ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - arlogo
หน้า: [1] 2 3 ... 24
1  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / สิ่งที่ไม่คาดคิดไว้ เมื่อภาพการเข้าสมาธิขั้นสูง ที่ทำได้สมัย อายุ 13 ปี ปรากฏ เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2015, 02:15:27 PM


ตอนที่ 2

มีแต่เพียงรู้ มีแต่เพียงระลึก

    ( เมื่อการสวดมนต์ แบบ บริกรรมสมาธิ ทำให้ภาพอดีต ปรากฏ เรื่องราวธรรมก็ปรากฏ)




"เมื่อฉัน กลับมาที่ห้องในวันนั้น ฉันได้ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึก ถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระกรรมฐาน ครูผู้บอกพระกรรมฐาน และกล่าวขอขมา ลาโทษต่อต่อ สิ่งที่ระลึกทั้ง 5 นั้น เพื่อกรรมใดที่ปิดธรรม ปิดดวงตาของข้าพเจ้า ด้วยบาปกรรมอันเล็กน้อยนี้ ขอให้คุณเปิด ธรรมจักษุเพื่อได้แจ้งประจักษ์ในธรรม ข้าพเจ้าจักสวดบท อัคคะโต เว นี้ อย่างต่อเนื่อง 4 ชม. ขอความสำเร็จในภาระกิจจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ

  หลังจากได้สวด บท อัคคะโต เว มาเป็นเวลา 1 ชม. แรกไม่รู้สึกอะไร พอเริ่มเข้า ชม. ที่ 2 ความล้า ความขี้เกียจ เริ่มครอบงำ จนคิดจะเลิกสวด แต่ปากก็ยังสวดต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับจิตที่ ปริวิตกหลายเรื่อง กลายเป็นว่า สวดไปด้วย คิดไปด้วย เริ่มที่จะสวดผิด พอรู้สึกตัวว่า จะสวดผิด ตอนนี้ สติ สัมปชัญญะ ก็กลับมาเริ่มต้นตำหนิตนเองว่า เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ เรื่องที่มากกว่านี้ ก็อย่าไปหวัง จิตสร้างมานะ คือไม่ต้องการยอมแพ้ ขึ้นมา ก็เลยสวดด้วยความพลุ่งพล่าน ดาลเดือดตัวเอง ว่าเรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ จะไปทำเรื่องใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร พอสวดไปสักพักหนึ่ง เริ่มมีความรู้สึกว่าผิด ที่ใส่อารมณ์ในการสวด แต่การสวดก็ยังไม่ได้ยุติ ลง เข้า ชม. ที่ 3 ก็สวดแต่ก็พยายามสวดไปเพื่อให้ได้เวลาตามที่ อธิษฐานไว้ ขณะเดียวกันก็เริ่มสวดแบบปกติ คือ วางใจในบทสวด พออารมณ์ ที่รู้สึกว่าวางใจได้เป็นปกติ คือไม่ดาลเดือด ไม่คิดไปเรื่องอื่น นอกจากสวดอยู่อย่างนั้น เข้า ชม. ที่ 4 รู้สึกว่า มีความดีใจ ปลื้มใจ ที่อดทนสวดมาอย่างนี้ ตอนนั้นน้ำตาซึมออกมาไหลอาบแก้ม ใจมันตื้นตัน ตื่นเต้น รู้สึกว่ามีความห้าวหาญ รู้สึกว่า กายนี้มันเบา จิตนี้ ( ความรู้สึก ) มันซาบซ่าน ครั้นครบ 4 ชม. ก็รู้ว่า ครบ 4 ชม.แล้ว แต่  สติ สัปชัญญะ ขณะนั้น กับบอกตัวเองว่า ไม่ต้องหยุดหรอก สวดต่อไปเรื่อย ๆ หยุดสวดก็ไม่มีอะไรทำ ก็สวดไปเถอะ สวดไปเลย สวดไปเท่าที่สวดได้ เท่าไหร่ก็เท่านั้น จิตบอกอย่างนี้ ก็สวดไปเรื่อย ๆ แต่คราวนี้ไม่ดูนาฬิกาแล้ว เลิก เอื้อมมือไปปิดไฟ พร้อมสวดไปเรื่อย กะว่าสวดให้หลับไปเลย พอหลับตาลงแล้วสวดบริกรรมไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น นานเท่าไหร่ ก็ไม่รู้  ปรากฏ มีภาพตัวเองสมัยเป็นสามเณรอยู่ที่ วัดดาวเสด็จ ตอนนั้นอายุ 13 ปี ปรากฏขึ้นเป็นเหตุการณ์ ที่สามเณร ( ตัวเอง ) ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ ทั้งอาเจียร ทั้งตัวร้อน ท้องเสีย จนโยมมัคนายก ต้องรีบตัวส่ง โรงพยาบาลดูเหมือน จะหมดสติข้างโอ่งน้ำใบใหญ่ จากนั้นภาพก็หายวูบไปกลายเป็นภาพตนเอง นอนอยู่บนเตียง ที่โรงพยาบาลสระบุรี มองไปที่เขียนเห็นสายน้ำเกลือ โยงอยู่ ในตอนนั้นรู้สึกเพลีย ก็มองดูขวดน้ำเกลือและจ้องมองที่ขวดน้ำเกลือด้วยความรำคาญ พยาบาลเข้ามาดู แล้วจับปรับปิดเปิดน้ำ ที่ขวด ก็เลยถามว่า อีกนานไหมครับ จะแกะออก พยาบาลบอกว่า หมอบอกว่าให้ไว้ทั้งหมด 5 ขวด ห้ามอาหาร 3 วัน ตอนนั้นใจก็รำคาญ คิดว่า ขอให้น้ำเกลือ มันหมดไปไว ๆ เถอะ รู้สึกรำคาญ แต่เพราะว่าต้องนอนอยู่อย่างนั้นทำอะไรไม่ได้ขยับตัวไม่มีแรง ก็เลยจ้องมองขวดน้ำเกลือ ดูน้ำที่หยดลงมาที่ละหยด ที่ละหยด พร้อมนึกในใจว่า หมดไวๆ นอนมองนอนนึกอยู่อย่างนั้น มองไปด้วยความเพลิน ก็เห็นหยดน้ำเกลือ ที่ตกกระทบแตกตัว กระจาย มีแสงแวววาว เกิดขึ้นก็ดูด้วยความเพลิน รู้สึกเพลิน เพราะเวลาหยดนำ้ตก 1 ครั้งจะมีแสงประกายกระทบ สวยมาก ยิ่งดูแสงที่กระทบก็ยิ่งสวยเจิดจ้า เหมือนก้อนน้ำแข็ง ก้อนแก้ว ที่ถูกแสงกระทบระยิบระยับ นอนดูอย่างนั้นโดยไม่ขยับตัว มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอน พยาบาลมาบอกว่า น้ำเกลือหมดแล้ว น้องเณร ต้องทานอาหาร ถ้าทานแล้วไม่มีอาการท้องเสียอีก ก็ให้กลับวัดได้ หลังจากนั้น ภาพก็วูบหายไป พร้อมกับเสียงระฆังทำวัตรยามเช้าดังขึ้น สรุปแล้วเหตุการณ์ทั้งหมด มีเรื่องราว หลายวัน แต่ เห็นในระหว่างสวดนั้นใช้เวลาทั้งหมด 7 ชม. ตั้งแต่ 19.00 - 04.30 น. ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องการเข้าสมาธิขั้นสูง แบบไม่ได้คาดคิดไว้แล้วฉันลืมอารมณ์นี้ไปตั้งแต่ กลับมาก็ไม่ได้นึกถึง เพราะตอนนั้นเป็นเด็กชอบเล่น ชอบสนุกมากกว่า เลยไม่ได้สนใจเรื่องสมาธิหรือผล แม้การได้เห็นหยดน้ำครั้งนั้นใช้เวลาถึง 3 วัน ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ตอนนั้นรู้ตัวดีว่า ฉันไม่ได้หลับแต่ฉันเพลินมาก ๆ ในการดูหยดน้ำ

  ขอบคุณหลวงปู่ ทำให้ทราบเรื่องราว ที่ลืมไปแล้ว ซึ่งหมายถึงอารมณ์กรรมฐานที่บกพร่องอยู่นั้นได้รับปรับปรุงอย่างเร็วมากในการสวด บท อัคคะโต เว .....



"


  ข้อความบางส่วน จากหนังสือ เพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
  บันทึกการภาวนา และการเดินทาง ของ ธัมมะวังโส
2  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ฌาน บารมี ของเก่า ที่สามารถเข้าได้โดยไม่ได้คาดคิดไว้ เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2015, 01:31:55 PM

ตอนที่ 1

ว่าด้วยการระลึก ถึงคุณธรรมบารมีเก่า

    ( เมื่อวันหนึ่ง ฉันท้อเรื่องการปฏิบัติ อัปปนาจิตวิถี ที่ไม่สามารถกระทำให้เกิดได้ )




"เมื่อวันหนึ่งฉันท้อถอย ในเรื่องการปฏิบัติ ฌานสมาธิ ( เป็นขั้นอัปปนาจิต ) เพราะยิ่งทำ ก็ยิ่งฟุ้ง เพียรมากจัดเลยทำไม่ได้ ใจมันก็ร้อนรน เหมือนคนทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เหมือนจะคว้าได้ ก็คว้าไม่ได้ จึงเรียนบอกครูว่า ผมขอฝึกแค่อุปจาระสมาธิ เพื่อ วิปัสสนาก็พอนะครับ ผมต้องการวิปัสสนา มากกว่า เรื่องอัปปนาจิต

  ครูฉันนิ่งไป ไม่ตอบอะไร แต่สักพักท่านก็พูดขึ้นว่า
 "แก สามารถเข้า ฌานบารมีเดิมได้ตอนอายุ 13 ปี แล้วทำไมจะทำ ฌานบารมีไม่ได้ "
  ผมทำได้ตอนไหนครับ ? ไม่รู้สึกตัวเลย
 "แกทำได้ แล้ว แต่ เพราะว่าจิตหน่วงปัญญามากไป ในสายธรรมใหม่ จึงขวางกุศลธรรมดีไว้ ไม่ให้เข้าใจ"
  ไม่เข้าใจครับ !
 "เนื่องด้วยในสายธรรมใหม่ นั้น เป็นการใช้ปัญญามากจึงสกัดกั้นขวางการทำ สมาธิ แต่บารมีเก่ายังมีอยู่ ของเก่าที่มีมาแล้วก็ยังมีอยู่ และเคยเข้าได้แล้ว ถ้าสงบใจ ระงับความรู้ ว่า ว่าง หรือ สุญญตา ลงไปบ้างจะมองเห็นอุปนิสัย ของตนเองได้ สิ่งที่มีปัญญาตอนนี้มันก้าวเกินระดับของสมาธิ ดังนั้นการเจริญปัญญาที่มากกว่าสมาธิ จะเป็นหนทางแห่งปัญญาวิมุตติ นั้นกับคำอธิษฐานมันขัดกัน เนื่องด้วยตั้งแต่อดีตชาติมาก ไม่เคยปรารถนา เป็นพระอริยะประเภทปัญญาวิมุตติ แต่ตั้งความปรารถนาเป็น อริยะเอตทัคคะ ด้วย "
  แล้วกระผม ควรทำอย่างไร ครับ ?
  "วันนี้งดการเจริญปัญญา และ สมาธิ ทั้งหมด แต่ให้ไปเจริญการสวดมนต์แทน "
  การสวดมนต์ ไม่ใช่การทำสมาธิ หรือ ครับ ?
  "ไม่ใช่ สำหรับวันนนี้ไม่ใช่ "
  ...... !
  "วันนี้ให้สวดมนต์ บทว่า เลิศ เพื่อให้จิตสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และหยุดการใช้ สังขาร ( การคิดมาก) ลง"
  กระผมต้องสวดบทอะไร ครับ ?
 "บทที่ชื่อว่าเลิศ อัคคโต เว ให้สวดไปเรื่อย ๆ 4 ชม. สวดไปเรื่อย ให้สวดออกเสียงไม่ต้องดังเกิน เบาเกิน สวดแบบนิ่ม ๆ เรื่อย ๆ ทำนองสังโยค ไปเข้าใจนะ หลังจาก 4 ชม.แล้ว ก็จะจำเรื่องราว ตอนอายุ 13 ปีได้"
  ครับ กระผมจะปฏิบัติตาม ที่หลวงปู่สั่งครับ
"


  ข้อความบางส่วน จากหนังสือ เพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
  บันทึกการภาวนา และการเดินทาง ของ ธัมมะวังโส
3  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / หลักสูตร พระอภิธรรม เทียบเท่า ปริญญาตรี เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 10:42:57 PM
วิทยาลัยแห่งนี้สังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีครูทั้งพระและฆราวาส 36 คน แบ่งชั้นเรียนตามหลักสูตรคือ ตรีโทเอก รวมเวลาเรียน 7 ปี จบแล้วได้ประกาศนียบัตรอภิธรรมบัณฑิต (ป.อบ.) เทียบเท่าปริญญาตรี

สิ่งพิเศษสำหรับการเรียนอภิธรรมคือ เรียนฟรี เว้นแต่ชำระค่าลงทะเบียน 50 บาท และค่าตำราตามราคา ไม่จำกัดอายุ และความรู้เบื้องต้น โดยทางวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนทุกวัน มีทั้งภาคบ่ายและภาคค่ำ และเปิดสอนรอบพิเศษ (วันเสาร์อาทิตย์) หยุดวันพระ วันนักขัตฤกษ์ และวันหยุดตามประกาศมหาวิทยาลัย

หลักฐานในการสมัครเข้าศึกษา
1.รูปถ่ายสีขาวดำ ขนาด 1 นิ้ว 2 ใบ
(ไม่สวมแว่นตาดำ ถ่ายไม่เกิน 2 ปี)
2.สำเนาประกาศนียบัตร (เฉพาะผู้ที่เคยสอบผ่านในชั้นต้นมาแล้ว)
เปิดสอนรอบปกติ (วันจันทร์วันศุกร์)
ภาคบ่าย เวลา 13.00-16.00 น.
ภาคค่ำ เวลา 17.00-19.00 น.
เปิดสอนรอบพิเศษ (วันเสาร์วันอาทิตย์)
ภาคบ่าย เวลา 13.00-16.00 น.
ภาคค่ำ เวลา 17.00-20.00 น.
สำหรับหลักสูตรการศึกษาอภิธรรมนั้นแบ่งดังนี้

ชั้นที่ 1 จูฬอาภิธรรมิกะตรี (ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน)
ปริจเฉทที่ 1 จิตตสังคหะ
ศึกษาความหมาย ธรรมชาติ การจำแนกจิตโดยย่อและโดยพิสดาร
ปริจเฉทที่ 2 เจตสิกสังคหะ
ศึกษาความหมาย ธรรมชาติ ลักษณะและความสัมพันธ์ระหว่างจิตและเจตสิก
ปริจเฉทที่ 6 รูปสังคหะ นิพพาน
ศึกษาความหมาย โครงสร้างประกอบ เนื้อหาของรูปและนิพพาน

ชั้นที่ 2 จูฬอาภิธรรมิกะโท (ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน)
ปริจเฉทที่ 3 ปกิณณกสังคหะ
ศึกษาความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างจิตและเจตสิก โดยประเภทแห่งเวทนา เหตุ กิจ ทวาร อารมณ์ และวัตถุ
ปริจเฉทที่ 7 สมุจจยสังคหะ
ศึกษาความหมาย ความสำคัญ โครงสร้างและเนื้อหาตามหลักสมุจจยสังคหะหมวดอกุศล มิสสกะ โพธิปักขิยะ และสัพพสังคหะ

ชั้นที่ 3 จูฬอาภิธรรมิกะเอก (ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน)
ธัมมสังคณีสรูปัตถนิสสยะ (มาติกาโชติกะ)
ศึกษาความหมาย โครงสร้างและเนื้อหาสาระของคัมภีร์ธัมมสังคณีประเภทของมาติกา ติกมาติกา ทุกมาติกา อธิธัมมทุกมาติกา สุตตันติกทุกมาติกา
เมื่อเรียนจบสอบชั้นที่ 3 หรือจูฬอาภิธรรมิกะเอก จึงได้ประกาศนียบัตร 1 ใบ

ชั้นที่ 4 มัชฌิมอาภิธรรมมิกะตรี (ใช้เวลาศึกษา 12 เดือน)
ปริจเฉทที่ 4 วิถีสังคหะ
ศึกษาความหมายของวิถีจิต โครงสร้าง และกฎเกณฑ์ของวิถีจิต ปัญจทวารวิถี มโนทวารวิถี กามชวนมโนทวารวิถี อัปปนาชวนมโนทวารวิถี การจำแนกวิถีจิตโดยภูมิและบุคคล
ปริจเฉทที่ 5 วิมุตตสังคหะ
ศึกษาความหมาย โครงสร้าง และเนื้อหาของวิมุตตสังคหะ ภูมิจตุกกะ ปฏิสนธิจตุกกะ กัมมจตุกกะ มรณุปปัตติจตุกะ

ชั้นที่ 5 มัชฌิมอาภิธรรมมิกะโท (ใช้เวลาศึกษา 12 เดือน)
ปริจเฉทที่ 8 ปัจจัยสังคหะ
ศึกษาความหมายของปัจจยสังคหะตามปฏิจจสมุปบาทนัยความเป็นไปของเหตุและผลที่เกี่ยวเนื่องกันตามปัฏฐานนัย
ปริจเฉทที่ 9 กัมมัฏฐานสังคหะ
ศึกษาความหมาย ประเภท ความสำคัญ และประโยชน์ของสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยอาศัยอรรถกถา และฎีกาประกอบ

ชั้นที่ 6 มัชฌิมอาภิธรรมมิกะเอก (ใช้เวลาศึกษา 12 เดือน)
ธาตุกถาสรูปัตถนิสสยะ (ปัญหาพยากรณโชติกะ)
ศึกษาความหมาย โครงสร้าง เนื้อหาและประเภทของธาตุกถาในนยมาติกา อัพภันตรมาติกา นยมุขมาติกา ลักขณมาติกา พาหิรมาติกา
จบชั้นที่ 6 หรือมัชฌิมอาภิธรรมมิกะเอก จะได้ประกาศนียบัตร 1 ใบ

ชั้นที่ 7 มหาอาภิธรรมมิกะตรี (ใช้เวลาศึกษา 12 เดือน)
ยมกสรูปัตถนิสสยะ (มูลยมก)
ศึกษาความหมาย โครงสร้าง เนื้อหาสาระ และประเภทของมูลยมกการจำแนกมูลยมก ทั้ง 4 ประเภท โดยนัย 4 การจำแนกมูลยมก 4 และนัย 4 โดยยมก 3 ยมกสรูปัตถนิสสยะ (ขันธยมก)
ศึกษาความหมาย โครงสร้าง เนื้อหาสาระ และประเภทของขันธยมก ปัณณัตติวาระ ปวัตติวาระ และปริญญาวาระ

ชั้นที่ 8 มหาอาภิธรรมมิกะโท (ใช้เวลาศึกษา 12 เดือน)
ยมกสรูปัตถนิสสยะ (อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก)
ศึกษาความหมาย โครงสร้าง เนื้อหาสาระของอายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก ประเภทของ อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก ปัณณัตติวาระ ปวัตติวาระ ปริญญาวาระ

ชั้นที่ 9 มหาอาภิธรรมมิกะเอก (ใช้เวลาศึกษา 12 เดือน)
มหาปัฏฐาน (ปัจจัยโชติกะ)
ศึกษาความหมาย โครงสร้าง เนื้อหาสาระของปัฏฐาน และประเภทของปัฏฐาน สรุปเนื้อความ 3 ประการ การจำแนกปัจจัย 24 โดยความเป็นกุศล อกุศล และอัพยากตะ

รวมใช้เวลาในการศึกษาจนจบหลักสูตรทั้ง 9 ชั้น 7 ปี 6 เดือน
จบชั้นนี้มีคุณสมบัติเท่ากับปริญญาตรี

ประวัติการศึกษาอภิธรรมในไทย
หนังสือที่ระลึกงานมอบประกาศนีบัตรอภิธรรมบัณฑิตเล่าประวัติความเป็นมาของการศึกษาพระอภิธรรมในเมืองไทยดังนี้

เมื่อพุทธศักราช 2494 พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรมสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เดินทางไปดูกิจการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ประเทศพม่า ได้เห็นการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศพม่าอย่างแพร่หลาย ซึ่งในสมัยนั้นการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทยยังไม่มี จึงได้ติดต่อรัฐบาลประเทศพม่าขออาราธนาพระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ พระเถระผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านพระอภิธรรมปิฎกจากประเทศพม่ามาดำเนินการเปิดการศึกษาพระอภิธรรมปิฎกครั้งแรกที่วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งพุทธศักราช 2509 พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ถึงแก่มรณภาพ ศิษยานุศิษย์ได้ดำเนินการต่อเรื่อยมา



อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
พุทธศักราช 2511 ได้ก่อตั้งอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยขึ้นที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร อยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานอำนวยการจัดการศึกษา โดยได้รับความอุปถัมภ์จากมูลนิธิสัทธัมมโชติกะ และผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป จนกระทั่งพุทธศักราช 2524 ด้วยเมตตาธรรมและมองการณ์ไกลของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่หวังความเจริญก้าวหน้าของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ประกาศให้อภิธรรมโชติกะวิทยาลัยเป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ชื่อว่า “อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ขึ้นตรงต่อสำนักอธิการบดี

ปัจจุบัน อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคมตามมาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ข้อ 11 (3) เรื่องการแบ่งส่วนงาน พุทธศักราช 2541 ได้ดำเนินการจัดการศึกษามาเป็นเวลา 36 ปีแล้ว มีสาขาทั่วประเทศ 57 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีบทบาทเผยแผ่ธรรมะในรูปแบบของการจัดการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก อรรถกถา และฎีกาพระอภิธรรมต่างๆ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคมไทยให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสันติสุข และเกื้อกูลต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกๆ ด้าน

วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้พุทธบริษัทมีความรู้ความเข้าใจในพระอภิธรรมปิฎก
2.เพื่อเป็นการรักษาพระปริยัติศาสนาส่วนของพระอภิธรรมปิฎกให้คงอยู่สืบต่อไป
3.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจในปรมัตถธรรมอันเป็นสภาวะที่เกื้อกูลแก่การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน
4.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ความสามารถศึกษาเชื่อมโยงกับพระสุตตันตปิฎกและพระวินัยปิฎก ที่มีความสัมพันธ์กัน ไม่ขัดแย้งกันเกื้อกูลกัน
5.เพื่อประโยชน์แก่ผู้ศึกษาที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
6.เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและปัญญาของผู้ศึกษาให้มั่นคงในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป

รายการวิทยุ
นอกจากการเรียนการสอนตามปกติ ทางวิทยาลัยยังจัดรายการทางวิทยุ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า
รายการวิทยุของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยทางสถานีวิทยุ พล.ม. 2 AM 963 KHz
รายการ “แก่นธรรมจากพระอภิธรรมปิฎก”
วันพุธ เวลา 23.30-24.00 น.
รายการ “พระอภิธรรมเพื่อคุณภาพชีวิต”
วันเสาร์ เวลา 20.30-21.00 น.

สุดท้ายในหนังสือนี้ให้ข้อมูลว่า จะติดต่อขอทราบรายละเอียดหรือร่วมอุปถัมภ์รายการได้ที่

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร./โทรสาร 02224 3843, 026236101
พลังจิต เว็บ พระพุทธศาสนา ธรรมะ พระไตรปิฎก ลึกลับ อภิญญา วิทยาศาสตร์ทางจิต Buddhism Buddhist

หรือคลิกที่ http://www.mcu.ac.th หน่วยงาน อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
4  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ว่าด้วยความหมาย แห่ง logo ประจำตัว เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 12:25:17 PM


  มีหลายท่านสอบถามความหมาย ของ LOGO นี้มา

    บางท่านก็แซว ว่า ไม่เวียนหัว หรือ ? เป็นต้น
 
  ก็ตอบโดยรวม เลยก็แล้วกัน

      สำหรับ LOGO นี้ เป็น Logo ที่จัดทำขึ้นมา
      มีความหมายดังนี้
        1. ตัวชื่อ หมุนตามเข็มนาฬิกา
      มีความหมายถึง ธัมมะวังโส ก็อยู่ภายใต้ กฏ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และ ระเบียบ วินัย ที่สำคัญมันก็ยังต้องวุ่น อยู่ แต่อยู่กรอบ ของการภาวนา นั่นก็คือ ฟันเฟือง ซึ่งการภาวนาก็ต้องมีต่อไป จนกว่า ธัมมะวังโส จะไม่มี อัตภาพ อยู่ในโลกนี้

       2. ฟันเฟือง ที่ยังคงหมุนคลุมชื่อ
      มีความหมายถึง แก่นแห่งการภาวนา ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท เป็นแก่น ของการภาวนาที่แท้จริง ลำดับในญาณใดก็ตาม ล้วนแล้ว ก็คือ แก่น ที่ต้องปลดระวาง อวิชชา เพื่อ ออกจากสังสารวัฏ

     ( เท่านี้พอเนาะ พิมพ์ลำบาก ตัวหนังสือเล็กมาก มองไม่ค่อยเห็น )

    ;)

5  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / 9 มงคลกรรมฐาน เคล็ดวิชา ขรัวปู่อาจารย์เฒ่า ( ได้รับอนุญาตแล้ว ) เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 11:41:58 AM


9 มงคลกรรมฐาน เคล็ดวิชา ขรัวปู่อาจารย์เฒ่า ( ได้รับอนุญาตแล้ว )

  เก้าเคล็ดวิชา
เก้าสัมผัส (จ้อง)   เก้ากระทบ ( จับ ) เก้าฐานจิต ( แจ้ง ) 
         
เก้านิมิต (บ่อเกิด ) เก้าธาตุ (บ่อแปลง )  เก้านฤดล ( บ่อใช้)

เก้าดวงแก้ว (แสง ) เก้าชั้นธรรม ( สว่าง ) เก้ามรรคผล ( สงบ )

เก้ากมล (วิจยะ ) เก้าแห่งญาณ ( วิจารณัง ) เก้าสัจจ์  ( วิมุตติ )   เอย

   “มังคะลัง กัมมัฏฐานัง จิตตัง ประสิทธิ เม
ขอความสำเร็จในกรรมฐาน จงมีแก่ข้าพเจ้า”
    ขรัวปู่อาจารย์เฒ่า

    เมื่อก่อน พอภาวนากรรมฐาน จบ พระอาจารย์ ท่านจะบอกให้ยกมือพนม จรด ที่หน้าผาก แล้ว ว่า คาถา นี้ 3 ครั้ง ก่อนแผ่นเมตตา หรือ ว่าคาถาใด ๆ สำหรับตัวเรา เห็นว่ามันเป็นเรื่อง พิธีรีตรอง ก็มักจะบ่นกับพระอาจารย์ ว่า ไม่ต้องว่าไม่ได้ หรือครับ ท่านมองหน้า แล้ว ก็บอกว่า ถ้าไม่ว่า ไม่บอก ตรงนี้ ภพชาติที่เคยอธิษฐานไว้ ไปอยู่กับพระศรีอาริย์เมตตรัย นั้นมันจะไม่ลด จะกระทำชาติปัจจุบันให้สำเร็จได้ยาก หากเราได้อธิษฐานไว้ การอธิษฐานนี้ เป็นการสร้าง บารมีสองอย่างคือ สัจจะบารมี และ อธิษฐานบารมี เพื่อการภาวนาให้สำเร็จในกรรมฐาน ความสำเร็จในกรรมฐาน ก็คือ มรรค ผล นิพพาน ถึงจะเป็น พิธีรีตรอง แต่ไม่ได้ พิธีรีตรองที่ขวางทางพระนิพพาน ก็ควรหมั่นสะสมไว้ แต่หากผู้ใด คิดแต่ว่าเป็นพิธีรีตรอง มันก็ไม่ต่างอะไร กับการนั่ง เอาขาวาทับขาซ้าย มือขวาวางบนมือซ้าย เช่นกัน ( เข้าใจความหมายไหม )

   


    บอกได้เท่านี้ ที่เหลือ อยู่ที่ วาสนา

 ;)
6  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร / Re: สงขลา ณ วันนี้ กับ ความทรงจำที่เหมือนไม่มีค่า เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2015, 06:00:11 PM








7  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร / สงขลา ณ วันนี้ กับ ความทรงจำที่เหมือนไม่มีค่า เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2015, 05:58:06 PM


วัดเลียบ เป็นวัดในความทรงจำ ของ ฉัน ใน ครั้งที่ เป็น สามเณร เป็นสถานที่ใช้ชีวิตในการเรียนปริยัติเป็นทางการ คือ เอาดีทางการสอบ นักธรรมตรี บาลี ที่นี่ และ ยังต้องกลับไปสอบเรียน ที่ สำนักเรียนที่ สระบุรี อีกแห่ง นับว่า การใช้ชีวิตที่นี่มีหลายอย่าง ที่อยู่ในความทรงจำ ที่เริ่มลืมเลือนไปบ้าง


มหาดม หรือ หลวงพี่ดม เป็นพระที่นับถือกันอยู่ในตอนนั้น



ไปอยู่หลายปี แต่ไม่เคยสนใจเที่ยว เอาแต่เผยแผ่ธรรมะ ไป ๆ มา ๆ กับ ธรรมสถานหาดทรายแก้ว ด้วยความเคารพ พระอาจารย์สงวน จันทะวังโส



โบสถ์หลังนี้ เราใช้ชีวิต อยู่ที่นี่บ่อย ๆ เพราะไม่ชอบกุฏิ เวลาท่องหนังสือ มันชอบท่องเสียงดัง ที่โบสถ์จะสงัดมาก ดังนั้น สำหรับเด็กต่างถิ่นแล้ว ที่นี่เหมือนที่ให้ความอบอุ่นอีกทีหนึ่ง ฉันท่องหนังสือ ส่วนมากจะเป็นเวลา 20.00 - 01.00 น.แล้วก็หลับเคยหลับหน้าโบสถ์นี่แหละ แต่ยุงเยอะนะ ต้องจุดยากันยุงไว้ หรือ จุดธูปไว้




ตึกเรียนหลังนี้ เป็นที่ ครูอาจารย์ ท่านประสิทธิ์วิชาให้ ตอนนั้น เจ้าคณะตำบลลงสอนด้วยตัวเองเลย ท่านเคยเป็นหนึ่งในคณะที่ติดตาม พระชาวอิตาลี ร่วมกับหลวงพ่อปัญญา สไตล์การพูดเหมือนหลวงพ่อปัญญา แต่ เนิบกว่า
8  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ทุกขา สุขา เสียงอ่อน เสียงหวาน เรียกเขาอย่างไร อย่างไร ? มันก็เป็นเช่นนั้น เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2015, 12:27:55 PM

อันที่จริง พุทธศาสนา ไม่มีความจำเป็นจะต้องมี ก็ได้ ถ้า มนุษย์ เกิดมาแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีเป็นกลาง ๆ คือ พูดง่าย ๆ คือ ไม่ต้องมี เวทนา มนุษย์ ก็คงไม่ต้องดิ้นรน แสวงหา สัจจะธรรม ใด ๆ ทั้งสิ้น


  เงา- แต่ มันเป็นไปไม่ได้ !

  ตน- ใช่ เพราะ ขันธ์ 5 นี้ มันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
        มันจึงต้องมี เพราะ เวทนา มีปัจจัยมาจาก ผัสสะ ที่นี้ ก็ต้องไล่ไปอีก
 
  เงา - อ้าวแล้ว ผัสสะ มาได้อย่างไร ?

  ตน - ผัสสะ มีปัจจัย มาจาก สฬายตนะ 12 ( 6 คู่ )

  เงา - อ้าวแล้ว สฬายตนะ มีปัจจัย มาจากอะไร ? อีก !

  ตน - สฬายตนะ มีปัจจัย มาจาก นามรูป

  เงา - อ้าวแล้ว นามรูป มีปัจจัย มาจากอะไร ? อีก

  ตน - นามรูป มีปัจจัย มาจาก วิญญาณ

  เงา - เอ ชักอย่างไร แล้ว นี่ ทำไม เหตุปัจจัย นับเนื่อง จึงมีมากจัง
        แล้ว วิญญาณ มีปัจจัย มาจากอะไร ?

  ตน - วิญญาณ มีปัจจัย มาจาก สังขาร ไหน ๆ ก็ถามแล้ว ถามต่อก็แล้วกัน
  เงา - อ้าวแล้ว สังขาร มีปัจจัย มาจาก อะไร ?

  ตน - สังขาร มีปัจจัย มาจาก อวิชชา ( โอ มาตรงนี้แล้ว )
  เงา - แล้ว อวิชชา มีปัจจัย มาจากอะไร ?

  ตน - อวิชชา มีปัจจัย มาจาก ชาติชรามรณะทุกขะโสกะปริเทวะ
  เงา - หมดหรือยังนี่  ? *_*

  ตน - ยังเพราะต้นตอ มันยังไม่หมด ยังมีอีก
  เงา - อ้าวมีอะไร อีก นั้นถามต่อก็ได้
         ชาติชรามรณะทุกขะโสกะปริเทวะ มีปัจจัย มาจาก อะไร ?

  ตน -  ชาติชรามรณะทุกขะโสกะปริเทวะ มีปัจจัยยมาจาก ภพ
  เงา - แล้วเจ้า ภพ นี้มีปัจจัย มาจากอะไร ?
 
  ตน - ภพ มีปัจจัย มาจาก อุปาทาน
  เงา - โห ยังมีอีกหรือนี่ ?  แล้ว อุปาทาน มีปัจจัยมาจากอะไร ?
  ตน -  อุปาทาน มีปัจจัยมาจาก ตัณหา

  เงา - หมดหรือยัง ? รู้สึก ว่าเยอะแล้วนะ *_*  สาเหตุ มากมาย จริง ๆ
         สุดท้าย จะแก้ตรงไหนละ ?
  ตน - ยังไม่หมด ยังเหลือ อีก หนึ่งประการ

  เงา - อ้าวนั้นคือ อะไร ? เออไม่ใช่ ต้องถามว่า ตัณหา มีปัจจัย มาจากอะไร ?
  ตน - ตัณหา มีปัจจัย มาจาก เวทนา ที่ แก บ่น นั่นแหละ ว่า สุขา ทุกขา นั่นแหละ

  เงา - !!!!! อะไรกัน นี่ สุดท้าย แท้ที่จริง ปัญหา พอไล่ไป ไล่มา ก็เป็น ตัวเอง นั่นแหละที่เป็น ปัญหา
         ดังนั้นก็หมายความ ว่า ถ้าฉันไม่มี เวทนา ก็ไม่ต้อง บ่น ว่า สุขา ทุกขา ใช่หรือไม่ ?

  ตน - ใช่ ....
  เงา -  แล้วทำอย่างไร ? ที่จะให้เวทนา ดับ หรือ เจ้า สุขา ทุกขา นี้มันดับลงไปได้ ?

  ตน - ก็ต้องย้อนดู ปัจจัย ของมัน ที่เป็น กาล 3 กาล ไงละ

  เงา - เป็นอย่างไร ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ ไปดับ อวิชชา หรือ หรือ ดับ ผัสสะ ใช่ หรือ ป่าว ?

  ตน - ไม่ใช่ ....
 
  เงา - ทำไม ?

  ตน - ก็เพราะเวลา เราเป็น ทุกข์ มันมีอยู่ 3 กาล คือ
      1.ปัจจุบันกาล คือ ขณะ อยู่ ที่เวทนา
      2.อดีตกาล คือ ขณะ ที่เสวยเวทนา มาแล้ว
      3.อนาคตกาล คือ ขณะ ที่เวทนากำลังจะเสวยใหม่
      ดังนั้น เวลา ดับ เวทนา ต้องดับให้ถูกในกาล ด้วย

  เงา - โห ล้ำลึก จริง ๆ
  ตน - ใช่ เมื่อก่อน ฉันก็เคยท่อง บทนี้มาหลายรอบ แต่ พอเห็นในกาล ในเวลา
        แล้ว มันก็รู้จัก หยุด หรือ ทำให้ขาด จากมันไปเลย สนใจจะฟัง หรือ ยัง ?

  เงา - ต้องเลือก คำตอบว่า
       ถ้าเลือกว่า ฟัง ก็ อ่านต่อ ใน บท ต่อไป
       ถ้าเลือกว่า ไม่ฟัง ก็ ไม่ต้องอ่าน ...... จบ
     
       :49:
 

   

   
 
9  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / สุขา สุขา สุขา ธรรมะในห้องน้ำ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2015, 12:08:34 PM


"ธรรมะในห้องน้ำ ก็มีได้ .....
ไม่สบายใจ ไม่สบายใจ ไม่สบายใจ ฉันบ่นของฉันอย่างนี้ มันมีมากหลายเรื่อง ที่ไม่สบายใจ ความเจ็บ ที่ทรมาน ความอดอยาก ที่หิวโหย ความทุกข์ที่ไม่มี ปัจจัยติดตัว ความไม่สบายใจจากการดูถูกเหยียดหยาม แหม มันสาระพัด เรื่อง ของความไม่สบายใจเลยนะ ฉันเดินบ่นไป อย่างนี้ ก็เลยเข้าไปที่ห้องน้ำ ฉันไม่มีธุระอะไรทางกายในห้องน้ำหรอก วันนี้ แต่ฉันมีธุระทางใจ ในห้องน้ำ ก็ห้องน้ำ เขาเรียกว่า ห้องสุขา ไม่ใช่หรือ ก็วันนี้ฉันไม่สบายใจ ก็เลยต้องไปห้อง สุขา เพื่อให้ได้สบายใจ เสียหน่อย พอเข้าไปฉันก็ไปยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ แล้ว ก็พูดกับตัวเองในกระจก ( มันบ้าแล้วตอนนี้ ) ไหนแก ไม่สบายใจเรื่องอะไร บอกข้ามาสิ พอถามออกไป เงาที่สะท้อนก็บอกเรื่องทุกข์ เรื่องนั้น เรื่องนี้ เข้ามามากมายเลย มันช่างขยันพูด เสียจริง ไอ้เจ้าเงา นี่นะ มันบอกว่า วันนี้เจ็บท้องมากมาย ทรมานเหลือเกิน โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน อย่างนี้แย่แล้ว จะทำอย่างไร ? เราก็ตอบลงไปว่า มันเป็นธรรมดา ความเจ็บมันเป็นธรรมดา การมีอัตภาพร่างกาย มันก็เป็นต้องมีความแก่ ความเจ็บ และ ความตาย มันเป็นธรรมดา ที่มันต้องมี ต้องเป็น ของมันอย่างนั้น แล้วหิวละ ไม่มีกิน ไม่มีฉัน มันทำให้กายลำบากนะ เราก็ตอบลงไปว่า อันการกินการฉัน ของ ผู้ภาวนาต้องถือว่าเป็นเรื่องรอง เมื่อไม่มีก็ต้องแสวง เมื่อแสวงไม่ได้ ก็ต้องรู้จักวางใจ ให้เห็นว่า บญมีน้อย ดื่มน้ำไปก่อน ให้เสริมบารมี ......"

ข้อความบางส่วน จาก หนังสือ เพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนาและการเดินทาง ของ ธัมมะวังโส
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ฮือฮาอีกแล้ว! วัดดังพิษณุโลกบวชพระใหม่-โปรยเงินสดแจก 3 แสนบาท ไอโฟน 6 ห้าเครื่อง เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 06:23:53 PM
 :smiley_confused1: :smiley_confused1: :smiley_confused1:
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: โปรดเกล้าฯพระราชทาน 'วิสุงคามสีมา' 217 วัด เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 06:22:23 PM
วัดร้างก็เยอะแยะ วัดที่ขอใหม่ ก็มีมาก เป็นไปตามเหต ตามปัจจัย ความศรัทธา ของสาธุชนที่มีต่อครูอาจารย์ ก็มี บางสถานที่ หลังจากครูอาจารย์สิ้นไป ก็เงียบดั่งวัดร้าง สุดท้ายก็ร้าง ทั้งที่สิ่งก่อสร้าง มีมากมาย

  อนิจจัง มันไม่เที่ยง ก็อย่างนี้

   ;)
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: อัศจรรย์! พบรอยพระพุทธบาทในแท่นหินขนาดใหญ่ใกล้สำนักสงฆ์เขาหมื่นฯ เมืองตาก เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 06:20:32 PM
เคยไปดูมาหลายรอย ที่เขาบอกว่าเป็นรอยพระพุทธบาท แต่พอไปดูแล้ว ก็เป็นรอยเดินเท้าของคนทั่วไป ที่เดินผ่านกันเป็นกลุ่มเป็นคณะก็มี สมัยที่เดินนั้น หินยังไม่แข็งยังเป็นหินนุ่มพอเดินผ่านไปก็มีรอยเท้าผ่านยุคสมัยมา ก็เปลี่ยนกลายเป็นหิน ก็มีมาก ดังนั้น รอยที่เขาบอกกันนอกเหนือจาก 5 รอยหลักแล้ว รอยอื่น ๆ ก้เชื่อได้ยากว่าคือ รอยพระบาทของพระพุทธเจ้า จริง ๆ เพราะพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสไว้อย่างนั้นและเป็นเรื่องราวที่ปรากฏแสดง ในพระไตรปิฏก เพียง 5 รอยเท่านั้น

    ทราบว่า 2 รอย อยู่ที่ ศรีลังกา คือ เขาสุมนกูฏ หรือ เขาศรีปาทะ อีกรอย ก็อยู่ ภูขาสุวรรณมาลิเก หรือ เขาอภัยคีรี

    แต่อย่างน้อยรอบพระพุทธที่ถูกรับรอง จากคณาจารย์อย่างเป็นทางการ ก็มีสองรอย คือ

      1.รอยภูเขาสัจจพันธ์ คือ รอยพระพุทธบาทสระบุรี
      2.รอยโยนกปุเร คือ รอยพระพุทธบาท ที่แม่ริม เชียงใหม่

     ส่วนรอยที่ เป็นปริศนา ฟังจากครูอาจารย์แล้ว ชวนให้ฉงน มีอยู่ 3 ที่คือ

     1. รอยที่เกาะแก้วพิศดาร   ทะเลฝั่งตะวันตก ( อันนี้มีรอยจริง )
     2. รอยที่อยู่ระหว่าง จังหวัดชุมพร และ พระนครศรีธรรมราช เป็นรอยที่อยู่ในทะเล  ( เป็นเหมือนตำนาน )
     3. รอยที่อยู่เมืองบาดาล ของพญานาค เป็นรอยที่อยู่ ใกล้ เจดีย์ เก็บถาดอธิษฐาน กล่าวว่า เมืองพญานาค อยู่ในลุ่มน้ำโขง เขต ไทย ลาว เขมร คือ ระหว่าง จังหวัด หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี  แต่ไม่รู้ว่า ช่วงไหน เคยฟังจากพระที่ท่านบอกว่า ได้ไปเที่ยวเมืองพญานาค คือ หลวงปู่คำคะนิง ตอนหนึ่งแต่ไม่ชัดเจน ดังนั้น ชาวอิสาณจึงผูกพันกับพญานาคเป็นอย่างมาก เรื่องของขุนฟ้านางอ่ำ ที่พญานาคทำให้น้ำท่วม 7 จังหวัดอิสาณ ก็มีเรื่องราวผสมกันอยู่กับเรื่องเหล่านี้

    ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรอยจริง หรือ ไม่จริง ก็เบื้องต้นก็ต้องใช้ปัญญา ใช้ ทิพยจักษุ ดูกันตรง ๆ ที่รอยเท้า นั้นฉันเจอมาแล้ว ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ บางรอยก็ไม่ใช่รอยเท้าแต่ เป้นรอยธรรมชาต ของการสึกกร่อน ของหิน จนปรากฏเป็นรูปลักษณะเหมือนรอยเท้า จนหลายท่านก็มักจะโมเมว่า นี่แหละคือ รอยพระพุทธบาท

     ;)
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: แจงชาวบ้าน ต้องการ "อนุรักษ์ต้นโพธิ์กลางถนน" ท่ามะกา เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 06:06:36 PM
โดยปกติ ต้นโพธิ์ สัญญลักษณ์ ต้นไม้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบันนั้นหากมีอายุมาก เกิด 60 ปีขึ้นไปนี้ มักจะมี รุกขเทวดา มาอยู่กัน

  การทำลายต้นโพธิ์ ที่มีอายุมาก เก่าแก่ ที่เห็น ๆ กันมา คนตัด ทำลาย ล้วน ตกระกำ ลำบาก กันเป็นส่วนใหญ่ นะ อย่างที่วัดแก่งขนุน นี้ก็เช่นกัน เจ้าอาวาสองค์ก่อน ท่านก็ยังป่วย อยู่เลยในปัจจุบัน

    ;)
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ไฟไหม้ศาลาวัด อายุกว่า 100 ปี วอด.!! เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 06:04:01 PM
เชื่อว่าชาวด่านขุดทด ไม่ทอดทิ้งวัดนี้แน่ ๆ
 ก็ขอให้สร้างกลับมาได้โดยไว ถึงแม้จะไม่เก่าเป็นของเดิม แต่ของใหม่ทดแทน นั้น ก็เป็นเครื่องแสดงพลังศรัทธา ของชาวด่านขุดทดเองด้วย

   อย่างน้อย บารมี หลวงพ่อคูณใกล้ ๆ ก็น่าจะช่วยได้ ส่วนหนึ่ง

   ;)
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ภาวนาได้ผล! พระวัดป่าถูกรางวัลที่1 ได้4ล.ไปสร้างโบสถ์ เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 06:01:47 PM
ฉันไปวัดไหน ก็มักได้ยินเจ้าอาวาส เจ้าสำนัก มักจะพูดกับฉันอย่างนี้ว่า ซื้อหวยสักชุด เพื่อหวังสร้างโบสถ์ ศาลา เพื่อสร้างนั่น สร้างนี่ ประจำ บางท่านก็ขอให้ฉันบอกเลข เลือกสลากให้ด้วย แต่ก็ปฏิเสธ ที่จะช่วยแบบนี้ นะ เพราะว่าการที่เราต้องมาเป็นทุกข์ เพราะต้องสร้างนั้นสร้างนี่นั้น ไม่สมควรในเพศบรรพชิต ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องสร้าง ฉันเดินทางทั่วประเทศ เห็นวัดร้าง วัดสวย ๆ นี่ มีกุฏิ มีศาลา มีห้องน้ำ มีโบสถ์ มีวิหาร รกร้างก็มากวัดอยู่ โดยเศรษฐกิจในสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เมื่อก่อนคนนิยมไปทำบุญกับพระในป่า ในเขา แต่ปัจจุบัน สื่อ เข้าถึงพระได้ไว พระที่ปฏิบัตไม่ได้ ก็เสียพระกันไปเยอะมาก

   ดังนั้น การได้โชค นี้ก็ดี แต่การลงทุนได้โชคนั้น ก็มีความเสีี่ยง สำหรับส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับพระที่ซื้อหวยนัก

    ;)
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: แม่ยายเข้าฝันให้โชค เฮง.!! รับ 4 ล้าน เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 05:57:36 PM
เรื่องพวกนี้ สำหรับชาวไทย ที่มีฐานะ จะรวย จะจน จะปานกลาง ต่างก็ชอบใจทั้งนั้น แต่สำหรับ โชคนี้ก็มาจากบารมีกุศลที่ได้ทำไว้ส่วนหนึ่ง ทีรอออกดอกออกผล แต่ผลบุญนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เราทั้งหลายจะเข้าใจกันได้ง่าย ๆ ว่าจะได้รับกันเมื่อไหร่ เวลาใด ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย ก็อย่าได้หลงใหล ต่อเรื่องหวยเบอร์กันจนเกินไป จะซือก็อย่าให้ครอบครัวเดือดร้อน เพราะฉันเคยเห็นมาแล้ว ถึงขนาดที่ดิน ที่นา ซื้อหวย ตีไก่ กัน วินาศมากันแล้ว

  ดังนั้นก็อย่าได้ปักหลัก ซื้อแต่หวย ไม่ทำงาน หวังบุญ หวังโชค กันเกินไป

  ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

  การได้รางวัล ได้ ลำดับ ได้มีสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องที่อันใคร ๆ จะได้ ง่าย ๆ

   ;)
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ใจหาย.! อาจจะไม่มี "ดาไลลามะองค์ต่อไป" เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 05:53:50 PM
เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีกันมาแต่ไหน แต่ไร

 เลิศกว่า ดาไลลามะ ก็คือ พระพุทธเจ้า พระองค์ ก็หนีสังขารนี้ไม่ได้
 
 พระสังฆราช ประเทศไทย ก็กี่พระองค์เข้าไปแล้ว บรรดา ครูอาจารย์ ที่เก่ง ที่เลิศ ที่ประเสริฐ ก็ล้วนต้องจากกันไปตามกาลเวลา แม้แต่ ครูอาจารย์ อย่างสมเด็จสุก ไก่เถือน ก็คงเหลือเป็นเพียงตำนานเท่านั้น

  สิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา
  แม้ฉันเองที่นั่งพิมพ์อยู่ นี้ก็ต้องจากกันไป เช่นกัน

  การที่ดาไลลามะ ต้องจากไป เพราะว่าความชรา และมีองค์แทน ขึ้นมานั้น สำหรับพระสงฆ์อย่างเรา ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เป็นเรื่อง ใจหาย ใจคว่ำ แต่ประการใด
   
   เพราะท้ายที่สุด ก็ไม่มีความหมาย ต่อการดำรงอยู่ หรือ ดำรงอยู่

    ;)
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: หญิงจีนประกาศ "ขายลูกตัวเอง รักษาผัวเจ็บหนัก" เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 05:50:20 PM
กรรมของสัตว์ โลก เหตุที่สลดใจ มีมากเหลือคณานับ ที่รู้ก็มีมาก ที่ไม่รู้ก็ยังมีอีกมากมาย
แต่ที่สำคัญ ทั้งหมดก็เป็นเพราะว่า ยังแล่นอยู่ในสังสารวัฏ นั่นเอง
บรรดาพระอริยะเจ้า จึงตรัสสรรเสริญ การออกจากสังสารวัฏ เป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุด

  ;)
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ทึ่ง.! ความผูกพัน “พระ” กับ “หมูป่า” ไปไหนไปด้วยกัน (ชมคลิป) เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 05:47:31 PM
เดี่ยวก็มี ผู้ที่รักสัตว์ป่า ออก มาจัดการ เหมือนหมา นั่นแหละ เพราะหมูป่า จัดเป็นสัตว์ป่า การติดตามพระ ไปก็ไม่สมควรอยู่แล้ว เพราะถึงจะรักกันยังไง สักวันก็ต้องจากกัน ....

   ;)
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ช็อก! จงอางยักษ์โผล่วัดปากช่อง ตัวใหญ่จนกู้ภัยตะลึง (มีคลิป) เมื่อ: ธันวาคม 18, 2014, 05:46:12 PM
โดยปกติ แล้ว สถานที่ใด ทีมีงูจงอาง ( ตัวเดียว ) งูเหลือม ขนาดใหญ่ คนโบราณกล่าวว่า ตรงนั้น จะมีทรัพย์สินอยู่ งูพวกนี้จะคอยดูแลปกป้อง สิ่งมีค่าไว้

   ครั้งหนึ่ง เดือนเข้าไปในถ้ำ ทางภาคเหนือ เข้าไปประมาณ 80 กว่าเมตร ก็เจองูเหลือม ขดขวางทางไว้ ขนาดเท่าลำแขน ยาวสักประมาณ 7 เมตรได้ ถ้าเขาคลายขด ตอนนั้นนึกในใจว่า ขอให้งูหลับเถอะ ฉันจะรีบออกไปแล้ว อย่าได้ตื่นขึ้นมาระหว่างที่ฉัน กำลังจะออก เพราะรู้ว่า ถ้าเกิดงูตื่น หรือ เอาเรื่อง ละก็ พระก็ไม่รอด ผู้ติดตามเป็น สามเณรสองรูป ก็ไม่น่ารอด เพื่อความปลอดภัยจึงพากันออกมา เพราะเราไปเที่ยวดูถ้ำ กัน ไม่ใช่ไปเอาอะไรมาจากถ้ำ อันนี้เป็นถ้ำที่อยู่ที่จังหวัด พะเยา

   อีกครั้งหนึ่ง ที่สระบุรี เป็นถ้ำที่ไม่มีชื่อ ญาติโยมพากันไปดูถ้ำ ถ้ำนี้ลึกมากและ มีจุดอันตราย ในถ้ำมีบ่อน้ำใหญ่ เป็นที่แปลกตาดี ไม่ค่อยได้เจอถ้ำที่มีบ่อน้ำภายใน นำ้ใสแจ๋วเลย  ขากลับมีงูจงอางเลื้อยผ่านข้างหน้า เหมือนไม่ยอมให้ออก แต่เปิดทางไว้ทางหนึ่ง ก็เลยเลี่ยงไปออกทางนั้น แต่คนนำบอกว่า ตรงนั้นไม่มีทางออก แต่พระอาจารย์ก็เดินไปตามทางนั้น เพราะงูจงอางยัง เลี้อยไปเลี้ยยมาขวางทางเราอยู่ พอเดินออกไปก็เป็นหน้าผา แต่เป็นที่แปลกตา ตรงจุดนี้มีต้นว่าน คล้ายต้นบอน ตัวใบก่อนคลายเป็นรูปหัวงูจงอาง จำนวนมาก ชาวบ้านเขาบอกว่าไม่รู้ต้นอะไรไม่ใช่ต้นบอน อาตมาเห็นแปลก ก็เลยอธิษฐานขอเก็บนำไปปลูกที่วัด โดยหักเอาเหง่ามา ประมาณหนึ่งศอก ถือออกมาเป็นที่น่าแปลกใจตอนที่ถือออกมานั้นงูเหมือนจะกลัวต้นว่านต้นนี้ ก็เปิดทางให้ออก แล้วก็เลื้อยหายไป ถำ้นี้อยู่ใกล้กับวัดเขาพรหมสวรรค์ ส่วนเหง้าอาตมาก็เอาไปปลูกขยายพันธ์ไว้ทีวัดดาวเสด็จ ตอนนั้นก็ตั้งชื่อ ว่านจงอาง ตามชื่อ งูที่ขวาง และลักษณะหัวที่ชูเหมือนงูจงอาง

   เล่าไว้พอให้ได้ทราบกันเกี่ยวกับเรื่องงู

    ส่วนตัวไม่ค่อยชอบงู ....

   อย่าได้เจอกันดีที่สุด เคยเจองูเห่าชูหัว ชูคอ ขวางทาง ตอนไปเยี่ยมบ้านโยม สมัยเป็นสามเณร ตัดสินใจลุยนาไม่เดินผ่านเขา ก็เป็นเด็กอยู่นี่นะ แต่อย่างไร ก็ไม่่เคยไล่สัตว์พวกนี้ ปล่อยให้เขาเลื้อยไปตามทางเขา อย่างเดียวอย่ามาซุกอยู่ด้วยกัน ไม่เอา นะ ไม่ชอบ

 
   :s_hi: ;)
21  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / การรับมือ กับ จิต ตกเข้าสู่ ภวังค์ เมื่อ: ธันวาคม 15, 2014, 12:12:42 PM
ภวังค์ หมายถึง ตามความหมายง่าย ๆ

  ความเป็นอยู่โดยไม่รู้สึกตัว หรือ ภาวะหลับลึก ( เหมือนคนไข้ ที่ถูกยานอนหลับ )

  ภวังค์ ในขั้นตอนของจิต ที่ฝึก สมาธิ มีไม่กี่อย่าง แต่ ลำดับของ ภวังค์ ถูกแบ่ง ไว้ 10 ประการ โดยจะให้ความหมายแก่ท่านผู้อ่าน ที่ง่าย ที่สุด ดังนี้

   1.อตีตะภวังคะ  หมายถึง จิตสู่ภาวะหลับ ที่เป็นไปในอดีต
       ( อตีตะ + ภวังคะ )
   2.ภวังคะจลนะ  หมายถึง ิจิตที่พยายามเคลื่อนออกจาก ภวังค์
       ( ภวังคะ + จลนะ )
   3.ภวังคุปัจเฉท  หมายถึง จิตที่ไม่สามารถรับรู้อะไรเลยในภวังค์นั้น
       ( ภวังคะ + อุปัจเฉท )
   4.ปัญจะทวาราวัชชนะ หมายถึง จิตที่นึก และ รู้ ด้วย มโนธาตุ ( มโนทวาราวัชชนะจิต )
       ( ปัญจะ + ทวารา + วัชชนะ )
       
          จิตที่ทำกิจ นึก และ รู้ ใน ทวารทั้ง 5 เป็นกิจในจิต ( อาวัชชนะจิต )
          กิจเห็น                         (ทัสสนกิจ)
          กิจได้ยิน                       (สวนกิจ)
          กิจได้กลิ่น                     (ฆายนกิจ)
          กิจลิ้มรส                       (สายนกิจ)
          กิจรู้โผฏฐัพพารมณ์            (ผุสสนกิจ)
   5.สันตีรณะ หมายถึง จิตต่อเนื่องในปัญจะทวารา ด้วยการพิจารณา ในการรู้
        ( สันตติ + จรณะ )
   6.สัมปฏิจจฉันนะ หมายถึง จิตต่อเนื่องใน การน้อมรับอารมณ์ที่พิจารณาไว้แล้ว
        ( สัมมปฏิจจะ+ ฉันนะ )
   7.โวฏฐัพพนะ หมายถึง จิตต่อเนื่องใน ที่ถือเอาอารมณ์ ที่พิจารณาไว้แล้ว
         ( วิถี + ฐานะ ( วุฏฐานะ ) + ขณะ )
   8.กามาพจรชวนะ หมายถึง จิตแล่นไปกามาวจร จิต 7 ขณะจิต
         ( กามาวจร + ชวนะ )
   9.ตทาลัมพนะ หมายถึง จิตรับเอาอารมณ์ได้สำเร็จ ( วิบากอารมณ์ คือ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา ยินดี ไม่ยินดี เฉย ๆ กลาง )
      ( ตัง + อารัมมณะ )
   10.ภวังคะปาทะ  หมายถึง จิตย้อนกลับไปสู่ ภวังค์เก่าอีก
       ( ภวังคะ + ปท )


    อันนี้นำไว้แบบ พระอภิธรรม เพราะการอธิบาย ภวังคะจิต นั้นมีอธิบาย เฉพาะในแบบ พระอภิธรรม แต่สำหรับสายปฏิบัติ แล้ว ไม่ต้องไปกำหนด เพราะไม่สามารถกำหนดทัน ในภวังค์ แบบนี้ เพราะมันเกิดดับ เป็นล้าน ๆ ครั้ง ซึ่งไม่ใช่แนวปฏิบัติ ดังนั้นอันนี้แค่ปูพื้นฐาน ให้เข้าใจเรื่อง ภวังค์ แบบ สายอภิธรรม ก็เป็นอย่างนั้น



     เอากับมาที่ ภวังค์ แบบ สายปฏิบัติ กันดีกว่า

     ยามใด ที่ผู้ปฏิบัติ ภาวนาเข้าไปสู่ภาวะ แห่งภาวะ กำลังจะเป็นสมาธิ สภาวะจิต นั้นจะเข้าไประงับหยุดทุกครั้ง เพราะสภาวะแห่งสมาธินั้น เป็นสภาวะบังคับ ให้จิตมีการงานน้อยลง เมื่อจิตมีการงานน้อยลง หรือ มีงานเพียงแค่หนึ่งเดียว ในบริกรรม ( วิตก คำภาวนา ) และ การติตามตามอารมณ์ ( วิจาร ความพยายามให้จิตน้อปไปในวิตก ) ในสภาวะทีจิต มีสติ คือ ระลึกได้ในการภาวนา แต่ สัมปชัญญะ ความรู้ตัวกำลังจะเต็ม สภาวะ ภวังค์จิต ก็จะดีดตัวเข้าสู่การหยุดการทำงาน เรียกว่า สภาวะ ชัตดาวน์ ( อาตมาเรียกว่า สภาวะ สกรีนเซพเวอร์ ) เพื่อที่จะพักจิต ในการพักจิตแบบนี้ จะคล้ายกับการนอนหลับ การเข้าสู่ภวังค์ มีอยู่ สองแบบ

     คือ 1. แบบที่จิตทำงานหนัก คือ มีการรับรู้อารมณ์ ปรุงแต่ง มากมาย ร่างกายก็จะเข้าสภาวะหลับ โดยธรรมชาติแห่งจิต เรียกว่า สภาวะฟื้นฟูจิต หรือ สมอง หรือ กาย อันนี้สภาวะการหลับ

         2. แบบที่จิตทำงานน้อย คือ การภาวนากรรมฐาน ทำให้จิต มีการทำงานเพียงเรื่องเดียว เมื่อการงานขาดในขณะนั้น คือ บริกรรมมันขาด จิต ก็ วูบ เข้าสู่สภาวะหลับ ในสมาธิ เรียกว่า การวูบกึ่งหลับ


       ดังนั้น แบบที่ 1 ไม่มีกลไก ในการแก้ ด้วยกรรมฐาน เพราะว่า เป็นกลไก ของ กาย และ จิต ที่ต้องสัมพันธ์ก่อน อันนั้น ต้องการการพักผ่อน คือ การนอนหลับ

       ส่วนแบบที่ 2 เป็นแบบที่เราจะต้อบรับมือ

 
       วิธีรับมือ ในการนี้ ก็คือ ต้องมอบงานให้แก่จิต อย่าให้ขาด ในงานเรื่องเดียว แต่ต้องมีลำดับของงาน อย่าให้ขาด นั้นก็คือ ลำดับพระกรรมฐาน ดังนั้นคนที่ฝึกกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ กับอาตมา ไม่มีใครตกภวังค์ เลย แต่ ทั้ง 30 นาที 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง จิต เป็นสมาธิ ด้วย ฉันทะ สมาธิ เป็นการแก้ ปรากฏการณ์ ภวังค์ ในตัว

      สรุป ลำดับพระกรรมฐาน จะสามารถแก้เรื่องการตกภวังค์

     
22  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: มาทำความรู้จัก พระพุทธศาสนา ลังกาวงศ์ กันสักหน่อย ดีไหม ? เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 01:13:58 PM


ขอเสนอให้ทีมงาน เสนอประวัติของ พระโสณะ พระอุตตระ ด้วยครับ
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=5942.0

พระโสณะพระอุตตระพระสมณทูตผู้นำพระพุทธศาสนาสู่'สุวรรณภูมิ' : ท่องไปในแดนธรรม เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

       "องค์พระปฐมเจดีย์" วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม สันนิษฐานกันว่าได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อคราวที่พระสมณทูตได้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ

       เนื่องจากเจดีย์องค์เดิมมีลักษณะทรงบาตรคว่ำแบบเดียวกับสถูปเจดีย์ที่สร้างขึ้นในกรุงอนุราชบุรี เกาะสิงหลทวีป ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวช ได้เสด็จธุดงค์มานมัสการ หลังจากทรงลาผนวชและได้เสวยราชสมบัติแล้ว โปรดให้ก่อสร้างเจดีย์องค์ใหม่ห่อหุ้มองค์เดิมไว้ ซึ่งมีความสูงถึง ๑๒๐ เมตร และพระราชทานนามพระสถูปเจดีย์ว่า “พระปฐมเจดีย์” เพราะทรงเชื่อมั่นว่าเป็นเจดีย์องค์แรกที่สร้างขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ

       เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน สมัยเดียวกันกับประเทศศรีลังกา ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ๙ สาย โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย ในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ทั้ง ๗ ประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมของไทย เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่นพระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานสำคัญ แต่พม่าก็สันนิษฐานว่ามีในกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคนี้ นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ พระเถระชาวอินเดีย เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ตามยุคสมัยต่อไปนี้

       พระโสณะและพระอุตตระได้เดินทางจากแคว้นมคธ เข้ามาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของไทยในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ศิลารูปพระธรรมจักร เป็นต้น

       พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในสมัยนี้ เป็นนิกายเถรวาทดั้งเดิม โดยพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นพระภิกษุจำนวนมาก และได้สร้างสถูปเจดีย์ไว้สักการบูชา เรียกว่า สถูปรูปฟองน้ำ เหมือนสถูปสาญจีในประเทศอินเดียที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้น โดยศิลปะในยุคนี้ เรียกว่า ศิลปะทวารวดี

       พระโสณะและพระอุตตระเป็นชาวอินเดีย  มีชีวิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่ปรากฏประวัติก่อนบวช ปรากฏแต่ว่า  เมื่อท่านทั้งสองอุปสมบทแล้วเป็นผู้มีความแตกฉานในพระไตรปิฎกและเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาพระธรรมวินัย และยังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช โดยท่านทั้งสองได้รับมอบหมายให้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ

       เมื่อครั้งที่พระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยนั้น ประชาชนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวผีเสื้อสมุทรซึ่งมักจับทารกกินเป็นอาหาร ท่านทั้งสองได้สร้างขวัญกำลังใจ ทำให้ประชาชนหายหวาดกลัวโดยใช้อุบายธรรมนำ "พรหมชาลสูตร" ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความเห็นผิดมาเทศนา และได้เปล่งวาจาถึงไตรสรณคมน์ รวมทั้งสมาทานศีล ๕ ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อที่ถูกต้องและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนพากุลบุตรและกุลธิดามาบวช ทำให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในดินแดนสุวรรณภูมิ และเจริญสืบเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

       พระโสณะและพระอุตตระ แม้จะเกิดไม่ทันสมัยพุทธกาล แต่เมื่ออุปสมบทแล้ว  ท่านทั้งสองได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมและศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน มีความรู้ ความสามารถ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมทูตในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดน แม้ว่า เดินทางจากอินเดียมายังสุวรรณภูมิซึ่งไกลและใช้เวลามาก ย่อมประสบกับความลำบากมากมาย แต่ท่านทั้งสองก็ไม่ย่อท้อ ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ของพระพุทธศาสนา จึงอดทนต่อสู้ต่อความเหนื่อยยาก
23  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ประวัติ พระอุบาลีมหาเถระ เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 01:06:48 PM


พระอุบาลีมหาเถระ

เป็นพระธรรมทูตในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่เดินทางไปยังประเทศศรีลังกาตามคำร้องของฝ่ายศรีลังกาในการเป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทแก่ สามเณรสรณังกร ชาวสิงหล เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาในศรีลังกา

ได้รับการจดจำในเรื่องความกล้าหาญของท่านที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังศรีลังกา และได้มรณภาพที่นั่นหลังจากปักหลักเผยแผ่ศาสนานาน 2 ปี 9 เดือน นับเป็นพระธรรมทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พระอุบาลีมหาเถระ เมื่อแรกได้พำนักอยู่ที่วัดธรรมาราม ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ มีอาณาเขตทิศเหนืออยู่ติดกับวัดท่าการ้อง ทิศใต้อยู่ติดกับวัดกษัตราธิราช ทิศตะวันออกอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกอยู่ติดกับถนนบางบาล ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

พระอุบาลีมรณภาพด้วยโรคหูอักเสบ ภายในกุฏิวัดบุปผาราม (มัลวัตตวิหาร) เมืองแคนดี เมื่อปี พ.ศ.2299 พระเจ้าแผ่นดินศรีลังกาให้จัดพิธีถวายเพลิงศพอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ โดยจัดขึ้นที่สุสานหลวงนามว่าอาดาหะนะมะลุวะ ปัจจุบันคือวัดอัศคิริยะเคดิเควิหาร เมืองกัณฏี

ปัจจุบันได้ก่ออิฐล้อมสถานที่เผาศพท่านไว้ หลังเสร็จสิ้นพิธีถวายเพลิงศพแล้ว ทรงมีรับสั่งให้สร้างเจดีย์บนยอดเขาใกล้วัดอัสคีริยะบรรจุอัฐิเพื่อสักการบูชาซึ่งมีปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน กุฏิท่านพระอุบาลีและห้องพักของท่านได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นเพียงห้องเล็กๆ มีเพียงเตียงเก่าๆ และโต๊ะเก้าอี้อีกหนึ่งชุดเท่านั้น บริขารและสิ่งของที่ท่านเคยใช้สอยที่ยังเหลืออยู่

ชาวศรีลังกาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรเคารพเช่นกันและได้เก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้
24  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / มาทำความรู้จัก พระพุทธศาสนา ลังกาวงศ์ กันสักหน่อย ดีไหม ? เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 01:01:15 PM


กระจกหกด้าน ตอน ลังกาวงศ์
https://www.youtube.com/watch?v=7gADbiLVkbg

 วีดีโอนำก่อน สำหรับคนที่ยังไม่มีพื้น ฐาน เพราะเนือ้หาค่อนข้างเป็น วิชาการ อ่านแล้ว พึงสังวรระวังเพราะ เมื่ออ่านถึงประวัติศาสตร์ มาก ๆ อาจจะทำให้บรรดาศิษย์กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ อาจจะต้องสั่นไหว เพราะว่า เนื้อหาจะย้อนสวนทางกับที่เคยรู้มาก่อนว่า

   พระโสณะ พระอุตตระ เป็นผู้นำพระพุทธศาสนา เข้ามาสู่ แดนดินสยาม
   แต่พออ่านศึกษาไป กลับเปลี่ยนเป็น พระอุบาลี แทน และ ลังกาวงศ์ มาจากไหน ?

   ต้องอ่านด้วยการวางใจ เพราะเรื่องเล่านี้เป็นเรื่อง ประวัติศาสตร์ ที่มีการบันทึกไว้ แตกต่างกันไปตามผู้บันทึก แต่ละท่าน แต่ละคน แต่ละที่ แต่ละทาง นั้นเป็นไปตามความศรัทธา และ อยู่กันคนละที่  คนละแห่ง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ จะพิสูจน์หลักฐานกัน ก็ต้อง ดูว่า ใครมีบันทึก ที่ชี้ชัดหลักฐาน ทางรูป โบราณคดี มากกว่า ก็เป็นอันชัดเจนกว่า กัน




เชิดชูพระอุบาลี 260 ปี จารึกนาม 'สยามวงศ์'
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=12807.0

   พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

ยุคที่ 4 ลัทธิลังกาวงศ์

เรื่องตำนานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาสู่ประเทศสยามนั้น เดิมเมื่อ พ.ศ. 1696 พระเจ้าปรักกรมพาหุได้ครองราชสมบัติในลังกาทวีป พระเจ้าปรักรมพาหุนี้นับเป็นมหาราชองค์หนึ่งในพงศาวดารลังกาเพราะมีอานุภาพมาก สามารถปราบปรามได้เมืองทมิฬทั้งปวงไว้ในอำนาจ และเป็นพุทธศาสนูปถัมภก ทรงอาราธนาให้พระมหาเถรกัสปเถรเป็นประธานทำสังคายนาพระธรรมวินัย(อันนับในตำนานทางฝ่ายใต้ว่าเป็นสังคายนาครั้งที่ 7) แล้วจัดวางระเบียบข้อวัตรปฏิบัติแห่งสงฆ์นานาสังวาสให้กลับคืนเป็นนิกายอันเดียวกัน เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองขึ้นในลังกาทวีป ครั้นกิติศัพท์นั้นเฟื่องฟุ้งมาถึงประเทศพม่า มอญ ไทย ก็มีพระภิกษุในประเทศเหล่านี้พากันไปสืบสวนยังเมืองลังกา เมื่อไปเห็นวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ชาวลังกาตามแบบแผนนั้นก็เลื่อมใสใคร่จะนำกลับมาประดิษฐานในบ้านเมืองของตน แต่พระสงฆ์ชาวลังการังเกียจว่าสมณวงศ์ในนานาประเทศแตกต่างกันมาเสียช้านานแล้ว จึงเกี่ยงให้พระภิกษุซึ่งไปจาต่างประเทศรับอุปสมบทใหม่ แปลงเป็นนิกายลังกาวงศ์อันเดียวกันเสียก่อน พระภิกษุชาวต่างประเทศก็ยอมกระทำตาม พระภิกษุชาวต่างประเทศอยู่ศึกษาลัทธิพระธรรมวินัยในลังกาทวีปจนรอบรู้แล้ว จึงกลับมายังประเทศของตน บางพวกก็พาพระสงฆ์ชาวลังกามาด้วย เมื่อมาถึงบ้านเมืองเดิมผู้คนเห็นว่าพระสงฆ์ลังกาวงศ์ปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ก็พากันเลื่อมใสให้บุตรหลานบวชเรียนในสำนักพระสงฆ์ลังกาวงศ์มากขึ้นโดยลำดับทั้งในประเทศพม่า รามัญ และประเทศสยามตลอดไปจนประเทศลานนา ลานช้างและกัมพูชา เรื่องตำนานพระสงฆ์นิกายลังกาวงศ์นี้มีเนื้อความดังนี้


( พระอุบาลีมหาเถระ รอนแรมไปกลางทะเลกับเรือสินค้าสัญชาติดัตช์นานกว่า 5 เดือน เมื่อถึงศรีลังกาจึงเป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทพระ 700 และบรรพชาสามเณร 2,300 รูป พระพุทธรูปในศรีลังกาจึงเจริญรุ่งเรืองกระทั่งปัจจุบันรวม 260 ปี และให้เกียรติตั้งชื่อว่า นิกายสยามวงศ์ หรือ อุบาลีวงศ์ )


ว่าโดยส่วนประเทศสยาม ดูเหมือนพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จะแรกมาถึงเมื่อราว พ.ศ. 1800 พวกพระภิกษุไทยซึ่งได้ไปบวชแปลง ณ เมืองลังกากลับมาตั้งคณะที่เมืองนครศรีธรรมราชก่อนแล้วชักชวนพระสงฆ์ชาวลังกาตามมาช่วยกันสร้างพระมหาธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราชแปลงเป็นรูปพระสถูปอย่างลังกา เมื่อเกียรติคุณของพระสงฆ์ลังกาวงศ์แพร่หลายขึ้นไปถึงกรุงสุโขทัยราชธานี เมื่อครั้งกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ก็ทรงเลื่อมใสโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ลังกาวงศ์ขึ้นไปตั้ง ณ กรุงสุโขทัย ลัทธิลังกาวงศ์จึงรุ่งเรืองในสยามแต่นั้นมา ความข้อนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ.ศ. 1820 ความว่า“พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบพระไตรปิฎก หัวก๊กกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกตนลุกแต่เมืองนครศรีธรรมราชมา” ดังนี้ ตั้งแต่ลัทธิลังกาวงศ์มาเจริญ ลัทธิมหายานก็เสื่อมแล้วสูญไป คงมีแต่พระสงฆ์ถือลัทธิหินยาน แต่ว่าในชั้นแรกต่างกันเป็น 2นิกาย คือ พระสงฆ์พวกเดิมกับพวกที่อุปสมบทตามลัทธิลังกาวงศ์ ในที่สุดจึงรวมเป็นนิกายเดียวกัน เรื่องรวมนิกายนี้ที่เมืองมอญถึงพรระเจ้าแผ่นดินต้องบังคับ แต่ในสยามรวมกันได้ด้วยปรองดอง มีหลักฐาน คือ ในศิลาจารึกที่เมืองสุโขทัยและเชียงใหม่ปรากฏว่าพระสงฏ์ลังกาวงศ์มาอยู่วัดอรัญญิก เมื่อจะไปตรวจดูถึงท้องที่ทั้ง 2 แห่งนั้นก็เห็นสมจริง ด้วยที่เมืองสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่ บรรดาวัดใหญ่มักสร้างในเมือง แต่ยังมีวัดอีกชนิดหนึ่งเป็นวัดขนาดย่อมๆ สร้างเรียงรายกันอยู่ในที่ตำบลหนึ่ง ระยะทางพอพระเดินเข้าไปบิณฑบาตในเมืองได้ ที่เป็นเช่นนั้นพึงเห็นเป็นเค้าว่าพระสงฆ์นำกายเดิมคงอยู่วัดใหญ่ๆในเมือง ส่วนพระสงฆ์ลังกาวงศ์ไม่ชอบอยู่ในละแวกบ้าน เพราะถือความมักน้อยสันโดษเป็นสำคัญ จึงไปอยู่ ณ ที่อรัญญิก จึงมีวัดเรียงรายต่อกันไปเป็นหลายวัด อันที่จริงพระสงฆ์นิกายเดิมกับนิกายลังกาวงศ์ก็ถือลัทธิหินยานด้วยกัน แต่เหตุที่ทำให้แตกต่างถึงไม่ร่วมสังฆกรรมกันได้มีอยู่บางอย่าง ว่าแต่เฉพาะข้อสำคัญอันมีเค้าเงื่อนยังทราบได้ในเวลานี้ คือพระสงฆ์นิกายเดิมเห็นจะสังวัธยายพระธรรมเป็นภาษาสันสกฤต แต่พวกนิกายลังกาวงศ์สังวัธยายเป็นภาษามคธ อีกอย่างหนึ่งพวกลังกาวงศ์รังเกียจสมณในสยาม คงเป็นเพราะว่าปะปนกับพวกถือลัทธิมหายานมาช้านาน ถือว่าเป็นนานาสังวาสไม่ยอมร่วมสังฆกรรม พระสงฆ์จึงแยกกันอยู่เป็น 2 นิกายทั้งที่เมืองสุโขทัยและเชียงใหม่ เหตุที่จะรวมพระสงฆ์เป็นนิกายเดียวกันนั้น สันนิษฐานว่าคงจะเกิดแต่พวกผู้มีบรรดาศักดิ์นิยมบวชเรียนในนิกายลังกาวงศ์มากขึ้นทุกที เมื่อความนิยมแพร่หลายลงไปถึงพลเมือง ก็พากันบวชเรียนในนิกายลังกาวงศ์มากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้พระสงฆ์นิกายเดิมน้อยลงเป็นลำดับมา จนที่สุดต้องรวมกับนิกายลังกาวงศ์ ข้อความที่ว่ารวมกันโดยปรองดองนั้น มีที่สังเกตอยู่ 2 อย่าง คือ ในวิธีบรรพชาอุปสมบท ผู้บรรพชาต้องรับพระไตรสรณคมน์เป็นภาษามคธและยังต้องรับพระไตรสรณคมน์เป็นภาษาสันสกฤตอีก ข้อนี้ส่อให้เห็นว่าพวกลังกาวงศ์สังวัธยายพระธรรมเป็นภาษามคธ พวกนิกายเดิมสังวัธยายเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อจะให้การบรรพชาสมบูรณ์ตามคติทั้ง 2 นิกาย จึงให้รับพระไตรสรณคมน์ 2 อย่าง ยังมีที่สังเกตอีกอย่างหนึ่ง ที่ใบสีมาพระอุโบสถ บรรดาวัดซึ่งสร้างแต่ครั้งสุโขทัยจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ถ้าเป็นวัดหลวงมักทำใบเสมา 2 แผ่นปักซ้อนกัน ถ้าเป็นวัดราษฎร์ทำสีมาแต่แผ่นเดียว สันนิษฐานว่า เดิมคงปักสีมาแต่แผ่นเดียวเหมือนกันหมด ครั้นพวกพระสงฆ์ลังกาวงศ์เข้ามาตั้งรังเกียจสมณวงศ์ในประเทศสยาม จึงรังเกียจสีมาซึ่งพระสงฆ์สยามผูกไว้ ไม่ยอมทำสังฆกรรม เป็นการลำบากแก่พวกที่เคยอุปสมบทบุตรหลานในวัดสำหรับตระกูล หรือซึ่งเคยให้อยู่วัดใกล้บ้านเรือนอุปการะกันง่ายมาแต่ก่อน คงอาศัยเหตุเหล่านี่เป็นต้น พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงอาราธนาพระสงฆ์ลังกาวงศ์ให้ผูกสีมาบรรดาวัดหลวงซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ทำสังฆกรรมได้ทั้งพระสงฆ์นิกายเดิมและนิกายลังกาวงศ์ วัดใดที่ได้ผูกสีมาซ้ำแล้ว จึงให้ปักใบสีมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใบเป็นสำคัญ โบสถ์ที่มีใบสีมา 2 ใบจึงเป็นวัดหลวงเป็นพื้น ตั้งแต่ลัทธิลังกาวงศ์มารุ่งเรืองในประเทศสยาม ไทยก็รับแบบแผนของลังกามาประพฤติ ในการถือพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่าการสร้างพุทธเจดีย์ก็สร้างตามคติลังกา พระธรรมก็ทิ้งภาษาสันสกฤตกลับสาธยายเป็นภาษามคธ เป็นเหาตุให้การศึกษาภาษามคธเจริญรุ่งเรืองในสยามแต่นั้นมา ข้อนี้พึงเห็นได้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ในบางแผนกปรากฏนามคัมภีร์พระไตรปิฎกและนามพระเถระกับทั้งราชบัณฑิตที่ได้ทรงปรึกษาสอบสวนเป็นส่วนมาก ส่วนพระสงฆ์นั้นตั้งแต่รวมเป็นนิกายอันเดียวกันแล้ว ก็กำหนดต่างกันแต่โดยสมาทานธุระเป็น 2 พวกตามแบบอย่างในลังกา

แต่การที่ไทยรับถือลัทธิลังกาวงศ์ครั้งนั้น ไม่ได้ทิ้งขนบธรรมเนียมแม้เป็นฝ่ายศาสนาอื่น ซึ่งได้เคยประพฤติมาแต่ก่อนทั้งหมด ด้วยนิสัยเลือกใช้แต่ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ดังกล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นประเพณีการบ้านเมืองซึ่งเคยถือคติตามทางศาสนาพราหมณ์ อันมิได้ขัดแก่พระพุทธศาสนาก็คงถือต่อ แม้ภาษาสันสกฤตก็ยังศึกษาและใช้ปะปนในภาษาไทยมิได้เลิกถอนไปทีเดียว มีการบางอย่างซึ่งไทยรับลัทธิลังกามาแก้ไขให้เหมาะแก่ความนิยมในภูมิประเทศ เช่นตัวอักษรเขียนพระไตรปิฎกคงใช้ตัวอักษรขอม เป็นต้น พระพุทธศาสนาที่ถือกันในประเทศสยาม ควรนับว่าเกิดเป็นลัทธิสยามวงศ์ตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีสืบมา จนเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เมืองลังกาเกิดจลาจล หมดสิ้นสมณวงศ์ ได้มาขอคณะสงฆ์ไทยมีพระอุบาลีเป็นประธานออกไปให้อุปสมบท กลับมาตั้งสมณวงศ์ขึ้นในลังกาทวีป ยังเรียกว่านิกายสยามวงศ์หรืออุบาลีวงศ์อยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กฏหมายไทย กับ กฏหมายทางตะวันตก ไม่สอดคล้องกัน ทางด้านวัฒนธรรม เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 01:41:41 PM
  เรื่องนี้เคยถามชาวต่างชาติ ที่มาเจอกันที่วัด เขาแสดงความเห็นว่า เฉยๆ กับเรื่อง พระที่เสพเมถุน เพราะเขาไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เขาสนใจเรื่องการทำจิตวิญญาณ ( เขาใช้คำว่า spiritual pury action ไม่ได้ใช้คำว่า Concertration for wisdom ) มากกว่า เพราะฝรั่งมีความเชื่อว่า ไม่มีใครจะสามารถ พ้นจากเรื่องนี้ไปได้ การเสพกามสืบพันธ์ เป็นเรื่อง ธรรมดา ( normal of life ) ใช้คำเขาเลย

   อีกอย่าง พวกชาวตะวันตกไม่สนใจเรื่อง วินัยสงฆ์ เขาสนใจแต่เรื่อง ธรรมะมากกว่า

   ในความรู้สึก เขามอง พระไทยเถรวาท กับ พระธิเบต มหายาน ไม่ต่างกัน เหมือนกัน แค่ต่างกันที่ชุด และวัฒนธรรมของประเทศเท่านั้น ดังนั้นสงฆ์ ในแนวของตะวันตกเขานิยม แบบ มหายาน มากกว่า เพราะ มหายาน ไม่ได้ความสำคัญ กับ ภิกษุ นัก เพราะมองเสมอกันในระดับเดียวกัน คือ ภิกษุ ไหว้ อุบาสก แสดง สักการะ ต่อ อุบาสก อุบาสิกา ได้ เพราะ ฐานะ เสมอกัน ซึ่งในระบบเถรวาท นั้น เรื่องการเคารพ ให้ความสำคัญ กับ เรื่อง ภันเต อาวุโส และ ภิกษุ ไม่พึงทำการสักการะ แก่ อุบาสก อุบาสิกา ไม่พึงอภิวาท อุบาสก อุบาสิกา

    จะเห็นว่า แนวคิด ชาวตะวันตก ไม่ใช่ แบบแนว เถรวาท อาจจะเป็นเพราะว่า ความไม่เข้าใจ หรือ การเทียบ กับ ศาสนาของเขาเองด้วย คือ นักบวชของ ศาสนาเขา ก็เดิน กิน พูด บางครั้ง ก็มีเรื่องทำผิดแบบนี้ แต่ ให้อภัยได้ ไม่ใช่ถูกประนาม อย่างเมืองไทย ของเรา ดังนั้น พระที่ทำผิดแบบนี้ ถ้าอยู่เมืองไทย โดยด่าประนาม ทุกวันแหละจนตาย ถ้าไปอยู่ต่างประเทศซะ ไม่กี่ปี คนไทยก็ลืม แล้วก็ให้อภัย ค่อยกลับมาอีกครั้ง

     ทำไม เวลาเกิดเรื่อง จึงต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ ก็เพราะเหตุนั้นแหละ

     ;) 
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เป็นเรื่องที่แปลกใจเป็นอย่างมาก ว่าพระเหล่านี้ ผ่านแดนมาได้อย่างไร เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 01:21:12 PM
เป็นเรื่องที่แปลกใจเป็นอย่างมาก ว่าพระเหล่านี้ ผ่านแดนมาได้อย่างไร
  ตัวอาตมาเป็นพระ เคยไปจุดชายแดนเพื่อข้ามฝั่งจะไปเที่ยว พม่า เขมร ลาว หลายครั้งไปแล้ว ไม่สามารถผ่านด่านได้ โดยไม่มีหนังสือ ไม่ว่ากรณีใดก็ต้องมีหนังสือ ข้ามแดน ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่เดินไปถึงแล้วบอกว่า อาตมาขอไปเที่ยวฝั่งนั้นหน่อยนะ แล้วเขาจะให้ผ่าน มีแต่เขาไล่กลับเลย

  และถึงแม้จะเป็นพระมาจากประเทศไหนก็ตาม ระเบียบวินัยสงฆ์ ว่าด้วยเรื่องการบิณฑบาตร สำหรับเถรวาทแล้ว ก็มีเวลาบิณฑบาตร และไม่สามารถไปเอ่ยปากเรียกร้องเป็นเงิน เป็นทอง ซึ่งมันผิดวินัยอยู่แล้ว บอกว่าไม่ทำผิด ก็คือผิดอยู่ดี แต่โทษแบบนี้ นำมาซึ่งความกระทบกระเทือนทางด้านศรัทธา ให้เกิดเชิงลบ กับพุทธศาสนิกชนชาวไทย ไม่ใช่เพียงผลักดัน มันต้องไม่ให้ข้ามมาเลยแบบนี้

    ลำพังแค่พระปลอมไทย ก็เดือดร้อนแล้ว นี่ยังมีพระต่างประเทศปลอมอีก เมืองไทย เป็นอย่างไรกันนี่

    ที่สงสัยในตอนนี้คือเรื่องการผ่านด่าน ทำได้อย่างไร โดยที่ผ่านมาไม่มีหนังสือ อะไรเลยในการขออนุญาต ตรงนี้สงสัยมาก เพราะว่าเราเองเป็นพระเวลาไปข้ามแดน ก็ต้องกลับทุกครั้ง ด้วยระเบียบการข้ามแดนมีมากถึงกับทำหนังสือได้ลำบาก เช่นไปมุกดาหาร ก็ต้องไปหาเจ้าคณะจังหวัด ให้เซ็นต์หนังสือรับรองก่อน เพราะด่านเขามีระเบียบอย่างนั้น ไม่ใช่มาจากจังหวัดอื่น ๆ แล้วจะไปทำหนังสือเลยไม่ได้ ด่านเขาจะให้กลับไปเอาหนังสือรับรองจากเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารก่อน แล้วจึงกลับมาทำใบผ่านชั่วคราวซึ่งก็ต้องมีการถ่ายรูป ทำบัตรเซ้นต์รับรองสำเนาใบสุทธิ อีกหลายอย่างกว่าจะผ่านได้ วันนั้นทำเรื่องที่ด่านก็ผ่านไป 4 ชม. ทั้งถ่ายรูปด่วน ทั้่งไปเอาลายเซ็นต์ขออนุญาตเจ้าคณะจังหวัดอีก นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เลย นี่แค่ยกตัวอย่าง นอกจากเสียจากมีสมุดพาสปอร์ต แต่สมุดพาสปอร์ต ตอนขอก็ยากกว่า เพราะต้องผ่านลายเซ็นต์ หลายระดับ คือ เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และ คณะกรรมการ สตพ  ถึงจะไปทำใบพาสปอร์ตได้ จะเห็นว่ายุ่งยากมาก ที่สุด เพราะเจ้าคณะแต่ละองค์ แต่ละรูปไม่ได้เหมือนหน่วยงานราชการ นะ ที่อยู่ที่ทำการเดียวกัน แต่ เจ้าคณะอยู่กันคนละวัด บางทีก็อยู่ซะไกลกันมาก เช่น วัดอาตมานี้ จะไปเจ้าคณะตำบล ก็ต้อง 5 กม. กลับมาหาเจ้าคณะอำเภออีก 6 กม. ไปหาเจ้าคณะจังหวัด อีก 40 กม. ( แถมโดนกั๊กใบขออีก มีเงื่อนไข เยอะแยะห่วยแตก ที่สุด ของสระบุรี ) ไปหาเจ้าคณะภาค 130 กม. ไป สตพ. อีก 20 กม. กลับมาที่ทำใบพาสสปอร์ต อีก 35 กม. พูดภาษาชาวบ้าน โครตจะออกยาก มาก พระที่ได้ ก็อนุโมทนา โดยเฉพาะ สตพ. แค่ใบอะไรบกพร่องนิดก็กระดอนกลับมาแล้ว เช่น สำเนาใบสุทธิ สังกัดไม่ตรงกัน ไม่มีใบกิจนิมินต์ต่างประเทศ หรือ ใบแจ้งไปเรียนต่อ อะไรก็ตาม ลงว่าไปเที่ยวเฉย ๆ นี่ ไม่มีทางผ่านเลย นะ

    ดังนั้น จึงแปลกใจเป็นอย่างมาก ว่า พระเขมร ผ่านเข้ามาได้อย่าง ในเมื่อพระอย่างฉันยังไม่สามารถ ผ่านได้ ประเทศเขาได้ ประเทศไทย น่าจะใหญ่กว่า ระเบียบมากกว่า ทำไม พระเหล่านี้จึงผ่านมาได้โดยไม่มีการตรวจสอบอะไร เลย

     :smiley_confused1: :smiley_confused1: :smiley_confused1:
27  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / Re: แนะนำสมาชิก "ทินกร ทัศนะภาค" เว็บมาสเตอร์ madhcima.org เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 08:15:26 PM


หาอยู่รูปนี้

 สำหรับคนที่นั่งแนวหน้า คือ อุบาสิกก ภรรยา ของ อุบาสก ทินกร
 คนที่นั่งด้านซ้ายภาพ คือ อุบาสก ทินกร
 คนที่นั่งด้านขวาภาพ คือ อุบาสก ธวัชชัย

  เธอเปลี่ยนเบอร์มือถือ สองครั้ง เบอร์ใหม่ไม่มี ก็เลยไม่ได้ติดต่อกัน
 ช่วงหลังเห็นว่า รับงานติดตั้งดาวเทียม แต่ไม่รู้เป็นอย่างไรต่อไป นะ....

  ;)
28  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / Re: สมาชิกแนะนำ วันนี้ "นงเยาว์ แกล้วกล้า" แนะนำวันที่ 13 พ.ย. 57 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 09:06:37 AM

ถาดที่สวยที่สุดในตอนเริ่มรับกรรมฐาน


สำหรับ อุบาสิกา นงเยาว์ ตอนที่มาขึ้นกรรมฐาน นั้น เธอนำถาด กรรมฐานที่ทำขึ้นเองมาถวายด้วย โดยการใช้ สามี เป็นผู้ทำถาดมาให้ปัจจุบันถาดอันนี้อนุรักษ์ไว้อยู่ สมัยขึ้นกรรมฐานตอนนั้นไม่ได้เน้นรูปแบบถาดแบบที่วัดพลับ เพราะไม่อยากให้ลูกศิษย์ไปยุ่งยากในเรื่องการจัดหาถาดมา ให้ใช้ถาดกลม ๆ แต่แต่งของให้ครบเท่านั้น เพราะอย่างไร ทุกคนต้องถูกไล่ให้ไปขึ้นกรรมฐาน ที่วัดพลับอีกครั้งหนึ่ง เป็นกฏ...

  สำหรับลำดับการขึ้นกรรมฐาน ก่อน หลัง นั้นไม่ได้เป็นเครื่องวัด ว่า ใครเก่ง กว่าใคร เพราะการภาวนาตามกรรมฐานนั้นความสำเร็จอยู่ที่่ความเข้าใจ + ความขยัน นะ

  สำหรับอุบาสิกา นงเยาว์ ในช่วงที่มาเรียนกรรมฐาน ใหม่ ๆ นั้น เธอไม่สามารถนั่งพื้นได้นาน ในช่วงแรก และประกอบกับสุขภาพ บางอย่างไม่ดี แต่ปัจจุบันก็สามารถนั่งพื้น ได้นานพอสมควร ระดับ ชั่วโมง นะถ้าเธอนั่งจริง นับว่ากรรมฐาน ก้าวหน้า แต่เจ้าตัวอาจจะมีความรู้สึกว่า ไม่ก้าวหน้า อันที่จริงมันก้าวหน้า ไม่ได้ถอยหลัง

  เล่าไว้เป็นเรื่อง เล็ก ๆ
29  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / Re: สมาชิกแนะนำ วันนี้ "นาฏนพิทย์ เพชรชาลี" แนะนำวันที่ 13 พ.ย. 57 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 08:41:54 AM
ศิษย์อุบาสิกา ที่ขึ้นกรรมฐาน 4 คนชุดแรก มีดังนี้
   1.อุบาสิกากมลพรรณ
   2.อุบาสิกานาฏนพิทย์
   3.อุบาสิกานงเยาว์
   4.อุบาสิกาสุภาพ มหาแก้ว
  ชุดนี้ได้ไปเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์พร้อมกัน อนุโมทนา กุศล ด้วยกับอุบาสิกาทั้ง 4


  สำหรับกลุ่มอุบาสิกา กลุ่มนี้ถ้านับลำดับที่ขึ้นกรรมฐาน ตรง กับพระอาจารย์แล้ว ก็อยู่ลำดับที่ 4 - 7 เพราะลำดับที่ 1 - 3 คือกลุ่มพระที่ได้ขึ้นกรรมฐาน ก่อนเป็นชุดแรก แต่ กลุ่มพระนี่ขึ้นกรรมฐานก่อน กลุ่มอุบาสิกา ถึง 8 เดือนนะ จากนั้นมาก็รับขึ้นกรรมฐานที่วัด ได้จำนวน 3000 กว่าคน ในเวลา 1 ปี อ่านดูแล้ว ก็มากจริง ที่บันทึกประวัติไว้ก็มีจำนวน และรายชื่อบางท่าน เพราะช่วงนั้น ชุดหลังๆ ไม่ได้ถามชื่อกันไว้ นี่ถ้ายังอยู่วัดอยู่ก็น่าจะเกินหลัก 4000 แน่ ๆ

   มีพระสงฆ์ ที่ขึ้นกรรมฐาน ตรง ๆ ด้วยกันประมาณที่จดไว้ 65 รูป อันนี้มาขึ้นกรรมฐานที่ศาลา เลยนะ ก็ช่วงนั้นมีปริวาสกรรมของวัด พระที่มาเข้าปริวาส รวมทั้งอาจารย์กรรม ที่มาขึ้นกรรมฐาน ก็ครั้งแรกแอบ ๆ ขึ้นมาที่ศาลาขอเรียนกรรมฐาน ก็รับไว้ให้หนังสือไป และสั่งให้ไปขึ้นกรรมฐานที่วัดพลับด้วย

   ส่วนใหญ่ พระบวชใหม่ที่วัด ถ้าบวชก็จะมาเรียนกรรมฐานด้วยกันเลย ปีนั้นก็รับไว้ทั้งหมด และพาท่านไปขึ้นกรรมฐานที่วัดพลับกันทุกรูป เป็นพระใหม่ที่บวชแล้วลาสิกขาไป 32 รูป เป็นพระเก่ามีพรรษาสูง รวมทั้งครูอาจารย์บางรูป ( ก็ขอปิดชื่อไว้ ) 33 รูป

   และรับสามเณรภาคฤดูร้อน รุ่น ปี 2551 เรียนกรรมฐาน อีก 42 รูป

   ที่ดู ๆ แล้วปฏิบัติ มีการแจ้งกรรมฐาน ผ่าน มีไม่กี่รูป
   
   เล่าเพิ่มเติม ไว้ เผื่อว่าลืมอีก จะได้ไม่ต้องค้นสมุดบันทึกอีกรอบ

  เจริญธรรม/เจริญพร
30  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / Re: สมาชิกแนะนำ วันนี้ "นงเยาว์ แกล้วกล้า" แนะนำวันที่ 13 พ.ย. 57 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 08:41:39 AM
ศิษย์อุบาสิกา ที่ขึ้นกรรมฐาน 4 คนชุดแรก มีดังนี้
   1.อุบาสิกากมลพรรณ
   2.อุบาสิกานาฏนพิทย์
   3.อุบาสิกานงเยาว์
   4.อุบาสิกาสุภาพ  มหาแก้ว
  ชุดนี้ได้ไปเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์พร้อมกัน อนุโมทนา กุศล ด้วยกับอุบาสิกาทั้ง 4

  เจริญธรรม/เจริญพร
31  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: ธรรมะที่ละเอียด จะเข้าใจได้ ก็ต้องภาวนาด้วย ไม่ใช่ใช้จิตที่หยาบ ไปทำความเข้าใจ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 05:10:39 AM
http://youtu.be/xQ_IQS3VKjA

https://www.youtube.com/watch?v=xQ_IQS3VKjA
ชมวีดีโอ ของนักปั่นจักรยาน เพื่อพิชิตยอดเขาสูง ที่ลิงก์


ความสำเร็จ มาจากความตั้งใจ การที่จะไปสู่จุดหมายสูงสุด นั้นไม่สามารถพาใครไปได้นอกจากตัวเราต้องทำเองสร้างเอง จากวีดีโอ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของคนที่จะทำอะไรให้ไปสู่จุดฝันที่ไม่เหมือนใครแล้ว คงต้องดูวีดีโอนี้เป็นตัวอย่าง ของนักปั่นจักรยานที่ต้องการปั่นจักรยานพิชิตยอดเขาสูง ด้วยความสามารถที่ต้องรวบรวมเทคนิคที่มี และต้องแลกด้วยความเสี่่ยงของชีวิตหากพลาดพลั้งนั่นหมายถึง ชีิิวิตทันที


    ให้มองเรื่องนี้เป็นธรรมในด้านการภาวนา ท่านที่จะไปสู่ ฝากฝั่งแห่งพระนิพพานด้วยการภาวนาอย่างธรรมดาย่อมเป็นไม่ได้ การภาวนาในการตั้งความปรารถนาที่จะไม่กลับมาเกิดนั้นหมายถึงท่านต้องลงสนาม และฝึกฝนการภาวนา จริง ๆ จังไม่ใช่ ทำการภาวนาแบบเช้าชามเย็นชาม อย่างนี้ไปไม่ได้ เดินจงกรมเพียง 10 นาทีต่อวัน โอกาศเพียง 0.01 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าเดิน 10 ชม. โอกาส 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นความขยันจึงเป็นเรื่องปกติ ของนักภาวนา และที่สำคัญเมื่อเป็นนักภาวนา อย่ามัวติดเรื่องหยุมหยิม บางคนติดต้องสวดมนต์ก่อน ต้องนั่งสวย ๆ ต้องยืนงาม ต้องเดินอย่างสง่า ต้องนอนอย่างราชสีห์ เรื่องเหล่านี้ ส่วนตัวมองเป็นเรื่องหยุมหยิม ผู้ภาวนาควรเพิ่มพูน กรรมฐาน สองอิริยาบถให้มากคือ การนั่ง กับการเดิน สลับกันไป ถ้าภาวนาจริง ก็ได้ผลจริง ถ้าเกียจคร้านก็มักจะได้ยิ้นเสียงบ่นมากกว่า

    เจริญธรรม / เจริญพร


   
32  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: ธรรมะที่ละเอียด จะเข้าใจได้ ก็ต้องภาวนาด้วย ไม่ใช่ใช้จิตที่หยาบ ไปทำความเข้าใจ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 04:36:17 AM
คนไต่เขา เมื่อเริ่มต้น ก็จะเดินทางราบกันก่อน ช่วงนี้คนเดินกันเยอะมาก ไม่มีใครบ่นเพราะความง่ายของการเดินทางราบมันยังพอรับได้ เปรียบเสมือนกับผู้ที่เริ่มมาภาวนาพระธรรมกรรมฐาน กันใหม่ ๆ จะเห็นว่า ช่วงแรกนี้จะมีเพื่อนภาวนาร่วมทางกันมากเลย ดังนั้นห้องพระพุทธคุณ พระธรรมปีติ มีเพื่อนมากๆ จริงในการภาวนา แต่เเมื่อภาวนาไปนาน ๆ เข้าเพื่อนก็หายกันไป เพราะเหตุต่าง ๆ



การเดินไต่เขาในระดับที่สอง คือการเดินขึ้นเนิน การขึ้นเนินไม่มีความหวาดเสียว แต่ต้องมีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะถ้าไม่แข็งแรง มันก็เหนื่อยมาก ใครที่ไม่เคยฝึกหายใจมาก่อน พอไปเดินในที่มีอากาศน้อย ๆ ก็จะเหนื่อยเร็วมาก ทำให้ร่างกายล้า ฉันใดก็ฉันนั้น การปฏิบัติธรรมภาวนาเมื่อปฏิบัติสูงขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะเหนื่อยน้อยลง ต้องพากเพียรมากขึ้น เพราะธรรมขั้นสูง ไม่ใช่การให้ทาน แต่หมายถึงการรักษาศีล การทำสมาธิ การสร้างปัญญา ดังนั้นผู้ที่ขาดการฝึกฝนมาในด้านการภาวนา พอให้มาเดินจงกรมสักสองสามชั่วโมง ก็บ่นว่าเหนื่อย ขี้เกียจแล้ว ยากนอน ให้ไปนั่งกรรมฐาน สองสามชั่วโมง ไม่เคยฝึกมาก่อน ก็บอกล้าปวดเมื่อยปวดเข่า ปวดขา นั่นแหละหมายถึงระดับการภาวนา ที่ฝึกฝนกันมาไม่เท่ากัน พระอาจารย์ช่วงหลัง ๆ นี่หนักใจ ใหม่ ๆ ลูกศิษย์มานั่งภาวนาพร้อมกัน ดูเหมือนครึกครื้น เพราะคนมาก แต่มาช่วงหลังนี้ ระดับการภาวนาของแต่ละคน มีสูง มีต่ำ ไม่เท่ากันแต่ทุกคนก็พยายามที่จะคิดว่า อยากภาวนาพร้อมกัน มันช่างเป็นเรื่องยาก เพราะหากเราถ่ายทอดธรรมที่มีความลึกซึ้ง ก็ย่อมทำให้คนที่ทำไม่ได้เกิดความท้อถอย เพราะธรรมนั้นมันละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งบุคคลนั้นยังไม่พร้อมที่รับธรรม นั่นเอง



 นักไต่เขา พอมาระดับที่ สาม คือ ระดับการปีนป่าย ผ่านที่ยากลำบากที่ประกอบด้วยผา ร่อง อันทำให้เกิดความหวาดเสียว ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับที่มือโปรขึ้นไป จะมากันพวกธรรมดาไม่ขึ้นไป ไม่ทำแบบนี้แน่นอน ฉันใดก็ตาม การภาวนาธรรมระดับสูง นั่น หมายถึงการเข้าไปละกิเลส การทำวิปัสสนา ไม่ใช่ที่มือสมัครเล่นในการอ่านพูด คิดเท่านั้นที่จะไปได้แต่หมายถึงว่า เธอต้องผ่านการซักซ้อม ผ่านการภาวนามาอย่างดี มี วสี ความชำนาญ มีความเชี่ยวชาญในองค์วิปัสสนา นั่นแหละ จึงไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ ทั่วไป จะมาถึงได้ ดังนั้นยิ่งไปสูง ก็ยิ่งเหลือคนน้อย หมายความการไปพระนิพพานนั้น ไม่ใช่ หนึ่งร้อยคนจะไปพระนิพพานทั้งหมด อาจจะมีแค่เพียงคนเดียว จากร้อยคนที่จะไปพระนิพพาน นอกนั้นยังยากวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งแห่งสังสารวัฏฏ์เช่นเดิม






การไต่เขาในช่วงที่ สี่ หมายถึงการไต่เขาที่มีระยะการปีนป่าย ที่หวาดเสียว ทางชันที่อยู่สูง อันพร้อมที่จะต้องสละชีิวิตเพื่อที่จะพิชิตยอดเขาที่สูง เคยทราบมาว่านักปีนเขาพวกนี้เสียชีวิตช่วงนี้เป็นจำนวนมากเนื่องเพราะอากาศแปรปรวน พายุลมหนาว ความเย็น ความกดอากาศ แม้แต่อากาศที่จะหายใจก็ยังแทบจะไม่มี รวมถึงความหนาวเย็นที่กัดเท้ากัดมือ อยู่ในหิมะ หิมะกันมือตัว เหมือนคนถือน้ำแข็งในมือถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน มือชามือเย็นก็ยากปล่อยแต่คนที่อยู่ในหิมะ ถึงคิดจะปล่อยก็ปล่อยไม่ได้ ฉันใดก็ดี การปฏิบัติธรรม ในขั้นความเป็นพระอริยะ นั้นหลายครั้งที่บรรดาพระภิกษุที่ปรารถนาในพระนิพพาน ล้วนแล้วแต่ต้องแลกด้วยชีวิตก็มี บางคนปฏิบัติจนวินาทีสุดท้าย ดังนั้นยิ่งภาวนาธรรมสูงขึ้นในก็หมายถึง การเตรียมพร้อมที่ต้องจะสละ อย่างน้อย บ่วงมือ บ่วงคอ บ่วงเท้า โลกธรรมทั้่งแปด ต้องตัดขาดถ้ายังห่วง ยังหวง ยังหลง ยังสงสาร ก็ต้องตะเกียก ตะกาย แบกบ่าขึ้นไปเป็นภาระ ภาระที่หนักของโลกก็คือ ตัวตน นั่นเอง การสละตัวตน ก็คือการเข้าไปเห็นความทุกข์ ให้มากขึ้น เพราะการเห็นความทุกข์ที่ชัดเจนด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ก็จะทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย ต่อ การมี การเป็น การไม่มีและการไม่เป็น การจางคลายจากสิ่งที่ยั่วยุ ตามสัญชาตญาณ การหลุดพ้น จากเครื่องจองจำ ไปได้



 
33  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ธรรมะที่ละเอียด จะเข้าใจได้ ก็ต้องภาวนาด้วย ไม่ใช่ใช้จิตที่หยาบ ไปทำความเข้าใจ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 04:30:30 AM
แจกธรรมยามเช้า นี้ เนื่องด้วย ในวัน ธัมมัสวนะ ( วันพระ )



"เมื่อเรียนธรรมกันใหม่ ๆ นั้น เราก็เห็นว่ามันง่าย เข้าใจง่าย จำได้ง่าย แต่ครั้นเรียนพระธรรมมานานวันมากขึ้นการเรียนธรรม รู้สึกได้เลยว่าไม่ง่าย รู้สึกว่าเข้าใจยาก เพราะความรู้สึกที่เกิดก็เลยรู้สึกท้อ แต่ครั้นมาลำดับความคิดใหม่ และพิจารณาความเป็นจริง นั่นก็เพราะว่าเราเรียนธรรมลาดลึกลงไปเรื่อยๆ ถึงขั้นขจัดกิเลส ตั้งแต่ หยาบ กลาง และ ละเอียด ที่เรารู้สึกว่ายาก ก็เพราะมันรู้สึกมาจากปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังขาดความเข้าใจในการภาวนา อันเกิดจากการไม่ได้ภาวนา พระธรรมที่ละเอียดลุ่มลึก ไม่ได้ใช้ความคิดเพื่อจะเข้าถึง แต่เกิดจากพากเพียร ภาวนาเพื่อเข้าถึง ธรรมย่อมเข้าถึงตามระดับ ลาดลุ่มลึกไปเรื่อย ตั้งแต่เบา กลาง และหนัก ในขั้นพระอริยะก็เช่นกัน ก็ต้องไล่กัน ตั้งแต่ ปุถุชน โคตรภู พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ก็เป็นไปตามลำดับ ธรรมที่เกิดก็มีสภาะแตกต่างกันไปตามระดับ หาได้เป็นอย่างเดียวกัน การละจากสังโยชน์ ย่อมมาจากการภาวนา ดังนั้นเวลาที่เราขาดความเข้าใจก็เป็นเพราะว่าเรามัวแต่เรียนท่องจำ ไม่ได้นำมาภาวนาจึงขาดความเข้าใจ สมัยก่อนอ่านพระอภิธรรมไม่เข้าใจก็เป็นเพราะว่าเรายังการภาวนา แต่ครั้นมาช่วงหลังๆ นี่ สามารถอ่านได้ แม้ธรรมะจะมีข้อความซับซ้อนแต่เมื่อเทียบการภาวนาลงไป ช่างน่าอัศจรรย์ ที่เราสามารถเข้าใจได้ โดยไม่ต้องมีผู้รู้ท่านใดมาสอนหรือแนะนำ เพียงหยิบขึ้นมาอ่าน ตอนนี้เลยอ่านพระอภิธรรมพระไตรปิฏก ตรง ๆ เลยอ่านแล้ว รู้สึกสนุก เหมือนได้ถูกเปิดตาให้เห็น เมื่อก่อน หยิบขึ้นมาอ่านแล้วก็ต้องวาง บอกตรง ๆ ว่าเล่มที่ชอบ ก็คือ ธาตุสังคหะ อันนี้ชอบมาก เมื่อก่อนอ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้หลังจากการภาวนาเรื่องธาตุมาตรง ๆ อ่านแเล้วเข้าใจมากขึ้น ถึงบางอ้อ ๆๆๆๆ ร้องในใจ อ้อ อย่างนี้นี่เอง ก็หลายครั้ง ......"

ข้อความบางส่วนจาก หนังสือเพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนา ของ ธัมมะวังโส ภิกขุ


34  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / สมาชิกแนะนำ วันนี้ "ปราโมทย์ อินทรจันทร์" 13 พ.ย.57 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:03:35 PM


https://www.facebook.com/profile.php?id=100008399558022

สำหรับ อุบาสก ท่านนี้ ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นกรรมฐาน กับพระอาจารย์ ในขั้นแนวหน้า คือ มาขึ้นกรรมฐาน ก็หลักร้อยไปแล้ว แต่ ก็มีเหตุให้ต้องทำอะไรกันเป็นพิเศษ ถึงสามครั้งด้วยกัน อาจจะเป็นเพราะด้วยคำอธิษฐานไว้ส่วนหนึ่ง นับว่าเป็นศิษย์ที่มีความเคารพ กันอย่างดี

     ในคราหนึ่ง นายปราโมทย์ แอบมาหาพระอาจารย์ ในเวลาบ่ายเขานั่งรถรอบเมืองมาคนเดียว วันนั้นออกจากสมาธิพอดี ก็เลยไปนั่งดักอยู่ที่ใต้ต้นพิกุลหน้าวิหารหลวงพ่อแผ้ว ก็บอกเธอว่า มานั่งรอยู่แล้ว .... นี่ก็เป็นครั้งหนึ่ง

     สำหรับ อุบาสก ท่านนี้จัดว่าเป็นสหายธรรม ในหมู่ของคุณธรรมธวัช ที่ยังเหนียวแน่ ด้วยศรัทธาในพระกรรมฐาน สายวัดพลับ หรือ เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคารพในครูกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ อย่างดี

      กาลเวลาล่วงเลยไป ศรัทธาก็ยังตั้งมั่น ถึงแม้ จะมีอุปสรรค จากอาชีพอยู่บ้าง ด้วยฐานะ แต่ก็จัดได้ว่าเป็นสมาชิกธรรมอีกผู้หนึ่ง ที่พอจะสนทนาพระกรรมฐาน สายวัดพลับอีกผู้หนึ่ง

      จึงแนะนำไว้

      เจริญธรรม / เจริญพร
35  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / สมาชิกแนะนำ วันนี้ "พิชชา จันทะหาร" แนะนำวันที่ 13 พ.ย. 57 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 09:55:38 PM


https://www.facebook.com/rose.pitcha



สำหรับสมาชิก แนะนำวันนี้ เป็นอุบาสิกา อีกท่านหนึ่ง ที่นับว่าเป็นอุบาสิกา ที่มีประสบการณ์ทางธรรมกับหลวงปู่ อีกผู้หนึ่ง เธอได้ขึ้นกรรมฐานที่ วัดพลับ กับ หลวงพ่อพระครูสิทธิสังวร ด้วยกัลยาณมิตร อย่างคุณณฐพลสรรค์ เป็นผู้นำไป บารมีธรรม ที่ได้ภาวนามากันสองสามปี มานี้ ทำให้สุขภาพของเธอดีขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อก่อน

   นับว่าเป็นอุบาสิกา อีกผู้หนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุน พระอาจารย์ ในด้านการเผยแผ่พระกรรมฐาน หลายอย่าง ถึงแม้บางอย่างได้ประกาศไป บ้าง บางอย่างก็ไม่ได้ประกาศ

    ความเคารพศรัทธา ที่มีตรงต่อการภาวนา ความทุกข์ที่เธอได้เห็น ต้องมีสักวันที่จะได้ถึงฝั่งแห่ง พระนิพพานถ้าเธอมุ่งมั่นในคุณงามความดี ทางกรรมฐาน อย่างมั่นคง

    ในบรรดาคนที่นิมนต์ พระอาจารย์ไปฉันเช้า ฉันเพล ในงานวันเกิดนี้ มีไม่น้อยใน 7 ปีนี้ แต่ไม่เคยรับนิมนต์ไปเลย มีเธอนี่แหละ ที่พระอาจารย์รับนิมนต์และก็นับว่า ได้กัลยาณมิตร อย่างคุณณฐพลสรรค์ ช่วยแบกพาไป ด้วยจึงทำให้เธอมีโอกาส และพระอาจารย์ก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเธอ

     ดังนั้นนับว่า เป็นกัลยาณมิตร ที่ชื่นชมในกุศล มิได้ขาด อีกท่านหนึ่ง จึงขอแนะนำไว้

     เจริญธรรม / เจริญพร


 
36  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / สมาชิกแนะนำ วันนี้ "นงเยาว์ แกล้วกล้า" แนะนำวันที่ 13 พ.ย. 57 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 09:44:11 PM

https://www.facebook.com/profile.php?id=100005218658240



https://www.facebook.com/profile.php?id=100002935604998


สำหรับ สมาชิกธรรม ที่จะแนะนำวันนี้ อีกคน ก็คือ อุบาสิกา ที่กล่าวได้ว่า เป็นศิษย์อุบาสิการุ่นแรก ในครั้งที่ พระอาจารย์ รับขึ้นกรรมฐาน กลุ่มอุบาสิกา มี 4 ( เดิมทีคิดว่า 6 เปิดดูบันทึกแล้วมีแค่ 4 คน ) คนด้วยกันที่มาขอขึ้นกรรมฐาน เป็นกลุ่มแรก หนึ่งในนั้น ก็คือ คุณนงเยาว์ แกล้วกล้า

    ซึ่งนับว่าเป็น อุบาสิกา ที่ช่วยสนับสนุน และเป็นกัลยาณมิตร ทั้งทางตรงและทาง อ้อมให้กับเว็บ และ สนง.พระกรรมฐาน เช่นกัน

    ถึงอาตมา ไม่ได้กล่าว กิตติคุณประกาศ ไว้หลายอย่าง แต่ก็นับว่า เป็น อุบาสิกา ที่ช่วยเหลือส่งเสริมทีมงานมัชฌิมา อีกท่านหนึ่ง

    กรรมฐาน ของ เธอก็จัดได้ว่า ก้าวหน้า ขึ้นในระดับที่พระอาจารย์ คลายกังวลลงได้เยอะ เพราะเนื่องด้วยเป็นอุบาสิกา ที่ครูท่านฝากสอนด้วย เกรงว่าจะสอนไม่ได้ดีเท่ากับครู (อันที่จริงก็ไม่เท่ากับครูสอนไว้ ) ก็คงต้องใช้เวลาอีก สักระยะ จนกว่า วิบากบางอย่าง บางประการ จะสิ้นสุดลงไป 

    การรับธรรม จัดได้ว่า อยู่ในขั้น ที่ พอใจ สำหรับครูอย่างอาตมา ซึ่งคิดว่า หลังจากวันหนึ่ง ที่ไม่มีเรา และเราจากไปแล้ว อุบาสิกาท่านนี้ ก็จักถึงฝั่งที่ตนปรารถนา ได้ตามที่ครูท่านบอกไว้

    แต่อย่างไรก็ตาม กรรม และ วิบาก ยังมีผลอยู่

    ก็ขออนุโมทนา กับ เธอด้วย

37  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / สมาชิกแนะนำ วันนี้ "นาฏนพิทย์ เพชรชาลี" แนะนำวันที่ 13 พ.ย. 57 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 09:34:27 PM

รูปประจำตัวใน เฟคบุ๊ค
https://www.facebook.com/profile.php?id=100004481880330



  ด้านซ้ายของพระ นะ


สำหรับ สมาชิกธรรม ที่จะแนะนำวันนี้ อีกคน ก็คือ อุบาสิกา ที่กล่าวได้ว่า เป็นศิษย์อุบาสิการุ่นแรก ในครั้งที่ พระอาจารย์ รับขึ้นกรรมฐาน กลุ่มอุบาสิกา มี 4 ( เดิมทีคิดว่า 6 เปิดดูบันทึกแล้วมีแค่ 4 คน ) คนด้วยกันที่มาขอขั้นกรรมฐาน เป็นกลุ่มแรก หนึ่งในนั้น ก็คือ คุณนาฏนพิทย์ เพชรชาลี

    ซึ่งนับว่าเป็น อุบาสิกา ที่ช่วยเหลืองานเผยแผ่ ทั้งทางตรงและทาง อ้อมให้กับเว็บ และ สนง.พระกรรมฐาน เป็นอย่างมาก

    ถึงอาตมา ไม่ได้กล่าว กิตติคุณประกาศ ไว้หลายอย่าง แต่ก็นับว่า เป็น อุบาสิกา ที่ช่วยเหลือส่งเสริมทีมงานมัชฌิมา อีกท่านหนึ่ง 

    การรับธรรม จัดได้ว่า อยู่ในขั้น ที่ พอใจ สำหรับครูอย่างอาตมา ซึ่งคิดว่า หลังจากวันหนึ่ง ที่ไม่มีเรา และเราจากไปแล้ว อุบาสิกาท่านนี้ ก็จักถึงฝั่งที่ตนปรารถนา ได้ตามที่ครูท่านบอกไว้

    แต่อย่างไรก็ตาม กรรม และ วิบาก ยังมีผลอยู่

    ก็ขออนุโมทนา กับ เธอด้วย


   
38  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ทะเลแห่งตัณหา เป็นทะเล แห่ง ภพ ผู้ละจากภพ จึงต้องข้าม ทะเลนี้ เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2014, 02:16:17 PM


"ทะเลที่ข้ามได้ยาก ก็คือ ทะเลตัณหา ตัณหาเป็นเครื่องนำสรรพสัตว์ สู่การบังเกิด ในภพต่าง ๆ ผู้ที่ทำความเพียร จึงพึงทำความสังวร ต่อ ตัณหา ด้วยการเรียนรู้ตัณหา บรรเทา และ ละจากตัณหา เพราะตัณหาอันสัตว์ทั้งหลาย ถูกนำด้วยทิฏฐิที่ผิด คือเห็นว่า มี ว่า เป็น ว่าไม่มีไม่เป็น พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสเตือนบรรดาสาวก อย่างสมำ่เสมอ ให้ละตัณหาและทิฏฐิอันผิด เพื่อการพอกพูนมรรค และผลอันสมควรแก่ พุทธสาวก"

ข้อความบางส่วนจาก หนังสือเพียงหยดแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนาของ ธัมมะวังโส

39  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ก้าวแรก ๆ ก้าวน้อย ๆ ที่สำคัญ ก็คือ การเรียนรู้จัก ความจริงของทุกข์ ให้ได้ เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2014, 02:09:14 PM


บางทีเราก็ค้นหาวิธีการมากมาย ในการภาวนา แต่ถ้าไม่ลืมหลักการที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้เป็นลำดับดีแล้วละก็ จะไม่มีทางเดินผิดแน่ ดังนั้น ก้าวเล็ก ๆ ก้าวน้อย ๆ เป็นก้าวแรก ก็คือ การเข้าไปหาความจริง ของ ทุกข์ ให้รู้จักสภาวะทุกข์ เป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไรและกำหนดทุกข์นั้นให้ได้ และวางเป้าหมายเพื่อจะละจากความทุกข์นั้น อันนี้เป็น ก้าวแรกที่อยากแนะนำไว้ "


ข้อความบางส่วนจาก หนังสือเพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนา ของธมฺมวํโส ภิกฺขุ

40  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / บทเพลง ขอบเขตน์ และ พ้นขอบเขตน์ ( กำลังหาผู้ใส่ทำนอง ) เมื่อ: ตุลาคม 23, 2014, 10:07:25 AM


ทุกข์ทน เวียนว่าย บุญบาป สนองมา
เกิดตาย หลายครั้ง จะสิ้นสุด ตอนไหน
รักโลภ โกรธหลง หน่วงไว้ กลับมา
รันทด คร่ำครวญ ปวดร้าว สิ้นหวัง
แสวงหา จุดหยุด ควาญหา อย่างไม่รู้
ตาบอด งมงาย ทุกข์ก็ไม่คลาย เกิดตายเช่นเดิม
ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง พูดคิด ทุกที่
มาเถิด ท่านทั้งหลาย เปิดศรัทธา เอาไว้
ยินดีความสงบ  ละความยึดถือ กายนี้ว่าเป็นเรา
มุ่งใจ เป็นพุทธะ สงบสุข และตั้งมั่น
เห็นสัจจะ แห่งธรรม ตามสิ่ง ที่ควรจะเป็น
แจ้งรู้ ละทิฏฐิ จางคลาย และหลุดพ้น
ฝึกฝน ตามแก่น สาระธรรม ที่ปรากฏ
รวมจิต ชนแดน แผ่ไป อย่างไพศาล
รอบรู้ ฌานชำนาญ ประจักษ์แจ้ง ในใจตน
ปล่อยวาง เห็นเกิดดับ แจ้งชัด เป็นหมื่นหน
ก้าวล่วง ปุถุชน สำเร็จธรรม พ้นมายา
สงัดสุข ไม่วุ่นวาย ราบรื่นแท้ ไม่ขัดข้อง
ปฐมมรรค พลันปรากฏ ละได้ครบ องค์ทั้งสาม
ดวงจิต กำราบมาร ก้าวข้ามขีด พ้นอบาย
ทุติยะมรรค ส่งต่อเกิด พุทธะกาย มหาศาล
มุ่งตรง พ้นเขตมาร เข้าเขตฐาน บรมมุนี
ตติยะมรรค สิบสองรอบ บรรลุแจ้ง พ้นขอบเขต
ข้ามโอฆะ โลกที่ลวง  ไม่จมอยู่ ในตัณหา
ถึงธรรมขาว พรั่งพร้อม สุทธิธรรม พุทธปัญญา
จตุถะมรรค ไม่เกิดอีก พ้นขอบเขตน์ อันธกาล
ปฏิญาณ ตนไม่กลับ ไม่เกิด อีกต่อไป
ถึงสิ้นสุด อมตะ พรมหจรรย์ ที่เหนือโลก
พ้นเขตน์ แดนกั้น ไม่เกิดอีก อนันตา



อันนี้เป็นบทเพลง นะ ไม่ใช่คำกลอน ลองใส่ทำนองดูบ้างแล้ว แต่รอท่านที่ใส่ทำนองเก่ง ๆ มาใส่หน่อย บทเพลงนี้ให้ร้องอย่างเรียบง่าย ทำนองช้า เป็นบทเพลง ที่กล่าว วัฏฏะ ต้นทาง และ การออก จากวัฏฏะ ปลายทาง แต่ตรงกลางทาง คือ ปัญหาใหญ่ ที่หลายคนกำลังพยายามกันอยู่

     TRY FOR TRY Bypass wattasongsan

หน้า: [1] 2 3 ... 24