ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 299
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ทำบุญได้งานศิลป์ติดผนังโบสถ์ ไอเดียเก๋ "วัดขุนอินทประมูล" เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 10:23:25 AM











ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/กทม.-ภูมิภาค/สกู๊ปภูมิภาค/324279/ทำบุญได้งานศิลป์ติดผนังโบสถ์-ไอเดียเก๋-วัดขุนอินทประมูล
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำบุญได้งานศิลป์ติดผนังโบสถ์ ไอเดียเก๋ "วัดขุนอินทประมูล" เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 10:19:27 AM

ทำบุญได้งานศิลป์ติดผนังโบสถ์ ไอเดียเก๋ "วัดขุนอินทประมูล"
เรื่องและภาพ อินทรชัย พาณิชกุล

ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ยังเป็นเพียงแค่วัดเล็กๆกลางทุ่งนาห่างไกลชุมชน ไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าใดนัก

แต่หลังตกเป็นข่าวใหญ่กรณีที่มีการคิดไอเดียเก๋โดยให้ศิลปินวาดภาพเหมือนของผู้บริจาคเงินลงบนผนัง
อุโบสถ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสร้าง ชื่อของวัดนี้ก็โด่งดังชั่วข้ามคืน

“อุโบสถหลังนี้เกิดจากความร่วมมือของประชาชนที่มีจิตศรัทธา คนละมากละน้อยแต่ก็บริจาคเงินจนสร้างขึ้นได้สำเร็จ อาตมาเลยคิดว่าอยากจะบันทึกประวัติความเป็นมาของการสร้างโบสถ์ ตั้งแต่วางศิลาฤกษ์ หล่อพระประธาน ยกพระประธาน จนถึงยกช่อฟ้า โดยให้ผู้บริจาคมีภาพวาดตัวเองติดไว้บนฝาผนัง เผื่อวันข้างหน้าลูกหลานมาเห็นจะได้รู้ว่าญาติของเราก็มีส่วนร่วมในการสร้างโบสถ์แห่งนี้” ความในใจของ พระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล

ท่านบอกด้วยว่า เพราะเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้าน งานนี้จึงต้องยิ่งใหญ่และอลังการ



บรรยากาศล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณหน้าลิฟท์ชั้น 2 ของอุโบสถหลังใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยงบประมาณ 120 ล้านบาท ปรากฏไทยมุงกลุ่มใหญ่กำลังแหงนคอมอง พร้อมถ่ายรูปจิตรกรรมฝาผนังกันอย่างตื่นเต้น

พื้นที่วาดภาพเหมือนของผู้บริจาคเงินสมทบทุนสร้างอุโบสถ ขนาดกว้างยาวราว 14 เมตร เผยให้เห็นประวัติความเป็นมาของการสร้างอุโบสถในมุมสูง ตั้งแต่ขั้นตอนวางศิลาฤกษ์ พิธีหล่อพระประธานยกพระประธาน และยกช่อฟ้า รายล้อมด้วยผู้คนเป็นจำนวนมาก หลากหลายสีหน้า ท่าทาง อิริยาบถ

“เราเปลี่ยนวิธีจากใส่แค่ชื่อนามสกุลผู้บริจาคติดไว้ตามเสา ตามผนังโบสถ์ มาเป็นวาดภาพเหมือน(Portrait) ของผู้บริจาค ใส่ในสถานที่จริงเลย จะได้อยู่ในบรรยากาศจริงๆ ได้รู้ว่าใครกำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผมว่ามันเป็นเรื่องใหม่มากๆ เป็นความท้าทายของช่างเขียนรูปด้วย เราเป็นคนยุคใหม่จะไปวาดแบบเดิมๆก็สู้ช่างเขียนรูปสมัยก่อนไม่ได้ เลยเปลี่ยนใหม่ โดยใช้วิธีคิดเดิม โครงสร้างเดิม แต่เลือกเทคนิคการนำเสนอใหม่ๆซึ่งทันกับยุคสมัยปัจจุบันลงไปแทน” บุญทวี ทับทิมไทย วัย 27 ปี หัวหน้าคณะวาดรูป เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี


บุญทวี

บุญทวีและผองเพื่อนศิษย์เก่าจากรั้วจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมกิน นอน วาดรูปอยู่ที่วัดขุนอินทประมูลมานานกว่า 2 ปีแล้ว เขาบอกว่าตั้งแต่เป็นข่าวดังแทบไม่ค่อยมีเวลาวาดเต็มที่สักเท่าไหร่ เพราะต้องคอยรับออเดอร์จากชาวบ้านที่มีเข้ามาตลอดทั้งวัน

“พื้นที่การวาดจะแบ่งโซนราคาเป็น 3 ส่วนคือส่วนบน 500 บาท ส่วนกลาง 1,000 บาท และส่วนล่างใกล้ระดับสายตาที่สุด 3,000 บาทต่อหัว ขั้นตอนง่ายๆคือ เลือกก่อนว่าอยากให้ภาพตัวเองไปอยู่ตรงไหน เสร็จแล้วก็ถ่ายรูปด้วยท่าทางสบายๆ เป็นธรรมชาติ ไม่อยากให้แข็ง จืดชืดเหมือนรูปติดบัตร จากนั้นมาร์คจุดจองเป็นเครื่องหมายกากบาทไว้บนผนังที่ต้องการ สุดท้ายก็รอคิว*

ปกติจะใช้เวลาวาดภาพเหมือนต่อคนประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็เสร็จ แต่ช่วงนี้คิวแน่นมากๆ เลยต้องรอกันหน่อยไม่เกิน 2 เดือน ตอนนี้คนให้ความสนใจกันเยอะมาก อีกไม่นานก็คงเต็มแล้วครับ”


 :49: :49: :49: :49:

ภาพวาดด้วยสีอะคริลิกสดใส แลดูคล้ายงานบุญครั้งใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้ามาร่วมใจกัน มีทั้งคนดัง เศรษฐีไฮโซใส่สูท คุณตาคุณยายนุ่งขาวห่มขาว พระภิกษุสงฆ์ บัณฑิตในชุดครุย ผู้สูงอายุถือไม้เท้าไม่ก็นั่งรถวีลแชร์ เด็กน้อยจูงมือแม่ คู่บ่าวสาว กลุ่มวัยรุ่น ชาวต่างชาติ ยันพ่อค้าขายล็อตเตอรีหน้าวัด

นอกจากนี้ยังสีสันอื่นๆ บางคนไม่อยากลงภาพตัวเอง แต่ส่งภาพรถเก๋ง รถบิ๊กไบค์ รถทัวร์ รถตู้คู่ใจมาแทน บ้างไม่อยากยืนเฉยๆ ขอโพสต์ท่าเท้าสะเอว โบกไม้โบกมือ พนมมือไหว้พระ แม้กระทั่งยกมือถือถ่ายเซลฟีก็มีให้เห็นเช่นกัน ทุกตัวตน ทุกอิริยาบถ ล้วนสมจริงสมจัง เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา



ประไพ สุดสังข์ ชาวจ.ปทุมธานี เล่าว่าใส่ภาพครอบครัวลงไปบนผนังอุโบสถ “เพื่อเตือนใจตัวเองให้มาทำบุญบ่อยๆค่ะ” สุรสิทธิ์ คงยิ่ง คุณพ่อลูกสอง บอกขณะชี้ไม้ไปยังพื้นที่ที่จองไว้ ก่อนบอกว่า “อยากอยู่ใกล้พระพุทธไสยยาสน์ ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นมุมที่สวยดี”

ขณะที่ ลุงสุข ชาว จ.อ่างทอง ยืนลังเลอยู่ว่าจะใส่ภาพตัวเองลงไปด้วยดีหรือไม่ ให้ความเห็นว่า “ดีนะครับ เข้าท่าเลย วาดรูปติดผนังโบสถ์มันดูสร้างสรรค์กว่าใส่แค่ชื่อนามสกุลเหมือนที่เคยทำกันมาตัวตายไปแต่ภาพวาดเราก็ยังอยู่ให้ลูกให้หลานมันได้มาดูบ้าง” แกว่า


 :25: :25: :25: :25:

“ความภาคภูมิใจของผมอยู่ตรงนี้แหละครับ ตรงการได้เห็นประชาชนมายืนแหงนคอมองหาภาพเหมือนตัวเอง แล้วยิ้ม หัวเราะ หลายคนเข้ามาชื่นชม ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก มันรู้สึกอิ่มใจ ภาพเหล่านี้มันจะติดอยู่บนผนังโบสถ์แห่งนี้ไปอีกนานนับร้อยปี แม้วันที่เขาไม่อยู่แล้ว แต่ลูกหลานรุ่นหลังก็จะยังได้เห็นว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายเขาเคยมีส่วนร่วมทำบุญบริจาคเงินสร้างพระอุโบสถแห่งนี้ขึ้นมา” หัวหน้าคณะวาดรูป ยิ้มกว้าง

ใครยังไม่เห็นไอเดียแปลกแหวกแนวแบบนี้ ลองแวะไปดูด้วยตาตัวเองได้ที่วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทองจ.อ่างทอง แล้วจะรู้ว่าไอเดียไม่ธรรมดาเลยจริงๆ











ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/กทม.-ภูมิภาค/สกู๊ปภูมิภาค/324279/ทำบุญได้งานศิลป์ติดผนังโบสถ์-ไอเดียเก๋-วัดขุนอินทประมูล
83  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ความงามอันวิจิตร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดประจำ 2 รัชกาล แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 10:05:58 AM


ความงามอันวิจิตร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดประจำ 2 รัชกาล แห่งราชจักรีวงศ์

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 โดยโปรดให้นำหลักการสร้างวัดตามหลักโบราณประเพณี คือ สถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ล้อมรอบด้วยพระระเบียง พระอุโบสถ พระวิหาร และวิหารทิศ มีกำแพงกั้นระหว่างเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส
       
       ความโดดเด่นของพระอารามแห่งนี้คือ สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างไทยกับตะวันตกอย่างลงตัวงดงาม รวมทั้งมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งที่กำแพง 8 ทิศ ดังนั้น จึงสามารถทำสังฆกรรมได้ทุกแห่งภายในขอบเขตของมหาสีมานี้
       
       เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามว่า “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” โดย “ราชบพิธ” หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง “สถิตมหาสีมาราม” หมายถึง พระอารามซึ่งมีสีมากว้างใหญ่
       
       ในเขตพุทธาวาสซึ่งตั้งอยู่บนฐานไพที ปูด้วยหินอ่อน ประกอบด้วยพระมหาเจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหาร วิหารทิศ วิหารคด และศาลาราย ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ศาสนสถานทั้งหมดนี้ ด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ ซึ่งมีสีสันและลวดลายวิจิตรงดงาม จนได้รับฉายาว่า “วัดลายเบญจรงค์”


        ans1 ans1 ans1 ans1

       ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุสำคัญภายในพระอารามมีมากมาย อาทิ
       
       พระมหาเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ใหญ่ทรงกลม สูง 41.40 เมตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ชนิดอัดด้วยพิมพ์ยกดอกนูน ด้านล่างมีซุ้ม 14 ซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระรูปหล่อของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราช ยอดปลีเป็นลูกแก้วกลม บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 6,018 องค์
       
       • พระอุโบสถ มีความวิจิตรงดงามมาก รูปทรงภายนอกเป็นแบบไทย มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี ประดับช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับปูนปั้นรูปช้าง 7 เศียรเทิดพานรองรับพระเกี้ยว ขนาบ 2 ข้างด้วยฉัตร ประคองด้วยราชสีห์ และคชสีห์ อันเป็นสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 5
       
       ส่วนภายในตกแต่งเป็นศิลปะแบบโกธิค เป็นซุ้มโค้งแหลม เพดานเป็นลายเครือเถาสีทอง ผนังระหว่างช่องหน้าต่างพระอุโบสถมีรูปอุณาโลม และอักษร “จ” สลับกัน เหนือซุ้มประตูกลางเป็นรูปพระราชลัญจกรหรือตราแผ่นดินประจำรัชกาลที่ 5

       
ภายในพระอุโบสถ

      บานประตูและหน้าต่าง ด้านในเขียนลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับมุกเป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวง เรียงกันตามลำดับ คือ นพรัตน์ราชวราภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ปฐมจุลจอมเกล้า ประถมาภรณ์ช้างเผือก และประถมาภรณ์มงกุฎไทย
       


       • พระพุทธอังคีรส แปลว่า “มีรัศมีซ่านออกจากพระวรกาย” เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 2 ศอกคืบ กะไหล่ทองคำทั้งองค์ เนื้อทองคำหนัก 180 บาท เป็นทองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เมื่อยังทรงพระเยาว์
       
       ที่ฐานบัลลังก์พระพุทธรูปเป็นกะไหล่ทอง ภายในบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
       
       พระพุทธอังคีรสประดิษฐานบนฐานชุกชีหินอ่อนจากอิตาลี โดยที่ฐานชุกชีนี้ได้บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ไว้ด้วยกัน

       

       พระวิหาร มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถทั้งภายนอกและภายใน ต่างกันที่บานประตูและหน้าต่าง เป็นไม้แกะสลักลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พระประธานในพระวิหารมีนามว่า “พระพุทธปทีปวโรทัย” เบื้องหลังพระประธานเป็นตู้พระไตรปิฎกใหญ่ 3 ตู้ และเนื่องจากวัดราชบพิธฯไม่มีหอไตรเช่นพระอารามหลวงทั่วไป ดังนั้น พระวิหารแห่งนี้จึงเสมือนเป็นหอไตรด้วย
       

       ซุ้มประตู ซุ้มประตูทางเข้าวัดและระหว่างเขตพุทธาวาสกับสังฆาวาส รวม 12 ซุ้ม มีลักษณะพิเศษคือ มีบันไดทั้งด้านในและด้านนอก โดยมีคติมาจากซุ้มประตูของเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ ส่วนทวารบาลที่ประตูซุ้มนั้นดูแปลกไม่เหมือนใคร คือ เป็นภาพแกะสลักรูปทหารที่แต่งเครื่องแบบแตกต่างกันไปในแต่ละซุ้ม เข้าใจว่าเป็นทหารมหาดเล็ก ที่จัดตั้งมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบหลายครั้ง

 
     

       อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของพระอารามนี้ คือ สุสานหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิ และพระสรีรางคาร ของพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ผู้ที่มีความรักใคร่ห่วงใยอย่างใกล้ชิด คือ พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรสและพระราชธิดาในพระองค์ ได้อยู่ร่วมกันหลังจากที่ล่วงลับไปแล้ว
       
       สุสานหลวงของแต่ละราชสกุลมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ทั้งพระเจดีย์ พระปรางค์ วิหารแบบไทย แบบขอม และแบบโกธิค ตั้งอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ที่ได้รับการตกแต่งเป็นระเบียบงดงาม

       
สุสานหลวง

       วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามนับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างวัดประจำรัชกาล ตามโบราณราชประเพณี เพราะต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ไม่โปรดให้สร้างวัดประจำรัชกาลขึ้นอีก ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงมิได้ทรงสร้างวัดประจำรัชกาล แต่เมื่อ พ.ศ. 2467 ทรงรับพระราชภาระในการทำนุบำรุง และบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธฯ เป็นงานใหญ่ เสมือนหนึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์เช่นกัน
       
       หลังจากนั้นพระอารามแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยลำดับ ครั้งล่าสุด สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้เข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์หมู่กุฏิ คณะใน(แถวนอก-แถวกลาง) เมื่อพ.ศ. 2553-2555 ต่อมาปี 2556 บูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ และศาลา 100 ปี ปัจจุบันกำลังบูรณปฏิสังขรณ์หลังคาตำหนักอรุณ และหลังคากุฏิคณะนอก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2557
       
       ส่วนในปี 2558 จะบูรณปฏิสังขรณ์ซุ้มประตูและกำแพงโดยรอบ รวมทั้งอาคารเอนกประสงค์ เพื่อดำรงคุณค่าอันยิ่งใหญ่และคงความวิจิตรงดงาม ให้สมนาม “พระอารามประจำ 2 รัชกาล แห่งราชจักรีวงศ์”

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113359
84  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ธรรมาภิวัตน์ : เล่าเรื่อง “สถูปเจดีย์” ที่อินเดีย เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:54:00 AM



ธรรมาภิวัตน์ : เล่าเรื่อง “สถูปเจดีย์” ที่อินเดีย

ผมตั้งใจจะไปอินเดียให้ได้ปีละครั้งครับ ปี 57 นี้ผมจะเดินทาง “ท่องเที่ยว ท่องธรรม” ไปยัง 4 สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย ในช่วงต้นเดือนธันวาคม พร้อมกับผู้ชมรายการธรรมาภิวัตน์จำนวนหนึ่ง (หากใครสนใจจะร่วมเดินทางสามารถสอบถามข้อมูลและสำรองที่นั่งได้ที่โครงการธรรมาภิวัตน์ สถานีโทรทัศน์นิวส์วัน (NEWS1) หรือ ASTV เดิมได้เลยครับ)
       
       หากถามว่า “จำเป็นหรือไม่” ที่พุทธศาสนิกชนจะต้องไปกราบพระพุทธเจ้าที่อินเดีย ตอบเลยครับว่า “ไม่จำเป็น” แต่หากมีโอกาส ผู้ถึงพร้อมด้วยปัจจัยก็ไม่ควรละทิ้งการเดินทางไปยังชมพูทวีป พร้อมด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เพื่อไปสักการบูชาสังเวชนียสถานทุกแห่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และระลึกถึงพระพุทธคุณ เนื่องเพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ยากที่จักพรรณนาให้สิ้นสุดได้โดยง่าย พระคุณอันยิ่งใหญ่นั้นมี 3 ประการหลัก คือ       
       1. พระปัญญาธิคุณ
       2. พระบริสุทธิคุณ
       3. พระมหากรุณาธิคุณ
       
       เราในฐานะพุทธมามกะจักต้องน้อมอภิวาทบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง

       
        :25: :25: :25: :25:

       สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์หนังสือชื่อ “ตำนานพระพุทธเจดีย์” ได้ทรงอธิบายความหมายของคำว่า “เจดีย์” หรือ เจติยะ หมายถึง “สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการเคารพบูชา” มีข้อความในคัมภีร์ กล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้าซึ่งปรินิพพานไปแล้ว 4 อย่าง คือ
       
       1. ธาตุเจดีย์ คือ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า     
       2. บริโภคเจดีย์ คือ สังเวชนียสถาน 4 แห่งที่พระพุทธองค์ตรัสให้มหาชนไปปลงธรรมสังเวชเมื่อระลึกถึงพระองค์ คือ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ประทานปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพาน       
       3. ธรรมเจดีย์ คือ จารึกข้อพระธรรมไว้บูชา ในชั้นเดิมมักเลือกเอาข้อพระธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เช่น คาถาแสดงพระอริยสัจ 4 มาจารึกไว้บูชา       
       4. อุเทสิกเจดีย์ คือ พุทธเจดีย์อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับสามอย่างข้างต้น เช่น พระพุทธรูป ธรรมจักร รอยพระพุทธบาท พระแท่นวัชรอาสน์ หรือสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า เป็นต้น
       
       ดังนั้น การเดินทางไปยังสังเวชนียสถาน 4 ของพุทธศาสนิกชนก็เพื่อระลึกถึงองค์พระศาสดานั่นเองครับ




       สถูปเจดีย์นั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่งในหลายประเภท ที่คนอินเดียโบราณนิยมสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในเชื้อชาติเดียวกันกับพระพุทธเจ้า (ศากยะ) ซึ่งพบว่า เมื่อญาติเสียชีวิตจะนิยมเผาศพและเก็บกระดูกไว้บูชา โดยสร้างสถานที่เก็บเอาไว้ (หากมีขนาดใหญ่โตก็เรียกว่าสถูป) เพื่อให้ผู้คนได้สักการบูชาระลึกถึงผู้ตาย ซึ่งเป็นรูปแบบของสิ่งก่อสร้างที่สัมพันธ์กับการฝังศพ โดยเฉพาะการฝังอัฐิธาตุซึ่งได้มีการใช้มาแล้วก่อนสมัยพุทธกาล
       
       สถูปกับเจดีย์มีความหมายไม่เหมือนกันในที่นี้ กล่าวคือ     
       สถูปจะมีความหมายที่ใช้เฉพาะสิ่งก่อสร้างในทางสถาปัตยกรรม
     
       ส่วนเจดีย์จะกินความหมายกว้างกว่า คือหมายถึงสิ่งก่อสร้างในทางสถาปัตยกรรม และมีความหมายรวมถึงวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่ควรแก่การสักการบูชา เช่น พระพุทธรูป วิหาร พระไตรปิฎก ฯลฯ       
       แต่เจดีย์ที่มีความหมายตรงกับสถูปก็คือ เจดีย์ประเภทธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในทางสถาปัตยกรรมที่นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ภายใน ดังนั้นคำว่า “สถูป” กับเจดีย์ประเภท “ธาตุเจดีย์” จึงใช้เรียกแทนกันได้ในบางนัยยะครับ

        st12 st12 st12 st12

       นอกจากนี้ในคัมภีร์อรรถกถา พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุและพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวถึงประเพณีการสร้างสถูปเจดีย์ว่า นิยมสร้างกันมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เช่น เมื่อคราวที่พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวานิพพาน พระพุทธองค์โปรดให้สร้างเจดีย์ไว้ เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำสักการะ ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว การสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจึงได้เป็นที่แพร่หลาย ถึงขั้นมีการแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุระหว่างกษัตริย์แคว้นต่างๆ เพื่อนำไปสร้างเจดีย์ไว้ในบ้านเมืองของตน เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ได้ตรัสสั่งกับพระอานนท์ เกี่ยวกับบุคคลที่ควรสร้างเจดีย์ถวายเมื่อล่วงลับไปแล้ว คือ
       
       1. พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
       2. พระปัจเจกพุทธเจ้า
       3. พระสาวกของพระตถาคต
       4. พระเจ้าจักรพรรดิ และประโยชน์สุขที่จะได้รับจากการสักการบูชา
       
       ดังนั้น การสร้างเจดีย์จึงเป็นพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง และยังเป็นประเพณีนิยมที่สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการสักการบูชาด้วยครับ

       

       สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังได้ทรงวินิจฉัยเอาไว้ด้วยว่า ประเพณีการสร้างสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุนี้ มีมาก่อนสมัยพุทธกาล และไม่เฉพาะสำหรับบรรจุอัฐิธาตุของพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น สถูปเจดีย์ที่สร้างบรรจุอัฐิธาตุบุคคลอื่นๆ ก็มี เช่น พวกเดียรถีย์นิครนถ์ ก็สร้างสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของศาสดาจารย์เป็นทำนองเดียวกัน
       
       นับตั้งแต่พระพุทธองค์ทรงอุบัติและสั่งสอนเวไนยสัตว์สืบมาตราบจนนิพพาน บรรดาพุทธสาวกต่างร่วมใจกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างใหญ่ไพศาลกว่าเดิม
       
       ในอินเดียมีกษัตริย์หลายพระองค์ที่ทรงสนพระทัยนับถือและทำนุบำรุงพุทธศาสนาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์เมารยะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ในการเดินทางของหลวงจีนเหี้ยนจังหรือพระถังซำจั๋งและหลวงจีนฟาเหียนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ทว่า พบเห็นแต่ซากร่องรอยอารยะแห่งพุทธศาสนา
       
       การสร้างสถูปเป็นพุทธเจดีย์นั้น เป็นที่แพร่หลายในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อพระองค์ได้เสด็จจาริกแสวงบุญไปในที่ต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าหรือพุทธสาวกที่สำคัญ เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน พร้อมกับทรงสร้างสถูปและเสาอโศกประดิษฐานไว้ยังสถานที่นั้นๆ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของคนในท้องถิ่น และเป็นเครื่องชี้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แจกพระบรมธาตุไปประดิษฐานไว้ในประเทศต่างๆ และประสงค์จะให้สร้างสถูป (หรือเจดีย์) บรรจุอัฐิธาตุของพระสังฆเถระ เป็นบริวารของมหาสถูปทั่วชมพูทวีป เป็นจำนวน 84,000 องค์ด้วย

       
        :96: :96: :96: :96:

       การที่พระเจ้าอโศกทรงรับสั่งให้สร้างเจดีย์ และรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุแบ่งไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงวินิจฉัยไว้ว่า
       
       ก่อนนั้นมาพุทธเจดีย์มีแต่บริโภคเจดีย์ ที่พระพุทธเจ้าได้ประทานอนุญาตไว้ 4 แห่ง กับพระธาตุเจดีย์ที่สร้างไว้ ณ เมืองต่างๆ ซึ่งได้พระบรมธาตุไปเมื่อแบ่งแจกครั้งแรกอีก 8 แห่ง ครั้นพระเจ้าอโศกทรงบำรุงพระพุทธศาสนารุ่งเรืองนับถือกันแพร่หลายไปทั่ว ตลอดจนถึงต่างประเทศ ผู้อยู่ไกลจะไปกระทำสักการบูชาถึงพุทธเจดีย์ก็ไม่สะดวก
       
       พระองค์ยังทรงเห็นว่า เจดีย์นั้นสร้างไว้ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสร้างไว้ในวัด ฆราวาสผู้ประกอบอาชีพบางทีไม่ประสงค์จะเข้าวัด เพราะต้องเสียเวลามาก หรือบางกรณีอาจเกรงใจพระภิกษุที่อยู่ในวัด เกรงว่าจะเป็นการรบกวน แต่ก็ประสงค์บุญ เมื่อมีการสร้างเจดีย์ไว้ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นบริเวณของวัดใดวัดหนึ่ง ชาวบ้านก็ไปกราบไหว้บูชากันตามสะดวก โดยไม่ต้องเกรงว่าจะเป็นการรบกวนพระภิกษุ พระเจ้าอโศกจึงให้รวบรวมพระธาตุมาแบ่งใหม่เป็นส่วนละน้อย แล้วประทานไปให้สร้างเจดีย์ประดิษฐานไว้ตามบรรดาเมืองที่มีผู้คนเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ให้เป็นที่สักการบูชาประจำอยู่ในเมืองนั้นๆ


       พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีส่วนในการสร้างเจดีย์สำคัญทางพระพุทธศาสนาในอินเดีย ซึ่งประดิษฐานเป็นที่สักการบูชามาจนถึงปัจจุบัน อาทิ
       
       • “เจดีย์ศรีมหาโพธิ” ที่พุทธคยา สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ สันนิษฐานว่า เริ่มก่อสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก เจดีย์องค์นี้สร้างต่อเติมแบบที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมีความสูง 180 ฟุต ลดต่ำลงไปจากพื้น อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์หน่อที่ 4
       
       ราวพุทธศตวรรษที่ 7 พระมหาเจดีย์ได้เริ่มมีการบูรณะซ่อมแซมและดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง พระถังซำจั๋งได้บันทึกเอาไว้ว่า “ตัวอาคารล้อมรอบด้วยทองแดงชุบ ประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจิตร ประดับด้วยทอง เงิน มุก และรัตนะต่างๆ ด้านขวาซ้ายประตูนอกเป็นซอกๆ คล้ายห้อง ด้านซ้ายมีรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ด้านขวาเป็นพระเมตไตรยโพธิสัตว์ รูปเหล่านี้ทำด้วยเงินขาวสูง 60 ฟุต“
       
       ภายในพระมหาเจดีย์ประดิษฐาน “พระพุทธเมตตา” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะปาละ ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม รอบบริเวณมีเสาหินที่สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าอโศก มีรั้วล้อมรอบไว้อย่างแข็งแรง ด้านตะวันตกของพระมหาเจดีย์เป็นโพธิบัลลังก์ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั่วโลก ผู้มีศรัทธาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินทางมาสักการะกันอย่างมิขาดสาย

       
       

       • “ธัมเมกขสถูป” ที่สารนาถ สถานที่แสดงปฐมธรรมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 12 แต่นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า เจดีย์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกหรือประมาณพุทธศตวรรษที่ 2-3 แต่ในข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของรูปทรง มิติ การประดับตกแต่ง จึงเป็นไปได้ว่าเจดีย์ถูกสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 11
       
       องค์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าแต่งเติมเป็นศิลปะแบบคุปตะ พระสถูป (เจดีย์) เป็นรูปทรงบาตรคว่ำ ก่อสร้างด้วยหินทราย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 28 เมตรครึ่ง สูง 33 เมตร มีช่อง 8 ช่องรอบองค์สถูป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งถึงมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นความหมายของ “ธัมเมกข” คือ ธัมมะ (ธรรมะ) + อิกขะ (เห็น) จึงหมายถึง สถานที่แสดงธรรมให้เห็นถึงความหลุดพ้น เป็น 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน ที่พระพุทธองค์ตรัสเชิญชวนให้พุทธบริษัทได้เข้าใกล้ทั้งกายและใจ เพื่อให้เกิดความสังเวช อันเป็นเครื่องนำพาไปสู่ความสุขที่แท้จริงของชีวิตนั่นเองครับ
       
       • “มหาสถูป” ที่สาญจี ปัจจุบันอยู่ในรัฐมัธยมประเทศของอินเดีย ที่นี่เป็นดินแดนแห่งสถูป (เจดีย์) วัด วิหาร และเสาศิลาจารึก สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 250 แต่เดิมเป็นเจดีย์ที่สร้างด้วยดิน และได้มีการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยราชวงศ์ศุงคะ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-4 ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งได้พบสถูปองค์ ที่ 1, 2, 3 พร้อมกุฏีที่พักสงฆ์เป็นจำนวนมาก แต่สถูปได้ถูกทำลายเป็นส่วนมาก โดยพวกนักล่าสมบัติ

       

       พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างมหาสถูปสาญจีขึ้น ในสมัยที่เป็นอุปราชปกครองกรุงอุชเชนี ด้วยพระประสงค์สำคัญ 4 อย่างคือ
       
       1. เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
       2. เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอัครสาวก พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ รวมทั้งพระธาตุของพระสมณทูตอีก 10 รูป ที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนาภายหลังการสังคายนาครั้งที่ 3
       3. เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระโอรส “มหินทระเถระ” และพระธิดา “พระสังฆมิตตาเถรี”
       4. เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระมเหสีพระนามว่า พระนางเวทิสา ผู้มีถิ่นกำเนิดที่สาญจี แห่งนี้
       
       ปัจจุบันสถูปเจดีย์สาญจีอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มีลักษณะเป็นรูปกลม “ทรงโอคว่ำ“ ถือเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด มีความสูง 16 เมตร กว้าง 37 เมตร มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ มียอดฉัตรสามชั้น พร้อมกำแพงหินสลักภาพพุทธประวัติที่งดงามยิ่งนัก รวมถึงภาพพระพุทธเจ้าในอดีต และภาพสัตว์ต่างๆ ที่สื่อความสำคัญทางพระพุทธศาสนา


        st11 st11 st11 st11

       สถูปเจดีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือหมายเลข 1 เชื่อว่า บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และจากการสำรวจขุดค้นเมื่อปี พ.ศ. 2394 ได้พบผอบบรรจุพระธาตุอยู่ในสถูปเจดีย์หมายเลข 3 มีอัฐิธาตุของพระอัครสาวกทั้ง 2 คือพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ
       
       นอกจากนี้ ในสมัยพระเจ้าอโศก ภายหลังการเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเถระยังดินแดนสุวรรณภูมิ ส่งผลให้สถูปเจดีย์จากอินเดีย ได้ส่งอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในประเทศไทยในกาลต่อมาอีกหลายแห่ง อาทิ พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร, พระประโทณเจดีย์ วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร, เนินวัดพระงาม ตั้งอยู่ในวัดพระงาม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น

       

       การบูชาเจดีย์มีอานิสงส์สูงสุด ดังข้อความในคัมภีร์ถูปวงศ์ตอนหนึ่งว่า       
       “เป็นอันว่าพระเจ้าอโศกธรรมราชา ได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น 8 หมื่น 4 พันในพื้นที่ชมพูทวีปด้วยอาการอย่างนี้ พระสถูปทั้งปวงนั้นเป็นประดุจดวงประทีปดวงเดียวของชาวโลก เป็นปูชนียสถานที่จะนำสรรพสัตว์ไปสู่สวรรค์นิพพาน ควรที่สาธุชนจะละการงานอื่นๆ มากราบไหว้บูชาทุกเมื่อไป”
       
       ดังนั้นหากเรายังไม่ถึงพร้อมในการสร้างเจดีย์ สิ่งที่พุทธบริษัทพึงกระทำตามคำสอนในมหาปรินิพพานสูตรของพระพุทธองค์ คือการเข้าใกล้พระองค์ทั้งกายและใจ เหมือนเมื่อครั้งพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ โดยอาศัยสังเวชนียสถาน (บริโภคเจดีย์ 4) เป็นเครื่องในการเข้าถึง เพื่อให้เกิดความสังเวชแก่ผู้มีศรัทธาต่อพระพุทธองค์ และพึงนมัสการด้วยความศรัทธาและเคารพ ดังคำสอนที่ว่า
       
       “ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใด เที่ยวจาริกไปยังเจดีย์สถานเหล่านั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตายมลายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์“

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย กานต์ จอมอินตา ผู้อำนวยการโครงการธรรมาภิวัตน์ สถานีโทรทัศน์ ASTV
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113440
85  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / เฟซบุ๊กภิวัฒน์ เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:36:03 AM


เฟซบุ๊กภิวัฒน์ - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

เชื่อว่าคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมหลายคนน่าจะคิดเหมือนผมนะครับว่า โซเชียลมีเดียหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมหน้า

เชื่อว่าคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมหลายคนน่าจะคิดเหมือนผมนะครับว่า โซเชียลมีเดียหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมหน้า เปลี่ยนแปลงโลกศตวรรษที่ 21 ของพวกเราโดยสิ้นเชิงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มีปรากฏการณ์ใหม่ ๆ มากมายที่เกิดขึ้นมาเพราะมีโซเชียลมีเดียเป็นตัวขับดัน ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ทางการเมือง หรือแม้แต่ทางธุรกิจเองที่เดี๋ยวนี้อีคอมเมิร์ซกับเอ็มคอมเมิร์ซแข่งกันผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดไม่เว้นแต่ละวัน


 :49: :49: :49: :49:

เฟซบุ๊กเป็นบริการเครือข่ายสังคม  ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก มีจำนวนสมาชิกรวมทั่วโลกถึง 1.28 พันล้านคน พูดได้ว่าประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรทั้งโลกเป็นสมาชิกของโซเชียลมีเดียตัวนี้เลยล่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขผู้ใช้ที่สูงขนาดนี้ย่อมส่งต่อ อานิสงส์ให้เจ้าของหรือผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กอย่างหนุ่มชาวอเมริกันชื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในโลก โดยเขาสามารถมีเงินกว่า 33.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ด้วยวัยเพียง 30 ปีเท่านั้นเอง

ปรากฏการณ์เฟซบุ๊กหรือที่ผมขอเรียกว่า เฟซบุ๊กภิวัฒน์ (Facebookization) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งนะครับที่ใช้เศรษฐกิจดิจิตอลสร้างสรรค์ผลิตเม็ดเงินหลักล้านล้านบาทให้แก่ผู้ก่อตั้งได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 10 ปี ธุรกิจแทบจะทุกธุรกิจที่เมื่อก่อนแค่มีเว็บไซต์ก็พอแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้มีเฟซบุ๊กเพิ่มไปอีกอันด้วย ทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย องค์กรของรัฐ ยันไปถึงธุรกิจห้างสรรพสินค้า ร้านค้า สถานบันเทิง หรือแม้แต่นักการเมือง ดารา บล็อกเกอร์คนดังทั้งหลายต่างก็ต้องมีเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเองทั้งสิ้น


 :29: :29: :29: :29:

แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับว่าเมื่อมีคนชอบก็ต้องมีคนชัง มีคนนิยมก็ต้องมีคนต่อต้าน มีแชมป์ก็ต้องมีคนคิดโค่นแชมป์ อย่าง เฟซบุ๊กเอง ณ ตอนนี้ก็มีหลายคนหลายค่ายที่กำลังพยายามสร้างปรากฏการณ์ใหม่มาเพื่อล้มเฟซบุ๊กภิวัฒน์นี้ลงจากบัลลังก์ให้จงได้ ตัวอย่างหนึ่งคือโซเชียลมีเดียที่เพิ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2014 นี้ ที่ให้นิยาม ตัวเองว่าเป็นโซเชียล มีเดียสำหรับคนที่ไม่ชอบเฟซบุ๊ก (Anti-Facebook) โดยเฉพาะ

ถ้าถามคุณผู้อ่านว่าไม่พอใจเฟซบุ๊กที่ตรงไหนบ้าง เชื่อว่าแต่ละคนก็คงมีความคิดเห็นต่างกันไปร้อยแปดพันเก้าใช่ไหมครับ สำหรับความไม่พอใจหลัก ๆ ของกลุ่มแอนตี้เฟซบุ๊กนี้ก็เช่น เรื่องพื้นที่โฆษณาบนเฟซบุ๊ก ที่เดี๋ยวนี้เยอะมากจนเกินไป และเรื่องนโยบายการเผยชื่อจริงของผู้ใช้งาน (Real-names Policy) ของเฟซบุ๊ก เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนที่ไม่พอใจเฟซบุ๊กเหล่านี้แทนที่จะอยู่เฉย ๆ ฝืนทนใช้เฟซบุ๊กต่อไป ก็ตัดสินใจรวมตัวกันภายใต้การนำของหนุ่มอเมริกันชื่อ พอล บัดนิตซ์ (Paul Budnitz) แล้วช่วยกันปั้นโซเชียลมีเดียตัวใหม่ขึ้นมาชื่อ เอลโล (Ello) ที่หักมุมจากความเป็นเฟซบุ๊กด้วยการเป็นเครือข่ายสังคมปลอดโฆษณา และเปิดกว้างให้ผู้ใช้สามารถตั้งชื่อได้อย่างเสรี ซึ่งสื่อต่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ในช่วงพีค ๆ มีคนเข้าไปลงทะเบียนขอใช้เอลโลมากถึง 40,000 คนต่อชั่วโมง ถือเป็นการเปิดตัวที่ไม่เลวเลยนะครับ


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ในศตวรรษที่ 21 ที่เศรษฐกิจดิจิตอลสร้างสรรค์เปิดโอกาสกว้างให้แก่ทุกคนอย่างตอนนี้ การแข่งขันไม่จำเป็นจะต้องเป็น Zero-Sum Game ที่ชัยชนะและผลประโยชน์ถูกแก่งแย่งแบ่งปันกันแต่เฉพาะในกลุ่มผู้แข่งขันโดยไม่ได้ส่งต่อมาถึงสังคมหรือต่อโลกเลยอีกแล้วครับ ยุคนี้สมัยนี้ที่โซเชียลมีเดียเชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกัน การจะขึ้นแท่นเป็นผู้ชนะการแข่งขันที่ใสสะอาดและเต็มภาคภูมิได้ในสายตาของผู้คน จะไม่ใช่การใช้วิธีปัดแข้งปัดขา ชกใต้เข็มขัด หรือโยกขาเก้าอี้คนที่เราไม่ชอบอีกต่อไป หากแต่ต้องเป็นการตั้งหน้าตั้งตาสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้ได้ผลออกมาดียิ่งกว่าคนที่เราไม่ชอบต่างหาก

ซึ่งผลการแข่งขันนี้ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะ แต่ทุกสายตาของโซเชียลมีเดียที่จับจ้องอยู่จะเป็นพยานครับว่าโลกของเราและสังคมของเราคือผู้ชนะ เพราะมีทั้งแชมป์เก่าและแชมป์ใหม่ช่วยกันงัดฝีไม้ลายมือคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาแข่งกัน ทำให้โลกของเราเคลื่อนต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนอย่างนี้นี่เอง.


ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช มหาวิทยาลัยรังสิต
chutisant.k@rsu.ac.th


ขอบคุณบทความและภาพจาก
www.dailynews.co.th/Content/IT/273695/เฟซบุ๊กภิวัฒน์+-+รอบรู้ไอที+รอบโลกเทคโนโลยี
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถึงยุค"รถบินได้" มีขายปลายปีหน้า ซิ่งกันเพลิน 198.4 กม./ชม. เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:27:11 AM

เทอร์ราฟูเกีย

ถึงยุค"รถบินได้" มีขายปลายปีหน้า ซิ่งกันเพลิน 198.4 กม./ชม.

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ผสมเครื่องบิน เตรียมวางจำหน่าย "รถบินได้" ของตนเองภายในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ถึง 2 รายด้วยกัน เจ้าแรกคือ "สโลวาเกีย แอโรโมบิล" บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศออสเตรีย กำหนดจะนำ "ฟลายอิ้ง โรดสเตอร์" รถยนต์บินได้ ที่พร้อมผลิตจำหน่ายตามคำสั่งซื้อในวันที่ 29 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในงาน "ไพโอเนียร์ เฟสติวัล" ที่จัดขึ้นในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

"ฟลายอิ้ง โรดสเตอร์" เป็นรถยนต์เก๋งที่มีปีกพับได้อยู่พร้อม ขนาดเมื่อพับปีกแล้วเข้าจอดในที่จอดรถทั่วๆ ไปได้สบาย เชื้อเพลิงก็ใช้น้ำมันทั่วไปที่ใช้กันอยู่ ขนาดความยาววัดจากปีกจรดปีกเมื่อกางออกเท่ากับ 27 ฟุต ใช้เครื่องยนต์เครื่องบินรุ่น โรแทกซ์ 912 ทำความเร็วบนพื้นถนนได้สูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บนอากาศทำได้ถึง 198.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับผู้โดยสาร 2 คน และน้ำหนักรวมเกือบๆ 454 กิโลกรัม บินได้ไกลสุดเป็นระยะทาง 688 กิโลเมตร เป็นผลงานคิดค้นของ สเตฟาน ไคลน์ ที่เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 1990 มีต้นแบบของรถโรดสเตอร์มาก่อนหน้านี้แล้ว 2 รุ่น



ฟลายอิ้ง โรดสเตอร์


อีกรายคือ เทอร์ราฟูเกีย บริษัทอเมริกัน ตั้งอยู่ในรัสแมสซาชูเซตส์ กำหนดเปิดจำหน่ายรถบินได้ของตนเอง ซึ่งทำระยะทางการบินได้สูงสุด 800 กิโลเมตร

แต่อย่าลืมว่าผู้ขับขี่นอกจากต้องมีใบขับขี่รถยนต์แล้วยังต้องมีใบอนุญาตนักบิน พร้อมกับต้องผ่านการบินทดสอบรถที่เป็นเจ้าของอีกด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413360853
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ดื่มกาแฟอย่างเหมาะสม สุขภาพแจ่มใส เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:22:11 AM


ดื่มกาแฟอย่างเหมาะสม สุขภาพแจ่มใส

กาแฟมีคาเฟอีนซึ่งเป็นสารที่หากได้รับในปริมาณที่เกินพิกัดก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่คอกาแฟอย่าเพิ่งตกใจ เพราะข้อดีของกาแฟก็มีถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม หากจำกัดครีมเทียม นม และน้ำตาลอย่างเหมาะเจาะ ก็สร้างประโยชน์ดีๆ ให้ร่างกายเราได้เช่นกัน

 ans1 ans1 ans1 ans1

กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ
มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าคาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม และอาจจะทำให้น้ำหนักคุณลดลงได้ และมีผลวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบดมีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง สามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ 7.7 กิโลกรัม ภายใน 22 สัปดาห์เลยทีเดียว


ปลุกความตื่นตัวได้ในทันที
คาเฟอีนมีคุณสมบัติไม่ต่างจากสารกระตุ้นดีๆ ชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้นๆ ยืนยันด้วย การทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่งซึ่งได้ดื่มกาแฟ ระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่านักกีฬากลุ่มที่ ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น


ลดความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน

สถาบัน การแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยและพบว่าคาเฟอีน ในกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน โดยผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลดโอกาสเกิด โรคพาร์กินสันได้ถึง 25%


 :49: :coffee2: :coffee2: :coffee2: :coffee2: :coffee2: :49:

ช่วยกระตุ้นความจำ
ผลการวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือกล่าวว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับ การวิจัยของอีกสถาบันหนึ่งที่บอกว่า ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หากดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้ ส่วนมหาวิทยาลัย เซาท์ฟลอริด้าก็เผยว่า คนอายุล่วงเข้าวัยกลางคน ควรดื่มกาแฟประมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF สารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์


ช่วยลดความเครียด
เชื่อว่าหลายคนแอบเห็นด้วยกับผลวิจัยนี้ เพราะเมื่อรู้สึกเครียดหรือ เหนื่อยทีไร ได้จิบกาแฟสักหน่อยก็จะรู้สึกดีขึ้น การันตีด้วยผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า คนที่ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะลดความเครียดได้ประมาณ 15% แต่หากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียดได้ถึง 20%


ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง
มีผลการวิจัย หลายชิ้นที่ยืนยันว่าการดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็ง เต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย โดยประสิทธิภาพของคาเฟอีนจะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติ และกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่ง


เนื้อหาโดย นิตยสารเปรียว
ที่มา women.sanook.com/29841/ดื่มกาแฟอย่างเหมาะสม-สุขภาพแจ่มใส/
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จีนจัดใหญ่ "ศาสนสัมพันธ์ มหายาน-เถรวาท" เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:16:22 AM


จีนจัดใหญ่ "ศาสนสัมพันธ์ มหายาน-เถรวาท"

จีนจัดใหญ่ศาสนสัมพันธ์มหายาน-เถรวาท พระพรหมสิทธิวัดสระเกศร่วมงาน

15ต.ค.2557 เฟซบุ๊กวัดสระเกศราชวรมหาวิหารได้รายงานถึงการปฏิบัติศาสนกิจของพระพรหมสิทธิ เจ้าคณะภาค 10 ว่า ได้พร้อมคณะกองงานเลขานุการเป็นผู้แทนจากคณะสงฆ์ไทยเดินทางปฏิบัติศาสนกิจ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 12-15 ตุลาคม 2557 เพื่อร่วมเจริญพระพุทธมนต์ พุทธมหายาน เถรวาท ศาสนสัมพันธ์ จัดโดยวัดหงฝ่าซื่อ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

บรรยากาศภายในงานพระยิ่งซุ่น เจ้าอาวาสวัดหงฟา ผู้เคารพรักศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศเสมอเหมือนหลวงพ่อเปิ่นฮ่วน องค์อุปัชฌาย์และนับถือพระพรหมสิทธิดุจพี่ชาย ในวันทำบุญระลึกถึงหลวงพ่อเปิ่นฮ่วนผู้ล่วงลับ พระยิ่งซุ่นจึงนิมนต์พระพรหมสิทธิพร้อมคณะสงฆ์จากวัดสระเกศ อาทิพระเมธีสุทธิกร พระวิจิตรธรรมาภรณ์ และพระศรีคุณาภรณ์ ร่วมงานดังกล่าว พร้อมคณะสงฆ์จากกัมพูชาและฮ่องกงเป็นต้น






นับเป็นความแตกต่างที่งดงาม ท่ามกลางศรัทธามหาชน ลูกศิษย์ลูกหาและจิตอาสาที่มาอุทิศตน สร้างบุญกุศลถวายครูบาอาจารย์น่าอนุโมทนา สาธุ.. งานบุญเมื่อคืน 13 ตุลา ถ่ายทอดออกมา คืนนี้ 14 ตุลา..วาระที่ครั้งหนึ่ง ความแตกต่างทางความคิด เป็นเหตุให้หลายชีวิต โดนทำลายล้าง.. ขอบุญกุศลที่ได้สร้าง จงสำเร็จแด่วีรชนผู้ล่วงลับ

 พระยิ่งซุ่นเจ้าอาวาสวัดหงฝ่าซื่อเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ใหญ่เปิ่นฮ่วน ซึ่งมรณภาพก่อนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) 2 ปี เมื่อพระอาจารย์ใหญ่เปิ่นฮ่วนมรณภาพ พระยิ่งซุ่นได้เดินทางมากราบสมเด็จพระพุฒาจารย์ที่ประเทศไทย ได้กราบเรียนสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า อาจารย์ของท่านมรณภาพแล้ว ท่านเป็นพี่เป็นน้องกับพระพรหมสิทธิ สมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นพ่อพระพรหมสิทธิก็เป็นพ่อของท่านเหมือนกัน ขอให้รับท่านเป็นศิษย์ผู้หนึ่งด้วยตอนพระอาจารย์ใหญ่เปิ่นฮ่วนมรณภาพท่านอายุมีอายุ 106 ปี เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีนเป็นอย่างมากปีนี้ท่านยิ่งซุ่นจัดงานรำลึกบูชาคุณอาจารย์อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 13 ตุลาคม 2557 จึงได้นิมนต์พระพรหมสิทธิ เจ้าคณะภาค 10 ร่วมพิธี





ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194107.html
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พุทธมณฑล เร่งปรับปรุง หอสมุดดิจิตอล โยงพุทธโลก เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:11:09 AM


พุทธมณฑล เร่งปรับปรุง หอสมุดดิจิตอล โยงพุทธโลก

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมการพัฒนาพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนมามอบแนวทางการพัฒนาพุทธมณฑลใน 3 เรื่อง ได้แก่
    1.การปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม โดยเน้นย้ำถึงการจัดระเบียบต้นไม้ต่างๆในพี้นที่ 
    2. ปรับปรุงห้องสุขา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชน และ
    3. พุทธมณฑลจะต้องเชื่อมโยงต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา เช่น ปรับปรุงสังเวชนียสถานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นต้น
    ซึ่งที่ผ่านมามีการอุดหนุนงบประมาณในการพัฒนาพุทธมณฑลโดยตลอดแต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากพื้นที่มีขนาดใหญ่ถึง 2,500 ไร่ ดังนั้น ตนจะนำปัญหาต่างๆรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อหาแนวทางพัฒนาพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกต่อไป


 :25: :25: :25: :25:

นายพนม ศรศิลป์ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)ในฐานะรักษาการผอ.พศ. กล่าวว่า พศ.มีแผนปรับปรุงภูมิทัศน์พุทธมณฑลใน 2 ระยะ คือ ระยะสั้น โดยจะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 200 ราย จัดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์เบื้องต้น ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเตรียมพร้อมจัดงานปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2557 ในระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม นี้

โดยพศ.จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานในงานดังกล่าวด้วย รวมทั้งใช้งบประมาณเหลือจ่ายประจำปี 2557 จำนวน 45 ล้านบาทมาปรับปรุงใน 7 ส่วนไปก่อน อาทิ หอสมุดพระพุทธศาสนามหาสิรินาถให้เป็นห้องสมุดดิจิทัล พิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น


 :96: :96: :96: :96:

“สำหรับแผนระยะยาวนั้น พศ.ได้มีแผนงานเสนอรัฐบาล ในการปรับพื้นที่พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชาวพุทธทั่วโลก  ปรับโฉมพิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา การปรับภูมิทัศน์โดยรอบพื้นที่ ปรับหอสมุดดิจิตอลเชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่า แผนงานดังกล่าวยังไม่คืบหน้าเนื่องจากติดปัญหาต่างๆ ทั้งงบประมาณ ปัญหาการชุมนุมทางการเมือง ดังนั้น ทางพศ.จะนำเสนอแผนพัฒนาดังกล่าวให้รัฐบาลได้พิจารณาอีกครั้ง”รองผอ.พศ.กล่าว

ขอบคุณบทความและภาพจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194098.html
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตั้งกองทุน ดูแลครู รร.พระปริยัติธรรม เมื่อ: ตุลาคม 16, 2014, 09:06:47 AM


ตั้งกองทุน ดูแลครู รร.พระปริยัติธรรม

“พระราชวรมุนี” เผย ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา มีมติตั้งกองทุนสวัสดิการครู พร้อมสั่งจัดติวนักธรรม-บาลี ให้นักเรียนพระก่อนสอบ

วันนี้ (14 ต.ค.) พระราชวรมุนี(พล อาภากโร)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)รักษาการ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และรักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เป็นประธาน เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้มีมติจัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้แก่ครูในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่างๆให้แก่ครูในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาทั่วประเทศ


 st12 st12 st12 st12

พระราชวรมุนี กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้มีมติให้ดำเนินการจัดติวนักธรรม และบาลีก่อนสอบ ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาด้วย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนก่อนที่จะเข้าสอบนักธรรม บาลี ในแต่ละปี รวมทั้งสนองนโยบายของมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ต้องการให้จัดการเรียนการสอนนักธรรม บาลี ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาด้วย

“ หลังจากที่ มส.ได้มีมติให้มีการเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนนักธรรม บาลี ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยให้เริ่มดำเนินการเมื่อปีการศึกษา 2555 นั้น ขณะนี้ได้มีการปรับหลักสูตรนักธรรมบาลีให้เหมาะสมกับช่วงชั้นของนักเรียน ดังนี้ ม.1-ม.2 ต้องเรียนนักธรรมชั้นตรี ม.3-ม.4 ต้องเรียนนักธรรมชั้นโท และบาลี ประโยค1-2 และม.5-ม.6 ต้องเรียนนักธรรมชั้นเอก และบาลี ประโยค 3”ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมฯ กล่าว.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/273763/ตั้งกองทุนดูแลครูรร.พระปริยัติธรรม
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'สะพานมอญ' ในที่สุดก็(ซ่อม)เสร็จ.! (ชมภาพ) เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 09:32:30 PM


'สะพานมอญ' ในที่สุดก็(ซ่อม)เสร็จ.!

บรรยากาศการร่วมแรงร่วมใจ ในการซ่อมสะพานมอญ ของเจ้าหน้าที่ทหาร พระสงฆ์ และชาวบ้าน สุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้งาน และทำบุญครั้งใหญ่ 18 ตุลาคม นี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.thairath.co.th/gallery/9382
_____________________________________________


เจ้าหน้าที่ทหาร ลงมือซ่อมสะพานมอญ


คนละไม้ คนละมือ


ฝีมือเนี๊ยบ!!!


มองไม่ออกว่าใคร แต่(ใจ)พี่หล่อมาก


เสร็จสมบูรณ์ ใช้เวลาประมาณ1เดือน


นักท่องเที่ยว เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง


ภาพมุมสูง

92  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / เทรนด์ไหนฮิต.? ส่อง 5 หมวด 'ไอที' ที่มีสิทธิ์ฮอตสุดๆ ปี 2558 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 11:56:54 AM

เทรนด์ไหนฮิต.? ส่อง 5 หมวด 'ไอที' ที่มีสิทธิ์ฮอตสุดๆ ปี 2558

นับถอยหลังในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยการวิเคราะห์แนวโน้ม "สินค้าไอที" ที่คาดว่าจะฮิตจะฮอตที่สุดในปีถัดไป เผื่อคนไฮเทคจะเตรียมพร้อมเอาไว้ ไม่ให้ตกเทรนด์…

เข้าสู่ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2557… แม้ว่าจะยังไม่หมดปี แถมสมาร์ทโฟนบางรุ่นก็เพิ่งประกาศขายอย่างเป็นทางการ โน้ตบุ๊กหลายรุ่นหลากแบรนด์ก็เพิ่งจะปรับโฉมเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ แต่คงจะไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไร หากเราจะชวนคุณไปอัพเดต "เทรนด์เทคโนโลยี" เพื่อรู้จักกับบรรดาสินค้าที่คาดว่าจะเป็นดาวรุ่ง หรือกลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในปี 2558!

ครั้งนี้... เราได้ฟังการวิเคราะห์เทรนด์สินค้าดาวรุ่งจากปากเซียนไอทีตัวจริงเสียงจริง! อย่าง "พรชัย จันทรศุภแสง" ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสื่อไอที บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดคอมมาร์ต งานที่เปรียบเสมือนโลโก้ของแวดวงไอทีในบ้านเรา แน่นอนว่าเขาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนอันดับต้นๆ ของสายไอที ซึ่งมีโอกาสได้เห็นและอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีก่อนใคร!

ทั้งนี้ คุณพรชัย ได้แนะนำให้เราจับตา 5 เทรนด์ไอที ซึ่งคาดว่าจะหนีไม่พ้นตำแหน่งดาวรุ่งฝ่ายไอทีในปีหน้า แต่จะเป็นอะไรบ้างนั้น ต้องตามไปทำความรู้จักด้วยตัวเอง...!



โน้ตบุ๊ก" ทูอินวัน


ยุคนี้ต้อง... "โน้ตบุ๊ก" ทูอินวัน"
เรื่องนี้ คุณพรชัย แสดงความเห็นว่า หลังจากที่ตลาดโน้ตบุ๊กซบเซาไปช่วงหนึ่ง แถมยังโดนตีตลาดด้วยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ก็ถึงเวลาที่โน้ตบุ๊กจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากกลุ่มที่เรียกว่าโน้ตบุ๊ก ทูอินวัน ซึ่งสามารถใช้งานเป็นโน้ตบุ๊กหรือแยกจอกับคีย์บอร์ดออกจากกันเพื่อเป็นแท็บเล็ต ขณะเดียวกันการเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ยักษ์ใหญ่แห่งเทคโนโลยี ก็จะยิ่งทำให้ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กสามารถปรับโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ให้บางลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับ การมาของระบบปฏิบัติการใหม่อย่างวินโดวส์ 10 ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยฟื้นตลาดโน้ตบุ๊กได้เช่นกัน



แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน


ศึก "แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน" เพื่อคนระดับกลาง
ต้องยอมรับว่าแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนนั้น กลายเป็นที่นิยมจากผลิตภัณฑ์ไม่กี่แบรนด์หลักๆ ในตลาด แถมยังมีราคาอยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 20,000 บาท กลายเป็นผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันเริ่มมีกระแสจากค่ายผู้ผลิตสินค้าไอทีที่หันมาทำตลาดดังกล่าว และเปิดตัวให้อยู่ในราคาระดับกลาง ประมาณ 7,000-8,000 บาท เพื่อรุกตลาดอย่างเต็มที่ จึงทำให้สามารถดึงความสนใจจากผู้บริโภคมาได้ค่อนข้างมากและยังทำให้ตลาดเติบโตตามไปด้วย ส่วนสมาร์ทโฟนนั้น ปัจจุบันก็มีระดับราคาค่อนข้างหลากหลายแถมยังมีคู่แข่งขันในตลาดแบบนับไม่ถ้วน แต่เทรนด์ที่คาดว่าจะเห็นได้ชัดเจนในปีหน้าก็คือ สมาร์ทโฟนราคาถูก โดยเฉพาะราคาประมาณ 2,500-3,000 บาท ซึ่งแต่ละแบรนด์ต้องการทำออกมาตอบสนองกลุ่มที่เพิ่งเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟนไปเป็นสมาร์ทโฟนราคาในระดับต้น รวมถึงผู้สูงอายุที่เริ่มเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีและโลกออนไลน์มากขึ้น



แอนดรอยด์ วอตช์

อุปกรณ์สวมใส่ได้


เพื่อคอแฟชั่นและคนรักสุขภาพ... "แอนดรอยด์ วอตช์"
ถือเป็นอีกเทรนด์ที่จะชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอนในปี 2558 หลังจากแอปเปิลได้เปิดตัวแอปเปิล วอตช์ ออกมา ก็เริ่มทำให้ผู้คนอยากทำความรู้จักกับอุปกรณ์แนวดังกล่าว ที่เรียกว่าแวร์เอเบิล ดีไวซ์ หรือสมาร์ท วอตช์ มากขึ้น ประกอบกับคุณสมบัติของเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้ ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานสมาร์ทโฟนสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์ของคนรักสุขภาพ ยิ่งถือเป็นช่วงเวลาของตลาดดังกล่าวอย่างแท้จริง จนเข้าสู่การพัฒนาในปัจจุบัน ซึ่งจากการที่สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์ของแต่ละค่ายเท่านั้น ก็กลายเป็นแอนดรอยด์ วอตช์ ที่สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนของทุกระบบปฏิบัติการ ซึ่งนอกจากรุ่นราคาต้นๆ ของ 1,000 บาท สู่ราคาเฉลี่ยที่ 5,000-8,000 บาท ก็น่าจะกลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมได้ไม่ยาก



การสำรองข้อมูลผ่าน Personal Cloud บนสมาร์ทโฟน


"Personal Cloud" อีกเรื่องที่ควรสนใจ
หลังจากเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในการใช้งานการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ คอมพิวติ้ง ให้เห็นอยู่หลายครั้ง ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจะเริ่มใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยข้อมูลมากขึ้น โดยอาจเพิ่มความระมัดระวังในการใช้คลาวด์แบบที่เรียกว่า Public Cloud และหันมาใช้บริการแบบ Personal Cloud มากขึ้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและระมัดระวังในการใช้งานพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบดังกล่าวมากขึ้น



ทีวีดิจิตอล


"ทีวีดิจิตอล" ฮิตกว่าเซตท็อปบ็อกซ์
แม้ว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเดินหน้าแจกคูปองให้กับประชาชนแล้ว ส่วนตัวมองว่าปัจจุบันคนไทยมีการรับชมทีวีผ่านเคเบิลหรือทีวีดาวเทียมค่อนข้างมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อเซตท็อปบ็อกซ์หรือกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลอีก เนื่องจากสามารรับชมได้เป็นปกติจากช่องทางเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคน่าจะสนใจและต้องการลงทุนเพื่อการรับชมทีวีดิจิตอลก็คือทีวีเครื่องใหม่ ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันตลาดทีวีจะเริ่มมีหลากหลายระดับราคาให้เลือก แต่เชื่อว่าในปี 2558 จะยิ่งมีความคึกคักและแข่งขันกันมากขึ้น จึงอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกอยากเปลี่ยนทีวีเครื่องใหม่ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันในปีหน้าก็น่าจะได้เห็นความชัดเจนเรื่องคอนเทนต์ทีวีดิจิตอลมากขึ้นด้วย ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคอยากเข้าสู่ระบบทีวีดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ


นี่แค่เทรนด์ไอทีที่เรียกว่า "เป็นน้ำจิ้ม" มีหมวดไหนที่คุณสนใจและคิดว่าจะตกหลุมพรางเทคโนโลยี เพื่อซื้อหามาเพิ่มความสุขให้ตัวเองบ้างหรือไม่...? ขอให้สนุกกับการใช้เทคโนโลยี.


ที่มา http://www.thairath.co.th/content/456780
93  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ปุจฉา-วิสัชนา : ขอวิธีดำรงความศรัทธา เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 11:05:48 AM


• ขอวิธีดำรงความศรัทธา
       
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงปู่ครับ
     ถ้าทุกอย่างในธรรมชาติล้วนหนีไม่พ้นหลักไตรลักษณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ แปรปรวนในท่ามกลาง และแตกสลายในที่สุด ฉะนั้น ความศรัทธา กุศลจิตที่จะตั้งใจทำความดี ความเจริญให้กับพุทธศาสนา ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และสลายในที่สุด       
     ผมจึงอยากทราบว่า จะทำอย่างไรถึงจะดำรงความศรัทธาดังกล่าวไม่ให้ดับสลายหรือลดลง แต่ให้เจริญงอกงาม จะต้องบำรุงอย่างไรครับ ขอความเมตตาด้วยครับ

       
วิสัชนา : จริงอย่างที่คุณเข้าใจนั่นแหละ ไม่มีอะไรหนีกฎไตรลักษณ์พ้นแม้แต่ความศรัทธา จิตที่เป็นกุศลก็ไม่พ้นเหมือนกัน
     ถ้าคุณปรารถนาจะให้สองสิ่งนี้ดำรงอยู่ มันก็ไม่ยาก เพียงแค่คุณมีความเพียรพยายาม บากบั่น อดทน จริงจัง ตั้งใจ จดจ่อ จับจ้อง กระทำให้ความศรัทธาและจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นทุกขณะแห่งลมหายใจ หรือทุกขณะที่นึกคิดได้ ก็ชื่อว่าคุณบำรุงความเจริญงอกงามให้แก่ความศรัทธาและจิตที่เป็นกุศลแล้ว

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 165 กันยายน 2557 โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม
ที่มา http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9570000100007
94  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ปุจฉา-วิสัชนา : ผู้นำองค์กรสิ้นหวัง ท้อแท้ เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:59:53 AM

    

• ผู้นำองค์กรสิ้นหวัง ท้อแท้
       
ปุจฉา : กราบองค์หลวงปู่ที่เคารพยิ่งเจ้าค่ะ ลูกมีเรื่องขอเรียนถามหลวงปู่ดังนี้     
    1. จะใช้ธรรมะข้อใดมาปราบความรู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ อ่อนแอ และพ่ายแพ้ในตนเองให้ได้ ผู้นำขององค์กรมีสิทธิ์จะท้อแท้บ้างไหมคะ     
    2. ผู้นำที่ดีขององค์กรควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร และผู้นำควรจะใช้ธรรมะข้อใดในการนำองค์กรที่กำลังแตกแยกกันให้รวมกันเป็นหนึ่งให้ได้ เนื่องจากมีแต่คนเก่งแต่ไม่ยอมลงรอยกัน     
    3. การข่มใจด้วยขันติ กับการวางเฉย(อุเบกขา) การข่มนิวรณ์ด้วยองค์คุณแห่งฌาน(วิขัมภนปหาน) และความสงบใจ(อุปสมะ) แตกต่างกันอย่างไร ควรจะยึดหลักธรรมข้อไหนดีกว่ากันคะ     
       ขอกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

       
วิสัชนา :       
    1. ความรัก ความศรัทธา ความเพียร สติ ความอดทน ปัญญา เหล่านี้เป็นธรรมที่ช่วยกำราบความสิ้นหวัง พ่ายแพ้ ท้อถอย อ่อนแอ ผู้นำองค์กรถ้ายังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ก็ย่อมเป็นธรรมชาติอยู่เองที่ย่อมมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายท้อแท้     
    2. เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง และทำตนเองให้เป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นได้ เข้มแข็ง ซื่อตรง มีน้ำใจ และต้องรู้จักให้อภัย       
    3. นั่นเพราะใจนี้รับรู้อะไรจนปรุงเป็นอารมณ์ เมื่อเกิดและมีอารมณ์ จึงจำเป็นต้องใช้ความอดทนอดกลั้นที่เรียกว่า ขันติ     
       อุเบกขา คือ สภาพที่ใจนี้รู้อะไร แต่ไม่ปรุงเป็นอารมณ์ จึงไม่ทำอารมณ์ให้เกิดอะไร
       วิขัมภนปหาน คือ การข่มกิเลสด้วยอำนาจแห่งฌาน พอฌานเสื่อม กิเลสก็ปรากฏขึ้นอีก
       อุปสมะ คือ สภาพแห่งจิตที่ปราศจากกิเลส โดยมิต้องมีการข่มบังคับ เป็นวิถีแห่งพระนิพพาน 
     
   ฉันเลือกให้คุณไม่ได้ มีแต่คุณเท่านั้นที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ชีวิตคุณ และต้องถูกตรงต่อสภาวะความเป็นจริงในปัจจุบันของคุณด้วย


จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 165 กันยายน 2557 โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม
ที่มา http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9570000100007
95  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:51:33 AM


ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน

เราคือนวัตกรรมจากความประพฤติซ้ำๆ ของตัวเอง ดังนั้น จงระวังความคิด(ลบ) มันจะกลายเป็นการกระทำ จงระวังการกระทำ มันจะกลายเป็นนิสัย จงระวังนิสัย มันจะกลายเป็นบุคลิกภาพ”
       
       ทุกสิ่งที่เราคิด พูด ทำ หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา ล้วนมีผลกระทบต่อผู้อื่น ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องนึกถึงอกเขาอกเรา เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ล้วนต้องการเสพสิ่งดี มีคุณภาพ เลิศหรูกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารอร่อยๆ เครื่องเสียงดีๆ มือถือรุ่นใหม่สุดจ๊าบ จนถึงบ้านหลังโตโอ่อ่าตั้งอยู่บนทำเลทอง
       
       ผลผลิตหรือนวัตกรรมเหล่านี้ ไม่สามารถย้อมแมวขายกันได้ในระยะยาว สังเกตง่ายๆก็คือ “ของดีมีคุณภาพ ของจริงของแท้ ต้องทนต่อการพิสูจน์ และทนต่อกาลเวลา”


        :96: :96: :96: :96:

       เฉกเช่นหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน เพราะทนทานต่อการพิสูจน์ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้กฎแห่งธรรมชาติที่ใต้ต้นโพธิ์ แก่นแท้ของธรรมทั้งหมดก็คือ “การดับทุกข์” ภาษาพระเรียกว่า “อริยสัจสี่”
       
       ใจความก็คือ “ถ้าดับทุกข์ได้ เราก็จะมีความสุข” พระพุทธองค์ทรงชี้บอกหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อให้เราเปลื้องตนออกจากความทุกข์ ไม่ใช่ให้เราจมจ่อมแช่อยู่กับความทุกข์ หรือยอมจำนนกับโชคชะตา โดยข้อปฏิบัติเบื้องต้นง่ายๆ ก็คือ “หาสาเหตุแห่งทุกข์ให้เจอ” ซึ่งสอดคล้องกับที่นักจิตวิทยาสมัยใหม่เชื่อว่า...
       
       “อยากเปลี่ยนผลลัพธ์ ก็ต้องเปลี่ยนสาเหตุให้ได้
       นั่นเพราะเหตุเปลี่ยน...ผลย่อมเปลี่ยน
       อยากเปลี่ยนชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนความคิดให้ได้
       นั่นเพราะเปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน”


        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       เราไม่อาจเปลี่ยนคนภายนอกได้ ตราบใดที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนคนที่อยู่ภายในตัวเอง บุคลิกภาพเป็นตัวตนภายนอก ความคิดเป็นตัวตนภายใน ดังที่ “ไอน์สไตน์” กล่าวไว้ว่า “คนโง่หรือคนบ้าเท่านั้น ที่มัวเสียเวลาทำซ้ำๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ โดยหวังว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป”
       
       ธรรมชาติสอนเราอยู่เสมอด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เปิดใจสังเกต เช่น ปลูกต้นมะม่วง ผลมันก็ต้องเป็นมะม่วง เป็นไปไม่ได้เลยที่ผลจะออกมาเป็นเงาะ ทุเรียน หรือลำไย ฉะนั้น หากต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิต เราก็ต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ความคิดที่อยู่ภายในตัวเรา

        :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

       กระบวนการเปลี่ยนนั้นต้องประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ หลายส่วนร่วมกัน ดังที่ “ทะไล ลามะ องค์ที่ 14” พระผู้เป็นดุจมหาสมุทรแห่งปัญญาของชาวทิเบต กล่าวไว้ว่า
       
       “กระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจาก ‘การเรียนรู้’ เพราะความรู้จะช่วยให้เกิด ‘ความเชื่อ’ หรือความศรัทธาในศักยภาพของตนเอง จากนั้นความเชื่อจะช่วยให้เกิดเป็น ‘แรงจูงใจ’ ใฝ่กระทำ”
       
       ดังเช่นเด็กนักเรียนคนหนึ่งอยากเรียนเก่ง แต่ไม่เคยอ่านหนังสือสักเล่ม หรือหญิงสาวอ้วนตุ๊ต๊ะที่ปรารถนาเรือนร่างทรงเสน่ห์ แต่ยังไม่ทิ้งนิสัยกินตลอดเวลา ทั้งสองคนนี้คงไปได้ไม่ถึงฝัน หากไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง


        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       เช่นเดียวกับคนที่อยากร่ำรวยเป็นเศรษฐี แทนที่จะมุมานะทำงาน เก็บออมสะสมทรัพย์สิน แต่กลับใช้ชีวิตแบบชนิดที่ต้องมานั่งจ่ายหนี้บัตรเครดิตตลอดเวลา เพราะไม่ยับยั้งชั่งใจในการใช้จ่าย แบบนี้บันไดเศรษฐีคงไม่ทอดมาหา
       
       และโปรดอย่าเชื่อและมั่นใจตัวเองเกินไปนัก เพราะหากสิ่งที่เราเคยทำมาตลอดมันถูกต้อง ป่านนี้มันคงสำเร็จไปแล้ว
       
       ความศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งดี ยกเว้นแต่เราจะเชื่อมั่นในสิ่งผิด แล้วตัวเองก็หลงไปยึดติดถือมั่นกับความเชื่อนั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ครั้น “เมื่อเหตุผิด...ผลย่อมผิด” ตามไปด้วยเป็นธรรมดา

       

       มีเรื่องเล่าต่อกันมาเป็นโจ๊กขำขันที่ “แฟรงก์ โคช” เขียนไว้ในวารสารของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ดังนี้...
       
       ในคืนเดือนมืด ท่ามกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง เรือรบสองลำถูกมอบหมายให้ซ้อมรบในทะเล ซึ่งมีพายุโหมกระหน่ำรุนแรงนานหลายวัน บนเรือมีผู้บังคับบัญชาคอยเฝ้าสังเกตอยู่บนหอบังคับการอย่างแข็งขัน
       
       ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ค่อยแจ่มชัดนัก เพราะเต็มไปด้วยม่านหมอกที่ลงจัด ดังนั้น กัปตันจึงต้องอยู่บนหอบังคับการ เพื่อคอยสังเกตเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น
       
       ขณะที่เรือแล่นฝ่าเกลียวคลื่นมา จู่ๆ เสียงยามรักษาการณ์ก็รายงานขึ้นว่า “มีแสงมาจากทิศทางกราบขวาของหัวเรือครับ” กัปตันถามไปว่า “มันมุ่งมาข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลัง”
       
       “มันพุ่งตรงมาทางเรา” ยามรักษาการณ์ตอบ “ดูเหมือนมันกำลังจะชนเรือของเราครับ”


        :91: :91: :91: :91:

       กัปตันจึงออกคำสั่งด้วยเสียงเฉียบขาด “ให้ส่งสัญญาณบอกเรือลำที่มีแสงนั้น ให้เปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”
       
       แต่กลับได้รับสัญญาณตอบกลับมาว่า ให้เรือของกัปตันเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาแทน
       
       ดังนั้น กัปตันก็ส่งสัญญาณออกไปอีกครั้งว่า “นี่คือกัปตัน ขอให้เรือของท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”
       
       คำตอบที่ได้รับคือ “ผมคือชาวทะเล ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาไปจะดีกว่า”
       
       ตอนนี้กัปตันรู้สึกฉุนกึ๊กขึ้นมา จึงสั่งเสียงแข็งให้ส่งสัญญาณออกไปใหม่ว่า “นี่เป็นเรือรบ รีบเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาเดี๋ยวนี้”
       
       มีสัญญาณตอบกลับมาในทันทีว่า “สัญญาณนี้ส่งมาจากประภาคาร จึงไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้”
       
       ในที่สุดเรือรบก็จำต้องยอมเป็นฝ่ายหันหัวเรือจากไป!!

        :49: :49: :49: :49:

       ลองนำเรื่องของกัปตันผู้นี้มาเทียบกับตัวเรา ขณะที่บางอย่างเราสามารถเปลี่ยนได้ เช่น การเปลี่ยนองศาทิศทางเดินเรือ แต่บางอย่างเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ อย่างประภาคาร บางครั้งเหตุที่เรายังไม่เปลี่ยนก็เพียงเพราะถูกม่านหมอกแห่งอวิชาคือ “ความไม่รู้” ปกคลุมอยู่ แต่เมื่อใส่ความรู้ที่ถูกต้องลงไป ก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อระบบความคิดหรือทัศนคติของเรา
       
       คิดดูหากดาราคนดังอย่าง “แบรด พิตต์” สามีสุดที่รักของ “แองเจลีน่า โจลี” ไม่ยอมเปลี่ยนทิศทางตัวเองในอดีต ที่จากเดิมแต่งตัวเป็นไก่กระพือปีกไปมา และคอยต้อนรับลูกค้าเข้าสู่ร้าน เพื่อให้ตัวเองมีเงินไปซื้อเสื้อผ้า ตลับเทปเพลง และเลี้ยงข้าวสาวๆ โลกคงไม่มีวันรู้จักดาราสุดเท่ห์ผู้นี้แน่นอน
       
       หรือแม้แต่ “จอห์นนี่ เดปป์” ที่อดีตเป็นเซลแมนเร่ขายปากกา ซึ่งตัวเขาเองก็ยอมรับว่า ไม่มีทักษะทางด้านการขาย ดังนั้น หากยังดันทุรังยึดอาชีพนี้ต่อไป ฮอลลีวู้ดคงขาดดาวดวงใหญ่ที่สุกสกาวแสงจนทุกวันนี้ แต่เพราะทั้งแบรดและจอห์นนี่ยอมเปลี่ยนทิศทางตัวเอง ชีวิตของทั้งคู่จึงเปลี่ยนไป กลายเป็นดาวดวงใหญ่ที่โคจรอยู่ในโลกมายา

        ans1 ans1 ans1 ans1

       สรุปแล้วความคิดหรือทัศนคติที่ถูกต้องนั่นเองที่เราควรเปลี่ยน หากต้องการชีวิตในแบบที่เจริญรุ่งเรืองถูกต้องดีงาม เหมาะสมกับศักยภาพของตน เหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงตรัสให้ “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นถูก เห็นตรง เป็นธรรมหมายเลขหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด โปรดจำ(ให้ขึ้นใจ)อีกครั้ง...
       
       “เหตุเปลี่ยน...ผลเปลี่ยน
       เปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน”

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย ทาสโพธิญาณ
ที่มา http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113449
96  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / วัดสุทัศนเทพวราราม พระอารามประจำรัชกาลที่ 8 ศูนย์กลางของพระนครและจักรวาล เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:41:04 AM

วัดสุทัศนเทพวราราม พระอารามประจำรัชกาลที่ 8 ศูนย์กลางของพระนครและจักรวาล

วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 146 แขวงราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในปีพ.ศ. 2350 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้น บริเวณใกล้กับเสาชิงช้า และเทวสถาน ซึ่งถือว่าเป็นกึ่งกลางพระนคร และได้พระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” หมายถึง วัดที่งามเลิศดุจเมืองเทวดาชั้นสวรรค์
       
       โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างวิหารก่อน เพื่ออัญเชิญพระศรีศากยมุนี (พระโต) จากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย มาประดิษฐานเป็นหลักแก่พระนคร โดยในคราวอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพราะในขณะนั้นทรงกำลังประชวร แต่ก็เสด็จพระราชดำเนินโดยมิได้ทรงฉลองพระบาท ในขบวนแห่ชักลากองค์พระจากแพจนถึงบริเวณที่จะก่อสร้างพระวิหาร


        :25: :25: :25: :25:

       แต่การก่อสร้างพระวิหารยังไม่แล้วเสร็จ รัชกาลที่ 1 ก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการต่อ และทรงร่วมแสดงฝีพระหัตถ์จำหลักภาพบนบานประตูกลางคู่หน้าพระวิหาร เป็นรูปภูเขาต้นไม้ ถ้ำคูหา และรูปสัตว์ต่างๆ สลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ถือเป็นบานประตูที่วิจิตรงดงาม และมีคุณค่ายิ่งทางประวัติศาสตร์ แต่น่าเสียดายที่ไฟไหม้บานประตูไปหนึ่งบาน อีกบานหนึ่งจึงได้นำไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
       
       ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะสถาปนาพระอารามแห่งนี้ให้สำเร็จ จึงโปรดให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาเป็นแม่กองดูทั่วไป และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทักษเทเวศร สร้างพระอุโบสถใหญ่ และทำพระระเบียงล้อมพระวิหาร รวมทั้งกุฏิสงฆ์ด้วย

        st12 st12 st12 st12

      การก่อสร้างทั้งพระอารามแล้วเสร็จบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2390 และโปรดให้มีการสมโภช และพระราชทานนามใหม่ จากที่เรียกขานกันว่า “วัดพระโต” “วัดพระใหญ่” หรือ “วัดเสาชิงช้า” เป็น “วัดสุทัศนเทพวราราม”


        :25: :25: :25: :25: :25:

       สิ่งสำคัญในพระอารามหลวงแห่งนี้มีมากมาย ที่สำคัญได้แก่

       • พระอุโบสถ กว้าง 22.60 เมตร ยาว 72.25 เมตร เป็นพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และสูงใหญ่มาก หลังคา 4 ชั้น มีเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับหลังคาทั้งหมด 68 ต้น
       
       ภายในพระอุโบสถ ที่แท่นหินอ่อนด้านหน้าพระประธาน เป็นที่ประดิษฐานปูนปั้นพระอสีติมหาสาวก 80 องค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้ปั้นขึ้น
       
       ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถเป็นภาพชาดก และป่าหิมพานต์ แต่มีอยู่ภาพหนึ่งคือ ภาพเปรตตนหนึ่งนอนทอดกายอยู่ และมีพระสงฆ์ยืนพิจารณา ภาพนี้มีชื่อเสียงมากในอดีต เป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้ที่ไปที่วัดนี้ จนขึ้นชื่อว่า “เปรตวัดสุทัศน์”

       
ภายในพระอุโบสถ

       พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้น หน้าตักกว้าง 10 ศอก 8 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพระนามว่า “พระพุทธตรีโลกเชษฐ์”
       
       • พระวิหารหลวง กว้าง 23.84 เมตร ยาว 26.25 เมตร มีความวิจิตรงดงามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะประตูที่ได้รับการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง และหนึ่งในนั้นเป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2
       
       สำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารหลวงซึ่งมีทั้งภาพที่ฝาผนังและที่เสาพระวิหาร เป็นภาพเกี่ยวกับไตรภูมิกถา และพระพุทธเจ้าในอดีต ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ให้พระวิหารหลวง เสมือนเป็น “ศูนย์กลางของจักรวาล คือเขาพระสุเมรุ” เพราะหน้าบันมุขหน้าสลักเป็นรูปพระอาทิตย์ประทับในบุษบกบนราชรถเทียมราชสีห์ มุขหลังเป็นรูปพระจันทร์ประทับในบุษบกบนราชรถเทียมม้า ซึ่งหมายถึง พระอาทิตย์และพระจันทร์เวียนรอบเขาพระสุเมรุ นั่นก็คือพระวิหารหลวงนั่นเอง

       
ภายในพระวิหาร

       พระศรีศากยมุนี เป็นพระประธานในพระวิหาร หน้าตักกว้าง 3 วา 4 นิ้ว สูง 4 วา รัชกาลที่ 1โปรดให้อัญเชิญมาจากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย
       
       • พระพุทธเสฏฐมุนี เป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ หน้าตักกว้าง 4 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว รัชกาลที่ 3 โปรดให้หล่อขึ้นจากกลักฝิ่นที่ทรงประกาศให้ราษฎรเลิกสูบ และนำฝิ่นที่จับได้มาเผาจนหมดทั้งเมือง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถวายพระนามว่า “พระพุทธเสฏฐมุนี”

       
พระพุทธเสฏฐมุนี

       • สัตตมหาสถาน คือ สถานที่สำคัญ 7 แห่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข แห่งละ 1 สัปดาห์ หลังจากได้ตรัสรู้แล้ว
       
       รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างจำลองขึ้นแทนพระธาตุเจดีย์ ก่อเป็นแท่นอิฐประดับด้วยศิลาแกะสลัก ปลูกต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นจิก ต้นเกต และรูปเรือนแก้ว เป็นรูปเก๋งจีน ทำด้วยศิลาล้วน และทรงสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ประทับในสัตตมหาสถาน

       
พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8

       • พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ประดิษฐานบริเวณลานประทักษิณ ชั้นล่างมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระวิหารหลวง
       
       วัดสุทัศนเทพวรารามถือเป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ 8 ด้วยคราวที่พระองค์เสด็จนิวัติพระนครครั้งแรก ได้เสด็จมาที่วัดนี้ และทรงพระราชปรารภว่า สถานที่วัดสุทัศน์ฯ ร่มเย็นน่าอยู่ และเมื่อทรงประกอบพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สกลมหาสังฆปรินายก (แพ ติสสเทโว) เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ ทรงเป็นพุทธมามกจารย์และถวายโอวาท
       
       เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบรมเชษฐาธิราชเจ้าไว้ ณ ผ้าทิพย์ ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี เมื่อ พ.ศ. 2493


        ans1 ans1 ans1 ans1

       วัดสุทัศนเทพวรารามสง่างามโดดเด่นเป็นศูนย์กลางของพระนครและเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนมาช้านาน กระทั่ง พ.ศ. 2438 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมพระวิหารพระศรีศากยมุนีครั้งใหญ่ จากนั้นก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารเสนาสนะต่างๆ เรื่อยมา
       
       จนกระทั่งปี 2557 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้จัดทำโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดสุทัศนเทพวราราม โดยบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2559

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 165 กันยายน 2557 โดย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ที่มา http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9570000099979
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา.! ต้นไม้เก่าแก่รูปทรงคล้ายองค์พระใหญ่ห่มจีวร โผล่บนยอดเขาบริเวณวัด เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:25:46 AM


ฮือฮา.! ต้นไม้เก่าแก่รูปทรงคล้ายองค์พระใหญ่ห่มจีวร โผล่บนยอดเขาบริเวณวัด

 เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดสนามรัตนาวาส หมู่ 5 บ้านมาบเหลาชะโอน ต.ชากพง อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อเดินทางไปพิสูจน์ กรณีที่มีชาวบ้านร่ำลือเกี่ยวกับต้นกระบก บนเนินเขาสถานที่ก่อสร้างพระอุโบสถของวัด ว่ามีรูปทรงคล้ายกับองค์พระนั่งโผล่เหนือยอดเขาเป็นที่ฮือฮาของชาวบ้านที่พื้นที่และละแวกใกล้เคียงแห่มาชมความอัศจรรย์ เมื่อเดินทางก่อนจะถึงวัดประมาณ 1 กม. ก็ต้องตะลึงกับภาพบนยอดเนินเขา เพราะต้นไม้ที่อยู่บนเนินเขา มีลักษณะคล้ายกับพระสงฆ์นั่งห่มจีวร ซึ่งจะเห็นเพียงครึ่งตัวตั้งแต่ศีรษะลงมา มีลักษณะที่คล้ายกับพระนั่งอยู่มาก นับเป็นความแปลกที่ต้นไม้มีรูปทรงเหมือนกับพระ เหมือนมีคนไปตกแต่งไว้

 ต่อมาจึงได้เดินทางขึ้นไปยังบริเวณเนินเขาภายในวัด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอุโบสถของวัดสนามรัตนาวาส และใกล้กันก็พบกับต้นกระบกขนาดใหญ่ 4 คนโอบ สูงประมาณ 30 เมตร โดยมีกิ่งก้านเหมือนกับต้นไม้ทั่วไป โดยไม่มีการตัดแต่งทรงของกิ่งก้านแต่อย่างใด และเมื่อมองในระยะใกล้ ก็ไม่ได้มีลักษณะที่เหมือนพระแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องแปลก ที่เมื่อมองจากมุมด้านล่างของวัด กลับเห็นเป็นรูปทรงเหมือนกับพระนั่งอยู่ ทั้งที่มองในระยะใกล้ ไม่ได้มีลักษณะบ่งบอกว่าเป็นรูปพระเลย และยังมีฝูงลิงแสมประมาณ 300 ตัว ที่ไม่มีความดุร้ายอาศัยอยู่บนต้นไม้รอบๆ อุโบสถด้วย


 :96: :96: :96: :96:

 จากการสอบถามพระบรรพจน์ จรณธัมโม รองเจ้าอาวาสวัดสนามรัตนาวาส เจ้าคณะตำบลเขต 2 เปิดเผยถึงต้นไม้มีรูปทรงเหมือนองค์พระว่า เป็นต้นกระบกเก่าแก่ อายุกว่าร้อยปีที่ขึ้นอยู่บนเนินเขาภายในวัดมาช้านาน ซึ่งจะขึ้นอยู่คู่กับมณฑปเก่าแก่ที่ผุพังทรุดโทรมไปหมดแล้ว และทางวัดก็ได้ก่อสร้างอุโบสถขึ้นแทนที่แล้ว สำหรับต้นกระบกเหมือนพระนั้นเพิ่งปรากฏให้เห็นเมื่อประมาณ 8 ปี ที่ผ่านมาหลังจากที่กิ่งขนาดใหญ่ได้แห้งเฉาและหักลงเองตามธรรมชาติ จึงทำให้มองเห็นเป็นรูปของพระนั่งครึ่งตัว ซึ่งก็ถือว่าเป็นความบังเอิญแต่ก็เป็นเรื่องดีที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ

 ด้านนายบุญส่ง ถนอมจิต อายุ 67 ปี ไวยาวัจกรวัดสนามรัตนาวาส ได้ กล่าวว่า สำหรับต้นกระบกที่มีรูปทรงเหมือนกับพระ นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกที่ชาวบ้านต่างก็เชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเนินเขาดังกล่าว ที่แสดงให้เห็นและเป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้าน ซึ่งก็มีชาวบ้านมาขอพรกันอยู่เป็นประจำ สำหรับประวัติของต้นกระบกรูปพระนั้น เมื่อหลายปีก่อน เคยถูกฟ้าผ่าหลายครั้งแต่ก็ไม่มีร่องรอยเสียหายเลย ซึ่งภายในวัดจะมีต้นกระบกที่มีขนาดใหญ่อยู่สองต้น ต้นที่คล้ายรูปพระ กับอีกหนึ่งต้นอยู่ที่ด้านล่างของตัววัดและยังเป็นสถานที่ตั้งของศาลเจ้าเจ้าพ่อองค์ดำใหญ่ เจ้าพ่อหมอยี่และเจ้าแม่หมอคำ ที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์


 st12 st12 st12 st12

นอกจากนี้ต้นกระบกรูปพระและต้นกระบกที่อยู่ภายในวัด เคยมีการนำรถแทร็คเตอร์ขนาดใหญ่เข้ามาเพื่อปรับพื้นที่เพื่อสร้างวัด แต่ก็ไม่สามารถโค่นทั้งสองต้นได้ เพราะแรงของรถไม่ระคายผิวต้นกระบกทั้งสองเลย นอกจากนี้คนขับรถยังเจอปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองดูแลต้นกระบกทั้งสองต้นเล่นงานจนอ่วม รถแทร็คเตอร์พังจนสุดท้ายก็ไม่สามารถโค่นได้ จนต่อมามีชาวบ้านได้ฝันว่ามีคนแก่ใส่ชุดขาวมาเข้าฝันให้มาตั้งศาลและห้ามโค่นต้นกระบกทั้งสองต้นอีก จึงทำให้ต้นกระบกทั้งสองต้นอยู่คู่กับวัดมาจนถึงปัจจุบัน

 ด้านชาวบ้านในหมู่บ้านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดที่ต้องการแสดงให้เห็น และเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็เชื่อและมาขอพรกันเป็นประจำ และมักจะได้สมความปรารถนา บางรายเมื่อได้ตามที่บนบานก็นำเครื่องเซ่นมาถวายและนำประทัดมาจุดเพื่อแสดงความเคารพและเป็นการแก้บนตามที่ได้บนบานไว้


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE16STNOemMwTmc9PQ==&subcatid=
98  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ร่วมบุญสมโภช 'พระสมเด็จองค์ปฐมฯ' เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:21:22 AM


ร่วมบุญสมโภช 'พระสมเด็จองค์ปฐมฯ'

“สมเด็จองค์ปฐม” ก็คือพระพุทธเจ้าองค์แรก หรือองค์ที่หนึ่ง ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธสิกขี” แต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ผ่านไปแล้วอาจจะมีชื่อซ้ำกันได้ โดยเฉพาะชื่อนี้มีด้วยกันถึง ๕ พระองค์ จึงเรียกขานกันว่า เป็น พระพุทธสิกขีที่ ๑ พระองค์จึงเป็นต้นพระวงศ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ จึงสมควรยกย่องพระพุทธองค์ว่า ทรงเป็น “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู” อย่างแท้จริง

พระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง (วัดจันทาราม) อ.เมือง จ.อุทัยธานี กล่าวถึงคติความเชื่อว่า การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็นพุทธบูชา ถ้าในกรรมฐานจัดว่าเป็นพุทธานุสติกรรมฐาน (การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างไสวมาก การสร้างพระถวายด้วยอำนาจพุทธบูชาทำให้มีรัศมีกายมากเป็นคนสวย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต" แปลว่า "การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชอำนาจมาก"


 :25: :25: :25: :25:

จากคติความเชื่อเรื่องอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป ทำให้พุทธศาสนิกชนจำนวนมากสร้างพระพุทธรูปด้วยวัสดุต่างๆ จำนวน ตามกำลังศรัทธา กำลังทรัพย์ของตน อย่างกรณีของพระครูอดุลย์ประชารักษ์ หรือ พระอาจารย์เวียน เจ้าอาวาสวัดเจริญราษฎร์บำรุง หรือวัดหนองพงนก ต.สระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม นอกจากท่านได้จัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐมปางมหาจักรพรรดิ (พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ จำลองมาจากวัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา) ขนาดหน้าตักกว้าง ๕ เมตร ๙ นิ้ว เนื้อทองเหลืองหนัก ๑๖ ตันแล้ว ขณะนี้ท่านมีโครงการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐมปางมหาจักรพรรดิ ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดหน้าตัก กว้าง ๖.๕ เมตร จำนวน ๑๐๘ องค์ เพื่อถวายวัดต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา นายวสันต์ มงคลลาภกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทวสันต์ สตูดิโอ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วสันต์ โปรดักส์ ผู้ผลิตสารสกัดสะเดา เพื่อขับไล่แมลงที่กินพืชผักเป็นอาหาร ภายใต้เครื่งหมายการค้า "นีม เพาเวอร์" ได้ติดต่อกับพระอาจารย์เวียน เพื่อขอแบบพิมพ์มาหล่อพระสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ เพื่อประดิษฐาน ณ วัดหนองหญ้าปล้อง (วัดเหนือ) ต.ม่วงหวาน อ.หนองแซง จ.สระบุรี โดยใช้งบประมาณไปกว่า ๓ ล้านบาท


 st12 st12 st12 st12

ด้วยความมุ่งมั่นและพลังศรัทธาของนายวสันต์ ทำให้การก่อสร้าง พระสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ สำเร็จทันใจอย่างรวดเร็ว โดยวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ นี้ นายวสันต์รับเป็นเจ้าภาพถวายกฐินวัดหนองหญ้าปล้อง และพุทธาภิเษกสมโภชพระสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ
   โดยเวลา ๐๙.๐๐ น. จะเคลื่อขบวนกฐินจาก บริษัท วสันต์ โปรดักส์ ไปวัดหนองหญ้าปล้อง
   เวลา ๐๙.๔๙ น. พิธีบวงสรวงเทพเทวดา และการพุทธาภิเษกสมโภชพระสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ
   มีโรงทาน มีมหรสพ และรำวงย้อนยุค
   ทั้งนี้ ผู้ที่ร่วมพิธีในวันดังกล่าวทางคณะเจ้าภาพจะนำพระกริ่งนเรศวรขึ้นเหนือ จำนวน  ๓๐๐ องค์ แจกฟรีเป็นที่ระลึก


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141014/193989.html
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พุทธวิธี "เสริมจริยธรรม ปฏิรูปสื่อ ลดขัดแย้ง" เมื่อ: ตุลาคม 15, 2014, 10:14:48 AM

พุทธวิธี "เสริมจริยธรรม ปฏิรูปสื่อ ลดขัดแย้ง"
พุทธวิธีเสริมจริยธรรมปฏิรูปสื่อลดขัดแย้ง : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร รายงาน

จากพัฒนาการประชาธิปไตยไทยเกี่ยวพันกับการยึดอำนาจมาโดยตลอด สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากนักการเมืองเองถูกวิพากษ์วิจารณ์ทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองหลังจากการยึดอำนาจปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ส่งผลให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ปี ๒๕๔๐ ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่วายถูกฉีกอีกด้วยการยึดอำนาจในปี ๒๕๔๙

เมื่อมีการตั้งรัฐบาลจากการยึดอำนาจ  เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ นักการเมืองเข้ามาบริหารก็ตกอยู่ในวงจรเดิมๆ เกิดความขัดแย้งทางความคิดการเมืองแบ่งสีแบ่งฝ่ายชัดทุกภาคส่วนของสังคมไทยแบบไม่เคยมีมาก่อน เกิดการประท้วงพัฒนาถึงขึ้นรุนแรงปะทะกันบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนจนเกือบจะกลายเป็นสังครามกลางเมือง


 :96: :96: :96: :96:

ส่งผลให้คณะทหารฝายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ยึดอำนาจการปกครองจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒  พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๗ และเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เพื่อทำหน้าที่ดำเนิกนการวางแนวทางการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในจำนวนนั้นมีแนวทางการปฏิรูปสื่อมวลชนรวมอยู่ด้วย

จากสภาพความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมไทยที่ผ่านมา วงการสื่อมาลชนไทยในฐานะที่รายงานสถานการณ์ให้กับมวลชนได้ทราบก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เป็นสาเหตุของความขัดแย้งรวมถึงตกเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้สร้างความขัดแย้งด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการปฏิรูปสื่อมวลชนไทย

 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ส่วนองค์กรสื่อมวลชนเองอย่างเช่นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็มีการเคลื่อนไหวที่จะหาแนวทางของการปฏิรูปตัวเอง อย่างเช่นมีการประกาศเชิญชวนส่งบทความวิจัย (research article) บทความวิทยานิพนธ์ (thesis article) บทความวิชาการ (academic article) บทความปริทัศน์ (review article) และบทความวิชาชีพ (professional article) ที่มีแนวคิดเรื่อง “จริยธรรมสื่อ” (Media Ethics) (http://www.tcijthai.com/office-tcij/view.php?ids=4083)  เพื่อเผยแพร่ในวารสารอิศราปริทัศน์ตั้งแต่วันที่  ๐๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ขณะนี้ก็ปิดรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกันในโอกาสที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบ 60 ปีในปี ๒๕๕๘  จึงได้มีการจัดราชดำเนินเสวนาเรื่อง “ปฏิวัติคนข่าว อภิวัฒน์สื่อ กับภารกิจปฏิรูปประเทศไทย” ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗ และจะมีการเวียนจัดระดมความเห็นไปตามสถานที่ต่างๆ ในครั้งนี้ นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่นได้ให้ความเห็นเป็นแนวทางไว้ว่า ปัจจุบันนี้หมดยุคหมาเฝ้าบ้าน คนเฝ้าประตูแล้ว เพราะกระจกมีเต็มไปหมด ดังนั้น สื่อกระแสหลักจะต้องเป็นสื่อมืออาชีพยึดหลักจริยธรรมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
(http://www.komchadluek.net/detail/20141012/193898.html)

 ans1 ans1 ans1 ans1

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้องค์กรสื่อเองก็มีจริยธรรมที่กำหนดขึ้นให้สมาชิกในองค์กรปฏิบัติ แต่ถึงกระนั้น นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตัวแทนสื่อ ได้แสดงความเห็นในเวทีเดียวกันว่า "สื่อเวลานี้มีปัญหาในการกำกับดูแลกันเอง บางกรณีที่สื่อบางสำนักไม่พอใจการกำกับดูแลกัน แล้วก็คัดค้านตบเท้าออกไป ทำให้คุณภาพข่าวไม่พัฒนาเท่าที่ควร" อันเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า หลักจริยธรรมสื่อที่มีอยู่เดิม ไม่มีประสิทธิภาพจึงทำให้สื่อมวลชนไทยตกอยู่ในสภาพเป็นตัวปัญหาและสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาเสียเอง และถือได้ว่าอยู่ในพื้นที่ที่ความขัดแย้งสูง  ดังนั้น จึงควรที่จะมีหลักคุณธรรมอื่นที่เข้ามาเสริมหรือเป็นตัวช่วยจริยธรรมที่มีอยู่เดิมหรือไม่

ฐานะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยมีนโยบายที่จะให้บริการสังคมโดยนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเข้าไปประยุกต์ใช้หรือบูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งได้เปิดหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสันติศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาถึงวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านต่างๆ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือเป็นการศึกษาที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในจิตของบุคคลด้วย


 :49: :49: :49: :49:

การทำวิจัยเรื่อง "การสร้างสันติสุขในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง : ศึกษาพุทธวิธีที่เป็นฐานของการปฏิรูปสื่อมวลชนไทย" ครั้งนี้จึงมุ่งที่จะค้นคว้าหลักธรรมในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะด้านการสื่อสาร ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ประกาศเป็นอุดมการณ์ไว้คราวประทานโอวาทปาฏิโมกข์วันมาฆบูชาคือ "สาวกของพระองค์ต้องไม่กล่าวร้ายบุคคลอื่น" หรือหลักของมรรค ๘ ประการ เช่น ข้อสัมมาวาจา น่าจะแนวทางในการปฏิรูปสื่อมวลชนไทยครั้งนี้ได้


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141014/193997.html
100  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ธรรมปฏิบัติ : จริต ๖ กรรมฐานที่เหมาะแก่คน ๖ ประเภท เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 10:16:52 AM


ธรรมปฏิบัติ : จริต ๖ กรรมฐานที่เหมาะแก่คน ๖ ประเภท

พระบรมศาสดาทรงจำแนกจริต คือ กิเลสและคุณธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจของบุคคลฝ่ายละ ๓ รวมเป็น ๖ ประการ คือ
       
       ๑. ราคจริต คนกำหนัดกล้า มีราคะ คือความกำหนัดในกามคุณท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือ ครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้กำหนัดในกามคุณมาก ติดพันในกามคุณจนถึงลุ่มหลงมัวเมา
       
       ราคะเป็นประดุจหนามยอกใจ การแก้ราคะก็ต้องใช้วิราคะ คือ หนามวิเศษ เหมือนหนามยอกก็เอาหนามบ่งฉะนั้น ราคะตั้งลงที่กามคุณ คือ รูปสวยงามน่ารักน่าชื่นใจ เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนุ่มละเอียดอ่อน
       
       ราคะทำให้มองไม่เห็นตำหนิที่น่าเบื่อหน่ายของกามคุณ ซึ่งมีอยู่โดยธรรมดาแล้ว วิธีแก้จึงต้องพลิกเหลี่ยมขึ้นมองดูความน่าเบื่อหน่าย น่าเกลียด อันมีอยู่ในกามคุณนั้น
       
       ฉะนั้น กรรมฐานเนื่องด้วย อสุภะ-ปฏิกูล จึงเป็นสัปปายะ คือเหมาะแก่คนราคจริต เป็นไปเพื่อความเจริญ
       
       แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งปอนๆ เศร้าหมอง หยาบ จึงจะเป็นไปเพื่อถอนราคะออกจากใจได้


        :96: :96: :96: :96:

       ๒. โทสจริต คนใจร้าย มีโทสะ คือความดุร้ายท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือ ครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้ดุร้าย กริ้วโกรธ แม้ในเหตุเล็กๆน้อยๆ อันไม่สมควรโกรธก็โกรธ ประดุจผียักษ์สิงใจฉะนั้น ธรรมดาผีย่อมกลัวเทวดาฉันใด อธรรมคือโทสะ ก็ย่อมพ่ายแพ้แก่ธรรมฉันนั้น
       
       ธรรมอันจัดเป็นเครื่องแก้โทสะนั้น ต้องเป็นธรรมฝ่ายเย็น สุภาพ อ่อนโยน จึงมีลักษณะตรงกันข้ามกับโทสะ เมื่อโทสะซึ่งเปรียบเหมือนผียักษ์สิงใจอยู่ จึงควรเชิญธรรมซึ้งเปรียบเหมือนเทวดามาสิงใจแทนที่เสีย เพราะธรรมดายักษ์ย่อมกลัวเทวดาฉันใด ธรรมจะกำจัดอธรรมออกไปฉันนั้น
       
       ฉะนั้น กรรมฐานอันเนื่องด้วยคุณธรรมฝ่ายสูง เช่น เมตตา กรุณา พุทธคุณธรรมคุณ สังฆคุณ ฯลฯ จึงเป็นสัปปายะ คือ เหมาะแก่คนมีโทสจริต เป็นไปเพื่อความเจริญ
       
       แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งสวยงาม ประณีต สุขุม จึงจะเป็นไปเพื่อถอนโทสะออกจากจิตใจ

        :91: :91: :91: :91:

       ๓. โมหจริต คนหลง มีโมหะ คือความหลงท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจมาก ดลใจให้มืดมัว ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แม้มีวัยผ่านมานานควรเป็นวิญญูชนได้แล้ว ก็ยังคงมีลักษณะนิสัยเหมือนเด็กๆอยู่ และดลใจให้มองเห็นในแง่ที่ตรงกันข้ามกับเหตุผลและความจริงเสมอ ประดุจกลีสิงใจฉะนั้น
       
       กลี คือผีชนิดหนึ่ง มีลักษณะมืดดำ ทำให้เป็นคนหลง คลั่งเพ้อไปต่างๆ ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเมื่อมันเข้าสิงใจ โมหะท่านเปรียบเหมือนกลีนั้น ผีกลีกลัวแสงสว่าง
       
       ฉะนั้น การแก้โมหะจึงต้องอาศัยธรรมะ ซึ่งมีลักษณะสว่าง กระจ่างแจ้งเป็นปัจจัย เช่น การอยู่ใกล้ได้ปรึกษาไต่ถามท่านผู้พหูสูตเนืองๆ ข้อธรรมที่มีเหตุผลกระจ่างในตัว ไม่มีแง่ชวนให้สงสัย กรรมฐานที่เหมาะแก่คนจำพวกนี้ ต้องเป็นกรรมฐานที่เนื่องด้วยกสิณและอรูป ซึ่งเป็นอุบายเปิดใจให้สว่าง
       
       แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งโปร่งบาง เปิดเผยสะดวก ที่อยู่ถ้าเป็นที่โปร่งๆ หรือกลางแจ้งเป็นเหมาะที่สุด

       

       ๔. สัทธาจริต คนเจ้าศรัทธา มีศรัทธาความเชื่อท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้เชื่อสิ่งต่างๆ ง่ายจนเกือบจะกลายเป็นงมงายไป
       
       ความจริงศรัทธาเป็นคุณธรรม เมื่อมีอยู่ในใจย่อมหนุนให้ทำความดีได้ง่ายเหมือนมีทุนสำรองอยู่แล้ว ย่อมสะดวกแก่การค้าหากำไรฉะนั้น
       
       คนเจ้าศรัทธาเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบดี รักงาม ทำอะไรก็ประณีตบรรจง เป็นคนใจละเอียดอ่อน บำเพ็ญกรรมฐานได้แทบทุกอย่าง แต่ที่เหมาะที่สุด คืออนุสสติ และกรรมฐานที่เกี่ยวกับการคิดค้นหาเหตุผล เช่น จตุธาตุววัตถาน ฯลฯ


        :25: :25: :25: :25:

       ๕. พุทธิจริต คนเจ้าปัญญา มีพุทธิ คือความรู้ท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่อยู่ในจิตใจ ดลใจให้รู้อะไรๆได้ง่ายๆ จนเกือบจะกลายเป็นคนสู่รู้ไป
       
       ความจริง “พุทธิ” เป็นคุณธรรมนำให้รู้เหตุผล และความจริงได้ง่าย คนจำพวกนี้ชอบทำอะไรๆด้วยความรู้ และก็มักผิดพลาดเพราะความรู้เหมือนกัน
       
       ฉะนั้น กรรมฐานอันเป็นที่สัปปายะแก่คนจำพวกนี้ ต้องเป็นกรรมฐานที่ประคับประคองจิตใจไปในเหตุผลที่ถูกต้อง ทำให้ปัญญามีหลักฐานมั่นคง เช่น อุปสมานุสสติ เป็นต้น


        st12 st12 st12 st12

       ๖. วิตักกจริต คนเจ้าความคิด มีวิตักกะ คือความคิดท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้คิดให้อ่านอยู่เรื่อย จนกลายเป็นฟุ้งซ่านหรือเลื่อนลอยไป
       
       ความจริงวิตักกะเป็นคุณธรรม เมื่อมีอยู่ในใจย่อมหนุนให้เป็นคนช่างคิดช่างนึกในเหตุผลและความจริงจากแง่ต่างๆ เป็นทางเรืองปัญญา แต่ถ้ามากเกินไปจะตกไปข้างฝ่ายโมหะ กลายเป็นหลงทิศทางไปได้ ที่เขาเรียกว่า “ความคิดตกเหว” ไม่รู้จักแก้ไขตนออกจากความผิด ได้แต่คิดเพ้อไปท่าเดียว


        ans1 ans1 ans1 ans1

       กรรมฐานที่เหมาะแก่คนจำพวกนี้ต้องเป็นกรรมฐานที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น กสิณ-อรูป และที่เหมาะที่สุดคือ อานาปานสติ
       
       จริต ๑-๓ เป็นอกุศลเจตสิก ๔-๖ เป็นอัญญสมานาเจตสิก ใกล้ไปข้างฝ่ายกุศล คนมีจริต ๑-๓ เป็นเจ้าเรือน จึงมักทำความชั่วให้ปรากฏ ส่วนคนมีจริต ๔-๖ เป็นเจ้าเรือนจึงมักทำความดีให้ปรากฏ
       

จากส่วนหนึ่งของหนังสือทิพยอำนาจ
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง) วัดป่าเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น
ที่มา http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113429
101  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ไม้ประดับธรรม เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 10:05:04 AM

ไม้ประดับธรรม

วัดเป็นศูนย์กลางธรรมสำหรับหมู่บ้าน ใครที่มองไม่เห็นธรรมก็หันไปมองวัด และดูคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระองค์อย่างไร และทรงสั่งสอนพวกเราเช่นไร เพื่อให้เห็นธรรม และการสั่งสอนนั้นต้องปฏิบัติตามจริงถึงจะเห็นธรรมได้
    ธรรม คือ ความบริสุทธิ์ ธรรม คือ ธรรมชาติที่สะอาดหมดจด คนที่มีปัญญาเท่านั้นจึงจะมองเห็นธรรม ธรรมเป็นบุญ
    ธรรมชาติ เป็นบุญโดยความบริสุทธิ์ ธรรมชาติมีแต่ความว่างเปล่า มีแต่การให้ เมื่อมีการให้ ธรรมชาติจึง "เบา" จึงว่างเปล่า เพราะให้จนถึงที่สุดแล้วจะเหลืออะไรที่มันหนักอยู่ บาป คือ หนัก บุญ คือ เบา บาป คือ "มี" บุญ คือ ว่าง "ไม่มี" ฉะนั้นบุญ บาป จึงตรงข้ามซึ่งกันและกัน เป็นทุกข์เป็นสุขนั่นเอง
    ในเมืองมีแต่เครื่องปรุงแต่งขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น ส่วนในป่าเป็นธรรมชาติล้วนๆ ที่เกิดขึ้นมาเอง ป่ากับเมืองเรามองต่างกัน ป่าไม่มี เมืองเราต้องปรุงแต่งขึ้นมาให้มี พอเกิดเมืองก็เกิดมีเพราะการปรุงแต่งของจิต
    จิต ที่เกิดจากปัญญา จึงเป็นจิตที่สร้างแต่คุณงามความดี ปัญญานั้นสามารถแยกแยะความถูกต้องออกจากกันได้ชัดเจน
    จิตตมยปัญญา และจินตามยปัญญา เป็นปัญญาขั้นชนสามัญธรรมดา ไม่ใช่ปัญญาขั้นละเอียด ไม่ใช่ปัญญาขั้นบริสุทธิ์แท้ ดังนั้นปัญญาขั้นสามัญจึงเป็นปัญญาที่เจือปนด้วยกิเลส คือไม่ขาวสะอาดนั่นเอง


     :25: :25: :25: :25:

    พระพุทธองค์เข้าป่าเพื่อได้สัมผัสกับธรรมชาติที่แท้จริง มีแต่ต้นไม้นานาชนิดที่มีใบเป็นสีเขียว ทำให้สดชื่น ป่าสมัยพระพุทธองค์ต้องเป็นป่าทึบครึ้มใบ และต้นไม้เล็กใหญ่เต็มไปหมด แม้แต่แสงพระอาทิตย์ก็แทบไม่อาจส่องแสงลงพื้นดินได้

    ผลไม้เท่านั้นเป็นหลักในการฉันเป็นอาหาร สัตว์ก็เป็นมิตร อยู่ร่วมป่าเดียวกัน มิได้เป็นศัตรูกัน
    ปัจจุบัน ถ้าเรามองลงไปที่ทุ่งนามีแต่ต้นข้าวกล้าของชาวนา จะเห็นใบเขียวของต้นข้าวช่างสดชื่นมากกว่าสีอื่นๆ สายตาและจิตพลอยสุขกายสบายใจ
    ธรรมชาติ นอกจากสร้างสีเขียวให้ต้นใบไม้เต็มป่าแล้ว ธรรมชาติยังสร้างดอกไม้ให้มีสีงามเพิ่มขึ้นอีก และเป็นความงามที่บริสุทธิ์จากธรรมชาติแท้ด้วย
    งามธรรมชาติ เป็นความงามบริสุทธิ์มิได้ปรุงแต่งขึ้นด้วยจิต มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่า เดี๋ยวนี้ใช้ดอกไม้พลาสติกไหว้พระหลอกพระ เพราะไม่ใช่ดอกจริง!



    วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเป็นศูนย์รวมแห่งธรรม พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงมองเห็นธรรมในการปฏิบัติตน แล้วเผยแผ่ไปยังหมู่ชนในหมู่บ้านนั้นให้ได้ปฏิบัติตาม
    ทาน เป็นธรรมเบื้องต้น เราได้ให้พระภิกษุได้ฉันอาหาร ให้สถานที่อยู่ สร้างเป็นกุฏิที่พักให้ พระภิกษุไม่จำเป็นต้องทำอะไร หน้าที่ของท่านคือ ศึกษาและปฏิบัติธรรม ให้คำสั่งสอนแก่ชาวบ้านได้ปฏิบัติธรรมขึ้น จะได้อยู่เย็นเป็นสุขในครอบครัวและในสังคมนั้นๆ
    พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น ที่ชาวบ้านและหมู่บ้านสนใจและใฝ่หา ใครๆ ก็นับถือคนดีและพระดีตามวัด นั่นคือธรรม


     st12 st12 st12 st12

    สำนักสงฆ์ถ้ำจำปา ต.ห้วยไผ่ หลวงปู่ทองพูน เขมเปโม ปัจจุบันอายุย่างได้ 96 ปี ยังมีสุขภาพปกติ มีผู้คนไปถามหาและกราบไหว้ไม่เว้นแต่ละวัน เพราะคุณงามความดีของท่านที่ปฏิบัติเป็นกิจวัตร
    ศิษย์หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และค่อนข้างจะรู้ซึ้งธรรมปฏิบัติของท่านหลวงพ่อสดชัดเจน เพราะท่านอยู่กับท่านหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ มาตั้งแต่บวชเป็นเณรได้เพียง 7 ขวบ และท่านบวชให้อีกด้วย
    ลักษณะการพูดจาสำรวม และให้ปัญญาแก่ผู้ไปหากราบไหว้ท่าน ประสบการณ์มาก สวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิเป็นประจำ ไม่เคยขาด!

    หลวงปู่ทองพูน เขมเปโม เป็นที่เคารพกราบไหว้แก่คนหลายจังหวัด เห็นแล้วก็น่าปลื้มใจ ท่านเป็นพระให้ไม่ใช่พระเอา
    ท่านสร้างรูปพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่ขึ้นระหว่างภูเขาถ้ำจำปา สำหรับให้ชาวบ้านได้เคารพกราบไหว้ขึ้นในละแวกนั้น ท่านย้ายจากในถ้ำออกมาด้านนอกข้างภูเขา สร้างเป็นกุฏิอยู่องค์เดียว




    ผมเห็นเป็นที่โล่งแจ้ง ลมพัดแดดแจ้งจัด สถานปฏิบัติธรรมต้องร่มเย็นสบายใจสบายกาย เลยคิดว่าไม่มีอะไรจะดีเท่าต้นไม้กันแดดให้ร่มเย็นกายและมีดอกไม้ต้นแซมขึ้นไว้ให้เกิดความงามตามธรรมชาติ
    ไปซื้อต้นหูกระจงมา 1 ต้น ไม้ต้นนี้ให้ความร่มเย็นได้เป็นอย่างดี ในราคา 700 บาท อยู่ๆ ไปเห็นช่องว่างยังไม่ร่มพอ จึงไปซื้อหูกระจงมาอีก 2 ต้น ในราคา 1,500 บาท คนขายอยู่ข้างบ้านก็แสนจะดี ผมไปปลูกให้ในเมื่อให้วัด

    เห็นว่าข้างระเบียง ฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ น่าจะมีแสงไฟส่องในเวลากลางคืน ก็เลยไปซื้อหลอดไฟฟ้าแบบชนิดติดเองอีก 2 ดวง คนติดไฟให้ก็ไม่คิดค่าแรงอีก นี่แหละธรรม ราคาเราพอบริจาคให้วัดได้ เราก็ทำ
    เราติดดวงไฟฟ้าให้กับวัด ปลูกต้นไม้สวยงามซื้อมาให้อีก ลูกชายคนหนึ่งรับราชการใกล้เกษียณอายุราชการ เห็นพ่อบริจาคให้วัด เขาก็ไปซื้อไม้ดอกไม้ประดับบ้าง โดยชวนน้องสาวไปอีกคน ไปซื้อต้นไม้กัน ตัวอย่างอันดีงามนี้ควรได้นำทางลูกไว้ ให้เขาได้เห็น!


     st11 st11 st11 st11

    สถานปฏิบัติธรรมถ้ำจำปา มีไม้ดอกไม้ใบหลายชนิดสวยๆ ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่ไปทำบุญกับท่านหลวงปู่ทองพูน เขมเปโม ต่างก็สนใจ บางคนเข้าไปเด็ด บางคนขอไม้วัดเอากลับบ้าน
    อย่าลืม การเก็บไม้ดอกของวัด พริกขี้นก ขนุนสุก มะตูม ฯลฯ อย่าได้หยิบเอาโดยไม่บอกเจ้าของ คือ วัด!

    พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "อย่าหยิบเอาของผู้อื่นโดยที่เจ้าของเขายังไม่ได้อนุญาต" ก็คือเป็นขโมยนั่นเอง ผิดศีลครับ ผมไม่ทำเด็ดขาด ถ้าเราจะพยายามรักษาศีลหรือรักษาธรรม!

    ผู้มีธรรมก็คือ ผู้มีปัญญา คนมีปัญญาจะรู้จักแยกแยะออกได้ว่า ตัวไหนบุญ ตัวไหนบาป ตรงมุมกุฏิมีต้น "สาละลังกา" ต้นใหญ่ปลูกอยู่ก่อนแล้ว 1 ต้น ผมก็แนะนำให้ท่านหลวงปู่ทองพูนได้ทราบว่า ไม้สาละต้นนี้ไม่ใช่สาละที่พระพุทธองค์ประสูติและปรินิพพาน เป็นต้นไม้สมมุติของประเทศศรีลังกา เรียกว่า "ลูกปืนใหญ่" ภาษาอังกฤษเรียกว่า (Cannon Balltree)



    ถ้าอยากเห็นต้นสาละจริง ต้องไปดูที่หน้าวัดบวรฯ ในหลวงพระองค์ท่านทรงปลูกไว้ คนไทยและพระเราจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักต้นสาละจริง ก็เป็นเรื่องน่าคิดไม่น้อย ควรศึกษาไว้ครับ ไม้ประสูติแท้ๆ กลับไม่รู้จัก!
    ผมไปซื้อต้นไม้ดอกและไม้ใบหลายต้นที่ทนฟ้าทนฝนปลูกไว้ เช่น โกสนอย่างดี คือ "โกสนเจ้าโลก" ต้นใหญ่ใบสวยยาวเป็นไม้โกสนที่หาพันธุ์มาปลูกยาก ราคาแพงมาก ปัจจุบันแตกใบดีแล้ว

    ไปอินเดียกลับมา เก็บเม็ดหงอนไก่สีแดงมาจากวัดไทยสารนาถใส่ซองจดหมายมา ปลูกขึ้นดอกโต ดอกเต็มต้น ใครอยากได้ก็ขอหลวงปู่ แกะเม็ดเอาไปเพาะที่บ้าน หงอนไก่อินเดียต้นสูงประมาณ 2 เมตร แปลกดี
    ดอกไม้ที่ผมนำไปปลูกมียี่โถสีชมพู แดง และสีขาว ยี่เข่งแดง ชมพู ราตรี ชบา ฯลฯ ว่างๆ ผมก็ขับรถไปดูดอกไม้วัดเพราะเป็นดงใหญ่ออกดอกงาม ญาติโยมที่ไปกราบท่านหลวงปู่ต่างก็สนใจกันเพราะสวย ทำให้จิตใจสบาย นี่แหละธรรมชาติที่ปลูกขึ้นมาล้อมสถานปฏิบัติธรรม

     :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

    ใครๆ เห็นก็ทำให้สบายใจเพราะเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกลวงใคร ถึงฤดูร้อนสถานที่นี้จะไม่ร้อน เพราะเอาธรรมชาติเข้ามาช่วยประกอบธรรมที่วัด
    ผมยังนึกภูมิใจ ที่ไปพักค้างอยู่ที่วัดไทยสารนาถหลายเดือน เห็นต้นไม้ ดอกไม้ที่วัดเต็มไปหมดก็ยินดีและสดชื่น แม้แต่แขกบ้านเขาก็เข้าไปชมดอกไม้เหล่านั้น และเข้าไปไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่

    วัดไทยสารนาถ จึงเป็นวัดไทยในอินเดีย ที่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้มากที่สุด ดร.สุมังคะลิโก รักษาการเจ้าอาวาสวัดไทยสารนาถ (คนไทยใหญ่) เป็นคนรักต้นดอกไม้มาก ยังเคยไปซื้อต้นดอกไม้ที่สวนดอกไม้ด้วยกัน
    ผมเองก็อยากเห็นสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำจำปาของปลวงปู่ทองพูน เขมเปโม งดงามด้วยดอกไม้ธรรมชาติ ดูเป็นสถานธรรมปฏิบัติที่ใครก็จับต้องกันได้ เป็นธรรมทานอย่างหนึ่งที่ทำให้สถานธรรมสดชื่นเหมือนธรรมชาติแท้
    ธรรมชาตินั้นเป็นธรรมอันบริสุทธิ์ การให้ต้นไม้ดอกไม้ธรรมชาติเป็นธรรมทาน ทานเช่นนี้ทำให้เราเห็นแล้วสุขขึ้นมาทันที เกิดบุญขึ้นในใจทุกครั้งที่ได้เห็น ทาน!!.

            ประวิทย์ จำปาทอง

ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/121014/97465
102  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ปรากฏการณ์แห่จอง เหรียญหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ รุ่น 'เพชรบูรพา' เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:54:30 AM


ปรากฏการณ์แห่จอง เหรียญหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ รุ่น 'เพชรบูรพา'
ปรากฏการณ์แห่จองเหรียญหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ รุ่น'เพชรบูรพา' : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ท่านคือเกจิแห่งสยามประเทศ ท่านคือ “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” บ้างก็ว่าท่านเปรียบเสมือน “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำโขง” วัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณกลายเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปต้องการนำมากราบไว้บูชา วัดวาอาราม โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการหลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อคูณในการก่อสร้างทำนุบำรุง นามแห่งหลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่ได้กลายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต แห่งความเมตตาบารมีที่สูงส่ง ผู้เป็นพระเกจิที่เลื่องชื่อแห่งยุคสมัยกระทั่งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการออกใบอนุญาตไปกว่า ๑๐๐ รุ่น และกำลังจะตามมาอีกนับสิบๆ รุ่น แต่มีเพียงไม่กี่รุนที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม เช่น หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธรุ่น เมตตา หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ รุ่น เจ้าสัว หลวงพ่อคูณ รุ่นมหามงคล กูสร้างเอง หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ รุ่น เจริญพร ชินบัญชร และพระหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ รุ่นประทานพร เป็นต้น


 :25: :25: :25: :25:

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ ได้มีการเปิดจอง "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ รุ่น เพชรบูรพา" บริเวณร้านว่าน ๘ ทิศ ณ ห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า ชั้น ๓ ถนนงามวงศ์วาน ในเวลา ๑๐.๓๐ น. ปรากฏว่า มีคนเข้าแห่จองตั้งแต่ห้างเปิดอย่างล้นหลาม โดยในงานนี้ได้รับเกียรติจากพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย นายพิศาล เตชะวิภาค อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย หรือที่รู้จักกันในนาม ต้อย เมืองนนท์ และนายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา มาจับรางวัลพิเศษให้ผู้จองพระรุ่นดังกล่าว



การจัดสร้างพระหลวงคูณ รุ่น เพชรบูรพา ครั้งนี้ มี นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ นายอำเภอบางละมุง และนายสง่า กิจสำเร็จ หรือ ป๋าหง่า เป็นประธานในการดำเนินงานจัดสร้าง โดยได้นิมนต์พระเกจิชื่อก้องเมืองไทยหลายท่านร่วมปลุกเสก และยังมีชนวนพระเก่าที่ใช้เป็นส่วนผสมลงไปหลายรุ่น เช่น พระพุทธชินราชอินโดจีน ปี ๑๔๘๕ พระหลวงปู่ทวดหลังตัวหนังสือ ปี ๒๕๐๕ พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ ปี ๒๕๐๐ เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช ล.ป.ทิม วัดละหารไร่ ปี ๒๕๑๘ พระกริ่งชินบัญชรโสรส ล.ป.ทิม วัดละหารไร่ ปี ๒๕๓๓ และเหรียญเกจิชื่อดังต่างๆ ในอดีตที่ผ่านการปลุกเสกอย่างดีในยุคนั้นอีกหลายท่านมากมาย รวมทั้งพระกรุเก่า และห่วงเหรียญจากพระอาจารย์ชื่อดังอีกมากมายมาหลอมเป็นชนวนในการจัดสร้าง พระสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่น เพชรบูรพา ทางคณะผู้จัดสร้างมั่นใจว่าพระรุ่นนี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้รุ่นเก่าๆ

“ในฐานะที่เป็นพ่อเมือพัทยา เมื่อวัดหรือองค์กรใดสร้างพระหากทราบข่าวจะเดินไปทางเช่าบูชาด้วยตัวเองทุกครั้ง เมื่อมีการสร้างพระหลวงคูณ รุ่น เพชรบูรพา ในพัทยา ก็ต้องรับเช่าไว้ทุกเนื้อทุกพิมพ์ ที่พลาดได้เลย คือ ชุดกรรมการ ซึ่งอาจจะดูราคาสูงแต่เพื่อเป็นการกุศลและสาธารณประโยชน์เรื่องของราคานั้นมาทีหลัง ที่สำคัญคือ โอกาสที่เมืองพัทยาได้สร้างพระหลวงพ่อคูณอีกรุ่นนั้น มีน้อยมาก เพราะหลวงพ่อคูณท่านสุขภาพไม่แข็งแรงและชราภาพมาก” นายอิทธิพล กล่าว



ทีมงาน-วัตถุประสงค์ชัดเจน

“ก่อนหน้านี้ผมมีส่วนร่วมในการจัดสร้างพระหลวงพ่อคูณหลายรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนได้รับความนิยมทั้งสิ้น แต่อยู่ในชุดกรรมการร่วมสร้างเท่านั้น แต่พระหลวงคูณ รุ่น เพชรบูรพา เป็นประธานจัดสร้างร่วมกับนายอำเภอบางละมุง ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมที่รับเป็นประธาน” นี่เป็นคำบอกเล่าของนายสง่า
 
นายสง่า บอกว่า พระหลวงคูณ รุ่น เพชรบูรพา วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างมีดังนี้
    ๑. สมทบทุนสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานไว้ ณ วัดบางละมุง
    ๒. สมทบทุนสร้างเมรุเผาศพ และศาลาประกอบเมรุ วัดท่ากระดาน บางละมุง
    ๓. สมทบทุนในการปรับปรุงอำเภอบางละมุง ห้องประชุมอำเภอ และจัดหาวัสดุเครื่องใช้สำนักงานให้แก่อำเภอบางละมุง
    ๔. สมทบทุนในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลเมืองพัทยา ที่ยังขาดอุปกรณ์การแพทย์จำนวนมาก


 :96: :96: :96: :96:

“ผมและนักสร้างวัตถุมงคล รวมทั้งทีมงานจัดสร้างครั้งนี้ ซึ่งมาจากหลายภาคส่วนที่ไม่ใช่นักสร้างวัตถุมงคล ดังนั้นจึงตัดปัญหาสร้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองออกไปได้เลย ทุกคนมีอาชีพอื่นที่มั่นคงอยู่แล้ว มาร่วมงานครั้งนี้เพราะเป็นงานบุญ ที่สำคัญคือ วัตถุประสงค์ทั้ง ๔ อย่างต้องใช้เงินกว่า ๒๐ ล้านบาท กรรมการต้องหาเพื่อนมาช่วยเช่าบูชา เพราะถือว่าเป็นบุญใหญ่ของเมืองพัทยา” นายสง่ากล่าว



รูปแบบและที่มาของชื่อรุ่น

"ผมใช้รูปแบบเหรียญเสมา ๘ รอบ พระครูภาวนาภิรัต หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงปู่ทิม อิสริโก อดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ จ.ระยอง มาเป็นต้นแบบในการจัดสร้างพระหลวงคูณ รุ่น เพชรบูรพา ที่สำคัญคือ เหรียญรุ่นนี้สร้างในภาคตะวันออก ต้องยึดรูปแบบลักษณะเหรียญที่ได้รับความนิยมของภาคตะวันออก โดยเฉพาะเหรียญเสมาหลวงปู่ทิมที่ได้รับความนิยมสุดๆ" นี่เป็นคำบอกเล่าของ นายชิดชนก ฉายานนท์ หัวแรงใหญ่ในการออกแบบสร้างพระรุ่นนี้

นายชิดชนก บอกว่า ทั้งนี้หากพิจารณารูปแบบของเหรียญในการสร้างพระทั้งหมด เหรียญเสมาเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ทั้งนี้ได้เอารูปแบบของเหรียญเสมาที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่มีจุดเด่นเฉพาะมารวมไว้ในเหรียญลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ รุ่น เพชรบูรพา โดยได้ปรับเปลี่ยนด้านหน้าเป็นชื่อของพ่อคูณ ปริสุทฺโธ แทนอักขระเลขยันต์หลวงปู่ทิม สำหรับเหรียญรูปไข่ สมเด็จพระเจ้าตากสินรุ่น เพชรบูรพา นั้นยึดแนวของเหรียญเจิญพร ๒ หลวงปู่ทิม โดยได้ปรับเปลี่ยนให้มีความคมชัดมากขึ้น ส่วนด้านหลังเป็นยันต์ดวงหลวงพ่อคูณ ส่วนด้านหลังของพระปิดตานั้นจะเป็นรูปของหลวงพ่อคูณ


 st12 st12 st12 st12

อย่างไรก็ตามในโบรชัวของพระหลวงคูณ รุ่น เพชรบูรพา ไม่มีการโชว์รูปแบบเหรียญด้านหลัง นายชิดชนกให้เหตุผลว่า พระรุ่นนี้มีกระแสแรงมาก เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเหรียญรุ่นนี้ออกมาเขย่าตลาดพระสร้างใหม่ จึงไม่มีการเปิดเผยจนกว่าจะปั๊มพระเสร็จ หรือวันที่รับพระนั่นแหละ ทั้งนี้เพื่อให้คนเช่าบูชาเกิดความมั่นใจ

 ด้าน “นายอาณัติ บุญอากาศ” เจ้าของร้านทอง “แม่วรรณี ๗” และกรรมการตัดสินพระเครื่องสายตะวันออกของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย หรือที่วงการพระเครื่องรู้จักกันในนาม “บุ๊ค ศรีราชา” พระใหม่ที่น่าเล่นไม่แพ้พระครูสังฆกิจบูรพา หรือหลวงปู่บัว ถามโก วัดศรีบูรพาราม หรือวัดเกาะตะเคียน หมู่ ๑ ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด ที่ลูกศิษย์ได้รับการขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ภาคตะวันออกกัน คือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา แม้ว่าในช่วงปีนี้จะมีการสร้างออกมานับสิบๆ รุ่น แต่ก็มีหลายรุ่นที่น่าเก็บ ไม่น่าเชื่อเลยว่ากระแสความแรงของพระหลวงพ่อคูณมีการซื้อขายใบจองเช่นเดียวกับจตุคามรามเทพเมื่อหลายปีก่อน

 st11 st11 st11 st11

คำว่ารุ่น เพชรบูรพา นั้น ต้องการสื่อให้เห็นว่า "เป็นของมีค่าสุดยอดแห่งภาคตะวันออก" โดยใช้คำว่า "เพชร" หมายถึง "ของมีค่าสูงสุด" ส่วนคำว่า "บูรพา" นั้นหมายถึง "ภาคตะวันออก" ส่วนกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นนั้นมี ๓ ส่วน คือ
       ๑. รูปแบบเหรียญที่สวยงาม
       ๒. มวลสารพิธีกรรมดี และ
       ๓. วัตถุประสงค์จัดเจน


ขอบคุณบทความและภาพจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141013/193908.html
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อยากจะมีสักโหล.! ′จาน′ ใช้แล้วไม่ต้อง ′ล้าง′ เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:42:48 AM

′จาน′ ใช้แล้วไม่ต้อง ′ล้าง′

"ทูมอร์โรว์ แมชีน" บริษัทออกแบบสัญชาติสวีเดน ปิ๊งไอเดียจาก "น้ำบนใบบัว" ออกแบบจาน ชาม สำหรับใช้ในครัวเรือนแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องล้าง

ภาชนะใหม่นี้ผ่านการเคลือบพิเศษที่ทำให้น้ำหรือของเหลวใดๆ ไม่เปียกพื้นผิวเพียงแค่จับตัวเป็นหยดอยู่ภายในเท่านั้น  หลังจากใช้งานในมื้ออาหารประจำวันแล้ว สามารถใช้น้ำสะอาดเพียงเล็กน้อยล้างแล้วจัดเก็บได้เลย

ผลงานการพัฒนาการเคลือบผิวแบบใบบัวดังกล่าวเป็นของทีมวิจัยจากสถาบันเคทีเอชราชบัณฑิตด้านเทคโนโลยีแห่งสตอกโฮล์ม วัสดุเคลือบนั้นคิดค้นจากขี้ผึ้งชนิดหนึ่ง นำมาละลายที่อุณหภูมิและแรงดันสูงก่อนเคลือบลงบนผิวภาชนะ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สิ้นเปลืองน้ำลดลงมากแล้ว ยังลดการใช้พลังงานและสบู่ จากเครื่องล้างจานอีกด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413178700
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ดื่มน้ำอัดลมเยอะ กระเพาะทะลุจริงหรือ.? เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:38:06 AM


ดื่มน้ำอัดลมเยอะ กระเพาะทะลุจริงหรือ.?

เดลินิวส์ออนไลน์อาสาไขข้อข้องใจให้ทราบถึง ผลเสียที่แท้จริงของการดื่มน้ำอัดลมมากเกินความจำเป็น

น้ำอัดลม เครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมทุกเพศทุกวัย ช่วยดับกระหายและคลายร้อนให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้น แต่การดื่มน้ำอัดลมมากเกินความจำเป็นก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย หลายคนคงเคยสงสัยว่า น้ำอัดลมมีฤทธิ์กัดกระเพาะเราได้จริงหรือไม่ เมื่อดื่มมาก ๆ เสี่ยงต่อการเกิดกระเพาะทะลุหรือไม่

วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะมาไขข้อข้องใจให้ทราบถึงผลเสียที่แท้จริงของการดื่มน้ำอัดลมมากเกินความจำเป็น


 ans1 ans1 ans1 ans1

น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่จัดอยู่ประเภท Empty Calories หรืออาหารไร้คุณค่าทางอาหาร โดยมีส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ น้ำ, น้ำตาล, กรดคาร์บอนิก, กรดฟอสฟอริก, คาเฟอีน, สีและกลิ่นหรือรส รวมถึงสารกันบูด เมื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วน พบว่า กรดคาร์บอนิกที่ทำให้น้ำอัดลมมีความซ่า มีฟองและมีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ สามารถย่อยสลายหินปูนได้ เมื่อรับประทานเข้าไปอาจกัดกร่อนกระดูกและฟัน ทำให้ฟันผุและกระดูกพรุนได้เช่นกัน เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นกรดสูงมากพอที่จะสลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดคาร์บอติกนี้จึงเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบ หากรับประทานมากเกินความจำเป็น

นายแพทย์มงคล หงษ์ศิรินิรชร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี ให้ข้อมูลลงบนเว็บไซต์ของโรงพยาบาลวิภาวดีว่า กระเพาะอาหารอักเสบ คือ การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารจากกรดภายในกระเพาะ ซึ่งคนทั่วไปมักจะเรียกกันว่า "โรคกระเพาะ"เกิดจากการหลั่งกรดที่มากขึ้นและคั่งค้างอยู่นานในกระเพาะ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุกระเพาะอาหาร


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

หากคุณเป็นคนชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำเพียงแค่วันละ 1 กระป๋องเปรียบกับการเผาผลาญพลังงานจากการวิ่งมากถึง 50 นาที โดยแบ่งตามสีของน้ำอัดลมอีกว่าสีไหนมีปริมาณน้ำตาลมากแค่ไหน เนื่องจากร่างกายคนเราควรรับน้ำตาลในปริมาณวันละ 6 ช้อนชา แต่ผลจากการสำรวจของกรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า

คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณแนะนำถึง 3 เท่า โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ชอบดื่มน้ำอัดลมวันละหลายขวด หลายกระป๋อง โดยน้ำอัดลมที่มีน้ำสีดำ มีปริมาณน้ำตาล 8.5 ช้อนชา น้ำอัดลมที่มีสีสันต่าง ๆ มีปริมาณน้ำตาล 10.25 ช้อนชา และน้ำอัดลมสีใสพบว่า มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดถึง 11.5 ช้อนชา เพียงแค่หนึ่งกระป๋องปริมาณน้ำตาลก็มากกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวันแล้ว


 :coffee2: :coffee2: :coffee2: :coffee2: :coffee2:

นอกจากจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายอีกหลายทาง รู้อย่างนี้ดื่มเพื่อความสดชื่นวันละ 1 กระป๋องและออกกำลังกายให้เพียงพอ ก็สามารถหลีกเหลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายได้

ชนัดดา บุญครอง


ขอบคุณบทความและภาพจาก
www.dailynews.co.th/Content/Article/273416/ดื่มน้ำอัดลมเยอะ+กระเพาะทะลุจริงหรือ%3F
105  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กิน "ไข่" ฟองเดียวรู้เรื่องไม่ต้องเสริมวิตามิน เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:30:59 AM


กิน "ไข่" ฟองเดียวรู้เรื่องไม่ต้องเสริมวิตามิน

"วันไข่โลก" เอ้กบอร์ดแนะไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพและวิตามินมากมาย เตือนเลี่ยงไข่ดิบย่อยยาก ประโยชน์สูญ

คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้กำหนดให้วันศุกร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมเป็น "วันไข่โลก" ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 10 ต.ค. เพื่อเป็นการรณรงค์และส่งเสริมการบริโภคไข่ เพราะไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูงและราคาถูก โดยไข่ไก่เพียง 1 ฟอง สามารถให้พลังงานได้ถึง 80 กิโลแคลอรี่ และมีโปรตีนถึง 7 กรัม มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน และยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุ วิตามินอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 วิตามินดี วิตามินอี โฟเลต เลซิธิน ลูทีน และซีแซนทีน

 :49: :49: :49: :49:

ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ดิบ เพราะอาจเสี่ยงกับการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ และไข่ขาวไม่สุกอาจไปขัดขวางการดูดซึมของไบโอติน ทำให้ย่อยยากและไม่ได้รับประโยชน์จากไข่อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ "ไข่" ยังเป็นอาหารบำรุงร่างกายสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเด็กทารกอายุ 6 เดือนเต็ม สามารถรับประทานไข่แดงต้มสุกครึ่งฟองผสมกับข้าวบด ค่อยๆ ให้ทีละน้อยและค่อยๆ เพิ่มขึ้น ส่วนเด็กอายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยเรียนควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง และในผู้ใหญ่สามารถรับประทานไข่สัปดาห์ละ 3 -5 ฟอง ยกเว้นคนที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง ควรลดปริมาณเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ฟอง หรือรับประทานแต่ไข่ขาว หรือรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับคอเลสเตอรอลสูงจนเกินไป

 :96: :96: :96: :96:

ด้านอธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกรับประทานไข่ทุกวันโดยไม่เบื่อ ก็ควรนำไข่ทำเป็นเมนูต่างๆ และควรนำผักใส่ลงไปด้วยเพื่อเป็นการจูงใจให้เด็กทานผัก ส่วนคนกลุ่มอื่นก็สามารถนำไข่มาทำเป็นเมนูต่างๆ เช่น ไข่พะโล้ ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่เจียว หรือไข่ลูกเขย แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเยอะๆ ในการปรุงอาหาร

และในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องฟันไม่สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ ก็ให้รับประทานไข่เพื่อทดแทนแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่ถ้าหากผู้สูงอายุมีปัญหาในเรื่องระดับไขมันในเลือดสูงก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แดง


 ans1 ans1 ans1 ans1

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรกินไข่ควบคู่กับอาหารหลากหลายชนิดในแต่ละมื้อ โดยให้มีอาหารประเภท แป้ง ธัญพืช เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งกากใยอาหารที่ได้รับจากการกินผักและผลไม้จะช่วยดูดซับไขมันบางส่วนที่อยู่ในอาหารออกจากร่างกาย ทำให้ไม่เกิดการสะสมของไขมันที่อาจจะส่งผลทำให้เกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือดอีกด้วย

ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวสปริงนิวส์
ที่มา campus.sanook.com/1374251/กิน-ไข่-ฟองเดียวรู้เรื่องไม่ต้องเสริมวิตามิน/
106  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มส.สั่งวัดรณรงค์ ‘2 ค่านิยม’ เสริมศีล 5 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:26:52 AM


มส.สั่งวัดรณรงค์ ‘2 ค่านิยม’ เสริมศีล 5
มส.มีมติให้ทุกวัดทั่วประเทศรณรงค์ค่านิยม 12ประการ ส่งเสริมด้วยการรักษาศีล 5 ด้าน วธ.ชู 100 ชุมชนคุณธรรมขับเคลื่อนด้วย 'บวร' มีคริสต์ อิสลาม ฮินดูซิกข์เข้าร่วม

13 ตุลาคม  2557 พระพรหมเมธี(จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการ และโฆษกมหาเถรสมาคม(มส.)กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุท์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้มอบนโยบายในการสร้างค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ เพื่อให้ทุกหน่วยงานได้นำไปดำเนินการ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนนั้น ในการประชุมมส. เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุม ได้มีมติให้นำเรื่องค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ แจ้งไปยังทุกวัดทั่วประเทศ นำแนวทางดังกล่าวไปรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ รวมทั้งจัดกิจกรรมเผยแพร่ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าใจ พร้อมทั้งแนะนำให้ประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวัน


 :96: :96: :96: :96:

พระพรหมเมธี กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้หากพิจารณาค่านิยมหลักของคนไทย12 ประการ ในแต่ละข้อ จะพบว่าทุกข้อล้วนแต่นำหลักธรรมจากพระสูตรต่างๆมาใช้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มส.ไม่ได้กำหนดว่าแต่ละวัดจะต้องรณรงค์อย่างไร แต่มติดังกล่าวเพื่อต้องการให้ทุกวัดทั่วประเทศร่วมรณรงค์ในเรื่อง ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ โดยแต่ละวัดสามารถหาแนวทางดำเนินงานได้ตามความเหมาะสม พร้อมกันนี้มส.ยังให้มีการเพิ่มเรื่องการส่งเสริมการรักษาศีล 5 เพื่อให้แต่ละวัดนำไปดำเนินการรณรงค์ร่วมกับเรื่องค่านิยมหลักของคนไทย12 ประการ ด้วย


 ask1 ans1 ask1 ans1

วธ.ชู 100 ชุมชนคุณธรรม ขับเคลื่อน “บวร"

ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า จากการที่พลเอกประยุทธ์ มีแนวนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟู “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน ขับเคลื่อนให้เป็นสังคมคุณธรรม ในส่วนของ วธ. ได้มอบหมายให้กรมการศาสนา (ศน.) ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งจากการประชุมเสวนาทางวิชาการ เรื่อง การขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม : ชุมชนคุณธรรม พลังขับเคลื่อนจาก บวร องค์กรคุณธรรม (บ้าน วัด โรงเรียน) ที่วัดสามพระยา เมื่อเร็วๆนี้

ได้นำตัวอย่างชุมชนคุณธรรมมาเผยแพร่ แต่ละชุมชนมีลักษณะโดดเด่น 3 ประการ ได้แก่ เน้นยึดถือและปฎิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฎิบัติ และ มีการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ชาวบ้าน นักเรียน ครูอาจารย์ พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ โดยหาต้นแบบเป็นตัวอย่างขยายไปทั่วประเทศตั้งเป้าอำเภอละ 2 ชุมชน


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

รมว.วธ. กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดตนได้รับรายงานจาก ศน. ได้ค้นหาชุมชนคุณธรรมต้นแบบ 100 ชุมชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาทิ วัดนาคปรก กรุงเทพฯ วัดราษฎร์รังสรรค์ จ.กระบี่ วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี วัดบรมธาตุ จ.กำแพงเพชร วัดพุทธเกษม จ.ขอนแก่น วัดแหลเสด็จ จ.จันทบุรี วัดหนามแดง จ.ฉะเชิงเทรา วัดใหญ่อินทาราม จ.ชลบุรี วัดไผ่ล้อม จ.ชัยนาท วัดป่าหินงาม จ.ชัยภูมิ วัดเทพประดิษฐาราม จ.ชุมพร วัดร่องเผียว จ.เชียงราย วัดจันทร์ จ.เชียงใหม่ วัดเขาแก้ว จ.ตรัง วัดสุวรรณภักดี จ.ตราด วัดดอนมูล จ.ตาก วัดฝั่งคลอง จ.นครนายก วัดวังตะกู จ.นครปฐม วัดโพนทราย จ.นครพนม วัดเทพาลัย จ.นครราชสีมา วัดมะกรูด จ.ปัตตานี วัดลานแซะ จ.พัทลุง วัดกตบรรพต จ.ยะลา วัดสามบ่อ จ.สงขลา วัดนิคมพัฒนาราม จ.สตูล วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี วัดศรีอุทุมพรคณารักษ์ จ.อุตรดิตถ์ วัดท่าโพธิ์ จ.อุทัยธานี วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี วัดโคกพุทธา จ.อ่างทอง และวัดจอมมณี จ.หนองคาย เป็นต้น

 :25: :25: :25: :25:

นายวีระ กล่าวอีกว่า สำหรับศาสนิกในศาสนาอื่นๆ ได้ประกาศเป็นชุมชนต้นแบบ ได้แก่ ศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ โดยเร็วๆนี้ ทาง ศน. จะจัดมหกรรมชุมชนคุณธรรม 1,000 ชุมชน เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชนคุณธรรมด้วย ทั้งนี้ จะเป็นการคัดเลือกจากเครือข่ายต่างๆของ ศน. ทั่วประเทศ 6,016 ศูนย์ แบ่งเป็น ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 4,171 ศูนย์ ศาสนสถานที่เป็นลานธรรม ลานวิถีไทย 929 ศูนย์ และศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิด 916 ศูนย์


ขอบคุณบทความและภาพจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141013/193970.html
107  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตักบาตรตีสี่ "ประเพณีออกหว่า" ชวนตรึงตรางานออกพรรษาไทใหญ่แห่ง "แม่สะเรียง" เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:21:18 AM

ภายในเมืองแม่สะเรียงมีการประดับโคมสวยงามในช่วงวันออกหว่า บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์แม่สะเรียงก็เช่นเดียวกัน


ตักบาตรตีสี่ "ประเพณีออกหว่า" ชวนตรึงตรางานออกพรรษาไทใหญ่แห่ง "แม่สะเรียง"

        ในช่วงนี้งานบุญที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ ก็คืองานออกพรรษา ที่พี่น้องพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต่างก็พร้อมใจกันจัดงานบุญกันมากมาย ซึ่งประเพณีในแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป อย่างเช่น “งานประเพณีออกหว่า” หรืองานออกพรรษาของชาวไทใหญ่ก็เป็นงานที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
       
       ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ก็มีการจัดงานประเพณีวันออกหว่าอย่างน่าสนใจด้วยเช่นกัน
       
       ชาวไทยใหญ่มีความเชื่อเกี่ยวกับวันออกหว่านี้ว่า ในสมัยพุทธกาล หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาพร้อมทั้งเหล่าเทพยดาและพระพรหมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตลอดระยะเวลาในพรรษา 3 เดือน และได้เสด็จกลับมายังมนุษย์โลกในวันเพ็ญเดือน 11 หรือในวันออกพรรษา ทั้งบรรดามนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็มารับ ที่มาไม่ได้ก็ได้จัดทำ “จองพารา” หรือที่ภาษาไทใหญ่เรียก “จองเข่งต่างส่างปุ๊ด” หรือซุ้มปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้า



ชาวเมืองแม่สะเรียงออกมารอตักบาตรพระสงฆ์
       

พระสงฆ์เริ่มเดินบิณฑบาตตั้งแต่ตีสี่

        ในวันนั้นทุกภพทุกภูมินับตั้งแต่พรหมโลกจนถึงนรกอเวจีได้ถูกเปิดให้มองเห็นถึงกันหมด บรรดาสัตว์ป่าหิมพานต์เช่น กิงกะหล่า (กินรี, กินนร) นะกา (นาค) กะหรุ่ง (ครุฑ) ยักคะ (ยักษ์) กั่นตัปป้ะ (คนธรรพ์) ผีลู ผีพราย ส่างซี (สิงห์โต) และสัตว์ต่างๆ ต่างก็ออกมาชื่นชมพระบารมีของพระพุทธเจ้า ขณะที่รัศมีแสงแห่งฉัพพรรณรังสีกระจายส่องไปยังจองพาราและซุ้มราชวัติ (ซุ้มไม้ไผ่สานขัดแตะและตกแต่งด้วยต้นกล้วยต้นอ้อยและโคมไฟเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า) ที่พุทธศาสนิกชนได้ประดับตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข จนเป็นที่ชื่นชมโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนจึงพร้อมใจกันถวายภัตตาหาร โดยได้ทำบุญตักบาตรแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์
       
       สำหรับงานประเพณีออกหว่าที่อำเภอแม่สะเรียงแห่งนี้ นายอินทร นันทสมบูรณ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลแม่สะเรียง และนายประพันธ์ วิริยะภาพ หัวหน้าหน่วยจัดอำเภอแม่สะเรียง วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน เล่าให้ฟังว่า



หน้าบ้านและสถานที่สำคัญต่างก็ตกแต่งด้วยโคมและราชวัติ
       

หน้าบ้านของชาวเมืองแม่สะเรียงตกแต่งด้วยโคมอย่างงดงาม

        “ที่แม่สะเรียงเราจะมีการทำบุญตักบาตรในวันออกหว่า 3 วันด้วยกัน คือวันขึ้น 14-15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 โดยจะมีพระภิกษุ-สามเณรจากวัดต่างๆ ในอำเภอแม่สะเรียงออกรับบิณฑบาตตามถนนสายต่างๆ ตั้งแต่ตีสี่ โดยการตักบาตรวันแรกจะเป็นการตักบาตรอาหารปรุงสุก ส่วนอีกสองวันจะเป็นการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง”
       
       “ชาวบ้านจะออกมารอใส่บาตรที่หน้าบ้านของตัวเอง ที่บริเวณซุ้มราชวัติหรือซุ้มไม้ไผ่สานขัดแตะ ประดับต้นกล้วยต้นอ้อยและโคมไฟต่างๆ ที่แต่ละบ้านทำขึ้น โดยการตักบาตรวันออกพรรษาของคนที่แม่สะเรียงจะไม่เหมือนที่อื่น เช่นในเมืองแม่ฮ่องสอนที่พระสงฆ์จะเดินเป็นแถวยาวลงมาจากดอยกองมู หรือที่อื่นๆ ที่พระเดินเรียงเป็นแถวยาว แต่ชาวบ้านที่แม่สะเรียงบอกว่า เขาอุตส่าห์ทำราชวัติประดับโคมสวยงาม จึงขอตักบาตรที่หน้าบ้านตนเอง ที่นี่จึงไม่มีพระเดินเรียงแถวยาวเป็นร้อยๆ รูป แต่พระจากวัดต่างๆ จะเดินไปตามถนนผ่านบ้านเรือนต่างๆ สวนกันไปมาบ้าง และชาวบ้านก็จะรออยู่หน้าบ้านบริเวณซุ้มราชวัติ รอตักบาตรพระสงฆ์ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนที่อื่นคือที่นี่ตักบาตรกันตั้งแต่ตีสี่ ที่อื่นอาจจะต้องให้สว่างมองเห็นลายมือก่อน แต่ที่นี่เป็นความเชื่อทางเหนือที่เชื่อว่าพระอุปคุตจะออกจากฌานมาบิณฑบาตที่โลกมนุษย์โดยจะแปลงกายเป็นเณรน้อยออกบิณฑบาตรตั้งแต่ก่อนฟ้าแจ้ง” นายอินทร กล่าว



นอกจากตกแต่งด้วยโคมแล้วยังมีการจุดพลุ ประทัด และไฟเย็นกันอย่างสนุกสนาน
       

การทำต้นผึ้งและหมากเบงเพื่อร่วมในขบวนแห่ตานเทียนเหงของวัดทุ่งแล้ง ใน อ.แม่สะเรียง

        และนายประพันธ์ยังเล่าเสริมว่า “ชาวบ้านที่นี่เชื่อว่าการทำราชวัติเพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้าจะได้อานิสงส์แรง อีกทั้งเมื่อก่อนนี้ราชวัติยังมีไว้เพื่อปักเพื่อกั้นระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาส โดยเฉพาะผู้หญิงเมื่อก่อนนี้จะต้องอยู่ด้านหลังราชวัติแล้วเอื้อมมือมาตักบาตรพระ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว แต่ทุกบ้านก็ยังมีราชวัติอยู่ และเมื่อก่อนนี้ไม่มีไฟฟ้า การตักบาตรต้องอาศัยแสงจากไม้เกี๊ยะหรือไม้สน เอามารวมเป็นมัดแล้วจุดไฟปักไว้ อีกทั้งที่อื่นจะตักบาตรกันแค่วันเดียว แต่เราตักบาตร 3 วัน เมื่อก่อนตักด้วยข้าวสุกและอาหารปรุงสุก แต่ตอนนี้ตักอาหารแห้งด้วยในสองวันสุดท้ายเพื่อให้พระสงฆ์เก็บอาหารไว้ฉันได้ต่อไป” นายประพันธ์กล่าว
       
       นอกจากนั้น อีกหนึ่งประเพณีสำคัญในช่วงวันออกหว่านั้นก็คือ “ประเพณีหลู่เตนเหง” หรือ “ตานเทียนเหง” ซึ่งหมายถึงประเพณีการถวายเทียนพันเล่ม (หลู่เป็นภาษาไทใหญ่แปลว่าถวาย หรือให้ทาน ตรงกับคำว่า “ตาน” ในภาษาคำเมือง ส่วนเตน หมายถึงเทียน และเหง หมายถึงหนึ่งพัน) เป็นความเชื่อของชาวไทใหญ่ว่าการที่ชาวพุทธได้ถวายเทียนพันเล่มเพื่อบูชาพระรัตนตรัยนั้นจะทำให้การดำรงชีวิจมีแต่ความรุ่งโรจน์สว่างไสวตลอดไป ทั้งนี้แต่ละชาวบ้านแต่ละคุ้มวัดจะช่วยกันเตรียมข้าวของเพื่อนำมาถวายวัด ได้แก่ เทียนไข 1,000 เล่มขึ้นไป สวยดอก หรือกรวยดอกไม้ 1,000 กรวยขึ้นไป ต้นผึ้ง หมากเบง ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง และจตุปัจจัยไทยธรรมจำนวนชุดตามจำนวนเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ที่ได้นิมนต์ไว้



เทียนพันเล่มและกรวยดอกไม้ถูกเตรียมไว้เรียบร้อย
       

กิงกะหล่าน้อยในขบวนแห่ตานเทียนเหง

        นายอินทรเล่าว่า ปกติแล้วประเพณีตานเทียนเหงจะมีการแห่ในวันใดวันหนึ่งในช่วงวันแรม 1-15 ค่ำ เดือน 11 ปัจจุบันจึงจัดให้มีขบวนแห่ทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ในทุกปีเพื่อให้ต่อเนื่องกับวันออกหว่า โดยขบวนจะแห่ไปตามถนนสายหลักในเมืองแม่สะเรียง โดยนอกจากข้าวของอันได้แก่เทียนและดอกไม้ที่กล่าวไปแล้ว ก็จะต้องมีไม้เกี๊ยะซึ่งทำจากไม้สน มีความยาว 4-7 เมตร หรือตามแต่จะจัดทำกัน เพื่อนำไปจุดที่วัดด้วย
       
       ในขบวนแห่ตานเทียนเหงจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อความสนุกครื้นเครง ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนกิงกะหล่าและการเต้นโต (สิงห์โต) การฟ้อนไต ฟ้อนเงี้ยว ฯลฯ แห่ไปในเมือง หลังจากนั้นก็จะแยกย้ายไปที่วัดในชุมชนเพื่อถวายเทียนและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์ จุดไม้เกี๊ยะในวัดเรียบร้อยแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี



ฟ้อนกิงกะหล่าและเต้นโตในขบวนแห่
       

ขบวนแห่และการแสดงต่างๆ ได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นจำนวนมาก
       

ชาวบ้านวัดทุ่งแล้งกลับมาถวายเทียนและเครื่องไทยธรรมกับพระสงฆ์และสามเณร

        นับเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีออกพรรษาที่แม้ไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้มาร่วมงานได้ไม่ยาก เพราะความมีเอกลักษณ์และการรักษาประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จึงเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีที่อยากให้ลองมาสัมผัสกันในปีต่อๆ ไป ออกพรรษาครั้งหน้า อย่าลืม “งานประเพณีออกหว่า” ของชาวไทใหญ่ที่แม่สะเรียงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดในครั้งต่อไป
       
        สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงานประเพณีออกหว่าแม่สะเรียงในปีต่อๆ ไป หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับประเพณีอื่นๆ รวมถึงการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ที่พัก และร้านอาหารใน จ.แม่ฮ่องสอนได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทร. 0 5361 2982-3, 0 5361 2984


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000117817
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เก็บตก.! ไหลเรือไฟ-แห่ปราสาทผึ้ง สวยจริงๆ ศิลปะพื้นถิ่นที่สวยงามวิจิตรน่าชม เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:10:59 AM


เก็บตก.! ไหลเรือไฟ-แห่ปราสาทผึ้ง
สวยจริงๆ ศิลปะพื้นถิ่นที่สวยงามวิจิตรน่าชม และเต็มไปสีสันทางวัฒนธรรมอย่างที่ไม่ควรพลาดจริงๆ


ประเพณีไหลเรือไฟ-แห่ปราสาทผึ้ง : งานบุญที่ยิ่งใหญ่แห่งอีสาน

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษาเวียนมาอีกครั้ง นับเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชนอย่างเราๆ จะได้ทำบุญถวายแด่พระสงฆ์ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบพรรษา บางคนยังถือโอกาสวางแผนไปเที่ยวแถมอีกด้วย


หลังวันออกพรรษา 1 วันก็มีประเพณีตักบาตรครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ตักบาตรเทโว ตามความเชื่อว่า เป็นการทำบุญถวายแด่พระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นับเป็นการบำเพ็ญกุศลที่สำคัญอีกครั้งในรอบปี ในช่วงนี้ตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศจะมีบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ

วันออกพรรษาปีนี้ ใครยังไม่รู้ว่าจะไปทำบุญที่ไหน "นายรอบรู้" อยากชวนไปเที่ยวภาคอีสาน ซึ่งมีงานบุญที่แสนยิ่งใหญ่อย่างประเพณีไหลเรือไฟในจังหวัดนครพนม และงานแห่ปราสาทผึ้งในจังหวัดสกลนคร งานประเพณีทั้งสองเปี่ยมด้วยความศรัทธา มีงานศิลปะพื้นถิ่นที่สวยงามวิจิตรน่าชม และเต็มไปสีสันทางวัฒนธรรมอย่างที่ไม่ควรพลาดจริงๆ




>>>ประเพณีไหลเรือไฟนครพนม ความอลังการเหนือลำน้ำโขง

ในช่วงเทศกาลออกพรรษา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงในตัวเมืองนครพนมจะมีงานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม นับเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของผู้คนแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชาวไทยและลาวจะมารวมกันอย่างเนืองแน่น ไฮไลต์ของงานอยู่ที่เรือไฟ ซึ่งประดับด้วยดวงประทีปอย่างวิจิตรงดงาม ส่องสว่างสวยงามกลางลำน้ำโขงในยามค่ำคืน เมื่อเรือแล่นอยู่ในน้ำก็จะมีการจุดพลุไฟบนเรือ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมที่มาเฝ้ารออย่างยิ่ง



เรือไฟจะมีลักษณะคล้ายแพ แต่ต่อโครงไม้ไผ่ขึ้นมาบนแพแล้วนำดวงประทีปหลายร้อยดวงไปประดับเป็นรูปต่าง ๆ อาทิ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ รูปพระธาตุพนม พญานาค ฯลฯ ดวงประทีปนั้นทำจากขวดเครื่องดื่มชูกำลังใส่น้ำมันแล้วใช้เศษผ้าม้วนทำเป็นชนวน ผู้จุดจะต้องปีนโครงไม้ไผ่แล้วใช้คบไฟจุดประทีปทีละดวง เรือไฟลำหนึ่งใช้คนจุดไม่กี่คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนในชุมชน ผู้จุดต้องอยู่บนเรือคอยจุดประทีปที่ดับลง เป็นงานที่ทั้งร้อนและต้องปีนอยู่บนที่สูง นับว่าไม่ง่ายเลยทีเดียว



พิธีกรรมการไหลเรือไฟหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "เฮือไฟ" นี้ เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าตามความเชื่อว่า หลังวันออกพรรษา 1 วัน หรือในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามได้แก่ สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติในการใช้ชีวิตให้กับพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จ ชาวบ้านที่ร่วมใจกันสร้างเรือจะใส่ขนม ข้าวต้ม ฝ้าย ไหม ดอกไม้ธูปเทียนไว้ในเครื่องบูชาด้วย



>>>งานแห่ปราสาทผึ้ง ขบวนปราสาทเทียนแห่งศรัทธา

ชาวอีสานถือว่า การทำบุญด้วยการถวายปราสาทผึ้ง หรือหอผึ้ง หรือต้นดอกผึ้ง เป็นบุญกุศลที่สูง หลังจากทำบุญให้ผู้ตายในงานบุญแจกข้าวหรือบุญเดือนสิบแล้ว จะมีการถวายปราสาทผึ้งเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์ด้วย ตามความเชื่อว่าเมื่อผู้ถวายสิ้นชีวิตแล้วจะได้ไปอยู่ในวิมานบนสวรรค์

ปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิมทำจากกาบกล้วยเหลาเป็นเส้น แล้วประกอบขึ้นเป็นทรงปราสาทหรือทรงสามเหลี่ยม จากนั้นนำขี้ผึ้งมาต้มแล้วปั้นหรือหล่อเป็นรูปดอกไม้ประดับบนปราสาทอย่างประณีต ชาวบ้านจะถวายพร้อมผ้าแพร ฝ้าย ไหม ไม้ขีด กระดาษและดินสอ เพื่อให้ทางวัดนำไปใช้ต่อไป



ต่อมาประเพณีนี้ได้รับความสำคัญโดยการจัดเป็นเทศกาลใหญ่ในช่วงออกพรรษา ด้วยความเชื่อว่าทำบูชาพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนครมีงานแห่ปราสาทผึ้งอย่างยิ่งใหญ่อลังการเป็นงานระดับจังหวัดทุกปี ชาวสกลนครจะทำปราสาทผึ้งเพื่อเป็นพุทธบูชา แล้วนำไปถวายที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร


นอกจากนี้ชาวบ้านในแต่ละคุ้มวัดก็จะร่วมใจกันสร้างปราสาทผึ้งขนาดใหญ่ขึ้นมา ลักษณะเป็นปราสาทเรือนยอดหลายหลังต่อเนื่องกัน จำลองแบบคล้ายวิมานบนสวรรค์ โดยขึ้นโครงด้วยไม้ แล้วประดับด้วยขี้ผึ้งที่หล่อเป็นลวดลายที่วิจิตรจนเหมือนเป็นปราสาทบนสวรรค์ที่ทำจากเทียน ก่อนจะนำปราสาทผึ้งขึ้นประกอบบนรถแล้วนำไปร่วมขบวนแห่ในตัวเมือง มีการประกวดแข่งขันด้านความสวยงาม นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีให้กับคนในชุมชนได้อย่างดี


พิธีแห่ขบวนปราสาทผึ้งจะเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่าย ที่บริเวณ ถ. สุขเกษม ขบวนปราสาทผึ้งที่มีกว่าสิบหลังจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านตัวเมืองสกลนคร โดยมีชาวพื้นเมืองกลุ่มต่าง ๆ ในสกลนครแต่งกายชุดพื้นเมืองแล้วฟ้อนรำอยู่ในขบวนด้วย เช่น ชาวภูไทย โซ่ ลาว กะเลิง ย้อ โย้ย ญวน ขบวนปราสาทผึ้งจะเคลื่อนไปที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ก่อนจะมารวมกันที่สนามมิ่งเมืองสกลนครให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

ขอขอบคุณ งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ที่มา travel.sanook.com/1393191/ประเพณีไหลเรือไฟ-แห่ปราสาทผึ้ง-งานบุญที่ยิ่งใหญ่แห่งอีสาน/
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คาดเปิดใช้สะพานมอญ 18 ต.ค. ดันเที่ยวคึก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:56:23 PM


คาดเปิดใช้สะพานมอญ 18 ต.ค. ดันเที่ยวคึก

กาญจนบุรี-นายกเล็กทต.วังกะคาดเปิดใช้สะพานมอญวันที่ 18 ต.ค.ดันนักท่องเที่ยวคึกคักเงินสะพัดหลายล้านบาท

นายปกรณ์ น้อยเกตุ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล(ทต.)วังกะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ทหารช่าง กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ได้ร่วมกับชาวมอญอ.สังขละบุรี ซ่อมบูรณะสะพานอุตตมานุสรณ์ หรือสะพานไม้ (สะพานมอญ) จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับระดมกำลังจากทุกภาคส่วน กว่าบ 1 พันคน ทาสีสะพานจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรัก ความสมัครสมานสามัคคี และเป็นภาพประทับใจที่แสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาที่ทุกคนมีต่อสะพานแห่งนี้

ด้านพระมหาสุชาติ สิริปัญโญ เจ้าอาวาสวัดวังวิเวการาม ต.วังกะ อ.สังขละ กล่าวว่า พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ ผบ.พล.ร.9 ค่ายสุรสีห์ อำเภอสังขละบุรี และเทศบาลตำบลวังกะ รวมทั้งชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่น ได้กำหนดทำบุญครั้งใหญ่ให้กับสะพานอุตตมานุสรณ์ ในวันที่ 18 ต.ค. ซึ่งตรงกับวันที่พระราชอุดมมงคล หรือหลวงพออุตตมะอดีตเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามมรณภาพ ทางวัดจะมีงานบุญทอดกฐินที่วัดอีกด้วย เชื่อว่าในวันดังกล่าวซึ่งตรงกับวันหยุด จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ รวมทั้งศิษยานุศิษย์ อุบาสกอุบาสิกา และประชาชน เดินทางมาร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก และจากการสำรวจห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ต รวมทั้งแพนอนที่มีอยู่ในพื้นที่ พบถูกจองเอาไว้ล่วงหน้าเต็มเกือบทั้งหมด


 :49: :49: :49: :49:

ทั้งนี้จึงอยากแนะนำให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่มีที่พักขอให้นำเต้นท์ติดมาด้วย ซึ่งในพื้นที่ยังมีสถานที่กางเต็นท์อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในวันดังกล่าวเชื่อว่าจะมีเงินสะพัดจำนวนหลายล้านบาท และเมื่อถึงวันนั้นจำนวนของนักท่องเที่ยว อาจจะเดินทางไปร่วมงานมากเป็นปรากฏการณ์ชนิดไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้

ด้าน นายพิศิษฐ์ ยินดีวี เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า วันที่ 18 ต.ค.เขาและสมาชิกจะนำอุปกรณ์สกรีนเสื้อมูลค่า 10 ล้านบาทไปตั้งโต๊ะที่เชิงสะพานฝั่งชุมชนชาวมอญ หากนักท่องเที่ยวหรือประชาชนท่านใดต้องการให้สกรีนเสื้อ ขอให้นำเสื้อยืดติดตัวไปด้วย ซึ่งจะสกรีนให้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.posttoday.com/กทม.-ภูมิภาค/ภาคกลาง/323981/คาดเปิดใช้สะพานมอญ18ต-ค-ดันเที่ยวคึก
110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวบ้านศรีสะเกษไล่ “พระครู” หัวหน้าสำนักสงฆ์ อ้างฮุบเงินผ้าป่า-สร้างแตกแยก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 12:00:21 PM


ชาวบ้านศรีสะเกษไล่ “พระครู” หัวหน้าสำนักสงฆ์ อ้างฮุบเงินผ้าป่า-สร้างแตกแยก

ศรีสะเกษ- ชาวบ้านรวมตัวขับไล่ “พระครู” หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโนนแดง เมืองศรีสะเกษ อ้างมีพฤติกรรมไม่โปร่งใส โกงเงินป่า ชอบออกจากวัดเวลากลางคืน และเอี่ยวการเมืองท้องถิ่น ยุยงสร้างความแตกแยกให้หมู่บ้าน ด้าน “พระครู” ถูกขับไล่แจงไม่เป็นความจริง เผยชาวบ้านกลุ่มหนุน-ต้านหวิดปะทะเดือด
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.00 น. เมื่อคืนนี้ (12 ต.ค.) ที่สำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์บ้านโนนแดง ม.6 ตำบลหนองไผ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้มีชาวบ้านบ้านโนนแดงประมาณ 50 คน นำโดย นางสาวบุญยาพัฒน์ วรภัทรธนจรัส ผู้ใหญ่บ้านโนนแดง หมู่ที่ 6 และ นายธัญธนิตย์ มั่นนรเศรษฐ์ ประธานกรรมการหมู่บ้าน รวมตัวกันขับไล่ พระครูรัตกิจจานุยุทธ หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโนนแดง โดยกล่าวหาว่า พระครูรัตกิจจานุยุทธ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในหลายด้าน ชอบออกจากวัดเวลากลางคืน ไม่จำวัดในช่วงฤดูเข้าพรรษา อีกทั้งเมื่อมีผ้าป่ามาไม่ยอมชี้แจงบัญชีส่วนกลางให้คณะกรรมการวัดทราบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นสร้างความแตกแยกให้แก่ชาวบ้าน

       


       นายธัญธนิตย์เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพระรูปนี้ไม่เคยพัฒนาที่พักสงฆ์หรือสำนักสงฆ์แห่งนี้ ทั้งๆ ที่มีการจัดผ้าป่า ตลอดจนมีญาติโยมที่มีจิตศรัทธาถวายปัจจัยให้แต่กลับไม่มีการพัฒนาแต่อย่างใด และเมื่อคณะกรรมการวัดได้พยายามตักเตือนกลับได้รับคำตอบว่า ศรัทธาทั้งหลายที่ญาติโยมนำมาถวายนั้นเป็นกิจส่วนตัวที่พระรูปนี้หามาได้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการและชาวบ้าน
       
       อีกทั้งพระรูปนี้ยังมีพฤติกรรมที่ผิดจากกิจของสงฆ์ โดยไม่จำวัดเป็นประจำทั้งที่เป็นช่วงเข้าพรรษา และชอบออกจากวัดในเวลากลางคืน และหายไปประมาณ 1-2 วันถึงกลับมาจำวัดอีกครั้ง รวมทั้งยังมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และยุยงสร้างความแตกแยกให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน
       
       จากปัญหาดังกล่าว ตนและชาวบ้านในหมู่บ้านจึงได้รวมตัวกันเพื่อมาขับไล่ให้พระรูปนี้ออกจากที่พักสงฆ์แห่งนี้ แต่หากพระรูปนี้ไม่ยอมออกจากวัด ก็จะได้เข้าร้องทุกข์ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

       


       ด้าน พระครูรัตกิจจานุยุทธ หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโนนแดง เปิดเผยว่า จากการที่ชาวบ้านกล่าวหาอาตมาในเรื่องที่อาตมาออกจากที่พักสงฆ์ยามวิกาลนั้นไม่มีข้อมูลจริงแต่อย่างใด แต่อาตมาจะออกจากที่พักสงฆ์เฉพาะตอนที่มีญาติโยมมานิมนต์ให้สวดพระอภิธรรมตามงานศพ ซึ่งเป็นกิจของสงฆ์ ซึ่งอาตมารู้ดีว่าอันไหนควรไม่ควร แม้กระทั่ง โยมแม่อาตมาเสียชีวิต อาตมายังไม่สามารถค้างคืนได้ และในเรื่องนี้อาตมามีพระรูปอื่นที่อยู่ในที่พักสงฆ์เป็นพยานได้ ส่วนในเรื่องของเงินผ้าป่านั้น เพราะที่ผ่านมาชาวบ้าน และญาติโยมไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยเงินที่ได้อาตมาได้มาทำห้องน้ำสงฆ์ และส่วนที่เหลือได้สั่งวัสดุอุปกรณ์สำหรับเตรียมสร้างกุฏิพระ โดยมีกำหนดดำเนินการสร้างใน เดือนธันวาคมนี้
       
       พระครูรัตกิจจานุยุทธกล่าวต่อว่า อาตมาไม่เคยสร้างความแตกแยกให้คนในหมู่บ้าน มีแต่สอนให้รักกัน แต่อาจเป็นเพราะอาตมานั้นมีชาวบ้านมาปรึกษาเป็นประจำ และมีลูกศิษย์ในหมู่บ้านแวะเวียนมาเยี่ยมตลอด ซึ่งอาจทำให้ชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนละขั้วการเมืองกัน ดึงเอาเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว ซึ่งอาตมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด และหากต้องการให้อาตมาออกจากที่พักสงฆ์แห่งนี้จริงๆ ควรมีการทำประชาคมหมู่บ้านว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านจริงๆ หรือไม่ แต่หากชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเห็นว่า อาตมาควรออกจากที่พักสงฆ์ อาตมาก็จะทำความต้องการ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

        :96: :96: :96: :96:

       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเสร็จสิ้นการหารือกันระหว่างคณะสงฆ์ กับหมู่บ้านได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เมื่อชาวบ้านที่สนับสนุนหัวหน้าสำนักสงฆ์ และกลุ่มผู้ที่มาขับไล่เกิดมีปากเสียงจนกระทั่งเกือบเกิดการทะเลาะวิวาท แต่แล้วสุดท้ายเหตุการณ์ยุติแต่โดยดีและแยกย้ายกันกลับบ้าน





ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000117561
111  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมเด็จวัดปากน้ำมอบ "ป้ายศีล 5" วัดไทยเยอรมนี เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 11:51:14 AM


สมเด็จวัดปากน้ำมอบ ป้ายศีล 5 วัดไทยเยอรมนี

หมู่บ้านศีล5โกอินเตอร์ สมเด็จวัดปากน้ำมอบป้าย5วัดไทยเยอรมนี เตรียมขยายทั่วยุโรป

13 ต.ค.2557 พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก มจร เป็นผู้แทนเดินทางไปร่วมในพิธีมอบป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5  จากการประทานของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ให้แก่พระโสภณพุทธิวิเทศ ประธานสมาคมวัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้เพื่อมอบให้กลุ่มวัดไทยในเครือข่ายในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันที่ได้ดำเนินการโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ตามมติมหาเถรสมาคม

"ในพิธีประทานนั้น พระโสภณพุทธิวิเทศและดร.มนัส โนนุช ได้มอบให้แก่วัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน วัดสังฆทาน นครเบอร์ลิน วัดศิษย์วัดท่าซุง เมืองวิสบาเด้น วัดพุทธไทยเนินแบร์ก และวัดพระราชพรหมยาน (ท่าซุง) เมืองคัสท์ดอฟ และการมอบครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นโดยจะมีการขยายไปทั่วประเทศในทวีปยุโรป "  รองอธิการบดี มจร กล่าวและว่า



พิธีในครั้งนี้เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่ว่าอัศจรรย์เพราะไม่คิดว่าคนไทยในต่างแดนโดยเฉพาะในยุโรปจะสนใจในเรื่องการตื่นตัวรักษาศีล 5 เพราะคิดว่าพวกเขาจะลำบาก จากการสอบถามหลายคนที่มารับป้าย พวกเขาบอกว่าตื่นเต้นมากและพวกเขาหลายคนสมาทานศีล 8 ตลอดชีวิตอยู่แล้ว

"น่าทึ่งมากไปกว่านั้นในการมอบป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในครั้งนี้เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเชิงลึก ที่จะหยั่งรากฝังใบให้ชาวพุทธในต่างแดน มีศัทธาและความมั่นคงในพระพุทธศาสนา เป็นชุมชน เป็นบุคคลตัวอย่างในด้านศีลธรรมในต่างแดน จะช่วยเชิดหน้าชูตาประเทศไทยและขยายชื่อเสียงพระพุทธศาสนาให้ขจรไกลเพิ่มมากขึ้น ถือว่านี่คือพระพุทธศาสนาเชิงรุกของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" พระเมธีธรรมาจารย์ และว่า


สำหรับชาวพุทธและพี่น้องต่างศาสนาในต่างแดน พระธรรมทูตในต่างแดนคงต้องร่วมกันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่นี้เพื่อการเผยแผ่และความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ซึ่งจากนี้ไปมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจะเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้สำเร็จในต่างแดนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้พระเมธีธรรมาจารย์ยังได้เดินทางไปร่วมงานกฐินพระราชทาน ที่วัดมาซาน นครเบอร์ลิน โดยมีเยาวชนไทยและเยอรมันแต่งชุดไทยร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141013/193917.html
112  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สมาธิชาวบ้าน : รู้ทันจิต เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 10:20:31 AM


สมาธิชาวบ้าน : รู้ทันจิต

    การทำวิปัสสนาให้จิตสงบนิ่ง โดยมีสติเป็นตัวกำกับการกำหนดรู้ ด้วยการใช้สติติดตามดูจิตหรือความคิด เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วมีภูมิสูงขึ้น ก็เปรียบเหมือนคนขึ้นบันไดขั้นที่สูงก็จะสามารถมองเห็นอะไรที่กว้างขึ้น ก็เกิดปัญญามากขึ้น เมื่อเกิดปัญญาก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

    ดังนั้นเมื่อเราเห็นแล้วและรู้แล้วว่าตัวเราเข้าไปอยู่ในวงเวียนวัฏสงสารนี้ได้อย่างไร นั่นเพราะทุกคนมีเหตุของการเป็นมาและเป็นไป คือมีทั้งเหตุและผลที่ทำให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ คนเราเกิดมาโดยมีกรรมซึ่งเป็นกรรมสืบเนื่องเป็นตัวกำหนด เราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าเราเกิดปัญญาเท่าทัน รู้แจ้งขึ้น ความทุกข์ที่มีในใจเรามันก็จะหมดไป ความทุกข์นั้นจะเบาลง น้อยลง นั่นคือความเท่าทันของจิต


     ans1 ans1 ans1 ans1

    การทำสมาธิเป็นการฝึกอบรมจิตของเรา ทำให้จิตใจสงบ มีความตั้งใจมั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการให้ใจตั้งไว้เพียงเรื่องเดียวไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไป ถ้าจิตไม่ผ่านการอบรม จิตก็ไม่สามารถไปถึงคุณสมบัติที่เหมะสมได้ อย่างเช่นคนเปิดเพลง ถ้าเปิดเพลงที่เราชอบเราก็ว่าไพเราะดี เราก็พอใจ แต่ถ้าเกิดเปิดเพลงที่เราไม่ชอบ เปิดแล้วเรารำคาญ เราไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้หูมันก็ไม่ได้ตัดสิน แต่หูส่งไปที่ใจ ใจก็คือผู้รู้ ผู้รู้ที่จิตเป็นตัวตัดสินว่าพอใจ ไม่พอใจ ความพอใจ ไม่พอใจ เรียกว่าอารมณ์จิต

    สิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์จิตที่ผ่านเข้ามาทางหูเราก็รู้ ผ่านทางตาเราก็รู้ ผ่านทางจมูกเราก็รู้ ผ่านไปที่ธาตุรู้เราก็รู้  ธาตุรู้ก็คือจิต จิตก็คือธาตุรู้ ธาตุรู้เป็นธาตุที่สะสมสิ่งต่างๆ เอาไว้ ธาตุรู้ในที่นี้ก็เหมือนธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นธรรมชาติ ถ้าเรามาเกิดอวิชชาความยึดมั่นถือมั่น มาครอบครองธาตุรู้นี้ว่าเป็นของของเรา เมื่อมีคำว่าของของเรา ธาตุรู้ก็จะเป็นธาตุธรรมดา เป็นธาตุในธรรมชาติที่มีของมันอยู่เอง ก็กลายเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา ก็เพราะว่าเราเข้าใจว่ามันเป็นของเรา



    อัตตาตัวเริ่มต้นเป็นตัวที่ทำให้มันเป็นตัวเป็นตนเมื่อจิตดวงนี้ หรือธาตุรู้ดวงนี้ มันเกิดอวิชชาความเชื่อว่าเป็นของของมัน ก็จะกลายเป็นตัวตนขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา กว่าที่จะถอดถอนตัวตนอันนี้ได้มันก็ยาก เพราะในที่สุดการเกิดพระนิพพานก็คือการถอดถอนความเป็นเจ้าของธาตุรู้นี้ ว่าวิญญาณดวงนี้มันก็ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป  จิตดวงนี้ก็ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป กลายเป็นธาตุรู้เฉยๆ กลายเป็นธาตุรู้ที่ไปรวมกับธาตุรู้อื่นๆ ความเป็นเจ้าของที่ธาตุรู้นี้ก็ไม่มี ความเป็นเจ้าของจิตวิญญาณดวงนี้ก็ไม่มี

    เมื่อมันหมดความเป็นเจ้าของเมื่อไหร่ จิตวิญญาณทั้งหลายมันก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่การจะปล่อยความเป็นเจ้าของนั้นมันปล่อยยากด้วยปัญญาธรรมดานั่งนึกๆ เอาไม่สามารถจะปล่อยเป็นอิสระได้ จำเป็นต้องใช้จิตให้เกิดสมาธิ ใช้สมาธิจิตในขณะที่จิตมีความตั้งมั่นเป็นอิสระ เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง จิตที่รู้แจ้งเห็นจริงก็จะเห็นความจริงได้ ถ้าจิตไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็ไม่เห็นความจริง ในขณะที่อบรมจิต จิตจะดำเนินไป

    ผู้ฝึกจะต้องคอยกำหนดควบคุมทิศทางของจิต เพื่อไม่ให้จิตไปหลงเวียนว่ายตายเกิด บางครั้งถ้าจิตมีภูมิปัญญาน้อยก็อาจจะไปน้อมยึดมั่นถือมั่นที่เป็นจริงเป็นจังได้ ถ้าจิตจะไปหลงยึดมั่นถือมั่น ไปหลงเชื่อในสิ่งต่างๆ ในมิติภพภูมิต่างๆ เพราะไม่ใช่แนวทางพระนิพพาน ต้องใช้สมาธิจิตเข้าไปเห็นความจริงถึงจะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ถึงจะปล่อยวางมันลงได้


     :25: :25: :25: :25:

    ดังนั้นแล้วผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้ความจริงหลายอย่าง ปฏิบัติธรรมปฏิบัติไปเพื่อให้เห็นธรรมจริงๆ ตั้งแนวทางไว้ว่าจิตดวงนี้ได้ปล่อยวางหลุดพ้น อำนาจของการปฏิบัติธรรมนั้นยิ่งใหญ่ แต่เราปฏิบัติธรรมไปเพื่อเป้าหมายหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ฝึกจิตเก่งๆ แล้วสามารถเห็นอารมณ์ความรู้สึก พอจิตมีความทรงตัว มีอารมณ์ที่ก่อขึ้น จิตก็จะเห็นอารมณ์นั้นปรากฏก่อตัวขึ้น ทำให้อารมณ์นั้นเข้ามากระทบจิตก็แปลว่าจิตมันละเอียดมั่นคง.



ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/121014/97464
113  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / มองเป็นเห็นธรรม : อย่ามีอคติในชีวิต เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 10:11:39 AM


มองเป็นเห็นธรรม : อย่ามีอคติในชีวิต

"...อคตินี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือผิดพลาดได้ง่าย เพราะว่าอคตินี้ เป็นการไปไม่ถูก ตามศัพท์ก็เป็นที่ไปที่ไม่ถูก หมายความว่าเวลาเราเจออะไร ฟังอะไร ไปตามเหตุการณ์นั้นทันที โดยไม่พิจารณา ถ้าหากว่าพิจารณาแล้ว จะเห็นได้ว่ามันเป็นทางที่ควรไป หรือไม่ควรไป
       
       คำว่า "ไป" นี้ ก็ไม่ใช่ว่าเดินไป แต่หมายถึงเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อคตินั้น ก็มาจากหลายอย่าง มาจากกิเลสต่างๆ ที่มีคือความโลภ ความโกรธ หรือความไม่รู้ หรือบางทีก็เพราะว่ากลัว..."
       
       พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๙


        ans1 ans1 ans1 ans1

       เมื่อพิเคราะห์พระราชดำรัสที่อัญเชิญมานี้ จักพบว่า สิ่งที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือมีความผิดพลาดได้ง่ายคืออคติ กล่าวคือ การเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อันเกิดมาจากกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความไม่รู้ และ ความกลัว นี่แสดงให้เห็นว่า อคติเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่ปรารถนา
       
       อคติ แปลว่า ไม่ตรง ไม่ตรงทิศ ไม่ตรงทาง และไม่ตรงธรรม เทียบเคียงกับภาษาอังกฤษคือ Bias ภาษาไทย แปลว่า “ลำเอียง” อคติ คือ สัญชาตญาณที่ถูกโน้มน้าวไปโดยไร้ความเที่ยงธรรม และความเอนเอียงแห่งอารมณ์ที่ผุดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และช่องว่างในสังคม

        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดอคติ มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. ความรักใคร่ชอบพอ (ฉันทาคติ)
       ๒. ความโกรธ เกลียดชัง (โทสาคติ)
       ๓. ความหลง เขลา เบาปัญญา (โมหาคติ)
       ๔. ความเกรงกลัว ขลาด (ภยาคติ) อคติจึงเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาดในกระบวนการคิด และตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน
       
       เมื่อมาพิจารณาในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม อคติจะนำให้เราติดอยู่ในเหตุการณ์ประทับใจที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำ คิดอยู่เสมอว่าฉันเคยทำสำเร็จมาแล้ว ฉันก็ต้องทำได้สำเร็จอีก (ฉันทาคติ) นี่ก็จะส่งผลให้เกิดการละเลยข้อมูลที่ควรแก่การทำงานในขณะนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก (โมหาคติ) เมื่อมีการทำงานร่วมกันก็จะยึดมั่นในความคิดของตน ซึ่งถ้าใครขัดแย้งด้วย ก็จะวิวาทกับเขาทันที (โทสาคติ) ด้วยความที่ข้อมูลของตนเองไม่เด่นชัด ความกังวลใจจึงเกิดขึ้นมาก (ภยาคติ) การทำงานในความรับผิดชอบจึงลดประสิทธิภาพลง ความขัดแย้งในการทำงานก็มีเพิ่มมากขึ้น มิตรสหายก็ห่างเหินไปในที่สุด



       คนที่ถูกอคติครอบงำ ย่อมเป็นคนที่ความคิดเห็นไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นมิจฉาทิฐิ ทำให้เป็นคนที่มีความพยาบาทในจิตใจ ก่อความวุ่นวายเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยจะแสดงอคติในจิตใจออกมาทางวาจา ด้วยประพฤติวจีทุจริต ๔ คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เป็นนิสัย และทางกาย ด้วยการประพฤติกายทุจริต ๓ มี ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
       
       อคติย่อมทำให้อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพทุจริต อคติย่อมทำให้ขวนขวายในสิ่งที่ทุจริตเสมอ จิตใจย่อมหมกมุ่นนึกคิดแต่เรื่องการประพฤติทุจริต แล้วจดจ่อแต่จะทำทุจริตด้วยอำนาจของอคตินั้น คนที่ถูกอคติครอบงำอยู่ ย่อมไม่รู้สึกตัวว่าทำทุจริตดังกล่าวมา ด้วยสำคัญผิดว่าตนได้ทำถูกแล้ว

        :41: :41: :41: :41:

       ลองสมมติว่า เราเป็นคนขับรถในขณะที่ฝนตกหนัก ความสามารถในการกะระยะทางของเราเนื่องจากการมองเห็น ย่อมมีความไม่ชัดเจน และถ้าเราขับรถด้วยความเร็วมากขึ้น ด้วยถือว่ามีประสบการณ์ จดจำทางที่จะไปได้ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุย่อมมีมาก แต่หากเราขับรถช้าลงหรือจอดรอให้ฝนหยุด การเดินทางไปถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ก็ย่อมมี
       
       นี่ฉันใด อคติก็เหมือนฝนที่ตกหนัก ที่มาขัดขวางการดำเนินชีวิต ถ้าเราดำเนินชีวิตไปด้วยอำนาจของอคติ ก็ย่อมพบกับความผิดพลาดที่จะก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต ที่ยากจะแก้ไขได้
       
       ดังนั้น การหยุดยั้งคิด โดยการใช้สติปัญญาไตร่ตรองพิจารณาด้วยเหตุผลที่รอบคอบ โดยไม่ให้อคติมีผลต่อขบวนการความคิด จึงเป็นสิ่งที่จะบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในชีวิตที่ปรารถนา


        :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

       เพราะฉะนั้น การแก้ไขตนเองไม่ให้มีอคติเกิดขึ้นในจิตใจ จึงจำเป็นต้องทำตนเองให้เป็นผู้มีสติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวปฏิบัติเรื่องสติ ไว้ในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๑๖ – ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ความว่า
       
       “...ความรู้สึกระลึกได้ว่า อะไรเป็นอะไร หรือเรียกสั้นๆว่า “สติ” นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้บุคคลหยุดคิดพิจารณาก่อนที่จะทำ จะพูด และแม้แต่จะคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าสิ่งนั้นดีหรือชั่ว มีคุณมีประโยชน์หรือเสียหาย ควรกระทำหรือควรงดเว้นอย่างไร เมื่อยั้งคิดได้ ก็จะช่วยให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างละเอียดประณีต และสามารถกลั่นกรองเอาสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ ออกได้หมด คงเหลือเนื้อแท้ที่ถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งเป็นของควรคิดควรพูดควรทำแท้ๆ...”



       เมื่อสามารถทำตนให้เป็นผู้มีสติแล้ว ก็เท่ากับว่าเรากำลังเริ่มต้นการเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ถูก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในอริยสัจ
       ข้อที่ ๔ คือ มรรค มีองค์ ๘ ที่เริ่มต้นแต่การทำให้ตนเองเป็นคนที่มีความคิดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสัมมาทิฐิ ที่จะส่งผลให้เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทในจิตใจ ไม่มีความคิดก่อความวุ่นวายเบียดเบียนผู้อื่นเลย
       เป็นผู้ที่มีปกติกล่าววจีสุจริต ๔ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เป็นนิสัย และทางกาย
       ด้วยการประพฤติกายสุจริต ๓ มี ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ย่อมทำให้อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพสุจริต ขวนขวายในสิ่งที่สุจริตเป็นกุศลธรรมเสมอ จิตใจย่อมนึกคิดแต่เรื่องการประพฤติสุจริตอันเป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนเองและสังคม แล้วจิตก็จะจดจ่อแต่การทำสุจริตอยู่เสมอ ที่สุดก็จะตระหนักรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมนั่นเป็นเช่นไร
       
       เพื่อให้เห็นการปฏิบัติตนให้พ้นจากอำนาจอคติอย่างเด่นชัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำตนให้เป็นผู้มั่นคงในศีลข้อที่ ๔ คือ เว้นจากการพูดมุสา และทำจิตใจให้มั่นคงในเบญจธรรมข้อที่ ๔ คือ สัจจะ ความซื่อสัตย์ การรักษาและปฏิบัติตนให้สม่ำเสมอในศีลข้อที่ ๔ ก็คือการทำตนให้เป็นผู้มีสัมมาวาจา อันจะส่งผลให้สามารถมีการเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ถูกอยู่เป็นนิตย์


        st12 st12 st12 st12

       การรักษาจิตใจให้มั่นคงในเบญจธรรมข้อที่ ๔ คือ สัจจะ ถือความจริงเป็นใหญ่ จะทำให้ไม่พูดเท็จเพราะอคติ นำให้ปฏิบัติตนเป็นคนพูดจาอ่อนหวาน ไพเราะหู พูดแต่คำที่มีประโยชน์ ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกแยกกัน และนำตนให้มีคุณลักษณะที่บุคคลอื่นจักพึงทราบได้จากการคบหา ๔ ประการ คือ
       ๑. เป็นผู้ที่มีความเที่ยงธรรม ยึดมั่นในเหตุและผลที่เป็นสุจริต
       ๒. เป็นผู้มีความซื่อตรง
       ๓. เป็นผู้มีความสวามิภักดิ์
       ๔. เป็นผู้มีความกตัญญู
       เมื่อสามารถปฏิบัติตนได้มั่นคงในศีลธรรมดังนี้ อคติก็ไม่มีผลต่อจิตใจได้เลย
       
       ดังนั้น เมื่อมีความปรารถนาจะประสบความสำเร็จในชีวิต ก็จงอย่ามีอคติในชีวิตเลย...
       


จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย พระครูพิศาลสรนาท (พจนารถ ปภาโส) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กทม.
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113423
114  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / นิทานเซน : สวรรค์หรือนรก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 09:59:02 AM


นิทานเซน : สวรรค์หรือนรก

คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิษย์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้ว ยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า...
       
       ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า


        ask1 ans1 ask1 ans1

       "เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม?...ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน
       เจ้าชอบนอนหลับด้วยใช่ไหม?...ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน
       และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม?...ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ
       อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่?...พอดีที่นี้รับประกันได้ว่า เจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน"
       
       วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ


        :49: :49: :49: :49:

       วันเวลาผ่าไป 3 เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหน่าย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า
       
       "วันเวลาเช่นนี้ นานๆเข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไป จนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?"
       
       นายทวารตอบว่า "ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด"


        :91: :91: :91: :91:

       เวลาผันผ่านไปอีกกว่า 3 เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า
       
       "ข้าทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า!"
       
       นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า "เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือนรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกระทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!"

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย มุมจีน : manager online
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113362
115  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ช่องลม...สานสืบ “เงิน+คูณ” ด้วย...ตะกรุดช้างมหามงคล เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 09:08:37 AM
พระอุโบสถวัดช่องลม

ช่องลม...สานสืบ “เงิน+คูณ” ด้วย...ตะกรุดช้างมหามงคล

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี พระราชทาน ชุดผ้าไตรและน้ำสรง แด่ พระเทพวิทยาคม หรือ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” เนื่องในวันครบรอบ 91 ปี “หลวงพ่อคูณ” (4 ต.ค.57)

...สงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูปเจริญชัยมงคลคาถา นายธงชัย ลืออดุลย์ ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานฝ่ายฆราวาสแสดงมุทิตาสักการะ ตัดเค้กขนาดยักษ์ 500 ปอนด์ พร้อมจ่ายแจกเงินขวัญถุง (ฉบับละ 20 บาท) 291,000 บาท...ณ วัดบ้านไร่ ด่านขุนทด โคราช


O O O

การจัด พิธีกรรมมุทิตาสักการะครั้งนี้มีศิษยานุศิษย์ร่วมแสนคน ทั้งที่เป็นชาวไทย และต่างชาติ อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และลาว มาร่วมงานอย่างคับคั่ง...

...สำหรับ ศิษย์ที่มิได้ไปร่วมงานที่วัดบ้านไร่ ก็จัดมงคลพิธีขึ้นเสริมเป็นกุศลบารมี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะสนองในรูปแบบใดที่เห็นว่าสมควร


หลวงพ่อเงิน อดีตเจ้าอาวาส

อย่างเช่น...วัดช่องลม เชิงสะพานนวลฉวี (สะพานนนทบุรี) คลองวัดช่องลม หมู่ 4 ต.บ้านใหม่ ปากเกร็ด นนทบุรี “พระครูสังฆรักษ์” เจ้าอาวาส ได้จัดบรรจุผงคูณเงินคูณทอง (ซึ่งหลวงพ่อคูณบริกรรมปลุกเสกให้เมื่อปี 2545) ลงใน ตะกรุดช้างมงคล โดยเป็นเจ้าพิธีเอง

O O O

วัดช่องลม เชื่อกันว่าสร้างในสมัยกรุงธนบุรี (ราวๆปี 2312) เล่ากันว่าเดิมมีชื่อตามคลองว่า “ช้างล้ม” ด้วยในยุคต้นกรุงศรีอยุธยามีการยกทัพตามลำน้ำเจ้าพระยาผ่านคลองนี้ช้างศึกตัวหนึ่งเกิดล้ม (ตาย) ขณะกำลังว่ายข้ามน้ำ ณ จุดนี้ (ปัจจุบันคลองนี้ตื้นเขิน แต่ยังคงเหลือสภาพให้เห็น)

ด้วยกาลเวลาที่เนิ่นนาน นามที่เรียกจึงเพี้ยนไปจาก “ช้างล้ม” เป็น “ช่องลม” วัดก็มีอันชำรุดทรุดโทรมลงไป เพิ่งจะฟื้นคืนกลับได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ 6 กรกฎาคม 2472 โดยมีเจ้าอาวาสติดต่อกันมาคือ หลวงปู่เวิ่น หลวงปู่แจ่ม พระครูนนทโสภิต “หลวงพ่อเงิน” (2482-2529) พระครูประโชติ-จันทวิมล (2530-2545) และ พระครูสังฆรักษ์ รับช่วงต่อจนถึงปัจจุบัน


หลังวัดเป็นสะพานข้ามเจ้าพระยา

O O O

พระครูสังฆรักษ์ “บุญญวัฒน์ อคฺคปญฺโญ” อายุ 55 ปี พรรษา 33 เป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด บุพการีเป็นข้าราชการหลังเรียนจบวิทยาลัยครูพระนครในปี 2524 จึงได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตอนแรกเพียงเพื่อตามประเพณี พอจะลาสิกขาบังเอิญป้าป่วยหนักญาติ โยมจึงขอให้อยู่ต่อ ด้วยเหตุว่าจะได้ประกอบพิธีกรรมงานศพขณะอยู่ในสมณเพศ

ช่วงระหว่างนั้นได้ปฏิบัติศาสนกิจวิปัสสนากรรมฐาน ออกธุดงค์บ้างในบางโอกาส จนเกิดความซาบซึ้งกับวิถีชีวิตในเพศบรรพชิต แม้เสร็จสิ้นงานฌาปนกิจศพป้าแล้ว ก็ไม่ลาสิกขา กระทั่งถึงปัจจุบัน


O O O

หลวงพ่อบุญญวัฒน์...เป็นศิษย์สายตรงของ “หลวงพ่อเงิน” ซึ่งเป็น พระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังในด้านเมตตามหานิยม ที่ได้รับความเลื่อมใสแห่งยุค ซึ่งเป็นทั้งพระอุปัชฌาย์และได้การครอบครูวิชาอาคม โดยจะ เป็นผู้สะพายย่ามตามหลังเมื่อ “หลวงพ่อเงิน” ไปบริกรรมอธิษฐานจิตปลุกเสกเครื่องรางของขลัง


หลวงพ่อบุญญวัฒน์

ด้วยที่ตามติดตลอดนี้จึงได้ใกล้ชิดและรู้จัก ฝากตัวเป็นศิษย์กับพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังหลายท่าน และในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อคูณทำพิธีกรรมปลุกเสกผงคูณเงินคูณทองให้ ซึ่งก็เก็บรักษามานานจนครบ 1 รอบ (12 ปี) จึงได้นำออกมาใช้เป็นการเสริมบารมี บรรจุใส่ตะกรุดเนื่องในวาระที่ครูอาจารย์มีอายุครบ 91 ปี

O O O

ตะกรุดรุ่นนี้สร้างจ่ายแจกศิษยานุศิษย์ ผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นการ เฉลิมฉลองที่วัดช่องลมมีอายุ 245 ปี และหรือ ได้รับวิสุงคามสีมาครบ 85 ปี...

ซึ่ง...มีความสวยงามโดดเด่นให้เป็นได้เครื่องรางของขลังและเครื่องประดับไปในตัว แต่ก็ยัง คงเอกลักษณ์ในประวัติศาสตร์ ความเป็นมา คือให้เป็น ท่อนซุง หรือ แท่งตะกรุด และมี ช้างขึ้นกอดคร่อมไว้ตามความเป็นมาแห่งวัดช้างล้ม โดยให้ชื่อว่า “ตะกรุดช้างมงคล”

ตะกรุดช้างมงคลมี 3 รูปแบบ คือ มหาลาภป้องกันภัย มหาเศรษฐี และมงคลมหาเสน่ห์

โดย แต่ละดอกนั้นประจุเวทย์คาถาเสน่ห์มหานิยมและสร้างตามขั้นตอนตำราของหลวงพ่อเงินอย่างถูกต้อง และครบถ้วนกระบวนการ...


O O O

มหาลาภป้องกันภัย...ได้ บรรจุผงเหล็กไหล อันเป็นโลหะธาตุที่มีความลี้ลับพิสดารแตกต่างกว่าธาตุทั้งปวง จึงจัดอยู่ในฐานะ “ธาตุกายสิทธิ์” ที่มีชีวิตจิตวิญญาณ สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ชั่วร้ายให้เป็นสิ่งดีๆ หรือเปลี่ยนจิตใจคนได้จากร้ายกลายเป็นดีได้เช่นกัน และเชื่อว่า มีพลังกันภูติผีปีศาจ กันดวงตก ดวงชง ดวงชะตาขาด มีอำนาจครอบจักรวาลประหนึ่งแก้วสารพัดนึก...ฯลฯ


ตะกรุดช้างมหาลาภ

มงคลมหาเสน่ห์...ภายในตะกรุด บรรจุผงลูกสวาท เสน่ห์จันทร์แดง เสน่ห์จันทร์ขาว เสน่ห์จันทร์เทศ เถาวัลย์หลง และต้นสาวหลง โดยเชื่อกันว่าว่านเหล่านี้มีพลังอันเร้นลับที่จะสร้างความเป็นเสน่ห์มหานิยม ผนวกกับคาถาอาคมในด้านเมตตามหานิยมของหลวงพ่อเงินที่ประจุเข้าไปในหลอดเดียวกัน...ก็จะยิ่งเพิ่มในความเข้มขลัง

O O O

ล่าสุดกับ...ช้างมงคลมหาเศรษฐี ซึ่ง บรรจุพลังศรัทธาของ 2 เกจิอาจารย์ที่เข้มขลัง คือ หลวงพ่อเงิน กับ หลวงพ่อคูณ ไว้ในหลอดเดียวกัน แค่นามมงคลพลังก็เกินแล้ว

เมื่อ เสริมด้วยการใส่รากมะยม ผงมะรุมเรียกทรัพย์ ทองพันชั่ง และ ผงคูณเงินคูณทอง เข้าไปอีก เป็นการผนึกกำลังความเข้มขลังในอาคมของ “หลวงพ่อเงิน” กับมวลสารศักดิ์สิทธิ์ของ “หลวงพ่อคูณ” เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในศรัทธาและ กำลังใจส่งผลให้ทำมาค้าขายคล่อง...อันเป็นเส้นทางก้าวไปสู่ มหาเศรษฐี


ก้อนเหล็กไหล

...ส่วนจะเข้มขลังขนาดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถ ปรับพลัง จากแรง ศรัทธา อันเป็นนามธรรม...ให้เป็น รูปธรรม ได้หรือไม่...!!

ก้อง กังฟู


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/456068
116  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / อ่านความคิดวัง เจิ้งหยัง “แฮกเกอร์” อายุน้อยที่สุดของแดนมังกร เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 09:00:56 AM


เด็กชายวัง เจิ้งหยัง อายุ 13 ปี ระหว่างปราศรัย
ในงานประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตจีน เมื่อปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา (ภาพสื่อจีน)

อ่านความคิดวัง เจิ้งหยัง “แฮกเกอร์” อายุน้อยที่สุดของแดนมังกร

        เอเจนซี - “ผมเป็นแฮกเกอร์ที่มีจรรยาบรรณนะ” ... อ่านความคิดตี๋น้อยมหัศจรรย์ที่ได้ชื่อ “แฮกเกอร์อายุน้อยที่สุด” ของแดนมังกร
       
       ณ งานประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตจีน (China Internet Security Conference) ประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 24-25 ก.ย. ที่ผ่านมา บรรดาสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจกับ “วัง เจิ้งหยัง” เด็กหนุ่มหน้าใสวัยเพียง 13 ปี ที่ได้รับการกล่าวขานให้เป็น “แฮกเกอร์อายุน้อยที่สุดของประเทศ”
       
       วังซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเครือมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) อันมีชื่อเสียงระดับโลก กล่าวว่า ขอให้ทุกคนทราบว่า เขาเป็นแฮกเกอร์ที่มีจรรยาบรรณ หรือ “ไวท์แฮต” (white hat hacker - คนที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และความรู้ด้านการป้องกันภัยระบบเป็นพิเศษ และใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกต้อง)

        :96: :96: :96: :96:

       “ผมตั้งใจจะช่วยซ่อมแซมเว็บไซต์” วังตอบนักข่าวที่ถามถึงสองข้อกล่าวหา ที่เขาเจาะระบบออนไลน์ของโรงเรียน เพื่อเลี่ยงการส่งการบ้าน และแอบเจาะระบบรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า ก่อนเปลี่ยนราคาสินค้าชิ้นหนึ่งจาก 2,500 หยวน (ราว 12,500 บาท) เหลือแค่ 1 หยวน หรือประมาณ 5 บาท
       
       “คุณต้องโจมตีเว็บไซต์เป็นอันดับแรก เพื่อค้นหาจุดอ่อนของมันให้เจอ” โดยวังอธิบายว่า เว็บไซต์โรงเรียนที่เขาแฮ็กเข้าไป ไม่ใช่ของโรงเรียนที่เขาอยู่ แต่เป็นของสถาบันการศึกษาในเครือเดียวกัน ส่วนเรื่องแอบปรับราคาสินค้าออนไลน์ วังเผยว่า “หลังจากพบช่องโหว่ความปลอดภัยที่สัมพันธ์กับระบบยืนยันรหัสพาสเวิร์ด เขาได้แจ้งเตือนร้านค้าโดยไม่ได้กดซื้อสินค้าชิ้นดังกล่าว"
       
       ทั้งนี้ เมื่อเดือน เม.ย. วังติดต่อไปยังบริษัท ฉีหู่ 360 เทคโนโลยี (Qihoo 360 Technology) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านโปรแกรมป้องกันไวรัสและมีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคน ในกรุงปักกิ่ง เพื่อแจ้งข้อบกพร่องของระบบที่เขาค้นพบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษามากกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ


        :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

       “ผมคิดว่าคนที่เจาะระบบทั้งวัน เพื่อหวังหาเงินหรือผลประโยชน์นั้น กำลังทำผิดทำนองคลองธรรม” วังกล่าว “น่าสนใจมากกว่าที่จะสืบเสาะหาความเสี่ยงที่มีต่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ และผมก็มีความสุขมากเมื่อค้นพบมันสักจุด แต่ผมจะไม่ใช้พรสวรรค์ของตัวเอง เพื่อสิ่งที่ผิดกฎหมาย”
       
       “การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผมอยากให้คนอื่นๆ ได้รู้จักผม และได้รู้ว่ายังมีใครบางคนในช่วงวัยเดียวกับผม ที่เขาก็สามารถทำงานด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน”


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000115830
117  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ทุ่ม 1 ล้านดอลล์ชวนคนเล่นเน็ต เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:56:11 AM


ทุ่ม 1 ล้านดอลล์ชวนคนเล่นเน็ต
อินโนเทค : ทุ่ม 1 ล้านดอลล์ชวนคนเล่นเน็ต : โดย...คนชอบเล่า

อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ !!! เห็นหัวข้อที่จะเล่าสู่กันฟังวันนี้แล้ว อย่าเพิ่งแย่งกันชูมือขอสมัครเข้าร่วมโครงการ เพราะเงินรางวัลนี้ ทางองค์กร Internet.org เขาเตรียมทุ่มล่อใจเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศอินเดียเท่านั้น
 
โครงการนี้มีการประกาศสดๆ ร้อนๆ กันบนเวทีประชุมใหญ่ขององค์กร Internet.org ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เปิดรับผู้สนใจร่วมแข่งขัน “Innovation Challenge” เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้บริการคอนเทนท์ท้องถิ่น ซึ่งจะสามารถชักจูงให้คน 4 กลุ่มในอินเดีย ได้แก่ เกษตรกร, แรงงานต่างด้าว, ผู้หญิง และนักเรียน นักศึกษา ได้รับรู้ถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
 
เงินรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้มีมูลค่ารวม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะถูกจัดสรรเป็น 4 รางวัล รางวัลละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ชนะในประเภท แอพพลิเคชั่น, เว็บไซต์ หรือบริการ ที่สามารถผลักดันอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงใจของชาวอินเดียทั้ง 4 กลุ่มข้างต้น

 
 :49: :49: :49: :49:

สำหรับผู้ที่สงสัยว่า ทำไมชาวอินเดียจึงได้รับสิทธิพิเศษนี้ ลองติดตามได้จากส่วนหนึ่งของคำบรรยายของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก บนเวทีประชุม ในบรรทัดไปนี้
 
“ผลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่ามีประชากรในอินเดียถึง 69% ที่ยังไม่ใช้อินเทอร์เน็ต เมื่อสอบถามคนกลุ่มนี้ ก็ได้คำตอบว่า เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อะไรต่อเขา”
 
ทางผู้จัดการแข่งขันนวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ เชื่อว่า หากโครงการสำเร็จ ก็จะช่วยให้คนนับล้านตระหนักถึงคุณค่าของอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะนำมาสู่การอยากใช้งานอินเทอร์เน็ต และเข้าถึงความรู้และโอกาสที่จะช่วยให้มีอาชีพการงานที่ดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
 

 :96: :96: :96: :96:

อย่างไรก็ตาม ทางสื่อต่างชาติ ก็ทิ้งท้ายไว้เล็กๆ แบบหยิกแกมหยอกว่า ผลพลอยได้ที่จะตามมาอีกเรื่องก็คือ เฟซบุ๊ก (ซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง และผู้สนับสนุนรายสำคัญขององค์กรนี้) ก็จะได้สาวกเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย เพราะแน่นอนว่า ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่ๆ เหล่านั้น ก็คงจะอยากเชื่อมต่อสู่โลกอันกว้างใหญ่ ซึ่ง ณ วันนี้เฟซบุ๊ก ก็คือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่สุดของโลก ด้วยจำนวนประชากรเฟซบุ๊ก มากกว่า 1 พันล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 6 ของประชากรในโลกจริงที่สถิติล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่ามีอยู่ราว 7 พันล้านคน
 
สำหรับบทบาทของ Internet.org เน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อสนับสนุนให้คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และในบางประเทศก็ได้รับการสนับสนุนบริการอินเทอร์เน็ตพื้นฐานฟรีเลยทีเดียว เพราะเห็นข้อจำกัดว่าประชากรส่วนใหญ่ไม่มีกำลังเงินพอที่จะจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ต หรือบริการข้อมูล เช่น ฟิลิปปินส์, แทนซาเนีย, ปารากวัย และแซมเบีย ซึ่งมีคนได้รับประโยชน์ถึง 3 ล้านคน
 
อ่านชื่อบางประเทศแล้ว ก็รู้สึกเศร้าใจ (เชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าประเทศใด เพราะก็อยู่ในกลุ่มอาเซียนเช่นกัน) เพราะจากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมงานกับบริษัทสื่อที่นั่นระยะสั้นๆ ก็ไม่ได้เห็นว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจห่างไกลจากเราเท่าไรนัก แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยทุกวันนี้ ถึงต้องทนจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าใช้บริการดาต้า ในการเชื่อมต่อโลกออนไลน์จากมือถือ “แพง” นักหนา...

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141012/193812.html
118  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แก้กรรมที่ทำให้ไม่รวยสักที เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:52:00 AM

แก้กรรมที่ทำให้ไม่รวยสักที

บางคนมีคำถามว่าทำไมไม่รวยสักที ทำทุกวิถีทางแล้วก็ไม่รวยเป็นเพราะอะไร ทำไม ?

....คำตอบอาจจะไม่มีใครบอกคุณได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะผลกรรมที่คุณทำไว้ก็เป็นได้ Sanook! Horoscope รวบรวมเหตุแห่งกรรม รวมไปถึงการแก้กรรมเพื่อเป็นหนทางให้กับผู้ที่อยากหาคำตอบว่า "ทำไมไม่รวยสักที"


เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1. เคยเอาเงินเขามาในชาติอดีตแล้วไม่คืน
2. ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแพง
3. คดโกงคนอื่น
4. ยุยงให้คนเสียเงิน


วิธีแก้กรรม

1.พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทุกวันเกิด ให้ผู้ที่เคยล่วงเกินกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.หากมีคนที่ล่วงเกินยังมีชีวิตอยู่ หาเงินไปคืนและขออโหสิกรรม เพื่อชีวิตเราจะได้ดีขึ้นต่อไป
3.ตักบาตรวันโกน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรและวิญญาณเด็กที่ตามมาให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตดีขึ้น
4.ทำกุศลกับผู้มีพระคุณและช่วยคนไว้ เพื่อยามทุกข์ยากจะได้มีคนมาเหลียวแล และดูแลเราบ้าง
5.สวดมนต์ทุกวันเกิด และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน


เนื้อหาโดย : จาก Internet
ที่มา horoscope.sanook.com/64221/แก้กรรมที่ทำให้ไม่รวยสักที/
119  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หนูน้อยวัย 13 เล็งเหยียบดาวอังคารคนแรก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:48:22 AM


หนูน้อยวัย 13 เล็งเหยียบดาวอังคารคนแรก

เด็กหญิงวัย 13 จากสหรัฐเข้าฝึกกับนาซา หวังเป็นมนุษย์คนแรกที่ไปเหยียบดาวอังคารในอีด 20 ปีข้างหน้า

บนโลกใบนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันในการไปตะลุยอวกาศ ยิ่งภารกิจการเยือนดาวอังคารด้วยแล้ว ยิ่งดูเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับคนทั่วไปจะคิดจะพิชิตได้

แต่คำว่ายาก หรืออุปสรรค คงไม่ใช่เรื่องที่หนูน้อย อลิสซ่า คาร์สัน วัย 13 ปีจากรัฐลุยเซียน่าประเทศสหรัฐ จะเก็บมาคิดเป็นข้ออ้างหรือยอมแพ้ง่ายๆ เพราะด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว มุมานะ และ ความตั้งใจ ทำให้อลิสซ่าลงมือทำความฝันของการเป็นนักอวกาศให้เป็นจริงตั้งแต่เธออายุได้เพียง 4 ขวบ

แน่นอนว่ากว่าจะฝ่าด่านเพื่อไปเหยียบดาวอังคาร อลิสซ่าต้องได้รับการฝึกที่หนักหน่วงจากองค์การนาซ่า เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ไปตะลุยอวกาศสร้างประวัติศาสตร์และเกียรติภูมิแก่ตัวเธอเองและให้ทั่วโลกได้ชื่นชม


 :96: :96: :96: :96:

อลิสซ่าเผยว่า อาชีพในฝันของเธอคือการได้เป็นนักอวกาศที่ได้ไปเยือนดาวอังคาร เพราะบนดาวอังคารเป็นสถานที่ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนได้ไปเหยียบเลย จึงต้องการเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้พิชิตดาวอังคาร ด้วยเหตุนี้เธอจึงเข้าร่วมปฏิบัติการผลิตนักอวกาศกับนาซ่า โดยอลิสซ่าต้องเข้าแคมป์เพื่อเตรียมความพร้อมกับทางนาซ่าอยู่เป็นประจำ

หน้าที่หลักๆ ในศูนย์ปฏิบัติการนาซ่าก็คือ การทดลองขับขี่เครื่องจำลองการบิน การเรียนรู้อุปกรณ์ต่างๆที่จะใช้ในยานอวกาศ การฝึกปล่อยตัวเองจากจรวดลำเล็ก และสุดท้ายก็คือการเตรียมความพร้อมของร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่สภาวะสุญญากาศ

ทั้งนี้ พอล คาร์สัน โฆษกขององค์การนาซ่า เผยว่า อลิสซ่าฝึกฝนอย่างจริงจัง และเธอก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่ทางนาซ่าวางไว้ และนับว่าเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมในการปั้นนักอวกาศเพื่อภารกิจสำคัญ


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

สอดคล้องกับคำพูดของ เบิร์ท คาร์สัน คุณพ่อของอลิสซ่า ซึ่งกล่าวว่าการฝึกของลูกสาวกับนาซ่าไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมสนุกสนานเท่านั้น แต่เป็นแผนการที่เขาและเธอวางร่วมกันไว้ว่า ภายในปี2033 หรือ อีก 20 ปีข้างหน้า อลิสซ่าจะได้เป็นมนุษย์คนแรกที่เหยียบดาวอังคาร

โดยขณะนี้พ่อของอลิสซ่าตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ลูกสาวเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษและมหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติในประเทศฝรั่งเศส เพื่อปูพรมเตรียมความพร้อมทางด้านการศึกษาและการเตรียมตัวของเธออย่างจริงจังก่อนที่จะเดินทาง

 :49: :49: :49: :49:

อีกทั้งตัวอลิสซ่าเองซึ่งพูดได้ทั้งหมด 3 ภาษาได้แก่ สเปน ฝรั่งเศส และ จีน ก็เดินสายทัวร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กคนอื่นๆ เพื่อให้พวกเขาทำความฝันของตนเองให้เป็นจริง

แม้ภารกิจนี้จะดูเสี่ยงไปสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ และทำให้คนเป็นพ่อกังวลไม่น้อยว่า หากอลิสซ่าเดินทางไปดาวอังคารจริง เธออาจจะไม่มีวันกลับมาบนโลกนี้ก็ได้ แต่ “ความล้มเหลว ไม่ใช่ข้ออ้าง” ที่จะหยุดลูกสาวของเขาไม่ให้ทำตามฝัน เพราะในทางเลือกท้ายที่สุดเธอก็ยังจะไปดาวอังคารอยู่ดี


เครดิตภาพ บีบีซี
ที่มา www.posttoday.com/รอบโลก/ข่าวรอบโลก/323732/หนูน้อยวัย13เล็งเหยียบดาวอังคารคนแรก
120  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เริ่มหนาวแล้ว นักท่องเที่ยวร่วมใส่บาตรข้าวเหนียว กับชาวเชียงคานคึกคัก! เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 11:11:03 AM


เริ่มหนาวแล้ว นักท่องเที่ยวร่วมใส่บาตรข้าวเหนียว กับชาวเชียงคานคึกคัก!

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า (11 ตค.57 )ที่ถนนริมโขง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ในช่วงเช้าๆของทุกวัน ชาวอำเภอเชียงคาน จะออกมาตักบาตรพระสงฆ์ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานนับร้อยปีและมีที่เชียงคานเท่านั้นที่ใส่บาตรเฉพาะข้าวเหนียวร่วมกับไทเชียงคานอย่างหนาตาโดยเฉพาะเช้าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ซึ่งอำเภอเชียงมีวัดจำนวน9 วัดเป็นอำเภอที่มีวัดมากที่สุดในจังหวัด

ส่วนประเพณีใส่บาตรข้าวเหนียวตอนเช้าของเชียงคานได้รับการบอกเล่าว่าปู่ ย่า ตา ยายถือปฏิบัติมาตลอดระยะเวลากว่าร้อย เวลาใส่บาตรต้องถอดรองเท้า ข้าวที่ใส่ต้องนึ่งใหม่ๆร้อนๆไม่นิยมนำอาหารมาใส่บาตร ที่สำคัญชาวเชียงคานไม่นำเงินใส่บาตร

ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว พักผ่อนและศึกษาวิถีชีวิตของคนเชียงคาน ควรเข้าใจและปฏิบัติตามประเพณีใส่บาตรข้าวเหนียว ไม่ควรนำอาหารใดๆและเงินมาใส่ลงในบาตร ยกเว้น ขนมต้ม และกล้วย




สำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพักแรมและสนใจร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวเหนียวตามถนนริมโขง ตลอดจนตามตอก ตามซอย ต่างๆ ของอำเภอเชียง  เพื่อความสะดวกและถูกต้องตามประเพณีการใสบาตรข้าวเหนียวของชาวไทเชียงคาน จะมีแม่ค้า จัดทำของใส่บาตรเป็นชุดไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจทำบุญใส่บาตรตอนเช้าด้วย

พยากรณ์อากาศจังหวัดเลย11ตุลาคม 57 อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองบางเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) อ.เมืองเลย 22.4, อ.วังสะพุง 23.8, อ.ด่านซ้าย 21.0, อ.เชียงคาน 24.0, อ.ท่าลี่ 22.0, อ.ภูกระดึง 22.5, อ.ภูเรือ 20.0, อ.นาแห้ว 21.2 เชลเซียส


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413001698
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 299