของพระ พระภิกษุทรมานไม่สามารถมีสติประคองตัวได้ดีนัก จีวรที่นุ่งห่มจึงตกลงมาคลุมร่างของนายพราน

สุนัขคิดว่าเป็นพระภิกษุจึงกระโจนเข้ากัดนายพรานจนตายอย่างน่าเวทนา พระภิกษุจึงลงมาจากต้นไม้แล้วเดินทางไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และทูลถามว่า
"นายพรานคนนั้นถูกสุนัขกัดจนตายเพราะจีวรที่ตนนุ่งห่ม จะเป็นการผิดศีล และพรหมจรรย์จะด่างพร้อยหรือไม่.?"
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ถ้าเป็นเช่นนี้ศีลและพรหมจรรย์ของเจ้าไม่ด่างพร้อย"

พระพุทธองค์ทรงเมตตาตรัสบุพกรรมของนายพรานคนนี้ให้พระภิกษุฟังว่า ในอดีตชาติ นายโกกะเคยเป็นผู้คิดประทุษร้ายต่อผู้ไม่คิดร้ายต่อตน ในชาตินั้นเขาเกิดเป็นหมอ แล้วเอางูไปใส่ไว้ในรังนก บอกให้เด็กปีนขึ้นไปเก็บไข่นกลงมา เขาหวังให้งูกัดเด็กคนนั้น แล้วตนจะได้รักษาและคิดค่ารักษาแพง ๆ เพื่อเอาเงิน แต่ผลปรากฏว่า รังนกที่มีงูนั้นกลับล่วงหล่นลงมาที่เขา งูจึงรัดคอและฉกเข้าที่ศีรษะ หมอคนจึงจบชีวิตลง แสดงให้เห็นถึงโทษของการทำร้ายผู้ที่ไม่คิดประทุษร้าย ตรงกับสำนวนที่ว่า “ให้ทุกแก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”



ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่องนายพรานสุนัขชื่อ โกกะ
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/168157.html
By nintara1991 ,6 August 2019
37  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 7 แอปช่วยรักษาสุขภาพจิต เพื่อให้คุณยังมีความสุขบนโลกที่แสนวุ่นวาย เมื่อ: สิงหาคม 06, 2019, 07:18:12 AM



7 แอปช่วยรักษาสุขภาพจิต เพื่อให้คุณยังมีความสุขบนโลกที่แสนวุ่นวาย

“ความเครียดนั้นฆ่าเราให้ตายอย่างช้าๆ” แน่นอนว่าในชีวิตการทำงานนั้นหลีกเรื่องจากความเครียดทั้งตัวงานและสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ได้โดยง่าย ซึ่งความเครียดที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจนั้นก็ส่งผลกับการทำงานเช่นกัน เราจึงอยากแอปพลิเคชั่นดีๆ ที่ช่วยผ่อนคลายและรักษาระดับจิตใจของคุณให้อยู่ในเกณฑ์ดีมาฝากกัน


1. Calm – Meditation and Sleep

Rating - iPhone : 4.6 ดาว , Android : 4.5 ดาว

แอพฯ ยอดเยี่ยมประจำปี 2017 โดย Apps Store Editor เป็นแอพฯ ที่ช่วยผ่อนคลายจากการทำงานด้วยภาพและเสียง ชวนคุณมาฟังเสียงนกร้อง เสียงฝน เสียงคลื่นเสมือนอยู่ริมชายหาด เป็นแอพฯ ที่รวมเพลงประกอบฉากธรรมชาติๆ ที่ทำให้คนฟังรู้สึกมีสมาธิ และผ่อนคลายไม่ต่างกับการนอนอยู่ริมชาดหาด หรือบนเตียงนุ่มๆ ตอนฝนตก และสามารถเปลี่ยนเสียงต่างๆ ได้จากการเลือกฉากใหม่ เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เหมาะมากๆ ที่จะเปิดฟังขณะทำงานหรืออ่านหนังสือค่ะ

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (ดาวน์โหลดฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเพิ่มฟีเจอร์)



2. MindFit

Rating - iPhone : 5 ดาว , Android : 4.2 ดาว

แอพฯ โดยคนไทยซึ่งเป็นแอพ ฯ ส่งเสริมการป้องกันโรคซึมเศร้าซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยรพ.พระศรีมหาโพธิ์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญโรคซึมเศร้า จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับความคิดและพฤติกรรม พยาบาลจิตเวช แกนนำวัยรุ่น 4 ภาคและนักสร้างแอพพลิเคชั่น พัฒนาแอพพลิเคชั่นมายด์ฟิตขึ้น โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย และเข้ากับวิถีชีวิตของวัยรุ่นมากที่สุด

แอพมายด์ฟิตประกอบด้วย การประเมินพลังใจ 9 ข้อ และมีกิจกรรมลดความเศร้าที่ให้ปฏิบัติ 6 กิจกรรมหลักรวม 18 กิจกรรมย่อย กิจกรรมดังกล่าวต้องปฏิบัติอย่างน้อย 3 ครั้งเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยมีการ์ตูนชื่อน้องมายด์ ซึ่งเป็นวัยรุ่นที่มีประสบการณ์ เคยป่วยโรคซึมเศร้าและรักษาหายแล้ว เป็นเพื่อนช่วยกระตุ้นให้ทำกิจกรรมจนสำเร็จ

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (มีค่าใช้จ่าย IOS 209 บาท l Android 225 บาท)



3. Stop, Breathe & Think : Meditation & Mindfulness

Rating - iPhone : 5 ดาว , Android : 4 ดาว

แอพฯ ที่จะมาวัดระดับอารมณ์ของคุณในแต่ละวัน มีผู้ดาวน์โหลดแอพฯ นี้กว่า 4.5 ล้านดาวน์โหลด แอพนี้มีฟังก์ชันการฝึกทำสมาธิ ฝึกการหายใจและควบคุมระดับความเครียด ไม่ว่าจะวัยเด็ก วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเลือกช่วงวัยได้ นอกจากนี้ยังสามารถติดตามดูพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้ใช้งานได้อีกด้วย

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (ดาวน์โหลดฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเพิ่มฟีเจอร์)



4. 10% Happier Meditation

Rating - iPhone : 4.8 ดาว , Android : 5 ดาว

แอพพลิเคชันจัดอับดับโดย APPLE ให้เป็น “BEST OF 2018” AWARD-WINNER เป็นแอพฯ ที่ช่วยการนอนหลับดีขึ้น ปรับสมดุลของอารณ์และพัฒนาความสัมพันธ์ทำให้มีความสุขขึ้น 10% โดยภายในแอพฯ มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้มากมายกว่า 500 หัวข้อเกี่ยวกับวิธีการผ่อนคลายความเครียด เข้ามาช่วยพัฒนาจิตใจและวิธีผ่อนคลายที่หลากหลายผ่านโปรแกรม รวมทั้งยังตั้งเป้าหมายและติดตามความคืบหน้าได้ อีกทั้งมีแบบฝึกการทำสมาธิอย่างรวดเร็วสำหรับใครที่ยุ่งมากๆ อีกด้วยค่ะ

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (ดาวน์โหลดฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเพิ่มฟีเจอร์)



5. Sleepzy

Rating - iPhone : 4.3 ดาว , Android : 4.3 ดาว

แอพฯ นาฬิกาอัจฉริยะที่สามารถติดตามรูปแบบพฤติกรรมการนอน และส่งเสียงปลุกในช่วงระยะที่คุณหลับตื้นที่สุด เพื่อให้คุณรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นเองตามธรรมชาติ พร้อมวิเคราะห์คุณภาพการนอนและแจ้งให้ทราบหากคุณอยู่ในสภาวะติดหนี้การนอน แอพที่ทุกคนขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนตื่นเช้าหรือชาวนอนดึก

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (ดาวน์โหลดฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเพิ่มฟีเจอร์)



6. Simple Habit – Meditation

Rating - iPhone : 4.8 ดาว , Android : 4.7 ดาว

แอพฯ ฝึกสมาธิของคนยุคใหม่ ที่เหมาะมากสำหรับคนที่ยุ่งน้อยไปจนถึงยุ่งมากๆ เพราะสามารถปรับโปรแกรมให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และอารมณ์ของผู้ใช้ได้ ด้วยบทเรียนสั้นๆ จากครูกว่า 75 คนหลากหลายแบบฝึกให้เลือกโดยเริ่มตั้งแต่ 5-20 นาที แอพฯ นี้มีรางวัลการันตีมากมายทั้ง Google Play’s Best Apps Winner ปี 2017

Google Play Awards Standout Well-Being App Winner ปี 2018 และ Google Material Design Awards Winner ปี 2018

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (ดาวน์โหลดฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเพิ่มฟีเจอร์)



7. Relax Melodies

Rating - iPhone  : 4.8 stars , Android : 4.6 stars

เป็นแอปพลิเคชันเสียงของธรรมชาติ ภายในแอพฯ มีเสียงของธรรมชาติให้เลือกฟังกว่า 50 เสียง ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย นอกจากนี้เรายังใช้แอปเป็นนาฬิกาปลุกได้อีกด้วย  ซึ่งเสียงปลุกจะแตกต่างจากเสียงนาฬิกาทั่วไป เพราะจะให้ความรู้สึกที่เบา สบาย เป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ที่นอนอยู่ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแบบสะดุ้งหรือตกใจ ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่

ดาวน์โหลด : ได้ทั้ง iOS และ Android (ดาวน์โหลดฟรี และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อเพิ่มฟีเจอร์)

@@@@@@

สุดท้ายแล้วเราอยากแนะนำเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่าง ‘การปล่อยวาง’ โดยคิดเสียว่าเรื่องที่เข้ามาสุดท้ายก็จะต้องผ่านไปแต่ถ้าเครียดมากๆ ก็ควรจะพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป



ที่มา : healthline, dailynews
Highlight, How ToWriter: MookJuly 20, 2019
ขอบคุณ : https://www.thumbsup.in.th/7-meditation-app
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 เทคนิคช่วยเพิ่ม พลัง ในวันที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ไหว เมื่อ: สิงหาคม 06, 2019, 07:02:52 AM



5 เทคนิคช่วยเพิ่มพลัง ในวันที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ไหว

เทคนิคดีๆ ที่จะมีส่วนช่วย เพิ่มพลัง ทั้งกาย และใจให้กับคุณได้ ในวันที่เริ่มอ่อนล้า จนรู้สึกว่าตัวเองนั้นแทบจะเดินต่อไปไม่ไหว

1. บอกเล่าเรื่องราวที่เจอให้ใครสักคนฟัง
รู้ไหมว่า การได้บอกเล่าเรื่องราวเหนื่อยๆ แย่ๆ ที่เจอมาในแต่ละวัน ให้ใครสักคนได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นแฟน เพื่อนสนิท คนคุย หรือคนรู้ใจของเราก็ตาม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ผู้คนเหล่านี้เนี่ยแหละ ที่จะมีส่วนช่วยเยียวยาความรู้สึกที่กำลังดิ่งลงไป ให้ดีดพรวดพราดขึ้นมาได้ดีเลยทีเดียว เพราะอย่างน้อยๆ มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่า ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแค่เพียงลำพังบนโลกกว้างๆ ใบนี้

2. หยุดคิดถึงเรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่ก่อน
ในแง่ของความเป็นจริง คงไม่มีใครสามารถที่จะหักห้ามความคิด หรือความรู้สึกของตัวเองไม่ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน และเมื่อความคิด รวมถึงความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นมาแล้ว หนทางเดียวที่ควรจะทำก็คือ “การปล่อยให้มันเป็นไป” เราไม่จำเป็นที่จะต้องฝืน หรือคิดอะไรให้มันเยอะแยะมากมาย จนเกิดความรู้สึกหน่วงในหัวใจ เพราะเมื่อความคิดมีจุดที่ต้องเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีจุดที่ดับลงอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดา

3. ไปเจอหน้าคนที่คุณรัก
การได้ไปเจอหน้าคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง คนรัก หรือบุพการีผู้มีพระคุณของเราก็ตาม บุคคลเหล่านี้ ถือเป็นบุคคลสำคัญของชีวิต ที่จะสามารถช่วยเติมพลังในวันที่เราอ่อนล้าได้เป็นอย่างดี เพราะบางสิ่งบางอย่าง เราไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายหรือแสดงออกอะไรให้มันมากมาย แต่คนพวกนี้กลับรู้สึกถึงได้ และพร้อมที่จะหยิบยื่นความหวังดีมอบให้อย่างไม่มีเงื่อนไข แค่เท่านี้ ก็เปรียบเสมือนกับการได้เติมพลังให้กับตัวเอง จนมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อไปอีกครั้งแล้วล่ะ

4. พักผ่อนด้วยการทำในสิ่งที่ชอบ
คนบางคนมักวิ่งหนีความเหนื่อยล้าที่กำลังเผชิญ โดยการหันหน้าไปหา หรือทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องราวที่ดี เพราะมันจะเป็นการช่วยทำให้ตัวเองได้มีความสุขอย่างง่ายๆ ในอีกรูปแบบหนึ่ง และนอกจากนี้ ยังเหมือนกับการได้หลบไปชาร์จพลังให้กับตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้กลับมาสู้กับสิ่งที่กองอยู่ตรงหน้าอีกครั้งอย่างเต็มความสามารถอีกด้วยนะ

5. พยายามอย่าฝืนตัวเอง
การฝืนตัวเองมากเกินไปเนี่ยแหละ ที่จะมีส่วนทำให้ตัวเองนั้นแย่ลง และรู้สึกเหนื่อยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม อีกทั้งประสิทธิภาพในการรับผิดชอบต่อสิ่งตรงหน้ายังคงลดน้อยลงตามไปอีกด้วย ซึ่งทางที่ดี เราควรที่จะตั้งลิมิตให้กับตัวเองไว้ซะ เมี่อถึงจุดที่รู้สึกว่า ‘เริ่มไม่ไหว’ จะได้หยุดทุกอย่างได้ทัน ก่อนที่อะไรจะสายเกินไป



โดย : sineenow SOURCE : goodlifeupdate.com ,05/08/2019
ขอบคุณที่มา : TerraBKK.com - https://www.terrabkk.com/news/196274
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนระลึกชาติ และมีญาณหยั่งรู้ได้อย่างไร.? พระพุทธเจ้ามีคำตอบ เมื่อ: สิงหาคม 06, 2019, 06:31:58 AM



คนระลึกชาติ และมีญาณหยั่งรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้ามีคำตอบ

หลายคนอาจคุ้นเคยกับความเชื่อเรื่อง “ ระลึกชาติ ” จากคำบอกเล่าของคนระลึกชาติผ่านรายการและหนังสือธรรมะ หรือหนังสือแนวเหนือธรรมชาติ เช่น คนที่สามารถบอกชื่อ บอกจุดที่ตนเองตายได้ บ้านเกิด พ่อแม่ครอบครัวในชาติก่อนได้อย่างแม่นยำ

พระพุทธศาสนากล่าวถึงการระลึกชาติไว้เช่นกัน หลักฐานที่เด่นชัดคือ ชาดก เป็นเรื่องเล่าในอดีตพระชาติของพระพุทธเจ้านั่นเอง ในคัมถีร์อรรถกถาส่วนท้ายของชาดก พระพุทธเจ้าจะตรัสว่าใครเกิดร่วมพระชาติกับพระองค์บ้าง ตัวอย่างเช่น เวสสันดรชาดก พระเวสสันดรคือพระพุทธเจ้า พระนางมัทรีคือพระนางพิมพา พระชาลีคือพระราหุล พระกัณหาคือพระอุบลวรรณาเถรี ชูชกคือพระเทวทัต เป็นต้น ซึ่งพระอรรถกถาจารย์เรียกว่า “ประชุมชาดก”

เรื่องการระลึกชาติกลายเป็นที่สนใจของชาวตะวันตกด้วย เสฐียรพงษ์ วรรณปกได้กล่าวว่า มีชาวต่างชาติอยู่ 2 คนที่ศึกษาเรื่องการระลึกชาติ คือ ดร.เอียน สตีเวนสัน กับ ดร.ฟรานซิส สโตรี่  เขาจะทำการตามไปเก็บข้อมูลคนที่สามารถระลึกชาติได้ ซึ่งทั้งสองท่านก็ได้เดินทางไปทั่วโลก แล้วรวบรวมจนสามารถตีพิมพ์เป็นหนังสือได้ เสฐียรพงษ์บอกว่า การที่จะระลึกชาติได้มีด้วยกัน 3 สาเหตุ
     1. รู้เรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก
     2. สะกดจิต และ
     3. การฝึกสมาธิจนได้ปุพเพสันนิวาสานุสสติญาณ



โพธิราชกุมารสูตรระบุว่า ปุพเพสันนิวาสานุสสติญาณ จะเกิดขึ้นหลังจากสำเร็จจตุตฌาน ซึ่งจิตจะผ่องใสอย่างสิ้นเชิง แล้วเกิดญาณตามมา ซึ่งทางพระพุทธศาสนาแบ่งญาณออกเป็น 3 ประการคือ
     - ปุพเพสันนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติได้ ตามมาด้วย
     - จุตูปปาตญาณ สามารถรู้การเกิดกับการตายของสัตว์  (ตาทิพย์) และ
     - อาสวักขยาญาณ สามารถรู้อริยสัจ 4

เมื่อพระพุทธเจ้าปฏิบัติสมาธิจนได้ญาณถึงขั้นอาสวักขยาญาณ พระองค์จึงทรงรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค จึงเรียกได้ว่าพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 อย่างแท้จริง กล่าวได้ว่า เมื่อสำเร็จฌาน ก็จะตามมาด้วยญาณ ทันที สำหรับการระลึกชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องสำเร็จฌาน 4 เสียก่อน จึงจะระลึกชาติได้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกสิ่งที่ได้จากญาณว่า “อภิญญา” (แสดงฤทธิ์ หูทิพย์ อ่านใจคน ระลึกชาติ ตาทิพย์ และสิ้นอาสวกิเลส) ซึ่งการระลึกชาติจัดเป็นอภิญญาลำดับที่ 4

พระพุทธเจ้าตรัสการระลึกชาติได้ไว้ใน “สามัญญสูตร” ว่า “เมื่อจิตเป็นสมาธิผ่องใสปราศจากกิเลส และอุปกิเลส (สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง) โดยไม่หวั่นไหวย่อมโน้มจิตเป็นปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  จะสามารถระลึกชาติได้หลายชาติ หรือตลอดสังวัฏฏกัป (ทุกชาติที่เกิดมา) ว่าเกิดมาเป็นอย่างไร ชื่ออะไร กินอะไร มีรูปร่างอย่างไร ประสบกับทุกข์และสุขอย่างไร สิ้นอายุขัยตอนอายุเท่าไหร่ ตายแล้วไปเกิดในชาติต่อไปเป็นอะไร ไม่ต่างจากผู้ชายคนหนึ่งจากบ้านของตนไปยังที่อยู่ใหม่” 

จิตที่ฝึกฝนจนเป็นสมาธิสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถระลึกชาติได้ แต่จิตต้องปราศจากกิเลส และสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง (อุปกิเลส) เช่น ความพยาบาท ความอิจฉา ความริษยา ความเศร้า ความขุ่นมัว ความถือตัว เป็นต้น



พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องฤทธิ์ที่เกิดจากสมาธิไว้ใน “สติสูตร” ว่า  ไม่ว่าจะการแบ่งร่างเป็นหลายคน เหาะไปเทวโลกและพรหมโลก อ่านใจคน ได้ยินเสียงทิพย์ของเทวดาและเสียงของมนุษย์แม้จะอยู่ไกลก็ตาม หรือการระลึกชาติได้เป็นเป็นฤทธิ์อย่างหนึ่ง

พระพุทธศาสนามองว่าผู้ที่จิตปราศจากกิเลส และอุปกิเลสคือพระอนาคามีและพระอรหันต์ เพราะพระโสดาบัน และ พระสกคามี ยังมีกิเลสอยู่ แต่เบาบาง การสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับระลึกชาติได้ แต่สำหรับคนธรรมดาที่ทราบว่าสามารถบอกเรื่องราวในอดีตได้ตรงกับสิ่งที่เกิดในตอนนั้น อาจตรงกับฤทธิ์ที่เกิดมาจากผลกรรม หรือ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ซึ่งอิทธิกถาอธิบายว่าเพราะสะสมกุศลกรรมมาดีอาจทำให้ระลึกชาติได้

การระลึกชาติไม่ได้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติหลงว่าตนเหนือกว่าคนอื่น เพราะจิตเดินทางและเวียนว่ายมาหลายภพและชาติ ย่อมเก็บความทรงจำบันทึกไว้ เมื่อปฏิบัติจนได้ญาณ จิตยอมเผยความทรงจำให้เราได้ทราบ ให้เข้าใจถึงสังสารวัฏว่าเป็นทุกข์อย่างไร เมื่อเข้าใจความเป็นทุกข์ หนึ่งในอริยสัจ 4 และไตรลักษณ์แล้ว ย่อมสลายกิเลสและอุปกิเลสทั้งปวงได้ในที่สุด


 

ที่มา : สติสูตร ,สามัญญผลสูตร ,โพธิราชกุมารสูตร ,อิทธิกถา
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/167800.html
By Alternative Textnintara1991 , 5 August 2019
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดถ้ำผาแด่น อันซีนวัดสวยบนเนินเขาแห่งสกลนคร เมื่อ: สิงหาคม 05, 2019, 06:58:54 PM

วัดถ้ำผาแด่น อันซีนวัดสวยบนเนินเขาแห่งสกลนคร

ชั่วโมงนี้บอกเลยว่าใครต่อใครที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวสกลนคร ก็คงต้องแวะไปเยี่ยมชมความสวยงามที่วัดแห่งนี้กันกับวัดถ้ำผาแด่น อันซีนวัดสวยแห่งสกลนคร


วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่าง เทือกเขาภูพาน และภูผายล ใกล้หมู่บ้านดงน้อย ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 17 กม. เชื่อกันว่าในอดีตนั้นเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตและคณะครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน เคยธุดงค์มาปักกลด บำเพ็ญเพียร เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2483



ด้านในมีการตกแต่งรอบบริเวณวัดได้อย่างสวยงาม ทั้งสวนดอกไม้และต้นไม้ที่ร่มรื่นและเต็มไปด้วยสีสัน แค่เดินเข้ามาก็รู้สึกสงบร่มเย็นแล้ว



นอกจากนี้ภายในวัดยังมีแลนด์มาร์คสำคัญที่หลายๆ คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมนั่นก็คือ ภาพแกะสลักหน้าผาหินบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในพระพุทธศาสนา และด้านบนประดิษฐานเจดีย์ก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้จากระยะไกล เป็นสื่อแทนถึงยอดเขาพระสุเมรุนั่นเอง


นอกจากมียังมีรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ตรงกลางพื้นของทางวัดให้ประชาชนได้มาสักการะบูชากันอีกด้วย

และที่ถือได้ว่าเป็นจุดแลนด์มาร์คต้องห้ามพลาดของวัดถ้ำผาแด่นเลยนั่นก็คือองค์พญานาคปรกขนาดใหญ่ที่มีรูปปั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ใต้เศียรพญานาค เป็นจุดถ่ายรูปที่ด้วยสวยงามน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก





และทั้งหมดนี้ก็คือส่วนหนึ่งของความสวยงามในวัดถ้ำผาแด่น ที่นี่ยังเต็มไปด้วยมุมถ่ายรูปสวยๆ รมไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะบูชากันอีกหลายจุด หากใครมีโอกาสมาเที่ยวสกลนครลองแวะมาเยี่ยมชมกัน

ที่ตั้งวัดถ้ำผาแด่น :  บ้านดงน้อย ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร
ติดต่อ : 083-626-3475
เวลาเปิด - ปิด :  08.00 - 16.30 น.



ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sanook.com/travel/1416493/gallery/2550893/
ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1416493/
By peeranut.P , 05 ส.ค. 62 (10:43 น.)
หน้า: [1] 2 3 ... 420