ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 313
81  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ทุ่งทานตะวัน..ที่เขาจีนแล ลพบุรี เมื่อ: ธันวาคม 11, 2014, 12:00:14 PM

ใครเอ่ย..??!!


ภาพนี้ดูแล้วให้ความรู้สึก เหมือนอยู่ในท่ามกลางทะเลทานตะวัน

ภาพนี้ขอตั้งชื่อว่า เหลืองได้ใจ ฝุดฝุด....

ทิศไหนตะวันขึ้น ลมพัดไปทางไหน ภาพนี้บอกได้

82  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ทุ่งทานตะวัน..ที่เขาจีนแล ลพบุรี เมื่อ: ธันวาคม 11, 2014, 11:41:23 AM

ชาวต่างชาติก็มาเที่ยวครับ



ขึ้นไปถ่ายรูปบนนั่งร้านที่เห็น เสียเงินนะครับ

ถ่ายรูปกับกังหันลม ต้องหยอดเงินใส่กล่อง ไม่ฟรี แถมมีคนเตือนว่า หยอดเงินด้วย

เซลฟี่กันเพลินไปเลย
83  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทุ่งทานตะวัน..ที่เขาจีนแล ลพบุรี เมื่อ: ธันวาคม 11, 2014, 11:22:39 AM



บริเวณนี้เรียกว่า เขาจีนแล สองข้างทางมีร้านขายเมล็ดทานตะวันเต็มไปหมด คั่วกันตรงนั้นเลย


วันที่ไปเป็นวันหยุดราชการ วันรัฐธรรมนูญ มีนักท่องเที่ยวเยอะครับ นับร้อยคน

ภาพชุดนี้ ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของทริปนี้ครับ เป็นทางผ่าน
ที่สำคัญไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีทุ่งทานตะวันอยู่ที่นี้ จุดประสงค์ของการใช้เส้นทางนี้คือ ไปวัดเวฬุวัน
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บุกพิสูจน์คลิปดัง “กฎของพระ!! รับโทษทุกสิ้นเดือน” วัดช้าง เมืองกล้วยไข่ (ชมคลิป) เมื่อ: ธันวาคม 10, 2014, 11:41:21 PM


บุกพิสูจน์คลิปดัง “กฎของพระ!! รับโทษทุกสิ้นเดือน” วัดช้าง เมืองกล้วยไข่ (ชมคลิป)

กำแพงเพชร - ตามพิสูจน์ข้อเท็จจริงคลิปดัง “กฎของพระ!! รับโทษทุกสิ้นเดือน” วัดช้าง เมืองกำแพงเพชร ฟาดเต็มเหนี่ยมเณรขาดทำวัตร-ไม่บิณฑบาต เจ้าคณะจังหวัดฯ รับมีกฎจริง ไม่ให้เณรสบายเกินตัว-เหลิง แต่ให้เลือกรับโทษจะถูกตี หรือบำเพ็ญประโยชน์
                   
       วันนี้ (10 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีมีการโพสต์คลิป “กฎของพระ!! รับโทษทุกสิ้นเดือน” ในเฟซบุ๊กชื่อดัง YouLike (คลิปเด็ด) ความยาวประมาณนาทีเศษ แสดงให้เห็นกลุ่มพระสงฆ์และสามเณรนัดรวมกันบนศาลาเพื่อลงโทษประจำเดือน ภาพในคลิปยังเห็นภาพหลวงพี่ใช้ไม้เรียวฟาดสามเณร 3 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนโทษที่รับจากการสะสมความผิดและละเมิดกฎข้อปฏิบัติประจำเดือน
       

       นอกจากนี้ยังมีการโพสต์ข้อความระบุว่า “ฟาดเต็มเหนี่ยว ทุกสิ้นเดือน กฎคือ ห้ามขาดทำวัตรเช้า-เย็น บิณฑบาต เกิน 5 ครั้ง ลา 2 ครั้ง เท่ากับขาด 1 ครั้ง ขาดเกิน 5 ครั้งขึ้นไปโดนตี สมมติว่าขาด 6 ครั้ง ก็โดนตี 1 ที ฟาดเต็มเหนี่ยว — ที่วัดนาควัชรโสภณ (วัดช้าง) จ.กำแพงเพชร”
       
       เมื่อคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ และแชร์กันอย่างมากมาย ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษณ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการทำโทษด้วยระบบไม้เรียวเช่นนี้

       

       ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดนาควัชรโสภณ (วัดช้าง) ต.ในเมือง อ.เมืองกำแพงเพชร ที่ถูกระบุเป็นต้นตอของคลิปดังกล่าว โดยเข้าพบพระราชสารโมลี เจ้าอาวาสวัดนาควัชรโสภณ เจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชรฝ่ายธรรมยุต นมัสการสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
       
       พระราชสารโมลี เจ้าอาวาสวัดนาควัชรโสภณ เจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชรฝ่ายธรรมยุต กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นคลิปของสามเณรวัดช้างจริง ทำด้วยความสนุกเอาไว้ล้อกันเล่น การทำโทษตามพระธรรมวินัยมีอยู่แล้ว กฎของวัดตั้งเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้รัดกุมขึ้น
       
       กฎที่ต้องลงโทษคือ ขาดเรียนหนังสือ ขาดทำวัตรสวดมนต์ ขาดบิณฑบาต และขาดฉันภัตตาหารร่วมกัน ให้กวาดลานวัด ให้ล้างห้องน้ำ ถ้าขาดมากก็ให้ลงโทษ เป็นการตั้งกฎของวัด
       
       สำหรับการลงโทษนั้น คณะผู้ปกครองสงฆ์ก็มีอยู่ คือ ไม่ได้กลั่นแกล้ง ตีลงโทษให้เจ็บแสบอะไร ลงโทษตามระบบ หากใครไม่ต้องการถูกทำโทษ ก็ทำตามกฎระเบียบนี้ ตอนเช้าต้องปลุกออกบิณฑบาตทุกวัน แต่เมื่อปลุกมากๆ มีบางคนแอบไปหลบที่อื่น ก็ต้องถูกทำโทษ คือต้องการให้ดี ให้เรียนหนังสือได้ เณรส่วนมากก็ดี ที่โดนตีมีส่วนน้อย
       
       “เราทราบดีว่าสามเณรที่มาบวชตรงนี้หมายความว่าได้โอกาส จากเดิมมีปัญหาทางบ้าน เมื่อมาอยู่วัดได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เมื่อเข้ามาแล้วก็ลืมตัวว่าสบายเกิน และเหลิงตัว จึงต้องมีกฎระเบียบควบคุมเอาไว้ เพื่อเป็นหลักให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นการตีให้เจ็บป่วย แต่ลงโทษให้รู้สึกว่า ทำผิดแล้วนะ วันหลังอย่าทำอีก”

       

       ด้าน พระครูปลัดปฐมพร จนฺทวิโส ผู้อำนวยการโรงเรียนวชิรกุญชร มัธยม กำแพงเพชร เปิดเผยว่า โรงเรียนวชิรกุญชร มัธยม กำแพงเพชร เปิดสอนมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยจัดการเรียนการสอนระดับมัธยม หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 เหมือนโรงเรียนทั่วไป แต่มีหลักสูตรวิชาพระธรรม และวิชาภาษาบาลีเข้ามาเพิ่มด้วย โดยรับเด็กจากทุกสารทิศอายุตั้งแต่ 13-20 ปี มาบวชเป็นสามเณร และอยู่ประจำในวัด ซึ่งจำเป็นต้องมีกฎ ระเบียบ วินัย ให้สามเณรปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มเปิดโรงเรียนแล้ว
       
       พระครูปลัดปฐมพร จนฺทวิโส บอกอีกว่า ทางโรงเรียนมีคณะกรรมการสงฆ์คอยดูแลสามเณรทั้งหมด ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 70 รูป มีกฎที่วางไว้ ถ้าทำผิดกฎก็จะมีการลงโทษ ซึ่งการลงโทษไม่ได้มีเฉพาะการตีด้วยไม้เรียว ทางโรงเรียนได้ให้สามเณรที่ฝ่าฝืนกฎเลือกว่าจะทำงาน หรือโดนตีทำโทษ การทำงานก็เช่น การให้ช่วยกันกวาดลานวัด ซึ่งเป็นบริเวณกว้าง, การล้างห้องน้ำ เป็นต้น
       
       สามเณรบางรูปขี้เกียจก็เลือกที่จะโดนตี โดยในเดือนหนึ่งจะมีผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และถูกทำโทษประมาณ 10 คน และประมาณครึ่งหนึ่งเลือกที่จะให้ทำโทษด้วยการตี อีกครึ่งหนึ่งเลือกที่จะทำงานแทนการลงโทษ
       
       สำหรับคลิปที่มีการนำไปโพสต์เผยแพร่ ได้สอบถามสามเณรแล้ว มี 2 คนยอมรับว่า ถ่ายเล่น แล้วนำไปลง ทำไปด้วยความสนุก ไม่คิดว่าจะมีผลใหญ่โตเช่นนี้ ซึ่งทางโรงเรียนก็ไม่ได้ตำหนิหรือลงโทษอะไร เนื่องจากข้อเท็จจริงก็เป็นไปตามคลิปที่ตั้งกฎระเบียบเอาไว้ให้สามเณรทุกรูปปฏิบัติตาม




ชมคลิปได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=VwwNg8fBg0M


ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000142036
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวสุรินทร์ร้องสำนักสงฆ์เปิดเพลงเสียงดัง-บุกรุกป่า ผญบ.เข้าเจรจาเจอพระชี้หน้าด่า เมื่อ: ธันวาคม 10, 2014, 11:34:55 PM


ชาวสุรินทร์ร้องสำนักสงฆ์เปิดเพลงเสียงดัง-บุกรุกป่า ผญบ.เข้าเจรจาเจอพระชี้หน้าด่านรก

สุรินทร์-ชาวบ้านศีขรภูมิ เมืองช้าง เดือดร้อนสำนักสงฆ์เปิดเพลงเสียงดัง และบุกรุกป่าสาธารณะ ทำหนังสือร้องเรียนเจ้าคณะอำเภอและนายอำเภอ ส่งผู้ใหญ่บ้านพร้อมคณะกรรมการหมู่บ้านเข้าแจ้งเจรจากลับถูกพระหัวหน้าสำนักสงฆ์พร้อมญาติโยมกลุ่มหนุนไม่พอใจ ชี้หน้าด่าพวกนรก
       
       เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (10 ธ.ค.) ที่บริเวณสำนักสงฆ์บ้านโคกศิลา หมู่ที่ 17 ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ นายสันติ บุตรงาม ผู้ใหญ่บ้านโคกศิลา ต.ตรึม พร้อมคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้เดินทางเข้าแจ้งถึงความเดือดร้อน จากกรณีชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังเจ้าคณะอำเภอศรีขรภูมิและนายอำเภอศรีขรภูมิว่า สำนักสงฆ์บ้านโคกศิลา พระสงฆ์ซึ่งสร้างที่พักสงฆ์ในพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ติดหมู่บ้านเปิดเพลงเสียงดังสร้างความรำคาญให้ชาวบ้าน และยังทำใบฎีกาบอกบุญแก่ชาวบ้านแต่ไม่ทราบหาเงินไปทำอะไร และอำเภอได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาเจรจากับพระสงฆ์สำนักสงฆ์บ้านโคกศิลา

       

       ทั้งในภายในบริเวณสำนักสงฆ์พบมีการสร้างเป็นกระท่อมที่พักไว้สำหรับให้ญาติโยมเข้ามานั่งสมาธิ มีพระองอาจ สะจุจะวะโร เป็นหัวหน้าสำนักสงฆ์ เดิมอยู่ที่สำนักสงฆ์ ป่าโนนสะอาด อ.โนนสะอาด จ.สกลนคร ได้เดินทางมาพักและสร้างสำนักสงฆ์ในพื้นที่สาธารณะบ้านโคกศิลาแห่งนี้มาประมาณ 5 เดือน โดยได้มีประชาชนพากันนำอาหารนำมาถวายทุกเช้า และพากันมานั่งสมาธิทุกเช้า-เย็น
       
       พระองอาจ สะจุจะวะโร หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโคกศิลา กล่าวว่า อาตมาได้เดินทางมาพักที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เนื่องจากเป็นที่สงบเหมาะในการจำศีลภาวนา โดยมีชาวบ้านบางส่วนให้ความศรัทธาในตัวอาตมาเลยพากันคิดจะสร้างเป็นที่สำนักสงฆ์โดยที่ไม่ได้สร้างใหญ่โตอะไร และถึงแม้เป็นที่สาธารณประโยชน์แต่อาตมาไม่ได้ทำลายต้นไม้ดั่งที่ผู้ใหญ่บ้านทำหนังสือร้องเรียนไปที่สำนักพุทธศาสนาและนายอำเภอศีขรภูมิ

       

       ส่วนกรณีที่ได้จัดทำผ้าป่าขึ้นมาก็ไม่ได้มีเจตนาจะนำเงินมาใส่กระเป๋าตัวเอง ที่ทำไปเพราะอยากให้ลูกหลานในพื้นที่ได้เข้ามาศึกษาธรรมะเพราะทุกวันนี้เด็กและเยาวชนพากันไปมาเล่นเกม และขี่รถจักรยานยนต์ออกไปเล่นไปเที่ยวจนลืมธรรมะ ตลอดจนมีบางรายต้องเสียชีวิต
       
       อาตมาไม่เคยอยากจะมีความขัดแย้งกับผู้นำชุมชน ที่เข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อให้จิตใจสงบสุขจากร้อนมาเป็นเย็นบ้านเมืองกำลังเดือดร้อน พวกโยมก็ยิ่งร้อนเบียดเบียนถึงพระสงฆ์องคเจ้าแล้วจะสงบได้อย่างไร อาตมาในฐานะอยู่ในพระพุทธศาสนาไม่อยากจะให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้ จะยอมรับทุกอย่างที่ได้กระทำลงไป เพราะความจริงแล้วสำนักสงฆ์ดังกล่าวเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ 2 ไร่เศษ ยังมีคนมาสร้างความเดือดร้อนให้ พร้อมกับทำหนังสือร้องเรียนอีก อาตมาไม่เข้าใจจริงๆ

       

       ทางด้าน นายสันติ บุตรงาม ผู้ใหญ่บ้านโคกศิลา กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือแจ้งมายังเจ้าคณะตำบลในเขตปกครองคณะสงฆ์ อำเภอศีขรภูมิ อ้างหนังสือที่ สร 0034/1604 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ ลงวันที่ 5 พ.ย. 2557 สิ่งที่ส่งมาด้วย คำสั่งมหาเถรสมาคมจำนวน 1 ชุด จึงขออ่านหนังสือของเจ้าคณะตำบลให้คณะกรรมการหมู่บ้าน พร้อมกับพระองอาจได้รับทราบ
       
       หนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่หนังสืออ้างถึงสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ได้แจ้งว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากหน่วยงานราชการและประชาชนทั่วไป กรณีที่มีพระภิกษุสงฆ์สามเณรในเขตจังหวัดสุรินทร์ได้เข้าไปบุกรุกที่สาธารณประโยชน์เพื่อสร้างเป็นที่พำนัก ตัดไม้ทำลายป่าหรือกระทำอันใดก่อให้เกิดความเสียหายต่อที่สาธารณประโยชน์ ส่งผลให้เป็นที่เสื่อมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งขัดกับคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสงฆ์สามเณรเข้าไปพำนักอยู่อาศัยหรือดำเนินการใดๆ ในสถานที่ ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานดูแล
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ นายสันติ บุตรงาม ผู้ใหญ่บ้านโคกศิลา ได้อ่านหนังสือชี้แจงจบลง ทำให้ชาวบ้านกลุ่มสนับสนุนสำนักสงฆ์บางคนไม่พอใจ และพระองอาจได้ลุกขึ้นชี้หน้าด่าทอผู้ใหญ่บ้านว่าพวกนรก พร้อมกับแสดงอาการโกรธอารมณ์เสียอย่างรุนแรง ขณะที่ชาวบ้านหลายคนต่างต้องการให้ปัญหานี้ยุติลงโดยการเจรจาด้วยดี จึงขอให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านก่อน แล้วค่อยหาทางเจรจากันใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000141950
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา.! ชาวบ้านแห่กราบไหว้ "พระพุทธรูปสีชมพู" วัดดังสุพรรณฯ เมื่อ: ธันวาคม 10, 2014, 11:29:52 PM



ฮือฮา.! ชาวบ้านแห่กราบไหว้ "พระพุทธรูปสีชมพู" วัดดังสุพรรณฯ

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดเถรพลาย ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านทั่วสารทิศแห่กราบไหว้หลวงพ่อสีชมพู เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตัวในช่วงเดือนมหามงคล หลังจากวัดเถรพลายเปิดให้ประชาชนกราบไหว้หลวงพ่อสีชมพู ก่อนนำไปประดิษฐานในศาลาทรงไทยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างขึ้นใหม่

พระครูปลัดวิสุทธิวรวัฒน์ (สัญทัตรตนญาโณ) เจ้าอาวาสวัดเถรพลาย เปิดเผยว่า สำหรับหลวงพ่อสีชมพู เป็นพระพุทธรูปสมเด็จพระพุทธพรหมโลกานันไตศวรรย์ ปฐมบรมศาสดา ปางสมาธิ สีชมพูประดับพลอย โดยมีนายประทีป ยอดวศิน พร้อมคณะกลุ่มพรหมโลก กว่า 200 คน ร่วมใจกันสร้างหลวงพ่อชมพู ปางสมาธิ สีชมพูประดับพลอยอย่างสวยสดงดงาม นำมาถวายให้กับทางวัดเถรพลาย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อของแผ่นดิน เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 85 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา


 :25: :25: :25: :25: :25:

เจ้าอาวาส กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางวัดได้มีการดำเนินการสร้างศาลาทรงไทยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อสีชมพู และรูปหล่อพระครูสุจิณณสีลาจาร อดีตเจ้าอาวาสวัดเถรพลาย ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จเพราะติดปัญหาหลายด้าน จึงเปิดให้ประชาชนได้กราบไหว้หลวงพ่อสีชมพูก่อนนำไปประดิษฐานบริเวณศาลาทรงไทย เพราะเดือนธันวาคมถือว่าเป็นเดือนมหามงคล และเปิดอุโบสถจัตุรมุขแห่งแรกของจังหวัดสุพรรณบุรีให้ประชาชนได้เข้าไปกราบไหว้หลวงพ่อโต

ซึ่งทางวัดเตรียมวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปพระพุทธเจ้า 108 ปางในอุโบสถจัตุรมุข แห่งแรกแห่งนี้ ซึ่งยังไม่เคยมีวัดใดวาดพระพุทธเจ้า 108 ปางมาก่อน ส่วนที่บริเวณบานประตูหน้าต่างของอุโบสถจตุมุข จะมีภาพแกะสลักทศพิธราชธรรมบนไม้สักขนาดใหญ่ และเตรียมวาดพระราชพิธีทั้ง 12 เดือนซึ่งมีบานประตูหน้าต่างครบทั้ง 12 บาน 12 เดือน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE9ERTRNVGs0TkE9PQ==&subcatid=
87  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ลมหายใจสุดท้ายของ "พันธุ์ทิพย์พลาซ่า" เมื่อ: ธันวาคม 09, 2014, 08:39:41 PM

ลมหายใจสุดท้ายของ "พันธุ์ทิพย์พลาซ่า"
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ราวปี 2541 เป็นต้นมา นับตั้งแต่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างสนิทแนบแน่น ไม่มีใครไม่รู้จัก “พันธุ์ทิพย์พลาซ่า” ประตูน้ำ ศูนย์กลางร้านค้าอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จะซื้อ จะซ่อม เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หาชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ช้อปแผ่นหนังแผ่นเกม  ตลอดจนอัพเดทความเคลื่อนไหวใหม่ๆในแวดวงไอที ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้ามาที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

วันนี้ 16 ปีผ่านไป เทรนด์โลกเปลี่ยน พฤติกรรมคนซื้อก็เปลี่ยนตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านค้าทั้งหลายต้องปรับตัว รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกันอย่างสุดฤทธิ์


 :25: :25: :25: :25: :25:

"พันธุ์ทิพย์" ขาลง

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน สมัยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก อินเทอร์เน็ตเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองสุดขีดของพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ

ผู้ประกอบการร้านค้าเก่าแก่รายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ช่วงนั้นเงินสะพัดต่อเดือนไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทร้านใหญ่ร้านเล็กรับออเดอร์กันไม่หวาดไม่ไหว รวยกันอู้ฟู่ โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ จะเห็นภาพรถติดยาวเหยียดตลอดถนนเพชรบุรีตัดใหม่ คนนับพันเดินเบียดไหล่กันแน่นห้าง สอดส่ายสายตามองหาสินค้าใหม่ๆน่าสนใจ  ของดี ราคาถูก มีทุกอย่างครบ ไม่ต้องไปที่อื่นให้เสียเวลา ทว่าวันนี้ภาพที่เห็นไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

จากการลงพื้นที่สำรวจห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ เมื่อต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างเงียบเหงา ร้านค้าบางส่วนพากันปิดตัวลง สินค้าที่เคยเชิดหน้าชูตาอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โน้ตบุ๊ก ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสมาร์ทโฟน แทบเล็ต รวมถึงสินค้าประเภทแฟชั่นไอทีกระจุกกระจิกต่างๆ แม้แต่ร้านจำหน่าย-ซ่อมคอมพิวเตอร์ประกอบเองที่เคยยึดหัวหาดก็แทบนั่งตบยุง ไร้วี่แววลูกค้า

“ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของคนเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก สมัยที่คอมพิวเตอร์พีซีบูม คนนิยมซื้อคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาตั้งไว้ที่บ้าน แต่ราคาเครื่องแบรนด์จะแพงมากเครื่องละ 5-6 หมื่นบาท คนไม่มีปัญหาซื้อเลยหันมาหาเครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบ พันธุ์ทิพย์เป็นแหล่งเดียวและเป็นตลาดใหญ่ที่สุดก็บูมขึ้นมาทันที ต่อมาเทรนด์เปลี่ยน คนก็มองหาเครื่องมือที่พกพาไปได้ทุกที่ทุกเวลา ใช้งานหลายอย่างในเครื่องเดียว ท้ายที่สุดก็มาจบลงที่สมาร์ทโฟน" ทวีรัชต์ ตั้งชาญตรงกุล บรรณาธิการเทคนิค นิตยสาร COMTODAY บอกเล่าความเป็นไปในแวดวงไอทีในรอบสิบปีให้ฟัง

 :96: :96: :96: :96: :96:

สุพันธุ์ สมวงค์ เจ้าของร้านประกอบคอมพิวเตอร์เอที คอม แอนด์ เซอร์วิส วิเคราะห์ความตกต่ำของพันธุ์ทิพย์พลาซ่าไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ผู้ใช้งานเปลี่ยนไป คนนิยมซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมกว่ารุ่นเก่า เพราะใช้ง่ายเสียยาก นั่งเสิร์ชเน็ตหาข้อมูลซ่อมเองได้ พังก็ซื้อใหม่ เพราะราคาไม่แพงเหมือนแต่ก่อน

ห้างไอทีมอลล์ผุดเป็นดอกเห็ด เมื่อก่อนคิดอะไรไม่ออกก็มาพันธุ์ทิพย์ แต่เดี๋ยวนี้ห้างไอทีมอลล์ผุดขึ้นทั่วทุกมุมเมือง เช่น เซียร์รังสิต ไอทีสแควร์ ฟอร์จูน ซีคอนสแควร์ รวมถึงแผนกไอทีในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ สินค้าเหมือนกันหมด ราคาก็ห่างกันไม่เท่าไหร่

ตลาดออนไลน์แย่งชิงลูกค้า เดี๋ยวนี้คนนิยมสั่งซื้ออุปกรณ์ทางออนไลน์ โอนเงิน ส่งของ จบ ไม่ต้องฝ่ารถติดเดินทางมาให้ลำบาก

สงครามภายใน เป็นที่รู้กันว่าสินค้าทุกอย่างในพันธุ์ทิพย์จะขายถูกกว่าที่อื่น เพราะเน้นยอดขายปริมาณเยอะๆ แต่ตอนนี้ลูกค้าลดลง สวนทางกับค่าเช่าที่ขึ้นทุกปี หลายร้านทิ้งแผงเพราะสู้ค่าเช่าไม่ไหว ที่เหลือเริ่มขายตัดราคากันเอง ส่อแววว่าจะกอดคอกันเจ๊ง

คนเลิกซื้อแผ่นผีซีดีเถื่อน จุดเด่นอย่างหนึ่งของพันธุ์ทิพย์คือ บรรดาแผ่นผีซีดีเถื่อน ทั้งภาพยนตร์เอ็มพีสาม เกม หนังโป๊ เดี๋ยวนี้แทบขายไม่ออก เพราะอินเทอร์เน็ตไวขึ้น คนหันไปโหลดบิท ดูออนไลน์อยู่ที่บ้านสบายใจกว่า


“เจ๊งกันไปเยอะ ปิดร้านเปลี่ยนไปทำมาหากินอย่างอื่นเลยก็มี คนที่ท้อก็ยอมแพ้ไป ส่วนคนไม่ท้อก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ตั้งแต่ลดพนักงาน หันมาขายสินค้าตามกระแส เช่น จากร้านซื้อ-ขายประกอบ ติดตั้งคอมพิวเตอร์ ก็หันมาวางสินค้าพวก GADGET แฟชั่นไอที แอสเซสเซอร์รีโทรศัพท์มือถือ เรียกว่าทำทุกอย่างให้อยู่รอด" พ่อค้ารายนี้ส่ายหัว บอกเสียงเศร้า บ่งบอกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี


เสียงสะท้อนจากคอไอที

ต่อไปนี้คือ หลากหลายความคิดเห็นของ*ชาวออนไลน์ในเว็บไซต์ Pantip.com* อันเปี่ยมด้วยความวิตกกังวล ห่วงใย ไม่พอใจ ถึงขั้นด่าทอ แต่ก็ควรค่าแก่การรับฟัง

"หลายปีก่อน ตั้งแต่ปี 2542 หรือปี 2000 ไปพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำบ่อยมาก คนเดินกันคึกคัก  แม้บ้านผมจะอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพเป็น 100 กิโลเมตร  นั่งรถทัวร์มาต่อรถเมล์เจอรถติดเป็นชั่วโมงก็จำเป็นต้องมา เพราะต่างจังหวัดไม่มีร้านขายคอมพิวเตอร์ ถึงจะมีร้านเล็กๆรับไปขายต่อก็แพงกว่ามาก ซื้อไม่ลง ที่นี่ราคาถูก มีของให้เลือกเยอะ  ทุกวันนี้มีบริษัทใหญ่หลายบริษัทไปลงทุนเปิดร้านตามต่างจังหวัดทั่วประเทศกันมากมาย บางร้านอยู่ห่างบ้านแค่ 2 กม. ทำให้สะดวกมากเวลาไปซื้อ  ไม่เสียค่าเดินทาง รถไม่ติด  ราคาถูก  มีของให้เลือกเยอะ  ไม่มีของก็สั่งไว้รอวันสองวัน ก็ได้แล้ว 7-11 ดีๆนี่เอง"

"สาเหตุที่พันธุ์ทิพย์ดูเงียบเหงาไปเยอะ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความไม่สะดวกในการเดินทางเข้าไป เนื่องจากการจราจรบริเวณนั้นติดขัดมาก อีกอย่างปัจจุบันคนนิยมเล่นสมาร์ทโฟน แทบเลตมากกว่า  ซึ่งมีขายตามห้างต่างทั่วไป"


 :49: :49: :49: :49: :49:

"คนหนีเพราะรำคาญคนขายหนังลามก เบื่อคนโบกรถตามลานจอด ชอบไล่ให้วนขึ้นไปจอดชั้น 5 ทั้งๆ ที่ว่างๆ ชั้นล่างๆ ไม่ยอมให้จอด สถานที่คับแคบ เก่า เหม็นกลิ่นเยี่ยวแมลงสาป กลิ่นอับชื้นการจราจรติดขัด และเรียแท็กซี่ก็ยาก รถโดยสารก็แน่น ไม่มีสินค้าใหม่ๆออกมาเรียกความสนใจ ที่มีออกมาก็ราคาแพงเกินจำเป็น บางรุ่นที่ขายดีก็หมด"

"พันธุ์ทิพย์พลาซ่ามันกำลังจะเจ๊ง ปกติที่ร้านขายคอม เสาร์-อาฑิตย์จะต้องไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อวันและเป้าหมายที่นายจ้างตั้งไว้คือ 1 เดือนต้องได้22 ล้าน ทุกวันนี้ขายได้วันละ 7 หมื่น ค่าเช่าขึ้น 10% ใครมันจะอยู่ได้ ห้องน้ำก็สกปรก แต่ละชั้นเต็มตลอดเวลา ถ้าอยากเข้าต้องเข้าก่อนห้างเปิดอาหารก็หมาไม่แ-ก ข้าวแข็งยิ่งกว่าลำไม้ไผ่ แท็กซี่ที่จอดข้างห้างไม่รับคนไทย รับชาวต่างชาติเท่านั้น เวลาเข้าห้างเดินไปต้องคอยมองไปบนแผ่นฝ้าว่ามันจะร่วงทับหัวเหรือเปล่า แต่ไม่น่าเศร้าเท่ากับตึกนี้กำลังจะปิดตัวลงเพราะมันหมดอายุแล้ว"




ทางรอดสุดท้าย

     สุพันธุ์ บอกว่าทุกวันนี้อยู่ได้เพราะลูกค้าประจำเสียเป็นส่วนใหญ่
     "ทุกวันนี้ร้านผมจะเน้นเซอร์วิส ให้บริการประกอบ ติดตั้ง ซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ ทุกร้านในพันธุ์ทิพย์ก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น แข่งกันด้วยการเซอร์วิส ลูกค้าประจำที่อยู่กันมาก็เพราะความไว้ใจ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าติดเรา ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น เขากลับมาตลอด เพราะเราไม่เอาเปรียบเขา บางร้านไปหลอกเขาเปลี่ยนคีย์บอร์ดคิด 2,000 บาท ผมคิด 850 บาท แถมรับประกันให้อีกหนึ่งปี การรักษาลูกค้าประจำไว้ให้อยู่กับเรานานที่สุดคือสิ่งสำคัญ ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี เรียกลูกค้า 10 คน เข้ามาแค่มา 5 คนแล้วไปบอกต่อก็บุญแล้วครับ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้"

ความคืบหน้าล่าสุด เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทางห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำได้เริ่มมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ประเด็นสำคัญอยู่ตรงการเปลี่ยนโฉมจากไอทีมอลล์เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เต็มรูปแบบ มีการแบ่งโซนสินค้าชัดเจนขึ้น ภายใต้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ยงยุทธ ไชยชนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพย์พัฒน อาเขต จำกัด ผู้บริหารศูย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า กล่าวว่า การจัดโซนนิ่งที่ดี ผู้ค้าเก่าก็จะเหมือนการชุบชีวิตใหม่

"ปัจจุบันสินค้าไอทีมีจำหน่ายอยู่ประมาณ 95-96% ของทั้งหมด ทำให้เวลาได้รับผลกระทบ เราได้รับเยอะ ทำให้ต้องศึกษาตลาดไอที รวมถึงเทรนด์ในอนาคตที่แฟชันไอทีเริ่มเข้ามา ด้วยเหตุนี้เองเราจึงหันมาให้ความสำคัญการจัดพื้นที่ทำโมบายโฟนและสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าอย่างสมาร์ทโฟน แม้จะมีราคาแพงแต่ใช้พื้นที่ในการจัดวางไม่มาก จากการดูรายละเอียดว่าในตึกมีสินค้าอะไรบ้าง พบว่ามีหลายกลุ่ม และมีผู้เช่ากลุ่มหนึ่งที่กำลังจะหมดสัญญาเช่าอย่างเช่นเครื่องหนัง ประกอบกับเรามีบริษัทในเครือบางกลุ่มทำแฟชั่น บางกลุ่มทำอาหาร พระเครื่อง โดยจะนำมาทำการจัดทำผสมใหม่

 :32: :32: :32: :32: :32:

สโลแกนของพันธุ์ทิพย์ในปัจจุบันคือ The Computer City พอจะปรับปรุงใหม่ การใช้คำว่าไอทีมันเริ่มแคบ จึงต้องมองถึงเทรนด์ตลาดมองว่าอะไรที่เป็นกว้างๆอย่างดิจิตอลและไลฟ์สไตล์ ส่วนผสมใหม่นี้จะสอดคล้องกันกับสินค้าใหม่ที่มีคอนเซ็ปความเป็นวาไรตี้มากขึ้น แต่ยังคงไอทีเป็นสัดส่วนที่สูงอยู่ถึง 70% ดังนั้นลูกค้าจะยังคงได้บริโภคสินค้าไอทีครบเครื่อง ส่วนอีก 30% เป็นไลฟ์สไตล์ เช่น อาหาร อุปโภคบริโภค เติมเต็มให้ลูกค้าเข้ามาที่นี่แล้วไม่ต้องไปศูนย์อื่นอีก

งบที่ใช้ในการปรับปรุงประมาณ 300 ล้านบาท เน้นการปรับปรุงทั้งภายนอก-ภายใน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ปรับมูดส์แอนด์โทนทั้งหมด โดยไอที 70% นั้นจะเป็นสินค้าที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ มีสินค้าไอทีหายาก หาที่ไหนไม่ได้ที่นี่มีครบเครื่อง และมีความเป็นไลฟ์สไตล์ของคนไอที ส่วน 30% ที่เหลือจะแบ่งออกเป็นส่วนอาหาร 20% เอดดูเทนเมนต์กับฮอบบี้ 10% นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆอย่างเช่น การสร้างโซนเกม เป็นแฟชั่นพีซี สอดคล้องกับสโลแกนใหม่ของพันธุ์ทิพย์จะก้าวสู่การเป็น DIGITALLLIFE CITY อย่างเต็มตัว"


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ผู้บริหารพันธุทิพย์พลาซ่า ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งผู้เช่าซึ่งเปรียบดั่งหัวใจสำคัญของห้างพันธุ์ทิพย์อย่างแน่นอน

"ปัจจุบันพันธุ์ทิพย์มีผู้เช่าทั้งหมด 600 ราย เมื่อนับรวมหมดทั้งห้อง แผง และตู้ ถ้าปรับใหม่จำนวนผู้เช่าจะมากกว่านี้ แต่จะมียูนิตเล็กลง โดยเน้นทำเป็นชอปเล็กๆ เพราะสินค้าทันสมัยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก อัตราค่าเช่าปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์กลางๆค่อนข้างสูง ซึ่งค่าเช่านี้จะมีการปรับอยู่แล้วทุกปี 7-10% ส่วนการปรับปรุงใหม่ที่เป็นการลงทุนครั้งใหม่นี้น่าจะปรับค่าเช่าได้ 15% แต่สำหรับผู้เช่ารายเดิมก็จะปรับเพิ่มไม่สูงมาก

ขอยืนยันว่าเราจะดูแลผู้เช่าที่อยู่ในตึกทุกราย บางรายอยากจะปรับธุรกิจเลยก็ทำได้ เปลี่ยนการขายใหม่ จากเดิมที่ขายพีซีจะเปลี่ยนมาขายมือถือก็ได้เดิมเรามีพื้นที่สต็อก(พื้นที่ว่างแต่มีคนจองไว้) เยอะมาก



คาดว่าการปรับปรุงครั้งนี้จะแล้วเสร็จราวเดือนเม.ย.-พ.ค. 2558

อย่างไรก็ตาม การพลิกโฉมห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำครั้งใหญ่ครั้งนี้ ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้ค้าจำนวนมาก หลายคนมองว่าการเสียทำเลเดิมไปก็ไม่ต่างอะไรกับนับหนึ่งใหม่ทางธุรกิจบ้างก็ไม่เห็นด้วยกับการปรับเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ บ้างกังวลเรื่องค่าเช่าที่อาจแพงขึ้นหูฉี่ จำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายออก รวมทั้งยังลังเลไม่แน่ใจในชะตาชีวิตของตัวเอง

ไม่ว่าจะออกมารูปแบบใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/333696/ลมหายใจสุดท้ายของ-พันธุ์ทิพย์พลาซ่า
88  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 'กูเกิล' จ่ออัพเดทแอพแปลภาษา กล้องส่องปุ๊บก็แปลปั๊บ.! (มีคลิป) เมื่อ: ธันวาคม 09, 2014, 08:21:52 PM


'กูเกิล' จ่ออัพเดทแอพแปลภาษา กล้องส่องปุ๊บก็แปลปั๊บ.! (มีคลิป)

'กูเกิล'เตรียมเพิ่มฟีเจอร์แอพแปลภาษา ใช้กล้องมือถือส่องข้อความปุ๊บก็แปลให้ทันที

เป็นอีกหนึ่งการอัพเดทที่น่าสนใจที่สุดสำหรับแอพพลิเคชั่นแปลภาษายอดฮิตของทางกูเกิลอย่าง 'Google Translate' โดยครั้งนี้ทางกูเกิลได้เพิ่มฟีเจอร์เด็ด เพียงยกกล้องมือถือขึ้นมาส่องข้อความ แอพฯก็จะแปลภาษาให้ทันทีโดยจะปรากฏแทนที่ข้อความภาษาเดิม

การอัพเดทครั้งนี้เป็นผลจากการที่กูเกิลทุ่มซื้อกิจการแอพฯสำหรับแปลภาษาด้วยการใช้กล้องมือถือส่องอย่าง 'Word Lens' ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา กูเกิลจึงหยิบจับคุณสมบัติเด็ดของแอพฯนี้ มาเสริมกำลังให้กับแอพฯ Google Translate

ทั้งนี้เนื่องจากแอพฯ Word Lens สามารถแปลภาษาได้เพียงจากฝั่งยุโรปเท่านั้น การผนวกรวมระหว่าง 2 แอพฯในครั้งนี้จึงคาดว่าจะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานฟีเจอร์สุดเจ๋งนี้ได้กับเกือบทุกภาษา

นอกจากนี้กูเกิลยังเตรียมอัพเดทให้ Google Translate สามารถแปลคำพูดในบทสนทนาได้ทันทีอีกด้วย

อย่างไรก็ตามทางกูเกิลยังไม่ระบุว่าจะปล่อยอัพเดทนี้เมื่อใด


/ข้อความต้นฉบับ/

/เมื่อนำกล้องไปส่องแล้ว แอพจะดำเนินการแปลเป็นภาษาที่ต้องการ/

 
ตัวอย่างฟีเจอร์นี้จาก'Word Lens'
https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=h2OfQdYrHRs


ที่มา : androidpolice
www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/334529/กูเกิลจ่ออัพเดทแอพแปลภาษา-กล้องส่องปุ๊บก็แปลปั๊บ-มีคลิป-
89  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / วีโว่สมาร์ท สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ เมื่อ: ธันวาคม 09, 2014, 08:16:55 PM


วีโว่สมาร์ท สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ - ฉลาดใช้

ลงทุนไปกับราคาประมาณ 6,590 บาท ก็พอรับได้อยู่ หากต้องการตัวช่วยในการกระตุ้นให้หันมาออกกำลังกายดูแลสุขภาพ

ตั้งแต่อุปกรณ์พกพาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพประจำวัน กว่าจะเขียนรีวิวผลิตภัณฑ์แต่ละเรื่องได้ ต้องลงทุนลงแรงกันพอสมควร ไม่ค่อยดีกับกระเป๋าสตางค์ แต่ดีต่อสุขภาพ

การ์มิน วีโว่สมาร์ท (vivosmart) เป็นสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ ของการ์มิน รุ่นล่าสุด เห็นครั้งแรกก็ชอบเพราะออกแบบได้สวยไม่ใหญ่เทอะทะ ใส่คู่กับนาฬิกาก็กลมกลืนไปด้วยกัน ไม่เหมือนใส่นาฬิกาพร้อมกันสองอัน

วีโว่ สมาร์ท มีสายรัดข้อมือให้เลือกตามขนาดของข้อมือ หน้าจอความยาวประมาณนิ้วกว่า ๆ เป็นจอโอแอลอีดี ระบบสัมผัสน้ำหนักเบามาก เหมือนสร้อยข้อมือแฟชั่น ใส่ว่ายน้ำได้



คุณสมบัติของวีโว่สมาร์ทที่เด่นชัดคือ จะแสดงจำนวนก้าวที่เราเดินในแต่ละวันระยะทางการเผาผลาญ รวมถึงระยะเวลาที่ออกกำลังกาย

ที่ชอบก็คือ หากเราอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเกิน 1 ชั่วโมงขึ้นไป สายรัดข้อจะสั่นตื้ด ๆๆๆๆ เพื่อเตือนให้ย้ายก้นออกจากเก้าอี้
ไปเดินซะมั่ง

รุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อเพื่อใช้งานคู่กับแอพGarmin Conectได้ทั้งไอโอเอสและแอนดรอยด์ วิธีการใช้งานไม่ยุ่งยาก แค่ดาวน์โหลดแอพมาไว้บนสมาร์ทโฟน เปิดบลูทูธเพื่อแชร์อุปกรณ์เข้ากัน ใส่ข้อมูลส่วนตัวลงไป เพื่อให้เก็บข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเราในแต่ละวัน



ในช่วงแรกที่เอามาใช้งานยังไม่ได้ลงแอพ ก็เลยใช้แบบเดี่ยว ๆ ใช้วิธีดูข้อมูลบางส่วนจากหน้าจอวีโว่สมาร์ท ก็พอได้อยู่ แต่หากอยากได้ข้อมูลกิจกรรมการออกกำลังกายของเราแบบละเอียดต้องใช้คู่กับแอพวีโว่สมาร์ทมีระบบเตือนข้อมูลเข้าหรือค้นหาสมาร์ทโฟนหากเราเผลอวางไว้ห่างตัวด้วย

เราสามารถใส่แบบไม่ต้องถอดเลยก็ได้ แม้กระทั่งเวลาหลับก็จะบันทึกข้อมูลการนอนของเรา ว่าหลับสนิทนานแค่ไหน

สายรัดข้อมือรุ่นนี้กันน้ำได้ลึก 50 เมตรใส่ลงสระว่ายน้ำ ดำสน็อกเกิลได้สบาย ๆกิจกรรมการออกกำลังกายหลัก ๆ สัปดาห์ที่แล้วของผู้เขียนส่วนใหญ่เน้นที่ไปปั่นจักรยาน เดินและวิ่งบางคนอาจจะไม่มีเวลาไปวิ่ง หรือไม่ชอบปั่นจักรยาน ก็อาจจะใช้วิธีเดินมาก ๆ ก็ดีต่อสุขภาพ เพราะวีโว่สมาร์ทจะนับถอยหลังจำนวนก้าวที่เราตั้งไว้จนกว่าจะถึงเป้าหมาย เช่น กำหนดไว้ว่าจะต้องให้ได้วันละ 10,000 ก้าว เมื่อครบ ระบบบนข้อมือจะสั่นเตือนให้รู้ถึงชัยชนะของเราในวันนั้น

ลงทุนไปกับราคาประมาณ 6,590 บาท ก็พอรับได้อยู่ หากต้องการตัวช่วยในการกระตุ้นให้หันมาออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิตอลช่วยอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/IT/285837/วีโว่สมาร์ท+สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ+-+ฉลาดใช้
90  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / เลือกดาวน์โหลดไฟล์ให้ปลอดภัย ถูกใจ ไม่โดนหลอก เมื่อ: ธันวาคม 09, 2014, 08:13:06 PM


เลือกดาวน์โหลดไฟล์ให้ปลอดภัย ถูกใจ ไม่โดนหลอก

การดาวน์โหลดไฟล์เป็นเรื่องปกติที่คนใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้ กัน โดยเฉพาะคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็มักจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยการมาของซอฟต์แวร์ใหม่ๆ กันเป็นประจำโดยที่บางทีไม่รู้ว่าไฟล์ที่ได้มานั้นใช้งานได้หรือไม่ ไฟล์เต็มหรือเปล่า รวมถึงมีอะไรแปลกปลอมติดมากับไฟล์ รวมถึงการติดตั้งและความเหมาะสมในการใช้งาน

ซึ่งบางกรณีอาจเกิดขึ้นจากการติดตั้งไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาแล้ว เช่น โฆษณา ซอฟต์แวร์แฝง มัลแวร์และอื่นๆ ดังนั้นเราจึงต้องหาช่องทางที่เหมาะสมและปลอดภัย หากสนใจและชื่นชอบในการดาวน์โหลดไฟล์มาใช้งานบ่อยๆ



ใช้สัญชาตญาณในการสังเกต : ถ้าจะรักการดาวน์โหลดบ่อยๆ นั้น การหมั่นสังเกตและใช้สัญชาตญาณเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่มีใครมาคอยบอกได้ว่าเว็บใด ปลอดภัยหรืออันตรายได้ทั้งหมด ผู้ใช้เองต้องเป็นคนที่ดูรายละเอียดและจดจำว่าเว็บใดเป็นเช่นไรหรือบางครั้ง

การที่เว็บลิงก์ให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรีๆ ทั้งที่มีราคาวางจำหน่ายในราคาที่แพง รวมถึงการให้โหลด Crack, Serial หรือ Activate บางสิ่งอย่างที่ดูไม่ถูกต้องนัก ก็อาจจะนำพาเราไปยังจุดเสี่ยงได้ ตรงนี้ผู้ที่ดาวน์โหลดต้องสังเกตให้ดี

เพราะบางทีพลาดคลิกหรือดาวน์โหลดมาแล้ว อาจส่งผลเสียต่อเครื่องได้เช่นกัน หรือบางครั้งต้องใส่ข้อมูลสำคัญส่วนตัวหรือคลิกลิงก์หลายครั้งจนเกินไป ก็เป็นสิ่งที่น่าสังเกตได้เช่นกัน



เลือกดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมหรือติดอันดับความน่าเชื่อถือ : การเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บลิงก์ที่มีการจัดอันดับหรือติดอันดับในการดาวน์โหลดจากโหวตต่างๆ ก็จัดว่าน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

ไฟล์เหล่านี้ค่อนข้างวางใจได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ดีและได้รับการทดลองใช้งานจากบรรดาผู้ใช้โดยทั่วไปมาพอสมควร การดาวน์โหลดมาใช้น่าจะให้ความสบายใจ มากกว่าที่จะเลือกดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมที่ไม่ค่อยมี Feedback มากนัก แต่ข้อเสียคือ หากเป็นคนที่ชอบทดลองของใหม่อาจจะต้องทำใจนิดนึง



รู้จักกับซอฟต์แวร์ประเภทต่างๆ Freeware, Trialware และอื่นๆ : ก่อนที่เราจะดาวน์โหลดโปรแกรมใดมาใช้ก็ตาม ก็ควรจะต้องทำความรู้จักก่อนว่าเป็นโปรแกรมแบบใด เพราะในปัจจุบันมีโปรแกรมทั้งแบบ Freeware, Trial, Demo, Commercial และอื่นๆ

เพราะบางครั้งเสียเวลากับการดาวน์โหลดมาใช้และคาดหวังว่าจะได้ใช้งานนานๆ กลายเป็นว่าแค่เดโม ทดลองใช้ เปิดใช้งานได้บางฟีเจอร์ หรือมีเวลาจำกัด บ้างก็มีลายน้ำหรือโฆษณาติดมาด้วย ใช้งานได้ไม่เต็มที่ ไม่คุ้มกับการดาวน์โหลดและติดตั้งไว้ใช้งาน ดังนั้นก็ควรจะตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเป็นโปรแกรมแบบใด



Free Download ไม่ได้หมายความว่าเป็น Free Software : เป็นเรื่องจริงที่หลายคนอาจจะหลงไปกับการติดป้ายให้ดาวน์โหลดของเว็บไซต์ การที่ระบุว่า Free Download ดูเป็นสิ่งจูงใจ ที่ทำให้รู้สึกว่าต้องฟรี ใช้งานฟรี แต่แท้จริงแล้ว ไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่การที่ฟรีดาวน์โหลด จะเป็นโปรแกรมแบบใดก็ได้ ทั้งแชร์แวร์ ฟรีแวร์หรือเดโม ก็มีโอกาสทั้งหมด ผู้ใช้เองคงต้องตรวจเช็ครายละเอียดให้ดีก่อนว่า โปรแกรมเหล่านั้นมี Description อย่างไร ในรายละเอียด จะได้ไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดมาใช้ แล้วกลายเป็นว่าไม่ได้เป็นโปรแกรมฟรี


มั่นใจว่าปุ่มที่ดาวน์โหลดนั้น เป็นปุ่มจริงหรือแค่ปุ่มจาก Advertisements : ควรจะดูให้มั่นใจก่อนว่าปุ่มที่คุณกำลังจะคลิกดาวน์โหลดนั้น เป็นปุ่มที่ใช้ในการลิงก์ไปยังไฟล์ที่ต้องการแน่นอนหรือไม่ เพราะปัจจุบันการทำโฆษณาหลายส่วนเพื่อชักชวนให้คลิกลิงก์ในหลายเว็บไซต์ ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน

การคลิกลิงก์ผิดเข้าไปอ่านโฆษณาก็ไม่ได้เสียหาย เพียงแต่อาจจะทำให้เราเสียเวลาในการคลิกไปหรือบางครั้งถูกหลอกให้รอและคลิ กลิงก์ต่อๆ ไปอีก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อเราแต่อย่างใด ฉะนั้นหากเป็นปุ่มดาวน์โหลดลองมองให้ดีเสียก่อนว่าใช่หรือไม่


ติดตั้งโปรแกรมผ่านซอฟต์แวร์ของเว็บดาวน์โหลด : ในบางเว็บไซต์ไม่ได้ให้คลิกเพื่อดาวน์โหลดโดยตรง แต่จะให้ติดตั้งโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดของเว็บนั้นๆ ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถดาวน์โหลดไฟล์อื่นๆ ในเว็บไซต์ได้

โปรแกรมช่วยเหล่านั้นอาจไม่ได้มีผลอย่างไรต่อการดาวน์โหลด เพราะเป็นโปรแกรมตัวเล็กๆ ที่คอยเป็นประตูเชื่อม แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาว่าจะมีสิ่งใดแฝงอยู่ด้วยหรือเปล่าหรือบางครั้งจะ เอาไว้คอยส่งโฆษณาให้เท่านั้น ซึ่งหากไม่พอใจก็สามารถลบทิ้งได้



ตรวจเช็คมัลแวร์ ด้วยบริการแบบออนไลน์ : การใช้บริการสแกนไวรัสหรือมัลแวร์ออนไลน์ก็มีส่วนช่วยให้การดาวน์โหลด ปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยบริการเหล่านี้มีอยู่มากมายบนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Norton, McAfee, Bit Defender, Panda และอื่นๆ อีกมากมายให้เราเปิดเว็บไซต์และเลือกการสแกนในเบื้องต้นกับไฟล์ที่จะดาวน์โหลดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

กระบวนการเหล่านี้เป็นวิธีการที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจและวางใจได้ว่า จะมีความปลอดภัยมากขึ้นในการดาวน์โหลดไฟล์ โปรแกรมมาใช้ อย่างน้อยๆ ได้เป็นหนึ่งในข้อสังเกตที่ทำให้การเลือกใช้โปรแกรมที่ดาวน์โหลดมาอย่างมี ประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียอารมณ์กับการดาวน์โหลดไฟล์ที่เสียเวลานาน แต่ไม่คุ้มกับการใช้งาน


ขอบคุณที่มาของภาพ: nvareader.com, www.graphicsfuel.com
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ hitech.sanook.com/1393201/เลือกดาวน์โหลดไฟล์ให้ปลอดภัย-ถูกใจ-ไม่โดนหลอก/
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สิ้น “พ่อท่านเอื้อม” เกจิดัง 5 แผ่นดิน เมื่อ: ธันวาคม 09, 2014, 08:05:10 PM


สิ้น “พ่อท่านเอื้อม” เกจิดัง 5 แผ่นดิน

แห่กราบไหว้ “พ่อท่านเอื้อม กตปุญโญ” เกจิชื่อดังฉายา “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำปากพนัง” เจ้าอาวาสวัดบางเนียน ได้ละสังขารแล้วรวมอายุ 108 ปี

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาญาติและพระภิกษุสงฆ์ รวมทั้งฆราวาสที่เป็นศิษยานุศิษย์ "พ่อท่านเอื้อม กตปุญโญ" เกจิชื่อดังฉายา “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำปากพนัง” เจ้าอาวาสวัดบางเนียน อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช จำนวนหลายร้อยคนได้เดินทางไปยังสำนักสงฆ์คลองสะเดา ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร เพื่อเคารพสังขารของท่านหลังมรณภาพ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ ที่ รพ.ชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ จ.ชุมพร เนื่องจากอาการอาพาธด้วยโรคชราขณะที่เดินทางไปเยี่ยมวัดและสำนักสงฆ์ 7 แห่ง ที่พ่อท่านเอื้อมเป็นผู้ก่อตั้ง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ

"พ่อท่านเอื้อม" เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2449 รวมอายุ 108 ปี อุปสมบทมา 43 พรรษา ท่านเป็นเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคม เป็นที่เคารพนับถือของวงการพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง นับเป็นพระคณาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีอายุยืนยาวถึง 5 แผ่นดินแห่งราชวงศ์จักรี..








ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/286407/สิ้น+“พ่อท่านเอื้อม+”+เกจิดัง+5+แผ่นดิน
92  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / "ขาแชต-แชร์" ฟังทางนี้ "กูเกิล" แนะวิธีป้องกันตัวจากภัยไฮเทค เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 11:16:50 PM


"ขาแชต-แชร์" ฟังทางนี้ "กูเกิล" แนะวิธีป้องกันตัวจากภัยไฮเทค

ต้องยอมรับว่ากลายเป็นสิ่งที่ขาด ไม่ได้ไปแล้ว สำหรับการเชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์ ยิ่งเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากโทรศัพท์มือถือแบบธรรมดามาเป็น "สมาร์ทโฟน" ด้วยแล้ว ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตง่ายเข้าไปใหญ่ เรียกว่า "แชต, แชร์, คอมเมนต์ และเซิร์ฟ" ได้ทุกที่ทุกเวลา

แต่ความสะดวกรวดเร็วมาพร้อมอันตรายที่คาดไม่ถึงด้วย มีพฤติกรรมมากมายของเราที่สุ่มเสี่ยงต่อการโดนโจรกรรมข้อมูล ยังไม่นับว่ามิจฉาชีพไฮเทคปัจจุบันพัฒนาฝีมือและกลวิธีไปไกลจนยากที่จะไล่ตามทัน


 :96: :96: :96: :96: :96:

"เอมี่ กุลโรจน์ปัญญา" หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรเเละมวลชนสัมพันธ์ อินโดนีเซีย อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง "กูเกิล เอเชีย-แปซิฟิก" กล่าวว่า การท่องโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะนอกจากทุกคนจะใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นแล้ว ปัจจุบันสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายขึ้น จากราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง และรูปแบบการใช้งานที่เข้าใจง่าย รวมเข้ากับพฤติกรรมคนไทยที่ชื่นชอบการติดต่อสื่อสาร ทำให้การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเติบโตอย่างมาก

นั่นเท่ากับว่ามีโอกาส ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะใช้เป็นช่องทางในการฉกฉวยหาประโยชน์การเรียนรู้เพื่อ ป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคควรทำความเข้าใจ

 :49: :49: :49: :49: :49:

ยักษ์เสิร์ชเอ็นจิ้นโลก "กูเกิล" หยิบยกข้อมูลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อปี 2552 ที่ได้สำรวจวิธีการตั้งรหัสผ่าน (พาสเวิร์ด) 70 ล้านรูปแบบบนเว็บไซต์หนึ่ง พบว่า 54% นำตัวเลขมาประกอบในการตั้งรหัสผ่าน และมีเพียง 3.7% เท่านั้นที่นำอักขระพิเศษมาใส่ด้วย ซึ่งความยาวโดยเฉลี่ยของพาสเวิร์ดอยู่ที่ 7.4 ตัวอักษร

ยิ่งเว็บไซต์นั้น ๆ มีการป้องกันตนเองที่หละหลวม โอกาสที่ผู้ใช้งานจะโดนโจรกรรมข้อมูลก็ง่ายขึ้นไปอีก ตัวอย่างพาสเวิร์ดที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เป็นชุดตัวเลข 12345, ชุดตัวอักษร ABCDE รวมถึงคำยอดนิยม เช่น ILOVEYOU หรือ PASSWORD ตั้งพาสเวิร์ดกันแบบนี้ แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมจึงโดนโจรกรรมข้อมูลได้ง่ายนัก

สิ่งที่ควรระวังตัวนอกเหนือไปจากนี้ คือ การเผยแพร่ข้อมูล หรือกดแชร์แบบสาธารณะ รวมถึงการกดเข้าไปที่ลิงก์ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเสี่ยงต่อการโดนโจรกรรมข้อมูลทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

"กูเกิล" แนะนำเคล็ดลับในการตั้งพาสเวิร์ดอย่างง่าย ๆ ไว้ด้วยว่า (ตั้งง่าย-จำง่าย แต่เดายากสำหรับแฮกเกอร์) ให้ใช้ตัวเลขมาประกอบในคำ เช่น หากตั้งพาสเวิร์ดตามชื่อทีมฟุตบอล LIVERPOOL เมื่อนำตัวเลขมาประกอบจะได้เป็น L1V3RP00L (เลข 1 แทนตัว I เลข 3 แทนตัว E และเลขศูนย์แทนตัว O) แค่นี้แฮกเกอร์ก็มึน แต่เราเองจำได้ง่ายนิดเดียว

แต่การใช้รหัสผ่านยาก ๆ ช่วยป้องกันบัญชีและข้อมูลบนเว็บได้ แต่ถ้าลืมรหัสผ่านก็ไม่ต่างอะไรกับการลืมกุญแจบ้าน หากรหัสผ่านยังอาจโดนขโมย บางครั้งคนร้ายจะเปลี่ยนรหัสผ่านทำให้เราไม่สามารถกลับเข้าไปใช้งานในบัญชีตนเองได้

 :32: :32: :32: :32: :32:

กรณีในบัญชีกูเกิล ถ้าลืมรหัสผ่าน และกำลังหาทางกลับเข้าไปใช้งานข้อมูลต่าง ๆ ในบัญชี ทั้ง Gmail, Google แผนที่, Google+ และ YouTube เพื่อความสะดวกในการใช้งาน มีขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะช่วยระบุตัวตนของเราได้ โดยที่ไม่มีใครเจาะเข้าถึงบัญชีได้หากลืม หรือไม่ทราบรหัสผ่านมี 3 ขั้นตอนด้วยกัน

1.เพิ่มตัวเลือกการกู้คืนอีเมล์ ด้วยการลงทะเบียนอีเมล์อื่น โดยเข้าไปที่การตั้งค่าบัญชี ก็จะช่วยให้กูเกิลระบุตัวได้ในอีกทาง หากลืมรหัสผ่านจะส่งลิงก์ไปยังอีเมล์นี้เพื่อกู้คืนรหัสผ่านให้ ทั้งใช้อีเมล์นี้แจ้งให้ทราบ กรณีที่ตรวจพบบางอย่างที่น่าสงสัยที่เกิดขึ้นกับบัญชีของเราด้วย

2.เพิ่มหมายเลขโทรศัพท์ไปยังบัญชีกูเกิลเพราะโทรศัพท์มือถือคือวิธีที่ดีที่สุดในการกู้คืนการเข้าถึงบัญชีกรณีลืมรหัสผ่าน เหมือนทางลัดสำหรับการกู้คืนบัญชี โดยระบบจะส่งรหัสไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ ก็จะกลับเข้าสู่การใช้งานได้ทันที

และ 3.หมั่นตรวจสอบและเก็บข้อมูลการกู้คืนอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หลังจากตั้งค่าตัวเลือกการกู้คืน ควรใช้เวลาไม่กี่นาทีอัพเดตการตั้งค่าตัวเลือกการกู้คืน


 :29: :29: :29: :29: :29:

การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการโดนหลอกก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉย เพราะมิจฉาชีพมักจับจุดอ่อนของคนทั่วไปด้วยการเล่นกับความอยากมีอยากได้ เช่น หลอกลวงให้กรอกข้อมูลหรือกดลิงก์เพื่อลุ้นรางวัลของฟรีของแจกต่าง ๆ รวมไปถึงการส่งอีเมล์สอบถามข้อมูลการเงินโดยใช้ชื่อคล้ายคลึงกับอีเมล์ของธนาคาร เช่น NO-REPLY@BANKF1RST.COM ซึ่งจริง ๆ ชื่อที่อยู่อีเมล์ต้องเป็น @BANKFIRST.COM เป็นต้น

จำไว้ว่า อย่าตอบกลับอีเมล์ โปรแกรมสนทนา หรือหน้าเว็บที่ขอข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลทางการเงินที่น่าสงสัย

"ผู้ใช้งานออนไลน์ต้องสังเกตข้อมูลต่าง ๆ ที่โชว์บนหน้าเว็บไซต์หรืออีเมล์ว่ามีลักษณะหลอกลวงหรือไม่ด้วย เพราะถ้าพลาดไปโอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลสำคัญก็มีสูง โดยเว็บไซต์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ส่วนใหญ่เป็นเว็บเกี่ยวกับการพนัน นอกจากนั้นการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นมาใช้บนสมาร์ทดีไวซ์ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะบางแอปมีมัลแวร์แฝงอยู่" เอมี่ย้ำ

 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

สาวกสมาร์ทโฟนที่ต้องการรักษาความปลอดภัยให้ข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่อง สิ่งที่ไม่ควรลืมอันดับแรกคือ การล็อกหน้าจอ ไม่ว่าจะใช้ผ่านโทรศัพท์หรือแท็บเลต ซึ่งการตั้งค่าการล็อกหน้าจอทำได้ง่ายมาก และจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีที่ลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้บนรถ หรือกังวลว่าจะมีใครหยิบไปหรือเลื่อนเปิดหน้าจอ

การป้องกันโทรศัพท์จากแอปพลิเคชั่นที่น่าสงสัยก็ทำได้ด้วยระบบสแกนอัตโนมัติที่มีอยู่ใน "กูเกิลเพลย์" เพื่อบล็อกหรือลบแอปพลิเคชั่นที่เป็นอันตรายกับโทรศัพท์ ทุกครั้งที่มีติดตั้งแอปจากที่อื่น เช่น เว็บไซต์หรือแอปสโตร์เจ้าอื่น ๆ "กูเกิล" จะส่งข้อความเตือนเพื่อถามว่าต้องการให้สแกนไฟล์ให้แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ แค่กด "ตกลง" เพื่ออนุญาตก็จบ


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

สุดท้ายสำหรับสาวกโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชอบแชร์ ควรตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการปรับแต่งวิธีการที่ต้องการใช้เพื่อแบ่งปันเนื้อหาการโพสต์ข้อความต่าง ๆ ก็ด้วย

"ควรตั้งสติก่อนโพสต์ข้อความลงบนโลกออนไลน์ โดยควรไตร่ตรองให้ดีก่อนอย่างน้อย 2 รอบ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องตลก เรื่องที่เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม"

ทำได้ครบทั้งหมดก็ห่างจากคำว่า "เสี่ยง" ได้เยอะแล้ว

ขอบคุณภาพข่าวจาก
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE9EQXlOREV6TkE9PQ==&subcatid=
93  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / วิธีใช้ Facebook แบบเป็นสุขและสร้างสรรค์ เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 11:09:50 PM


วิธีใช้ Facebook แบบเป็นสุขและสร้างสรรค์

หลังจากที่โลกได้ค้นพบเว็บไซต์โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คที่ชื่อ "Facebook" วิถีชีวิตของมนุษย์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จากข้อมูลในเว็บไซต์ MBAonline.com ระบุว่าในแต่ละวัน มีผู้คนทั่วโลกใช้เวลาอยู่กับ Facebook นานถึง 4.7 พันล้านนาที โดยมีการ upload ภาพกันมากกว่า 250 ล้านภาพ ซึ่งถ้าทุกภาพถูกพิมพ์ออกมาจะมีความยาวประมาณ หอไอเฟล 80 หอเรียงต่อกัน!

แน่นอนว่าการบริโภคจนเกินพอดี ย่อมเกิดผลเสียตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเสียงานเสียการเรียน ไปจนถึงสูญเสียความสามารถในการปรับตัวเข้าหาสังคมแห่งความจริง เรียกว่าล็อกอินก็ทุกข์ ล็อกเอาท์ก็อยู่ไม่เป็นสุข แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า Facebook ยังมีข้อดีอยู่หลายประการ การจะลาขาดกันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ถ้าเช่นนั้นเราควรจะทำอย่างไรกันดี

 :96: :96: :96: :96: :96:

5 สัญญาณเตือนว่า Facebook กำลังคุกคามจิตใจคุณ

ก่อนหน้าที่จะไปถึงขั้นตอนการเล่น Facebook ให้สร้างสรรค์ แบบไม่ทุกข์ ลองมาทบทวนตัวเองกันก่อนว่า คุณถูกเจ้าพ่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเจ้านี้บุกรุกเข้ามาในหัวใจและหัวสมองมากมายขนาดไหน โดยดูว่า 5 สัญญาณเตือน(ภัย)ต่อไปนี้เกิดกับคุณแล้วหรือไม่

1. เวลาพักผ่อนของคุณเริ่มน้อยลง หากคุณต้องอดตาหลับขับตานอนเล่น Facebook จนดึกจนดื่น ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าในวันถัดไป ไม่มีสมาธิทำงาน นั่นหมายถึงสัญญาณเตือนภัยได้เริ่มขึ้นแล้ว

2. คุณครองแชมป์เกมต่างๆ ใน Facebook เกือบทุกเกม แน่นอนว่าจะมีข้อความขอความช่วยเหลือเรื่อง Item ต่างๆ จนรก Wall อยู่เป็นประจำ ทำให้หลายคนตัดคุณออกจากลิสต์เพื่อนด้วยเหตุนี้มาแล้ว แต่คุณก็ยังไม่เข็ด

3. คุณใช้เวลาเล่น Facebook ไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงทุกวัน ถ้าคุณใช้เวลาอยู่ที่หน้านี้มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีใจว้าวุ่นอยากพิมพ์ Status หรืออ่านข้อความทุกครั้งที่มีโอกาส อาการของคุณเริ่มน่าเป็นห่วงแล้วละ

4. สังคมเพื่อนใน Facebook มีอิทธิพลกับชีวิตคุณมากขึ้น ลองถามตัวเองดูว่า คุณเริ่มสนิทกับเพื่อนใน โลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนที่ทำงานหรือยัง ถ้าคำตอบคือ "ใช่" สัญญาณเริ่มชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น

5. คุณยอมหมดเงินซื้อ iPhone, Blackberry และสารพัน Tablet ทั้งหมดก็เพื่อออนไลน์ Facebook ได้ทุกที่ทุกเวลา...ก็เท่านั้นเอง!


หาก 5 ข้อที่ว่ามานี้ตรงกับตัวคุณ 1-2 ข้อ คุณเริ่มมีอาการเสพติดในระดับที่พึงระวังได้แล้ว แต่ถ้าคุณอยู่ในข่ายนี้ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป นั่นหมายความว่าอาการของคุณอยู่ในขั้นรุนแรง ต้องรีบหาทางเยียวยาโดยด่วน แต่ไม่ว่าอาการติดของคุณจะอยู่ในระดับใด ก็สามารถควบคุมได้ หากได้รับการป้องกันและรักษาแบบตรงจุด

 :49: :49: :49: :49: :49:

ตั้งสติ เมื่อล็อกอิน!

การดำเนินชีวิตที่ปราศจากซึ่งสติและสัมปชัญญะย่อมนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ประมาท และนำผลเสียมาสู่ตัวเองทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ การรู้จักตั้งสติ คิดพิจารณาให้เท่าทันไปกับทุกอิริยาบถ และทุกสิ่งที่กระทำ จึงเป็นข้อควรจำและควรทำอย่างยิ่ง

Secret tips

• เล่นให้ถูกที่ ถูกเวลา ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ใช้วิธีบล็อกไม่ให้พนักงานเล่น Facebook เพื่อป้องกันไม่ให้เสียเวลาไปกับโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คจนเสียงานเสียการ มีกรณีตัวอย่างมากมายของคนชอบคลิกที่ถูกไล่ออกจากงาน เพราะเข้าเว็บไซต์บ่อยกว่าทำงาน หรือไปโพสต์แสดงความคิดเห็นลบๆ ต่อบริษัทในเฟซบุ๊คแล้วโดนจับได้ ฯลฯ ดังนั้นควรเลือกเล่นให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกทาง

• "ตื่นรู้" อยู่เสมอ การตั้งสติก่อนคลิกทุกครั้งจะช่วยให้เราจัดการความคิด หักห้ามใจตัวเองและปฏิเสธเสียงเรียกร้องจากภายในได้ดีขึ้น ถ้าทำได้จิตจะไม่หลงเพลินไปกับความสนุกสนานจากการอ่านข้อความหรือเล่นเกม โดยขาดวิจารณญาณในการพินิจพิเคราะห์ถึงความถูกต้อง รวมทั้งสามารถควบคุมจิตใจไม่ให้จิตตกหมกมุ่นไปกับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งบางทีอาจไม่มีสาระสำคัญกับชีวิตเราเลยแม้แต่น้อย


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

วิธีสร้างภูมิคุ้มใจ ให้เล่น Facebook โดยไม่ทุกข์

เนื่องจากมีข่าวลือข่าวลวงถูกโพสต์อยู่ตลอดเวลา การอ่าน โพสต์ และแชร์ข้อมูลใน Facebook แต่ละครั้งจึงต้องรู้จักพิจารณาตีความสารต่างๆ อย่างเท่าทัน วิธีที่ดีที่สุดคือ การพิจารณาและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลัก "กาลามสูตร" (วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัยหรือหลักความเชื่อ 10 ประการ)

การพิจารณาข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆให้ครบทั้ง 10 ประการนั้น อาจดูเหมือนยุ่งยาก แต่รับรองว่าทำแล้วจะเกิดผลดีกับตัวคุณแน่นอน เพราะเพียงทำตามข้อแรก "อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา" ก็สามารถการป้องกันการตื่นตูม หรือใจเร็วด่วนแชร์ข้อมูลได้เห็นๆ แล้ว

หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบันคือ มีคนจำนวนไม่น้อยที่จมอยู่กับ Facebook และอินเตอร์เน็ต จนประสบปัญหาในการแยกแยะเรื่องที่ดีกับเรื่องที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลา หรือเพื่อนที่ขอแอดเพิ่มขึ้นทุกวัน บางครั้งข้อความที่มีผู้โพสต์เข้ามา เป็นเพียงความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาเครียดเลยสักนิด ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว เราจึงขอนำเสนอวิธีการคิดแยกแยะแบบพุทธที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ง่ายๆ นั่นคือ...


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

"วิธีคิดแบบวิภัชชวาท" หรือ การคิดแบบแยกประเด็นปัญหา ไม่มองปัญหาด้านเดียว ซึ่งมีประโยชน์มากเมื่อต้องตัดสินใจ เพราะเป็นการมองปัญหาอย่างรอบด้าน แล้วจึงแยกแยะประเด็นทีละประเด็น จากนั้นจึงค่อยๆวิเคราะห์แต่ละประเด็นอย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งใช้สติสัมปชัญญะในการเลือกรับแต่สิ่งดีๆ เข้ามา ดังที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า

    "การเพิ่มพูนความรู้ หรือปัญญาลึกซึ้งมันก็มาจากโยนิโสมนสิการ ไม่ว่าเรื่องบ้าน เรื่องโลก เรื่องธรรมะ การรับเข้ามาด้วยวิธีใดก็ตาม ได้ฟังจากผู้อื่น อ่านจากหนังสือหรือจากอะไรก็ตาม ที่เรียกว่านอกตัวเรามา พอถึงแล้วก็โยนิโสมนสิการว่าให้เป็นความรู้ เป็นสมบัติ พอจะลงมือทำอะไรก็โยนิโสมนสิการในสิ่งที่จะทำให้ดีที่สุด มันก็ผิดพลาดน้อยที่สุด"

 :49: :49: :49: :49: :49:

เพียงเท่านี้ การเลือกรับข่าว และการรับแอดเพื่อนใหม่ๆ หรือการเลือกกลุ่มเพื่อนก็จะมีความรอบคอบ รอบด้าน ไม่แตกตื่นและไม่เครียดกับข้อมูลข่าวสารโดยใช่เหตุ ทั้งยังมีแต่เรื่องราวดีๆ ในหน้า Facebook ของเรา

ก่อนคลิกเข้า Facebook ครั้งต่อไป อย่าลืมสร้างภูมิคุ้มใจให้แข็งแรง และใช้ชุมชนออนไลน์นี้เป็นช่องทางในการแบ่งปันเรื่องราวดีๆ แล้วรับรองว่า จากนี้ไป Facebook จะไม่เป็นเพียงของเล่นเพียงชั่วคราว แต่จะเป็นเครื่องมือสร้างความสุขแบบถาวรให้คุณได้ในที่สุด


นิตยสาร Secret ฉบับ 97 ปักษ์ 10 ก.ค. 2555
คอลัมน์ : Life Management
เรื่อง : วรวิทย์ เต็มวุฒิการ
http://women.sanook.com/13570/
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 10 สุดยอด ประโยคร้องทัก 'โบราณว่า' เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 11:01:28 PM


10 สุดยอด ประโยคร้องทัก 'โบราณว่า'

10. จิ้งจกร้องทัก..
สมัยก่อนเนี่ยจิ้งจกตามบ้านจะมีเยอะกว่านี้มาก และเมื่อไหร่ที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านแล้วได้ยินเสียงจิ้งจกร้อง จะไม่มีใครกล้าออกจากบ้านเลยล่ะค่ะ เรียกได้ว่าถ้ามีนัดก็ต้องยกเลิกไปเลย เพราะเค้าเชื่อว่าการที่จิ้งจกร้องทักเป็นลางร้าย ถ้าออกไปอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น..แต่จริงๆแล้วจิ้งจกมันจะร้องเวลาไหนก็ได้ไม่ใช่หรอ?


9. คนที่เกิดมามีปาน
ความเชื่อนี้ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ ว่าคนที่เกิดมามีปานจะเคยเกิดมาแล้วในชาติก่อนๆรึเปล่า ที่ก่อนตายครอบครัว หรือคนรักได้ทำการสร้างตำหนิไว้ โดยการนำเอาปูนแดง หรือถ่าน มาป้ายตามตัวเพื่อให้เห็นได้ชัด!! เอาเป็นว่าลองไปหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ดูดีกว่าว่ามันเกิดจากอะไรน๊า?


8. เสียงเรียกปริศนายามค่ำคืน
สมัยก่อน(หรือสมัยนี้) เชื่อว่าถ้ามีเสียงคนเรียกตอนกลางคืนอย่าขานรับ เพราะเป็นเสียงของดวงวิญญาณ และถ้าหากตอบรับจะเหมือนเป็นการอนุญาตให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน บางทีก็จะเข้ามาทำร้ายคนในครอบครัวได้!! แต่จริงๆแล้วอาจจะเป็นการสอนมารยาทก็เป็นได้ เพราะการตะโกนตอบรับในสมัยนั้นถือว่าไม่สุภาพสุดๆไปเลย

7. อย่าให้ของขวัญใครเป็นผ้าเช็ดหน้า
คงได้ยินคำเตือนนี้กันบ่อยๆ และคงไม่เคยมีใครได้รับของขวัญเป็นผ้าเช็ดหน้ากันใช่มั้ยคะ? นั่นเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าหากซื้อผ้าเช็ดหน้าให้คนรัก เพื่อนสนิท จะเป็นลางไม่ดี ทำให้เกิดเหตุจากลา ร้องไห้และใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มาเช็ดน้ำตา!! เอาจริงๆมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากได้ผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญกันรึเปล่าน้า เลยเชื่อกันซะสนิท


6. มือชนกันระหว่างตักข้าว
เป็นอีกความเชื่อที่ไม่มีที่มาที่ไปเอาซะเลย กับการที่นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วมีคนมีชนกันระหว่างเอื้อมมือไปตักอาหาร แล้วเชื่อว่าจะมีคนมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน!! จริงๆแล้วอาหารจานนั้นอาจจะอร่อยมากๆจนใครๆก็อยากจะตักทาน แต่ดันใจตรงกันตักพร้อมกันซะงั้น ไม่เห็นจะเกี่ยวกับจะมีคนมาเยี่ยมเลย..ว่ามั้ยคะ?

5. ห้ามทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารัก!!
งงกันใช่มั้ยคะว่าทำไมแต่ก่อนเค้าถึงห้ามทักแบบนี้ เพราะเชื่อกันว่าถ้าทักแบบนี้ผี สาง เทวดาทั้งหลายจะได้ยินและมาเอาชีวิตเด็กไป ดังนั้นเลยต้องทักว่า “น่าเกลียด น่าชัง” เพื่อให้เด็กปลอดภัย!? แต่ความเชื่อนี้ก็ถือว่ามาได้ไกลจริงๆค่ะ ขนาดทุกวันนี้คนยังทำตามกันอยู่เลย



4. เป็นผู้หญิงอย่านั่งขวางบันได
คนสมัยใหม่คงงงไม่น้อยว่าทำไมถึงห้ามนั่งกันล่ะ? ก็สมัยก่อนเชื่อกันว่าถ้าผู้หญิงนั่งขวางบันไดจะคลอดลูกยาก!! ซึ่งจริงๆมันน่าจะเป็นกลอุบายที่ให้เด็กผู้หญิงสมัยก่อนนั่งเรียบร้อย บนเก้าอี้มากกว่าไปนั่งแหกแข้งแหกขาขวางบันได คนจะขึ้นจะลงก็ลำบาก..ใครคิดเหมือนกันบ้างเอ่ย?

3. ตอนกลางคืนอย่ากวาดบ้านเชียว
ปัจจุบันอาจจะมีคนเชื่อเรื่องนี้อยู่ก็ได้ เพราะมันเกี่ยวกับเงินทอง!! ถ้าบ้านไหนมากวาดบ้านตอนกลางคืน เชื่อกันว่าเป็นการกวาดเงินทองที่หามาได้ในตอนเช้าออกไปหมด ซึ่งจริงๆอาจจะเป็นการเตือนคนในสมัยก่อนก็ได้ เพราะแต่ก่อนไฟฟ้าก็ไม่ได้เข้าถึงแบบทุกวันนี้ อาจจะเกิดอุบัติเหตุจากการกวาดบ้านแบบมืดๆก็ได้


2. ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน
จริงๆเราก็น่าจะรู้เหตุผลที่แท้จริงอยู่แล้วว่าทำไมผู้ใหญ่เค้าถึงห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน อาจจะไม่ใช่เพราะกลัววิญญาณบรรพบุรุษทั้งหลายจะไม่สงบสุขแบบที่คนโบราณเชื่อกันหรอก แต่น่าจะเป็นเพราะกลัวเราจะตัดนิ้วตัวเองต่างหาก!! ด้วยความที่แต่ก่อนไฟก็ไม่ได้มีทุกบ้าน แถมก็ไม่ได้สว่างแบบทุกวันนี้ เลยคงกลัวว่าจะเผลอไปตัดเนื้อเข้าให้ล่ะสิ

1. อย่าเคาะจานข้าว
เชื่อเลยว่าข้อนี้หลายๆคนคงเคยได้ยินกันบ่อยๆเมื่อตอนยังเป็นเด็ก และเห็นการเคาะจาน ชามเป็นเรื่องสนุก แต่พอผู้ใหญ่บอกว่าถ้าเคาะแล้วจะเป็นการเรียกผี สางทั้งหลายให้มากินข้าวเท่านั้นแหละ โต๊ะก็เงียบลงอย่างไม่ต้องสงสัย ไอ้เรื่องของผี สาง เนี่ยเราจะไม่พูดถึง แต่ที่แน่ๆผู้ใหญ่คงไม่ต้องหนวกหูเพราะเสียงเคาะพวกนั้นแน่!!


ขอขอบคุณ TOPTENTHAILAND
www.dailynews.co.th/Content/regional/285520/10สุดยอดประโยคร้องทัก_โบราณว่า_
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวบ้านแห่ขอพร “พระพยาบาล” เชื่อศักดิ์สิทธิ์-ช่วยหายจากโรคร้าย เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 10:40:15 PM


ชาวบ้านแห่ขอพร “พระพยาบาล” เชื่อศักดิ์สิทธิ์-ช่วยหายจากโรคร้าย

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวจังหวัดอุตรดิตถ์ รายงานว่า ที่บริเวณหอสวดมนต์ วัดน้ำริดเหนือ ต.น้ำริด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีชาวบ้าน ต.น้ำริดและพื้นที่ใกล้เคียง ใส่เสื้อขาวนำพระพุทธรูปประจำวันเกิดและผ้าไตรจีวร มากราบไหว้พระประธานปางพยาบาล หรือพระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ โดยตั้งจิตอธิษฐานและขอพรให้หายจากโรคร้าย อาทิ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคทั่วไป เมื่อหายแล้วจึงนำเอาพระประจำวันเกิด ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้ว 5 นิ้ว 3 นิ้ว และขนาดเล็กหรือผ้าไตรหรือทั้ง 2 อย่างมาถวายให้กับพระประธานปางพยาบาล เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยมีพระที่วัดน้ำริดเหนือ 2 รูป และชาวบ้านในจ.อุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียงเคยป่วยโรคร้าย มากราบไหว้ขอพรแล้วหายหลายคนเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปปางพยาบาล จึงแห่กันมาขอพร
 
 สำหรับพระประธานปางพยาบาลองค์นี้มีชื่อเรียกว่า“พระพยาบาล”มีความสูงประมาณ 160 เซนติเมตร กว้างประมาณ 180 เมตร พระอิริยาบถนั่งชันพระชานุเบื้องขวา ประคองพระภิกษุอาพาธด้วยพระหัตถ์ขวา ให้นอนที่พระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ซ้ายประคองมือซ้ายพระภิกษุอาพาธ พระพักตร์เพ่งมองยังพระภิกษุอาพาธที่กำลังเศร้าหมองในลักษณะเมตตาสงสาร เป็นพระพุทธรูป 1 ใน 80 ปางตามพุทธประวัติ

 

นายประสิทธิ์  เอี่ยมงิ้วงาม อายุ 67 ปี ชาวบ้าน ต.งิ้วงาม กล่าวว่า อดีตเคยป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ทั้งแขนและขา อายุครบ 20 ปี จึงบวชที่วัดน้ำริดเหนือระหว่างบวชได้เดินทางไปสำนักสงฆ์จิตตภาวัน ปัจจุบันเป็นจิตตภาวันมหาวิทยาลัย จ.ชลบุรี เพื่อเรียนปรมัตถธรรม รูปธรรมและนามธรรม จิต เจตสิก รูปและนิพพาน ระหว่างเรียนพบพระพุทธรูปปางพยาบาล เป็นหนึ่งในปางตามพุทธประวัติเกี่ยวกับพระที่ป่วยอาพาธ จึงอธิฐานอยากให้หายขาดจากโรคร้าย พร้อมวาดรูปเหมือน เมื่อกลับถึงวัด จึงขึ้นรูปด้วยปูนปั้นใช้เวลา 4 เดือนจึงเสร็จ พร้อมปิดทองตัวองค์พระ โรคอัมพฤกษ์ที่เกิดกับแขนและขาหายเป็นปลิดทิ้ง เหมือนคนปกติจนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านแถวนี้เชื่อต่างกราบไหว้ขอพรและหายจากโรคร้าย หลายคนจึงร่วมกันสร้างหอสวดมนต์ให้ ทุกวันนี้มีชาวบ้านจากต่างถิ่นทราบข่าว จึงเดินทางมากราบไหว้ขอพรอยู่ตลอด เมื่อหายแล้วจะนำพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด หรือผ้าไตรจีวรมาถวายเป็นพุทธบูชา
 
 ด้าน พระอธิการจรัญ สันตมโน เจ้าอาวาสวัดน้ำริดเหนือ กล่าวว่า เดิมเป็นพระลูกวัด บวชพรรษาแรก เคยถูกรถชนขาข้างขวาหัก 4 ท่อนตั้งแต่หน้าแข้งจนถึงสะโพก บาดแผลมีน้ำเหลืองไหลตลอด แพทย์โรงพยาบาลอุตรดิตถ์และโรงพยาบาลสงฆ์ในกรุงเทพฯ ทำการรักษา ชี้แนะให้สึกจากการเป็นพระแล้วอยู่บ้าน เพราะภายใน 3 เดือนจะเดินไม่ได้ อาจทำให้พระรูปอื่นเดือดร้อน

 

เมื่อเดินทางกลับถึงวัด “ไหนๆ ก็จะสึกแล้ว”  จึงขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ภายในวัด อาทิ พระพุทธรูปปางพยาบาล ก่อนสึกจากพระขอพัฒนาวัดแห่งนี้ โดยพัฒนาพื้นที่รอบวัดบริเวณที่สกปรกรกรุงรังและเป็นป่า เพียงแค่เดือนเศษน้ำเหลืองที่ไหลออกมากลับไม่มี ขาที่หัก 4 ท่อน และคาดว่าจะเดินไม่ได้ก็หายเป็นปกติ มีเพียงการทรงตัวระหว่างเดินที่ไม่เหมือนคนทั่วไป บวชอยู่ 4 ปี ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดให้ปกครองพระสงฆ์ภายในวัด ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์ กว่า 10 รูปจำพรรษาอยู่ ทุกวันนี้มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี
 
 พระจรัญ กล่าวว่า การอธิษฐานขอพรจากพระปางพยาบาลถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่อยากให้หลงงมงาย จะทำอะไรก็แล้วแต่ หากมีจิตใจแน่วแน่และกำลังใจดี จิตใจและกำลังใจที่เข้มแข็งนั้น จะเป็นส่วนช่วยทำให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยหายไวขึ้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE9EQXdOVFExTUE9PQ==&subcatid=
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดดังพบ "พระพุทธรูปทองคำทั้งองค์" พุทธศิลป์สวยงาม อายุกว่า 300 ปี เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 10:30:08 PM

วัดดังพบพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์-พุทธศิลป์สวยงาม-อายุกว่า300ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดคลองแดน หมู่ 1 ต.รามแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช พบพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 50 นิ้ว สร้างด้วยทองคำเหลืองอร่ามทั้งองค์ คาดเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2246-พ.ศ.2310) หรือกว่า 300 ปีมาแล้ว เป็นการสร้างตามแบบในการสร้างพระพุทธรูปในสมัยโบราณ โดยการนำเอาส่วนที่โดดเด่นของพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ทั้งศิลปะล้านนา ล้านช้าง เชียงแสน และนครศรีธรรมราช มาผสมสานสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้น ทำให้องค์พระมีลักษณะพุทธศิลป์ที่สวยงามที่สุด

 ทั้งนี้เดิมพระพุทธรูปถูกเก็บไว้ในกุฏิเก่า ไม่มีใครสนใจเพราะเมื่อก่อนองค์พระมีสีดำ รมดำ ทาปากแดง ต่อมามีการรื้อกุฏิเก่า พบประดิษฐานอยู่ในตู้ไม้เก่า เมื่อนำมาทำความสะอาด กลายเป็นสีเหลืองอร่าม มีนักวิชาการจากกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญมายืนยันว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย น้ำหนักไม่น้อยกว่า 100 กก. โดยชาวบ้านจะช่วยกัน



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE9EQXhNRGswT0E9PQ==&subcatid=
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “คณะสงฆ์ลพบุรี” ผุดไอเดียจัด "หมู่บ้านศีล 5 แฟร์" เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 10:22:39 PM


“คณะสงฆ์ลพบุรี” ผุดไอเดียจัด "หมู่บ้านศีล 5 แฟร์"

พระราชพุทธิวราภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เผยเดินหน้าโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ระยะที่ 2 ปี 58 เตรียมจัดหมู่บ้านศีล5 แฟร์ รวมพลคนศีล 5 มอบโล่คนดี หวังสร้างชุมชนเข้มแข็ง

วันนี้ (8 ธ.ค.) พระราชพุทธิวราภรณ์ (ประเทือง อาภาธโร) เจ้าอาวาสวัดกวิศราราม เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า จากการที่คณะสงฆ์และจังหวัดลพบุรี ได้ดำเนินการโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ตามดำริสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นั้น ในปี 2558 ลพบุรีจะดำเนินงานหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในระยะที่ 2 ในกลุ่ม 1,122 หมู่บ้าน 120 ตำบล โ

ดยจะมีการติดตามผลหมู่บ้านศีล 5 ทุก 3 เดือน ไม่ว่าจะเป็น การเข้าวัด ปฏิบัติธรรมของประชาชน ปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ว่ามีเพิ่มขึ้น หรือลดลง รวมทั้งจะมีการคัดเลือกตัวแทนประชาชนหมู่บ้านละ 2-3 คน มาอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องของศีล 5 ค่านิยม 12 ประการ และการประกอบสัมมาชีพ โดยจะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)จังหวัดลพบุรี ดำเนินการอบรมอาชีพให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมด้วย


 :96: :96: :96: :96: :96:

พระราชพุทธิวราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ทางคณะสงฆ์และจังหวัดลพบุรี จะแบ่งอำเภอทั้ง 11 อำเภอ เป็นกลุ่มละ 3-4 อำเภอ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ร่วมกัน แล้วมีการประเมินผลกันเองในระดับกลุ่มอำเภอ เพื่อให้ชุมชนได้ดูแลกันเองที่จะสร้างความเข้มแข็งด้านคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม พร้อมจัดกิจกรรมทำความดี เช่น จิตอาสาร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการจัดงานหมู่บ้านศีล 5 แฟร์ รวมพลคนศีล 5 เนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2558 เพื่อเทิดพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 st12 st12 st12 st12 st12

“ในงานหมู่บ้านศีล 5 แฟร์ จะมีการมอบโล่คนดีต้นแบบจากชุมชนต่างๆ การแสดงผลการดำเนินงานของหมู่บ้านศีล 5 ของชุมชน ให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อนำแบบอย่างจากชุมชนต่างๆที่ดี ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง เพื่อให้โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะมีการส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ซึ่งต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่อนาคตของชาติ ได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ในการศึกษาและเรียนรู้ศีล 5 จากชุมชนและผู้ใหญ่ที่เป็นต้นแบบอีกด้วย”
เจ้าคณะจังหวัดลพบรี กล่าว.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/286012/“คณะสงฆ์ลพบุรี”ผุดไอเดียจัดหมู่บ้านศีล+5+แฟร์
98  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 10 นิสัยดีๆที่จะทำให้เรากลายเป็นคนฉลาด เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 09:18:00 AM


10 นิสัยดีๆ ที่จะทำให้เรากลายเป็นคนฉลาด

1. คิด 10 ไอเดียใหม่ๆในทุกๆวัน
การเริ่มต้นคิดอะไรใหม่ๆก็เหมือนเป็นการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อสมองคุณ ไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดที่ดีเสมอไป ขอแค่ลองคิดก็เพียงพอแล้ว อนาคตใครจะรู้ว่าเงินร้อนล้านอาจมาจากความคิดง่ายๆของคุณ


2. อ่านหนังสือพิมพ์
คุณจะได้รับข่าวสารที่แปลกใหม่เสมอ และเวลาเข้าสังคมคุณจะได้คุยกับเพื่อนๆแบบรู้เรื่อง

3. สร้างความเห็นที่แตกต่างกัน
พยายามแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป คิดนอกกรอบ มันจะช่วยให้คุณเปิดรับสิ่งใหม่ๆและต้องยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย


4. อ่านหนังสือหนึ่งบทในชีวิตประจำวัน
จะเป็นนิยายหรือไม่ใช่นิยายก็ไม่สำคัญ เพราะการอ่านเป็นหัวใจสำหรับการออกกำลังกายของสมอง และพอกพูนความรู้ไปเรื่อยๆ อย่าบอกนะว่าไม่มีเวลาอ่าน ควรให้เวลากับมันบ้าง

5. หาเรื่องที่สนใจและศึกษาอย่างจริงจัง
ค้นหาตัวเองให้เจอว่าชอบอะไรสนใจเรื่องไหนและพยายามค้นคว้าอย่างจริงจัง


6. หาบุคคลที่เป็นแรงบัลดาลใจ
จะเป็นใครก็ได้ขอแค่มีแนวคิดที่เจ๋งๆ มีวิถีชีวิตที่น่าเป็นแบบอย่าง หากคิดไม่ออกบอกเฟซบุ๊กก็ได้

7. แบ่งปันความรู้สู่ผู้อื่น
การสอนผู้อื่นเสมือนเป็นการทบทวนความรู้และเสริมสร้างความรู้ของคุณ อีกทั้งมันยังทำให้คุณดูฉลาดขึ้นอีกด้วย


8. บันทึกสิ่งที่คุณเรียนรู้
จะจดใส่กระดาษหรือเขียนเป็นบล็อคลงเนตก็ได้ นอกจากจะเป็นการจดบันทึกแล้วมันจะทำให้คุณเป็นคนมีความรับผิดชอบอีกด้วย

9. คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
ถ้าเป็นไปได้จริงควรจะออกไปเที่ยวกับคนที่มีความรู้ความฉลาดกว่าคุณ เพราะคนเหล่านี้จะสอนสิ่งใหม่ ๆ เวลาที่คุณเห็นพวกเขาทุกคนพูดถึงความรู้ใหม่ๆมันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณด้วย

10. เอาชนะความกลัว
อย่ามัวแต่กลัวที่จะทำ อย่าขัดวันประกันพรุ่ง จงเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อความเร็จของคุณเอง

ที่มา viralnova
http://men.sanook.com/4689/
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 วิธี สร้างกำลังใจให้ตัวเอง เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 09:13:36 AM


5 วิธี สร้างกำลังใจให้ตัวเอง

บางคนอาจรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือท้อแท้กับเรื่องบางเรื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ มีหลายวิธีที่จะทำให้ตัวเองคลายเครียดลงบ้าง แล้วก็มีวิธีที่จะสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้ก้าวเดินต่อไปได้

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

1. นึกถึงตัวเองอยู่เสมอ
ไม่ได้หมายความให้นึกถึงแต่ตัวเอง เพียงแค่จะทำอะไร ก็ให้นึกถึงตัวเอง ว่ามันจะเกิดผลดีหรนือผลเสียกับตัวเองอย่างไรบ้าง ไม่ว่าเราจะท้อแท้ ขาดกำลังใจแค่ไหน ก็ต้องพยายามอดทนเพื่อที่จะก้าวผ่านอุปสรรคนั้นไปให้ได้


2. เรายังมีเรื่องดีดีอีกเยอะ
แค่คิดซะแต่ว่า ตัวเราเองนั้น ไม่มีอะไร ทำอะไรก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ดี มันคือการบั่นทอนตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เรามีอยู่ อย่ามองเพียงว่าเราไม่มีเหมือนคนอื่น ให้มองกลับมาว่า เรายังมีดีกว่าใครอีกหลายคน เพิ่มความคิดทางบวกให้ตัวเอง


3.คนดีที่อยู่ข้างกายเรา
อย่าคิดว่าเราเหมือนยืนอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ เรายังมีพ่อ-แม่ มีครอบครัว มีเพื่อนฝูง อาจจะไม่มากเหมือนคนอื่น เพียงแค่มีเพื่อนที่จริงใจ มีครอบครัวที่เข้าใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว


4. ลองทบทวนเรื่องดีที่ผ่านมา
ปัจจุบันนี้เราอาจจะกำลังท้อแท้หรือหมดหวัง เพียงลองมองย้อนไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ดูรูปครั้งที่เราเคยมีความสุข ดูรูปครั้งที่เราเคยก้าวผ่านปัญหาต่างๆ มาได้ เพื่อกระตุ้นให้เรามีกำลังใจทำวันนี้ให้ดีขึ้น ให้เรารู้สึกดีขึ้น เมื่อเรามีอดีตที่สดใส และจะต้องทำอนาคตให้สดใสให้ได้เช่นกัน


5. ฝึกสมาธิและศึกษาธรรมะ
สุดท้าย… เพียงเราลองฝึกสมาธิ ให้จิตใจเราไม่ฟุ้งซ่าน ให้จิตใจเราสงบ ลองใช้หลักธรรมต่างๆ มาเป็นเครื่องมือสอนจิตใจเรา จะทำให้เรามีสติปัญหาที่จะไตร่ตรองปัญหาและหาวิธีแก้ไข สร้างกำลังใจของตัวเองขึ้นมาได้


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://women.sanook.com/32009/
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “5 บ่วงอันตราย” เตือนคนทำงานมือใหม่ อย่าตกหล่ม.!! เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 09:09:52 AM


“5 บ่วงอันตราย” เตือนคนทำงานมือใหม่ อย่าตกหล่ม.!!

เมื่อฤดูกาลของการรับปริญญามาถึง อันเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีบัณฑิตจบใหม่ที่จะก้าวสู่ชีวิตการทำงานเป็น จำนวนมาก แน่นอนว่าคนทำงานมือใหม่ย่อมเจอสังคมใหม่ที่กว้างขึ้น และอาจมีบ้างที่เผลอใจไปกับสิ่งยั่วยวนมากมาย เพื่อเข้าสังคม หรือสนองความต้องการที่ตัวเองใฝ่ฝันมานาน

เพื่อเป็นแนวทางให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ ในการดำเนินชีวิตวัยทำงาน บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จึงนำเสนอ 5 บ่วงอันตรายของคนทำงานมือใหม่

"นพวรรณ จุลกนิษฐ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง 5 บ่วงอันตรายที่คนทำงานมือใหม่มักจะเกิดขึ้นเพราะการถูกหลอกล่อ การสร้างแรงจูงใจ และค่านิยมของการใช้ชีวิตในแบบโก้หรู จนเกิดการเป็นหนี้และไม่มีเงินเหลือเก็บกัน ซึ่ง 5 บ่วงอันตรายมีดังนี้ คือ

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

หนึ่ง ราชาเงินผ่อน - เมื่อเริ่มมีเงินเดือนประจำ บรรดาเหล่าธนาคารต่าง ๆพร้อมยินดียื่นข้อเสนอให้คุณมีบัตรเครดิตไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยวงเงินที่มากกว่าเงินเดือนหลายเท่า และอาจทำให้หลายคนตื่นตาตื่นใจ เพราะเริ่มเห็นหนทางที่จะได้สิ่งของที่ต้องการมาอย่างง่ายดาย โดยไม่คิดถึงบั้นปลายที่ต้องผ่อนจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยอันหนักอึ้ง และถ้าคุณใช้เกินตัวรูดปรื๊ดๆ กับสิ่งของดับกิเลสแถมผ่อนจ่ายไม่ตรงกำหนด ในที่สุดคุณเองอาจหน้ามืดกับดอกเบี้ยที่บานเบอะ มียอดหนี้รุมเร้าไปชั่วนาตาปีเลยทีเดียว

สอง หลงภาพโซเชียล - สำหรับคนทำงานมือใหม่หลายคนมักติดกับดัก หลงเชื่อภาพในโลกโซเชียลมีเดียของเพื่อนที่มักโพสต์อวดแต่เรื่องดีๆ หรู ๆ ร้านอาหารดังเสื้อผ้าสวยๆ ยี่ห้อสุดฮิต หรือของแบรนด์เนมโดยไม่คำนึงว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพจริงหรือภาพลวงตากันแน่ จึงทำให้เกิดความอยากได้ อยากมี และอยากอวดคนอื่นบ้าง

ถึงขนาดยอมทุ่มเงินเดือนทั้งเดือน หรือยอมเป็นราชาเงินผ่อน เพื่อจับจ่ายให้ได้ของเหล่านั้น โดยไม่มองว่าเหมาะสมกับรายได้ของตนหรือไม่ จนทำให้เงินที่มีอยู่ชักหน้าไม่ถึงหลัง บ่วงนี้จึงอันตรายยิ่งนัก เพราะคนทำงานมือใหม่สมัยนี้มักมีทัศนคติที่ว่าเสียเงินไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้


สาม โชว์ชีวิตสุดโก้ - คนทำงานยุคใหม่จะมีเทรนด์การใช้ชีวิตที่ต่างไปจากคนรุ่นก่อน ด้วยสังคม ค่านิยม และทัศนคติที่เปลี่ยนไป เมื่อชีวิตเพิ่งเริ่มทำงาน บางคนอยากมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง เช่น อยากซื้อบ้าน, อยากมีคอนโดมิเนียม, อยากถอยรถป้ายแดง และอยากถือกระเป๋าแบรนด์เนม ความอยากมีทรัพย์สินเป็นของตนเองไม่ใช่สิ่งผิด ถ้าเรารู้จักประมาณตน แต่บางคนอยากได้เพียงแค่โชว์ชีวิตสุดโก้ให้สังคมได้รับรู้ และยอมรับในสถานะของตน โดยไม่คำนึงถึงรายได้ หรือความมั่นคงในอาชีพที่ทำอยู่มีรายได้เพียงน้อยนิด แต่คิดซื้อทั้งรถและบ้าน สุดท้ายค่าใช้จ่ายบานปลาย กลับกลายเป็นทั้งบ้านและรถถูกยึดไป คราวนี้เสียต่อหน้าต่อตาเสียเอง

สี่ สังคมจ๋า ปาร์ตี้จัด - นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบ่วงอันตรายที่ทำร้ายคนทำงานมือใหม่มานักต่อนัก เพราะในสังคมออฟฟิศมักมีการสังสรรค์ เที่ยว ช็อป ชิลร่วมกันเสมอๆ จนบางคนเสพติด ฟิตจัดนัดกันทุกสุดสัปดาห์ และยิ่งหากคุณเป็นคนปฏิเสธเพื่อนไม่เป็นด้วยแล้ว ระวังให้ดี...เงินในกระเป๋าจะฟีบแบนก่อนสิ้นเดือนแน่นอน

ห้า ผีพนันเข้าสิง - พฤติกรรมนี้อาจติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่บางคนก็มาเสียคนตอนทำงานก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะชายหนุ่มที่โดยพื้นฐานมักชอบการแข่งขัน ท้าทาย รักสนุก ยิ่งทำงานมีรายได้ ก็เกิดอยากรู้อยากลองตามสังคมกลุ่มเพื่อน

 :96: :96: :96: :96: :96:

ตอนแรกอาจคิดว่าลองดูเล่นๆ เพื่อความมันส์ สนุกสนาน แต่นานวันเข้ากลับเสพติดการพนันโดยไม่รู้ตัว ประหนึ่งมีอะไรมาเข้าสิงจนสติกระเจิง ไม่สามารถลด ละ เลิกได้ ทั้งโต๊ะบอล โต๊ะม้า การพนันออนไลน์ เล่นทุกนัด พนันทุกแมตช์ ไม่มีพลาดสักสำนัก ถ้าเป็นแบบนี้ก็สิ้นเนื้อประดาตัวกันแน่นอน

นอกจาก 5 บ่วงอันตรายแล้ว "นพวรรณ" ยังกล่าวถึง 5 เทคนิครวยฉบับมนุษย์เงินเดือน ซึ่งประกอบด้วย

หนึ่ง ตั้งสติก่อนใช้สอย โดยคำนึงว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นสำคัญหรือจำเป็นจริงๆ หรือไม่

สอง เปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ สิ่งของชนิดเดียวกันอาจมีราคาต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานที่ขาย หากรู้จักเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มิใช่น้อย

"สาม จัดทำบัญชีรายรับ/รายจ่าย จะทำให้รู้ว่าแต่ละวันเราใช้จ่ายมากน้อยเพียงใดและกำหนดการใช้ในวันต่อไปให้ดี สี่ เก็บเงินออมก่อน แล้วค่อยใช้ โดยให้กันเงินเดือนส่วนหนึ่งเก็บเป็นเงินออมก่อน ถึงแม้จะน้อยนิดแต่สะสมไปเรื่อยๆ ก็เป็นเงินก้อนใหญ่ได้ ห้า ต่อยอดเงินออม หากมีเงินออมในระดับหนึ่ง อาจนำไปต่อยอดให้เงินงอกเงยด้วยการลงทุนในกองทุนรวม แต่ทั้งนี้ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง"


ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตให้กับคนทำงานมือใหม่เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพและบทความจาก
money.sanook.com/238181/5-บ่วงอันตราย-เตือนคนทำงานมือใหม่-อย่าตกหล่ม/
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลัก 5 ย. เพื่อชีวิตคู่ที่ยืนยาว เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 09:03:03 AM



หลัก 5 ย. เพื่อชีวิตคู่ที่ยืนยาว

ชีวิตคู่ที่มั่นคง อบอุ่นไปด้วยความรักความเข้าใจเป็นแหล่งพลังกายและพลังใจอันสำคัญให้เรายืนหยัดอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หลักง่ายๆ ที่จะช่วยในการส่งเสริมความสำพันธ์ของชีวิตคู่ยุคใหม่ คือ ยกย่อง ยินยอม ยืดหยุ่น แยกแยะ และยืนหยัด

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

ยกย่อง สำหรับคู่รัก การยกย่องให้เกียรติกันและกันมีความสำคัญอันดับต้นๆ การพูดยกย่องคู่ของเราบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง จะทำให้อยู่กันอย่างไม่มีปัญหา การพูดยกย่องต้องทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะใช้วาจายกย่องอย่างไร ก็ควรคู่ของเราไปพูดคุย อย่างสนุกปาก เพราะถ้าใครได้ยินอาจจะคิดไปว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่ให้เกียรติกันและกัน

ยินยอม หมายถึง การยอม ๆ กันบ้างหรือคิดถึงเหตุผลหรือความรู้สึกของอีกฝ่ายบ้าง เพราะคน 2 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ย่อมมีสักครั้งหรือหลายครั้งที่มีความคิดเห็นไม่ลงลอยกัน มีหลายเรื่องที่ทั้งคู่จำเป็นต้องตัดสินร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างถือเหตุผลของตนเองเป็นใหญ่ ไม่มีใครยอมรับ มุ่งแต่เอาชนะ ชีวิตคู่แบบนี้อาจจะอยู่กันไม่ยึดได้

ยืดหยุ่น ในการใช้ชีวิตคู่นั้น ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น มีเรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น ตอนอยู่กันแรกๆ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด อะไร ๆ ก็ทนได้ แต่พออยู่กันนานเข้าทั้งๆ ที่คู่ขอเราก็ยังเป็นคนเดิมอยู่ แต่ก็ชักจะมีหลายเรื่องที่เราชักจะทนไม่ไหว หรือรับไม่ได้ขึ้นมา ความจริงนั้นชีวิตคู่ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งต้องมีการยืดหยุ่นให้แก่กันและกันมากกว่าตอนรักกันแรกๆ

แยกแยะ ชีวิตคู่ 2 คน มีเรื่องราวต่างๆ เข้ามาปะปนจนแยกไม่ออก ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ไม่เป็นไร แต่บางเรื่องก็ไม่สามารถนำมาปะปนกันได้ เช่น เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว บางคนหงุดหงิดจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาบ้านก็พาลหงุดหงิดกับภรรยาที่บ้าน ไปโวยวายกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง อาจส่งผลให้เกิดปัญหาได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ภรรยาบางคนโทรศัพท์เช็คสามีตลอดทั้งวันเป็นการรบกวนสมาธิในการทำงาน แทนที่สามีจะรู้สึกว่าภรรยารักและห่วงใย อาจะรู้สึกในทางกลับกันว่าภรรยาคอยจับผิด จนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งจนถึงขั้นเลิกรากันได้

ยืนหยัด ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นก็ตาม กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความปรารถนาที่จะมีความสุขสดชื่นตลอดไปในชีวิตคู่ต้องมีใจที่จะยืนหยัดต่อสู่ด้วยกัน จะสุขจะทุกข์ก็ต้องร่วมกันฝ่าฝัน เข้าสำนวนที่ว่า “มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน” ใครท้อแท้หรือล้มลงก็ต้องช่วยดึงให้ลุกขึ้นยืนใหม่ให้ได้

Cr.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต
http://women.sanook.com/21028/
102  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สวดมนต์ข้ามปี ดีอย่างไร.? เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 08:58:57 AM


สวดมนต์ข้ามปี ดีอย่างไร.?

ใกล้จะปีใหม่แล้ว สิ่งที่หลายคนอยากจะทำก็คงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ตามความเชื่อที่ว่า การสิ่งดีๆ ในต้นปีจะส่งผลให้ชีวิตดีไปตลอดทั้งปี

และสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกันมาในช่วงปีใหม่ คือ การสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งปัจจุบันก็มีสถานที่จัดงานสวดมนต์ข้ามปีมากมายทั้งในกรุงเทพมหานครเองรวมไปถึงต่างจังหวัดด้วยเช่นกัน

โดยคนส่วนใหญ่ก็มีความตั้งใจจริงที่จะสวดมนต์ข้ามปีเพื่อจะได้เป็นการเสริมดวงสร้างบุญกุศลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองกันไปตลอดทั้งปี แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบอย่างแท้จริงกว่า...การสวดมนต์ข้ามปีนั้นดีอย่างไร?

การสวดมนต์ข้ามปีนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ แถมยังให้คุณประโยชน์ต่อจิตใจ และสุขภาพอีกด้วย และนี่คือประโยชน์ของการสวดมนต์ข้ามปี

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

1. ช่วยให้จิตเป็นสมาธิ เพราะขณะนั้นผู้สวดต้องสำรวมใจแน่วแน่ มิฉะนั้นจะสวดผิดท่อนผิดทำนอง เมื่อจิตเป็นสมาธิความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น

2. เป็นการกระทำที่ได้ปัญญา ถ้าการสวดมนต์โดยรู้คำแปลรู้ความหมายก็ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาความรู้

3. เป็นการตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะนั้นอารมณ์จะไปหน่วงอยู่ที่การสวดมนต์อย่างตั้งใจ ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ความโลภ โกรธ หลง จึงมิได้เกิดขึ้นในจิตตน

4. เป็นสิริมงคล ทั้งแก่ชีวิตตน และ บริวารคนรอบตัว

5. สามารถไล่ความขี้เกียจได้ เพราะขณะสวดมนต์ อารมณ์เบื่อ เซื่องซึม ง่วงนอน เกียจคร้านจะหมดไป และเกิดความแช่มชื่นกระฉับกระเฉงขึ้น

6. เปรียบเสมือนการได้เฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะนั้นผู้สวดมี กาย วาจา ปกติ (มีศีล) มีใจแน่วแน่ (มีสมาธิ) มีความรู้ ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า (มีปัญญา) เท่ากับได้เฝ้าพระองค์ด้วยการ ปฏิบัติบูชา ครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง


 st12 st12 st12 st12 st12

และในปีใหม่ 2558 ที่กำลังจะมาถึง ใครมีโอกาสไม่ได้ไปเคาท์ดาวน์ที่ไหน ก็มาเคาท์ดาวน์ ข้ามปีด้วยการสร้างบุญกุศลด้วยการสวดมนต์ข้ามปีกันนะคะ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
horoscope.sanook.com/74653/สวดมนต์ข้ามปีดีอย่างไร/
103  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / วิธีฝึกสมาธิ เพื่อให้เรียนหนังสือเก่ง เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 08:55:21 AM


วิธีฝึกสมาธิ เพื่อให้เรียนหนังสือเก่ง

เชื่อว่าน้องๆ นักเรียน นักศึกษา หลายคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง สอบได้คะแนนไม่ดี ไม่ใช่เป็นเพราะสมองไม่ดี แต่สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียนมากกว่า ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราเรียนหนังสืออยู่แต่สมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เราจะเรียนรู้เรื่องไหม? อาจารย์สั่งสอนอะไรมาก็คงไม่เข้าสมองแน่ๆ วันนี้เพื่อให้น้องๆ มีผลคะแนนที่ดีขึ้น พี่มีวิธีฝึกสมาธิง่ายๆ เพื่อให้เรียนหนังสือเก่งมาฝาก จะฝึกอย่างไร ติดตามได้เลย

 ask1 ask1 ask1 ask1 ask1

นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั้งหลาย ที่ปรารถนาจะเรียนหนังสือเก่ง มีความทรงจำดี เรื่อง "สมาธิ" นี้จะทอดทิ้งไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะอะไร ?

ก็เพราะว่า "สมาธิ" นี้จะเป็นตัวที่เข้าไปช่วย ทำให้สมองปลอดโปร่ง ความทรงจำดีจะเป็น ไปได้ยังไง ?


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

เป็นไปได้สิครับ คิดกันดูง่ายๆ เวลาที่จิตใจสับสน คิดโน่น คิดนี่ ถ้าเราจะเรียนหนังสือหรือ หรืออ่านตำรา เราจะรู้เรื่องไหม ?..ไม่รู้เรื่องแน่ บางทีอ่านไปตั้งนานก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก อย่างนี้เป็นเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะจิตใจขาดสมาธิ

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า นักเรียนที่เรียนหนังสือเก่งนั้น พวกนี้มักจะมีสมาธิดีเป็นพิเศษ เวลาเรียนหนังสือหรือท่องตำรา ก็จะทำอย่างตั้งอกตั้งใจ มีสมาธิต่อการเรียน หรือต่อตำราที่ กำลังท่องจริงๆ จึงสามารถทำให้จดจำเนื้อหาในตำราได้อย่างแม่นยำชักจะสนใจแล้วใช่ไหม ล่ะครับ เอาเลย สนใจก็ต้องลองกันเลย....ขอให้นักเรียนนักศึกษาจงปฏิบัติดังต่อไปนี้นะครับ


 :96: :96: :96: :96: :96:

เมื่อตื่นนอนมา ให้รีบชาร์จพลังแก่สมองก่อนเป็นอันดับแรก ชาร์จยังไง ? ให้ชาร์จโดยการนั่ง สมาธิ ตั้งสติอยู่ที่ลมหาย ใจเข้า-ออก พร้อมกับภาวนาว่า พุท-โธ กำกับไปด้วยหายใจเข้านึก "พุท" ...หายใจออกนึก "โธ" ทำอย่างนี้สัก ๕ นาที ๑๐ นาที แล้วจึงค่อยลุกจากที่นอนไป อาบน้ำ ทานข้าว แล้วไป โรงเรียน

เมื่อเข้าชั้นเรียนก่อนที่จะเริ่มเรียน ก็ควรตั้งสติกำหนด ลมหายใจตามแบบเดิมอีกสักระยะหนึ่ง มันจะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น แต่การตั้งสติ กำหนดลมหายใจ หรือทำสมาธิในห้องเรียนนี้ ไม่ต้องถึงขนาดอยู่ในท่าขัดสมาธิขาขวาทับ ขาซ้าย มือขวาวางทับมือซ้ายหรอกครับ ให้นั่งตาม ปกตินั่นแหละ และไม่จำเป็นต้องหลับตาด้วย ลืมตาก็ทำได้ เป็นแต่เพียงให้มีสติรู้ลมหายใจอยู่ทุกระยะเท่านั้น


 st12 st12 st12 st12 st12

นึกแต่ลมหายใจอย่างเดียว อย่างอื่นไม่นึก ไม่คิด ทำจิตให้ว่าง เมื่อจบวิชาหนึ่ง จะขึ้นวิชาใหม่ ก็ให้ใช้แบบเดิมอีก เพื่อขจัดความยุ่งเหยิงทางจิตใจออกไป และเพื่อให้จิตใจเกิดความพร้อมในการที่จะรับเอาเนื้อหาสาระของวิชาใหม่ เวลาที่ทำการบ้าน แล้วเกิดคิดไม่ออกสมองตื้อ ก็ให้รีบหยุด แล้วทำความสงบในทันที ทำไปจนกว่าความเครียดทางสมองจะคลาย จิตใจรู้สึกปลอดโปร่ง จึงค่อยใช้ความคิดต่อไปใหม่

การทำอย่างนี้ จะช่วยทำให้การคิดและการตัดสินใจดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่ว่าจะใช้ได้เฉพาะกับการเรียนหนังสือเท่านั้น แม้แต่การทำงานที่ต้องใช้สมอง ก็สามารถเอาวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน อ้อ! แล้วก่อนนอนอย่าลืมนะครับ ให้ทำสมาธิไปด้วย ตั้งสติกำหนดลมหายใจไปจนกว่า จะหลับ หากทำได้เช่นนี้โดยสม่ำเสมอก็เชื่อได้แน่ว่า การเรียนของหนูๆน้องๆ จะต้องดีขึ้นกว่า แต่ก่อนอย่างแน่นอนฉะนั้น ถ้าอยากเรียนดี ก็อย่าหนีการทำสมาธิ นะครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับ ไม่ยากเลยใช่ไหม ลองฝึกทำตามดูนะครับ ขอให้น้องๆ ทุกคนมีผลการเรียนดีขึ้น ^^


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ธรรมะไทย
campus.sanook.com/1375197/วิธีฝึกสมาธิเพื่อให้เรียนหนังสือเก่ง/
104  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / รับมือกับความทุกข์ด้วย "การฝึกจิตนั่งสมาธิ" เมื่อ: ธันวาคม 08, 2014, 08:45:01 AM

รับมือกับความทุกข์ด้วย "การฝึกจิตนั่งสมาธิ"

ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือหนีจากเรื่องตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการงาน สภาพแวดล้อมรอบตัว

ปัญหารถติดที่คนกรุงต้องพบเจอทุกเช้าเย็น หนี้สินนอกระบบ ข้าวของแพง และอีกร้อยแปดพันอย่างที่นับว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลให้เกิดความเครียด หรือเรื่องแย่ๆ แง่ลบที่อยู่ภายในจิตใจ

ทางออกหรือวิธีบำบัดคงหายากเต็มที แต่ถ้าคุณลองมองดูดีๆนึกอีกทีก็จะค้นพบวิธีการช่วยบรรเทาสภาวะเหล่านั้นได้ด้วยตัวคุณเอง ดังคำสุภาษิตไทยที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

วิธีที่ว่านี้ไม่ได้ยากหรือต้องใช้เงินลงทุนใดๆ เพียงแค่เริ่มจากจิตใจของคุณเอง นั่นคือ การฝึกจิตสร้างสมาธิ ที่จะนำไปสู่ความสงบ เมื่อเกิดความสงบในจิตใจ แน่นอนว่าสิ่งดีๆในชีวิตก็ตามมา

….แต่ก่อนที่เราจะไปรู้ถึงขั้นตอนวิธีการฝึกสมาธินั้น มาทำความเข้าใจกันคำว่าสมาธิกันก่อนดีกว่าค่ะ

สมาธิ ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็ คือ ความสงบ สบาย มีสติ และความรู้สึกเป็นสุข มีความสุขกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ หรือสิ่งที่เราสร้างขึ้นแล้วมีความสุขกับตรงนั้น

แต่ถ้าหากใครที่ยังไม่รู้สึกแบบนี้ตกอยู่ในสภาวะจิตใจที่ว้าวุ่น เคร่งเครียด กังวล ควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ อย่าปล่อยทิ้งไว้นานค่ะ มาเริ่มฝึกสมาธิเพื่อทำให้จิตใจสงบกันดีกว่า เริ่มต้นง่ายๆ จากสิ่งใกล้ตัว คือ “การนั่งสมาธิ”




หลักการเริ่มต้นทำสมาธิง่ายๆ ด้วยตัวเอง โดยในระยะแรกฝึกนั่งเพียง 10 - 15 นาที ก็เพียงพอ

- ปล่อยวาง ความคิดนึก เรื่องราวต่างๆ ให้หมดไปจากใจ ทำสติจับความรู้สึก อยู่ที่ร่างกายให้รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเราว่าขณะนี้นั่งอยู่อย่างไร

- นึกรู้ นึกเห็นตัวเราอยู่ตลอดเวลา เช่น ถ้าเรานั่งขาขวาทับซ้าย ก็รู้ว่าเรานั่งขาขวาทับซ้าย , เรานั่งหลับตา ก็รู้ว่าเรานั่งหลับตา

- น้อมนึกเห็นใบหน้าของเรา ว่ามีลักษณะอย่างไร นึกเห็นตั้งแต่ศีรษะ ตลอดลงมาปลายเท้า นึกเห็นรอบ ตัวเอง แล้วมาพิจารณาอยู่ที่ใบหน้า

นึกถึงภาพให้เห็นคิ้ว เห็นตา เห็นหูทั้งสองข้าง นึกเห็นปาก เห็นคาง เห็นปลายจมูก เห็นรู้ ลมหายใจเข้า-ออก

กำหนดความรู้สึกอยู่ที่สองช่องจมูก หายใจเข้านึกว่า "พุท" หายใจ ออกนึกว่า "โธ" จนรู้อยู่แต่ "พุท-โธ" ทุกลมหายใจเข้า-ออก และร่างกายก็จะเข้าสู่คำว่า "กายสงบ ใจสงบ"

- ในช่วงนี้หากคำภาวนา "พุท-โธ" ได้ละไปแล้วก็ให้พิจารณาลมหายใจ เข้า-ออกเพียงอย่างเดียว (คำ "พุท-โธ" จะหยุดรำลึกไปเอง โดยธรรมชาติอย่าหวนคำรำลึก หรือทวนความรู้สึกใดๆ ขึ้นอีก)

- เมื่อกระแสกลมกลืนกันดีแล้ว จิตจะนิ่งเป็นอิสระ เป็นสุข และเกิดปัญญา รู้เอง เห็นเอง สัมผัสได้ ด้วยจิตเอง

แต่ด้วยความอดทนของคนเราอาจจะมีระยะจำกัดในระยะแรกเพียงแค่ 10 นาที ก็เพียงพอ อย่าฝีนตัวเองมากไปเพราะอาจจะกลายเป็นนอกจากจะไม่ได้สมาธิแล้วยังจะทำให้รู้สึกน่าเบื่อหรือไม่อยากกลับมานั่งสมาธิอีกเลยก็เป็นได้...



วิธีการออกจากสมาธิ

ก่อนจะเลิกนั่งสมาธิ ให้มาพิจารณากายใจของเรา ตั้งแต่เบื้องบนคือปลายผม สุดเบื้องล่างคือ ปลายเท้า จากเบื้อง ล่างคือปลายเทำให้ถึงเบื้องบนคือปลายผม พิจารณารู้รอบตัวเอง ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ด้วยการออก จากสมาธิ ให้จิตของเราพิจารณารูปตัวเองทั้งกายภายนอกภายใน

รู้ทั่วพร้อมแล้วค่อยๆ เคลื่อนมือขวามาวางที่หัวเข่าด้านขวา เคลื่อนมือซ้ายมาวางที่หัวเข่าด้านซ้าย แล้วค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาระหว่างอก จากนั้นยกมือซ้ายขึ้นมาพนมมือแบบบัวตูม



ประโยชน์ของการนั่งสมาธิ ที่ส่งผลต่อตนเอง มีมากมายหลายประการ

1 ด้านสุขภาพจิต
- ส่งเสริมให้คุณภาพของใจดีขึ้น คือ ทำจิตใจ ผ่องใส สะอาด บริสุทธิ์ สงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย มีความจำ และสติ ปัญญาดีขึ้น
- ส่งเสริมสมรรถภาพทางใจ ทำอะไรคิดอะไรได้รวดเร็ว ถูกต้อง เลือกคิดแต่ในสิ่งที่ดีเท่านั้น

2 ด้านพัฒนาบุคลิกภาพ
- จะเป็นผู้มีบุคลิกภาพดี กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า มีความองอาจสง่าผ่าเผย มีผิวพรรณผ่องใส
- มีความมั่นคงทางอารมณ์ หนักแน่น เยือกเย็นและเชื่อมั่นในตนเอง
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี วางตัวได้เหมาะสมกับเทศกาลเทศะเป็นผู้มีเสน่ห์ เพราะไม่มักโกรธ มีความเมตตากรุณาต่อบุคคลทั่วไป

3 ด้านชีวิตประจำวัน
- ช่วยให้คลายเครียด เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการทำงานและการศึกษาเล่าเรียน
- ช่วยเสริมให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะร่างกายกับจิตใจย่อมมีอิทธิพลต่อกัน ถ้าจิตใจเข้มแข็ง ย่อมเป็นภูมิต้านทานโรคไปในตัว

4 ด้านศีลธรรมจรรยา
- ย่อมเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ เชื่อกฎแห่งกรรม สามารถคุ้มครองตนให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายได้ เป็นผู้มีความประพฤติดี เนื่องจากจิตใจดี ทำให้ความประพฤติทางกายและวาจาดีตามไปด้วย
- ย่อมเป็นผู้มีความมักน้อย สันโดษ รักสงบและมีขันติเป็นเลิศ
- ย่อมเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ย่อมเป็นผู้มีสัมมาคารวะและมีความอ่อนน้อมถ่อมตน



และนอกจากประโยชน์ที่ได้จากการนั่งสมาธิตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น การนั่งสมาธิผลต่อศาสนาอีกมากมาย ดังต่อไปนี้

1 ทำให้เข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องและรู้ซึ้งถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา รวมทั้งรู้เห็นด้วยตัวเองว่าการฝึกสมาธิไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหากแต่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พ้น ทุกข์เข้าสู่นิพพานได้

2 ทำให้เกิดศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย พร้อมที่จะเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระศาสนา อันจะเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง

3 เป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป เพราะตราบใดที่พุทธศาสนิกชน ยังตั้งใจปฏิบัติธรรม เจริญภาวนาอยู่ พระพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรืองอยู่ตราบนั้น

4 จะเป็นกำลังส่งเสริมทะนุบำรุงศาสนา เพราะเมื่อเข้าใจซาบซึ้งถึงประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองแล้ว ย่อมจะชักชวนผู้อื่นให้ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาตามไปด้วย เมื่อใดที่ทุกคนในสังคมตั้งใจปฏิบัติธรรม ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เมื่อนั้นย่อมหวังได้ว่าสันติสุขที่แท้จริงจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน



ข้อควรระวังในการนั่งสมาธิ

1. อย่าใช้กำลัง คือ ไม่ใช้กำลังใดๆทั้งสิ้น เช่น ไม่บีบกล้ามเนื้อตา เพื่อจะให้เห็นนิมิตเร็วๆ ไม่เกร็งแขน ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไม่เกร็งตัว ฯลฯ เพราะการใช้กำลังตรงส่วนใดของร่างการก็ตาม จะทำให้จิตเคลื่อนจากศูนย์กลางกายไปสู่จุดนั้น

2. อย่าอยากเห็น คือ ทำใจให้เป็นกลาง ประคองสติมิให้เผลอจากบริกรรมภาวนา และบริกรรมนิมิต ส่วนจะเห็นนิมิตเมื่อใดนั้น อย่ากังวล ถ้าถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง การบังเกิดของดวงนิมิตนั้น อุปมาเสมือนการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ เราไม่อาจจะเร่งเวลาได้

3. อย่ากังวลถึงการกำหนดลมหายใจเข้าออก เพราะการฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงความสงบ ยิ่งกดดันหรือกังวลความสงบยิ่งไม่เกิด

4. เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ให้ตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดที่เดียว ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม เช่น ยืน เดิน นอน หรือนั่ง อย่าย้ายฐานที่ตั้งจิตไปไว้ที่อื่นเป็นอันขาด ให้ตั้งใจบริกรรมภาวนา พร้อมกับนึกถึงบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใส หรือองค์พระแก้วใส ควบคู่กันไปตลอด

5. นิมิตต่างๆที่เกิดขึ้น จะต้องน้อมไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดทั้งหมด ถ้านิมิตเกิดขึ้นแล้วหายไป ก็ไม่ต้องตามหา ให้ภาวนาประคองใจต่อไปตามปกติ ในที่สุดเมื่อจิตสงบ นิมิตย่อมปรากฏขึ้นมาใหม่อีก


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.dmc.tv , www.dhammathai.org
ขอบคุณภาพประกอบจาก : www.istockphoto.com , Pinterest
horoscope.sanook.com/74673/รับบมือกับความทุกข์ด้วยการฝึกจิตนั่งสมาธิ/
105  ธรรมะสาระ / กระดานข่าวทางวัดแก่งขนุน / Re: เมื่อได้รับคำสั่งจากครู ให้กลับไปเก็บรวบรวมพระอรหันต์ 8 ทิศ เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 07:04:59 PM






คนในภาพคือ คุณนงเยาว์(เสื้อฟ้า) กับคุณพิชชา


รู้สึกไม่ค่อยดี ที่มีใครไปเคลื่อนย้ายพระอรหันต์ ๘ ทิศ ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ด้วยความเคารพอย่างยิ่งในหลวงปู่ จึงนำภาพมาให้เพื่อนๆได้ชมพระบารมี
บางส่วนของภาพเหล่านี้ได้เคยเสนอไปแล้วประมาณ 4 ภาพ แต่คราวนี้ จัดเต็มครับ (มีภาพให้ชมเท่านี้)
106  ธรรมะสาระ / กระดานข่าวทางวัดแก่งขนุน / Re: เมื่อได้รับคำสั่งจากครู ให้กลับไปเก็บรวบรวมพระอรหันต์ 8 ทิศ เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 06:51:24 PM




คนที่เห็น คือ คุณพิชชา





ครั้งนั้นไปกันทั้งหมด 4 คน คือ คุณนาฏนพิทย์ คุณนงเยาว์ คุณพิชชา และผม
วันนั้นเป็นวันที่เท่าไหร่ จำไม่ได้ครับ ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2556
107  ธรรมะสาระ / กระดานข่าวทางวัดแก่งขนุน / Re: เมื่อได้รับคำสั่งจากครู ให้กลับไปเก็บรวบรวมพระอรหันต์ 8 ทิศ เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 06:37:19 PM








ด้วยสำนึกในพระบารมีของสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน ปกเกล้าปกกระหม่อม
ขอนำภาพเมื่อครั้ง ไปทำความสอาด "ศาลาวัดแก่งขนุน" มาให้ชม
108  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สมาธิชาวบ้าน : สมถะกรรมฐาน เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 09:16:08 AM


สมาธิชาวบ้าน : สมถะกรรมฐาน

การปฏิบัติสมถะกรรมฐานเป็นการทำสมาธิแบบเดียวกับสมาธิภาวนา คือกำหนดด้วยการให้อุบายกรรมฐานทำให้กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ กายรู้สึกเบาและหายไป ลมหายใจหายไป ความคิดหายไป โดยผู้ปฏิบัตินั้นรู้ตั้งแต่กายเบา ลมหายใจเบา ก็รู้ว่าลมหายใจเบาและเบาลงจนกระทั่งหายไป ก็รู้ว่าลมหายใจไม่มีแล้วหายไป ความคิดน้อยลงมันก็รู้ว่าความคิดน้อยลง ความคิดหมดไปมันก็รู้ว่าความคิดหมดไป

คำว่ารู้นั้นคือ ไม่มีอะไรให้รู้ จิตว่าง เพราะว่าจิตรู้แต่ไม่มีอะไรให้รู้ อาการนี้เป็นอาการที่เราทำสมถะกรรมฐานเบื้องต้น หลังจากนั้นถ้ารู้ตื่น แต่ไม่มีอะไรให้รู้ ต้องใช้วิธีการผลักให้เกิดรู้ขึ้น ในความว่างนั้นเมื่อถึงระดับหนึ่งจะเกิดอาการผุดรู้ เกิดเป็นความรู้ขึ้นมาในความว่างนั้น แรกๆ จะเป็นธรรมะหรือไม่ย่อมไม่เป็นไรจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เพราะเมื่อมีอาการเราก็เกิดปัญญา เพราะการรู้ในช่วงแรกเรียกว่าวิปัสสนาขั้นโลกิยภูมิ ขั้นสมมติบัญญัติโลกซึ่งจะเป็นธรรมะต่างๆ ออกมาหลั่งไหลให้เรารู้ ให้เราเข้าใจธรรม ยังมีสมมติบัญญัติอยู่


 :96: :96: :96: :96: :96:

ขั้นแรกในการฝึกอาการจะปรากฏทำให้เราเข้าใจนานๆ ครั้ง ต่อไปเมื่อจิตมั่นคงจะปรากฏบ่อยขึ้นๆ เราจะรู้ธรรมมากขึ้น จิตทรงตัวรู้ธรรมะลักษณะนี้ไประยะหนึ่งเป็นภูมิวิปัสสนาไประยะหนึ่ง แม้ในธรรมะนั้นมันจะมีธรรมะที่เป็นพระนิพพานอยู่บ้าง แต่ว่าผู้ปฏิบัติยังไม่ถึงอาการพระนิพพานจริง หากจิตมีกำลังแล้วกลับมาดูตนเองจึงปรากฏสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต

ต่อมาเมื่อจิตข้ามไปสู่โลกุตรภูมิ ถ้าเป็นสมมติบัญญัติก็ทิ้งไว้บนโลกหมด จิตไปดูแค่อาการที่เกิดดับขึ้นภายในจิตตนเอง ผู้ปฏิบัติจะไปตามแนวทางนี้เช่นเดียวกันหมด แต่ทั้งนี้ หากเราไปข้ามขั้นตอนสู่โลกุตรภูมิจิตจะทรงตัวอยู่ไม่ได้เพราะในโลกุตรภูมิมันไม่มีสมมติบัญญัติมาคอยเลี้ยงให้รู้เหตุผลแบบนี้ เป็นอาการที่จิตกลับไปดู



ปรากฏการณ์ความคิดที่เกิดขึ้นภายในจิตตัวเองเป็นจิตสมมติบัญญัติ เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์เหมือนฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ที่ไม่มีสมมติบัญญัติมารองรับ ไม่รู้ว่าอาการฟ้าแลบมันมีสมมติบัญญัติยังไง ฟ้าแลบอย่างนี้ดีใจเสียใจ ต่อเมื่อมีสมมติบัญญัติเข้ามาบัญญัติอาการปรากฏการณ์ที่มันเกิดในจิตแล้ว จึงรู้มีสมมติบัญญัติมา ว่าบัญญัติความดีความรู้แบบนี้ ดีใจไหม พอใจไหม ชอบใจไหม ต้องอาศัยสมมติบัญญัติมาตีความและบัญญัติ

จิตเริ่มปรุงตรงนี้ ปรุงตรงที่มีสมมติบัญญัติ ถ้าเป็นอาการเฉยๆ ก็ไม่มีอาการปรุง เพราะเป็นแค่เพียงอาการเฉยเหมือนฟ้าแลบ ไม่รู้หรอกว่าจะดีใจหรือเสียใจ ชอบหรือไม่ชอบ เมื่อมีสมมติบัญญัติเข้ามาบัญญัติจึงจะนำไปสู่อารมณ์จิตถูกลากไปดีใจไปเสียใจ ต่างๆ นี้ มีจิตพิจารณาตรงนี้เห็นปรุงยังไง เรานั่งดูตรงนี้ตลอดก็จะเห็นปรุง จะทำให้ปรุงน้อยลง ถ้าเราเข้าไปยับยั้งได้เร็ว การปรุงจะน้อยลง จิตที่มันไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่ว่าจะปรุงให้พอใจก็ดีหรือไม่พอใจก็ดี ต่างๆ เหล่านี้การปรุงของจิตมันคว้าทัน ไม่ปรุงเสร็จเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์เฉยๆ นานไปปรากฏการณ์เฉยๆ นี้จะไม่มีอารมณ์จิต ไม่ถูกลากไปดีใจ ไม่ถูกลากไปเสียใจ แต่เป็นเพียงปรากฏการณ์เฉยๆ เรียกว่าจิตจะนิพพาน เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้วจิตพิจารณาในนิพพาน จิตเข้าไปอยู่ดูอาการแล้วคว้าทันการปรุงแต่งจิตจะปรุงไม่ออก อาการพระนิพพานก็อยู่กับเรานาน


 st11 st11 st11 st11 st11

อาการแรกที่มันมีอยู่ที่มันเกิดในจิตไม่มีสมมติบัญญัติ ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านี้ จะรู้สึกต่อเมื่อมีสมมติบัญญัติขึ้นมาบัญญัติรู้ว่าอย่างนี้ชอบ อย่างนี้ไม่ชอบ รัก เกลียด เพราะมีอุปาทานสัญญาเข้ามาแต่งตลอด เมื่อเราข้ามตรงนี้ก็จะเห็นที่สุดของการปฏิบัติ จากเดิมที่เรารู้ศีล สมาธิ ปัญญา กับกิเลสต่างๆ อย่างหยาบให้พอรู้ผิดรู้ชอบเท่านั้น แต่ท้ายสุดจะไปสู่ปัญญาพระนิพพานหลุดพ้นต่อไป.



ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/071214/100004
109  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "รู้สึกสมน้ำหน้า" คนที่เคยทำไม่ดีกับเรา เป็นบาปไหม.? เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 09:06:30 AM


"รู้สึกสมน้ำหน้า" คนที่เคยทำไม่ดีกับเรา เป็นบาปไหม.?
ปุจฉา-วิสัชนา กับ พระไพศาล วิสาโล

ปุจฉา : นมัสการเจ้าค่ะ มีข้อสงสัยอยู่ว่า การที่เราเห็นคนที่เคยทำไม่ดีกับเราในอดีต แต่กลับมาได้รับผลกรรมที่คล้ายๆ ที่เคยทำกับเรา แล้วแวบแรกที่เรารู้ เรารู้สึกสมน้ำหน้าแบบไม่ได้ตั้งใจจะบาปมั้ยเจ้าคะ เพราะมานั่งนึกดูช่วงเวลาถัดมาเราก็ยังนึกสงสารเขาอยู่ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
 
วิสัชนา : ความรู้สึกสมน้ำหน้าคนที่เคยทำไม่ดีกับเรานั้น ย่อมบั่นทอนจิต ทำให้ใจเศร้าหมอง หยาบกระด้าง อกุศลจิตดังกล่าวย่อมเป็นบาปในตัว อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาที่ปุถุชนจะมีความรู้สึกเช่นนี้ หลีกเลี่ยงได้ยาก สิ่งที่พึงทำ คือมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ดังกล่าว อย่าปล่อยใจไปตามอารมณ์เหล่านั้น เมื่อรู้ตัวแล้ว ควรแผ่เมตตาขอให้เขาพ้นจากความทุกข์


ขอบคุณบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141206/197157.html
110  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การจัดงานศพให้สัตว์ที่รัก เหมาะสมไหม.? ในทางพระพุทธศาสนา เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 09:02:25 AM
 

การจัดงานศพให้สัตว์ที่รัก เหมาะสมไหม.? ในทางพระพุทธศาสนา
ปุจฉา-วิสัชนา กับ พระไพศาล วิสาโล

ปุจฉา :  กราบนมัสการค่ะ เคยได้ยินเรื่องของคนที่มีสัตว์เลี้ยง แล้วสัตว์เลี้ยงตายจากไป พวกเขารักและอาลัยสัตว์เหล่านั้นมาก ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดกับชีวิตหลังความตายของสัตว์อันเป็นที่รัก จึงมีทั้งการจัดพิธีศพ ใส่โลง ตกแต่งอย่างดี นิมนต์พระสงฆ์มาสวดอภิธรรมให้ ทำบุญ เก็บกระดูก ทำสุสานให้ ซึ่งมีคนคิดทำธุรกิจแบบนี้ไว้รองรับมากมาย และเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทำกันเป็นที่เอิกเกริก

ในส่วนตัวมองว่า การที่เรารักและอาลัยสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องไม่ผิด เป็นความรู้สึกส่วนบุคคล แต่สงสัยในความถูกต้องเหมาะควร ในทางพระพุทธศาสนาว่าทำได้หรือไม่ ด้วยเหตุผลใด และมองว่านี่เป็นการที่จิตไม่ปล่อยวาง ยึดมั่นถือมั่นเกินไปหรือไม่ จึงกราบนมัสการเรียนถามด้วยความเคารพ เพื่อเป็นประโยชน์กับคนหมู่มากต่อไปค่ะ


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

วิสัชนา : เมื่อสัตว์ที่รักตายจากไป เจ้าของย่อมอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา รวมทั้งการอุทิศบุญกุศลให้เขา ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เจ้าของจะจัดพิธีศพให้แก่เขา ซึ่งในแง่หนึ่งก็ช่วยให้ปล่อยวาง หรือทำใจกับการตายของเขาได้มากขึ้น ยิ่งรักเขาเหมือนสมาชิกในครอบครัวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากปลงศพเขาเหมือนกับที่ทำกับมนุษย์มากเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความพอดีเป็นสิ่งที่พึงตระหนักสำหรับชาวพุทธ มิใช่แต่งานศพเท่านั้น จะทำอะไร ก็ควรคำนึงถึงความพอดีเสมอ หาไม่จะเกิดโทษทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ถามว่าแค่ไหนคือความพอดี แต่ละคน แต่ละกรณี ย่อมไม่เหมือนกัน เจ้าตัวควรพิจารณาเองว่าทำศพให้แก่สัตว์ที่รัก แค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี ที่จริงไม่ใช่แต่การทำศพเท่านั้น การดูแลเขาตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็ควรมีความพอดีเช่นกัน


ขอบคุณบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141206/197157.html
111  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ : ธรรมะยู-เทิร์น เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 08:53:11 AM
 

เส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ : ธรรมะยู-เทิร์น
โดย อิทธิโชโต

เรื่องการขบฉันของพระป่าสมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น อาหารการกินก็ลำบาก สมัยนี้ อาหารการกินของพระสบายมากกว่าญาติโยมด้วยซ้ำ แต่เรื่องจิตใจ เรื่องการภาวนาของพระสมัยนี้ กลับค่อนข้างจะหย่อนยาน แต่สมัยครูบาอาจารย์เคร่ง ตึง ตลอดเลยตั้งแต่ท่านบวชมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังไปวิเวกอยู่

หลวงปู่มั่น ท่านไม่เคยคิดสร้างวัดเลย ไปไหนก็ไปอยู่เพียงชั่วเวลาหนึ่ง แค่ลานนั่งธรรมดาๆ ท่านก็อยู่ได้ แม้แต่ชาวบ้านที่พบท่านก็ยังตั้งคำถามว่า ท่านอยู่ได้อย่างไร ถ้าเป็นคนปฏิบัติธรรมจะมองเห็นว่า นี่แหละที่ทำให้ธรรมะปรากฏแก่จิตแก่ใจ ขณะเดียวกัน ก็เพราะธรรมะปรากฏแก่ใจแล้ว ท่านจึงอยู่อย่างนั้นได้ ถ้าเป็นพระที่ธรรมะยังไม่ปรากฏแก่ใจก็อาจจะถอนตัวแล้ว ไม่ไปธุดงค์ให้ลำบากดีกว่า ซึ่งไม่ใช่วิสัยของคนทั่วๆ ไปจะทำกัน แต่การออกวิเวกเป็นวิสัยของผู้รักสงบ ผู้หวังความพ้นทุกข์ ผู้หวังวิมุติในเบื้องหน้า ท่านก็จะฝ่าฟันกับความยากลำบากทุกอย่างทางกาย แต่จิตใจกลับเจริญขึ้นๆ ท่านจึงฝ่าฟันมาได้


 :25: :25: :25: :25: :25:

เวลาเราไปฟังครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นโดยตรงเทศน์ ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ชา หรือหลวงตามหาบัว  เวลาท่านเล่า หรือเราอ่านจากบันทึกของท่าน ทำให้สะท้อนใจว่า ขนาดเราไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง ยังรู้สึกว่า ลำบากขนาดนี้ ลำบากจริงๆ แล้วเราก็เกิดความปีติ มีความศรัทธาในปฏิปทาของท่าน ที่ท่านฝ่าฟันมา บุกเบิกมา คำสาธุการ มันจะเกิดขึ้นในจิตในใจของเราเอง

นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้วไม่ถึงร้อยปี ไม่นานเลย ลองย้อนไปถึงพระพุทธเจ้า สองพันกว่าปี ท่านมาจากตระกูลกษัตริย์ ที่สละโลกออกบวช ท่านสมบูรณ์แบบเช่นนั้น หลวงปู่มั่น ลำบากขนาดนี้ พระพุทธเจ้าจะลำบากขนาดไหน


 st12 st12 st12 st12 st12

เมืองไทย ยังรู้จักพระ ยังรู้จักศาสนา พระต้องการข้าว ต้องการน้ำก็ให้ แต่พระพุทธเจ้าล่ะ สมัยก่อน ไม่มีใครรู้จักเลย เพราะสมัยก่อนคนนับถือเทวดา เทพ อินทร์ พระพรหม ผี ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ที่เดินบนเส้นทางนี้ แม้ลำบากสักเพียงใดก็ไม่ท้อถอย ถึงลำบากอย่างไรก็ต้องเดิน ลำบากอย่างไรก็ต้องไป เพราะพระนิพพานคือจุดหมายปลายทาง


 :96: :96: :96: :96: :96:

ย้อนมาดูเราๆ ท่านๆ สมัยนี้ พระพุทธเจ้าวางแผนที่ไว้ให้ ในเมืองไทยก็มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ที่เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านก็ได้วางแนวทางไว้ให้เช่นกัน  ทุกอย่างท่านก็สั่งสอนตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าเคยสั่งสอนมาแล้ว เหลือเพียงเราเท่านั้น ที่จะต้องเดิน ต้องภาวนา ตามแนวทางที่ท่านพบ และผ่านไป เมื่อท่านผ่านไป ท่านก็ยังมีความกรุณาต่อพวกเราทั้งหลาย ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับเราทั้งนั้นว่าจะมีความอุตสาหะ พยายาม และความกล้าที่จะดำเนินรอยตามแค่ไหน เพียงใด


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141206/197158.html
112  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / 'ข้าวก้นบาตร' สร้างชาติสร้างคน : วิปัสสนาบนหน้าข่าว เมื่อ: ธันวาคม 07, 2014, 08:46:52 AM
 

'ข้าวก้นบาตร'สร้างชาติสร้างคน : วิปัสสนาบนหน้าข่าว
โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

"โครงการบ้าน วัด บวร เป็นพระราชดำริพระองค์ท่าน วัดพระราม ๙ ก็เกิดมาจากพระราชดำริ จุดประสงค์ให้เด็กๆ ชุมชนรอบวัดมาบวชเรียนกัน บางคนบอกว่า วัดพระราม ๙ เป็นเด็กร่ำรวยหรือเปล่า ไม่ใช่ มาจากชุมชนรอบวัดทั้งนั้นเลย แล้วนักเรียนในโรงเรียนวัดพระราม ๙ ก็มาเข้าโครงการข้าวก้นบาตรทุกวัน แต่ละห้อง พอพระฉันเสร็จ น้องเณรฉันเสร็จ เด็กๆ ก็มารับประทานอาหารตอนเที่ยงกันทุกวัน

"ข้าวก้นบาตรจะทำให้เด็กๆ เห็นคุณค่าของอาหารที่รับประทานทุกวัน คุณลุงคุณป้าหอบหิ้วใส่ปิ่นโตมาใส่บาตรทุกวัน ถวายพระเสร็จแล้วเด็กๆ ก็ได้กินอย่างรู้คุณค่า ไม่กินทิ้งกินขว้าง เมื่อเด็กๆ เห็นค่าตรงนี้ ก็จะไม่เป็นคนฟุ่มเฟือย แล้วยิ่งเราสอนให้เขาปลูกข้าว เขาจะรู้เลยว่ากว่าจะได้กินข้าว นานมากเลย จากนี้จะไม่กินข้าวเหลือแล้ว ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งโยม เพราะกว่าข้าวจะงอก จะเกี่ยว จะสี จะหุง กว่าจะมาเป็นข้าวก้นบาตรให้กินนานมาก"

 
 :25: :25: :25: :25: :25:

พระอาจารย์พรพล ปสันโน เลขานุการเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก บอกเล่าถึงเหตุและผลของบวชสามเณร ๙ รูปและแม่ชีน้อย ๙ รูป ในโครงการรากแก้วศาสนทายาท น้อมถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งเป็นการสร้างคน สร้างชาติอย่างยั่งยืนโดยแท้ การบวชผ่านไปเมื่อเช้าวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา อันเป็นวันมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"การบวชครั้งนี้ ทั้งหมด ๑๙ วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นต้นไป โดยพิธีมีตั้งแต่เช้าเลย เวลา ๙ โมง ๑๙ นาที ในช่วงบ่ายเป็นการเปิดสถานีโทรทัศน์ 'พระราม ๙' ถวายในหลวงเช่นกัน ซึ่งเป็นช่องการเรียนการสอนธรรมะส่งถึงพระโดยตรง

 :96: :96: :96: :96: :96:

"คือ เมื่อก่อนพระองค์ท่านเคยเปิดช่องเรียนธรรมะทางไกลผ่านดาวเทียมมาแล้วที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน สำหรับฆราวาส ตั้งแต่ชั้นระดับประถมไปจนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ แต่ยังไม่มีช่องสำหรับการศึกษาสำหรับพระสงฆ์เลย ดังนั้นก็เป็นวันที่เราเปิดช่องการศึกษาสำหรับพระสงฆ์ด้วย เป็นการเรียนการสอนนักธรรมบาลี ทำให้คนที่สนใจอยากจะฝึกเรียนสมาธิ เรียนอภิธรรม เรียนพระสูตร ก็สามารถเรียนได้กับช่องนี้ แต่ในเบื้องต้น เราเปิดรายการด้วยเรื่อง การบวชของสามเณรรากแก้วศาสนทายาทก่อน เป็นรายการถ่ายทอดสด เรียลิตี้ แต่เช้าจนถึงเย็น เป็นกิจวัตรของสามเณรน้อยทั้ง ๙ รูป ซึ่งสามารถรับชมได้ที่ช่อง CTH WISDOM ๙ ออกอากาศ ๒๔ ชม."

ด้วยการบวชเรียนเป็นการสร้างคนโดยตรงจริงๆ ดังที่พระอาจารย์พรพล เล่าว่า ที่ผ่านมาโครงการสามเณรรากแก้วศาสนทายาท ที่บวชไปแล้วรุ่นต่างๆ ก็กลับมาช่วยงานวัด วันเสาร์-อาทิตย์ มาช่วยกวาดลานวัด มาทำกิจกรรมจิตอาสา คือเขาบวชไปแล้ว กลับไป มาความสุข ก็กลับมาช่วยเดินตามพระเวลาบิณฑบาต เป็นภาพที่งดงามมาก


 st12 st12 st12 st12 st12

"มากไปกว่านั้น สำหรับหนุ่มสาวเยาวชน ตอนนี้รัฐบาลสนับสนุนให้มาเป็นจิตอาสากัน ทำอะไรดีๆ เพื่อตนเองและผู้อื่น เราก็เลยเปิดโอกาสให้เยาวชนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาร่วมโครงการนี้ด้วย เช่น ใครที่เรียนนิเทศศาสตร์อยากมาช่วยตัดต่อวิดีโอ เป็นผู้ช่วยช่างภาพ มาบันทึกเสียง หรือผู้ที่เรียนทางอื่นก็สามารถนำความรู้ความสามารถมาช่วยงานได้ มาเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูสามเณร มาช่วยจัดอาสนะ มาช่วยจัดโน่นจัดนี่ มาช่วยเดินตามน้องเณรออกบิณฑบาต ตอนนี้ก็รับสมัครอยู่ สอบถามได้ที่โทร.๐-๒๗๑๙-๗๖๗๖"

เรื่องของจิตอาสาเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนและควรสร้างให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กยุคนี้เป็นอย่างมาก ดังที่พระอาจารย์พรพล อธิบายว่า คนในสังคมทุกวันนี้คิดแต่กำไร ขาดทุน ไม่ค่อยคิดถึงส่วนรวมว่าควรจะได้อะไรบ้าง

 st11 st11 st11 st11 st11

"การเป็นจิตอาสา ช่วยลดอัตตาตัวตน ลดอีโกของเราลง และที่สำคัญคือ การที่มาช่วยงานจิตอาสา มันช่วยได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลก คือวิชาชีพ เช่น มาช่วยถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ก็เหมือนกับการไปฝึกงานสถานีใหญ่ๆ เลยนะ แล้วยังได้ทั้งกุศลด้วย คือถวายเป็นพระราชกุศล และยังได้ทางธรรม คือ ได้จากการอยู่กับพระตลอด ๑ เดือน กินที่นี่ นอนที่นี่ ช่วยงานที่นี่ มันมีความสุขนะ คนที่อยู่กับทางธรรม สามารถเรียนรู้ทางโลกได้ โดยมีธรรมเป็นฐานที่ดี

มากไปกว่านั้น พระอาจารย์พรพลอธิบายให้เห็นภาพว่า จากรากแก้วศาสนทายาท โครงการข้าวก้นบาตร และจิตอาสา จะนำไปสู่อะไรในอนาคต


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

"เรากำลังนำพระราชดำริ มาสู่ภาคปฏิบัติ นำการศึกษาวิถีพุทธเข้าไปในการศึกษาในระบบ เพื่อให้เป็นการเรียนการสอนที่มีชีวิต การศึกษาปัจจุบัน มุ่งการแข่งขัน คิดถึงแต่ส่วนตัว ออกไปไม่พอใจอะไรกันก็ฆ่ากันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าเด็กๆ มาฝึกที่วัด มาเรียนรู้กับพระ กับเณร กับชุมชน เขาจะคิดถึงส่วนรวมก่อน เพราะอยู่วัดทั้งวันนี่แต่ทำให้คนอื่น ไม่เห็นมีอะไรที่ทำให้ตนเองเลย ยกเว้นตอนที่กินข้าว

"เมื่อเขาคิดถึงแต่คนอื่นตลอด ตรงนี้จะทำให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล รากแก้วศาสนทายาทจะนำเด็กไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน  อย่างยั่งยืน เพราะเราสร้างไปทุกส่วน ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงบริษัทรากแก้ว ที่เขานำพนักงานมาอบรม เพื่อให้มีจิตอาสาช่วยเหลือกัน ก็ครบทุกภาคส่วนของสังคมเลยทีเดียว"


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141206/197160.html
113  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สะพานมอญ"...ฟ้าหลังฝนยังคงสดใส เมื่อ: ธันวาคม 06, 2014, 10:14:58 AM


เก็บภาพ "ยามเย็นบนสะพานมอญ" มาให้ชม


พลุเหล่านี้ จะถูกจุดในพิธีฉลองในช่วงค่ำของวันนั้น

พิธีฉลองการเปิดสะพานมอญ เริ่มแล้วครับ
114  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สะพานมอญ"...ฟ้าหลังฝนยังคงสดใส เมื่อ: ธันวาคม 06, 2014, 10:07:26 AM


ภาพนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ พระอาจารย์กำลังกระทำภารกิจที่สำคัญที่สุดในทริปนี้ (ห้ามถามครับ)


อีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ พระอาจารย์เป็นพระภิกษุองค์แรกที่เดินข้ามสะพานมอญ หลังจากเปิดเป็นทางการ


ในกลุ่มกรรมฐานมัชฌิมาฯ สระบุรี ถือว่า ภาพเหล่านี้สำคัญยิ่ง เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์กรรมฐาน
115  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สะพานมอญ"...ฟ้าหลังฝนยังคงสดใส เมื่อ: ธันวาคม 06, 2014, 09:57:04 AM

ความสุขของนักท่องเที่ยว เห็นชัดเลย

ความอบอุ่นของครอบครัว เห็นแล้วชื่นใจ





เจ้าหน้าที่ปิดสะพานลูกบวบ และเปิดให้ใช้สะพานมอญอย่างเป็นทางการแล้วครับ
116  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สะพานมอญ"...ฟ้าหลังฝนยังคงสดใส เมื่อ: ธันวาคม 06, 2014, 09:45:41 AM

เจ้าหน้าที่เคลียพื้นที่ เพื่อติดตั้งและตรวจสอบพลุ ก่อนพิธีเปิด



ภาพที่เห็นเป็นฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี ฉากที่เห็นเป็นโรงแรม


สองภาพบนน่าจะเป็นเด็กชาวมอญนะครับ คงจะมาร่วมงานพิธีเปิด


เก็บบรรยากาศก่อนพิธีเปิดมาให้ชม ภาพทั้งหมดถ่ายที่ฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี
117  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สะพานมอญ"...ฟ้าหลังฝนยังคงสดใส เมื่อ: ธันวาคม 06, 2014, 09:30:12 AM

เห็นแพของชาวบ้านแล้ว เข้าใจเลยว่า เศรษฐกิจที่นี่อยู่ด้วยการท่องเที่ยว




เห็นภาพนี้แล้ว รู้สึกถึงความอบอุ่นในครอบครัว


ภาพนี้จะเห็นเวทีจัดกิจกรรมทั้งบนน้ำและบนตลิง เวทีนี้จะใช้ในพิธีเปิดสะพานมอญอย่างเป็นทางการ


เก็บภาพบรรยากาศ ก่อนพิธีเปิดสะพานอย่างเป็นทางการ มาให้ชมครับ
118  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 เคล็ดลับช่วยให้ “ตัดสินใจ” ได้แม่นยำ เมื่อ: ธันวาคม 05, 2014, 08:14:03 PM


7 เคล็ดลับช่วยให้ “ตัดสินใจ” ได้แม่นยำ

ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา “ธีโอดอร์ รูสเวลต์” (Theodore Roosevelt) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เคยกล่าวไว้ว่า
       
       "The only man who never makes mistakes is the man who never does anything." หมายถึง "คนที่ไม่เคยทำผิด คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย"
       
       เป็นคำพูดที่ชี้ให้เห็นถึงความจริงว่า ชีวิตคนเราย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องทั่วๆไป แต่ความผิดนั่นแหละที่จะเป็นบทเรียนสอนตัวเองให้ตัดสินใจได้ถูกต้องยิ่งขึ้น และจะไม่ผิดซ้ำอีก
       
       แต่สำหรับบางคน การตัดสินใจผิดพลาดแม้เพียงไม่กี่ครั้ง ก็อาจทำให้กลายเป็นคนหวาดกลัว ลังเล และไม่กล้าตัดสินใจใดๆอีกต่อไป
       
       อยากบอกว่า อย่ากลัวที่จะต้องตัดสินใจเลย เพราะชีวิตจะต้องเดินหน้าต่อไป ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ และคุณก็ไม่มีวันหนีการตัดสินใจใดๆได้ตลอดไป

       

       เพราะฉะนั้น มาดูกันดีกว่า ว่าวิธีการต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณสามารถกลับมาตัดสินใจได้อย่างแม่นยำแค่ไหน
       
       1. รวบรวมข้อมูล เพื่อช่วยตัดสินใจ
       การรวบรวมข้อมูลด้วยการเขียนข้อดีและข้อเสียของทางเลือกแต่ละอย่าง เป็นเทคนิคง่ายๆ และถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด ในการให้ข้อคิดที่ดีและมีเหตุผลที่ช่วยในการตัดสินใจ
       
       วิธีการคือ เขียนทางเลือกทั้งหมดที่มี แล้วแบ่งเป็นข้อดีและข้อเสียของทางเลือกนั้นๆ ที่สำคัญคือ จะไม่นับจำนวนข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก แต่จะให้เป็นคะแนนความสำคัญแต่ละจุดจาก 1 ถึง 5 แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบ

       
       2. อย่าใช้อารมณ์ความรู้สึก
       มีคนจำนวนมากเลือกสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่า “ถูกต้อง” เมื่อต้องตัดสินใจ แต่อยากจะบอกว่า ผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจครั้งสำคัญนั้น ไม่ควรขึ้นอยู่กับความรู้สึกในช่วงเวลานั้นเพียงลำพัง เพราะอารมณ์ความรู้สึกอาจแปรเปลี่ยนไปได้ในแต่ละวันอย่างที่ตัวคุณเองก็คาดไม่ถึง
       
       เพราะฉะนั้น ก่อนตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความรู้สึกของตัวเอง จงพิจารณาข้อมูลทั้งหมดที่มี และประเมินถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละอย่าง เช่น มีความเสี่ยงหรือไม่ ใครจะได้รับผลกระทบ และเป็นหนทางที่ดีงามเหมาะสมหรือเปล่า
       
       ที่สำคัญ การย้อนทบทวนถึงการตัดสินใจที่ผ่านมาในอดีต โดยเฉพาะเรื่องที่ผิดพลาด อาจนำมาประกอบการตัดสินใจครั้งใหม่ได้เช่นกัน เพราะมันจะช่วยให้ตระหนักดีว่า การตัดสินใจแบบไหนที่ให้ผลดี และแบบไหนกันแน่ที่ให้ผลร้าย

       
       3. หาที่ปรึกษา
       หากข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา ไม่สามารถทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนจนนำไปสู่การตัดสินใจได้ ดังนั้น จำเป็นต้องหาตัวช่วยจากคนที่คุณไว้ใจและไม่มีส่วนได้เสียกับผลลัพธ์ที่จะออกมา ขอความคิดเห็นเขาว่า ในสถานการณ์เช่นนี้คุณควรทำเช่นไร
       
       แต่มีเคล็ดลับว่า การปรึกษากับคนที่มีอายุมากกว่า อาจก่อให้เกิดผลดี เพราะมีงานวิจัยที่ชี้ว่า เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจ คนที่อายุน้อยมักมองผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในทันทีเท่านั้น ขณะที่คนสูงวัยกว่าจะประเมินผลที่เกิดขึ้นทันที และผลที่จะตามมาได้ดีกว่า
       
       โปรดระลึกไว้ว่า การขอคำปรึกษานี้ ควรฟังความคิดเห็นของคนที่คุณขอคำปรึกษาจริงๆ และคิดวิเคราะห์สิ่งที่เขาบอกเท่านั้น มิใช่นำมาตีความเพื่อให้เข้ากับสิ่งที่คุณต้องการ

       
       4. กำหนดเวลาตัดสินใจ
       แม้ว่าจะมีข้อมูลอยู่ในมือแล้ว ปรึกษาคนอื่นแล้ว แต่การที่คุณใช้เวลานานจนเกินไป ในการขบคิดค้นหาหนทาง และพยายามตัดสินใจเลือกวิธีที่ถูกต้องนั้น อาจทำให้คุณยิ่งคิดมาก และยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดเปล่าๆ
       
       ทางที่ดีคือ กำหนดเวลาหรือขีดเส้นตายในการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้น เพราะชีวิตมีเรื่องที่ต้องคิดตลอดเวลา

       
      5. พักผ่อนให้เต็มที่ กินอาหารบำรุงสมอง
       เวลาที่เคร่งเครียด เพราะอดหลับอดนอน ครุ่นคิดทั้งวันทั้งคืนนั้น สมองมักจะไม่แล่น ทำให้ยิ่งคิดอะไรไม่ค่อยออก เพราะฉะนั้น ต้องวางปัญหาหรือเรื่องที่ต้องคิดตัดสินใจไว้ชั่วคราว แล้วพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะมีงานวิจัยบอกว่า การนอนหลับช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้นได้จริงๆ โดยมันจะช่วยจัดระบบความจำในสมอง ทำให้เราสามารถดึงข้อมูลออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
       
       นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุไอโอดีนและสังกะสี เช่น นม ไข่ ถั่ว อาหารทะเล เป็นต้น จะช่วยให้จิตใจผ่องใส และสมองทำงานได้ดี รวมทั้งแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส ที่มีอยู่ในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต ก็ช่วยลดความกังวล ทำให้ใจสงบด้วย

       
       6. ทำสมาธิภาวนา
       การปฏิบัติธรรมเจริญสติ ทำสมาธิภาวนา เป็นประจำ จะช่วยให้จิตใจแจ่มใส มีสติ มีสมาธิ และเกิดปัญญา เพราะมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ชี้ให้เห็นว่า การเจริญสติช่วยให้สมองของคนเราพัฒนาตลอดเวลา มีการสร้างเซลล์สมองใหม่ๆมากขึ้น ทำให้ใช้สมองส่วนต่างๆได้ดีขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆเป็นไปด้วยดี

       
       7. ใช้สัญชาตญาณ
       สุดท้าย...ถ้าทำทุกวิถีทางแล้ว คุณก็ยังตัดสินใจไม่ได้ และกำหนดเวลาที่ต้องตัดสินใจ กำลังใกล้เข้ามาทุกที ก็อาจจะถึงคราวที่ต้องใช้สัญชาตญาณของตัวเองเข้าช่วย ว่าแท้จริงแล้ว อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด
       
       แต่จำไว้ว่า การใช้สัญชาตญาณจะมีประโยชน์ เมื่อนำมารวมกับเหตุผลข้อเท็จจริง ภายใต้สภาพอารมณ์ที่เหมาะสมเท่านั้น

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 168 ธันวาคม 2557 โดย ประกายรุ้ง
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000137468
119  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / มองเป็นเห็นธรรม : ความสำเร็จที่แท้จริง อยู่ตรงนี้เอง เมื่อ: ธันวาคม 05, 2014, 08:08:13 PM


มองเป็นเห็นธรรม : ความสำเร็จที่แท้จริง อยู่ตรงนี้เอง

วันนี้โลกรู้จัก แจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา กรุ๊ป บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในจีน มีคนวิเคราะห์ถึงแนวทางสู่ความสำเร็จของเขาว่า ใฝ่ดีรักการเรียนรู้ และไม่ท้อต่ออุปสรรค
       
       ตามประวัติของแจ็ค หม่า ในสมัยเด็กนั้น เขาไม่เก่งคณิตศาสตร์ แต่กลับสนใจเรียนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ถึงขนาดขี่จักรยานนานกว่า ๔๐ นาที เดินทางไปเตร่อยู่แถวๆโรงแรม เพื่อหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นคู่สนทนา หรือเสนอตัวเป็นไกด์ให้แก่คู่สนทนาเหล่านั้น โดยถือเป็นการฝึกซ้อมภาษาอังกฤษ
       
       หลังจากนั้น เขาก็ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และมุ่งมั่นจะเป็นครูสอนภาษา แม้จะต้องใช้ความพยายามในการสอบถึง ๓ ครั้ง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้ และได้เป็นประธานนักศึกษาด้วย


        :96: :96: :96: :96: :96:

       หลังจากเรียนจบในพ.ศ. ๒๕๓๑ แจ็ค หม่า ก็เริ่มหางานทำ แต่กลับถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในที่สุด แจ็ค หม่า ก็ได้งานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ กับเงินเดือนอันน้อยนิด ซึ่งเขาทำงานนี้อยู่ถึง ๕ ปี โอกาสของแจ๊ค หม่า เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ พร้อมกับการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนมาประสบผลสำเร็จในปัจจุบันนี้ ด้วยปรัชญาการบริหารที่เขากล่าวไว้ว่า “คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนนั้นคิดเหมือนกันได้หรอก แต่คุณสามารถที่จะทำให้ทุกคนก้าวไปทางเดียวกันได้ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน”
       
       ความสำเร็จของแจ็ค หม่า นำให้คิดถึงความตอนหนึ่งในสุนทรพจน์ของ บิล เกตส์ ที่กล่าวในวันรับปริญญา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ว่า “..แต่ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้อยู่ที่การค้นพบใหม่ๆ หากอยู่ที่การใช้การค้นพบเหล่านั้นในทางที่ช่วยลดทอนความไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการประชาธิปไตย การศึกษาภาครัฐที่เข้มแข็ง ระบบประกันสุขภาพที่ได้คุณภาพ หรือด้วยการมอบโอกาสทางเศรษฐกิจ การลดระดับความไม่เท่าเทียมในโลก คือความสำเร็จอันสูงสุดของมนุษย์..”


        :49: :49: :49: :49: :49:

       นี่คงเป็นเหตุให้คนที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายชีวิต ได้มาทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคมตามความสนใจของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดระบบ CSR (Corporate Social Responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคม) ขึ้น CSR หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

       

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในระบบ CSR เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่พสกนิกรของพระองค์ ทรงเห็นถึงคุณค่าของความสำเร็จของพสกนิกรที่ก้าวเดินไปพร้อมกันในกรอบของศาสนา ที่จะอำนวยสันติสุขประโยชน์แก่ทุกคนอย่างเสมอภาค บนพื้นฐานความรับผิดชอบของแต่ละคน ดังแนวพระราชดำริในพระบรมราโชวาท ที่พระราชทานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑ ความตอนหนึ่งว่า
       
       “ ศาสนานั้น จะเป็นศาสนาใดก็ตาม ย่อมมีจุดประสงค์หลายอย่างหลายขั้น ขั้นสูงเรียกว่าขั้นปรมัตถ์ หมายถึงหลักของศาสนาที่เป็นปรัชญา และโดยมากปรัชญานั้นก็เป็นความคิดความเชื่อของบุคคลแต่ละบุคคลว่า โลกนี้มาอย่างไรและจะไปอย่างไร จะมีความสุขสุดยอดอย่างไร แต่ละศาสนามีวิธีการปฏิบัติต่างๆกัน ซึ่งสรุปแล้วก็คือ วิธีหาความสุขความร่มเย็นให้แก่ตัว


        :25: :25: :25: :25: :25:

       การขึ้นสวรรค์หรือการสำเร็จก็คือ การบรรลุความสุขสุดยอดนั่นเอง แต่ในการดำเนินถึงขั้นสูงสุด ยังมีขั้นอื่นๆ ซึ่งสำคัญมาก อยู่ระหว่างทาง ได้แก่ ความสุขของส่วนรวม ของสังคม รวมทั้งการปกครองประเทศ การปกครองส่วนรวม และการปกครองส่วนตัว ในชีวิตธรรมดาๆทุกวันๆ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไปหาความสุขสุดยอดกัน ขึ้นสวรรค์กันท่าเดียว เราจะต้องพยายามให้ทุกวันๆของเรานี้ ใกล้สวรรค์เข้าทุกทีด้วย
       
       การที่จะหาความสุขหรือหาความเรียบร้อยประจำวันนี้ สำคัญอยู่หลายทาง และก็มีอยู่หลายอย่าง เช่นเรื่องการศึกษาของเยาวชน เรื่องการศึกษาวิทยาการทางโลก เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่


        st12 st12 st12 st12 st12

       ความรู้นี้ หมายถึงทางวัตถุ เพราะว่าคนเราก็ต้องการที่จะมีวิชาความรู้ เพื่อที่จะทำมาหากินเลี้ยงชีพตัวเองเป็นสำคัญ ในเวลาเดียวกันความรู้ทางวัตถุนั้น ก็จะต้องประสานด้วยความรู้ทางจิตใจ หมายถึงวิธีที่จะคุ้มกันป้องกันร่างกายของตัวคือวัตถุ ต่อสิ่งที่ไม่เป็นวัตถุ ต่อนามธรรมที่เป็นจิตใจ คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกระหายอำนาจ ก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะควบคุม
       
       เราจะต้องสอนทั้งสองอย่าง สอนวิทยาการเพื่อให้ทำมาหาเลี้ยงชีพ นี่หมายความว่ามีอาชีพ มีความรู้ทางวัตถุ และต้องรู้จักควบคุมจิตใจ ควบคุมสติของตัว ให้สามารถใช้ความรู้ทางวัตถุนี้ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ประโยชน์ของตัวเองนี้ก็อยู่ที่ประโยชน์ของสังคมด้วย เพราะเราอยู่ในสังคม ถ้าไม่รู้จักควบคุมความรู้ที่มีในทางวัตถุก็อาจเกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ในที่สุดก็เป็นความเดือดร้อนต่อตนเอง....

        ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

       ...ก็อย่าลืมว่าศีลก็มี ศีลนี้ก็หมายความว่า เป็นกฎเกณฑ์หรือกฎปฏิบัติในสังคม ศีลไม่ใช่สิ่งที่สูงส่ง แท้ๆคือถ้าพูดถึงทางศาสนาก็เป็นขั้นต้น มีศีลก็หมายถึงว่าสามารถที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ไม่เบียดเบียนตัวเอง....
       
       ...เพราะว่าถ้าไม่มีความสงบ ไม่มีความเรียบร้อย ในสังคมแล้ว ผู้ที่จะปฏิบัติกิจขั้นสูง ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ นอกจากจะออกไปเป็นฤษีอยู่บนยอดเขา แต่ว่าการขึ้นไปอยู่บนยอดภูเขานั้น ก็อาจได้ประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะไม่ได้ช่วยส่วนรวมดีขึ้น เป็นการขึ้นภูเขาอยู่คนเดียว เราจะต้องร่วมกันขึ้นภูเขาให้ถึงยอดด้วยกัน ทุกศาสนาถือว่าการที่ขึ้นถึงยอดด้วยกันนั้น เป็นบุญที่สูงสุด ทุกศาสนาถือเช่นนั้น


        :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

       แต่ระหว่างทางนั้น ต้องระวังไม่ให้มีการขัดแย้งกัน เพราะว่าศาสนาต่างกันอาจมีแนวทางต่างกัน อย่าให้ความแตกต่างในแนวทางนี้มาทำให้เกิดเป็นอุปสรรค เพราะว่าอุปสรรคในการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างศาสนา ว่าด้วยวิธีการนั้น บางทีก็พูดกันได้ว่าเป็นการดึงลงนรก แต่ละศาสนาก็สอนให้เมตตาต่อผู้อื่น ให้เคารพความคิดของผู้อื่น ไม่ใช่บังคับ ไม่ใช่ข่มขู่...”
       
       บุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในโลกคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสวงหาอริยสัจธรรมจนพบ แล้วนำมาเผยแผ่ให้มหาชนได้รับทราบ แล้วนำไปปฏิบัติจนได้สัมผัสถึงความสุขอันน่ามหัศจรรย์ตามกำลังแห่งภูมิปัญญาของตน หลายคนก็ได้ประสบความสำเร็จในพระพุทธศาสนาตามแนวทางที่พระองค์ทรงแสดงไว้ แล้วก็รับภารธุระในการเผยแผ่พุทธธรรม เพื่อช่วยเหลือปวงชนให้ก้าวเดินไปในมรรคาแห่งสันติสุข ก่อสุขประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ตลอดถึงประเทศชาติ

        st11 st11 st11 st11 st11

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาปฏิบัติพระองค์ในพระอริยธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดา จนได้เข้าถึงสันติสุขด้วยพระวาสนามหาบารมี นำให้พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย ตามพระราชปณิธานที่ทรงแสดงต่อพสกนิกรของพระองค์ว่า
       
       “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
       
       มหาเศรษฐีที่โลกยกย่องว่า เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต ต่างก็บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ตามระบบ CSR ด้วยจิตใจที่กอปรด้วยพรหมวิหารธรรม โลกในวันนี้จึงดำรงอยู่ และจักอยู่ต่อไปด้วยความมีน้ำใจต่อกันของมนุษยธรรมในจิตใจของคนบนโลก
       
       นี่ล่ะคือความสำเร็จที่แท้จริงของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 168 ธันวาคม 2557 โดย พระครูพิศาลสรนาท (พจนารถ ปภาโส) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กทม.
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000138145
120  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ก้าวย่างสู่ความเป็นบัณฑิต ด้วยการพัฒนาจิตให้มีคุณธรรม เมื่อ: ธันวาคม 05, 2014, 08:01:19 PM

ก้าวย่างสู่ความเป็นบัณฑิต ด้วยการพัฒนาจิตให้มีคุณธรรม

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตมั่นคงศรัทธาในพระพุทธศาสนา... ในวันอาทิตย์ที่ ๓๐ พ.ย.นี้ ระหว่างเวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๓๐ น. ขอเชิญร่วมกันอบรมจิตตภาวนาด้วย...วิชาชินบัญชรกรรมฐาน และเจริญพระปริตร อธิษฐานจิต เพื่อความสงบสุขของแผ่นดินไทย น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวามหาราช ณ พระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม...ของสมเด็จโต พรหมรังสี กรุณานำเครื่องสักการบูชาและพระพิมพ์สมเด็จฯ ๑ องค์มาเข้าร่วมประกอบในศาสนพิธีดังกล่าว

การร่วมกันกระทำความดีนั้นเป็นการสร้างสรรค์สังคมโดยรวม ด้วยอำนาจคุณความดีภาคสังคมจะก่อเกิดขึ้นอภิบาลรักษาให้สังคมประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มั่นคงอยู่ในความสงบสุข จึงเป็นกิจอันสำคัญที่สมาชิกในสังคมทุกคนควรถือปฏิบัติ นอกเหนือจากการพัฒนาตนให้ถึงคุณประโยชน์โดยธรรมแล้ว...


 :96: :96: :96: :96: :96:

การรู้จักอบรมสั่งสอนพัฒนาชีวิตเพื่อก้าวสู่การสร้างสรรค์สังคม ด้วยหลักดุลยภาพแห่งธรรม เพื่อการสานสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่สมดุลนั้น... เป็นธรรมวิธีในพระพุทธศาสนาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ปฏิบัติ ดังปรากฏอยู่ในมงคลสูตร ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า มงคล ๓๘ ประการ ซึ่งหากพิจารณาลงไปก็จะพบธรรมปฏิบัติใน ๔ ขั้น สู่ ๓ ระดับการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์.. จากปุถุชน...สู่กัลยาณชน และก้าวสู่อริยบุคคลได้อย่างเป็นธรรมดาที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งใน ๓ ระดับบุคคลนั้น จะแตกต่างกันไปด้วยอำนาจคุณธรรมที่ก่อเกิดขึ้นในดวงจิต

โดยในเบื้องต้นแห่งชีวิตที่จะพัฒนาให้ก้าวสู่ความเป็นมงคลหมายถึง คุณธรรมความดีได้นั้น จะต้องรู้จักการเสวนากับบัณฑิต ได้แก่ สัตบุรุษผู้รู้ ผู้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีแบบแผนในกรอบของศีลธรรม มีจริยธรรมและคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่สมบูรณ์ โดยการตั้งมั่นอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ กล่าวคือ เป็นผู้ละบาปทั้งปวง ตั้งพร้อมอยู่ในบุญกุศลแล้ว หากพิจารณาโดยทั่วไปเรามักจะมองหาบัณฑิตภายนอก เพื่อจะได้รับฟังคำแนะนำสั่งสอนที่ถูกต้องตรงธรรม แต่หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปให้ถึงสารธรรม จะพบว่า แท้จริงของบัณฑิต คือ มโนธรรมในจิตของเราเป็นสำคัญที่เราควรคบหาด้วยการทำจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี รู้จักนึกคิดพิจารณาในสิ่งที่ถูกต้องตรงธรรม...



เมื่อใดก็แล้วแต่ที่จิตใจของเราดำรงอยู่ในความเป็นบัณฑิต เมื่อนั้นเราควรคบหาเสวนาด้วย เพราะจะได้ความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ให้ชีวิตก้าวย่างไปอย่างมีคุณค่าสมฐานะสัตว์ประเสริฐจิตใจในฐานะบัณฑิตนั้นจะมีความรู้ ตื่น เบิกบานอยู่เสมอ เมื่อเราคบหาจะทำให้ชีวิตของเราเบิกบานเป็นสุขไปด้วย แต่เมื่อใดจิตใจเราเป็นพาล เต็มเปี่ยมไปด้วยริษยาพยาบาท เมื่อนั้นก็จะให้ผลต่อชีวิตของเราที่เข้าไปเสพเสวนาในทางอกุศล ให้กลายเป็นพาลชนอับปัญญา ไร้คุณความดี สร้างแต่อกุศลให้เดือดร้อนเล่นไปวันๆ จนหาความสุขให้กับชีวิตมิได้เลย...

 :25: :25: :25: :25: :25:

การรู้จักเลือกคบหาจิตบัณฑิต ละวางการเสวนาจิตพาล นี่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการพัฒนาชีวิตเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นกัลยาณชน... จึงต้องรู้จักกำหนดรู้ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยสติ มีความเพียรชอบอยู่ในทุกขณะจิต... เพื่อทำความรู้ชอบโดยประการทั้งปวงด้วยตนเอง อันนำไปสู่การเพียรชอบ จนก่อเกิดเป็นปัญญาชอบ...อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในชีวิตได้อย่างถูกต้องตรงธรรม... เพื่อจะนำไปสู่การละวาง ไม่เสพเสวนาจิตพาลที่ประจุไปด้วยอกุศลธรรมให้สิ้นไป ได้แก่ การพึงใจในความใคร่ ความหงุดหงิดไม่ชอบใจ ความหดหู่เบื่อหน่าย ความซัดส่ายฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัยในคุณธรรมความดีซึ่งจะนำไปสู่การมีชีวิตที่สงบสุขได้ในเบื้องต้นด้วยอำนาจคุณความดีที่เกิดขึ้นจากการละอกุศลธรรมดังกล่าว

และเมื่อรู้จักคบหาเสวนากับจิตบัณฑิตด้วยแล้ว ก็ย่อมจักสามารถนำไปสู่การประกอบกุศลธรรมดำเนินชีวิตให้ดำรงอยู่ในพรหมวิหารธรรม จนนำไปสู่การพัฒนาตนให้เกิดประสิทธิภาพ ประสบ
ประสิทธิผล สบคุณค่าคุณธรรม และสามารถก้าวย่างไปสู่ความสำเร็จในกิจการงานเพื่อประโยชน์แห่งชีวิตด้วยอิทธิบาทธรรม อีกทั้งจักรู้จักการสานสัมพันธ์กับชีวิตผู้อื่น พร้อมสิ่งแวดล้อมทั้งหลายได้เป็นอย่างดียิ่ง โดยการรู้จักคำนึงถึงหลักดุลยธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นสำคัญ...



เมื่ออำนาจดุลยธรรมเกิดขึ้นในสังคมใด... ประเทศชาตินั้นก็ย่อมเจริญเติบโตไปอย่างมั่นคงด้วยความสงบสุข... อำนาจแห่งสังคหวัตถุธรรมก็จักเกิดขึ้นในสังคมนั้น ด้วยจิตใจบัณฑิตของผู้อยู่ร่วมในสังคม ที่รู้จักการฝึกฝนพัฒนาชีวิตให้เป็นไปอย่างมีมงคลตามธรรมวิธีในพระพุทธศาสนา ที่มุ่งให้ทุกชีวิตแห่งสัตว์โลกได้รับการเรียนรู้เพื่อก้าวย่างไปสู่ความเจริญเติบโตอย่างมีคุณธรรม...คุณความดี ที่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะภาพจากปุถุชนสู่ความเป็นกัลยาณชน และจากกัลยาณชนสู่อริยบุคคลได้อย่างเป็นธรรมดา...

ซึ่งประการสำคัญอย่างยิ่งที่จะพัฒนาชีวิตให้เป็นไปตามลำดับธรรมดังกล่าวนั้น จะต้องรู้จักเลือกคบหาจิตบัณฑิต และละทิ้งการเสพจิตพาลด้วยการเรียนรู้เพื่อการพัฒนา (เปลี่ยนแปลง)จิตใจให้เป็นไปตามลำดับแห่งธรรมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ทัศนคติ และพฤติกรรม ให้เจริญยิ่งขึ้นด้วยกุศลธรรม ด้วยกระบวนการศึกษาประพฤติธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เน้นย้ำการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (To Learn To Change)...


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

ดังนั้น ในวันอาทิตย์ที่ ๓๐ พ.ย.นี้ จึงเชิญชวนสาธุชนทุกท่านร่วมกันพัฒนา (เปลี่ยนแปลง) ชีวิตด้วยการอบรมจิตตภาวนา เพื่อรู้จักเลือกคบหาจิตบัณฑิตให้กับชีวิตตน เพื่อความเป็นมงคลอันประเสริฐในชีวิต ที่สามารถกระทำให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใครๆ เลย...

ขอเจริญพร


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/ธรรมะ-จิตใจ/333002/ก้าวย่างสู่ความเป็นบัณฑิต-ด้วยการพัฒนาจิตให้มีคุณธรรม-
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 313