ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 291
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปลูกต้นกล้วย ป้องกันอุบัติเหตุ เมื่อ: กันยายน 12, 2014, 10:31:33 AM


ปลูกต้นกล้วย ป้องกันอุบัติเหตุ

หนุ่มใหญ่เมืองคอนผุดไอเดียเจ๋ง ปลูกต้นกล้วยริม 2 ข้างทางช่วยลดอัตราการสูญเสียจากอุบัติเหตุได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน หมู่ 2 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราชว่า พบผู้มีจิตอาสาใช้เวลาว่าง นำหน่อกล้วยไปเพาะปลูกบริเวณสองข้างทางถนนสายนาบอน-แก้วแสน เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ และความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู็ที่ใช้ยวดยานพาหนะสัญจรผ่านไปมาบนเส้นทางดังกล่าว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าทั้งสองฟากถนนมีการปลูกต้นกล้วยขนาดใหญ่ตลอดแนวรวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

โดยนายจำรัส แซ่อื้อ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 254/1 เจ้าของไอเดียปลูกต้นกล้วยลดอุบัติเหตุกล่าวว่า ตนติดตามข่าวสารการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่เป็นประจำ และพบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุต้องเสียชีวิต และทรัพย์สิน เนื่องจากยานพาหนะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้ริมสองข้างทาง




จึงมีแนวความคิดจะหาทางช่วยป้องกัน และลดสูญเสียให้น้อยที่สุด จึงลงมือปลูกต้นกล้วยเพื่อเป็นแนวกันชนแรกสำหรับยวดยานพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุ โดยเริ่มทำการปลูกมาตั้งแต่ปี 52 จนถึงปัจจุบัน ใช้เวลาว่างปลูกวันละประมาณ 4-5 กอ ปรากฏว่าที่ผ่านมาสามารถลดอุบอัตราการสูญเสียจากอุบัติเหตุได้จริง

สำหรับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอม ตนจะหาเวลาว่างมาดูแลตลอด หากใบกล้วยล้ำเข้าไปบนผิวถนนบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ก็จะตัด และตบแต่งให้โดยตลอด ที่ผ่านมากรมโยธาธิการก็เห็นดีด้วยกับแนวคิดของตน จึงอยากจะฝากไปยังทางกระทรวงคมนาคมให้สั่งไปยังแขวงทางหลวงทั่วประเทศให้หันมาปลูกต้นไม้ล้มลุกโดยเฉพาะต้นกล้วยไว้ริมถนน และเกาะกลางถนนดีกว่าที่จะไปปลูกต้นไม้ยืนต้นเพราะจะเป็นการช่วยลด และป้องกันการสูญเสียและประหยัดงบประมาณอีกทางหนึ่งด้วย.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/265897/ปลูกต้นกล้วยป้องกันอุบัติเหตุ
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นั่งนาน..เป็นสาเหตุใหญ่ ทำให้อายุสั้น เมื่อ: กันยายน 12, 2014, 10:25:55 AM



นั่งนาน..เป็นสาเหตุใหญ่ ทำให้อายุสั้น

หลายคนคงเคยได้ยินว่า หากนั่งอยู่กับที่นานๆ จะทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง หรือแม้แต่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่มีชีวิตด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกและ เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ติดนิสัยนั่งนาน โดยไม่รู้ตัว

วารสาร “เวชศาสตร์การกีฬา” อังกฤษ กล่าวแจ้งว่า การใช้เวลานั่งนานเป็นชั่วโมง เดี๋ยวนี้ถูกถือว่าเป็นตัวการใหญ่ที่สุดของการมีอายุสั้นหรือยาว หากสามารถควบคุมเวลาที่ใช้ในการนั่งให้น้อยลงได้ ก็จะช่วยปกป้องดีเอ็นเอไว้ไม่ให้แก่ชรา ซึ่งเป็นการยืดอายุขัยออกไปได้นั่นเอง


 :96: :96: :96: :96:

วารสารได้เท้าความในการศึกษาว่า ส่วนปลายของโครโมโซมของสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่าเทโลเมียร์ มีผลต่อการกำหนดอายุขัยของเซลล์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ความยาวของส่วนปลายนั้นเป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดอายุขัยทางชีววิทยา การมีส่วนปลายที่ยาวบ่งบอกถึงความแก่ชราอย่างมีสุขภาพ ในขณะที่การมีส่วนปลายที่สั้น จะสะท้อนให้รู้ว่าอาจจะเป็นโรคร้ายต่างๆ ตั้งแต่มะเร็งถึงโรคสมองเสื่อมขึ้นได้

ศาสตราจารย์ไมลิส เฮเลนีย์ส หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของสถาบันแคโรลินสกา มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ได้บอกยืนยันว่า การตัดทอนการนั่งๆ นอนๆ มีผลทำให้ส่วนปลายของเทโลเมียร์ยาวขึ้นได้

ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ คือ ถ้าอยู่ในเวลาทำงาน ก็อาจใช้การนั่งเอนหลัง 135 องศา ช่วยลดแรงกดดันของสันหลัง มากกว่าการนั่งชะโงกหรือ หลังตรงเป็นเวลานานๆ จากนั้นก็ลุกไปเดินเล่นรอบออฟฟิศ หรือลงไปในสวนหย่อมกระโดดกางแขนขา เพื่อให้ร่างกายหลายๆ ส่วนได้ออกแรงบ้าง


ขอบคุณภาพและบทความจาก
ch3.sanook.com/32911/midday-delivery-ยูเนสโก้เร่งแก้ปัญหา
movie.mthai.com
83  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ลอยทุกข์โศกไปกับน้ำ สัมผัสแง่งามวิถีชาวมอญสังขละผ่านประเพณี ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 11:23:21 PM

เรือไม้ไผ่ลอยเรือสะเดาะเคราะห์อยู่กลางแม่น้ำ

ลอยทุกข์โศกไปกับน้ำ สัมผัสแง่งามวิถีชาวมอญสังขละ
ผ่านประเพณี “ลอยเรือสะเดาะเคราะห์”

       งานบุญเดือนสิบ “ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์” นับเป็นอีกหนึ่งประเพณีน่าสนใจของชาวมอญในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำสืบทอดกันมาช้านาน แม้ในปีนี้งานจะจัดผ่านไปแล้วในวันที่ 7-9 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ขอนำมาบอกเล่าให้ได้ทราบถึงประเพณีอันดีงาม เผื่อให้ผู้ที่สนใจได้เก็บไว้เป็นแผนท่องเที่ยวในปีต่อๆ ไป
       
       สำหรับที่มาของประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์นั้นมีตำนานเล่ากันมาสองกระแส ตำนานแรกเชื่อว่าเริ่มมีในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์แห่งอาณาจักรมอญ เมืองหงสาวดี พระองค์ทรงเห็นพระภิกษุและสามเณรในเมืองหงสาวดีมีความประพฤติย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ทำให้พระพุทธศาสนาด่างพร้อย จึงมีพระราชประสงค์จะสังคายนาพระพุทธศาสนาในเมืองมอญเสียใหม่เพื่อชำระหมู่พระภิกษุสงฆ์ให้มีความบริสุทธิ์ จึงมีพระราชโองการให้ภิกษุสามเณรในเมืองมอญลาสิกขาทั้งหมด แล้วส่งปะขาวถือศีลแปด (ซึ่งคืออดีตพระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกที่ลาสิกขามาเป็นปะขาวนั่นเอง) เดินทางไปยังศรีลังกาเพื่อไปอุปสมบทมาใหม่จากคณะสงฆ์ในศรีลังกา เพื่อให้เดินทางกลับมาเป็นพระอุปัชฌาย์ให้แก่คนมอญในเมืองมอญนั่นเอง


เรือตั้งอยู่ด้านหน้าเจดีย์ก่อนที่ชาวบ้านจะช่วยกันลากลงสู่แม่น้ำ
       
ในวันขึ้น 14 ค่ำ ชาวบ้านจะเริ่มนำ "ตง" มาประดับเรือ
       
พระสงฆ์ยืนชมการปล่อยโคมลอยขนาดใหญ่

       คณะของปะขาวคณะนี้ได้เดินทางถึงศรีลังกาและอุปสมบทเรียบร้อยจึงเดินทางกลับโดยเรือสำเภา 2 ลำ แต่ระหว่างทางเรือสำเภาลำหนึ่งถูกพายุพัดให้หลงทิศไป ส่วนอีกลำหนึ่งเดินทางมาถึงหงสาวดีโดยปลอดภัย พระธรรมเจดีย์ทรงเป็นห่วงคณะสงฆ์ จึงมีรับสั่งให้ทำเรือจำลองขึ้น ข้างในบรรจุด้วยของเซ่นไหว้บวงสรวงบูชาเทวดา โดยมีทั้งข้าวตอก ดอกไม้ ผลไม้ ขนม ธูปเทียน ฉัตร ธง อย่างละ 1,000 ชิ้น ทำพิธีสะเดาะเคราะห์โดยทรงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และไหว้วอนให้เทวดาทั้งหลายช่วยให้เรือสำเภาที่หลงทิศไปนั้นได้เดินทางกลับมาโดยปลอดภัย จนในที่สุดเรือสำเภาลำนั้นก็เดินทางถึงเมืองหงสาวดีโดยปลอดภัยจริงๆ
       
       ส่วนอีกตำนานหนึ่งเล่าคล้ายกันว่า เจ้าเมืองสะเทิมกษัตริย์พม่าได้ครอบครองมอญ และต้องการจะเผยแผ่พุทธศาสนาแก่ชาวพม่า จึงให้พระภิกษุมอญชื่อพระพุทธโกษาเดินทางไปคัดลอกพระไตรปิฎกที่ศรีลังกาโดยทางเรือ หลังจากคัดลอกพระไตรปิฎกแล้วเสร็จ ระหว่างเดินทางกลับได้เจอพายุกลางทะเล ทำให้การเดินทางล่าช้า เจ้าเมืองสะเทิมจึงให้คนต่อเรือขนาดใหญ่พร้อมเสบียงอาหารมากมายไปรอรับ ชาวบ้านจึงมารวมตัวกันเพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เรือเดินทางกลับมาโดยปลอดภัย และเป็นที่มาของประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ที่ชาวมอญทำสืบทอดต่อกันมา


อาหารซึ่งจะนำไปไว้ภายในเรือ
       
ชาวบ้านนำอาหารมาถวายข้าวลงเรือกันตั้งแต่เช้ามืด
       
จานอาหารบางส่วนที่จะถูกนำขึ้นเรือ

       และชาวมอญในชุมชนวัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ก็ยังคงสืบทอดประเพณีลอยเรือสืบต่อมาจนปัจจุบันเช่นกัน
       
       อรัญญา เจริญหงส์ษา เลขานายกเทศมนตรีตำบลวังกะ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี เป็นผู้เล่าให้ฟังถึงประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ว่า ชาวมอญที่สังขละบุรีและในประเทศพม่ายังคงจัดประเพณีนี้สืบต่อกันมาทุกปี โดยงานประเพณีนี้มีช่วงระยะเวลา 3 วัน คือวันขึ้น 14-15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี (นับตามแบบไทย) ซึ่งจะอยู่ในช่วงเข้าพรรษา โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 7-9 กันยายน ที่ผ่านมา
       
       คนในชุมชนจะร่วมกันสร้างเรือขึ้นหมู่บ้านละลำเพื่อนำไปลอยสะเดาะเคราะห์ในแม่น้ำตามตำนานที่กล่าวไป สำหรับชุมชนอื่นๆ จะเป็นเรือลำเล็ก แต่ที่ชุมชนวัดวังก์วิเวการามจะทำเรือลำใหญ่เพราะเป็นชุมชนมอญขนาดใหญ่ โดยแต่ละบ้านในชุมชนต้องช่วยกันหาไม้ไผ่มาไว้ให้ที่วัดบ้านละ 1 ลำ จากนั้นคนเฒ่าคนแก่จะช่วยกันนำไม้ไผ่มาสร้างเป็นลำเรือขนาดใหญ่ไว้บริเวณหน้าเจดีย์พุทธคยาที่วัดวังก์วิเวการาม


       
พระสงฆ์ลงมาสวดสะเดาะเคราะห์
       
ชาวบ้านลงทำบุญวันพระใหญ่จนเต็มศาลาวัด

       จากนั้นเมื่อสร้างเรือเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันขึ้น 14 ค่ำ ชาวบ้านจะเริ่มนำ “ตง” หรือธงกระดาษที่ทำขึ้นเองมาเสียบประดับไว้บนเรือไม้ไผ่ พร้อมทั้งจุดธูปเทียนบูชาบริเวณลานด้านหน้าเจดีย์
       
       และในคืนนั้นชาวบ้านจะเตรียมทำอาหารเพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์และจะนำอาหารเหล่านั้นมาใส่ไว้ในเรือ เรียกว่า "ถวายข้าวลงเรือ" และจะตื่นมาทำอาหารกันตั้งแต่เช้ามืดของวันถัดมา ซึ่งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันพระใหญ่ อาหารเหล่านั้นจะทำเสร็จตั้งแต่ตอนเช้ามืด ราวตี 2-ตี 3 เมื่อทำเสร็จแล้วต่างคนต่างก็จะรีบนำอาหารนั้นมาถวายข้าวลงเรือกัน เพราะเชื่อว่าคนที่มาก่อนเป็นคนแรกๆ จะได้รับบุญมากกว่า
       
       “อาหารที่ทำมาถวายในเรือจะมีข้าวสวย ข้าวตอก กล้วย ข้าวต้ม (คล้ายข้าวต้มมัด) อ้อย ถั่วตัด ขนม และผลไม้ต่างๆ รวมไปถึงหมากพลู น้ำ เทียน และตงอันเล็กๆ ด้วย” อรัญญาเล่า


การตักบาตรน้ำผึ้งและน้ำมันงาที่ปัจจุบันถูกทดแทนด้วยน้ำตาลทรายและน้ำมันพืช
       
ชาวบ้านร่วมฟ้อนรำอย่างสนุกสนานก่อนการลากเรือ
       
ขบวนลากเรือค่อยเคลื่อนไปยังแม่น้ำ

       อาหารเหล่านี้จะถูกจัดวางไว้ในจานเดียวกัน แต่ละคนจะนำมาถวายไว้ในเรือที่ถูกตกแต่งด้วยตงหลากสีสัน ชาวบ้านทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็กๆ จะแต่งตัวสวยงามและทยอยมาที่วัดและนำจานอาหารของตนเองมาถวายไว้ในเรือ จากนั้นประมาณ 04.30 น. พระสงฆ์จะลงมาทำพิธีสวดสะเดาะเคราะห์ที่ลานด้านหน้าเจดีย์
       
       ในช่วงที่ทุกคนทยอยกันนำมาอาหารมาใส่ลงในเรือนี้ ก็จะมีการละเล่นคือการลอยโคมกัน โดยเป็นโคมกระดาษว่าวที่ใช้ความร้อนจากเชื้อเพลิงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า โคมเหล่านี้มีทั้งขนาดเล็กแบบที่เคยเห็นกันบ่อยๆ และขนาดใหญ่คล้ายบอลลูน เพราะเมื่อก่อนนี้ทางวัดจะลอยโคมโดยมีเครื่องอัฐบริขารผูกติดไปด้วย เมื่อโคมและเครื่องอัฐบริขารไปตกที่บ้านใคร หากเป็นผู้ชายก็จะต้องบวช หากเป็นผู้หญิงก็จะต้องมาทำบุญ แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว คงเหลือแต่การลอยโคมของชาวบ้านที่ทั้งขนาดเล็กและใหญ่เท่านั้น และจะจุดกันทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน
       
       ในวันพระนี้มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ตอนเช้ามืด ส่วนในช่วงเช้าชาวบ้านจะออกมาตักบาตรพระหน้าบ้านกันตามปกติ ก่อนจะไปถวายกับข้าวและสวดมนต์กันที่วัด นอกจากนั้น ในเวลาราว 09.00 น. ก็จะมีการ “ตักบาตรน้ำผึ้งและน้ำมันงา” ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวมอญ โดยน้ำผึ้งและน้ำมันงานั้นพระสงฆ์สามารถนำไปใช้ทำยารักษาโรคได้ แต่ปัจจุบันทั้งสองสิ่งเป็นของหายากขึ้น สมัยนี้จึงมีการดัดแปลงเป็นการถวายน้ำตาลทรายแทนน้ำผึ้ง และน้ำมันพืชแทนน้ำมันงาแทนหากว่าหาไม่ได้ เพื่อให้พระสงฆ์นำไปใช้ประโยชน์ภายในวัด


ชาวบ้านมาช่วยกันลากเรืออย่างสามัคคี
       
เรือค่อยๆ เคลื่อนลงสู่ผิวน้ำ
       
ชาวบ้านและเด็กๆ ร่วมลุ้นอย่างตั้งใจ

       นอกจากนั้น ในตอนบ่ายก็จะมีการ “ตักบาตรดอกไม้” ซึ่งเป็นการตักบาตรที่จะทำกันในวันพระใหญ่ตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษา พระภิกษุจะถือเปลผ้าจีวรกันเป็นคู่ๆ เดินเรียงแถวผ่านชาวบ้านที่รอตักบาตรด้วยดอกไม้และธูปเทียน และพระภิกษุจะนำดอกไม้ธูปเทียนเหล่านั้นไปถวายพระประธานในอุโบสถต่อไป
       
       จากนั้นก็มาพิธีสำคัญของประเพณีครั้งนี้ก็คือการลอยเรือสะเดาะเคราะห์ซึ่งจะทำกันในวันแรม 1 ค่ำ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของประเพณี ในช่วงสายๆ ชาวบ้านทั้งชายหญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะแต่งตัวสวยงามมาช่วยกันลากเรือที่ตกแต่งด้วยตงสีสันสวยงาม ภายในเรือเพียบแปล้ไปด้วยอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย ลงสู่แม่น้ำซองกาเลีย
       
       เรือลำใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนตัวด้วยแรงลากของชาวบ้านนับพันคน เชือกเส้นยาวเหยียดมีชาวบ้านช่วยลากกันอย่างสามัคคี แม้ในวันนั้นแดดจะร้อนจัด แต่ชาวบ้านทุกคนหน้าตายิ้มแย้ม ขบวนลากเรือคึกคักไปด้วยเสียงกลองยาวและเสียงดนตรีแบบมอญ มีการร้องรำรื่นเริง ทุกคนช่วยกันลากเรือลงไปจากด้านหน้าเจดีย์พุทธคยาไปยังตลิ่งริมน้ำ ช่วงที่เป็นทางชันก็ต้องใช้แรงคนดึงเชือกด้านหลังเรือ ก่อนจะปล่อยลงสู่แม่น้ำซองกาเลีย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำเรือขนาดใหญ่และน้ำหนักมหาศาลลงสู่แม่น้ำได้ ชาวบ้านต้องช่วยกันประคอง รวมถึงใช้เรือยนต์ชักลากเรือไม้ไผ่ให้ลงสู่แม่น้ำอย่างเรียบร้อย ต้องใช้เวลากันพักใหญ่กว่าที่เรือใหญ่จะสามารถลงสู่น้ำได้อย่างปลอดภัย นำพาเอาความทุกข์โศกและเคราะห์ภัยต่างๆ ออกไปจากชาวบ้าน และนำพาเอาสิ่งดีๆ และเป็นสิริมงคลมาสู่ทุกคนในชุมชนต่อไป
       
       แต่ก็จะมีเด็กๆ วัยกำลังคึกคะนองพายเรือตามเรือไม้ไผ่ แถมยังกระโดดขึ้นเรือไปหาขนมของกินและผลไม้จากเรือไม้ไผ่ไปแบ่งกันกินอย่างสนุกสนาน ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิดหรืออัปมงคลแต่อย่างใด


ในที่สุดเรือก็ลงสู่น้ำได้ทั้งลำ
       
เรือยนต์ค่อยๆ ลากเรือไม้ไผ่ไปสู่กลางน้ำ
       
เด็กๆ พายเรือตามมาอย่างสนุกสนานเพื่อหาขนม ผลไม้ หรือกล้วย อ้อยบนเรือ

       นับเป็นอีกหนึ่งประเพณีดีงามที่ชาวมอญเมืองสังขละฯ ยังคงรักษาไว้ได้อย่างดี เชื่อว่าใครที่ไปสัมผัสคงจะเห็นถึงความผูกพันเหนียวแน่นในพระพุทธศาสนา รวมทั้งเห็นถึงความสามัคคีของชาวมอญที่ช่วยกันสร้างเรือ ช่วยกันลากเรือ และยังสัมผัสกับความงามของเมืองสังขละบุรีอีกด้วย     
       
       ผู้ที่สนใจไปร่วมงานบุญเดือนสิบ ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ในปีต่อๆ ไปของชาวมอญที่วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หรืองานประเพณีอื่นๆ ที่น่าสนใจของชาวมอญ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหารในจังหวัดกาญจนบุรี สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจนบุรี โทร. 0-3451-1200, 0-3451- 2500


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000104107
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "หลวงปู่พิมพ์" อาจไม่สละสังขาร แต่เชื่อไหม.? มีคนยอมเผาตัวเพื่อนิพพาน เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 11:09:29 PM
นายเรือง

"หลวงปู่พิมพ์" อาจไม่สละสังขาร แต่เชื่อไหม.?
ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีคนยอมเผาตัวเพื่อนิพพาน

ศาลาเล็ก บริเวณพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม กทม. มีประติมากรรมสลักจากหินเป็นรูปชายสองคน ชื่อ "นายเรือง" และ "นายนก"

จารึกที่ฐานรูปปั้นนายเรือง มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อปี พ.ศ.2333 นายเรือง ไปเสี่ยงดอกบัวพร้อมสหายอีกสองคน ที่พระอุโบสถวัดครุฑ ว่าถ้าใครจะสำเร็จโพธิญาณ ขอให้ดอกบัวของผู้นั้นจงบานขึ้น ครั้นต่อมาในวันรุ่งขึ้น ดอกบัวของนายเรืองก็บานขึ้นมาแต่เพียงดอกเดียว


 :25: :25: :25: :25:

นับจากนั้น นายเรืองจึงไปอยู่ศาลาการเปรียญ วัดอรุณฯ สมาทานอุโบสถศีล ฟังเทศน์ เอาน้ำมันชุบสำลีเป็นเชื้อพาดแขนทั้งสอง เพื่อจุดไฟต่างประทีป จนถึงวันเผาตัว นายเรืองฟังเทศน์จบก็นุ่งห่มผ้าชุบน้ำมัน เดินออกมาหน้าศาลาการเปรียญ นั่งพับเพียบ พนมมือ รักษาอารมณ์ให้สงบ แล้วจุดไฟเผาตัว ขณะที่เปลวไฟลุกท่วมตัวนั้น นายเรืองได้ร้องว่า "สำเร็จปรารถนาแล้ว" ส่วนคนรอบข้างที่มายืนดูอยู่ราว 5-6 ร้อยคน บ้างก็ร้องสาธุ เปลื้องผ้าห่มโยนบูชาเข้ากองไฟ คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ก็ถอดหมวกคำนับ แล้วโยนเข้าไปในกองไฟด้วย เมื่อไฟดับลงแล้ว ชาวบ้านก็ช่วยกันยกศพนายเรืองไปไว้ที่ศาลาการเปรียญ สวดพระอภิธรรมสองคืน ก่อนจะนำไปเผา

ว่ากันว่าขณะเผาศพนายเรืองนั้น ปลาในท้องนาได้โดดเข้ากองไฟ นอกจากนี้ อัฐิของนายเรืองยังมีสีเขียวขาวเหลืองขาบ แลดูประหลาดตา จึงมีการเก็บอัฐิใส่ในโกฐดีบุก แล้วเก็บไว้ที่ศาลาการเปรียญเก่า วัดอรุณฯ


นายนก

ขณะที่จารึกที่ฐานรูปปั้นนายนก มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อปี พ.ศ.2360 หลังคืนที่ฝนตก มีคนได้มาเห็นนายนกนั่งสมาธิเผาตัวตายอยู่ใต้ต้นมหาโพธิ์ หน้าพระวิหารเก่า วัดอรุณฯ

ก่อนหน้านั้น ราวเดือนเศษ นายนกได้บอกกล่าวกับญาติมิตรและชาวบ้านที่รู้จักว่า จะประพฤติสุจริตธรรม ทำบุญรักษาศีล ตั้งจิตปรารถนาพระนิพพาน ก่อนจะละบ้านเรือน ออกมาสมาทานศีล เจริญภาวนาอยู่ที่ศาลาการเปรียญเก่า วัดอรุณฯ

ไม่มีใครทราบได้ว่านายเรืองและนายนกจะบรรลุนิพพานจริงหรือไม่ จากการเผาตัวสละชีวิต แต่ความเชื่อลักษณะนี้ก็มีอยู่ในทุกสังคม แม้จะมีสิกขาบทห้ามการกระทำดังกล่าวเอาไว้


 :96: :96: :96: :96:

ทว่า การกระทำของทั้งคู่ ก็แสดงให้เห็นถึง ความเลื่อมใสศรัทธาแก่กล้าต่อพระพุทธศาสนาของคนในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และการให้ความยอมรับต่อการเผาตัวเพื่อแสดงความเลื่อมใสดังกล่าว

ดังที่ นายเรืองและนายนก ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้คนในสมัยนั้น จนมีการสร้างรูปเหมือนและจารึกข้อความเพื่อประกาศเรื่องราวว่าด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของบุคคลทั้งสอง


ที่มา บทความ เล่าเรื่อง : นายเรืองและนายนกผู้เผาตัว โดย นวพรรณ ภัทรมูล
คลิกอ่านบทความฉบับเต็ม ที่นี่
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410364504
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลวงปู่พิมประกาศ อีก 15 ปี ละสังขาร เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 11:00:43 PM


หลวงปู่พิมประกาศ อีก 15 ปี ละสังขาร

อาการหลวงปู่พิมดีขึ้นยันไม่ขอรับตำแหน่งใดๆประกาศอีก 15 ปี วันที่ 9 เดือน 9 จะละสังขาร เจ้าคณะคาดโทษทำอีกจับสึก พศ.สอบเงินบริจาค 120 ล้านเหลือไม่เกิน 2 แสน
 
ความคืบหน้ากรณีพระครูเวฬุวัน จันทรังษี หรือหลวงปู่ธนวัฒน์ สิริพิมโพ หรือหลวงปู่พิม อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน หมู่ 4 บ้านท่าเริงรมย์ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ประกาศละสังขารในวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 21.00 น. ตรงกับวันที่ 9 ก.ย. และตรงกับวันคล้ายวันเกิด โดยเลือกละสังขารที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกุฏิ ด้วยการนอนภาวนาในโลงที่เตรียมไว้ สั่งห้ามทุกคนรบกวน และไม่ให้เปิดโลงอย่างเด็ดขาด ให้รอถึงวันที่ 11 ก.ย. จึงค่อยให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชันสูตรศพนั้น       
       
ต่อมาช่วงเย็นวันที่ 10 ก.ย.57 พล.ต.ต.พินิต มณีรัตน์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ รับคำสั่งด่วนจากนายพรศักดิ์  เจียรณัย ผู้ว่าราชการจ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยนายประพันธ์  ตั้นวัฒนา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ชัยภูมิ  และเจ้าคุณศรีฯ พระราชภาวนาวราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ช่วยนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสภ.คอนสาร กว่า 20 นาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล ได้ขึ้นเข้าไปเจรจากับหลวงปู่พิม ที่นอนอยู่ในโลงศพข้างกุฏิ เพื่อขอเปิดฝาโลงซึ่งหลวงปู่พิมกำลังนอนอยู่ข้างในท่านอนแบบพระพุทธรูปปางไสยยาตร ให้ล้มเลิกความคิดที่จะละสังขารในครั้งนี้ก่อน และขอให้ออกมานั่งพูดคุยอยู่นานกว่า 30 นาที เพื่อขอให้หลวงปู่มีชีวิตอยู่ต่อเพื่อขอให้อยู่ดำรงธาตุขันธุ์ บำรุงศาสนวัตถุ สืบพระศาสนาสืบไป หลวงปู่พิมจึงยินยอมตามที่ พล.ต.ต.พินิตฯและเจ้าคณะจังหวัดขอร้องร่วมเดินกลับลงมาจากกุฏิก่อนถูกนำตัวส่งตรวจร่างกายเป็นการด่วนที่ รพ.คอนสาร

 
 :96: :96: :96: :96:

ล่าสุด วันที่ 11 ก.ย.57 พล.ต.ต.พินิต  มณรีรัตน์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ พร้อมด้วยนายแพทย์สุภาพ  สำราญวงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคอนสารได้เข้าเยี่ยมดูอาการหลวงปู่พิม  ทามกลางสื่อมวลชนติดตามเข้าไปทำข่าว
 
นายแพทย์สุภาพ กล่าวว่า จากการตรวจร่างกายหลวงปู่ เบื้องต้นพบว่าสัญญาชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ความรู้สึกตัวดี ยกแขน  ยกขาได้คล่อง  มีอาการปกติ  ได้ถอดสายน้ำเกลือออกแล้ว มีการถวายอาหารและให้ยาลดกรด และยาที่หลวงปู่เคยฉันเป็นประจำ  หลวงพ่อฉันอาหารได้พอสมควร อาการทั่วไปอยู่ในขั้นปลอดภัย ทางโรงพยาบาลและลูกศิษย์ขอให้หลวงปู่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลไปอีก 1 วันจึงจะให้กลับวัดได้ 
 
นายประพันธ์  ตั้นวัฒนา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นในการประกาศละสังขารครั้งนี้ ที่จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.374 การที่จะละเลยการที่จะยอมให้คนฆ่าตัวตายต่อหน้าเราที่เห็น ถ้าเกิดเป็นผลสำเร็จในครั้งนี้ก็จะถือว่าทุกคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะมีความผิดด้วยกันทุกคน ซึ่งเรื่องนี้จึงได้มีสั่งจากทางผู้ว่าราชการ จ.ชัยภูมิ ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงมาช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ จนล่าสุดเป็นผลสำเร็จที่ช่วยเจรจานำหลวงปู่พิมออกจากโลงและล้มเลิกการประกาศละสังขารได้ทัน

 
 :41: :41: :41: :41:

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับทางโลกและสังคม โดยร่วมที่จะมีหลักปฏิบัติและต้องมีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของวัดเวฬุวัน ในครั้งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมดด้วย ซึ่งหากมีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือเข้าข่ายหลอกลวงก็จะต้องมีการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยทั้งหมดต่อไป
 
ในส่วนทางธรรม ผู้นำสงฆ์สูงสุดท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ได้มีการว่ากล่าวตักเตือนไปแล้ว ถือว่าจะไม่มีการลงโทษใดๆในครั้งนี้ และขอให้พระสงฆ์ในสังกัดทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมต่อไป ซึ่งกรณีหลวงปู่พิมเป็นการตักเตือนและขอให้อย่ากระทำในลักษณะนี้อีก ซึ่งบทลงโทษอาจจะหนักถึงขั้นขาดจากความเป็นพระและถูกสั่งจับสึกได้ 
 
ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงรวมเงินจำนวนมากกว่า 120 ล้านบาทที่มีมูลค่ามหาศาลตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาของวัดที่เคยได้รับบริจาคมายังชี้แจงที่มาที่ไปไม่ได้ ด้านพล.ต.ต.พินิต  มณีรัตน์  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ได้สั่งมอบหมายให้พ.ต.อ.พงศ์ศักดิ์  สุขอิ่ม ผกก.สภ.คอนสาร เป็นหัวหน้าชุดเข้าตรวจสอบเงินบริจาคของวัดที่ผ่านมา เบื้องต้นพบมีเงินคงเหลือในบัญชีของวัดเพียง 2 แสนบาท
 
 :91: :91: :91: :91:

ต่อมา หลวงปู่พิม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่ได้หลอกลวงใคร ตั้งใจจะละสังขารในคืนวันที่ 9 ก.ย. โดยเข้าไปนอนในโลงศพข้างกุฏิ และประกาศให้ลูกศิษย์ขึ้นไปดูศพในโลงในวันที่ 11 ก.ย.ก็เพราะป่วยเป็นมาหลายโรค ทั้งโรคเกาต์ และลำไส้มานาน หมอให้ยามารับประทานก็ไม่หาย หลวงปู่เลยเลิกทานยา และตั้งใจปฏิบัติฌาญสมาบัติ 4 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  ส่วนที่ยกเลิกความตั้งใจเพราะหลวงปู่ศรี เจ้าคณะจังหวัดวัดผาเกิ้ง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิและพล.ต.ต.พินิต  มณีรัตน์ ผบก.ชัยภูมิ และคณะแพทย์มานิมนต์ขอร้องให้ออกจากโลง เห็นเรื่องจะไปกันใหญ่ จึงตัดสินใจให้ลูกศิษย์นำตัวส่งโรงพยาบาล โดยหลังจากหายป่วยดีแล้วก็จะกลับไปจำวัดที่เดิม แต่จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆทั้งสิ้นอีก โดยจะให้หลวงตาบัวฯพระน้องชายเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน
 
ตนเองไม่หลงในลาภยศใดๆทั้งสิ้น จะเดินหน้าสอนธรรมะญาติโยมต่อไป หลังจากกลับมาอยู่ได้ต่อครั้งนี้ อีกไม่เกิน15 ปีต่อจากนี้ไป ในวันที่ตรงกับ วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2572 จึงจะละสังขารอีกครั้ง


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140911/191913.html
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมเด็จหนกลางห่วง พระวิปัสสนามีน้อย เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:55:15 PM


สมเด็จหนกลางห่วง พระวิปัสสนามีน้อย

กรมการศาสนา มอบทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ปี 57 จำนวน 400 รูป ด้านสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ห่วงพระวิปัสสนายังมีน้อย

วันนี้( 11 ก.ย.)ที่หอประชุมพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จังหวัดนครปฐม สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรองอธิการบดี วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) เป็นประธาน ในพิธีมอบทุนการศึกษา โครงการสนับสนุนกิจกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2557 ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ของกรมการศาสนา(ศน.) จำนวน 400 รูป แบ่งเป็นจากมจร. 248 รูป จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) 52 รูป และจากสำนักเรียนบาลี จำนวน 100 รูป ซึ่งพระภิกษุที่เข้ารับทุนในครั้งนี้จะต้องเข้ารับการอบรมวิปัสสนากรรมฐานระหว่างวันที่ 10-13 ก.ย.ที่พุทธมณฑล ด้วย


 :96: :96: :96: :96:

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวให้โอวาทว่า ปัจจุบันมีผู้ที่จะบวชเป็นพระภิกษุสามเณรลดน้อยลง ขณะเดียวกันที่มีอยู่บางส่วนก็ยังขาดความรู้ในเรื่องการสอนวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งการขาดบุคลากรของพระสงฆ์ยังไม่น่าวิตกเท่าการขาดบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาด้านพระปริยัติธรรม ส่วนเรื่องการวิปัสสนากรรมฐานยังคงปล่อยให้เป็นเรื่องของวัด ของบุคคล ดังนั้นการที่กรมการศาสนาจัดโครงการนี้จึงถือเป็นการช่วยกระตุ้นให้พระรุ่นใหม่สนใจมาศึกษาวิปัสสนากรรมฐานเพิ่มขึ้น

ด้าน นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2551 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยภารกิจหลักของกองทุน คือ ส่งเสริม สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมทั้งสนับสนุนพระสงฆ์ พุทธศาสนิกชน เดินทางไปยังสังเวชนียสถาน ที่ประเทศอินเดียด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/266015/สมเด็จหนกลางห่วงพระวิปัสสนามีน้อย
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชี้หลวงพ่อพิมพ์ ไม่น่าเข้าข่ายอวดอุตริ เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:52:36 PM


ชี้หลวงพ่อพิมพ์ ไม่น่าเข้าข่ายอวดอุตริ

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เชื่อหลวงพ่อพิมพ์พระนักปฏิบัติดี แต่อาจติดวิปัสสนูปกิเลส ชี้ พวกอวดอุตริส่วนใหญ่หวังลาภสักการะ

วันนี้( 11 ก.ย.) สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวถึงกรณีหลวงพ่อพิมพ์ หรือพระครูเวฬุวัน จันทรังษี เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ประกาศละสังขารล่วงหน้าว่า เท่าที่ทราบหลวงพ่อพิมพ์เป็นพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานรูปหนึ่ง ขณะนี้อาพาธด้วยหลายโรค แต่ไม่ทราบว่า วิธีการปฏิบัติของท่านเป็นเช่นไร ซึ่งเมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาถึงขั้นหนึ่ง อาจจะทำให้สำคัญผิดได้ว่า ได้บรรลุธรรม เนื่องจากไปติดในวิปัสสนูปกิเลส หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาอ่อนๆ สภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อถามว่าหลวงพ่อพิมพ์อวดอุตตริมนุสสธรรมหรือไม่ ตอบได้ว่า ไม่น่าจะเข้าข่ายอวดอุตตริมนุสสธรรม เพราะหลวงพ่อพิมพ์ เป็นพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และปฏิบัติดีมาโดยตลอด ซึ่งการที่เข้าข่ายอวดอุตริได้ คือ ผู้ไม่มีวิชาอะไรเลยแล้วไปอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตัวตน เพื่อหวังลาภสักการะ บริวาร ดังนั้น พระพุทธองค์ จึงต้องมีการบัญญัติ ห้ามพระภิกษุอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตัวตน ในการป้องกันพระสงฆ์ประพฤติไม่เหมาะสม


 :96: :96: :96: :96:

ด้าน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า หลังจากที่หลวงพ่อพิมพ์อาการอาพาธดีขึ้น ทางเจ้าคณะปกครองในพื้นที่ต้องไปตรวจสอบและสอบถามหลวงพ่อพิมพ์กรณีการประกาศละสังขาร ส่วนประเด็นการเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินของทางวัดนั้น พศ.คงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้เพราะวัดเป็นนิติบุคคล และตามระเบียบมหาเถรสมาคม(มส.)กำหนดให้เจ้าอาวาสต้องดูแลการใช้จ่ายภายในวัดและต้องมีการทำบัญชีรายรับรายจ่าย แต่หากจะให้เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามขั้นตอน เช่น มีการขออำนาจจากศาลที่จะสั่งให้ พศ.ไปตรวจสอบ เป็นต้น เบื้องต้นเจ้าคณะปกครองได้เข้าไปดูแลเรื่องบัญชีการใช้จ่ายทางการเงินของวัดว่าเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่

“ การที่หลวงพ่อพิมพ์ประกาศละสังขารด้วยการนอนในโลงศพ ก็มีการสันนิษฐานไปต่าง ๆ นานา บางคนก็ว่า เป็นการโอ้อวดอุตริ แต่เราก็มองว่าท่านอาจจะมีความเชื่อฝังอยู่ ในเรื่องของการตาย แต่ทั้งหมดนี้ยังคงไม่สามารถสรุปอะไรได้ต้องรอให้อาการอาพาธดีขึ้นก่อนจึงไปสอบถามจากหลวงพ่อได้” ผอ.พศ. กล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/266014/ชี้+หลวงพ่อพิมพ์ไม่น่าเข้าข่ายอวดอุตริ
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฉันเป็นลิเบอรัล! ม.จีนวุ่น นศ.ไม่ยอมรับนโยบายใช้ขัดห้องส้วมฯ เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:57:57 AM

นักศึกษามหาวิทยาลัยหนานชาง มณฑลเจียงซี ประท้วงพากันชักชวนเพื่อนๆ
ร่วมต่อต้านนโยบายสั่งให้พวกเขาทำความสะอาดห้องพัก-ห้องน้ำของตนเอง
งดจ้างแม่บ้านฯ โดยนำขยะที่กินใช้มาทิ้งกองไว้ทั่ว โดยอ้างว่า พวกเขามาเพื่อเรียนหนังสือไม่ใช่มาทำความสะอาด (ภาพจากเว่ยปั่ว)

ฉันเป็นลิเบอรัล! ม.จีนวุ่น นศ.ไม่ยอมรับนโยบายใช้ขัดห้องส้วมฯ

       เซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์ รายงาน (9 ก.ย.) ว่า เกิดความวุ่นวายในมหาวิทยาลัยหนานชาง เมื่อนักศึกษานับร้อยคนนำขยะจากห้องนอนตัวเอง มากองไว้ตามทางเดินหอพักฯ ประท้วงนโยบายใหม่ของสถาบันฯ ที่นักศึกษาต้องรับผิดชอบทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำฯ โดยกลุ่มค้านฯ อ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ของพวกตนนักศึกษา
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยหนานชาง สถาบันการศึกษาชื่อดังในมณฑลเจียงซี ที่ประท้วงพากันชักชวนเพื่อนๆ ร่วมต่อต้านนโยบายนี้ โดยอ้างว่า พวกเขามาเพื่อเรียนหนังสือไม่ใช่มาทำความสะอาด
       
       สำหรับนโยบายทำความสะอาดนี้ ทางสถาบันฯ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 กันยายนนี้เอง โดยให้นักศึกษาทุกคนจัดเวรทำควมสะอาดห้องพักรวมถึงห้องน้ำกันเอง ไม่จ้างวานใช้แม่บ้าน โดยนายโจว ฉวงปิง อธิการบดีมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้นักศึกษาทุกคนรู้จักรับผิดชอบ และมีทัศนคติที่ดีต่องานทุกอย่าง โดยเฉพาะงานประเภทใช้แรงงาน


        :96: :96: :96: :96:

       รายงานข่าวกล่าวว่า เด็กนักศึกษาที่คัดค้านนโยบายนี้ ล้วนเกิดในยุคทศวรรษ 90 อันเป็นยุคที่จีนพัฒนาก้าวหน้ามีความอยู่ดีกินดี และส่วนใหญ่พวกเขาเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว ไม่เคยทำงานหนักหรือแม้กระทั่งอยู่กินด้วยแรงงานของตนเอง เด็กรุ่นนี้ยังมีความคิดอ่านฉลาด ดูเป็นเหตุเป็นผล เป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมถูกปกครอง โดยยึดถือสิทธิเสรีภาพ เรียกร้องความเสมอภาคเป็นเรื่องใหญ่มาก่อนสิ่งใด หรือที่เรียกว่า กลุ่มแนวคิดเสรีนิยม (ลิเบอรัล) จนเกิดความขัดแย้งกับครอบครัวและผู้ปกครอง ซึ่งต่างยอมรับว่าเลี้ยงดูพวกเขายาก ลูกๆ เรียกร้องเสรีภาพ แต่พอคิดกลับทางกลับกัน พวกเขาเองไม่ได้เป็นเสรีจริง โดยเฉพาะไม่ได้เป็นอิสระเสรีจากความคิดของตัวเองเท่าใดนัก
       
       "ผมคิดว่า การทำงานบ้านเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งไม่ดี มิหนำซ้ำการทำงานประเภทใช้แรงงานจะช่วยฝึกกล่อมเกลาพวกเขาให้โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี รู้จักรับผิดชอบ" นายโจว กล่าวกับผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ thepaper.cn

        :49: :49: :49: :49:

       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระแสต่อต้านนโยบายใหม่นี้ ได้บานปลายขยายวง มีนักศึกษาระดมล่ารายชื่อ ร่วมลงนามคัดค้านไม่เอานโยบายนี้กันแล้วหลายร้อยคน จนทำให้ทางสถาบันฯ ต้องเรียกคณะผู้บริหารนโยบายประชุมฯ ด่วน
       
       นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวกับ เว่ยปั่ว สื่อออนไลน์จีนว่า ตอนนี้ไม่มีแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องพวกเราเลย ห้องน้ำก็สกปรกมาก ไม่กล้าเข้าไปใช้เลย ขณะที่อีกคนฝากถึงคณาจารย์ว่า ให้ฟังพวกเขาบ้าง ตอบคำถามด้วยว่า พวกเขามาเรียนหนังสือหรือมาทำความสะอาด ออกนโยบายมาเคยถามพวกเขามั๊ย เคยฟังความเห็น เคารพสิทธิพวกเขาหรือไม่
       
       นักศึกษาอีกหลายคนกล่าวว่า พวกเขามาเพื่อเรียนหนังสือ แต่เขาต้องเสียสมาธิในการเรียน เข้าเรียนล่าช้าเพราะงานทำความสะอาดเหล่านี้ และย้อนให้อธิการบดีกลับไปขัดห้องน้ำของตนเองก่อนจะดีไหม


        :73: :73: :73: :73:

       นายโจว อธิการบดีฯ กล่าวว่า ในสมัยที่พวกตนยังเป็นนักศึกษา คนรุ่นตนนี้ต่างต้องทำงานใช้แรงงาน รับผิดชอบงานในบ้าน แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ซึ่งต่างจากสภาพชีวิตของเด็กยุคนี้มากจนเทียบกันไม่ได้ และยืนยันว่าการทำงานใช้แรงงาน จะพัฒนาอุปนิสัยตลอดจนคุณสมบัติและทัศนคติหลายอย่าง ที่ล้วนส่งเสริมการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะความอดทน และความรับผิดชอบ
       
       ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่สภาพทั่วไปในมหาวิทยาลัยฯ เริ่มพบเห็นกองขยะอุจาดจำนวนมาก ที่ประชุมมหาวิทยาลัยก็ได้หารือเพื่อหาข้อไกล่เกลี่ยยุติฯ โดยอาจารย์หลายคนมีความเห็นให้ทบทวนนโยบายฯ ดังกล่าว ตามความต้องการของกลุ่มนักศึกษาฯ แต่นายโจว อธิการบดี ยังคงยืนยันสนับสนุนนโยบายนี้ โดยให้คงไว้ ด้วยเชื่อมั่นว่าเป็นนโยบายที่มีเจตนาดีต่อนักศึกษา และไม่ได้ละเมิดสิทธิการเรียน ฯลฯ ของเหล่านักศึกษาแต่อย่างใด


กองขยะที่นักศึกษาปล่อยทิ้งไว้ ไม่นำไปยังบ่อขยะฯ โดยรอให้คนอื่นจัดการฯ (ภาพเว่ยปั่ว)
       
       
ห้องน้ำที่นักศึกษาต่างปล่อยปละไว้ อ้างว่า ไม่มีแม่บ้านมาขัดให้ สกปรกจนไม่อยากเข้าใช้ (ภาพเว่ยปั่ว)

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000103911
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 ค่าใช้จ่ายที่คุณ “ไม่ควรเสีย” !! เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:37:16 AM

7 ค่าใช้จ่ายที่คุณ “ไม่ควรเสีย” !!

หากพูดถึงการทำรายรับรายจ่ายนั้นหลายๆคน หลายๆ ครัวเรือน มักจะใช้จ่ายก่อนทันทีหลังจากที่ได้รับเงินเดือนมา แบ่งรายจ่ายออกเป็นก้อนต่างๆ และสุดท้ายจึงออมสิ่งที่เหลือ ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญมักจะบอกว่า จริงๆ แล้วควรออมก่อน แล้วค่อยใช้จ่าย แต่ก็นั่นแหละ คนเราต่างกัน รายได้ต่างกัน รายจ่ายต่างกัน ทำให้มีวิธีที่เหมือนกันเลยซะทีเดียวในการบริหารเงินค่อนข้างยาก หลายคนก็บอกว่า ยาก เพราะรายจ่ายวันนี้มากมายเหลือเกิน วันนี้ MoneyGuru.co.th ขอรวมเอา 7 ค่าใช้จ่ายที่เรา "ไม่ควรเสีย" เลย มาฝากกัน!

 ans1 ans1 ans1 ans1

ช้อปปิ้งแบรนด์โปรดตอน "ไม่เซล"!
แน่นอนว่า หากคุณชื่นชอบแบรนด์นึงมากๆ คุณจะรู้ว่าช่วงไหนของปีที่แบรนด์นี้จะต้องลดราคาอย่างแน่นอน อดใจรอซักนิดหากคุณต้องการประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณ รอช่วงเซลแล้วค่อยไปช้อป หากคุณไม่จำเป็นต้องสนใจมากว่าจะได้ใส่ชุดนั้นชุดนี้ ช้ากว่าคนอื่นๆ หรือไม่


ปรับแอร์เย็นเกินไป!
การปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 25-26 องศาได้รับการบอกกล่าวแล้วว่าจะช่วยลดค่าไฟได้ถึงร้อยละ 5-15% เพราะฉะนั้นทำไมคุณไม่ลองดูล่ะ นอกจากนี้ บางทีวันไหนที่อากาศดีๆ ลองเปิดประตู หน้าต่างรับลมธรรมชาติบ้างก็ได้นะ รับรองประหยัดไฟได้มากเลยทีเดียว


ซื้อของผิดร้าน!
แน่นอนว่าบางทีเราก็อยากไปซื้อของที่ๆ เดียว ที่มีทุกอย่างจบ แต่บางทีมันก็เป็นการประหยัดกว่าถ้าจะไปร้านที่ขายของชนิดนั้นๆ โดยเฉพาะ อาทิ ไม่ควรซื้อยา ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ควรซื้อกระเป๋าใส่ของที่ร้านหนังสือ


ซื้อแต่ของแบรนด์ดัง!
มักเป็นที่เข้าใจว่าของแบรนด์ดังๆ แพคเกจดีๆ จะมีคุณภาพมากกว่าของแบรนด์กลางๆ คนรู้จักน้อยเสมอ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ของบางอย่าง อย่างเช่น ยา หรือเวชสำอางค์ ที่ทำขึ้นโดยแบรนด์ในประเทศ มีคุณภาพไม่ต่างอะไรเลยกับแบรนด์ดังเมืองนอก แถมราคาถูกกว่าเกือบครึ่ง แต่คนก็หันกลับไปซื้อของนอกมากกว่า เอาเป็นว่า ลองแบรนด์ไทยดีๆ ก็มีถมไปน่ะ


ซื้อประกันที่จริงๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องใช้มัน!
จริงๆ แล้ว ประกันชีวิต มีไว้เพื่อหากคุณเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัว อย่างเช่น คุณมีลูก คุณควรทำ แต่ถ้าคุณเป็นคนโสด และคาดว่าจะไม่มีครอบครัว บางทีประกันชีวิตก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่บริษัทประกันก็มักโน้มน้าวให้คุณทำโดยให้เหตุผลต่างๆ นานา หรือประกันสุขภาพ ก็ไม่จำเป็น หากคุณมีสิทธิที่จะเบิกได้จากการเป็นข้าราชการ หรือบริษัทอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนสมัครอะไรก็ตาม ดูความจำเป็นของคุณก่อนเสมอ


ติดนิสัยเที่ยวหนัก ทำลายสุขภาพ
ทุกอย่าง หากเราทำแต่พอดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่บางอย่างถ้าทำมากไป บ่อยไปก็จะเป็นปัญหา อาทิ การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือการพนัน หากเพื่อเข้าสังคมนานๆ ทีอาจจะไม่เป็นไร แต่ถ้าบ่อย นอกจากคุณจะเสียเงินแบบที่คุณไม่ควรเสียแล้ว สุขภาพก็จะแย่ และสุดท้ายคุณต้องเสียเงินเพื่อมารักษาตัวอีกในอนาคต


จ่ายค่าธรรมเนียมกด ATM
หลายคนอาจจะไม่ทันได้คิดว่าค่าธรรมเนียมของการกดเงินต่างธนาคารนั้น คิดครั้งละราว 10 บาท และหากเราโดนหักหลายๆ ครั้ง รวมกันก็กลายเป็นเงินหลายบาทเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น วางแผนให้ดีว่าคุณจะใช้เงินเท่าไหร่ต่ออาทิตย์ และกดมาใช้ทีเดียว โดยกดจากธนาคารของคุณ แค่นี้ก็ไม่เสียค่าธรรมเนี่ยมโดยเปล่าประโยชน์แล้ว


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกบัตรเครดิต เราอยู่เคียงข้างคุณเสมอที่  www.moneyguru.co.th


ภาพประกอบจาก www.moneyguru.co.th
ที่มา money.sanook.com/214325/7-ค่าใช้จ่ายที่คุณ-ไม่ควรเสีย/
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา! รักต่างวัย ศิลปินวัย 72 กับเจ้าสาว 27 ใช้ชีวิตเรียบง่าย เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:32:21 AM



ฮือฮา! รักต่างวัย ศิลปินวัย 72 กับเจ้าสาว 27 ใช้ชีวิตเรียบง่าย

รักต่างวัย ศิลปินวาดภาพ "อาจารย์ไม้ร่มธรรมชาติอโศก" วัย 72 ปิ๊งสาว 27 ความรักผลิบานที่เวทีกปปส. ดูใจหนึ่งเดือนไปสู่ขอกับพ่อแม่ ปัจจุบันอยู่กินฉันสามีภรรยา ร่วมกันสานต่อแนวคิดการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ยืนยันความรักเกิดจากใจ มิใช่ร่างกาย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 57 ผู้สื่อข่าวได้ไปที่บ้านเลขที่ 22 ม.8 ต.พระรักษ์ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เพื่อพบครอบครัวของ นายวิโรจน์ นุ้ยบุตร วัย 72 ปี หรือฉายา "อาจารย์ไม้ร่มธรรมชาติอโศก" ศิลปินวาดภาพแนวเซอร์เรียลลิสต์ และภรรยา คือ น.ส.ชญาดา เนียมเปีย อายุ 27 ปี ที่ทั้งคู่เพิ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยา ได้เพียง 6 เดือนเศษ


รังรักที่เรียบง่าย

ทั้งนี้ ทั้งสองอาศัยอยู่ที่บ้านกลางสวนปาล์ม ซึ่งสร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย มีความกว้าง 10 เมตร ยาว 12 เมตร ฝาผนังบ้านทำจากไม้และไม้ไผ่นำมาตีห่างๆ ลักษณะเหมือนรั้ว ส่วนหลังคาบ้านมุงด้วยกระเบื้อง และปลูกไม้เลื้อยอยู่บนหลังคาเพื่อความร่มรื่น พื้นเป็นพื้นดินไม่ได้เทปูน บริเวณปากทางเข้าบ้านทำเป็นซุ้ม ปลูกต้นบวบและฟัก รวมถึงไม้เลื้อยต่างๆ ที่สามารถรับประทานได้

น.ส.ชญาดา เปิดเผยว่า หลังจากเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก็ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โครงการระงับข้อพิพาทเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา เมื่อช่วงปลายปี 52 ได้ชมรายการ คนค้นฅน ของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง และเกิดประทับใจแนวคิดของคนต้นเรื่อง ก็คือ อาจารย์ไม้ร่มธรรมชาติอโศก จึงพยายามที่จะติดต่ออาจารย์ไม้ร่มมาตลอด แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้


โชว์ผลงาน

จนเมื่อปลายปี 56 ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมกับ กปปส. และได้เจอกับอาจารย์ไม้ร่มด้วยความบังเอิญ ด้วยความชื่นชอบในตัวอาจารย์ไม้ร่มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติและแนวความคิดกันเกือบหนึ่งเดือน จนเกิดเป็นความรัก กระทั่งเดือน ก.พ. 57 ที่ผ่านมา จึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน โดยได้พาอาจารย์ไม้ร่มไปพบพ่อแม่ และสู่ขอตามประเพณีแบบโบราณ ไม่ได้มีของหมั้นเหมือนคู่อื่นๆ มีเพียงดอกไม้นำไปกราบพ่อกับแม่เพื่อสู่ขอเท่านั้น เพราะมองว่าการใช้ชีวิตคู่ ไม่ได้อยู่ที่สินสอดมากน้อยแค่ไหน สินสอดเป็นแค่ใบไม้ใบเดียว ก็มีความหมายอย่างที่สุด หากเป็นของที่คนรักมอบให้" น.ส.ชญาดา กล่าว

ด้านนายวิโรจน์ หรืออาจารย์ไม้ร่ม กล่าวว่า หลังจากที่จบจากวิทยาลัยเพาะช่าง เมื่อปี 2506 ก็ทำงานเกี่ยวกับศิลปะมาโดยตลอด ปี 2524 มีโอกาสเข้าวัดศึกษาธรรมะทำให้เข้าใจสัจธรรมมากขึ้น จึงเริ่มปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตมาเป็นแบบสมถะ พอปี 2528 จึงลาออกจากงานประจำ ซึ่งในขณะนั้นเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนานาชาติ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาตั้งอยู่ในประเทศไทย ยอมทิ้งเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท เพื่อมาใช้ชีวิตแบบสมถะ ตามแนวความคิดของตนเองจนมีหลายคนว่าตนเป็นบ้า แต่ก็ปฏิบัติตามแนวคิดของตัวเองมาจนทุกวันนี้ก็ 30 กว่าปีแล้ว


 :49: :49: :49: :49:

สำหรับมุมมองของความรักนั้น อาจารย์ไม้ร่ม กล่าวว่า ความรักของคนส่วนใหญ่เกิดจากราคะและความใคร่เพียงอย่างเดียว จึงไม่มีความจีรังและยั่งยืน เมื่อความสาวหมดไป ความรักก็หมดตามไปด้วย ความรักของตนและภรรยาที่มอบให้กันและกัน เกิดจากความรักที่อยู่ภายในจิตใจ ยึดหลักของพรหมวิหารสี่ จึงทำให้เข้าถึงสัจธรรม และเป็นรักที่ยั่งยืน ถึงแม้ว่าอายุจะต่างกันถึง 45 ปีก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค ตอนที่ตนไปสู่ขอภรรยา มีเงินติดตัวเพียงแค่ 300 บาทเท่านั้น ช่วงแรกๆ พ่อแม่ฝ่ายภรรยาก็มีความกังวลใจ แต่เมื่อได้พูดคุยกัน ทางพ่อแม่ก็ยอมให้อยู่ด้วยกัน

"ทุกวันนี้การใช้ชีวิตยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผมด้วยดินเหนียว ซักผ้ากับผงขี้เถ้า กินอาหารมังสวิรัติ แปรงฟันด้วยกิ่งข่อย รวมถึงการวาดภาพด้วยควันเทียนและวัสดุต่างๆ ตามธรรมชาติที่หาได้ จะต่างจากเดิม ก็แค่มีคนมาใช้ชีวิตร่วมกันในแนวทางเดียวกันเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นั่นก็คือภรรยานั่นเอง ส่วนงานเพื่อสังคม ตอนนี้ได้รับเชิญจาก จ.ส.ต.วิชิต กัลยาณวัตร พัฒนาการอำเภอพะโต๊ะ เชิญไปเป็นวิทยากรเพื่อเผยแพร่แนวความคิดการอยู่ร่วมกับธรรมชาติสไตล์ของอาจารย์ไม้ร่ม และแสดงศิลปะการวาดภาพ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจ" อาจารย์ไม้ร่ม กล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449226
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องผี เจาะลึกตำนานผีเปรต เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:28:23 AM


เรื่องผี เจาะลึกตำนานผีเปรต

"ผีเปรต" เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของผีเปรตกันมาบ้างพอสมควร แต่ใครจะรู้บ้างว่าแท้จริงแล้ว ผีเปรตหรือเปรต แบ่งได้ถึง 12 ตระกูลด้วยกัน Sanook! Horoscope รวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้ได้ทราบกันแล้วค่ะ

เปรต เป็นผีจำพวกหนึ่งซึ่งได้ เคยสร้างบาปกรรมอย่างหนักไว้ในอดีต พอสิ้นชีวิตลงก็ต้องมารับกรรมกลายเป็นเปรตตามแต่ผลของกรรมจะบันดาล ทำให้เปรตต้องมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบากแร้นแค้น ชอบส่งเสียงร้องหรือขึ้นมาขอส่วนบุญจากมนุษย์

ตามความเชื่อของคนไทย เปรต เป็นผี มีรูปร่างสูงเท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ ผิวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล แต่มีปากเท่ารูเข็ม และเปรตจะหิวอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากกินอะไรไม่ได้ จึงชอบมาขอส่วนบุญในงานบุญต่างๆ ซึ่งเมื่อสะสมบุญได้แล้วเกิดใหม่ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่


 ans1 ans1 ans1 ans1

โดยเปรตนั้นแบ่งได้เป็น 12 ตระกูล ตามคัมภีร์เปรตวัตถุหรือนิรยกถาอันเป็นคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องของเปรต คือ

1. วันตาสาเปรต คือ เปรตที่กินน้ำลาย น้ำมูก อาเจียนเป็นอาหาร
2. กูณปราทเปรต คือ เปรตที่กินซากศพคนและสัตว์เป็นอาหาร
3. คูถขาทเปรต คือ เปรตที่กินอุจจาระต่างๆ เป็นอาหาร
4. อัคคิชาลมุขเปรต คือ เปรตที่มีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ
5. สุจิมุขเปรตตระกูล คือ เปรตที่มีปากเท่ารูเข็ม
6. ตัณหาชิตาเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอ
7. นิชฌาบกเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้เผา
8. สัตตังคาเปรตคือ เปรตที่มีเล็บมือ เล็บเท้ายาว และคมเหมือนมีด
9. ปัพพตังคาเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา
10. อังครังคาเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายเหมือนงูเหลือม
11. เวมานิกเปรต คือ เปรตที่เสวยทุกข์ในกลางคืน และไปเสวยสุขในวิมานบนสวรรค์ตอนกลางวัน
12. มหิทธิกาเปรต คือ เปรตที่มีฤทธิ์มากและเป็นเจ้าแห่งเปรตทั้งหลาย


 :96: :96: :96: :96:

สุดท้ายฝากข้อคิดเตือนใจไว้สักนิด การที่เราจะตายไปแล้วเกิดเป็นเปรต ก็ขึ้นอยู่กับบาปกรรมที่ได้กระทำไว้บนโลกมนุษย์ เช่น ผู้ที่ชอบดุด่าตบตีผู้มีพระคุณหรือบุพการี พ่อแม่ ผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ดังนั้นตอนมีชีวิตอยู่ควรหมั่นทำบุญสร้างกุศลเข้าไว้ โดยเฉพาะกับพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ตายไปจะได้ไม่เกิดเป็นเปรต!


ขอบคุณข้อมูลจาก : thenightshock , wikipedia ,
ขอบคุณภาพประกอบจาก : thenightshock
horoscope.sanook.com/69733/เรื่องผี-เจาะลึกตำนานผีเปรต/
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดข้อมูล คนไทยอ่านหนังสือเพิ่ม 37 นาที/วัน เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:24:34 AM


เปิดข้อมูล คนไทยอ่านหนังสือเพิ่ม 37 นาที/วัน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2557 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี หัวข้อ "การรู้หนังสือเพื่อการสร้างสันติภาพ ปรองดองและสมานฉันท์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ว่า สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มีเป้าหมายให้คนไทยอ่านหนังสือออก 100% จึงส่งเสริมและสนับสนุนการอ่านโดยสร้าง กศน.ตำบล ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน บ้านหนังสืออัจฉริยะ หรือที่อ่านหนังสือตามหมู่บ้าน

   ข้อมูลธนาคารโลก (World Bank) พบว่าคนไทยมีอัตราการรู้หนังสือ 94.1% เป็นอันดับ 4 ในอาเซียน
   ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่า ปี 2556 คนไทยมีอัตราการอ่านหนังสือ 37 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 10%
   ปัจจุบันการอ่านไม่จำกัดแค่หนังสือ แต่รวมถึงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์
   จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่า ปี 2557 คนไทยใช้อินเตอร์เน็ต 50.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน


 :41: :41: :41: :41:

ด้านนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลเรื่องการส่งเสริมการรู้หนังสือล่าสุดในเดือนสิงหาคมพบว่า คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งสำรวจแล้ว 31% มีผู้ไม่รู้หนังสือ 8% ซึ่งยังต้องรอผลการเก็บข้อมูลให้ครบ 100% ก่อน

นายกวง โจว คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพมหานคร อ่านสารนางอิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เนื่องในโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือว่า มีผู้ใหญ่กว่า 781 ล้านคนทั่วโลก ไม่สามารถอ่าน เขียน หรือคิดเลข โดย 2 ใน 3 เป็นสตรีและเด็กกว่า 250 ล้านคน ปัญหาคือครึ่งหนึ่งของเด็กเหล่านี้ ได้เรียนหนังสือ แต่อ่านไม่ออก ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้ จะนำเข้าหารือในการประชุมด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายน ก่อนนำเสนอที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติต่อไป


ขอบคุณภาพข่าวจาก
campus.sanook.com/1373549/เปิดข้อมูล-คนไทยอ่านหนังสือเพิ่ม-37-นาที-วัน-ยูเนสโกเผยทั่วโลกเข/
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หากินง่าย เหลือบศาสนาห่มผ้าเหลืองหอบซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินชาวบ้าน เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:17:19 AM


หากินง่าย เหลือบศาสนาห่มผ้าเหลืองหอบซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินชาวบ้าน

เจ้าคณะตำบล พาทหาร-ตำรวจ ตามรวบเหลือบศาสนาห่มผ้าเหลือง พร้อม 2 ฆราวาส เดินสายแจกซองผ้าป่า เรี่ยไรเงินชาวบ้านแล้ว กว่า 3 จังหวัดภาคตะวันออก

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 57 ที่ตลาดชุมชนปากน้ำแหลมสิงห์ พื้นที่หมู่ 3 ต.ปากน้ำแหลมสิงห์ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี พระครูไพศาล ปิยะธัมโม เจ้าคณะตำบลแหลมสิงห์ พระครูวินัยธร เกียรติศักดิ์ เตชะธัมโม เจ้าคณะตำบลคลองน้ำเค็ม พระวินยาธิการปฏิบัติการ อ.แหลมสิงห์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร โดย ร.ท.ประทิน กาฬภักดี หน.ชุด กองกำลัง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ชุดปฏิบัติการพิเศษ 615 หรือ กปช.จต. ชปศ.615 ร่วมด้วย ร.ต.ต.เชาวลิต เรือนดวงจันท์ รอง สวป.สภ.แหลมสิงห์ นายธวัช แท่นทอง ผอ.สนง.พระพุทธศาสนา จ.จันทบุรี

บุกเข้าจับกุม สามเณรสุชาติ ศรีฉัตรใจ หรือ นายสุชาติ ศรีฉัตรใจ อายุ 45 ปี สามเณรลูกวัดสำนักสงฆ์เขาป่าแดง ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมกับฆราวาส ผู้ติดตามอีก 2 คน คือ นายเอก และ นายคิม ไม่ทราบนามสกุลและที่อยู่ ขณะกำลังเดินถือถังผ้าป่าและซองกฐิน ออกเรี่ยไรเงินหลอกชาวบ้านและแม่ค้าภายในตลาดให้บริจาคเงิน

 :96: :96: :96: :96:

หลังตรวจสอบพบว่า สามเณรสุชาติ ไม่มีหลักฐานการบรรพชาอุปสมบท พร้อมตรวจค้นรถยนต์โตโยต้าโคโรน่า สีบรอนซ์ ทะเบียน กต 4725 จันทบุรี พาหนะที่ใช้ตระเวนออกเรี่ยไรเงิน หลังตรวจค้นภายในตัว สามเณรสุชาติและภายในรถ พบซองผ้าป่าที่มีปัจจัยอยู่ด้านในจำนวนกว่า 50 ซอง และซองผ้าป่าเปล่าอีกกว่า 500 ซอง และถังผ้าป่าอีกจำนวน 2 ใบ แต่ไม่ระบุ วันที่ และเวลาในการทำพิธีทอดผ้าป่า และจุดประสงค์ในการนำปัจจัยไปใช้ทำประโยชน์ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนสามเณรสุชาติ กล่าวอ้างว่า ได้ทำการบรรพชาอุปสมบทที่วัดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.ท่าใหม่ และได้กระทำการออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน ร่วมกับฆราวาสอีก 2 คน เป็นครั้งแรก พร้อมอ้างจะนำปัจจัยไปบำรุงซ่อมแซมสำนักสงฆ์ ซึ่งจากคำให้การของสามเณรสุชาติทางเจ้าหน้าที่ ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการออกเรี่ยไร ประกอบกับได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านว่าพบ สามเณรสุชาติ และฆราวาสอีก 2 คน ขับรถออกตระเวนเรี่ยไร ในพื้นที่ อ.แหลมสิงห์ แล้วหลายครั้ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา กระทำผิดวินัยสงฆ์ ฝ่าฝืนมติเถรสมาคม เรื่องการควบคุมการเรี่ยไร และ พ.ร.บ.คุ้มครองการเรี่ยไร พ.ศ. 2487

จากนั้นเจ้าหน้าที่จับกุมลงบักทึกทำประวัติ และนำสามเณรสุชาติ ไปลาสิกขา จากนั้นส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.แหลมสิงค์ นำตัวนายสุชาติ ไปทำการสอบปากคำเพิ่มเติม ว่ามีข้อมูลความผิดเข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เพื่อต้มตุ๋นหลอกลวงให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ หรือไม่ หากพบมีมูลความจริง จะได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


 :91: :91: :91: :91:

ขณะที่ พระครูวินัยธร เกียรติศักดิ์ เตชะธัมโม เจ้าคณะตำบลคลองน้ำเค็ม เป็นพระวินยาธิการปฏิบัติการ อ.แหลมสิงห์ เปิดเผยว่า กรณีของสำนักสงฆ์ เขาป่าแดง เคยถูกเข้าตรวจค้นและสั่งปิดสำนักสงฆ์ไปเมื่อปี 2555 ในข้อกล่าวหา กระทำการก่อตั้งสำนักสงฆ์ เพื่อการเรี่ยไร และพระสงฆ์ไม่ปฏิบัติตนให้อยู่ในกิจของสงฆ์ ต่อมา อดีตพระที่ถูกให้ลาสิกขา ได้แอบไปบรรพชาอุปสมบทและมาก่อตั้ง สำนักสงฆ์เขาป่าแดงขึ้นใหม่ ที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

ล่าสุดมีพฤติกรรมหนักขึ้นกว่าเดิม โดยการใช้ผ้าเหลืองบังหน้าออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านเป็นรูปแบบขบวนการ โดยจะให้พระสงฆ์ ร่วมกับฆารวาส พร้อมรถยนต์พาหนะอีก 3 คัน กระจายออกตระเวนแจกผ้าป่าซองเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน ในพื้นที่ จ.จันทบุรี จ.ระยอง และ จ.ตราด ซึ่งในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการติดตามจับกุม แก๊งพระเก๊ออกเรี่ยไรตุ๋นเงินชาวบ้านที่เหลือ


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449288
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระเณรวิ่งวุ่น ช่วยดับไฟไหม้วัดหลวงเมืองเลย เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:13:54 AM


พระเณรวิ่งวุ่น ช่วยดับไฟไหม้วัดหลวงเมืองเลย

ระทึก! ไฟไหม้พระอารามหลวงในเมืองเลย พระเณรวิ่งหาน้ำดับวุ่น ก่อนประสานดับเพลิงมาควบคุมได้ พบต้นเพลิงเป็นห้องเก็บของบริจาค ถูกไฟไหม้เสียหายกว่าครึ่ง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 10 ก.ย.57 มีรายงานว่า ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องเก็บผ้าไตร เสื้อผ้า รับบริจาค ของวัดศรีวิชัยวนาราม พระอารามหลวง (วัดหนองแวง) อ.เมือง จ.เลย หวิดวอดทั้งอาคาร โชคดีที่เป็นช่วงฉันเพล สามเณรพบแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยควบคุมเพลิงได้ทันเวลา


พระเณรขณะช่วยดับเพลิงที่ไหม้

น.ส.นุจรินทร์ บุตรทา ครูโรงเรียนปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาวัดศรีวิชัยวนาราม เล่าว่า สถานที่เกิดเหตุเป็นอาคารเรียนของพระเณรสี่ชั้น โดยชั้นล่างเป็นห้องประชุมและห้องเก็บของ ขณะเกิดเหตุพระเณรกำลังฉันเพลอยู่พอดี เมื่อเห็นควันไฟพุ่งออกมาจากห้องเก็บเสื้อผ้าและผ้าไตรจีวรที่รับบริจาคและเกิดเปลวไฟลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พระเณรต่างช่วยกันวิ่งหาน้ำดับไฟและแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้ามาควบคุมเพลิง


ด้าน พระครูปริยัติยาทร เจ้าอาวาสวัด กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุไฟฟ้าดับถูกตัดจากเบกเกอร์ และได้ยินเสียงร้องดังจึงรีบลงมาดู พบว่าไฟได้ลุกไหม้เครื่องสังฆทานและเสื้อผ้าบริจาคไปแล้วเกินครึ่ง โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทัน มูลค่าเสียไม่มากหนัก คาดอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449322
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เดินหน้า 'ส้วมวัดสะอาด' กระตุ้นพระเณรลดเสี่ยงโรค เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:09:18 AM


เดินหน้า 'ส้วมวัดสะอาด' กระตุ้นพระเณรลดเสี่ยงโรค

กรมอนามัย ร่วมภาคีเครือข่ายหลายองค์กร ส่งมอบส้วมสุขอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม จ.น่าน กระตุ้นสามเณรใช้ส้วมสะอาดมาตรฐาน HAS…
         
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีส่งมอบและเปิดป้ายส้วมสุขอนามัยในโครงการสุขอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2557-2558 ณ โรงเรียนพระปริยัติศาสนาภิพัฒน์วัดเมืองราม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ว่า กรมอนามัยได้จัดทำโครงการสุขอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2557-2558 เนื่องในโอกาสมหามงคล ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 ภายใต้การมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างและปรับปรุงส้วมโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

โดยเฉพาะส้วมโรงเรียนพระปริยัติธรรมในพื้นที่เป้าหมาย 4 จังหวัด จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ จังหวัดน่าน 3 แห่ง เชียงราย 3 แห่ง แพร่ 2 แห่ง และพะเยา 2 แห่ง ซึ่งโรงเรียน พระปริยัติธรรมส่วนใหญ่สามเณรที่มาเรียนเป็นเด็กด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบการเรียนปกติได้มีโอกาสเข้าถึงระบบบริการสุขภาพน้อยและขาดการส่งเสริมสุขภาพ ส่งผลกระทบด้านสุขภาพทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการ ไม่สมวัย เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ และส่งผลต่อการเรียน

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์

    จากการสำรวจภาวะสุขภาพสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมของกรมอนามัย ปี 2556 พบว่า
    สามเณรอ้วนและเริ่มอ้วนร้อยละ 18 เตี้ยร้อยละ 15 ฟันผุร้อยละ 39 เหงือกอักเสบร้อยละ 53
    ตรวจสุขภาพร่างกายผิวหนังทั่วร่างกายสะอาด ร้อยละ 78.6 มือและเล็บสะอาดร้อยละ 76.3
    และความผิดปกติที่ตรวจพบ ได้แก่ ผิวหนังมีกลากร้อยละ 2.9 มีแผลร้อยละ 4.8
    ผมและศีรษะมีเชื้อราบนหนังศีรษะร้อยละ 10.8 และมีรังแคร้อยละ 8.5

    รวมถึงแหล่งน้ำบริโภคส่วนใหญ่เป็นน้ำประปาร้อยละ 46 น้ำบรรจุขวดร้อยละ 24
    สภาพแวดล้อมของโรงเรียนไม่ถูกสุขลักษณะและสภาพความสะอาดและความเพียงพอของส้วมในโรงเรียนพบว่า ส้วมโรงเรียนไม่สะอาดร้อยละ 16 มีกลิ่นเหม็นร้อยละ 51 มีส้วมไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

    ส่วนใหญ่เป็นส้วมชาย 1 ห้อง ไม่มีที่ปัสสาวะชาย เป็นส้วมราดน้ำแบบนั่งยองและนั่งราบร้อยละ 45 ไม่แยกชายหญิงร้อยละ 43 และมีสภาพไม่ปลอดภัย เนื่องจากประตูชำรุด พื้นมีน้ำขัง ลื่น เปียกชื้น

 :96: :96: :96: :96:

กรมอนามัยจึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายบริษัทและมูลนิธิหลายแห่ง ร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) สร้างส้วมสุขอนามัยให้กับโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดน่าน 3 แห่ง ได้แก่
    1) โรงเรียนพระปริยัติศาสนาภิพัฒน์วัดเมืองราม อำเภอเวียงสา
    2) โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม อำเภอท่าวังผา และ
    3) โรงเรียนนันทจริมเขตศึกษา อำเภอแม่จริม

 
การส่งมอบส้วมสุขอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนส้วมในโรงเรียนพระปริยัติธรรมให้ได้มาตรฐาน HAS คือ สะอาด (Healthy) เพียงพอ (Accessibility) และ ปลอดภัย (Safety) สร้างความตระหนักให้สามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีพฤติกรรมการใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ คือ
    1) ไม่ขึ้นไปเหยียบบนโถส้วมแบบชักโครก
    2) ไม่ทิ้งวัสดุอื่นใดนอกจากกระดาษชำระลงโถส้วม
    3) ราดน้ำหรือกดชักโครก ทุกครั้งหลังการใช้ส้วม และ
    4) ล้างมือทุกครั้งหลังการใช้ส้วม เพื่อช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดส้วมในโรงเรียน และลดจุดเสี่ยงของการเกิดโรค.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449216
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มส.ตั้งกรรมการ สอบเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เมื่อ: กันยายน 11, 2014, 10:01:16 AM



มส.ตั้งกรรมการ สอบเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์สั่งตั้งสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าคุณเสนาะเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2557 ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)ว่า ตนได้รายงานเกี่ยวกับข้อร้องเรียนกรณีพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เจ้าคณะภาค 12และกรรมการมส. ให้ที่ประชุมมส.ทราบ ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนดังกล่าว โดยมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอย่างไรก็ตาม

สำหรับการสอบข้อเท็จจริง หากพบว่า มีมูล ก็จะมีการตั้งกรรมการสอบอธิกรณ์ ตามพระธรรมวินัย ซึ่งโดยหลักการแล้ว พระสงฆ์รูปใดที่ต้องอธิกรณ์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทางการปกครองจนกว่าผลสอบอธิกรณ์จะปรากฏชัดเจน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140910/191870.html
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตร.ฝ่าวงล้อมศิษย์ เปิดโลงพา 'หลวงพ่อพิมพ์' ส่ง รพ. (ชมคลิป) เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 06:58:25 PM


ตร.ฝ่าวงล้อมศิษย์ เปิดโลงพา 'หลวงพ่อพิมพ์' ส่ง รพ. (ชมคลิป)

ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ พร้อมด้วย เจ้าคณะจังหวัด เดินฝ่าวงล้อมลูกศิษย์ เปิดโลง "หลวงพ่อพิมพ์" หลังทำพิธีละสังขาร หว่านล้อมให้เลิกพิธีละสังขาร เพราะยังมีคุณประโยชน์ต่อพุทธศาสนา สุดท้ายหลวงพ่อยอมออกจากโลง ด้วยสภาพอิดโรย จนท.เร่งส่งรักษาตัวโรงพยาบาล

เมื่อเวลา 15.30 น. เมื่อวันที่ 10 ก.ย. มีรายงานว่า พล.ต.ต.พินิต มณีรัตน์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ พร้อมด้วย เจ้าคณะจังหวัดได้เดินทางไปที่วัดเวฬุวัน หมู่ 4 บ้านท่าเริงรมย์ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อเปิดโลงของ "หลวงพ่อพิมพ์" หรือ พระครูเวฬุวัน จันทะรังสี เจ้าอาวาสวัด หลังได้ทำพิธีละสังขาร ด้วยการเข้าไปนอนภาวนาในโลง ตั้งแต่เวลา 21.00 น. วานนี้



พล.ต.ต.พินิต เผยกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า ตนได้พาเจ้าคณะจังหวัดได้ฝ่าแนวกั้นของลูกศิษย์ พร้อมเกลี้ยกล่อมหลวงพ่อพิมพ์ ว่าอย่าเพิ่งละสังขาร อยากให้มีชีวิตอยู่เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาต่อไปดีกว่า ด้วยอายุที่ยังไม่มาก ยังสามารถทำประโยชน์ได้ พร้อมกับต่อว่าคณะลูกศิษย์ที่ปล่อยให้หลวงพ่อลงไปนอนในโลง ที่สำคัญ ที่ต้องเดินทางมาครั้งนี้เพราะเป็นอีก 1 ภารกิจของตำรวจที่ต้องช่วยเหลือประชาชน หลังจากนั้น หลวงพ่อก็ได้ออกมาจากโลงด้วยสภาพอิดโรย จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้พาหลวงพ่อส่งโรงพยาบาล





ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449308
98  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / เทพเจ้าแห่งแก่งกระจาน หลวงพ่อคง ฐิติวิริโย 'วัดเขากลิ้ง' เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 10:29:11 AM

เทพเจ้าแห่งแก่งกระจาน หลวงพ่อคง ฐิติวิริโย 'วัดเขากลิ้ง'
เทพเจ้าแห่งแก่งกระจานหลวงพ่อคง ฐิติวิริโย 'วัดเขากลิ้ง' จ.เพชรบุรี : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

“พระครูถาวรวิริยคุณ” หรือหลวงพ่อคง ฐิตวิริโย เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและรูปแรกของ "วัดเขากลิ้ง" ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ บ้านเขากลิ้ง ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ทั้งนี้ ท่านได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ตั้งแต่ จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี จนกระทั่งธุดงค์มาถึงแก่งกระจาน ได้ปักกลดตรงบริเวณป่าไผ่ที่เป็นที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

ในเวลากลางคืนได้นั่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอยู่ภายในกลด จนเวลาเที่ยงคืนได้เวลาจำวัด ในคืนหนึ่งได้ฝันว่า ตัวท่านเองได้เดินแบกกลดไปในป่าถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งมีช้างเดินตามท่านมาด้วย ๓ เชือก ในความฝันท่านเดินข้ามแม่น้ำที่ลึกนั้นได้โดยไม่จม พร้อมกันนั้นช้าง ๓ เชือกได้เดินข้ามมาด้วย โดยไม่จมเช่นกัน

เมื่อตื่นจากความฝัน หลวงพ่อคงได้นั่งคิดตรึกตรองถึงความฝันนั้นอยู่หลายวัน แต่แก้ไม่ตกไม่รู้ว่าความฝันนั้นหมายถึงอะไร จนกระทั่งเดินทางไปกราบเรียนพระอุปัชฌาย์ของท่าน คือ พระครูญาณประยุติ (หลวงพ่อเรียน) เมื่อหลวงพ่อเรียนได้รับการเล่าแล้ว ท่านก็ทำนายความฝันนั้นให้ว่า "คุณคง คุณจะทำป่าตรงนั้นให้เป็นวัดขึ้นได้ในอนาคต แม้จะยากแสนยากอย่างไรก็จะประสบผลสำเร็จดุจดังที่คุณได้ข้ามแม่น้ำนั้นมาได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ" ส่วนช้างที่ข้ามมาด้วยนั้น คือ บริวารผู้ที่จะให้การสนับสนุนให้สำเร็จ พระภิกษุคง ก็ได้กราบพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวคำว่า “สาธุ” รับเอาคำอวยพรที่พระอุปัชฌาย์ทำนายไว้ในใจตลอดจนกระทั่งได้ลงมือสร้างวัด



หลวงพ่อคงได้ดำเนินการสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ ต่อมาได้ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถจนแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ และได้รับการประกาศแต่งตั้งให้เป็นวัดโดยกรมศาสนาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๘ พร้อมกันนั้นได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๒๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐

จากการที่หลวงพ่อคง ฐิตวิริโย เป็นพระผู้มีความวิริยะอุตสาหะในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยดีตลอดมา ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งฐานาจากท่านเจ้าคุณเทพฯ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร  ที่พระครูสังฆรักษ์ ต่อมาได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่ “พระครูถาวรวิริยคุณ” จากชั้นโทเลื่อนเป็นพระครูชั้นเอกในชื่อพระราชทินนามเดิม และได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่กุลบุตรผู้ที่เข้ามาขอบวชในบวรพระพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบัน


 :25: :25: :25: :25: :25:

ปัจจุบันแม้ว่าวัยจะลวงเลยมาถึง ๙๒ ปี หากใครไปวัดเขากลิ้ง จะเห็นหลวงพ่อคง ออกมาตัดหญ้าทำความสะอาดบริเวณวัด โดยท่านบอกว่า "อาตมาตัดหญ้า กวาดวัด ปลูกต้นมาไม้ มาตั้งแต่เมื่อครั้งสร้างวัดใหม่ๆ หรือ ๕๐ ปี ก่อนโน้น และจะทำไปอย่างนี้จนสิ้นลมหายใจ เพราะถ้าพระไม่ทำวัดให้สะอาดแล้วใครที่ไหนมาช่วยทำ เมื่อญาติโยมเห็นก็เกิดความศรัทธา"



แจกฟรี! เหรียญทองคำ

ในการสร้างวัตถุมงคลนั้น หลวงพ่อคงได้สร้างเหรียญ รุ่นแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ จากนั้นก็สร้างต่อมาอีกหลายสิบรุ่น ซึ่งล้วนได้รับความนิยมจากลูกศิษย์ ทั้งนี้ท่านมักถูกนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลเสมอๆ ถึงกับมีการขนานนามท่านว่า "หลวงพ่อคงเทพเจ้าแห่งแก่งกระจาน" เลยทีเดียว

หลวงพ่อคงได้สร้างเหรียญรุ่นแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ จากนั้นก็สร้างต่อมาอีกหลายสิบรุ่น ซึ่งล้วนได้รับความนิยมจากลูกศิษย์ ทั้งนี้ท่านมักถูกนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลเสมอๆ ถึงกับมีการขนานนามท่านว่า "หลวงพ่อคงเทพเจ้าแห่งแก่งกระจาน" เลยทีเดียว


 :25: :25: :25: :25:

อย่างไรก็ตามระหว่างวันที่ ๑๙-๒๑ กันยายน ๒๕๕๗ นี้ ที่วัดจัดให้มีงานแสดงมุทิตาจิตฉลองอายุ ๙๒ ปี หลวงพ่อคง โดยในันที่ ๑๙ กันยายน เวลา ๑๑.๐๐ น. เลี้ยงพระเพล ๙๙ รูป ผู้ที่เป็นเจ้าภาพถวายปัจจัย ๓,๐๐๐ บาท จะได้รับพระหลวงพ่อคงเป็นที่ระลึก ๑ ชุด

วันที่ ๒๐ กันยายน เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายเพลพระสงฆ์ เวลา ๑๒.๐๐ น. หลวงพ่อคงจุดเทียนชัย พระเกจิอาจารย์ ๙ รูป นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล เวลา ๑๓.๓๙ น. พิธีเททองหล่อรูปเหมือนพระครูวิบูลย์ญาณประยุต (หลวงพ่อแก่) ซึ่งเป็นพระอุปฌาย์หลวงปู่คง โดยนายปัญญา และคุณสุกัญญา บุญรุ่งศิริธร เจ้าของบริษัทเอี่ยมค้าถัง จำกัด (พระราม ๒) เป็นประธานเททอง

วันที่ ๒๑ กันยายน เวลา ๑๓.๓๙ น. หลวงพ่อคงวางศิลาฤกษ์มณฑปหลวงพ่อแก่ ระหว่างงานมีมหรสพสมโภชชมฟรีทุกคืน และรับแจกวัตถุมงคลฟรีตลอดงาน ที่สำคัญ คือ แจกเหรียญทองคำฟรีวันละ ๒ เหรียญ

ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร.๐๘-๙๕๔๘-๓๑๑๑ และ ๐๘-๑๐๐๘-๑๐๘๓ หรือที่ "www.watkhaokling.com"



ผู้มีความเพียรเป็นที่ตั้ง

"นายคง แก่นไม้อ่อน" เป็นชื่อและสกุลเดิมของหลวงพ่อคง ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๖ ตรงกับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บ้านบางพลับน้อย ต.บางพลับ อ.สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๔ คน

ครั้นอายุครบ ๑๒ ปี ปู่เห็นว่าอายุควรแก่การบวชเรียน เพื่อนำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาขัดเกลาจิตใจให้สมกับที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว จึงนำเข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดราษฎร์บำรุง (ไสค้าน) ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยให้อยู่ในการอุปถัมภ์ของหลวงตาเสริม รักษาการเจ้าอาวาส โดยมีพระครูสุนทรธรรมวงศ์ (เดชา) สนฺทโร เป็นพระอุปัชฌย์


 st12 st12 st12 st12 st12

หลังจากที่พระคงได้บวชแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย จนกระทั่งสอบธรรมสนามหลวงได้นักธรรมชั้นตรี อันเป็นนวกภูมิ และได้เรียนพระธรรมวินัยพุทธประวัติเรียงความแก้กระทู้ธรรมจนมีความรู้ว่าจะสอบได้ ท่านจึงสมัครสอบนักธรรมชั้นโท ในภาคสนามหลวง และผลปรากฏว่าท่านสอบได้นักธรรมชั้นโท อันเป็นมัชฉิมภูมิของนักธรรมด้านปริยัติ แต่ด้วยบุญกุศลที่ทำมาน้อยในเพศสมณะหรืออย่างไรไม่ทราบ ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในเพศบรรพชิต จึงได้ไปกราบลาพระอุปัชฌาย์กรรมวาจาจารย์ และหลวงตาเสริมผู้อุปการะมาแต่ต้น ขอลาสิกขาออกไปเป็นเพศฆราวาส และออกไปครองเรือนจนมีบุตร ๓ คน 

เมื่อได้รับประสบการณ์ชีวิตแห่งการเป็นผู้ครองเรือนโดยพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภรรยาและบุตร ท่านก็ได้มอบทรัพย์สมบัติเท่าที่มีให้ภรรยาและบุตรให้ดูแลรักษากันต่อไป โดยท่านหันหน้าเข้าหารสพระธรรมเพื่อบำเพ็ญวัตรปฏิบัติของผู้ถือพรหมจรรย์ต่อไป ภรรยาและบุตรก็อนุญาตให้ตามที่ท่านปรารถนา

เมื่อพ.ศ. ๒๕๐๗ อายุ ๔๑ ปี ได้อุปสมบทครั้งที่ ๒ ณ พัทธสีมาวัดตำหรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุร โดยมีพระครูญาณประยุติ (หลวงพ่อเรียน หรือหลวงพ่อแก่ที่คนทั่วไปใช้เรียกกัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูใบฎีกาสมบุญ วัดตำหรุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตวิริโย"  แปลว่า “ผู้มีความเพียรเป็นที่ตั้ง”


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140909/191755.html
99  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ถวายเงิน ๑๐ ล้าน หนุน 'โครงการเพชรยอดมงกุฎ' เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 10:19:12 AM


ถวายเงิน ๑๐ ล้าน หนุน 'โครงการเพชรยอดมงกุฎ'

     วัตถุมงคล รุ่น เจริญพร ชินบัญชร จัดสร้างขึ้น โดยมีวัตถุมงคลประสงค์ เพื่อ
     ๑.ถวายหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
     ๒.สมทบทุนร่วมสร้างรูปเหมือนหลวงพ่อคูณ องค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ วัดบุไผ่ (วัดบ้านไร่ ๒)
     ๓.สมทบทุนโครงการ “เพชรยอดมงกุฎ” ของพระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กทม. พระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ
     ๔.สมทบทุนมูลนิธิหลวงปู่ทิม อิสฺริโก และ
     ๕.สมทบทุนสร้างอุโบสถวัดศรีสุทธาวาส จ.พิจิตร

ในการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น เจริญพร ชินบัญชร เจ้าคุณธงชัย ได้รับเมตตาจากหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ทั้งนี้ อ.ชินพร สุขสถิตย์ เป็นศิษย์พุทธาคมหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ผู้ที่ได้เปิดตำนานการสร้าง พระกริ่งชินบัญชร เหรียญเจริญพร และวัตถุมงคลของหลวงปู่ทิมจนปัจจุบัน ได้รับความนิยมสุดๆ ราคาพระแต่ละองค์หลักหลายๆ ล้าน ได้ถวายมวลสารให้เจ้าคุณธงชัย

เช่น ผงตะไบพระกริ่งชินบัญชร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ผงพลายกุมาร หลวงปู่ทิม น้ำมันพระเจ้าตาก น้ำมันพลายอีส้ม ผงวัดระฆัง ผงกระเบื้องจากปล้องไฉน องค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ผงพุทโธ ผงมงคลมหาลาภ อธิษฐานธรรมโดยแม่ชีบุญเรือน ผงโลกธาตุ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี ชนวนพระกริ่ง เพื่อนำมาเป็นมวลสารในการสร้าง



นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ชินพร ยังเป็นประธานในพิธีมหาพุทธาภิเษก บวงสรวง เชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงพ่อทิม และเทวดา ทุกชั้น ทุกวิมาน ถือว่าเป็นครั้งสำคัญในการสร้างวัตถุมงคล รุ่น เจริญพร ชินบัญชร ที่อาจารย์ชินพร เป็นประธานบวงสรวง พล.ต.ท.ม.ล.พันธ์ศักดิ์ เกษมสันต์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

วัตถุมงคลรุ่น เจริญพร ชินบัญชร ทั้งหมด มีโค้ด และหมายเลขทุกองค์ประกอบด้วย เหรียญ เนื้อทองคำ เงิน นวะ สำริด เหรียญเม็ดแตง และหนุมานเนื้อโลหะ ใต้ฐานบรรจุผงพลายกุมาร ผงพุทธคุณ ขุนแผนผงพรายกุมาร..หลังฝังตะกรุดคู่ เดี่ยว โรยผงพลายกุมาร ผงพุทธคุณ ทั้งนี้จะประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก วันอาทิตย์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ โดยหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าคุณธงชัย พร้อมพระเกจิอาจารย์ดังทั่วประเทศ ณ มณฑลพิธีวัดบ้านไร่


 :96: :96: :96: :96:

อย่างไรก็ตามหลังจากให้เปิดเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น เจริญพร ชินบัญชร พระศรีวีรมุณี เจ้าคุณมงคล และพล.ต.ท.ม.ล.พันธ์ศักดิ์ เกษมสันต์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้นำเงินรายได้จากการเช่าบูชา ถวายเจ้าธงชัย จำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งถวายให้กับเจ้าธงชัยเพื่อให้ท่านได้ถวายหลวงพ่อคูณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทบาท สมทบทุนสร้างรูปเหมือนหลวงพ่อคูณ องค์ใหญ่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนโครงการเพชรยอดมงกุฎ สอบถามรายละเอียดได้ที่ วัดไตรมิตรวิทยาราม กทม. โทร.๐-๒-๒๒๒-๙๐๑๙, ๐๘-๑๕๘๐-๙๔๒๗ และ ๐๘-๗๔๑๑-๓๓๗๒


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140909/191754.html
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ลูกเรียนจบแล้วเด้อ..” ภาพเศร้าจากเวียงจันทน์ ชาวลาวตื้นตันน้ำตาซึม เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 10:12:03 AM

บัณฑิตสาวมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ก้มลงกราบแทบเท้ามารดาที่ป่วยเป็นอัมพาต
พูดไม่ได้ ไม่รู้สึก เพื่อบอกให้แม่บังเกิดเกล้าทราบว่า เธอเรียนจบแล้ว
ภาพนี้กำลังแพร่สะพัดในประชาคมออนไลน์ของชาวลาว.
       
“ลูกเรียนจบแล้วเด้อ..” ภาพเศร้าจากเวียงจันทน์ ชาวลาวตื้นตันน้ำตาซึม

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - เมื่อพุดทะมาลา สุดาวัน นำภาพถ่ายเธอกับมารดาที่ป่วยเป็นอัมพาตขึ้นเฟซบุ๊ก วันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา สาวสวยอาจจะไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าต้องการแสดงความรัก ความกตัญญู ในโอกาสสำเร็จการศึกษาบัณฑิตใหม่ แต่ภาพนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเธอมากมายเกินคาด ภาพแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วผ่านประชาคมออนไลน์นครเวียงจันทน์ และ 3 วันที่ผ่านมา มีผู้เข้าไปกด Like เกือบ 22,000 ครั้ง มีผู้นำเอาภาพกับเรื่องราวแบ่งปันออกไปอีกเกือบ 1,000 คน มีหลายร้อยคนอยากรู้จัก อยากจะเห็นตัวเธอ
       
       "ແມ່ເປັນອຳມະພາດມາໄດ້4ປີປາຍແລ້ວແມ່ເວົ້າບໍ່ໄດ້, ຊ່ວຍຕົວເອງບໍ່ໄດ້ເລິຍແຕ່ພໍເຂົ້າໃຈເວລາເຮົາເວົ້ານຳ ມື້ນີ້ຍາກບອກໃຫ້ແມ່ຮູ້ວ່າ ລູກຮຽນຈົບແລ້ວເດີ" แตงโม.. ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเธอเขียนบรรยายประกอบภาพ ที่แม่ของเธอนั่งเอียงเอนอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ มือซ้ายประคอง “ใบปะกาด” ที่รับไปจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน ช่อดอกไม้ที่่ได้รับเป็นของขวัญวางอยู่เบื้องหลัง ขณะสาวสวยก้มลงกราบแทบเท้าผู้บังเกิดเกล้า


        :25: :25: :25: :25:

       สาวสวยเพียงแค่ต้องการแชร์ภาพและความรู้สึกในเรื่องนี้กับบรรดาเพื่อนสนิท และบรรดาผู้ที่ติดตามเฟซบุ๊กของเธอ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน
       
       ตามข้อมูลในเฟซบุ๊ก พุดทะมาลา เรียนสำเร็จปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ เธอได้รับ “ใบย้องยอ” จากมหาวิทยาลัยฐานเป็นนักศึกษาเรียนดี และร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่วน “ใบปะกาด” ที่กล่าวถึงก็คือ ประกาศนียบัตร หรือ Diploma ซึ่งก็คือ ปริญญาบัตรในระบบการศึกษาของลาว
       
       ภาพนี้ทำให้หลายคนอยากจะรู้จักเธอ ขณะที่ส่วนใหญ่ชื่มชมเธอในฐานะลูกกตัญญู เพื่อนเข้าไปแสดงความยินดีในโอกาสำเร็จการศึกษา ในนั้นจำนวนมากสารภาพอย่างไม่อายว่า ได้เห็นภาพของเธอกับข้อควมบรรยายภาพแล้ว กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หลายคนอวยชัยให้พร ให้เธอเป็นลูกที่ดี ได้งานที่ดีเพื่อมีรายได้เลี้ยงดูมารดา ทดแทนพระคุณ และหลายคนชักชวนไปทำงานด้วย ..


        :96: :96: :96: :96:

       "ເຫັນຮູບນີ້ກັບຄໍາເວົ້າທີ່ບັນຍາຍເຮັດໃຫ້ຂ້ອຍນ້ຳຕາໄຫຼເລີຍທັງທີ່ເຮົາບໍ່ເຄີຍຮູ້ຈັກກັນມາກ່ອນ ເຈົ້າເປັນລູກທີ່ດີຫຼາຍ" ชาวเน็ตลาวคนหนึ่งเขียนในเฟซบุ๊กของพุดทะมาลา -- ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “เห็นรูปนี้กับคำพูดที่บรรยายทำให้ฉันน้ำตาไหลเลย ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เธอเป็นลูกที่ดีมาก”
       
       อีกคนหนึ่งให้กำลังใจแก่ พุดทะมาลา ว่า เธอเองยังโชดดีกว่าเขา.. ส่วนตัวเขาเองเรียนจบแล้วไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่ให้กราบ .. หลายคนเขียนชื่นชม หรือให้กำลังใจแตงโมเป็นภาษาไทย บ้างก็เขียนภาษาอังกฤษ บ้างก็เขียนเป็น “ภาษาคาระโอเกะ” ซึ่งเป็นภาษายอดนิยมสำหรับชาวลาวจำนวนมาก การสื่อสารผ่านโลกออนไลน์
       
       “Taeng .. Ku hen leo.. Ku wao bor ork lery.. Ku d jai sw.. D jai t dai pen mou kub mg.” เพื่อนสนิทคนหนึ่งเขียนถึง “แตง” และ "ນຳ້ຕາໄຫລແລ້ວໂມ " อีกคนหนึ่งบอกกับ "โม"
       
       “Omg so touched ! U are such a strong woman. Keep going der susu” และ “ชมเชียเดี้น้อง, จบแล้วตั้งใจเรัด วงกเปันคนดีเดี้, หาเงีนล้ๅงแม่เดี้, เบี่งแยงแม่เดี้ เอื้อยดีใจนำที่เหันน้องเปันคนมีกะตันยู ผุ้ให้กำเนีด” -- ข้อความให้กำลังใจแก่เธอนั้นล้นหลาม และจนถึงคืนวันจันทร์ที่ 1 ก.ย.นี้ ภาพของพุดทะมาลา ยังมีผู้เข้าชมมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวน Like ก็เพิ่มขึ้นไม่หยุด เช่นเดียวกับจำนวนผู้ที่นำเอาไปแบ่งปันในโลกออนไลน์.

       .
       
ภาพ : หนูเรียนจบแล้ว จาก เฟซบุ๊ก/แตงโม พุดทะมาลา











ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000100315
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เทคนิคปลดหนี้ ที่ควรรู้ เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 10:02:34 AM

เทคนิคปลดหนี้ ที่ควรรู้

หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นหนี้ลำดับต้นๆ ที่ควรปรับลดให้เร็วที่สุด
    “หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นหนี้ลำดับต้นๆ ที่ควรปรับลดให้เร็วที่สุด” – K-Expert
     เมื่อเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้บัตรต่างๆ เชื่อว่าทุกคนต่างต้องการให้หนี้หมดโดยเร็ว แล้วควรจะทำอย่างไรบ้าง บทความนี้มีเทคนิคปลดหนี้มาฝากค่ะ

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

หนี้บ้าน นับว่าเป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงและใช้เวลานานในการชำระหนี้ โดยบางคนอาจใช้เวลานานถึง 25-30 ปี เลยทีเดียว อัตราดอกเบี้ยในการกู้ซื้อบ้านถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับหนี้ประเภทอื่น โดยเป็นแบบลดต้นลดดอก ซึ่งปกติธนาคารจะคิดอยู่ที่ MLR (Minimum Loan Rate) หรือปัจจุบันอยู่ที่ 6-7% ต่อปี การโปะเป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยลงได้มาก ยกตัวอย่างเช่น หากขอสินเชื่อบ้าน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 30 ปี ถ้าคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 6.75% ต่อปี ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดสูงเกือบ 8 แสนบาท

ขณะที่การชำระหนี้เพิ่มหรือโปะเพิ่มเพียงเดือนละ 10% จะช่วยร่นระยะเวลาผ่อนให้ลดลงไปถึง 4 ปี และดอกเบี้ยเหลือเพียง 6 แสนบาท ส่วนการรีไฟแนนซ์ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยได้ แต่ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ควรตรวจสอบก่อนว่า ดอกเบี้ยที่ประหยัดได้จะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์หรือไม่ โดยควรรอให้พ้นระยะเวลาที่ธนาคารเดิมคิดค่าปรับเสียก่อน ซึ่งปกติจะอยู่ที่ 3 ปี


หนี้รถ เป็นหนี้ที่มีการคิดดอกเบี้ยแตกต่างจากหนี้รูปแบบอื่นๆ เพราะมีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ ซึ่งปกติแล้วอยู่ที่ 2.5-5% ต่อปี (เทียบกับแบบลดต้นลดดอกประมาณ 5-10% ต่อปี) ยิ่งเลือกผ่อนยาวก็จะจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น อีกทั้งการโปะไม่สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้ วิธีที่จะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยลงได้คือ การปิดหนี้รถไปเลยในครั้งเดียว เพราะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อต้องลดดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อรถราคา 5 แสนบาท โดยผ่อนชำระเป็นเวลา 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดเท่ากับ 6 หมื่นบาท แต่หากทำการปิดหนี้เมื่อผ่อนไปแล้ว 2 ปี จะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยไปได้เป็นเงิน 7,653 บาท


หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เป็นหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด หากนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้าแล้วชำระไม่เต็มจำนวน หรือมีการกดเงินจากบัตรเครดิต จะเสียดอกเบี้ยที่อัตรา 20% ต่อปี ส่วนบัตรกดเงินสดจะมีการคิดดอกเบี้ยที่ 28% ต่อปี โดยเริ่มคิดเมื่อมีการกดเงินสดออกมาจากบัตร เมื่อเป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด หลายๆ คนมักเลือกที่จะชำระเท่ากับยอดชำระขั้นต่ำซึ่งอยู่ที่ 5-10% ของยอดหนี้ การชำระเงินแบบนี้ทำให้ยอดหนี้ที่เป็นเงินต้นลดลงไปน้อยมาก จึงใช้เวลานานกว่าจะชำระหนี้จนหมด

แนะนำว่า เมื่อเป็นหนี้บัตรทั้ง 2 ประเภท ควรรีบชำระหนี้หรือโปะให้เร็วที่สุด เพื่อให้ยอดหนี้ส่วนที่เป็นเงินต้นลดลง จะได้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนมาก


 :96: :96: :96:

หวังว่า คำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้สามารถปลดหนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นหนี้ลำดับต้นๆ ที่ควรปรับลดให้เร็วที่สุด

   K-Expert Advice
   • สำรองเงินเผื่อฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่าย 6 เดือน สามารถป้องกันไม่ให้กดเงินจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้
   • นำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดปีละ 1 แสนบาท


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/Article/265385/เทคนิคปลดหนี้ที่ควรรู้
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มีคนเบื่อชีวิต วินาทีละ 2 คน เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 09:58:11 AM


มีคนเบื่อชีวิต วินาทีละ 2 คน

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า เกือบจะทุก 40 วินาที จะมีชาวโลก จบชีวิตตัวเองลงหนึ่งคน นับเป็นสาธารณะภัยพิบัติใหญ่อย่างหนึ่ง

องค์การตั้งใจจะลดอัตราการฆ่าตัวตายก่อนถึง พ.ศ.2563 นี้ ลงไปร้อยละ 10 แต่กล่าวเตือนไว้ก่อนว่า จนป่านนี้ยังมีเพียงแค่ 28 ชาติ ที่มีแผนการป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติไว้ ผู้สนับสนุนการลดอัตราการฆ่าตัวตายได้เรียกร้องให้มีการศึกษาอบรมเรื่องนี้เสียก่อนตั้งแต่ในโรงเรียน

องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยตัวเลขจากงานวิจัยและวิเคราะห์ทั่วโลก พบว่า แต่ละปีจะมีผู้ฆ่าตัวตายประมาณ 800,000 คน
    - เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยระหว่าง 15-29 ปี ใหญ่อันดับสอง
    - ผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป มักจะฆ่าตัวตายมากที่สุด
    - ในชาติที่ร่ำรวย ผู้ชายจะฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง 3 เท่า.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/448729
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้ไหม ทำไม...ต้องกินผลไม้ 5 ทัพพีทุกวัน คลิกซะ เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 09:52:33 AM

รู้ไหม ทำไม...ต้องกินผลไม้ 5 ทัพพีทุกวัน คลิกซะ

หลายคนคงอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "ต้องกินผัก ผลไม้ทุกวัน" หรือ "ไม่อยากท้องผูกต้องกินผัก ผลไม้ให้ได้ 5 ทัพพี" เป็นคำพูดที่ฟังดูคุ้นชิน แต่ใครจะรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของลักษณะนิสัยการกินข้างต้น

1.ลดอัตราเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การกินผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันเป็นผลดี จากการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้าสรุปได้ว่า การกินผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน ทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (อายุยืนยาวขึ้น) และอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจลดลง แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การกินของมัน อีกด้วย

2. เสริมสร้างความแข็งแรงของระบบกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน จากการวิจัยพบว่า ผัก ผลไม้ จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

3. ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ผู้หญิงที่กินผักผลไม้ 5.1 ส่วนต่อวัน จะสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองได้ถึงร้อยละ 31 และร้อยละ 11 ตามลำดับ

4. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด
    4.1 มะเร็งต่อมลูกหมาก การกินผัก ผลไม้ ที่มีเส้นใยสูง จะลดอัตราเสี่ยง 65 ปี จำนวน 1,230 คน พบว่า การกินผักมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (ไม่พบในผลไม้) โดยเฉพาะผักที่มีเส้นใยสูง
    4.2 มะเร็งของระบบทางเดินอาหาร จากงานวิจัยระดับนานาชาติ เกี่ยวกับการกินผักผลไม้กับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง สรุปว่า การกินผักผลไม้จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร สามารถลดความเสี่ยงได้สูงถึงร้อยละ 20-30 และลดมะเร็งโดยรวมได้ประมาณร้อยละ 5-12
    4.3 มะเร็งปอด การกินผักผลไม้จะทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดลดลงได้


5. ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน รวมทั้งการป้องกันและขจัดภาวะขาดสารอาหาร จากรายงานขององค์การอนามัยโลก เรื่องโภชนาการและสารอาหาร กับการป้องกันโรคเรื้อรัง ได้มีข้อเสนอแนะให้กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 5 ทัพพีต่อวัน เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังดังกล่าว

6. ประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น ชะลอการเกิดโรคต้อกระจก ลดอาการโรคหืด ช่วยระบบขับถ่าย ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ความคุมน้ำหนักตัวไม่ให้สูงเกินไป


ที่มา : เฟซบุ๊ก นิตยสารหมอชาวบ้าน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410236123
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ต่างชาติเกษียณฮิตเลือกเป็นจุดหมาย เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 09:48:26 AM


ไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ต่างชาติเกษียณฮิตเลือกเป็นจุดหมาย

นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าประเทศไทยยังเป็นที่นิยมและอยู่ในใจของผู้สูงอายุชาวฝรั่งเศส ยืนยันจากข้อมูลเว็บไซต์ Retrait-etranger.fr แนะนำการใช้ชีวิตหลังเกษียณในต่างประเทศ และ Lexpress.fr ซึ่งเป็นนิตยสารออนไลน์ของฝรั่งเศส ได้จัดอันดับการลงคะแนนเสียงของชาวฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีประเทศไทยติดใน TOP 5 ที่ชื่นชอบสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ เหตุผลส่วนใหญ่เห็นว่าประเทศไทยให้ประสบการณ์ชีวิตแบบใหม่
       
นอกจากนี้ การรายงานของ thehuffingtonpost.com ของสหรัฐอเมริกา ยังได้นำเสนอบทความ The World's 7 Most Retiree-Friendly Nations โดยมีเนื้อหาที่ระบุถึงองค์ประกอบที่จำเป็นต้องวางแผนและการตัดสินใจเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณในต่างประเทศ โดยหลายๆ ประเทศอาจมีปัญหายุ่งยาก ขณะที่อีกหลายประเทศเช่นในเอเชีย อาทิ มาเลเซีย และประเทศไทย ต่างหยิบยื่นข้อเสนอพิเศษและพร้อมต้อนรับอย่างเต็มที่ อาทิ มาตรการทางวีซ่า เป็นต้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000103650
105  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สืบสานตำนานชาวเล “ทำบุญ แห่เรือ ส่งเคราะห์ทางทะเล” จ.ประจวบฯ เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 09:46:10 AM


สืบสานตำนานชาวเล “ทำบุญ แห่เรือ ส่งเคราะห์ทางทะเล” จ.ประจวบฯ

ททท.ชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจร่วม “ทำบุญ แห่เรือ ส่งเคราะห์ทางทะเล” ในงาน ทำบุญประจำปีศาลเจ้าแม่ทับทิมและงานพิธีส่งเคราะห์ทางทะเล ประจำปี 2557 ในระหว่างวันที่ 27 - 28 กันยายน 2557 ณ บริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
       
       สำหรับงานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีท้องถิ่นของชุมชนชาวประมงอำเภอหัวหินที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเป็นเวลานาน ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวร อีกทั้งวิญญานเร่ร่อนที่ชาวประมงมักจะพบเห็นเมื่อออกเรือไปในทะเลแล้วยังเป็นการสะสมบุญรวมทั้งการฝากลอยเคราะห์ให้กับตนเอง คนในครอบครัวและญาติมิตรลงทะเลตามความเชื่อเพื่อบรรเทาเคราะห์กรรมความทุกข์โศกและสิ่งอัปมงคลให้พ้นไป
       
       โดยมีการบริจาคเงินทำบุญตามจิตศัทธาเพื่อรับตุ๊กตาส่งเคราะห์ก่อนนำไปเขียนชื่อ-นามสกุลผูกติดกับตุ๊กตาส่งเคราะห์ที่จะนำไปวางบนเรือส่งเคราะห์และทำพิธีสวดสะเดาะห์เคราะห์ก่อนนำเรือส่งเคราะห์ไปลอยในทะเล
       
       สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณนันทพล จิรลภัสปรีดา หรือ คุณน้อย ร้านอาหารชาวเลซีฟู้ด โทร.08-1934-9802หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ โทร.0-3251-3885, 0-3251-3871 และ www.tourismthailand.org หรือ TAT Contact Center 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000101135
106  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ช่วยหญิงอินเดียถูกจับขัง 3 ปี ฐานจ่ายสินสอดให้ฝ่ายชายไม่ครบ เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 09:44:14 AM


ช่วยหญิงอินเดียถูกจับขัง 3 ปี ฐานจ่ายสินสอดให้ฝ่ายชายไม่ครบ

ตำรวจอินเดีย ช่วยเหลือหญิงคนหนึ่งที่ถูกครอบครัวสามีจับเป็นตัวประกันนานถึง 3 ปี ฐานที่พ่อแม่ของเธอจ่ายค่าสินสอดไม่ครบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย เมื่อวันที่9 ก.ย.ว่าตำรวจอินเดีย ได้เข้าช่วยเหลือผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งครอบครัวสามีจับเธอเป็นตัวประกันนานถึง3 ปีโทษฐานที่พ่อแม่ของเธอไม่สามารถหาเงินมาจ่ายเป็นค่าสินสอดได้เพียงพอโดยเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือเธอออกมากล่าวว่า นางกุนจา เทวี วัย25 ปีอยู่ในชุดเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งและมีสีหน้าตื่นกลัว นอกจากนี้เธอยังถูกปฏิเสธ ไม่ให้พบหน้าลูกสาวซึ่งขณะนี้ อายุ 3ขวบแล้ว


 :32: :32: :32: :32:

ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินสอดถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในอินเดียมาตั้งแต่2504 แต่ประเพณีปฏิบัติดังกล่าวยังมีอยู่อย่างแพร่หลายในแต่ละปี จะผู้หญิงชาวอินเดียหลายพันคนถูกฆ่าจากกรณีพิพาทเรื่องสินสอดการจ่ายและการรับสินสอดเป็นประเพณีในประเทศเอเชียใต้แห่งนี้มายาวนานหลายร้อยปีแล้วซึ่งพ่อแม่ของเจ้าสาวต้องเป็นฝ่ายหาสินสอดไม่ว่าจะเป็นเงินสด เสื้อผ้าและเครื่องประดับให้แก่ครอบครัวเจ้าบ่าว

กลุ่มรณรงค์กล่าวว่าธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวทำให้ผู้หญิงเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดความรุนแรงภายในครอบครัวและเสียชีวิต

นางกุนจา เทวีถูกควบคุมตัวอยู่ในเขตดาร์บันการัฐพิหาร ทางตะวันออกของประเทศเธอได้รับการช่วยเหลือหลังจากพ่อของเธอเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พบหน้าลูกสาวนาน3 ปีแล้วขณะนี้ นางกุนจา เทวีก็ถูกส่งให้พ่อของเธอไปดูแลแล้ว






ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/foreign/265608/ช่วยหญิงอินเดียถูกจับขัง3ปีฐานจ่ายสินสอดให้ฝ่ายชายไม่ครบ
107  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นาข้าวฟังเพลงสวดมนต์ ให้ผลผลิตเพิ่ม 15 เปอร์เซ็นต์เมล็ดข้าวอวบอิ่ม เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 09:40:36 AM

ต้นข้าวที่เติบโตท่ามกลางเสียงเพลง มีเมล็ดที่อวบอิ่ม (ภาพ เอเจนซี)

นาข้าวฟังเพลงสวดมนต์ ให้ผลผลิตเพิ่ม 15 เปอร์เซ็นต์เมล็ดข้าวอวบอิ่ม

       เอเจนซี--“แต่ละหยดน้ำแห่งความเมตตา ช่วยหล่อเลี้ยงฉัน...แต่ละลำแสงแห่งความกรุณา ช่วยสร้างความหวังแก่ฉัน...” คือเสียงเพลงที่ดังกังวานผืนนาข้าวในหมู่บ้านเหลียงซัน ตำบลหนันอันอิงตู มณฑลฝูเจี้ยน
       
       ต้นข้าวในแปลงนา กว่า 400 มู่* หรือ ราว 167 ไร่ ณ หมู่บ้านเหลียงซัน แห่งนี้ เจริญเติบโตในท่ามกลางบทเพลงขับกล่อม ทั้งบทเพลงสวดธารณีมนต์ และเพลงสวดในพุทธศาสนาอื่นๆ
       
       การเปิดเพลงขับกล่อมทารกในครรภ์ หรือต้นไม้ใบหญ้า เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตนั้น มิใช่เรื่องใหม่ และที่นี่ ที่หมู่บ้านเหลียงซันก็ได้พิสูจน์สำทับอีกครั้ง ว่าต้นข้าวที่เติบโตท่ามกลางเสียงดนตรีแห่งความเมตตา อ่อนโยนนั้น ไม่เพียงให้ผลผลิตมากขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดข้าวยังอวบอิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรเผยดนตรีไม่เพียงช่วยการดูดซึมสารอาหารของต้นพืช ยังช่วยกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ และยังช่วยขับไล่หนอนแมลงศัตรูพืช


แปลงนาที่หมู่บ้านเหลียงซาน มณฑลฝูเจี้ยน ติดตั้งเครื่องเล่นเสียง เปิดเพลงสวดมนต์
กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ใช้วิธีการแบบเกษตรอินทรีย์ ช่วยรักษษสิ่งแวดล้อม (ภาพ เอเจนซี)

       “ดอกบัว” ร้องเพลงกล่อมต้นข้าว
       “ดอกบัว” สีแดง สีชมพู สีเหลือง เรียงรายตามแปลงนาข้าว กว่า 400 มู่ หรือ ราว 167 ไร่ ในหมู่บ้านเหลียงซัน “ดอกบัว” เหล่านี้ ขับขานเพลงสวดธารณรีมนต์ และบทเพลงสวด ที่มีท่วงทำนองอ่อนโยน ผ่อนคลาย
       “ดอกบัว” ที่ดึงดูดสายตาเหล่านี้ ที่แท้ก็คือเครื่องเล่นเสียงรูปทรงดอกบัวนั่นเอง
       
       “ในนาข้าวกว่า 400 มู่นี้ มีเครื่องเล่นเสียงรูปดอกบัว กว่า 500 เครื่อง ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่มีการติดตั้งสายไฟฟ้าใดๆ เป็นวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน เครื่องเล่นเสียงแต่ละเครื่องมีเพลง 20-30 เพลง ติดตั้งระบบอัตโนมัติเล่นเพลงตลอด 24 ชั่วโมง แบบรูปทรงช่วยกันฝน จึงไม่ต้องห่วงตัวเครื่องจะเปียกน้ำหรือโดนแดด” เจ้าหน้าที่กลุ่มความร่วมมือเกษตรกรเสวียนเจิน กล่าว


        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       ผู้สื่อข่าวที่ตามไปเจาะข่าวนี้ สังเกตเห็น หญ้าป่าขึ้นรกในแปลงนาข้าวกว่า 400 มู่ บางหย่อมหญ้าขึ้นยาวมากกว่าต้นข้าวเสียอีก หญิงชาวนา 3-4 คน กำลังถอนหญ้า “ชาวนาบางคนที่นี่ ไม่เข้าใจที่เราปล่อยให้หญ้าขึ้นรกสูงเช่นนี้ ก็หัวเราะ และยังชวนให้ใช้ยากำจัดหญ้าวัชพืช” เจ้าหน้าที่กลุ่มความร่วมมือกล่าว พร้อมแจงถึงความพิเศษของผืนนาแห่งนี้ นอกจากเปิดเพลงสวดขับกล่อมตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ยังใช้วิธีการเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ฉีดยากำจัดวัชพืช ถ้าหญ้าขึ้นยาวมาก ก็ใช้แรงงานคนมาถอน
       
       “นาข้าวของเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยากำจัดหญ้า ผลผลิตที่ได้แม้เทียบกับนาข้าวทั่วไปแล้วยังได้ผลผลิตที่น้อยกว่า แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ “สิ่งที่เราต้องการก็คือ ข้าวที่สุขภาพดี ไร้สารพิษ..เราได้ให้ต้นข้าวฟังเพลง หลายคนที่มาเยี่ยมชมนาข้าวของเรา รู้สึกสดชื่น บางคนก็หัวเราะ อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นการทดลองเพื่อคุณภาพ”


        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       “ปีหนึ่งๆมีการปลูกข้าวก่อนฤดูกาล และข้าวหลังฤดูกาล และนี่เป็นการปลูกข้าวฤดูที่สี่แล้วด้วย” เจ้าหน้าที่เล่า เพื่อทดลองประสิทธิภาพของบทเพลง ได้ทำการทดลองแปลงข้าวเปรียบเทียบ โดยแปลงข้าว 100 มู่ ที่ไม่เปิดเพลง ปรากฏผลว่าแปลงข้าวที่ไม่ได้ฟังเพลงมีทั้งหนอนและหนูนาจำนวนมาก” ผลผลิตข้าวฤดูที่สามได้พิสูจน์ว่า นาข้าวที่ฟังเพลงให้ผลผลิตมากกว่านาข้าวที่ไม่ฟังเพลง 15 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดข้าวยังอวบมากกว่าด้วย
       
       เจ้าหน้าที่บอกกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุที่บุกเบิกนาข้าวเสียงเพลงเช่นนี้ว่า “ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านปลูกข้าว ก่อนหน้าเที่ยวหาข้าวในตลาดที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของลูก แต่ก็ไม่พบ จึงคิดหาวิธีปลูกข้าวที่แตกต่างออกไป ผมค้นหาอยู่ 3 ปี เดินทางไปที่ไต้หวันและศูนย์การปลูกข้าวในประเทศ ที่ไต้หวันผมได้พบนาข้าว แปลงผัก สวนผลไม้ ที่เปิดเพลงให้ต้นพืชฟัง และกระตุ้นผลผลิตที่สูงกว่า จึงกลับมาทดลองนาข้าวแบบนี้ ”

        :49: :49: :49: :49:

       ผู้เชี่ยวชาญชี้ดนตรีสามารถกระตุ้นการดูดซึมและไล่หนอน
       “เพลงร็อค ไม่เหมาะ ต้นไม้ที่ฟังเพลงท่วงทำนองหนักๆแบบนี้ไปนานๆจะเฉาตาย ควรเป็นเพลงที่มีจังหวะท่วงทำนองไพเราะอ่อนโยน เราได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญถามความรู้เกี่ยวกับการเปิดเพลงให้ต้นพืชฟัง ผู้เชี่ยวชายก็ยืนยันว่าต้นพืชที่ได้ฟังเพลง เจริญเติบโต ให้ผลผลิตที่สูงกว่า และยังป้องกันโรคอีกด้วย ”
       
       เจ้าหน้าที่ศูนย์ปลูกข่าวที่เสวียนโจว กล่าวว่าก่อนหน้านี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิจัยทดลองให้ต้นพืชฟังเพลงเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งข้าวเจ้า ข้าวสาลี ผัก ฝ้าย และชา เป็นต้น ก็ปรากฏผลดี ทั้งการส่งเสริมการดูดซึม เพิ่มผลผลิต และกระบวนการเปลี่ยนแปลง มีอัตราการแตกหน่อมากขึ้น ได้พืชผลที่คุณภาพดีขึ้น”

       
ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000102791
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนแห่รอส่ง 'หลวงพ่อพิมพ์' ประกาศละสังขารแน่นวัด เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 08:59:13 PM



คนแห่รอส่ง 'หลวงพ่อพิมพ์' ประกาศละสังขารแน่นวัด

ญาติโยมยังเดินทางนมัสการ 'หลวงพ่อพิมพ์' วัดเวฬุวัน ชัยภูมิแน่นขนัด หลังประกาศลั่น ขอละสังขาร 3 ทุ่ม คืนนี้...

วันที่ 9 ก.ย. ที่ จ.ชัยภูมิ บรรยากาศที่วัดเวฬุวัน หมู่ 4 บ้านท่าเริงรมย์ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ยังเต็มไปด้วยประชาชนที่ทราบข่าวการประกาศละสังขารของหลวงพ่อพิมพ์ เจ้าอาวาส ภายหลังจากที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ว่า หลวงพ่อประกาศเตรียมละสังขารตนเองคืนนี้ในเวลา 21.00 น. โดยบรรดาประชาชนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดสีขาว และตั้งใจจะมารอส่งหลวงพ่อพิมพ์ ที่จะเข้าไปนอนในโลงศพเพื่อละสังขาร โดยขอให้ญาติโยมมาเปิดโลงอีกครั้งในวันที่ 11 ก.ย. โดยก่อนหน้านั้น ห้ามใครเปิดฝาโลงโดยเด็ดขาด ซึ่งยืนยันว่าวิธีการดังกล่าว ไม่ถือเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เป็นการละสังขารด้วยการเจริญภาวนาจนสิ้นลมหายใจ

ขณะที่จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพร่างกายหลวงพ่อพิมพ์ เจ้าอาวาสวัด เวฬุวัน ยังเป็นปกติ มีสุขภาพแข็งแรง สนทนากับประชาชนที่มากราบนมัสการด้วยอาการปกติ ไม่มีท่าทีเศร้าโศกหรือเบื่อหน่ายชีวิตแต่อย่างใด ขณะเดียวกันลูกศิษย์ที่มีความศรัทธาต่างเชื่อว่าหลวงพ่อพิมพ์จะสามารถละสังขารสิ้นลมหายใจด้วยการเจริญภาวนาในโลงศพอย่างแน่นอน


 :96: :96: :96: :96:

ด้านนายธนกร นวลมะรัง อายุ 56 ปี ส.อบต.ทุ่งพระและกรรมการวัดเวฬุวันเปิดเผยว่า หลวงพ่อพิมพ์เป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เป็นพระนักพัฒนาสายวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด อุปสมบทมานาน 20 กว่าพรรษา ก่อนจะสร้างวัดแห่งนี้ได้เดินธุดงค์ผ่านมาแล้วปักกลดในบริเวณป่าเนินเขานอกหมู่บ้าน ชาวบ้านเกิดแรงศรัทธาจึงนิมนต์ท่านให้จำพรรษาที่ดินบริเวณเชิงเขาจนสร้างวัดเป็นผลสำเร็จ ส่วนเรื่องที่หลวงพ่อประกาศละสังขารนั้น ท่านได้ประกาศล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว พอชาวบ้านรู้ข่าวต่างแห่มาทำบุญจนแน่นวัดแทบทุกวัน ยิ่งใกล้ถึงวันที่ประกาศละสังขาร คือวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 21.00 น. คนยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

นายธนกร กล่าวอีกว่า หลวงพ่อท่านได้บอกกับญาติโยมว่า ในช่วงวันที่ 9-10 ก.ย.57 ห้ามไม่ให้ญาติโยมเข้าพบหลวงพ่อหรือเปิดโลงอย่างเด็ดขาด รอให้ถึงวันที่ 11 ก.ย.57 จึงค่อยให้แพทย์และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาชันสูตรศพ ซึ่งการละสังขารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการทำอัตวินิบาตกรรมแต่อย่างใด.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449090
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลวงพ่อพิมพ์ แจกของ 3 สิ่ง ก่อนนอนโลงละสังขารคืนนี้ เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 08:55:13 PM


หลวงพ่อพิมพ์ แจกของ 3 สิ่ง ก่อนนอนโลงละสังขารคืนนี้

หลวงพ่อพิมพ์ เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ได้แจกสิ่งของให้ญาติโยม 3 สิ่ง ก่อนทำพิธีละสังขารนอนในโลง 21.00 น. คืนนี้

จากกรณี พระครูเวฬุวันจันทะรังสี หรือ หลวงพ่อพิมพ์ อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ประกาศละสังขารล่วงหน้าในวันที่ 9 เดือน 9 ตรงกับวันคล้ายวันเกิด วันนี้ ในเวลา 21.00 น. โดยจะละสังขารที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกุฏิภายในวัด ด้วยวิธีเข้าไปนอนภาวนาในโลงที่เตรียมไว้

วันที่ 9 ก.ย. มีรายงานว่า ที่วัดเวฬุวัน หมู่ 4 บ้านท่าเริงรมย์ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้มีญาติโยมจำนวนมาก เดินทางมาร่วมทำบุญและฟังเทศน์ ก่อนหลวงพ่อพิมพ์ละสังขารเป็นครั้งสุดท้าย โดยหลวงพ่อพิมพ์จะเข้าไปนอนในโลง โดยห้ามบุคคลอื่นมาเปิดโลงเด็ดขาด จนกว่าจะถึงวันที่ 11 ก.ย. อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อพิมพ์ ได้ทำการแจกสิ่งของ 3 สิ่ง แก่ญาติโยม คือ
   1. จีวรของหลวงพ่อ
   2. กำไลที่หลวงพ่อทำขึ้นมาเอง และ
   3.ภาพถ่ายหลวงพ่อ


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/449053
110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เตรียมพร้อม 3 ล้าง ก่อนกินเจ เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 12:28:14 PM


เตรียมพร้อม 3 ล้าง ก่อนกินเจ

เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 24 กันยายน ถึงวันที่ 2 ตุลาคม ในตำนานคำว่า “เจ” หมายถึง การรักษาความบริสุทธิ์ (ทั้งกายและใจ) เพื่อการสักการะ หรือปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ดังนั้นในระหว่างช่วงรับประทานเจ นอกจากจะงดการบริโภคเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหมด รวมถึงผักกลิ่นฉุนบางอย่างที่ถือเป็นข้อห้ามแล้ว ก็ต้องรักษาศีลปฏิบัติ สำรวมกาย วาจา ใจ ไปพร้อมๆกันด้วย และก่อนเข้าช่วงเทศกาลกินเจจะต้องเตรียมตัวให้บริสุทธิ์ ด้วยเคล็ดลับ “3 ล้าง”

เริ่มจาก ล้างท้อง ด้วยการรับประทานอาหารเจล่วงหน้า 1 วัน เพื่อเป็นการเตรียมร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนเข้าช่วงถือศีลกินเจ ล้างจานชาม สำหรับคนสมัยก่อนจะมีชุดภาชนะสำหรับรับประทานอาหารเจโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันบ้านไหนที่ไม่มีภาชนะแยก ก็ให้เตรียมเอาจาน ชาม ช้อนส้อม และแก้วน้ำออกมาล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมของพลังจากธรรมชาติ และ ล้างใจ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ศีลปฏิบัติ สำรวมกาย วาจา และใจ


 :49: :49: :49: :49:

นอกจากนี้เรื่องทำความสะอาดภาชนะให้หมดคราบมัน เพราะอาหารเจเป็นอาหารที่มีความมันมาก ณิญาภรณ์ อรุณรัตน์ จากศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ซันไลต์ จึงแนะเคล็ดลับการล้างจานให้สะอาด ขจัดคราบมันด้วยพลังจากธรรมชาติ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดจานชามที่มีส่วนผสม ธรรมชาติ จำพวก เกลือ ชาขาว และ มะนาว

เพราะทั้ง 3 อย่างนี้มีสรรพคุณในการขจัดคราบมันและสิ่งสกปรกได้อย่างดีเยี่ยม อย่าง ซันไลต์เนเจอร์ ที่ช่วยขจัดคราบมันด้วยพลังจากธรรมชาติ โดยก่อนจะล้างให้กวาดเศษอาหารออกจากจานชามให้หมดและเช็ดคราบมันให้หมดก่อน ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว สำหรับภาชนะที่มีคราบสกปรกมาก ควรแช่น้ำที่ผสมน้ำยาล้างจานให้คราบสกปรกหลุดออก จะช่วยให้ล้างจานได้ง่ายยิ่งขึ้น หากมีคราบสกปรกฝังแน่น แนะนำให้ใช้น้ำร้อน ช่วยสลายคราบมันให้ออกได้ง่าย และรวดเร็ว.

ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/448755
111  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา.! 'หลวงพ่อ' ขอละสังขารวันนี้ เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 12:01:06 PM


ฮือฮา.! 'หลวงพ่อ' ขอละสังขารวันนี้

นอนโลง วัดเวฬุวัน ที่จ.ชัยภูมิ ห้ามเปิดดู ให้ชันสูตร ใน‘วันที่ 11’

สมภารชื่อดังประกาศละสังขารล่วงหน้าในวันที่ 9 เดือน 9 ตรงกับวันคล้ายวันเกิด อ้างเป็นการจากไปสู่ปรภพ หลังการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ช่วงวันที่ 9-10 ก.ย. ห้ามเปิดโลงศพดูอย่างเด็ดขาด อนุญาตให้ชันสูตรศพได้ในวันที่ 11 ก.ย. ยันไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวตายแต่เป็นการละสังขารด้วยเจริญภาวนาในโลงศพ

สมภารประกาศละสังขารล่วงหน้ารายนี้เปิด เผยเมื่อสายวันที่ 8 ก.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดเวฬุวัน หมู่ 4 บ้านท่าเริงรมย์ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ หลังทราบว่าเจ้าอาวาสประกาศละสังขารล่วงหน้า พบเป็นวัดขนาดใหญ่มีพื้นที่ 18 ไร่ พบชาวบ้านนับพันคนส่วนใหญ่แต่งกายนุ่งขาวห่มขาว นั่งสงบนิ่งในกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาสและบนศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ 3 หลัง โดยมีพระครูเวฬุวันจันทะรังสี หรือ หลวงพ่อพิมพ์ อายุ 65 ปี เจ้าอาวาส ทำพิธีสวดมนต์ให้พรแก่ชาวบ้านที่มีปัญหาชีวิตมาให้ช่วยขจัดปัดเป่า

 :96: :96: :96: :96:

หลังจากเสร็จพิธีสวดเมตตาให้ชาวบ้านแล้ว หลวงพ่อพิมพ์ได้เปิดเผยถึงการประกาศละสังขารว่า ที่ผ่านมาได้ใช้ชีวิตในชาติหนึ่งอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อเกิดมาตัวเปล่าต้องไปด้วยตัวเปล่าเช่นกัน ชีวิตไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ตนจึงประกาศให้ญาติโยมทราบว่าจะขอละสังขารไปสู่ปรภพ ในวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 21.00 น. หมายถึงวันที่ 9 ก.ย.57 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของตน โดยเลือกละสังขารที่ใต้ต้นใหญ่ข้างกุฏิภายในวัด ด้วยวิธีเข้าไปนอนภาวนาในโลงที่เตรียมไว้

ด้านนายธนกร นวลมะรัง อายุ 56 ปี ส.อบต.ทุ่งพระและกรรมการวัดเวฬุวันเปิดเผยว่า หลวงพ่อพิมพ์เป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เป็นพระนักพัฒนาสายวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด อุปสมบทมานาน 20 กว่าพรรษา ก่อนจะสร้างวัดแห่งนี้ได้เดินธุดงค์ผ่านมาแล้วปักกลดในบริเวณป่าเนินเขานอกหมู่บ้าน ชาวบ้านเกิดแรงศรัทธาจึงนิมนต์ท่านให้จำพรรษาที่ดินบริเวณเชิงเขาจนสร้างวัดเป็นผลสำเร็จ ส่วนเรื่องที่หลวงพ่อประกาศละสังขารนั้น ท่านได้ประกาศล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว พอชาวบ้านรู้ข่าวต่างแห่มาทำบุญจนแน่นวัดแทบทุกวัน ยิ่งใกล้ถึงวันที่ประกาศละสังขาร คือวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 21.00 น. คนยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ


 st12 st12 st12 st12

นายธนกรกล่าวอีกว่า หลวงพ่อท่านได้บอกกับญาติโยมว่า ในช่วงวันที่ 9-10 ก.ย.57 ห้ามไม่ให้ญาติโยมเข้าพบหลวงพ่อหรือเปิดโลงอย่างเด็ดขาด รอให้ถึงวันที่ 11 ก.ย.57 จึงค่อยให้แพทย์และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาชันสูตรศพ ซึ่งการละสังขารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตายแต่อย่างใดเป็นการละสังขารภายในโลงศพด้วยการเจริญภาวนาจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของผู้สื่อข่าวพบว่าพระครูเวฬุวันจันทะรังสี หรือหลวงพ่อพิมพ์ ยังมีร่างกายปกติ สมบูรณ์แข็งแรงทุกอย่าง แถมยังพูดจาหยอกล้อติดตลกกับญาติโยม โดยไม่มีแววเศร้าโศกหรือเบื่อหน่ายชีวิตแต่อย่างใด ขณะเดียวกันลูกศิษย์ที่มีความศรัทธาต่างเชื่อว่าหลวงพ่อพิมพ์จะสามารถละสังขารสิ้นลมหายใจด้วยการเจริญภาวนาในโลงศพอย่างแน่นอน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/448876
112  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / น้ำป่าท่วมโรงเรียน สุดยอดคุณครู.! ยืนแช่น้ำสอนศิษย์ เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 11:50:52 AM


น้ำป่าท่วมโรงเรียน สุดยอดคุณครู.! ยืนแช่น้ำสอนศิษย์

น้ำป่าจากเพชรบูรณ์ยังคงเข้าพื้นที่ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ โรงเรียนเปิดเรียนตามปกติแต่มีนักเรียนมาเรียนแค่ 4 คน ครู-ลูกศิษย์สวมชุดแบบเดียวกัน กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ เพราะห้องเรียนอยู่ชั้นล่างถูกน้ำท่วมด้วย ครูต้องยืนสอนในน้ำ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ก.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครสวรรค์ น้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ที่มีปริมาณมาก ได้ไหลเข้าพื้นที่ จ.นครสวรรค์และยังส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง ล่าสุดไหลเข้าท่วมพื้นที่โรงเรียนห้วยวารีใต้ ม.6 ต.ธารทหาร อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตร สนามโรงเรียน อาคารเรียน โรงอาหาร ห้องสุขา ถูกน้ำท่วม


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

จากการสอบถาม นางประณาม กลับดี ครูชำนาญการ บอกว่า ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แต่ได้มีการเฝ้าระวังน้ำอย่างใกล้ชิด หากพบว่าระดับน้ำสูงขึ้นอีกประมาณ 10 เซนติเมตร ก็จะปิดเรียนชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน

"ซึ่งจะเห็นได้ว่านักเรียนจาก 29 คน มาเรียน 4 คน เท่านั้น เนื่องจากบ้านเรือนของนักเรียนหลายรายได้รับผลกระทบจากน้ำป่าเหมือนกัน แต่ก็ยังมีนักเรียนบางส่วนที่เห็นการเรียนเป็นเรื่องสำคัญ จึงมาเรียนหนังสือ" นางประณามกล่าว


 :96: :96: :96: :96:

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกต พบว่าทางโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนบริเวณห้องด้านล่าง ซึ่งพื้นห้องเรียนเสมอกับพื้นดินทั่วไป ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังในห้องเรียนในระดับตาตุ่ม ครูผู้สอนต้องยืนแช่น้ำ สวมกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะเช่นเดียวกันกับนักเรียนในห้อง.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/448912
113  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ไม่มีผู้ให้ไม่มีผู้รับ : บาตรเดียวท่องโลก เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 11:00:03 AM


ไม่มีผู้ให้ไม่มีผู้รับ : บาตรเดียวท่องโลก
โดยพระพิทยา ฐานิสฺสโร

กลุ่มชาวไทยที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์และจากเมืองไทยได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานทอดผ้าป่าเพื่อนำปัจจัยที่รวบรวมได้ช่วยบูรณะซ่อมแซมห้องครัว ณ วัดธรรมปาละ สวิตเซอร์แลนด์ ในปีนี้เจ้าภาพผู้จัดงานได้ออกค่าใช้จ่ายเช่ารถบัสที่ใช้ในการเดินทางมาวัดสำหรับผู้ร่วมบุญเกือบ ๖๐ ชีวิต               

ระหว่างนั่งอยู่บนรถบัสที่เดินทางมาวัดและจัดขบวนเดินเข้าวัดก็มีพระไทยนำสวดมนต์ตลอดการเดินทาง งดการร้องเพลง ดื่มเสพของมึนเมาและพิธีในทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบง่าย ทุกคนนั่งฟังธรรมด้วยความสงบและเคารพสำรวม


 :49: :49: :49: :49:

หลายครั้งที่มีข่าวรถบัสคว่ำ รถบัสชนในขณะนำผู้ร่วมงานทำบุญทอดผ้าป่าหรือทอดกฐินไปยังวัดต่างๆ และมีการร้องเพลงตีกลองเสียงดังตลอดการเดินทาง รวมทั้งดื่มเสพของมึนเมา นอกจากนี้งานพิธี ประเพณีหลายงานที่รวมเรียกว่า งานบุญ หรือหาทุนเข้าวัด ไม่ว่าจะเป็นงานประเพณีประจำปี งานศพ งานบวชฯลฯ อาจมีการฆ่าสัตว์ เล่นการพนัน ดนตรีหรือการแสดงที่ไม่เหมาะสม มีการดื่มเสพของมึนเมาหรือส่งเสียงดังก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้แก่ผู้อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง

แท้จริงแล้ว บุญ คือ ความผ่องใส เบากาย เบาใจ สุขใจ สงบใจ ไม่สร้างความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น การทำบุญที่ถูกต้องดีงาม ต้องเป็นไปอย่างเรียบง่าย สงบ ประหยัด ประกอบด้วยความรัก เมตตากรุณา สามัคคี ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความหลง เพลิดเพลิน มัวเมา ฟุ่มเฟือย ขาดซึ่งสติยั้งคิด โหดร้าย ทะเลาะ โกรธ ทำร้าย ทำลายกัน


 :25: :25: :25: :25:

การให้ทานก็เป็นบุญชนิดหนึ่ง การสละซึ่งทรัพย์สิน เงินทองหรือสิ่งของ วัตถุที่ต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์ สุจริต เพราะไม่เกิดจากความเดือดร้อนของตนเองและผู้อื่น ผู้ให้ต้องมีความสุข ปิตียินดีทั้งสามกาล คือ ก่อนให้ กำลังให้ และหลังให้ นอกจากนี้ บุญจะมีประโยชน์มากเมื่อให้ผู้ทรงศีลถูกต้องงดงาม อยู่บนหนทางแห่งการปล่อยวาง ลดตัวตน รวมทั้งผู้ให้ต้องปล่อยวางทรัพย์หรือสิ่งที่ให้อย่างแท้จริงไม่คาดหวัง กะเกณฑ์ หวังผลตอบแทนจากการให้ เพราะการให้ทานเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจว่า ไม่มีอะไรเป็นของเราที่แน่นอนยั่งยืน

เพราะเราเกิดมาไม่มีอะไรติดตัว เราตายไปก็ไม่มีอะไรติดตัวเช่นเดียวกัน เมื่อเราได้สมมุติว่าสิ่งนี้ สิ่งนั้น เป็นของเรา ใจเราจึงค่อยๆ หนักมากขึ้นตามความยึดมั่น ถือมั่น จิตใจที่เคยเบาสบายจากความไม่มี ก็เริ่มมีภาระแห่งจิตใจและยากที่ปล่อย กลับทำให้จิตใจหลงและมีความอยากเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


 st12 st12 st12 st12

ดังนั้น การให้จึงเปรียบเสมือนการเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และทำจิตใจค่อยๆ เบาสบาย ด้วยการลดภาระของจิตใจให้ยึดมั่นถือมั่นให้น้อยลง แม้ร่างกายนี้แท้จริงก็ไม่ใช่ของเรา วันหนึ่งต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติตามผลการกระทำแห่งจิตใจ การที่ยังอยากหวังผลนั่น ผลนี่จากการให้ จึงเป็นการสร้างภาวะตัวตน ของตนอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เป็นการให้เพื่อเกิดอิสรภาพอย่างแท้จริง เพราะการให้จะได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่

เมื่อไร้ซึ่งตัวผู้ให้ ไม่มีอะไรเป็นของเรา แล้วใครคือ ผู้ให้


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140908/191740.html
114  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่อยากทำงานเพื่อเงิน ควรวางใจอย่างไรดี.? เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:55:45 AM


ไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่อยากทำงานเพื่อเงิน ควรวางใจอย่างไรดี.?
ปุจฉา-วิสัชนากับพระไพศาล วิสาโล

ปุจฉา :  สวัสดีค่ะ ดิฉันขอปรึกษาค่ะ ตอนนี้อายุ 30 ปี ทำงานฝ่ายขายของโรงแรม เจอคำสอนของท่านพุทธทาส เรื่องงาน เลยทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตัวเองกำลังทำงานเพื่อเงิน ในระหว่างที่ทำก็ไม่มีความสุข แม้จะเป็นงานสบายๆ ก็ตาม เพราะดิฉันมองว่า ดิฉันไม่จริงใจกับการทำงานแบบนี้เลย แต่ครั้นจะออกจากงานนี้ ภาระหนี้สิน กยศ.อีก 2 แสนกว่า

ยิ่งอ่านธรรมะ ยิ่งกังวลว่าจะแก้ไขยังไงดี เมื่อพระท่านว่าทำงานไม่มีความสุขก็ไร้ค่าถือว่าหลอกตัวเอง อีกพระท่านว่าความสุขไม่มีจริง ความวิตกไม่มีจริง ความกลัวไม่มีจริง ถ้าทำงานเพื่อรอใช้หนี้แบบไม่มีความสุข แล้วสุดท้ายก็ไม่มีโอกาสใช้หนี้อีก รบกวนท่านผู้เมตตา ชี้ทางให้ดิฉันกระจ่างแจ้งเรื่องนี้ด้วยเถอะค่ะ ขอบคุณค่ะ


 ask1 ans1 ask1 ans1

วิสัชนา :  หากคุณมีความจำเป็นต้องทำงานใดก็ตาม ไม่ว่างานอาชีพหรืองานบ้าน ควรมีความสุขกับงานนั้นๆ อันนี้อยู่ที่การวางใจ หรือการมีแรงจูงใจที่ถูกต้อง แทนที่คุณจะมุ่งทำงานเพื่อเงิน คุณลองเปลี่ยนมาเป็นการทำงานเพื่อฝึกฝนพัฒนาตน ขัดเกลาตนเอง หรือเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น

งานเดียวกันแต่ให้ผลต่อจิตใจต่างกัน ขึ้นอยู่กับทัศนคติและการวางใจขณะทำงานนั้นๆ ถ้าคุณทำงานด้วยจุดมุ่งหมายข้างต้น ซึ่งเรียกว่าเป็นการทำงานด้วยฉันทะ ไม่ใช่ด้วยตัณหา อีกทั้งทำงานอย่างมีสติ ใจอยู่กับปัจจุบัน หรือหมั่นตามดูรู้ใจตนเองอยู่เสมอ งานนั้นสามารถกลายเป็นการปฏิบัติธรรมได้ และช่วยให้คุณพบความสุขที่ประเสริฐได้ ดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า “สุขแท้มีอยู่แต่ในงาน”


สายด่วนให้คำปรึกษาทางจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย 'เตรียมตัวก่อนสู่วาระสุดท้ายของชีวิต จะทำอย่างไรดี' ปรึกษาได้ที่ โทร.๐๘-๖๐๐๒-๒๓๐๒


ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20140908/191738.html
115  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / พระควรทำตัวให้เหมือนชาวนา : ธรรมะยู-เทิร์น เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:47:06 AM


พระควรทำตัวให้เหมือนชาวนา
คอลัมน์ : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต

เข้าพรรษาล่วงมาได้สองเดือนแล้ว สิ่งใดที่ตั้งจิตอธิษฐานที่จะลด ละ เลิก นั้นไปถึงไหนกันบ้าง ทำได้ ไม่ได้อย่างไร ก็ไม่ต้องกังวลใจ ที่ทำได้ก็จะเห็นผลเอง ที่ทำไม่ได้ ก็เริ่มต้นใหม่ อย่ามัวโทษตนเอง หรือโทษดินฟ้าอากาศ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยทั้งนั้น ขอให้มีความเพียรในการที่จะต่อสู้กับกิเลสเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่ย่อท้อ และซื่อสัตย์กับตนเองก็พอ จะล้มแล้วลุกสักกี่ครั้ง ก็ไม่ต้องกลัว

 ans1 ans1 ans1 ans1

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพราหมณ์ขี้เหนียวคนหนึ่ง ซึ่งมีที่นามาก และขยันทำนาอย่างยิ่ง พระองค์เสด็จไปตอนที่พราหมณ์คนนั้นกำลังไถนาอยู่ แล้วพระองค์ก็ขอบิณฑบาต พราหมณ์คนนั้น เลยโกรธพระพุทธเจ้า พูดประชดประชันต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ไม่ทำนา ดีแต่จะขอเขากิน
     พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบไปว่า "เราก็ทำนาเหมือนกัน"
     พราหมณ์คนนั้นก็เลยถามว่า ทำนาอะไรที่ไหน ไม่เห็นมีไถ ไม่เห็นมีข้าวเปลือก ไม่เห็นมีพืชพันธุ์ และไม่เห็นมีที่นา
    พระพุทธเจ้าเลยตรัสตอบเป็นพระบาลี ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎกว่า
    "สทฺธา พีชํ ตโป วุฏฺฐิ ปญฺญา เม ยุคนงฺคลํ หิริ อีสา มโน โยตฺตํ สติ เม ผาลปาจนํ "


    สทฺธา พีชํ  หมายถึง มีศรัทธาเป็นพืช 
    ตโป วุฏฐิ  มีตบะ (ความเพียรเผากิเลสให้เบาบาง) เป็นฝน
    ปญฺญา เม ยุคนงฺคลํ มีปัญญาเป็นแอกไถ 
    หิริ อีสา มีหิริเป็นงอนไถ 
    มโน โยตฺตํ มีใจเป็นเชือก
    สติ เม ผาลปาจนํ  มีสติเป็นผาลและปฏัก


ทั้งหมดของพุทธพจน์นี้จึงหมายถึง การทำนาของเรานั้น มีศรัทธาเป็นเมล็ดพืช  มีความเพียรเป็นน้ำฝน มีปัญญาเป็นแอกไถ มีหิริ คือความละอายเป็นงอนไถ มีจิตใจเป็นเชือก สำหรับชักไถ และ มีสติเป็นผาลและปฏักสำหรับไถนา

 :25: :25: :25: :25:

พระเราก็ควรทำตัวให้เป็นเหมือนชาวนา คือมีศรัทธาเป็นเมล็ดพืชที่ดี ที่จะทำการหว่านเพาะ มีตบะคือความเพียรในการภาวนาให้กิเลสเหือดแห้งไป มีสติเป็นผาลและปฏักก็หมายถึงว่า ต้องพิจารณาในการกำจัดกิเลสทุกแง่มุม มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป เป็นความสำรวมที่งดงามของพระ และมีใจเป็นเชือกชัก  เพราะเชือกชักนี้จะทำให้กิเลสมันทรมาน มันอยู่ไม่ได้ ในที่สุด การทำนาตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพราหมณ์ขี้เหนียวจึงจะประสบผลสำเร็จ

เพราะฉะนั้น เข้าพรรษานี้ สำหรับฆราวาสที่ตั้งจิตอธิษฐานลดละสิ่งใดที่ไม่ดี ก็อย่าไปขี้เหนียวกิเลส ขัดมัน ละมัน จากการให้ทานทีละเล็กละน้อยนี่แหละ ใส่บาตรตอนเช้าอย่างสม่ำเสมอก็ได้ หรือไปช่วยงานสังคมที่เขาต้องการจิตอาสาต่างๆ เอาเหงื่อต่างน้ำมนต์ ทำไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จิตจะมีกำลังมากขึ้น เช่นเดียวกับเชือกชักในการต่อสู้กับกิเลสใหญ่ๆ ได้ต่อไป

พระเราเองก็เหมือนกัน ถ้าพระเราทำตัวให้เป็นอย่างนี้ก็จะอยู่ดำรงพรหมจรรย์ได้ เหมือนชาวนาที่ดำรงชีพอยู่อย่างไม่ขัดสนเลยเมื่อมีผลผลิตจากพืชที่ได้ผลแล้ว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140908/191741.html
116  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้เท่าทัน ธุรกิจหลังความตาย (ชมคลิป) เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:36:49 AM


รู้เท่าทัน ธุรกิจหลังความตาย (ชมคลิป)

พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับศพ คนก็มักจะนึกถึงสภาพความน่ารังเกียจทางการแพทย์ หรือ เรื่องผี แต่แท้จริงแล้วความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องวิ่งหนีจริงหรือ ?

วันนี้ เรามีหนึ่งในคนทำงาน จากเบื้องหลัง นั่นก็คือ คุณสุรศักดิ์ อุดมหรรษากุล เจ้าหน้าที่ฌาปนกิจ วัดหนังราชวรวิหาร วัย 35 ปี  ได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังว่า

 "ปัจจุบันผมก็ทำงานประจำอยู่ แต่ด้วยความที่เติบโตมาด้วยความผูกพันกับวัด ตั้งแต่อายุ 13 ปี ช่วงแรก ๆ ก็เข้าไปช่วยงานบุญกับทางวัด แต่ต่อมาก็ได้เข้าไปช่วยมากขึ้นในส่วนของการทำศพ จนกระทั่งเข้ามาทำจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพราะสัปเหร่อคนเดิมเสียชีวิตลง จึงมาช่วยเต็มตัวโดยไม่ได้เน้นทำรายได้ ดังนั้น ก่อนที่จะมาทำก็ต้องมีการครอบครู ตามความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้าย"


 ans1 ask1 ans1 ask1

ส่วนความรู้สึกแรกเมื่อทำศพถามว่ากลัวไหม ?

 "ก็.. รู้สึกเฉยๆ นะ"
 
 "สมัยนี้เมื่อมีคนเสียชีวิต ก็จะมีการแจ้งความ ปอเต็กตึ้งจะมาจัดการ และให้ฉีดยาทำศพไปในตัว แต่สมัยก่อนไม่มีกระบวนการเหล่านี้ ทำให้การรับรู้ในการทำศพนั้นค่อนๆเลือนหายไป หากเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทางด้านโรงพยาบาลเองก็จะเสนอโลงและการทำศพให้เสร็จ แต่อีกนัยยะหนึ่ง ก็สะท้อนว่าอาจกลายเป็นธุรกิจศพ ในประเด็นราคาโลงศพที่แพง คล้ายมัดมือชก ส่วนกระบวนการทำศพเบ็ดเสร็จเท่าที่เห็นคือ สุริยาหีบศพ ซึ่งมีราคาในกระบวนการทำศพอยู่ที่ราวหมื่นบาท ครบถ้วนทุกกระบวนการ ตั้งแต่กระบวนการแต่งหน้าแต่งตัว จนบรรจุลงหีบศพ แต่เนื้อไม้โล่งจะดีกว่า เพราะไม้แข็ง แม้ราคาจะแพงกว่าเจ้าอื่นก็ตาม

หากเสียที่บ้าน อันดับแรกให้จุดธูปก่อนเพื่อให้รู้ว่าเขาเสียชีวิตแล้ว และให้วิญญาณอยู่ตรงนั้น หลังจากนั้น ให้ทำประตูป่า โดยเดินไปที่ต้นไม้นอกบ้านเท้าเปล่าติดดิน แล้วจึงกลั้นใจใช้มีดเลื่อยกิ่งไม้เหมาะๆสองกิ่ง ร่ายคาถา เดินไปประตูบ้านแล้วบริกรรมคาถาขอเจ้าที่นำศพออก จากนั้นเอากิ่งไม้ปักไว้สองกิ่งที่ประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วนำศพออก เสร็จแล้วจึงดึงกิ่งไม้ออกเสียบไว้ที่ข้างศพ ถ้าไม่ทำก็มีความเชื่อว่าจะทำให้วิญญาณยังหลงทางอยู่



แต่ปัจจุบันก็จะมีแพทย์เข้าไปตรวจ แพทย์ก็จะมีการเสนอฉีดฟอร์มาลีนให้ศพ โดยราคาไม่เกิน 800 บาท แต่บางครั้งก็มี 1,500-2,500 บาท ซึ่งแพงเกินจริง โดยมักจะฉีดที่บ้าน ซึ่งที่จริงแล้วฟอร์มาลีน เป็นอันตราย และจะไม่ให้เด็กเล็กเข้าใกล้จนกว่าจะฉีดเสร็จ ถ้าแนะนำจะให้มาฉีดที่วัดมากกว่า จุดที่ฉีด มักนิยมฉีดที่ ตาตุ่ม เพราะเนื้อตรงนั้นบางและเห็นเส้นง่าย หรือ ฉีดที่โคนขาด้านในซึ่งเนื้อจะหนาและจะมีเส้นเยอะ

เมื่อมาถึงวัด ก็จะมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าศพ ซึ่งจะมีขั้นตอนลำบากนิดหน่อย ต้องใช้คน 2 คน ใส่กางเกงและเอาปลายขาเข้ามาที่มือ จับศพยกแล้วจับรูดกางเกงเข้าไป ส่วนเสื้อต้องใส่จากลำตัวขึ้นไป จะใส่ผ่านศีรษะไม่ได้ หากในกรณีที่ศพอุบัติเหตุหนัก หรือติดโรคร้ายแรงก็จะใส่ซองซิปมา

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

การแต่งหน้าศพ ส่วนใหญ่จะแต่งเอง แต่ช่วงหลังเริ่มมีการรับแต่งตามวัดตามโรงพยาบาล"

การแต่งหน้าศพเป็นกระบวนการที่ทำให้คนตายกลายเป็นภาพคล้ายคนนอนหลับ หรือรอการกลับมาของศพมาเกิดใหม่ ตรงนี้จริงหรือไม่ ?

 "ตรงนี้เท่าที่ผมทราบมา คือ ตามความเชื่อคนไทย มีความเชื่อประมาณว่า ถ้าคนมีฐานะก็จะบอก สิ้นบุญแล้ว แต่ถ้า เป็นคนจน ก็จะบอกว่า หมดกันแล้ว"

 "มาต่อกันที่ขั้นตอนต่อไป เมื่อเสร็จแล้วก็จะขึ้นเตียง หงายมือขวามารดน้ำ บางศพก็ดึงแขนออกมาง่าย บางศพดึงแขนออกมาไม่ได้ ก็ต้องใช้ด้ายพันข้อแขนแล้วพันไว้กับโต๊ะ แต่หากเป็นศพในถุงซิปก็จะไม่เอาออกมา จะพรมน้ำในโลงเฉย ๆ ต่อมาเมื่อเวลาราว 5 โมงเย็น ก็จะมีการรดน้ำเพื่อขออภัยสิ่งที่ได้ล่วงเกินกับศพ


 :03: :03: :03: :03:

ต่อมาก็จะทำการอาบน้ำศพเสร็จก็จะทำพิธีเบิกโลงโดยการเอาไม้ไผ่มาผ่าครึ่งหนีบไว้ที่ขอบโลงจุดเทียนแล้วนำของยำสามอย่างใส่ใบตองแล้วไว้กลางโลงสายสิญจ์พันวนซ้ายถามญาติให้บอกชื่อคนตายเจ้าของโลงแล้วเอามีดสับเบิกโลงเพื่อขออนุญาตินางไม้เทพารักษ์ไม่ให้มากวนดวงวิญญาณที่จะมาอยู่ในโลงต่อมาจึงพรมน้ำมนต์ธรณีสาร คือ นำเอา ด้ายตราสังข์ ดอกไม้หนึ่งกำ เทียนขาวหนึ่งเล่ม ธูปห้าดอก ขันน้ำมนต์ เงินสิบสองบาทค่าครู เอามือขวาพรมน้ำมนต์ที่หน้าศพสามครั้ง แล้วพรมที่หัว กลาง ท้ายของโลง

ขั้นตอนต่อมา ก็จะทำการมัดตราสังข์ ที่แรกมัดค คอ ซึ่งหมายถึงว่า การมีลูกก็เหมือนมีห่วงมาคล้องคอ เสร็จก็จะเลื่อนมาที่ มือ ซึ่งเป็นมือที่เชื่อว่าทำเงิน ก็จะมัดเป็นห่วงคล้องมือ แล้วก็มัดที่ ข้อเท้า คือ สามห่วงเป็นสิ่งที่เรามักห่วง เรียกได้ว่ามัด รูป ที่คอ มัดทรัพย์ ที่ มือ และครอบครัวเพื่อนฝูง คือ เท้าที่ใช้เดินไปหาเขา เพื่อให้หมดห่วง ส่วนเงินที่ใส่ปากผี คือให้คนตายสอนคนเป็น เป็นการสอนของคนโบราณ เหมือนกับสอนว่า ตายแล้วแม้แต่เงินบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ ส่วนการเคาะโลงกินข้าว ก็เป็นการสอนว่า พอเขาตายเคาะยังไงเขาก็ออกมากินไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรดูแลตั้งแต่ตอนเขาอยู่


 :91: :91: :91: :91:

เสร็จแล้วก็จะให้ญาติผู้ตายช่วยยกศพลงโลงเชื่อว่าคนเราตายแล้วจะไปหาพระเกตุแก้วจุฬามณีจึงมัดดอกไม้ไว้ที่มือเพื่อให้นำไปไหว้องค์พระบนสวรรค์

หากเป็นคนธรรมดาก็จะลงโลงจับมัดตราสังข์แล้วนอนส่วนคนที่มียศมีตำแหน่งก็จะลงโกศวิธีการลงโกศก็จะจับศพนั่งชันเข่าแล้วเอามือคร่อมข้างหน้าสองมือมัดตราสังข์ ข้างโกศ จะมี ไม้เสียบผี คือ เป็นแท่งเหล็กเอาไว้พยุงศพทำการขันเชนาะ แล้วมีนวมบุข้างในโกศ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีธรรมเนียมนี้แล้ว ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 :96: :96: :96: :96:

ส่วนการจัดการน้ำเหลือง คือ ถ้าฝังเป็นลักษณะของ โลงศพ ก็จะปล่อยให้ไหลในโลง ส่วนโกศก็จะมีท่อในโกศ แล้วก็จะเอาน้ำเหลืองไปเคี่ยวกับเครื่องหอม ใส่กับขี้เลื่อย เอาไปเผาน้ำเหลืองเสร็จแล้วศพก็จะแห้งอยู่ข้างใน ต่อมาจึงเปลี่ยนโกศใหม่

พิธีการเปิดโลง สมัยก่อนก็จะมีการนำน้ำมะพร้าวมาล้างหน้าศพ เพราะเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ แล้วจึงตัดบ่วงมัดตราสังข์ แต่ปัจจุบันไม่มีการเปิดโลงเพราะ เวลาเปิดโลงมามันจะทำให้มีเชื้อโรคและรา แรงลมแรงอัดภายในโลง พัดเข้าหน้าสัปเหร่อ ส่งผลให้สัปเหร่อคนก่อนหน้าผม ติดเชื้อในปอดจนเสียชีวิตในที่สุด สัปเหร่อวัดอื่นบางคนก็เช่นกัน ปัจจุบันเมื่อไม่เปิดโลงก็จะใช้มีดจามแทน



ในเรื่องของด้ายตราสังข์ มองว่าตามความเชื่อจะเอาด้ายไปเพื่อให้วิญญาณคุ้มครอง แต่ส่วนตัวผมไม่ทำให้ เพราะ มองว่าทำศพไปแล้วก็อย่าไปเอามาเลย

การทอดผ้าบังสุกุลก่อนเผา ทำเพื่ออุทิศให้ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ต่อมาจะเป็น การเผา สมัยก่อนก็จะโยนผลฝรั่งเข้าไป 10-20 ลูก เพื่อลดกลิ่นสาปศพในการเผาแบบเชิงตะกอน แต่ปัจจุบันก็จะเปลี่ยนไปเป็นการเผาที่มช้เตาแบบลดมลพิษ โดยการพลิกศพไปมาขณะเผา

 :32: :32: :32: :32:

หลังจากเผาแล้วก็จะมีการเก็บอัฐิ เรียกว่า การแปรธาตุ ก็จะนำกระดูกมาเรียง หันหน้าทางทิศตะวันตก ถ้าแต่เดิมก็จะเป็น พิธีการสามหาบ ซึ่งเป็นพิธีการโบราณ การทำหาบสามหาบ มีข้าวของคล้ายกับทำสังฆทาน เสร็จแล้วก็จะหันอัฐิ ไปทิศตะวันออก มีพระหนึ่งรูป สวดทำพิธี บางคนเอาอัฐิไปลอยอังคาร บางคนเอากลับบ้าน ก็มีความเชื่อว่าควรจะปฏิบัติ ดังนี้ คือ การหันรูปคนตายเข้าหน้าคนถือ ระหว่างทางห้ามพูดกับใคร กลับให้ถึงบ้าน ก่อนเข้าบ้านก็ให้คนไปไหว้พระขอเจ้าที่เจ้าทางให้ดวงวิญญาณญาติเข้าบ้าน

มาต่อกันที่ความเชื่อคือตามความเชื่อเดิมเล่าว่าคนตายมักจะรู้ตัวว่าตายภายใน3-7วันเท้าก็จะงอขึ้นไม่ติดพื้นดินปกติส่วนตัวทำมา20ปี ไม่เคยเจอผี ที่หน้าตาเละ แต่เชื่อว่ามาจิต มีวิญญาณ จริงๆ แต่ส่วนใหญ่คนที่สัมผัสกลิ่นเสียงจะอยู่กับคนที่มีญาณมีบุญเยอะๆ เพราะคนธรรมดาบาปเยอะ ไม่มีใครมาขอส่วนบุญ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคนที่เห็นผี คือ อาจจะเป็นภาวะจิตปรุงแต่งไปเอง

 :29: :29: :29: :29:

ในเรื่องรายได้ เฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายเป็นสัปเหร่อ ครั้งละ 700-800 บาท ที่มาทำก็เพราะรับคำหลวงปู่หลวงพ่อมาบอกว่าให้ช่วยคนเพราะเขาเดือดร้อนมา บางงานก็ช่วยฟรี แต่ปัจจุบัน วัดในกรุงเทพฯส่วนใหญ่ ก็กลับกลายเป็นธุรกิจทำศพไปแล้ว คือ เจ้าภาพไม่ต้องทำอะไรเลยก็จะมีใบมาให้เลือก แล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่แต่ละแผนก แล้วก็รับเป็นเงินเดือนไป"






ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410076209
117  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 อาหารเช้า สลัดความง่วง ปลุกสมองปลอดโปร่ง ! เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:28:08 AM


8 อาหารเช้า สลัดความง่วง ปลุกสมองปลอดโปร่ง.!

เช้าๆ ตื่นมาเหมือนยังไม่ตื่นดี ทั้งงัวเงียและหงุดหงิดง่ายเหมือนนอนได้ไม่เต็มอิ่ม คิดอะไรไม่ค่อยออกหรืออาจจะอึนกันไปตลอดวัน … เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่  "ไทยรัฐออนไลน์" ขอเพิ่มความกระชุ่มกระชวย ปลุกความสดชื่นให้คุณในตอนเช้า เติมความปลอดโปร่งให้สมองวิ่งแล่น และเพิ่มพลังงานด้วยอาหารเช้า 8 อย่าง ทั้งอาหารทานเล่นและผลไม้ที่คุณอาจไม่คิดว่ามันช่วยได้จริง แถมที่สำคัญยังทำให้คุณอารมณ์ดีและรู้สึกกระปรี้กระเปร่าตลอดวัน

เดินหน้าสตาร์ตเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย...!

1. อัลมอนด์ 
อาหารทานเล่นที่เป็นแหล่งรวมสารอาหารชั้นยอด อย่างโปรตีนและไขมันต่ำ (ที่ไม่ทำให้อ้วน) นอกจากอัลมอนด์จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายและช่วยให้สมองไบรท์มากขึ้นแล้ว อัลมอนด์ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณให้คงที่ด้วย จึงเหมาะที่จะทานในตอนเช้าเป็นอย่างยิ่ง คุณอาจจะทานเล่นๆ หรือนำไปมิกซ์ผสมกับอย่างอื่นก็ได้


2. ไข่ไก่ 
เหตุผลที่เรา (ต้อง) กินไข่ไก่ทุกเช้าให้เป็นนิสัย เพราะในไข่ไก่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง ให้สมองรู้สึกปลอดโปร่ง คิดและตัดสินใจสิ่งต่างๆ ได้เร็วและง่ายขึ้น รวมทั้งไข่ไก่หนึ่งใบยังให้พลังงานมากถึง 3 เท่า ! คุณสามารถทำอะไรหลายสิ่งอย่างได้ตลอดวัน โดยที่คุณไม่รู้สึกเสียพลังงานเลยแม้แต่น้อย



3. โยเกิร์ต
เลือกทานโยเกิร์ตแบบธรรมดาๆ ในตอนเช้าแทนน้ำผลไม้หวานๆ ที่ใส่น้ำตาล (ที่เป็นสาเหตุให้คุณเหนื่อยง่ายและพลังงานในร่างกายลดลง) โยเกิร์ตจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น หรือบางทีคุณอาจนำอัลมอนด์มามิกซ์ทานเข้าด้วยกันก็อร่อยไปอีกแบบ  แถมยังช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกายได้ดีจริงเชียว ยิ่งถ้านำโยเกิร์ตไปแช่เย็นก่อนทาน คุณจะรู้สึกสดชื่นแบบสุดๆ


*** ทริคเล็กน้อย ***
โยเกิร์ต สามารถทานได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าคุณทานโยเกิร์ตก่อนนอนทุกคืน ตอนเช้าตื่นมาคุณจะขับถ่ายได้ดีทีเดียวล่ะ

4. แอปเปิ้ล
ทานแอปเปิ้ลแทนกาแฟสักแก้วในตอนเช้า คุณจะไม่เพียงรู้สึกตื่น แต่คุณจะรู้สึกอิ่มท้องด้วย … น้ำตาลธรรมชาติที่อยู่ในแอปเปิ้ลจะทำให้คุณดีดตัว คุณจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น



5. ผักขมหรือกะหล่ำปลีสีเขียวเข้ม 
รับเช้าวันใหม่ด้วยผักสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยใบ ประโยชน์หลากหลายที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ช่วยให้สมองแล่นพร้อมเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น ในเช้าวันไหนที่คุณเบื่อๆ ลองทำไข่คนใส่ผักขมหรือกะหล่ำปลีสีเข้มๆ ดูสิ รับรอง … มันจะช่วยขับเคลื่อนพลังงานให้คุณอย่างเต็มที่เลยล่ะ


6. ธัญพืช โฮลเกรนต่างๆ
อาหารสมองที่เต็มไปด้วยประโยชน์และคุณค่าทางอาหารมากมาย นอกจากโฮลเกรนจะให้พลังงานมากเท่าที่คุณต้องการแล้ว ยังเป็นอาหารที่ช่วยลดความอ้วนได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย เพราะธัญพืชหรือโฮลเกรนเป็นข้าวที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ (แต่ให้พลังงานสูง) จึงเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ อยากมีหุ่นสวยโดยเฉพาะ อาหารเช้าคุณอาจฉีกกรอบไอเดียเดิมๆ มิกซ์ธัญพืชโฮลเกรนเข้ากับอัลมอนด์ หรือทานคู่กับแอปเปิ้ลก็ได้ ก็อร่อยแถมได้ประโยชน์ไปอีกแบบ …



7. ผลส้ม 
ทานผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่างส้มสัก 1- 2 ผล ในตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายของคุณได้เบิร์นไขมันเป็นพลังงาน…ไม่แปลกใจเลยว่า ใครๆ ก็ดื่มน้ำส้มในตอนเช้า !


8. กล้วย 
ผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามินมากมาย กล้วยจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณให้คงที่และทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ส่วนน้ำตาลในกล้วยจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกมีพลังมากขึ้น นอกจากทานกล้วยในตอนเช้าแล้ว ลองเปลี่ยนมาทานกล้วยตอนบ่ายๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่น คลายง่วงแทนการดื่มกาแฟสักแก้ว ก็เวิร์กอยู่นะ !


จริงๆ แล้วคุณสามารถทานกล้วยได้ตลอดเวลา ยิ่งทานกล้วยมากเท่าไร ยิ่งดีต่อสุขภาพเท่านั้น...!


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/448173
118  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การศึกษาไทยดิ่ง "ลาว-เขมร"แซง เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:22:03 AM


การศึกษาไทยดิ่ง "ลาว-เขมร"แซง

อดีตเลขาฯ สกอ.ยอมรับไทยแพ้ลาวแล้ว หลังเวิลด์อีโคโนมิกฯ เผยการศึกษาไทย อยู่อันดับท้ายๆ ในอาเซียน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลก จากรายงานโกลบอล คอมเพทติทีฟ รีพอร์ท 2014-2015 (Global Competitiv Report 2014-2015) โดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum-WEF) โดยสรุปปรากฏว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย อยู่เป็นอันดับที่ 31 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังประเทศสิงคโปร์ อยู่อันดับ 2 ของโลก และมาเลเซีย อันดับ 20 ของโลก

แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะดัชนีด้านการศึกษาแล้ว จะเห็นว่ามีความน่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ที่ อันดับ 7 ของอาเซียน จากปีที่แล้วที่อยู่ในอันดับ 6 และเป็นอันดับที่ 86 ของโลก โดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ขยับไปแทนที่ในอันดับที่ 6 ของอาเซียน และทิ้งห่างไทยไปอยู่ในอันดับที่ 79 ของโลก

ส่วนคุณภาพของระดับอุดมศึกษาของไทย อยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน เป็นอันดับที่ 78 ของโลก ตามหลัง สปป.ลาว ที่อยู่อันดับ 6 ของอาเซียน และอันดับที่ 57 ของโลก ส่วนประเทศกัมพูชา อยู่อันดับ 7 ของอาเซียน อันดับ ที่ 76 ของโลก แม้ว่าขีดความสามารถด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ของไทยจะอยู่อันดับค่อนข้างดี คืออันดับ 5 ของอาเซียน แต่อยู่อันดับ 80 ของโลก


 :49: :49: :49: :49:

"เมื่อวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ต่อจำนวนประชากรของประเทศ พบว่า ไทยมีรายได้ต่อหัวอยู่อันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับที่ 79 ของโลก เท่ากับว่าประเทศในอาเซียนที่มีจีดีพีต่ำกว่าไทย กลับจัดการศึกษาได้ดีกว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ WEF จัดให้คุณภาพของการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของสิงคโปร์ เป็นอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ การศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่อันดับต่ำกว่าลาว ขณะที่อุดมศึกษาไทยแพ้ทั้งลาว และกัมพูชา ดังนั้น ที่พูดว่าไทยแพ้ลาวแล้ว ทุกวันนี้จึงไม่ใช่คำพูดเล่นๆ อีกต่อไป" นายภาวิชกล่าว

นายภาวิชกล่าวอีกว่า การศึกษาถือเป็นดัชนีหนึ่งในการชี้อนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว หากการศึกษาไม่ดี เศรษฐกิจก็อาจจะแย่ลง โดยเฉพาะความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หากแย่ลงก็จะกระทบต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ดังนั้น ประการแรก จึงควรต้องเพิ่มเรื่องคุณภาพการศึกษา ที่ผ่านมามีประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เองไม่ชัดเจน และพูดในเชิงต่อต้านมาตลอดคือ การรื้อหลักสูตร โดยจะต้องเปลี่ยนมาเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ไช่เน้นเนื้อหาเช่นปัจจุบัน


 :03: :03: :03: :03:

นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนทราบรายงานการจัดอันดับของ WEF แล้ว แต่ต้องไปดูรายละเอียด โดยเฉพาะกระบวนการ และวิธีการประเมิน หากผลการจัดอันดับเป็นจริงตามข้อมูลของ WEF สพฐ.คงต้องยอมรับ จากนั้นต้องไปวิเคราะห์เจาะลึกลงไปอีกว่า ไทยอ่อนตรงจุดไหน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด ที่ผ่านมาได้วางแผนในการแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไว้เบื้องต้นแล้ว

จากนี้ตนพร้อมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.จะเดินหน้าจัดทำแผนยุทธศาสตร์ เพิ่มอันดับการทดสอบในระดับต่างๆ ทั้งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) หรือคะแนนโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ Programme for International Student Assessment (PISA) จะต้องตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าในปีต่อไปต้องเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และจะเริ่มเดินตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวทันทีในปีงบประมาณ 2558

"ขณะเดียวกันต้องรอฟังนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ว่ามีทิศทางอย่างไร เพื่อผสานการทำงานตามนโยบายที่ สพฐ.วางไว้ กับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐบาลไปด้วยกัน ทั้งนี้ เรื่องที่ สพฐ.อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องการศึกษา มี 3 เรื่องหลักๆ คือ อยากให้ช่วยผลักดันให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ของ สพฐ.เอง เพื่อให้การบริหารจัดการบุคคลของ สพฐ.รวดเร็ว ช่วยดูแลผลักดันเรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษา และเตรียมปรับค่าใช้จ่ายรายหัวของเด็กให้สอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึง ดูแลค่าใช้จ่ายรายหัวให้กับเด็กต่างด้าว ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีด้วย" นายกมลกล่าว


 :41: :41: :41: :41:

นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า WEF เป็นการรายงานข้อมูลโดยใช้ผลความพึงพอใจต่อคุณภาพบัณฑิตของนายจ้างมาเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ยอมรับว่าอุดมศึกษาไทยมีปัญหาว่าผลิตบัณฑิตออกมาแล้วไม่สามารถทำงานได้ทันที สถานประกอบการต้องเสียเวลาฝึกงานให้ระยะหนึ่ง อาจทำให้สถานประกอบการของไทย พึงพอใจต่อคุณภาพบัณฑิตค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ

ส่วนอันดับที่อยู่ท้ายๆ จนตามหลัง สปป.ลาว และกัมพูชานั้น อาจเป็นเพราะทั้ง สปป.ลาว และกัมพูชา ยังมีอุตสาหกรรมน้อยกว่าไทย จึงสามารถเลือกบัณฑิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการได้มากกว่า เป็นธรรมดาที่ต้องมีความพึงพอใจมากกว่าอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามส่งเสริมการเรียนในหลักสูตรทวิภาคี เรียนในสถานประกอบการ หรือเรียนไปทำงานไป เพื่อช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับบัณฑิตมากขึ้น เรื่องนี้คงต้องมีการส่งเสริมในระยะยาวด้วย

"ขณะเดียวกัน อยากรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.อีก 2 คน ช่วยผลักดันงบวิจัย เพราะงานวิจัยถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอุดมศึกษา รวมถึง อยากให้ดูแลงบ ในเรื่องของการส่งเสริมอาจารย์ และบุคลากรต่างๆ ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อนำความรู้มาช่วยพัฒนาประเทศด้วย" นพ.กำจรกล่าว


ที่มา : นสพ.มติชน
campus.sanook.com/1373517/การศึกษาไทยดิ่ง-ลาว-เขมรแซง/
119  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แห่ดู‘ควายแปลก‘ไถ่จากโรงเชือดถวายวัดดังกรุงเก่า เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:14:43 AM


แห่ดู ‘ควายแปลก‘ ไถ่จากโรงเชือดถวายวัดดังกรุงเก่า

วัดดังกรุงเก่า รับเลี้ยงควายไทย 5 ตัวที่มีผู้ไถ่ชีวิตจากโรงเชือด ลักษณะแปลกแตกต่างจากควายทั่วไป มีทั้งควายแคระ ควายเผือก และควายสลับสีขาว-ดำ นัยน์ตาสีฟ้า นักร้องดัง ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ ไปเห็นบอกเป็นโชคดีของควายที่ได้มาอยู่วัด

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.57 ที่วัดป้อมรามัญ ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีประชาชนเดินทางมาทำบุญ และกราบนมัสการพระครูเกษม จันทวิมล หรือพระอาจารย์แดง เจ้าอาวาสพระเกจิชื่อดังของ จ.พระนครศรีอยุธยา ในจำนวนนี้ รวมถึง "สุรชัย สมบัติเจริญ" นักร้องชื่อดัง ที่เดินทางมาทำบุญด้วย

โดยพระอาจารย์แดง ได้พานายสุรชัย สมบัติเจริญ ไปดูควาย 5 ตัว ที่นางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายกอบจ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายไพศาล ทุ่งทอง อายุ 50 ปี เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวชมพร้อมครอบครัว ได้ร่วมกันไถ่ชีวิตมาจากโรงเชือดที่จ.ชัยนาท และนำมาถวายพระอาจารย์แดง ซึ่งทั้ง 5 ตัว มีลักษณะแปลกไปกว่าควายทั่วไป โดยมีควายแคระจำนวน 3 ตัว ควายเผือก 1 ตัวและควายทุย 2 ตัว 1 ใน 2 ตัวเป็นควายตัวเมียมีลักษณะตัวใหญ่สวยงาม ลำตัวสีดำ ใบหน้าและหัวสีเผือก ขาสีเผือกเหมือนสวมถุงเท้านักฟุตบอล นัยน์ตาสีฟ้า สร้างความสนใจให้กับประชาชนและญาติโยมที่มาทำบุญที่วัดอย่างมาก



นายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้อง นักแสดง บอกว่าได้เดินทางมาทำบุญที่วัด พบผู้มีจิตศรัทธานำควายมาถวาย จึงมาดู และเห็นมีควายแปลกรูปร่างใหญ่ เขาสวยมีสีขาวสีดำสลับกัน โชคดีที่มาอยู่ที่วัดนี้ไม่ถูกโรงฆ่าสัตว์เชือดไปเสียก่อน และมีชาวบ้านที่ชอบเรื่องหวย เมื่อเห็นของแปลกก็ไม่พลาดที่จะมองหาเลขเด็ด จุดธูปกราบไหว้ เพื่อนำไปเสี่ยงโชค

ขณะที่นายไพศาล ทุ่งทอง เจ้าของควายซึ่งเป็นผู้ไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์ บอกว่าได้ไถ่ชีวิตควายมาในราคาตัวละ 50,000 บาท เลี้ยงไว้ที่ตลาดน้ำบัวชมได้ประมาณ 6 เดือนจึงปรึกษากับทางครอบครัวว่าถวายควายให้วัดจะเป็นบุญกุศลดีกว่าให้คนอื่น สุดท้ายก็ตกลงว่าจะนำมาไว้ที่วัด

ด้านพระอาจารย์แดง กล่าวว่า ได้รับควายไว้จำนวน 5 ตัว ให้ลูกศิษย์เลี้ยงไว้ในบริเวณวัด ให้ญาติโยมและเด็กๆ ได้เรียนรู้ศึกษาลักษณะของควายไทยต่อไป ส่วนเรื่องความเชื่อของคนชอบหวยก็เป็นเรื่องที่คู่กับคนไทยมานาน แต่ไม่อยากให้งมงายมากนัก อยากให้ทุกคนพึ่งตนเอง ก่อนที่จะพึ่งในสิ่งที่มองไม่เห็น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/448768
120  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สิ้น'หลวงพ่อยะ'เกจิดังนครปฐม สิริอายุ 87 ปี เมื่อ: กันยายน 09, 2014, 10:11:37 AM

สิ้น'หลวงพ่อยะ'เกจิดังนครปฐม สิริอายุ 87 ปี

สิ้นเกจิพระดังนครปฐม "หลวงพ่อยะ" เจ้าอาวาสวัดท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.สามพราน ด้วยโรคเบาหวานและไตวาย สิริอายุ 87 ปี ประชาชนจำนวนมากแห่ร่วมประกอบพิธีรดน้ำศพ...

เมื่อตอนบ่ายของวันที่ 8 ก.ย.57 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า พระเกจิดัง พระมงคลสิทธาจารย์ หรือหลวงพ่อยะ เขมปาโร เจ้าอาวาสวัดท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.สามพราน จ.นครปฐม มรณภาพ ขณะนี้นำศพมาตั้งให้ประชาชนรดน้ำศพและตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดท่าข้าม ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ

จากการตรวจสอบ พบว่าที่ศาลอเนกประสงค์ของวัดท่าข้าม มีประชาชนและข้าราชการจำนวนมากแต่งชุดดำไว้ทุกข์มาร่วมประกอบพิธีรดน้ำศพ โดยศพของหลวงพ่อยะ นอนสงบนิ่งตั้งอยู่บนตั่งไม้ประดับด้วยดอกไม้ เพื่อรอพระราชพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ โดยสมเด็จพระธีรญาณมุณี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ เป็นประธานในพิธีและเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายมนู สร้อยพลอย นอภ.สามพราน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส หลังจากประกอบประธานฝ่ายสงฆ์และฆราวาสประกอบพิธีเสร็จ จากนั้นประชาชนทยอยกันเข้าแถวสรงน้ำศพกันยาวเหยียด



พระปลัดณัฐพงษ์ อุปสนะโต รองเจ้าอาวาสวัดท่าข้าม เปิดเผยว่า หลวงพ่อยะ มรณภาพเมื่อวันที่ 6 ก.ย.57 เวลา 20.35 น.ที่ รพ.ธนบุรี 1 ด้วยอาการเบาหวานและไตวาย อายุ 87 ปี 63 พรรษา ท่านป่วยด้วยโรคดังกล่าวมา 4-5 ปี รับการรักษาที่ ร.พ.ธนบุรี 1 เรียกว่าเข้าๆ ออกๆ มาตลอด

โดยหลวงพ่อยะเป็นเกจิดังของนครปฐม ที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก ทางด้านเมตตามหานิยม ทำนายทายทักแม่นยำก่อนที่จะเริ่มป่วย เคยทักชาวบ้านหลายรายว่าจะมีโชคลาภ จากการค้าขายและเสี่ยงโชคจนร่ำรวย ซึ่งคนที่ทักเหล่านั้นล้วนประสบผลตามที่ทำนาย จึงมีประชาชนเดินทางมากราบไหว้กันแน่นวัดทุกวัน จนกระทั่งท่านป่วย ทางวัดจึงของดและเยี่ยม

สำหรับศพของท่านนั้นหลังจากพิธีรดน้ำเสร็จสิ้น จะนำศพท่านบรรจุลงในโลงแก้ว จะประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมจำนวน 50 วัน ขณะนี้มีเจ้าภาพจองแล้ว 50 วัน หากมีมากก็จะขยายวันสวดพระอภิธรรมออกไปอีก


 :96: :96: :96:

สำหรับประวัติพระมงคลสิทธาจารย์ หรือ หลวงพ่อยะ เขมปาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าข้าม เกิดวันที่ 15 มี.ค. 2470 ปีเถาะ อุปสมบทหลังจากปลดประจำการทหารเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 ที่วัดท่าข้าม และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสปี 2517 และได้พัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรืองและมีคนเดินทางมาท่องเที่ยวที่วัดมากขึ้น จนปี 2518 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นพระครูที่ พระครูเกษมธรรมรักษ์ และปี 2550 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญ ราชทินนามที่ พระมงคลสิทธาจารย์ ฝ่ายวิปัสสนา ซึ่งหลวงพ่อยะ เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาลูกศิษย์และประชาชนโดยทั่วไป.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/448805
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 291