ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - หมิว
หน้า: [1] 2 3 4
1  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ฟรี นิทรรศการVernadoc ศาลเจ้าโรงเกือกและเสวนาตลาดน้อย จากอดีต-ปัจจุบัน สู่อนาคต เมื่อ: เมษายน 19, 2013, 11:14:41 AM
ย่านจีนถิ่นบางกอก-Bangkok Chinatown
ขอเชิญร่วมงาน นิทรรศการVernadocศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง (ศาลเจ้าโรงเกือก)
ณ ห้อง Sila-Sai Convention Hall ชั้น ๔ ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้
ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖


กำหนดการ

วันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖: เวทีสรุปการเรียนรู้และนำเสนอผลงานVernadoc


๑๒.๓๐-๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๐๐-๑๓.๑๕ น. : กล่าวรายงาน โดย อาจารย์ ศรินพร พุ่มมณี หัวหน้านักวิจัยโครงการย่านจีนถิ่นบางกอก
๑๓.๑๕-๑๓.๔๕ น. : อธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อสร้างความร่วมมือในการปรับปรุงศาลเจ้าโรงเกือก
๑๓.๔๕-๑๔.๐๐ น. : กล่าวเปิดงาน โดย คุณสุวัฒน์ รัตนปริคณน์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดุสิต
๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น.: เวทีแลกเปลี่ยนสรุปความรู้จากการทำ Vernadoc ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง(ศาลเจ้าโรงเกือก)
๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น. : สรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
๑๖.๓๐-๑๗.๐๐ น. : มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Vernadocและกล่าวขอบคุณโดย คุณ พจน์ กาญจนปลั่ง นายกสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย


วันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ : วงเสวนาตลาดน้อย จากอดีต-ปัจจุบัน...สู่อนาคต


๑๐.๐๐-๑๐.๓๐ น. ลงทะเบียน
๑๐.๓๐-๑๒.๐๐ น. : เวทีบรรยาย “เรื่องเล่าตลาดน้อย...จากอดีตสู่ปัจจุบัน” โดยอาจารย์ เจริญ ตันมหาพราน นักวิชาการท้องถิ่น
๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. : รับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย
๑๓.๐๐-๑๓.๓๐ น. : ลงทะเบียน
๑๓.๓๐-๑๕.๐๐ น. : วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นชาวชุมชนย่านตลาดน้อย หัวข้อ “ตลาดน้อยกับการพัฒนา”
๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ น. : สรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น. : กล่าวปิดงาน โดย คุณ นพดล อินท์ชยะนันท์ ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์

นิทรรศการ Vernadoc ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง (ศาลเจ้าโรงเกือก)
โดย River City Shopping Center
วันที่ 19 เมษายน เวลา 10:00 จนถึง วันที่ 21 เมษายน เวลา 19:00
Charoen Krung 24, Bangkok, Thailand 10100
         
    ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุงหรือศาลโรงเกือก ศาสนสถานสำคัญของชาวจีนฮากกา (จีนแคะ) ที่มีอายุกว่า 120 ปี เป็นศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของย่านตลาดน้อย ปัจจุบันศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง ยังเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนในย่านตลาดน้อยและผู้คนที่นับถือ แต่ด้วยความเก่าแก่ของศาลเจ้าทำให้ศาลเจ้าทรุดโทรมขาดการบูรณะอย่างถูกวิธี ทำให้ผู้ดูแลศาลเจ้ามีความคิดริเริ่มบูรณะศาลเจ้าอย่างถูกวิธีโดยอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มผู้มีจิตศรัทธา ระดมทุนเพื่อบูรณะศาลเจ้า

    จากความคิดริเริ่มในการบูรณะศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุงของผู้ดูแลศาลเจ้า ทำให้ต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกายภาพ เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลในการถ่ายทอดให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความสำคัญที่ต้องบูรณะศาลเจ้าโรงเกือกให้อยู่คู่กับพื้นที่ย่านตลาดน้อย

    โครงการย่านจีนถิ่นบางกอก จึงเห็นความสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงสถาปัตยกรรมในสภาพปัจจุบันทำเป็นเอกสารข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเป็นต้นฉบับ ก่อนบูรณะศาลเจ้าโรงเกือกเพื่อใช้ในการสนับสนุนการะดมทุนของศาลเจ้าและใช้เป็นต้นฉบับในการบูรณะศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุงในลำดับต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันอาศรมศิลป์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย และวิทยาลัยเทคนิคดุสิต

    กิจกรรมในงาน
    1. จัดแสดงนิทรรศการภาพ Vernadoc ของศาลเจ้าฮ้องหว่องกุง โดย วิทยาลัยเทคนิคดุสิต : 19-21 เม.ย. 2556
    2. 20 เม.ย.56 เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป บรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสรุปบทเรียนการทำ Vernadoc ศาลเจ้า
    3. 21 เม.ย. 56 เวลา 10.30 น. การบรรยาย เรื่องเล่าตลาดน้อย จากอดีตสู่ปัจจุบัน โดย เจริญ ตันมหาพราน นักวิชาการท่องถิ่น
    4. 21 เม.ย. 56 เวลา 13.30 น. เสวนาเวทีชาวบ้าน “ตลาดน้อยกับการพัฒนา”
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จุดโชคลาภในบ้านตามหลักฮวงจุ้ย เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 09:02:42 AM
จุดโชคลาภในบ้านตามหลักฮวงจุ้ย

 
 ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.jongha108.com

จุดโชคลาภตามหลัก ฮวงจุ้ย ใน บ้านดูได้ 2 วิธี คือ ดูจากทิศทาง กับดูจากชัยภูมิในบ้าน ซึ่งวิธีหลังนี้จะอยู่ตำแหน่งที่ทแยงมุมกับประตูบ้านนั่นเอง ถ้าประตูบ้านอยู่ตรงกลาง ตำแหน่งโชคลาภก็จะอยู่ มุมทแยงทั้งซ้ายขวา ถ้าประตูอยู่ทางขวา จุดโชคลาภก็จะอยู่ทางซ้ายของมุมบ้าน ส่วนประตูอยู่ทางซ้าย จุด โชคลาภก็อยู่มุมขวา
ส่วนวิธีแรกค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องคำนวณการเดินของดาวทั้ง 9 ดวง แต่สรุปได้ ว่าจะพิจารณาจากทิศ หลังบ้านเป็นหลัก คือ บ้านทิศเหนือ จุดโชคลาภอยู่ทางทิศเหนือ จุดสนับสนุนทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือมุมขวาของหน้าบ้าน




บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จุดสนับสนุนอยู่ทางทิศใต้ หรือมุมซ้ายของหน้าบ้าน
บ้านทิศตะวันออก จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันตก หรือตรงกลางของหน้าบ้าน จุดสนับสนุน อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือขวามือหน้าบ้าน
บ้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ จุดสนับสนุน อยู่บริเวณหน้าบ้าน
บ้านทิศใต้ จุดโชคลาภอยู่ทิศใต้ หรือหน้าบ้าน จุดสนับสนุนอยู่ทิศเหนือ
บ้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหน้าบ้าน จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันออก หรือมุมซ้ายของหลังบ้าน
บ้านทิศตะวันตก จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันออก หรือหน้าบ้าน จุดสนับสนุนอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือมุมขวาของหลังบ้าน
บ้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จุดโชคลาภอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือหลังบ้าน จุดสนับสนุนอยู่ทิศตะวันตก หรือหลังบ้านด้านขวา
3  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / ตามปกติแล้วลมหายใจจะไม่มีเฉพาะแต่กับบุคคล ๗ จำพวก เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 11:30:13 AM
ตามปกติแล้วลมหายใจจะไม่มีเฉพาะแต่กับบุคคล ๗ จำพวกต่อไปนี้คือ

ทารกที่อยู่ภายในท้องของมารดา,
คนที่กำลังดำน้ำ,
อสัญญีสัตว์พรหม,
คนที่ตายแล้ว,
ผู้เข้าจตุตถฌาน
รูปพรหม, อรูปพรหม
ท่านผู้เข้านิโรธสมาบัติ
-----------------------------------------------------------------

ดังนั้น ในกรณีของบุคคลทั่วไปนอกเหนือจากนี้ ย่อมมีลมหายใจอยู่เสมอ

เพียงแต่บางครั้งเมื่อจิตและกายสงบระงับ ลมหายใจก็อาจจะละเอียดขึ้นเป็นธรรมดา

เมื่อ สติ สมาธิ ปัญญา ยังมีกำลังไม่พอ ก็ย่อมไม่สามารถตามกำหนดรู้ในลมหายใจที่ละเอียดนั้นได้

จึงรู้สึกเหมือนว่า ลมหายใจนั้นหายไป

ท่านจึงได้กล่าวว่า อาณาปานสตินี้เป็นกรรมฐานที่ต้องใช้ สติและปัญญาอันมีกำลัง

ในช่วงเวลาขณะนั้น ควรตั้งจิต มีสติระลึกกำหนดรู้ในบริเวณที่ลมกระทบนั้น ตั้งมนสิการให้ถูกต้อง

และลมหายใจเข้าและหายใจออกละเอียดนั้นก็จะปรากฏแก่ผู้เจริญภาวนาต่อไป

-----------------------------------------------------------------------------------------------


คำอธิบายในส่วนนี้ โดยละเอียดขอให้ดูได้ที่ link นี้นะครับ

  1. อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค
      [อุบายเป็นเหตุนำอานาปานัสสติกรรมฐานมา]

หรือ ดูได้ที่

  2. วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๖๖ - ๗๐
      (ดูตรง วิธีปฏิบัติเพื่อนำคืน)


จากคุณ    : ชาวมหาวิหาร




ขอบคุณภาพประกอบจาก http://2.bp.blogspot.com
4  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / หลักธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 08:28:24 AM

ขอบุคณภาพประกอบจาก http://i.ytimg.com


หลักธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

จิตคิด จิตเกิด.                       จิตไม่คิด จิตไม่เกิด
จิตคิด จิตถูกทำลาย.               จิตไม่คิด จิตไม่ถูกทำลาย
จิตปรุงแต่ง จิตถูกทำลาย.         จิตไม่ปรุงแต่ง จิตไม่ถูกทำลาย
จิตแสวงหา จิตถูกทำลาย.         จิตไม่แสวงหา จิตไม่ถูกทำลาย
จิตปรารถนา จิตถูกทำลาย.       จิตไม่มีความกำหนัด จิตไม่ถูกทำลาย
ทิ้งหมด รู้หมด.              ทิ้งหมด ได้หมด
ไม่ทิ้งเลย ไม่รู้เลย.          ไม่ทิ้งเลย ไม่ได้เลย
ทรงจิตเข้ามรรคจิต.         แล้วจิตพิจารณาจิต
รู้ธรรมในจิต.                 แล้วถนอมมรรคจิต
จงทำให้ชำนิชำนาญ
จิตอบรมจิตรู้ธรรมภายในจิต.                แล้วอบรมธรรมในธรรมภายในจิต
ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดยังไม่รู้.                          รู้แล้วไม่ต้องคิดก็เกิดปัญญา
เอาธรรมมาอบรมธรรม.                       รู้ธรรมในธรรม
เอาธรรมชาติมาปฏิบัติธรรมชาติ              ให้รู้ธรรมชาติในธรรมชาติ
เอาธาตุมาปฏิบัติธาตุ                          ให้รู้ธาตุในธาตุ
เอาธรรมอบรมในธรรม เอาจิตอบรมจิต     ให้รู้ธรรมภายในจิต
รู้แล้วละวาง ปล่อยทิ้ง และไม่อาลัย
และไม่ยึดมั่นธรรมต่างๆ
ธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิต ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว
บาปบุญเปรียบเหมือนมายา เกิดขึ้นแล้วดับ ปล่อยทิ้งทั้งสอง
มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
สิ้นแห่งความรู้ หุบปากเงียบ อิ่มในธรรม
ธรรมเติมธรรม ไม่มีธรรมนั่นคือธรรม

จากหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้

จากคุณ    : January Friend
5  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / หลวงพ่อสด ศึกษาขึ้นกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ ด้วยนะคะ เมื่อ: ตุลาคม 22, 2012, 10:43:46 AM
หลวงพ่อสด ศึกษาขึ้นกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ ด้วยนะคะ

เรื่องการศึกษา


                เมื่อท่านเล่าเรียนศึกษาอยู่สำนักวัดพระเชตุพนฯ นั้น  ท่านได้เรียนมูลกัจจายะนะถึงสามจบ พระธรรมบท ๘ ภาค และพระคัมภีร์มังคลัตถทีปนี กับสารสงเคราะห์แต่ไม่ทันจบ แปลออกพอสมควรแล้วท่านได้เข้าสอบสนามหลวงหนึ่งครั้งก็บังเอิญตก ท่านก็ไม่สอบอีกต่อไป ท่านเล่าว่าถ้าสอบเป็นเปรียญได้แล้ว จะถูกทางคณะสงฆ์ใช้งานจะเสียการศึกษาด้านวิปัสสนาธุระ เพราะเมื่อขณะท่านเรียนหนังสืออยู่นั้น

ท่านได้ปฏิบัติตามแบบพระอาจารย์โหน่งตลอดมา วันใดหยุดการเล่าเรียนคันถธุระ ท่านมักจะแสวงหาความรู้ในด้านวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในด้าน วิปัสสนาในสำนักต่าง ๆ ทำคู่กันไปด้วย

ปรากฏว่าท่านได้ไปศึกษากับท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) เป็นครั้งที่สาม

และท่านได้ศึกษาจากท่านพระครูฌาณภิรัติ ในวัดพระเชตุพนฯ นั้นอีก ทำเป็นครั้งที่สี่

และครั้งที่ห้าท่านได้ไปศึกษาในสำนักของพระอาจารย์สิงห์วัดละครทำหลังวัด ระฆังโฆสิตาราม


ท่านเคยเล่าว่า ท่านได้ดวงใสประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ศูนย์กลางกายของท่านเป็นอัน ได้ผลตามแบบของพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่านแล้ว และมอบให้ท่านเป็นอาจารย์สอนคนอื่นต่อไปได้ ท่านเห็นว่า ธรรมที่ได้มานี้ไม่เป็นที่พอใจ ท่านว่ามีความรู้แค่หางอึ่งเท่านี้ จะสอนเขาได้อย่างไร ท่านจึงไม่ยอมสอนใคร ต่อมาว่างการศึกษาคันถธุระ ท่านเห็นว่าเวลาสมควร ท่านปรารถนาออกเดินธุดงค์ ท่านได้ให้คุณป้าดา สีกาพี่ของท่านสร้างกลดถวาย ผู้อื่นจะสร้างถวายก็ไม่เอา ชรอยว่าท่านจะสงเคราะห์สีกาพี่ผู้มีอุปการคุณ เมื่อได้กลดสมความประสงค์แล้ว พระคุณท่านได้ออกธุดงค์ การธุดงค์มีเวลาประมาณเท่าใดท่านเองก็จำไม่ได้ ครั้นกลับจากธุดงค์แล้ว ก็เอากลดถวายพระภิกษุองค์อื่นไป ต่อมาพระคุณท่านปรารถนาจะธุดงค์อีกเป็นครั้งที่สอง ก็ได้ให้คุณป้าดาสร้างกลดถวายอีก ในครั้งหลังนี้ปรากฏว่าได้เดินทางไปถึงสุพรรณบุรี ปักกลดที่วัดร้าง ข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ท่านได้เห็นเด็กนำวัวเข้าไปในบริเวณนั้น ท่านจึงกล่าวห้ามว่า อย่าปล่อยให้วัวเดินเหยียบย่ำพระซึ่งอยู่ใต้พื้นดิน จะมีบาปมาก บรรดาเด็กและคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย ไม่เชื่อว่าจะมีพระอยู่ใต้แผ่นดิน ถึงกับมีการประณามท่านต่าง ๆ ในที่สุดท่านได้บอกให้เขาลองขุุดดูก็ได้พระพุทธรูปขึ้นมาหลายองค์ นับว่าเป็นมหัศจรรย์อันหนึ่งที่ท่านสามารถทราบได้  นั่นแหละจึงเป็นที่เชื่อถือของบุคคลเหล่านั้น  ต่อมาท่านกลับมายังวัดพระเชตุพนฯ ดังเดิม



ขอขอบคุณที่มาเนื้อหาจากเว็บ

http://khunsamatha.com/blog/dhammakaya-C6.html

จะสังเกตุได้ว่า ครูอาจารย์ที่ปรากฏนั้นป็นศิษย์วัดพลับ ( วัดราชสิทธาราม ) ทั้งหมดเลย
6  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / หลวงพ่อสด ศึกษาขึ้นกรรมฐาน มัช มูลกัจจายน์ เมื่อ: ตุลาคม 22, 2012, 10:39:30 AM
เรื่องการศึกษา


                เมื่อท่านเล่าเรียนศึกษาอยู่สำนักวัดพระเชตุพนฯ นั้น  ท่านได้เรียนมูลกัจจายะนะถึงสามจบ พระธรรมบท ๘ ภาค และพระคัมภีร์มังคลัตถทีปนี กับสารสงเคราะห์แต่ไม่ทันจบ แปลออกพอสมควรแล้วท่านได้เข้าสอบสนามหลวงหนึ่งครั้งก็บังเอิญตก ท่านก็ไม่สอบอีกต่อไป ท่านเล่าว่าถ้าสอบเป็นเปรียญได้แล้ว จะถูกทางคณะสงฆ์ใช้งานจะเสียการศึกษาด้านวิปัสสนาธุระ เพราะเมื่อขณะท่านเรียนหนังสืออยู่นั้น ท่านได้ปฏิบัติตามแบบพระอาจารย์โหน่งตลอดมา วันใดหยุดการเล่าเรียนคันถธุระ ท่านมักจะแสวงหาความรู้ในด้านวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในด้าน วิปัสสนาในสำนักต่าง ๆ ทำคู่กันไปด้วย ปรากฏว่าท่านได้ไปศึกษากับท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) เป็นครั้งที่สามและท่านได้ศึกษาจากท่านพระครูฌาณภิรัติ ในวัดพระเชตุพนฯ นั้นอีก ทำเป็นครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้าท่านได้ไปศึกษาในสำนักของพระอาจารย์สิงห์วัดละครทำหลังวัด ระฆังโฆสิตาราม ท่านเคยเล่าว่า ท่านได้ดวงใสประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ศูนย์กลางกายของท่านเป็นอัน ได้ผลตามแบบของพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่านแล้ว และมอบให้ท่านเป็นอาจารย์สอนคนอื่นต่อไปได้ ท่านเห็นว่า ธรรมที่ได้มานี้ไม่เป็นที่พอใจ ท่านว่ามีความรู้แค่หางอึ่งเท่านี้ จะสอนเขาได้อย่างไร ท่านจึงไม่ยอมสอนใคร ต่อมาว่างการศึกษาคันถธุระ ท่านเห็นว่าเวลาสมควร ท่านปรารถนาออกเดินธุดงค์ ท่านได้ให้คุณป้าดา สีกาพี่ของท่านสร้างกลดถวาย ผู้อื่นจะสร้างถวายก็ไม่เอา ชรอยว่าท่านจะสงเคราะห์สีกาพี่ผู้มีอุปการคุณ เมื่อได้กลดสมความประสงค์แล้ว พระคุณท่านได้ออกธุดงค์ การธุดงค์มีเวลาประมาณเท่าใดท่านเองก็จำไม่ได้ ครั้นกลับจากธุดงค์แล้ว ก็เอากลดถวายพระภิกษุองค์อื่นไป ต่อมาพระคุณท่านปรารถนาจะธุดงค์อีกเป็นครั้งที่สอง ก็ได้ให้คุณป้าดาสร้างกลดถวายอีก ในครั้งหลังนี้ปรากฏว่าได้เดินทางไปถึงสุพรรณบุรี ปักกลดที่วัดร้าง ข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ท่านได้เห็นเด็กนำวัวเข้าไปในบริเวณนั้น ท่านจึงกล่าวห้ามว่า อย่าปล่อยให้วัวเดินเหยียบย่ำพระซึ่งอยู่ใต้พื้นดิน จะมีบาปมาก บรรดาเด็กและคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย ไม่เชื่อว่าจะมีพระอยู่ใต้แผ่นดิน ถึงกับมีการประณามท่านต่าง ๆ ในที่สุดท่านได้บอกให้เขาลองขุุดดูก็ได้พระพุทธรูปขึ้นมาหลายองค์ นับว่าเป็นมหัศจรรย์อันหนึ่งที่ท่านสามารถทราบได้  นั่นแหละจึงเป็นที่เชื่อถือของบุคคลเหล่านั้น  ต่อมาท่านกลับมายังวัดพระเชตุพนฯ ดังเดิม
7  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / การอดทน และ เคารพ ต่อคำสอนของครูอาจารย์ มีความสำคัญมาก ๆ คะ เมื่อ: ตุลาคม 18, 2012, 08:34:36 AM
พระโปฐิละปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสามเณร
    ลำดับนั้น   สามเณรจึงแสดงสระ ๆ หนึ่งในที่ไม่ไกล   แล้วกล่าวกะท่านว่า 
      " ท่านขอรับ   ท่านนุ่งห่มตามเดิมนั่นแหละ   จงลงไปสู่สระนี้."
    จริงอยู่   สามเณรนั้น  แม้รู้ความที่จีวรสองชั้นซึ่งมีราคามาก  อันพระเถระนั้นนุ่งห่มแล้ว   เมื่อจะทดลองว่า
     " พระเถระจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาทได้หรือไม่"   จึงกล่าวอย่างนั้น.   
    แม้พระเถระก็ลงไปด้วยคำ ๆ เดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น   ในเวลาที่ชายจีวรเปียก   สามเณรจึงกล่าวกะท่านว่า
     " มาเถิดท่านขอรับ" 
    แล้วกล่าวกะท่านผู้มายืนอยู่ด้วยคำๆ เดียวเท่านั้นว่า
     " ท่านผู้เจริญ  ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง   มีช่องอยู่  ๖ ช่อง,    ในช่องเหล่านั้น   เฮี้ยเข้าไปภายในโดยช่อง ๆ หนึ่ง   บุคคลประสงค์จะจับมัน   จึงอุดช่องทั้ง  ๕ นอกนี้  ทำลายช่องที่ ๖  แล้ว   จึงจับเอาโดยช่องที่มันเข้าไปนั่นเอง;  บรรดาทวารทั้งหก   แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว   จงเริ่มตั้งกรรม นี้ไว้ในมโนทวาร."     
   ด้วยนัยมีประมาณเท่านี้      ความแจ่มแจ้งได้มีแก่ภิกษุผู้เป็นพหูสูต   ดุจการลุกโพลงขึ้นแห่งดวงประทีปฉะนั้น.   พระโปฐิละนั้นกล่าวว่า
    " ท่านสัตบุรุษ  คำมีประมาณเท่านี้แหละพอละ"   แล้วจึงหยั่งลงในกรชกาย   ปรารภสมณะธรรม.



 

   ประวัติ พระโปฐิละ ชือว่า ภิกษุใบลานเปล่า ท่านเป็นพระภิกษุที่ทรงจำคำสอน และมีลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์หลายรูป แต่ต่อมาท่านมาละอายเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรียกท่านว่า ใบลานเปล่า ท่านจึงหาผู้สอนให้ท่านเป็นพระอรหันต์ให้ได้ จึงไปขอให้ลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์ช่วยสอนท่าน แต่ไม่มีใครสอนท่าน คงเหลือสามเณรอยู่รูปหนึ่งซึ่งเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้สอนท่าน


 


 
8  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / “ธรรมที่หยั่งรู้ยาก” (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) เมื่อ: ตุลาคม 16, 2012, 08:11:23 AM
ผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
นั้นที่จริงมันง่ายที่สุดโยม มันง่ายมาก
การกระทำอะไรต่อมิอะไรมันง่าย มันไม่ยาก
ไม่ต้องเลือกวันนั้น เดือนนี้ ยามนี้ ไม่ต้องแล้ว

พระพุทธองค์ของเราก็ทรงสอนว่า
เมื่อไรมันสะดวกวันนั้นมันดี มันไม่ขัดข้องวันนั้นมันดี

แต่นี่เราไม่อย่างนั้น เช่น จะปลูกบ้านปลูกช่องสารพัดอย่าง
ก็จะต้องหาฤกษ์วันพันยามกันเสียแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ว่าอย่างนั้น
ท่านว่าเมื่อโอกาสมันเหมาะสมก็ให้ทำไปเถอะ แต่เราก็กลัว
ซึ่งถ้าพูดถึงพระรัตนตรัยเต็มที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว
คือว่ามันไม่ผิดหรอก เมื่อมันมีโอกาสที่จะทำเมื่อไรมันสะดวก
มันถูกกับเวลาของเรา มันสะดวกก็เอาละ นี่ท่านว่าอย่างนี้

แต่เราไม่เอาอย่างนั้นซิ จะต้องเอาวันนั้นวันนี้ จนอาตมารำคาญ
ยิ่งวันแต่งงานนั้นเขาถือว่าเป็นวันที่สำคัญของเขามาก
ต้องเอาวันนั้น ต้องเอาฤกษ์อย่างนั้นอย่างนี้
ถ้าไม่ได้ฤกษ์ไม่เอา ต้องให้ได้ฤกษ์

อาตมาก็คอยสังเกตใครที่มีฤกษ์ดีๆ บ้าง
ว่ามันจะเป็นอย่างไรไหม มันจะดีไหม
บางคนอยู่กันได้ไม่ถึงเดือนทะเลาะกันไปเลย
อ้าว...ดูซิมันเป็นเสียอย่างนี้ แล้วทำไมไม่สังเกตเหตุผลดูล่ะ
จะต้องเอาวันนั้นวันนี้ วันนี้มันจม วันนั้นมันฟู ต้องทำข้างขึ้น ข้างแรมอย่าเอา
ไปถือเอาอันนั้นมาเป็นฤกษ์ของเรา

ฤกษ์มันก็เป็นเรื่องของฤกษ์ เวลาก็เป็นเรื่องของเวลา
มันไม่ใช่มาเกี่ยวข้องกับเรา
ถ้าเราไปคิดอะไรต่อมิอะไรมันมากทุกอย่างในเรื่องพุทธศาสนา
มันก็ยุ่งเหยิงหลายอย่าง
จนกระทั่งที่ว่าพูดกันไม่ค่อยจะได้ ทีนี้เรามามองดูซิว่า
ถ้าเป็นอย่างนั้น
พระรัตนตรัยของเราจะเสื่อมไหม เศร้าหมองไหม
มันก็เสื่อม มันก็เศร้าหมองเท่านั้นแหละ

ที่ว่าฤกษ์ดียามดี ก็คืออะไรที่มันดี
อะไรที่มันเหมาะสมไม่ขัดข้องนั่นแหละอาตมาว่าดีแล้ว
อาตมาพูดอย่างนี้ ทั้งยังถืออย่างนี้มาตลอดจนทุกวันนี้
ไม่เคยเห็นมันเป็นอะไร
เมื่อเรามามองคนบางคน ตระกูลบางตระกูล โยมบางโยมก็ลำบาก
เช่น แต่งงานกัน ไม่ถึงฤกษ์หมายจริงๆ ไม่ต้องละ
พระฉันเสร็จแล้วก็ต้องนั่งคอยอยู่นั่นแหละ
คือ พอถึงฤกษ์ก็ต้องสวด ชะยันโต โพธิยา มูเล...
แต่แล้วมันก็ดีบ้างได้บ้างเสียบ้างเหมือนกัน
บางคนก็อยู่ด้วยกันเดือนสองเดือนพูดกันไม่รู้เรื่อง
หนีจากกันเสียแล้ว ทำไมฤกษ์มันไม่คุ้มล่ะ
ฤกษ์มันไปอยู่ตรงไหน อันนี้ขอให้โยมคิดกัน

อาตมาเคยพูดอยู่เรื่อยๆ ให้โยมคิด
ถ้าเราพูดถึงการตกลงกันวันนั้นวันนี้
ตกลงกันพร้อมเพรียงสามัคคีกัน
ไม่ใช่ว่าได้วันจันทร์ไม่เอานะ ไม่ได้วันอังคารไม่เอานะ
ไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องยุ่ง
ไม่ต้องมากหรอก เท่านี้มันก็ยุ่งอยู่แล้ว

เมื่อเราตัดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่เป็นมงคลตื่นข่าวออกไปแล้ว
มันก็ก้าวเข้าไปห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
เรานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สูงสุดสูงส่งดีแล้ว
จะสบายจะสะดวกกันทุกอย่าง

---------

โอวาทธรรมของพระโพธิญาณเถร(หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

คัดลอกบางส่วนจาก...ธรรมบรรยายเรื่อง “ธรรมที่หยั่งรู้ยาก”


9  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / "ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์โดยแท้" Z พระญาณสังวร Z เมื่อ: ตุลาคม 16, 2012, 08:09:01 AM
ในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวัน ใกล้กรุงสาวัตถีในโกศลรัฐ
ได้มีบุคคลผู้หนึ่งในชนบทสู่ขอธิดาของตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถีให้แก่บุตรของตน
ตกลงกันกำหนดวันประกอบพิธีมงคลเรียบร้อยแล้ว
ต่อมาเขาได้ถามอาชีวก (นักบวชจำพวกหนึ่ง) ผู้เป็นที่นับถือของตนว่า
วันนั้นฤกษ์ดีหรือไม่

อาชีวกโกรธว่าไม่ถามตนเสียก่อน กำหนดวันกันแล้วมาถามภายหลัง
จึงหล่าวว่า วันนั้นฤกษ์ไม่ดี อย่าทำมงคล ถ้าทำจะเกิดมหาวินาศ
พวกเขาก็พากันเชื่อ เมื่อถึงวันนัดก็ไม่ไปเพราะกลัวจะเกิดมหาวินาศ

ส่วนทางฝ่ายหญิงซึ่งได้เตรียมการมงคลทั้งปวงไว้แล้ว
รออยู่ไม่เห็นฝ่ายชายมาก็พากันโกรธเพราะได้ตกลงวันกันไว้
ได้ตระเตรียมสิ่งทั้งปวงสิ้นเปลืองไปเป็นอันมาก ทั้งเป็นการเสียหน้าแก่ฝ่ายหญิง
จึงได้ยกธิดาให้แก่ชายในตระกูลอื่นซึ่งเป็นผู้ขอรับแทน
ได้ประกอบพิธีมงคลตามที่เตรียมไว้เสร็จเรียบร้อยไปในวันนั้นเอง

ครั้นวันรุ่งขึ้น พวกฝ่ายชายที่สู่ขอไว้ก่อนจึงพากันไป
ก็ถูกพวกฝ่ายหญิงด่าว่าขับไล่ให้กลับ พวกฝ่ายชายก็โต้ตอบ
เกิดวิวาทกันขึ้นแต่ก็ไมไ่ด้หญิงเพราะเขายกให้คนอื่นไปแล้ว ต้องพากันกลับ

ข่าวเรื่องอาชีวกนั้นทำการทำนายทายทักเป็นอันตรายแก่การมงคล
ปรากฏไปทั่วนครจนทราบถึงหมู่ภิกษุ

พระพุทธเจ้าได้ทรงทราบจากหมู่ภิกษุ
ก็ได้ตรัสเล่าเรื่องทำนองเดียวกันที่เกิด
เพราะถือฤกษ์ยามผิดๆ ในอดีตกาลแก่ภิกษุทั้งหลาย
แล้วตรัสประทานโอวาทแปลความว่า
"ประโยชน์ล่วงเลยคนเขลาผู้มัวถือฤกษ์อยู่
ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดาวทั้งหลายจะทำอะไรได้"

ตามพระพุทธโอวาทนี้แสดงว่า
อันฤกษ์งามยามดีนั้น ก็คือ ประโยชน์ที่จะพึงได้
ถ้าเสียประโยชน์ก็ชื่อว่า เสียฤกษ์
ฉะนั้นโดยที่แท้ ประโยชน์จึงเป็นฤกษ์ของประโยชน์ มิใช่ดวงดาวที่ไหน
ส่วนการที่เชื่อดวงดาวไปอย่างหลงๆ จนถึงพากันเสียประโยชน์ต่างๆ
บางทีผู้ทำนายทายทักเองก็ถูกจับตัวไปลงโทษ
นี่แหล่ะเรียกว่า ฤกษ์ไม่ดีหรือว่าฤกษ์มหาวินาศ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่อื่นอีก
โดยความว่า
"ทำดีเวลาเช้า เป็นฤกษ์ดีเวลาเช้า
ทำดีเวลากลางวัน เวลาเย็น
เป็นฤกษ์ดีเวลากลางวัน เวลาเย็น" เป็นต้น

รวมความว่า ทางพระพุทธศาสนาถือว่า
"ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์โดยแท้"

--------
คัดลอกจากหนังสือ...
เรื่อง วิธีการของพระพุทธเจ้า (หัวข้อ วิธีล้างบาปของพระพุทธเจ้า)
นิพนธ์ในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถระ)
พิมพ์น้อมถวายเป็นวิทยาทานโดยมหามงกุฏราชวิทยาลัย
ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ หน้า ๘๐ - ๘๑



10  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / 037 โลกหน้ามีจริงหรือไม่ เมื่อ: กันยายน 26, 2012, 08:34:01 AM
037 โลกหน้ามีจริงหรือไม่

ปัญหา ปัญหาใหญ่ที่คนถกเถียงกันอยู่เสมอ ก็คือปัญหาที่ว่าโลกหน้าที่มนุษย์จะไปเกิดหลักจากตายแล้วมีจริงหรือไม่ ?

ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไรบ้าง ?
พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์สองพวกนั้น สมณพราหมณ์ที่มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี อุปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ที่ไปโดยชอบ ปฏิบัติโดยชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่ว ไม่มีในโลกดังนี้ เป็นอันหวังข้อนี้ได้คือ จักเว้นกุศลธรรม ๓ ประการ นี้ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต จักสมาทานอกุศลธรรม ๓ ประการ นี้ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต แล้วประพฤติข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่เห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะ อันเป็นคุณฝ่ายขาวแห่งกุศลธรรม ก็โลกหน้าที่อยู่จริง ความเห็นของผู้นั้นว่าไม่มีความเห็นของเขานั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ก็โลกหน้ามีอยู่จริง แต่เขาดำริว่าโลกหน้าไม่มี ความดำริของเขานั้นเป็นมิจฉาสังกัปปะ ก็โลกหน้ามีอยู่จริง แต่เขากล่าวว่าโลกหน้าไม่มี วาจาของเขานั้นเป็นมิจฉาวาจา ผู้นี้ย่อมทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งโลกหน้า ก็โลกหน้ามีอยู่จริง เขายังให้ผู้อื่นเข้าใจว่า โลกหน้าไม่มี การให้ผู้อื่นเข้าใจของเขานั้นเป็นการให้เข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม และเขายังจะยกตนข่มผู้อื่น ด้วยการให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ไม่ขอบธรรมนั้นด้วย เขาละคุณคือ ความเป็นคนมีศีลแล้ว ตั้งไว้เฉพาะแต่ส่วนโทษ คือความเป็นคนทุศีลไว้ก่อนเทียว ด้วยประการฉะนี้ อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่านี้ คือ มิจฉาทิฐิ มิฉาสังกัปปะมิจาวาจา ความเป็นข้าศึกต่อพระอริยะ การให้ผู้อื่นเข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม การยกตน การข่มผู้อื่น ย่อมมีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้ ฯ”

อปัณณกสูตร ม. ม. (๑๐๖)
ตบ. ๑๓ : ๑๐๒-๑๐๓ ตท.๑๓ : ๙๒
ตอ. MLS. II : ๗๑


ขอบคุณที่มาคะ
http://www.84000.org/true/037.html


ขอบคุณภาพประกอบจาก http://3.bp.blogspot.com
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลวงปู่ขาว ( วัดถ้ำกลองเพล ) ตอบเรื่อง ศีลข้อที่ 5 เมื่อ: กันยายน 26, 2012, 08:29:18 AM


อ่านแล้วชอบใจคำสอนของหลวงปู่ขาว เรื่องการผิดศีลข้อ 5
หลวงปู่อุปมาได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน จึงนำมาเผยแผ่เป็นธรรมทานครับ
...................................................................................

ปู่ถาม:   หลาน ๆ เคยเห็นพ่อแม่ของเด็กทั้งแผ่นดิน นำสุราบาร์เบียร์ เครื่องดื่มของมึนเมา มากรอกปากลูก ๆ ป้อนลูกที่เริ่มเกิดใหม่ไหม

หลาน:     ไม่เคยเห็นเลยปู่

หลวงปู่:   เมื่อไม่เคยเห็น ลูก ๆ ก็ควรยอมรับว่าท่านเป็นพ่อเป็นแม่ที่ดีและฉลาดของคน ของเด็ก ๑๐๐% โดยแท้ ไม่กล้านำสิ่งไม่ดี สิ่งจะทำให้เสียเด็กเสียคน เข้ามากล้ำกรายลูก ๆ เลย ส่วนพวกเราที่เจริญเติบโตมา แล้วไปเที่ยวเสาะแสวงหากินหาดื่ม เครื่องดองของมึนเมา ซึ่งทำลายจิตใจธาตุขันธ์และคุณค่าของมนุษย์ ตลอดหน้าที่การงานให้ด้อยลงและเสียไป จนกลายเป็นคนไร้ค่า ไม่น่านับถือและปรารถนาของสุภาพชนทั่วไปนั้น เป็นคนที่น่าตำหนิทีเดียว วัยปู่เปลี่ยนมานานและมาก จนแก่ขนาดนี้แล้ว แต่ใจยังไม่เคยเปลี่ยนจากการตำหนิคนขี้เหล้าเมาสุรา คนสูบฝิ่นกินกัญชายาเสพติดเลย ยังคงตำหนิอยู่อย่างเดิม

หลานจึงควรระลึกคำพูดของปู่ไว้ภายในใจ และพากันนำไปปฏิบัติตามบ้าง หลานจะเป็นคนเต็มตัวโดยหลักธรรมชาติ ไม่ต้องมีอะไรมาเสกสรรให้ดีเพราะสิ่งนั้นให้ดี เพราะสิ่งนี้ ดังเขาเสกสรรกันเกลื่อนแผ่นดิน เช่น เสกสรรปั้นยอว่า คนกินเหล้ามันกล้าหาญดีไม่กลัวใคร ทั้ง ๆ ที่เคยขี้ขลาดหวาดกลัวเป็นนิสัยมาแต่กำเนิด นั่นถ้าเป็นหมาก็เป็นหมาที่ไม่รู้จักเสือ มันจะต้องตายเพราะ:-)ินหัวมัน ถ้าเป็นคนก็เป็นคนที่ไม่รู้จัก ตะบอง ปืน มีด คนนั้นจะต้องตายเพราะตะบองเพราะอาวุธโดยแท้ไม่สงสัย คนเมาเหล้ากล้าหาญก็เป็นคนประเภทหมาไม่รู้จักเสือนั้นแล จึงควรฟังคำสอนของปู่บ้าง การฟังความอยาก ความทะเยอทะยานไม่มีขอบเขตของตน ก็เคยฟังและทำตามมันมามากต่อมากแล้ว ผลดีไม่เห็นมี นอกจากผลชั่วติดตัวและน่าตำหนิอยู่ตลอดไป แม้ตายไปแล้วยังไม่มีใครขุดคุ้ยขึ้นมาชมเลย

ถาม :    กินเหล้ามันเป็นบาปหรือปู่ ปู่จึงไม่อยากให้หลานกินกัน กลัวหลานจะเป็นหมาไม่รู้จักเสืออย่างนั้นหรือ

ปู่ตอบ :   การกินเหล้าหรือของมึนเมา ตลอดสิ่งเสพติดและเสียคนนั้น มันจะเป็นบุญพาคนให้ดี และพาไปสวรรค์นิพพานอย่างไรกัน นอกจากเป็นบาปหาบหามไฟนรกมาเผาตนและครอบครัว ตลอดผู้เกี่ยวข้องโดยลำดับเท่านั้น ยังจะพากันนึกและรอคอยให้สุรายาเมา พาเป็นคนดีและพาไปสวรรค์นิพพานอยู่หรือ

จอมปราชญ์ทั้งหลายท่าน ตำหนิเป็นเสียงเดียวกันมาแต่กาลไหน ๆ ว่า การกินเหล้าเป็นบาป การกินเหล้าเป็นบาปไม่มีชิ้นดีที่น่าชมเชยบ้างเลยเท่านั้น ฉะนั้น หลานจงพากันเข้าใจตามที่ปู่อธิบายให้ฟัง ด้วยความเมตตาสงสารนี่ หลาน ๆ ฟังเสียงใคร ๆ ก็ฟังมามากต่อมากและทำตามเขาจนเสียคน บางรายจนเป็นเศษมนุษย์หมดคุณค่าสาระโดยประการทั้งปวงไปเลยก็มี

แต่บัดนี้ต่อไป จงพากันใช้ความพินิจพิจารณา ฟังเสียงปู่ และนำไปเทียบเคียงกับคำพูดทั้งหลายที่เคยได้ยินได้ฟังมา จะมีแง่คิดถูกหนักเบาต่างกันอย่างไรบ้าง แล้วเลือกเฟ้นนำไปปฏิบัติ เพราะลมปากของปู่เป็นเสียงของกระแสธรรม ที่ออกมาจากพระทัยที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า ผิดกับลมปากที่กิเลสราคะตัณหา ผลิตหรือปรุงให้กินให้พูดออกมาอยู่มาก ทั้งมีเหตุมีผลผิดกันราวฟ้ากับดิน

ถาม :    ถามทำไมปู่ สมัยนี้คนจึงชอบเอาเหล้าประดับเกียรติในสังคมน้อยใหญ่ แม้สังคมเด็กก็มีเหล้าออกเป็นเจ้าหน้าเจ้าตาไม่มีเว้นไปเสียแล้ว เด็กกินแล้วเมาทะเลาะและตีกันอึกทึก เห็นตำตามาแล้ว น่าทุเรศจริง ๆ แล้วก็อดคิดถึงผู้ใหญ่ทั้งหลายและผู้ปกครองบ้านเมืองไม่ได้ ว่ากินเหล้ากันเพื่อประโยชน์อะไรและปกครองแบบไหนกัน บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยสิ่งเลวร้าย คนเลวร้ายเกลื่อนกลาดระบาดไปทุกแห่งทุกหน ไม่ว่าบ้านนอกในเมือง ผู้ใหญ่ผู้น้อย ปัญญาชนและคนโง่เขลามันพอ ๆ กันเวลานี้

ตอบ :    การกินเหล้ามันทำให้คนลืมความทุกข์ ความจน ความโง่ ความมีหนี้สินพะรุงพะรังและภาระต่าง ๆ ได้บ้างในขณะที่เมาสุรา ซึ่งกำลังหน้าหนาหน้าชาหมดความอาย จึงแสดงกิริยาและคำพูดขวางโลกออกมาในท่ามกลางฝูงชนทุกชั้นได้อย่างเต็มกิริยาและเต็มปาก ไม่กระดากอาย กลับเรื่องปกติที่เคยมีในตัว เช่น เคยเห็นคนทุกข์ เป็นต้น มาเป็นคนมีสุข เป็นคนมั่งมี เป็นคนฉลาดผู้ทุกสิงทุกอย่าง มีทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกรู้และมีกัน วาดลวดลายออกมาอย่างเต็มตัวไม่กลัวใครจะตำหนิติเตียนและทำลายเพราะไม่มีสติ ความจริงแล้วก็คือการระบายทุกข์ของคนเมานั่นและ

ด้วยเหตุเหล่านี้เป็นส่วนมากทำให้คนชอบดื่มสุรา ส่วนผลดีที่เกิดจากการดื่มสุราอย่างแท้จริงนั้นยังมองไม่เห็นสำหรับคนตาฝ้าฟางดังปู่นี้ ถ้าจะหาทางออกว่าดื่มสุราแล้ว ทานอาหารได้ดี ทานได้มาก ร่างกายมีกำลังอย่างนี้ คำตอบก็จะตามมาว่า ใครจะเป็นนักกินและกินไม่เลือก กินไม่อัดไม่อั้น กินไม่หยุดไม่ถอย กินได้ทุกสิ่งทุกอย่าง กินได้ทุกเวลานาที กินจุ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ กินทั้งกลางวันกลางคืน ปากทำงานเคี้ยวกลืนไม่มีว่างยิ่งกว่ามนุษย์ จนเงินเกลี้ยงกระเป๋าเพราะกินไม่มีประมาณ ความพอดีเข้าไปแอบซ่อนได้ ไม่จำต้องเที่ยวหายาบำรุงธาตุ มีสุราเป็นต้นมาบำรุงบำเรอมัน เพราะความกินของมนุษย์เป็นน้ำล้นฝั่งอยู่แล้ว นี่หากถามมาปู่ก็ตอบไปตามประสาพระแก่ ร่างกายแม้จะเอาอะไรในแดนโลกธาตุมาบำรุงมันก็ไม่เหลียวแล มีแต่แย่ท่าเดียว

......................................................................................

คำถามคำตอบปัญหาธรรมของหลวงปู่ ๑
หลวงปู่ขาว อนาลโย

วัดถ้ำกลองเพล อุดรธานี

จากหนังสือ

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโย
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_kao/lp-kao-29-01.htm

จากคุณ    : แมวเปอร์เซีย
12  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อย่างไร เรียกวา การปฏิบัติบูชา คะ ? เมื่อ: กันยายน 26, 2012, 08:26:02 AM
อย่างไร เรียกวา การปฏิบัติบูชา คะ ?
 คือทุกครั้ง เวลาปฏิบัติ เราต้องใส่ความปรารถนา ลงไปใช่หรือไม่คะ เช่น ปรารถนา ให้ได้ ฌาน นิพพาน เป็นต้น เมื่อเราปฏิบัติอย่างนี้ จะได้ชื่อว่า ปฏิบัติบูชาได้อยางไร คะ


 ขอบคุณทุกท่านที่ช่วย ตอบคะ
  :88: :c017:
13  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / ปฏิบัติธรรม ให้รู้จากทุกข์ ก่อนเป็นเรื่องแรก เมื่อ: กันยายน 26, 2012, 08:16:27 AM
ไปอ่านเจอจึงนำมาฝากครับ


พระอาจารย์ของผมมักเร่งให้ลูกศิษย์ปฎิบัติอยู่เสมอ ท่านจะเน้นมากเรื่องการเดินจงกรม ซึ่งตัวท่านเอง ท่านจะเดิน ที่ทางจงกรมอยุ่บ่อยครั้ง ไม่มีวันไหนที่ท่านไม่เดินจงกรม ท่านเดินไวมาก เร็วมากฝนจะตก แดดจะออก ฟ้าจะผ่า ยุงจะกัด ไฟจะดับ ลมจะมา ฟ้าจะแดง ตะวันทอแสง ดวงจันทร์กลางหัว ท่านเดินจงกรมอยู่แบบนั้น ยามที่ท่านหยุดเดินจะมีอยู่นะเท่าที่สังเกต คือวันที่ แมงเม่าขึ้นมาเยอะ มดขนไข่ผ่านทางเดินจงกรม ติดกิจนิมนต์ นั่นแหละ จึงเป็นวันที่ผมได้มีโอกาสที่จะคุยกับท่านได้บ้าง ผมมักจะพยายามแกะเมล็ดทานตะวันให้ท่านฉัน หรือบางทีก็ไปซื้อสำเร็จรูปมา ในยามฉันน้ำปานะ
ครั้งหนึ่งท่านจึงสอนผมว่า เธอรู้มั้ย พวกเราโชคดีมากนะ ที่ได้มาเจอพระพุทธศาสนา เราต้องปฏิบัตินะ

พี่เอ (นามสมมติ) แกเคยทำแท้งมา ถ้าแกจมอยู่กับทุกข์แกท้อแกสิ้นหวังไม่มีปฎิบัติ แกฟังทีวีสมัยนี้แกก็ไปแก้กรรมนู้นแล้ว แต่อาจารย์ก็บอกแกว่า อหิงสกะ ฆ่าคนตายไปเยอะกว่าแกยังเป็นพระอริยะได้ ในชาตินั้น แกเลยปฎิบัติ

พี่บี(นามสมมติ) แกเคยติดคุกมาเป็นโจรมา ถ้าแกใส่ใจเสียงคนในหมู่บ้านแกก็ไปทะเลาะกะเพื่อนบ้านแล้ว อาจารย์เลยแนะนำให้ไปอ่าน เรื่องโจรเคราแดง แกยังเป็นอริยะได้ ในชาตินั้น

น้าซี(นามสมมติ) ลูกแกไม่ได้เรื่องซักคน ขโมยของแกเอาไปเที่ยวกินเหล้า กลับมานอนหลับ ไม่ทำการทำงาน ถ้าแกหมดกำลังใจปฎิบัติธรรมนี่เสร็จเลย อาจารย์เลยแนะนำให้ไปดู พระเจ้าอชาติศัตรูตัดหนังเท้าพ่อ ท่านยังปฎิบัติอยู่ ลูกเรายังดีกว่านั้นเยอะ เราน่าจะปฎิบัตินะเรายังมีฝ่าเท้าที่ดีอยุ่

ป้าดี(นามสมมติ) ผัวแกไปมีเมียน้อย แกกลุ้มใจปฎิบัติไม่ได้ ลูกแกก็ปลอบอกปลอบใจ  พระอาจารย์บอกว่า ไปอ่านเรื่องนางปฎาจารา ดู แกอ่านแกยังว่า ลูกแกก็ยังดี ยังไม่ตาย แกดีกว่าตั้งเยอะแกกลัวชาติหน้าจะเจอผัวแกอีก รีบปฎิบัติใหญ่เลย

ลุงอี(นามสมมติ) กินเหล้ามา 30 ปีจนเป็นโรคตับ สุดท้ายแกกลัวตายกลัวตกนรก เพราะแกฝันเห็นเพื่อนคอเหล้าแกชวนไปอยู่ด้วยในสภาพเสื้อผ้าขาด แกกลัว มาบ่นน้อยใจกะอาจารย์ว่าปฎิบัติไม่ทันไม่รอดนรกแน่ ทำมา30ปี อาจารย์ให้ไปอ่านเรื่อง สันตติมหาอำมาตย์ เมาเหล้าตอนเช้า ไม่ข้ามวันเป็นอริยะ

น้าเอฟ(นามสมมติ) นั่นน่ะเป็นระดับครุสอนศาสนาของศาสนา X เลยนะ แต่แกก็บ่นว่าไม่ได้เริ่มแต่เด็กจะได้เป็นอริยะมั้ย กลัวมิจฉาทิษฐิ จะบังตา อาจารย์ให้ไปอ่าน เรื่องชฎิลทั้ง 3 แกก็เลยว่า แกยังโชคดีกว่านี้นา แกก็เลยปฎิบัติ

........ผมจำอีกหลายอย่างไม่ได้นะครับ แต่ท่านก็เน้นและย้ำเสมอว่า ทุกๆคนสามารถปฎิบัติธรรมได้ เป็นอริยะได้ทุกคน.......

..........เว้นแต่....... เธอนี่แหละ...ตัวปัญหา....ฮ้า ทำไมผมละครับ......

      คนที่ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้สำเร็จคือคนที่...ขี้เกียจไม่มีความเพียร กินเสร็จแล้วนอนเหมือนเธอไง แถมยัง ...ไม่เห็นทุกข์ไงล่ะ ไม่มี  1 ในอริยสัจ 4 ซะแล้ว จะต่อยังไงล่ะ     (เป็นเพราะว่าเวลาผมไปปฏิบัติธรรมกะพระอาจารย์ในวันหยุด บางครั้งผมกินอิ่มจึงนอนในมุ้งที่เตรียมไป ไว้ตรงชานศาลาเพราะกลัวยุงกัด ทั้งๆที่พระอาจารย์ก็เดินจงกรมอยู่ในทางของท่านแต่ผมก็นอนเฝ้ามุ้ง)

.......ก็คนอื่นเค้าเห็นทุกข์แล้วเค้าปฎิบัติ เค้าเห็นอริยสัจตัวแรก เลย ...แต่เธอชีวิตมันสุขเกินไปปฎิบัติเหยาะๆ แหยะๆ ผลบุญมันเยอะไป นี่แหละจะไม่ได้อะไรก็แบบนี้แหละ.....แล้วทำไงล่ะครับ ......ไปหาทุกข์ในสุขให้เจอนะ......แล้วเอามาเล่าให้พระอาจารย์ฟัง....อยากรู้ว่าเธอจะเห็นทุกข์ในสุขได้แค่ไหน.......

อืม คราวนี้....การบ้านหนักเหมือนกันเลยครับ..แล้วเพื่อนๆละครับเพื่อนๆมีทุกข์ในสุขมาเล่าให้ผมฟังมั้ยครับ....การบ้านรอบนี้ท่าทางจะยากเอาการอยู่ครับ

จากคุณ    : คนที่รักเธอ


 :49: :49: :49:

14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พฤติกรรม ที่ควรปรับปรุง เมื่ออยู่ในสังคม นะจ๊ะ เมื่อ: กันยายน 25, 2012, 09:33:51 AM
"มนุษย์"  คือ  "สัตว์สังคม " ซึ่งหมายถึงการที่อยู่และใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น คงหายากที่จะมีใครอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายเพียงคนเดียว แต่การที่จะอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นนั้นย่อมมีกฎเกณฑ์ที่ควรปฏิบัติและข้อ ห้ามที่ไม่ควรทำเช่นกัน เช่นนั้นแล้วจึงขอบอกกล่าวถึงพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่งในสังคม เพื่อช่วยให้คุณอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดีและไม่ขัดเขิน

     หักนิ้วตัวเอง
       ถ้าเกิดว่าคุณกำลังเข้าประชุมอยู่แล้วมานั่งหักนิ้วตัวเองเล่น ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ร่วมประชุมเลยนะ จริงอยู่การที่คุณหักนิ้ว อาจทำเพื่อคลายอาการเมื่อยล้าหรือความเครียดที่อยู่ในใจ แต่หยุดทำเสียเถอะ เพราะนอกจากจะทำให้คุณดูไม่ดีเวลาอยู่กับคนหมู่มากแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอยู่คือ ถ้าคุณหักนิ้วบ่อยเกินไปอาจทำให้เอ็นรอบข้อไม่แข็งแรง ทำให้มือไม่มีแรงในการบีบ รวมไปถึงนิ้วบวมได้ง่ายอีกด้วย

     มือขยุกขยิกอยู่ไม่สุข
      เวลาใดก็ตามที่คุณรู้สึกประหม่า กระวนกระวาย หรือประสาทกินอย่างสุด ๆ คุณจะเริ่มเอามือมาเกาจมูก เกาหน้า เอามือมาเล่นผม หรือเอามือลูบหน้าตัวเองบ่อย ๆ เป็นต้น การที่คุณจับโน่นจับนี่ในร่างกายของตัวเองบ่อย ๆ เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าคุณกำลังมีความเครียดอย่างสุด ๆ ซึ่งไม่ว่าใครเห็นก็รู้ว่าตอนนี้คุณเป็นอย่างไร ทางที่ดีคุณน่าจะรู้จักควบคุมตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าคุณสงบนิ่ง และดูผ่อนคลายจะดีกว่า

     ใช้คำขอโทษฟุ่มเฟือย
      ก็เป็นเรื่องดีนะถ้าคุณรู้จักพูดคำ "ขอโทษ" เพราะทำให้คุณดูเป็นคนสุภาพ แต่ถ้าใช้บ่อยเกินไปอาจทำให้คุณดูเป็นคนประหลาดในสายตาคนอื่นได้ ผู้ชายคนไหนที่ไม่ว่าจะเปิดปากออกมาทีไรมีแต่คำว่าขอโทษแม้ว่าจะเป็นแค่ เรื่องเล็กน้อยก็ตาม แนะนำให้หลีกเลี่ยงการขอโทษในเรื่องที่ไม่จำเป็นบ้างดีกว่า

     มือปลาหมึก
      ถ้าคุณชอบเหลือเกินที่ไปออกท่าทางแดนซ์กับสาวบ่อย ๆ ตามผับ บาร์หรือที่ไหนก็ตามที่มีเสียงเพลง ซึ่งสาว ๆ คงไม่ว่าคุณหรอกถ้าคุณจะจับมือเธอบ้างเวลาที่เต้นด้วยกัน (ถ้ารู้จักกันในระดับหนึ่งแล้ว) แต่ทางที่ดีคุณไม่ควรทำตัวเป็นหนุ่มมือปลาหมึกหลอกแต๊ะอั๋งสาวบ่อย ๆ เพราะการทำเช่นนี้อาจทำให้โดนรังเกียจเอาได้ง่าย ๆ จะดีกว่าถ้าคุณให้เกียรติกับคู่เต้นของคุณ ไว้เธอจับมือคุณเมื่อไหร่คุณค่อยจับมือตอบนั่นแหละเคล็ดลับที่ดีที่สุด

     ขัดจังหวะคนอื่น
      ทุกคนชอบที่จะเป็นจุดสนใจของผู้อื่น แต่ต้องรับรู้ด้วยว่าจุดสนใจนั้นมีทั้งแบบที่ดีและแบบที่แย่ เวลาที่เพื่อนพูดคุยกันอยู่ แล้วคุณเข้าไปคุยได้ถูกจังหวะจะทำให้คุณดูเป็นคนมีกาลเทศะ แต่ถ้าคุณไปพูดแทรกขัดจังหวะคนอื่นตลอดเวลา ในขณะที่เพื่อนของคุณยังพูดไม่จบก็ตาม นั่นจะทำให้คุณดูเป็นคนหยาบและดูไม่ดีในสายตาคนอื่นในทันที เช่นนั้นแล้ว ก่อนพูดแทรกใครควรรอให้คนอื่นพูดจบก่อนจะดีกว่า

     จ้องโทรศัพท์มือถือตลอด
      คงเป็นเพราะความก้าว หน้าทางเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นได้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ การจ้องมือถือตลอดเวลาเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ลองหยุดจ้องมือถือของคุณพักหนึ่งแล้วมาสนใจกับคนที่อยู่รอบข้างบ้างจะดีกว่า เพราะการจ้องมือถือตลอดโดยไม่สนใจอย่างอื่นอาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญใน ชีวิตก็เป็นได้

      นั่งสั่นขาตลอดเวลา
      คุณคงรู้สินะว่าการนั่งสั่นขาหมายถึงเวลานี้คุณกำลังมีเรื่องไม่สบายใจหรือ หงุดหงิดอะไรอยู่ ซึ่งเมื่อทำบ่อย ๆ จะทำให้ติดเป็นนิสัยได้ และพฤติกรรมแบบนี้ทำให้บุคลิกภาพของคุณดูไม่ดี เวลาที่ต้องนั่งใกล้คนอื่นเขาก็อาจจะรำคาญคุณ ดังนั้น ลองฝึกฝนทำสมาธิและจิตใจให้ผ่อนคลายดู รับรองเลยว่าสามารถแก้อาการนั่งสั่นขาได้

     กลอกตาไปมา
      การกลอกตาไปมาเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเวลาที่คุณพูดคุยกับใครนั้น การสบตากับคู่สนทนาถือเป็นสิ่งสำคัญ จริงอยู่ว่าบางครั้งการคุณมองไปทางนู้นทางนี้บ่อย ๆ เพราะกำลังสนใจสิ่งรอบข้างที่ผ่านไปผ่านมา แต่ถ้าคุณกำลังเดทอยู่อาจทำให้สาวเจ้าที่คุณพามาด้วยคิดว่าคุณไม่สนใจเธอเลย มองดูคนอื่นตลอด หรือสงสัยว่าคุณทำอะไรอยู่กันแน่ ให้ระวังพฤติกรรมแบบนี้หน่อยนะ หากคุณมองเธอตลอดเธอจะได้รู้สึกว่าตัวเองสำคัญ แต่ไม่ได้หมายถึงให้จ้องเขม็งนะ อันนั้นก็ดูเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเกินไป และอาจทำให้เธอรู้สึกอึดอัดได้เช่นกัน

     พูดแต่คำว่า...เอ่อ อ่า อืม
      ทุกคนต้องเคยทำกันอยู่บ้าง ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองพูดว่า เอ่อ อ่า และอืมซ้ำ ๆ ไปมาอยู่บ่อย ๆ แนะนำว่าให้ก็เลิกเสียเถอะ เพราะที่คุณใช้คำพวกนี้บ่อยอาจเนื่องมาจากการที่คุณเป็นคนพูดเร็วมากเกินไป แล้วสมองยังประดิษฐ์คำพูดให้คุณไม่ทันจนเกิดคำดังกล่าว วิธีแก้นั้นง่ายคือหยุดคิดก่อนพูดเสมอ พยายามพูดให้ช้าลง หยุดหายใจเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดอาการพูดตะกุกตะกัก

     ชอบสาบานแบบส่งเดช
      ถ้าพูดเป็นเรื่องตลอกขบขันก็ว่าไปอย่าง การสาบานนั้นคุณต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปแล้วเราไม่ควรสาบานหรือสัญญาอะไรแบบส่ง ๆ อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการสาบานกับผู้หญิง เพราะหากทำตามอย่างที่พูดไม่ได้มันจะทำให้คุณดูเป็นคนที่เชื่อถืออะไรไม่ได้ เลยน่ะสิ

         นี่ คือพฤติกรรมที่ผู้คนส่วนใหญ่มักเผลอทำเป็นประจำเวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดูจะไม่ค่อยเหมาะสม คุณสามารถสังเกตตัวเองว่ามีข้อผิดพลาดตามตามที่เรากล่าวมาบ้างหรือไม่ แล้วเลือกนำไปปรับปรุงตามนิสัยของตัวเองดูอีกที อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกด้วยสำหรับวิธีการอยู่ร่วมกับผู้อื่น นั่นก็คือ ความเป็นมิตรและการคิดดีทำดี หากปฏิบัติตามที่แนะนำมาได้ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างดีมีความสุขแล้ว
15  เรื่องทั่วไป / สอบถามปัญหาชีวิต เปิดใจคุยกัน / อะไร ที่ทำให้นิสัย คนต่างกันคะ เมื่อ: กันยายน 25, 2012, 08:33:48 AM
คือ เห็นเด็กฝาแฝดที่เกิดมาพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ชายทั้งคู่ มีนิสัยแตกต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ได้รับการอบรมดูแล มาเหมือนกัน อีกคนหนึ่ง สุภาพ อีกคนหนึ่ง มุทะลุ อย่างนี้

   อยากทราบว่า อะไรที่เป็นเหตุ ให้ นิสัย ต่างกัน เพราะอะไรคะ

   :c017:
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 2 สิ่ง ที่มักจะเสียใจ เสมอ ๆ เมื่อ: กันยายน 19, 2012, 12:55:58 PM


17  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / โทรและส่งข้อความฟรีกับแอพพลิเคชั่น“Viber” - APP เมื่อ: กันยายน 07, 2012, 11:22:26 AM



โทรและส่งข้อความฟรีกับแอพพลิเคชั่น“Viber” - APP
วันพุธที่ 5 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.

ใครที่มีความจำเป็นต้องโทรศัพท์ไปยังต่างประเทศบ่อย ๆ ทั้งการติดต่อเรื่องงาน ติดต่อญาติพี่น้องถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือต้องไปอยู่ต่างประเทศมีความจำเป็นต้องโทรศัพท์กลับไทยบ่อย ๆ คงต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศไม่ใช่น้อย ๆ
   
คอลัมน์แอพ วันนี้จึงมีแอพพลิเคชั่นที่เป็นตัวช่วยในเรื่องนี้ได้ ก็คือ “ไวเบอร์” (Viber) แอพพลิเคชั่นที่ใช้โทรฯและส่งข้อความฟรีทั่วโลกผ่านไว-ไฟ ส่วนการใช้ผ่านระบบ 3 จี อาจจะเสียค่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ใช้ แต่หากใครใช้เน็ตแบบไม่จำกัดก็ไม่น่ามีปัญหา แต่คนที่เราต้องการโทรฯหาฟรีจะต้องมีการลงแอพพลิเคชั่นนี้ในเครื่องของเขาเหมือนกัน
   
ไวเบอร์ เป็นแอพพลิเคชั่นที่ถูกจัดไว้ในหมวดเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Networking) ซึ่งในเวอร์ชั่นใหม่ได้พัฒนาให้สามารถส่งข้อความเป็นกลุ่ม และแบ่งปันหรือส่งรูปภาพให้เพื่อนที่ใช้ “ไวเบอร์” เหมือนกันได้ด้วย ซึ่งแอพพลิเคชั่นสามารถใช้ได้ทั้งในสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต รองรับทั้งระบบปฏิบัติการไอโอเอส ของแอปเปิ้ล, แอนดรอยด์, วินโดว์สโฟน และแบล็คเบอรี่
   
การใช้งานก็ใกล้เคียงกับโปรแกรมสไกป์ (Skype) แต่ง่ายและสะดวกกว่าเพราะไม่ต้องใช้ไอดี หรือต้องแอดรายชื่อผู้ที่จะติดต่อ เพราะสามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์เป็นไอดีได้เลย
   
สำหรับการใช้งานเริ่มแรกให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้ลงเครื่องก่อนตามระบบปฏิบัติการที่ใช้ จากนั้นให้เปิดแอพพลิเคชั่นขึ้น โปรแกรมจะให้เข้าไปเซตค่า Notification เป็น on ก็ให้เข้าไปที่ Settings> Notification> OnViber>ON เพื่อที่เวลามีคนโทรฯเข้ามาเราไม่ได้เปิดโปรแกรมไว้จะได้ทราบ
   
จากนั้นโปรแกรมจะดึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดที่มีอยู่ในเครื่องให้กดโอเค แล้วก็ให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ของเราไป ซึ่งโปรแกรมจะส่งรหัสเพื่อใช้ลงทะเบียนมายังโทรศัพท์มือถือของเรา จากนั้นก็ให้นำรหัสไปใส่ในช่องแล้วกดยืนยันที่ปุ่ม Enter Viber ก็เป็นอันเสร็จการติดตั้งพร้อมใช้งาน
   
ซึ่งหากคนในรายชื่อติดต่อในโทรศัพท์มีการติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้เหมือนกันก็จะมีไวเบอร์ โชว์ ในเมนูรายชื่อโดยตรง ทำให้เรารู้เลยว่าใครใช้ไวเบอร์บ้าง หากเราต้องการโทรฯก็ให้คลิกที่รายชื่อจากนั้นจะมีแถบ Free Call เพื่อใช้โทรฯฟรีได้เลย หรือหากต้องการส่งข้อความฟรีก็ให้กดที่แถบ Free text แล้วพิมพ์ข้อความที่จะส่งได้เลยเหมือนกัน
   
นับเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้ดีจริง ๆ สำหรับคนที่ต้องการโทรฯฟรีไม่เสียเงิน.


http://www.dailynews.co.th/technology/153297
18  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / แค่ครึ่งปีร้องเรียนกระจายเสียง 400 เรื่อง เมื่อ: กันยายน 07, 2012, 11:08:21 AM
กสท.เผยครึ่งปีแรกมีเรื่องร้องเรียนประเภทวิทยุ-ทีวีจำนวน 400 เรื่อง หวังสร้างกติกา  รองรับหลังใบอนุญาตประกอบกิจการออก ต.ค. นี้
   
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.-30 มิ.ย. 55 มีจำนวนเรื่องร้องเรียนเข้ามาทั้งหมด 400 เรื่อง โดยครอบคลุมกิจการประเภทฟรีทีวี เคเบิลดาวเทียม ทีวีดาวเทียม ทีวีแบบบอกรับสมาชิกและวิทยุกระจายเสียงในกลุ่มรายเดิมและรายใหม่ที่ยังไม่ได้ขอรับใบอนุญาต
   
ทั้งนี้การร้องเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวกับไม่สามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดของฟรีทีวีผ่านช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียม โฆษณาด้านอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีลักษณะหลอกลวงเกินจริง แจ้งยกเลิกบริการแต่ไม่ได้รับค่ามัดจำอุปกรณ์ หรือได้รับแต่ช้า เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มช่องรายการโดยไม่ได้ขอรับการบริการ รวมถึงมีคลื่นความถี่รบกวนขณะชมรายการ
   
น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ต้องหาแนวทางสำหรับผู้ประกอบกิจการ เมื่อ กสท.ได้ประกาศหลักเกณฑ์เปิดอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ในเดือน ต.ค.นี้คาดจะมีเรื่องรับร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะช่วยให้แก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมอย่างถูกต้อง เพราะผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เพื่อช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค.



http://www.dailynews.co.th/technology/153428
19  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / บุคคลเปรียบเหมือน ฟ้าร้อง 4 ประการ วลาหก 4 เมื่อ: กันยายน 06, 2012, 09:11:02 AM



[๑๑๑] วลาหก ๔ อย่าง
                         ฟ้าร้องฝนไม่ตก
                         ฝนตกฟ้าไม่ร้อง
                         ฟ้าร้องฝนตก
                         ฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก

            [๑๑๒] บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่างนี้ มีปรากฏอยู่ในโลกก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน
            บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
                         บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนไม่ตก
                         บุคคลเหมือนฝนตกฟ้าไม่ร้อง
                         บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนตก
                         บุคคลเหมือนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก

            บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนไม่ตก เป็นไฉน
            บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูดแต่ไม่ทำ อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้า
ร้องฝนไม่ตก ฟ้านั้นร้องแต่ฝนไม่ตก แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

            บุคคลเหมือนฝนตกฟ้าไม่ร้อง เป็นไฉน
            บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทำแต่ไม่พูด อย่างนี้เป็นคนเหมือนฝนตก
ฟ้าไม่ร้อง ฝนตกฟ้าไม่ร้องแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

            บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนตก เป็นไฉน
            บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูดด้วยทำด้วย อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้า
ร้องฝนตก ฟ้าร้องฝนตกแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

            บุคคลเหมือนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก เป็นไฉน
            บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่พูดไม่ทำ อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้าไม่ร้อง
ฝนไม่ตก ฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตกแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
            บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่างเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=36&A=3659&Z=4544&pagebreak=0


   
20  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ถ้านิพพาน เป็นเรื่อง ที่มองไม่เห็นเป็นเรื่องข้างหน้า เราควรสนใจปัจจุบันก่อนดี... เมื่อ: กันยายน 06, 2012, 08:44:33 AM
ถ้านิพพาน เป็นเรื่อง ที่มองไม่เห็นเป็นเรื่องข้างหน้า เราควรสนใจปัจจุบันก่อนดีหรือไม่คะ ?
คือ อย่างนี้ นิพพาน เป็นผลของการปฏิบัติธรรม ที่สำเร็จ อริยะมรรค อริยะผล ระดับพระอรหันต์ ซึ่งเป็นหนทางที่เราเห็นว่ายากอยู่ จึงอยากเรียนให้เพื่อนสมาชิก ลองสนใใจปัจจุบัน ให้มากกว่า ด้านหน้าที่ยังไม่มาถึงดีหรือไม่

  มีคำกล่าวว่า อดีต เป็นเหตุปัจจัย ของปัจจุบัน   ปัจจุบัน เป็นเหตุปัจจัย ของอนาคต

  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งที่เป็นอดีตก็ล่วงไปแล้ว ( แก้ไขอะไรไม่ได้ )
                         สิ่งที่เป็นอนาคต ก็ยังมาไม่ถึง ( เมื่อไหร่จะถึง )
                       ดังนั้นเราควรหันกลับ มาพิจารณา ในปัจจุบัน ให้มาก ๆ ดีหรือไม่คะ

  :smiley_confused1: :13: :67: :25: :c017: :58:
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อนัตตลักขณสูตร (บางส่วน ) เจริญธรรม ในวันพระ 1 ก.ย. 2555 นะคะ เมื่อ: กันยายน 01, 2012, 08:40:49 AM


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑
ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร  ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์

            [๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนรูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
            พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
            ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
            ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
            ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
            ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
            ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
            ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
            ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
            ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
            ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
            ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
            ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
            ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
            ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
            ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
            ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=4&A=479&w=อนัตตลักขณสูตร

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://desmond.imageshack.us
เจริญในธรรมคะ
22  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / วิธีดูจิต.... ในแบบแผนของ มหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 11:04:49 AM
วิธีดูจิต....
ในแบบแผนของ มหาสติปัฏฐานสูตร ( กายานุปัสสนา, เวทนานุปัสสนา, จิตตานุปัสสนา, ธัมมานุปัสสนา )

===============

จิตตานุปัสสนา

.… ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูจิตในจิตอยู่อย่างไร
.… ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ
๒. จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ
๓. จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโมหะ
๔. จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่
๕. จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน
๖. จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ
๗. จิตตั่งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่ตั้งมั่น
๘. จิตเป็นสอุตตระ ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นสอุตตระ จิตเป็นอนุตตระ ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นอนุตตระ
๙. จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่หลุดพ้น

.… " ภิกษุเฝ้าตามดูจิตในจิตภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูจิตในจิตภายนอกอยู่บ้าง ภิกษุเฝ้าตามดูจิตทั้งภายในและทั้งภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้
.… เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในจิตอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในจิตอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในจิตอยู่บ้าง

.… อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่า จิตมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ ทั้งไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกด้วย
.… ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูจิตอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้”

=====================

รายละเอียดเพิ่มเติม: มหาสติปัฏฐานสูตร และภาคปฏิบัติสภาวธรรม
http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=12


23  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / ฉิคคฬสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความเป็นมนุษย์ยาก เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 10:37:54 AM
ฉิคคฬสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความเป็นมนุษย์ยาก



            [๑๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนแอก ซึ่งมีช่องเดียวลงไปใน
มหาสมุทร เต่าตาบอดมีอยู่ในมหาสมุทรนั้น ต่อล่วงร้อยปีๆ มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่งๆ เธอ
ทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เต่าตาบอดนั้น ต่อล่วงร้อยปีๆ มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่งๆ
จะสอดคอให้เข้าไปในแอกซึ่งมีช่องเดียวโน้นได้บ้างหรือหนอ?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ถ้าล่วงกาลนานไปบางครั้งบางคราว เต่าจะสอดคอให้เข้าไปในแอกนั้นได้บ้าง.


            พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เต่าตาบอด ต่อล่วงร้อยปีๆ มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่งๆ สอด
คอให้เข้าไปในแอกซึ่งมีช่องเดียวโน้น ยังจะเร็วกว่า เราย่อมกล่าวความเป็นมนุษย์เพราะคนพาล
ผู้ไปสู่วินิบาตแล้วคราวเดียวก็หามิได้ ข้อนั้น เพราะเหตุไร?  เพราะว่าในวินิบาตนี้ ไม่มีการ
ประพฤติธรรม การประพฤติชอบ การกระทำกุศล  การกระทำบุญ มีแต่การเคี้ยวกินกันและกัน
การเคี้ยวกิน ผู้มีกำลังน้อยกว่า ย่อมเป็นไปในวินิบาตนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร?  เพราะไม่เห็น
อริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน?  คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริง
ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

จบ สูตรที่ ๗
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙  บรรทัดที่ ๑๐๖๙๙ - ๑๐๗๑๔.  หน้าที่  ๔๔๗.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=10699&Z=10714&pagebreak=0
            ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=19&i=1743



ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.matichon.co.th
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เริ่ม ก.ย. นี้ แอร์พอร์ตลิงค์ 20 บาทตลอดสาย เมื่อ: สิงหาคม 26, 2012, 11:10:22 AM



เริ่ม ก.ย. นี้ แอร์พอร์ตลิงค์ 20 บาทตลอดสาย
วันที่ 24 ส.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินนโยบายค่ารถโดยสารไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในเส้นทางที่มีความพร้อมก่อน
ทั้งนี้โดยไม่ต้องรอโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ซึ่งตั้งเป้าภายในเดือน ก.ย.นี้ จะเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารโครงการระบบขนส่งทางรถไฟ เชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ในอัตรา 20 บาทตลอดสาย เฉพาะช่วงเวลา 10.00-16.00 น.
ส่วนสาเหตุที่เก็บอัตราค่าโดยสารเฉพาะช่วงเวลา เนื่องจากต้องการเพิ่มปริมาณผู้โดยสารในช่วงนอกเวลาเร่งด่วน ส่วนเวลาเร่งด่วนเวลา 06.00-09.00 น. พบว่าปริมาณผู้โดยสารสูงกว่าความจุของรถไฟฟ้าแล้ว โดยหากมีการเพิ่มขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ตามแผน 7 ขบวน อาจจะสามารถจัดเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายได้ทั้งวัน ซึ่งการเพิ่มขบวนรถไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้เวลาในการสั่ง และผลิตประมาณ 2 ปี
โดยที่ผ่านมา ได้ศึกษาและแก้ปัญหาด้านเทคนิคในการจัดเก็บค่าโดยสารเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าเมื่อจัดเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย จะทำให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 15% สำหรับอัตราค่าโดยสารปัจจุบันอยู่ที่ 15-45 บาท นายชัชชาติ กล่าว

25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฝนตกเบา ทดสอบความพร้อม ถ.แจ้งวัฒนะ น้ำท่วม เอาอยู่หรือไม่ ? ชมภาพ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 07:51:57 AM
บรรยากาศช่วงเย็นบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ ทั้งขาเข้าและขาออก หลังฝนตกเกิดน้ำท่วมเต็มฟุตบาท ส่งผลให้การจราจรติดขัดตลอดเส้นทาง ยามรถเคลื่อนตัวเกิดคลื่นน้ำทำให้ผู้ที่คอยรถประจำทางต้องขึ้นไปยืนบนที่นั่งแทน ในที่นี้อาจทำให้หลายคนหายใจไม่ทั่วท้อง ลุ้นเอาอยู่ไม่อยู่ อาจถึงขั้นต้องเตรียมปัดฝุ่นเรือกันเลยทีเดียว เพราะที่เห็นเจอเบาะๆ แค่หางพายุ
       
       ตามที่กรมอุตุแถลง พายุดีเปรสชัน “ไคตั๊ก” มีศูนย์กลางอยู่บริเวณ ตอนบนสุดของประเทศลาว ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะมีกำลังอ่อนลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในระยะต่อไป ส่งผลทำให้ประเทศไทยมีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางด้านตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกในระยะนี้




ติดตามเนื้อหาและภาพอื่นๆ ได้จาก ที่นี่
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000101833
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "ขณะที่คุณเกลียดชีวิตของคุณ มีบางคนฝันอยากที่จะมีชีวิตแบบคุณ" เมื่อ: สิงหาคม 21, 2012, 10:12:29 AM


"You hate your life, while some people dream of having your life"

"ขณะที่คุณเกลียดชีวิตของคุณ มีบางคนฝันอยากที่จะมีชีวิตแบบคุณ"
27  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ผู้ปฏิบัติธรรม ควรจะนอน ตื่น เวลาเท่าไหร่ คะ ใครมีประสบการณ์ แชร์ด้วยคะ เมื่อ: สิงหาคม 20, 2012, 02:20:45 PM
ผู้ปฏิบัติธรรม ควรจะนอน ตื่น เวลาเท่าไหร่ คะ ใครมีประสบการณ์  แชร์ด้วยคะ
จริงหรือไม่คะ นักปฏิบัติจะนอนวันละ 4 ชั่วโมง คือนอน 23.00 ตื่น 03.00 น. แล้วเริ่มภาวนาไป ถ้าทำอย่างนี้แล้วนิวรณ์ จะครอบงำมากหรือไม่คะ

 ใครมีประสบการณ์ แชร์ ด้วยคะ

  :c017: :smiley_confused1:
28  เรื่องทั่วไป / แนะนำเว็บไซท์ สายธรรมะ กันหน่อยจ้า / http://wbi.dru.ac.th/buddha/RelicofLegeud.aspx มรภ.พระนคร เมื่อ: สิงหาคม 19, 2012, 02:33:47 PM


http://wbi.dru.ac.th/buddha/RelicofLegeud.aspx
ศูนย์ศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามแนวพระไตรปิฎก


ศูนย์ศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามแนวพระไตรปิฎก

วัตถุประสงค์


๑. เป็นกรอบและแนวทางในการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนาในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครสถาบันอุดมศึกษา องค์การแห่งการเรียนรู้ในรูปแบบตามอัธยาศัยและการศึกษาตลอดชีวิต

๒. บูรราการมิติด้านพระพุทธศาสนาทั้งทางด้านการให้การศึกษา การเผยแพร่และการสืบทอดรักษาหลักธรรมคำสอนอย่างมีเหตุผลกับวิถีชีวิตปรกติของประชาคม ชุมชนท้องถิ่นภายในและภายนอกสถาบัน

๓. จัดเครือข่ายคาวมร่วมมือจากทุกองค์กรทั้งภายในและภายนอกสถาบันเพื่อการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมิติทางวัฒนธรรมชาติอย่างหนึ่ง

๔. เป็นเครื่องมือในการส่งเสริม และการบรูณาการด้านพระพุทธศาสนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาคมสู่สังคมปัญญาศรัทธา
29  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / "ปอศ.”จับ 91 องค์กรธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน เมื่อ: สิงหาคม 18, 2012, 10:15:34 AM

วันนี้(15ส.ค.) ที่โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท  กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ( บก.ปอศ.) จัดแถลงข่าว การดำเนินงานปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 โดยมี นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการและโฆษก บก.ปอศ. และนายสมพร มณีรัตนะกูล นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย(เอทีเอสไอ) ร่วมงานแถลงข่าว


   พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการและโฆษก บก.ปอศ. กล่าวว่า ครึ่งปีที่ผ่านมาได้เข้าตรวจค้นดำเนินคดีกับองค์กรธุรกิจที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จำนวน 91 แห่ง ซึ่งได้ติดตั้งซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายลงเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีจำนวน 1,434 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 174 ล้านบาท โดยองค์กรธุรกิจที่ละเมิดลิขสิทธิ์ 69%  เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยคนไทย ส่วนอีก 18% เป็นบริษัทที่ไทยและต่างชาติถือหุ้นร่วมกัน และอีก 3 % เป็นบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้น 100% ส่วนอีก 1 % ไม่ทราบสัญชาติ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ อะไหล่รถยนต์ เครื่องประดับ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ รองลงมาคือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ตกแต่งภายใน  ออกแบบสื่อโฆษณาและแอนิเมชั่น ซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ที่พบส่วนใหญ่ คือ ไมโครซอฟท์ ออโต้เดสก์ และไทยซอฟต์แวร์เอ็นเตอร์ไพรส์
 

“ในช่วงครึ่งปีหลังมีเป้าหมายโรงงานที่จะเข้าตรวจค้นอีก 1,300 แห่ง และบริษัทส่งออก 600 แห่ง ตั้งเป้าหมายลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์พีซีให้เหลือ 70% ในสิ้นปีนี้จากปัจจุบันอยู่ที่ 72%  โดยขณะนี้ไทยมีอัตราละเมิดลิขสิทธิ์อยู่อันดับที่ 7 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่หากดูในส่วนของการปราบปรามเพื่อลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ไทยอยู่อันดับที่ 2 เป็นรองเพียงฮ่องกงเท่านั้น”


พ.ต.อ.ชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า การเข้าตรวจค้นทางเจ้าหน้าที่จะมีการขอหมายค้นจากศาลทุกครั้ง หากผู้ประกอบการพบเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นโดยไม่แสดงหมายค้นขอให้ถ่ายรูปและวิดีโอไว้ แล้วแจ้งมาทาง ปอศ.เพื่อจะได้ทำการตรวจสอบและเป็นการป้องกันการประพฤติมิชอบของทางเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามในส่วนของร้านค้าขายคอมพิวเตอร์และประชาชนทั่วไปจะเน้นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงโทษและความเสี่ยงจากใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งการเร่งปราบปราบเนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างชาติ และให้ไทยหลุดจากสถานะประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ(PWL) และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปี 2558


นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่อเนื่อง โดยรณรงค์ให้ความรู้กับผู้ประกอบการเพื่อตะหนักเรื่องนี้ และทางกรมฯให้ความสำหรับกับทั้งซอฟต์แวร์ไทยและต่างประเทศ ส่วนการหลุดจากประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ สหรัฐฯจะพิจาณาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อย่างเดียว
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุไคตั๊ก 17-19 ส.ค.นี้ เมื่อ: สิงหาคม 18, 2012, 10:05:32 AM


เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (17 ส.ค.55) พายุไต้ฝุ่น “ไคตั๊ก” (KAI-TAK) มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 200 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 20.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.3 องศาตะวันออกมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกค่อนทางเหนือด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเหนือเกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงเช้าวันนี้ (17 ส.ค.55) ซึ่งจะส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 17-19 ส.ค. 2555 ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งโดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในระยะ 1-2 วันนี้ไว้ด้วย

 

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง  บริเวณจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน และตาก  อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร อำนาจเจริญ  และอุบลราชธานี  อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส

 

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง  บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี  อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

 

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง  บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด  อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส  ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
 

 

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช  อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
 

 

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง  บริเวณจังหวัดระนอง และพังงา  อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส  ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
 

 

กทม.และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง  อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

เนื้อหาข่าวจาก
http://www.dailynews.co.th/thailand/149900
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รถบัสทัศนศึกษาของคณะครูและนักเรียนจากจังหวัดพิจิตรชนท้ายกระบะจนเสียหลักพลิกคว่ำ เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 11:41:20 AM
เชียงใหม่ - รถบัสทัศนศึกษาของคณะครูและนักเรียนจากจังหวัดพิจิตรชนท้ายกระบะจนเสียหลักพลิกคว่ำกลางดอยเขตติดต่อเชียงใหม่-เชียงราย เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคน สันนิษฐานคนขับรถไม่ชำนาญเส้นทาง ประกอบกับเป็นทางโค้งลาดชัน และมีฝนตกทำให้ถนนลื่น
       
       ช่วงเย็นวันนี้ (15 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษาของนักเรียนจากจังหวัดพิจิตรชนท้ายรถกระบะ แล้วเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทางบริเวณช่วงทางโค้งบ้านปางแฟน ถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานงานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยเข้าให้ความช่วยเหลือ
       
       โดยที่เกิดเหตุอยู่บริเวณทางโค้งบ้านปางแฟน ขาเข้าเมืองเชียงใหม่ เยื้องร้านขาหมูภูเก็ต พบรถบัสปรับอากาศสองชั้นของบริษัทสุภาทัวร์ หมายเลขทะเบียน 30-0291 นครสวรรค์ พลิกคว่ำตกไหล่ทางในสภาพตะแคงขวา เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตกระเด็นออกมานอกตัวรถจำนวน 2 ราย เป็นเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะที่รถกระบะที่ถูกชนท้าย ทราบชื่อคนขับคือ นางบงกช ใจปิน ได้รับบาดเจ็บ นำตัวส่งโรงพยาบาลดอยสะเก็ด แต่ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
       
       จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่ารถบัสที่ประสบอุบัติเหตุเป็น 1 ใน 2 รถบัสของคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ (ม.) 2, ม.3, ม.5 และ ม.6 ที่เดินทางมาจากโรงเรียนเทศบาล 2 อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร รวมทั้งครู และเจ้าหน้าที่จำนวน 108 คน เพื่อทัศนศึกษาในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ โดยขณะเกิดเหตุกำลังเดินทางจากจังหวัดเชียงรายเข้าที่พักในจังหวัดเชียงใหม่
       
       กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุที่เป็นทางโค้ง ประกอบกับฝนตกทำให้ถนนลื่นและคนขับไม่ชำนาญเส้นทาง จึงพุ่งชนรถกระบะที่อยู่ข้างหน้าและเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง ส่วนรถบัสอีกคันไม่เกิดอุบัติเหตุและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลดอยสะเก็ด 54 คน และโรงพยาบาลต่างๆ อีกประมาณ 10 กว่าคน
       
       สำหรับบริเวณที่เกิดเหตุในครั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่าเป็นจุดที่มักจะเกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นประจำ เนื่องจากเป็นช่วงทางโค้งขึ้นลงภูเขา ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดเดียวกับที่รถบัสของคณะครูอาจารย์จากจังหวัดจันทบุรีประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 50 ระหว่างเดินทางมาศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยอุบัติเหตุครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 21 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก


http://www.manager.co.th/local/viewnews.aspx?NewsID=9550000100609
32  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / อบรมการดูแลจิตใจผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย วันที่ 18 สิงหาคม 2555 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2012, 10:52:38 AM
เครือข่ายพุทธิกา ขอเชิญบุคคลทั่วไปและอาสาสมัคร
อบรมการดูแลจิตใจผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย
วันที่ 18 สิงหาคม 2555 
กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเรื้อรัง หรือผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคระยะสุดท้ายทั้งในโรงพยาบาลหรือที่บ้าน ไม่ได้ต้องการการรักษาทางกายจากแพทย์เท่านั้น หากยังต้องยังต้องการกำลังใจ การรับฟังและความเข้าใจ หากคนใกล้ชิดมีความเข้าใจและดูแลได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ทั้งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ อันจะไปสู่การใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอย่างสงบผ่อนคลาย ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพุทธิกาและองค์กรภาคี  จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจ ผู้ดูแลผู้ป่วย อาสาสมัคร เข้าฟังการบรรยายเพื่อทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานและทักษะการดูแลทางด้านจิตใจผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย 
เนื้อหาการอบรม
1.      ความเข้าใจการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร
2.      หลักการพื้นฐานและทักษะการดูแลทางด้านจิตใจผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย
3.      บทบาทในการช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย
4.      ทักษะการรับฟังอย่างลึกซึ้ง
 
จัดโดย
โครงการเผชิญความตายอย่างสงบ เครือข่ายพุทธิกา ร่วมกับ
ชมรมบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายแห่งประเทศไทย
และหน่วยการุณรักษ์ (Palliative Care Unit) รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น
 
วันที่
เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555 เวลา 08.30-17.00 น.
 
สถานที่
ห้องประชุมใหญ่ ตึกภปรชั้น 18 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
 
วิทยากร
พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล วรรณา จารุสมบูรณ์ และเพ็รชลดา ซึ้งจิตสิริโรจน์
 
เหมาะสำหรับ
คนที่มีผู้ป่วยอยู่ในบ้าน ผู้ดูแลผู้ป่วย อาสาสมัครดูแลผู้ป่วย และผู้สนใจทั่วไป
 
วิธีสมัคร
โทรศัพท์เพื่อสำรองที่นั่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
 
สำรองที่นั่ง
เครือข่ายพุทธิกา เนตรประวีณ์ อัมรนันทน์  โทร. 02-882-4387 085-242-1096
 
หมายเหตุ
การอบรมไม่มีอาหารว่างและอาหารกลางวัน
33  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ฟังเรื่อง กฏแห่งกรรม ในรายการ RDN เรื่องหนึ่งเกิดความสงสัยว่า ..... เมื่อ: สิงหาคม 13, 2012, 08:55:18 AM
วันก่อนฟังเรื่อง กฏแห่งกรรม ในรายการ RDN เรื่องหนึ่งเกิดความสงสัยว่า .....
 
  เรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่ง ได้ตัดลิ้นควาย ที่เข้าไปกินต้นข้าวที่ตนเองปลูกไว้ ด้วยความแค้นที่ควายเข้าไปกินต้นข้าว ก็เลยตัดลิ้นควาย ในที่สุดควายตนนั้นก็ตาย

   ผลกรรมที่เขาทำไว้ ปรากฏว่า ลูกชาย ลูกสาว 3 คนเกิดมากลายเป็นเด็กที่พูดไม่ได้ ไม่มีลิ้น ทั้งสามคน ในที่สุดแกก็ถูกมีดที่เก็บไว้ข้างฝาตกใส่ปากตายในท่านอน

   ผลกรรมนี้ทำให้เกิดความสงสัยว่า คนที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำไมต้องไปรับกรรมที่ คนอื่นทำด้วย อย่างกรณีนี้ถ้าเป็นคนทำได้รับกรรม ก็คิดว่าเหมาะสม แต่ทำไมต้องให้เด็กทั้งสามที่ไม่ได้สร้างกรรมไว้ รับกรรมด้วยคะ

  ที่สงสัยก็ตรงนี้ คะ

 


34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เอาไก่ เป็นครู สิคะ เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2012, 08:35:58 AM


ขอบคุณภาพประกอบจาก http://farm4.static.flickr.com

อาจารย์ไก่

    ถ้าคนเรา เปรียบกับไก่ ดูให้ดี
    มันไม่มี นอนไม่หลับ ไม่ปวดหัว
    ไม่มีโรค ประสาท ประจำตัว
    โรคจิตไม่ มากลั้ว กับไก่น้อย
    คนในโลก กินยา เป็นตันๆ
    พวกไก่มัน ไม่ต้องกิน สักเท่าก้อย
    หลับสนิท จิตสบาย ร้อยทั้งร้อย
    รู้สึกน้อย แห่งน้ำใจ อายไก่เวย
    ได้เป็นคน หรือจึงได้ นอนไม่หลับ
    ควรจะนับ ว่าเป็นบาป หรือบุญเหวย
    มีธรรมะ กันเสียนะ อย่าละเลย
    อยู่เสบย ไม่ละอาย แก่ไก่มัน


ที่มา FWD
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2012, 08:24:47 AM

    วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
1.จงสร้างความดีให้กับตัวเอง

และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก
 
2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว
ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

3. ผู้ใดก็ตาม
ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน
อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่
อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ ท่านยกตัวอย่าง (เรื่องจริงนะจ๊ะ)
ตัวอย่าง ที่ 1
บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ
แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท
นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล
(กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ) แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว
ตัวอย่าง ที่ 2
เมื่อเร็วๆนี้ลูกฆ่าพ่อ แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐานพอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้
คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร ? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่  คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ
จะไม่เอาอีกแล้ว  เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส
อันว่าโทษทัณฑ์ใด   ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย
คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ
นี่แหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ  ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว   (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ
หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดา มารดา
ตัวอย่าง ที่ 3
"หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง"
เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้
บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ
แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่
ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ
ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง...
พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้
เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่  ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่
ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย
ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา.........
พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง ฯ
                                                                                                            10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย
คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ
นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล
ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ  บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว
 
 
 
ถ้าส่งต่อก็จะเป็นบุญแก่ตัวเองนะ
 
ไม่ได้บังคับ
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ว่อนเนต!! ไอ้โล้นมารศาสนา ตั้งวงซดเบียร์ เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2012, 08:18:33 AM


MThai News : กลายเป็นกระแสในอินเตอร์เนตที่ถูกส่งต่อกันอย่างมาก หลังเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “สำนักข่าวคันหู” ได้เผยภาพถ่ายชายกลุ่มหนึ่งล้อมวงดื่มกินอาหารและเบียร์ที่วางอยู่เต็มโต๊ะ
โดยชาย 2 คนในกลุ่ม มีลักษณะศีรษะโล้น แต่งกายคล้ายพระ และยังมีย่ามของพระสงฆ์แขวนอยู่ที่ผนังห้องด้วย
หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเนตต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม อีกทั้งบางคนยังตั้งข้อสังเกตุว่าน่าจะเป็นพระปลอม และอยากให้ตำรวจเข้ามาสอบสวนกรณีนี้ เนื่องจากเห็นหน้าตาชัดเจน

37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คลิปออกมาให้ดูครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนเป็นที่สับสน จริง หรือ เท็จ ในที่สุดก็เฉลยแล้ว เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2012, 08:16:20 AM
เฉลย! เด็กมัธยม คลอดลูกคาห้องเรียน



 เผยแพร่เมื่อ 15 ก.ค. 2012 โดย Somsee orawan

นศ.มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาโฆษณา osp10

จัดทำคลิปชุดนี้ขึ้นมาเพื่อโปรโมทงาน B.A.D Student Workshop 2012 ซึ่งจะมีการรับโจทย์ในวันที่ 31 กค. 55 ณ หอศิลป์ กรุงเทพ เวลา 13.30 น.

ทางเราต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เนื่องด้วยคลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่มีเนื้อหาเสียดสีสังคม ทางคณะผู้จัดทำมีจุดประสงค์เพื่อการโปรโมทงาน พร้อมหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจของใครหลายคน

จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอทุกท่านโปรดเข้าใจ
คณะผู้จัดทำ
MThai News: หลังจากหลายสัปดาห์ก่อน สื่อออนไลน์ได้เผยแพร่ข่าว คลิปนักเรียนมัธยม คลอดลูกในห้องเรียน จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกัน ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทั้งยังมีการแสดงความเห็นถึงความเสื่อมโทรมของสังคม

ล่าสุดมีผู้จัดทำคลิปเพื่อเฉลยความจริงที่ว่า คลิปนักเรียนมัธยมคอลดลูกในห้องเรียน แท้จริงเป็นโฆษณาเพื่อโปรโมตงาน B.A.D Student Workshop 2012 ของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาโฆษณา osp10 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งจะมีการรับโจทย์ในวันที่ 31 กค. 55 ณ หอศิลป์ กรุงเทพ เวลา 13.30 น. โดยผู้จัดทำได้ระบุเนื้อหาไว้ด้วยว่า

ทางเราต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เนื่องด้วยคลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่มีเนื้อหาเสียดสีสังคม ทางคณะผู้จัดทำมีจุดประสงค์เพื่อการโปรโมทงาน พร้อมหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจของใครหลายคน

จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอทุกท่านโปรดเข้าใจ
คณะผู้จัดทำ

Mthai News
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องดำน้ำลงไปนะคะ หาดูได้ยากคะต้องแลกกับความกล้า เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2012, 09:30:08 AM
ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Ordinskaya Cave หรือเรียกสั้นๆ ว่า ถ้ำออร์ด้า (Orda Cave) ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกค้นพบมานานหลายปี แต่เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจอย่างจริงจัง จึงยังไม่เป็นที่รู้จ้กแพร่หลาย ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก แห่งนี้อยู่ใกล้กับแม่น้ำกังเกอร์ ในเขตหมู่บ้านออร์ด้า ดินแดน Perm ในเขตสหพันธ์วอลกา ประเทศ รัสเซีย
ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Ordinskaya Cave ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็น ถ้ำ ใต้น้ำที่ยาวที่สุดในรัสเซีย และมีความยาวเป็นอันดับ 2 ในทวีปยูเรเชีย ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบครั้งสำคัญในการศึกษาระบบ ถ้ำ ใต้น้ำในรัสเซีย Ordinskaya Cave ตั้งอยู่ลึกลงไปของเทือกเขา Kazakovskaya โดยปากถ้ำตั้งอยู่บนที่ลาดชันทางทิศใต้ของหุบเขา มีความกว้างประมาณ 5 เมตร สูงประมาณ 2 เมตร ความยาวของถ้ำซึ่งวัดจากทั้งส่วนพื้นดินและส่วนที่เป็นทะเลสาบ คือ 4,400 เมตร โดย 4,000 เมตร นั้นเป็นส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ส่วนความสูงตามแนวตั้งอยู่ที่ 43 เมตร น้ำใน ถ้ำยิปซั่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความใสมาก จนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ใต้น้ำชัดเจนถึงระยะ 50 เมตร











ขอบคุณภาพจาก
http://travel.mthai.com/wp-conten
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 12 ทัศนะคติ ของคนไทยที่เราหลบไม่ได้ สักที เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2012, 08:42:48 AM
ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย....
 
เรา คว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี  เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทย ๆ เราก็ได้คำตอบว่า:
 
1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิม ๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น
ไม่ ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
- เจฟฟรีย์ บาร์น
 
2. การโต้แย้ง
เมื่อ มีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม  บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า "ขี้เกรงใจ" แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ
 
3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์ อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมา ทั้ง ๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม  บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
- ไมเคิล วิดฟิล์ค
 
4. ความรับผิดชอบ
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า  ทั้ง ๆ ที่งานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำ งานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบ ๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
- สเตฟานี จอห์นสัน
 
5. วิธีแก้ไขปัญหา
คน ไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า  หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตาม ถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก
 
6. บอกแต่ข่าวดีคนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดี ๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริง  หรือถ้าหากเจ้านายถามว่าจะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
- โจนาธาน ธอมพ์สัน
 
7. คำว่า "ไม่เป็นไร"
เป็น คำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน  แต่จะใช้คำว่า "ไม่เป็นไร" มาแก้ปัญหาแทน
- เจนิส อิกนาโรห์
 
8. ทักษะในการทำงาน
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย
บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของ โลกเท่าไรนัก แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
- เดวิด กิลเบิร์ก
 
9. ความซื่อสัตย์
พนักงาน คนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์
 
10. ระบบพวกพ้อง
คน ไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน  พวกเขามักจะแนะนำเพื่อน ๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา  การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก  และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์
 
11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คน ไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว  พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที
4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
- วิลเลี่ยม แมคคินสัน
 
12. นับถือระบบอาวุโส
คน ไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา  บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท
- เนลสัน ฟอร์ด — with Raweewan Weerapan and Moddang Nak.

บางทีความจริงมันเจ็บปวด แต่มันก็เป็นยาขมที่รักษาไข้ได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณทุกความจริง ที่จะทำให้พวกเราคนไทยทำงานดีขึ้น
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวบ บ.ก.ข่าวเคเบิ้ลสมุทรปราการ แอบติดกล้องถ่ายสาวๆในห้องน้ำ ( มีประโยชน์มีโทษ ) เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2012, 08:07:54 AM

(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข่าว)

 รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (16 ก.ค.) น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ผู้ประกาศข่าวบริษัทเคเบิ้ลทีวีชื่อดังย่าน จ.สมุทรปราการ น.ส.ซี น.ส.ดี และน.ส.เอฟ (นามสมมุติ) เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวของบริษัทเคเบิ้ลดังกล่าว ได้นำหลักฐานซึ่งเป็น คลิป วีดีโอ ที่แอบถ่ายในห้องน้ำจำนวนมาก เดินทางเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.สมภพ สุภาพร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ให้จับกุม นายธีรรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี บรรณาธิการข่าว บริษัทเคเบิ้ลชื่อดังย่าน จ.สมุทรปราการ ที่ลักลอบนำกล้องถ่ายวีดีโอลับแบบรีโมต เข้าไปติดตั้งในห้องน้ำฝ่ายข่าว
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปยังที่ตั้งของบริษัทเคเบิ้ลเพื่อเชิญตัวนายธีรรัตน์มาสอบปากคำ ภายในห้องทำงานพบของกลางเป็น กล้องแอบถ่ายแบบรีโมตคอนโทรล 3 ตัว กล้องวีดีโอแบบแท่ง 1 ตัว เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คจำนวน 1 เครื่อง พร้อมด้วยฮาร์ทดิสแบบพกพา ขนาด 1 เทเลอร์ไบร์ 2 ตัว จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและฮาร์ทดิสแบบพกพาทั้งหมดพบมีคลิปแอบหญิงสาวที่เข้าไปภารกิจส่วนตัวในห้องน้ำอยู่จำนวน 46 คลิป ซึ่งเห็นใบหน้าและอวัยวะทุกส่วนของผู้เสียหาย จำนวน 9 คน และยังพบภาพนายธีระรัตน์ขณะติดตั้งกล้องด้วย
โดยนายเอ (นามสมมุติ) พนักงานฝ่ายข่าว เล่าว่า ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะที่ตนเข้าห้องน้ำของชั้น 3 พบวัตถุบางอย่างตกลงมาจากใต้อ่างล้างหน้า จึงสำรวจไปทั่วห้องน้ำ พบว่าใต้อ่างล้างหน้ามีกระดาษกาว 2 หน้าติดอยู่ใต้อ่างและมีผ้ากาวสีขาวซึ่งเป็นสีเดียวกันอ่างล้างหน้าติดอยู่ และใต้ที่ใส่กระดาษชำระยังมีกล้องแอบถ่ายแบบเดียวกันติดอยู่อีก 1 ตัว ในอ่างชักโครกด้านหน้าอีก 1 ตัว บนฝ่าเพดานอีก 1 ตัวรวม 4 ตัว ตนจึงได้นำกล้องที่ตกลงมาไปติดตั้งไว้ที่เก่าก่อนที่จะใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปกล้องที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ เอาไว้ทั้งหมด ก่อนที่จะนำเรื่องมาแจ้งให้ผู้จัดการบริษัททราบ และร่วมกันวางแผนหาตัวผู้ที่นำกล้องแอบถ่ายดังกล่าวเข้าไปติดตั้งเอาไว้ในห้องน้ำ
ก่อนจะพบว่านายธีรรัตน์ได้นำวัตถุดังกล่าวเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสักครู่แล้วดึงออก ก่อนเดิรออกจากห้องทำงาน โดยที่ไม่ได้ปิดคอมพิวเตอร์ ตนจึงได้เข้าไปเปิดข้อมูลพบภาพแอบถ่ายและคลิปของผู้เสียหาย ตนจึงได้โอนถ่ายข้อมูลบางส่วนใส่ฮาร์ทดิสแบบพกพาของตนก่อนที่จะนำมาให้ผู้จัดการดูพร้อมด้วยผู้เสียหาย ผู้จัดการจึงพาผู้เสียหายทั้งหมดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากการสอบสวนนายธีรรัตน์ ให้การรับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ติดตั้งกล้องแอบถ่ายจริง โดยอ้างว่าเก็บไว้ดูเอง ไม่ได้นำไปเผยแพร่แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา กระทำการให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือก่อให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น ก่อนควบคุมตัวเอาไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
หน้า: [1] 2 3 4