ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - Roj khonkaen
หน้า: [1]
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เรื่องของบุญมี กับ กรรมบัง ส่วนตัวเรานั้น กรรมบัง หรือ บุญยังมี เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2015, 10:52:45 AM
เรื่องของ “บุญมี กับ กรรมบัง”
เพื่อนสองคนนี้รักกันมาก
เพื่อนคนหนึ่งชื่อบุญมี บุญมีเป็นผู้มีปัญญาแบบปิ๊งปั้งเลย
ส่วนกรรมบังจะทึบๆ ทื่อๆ แต่สองคนนี้เป็นเพื่อนซี้กัน
เพราะฉะนั้นกรรมบังมีอะไรก็จะปรึกษาบุญมี
เพราะว่าเชื่อในสติปัญญาของบุญมี

มีอยู่วันหนึ่ง กรรมบังก็มาเล่าให้บุญมีฟังว่า

“ฉันเบื่อจังเลย อึดอัดมากด้วย
ห้องที่ฉันอยู่เนี่ยมันเล็กนิดเดียว
เงินก็มีอยู่แค่นี้ ที่จะไปเช่าห้องอยู่ก็มีอยู่แค่นี้
แต่ไม่ชอบเลย ห้องมันเล็ก
ทำยังไงเงินที่มีอยู่นี่ ถึงจะไปเช่าห้องได้ใหญ่กว่านี้”

บุญมีพอได้ยินเพื่อนก็เลยถามกลับไปว่า
“แล้วเงินมีเท่าไหร่”

กรรมบัง : “มีอยู่ 500 เนี่ย”

บุญมี : “500 หรอ ตอนนี้เช่าห้องแล้วใช่ไหม”

กรรมบัง : “เช่าไปแล้ว”

บุญมี : “แล้วเหลือเท่าไหร่”

กรรมบัง : “เหลือ 500 เนี่ย กินทั้งเดือนเลย

บุญมี : “อืม เอางี้ๆ ไปซื้อแพะตัวหนึ่ง”

กรรมบัง: “ซื้อแพะ? ตัวนึง 200 เลยนะ?”

บุญมี : “อืม ไปซื้อแพะมา เอาตัวผู้นะ ต้องตัวผู้ด้วย”

กรรมบัง : “ซื้อมาทำไม เดี๋ยวเงินหมด”

บุญมีก็หันไปมองหน้าแบบจ้องตา

กรรมบัง : “โอเคๆๆๆ”

…ก็เดินไปซื้อแพะ…
กรรมบัง : “ซื้อมาแล้วทำยังไง?”
บุญมี : “ก็เอาไปเลี้ยง”

กรรมบัง : “หา?? เลี้ยงที่ไหน อยู่ห้องพัก”

บุญมี : “เออ ก็เลี้ยงในห้องนั่นแหละ”

กรรมบัง : “เอ้า?”

บุญมี : “เออเลี้ยงไปเหอะ ถามอยู่นั่นล่ะ”

ก็เอาแพะเข้าไปเลี้ยง
ตกกลางคืนแพะก็เดินไม่หยุด
ทั้งฉี่ ทั้งขี้ ทั้งเยี่ยว ทั้งวิ่งจะออกไปข้างนอก
ไปมาจับขังไว้ในห้องสี่เหลี่ยม
โอย…ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกัน
รำคาญก็รำคาญ เหม็นก็เหม็น ห้องก็เล็กอยู่แล้ว
เที่ยวนี้ทำไมทำอย่างนี้ เจ็บใจ นอนแค้นทั้งคืน

ตื่นมาก็ลากแพะไปหาบุญมีแต่เช้าเลย
(ตาโหลเลยเมื่อคืนไม่ได้นอน)
ไปถึงก็ต่อว่าไม่หยุดเลย

บุญมีก็นั่งฟังอยู่พักหนึ่ง
พอเห็นเพื่อนพูดจนเหนื่อยแล้วด่าเสร็จแล้ว

บุญมี : “อืม แล้วจะเอาไงล่ะ”

กรรมบัง : “ก็ใช่สิ! แล้วจะเอายังไงเนี่ย!”

บุญมี : “เอางี้ ไปซื้อตัวเมียอีกตัวหนึ่ง”

กรรมบังยั้วสุดขีดเลย

กรรมบัง : “นี่พูดจริงพูดเล่นเนี่ย”

บุญมี : “พูดจริง เคยพูดเล่นที่ไหน”

กรรมบัง : “นี่จะแกล้งกันหรือเปล่าเนี่ย?”

บุญมี : “ไม่แกล้ง แล้วเหลือตังค์เท่าไหร่ล่ะ”

กรรมบัง : “ก็เหลือ 300 เนี่ย ซื้อไปแล้ว 200”

บุญมี : “ไปซื้อตัวเมียนะ เที่ยวนี้ตัวเมีย”

กรรมบัง : “ทำไมต้องตัวเมีย??”

บุญมี : “เออ ตัวเมียนั่นแหละ”

…ก็ไปตลาด เพราะเชื่อบุญมี…
ไปได้มาอีกตัว เลยเหลือร้อยเดียวเลยทีนี้
ลากกลับมาพะรุงพะรังสองตัว
ตกกลางคืนลากเข้าห้องอีก โอ๊ยทีนี้
ตัวเดียวก็จะแย่แล้ว ทีนี้ตัวผู้ได้ตัวเมียเลย
ยุ่งกันใหญ่เลยในห้อง มันวุ่นวายมาก
ทั้งขี้ทั้งเยี่ยวเต็มไปหมด
รำคาญสุดๆ กว่าเดิมทีนี้
ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน มันเดินย่ำเอาเลย
เช้ามานี่แค้นสุดๆ ลากไปทั้งคู่เลยด้วยความแค้น
กระชากลากถูกไปหาบุญมี
แล้วทีนี้ว่าด่าแล้วก็สาธยายความทุกข์ให้ได้ฟัง
เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง เป็นชั่วโมง
จนเหนื่อย ถามจะเอายังไงทีนี้

บุญมี : “เอาอย่างนี้ละกัน ขอโทษที เอาไปขายเหอะ”

กรรมบัง : “หา?? เอาไปขายหรอ
เหลือตัวละร้อยยังไม่รู้จะได้รึเปล่า”

บุญมี : “เออ ขายไปเหอะถ้างั้น”

กรรมบัง : “อะไร! ทีหลังไม่ฟังแล้ว! แกล้งกันรึเปล่า”

บุญมี : “ขอโทษที ไปขายเหอะไป”
แล้วบุญมีก็เดินหลบเข้าบ้านไปเลย

กรรมบัง : “อื้มมมม…”

ก็ลากแพะไปตลาด ไปนั่งขายอีก
กว่าจะมีคนซื้อ ขายได้ตังค์มาตัวละ 100
ซื้อมาตัวละ 200 ขาดทุนเฉยๆ เลย
เหลือตัวละร้อย ขาดทุนไปสองร้อย
แค้นเพื่อน ใจอกุศลเลย
กลับบ้าน ไม่ไหวแล้ว เพลีย
ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองคืน

พอเปิดห้องโอโห… ขี้แพะเต็มไปหมด
ล้างห้องกว่าจะหมด

พอล้างเสร็จก็เอนตัวลงนอนเลย

“เฮ้อออ… ห้องค่อยกว้างขึ้นหน่อย…

เอาแพะไปขาย ค่อยหลับสบายหน่อย…”

…พึ่งรู้สึกว่าห้องมันกว้างขึ้น…

…แล้วก็นอนหลับอย่างมีความสุข…

กรรมบังเอ๋ย… เจอบุญมีเล่นซะห้องกว้างเลย
เสียไป 200 ห้องกว้างเลย
เห็นหรือยังการทำห้องให้กว้างโดยใช้ปัญญา

เพราะอะไรรู้ไหม

ผมลองให้ท่านคิดดูให้เป็นธรรมะ
แสดงว่ามันต้องมีสภาพธรรมอยู่ข้างใน

เพราะจิตทุกคนมีโมหะ(ความหลง) แต่เราไม่เห็นเลย
ผมถามความรู้สึกวันแรกที่ท่านเรียนจบ
แล้วท่านเข้าไปสมัครงาน
สมมุติว่าตอนนี้แล้วกัน
เขาบอกว่าปริญญาตรีจะได้หมื่นห้า
เราเรียนมาก็มีแต่เสียเงินค่าเทอม
จบปริญญา นี่ครั้งแรกจะได้เงินเดือนแล้ว

เจ้านายบอก “หมื่นสี่ เอาไหม ทดลองงานก่อน”

“เอา”

เพราะเราจะได้เงินตั้งหมื่นสี่
เราไม่เคยได้เงินเดือนมาก่อน นี่คือเงินเดือนที่เราจะได้มาฟรีๆ

เราทำงานไปได้เงินเดือนเดือนแรก
ดีใจมาก หมื่นสี่
เดือนที่สอง ได้มาอีกหมื่นสี่
เราก็เริ่มไปซื้อข้าวซื้อของ
เดือนที่สาม ได้หมื่นสี่
เพราะยังอยู่ใน Probation (ช่วงทดลองงาน)

พอถึงช่วงพ้นโปร นึกว่าจะได้หมื่นห้า
เจ้านายบอก
“งานของคุณแค่นี้ เอาไปแค่หมื่นสี่ละกัน จะเอาไม่เอา?”

“เฮ้ย โกงฉันพันนึง”

เอาล่ะมันโกงฉันพันนึงล่ะ

แล้วถ้าเขาบอกว่า
“ตกลงเราจ้างได้แค่หมื่นสาม”

…นี่มันโกงเรานะเนี่ย…

“ถ้าไม่เอาคุณก็คงต้องออกไป”

…งั้นออก…

กลับไปอยู่ที่ศูนย์

…ไม่ได้ มันโกงเรา…

เพราะว่าทุกครั้งจิตจะไปเกาะ
เกาะ เกาะ เกาะ
แล้วมันไม่ยอมรีเซ็ตตัวเองกลับมาที่ศูนย์
มนุษย์จึงมีแต่ความโลภ
แล้วก็อยากได้เพิ่มขึ้น อยากได้เพิ่มขึ้น
เพราะจิตไม่ยอมรีเซ็ตตัวเองกลับมาที่ศูนย์
ถ้าจิตรีเซ็ตตัวเองกลับมาที่ศูนย์เมื่อไหร่
ทุกบาททุกสตางค์ จะกลายเป็นได้ฟรีทุกขณะ
ตลอดการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้

คนๆ นั้นจึงมีความสุข

เรียบเรียงจากเรื่องเล่าในคอร์สปฏิบัติธรรม
มัคคานุคาเข้ม ที่ชื่อคอร์สว่า “ไฟลุกกลางหอธรรม”
ธรรมบรรยายโดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
2  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / บทกวีทิพย์จากนิพพาน :: อนิจจา วต สังขารา..... เมื่อ: สิงหาคม 27, 2015, 03:43:42 PM
"อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน

อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข"

อนิจจา วต สังขารา-สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ......

อุปปาทวยธัมมิโน-มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา.......

อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ-บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป......

เตสัง วูปสโม สุโข-การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข....


บทสวด บทสวดมนต์ทุกบทเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น ถ้าเราสวดได้ เข้าใจด้วยใจขณะที่เราสวด หรือได้ยิน ได้ฟัง รู้ซึ้งถึงคำแปลและความหมาย ก็จะเป็นปัญญา มีประโยชน์มาก คือ เป็น"วิปัสสนาญาณ"ไปด้วย ถ้าสวดหรือฟังไม่รู้เรื่อง ก็ได้แต่สมาธิ(สมถะ) และฌาน คือ ความสงบของจิตใจเท่านั้น

ปุจฉา-สังขาร คือ อะไร ? ระงับสังขาร ระงับอย่างไร ?

วิสัชนา -สังขาร คือ

1. ขันธ์ 5 ทั้งหมด(รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ) เป็นสังขตะหรือสังขตธรรม  หมายความถึง สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย  เป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรม

2.สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว  ตรงกับ"สังขารขันธ์"ในขันธ์ 5

3.สภาพที่ปรุงแต่งชีวิต คือ กายสังขาร(ปรุงแต่งทางกาย คือ ลมหายใจเข้าออก)-วจีสังขาร(ปรุงแต่งวาจา คือ วิตก วิจารณ์)-จิตตสังขาร(ปรุงแต่งใจ คือ สัญญาและเวทนา)

4.สังขารทุกข์-ทุกข์เพราะเป็นสังขาร คือ เพราะเป็นสภาพอันถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น จึงต้องผันแปรไปตามเหตุปัจจัย เป็นสภาพอันปัจจัยบีบคั้น ขัดแย้ง คงทนอยู่มิได้!!!!

5.สังขารโลก-โลก คือ สังขาร ได้แก่ ชุมนุมแห่งสังขารทั้งปวง อันต้องเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย......

ระงับสังขาร-คือ การระงับหรือดับความคิดปรุงแต่งเหล่านี้เสียโดยสิ้นเชิง(นั่น คือ การปล่อยวาง)......โดยใช้หลักพิจารณาที่ว่า

สัพเพ สังขารา อนิจจา-สิ่งทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง.....

สัพเพ สังขารา ทุกขา-สิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์.......

สัพเพ ธัมมา อนัตตา-ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน.......


"สรรพสิ่งปล่อยวางได้ใจเป็นสุข    ไม่มีทุกข์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์

สรรพสิ่งเกิด-ดับไปในทุกอัน    สารพันสารพัด"อนัตตา"

ยึดมั่นมากไม่มีสุขก็ทุกข์มาก     แสนลำบากยิ่งนักเป็นหนักหนา

ยึดมั่นน้อยก็ทุกข์น้อยค่อยคลายคลา    ในไม่ช้าก็จะหายคลายทุรน

จงปล่อยวางให้มากอยากมีสุข     ทุกยามยุคจักบรรลุยอดกุศล

อภัยทานนำมาใช้ให้ทุกคน     จิตกุศลแผ่เมตตามหาทาน

ฝากแสงทิพย์อริยธรรมช่วยนำส่ง    ตามจำนงสัตว์น้อยใหญ่มากไพศาล

ข้าฯสละอโหสิกรรมทำบุญทาน     ปล่อยวางผ่านพระโลกุตตร์เป็นสุดดี

ขอทุกท่านอย่าได้ยากปราศจากทุกข์     มีแต่สุข-ดับกิเลสวิเศษศรี

ข้าฯขอลาประกาศในชาตินี้      ลาน้องพี่กลับโลกทิพย์นิพพานเอยฯ......


 :s_hi:  :93:  :08:


ที่มา http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=447469
3  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / มีเรื่องเล่าสู่เพื่อนกรรมฐานฟัง เมื่อ: สิงหาคม 04, 2015, 10:07:01 AM
มีเรื่องเล่าสู่เพื่อนฟังอีกแล้ว

เมื่อคืนภาวนาเสร็จ อุทิศบุญกุศลแล้วก็นอน ฝันว่าไปเดินเล่นทางเดินของสวนสาธารณะ ไปกันหลายคน สักพักเหมือนเดินอยู่คนเดียว แล้วมีเงาดำเป็นผู้ชายเป็นเด็กมาทับที่ร่างฉัน ฉันขยับตัวไม่ได้ ต้องนิ่งอยู่อย่างนั้น พักนึงตั้งสติได้ ก็สวดคาถาพญาไก่เถื่อน

เว ทา สา กุ กุ สา ทา เว ,
ทา ยะ สา ตะ ตะ สา ยะ ทา ,
สา สา ทิ กุ กุ ทิ สา สา,
กุ ตะ กุ ภู ภู กุ ตะ กุ ,


จบ นึง เงาที่ทับร่างฉันก็หายไป แล้วฉันก็เดินเล่นต่อไปอย่างสบายใจ

บันทึกความทรงจำ

 :s_hi:   :93:
4  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ดอกมณฑารพ ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2015, 09:58:49 AM


มณฑารพ ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์

“มณฑารพ” หรือ “มณฑา” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Talauma candollei Bl.” อยู่ในวงศ์ Magnoliaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับพวกจำปา จำปี และยี่หุบ เป็นไม้พุ่มสูงราว 3-10 เมตร เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ มีขนาดใหญ่ รูปรี ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา มักเป็นคลื่นหรือเป็นลอน ดอกมีขนาดใหญ่ เป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ หรือส่วนยอดของลำต้น มีสีเหลืองนวล 

มีกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน 3 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกค่อนข้างหนา แข็ง ดอกมีกลิ่นหอมและส่งกลิ่นไปไกล โดยเฉพาะในตอนเช้าตรู่ จะส่งกลิ่นหอมแรงมาก และออกดอกตลอดปี ส่วนผลรูปรี ออกเป็นกลุ่ม และเนื่องจากมณฑามีดอกสวยและกลิ่นหอมจึงนิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ

 

ดอกไม้ทิพย์แห่งเมืองสวรรค์ที่ชื่อ “มณฑารพ” หรือ “มณฑา” นั้น ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

ดูกรอานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปราย ลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า ก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคต

ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอย่างยอด เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้ ฯ”  (การถวายดอกไม้ก็ดี แต่การปฏิบัติบูชานั้นดีที่สุด)

ในเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ทุกหนแห่งในเมืองกุสินาราเต็มไปด้วยดอกมณฑารพ “...สมัยนั้น เมืองกุสินาราเดียรดาษไปด้วยดอกมณฑารพโดยถ่องแถวประมาณแค่เข่า จนตลอดที่ต่อแห่งเรือน บ่อของโสโครกและกองหยากเยื่อ ครั้งนั้นพวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา สักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาค ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมมาลัยและของหอม ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์...”


 st12 st12 st12 st12 st12

หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะเถระซึ่งอยู่ที่เมืองปาวา ได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่เมืองกุสินาราเป็นเวลาหลายวันแล้ว จึงตั้งใจจะไปเฝ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์บริวาร 500 รูป ขณะที่กำลังเดินทางไปเมืองกุสินาราอยู่นั้น ได้หยุดพักหลบแสงแดดอยู่ใต้ร่มไม้ข้างทาง ได้เห็นนักบวชนอกศาสนาคนหนึ่งซึ่งมาจากเมืองกุสินารา ถือ “ดอกมณฑารพ” ที่ผูกติดกับกิ่งไม้ต่างร่ม เดินสวนทางมา

พระมหากัสสปะซึ่งเวลานั้นยังไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็นึกสังหรณ์ใจ เพราะดอกมณฑารพเป็นดอกไม้ทิพย์ที่ไม่มีในโลกมนุษย์ และจะปรากฏเฉพาะตอนที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า เช่น ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน วันจาตุรงคสันนิบาต และวันที่ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นต้น ซึ่งเทพเทวดาจะบันดาลให้ดอกมณฑารพตกลงมาจากเทวโลก พระมหากัสสปะจึงได้สอบถามข่าวคราวของพระพุทธองค์จากนักบวชนอกศาสนาผู้นั้น ซึ่งได้รับคำตอบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานมา 7 วันแล้ว และดอกมณฑารพนี้ก็ได้เก็บมาจากบริเวณที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานนั่นเอง เมื่อได้ยินดังนั้นพระมหากัสสปะจึงรีบเร่งนำพระภิกษุสงฆ์ออกเดินทางไปยังเมืองกุสินารา


นอกจากนี้ มณฑารพยังเป็นดอกไม้ของนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดีที่มีนามว่า กิริณีเทวี
 

......................................................
จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 78 พ.ค. 50 โดย เรณุกา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2550 14:50 น.

กระทู้เกี่ยวเนื่องกัน
• วันอัฏฐมีบูชา : วันถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า •
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=42337
5  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / หน้าหนาวกินอะไรดีกับร่างกาย... รู้ยัง ? เมื่อ: ธันวาคม 19, 2014, 10:46:10 AM


หน้าหนาวของไทยอยู่ในช่วงปลายปี ถ้าโชคดีก็หนาวยาวนานไปถึงต้นปี โดยปกติแล้วในช่วงฤดูหนาวจะเป็นอีกช่วงที่หลายๆ คนเจ็บป่วยกันได้บ่อย ทั้งร่างกายภายนอก และอาการเจ็บป่วยภายใน การดูแลร่างกายควรเริ่มตั้งแต่อาหารการกินค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถดูแลตัวเองได้

หน้าหนาวควรกินอะไรดี ดื่มอะไรดี

ในช่วงฤดูหนาวควรเลือกกินอาหารบำรุงธาตุน้ำ ที่มีรสขมร้อน รสร้อน รสเปร้ียวเผ็ดเล็กน้อย เช่น แกงส้มดอกแค ต้มยำ ต้มโคล้ง มีรสเผ็ดผสมเปร้ียวและงดเว้นอาหารที่มันจัด

ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในช่วงหนา้หนาวนี้ควรจะเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพรเพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย


สมุนไพรต้านหวัด


1. ขิง มีรสหวานเผ็ดร้อน แก้ ลมจุกเสียด แก้เสมหะ แก้คลื่นเหียน อาเจียน ส่วนที่ใช้ ได้แก่ เหง้าแก่สดที่มีอายุ 11-12 เดือน
การใช้ขิงแก้หวัด : การใช้ขิงรักษาอาการไอ มีเสมหะให้ใช้เหง้าขิงฝนกับน้ำมะนาวหรือใช้เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อยแล้วคั้นเอาน้ำใส่เกลือเล็กน้อยนำมากวาดคอหรือจิบบ่อยๆ
 

2. มะขามป้อม มะขามป้อม ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูงมาก รสฝาดอมเปรี้ยวใช้แก้ไอกระตุ้นน้ำลาย ทำให้ชุ่มคอแก้คอแห้ง ขับเสมหะ
การใช้มะขามป้อม ใช้เนื้อผลสดแก่ ครั้งละ 1-3 ผล โขลกพอแหลกใส่เกลือเล็กน้อยอมหรือเคี้ยวรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง


3. มะขาม ส่วนที่นำมาใช้คือเนื้อฝักแก่มีรสเปรี้ยวเพราะมีกรดอินทรีย์ แพทย์แผนไทยเชื่อว่ามีฤทธิ์ขับเสมหะ

การใช้มะขาม ให้นำมาจิ้มเกลือรับประทาน หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามใส่เกลือรับประทานเปล่าๆ


4. มะนาว ช่วยขับเสมหะ
การใช้มะนาว ให้ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำใส่เกลือเล็กน้อยจิบบ่อยๆ หรืออาจทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาลปรุงรสจัด ดื่มบ่อยๆ ก็ได้


5. มะแว้งเครือและมะแว้งสด สรรพคุณเหมือนกบมะนาว ขับเสมหะ
การใช้มะแว้ง โดยใช้ผลแก่สดที่สุกแล้ว มีรสขม ใช้ 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำใส่เกลือใช้จิบบ่อยๆ


6. กะเพราและโหระพา ในใบกะเพราและโหระพามีน้ำมันธรรมชาติที่ช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้และทำให้ลำไส้บีบตัวดี


7. หัวหอมและต้นหอม มีส่วนของเส้นใยอาหารที่ทำงานได้ดีในลำไส้ เป็นใยอาหารชนิด “อินนูลิน” ที่ช่วยบำรุงจุลินทรีย์ดีในทางเดินอาหาร


8. กล้วยน้ำว้าห่าม มีสาร “แทนนิน” ช่วยระงับอาการท้องเสียและทำให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ มีวิตามินบีกับโพแทสเซียมช่วยบำรุงแร่ธาตุที่เสียไป ส่วนแมกนีเซียมช่วยการบีบตัวของลำไส้

กินอะไรดูแลผิวช่วงหน้าหนาว

นอกจากดูแลสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วยแล้วการดูแลผิวพรรณภายนอกช่วงหน้าหนาวก็สำคัญ เพราะช่วงนี้อากาศเย็น แห้งทำให้ผิวแตก คันได้ การเลือกอาหารการกินก็สามารถส่งผลกับผิวพรรณในช่วงหน้าหนาวได้


1. น้ำใบบัวบก มีสารช่วยต้านการอักเสบที่ผิว ทำงานเสริมกับคอลลาเจน ช่วยให้แผลสดและรอยแผลเป็นสมานได้ดีขึ้น

2. งาดำและน้ำมันมะพร้าว เพื่อให้ได้วิตามินอีช่วยผิวชุ่มชื้น ป้องกันการแห้งแตกเป็นรอยยับ

3. น้ำมันปลา ลดการอักเสบทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นดี ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่มาทำร้ายผิว

 :) :) :) :88: :88:

จาก : http://www.agriman.doae.go.th/home/news3/news3_1/samunpri/0050_nisid.pdf
http://mcot-web.mcot.net/lively/content.php?id=52688e06150ba0386e000222
6  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / วันที่นั่งสวด คาถาพญาไก่เถื่อน เห็นพระรูปงามเหลืองเป็นสีทองนั่งสมาธิหลังหมอกดำ เมื่อ: มีนาคม 13, 2014, 08:49:38 AM
วันที่นั่งสวด คาถาพญาไก่เถื่อน เห็นพระรูปงามเหลืองเป็นสีทองนั่งสมาธิหลังหมอกควันสีดำ เป็นภาพติดตาถึงผ่านมาเป็นปีแล้วก็ตาม ได้แต่คิดปลื้มปิติใจ ว่าพระท่านมาโปรด มาชี้แนะแนวทางพระกรรมฐาน คิดไปแล้วว่าอาจจะเป็นหลวงปู่ หรือพระอาจารย์  เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงศรัทธาได้เป็นอย่างดีว่า การไม่กลับมาเกิดมีจริง   :25:  :25:  :25:
7  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กราบนมัสการพระบรมเกศาธาตุ พระทันตธาตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ: มกราคม 26, 2013, 04:35:37 PM



:25: :25: :25:

กราบนมัสการมาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๖ ค่ะ



ถ้ามีภาพอื่น ๆ มาอีกก็จะมาเพิ่มให้อีกนะคะ อาจจะนาน ๆ ค่ะ สวัสดีค่ะ  :58: :58: :58: :58: :58: :58:
8  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ภาพน้ำท่วมวัดสะตือ(หลวงพ่อโต) อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อ: มกราคม 09, 2013, 11:57:25 AM
:25: :25: :25:
9  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / โบราณสถานวัดเขาวง(ถ้ำนารายณ์) อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี (ชมภาพ) เมื่อ: ธันวาคม 26, 2012, 08:50:21 PM




:25: :25: :25:


ยังมีภาพอีกนะคะ พรุ่งนี้ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๕๕ ลงภาพเพิ่มอีกค่ะ
10  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กาลามสูตร (หลักพิจารณา ๑๐ อย่าง) เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 10:09:41 PM

สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับชาวตะวันตกมากที่สุด
 คือเรื่อง กาลามสูตร (หลักในการพิจารณา ๑๐ อย่าง)
๑. อย่าพึ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา
 ๒. อย่าพึ่งเชื่อถือด้วยการถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา
 ๓. อย่าพึ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ
 ๔. อย่าพึ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา
 ๕. อย่าพึ่งเชื่อถือ ตรรก หรือ เหตุผล
 ๖. อย่าพึ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเน
 ๗. อย่าพึ่งเชื่อถือด้วยการตริตรองอาการที่ปรากฏ
 ๘. อย่าพึ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน
 ๙. อย่าพึ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ
 ๑๐. อย่าพึ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา

"ศาสนาพุทธไม่ต้องการให้มีความเชื่อใด ๆ โดยไม่ใช้ปัญญา"

 ที่มา หนังสือ "เสบียงทิพย์" เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทาน

11  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / หลวงปู่ดู่ วัดสะแก อยุธยา เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 09:15:20 PM





:25: :25: :25:

12  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / หลวงพ่อรวย วัดตะโก เมื่อ: ธันวาคม 08, 2012, 06:40:37 PM
:25: :25: :25:
13  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ชมภาพ วัดสะตือ..วัดพระนอน ถิ่นกำเนิดหลวงพ่อโต แดนตะโกดัดงามฯ อยุธยา..จ้า เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2012, 02:56:50 AM

ช่วงกลางวันนี้จะลงภาพต่อนะคะ
:08:
:043: :043: :043:
14  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ชมภาพและประวัติ วัดไก่จ้น..ถิ่นกำเนิด "สมเด็จโต พรหมรังสี" อยุธยา เมื่อ: ตุลาคม 29, 2012, 07:30:45 AM


:25: :25: :25:



ประวัติวัดไก่จ้น

              วัดไก่จ้น  ถิ่นกำเนิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี) ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านไก่จ้น  หมู่ที่ ๑๐ ตำบลท่าหลวง  อำเภอท่าเรือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  วัดตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควป่าสัก  อาณาเขตทิศเหนือยาว ๑๑๐  เมตร ติดต่อกับทางสาธารณะและที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกยาว ๑๙๘ เมตร ติดต่อกับชลประทานท่าหลวงและแม่น้ำแควป่าสัก ทิศใต้ยาว ๑๕๐ เมตร ติดต่อกับทางสาธารณะและที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกยาว ๑๙๘  เมตร  ติดต่อกับชลประทานท่าหลวงและทางสาธารณะ ทิศตะวันตกยาว ๑๙๐  เมตร ติดต่อกับที่ดินของเอกชน และแม่น้ำแควป่าสัก  พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำแควป่าสัก

    วัดไก่จ้น  เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ  ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตั้งขึ้นเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๕  เดิมเรียกว่า “วัดบ้านไก่จ้น”  มีหลักฐานปรากฏอยู่ในใบพระราชทานวิสุงคามสีมาอุโบสถหลังเก่า  ความว่า  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ได้รพราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่ “วัดบ้านไก่จ้น” แควนครน้อย  แขวงกรุงเก่า ซึ่งมีเจ้าอธิการดิสเป็นเจ้าอาวาส  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑

              เมื่อคราวพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕  เสด็จประพาสวัดสะตือ  ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดบ้านไก่จ้น  เจ้าอธิการดิสได้แต่งซุ้มรับเสด็จฯ  ที่หน้าวัดบ้านไก่จ้น  โดยแต่งซุ้มเป็นรูปไก่ประดับไฟตะเกียงพร้อมทั้งเขียนโคลงยอพระเกียรติไว้ ๑ บท  มีผู้จำได้เพียงตอนท้ายว่า “ดับร้อนราษฎร์เกษม” ทรงสนพระราชหฤทัยเจ้าอธิการดิสเจ้าอาวาสวัดบ้านไก่จ้น  ที่เขียนคำโคลงยอพระเกียรติ แต่งซุ้มรับเสด็จฯ  ประกอบทั้งคุณงามความดีของเจ้าอธิการดิสในด้านการศึกษาและการพัฒนาวัดจึงโปรดฯ ให้อาราธนาไปอยู่วัดสุวรรณดาราราม  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชทานสมณศักดิ์ที่พระสวรรณวิมลศิล เป็น  เจ้าอาวาสวัดสวรรณดาราราม ตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๔๔๕  จนถึงมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๖๔

     วัดไก่จ้น  ได้รบพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัง  เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑  เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร








             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ  วัดไก่จ้น ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑  ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ  ทรงตัดหวายลูกนิมิต  ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่เกตพระประธานในอุโบสถ  ทรงตัดหวายลูกนิมิต         ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่เกตพระประธานในอุโบสถ  ทรงตัดหวายลูกนิมิต  ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่เกตพระประธานในอุโบสถ  และพระประธานจำลองพระประธานอุโบสถ
 
             
          ทรงพระราชทานของแก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยเสด็จพระราชกุศล  ทรงปลูกต้นพิกุลด้านหน้าอุโบสถ  ทรงลงพระปรมาภิไธยและนามาภิไธยที่แผ่นศิลา  ทรงพระสุหร่ายพระประธานในอุโบสถ และพระประธานจำลองพระประธานอุโบสถ  ทรงพระราชทานของแก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยเสด็จพระราชกุศล    ทรงปลูกต้นพิกุลด้านหน้าอุโบสถ ๒ ต้น  ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์บำรุงวัดไก่จ้น  ๑๐,๐๐๐ บาท และเสด็จฯเยี่ยมประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯ



ยังมีต่อนะคะ...
15  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 08:16:39 PM
:25: :25: :25:
16  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ชมภาพ วัดพระพุทธบาท สระบุรี เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 07:46:58 PM
:25:กราบนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี มาค่ะ เลยนำภาพมาฝากค่ะ










:25: :25: :25:
17  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / บุญไม่ช่วย (เสียงเทศน์) พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 11:31:05 AM
 เรื่อง  บุญไม่ช่วย  (เสียงเทศน์) พระอาจารย์สมภพ  โชติปัญโญ
      ขอความผาสุกทุกประการ ขอจงบังเกิดมีแด่ท่านผู้มีบุญ และท่านผู้แสวงบุญทั้งหลายโดยทั่วกันทุกท่านทุกคน ณ โอกาสนี้ เวลาของเราขณะนี้ สองโมงยี่สิบคงยังไม่สายเกินไป  ก่อนที่เราจะรับอาหาร หลังจากท่านทั้งหลายได้กล่าวถวายมหาสังฆทานไปแล้วตามประเพณีของพระอริยะเจ้าในทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าของเราพระองค์ทรงพร่ำสอนอยู่บ่อย ๆ ว่า ภิกษุทั้งหลาย  คฤหัสถ์   ญาติโยม ชาวบ้าน  เป็นผู้มีอุปการะเกื้อกูลแก่พวกเธอเป็นอันมาก ด้วยปัจจัยสี่ จีวร บิณฑบาต  เสนา อาสนะ ที่อยู่อาศัย แม้พวกเธอทั้งหลายก็จงเป็นผู้มีประโยชน์ เกื้อกูลแก่บุคคลเหล่านั้น ด้วยกันตอบสนองบุญที่กระทำ  ด้วยการแสดงธรรม  อันนี้เป็นการเกื้อกูล ตอบสนองต่อกันและกัน ทุกครั้งทุกเวลา  พระสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา เมื่อท่านได้รับปัจจัยไทยทาน สังฆทาน ตลอดทั้ง อามีสทานต่าง ๆ  ท่านจะต้องให้พร คือ การแสดงธรรม ก่อนที่จะรับหรือบางครั้งรับแล้วหรือแสดงทีหลัง   อันนั้นเป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน  ท่านเปรียบเสมือนพระสงฆ์นี้ เหมือนแมลงภู่  แมลงผึ้ง บินไปดูดเอาน้ำหวานจากดอกไม้  แต่ไม่ทำดอกไม้มันชอกช้ำ  ไม่ทำกลีบ ให้สี  ให้กลิ่น ดอกไม้ชอกช้ำ มันสูญเสีย ดูดเอาเพียงความหวาน แต่จะต้องผสมเกสรให้ดอกไม้นั้น ได้ติดลูกติดหมาก ต่อไป แล้วจึงบินจากไป คือเอาประโยชน์และก็ให้ประโยชน์ ผสมเกสร เดี๋ยวนี้หมายความว่าจิตใจของท่านนั้นเปรียบเสมือนหมู่มวลบุปผาชาติ ที่กำลังเบ่งบาน การเบ่งบานขึ้นมานั้นคือ บานด้วยบุญ ด้วยกริยาแห่งบุญ ที่นี้ผสมเกสรด้วยเบ่งบานเป็นผลเป็นหมาก ให้บุญนี้กลายมาเป็นกุศล ให้บุญกลายมาเป็นกุศล  บุญกับกุศลไม่ใช่ตัวเดียวกันนะ
บุญนั้น คือ ความดี ความสุขใจ ความเย็นใจ ความสบายใจ ความอิ่มใจ ความเบิกบานใจ นี่คือสภาพแห่งบุญ   ส่วนกุศลนั้น คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความฉลาด ในข้อที่คิด กิจที่ทำ คำที่กล่าวออกมา
       วัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมายที่กระทำนั้น จะต้องเข้าใจ บุญ จะท่านสูงสุดไปจนถึงสวรรค์ สุดที่บุญจะส่งไปถึงคือพระนิพพาน บุญจะเป็นปัจจัยส่งไปถึงสวรรค์และเป็นบันไดต่อไป แต่ส่วนที่จะรับช่วงบุญต่อไปสู่พระนิพพาน คือ กุศล  คือความฉลาด คือความเข้าใจ
       เมื่อกี้นี้ท่านอาจารย์ มหาประสิทธิ์หัวหน้ามคทายก ขอให้เป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพาน  ทำอย่างไรจะส่งบุญถึงพระนิพพาน อันนี้เราไม่หลง ไม่หลงประเด็น ประเด็นแห่งบุญในทางพระพุทธศาสนา ประเด็นในสมัยพระเจ้ามหาราชาลิไทย ที่ได้พูดมาเมื่อคืนนี้ สมัยนั้นเข้มข้นมาก กระแสวัฒนธรรมสมัยนั้นเข้มข้นมาก คือพระนิพพาน จะทำอะไรก็ทำอะไรเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพาน
       ประเด็นในทางพระพุทธศาสนาสมัยก่อน คือ พระนิพพาน  มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาก็จะเจือจางลง จะมุ่งหมายไปสู่ ยุคพระศรีอาน พระศรีอริยเมตไตรย  ยิ่งถึงกรุงสมัยรัตนโกสินธุ์จางลงมาก ๆ  จะมุ่งสู่สวรรค์ ดิบ ๆ คือจะกินดิบ ๆ จะเอาดิบ ๆ เลย พอจะทำบุญปั๊บก็ขอจะให้ถูกเลข ถูกหวย  เมื่อไม่ถูกก็จะเสียใจ  เมื่อเสียใจแล้วก็จะใจเสีย ใจเสียกับเสียใจนี้ไม่ใช่อันเดียวกันนะ 
       เมื่อคืนนี้ฝนตก  ท่านทั้งหลายบางคนก็วิ่งออกหอบกลดหอบมุ้ง ไปหาพักที่หลบที่ซ่อน  เสียใจ
แต่ เมื่อเช้านี้ใจเสีย  ไม่ใช่เพียงแต่หอบไปหาที่หลบที่ซ่อน  เมื่อเช้าหอบกลับบ้านเยอะแยะไปหมด  นั้นแสดงว่าใจเสีย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวซะแล้ว 
       เมื่อคืนนี้ก่อนที่จะแสดงธรรม แสดงอากาศวิปริตร  อาตมาก็ได้นิมนต์พระสงค์องค์เจ้าทั้งหลาย  ท่าน ท่านได้พากันสาธยายสวด เทวตานุโมธนาคาถา ให้เทวดามาช่วย  มาร่วมอนุโมทนา มาชื่นชมยินดี ในบุญในกุศลที่เราทำ แล้วก็ขอร้องให้ท่านมาช่วยบอกว่า
       จีรังระขันตุสาสะนัง  ขอจงมารักษาศาสนานี้ให้จีรังยั่งยืน และก็มีอีก บทที่สองลงท้ายว่า
       จีรังระขันตุปานิโน   จงมาช่วยรักษาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้อยู่เย็นเป็นสุข
       ส่วนบทที่สามลงท้ายกันว่า  จีรังระขันตุโนสะธา   ขอจงมาคุ้มครองพวกเราทั้งหลายให้มีความสุขให้มีความปลอดภัยอยู่ตลอดไป ตอนสุดท้ายโสถธิงขะชันตุ เทวตาคตา  ขอให้เทวดาทั้งหลายจงปลอดภัยแล้วให้ความปลอดภัยสู่ที่นี่แล้วก็จากไปจงกลับไปสู่ที่อยู่ของตน 
ปรากฏว่า เทวาดุภาพก็หลั่งไหลลง มา  ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น  เมื่อคืนนี้ถ้าฝนไม่ตก จะเดือดร้อนที่สุดเลย  ทางข้างนอกหน่วยอำนวยการได้วิทยุกันร้อนรนไปทางอำเภอ ขอให้ทางอำเภอจัดรถดับเพลิง รถน้ำ ทางอำเภอ  และรถน่วยต้านภัยแล้ง  มา มาสองคัน ทางโน้นก็เตรียมมา ก็มาไม่ทัน พวกเรานั่งฟังธรรมกันอยู่ที่นี่ บางคนอาจจะไม่รู้ อาจจะไม่สังเกต ท้องฟ้าแดงฉานขึ้นมาเลย ไฟลามมาถึงเขตวัด  ถึงแดนวัดพอดี  ถ้าฝนไม่ตกลงมา ไฟจะลามฟางที่เราปูมานี่จะเป็นอย่างไรเข้ามา ตอนนี้ไม่ใช่เปียกแล้วจะไหม้ ความเดือดร้อนวุ่นวาย จะเสียหาย   คงจะลำบากมาก แต่พอดีฝนตกมา ถ้าฝนไม่ตก จะไหม้ ต้นไม้  สัตว์เล็กสัตว์น้อยจะตาย  พืชสวนไร่นาจะเสียหาย    คงจะลำบากมาก แต่พอดี้พอดีฝนตกมา ไฟไหมดับ โอบุญนี้มีจริง ๆ เนอะ  ท่านทั้งหลาย เชื่อไหมบุญมี บุญช่วย สิ่งที่เราทำอยู่อย่างนี้มีอนุภาพ บุญที่เราอยู่ในขณะนี้ทำครบวงจร  บุญมีบุญช่วย  สิ่งที่เราทำมีอนุภาพ ถ้าครบวงจร เป็นปัยจัยเพื่อพระนิพพานได้   บุญครบวงจร มีบุญอะไรนั้นมีบุญอะไร
      พระพุทธเจ้าท่านให้ศึกษาบุญให้ดี ๆ พวกเราได้ยิน ได้ยินแต่คำว่า  “ไตรสิกขา” แต่มีอีกอันหนึ่ง          พระพุทธเจ้าเรียกว่า “บุญยสิกขา” เป็นภาษาบาลี   สันสกฤต แปลว่า ศึกษา  ภาษาไทยไม่ได้แปล ภาษาอังกฤษคำว่า เทรนนิ่ง แปลว่า ฝึกฝนบุญนี้ให้ดี ๆ  บุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์อันเลิศพึงศึกษาบุญดีให้ดี ๆ ให้เข้าใจ    จงทำกระทำแต่บุญที่มีความสุขเป็นประโยชน์เป็นกำไร บุญที่เป็นความทุกข์เป็นกำไรก็มีนะ  แต่บุญที่เป็นประโยชน์ที่มีกำไรก็มีนะ  สุขก็มีนะ  สุขินทรียัง  โอ้ยมันพูดยาก ปากมันยังไม่คืนสู่ปกติ
จงทำแต่บุญที่มีความสุขเป็นกำไร
      ทานนันจะ คือ การให้ทาน
      สมจริยันจะ คือ การทำตัวเองให้สม่ำเสมอให้สงบสุข  คือ การนั่งสมาธิให้สงบ
      เมตตาจิตันจธวเย  คือ การพยายามพัฒนาจิตตนเองให้เกิดความเมตตาปราณีต่อหมู่สัพสัตว์ 
      รวมกันแล้ว  คือ ทาน ศีล ภาวนา  นั่นเอง  ที่เราได้กระทำอยู่กระทำอยู่ขณะนี้มันครบวงจร   
พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่าเมื่อบุคคลประกอบด้วยคุณธรรมแล้วสามประการนี้แล้วอันเป็นเหตุ ให้เกิดความสุข  “ตโยสุขังสมุทเย”  นี้และทำให้เกิดประโยชน์สามประการ   “อัฟฟยะปะธัง สุขังโลกัง มันติโตติปมุจติ”  บัณฑิตผู้ประกอบด้วยธรรมสามประการ อันเป็นประโยชน์ให้เกิดความสุข   เช่นนี้ ย่อมเข้าถึงโลกที่มีแต่ความสุข ปราศจากความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  พวกเราได้กระทำอย่างนี้ก็จะมีความสุข
ทีนี้จะกล่าวถึงฝนตกเมื่อคืนนี้หน่อย มันได้ประโยชน์มากเลยเมื่อคืนนี้แต่อย่าพากันไปคิดด่าในใจนะอย่างไปน้อยอกน้อยใจ   
       พระพุทธเจ้า  พระพุทธองค์ให้เรามอง สอง ด้านอย่ามองด้านเดียว   ตะเถเวกัตสะ ตสะมาวาปิ  มองสิ่งเดียวกันนี้แระให้ผลเป็นคุณงามความดี  และสิ่งเดียวกันนี้แระอาจจะให้โทษเป็นสิ่งเลวร้าย สิ่งทั้งหลายทั้งมวลทั้งหมด ในทางดีและผลในทางร้ายให้ถือเอาส่วนที่เป็นกลาง สิ่งเดียวกันนี้   บัณฑิตใดมองเป็นกลาง ๆ จะเป็นผู้มีความสุข  ย่อมเป็นประโยชน์อย่างมาก
โยอิทะ สะเว  เปติถานัง  บุคคลใดเลือกถือเอาเป็นกลาง ๆไว้ได้  นรชนนั้นย่อมเข้าถึงฐานะอันประเสริฐโดยแท้   
       เพราะฉะนั้นฝนที่ตกมาเมื่อคืนนี้ให้ประโยชน์ต่อเรามาก  ถ้าฝนไม่มาเมื่อคืนนี้ไฟอาจจะไหม้มาหมดเลย ฝนก็คงจะรอยัง รอยังไง รถดับเพลิงก็คงไม่มาไม่ทันแน่ เราก็เลยดับซะก่อน ฝนเลยตกเลย  ฟ้าก็ไม่ร้อง ฝนไม่ตก ปากั้งสิปวดหัว แมน พ่อใหญ่แม่ใหญ่ปวดหัว  ยาคูกะปวดหัวนำ  อันนี้บุญมีจริงน้อ บุญช่วย ส่วนมากคนเราทำบุญจะอยากได้ผลเร็ว ๆ จะต้องมองไปไกล ๆ อย่างที่เรามาทำบุญมาในขณะนี้  เจ้าภาพทั้งหมดก็คือเจ้าภาพทั้งหมดที่จองไว้ตั้งแต่ปีกลายนี่แระ  สามร้อยกว่าเจ้าภาพ ยิ่งวันนี้ก็มีมานอกเจ้าภาพ  กับโยมผู้หญิงของท่าน เลี้ยงมา ยกยอดต่อไปเป็นคราวหน้า  ไปร่วมกองทุนแอลเอ็มแอฟ ไม่ใช่   ไอเอ็มเอฟนะ  เลี่ยนมันนี่เฟิร์ช  เรียกว่ากองทุนเพื่อค้ำจุนศาสนา  บุญนี้มันมีจริง ๆ นะ  ดังที่กล่าว แต่ต้องใจเย็น ๆ นะ อย่าใจร้อน 
      พระพุทธเจ้าของเราท่านให้เรามองดูผลของต้นไม้ “มหารุขูปนังปุณยัง”  บุญเปรียบ เสมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีผล “ อามันชินธตุโยพลัง” ผู้ใดใจร้อนไปเอาผลดิบ ๆ มากิน  “รสันจสนนันสติ พิชัยจสวินัสติ” ไม่รอคอยให้มันสุก ให้มันเป็นลูกสุกซะก่อน  ผู้นั้นจะไม่รู้จักรสชาติของมันที่แท้จริง มันยังไม่สุกมันไม่หวาน มันไม่หอม  แต่เราจะไปกินดิบทั้งไม่อร่อยก็ไม่อร่อย ทั้งจะทำให้พินาศด้วย  “พิชันจสัตวินัสติ” จะทำให้  ผลไม้นั้นก็จะพินาศ        เอาลูกดิบมากิน เม็ดดิบเอาไปปลูกก็ไม่เกิด  จะตายต่อไป เปรียบเหมือนพวกเราจะกินดิบ ทั้งไม่อร่อย ทั้งไม่เกิดใหม่ด้วย  ทำบุญแล้วก็ให้สาธุ  ขอให้ผู้ข้าถูกเลขแนเด้อ  เลขท้ายสามตัว ขอให้ถูกขอให้รวย ในยุคไอเอมเอฟ ขอให้มีเงินมาก ๆ ได้ใช้หนี้ใช้สินย์  พาทานไปแล้วหนึ่งพันบาทก็ไปซื้อหวย  กลับไปบ้านไปซื้อหวย ซื้อมาก ๆ  จะกินดิบแล้วล่ะทีนี่ พอหวยออกมาซื้อไม่ถูก เงินก็หมด ทีนี้ก็เสียใจ  แล้วใจเสีย  โอ้ยบุญไม่ช่วยอะไรเลย บุญ บุญ ไม่มีหรอก ทำบุญ ก็ทำเกือบตาย นั่งสมาธิก็เหนื่อย ฝนก็ตกเกือบจะเป็นหวัดตายอยู่แล้ว บุญไม่เห็นช่วยเราเลย ใจเสียไม่ใช่เสียใจ  อันนี้และ “ พิชัยจสัตวินัจติ”   บุญของเขาก็วินาศ  เขาก็หมด  บุญใหม่ก็ไม่ทำต่อไป เรียกว่าพินาศ  บุญของเขาก็หมด  บุญใหม่ก็ไม่ทำต่อไป เรียกว่าพินาศ  ปลูกใหม่ก็ไม่เกิดอีก ใจเสียก็ไม่ทำซะแล้ว เข้าใจว่าบุญไม่ช่วย
       ในสมัยโบราณ  ในลุ่มแม่น้ำโขงนี้ มีวัณกรรมที่สั่งสอนศิลป์ สั่งสอนธรรมเยอะแยะ  ถือได้ว่าเป็นดินแดนทางมรดก ที่ร่ำรวย ทางวัฒนธรรมที่ผู้เฒ่าก็น่าจะจำได้ แต่เดี่ยวนี้มันไม่มี พระรุ่นไม่เอาไปเผ่าหมด มันเขียนเป็นหนังสือตัวธรรม คนรุ่นใหม่อ่านไม่ได้  มีหนังสือ เรื่องหนึ่ง ชื่อว่า “เท้าหัวข่อล่อ” เคยได้ยินบ่  มีอยู่สามผูก หกสิบใบลาน เอาไปซื้อเลขซะ  สิกินดิบอีกซะเด้อล่ะ สามผูก  หกสิบใบ  ถ้าหากมีโอกาส ไปที่อำเภอตระการพืชผลน่าจะเหลือ อาตมายังมีความหวังอยู่ ว่าที่นั่นคงจะรักษาอยู่ มีตู้อยู่กลางน้ำที่หนองครูหรู่ คงจะเหลือ หรือจะเอาไปเผาถิ่มเบิดแล้วก็ไม่รู้จัก  บ้านพักครูบอกว่ายังอยู่ แต่จะขอถ่ายเป็นภาษาไทยให้ฟัง ในหนังสือเหล่านั้น   เล่าเรื่อง  บุญไม่ช่วย คือจะกินบุญดิบนี่แล่ะ บุญไม่ช่วย
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ  :043: :043: :043:

18  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ชมภาพ วัดตะโก หลวงพ่อรวย อ.ภาชี จ.อยุธยา เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 03:58:17 PM





       
       วันที่นี้ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ จะไปกราบหลวงพ่อรวย แต่หลวงพ่อไม่อยู่ค่ะ
       เลยเอาภาพบรรยากาศภายในวัดมาให้ดูค่ะ ลืมบอกไปว่าวัดตะโกอยู่
       ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา นะคะ

                          :25: :25: :25:
19  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / กราบนมัสการ "รอยพระพุทธบาท สระบุรี" เมื่อ: กันยายน 08, 2012, 04:45:25 PM











หน้า: [1]