ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 259
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศิษย์นับหมื่นร่วมพิธีสรงน้ำ "หลวงพ่อคูณ" เมื่อ: เมษายน 15, 2014, 07:19:21 PM




ศิษย์นับหมื่นร่วมพิธีสรงน้ำ "หลวงพ่อคูณ"

ศิษยานุศิษย์นับหมื่นแห่ร่วมพิธีสรงน้ำ "หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" แน่นวัดบ้านไร่ แพทย์ยังดูแลใกล้ชิด ให้หลวงพ่อนั่งในห้องกระจกปลอดเชื้อ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 14 เม.ย.57 นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผวจ.นครราชสีมา นางราตรี บัวประดิษฐ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด พระธรรมวรนายก เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันเป็นประธานพิธีสรงน้ำพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่ศาลาการเปรียญวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด โดยมีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ศิษยานุศิษย์ เข้าร่วมพิธีนับหมื่นคน จนแน่นศาลาการเปรียญ และอยู่ด้านล่างอีกจำนวนมาก โดยหลวงพ่อคูณนั่งอยู่ภายในห้องกระจกปลอดเชื้อให้คนภายนอกมองเห็นได้ชัดเจน มีนายวินัยเป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์ โดยพระธรรมวรนายก และพระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูปสวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายแด่หลวงพ่อคูณ และเพื่อเป็นสิริมงคลกับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศทั้งคนไทยและต่างประเทศ

จากนั้น ผวจ.พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาด จ.นครราชสีมา และพระธรรมวรนายก เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เป็นตัวแทนศิษยานุศิษย์และพระสงฆ์ เข้าไปประกอบพิธีสรงน้ำหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เนื่องในประเพณีสงกรานต์ของไทยภายในห้องกระจกปลอดเชื้อ โดยสวมหน้ากากอนามัยและอยู่ในความดูแลของคณะแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้หลวงพ่อคูณติดเชื้อได้ง่ายนั่นเอง.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/416559
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศาสนารักษาโลก เมื่อ: เมษายน 15, 2014, 07:16:20 PM


วิปัสสนาบนหน้าข่าว : ศาสนารักษาโลก
เรื่อง...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ // ภาพ...วัดพระราม๙ Studio

"น้องเณรสะท้อนให้เห็นว่า ความรัก ความเข้าใจ มันแก้ไขปัญหาได้ การพูดกันดีๆ จะช่วยให้ความรักเกิดขึ้น แล้วปัญหาจะหมดไป"
 
ห้องเรียนพุทธศาสตร์ธรรมชาติศึกษา สำหรับสามเณรภาคฤดูร้อน ในโครงการ 'สามเณรรากแก้ว ศาสนทายาท' ที่ทางวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ร่วมกับมูลนิธิแผ่นดินธรรม มูลนิธิส่งเสริมสามเณร และมูลนิธิส่งเสริมการบริหารจิตในพระสังฆราชูปถัมภ์ จัดขึ้นในช่วงปิดเทอมตั้งแต่วันที่ ๒๙ มีนาคม-๒๗ เมษายน ๒๕๕๗ กำลังจะจบลงด้วยรอยยิ้มและความสุขสงบจากรสพระธรรม   

 
 :25: :25: :25:

พระอาจารย์พรพล ปสันโน หรือที่สามเณรเรียกกันว่า หลวงพี่โบ๊ท เลขานุการเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เล่าว่า เห็นพัฒนาการของเณรน้อยมาก จากหลักสูตรการศึกษาวิถีพุทธนี้ หากเติมเต็มในช่วงปิดเทอมด้วยการให้เด็กบวชเรียน แทนที่จะไปเรียนพิเศษให้ปวดหัวนั้น ทำให้เด็กเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจอย่างเห็นได้ชัด
 
"เราออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปลูกรากแก้วศาสนทายาทขึ้น ให้เขามีความเมตตา กรุณา กตัญญู โดยการเรียนรู้พุทธศาสนาไปควบคู่กับธรรมชาติ ให้ใช้ศาสนารักษาโลก ให้ใช้ศาสนารักษาสังคม ให้ใช้ศาสนารักษาธรรมชาติ เพราะฉะนั้น น้องเณรไม่ได้เรียนธรรมะอย่างเดียว แต่เรียนเรื่องธรรมชาติด้วย
 
"ธรรมชาติในที่นี้คือ เรียนปั้นดิน เรียนปั้นพระ เรียนวาดรูป เรียนศิลปะควบคู่กันไป ส่วนเนื้อหาธรรมะที่ต้องเรียนคือพุทธประวัติว่าพระพุทธเจ้ามีความสำคัญอย่างไร และประยุกต์เรื่องธรรมะนำมาใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน จุดเด่นของโครงการก็คือให้น้องเณรมีกุศโลบายในการใช้ธรรมะรักษาโลกใบนี้"

 

ส่วนหลวงพี่โบ๊ทก็ได้เรียนรู้จากสามเณรไม่น้อยเลย   
 
"นี่เป็นครั้งแรกที่วัดพระราม ๙ จัดเอง และเรามีรายการทีวีที่ต้องถ่ายทอดสดด้วย รู้เลยว่า นี่คือสิ่งที่ทางวัดท้าทายมากในการเผยแผ่พระศาสนาผ่านสื่อ เรียกว่านอกจากเป็นรสพระธรรมแล้ว ยังเป็นรสพระทำ คือ พระทำสื่อเองด้วยอย่างแท้จริง อันที่สองคือเรียนรู้จากเด็กว่า การที่เรานำเด็ก ๙ คนที่มีพื้นฐานต่างกัน ความรัก ความสามัคคีเป็นเรื่องสำคัญมาก

 
 :41: :41: :41:

"หลวงพี่เห็นน้อง 'ณ' เณรรูปที่เล็กที่สุดคืออายุ ๖ ขวบ เขาชอบเล่นอย่างเดียว เราเรียนรู้มากทีเดียวว่า ถ้าเราไปดุ ไปแรงกับเขาไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเขาจะร้องไห้ แต่ถ้าเราสอนเขาด้วยความรัก ความเมตตา ค่อยๆ พูดกับเขาดีๆ เขาจะมีความรักกลับมาให้เรา และเขาจะกลับไปอยู่ในกรอบ อยู่ในวินัย"
 
ท่านสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาบ้านเมืองว่า ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบ้านของคนในครอบครัว การเมืองของสังคมไทย การแรงต่อกัน ไม่ช่วยอะไรเลย
 
"เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้ปัญหาหมดไปคือ ต้องพูดคุยกัน เพราะมนุษย์แตกต่างจากสัตว์เพราะคุยกันรู้เรื่อง มีวัฒนธรรม ใช้ภาษาสื่อสาร แต่สังคมไทยตอนนี้ ไม่ใช้ภาษาสื่อสาร หันไปใช้อาวุธ หันไปใช้ความรุนแรง ไปใช้ภาษาที่ไม่เจรจากัน อะไรๆ ก็จะใช้ระเบิด ใช้ปืน ใช้มวลชนปิดถนน สิ่งเหล่านี้หลวงพี่ว่า ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง"

 

โครงการนี้จึงไม่เพียงเกิดการเปลี่ยนแปลงกับเด็กเท่านั้น แต่เปลี่ยนผู้ใหญ่ด้วย
 
"พ่อแม่ มีส่วนอย่างมากในการปลูกฝังเด็กว่าเขาจะเป็นอย่างไรตอนโตขึ้นมา ถ้าปลูกฝังให้เขาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ ในช่วงภาคฤดูร้อนพาเด็กมาบวช เด็กจะไม่ก้าวร้าว เด็กจะว่านอนสอนง่าย เด็กจะรักพ่อแม่ รักสังคม และรักผู้อื่นเป็น แต่พ่อแม่ที่ไม่พาลูกมาทางนี้ เด็กจะไม่ใฝ่ศาสนา เด็กจะคิดแต่เรื่องของตนเองเป็นหลัก เช่น อยากจะเล่นแต่เกม คิดแต่ว่า เขาจะได้สอบผ่านได้อย่างไร แต่ไม่คิดว่าเขาจะช่วยเหลือโรงเรียนได้อย่างไรบ้าง แต่การมาบวชทำให้เด็กคิดถึงสังคม คิดถึงส่วนรวม พระอาจารย์สอนเรา เราควรทำอะไรให้พระอาจารย์บ้าง ก็เป็นการเรียนรู้เรื่องกตัญญูผ่านประสบการณ์ตรงที่อยู่ด้วยกัน
 
"เพราะเขารู้ว่าจะทำตัวอย่างไรที่จะอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้ เวลาอยู่บ้านอาจเป็นพระราชา อาจเป็นลูกคนเดียว เป็นที่รักของที่บ้าน แต่มาอยู่ที่นี่ต้องหัดแบ่งปัน เขาจะทำตัวอย่างนั้นไม่ได้แล้ว"
 
สำหรับคุณพ่อคุณแม่อ่านแล้วอยากส่งลูกมาบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนบ้าง ไม่ต้องเสียดาย ที่วัดพระราม ๙ จัดทุกปี ปีละครั้ง ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนเช่นนี้ แล้วจะค้นพบดังที่หลวงพี่โบ๊ทกล่าวไว้ว่า ไม่มีวิถีไหนที่วิเศษสุดในการเปลี่ยนแปลงโลกได้ดี และทำได้จริงเท่ากับวิถีพุทธอีกแล้ว นี่คือหนทางในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง
 
จริงหรือไม่ก็ต้องมาเรียนรู้วิถีพุทธด้วยตนเองค่ะ





'วินัย' ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จได้ 
 
หลวงพี่โบ๊ท เล่าให้ฟังถึงการถ่ายทอดสดสามเณรน้อย ตลอด ๒๔ ชั่วโมงว่า น้องเณรต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า หกโมงทำวัตรเช้า เจ็ดโมงออกรับบิณฑบาต แปดโมงฉันเช้า เก้าโมงเข้าเรียน
 
"เด็กขนาดนี้ตื่นเช้าก็สุดยอดนะ ถือว่าเป็นคนที่มีความอดทน มีความตั้งใจ มีวินัยสร้างชาติ วินัยจะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้"
 
เอ แล้ว ตอนเย็นไม่ได้ฉัน ไม่ได้กินเหมือนอยู่บ้านทำอย่างไรเอ่ย
 
"สมาธิรักษาใจไม่น่าเชื่อ เมื่อจิตสงบภายในจะไม่หิว จิตมันไม่ต้องการอาหารภายนอก ไม่มีใครหิว ไม่มีใครงอแง ไม่มีใครร้องไห้เลย ไม่น่าเชื่อ อันนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์"
 
 ans1 ans1 ans1

เด็กๆ ควรเริ่มต้นให้ฝึกสมาธิภาวนาอย่างไร
 
"จำเป็นอย่างยิ่งเลย สมาธิ รักษากาย รักษาใจนะ เมื่อจิตสงบ ใจก็สงบ ทำไมเด็กไม่หิว เมื่อก่อนกินข้าวเย็น แต่ตอนนี้มาสวดมนต์นั่งสมาธิ ใจเขาสงบ กายเขาก็สงบ เลยไม่หิว เมื่อก่อนเขาทำอะไรตามใจ ต้องไปเที่ยวเล่นเกม ไปห้างสรรพสินค้า พอจิตเป็นสมาธิ ไม่เอาแล้ว ไม่ไปเล่นเกม ไม่ไปห้าง กลับมาฟังนิทานก่อนนอน แล้วเขานอนหลับสบายเลย ตื่นก็มีความสุข หลับก็มีความสุข เพราะรสพระธรรมทั้งนั้นเลย"

 
สามเณรจำวัดกี่โมง
 
"ไม่ให้เขานอนดึก สักสองทุ่มครึ่งก็ให้เขาเข้านอนแล้ว แต่อย่างน้องเณร 'ณ' คนเล็กอายุ ๖ ขวบ อาจจะขี้เล่นไปหน่อย ไม่ค่อยอยากจะนอนก็มีบ้าง"

 
ชวนกันไปใส่บาตรยามเช้า ๐๗.๐๐ น. และถวายภัตตาหารเพล  ๑๑.๐๐ น. ที่อาคารธรรมสถาน หน้าวัดพระราม ๙ และทำวัตรสวดมนต์เย็น เวลา ๑๘.๐๐ น. ทุกวัน  โทร.๐-๒๓๑๘-๕๙๒๖-๗

 
ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140414/182828.html
83  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อาหาร 5 อย่าง ทำให้ แก่(ไว) เมื่อ: เมษายน 14, 2014, 11:24:06 AM


อาหาร 5 อย่าง ทำให้ แก่(ไว)

ใครยังไม่อยากแก่ก่อนวัย!!ขอให้ยกมือขึ้น!! อาหารการกินถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความแก่มาเยือนก่อนวัยอันควรได้และถ้าใครไม่อยากแก่(ไว) มาดูกันว่าเราควรเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

  1. ปาท๋องโก๋ ไก่ทอดทรงเครื่อง กล้วยทอด กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้มซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อนตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง อีกทั้งอาหารกลุ่มนี้ ล้วนอุมดมไปปด้วยอนุมูลอิสระและสารก่อมะเร็ง ทั้งจะแก(ไว)ตายหรือจะแป็นมะร็งตาย

   2. ทุเรียน หรือลำไย อาหารกลุ่มนี้ลดการสะสมคราบตะกอนในลำไส้และให้สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารที่เกิดขึ้นเสื่อมร่างกายเผาผลาญอาหารหรือผจญกับมลพิษ เสมือนโจรปล้นตามที่ต่างๆในร่างกาย ทำลายเซลล์ความหนุ่ม-สาวของเราเสียสิ้น

   3. อาหารสำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูป มีสารกันบูดสารแต่งรสค่อนข้างสูงและมีคุณค่าทางอาหารต่ำการกินมากเกินไปอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารได้และการสะสมสารพิษได้ และรักษาสภาพที่มีผลต่อการทำงานระดับเซลล์กินบ่อยเข้า เซลล์ร่างกายก็อาจทรุดโทรม

   4. แอลกอฮอล กาแฟ หากดื่มมากเกินไปจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผลที่ตามมาคืออาการผิวแห้งที่มีริ้วรอย ไม่ควรดื่มเกินวันละแก้ว .

  5. น้ำตาล การบริโภคน้ำตาลในร่างกายมากเกินไป จะทำลายโครงสร้างของอีลาสตินและคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น จนเกิดริ้วรอยล้ำลึก และผิวเหี่ยวย่นแก่กว่าวัย

ขอบคุณภาพและบทความจาก
campus.sanook.com/1370759/อาหาร-5-อย่าง-ทำให้-แก่ไว/
84  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ชีวิตออฟไลน์ บ๊ายบาย สังคมก้มหน้า เมื่อ: เมษายน 14, 2014, 11:19:03 AM


ชีวิตออฟไลน์ บ๊ายบาย สังคมก้มหน้า
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

แดนนี่ โบว์แมน หนุ่มอังกฤษวัย 19 ปี เกือบต้องสิ้นชื่อ หลังพยายามก่อเหตุกินยาฆ่าตัวตาย เพราะไม่สามารถถ่ายรูปเซลฟี่ที่สมบูรณ์ให้ได้ เคราะห์ดีที่แม่ของเขาช่วยเหลือได้ทัน ตอนนี้เขาต้องรับการบำบัดจากอาการที่เรียกว่า OCD หรืออาการกระวนกระวายเกี่ยวกับภาพลักษณ์ตัวเอง

แดนนี่ใช้เวลากว่า 10 ชม. ถ่ายภาพตัวเองกว่า 200 ภาพในแต่ละวันผ่านไอโฟน ยอมหยุดเรียนไม่ออกจากบ้านเป็นเวลากว่า 6 เดือน และพยายามลดน้ำหนักให้มากที่สุดเพื่อให้ตัวเองดูดีเวลาถ่ายภาพ แพทย์ที่รักษาบอกว่า พฤติกรรมเซลฟี่ถือว่าเป็นอาการป่วยทางจิตประเภทหนึ่ง ที่น่าสนใจคือแดนนี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายล้านคนของผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตนี้

จากอุทาหรณ์นี้ เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุกสำคัญที่ชวนให้มนุษย์ในโลกออนไลน์ทั้งหลายได้ใส่เกียร์ถอยกลับมาคิดว่ากำลังหลงระเริงไปในเส้นทางมรณะแบบแดนนี่อยู่หรือเปล่า




คนไทยในโลกออนไลน์


โซเชียล แรงค์ (Zocial Rank) เว็บไซต์เก็บข้อมูลสถิติต่างๆเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์เปิดเผยสถิติการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนไทยในช่วงปี 2012-2013 ว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 25 ล้านคนจากจำนวนประชากร 66 ล้านคน ในจำนวนนี้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก 18 ล้านคน

โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ เฟซบุ๊ก มีผู้ใช้คิดเป็น 85% รวมยอดการโพสต์ข้อความแต่ละวันอยู่ที่ 31 ล้านโพสต์ ตามมาด้วยทวิตเตอร์ 10% มีการทวีต 5 ล้านทวีตต่อวัน และอินสตาแกรม 5% มีการแชร์รูป 1.24 แสนรูปต่อวัน


 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ในแง่หนึ่ง ต้องยกเครดิตให้เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้ว่า ช่วยย่อโลกใบเดิมให้เล็กลงมาอยู่แค่หน้าจอ ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้แบบเรียลไทม์ ช่วยเชื่อมโยงและสร้างมิตรภาพได้แบบไร้พรมแดน แต่สิ่งที่น่ากลัวคือผลพวงจากการอยู่ในสังคมออนไลน์อย่างไม่รู้เท่าทัน

*ยาย่า-ศุภนิดา สกุลตั้งไพศาล* คือ หนึ่งในตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ปฏิเสธโลกเสมือนจริงนี้ แต่ขออยู่อย่างเท่าทัน ยาย่าเล่าว่า เธอก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อยู่กับโลกไซเบอร์ โชเชียลเนตเวิร์กที่ได้รับความนิยม เธอสมัครเป็นสมาชิกหมด จนวันหนึ่ง เธอเกิดไอเดียว่า อยากจะมีชีวิตออฟไลน์จากโลกไซเบอร์บ้าง ดังนั้น เธอจึงใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง ตัดขาดออกจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งหมดเป็นเวลา 2 เดือน โดยที่ยังใช้ชีวิตในด้านอื่นไปอย่างปกติ ยังคงไปทำงาน กินข้าว กินน้ำเหมือนเดิม

 :91: :91: :91:

“ยอมรับนะว่า ช่วงแรกๆ ก็แอบหงุดหงิดบ้าง อยากจะเข้าไปดูเฟซบุ๊กว่าใครทำอะไร เจออะไรไปกินอะไร อยากถ่ายรูปแชร์ให้เพื่อน 2-3 สัปดาห์แรกผ่านไป กว่าจะรู้สึกสงบ

ปัญหาที่ยาย่าเจอคือ เพื่อนติดต่อเราไม่ได้ เพราะบางคนก็ติดต่อผ่านโลกไซเบอร์ เพื่อนก็จะงงว่าเราหายไปไหน แต่ในเรื่องการทำงาน ก็ไม่ได้กระทบอะไรมาก เรายังคุยโทรศัพท์ รับส่งอีเมลเหมือนเดิม”

 :03: :03: :03:

สิ่งที่ยาย่าบอกว่า ได้รับจากการทดลองครั้งนี้ คือ ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เธอบอกว่า คนเราไม่รู้ตัวว่าในแต่ละวันเรารับเรื่องราวมากขนาดไหน อย่างตอนที่เธอกลับมาใช้โซเชียลเนตเวิร์กอีกครั้ง มาดูข้อความที่ส่งมาทางไลน์ ในช่วง 2 เดือน มีทั้งหมด 5,000 ข้อความ ซึ่งสะท้อนว่าเพียงแค่การสื่อสารช่องทางเดียว เรายังต้องรับข้อมูลมากขนาดนี้

“บางครั้งปัญหาของคนอื่นที่เราไปรับรู้ ก็กลายเป็นปัญหาของเราไปเหมือนกันนะ ทำให้เราเครียดตามไปด้วย หรืออย่างการสื่อสารที่รวดเร็วสมัยนี้ ยาย่าว่ามันทำให้เกิดการคาดหวังอีกมิติหนึ่งขึ้นมาเช่นไลน์มาถ้าขึ้นว่าอ่านแล้ว อีกฝ่ายก็จะคาดหวังว่าต้องได้รับคำตอบทันที หรือ มีเพื่อนมาไลค์ มาแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กเขาก็คาดหวังว่าเราจะตอบทันที ก็เป็นอีกหนึ่งความคาดหวังที่เราต้องแบกรับเหมือนกัน”




ระวัง คนเหงาติดโลกออนไลน์งอมแงม

รศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า เหตุผลที่คนในสังคมเสพติดโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือ ไลน์ก็ดี สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ความต้องการมีสังคมเครือข่าย ขณะเดียวกันก็ยังต้องการพื้นที่ส่วนตัวไว้

“สังเกตว่าเฟซบุ๊กทำให้คนเรามีสังคมใหม่ มีกลุ่มก้อน เป็นการตอบสนองความต้องการแต่ขณะเดียวกัน เวลาสื่อสารในโลกออนไลน์เราไม่จำเป็นต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เท่ากับว่า เรายังรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ได้ และยังสามารถปรุงแต่งตัวเองให้ดูดีได้ เพราะมีเวลาคิดไตร่ตรองก่อนที่จะตอบหรือสื่อสารอะไรออกไป ต่างจากการสื่อสารแบบต่อหน้า อย่างไรก็ตาม การสื่อสารในโลกออนไลน์ จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่อยู่ในข่ายกลัวการแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น (Socialphobia)”


 :96: :96: :96:

อ.ศิริไชย ยังตีแผ่ถึงจิตใจของผู้ที่หันมาสมัครเป็นพลเมืองของโลกออนไลน์มากขึ้นว่า คนกลุ่มนี้อาจมีปมด้อยในตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่ดี ไม่เด่นพอ ขาดความภูมิใจในตัวเอง จึงต้องหาสิ่งอื่นมาชดเชยเรียกความมั่นใจ เช่น โพสต์รูปแล้วอยากให้มีคนมากดไลค์ หรือแสดงความคิดเห็น ประหนึ่งเป็นการวัดเรตติ้งว่ายังมีตัวตน ยังมีคนให้ความสนใจ

“สังเกตว่าคนที่มีความภูมิใจในตัวเองอยู่แล้ว อาจไม่การต้องสิ่งเหล่านี้มากนัก กลับกัน คนบางคนกลับต้องการยอดไลค์สูงๆ เพื่อให้ตัวเองมีความสุข ถามว่า บางคนเสพติดความพอใจเหล่านี้มั้ย ต้องยอมรับว่า ความพอใจก็คือ ความสุข ซึ่งความสุขก็เป็นสิ่งเสพติดอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างบางคนติดยาก็เพราะคิดว่าสิ่งเสพติดนั้นทำให้มีความสุข ถามว่าการเสพติดความสุขในแบบนี้มีผลเสียมั้ย แน่นอนเพราะแทนที่จะไปหาความภาคภูมิใจเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเองด้วยกิจกรรมอื่น”

 :29: :29: :29:

สำหรับสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ คนในสังคมหลงระเริงในโลกออนไลน์ อ.ศิริไชย มองว่า ต้องย้อนไปตั้งแต่การเลี้ยงดูปลูกฝังในวัยเด็ก ถ้าพ่อแม่ให้ความรักลูกอย่างใกล้ชิด ให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าฝึกให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ให้เขารู้ว่าตัวเขาเองมีประโยชน์ แทนที่จะให้เอาแต่เรียน พอเรียนได้ไม่ดีก็ผิดหวัง คิดว่าตัวเองไม่มีศักยภาพ ไม่ภูมิใจในตัวเอง กลายเป็นปมด้อย แต่ถ้าเด็กมีกิจกรรมอื่นมาทดแทน ไม่เก่งเรียนก็เล่นกีฬาเก่ง เด็กก็มีสิ่งทดแทน และเห็นคุณค่าในตัวเอง





เช็กด่วน...คุณเข้าขั้นเป็นคนติดโซเชียลเน็ตเวิร์ก

1.ปี๊บเมื่อไหร่ เป็นต้องขอรีเฟรชดูทุกครั้ง
2.ช่างไลค์ช่างเลิฟ ถูกใจไปได้ทุกอย่าง
3.เจออะไร ขอแชร์ไว้ก่อน
4.ไปไหน ต้องประกาศให้โลกรู้ ขอเช็กอินไว้ก่อน
5.หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทุก 510 นาที ติดตามความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ไม่ให้พลาด
6.โพสต์แล้วต้องรอ เก็บสถิติใครมาไลค์ ใครมาเมนต์
7.เจ้าบทเจ้ากลอน เห็นคำคม ประโยคซึ้ง ต้องขอโพสต์ขอแชร์
8.เข้าร้านไหน เสิร์ฟปุ๊บขอแชะและแชร์ก่อนชิม
9.ตื่นเช้าก่อนนอน เจอเพื่อนในโลกออนไลน์เป็นคนแรก
10.อยากเจอตัว ไม่ต้องนัด ไม่ต้องเจอตัว พบกันในแชตออนไลน์ ตอบไวกว่ารับโทรศัพท์


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/288104/ชีวิตออฟไลน์-บ๊ายบาย-สังคมก้มหน้าเน%C2%81เธฅเธฐ-12288-
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: 8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เมื่อ: เมษายน 14, 2014, 11:08:50 AM

ความเหลื่อมล้ำสังคมไทย ฟ้ากับเหว...ที่มาของวิกฤติ

ถ้าใครอยากรู้ว่า ทำไมผู้คนจึงเรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปกันขนานใหญ่ทั่วประเทศ
ถ้าใครอยากรู้ว่า ทำไมคนไทยจำนวนไม่น้อย จึงบอกว่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมไทยมีมากเหลือเกิน
ถ้าใครมีคำถามว่า นโยบาย “ประชานิยม” ได้ช่วยทำให้คนจนของประเทศไทยมีฐานะดีขึ้นจริงๆ หรือไม่
ถ้าใครอยากรู้ว่า ทำไมความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ จึงเสื่อมทรามลงอย่างต่อเนื่อง
ต้องอ่านและวิเคราะห์รายงานของสถาบันไทยศึกษา ที่เพิ่งเปิด 8 ข้อเท็จจริง ว่าด้วย “ความเหลื่อมล้ำในไทย”

ผลการศึกษาชุดนี้ ตอกย้ำความจริง ที่คนไทยทุกคนควรจะต้องนำไปศึกษา เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นรากปัญหาของประเทศ แทนที่จะฟังเพียงวาทกรรมของคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปี เพราะว่าสาระจริงๆ ของปัญหา อยู่ที่ข้อสรุปชัดเจนว่า รายได้ของเศรษฐีและนักการเมืองไทยนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับคนจนแล้ว “ฟ้ากับเหว”

 ans1 ans1 ans1

คุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา รายงานจากซีรีส์งานศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น ค้นพบข้อที่น่าสนใจว่า

    1.ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ดีขึ้นเลย จาก 25 ปีที่ผ่านมา
    2.กลุ่มใหญ่ที่สุดในครอบครัวยากจน คือ ครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่เกษตรกรอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป
    3.เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวไทย มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ขณะที่รายได้ครอบครัวเฉลี่ยทั้งประเทศ อยู่ที่ 23,000 บาทต่อเดือน
    4.อันดับความเหลื่อมล้ำของไทยเมื่อเทียบกับ 157 ประเทศทั่วโลกแย่ลงจากเดิมอันดับ 121 ตกไปอยู่อันดับ 135 ใกล้เคียงกับสวาซิแลนด์และเอลซัลวาดอร์
    5.ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก คือ 162 จาก 174 ประเทศ
    6.ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัว ส.ส. รวยกว่าอีก 99.999% ของครอบครัวไทย โดยทรัพย์สินรวมของ ส.ส. 500 ครอบครัว รวมกันเท่ากับ 40,000 ล้านบาท มากพอๆ กับทรัพย์สินของ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีไทยสูงกว่าคนที่มีทรัพย์สินสุทธิอยู่กึ่งกลางถึง 9,000 เท่า
    7.ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สาธารณสุข ของคนร่ำรวยมีโอกาสมากกว่าคนยากจน ดูได้จากคะแนน PISA ซึ่งประเมินผลสอบนานาชาติ ที่วัดกับเด็ก 15 ปีทั่วประเทศ พบว่า เด็กจากครอบครัวรวยที่สุด 20% มีโอกาสผ่านเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยวิชาเลขมากกว่าเด็กจากครอบครัวจนที่สุด 10% กว่า 2 เท่า
    8.ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่ควรแก้ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เราคงทำให้ทุกคนรวยเท่ากันไม่ได้ แต่ต้องทำให้คนมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น

 :49: :49: :49:

การศึกษาครั้งนี้ พบว่า การเติบโตเศรษฐกิจในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ทำให้จีดีพีของไทยขยายตัว 4 เท่า แต่รายได้ครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่า และเป็นการเพิ่มขึ้นที่ไม่ได้มีสัดส่วนเท่ากันสำหรับคนกลุ่มต่างๆ ด้วย ครัวเรือนที่รวยที่สุด 10% แรกมีรายได้เพิ่มจาก 28,808 บาทต่อเดือน เป็น 90,048 บาทต่อเดือน แต่ครัวเรือนที่จนที่สุด 10% รายได้เพิ่มจาก 1,429 บาทต่อเดือน เป็น 4,266 บาทต่อเดือน

ความเหลื่อมล้ำของรายได้เพิ่มจาก 20 เท่า เพิ่มเป็น 21 เท่า ในปี 2554

ตัวเลขทั้งหมดนี้ ฟ้องให้เห็นถึงปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับชาวบ้าน และ ชนชั้นกลาง จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวง ที่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง...อยู่จนถึงทุกวันนี้


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20140410/574411/ความเหลื่อมล้ำสังคมไทย-ฟ้ากับเหว...ที่มาของวิกฤติ.html
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เมื่อ: เมษายน 14, 2014, 11:00:48 AM



8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เผย 8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคอยากเห็นงานวิจัยประชานิยม ชี้ควรมีปริญญาใบแรกเรียนฟรี มากกว่ารถคันแรก

วันนี้(10 เม.ย.) ที่โรงแรมเอ-วัน เดอะ รอยัลครูส พัทยา จ. ชลบุรี ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) กล่าวในการเสวนาวิชาการ เรื่อง บริบทกิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise: SE) กับการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยว่า ทุกวันนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมมีมากมาย ความรู้สึกไม่เป็นธรรมยังทวีอยู่ในความรู้สึกของคนทั่วโลก รวมถึงคนในประเทศไทยด้วยที่จะมองว่าคนรวยทำอะไรไม่ผิด คนจนผิดแล้วเข้าคุก ไม่มีโอกาสใดๆ ที่เทียบเท่าคนรวยและสุดท้ายคนรวยสามารถลอยนวลได้

ดังนั้นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ คือ กิจการเพื่อสังคมที่จะมาเป็นเครื่องมือสำคัญลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การศึกษา ซึ่ง มศว ประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมเพื่อต้องการเน้นบุคลากรมีทัศนคติด้านจิตอาสาและจิตสำนึกสาธารณะ


      :96: :96: :96:

ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่ามูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษาได้รายงาน 8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งพบว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำทางสังคมไทยมีมากขึ้น,

     สังคมคนจนยังมีผู้สูงอายุเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ ส่วนครอบครัวคนรวยจะมีอาชีพเฉพาะ เช่น นักธุรกิจ แพทย์ทนายความ วิศวกร พยาบาล อาชีพในกลุ่มนี้มีความมั่นคง,
    ครึ่งหนึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำกว่า 15,000บาทต่อเดือน และยังมีครอบครัวจำนวนมากที่มีรายได้ต่ำกว่า 7,000 บาท ต่อเดือน,

    ข้อมูลที่นำเสนอเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในระบบราชการเกินจริงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติทำข้อมูลเฉลี่ยออกมาความเหลื่อมล้ำจึงคลาดเคลื่อน เมื่อข้อมูลคลาดเคลื่อนการจะแก้ปัญหาก็ไม่ตรงจุด ,
     ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีเยอะมาก และอยู่ในระดับรั้งท้ายของประเทศที่มีการจัดอันดับความเหลื่อมล้ำ จาก 170 ประเทศไทยติด อันดับ 160 กว่า,
    ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวส.ส. มี จำนวนเยอะกว่าคนปกติถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์,
    มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สาธารณสุข และ ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส
    ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางโอกาสเป็นปัญหาใหญ่มาก


     :49: :49: :49:

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวังเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า อยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นผู้นำด้านกิจการเพื่อสังคม โดยเน้นงานวิจัยประชานิยม ที่มหาวิทยาลัยจะต้องใช้องค์ความรู้ของตัวเองบอกกับรัฐบาล ว่า โครงการไหนควรทำโครงการไหนไม่ควรทำ โครงการไหนควรเป็นสวัสดิการที่เป็นนโยบายสาธารณะเช่น ประเทศไทยควรมีปริญญาใบแรกต้องเรียนฟรี ไม่ใช่นโยบายรถคันแรกอย่างที่รัฐบาลทำ เป็นต้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/229496/8ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สีสันสงกรานต์นานาชาติ เมื่อ: เมษายน 14, 2014, 10:52:58 AM


สงกรานต์ปีใหม่ไทย -อินเดีย ณ วัดไทยเชตวันมหาวิหาร อินเดีย

สีสันสงกรานต์นานาชาติสิงคโปร์จัดใหญ่

13 เม.ย.ตามที่ประเทศสิงคโปร์ 2557 ได้ประกาศจัดยิ่งใหญ่ 12-13 เม.ย. นี้ บริเวณ The Padang และที่ Sentosa พร้อมกิจกรรมบันเทิงมากมาย จนทำให้ชาวเน็ตไทยวิจารณ์เป็นการฉวยโอกาสดึงนักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์การเมืองไทยยังไม่สงบลงไปดูว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันวัดไทยในต่างประเทศก็มีการจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง เช่นเดียวกันประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงที่เมืองตี (เหลียงเหอ) ไทเหนือ หรือไทใหญ่ในแคว้นใต้คง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน








ชาวพุทธไทผาเกที่แคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140413/182830.html
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “สรงน้ำพระใส” ประเพณีแห่งความศรัทธา คู่เมืองหนองคาย เมื่อ: เมษายน 14, 2014, 10:46:29 AM



“หลวงพ่อพระใส” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย

“สรงน้ำพระใส” ประเพณีแห่งความศรัทธา คู่เมืองหนองคาย

       “ประเพณีสรงน้ำพระพุทธรูป” เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การสรงน้ำพระในทางศาสนาพุทธ ใช้คำว่า ถวายเครื่องเถราภิเษก (สรงน้ำพระ) โดยมีจุดประสงค์เพื่อชำระพระวรกายของพระพุทธเจ้าให้สะอาดปราศจากมลทิน
       
       ทุกปีๆในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ละวัดจะมีนำพระพุทธรูปลงมาให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สรงน้ำ เพื่อความเป็นสิริมงคล รับอานิสงให้ชีวิตสดชื่น เย็นกายเย็นใจ รับขวัญวันปีใหม่ไทย หนึ่งในประเพณีสรงน้ำที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ “พิธีสมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส” ของชาวจังหวัดหนองคาย ที่นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเพณีสรงน้ำพระ ที่ผู้คนทั้งในจังหวัดหนองคายเองและต่างจังหวัดให้ความสนใจ อีกทั้งยังได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี



บรรยากาศอัญเชิญหลวงพ่อพระใส ลงจากพระอุโบสถ (ภาพ : FB หลวงพ่อพระใส)

       “หลวงพ่อพระใส” เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณ์งดงามมาก ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดหนองคาย ที่ได้รับการนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก
       
       ตามประวัติกล่าวไว้ว่า พระธิดา3พี่น้องของกษัตริย์ล้านช้าง ได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปประจำพระองค์ขึ้น 3 องค์ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา แล้วขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามว่า พระสุก พระเสริม และพระใสมีขนาดลดกันตามลำดับ หลังศึกกับเวียงจันทน์ในรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระทั้งสามลงแพ แต่ทว่าระหว่างทางล่องเรือมานั้น แท่นของพระสุกได้แตกและได้จมลงในน้ำ การอัญเชิญจึงเหลือเพียงพระเสริมและพระใสมาถึงหนองคาย



ผู้คนเนืองแน่นร่วม “พิธีสมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส” (ภาพ : FB หลวงพ่อพระใส)

       ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ อัญเชิญพระเสริมและพระใส เพื่อไปประดิษฐานยังกรุงเทพมหานคร แต่เกิดปาฏิหาริย์ โดยพราหมณ์ผู้อัญเชิญนั้นไม่สามารถขับเกวียนนำพระใสไปได้ แม้จะใช้กำลังคนหรืออ้อนวอนอย่างไรก็ตาม จนในที่สุดเกวียนได้หักลง เมื่อหาเกวียนใหม่มาแทนก็ไม่สามารถเคลื่อนไปได้อีก จึงปรึกษาตกลงกันว่าให้อัญเชิญพระใสมาประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัยจนเรื่อยมาถึงปัจจุบัน


“ขบวนแห่หลวงพ่อพระใส” รอบเมืองหนองคาย (ภาพ : FB หลวงพ่อพระใส)

       โดยในช่วงสงกรานต์ของทุกๆ ปี ทางวัดโพธิ์ชัยจะมีการจัดงาน “พิธีสมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส” ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวหนองคายมาตั้งแต่อดีต โดยจะมีการอัญเชิญหลวงพ่อพระใสลงจากพระอุโบสถ ในวันที่ 13 เมษายน มาประดิษฐานบนราชรถ หลังจากนั้นจะเคลื่อนขบวนแห่หลวงพ่อพระใสรอบเมือง และอัญเชิญประทับชั่วคราว ที่ศาลาพลับพลาหน้าพระอุโบสถตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมกันสรงน้ำและร่วมสักการะอย่างใกล้ชิด


“พิธีสมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส” เมื่อครั้งอดีต (ภาพ : FB หลวงพ่อพระใส)

       อีกทั้งยังได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ควบคู่กับเทศกาลสงกรานต์ บรรยากาศภายในงานจะเนืองแน่นและเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมายังวัดโพธิ์ชัย ที่ได้เดินทางมาด้วยความศรัทธาและมีปณิธานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อที่จะมาสรงน้ำหลวงพ่อพระใสพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย
       
       พิธีสมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส จึงนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเพณีสรงน้ำพระที่มีความสำคัญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ของทางภาคอีสาน และเมื่อได้เห็นถึงความศรัทธาของผู้คนที่ได้มาร่วมงานแล้วก็ทำให้อุ่นใจได้ว่าประเพณีที่ดีงามนี้จะยังคงอยู่ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000040434
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พิพาทรื้อสุสาน วัดพนัญเชิง สู่ 'เจรจา' เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 08:55:23 PM


พิพาทรื้อสุสาน วัดพนัญเชิง สู่ 'เจรจา' เพื่อสาธารณประโยชน์

จากกรณีพิพาทที่ดินสุสานระหว่างวัดพนัญเชิงวรวิหารกับกลุ่มลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน เนื่องจากวัดพนัญเชิงมีแผนการพัฒนาที่ดินมูลนิธิวัดพนัญเชิงเซี่ยงเต็กตึ๊ง จำนวน 14 ไร่ สร้างเป็นที่จอดรถและอาคารเพื่อกิจการวัด สถานปฏิบัติธรรม ฯลฯ และประกาศเส้นตายให้ญาติต้องมาย้ายศพบรรพบุรุษออกจากสุสานแห่งนี้ ภายในเดือนสิงหาคม 2557 
 
ขณะที่ วันที่ 9 เมษายน 2557 เกิดความเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักวิชาการ นักกิจกรรม นักเขียน และคนทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยากว่า 155 คน จากทั่วประเทศ ยื่นจดหมายเปิดผนึกคัดค้านการรื้อสุสานจีนวัดพนัญเชิง
 
แม้เหตุการณ์นี้จะยืดเยื้อมานับสิบปี โดยเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2557 ซึ่งตรงกับวันเช็งเม้งวันสุดท้ายตามปฏิทินในปีนี้ ได้เกิดการรวมตัวครั้งใหญ่ของ “กลุ่มลูกหลานจีนอยุธยาปกป้องสุสาน” ยื่นหนังสือเรียกร้องวัดให้ทบทวนโครงการและร่วมลงชื่อคัดค้านกว่า 600 รายชื่อ ขณะเดียวกัน รายการเวทีสาธารณะ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ก็ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันดังกล่าวด้วย เพื่อแสวงหาทางออกที่น่าพอใจต่อทุกฝ่าย

 
 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน กล่าวว่า ความสำคัญของพื้นที่สุสานบรรพชนชาวจีน นับว่ามีความหมายต่อลูกหลาน ในหลายๆ เมือง อย่างเช่น สุสานที่กรุงบอสตัน สหรัฐอเมริกา หรือสุสานย่านสีลม กรุงเทพฯ ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี 
 
“สำหรับพี่น้องชาวจีน วันเช็งเม้งเป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของลูกหลานต่อบรรพบุรุษ เพราะมีกิจกรรมกินข้าวร่วมกันของลูกหลาน ณ บริเวณฮวงซุ้ย และความกตัญญูถือเป็นปฐมบทแห่งการบำเพ็ญกิจของลูกหลานชาวจีน ตามหลักปรัชญาของการครองชีพ ครองตน การสร้างบ้าน การสร้างชุมชน มานับพันปี”
 
 :29: :29: :29:

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์  นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จุดยืนการปรับเปลี่ยนสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ามาท่องเที่ยวของวัดพนัญเชิง เป็นมุมมองในระยะสั้น
 
“การท่องเที่ยวเป็นเพียงกระแสที่มีขึ้นมีลง แต่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับวัด คือตัวแปรหลักของวัดในอนาคต เพราะพื้นที่ของสุสานไม่ใช่แค่พื้นที่ของสงฆ์ แต่เป็นพื้นที่ที่แสดงวิถีชีวิตของคน ชุมชน ความสำคัญในมิติทางประวัติศาสตร์ สังคมเป็นพื้นที่ที่บ่งบอกถึงรากเหง้าของคนจีนโพ้นทะเลใน จ.พระนครศรีอยุธยา การรักษาสุสานไว้ จึงเปรียบเสมือนการสร้างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน แต่การรื้อสุสานเท่ากับตัดตอนประวัติศาสตร์ของชุมชนอยุธยาทั้งในอดีตและปัจจุบัน
 
“อย่างกรณีของสุสานที่มะละกา ประเทศมาเลเซีย เป็นพื้นที่ที่บ่งบอกรากเหง้าของชุมชนและคนในเกาะมะละกา ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล หลักการพัฒนาที่ดินสุสานแห่งนี้ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรื้อถอน แต่คือการสร้างองค์ความรู้ของพื้นที่ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลบ่งบอกคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ” 
 
พร้อมกับเสนอว่า การจัดการด้านผลประโยชน์ที่ดินของวัด วัดควรตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับชุมชน ซึ่งจะเป็นฐานรองรับการดำรงอยู่ของวัด ขณะที่วัดสามารถหาที่ดินในบริเวณอื่นสร้างที่จอดรถได้ โดยไม่เบียดเบียนที่ดินสุสาน ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และชุมชนคนจีนที่มีความสัมพันธ์กับวัดพนัญเชิงมาตั้งแต่อดีต 

 
 :96: :96: :96:

ด้าน วินัย อัศวราชันย์ ประธานมูลนิธิวัดพนัญเชิงเซี่ยงเต็กตึ๊ง กล่าวว่า ในฐานะประธาน ได้รับมอบหลักฐานยืนยันสิทธิการใช้ที่ดินสุสาน ในเอกสาร ลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2495  มีการลงนามระหว่างพระโบราณคณิศร อดีตเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง ขุนศารทประภาศึกษากร (พนักงานศาสนจังหวัด) และ วิโรจน์ กมลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ระบุการจัดทำบันทึกหลักฐานในการมอบสิทธิ์ที่ดิน 14 ไร่ ให้เป็นสุสานสาธารณกุศล เพื่อจะได้เป็นสาธารณประโยชน์แก่ประชาชนตลอดไป
 
พร้อมกันนั้น กลุ่มลูกหลานชี้ให้เห็นหลักฐานป้ายหินอ่อนสลักอักษรภาษาจีน ที่แสดงเจตนารมณ์ในการสร้างสุสาน และสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลังได้ร่วมจดจำถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นบันทึกการลงนามระหว่างพระโบราณคณิศร อดีตเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง และวิโรจน์ กมลพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงธรรมการ คณะกรรมการที่ร่วมก่อสร้างสถานที่แห่งนี้มากว่า 60 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2495 

 
 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

สมาน ศิริพฤกษ์พงศ์ ประธานกลุ่มลูกหลานจีนอยุธยาปกป้องสุสานบรรพชน กล่าวว่า ข้อคิดเห็นในเวทีสาธารณะครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มลูกหลานชาวจีนเป็นอย่างมาก 
 
“ลูกหลานชาวจีนทุกคนมีจิตสำนึกในการดูแลร่างของบรรพบุรุษที่อยู่ที่นี่มากว่า 60 ปี การดำเนินการของกลุ่มลูกหลานหลังจากนี้ คือการถอยทีละก้าว เริ่มต้นจากทุกฝ่ายจะต้องมีการรื้อป้ายจุดยืนออกไป ทางกลุ่มลูกหลานก็จะนำเอาป้ายคัดค้านที่ติดทั่ว จ.พระนครศรีอยุธยา ออกไป และนำไปสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อยุติ เพื่อให้ลูกหลานได้รับความเป็นธรรม และความถูกต้อง”   
 
พร้อมกันนั้น ยังมีข้อเสนอทางออกอื่นๆ จาก พงษ์พรหม ธีระพันธ์เจริญ หนึ่งในกลุ่มลูกหลานจีนฯ เสนอให้มีการซื้อที่ดิน เช่น ด้านหลังสุสาน โดยการร่วมบริจาคเงินมีทุนตั้งต้นไว้จำนวน 2 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณใกล้วัดสร้างเป็นที่จอดรถ 
 
 :49: :49: :49:

ด้านข้อเสนอจากอนุกรรมสิทธิชุมชน แสงชัย รัตนเสรีวงศ์  แนะว่า จากปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มลูกหลาน ทุกฝ่ายควรยึดหลักสิทธิ์ของชุมชนมากกว่ายึดหลักการทางกฎหมายหรือมูลค่าของที่ดินเป็นตัวตั้ง
 
“หัวใจของปัญหานี้คือสุสานแห่งนี้ไม่ได้เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของใคร แต่เป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมจิตใจให้ลูกหลานที่ปฏิบัติถึงความกตัญญู สำหรับแนวทางการช่วยเหลือในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางลูกหลานสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมสิทธิมนุษยชนต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงในที่ดินสุสานได้ 
 
“ทุกฝ่ายอาจจะต้องพลิกวิธีการจัดการที่ดินผืนนี้ร่วมกัน โดยไม่ยึดถือว่า ใครจะเป็นผู้ได้รับกรรมสิทธิ์หรือจะได้รับประโยชน์จากที่ดินแต่เพียงผู้เดียว แนวทางนี้จะทำให้วัดไม่ได้สูญเสียประโยชน์เรื่องการใช้ที่ดินในการทำนุบำรุงศาสนา มูลนิธิก็สามารถเป็นองค์กรกลางที่มีบทบาทการทำสาธารณกุศล รวมถึงพี่น้องชาวจีนที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน ทั้งหมดนี้น่าจะส่งผลให้ทางวัดเองได้รับความเชื่อถือศรัทธาและได้รับการยอมรับว่าสามารถคลี่คลายปัญหาลงได้” 
 
แม้การรับฟังความคิดเห็นในวันนั้น ทางวัดพนัญเชิงไม่อาจเข้าร่วมพูดคุยในเวที อย่างไรก็ตาม พระมหาเชิดชัย กตปุญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง แสดงท่าทียินดีหากลูกหลานจะเข้ามาพูดคุยเจรจากับทางวัดในลำดับต่อไป โดยยึดหลักการสำคัญคือ การนำที่ดินสุสานมาใช้เพื่อสาธารณประโยชน์นั่นเอง


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140413/182806.html
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมนูสุขภาพวัยเกษียณ ต้อนรับวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 08:50:08 PM


เมนูสุขภาพวัยเกษียณ ต้อนรับวันผู้สูงอายุแห่งชาติ

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ทั้งที นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานที่หลายๆ คนรอคอยแล้ว วันที่ 13 เมษายนของทุกปี ยังตรงกับวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย เนื่องจากในอีกไม่นานนี้ สังคมไทยกำลังจะเป็นสังคมแห่งผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังที่มีการคาดการณ์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลว่า ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2557 จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในประเทศไทย จะมีจำนวนมากถึง 9.9 ล้านคน และประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปจะมีมากถึง 6.6 ล้านคน

เมื่อมองภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหาร กลับพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเพื่อกลุ่มผู้สูงอายุยังมีค่อนข้างน้อย และอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการทางด้านโภชนาการของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ในปีนี้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)โดยคณะอุตสาหกรรมเกษตร จับมือกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันมอบของขวัญให้กับผู้สูงอายุ ผ่านแนวคิด10 เมนูแรกของไทยที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการสำหรับคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย พร้อมอัดแน่นด้วยความห่วงใยต่อสุขภาพของทุกท่าน ภายใต้โครงการ “พัฒนาศักยภาพของสินค้าเกษตรแปรรูปเพื่อผลิตอาหารผู้สูงอายุในเชิงพาณิชย์”

ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของ สจล. ที่มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารในการเตรียมความพร้อมการผลิตอาหารแปรรูปที่มีความหลากหลายและเหมาะสมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุก่อนที่สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมแห่งผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ รวมทั้งเป็นการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมอาหารต้นตำรับไทย ให้ได้มาตรฐานต่อการส่งออกสู่ทั่วโลกไปพร้อมกันด้วย

       
 :welcome: :welcome: :welcome:

รศ.ดร.ประพันธ์ ปิ่นศิโรดม คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สจล. หัวหน้าโครงการ “พัฒนาศักยภาพของสินค้าเกษตรแปรรูปเพื่อผลิตอาหารผู้สูงอายุในเชิงพาณิชย์” กล่าวว่า การพัฒนาความพร้อมทางด้านอาหารซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของประชากรผู้สูงอายุเป็นรากฐานสำคัญอย่างหนึ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญ คณะอุตสาหกรรมเกษตร สจล. จึงได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดทำโครงการ “พัฒนาศักยภาพของสินค้าเกษตรแปรรูปเพื่อผลิตอาหารผู้สูงอายุในเชิงพาณิชย์” ขึ้นมา

เพื่อมุ่งเน้นในการพัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีความเหมาะสมตรงตามความต้องการทางโภชนาการของผู้สูงอายุ โดยมีทั้งเมนูสุขภาพ และเมนูอร่อยที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ โดยเมนูทั้งหมดที่คิดค้นขึ้นนั้น ล้วนพัฒนาจากงานวิจัยด้านอาหารที่ทางคณะอุตสาหกรรมเกษตร สจล. ได้ศึกษาข้อมูลก่อนทำการผลิตอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการของผู้สูงอายุเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้มาตรฐาน และสามารถนำมาพัฒนาในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่อไป
5 ตัวอย่างตำรับอาหารเพื่อผู้สูงอายุ


 :49: :49: :49:

โดยนักศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรเทคโนโลยีการจัดและบริการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร สจล.



น็อกจิมันเทศกับไก่ราดซอสมัสมั่น

น็อกจิมันเทศกับไก่ราดซอสมัสมั่น อุดมไปด้วยโปรตีนสูงจากเนื้อไก่ที่ย่อยง่าย อีกทั้งคาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ วิตามินเอ และแคลเซียมจากมันเทศ ช่วยเพิ่มพลังงานและเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
       
ห่อหมกปลากะพง ไขมันต่ำที่เต็มเปี่ยมด้วยโปรตีนจากเนื้อปลา เพิ่มความเข้มข้นและอร่อยด้วยกะทิธัญพืชไขมันต่ำช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคความดันโลหิตและโรคหัวใจ



ปากหม้อพูเรผัก


ปากหม้อพูเรผัก อาหารเพื่อสุขภาพที่มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่จากผักหลากชนิด มาพร้อมสีสันที่หลากหลายช่วยกระตุ้นความอยากรับประทานเพิ่มขึ้น


ราวีโอลีตำลึงกับปลาซอสสมุนไพร พาสต้า

ราวีโอลีตำลึงกับปลาซอสสมุนไพร พาสต้าอัดแน่นด้วยไส้ที่ทำจากผักตำลึงและเต้าหู้ ด้วยแร่ธาตุ เบต้าแคโรทีน และแคลเซียมสูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เสิร์ฟพร้อมปลาราดซอสสมุนไพรให้โปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายและยังย่อยง่ายอีกด้วย


พานาคอตต้าซอสมิกซ์เบอร์รี่

พานาคอตต้าซอสมิกซ์เบอร์รี่ ส่วนประกอบหลักจากน้ำนมถั่วเหลืองอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนช่วยในการรักษาเนื้อกระดูกสำหรับผู้สูงอายุ และวิตามินซีจากเบอร์รี่ชนิดต่างๆ เป็นต้น
 
 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

 “จากผลงานวิจัยของสถาบันอาหารตามโครงการการศึกษาแนวทางพัฒนานวัตกรรมอาหารเชิงสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุปี พ.ศ. 2556 ได้มีการสำรวจเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตอาหารผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น พบว่ารูปแบบของอาหารแปรรูปสำหรับผู้สูงอายุที่มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
   1. อาหารที่มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่มในระดับแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีระที่เกี่ยวข้องกับการกลืนอาหารของผู้สูงอายุแต่ละช่วงวัย
   2. อาหารที่เน้นเรื่องคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเหมาะกับผู้สูงอายุ
   3. อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และ
   4. อาหารเหลวที่มีการเพิ่มความข้นหนืด เช่น เครื่องดื่มและซุป เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถควบคุมการกลืนอาหารเหลวได้ง่ายขึ้นโดยไม่เกิดการสำลัก

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักในการปรับปรุงสูตรอาหารของโครงการฯ โดยการคำนึงถึงประโยชน์ คุณค่าทางโภชนาการเพื่อผู้สูงอายุ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของผู้สูงอายุเป็นหลัก เพื่อให้สะดวกต่อการรับประทาน ขณะเดียวกันก็ได้รสชาติอร่อย เคี้ยวและกลืนได้ง่าย และย่อยง่าย จึงมั่นใจในคุณภาพได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะผู้สูงอายุในประเทศไทย แต่ยังสามารถนำมาต่อยอดในการผลิตเป็นสินค้าส่งออกให้กับผู้สูงอายุได้ทั่วโลก” รศ.ดร.ประพันธ์ กล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000041419
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปิดฉาก! เทพเพอร์ซิอุส ปล่อยพลังผ่านจอ สั่งถอดจากผัง เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 08:40:27 PM



ปิดฉาก! เทพเพอร์ซิอุส ปล่อยพลังผ่านจอ สั่งถอดจากผัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีรายการโทรทัศน์ทางช่องเคเบิ้ลทีวีรายการหนึ่ง ที่มีการสำแดงฤทธิ์อภินิหารส่งพลังผ่านหน้าจอโทรทัศน์ อ้างว่าสามารถเยียวยาผู้ชมที่เป็นทุกข์ได้ จนเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กและเว็บไซต์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีผู้ร้องเรียนไปถึง กสทช. ให้ตรวจสอบเนื้อหาความเหมาะสมของรายการ ล่าสุดทางสถานีโทรทัศน์ได้ตัดสินใจถอนรายการดังกล่าวออกจากช่องแล้ว

จากคลิปภาพเหตุการณ์ส่วนหนึ่งในรายการ "ทุกข์ปัญหามีคำตอบ" ทางช่อง H Plus สถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีที่ถูกนำไปเผยแพร่ต่อในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพติกรรมชวนเชื่อของผู้ดำเนินรายการ นายคฑาพล แก้วกาญจน์ หรือ "คฑาพล อมตะภู ชนะมันเต" หรือที่อ้างว่าเป็น "เทพเพอร์ซิอุส ส่งพลังจากจักรทั้ง 7" สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บและบรรเทาทุกข์ ด้วยการปล่อยพลัง 1-2-3 ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์


 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ทั้งนี้รายการดังกล่าว มักจะมีผู้ชมจากทางบ้านโทรศัพท์มาปรึกษาปัญหาต่างๆ ก็ที่จะให้ "เทพเพอร์ซิอุส" ได้ช่วยทำพิธีปล่อยพลัง เพื่อรับพลังเยียวยาส่งต่อจากหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งผู้ชมจากทางบ้านมีท่าทางรู้สึกดีขึ้นมาแทบจะในทันที พิธีการของ "เทพเพอร์ซิอุส" จะทำสมาธิและใช้มือเคาะที่หน้าผากและศีรษะ ก่อนจะเอ่ยว่า "ดิน น้ำ ไฟ ลม แสง อากาศ วิญญาณ" แล้วเปล่งเรียงร้องออกมา นับ 1-2-3 และร้องลากเสียงยาว จนทำให้ผู้ชมบางกลุ่มรู้สึกว่าเป็นความเชื่อที่แปลกประหลาด และอาจจะเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค มีการแจ้งไปยัง กสทช. ให้ตรวจสอบ

ภายหลังจากประเด็นดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงในโลกออนไลน์ ล่าสุด น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กสทช. ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว หลังได้หารือกับทางช่อง H Plus เจ้าของสถานีโทรทัศน์ที่มีรายการดังกล่าวออกอากาศอยู่ โดยระบุว่า ทางสถานีพร้อมจะถอดถอนรายการดังกล่าวออกจากผังรายการ เพื่อให้เกิดข้อครหาเกี่ยวกับปัญหาหลอกลวงผู้บริโภค รวมทั้งโฆษณาชวนเชื่อเรื่องอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ที่ผิดกฏหมาย ก่อนหน้าที่ได้มีส่งหนังสือเตือนไปยังช่องดังกล่าวแล้ว เกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อ หากฝ่าฝืนก็อาจจะถูกระงับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ได้

 :96: :96: :96:

นอกจากนี้ น.ส.สุภิญญา ยังได้อธิบายกรณีดังกล่าวในทวิตเตอร์ว่า

"ข่าวดีรับสงกรานต์ หลังจากเชิญผู้บริหารสูงสุดช่อง H Plus มาชี้แจงกรณีรายการ #พลังปาฏิหาริย์ #เทพเพอซอุส สรุปทางช่องยอมถอดรายการนี้"

"คุณยุวดี บุญครอง ประธานช่อง H Plus มาชี้แจงด้วยตนเอง ยอมรับรายการนี้โดนวิจารณ์มาก รับปากกับดิฉันและอนุฯ จะถอดรายการนี้"

"ฝากทุกท่านช่วยดูช่อง H Plus ด้วยว่ายังมีรายการ #พลังปาฏิหาริย์ นี้อีกไหม หลังจากเจ้าของช่องยอมถอดออกจากผังเอง"

"ขอบคุณผู้บริโภคที่ช่วยร้องเรียนกันมาก ทำให้ช่องต้องพิจารณาตนเอง"

ขอบคุณเนื้อหาข่าวและข้อมูลจาก ทวิตเตอร์ @supinya และช่อง H Plus


ขอบคุณภาพข่าวจาก
news.sanook.com/1555419/ปิดฉาก-เทพเพอร์ซิอุส-ปล่อยพลังผ่านจอ-สั่งถอดจากผัง/
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฆ่าแทงโหด เจ้าอาวาสวัดสามง่าม คาดฝีมือลูกศิษย์พม่า เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 08:37:10 PM


ฆ่าแทงโหด เจ้าอาวาสวัดสามง่าม คาดฝีมือลูกศิษย์พม่า

(13 เม.ย.) เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกทำร้ายจนเสียชีวิตอยู่ภายในวัดสามง่าม วัดชื่อดังในอำเภอบางบัวทอง ผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าอาวาสวัดและพระครูชื่อดัง จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุภายในกุฏิวัดสามง่าม เจ้าหน้าที่พบร่าง พระครูสิทธิธีระญาณ (ไวพจน์ กตปุญโญ) หรือ พระอาจารย์ตุ้ย อายุ 47 ปี เจ้าอาวาสวัดสามง่าม นอนเสียชีวิตอยู่กลางกุฏิ สภาพศพถูกแทงด้วยของมีคมหลายแห่ง ทั้งบริเวณชายโครงซ้าย แขนซ้าย ขาซ้าย และท้ายทอย อีกทั้งยังพบร่องรอยการต่อสู้และการรื้อค้นทรัพย์สิน ข้าวของในกุฏิกระจัดกระจาย

 :96: :96: :96:

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (12 เม.ย.) เจ้าอาวาสวัดสามง่ามได้เดินทางออกจากวัดไปทำธุระ ก่อนจะกลับเข้าวัดอีกครั้ง เวลาประมาณ 18.00 น. ก่อนที่คนขับรถของเจ้าอาวาสจะเข้ามาที่กุฏิและพบศพ เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น.

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะมีด้วยกัน 2 คน คาดว่าน่าจะก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์เจ้าอาวาส แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า คนร้ายนำทรัพย์สินใดไปบ้าง ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่พบรอยเท้าเปื้อนเลือดเดินเป็นทางยาวไปทางด้านหลังกุฏิ เชื่อว่าน่าจะเป็นรอยเท้าของคนร้าย ขณะนี้ได้เรียกลูกศิษย์วัดมาดำเนินการสอบสวน ล่าสุดพบว่ามีลูกศิษย์วัดชาวพม่าหายตัวไป 2 คน เจ้าหน้าที่กำลังติดตามมาสอบสวนต่อไป

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com


ขอบคุณภาพข่าวจาก
news.sanook.com/1555393/ฆ่าแทงโหด-เจ้าอาวาสวัดสามง่าม-คาดฝีมือลูกศิษย์พม่า/
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมืองคอนอัญเชิญ "พระพุทธสิหิงค์" ให้ประชาชนสรงน้ำ เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 08:34:28 PM



เมืองคอนอัญเชิญ "พระพุทธสิหิงค์" ให้ประชาชนสรงน้ำ

นครศรีธรรมราชอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานกลางสนามหน้าเมืองให้ประชาชนสรงน้ำวันสงกรานต์ บรรยากาศโดยรวมเงียบเหงาเพราะขาดน้ำ


เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ผศ.เชาวน์วัศน์ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นำคณะเข้าอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธสิหิงค์ 1 ใน 3 รูปสำคัญของประเทศไทย จากหอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลางนครศรีธรรมราช  ออกประดิษฐานบนรถก่อนตั้งขบวนแห่ไปตามถนนสายหลักของตัวเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสรงน้ำตามประเพณีที่สืบต่อกันมายาวนาน ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานบนบุษบกสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำตลอดทั้งวัน




สำหรับการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานกลางสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช ถือเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีมหาสงกรานต์แห่นางดานนครศรีธรรมราช โดยในวันที่ 14 เม.ย.นี้ จะมีพิธีตรียัมปวาย –โล้ชิงช้า และขบวนแห่นางดานตามคติความเชื่อแบบพราหมณ์ฮินดูที่อดีตเคยเป็นชุมชนใหญ่ก่อนที่จะสร้างเมืองนครศรีธรรมราช และก่อนที่พุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา

ส่วนบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ในวันนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาระบบน้ำประปาของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และการจัดกิจกรรมที่ไม่คึกคักเหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มวัยรุ่นจึงหันไปตั้งวงดื่มเหล้าแทน ตำรวจต้องวิ่งรอกเพื่อคอยระงับเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น





ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/230048/เมืองคอนอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ให้ประชาชนสรงน้ำ
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนล้น บุญเยอะ 5 วัดดังมหาชนโคตรศรัทธา! เมื่อ: เมษายน 13, 2014, 08:29:58 PM


คนล้น บุญเยอะ  5 วัดดังมหาชนโคตรศรัทธา!

สนุก! ท่องเที่ยว รวมรวบวัดชื่อดัง และมีมหาชนจำนวนมาให้ความศรัทธานิยมไปเที่ยวและทำบุญ มาแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกัน แต่ขอบอกก่อนสักนิดว่า เรื่องของการทำบุญ และศรัทธาเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะครับ อย่างไรอ่านแล้วก็อย่าดราม่ากันนะ...



1. วัดโสธรวรารามวรวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรา เป็นวัดอันดับต้นๆ ที่คนไทยรู้จักและศรัทธาในองค์หลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองแปดริ้ว ซึ่งผู้คนมักเดินทางมาสักการะขอพร เพื่อความสุขสวัสดีกันอยู่เป็นเนืองนิจ และยังให้คนได้ชื่นชมกับศิลปะแห่งสถาปัตยกรรมพระอุโบสถหลังใหม่ติดกับแม่น้ำบางปะกงที่สร้างจากหินอ่อนอันวิจิตรสวยงาม ที่สำคัญหลักหลายพันล้านบาทเลยทีเดียว



2.วัดท่าไม้ วัดชื่อดังใน อ.กระทุ่มแบน จ. สมุทรสาคร เป็นวัดที่ดาราคนดังนิยมแห่แหนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นซุปตาร์อย่าง อั้ม-พัชราภา, ณเดชน์ คูกิมิยะ, ญาญ่า-อุรัสยา, มาริโอ้ เมาเร่อ, ป๋อ-ณัฐวุฒิ สะกิดใจ, ขวัญ - อุษามณี ไวทยานนท์ ฯลฯ รวมทั้งมหาชน ที่เดินทางเข้ามาเคารพสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย อาทิ ราหู, กวนอิม, พระพิฆเนศ, พระอินทร์, พระพรหม, เจ้าแม่ตะเคียน แต่ที่เด็ดสุดๆ คือ พระอาจารย์อุเทน เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ ท่านดูดวงแม่นสุดๆ และต้องจองคิวกันตั้งแต่ตี 5 เลยทีเดียว




3.วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา มีชื่อเสียงโด่งดังและมีประชาชนเดินทางมาทำบุญจำนวนมาก วัดนี้เป็นวัดที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง มีพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหาร นั้นชื่อ "พระเจ้าพนัญเชิง"ในปี พ.ศ 2397 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบูรณะใหม่ทั้งองค์ และถวายพระนามว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก" หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "หลวงพ่อโต" นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ที่มีอายุมากที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 20.17 เมตร และสูงจากชายพระชงฆ์ถึงพระรัศมี 19 เมตร ชาวจีนนิยมเรียกว่า ซำปอกง (ผู้คุ้มครองการเดินทางทางทะเล) เบื้องหน้ามีตาลปัตรหรือพัดยศ และพระอัครสาวกที่ทำด้วยปูนปั้นลงรักปิดทองประดิษฐานอยู่เบื้องซ้ายและขวาบริเวณริมแม่น้ำยังมี ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ก่อสร้างเป็นตึกแบบจีนเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากในเครื่องแต่งกายแบบจีน ชาวจีนเรียกว่า "จูแซเนี๊ย" เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนทั่วไปอีกด้วย



4.วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา ต้องบอกว่าวัดนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงแรงเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว ภายในวัดสมานรัตนารามแห่งนี้ ประดิษฐานพระพิฆเนศปางนอนองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเดินทางมาขอพรเพื่อความบริบูรณ์มั่งคั่ง และความสำเร็จในทุกๆ ด้านของชีวิต อาจแปลกใจถ้าหากเห็นคนที่เดินทางมานั้น ยืนกระซิบหูหนูด้านหน้าองค์พระพิฆเนศอยู่ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ว่า หนูเป็นบริวารขององค์พระพิฆเนศ จะช่วยให้พรที่ขอนั้นสำเร็จทันใจ และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะอุดหูหนูอีกข้างหนึ่งไว้ด้วย ป้องกันพรที่ขอจะเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา




5. วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ต้องยอมรับว่าวัดนี้เป็นที่ดังเป็นอันดับต้นๆ ในเมืองไทยอีกหนึ่งแห่ง และมีมหาชนให้ความศรัทธาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก วัดพระธรรมกาย ก่อตั้งเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 สังกัดมหานิกายแห่งคณะสงฆ์ไทย ตั้งอยู่ ณ ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันมีพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เป็นเจ้าอาวาส มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นคนดังมากมาย อาทิ พิง ลำพระเพลิง, ลีลาวดี วัชโรบล, โน้ส-อุดม แต้พานิช, อ้อ-ศศินา วิมุตตานนท์ เป็นต้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
travel.sanook.com/1391969/คนล้น-บุญเยอะ-5-วัดดังมหาชนโคตรศรัทธา/
95  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สมาธิชาวบ้าน : ปัญญาพระนิพพาน เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 08:16:57 PM


สมาธิชาวบ้าน : ปัญญาพระนิพพาน

การอบรมจิตนั้น เมื่อถึงระดับหนึ่งก็จะมีอาการคล้ายกัน ปัญญาก็ได้มาจากการอบรมจิตจนเกิดสติ พอสติเกิดแล้วต่อจากสติมันก็คือปัญญา พระพุทธเจ้าจึงได้สอนถึงการทำสมาธิที่ไม่ใช่สมาธิที่อยู่ในความว่าง เพราะความว่างนั้นไม่ได้ทำให้เข้าถึงพระนิพพาน

ความว่างและพระนิพพานนั้น ทั้ง 2 สิ่งมันไม่เกี่ยวกัน เพราะความว่างแล้วจิตนิ่งลงไป จมลงไปในความว่าง ความว่างอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ กับว่างแล้วมันเกิดสติ สตินั้นจะส่งให้เกิดปัญญา ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เกิดพระนิพพาน เพราะฉะนั้นอาการที่เรียกว่ากิเลสดับ สิ้นกิเลส จริงๆ แล้วกิเลสไม่ได้ดับ แต่ว่าจิตมันเกิดปัญญาที่เท่าทันกิเลสในทุกรูปแบบต่างหาก

กิเลสมันไม่ได้มีอะไรดับไป ถ้าปัญญาเกิดเท่าทันกิเลสเมื่อไร กิเลสนั้นยังคงมีอยู่เช่นเดิม แต่จิตมันอยู่กับความเท่าทันต่างหาก จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรดับ ที่ว่าดับได้ด้วยปัญญา แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ดับ

 :25: :25: :25:

อาการของพระนิพพานคืออาการของการเท่าทัน เช่น เราเท่าทันสิ่งใดมันถึงเป็นการหลุดพ้นจริง การดับบางครั้งเป็นการข่มด้วยซ้ำไป เช่น เราอยากได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็ข่มมันไว้เท่านั้นเอง แต่ว่ามันไม่ได้เป็นการเท่าทันความอยาก มันเป็นการข่ม เหมือนการเอาหินไปทับหญ้าไว้ ไม่อยากให้หญ้างอกขึ้นมาก็เอาหินทับไว้ พอยกหินออกหญ้ามันก็ขึ้นมาใหม่ แต่ว่ามันไม่ใช่ปัญญาเท่าทัน ปัญญาเท่าทันคือมันไม่มีหญ้าอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้นปัญญาการเท่าทันกับสิ่งที่ปฏิบัติไปแล้ว จิตเจอสิ่งที่เรียกว่าเป็นอาการดับ มันไม่ถูกต้อง ยังไม่ใช้พระนิพพาน พระนิพพานคืออาการที่มีสติ และมีปัญญาที่ไปเท่าทันกิเลส

ถ้ามีสติแล้ว มีปัญญาไปเท่าทันสิ่งใดก็ตามในทุกเรื่อง ทุกสิ่งในชีวิตปัจจุบัน แล้วมันดับแบบดับสูญ มันไม่ได้ดับด้วยอาการ แต่มันดับด้วยการที่เรามีสติและปัญญา พอเรามีปัญญาที่เท่าทันมัน ปัญหามันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเท่าทันมันไม่ใช่ดับ ดับอย่างไม่เท่าทัน มันไม่ดับจริง

 st12 st12 st12

พระนิพพานคือสิ่งนี้ คือการอบรมจิตจนเกิดสติ พอมีสติมันก็เกิดปัญญา ซึ่งปัญญาพระนิพพานคือปัญญาแห่งความหลุดพ้น เป็นปัญญาที่ดวงจิตวิญญาณ มันรู้ทางกลับบ้าน มันเท่าทันอวิชชาความหลงปรุงแต่ง แต่ตัวความละเอียดที่ซ้อนลงไปมันพูดง่ายๆ แต่เข้าใจยาก เพราะว่าคำพูดมันไปอธิบายได้แค่จุดหนึ่งแต่ว่ามันไปไม่ถึง
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเราต้องรู้สองทาง อันหนึ่งคือรู้สุดทางของรูป อีกอันหนึ่งคือรู้สุดทางของนาม รูปหยาบที่สุดรู้หมด ละเอียดที่สุดถึงนามรู้หมด รู้ถึงที่สุดของทั้งสองด้านแล้ว แล้วไม่ยึดถือ ตรงกลางระหว่างความรู้ในเรื่องรูปและเรื่องนาม จิตจะเจอตัวรู้

ตัวรู้สิ่งนี้แหละคือพระนิพพาน พอรู้ถึงตัวสุดท้ายแล้ว มันก็ใกล้แล้ว เป็นการถอดถอนความเป็นตัวตน ดวงจิตนั้นก็จะกลายเป็นดวงจิตที่ไม่มีเจ้าของ ทุกวันนี้มันยังมีดวงจิตของเรา วิญญาณของเรา

คำว่าของเรานี่เองที่ยังมีตัวมีตนอยู่ พอรู้ไปจนสุดทั้งรูปและนาม รู้ตรงกลางทั้งสองด้าน ปล่อยวางความเป็นเจ้าของตรงกลางลงไป ความเป็นอัตตาตัวตนต่างๆ จิตมันก็จะถึงซึ่งพระนิพพาน อันนี้ยังอยู่ในความเข้าใจ ถ้าจะให้เข้าถึงต้องปฏิบัติไปด้วยอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีความเข้าใจ เห็นแนวทางก็จะส่งผลให้สามารถที่จะปฏิบัติได้ง่าย.


ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/060414/88577
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'มรณสติ' จากกะทิน้อย เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 07:45:03 PM



'มรณสติ' จากกะทิน้อย : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

หน้าร้อนอย่างนี้ คนกรุงเทพฯ อย่างผม จะหาที่หลบร้อนพักผ่อนกายใจให้ร่มเย็นตามธรรมชาติ แบบที่ไม่ต้องพึ่งพาห้างสรรพสินค้านั้นแสนจะยากยิ่งนัก ... แต่ก็ยังมีที่แห่งหนึ่งซึ่งผมมักปลีกวิเวกไปอยู่เสมอ คือวัดอินทรวิหาร (วัดอินทร์ ) บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เล่าขานกันว่า ยังมีบ่อน้ำมนต์ดั้งเดิมที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านสร้างไว้กับมือเลย

ผมมาที่นี่ ได้มานั่งสมาธิ ตกตะกอนเรื่องชีวิต ตกผลึกทางความคิด จิตวิญญาณจึงบังเกิดความร่มเย็น

บ่ายวันนั้นหลังเดินออกจากโปสถ์เพียงไม่กี่ก้าว ได้พบเจ้านกกะทิน้อย วัยละอ่อนผู้น่าสงสาร ตกจากฟากฟ้าลงสู่ลานพื้นโบสถ์ หายใจระรวยอยู่ได้อีกไม่กี่อึดใจก็ตายจากไปต่อหน้าต่อตา ผมอุ้มมันขึ้นมาไว้ในอุ้งมืออย่างทะนุถนอม หมายว่าจะส่งผ่านความรัก ความอบอุ่นจากอุ้งมือของผม พร้อมทั้งแผ่เมตตาให้มันในเวลาเดียวกันเลย

โธ่ ... ขนเจ้าเพิ่งจะเต็มตัว เปรียบกับคนก็คงแค่เด็กน้อยวัย ๖-๗ ขวบเท่านั้น โบกโบยบินยังไม่ทันจะคล่อง ก็ต้องตกลงมาสิ้นใจแล้ว ชีวิตนี้ไม่เที่ยงจริงๆ ผมรำพึง


 :49: :49: :49:

เช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อนเก่าโทรมาแจ้งข่าวร้าย เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เป็นถึงรองศาตราจารย์ ระดับดอกเตอร์ เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะเก็บข้อมูลทำวิจัยที่ต่างจังหวัด เสียชีวิตไปอย่างกะทันหันแล้วเมื่อวันก่อน! …

ชีวิตนี้ช่างน้อยนัก... รำพึงถึงคำสอนของ สมเด็จพระสังฆราช ที่แวบเข้ามา กับบทกลอนที่ พระปิยมหาราชทรงนิพนธ์ถึงความตายไว้ว่า ...

เห็นหน้ากันเมื่อเช้า         สายตาย
สายสุขอยู่สบาย             บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย           เย็นดับ ชีพนา
เย็นอยู่หยอกลูกด้วย      ค่ำม้วยดับสูญ

 :96: :96: :96:
     
คนเราหนอ ตายได้ในหลายเวลา ทุกสถานการณ์ ต่างกรรมต่างวาระไป เคยมีสถิติระบุไว้ ในโลกมีคนตายทุกๆ นาที นี้เป็นธรรมดา เพื่อนผมหรือนกกะทิตัวนั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น  และก็คงต้องมีสักนาที ที่กำลังย่างกรายมาถึงในอนาคต ที่คนตายนั้นอาจจะต้องเป็นเราอย่างแน่นอนที่สุด ส่วนคนที่ประมาท หรือยังถูกกิเลสครอบงำ อาจถูกพาให้คิดไปได้ต่างๆ นานา บ้างก็ว่ายังไม่ใช่ฉันหรอกที่จะต้องตาย บ้างก็ว่าคนตายมีเฉพาะคนแก่ หรือผู้ป่วยหนักเท่านั้น ไม่ใช่ฉันหรอก

บ้างก็ว่าฉันคงต้องอยู่ถึง ๘๐ ก่อนแน่ๆ ถึงค่อยตาย ฯลฯ อำนาจของพญามารกิเลสจึงสามารถเล่นกล หลอกล่อให้คนส่วนใหญ่ ยังคงไม่ตระหนักถึงความตาย ในขณะที่ปรัชญาเมธีทั้งหลาย เขาสอนให้เจริญมรณานุสติกัน

แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ไม่ทิ้งมรณานุสสติกรรมฐาน คือนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ วันหนึ่งพระองค์ตรัสถามพระอานนท์ว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์กราบทูลตอบว่า นึกถึงความตายวันละเจ็ดครั้งพระเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า ยังห่างมากอานนท์ ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

 
 :25: :25: :25:

พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมอดยกกรณีตัวอย่างเรื่อง ลูกสาวช่างทอหูก เปสการีธิดา ขึ้นมาไม่ได้ทุกที เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จไปเมืองอาฬวี ตอนนั้นพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต จงคิดไว้เสมอว่าเราจะตายเดี๋ยวนี้ เราจะตายอีกประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้ อย่าพึ่งคิดว่าชีวิตของเราจะยืนยาว ...

เทศน์เพียงเล็กน้อยเท่านี้แล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับ มีเพียงลูกสาวช่างทอหูกวัย ๑๓ ปีเพียงคนเดียว เกิดความประทับใจ ปีติในพระรูปพระโฉม พระสุรเสียง และธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงน้อมโยนิโสมนสิการ ปฏิบัติตามคำสอนเจริญมรณสติอยู่เนืองๆ ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

๓ ปีต่อมา เช้ามืดวันหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรวจอุปนิสัยของสัตว์ ตามพุทธกิจที่ทำเป็นประจำ ทรงเห็นภาพเด็กสาวคนนั้น ซึ่งในเวลานี้อายุ ๑๖ ปี ตกอยู่ในข่ายพระญาณ มีโอกาสที่จะบรรลุธรรม สู่กระแสพระนิพพาน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ พระองค์ยังทรงพิจารณาต่อไปเห็นว่า เธอจะต้องตาย ตอนสายของวันนี้! องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปโปรดในทันที โดยคอยเธออยู่ระหว่างทางที่เธอจะต้องผ่านจากบ้านไปยังโรงทอหูกของพ่อ เมื่อได้พบกัน เธอก็มองหน้าตาจ้องมองตาพระพุทธเจ้า เห็นพระพุทธเจ้ามองหน้าเธอ เธอก็ทราบว่า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องการให้เธอเข้าไปใกล้ เธอเข้าไปแล้วจึงมีพุทธปุจฉาแก่เธอว่า
 
"ภคินิ ดูก่อนน้องหญิง เธอมาจากไหน"
เธอตอบ "ไม่ทราบ เจ้าค่ะ"
พระพุทธปุจฉาต่อว่า "เธอจะไปไหน"
เธอก็ตอบว่า "ไม่ทราบ เจ้าค่ะ"
พระผู้มีพระภาคเจ้าถามต่อไปว่า "เธอไม่ทราบหรือ"
เธอตอบว่า "ทราบ เจ้าค่ะ"
แล้วก็ถามต่อไปว่า "เธอทราบหรือ"
เธอตอบ "ไม่ทราบ เจ้าค่ะ"

 ans1 ans1 ans1

พอเธอตอบแบบนี้คนที่ฟังอยู่หลายคนบริเวณนั้น หาว่าเด็กหญิงล้อเลียน เล่นลิ้น จึงด่าหาว่าอีเด็กถ่อย สามารถกล้าล้อเลียนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ห้ามปรามไว้ แล้วอธิบายให้กระจ่างไปใหม่ว่า ...

     ที่ตถาคตถามเธอว่า เธอมาจากไหน หมายถึง ก่อนที่จะเกิดมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นอะไรมาก่อน ซึ่งเธอไม่ทราบได้ จึงตอบว่า “ไม่ทราบ” 
     เมื่อเราถามว่า “จะไปไหน?” เธอตอบว่า “ไม่ทราบ” ก็เพราะไม่รู้ว่าเมื่อตายแล้วจะไปภพภูมิไหนต่อ ...
     ที่ตถาคตถามว่า “เธอไม่ทราบหรือ” เธอตอบว่า “ทราบ” นี่หมายความว่า เธอทราบว่า ชีวิตเธอต้องพบกับความตายแน่นอน
     ส่วนข้อสุดท้ายที่ตถาคตถามเธอว่า “ทราบหรือ” เธอตอบว่า “ไม่ทราบ” เธอหมายความว่า ... เธอรู้ว่าต้องตายแน่ แต่ไม่ทราบว่าจะตายเมื่อไหร่

 st12 st12 st12

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกมือขึ้นสาธุ ดีแล้วถูกแล้วอย่างนี้ อารมณ์ของเธอก็เกิดธรรมปีติ เวลานั้นเอง ความมั่นคงของจิตก็ปรากฏ ได้บรรลุโสดาปัตติผล หลังจากพระพุทธเจ้าจากไปแล้ว เธอกลับไปที่โรงหูก ทักพ่อซึ่งกำลังทำงานเพลินอยู่ ทำให้พ่อตกใจ ปล่อยกระสวยหลุดมือ พุ่งไปถูกอกของเธออย่างแรง ล้มลงขาดใจตายในทันที ด้วยการได้รับดวงตาเห็นธรรมจากพระพุทธเจ้าอย่างแจ่มชัดแล้ว จิตของลูกสาวช่างทอหูกจึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นดุสิต ...

เห็นไหมครับ อานิสงส์ในการระลึกถึงความตายเป็นมรณสติกรรมฐาน เป็นมงคลยิ่ง มีประโยชน์มหาศาล ครูกวีสุนทรภู่ยังเคยประพันธ์ไว้ว่า ...

นึกถึงความตายสบายนัก  มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันต์อันธกาล  ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140407/182337.html
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จีนดัดนิสัยเจ้าหน้าที่รัฐฟุ้งเฟ้อ จัดงานสมรสหรืองานศพต้องแจ้งล่วงหน้า 10 วัน เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 07:38:39 PM

เจ้าบ่าวเจ้าสาวถ่ายรูปงานวิวาห์ที่สวนสาธารณะเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง – รอยเตอร์


จีนดัดนิสัยเจ้าหน้าที่รัฐฟุ้งเฟ้อ จัดงานสมรสหรืองานศพต้องแจ้งล่วงหน้า 10 วัน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ - มณฑลก่วงตงเดินหน้าต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยประกาศห้ามเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนตั้งแต่ระดับหัวแถวถึงหางแถวจัดงานแต่งงาน หรืองานศพหรูหราพุ่มเฟือย หากฝ่าฝืน มีความผิดร้ายแรง
       
คณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยประจำมณฑลก่วงตงประกาศกฎระเบียบใหม่ล่าสุดเมื่อวันอังคาร ( 8 เม.ย.) ระบุให้เจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำแหน่งต่ำสุดไปจนถึงสุงสุด รวมทั้งหัวหน้าหมู่บ้านต้องทำเรื่องขออนุญาตต่อคณะกรรมาธิการล่วงหน้า 10 วัน ก่อนจะจัดงานวิวาห์ หรืองานศพ นอกจากนั้น ยังต้องเปิดเผยงบประมาณสำหรับการจัดงาน โดยแจ้งค่าใช้จ่ายในรายงานประจำปี และห้ามเชิญเพื่อน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยกันไปร่วมงาน
       

 :49: :49: :49:

วัตถุประสงค์ในการออกกฎระเบียบใหม่นี้ก็เพื่อควบคุมความหรูหราฟุ้งเฟ้อในหมู่เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ โดยมีการประกาศในวันเดียวกับที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติได้ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ 183 คน ซึ่งละเมิดบัญญัติ 8 ประการ ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงประกาศในปี 2555 เพื่อต่อต้านพฤติกรรมการโอ้อวดเอาหน้าและความล่าช้าในการทำงานในระบบหน่วยงานของรัฐ
       
หนังสือพิมพ์ปักกิ่งนิวส์รายงานว่า การจัดงานสมรสอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยของเจ้าหน้าที่รัฐมีมากถึงราวร้อย 17 ของพฤติกรรมการโอ้อวดฟุ้งเฟ้อทั้งหลาย และแซงหน้าการนำรถยนต์ของรัฐไปใช้ เพื่อแสดงความมีหน้ามีตา
       
 :88: :88: :88:

ในหมู่เจ้าหน้ารัฐเหล่านั้น มีคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัยในกรุงปักกิ่ง เขาจ่ายเงินจำนวนถึง 40,000 หยวน หรือราว 2 แสนสำหรับงานเลี้ยงโต๊ะจีนจำนวน 26 โต๊ะในงานมงคลสมรสของบุตรสาว และอีกคนหนึ่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลก่วงตง ซึ่งเตรียมเงินสดจำนวน 37,000 หยวน หรือราว 185,000 บาท เพื่อให้เป็นของขวัญงานแต่งงานบุตรชาย
       
นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยประจำมณฑลก่วงตงยังประกาศกฎข้อห้าม 4 ข้อ หรือ “four no’s” ได้แก่ห้ามเชิญแขก ซึ่งเกี่ยวข้องกับงาน ห้ามรับของขวัญ และเงินสดจากบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับงาน ห้ามใช้เงินของรัฐ และห้ามจัดงานพิธีฟุ่มเฟือย
       
หากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดฝ่าฝืนจะถูกแจ้งข้อหากระทำการละเมิดวินัยของพรรค

       
 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ทั้งนี้ การรณรงค์ความประหยัดมัธยัสถ์ในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐของประธานาธิบดีสีเป็นนโยบายหนึ่งในการกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่นในหน่วยงานของรัฐบาลแดนมังกร และในบัญญัติ 8 ประการของเขานั้นรวมถึงการออกกฎระเบียบควบคุมการใช้จ่ายอย่างเข้มงวดในการจัดงานฉลอง การประชุมสัมมนา และงานพิธีการต่าง ๆ ตลอดจนการวางแผนการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างประหยัด การลดการพิมพ์เอกสารของทางการ และอนุญาตให้ใช้รถยนต์ของทางการเฉพาะในงานของรัฐเท่านั้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000040659
98  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช' ให้พรสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 07:35:17 PM


'ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช' ให้พรสงกรานต์

'สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์' ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้พรสงกรานต์ปี 57 'ไม่ประมาท-งดอบายมุข'

11 เม.ย. 57  สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้พรวันสงกรานต์ ประจำปี 2557 ใจความว่า
 
 " วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย มาแต่โบราณ ท่านให้ความหมายไว้ว่า 1. วันผู้สูงอายุ 2. วันกตัญญู 3. วันแห่งครอบครัว และขอแถมให้อีกอย่างหนึ่ง คือ 4. วันสรงน้ำพระ

 ans1 ans1 ans1

วันผู้สูงอายุ คือ เป็นวันที่เราท่านทั้งหลายระลึกถึงผู้เฒ่าผู้แก่ นึกถึงผู้หลัก ผู้ใหญ่ และคุณความดีของท่าน ยกย่องให้เกียรติ มีท่านเหล่านี้เป็นแบบอย่างที่ดีงามในสังคม
 
วันกตัญญู คือ เป็นวันที่เราท่านทั้งหลายได้สำนึกในพระคุณของคุณพ่อคุณแม่ และผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย ที่ช่วยให้เราเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุขมาถึงวันนี้ ตอบแทนพระคุณท่านด้วยการปรนนิบัติ เคารพบูชา
 
วันแห่งครอบครัว คือ เป็นวันที่เราท่านทั้งหลาย ได้พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ได้สานสัมพันธ์ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน
 
วันสรงน้ำพระ คือ เป็นวันที่เราท่านทั้งหลาย ได้ไปทำบุญกุศล ด้วยการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ เป็นการแสดงความเคารพต่อพระศาสนา และอาจหมายถึงการชำระล้างจิตใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความเศร้าหมองใดๆ

 
 :25: :25: :25:

เนื่องในโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปีพุทธศักราช 2557 ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ด้วยความกตัญญู ด้วยความไม่ประมาท งดเว้นจากอบายมุขทั้งปวง และขออำนวยพร ให้ทุกท่านมีความร่มเย็นเป็นสุข เดินทางปลอดภัย ด้วยกันทุกท่านเทอญฯ "


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140411/182735.html
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รดน้ำมนต์ถนน กลางสี่แยกร้อยศพลดอุบัติเหตุ เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 07:31:55 PM


รดน้ำมนต์ถนน กลางสี่แยกร้อยศพลดอุบัติเหตุ

ชาวอำเภอทุ่งตะโก ร่วมพิธีรดน้ำมนต์ พื้นถนนบริเวณสี่แยกร้อยศพ หวังล้างอาถรรพ์ลดอุบัติเหตุ ช่วงสงกรานต์

เมื่อเวลา 14.49 น.วันที่ 11 เม.ย. บริเวณสี่แยกเขาปีป ถนนสายเอเซีย 41 หมู่ 6 ต.ทุ่งตะไคร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร นายวชิระ พันดุสะ นายอำเภอทุ่งตะโก พร้อมนพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 11 พร้อมเครือข่ายภาคสุขภาพทุ่งตะโก และชาวทุ่งตะโก ร่วมกันประกอบพิธีรดน้ำมนต์ถนนบริเวณ สี่แยกเขาปีปใจกลางถนนเอเซีย 41 เพื่อความเป็นสิริมงคลและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์

 :96: :96: :96:

นายวชิระ กล่าวว่า จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าบริเวณสี่แยกเขาปีป ถนนสายเอเซีย 41 อ.ทุ่งตะโก มีอุบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บติดอันดับต้น ๆ ของจ.ชุมพร ทุกหน่วยงานของ อ.ทุ่งตะโก จึงร่วมกันหามาตรการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนใน 4 มิติ คือ มิติสังคม มิติด้านกฏหมาย และมิติด้านจิตวิญาณ ด้วยการสร้างจิตสำนึก รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย จึงทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดกิจกรรมรดน้ำมนต์ถนนในจุดสี่แยกเขาปีปกลางถนนเอเซีย 41 ถือได้ว่า เป็นกิจกรรมด้านมิติจิตวิญาณ เพื่อให้ความเชื่อของชาวบ้านด้านวิญญาณร้ายที่สิงสถิตได้หลุดพ้นจาก สี่แยกดังกล่าวด้วย

โดยในปีนี้มีรถเดินทางผ่าน จ.ชุมพร จำนวนมาก ทำให้การจราจรบนถนนเอเซีย 41 ติดขัดยาวเหยียด ทุกสี่แยกบนถนนสายเอเชีย 41 มากกว่าปีที่ผ่านมา ร่วม 2 เท่า เนื่องจากสภาพอากาศที่สดใส ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวท่องทะเลกันมากกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งในจุดสี่แยกดังกล่าวได้ ชื่อว่า “สี่แยกร้อยศพ”เนื่องจากมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา.






ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/229751/รดน้ำมนต์ถนน+กลางสี่แยกร้อยศพลดอุบัติเหตุ&videoId=22940
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "พ่อคูณ"ปลุกเสกน้ำมนต์แจกพร้อมให้พรสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 07:28:55 PM


"พ่อคูณ"ปลุกเสกน้ำมนต์แจกพร้อมให้พรสงกรานต์

ผู้เดินทางอุ่นใจ รับน้ำมนต์็๋ปลุกเสกพร้อมพรสงกรานต์ "พ่อคูณ" ขณะอำเภอด่านขุนทด โคราช เปิดจุดช่วยเหลือซ่อมแซมรถที่ชำรุดและคลี่คลายอุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมง

 เมื่อเวลา15.00 น. วันที่ 11 เม.ย.  ที่บริเวณสี่แยกไฟแดง อ.ด่านขุนทด พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่ง วัดบ้านไร่ มอบหมายให้พระครูวิจิตร บุญญวัฒน์ เป็นตัวแทนแจกจ่ายน้ำมนต์ ที่หลวงพ่อคูณปลุกเสกให้กับประชาชนคนไทยที่ขับขี่รถสัญจรผ่านอำเภอด่านขุนทด เพื่อเป็นมิ่งขวัญกำลังใจและเตือนสติ ให้นึกถึงพระจะได้แคล้วคลาดเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา ที่หมายโดยปลอดภัย โดยหลวงพ่อคูณ ได้ให้พรแก่ประชาชนคนไทย เนื่องในวันปีใหม่ไทย ขอให้ลูกๆหลานๆ ทุกคนจงมีความสุขตลอดไป พร้อมย้ำเตือนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ให้ใช้ความระมัดระวัง ไม่ประมาท และไม่ดื่มสุรายาเมา



ขณะเดียวกัน หน่วยงานราชการอำเภอด่านขุนทด ผนึกกำลังช่วยบริจาคน้ำดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ พร้อมผ้าเย็น และ เตรียมความพร้อมในการดูแลซ่อมบำรุงรถ เสียให้ฟรี ทั้งป้องกันฯและช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยหรืออุบัติเหตุโดยด่วนตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิกเรศสีมา นายอำเภอด่านขุนทดพ.ต.อ.ภควัต ธรรมดี ผกก.สภ.ด่านขุนทด นางสาวสลักจิต กิมตระกูลนายกเทศมนตรีตำบลด่านขุนทด นายสมชัย ราชแก้วหัวหน้าขนส่งจังหวัดนครราชสีมาสาขาด่านขุนทด นายสำเร็จ วงศ์ศักดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณปริสุทโธและหน่วยงานราชการอื่นๆ พร้อมทั้งยังมีการซ้อมแผนเมื่อเกิดอุบัติเหตุหมู่เพื่อเตรียมเฝ้าระวังเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากสถิติที่ผ่านมา ถนนสายสีคิ้ว-ชัยภูมิ สาย 201 บริเวณพื้นที่อำเภอด่านขุนทด ทุกๆช่วงเทศกาลจะมีปริมาณรถแล่นผ่านสัญจรเป็นจำนวนมาก โดยประมาณ 50,000 คัน ต่อวัน และคาดว่าคืนนี้จะมีปริมาณรถเพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นวันสุดสัปดาห์การทำงานและหยุดยาวตลอดช่วงสงกรานต์นี้.






ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/229754/_พ่อคูณ_ปลุกเสกน้ำมนต์แจกพร้อมให้พรสงกรานต์
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ท่องไปในแดนธรรม : สงกรานต์แห่งอุษาคเนย์ เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:58:45 PM



ท่องไปในแดนธรรม : สงกรานต์ แห่งอุษาคเนย์ : เรื่อง/ภาพ ไตรเทพ ไกรงู

"สงกรานต์ที่สิงคโปร์ "เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันที เมื่อการโปรโมทให้เที่ยวงาน "Celebrate Songkran 2014" ของประเทศสิงคโปร์ ทำให้คนไทยหลายคนหวาดหวั่นว่า "เป็นการฉวยโอกาสขโมยวัฒนธรรมไทยไปหากิน" แต่ในมุมของนักโบราณคดีและนักประวัติศาตร์กลับมองว่า "สงกรานต์ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย หากเป็นวัฒนธรรมแห่งอุษาคเนย์"
 
ตั้งแต่คำว่า "สงกรานต์" ก็ไม่ใช่คำไทย หากเป็น เป็นคำสันสกฤต หมายถึง "การเคลื่อนย้าย" ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี คือ การเคลื่อนขึ้นปีใหม่ ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
นอกจากนี้ยังมีอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ "ประเพณีตรุษ" จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ คำว่า ตรุษ เป็น ภาษาทมิฬ แปลว่า การสิ้นปี
 
สำหรับประเทศที่มีประเพณีสงกรานต์เช่นเดียวกับประเทศไทย ประกอบด้วย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกา และทางตะวันออกของประเทศอินเดีย

 
 ans1 ans1 ans1

ในสมัยโบราณได้ถือวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่นั้น เนื่องจากประเทศที่อยู่ในแถบร้อนถือว่า ช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูร้อนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ด้วยว่างเว้นจากการทำการเกษตร มีทั้งหมด ๓ วันด้วยกัน ได้แก่
 
วันที่ ๑๓ เมษายน วันมหาสงกรานต์ หรือวันส่งท้ายปีเก่า หมายถึง ก้าวหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ คือ สงกรานต์ปี การที่พระอาทิตย์ โคจรเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันทำความสะอาดใหญ่ ชำระล้างร่างกายและจิตใจให้ใสสะอาด เริ่มมีการเล่นสาดน้ำเป็นวันแรก สำหรับประเทศไทยกำหนดให้
 
วันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุด้วย
 
วันที่ ๑๔ วันกลาง หรือวันเนา หมายถึง อยู่คือวันที่ถัดมาจากวันมหาสงกรานต์ ๑ วัน การที่พระอาทิตย์เข้ามาอยู่ในราศีเมษ เรียบร้อยแล้ว เป็นวันที่มักมีการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านมากมายเช่น ขนทรายเข้าวัด ก่อพระเจดีย์ทราย ขบวนแห่ประเพณี สงกรานต์ การแสดงทางวัฒนธรรมและมหรสพอื่นๆ...การเล่นสาดน้ำตามประเพณีไทยมักเล่นกันวันนี้มากเป็นพิเศษ
 
วันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันเถลิงศก หมายถึง วันขึ้นศกใหม่ เป็นวันทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ ปล่อยนกปล่อยปลา อุทิศส่วน กุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มีการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษและขอพรปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิต ตลอดจนจัดให้มีการสรงน้ำพระสงฆ์ พระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองอีกด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140411/182677.html
102  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ชีวิตดี! สัญจรสะดวกกับ 5 แอพฯ เพื่อการเดินทาง เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:55:08 PM


ชีวิตดี! สัญจรสะดวกกับ 5 แอพฯ เพื่อการเดินทาง

ต้อนรับสงกรานต์ด้วยการวางแผนการเดินทางแบบมืออาชีพ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีปัญหาการจราจร พร้อมศึกษารายละเอียดก่อนท่องเที่ยวด้วยแอพพลิเคชั่นแนะนำ...

เคยเป็นไหม... กับช่วงสงกรานต์ที่คุณอยากออกไปเที่ยว ในสถานที่ที่แตกต่างจากคนอื่น หรืออยากออกไปเดินเล่น ช้อปปิ้งชิลๆ สวนกระแสคนหมู่มากที่ออกไปเล่นสาดน้ำสงกรานต์ในที่ต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเดินทางด้วยเส้นทางไหน หรือหลบเลี่ยงเส้นทางที่เป็นที่นิยมเล่นสงกรานต์อย่างไร

เรามีแอพพลิเคชั่นดีๆ เป็นตัวช่วยวางแผนการเดินทาง ทั้งยังให้คุณได้ศึกษาเส้นทางและสภาพจราจรก่อนออกจากบ้าน เตรียมพร้อมก่อนเดินทาง ช่วยประหยัดเวลาให้ไปทันนัดเพื่อน ครอบครัว หรือคนสำคัญได้แน่นอน

 ans1 ans1 ans1

Maps with Me : แผนที่แบบออฟไลน์ ใช้ได้หลายประเทศ
แอพฯ เดียวถือว่าคุ้ม! เพียงติดตั้งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวไว้กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณ แค่นี้ก็สามารถใช้ค้นหาเส้นทางได้แม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ต แถมยังใช้งานได้กับหลายประเทศทั่วโลก เสียตรงที่ผู้ใช้มือถือแอนดรอยด์ไม่ได้มีให้ดาวน์โหลดไว้ใช้งานฟรีๆ แบบผู้ใช้มือถือและแท็บเล็ตตระกูลไอโอเอส แต่หากจะต้องสละเงินหลักร้อยบาท เพื่อแลกกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้... ยังไงก็คุ้ม


Google Maps : พาคุณไปได้ทุกที่
อยากจะไปไหน... บอกแอพพลิเคชั่นนี้ได้ดังใจ แค่พิมพ์ค้นหาปลายทางในการเดินทางของคุณ และเลือกต้นทางเป็นตำแหน่งปัจจุบัน หรือจะเลือกต้นทางเป็นสถานที่ต่างๆ เพียงเท่านี้ แอพฯ ก็จะช่วยคุณค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับการสัญจรให้ทันที


Norstra : อยากสาดน้ำที่ไหน ไปได้ทั่วไทยกับแอพฯ นี้
ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ค่อนข้างโด่งดังในเรื่องแผนที่อยู่แล้ว และนอกจากคุณสมบัติในการแนะนำเส้นทาง แอพฯ นี้ยังมีข้อมูลจำเป็นในการเดินทางท่องเที่ยวอีกเพียบ ทั้งเส้นทางจักรยาน ส้วมสะอาด หรือแม้แต่... ชุ่มฉ่ำมหาสงกรานต์ ที่จะบอกรายละเอียดการจัดงานรื่นเริงในช่วงสงกรานต์ให้คุณได้เลือกไปเยือนแบบทั่วประเทศ! กันเลยทีเดียว


FM91BKK : ให้เช็คจราจรจากกล้อง CCTV เรียลไทม์!
ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยว่าเส้นทางที่คุณกำลังจะไปนั้นมีรถมาก-น้อยขนาดไหน แค่เปิดดูภาพบรรยากาศสดๆ จากหมวด TraffyCam คุณก็จะได้เห็นภาพการจราจร ณ ปัจจุบันจากกล้อง CCTV มุมต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ หรือหากพบเห็นอุบัติเหตุระหว่างทาง คุณยังสามารถแจ้งเหตุเตือนภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ได้จากแอพพลิเคชั่นนี้ได้ด้วย จะเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ก็ทำได้ทันที หรือจะค้นหาเบอร์ฉุกเฉินของหน่วยงานต่างๆ ก็หาได้จากแอพฯ นี้เช่นกัน


TSquare Traffic : บอกครบทั้งเส้นทางและร้านอร่อย
ถือเป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นน่าสนใจ เพราะนอกจากจะรายงานสภาพจราจรได้แบบสดๆ จากข้อมูลที่ถูกติดตั้งไว้กับรถแท็กซี่ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวนหลายร้อยคัน ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะมาปรากฎอยู่บนแอพฯ ช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้มั่นใจแล้ว ก็ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ อาทิ รายละเอียดร้านอาหารจากแอพฯ วงใน , ภาพการจราจรจากกล้อง CCTV แบบเรียลไทม์ , ข้อมูลสถานที่ใกล้เคียงจาก Wiki Places


Grab Taxi : ไม่เมื่อยไม่ต้องเหนื่อยขับเอง
แอพพลิเคชั่นสุดท้ายนี้ถือเป็นของแถม ถ้าคุณเบ่ือกับการเผชิญรถติดหรือเหตุเฉพาะหน้า หลังมื้ออาหารหรือเวลาช้อปปิ้งอาจมีโอกาสนั่งดื่มชนแก้วกับแก๊งค์เพื่อน หรือคนรู้ใจ เตรียมพร้อมไว้ ไม่ต้องขับรถไปเองให้เหนื่อย ก็แค่ใช้บริการเรียกแท็กซี่จากแอพพลิเคชั่น เท่านี้ก็สะดวกสบาย หายกังวลกันได้ง่ายๆ


 :49: :49: :49:

โหลดมาไว้บนมือถือหรือแท็บเล็ต พร้อมรับมือการเดินทางช่วงสงกรานต์ อาจลดปัญหาหงุดหงิดใจเวลาออกจากบ้านไปเจอรถติด ก็ได้นะเออ ที่สำคัญ... ดาวน์โหลดกันได้ง่าย ฟรี!! ทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์อีกด้วย.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/415857
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สงกรานต์ สังขานต์ สังขาร เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:51:16 PM


คำวัด : สงกรานต์ สังขานต์ สังขาร

ประเพณีก่อเจดีย์ทราย มักจะจัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์มี โดยคนไทยผูกโยงประเพณีนี้เข้ากับคติความเชื่อเรื่องเวรกรรมในพระพุทธศาสนา มีการก่อพระเจดีย์ทรายถวายวัดเพื่อนำเศษดินทรายที่ติดเท้าออกจากวัดไปมาคืนวัดในรูปพระเจดีย์ทราย และเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
 
เดิมวันสงกรานต์ เป็นเทศกาลกำหนดโดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ปัจจุบันระบุแน่นอนว่า ๑๓ ถึง ๑๕ เมษายน วันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นจุดเริ่มต้นของปีปฏิทินในประเทศไทยจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ หลังจากนั้นวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ.๒๔๘๓
 
     คำว่า วันสงกรานต์  ในภาคเหนือจะเรียกว่า "วันสังขานต์ล่อง" หรือ วันสังขารล่อง หรือวันสังกรานต์ล่อง เป็นวันแรกของกิจกรรมปีใหม่ "สังขานต์" คือคำเดียวกับ "สงกรานต์" ในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า "ก้าวล่วงแล้ว" วันสังขานต์ล่องในภาษาล้านนา ตรงกับภาคกลาง คือวันมหาสงกรานต์ ถือเป็นวันสิ้นสุดของปีเก่า
 
     การออก เสียง กร คนล้านนาจะออกเสียงเป็น ข เช่น คำว่า โกรธ ออกเสียงเป็น โขด คำว่า ชาวกรอม ออกเสียงเป็น ชาวขอม ดังนั้น"สงกรานต์" จึงออกเสียงเป็น "สังขานต์" ในหนังสือประเพณีสิบสองเดือนล้านนาให้ความหมายว่า สังกรานต์ หมายถึงวันเดือนปีที่ล่วงไป (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๕๖) ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (๒๕๔๒, หน้า ๖๗๒๔) กล่าวถึงวันสังกรานต์ล่อง คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสุดราศีมีน จะเข้าสู่ราศีเมษ

 
     :25: :25: :25:

    ส่วนคำว่า "สังขาร" พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอสาราม ได้อธิบายความหมายไว้ว่าา การปรุงแต่ง สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง สังขารมี  ๒ ความหมาย ดังนี้
 
   สังขารในเรื่องไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณ์สังขารหมายถึงร่างกาย ตัวตน สสาร สิ่งที่ประกอบกันขึ้นหรือถูกปรุงแต่งขึ้นจากธาตุ ๔ สังขารในความหมายนี้แบ่งเป็น ๒ คือ
   ๑.สังขารมีใจครอง (อุปาทินนกสังขาร) คือสิ่งมีชีวิต มีจิตวิญญาณ สามารถเคลื่อนไหว รับ จำ คิด รู้อารมณ์ได้ ได้แก่มนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน
   ๒.สังขารไม่มีใจครอง (อนุปาทินนกสังขาร) คือ สิ่งไม่มีชีวิต ไม่มีจิตวิญญาณ รับ จำ คิด รู้อารมณ์ไม่ได้ ได้แก่ต้นไม้ ภูเขา ดิน น้ำ รถ เรือ เป็นต้น
 
    st12 st12 st12

   สังขารในความหมายนี้ จัดเป็นรูปขันธ์ในขันธ์ ๕ มิใช่สังขารขันธ์ และมีลักษณะเสมอกันโดยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
 
   สังขารในขันธ์ ๕ สังขาร หมายถึงสิ่งปรุงแต่งจิต ระบบปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รู้สึกและจำได้ ซึ่งก็ได้แก่ความคิด ความรู้สึกปกติทั่วไปของคนเรา เช่นรัก ชัง โกรธ ละอายใจ อยากได้เป็นต้น
 
   สังขารในความหมาย ๒ นี้ ได้แก่ เจตสิกธรรม คือสิ่งที่ประกอบจิตอยู่ เกิดดับพร้อมจิต รับอารมณ์อย่างเดียวกับจิต เป็นสิ่งที่ดีเรียกว่ากุศลบ้าง เป็นส่วนที่ไม่ดีเรียกว่าอกุศลบ้าง เป็นส่วนกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วที่เรียกว่าอัพยากฤตบ้าง
 
    คำว่า สังขาร ในเรื่องไตรลักษณ์กับในเรื่องขันธ์ต่างกัน คือสังขารในเรื่องไตรลักษณ์เป็นรูปธรรม ในเรื่องขันธ์เป็นนามธรรม


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140411/182678.html
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สงกรานต์นี้...​ชวนดู “ดาวอังคารใกล้โลก” เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:45:52 PM


ภาพจำลองปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกในวันที่ 14 เม.ย.
(วรเชษฐ์ บุญปลอด/สมาคมดาราศาสตร์ไทย)

สงกรานต์นี้...​ชวนดู “ดาวอังคารใกล้โลก”

       สมาคมดาราศาสตร์ชวนสังเกต “ดาวอังคาร” ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะโคจรเข้าใกล้โลกในวันที่ 14 เม.ย ปรากฏอยู่ใกล้ดวงจันทร์ ใช้กล้องส่องดูขั้วน้ำแข็งได้
       
       สมาคมดาราศาสตร์ไทย เผยว่าในวัน 14 เม.ย. ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ คือ ดาวอังคารใกล้โลก โดยอยู่ห่างจากโลก 92.4 ล้านกิโลเมตร สามารถเห็นด้วยตาเปล่าในตอนกลางคืนเห็นเป็นดาวเคราะห์สีแดงสว่างสุกใส ถ้าใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องดูดาว จะส่องดูขั้วน้ำแข็งของดาวอังคารได้ และดาวอังคารจะใกล้โลกอีกครั้ง ในวันที่ 31 พ.ค. 59
       
       วิธีการดูดาวอังคารด้วยตาเปล่า ซึ่งจะเห็นดาวอังคารมีสีแดงส้ม ดังนี้     
       1. ระหว่างวันที่ 9 - 14 เม.ย. เวลาประมาณ 20:00 น. มองดูที่ทิศตะวันออกสูงจากขอบฟ้าประมาณ 3 กำปั้นมือ (มุมเงย 30 องศา)       
       2. วันสงกรานต์ 14 เม.ย. ดวงจันทร์เพ็ญเต็มดวงใกล้ดาวอังคาร ซึ่งดาวอังคารมีสีแดงส้มอยู่ด้านซ้ายมือดวงจันทร์ห่างประมาณ 4 องศา       
       3. เวลาผ่านไปทุก 1 ชั่วโมงดาวอังคารจะมีตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาประมาณ 23:30 น. ตำแหน่งดาวอังคารอยู่เกือบเหนือศีรษะ (กลางท้องฟ้า)


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000039672
105  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวไทยใหญ่ฝั่งเมียวดี-แม่สอด จัดบวชลูกแก้วสืบสานประเพณีดั้งเดิม เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:43:10 PM


ชาวไทยใหญ่ฝั่งเมียวดี-แม่สอด จัดบวชลูกแก้วสืบสานประเพณีดั้งเดิม

ตาก - ชาวไทยใหญ่ สัญชาติพม่าบ้านห้วยส้าน ชานเมืองเมียวดีฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก จัดงานสืบสานประเพณีบวชลูกแก้วหรือปอยส่างลองคึกคัก รับเทศกาลสงกรานต์
       
       วันนี้ (11 เม.ย.) ชาวไทยใหญ่ สัญชาติพม่า ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า บ้านห้วยส้าน ชานเมืองเมียวดี จ.เมียวดี ประเทศพม่า ร่วมกันจัดงานประเพณีปอยส่างลอง หรือบวชลูกแก้วในเทศกาลสงกรานต์ ที่วัดห้วยส้าน ฝั่งพม่า โดยมีประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นญาติพี่น้อง เดินทางไปร่วมงานจำนวนมาก
       
       ซึ่งงานบวชลูกแก้วเป็นประเพณีเชิงพระพุทธศาสนา ที่ชาวไทย-พม่าเชื้อสายไทยใหญ่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงก่อนวันสงกรานต์ เพื่อสืบสานความเป็นชาวไทยใหญ่ต่อไป บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่น

       

       ผู้นำชาวไทยใหญ่ เชื้อสายไทย สัญชาติพม่า ที่บ้านห้วยส้าน กล่าวว่า ชาวไทยใหญ่หรือชาวเงี้ยว สมัยบรรพบุรุษนั้นได้อพยพมาจากเมืองตองจี รัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อกว่า 150 ปีมาแล้ว มีการนำเอาประเพณี วัฒนธรรม และพิธีทางศาสนา ตลอดจนถึงวิถีชีวิตประจำวันมาเผยแพร่ ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน และเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยใหญ่ในฝั่งพม่าที่มีเชื้อสายคนไทยในแม่สอด
       
       สำหรับชาวไทยบ้านห้วยส้านนั้นมีอยู่ 2,000-2,500 คนมีเชื้อสายไทย แต่ปัจจุบันมีสัญชาติพม่า บางส่วนได้ไปพิสูจน์สัญชาติทางสายเลือดเพื่อขอกลับไปเป็นคนไทยใช้สัญชาติไทย สำหรับการบวชลูกแก้วหรือปอยส่างลอง เป็นประเพณีสืบสานกันมาทุกปีจากรุ่นสู่รุ่น

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000040811
106  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไหว้พระ 9 วัด 4 เส้นทาง ต่างรูปแบบ อิ่มบุญรับปีใหม่ไทย เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:39:41 PM


ไหว้พระ 9 วัด 4 เส้นทาง ต่างรูปแบบ อิ่มบุญรับปีใหม่ไทย

“พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” วัดพระแก้ว

       กิจกรรมไหว้พระ 9 วัด นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจในทุกๆ เทศกาลสำคัญ โดยถือจากคติความเชื่อในเรื่องเลข 9 ว่าหากได้สัการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครบ 9 ที่แล้ว อานิสงส์ในการทำบุญนั้นจะทำให้ชีวิตก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง
       
       ซึ่งในช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ในปี 2557 นี้ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) ก็ได้มีจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นในวันที่ 11-12 เมษายน โดยได้แบ่งเป็น 4 เส้นทาง คือ



“หลวงพ่อยิ้มรับฟ้า” วัดระฆังโฆสิตาราม

       เส้นทางที่ 1 “ไหว้พระขอพร 9 วัดพระอารามหลวง รอบเกาะรัตนโกสินทร์”
       - วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)
       - วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
       - วัดอรุณราชวราราม
       - วัดสุทัศนเทพวราราม
       - วัดบวรนิเวศวิหาร
       - วัดชนะสงคราม
       - วัดสระเกศ
       - วัดระฆังโฆสิตาราม
       - วัดกัลยาณมิตร



“พระพุทธชินสีห์” วัดบวรนิเวศวิหาร

       เส้นทางที่ 2 “ไหว้พระวัด 9 รัชกาล”
       -วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
       -วัดอรุณราชวราราม
       -วัดราชโอรสาราม
       -วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
       -วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
       -วัดบวรนิเวศวิหาร
       -วัดสุทัศนเทพวราราม
       - วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก



“หลวงพ่อโต” หรือ “หลวงพ่อซำปอกง” วัดกัลยาณมิตร

       เส้นทางที่3 “ไหว้พระ 9 วัดล่องแม่น้ำเจ้าพระยา”
       -วัดกัลยาณมิตร
       -วัดอรุณราชวราราม
       -วัดระฆังโฆสิตาราม
       -วัดอมรินทราราม
       -วัดศรีสุดาราม
       -วัดคฤหบดี
       -วัดราชาธิวาส
       -วัดเทวกุญชร
       -วัดยานนาวา



หลวงพ่อปู่” วัดชนะสงคราม

       เส้นทางที่ 4 “ไหว้พระ 9 วัด ไหว้กษัตริย์ 9 พระองค์”
       -วัดอินทราราม
       -วัดระฆังโฆสิตาราม
       -วัดอรุณราชวราราม
       -วัดราชนัดดาราม
       -วัดราชาธิวาส
       -วัดเบญจมพิตร
       -พระราชวังพญาไท
       -พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัววัดสุทัศนเทพวราราม



องค์พระพุทธไสยาสน์” วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
             
       สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) โทร. 1672 และทางเว็บไซต์ thaifest.org
       
       ติดตามเรื่องราวกิจกรรมไหว้พระ 9 วัดอื่นๆ คลิก.!
       (ลีลาไทย ไหว้พระ 9 วัด...จาก“วัดไร่ขิง – วัดท่าไม้)
       (ทริปสุดประหยัด นั่งรถเมล์ 53 สายเดียว เที่ยวไหว้พระ 9 วัด)
       ( “9-9-9”...3 เส้นทางเสริมบุญไหว้พระ 9 วัดดัง สวัสดีเมืองไทย)



ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000039961
107  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจ้าอาวาสฉุนพระลูกวัด ไปรับพัดยศไม่ยอมบอก สั่งปิดศาลาห้ามรับกิจสงฆ์ เมื่อ: เมษายน 11, 2014, 08:30:26 PM



เจ้าอาวาสฉุนพระลูกวัด ไปรับพัดยศไม่ยอมบอก สั่งปิดศาลาห้ามรับกิจสงฆ์

ชาวบ้านรวมตัวประท้วง

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ชาวบ้านจากพื้นที่ตำบลสวนกล้วย ตำบลหนองอ้อ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จำนวนกว่า 100 คน ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณลานวัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี โดยชาวบ้านได้แบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่พอใจที่ เจ้าอาวาสวัด พิจารณาความผิดของพระลูกวัด ที่ไปรับพัดยศสมรณศักดิ์ ที่จังหวัดนครนายก โดยไม่ได้บอกกล่าวให้ เจ้าอาวาสรับทราบ

จึงได้สั่งปิดศาลาที่พระรูปดังกล่าว ใช้ประกอบพิธีกรรม อาทิ พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีเสริมสิริมงคล ให้โชคลาภต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีชาวบ้านซึ่งสนับสนุน และคัดค้านมาตรการดังกล่าว ชุมนุมโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

ต่อมาพระครูพิศิษฐ์ศาสนการ เจ้าคณะตำบลสวนกล้วย – หนองอ้อ ได้เดินทางมารับทราบเรื่อง พร้อมเสนอแนะให้ลดการพิจารณาโทษ เหลือเพียง 6 เดือน พร้อมกับขอร้องให้ชาวบ้านอยู่ในความสงบ จากนั้นชาวบ้านต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU56SXdOVEUzT1E9PQ==&subcatid=
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'ปฏิทินสงกรานต์' เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 08:30:10 PM


'ปฏิทินสงกรานต์' : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน

เหลืออีกเพียงแค่ 3 วันก็จะก้าวสู่วันปีใหม่ของไทยเราช่วงนี้พี่น้องชาวไทยที่มาทำมาหากินอยู่นอกถิ่นภูมิลำเนาเดิมก็จะทยอยกันเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อทำบุญและกราบไหว้รดน้ำดำหัวบิดามารดาและผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เราเคารพนับถือ เป็นประเพณีที่เรายึดถือกันมาตั้งแต่โบราณกาล วันมหาสงกรานค์ผมเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานสงกรานค์รวมถึงนางสงกรานต์ที่มีชื่อประจำวันต่างๆ ทั้ง7 วันไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนและในฉบับนี้ผมจะเขียนเรื่องการประกาศวันสงกรานต์ให้ท่านผู้อ่านได้รู้กันว่าในอดีตนั้นประเทศไทยเราเขาประกาศวันมหาสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่กันอย่างไรแบบใดบ้าง
 
คำว่าสงกรานต์ นั้นเป็นภาษาสันษกฤษ ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่าคือการเคลื่อนย้าย หรือการผ่านซึ่งจริงๆ แล้วนั้นสงกรานต์ก็คือการเคลื่อนย้ายของดวงอาทิตย์ไปยังจักรราศีต่างๆ ในทุกๆ 30 วันและพอดวงอาทิตย์ผ่านครบทั้ง12 ราศรีก็จะครบ 1 ปีพอดิบพอดีครับ แต่พอดวงอาทิตย์ผ่านมาในเดือนเมษายนนั้นหรือผ่านเข้าราศีเมษ ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ซึ่งก็จะเรียกมหาสงกรานต์ก็คือการเคลื่อนย้ายที่ยิ่งใหญ่ซึ่งในวันนี้ดวงอาทิตย์จะโคจรเป็นมุมฉากกับโลกและจะทำให้ๆ มีกลางวันๆ กับกลางคืนนั้นมีความยาวเท่ากันพอดิบพอดี

 
 :49: :49: :49:

ตามคัมภีร์สุริยะศาสตร์นั้นวันมหาสงกรานต์ซึ่งจะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษก็จะถือว่าวันนั้นเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่จริงๆ แล้วนั้นในส่วนใหญ่วันที่ดวงอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษมักจะตรงกับวันที่ 14 เมษายน ของทุกๆ ปี ซึ่งในปี พ.ศ.2557 นี้ก็เช่นเดียวกันครับ แต่ก็จะมีในบางปีนั้นไปตรงกับวันที่13 อย่างเช่นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาก็คือปี 2555 นั่นเองล่ะครับ

แต่ในวันมหาสงกรานค์นั้นเราจะทราบกันดีว่าจะเป็นวันที่ประกาศอย่างเป็นทางการที่ให้เป็นวันหยุดก็คือวันที่ 13, 14 และ15 ของเดือนเมษายนในทุกๆ ปี แต่ก็อย่างที่ผมได้เขียนเอาไว้ว่า ส่วนใหญ่วันมหาสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่นั้นจะคือวันที่ 14 ของเดือนเมษายน และเราสามารถทราบได้ว่าในปีนี้วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ 13 หรือ14 และจะตรงกับวันอะไรเราก็สามารถที่จะไปเปิดปฏิทินดูกันได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าเราย้อนขึ้นไปในสมัยก่อน

 
 :88: :88: :88:

ในตอนที่ยังไม่มีการพิมพ์ปฏิทินแล้วนั้นเขาจะใช้การประกาศโดยติดเอาไว้ที่ประตูพระบรมมหาราชวังว่าในปีนี้นางสงกรานต์นั้นชื่ออะไร ซึ่งคนโบราณก็จะทราบทันทีว่านางสงกรานต์ชื่อนี้จะตรงกับวันอะไร และจะมีคำทำนายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ปีนี้นางสงกรานต์นั้นชื่อว่า โคราคะเทวี ซึ่งเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ก็เท่ากับว่าในปีนี้วันสงกรานต์ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 เมษายนนั่นเองครับ
 
แต่การประกาศวันสงกรานต์ด้วยการใช้ปฏิทินนั้นโดยจะเริ่มมีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่ง พระองค์เจ้าเทวัญอุไทวงศ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงเธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปราการ) นั้นได้เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นทูลเกล้าถวาย รัชกาลที่5 ซึ่งเป็นปฏิทินสุริยะคติหรือปฏิทินที่บอกข้างขึ้นข้างแรมนั่นเองแหละครับ และต่อมารัชกาลที่5 ก็ทรงโปรดเกล้า ให้ยึดถือเป็นประเพณีของบ้านเมืองเรา และได้ทรงโปรดเกล้าให้จัดพิมพ์ปฏิทินของ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทวงศ์ แจกให้กับประชาชนเนื่องในวันสงกรานต์อีกต่างหากด้วยครับ

 
 :welcome: :welcome: :welcome:

หลังจากที่มีการพิมพ์ปฏิทินเพื่อแจกต่อมาก็ได้มีการพิมพ์ปฏิทินเพื่อจำหน่ายตามกันมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าปฏิทินในยุครัชกาลที่ 5 นั้นพิมพ์ขึ้นโดยบริษัทใด แต่ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นได้มีโรงพิมพ์ที่ชื่อว่า บุญครองพานิช ได้จัดพิมพ์ปฏิทินสงกรานต์ออกมาจำหน่าย ซึ่งเจ้าของก็คือ นางเลื่อน บุนครอง ส่วนหัวหน้าช่างพิมพ์ก็คือ นายสง่า มยุระ ซึ่งคนนี้ในภายหลังนั้นได้กลายมาเป็นเจ้าของพู่กันยอดนิยมในนามของ สง่า มยุระ
 
แต่ว่าปฏิทินของโรงพิมพ์บุญครองพานิช ในปัจจุบันนี้นั้นไม่สามารถหาดูหาชมที่ไหนกันได้แม้แต่ฉบับเดียวครับ
 
ในปีพ.ศ. 2493 สมาคมโหรหลวง ร่วมกับธนาคารออมสินจัดพิมพ์ปฏิทินสงกรานต์ขึ้นมาซึ่งอันนี้นั้นถือได้ว่าเป็นปฏิทินสงกรานต์ที่เก่าแก่ และยังสามารถจับต้องหาดูหาชมกันได้ในยุคนี้และธนาคารออมสินนั้นก็ยังคงได้จัดพิมพ์ปฏิทินต่อเนื่องกันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้และก็ต้องถือว่าธนาคารออมสินนั้นเป็นหน่วยงานที่จัดทำปฏิทินในยุคนี้ที่เก่าแก่มากที่สุดอีกด้วยนะครับ ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนจากปฏิทินวันสงกรานต์มาเป็นปฏิทินวันขึ้นปีใหม่สากล 1 มกราคม ก็ตามครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 
 :25: :25: :25:

เอาล่ะครับฉบับนี้ไม่ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับดนตรีไทยแต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวของประเพณีไทยเก่าๆ ที่ควรรู้นะครับ สุดท้ายนี้ก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขกายสุขใจเนื่องในวันมหาสงกรานต์และเดินทางปลอดภัยกันทุกๆ ท่านนะครับ

 
ขอบคุณภาพและบทความ
http://www.komchadluek.net/detail/20140410/182588.html
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สงกรานต์ไหว้ 'เทพนพเคราะห์' พ้นบาปบรรเทาร้ายส่งเสริมดี เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 08:24:40 PM



สงกรานต์ไหว้ 'เทพนพเคราะห์' พ้นบาปบรรเทาร้ายส่งเสริมดี : ผกามาศ ใจฉลาดรายงาน

ประเพณีสงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของไทย เป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา" และวันสุดท้าย เรียกว่า "วันเถลิงศก" ปัจจุบันปฏิทินไทยกำหนดให้วันที่ 13-15 เมษายน เป็นเทศกาลสงกรานต์ มีพิธีกรรมเกี่ยวกับการใช้น้ำเป็นหลัก ได้แก่ การรดน้ำให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการรดน้ำอัฐิเป็นการแสดงความรำลึกถึงบรรพบุรุษ การสรงน้ำพระพุทธรูป เจดีย์สถาน พระสงฆ์และรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่

หากปีนี้ใครไม่มีโปรแกรมกลับบ้านเกิด ยังไม่มีสถานที่ท่องเที่ยว หรือไปเล่นสาดน้ำกันที่ไหน ก็ขอแนะนำกิจกรรมดีๆ ในวันเริ่มต้นปีใหม่แบบไทย ด้วยการไหว้พระ 9 เทพนพเคราะห์ ที่กรมศิลปากรจัดขึ้น เพื่อสรงน้ำเทพนพเคราะห์ เพื่อความเป็นสิริมงคล 9 องค์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 12-14 เมษายน เวลา 09.00-16.00 น. เทพนพเคราะห์ถือว่าเป็นเทพที่ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะมีเทพนพเคราะห์ประจำตัวคุ้มครอง และดลบันดาลทั้งสุข และทุกข์ สลับกันไปในช่วงชีวิต

 :96: :96: :96:

เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร เล่าว่า เทพนพเคราะห์คือ เทพทั้ง 9 องค์ ผู้ครองเรือนชะตาของมนุษย์ มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์) ซึ่งมีเทพบริวารอีก 8 องค์ รวมเป็น 9 องค์  ประกอบด้วย
  1.พระอาทิตย์ ทรงราชสีห์ เป็นเทพนพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพนพเคราะห์ทั้งปวง
  2.พระจันทร์ พระอิศวรทรงสร้างจากเทพธิดา 15 นาง เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ มีอารมณ์อ่อนโยน
   3.พระอังคาร พระอิศวรทรงสร้างจากกระบือ 8 ตัว เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์
   4.พระพุธ พระอิศวรทรงใช้ช้าง 17 เชือก เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ ชอบพูดชอบเจรจา สุขุม รอบคอบ
   5.พระพฤหัสบดี พระอิศวรสร้างจากฤาษี 19 ตน เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ มักทำอะไรด้วยความระมัดระวัง สุขุม รอบคอบ เมตตาปรานีต่อผู้อื่น เป็นครูของเทพ
   6.พระศุกร์ พระอิศวรทรงสร้างจากโค 21 ตัว เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ กิริยาน่ารัก อ่อนหวาน ชอบงานศิลปะทุกประเภท พระศุกร์เป็นครูของเหล่ายักษ์
   7.พระเสาร์ พระอิศวร ทรงสร้างจากเสือ 10 ตัว เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ บุคลิกเคร่ง
   8.พระราหู พระอิศวรทรงสร้างจากหัวกะโหลก 12 หัว เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ และ
   9.พระเกตุ พระอิศวรทรงสร้างจากพญานาค 9 ตัว กายสีทองคำ ทรงนาคเป็นพาหนะ มีวิมานสีดอกบุษบา (เปลวไฟ) จะเข้าแทรกเพื่อบรรเทาเรื่องร้ายและส่งเสริมในเรื่องดี

ในช่วงวันสงกรานต์นี้ถือเป็นวันดี วันขึ้นปีใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะกราบไหว้บูชาขอพรจากเทพนพเคราะห์ และในปีนี้ กรมศิลปากรยังมีการนำพระหายโศกมาให้ประชาชนได้สักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย


   


สิ่งที่ควรทำ-ไม่ควรทำ

ปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องจากในแต่ละปีมีประเด็นเกี่ยวกับการเล่นสงกรานต์ที่ไม่สร้างสรรค์อันเป็นเหตุให้คนต่างชาติเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสงกรานต์ ดังนั้นกระทรววัฒนธรรมจึงได้รณรงค์สิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติดังนี้ สิ่งที่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ได้แก่
   1.ทำความสะอาดบ้านเรือน บริเวณวัด ชุมชนด้วยจิตอาสา เพื่อต้อนรับปีใหม่ไทย
   2.ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ฟังเทศน์ ฟังธรรม และปล่อยนก ปล่อยปลา ขนทรายเข้าวัด
   3.รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพและทำบุญอัฐิอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ
   4.แต่งกายให้เหมาะสม มิดชิด เล่นน้ำอย่างสุภาพ ประแป้งแต่พองาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
   5.ส่งความปรารถนาดีและอวยพรให้กัน


    :25: :25: :25:

   ส่วนสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ได้แก่
   1.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรขับรถขณะมึนเมา
   2.งดเล่นน้ำขณะขับขี่ยานพาหนะและงดสาดน้ำผู้ที่ขับขี่ยวดยานผ่านมา
   3.งดการใช้แป้งผสมสีและน้ำแข็ง
   4.งดการขว้าง ปา หรือ ใช้อุปกรณ์อัดแรงดันน้ำที่จะทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและอาจเกิดอุบัติเหตุ
   5.งดการแต่งกายยั่วยุ แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะและไม่ฉวยโอกาสลวนลามผู้อื่น


 :49: :49: :49:

ปิดสยามสาดน้ำ

ชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ปีนี้ สวธ. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสงกรานต์ที่งดงามตามประเพณีไทย ชื่อว่า “สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ารวมไทย อีสาน โฮแซว” ที่สยามสแควร์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2557 ภายในงานจะมีขบวนแห่มหาสงกรานต์ที่รวมเอกลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสานอย่างยิ่งใหญ่ เป็นสงกรานต์สีขาว เล่นสาดน้ำกันอย่างสุภาพ แต่งกายเหมาะสม ปลอดภัย ไร้แป้งและแอลกอฮอล์ แบ่งเป็นทั้งหมด 5 โซน อาทิ
   1.อีสานสะออน ณ ล้านหน้าฮาร์ดร็อค คาเฟ่ พบศิลปินจากเวทีไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ คุณพระช่วย จำอวดคุณพระ
   2.หมู่เฮาเผ่าอีสาน ณ สยามสแควร์ ซอย 2 ชมชนเผ่าพื้นเมืองอีสานที่หาชมได้ยาก สีสันแห่งวิถีชีวิตและความเชื่อที่มีเอกลักษณ์
   3.ฮีตเดือนห้า ณ สยามสแควร์ ซอย 3 จำลองบรรยากาศงานสงกรานต์บ้านโบราณ การละเล่นและวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ ของชาวบ้านแสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลากว่า 400 ปี


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140410/182637.html
110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 11 เมนูลดความเครียด-เพิ่มสุข เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 08:17:25 PM


11 เมนูลดความเครียด-เพิ่มสุข

แนะนำ11เมนู ช่วยลดความเครียดที่เราต้องพบเจออยู่ทุกวัน เพิ่มความสุขให้ชีวิตน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ช่วงอากาศร้อนเช่นนี้ หากมีเรื่องขัดใจเพียงนิดก็สามารถสร้างเครียดให้กับเราได้มากทีเดียว หากมีความเครียดมาก ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ทางโรงพยาบาลพญาไทจึงได้แนะนำ 11 เมนู เติมความสุข ลดความเครียดที่สามารถหาทานได้ง่าย

กล้วย เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ช่วยลดความตึงเครียด รวมถึงมีทริปโดเฟนและกรดอะมิโนที่ช่วยหลั่งสารแห่งความสุข และสารเมลาโทนินที่จะช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

นมและโยเกิร์ต นอกเหนือจากจะมีแคลเซียมและวิตามินดี ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกแล้ว ยังมีทริปโดเฟนที่ช่วยให้รู้สึกสงบลง ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ดื่มนมวันละ 1 แก้ว

ผักขมและบล็อกโคลี่ ผักสีเขียวที่เต็มไปด้วยโฟเลท วิตามินบี แมกนีเซียม เกลือแร่ และกรดโฟลิก ช่วยเรื่องอารมณ์ รวมถึงการทำงานของเส้นประสาทสามารถคลายความตึงเครียด ทำให้ร่างกายและจิตใจสงบลงได้

ปลาทูน่า แซลมอน ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลาชอน ปลานิล ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมกา3 จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีน รวมถึงช่วยป้องกันโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องมาจากความเครียด และยังมีวิตามินบี6 และบี12 ช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขในสมอง

ถั่ว มีวิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์จากความเครียด และยังมีวิตามินบี แมกนีเซียม และสังกะสีอีกด้วย


ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ได้แก่ แบล็คเบอรี่ สตอเบอรี่ แคนเบอรี่ ราสเบอรี่ ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียด และป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย

เนื้อไก่ เต็มไปด้วยกรดอะมิโน และทริปโดเฟน ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย หากนอนทานก่อนนอนจะช่วยให้หลับสบาย

ส้ม และผลไม้รสเปรี้ยว อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งจะช่วยลดความเครียด ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

แอพริคอตแห้ง เต็มไปด้วยแมกนีเซียมช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และเป็นแหล่งวิตามินซีที่ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีวิตามินบีสูง จะช่วยลดความเครียดได้อย่างรวดเร็ว และช่วยบำรุงระบบสมองอีกด้วย

ดาร์กซ็อคโกแลต มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยดลความดันโลหิต และปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเครียด

ทั้งหมดนี่คือเมนูแนะนำสำหรับกำจัดความเครียดที่ทุกคนสามารถหาทานได้ง่าย ๆ ลองหามาทานดับเครียดกันดู.



ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/Article/229224/11เมนูลดความเครียด-เพิ่มสุข
111  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / GPS...นำทางหา "ส้วมสะอาด" ปลดทุกข์...ปลอดภัย เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 08:10:47 PM


GPS...นำทางหา "ส้วมสะอาด" ปลดทุกข์...ปลอดภัย

“สุขาอยู่หนใด” วลีเด็ดในเพลงดังเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ที่ยังคงความเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ “สุขา” คือ สถานที่ที่ทุกคนต้องใช้ โดย เฉพาะเวลาเดินทาง ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม เพื่อขับถ่ายปลดทุกข์กันถ้วนหน้า

จากการสำรวจล่าสุดของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ส้วมสาธารณะที่เป็น ที่นิยมมากที่สุดระหว่างการเดินทาง คือ ส้วมในปั๊มน้ำมัน ที่แม้จะให้บริการฟรี แต่ก็เป็นบริการที่ช่วยส่งเสริมการตลาดอีกทางหนึ่ง


สัญลักษณ์ Happy Toilet

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า ส้วมในปั๊มหรือสถานีบริการน้ำมัน เป็นส้วมที่ประชาชนนิยมใช้บริการมากที่สุด ประมาณ 46% รองลงมา คือ ส้วมในแหล่งท่องเที่ยว ประมาณ 39.4% และอีก 36.5% คือ ส้วมในสถานีขนส่งทางบกและทางอากาศ

“นอกจากกรมอนามัยจะพยายามยกระดับส้วมสาธารณะในที่ต่างๆให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน HAS  ที่ปัจจุบันมีส้วมในปั๊มน้ำมันบนถนนสายหลักและถนนสายรองทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานนี้แล้วถึง 766 แห่ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ กรมได้นำข้อมูลส้วมมาตรฐาน HAS ทั้ง 766 แห่ง บันทึกลงบนแผนที่ดิจิตอล หรือ GPS navigator เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางได้ใช้ส้วมที่สะอาดได้มาตรฐานและปลอดภัย” คุณหมอพรเทพบอก

สำหรับมาตรฐาน HAS ประกอบด้วย Healthy หมายถึง สะอาด โดยส้วมจะต้องได้รับการดำเนินการให้ถูกหลักสุขาภิบาล ห้องส้วมและสุขภัณฑ์ทั้งหมดจะต้องสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น มีน้ำสะอาด สบู่ล้างมือ กระดาษชำระเพียงพอ การเก็บกักหรือบำบัดสิ่งปฏิกูลถูกต้องและมีสภาพแวดล้อมสวยงาม ซึ่งจะมีผลดีทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ใช้บริการ

Accessibility  เพียงพอ  หมายถึง ต้องมีจำนวนส้วมให้เพียงพอแก่ความต้องการของผู้ใช้ รวมถึงผู้พิการ ผู้สูงวัย หญิงมีครรภ์ และส้วมต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ

สัญลักษณ์แสดงห้องน้ำชาย-หญิง

และ Safety  หมายถึง ปลอดภัย ผู้ใช้บริการจะต้องปลอดภัยขณะใช้ส้วม เช่น สถานที่ตั้งส้วมไม่เปลี่ยว ห้องส้วมแยกชาย-หญิง มีแสงสว่างเพียงพอ

GPS...นำทางหา "ส้วมสะอาด" ปลดทุกข์...ปลอดภัย

ทั้งนี้ อธิบดีกรมอนามัย ขยายความให้ฟังถึงระบบ GPS navigator ว่า กรมอนามัยได้ร่วมกับบริษัท ESRI นำข้อมูลส้วมมาตรฐาน HAS ทั้ง 766 แห่ง บันทึกลงบนแผนที่ดิจิตอล (GPS navigator) ที่ประชาชนสามารถค้นหาผ่าน NostraMap หรือในผู้ที่ใช้ smart phone, tablet ก็สามารถค้นหาได้ โดยพิมพ์คำว่า Happy toilet ก็จะพบห้องน้ำสะอาด ปลอดโรคปลอดภัย ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีดังกล่าวก็สามารถ ค้นหาส้วมมาตรฐานกรมอนามัยจากแผนที่ทางหลวงประเทศไทยได้

คุณหมอพรเทพ ยังบอกอีกว่า ในเรื่องความสะอาดของส้วมนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนที่เลือกใช้ส้วมสาธารณะ โดยพบว่า 80.8% ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดของส้วมในการตัดสินใจใช้บริการเป็น ลำดับแรก


เอกสารคู่มือทำอย่างไรเมื่อต้องใช้ส้วม

เอกสารคู่มือทำอย่างไรเมื่อต้องใช้ส้วม
“จากการสำรวจข้อมูลล่าสุด พบว่า จุดเสี่ยงปนเปื้อนอุจจาระใน ส้วมที่ถือเป็นจุดอันตรายต่อการติดเชื้อโรคมากที่สุด 6 จุด คือ สาย ฉีดชำระ พบการปน-เปื้อนสูงถึง 85.3% พื้นห้องส้วม 50% ที่รองนั่งส้วมแบบนั่งราบ 31% ที่กดน้ำของโถส้วม 7.7% ก๊อกน้ำ 7% และกลอนประตู 2.7%”

อธิบดีกรมอนามัย บอก พร้อมกับเสริมว่า กรมได้เน้นให้มีการทำความสะอาดส้วมในจุดเสี่ยงเหล่านี้เป็นพิเศษ รวมถึงจุดที่ต้องสัมผัสบ่อยๆ 8 จุด คือ ที่จับสายฉีดน้ำชำระ, ที่รองนั่งส้วมแบบนั่งราบ, ที่กดชักโครกของส้วม, ที่กดโถปัสสาวะ, ราวจับ, กลอนประตูหรือลูกบิด, ก๊อกน้ำที่อ่างล้างมือ และพื้นห้องส้วม  เพื่อความสะอาดและลดจุดเสี่ยงของการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคในช่วงหน้าร้อน อาทิ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์ และอหิวาตกโรค ซึ่งส่วนหนึ่งมีที่มาจากความไม่สะอาดของส้วมด้วย

สำหรับประชาชนที่ใช้บริการส้วมสาธารณะ นอกจากต้องตระหนักถึงความปลอดภัยโดยช่วยกันรักษาความสะอาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือ การมีพฤติกรรมการใช้ส้วมสาธารณะอย่างถูกต้อง เช่น ไม่ขึ้นไปเหยียบบนโถส้วมแบบนั่งราบ ไม่ทิ้งวัสดุนอกจากกระดาษชำระลงโถส้วม ราดน้ำหรือกดชักโครกทุกครั้งหลังการใช้ส้วมและล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังการใช้ส้วม เพื่อให้ “สุขา” ไม่ว่าจะอยู่หนใด ก็ต้องมีความปลอดภัย เป็น Happy Toilet อย่างแท้จริง.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/414513
112  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 4 เทคนิค ปฐมพยาบาลเบื้องต้น 'มือถือเปียก' เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 08:05:25 PM


4 เทคนิค ปฐมพยาบาลเบื้องต้น 'มือถือเปียก'

แนะนำ 4 เทคนิคเบื้องต้นในการลดความเสียหายให้มือถือที่เปียกน้ำหรือถูกความชื้น ต้อนรับช่วงสงกรานต์ ให้เล่นน้ำเปียกปอนได้อย่างสบายใจ…


ใครจะพกมือถือไปเปียกไปมันส์ช่วงสงกรานต์บ้าง?? เชื่อว่าหลายคนยังดึงดันพกสมาร์ทโฟนคู่กายไปเล่นสนุกในเทศกาลเปียกแฉะนี้ด้วย ไม่รวมถึงแท็บเล็ต หรือกล้องดิจิตอล ที่บางคนบอกว่าอยากจะพกไปถ่ายรูปเล่นเฮฮา ซึ่งหากคุณไม่มีอุปกรณ์ป้องกันน้ำที่มีคุณภาพ บอกเลย...ระวังจะไม่คุ้ม! เพราะค่าซ่อมแซมบรรดาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น มันไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ

แต่หากคุณเจอเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ทั้งอุปกรณ์คู่ใจโดนน้ำสาดมาแบบเต็มๆ น้ำซึมเข้าเครื่อง ละอองน้ำกระเด็นมา หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณมี "วิธีปฐมพยาบาล" อุปกรณ์เหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร? แน่นอน…เรามีคำแนะนำเพื่อช่วยชีวิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบเบื้องต้น มาฝากกัน


เด็กๆ ก็อยากออกมาเย็นชุ่มฉ่ำ

อย่าพยายามปิด-เปิดเครื่องใหม่!
เชื่อได้เลยว่าคนที่เคยมีประสบการณ์มือถือตกน้ำ หรือน้ำเข้า ไม่มากก็น้อย หลายคนต้องเคยพยายามปิด-เปิดเครื่องใหม่ เพื่อทดสอบว่ามันยังใช้ได้หรือไม่ ซึ่งนั่น...เป็นวิธีที่ผิดมหันต์!!! เพราะการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้มีโอกาสที่เครื่องจะเกิดไฟฟ้าช็อตได้ และมันจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมือถือเครื่องโปรดของคุณ


ใช้ไดร์เป่า-ตากแดด ช่วยได้เบื้องต้น
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ถือเป็นวิธีธรรมดาๆ ที่ "ได้ผลเพียงเล็กน้อย" แต่ก็สามารถทำได้ในเบื้องต้น และดีกว่าการพยายามปิด-เปิดเครื่องใหม่ แต่เทคนิคในการใช้ไดร์เป่านั้น ควรใช้งานโหมดพัดลมที่ให้ลมเย็นเบาๆ ไม่ใช่ลมร้อนรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนอื่นๆ ภายในเครื่องได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นจากการถูกความร้อน เช่นเดียวกับการตากแดด อย่าไปวางตากทิ้งไว้กลางแดดร้อนๆ เพราะแดดเดี๋ยวนี้ช่างร้อนเกินบรรยาย แค่วางสักครู่แล้วนำมาสำรวจความชื้นดูใหม่ก็พอ


บรรยากาศสุดคึกคักของวันสงกรานต์

"ซุกถังข้าวสาร" ลดความชื้น
สำหรับวิธีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะคุณสามารถนำมือถือที่ถูกความชื้นนั้นใส่ถุงพลาสติก จำพวกถุงซิปล็อก ถุงร้อนใส่แกง แล้วซุกลงไปในถังข้าวสารได้เลย เพียงเท่านั้นข้าวสารก็จะช่วยดูดความชื้นออกมาได้บ้าง แต่ข้อแนะนำก็คือ ควรปิดหรือมัดปากถุงให้สนิทเสียก่อน ป้องกันฝุ่นจากข้าวสารจะลงไปจับตัวเครื่อง


ไมโครเวฟ-รถจอดกลางแดด ไล่น้ำดี (จริงหรือ)
อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนได้ดีอย่าง ไมโครเวฟ หรือรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้กลางแดด นั่นถือเป็นเตาอบความร้อนสูงดีๆ นี่เอง หลายคนเกิดปิ๊งไอเดียแปลก เอามือถือที่ตกน้ำไปใส่ไมโครเวฟไล่ความชื้น แม้จะดูเข้าท่าเข้าที แต่คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะเราเตือนแล้วว่าการที่ใช้อุปกรณ์ให้ความร้อนสูงสัมผัสกับมือถือหรือข้าวของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยตรงนั้น มันอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี


 :96: :96: :96:

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงคำแนะนำในการช่วยเหลือมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เปียกน้ำในเบื้องต้น หลังจากปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ก็ควรนำเครื่องส่งซ่อมกับช่างที่มีความเชี่ยวชาญต่อไป

ถ้าไม่อยากให้สารพัดของไอทียอดรักต้องเปียก แฉะ ชื้น ล่ะก็... "อย่าพกไปให้ลำบาก หากไม่จำเป็น!!" เพราะโอกาสพลาดพลั้งทำเปียกหรือเสียหายนั้นมีสูงมาก แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้และต้องใช้งานจริงๆ ก็หาอุปกรณ์ปกป้องมันหน่อย จะใส่ซองกันน้ำ เคสกันน้ำ วางขายกันเพียบทั่วทุกที่ในช่วงนี้ หรือจะให้ดี ก็ซื้ออุปกรณ์แบบกันน้ำมาใช้ทดแทนกันไปเลยจะดีกว่า ทั้งมือถือกันน้ำ กล้องกันน้ำ ก็เห็นมีขายกันอยู่หลายยี่ห้อ หลายราคา.


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/415797
113  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ทอ.มะกันโชว์ล้ำ ทดลองให้ทหารใช้กูเกิลกลาสในการรบ เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 07:59:38 PM


ทอ.มะกันโชว์ล้ำ ทดลองให้ทหารใช้กูเกิลกลาสในการรบ

กองทัพอากาศสหรัฐฯ นำเอา กูเกิล กลาส อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะมาทดสอบใช้งานภาคสนาม เพื่อดูว่าคอมพิวเตอร์ช่วยให้ทหารปฏิบัติภารกิจดีขึ้นหรือไม่ โดยมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อใช้งานบนระบบแอนดรอยด์ แต่ยังพัฒนาไม่เสร็จในเวลานี้...

ทอ.สหรัฐ ทดสอบใช้กูเกิล กลาส สำหรับทหารที่ปฏิบัติภารกิจในสนามรบ

เว็บไซต์ Cnet อ้างการรายงานของ venturebeat ที่ระบุว่า ขณะที่ทีมวิจัยและทดสอบ "แบทแมน" ที่ ฐานทัพอากาศไรท์ แพททิสัน กำลังอยู่ระหว่างทดสอบการใช้งานแว่นตา กูเกิลกลาส (Google Glass) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในการรบภาคสนาม

แอนเดรส คาลโว นักพัฒนาซอฟต์แวร์พลเรือน และผู้รับเหมา ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่า เทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้สมบูรณ์จนเป็นที่ยอมรับในระยะเวลาอันใกล้ อุปกรณ์สวมใส่ได้ไม่เป็นหมัดเด็ดสำหรับสิ่งต่างๆ ที่กองทัพอากาศต้องการ


นักพัฒนาจะทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาใช้บนระบบโอเอสแอนดรอยด์

กูเกิล กลาส มีความสามารถบันทึกวิดีโอ ถ่ายภาพ สนทนาข้อความ และค้นหาเส้นทาง หาข้อมูลจากเว็บไซต์ และอื่นๆ รุ่นนี้เป็นแบบที่ใช้แบบเรียลไทม์ และมีขีดความสามารถใช้ในสถานการณ์อันตรายแบบที่ทหารเจอ เพื่อใช้ในการช่วยอำนวยความสะดวกแก่ทหาร มีบางแอพพลิเคชั่นที่มีอินเทอร์เฟซช่วยให้อุปกรณ์สวมใส่สามารถช่วยกองทัพอากาศได้มากขึ้น

ทีมพัฒนาที่ฐานทัพอากาศไรท์ แพททิสัน กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อใช้งานในสมรภูมิรบ โดยสร้างบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แพลตฟอร์ม ตามรายงานของ venturebeat กูเกิล และทอ.สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นพันธมิตรกันในโครงการทดสอบอุปกรณ์สวมใส่ดังกล่าว


หน้าตาของกูเกิลกลาสในการใช้งานทางทหาร

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กูเกิลกลาสถูกเลือกมาใช้งานโดยเหล่ามืออาชีพ นอกเหนือจากเซียนด้านไอที ยังมี นักดับเพลิง แพทย์ และคนทำงานภาคสนาม ที่ได้มีการร่วมทดสอบอุปกรณ์ไปเมื่อเดือน มี.ค.2557 ที่ผ่านมา โดยห้องฉุกเฉินของคลินิกแห่งหนึ่งในเมืองบอสตัน ได้ประกาศว่าจะนำกูเกิลกลาสมาใช้ในการ ทดสอบคนไข้ให้อ่านตัวอักษรบนชาร์ต.

ที่มา : cnet
http://www.thairath.co.th/content/415597
114  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / สร้าง 'อุทยานครูบาเจ้าศรีวิชัย' วัดพระนอนแม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 07:54:06 PM


สร้าง'อุทยานครูบาเจ้าศรีวิชัย' : เส้นทางบุญ บุญนำพา

พระครูสมุห์อุเทนะ อุเทโน เจ้าอาวาสวัดพระนอนแม่ปูคา (พระป้าน) ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางวัดได้จัดงานมหากุศลกองบุญศีลธรรมมหาบารมี ๓๐ ทัศ โดยจัดสร้างรูปหล่อครูบาเจ้าศรีวิไชย สิริวิชฺชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย หน้าตัก ๙ นิ้ว เนื้อโลหะผสม สมทบทุนในการจัดสร้าง "อุทยานศีลธรรมครูบาเจ้าศรีวิชัย"

เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่านครูบาเจ้า ที่มีต่อพุทธศาสนิกชนชาวล้านนา และเพื่อเป็นที่ระลึกถึงท่านครูบาเจ้า ที่ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ทั่วภาคเหนือ ที่ชำรุดทรุดโทรม เมื่อครั้งที่ท่านครูบาเจ้า ยังคงมีชีวิตอยู่ อุทยานธรรมที่จัดสร้างนี้จะเป็นที่เก็บอัฐบริขารของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่ผู้ศรัทธาได้เก็บรักษา นำมามอบให้แก่วัด นอกจากนี้อุทธยานธรรมแห่งนี้ยังจะได้จัดทำเป็นสถานที่ฝึกอบรมธรรมปฏิบัติแก่เยาวชน และพุทธศาสนิกชนในเขตพื้นที่ อ.สันกำแพง และผู้ที่สนใจจะปฏิบัติธรรมทั่วไป




   วัตถุมงคลที่จัดสร้าง คือ
   ๑.รูปหล่อบูชาท่านครูบาศรีวิชัย หน้าตัก ๙ นิ้ว เนื้อโลหะผสม ปิดทองคำร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวนสร้าง ๔๙ องค์ มอบให้แก่ผู้รับเป็นเจ้าภาพเสาเข็มตอหม้อ ฐานพิพิธภัณฑ์ท่านครูบาเจ้า จำนวน ๔๙ ต้น ต้นละ ๙,๙๙๙ บาท (มีผู้จองใกล้หมดแล้ว )
   ๒.รูปหล่อบูชาท่านครูบาศรีวิชัย หน้าตัก ๙ นิ้ว เนื้อโลหะรมดำ จำนวนสร้าง ๑๐๘ องค์ บูชาองค์ละ ๖,๙๙๙ บาท (เหลือน้อยแล้ว)
   นอกจากนี้พุทธศาสนิกชน สามารถรับเป็นเจ้าภาพ บริจาคเนื้อโลหะทองเหลือง สำหรับหล่อรูปท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย หน้าตัก ๕ เมตร หนัก ๗ ตัน กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท...กำหนดประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก ในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๘.๐๐ น. รับพระวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ซึ่งตรงกับวันเกิดของท่านครูบาเจ้าศรีวิไชย  และกำหนดเป็นวันทำพิธีวางแผ่นศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ท่านครูบาเจ้า
   
ติดต่อสอบถามได้ที่วัดพระนอนแม่ปูคา โทร.๐-๕๓๓๓-๒๘๖๓, ๐๘-๔๔๘๓-๗๓๙๖ หรือร่วมทำบุญโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาบ่อสร้าง ชื่อบัญชี "โครงการสร้างรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิไชย วัดพระนอนแม่ปูคา" เลขที่บัญชี ๐๒๐-๑-๐๒๕๑๔๔๕-๐ ประเภทเผื่อเรียก...

ขออนุโมทนาบุญกับพุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ในทางบุญมา ณ โอกาสนี้ด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140410/182640.html
115  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ร่วมบุญ 'หลวงพ่อคูณ' วัดบ้านไร่ บูชาวัตถุมงคล รุ่น 'เจริญพร ๑๙' เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 07:48:28 PM


ร่วมบุญ 'หลวงพ่อคูณ' วัดบ้านไร่ บูชาวัตถุมงคล รุ่น 'เจริญพร ๑๙'

ด้วยความที่ "หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" วัดบ้านไร่ เป็นพระบริสุทธิสงฆ์ ผู้มีแต่ "ให้" และประกอบคุณงามความดีมาโดยตลอดชีวิตของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้มีพลังจิตอันแก่กล้า ทำให้วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นได้รับความศรัทธาเลื่อมใสจากพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นแรกๆ หรือรุ่นต่อๆ มา จนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งรุ่น "เจริญพร ๑๙" ที่มีรูปแบบอันสวยงามอลังการยิ่ง
 
วัตถุมงคลรุ่นนี้มีวัตถุประสงค์การจัดสร้าง คือ
   ๑.ถวายหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เพื่อสมทบกองทุนบูรณะวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
   ๒.สมทบทุนร่วมสร้างรูปเหมือนหลวงพ่อคูณ องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ณ วัดบุไผ่ (วัดบ้านไร่ ๒) อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา   
   ๓.สนับสนุนโครงการศาสนทายาทรุ่นเยาว์ ถวายผ้าไตรจีวร และมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ที่สอบได้เปรียญธรรม และ
   ๔.จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสารในการเผยแผ่ธรรม และซ่อมบำรุงสำนักงานเปรียญธรรม จ.นครราชสีมา
 


รูปแบบวัตถุมงคลมีด้วยกัน ๓ พิมพ์ ดำเนินการออกแบบและการจัดสร้างโดย "ชมรมพุทธศิลป์แผ่นดิน" คือ
   
    ๑.เหรียญปั๊ม จำนวนสร้างประมาณ ๑๒,๐๐๐ เหรียญ ลักษณะรูปแบบเหรียญล้อพิมพ์เหรียญรุ่น "สร้างบารมี" ปี ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เป็นเหรียญที่หายากและราคาสูง จึงเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์หลวงพ่อคูณจำนวนมาก แต่ราคาก็ไกลเกินเอื้อมที่นักสะสมส่วนใหญ่จะสามารถมีไว้ครอบครอง จึงออกแบบเหรียญล้อพิมพ์เหรียญรุ่น "สร้างบารมี" ปี ๒๕๑๙  เพื่อให้นักสะสมทั่วไปได้มีโอกาสเช่าเก็บสะสม "เหรียญเจริญพร ๑๙" ทดแทนเหรียญรุ่น "สร้างบารมี" ปี ๒๕๑๙ ดังกล่าว
 
   ๒.เหรียญหล่อพุทธศิลป์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ๑ เดียวในโลก กับงานออกแบบเหรียญหลวงพ่อคูณ ด้วยแนวคิดศิลปะร่วมสมัย กว่า ๔๕ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นต้นมา ยังไม่เคยมีการจัดสร้างชิ้นงานหล่อคุณภาพสูงในเชิงพุทธศิลป์แบบนี้มาก่อน ครั้งนี้นับเป็น "รุ่นแรก" และน่าจะเป็นรุ่นสุดท้าย เนื่องจากจะไม่มีใครกล้าจัดสร้างเหรียญหล่อในลักษณะแบบนี้อีกต่อไป จำนวนสร้างประมาณ ๑๐,๐๐๐ เหรียญ ภายในเหรียญบรรจุมวลสารสำคัญ เช่น เม็ดกริ่ง จีวร และเกศาหลวงพ่อคูณ อีกด้วย
   
   ๓.พระกริ่งรูปเหมือน "เจริญพร ๑๙"  ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการจัดสร้าง "พระกริ่งรูปเหมือนเต็มองค์ หลวงพ่อคูณ โดยการออกแบบฐานองค์พระกริ่งด้วยแนวคิดงานพุทธศิลป์ที่สวยงาม วิจิตรตระการตา ซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติการจัดสร้างพระกริ่งลอยองค์หลวงพ่อคูณ จำนวนสร้างประมาณ ๙,๐๐๐ องค์ ภายในฐานพระกริ่งบรรจุมวลสารสำคัญ เช่น เม็ดกริ่ง จีวร และเกศาหลวงพ่อคูณ เช่นกัน

     


   วัตถุมงคลทุกรายการตอกโค้ดและมีหมายเลขกำกับทุกองค์     
   พิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วยความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษถึง ๓ พิธี ๓ วาระ ซึ่งได้ผ่านพิธีมาแล้ว ๒ วาระ คือ   
   ๑.พิธีอธิษฐานจิตเดี่ยว ปลุกเสกชนวนมวลสาร โดย หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ณ วัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ 
   ๒.พิธีพุทธาภิเษก วาระที่ ๒ ณ วัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗     
   ๓.จะนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกวาระที่ ๓ ประมาณปลายเดือนเมษายน ๒๕๕๗ นี้
     
   เหรียญเจริญพร ๑๙ ทั้ง ๓ แบบพิมพ์ ได้เปิดรับจองตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ซึ่งได้รับความศรัทธาสนใจและความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ทำให้ยอดสั่งจองที่วัดบ้านไร่ และศูนย์พระเครื่องทั่วประเทศ บางอย่างหมดลงอย่างรวดเร็วภายใน ๗ วันเท่านั้น เนื่องจากวัตถุประสงค์การจัดสร้างที่ชัดเจน  รูปแบบเหรียญสวยงามโดนใจจำนวนสร้างน้อย พิธีกรรมเข้มขลัง ๓ วาระ ๓ พิธี สอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร.๐๘-๖๓๔๐-๘๔๘๘, ๐๘-๓๓๓๓-๓๓๑๓, ๐๘-๑๘๕๙-๔๕๖๙




ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140410/182639.html
116  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / บูรณะ "หลวงพ่อทอง" พระประธาน วัดพระบรมธาตุชัยนาท เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 07:39:51 PM


บูรณะ "หลวงพ่อทอง" พระประธาน วัดพระบรมธาตุชัยนาท

"วัดพระบรมธาตุวรวิหาร" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เลขที่ 173 หมู่ที่ 6 ต.ชัยนาท อ.เมือง จ.ชัยนาท เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณ

มีประวัติว่า สร้างสมัย พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช โดยพระเถระได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (เกตุธาตุ) บรรจุในพระปรางค์ สอดคล้องกับพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า พระเจดีย์องค์นี้ สร้างก่อนสมัยขอมรุ่งเรือง ด้วยจำหลักจากหินทั้งองค์ เป็นที่เลื่อมใสยิ่งนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวชได้มากราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์

วัดพระบรมธาตุ วรวิหาร ยังเป็นที่เลื่อมใสของพระมหาเถราจารย์ในอดีต อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ขณะเป็นสามเณรได้มาศึกษากับหลวง พ่อคำ ในปี พ.ศ.2345-2348 และเป็นตำนานของคำว่า "จระเข้ขวางคลอง" เป็นต้น

ด้วยเหตุที่วัดสร้างมานานจึงทำให้มีการทรุดโทรมทั้งตัวศาสนสถานและองค์พระพุทธรูปประธาน สมควรแก่การบูรณปฏิสังขรณ์


 :25: :25: :25:

หลวง พ่อทอง พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดพระบรมธาตุวรวิหาร สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองมีอายุกว่า 600 ปีเเล้ว เป็นพระพุทธรูปแบบสรรคบุรี ลงรักปิดทองขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย ลักษณะเป็นพระพุทธรูปแบบสรรคบุรี

เมื่อปี 2554 เริ่มชำรุดเสียหายจากเหตุอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ส่งผลให้พระประธานชำรุดทรุดโทรมเกิดรอยแตกร้าว อันสืบเนื่องมาจากความชื้นของน้ำที่ท่วมขังบริเวณภายนอก เป็นที่มาของการบูรณปฏิสังขรณ์ในครั้งนี้

ย้อนหลังกลับไป เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2556 นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บมจ. มติชน พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานในเครือ มติชน-ข่าวสด เดินทางมาปลูกต้นสัก ต้นตะเคียนที่วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จ.ชัยนาท ตามโครงการปลูกต้นสัก-ตะเคียนของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ในวาระก่อตั้งครบ 23 ปี รวมทั้งเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ

 st12 st12 st12 st12

นายขรรค์ชัย พร้อมคณะผู้บริหารเครือมติชน-ข่าวสด ทราบเรื่องที่พระประธานชำรุดเกิดรอยแตกร้าว พร้อมรับปากจะให้ความช่วยเหลือในด้านการบูรณะในครั้งนี้

วัน ที่ 18 ส.ค.2556 วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จ.ชัยนาท จัดพิธีบวงสรวงเนื่องในการบูรณปฏิสังขรณ์หลวงพ่อทอง พระประธานอุโบสถวัดพระบรมธาตุวรวิหาร โดยมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก เข้าร่วมในพิธี อาทิ พระครูศรีปริยัติอุเทศ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร, คณะผู้บริหารในเครือมติชน-ข่าวสด ประกอบด้วย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายเฉลิมเกียรติ วรวุฒิพุทธพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท, นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนเเละครอบครัว จ.ชัยนาท เป็นต้น

สำหรับ พิธีบวงสรวง เริ่มต้นด้วยพิธีพราหมณ์ มีการจุดธูปเทียน และถวายเครื่องเซ่นไหว้บอกกล่าวเจ้าที่ หน้าพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด จากนั้นจึงมีพิธีบวงสรวงในอุโบสถหลวงพ่อทอง


 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ด้าน พระครูศรีปริยัติอุเทศ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้การบูรณะหลวงพ่อทองเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือแต่เพียงว่าตรวจสอบแผ่นรักและแผ่นทองที่องค์พระติดแน่นให้สนิทก่อน เพราะในการซ่อมแซมนั้นใช้เวลาไม่มาก ทำให้ปูนในองค์พระที่มีทั้งปูนเก่าและปูนใหม่ จะประสานเข้ากันได้ดีหรือไม่ ต้องรอให้เนื้อปูนองค์พระแห้งสนิทก่อน จึงจะรู้ว่าแผ่นรักและแผ่นทองที่ทำลงไปนั้นไม่บวมหรือร่อนออกมา คาดว่าในวันที่ 30 เม.ย.นี้ จะถึงนี้คงจะประเมินได้

"หาก ประเมินผลสภาพองค์พระออกมาเป็นไปในทางบวก สามารถบูรณะหลวงพ่อทองเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นจะจัดงานสมโภชองค์หลวงพ่อทอง เพื่อความเป็นสิริมงคล และจะเปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าไปสักการะองค์หลวงพ่อทองได้ต่อไป" พระครูศรีปริยัติอุเทศ กล่าวทิ้งท้าย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU56QTFOakk0T1E9PQ==&sectionid=TURNd053PT0
117  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ครูบาครองขตฺติโย พระอริยสงฆ์แห่ง วัดท่ามะเกว๋น จ.ลำปาง เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 07:34:11 PM


ครูบาครองขตฺติโย พระอริยสงฆ์แห่ง วัดท่ามะเกว๋น จ.ลำปาง : เรื่องและภาพไตรเทพไกรงู

ในยุคปัจจุบันนี้(ปีพ.ศ.๒๕๕๗)หากเราจะเอ่ยนามพระสายวิปัสสนากรรมฐานที่มีบารมีธรรมและเมตตาธรรมสูงของภาคเหนือนั้นย่อมปรากฏนามพระอริยสงฆ์อยู่หลายรูปด้วยกันเช่นหลวงพ่อประสิทธิ์ปุญญมากโรวัดป่าหมู่ใหม่อ.แม่แตงจ.เชียงใหม่,พระอาจารย์เปลี่ยนปัญญาปทีโปวัดอรัญวิเวกอ.แม่แตงจ.เชียงใหม่แล้วยังมีพระเถราจารย์เฒ่าผู้ทรงคุณวุฒิอีกรูปทีมีพรรษาถึง๗๕(พ.ศ.๒๕๕๗)ถึงแม้ท่านจะไม่ได้บวชในสายพระกรรมฐานแต่ท่านปฏิบัติตนดังพระกรรมฐานตามแนวทางของพระกรรมฐานสายภาคเหนือคือการถือป่าเป็นวัตร

ครูบาเฒ่าผู้ทรงอภิญญาพระภิกษุเฒ่าผู้ปฏิบัติสมณธรรมและพระกรรมฐานผู้ถึงพร้อมการบรรลุจิตตานุภาพได้อย่างน่าอัศจรรย์พระสงฆ์ผู้ได้ละทิ้งความสะดวกสบายนั่งบำเพ็ญฌานอยู่ในป่าลึกจนถึงปีพ.ศ.๒๕๔๗ท่านดำรงชีวิตอยู่ในป่านานกว่า๖๐ปีทำให้เกิดอภิญญาจิตอย่างสูงไม่แตกต่างใดๆกับหลวงพ่อเกษมเขมโกเทพเจ้าของชาวลำปางและพระอริยสงฆ์องค์อื่นๆที่เพียรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานพระอริยสงฆ์รูปดังกล่าวนี้คือหลวงปู่ครูบาครองขตฺติโยแห่งที่พักสงฆ์บ้านท่าอุดมต.แม่ปะอ.เถินจ.ลำปาง


 :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ครูบาครองถือกำเนิดวันที่๓สิงหาคมพ.ศ.๒๔๖๓มีนามเดิมว่าคองหรือครองหลวงปู่ครูบาครองท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่๑๔พฤศจิกายนพ.ศ.๒๔๘๓อายุ๒๐ปีบริบูรณ์ณพระอุโบสถวัดอูมลองต.บ้านเวียงอ.เถินจ.ลำปางโดยพระครูรักขิตตคุณ(ต๋า)วัดอูมลองอ.เถินเป็นพระอุปัชฌาย์พระพุทธวงศ์(ก๋วน)เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระจันทร์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาขตฺติโย

สิ่งที่หลวงปู่กลัวมากที่สุดคือกลัวโลภะโทสะโมหะจะเกิดขึ้นกลัวมันจะครอบงำจิตถ้ามันมาครอบงำแล้วไม่ว่าใครก็จะเสียคนเป็นบ้าไปเลยทีเดียวตื่นไม่รู้ตัวมั่วเมาอยู่ตลอดเวลาถ้าเราหลงอยู่กับมันอย่างเช่นถ้าเราบริจาคเงินทำบุญให้ใครไปแล้วก็อย่าไปทวงถามว่านำเงินไปใช้ตามประสงค์หรือไม่ให้ไปแล้วจะทำอะไรก็ช่างเขาถ้าไปตามดูเห็นเขาทำไม่ดีไม่งามก็จะบันดาลโทสะนั่นแหละคือตัวกิเลสเมื่อบริจาคให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้วจะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่เป็นเรื่องที่จะพิจารณากันเอาเองเราจะต้องเป็นผู้ที่ละวางให้คิดว่ายิ่งให้ยิ่งได้

 st12 st12 st12

ทั้งนี้ท่านมักจะสอนลูกหลานและคนใกล้ชิดอยู่เสมอว่าคนเรานั้นต้องทำงานถึงจะมีเงินถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินแต่จะรวยหรือจนนั้นมันอยู่หลายองค์ประกอบทำบุญมากๆก็ไม่ได้ช่วยให้เรารวยได้จะรวยได้มันต้องเริ่มจากการขยันทำงานก่อนมันถึงจะรวยได้จะรวยมากๆได้ก็ต้องรู้จักใช้รู้จักเก็บมันถึงจะทำให้รวยได้

ในวาระอายุครบ๙๕ปี๒สิงหาคม๒๕๕๗ เททองหล่อพระพุทธทันใจขนาดหน้าตัก๓๙นิ้วส่วนวันที่๓จะมีการวางศิลาฤกษ์เจดีย์ขัตติโยณวัดท่ามะแกว๋นทั้งนี้จะมีการบรรจุพระยอดขุนพลเมืองลำปางลงในเจดีย์จำนวน๘๔,๐๐๐องค์พร้อมทั้งออกวัตถุมงคลรุ่นเมตตาบารมี๙๕ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญได้ที่โทร.๐๙-๒๒๕๒-๐๙๒๒และ๐๙-๒๔๘๙-๒๔๙๗หรือwww.krubaklong.com


ans1 ans1 ans1

อยู่ป่าเป็นวัตร

ตลอดชีวิตของการครองสมณเพศหลวงปู่ไม่เคยมีความโลภไม่ใส่ใจในเงินทองไม่สะสมไม่มีความอยากในเรื่องความอยากได้อยากมีหลวงปู่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัตรสวดมนต์ทำสมาธิเป็นนิตย์ไม่เคยขาดชอบอยู่อย่างสงบไม่ชอบความวุ่นวายไม่รับกิจนิมนต์ไปบ้านโยมไม่ออกจากป่ามา๖๐ปีกระทั่งปีที่แล้วมีพระลูกศิษย์รูปหนึ่งนิมนต์มากรุงเทพฯเพื่อพบแพทย์รักษาตัวท่านจึงยอมออกมาและจะออกมาอีกครั้งวันที่๕กรกฎาคมพ.ศ.๒๕๕๒เพื่อร่วมพิธีไหว้ครูปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาสิงห์โตสหธรรมิกของท่านที่นิมนต์หลวงปู่ครูบาครองมาเททองพระฤๅษีทันใจณวัดอโยธยาจ.พระนครศรีอยุธยา

ครูบาครองท่านถือการอยู่ป่าเป็นวัตรคือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้นจะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลยเพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติหรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลสเพราะท่านบวชได้เพียง๒๔พรรษาเท่านั้น


 :96: :96: :96:

ต่อมาเมื่อหลวงปู่มีอายุมากขึ้นลูกหลานจึงขอให้หลวงปู่ท่านขยับออกมาจากในป่าลึกทันทีที่หลวงปู่ยอมก็ได้ร่วมกันปลูกเพิงพักให้ท่านอยู่ในป่าแต่ห่างจากวัดประมาณ๑กิโลเมตรเพื่อให้ท่านได้ปฏิบัติธรรมตามเจตนาและลูกหลานสามารถมาดูแลหลวงปู่ท่านได้สะดวกมากยิ่งขึ้นต่อมาวันที่๓๐ตุลาคมพ.ศ.๒๕๔๗หลวงปู่ครูบาครองออกจากป่ามาอยู่ที่พักสงฆ์บ้านท่าอุดมที่ดินหลังวัดท่ามะเกว๋นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบันรวมกว่า๖๐ปีที่ท่านได้อยู่ในป่าจริงๆถือได้ว่าเป็นเวลาที่นานมากสำหรับพระสงฆ์ที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบันนี้

ปัจจุบันหลวงปู่ครูบาครองเป็นพระเถระที่มีพุทธศาสนิกชนให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธามากที่สุดอีกรูปหนึ่งของภาคเหนือท่านแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดก็คือความเมตตาของท่านอย่างแท้จริงท่านมีความพยายามและตั้งใจที่จะช่วยเหลือคณะศรัทธาให้หายจากความทุกข์ทั้งปวงผู้คนเป็นจำนวนมากที่ได้รับเมตตาจากท่านท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจด้วยเมตตาธรรมอันสูงยิ่งทำให้คนที่เป็นทุกข์อยู่มีความสุขใจได้ในระดับหนึ่งเมื่อไรมีโอกาสกราบนมัสการจนท่านได้รับการกล่าวขานด้วยความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปว่าเป็นนักบุญแห่งเมืองเถิน



บุญใกล้ตัวต้องทำก่อน

หลวงปู่บอกว่าบาปและบุญมีจริงที่เอาบาปนำหน้านั้นเพราะบาปทำได้ง่ายเลยเอานำหน้าเพื่อให้ได้คิดถึงเรื่องของบาปก่อนเมื่อเราละบาปได้การทำบุญของคนเราก็จะง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ท่านได้สอนศิษย์ใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาว่าบาปหรือบุญเราเป็นคนทำเองไม่มีใครจะคิดแทนเราได้อยากได้บุญก็ให้นำไปทำและประพฤติปฏิบัติเองก็จะได้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองซึ่งจะเป็นหนทางสู่ความเจริญทั้งต่อตนเองและประเทศชาติโดยให้ยึดมั่นและให้เชื่อว่าบาปมีจริงบุญมีก็จริงทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วให้ปฏิบัติตามศีล๕อันเป็นรากฐานของพระธรรมของพระพุทธองค์เท่านี้ก็นับว่าเป็นมนุษย์สุดประเสริฐแล้ว

ครั้งหนึ่งที่หลวงปู่ท่านอวยพรปีใหม่พ.ศ.๒๕๕๖ให้แก่ศิษย์ใกล้ชิดที่กรุงเทพฯว่าหลวงปู่ไม่มีอะไรจะให้ลูกหลานเลยและก็ไม่มีอะไรจะสอนลูกหลานหรอกเพราะสอนหมดแล้วอยู่ใกล้ชิดกันมานานอยากจะให้ลูกหลานจำคำของหลวงปู่ไว้ว่าทำดีเท่านั้นแหละบุญบาปมีจริงนะลูกหลานให้เชื่อว่าบาปมีจริงให้ทำบุญมากๆให้ละชั่วหมั่นทำดีให้มีศีลธรรมประจำใจบุญก็รู้อยู่ที่ใจบาปก็รู้อยู่ที่ใจรักตัวกลัวภัยอย่าทำชั่วให้ตั้งอยู่ในเมตตาธรรม


 :25: :25: :25:

หลวงปู่กล่าวขึ้นอีกว่าขึ้นชื่อว่าบุญแล้วมีให้ทำมากมายอย่าไปเลือกว่าบุญมากบุญน้อยทำบุญไปสะสมไปมันก็มากเองเรานับถือพระพุทธศาสนาก็ต้องเชื่อในพระพุทธเจ้าพระพุทธองค์ท่านได้สอนไว้ในพระธรรมอยู่แล้วว่าบุญและบาปมีจริงไม่ต้องเชื่ออะไรเชื่อบุญมีจริงบาปมีจริงก็ใช้ได้เท่านั้นพอไม่ต้องทำอะไร

อย่างไรก็ตามบุญอันดับแรกที่มักบอกลูกศิษยว่าอย่ามองข้ามคือบุญใกล้ตัวอยู่ที่บ้านพ่อแม่คือเนื้อนาบุญกองใหญ่ไม่ทำบุญกับท่านเลยก็จะเป็นบาปที่จะคอยตอบสนองเราเห็นกันในชาตินี้เลยไม่ต้องรอถึงชาติหน้าหรอกทำกับพ่อแม่ไว้อย่างไรลูกของเราก็จะทำกับเราแบบนั้นเช่นกันหลวงปู่เห็นมาเยอะแล้วควรทำบุญกับท่านทุกวันก็จะได้บุญมากบาปหรือบุญที่ทำให้พ่อแม่นั้นก็จะรอตอบแทนเราในชาตินี้เลยไม่ต้องรอนาน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20140408/182472.html
118  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ร่วมบุญสร้างเจดีย์ วัดบ้านถนนกระสัง อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 07:25:04 PM


ร่วมบุญสร้างเจดีย์ วัดบ้านถนนกระสัง

วัดบ้านถนนกระสัง ตั้งอยู่เลขที่ ๑๖๙ หมู่ ๔ ต.โคกเหล็ก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เดิมมีชื่อว่าวัดป่าธรรมนิยม เริ่มสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๒๔ก่อนที่จะสร้างเป็นวัดนั้นมีพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อพระอาจารย์พร (ไม่ทราบฉายา)ได้มาปักกลดในป่าช้าแห่งนี้โดยอาราธนานิมนต์พระอาจารย์พรเป็นประธานเมื่อพระอาจารย์พรเห็นว่ามีพระเพิ่มขึ้นแล้วจึงออกเดินธุดงค์ต่อโดยมอบหมายให้พระแก้วสนฺตจิตฺโต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ดูแลวัดต่อไปโดยท่านได้ดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุเรื่อยมาจนกระทั่งได้รับตราตั้งวัดเมื่อพ.ศ.๒๕๒๘และท่านได้รับตราตั้งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้นทางวัดได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเสด็จมาทรงเป็นประธานวางศิลาฤกษ์อุโบสถเมื่อวันที่๑๙เมษายน๒๕๒๙และคณะกรรมการวัดได้ทำหนังสือขอประทานพระอนุญาตเชิญอักษรพระนามญสส มาประดิษฐานที่หน้าบันอุโบสถในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับประทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่๑๐กุมภาพันธ์๒๕๓๔ต่อมาได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จฯมาทรงเป็นประธานพิธีตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๖



หลวงปู่แก้วสันตจิตโตได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูรัตนมงคลญาณ วันที่๕ธันวาคม๒๕๔๕ท่านเกิดที่บ้านสามแวงต.สามแวงอ.เมืองจ.บุรีรัมย์เมื่อวันศุกร์ที่๒๕มีนาคม๒๔๖๙ บรรพชาอุปสมบทณพัทธสีมาวัดกระดึงทองต.บ้านด่านอ.เมืองจ.บุรีรัมย์โดยมีพระครูวิริยาภิวัฒน์(ปัจจุบันคือพระราชปัญญาวิสารัท)วัดกระดึงทองเป็นพระอุปัชฌาย์พระวิลาศรกฺขิโตและพระบุญเสวยเตชวโรวัดหนองแปบต.อิสาณอ.เมืองจ.บุรีรัมย์เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ได้ฉายาสันตจิตโต ปัจจุบันท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ผู้มากบารมีเปี่ยมด้วยเมตตาของเมืองบุรีรัมย์ศิษย์สายวัดป่ากรรมฐานหลวงปู่มั่นภูริทัตโตหลวงปู่ดูลย์วัดบูรพาและหลวงปู่เหลืองวัดกระดึงทอง

อย่างไรก็ตามเพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างพระรัตนเจดีย์มงคลญาณนุสรณ์ หลวงปู่แก้วได้อนุญาตให้จัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นแก้วสารพัดนึก ประกอบด้วยพระกริ่งแก้วสารพัดนึกหน้าบายนทรงขอมโบราณรูปเหมือนหล่อก้นช้างฐานลายไทยเหรียญรูปไข่หล่อโบราณหลัง รศ.๒๓๓ ล็อกเกตครึ่งองค์ยิ้มรับทรัพย์แก้วสารพัดนึกทั้งนี้ได้ประกอบพิธีเททองหล่อนำฤกษ์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม๒๕๕๗

และประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกวันที่๒๕มีนาคม๒๕๕๗โดยหลวงปู่แก้วเป็นประธานจุดเทียนชัยเกจิดังสายอีสายร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตอาทิหลวงพ่อเมียนวัดบ้านจะเนียงหลวงปู่เมือยวัดบูรพารามหลวงปู่เหมือนวัดปราสาทวนารามหลวงพ่ออาจวัดทุ่งโพธิ์พระประสาธน์สารคุณเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ดับเทียนชัยผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญได้ที่โทร.๐๘-๕๓๘๐-๗๐๖๑และ๐๘-๖๗๗๓-๓๒๘๕


http://www.komchadluek.net/detail/20140408/182470.html
119  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ปฏิบัติธรรมภาวนา ทำไมต้องการ วิเวก ถ้าไม่ วิเวก ไม่สำเร็จหรือครับ เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 11:45:59 AM
ask1

ปฏิบัติธรรมภาวนา ทำไมต้องการ วิเวก ถ้าไม่ วิเวก ไม่สำเร็จหรือครับ

  คือไม่เข้าใจ ตรงนี้ ว่าแสดงว่า ถ้าเราอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน ใช้ชีิวิตอย่างทุกวัน ก็ไม่มีทางสำเร็จธรรม ใช่หรือไม่ครับ  ถ้าอย่างนั้น พระธรรม ก็ไม่เป็น อกาลิโก คือ ไม่จำกัดกาลเวลา สิครับ

  thk56


ans1 ans1 ans1

คำว่า อกาลิโก ใช้กับ สัทธรรมที่เป็นความจริงอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกี่ยวกับสถานที่
สถานที่ คือ โลก ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสิ่งปลูกสร้าง ล้วนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง

พระพุทธเจ้าท่านแนะนำเรื่องวิเวกไว้ตามพระสูตร คำสอนของท่านเป็นอกาลิโก
ส่วนตัวเห็นว่า หากบ้านใครมีความวิเวก ก็จะบรรลุธรรมได้เช่นกัน
ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อย่างไร ก็ขอให้มาลองพิสูจน์กันดู

อุปสรรคเบื้องต้นของผู้แสวงหาธรรม คือ ปลิโพธ และนิวรณ์ สิ่งที่จะสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนา เรียกว่า สัปปายะ

สัปปายะ 7 (สิ่งที่เหมาะกัน สิ่งที่เกื้อกูล ช่วยสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย)
   1. อาวาสสัปปายะ (ที่อยู่ซึ่งเหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ)
   2. โคจรสัปปายะ (ที่หาอาหาร ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป)
   3. ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ 10 และพูดแต่พอประมาณ)
   4. ปุคคลสัปปายะ (บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ)
   5. โภชนสัปปายะ (อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก)
   6. อุตุสัปปายะ (ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะกัน เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น )
   7. อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี)

________________________________________
อ้างอิง วิสุทฺธิ. 1/161 ; วินย.อ. 1/524 ; ม.อ. 3/570
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


คุณทำดี ลองอ่านพระสูตรให้เข้าใจ พิจารณาโดยแยบคาย ขอให้เจริญในธรรม

 :25:
120  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ปฏิบัติธรรมภาวนา ทำไมต้องการ วิเวก ถ้าไม่ วิเวก ไม่สำเร็จหรือครับ เมื่อ: เมษายน 10, 2014, 11:20:48 AM




วิเวก 3 (ความสงัด, ความปลีกออก)
       1. กายวิเวก (ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี)
       2. จิตตวิเวก (ความสงัดใจ ได้แก่ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และอริยมรรค อริยผล)
       3. อุปธิวิเวก (ความสงัดอุปธิ ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน)


อ้างอิง : ขุ.ม. 29/33/29; 229/170
ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)





พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง

     [๓๓] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก.

     กายวิเวกเป็นไฉน.?
     ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว
     อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติรักษาเป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.


     จิตตวิเวกเป็นไฉน.?
     ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์
     บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา

    (เมื่อภิกษุนั้น)เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้น
    เป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น
    เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียดกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น
    เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น
    และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก.


    อุปธิวิเวกเป็นไฉน.?
    กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพาน เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.


     :96: :96: :96:

    ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ
    จิตตวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง
    อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร
.


    คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้
    นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คือ อยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง.
    คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.


เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ บรรทัดที่ ๕๕๖ - ๕๘๙. หน้าที่ ๒๔ - ๒๕.
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=29&A=556&Z=589&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=29&i=30
ขอบคุณภาพจาก http://www.dhammada.net/ , http://www.bloggang.com/
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 259