ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 258
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เผยผลสำรวจ เล่นสงกรานต์กรุงเทพฯถูกสุด-สงกรานต์ภูเก็ตแพงสุด เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 11:41:32 AM
สงกรานต์ ประเพณีไทยขึ้นชื่อ (ภาพ : ทริปแอดไวเซอร์)

เผยผลสำรวจ เล่นสงกรานต์กรุงเทพฯถูกสุด-สงกรานต์ภูเก็ตแพงสุด

       ทริปแอดไวเซอร์ เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดัง เปิดเผยผลการสำรวจ ทริปอินเด็กซ์สงกรานต์ 2557 ซึ่งเป็นครั้งแรกของการสำรวจเพื่อการเปรียบเทียบราคาค่าใช้จ่ายในการออกไปเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์นอกบ้านและพักค้างคืน 1 คืน ใน 4 จังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมช่วงสงกรานต์ของไทย
       
       ทริปอินเด็กซ์สงกรานต์ โดยทริปแอดไวเซอร์ เป็นการสำรวจเพื่อเปรียบเทียบราคาค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อหนึ่งคนสำหรับการเข้าพักที่โรงแรมระดับ 4-4.5 ดาว อาหารหนึ่งมื้อซึ่งประกอบด้วยอาหารจานหลักหนึ่งจานและเบียร์หนึ่งขวด ปืนฉีดน้ำและถังน้ำสำหรับร่วมเล่นสาดน้ำสงกรานต์ ค่าโดยสารรถแท็กซี่เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร และค่านวดเท้า 1 ชั่วโมง ซึ่งราคาที่ใช้เปรียบเทียบนี้เป็นราคาที่สำรวจในช่วงวันที่ 25 มีนาคม - 2 เมษายน 2557
       
       มิส จีน โอ-ยอง ตัวแทนทริปแอดไวเซอร์ ให้ความเห็นว่า “เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงวันหยุดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ทำให้คนที่ทำงานในกรุงเทพได้มีโอกาสในการกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดหรือไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆในประเทศ ทริปอินเด็กซ์สงกรานต์ ช่วยให้นักเดินทางชาวไทยสามารถระบุได้ว่าจะสามารถเดินทางไปที่ใดบ้างด้วยงบที่มีอยู่ การสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อเปรียบเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่นๆที่เป็นที่นิยมในหมู่นักเดินทาง เช่น เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต”



ตารางผลสำรวจค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ จากทริปอินเด็กซ์สงกรานต์

       ทั้งนี้ผลสำรวจระบุว่า กรุงเทพฯมีความคุ้มราคาที่สุดสำหรับการเฉลิมฉลองสงกรานต์ในประเทศไทย โดยกรุงเทพฯเป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดสำหรับการออกไปฉลองเทศกาลสงกรานต์และพักค้างคืนหนึ่งคืน โดยมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่อ้างอิงจากทริปอินเด็กซ์อยู่ที่ 3,357.53 บาท ส่วนภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในช่วงสงกรานต์ คือ มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่อ้างอิงจาก ทริปอินเด็กซ์อยู่ที่ 5,154.06 บาท
       
       โดยราคาค่าโรงแรมที่พักทำให้ราคาสูงขึ้นแต่ความต่างที่เห็นชัดที่สุดอยู่ที่ค่านวดเท้าส่วนอัตราค่าห้องพักโดยเฉลี่ยที่ถูกที่สุด เป็นโรงแรมในกรุงเทพฯที่ราคา 2,684.22 บาท ในขณะที่อัตราค่าห้องพักโดยเฉลี่ยที่แพงที่สุดซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของอัตราเฉลี่ยในกรุงเทพฯนั้น เป็นโรงแรมในภูเก็ตที่ราคา 4,438.72 บาท
       
       แม้ว่าราคาค่าห้องพักจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อราคาโดยรวมทั้งหมดที่อ้างอิงจากทริปอินเด็กซ์ แต่ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ราคาโดยรวมมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ค่านวดเท้าและค่าอาหารจานหลัก โดยราคาค่านวดเท้าในเชียงใหม่อยู่ที่ 200 บาท แต่ราคาในพัทยาอยู่ที่ 366.67 บาทซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าเกือบสองเท่า ส่วนราคาค่าผัดไทยในภูเก็ตอยู่ที่ 176.67 บาทซึ่งสูงกว่าราคาในกรุงเทพฯ (76.67 บาท) มากกว่าสองเท่า ทำให้ราคาค่าอาหารจานหลักเป็นปัจจัยอันดับสองที่ส่งผลต่อความแตกต่างด้านค่าใช้จ่ายในแต่ละจุดหมายปลายทาง


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000039071
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘มหกรรมเถลิงศก มหาสงกรานต์’ นมัสการมหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมมหรสพตระการตา เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 11:38:25 AM


‘มหกรรมเถลิงศก มหาสงกรานต์’ นมัสการมหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พร้อมมหรสพตระการตา

สืบสานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทย เตรียมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทยอย่างยิ่งใหญ่ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ร่วมกับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชส จำกัด จัดงาน “พาราไดซ์ พาร์ค มหกรรมเถลิงศก มหาสงกรานต์”

 สืบสานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทย เตรียมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทยอย่างยิ่งใหญ่ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ร่วมกับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชส จำกัด  จัดงาน “พาราไดซ์ พาร์ค มหกรรมเถลิงศก มหาสงกรานต์” โดยไฮไลต์ในปีนี้ ได้อัญเชิญมหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากไทย อินเดีย และทิเบต

อาทิ พระบรมสารีริกธาตุ “พระเขี้ยวแก้ว” หรือพระทันตธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระนารายณ์บาลายี มาให้ร่วมสักการะ เพื่อเสริมสิริมงคล ความสำเร็จ ความร่ำรวย และความร่มเย็น พร้อมมหกรรมมหรสพบันเทิงยิ่งใหญ่ตระการตา แถมเอาใจนักช้อปด้วยสินค้าดีมีคุณภาพ ภูมิปัญญาคนไทย พร้อมของอร่อยทั่วแคว้นแดนสยาม ที่ยกมารวมไว้ให้ชม ช้อป ชิม ระหว่างวันที่ 10-15 เม.ย. ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค





ชฎาทิพ จูตระกูล รองประธานกรรมการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด กล่าวถึง แรงบันดาลใจในการจัดงานปีนี้ว่า เทศกาลสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย เป็นประเพณีที่มีความสำคัญ และสืบทอดมาช้านาน พาราไดซ์ พาร์ค จึงเตรียมจัดงานมหกรรมเถลิงศก มหาสงกรานต์  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย

อีกทั้งยังเป็นการมอบความสุขต้อนรับวันปีใหม่ไทยให้แก่ลูกค้า ปีนี้ได้อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว หรือพระทันตธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า มาให้สักการะเสริมสิริมงคล ทั้งยังได้อัญเชิญ พระนารายณ์บาลายี มาให้ร่วมสักการบูชา ซึ่งองค์พระนารายณ์ปางนี้ ถือเป็นปางที่สำคัญที่สุดปางหนึ่ง เพราะพระองค์ทรงเป็นใหญ่ทั้งแปดขุนเขา และมีความเชื่อกันว่าจะประทานความสำเร็จ ความร่ำรวย และความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ผู้ที่บูชา

นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมวัตถุมงคล จากไทย อินเดีย และทิเบตไว้แจก อาทิ น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นน้ำอมฤตที่บริสุทธิ์ จากแม่น้ำคงคา ซึ่งจะปรากฏทุก 144 ปี, เมล็ดรุทรักษะ หรือเมล็ดน้ำตาพระศิวะ ซึ่งมีความเชื่อว่าจะช่วยให้ชีวิตมีแต่ความผาสุก ร่ำรวย และเป็นอิสระจากบาปทั้งปวง, พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคล ซึ่งพาราไดซ์ พาร์ค ได้เตรียมไว้เป็นพิเศษ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้ลูกค้าของศูนย์ฯ เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทยนี้

     


ภายในงานยังได้เตรียมจัดกิจกรรม รื่นเริง และมหรสพหลากหลายรูปแบบ เพื่อบอกเล่าวิถีชีวิตแบบไทย ในรูปแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับรูปแบบปัจจุบัน อาทิ กลองสะบัดชัย เบิกฤกษ์ อำนวยพร, การแสดงสานสุนทรีย์วิถีไทย, การแสดงจำอวดหน้าม่าน ต้นตำรับเพลงฉ่อย ตำนานวันสงกรานต์ โดยน้าโย่ง น้าพวง และน้านง จากรายการคุณพระช่วย, โชว์นาฏยศาลา หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ตอนนางลอย และตอนสืบสานตำนานศิลป์, การแสดงชุดเถลิงศก มหาสงกรานต์ โดยคณะทีศิลป์ จากเวทีไทยแลนด์  ก็อตทาเลนต์

พร้อมด้วยกิจกรรมเรียนรู้วิถีไทย การเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ตรง ด้วยการลงมือจริง อาทิ การสอนประดิษฐ์มาลัยห่วงรัก ช่อกระแต พวงมโหตร 

รวมทั้งเมนูอาหารไทยโบราณ และร่วมย้อนวันวานกับขนมและของเล่นโบราณหลากหลายชนิดที่หาได้ยาก ส่วนนักช้อป นักชิม พลาดไม่ได้กับมหกรรม โอทอป ท็อป ทู ไทยแลนด์ ที่เตรียมพาเหรดสินค้าไทย เพื่อคนไทย มาให้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ พร้อมด้วยของอร่อยทั่วแคว้นแดนสยาม  ที่จะยกขบวนอาหารคาว-หวานเลิศรสสูตรชาววัง อาทิ ลอดช่อง, ขนมครก, ข้าวแช่, หมี่กรอบ, แกงไตปลา, แกงเขียวหวาน, น้ำพริกสมุนไพร, มะม่วงน้ำปลาหวาน เป็นต้น มาให้ชิมกันอย่างเต็มอิ่ม ณ บริเวณ ฟู้ด บาซาร์ ชั้นจี.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/women/227916/‘มหกรรมเถลิงศก+มหาสงกรานต์’+นมัสการมหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พร้อมมหรสพตระการตา
83  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วธ.แนะ 5 สิ่งควร-ไม่ควรทำสงกรานต์ 57 เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 11:32:29 AM


วธ.แนะ 5 สิ่งควร-ไม่ควรทำสงกรานต์57

เทศกาลสงกรานต์ 57 วธ.รณรงค์สร้างสำนึกคนไทย-ต่างชาติ เข้าใจวัฒนธรรมที่ดีงาม ไม่ใช่เทศกาลลวนลาม-วาบหวิว วอนเล่นสงกรานต์อย่างสร้างสรรค์

วันนี้(7 เม.ย.)นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า งานสืบสานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2557 ของ วธ.ในปีนี้ วธ.ได้เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้สังคมไทยและต่างชาติถึงสิ่งที่ควรปฎิบัติและไม่ควรปฎิบัติในเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากในแต่ละปีมีประเด็นเกี่ยวกับการเล่นสงกรานต์ที่ไม่สร้างสรรค์อันเป็นเหตุให้คนต่างชาติเกิดความเข้าใจผิดวันสงกรานต์ ดังนั้น วธ.จึงขอให้ประชาชนไทยได้ปฏิบัติและแนะนำชาวต่างชาติให้เข้าใจประเพณีสงกรานต์ ดังนี้

 ans1 ans1 ans1

สิ่งที่ควรปฎิบัติ 5 ข้อ ได้แก่
   1.ทำความสะอาดบ้านเรือน บริเวณวัด ชุมชนด้วยจิตอาสา เพื่อต้อนรับปีใหม่ไทย
   2.ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ฟังเทศน์ ฟังธรรม และปล่อยนก ปล่อยปลา ขนทรายเข้าวัด
   3.รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพและทำบุญอัฐิอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ
   4.แต่งกายให้เหมาะสม มิดชิด เล่นน้ำอย่างสุภาพ ปะแป้งแต่พองาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
   5.ส่งความปรารถนาดีและอวยพรให้กัน


นายปรีชา กล่าวต่อไปว่า ส่วนสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ได้แก่
   1.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรขับรถขณะมึนเมา
   2.งดเล่นน้ำขณะขับขี่ยานพาหนะและงดสาดน้ำผู้ที่ขับขี่ยวดยานผ่านมา
   3.งดการใช้แป้งผสมสีและน้ำแข็ง
   4.งดการขว้าง ปา หรือ ใช้อุปกรณ์อัดแรงดันน้ำที่จะทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและอาจเกิดอุบัติเหตุ
   5.งดการแต่งกายยั่วยุ แสดงกริยาที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะและไม่ฉวยโอกาสลวนลามผู้อื่น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/228692/วธ.แนะ+5+สิ่งควร-ไม่ควรทำสงกรานต์57
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชวนเล่นสงกรานต์สีขาวสยามสแควร์ เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 11:29:01 AM


ชวนเล่นสงกรานต์สีขาวสยามสแควร์

สวธ.จับมือจุฬาฯ จัดใหญ่“สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ารวมไทย อีสาน โฮแซว” ที่สยามสแควร์ รณรงค์เด็กรุ่นใหม่เล่นส่งกรานต์สร้างสรรค์ พร้อมชมกิจกรรมบันเทิงที่น่าสนใจมากมาย

วันนี้(7 เม.ย.)นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 นี้ สวธ.ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสงกรานต์ที่งดงามตามประเพณีไทย ภายใต้ชื่อว่า “สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ารวมไทย อีสาน โฮแซว” ที่สยามสแควร์ ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.2557 ซึ่งครั้งนี้ สวธ และจุฬาฯจะรณรงค์ให้คนไทย

โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ เล่นสงกรานต์อย่างสร้างสรรค์ หรือ "สงกรานต์สีขาว" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยจริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องการแต่งกายวาบหวิว หรือให้คนบางกลุ่มมาฉวยโอกาสลวนลามกัน เป็นเทศกาลปีใหม่ไทยที่ให้คนไทยได้ระลึกถึง ความกตัญญูที่มีต่อบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ได้รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เป็นการแสดงความเคารพตามวิถีไทย


 :49: :49: :49:

นายชาย กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงานดังกล่าว ภายในงานครั้งนี้ จะมีขบวนแห่มหาสงกรานต์ที่รวมเอกลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสานอย่างยิ่งใหญ่ เป็นสงกรานต์สีขาว เล่นสาดน้ำกันอย่างสุภาพ แต่งกายเหมาะสม ปลอดภัย ไร้แป้งและแอลกอฮอล์ โดยแบ่งพื้นที่การจัดงานทั้งหมด 5 โซน อาทิ โซนอีสานสะออน ณ ล้านหน้าฮาร์ดร็อค คาเฟ่

พบศิลปินจากเวทีไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ คุณพระช่วย จำอวดคุณพระ โซนหมู่เฮาเผ่าอีสาน ณ สยามสแควร์ ซ.2 ชมชนเผ่าพื้นเมืองอีสานที่หาชมได้ยาก สีสันแห่งวิถีชีวิตและความเชื่อที่มีเอกลักษณ์ โซนฮีตเดือนห้า ณ สยามสแควร์ ซ.3 จำลองบรรยากาศงานสงกรานต์บ้านโบราณ การละเล่นและวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ ของชาวบ้านแสงภา อ.นาแห้ง จ.เลย ถือปฎิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลากว่า 400 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ตนขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยมาร่วมเล่นสงกรานต์ที่สยามสแควร์ ซึ่งจะให้เห็นการเล่นสงกรานต์ที่งดงามตามแบบไทย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/228690/ชวนเล่นสงกรานต์สีขาวสยามสแควร์
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศึกนอก-ศึกใน : ธรรมะยู-เทิร์น เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:37:50 PM



ศึกนอก-ศึกใน : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต

อวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ
ชาติชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขํ
ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท
ละความถือมั่นว่าของเราได้แล้วไปเที่ยวไป
เป็นผู้รู้ พึงละชาติ ชรา โสกะ ปริเทวะ และทุกข์ ในโลกนี้ได้


คนสมัยนี้เราห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเหลือเกิน แต่คนเราต้องมีแบบ และมีบรรทัดฐาน หรือมีธงชัย เวลากองทัพออกศึก เห็นไหม ว่าทำไมนักรบต้องวิ่งตามธง ธงไปทางไหน เขาก็วิ่งตาม ธงหนี เขาก็หนี ธงอยู่เขาก็อยู่ ธงไปเขาก็ไป หลักการเดียวกันนั่นแหละ ทหารเขาให้ดูธง แล้วเราดูอะไรกันก็ไม่รู้ แต่มันก็เป็นธรรมชาติของคนที่ยังไม่ได้ฝึกภาวนา ถ้าฝึกก็จะเข้าใจ แล้วก็จะมีธงชัยของเราเช่นกัน

แต่ก่อนเราก็ไม่ได้มีแนวคิดอย่างนี้ ยังบอกตัวเองเป็นครั้งคราวว่า ทำไมโง่อย่างนี้ ทำอย่างนี้ก็เป็นนะ เหมือนมันไม่มีความคิดอะไรเลย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็บวชมาแล้ว ก็คิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ตายสิ

สุดท้ายเมื่อเรามีตัวอย่าง มีธงชัย ก็พยายามทำให้ได้อย่างนั้น ครูบาอาจารย์เป็นแบบอย่างได้ดี แต่บรรทัดฐานแรกก็คือพระพุทธเจ้า เราโชคดีมีครูบาอาจารย์ที่ตามรอยพระพุทธเจ้าที่ยังทันได้พบ ยังได้เห็น ทุกอย่างท่านก็วางก็สอนไว้หมดแล้ว ขอเพียงแต่เราปฏิบัติด้วยตนเอง จนเห็นเอง เราก็จะมีความรู้เช่นเดียวกันที่ท่านมี


 :25: :25: :25:

การบูชาคนที่ควรบูชาจึงมีความสำคัญยิ่ง อย่างเช่น บูชาพระราชา พระมหากษัตริย์ หรือคนไทยที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ต่อคนหมู่มาก เราก็ควรบูชา

ทหารที่ปกป้องประเทศชาติก็เพื่อให้สมณะ ชี พราหมณ์ ประชาชนคนหมู่มากได้อยู่เป็นสุข กษัตริย์ทำนุบำรุงบวรพระพุทธศาสนา อย่างนี้ นี่คือคำปฏิญาณของกษัตริย์เลยนะ เราทุกคนก็ควรบูชา  ถ้าประเทศนี้ล่มสลาย ศาสนาล่มสลาย คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงควรเคารพบูชา สักการะ เพราะบุคคลเหล่านี้ทำคุณูประโยชน์กับประเทศ

 st12 st12 st12

เมื่อทุกอย่างมันเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องยิ่งภาวนา เร่งความเพียร การภาวนาก็เหมือนนักรบนั่นแหละ ต้องออกศึก ไม่กลัวแม้แต่คมดาบ ถ้าเรายังกลัว ขี้ขลาด ถอย กิเลสมาอย่างไร ก็ตามใจมัน อย่างนี้แพ้ตลอด

พระ หรือใครก็แล้วแต่ ผู้มีแนวคิดที่จะต่อสู้กับกิเลส ส่วนใหญ่คิดว่า มันไม่ตายหรอก แต่ถ้าต้องตายก็ให้มันตายสิ ตายเพราะต่อสู้กับกิเลส ตายเพราะภาวนา จะไปกลัวอะไร ยังไงเราก็ตายอยู่แล้ว

ตายเพราะสร้างความดี ทำสิ่งที่ดีงาม มันควรจะดีไม่ใช่หรือ เราก็ต้องคิดพิจารณาเอา ไม่งั้นครูบาอาจารย์ท่านจะบอกหรือว่า "ธรรมะอยู่ฟากตาย" เราก็ได้ยินได้ฟังมา

ทั้งหมดนี้อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ใคร่ครวญและทำให้ปรากฏเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140407/182335.html
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นั่งสมาธิแล้ว ตัวเอียงจะหงายหลัง ควรทำอย่างไร.? เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:33:38 PM



นั่งสมาธิแล้ว ตัวเอียงจะหงายหลัง ควรทำอย่างไร : ปุจฉา-วิสัชนากับพระไพศาล วิสาโล

บอย ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ผมขอเรียนถามเกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนาดังนี้ ผมนั่งภาวนาพุทโธ สูดลมหายใจเข้าออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่า ปวดเมื่อยมากๆ ก็นำจิตมาจดจ่ออยู่ตรงบริเวณที่รู้สึกปวดนั้น แล้วก็กำหนดจิตว่า ต่อให้ปวดเมื่อยแค่ไหน ก็จะไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ขอมอบร่างกาย ถวายชีวิตบูชาแด่พระพุทธเจ้า

ปรากฏว่า รู้สึกว่าตัวเอียงๆ เหมือนจะหงายหลัง และรู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างกาย แต่ไม่สนใจ นั่งภาวนาต่อไป จนหงายหลังไปกับพื้น ในท่าขัดสมาธิเลย จึงลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วอาการปวดเมื่อยก็หายไป เหลือแต่จิตที่สงบนิ่งมากๆ รู้สึกมีความปีติ อย่างบอกไม่ถูก

อยากเรียนถามว่า ถ้ารู้สึกตัวเอียงๆ เหมือนจะหงายหลังนี่ควรจะรู้สึกตัว แล้วดึงตัวกลับมานั่งตรงเหมือนเดิม หรือปล่อยให้ร่างกายเป็นไปเอง เราแค่ดูเฉยๆ และควรปฏิบัติต่อไปอย่างไรครับ


วิสัชนา : ถ้าภาวนาเพื่อเจริญสติ คุณก็ควรจะรู้สึกตัวและรับรู้อาการของกายเมื่อเสียสมดุล แล้วปรับกายให้นั่งอยู่ในท่าปกติ เช่นเดียวกับเวลาใจฟุ้งซ่านหรือถูกอารมณ์ครอบงำ ก็รู้ว่าจิตกำลังเสียสมดุล ไม่ปกติแล้ว ต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่ เมื่อมีสติรู้ทันความฟุ้งซ่าน จิตก็จะหยุดส่งออกนอก กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเป็นปัจจุบัน ส่วนกายนั้น เมื่อรู้ว่ากายเครียดตึงหรือเสียสมดุล เท่านั้นยังไม่พอ ต้องช่วยกายด้วยการผ่อนคลายกายหรือดึงกายให้กลับมาเป็นปกติ


:sign0144: :sign0144: :sign0144:

ข้อมูลทางสถิติชี้ว่าผู้มีอายุ ๖๕-๗๔ ปี ไม่มีความสุขจากการปฏิบัติธรรม อธิบายอย่างไร

รุ้งทอง คำมานนท์ ปุจฉา : เรียนพระอาจารย์ ดิฉันทำวิทยานิพนธ์เรื่องความสุข แล้วพบว่าการตักบาตรเป็นประจำและการนั่งสมาธิ ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๗๕ ปีขึ้นไป แต่กลับไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับผู้สูงอายุ ๖๕- ๗๔ ปี อยากถามว่าจะอธิบายด้วยหลักธรรมอย่างไรดี ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์มากค่ะ

วิสัชนา : อาตมาไม่แน่ใจว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงได้มากเพียงใด เป็นไปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างของคุณที่เป็นผู้สูงอายุ ๖๕-๗๔ ปี ยังไม่ครอบคลุมหรือเป็นตัวแทนของผู้สูงอายุทั้งหลายได้มากเพียงพอ เรื่องนี้น่าจะอธิบายได้ด้วยหลักการทางสถิติมากกว่าด้วยหลักธรรม อย่างไรก็ตามหากการเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลทำได้ถูกต้องแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้มีความสุขไม่มากนักจากการตักบาตรและนั่งสมาธิ เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุ ๗๕ ปีขึ้นไป


สายด่วนให้คำปรึกษาทางจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย 'เตรียมตัวก่อนสู่วาระสุดท้ายของชีวิต จะทำอย่างไรดี' ปรึกษาได้ที่ โทร.๐๘-๖๐๐๒-๒๓๐๒



ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20140407/182338.html
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระธรรมทูตวอน ศน.จัดอีกสืบทอดพุทธที่อินเดีย เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:28:46 PM


พระธรรมทูตวอน ศน.จัดอีกสืบทอดพุทธที่อินเดีย

หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ปลื้ม ศน.นำคณะสงฆ์-หน่วยงาน สืบทอดพุทธศาสนาที่อินเดีย ขอให้จัดต่อเนื่อง-เน้นเรียนรู้สังเวชนียสถาน ดูงานพัฒนาวัดไทย ใช้ชีวิตในแดนพุทธภูมิ เพื่อฝึกความอดทน
       
พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล กล่าวในพิธีทำบุญทอดผ้าป่าถวายวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ของคณะผู้ประกอบศาสนากิจนมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่อินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 2 จำนวน 135 รูป/คน กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ชาวพุทธเราจะไปประเทศใดไม่มีเกียรติเท่ากับไปแดนพุทธภูมิ

การไปอินเดียสำหรับชาวพุทธไม่การหยุดแค่การเดินทาง แต่มีเป้าหมายสูงสุด คือ ไปสักการะพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างท่านทั้งหลายอยู่ประเทศไทยอาศัยประโยชน์จากพระพุทธศาสนา ตั้งแต่เกิดมาอาศัยช่องหนึ่งในใบเกิดเขียนว่านับถือศาสนาพุทธ อาศัยธรรมะของพระศาสดาจนสร้างวัดสร้างวามากมายมหาศาล ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ ชาวพุทธได้รับเกียรติจากกรมการศาสนา มาศึกษาเรื่องราวของพระศาสดา ผู้ตั้งศาสนาให้เรานับถือถึงอินเดีย จึงเป็นเรื่องที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่สนับสนุนให้เกิดโครงการนี้ตั้งแต่สมัยเป็นอธิบดี ศน.


 :25: :25: :25:

นอกจากทาง ศน.ได้นำทั้งปัจจัยจากกองผ้าป่ามาถวายตามวัดไทยในอินเดียแล้ว สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ ได้นำบุคลากรผู้ดูแลพระศาสนาจากหน่วยงานต่างๆ มาศึกษาสังเวชนียสถาน จึงขออนุโมทนาให้โครงการนี้จัดต่อเนื่องตลอดไป เพราะถ้าหน่วยงานต่างๆ ผู้นับถือศาสนาไม่เสียสละให้ศาสดาเช่นนี้ ก็อย่าหวังว่าศาสนาจะอยู่ได้

แต่ที่ผ่านมาเรานับถือพุทธศาสนาอย่างสูงส่ง เรียนพระไตรปิฎก เรียนมงคล 38 เรียนเรื่องราวของศาสดา แต่พอจะเดินทางมาหาศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนามีสภาพความคล่องตัวทางศรัทธาน้อย ผิดกับเวลาไปหากองตัณหาไปเที่ยวยุโรป อเมริกา แต่ละปีไปกันเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อาตมาขอขอบคุณกรมการศาสนา มองเห็นความสำคัญตรงนี้ และอาตมาขอฝากว่านอกจากไปศึกษาสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แล้ว ควรพาพระสงฆ์มาศึกษาดูงานการพัฒนาวัดไทยในอินเดียด้วย มาใช้ชีวิต กินนอนที่วัด เพื่อฝึกความอดทน อดกลั้น จึงจะได้ชื่อว่าเป็นการเดินทางมาหาศาสดาอย่างแท้จริง เพื่อจะได้รู้ถึงความทุกข์และความเป็นอยู่ของพระศาสดา หากพระรูปใดไม่อดทนในเรื่องนี้ก็แสดงว่าไม่มีขันติธรรม


ขอบคุณข่าวจาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000038737
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เตือนสงกรานต์เล่นน้ำเปียก...เสี่ยง 5 โรค เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:25:35 PM


เตือนสงกรานต์เล่นน้ำเปียก...เสี่ยง 5 โรค
โดย...พญ.กรุณา อธิกิจ อายุรแพทย์ รพ.ปิยะเวท
       
       เทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนรอคอยกำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ นั่นก็คือเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีวันหยุดยาวอย่างต่อเนื่องกันหลายวัน คนส่วนใหญ่ก็จะกลับบ้านไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และได้เล่นน้ำสงกรานต์คลายร้อนกันอย่างสนุกสนาน แต่หารู้ไม่ว่าโรคต่างๆ ที่จะตามมาหลังจากการเล่นน้ำสงกรานต์นั้นมีอะไรบ้าง

 แล้วยิ่งน้ำที่ไม่สะอาดด้วยแล้วนั้น อาจนำมาซึ่งเชื้อโรคต่างๆ มากมาย ที่สามารถเข้าสู่ร่างกายเราผ่านทาง ตา หู จมูก ปาก หรือแม้กระทั่งการสัมผัส ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสต่างๆ ยิ่งในช่วงอากาศร้อนอบอ้าวด้วยแล้ว ความเสี่ยงในการเกิดโรคก็ยิ่งมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น เรามาดูกันดีกว่าว่าโรคอะไรบ้างที่มากับอากาศร้อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเตรียมตัวในการรับมือได้อย่างถูกวิธี

       
       ans1 ans1 ans1

       1.โรคอาหารเป็นพิษ โรคท้องร่วง โรคอหิวาตกโรค โรคไวรัสตับอักเสบเอ เนื่องจากในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศร้อนและแห้งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคโดยเฉพาะแบคทีเรียส่งผลให้อาหารที่ทำออกมารับประทานนั้นอาจบูดเสียได้ง่าย โดยเฉพาะพวกแกงที่มีส่วนผสมของกะทิหรือนมด้วยแล้ว รวมถึงการทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาดปนเปื้อนเชื้อโรค อาจทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน แต่หากมีภาวะขาดน้ำรุนแรงจะทำให้เกิดภาวะช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้
       
      2.โรคไข้หวัดและปอดอักเสบ เนื่องจากการเล่นน้ำสงกรานต์ทำให้ร่างกายเปียกชื้นเป็นเวลานาน ยิ่งในต่างจังหวัดมีการเล่นติดต่อกันตั้งแต่เช้าถึงเย็นด้วยแล้ว ควรต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำและในกลุ่มเด็ก ไม่ควรสาดแรงจนเกินไปอาจทำให้สำลักน้ำ จนกลายเป็นที่มาของโรคปอดอักเสบได้ หากรู้สึกมีไข้หรือไม่สบายควรงดเล่นน้ำทันที เพราะจะทำให้อาการยิ่งรุนแรงมากขึ้น
       
      3.โรคตาแดง เป็นอีกโรคที่พบบ่อย เมื่อเราเล่นน้ำแล้วน้ำที่ไม่สะอาดที่มีเชื้อโรคปะปน เช่น น้ำในคลอง น้ำบาดาล หากน้ำกระเด็นเข้าตาและมือเราที่ไม่สะอาดอาจไปขยี้ตาก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบบวมแดงขึ้นมาได้ ถ้ามีอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล ปวดตา
       
      4.โรคผิวหนัง ได้แก่ กลาก เกลื้อน ผดร้อน มักจะเกิดขึ้นได้ในหน้าร้อน จากการไม่รักษาความสะอาดของผิวหนัง และติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หากเล่นน้ำที่ไม่สะอาดก็จะเกิดโรคได้ง่ายมาก จึงควรรักษาความสะอาดร่างกาย ใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาหรือคับจนเกินไป จะมีได้ทั้ง ตุ่มใส ตุ่มแดง ตุ่มหนอง ผื่นวงแดง ผื่นจุดสีขาว คันตามจุดอับชื้น หากมีผื่นที่น่าสงสัยให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที
       
       5.โรคลมแดดหรือ ฮีตสโตรก (Heat Stroke) เป็นอีกโรคที่คนมักมองข้ามและคิดว่าอาจจะไม่ร้ายแรงมาก แต่แท้จริงแล้วอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว โดยโรคนี้คือการเป็นลมจากอากาศร้อน ทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เกิดได้ในผู้ที่ร่างกายแข็งแรง ยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างร้อนจัดทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากเป็นเวลานานๆ ร่างกายปรับตัวไม่ทัน สูญเสียเหงื่อมาก ระดับความเข้มข้นของเลือดและเกลือแร่ในร่างกายเข้มข้นเกินไป อาการเบื้องต้นได้แก่ รู้สึกกระหายน้ำมากๆ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก หมดสติได้
       
        :41: :41: :41:

       ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเหงื่อออก ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่าจะมีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที การป้องกันโรคลมแดด ควรหลีกเลี่ยงการยืนตากแดดเป็นเวลานานๆ หากจำเป็นควรสวมหมวกหรือกางร่ม ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด ยกเว้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ โรคไต รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอากาศร้อนทำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์จะสูง ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูงขึ้น ปัสสาวะบ่อย ขาดน้ำ เป็นต้น
       
       ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่ทุกคนสนุกสนานร่าเริง แต่ก็ไม่ควรละเลยการใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ต้องระวังเรื่องความสะอาดของอาหารและน้ำดื่ม และยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ด้วยการทานอาหารที่สุกใหม่สะอาด งดอาหารสุกๆ ดิบๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารค้างคืนหรืออาหารที่ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ดื่มน้ำที่สะอาดผ่านการกรองหรือต้มสุกมาแล้ว ล้างมือก่อนปรุงอาหาร และก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ใช้ช้อนกลางหากทานอาหารร่วมกัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแมลงวันตอม และเวลาเล่นน้ำสงกรานต์ควรจะใช้น้ำสะอาดในการเล่น อย่าใช้มือในการสัมผัสกับดวงตา ไม่ควรแช่อยู่ในเสื้อผ้าเปียกเป็นเวลานานๆ ควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ที่แห้งทันทีหลังเล่นน้ำเสร็จ เพื่อป้องกันเชื้อโรคและปรสิตที่ปะปนมากับน้ำ

       
        :91: :91: :91:

       เมื่อเราเล่นน้ำเสร็จแล้วก็ควรรีบล้างตัวให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็ดตัวให้แห้ง และหลักสำคัญคือควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน และหากพบความผิดปกติใดๆ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที
       
       เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นประเพณีที่ดีงาม เราจึงควรช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมนี้ไว้ ด้วยการนึกถึงความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่นเป็นหลัก ระวังอย่าสาดน้ำแรงจนทำให้ผู้อื่นสำลัก อย่าเล่นน้ำด้วยความคึกคะนองจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เท่านี้คุณก็จะอยู่กับอากาศร้อนในช่วงสงกรานต์ได้อย่างมีความสุขและความสนุกสนานอย่างมีวัฒนธรรม


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000038729
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'สร้างบ้านดิน หนุน โรงเรียนวิถีพอเพียง' เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:21:08 PM


'สร้างบ้านดินหนุนโรงเรียนวิถีพอเพียง'

เชฟรอนเดินหน้าเรียนรู้และเผยแพร่แนวคิดศาสตร์พระราชา ภายใต้โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ด้วยการพาจิตอาสาของบริษัทฯ กว่า 150 ชีวิตช่วยกันสร้างบ้านดิน ให้เป็นอาคารเรียนและอาคารที่พักสำหรับนักเรียนโรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย พร้อมสนับสนุนเงินทุนในการก่อสร้างอาคารเรียนให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและพลังคน ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง จ.ชลบุรี     
 
แบรด มิดเดิลตัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอนเอเชียเซ้าท์ จำกัด เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการนี้สอนให้เรารู้วิธีการสร้างบ้านดิน การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การปลูกพืชผักเป็นอาหาร ปลูกสมุนไพรเป็นยา นับเป็นโอกาสดีมากที่ได้มีส่วนช่วยเผยแพร่แนวคิดที่มีคุณค่าเช่นนี้ เชฟรอนเองรู้สึกภูมิใจและยินดีที่ได้มาก

 

"ในการลงมือช่วยกันทำงานครั้งนี้  ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านสร้างบ้านดินของประเทศ “โจน จันได” ที่มาช่วยสอนทุกขั้นตอน  ตั้งแต่การเตรียมดินจนขึ้นรูปเป็นบ้านสำเร็จ  โดยแบ่งงานออกเป็นฐานต่างๆ เริ่มจากการนำดินมาผสมกับน้ำในสัดส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นก็อาศัยแรงคนในการช่วยกันใช้เท้าย่ำๆๆ ให้ดินคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกัน

เพื่อนำไปฉาบกำแพงที่ทำจากฟางแทนการฉาบด้วยปูนซีเมนต์  หรือ การนำดินไปผสมแกลบและน้ำ นำไปขึ้นรูปเป็นก้อนบล็อกทดแทนการใช้อิฐบล็อก ซึ่งการสร้างบ้านดินนอกจากประหยัด ช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังเป็นการเปิดจินตนาการสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ เพราะสามารถออกแบบและตกแต่งได้ตามใจชอบอีกด้วย" แบรด มิดเดิลตัน

 

ทั้งนี้ โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นโรงเรียนทางเลือกที่จัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยเน้นด้านกสิกรรมธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียงตามคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสำหรับกิจกรรมครั้งนี้เหล่าจิตอาสายังช่วยกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (เพื่อประโยชน์พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น)  ภายในศูนย์ฯ เพื่อให้สอดคล้องตามหลักคำสอนของในหลวง

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140407/182388.html
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อย เสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:17:29 PM


ใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อย เสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง

เตือนใครชอบใช้น้ำยาบ้วนปาก แทนการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน เสี่ยงมะเร็ง

ชีวิตของคนเราต้องสนทนากับผู้อื่นอยู่เป็นประจำ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า กลิ่นปากที่สะอาด ช่วยสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พูดคุยและพบกัน

คนส่วนใหญ่จึงมักเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปาก เพราะคิดว่า แค่แปรงฟันคงจะไม่เพียงพอ

ทว่า ดร.เดวิด คอนเวย์ วิทยากรอาวุโสแห่งโรงเรียนทันตแพทย์ วิทยาลัยกลาสโกว์ กล่าวว่า คนเราไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากทำความสะอาดช่องปากแทนการใช้แปรงสีฟันและไหมขัดฟัน เพราะจะส่งผลให้สุขภาพช่องปากไม่ดี และอาจนำไปสู่โรคมะเร็งช่องปากและลำคอได้


 :96: :96: :96:

ผลการวิจัยดร.เดวิด สนับสนุนผลการศึกษาของประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ.2009 ที่ระบุว่า มีหลักฐานที่ยืนยัน น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในช่องปาก เพราะแอลกอฮอร์จะแทรกซึมเข้าเยื้อบุในช่องปากจนอาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็ง โดยผู้ที่มีเลือดออกตามเหงือกและผู้ที่ใส่ฟันปลอมมีความเสี่ยงสูง ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวยังจะมีผลต่อกล่องเสียงรวมทั้งหลอดอาหาร จึงไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากทดแทนการแปรงสีฟันและไหมขัดฟัน

อย่างไรก็ตาม ทันตแพทย์ยังไม่อาจสรุปได้ว่าน้ำยาบ้วนปากจะช่วยล้างหรือปกปิดกลิ่นของบุหรี่และแอลกอฮอล์ในช่องปากได้ ดังนั้นการใช้น้ำยาบ้วนปากควรทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/Article/228515/ใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อยเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ส้วมสาธารณะในกรุงกว่า 4 พันแห่ง สะอาดแค่ 17% เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:15:04 PM


ส้วมสาธารณะในกรุงกว่า 4 พันแห่ง สะอาดแค่ 17%

กทม.จัดประกวดสุดยอดส้วมปี 57 หวังให้เจ้าของสถานที่ให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม


นางวันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า จากผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้ส้วมสาธารณะของประชาชนทั่วไป จำนวน 1,000 คน เมื่อปี 2555 พบว่า ผู้ใช้บริการส้วมสาธารณะมีพฤติกรรมใช้ส้วมนั่งราบผิดวิธี คิดเป็นร้อยละ 28 มีพฤติกรรมลืมราดส้วม คิดเป็นร้อยละ 13 และไม่ล้างมือหลังใช้ส้วม คิดเป็นร้อยละ 18

ทั้งนี้ผลการสำรวจสุขลักษณะส้วมสาธารณะ ตามเกณฑ์มาตรฐานส้วมสาธารณะระดับประเทศ ในส้วมสาธารณะมีทั้งสิ้น 1,380 แห่ง คิดเป็นร้อยละ17.39 จากส้วมสาธารณะในกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 4,341 แห่ง และหากแบ่งการพิจารณาตามเกณฑ์มาตรฐาน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความสะอาด ด้านความพอเพียง และด้านความปลอดภัย พบว่า ส้วมสาธารณะผ่านเกณฑ์ด้านความสะอาดน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 25.31

ซึ่ง พบว่าสาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์มากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ไม่มีส้วมนั่งราบสำหรับผู้พิการ ผู้สูงวัย หญิงตั้งครรภ์ คิดเป็นร้อยละ 69.47 , ไม่มีสบู่ล้างมือ คิดเป็นร้อยละ 60.59 และไม่มีกระดาษชำระ หรือสายฉีดชำระ คิดเป็นร้อยละ 60.28อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานคร ได้นำแผนแม่บทพัฒนาส้วมสาธารณะไทย ให้มีความสะอาด เพียงพอ ปลอดภัย ร้อยละ90 ภายในปี 2559 ซึ่งภายในปี2557นี้

สำหรับการจัดกิจกรรม ประกวดสุดยอดส้วมแห่งปี 57 ได้รับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 18 เม.ย. เพื่อส่งเสริมให้เจ้าของสถานที่ต่างๆตระหนักถึงความสำคัญของส้วมสาธารณะต่อไป..


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/bangkok/228384/ส้วมสาธารณะในกรุงกว่า4พันแห่งสะอาดแค่17%25
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไพรพัฒนา..ระลึก “ปู่สรวง” จัดกิจ “กตัญญู”ในสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 07, 2014, 08:11:44 PM



ไพรพัฒนา..ระลึก “ปู่สรวง” จัดกิจ “กตัญญู”ในสงกรานต์

เมษายน...เดือนแห่ง ความกตัญญู...!!

แม้ว่า...ไทยเราจะยกให้ วันมาฆบูชา เป็นวัน “กตัญญูแห่งชาติ” ตามประกาศของรัฐมาตั้งแต่ปี 2549 แต่ก็ยังยึดเอาคาบเวลาของ เมษายนถือปฏิบัติในการแสดงถึงความกตัญญู...อย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม

+ + +

เริ่มต้นเดือน...5 เมษายนชนไทยเชื้อสายแผ่นดินใหญ่ ก็พาลูกจูงหลานไป “เช็งเม้ง” นำสิ่ง ของไป เซ่นไหว้ ณ ฮวงจุ้ยของบรรพบุรุษ อันเป็น การแสดงออกถึงสัญลักษณ์ความ กตัญญูตามวัฒน-
ธรรมจีน

ถัดมาอีกสัปดาห์....ย่างเข้าสู่สงกรานต์ 13 ถึง 15 เมษายน และใน 3 วันนี้ก็มีการแยกแยะในความสำคัญแต่ละวัน ก็ยังไม่พ้นถึงการ แสดงออกถึงความกตัญญู อย่างวันที่ 13 เป็น วันผู้สูงอายุฯ ลูกหลานก็จะให้ความสำคัญแก่ญาติผู้ใหญ่ รุ่งขึ้นเป็น วันครอบครัว ต่างก็กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนสร้างความอบอุ่นให้กับวงศาคณามิตร....ก็เป็นการ แสดงออกถึงความกตัญญู


+ + +

เช่นกัน....ช่วงสงกรานต์ ชาวอีสาน ที่ทำมาหากินในต่างแดน จะพากันด้วยการกลับถิ่นฐานร่วมกิจประเพณี รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระคล้ายกับชาวเหนือ แต่จะมีเกร็ดออกไปอีกนิดด้วยการทำบุญอัฐิบรรพบุรุษ เรียกว่า “สักอนิจจา” แสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพชน

การแสดงออกถึง ความกตัญญูมิใช่เฉพาะทำกันในครัวเรือน เท่านั้น อาจขยายการจัดขึ้นตาม ศาสนสถาน หรือ วัดวา อาราม อย่างเช่น วัดไพร- พัฒนา ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ ศรีสะเกษ ทุกๆปีในช่วงสงกรานต์จะจัดกิจให้ศิษยานุศิษย์ได้แสดง ออกถึงความกตัญญูมาโดยตลอด และต่อเนื่อง...

+ + +


หลวงพ่อพุฒ

วัดไพรพัฒนา...เดิมเป็นแค่สำนักสงฆ์ของหมู่บ้านชายแดนในเขตพื้นที่สีชมพู (คอมมิวนิสต์) แต่ก็มีพระสงฆ์จำพรรษาเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งก็มุ่งหวังจะพัฒนาเป็นวัดแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยปัญหาทางการเมือง

เมื่อ...หลวงพ่อพุฒ วายาโม (ปัจจุบันในฐานะ “พระครูโกศลสิกขกิจ”) มาจำพรรษาในปี 2530 ในฐานะพระลูกวัดได้ พัฒนาสะสางอุปสรรคต่างจนได้รับความสำเร็จเป็นวัดอย่างถูกต้อง ในปี 2550

หลวงพ่อพุฒ...ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน (ก่อนหน้านั้น “หลวงปู่สรวง” เป็นเจ้าอาวาส) และศาสนสถานแห่งนี้ก็เป็นที่ ประดิษฐานสรีระสังขารอันไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่สรวง ด้วย

+ + +


หลวงปู่สรวง...ถือเป็น เกจิอาจารย์ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาต่อชนชาวอีสานตอนล่าง อย่างสูงตั้งแต่เมื่อครั้งยังมีชีวิตและถึงจะ มรณภาพไปแล้วเกือบ 2 ทศวรรษก็ยังมิเสื่อมคลาย

ด้วยที่เป็นคนสันโดษ เงียบสงบ พูดน้อย จึง ไม่ค่อยจะมีใครรู้ถึงความเป็นมาของหลวงปู่สรวง เท่าใดนัก มา รู้จักกันก็ในรูปของนักบวชเชื้อสายเขมร ธุดงค์ตามเทือกเขาพนมดงรัก ข้ามไปมาระหว่าง 2 ประเทศ ชาวบ้านเรียกขานท่านตามภาษาเขมรว่า “ลูกเอ๊าะเบ๊าะ” หรือ “ลูกตาเบ๊าะ” (...หมายถึงพระดาบสผู้รักษาศีลและมีเมตตาธรรมสูง...)...แต่คนไทยเรียก “หลวงปู่สรวงเทวดาเดินดิน”

ซึ่ง...หากพบกับชาวบ้าน ท่านมักจะพูดและสอนว่า...“ออย เตียน สรู ตึ๊กเจย (แปลว่าให้มีสุขสบาย ข้าวดีน้ำดี อุดมสมบูรณ์ด้วยความพอเพียง)

+ + +


หลวงปู่สรวง เมื่อครั้งยังมีชีวิต

ตลอดระยะเวลา...หลวงปู่สรวงจะจำวัด ณ สำนักสงฆ์แห่งหมู่บ้านไพรบึงน้อย (วัดไพรพัฒนาปัจจุบัน) กับ กระท่อมหลังเล็กๆทั่วไปตามหัวไร่ปลายนา อยู่อย่างง่ายมีเพียงแผ่นไม้กระดานไม้ปูนอนก็เป็นที่พอใจ ส่วนใหญ่มักจะชอบป่าเขาลำเนาไพรมากกว่าในชุมชน

...ทุกแห่งที่หลวงปู่จำวัด จะปักเสาไม้ไผ่ตั้งลำไว้ให้เห็นอย่างเด่นชัด และเอาเชือกผูกโยงระหว่างกระท่อมกับเสาหรืออาจเป็นต้นไม้ในบางครั้ง แล้วจะ แขวนว่าว ขนาดใหญ่ทำด้วยจีวรหรือกระดาษ ผูกไว้เป็นสัญ– ลักษณ์ ที่สำคัญคือจะสุมกองไฟไว้ตลอดเวลา ไม่ว่ากลางวัน หรือกลางคืนและจะถือปฏิบัติเฉกนี้เป็นเอกลักษณ์

หลวงปู่สรวง...กระทั่ง 8 กันยายน 2543 มีอาพาธ ศิษยานุศิษย์ได้นำส่งโรงพยาบาลสุรินทร์ หลวงปู่ได้ละสังขารก่อนถึงจุดหมาย (ก่อนสำนัก สงฆ์จะเป็นวัด 6 ปี)

+ + +


หลวงปู่สรวง...เป็นอริยสงฆ์ที่มีพลังบารมีธรรมในขั้นสูงรูปหนึ่ง แม้มิสำแดงตนในอิทธิปา-ฏิหาริย์ แต่ก็มีบางรายได้สัมผัสในความศักดิ์สิทธิ์ แล้วมาเล่าขานจากปากต่อปากจนเป็นที่เลื่องลือเลื่อมใส

ในอดีตที่ผ่าน...เมื่อครั้งยังมีชีวิตได้ออกวัตถุมงคลหลายรุ่น และเมื่อละสังขารแล้วเหล่าศิษยานุศิษย์ก็มีการสร้างขึ้นมาเช่นกัน ซึ่ง วัตถุมงคลของหลวงปู่โดดเด่นตามคำอธิษฐาน ด้านเมตตามหานิยม มีโชคลาภในเชิงธุรกิจ แคล้วคลาดปลอดภัย หนุนดวง ชะตา คงกระพันชาตรี แก้อาถรรพณ์ คุณไสย ป้องกันผีสางนางไม้ ป้องกันฟ้าผ่า ป้องกันไฟไหม้...ฯลฯ

โดย...วัตถุมงคลตามแนวของหลวงปู่นั้นจะสร้าง ตามศรัทธา....มิใช่พุทธพาณิชย์


เหรียญเศรษฐีอุดมทรัพย์

+ + +
ทุกปี...ช่วงสงกรานต์ “หลวงพ่อพุฒ” จัด กิจกตัญญูครูบาอาจารย์โดยดำเนินการบรรพชาอุปสมบทหมู่ทั้งไทย-กัมพูชา บวชเนกขัมมะบารมี ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ถือศีล สรงน้ำพระ เปลี่ยนผ้าไตรสังขารหลวงปู่สรวง ปีนี้จัดขึ้น 5 ถึง 15 เมษายน (พญาวัน)...ซึ่งเริ่มงานไปเมื่อวันวานอันเป็น “วันเช็งเม้ง”

พรุ่งนี้ (7 เม.ย.) เปี่ยมด้วยจิตกตัญญู ร่วม เปลี่ยนผ้าไตรสังขารหลวงปู่สรวง

และ...12 เมษายน ฤกษ์ดีก่อนย่างเข้าวันตรุษ จึงจัดพิธี สรงน้ำพระ พร้อม พุทธาภิเษก วัตถุมงคลหลวงปู่สรวง รุ่นอุดมทรัพย์กับ เศรษฐีอุดมทรัพย์

+ + +


พิธีกรรมการสร้างและปลุกเสก...หลวงพ่อพุฒจัดตามแนวทางหลวงปู่เสี้ยมสอน ไว้ในแต่ละขั้นตอนและวัตถุประสงค์ (ครั้งยังมีชีวิตได้ถ่ายทอด วิชาอาคม พิธีกรรมต่างๆให้กับหลวงพ่อพุฒ เพื่อนำมาสืบต่อ)

จากนั้น “วันสูงอายุแห่งชาติ”...ก็จ่ายแจกผู้มีจิตศรัทธาร่วมพัฒนาศาสนสถาน “ ไพรพัฒนา”...!!



ศพหลวงปู่สรวงไม่เน่าเปื่อย

ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/414731
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เทคนิค Delete ฝันร้าย ออกจากใจ เมื่อ: เมษายน 06, 2014, 11:40:03 PM


เทคนิค Delete ฝันร้าย ออกจากใจ

“...อดีตที่ผ่านไป ไม่กลับมา ช่างเจ็บปวดอุรา เรากลับจำ คนเรานี้ คิดให้ดีก็น่าขำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ...” เนื้อหาบางตอนของเพลง “อยากลืม กลับจำ” ที่เคยโด่งดังในอดีตนั้น ไม่ว่าจะฟังเมื่อใด ก็เป็นความจริงทุกครั้งไป
       
       และหากความทรงจำในอดีต ทำให้คุณรู้สึกปวดร้าวใจหรือขุ่นมัวทุกครั้งที่นึกถึง เป็นเหมือนฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนอยู่เป็นระยะๆ จนบั่นทอนความสุขในชีวิตนั้น คงจะดีไม่น้อยเลยถ้ามียางลบวิเศษ ซึ่งสามารถลบเรื่องร้ายที่อยากจะลืม ให้หมดไปได้
       
       แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น และคุณก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะหากรู้จักเติมเต็มชีวิตด้วยการทำสิ่งใหม่ๆดูบ้าง ก็จะสามารถลืมความทรงจำอันเจ็บปวด และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างเต็มที่
       


       วิธีแรก : จัดการกับความทรงจำ
       
      1. แยกความทรงจำที่อยากลืม
       เหตุการณ์ที่ทำให้คุณเจ็บปวดทางอารมณ์ เช่น การเสียชีวิตของคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือสามีภรรยา ช่วงเวลาที่เลิกกับคนรัก หรือเรื่องที่นึกถึงทีไร ก็ทุกข์ใจทุกครั้ง ฯลฯ หากเหล่านี้คือความทรงจำอันเจ็บปวดร้าว ที่อยากจะลืมเลือน ขอแนะนำให้แยกมันออกมาก่อน
       
       ในการแยกแยะความทรงจำนั้น จงพิจารณารายละเอียดต่างๆ ได้แก่ คนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง สถานที่เกิดเหตุการณ์ สาเหตุที่เกิด และสภาพอารมณ์ขณะนั้น เพื่อที่ว่าคุณจะได้หาวิธีจัดการได้ถูกต้องตรงตามเป้าหมาย

       
       2. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นความทรงจำ
       หากเป็นไปได้ ขอให้ระบุเรื่องราวที่อยากลืมให้แน่ชัด และเขียนลงบนกระดาษ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงสิ่งเร้า ที่จะกระตุ้นความทรงจำดังกล่าวให้กลับคืนมา
       
       ตัวอย่างเช่น หากคุณเพิ่งเลิกรากับคนรัก และบังเอิญได้กลิ่นน้ำหอมที่เธอหรือเขาใช้ หรือได้ดูรายการโทรทัศน์ที่เธอหรือเขาชื่นชอบ ซึ่งอาจกระตุ้นให้คุณหวนคิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับอดีตคนรัก คุณก็สามารถเลือกที่จะลืมเหตุการณ์ วันเวลาเก่าๆนั้นได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าต่างๆเหล่านั้น
       
       3. ทำสิ่งที่ชอบ ขณะกำลังคิดเรื่องร้ายในอดีต
       ลองทำกิจกรรมที่ทำให้คุณมีความสุข ขณะกำลังคิดถึงเรื่องร้ายๆในอดีต เช่น เรื่องบาดหมางระหว่างเพื่อนรัก หรือช่วงเวลาที่กำลังอกหัก ด้วยการนั่งฟังเพลงสบายๆ นอนแช่ในอ่างอาบน้ำ หรือนั่งดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรในมุมโปรดของบ้าน ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และทุเลาความทรงจำอันปวดร้าว
       
       ในตอนแรกๆ อาจดูเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ แต่ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นประจำ แล้วคุณจะประหลาดใจที่พบว่า ความทรงจำที่เลวร้ายนั้นไม่อาจทำร้ายคุณได้อีกต่อไป

       

      4. ฆ่าความทรงจำ
       ฟังดูอาจจะน่ากลัวสักหน่อย แต่เชื่อว่าทำแล้วจะสบายขึ้นทีเดียว วิธีการก็คือ
       
       จงสร้างภาพในใจว่า คุณกำลังทำลายความทรงจำอันเลวร้ายให้หมดสิ้นไป เช่น มโนภาพถึงเรื่องราวที่อยากลืมอยู่ในรูปภาพใบหนึ่ง และคุณกำลังจุดไฟเผามัน โดยโฟกัสรายละเอียดทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น เช่น เห็นขอบรูปภาพกลายเป็นสีน้ำตาลและเริ่มงอตัว ก่อนจะถูกเผาไหม้หมด กลายเป็นเถ้าถ่าน
       
       การกระทำดังกล่าวเป็นเสมือนสัญลักษณ์ ที่จะช่วยให้คุณขจัดความทรงจำที่อยากลืม ออกไปจากใจได้ เพราะคุณได้เห็นมันดับสูญไปต่อหน้าต่อตานั่นเอง

       
       5. สะกดจิต
       นักสะกดจิตบำบัด แนะนำวิธีการสะกดจิตเพื่อลบความทรงจำว่า จงเน้นสร้าง “การยอมรับ” ความทรงจำที่ไม่ต้องการในระดับจิตใต้สำนึก เมื่อจิตใต้สำนึกเกิดการเรียนรู้ที่จะยอมรับอย่างแท้จริง สภาพอารมณ์อันเป็นผลจากการทำงานของจิตใต้สำนึกก็จะพัฒนาไปสู่ “การวางเฉย” อันจะทำให้เหตุการณ์หรือบุคคลในความทรงจำนั้นค่อยๆถูกลดความสำคัญลง และนำไปสู่การลืมเลือนความทรงจำนั้นในที่สุด
       
       ดังนั้น หากคุณเชื่อมั่นในพลังของการสะกดจิตละก็ ควรปรึกษานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้

       

       วิธีที่สอง : แทนที่ความทรงจำ
       
       1. ทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้
       วิธีที่เร็วที่สุดและฉลาดที่สุด ในการลบความทรงจำเก่าๆ คือ คุณต้องสร้างความทรงจำใหม่ๆขึ้นมา และแม้ว่าคุณจะไม่ได้ทำอะไรกับความทรงจำที่ไม่พึงประสงค์เลย แต่ความทรงจำใหม่ๆที่เกิดขึ้น จะเข้ามาแทนที่สิ่งที่คุณไม่อยากจำในที่สุด
       
       การทำงานอดิเรกชิ้นใหม่ๆ อ่านหนังสือเล่มใหม่ ดูภาพยนตร์เรื่องใหม่ หรือแม้แต่การเปลี่ยนที่พักใหม่ เหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่จะช่วยให้คุณลืมเรื่องที่อยากลืมได้โดยง่าย

       
       2. นำสิ่งกระตุ้นออกไป
       นำวัตถุสิ่งของและสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้หวนนึกถึงความทรงจำที่อยากลืม ออกไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย เสื้อผ้า หรือแม้แต่ของขวัญ แม้ว่าคุณจะยังมีความรู้สึกดีๆกับสิ่งของเหล่านั้นก็ตาม แต่ว่ามันอาจทำให้การบันทึกข้อมูลในสมองของคุณเกิดความสับสน ในสิ่งที่คุณพยายามจะลืม
       
       ทางที่ดีคุณอาจต้องตกแต่งห้องใหม่ เพื่อให้อยู่ในบรรยากาศใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม
       
       3. เติมใจให้เต็มด้วยสิ่งใหม่ที่คล้ายคลึง
       ฟังดูอาจจะงงๆสักหน่อย แต่วิธีการนี้ก็ไม่ยากเลย เป็นการสร้างความทรงจำใหม่ๆ ให้คล้ายคลึงกับความทรงจำเดิมที่อยากจะลืม อันจะส่งผลให้การบันทึกข้อมูลในสมองเกิดความสับสน ทำให้คุณไม่สามารถจำเรื่องราวเดิมได้อย่างแจ่มชัด เพราะมันมีสิ่งใหม่ที่มีความคล้ายคลึงกันเข้ามา
       
       ตัวอย่างเช่น หากต้องการลืมความทรงจำอันเจ็บปวดร้าวในการไปเที่ยวพัทยา ซึ่งเพื่อนรักของคุณจมน้ำและเสียชีวิตในครั้งนั้น ขอให้เดินทางไปเที่ยวชายทะเลอื่นๆ เช่น บางแสน ชะอำ ระยอง หัวหิน ซื้อของที่ระลึก ถ่ายรูปบนชายหาด หาของกินอร่อยๆ เพื่อเจือจางความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตที่พัทยาให้ลางเลือน และหายไปในที่สุด

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย ประกายรุ้ง
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036687
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตักบาตรให้ได้บุญ ด้วย “เมนูชูสุขภาพพระ” เมื่อ: เมษายน 06, 2014, 11:33:49 PM


ตักบาตรให้ได้บุญ ด้วย “เมนูชูสุขภาพพระ”

ประชาชนส่วนใหญ่นิยมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง แต่หากไม่ใส่ใจและคำนึงถึงเมนูที่จะนำมาตักบาตร ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพพระสงฆ์ได้
       
       จากการตรวจสุขภาพพระสงฆ์ของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2554 จำนวน 98,561 รูป พบว่า ร้อยละ 55 ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูงและเบาหวาน พระสงฆ์บางรูปป่วยมากกว่า 1 โรค พระสงฆ์ร้อยละ 5 หรือ 5,381 รูป อยู่ในภาวะอ้วน ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการฉันอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ เพราะไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ ต้องฉันอาหารตามที่ฆราวาสตักบาตร ประกอบกับสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ไม่เอื้อต่อการออกกำลังกายทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรค

       


      ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์ ควรเลือกอาหารเมนูชูสุขภาพในการตักบาตร ดังนี้     
       เมนูที่ให้ใยอาหารสูง เช่น ข้าวกล้อง ผักต่างๆ เพื่อจะได้มีกากอาหารช่วยในการขับถ่าย     
       เมนูที่ให้แคลเซียมสูง เช่น นมจืดหรือนมพร่องมันเนย ปลาเล็กปลาน้อย ผัดผักที่มีใบเขียวเข้ม เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกไม่ให้เปราะบาง แตกหรือหักง่าย       
       เมนูที่ให้ไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา เพื่อลดพลังงานส่วนเกินที่จะไปสะสมในร่างกายซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

       

       ผลไม้รสไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ส้ม แตงโม มะละกอ
       
       อาหารที่ปรุงนั้นต้องมีรสที่ไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัด เน้นการต้ม นึ่ง อบ หรือทำเป็นน้ำพริก แต่หากต้องการปรุงอาหารประเภทผัดหรือกะทิ ก็ต้องใช้น้ำมันและกะทิแต่น้อย อาทิ เมนูลาบปลา ปลานึ่งผัก แกงส้ม แกงเลียง แกงเหลือง ต้มยำปลา ยำมะม่วง ยำสมุนไพร
       
       ที่สำคัญควรเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุก ใหม่ มีการป้องกันแมลงวัน ใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารแทนการใช้มือ

       


จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย ปุยฝ้าย
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036525
95  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / พระเทพวรมุนี ร่มธรรมนครพนม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เมื่อ: เมษายน 06, 2014, 11:27:21 PM


พระเทพวรมุนี ร่มธรรมนครพนม
คอลัมน์ มงคลข่าวสด

นครพนม ดินแดนอาณาจักรศรีโคตรบูรอันรุ่งเรืองมาในอดีต ที่ตั้ง "องค์พระธาตุพนม" ปูชนียสถานสำคัญ ศูนย์รวมใจชนชาวลุ่มน้ำโขง

"พระเทพวรมุนี" เป็นมหาเถระที่ชาวนครพนมศรัทธาลื่อมใส เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม

ปัจจุบัน สิริอายุ 74 พรรษา 54 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครพนม และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม จ.นครพนม  มีนามเดิมว่า สำลี อ้วนโสดา เกิดวันพฤหัสบดี ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 9 ธันวาคม 2483 เป็นชาวฝั่งแดง ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

ในวัยเด็กช่วยบิดามารดาหาเลี้ยงครอบครัว และบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อทดแทนพระคุณบุพการี ขณะเป็นสามเณรติดตามพระอาจารย์บุญเรือง สิริปัญโญ อยู่ที่วัดมรุกขนคร ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม วัดรกร้างขาดผู้ดูแล


 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ต่อมา เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2504 ที่วัดพระธาตุพนม มีพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัฌาย์ ได้รับฉายาว่า ปัญญาวโร หมายถึง ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ หลังอุปสมบท มุ่งมั่นศึกษาหาความรู้และศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนกสามัญ และประโยคครูพิเศษมัธยม ที่วัดพระธาตุพนม

จบนักธรรมชั้นเอก จากสำนักศาสนศึกษาวัดดงบัง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ที่สำนักศาสนศึกษาวัดพระธาตุพนม และได้รับปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศิลปศาสตร์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2518 ได้รับการอาราธนาจากพระมหาสภีร์ ฐิตเมโธ วัดอนงคาราม กรุงเทพฯ ให้เป็นประธานการดูแลสร้างวัดมรุกขนคร

ต่อมา จึงได้ชักชวนคณะสงฆ์อำเภอธาตุพนม มีพระครูสิริปัญญาวุฒิ เจ้าคณะอำเภอ พระครูสุจิตสิริคุณ เจ้าคณะตำบล ชาวบ้านดอนนางหงส์ท่า หมู่ 7 และนางจิรภรณ์ (ยุ้ย) เจริญนาม ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันบูรณะพัฒนาปฏิสังขรณ์วัดเรื่อยมา

ในอดีตที่วัดมรุกขนครเป็นวัดร้าง มีพระธุดงค์หลายรูปผลัดกันอยู่ 7 วันบ้าง 1 เดือนบ้าง บางรูปก็จำพรรษา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปทำลายทรัพย์สินและต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเชื่อว่ามีรุกขเทวดารักษารอบต้นไม้น้อยใหญ่ จึงขอยกฐานะจากวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา

 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

พ.ศ.2534 เริ่มสร้างศาลาทรงไทย ศาลาการเปรียญและอุโบสถในหลังเดียวกัน ไว้เป็นที่ประชุมสงฆ์อบรมข้าราชการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา โดยมี ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ องคมนตรี รับเป็นประธานอุปถัมภ์ นางบุญศรี สนธยางกูล คหบดี กทม. เป็นรองประธานอุปถัมภ์ สิ้นค่าก่อสร้าง 14 ล้านบาทเศษ และได้ขออนุญาตสำนักราชเลขาธิการ ใช้ตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานที่ซุ้มประตู

จนกลายเป็นวัดแหล่งเรียนรู้และจัดโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ในปี พ.ศ.2539 ขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร ยังได้ร่วมสร้างปูชนียวัตถุ พระมหาเจดีย์มรุกขนคร กว้าง 30 เมตร สูง 50.59 เมตร สิ้นค่าก่อสร้างกว่า 30 ล้านบาท


 :96: :96: :96:

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2517 เป็นเจ้าคณะอำเภอธาตุพนม พ.ศ.2520 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2523 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม พ.ศ.2530 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม
พ.ศ.2532 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม พ.ศ.2539 เป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร พ.ศ.2547 เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครพนม
พ.ศ.2549 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดพระธาตุพนม จนถึงปัจจุบัน

 st12 st12 st12

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2518 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูศรีเจติยาภิรักษ์ พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระครูปริยัติธีรคุณ
พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชธีราจารย์
พ.ศ.2552 ได้รับพระราชทานเลื่อน ตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพวรมุนี

พระเทพวรมุนี (สำลี) ยังรับกิจนิมนต์และเทศนานอกและในวัดโปรดญาติโยม ตลอดจนเผยแผ่ธรรมและแสดงธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ ไทย (สวท.) นครพนม ทางคลื่น 90.25 MHz ในรายการธรรมะรับอรุณ เวลา 05.00-06.00 น. เป็นธรรมะที่ฟังสบายที่ลูกศิษย์นำมาถ่ายถอดผ่านหนังสือ "อายุวัฒนมงคล 67 ปี" เมื่อปี พ.ศ.2550

 st11 st11 st11

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำหนังสือเผยแผ่ธรรมชื่อว่า "ต้นไม้สอนธรรม" และฟังธรรมใต้ต้นไม้เนื้อหาเป็นคำคมนิด สุภาษิตหน่อย และมีคำกลอน อ่านแล้วแก้ง่วงนอน ซึ่งได้คัดมาจากต้นไม้ที่ติดไว้ภายในวัด มรุกขนคร เรียบเรียงตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยตีพิมพ์มากถึง 14 ครั้ง กว่า 50,000 เล่ม จนได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย

ล่าสุด จัดสร้างวัตถุมงคลหลายรุ่น โดยเฉพาะเหรียญรุ่นเจ้าสัวธาตุพนมเงินมา พิธีพุทธาเทวาภิเษกใหญ่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา ณ อุโบสถ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อนำปัจจัยสร้างองค์พระธาตุพนมจำลอง ณ ดินแดนแห่งพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย

พร้อมทั้งจัดหารายได้สร้างอาคารสมาธิบำบัด ร.พ.สมเด็จพระยุพราชธาตุพนม หอสมุดราชกุมารี และตั้งกองทุนส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์-สามเณร ถวายเป็นพระราชกุศลและสืบสานในบวรพระพุทธศาสนาสืบไป

กว่าชั่วชีวิตที่ครองตนอยู่ในสมณเพศอย่างเคร่งครัด "พระเทพวรมุนี" เปรียบ ดังเช่นเสาหลักในร่มธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนสำหรับพระภิกษุ-สามเณร รวมทั้งชาวเมืองนครพนม ได้เจริญรอยตาม


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU5qYzFPRGszT1E9PQ==&sectionid=
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระสังฆราชลาว ข้ามโขงทำบุญวันเกิด 2 แผ่นดิน เมื่อ: เมษายน 06, 2014, 11:19:42 PM


พระสังฆราชลาว ข้ามโขงทำบุญวันเกิด 2 แผ่นดิน

พระสังฆราชลาวข้ามโขงทำบุญ 2 แผ่นดินเนื่องอายุครบ 99 ปี เลือกตักบาตรวัดศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งโขงถวายไทยทานพร้อมปล่อยปลา 99 ตัวลงแม่น้ำโขง

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 6 เม.ย. พระอาจารย์ใหญ่ดร.มหาผ่อง  ปิยะทีโร (สะมาเลิก) ประธานศูนย์กลางการพระพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (พระสังฆราชลาว องค์ที่ 4 )) นำญาติโยมจำนวนหนึ่ง มาร่วมทำบุญ ที่ วัดพระโต บ้านที่วัดพระโต บ้านปากแซง ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี  ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องไทยทาน และปล่อยปลาดุกลงสู่แม่น้ำโขง จำนวน 99 ตัว ครบตามอายุ 99 ปี โดยมีพระครูพุทธวราธิคุณ เจ้าคณะอำเภอนาตาลและเจ้าอาวาสวัดพระโต บ้านปากแซง นำพระภิกษุสงฆ์พร้อมพุทธสาสนิกชนถวายการต้อนรับคับคั่ง

 :96: :96: :96:

ทั้งนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ หรือ (พระสังฆราช ลาวองค์ที่ 4) เปิดเผยว่า  “ข้อยดีใจหลายเด้อ ที่ได้มาทำบุญในมื้อนี่” พร้อมบอกต่อไปว่า การทำบุในครั้งนี้นับเป็นการที่ทำบุญที่มีความสำคัญมา เพราะเป็นการเชื่อมสัมพันธ์พุทธศาสนาไทย ลาว ให้ได้เป็นแบบอย่างในการที่ได้ร่วมกันทำบุญเพื่อเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป 

และเห็นว่า วัดแห่งนับเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์อีกวัดหนึ่ง ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ที่สำคัญ ชื่อพระประธานในวัด ที่เวียงจันทร์  ก็ชื่อเดียวกันกับที่นี่ คือ ชื่อ “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” เช่นเดียวกัน แต่ที่พระเจ้าองค์ตื้อ ที่เวียงจันทร์นั้น ก่อสร้างขึ้นมาได้เพียง 450 ปี แต่พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ที่ฝั่งไทยแห่งนี้ อายุ กว่า 1 พันแล้ว นับเป็นพระพุทธรูปที่มีคนเลื่อมใสกันมาก

 :25: :25: :25:

ส่วนชาติภูมของพระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง  ปิยะทีโร (พระสังฆราชเมืองลาว องค์ที่ 4) นั้นพบว่า ท่านเป็นคนไทยโดยกำเนิด  เกิดที่บ้านกุงน้อย ตำบลกุศกร อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อปี พ.ศ..2459  ติดตามบิดามารดาไปอยู่ บ้านโพนทอง เมืองโพนทอง แชวงจำปาสัก สปป.ลาว ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก  และได้รับการเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าฟ้าเพชรราช(วีระบุรุษของชาวลาวอิสระ ปลดแอกจากการปกครองฝรั่งเศส  และได้เป็นบุตรบุญธรรมของโฮจิมินห์ ประธานพรรคคอมมิวนิสน์ อีกด้วย อุปสมบทเมื่ออายุครบ 20 ปี ที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร (ที่บ้านเกิด)

จากนั้นก็เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร (เป็นพระที่สนิทสนมกับ(สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก)ศึกษาร่วมสำนักเดียวกันจนคุ้นเคย  ได้รับพระราชทานประกาศนียบัตร เปรียญธรรม 6 ประโยค จาก(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล)รัชกาลที่ 8   จากนั้นก็ได้นำความรู้มาสอนมัธยมสงฆ์หลายแห่งในประเทศลาว  ปัจจุบัน  ท่านพนักอยู่ที่วัด องค์ตื้อมหาวิหาร แชวงเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิไตยประชาชนลาว ปัจจุบัน อายุ 98 ปีกับ 10 เดือน

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140406/182413.html#source_video
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตามรอยพญานาคถึงพันโขดแสนไคร้ อ.สังคม จ.หนองคาย เมื่อ: เมษายน 06, 2014, 11:15:42 PM


ตามรอยพญานาคถึงพันโขดแสนไคร้
ชวนเที่ยว : ตามรอยพญานาค ถึง พันโขด แสนไคร้ : เรื่อง...นพพร วิจิตร์วงษ์

ฤดูกาลแห่งความร้อนแล้ง รถตู้คันเก่งแล่นไปตามถนนชนบทในภาคอีสาน แม้จะไม่มีฝุ่นตลบเพราะไม่ใช่ถนนดินแดง แต่ก็ได้เห็นไอร้อนผุดพลายขึ้นจากพื้นถนน
 
อำเภอสังคม อำเภอสุดท้ายใน จังหวัดหนองคาย ด้านที่ติดกับอำเภอปากชม ของจังหวัดเลย และเป็นอำเภอที่อยู่ติดกับลำน้ำโขง โดยฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( สปป.ลาว)  เมื่อก่อนอำเภอนี้มีฐานะเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับอำเภอท่าบ่อ ก่อนจะยกฐานะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอำเภอในเดือนพฤศจิกายน 2522 แต่ก็ยังเป็นอำเภอเล็กๆ จนมีชาวบ้านแก่นท้าวบ่อแตน และบ้านสารคาม จากฝั่งลาวอพยพเข้ามาอาศัย ตั้งบ้านเรือน ขยับขยายจนเป็นเมืองใหญ่ขึ้น
 
ทุกวันนี้ อำเภอสังคม ก็ยังเป็นอำเภอที่เงียบสงบอยู่ริมฝั่งโขง จนหลายคนออกปากว่า ช่างคล้ายกับเชียงคานในอดีต และด้วยความที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงนี่เอง ดินแดนแทบนี้ จึงมีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพญานาค ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในแถบเดียวกัน

 

พญานาคมีอยู่จริงหรือไม่ ฉันไม่แน่ใจ แต่เรื่องราวเล่าขานต่อๆ กันมา ไปจนถึงการเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคก็ยังเป็นความเชื่อที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้กระจ่างนัก และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับพญานาค ส่งให้ชื่อของอำเภอสังคม น่าค้นหายิ่งนัก

การเดินทางไปอำเภอสังคม เดี๋ยวนี้สะดวกมากขึ้น นั่งเครื่องบินโลว์คอสต์อย่างนกแอร์ และแอร์เอเชีย ไปลงที่จังหวัดอุดรธานี แล้วต่อรถเข้าหนองคายเข้าหนองคาย ไปอำเภอสังคม อีกราวๆ 2 ชั่วโมง หรือใครจะเลือกนั่งรถทัวร์ทางยาวกรุงเทพ-หนองคาย แล้วแต่รถสายหนองคาย-เลย ไปลงที่ อ.สังคมก็สะดวก มีรถสองแถวบริการวันละ 1 เที่ยว เพื่อพาไปชมวัดถ้ำดินเพียงและวัดผาตากเสื้อ แหล่งร่องรอยพญานาค
 
คราวนี้ฉันนั่งแอร์ เอเชีย ไปลงที่อุดรฯ แล้วเช่ารถตู้เดินทางต่อ เพราะเวลาไม่มากเกินกว่าจะรอท่าสองแถวที่มีวันละเที่ยวได้  เป้าหมายแรกของการติดตามร่องรอยพญานาค อยู่ที่ วัดถ้ำดินเพียง  ถ้ำนี้ถูกพบ (อย่างเป็นทางการ) เมื่อปี 2530 โดยลุงคำสิงห์ เกศศิริ เจ้าของพื้นที่บริเวณปากถ้ำ ต่อมาได้ยกให้กับทางวัดศรีมงคล ส่วนลุงคำสิงห์ก็มาเป็นคนคอยดูแลถ้ำและเป็นไกด์พาเข้าไปเที่ยมชมด้วย 

 

ถ้ำดินเพียงเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 06.00-18.00 น. ผู้ที่จะเข้าไปต้องไหว้พระ และจุดธูปขออนุญาตก่อน ต้องถอดรองเท้ามุดเข้าไป ขาดไม่ได้คือต้องมีไกด์นำทาง และยังมีข้อห้ามอีกหลายข้อ
 
ก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องเล่าว่า มีนายพรานไปล่าสัตว์แล้วสัตว์บาดเจ็บหนีเข้าไปในถ้ำ ก็เลยสุมไฟไล่ครึ่งวันก็แล้ว สัตว์ยังไม่ออกมา เลยมุดตามไปดู จึงได้เจอกับความวิจิตรงดงามในถ้ำ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เป็นหินทรายโบราณอายุ 140 ล้านปี เกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินจนมีร่องรอยคล้ายๆ เกล็ดพญานาค  การกัดเซาะของน้ำใต้ดินยังเกิดเป็นรูปร่างต่างๆ จนชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าเป็นโลกบาดาล
 
ปากถ้ำดินเพียงอยู่ต่ำกว่าดิน แถมยังเล็กขนาดแค่คนตัวโตรอดเข้าไปได้ทีละคน ไม่น่าเชื่อว่า จากอากาศร้อนๆ ภายนอกแค่ลงบันไดถึงปากถ้ำก็ได้รับไอเย็นโชยมาทักทายทันที ลักษณะภายในถ้ำที่คดเคี้ยว เป็นช่องแคบๆ บางช่วงก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มีน้ำไปตลอดทาง แต่ถ้าหน้าแล้ง น้ำจะไม่มาก บางช่วงแห้ง มุดๆ ก้มๆ เงยๆ กันไป บางช่วงก็พอยืนยืดตัวได้ ใช้เวลาเดินหรือมุดในถ้ำราวกับงูยักษ์ อยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง จากห้อง 1 ก็ลัดไปออกห้อง 4 ห้องธิดาพญานาค ไล่ไปถึงห้องที่ 8 แล้วไปโผล่ทางออกที่ต้องไต่บันไดขึ้นด้านบน ซึ่งทำเป็นปล่องขนาดไม่กว้างนัก   

 

ส่วนห้อง 2 กับ 3 โดยมากจะข้ามไป เป็นห้องหีบศพ บรรจุศพของปู่อินทร์นาคราช พญานาคราชที่ชาวบ้านนับถือ ห้องที่ 3 เป็นห้องเจดีย์ ห้องหีบศพ และแท่นบูชา แต่ว่ากันว่า ถ้ำแห่งนี้มีห้องเยอะแยะที่ยังไม่เคยมีใครสำรวจ รวมถึงเส้นทางที่ว่ากันว่าทะลุไปออกแม่น้ำโขงได้ ระยะทางราวๆ 14 กิโลเมตร
 
ซึ่งไปพ้องกับเรื่องเล่าจากอดีตว่า ถ้ำนี้เป็นเส้นทางเข้าออกของธิดาพญานาค ที่มาหลงรักเจ้าชายของเมืองมนุษย์พอถึงวันออกพรรษา ธิดาพญานาคต้องกลับสู่บาดาลเพื่อไปเล่นน้ำกับพญานาคด้วยกัน เมื่อเจ้าชายตามมาพบและรู้ความจริง จึงตัดขาดจากกันที่ถ้ำนี้ ทำให้มีการร่ำลือกันว่าถ้ำแห่งนี้เป็นเส้นทางไปยังเมืองใต้บาดาลที่อยู่ใต้แม่น้ำโขง  ซึ่งไปพ้องกับเรื่องเล่าต่อมาว่า ถ้ำนี้เป็นเส้นทางที่พระธุดงค์ที่มีศีลอันแก่กล้าจากเมืองลาวใช้ข้ามฝั่งลอดแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย
 
ออกมาจากโลกบาดาล ไปดูร่องรอยของพญานาคที่แม่น้ำโขง ซึ่งจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสานก็คือที่วัดผาตากเสื้อ ใช้เวลาเดินทางจากวัดถ้ำดินเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

 

วัดผาตากเสื้อ ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน  บ้านปากโสม ต.ผาตั้ง เดิมชื่อวัดถ้ำพระ ซึ่งหลวงปู่เพชรเดินทางมาปฏิบัติธรรมบริเวณถ้ำพระและได้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี 2477 บนผาสูง ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 550 เมตร จนมีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อก่อนคนมาทำบุญที่วัด จะต้องไต่ขึ้นทางชัน จนเหงื่อโทรม พอถึงวัดก็ต้องเอาเสื้อผ้ามาตาก เลยได้ชื่อว่า วัดผาตากเสื้อ 
 
วัดผาตากเสื้อยังมีความเป็นธรรมชาติที่ร่มรื่น แถมที่จุดชมวิวนี่ยังมองเห็นไปไกลถึงฝั่งลาว โค้งน้ำ ที่แยกเป็นแฉก ส่วนหนึ่งเป็นร่องลึกเข้าไปฝั่งลาว ยิ่งช่วงน้ำลดมองจากหน้าผาลงไปที่แม่น้ำโขง จะเห็นสันทรายเป็นริ้วๆ พอถ่ายรูปมาดูจะเห็นว่า คล้ายๆ กับเกล็ดพญานาคขนาดใหญ่ แม้จะบอกว่านั่นเป็นเพราะกระแสน้ำ และคลื่นลม ที่พัดไปมาจนเกิดเป็นริ้วรายในยามน้ำลดก็ตาม ดูแล้วช่างน่าอัศจรรย์ที่บังเอิญเหมือนได้ขนาดนี้   
 
น่าเสียดาย นับตั้งแต่จีน สร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขง วันดีคืนดีก็ปล่อยน้ำมา หรือบางช่วงก็กักน้ำไว้  ทำให้ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงตอนใต้เขื่อนเปลี่ยนไป แม้เกล็ดพญานาคจะยังคงเดิม แต่โอกาสเห็นทุกวันในช่วงหน้าแล้งคงยาก จะไปดูนี่ต้องตรวจสอบสภาพการปล่อยน้ำของจีนเขาด้วย

 

เรื่องราวของลำน้ำโขงและพญานาคเป็นของคู่กันมาตั้งแต่อดีต จนวันนี้แม่น้ำโขงก็ยังมีความลึกลับ จนไม่มีใครไขปริศนาได้ทั้งหมด แต่ในช่วงหน้าแล้งแบบนี้ แม่น้ำโขงยังเปิดเผยตัวตนให้เห็นถึงความวิจิตรของธรรมชาติ ในรูปของโขดหินทั้งเล็กและใหญ่ ผุดขึ้นมากมาย ในแต่ละโขดยังมีต้นไคร้น้ำขึ้นอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่รอยต่อของ อ.ปากชม จ.เลยลงมา จนถึงบ้านม่วง ต.บ้านม่วง ใน อ.สังคม จึงได้ชื่อว่า "พันโขด แสนไคร้" กลายเป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่ง ของ อ.สังคม ราลงเรือชมโขดหินต่างๆ สลับกับหาดทราบสีขาว ตั้งแต่ช่วงหาดแสน บ้านม่วง ไปจนถึงถ้ำแข้ บ้านห้วยค้อ ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่ง แต่ขอแวะ แก่งพาล ซะพน่อย  ซึ่งเป็นแก่งสูง มองเห็นวิวได้ไกล แถมยังดูอาทิตย์ตกได้สวยงามที่สุด
 
บอกแล้ววว... ร้อน แล้ง แบบนี้ อีสานกำลังสวย และโดยเฉพาะตามเส้นทางริมแม่น้ำโขงที่อำเภอสังคม กำลังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่ก่อให้เกิดจินตนาการมากมายได้ไม่น้อย ขนาด ททท. ยังจัดให้เป็นอีกหนึ่ง "Dream Destination กาลครั้งหนึ่ง...ต้องไป" 
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ที่ว่าการอำเภอสังคม 0 4244 1059 
ททท.สำนักงานอุดรธานี  0 4232 5406-7


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140406/182328.html
98  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / เพ่งหน้าจอมือถือนานๆ เสี่ยงตาบอดไม่รู้ตัว เมื่อ: เมษายน 05, 2014, 09:39:50 PM


เพ่งหน้าจอมือถือนานๆ เสี่ยงตาบอดไม่รู้ตัว

อธิบดีกรมการแพทย์เตือน เพ่งมือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตติดต่อกันนาน เสี่ยงพบปัญหาสายตา แนะพักสายตาทุกครึ่งชั่วโมง ปรับพฤติกรรมแบ่งเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมด้วย
       
       นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมือสื่อสารที่นิยมใช้กันมาก คือ โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทุกสถานที่ทุกเวลาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
       
       ซึ่งพฤติกรรมการเพ่งหน้าจอเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ใช้สายตามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดปัญหาสายตาได้ เช่น ปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า สายตาสั้น หรือผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น อาการปวดหัว ปวดหลัง และเมื่อยคอ

       
 ans1 ans1 ans1

       สำหรับวิธีถนอมสายตาเมื่อใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เป็นระยะเวลานานนั้น อธิบดีกรมการแพทย์ ได้แนะนำดังนี้
       
       • ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ก้มคออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป     
       • พักสายตาเป็นระยะทุกครึ่งชั่วโมง ด้วยการทอดสายตาไปไกลๆ มองสิ่งของที่ห่างไปไม่น้อยกว่า 20 ฟุต หรือหลับตานิ่งๆ ประมาณ 5 นาที       
       • ไม่ฝืนอ่านตัวอักษรที่มีขนาดเล็กเกินไป ควรปรับขนาดตัวอักษรให้อ่านง่ายและสบายตา       
       • หลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอในขณะอยู่บนยานพาหนะที่มีการสั่นสะเทือน     
       • ปรับความสว่างของหน้าจอให้สบายตา ไม่สว่างจ้าเกินไป       
       • ผู้ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ ควรมีแว่นที่เข้ากับค่าสายตาและเหมาะสมกับระยะในการมองหน้าจอ โดยอยู่ห่างจากศีรษะ และสายตาประมาณ 30 เซนติเมตร       
       • ควรหาตำแหน่งในห้อง หรือสถานที่ที่เรากำลังใช้งานหน้าจอ ให้แสงสว่างตกกระทบเฉียงๆกับหน้าจอ เพื่อลดแสงสะท้อนรบกวนเข้าสายตาโดยตรง       
       • อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกิน 1 ชั่วโมง ควรหมั่นพักสายตาและกระพริบตา อย่างน้อย 10-15 ครั้ง ต่อนาที     
       • ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า และมีตาพร่า กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อลดอาการตาแห้ง     
       • หลีกเลี่ยงการใช้สายตานานๆ ในที่ที่มีอากาศแห้ง หรือลมพัดเข้าสู่ดวงตา ผู้ที่ทราบอยู่แล้วว่า ตาแห้งหรือผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เมื่อต้องใช้งานหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ จะช่วยลดปัญหาตาแห้งได้

       
           :41: :41: :41:

       ที่สำคัญควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ต โดยการแบ่งเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น พักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน ไม่เพ่งอยู่กับหน้าจอนานๆ จะทำให้รักษาสุขภาพตาได้
       
       ด้าน นายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญโรคตาประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ โทรทัศน์ จนทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า เทคโนโลยีซินโดรม ทำให้เกิดความล้าของสายตา ตาแห้ง เนื่องจากต้องใช้สายตาเพ่งที่ภาพหรือตัวอักษรที่มีขนาดเล็กในจอ สร้างความเครียดให้ผู้ใช้ เพราะต้องเพ่งสายตาที่จอ ทำให้ความดันในลูกตาสูง เสี่ยงเกิดโรคต้อหินถึงขั้นตาบอดได้
       
       “การเพ่งจะทำให้ม่านตาขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมปิดไฟดูทีวี เล่นสมาร์ทโฟน ไอแพด มีแอพพลิเคชั่นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊คหรือไลน์ต่างๆ จะมีความเสี่ยงเกิดเทคโนโลยีซินโดรมได้ง่าย เพราะต้องใช้สายตากำกับตลอดเวลา จะทำให้กล้ามเนื้อตาล้า ตาแห้ง เครียดตลอดเวลา ยิ่งรายละเอียดเยอะ ตายิ่งทำงานหนัก”

       
        :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าวว่า วิธีรักษาด้วยตนเองคือนอนหลับเป็นเวลา 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำจะให้ผลดีที่สุด และดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในตา หรือทำประคบเย็น โดยให้ใช้ผ้าขนหนูพับ 3 ส่วน นำไปแช่น้ำจนเย็น บิดหมาดๆ วางปิดตั้งแต่ขมับให้ทับพาดผ่านดวงตา เว้นสันจมูก ไปถึงขมับอีกข้าง ถ้าเย็นเกินไปให้เอาออก หากหายเย็นให้นำไปแช่น้ำเย็นใหม่อีกครั้ง ทำติดต่อกัน 20 นาที พัก 1 นาที วันละ 2 หน จะช่วยลดความเครียด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
       
       นอกจากนี้ ควรเปิดไฟดูทีวี อ่านหนังสือในที่แสงสว่างเพียงพอ ดีที่สุดคือใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นและปลอดภัย คือใช้ประมาณ 25 นาที พัก 5 นาที หรือใช้ 30 นาที พัก 10 นาที เปลี่ยนอิริยาบถสลับกันไป

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย กองบรรณาธิการ
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036636
99  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ติดแชทบนสมาร์ทโฟนระวังเป็น ‘วอตส์แอพพ์พิทิส’ เมื่อ: เมษายน 05, 2014, 09:35:46 PM


ติดแชทบนสมาร์ทโฟนระวังเป็น ‘วอตส์แอพพ์พิทิส’

ต้องเตือนภัยบรรดาคนติดมือถือ ที่ว่างเมื่อไรเป็นอันต้องก้มหน้าก้มตาแชทบนสมาร์ทโฟนว่า คงต้องลดละ เลิกการแชทลงบ้าง เพราะดีไม่ดีอาจเสี่ยงเป็น “วอตส์แอพพ์พิทิส” เอาได้

ดังเช่นหญิงท้องชาวสเปนรายหนึ่ง ที่ล่าสุดแพทย์วินิจฉัยให้เป็นคนไข้รายแรกที่ป่วยเป็น “วอตส์แอพพ์พิทิส” หลังเกิดอาการปวดข้อมือทั้งสองข้างอย่างรุนแรงจนไม่สามารถขยับได้ หลังจากนั่งแชทบนสมาร์ทโฟนติดต่อกันนานถึง 6 ชั่วโมง!

เรียกได้ว่า วอตส์แอพพ์พิทิส ถูกผนวกเข้าลิสต์รายชื่ออาการเจ็บป่วยใหม่ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีอย่างหักโหมเรียบร้อยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีการบัญญัติอาการ “แบล็คเบอร์รี่ ธัม” หรืออาการเจ็บเกร็งบริเวณนิ้วโป้งจากการใช้นิ้วโป้งหมุนปุ่มแทร็กบอลมากเกินไป หรือ “นินเทนดินิสทิส”อาการปวดนิ้วมือจากการกดปุ่มควบคุมบนจอยแพดซ้ำๆ เป็นเวลานานมาแล้ว

ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะมีอาการ “ไลน์ดีเพรสชั่น” หรือภาวะเครียดจัดจากการเลือกใช้ไลน์สติ๊กเกอร์ไม่ถูกหรือเปล่านะ!


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/287725/ติดแชทบนสมาร์ทโฟนระวังเป็น-‘วอตส์แอพพ์พิทิส’
100  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / สมาร์ทโฟนป้องกันคนจนนับล้าน 'ตาบอด' เมื่อ: เมษายน 05, 2014, 09:32:53 PM


เวิลด์วาไรตี้ : สมาร์ทโฟนป้องกันคนจนนับล้าน 'ตาบอด'

องค์การอนามัยโลก ประมาณว่ามีประชากรโลกราว 285 ล้านคนตาบอด หรือเผชิญภาวะตามัวเนื่องจากโรคภัยต่างๆ ที่ลุกลามทำลายระบบการมองเห็น ที่สำคัญ 90% ของประชากรโลกกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในประเทศยากจน ทำให้โอกาสในการรักษาดวงตาของผู้ป่วยนั้นลดลงอย่างมาก สวนทางกับโอกาสที่จะต้องสูญเสียการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน
 
แต่ถ้าหากตรวจพบอาการเบื้องต้นของความผิดปกติต่อดวงตาของประชากรกลุ่มนี้ อัตราการป้องกัน และรักษาจนสามารถทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้จะมากถึง 4 ใน 5 คน แต่ปัญหาสำคัญคือประชากรกลุ่มนี้มีโอกาสในการเข้าถึงการตรวจรักษาน้อยมาก เนื่องจากขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์การตรวจดวงตาที่ซับซ้อนและมีราคาแพง

 
 :96: :96: :96:

แต่โลกของประชากรด้อยโอกาสกลุ่มนี้อาจจะไม่มืดมิดเสียทีเดียว ด้วยความพยายามของนักวิทยาศาสตร์แห่งวิทยาลัยสาธารณสุขและเขตร้อนแห่งลอนดอน ที่พลิกมุมคิดใช้ประโยชน์จากสมาร์ทโฟนที่มีกล้องประสิทธิภาพดี ประกอบกับความสามารถในการติดตั้งแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติม ทั้งยังเป็นที่นิยมแพร่หลายในประเทศยากจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปแอฟริกา มาใช้เป็นอุปกรณ์ตรวจดวงตาของผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น
 
เป็นการปรับกลยุทธ์การตรวจรักษา จากเชิงรับ ที่ต้องทำที่โรงพยาบาล หรือ คลินิก ที่อาจจะอยู่ห่างไกลที่พักอาศัยของผู้มีปัญหาการมองเห็นที่ยากจน มาเป็นเชิงรุก ด้วยการส่งแอพพลิเคชั่นและอบรมผู้ใช้งานให้มีความรู้เพื่อลงไปยังพื้นที่เพื่อตรวจดวงตาของผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นตั้งแต่เบื้องต้น



นักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นทดลองในโรงเรียน 10 แห่งรวมทั้งหมู่บ้านหลายแห่งในเคนยา โดยส่ง "จักษุวิทยาพกพา" หรือ The Portable Eye Examination Kit (PEEK) แอพพลิเคชั่นตรวจสอบดวงตาเบื้องต้น พร้อมกับนักวิชาการที่สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นนี้ลงไปยังพื้นที่เพื่อทดลองใช้งานในเบื้องต้น
 
มีการทดลองใช้งานแอพพลิเคชั่น จักษุวิทยาพกพา นี้กับผู้มีปัญาด้านสายตาแล้วราว 5,000 คน ในเคนยา ซึ่งในแอพพลิเคชั่นมีการผนวกเอาระบบการส่งข้อมูลของผู้มีปัญหาด้านสายตาไปยังแพทย์เพื่อให้ทำการพิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาทั้งภาพของสภาพดวงตาและข้อมูลอื่นๆ ประกอบกัน เพื่อระบุว่าผู้มีปัญหาด้านสายตาแต่ละรายมีปัญหามากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด

 
 :49: :49: :49:

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าระบบ จักษุวิทยาพกพานี้จะสามารถช่วยผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาได้หลายล้านราย หากมีการนำไปใช้กันอย่างจริงจัง โดยเป็นการลบจุดอ่อนของการที่คนยากจนเหล่านี้อยู่ไกลปืนเที่ยง ไกลมือหมอ แต่ด้วยสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายรูปในตัว และแอพพลิเคชั่นฉลาดๆ เช่นนี้ จะช่วยให้ระยะห่างระหว่างหมอกับผู้ป่วยลดลงเหลือเพียงลัดมือเดียว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140405/182302.html
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระธรรมทูต ๒ นิกาย เจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระเทพฯ ที่อินเดีย เมื่อ: เมษายน 05, 2014, 09:27:54 PM


พระธรรมทูต ๒ นิกาย เจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระเทพฯ ที่อินเดีย

พระธรรมทูต๒นิกายเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระเทพฯที่อินเดีย พระธรรมปาโมกข์เผยเป็นนิมิตรหมายอันดีสร้างความเป็นปึกแผ่นคณะสงฆ์ไทย

เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗ที่ผ่านมา พระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ร่วมกับผู้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย จำนวน ๓๑๑ รูป พร้อมคณะผู้บริหารคณาจารย์เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง โดยการนำของ พระธรรมปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม ผู้กำกับการอบรมพระธรรมทูตของมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ได้พร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ธรรมจักรกัปวัตนสูตร ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ โดยมีพุทธศาสนิกชนที่เดินทางไปแสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย ร่วมในพิธีดังกล่าวจำนวนมาก

 :25: :25: :25:

พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย กล่าวว่า “เนื่องด้วยวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗  เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่พระองค์ ได้เคยเสด็จฯ มาสักการะพระศรีมหาโพธิ์ ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ ทุกปีและในช่วงนี้ เป็นช่วงที่มีพระสงฆ์ที่เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๐ ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งได้เดินทางมาศึกษา ดูงาน พระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาลและฝึกภาคปฏิบัติพร้อมสักการะพุทธสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย-เนปาล ระหว่างวันที่ ๒๒ มีนาคม – ๕ เมษายน ๒๕๕๗

ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของการฝึกอบรมพระธรรมทูตของคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกาย อันมีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับผิดชอบดำเนินการ และคณสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ อันมีมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย รับผิดชอบดำเนินการ ได้มาพร้อมกัน ณ พุทธคยาแห่งนี้ และเป็นวันที่ตรงกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พอดี

 :96: :96: :96:

ดังนั้น คณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายรวมทั้งพระธรรมทูตที่ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศอินเดียจึงพร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลดังกล่าว ความพร้อมเพรียงครั้งนี้ ถือว่าเป็นวาระอันสำคัญยิ่งที่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจะได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวและจะได้เห็นพลังอันเข้มแข็งของความสมัครสมานสามัคคีในคณะสงฆ์ดังกล่าว”



พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า “นับเป็นประวัติศาสตร์อันควรค่าแก่การจารึกไว้ของคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายที่หลังจากได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคม ให้รับผิดชอบดำเนินการฝึกอบรมพระธรรมทูตมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นต้นมา จนกระทั่งได้ดำเนินการฝึกอบรมผ่านมาแล้ว ๑๙ รุ่น แต่ไม่เคยได้มีโอกาสมาบรรจบพร้อมกันและร่วมเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกันภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธองค์เช่นนี้ แต่รุ่นที่ ๒๐ โครงการฝึกอบรมพระธรรมทูต ได้มาร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลในวันที่ ๒ เมษายน ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของการพระพุทธศาสนาที่สงฆ์ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ในวันสำคัญเช่นนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดจากการที่คณะสงฆ์ทั้งสองฝ่าย ได้พร้อมใจกันจัดสัมมนาพระธรรมทูตโลก ในวาระ ๑๐๐ ปี พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา และผลจากครั้งนี้ ต่างก็เห็นพ้องกันว่า ในการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศในรุ่นต่อๆ ไป จะได้ร่วมกันปฏิบัติเช่นนี้อีก โดยเฉพาะการนำพระธรรมทูตมาสักการะพุทธสังเวชนียสถานพร้อมๆ กัน ณ ดินแดนพุทธภูมิเช่นนี้ต่อไป”

 st12 st12 st12

หลังจากนั้น ในวันที่ ๓ เมษายน พระเทพโพธิวิเทศ ได้เป็นประธานปิดกิจกรรมการศึกษาดูงานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล ของโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ วัดไทยพุทธยา พร้อมกันนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้แทนผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนผู้เข้ารับการฝึกอบรมฯ ได้แสดงความรู้สึกต่อการเดินทางมาในครั้งนี้ จากนั้น คณะผู้เข้ารับการฝึกอบรมพระธรรมทูต รุ่นที่ ๒๐ ของมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ได้เดินทางเข้าร่วมพิธีปิดกิจกรรมดังกล่าว



พระโสภณวชิราภรณ์ ในฐานะประธานโครงการฯ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้กล่าวถวายการต้อนรับ พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา กล่าวถวายการต้อนรับ และสุดท้าย พระธรรมปาโมกข์ ประธานดำเนินการฝึกอบรมพระธรรมทูตฯ ของมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ได้กล่าวธรรมปฏิสัณฐาน ก่อนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

เวลา ๑๓.๐๐ น. วันเดียวกัน พระธรรมปาโมกข์ พระเทพโพธิวิเทศและพระโสภณวชิราภรณ์ พร้อมคณะผู้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูต ได้ร่วมกันทำพิธีเทปูน สร้างอาคารวิปัสสนาภายในวัดไทยพุทธคยา และพระสงฆ์ที่เข้ารับการฝึกอบรมฯ ได้ช่วยกันผสมปูน หิน ดินทรายและร่วมกันเทพื้นอาคารกันอย่างพร้อมเพรียง



พระธรรมปาโมกข์ กล่าวว่า “การดำเนินการนี้ เป็นสัญลักษณ์ของการรวมกันถ้าทุกอย่างแม้จะมาจากหลายหลากกันแต่มารวมกันด้วยธาตุสี่ดิน น้ำ ลม ไฟ เราก็จะเป็นปึกแผ่นเหมือนกับธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสามารถรวมความเป็นหนึ่งให้เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิได้สิ่งอื่นก็จะตามมาหมดด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนกับการรวมตัวของสิ่งต่างๆ เมื่อเรารวมตัวกันแล้วก็สามารถกำจัดปัญหาอุปสรรคทั้งหลายให้เป็นปึกแผ่นและให้เป็นธรรมะที่จะอยู่ในจิตใจของประชาชนทุกคน ทุกคนต้องมีความกรุณาเป็นที่ตั้งแล้วจะเข้ากันได้ทุกกลุ่ม เหมือนหิน ปูน ทราย น้ำ ต้องอาศัยความกรุณาเป็นตัวประสาน ถึงจะอยู่ได้เหมือนกับการวมตัวกันของพระธรรมทูตนี้”

สำหรับโครงการฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หลังจากเดินทางกลับสู่ประเทศไทย จะได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ในวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗ เพื่อฝึกอบรมภาควิปัสสนากัมมัฏฐานอีกเป็นระยะเวลา ๓๐ วัน สำหรับผู้ประสงค์ร่วมสนับสนุนโครงการฯ ติดต่อสอบถามได้ที่กองวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โทร. ๐๓๕ ๒๔๘ ๐๗๑


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140405/182351.html
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิด 5 เหตุผล 'เด็กจบใหม่' ไม่ได้งาน! เมื่อ: เมษายน 05, 2014, 09:21:26 PM

เปิด 5 เหตุผล 'เด็กจบใหม่' ไม่ได้งาน!

จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิด 5 เหตุผล 'เด็กจบใหม่' ไม่ได้งาน ระบุ ไตรมาส 4 คนไทยว่างงานที่ไม่เคยผ่านงานมาก่อนกว่าแสนคน...

นางนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการว่างงานว่า ในปัจจุบันนักศึกษาจบใหม่ในประเทศไทย กำลังประสบปัญหาการว่างงานเป็นจำนวนมาก เป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าในไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนประมาณ 114,606 ราย ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจาก

1.นักศึกษาไม่ศึกษาความต้องการของตลาดว่าต้องการตำแหน่งงานอะไร จึงทำให้สมัครงานแบบไร้ทิศทาง
2.นักศึกษานิยมเลือกเรียนกระแสนิยม โดยไม่รู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
3.เลือกงาน และองค์กรตามที่ตนต้องการมากขึ้น
4.มีทักษะไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่สนใจ
5.การขาดการเตรียมตัวที่ดี ซึ่งสะท้อนออกทางบุคลิกภาพ ทำให้เสียเปรียบผู้สมัครรายอื่นที่แสดงถึงความพร้อม และความมั่นใจที่ดีกว่า


 :41: :41: :41:

นอกจากนี้ ข้อมูลจากจ๊อบส์ ดีบี ยังระบุว่า สายงานที่เด็กจบใหม่นิยมหางานมากที่สุด 2 อันดับแรก คือ ตำแหน่งธุรการ ทรัพยากรบุคคล การตลาดและประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีวิธีการทำงานตรงกับพฤติกรรมของเด็กจบใหม่ที่ชอบความท้าทาย ชอบพบปะผู้คน สนุกสนาน ได้รู้จักเรียนรู้การวางแผนงาน ได้แสดงความคิดเห็นกับงาน และได้ใช้เทคโนโลยี ทำให้เด็กจบใหม่รู้สึกว่าได้ใช้ศักยภาพ ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ รองลงมาคือ การธนาคาร/การเงิน บัญชี วิศวกร และไอที เนื่องจากเป็น ตำแหน่งงานที่ต้องอาศัยความรู้และทักษะเฉพาะทางในสายวิชาที่เรียนมา

ในขณะที่งานที่ตลาดต้องการมากที่สุดในปัจจุบันกลับเป็น ตำแหน่งพนักงานขาย การบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ เนื่องจากเป็นฟันเฟืองสำคัญจะช่วยให้ธุรกิจขององค์กรต่างๆ ขับเคลื่อนและเติบโตตามเป้าหมาย ทั้งยังเป็นตำแหน่งที่มีการหมุนเวียนบุคลากรค่อนข้างสูง รองลงมาคือตำแหน่ง วิศวกรและไอที ถือเป็นตำแหน่งงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอุตสาหกรรมที่องค์กรขาดไม่ได้ เพราะโลกเทคโนโลยีมีความก้าวล้ำอยู่เสมอ และมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผนวกกับต้องอาศัยผู้ที่มีทักษะความชำนาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้ควบคุมดูแล ยิ่งเมื่อใกล้เข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตำแหน่งงานนี้ก็จะยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เพราะแต่ละองค์กรก็ย่อมต้องการคนที่เก่งและชำนาญการที่สุดไปร่วมงาน และสุดท้ายตำแหน่งธุรการ ทรัพยากรบุคคล การตลาดและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กร เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งที่คอยบริหารจัดการองค์กรทั้งเรื่องภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือให้เป็นที่ประจักษ์แก่ภายนอก


 :49: :49: :49:

ปัจจุบันไม่เพียงแต่ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการหางาน แต่เด็กจบใหม่ควรมีประสบการณ์ฝึกงานตามสายงานที่ต้องการ เพื่อฝึกทักษะการทำงาน และความรับผิดชอบก่อนจะเริ่มงานจริง ควรมีความเชี่ยวชาญ ควรเรียนรู้ภาษาที่ 3 ที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ มีความรู้ด้านโซเชียลมีเดีย และควรมีบุคลิกภาพดี ใฝ่รู้ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี หากนักศึกษาจบใหม่ต้องการได้งานตามที่ตนเองต้องการ ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

 ans1 ans1 ans1

1.ถามตัวเองก่อนว่า ตนนั้น "ชอบ" งานอะไร หรือ "ถนัด" งานแบบไหน - การที่เรารู้จักตัวเอง ก็จะทำให้เรามุ่งไปสู่การค้นหาตำแหน่งที่ชอบ หรือไม่ว่าจะไปสมัครงานกับองค์กรไหน ก็ย่อมที่จะมีความสุขในการทำงานและประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก

2.ลงมือค้นหางานที่ชอบหรือถนัด โดยพิจารณาดูจากคุณสมบัติที่ปรากฏในประกาศโฆษณาตำแหน่งงานว่าตรงกับความรู้ความสามารถของเราหรือไม่ - ปัจจุบันเว็บไซต์หางานที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ต่างก็อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้หางานได้เลือกสรรงานที่ชอบได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ซึ่งผู้สมัครงานสามารถสมัครงานกับบริษัทนั้นๆ ได้ทันที

3.เตรียมความพร้อมในการสมัครงานอย่างมืออาชีพ โดยเริ่มจากการเตรียมเรซูเม่ ซึ่งถือเป็นด่านแรกที่จะทำให้บริษัทที่เราต้องการไปสมัครได้รู้จักตัวตนของเรามากที่สุด ซึ่งผู้สมัครงานสมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการใช้ภาษา ตรวจสอบตัวสะกดให้ถูกต้อง การเขียนให้ตรงประเด็น ไม่ยืดเยื้อ และเน้นจุดแข็งของเราให้ชัดเจนการใช้รูปถ่ายที่เหมาะสม ถูกกาลเทศะ เตรียมเอกสารประกอบการสมัครงานต้องครบถ้วน สมบูรณ์ เช่น ใบรับรองผลการศึกษา สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองการฝึกงาน ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทที่เราสมัครงาน และเตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์งาน ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกาย บุคลิกโดยรวมที่ถูกกาลเทศะ เป็นต้น.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/414674
103  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 20 ข้อควรรู้ก่อนเข้าสู่ยุค “ทีวีดิจิตอล” เตรียมตัวก่อนไม่มีตกเทรนด์ เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 07:24:24 PM


20 ข้อควรรู้ก่อนเข้าสู่ยุค “ทีวีดิจิตอล” เตรียมตัวก่อนไม่มีตกเทรนด์

ในปลายปีนี้การประมูลคลื่นความถี่เพื่อทำใช้ในการออกอากาศ “ทีวีดิจิตอล” จะทราบผลว่าใครจะได้เข้ามาเปิดให้บริการกันบ้าง และในปีหน้า คนไทยก็คงจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่กับ “ทีวีดิจิตอล” ที่ว่ากันว่า ภาพชัด เสียงใส

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง?

คำถามยอดฮิต คือ…ต้องเปลี่ยนจานใหม่หรือเปล่า แล้วจะทำอย่างไรกับจานที่ได้ติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้

คำตอบ…ที่พอสรุปได้คือในส่วนของช่องฟรีทีวีที่จะมีเพิ่มขึ้นมาในระบบทีวีดิจิตอลนั้น ยังสามารถรับชมได้ตามปกติโดยมีช่องฟรีทีวีเพิ่มมากขึ้น

ส่วนคนที่คิดจะซื้อทีวีเครื่องใหม่ ควรซื้อเลยหรือรอทีวีดิจิตอลก่อน? ขอตอบว่าไม่ต้องรีบร้อนอะไร รอซื้อทีวีดิจิตอล DVB-T2 ที่มีสติ๊กเกอร์รับรองจากกสทช.น่าจะดีกว่า


 ans1 ans1 ans1

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ทีมงาน MThai news จึงได้รวบรวม 20 ข้อคิดที่น่าสนใจมาให้ศึกษาซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

1. ทีวีดิจิตอล ต้องใช้เสาอากาศ เช่นเดียวกับ เสาอากาศทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นใครอยากดูต้องใช้เสาอากาศเช่นเดียวกัน

2. เสาอากาศ สำหรับทีวีดิจิตอล สามารถใช้แบบ ในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้

3. ทีวีดิจิตอลรับสัญญาณระบบ UHF ดังนั้น ไม่ต้องใช้แผงเสาอากาศใหญ่เหมือนระบบเก่า ใช้แค่แผงเล็กๆ ที่รับช่อง Thai TPBS กับ ช่อง 3 ได้ก็สามารถรับระบบทีวีดิจิตอลได้เหมือนกัน

4. ทีวีดิจิตอลส่งระบบ DVB-T2 เป็นระบบ Mpeg4 ทีวีทุกระบบรับได้ โดยใช้กล่องรับสัญญาณระบบ DVB-T2 แต่ถ้าทีวีมีช่อง HDMI ภาพที่ออกมาจะก็จะชัดกว่าการเสียบสาย AV เป็นอย่างมาก

5. ทีวีดิจิตอลส่งระบบ DVB-T2 ( Mpeg4 ) ดังนั้น ถ้ากล่องเป็นระบบ DVB-T ( Mpeg2 ) จะรับสัญญาณไม่ได้



6. ทีวีระบบเก่า เอาสายจากเสาอากาศมาต่อที่ทีวีได้เลย แต่ ระบบเครื่องรับทีวีของไทยยังไม่รองรับระบบดิจิตอลนี้จึงต้องมีกล่องรับสัญญาณDVB-T2 เช่นเดียวกับ กล่องรับสัญญาณดาวเทียม ก่อนที่จะต่อเข้าทีวีอีกที

7. กสทช มีกฎว่า ทุกช่องที่ออกอากาศทาง ทีวีดิจิตอล ต้องส่งผ่านดาวเทียมด้วย ดังนั้น ใครมีกล่องรับสัญญาณดาวเทียมอยู่แล้วต้องรับได้แน่นอน ยกว้นช่องที่เป็น HD 4 ช่องต้องใช้เครื่องที่เป็น HD เท่านั้นถึงจะรับได้!

8. ทีวีดิจิตอล ส่งสัญญาณระบบ UHF ดังนั้น แต่ละพื้นที่จึงรับสัญญาณได้ไม่เท่ากัน พื้นที่ใดสัญญาณอ่อนต้องมีเสาในการทวนสัญญาณ เพื่อให้แต่ละพื้นที่ไม่มีปัญหาในการรับชม

9. ทีวีดิจิตอลจะมีข้อดี ตรงที่ไม่ต้องติดจานดาวเทียม เข้าถึงบ้านเรือนทั่วไปได้มากกว่าการติดจานดาวเทียม

10. ทีวีดิจิตอล มีการไปร่วมกับ เครื่องรับแบบอื่นๆ ได้มากมาย เช่น DVB-T2+DVD , DVB-T2+ Android , DVB-S2+DVB-T2 , DVB-T2 for Car , ฯลฯ

11. ทีวีระบบดิจิตอลในรถยนต์ ภาพก็จะชัดเหมือนติดจานดาวเทียมบนรถ โดยไม่ต้องกลัวโดนขโมย หรือ ภาพจะล้มเวลาผ่าน ต้นไม้ หรือ สิ่งกีดขวาง

12. ทีวีดิจิตอล แต่ละประเทศใช้ระบบไม่เหมือนกัน หากนำทีวี หรือ อุปกรณ์อื่น เข้ามาใช้คนละระบบกับของไทยจะใช้ไม่ได้ เช่น ของอเมริกา ใช้ระบบ ATSC , ของญี่ปุ่นใช้ระบบ ISDB-T , ของจีนใช้ระบบ DTMB



13. ทีวีดิจิตอล สามารถดูผ่าน สมาร์ทโฟน ต่างๆ หรือ แทบเล็ตได้ ขึ้นอยู่กับ App หรือ ฟังก์ชั่นของเครื่อง

14. ทีวีดิจิตอลจะได้เปรียบ ทีวีดาวเทียม อย่างหนึ่ง คือ หากมีการถ่ายทอดสด รายการกีฬาสำคัญๆ ทีวีดาวเทียมอาจมีปัญหา เรื่องสัญญาณล้น จึงทำให้จอดำ แต่ระบบทีวีดิจิตอล สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้

15. กสทช กำหนด ให้ ทีวีดิจิตอลมี 48 ช่อง โดยที่มีทีวีท้องถิ่น 12 ช่อง ทีวีสาธารณะ 12 ช่อง ทีวีสำหรับภาคธุรกิจ 24 ช่อง โดยใน 24 ช่องนี้ 20 ช่องจะเป็นมาตรฐานปกติ และอีก 4 ช่องเป็นมาตรฐานในไฮเดฟฟินิชั่น

16. ปีแรกโครงข่ายจะครอบคลุมพื้นที่แค่ 50% เท่านั้น ปีที่ 2 จะครอบคลุม 80% ปีที่ 3 จะครอบคลุม 90%

17. กล่องรับสัญญาณ DVB-T2 ที่จะนำคูปองมาเป็นส่วนลดได้ ต้องได้การรับรองคุณภาพจาก กสท

18. ทีวีดิจิตอลในระยะเริ่มแรกจะมีปัญหาในการส่งสัญญาณ ดังนั้น ชั่วงแรก อาจรับสัญญาณยังไม่ได้ครอบคลุม ทั่วประเทศ โดยในระยะแรก รับสัญญาณได้เพียงพื้นที่ที่อยู่ในรัศมี 100 กมจาก กรุงเทพฯ

19. ราคาของทีวีดิจิตอล เท่าที่มีการคาดการณ์ ในระยะแรก จะไม่เกิน 2,000 บาท และ ราคาจะลดลง เมื่อมีผู้จำหน่ายเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจาก เครื่องเป็นระบบ HD ดังนั้นราคาจะไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 บาท

20. ทีวีระบบอนาล็อคแบบเก่า คาดว่าจะปิดตัวลงใน 5 ปี หรือเร็วกว่านั้น เนื่องจาก คาดว่าผู้ให้บริการเก่าจะไม่ต้องการส่งทั้ง สองระบบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง และอีกอย่างระบบเก่าคนก็จะดูน้อยลงเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตามหากเราไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพของภาพและเสียงก้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องรับใหม่เพราะเครื่องเก่าก้รับได้ แต่หากต้องการ “อิน” กับภาพระดับไฮเดฟ เสียงประมาณเข็มตกยังได้ยินก็ต้องลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 15,000-30,000 บาทสำหรับทีวีรุ่นใหม่ ส่วนกล่องรับสัญญาณ กสทช.จะแจกคูปองสำหรับซื้อกล่องใหม่บ้านละ 680บาท จากราคากล่องประมาณ 1,200 บาทหรือต่ำกว่านี้หากไปเดินดูที่บ้านหม้อหรือคลองถม


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://news.mthai.com/hot-news/282167.html
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สัมผัส "อุโมงค์น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์" ในงานสงกรานต์ชัยนาท เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 07:16:06 PM

ประเพณีสงกรานต์จัดขึ้นทั่วทุกภาคของไทย (แฟ้มภาพ)

สัมผัส "อุโมงค์น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์" ในงานสงกรานต์ชัยนาท

       ชัยนาทจัดงาน “สงกรานต์ รักษ์ บ้านเกิด” 14-15 เม.ย. นี้ ณ บริเวณเขื่อนเรียงหินหน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท สัมผัสกับอุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์จากวัดปากคลองมะขามเฒ่า พร้อมกิจกรรมบันเทิงอีกมากมาย
       
       นายกำธร ถาวรสถิต ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า “วันที่ 14-15 เม.ย. ที่จะถึงนี้ จังหวัดชัยนาทมีการจัดงาน “สงกรานต์ รักษ์ บ้านเกิด” ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ เป็นโอกาสอันดีที่นักท่องเที่ยวจะได้มาเยี่ยมเยือนจังหวัดชัยนาทเพื่อมาร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ของชุมชนท้องถิ่นภาคกลาง และทางจังหวัดได้ร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน จัดงานใหญ่นี้ขึ้นเพื่อเตรียมรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเพื่อประชาสัมพันธ์สวนนกชัยนาทที่เป็นสถานที่เที่ยวที่สำคัญให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”



นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ (ซ้าย) นายกำธร ถาวรสถิต (กลาง)

       ด้าน นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ปลัดจังหวัดชัยนาท กล่าวถึงกิจกรรมในงานว่า “ภายในงานจะได้สัมผัสกับอุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์จากวัดปากคลองมะขามเฒ่า ความยาว 50 เมตร และสนุกกับคอนเสิร์ตโดยวันที่ 14 เมษายน พบกับ เหน่ง The Voice Battle อ้น The Voice วันที่ 15 เมษายน พบกับ ต้า คีตา The Voice Battle ตุลย์ ตุลย์ยา The Voice อีกทั้งมีร้านค้าหลากหลายให้เลือกช้อป อาทิ ผลิตภัณฑ์โอท็อป แฟชั่นดารา วาดภาพเหมือน และสินค้าอื่นๆ”
       
       ผู้ที่สนใจสอบถามได้ที่สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท โทร. 0 5647 6617


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000037753
105  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดสุทัศนฯ จัดพิธีนพเคราะห์ ๑๒-๑๕ เม.ย. เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 07:12:10 PM


วัดสุทัศนฯ จัดพิธีนพเคราะห์ ๑๒-๑๕ เม.ย. เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

      การบูชาเทวดานพเคราะห์ ซึ่งเป็นที่นิยมทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ คือ ปรารถนาให้เทพยดาผู้มีฤทธิ์อำนาจ ช่วยเหลือป้องกันและปลดเปลื้องทุกข์ภัยพิบัติ ยังความเกษมสวัสดิ์ให้บังเกิดมี เป็นธรรมดาของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง เมื่อประสบกับทุกข์ก็พยายามหลีกเลี่ยง หรือแก้ไขด้วยอุบายวิธีต่างๆ จึงได้ประกอบพิธีบูชาเทพเจ้า ด้วยวรามิสอันวิจิตรบรรจง นานาประการ และหวังจะได้ผลตอบแทน คือ ความสุขสำราญนิราศภัย

     ด้วยเหตุที่การบูชาเทวดานพเคราะห์ เป็นพิธีใหญ่ มีการตั้งบัตรพลีบูชาเทพยดา ตั้งเครื่องสังเวยบวงสรวง เพื่อขอพรจากเทพยดาประจำนพเคราะห์ ซึ่งสถิตอยู่ในดวงชะตาให้มาช่วยปัดเป่าทุกข์ภัย บันดาลให้เกิดสวัสดิมงคล มีความสุขสมบูรณ์เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งขึ้น ปราศจากอุปสรรคหายนะภยันตรายทั้งปวง จึงเรียกว่า “พิธีนพเคราะห์”


       :25: :25: :25: :25:

      การสวดนพเคราะห์ พระสงฆ์เป็นผู้เจริญพระปริตร ตามกำหนดบทของดาวนพเคราะห์ โดยเจริญพุทธมนต์สลับกับโหรกล่าวคาถาบูชาเทพยดาเป็นทำนองสรภัญญะ  เมื่อโหรกล่าวคำบูชาเทพยดาเสร็จ พระสงฆ์ก็จะเจริญพระพุทธมนต์สลับกันไปจนครบทั้ง ๙ วัน ซึ่งการจะประกอบพิธีให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามคตินิยมแต่โบราณแล้วนั้น จักต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนมาก พุทธศาสนิกชนผู้มีกำลังทรัพย์ เป็นคฤหบดี หรือเป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์เท่านั้นจึงจะสามารถประกอบพิธีได้

     ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดทุนทรัพย์และเพื่อความสะดวกในการประกอบพิธี พระอุโบสถวัดสุทัศน์ กทม. จึงเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาทุกเพศทุกวัยได้เข้าร่วมในพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ เป็นการเสริมสร้างอำนาจ วาสนา บารมี ให้ดวงชะตาดีเด่น เพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่และกิจการงานต่างๆ ให้มีลาภผลเงินทองหลั่งล้น  มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ขึ้นเป็นส่วนรวม



     กำหนดการในพิธีนพเคราะห์ ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๕  เมษายน ๒๕๕๗ ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๗ ประกอบพิธีจุดเทียนชัยนพเคราะห์ เวลา ๐๙.๐๙ น. ซึ่งแต่ละรอบจะบวงสรวงบัตรพลีเทวดานพเคราะห์และเทพยดาผู้ปกปักรักษาคุ้มครองวัดสุทัศน์ทั้ง ๘ ทิศ ให้มาประสิทธิ์ประสาทพรให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านโดยจะเริ่มประกอบพิธีให้แก่พุทธศาสนิกชนผู้สนใจเข้าร่วมพิธีในแต่ละวันดังนี้

     วันที่ ๑๒-๑๕ เมษายน ๒๕๕๗
     รอบที่ ๑ เวลา ๐๙.๐๐- ๑๑.๐๐ น.
     รอบที่ ๒ เวลา ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.
     รอบที่ ๓  เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ น.

     เฉพาะวันที่ ๑๔ เมษายน  ๒๕๕๗
     รอบที่ ๒ เริ่มเวลา ๑๔.๓๐-๑๖.๓๐
     รอบที่ ๓ เริ่มเวลา ๑๖.๓๐-๑๘.๓๐ น.
    เนื่องจากพระภิกษุลงสังฆกรรมฟังพระปาฏิโมกข์ประกอบพิธีรวม ๔ วัน วันละ ๓ รอบ     

    ในวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๗
     เวลา ๑๘.๐๐ น.ทำพิธีดับเทียนชัยนพเคราะห์ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าร่วมพิธีได้ใน ๔ วันนี้เท่านั้น




    ในส่วนของการจัดส้างวัตถุมงคล ซึ่งประกอบด้วย ครอบน้ำมนต์ พระกริ่ง และเหรียญพุทธนิมิต เพื่อนำรายได้สมทบทุนบูรณะพระอุโบสถผู้มีจิตศรัทธาสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่วัดสุทัศน์ โทร.๐๘-๖๐๙๘-๗๒๑๗ และ ๐๘-๑๖๑๙-๖๓๙๖

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140404/182224.html#.Uz42LKI9S4k
106  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อาบน้ำมนต์-อาบน้ำว่านมหามงคลวันสงกรานต์ ณ วัดสุทธาวาสวิปัสสนา เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 07:06:17 PM


อาบน้ำมนต์-อาบน้ำว่านมหามงคลวันสงกรานต์ ณ วัดสุทธาวาสวิปัสสนา
ท่องไปในแดนธรรม เรื่อง/รูป โดยไตรเทพ ไกรงู

เทศกาลวันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยซึ่งตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน คนไทยส่วนใหญ่มักจะถือปฏิบัติเป็นประเพณีกันมาสืบยาวนาน คือจะเข้าวัด ทำบุญใส่บาตร จัดแต่งสำรับคาวหวานเป็นการใหญ่ เพื่อน้อมไปถวายพระภิกษุสามเณรในอารามต่างๆ หลังจากนั้นจะถือปฏิบัติสรงน้ำพระพุทธรูปต่างๆ ตลอดจนภิกษุสามเณร   ครั้งเมื่อเสร็จแล้ว มักนิยมรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ มีบิดามารดา ตลอดจนถึงปู่ย่าตายาย เป็นต้น ซึ่งมีความเชื่อกันว่าจะทำให้บังเกิดความเป็นสิริมงคลต่างๆ มากมายแก่ตัวเองตลอดปี

ในวาระดิถีมงคลนี้ วัดสุทธาวาส วิปัสสนา ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยหลวงพ่อรักษ์ อนาลโย เจ้าอาวาสเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แห่งที่ ๑๓ และประธานสร้างพุทธมณฑลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อีกพิธีหนึ่งของภาคกลาง คือ “ประเพณีพิธีอาบน้ำว่าน”   

หลวงพ่อรักษ์ได้ศึกษาวิชาอาบน้ำว่านมาจากตำราของครูบาอาจารย์ ในตำราพระเวทโบราณที่สืบทอดมา   กล่าวคือ โบราณท่านให้ทำน้ำมนต์อาบ และใส่ใบส้มป่อย  พร้อมด้วยว่านมงคลมงคลต่างๆ และทำพิธีการเคี่ยวน้ำว่านก่อน ต่อจากนั้นนำน้ำว่านที่เคี่ยวนั้นไปผสมรวมกับน้ำพระพุทธมนต์ในอ่างใหญ่ ขณะเคี่ยวหลวงพ่อรักษ์จะทำพิธีดับพิษไฟและบริกรรมคาถาเพื่อไม่ให้ว่านมงคลนั้นเกิดพิษ ซึ่งต้องใช้คาถากำกับเวลาเข้าหูเข้าตาจะได้ไม่เป็นอันตราย   


 :49: :49: :49:

สำหรับน้ำที่นำมาผสมนั้นก็ไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็น “น้ำมนต์ธรณีสารใหญ่” โดยหลวงพ่อรักษ์ได้รวบรวมว่านมหามงคลต่างๆ มาเคี่ยวผสมทำน้ำมนต์ให้สาธุชนได้อาบ โดยใช้น้ำมนต์ธรณีสารใหญ่ผสมกับน้ำว่านมงคล

ทั้งนี้ มีคติความเชื่อว่าผู้ได้อาบน้ำมนต์จะอำนวยผลดีในด้านส่งเสริมเพิ่มพูนราศีให้ผ่องใส เกื้อกูลในด้านหน้าที่การงาน นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชีวิตของผู้ที่ได้อาบน้ำว่าน หรือสำหรับท่านผู้ใดที่เกิดในปีชง ขอเชิญท่านมาเข้าร่วมพิธีอาบน้ำว่านได้เลยจะเป็นการแก้เคล็ดต่างๆ ได้อย่างดีที่สุด อีกทั้งยังถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ รับความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ของไทยอีกด้วย 

ประเพณีพิธีอาบน้ำว่านวัดสุทธาวาส จะจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ (วันสงกรานต์) เวลา ๐๙.๐๐ น.หลวงพ่อรักษ์อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกจากหอพระธาตุให้สาธุชนสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล เวลา ๑๐.๐๐ น.สาธุชนร่วมสรงน้ำหลวงพ่อรักษ์ และ พระภิกษุสามเณร เวลา ๑๒.๓๐ น.ประกอบพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เวลา ๑๓.๐๐ น. หลวงพ่อรักษ์ประกอบพิธีปลุกเสกน้ำว่าน เวลา ๑๖.๐๙ น. ประกอบพิธีอาบน้ำว่านมหามงคล ให้แก่สาธุชนที่เข้าร่วมพิธีทุกคน ประพรมน้ำว่านให้แก่รถยนต์ที่เข้าร่วมพิธีทุกคัน 





แม่นางกวักสร้างวัด

ในประเพณีพิธีอาบน้ำว่านทางวัดได้จัดสร้างเครื่องรางโชคลาภ และเครื่องรางป้องกันภยันตรายให้แก่สาธุได้ร่วมทำบุญวัตถุประสงค์เพื่อสมทบทุนถมดินและปรับภูมิทัศน์ ภายในพุทธมณฑณอยุธยา และเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนเยาวชน ประกอบไปด้วย มีดหมอ หรือมีดเทพศาสตรา รุ่น ชนะไพรี อาวุธแห่งเทพเจ้า ซึ่งมีดของหลวงพ่อรักษ์นั้น  เป็นที่รู้กันดีในหมู่ศิษย์ว่าไม่แพ้เครื่องรางชนิดอื่นๆ เลย

มีดเทพศาสตรา รุ่น ชนะไพรี จัดสร้างจำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม ขนาดยาว ๔ นิ้ว พร้อมด้าม ใบมีดทำจากเหล็กดำสัตตโลหะ อิทธิคุณมีอำนาจ วาสนาบารมีและด้ามทำจากไม้พะยูงดำ จะอำนวยผลดี ด้านค้ำจุนหนุนดวงให้เจริญด้านโภคทรัพย์สมบัตินานาประการ ภายในมีดสัตตโลหะเหล็กดำ ลงอักขระ “นะ โม พุท ธา ยะ” หัวใจพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ 


 :96: :96: :96:

ส่วนการจัดสร้างนางขวักนั้น หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย  ท่านเคยสร้างและปลุกเสกแม่นางกวักไปแล้วสองรุ่น ทุกรุ่นต่างได้รับความนิยม หมดจากวัดภายในเวลาอันรวดเร็ว ในวาระมงคลนี้ได้จัดสร้างแม่นางกวัก รุ่น เพิ่มทรัพย์ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยสร้างจากดินมงคลเมืองอู่ทอง อู่ข้าวอู่น้ำ บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และผสมผงว่าน ๑๐๙ หลวงพ่อรักษ์ได้ลบผงเขียนยันต์นะเศรษฐีฤาษี  ผสมเป็นมวลสาระสำคัญในการจัดสร้างด้วย ใต้ฐานอุดมวลสารต่างๆ ที่วัดเก็บไว้ อาทิ ผงไม้มงคล ไม้คูณเงินคูณทอง ไม้กวักเงินกวักทอง ไม้ไผ่สีสุก ไม้มะรุม เป็นต้น จัดสร้างจำนวน 1,000 ตน

การจัดสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อรักษ์ ท่านจัดสร้างและปลุกเสกมาเพื่อมอบให้ผู้ที่ร่วมทำบุญ สร้างวัด อาทิ ทำบุญถมดิน ทำบุญสร้างโบสถ์ ทำบุญซื้อที่ดิน เป็นต้น   ไม่ได้เป็นพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด และส่วนหนึ่งก็ไว้แจกสาธุชนทั่วไป หรือลูกศิษย์ลูกหา เพื่อเป็นพุทธานุสติ เป็นขวัญกำลังใจอีกด้วย





พุทธมณฑลแห่งไม้มงคล

ปัจจุบันหลวงพ่อรักษ์ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติธรรมขึ้น เพื่อเป็นการสนองงานคณะสงฆ์ ด้านวิปัสสนาธุระโดยตรงมากว่า ๑๐ ปี เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงถาวรสืบไป อีกทั้งยังถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ภายในพุทธมณฑลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อรักษ์ ได้ปลูก "สวนป่าสาละ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานในพิธีเปิดสวนป่าสาละ


 :25: :25: :25:

นอกจากนี้ด้านหน้าอุโบสถ ทิศเหนือยังมี "สวนพฤกษา พระพรหมดิลก" โดยได้รับความเมตตาจากพระพรหมดิลก วัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานประกอบพิธีเปิดสวนพฤกษา รวมทั้ง "สวนป่าไม้มงคล ๗๗ จังหวัด พระพรหมสุธี" โดยมีพระพรหมสุธี เจ้าคณะภาค ๑๒ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานพิธี

สวนป่าของพุทธมณฑลอยุธยาแห่งนี้ เป็นสถานที่แหล่งการศึกษาเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและเยาวชนอีกที่หนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยาด้วย คือ มีต้นไม้พรรณไม้ต่างๆ มากมาย อาทิ ต้นตะโกดัด ที่มีอายุหลายร้อยปี เป็นจำนวนกว่า ๓๐๐ ต้น และพรรณไม้โบราณที่มีกลิ่นหอม หรือเป็นพรรณไม้อนุรักษ์ที่หายากในประเทศ นับได้ว่าเป็นที่เดียวในโลกที่มีต้นไม้ประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดมาปลูก เป็นอุทยานการศึกษาเรียนรู้ภายในพุทธมณฑลพระนครศรีอยุธยาแห่งนี้อีกด้วย

พุทธมณฑลอยุธยา เป็นสถานที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย ได้ซื้อที่ดินขยายเขตวัด พัฒนาปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่ร่มรื่น เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพุทธบูชา ใช้งบประมาณไปแล้วเป็นจำนวนมาก ในการปลูกสวนป่าของวัดสุทธาวาส วิปัสสนา สอดคล้องกับนโยบายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่ต้องการให้วัดต่างๆ ปลูกต้นไม้กันให้มาก "ด้วยการทำวัดให้สง่า ร่มรื่น ไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรมาก"


      ans1 ans1 ans1

     เส้นทางการเดินทางมาวัด
     ๑.ใช้ถนนสาย ๓๔๐ ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ข้ามสะพานพระยาบันลือ ถึงแยกลาดบัวหลวง เตรียมยูเทิร์นเข้าวัด
     ๒.ใช้ถนนสายสามโคก-เสนา ข้ามสะพานพระยาบันลือ เตรียมเลี้ยวซ้ายเข้าแยกไม้ตรา ตรงไป ๒๖ กม.ถึงวัดสุทธาวาส วิปัสสนา หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ โทร.๐๘-๑๑๙๐-๕๗๕๗, ๐๘-๒๔๕๕-๓๐๗๑ และ ๐-๓๕๓๗-๙๙๔๔

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140404/182222.html#.Uz42X6I9S4k
107  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เยาวชน 5 ศาสนา เรียนรู้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 06:59:02 PM


เยาวชน 5 ศาสนา เรียนรู้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

     เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี  กรมการศาสนา ร่วมกับองค์กรทางศาสนา 5 ศาสนา จัดค่ายเยาวชนสมานฉันท์ ประจำปี 2557 โดย นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กล่าวว่า ศน. ได้ดำเนินการจัดค่ายเยาวชนสมานฉันท์ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9

     โดยองค์กรทางศาสนาได้คัดเลือกเยาวชน 5 ศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม พรหมณ์ ฮินดู และซิกข์  มาร่วมเรียนรู้จากผู้นำศาสนา ทั้ง เรื่องหลักธรรมทางศาสนา การประพฤติปฎิบัติตนในการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา รวมถึงความเชื่อ ที่ได้แสดงออกทางพฤติกรรม นำไปสู่การสร้างความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างสันติสุข



     อธิบดีศน. กล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่าประเทศต่างๆ ในโลกนี้การรวมตัวของศาสนิก 5 ศาสนา มีอยู่น้อยมาก จึงถือว่าประเทศไทย มีโอกาสที่ดี ที่สามารถรวบรวมคนต่างศาสนาให้มาเรียนรู้ร่วมกันได้  ที่สำคัญในปีนี้ นอกจากเยาวชนจะได้เรียนรู้หลักธรรม แล้ว ศน.ยังได้จัดกิจกรรมที่ให้เยาวชนได้ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการในพระราชดำริของพระบาทสทเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง  พร้อม นำความรู้ไปเผยแพร่ในสถานศึกษาด้วย

     ทั้งนี้ เราไม่ต้องการจัดงบประมาณมาจัดกิจกรรมให้เรียนรู้แล้วกลับไปเท่านั้น แต่ศน. หวังให้เยาวชนสามารถจัดการชีวิตตนเอง ให้อยู่ในครรลองของคุณธรรมศีลธรรม ให้สามารถกลับไปเป็นผู้นำของเยาวชนในโรงเรียน ขอให้เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว และสังคมไทย ให้เยาวชนไทยเป็นเครือข่ายของศน. สร้างผู้นำสู่สังคมคุณธรรม

    "หลังจากจบโครงการแล้วขอให้เด็กๆ กลับไปปรึกษาอาจารย์ คิดโครงการ หรือกิจกรรมทางศาสนา เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สถานศึกษา และชุมชน โดย ศน. พร้อมเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนองค์ความรู้และงบประมาณในการดำเนินงานอย่างเต็มที่" นายกฤษศญพงษ์ กล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140403/182244.html#.Uz42dqI9S4k
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • อินเดียมอบ “หน่อโพธิ์ตรัสรู้” ให้เกาหลีใต้ เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:23:24 AM


      • อินเดียมอบ “หน่อโพธิ์ตรัสรู้” ให้เกาหลีใต้
       
      เกาหลีใต้ : สถานทูตอินเดียในกรุงโซล เกาหลีใต้ แถลงว่า ผู้แทนจากกระทรวงต่างประเทศของอินเดีย และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ของเกาหลีใต้ ร่วมกันอัญเชิญหน่อโพธิ์ตรัสรู้จากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย มาถึงท่าอากาศยานกรุงโซล เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2014 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       โดยนายวิษณุ ปรากาศ เอกอัคราชทูตอินเดียประจำประเทศเกาหลีใต้ และเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของเกาหลีใต้ 2 คน คือ จอง บองฮู รองผู้อำนวยการทั่วไปกระทรวงต่างประเทศ และ ลี ชางแจ ผู้อำนวยการทั่วไปกรมป่าไม้ ได้มารอรับหน่อโพธิ์ตรัสรู้ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนแห่งมิตรภาพและไมตรีจิตจากประเทศอินเดีย ที่นายมานโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย มอบให้ ปาร์ก กึน ฮเย ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ เมื่อครั้งที่เธอได้เดินทางเยือนอินเดียในเดือนมกราคม 2014
       
       ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้จะนำหน่อโพธิ์ตรัสรู้ ไปอนุบาลที่สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติเป็นการชั่วคราว ก่อนจะนำไปปลูกยังวัดที่มีชื่อเสียงเป็นการถาวร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์อันเข้มแข็งของมิตรภาพอินเดีย-เกาหลีใต้ และความผูกพันอันแน่นแฟ้นของประชาชนทั้งสองประเทศ

       
จาก IANS
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • ญี่ปุ่นจัดแสดงผ้าปักพุทธศิลป์ ศตวรรษที่ 17 เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:21:22 AM



         • ญี่ปุ่นจัดแสดงผ้าปักพุทธศิลป์ ศตวรรษที่ 17
       
       ญี่ปุ่น : ผ้าปักพุทธศิลป์หายาก ชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ ปักด้วยเส้นผมของบรรดาชาวญี่ปุ่นที่บริจาคให้เมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว โดยเชื่อว่า จะช่วยให้พวกเขาได้ขึ้นสวรรค์นั้น ได้ถูกนำมาจัดแสดงที่วัดพุทธนิกายสุขาวดี เขตฮิกาชิยามา เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
       
       ผ้าปักดังกล่าว ถูกพบในปี 2007 ภายในวัดโจกันจิ เขตคามิเกียว เมืองเกียวโต เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ขนาดกว้าง 84.2 ซม. สูง 170.6 ซม. ทำขึ้นในปี 1678 โดยภิกษุที่ชื่อ “กูเนน” ซึ่งได้เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อขอรับบริจาคเส้นผมจากคนที่ต้องการขึ้นสวรรค์ ภายหลังการเสียชีวิต
       
       โดยภิกษุกูเนนได้ปักเส้นผมสีดำลงบนส่วนที่เป็นพระเกศาของพระพุทธเจ้า อันเป็นจุดศูนย์กลางของผ้า และใช้ผมสีขาวปักเป็นต้นสาละที่เหี่ยวแห้ง
       
       อัตซุโกะ ฮิโอกิ อาจารย์สอนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยกาคุอิน เมืองโกเบ กล่าวว่า ภิกษุกูเนนยังได้ปักผ้าเป็นภาพมันดาลา ซึ่งงานทั้งหมดใช้เส้นผมของคนหลายหมื่นคน เธอเชื่อว่า ท่านได้ปักผ้าภาพมันดาลาและภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน อย่างน้อย 72 ผืน แต่ขณะนี้ค้นพบเพียง 8 ผืน และผ้าปักที่พบในวัดโจกันจิ เป็นผ้าปักภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเพียงผืนเดียวที่ค้นพบ
       
       ฮิโอกิ เสริมว่า มีตัวอย่างชิ้นงานพุทธศิลป์ที่ใช้เส้นผมมนุษย์ปักลงบางส่วนของผ้า แต่แทบจะไม่เคยเห็นชิ้นงานที่ออกแบบและปักด้วยเส้นผมล้วนๆทั้งหมด โดยไม่มีวัสดุอื่นใดเลย

       
จาก ajw.ashi.com
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • เกาหลีใต้ใช้ “สุนัขซับซารี” สมบัติของชาติ เฝ้าวัด เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:19:08 AM



        • เกาหลีใต้ใช้ “สุนัขซับซารี” สมบัติของชาติ เฝ้าวัด
       
       เกาหลีใต้ : มูลนิธิสุนัขซับซารีแห่งเกาหลี เผยว่า จะจัดส่งสุนัขซับซารี ซึ่งเป็นสุนัขสายพันธุ์เกาหลี ไปประจำยังวัดสำคัญๆ 20 แห่งทั่วประเทศ โดยจัดส่งให้วัดละ 1 ตัว เพื่อใช้เฝ้าวัด ป้องกันโจรที่จะเข้ามาขโมยทรัพย์สินที่เป็นมรดกวัฒนธรรม หรือเข้ามาลอบวางเพลิง
       
       โดยกองบริหารมรดกวัฒนธรรมได้เตรียมงบประมาณ 150 ล้านวอน (ราว 4.7 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าอาหารและค่ารักษาพยาบาลของบรรดาสุนัขเฝ้ายามในปี 2014
       
       สุนัขซับซารี เป็น 1 ใน 3 ของสุนัขพันธุ์เกาหลีแท้ที่หายาก มีขนาดกลาง ขนฟูยาว คนโบราณเชื่อว่า มันสามารถไล่ผีและสิ่งชั่วร้ายได้ และมันยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติในปี 1992

       
จาก Yonhap
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
111  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • ชาวพุทธญี่ปุ่นหันมาลอยอังคารแทนการฝัง เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:17:09 AM



    • ชาวพุทธญี่ปุ่นหันมาลอยอังคารแทนการฝัง
       
      ญี่ปุ่น : เหตุจากการขาดลูกหลานคอยเซ่นไหว้อัฐิ หรือสถานที่ฝังศพมีไม่เพียงพอ ทำให้ปัจจุบันมีชาวพุทธญี่ปุ่นจำนวนมาก หันมาเลือกพิธีลอยอังคารในทะเล แทนการจัดพิธีศพตามประเพณี จึงทำให้เกิดบริษัทรับจัดพิธีลอยอังคารเพิ่มมากขึ้น
       
       “ไซเรน” คือหนึ่งในบริษัทรับจัดพิธีลอยอังคาร ตั้งอยู่ในเมืองโยโกฮามา ได้จัดพิธีมาแล้วเกือบ 2,000 ครั้งในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา คิดค่าบริการรายละราว 2 แสนเยน (ราว 6 หมื่นบาท) ซึ่งถูกกว่าการฝังศพ โดยจะคัดแยกสิ่งแปลกปลอมออกจากเถ้ากระดูก และใช้เครื่องบดให้เป็นผง จากนั้นจะทำพิธีลอยอังคารในทะเลที่ญาติผู้เสียชีวิตต้องการ
       
       รี ชินเนียว วัย 50 ปี ซึ่งเป็นประธานบริษัทไซเรน บอกว่า มีหลายคนที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศหรือย้ายไปอยู่เมืองอื่น เลือกที่จะละทิ้งสุสานของตระกูล แล้วหันมาลอยอังคารในทะเลแทน
       
       “การรับประทานอาหารริมทะเล หรือเดินเล่นตามชายฝั่ง กลายเป็นรูปแบบใหม่ในการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต แทนการไปคารวะหลุมศพ”
       
       อย่างไรก็ดี ธุรกิจนี้ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและข้อบังคับความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น ห้ามลอยอังคารในเขตตกปลาหรือใกล้ฟาร์มเลี้ยงปลา หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางสัญจรของเรือเดินสมุทร และไม่ออกเรือไปทำพิธีขณะทะเลมีคลื่นลมแรง เป็นต้น

       
จาก ajw.asahi.com
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
112  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • บังกลาเทศขุดพบ วัดพุทธโบราณ อายุ 1,000 ปี เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:14:38 AM



        • บังกลาเทศขุดพบ วัดพุทธโบราณ อายุ 1,000 ปี
       
       บังกลาเทศ : นายอซาดุซซามาน นัวร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศบังกลาเทศ ได้แถลงว่า เมื่อเร็วๆนี้ นักโบราณคดีได้ขุดพบวัดพุทธโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่ามีอายุราว 1,000 ปี ที่เนตชวาร์ เขตตันจิบารี อูปาซิลา จังหวัดมุนชิกานจ์ (หรือภิครัมปัวร์) ซึ่งการขุดพบนี้ ไม่เพียงเป็นความภูมิใจของชาวภิครัมปัวร์เท่านั้น แต่เป็นของคนทั้งประเทศ
       
       โดยขุดพบอุโบสถขนาด 9X9 เมตร สถูปทรงแปดเหลี่ยม 1 องค์ ทางระบายน้ำทำด้วยอิฐ และโบราณวัตถุอื่นๆ ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพปรักหักพัง ยกเว้นเพียงโครงสร้างแห่งหนึ่ง ขนาดสูง 2.40 เมตร ผนังกว้าง 1.75 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่ยังคงสภาพดี เนื่องจากตัวฐานก่อด้วยอิฐที่เผาด้วยไฟสูง จึงป้องกันความชื้นได้ดี และการก่อเรียงอิฐ ยังเผยให้เห็นถึงลักษณะสำคัญทางสถาปัตยกรรมอีกด้วย
       
       อนึ่ง มูลนิธิอัคราชาร์ ภิครัมปัวร์ ได้เริ่มต้นขุดสำรวจพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่ปี 2010 หลังจากได้รับงบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรม โดยมี ดร.ซูฟี มอสตาฟิเซอร์ ราห์มัน ศาสตราจารย์แผนกโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยจาฮันคิรนาคาร เป็นหัวหน้าทีมสำรวจ

       
จาก The Daily Star
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
113  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • ชาวพุทธเวียดนามสะเทือน เหตุแบงค์ชาติฯหยุดพิมพ์ธนบัตรใบเล็ก เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:12:25 AM



         • ชาวพุทธเวียดนามสะเทือน เหตุแบงค์ชาติฯหยุดพิมพ์ธนบัตรใบเล็ก
       
       เวียดนาม : เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารกลางแห่งชาติเวียดนามประกาศตัดสินใจหยุดพิมพ์ธนบัตรมูลค่า 500 ด่ง (ราว 77 สตางค์) และ 1,000 ด่ง (ราว 1.54 บาท) ภายในปี 2014 ด้วยเหตุที่เป็นธนบัตรมูลค่าน้อย ไม่คุ้มค่าการผลิต แต่ธนบัตรดังกล่าว กลับมีความสำคัญในหมู่พุทธศาสนิกชนเวียดนาม ที่มักนำไปใช้ทำบุญ
       
       “ถ้าคุณไปที่วัดเจดีย์หอม จะเห็นธนบัตรใบเล็กๆลอยอยู่ในลำน้ำ เช่นเดียวกับที่วัดฮัง หรือตามแท่นบูชาภายในวัด แม้แต่บนพระกรพระพุทธรูป ก็จะมีธนบัตรใบเล็กๆวางเต็มไปหมด ซึ่งนอกจากจะเป็นภาพที่ไม่น่าดูแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย” ด่าวมิงตือ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ กล่าว และเสริมว่า
       
       “ธนาคารฯตั้งเป้าที่จะลดการขาดทุน ที่อาจมากถึงหลายแสนล้านด่ง อันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ธนบัตรมูลค่าน้อยออกมา เพื่อใช้ในศาสนกิจ ซึ่งค่าพิมพ์นี้มีราคาสูงกว่ามูลค่าธนบัตร ราว 3-5 เท่า”
       
       โดยไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้ธนบัตรใบเล็กของชาวพุทธในจังหวัดทางตอนเหนือ ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งที่วัดต่างๆจัดงานเทศกาล จะได้รับบริจาคเป็นธนบัตรใบเล็กจำนวนมหาศาล ทางธนาคารต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยทางวัดนับ และมัดเงินเป็นก้อนๆ ราว 1,200 ถุง นำใส่รถขนเงิน 15 คัน ซึ่งมูลค่าเงินที่ได้มา ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
       
        :96: :96: :96:

       อย่างไรก็ดี พระติช ควง เฮา แห่งวัดฟับวัน ในกรุงฮานอย ได้แสดงความห่วงใยว่า การหยุดพิมพ์ธนบัตรมูลค่าน้อย อาจส่งผลกระทบต่อคนยากจนในชนบท ซึ่งบริจาคเงินได้เพียงครั้งละ 2,000-3,000 ด่ง แต่ท่านก็เตือนว่า ชาวพุทธสามารถเข้าถึงนิพพานได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน
       
       ขณะเดียวกัน รองผู้ว่าการธนาคารฯ ยังได้ให้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เผยแพร่ข้อมูลการจำกัดการใช้ธนบัตรใบเล็กตามวัดต่างๆ
       
       “การใช้ธนบัตรใบเล็กให้น้อยลง จะช่วยหลีกเลี่ยงการสูญเปล่า และยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมทางศาสนาอันงดงามของชาวเวียดนามอีกด้วย” ด่าวมิงตือ กล่าว

       
จาก VNS
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
114  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / • หวั่น..ถ้ำพุทธยุคแรกในจีนอาจพังทลาย!! เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:09:55 AM



        • หวั่น..ถ้ำพุทธยุคแรกในจีนอาจพังทลาย!!
       
       จีน : หมู่ถ้ำพุทธคีซิล เป็นหมู่ถ้ำพุทธสำคัญในยุคแรกๆของจีน สร้างขึ้นด้วยการเจาะผนังศิลาทรายบนหน้าผา มีทั้งสิ้น 236 ถ้ำ ตั้งเรียงรายเป็นระยะทางกว่า 2 กม.บนเส้นทางสายไหม ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งในราวศตวรรษที่ 3-8 สถานที่นี้เคยใช้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์พำนัก ภายในผนังถ้ำเต็มไปด้วยภาพวาดพุทธศิลป์ที่มีความสำคัญ วาดด้วยศิลปะอินเดีย อันเป็นหลักฐานชี้ว่า พุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในจีน ทางตอนใต้ของประเทศ
       
       จิออร์จิโอ บอนซานติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ภาพวาดฝาผนัง เผยว่า หมู่ถ้ำพุทธคีซิลกำลังถูกทำลาย อันเนื่องมาจากการถูกกัดกร่อนตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความชื้น เนื่องจากตัวถ้ำเป็นหินทรายที่ประกอบด้วยเกลือละลาย แม้สภาพภูมิอากาศโดยรอบจะแห้งแล้ง แต่ฝนที่ตกลงมา อาจก่อให้เกิดหายนะตามมา
       
       “เราเห็นสัญญาณของการผุพังอย่างชัดเจนว่า ในระยะยาว อาจทำให้หมู่ถ้ำพังทลายลง”
       
       บอนซานติ กล่าวเสริมว่า มีการสร้างเสาคานคอนกรีตเสริมเหล็กยึดติดกับภูเขา เพื่อให้แข็งแรง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาหมู่ถ้ำไว้ได้

       
จาก Theartnewspaper.com
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 160 เมษายน 2557 โดย เภตรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000036509
115  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / 7 เมษายน วันรำลึกพระธรรมวิมลโมลี (รุ่น ธีรปญฺโญ) พระผู้มีแต่ให้ เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 10:06:07 AM

7เมษายน วันรำลึกพระธรรมวิมลโมลี (รุ่น ธีรปญฺโญ) พระผู้มีแต่ให้
โดย สมหมาย สุภาษิต รองผู้อำนวยการส่วนงานบริหาร
สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสัคม มจร

ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ซึ่งเหล่าชาวพุทธได้สูญเสีย พระมหาเถระสำคัญผู้เป็นแม่ทัพธรรมคือพระเดชพระคุณพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) อีดตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์   ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่ถึงแก่มรณภาพลง สร้างความเศร้าใจอาลัยแก่พุทธบริษัทชาวไทยทั่วหล้า จากนั้น วันที่ 12 ตุลาคม ปีเดียวกัน คณะสงฆ์จังหวัดนนทบุรี โดยพระธรรมกิตติมุนี  เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี  ได้มีคำสั่งให้พระเทพปริยัติเมธี (รุ่น รักษ์วงศ์ ป.ธ9) เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสในวันที่  3 มกราคม 2551

นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์  ท่านก็ประกาศนโยบายอันสำคัญคือการสืบสานปณิธานของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ให้แล้วเสร็จตามเจตนารมณ์ ประกอบด้วย
      1.การสร้างอุโบสถกลางน้ำ เพื่อมอบให้กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)
      2.ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ โรงพยาบาลชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
      3.โครงการสร้างโรงพยาบาลศรีนครินทร์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง
      4.โครงการพระธรรมทายาท และ
      5.โครงการให้ยกวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เป็นพระอารามหลวง ซึ่งถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2555 โดยพระราชวรเมธี ว่า หลวงพ่อปัญญานันทะเคยบอกเรื่องนี้กับพระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร วันหนึ่งก่อนมรณภาพ


 :25: :25: :25:

ในวาระครบ ๑๐๐ ปีหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  พระเดชพระคุณได้เป็นประธานดำเนินการก่อสร้างศาลา ๑๐๐ ปี พระพรหมมังคลาจารย์ขึ้น ภายในวัดชลประทานรังสฤษดิ์ และใช้เวลาเพียงแค่ ๒ ปีก็แล้วเสร็จ
   
พระธรรมวิมลโมลี (รุ่น ธีรปญฺโญ ป.ธ.9 ดร.) อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ พระอารามหลวง เจ้าคณะภาค 17 หัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9 ใช้เวลา 5 ปี สานปณิธานของพระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) สำเร็จด้วยดี รวมทั้งโครงการยกฐานะวัดชลประทานรังสฤษดิ์  เป็นพระอารามหลวง ด้วยวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เกิดจากการยุบวัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์ เมื่อกรมชลประทานต้องการที่ดินของวัดทั้งสองเพื่อขยายงาน โดยกรมชลประทานรวมทั้งสองวัดเข้าด้วยกันมาสร้างใหม่ แล้วเสร็จปี 2502 ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2503 มีฐานะเป็นวัดราษฎร์ โดยมีพระปัญญานันทภิกขุ เป็นเจ้าอาวาส

st12 st12 st12

และเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2555 โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง พร้อมกับวัดราษฎร์อื่นๆ อีก 20 วัด เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธ.ค. พ.ศ. 2554 แต่ยังมิทันได้สมโภชพระอารามตามเจตนารมณ์ พระเดชพระคุณก็เกิดอาพาธเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2556 พระธรรมวิมลโมลี เข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ที่โรงพยาบาลชลประทาน แต่อาการไม่ดีขึ้น ก่อนย้ายไปรักษายังโรงพยาบาลศิริราช กระทั่ง วันที่ 7 เม.ย. 2556 จึงได้มรณภาพอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเวลา 16.30 น. ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริอายุ 66 ปี พรรษา 46

กิจกรรมการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์   พระอารามหลวง มีหลายอย่าง เช่น สถานีวิทยุพระพุทธศาสนา คลื่นปัญญานันทเรดิโอเผยแผ่ธรรม ออกอากาศเวลา 04.00-22.00 น. ทุกวัน และเป็นวิทยากรบรรยายธรรมออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี รายการ รู้ธรรมนำชีวิต ทุกวันจันทร์ เวลา 04.30-05.00 น. ซึ่งแต่เดิมก็มีหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นวิทยากร โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นผู้ผลิตรายการ 

แต่ที่ดำเนินการต่อเนื่องมานานคือจัดแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันพระและทุกวันอาทิตย์ตลอดปี โดยจัดให้มีการแสดงปาฐกถาธรรม สวดมนต์ เจริญภาวนา ทำบุญตักบาตร เป็นประจำ ท่านจะมุ่งเน้นควบคู่กันไปกับงานพระธรรมทูตและงานการศึกษา โดยจะไม่ยึดติดกับเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือวัตถุนิยมแต่อย่างใด


st11 st11 st11

ด้านศาสนพิธีในงานสวดศพที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์นั้น ถือว่าเป็นวัดต้นแบบ ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นต้นมา วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จัดแสดงพระธรรมเทศนาเป็นหลัก งานสวดอภิธรรมเป็นรอง และพระสงฆ์ในวัดที่มีความสามารถจะได้รับมอบหมายให้แสดงธรรมเวียนกันไป รวมทั้งพระเดชพระคุณพระธรรมวิมลโมลี เจ้าอาวาส ผู้สานปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุก็แสดงธรรมโดยตลอดไม่ขาดตกบกพร่อง

สำหรับประวัติพระธรรมวิมลโมลี มีนามเดิม  รุ่น รักษ์วงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2490 ที่บ้านลำภายดิน ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง ครอบครัวมีฐานะปานกลาง ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ด้วยที่มีจิตใจใฝ่ธรรม ให้ความสนใจในพระพุทธศาสนา เมื่ออายุครบบวช จึงได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2510 ณ วัดธาราสถิตย์ (วัดเต่า) ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุงหลังอุปสมบท เดินทางไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ณ วัดกุฏิยาราม (วัดกุฏินอก) ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกุฏิยารามและรองเจ้าอาวาสวัดกุฏิยาราม ตามลำดับ

 ans1 ans1 ans1

หลังจากนั้น ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ณ วัดกะพังสุรินทร์ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง จนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ก่อนที่จะกราบลาพระธรรมรัตนากร เจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค 18 และรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ขออนุญาตเดินทางไปศึกษาหาความรู้ชั้นสูงต่อที่กรุงเทพฯเข้าพำนักอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม จนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม จากนั้นตัดสินใจเดินทางขึ้นภาคเหนือ พำนักอยู่ที่วัดคลองโพธิ์ ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เพื่อไปพัฒนาสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี

สำหรับวัดคลองโพธิ์ เป็นสำนักเรียนของคณะสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ มีการศึกษาทั้งแผนกนักธรรม แผนกบาลี โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ และโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หลังจากได้ช่วยขยายขอบเขตด้านการศึกษาให้คณะสงฆ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ระยะหนึ่ง จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่ สำนักเรียนพระปริยัติธรรม วัดคลองโพธิ์


 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

จากนั้น ท่านได้เดินทางกลับมาอยู่วัดอรุณราชวรารามอีกครั้งต่อมาไม่นาน ท่านต้องย้ายไปอยู่พำนักที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อช่วยก่อตั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ทั้งนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของหลวงพ่อพระปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาส ที่ขอตัวมาเพื่อพัฒนางานของคณะสงฆ์ในด้านการศึกษา เนื่องจากไม่เคยมีสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ขึ้นมาก่อนในจังหวัดนนทบุรี

ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 17 ดูแลพื้นที่ปกครองสงฆ์ใน 5 จังหวัดของภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดตรัง ก่อนขยับขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 17 ในที่สุด ควบคู่กับตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9 รับผิดชอบงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ใน 11 จังหวัดภาคใต้ คือ ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส


 :96: :96: :96:

ด้วยคุณูปการผลงานในด้านต่างๆ แก่คณะสงฆ์และสังคม ทำให้ได้รับการยกย่องเกียรติคุณมากมาย

ได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร สาขาพัฒนาสังคม จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ตำแหน่งทางการปกครอง
ในปี 2516 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสวัดกุฏยาราม จังหวัดตรัง
ปี 2527 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
และได้ขอลาออก เมื่อปี 2532 เพื่อไปรับตำแหน่ง รองเจ้าคณะภาค 17
ปี 2551 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์สมณศักดิ์
ในปี 2527  ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ “พระเมธีวราภรณ์”
ปี 2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ “พระราชวิสุทธิโมลี”
ปี 2545 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ “พระเทพปริยัติเมธี”
ปี 2552 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ “พระธรรมวิมลโมลี”

           
 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ท่านได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ทั้งในระดับภาคและในระดับประเทศ ให้เข้ามาช่วยงานด้านพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น จนได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการ แม้กระทั่งการเข้าไปแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับงานด้านการปกครอง ท่านจะยึดถือในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ยึดถือในสิ่งที่ถูกใจ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอเรื่องใดขึ้นมา หากพิจารณาแล้วเป็นสิ่งที่เหมาะสมและเป็นงานที่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบ ท่านพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยไม่รังเกียจ หรือแบ่งแยกชั้นวรรณะ

พระเดชพระคุณ พระธรรมวิมลโมลี ถือเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่ง ที่ควรค่าแก่การจดจำ แม้จะละสังขารจากไปแล้ว 7 เมษายน2557 จึงเป็นวันที่เหล่าศิษยานุศิษย์จะได้บำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อันเป็นการรำลึกถึงคุณูปการที่ท่านได้สร้างไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้จดจำและนำไปปฏิบัติตามเพื่อเสริมสร้างคุณค่าอันดีงามแก่ชีวิตและสังคมสืบไป


ขอบ่คุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140401/182066.html#.Uz4e16I9S4l
116  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 สถานที่ 'ต้องห้าม' ใช้สมาร์ทโฟน! เมื่อ: เมษายน 04, 2014, 09:51:23 AM


5 สถานที่ 'ต้องห้าม' ใช้สมาร์ทโฟน!

เมื่ออุปกรณ์ประจำตัวอย่าง "สมาร์ทโฟน" กลายเป็นของจำเป็นในการสื่อสาร แถมกลายเป็นแฟชั่นประจำตัว เราจึงใช้งานกันอย่างมากเกินจำเป็น มีสถานที่ไหนควรงด-ไม่เหมาะสมที่จะใช้ แต่คุณยังใช้กันอยู่บ้าง??…


การห้ามใจไม่ให้หยิบใช้ "สมาร์ทโฟน" มันกลายเป็นเรื่องที่เราห้ามตัวเองได้ยากเย็นเหลือเกินในยุคนี้ เพราะแต่ละคนติดทั้งแชต โซเชียลเน็ตเวิร์ก และเกม คุณเคยสังเกตตัวเองกันไหม ว่าแต่ละวันเราหยิบจับสมาร์ทโฟนข้างกายวันละกี่รอบ...? และมีสถานที่ใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน

ครั้งนี้ "เจ้าพ่อคอมมาร์ต" นายปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) มาแนะนำ 5 สถานที่ต้องห้ามสำหรับการใช้สมาร์ทโฟน "จะให้เลิกก็คงยาก เพราะใช้มันจนกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของเราไปแล้ว เอาเป็นว่าหลีกเลี่ยงสถานที่หรือช่วงเวลาเหล่านี้ได้ก็จะดีครับ"





สถานที่ที่ควรปล่อยมือจาก สมาร์ทโฟนเครื่องโปรด...

1. บนเตียงหลังตื่นนอน เพราะกล้ามเนื้อตาที่เพิ่งถูกกระตุ้นด้วยแดดอ่อนๆ ยามเช้าต้องการแสงธรรมชาติรอบตัวมากกว่าแสงสว่างจ้าจากจอ LED หรือ LCD
2. บนโต๊ะทานข้าวกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ในมื้อใดๆ ก็ตาม การปฏิสัมพันธ์กับคนตรงหน้าที่นานๆ เจอกันทีอย่าให้จอสี่เหลี่ยมเล็กๆ มาขัดจังหวะเลย
3. บนโต๊ะประชุม แม้คุณจะทำเนียนด้วยการทำฟอร์มเป็นจดบันทึกด้วยไอแพด แต่อย่าดูถูกสกิลด้านนี้ของลูกค้าหรือบอสคุณ เขาดูออกว่าใครติดแชตติดไลน์ และรับรองได้เลยว่าเขาจะไม่ไว้ใจคุณอีกเพราะขาด "กาลเทศะ" แบบคาหนังคาเขา
4. เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ถ้ารถติดนานๆ เอามาแก้เบื่อก็พอไหว แต่บางคนแชตได้แม้รถกำลังวิ่ง 60 กม. ต่อชั่วโมง อันนี้น่ากลัวครับ เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอุบัติเหตุในเมืองเลยทีเดียว
5. ในส้วม... ไม่น่าเชื่อว่าห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ พร้อมกลิ่นตุๆ จะกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับใช้สร้างสถิติใหม่ในคุกกี้รันหรือเกมอื่นๆ มากมาย ส่งผลให้เราใช้เวลาอยู่บนชักโครกนานผิดปกติและแน่นอนว่าท่านั่งสำหรับปลดทุกข์นั้นมันไม่ส่งผลดีกับระบบหมุนเวียนโลหิต จึงกลายเป็นเหน็บชาและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามมา.


จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายที่ที่เราควรเลี่ยงการใช้งานสมาร์ทโฟน ใครคิดออกก็เลิกทำซะ และอย่าลืมสะกิดคนข้างๆ ให้เลิกใช้ในสถานที่ไม่สมควรด้วย.


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/414245
117  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'เอพริลฟูลส์เดย์' โกหกแบบไหน รับไม่ได้.? เมื่อ: เมษายน 03, 2014, 09:34:59 PM


'เอพริลฟูลส์เดย์' โกหกแบบไหน รับไม่ได้.?

"เอพริลฟูลส์เดย์" (April Fools' Day) หรือ "เมษาหน้าโง่" เป็นอีกสีสัน? ที่ต้อนรับเดือน เม.ย. "ไทยรัฐออนไลน์" ขอเกาะกระแสความฮิตตามที่หลายคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว...

วันเมษาหน้าโง่ ตรงกับวันที่ 1 เม.ย. เป็นวันที่ใครๆ ก็สามารถ "โกหก" โดยที่จะไม่มีใครโกรธ เมื่อรู้ความจริง!

"เอพริลฟูลส์เดย์" ใครเป็นคนเริ่ม

เขาว่ากันไว้ว่า "วันเอพริลฟูลส์เดย์" มาจากฝรั่งเศส ซึ่งแต่เดิมนั้น วันที่ 1 เม.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฝรั่งเศส ซึ่งเมื่อสมัยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มีการเริ่มต้นวันปีใหม่ตามแบบสากล เป็นวันที่ 1 ม.ค. แทน แต่ด้วยยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง ทำให้มีีประชาชนบางกลุ่ม ยังไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงยังคงเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เม.ย. ตามเดิม และได้ส่งการ์ดเชิญร่วมงานปาร์ตี้ ซึ่งบรรดาผู้ที่ได้รับการ์ด รวมถึงผู้คนที่เดินทางผ่านไปเห็น พากันหัวเราะเยาะที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ตกข่าว ผู้คนที่ฉลองปีใหม่ในวันที่ 1 เม.ย. จึงถูกเรียกว่า Fool ทำให้นับจากนั้นเป็นต้นมา เทศกาลสร้างเรื่องลวงโลกขึ้นในชื่อ "April Fool's Day"


 :49: :49: :49:

โกหกอย่างไรไม่ตกกระแส และเพื่อนไม่โกรธ (จริง)

ถึงแม้จะเป็นวันที่ต่างคนต่างแกล้งหลอกกัน ด้วยการแต่งเรื่องอะไรก็ได้ ให้คนอื่นหลงเชื่อ แล้วค่อยเฉลยในภายหลัง แต่กติกาสำหรับวันนี้ มีอยู่ว่า "เรื่องที่นำมาหลอก จะต้องไม่ทำให้อีกฝ่าย ต้องถึงกับเลือดตกยางออก หรือเป็นอันตราย และคนที่ถูกหลอกจะต้องไม่โกรธด้วย เพราะถือว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ ยกเว้นให้ 1 วัน"


 :91: :91: :91:

เมื่อคนดัง "เล่น" และ "ถูกเล่น" ในเอพริลฟูลส์เดย์

เป็นที่แน่นอนว่า เมื่อเอพริลฟูลส์เดย์ เข้ามามีบทบาทให้คนไทยได้ร่วม "ไทยรัฐออนไลน" จึงได้รวบรวมเอาเรื่องราวของคนดังที่ใช้วันนี้เพิ่มสีสันในชีวิต รวมถึงถูกคนอื่นเล่นจนเป็นข่าวใหญ่โต

เช่นเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีต นายกรัฐมนตรี ที่ถูกปล่อยข่าวว่า ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตที่ดูไบ ทำให้สำนักข่าวทุกสำนัก วิ่งวุ่นหาเช็กข่าว ว่าเป็นเรื่องจริง หรือไม่อย่างไร หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาทวีตผ่านทวิตเตอร์ @Taksinlive ยืนยันว่า ตนเองยังมีชีวิตอยู่ดี พร้อมระบุว่า เป็นการกุข่าวขึ้นมาทั้งหมด

ต่อกันที่กรณีของดาราสาว "แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์" ที่ได้ประกาศผ่านอินสตาแกรมของตัวเอง ชื่อ babymelony โดยระบุว่า ตัวเองตั้งท้องแล้ว ขณะที่ยังไม่มีสามี และขณะ นั้นเธอก็ยังไม่แต่งงานกับหนุ่มดตโน่ด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าว เป็นกระแสที่ทำให้แฟนคลับอึ้งไปตามๆ กัน ก่อนโพสต์ข้อความเฉลยว่า เป็นการแต่งเรื่องขึ้นมา เนื่องในวันเมษาหน้าโง่ และขอให้คนที่ติดตามด่าได้เต็มที่


 :41: :41: :41:

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ "กัสจัง จิรันธนินทร์" ที่โพสต์รูปแหวน พร้อมประกาศหมั้นแฟนหนุ่มสุดหล่อ "โดม-ปกรณ์ ลัม" ใน วันที่ 31 พ.ค. 56 ซึ่งมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี รวมถึงมีกระแสต่อต้าน รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา หลังจากนั้นไม่นาน กัสจัง ก็ชี้แจงว่า เป็นเพียงเรื่องโกหกสนุกๆ เนื่องในวัน April Fool’s Day

แม้วันนี้จะเป็นวันที่ "โกหก" ได้ และคนที่ถูกโกหกจะต้องไม่โกรธ แต่ด้วยสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่ ที่คนไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย และไม่คุ้นชินกับการโกหก โดยเฉพาะในเรื่องที่ทำให้เสียขวัญและกำลังใจ ก่อนที่จะมาเฉลยทีหลังว่า เรื่องนั้น "ไม่ใช่เรื่องจริง" ยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับ "การเสียชีวิต" หรือ "เรื่องชู้สาว" ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะกระทบต่อความรู้สึกอย่างรุนแรงก็เป็นได้


 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ดังนั้น หากเราต้องการนำวัฒนธรรม หรือการละเล่นของต่างประเทศ เข้ามาใช้ละเล่นในบ้านเรา เราควรศึกษากฎกติกาและการเล่นอย่างดีเสียก่อน รวมถึงควรใช้ทำให้สิ่งนั้นเกิดประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่น มากกว่าเป็นโทษนะ...

สุขสันต์วัน April Fool’s Day!!


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/413655
118  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปล่อยพลังออกทีวี! สะท้อนคนไทยเครียด พึ่งไสยศาสตร์แทนบริการสุขภาพจิต เมื่อ: เมษายน 03, 2014, 09:27:04 PM


ปล่อยพลังออกทีวี! สะท้อนคนไทยเครียด พึ่งไสยศาสตร์แทนบริการสุขภาพจิต

จิตแพทย์เตือนปล่อยพลังออกทีวีเสริมกำลังใจไร้ข้อพิสูจน์ ระวังถูกหลอก ระบุปรึกษากลุ่มคนเหล่านี้ได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องคิดให้รอบคอบปัญหาต้นเหตุถูกแก้ไขและโดนหวังผลประโยชน์หรือไม่ ชี้สังคมไทยอยู่ในความเชื่อไสยศาสตร์มานาน แถมเครียดกังวลมากขึ้น การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตน้อย จึงกลายเป็นทางเลือกที่สามในการปรึกษาปัญหาชีวิต

นพ.วรตม์ โชตพิทยสุนนท์ รองผอ.สำนักยุทธศาสตร์สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ในฐานะจิตแพทย์ด้านเด็กและสื่อ กล่าวถึงกรณีการทำพิธีกรรมส่งพลังพิเศษผ่านทางโทรทัศน์ เพื่อให้กำลังใจคนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะกรณีชายผู้ใช้ชื่อ "เพอร์ซีอุส" ทำพิธีส่งพลังจากจักรทั้ง 7 ผ่านช่องเคเบิลทีวีแห่งหนึ่ง ว่า

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่บ่งบอกว่าคนเรามีพลังที่สามารถส่งทอดต่อกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งพลังผ่านสื่ออย่างโทรทัศน์ ยิ่งไม่มีการพิสูจน์ แต่เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะไม่ว่าคนชาติไหนล้วนแต่ต้องการที่พึ่งทางจิตใจทั้งนั้น เพียงแต่จะแตกต่างกันไปตามลักษณะสังคมที่อยู่อาศัย ซึ่งประเทศไทยอยู่ในพื้นที่สังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เรื่องโชคดวงชะตา พลังที่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์มานาน แม้ปัจจุบันสังคมจะเปลี่ยนไปเป็นสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นก็ตาม

       
 :49: :49: :49:

นพ.วรตม์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญคนไทยมีปัญหาเรื่องความเครียดและวิตกกังวลมากขึ้น แต่การเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพจิตยังไม่เต็ม 100% เนื่องจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยาในไทยยังมีไม่มากนัก ทำให้บางครั้งขาดช่องทางในการติดต่อ ไม่รู้จะปรึกษาใคร บางคนก็เลือกปรึกษาคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด แต่บางเรื่องที่ปรึกษาคนใกล้ตัวไม่ได้ก็มักจะเลือกทางเลือกที่สาม เช่น มีความเชื่อทางพระพุทธศาสนาก็ปรึกษาพระ เชื่อเรื่องโชคชะตาก็ไปปรึกษาหาหมอดู หรือมีความเชื่อด้านศาสตร์อื่นๆ ก็ไปหาคนที่สามารถช่วยเหลือ อย่างกรณีการปล่อยพลังช่วยให้กำลังใจเป็นต้น
       
"การไปปรึกษาเรื่องทางใจกับกลุ่มคนเหล่านี้จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่จะได้ผลหรือไม่นั้นต้องพิจารณาดูให้ดีว่า ตัวเองรู้สึกดีขึ้นจริงหรือไม่ บางคนอาจรู้สึกดีขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งผู้ที่ไปรับบริการเหล่านี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบอย่างมากว่า ปัญหาที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจถูกแก้ไขแล้วหรือไม่ เพราะหากต้นเหตุไม่ได้รับการแก้ปัญหาก็จะไม่รู้สึกดีขึ้นในระยะยาว ที่สำคัญมีการเสียทรัพย์เกินกว่าฐานะตนเองหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียดตามมาภายหลังจากการสูญเสียทรัพย์ได้อีก และคนที่ให้ความช่วยเหลือช่วยโดยหวังผลประโยชน์หรือไม่ผู้จะรับบริการตรงนี้ต้องพิจารณาให้ดี" จิตแพทย์ด้านเด็กและสื่อ กล่าว

     
      :49: :49: :49:

     นพ.วรตม์ กล่าวด้วยว่า โดยทั่วไปคนจะไปปรึกษาเรื่องทางใจจาก 2 ปัญหาใหญ่ๆ คือ
    1.โรคทางกายที่รักษาไม่หายเสียที ซึ่งรู้สึกว่ารักษากับแพทย์ทางหลักแล้วไม่หาย จึงต้องไปหาศาสตร์ทางเลือก ซึ่งการไปหาศาสตร์ทางเลือกเพื่อความสบายใจก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องอย่าลืมรักษาและปฏิบัติตามแนวทางของแพทย์ทางหลักอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งบางครั้งการรักษาต้องใช้เวลา และ
    2.ปัญหาทางจิตใจ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ทะเลาะกับครอบครัว เพื่อน เป็นต้น
    กลุ่มนี้สามารถปรึกษากับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำแนะนำที่ถูกต้องในเบื้องต้นได้ หรืออาจเลือกปรึกษากับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000037480
119  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดกุฏิอดีตเจ้าอาวาส ปิดตายกว่า 40 ปี พบพระอื้อ.! เมื่อ: เมษายน 03, 2014, 09:13:36 PM


เปิดกุฏิอดีตเจ้าอาวาส ปิดตายกว่า 40 ปี พบพระอื้อ.!

ผงะ! เปิดกุฏิอดีตเจ้าอาวาสเกจิชื่อดังเมืองขุนแผนหลังมรณภาพและปิดกุฎิมานานกว่า 40 ปี พบพระเครื่อง-ของมีค่าจำนวนมาก

3 เม.ย.57 เมื่อเวลา 06.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระมหาณรงค์ ธัมมานันโท เจ้าอาวาสวัดหน่อพุทธางกูร ต.พิหารแดง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ได้เปิดกุฎิทรงปั้นหยา ของพระครูสุวรรณวรคุณ" หรือ "หลวงปู่คำ จันทโชโต" อดีตเจ้าอาวาสวัดหน่อพุทธางกูร ที่มรณภาพด้วยโรคชราและปิดกุฏิมานานกว่า 40 ปี เพื่อทำการซ่อมแซมบูรณะ

ปรากฏว่าพบพระเครื่องจำนวนมากหลายหมื่นองค์ใส่ไว้ในกล่องและลังไม้ เช่น ซุ้มกอ พิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ พระขุนแผนหัวจรวด พระขุนแผนใบลาน พระขุนแผนเนื้อหว่าน พระร่วงเนื้อชิน พระผงสุพรรณ นางพญา นอกจากนี้ยังพบธนบัตรใบละ10 ,20 ,100 ,500 และ1,000 อีกจำนวนหนึ่งอยู่ในถุงพลาสติก สภาพถูกหนูกัดจนสึกกร่อน และที่สำคัญยังพบสมุดข่อย คัมภีร์โบราณ ตำรายา อีกจำนวนมาก

 
 :96: :96: :96:

พระมหาณรงค์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน กล่าวว่า หลังจากที่หลวงปู่คำ มรณภาพเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2513 ด้วยโรคชรา รวมอายุได้ 83 ปี กูฎิทรงปั้นหยาที่จำพรรษาอยู่ก็ปิดตายตั้งแต่บัดนั้น รวมระยะเวลากว่า 40 ปี จนกระทั่งคิดว่าควรจะปรับปรุงบูรณะ จึงได้ทำการเปิด แต่ก่อนเปิดได้ทำหนังสือถึงเจ้าคณะอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เจ้าคณะตำบลพิหารแดง นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี สำนักงานพระพุทธศาสนา เป็นต้น เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เพราะคาดว่าภายในห้องน่าจะมีทรัพย์สินของหลวงปู่คำอยู่จำนวนมาก

จนกระทั่งทางอำเภอได้นำกำลัง อส.มาช่วยค้นหาก็พบพระเครื่อง คัมภีร์โบราณและอื่นอีกจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านมีความประสงค์ให้ตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวที่เป็นของส่วนตัวของหลวงปู่คำและทรัพย์สินของวัด เพื่อที่จะได้ให้วัดเก็บรักษาต่อไป

 



อย่างไรก็ตาม พระเครื่องที่พบดังกล่าวทุกฝ่ายมีมติเห็นตรงกันว่าจะเปิดจำหน่าย เพื่อนำรายได้มาบูรณะวัดที่กำลังทรุดโทรมต่อไป เพราะเครื่องที่พบเป็นพระที่หลวงปู่คำทำและปลุกเสกเองทั้งสิ้น
 
สำหรับพระครูสุวรรณวรคุณ หรือ "หลวงปู่คำ จันทโชโต" อดีตเจ้าอาวาสวัดหน่อพุทธางกูร เป็นหนึ่งในสุดยอดพระคณาจารย์เมืองสุพรรณ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนโบราณ ด้านวิทยาคม ท่านศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกับหลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว พระเกจิอาจารย์ดังของเมืองสุพรรณ
 
นอกจากนี้ ยังมีความรู้ในทางแพทย์โบราณ รักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพร รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในการดูฤกษ์ยามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลสมรส อุปสมบท ปลูกบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ โกนจุกจนกระทั่งสร้างยุ้งข้าว

 
 :25: :25: :25:

หลวงปู่คำสร้างมงคลวัตถุขึ้นหลายอย่าง อาทิ รูปหล่อรุ่นแรก เนื้อทองเหลืองรมดำ นอกจากนี้ ยังมี พระเครื่องเนื้อดิน เนื้อว่าน เนื้อผง และผงใบลานเผา อีกหลายพิมพ์ ลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสของท่านมีอยู่หลายคน ที่มีชื่อเสียงคือ พระเอกยอดนิยม "มิตร ชัยบัญชา" ซึ่งให้ความเคารพนับถือท่านมากเมื่อครั้งที่มิตรเสียชีวิตท่านได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่า วันที่มิตรเสียไม่ได้ห้อยพระของท่านไม่งั้นคงไม่ตาย

นอกจากนี้ยังมี "สุรพล สมบัติเจริญ" ราชาเพลงลูกทุ่งไทย คนบ้านวัดไชนาวาสที่ให้ความนับถือท่าน และฝากตัวเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่สมัยที่หลวงปู่คำยังไม่โด่งดัง วาระสุดท้าย หลวงปู่คำมรณภาพเมื่อวันพุธที่ 26 ก.พ.2513 เวลา 17.43 น. สิริอายุ 83 ปี จัดงานพระราช ทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2514


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140403/182206.html#.Uz1sK6I9S4l
120  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 3 วิธีชมทีวีดิจิตอล เมื่อ: เมษายน 03, 2014, 09:09:08 PM


3 วิธีชมทีวีดิจิตอล

กสทช.แนะนำ 3 วิธีในการรับชมทีวีดิจิตอล หลังทดลองออกอากาศเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา


เมื่อวันที่ 1 เม.ย.เป็นวันแรกของการทดลองออกอากาศทีวีดิจิตอล 24 ช่อง ซึ่งจากผลการสำรวจล่าสุดของ อีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นคณะวิทยาการจัดการ พบว่าผู้ชมส่วนใหญ่ 82.4% ยังไม่ทราบวิธีชมทีวีดิจิตอล

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เผยแพร่วิธีการรับชมทีวีดิจิตอล ซึ่งมีวิธีในการรับชม 3 วิธีดังนี้


 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

1. ถ้าท่านใช้ โทรทัศน์ระบบแอนะล็อก หรือโทรทัศน์ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์Smart TV หรือ โทรทัศน์จอแบนต่างๆ ล้วนเป็นโทรทัศน์รุ่นเก่าระบบแอนะล็อค ท่านไม่ต้องเปลี่ยนโทรทัศน์ใหม่ ท่านสามารถรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลได้ง่ายๆเพียงนำโทรทัศน์เครื่องเดิมที่ใช้อยู่เชื่อมต่อกับ Set Top Box (STB) หรือกล่องแปลงสัญญาณ แบบ DVB T2 ซึ่งกล่องตัวนี้จะช่วยเปลี่ยนสัญญาณจากระบบแอนะล็อคเป็นระบบดิจิตอลโดยท่านไม่ต้องซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ โดยมีหนวดกุ้งหรือเสาก้างปลาเป็นตัวรับสัญญาณ

ทั้งนี้ผู้ชมในระบบเสาก้างปลาเดิมที่ ซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล สามารถรับชมได้ใน 4 จังหวัด คือเชียงใหม่ กรุงเทพ สงขลา และ นครราชสีมา โดยจะมีการขยายโครงข่ายไปยังจังหวัดต่างๆต่อไปในอนาคต

สำหรับรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลระบบ ช่องปกติ คือ ช่อง 5 หมายเลข 1 ช่อง 11 หมายเลข 2 ไทยพีบีเอส หมายเลข 3 ขณะที่ช่องทีวีดิจิทัล 24 ช่องจะอยู่ที่ ช่อง 13-36


2. ถ้าท่านต้องการซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ เป็นโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล ซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่มีดิจิตอลจูนเนอร์ในตัวรับสัญญาณ (integrated  Digital Television หรือ iDTV) ซึ่งสามารถรับสัญญาณดิจิตอลได้โดยไม่ต้องใช้กล่องแปลงสัญญาณหรือ Set Top Box  เพียงท่านต่อโทรทัศน์ iDTVกับเสาก้างปลาหรือหนวดกุ้ง ท่านสามารถรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลได้แล้ว ซึ่งวิธีนี้ผู้รับชมจะสามารถรับชมจำนวนช่องได้ทั้งหมด 48 ช่องพร้อมกับคุณภาพความคมชัดปกติ SD (Standard Definition) และความคมชัดสูง HD (High Definition

3.หากดูทีวีผ่านจานดาวเทียม/เคเบิล สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้ทันที เพียงถอดปลั๊กของกล่องรับสัญญาณแล้วเสียบใหม่  โดยระยะเวลาอาจเร็ว-ช้า ขึ้นกับผู้ประกอบการแต่ละเจ้า  ทั้งนี้จะดูได้ที่ความคมชัดปกติ (SD) หากต้องการชมแบบ HD ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณ แบบ DVB-T2 หรือสังเกตเครื่องที่มีสัญลักษณ์ของ กสทช.และโลโก้ "น้องดูดี" โดยการรับชมผ่านเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมหมายเลขช่องจะบวก 10

 ans1 ans1 ans1

สำหรับ ผู้ชมที่รับชมผ่านกล่องทรู วิชั่นส์ เริ่ม 17 เม.ย. โดยหมายเลขช่องจะบวก 10 เช่นเดียวกัน

*ช่องไหนอยู่ตรงไหน*
ช่องรายการเด็กและเยาวชน ได้แก่
ช่อง 13  ช่อง 3
ช่อง 14  MCOT
ช่อง 15  LOCA ทีวีพูล

ช่องข่าวและสาระ ได้แก่
ช่อง 16 TNN 24
ช่อง 17 THV ทีวีพูล
ช่อง 18 NewTV เดลินิวส์
ช่อง 19 สปริงนิวส์
ช่อง 20 Bright TV
ช่อง 21 วอยซ์ ทีวี
ช่อง 22 เนชั่นทีวี

ช่องรายการทั่วไป ความคมชัดมาตรฐาน (SD) ได้แก่
ข่อง 23  Workpoint
ช่อง 24  TRUE4U
ช่อง 25 GMM ONE
ช่อง 26 NOW (กรุงเทพธุรกิจทีวี)
ช่อง 27  RS
ช่อง 28  ช่อง 3
ช่อง 29  Mono

ช่องรายการทั่วไป ความคมชัดสูง (HD) ได้แก่
ช่อง 30  MCOT
ช่อง 31  GMM
ช่อง 32  ไทยรัฐทีวี
ช่อง 33  ช่อง 3
ช่อง 34 AMARIN TV
ช่อง 35  ช่อง 7
ช่อง 36 PPTV


*ข้อมูลและภาพประกอบจาก กสทช.*


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/287206/3-วิธีชมทีวีดิจิตอล
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 258