ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - axe
หน้า: [1]
1  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้อ่าน ข้อความกรรมฐาน ใหม่ เลยนะครับ ไม่มีสมาชิก ท่านใดถาม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2016, 10:57:30 AM
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้อ่าน ข้อความกรรมฐาน ใหม่ เลยนะครับ ไม่มีสมาชิก ท่านใดถาม
ผมเองก็ไม่ค่อยภาวนา แต่ปกติ ก็ชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับกรรมฐาน ช่วงหลัง 1 ปีมานี้ ไม่เห็นสมาชิก ถามคำถามด้านกรรมฐาน กันอีก ส่งสัยคงจะเลิกรา กันแล้วเป็นส่วนใหญ่

  ศิษย์กรรมฐาน สระบุรี ก็ไม่เห็นถามคำถาม สงสัย จะเลิกปฏิบัติติดตามพระอาจารย์กันแล้ว

 น่่าเสียดาย เลยไม่ค่อยได้อ่านข้อความเพิ่มเติม แบบเมื่อก่อน

  like1 like1 :25: st11 st12 thk56
2  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / อยากปฏิบัติภาวนา ในขั้น หนัก ๆ กับพระอาจารย์ สัก 7-10 วัน (เอาจริง ) เมื่อ: มิถุนายน 06, 2015, 09:51:05 PM
 ask1

อยากปฏิบัติภาวนา ในขั้น หนัก ๆ กับพระอาจารย์ สัก 7-10 วัน (เอาจริง )

 พระอาจารย์ จะพอมีเวลา อบมรมผมได้ วันไหนครับ

   like1 :25: :25: :25:

 
3  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ใช้ สติ ต้องบวกปัญญา ด้วยนะ จึงจะรอด เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 08:31:02 AM
การใช้สตินั้นต้องบวกอีกตัวหนึ่งด้วยนั่นคือตัวปัญญา
การใช้สติ เป็นไปเพื่อการรับรู้สภาพความเป็นจริง และปัญหาที่เกิดขึ้น
เรียกง่ายๆว่า ตัวสติคือตัวรู้สถานะของเรา ว่าอยู่ตำแหน่งไหน มีสภาพยังไง
ทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง สถานการณ์แวดล้อมเป็นเช่นไร
และต้องการอะไร ตัวนี้สำคัญนะ
ส่วนปัญญาคือการใช้ข้อมูลที่สติหามานั้นพิจารณาว่าควรจะปฏิบัติและดำเนินชีวิตอย่่างไร
เพื่อให้ปัญหาที่เรามีอยู่หมดลงไป

บางปัญหาเราแก้ไขได้เราแก้ไข
บางปัญหาเราแก้ไขไม่ได้เราต้องทำใจยอมรับ
จริงๆแล้วการทำใจยอมรับมันเริ่มที่สติก่อนเลยครับ ต้องมีสติที่ดีพอ
เช่น แดดร้อน อย่างนี้คนไม่มีสติก็บ่นเพ้อไปเรื่อยๆ ยืนกลางแดดแล้วก็ว่าแดดร้อนๆ
คนมีสติเขาก็กางร่ม หรือไม่ก็หาร่มไม้ชายคา
ถ้าหาไม่ได้ เราก็ยอมรับมันซะว่าแดดร้อน จำต้องเดินกลางแดดเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย
แดดร้อนก็ยอมรับมันซะ มันจะได้เย็นใจ จิตมุ่งไปที่เป้าหมายมากกว่าแดด
ถ้าร้อนมากๆ ก็พักบ้าง ไม่ใช่ลุยไปซะจนร่างกายขันธ์๕ มันเอาไม่อยู่

ส่วนปัญหาที่ถามมา
เจอคนพาลคอยกลั่นแกล้ง เรานิ่งเฉยกลับถูกมองว่าหัวอ่อน
- ถูกมองว่าหัวอ่อน แล้วคนที่มองช่วยอะไรเรามั้ยครับ?
ทำไมเราถึงแคร์คนโน้นคนนี้เหลือเกิน ทั้งๆที่เวลาเราทุกข์ก็ไม่มีใครมาแชร์ได้จริงๆ
การนิ่งเฉย ไม่ใช่ง่ายนะ แต่นิ่งเฉยมีสองแบบ
คือนิ่งเฉยแบบกลัวเกรง
กับนิ่งเฉยแบบไม่สะทกสะท้าน
เราเป็นแบบไหนละ ถ้าเป็นแบบแรก ก็ยังมีความโง่อยู่มาก ขาดความกล้าหาญ
ส่วนแบบที่สองคือ จิตอยู่เหนือการคุกคาม มีสติ สามารถนิ่งเฉยท่ามกลางปัญหา
แต่จิตเตรียมพร้อมที่จะปกป้องตอบโต้เมื่อถึงเวลา
ต้องใช้ปัญญาเข้าช่วย

บางทีเราไม่ต้องเข้าไปแลกกับคนพาลในทุกๆกรณีนะครับ
บุคคลผู้โกรธตอบคนที่โกรธอยู่
บุคคลนั้นพระพุทธเจ้าบอกว่าเลวยิ่งกว่าคนที่โกรธอยู่เดิมแล้ว
มีคราวหนึ่ง มีพราหมณ์มาด่า่ว่าพระพุทธเ้จ้า
พระพุทธเจ้านิ่งเฉย พราหมณ์ก็บอกว่าพระพุทธเจ้าแพ้แล้ว
นัยว่าเถียงสู้ไม่ได้
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พระองค์ไม่โกรธตอบ อันเป็นชัยชนะที่ยากยิ่งกว่าเสียอีก
และการโกรธตอบบุคคลที่โกรธอยู่นั้นเป็นอาการที่เลวยิ่งกว่า

มีสติแล้วต้องใช้ปัญญาพิจารณาด้วยครับ
อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ รู้จังหวะรู้เวลา
อย่าทำอะไรเพราะโกรธ เพราะสะใจ ศีล๕ ละเมิดแล้ว ผลก็จะมีตามมาอีกจนเป็นทุกข์

จากคุณ    : sirnitfi


4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พ่อใจสลายรีบถอยรถทับลูกสาววัยขวบเศษดับสยอง เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 08:59:57 AM
พ่อใจสลายรีบถอยรถทับลูกสาววัยขวบเศษดับสยอง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 ม.ค. พ.ต.ท.บุญยัง บุญเอี่ยม สารวัตรเวร สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุเด็กถูกรถทับ มาเสียชีวิตในโรงพยาบาลกำแพงเพชร จึงรีบไปตรวจสอบพบนายบุญลือ ตันใจ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ 10 ต.อ่างทอง อ.เมืองกำแพงเพชร ยืนหน้าเศร้าอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน แล้วให้การว่าเป็นพ่อบุญธรรมของเด็กน้อยที่เสียชีวิต ทราบชื่อต่อมาคือ ด.ญ.มณฑา ศรีสมพงษ์ อายุ 1 ขวบ 6 เดือน

สอบสวนนายบุญลือ ให้การว่า ที่บ้านเป็นลานมันสำปะหลัง และขายของชำหน้าบ้าน ขณะตนกำลังนำสินค้าลงจากรถปิกอัพอีซูซุ ทะเบียน กข 9259 กำแพงเพชร บริเวณหน้าบ้าน เมื่อลงของหมดแล้ว ก่อนขึ้นรถยังเห็นลูกสาวอยู่ในบ้าน จากนั้นได้ขึ้นรถไปติดเครื่องยนต์แล้วขับถอยหลังออกจากหน้าบ้าน ต่อมาได้ยินเสียงดังคล้ายรถทับอะไรบ้างอย่าง จึงจอดรถลงมาดู ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างลูกสาวนอนอยู่ที่พื้นท้ายรถมีเลือดไหล และกะโหลกยุบ จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทัน   

ด้าน นางประภัสสร ศรีสมพงษ์ ภรรยานายบุญลือ ซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายให้การว่า ก่อนเหตุลูกสาวอยู่ในบ้าน ก็ไม่รู้ว่าวิ่งออกไปตอนไหน ตนอยู่ในบ้านพอได้เสียงดัง จึงออกมาดูปรากฎว่าหัวใจแทบสลาย เมื่อเห็นลูกถูกรถทับนอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาพ่อบุญธรรม กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเด็กน้อยเคราะห์ร้ายเป็นลูกสาวของนายวิเชียร ศรีสมพงษ์ กับนางณัฐพร โพธิ์ศิริ ต่อมานายวิเชียรจมน้ำเสียชีวิต แล้วนางณัฐพรไปมีสามีใหม่ นางประภัสสร ซึ่งเป็นน้องสาวของนายวิเชียร จึงนำผู้ตายเอามาเลี้ยงด้วยความรักและเมตตา เพราะตัวเองไม่มีลูก.

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=419&contentID=114951
5  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ฝึกหายใจ....ให้หายง่วง / ฝึกหายใจ....ให้หายง่วง เมื่อ: ธันวาคม 22, 2010, 10:45:26 PM


ตก บ่ายทีไร เป็นต้องสมองตื้อตัน ความคิดไม่แล่น เนื่องจากความง่วงเหงาหาวนอนเป็นประจำหรือเปล่า จะแก้อาการด้วยกาแฟสักแก้ว ก็คงเป็นการหลอกตัวเองแบบไม่มีประโยชน์ (เพราะกาแฟมีโทษน่ะสิ)

ในหนังสือ "พลังบำบัด ร่างกายคุณรักษาตนเองได้ " ของนายแพทย์แอนดรู ไวล์ เขามีวิธีบริหารลมหายใจซึ่งจะช่วยกระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงขึ้นได้ด้วย น่าสนใจไหม ลองทำตามดังนี้


Posted Image นั่งในท่าสบายๆ หลัง ตรง หลับตา เอาปลายลิ้นแตะที่ฟันบนด้านในแล้วเลียขึ้นไปทางเพดาน พอพ้นฟัน พักปลายลิ้นที่ตำแหน่งนั้น เรียกว่าตำแหน่ง "โยคะ" พักลิ้นไว้จุดนี้ตลอดการฝึก

Posted Image หายใจเข้าออกถี่ๆ ทาง จมูก หุบปากตามสบาย การหายใจเข้าและออกควรเป็นระยะเท่ากันและถี่กระชั้น จนคุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้าและที่กระบังลมเกิด การเคลื่
อนไหวตาม หน้าอกต้องกระเพื่อมเร็วและเป็นจังหวะคล้ายๆ กำลังสูบลมด้วยที่สูบลม ภาษาสันสกฤตจะเรียกหารบริหารบทนี้ว่า "การหายใจแบบสูบลม" ซึ่งควรมีเสียงทั้งหายใจเข้าและหายใจออก หายใจให้ได้สัก 3 รอบต่อ 1 วินาที ถ้าพอทำไหว

ครั้งแรกที่คุณลองหายใจแบบนี้ ให้ทำสัก 15 วินาทีก็พอ ตามด้วยการหายใจปกติ แต่ละครั้งที่คุณจะบริหารก็ให้เพิ่มเวลาขึ้นเป็นครั้งละ 5 วินาที จนกระทั่งทำได้ถึง 1 นาทีเต็ม

วิธีนี้เป็นการออกกำลังกายให้แก่การหายใจจริงๆ คุณจึงควรรู้สึกล้าตามกล้ามเนื้อจุดต่างๆ ที่ใช้งาน ไม่ต้องวิตก การบริหารบ่อยๆ จำทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเมื่อคุณกลับสู่การหายใจปกติ จะรู้สึกว่ามีพลังงานเคลื่อนไหวถ่ายเทไปตลอดทั้งร่างอย่างเบาบาง แต่หนักแน่น

วิธี บริหารลมหายใจนี้จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ทำงานมากขึ้น ลองใช้วิธีนี้แก้ง่วงแทนกาแฟ คุณหมอแอนดรูก็ใช้วิธีนี้เสมอยามขับรถ เขาพบว่ายิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างพลังให้แก่คุณเองมากขึ้นเท่านั้น
6  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ควรตั้งจิต อย่างไร ในเวลาภาวนา กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:15:16 AM
ควรตั้งจิต อย่างไร ในเวลาภาวนา กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ

ต้องการพระอาจารย์ สรุป วิธีการตั้งจิตในการภาวนา กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ

ในห้องพระพุทธานุสสติ ห้องที่ 1 พระธรรมปีติ แบบให้เข้าใจง่าย ๆ ด้วยครับ

 :25:
7  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / เกี่ยวกับเรื่องการดับรูปภายนอก และ รูปายตนะ เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:13:38 AM
ต้องการให้พระอาจารย์ อธิบายเรื่องการดับรูปภายนอก

กับ รูปายตนะ นั้นมีความสัมพันธ์ กันอย่างใดครับ

 :25:
8  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / เกี่ยวกับเรื่องการขอขมา เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:12:02 AM
ถ้าผมจำภาษาบาลี ไม่ได้ ผมกล่าวเป็น คำภาษาไทย

และ ไม่เหมือน ในหนังสือ จะได้หรือไม่ครับ

 :25:
9  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ปัคาหะ และ อุเบกขา คืออะไร และ ควรใช้ในตอนไหน ในการภาวนาครับ เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:10:46 AM
ปัคาหะ และ อุเบกขา คืออะไร และ ควรใช้ในตอนไหน ในการภาวนาครับ

 :25:
10  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / นิมิต คืออะไรครับ มีความจำเป็น ในสมาธิ มาก น้อยเพียงใดครับ เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:09:49 AM
 นิมิต คืออะไรครับ มีความจำเป็น ในสมาธิ มาก น้อยเพียงใดครับ

 :25:
11  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ต้องการให้พระอาจาย์ อธิบายคำว่า สมาิธิ สั้น ๆ ครับ เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:09:02 AM
ต้องการให้พระอาจาย์ อธิบายคำว่า สมาิธิ สั้น ๆ ครับ

 :25:
12  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / เกี่ยวกับเรื่อง การอธิษฐาน กรรมฐาน มีพระสูตรใดกล่าวเรื่องนี้บ้างครับ เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:08:01 AM
เกี่ยวกับเรื่อง การอธิษฐาน กรรมฐาน มีพระสูตรใดกล่าวเรื่องนี้บ้างครับ

เพราะว่าเพื่อนผม บางท่านก็กล่าวว่า การอธิษฐานกรรมฐาน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกล่าว

คำอธิษฐาน ครับ
 :25:
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระวักกลิป่วยหนัก พระพุทธเจ้าทรงมาเยี่ยม ( ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต) เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2010, 08:36:03 AM
เยี่ยมพระวักกลิ

พระวักกลิป่วยหนัก พระพุทธเจ้าทรงมาเยี่ยม เมื่อมาถึงพระวักกลิจะลุกขึ้นมากราบพระองค์ก็บอกว่า อย่าได้ลุกให้ลำบากเลย ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นก็เห็นเรา
ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า พระวักกลินี่บวชทีแรกก็บวชเพื่อจะดูพระรูปโฉมของพระพุทธเจ้าแต่เพียงอย่าง เดียวเท่านั้น ซึ่งต่อมาเมื่อพระพุทธองค์ทรงบอกให้เข้าใจ พระวักกลิก็ได้เป็นพระอรหันต์ แล้วก็ได้บรรลุธรรมชั้นสูงในพุทธศาสนา พระองค์ทรงโปรดไม่ให้เพราะติดเนื้อติดตัวให้เข้าถึงธรรม พระองค์ผู้ทรงตรัสผู้หลงมัวเมาในรูปโฉม ให้เข้าถึงความหลุดพ้นเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงมีพระคุณที่พวกเราควรระลึกถึงอยู่เนือง ๆ

14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / forward mail คืออะไร ? เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 03:10:43 PM


Forward Mail คือ อะไร ... ก็คืออีเมลที่มีคนส่งต่อๆกันมาให้เรา โดยที่เราอาจจะรู้ที่มา, ต้นตอ ว่ามันเริ่มส่งมาจากไหน โดยใคร หรืออาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้ เพราะว่าเขาก็ส่งต่อๆกันมา อาจจะส่งมาจากนอกประเทศ เข้าในประเทศ ออกนอกประเทศอีกที หรือขึ้นไปภาคเหนือ ลงไปภาคใต้ แล้วก็วนมาถึงเราอีกไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ผ่านสายตาคนไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ... แล้วเราก็จะมักจะส่งมันต่อๆกันไป ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ อยากจะแบ่งปันให้คนที่เรารู้จัก ได้เห็นมันด้วย ได้เสพสิ่งเหล่านั้นด้วย ... แล้วมันก็จะกระจายกันต่อไปอีกเรื่อยๆ... ผ่านสายตาคนอีกนับร้อย นับหมื่นคน ...


รูป ภาพ ... ทั้งแนวสร้างสรรค์, แนวหายาก, ไอเดียสุดยอด, แนวสวยจับตาจับใจ ถึงขั้นไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะมีความสามารถเก็บรูปพวกนั้นมาได้, หรือแนวโหดๆ, แนวใต้ดิน, แนวตลกขบขัน, แนวนี้คิดออกมาได้ยังไงเนี่ย (อยากจะเห็นหน้าคนคิดนัก), แนวที่คุณจะไม่มีวันได้เห็นอีกแล้วแน่ๆในโลกใบนี้ นอกจากใน Forward Mail เท่านั้น , และอีกมากมายก่ายกอง บรรยายไม่หมด ...

เรื่องดีๆไว้อ่าน ... พวกคำคม, เรื่องเล่า, บทความ, วรรณกรรม, ข่าวสาร, เตือนภัย, เรื่องเกี่ยวกับความรัก, โศกนาฏกรรม, อื่นๆ , อื่นๆ, และอื่นๆอีกมากมาย

นอก เหนือจาก 2 อย่างข้างบนล่ะ ... แนะนำเวบ หรือลิงก์ ที่จะนำไปสู่เกมน่ารักๆ แปลกๆ หรือขำๆ, ภาพแอนิเมชั่นสวยๆ ฮาๆ, เพลงเพราะๆ, ไฟล์ต่างๆทั้งเก่าใหม่ หรือไฟล์หายาก, จดหมายลูกโซ่, และอื่นๆอีกมาก บรรยายไม่หมด

 

แล้ว Forward Mail มันเกี่ยวอะไรกันกับคุณล่ะ ... ถ้าคุณจะทำให้เกี่ยว ... มันก็เกี่ยวได้ ... ถ้าคุณเป็นคนที่ได้รับ Forward Mail เป็นประจำ หรือไปสมัครรับ Forward Mail ด้วยตัวเองจากเวบต่างๆที่ให้บริการนี้ เพื่อจะได้มีอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ดีๆมาดูเอง แล้วได้ส่งต่อไปให้คนรู้จักได้ดูด้วย ......... คุณจะรู้ดีว่า Forward Mail มันมีประโยชน์ยังไง และคุณก็จะไม่รีรอที่จะส่งมันต่อไปให้เยอะที่สุดด้วยใช่ไหม ถ้าคุณชอบมัน เห็นว่ามันสวย มันเจ๋ง มันดี มันน่าเผยแพร่ต่อ มันน่าจะประกาศต่อๆไปให้รู้โดยทั่วกัน ทั้งๆที่ Forward Mail อันนั้น มันไม่ได้ทำให้คุณได้ประโยชน์ทางการค้า หรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับมันเลยด้วยซ้ำ ... แล้วทีนี้คุณเห็นประโยชน์ของมันหรือยังล่ะ

 

ยังงงอยู่อีก หรือ ... เอาล่ะ จะพยายามสรุปให้ไม่งง จากประสบการณ์ส่วนตัวของกระผมเองนั้น ตั้งแต่เล่นเนทมา ก็เห็นพวก Forward Mail พวกนี้มานับไม่ถ้วน ตั้งแต่เล่นใหม่ๆเมื่อหลายปีก่อน บางเมล ก็ยังอุตส่าห์ถูก Forward วนเวียนเข้ามาถึงกล่องจดหมายของกระผมอีกจนได้ บางอันก็เป็นหลายสิบครั้ง

แต่.... หลายครั้ง ที่ผมเห็นแล้ว อดไม่ได้จริงๆที่จะต้องส่งมันต่อไปเรื่อยๆ (โดยเฉพาะอีเมลที่เป็นรูป) แม้ว่ามันจะซ้ำแล้วซ้ำอีก เก่าไม่รู้จะเก่ายังไง แต่ทำไมถึงอยากส่งต่อ .... เพราะดูแล้วมันรู้สึกดีไงขอรับ ดูแล้วมันอื้มมมม ดีจัง อย่างนี้ต้่องส่งแน่ๆ หรือดูแล้วเจ๋งมาก คิดได้ไง ดูกี่ทีๆก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ ส่งไปก็นึกอยากจะรู้จริงๆว่ารูปพวกนี้ใครเป็นคนต้นคิด ใครหนอความคิดดีจริงๆ ทำไมไม่ลงชื่อ บอกที่มา บอกรายละเอียดสักหน่อยนะว่าคุณน่ะเป็นคนทำ คุณถ่ายมันมาเองกับมือ คุณเก็บรูปนี้มาได้ แล้วผลงานอันนี้คุณนั่นแหละเป็นคนคิด เป็นคนทำ กระผมจะได้ตามไปคารวะ หรือซูฮกได้ถูก....

และ .... กระผมเชื่อว่า มีคนจำนวนไม่น้อย ที่เปิดดูอีเมล ได้ดูรูป... ได้อ่านบทความ... ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจาก....ใครก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้ระบุชื่อ ... ทั้งหลาย จะเกิดความรู้สึกเดียวกับที่กระผมได้รู้สึกอยู่บ่อยๆ

แล้ว .... คุณนึกออกแล้วใช่ไหม ว่าคุณจะใช้ Forward Mail นี้ให้เป็นประโยชน์ได้ยังไง แล้วจะใช้กระจายกรุ๊ปนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ยังไง

 

ถ้ายังไม่เข้าใจอีก กระผมจะบอกให้เป็นขั้นๆเลยก็ได้

1. ถ้าคุณรู้ว่า Forward Mail สามารถทำประโยชน์ให้คุณได้ คุณก็ควรจะให้โอกาสมันเป็นแนวทางที่ดีทางหนึ่ง ในการประชาสัมพันธ์ และโฆษณา ผลงาน สินค้า ไอเดียของคุณ

2. คุณควรจะมีสินค้า ผลงาน หรือความคิดที่เป็นของตัวเองจริงๆ และพร้อมที่จะเผยแพร่มันออกไปสู่สายตาของคนจำนวนมาก ในนามของคุณเอง

3. คุณควรจะมีกล้องดิจิตอล หรือสแกนเนอร์ หรือโปรแกรมอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้าง ปรับปรุง ตกแต่งไฟล์งาน สำหรับทำให้ผลงานของคุณ กลายเป็นไฟล์ที่สามารถส่งต่อๆกันไปถึงคนอื่นโดยอีเมล

4. ถ้าผลงานของคุณเจ๋งจริง น่าสนใจจริง หรือดูเข้าท่าและน่าสนใจ คุณก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่มีคนส่งต่อไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีคนทำอย่างนั้นแน่ๆ และเขาก็ยังทำกันอยู่ทุกวัน โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินจ้างให้เขาโฆษณาให้เลย

5. ยิ่งถ้าผลงานของคุณเป็นประเภทสิ่งสวยงาม อย่าง ... รูปภาพ ภาพวาด ภาพถ่าย ของทำเอง หรือขายไอเดียล่ะก็ ... คุณจะได้รับประโยชน์จาก Forward Mail ทำนองนี้ไปเลยเต็มๆ เพราะว่าสำหรับคนจำนวนหนึ่ง (ซึ่งอาจมีจำนวนไม่น้อย) เขาให้ความสนใจกับสิ่งที่มากับ Forward Mail (ที่มาในรูปของสิ่งสวยงาม สะดุดตา สะดุดความคิด และไม่ธรรมดา) มากกว่าการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบอกตรงๆว่าคุณต้องการจะขายสิ่งนี้ คุณต้องการทำสิ่งนี้ให้เขา แล้วเขาล่ะจะซื้อไหม .... เพราะถ้าของที่เขาเห็นนั้นมันโดน มันถูกใจเขาเข้า คุณไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ข้อความบรรยาย หรือคำอธิบายเชิญชวนอะไรใดๆทั้งสิ้น แค่มีชื่อคุณ อีเมล หรือเบอร์โทรที่อยู่ กำกับไว้ที่ด้านล่างผลงานของคุณ แค่นั้น ... เขาอาจจะรีบติดต่อสอบถามคุณทันทีแบบไม่รีรอเลยก็ได้
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 9 เรื่องที่ห้ามพูดกับเพื่อนร่วมงาน เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 07:58:29 AM
เรื่องต้องห้ามในออฟฟิศที่ห้ามแชร์ เล่า หรือบอกต่อกับเพื่อนร่วมงาน เพราะว่ามันอาจจะมีผลเสียตามมาแบบคาดไม่ถึงได้

              พื้นฐานของคนไทย มักเล่าเรื่องที่เราได้ไปประสบพบเจอมาให้เพื่อนๆ ฟังอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้อยู่ในสังคมที่แน่นแฟ้น ไม่เป็นตัวของตัวเองจนเกินไป ตามแบบฉบับของชาวตะวันตก แต่เมื่อเราได้เข้ามาทำงานที่มีเนื้องาน และเม็ดเงินเป็นคานคาบเกี่ยวระหว่างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน จึงมีการขอตั้งกฏเล็กๆ เอาไว้ว่า เรื่องเล่านี้ ไม่ควรเมาท์หรือแชร์กับเพื่อนๆ เพราะมันจะส่งร้ายมากกว่าผลดีน่ะ

              1.เก็บเงินเดือนเป็นความลับ มันเป็นเรื่องระหว่างคุณ หัวหน้า และฝ่ายบุคคล คุณไม่ควรเก็บไปเล่าให้ใครฟัง เพราะว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคนอื่นๆ อาจจะตั้งคำถามกับหัวหน้าหรือตัวคุณได้ ไม่ว่าคุณจะได้เงินเดือนมากน้อยเพียงใดก็ตาม

              2.ประวัติการเจ็บป่วย จริงอยู่ที่ไม่มีใครมาสนใจหรอกว่า คุณมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง หรือว่าผ่าตัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร แต่ทว่าเมื่อใดที่หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานของคุณทราบ เขาสามารถคิดได้ว่า คุณเป็นบุคคลากรที่มีความเสี่ยงที่จะไม่สบายสูง ไม่แข็งแรง อาจจะมอบหมายงานสำคัญให้คนอื่นแทน

              3.ห้ามนินทากาเล อยากจะเม้าท์คนในออฟฟิตคุณต้องเม้าท์กับคนอื่นๆ นอกออฟฟิศ ที่ไม่สามารถสาวมาถึงตัวคุณได้ เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ ที่อาจจะทำให้คุณไม่สนิทใจกับเพื่อนร่วมงานอีกต่อไป รวมทั้งคนอื่นอาจฝังความคิดเกี่ยวกับนิสัยที่ไม่ดีของคุณไว้ในความทรงจำ

              4.ติบ่นเรื่องงาน หยุดกับการพูดถึงงานของคุณในแนวทางที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะอาจจะมีบางคนที่ไม่เข้าใจในงานของคุณ เอาไปพูดลับหลังว่า คุณไม่ชอบ และไม่ยินดีกับงานที่ทำอยู่ หากคุณอยากจะบ่นให้พูดกับคนที่ไว้ใจได้ เข้าให้ถูกช่องทางดีกว่าที่จะบ่นไปโดยไม่ได้ดูทิศทางลม

              5.ศาสนา และการเมืองห้ามคุย อย่างที่เคยได้ยินกันว่ามีคนขัดแย้งกันระหว่างคุยเรื่องการเมือง จนถึงขนาดฆ่ากันตาย เชื่อพวกนี้เป็นเรื่องความความเชื่อ และความศรัทธาส่วนบุคคล ถ้าจะเถียงกันเพื่อเอาชนะไม่มีวันจบสิ้น เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่าจะมองหน้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ติด

              6.ข้อมูลส่วนตัวอย่าเล่าต่อ เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เพื่อนร่วมงานของคุณรู้ก็ได้ อย่างเช่น เงินเก็บ ยอดขาย การวางแผนมีลูก หรือข้อมูลอะไรก็ตามที่อาจจะส่งผลเสียมาถึงเราได้ โดยเฉพาะเรื่องเที่ยวหรือเวลา Hang Out ของคุณ ถ้าคุณเล่าเมื่อวันอาทิตย์ได้ไปปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยงมา เพื่อนคุณจะจับสังเกตว่าคุณมีประสิทธิภาพในการทำงานน้องลงเพียงไร หากคุณไม่บอกเขาก็คงไม่จับตามองเป็นพิเศษ

              7.เก็บบล๊อกห่างเพื่อนร่วมงาน สาวๆ คนไหนเล่นบล๊อก จงระวังให้ด ีเพราะข้อมูลออนไลน์ของคุณ จะบอกได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความสุข หรือความทุกข์ ยิ่งถ้าเพื่อนร่วมงานของคุณเข้ามาเห็นคุณเขียนไว้ว่า Today is so bad day. เขาสามารถเดาได้ว่า คุณไม่พอใจเรื่องอะไรในที่ทำงาน หรือไม่พอใจในตัวเขาที่เข้ามาร่วมงานกับคุณ การตีความแปรสภาพไปได้หลายแบบ ดังนั้นไม่ควรให้สังคมออนไลน์เข้ามาปะปนกับชีวิตการทำงานของคุณนัก

              8.ตั้งกำแพงความสัมพันธ์ ไม่ว่าคุณกำลังมีเรื่องกับสามี หรือกำลังอินเลิฟกับหนุ่มข้างกายคนใหม่ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้น ผ่านเข้ามาให้ที่ทำงานของคุณ อย่างน้อยเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเปลี่ยนไป แล้วเราไม่อยากพูดถึง เพื่อนๆ อาจจะให้ความเป็นห่วงและถามถึงเรื่องนั้นไม่เว้นวัน (ความจริงอาจจะอยากรู้เรื่องราวตอนต่อไป) จนเหมือนว่าเรื่องภายนอกออฟฟิตส่งผลมาถึงการทำงานของเราด้วย

              9.ปกปิดราคาสินค้า ความจริงแล้วดูเหมือนไม่น่าจะต้องปกปิดอะไร แต่เมื่อคุณซื้อของมาสักชิ้นแล้วบอกราคามันให้คนอื่นๆ ฟัง เพื่อนร่วมงานของคุณอาจจะคะเนได้ว่า คุณมีกำลังซื้อของขนาดนี้ อาจจะได้เงินเดือนหรือเงินรายได้อื่นๆ มากกว่าพวกเขา ดังนั้นมีอะไรดีอย่าอวดเพื่อนๆ ในที่ทำงานกันข้อครหา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร Lisa
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ยังมั่นคง ตลอดไป เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 07:39:08 AM

มันเป็นตอนเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. ที่วุ่นวายเอาการ   เมื่อสุภาพบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งในวัย  80 กว่ามารับบริการแพทย์ตัดไหมจากแผลที่หัวแม่มือ  และบอกว่าขอให้รีบหน่อย  เพราะมีนัดตอน  09.00 น.
 
เมื่อผมตรวจร่างกายตามปกติเสร็จ  ผมก็ขอให้นั่งรอ  โดยผมรู้ว่า  อย่างไรเสีย  ก็ไม่หนีหนึ่งชั่วโมงกว่า  ที่จะถึงคิว  ผมเห็นสุภาพบุรุษท่านนี้  ดูนาฬิกาหลายครั้งอย่างกระสับกระส่าย
 
ผมว่างอยู่พอดีจึงเข้าไปดูแผล ให้  เมื่อตรวจดูก็เห็นเป็นปกติ ผมจึงเดินไปหารือกับหมอคนหนึ่งที่ให้บริการอยู่   เอายาและวัสดุมาทำแผลให้
 
ขณะที่ตัดไหมอยู่ผมก็ถามว่า  มีนัดกับหมออีกคนหรือจึงดูรีบร้อน
 
สุภาพบุรุษท่านนี้ตอบว่าไม่หรอก  แต่จำเป็นต้องรีบไปเนิร์ซซิ่งโฮมเพื่อกินอาหารเช้ากับภรรยา
 
ผมก็ถามถึงสุขภาพของภรรยา
 
ก็ตอบว่าภรรยาอยู่ที่นั่นมานานพอควรแล้ว  และเธอเป็นโรค Alzheimer's
 
ขณะที่คุยกันผมก็ลองถามดูว่า  เธอจะรู้สึกกังวลเป็นทุกข์ไหมถ้าไปสายสักหน่อย
 
สุภาพบุรุษท่านนี้ก็ตอบว่า  เธอไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร  เธอจำผมไม่ได้มา 5 ปีแล้ว
 
ผมรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า  'แล้วคุณก็ยังไปทุกเช้า  ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใครก็ตาม'
 
สุภาพบุรุษสูงอายุยิ้มและตบเบาๆ บนมือผมและพูดว่า 'ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร'
 
ผมต้องกลั้นน้ำตา  ขณะที่เดินจากไป  ขนบนแขนผมลุกชันและคิดว่า

           'นั่นคือความรักอย่างที่ผมต้องการในชีวิต'
ความ รักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของกายภาพหรือโรแมนติก  ความรักที่แท้จริง  คือการยอมรับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เป็นมาตลอด  รวมทั้งที่จะเป็น
           และที่จะไม่เป็นด้วยคนที่มีความสุขที่สุด  ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง  เขาเพียงทำสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดีที่สุด  ผมขอบอกว่า
         'ชีวิตไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้รอดจากพายุฝน  แต่เป็นเรื่องของการจะเล่นน้ำฝนอย่างไร'
          (Life  is not about how to survive the storm, but how to dance in  the rain)
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตายแล้ว ไปไหนดี.... เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 07:32:10 AM


เหตุการณ์ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง

ผู้เล่ากล่าวว่าคนที่เล่าเรื่องตายแล้วไปไหน ให้ผมฟังเป็นเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง

เขาเล่าว่าเหตุเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศวังเวงในบริษัทเก่าแก่แห่งหนึ่ง
ตั้ง อยู่บนที่ดินซึ่งร่ำลือกันว่าเมื่อครั้งอดีตเคยเป็นป่าช้ามาก่อน มีประวัติโจษจันเล่นขานกันมากมายที่เดียวเกี่ยวกับ เจ้านายดุและผีหลอก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม ไม่ปรากฏปี
นางสาวกิ่งแก้ว(นามสมมติ) พนักงานพิมพ์ดีดวัยเบญจเพส

มีภารกิจการงานต้องสะสางมากมายวุ่นวายเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นการทำงานวันสุดท้ายในรอบปี

รวมทั้งรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะย่างเข้าสู่ช่วงของลองวีคเอนด์ ตลอดวันนั้นจึงเกือบๆ จะมีสภาพเป็นวันโลกาวินาศ สำหรับกิ่งแก้วโดยแท้

เธอต้องเคร่งเครียดหมกมุ่นอยู่กับงานตั้งแต่เช้าจนบ่าย (และไม่มีเวลาว่างกินข้าวมื้อกลางวัน)

กระทั่ง เคลื่อนคล้อยกลายเป็นค่ำ เพื่อนร่วมงานหลายคนค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันกลับบ้าน ทำไปทำมาท้ายที่สุดทั้งบริษัทก็เหลือเธออยู่เพียงคนเดียว

ตอนนี้ล่ะ บรรยากาศในตึกเก่าๆ ทึมๆ แสงไฟสลัวจนแลดูแล้วชวนสยอง

รวมทั้งเสียงแกรกกรากของกระดาษกระพัดกระพือ และอะไรต่อมีอะไร ก็เริ่ม

แสดงบทบาทหน้าที่ของตนเองออกมาชัดเจน และค่อยๆ ทบทวีความวังเวงมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่กิ่งแก้วทำงานของเธอเสร็จสรรพ และเตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่อจะกลับบ้าน

เธอเหลือบชำเลืองมองไปยังผนังกำแพงด้านใกล้ๆ โต๊ะทำงาน

พลันก็ต้องตกใจสุดขีด ส่งเสียงกรี๊ดออกมาดังลั่น

สีหน้าซีดเผือดราวกับเลือดในกายเหือดแห้งหมดร่าง

สิ่งที่กิ่งแก้วเจอนั้น....ทำให้เธอเป็นเช่นนี้...สิ่งนั้นคือ.....


ใช่แล้ว...สิ่งที่กิ่งแก้วพบคือ...ปฏิทินนี่เอง!!!!!!!!!!!!!!!

และสาเหตุที่ทำให้กิ่งแก้วตกใจเจ้าปฏิทิน ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะตกใจเลย

เธอต้องพบเห็นกับวันหยุดต่อเนื่องยาวนายหลายวัน

ทำให้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ตระเตรียมวางแผนจะไปเที่ยวไหนในช่วงวันหยุด

เหล่านี้เอง

เป็นเหตุให้กิ่งแก้วต้องอุทานออกมาว่า


.........ตายแล้ว....ไปไหนดี
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มโนธรรม สัญลักษณ์ แทนด้วยสามเหลี่ยม เมื่อ: กันยายน 18, 2010, 01:44:05 PM
ชนเผ่าหนึ่งในแอฟริกา มีวิธีอธิบายมโนธรรม ( ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ) ว่า



มโนธรรม  คือ รูปสามเหลี่ยมที่ติดอยู่กับหัวใจ

เมื่อใดที่เราทำผิด รูปสามเหลี่ยมจะหมุนหนึ่งรอบ

มุมของสามเหลี่ยมจะไปกรีดหัวใจทำให้รู้สึกเจ็บ

แต่เมื่อใดที่เราทำผิดมากขึ้น

มุมของสามเหลี่ยมจะกลายเป็นวงกลม

หัวใจของเราจะไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป

ซึ่งนั่นหมายความว่า  มโนธรรมตายแล้ว

เมื่อใดก็ตามที่มโนธรรมตายด้าน เราจะไม่มีวันละอายต่อบาป

เราจะไม่รู้สึกผิด

ในที่สุดชีวิตของเราจะตกอยู่ในสภาพคนโรคเรื้อนที่โดนน้ำร้อนลวก

หรือรถยนต์เบรกแตกที่กำลังวิ่งลงเหว
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อพ่อสอนลูก ด้วยการตอกตะปู เมื่อ: กันยายน 18, 2010, 01:40:45 PM
เป็นเรื่องที่อ่านแล้ว ท่านจะเข้าใจความหมายของกิเลสเป็นอย่างดี

และัวิธีการที่แยบยลในการสอน และสอบ ของพ่อและลูก




    เด็กน้อยคนหนึ่ง มีสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก  พ่อของเขาจึงได้นำตะปู มาให้เขา1 ถุง และได้บอกกับเขาว่า " ทุกครั้ง เวลาที่เขารู้สึกโมโห หรือ โกรธใครซักคน ให้ตอกตะปู  1ตัวเข้าไปกับ รั้วหลังบ้าน "

   วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันผ่านไป ก็ลดจำนวนลง เพราะเขารู้สึกว่า การควบคุมอารมณ์ตนเองเริ่มสงบลง และแล้ว  หลังจากที่เขา สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับ พ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แล้ว....
     
   พ่อยิ้ม..และบอกกับลูกชายว่า..." ถ้าเป็นเช่นนั้น ลองพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุก ๆครั้งที่สามารถควบคุมตนเองได้   ให้ถอนตะปู ออกจากรั้วบ้าน 1 ตัว  ทุกครั้ง "

    วันแล้ว วันเล่า  เด็กน้อยค่อย ๆ ถอนตะปู ออก ทีละตัว จาก1 เป็น 2   2 เป็น  3
จนในที่สุด ตะปู ถูกถอดออกจนหมด เด็กน้อยดีใจมาก  รีบวิ่งไปบอกพ่อ

" ฉันทำได้ ในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จ  ..!!  พ่อไม่ได้พูดอะไร  แต่ได้จูงมือ ลูกชายไปที่
รั้วหลังบ้าน  " เจ้าลองมองที่รั้วเหล่านั้นสิ  มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะมีรอยตะปูเต็มไปหมด  จำไว้นะลูก เวลาทำอะไรลงไป โดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล ต่อให้ใช้คำพูดว่า ขอโทษ สักกี่หน ก็ไม่อาจลบ ความเจ็บปวด ไม่อาจรบรอยแผล ที่เกิดขึ้นกับคนนั้นได้ กับเพื่อน   เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณี ที่หายาก เป็นคนทำให้เรายิ้ม  ให้กำลังใจยินดีเมื่อเราประสบความสำเร็จ ปลอบใจเมื่อยามเศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับเรา และจริงใจกับ

       เราเสมอ ......จงระวัง ในสิ่งที่เราทำลงไป  ไม่ว่าจะป็น คำพูด หรือ การกระทำ   และ จดจำไว้เสมอว่า  คำขอโทษ  ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ รอยร้าว แผลเป็นที่เค้าคงไม่อาจลืมมันได้  ......ตลอดไป
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ให้ความสำคัญ กับ สิ่งที่ไม่สำคัญ เมื่อ: กันยายน 18, 2010, 08:37:42 AM
ผมก็เป็นอีกคนที่เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป ?เรียน เที่ยว นอน กิน? ตกดึกๆ โทรคุยกับแฟน? ทั้งหมดเหล่านี้ มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผม และผมก็เชื่อว่าวัยรุ่นสมัยนี้เค้าก็ทำแบบนี้กัน

"จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวหรือยัง"
"กินกับอะไร ตอนกินข้าวตัวเองคิดถึงเค้ามั้ย"
"ตัวเองรู้ไหม ถ้าเค้าเป็นผีเค้าอยากเป็นกระสือ ตัวเองจะได้เห็นใจเค้าไง"
"ตัวเองวางก่อนดิ"

นี่ คือประโยคต่างๆ คำพูดที่ผมได้คิดและคัดสรรเตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทรหาแฟนในตอนดึกของทุกๆ วัน ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคุยโทรศัพท์ แต่ผมกลับรู้สึกว่าระยะเวลาที่ใช้ไปนั้นไม่นานเลย รู้สึกอีกที มันกลับผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว และผมก็ไม่ชอบหากใครจะมาว่าผมไร้สาระ เพราะคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกันทั้งนั้น กิจวัตรของผมอีกหนึ่งสิ่งคือ แม่ชอบโทรหาผมทุกวัน
       
"ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง"
"เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย"
"วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง"
"อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ"
       
คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบต้องตอบไปในแบบเดิมๆ แต่แม่ก็ยังไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ โชคดี . . . ที่ผมพยายามตัดบทคุยเสียก่อน
จนกระทั่งวันนั้น . . .
       
"ตัวเองตอบเค้าหรือยัง ว่ารักเค้ามั้ย"
"เร็วๆ สิ เค้ายังอุตส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ"
"แล้วยังจะใจร้าย ไม่บอกรักเค้าอีกเหรอ"
       
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่า มีสายซ้อน ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
"โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี้ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย"
       
ผม ไม่สลับสาย ยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป เพราะผมรู้ว่า สิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆและนั่นเป็นการตัดสินใจ . . . ที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของผม
หลังจากนั้นไม่นาน ทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืนและได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง แม่เสียชีวิตทันที เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ญาติของผมเล่าอีกว่า ตอนพบศพแม่นั้น ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอ ไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจหรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหาผม
       
สิ่ง สุดท้ายในชีวิต ที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม พูดอะไรไม่ออก มือและตัวสั่น
วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม
       
ผู้หญิง คนเดียวในโลกที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่ ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ คนเดียวในโลกที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ คนเดียวในโลกที่ไม่ว่า โทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม และคนเดียวในโลก ที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิตในบางครั้งประโยคที่ว่า "ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว"มันก็ไม่เป็นความจริง "เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว"อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม
       
หลังจากนั้นไม่นาน แฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆ ชั่วโมงก็ทิ้งผมไป

       
วันนี้ ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น หลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเราเอง

"เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป"
       
ทุก วันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆ ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว ในเมื่อเรามีความรัก อันเต็มเปี่ยมจากครอบครัว แล้วทำไมต้องไปขอเศษเสี้ยวจากใคร

ที่มา จากเวบผู้จัดการครับ

21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / งา่นศพหลวงพ่อ พุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกขพลาราม เมื่อ: กันยายน 14, 2010, 07:42:43 AM
งานศพท่านพุทธทาส ยึดแนวทางปฏิบิติ "เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง"
แม้แต่งานศพของอินทปัญโญก็ยังแฝงไว้ด้วยการสอนธรรมของตัวท่านใน พินัยกรรมของท่านที่ทำไว้ก่อนมรณภาพ ท่านเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าให้เผาศพท่านในสามเดือนโดยจัดการอย่างง่ายที่สุด ไม่จัดงานพิธีโดย ให้เผาศพในบริเวณเขาพุทธทองโดยปักเสาสี่มุมและคาดผ้าขาวเป็นเพดานเท่านั้น นี่เป็นเจตนาของท่านที่ต้องการให้งานศพของท่านเป็นแบบอย่างเหมือนสมัย พุทธกาล โดยมุ่งหวังให้สงฆ์รุ่นหลังยึดถือปฏิบัติต่อไปในภายหน้า
งานศพแบบ สวนโมกข์ได้ปรากฏขึ้นแก่สายตาของพระและฆราวาสจำนวนมากที่มาร่วมงานตามจุด ประสงค์ของอินทปัญโญทุกประการนี่เป็นการจัดการ ศพโดยวิธีเผากลางแจ้ง โดยตั้งโลงศพบนกองฟืนแล้วจุดไฟเผาต่อหน้าสายตาของผู้มาร่วมรับการสอนธรรมอย่างไม่มีสิ่งปิดบัง
ในประเทศนี้มีชาวพุทธจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้พยายามด้วยวิธีการต่างๆ ตาม "ความจริง" และ "ความเชื่อ" ของตน เพื่อที่จะเข้าใกล้พระพุทธเจ้าที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่จะมีใครสักกี่คนกัน ที่สามารถเป็นผู้อยู่ใกล้พระพุทธองค์อย่างที่สุดเหมือนอย่างท่านผู้ที่กำลัง ถูกเผาไหม้อยู่เบื้องหน้านี้






เครดิตเว็บ
http://www.zonesanook.com/thread-1342-1-1.html
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถนนของความไม่เห็นแก่ตัว เมื่อ: กันยายน 14, 2010, 07:35:04 AM
ถนนที่ต้องเอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน เป็นถนนของคนไม่เห็นแก่ตัวครับ



















เครดิตภาพ

http://www.zonesanook.com/thread-1356-1-1.html
23  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / ขั้นตอนการฝึก เมตตาเจโตวิมุึตติื เมื่อ: มีนาคม 21, 2010, 02:20:34 PM
ในการหลุดพ้นจาก กิเลสมีอำนาจการหลุดการพ้น อยู่ 2 ทางตามที่ผมทราบ
คือ 1. เจโตวิมุตติ หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งใจ
    2. ปัญญาวิมุตติ หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งป้ญญา

================================================
ตอนนี้ ผมสนใจวิธีที่ 1 คือ ต้องการฝึก เมตตาเจโตวิมุตติ แบบลำดับพระกรรมฐาน
มีิวิธีการอย่างไร ครับ ?

วิธีการที่ผมใช้ อยู่ตอนนี้ ผมก็จะนึำกในใจ ( พยายามทำตลอดเวลา ) ว่า
"ขอให้ทุกชีวิต มีความสุข ๆๆๆๆๆ"

===========================================

การภาวนาแบบนี้ ก็พยามยามทุก ๆ โอกาส ที่นึกขึ้นได้

จึงไม่ทราบว่า วิธีการปฏิบัติ ถูกต้องหรือยัง ควรที่จะทำอย่างไร ?

สมาชิก ทุกท่าน ช่วยแนะนำด้วยนะครับ
 :c017:







24  เรื่องทั่วไป / สอบถามปัญหาชีวิต เปิดใจคุยกัน / เกิดแต่กรรมใด จึงส่งผลเช่นนี้ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 05:56:57 PM
ผมดูข่าวทีวี เห็นมีหนุ่มสาว คู่หนึ่ง ทั้งหล่อ และ สวย

แต่ปรากฏ ทั้งสองคนได้ทำงานอยู่ที่ บริษัทแห่งหนึ่ง แล้วถูกสารพิษ จนทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเป็น
ผู้พิการ มือหงิกงอ ปากเบี้ยว หน้าก็บิด หมดความหล่อ ความสวย เป็นผู้พิการ

อีกทั้งยัง บริษัทนั้นก็ไม่ได้ช่วยเหลือ อะไรปล่อยไปตามเวร ตามกรรม จนเป็นข่าว

พิจารณา แล้วก็เป็นกรรมส่วนหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นกรรม แล้วเกิดจากกรรมอะไร ที่ส่งผลให้เป็นเช่นนี้ ครับ
25  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / ทำดี ทำไมจึงส่งผลให้เราลำบากจัง เมื่อ: มกราคม 15, 2010, 07:00:17 PM
ผมเคยไปนั่งฟังธรรม บ่อย ๆ ครับ จนผมเข้าใจแล้วว่า การทำดีนั้น ก็ดีที่ทำ การทำความดีนั้น อาจจะไม่ได้เงิน ไม่ได้ชื่อเสียง ซึ่งผมฟังแล้วก็เข้าใจดีครับ ก็อุส่าห์ พยายามทำแต่ความดี

แต่การทำความดีนี้ มักทำให้ผมเดือดร้อน ทางบ้านเดือดร้อน เพราะไม่สบายใจ ในผลกระทบของการทำความดี

คำถามครับ
1 การทำความดี แล้วเราเดือดร้อนด้วย นี่เรียกว่าเป็นการทำความดีหรือป่าว
2 การทำความดี กับความซื่อสัตย์ สวนทางกันไหมครับ ยกตัวอย่าง ลูกน้องผมนั่งหลับในการทำงาน บ่อย ๆ มาก มีอยู่วันหนึ่งเขาก็นั่งหลับจนเครื่องจักรพัง เสียเงินไปหลายแสน พอเจ้านายสอบถามสาเหตุผมก็บ่ายเบี่ยงพยายามไม่ตอบเพราะห่วงอนาคต ของลูกน้อง จนผมโดนสอบสวนเอง ในที่สุดก็ต้องบอกความจริงลูกน้องผมคนนั้นก็เลยตกงาน และแค้นผมว่าไม่ช่วยเขา
3 การทำความดีนั้น ทำไมมีแต่คนด่าผม โดนเฉพาะ พี่ น้อง

ถามแค่นี้ก่อนครับ
26  เรื่องทั่วไป / สอบถามปัญหาชีวิต เปิดใจคุยกัน / ขอคำปรึกษา ครับใจมันเต้นมาก ๆ หนาว ๆ ร้อน ๆ เมื่อ: มกราคม 15, 2010, 06:47:29 PM
คือว่า มีอยู่วันหนึ่งผมขับรถกับจากการทำงาน แล้วปรากฏว่ารถมอร์เตอร์ไชค์ ขับข้ามถนนแล้วไปชนกับรถทัวร์ จากนั้นรถมอร์เตอร์ไซค์ก็ไหลมาชนรถผม ด้านหน้าทำให้กันชนพัง ส่วนรถทัวร์ก็หนีไปคนกระเด็นไปอยู่ข้างทางอีกจุดหนึ่ง ผมก็เลยจอดรถชวนคนก่อน พาคนเจ็บส่ง รพ.ซึ่งยังอยู่ในอาการมึนเมา หลังจากช่วยคนเสร็จผมจะกลับบ้าน แต่ทาง รพ.ไม่ให้ผมกลับครับ เรียกตำรวจมาซึ่งจากรูปเหตุการณ์นั้น ผมก็เลยโดนข้อหาขับรถชนมอร์เตอร์ไซค์ ครับตอนนั้นครับ ใจผม มัน เต้นมาก ๆ หนาว ๆ ร้อน ๆ ครับ กลัวติดคุก และก็ติดจริงๆ เพราะตำรวจเชิญไปยังห้องขังพร้อมของกลางคือรถยนต์ผม และ มอร์เตอร์ไซค์ ซึ่งหลังจากนั้นมาผมก็เรียกญาติมาประกันตัวออกไปก่อน ยุ่ง มาก ๆ ครับเพราะทั้งตำรวจ และ ใคร ต่อใคร ก็ไม่มี ใครเชื่อผมเลย ผมต้องเสียเงินให้ทนายไปหลายบาท จนกระทั่งมีการตรวจมุมการชน แต่ในขณะที่ทำคดีอยู่นั้น ทางฝ่ายมอร์เตอร์ไซค์ ก็วิ่งเต้นเหมือนกัน ไม่มีการบันทึกว่าผู้บาดเจ็บ อยู่ในอาการมึนเมา นี่สำคัญมากครับ แต่เพราะการมาหาของคนเจ็บนี้เองทำให้ผมชนะคดี คือผมแอบตั้งกล้องแอบถ่ายวันที่คนเจ็บมาพบผมที่บ้าน ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมเนื่องจาก คนเจ็บได้เผลอพูดอ้อนวอนผม ว่าเขาเดือดร้อน วันนั้นเขาก็เมามาก

สรุปครับว่า
1 การที่ผมช่่วยคนวันนั้น ได้บุญหรือป่าวครับ แต่ทำไมผมจึงต้องเสียอะไร ๆ อีกหลายอย่าง
2 การที่ผมใช้กล้องบันทึก แล้วทำให้ผมชนะคดี ซึ่งคดีกลับต้องพลิกเป็นว่าต้องซ่อมรถให้ผมด้้วย และจ่ายค่าเสียเวลาผมด้วย ( แต่อันนี้ผมไม่เอาครับ เพราะสงสารคนเจ็บ )
3 การกระทำของผมต่อคนเจ็บ ด้วยความไม่รับผิดชอบแบบนี้ สมควรหรือป่าวครับ แต่แม่ผมร้องไห้ทุกวันเลยครับตั้งแต่ผมเจอคดีมา
4 หลังจากคดีเสร็จสิ้น ผมได้ไปทำบุญ และกรวดน้ำ อธิษฐานว่าอย่าได้มาผูกเวรกันอีกนะ จะได้ผลหรือป่าว
5 อาการที่ผมนั่งอยู่ในห้องแอร์ แล้ว เหงื่อแตกเพราะอารมณ์เสีย และกลัวนี่ จะแก้อย่างไรดีครับ
ุ6 ถ้าท่านเจอเหตุการณ์อย่างผม ท่านจะช่วยคนเจ็บหรือป่าวครับ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ครับ รถวิ่งน้อยครับ

ขออภัยเล่าประสบการณ์จริงให้ฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ เรื่องช่วย หรือ ไม่ช่วยครับ
27  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / สวดมนต์ กับ นั่งกรรมฐาน เมื่อ: มกราคม 15, 2010, 06:25:46 PM
เวลาปฏิบัติกรรมฐาน กับนั่งสวดมนต์
ผมมาที่วัดแก่งขนุน ในช่วงตอน 18:00 น
ก็มีคณะญาติโยม ชวนผมเข้าไปสวดมนต์ในอุโบสถ
ผมเข้าไปสวด ก็เลิกออกมา 19:30 น.

ก็เห็นคณะญาติโยมที่มาสวดมนต์ ต่างก็เดินทางกลับ
ไม่เห็นมีการนั่งกรรมฐานต่อ หรือพบอาจารย์เลย

ผมถามพระหนุ่มชื่อ อะไรไม่ได้ถามท่าน ท่านบอกว่า
สวดมนต์เสร็จแล้ว กลับบ้านได้
ผมถามชื่อพระอาจารย์สนธยา ท่านบอกไม่รู้จัก ไม่มีพระอาจารย์สนธยาที่วัดนี้

ตกลงวันนั้นผมอุตส่าห์ขับรถมาจากอยุธยา เลยไม่ได้สนทนาธรรม กับพระอาจารย์
แต่เช้านี้ผมผ่านไปทำบุญ ผมเห็นพระอาจารย์นั่งพูดอยู่หน้าหอระฆัง

แต่ก็ยังไม่ได้สนทนากับพระอาจารย์เนื่องจาก พระอาจารย์กำลังพูดอยู่ ผมก็ต้องไปทำงาน

คำถามครับ
คือที่ัวัดไม่มีการนั่งกรรมฐานใช่หรือป่าวครับช่วงนี้ เพียงสวดมนต์แล้วนั่งกรรมฐานประมาณ 30 นาที
หน้า: [1]