ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - tcarisa
หน้า: 1 2 [3]
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 วิธีทำร้ายตัวเองด้วยการใช้ คอมพิ้ว...ส..เต้อร์ เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 10:01:23 AM
7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง (She's smart)
โดย : สมร นอนใกล้รุ่ง

          สำหรับคนที่อยู่ดีไม่ว่าดี ชอบหาเรื่องแผลง ๆ มาทดลองและไม่เห็นค่าของความ "อโรคยา"...SHE's smart ก็มีวิธีง่าย ๆ มาสนองเจตนารมณ์ค่ะ วิธีเหล่านี้ง่ายมากสามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละเป็นอุปกรณ์ แล้วก็ไม่เสียเวลามากด้วย เพราะเราสามารถบั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปพร้อม ๆ กับที่นั่งทำงานได้เลย เห็นมั้ยคะว่าสะดวกแค่ไหน ค่อย ๆ ทำตามกันไปทีละข้อนะคะ

          วิธีที่ 1 ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ จอ เพราะ ระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตาของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24 นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดค่ะ

          วิธีที่ 2 ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา พยายามหันหน้าจอให้มีแสงจ้า ๆ สะท้อนเข้าตาเรา เช่น วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้ ๆ หน้าจอ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากจอคอมพิวเตอร์สามารถทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้าได้ ง่าย ๆ สมใจค่ะ

          วิธีที่ 3 จ้องจอนาน ๆ พยายาม จ้องจอคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าครั้งละ 30 นาที ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตาเมื่อไหร่แสดงว่าใช้ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึงดวงตาเริ่มล้าแล้ว ทำบ่อย ๆ คุณภาพตาจะแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าไม่กระพริบตาเลยจะยิ่งดี เพราะจะทำให้ตาแห้ง แล้วก็แสบตาในที่สุด ส่วนแผนกระจกกรองแสงถ้ามีก็ถอดออกเสีย เพราะจะเป็นการกรองรังสีจากจอ ดวงตาจะปลอดภัยเกินไปค่ะ

          วิธีที่ 4 นั่งให้ผิดท่า ชุดเก้าอี้และโต๊ะที่ใช้ถ้าหาแบบที่ต่างระดับกันได้มาก ๆ จะทำให้ท่านั่งผิดสุขลักษณะ ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรงต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกที่แขน ไหล่ หลัง และคอ และเราสามารถเพิ่มระดับความอักเสบของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นด้วยการนั่งที่ผิด ท่า นั่นก็คือเวลาใช้คอมพิวเตอร์อย่านั่งหลังตรง ให้นั่งค้อมไปข้างหน้าบ้าง แอ่นไปข้างหลังบ้าง

          วิธีที่ 5 วางคีย์บอร์ดให้ผิดทาง เวลาพิมพ์งานลองหามุมวางคีย์บอร์ดแล้วทำให้ต้องวางมือยาก ๆ ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์ควรกดแป้นพิมพ์แรง ๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนาน ๆ จะเมื่อยและเจ็บนิ้ว และยังของแถมคือคีย์บอร์ดจะเจ๊งเร็วขึ้น  เก้าอี้ที่ใช้ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีที่ให้วางแขน เพื่อที่แขนจะได้เกร็ง เมื่อเกร็งมาก ๆ ก็จะเมื่อยแขน ปวดไหล่ ปวดนิ้ว ลามไปถึงคอและหลังได้ด้วย

          วิธีที่ 6 กินขนมหน้าคอมฯ ให้หาขนมมากินขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปด้วย เพราะมีโอกาสที่เศษขนมหรือเกล็ดน้ำตาลจะหล่นลงไปในแป้นคีย์บอร์ด แล้วกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเราใช้คีย์บอร์ดสลับกับกินขนมครั้งแบบนี้อีก เราอาจจะโชคดีได้ท้องเสีย เพราะนิ้วของเราย่ำยีอยู่กับแหล่งเพาะเชื้อตลอดเวลานั่นเอง

          วิธีที่ 7 แช่แข็งตัวเองอยู่หน้าจอ พยายามหาเรื่องอะไรมาทำให้ตัวเองเพลิน ๆ จะได้นั่งอยู่หน้าเครื่องนาน ๆ จะได้ลืมให้หมดว่าการที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เครียดจนเมื่อยจนปวด จะได้ลืมว่าควรกินน้ำชั่วโมงละ 1 แก้ว จะได้ลืมว่าถ้าปวดฉี่แล้วไม่ยอมไปห้องน้ำจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

          แค่ คุณทำตาม 7 วิธีนี้ก็เชื่อว่าสุขภาพคุณคงจะย่ำแย่ลงได้บ้างล่ะค่ะ ถ้าอยากเจ็บป่วยแบบไหนก็เลือกกันตามอัธยาศัยเลยค่ะ เมื่อสุขภาพแย่ลงการทำงานก็จะแย่ลงไปด้วย และในที่สุดชีวิตคุณก็จะอับเฉาลงเรื่อย ๆ ด้วย 7 วิธีนี้เราหวังว่าคุณจะสมหวังค่ะ 

  เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน คลิกเลย   
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แม่ แม้หมดลมหายใจก็ยังไม่หมดรัก เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:57:56 AM
แม่... แม้หมดลมหายใจก็ไม่เคยหมดรัก (มติชน)

          ไม่บ่อยครั้งนักที่จะรู้สึกตื้นตันกับเรื่องราวชีวิตของคน แต่หนนี้เมื่อได้รู้จัก ได้พูดคุยยิ่งจุกอก...

          พันธกานต์ พินธุทอง เด็กหนุ่มวัย 20 ปี นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยบูรพา กำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่ในบ้านไม้หลังเก่าซอมซ่อ บนผนังไม้ผุพังมีรูปผู้หญิงหน้าตาใจดี ใส่กรอบไม้ พร้อมกับมีกระถางธูปตั้งอยู่เบื้องหน้า

          "แม่ผมเองครับ ท่านเพิ่งเสียเมื่อปี 2550 ครับ"

          พันธกานต์ เล่าถึงแม่จำนงค์ จีนจันทร์ ที่จากไปในวัยเพียง 48 ปี พร้อมกับละมือจากหนังสือเรียน แล้วย้อนเล่าเรื่องเก่าที่ยากจะลืมว่า เวลามองรูปแม่ที่ตั้งอยู่บนหิ้งและอดคิดถึงแม่ไม่ได้ เพราะตลอดชีวิต แม่เป็นทุกอย่าง เป็นแม้กระทั่งลมหายใจ

          "มาอยู่ที่สลัมคลองเตยเมื่อปี 2540 มาหาบ้านเช่าอยู่ที่นี่หลังจากที่พ่อกับแม่แยกทางกัน เพราะพ่อมีเมียใหม่ แม่เลยต้องพาเราออกจากบ้านและมาหาบ้านเช่าอยู่ บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้หลังเก่าค่าเช่าไม่กี่บาท เมื่อต้องออกมาอยู่กันตามลำพังแม่ลูก แม่ก็ไม่มีงานอะไร แม่เลยต้องทำงานทุกอย่างที่จะได้เงินมาเพื่อเลี้ยงและส่งเสียให้ลูกได้เรียน กลางวันแม่ไปทำงานรับจ้างที่คลีนิคสัตวแพทย์ ตอนเย็นก็มารับจ้างซักผ้ารีดผ้า ผมกับน้องมีหน้าที่ช่วยแม่ซักผ้า และคอยไปส่งผ้าตามบ้านลูกค้า ผมรู้ว่าแม่เหนื่อย หลาย ๆ ครั้งที่แม่ต้องหยิบยาดมมาดม แม่หน้าซีดจนต้องนั่งพัก แต่แม่จะบอกเสมอว่า ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เรียนหนังสือและจะรอคอยดูความสำเร็จของลูก"

          " แม่บอกผมกับน้องเสมอว่า แม้ชีวิตเราจะต้องลำบากมากขึ้น แต่เราก็ต้องอดทน เพราะชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ แม่บอกตลอดว่า แม้แม่จะเลิกกับพ่อ แต่ลูกต้องไม่ลืมเรื่องความกตัญญู แม่จะพร่ำสอนอยู่เสมอว่า ต้องตอบแทนผู้ที่มีบุญคุณกับเรา แม้พ่อที่ทอดทิ้งไปก็ต้องตอบแทนบุญคุณ เพราะพ่อเป็นผู้ให้ชีวิต"

          พันธกานต์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจในตัวแม่ แต่แล้วรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าก็กลายเป็นรอยน้ำตา

         "ผมเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าแม่ทำงานหนักอย่างนี้แล้วร่างกายแม่จะ ไหวหรือ เปล่า เคยอยากให้แม่ไปตรวจร่างกาย แต่แม่ก็จะบอกว่า แม่ไม่เป็นอะไร ทั้งที่ผมก็รู้ดีว่า แม่ไม่มีเงินไปหาหมอและไม่มีเวลาไป เพราะทุกนาทีแม่มีแต่งงาน ๆ ๆ ๆ"

          จนวันหนึ่งแม่ก็มีอาการไม่ค่อยดี ไม่สบาย เจ็บป่วยบ่อย พันธกานต์เลยขอร้องให้แม่ไปหาหมอ แม้แม่จะไม่อยากไปก็ตาม

          "แม่ไปโรงพยาบาลครั้งแรก และเป็นครั้งเดียวก็ว่าได้ ตอนนั้นเป็นช่วงต้นปี 2550 หมอตรวจพบว่าแม่เป็นมะเร็งที่เต้านมระยะสุดท้าย มันเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่หล่นลงมาทับที่หัวใจ ผมกับน้องสาวปล่อยโฮ ขณะที่แม่ยิ้มแต่นัยน์ตาของแม่ก็มีน้ำตาคลอ แม่บอกพวกเราว่า แม่ไม่เป็นไรหรอก แม่จะสู้เพื่อให้ได้อยู่กับลูกๆ"

          ผู้หญิงหัวใจแกร่งที่มีคำว่า "แม่" ค้ำคอ เธอกลับบ้านมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ยังทำงานเหมือนเดิม ยังยิ้มให้ลูก ๆ ยังปลอบและให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ แม้บางครั้งเธอจะดูล้ากับโรคร้ายมากก็ตาม

          "แม่มีกำลังใจดีมากครับ แม่ไม่เคยทำให้พวกเรารู้เลยว่าท่านเจ็บ จนบางครั้งผมยังแอบคิดในใจว่า แม่อาจจะไม่เป็นมะเร็งก็ได้ เพราะแม่ดูไม่เป็นอะไรเลย แม่ยังยิ้ม ยังกอดพวกเรา ยังบอกตลอดว่าแม่ไม่เป็นอะไร แม่จะอยู่ดูลูกประสบความสำเร็จในชีวิตนะ ไม่ต้องห่วง และแม่ก็ยังทำงานอย่างหนัก แม้ผมกับน้องจะแย่งงานซักรีดมาทำแทนแม่ก็ตาม"

          จนช่วงประมาณเดือนเมษายน หัวใจของพันธกานต์กับน้องสาวก็แทบสลาย เพราะแม่ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างก็มาจากไปอย่างสงบ

          "วัน ที่แม่เสียชีวิต ผมกับน้องสาวเสียใจมากที่ต้องขาดเสาหลักของครอบครัวไป ก่อนแม่เสียชีวิต แม่ได้พร่ำสอนผมกับน้องสาวอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะต้องรักและดูแลกันไป อย่าทอดทิ้งกัน และแม่จะสอนพวกเราจากการกระทำของแม่มาตลอด ทั้งเรื่องความขยัน พากเพียร อดทน ซื่อสัตย์ กตัญญู"

          คำสั่งเสียของแม่ เหมือนเป็นมรดกที่มีค่ามหาศาลที่คอยย้ำให้พันธกานต์เป็นคนดี และต้องเป็นเสาหลักในการดูแลน้องต่อไป

         แม้ร่างกายแม่จะสลายไปจนเหลือเพียงเถ้ากระดูก แต่วันนี้คำสอนของแม่ยังคงอยู่ติดตัวพันธกานต์ไปตราบนานแสนนาน และน่ายินดียิ่งที่เมื่อวันแม่ที่ผ่านมาลูกชายของแม่อัญเชิญ ยังได้รับทุนการศึกษาประเภทกตัญญูจากมูลนิธิดวงประทีปด้วย ซึ่งเขาได้ไปกราบที่รูปแม่และเล่าให้แม่ฟังอย่างภาคภูมิใจ แม้แม่จะไม่ตอบรับด้วยคำชม แต่พันธกานต์ก็รับรู้ได้ว่า แม่มองดูลูกด้วยความชื่นชมอยู่บนฟากฟ้าแสนไกล
83  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประเพณี ชิงเปตร ( หลาวชะโอน ) เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:56:09 AM
ประเพณี ชิงเปรต หลาวชะโอน


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก   bcom.hi.ac.th , GTH 

          ช่วงนี้กระแสภาพยนตร์เรื่อง 5 แพร่ง มาแรงแซงโค้งเสียจริง ๆ เดินไปไหนใคร ๆ ก็พูดถึง โดยเฉพาะตอนแรกของภาพยนตร์ ที่มีชื่อว่า " หลาวชะโอน " ที่ทำเอาคนดูหลอนไปตาม ๆ กัน พร้อม ๆ กับสงสัยว่า ประเพณี ชิงเปรต หลาวชะโอน คืออะไร วันนี้กระปุกดอทคอม จึงจะพาไปรู้จัก ประเพณี ชิงเปรต หลาวชะโอน กันค่ะ

           พูดถึง หลาวชะโอน สงสัยกันไหมว่า หมายถึงอะไร หลาวชะโอน ก็คือ ต้นไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง ที่มีลำต้นสูงเรียว มองไกล ๆ คล้าย "เปรต" มักขึ้นอยู่ตามเขา โดยลำต้นของ หลาวชะโอน มีความแข็งแรงมาก จึงนิยมนำมาทำเสา และในภาพยนตร์เรื่อง 5 แพร่ง หลาวชะโอน ได้ถูกนำไปทำเป็นเสาตั้งเปรต ใน ประเพณีชิงเปรต เทศกาลสารทเดือนสิบ นั่นเอง
 
           สำหรับ ประเพณีสารทเดือนสิบ นั้น เป็นพิธีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และภูตผีต่าง ๆ ด้วยการจัดตั้งสำรับอาหารคาวหวานไว้ที่บริเวณวัด เรียกว่า "ตั้งเปรต" ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น พิธีการ ชิงเปรต ซึ่งเป็นประเพณีสารทเดือนสิบประจำภาคใต้ แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ครั้งหนึ่ง และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อว่า ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 นั้น บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตกนรก หรือ เปรต จะได้รับอนุญาตให้กลับมาพบญาติพี่น้องได้ และจะเดินทางกลับไปนรกดังเดิม ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ดังนั้น จึงมีการทำบุญในสองวาระดังกล่าวนี้ แต่ส่วนใหญ่มักจะทำในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ที่เรียกว่า "วันส่งตายาย" หรือ "วันส่งเปรต" เพราะมีความสำคัญมากกว่า และลูกหลานคนใดไม่มาร่วม พิธีการ ชิงเปรต นี้ ถือว่าอกตัญญู


          ทั้งนี้ พิธีการ ชิงเปรต ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำบุญ กล่าวคือ เมื่อจัดหมรับ (อ่านว่า หมับ แปลว่า สำรับ) ยกหมรับไปถวายพระภิกษุแล้ว ก็จะเอาอาหารที่จัดไว้ ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไปจัดตั้งไว้ให้เปรต โดยมากจะเป็นอาหารที่ผู้ล่วงลับไปแล้วชอบในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ ที่ขาดไม่ได้ก็คือขนม 5 อย่าง คือ ขนมพอง หมายจะให้เป็นแพฟ่อง ล่อยลอยพาบรรพชนล่วงข้ามสังสารวัฏ ,ขนมลา ให้เป็นแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม, ขนมกง หรือบางทีก็ใช้ ขนมไข่ปลา ให้เป็นเครื่องประดับ, ขนมดีซำ ให้เป็นเบี้ยไว้ใช้สอย และขนมบ้า ให้บรรพชนใช้เป็นลูกสะบ้าสำหรับเล่นรับสงกรานต์ นอกจากนี้ยังมีของแห้งที่เป็นเสบียงอื่น ๆ ด้วย เช่น ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล น้ำปลา กล้วย อ้อย มะพร้าว ด้าย เข็มเย็บผ้า ธูปเทียน จัดลงในหมรับด้วย

          หมรับที่จัดไว้เพื่อใช้ใน พิธีการ ชิงเปรต จะนำไปตั้งไว้บนร้านที่สูงพอสมควร เรียกว่า ร้านเปรตหรือหลา (ศาลา) เปรต มีสายสิญจน์วงรอบ โดยให้ปลายสายสิญจน์อีกข้างหนึ่งโยงมาสำหรับพระภิกษุชักบังสุกุล และชาวบ้านจะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับ เมื่อเสร็จพิธีจะเก็บสายสิญจน์ แล้วก็จะมีการแย่งอาหาร และขนมที่ตั้งเปรตไว้นั้นอย่างสนุกสนาน เรียกว่า ชิงเปรต การแย่งขนมเหล่านั้นแล้วนำมากิน ถือว่าได้กุศลแรงและเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว



         การทำบุญด้วย วิธีตั้งเปรต และชักบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลนี้ บางครั้งเรียกว่า การฉลอง ห.ม.รับและบังสุกุล ซึ่งถือว่าสำคัญ เพราะถือว่าเป็นวันส่งญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่ง พิธีการ ชิงเปรต ในวันสารทเดือนสิบ ถือเป็นพิธีการที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ และกระทำมาจนถึงทุกวันนี้ โดยจุดประสงค์สำคัญ นอกจากจะเป็นการระลึกถึงบุญคุณผู้ล่วงลับ บรรพบุรุษแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความผูกพันในครอบครัว และญาติพี่น้องด้วย เพราะเมื่อมีถึงเทศกาล มีการจัด พิธีการ ชิงเปรต คนในครอบครัวที่ออกไปทำมาหากินในถิ่นต่าง ๆ จะกลับมาร่วมพิธีที่บ้านโดยพร้อม

5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

 
          และนี่คือ เกร็ดความรู้ของ ประเพณี ชิงเปรต หลาวชะโอน ที่ภาพยนตร์เรื่อง 5 แพร่ง นำไปถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวสู่สายตาผู้ชม
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อะไรจะทำให้เราโตขึ้น เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:47:20 AM


เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบโดย Glitter.kapook.com

          เคยไหม? ...บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเด็ก(ไม่รู้จักโต) เพราะคิด เพราะตัดสินใจอะไรแบบเด็ก ๆ ใช้อารมณ์และความพอใจเป็นหลัก เหตุและผลเป็นรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน การงาน ความรัก การใช้ชีวิต  แต่เมื่อเจอเรื่องราวหนัก ๆ ผ่านเข้ามา และเมื่อเราสามารถผ่านมันไปได้ กลับพบว่าตัวเองโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น มองโลกได้กว้างขึ้น เช่น
 
             การสูญเสียสิ่งที่รัก (บุคคล , สัตว์ , สิ่งของ)

          สูญเสียศรัทธาในบุคคลที่เคารพ  (คนที่เราเคารพทำให้เราผิดหวัง หรือหักหลัง ทำร้ายร่างกาย/จิตใจเรา)

          ถูกบุคคลที่รักให้ร้าย  (เพื่อน หรือคนที่เรารัก ทรยศหักหลัง  หรือทำร้ายกาย/จิตใจเรา)

          ความล้มเหลวในงาน หรือความฝัน/ความหวังที่ตั้งใจไว้/ความรัก/ชีวิตครอบครัว

           ฯลฯ

เพื่อน ๆ ล่ะคะ มีเหตุการณ์อะไรบ้างไหม ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น และพบว่าไม่ได้ใช้วิธีคิดแบบเด็ก ๆ ในการผ่านมันไปอีกแล้ว ...มาแชร์ประสบการณ์เหล่านั้นกันบ้างนะคะ
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ข้า ปุุถุชน เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:44:52 AM
ข้าฯ..ปุถุชน

แม้นตัวข้าฯ..ยังหลง,วน..ในกลวัฏฏ์
มิปฏิพัทธ์..กำดัด..ประมาทวิถี
แม้นมิได้..รับอุปมา..ว่าคนดี
มิคิดเสียด..เบียดบี้..บีฑาใคร

แม้นมิได้..เสพรสธรรม..เยี่ยมสมณะ
ใช่ว่าข้าฯ..จักละ..ราคะมิได้
แม้นมิเป็น..เช่นเผ่า..เหล่าเวไนย
ใช่ข้าฯจัก..ผลักไส..ในกรณีย์

มิได้อ้อน..วอนวาน..นิพพานภพ
เป็นจุดจบ..วิญญาณ์อาต..ณ..ชาตินี้
ถวายจิต..คิดเซ่น..เป็นบัตรพลี
ข้าฯยินดี..มิลี้ซาก..วิบากกรรม

มิขอปรนผลกรรมใด..ใครจักทวง
ดึงเข้าบ่วง..นรกรุด..ฉุดลงต่ำ
ฤากรรมใด..จับจ้อง..จักจองจำ
ก็จงเอา..ตามแต่กรรม..ข้าฯ..ทำมา

นายเวรเอย..กรรมเก่า..เบาหรือหนัก
จงวิดวัก..จาก,คลาย,ผลาญ..วิญญาณข้า
มิขอปลูก..ผูกเวร..เดนอัตตา
เพื่อสลาย..เวรา..ให้ระงับฯ

โดย : กชนันท์
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ท่องไว้อย่าท้อ เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:41:55 AM
ท่องไว้ อย่าท้อ
เหนื่อยนักพักก่อน
นอนให้แรงคืน
พรุ่งนี้สดชื่น
ฟื้นแรงกำลัง

ไม่เห็นหนทาง
ใช่ร้างสิ้นหวัง
แวมแสงอาจยัง
ซ่อนหลังหมู่ไม้

วางใจบางหน
ทนได้ทนไป
ยังมีวันใหม่
ให้เริ่มเส้นทาง

ยกนิ้วให้ ... โดย : ฮกหลง ,

ทะเลกว้าง ยังมี น้ำขึ้นลง
ชีวิตคง จะเป็น เช่นนั้นหมาย
มีเรื่องราว ทั้งดี และโชคร้าย
ที่ปะปลาย มาเปลี่ยน เวียนเรื่อยมา

แต่ถ้าหาก วันไหน ใครแย่หัก
ก็จงพัก อย่าโหมหัก ดีกว่าหนา
เราอาจล้ม แต่ก็เพื่อ ลุกขึ้นมา
ถ้าอ่อนล้า เราก็พัก อย่าหักไป

คือทางเดิน ที่ไม่ สามารถเลี่ยง
คิดจะเกี่ยง ใช่ที่ สิ่งควรไหน
เพียงอย่าท้อ แล้วเดิน สู้ต่อไป
วันฟ้าใหม่ ยังมี สำหรับเรา
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เขาบอกว่าเป็น ผีเสื้อ เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 09:38:23 AM
เป็นภาพทางเมล์ จริงไม่จริง ไม่รู้

นำมาให้ชม ผ่อนคลาย









88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 10 นิสัยทำให้สมองพัง จ้า เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 12:37:44 PM
[✿ we love email ✿] รู้ไว้ นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง

ต้นเหตุของสมองเสื่อม ความจำสั้น อัลไซเมอร์
สมอง คืออวัยวะสำคัญ มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้

แต่คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไป นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายไม่พอยังทำร้ายสมองด้วยเช่น

1.ไม่ทานอาหารเช้า  หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2. กินอาหารมากเกินไป  การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)

3. การสูบบุหรี่  เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป   การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง

5. มลภาวะ  สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน  การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

7. นอนคลุมโปง  การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด   การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
we love email
เข้าชมเว็ปไซด์ของ [✿ we love email ✿]
 
MSN: 
 
ท่านสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ หรือ
 
เว็ปบอร์ดของ we love email ที http://one2go.pantown.com/
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
แชร์เมล์ให้เพื่อนๆดู ส่งมาที่       

ยกเลิกบริการส่งเมล์มาที่           we-love-email+
สอบถามหรือสมัครบริการ         

และสามารถติดต่อ WM ได้ที่ http://one2go.pantown.com/ เป็นเว็ปบอร์ดของ we love email
89  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร / วัดสุนันทาราม จากเมล์คะ เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 12:31:36 PM

เจริญสติ @ วัดสุนันทวนาราม : 2
เขียนโดย violet_ladybird 18.4.09

จิ้ม ย้อนหลัง เจริญสติ @ วัดสุนันทวราราม :


บล็อกที่แล้ว เกริ่นไปเยอะแล้ว ... ถึงเวลาเจาะลึกแล้วค่ะ ว่า 9 วัน ในวัด อยู่ยังไง ทำอะไรบ้าง


เริ่ม จากสถานที่ ... วัดป่าสุนันท์ฯ มีพื้นที่ 1,500 ไร่ ต้นไม้เยอะ ร่มครึ้ม ทำให้อุณหภูมิกลางเดือนเมษา ในจังหวัดกาญจนบุรี ไม่ร้อนอย่างที่คิด ... แถมยังเจอฝนเป็นระยะเกือบทุกวัน ตกลงมามากบ้างน้อยบ้าง แต่ช่วงกลางวันแดดแรง ก็เหงื่อซกเหมือนกันค่ะ


ตั้งแต่ ปากทางเข้า ไปจนด้านใน มองเห็นต้นไม้เขียวตลอดค่ะ ... เราสองคนเพิ่งมาครั้งแรก ก็งงๆ งมเข้าไปหาที่จอดรถ แล้วไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ลงทะเบียนค่ะ ... พอได้ห้องพักก็มีเจ้าหน้าที่เดินพาไปส่ง


ได้ ห้องเบอร์ 7 ที่อาคารวิริยะ ... อาคารแต่ละหลังมีห้องพักประมาณ 10 ห้อง ขนาดของแต่ละห้องก็ราวๆ 2 เมตร คูณ 2 เมตร ... ภายในเป็นห้องโล่ง มีราวแขวนผ้าเล็กๆ พร้อมเสื่อ หมอน ผ้าห่ม ไม่มีไฟ ไม่มีปลั๊กค่ะ


นอก จากอาคารแบบมีห้องย่อยแบบนี้แล้ว ก็มีอาคารแบบหลังใหญ่ ที่นอนรวมกันด้วยค่ะ ... อุบาสิกาจะได้นอนห้องย่อยค่ะ ห้องละ 2-3 คน แต่ถ้ามากันหนาแน่น ห้องย่อยเต็ม ก็ต้องไปนอนอาคารนอนรวมค่ะ ... ส่วนอุบาสก ได้ห้องนอนรวมแน่นอนค่ะ



เก็บของเปลี่ยนเสื้อแล้วก็รีบเดินไปที่ ธรรมศาลา ค่ะ ไปปฐมนิเทศ ฟังกำหนดการ และรับศีล 8 ... ที่นี่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมหลักค่ะ ทำวัตรเช้า เดินจงกรม นั่งสมาธิ ฟังธรรม รับพร เหมือนศาลาการเปรียญของวัดหล่ะค่ะ ... เป็นศาลาไม้หลังใหญ่ ที่มีลานด้านหน้า และทางเดินรอบๆ ศาลา ไว้ให้เดินจงกรมค่ะ



ที่ นี่เลยมีป้ายเตือนเพื่อ งดใช้เสียง และใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ เพื่อความสงบค่ะ ... ถ้าจะกระซิบนิดๆ เบาๆ ก็พอได้ค่ะ แต่ก็มีบางคนที่ไม่สนใจคนรอบข้างและคำเตือนใดๆ คุยเสียงดัง เปิดมือถือ รับสาย คุยโฉ่งฉ่าง


แล้ว อีกเรื่องที่ต้องระวังเวลาขึ้นธรรมศาลา คือ การเดิน ค่ะ ... เป็นศาลาไม้ เดินลงส้น จะดัง และสะเทือนไปทั่ว รบกวนคนอื่นที่นั่งอยู่ คุณเจ้าหน้าที่เตือนว่า ให้เดินเหมือนแมวย่อง ค่ะ ... น้ำหนักการเดิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนนักตัวนะคะ เพราะผู้ชายตัวโตๆ บางคนเดินเบา เดินเงียบ กว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ บางๆ อีกค่ะ


มา เข้าสู่กิจวัตรประจำวันกันต่อค่ะ ... 2.45 เสียงระฆังปลุก ให้ลุกมาล้างหน้า แปรงฟัน เตรียมตัวไปทำวัตรเช้าค่ะ ... บางคนก็ลุกไปอาบน้ำเลยนะคะ เก่งจริงๆ ค่ะ อากาศเย็นฉ่ำ น้ำเย็นเฉียบ


คืน แรกไม่ได้ยินเสียงระฆังปลุกเลยค่ะ ได้ยินเสียงคนเปิดประตู และเดินไปมา ก็ลืมตาตื่นมาคิดว่า เค้าตื่นก่อนระฆัง หรือ ระฆังตีไปแล้ว ... พอคว้ามือถือมาดูเวลาก็ตาลุกเลยค่ะ จะตีสามครึ่งแล้ว รีบตาเหลือกเลยค่ะ ... แต่คืนต่อๆ มา ได้ยินเสียงระฆังก็ตื่นทันที หลังๆ ตื่นก่อนระฆังอีกค่ะ


3-4 วันแรก ไปถึงก็นั่งสมาธิเลยค่ะ แล้วเริ่มต้นทำวัตรเช้าตอน 4.00 น. แล้ว 5.00 ก็ฟังธรรมจากพระอาจารย์ค่ะ ... แต่ 4-5 วันหลัง สลับกันค่ะ เริ่มทำวัตรเช้าตอน 3.15 แล้วต่อด้วยนั่งสมาธิ และฟังธรรมรับอรุณ


6.00 น. ก็เดินจงกรมค่ะ ... บางวันมีเดินจงกรมรอบพิเศษ ที่พระอาจารย์จะเดินนำชมรอบๆ วัดค่ะ ... แต่ก่อนจะไปเดินจงกรม ส่วนใหญ่ก็จะแวะพักดื่มกาแฟ ชา โอวัลติน สักหน่อยก่อนค่ะ


ช่วงนี้พอจะมีเวลาว่าง บางคนก็เลือกที่จะไปอาบน้ำ แต่เราสองคนกลับเข้าห้องไปงีบค่ะ ... เพราะอากาศยังเย็น รออาบสายๆ หน่อยดีกว่า


8.00 น. ก็ไปธรรมศาลา สมาธิภาวณา ฟังธรรม รับพร ... 9.00 น. ก็ไปถวายภัตตาหาร และเข้าแถวรอรับประทานอาหารค่ะ จัดเป็นเวลาโปรดของวันเลยค่ะ เพราะกินได้มื้อเดียว ไม่มีใครพลาดแน่นอน


อาหาร ที่นี่มีทั้งอาหารที่พระท่านรับบิณฑบาตรมา และอาหารที่ทางโรงครัวทำใหม่ค่ะ ... มีทั้งแบบมังสวิรัติ และแบบที่มีเนื้อสัตว์ค่ะ ผลไม้ ขนมหวานพร้อม ... เจ้าหน้าที่จะจัดวางบนโต๊ะ ให้เลือกตักเองแบบบุฟเฟ่ต์เลยค่ะ แต่ไม่ได้ตักใส่จานนะคะ แต่เป็นกะละมังใบโต เลือกตักได้มากน้อยตามชอบใจค่ะ


อาหารแต่ละวันก็จะเปลี่ยนไปนะคะ ทางโรงครัวทำเมนูใหม่ๆ มาเปลี่ยนค่ะ อร่อยทั้งนั้น ... อิ่มแล้ว ก็ต้องเอากะละมังไปล้างเองนะคะ
อิ่ม แล้วก็มีเวลาพักผ่อนอีกสักหน่อย จะไปงีบ ไปอาบน้ำ หรือ ช่วยงานในวัดก็ได้ค่ะ ... กวาดพื้น ถูศาลา จัดหนังสือ ขัดห้องน้ำ หรือช่วยงานอื่นๆ ค่ะ


11.00 น. ได้เวลาธรรมบรรยาย จะมีพระอาจารย์ ทั้งพระ และแม่ชี มาบรรยายธรรม นำเจริญสติ ... อานาปานสติ คือ การใช้ลมหายใจในการฝึกสติค่ะ คำประจำคือ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ... ซึ่งการเจริญสตินี้ ทำได้ ทั้ง นั่ง ยืน เดิน นอน ค่ะ


ปฏิบัติ 1 ชั่วโมง ก็ได้พัก 1 ชั่วโมงค่ะ ... 13.00 น. กลับมาปฏิบัติกันต่อค่ะ จะนั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือ ยืนเจริญสติ ก็ได้ทั้งนั้นค่ะ เลือกได้ตามชอบใจ และตามถนัด ... หรือจะอ่านหนังสือ ศึกษาพระธรรมคำสอนก็ได้ค่ะ


15.00 น. ธรรมปุจฉา-วิสัชนา กับ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก (อ่านว่า คะ-เว-สะ-โก) ท่านเจ้าอาวาส ... พระอาจารย์เป็นคนญี่ปุ่น แต่พูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดีค่ะ แต่ยังติดสำเนียงญี่ปุ่นอยู่บ้างค่ะ ... ช่วงนี้จัดเป็นช่วงเวลาโปรดเลยค่ะ เพราะพระอาจารย์จะตอบคำถามที่ผู้ปฏิบัติเขียนคำถามไว้ค่ะ และบางทีพระอาจารย์ก็เล่าเรื่องอื่นๆ ให้ฟังด้วย สนุกค่ะ ... เป็นช่วงที่เราสองคนจะต้องหาที่นั่งที่มองเห็นพระอาจารย์ค่ะ เพราะหน้าตา ท่าทางเวลาท่านเล่า ช่วยให้เรื่องสนุกขึ้นค่ะ


16.00 น. เป็นอีกช่วงที่โปรด เพราะได้พักดื่มน้ำปานะ ซึ่งเจ้าหน้าที่โรงครัวจะเตรียมใส่กระติกมาวางไว้ให้ ... ได้ลุ้นทุกทีว่าวันนี้จะได้ดื่มน้ำอะไร น้ำมะตูม น้ำขิง น้ำใบเตย น้ำลำไย น้ำมะขาม+ชา น้ำเก็กฮวย+หล่อฮังก้วย น้ำกระเจี๊ยบ

ใน รูปใหญ่เป็นศูนย์รวมค่ะ พระอาจารย์มิตซูโอะ จะนั่งรับญาติโยมที่มาเยี่ยมตรงนี้ ... ด้านหลังท่านเป็นโรงฉัน ที่พระท่านจะนั่งฉันช่วงเช้าค่ะ ... ส่วนรูปเล็ก เป็นโรงดื่มน้ำปานะ และ หนังอ่านหนังสือค่ะ


ดื่ม น้ำปานะแล้ว ก็ได้พักค่ะ จะทำงานเล็กๆ น้อยๆ อ่านหนังสือ สนทนาธรรมเพิ่มเติมกับพระอาจารย์ก็ได้ค่ะ ... แล้วก็ไปจัดการอาบน้ำ ทำความสะอาดห้องพัก เตรียมตัวสำหรับกิจกรรมรอบเย็นค่ะ




ห้อง น้ำที่นี่ก็จะคล้ายกับห้องพักค่ะ คือเป็นอาคารแยกต่างหาก และมีห้องน้ำแยกย่อยเป็นห้องเล็กๆ ... ข้างในมีทั้งส่วนอาบน้ำ และโถสุขภัณฑ์ค่ะ ซึ่งมีทั้งแบบนั่งราบ และนั่งยอง เลือกได้ตามถนัดค่ะ ... ข้อแม้ของการใช้ห้องน้ำที่นี่ ซึ่งเป็นข้อตกลงกันคือ ตอนออก สะอาดกว่า ตอนเข้า


17.45 น. เสียงระฆังเตือนสำหรับกิจกรรมช่วงเย็นค่ะ ... 3-4 วันแรก ใช้ที่ ศูนย์เยาวชน ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักไปราวๆ 1 กิโลเมตร ก็ค่อยเดินกันไป เดินเจริญสติไป ชมธรรมชาติข้างทางไปค่ะ ... 4-5 วันหลัง กลับมาใช้ที่ ธรรมศาลาเหมือนเดิม เพราะผู้ปฏิบัติทยอยกลับไปบ้าง สมาชิกน้อยลง


ทาง เดินร่มครึ้ม ต้นไม้เยอะ ถนนลาดยาง เดินสบายค่ะ ... วันแรกคนดียังนุ่งผ้านุ่งค่ะ แต่พอเห็นว่าที่นี่ให้ใส่กางเกงได้ ก็หันมาใส่กางเกงทุกวันเพราะเดินสะดวกกว่า


ใกล้ๆ กับศูนย์เยาวชน ก็มี เจดีย์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างค่ะ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณปลายปีหน้า ... ตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์ก็ยังน่ามองค่ะ แล้วมีวันนึงที่พิเศษ ที่ทางวัดจัดให้วางเทียนประดับเจดีย์ แสงเทียนสว่าง มองเพลินเลยค่ะ

18.00 น. เริ่มเดินจงกรม ... ทั้งรอบธรรมศาลา และ ศูนย์เยาวชน จะมีทางเดินที่ทำไว้ให้เดินจงกรมค่ะ ... แต่ก็มีรอบพิเศษ ที่พระอาจารย์พาเดินชมรอบวัดค่ะ


19.00 น. ทำวัตรเย็น ... มีหนังสือคู่มือให้ท่องตามค่ะ จะเริ่มจากบททำวัตรเย็นก่อน แล้วก็จะมีบทเสริม ซึ่งสลับสับเปลี่ยนกันไปตามแต่ท่านจะเลือกค่ะ

20.00 น. พระอาจารย์มิตซูโอะ มาบรรยายธรรมค่ะ จะนั่งสมาธิเจริญสติไปด้วย หรือ นั่งฟังอย่าเดียวก็ได้ค่ะ ... คืนแรกที่ฟัง มึน งง เพราะเคยแต่นั่งสมาธิแบบเงียบๆ หรือ มีเสียงเพลงคลอเบาๆ ... แต่นี่พระอาจารย์มิตซูโอะ บรรยายยาว แล้วยังเป็นภาษาไทยที่ไม่ชัดเจน ปนสำเนียงญี่ปุ่นอีก แล้วท่านจะพูดซ้ำๆ กว่าจะต่อประโยคได้ เพราะท่านต้องใช้เวลาเรียบเรียง และนึกคำ ... หูย ทำเอาสมาธิกระเจิง

แต่สัก 2 วันก็ปรับตัว ปรับหูได้ค่ะ ... ชินกับวิธีการพูด การเล่าเรื่องของท่านมากขึ้น ทีนี้ก็สนุกเลยค่ะ ฟังเพลิน

ซึ่ง ท่านพระอาจารย์มิตซูโอะก็เล่าเพลินค่ะ ... กำหนดการบอกว่าเข้านอนพักผ่อนตอน 21.00 น. แต่ก็เลยเป็น 21.30-21.45 เกือบทุกวัน ... แล้วก็ต้องเดินลุยทางมืดๆ กลับไปอาคารที่พักค่ะ

เรา สองคน อาบน้ำรอบเย็น พร้อมแปรงฟันเรียบร้อย แล้วพอถึงห้องก็เข้านอนเลย ... คืนแรกก็กระสับกระส่ายอยู่พักกว่าจะหลับได้ แต่คืนต่อๆ มา แป๊บเดียวหลับปุ๋ยค่ะ

นอกจากกิจวัตรประจำวันตามกำหนดการแล้ว ... บางวันก็มีกิจกรรมพิเศษเพิ่มมานิดๆ หน่อยๆ ขอต่อบล็อกหน้านะคะ บล็อกจะได้ไม่ยาวเกินไปค่ะ
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พ่อของแผ่นดิน เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 12:12:37 PM


ทรงเหน็ดเหนื่อย

ทรงตรากตรำ

ทรงมีพระกรุณา

ทรงมีพระปัญญา

ทรงเป็นผู้บำรุงพระพุทธศาสนา

ทรงเป็นพระราชาที่เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม

ทรงเป็นที่บรรดาพระสงฆ์ ( ที่เราเรียกว่าพระอิรยะสงฆ์ ) นับถือ

  ถ้าใครจะเปรียบกับพระองค์ตอนนี้แล้ว ไม่มีเลย


91  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / คำแนะนำในการปฏิบัติธรรม เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 03:12:37 PM
ของพระอาจารย์อุดม วัดป่าหนองเลง
เห็นว่ามีคติธรรมดี ก่อนที่จะหายไปจาก Profile ก็เลยนำมาให้อ่านกันคะ




เจริญพร ยินดีได้รู้จัก คุณโยมสนใจอ่านบทความธรรมะก็เชิญอ่านได้นะ

จะได้นำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หรือปฏิบัติเป็นอยู่แล้วจะมาพักที่วัดได้นะ

ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่คุณโยมและคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุขนะ

ขอเจริญพร หลวงพ่ออุดม วัดป่าหนองเลง

ป.ล. ขออภัยที่ตัดบทความเป็นตอนๆ เพราะส่งที่เดียวไม่ได้แล้วทั้งหมดมี ๑๕ บท

หน้าใหม่ ของ คติธรรม กรรมและวิบากกรรมที่ควรรู้

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหันมาประพฤติธรรม เป็นกรรมใหม่ จึงจะได้รับผลของวิบากอันเป็นสุข การประพฤติธรรมก็เปรียบดังการปฏิวัติจิตใจของเรา ให้มีการคิดใหม่ทำใหม่อยู่อย่างสม่ำเสมอในจิตใจของเรา ถ้าไม่เช่นนั้นจิตของเราก็มีแต่จะอยู่ในวงจรของการคิดรู้ ด้วยความรู้สึกยินดี ยินร้าย พอใจ หรือไม่พอใจ เป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา การปฏิบัติธรรมก็คือการสร้างความคิดรู้ และความรู้สึกเสียใหม่ คือความรู้สึกที่ปล่อยวาง และวางเฉยเสียได้ นี้เรียกว่าเป็นจิตธรรมหรือกุศลจิต ควรทำให้มีการเกิดขึ้นในจิตอยู่เสมอ ที่เรียกว่าเพียรชอบ

ความยินดี ยินร้าย พอใจ หรือไม่พอใจ คืออาการของกิเลส อาการของความยึดมั่น ถือมั่น ที่เป็นเหตุให้เกิด ตัญหา โลภะ โทสะ โมหะ นี้คือจิตที่เรียกว่าอกุศลจิตเป็นสิ่งควรละ จึงต้องมีการกำจัดอาการเหล่านี้ไม่ให้มีในจิตในใจของเรา การจะละอกุศลจิตก็ต้องอาศัยการอบรมจิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ว่าเราจะไม่ยินดี ยินร้าย พอใจหรือไม่พอใจ ต่อการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกายมีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง และการตามดูที่จิตใจอย่าให้หลงความคิดเรื่องในอดีต
เพราะเรื่องในอดีตที่เข้ามาลบกวนจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบก็จัดเป็นมารอย่างหนึ่งเรียกว่ากิเลสมาร การทำได้เช่นนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้สังวรอินทรีย์ ถ้าทำได้เช่นนี้เป็นประจำ ไม่ช้าจิตนี้ก็เกิดความสงบ เกิดเป็นบุญเรียกว่าบุญอันเกิดจากการภาวนา หรือภาวนามัย หรือเรียกว่าปุญญาภิสังขาร คือรู้ปรุงแต่งจิตไปในทางบุญ ท่านทั้งหลายจงพากันตั้งใจปฏิบัติธรรมกันเทิด ท่านจะได้พบความสุขอันแท้จริง มีสุขชาตินี้ สุขชาติหน้า และสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพาน

ขอเจริญพร พระอุดม วัดป่าหนองเลง

บทที่ ๗. คติธรรม กรรมและวิบากกรรมที่ควรรู้

ทุก ๆ ชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ นั้นก็คือวัฏฏะ ๓ อย่าง วัฏฏะแปลว่า วนหรือวงเวียน คือกิเลส-กรรม-วิบาก กิเลสเป็นเหตุให้กระทำกรรม กรรมเป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบาก การทำกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง เมื่อทำกรรมแล้วก็เกิดผลแห่งกรรมที่กระทำ เรียกว่าวิบาก

ผลของวิบากปรุงแต่งให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาแล้วมีผิวพรรณวรรณะดี มีความเป็นอยู่ที่ดี สถานที่เกิดก็ดี มีสุขไม่ค่อยเดือดร้อน มีชีวิตที่สบาย มีสถานที่ ๆ อยู่สบาย อาหารการกินไม่ลำบาก มีญาติมิตรดี มีบริวารมาก เป็นผู้มีทรัพย์มาก แต่เพราะกรรมบางอย่างที่กระทำไว้ ตั้งแต่อดีตชาติก็ดี หรือปัจจุบันก็ดี ส่งผลให้ชีวิตต้องเปลี่ยนไป กลายเป็นคนตกอับ ศูนย์สิ้นทุกสิ่งก็มี

บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาแล้ว มีผิวพรรณวรรณะไม่ดี มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก สถานที่เกิดก็แห้งแล้งลำบากขัดสน ไม่ค่อยมีกิน ไม่ค่อยมีใช้ เปรียบดังตกนรก เช่นคนที่เกิดในแอฟฬิกาเป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่ยกมาชี้ให้เห็น ให้เข้าใจ

สรุปสิ่งที่เป็นไปในชีวิตของคนที่เกิดมาในโลกใบนี้ ล้วนมีผลมาจากกรรมที่กระทำไว้เป็นตัวส่งผลให้ชีวิตของคนที่เกิดมา มีความเป็นไปต่าง ๆ นาๆ ที่เรียกว่าวิบาก จึงควรพิจารณาให้เข้าใจเพื่อความไม่หลงให้จิตเป็นทุกข์ นี้เรียกว่าการกำหนดรู้ในทุกข์

ดังคำกล่าวไว้ในบทสวดมนต์แผ่เมตตาว่า “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป จักต้องเป็นผู้ได้รับผล ของกรรมนั้น ๆ สืบไป” อ่านหน้าต่อไป>

Aeva Debug: 0.0005 seconds.
92  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / การประหารกิเลส ในการภาวนา เป็นอย่างไรคะ ที่ว่าสิ้นสุด เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 10:04:19 AM
เมื่อเราภาวนา กรรมฐาน ไปแล้ว มีวิธีตรวจสอบ

การประหารกิเลส ตามสังโยชน์ อย่างไรคะ

เราจะสามารถทราบได้ ว่า กิเลสของเราได้ถูกประหารแล้ว
 :25:
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นิทาน ลูกช้างกับช่างไม้ เมื่อ: ตุลาคม 05, 2010, 02:33:48 PM
นิทานสอนใจ : ลูกช้างกับช่างไม้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช่างไม้ชาวเมืองพาราณสีจำนวน 500 คนมีอาชีพโค่นต้นไม้ทำเครื่องเรือน และปราสาท ได้รับเงินทองมากมายจากการประกอบอาชีพนี้ โดยพวกเขาต้องแล่นเรือทวนน้ำขึ้นไปถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง จึงจะสามารถโค่นไม้ต้นใหญ่มาทำเครื่องเรือนได้ตามต้องการ
       
       และในครั้งหนึ่งที่เหล่าช่างไม้ทั้ง 500 คนกำลังตั้งกองโค่นไม้อยู่ในป่า ก็มีช้างพลายเชือกหนึ่งที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงบังเอิญเหยียบตอตะเคียนที่ แหลมคม ทำให้มันได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส อย่างไรก็ดี ช้างได้ยินเสียงเหล่าช่างไม้โค่นต้นไม้อยู่ไม่ไกลก็คิดว่า อาจขออาศัยพวกช่างไม้ช่วยถอดหนามให้ได้ จึงเดินเขยกเท้าไปหาช่างไม้ เมื่อเข้าไปใกล้ก็นอนลง ช่างไม้เห็นช้างเท้าบวมฉุ เพราะตอไม้ตำเท้า จึงเอามีดคมกรีดรอบ ๆ ตอไม้ แล้วเอาเชือกผูกดึงตอไม้ออกมา บีบหนองออกแล้วชะแผลด้วยน้ำอุ่น รักษาแผลให้ด้วยยาสมุนไพร ไม่นานนัก แผลที่เท้าช้างก็หายสนิท
       
       ช้างนั้นเป็นช้างกตัญญู คิดว่า เราหายจากโรคร้ายครั้งนี้เพราะการช่วยเหลือของช่างไม้ เราควรตอบแทนพวกเขา ตั้งแต่นั้นมา ช้างก็ช่วยฉุดลากต้นไม้มาตลอด ฝ่ายพวกช่างไม้ก็รักและสงสารช้าง เมื่อเวลากินอาหารก็เอาข้าวของตนให้ช้างคนละปั้น รวมได้ 500 ปั้น เป็นเช่นนี้มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง ช้างเริ่มแก่ตัวลง ทำงานไม่ค่อยไหว จึงเข้าป่าไปพาลูกช้างเผือกปลอด ซึ่งเป็นลูกของตนมาช่วยงานเหล่านายช่างแทนตัวเอง
       
       ตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากพ่อช้าง ลูกช้างก็ทำทุกอย่างตามที่พวกช่างไม้บอก ช่างไม้ก็เลี้ยงมันด้วยข้าว 500 ปั้นเหมือนกัน และมันก็เป็นมิตรสนิทสนมกับลูก ๆ ของพวกช่างไม้ แต่กระนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อวันหนึ่ง มีฝนตกหนัก น้ำฝนได้ชะเอามูลแห้งของลูกช้างที่โตเป็นช้างหนุ่มลงสู่แม่น้ำ (ธรรมดาช้างหรือม้า หรือผู้ที่เป็นชาติอาชาไนยย่อมไม่ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะลงแม่น้ำ) มูลนั้นไหลไปตามกระแสน้ำ ไปติดอยู่ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งที่ท่าน้ำเมืองพาราณสี
       
       ครั้งนั้น ควาญช้างของพระราชาได้นำช้างจำนวนมากลงดื่มน้ำในแม่น้ำ พวกช้างเหล่านั้นได้กลิ่นมูลช้างอาชาไนยเข้าก็ไม่กล้าลง นอกจากไม่กล้าลงแล้ว ยังยกหางวิ่งหนีเสียอีก ควาญช้างจึงบอกให้นายหัตถาจารย์ทราบ และมีการตรวจพบว่า มูลช้างอาชาไนยนั้น คือเหตุที่ทำให้ช้างทั้งปวงวิ่งหนี
       
       จากนั้น นายหัตถาจารย์ได้ทูลความเรื่องนี้แด่พระราชา และขอให้เสด็จตามหาช้างอาชาไนย พระราชาเสด็จโดยเรือ ทวนกระแสน้ำขึ้นไปบรรลุถึงที่อยู่ของพวกช่างไม้
       
       พวกช่างไม้เมื่อเห็นพระราชาเสด็จมาก็ถวายบังคมพระราชา แล้วทูลว่า ถ้ามีพระประสงค์ไม้ ทำไมจึงต้องเสด็จมาเอง ให้คนมาเอาไปก็ได้ พระราชาตรัสว่า มิได้มีพระประสงค์ไม้ แต่ทรงต้องการช้างอาชาไนย ช่างไม้จึงทูลว่า ให้คนจับไปเถิดพระเจ้าข้า
       
       อย่างไรก็ดี ลูกช้างไม่ยอมไป พระราชาตรัสถามช่างไม้ว่าต้องทำอย่างไร ลูกช้างจึงจะยอมไป ช่างไม้ตอบว่า "ต้องเอาทรัพย์ให้พวกช่างไม้พระเจ้าข้า" พระราชาจึงรับสั่งให้วางกหาปณะใกล้ ๆ ตัวช้าง 5 แห่ง ๆ ละ 1 แสนกหาปณะ แต่ลูกช้างก็ยังไม่ยอมไป
       
       พระราชารับสั่งให้มอบผ้านุ่งห่มแก่ช่างไม้และภรรยาช่างไม้ทุกคน แต่ช้างก็ยังไม่ยอม ต่อเมื่อโปรดประทานเครื่องใช้สอย และเครื่องเล่นสำหรับเด็กแก่ลูกช่างไม้ทุกคน ลูกช้างจึงยอมไปกับพระราชา แต่ก็ไปด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง
       
       พระราชาแห่งกรุงพาราณสีนำช้างไปสู่พระนคร จัดการสมโภชน์อย่างดี ให้อยู่ในโรงช้างที่สวยงาม ตั้งช้างไว้ในฐานะสหายของพระองค์ ตั้งแต่ได้ช้างมงคลมา พระราชาก็ถึงความเป็นผู้มีบุญพร้อม ทรงสมบูรณ์ด้วยลาภสักการะและกฤษฎาภินิหารเป็นที่เกรงขามของราชาสามันตรา ชทั้งปวง
       
        ต่อมา พระราชาเสด็จทิวงคต ในขณะที่พระอัครมเหสีทรงพระครรภ์แก่ แต่ก็ปิดข่าวดังกล่าวนี้เอาไว้ไม่ให้ช้างรู้ ด้วยเกรงว่าช้างจะหัวใจแตกตาย เพราะความอาลัย
       
       พอได้ข่าวพระเจ้ากรุงพาราณสีเสด็จทิวงคตแล้ว พระเจ้าโกศลก็กรีธาทัพมาล้อมนครพาราณสีไว้ มุ่งหมายจะยึดเอาราชสมบัติไปเป็นของพระองค์ ชาวเมืองจึงส่งข่าวไปทูลพระเจ้าโกศลว่า บัดนี้พระอัครมเหสีของพวกเขากำลังทรงพระครรภ์แก่ โหรทางกายวิทยาทำนายว่าอีก 7 วันพระนางจะประสูติ จึงขอผ่อนผันว่าพวกเราจักต่อยุทธ์กัน เมื่อถึงกาลนั้น พระเจ้าโกศลก็ยินยอม
       
       อีก 7 วันต่อมา พระอัครมเหสีก็ทรงประสูติพระราชโอรส ประชาชนที่จิตใจหดหู่ท้อถอยอยู่ ก็ร่าเริงมีกำลังใจขึ้น จึงขนานนามพระราชกุมารว่า "อลีนจิตตกุมาร" มีความหมายว่า ทำให้จิตใจของประชาชนหายหดหู่ พร้อมกันนั้น ชาวพาราณสีก็ออกรบตามสัญญาที่ให้ไว้ แต่เนื่องจากไม่มีจอมทัพ จึงไม่อาจเอาชนะกองทัพของพระเจ้าโกศลได้ จึงมากราบทูลพระอัครมเหสีว่า ถ้ารบเช่นนี้เห็นทีจะแพ้แน่นอน พระนางจึงทรงประดับพระโอรส ให้บรรทมที่พระโจมผ้าทุกูลพัสตร์เสด็จสู่โรงช้าง ให้พระโอรสบรรทมใกล้เท้าช้าง แล้วตรัสว่า
       "พ่อเอ๋ย สหายของท่านสิ้นพระชนม์แล้ว พวกเรากลัวท่านจะโทมนัสถึงหัวใจแตก จึงมิได้บอกท่าน กุมารนี้เป็นโอรสแห่งสหายของท่าน เวลานี้ พระเจ้าโกศลยกทัพมาประชิดนคร ต้องการยึดเอาเมืองนี้ไว้ในครอบครอง ท่านจงช่วยรักษาราชสมบัติไว้ให้โอรสแห่งสหายท่านด้วยเถิด"
       
       ช้างเอางวงลูบไล้พระราชโอรสน้อย ยกขึ้นวางบนกระพองร้องไห้อาลัยรัก จากนั้นก็วางพระโอรสลงในพระหัตถ์ของพระราชเทวี แล้วออกจากโรงช้าง ตั้งใจว่าจะจับพระเจ้าโกศลให้ได้ พวกอำมาตย์แวดล้อมช้างจึงได้ตามออกไปด้วย ช้างได้บรรลือโกญจนาท ทำให้พลข้าศึกตกใจหนีไป จากนั้นช้างได้เข้าทำลายค่าย จับมวยผมพระเจ้าโกศลไว้ได้ แล้วนำมาหมอบลงแทบพระบาทแห่งพระราชโอรสน้อย
       
       ต่อมา พระราชโอรสนั้น ได้ทรงเข้าพิธีอภิเษกเป็นพระราชาเมื่อพระชนมายุได้ 7 พรรษา ทรงพระนามว่า อลีนจิตตราชา เสวยราชสมบัติโดยธรรม
       
        ข้อคิดจากเรื่องนี้
       
       1. สัตว์เดรัจฉานเช่นช้างที่เจ็บเท้าในเรื่องนี้ ยังมีความกตัญญูกตเวทีต่อพวกช่างไม้ผู้ทำให้ตนหายป่วย แสดงถึงความเป็นผู้มีใจสูง มนุษย์ควรเอาอย่างได้
       
       2. กัลยาณมิตร แม้ระหว่างสัตว์กับคนยังช่วยเหลือกันได้ เช่น ช้างมงคลช่วยให้อลีนจิตตกุมารราชโอรสแห่งสหายของตนได้ชนะข้าศึก และครองราชย์ได้ มนุษย์ต่อมนุษย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรกัน จึงควรอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือกันในยามวิบัติขัดข้อง
       
       3. บุรุษอาชาไนย หรือสัตว์อาชาไนยย่อมแสดงความเป็นอาชาไนยของตนโดยลักษณะ คือเป็นผู้มีลักษณะดี มีคุณธรรมสูง มีความเสียสละเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม มีความเกรงกลัวบาป มีความรักเกียรติยศยิ่งชีวิต อยู่เพื่อความดี และยอมตายเพื่อความดี
       
       4. คนดีเมื่อตนได้ดี ย่อมหาทางช่วยเหลือคนอื่นบ้างตามสมควร เช่น ลุกช้างเมื่อพระราชาจะนำไปสู่พระนคร ยังหาทางช่วยเหลือช่างไม้ ภรรยาและบุตรให้มีเครื่องใช้และทรัพย์ก่อนแล้วจึงจากไป
       
       ขอบคุณนิทานดี ๆ จากหนังสือเพื่อเยาวชน ของสำนักพิมพ์คนรู้ใจค่ะ
94  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / เชิญร่วมทำบุญ ร่วมกันคะ ที่เชียงใหม่ นะคะ เมื่อ: ตุลาคม 01, 2010, 08:59:56 PM
การจัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ประจำปี 2553

ซึ่ง จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

และการจัดงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2553

ในวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ณ วัดฝายหิน

โดยมีรองศาสตราจารย์ ธีรภัทร วรรณฤมล
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และนักศึกษาเก่าสัมพันธ์
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องจริง ความสุขที่ยิ่งกว่าการให้ เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 04:25:28 PM
รู้สึกว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่นำไปเป็นรถละครในรายการช่อง 7 ด้วยคะ

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง
มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต มีคนรักใคร่รอบข้าง
เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา
วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด สมบูรณ์แบบมากขึ้น
เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต ซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย
ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้
ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต เมื่อความฝันเป็นจริง
สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวน

ไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง
ว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้
คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพัง ที่โรงรถในบ้าน ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก
ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน
ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ
เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงาม
ด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน
เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม
"ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก
เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ
"รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ"
"แน่นอน" เขาตอบ
"พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม
"คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง
เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ"
"โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...." เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย
ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ
เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง
อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง

...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ...
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด
"โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง" เด็กคนนั้นพูด
"ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง" ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง
ในสังคมทุกวันนี้ ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ
ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ
...เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ...
.... ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า
"อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม"
"ครับ อยากมากเลย"
หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว
"คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ
เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร
เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน
แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว
"คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได
จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย
และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ
"นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ
เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง
น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง"
ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ
พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง
ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขยิ่งกว่าการให้" หมายถึงอะไร

96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เชียงใหม่ ในอดีต เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 04:15:09 PM
ขอบคุณภาพ www.teenee.com





97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สำคัญกับสิ่งลวง หรือยอมรับสิ่งที่เป็น เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 09:03:00 AM


เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล...

"ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อย..ได้มั๊ยคะ"
คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น..

เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ .อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออก..
เพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ .

กรี๊ดดดด.....เธอกรีดร้อง
หมอต้องอุ้มเด็ก..ออกไปอย่างรวดเร็ว

**เด็กทารกที่เกิดมา...ไม่มีใบหู**

และแล้ว....กาลเวลาพิสูจน์ว่า.... การได้ยินของเจ้าหนู..ไม่มีปัญหา

ปัญหา..มีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือ....ใบหูที่หายไป

หลายครั้ง..ที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียน แล้ววิ่งมาบอกแม่

เธอรู้ว่า..หัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน...
เจ้าหนูพูดโพล่งออกมา..อย่างน่าเศร้า
"พวกเด็กตัวโต ..พวกมันล้อผมว่า
..
--ไอ้ตัวประหลาด--"

จนกระทั่ง... เจ้าหนูเติบโตขึ้น..หล่อเหลา.. เป็นที่รักของเพื่อน ๆ..
เค้ามีพรสวรรค์ ในด้านอักษรศาสตร์.. วรรณคดี..และดนตรี..
เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น
...

แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น... ทำให้เค้า..ไม่อยากเจอใคร

"ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก" แม่กล่าว..ด้วยความสงสารลูก

พ่อของเด็กชาย.. ปรึกษากับหมอประจำครอบครัว
และได้รับข่าวดีจากหมอว่า...
"ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค..แต่ใครล่ะ..
จะเสียสละใบหู..เพื่อเด็กน้อยคนนี้" คุณหมอกล่าว

จนกระทั่ง ..2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย..
"ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่..หาคนบริจาคใบหู

ที่ลูกต้องการได้แล้ว...
แต่นี่เป็นความลับ"


การผ่าตัด..สำเร็จด้วยดี และแล้ว...คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น..

....เค้ากลายเป็น..ผู้มีพรสวรรค์...
เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน...ในวิทยาลัย
จนเป็นที่กล่าวขานกัน..รุ่นต่อรุ่น

ต่อมาได้แต่งงาน... และทำงาน.. เป็นข้าราชการในสถานทูต

วันหนึ่ง.. ชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อว่า.

"พ่อครับ.. ใครเป็นคนมอบใบหูให้ผมมา ใครช่างให้ผมได้มากมาย..
แต่ผมไม่เคยทำอะไร.. เพื่อเค้าได้เลยสักนิด"

"พ่อไม่เชื่อว่า.. ลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอก.
เรื่องนี้..เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว"
พ่อตอบ..

หลายปีผ่านไป....
มันยังคงเป็นความลับ

และแล้ว..วันนึง..วันที่มืดมิดที่สุด.. ผ่านเข้ามา..ในชีวิตของลูกชาย

แม่เค้าได้เสียชีวิตลง.

เค้ายืนข้าง ๆ พ่อ... ใกล้หีบศพของแม่

พ่อเรียกเค้า..
"มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ ๆ นี่"
พ่อลูบผมแม่อย่างช้า ๆ..และนุ่มนวล

ผมสีน้ำตาลแดง..ถูกเสยขึ้น จนมองเห็นใบหน้า..
ที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ

...และแล้ว.. สิ่งที่ทำให้ลูกชาย..ถึงกับต้องตะลึง..
...ใบหูของแม่...หายไป!..

แม่ไม่มีใบหู...
"นี่เป็นคำตอบ.. ที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต"..
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย

"แม่บอกพ่อว่า..เธอดีใจ.. ที่ได้ทำอย่างนี้..ตั้งแต่วันผ่าตัด..

แม่ไม่เคยตัดผมอีกเลย..
ไม่มีใคร..มองเห็นว่า.. เธอไม่สวยจริงมั๊ย?
- - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - -
จงจำไว้..

~สิ่งมีค่า..ที่แท้จริง~
ไม่ได้อยู่ที่..การมองเห็น.. หากแต่อยู่ที่..
~สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น~
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
~ความรัก..ที่แท้จริง~


ไม่ได้อยู่ที่.. เราได้ทำอะไร.. แล้วมีคน..รับรู้..

หากแต่อยู่ที่.. สิ่งที่เรา..กระทำ..แล้วไม่มีใคร..รับรู้ ..
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

~ความรัก~


บางครั้ง.. ไม่จำเป็น.. ต้องพูดพร่ำเพรื่อ..

หากแต่อยู่ที่....การกระทำ. ซึ่งเรา..อาจรับรู้..

เพียงแค่..ฝ่ายเดียว..

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อ่านจบแล้ว..ใช้สมอง..ตรึกตรองสักนิด..

ถ้าพรุ่งนี้..เราตายไป..

บริษัท..
สามารถหาคนมาแทนเราได้
ภายในไม่กี่วัน..

แต่ครอบครัวเรา..
ต้องสูญเสีย..
และคิดถึงเรา..ไปตลอด

เราได้ใช้ชีวิต..กับการทำงาน
มากกว่าครอบครัว..หรือเปล่า?

ถ้ามากกว่า...
ก็เป็นการลงทุน..
ที่ไม่ฉลาดเลยจริง ๆ..
98  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / "ติช นัท ฮันห์" จาริกเมืองไทย จัดภาวนา-ปาฐกถาธรรม เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 05:29:34 PM
"พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์" พระมหาเถระจากศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสและคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมจากนานาประเทศ จำนวนประมาณ 80 รูปจะเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยการนิมนต์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2553
จัดกิจกรรมภาวนาและปาฐกถาธรรม ภายใต้ชื่อ "จิตสงบ ใจเปิดกว้าง" เชื่อมสัมพันธ์พระพุทธศาสนาเถรวาท-มหายาน

ภิกษุณี นิรามิสา พระธรรมจารย์รูปหนึ่งของหมู่บ้านพลัม ซึ่งขณะนี้ประจำอยู่ที่ประเทศไทย เล่าถึงที่มาของการจาริกธรรมครั้งนี้ ว่า "การจาริกธรรมครั้งนี้ ต้องการนำแนวทางปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัม เน้นที่การฝึกสติในชีวิตประจำวัน เมื่อเราฝึกจนจิตใจของเราเข้าถึงความสงบสันติ หัวใจของเราจะเปิดออกทำให้เรามองเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเราได้อย่าง ลึกซึ้ง และสามารถเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาอย่างที่เป็นได้"

การ เดินทางมายังประเทศไทยของคณะนักบวชหมู่บ้านพลัมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจาริกธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2553 (Thich Nhat Hanh Southeast Asia Tour 2010) โดยเริ่มจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก่อนที่จะมายังประเทศไทย และไปสิ้นสุดที่ฮ่องกง

ใน ช่วงเวลาเกือบเดือนที่พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ และสังฆะหมู่บ้านพลัมอยู่ที่ประเทศไทย ท่านจะแสดงปาฐกถาธรรม 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 18 ตุลาคม 2553 ในหัวข้อ "ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ" ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 17.00 น. และครั้งที่สอง วันที่ 23 ตุลาคม 2553 ภายใต้หัวข้อ "สันติคือหนทาง" ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนคร ศรีอยุธยา ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานปาฐกถาทั้งสองงานได้โดยไม่เสียค่าลงทะเบียนแต่ อย่างใด หรือสามารถบริจาคได้ตามจิตศรัทธา
นอกจากนี้ วันที่ 24-28 ตุลาคม 2553 จะมีงานภาวนา 5 วันสำหรับครอบครัวและบุคคลทั่วไป ที่วังรีรีสอร์ท จ.นครนายก งานภาวนานี้รับสมัครตั้งแต่เด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป โดยมีข้อกำหนดว่าเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปีจะต้องมีผู้ปกครองมาด้วย (มีค่าลงทะเบียน)

กิจกรรมสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศ ฮ่องกง พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ จะเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งจัดขึ้นโดยสังฆะหมู่บ้านพลัมในประเทศไทย ในวันที่ 30 ตุลาคม ณ สถานปฏิบัติธรรมชั่วคราวหมู่บ้านพลัม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่อีเมล awakeningsource@yahoo.com โทร. 08-5318-2939, 08-6688-4984 เวลา 08.00-17.00 น. วันจันทร์ถึงศุกร์

"พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์" พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายานนิกายเซน ชาวเวียดนาม ผู้ซึ่งนำพาให้ผู้คนได้ประจักษ์ถึงการนำพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ให้เข้า กับชีวิตประจำวันอย่างสอดคล้องกลมกลืน ตลอดชีวิตนักบวชของท่านได้เขียนหนังสือและบทกวีไว้มากมายเพื่อเผยแผ่วิถี แห่งพุทธธรรม ผลงานของท่านได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วโลกมากกว่า 80 เล่ม จำนวนตีพิมพ์มากกว่า 1.5 ล้านเล่ม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตก

ใน ช่วงที่บ้านเมืองของท่านมีความเดือดร้อนจากภัยสงคราม ท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้หลักพุทธศาสนาเพื่อนำพาผู้คนให้กลับสู่สันติภาพ ในจิตใจของตน เพื่อนำไปสู่การหยุดการก่อสงครามในทุกระดับ จนกระทั่ง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้เสนอท่านติช นัท ฮันห์ รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ติช นัท ฮันห์ คำว่า "ติช" ในเวียดนามใช้เรียกพระ มีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา "นัท ฮันห์" เป็นนามทางธรรมของท่าน มีความหมายว่า "การกระทำเพียงหนึ่ง"

ปัจจุบันท่านติช นัท ฮันห์ พำนักอยู่ในชุมชนหมู่บ้านพลัม (Plum Village) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เป็นชุมชนแห่งการฝึกปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติของพุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา

ชุมชนหมู่บ้านพลัม มีกระจายอยู่ในหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ฮ่องกง และล่าสุดที่ประเทศไทย โดยมีนักบวชมากกว่า 500 รูป กว่า 20 ประเทศทั่วโลก และมีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหมู่บ้านพลัม หรือสังฆะ เกือบหนึ่งพันกลุ่มกระจายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก

ทุกวันนี้ ท่านติช นัท ฮันห์ ยังคงเบิกบานกับการฝึกปฏิบัติร่วมกับคนรุ่นใหม่ และเดินทางไปนำการภาวนาในประเทศต่างๆ เพื่อสรรค์สร้างความรัก ความเข้าใจ และสันติภาวะภายในให้กับผู้คนทั่วโลก
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อหลวงพ่อพุธ ตอบเรื่อง พระสกทาคามี เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 03:31:31 PM


ตอบปัญหาธรรมเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ : พระสกทาคามี ท่านมีคุณสมบัติอย่างไร

หลวงพ่อพุทธ : พระสกทาคามี ละ สังโยชน์ ได้ ๓ เหมือนกับพระโสดาบัน คือละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตา ปรามาส ระงับราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง จิตอยู่เหนือพระโสดาบัน
นิดหน่อย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ : พระโสดาบัน พระสกทาคามีนี้ มีกามราคะอยู่คือ ยังมีความรักความสวยงามติดอยู่มิใช่หรือเจ้าคะ

หลวงพ่อพุทธ : ยังติดอยู่ มีเรื่องอยู่ในพระพุทธประวัติ เป็นเรื่องของนางวิสาขาว่า
นางวิสาขาไปลืมเครื่องประดับไว้ในอารามของพระพุทธเจ้า แล้วพระอานนท์เป็นผู้เก็บเครื่องประดับตกแต่งอันนั้นรักษาไว้
เมื่อนางวิสาขามาวัด พระอานนท์แจ้งให้ทราบว่า นางลืมเครื่องประดับมหาศาลไว้ในวัดนี้
อาตมภาพเก็บเอาไว้ นางวิสาขาก็เรียนกับพระอานนท์ว่า เครื่องประดับของดิฉันที่พระคุณเจ้าได้เก็บรักษาไว้ ไม่ขอรับคืนขอยกถวายเป็นสมบัติของสงฆ์
ฝ่ายพระพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์รับสั่งว่า ของประดับเหล่านี้แม้จะมีค่าสูง แต่ไม่เกิดอะไรสำหรับสงฆ์
นางวิสาขาก็ทูลถามว่า ถ้าเช่นนั้นจะทรงให้ปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าก็รับสั่งว่า ให้รับเอาของคืนไป นางวิสาทูลว่า การที่รับของคืนนั้นเป็นการไม่สมควร ขอปวราณาสร้างพระวิหารถวาย อันนี้
เป็นหลักฐานที่พระโสดาบัน ยังใช้เครื่องประดับอยู่
100  เรื่องทั่วไป / แนะนำเว็บไซท์ สายธรรมะ กันหน่อยจ้า / แนะนำเ็ว็บธรรมะ ชาวเชียงใหม่ ( วัดอุโมงค์ เจ๊า ) เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 09:39:24 AM
http://www.watumong.org


สวนพุทธธรรม เป็นชื่อใหม่ที่ ภิกขุ ปัญญานันทะ ประธานวัดอุโมงค์
ในสมัยนั้น (2492-2509)
ตั้งขึ้นเรียกสถานที่ป่าผืนใหญ่ที่ปกคลุมวัดร้างโบราณ ซึ่งมีทั้งหมด
ประมาณ 150 ไร่ ที่พุทธนิคมเชียงใหม่จัดขึ้นเป็นที่อยู่ของภิกษุ
สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้แสวงหาความสงบพื้นที่ซึ่งเรียกว่า
สวนพุทธธรรมนี้กว้างมาก รวมเอาวัดไผ่11กอ
(เวฬุกัฏฐาราม ซึ่งพระเจ้ามังรายมหาราชทรงสร้างไว้ถวายเป็นที่
พำนักของพระมหากัสสปะเถระ ชาวลังกาซึ่งเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในสมัยนั้น)
วัดอุโมงค์เถรจันทร์ และวัดอื่นๆ (ที่อยู่ใกล้วัดอุโมงค์ทั้ง 4 ด้าน)
 อีก 4 วัดเอาไว้ด้วยทั้งหมด



ดาวน์โหลดหนังสือ คะ

ย้อนรอยอดีตบุคคลสำคัญ

http://www.watumong.org/watpublic/chawphut/space/downloads/files/1/QcxaGJEqSd.pdf


โหลดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คะ

http://www.watumong.org/watpublic/chawphut/
101  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สายการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ที่ไปทั่วโลก มีกี่สาย เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 05:57:15 PM
หลังจากมีการทำสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้้งที่ 3 แล้ว

มีสายการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ที่ไปทั่วโลกนั้น มีกี่สาย

ของประเทศไทยเป็นสายที่เท่าไหร่ คะ

  พระโสณะ พระ อุตตระ เกี่ยวข้องอย่างไรกับ พระกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ คะ

 :25: :88: :c017:
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จิตนำไป เมื่อถูกภาวะกดดัน เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 10:40:10 AM
เป็นเรื่องอ่าน ขำขำ ลักษณะของคนจิตนำไป

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ ที่ไม่มีตังค์จ่ายค่ารถเมล์

ให้อ่านคลายเครียดนะจ๊ะ



   ช่วงนี้ค่ารถเมล์ก็แพง รถเมล์ก็น้อย เฮ้อ! ... พี่เหมี่ยวเห็นน้องๆหลายคนขึ้นรถเมล์กันแบบหน้าดำคร่ำเครียดแล้วเหนื่อยแทนเลยค่ะ ... เพื่อ เป็นการสร้างรอยยิ้มตอนที่เราขึ้นรถเมล์ วันนี้พี่เหมี่ยวก็เลยมีวิธีขึ้นรถเมล์แบบขำขำ แต่ห้ามเลียนแบบมาให้น้องๆได้อ่านแก้เครียดกันค่ะ อิอิอิ ... มาดูสิว่าจะฮาขนาดไหน

 

     >>> เริ่มกันด้วยวิธีแรกเลย...

 

 เลือกคันที่มนุษย์แน่นเอี๊ยดเหมือนปลากระป๋อง


 ถ้ากระเป๋าอยู่ประตูหน้าให้ขึ้นประตูหลัง พอกระเป๋าเดินมาถึงให้รีบลง แล้ววิ่งไปขึ้นประตูหน้า เล่นไล่จับกัน


 ในกรณีกระเป๋ารถไม่เห็นให้ แกล้งหลับ


 ถ้ากระเป๋ารถเห็นให้หลับจริงๆ (อย่าลืมกรน ครอกฟี้ยยย....ด้วยเพื่อความสมจริง)


 หรือไม่ก็แกล้งหลับตั้งแต่ป้ายรถเมล์ จากนั้นพอรถจอด ก็ละเมอย้ายร่างขึ้นรถไป (วิธีนี้เนียนมากๆ ขอแนะนำ)


 ใส่ชุดคอสเพลย์สไปเดอร์แมน โดดเกาะหลังคารถ อย่าให้คนในรถเห็น


 ใส่ ชุดนักเรียนอนุบาลเอี้ยมแดง (สำหรับผู้ที่หน้าแก่มาก ควรเพิ่มออปชั่นเพื่อความน่าเชื่อถือ กระติกน้ำ กล่องข้าว หุ่นยนต์กิงก้าแมน ฯลฯ)


 ปริ๊นตั๋วเถื่อน


 อุ้ย.. โทษ ข้อ 8 ท่าจะแรงไป เปลี่ยนเป็นเอาเศษกระดาษเล็กๆ มานั่งบี้จะดีกว่า


 ใช้ สกิลล่องหน


 แกล้งกระเป๋าตังค์หาย ทำหน้าตาน่าสงสารที่สุด เท่าที่จะทำได้ จากนั้นขอยืมเงินเป๋ารถเมล์


 ตัดขาทิ้งไปข้างนึงก่อนขึ้นรถ


 แต่งชุดอีทีขึ้นไปบนรถ จากนั้นขอเจรจากับกระเป๋า รถในฐานะทูตสันติภาพแห่งอวกาศ


 แกล้งเอาแขนซุกในเสื้อ ปลอมเป็นคนแขนด้วน แล้วบอกเป๋ารถด้วยเสียงหวานซึ้งว่า ตังค์อยู่ในกุงเกงในอ่ะ หยิบให้หน่อยจิ ตะเอง


 ใส่ชุดกระเป๋ารถขึ้นไป แล้วทำท่าตกใจเมื่อเจอกระเป๋ารถ ?อ๊ะ..! แกเป็นใคร?


 กอดคอกระเป๋ารถด้วยท่าทีสนิทสนมสุดขีด ก่อนทักทายด้วยเสียงอันดังก้อง ?เฮ้ย เป็นไงบ้างเพื่อนร่วมโลก ไม่ได้เจอกันนาน... เป็นกระเป๋ารถเหรอ พยายามเข้านะ เรื่องตังค์ไม่ต้องห่วง เราจ่ายแน่ แต่ไม่ใช่วันนี้ ?


 พูดภาษา อูกันด้า กับกระเป๋ารถเมล์


 เดินเข้าไปผลักคนขับรถออกจากที่นั่ง ?มา..!! ตูขับเอง?


 ระหว่างก้าวขึ้นให้แกล้งคุยโทรศัพท์ เสียงดังให้ได้ยินทั้งรถ เฮ้ย X ถนอม!! กระเป๋ารถที่เก็บตังค์เราวันนั้น มันออกจากห้องไอซียูรึยังวะ หา... อะไรนะ ยังไม่ออกอีกเหรอ X เราก็ว่าเบามือแล้วนะ ?


 ร้องไห้ แล้วรำพึงรำพันเสียงดัง ?ฮือ.... ทำไม... ทำไมแค่นี้ต้องเก็บเงินกันด้วย อำมหิต ชั้นไปทำอะไรให้แก ?


 ถามทั้งกระเป๋าและคนขับว่า ?เฮ้ย นี่เก็บเงินข้าเหรอ..! นี่แกไม่รู้รึไงว่าชั้นเป็นลูกใคร!!! ? (วิธีนี้ออกแนวความจำเสื่อม ฟังไม่ขึ้น ไม่ขอแนะนำให้ใช้)


 (หมายเหตุจากข้อ 21 : ? โห... ทำยังกะวิธีในข้ออื่นมันฟังขึ้นงั้นแหละ ? )


 แกล้ง เสมือนว่าขึ้นรถผิดคัน แล้วขอลงป้ายหน้า ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ (โอ... วิธีนี้ค่อยยังชั่วหน่อย) เพื่อความเนียนควรถามทางกระเป๋ารถด้วย ? อืม คันนี้ผ่านลอสแองเจลลิสมั้ยครับ อ๋อ ไม่ผ่านเหรอ งั้นขอลงป้ายหน้าละกัน ??!!??


 บอกกระเป๋ารถเสียงดังว่า ?เก็บอะไร๊!!! ตูจ่ายแล้ววว ? ทั้งๆ ที่ทุกคนเห็นแกขึ้นรถมาเมื่อกี้ก็ตาม


 ถามกระเป๋ารถว่า ? คุณเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยที่อยู่ข้างหลังผมมั้ย.. ?? เห็นมั้ย ไม่เห็นเหรอ เธอบอกผมว่า อย่าไปจ่ายย.... อย่าไปจ่ายมันน..... ?


 ควักแบ๊งค์พันให้ ยิ้ม แล้วพูดเสียงเขินๆ ?ป๋มไม่มีเศษเยยอ่ะคับพี่ งุงิ งุงิ ?


 พอกระเป๋าถึงตัวให้ตกใจสุดขีด จากนั้นแกล้งเป็นลม (ถ้ามีความสามารถจะกระตุกลมบ้าหมูเพิ่มเข้าไปก็ได้)


 แกล้งหยิบปืนขึ้นมา แล้วพูดว่า ?อุ๊ย หยิบมาผิด นึกว่ากระเป๋าสตางค์ โอ ไม่นะ งั้นเป๋าตังค์ก็อยู่บ้าน อ่ะดิ ตอนนี้จ่ายด้วยลูกปืนไปก่อนได้มั้ย ?


 มอง หน้ากระเป๋ารถด้วยสีหน้าที่กวนอวัยวะที่ใช้สวมรองเท้ามากที่สุด เอียงคอ ยกขาเล็กน้อย ปากเบี้ยวพอประมาณ ยักไหล่พอเป็นจังหวะ แล้วเอ่ยเสียงเพราะๆ ว่า ?ตูไม่ให้!!!! ? จากนั้นก็จะมีเรื่องฟาดปากกัน ไม่ต้องจ่ายค่ารถแน่นอน ไปจ่ายค่าทำแผลแทน)


 เอ่อ จ่ายๆ ไปเหอะ ทำเป็นเรื่องมากไปได้ ทีวีซีดีการ์ตูน แผ่นละเกือบร้อยแกยังจ่ายกันได้เลย ใช่มะ...

 

     แหม แต่ละวิธีอ่านแล้วลองจินตนาการภาพตามแล้วก็ปวดใจแทนเลยค่ะ ก็ใครจะไปกล้าทำล่ะคะ แต่ะละวิธีคนดีๆคงไม่กล้าทำหรอกค่ะ ... เอาเป็นว่าอ่านเอาขำขำก็แล้วกันนะคะ
หน้า: 1 2 [3]