ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - arlogo
หน้า: [1] 2 3 ... 26
1  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: บุญไม่ช่วย (เสียงเทศน์) พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ เมื่อ: เมษายน 27, 2016, 09:28:36 PM
 st11 st12 st12
2  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: เดินเที่ยวรอบ "องค์พระปฐมเจดีย์" สักการะ ขอพร "พระร่วงโรจนฤทธิ์” อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: เมษายน 23, 2016, 08:25:31 AM
 st11 st12 st12
3  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / Re: หนีกรรม ได้ ฤา เมื่อ: เมษายน 23, 2016, 12:20:44 AM
test 23.19
4  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / Re: หนีกรรม ได้ ฤา เมื่อ: เมษายน 23, 2016, 12:14:45 AM
ช่วยให้รอดด้วยอาหาร ก็ยังถูกสัตว์ด้วยกันทำร้ายหมายชีวิ ช่วยให้รอดจากสัตว์ ก็ยังต้องพบกรรมจากเวทนา ช่วยให้รอดจากเวทนา แต่สุดท้ายก็ตายรถกระบะเหยียบตายอีก

แต่อย่างน้อยมันก็ได้สร้างความดี ในขณะที่มีโอกาสเพียงนิดอย่างน้อยก็ช่วยเฝ้าศาลา ในช่วงที่มันทำได้

( ทดสอบ Test เรื่องเวลา คลาดเคลื่อนไป 1 ชม. ขณะ test 23.10 แต่ผล 12.15 )
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ย้อนอดีตกรุ(ง)แตก : เปิดกรุวัดราชบูรณะ ตอนที่ 5 ‘ตามรอยโจร’ (ชมผังบรรจุสมบัติ) เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 10:54:16 AM
สิ่งที่หายไป อีกเช่นเดิม คือ บันทึก พระบรมสารีริกธาตุ และ พระอรหันต์ธาตุ
สำหรับพระสงฆ์ อย่างอาตมาไม่สนใจเรื่อง เพชร ทอง เงิน นาค พลอย พวกนั้นเลย สนใจเพียงสิ่งสักการะอันเป็น ฉายานามของพระพุทธเจ้า เท่านั้น

  ;)
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ย้อนอดีตกรุ(ง)แตก : เปิดกรุวัดราชบูรณะ ตอนที่ 6 ‘ตามรอยโจร’ (ต่อ) เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 10:50:22 AM
 โดยปกติ เวลาสร้าง เจดีย์ แล้ว ก็ต้องบรรจุสิ่งของมีค่าที่สุด ควรคุ่กับเจดีย์ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ เพชรพลอยทองคำเครื่องประดับ มันจะเป็นรอง ที่สำคัญการรายงานของเจดีย์ไม่มีเรือ่ง พระบรมสารีริกธาตุ หายไปเลยแต่ไปรายงานเรื่อง พระพุทธรูปทองคำ เงิน เพชร พลอยแทน ซึ่งไม่ใช่หัวใจหลักของ เจดีย์ ระดับนี้

    วัดแก่งขนุน หล่อพระพุทธเมตตา มหาสิทธิโชค พระเกตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวนหนึ่ง ตัวพระเกตุก็หล่อด้วยทองเหลือง และ ทองคำแท้ผสม ( ตามศรัทธา ของผู้นำมาใส่ ที่เห็นด้วยสายตาไม่ต่ำกว่า 20 บาท )ดังนั้นสิ่งสำคัญของพระเจดีย์ ก็คือ พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันต์ธาตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่หายยากอย่างยิ่งในโลกนี้

   ;)
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: 8 เคล็ดลับขจัดความคิดฟุ้งซ่าน เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 10:26:25 AM
ข้อ 8 สำหรับพระเฉย ๆ
 เคยมีคณะจิตแพทย์ มาที่วัด มาอบรมชาวบ้าน สิ่งที่ จิตแพทย์ มองก็คือแม้การบวชพระ ก็เป็นโรคจิตส่วนหนึ่ง ฟังข้อความแล้ว ยกเว้นการแพทย์ทางจิต เท่านั้นที่ไม่เป้นโรคจิต การรักษาของคุณหมอไม่เชื่อเรื่อง สมาธิ แต่เชื่อเรื่องการโน้มนำความคิด ให้มีเรื่องคิดน้อยลง การสันทนาการกับหมู่คณะ การเพลิดเพลินยินดีในภาพแสงสีเสียง แต่การอยู่อย่างเงียบ ๆ จะทำให้ก้าวร้าว รุนแรง ทางจิต ฟังแล้ว..... ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ฟังจนจบการอบรม ตอนนี้หมอสอนพระ เพราะว่าเจอแต่พระที่ไม่มีการภาวนา หรือบางครั้งเจอพระที่รู้ แต่ท่านก็อาศัยความเงียบ แบบเรา ทำให้เป็นเรื่องเฉย ๆ แบบผ่านมา แล้ว ก็ผ่านไป อีกวัน

  ;)
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ยาสั่ง เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 10:22:17 AM
มีคนรัก มีคนชอบ มัน ก็ต้องมีคนเกลียด คนไม่ชอบ
ไม่ว่าจะเป็นราชา มหากษัตริย์ พระสงฆ์ บัณฑิต ชาวบ้านต๊อกต๋อย ก็ล้วนเหมือนกัน

 ทุกวันมีคนตายเพราะยศ ก็มากมาย
 
 ;)

 
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ผลสำรวจชี้.! เสพติด "เฟซบุ๊ก" ทำให้จิตหดหู่-มีความสุขน้อยลง เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 10:20:01 AM
เห็นด้วย ว่า ระบบของเฟคบุ๊ค เอื้อในการโพสต์ง่ายกว่า
ของเว็บยังเป็นรอง เรื่องการอัพภาพ และ การแจ้งเตือน

   ฉันก็คิดอยู่ว่าถ้าไม่บอกสถานะ การเดินทาง บ้าง หลายคนก็จะไม่ทราบ มันเป็นงานที่ลำบากแม้กระทั่งการเดินงานสถานี ด้วยอุปกรณ์ติดตัว ต้องวางเครื่องทิ้งไว้ฝากไว้กันคนที่ไม่รู้จัก ตอนนี้เครื่องเปิดถ้าไฟฟ้าดับ ก็จบกันเพราะฉันจะเชื่อมต่อทางไกลจากมือถือไม่ได้ มีความเสี่ยงในระบบ และที่สำคัญเครื่องร้อน ไฟช๊อตพวกนี้มีความเสี่ยงทั้งหมด วัดใจกันว่า เครื่องน่าจะอยู่รอดจนฉันกลับ

   ;)
10  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / เป็นคนต้องแกร่ง จะแกร่งได้ด้วยพระธรรม เมื่อ: เมษายน 09, 2016, 10:15:47 AM


มองตามมุม ตรงนี้สอนหลายอย่าง
อย่าลืมสายต่าง ๆ จะมากมายรุงรัง สิ่งที่จะทำให้เสาอยู่ได้โดยไม่หักล้ม ก็คือ 1. ความแข็งแกร่งของตัวเสา 2.จุดเกี่ยวเกาะของตัวเสา 3.สายที่ช่วยยึดเกาะรั้งตัวเสา 4.ฐานที่วางตัวเสา 5.สายโยงต่างมาที่ตัวเสา

เปรียบเทียบ 1.เป็นคน ๆ หนึ่ง ที่มีความแข็งแกร่งทางด้านกายและจิต 2.การเลี้ยงชีวิตที่ต้องสัมพันธ์กับชุมชน ทุกระดับ 3.มโนธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ที่เหนี่ยงรั้งใจไม่ให้ล้ม 4.ฐานการศึกษาการเรียนรู้ของคน ๆ นั้น 5.ความสัมพันธ์กับทุกองค์กร


 ;)
11  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะนำมูลกรรมฐาน มาถ่ายทอด ต้องนึก ต้องท่อง ต้องจำได้ เมื่อ: เมษายน 02, 2016, 02:00:56 PM
อ่านต่อ ตอนที่ 1
ความรู้ชัด ชื่อว่า ปัญญา
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=20895

12  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / มูลกรรมฐาน กัจจายนะ ให้ความสำคัญกับ อุปาทายรูป 2 อย่าง เมื่อ: เมษายน 02, 2016, 01:15:52 PM
ส่วนนี้เป็นการตอบคำถามรวมเลยนะว่า ทำไม ฐานจิต ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ต้องยู่ตรงนี้ ตรงอื่นได้ไหม ?


สำหรับอุปาทายรูปในมูลกรรมฐาน เป็นภาคต่อจาก มหาภูตรูป 4 นั้นก็คือ อุปายรูป 2 ส่วนซึ่งมีความสำคัญในพระกรรมฐาน เป็นส่วนที่ควบคุม ภาชนะทั้งหมด เป็นกลาง หมดจด มาก่อนดั้งเดิม เปลี่ยนแปลงภาชนะให้ อยู่ หรือ เป็น ได้กล่าวว่า บุคคลเมื่อจะถึงแก่กรรม คือ ละสังขาร ( ละจากภาชนะ ) นั้นจะละไปตามลำดับธาตุ แต่จะละได้ที่สุด ก็คือ การดับ แห่ง หทัยวัตถุ นั่นเอง ดังนั้นกรรมฐานเวลาภาวนา ขึ้นอัปปนาจิต เวลาใช้ ลหุตา ลหุสัญญา นั้น จำเป็นต้องใช้ที่ หทัยวัตถุ เพราะเป็น ธาตุชนิดเดียวกัน บ้างท่านกล่าวว่าไปใช้ที่ ศูนย์นาภี นั้นยังไม่ถูก ไม่สามารถใช้ได้เพราะเป็นคนละธาตุ ดังนั้น มหาภูตรูป อยู่ส่วนล่าง ในภาชนะ รวมอยู่ที่ศูนย์นาภี ส่วน อุปาทยรูปธาตุ นั้น มีธาตุ สองอย่าง คือ มโนธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งจะไปทำให้เกิด ยถาภูตญาณลำดับที่ 1 คือ อุภโตธาตุ ( ธาตุสองส่วน ซึ่ง จัดเป็น ทุวิธัง รูป รูปสองส่วน ) ดั่งข้อความบทบาลี ด้านล่างนี้
 
  มโนธาตุมโนวิญฺญาณธาตูนํ   นิสฺสยลกฺขณํ   หทยวตฺถุ   ตาสํเยว ธาตูนํ   อาธารณรสํ   อุพฺพาหนปจฺจุปฏฺฐานํ ฯ   หทยสฺส   อนฺโต กายคตาสติกถาย   วุตฺตปฺปการํ   โลหิตํ   นิสฺสาย   สนฺธารณาทิกิจฺเจหิ ภูเตหิ   กตุปการํ   อุตุจิตฺตาหาเรหิ   อุปตฺถมฺภิยมานํ   อายุนา อนุปาลิยมานํ   มโนธาตุมโนวิญฺญาณธาตูนญฺเจว    ตํสมฺปยุตฺตธมฺมานญฺจ วตฺถุภาวํ สาธยมานํ ติฏฺฐติ

  หทัยวัตถุ ( หทยวตฺถุ ) มีความเป็นที่อาศัยของ มโนธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุเป็นลักษณะ มีการรับรองธาตุเหล่านั้น นั่นเหละเป็นกิจ มีการประมวลธาตุทั้ง 2 เข้ามาเป็นผล อาศัยเลือดมีประการดังกล่าวแล้วกายคตาสติกถา ได้อุปการะที่ภูตรูป ทั้งหลาย ซึ่งมีหน้าที่คำ้จุนไว้เป็นต้น มีอุตุ จิต และอาหารอุปถัมภ์อยู่ มีอายุคอยเลี้ยงรักษา ให้สำเร็จเป็นที่ต้งแห่งมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่สัมปยุตกับ ธาตุทั้ง 2 นั้นตั้งอยูภายในแห่งหัวใจ

   ดังนั้นเวลาภาวนา กรรมฐานใด ๆ เมื่อมาถึง หทัยวัตถุ สิ่งที่ต้องรู้แจ้งชัดสภาวะธรรมขึ้นก่อน คือ พระลักษณะ นั่นก็คือ ปีติ และ ยุคลธรรม  ส่วนสุขไม่ใช่ลักษณะ ผู้ภาวนาตามลำดับกรรมฐาน เมื่อภาวนาก็จะเข้าพระลักษณะ ตัวที่รับรู้พระลักษณะ ก็คือ หทัยวัตถุ ไม่ใช่ ฐานที่ 1 2 3 4 ที่เป็นภาชนะ ตัวภาชนะเป็นตัวแสดงอาการ แต่ตัวที่รับรู้ลักษณะ คือ หทัยวัตถุ ดังนั้นผู้ภาวนาเมื่อจะยังพระรัศมี ต้องเดินจิตผ่านภูตรูป มาจนถึง หทัยวัตถุ อุปาทายรูป ก่อน แล้ว จึงทำปฏิโลม ( ถอยกลับ ) ส่วนพระลักษณะ ก่อน จึงจะเข้าส่วนของรัศมี ซึ่งหมายถึง จิตจะต้องผ่านส่วนธรรม ทุวิธังรูป ก่อน หรือ กำหนดแจ้งชัดในสภาวะธรรม ที่ปีติ เกิด และ ปีติ ดับไป ยุคลธรรม เกิด ยุคลธรรม ดับไป นั่นเอง รายละเอียดอยู่ในกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับแล้ว

        รูปปริจฺเฉทลกฺขณา   อากาสธาตุ   รูปปริยนฺตปฺปกาสนรสา รูปมริยาทปจฺจุปฏฺฐานา   อสมฺผุฏฺฐภาวฉิทฺทวิวรภาวปจฺจุปฏฺฐานา   วา ปริจฺฉินฺนรูปปทฏฺฐานา   ยาย   ปริจฺฉินฺเนสุ   รูเปสุ  อิทมิโต  อุทฺธมโธ ติริยนฺติ จ โหติ ฯ

      อากาสธาตุ อุปายรูปธาตุ มีการตัดตอนรูปเป็นลักษณะ มีการประกาศริมขอบรูปเป็นกิจ มีขอบเขตของรูปเป็นผล หรือมีความถูกต้องไม่ได้และเป็นช่องเป็นผล มีรูปที่ถูกตัดตอนแล้วเป็นเหตุใกล้ ในรูปทั้งหลายที่ถูกอากาสธาตุใดตัดตอนแล้ว ย่อมมีการกำหนดได้ว่า รูปนี้ทางนี้ด้านบน ทานี้ข้างล่าง และทางนี้ขวาง

       หทัยวัตถุ แม้เป็นที่ตั้ง ของ มโนธาตุ ( มนธาตุ ) และ มโนวิญญาณธาตุ ( มนายตนะธาตุ ) แต่ถ้าไม่สามารถกำหนดขอบเขต ก็จะกินแดนของภาชนะทั้งหมด แม้ตัวภาชนะถ้ากำหนดขอบเขตไม่ได้ก็จะเต็มเป็นอนันตจักรวาล ซึ่งไม่ถูกต้องกว้างเกินไป ทำให้เยิ่นเย้อในการมองเห็นยิ่งกว้างก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรสำคัญ เหมือนคนยืนชมวิวกว้าง ก็กำหนดได้แต่วิวไม่สามารถสังเกตอะไรได้ ดังนั้น หทัยวัตถุ จึงต้องอากาสธาตุ เป็นตัวกำหนดขอบเขตน์ ขึ้นมาเป็นตัวกำหนดตัวอากาศจึงเหมือนช่องว่าง ที่รองรับ หทัยวัตถุ กล่าวคือ เป็นที่ตั้งฐานจิตนั่นเอง

      ส่วนฐานจิตอื่น ๆ นั้น ไม่ได้เกิดจาก หทัยวัตถุ เกิดแต่เพียงธาตุใด ธาตุหนึ่ง เป็นที่สถุิตย์ของธาตุใดธาตุหนึ่ง เป็นตัวขับผลักดันธาตุให้ดำเนินไป ดังนั้นโบราณกาลเมื่อกำหนดฐานจิต ในกองกรรมฐาน จึงกำหนดธาตุไปตามต้นกำเหนิด ดังนี้

      1. ศูนย์นาภี เป็นที่รับธาตุ มหาภูตรูปทั้ง 4 ตั้งแต่เริ่มจุติ ดังนั้นผู้เกิดในครรภ์จึงอาศัยสายรกสายสะดือเป็นที่ประกอบธาตุ แต่ฐานธาตุนี้ จะถูกปิดเมือออกจากครรภ์มารดา พอออกจากครรภ์ ธาตุทั้ง 4 ก็จะกระจายไปสถิตย์ในภาชนะ ตามลำดับดังนี้ ดังนั้นศูนย์นาภี จึงเป็นที่รวมสัปยุตธรรมภายนอกเข้ามาในภายใน ครูอาจารย์ จึงให้ทำการสัมปยุตต คือประกอบธรรมด้วยใจลงไปที่ สะดือ ( ศูนย์นาภี ) ตั้งแต่แบบเบา กลาง และ ประณีต
 
      2. ฐานธาตุดิน อาศัยปลายกระเพาะ คือ ลำไส้ เป็นที่อยู่ ของกากอาหารที่ร่างกายไม่ใช้แล้ว เตรียมพร้อมเป็นอุจจาระเพื่อขับถ่ายออก เมื่อออกมาจากกายก็เรียกว่า กรีสัง หรือ อุจจาระ ซึ่งมีความชัดเจนด้วยธาตุใหญ่ คือ ธาตุดิน สำหรับฐานนี้ วัดจากสะดือลงไปประมาณ 3 - 4 นิ้วตามร่างกายบุคคลอ้วนหน่อยก็สี่นิ้ว พร้อมนิดก็สองนิ้ว ท้วม ๆ ก็ 3 นิ้ว โดยประมาณ

      3. ฐานธาตุไฟ อาศัยอยู่กระเพาะ เป็นผลิตน้ำย่อย และ สารให้อบอุ่นแก่ร่างกาย ความร้อนนี้ ทรงลงถึงอวัยวะให้กำเนิดด้วยเป็นเส้นตรง ดังนั้น แกนกลางจึงมีความร้อนอันเกิดจากการเผาผลาญพลังงาน รูปแบบต่าง ๆใน ภาชนะ สำหรับฐานนี้ ก็อยู่สูงขึ้นมาจาก สะดือ ประมาณ 2 - 4 นิ้วตามลักษณะกายของแต่ละบุคคล

      4.ฐานธาตุน้ำ อาศัยอยู่ที่ ท่ามกลางถุงน้ำดีและไตทั้งสองข้าง เชื่อมต่อกับท่อปัสสาวะ เป็นที่หลั่งไหลของน้ำ เหมือนปั้มที่คอยกระเพื่อมน้ำส่วนอื่น ๆ ในภาชนะ สำหรับฐานนี้ อยู่ท่ามกลาง ของ หทัยวัตถุ และ ศูนย์นาภี

      5.ฐานธาตุลม อาศัยอยู่ที่ปลายปอดเป็นตัวปั๊ม ต่อเขื่อกับหัวใจ หทัยวัตถุ มีหน้าที่ปั๊มลมให้ทำงาน ให้ธาตุอื่น ๆ ทำงาน ธาตุดินจะเคลื่อนก็ต้องอาศัย ธาตุลม ธาตุน้ำ จะเคลื่อนได้ ก็ต้องอาศัย ธาตุลม ธาตุไฟ จะทำงานได้ ก็ต้องอาศัยธาตุลม ดังนั้น ธาตุลมในกองกรรมฐาน ยังกระจายลมเป็น ธาตุ อีกสามชนิด ในกองกรรมฐาน คือ ปัสสาวาตะ ( ลมเข้า ) อัสสวาตะ ( ลมออก )นิสสวาตะ ( ลมสูญ ) สำหรับฐานนี้ อยู่ ลิ้นปี่

      6.ฐานธาตุอากาส เป็นที่อยู่ ของ หทัยวัตถ เป็น อุปาทายรูปธาตุทั้งสองประการ ที่สถิตย์ของฐาน คือ ท่ามกลางราวนม

      อันนี้คือการวาง มโนธาตุ ตามธาตุ ฐานต่างเรียกว่า มโนธาตุ ดังนั้นไม่ว่า ฐานจิตใด ๆ ตัวหทัยวัตถุ ก็จะรับทราบทุกฐาน เช่นกัน 

     ( ต่อไปว่าแหล่งกำเนิดวิตก  ที่ผู้ปฏิบัติมักกระทำผิดกันประจำ จนเป็นนิสัยที่ผิด ทำให้ลักษณะไม่เกิด รัศมีไม่ปรากฏ ตอนต่อไป)

         
     

 

   อ่านต่อตอนที่ 4
หลักวิชาของครู กรรมฐาน สายนี้ แบ่งวิชา ออกเป็น หมวด ดังนี้
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=18874.0
( ตั้งแต่ตอนที่ 4 ไป ไม่อนุญาตบุคคลภายนอกเข้าอ่านนอกจากเป็นสมาชิก เว็บ ระดับ สีเขียวขึ้นไป เนื่องด้วยวิชากรรมฐานปกติแล้วต้องเป็นศิษย์ขึ้นกรรมฐาน แจ้งกรรมฐานต่อครูอาจารย์เสมอๆ เพื่อให้วิชาก้าวหน้า เบื้องต้นเน้นให้จิตเป็นอัปปนา เข้า ฌาน ได้ ตั้งแต่ ฌาน 1 - 4 แล้วจึงฝึก ฌานที่ 5 จากนั้น ขึ้นเป็นอรูป อีก 4 จากนั้นเข้า สมาบัติ เพื่อ วิปัสสนา )
13  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / รูปขันธ์ เป็น เอกวิธโกฏฐาส ส่วนที่ 2 อุปาทายรูป เมื่อ: เมษายน 02, 2016, 07:36:54 AM
ย้อนกลับไปอ่าน ตอนที่ 2 ถ้ายังไม่เข้าใจ
รูปขันธ์ เป็น เอกวิธโกฏฐาส ( หมายถึง เป็นเอกเทศโดยส่วนเดียว จากขันธ์ทั้ง 5 )
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=20904.0



ตอนที่ 3

บทตั้งท่องจำ อุปาทายรูป 24 (อุปาทายรูปํ   จตุวีสติวิธํ )
 อุปาทายรูปํ   จตุวีสติวิธํ  จกฺขุ  โสตํ  ฆานํ  ชิวฺหา  กาโย  รูปํ  สทฺโท   คนฺโธ   รโส   
 อิตฺถินฺทฺริยํ  ปุริสินฺทฺริยํ  ชีวิตินฺทฺริยํ หทยวตฺถุ
 กายวิญฺญตฺติ   วจีวิญฺญตฺติ   อากาสธาตุ   
 รูปสฺส   ลหุตา   รูปสฺส มุทุตา   รูปสฺส   กมฺมญตา   รูปสฺส   อุปจโย 
 รูปสฺส  สนฺตติ  รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา กวฬิงฺกาโร อาหาโรติ ฯ 

2.อุปาทายรูป มี 24 ประการ
       1.จักขุ 2.โสตะ  3.ฆานะ  4.ชิวหา 5.กาโย  6.รูปัง  7.สัทโท 8.คันโธ 9.รโส
10.อิตถินทรีย์ 11.ปุริสินทรีย์  12.ชีวิตินทรีย์ 13.หทัยวัตถุ
14.กายวิญญัติ 15.วจีวิญญัติ 16.อากาสธาตุ
17.รูปลหุตา 18.รูปมุทุตา 19.รูปปาคุญญตา  20.รูปอุปจยะ
21.รูปสันตติ 22.รูปชรตา 23.รูปอนิจจตา 24.กวกฬิงการาหาร


     สำหรับศัพท์ในกรรมฐาน มูลกัจจายนะ นั้น เวลาเรียกรูป ที่เป็นภูตรูป อันประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 จะใช้คำว่า ภาชนะ เพื่อให้พ้นจากความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ภาชนะเครื่องปั้น ย่อมประกอบด้วยทั้งสี่ มี ไตรลักษณะ แต่ปราศจากส่วนที่เป็น ใจ ทั้งหมด ดังนั้นใน มหาภูตรูป จึงใช้คำเรียกว่า ภาชนะ หมายความเป็นที่ใส่ หรือ เครื่องใช้

     ส่วนอุปาทายรูป นั้น เป็น รูปที่เกิดได้ต้องอาศัยใจ ร่วมด้วย แต่ไม่อยู่ด้านนอกของภาชนะ เพียงแต่เป็นสมมุติส่วนใด ส่วนหนึ่ง หรือครอบคลุมแทนภาชนะได้

  ( ยังมีต่อ รอกันก่อน อันนี้ตอบส่วนที่สอง สำหรับคนที่ก้าวหน้า )

14  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ขอบคุณ ทุกท่าน ที่ร่วมปิดทองด้วยกัน เมื่อ: มีนาคม 30, 2016, 04:15:45 PM
"ขอบคุณทุกท่าน หลายปีมานี้ มีอาสาช่วยงานก็หลายท่าน แต่พอเริ่มจะได้ช่วยคือต้องผ่านการพิสูจน์ตน ว่าจะมั่นคงในพระธรรมกรรมฐาน ขนาดไหน ก่อนที่จะมอบงานสำคัญให้ มีทั้งการทดสอบตรง และทดสอบการตอบปัญหา สุดท้าย มีผู้ผ่านไม่กี่ท่าน ที่ยังมั่นคงในพระธรรมกรรมฐาน เดินหน้าในสายธรรมกรรมฐาน แม้ว่าจะต้องรับรู้ปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหา ขอบคุณที่หลายท่านก็ยังคงตั้งใจเหนียวแน่นในพระธรรมกรรมฐาน ร่วมกันปิดทองด้วยกันตลอดมา แม้ผู้ที่จากไปด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ฉันก็ขอให้ทุกท่านถึงธรรมแก่นสารของท่าน ตามที่มุ่งมาดไว้ ไม่มีใครถูกหรือผิดในการดำเนินวิธี ตามเป้าหมายของแต่ละท่าน เพราะว่าเป้าหมายการเผยแผ่พระกรรมฐาน คือ สร้างสันติสุขภายในให้แก่ผู้ปรารถนา การไม่กลับมาเกิดเป็นหลัก และสร้างบารมีให้กับผู้ที่ยังต้องโลดแล่นในสังสารวัฏ ด้วยการปิดทองหลังพระด้วย ท่านอยากจะอยู่ต่อก็เป็นเรื่องของท่าน ท่านอยากจะออกก็เป็นเรื่องของท่าน เพราะธรรมะใครภาวนา คนนั้นก็ได้ ฉันภาวนาฉันก็ได้ของฉัน ท่านภาวนา ท่านก็ได้ของท่าน นั่นเอง ดังนั้นแม้ท่านจากฉันไป ไม่ว่าเหตุผลใด ๆ ก็ตามโปรดจำไว้ว่า ฉันคือกัลยาณมิตร ไม่ใช่ ศัตรู ที่มาทำร้ายท่านให้ตกต่ำลง.... "
ข้อความบางส่วนจาก หนังสือเพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนา และการเดินทาง ของ ธัมมะวังโส
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก
http://www.nanagarden.com

15  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / อย่าสาระวน แต่เรื่องปล่อยวาง จงพิจารณาความจริงใหมากขึ้นเพื่อเจริญมรรค เมื่อ: มีนาคม 28, 2016, 12:12:52 PM


"เรื่องให้โกรธ มีหลายเรื่อง เรื่องให้หลง ก็มีมาก เรื่องให้โมโห ก็เป็นพะเรอเกวียน วันหนึ่งคิืนหนึ่ง กิเลสต่าง ๆมันก็พยายามทำหน้าที่ของมันสุด ๆ หลอกให้หลงบ้าง รักบ้าง เกลียดบ้าง ชังบ้าง ชอบบ้าง คลุกเตล้า เหมือนน้ำจิ้ม น้ำยา ปุถุชชนคนโง่เขลา จึงตกอยู่ในวังวนของ สิ่งที่เรียกว่า ยึดมั่น ถือมั่น คิดไปต่าง ๆ นานา สาระพันปัญหา มีไม่จบสิ้น พอกพูน อวิชชาคือ ความไม่รู้ ไปสู่ภพ ชาต ที่เป็นวินาทีในปัจจุบัน และ เป็นภพชาติผูกพันไปในอนาคต เมื่อภาวนาจึงสาระวน อยู่แแต่คำว่าปล่อยวาง ไม่ได้ต้นเหตุที่แท้จริง ว่าถ้าไม่เข้าไปยึดถือ มันก็ไม่มี บัณฑิตผู้ฉลาด ย่อมคลายความยึดถือ แทนคำว่า ปล่อยวาง เพราะปล่อยวาง ไม่ใช่ มรรค เป็นการหนีจากปัญหา มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทียังพอกพูนกิเลส เขาทั้งหลายจึงคิดว่า การปล่อยวาง เป็นคุณธรรมขั้นสูง แท้ที่จริงในสายภาวนาของพระอริยะ การปล่อยวางเป็นการสะสมปัญหา และ เป็นการหนีปัญหา จึงไม่สามารถไปสู่ประตูอมตะได้ ผู้มีปัญญาย่อมใคร่ครวญ ด้วยสติ ตามความเป็นจริงว่า เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา เรามีความโสกะปริเทวะ เพราะตัณหา เมื่อรู้ดังนั้น บัณฑิตผู้ฉลาดย่อมดำเนิน มรรคามัคคญาณทัศนวิสุทธิ โดยไม่มี วิจิกิจฉา......."

ข้อความส่วนหนึ่ง จากหนังสือเพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนา และการเดินทางของ ธัมมะวังโส
16  กรรมฐาน มัชฌิมา / บันทึกความทรงจำ Memorytime / Re: เมื่อ ถึงคราที่เรา ต้องเข้ารับการรักษา ในรอบ 15 ปี เมื่อ: มีนาคม 27, 2016, 07:12:17 PM
ขนาดป่วย ยัง ดุเดือดเลยนะครับ ชีวิตพระอาจารย์ นี้

  :25:
17  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: เรื่องประทับใจ ขณะที่นอน รพ. รักษาตัว 5 คืน 5 วัน เมื่อ: มีนาคม 27, 2016, 07:37:35 AM

ดอกบัวชุดนี้ มี 4 ชั้น นับเกสรด้วย
  ลักษณะ สีเหลือ เปลี่ยนเปลี่ยนเป็นสีบานเย็นมีลักษณะคล้ายกัน

  ;)

 ทำไม ต้องเป็นดอกบัว นั่นสิ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้สงสัย เพราะไม่รู้จะสงสัยไปทำไม

 :bedtime2:
18  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: ตอนนี้กำลังเริ่ม บันทึกเสียง ธรรมกรรมฐาน กับเริ่มเขียนหนังสือ วิธีรับมือกับโรค เมื่อ: มีนาคม 27, 2016, 07:34:15 AM
ก้เริ่มบันทึกมาแล้ว 3 วัน แต่ไม่ค่อยคืบหน้า บันทึกหลายครั้งแต่ ก็ได้แค่ตอนเดียว ส่วนหนังสือ ยังพิมพ์ไม่ไหว อาจจะไม่ได้อย่างที่คิด เพราะสุขภาพไม่อำนวย นอน วันละ 4 ชม. แต่เดินมากขึ้น 12 ชม. นอกนั้นเป็น นั่งกับ ยืน

 ;)
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: แล้งหนัก! สระน้ำวัดในเพชรบูรณ์แห้งขอดเหลือแค่ก้นสระ พระ-เณรเดือดร้อน เมื่อ: มีนาคม 24, 2016, 08:33:25 AM
เวรกรรม ที่หลีกไม่ได้

 :bedtime2:
20  กรรมฐาน มัชฌิมา / บันทึกความทรงจำ Memorytime / ลักษณะ ของดอกบัวที่เห็น เมื่อ: มีนาคม 24, 2016, 08:15:55 AM
มีคนหลายถามเพราะอยากรู้ลักษณะดอกบัวที่ปรากฏ เห็นนั้นเป็นแบบไหน ?

 

ตามภาพนี้ใกล้เคียง

    ลักษณะ ยึดตามภาพที่แสดง
      1. ดอบบัวมีขนาดใหญ่ ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 - 15 นิ้ว
      2. มีชั้นกลีบซ้อนกัน 8 ชั้น
      3. ปลายกลีบงุ้มเป็นลักษณะ วงกลม คือมองด้วยสายตา ถ้ากลีบบัวหุบหมดก็ จะเป็นทรงกลม
      4. สีดอกบัว เปลี่ยนสี น่าจะประมาณ 5 สีเปลี่ยนสลับไปมา
      5. ไม่มีก้านบัว
      6. ลักษณะปรากฏขึ้นหลังจาก ปฏิจสมุปบาทเข้ารอบที่ 2
      7. ปรากฏอยู่ตรงหน้า ตรงส่วนคอห่างประมาณ 1 ศอกกว่า ๆ
      8. มันมีคำตอบบางอย่างให้ ในระหว่างที่เห็น โดยเฉพาะเรื่องเหตุปัจจัย


 
 
21  กรรมฐาน มัชฌิมา / บันทึกความทรงจำ Memorytime / พยายามไม่ออดอ้อนเวลาปวด แต่กลายเป็นเรื่องที่ถูกหมั่นไส้ เคสที่ 1 เมื่อ: มีนาคม 24, 2016, 08:02:04 AM
หลายท่านพยายามอยากให้พระอาจารย์วิจารณ์ บุคคลากร ใน รพ. ในขณะเข้ารับการรักษา แต่เอาเป็นว่าไม่วิจารณ์ จะดีกว่า แต่จะเล่าเคสสักเคส นะ ที่เขาหมั่นไส้ กันมากอีกเคสหนึ่ง ตั้งชื่อเคสว่า

"พยายามไม่ออดอ้อนเวลาปวด แต่กลายเป็นเรื่องที่ถูกหมั่นไส้" เคสที่ 1

  นานาจิตตัง แต่ละคนที่ยังมีกิเลส เมื่อประกอบหน้าที่ ก็มีความคิดต่างกันไป อยู่ รพ. มาเข้ากับรักษาเจอพบบุคคลากร ใน รพ. ตอบได้เลยว่า ความนับถือพระกันนั้นมีน้อยมาก

      สังเกต จากการต้อนรับ การพูดคุย และการได้รับบริการ
   
        การต้ัอนรับ
           ดูได้ทันที ไม่มีการยกมือไหว้พระสงฆ์ นี่แสดงถึงความนับถือเบื้องต้น หลายคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญแค่มารยาท แต่ขอบอกท่านทั้งหลายหากเป็นชาวพุทธ นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้ว เรื่องนี้จะไม่มีขาด 5 วัน 5 คืน ฉันเห็นมีที่ใช้ได้เลย คือ
       1. ผู้ซักประวัติหลังทำบัตรคนแรก เอื้อเฟื้อทันที และให้คำแนะนำทันทีด้วย
       2. คุณยาย จิตอาสา ตรงเครื่องวัดความดัน อันนี้ช่วยเหลือเรื่องรถนอน
       3. คุณศรี ( มาช่วยเพราะติดต่อไป อันนี้เพราะความจำเป็น )
       4. คุณหมอประพงษ์ ไหว้ก่อนซักประวัติ การพูดจากับพระสงฆ์มีความระวัง และชัดเจนพูดอย่างใจเย็น
       5. คุณหมอฝึกหัด ไหว้ตามคุณหมออาจารย์ ตามมารยาท
       
       นอกนั้นไม่มีใครไหว้ พระสงฆ์ เลย ตั้งแต่อยู่มาหลายวัน จนออกแม้กระทั่งกลับ นั่นแสดงให้เห็นว่า บุคคลากรไม่ได้นับถือพระสงฆ์ ทางธรรมเลยคิดแต่ว่า พระสงฆ์ก็เหมือนคนป่วยทั่ว ๆ ไป ที่เขาจะต้องช่วย ไม่ได้คิดถึงบุญกุศล ว่ารักษาพระสงฆ์ที่อาพาธ ด้วยความรู้สึกที่เป็นบุญจะได้บุญมาก

         การพูดจา
            ดูได้ทันที จากความเป็นคนเจ้าอารมณ์ เก็บกด อาจจะเป็นเพราะว่าสะสม การเห็นคนเจ็บ คนตาย จนเป็นความเคยชิน ไม่ใช่เห็นแบบธรรมะ ดังนั้นบางครั้งการพูดจา จึงห้วนเพราะว่า เคยแต่พูดดุคนไข้
   
            พยาบาล มีการใช้วาจา ปรามาส ด้วย ผรุสวาจาทุกวัน มีการพูดแดกดัน แบบต่าง ๆ ทุกวันที่เข้ารักษา ยิ่งอยู่ ก็ยิ่งเป็นบาปแก่เขา คนเหล่านี้ไม่ได้บุญ มีแต่ได้รับโทษ
         
           พยาบาล ไม่สามารถแยกแยะ พระปฏิบัติด้วยการคลุกคลีหลาย วันก็เห็นใจ เพราะพระที่เข้ารักษาส่วนใหญ่ ก็จะเป็นประเภทหลวงตาหัวดื้อ พระต่างด้าวพูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น นาน ๆ มากจะมีพระสายปฏิบัติ มาสักองค์ ดังนั้นจึงจำแนกไม่ได้ ว่า พระดี หรือ ไม่ดี ถึงแม้ ทาง รพ.จะมีการส่งบุคคลากรเข้ารับการฝึกธรรมะ ตามวัด แต่เป็นไปตามความสมัครใจ ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าฝึกไม่กี่ท่านหรอก แม้หลักสูตรพยาบาล จะมีส่งเข้ารับการฝึกฝนทางด้านจิตใจ 3 วัน 7 วัน แต่ พระธรรมที่เข้าในจิตแก่ผู้เข้าฝึก ก็ไม่ได้ก้าวหน้าอะไร สังเกตจากน้องสาวที่เป็นพยาบาล ตนเองก็เช่นกัน ไม่เคยยกมือไหว้ หลวงพี่เวลามาเยี่ยมมาถึงก็จะยืนทางใกล้ศรีษะ และก็พูดจาแดกดันเช่นกัน แต่ก็ยังมีระวัง เพราะความเป็นพี่น้อง ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงผู้ที่ไม่ใช่ญาติเลย

            ในสถานที่เข้ารับการรักษา นั้น มีพยาบาลเพียง 3 ท่านเท่านั้นที่ผ่านในสายตา แต่มันเป็นจำนวนน้อยไป เพราะกะหนึ่งเวลาเขาจับเวร ชุด ละ 12 คน  ดังนั้น 3 คนใน 36 คนจึงเป็นตัวเลขที่น้อยมาก

        การให้บริการ
       
            โดยหลักการ ๆ ปฏิบัติกับพระสงฆ์ ต้องให้ความเคารพ ไม่ใช่แค่เป็นพุทธ ในทะเบียนเท่านั้น ครั้งแรกที่พระอาจารย์ จะเริ่มเจาะน้ำเกลือ ก็โดนใส่อารมณ์ โดยพยาบาลท่านแรก ทันที เรื่องเบา ๆ ง่าย ๆ สักสองเหตุการณ์
       
          เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อถึงเตียง
   
          พยาบาล พูดว่า เดี๋ยวไปเก็บปัสสาวะด้วย นะ จะเจาะให้น้ำเกลือแล้ว
          พระ พูดว่า อย่างนั้นปวดอยู่พอดีไปเก็บปัสสาวะก่อนเลยนะ เดี่ยวค่อยเจาะแป๊ปหนึ่ง เพราะว่าเจาะแล้ว มีน้ำเกลือเข้าห้องน้ำลำบาก
          พยาบาล โกรธหน้าดำไปพักหนึ่ง ( เรื่องมากจังพระองค์นี้ ) พูดว่า ฉันไม่ได้มีเวลามากนะจะได้มายืนรอ ( อันที่จริงหลังจากเจาะก็เห็นไปนั่งพูดคุย นั่งเล่นเกือบ 30 นาที )

          เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อฉันอาหารเสร็จ

          หมอเร่ิมอนุญาต ฉันอาหาร พอฉันเสร็จ อาจารย์ก็จะลุกนั่งเก้าอี้ข้างเตียง กับเดินเล็กน้อย พระรูปอื่น ๆ ฉันเสร้จนอนหมด เหลือแต่อาจารย์ เดินอยู่ข้างเตียง จงกรมข้างเตียง ( เดินแบบสบาย ๆ ) แต่พยาบาลมองว่า วุ่นวาย ทำตัวไม่เหมือนพระรูปอื่น เวลาฉันน้ำเดินไปฉันน้ำอุ่นน้ำร้อน ไม่ฉันน้ำในเหยือกที่เตรียมไว้ให้ ก็มีเสียงบ่นว่า เป็นพระเรื่องมาก

         ( พยาบาล ไม่ได้ชีวิตพระสงฆ์ประจำวัน ดังนั้นการกระทำอย่างนี้ที่ รพ. เรียกว่า พระเรื่องมาก
         1. นั่งสมาธิ เมื่อร่างกายพอนั่งได้ ก็นั่งกำหนดจิตสัก 30 นาที
         2. ฉันเสร็จลุกเดินสักประมาณ 20 นาที   )

         แต่พิจารณาภาพรวม ก็ยังได้รับการรักษา มาตรฐาน ถึงแม้ไม่ได้ดี ตามมาตรฐานที่คาดไว้ แต่ก็ยังไม่หลุดจากมาตรฐาน

         
 
22  กรรมฐาน มัชฌิมา / บันทึกความทรงจำ Memorytime / เหตุปัจจัย และ มาตรฐาน การรักษาไม่เหมือนกัน อย่าคาดหวังอะไรมาก เมื่อ: มีนาคม 24, 2016, 07:07:53 AM
 ask1

มีหลายท่าน สอบถามกันมาว่า
  1. ทำไม พอจ. ไม่รักษาให้หายก่อนค่อยออกจาก รพ.

  2. ทำไม ไม่ฉันอาหารปกติ

  3. ทำไม ไม่ไป รพ. เอกชน

  อื่น ๆ


 ans1
    1. ทำไม พอจ. ไม่รักษาให้หายก่อนค่อยออกจาก รพ.
     
     ออกตามความเห็นของคุณหมอ วันสุดท้ายคุณหมอ ไม่คุยด้วย อีกอย่างพวกพยาบาล เขาเห็นว่าเดินไปเดินมาได้แล้ว ก็บอกว่า ให้ออกได้ประมาณนั้น เรื่องของ จนท. ต่าง ๆ ใน รพ. นั้น จะไม่วิจารณ์ เพราะว่า ไม่มีทั้งคนที่ดี และ คนที่ไม่ดี ถ้าเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ เป็นชุดเลยตั้งแต่ เริ่มทำบัตร เลยละ
     
     เอาเป็นว่า การรักษาที่ รพ. ก็เป็นมาตรฐานแบบฟรี อยู่แล้ว ดังนั้น รักษา ฟรี อย่าไปคาดการณ์ ความพิเศษของการรักษา ยารักษาโรค ตลอดถึง บริการ ที่หลับนอนรักษา อาหาร ไม่ได้พิเศษอะไรทั้งนั้น เป็นไปตามมาตรฐาน ( ต่ำกว่าที่คิดไว้ )

     บางท่านบอกว่า ไม่ระบุเลือกหมอ ไปเลย ขอตอบว่า ทำไม่ได้ ไม่ใช่ข้าราชการเบิกจ่าย ระบุหมอรักษา นอนห้องพิเศษได้ ดังนั้นสิ่งที่หมอประกาศิต ลงมาใน รพ. นั้น ก็ต้องตามนั้น ที่สำคัญหน่วยพยาบาล ไม่ใช่ชาวธรรมะ จะได้ดูแล พระ เป็นอย่างพิเศษ เพราะเห็นมาแล้ว โดนมากับตัวเรื่อง การบริการทางด้านพยาบาลนั้น ต่ำกว่าที่คิดไว้มาก ห่วยกว่าเมื่อสิบปีก่อน ความใส่ใจหนักไปทางใช้เครื่องมือการแพทย์มากขึ้น ทำให้มีเวลาคิดมาก ๆ ขึ้น

    ดังนั้นการรักษา พอจ. ตลอด 5 วัน ที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีความพิเศษใด ๆ ส่วนใหญ่ อาศัยกำลังกายของตนส่วนที่ดี ช่วยเหลือตนเอง ดูแลตนเองไปด้วย

    สรุปการรักษา เป็นไปตามมาตรฐาน ฟรี หรือเรียกว่า รักษาแบบอนาถา คือ รักษาให้กับคนยากจน
   
   

    2. ทำไม ไม่ฉันอาหารปกติ

    เป็นพระเลือกฉันไม่ได้ ยิ่งถ้าบิณฑบาตรไม่ได้ มีอะไรก็ต้องฉันอย่างนั้น อะไรพอจะเก็บพยุงชีวิตได้ ก็ต้องเก็บไว้ ดังนั้นเรื่องการฉันมีความเสี่ยงตลอดนั่นแหละ ดีที่ว่า ช่วงหลัง ๆ ลูกศิษย์ เขาได้ซื้ออาหารสำเร็จรูป แต่มีมาตรฐาน มาให้ ไม่เหมือนเมื่อก่อน เช่น ปลากระป๋อง แบบ ไม่มี มอก. ก็เปลี่ยนเป็นแบบมี มอก. คือต้องเพิ่มระดับมันจะแพงขึ้นกว่าสักนิด แต่มี มอก. อย อะไรพวกนี้ ก็ยังมีความปลอดภัยขึ้นอีกหน่อย

     ส่วนบะหมี่ สำเร็จโดยปกติจะไม่ฉัน แต่พอมาช่วงหลัง ๆ นี้ บางครั้งต้องเดินทางฉันด่วนก็เลยต้องฉัน เสร็จแล้วมันก็ไปซับน้ำในร่างกายเข้าไปไว้ตัวบะหมี่ นั่นแหละ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ดังนั้นบะหมี่สำเร็จรูปต้องทานตอนมันอ่ิมตัว ก็ประมาณ 30 นาทีในการแช่กับน้ำร้อน ไม่ใช่ 2 - 3 นาที ( แต่ปกติเราไม่ค่อยรอ )
   
     สรุป เป็นพระเลือกฉันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับท่านผู้ใจบุญถวายภัตร์กันมา ต้องฉันไปตามที่มี


    3. ทำไม ไม่ไป รพ. เอกชน
 
     นั่นสิเห็นรณรงค์ กันมากมาย ห้ามพระรับเงินปัจจัย เพราะว่าจะนำมาซึ่งกิเลส ไม่พ้นกิเลส แต่ความเป็นจริงการไป รพ.เอกชน มันไม่ฟรี ไม่ใช่แต่เอกชน ของรัฐหลายอย่างก็ไม่ได้ฟรี อย่านอกระบบทุกอย่าง ต้องจ่ายตังค์ ถ้าขออะไรเพิ่มนอกระบบแล้วต้องจ่ายตังค์ ขออาหารพิเศษก็ต้องจ่ายตังค์ หลายปีมานี้ ฉันไม่ไดอยู่วัด หรือมีรายได้ ใด ๆ เลย ทุกวันก็นำทุนที่มีส่วนตัวออกมาใช้ในการเผยแผ่ จนจะหมดแล้ว จึงทำให้เป็นบุคคลที่ไม่มีเงินปัจจัยติดตัวอย่างเมื่อก่อน ดังนั้น เรื่องเงินปัจจัย จึงเป็นเรื่องลำบากใจ ลูกศิษย์ที่มี แต่ละคนก็มีภาระแตกต่างกันไป

    การไป รพ.เอกชน ได้รับการรักษาดี จริง แต่ มีค่าใช้จ่ายสูง เคยผ่าตัดไส้ติ่งนอน 3 วัน 2 คืน หมดไปร่วม 60,000 กว่าบาท อันนั้นคือสภาวะ ที่มีรายได้ จึงได้ไปรักษาที่ รพ.เอกชน ดังนั้น รพ.เอกชน ถ้า 15 ปีที่แล้วจะมีประวัติการรักษาของ พอจ.อยู่มาก ในขณะที่ รพ. สระบุรี ไม่มีประวัติการรักษาเลย

     การใช้บัตรรักษา ระดับการรักษา ไม่เท่ากัน ถ้าเป็นบัตรทองจะดีกว่า แต่เพราะเป็นพระ ไปขอทำไม่เคยได้ทำ ให้กลับทุกครั้ง ขอมาเป็นสิบครั้งไม่เคยได้สักใบ สิทธิ์บัตรทอง กับ สิทธิ์ พภ. เวลาใช้ต่างกันอยู่

     ของพระภิกษุ ค่ายา ส่วนที่เป็นยานอกบัญชี  คือมีใบขอรับการบริจาคจาก มูลนิธิ ทุนนิธิ เห็นในตอนเอาเอกสารคำร้องขอรับการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ดังนั้น ส่วนของ บัตรทอง ไม่มีการขอตรงไปตรงมาตามนั้นเบิกจ่ายตามจริง

    สรุป ไม่มีปัจจัยพอที่จะเข้าไปรักษา ที่ รพ.เอกชน


     
 
23  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ความสัมพันธ์ ในพระกรรมฐาน กับ วิธีไถนา ที่พระพุทธเจ้า มอบไว้แก่ชาวนา เมื่อ: มีนาคม 16, 2016, 08:29:37 AM



ศรัทธาของเราเป็นพืช
  ศรัทธา ( ความเชื่อ )
  ลำดับ ปฏิจจสมุปบาท สายออกจากทุกข์

     ศรัทธา ไปสู่ ปราโมทย์ ปราโมทย์ ไปสู่ ปีติ ปีติ ไปสู่ ฉันทะสมาธิ  ฉันทะสมาธิ ไปสู่ ยถาภูตญาณทัศศนะ ยถาภูตญาณทัศศนะ ไปสู่ นิพพิทา  นิพพิทา ไปสู่ วิราคะ  วิราคะ ไปสู่ วิมุตติ วิมุตติ ไปสู่ วิมุตติญาณทัศศนะ  วิมิตติญาณทัศศนะ ไปสู่ นิพพาน ( อนุปาทาปรินิพพาน )

ความเพียรของเราเป็นฝน
   ความเพียร ที่ย่อหย่อน และไม่ตึงเกิน     

ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ
   ความรอบรู้ ในกองพระกรรมฐาน และ ความเข้าใจเพื่อให้ความเพียร มีได้อย่างต่อเนื่อง

หิริของเราเป็นงอนไถ
   ความละอายใจต่อบาปอกุศล   

ใจของเรา เป็นเชือก
   กรรมฐาน เป็นอุบายสงบใจเบื้องต้น เป็นอุบายสู่วิปัสสนาในท่ามกลาง มีมรรคผลและนิพพาน เป็นที่สุด   

สติของเราเป็นผาลและปฏัก
   การดำเนินสติ ในกองกรรมฐาน เป็นกายานุปัสสนา เป็นจิตตานุปัสสนา เป็นเวทนานุปัสสนา เป็นธรรมานุปัสสนา

เราคุ้มครองกายคุ้มครองวาจา
    การคุ้มครองด้วยการสำรวมวาจา และ อาชีวะปาริสุทธิ

สำรวมในอาหารในท้อง
    โภชเนมัตตัญญุตา การปัจจเวกขณปัจจัย 4  การกระทำอาหาเรปฏิกูลสัญญา

ย่อมกระทำการถอนหญ้า คือ การกล่าวให้พลาดด้วยสัจจะ
     การละจากสะสม การทำความผ่องใส ในปัจจัย 4
     ย้ำเตือนตนเสมอ ๆ ว่า นี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ของเรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา
     แม้ว่าเบื้องต้นจิตจะคิดว่า นี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา นีึ่ไม่ใช่ตัวตนของเรา แน่การกล่าวสัจจะคือความจริง ย่อมละทิฏฐิที่ผิดได้ แม้ด้วยการข่ม อดกลั้น และประหารในที่สุด

ความสงบเสงี่ยมของเราเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลส
    ความวิเวก ย่อมนำไปสู่ วิราคะฉันใด ความสงบเสงี่ยม ย่อมไม่พอกพูนกิเลส เพราะการอาศัยวิเวกนั่นเอง

ความเพียรของเรานำธุระไปเพื่อธุระนำไปถึงแดนเกษมจากโยคะ
    การดำเนินมรรคอันมีองค์ 8 ย่อมถึงซึ่งความเกษม

ไม่หวนกลับมาย่อมถึงสถานที่ๆ บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก
    ย่อมมีการสิ้นกิเลส เพราะได้ มรรค และ ผล

การไถนานั้น เราไถแล้วอย่างนี้
     การไถนา ของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นอย่างนี้ แม้พระอริยะสาวก็เป็นอย่างนี้

การไถนานั้น ย่อมมีผลเป็นอมตะ
    การไถนา ของพระพุทธเจ้า และ พระอริยะสาวก ย่อมมีผลเป็นอมตะ ( นิพพาน )

บุคคลไถนานั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
    บุคคลกระทำกรรมฐาน ด้วยองค์ประกอบอย่างนี้  ย่อมพ้นจากทุกขอุปาทานขันธ์ ทั้งปวง

24  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / แกะหลัก ภาวนาอย่างชาวบ้าน ผู้ทำกสิกรรม เมื่อ: มีนาคม 16, 2016, 08:15:50 AM


ศรัทธาของเราเป็นพืช
  ศรัทธา ( ความเชื่อ )
  พืช คือสิ่งที่จะปลูก เมื่อจะปลูก พืชอะไร ก็ย่อมได้พืชเช่นนั้น

ความเพียรของเราเป็นฝน
   ความเพียร ที่ย่อหย่อน และไม่ตึงเกิน     

ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ
   ความรอบรู้ในกสิกรรม ความรอบรู้ ในส่ิงที่กระทำ ไม่ใช่รู้ทุกอย่างในโลก แต่รอบรู้ในวิชากสิกรรมนั้น  เนื่องด้วยฝนมีฤดูกาลไม่ได้ตกทุกวัน ปัญญาความรอบรู้ในการบริหารจัดการน้ำ ให้มีอยู่เพื่อรักษาพืชผลจึงต้องใช้ปัญญาในการนำน้ำเข้าสู่นา

หิริของเราเป็นงอนไถ
   คันบังคับที่ต้องยึดไว้ให้มั่น คือความละอายใจ ๆ ก็จะสร้างความเกรงกลัวต่อบาป

ใจของเรา เป็นเชือก
   ใจเป็นเครื่องกระตุ้นให้ เดินต่อ วัวควายถ้าไม่กระตุ้นกระตุกเตือนมันก็จะยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นดังนั้น ใจจึงต้องมีการกระตุ้นบ้าง

สติของเราเป็นผาลและปฏัก
    แต่บางครั้งการกระตุ้น มันก็ไม่ไหว จึงต้องมีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ทิ่มแทงไปบ้างเล็กน้อย 

เราคุ้มครองกายคุ้มครองวาจา
    ขณะที่ทำงานอยู่ ก็ไม่ควรพูดมาก ทำเรื่องอย่างอื่น ต้องคอยคุ้มครองกาย เพราะการเหยียบย่ำลงไปในน้ำในผืนนานั้น มีอันตรายทั้งเสี้ยนหนามและสัตว์มีพิษที่อยู่ในดิน

สำรวมในอาหารในท้อง
    เมื่อการทำกสิกรรม มีอยู่การบริโภคอาหารในระหว่างกระทำกสิกรรม จึงไม่ควร ควรจะต้องหยุดพัก

ย่อมกระทำการถอนหญ้า คือ การกล่าวให้พลาดด้วยสัจจะ
    เมื่อหยุดการไถนาว่างเว้น ก็ใช้เวลาที่ควรในการกำจัดวัชชพืช เพราะวัชชพืชไม่ต้องปลูกมันสามารถขึ้นได้เอง ดังนั้ันนาที่ไม่มีการดูแลย่อมถูกวัชชพืชแย่งความอุดมสมบูรณ์ พืชผลอาจจะไม่ได้ หรือได้ก็ไม่สมบูรณ์

ความสงบเสงี่ยมของเราเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลส
    ความสันโดษพอใจ ในสิ่งที่มีเป็นเหตุไม่ขยายการทำกสิกรรมมากไป เพราะรู้ความพอดี บางคนทำมากไปมีกำลังพอ ดูแลมากก็ทำไม่ไหว ดังนั้นการทำกสิกรรม แต่พอดีจึงเป็นการคลายความลำบากในการจัดการ

ความเพียรของเรานำธุระไปเพื่อธุระนำไปถึงแดนเกษมจากโยคะ
    เมื่อผืนนาที่ไถแล้ว ได้ลงพืชสิ่งที่ต้องทำก็คือการหมั่นประกอบการดูแลพืชผลอย่างต่อเนื่องไม่วางธุระ
เมื่อชาวนาดูแลนา คือ พืชผลที่ลงแรงไว้อย่างนี้ ผลย่อมออกตามต้องการ

ไม่หวนกลับมาย่อมถึงสถานที่ๆ บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก
    ไม่เศร้าโศรก เพราะพืชผล ย่อมบริบูรณ์ ไม่ถึงภัยธรรมชาติ ย่อมไม่ทุกข์

การไถนานั้น เราไถแล้วอย่างนี้
     การไถนา ของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นอย่างนี้ แม้พระอริยะสาวก็เป็นอย่างนี้

การไถนานั้น ย่อมมีผลเป็นอมตะ
    การไถนา ของพระพุทธเจ้า และ พระอริยะสาวก ย่อมมีผลเป็นอมตะ ( นิพพาน )

บุคคลไถนานั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
    บุคคลถ้าไถนาแบบนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ ทั้งปวง



25  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ทำแค่นี้ ก็ไปนิพพาน ได้ ไม่ต้องซับซ้อนมากมาย เมื่อ: มีนาคม 16, 2016, 07:55:50 AM
"พระพุทธเจ้า เวลาพระองค์ทรงตรัสสอนคนทั่วไป พระองค์จะยกอุปมาทางอาชีพเพื่อให้เข้าใจหลักธรรม เช่นสอนชาวนา พระองค์ก็ทรงตรัสเทียบธรรมลงไปที่ อาชีพเขาว่า
( ศรัทธาของเราเป็นพืช ความเพียรของเราเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริของเราเป็นงอนไถ ใจของเรา เป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและปฏัก เราคุ้มครองกายคุ้มครองวาจา สำรวมในอาหารในท้อง ย่อมกระทำการถอนหญ้า คือ การกล่าวให้พลาดด้วยสัจจะ ความสงบเสงี่ยมของเราเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลส ความเพียรของเรานำธุระไปเพื่อธุระนำไปถึงแดนเกษมจากโยคะ ไม่หวนกลับมาย่อมถึงสถานที่ๆ บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก การไถนานั้น เราไถแล้วอย่างนี้ การไถนานั้น ย่อมมีผลเป็นอมตะ บุคคลไถนานั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ฯ (กสิภารทวาชสูตรที่ ๔) )
ถ้าเทียบลงในกรรมฐาน แล้ว
ศรัทธา ก็คือ ผล และ นิพพาน
( ตามลำดับที่งอกงาม เจริญเติบโต ) ดังนั้นการพอกพูน และรักษาศรัทธาไว้นั่นแหละ คือการภาวนา
ความเพียร เปรียบเหมือนฝน เพราะมีช่วง มีฤดู มีครั้งครา ไม่ใช่ทุกวัน ดังนั้นความเพียรที่มีมากไปก็ไม่ดี หย่อนไปก็ไม่ดี
ปัญญา เปรียบเหมือนแอกและไถ สิ่งใดที่ถูกปกปิด ไปไม่ได้ไม่เข้าใจก็ต้องใช้ปัญญา การคือการตามพิจารณา ทำไว้ในใจอย่างแยบคาย
หิริ เป็นงอนไถ ความละอายใจต้องมีไว้เบื้องหน้า นำทางเพื่อละจากอกุศล
ใจ เป็นเชือก หมายถึงการควบคุมศรัทธา ความเพียร ปัญญา หิริ นั้น ต้องมีใจเป็นตัวการสั่งและควบคุม
สติ เป็นผาล และปฏัก บางครั้งจะนอกลู่ นอกทาง ก็ต้องทิ่มแทงกันบ้างให้รู้ตัว การเตือนตนสม่ำเสมอ ก็คือการตามระลึกเพื่อไปสู่ความรู้ตัว
เมื่อดำเนินชีวิตอยู่ ด้วยกาย วาจา โดยอาหาร ย่อมต้องถอนหญ้า หมายถึงเมือ่บริโภคปัจจัย 4 ก็ต้องถอนตัณหาในปัจจัย 4 เพราะถ้าปล่อยไว้ ต้นหญ้าจะใหญ่ขึ้นรกรุงรัง นำมาซึ่งภัยมากมาย วิธีที่ดีก็คือการรู้ความจริงของโทษทางวาจา และ ความไปสู่ สันโดษ
ความเพียรที่ กระทำสม่ำเสมอ อย่างนี้ย่อมได้ผลงอกงามไพบูลย์ถึงความเกษมอันไม่มีโยคะ ไม่เศร้าโศรก ย่อมมีผล เป็น อมตะ ( นิพพาน )
ถ้าไถนาอย่างนี้ ย่อมพ้ันจากทุกข์ทั้งปวง

ดังนั้นการแสดงธรรม แม้พระพุทธเจ้าจะแสดงอย่างพื้น ๆ แก่ชาวนา ก็มีที่สุดคือ พระนิพพานเช่นกัน ....."


ข้อความบางส่วนจาก หนังสือเพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการเดินทาง และการภาวนา ของ ธัมมะวังโส

26  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / สาเหตุที่ลูกศิษย์ ไม่สามารถติดตามอาจารย์ ได้ เมื่อ: มีนาคม 11, 2016, 07:45:31 AM

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://upload.wikimedia.org/

จากพระสูตร แสดงให้เห็นแล้วว่าหากท่านทั้งหลาย มีคุณธรรม แตกต่างจากอาจารย์มากเกินไป และไม่มีปณิธาน เช่นเดียวกับพระอาจารย์ ท่านทั้งหลาย เหล่านั้นก็จะเดินไปกับอาจารย์ไม่ได้ ต้องแยกจากกันไปคนละทาง

    อะไร จึงจะเป็นสาเหตุ ให้ไปกับพระอาจารย์ได้

     1. พระอาจารย์ เคารพในพระอาจารย์ มีพระอาจารย์เฒ่า หลวงปู่ ขรัวตา ครูกรรมฐานปัจจุบัน
        ถ้าลูกศิษย์ ยังมีความเคารพเหมือนกันก็ไปร่วมกันได้
     2. พระอาจารย์ มีปฏิปทา ในแนวทางกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ
        ถ้าลูกศิษย์ ยังปฏิบัติ ในกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ ก็ยังไปร่วมทางกันได้
     3. พระอาจารย์ มีการส่งเสริม ให้ผู้มีบารมีร่วมกันเรียนศึกษาพระกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ เพื่อการไปสู่่วิมุตติ
        ถ้าลูกศิษย์ ยังร่วมสนับสนุนส่งเสริม พระกรรมฐาน และมีปณิธานไปสู่ วิมุตติ ก็ไปร่วมกันได้
     4. พระอาจารย์ มี คุณธรรมวิมุตติ ในชาตินี้
        ถ้าลูกศิษย์ ปรารถนา วิมุตติต ในชาตินี้ ก็ไปร่วมทางกันได้
     
     ดังนั้นท่านทั้งหลายที่ไม่มีปณิธาน ตรงต้องกับพระอาจารย์ ชื่อว่า ธาตุภายใน ไม่ตรงกันกับพระอาจารย์ แน่นอนท่านย่อมไม่สามารถที่จะร่วมวงกับเราได้ คงต้องไปกับครูอาจารย์ท่านอื่น ในแนวทางที่ท่านชอบ ก็ขออนุโมทนากับทุกท่าน เพราะไม่ใช่จะมีแต่ตรงนี้เท่านั้นที่จะส่งเสริมวิมุตติ สำนักอื่น ที่มีกรรมฐาน ถูกต้องตามแนวทางมรรค ผล นิพพาน ก็ยังมีอยู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับบารมีพวกท่าน จะหากันได้พบหรือไม่ ก็ขออนุโมทนา

     เวลาฉันตอนนี้ จะไม่เหลือ แล้ว อย่ามัวแต่เสียเวลาลวดลายกันให้มาก ถ้าปรารถนา จงเร่งปฏิบัติภายในให้มากขึ้น

        วิเวก ไปสู่ วิราคะ วิราคะ ไปสู่ นิโรธ   นิโรธ ไปสู่ โวสสัคคะ  โวสสัคคะ ไปสู่ อนุปาทาปรินิพพาน


    เจริญธรรม / เจริญพร

 
27  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ธาตุ ภายใน เป็นเหตุให้สัตว์ ทั้งหลา่ย คบค้า เกื้อกูลกัน เมื่อ: มีนาคม 11, 2016, 07:31:59 AM
         บุคคลผู้มีอัธยาศัยเหมือนกันจึงคบกันได้
            ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
            “ภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายเห็นสารีบุตรกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีปัญญามาก
            เธอทั้งหลายเห็นมหาโมคคัลลานะกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีฤทธิ์มาก
            เธอทั้งหลายเห็นมหากัสสปะกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนกล่าวเรื่องธุดงค์๑
            เธอทั้งหลายเห็นอนุรุทธะกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีตาทิพย์
            เธอทั้งหลายเห็นปุณณมันตานีบุตรกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนเป็นธรรมกถึก
            เธอทั้งหลายเห็นอุบาลีกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนทรงวินัย
            เธอทั้งหลายเห็นอานนท์กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพหูสูต
            เธอทั้งหลายเห็นเทวทัตกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่”
            “เห็น    พระพุทธเจ้าข้า”
            “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีความปรารถนาชั่ว
             สัตว์ทั้งหลายคบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน    คือสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว    คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว    สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงามคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม
            แม้ในอดีต    สัตว์ทั้งหลายก็ได้คบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน    คือสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว    ได้คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลวสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม    ได้คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม
            แม้ในอนาคต    สัตว์ทั้งหลายก็จักคบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน    คือสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว    จักคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลวสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม    จักคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม
            ภิกษุทั้งหลาย    แม้ในปัจจุบันนี้    สัตว์ทั้งหลายคบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน    คือสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว    คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว    สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม    คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มี
อัธยาศัยงาม”



ขอบคุณภาพประกอบจาก http://owlsc.com

     
28  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / พระอริยะ ไม่พูดขัดกัน และ ย่อมยกย่องซึ่งกันและกัน เมื่อ: มีนาคม 11, 2016, 07:22:03 AM
พระเถระทั้ง ๒ รูปกล่าวสรรเสริญคุณของกันและกัน
            [๒๖๐]    เมื่อท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว    ท่านพระสารีบุตรจึงถามว่า    “ท่านผู้มีอายุ    ท่านชื่ออะไร    และเพื่อนพรหมจารีรู้จักท่านว่าอย่างไร”
            ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า    “ท่านผู้มีอายุ    ผมชื่อว่าปุณณะ    แต่เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายรู้จักผมว่า    มันตานีบุตร”
            ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า    “ท่านผู้มีอายุ    น่าอัศจรรย์จริง    ไม่เคยปรากฏปัญหาอันลึกซึ้งที่ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเลือกเฟ้น    นำมากล่าวแก้ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งตามเยี่ยงอย่างพระสาวกผู้ได้สดับแล้ว    รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้จะพึงกล่าวแก้ฉะนั้น    เป็นลาภอย่างมากของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย    เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายได้ดีแล้ว    ที่ได้พบเห็น    ได้นั่งใกล้ท่านปุณณมันตานีบุตร    แม้หากเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายจะเทิดทูนท่านปุณณมันตานีบุตรไว้บนศีรษะเหมือนเทริดผ้า    จึงจะได้พบเห็น    ได้นั่งใกล้    แม้ข้อนั้นก็นับว่าเป็นลาภมากของท่านเหล่านั้น    ท่านเหล่านั้นได้ดีแล้ว    อนึ่ง    นับว่าเป็นลาภอย่างมากของผมด้วย    ผมได้ดีแล้วด้วย    ที่ได้พบเห็นได้นั่งใกล้ท่านปุณณมันตานีบุตร”


พระสุตตันตปิฎก  มัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสก์  [๓.  โอปัมมวรรค]
๔.  รถวินีตสูตร


ขอบคุณภาพประกอบจากบ้านจอมยุทธ



    จากพระสูตร ต้องการยกให้ท่านทั้งหลาย เห็นว่า พระอริยะ กับ พระอริยะ ไม่มีปัญหาซึ่งกันและกัน แน่นอน และก็ไม่เพราะวัจนะ เพื่อยกตนข่มท่าน บัณฑิตผู้หวังในนิพพาน ย่อมเคารพต่อ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่ใช่แต่ พุทธวัจน์ จนไม่ฟัง ธรรมวัจน์ หรือ สังฆวัจน์

    เพราะพระพุทธเจ้า มีไม่ได้ ถ้าไม่มี ธรรมวัจน์
    พระธรรม ก็มีไม่ได้ ถ้าขาดผู้ตรัสรู้
       ( พระธรรมที่มีอยู่ก่อนไม่ได้เรียกว่า พระธรรม เรียกว่า  ธรรมชาติ ได้ เป็นกลาง คือ เป็นได้ทั้งกุศล และ อกุศล และ อัพพยากฤต ธรรมส่วนนี้ไม่เรียกว่า พระธรรม เพราะขาดคำสอนหรือคำชี้นำ เป็นสภาวะที่ต้องตรัสรู้เอง)
    พระสงฆ์ ก็มีไม่ได้ ถ้าขาด พระพุทธเจ้า และ พระธรรม







29  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / การรวม มรรค อาศัย สัมมาสมาธิ ในขั้นตอนสุดท้าย เมื่อ: มีนาคม 10, 2016, 09:17:18 AM
[๙๗]    “ภิกษุทั้งหลาย    แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร  บ่าไปสู่สมุท  หลากไปสู่สมุทร  แม้ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  เมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์   ๘   ทำอริยมรรคมีองค์   ๘   ให้มาก ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน  โน้มไปสู่นิพพาน    โอนไปสู่นิพพาน

ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์    ๘    ทำอริยมรรคมีองค์    ๘    ให้มากย่อมน้อมไปสู่นิพพาน    โน้มไปสู่นิพพาน    โอนไปสู่นิพพาน    อย่างไร
      คือ    ภิกษุในธรรมวินัยนี้
       ๑.  เจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๒.  เจริญสัมมาสังกัปปะอันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๓.  เจริญสัมมาวาจาอันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๔.  เจริญสัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๕.  เจริญสัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๖.  เจริญสัมมาวิริยะ อันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๗.  เจริญสัมมาสติ อันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
       ๘.  เจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก    อาศัยวิราคะ    อาศัยนิโรธ    น้อมไป ในโวสสัคคะ
            ภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์    ๘    ทำอริยมรรคมีองค์    ๘ ให้มาก    ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน    โน้มไปสู่นิพพาน    โอนไปสู่นิพพาน    อย่างนี้แล”


      พระสุตตันตปิฎก  สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรค  [๑.  มัคคสังยุต]
      ๘.  ทุติยเอกธัมมเปยยาลวรรค  ๑๔.  โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร

     
   ขอบคุณภาพประกอบจาก http://topicstock.pantip.com/
30  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / วัปัสสนา ต่อ จากสมาธิ อย่างไร ? เมื่อ: มีนาคม 10, 2016, 09:09:42 AM
  [๑๔] “เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน  ปราศจากความเศร้าหมอง    อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหวอย่างนี้  เรานั้นได้น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา   นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย  นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเรารู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตได้หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ  อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ ก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว   ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป



ขอบคุณภาพประกอบจาก https://thebggaro.files.wordpress.com
31  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / การโปรดญาต พ่อแม่พี่น้อง เป็นเรื่องที่ควรทำสุดท้าย ก่อนละสังขาร เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2016, 01:34:01 PM



การโปรดญาต พ่อแม่พี่น้อง เป็นเรื่องที่ควรทำสุดท้าย ก่อนละสังขาร

"พ่อแม่พี่น้อง ญาติ หลายท่านเคยถามอาจารย์ ท่านทำไม ไม่ไปโปรดพวกเขาบ้าง หรือไปเยี่ยมเยียนมอบธรรมะให้กับเขากันบ้าง ส่วนตัวก็ยินดีนะถ้า พ่อแม่พี่น้อง ญาติ สนใจธรรมะปฏิบัติ แต่ความเป็นจริง ทำได้ยาก สำหรับ พ่อแม่พี่น้อง ญาติ นั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาลงนรกมากกว่า จะได้รับธรรมะ เพราะเจอหน้า เจอตา แต่ละคน เขาก็เหยียดหยามเรา ด้วยความรู้สึกแบบญาติ ว่าไม่เอาไหน บวชเลี้ยงชีวิต ไม่สู้งาน ไม่สู้ชีวิต ประมาณนั้น เสียมากกว่า ที่จะมีใครมารับ ธรรมะ เจอหน้าแต่ละคน ก็ถามว่าเมื่อไหร่ จะสึก และแสดงความเห็น ว่าควรจะสึกออกมาเลี้ยงชีวิต มันจะภาคภูมิ กว่าอยู่เป็นพระ นี่กล่าวยังเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นการโปรด พ่อแม่พี่น้อง ญาติ เหล่านี้ สำหรับฉันตอนนี้ไม่มีความคิดเลย เพราะ พ่อแม่พี่น้อง ญาติ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ดูความเป็นจริง ทุกวันนี้พระ ภาวนาก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว ควรจะที่จะสึกหาลาเพศ มาอยู่ครองเรือนให้พวกเขาเล่นหัว เหยียดหยาม กันอย่างเมามัน ซึ่งบาปมากกว่า นรกจึงมีมากกว่า .... ทุกวันนี้ ญาตฉันไม่เคยให้มาช่วยเหลือ แม้แต่ฉันให้บิณฑบาต เขายังเลือกที่จะไม่ใส่บาตรฉัน เวลา ขับรถผ่านทางเห็นฉันเดินอยู่เขาก็ไม่จอดรับ แม้จะไปทางเดียวกัน ดังนั้นควรหรือที่เราจะไปโปรดเขา บางคนถ่มน้ำลาย ถุย ใส่ บอกว่า อาศัยผ้าเหลืองแดก ก็มี นี่ละคือ ญาต ที่ท่านทั้งหลายสงสัยกันว่า ทำไมฉันไม่ขอให้ญาตมาช่วย ทุกวันนี้ ฉันมี ญาต เพียงคนเดียวคือ แม่ ที่ฉันยังยอมรับบาตร อยู่ ถึงแม้ท่านจะบ่น เรื่องให้ลาสิกขาอยู่บ้าง แต่การอนุเคราะห์ท่านเห็นว่าเป็นชาติสุดท้ายแล้ว ที่เราจะได้มาเป็นแม่ลูกกัน ดังนั้นจึงเปิดโอกาสการสนทนาธรรมที่ยังพอเป็นไปได้ให้กับท่าน ทุกคร้งที่เจอกัน ฉันยังเป็นฝ่ายฟังท่านสอน ฉันก็ยินดีอยู่เพราะทำให้ท่านสบายใจ ที่ได้สอนพระ อย่างน้อยจิตใจมีการวิจารณ์ธรรม ไปด้วย แต่ก็มีข้อเสีย คือท่านไม่เคยสนใจการภาวนาของเราที่ก้าวหน้า ไปเกินกว่าจะอยู่กับชาว ฆราวาสได้แล้ว จึงมองปัญหามุมเดียว ว่าควรใช้ชีวิตอย่างฆราวาส หรือถ้าใช้ชีวิตอย่างพระก็ควรอย่างพระที่เขาอยู่กันในวัดเสกสวดมีรายได้ จะได้ไม่ต้องมาทำให้ญาต ตระกูลเดือดร้อนตนเอง เดือดร้อน อันที่จริงก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน สิบกว่าปีมานี้ก็อยู่ด้วยทรัพย์ของเราที่มีอยู่ก่อนไม่ได้ใช้ทรัพย์ของญาติท่านนั้นมาจุนเจือชีวิตให้อยู่รอด และได้ลูกศิษย์ช่วยกันพยุงอัตภาพ จึงพออยู่ได้ ทำงานได้ .... "



ข้อความบางส่วน จากหนังสือเพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนา และการเดินทาง ของธัมมะวังโส
32  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / สายสัมพันธ์ ที่ร่วมปิดทองหลังพระ ขออนุโมทนา ทุกท่าน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2016, 12:17:04 AM


"สายสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่สายเลือด แต่มีความอบอุ่น ถึงขั้นเสียสละให้ไดทั้งชีวิตเช่นเดียวกับ บุพพการี คือ พ่อและแม่ สายสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่สายเลือดนี้ คือสายสัมพันธ์ ของครูกรรมฐาน กับศิษย์ ที่เรียนกรรมฐาน ซึ่งสายสัมพันธ์แตกต่างกัน สายสัมพันธ์ ระหว่าง อุปัชฌาย์ และ ผู้บวช ที่เรียกว่า อันเตวาสิก และ สัทธิวิหาริก แต่สายสัมพันธ์ ทางด้านการภาวนานั้น มันมีคุณค่าในตนเอง ในความเป็น พระที่เป็นเนื้อนาบุญ บรรดาศิษย์ถึงแม้ไม่แก่กล้าในวิชา กรรมฐาน แต่ก็ย่อมเห็น อัธยาศัย ของครูที่เป็นเนื้อนาบุญ ศรัทธา และ ความเลื่อมใส ในพระสงฆ์ ที่เป็นครูย่อมถึงพร้อมซึ่งการเสียสละ เพื่อรักษาอัตภาพ ของครู และสนับสนุนการเผยแผ่ธรรม อันงาน ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด นี่คือที่มาของความเสียสละ ภายใต้ คำว่า ปิดทองหลังพระ ....."

ข้อความบางส่วนจากหนังสือ เพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนา และ การเดินทางของ ธัมมะวังโส
33  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: อยากให้ครูช่วยชี้แนะ คว่ำจักร-หงายจักร โดยบริกรรมพุทโธ บริกรรมลม เข้า-ออก นิมิตร เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2016, 11:44:22 PM
อ้างถึง
กำหนดจุดศูนย์กลาง  เห็นจักรมาทีละจักร  เดิน

       เห็นชัดไม่ชัด ก็รู้ว่าเดิน บริกรรมพุทโธก็เดิน

     หรือไม่บริกรรมก็เดิน ตามลม เข้าออก ตามจังหวะ

         ตั้งแต่กระจัดกระจาย ปรับ

          จากหมุนนิมิตร  จับจุดแกนโลก   เดินจักร  สี่ทิศ แปดทิศ สิบหกทิศ(อันนี้ยังกำหนดได้ไม่ชัด)

   แต่สองอันแรกค่อนข้างเป็นระเบียบดีกว่าเก่า

ระวังด้วยการ เรียกจักร เดินจักร ไม่ใช่คำพูดของฉัน ที่เขียนไว้ด้านบนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชา เลย และไม่เคยได้สอนไว้ เขียนไปคนจะเข้าใจผิดว่าฉันสอนนอกลู่ นอกทาง จากสายวัดพลับ

   การปฏิบัติ กรรมฐาน มัชฌิมาแบบลำดับ

      1. สัมปยุต ลง ศูนย์นาภี
      2. ตั้งฐาน พระขุทกาปีติ เดินิจิต
              นิมิตร ลักณณะ และ รัศมี เกิด ผ่าน
      3.เลื่อนชั้น เป็น ฐานสอง พระขณิกาปีติ
              นิมิตร ลักณณะ และ รัศมี เกิด ผ่าน
      4.เลื่อนขั้น เป็น ฐานที่สาม  พระโอกกันติกาปีติ
             นิมิตร ลักณณะ และ รัศมี เกิด ผ่าน
      5.เลื่อนขั้น เป็น ฐานที่สี่ พระอุพเพงคาปีติ
             นิมิตร ลักณณะ และ รัศมี เกิด ผ่าน
      6..เลื่อนขั้น เป็น ฐานที่ห้า  พระผรณาปีติ
             นิมิตร ลักณณะ และ รัศมี เกิด ผ่าน
     
      ออกจากกรรมฐาน จบสาย อนุโลม
      7. เรียน คุณ สมบัติ ของ ธาตุ การใช้ องค์ วิปัสสนา อย่างอ่อน กับโกฏธาตุ ต่าง
           เริ่มตั้ง โกฏธาตุ ดิน ไฟ น้ำ ลม อากาศ             
   
        ออกจากกรรมฐาน จบสาย อนุโลม วิปัสสนาอย่างอ่อน เรียกว่า การตั้งธาตุ

      8. การเดินจิตให้แคล่วคล่อง เพื่อ สะกด เสียง อันเป็นเสั้ยนหนามแห่ง สมาธิ
         เรียนการเเดินจิต ตั้ง ธาตุ พระธรรมปีติ ขึ้น และ ลง
         ( อนุโลม ปฏิโลม )
         เข้าสอบจิต ตั้งสะกด ตามวิธีการของครุอาจารย์

      9. การเดินจิต เข้า คืบ เพื่อ โยกธาตุ ฐานจิต ให้เกิดความชำนาญ ไม่ผูกด้วย ลำดับ แต่เข้าอย่างลำดับ เรียกว่า หนุนธาตุ เสริมธาตุ ทอนธาตุ สะกดธาตุ 
         สอบ เข้าสะกดกรรมฐาน ตามขั้นตอน ของครูอาจารย์

     10. การเดินจิต เข้าวัด ออกวัด เพื่อให้จิตมั่นคงในฐาน ต่าง คำว่า วัด หมายถึง การสอบจิต ว่ารู้ไหม ว่า ตั้งฐานจิต ที่ฐาน ไหน ธาตุ อะไร คุณแห่ง ธาตุ คือ อะไร รัศมี พระลักษณะ ปรากฏอย่างไร
       สอบ เข้าสะกด เข้าวัด ออกวัด

      ผ่าน ก็ไปต่อ ห้อง ที่ 2 คือ พระยุคลธรรมหกคู่ 12 ประการ

    ( ดังนั้น การเข้าจักร หมุนเข็ม อะไร ๆ ต่างที่เขียนไว้ด้านบน ไม่ได้สอนไว้ อย่าไปฝึก ซี้ซั้วะ นะ มันจะทำให้เราติดขัด วิชามันตีกันได้ )


      นี้คือ สิ่งที่ศิษย์ ทุกท่านควรจะต้องทบทวนกันก่อน ที่มักบอกว่า ไม่ได้สอน และยังทำกันไม่ได้ มันอยู่ตรงไหน ทำไมจึงไม่ได้เลื่อนไป พระยุคลธรรมหกคู่ ให้ทบทวนกันตรงนี้ อย่าพึ่งไปพูดหรือกล่าวถึงวิชาด้านอัปปนา โดยตรง

    เจริญพร
         
 
 

34  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / กรรมฐาน ไม่ใช่ แต่ โบราณ แต่ มีมาตั้ง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2016, 11:22:33 PM


( พระวีระ สุขมีทรัพย์ ฐานวีโร

คัมภีร์สมุดไทดำต้นฉบับบันทึกพระกัมมัฏฐานโบราณ วัดป่าแก้ว อยุธยา อายุ ๔๐๐ ปี ของพระพนรัต(รอด) หรือหลวงปู่เฒ่า เจ้าอาวาส องค์ที่สี่ พระสังฆราชฝ่ายซ้าย ของวัดป่าแก้ว ตกทอดมาถึง สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน วัดราชสิทธาราม
ข้อความจากเฟค พระครูสิทธิสังวร
)

กรรมฐาน ไม่ใช่ แต่ โบราณ แต่ มีมาตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้า มีพระสชมม์อยู่
บางทีไปเน้นบอกกล่าว ว่า กรรมฐาน โบราณ แต่ ความเป็นจริง กรรมฐาน ไม่โบราณ ใช้คำว่า กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ นั้นถูกต้องอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนตาม เพื่อให้เข้ากับยุค สมัย เหมือน หลาย ๆ คนที่พยายามชอบเปลี่ยนชื่อ หนังสือ พระไตรปิฏก นั่นแหละ จะให้เรียก คัมภีร์ นิพพาน บ้าง คัมภีร์ พุทธ บ้าง แล้วแต่จะจินตนาการ แต่ชื่อที่เหมาะสมก็คือ พระไตรปิฏก นั่นแหละ เหมาะสมอยู่แล้ว

   สมัยหนึ่ง ได้เข้ากราบ หลวงพ่อพระครูสิทธิสังวร ท่านบอกว่า ให้เรียก กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ ใหม่ว่า กัมมัฏฐานโบราณ คนจะได้สนใจ ส่วนตัวรับฟังไว้ แต่ ก้อย่างที่แสดงไว้ด้านบนนั่นแหละ คือ เราไม่มีความจำเป็นต้องไปเรียกเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย หรือ ตีฆ้องร้อง เรียกคนเข้ามาปฏิบัติ สายนี้เพราะความเป็นจริง คนที่จะเข้ามาปฏฺบัติ มันต้องมีวาสนา บารมีกันด้วย จึงจะยอมรับกันเป็น ครู เป็น ศิษย์ เรียนกรรมฐานกันด้วยความเคารพ

 อันความเป็นจริง ตัวพระกรรมฐาน ไม่ใช่โบราณ เพราะมีมาแต่ยุค สมัยพระพุทธเจ้า มีพระชมม์อยู่ ผู้ที่เป็นผู้สืบทอด องค์แรก ก็คือ พระอริยะราหุลพุทธชิโนรส การบันทึกมีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยนั้น พระอริยะราหุลพุทธชิโนรส เป็น เอตทัคคะด้าน ผู้คงแก่การเรียน การบันทึกวิชา มีมาตั้งแต่สมัยนั้น มีตอนหนึ่งในพระไตรปิฏก อรรถกถา แต่ลืมหน้าไปแล้ว ต้องค้นใหม่ ขณะที่ ทรงอักษร ( บันทึก) ได้ร่วมกับ พระอริยะมหากัจจายนะ ในขณะ รวบร่วมอักษร เป็นตำรา ชื่อว่า มูลกัจจายนะ ซึ่งเป็นต้นแบบ ในการศึกษาบาลี ของ พระสงฆ์ หลายยุค ในสมัยนั้น มีกลุ่่มพระภิกษุ ต้องการรวบเป้น ภาษา สันสกฤต เพราะมีความไพเราะ สละสลวย เหมือนบทเพลง มีการขึ้นทูลขอพุทธานุญาต จากพระพุทธเจ้า แต่ พระพุทธเจ้าห้าม ใช้ภาษาสันสกฤต พร้อมบัญญัติ วินัยลงโทษปรับอาบัติ ไม่ให้พระภิกษุ เอื้อนเอ่ย เป็นเพลง พระสูตร พระคัมภีร์ จึงเว้นจากภาษาสันสกฤต น่าจะอยู่ในวินัย เล่มที่ 1 - 7 ต้องอ่านใหม่ มันนานแล้ว อ่านแล้วก็ไม่ได้จำไว้ เป็นพิเศษ ก็อย่างนี้
   
นวัน มาฆบูชา เป็นวันประชุม สันนิบาต คือ พระอรหันต์ เอหิภิกขุอปสัมปทา มาประชุมกัน มิได้นัดหมาย 1250 รูป และพระพุทธเจ้า ทรงประทาน โอวาทปาฏิโมกบ์ แก่พระอรหันต์ เพื่อเป็นแนวทางในการเผยแผ่ พระธรรม อย่างย่อ 3 อย่างขยาย 6 วันนั้นเป็นคืนเดือนเพ็ญ

 และมีเหตุการณ์เพิ่มขึ้นอีกสองเหตุการณ์ คือ การแต่งตั้ง พระอัครสาวก ซ้าย ขวา คือ ประกาศให้ พระอรหันต์ ทั้ง 1250 รูปนั้น เลือกพระสงฆ์ 2 รูป เป้นอัครสาวก ซ้าย ขวา พระอริยะโมคคัลานะ และ พระอริยะสารีบุตร

อีกเหตุการณ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ คัมภีร์ มูลกัจจายนะ เรื่องรับสั่งให้มีการบันทึก พระสูตร พระวินัย ให้กับ พระธรรมกถึก และ พระวินัยธร มีการประกาศ ให้พระปุถุชน ที่สงฆ์เลือกให้ทำหน้าที่ เป็น พระธรรมธร และ พระวินัยธร

เรื่องของสองพระนี้ เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว สมัยหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปอยู่ป่า พระองค์เดียว อาศัย ลิง และ ช้า อยู่ ในขณะนั้น

สำหรับช้างได้รับ พยากรณ์ ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า องค์ต่อไปอีกประมาณ 7 องค์ เรื่องนี้เกิดที่ ป่าลิไลย ( ป่าเลย์ไลย์ ) ส่วนลิง ก็น่าจะไม่ธรรมดา

พระธรรมธร ให้เรียน พระสูตร และวิธีการปฏิบัติกรรมฐาน คือ มูลกัจจายนะ
พระวินัยธร ให้เรียน และ จดจำข้อบัญญัติวินัยของ พระภิกษุ และการวินัจฉัยโทษ ปรับอาบัติ


35  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / บันทึกหนัก เรื่อง พระเณร ก็มี แต่คงให้อ่านมากไม่ได้ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2016, 10:41:20 AM
"ไปเยี่ยมพระเณร อบรมบาลี พระเณรอยู่ในวัดร่วม สามร้อยรูป เวลานั่งฉันภัตรมาโดยพร้อมเพรียง เวลาเรียนก็ไปกันอย่างคับคั่ง แต่ถึงเวลาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า มี พระเณรเข้าเฝ้าเพียง 4 - 6 รูป ตกลงว่าทุกวันนี้เราให้ความรู้ หรือ ให้คุณธรรม เราให้ความรู้อะไร กับศาสนทายาท ให้ ตัวตน หัวโขน ยศศักดิ์ แล้วหลงลืมตัว กันไปเลยใช่ไหม ....."

ตัวอย่างเขียนหนัก ๆ ในบันทึก นะ เอามาให้ชมสักนิด อย่าคิดว่าฉันว่าไม่ได้มองพระเณร ดี หรือ ไม่ดี หรือ ไม่แยกแยะ เพียงแต่อาจจะไม่พูด เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดได้ กับ พระเณรเหล่านั้น

 ใครมีบุญวาสนาร่วมกัน ก็ตักเตือน ชี้ทางให้ เท่านั้น ฉันเองก็ไม่ได้มีความสามารถจะเปลี่ยนแปลงสังคมตอนนี้ได้ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อคนที่มีวาสนา เป็น ศิษย์ ครู กันมาก่อน ตามคำอธิษฐาน เท่านั้นใครจะไป สู่ประตู อมตะ รีบมา สังขารฉันเองก็ใกล้แล้ว ....

  บ่มเพาะลูกศิษย์บางครั้งใช้เวลามากทีเดียว บางท่านทดสอบกัน สอนกัน 10 กว่าปี ที่น้อย ๆ ไม่มีดอกนะจ๊ะ ยิ่งเกิดใหม่ กิเลสอนุสัย ก็พอกพูนทางลบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้นยิ่งนานวัน พระอริยะ ก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ยุคนี้เป็น ยุค ของพระอนาคามี และ พระสกทาคามี ที่ยังมีจำนวนมาก

   ;)
36  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: เรียน ถาม เรื่อง อัปปมัญญา ที่ฟังจากรายการ คะ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2016, 10:17:31 AM
ขั้นตอน
   1. สัมปยุตธรรม ลงศูนย์นาภี ด้วยพุทธคุณ
   2. กำหนดพุทธคุณ พุทโธ สักพัก พอให้จิตผ่องใส
   3. อธิษฐาน เข้า เมตตาอัปปมัญญา
   4. เลือนฐานจิต จากศูนย์ ขึ้นไปที่ หทัยวัตถุ เนื่องด้วย เมตตาบารมี เกิดที่ หทัยวัตถุ ด้วยอำนาจของใจ
   5. ทำการระลึกถึง โทษ แห่ง ความโกรธ
   6. ทำการระลึกถึง การระงับความโกรธ ด้วยขันติธรรม
   7. สมาทาน ขันติธรรม เข้ากลางหทัย ด้วยความรู้สึกว่า การไม่โกรธ หรือ ระงับความโกรธ นั้นเป็นเหตุให้เกิดความสุข ใครที่สุข ก็คือ ใจที่สุข ใจที่สุข ก็คือเราที่สุข
   8. เมื่อถึง เรามีสุข นั่นก็คือ ความรักในตัวเรา ปรารถนาให้เรามีความสุข เพราะสุขจึงไม่คิดจะเบียดเบียนใคร ให้ทุกข์ เพราะถ้าทำให้คนอื่นทุกข์ ใจเราก็ทุกข์ ดังนั้น จิตจะดั้งดวงแห่งสุข ในท่ามกลางหทัย ว่า ขอให้เราเป็นผู้มีความสุข
   9. เมื่อถึงตรงนี้ ดวงนิมิตร คือ อุคคหนิมิตร ก็จะเกิดไปตามลำดับ
   10.เมื่อดวงนิมิตร เกิดขึ้นแล้ว ในท่ามกลางหทัยวัตถุ ก็จะขยายใหญ่ บ้าง เล็ก บ้าง ตาม ปฏิภาคนิมิตร ของแต่ละคน แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นรูปกลีบดอกบัว  จะเริ่มบาน 4 กลีบ 8 กลีบ 16 กลีบ 32 กลีบ 64 กลีบ จนบานซ้อนบานไปเรื่อย ระหว่างกลีบบัวจะเปลี่ยนสีไปด้วย บางท่านบานจนมีกงจักร หมุนรอบดอกบัว   เมื่อจิตเห็นปฏิภาคอย่างนี้แล้ว จึงกำหนดความสุข ตรงนั้น มันเป็นความสุขที่ไม่มีการเบียดเบียน เพราะความรักตนให้มีความสุข นั่นเอง ความสุขก็จะไต่ชั้นระดับไปถึง ตติยฌาน
   11. เมื่อถึง ตติยฌาน ให้ทำการอธิษฐาน แผ่ทิศาผรณา เป็น สีมสมเภท ( ไม่จำกัดขอบเขต ) ให้ทำการผ่ออกไปที่ 12 บุคคล ทั้ง 10 ทิศ
   12. จิตจะทรงอารมณ์ ด้วยนิมิตร ดอกบัน จาก 1 ดอก เป็น 2 ดอก 3 ดอก 4 ดอก 5 ดอก ตามทิศ จากนั้น เมื่อแผ่เสร็จรอบทิศทั้ง 10 ดอกบัวทั้งหมด จะบานออกแผ่กลีบประสานกัน ในตติยฌาน ขั้น ประณีต
   ( สำหรับพระอริยะบุคคล พระอนาคามี ขึ้นไป จะเป็นธรรมจักร แทนดอกบัว ตอนเข้า ตติยะฌานสีมสัมเภท
     ถ้าเป็นพระอรหันต์ ลัญจกร ( อันนี้กล่าวไว้แล้ว ในห้องศิษย์สายตรง แต่ผู้ทีจะหมุนได้ มีประเภทเดียวเท่านั้น ไม่ใช่หมุนได้ทุก ลัญจกร  จะหมุนแทน ดอกบัว)
   13. จิตจะไม่เข้า อุเบกขา เพราะ เมตตาอัปปมัญญา ไม่สามารถเข้า อุเบกขาเป็นฌานที่ 4 ได้
   14. สภาวะที่อยู่ ใน ตติยะฌาน ในขณะนั้นเรียกว่า สมาบัติของเจโตวิมุตติ ไม่ใช่ฌาน 4 ไม่ใช่ ฌาน 8 แต่อำนาจฌา่นสมาบัติ ขณะนั้น มีอานิสงค์มากกว่า ตามพุทธพจน์กล่าวไว้ ถึง 10 ประการ
   15. โดยส่วนใหญ่ เมื่อเข้า ตติยะฌาน ขั้นประณีต จะทรงสมาบัติ อย่างน้อย 3 วัน 3 คืน
   16. ให้อธิษฐานออกจาก เมตตาอัปปมัญญา เช่นกรรมฐาน เวลาปกติ การออกเหมือนกัน
   17. ไม่ต้องแผ่เมตตา ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะในกรรมฐาน เป็นการแผ่ เมตตา อยู่แล้ว
   
    ;)     
 
37  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: เรียน ถาม เรื่อง อัปปมัญญา ที่ฟังจากรายการ คะ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2016, 09:59:25 AM
ถ้าตอนนั่งกรรมฐาน กำหนดทิศไม่ได้ ก็ให้กำหนด ซ้าย ขวา หน้า หลัง ขวาเฉียงหน้า ขวาเฉียงหลัง ซ้ายเฉียงหน้า ซ้ายเฉียงหลัง  บน ล่าง ก็ได้ แต่ไม่สัมพันธ์ กับคำภาวนา คือ กล่าวทิศ แต่ใช้แทนกันได้


   ;)
38  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / ถ้าภาวนาอะไร ไม่ได้ ก็ กลับ ปรารภธรรม ( ปัจจุบัน เวไนยยะ ใช้แบบนี้กัน ) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2016, 09:48:43 AM


"ฉันไม่ได้หาทาง ดับทุกข์อันเกิดจากโลกธรรม แต่ที่หาอยู่ทุกวันนี้ คือความน่าจะเป็นไปได้ในการเผยแผ่ พระกรรมฐาน ไม่ให้ติด ไม่ให้ขัด หลายคนเข้าใจผิดว่า ฉันหนีความทุกข์ไปที่ต่าง ๆ ฉันไม่มีความจำเป็นต้องมีหนีความทุกข์ไปในที่ต่าง ๆ เพราะฉันรู้ดีว่า ความทุกข์ ไม่ได้เกี่ยวกับสถานที่ หรือบุคคล แต่มันเกิดที่ใจ ที่มีเหตุปัจจัยจากตัณหาต่างหาก ดังนั้นต่อให้ฉันหนีไปที่ไหน ๆ มันก็ไม่พ้นจากทุกข์ เพราะทุกข์ที่เกิดที่ใจ ต้องดับที่ใจเท่านั้น ที่ฉันทำทุกวันนี้ คือความเป็นไปได้ ในการเผยแผ่พระกรรมฐาน ไม่ให้ติดข้อแม้มากมายต่างหาก ลำพังแค่ประเพณีการขึ้นกรรมฐาน ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ ขาดผู้ปฏิบัติจริงจัง นี่ก็เป็นอุปสรรคอยู่เช่นกัน ดังนั้นบางครั้งการหลีกเลี่ยงเพื่อให้การเผยแผ่ธรรมเป็นไปอย่างสะดวก ก็ต้องมีการเสียสละ และผู้เสียสละ ก็ไม่ต่างอะไรจากทหารที่ไปปกปักษ์รักษาดินแดน สิ้นชีพเพื่อชาติ ไม่ต่างกันเท่าใดนัก เพียงแต่ฉันทำหน้าที่นักรบของศาสนา คือ รบกับกิเลส ของคนที่พร้อมจะไปสู่ ประตูอมตะเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นก็ไม่ไหวเหมือนกัน ....."


ข้อความบางส่วนจากหนังสือ เพียงหยดหนึ่งแห่งพระธรรม
บันทึกการภาวนาและการเดินทาง ของธัมมะวังโส
39  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: รวมตอบปัญหา เรื่อง "พระธรรมปีติ" เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2016, 08:41:38 AM
พระลักษณะ ในพระขุททกาปีติ เป็นอย่างไรครับ
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=720.msg3079#msg3079



ค่อยกรองเพิ่มเติมนะ ตอนนี้กำลังไล่่อานตั้งแต่กระทู้แรก
40  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: รวมตอบปัญหา เรื่อง "พระธรรมปีติ" เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2016, 08:34:41 AM
ยังไม่ได้คัดกรองทั้งหมดนะ แต่ลิงก์ที่แนะนำ นั้นก็เกี่ยวข้องอยู่
ตามที่สมาชิก หลาย ๆ ท่านแนะนำมาให้พระอาจารย์ ช่วยรวบรวมการตอบปัญหา ที่เกี่ยวกับห้องพระกรรมฐาน และจัดแยกให้ท่านได้อ่านกันอย่างสะดวก เพิ่มขึ้น

  อันที่จริงเป็นคำแนะนำที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ทำก็ต้องนั่งอ่าน สิ่งที่โพสต์ไว้ เพื่อท่านทุกท่าน อีก ก็ขอบคุณกับคำแนะนำ ฉันก็จะได้ทบทวนไปด้วย ดีเหมือนกัน

   ;)
หน้า: [1] 2 3 ... 26