ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 446
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คลิปเดือด พระตุ๊ดเปิดศึกด่าสีกาบนรถเมล์ ฉุนโดนเตือนให้สำรวม เมื่อ: มิถุนายน 17, 2016, 09:57:01 AM




คลิปเดือด พระตุ๊ดเปิดศึกด่าสีกาบนรถเมล์ ฉุนโดนเตือนให้สำรวม

(16 มิ.ย.) โลกออนไลน์แชร์คลิปจากเฟซบุ๊ก ‎Daliadulce Sthma‎ เป็นภาพเหตุการณ์ดุเดือดบนรถเมล์สาย 91 หลังพระวัยรุ่นขึ้นมาบนรถเมล์แล้วมีปากเสียงกับหญิงอายุรุ่นคุณป้าคนหนึ่ง โดยพระรูปดังกล่าวด่าทอคุณป้าด้วยถ้อยคำหยาบคาย

เจ้าของคลิปเล่าเหตุการณ์ว่า พระรูปดังกล่าวขึ้นมาบนรถ และคุยโทรศัพท์กับแม่เสียงดัง ใช้คำแทนตัวเองว่า "หนู" คุณป้าที่นั่งข้างหลังจึงพูดกับพระท่านเบาๆว่า สำรวมหน่อยนะคะ อยู่ดีๆ พระท่านก็หันมาบอกว่า ไหนใครไม่พอใจที่เขาคุยเสียงดังก็ลงจากรถไป จากนั้นพระกับคุณป้าก็เริ่มต่อปากต่อคำกัน โดยคุณป้าไม่ได้พูดคำหยาบแต่พระนั้นรัวคำด่าหยาบคายออกมาเป็นชุด เสียงดังลั่นรถเมล์ สร้างความงุนงงให้กับผู้โดยสารคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก

ภายหลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ลงไปในโซเชียล ก็มีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของพระรูปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการแสดงกิริยาท่าทางและคำพูดไม่เหมาะสมกับการเป็นสมณเพศ



ชมคลิปได้ที่
http://video.sanook.com/player/901133/
ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://news.sanook.com/2013258/
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 4 ของทำบุญที่ใช้ประโยชน์ได้แน่นอน รับเข้าพรรษานี้ เมื่อ: มิถุนายน 17, 2016, 09:53:18 AM


4 ของทำบุญที่ใช้ประโยชน์ได้แน่นอน รับเข้าพรรษานี้

อีกเดือนเดียวก็จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่พระสงฆ์จะต้องจำวัดเป็นเวลาราว 3 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะกับการทำสังฆทาน เนื่องจากตลอดระยะเวลานั้นพระสงฆ์จำเป็นต้องใช้ข้าวของหลายอย่าง แต่การเลือกซื้อถังสังฆทานที่วางขายอยู่ทั่วไปนั้น ในบางครั้งของใช้ที่อยู่ในนั้นอาจจะไม่ใช่ของที่พระสงฆ์สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ก็เป็นได้

เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกของสำหรับถวายสังฆทานที่พระสงฆ์สามารถนำไปใช้ได้แน่นอนในช่วงเข้าพรรษา Sanook! จึงแนะนำของใช้ 4 อย่างที่เราการันตีว่านอกจากจะได้บุญแล้ว ผู้รับยังได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย

 ans1 ans1 ans1 ans1

1.แชมพู
เห็นขึ้นต้นมาอย่างนี้ หลายคนอาจขมวดคิ้วสงสัยว่าพระจะต้องการแชมพูจริงๆ เหรอ...คำตอบคือ ใช่ เรายืนยันเลยว่าแชมพูเป็นของอุปโภคที่จำเป็นสำหรับพระจริงๆ เพราะการใช้สบู่ทำความสะอาดหนังศีรษะแทนแชมพูอาจทำให้ผิวแห้งและคันได้ เพราะฉะนั้นต่อให้ปลงผมแล้วก็แต่พระและเณรก็ยังต้องใช้แชมพูอยู่ดี


2. มีดโกน
จดไว้เลยว่ามีดโกนคือของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพระ เพราะต้องใช้ทั้งโกนผม โกนหนวด และโกนคิ้ว ทั้งยังเป็นของที่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อยๆ ไม่ใช่ว่าจะใช้ซ้ำได้นานๆ จากการลองถามคนที่เคยบวชมาแล้ว Sanook! พบว่าหลายคนแนะนำให้ซื้อยี่ห้อขนนก เพราะเป็นยี่ห้อที่ใช้ดีกว่ายี่ห้ออื่นๆ


3. พัดลม
ถึงจะเข้าฤดูฝนแล้วก็ตาม แต่อากาศร้อนก็ยังไม่หนีไปไหน แถมมาพร้อมกับความอบอ้าวอีกต่างหาก ดังนั้น ของทำบุญที่เวิร์กมากอีกอย่างก็คือพัดลมนั่นเอง ข้อดีของพัดลมนอกจากจะเหมาะกับสภาพอากาศแล้ว ยังสามารถใช้งานได้ทันที ได้บุญทันตา เพราะถวายวัดแล้ว ทางวัดก็สามารถเสียบปลั๊กใช้งานได้เลย มีประโยชน์ทั้งสำหรับพระและญาติโยมที่มาทำบุญ นอกจากนี้ พัดลมยังไม่มีอายุการใช้งานจำกัดแบบหลอดไฟที่ถ้าเก็บไว้นานๆ ก็อาจจะเจอปัญหาเปิดไม่ติดเมื่อนำมาใช้

ถ้าจะให้แนะนำแบบเฉพาะเจาะจงอีกนิด ก็อาจจะเป็นพัดลม Koolbot Series ของ Masterkool ที่ช่วยลดอุณหภูมิและไม่กินไฟมาก โดยแทนที่จะถวายสังฆทานแบบเป็นถังหรือพัดลมปกติที่มีอยู่เต็มวัดแล้ว เราอาจจะเพิ่มเงินอีกสักหน่อยแล้วเปลี่ยนเป็นถวายพัดลมไอเย็นแทนแบบเดี่ยวๆ ไปเลยก็เป็นทางเลือกในการทำบุญที่น่าสนใจ


4. น้ำยาทำความสะอาดพื้น
การทำความสะอาดกุฏิถือเป็นกิจอย่างหนึ่งของสงฆ์ เพราะฉะนั้นอย่าลังเลที่จะใส่น้ำยาถูพื้นเข้ามาในถังสังฆทานด้วย เพราะใช้บ่อย ใช้จริง ใช้คุ้ม และใช้หมดแน่นอน จะให้ดีมาเป็นแพ็กเกจคู่พ่วงไม้ถูพื้นด้วยก็ยิ่งได้ประโยชน์แบบครบคู่ คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับของชนิดนี้ก็คือให้พยายามเลือกกลิ่นที่ไม่แรงจนเกินไปจะเหมาะสมกว่า


 :25: :25: :25: :25:

ทั้ง 4 อย่างคือของทำบุญที่ Sanook! แนะนำให้พอเป็นไอเดียเบื้องต้น เราไม่อยากให้ใครทำบุญด้วยความคิดที่ว่าทำบุญแล้วจะซื้ออะไรถวายพระก็ได้ เพราะถวายไปยังไงก็ได้บุญ แต่อยากให้นึกถึงของที่พระสงฆ์จะใช้ได้จริงมากกว่า จะได้เป็นการทำบุญที่ได้ทั้งบุญและประโยชน์อย่างแท้จริง



ขอบคุณบทความจาก
http://women.sanook.com/49413/
83  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรมศาสนาผลักดันเพิ่มชุมชนคุณธรรม เมื่อ: มิถุนายน 17, 2016, 09:48:06 AM



กรมศาสนาผลักดันเพิ่มชุมชนคุณธรรม

กรมการศาสนา ตั้งเป้าเพิ่มชุมชนคุณธรรมอีก70แห่งภายใน3เดือน หวังให้ทุกชุมชนใช้หลักศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เรียนรู้คุณธรรม จริยธรรม พร้อมแนะใช้จำนวนปัญหาของชุมชนที่ลดลงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการทำงาน

วันนี้(16มิ.ย.)นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา(ศน.) กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนชุมชนคุณธรรมภายใต้ พลังบวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 255ว่า กรมการศาสนา (ศน.) ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ องค์การ5 ศาสนา องค์กรเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั่วประเทศ จัดทำโครงการชุมชนคุณธรรมภายใต้พลังบวรเฉลิมพระเกียรติ โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้เชิญชุมชนคุณธรรมต้นแบบ 9 แห่ง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีนี้ ได้ตั้งเป้าหมายขยายชุมชนคุณธรรมเพิ่มขึ้น 70 แห่งภายใน 3 เดือน


 :96: :96: :96: :96: :96:

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การสร้างชุมชนคุณธรรม แต่ละชุมชนจะต้องเกิดความตระหนัก และตอบโจทย์ให้ได้ ว่า แต่ละชุมชน มีหลักศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีศาสนสถาน เป็นศูนย์รวมการจัดกิจกรรม และขอให้ยึดหลักการเรียนรู้ทั้งด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ใน 3 มิติ ได้แก่ ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนาของแต่ละศาสนา น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทย

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมไทยมีสันติสุขในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ชุมชนคุณธรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่ ควรมีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของตนเอง ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และสังคม เพื่อนำไปสู่การกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน เช่น เรื่องพฤติกรรมของคนในชุมชนที่มีการเสพยาเสพติด หรือ การพนัน มีจำนวนลดลงหรือไม่ เพื่อนำมาตอบโจทย์การดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ต่อไป
ย้อนกลับ


ขอบคุณข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/503007
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แอดมิชชั่นติด! สาว ม.6 วังทอง ร้องเพลงแก้บนหน้าพระพุทธชินราช (ชมคลิป) เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 10:09:20 PM



แอดมิชชั่นติด! สาว ม.6 วังทอง ร้องเพลงแก้บนหน้าพระพุทธชินราช (ชมคลิป)

นร.หญิง ม.6 โรงเรียนที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ไปบนกับหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่วัดใหญ่เมืองพิษณุโลก ขอให้แอดมิชชั่นติดม.นเรศวร ที่อยู่ใกล้บ้าน จะได้ประหยัดเงินพ่อแม่ ปรากฏว่าได้จริงๆจึงมาร้องเพลงลูกทุ่งแก้บนกับหลวงพ่อฯ...


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าวิหาร หลวงพ่อพระพุทธชินราชวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ อ.เมืองพิษณุโลก นางสาวฉัตรธริกา ชานสมร นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนบ้านกลางพิทยาคม ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พร้อมกับเพื่อน ได้เดินทางมาร้องเพลงแก้บนต่อหน้าหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่ได้บนไว้ก่อนที่คะแนนแอดมิชชั่นจะประกาศผลว่า ขอให้ตนเองได้เรียนต่อในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้เลือกไว้ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร


สองมือพนมก้มกราบต่อหน้าหลวงพ่อพระพุทธชินราช หลังสมหวังติดแอดมิชชั่น

จุดธูปเทียนไหว้พระ

นางสาวฉัตรธริกา ชานสมร หรือ น้องแทนใจ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ หนูตั้งใจมาแก้บนที่ได้บนไว้ว่า ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็จะมาแก้บนโดยการร้องเพลงหน้าวิหารวัดใหญ่ หน้าหลวงพ่อพระพุทธชินราช เพราะ พระพุทธชินราช เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนพิษณุโลก และที่อยากเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เพราะเป็นมหาวิทยาลัยในฝัน และอยู่ใกล้บ้านด้วย จะช่วยประหยัดรายจ่ายของพ่อแม่

บนเอาไว้ ขอให้ได้เรียนต่อในจังหวัดพิษณุโลก แล้วก็ติดแอดมิชชั่น ม.นเรศวร

ร้องเพลง เขียนฝันไว้ข้างฝา ของ รัชนก ศรีโลพันธุ์ แทนใจของตัวเองที่จะได้สานฝันสร้างอนาคตให้แก่ครอบครัว

"วันนี้ตั้งใจจะมาร้องเพลง เขียนฝันไว้ข้างฝา ของ รัชนก ศรีโลพันธุ์ เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นสื่อแทนใจของหนู ที่จะได้สานฝันสร้างอนาคตให้แก่ครอบครัว" น้องแทนใจ กล่าว

สำหรับ น้องแทนใจ สอบติดในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา พร้อมเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีก 2 คน
โดยในวันนี้เป็นวันที่ต้องไปตรวจร่างกายที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จึงถือโอกาสมาร้องเพลงแก้บนที่วิหารวัดใหญ่ด้วย.



ชมคลิปได้ที่
https://youtu.be/v3UZe8vfzn8
ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/639330
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ขุดพบเศียรพระ อายุกว่า 200 ปี ชาวบ้านแห่ตีเลขเสี่ยงโชค เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 10:02:10 PM





ขุดพบเศียรพระ อายุกว่า 200 ปี ชาวบ้านแห่ตีเลขเสี่ยงโชค

ชาวบ้านใน อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี แห่เข้ากราบไหว้ขอเลขเด็ดจากเศียรพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่มีการขุดพบจากใต้ผิวดิน บริเวณด้านหลังวัดดอนสุทธาวาส คาดมีอายุกว่า 200 ปี

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายนิรุตน์ งามสอาด ชาวบ้าน ต.ปลายนา อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ว่าที่วัดดอนสุทธาวาส (วัดดอนปรู) ต.ดอนปรู อ.ศรีประจันต์ มีการขุดพบเศียรพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่ โดยขณะนี้มีผู้เดินทางมาดูและขอเลขเด็ดกันอย่างเนืองแน่น จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบชาวบ้านจำนวนมากกำลังยืนมุงดูเศียรพระพุทธรูปเนื้อทองเหลือง อายุกว่า 200 ปี ซึ่งถูกนำขึ้นตั้งไว้บนโต๊ะ มีกระถางธูปและดอกไม้ธูปเทียนสำหรับสักการะบูชา ก่อนที่จะมีขบวนกลองยาวของนักเรียนโรงเรียนวัดดอนปรู แห่อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานยังศาลาการเปรียญ เพื่อให้ชาวบ้านที่เคารพเลื่อมใสได้กราบไหว้บูชา



ด้าน พระอธิการวราวุธ ฐิตะเมโธ เจ้าอาวาสวัดดอนสุทธาวาส เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการวัดและชาวบ้าน ได้ประชุมหารือร่วมกันว่าจ้างรถแบคโฮมาตักดินบริเวณด้านหลังวัด เพื่อปรับแต่งพื้นบ่อไว้สำหรับเก็บน้ำไว้ให้ชาวบ้านได้ใช้ ขณะที่คนขับกำลังตักถ่ายดินจากกองดินเพื่อนำไปแต่งบริเวณรอบบ่อ ก็พบฝาครอบโกศทองเหลืองรุ่นเก่า และเศียรพระพุทธรูปสีเหลืองลักษณะคล้ายทอง จึงแจ้งเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัดให้ทราบ

หลังจากเรื่องนี้กระจายออกไป ก็มีชาวบ้านที่ทราบข่าวแห่มาดูพร้อมกับกราบไหว้ขอโชคกันอย่างเนืองแน่น ทั้งนี้จากการตรวจสอบอยางละเอียด พบว่าเศียรพระดังกล่าวมีน้ำหนัก 15 กก. และวัดส่วนสูงได้ 17 นิ้ว เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุกว่า 200 ปี อย่างไรก็ดี หลังจากวัดขนาดและชั่งน้ำหนักเสร็จ ชาวบ้านที่รู้ตัวเลขต่างพากันไปแย่งซื้อลอตเตอรี่ ที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายนำมาขายถึงที่ จนเกลี้ยงแผงไปอย่างรวดเร็ว




ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/regional/502763
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เตือนพระเมินนักธรรม-บาลีศาสนาพุทธไม่รอด เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 09:57:54 PM




เตือนพระเมินนักธรรม-บาลีศาสนาพุทธไม่รอด

ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เตือนพระ-เณร ไม่เรียนนักธรรม-บาลี พระพุทธศาสนาไม่รอดแน่ ชี้เจ้าสำนักเรียน-ศาสนศึกษา-เลขา ตัวจักรสำคัญการศึกษาเจริญรุ่งเรือง

วันนี้ (15 มิ.ย.) ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จัดการประชุมสัมมนาผู้บริหารสำนักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานเปิดการประชุม ว่า การศึกษานั้นดีทุกอย่าง แต่อย่าลืมเรื่องนักธรรม บาลี ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาหลักของพระพุทธศาสนา จึงอยากให้ความสำคัญมากกว่าการศึกษาด้านอื่น เพราะพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ ต้องอาศัยการศึกษานักธรรม บาลี ตราบใดที่ยังคงมีการศึกษานักธรรม บาลี พระพุทธศาสนาก็จะยังคงดำรงอยู่ได้

แต่หากผู้ที่บวชไม่ยอมศึกษานักธรรม บาลี ไปมุ่งเรียนด้านอื่นหมด พระพุทธศาสนาก็จะอยู่ไม่ได้ จะต้องเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน เพราะหากจะเปรียบพระพุทธศาสนาเป็นต้นไม้ นักธรรม บาลี ก็เปรียบเหมือนลำต้นของต้นไม้ การศึกษาด้านอื่นเปรียบเหมือนกิ่งก้าน หากเมื่อใดสูญเสียลำต้น กิ่งก้านก็จะอยู่ไม่ได้ แต่หากสูญเสียกิ่ง ก้าน แต่ลำต้นยังคงอยู่ก็สามารถแตกกิ่งก้านออกมาใหม่ได้


 :25: :25: :25: :25:

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวต่อไปว่า การเรียนนักธรรม บาลี มีบุคคลสำคัญ คือ เจ้าสำนักเรียน เจ้าสำนักศาสนศึกษา ครูใหญ่ และเลขาเจ้าสำนักเรียน ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การศึกษาคณะสงฆ์เจริญรุ่งเรือง ดังนั้นจึงอยากให้มีการสนับสนุนการศึกษานักธรรม บาลี ด้วย

ด้านดร.บุญเลิศ โสภา ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศ. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 400 รูป /คน และหวังว่าผู้เข้ารับการอบรมจะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม สนองงานการศึกษาเชิงรุก สอดคล้องนโยบายของคณะสงฆ์ และรัฐบาล



ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/502732
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พบ "โบสถ์มหาอุตม์" อายุกว่า 100 ปี สร้างจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เสนอกรมศิลป์บูรณะ เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 09:55:15 PM





พบ "โบสถ์มหาอุตม์" อายุกว่า 100 ปี สร้างจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เสนอกรมศิลป์บูรณะ

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่วัดน้ำปาด บ้านน้ำปาด หมู่ที่ 2 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีโบสถ์เก่าที่ทรงคุณค่า สร้างจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในสมัยอดีต และมีจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อของคนในสมัยนั้น เป็นที่น่าศึกษาและอนุรักษ์ไว้

 ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปยังวัดดังกล่าว เมื่อไปถึงพบโบสถ์ดังกล่าวตั้งอยู่ภายในวัด มีสภาพทรุดโทรมตามการเวลา โดยทางวัดได้ซ่อมแซมบ้างส่วน โดยสร้างหลังคาสังกะสีคลุมไว้เพื่อกันแดดกันฝน และพบว่านกที่บินไปมาอาจทำให้จิตรกรรมฝาผนังเสียหาย นอกจากนี้ ทางวัดยังนำเหล็กมาขึงมัดกันโบสถ์พังลงมาอีกด้วย

 พระอธิการสมชาย เจ้าอาวาสวัดน้ำปาด กล่าวว่า โบสถ์ดังกล่าวเป็นโบสถ์มหาอุตม์ ซึ่งจะมีทางเข้าประตูเดียว แต่โบราณพระภิกษุสงฆ์มักจะมาสวดมนต์ภายในอุโบสถเป็นประจำ และเชื่อว่าจะท่องจำวิชาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตั้งแต่อาตมาได้มาจำวัด และเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนี้ เมื่อสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่าอายุน่าจะมากกว่า 100 ปี ภายในอุโบสถจะมีพระประธานรูปหล่อสำเริด เป็นที่สักการะของคนในหมู่บ้าน และโดยรอบทั้งด้านในและด้านนอกจะมีจิตรกรรมที่วาดโดยช่างพื้นบ้าน เป็นเรื่องราวการทำความดีความชั่ว ความเชื่อของชาวบ้าน และวิถีชาวบ้านในยุคนั้น อาทิ การทำบาปจะตกนรก ภาพรถไฟกรุงเทพชียงใหม่ เป็นต้น สร้างความน่าสนใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก




เจ้าอาวาสวัดน้ำปาด กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของโบสถ์หลังนี้อยู่ที่การก่อสร้าง ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่สร้างโบสถ์ โดยนำอิฐในพื้นที่มาก่อสร้างไม่ใช้เหล็ก ไม่มีเสา ทำให้เมื่อกาลเวลาผ่านไปตัวโบสถ์ก็เริ่มทรุดโทรมตามธรรมชาติ แต่ทางวัดก็พยายามบูรณะ โดยสร้างหลังคาคลุมเพื่อกันแดดกันฝน และใช้เหล็กมามัดขึงรอบโบสถ์กันโบสถ์พัง และช่วงที่ผ่านมาได้ติดต่อผ่านทางวัฒนธรรมอำเภอให้ช่วยเข้ามาบูรณะ โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างนำเรื่องไปปรึกษากับทางสำนักศิลปากรที่ 6 ในการหาวิธีที่จะบูรณะซ่อมแซมโบสถ์ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับบ้านน้ำปาดต่อไป




ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1465992425
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘มส.-พศ.’ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลศพสมเด็จวัดสุทัศน์ เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 09:51:10 PM



‘มส.-พศ.’ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลศพสมเด็จวัดสุทัศน์

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ศาลาเศรษฐีทอง วัดสุทัศนเทพวราราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลศพ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม อดีตกรรมการ มส.โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการ พศ.เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมีพระเถรานุเถระ พร้อมด้วยผู้บริหาร พศ.ร่วมพิธี




ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/175582
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พบแล้วพานทองคำหนัก 42 บาท! ที่อ้างหายจากองค์ธาตุพนม แต่ยกแล้วเบาหวิว เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 09:37:43 PM




พบแล้วพานทองคำหนัก 42 บาท! ที่อ้างหายจากองค์ธาตุพนม แต่ยกแล้วเบาหวิว

นครพนม - พบแล้วพานทองคำหายจากองค์พระธาตุพนม มีผู้นำมาวางไว้หลังตู้เหล็กริมรั้ววัด เผยอาจไม่ใช่พานทองคำแท้ตามที่โม้ว่าหนักถึง 42 บาท เพราะน้ำหนักเบาเหลือเกิน
       
       จากกรณีหลวงปู่ภูพาน แห่งวัดโนนสวรรค์ อ.เมือง จ.สกลนคร ออกมาเปิดเผยต่อสื่อโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้วัดพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตรวจสอบกรณีมีผู้อ้างว่าได้นำพานทองคำน้ำหนัก 42 บาท ซึ่งเป็นของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ชาว จ.สกลนคร อ้างว่าเป็นพานบายศรีใช้ต้อนรับอาคันตุกะและราชวงศ์สำคัญในโอกาสมาเยือนตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร เมื่อปี 2539 นำมาบรรจุถวายไว้ในองค์พระธาตุพนม ก่อนอันตรธานหายไปไร้ร่องรอย จึงขอให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลทางสื่อออนไลน์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
       
       ความคืบหน้า วันนี้ (15 มิ.ย.) เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมจุดทวนสัญญาณวัดพระธาตุพนม พระศรีวิสุทธิเมธี ปุตฺตวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม รองเจ้าคณะอำเภอธาตุพนม พระครูปรีชาพนมกร เลขานุการเจ้าอาวาสวัดฯ พ.ต.อ.วัชรพงษ์ ฉายวัฒนะ ผกก.สภ.ธาตุพนม, พ.ต.ท.อุทัย ตันงาม รอง ผกก.สส.สภ.ธาตุพนม พร้อมนายสุพจน์ ผิวดำ ปลัดอำเภอธาตุพนม ในฐานะฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจวัด และไวยาวัจกรวัดกว่า 20 คน ได้ร่วมกันประชุมสรุปแนวทางค้นหา หลังพานทองคำหายไปในองค์พระธาตุพนม ใช้เวลาประชุมเคร่งเครียดนานกว่า 3 ชั่วโมง

       

       อย่างไรก็ตาม ขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวกำลังถ่ายภาพบริเวณฐานองค์พระธาตุพนมอยู่นั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแจ้งว่าพบพานทองคำแล้ว โดยมีผู้นำมาวางไว้บริเวณประตูทางออกทิศใต้ของวัด หลังมีผู้แจ้งผ่านตำรวจ 191 พ.ต.ท.อุทัย ตันงาม รอง ผกก.สส.สภ.ธาตุพนม จึงได้เดินไปหยิบพานทองคำที่หายไป วางอยู่บนพานทองเหลืองมีผ้าขาวห่อหุ้มไว้ จึงแกะออกมาตรวจสอบเทียบเคียงกับภาพถ่าย พบว่าเป็นพานซึ่งอ้างว่าเป็นพานทองคำที่หายจริง วางอยู่บนตู้เหล็กกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยของวัด
       
       พ.ต.ท.อุทัยกล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพานที่อ้างว่าเป็นพานทองคำน้ำหนัก 42 บาท มีน้ำหนักเบามาก อาจไม่ใช่ทองคำแท้ทั้งหมดและอาจเป็นการเคลือบทองคำในส่วนพานชั้นใน คาดว่าคนนำเอามาวางไว้อาจจะเกรงกลัวความผิด จึงโทรศัพท์แจ้งให้สายตรวจ 191 ทราบก่อนนำมาวางไว้ที่จุดดังกล่าว
       
       เบื้องต้นจึงจะนำไปบันทึกลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมตรวจสอบว่าผู้ที่มาขโมยไปและนำเอามาคืนในภายหลัง มีจุดประสงค์อย่างไรแน่ชัด เพื่อเร่งสืบสวนสอบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

       ด้านพระศรีวิสุทธิเมธีกล่าวว่า เบื้องต้นจะทำบันทึกรายงานต่อพระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม และเจ้าคณะจังหวัดนครพนม หลังมีผู้นำพานทองคำมาคืนริมรั้ววัด เพื่อจะได้แจ้งประสานให้ผู้นำพานมาถวายได้รับทราบข้อมูลต่อไป

       



ชมคลิปได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=oBnWWfG78hw
ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000059888
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ช่วยคณะสงฆ์รามัญกันเถอะ.? เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 12:45:35 PM





ช่วยคณะสงฆ์รามัญกันเถอะ.?

หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าใน ประเทศเมียนมาร์ มี “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ยังคงดำรงและขับเคลื่อนในการเผยแผ่พุทธศาสนาตามฉบับรามัญอยู่ยังต่อเนื่อง หรือแม้กระทั้ง ประเทศไทย เราเองก็มี


หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าใน ประเทศเมียนมาร์ มี “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ยังคงดำรงและขับเคลื่อนในการเผยแผ่พุทธศาสนาตามฉบับรามัญอยู่ยังต่อเนื่อง หรือแม้กระทั้ง ประเทศไทย เราเองก็มีทั้ง “คณะสงฆ์ธรรมยุตรามัญ” หรือแม้กระทั้งคณะสงฆ์มหานิกายที่มีเชื้อรามัญ ที่พยายามคงไว้ในการสวดแบบฉบับรามัญ

อดีต ประเทศไทย เคยมี “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” และได้ถูกยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเนื่องด้วยเหตุผลวัตรปฎิบัติคล้ายๆ กันกับคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ที่มีต้นตอกำเนิดมาจากรามัญหรือมอญเหมือนกัน แต่เหตุผลสำคัญหากอ้างถึงพระลิขิต ที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสนอให้ยุบเลิก “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” คือ

“…เห็นว่าการเล่าเรียนของภิกษุสามเณรรามัญเสื่อมลง...การที่อนุญาตให้แปลในภาษารามัญนั้น ไม่เป็นไปเพื่อเจริญความรู้แห่งพวกรามัญเลย ฝ่ายเราก็จัดการบำรุงไม่ถนัด ฝ่ายเขาก็ไม่สามารถพอจะบำรุงความรู้ของพวกตนเอง แลเป็นเหตุไม่ให้พวกรามัญเอาใจใส่ภาษาสำหรับบ้านเมือง...”

แม้ลายพระหัตถ์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ระบุไว้เช่นนั้น แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าน่าแปลกที่ “จีนนิกาย” และ “อานัมนิกาย” (เวียดนาม) ยังคงดำรงอยู่ได้ในสังคมไทยตราบจนปัจจุบัน



แม้ “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” จะถูกยุบไป ปัจจุบันยังมีวัดรามัญหรือวัดมอญ ทั้งของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย และมหานิกาย ตามชุมชนคนไทยเชื้อสายรามัญหลายวัด ก็ยังคงรักษาการทำวัตรเย็น วัตรเช้า และสวดแบบฉบับรามัญตามปกติ

และที่สำคัญการอนุรักษ์ สืบสานสิ่งเหล่านี้ ตอนนี้มีองค์กรรามัญ หรือมอญองค์กรหนึ่งชื่อ “มูลนิธิรามัญรักษ์” ซึ่งเป็นการรวมตัวของพระสงฆ์ไทยเชื้อสายรามัญ และคนไทยเชื้อสายรามัญกลุ่มหนึ่งพยายามเดินสายลงไปตามชุมชนมอญต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เห็นคุณค่า และนำอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งศิลปวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย ประเพณี การละเล่น กลับมาฟื้นฟู และสืบทอดต่อไป ผ่านแนวคิดที่ว่า “นำผีมอญกลับบ้าน”

หรือแม้แต่ “คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย” ซึ่งมีพระสงฆ์ไทยเชื้อสายรามัญอยู่จำนวนมาก บางรูปก็ประกาศตัวว่าเป็นรามัญ บางรูปก็ไม่ประกาศตน (ไม่รู้กลัวอะไร) ท่านตั้งกลุ่มวัดของท่านเอง ประมาณ 30 - 40 วัด จะจัดประชุมกันในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ แถวๆ วัดปทุมธานี ก็เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน วัฒนธรรมประเพณี การสวดมอญตามแบบฉบับของพระธรรมยุตรามัญ

ส่วน “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ใน ประเทศเมียนมาร์ มีวัดอยู่ประมาณ 1,000 วัด มีพระสงฆ์อยู่ประมาณ 10,000 รูป มีการเรียนการสอนบาลีอย่างเข้มแข็ง การสอนการสอบบาลี ทุกอย่างเป็นภาษามอญทั้งหมด และที่สำคัญเป็นคณะสงฆ์ชาติพันธุ์เดียวที่รัฐบาลเมียนมาร์ ให้ยอมรับและรับรองในการสอบ ซึ่งปีนี้ครบ 100 ปีพอดี

ความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์ประเทศอื่นๆ ที่ผ่านมา “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ไม่ได้ออกสู่สังคมโลกภายนอกมากนัก อาจเป็นเพราะมีปัญหาด้านภาษาและบริบทของสังคมใน ประเทศเมียนมาร์



ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาส ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายรามัญกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น “มูลนิธิรามัญรักษ์” หรือพระสงฆ์รามัญที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย พยายามเชื่อมโยงให้ “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” มีความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์ไทยทั้ง 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ในฐานะทั้ง 2 สถาบันแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในทางพระพุทธศาสนาที่คณะสงฆ์ทั่วโลกยอมรับ

อย่างเช่น เมื่อวันที่ 21 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ได้ส่งพระภิกษุจำนวน 11 รูป ฆราวาสจำนวน 4 คน มาอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการองค์กร ณ สถาบันบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการขับเคลื่อนการทำงาน และเพื่อเตรียมพร้อมเปิด มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาในรัฐมอญ ประเทศเมียนมาร์ อีกด้วย

หรือแม้กระทั้งงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 22 - 23 พฤษภาคม 2559ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ก็เดินทางมาร่วมด้วย 15 รูป

เท่าที่คุยกับ “คณะสงฆ์รามัญ” ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์ไทยเชื้อสายมอญ หรือสงฆ์รามัญขนานแท้ ความผิดพลาดสำคัญที่ทำให้คณะสงฆ์เชื้อสายรามัญกำลัง “จะสูญสิ้น” คือ ไม่ได้สร้างศาสนทายาท เพราะมัวแต่ไปหาเงิน “สร้างศาลา สร้างโบสถ์” สุดท้ายวัดบางวัดก็ร้างไป วัดบางวัดก็จำต้องเอาคนต่างถิ่นมาเป็นเจ้าอาวาส หรือเจ้าอาวาสรามัญบางแห่งก็ “ไม่เอามอญหรือรามัญ” ไม่มีการสวดภาษารามัญ ไม่อนุรักษ์ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมแบบรามัญๆ



เมื่อศูนย์กลางชุมชน หมู่บ้าน คือ วัด คือ เจ้าอาวาส ไม่อำนวยความสะดวก ทอดทิ้งธุระที่ควรจะทำ สุดท้ายสิ่งดีงามของชุมชน ของหมู่บ้านก็หายไปหมด เหลือแต่ “ไทยก็ไม่ใช่ รามัญก็ไม่เชิง” ชุมชนไปทาง เจ้าอาวาสไปทาง ศูนย์กลางชุมชน คือ “วัด” ตอนนี้บางแห่งจึง “บรรลัย” อย่างที่เห็นนี้แหละ

และลักษณะนี้ไม่ใช่ชุมชน หมู่บ้านรามัญอย่างเดียว เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย เพราะบางแห่งเจ้าอาวาสมาจากไหนก็ไม่รู้มาเป็นเจ้าอาวาส หรือบางวัดแม้เจ้าอาวาสจะเป็นลูกหลานคนในชุมชน แต่ก็ “ไม่เอาชาวบ้าน” ส่วน “คณะสงฆ์รามัญ” ที่ ประเทศเมียนมาร์ เท่าที่ทราบ “เจ้าอาวาส” คือทุกอย่างของชุมชน สามารถ “ตำหนิ ด่าชาวบ้าน” ได้

เจ้าอาวาสบางท่านอาจจะบ่นว่า “ เปรียญ 10” ว่าพระเกินไปหรือเปล่า มีอคติต่อพระสงฆ์หรือไม่ รู้หรือเปล่า เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่สร้างศาสนทายาทเลย คนบวชเพื่อจำพรรษาแทบไม่มี หรือบางคนบวชจำพรรษา แต่ให้มันรอรับกฐิน แค่นี้มันก็ทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่สำคัญเวลาไปบอกบุญโยมถวายทุนสร้าง “คน” นี่โยมไม่ค่อยให้หรอก เพราะคนไทยชอบสร้างอิฐ สร้างปูน มากกว่าสร้าง “คน” เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า ซ้ำบางคนก็มองว่า ไปส่งเรียนทำไม ไม่ใช่ลูกหลานเรา ส่วนเหตุผลอาตมาไม่ค่อยอยู่วัด เพราะต้องไปบอกบุญ หากรอแต่เงินชาวบ้านมา สร้างศาลา สร้างโบสถ์ คงไม่ไหวหรอก



ก็จริงของท่านนะ หากท่านตอบมาแบบนี้ เพราะเวลาท่านไป “ขอตำแหน่ง ขอสมณศักดิ์” จะต้องส่งผลงานการก่อสร้างไปด้วยว่า “สร้างอะไรไปแล้วบ้าง” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะได้ตำแหน่งครองสมณศักดิ์ แต่ระยะ 15 - 20 ปีนี้ ต้องกราบขอบพระคุณแนวคิดของ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ที่พระภิกษุรูปใดจะขอสมณศักดิ์ ต้องมีผลงานมอบทุนให้กับพระภิกษุ - สามเณร และเด็กนักเรียนในชุมชนแนบมาด้วย ขอกราบๆ

สุดท้ายกลับมาที่ “คณะสงฆ์รามัญ” ไม่ว่าจะเป็น “คณะสงฆ์ธรรมยุตรามัญ” ใน ประเทศไทย หรือ “คณะสงฆ์รามัญนิกาย” ใน ประเทศเมียนมาร์ หากมองในภาพรวม ความอยู่รอดและความมั่นคงของท่าน คือ ความเจริญก้าวหน้าและความอยู่รอดของ “พระพุทธศาสนา” พวกเราๆ ท่านๆ คงจะต้องช่วยกันคนละไม้คนมือ ในการ “พยุง” ท่านขึ้นมา เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคณะสงฆ์ไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา หรือชาติไหน พวกเราก็คือ “ลูกพระพุทธเจ้าเหมือนกัน”



คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” riwpaalueng@gmail.com...
ขอบคุณภาพและบทความจาก : http://www.dailynews.co.th/article/502585
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา ชาวบ้านอยุธยาพบพระพุทธรูปโบราณ 2 องค์ ยุคต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 12:38:14 PM





ฮือฮา ชาวบ้านอยุธยาพบพระพุทธรูปโบราณ 2 องค์ ยุคต้นรัตนโกสินทร์

ชาวบ้านแตกตื่นพบพระพุทธรูปโบราณเนื้อทองคำ 2 องค์ที่อยุธยา โดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและตำรวจ เข้าตรวจสอบพบเป็นเพียงเนื้อปูนปั้น และสร้างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเลียนแบบพระสมัยอยุธยา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 มิถุนายน  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูอนุกูลศาสนกิจ เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูวดิท ชนะคชภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึง นางศาริสา จินดาวงษ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้าตรวจสอบพระพุทธรูปโบราณ 2 องค์ที่วัดป่าโค ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากพระอธิการยอดชาย สุนทโร อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าโค พร้อมด้วยพระสงฆ์ ชาวบ้าน และช่าง เข้าไปซ่อมแซมวิหารและไปพบพระพุทธรูปโบราณเป็นปูนปั้น แต่เชื่อว่าด้านในเป็นพระเนื้อทองคำ ด้วยเพราะว่าองค์พระมีความหนักมากกว่าพระพุทธรูปทั่วไป โดยได้มีการเคลื่อนย้ายเข้ามาเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถที่ปลอดภัยกว่า

 :25: :25: :25: :25:

นายปรีชา ดอกไม้เทศ อายุ 74 ปี ช่างปูนปั้นพระอุโบสถจาก อ.ผักไห่ ซึ่งเข้ามาดำเนินการซ่อมแซมวิหารวัดป่าโค เปิดเผยว่า เมื่อเย็นวานนี้ทางวัดต้องการย้ายพระพุทธรูปปูนปั้น 2 องค์ ทาสีขาวทั้งองค์ ที่ตั้งอยู่บนแท่นหน้าพระประธานในวิหารหลวงพ่อขาว ด้วยกีดขวางการก่อสร้าง คนงานเข้าไปยกพระทั้ง 2 องค์ แต่พบว่าหนักมาก โดยแต่ละองค์ถึงจะไม่ใหญ่ แต่ก็ต้องใช้คนงานถึง 4 คนยกในแต่ละองค์ และพบว่าตรงสีที่ลอกหลุดออกมาเห็นว่าด้านในองค์พระน่าจะเป็นเนื้อโลหะอะไรสักอย่าง แต่ชาวบ้านก็พูดกันไปว่าอาจเป็นพระเนื้อทองคำโบราณ หรือทองลูกบวบ ภายหลังตรวจสอบนานกว่า 1 ชั่วโมง

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เปิดเผยว่า พระพุทธรูปองค์แรก เป็นพระเนื้อปูนทั้งองค์ ปางสมาธิขนาดหน้าตัก 21 นิ้ว และองค์ที่ 2 เป็นพระปูนปั้นทั้งองค์ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 17 นิ้ว โดยทำจากช่างพื้นบ้าน ประมาณต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปะต้องการเลียนแบบพระพุทธรูปสมัยอยุธยา



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/173019
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สั่งงดเข้าชมภายในองค์พระธาตุพนม หลัง ”พานทองคำ” หาย เมื่อ: มิถุนายน 15, 2016, 12:31:41 PM





เผยภายในองค์พระธาตุพนม คลังสมบัติโบราณสีทองอร่าม เต็มไปด้วยสิ่งของล้ำค่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สั่งงดเข้าชมหลัง”พานทองคำ”หาย

เผยภายในเจดีย์พระธาตุพนม คลังสมบัติโบราณสีทองอร่าม เต็มไปด้วยสิ่งของมีค่า ทั้งพระธาตุ สิ่งศักดืสิทธิ์ แก้วแหวนเงินทอง พระพุทธรูป ล่าสุดสั่งงดชมในองค์พระธาตุ หลังมีข่าวพานทองคำหาย

วัดพระธาตุพนม สั่งงดเข้านมัสการภายในองค์พระธาตุพนม หลังมีข่าววุ่นพานทองคำหาย เร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้านนายกเล็ก ทต.ธาตุพนม เชื่อไม่สูญหาย อาจมีการเคลื่อนย้ายที่เก็บ ยืนยันไม่มีใครกล้าขโมย ศักดิ์สิทธิ์จริง เตรียมจัดระเบียบงดเข้าชมภายในถาวร

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้ากรณี มีกระแสข่าวเกี่ยวกับพระชื่อดัง หลวงปู่ภูพาน วัดโนนสวรรค์ (ภูดินแดง) บ้านโนนสวรรค์ ต.พังข้าง อ.เมือง จ.สกลนคร ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูล เพื่อเรียกร้องให้ทางวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง ออกมาตรวจสอบ โดยระบุว่า มีพานทองคมลงยาทองคำ ประมาณ 42 บาท ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เคยนำไปใช้ในพิธีต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ของราชวงศ์ไทย ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร ได้สูญหายไป หลังจากได้นำเข้าไปถวายเก็บรักษาไว้ภายในองค์พระธาตุพนม เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าไปสักการบูชา แต่ไม่พบพานทองคำที่นำเข้าไปเก็บรักษาไว้ พร้อมประสานไปยังทางวัดเพื่อตรวจสอบ แต่ยังไม่พบว่า พานทองคำ ดังกล่าว เก็บรักษาไว้ที่ไหน จึงต้องการให้มีการตรวจสอบ และเพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาทรัพย์สินมีค่าภายในองค์พระธาตุพนม เกรงว่าจะมีการสูญหาย เนื่องจากปัจจุบันมีการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปกราบสักการะถึงภายในองค์พระธาตุพนมบ่อยครั้ง

ล่าสุดทางด้าน พระครูพนมปรีชากร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้หารือประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับหลักฐานข้อมูลการเก็บรักษาพานทองคำ เพื่อไม่ให้สร้างความเสื่อมเสียกับทางวัด พร้อมออกคำสั่งให้งดเปิดให้บุคคลภายนอกเข้านมัสการ ชมภายในองค์พระธาตุพนม จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และจะได้มีการเพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากขึ้น โดยในส่วนของการนำพานทองคำ มาเก็บรักษาไว้ภายในองค์พระธาตุพนม เบื้องต้นจากการตรวจสอบ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีการนำมาเก็บรักษาไว้ ตามความเชื่อความศรัทธา จริง แต่ภายหลังอาจมีการเคลื่อนย้ายไปเก็บในที่เหมาะสม และอาจจะหาไม่พบ เพราะภายในมีสิ่งของมีค่า รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากที่นำมาเก็บรักษาไว้ แต่จะไม่มีการลงทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะในการนำมาถวายส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละบุคคล แต่หากมีการสูญหายจริง จะต้องมีการตรวจสอบหาตัวผู้กระทำผิด และวางระเบียบหาทางป้องกันแก้ไขในระยะยาว ซึ่งจะต้องรอการตรวจสอบหาความชัดเจน จากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง



ด้าน นายขจรศักดิ์ นิตชิน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นคพรนม ออกมาเปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการดูแลวัดพระธาตุพนม รวมถึงเป็นคนธาตุพนมโดยกำเนิด ยังมีความเชื่อมั่นว่า พานทองคำ ที่เป็นข่าวว่าหายไปยัง ยังอยู่ภายในวัด เพราะภายในองค์พระธาตุพนม ที่มีพื้นที่เก็บรักษาทรัพย์สิน ของมีค่า รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จำนวนถึง 5 ชั้น รวมถึงพระอุรังคธาตุ หรือกระดุกส่วนหน้าอก ของพระพุทธเจ้า ในชั้นที่ 4 -5 โดยทรัพย์สินมีค่าส่วนใหญ่ จะมาจากความเคารพศรัทธา ความเชื่อ จึงได้นำมาถวายเพื่อเก็บรักษา เชื่อว่าจะเป็นบุญกุศล รวมถึงเป็นบุญบารมี บางคนมีเอาทองคำรูปพรรณมาถวายน้ำหนักมากถึง 400 บาท ซึ่งจะนำเข้าไปเก็บรักษาไว้ภายในองค์พระธาตุพนม แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐานหรือลงทะเบียน เพราะเป็นเรื่องความศรัทธา และมอบให้เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องของวัดดูแลรักษา

ที่สำคัญในเรื่องการเก็บรักษาส่วนใหญ่ไม่มีความกังวลเพราะเชื่อว่า ความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงความเคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะคิดมาลักขโมย เพราะเชื่อในบาปบุญคุณโทษ อีกทั้งในอดีตที่ผ่านมา เคยมีบุคคลคิดไม่ดี นำสิ่งของมีค่าในวัดออกไป รวมถึงมีเรื่องราวเหลือเชื่อเกิดขึ้นในอดีตเมื่อครั้ง พระธาตุพนมล่ม ปี 2518 มีคนนำเอาก้อนอิฐ ก่อนดิน รวมถึงสิ่งของออกไปจากวัด ยังมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้น ทำให้เจ็บป่วย และมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น จนต้องนำมาส่งคืน เช่นกันในเรื่องพานทองคำ ตนเชื่อว่าหากมีคนนำไปจริง คงไม่นานจะได้กลับคืน เป็นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ที่หลายคนไม่เชื่อ แต่ส่วนตัวนั้นไม่เคยลบหลู่ อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดปัญหาจะต้องหาทางพุดคุยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการจัดระเบียบในการดูแลเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เพราะช่วงหลังต้องยอมรับว่ามีการเกิดให้คนเข้าไปสักการะบูชาภายในบ่อยครั้ง เพราะอยากให้คนที่เคารพศรัทธาได้ใกล้ชิด แต่ทุกครั้งมีระเบียบขั้นตอน และเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดตลอด ซึ่งไม่เคยเกิดปัญหามาก่อน โดยจะต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบไม่ให้วัดเสื่อมเสีย และยังเชื่อมั่นว่า พานทองคำ ดังกล่าวยังอยู่ภายในวัด


ภายในพระธาตุ

สำหรับองค์พระธาตุพนม ตั้งอยู่ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพศรัทธาทั้งชาวไทย ชาวลาว รวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 7 พระธาตุประจำวันเกิด ที่เป็นเส้นทางท่องเที่ยว ในพื้นที่ จ.นครพนม ซึ่งองค์พระธาตุพนม จะเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของผู้ที่เกิดปีวอก โดยจากตำนานพระธาตุพนม ในอุรังคนิทาน ระบุไว้ว่า เมื่อครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จมาประทับที่ภูกำพร้า หรือที่ตั้งองค์พระธาตุพนม ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ เมื่อนิพพานไปแล้ว พระสาวกจะนำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ รวมถึงพระองค์ด้วย ทำให้ภายหลังต่อมาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นการเริ่มต้นปีพุทธศักราช จนกระทั่งเมื่อประมาณ ปี พุทธศักราช 8 ในยุคอาณาจักรศรีโคตรบูร เจริญรุ่งเรือง โดยพระมหากัสปะ พร้อมด้วย พระอรหัน 500 องค์ ได้นำก่อสร้างพระธาตุพนม ขึ้น เพื่อนำพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ ภายใน เพื่อเป็นที่สักการบูชา ของพุทธศาสนิกชน และมีการบูรณะซ่อมแซมมาถึงปัจจุบัน

จนกระทั่งเมื่อปี 2518 ได้เกิดเหตุการณ์พระธาตุพนมถล่ม เพราะเกิดพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน แต่สิ่งที่ไม่คาดคิด นอกเหนือจากความสูญเสีย กับเป็นความโชคดีที่พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสพบเห็น โบราณวัตถุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงหลักฐานตำนานพระอุรังคธาตุ ที่บรรจุไว้ภายใน จนได้มีการบูรณะซ่อมแซมสร้างพระธาตุพนมขึ้น คงอยู่มาถึงปัจจุบัน ซึ่งในการก่อสร้างลักษณะสถาปัตยกรรม รูปสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ มีซุ้มซ้อนกัน 3 ชั้น ลดหลั่นลงมาจนถึงองค์สถูป ที่มีการตกแต่งลวดลายพุทธประวัติที่สวยงาม ภายในมีการแบ่งออกเป็น 7 ชั้น เพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัตถุโบราณ มีความสูงจากฐาน ประมาณ 57 เมตร ฐานกว้าง ประมาณ 12 เมตร ซึ่งภายหลังการบูรณะแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ เป็นประธานประกอบพิธีบรรจุ พระอุรังคธาตุ เมื่อปี 2522 ถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวไทย และชาวต่างชาติ เชื่อกันว่า ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องสักการะบูชาหน้าองค์พระธาตุพนม จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ เมื่อตายแล้ววิญญาณก็จะได้ไปสู่สวรรค์ ทำให้มีพุทธศาสนิกชน เคารพศรัทธา บางคนยอมเอาทรัพย์สินมีค่ามาถวายไว้ภายในองค์พระธาตุพนม ตามความเชื่อว่า เป็นการเสริมบุญบารมี



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/174332
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไม่แก้กฎหมายสงฆ์ มส.ยันของเดิมดี เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 09:41:05 PM




ไม่แก้กฎหมายสงฆ์ มส.ยันของเดิมดี

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่วัดไร่ขิง จ.นครปฐม มหาเถรสมาคม (มส.) ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ประจำปี 2559 มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานพร้อมกล่าว เปิดการประชุม ว่า มส.ตั้ง เป้าหมายให้พระสังฆาธิการได้ทบทวนนโยบายของคณะสงฆ์ รวมถึงข้อกฎหมายบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องในการใช้บริหารวัดและกิจการพระพุทธศาสนาด้านต่างๆให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กล่าวบรรยายเรื่องปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ มติ มส. และกฎหมายที่สำคัญว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ใช้มากว่า 54 ปี เหตุที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ เนื่องจากเป็นกฎหมายการปกครองที่ดี ไม่เหมือนกับกฎหมายเรื่องอื่นๆที่ใช้เพียง 2-3 ปี ก็มีการแก้ไข นอกจากนี้ตามที่ มส.ได้แต่งตั้งตนเป็นประธานปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ด้านการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งเมื่อดูอำนาจหน้าที่ที่ มส. มอบมา ไม่ได้ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แต่ มส.ต้องการให้ดูแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้พระภิกษุ สามเณรในการปกครอง ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อให้นำมาซึ่งความศรัทธาของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลร่วมกับคณะสงฆ์เดินหน้าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนามาถึงระยะที่ 2 และจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ในปี 2560 เมื่อถามถึงความคืบหน้าในเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายอยู่.


โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มิ.ย. 2559 05:15
ขอบคุณภาพข่าวจาก http://www.thairath.co.th/content/638236
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘หลวงปู่ภูพาน’ ทวงถาม "พานทองคำล้ำค่า" ถวายไว้ที่พระธาตุพนม หายไปไหน เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 09:29:10 PM



‘หลวงปู่ภูพาน’ทวงถาม พานทองคำล้ำค่า ถวายไว้ที่พระธาตุพนม หายไปไหน

นอภ.ธาตุพนม เตือนอย่าแตกตื่น อย่าเพิ่งแชร์ ​หลังพระดังออกมาเปิดเผยพานทองคำน้ำหนัก 42บาทที่ถวายไว้ที่วัดพระธาตุพนมเคยใช้ในพิธีสำคัญต้อนรับควีนเอลิซาเบธฯ หายอย่างไร้ร่องรอย ขอเวลาตรวจสอบก่อนอาจจะซุกอยู่ เพราะของที่นำมาถวายมีมาก...

วันที่ 14 มิ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จ.นครพนม ได้มีกระแสข่าวภายหลังพระชื่อดัง หลวงปู่ภูพาน วัดโนนสวรรค์(ภูดินแดง) บ้านโนนสวรรค์ ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเรียกร้องให้ทางวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง ออกมาตรวจสอบ โดยระบุว่า มีพานทองคำลงยา น้ำหนักทองคำ ประมาณ 42 บาท ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ที่เคยนำใช้เป็นพานบายศรีสู่ขวัญ ในพิธีต้อนรับพระราชอาคันตุกะ เมื่อปี 2539 ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิปป์ แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จเยือน จ.สกลนคร อย่างเป็นทางการ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณีกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร


หลวงปู่ภูพาน วัดโนนสวรรค์(ภูดินแดง)

ทั้งนี้ พานทองคำดังกล่าว ถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของชาวสกลนคร แต่หลังจากได้นำเข้าไปถวายและเก็บรักษาไว้ภายในองค์พระธาตุพนม เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุด เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เข้าไปสักการะ แต่ไม่พบพานทองคำที่นำเข้าไปเก็บรักษาไว้ จึงประสานสอบถามไปทางวัด แต่ยังไม่มีคำตอบให้ จึงออกมาเปิดเผยข้อมูล เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด นายอติชาต อุณหเลขกะ นายอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภายหลังทราบข่าว ได้มีการประสานงานไปยังทางวัด รวมถึงตำรวจ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อจะได้มีการประชุมหารือตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยยังมั่นใจว่าทรัพย์สินสิ่งของภายในองค์พระธาตุพนม จะไม่หายไปไหน รวมถึงพานทองคำ ตามที่เป็นข่าว


พานทองคำลงยา น้ำหนักทองคำ ประมาณ 42 บาท สูญหาย จนท. บอกอาจซุกอยู่ภายในพระธาตุพนม ขอเวลาตรวจสอบ

"อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า ปกติในการนำทรัพย์สิน สิ่งของมีค่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเงินทอง สร้อยทองคำ และทรัพย์สินที่มีค่ามา ที่มาจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ที่มีจิตศรัทธานำมาถวาย จะถูกนำเข้าไปเก็บรักษาไว้ภายในองค์พระธาตุพนม ที่มีทั้งหมด 5 ชั้น โดยในชั้นที่ 1-3 ใช้บรรจุเก็บรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งของมีค่า ส่วนชั้นที่ 4 ที่ 5 บรรจุพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้าไว้ภายใน แต่ในการที่พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาจะนำมาถวายองค์พระธาตุ เพื่อสร้างบุญกุศลบารมี เป็นความเชื่อ จะไม่มีการบันทึกหรือลงทะเบียนเป็นหลักฐาน หากใครศรัทธาก็สามารถนำมาวางเก็บไว้ ทำให้ยากในการตรวจสอบ หรือยืนยันได้ว่าหายไปไหน แต่อาจจะมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่ง ในช่วงการบูรณะ ที่จะต้องมีการตรวจสอบโดยละเอียด"

นายอำเภอธาตุพนม กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น ยืนยันว่า ใครที่จะเข้าไปสักการะภายใน จะต้องมีการขออนุญาตจากทางวัด และมีเจ้าหน้าที่นำเข้าไปสักการบูชา จึงเชื่อว่ายากที่จะนำของมีค่าออกมาได้ ที่สำคัญเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครกล้าที่จะขโมยทรัพย์สินออกมาแน่นอนเพราะทุกคนเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ และกลัวบาปบุญคุณโทษ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหามาก่อนหน้านี้ และภายในมีทรัพย์สินมากมายหลายรายการที่มีประชาชนนำมาถวายตามความเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอจะได้ประสานกับทางวัดพระธาตุพนม รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นทางวัดได้ขอประชุมหารือเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจน ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนในฐานะเป็นนายอำเภอจะได้หารือเพื่อเพิ่มมาตรการให้เข้มงวดมากขึ้นในการดูแลรักษาความปลอดภัย พร้อมวิงวอนให้ประชาชน หรือสังคมสื่อออนไลน์ รอการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือรอข้อมูลที่ชัดเจนก่อนจะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นในทางที่เสื่อมเสีย เพราะจะส่งผลต่อความเคารพศรัทธาของประชาชน

"ขอให้รอการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน และจะมีการประสานงานไปยังพระที่เปิดเผยข้อมูล ให้ได้ความกระจ่างโดยเร็ว" นายอำเภอกล่าวทิ้งท้าย


พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดนครพนม

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง วัดโนนสวรรค์ (ภูดินแดง) ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนครพบกับ พระมรกต อิสโร ผู้แทนหลวงปู่ภูพาน ให้สัมภาษณ์ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ระบุว่า สาเหตุที่หลวงปู่ภูพานได้นำพานทองคำ สิ่งล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ของชาว จ.สกลนคร ไปฝากไว้ภายในองค์พระธาตุพนม เนื่องจากองค์พระธาตุพนม เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สำคัญทางด้านศาสนาของคนไทยทุกคนจึงอยากนำพานทองคำสิ่งของอันสำคัญของแผ่นดิน ไปเก็บไว้ให้สาธุชนได้กราบไหว้ โดยนำไปไว้ด้านในองค์พระธาตุพนม เมื่อปี 2556 มีภาพถ่ายบันทึกเป็นหลักฐาน แต่เมื่อเร็วๆ นี้เข้าไปสักการะบูชาตรวจสอบแล้วกลับพบว่าพานทองคำได้หายไป โดยพยายามค้นหาทั้งหมด 5 ชั้น ภายในองค์พระธาตุพนม แต่ไม่พบจึงเรียกร้องให้ทางวัดตรวจสอบและเข้มงวดคนเข้าออก เพราะห่วงในเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากด้านในมีทรัพย์สินของมีค่ามากมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาจากพุทธศาสนิกชนนำมาถวายไว้

พระมรกต อิสโร กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องดังกล่าว หลวงปู่ภูพาน ท่านได้ อโหสิกรรมและให้ทานไม่ขอยึดติด แม้ว่าจะมีบุคคลใดเอาไปก็ตาม แต่ทั้งนี้ หากเอามาคืนได้จะยิ่งดี ไม่ถือโทษ พร้อมกับฝากให้ ทางวัดพระธาตุพนม เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการเข้าชมภายในองค์พระธาตุพนมเพื่อป้องกันของมีค่าภายในองค์พระธาตุสูญหายอีก.



ภาพหลวงปู่ภูพาน จากลูกศิษย์
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มิ.ย. 2559 20:05
ขอบคุณภาพข่าวจาก http://www.thairath.co.th/content/638790
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชุดประจำชาติที่เพิ่งสร้างใหม่ เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 11:58:31 AM


ขบวนเสียมกุก( เสียมก๊ก หรือก๊กสยาม) เจ้านายและไพร่พลนุ่งถุงเหมือนโสร่ง ใส่เสื้อแนบเนื้อ บนหัวมีเครื่องประดับเป็นดอกไม้ใบไม้ มีขนาดและลักษณะต่างกันตามฐานะทางสังคม อยู่ในขบวนเกียรติยศจากบ้านเมืองเครือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์กัมพูชา ภาพสลักราว พ.ศ. 1650 บนระเบียงปราสาทนครวัด



ชุดประจำชาติที่เพิ่งสร้างใหม่

ไทยเป็นอาณานิคมทางอ้อม ความทันสมัยของไทยจึงเป็นไปตามแบบของประเทศในอาณานิคม ชุดไทยดั้งเดิมไม่เคยมี เพิ่งมีสมัยหลังๆ เมื่อปลุกสำนึกชาตินิยมหลังเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยาม เป็นไทย สมัยรัฐบาล ป. พิบูลสงคราม ราว พ.ศ. 2482

มีผู้รู้ตั้งข้อสังเกตว่า ชุดไทยมีขึ้นเลียนแบบชุดประจำชาติของประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้น เมื่อประกาศอิสรภาพแล้วต่างแสวงหาอัตลักษณ์เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวร่วมกัน ซึ่งง่ายที่สุดและเร็วที่สุดคือสร้างชุดประจำชาติ

ไทยอวดอ้างว่าไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นชาติตะวันตก แต่มีปมอย่างเดียวกับพวกตกเป็นเมืองขึ้น เลยต้องสร้างชุดไทยไว้ยึดเหนี่ยวด้วย ขณะเดียวกันก็ขายได้ในตลาดการท่องเที่ยว ซึ่งเท่ากับเล่นละครย้อนยุคเพื่อการตลาด

 ans1 ans1 ans1 ans1

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เน้นว่า สยาม คือ ไทย ถ้าจริงตามนี้ เครื่องแต่งกายเก่าสุดของไทยก็นุ่งถุงหรือโสร่งทั้งหญิงและชาย โดยมีดอกไม้และใบไม้เป็นอุบะประดับบนหัว พบในภาพสลักเสียมกุกที่ปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (ก่อนมีรัฐสุโขทัยเกือบร้อยปี)

แต่หลักฐานวิชาการรอบด้าน ยืนยันสอดคล้องกันว่า ชาวสยามประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ ไม่ใช่ไทยพวกเดียว แต่มีภาษากลางใช้สื่อสารกันด้วยภาษาไทย (หรือไท-กะได, ไทย-ลาว) เครื่องแต่งตัวของคนทุกชาติพันธุ์ เป็นไปตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มที่มีต่างกัน ตั้งแต่ต่างกันเล็กน้อย จนถึงต่างกันมาก ทั้งหมดไม่ใช่ชุดประจำชาติ เพราะยุคนั้นไม่มีสำนึกรัฐชาติ



ผู้เขียน : สุจิตต์ วงษ์เทศ
ที่มา : มติชนออนไลน์
เผยแพร่ : 10 เม.ย. 59
http://www.matichon.co.th/news/101564
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พฤติกรรม (ควรเลิก) ทำกับมือถือเมื่อคุณกำลังจะเข้านอน เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 11:50:00 AM





พฤติกรรม (ควรเลิก) ทำกับมือถือเมื่อคุณกำลังจะเข้านอน

ทุกวันนี้การใช้งานมือถือนอกจากจะใช้ในช่วงกลางวัน เวลาก่อนนอนหลายคนก็พยายามจะใช้งานเพื่อจะดูข้อมูลต่าง ๆ แต่พฤติกรรมบางอย่างก็ควรจะหยุดไม่ทำต่อ แล้วมีอะไรบ้าง วันนี้ Sanook! Hitech จะมาบอกถึงพฤติกรรมที่ไม่ควรทำกับมือถือเมื่อคุณกำลังจะเข้านอน

 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

1. ใช้งานไปแล้วชาร์จแบตฯไป
การชาร์จแบตฯไป ใช้งานไป อาจจะส่งผลร้ายต่อมือถือและคุณได้ เพราะว่าระหว่างใช้งานเครื่องจะเกิดความร้อน ส่งผลให้แบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟอยู่นั้นขยายตัวขึ้นได้ง่าย โอกาสที่แบตเตอรี่จะบวมเนื่องจากใช้งานแล้วชาร์จไฟไปด้วยมีสูงกว่าปกติแน่นอน ส่วนที่ตัวขึ้น ถ้าเกิดเครื่องมีชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ ก็อาจจะเกิดไฟฟ้าไหลออกมาทำให้ช็อตเราได้

ดังนั้นถ้าต้องการจะใช้งานมือถือไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ไม่ควรชาร์จไฟไปแล้วใช้งานไปด้วย

2. เปิดหน้าจอสว่างเกินไป
เมื่อคุณกำลังจะนอนหลับแล้วต้องการดูข้อมูลมือถือ แสดงหน้าจอของมือถือบางรุ่นอาจจะเป็นอันตรายเนื่องจากความสว่างของหน้าจอที่มากทำให้คุณอาจจะต้องเพ่งหรือแสบตาเวลาใช้งานได้ โดยผู้ผลิตมือถือส่วนใหญ่ได้ทำฟีเจอร์สำหรับคนอ่านข้อความเวลากลางคืนเช่น

ใน iPhone รุ่นใหม่ ๆ จะมีเทคโนโลยีเรียกว่า Night Shift ที่จะลดแสงให้ดูนวลขึ้นและทำให้มองได้สบายตามากขึ้น ส่วน Android จะมี โหมด Reader โดยเครื่องจะปรับแสงให้เหมาะสมกับการอ่านข้อมูล ซึ่งช่วยได้มากกว่าการปรับแสงหน้าจอขึ้นลงอีกดว้ย

3. ถือมือถือตั้งฉากเกินไป
การถือมือถือเวลาดูข้อมูลส่วนใหญ่คนจะนิยมถือแบบแนวการถ่ายภาพ Selfie คือการยกขึ้นเหนือหัวแล้วให้ตามองตรง วิธีการนี้ แม้คุณจะเห็นข้อมูลมือถือชัด แต่ก็จะส่งผลต่อกล้ามเนื้อแขนที่ต้องยืดตลอดเวลา จะทำให้เมื้อยได้ และนาน ๆ เข้าอาจจะทำให้แขนล็อคได้

วิธีที่ถูกต้องคือ หันข้างแล้วกด จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะนอกจากไม่เมื้อยแขนแล้ว ยังเห็นข้อมูลชัดกว่าเดิมอีกด้วย

4. เสียบกับที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน
สืบจากข้อแรก เพราะการชาร์จมือถือเวลานอนนั้น เราไม่สามารถรู้ได้ว่าที่ชาร์จของเราจะช็อตและลัดวงจรได้ง่ายหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภัยไม่คาดฝัน การเลือกอุปกรณ์ชาร์จมือถือที่ได้รับมาตรฐาน ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยคุณได้ดี

วิธีการตรวจสอบนั้น ถ้าเกิดเป็นยี่ห้อที่ดังหน่อยจะมีการบอกว่ารองรับกับยี่ห้ออะไรบ้าง แต่ถ้าต้องการของที่ถูกกรุณาหมั่นตรวจสอบที่ละเอียดอย่างรอบคอบ และเวลาเสียบชาร์จกรุณาสังเกตกลิ่น หรือ ควัน ที่ออกมาระหว่าการชาร์จไฟ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะ ไฟไหม้

5. ตั้งมือถือใกล้หัวเตียงเกินไป
สำหรับข้อนี้การตั้งมือถือกับหัวเตียงนอกจากที่จะทำให้คลื่นมือถือรบกวนการนอนหลับได้แล้ว การแจ้งเตือนต่าง ๆ ในกรณีที่คุณไม่ได้ปิดเสียงหรือเข้า Mode ห้ามรบกวน ก็จะทำให้การหลับของคุณไม่เต็มที่และสุดท้ายคุณก็จะนอนไม่เต็มอิ่มนั่นเอง

วิํธีการแก้ปัญหา ถ้าอยากตั้งมือถือที่หัวเตียงและให้รบกวนน้อยที่สุด ลองเปิด โหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) ช่วยก็จะทำให้เสียงที่ปรากฏจะถูกเลือกเช่นสายเฉพาะ หรือ นาฬิกาปลุกเท่านั้น


 :96: :96: :96: :96: :96:

ไม่ว่าจะวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งวัยสูงอายุ ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนคงจะมีสมาร์ทโฟนกันคนละอย่างน้อย 1 เครื่อง หรือใครอาจจะมีเป็นแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไปเลย แต่อาการเสพติดโลกออนไลน์ ทำให้เราใช้สมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่เพียงพูดคุยผ่านเสียงกันอีกต่อไป

จริง ๆ แล้วหลายคนอาจจะมีมากกว่า 5 ข้อที่ไม่ควรทำกับมือถือก่อนนอน ซึ่งครั้งต่อไป Sanook! Hitech จะรวมรวบเนื้อหาดี ๆ แบบนี้มาเล่าสู่กันฟังในครั้งต่อไป


ภาพประกอบจาก istockphoto
http://hitech.sanook.com/1407629/
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กินกล้วยหอมประจำ ช่วยถนอมสายตา เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 11:45:24 AM




กินกล้วยหอมประจำ ช่วยถนอมสายตา

การศึกษาคุณประโยชน์ของผักและผลไม้ต่างๆ ได้พบว่า กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ผู้บริโภคประจำวันจะช่วยให้ดวงตาแจ่มใสและปัดเป่าโรคที่จะเกิดกับลูกตาให้ห่างไกลได้

ในกล้วยหอมนั้น อุดมไปด้วยสารแคโรทีน เป็นสารที่ทำให้ผักและผลไม้มีสีต่างๆกัน ตั้งแต่ แดง ส้มหรือเหลือง และแปลงให้เป็นวิตามินเอ อันเป็นสารบำรุงสุขภาพสายตา บำรุงสุขภาพของดวงตามีอยู่ที่ในตับ อาหารที่มีสารแคโรทีนสูง จะช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ด้วย ตั้งแต่โรคมะเร็งบางชนิดโรคหัวใจและเบาหวาน.



โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2559 08:01
http://www.thairath.co.th/content/637114
98  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ยุทธการผ้าซิ่น เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 11:40:52 AM



ยุทธการผ้าซิ่น

ข้อมูลทางตำนาน และคำบอกเล่า ยืนยันว่า คนไทลื้อ ราษฎรอาณาจักรเชียงรุ่งนั้น มิใช่เจ้าถิ่นหรือคนพื้นเมืองของสิบสองปันนา มาก่อน ประวัติศาสตร์สิบสองปันนา จากตำนานและนิทานพื้นบ้าน (ศ.ยรรยง จิระนคร ดร.รัตนาพร เศรษฐกุล มูลนิธิวิถีทรรศน์ พ.ศ.2542)

ตำนานปฐมกัลป์ พรหมสร้างโลก เป็นเอกสารเนื้อร้องคำขับอักษรไทลื้อ เริ่มจากกำเนิดฟ้าดินถึงไฟไหม้โลก คนออกจากน้ำเต้าหาพันธุ์ข้าว กำหนดวันเดือนปีแบ่งฤดูกาล จนถึงคำขับบท ย้ายบ้านย้ายเมือง เล่าว่า...ชาวลื้อเดิมตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองลื้อหลวง (มณฑลกุ้ยโจว) เกิดโรคห่าระบาด คนและสัตว์เลี้ยงตาย

ย่าคำแดง ได้นำพาชาวลื้อจำนวนหนึ่งแสนอพยพลงใต้ ผ่านแถบป่าหนาวไปสู่แถบป่าร้อน มีขุนเขาร่วมแสนลูก ผ่านทุ่งราบร่วมสามพัน ใช้เวลาเดินทาง 2 ปี ในที่สุดก็ถึงลุ่มน้ำโขง จึงเริ่มตั้งถิ่นฐาน แผ่นดินเมืองลื้อใหม่ หรือต่อมาก็คืออาณาจักรเชียงรุ่ง เดิมทีเป็นแว่นแคว้นสามสิบสองขอนหมอนม้า คนของแคว้นนี้ชาวลื้อเรียกเขาว่า “ม่อน” (เผ่าปลัง จีนเรียก ปู้หลาง) ซึ่งหมายถึงชาวเขาชาวดอย มีนิสัยดุร้ายป่าเถื่อน

แคว้นสามสิบสองขอนหมอนม้า มีเมืองหลวงชื่อขอนมาง หรือเมืองคาน ตั้งอยู่ฟากตะวันออกแม่น้ำโขงระหว่างเมืองยางและเมืองเชียงเหนือปัจจุบันป ระมุขแคว้น เรียกกันว่าเจ้าฟ้าสี่ตา เล่าลือกันว่า นอกจากมีอีกสองตาด้านหลังศีรษะ แล้วยังมีหูทิพย์มีขุนพลที่เชี่ยวชาญการรบ 6 คน ที่ขึ้นชื่อลือชาสองคน เจ้าพูอุ่น เจ้าพูวาด


 :96: :96: :96: :96: :96:

แคว้นสามสิบสองขอนหมอนม้า แบ่งการปกครองเป็น 32 ขอนส่วนใหญ่อยู่แถบภูเขาของเมืองยางเมืองเชียงเหนือ และเมืองบ่าง ฟากตะวันออกของแม่น้ำโขง ส่วนน้อยอยู่แถวเชียงรุ่ง เมืองฮาย เมืองแซ่ เมืองลวง เมืองสูง ฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง

ชาวลื้อมาทีหลัง เมื่อเริ่มตั้งหลักแหล่ง ก็ต้องรบกับพวกข้าสี่แสนหมอนม้า ภายใต้การนำของ 6 ขุนพลคนเก่ง แต่ก็สู้ไม่ไหว เพราะประมุขของพวกข้าสี่แสนหมอนม้า คือเจ้าฟ้าสี่ตา มีตาทิพย์มองไปได้ไกลมีหูทิพย์รู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่าง

ผู้นำไทลื้อ (เดาว่า น่าจะเป็นผู้หญิง สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่รุ่นย่าคำแดง) วางแผนเลือกสาวงามไทลื้อ ไปรับใช้ และสุดท้าย ก็ได้เป็นนางเมืองเจ้าฟ้าสี่ตา เมื่อได้โอกาสนางเมืองก็ใช้ผ้าซิ่นเก่าเย็บเป็นหมวก ให้เจ้าฟ้าสี่ตาสวมใส่ แล้วก็ใช้ผ้าซิ่นเก่าเย็บเป็นผ้าเช็ดหน้า

 :96: :96: :96: :96: :96:

อิทธิฤทธิ์ของผ้าซิ่นเก่า ทำให้เจ้าฟ้าสี่ตา เริ่มเวียนศีรษะ และไม่ช้า สองตาด้านหลังก็ร่วงหล่น อภินิหารและความขลังที่เคยมีคุ้มกันตัว...ก็หมดไป

ผู้นำไทลื้อ เริ่มแผนสอง ให้พ่อหมอทำพิธีบวงสรวงแทงควายเผือก เซ่นไหว้แด่เจ้าฟ้าสี่ตา ชาวไทลื้อ มีความเชื่อดั้งเดิมว่า เจ้าเรือนตาย กลายเป็นผีเรือนเจ้าบ้านตาย เป็นผีบ้าน เจ้าเมืองตาย เป็นเสื้อเมือง ด้วยความเชื่อนี้ ผู้นำไทลื้อ พร้อมใจกันยกให้เจ้าฟ้าสี่ตาเป็นพระเสื้อเมือง เมืองคาน และจะเลี้ยงสังเวยด้วยควายเผือกทุกปี เสร็จพิธีบวงสรวง เจ้าฟ้าสี่ตาก็ตาย

บรรดาข้าสี่แสนหมอนม้าตกใจแตกตื่นหนีข้ามแม่น้ำโขงไปสู่เมืองยอง ไทลื้อก็ลงหลักปักฐาน สร้างเมืองไทลื้อใหม่...รุ่งเรืองเฟื่องฟูเป็นอาณาจักรเชียงรุ่ง อีกหลายร้อยปี


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

ผมชอบยุทธการผ้าซิ่นของคนไทลื้อ เอาชนะข้าศึกได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ แต่โบราณนานมา เรื่องของข้าศึกนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกบู๊บ้าดีเดือด หรือพวกหมอผี ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง ส่งโดรนบินไปดูลาดเลา เตรียมส่งรถถังลุย หรือใช้ ฮ.รบชิงตัว ลองใช้ไม้อ่อนๆ อย่างยุทธการผ้าซิ่นดูก็น่าจะได้ผลกว่า ยิ่งเป็นพวกจอมคาถา รายไหนก็รายนั้น ผมเห็นมานักต่อนัก เสร็จผ้าซิ่นทุกราย ไม่เชื่อก็ลอง.

        กิเลน ประลองเชิง



คอลัมน์ ชักธงรบโดย กิเลน ประลองเชิง 8 มิ.ย. 2559 05:01
http://www.thairath.co.th/content/633611
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ย้อนอ่าน! พบโครงสร้างปริศนา ใต้อาณาบริเวณ”นครวัด” เมื่อ ปี 58 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 11:30:31 AM
ภาพนี้แสดงให้เห็นแนวโครงสร้างรูปสี่เหลี่ยมขดเป็นเกลียวทรงสี่เหลี่ยมด้านนอกคูน้ำของนครวัด (ภาพ-KhmerArchaeologyLidarConsortium-KALC)



ย้อนอ่าน! พบโครงสร้างปริศนา ใต้อาณาบริเวณ”นครวัด” เมื่อ ปี 58 ก่อนพบเมืองโบราณที่สาบสูญ

เป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อ ดร.ดาเมียน อีแวนส์ (Damian Evans) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลีย เตรียมเผยรายงานการค้นพบเมืองโบราณ อายุราว 900-1,400 ปี หลายแห่งไม่ไกลจากนครวัด ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนป่าของกัมพูชาและมิได้มีการบันทึกมาก่อน หลังทำการสำรวจด้วยเลเซอร์ทางอากาศ ในผืนป่าไม่ไกลจาก “นครวัด” โดยเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับ “พนมเปญ” โดยเตรียมแถลงข่าวในวันนี้ (13 มิ.ย.59)

ย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2558 “มติชนออนไลน์” ได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการค้นพบโครงสร้างปริศนาใต้อาณาบริเวณนครวัด ก่อนจะมีการค้นพบเพิ่มเติมตามข่าวล่าสุด โดยเนื้อหามีดังนี้
น่าทึ่ง! พบโครงสร้างปริศนา ใต้อาณาบริเวณ”นครวัด”

การสำรวจนครวัดและอาณาบริเวณโดยรอบครั้งล่าสุดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งผลให้มีการค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้นอีกมากมาย รวมทั้งโครงสร้างปริศนา ที่นักโบราณคดียังไม่แน่ใจนักว่ามีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร รวมทั้งซากสิ่งปลูกสร้างใต้ดินที่เชื่อว่าเคยเป็นหอสูงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการก่อสร้างวิหารนครวัด


 :25: :25: :25: :25:

นครวัดเป็นวิหารฮินดูสร้างขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่12โดยพระเจ้าสุริยะวรมันที่2โปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อถวายปฏิบัติบูชาแด่องค์วิษณุเทพ โครงสร้างหลักของนครวัดคือ วิหารกลางสูง 65 เมตร รายล้อมโดยรอบด้วยหอต่างๆ และกำแพงปิดล้อมหลายชั้น ผังการก่อสร้างเป็นการสื่อถึง “เขาพระสุเมร” ที่มี “ทะเลกษีรธารา” (ทะเลน้ำนม) รายล้อมอยู่โดยรอบตามคติฮินดู

การค้นพบใหม่นี้เผยแพร่ผ่านข้อเขียนของ โรลันด์ แฟลทเชอร์ ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี ของมหาวิทยาลัยแห่งซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และดาเมียน อีแวนส์ นักวิจัยด้านโบราณคดีจาก เอกอล ฟรองเซส์ เด๊กตรีม ออคริยองต์ ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ และแอนติควิตี วารสารวิชาการด้านโบราณคดีประจำเดือนธันวาคมนี้

โครงสร้างขนาดใหญ่ ยาวถึงกว่า 1.5 กิโลเมตร กว้าง 600 เมตร ออกแบบวนขดเป็นเกลียวทรงสี่เหลี่ยม ดังกล่าวนี้ แฟลทเชอร์ระบุว่า ถือเป็นการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดที่เกี่ยวเนื่องกับนครวัดเท่าที่มีมาจนถึงเวลานี้ และยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าโครงสร้างนี้ทำหน้าที่อะไร เนื่องจากไม่เคยมีการพบเจออะไรทำนองนี้มาก่อนในยุคอังกอเรียนที่ช่วยให้สามารถเทียบเคียงได้

 st12 st12 st12 st12

จากการตรวจสอบทั้งโครงสร้างปริศนานี้และซากหอสูงที่ค้นพบใหม่ ทีมวิจัยประเมินอายุของทั้งสองอย่างย้อนหลังกลับไปตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มมีการก่อสร้างนครวัดขึ้น

โครงสร้างเกลียวขดสี่เหลี่ยมดังกล่าวนี้ทีมนักโบราณคดีค้นพบโดยใช้”ไลดาร์”หรือเทคโนโลยีการสแกนพื้นดินด้วยเลเซอร์ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบพบโครงสร้างต่างๆที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวดินที่มีการเพาะปลูกและสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ปิดทับอยู่

เมื่อมีการสำรวจภาคพื้นดินหลังการตรวจพบดังกล่าว ก็พบว่าโครงสร้างนี้สร้างขึ้นจากทรายก่อรูปเป็นเนินในลักษณะดังกล่าว เนินทรายดังกล่าวนี้ไม่มีชิ้นส่วนทางโบราณคดีปรากฏอยู่ และพบด้วยว่าโครงสร้างปริศนานี้ไม่ได้ใช้งานอยู่นานมากนัก อยู่ระหว่างราวตอนกลางเรื่อยมาจนถึงตอนปลายศตวรรษที่ 12 เท่านั้น และพบด้วยว่ามีแนวคลองสร้างขึ้นตัดขวางโครงสร้างนี้ คาดว่าจะถูกขุดขึ้นในราวตอนปลายศตวรรษที่ 12



ภาพแสดงที่ตั้งของซากหอ 8 หอบริเวณใกล้กับทางเข้าด้านตะวันตกของนครวัด ซึ่งเชื่อว่าเดิมเคยใช้เป็นวิหารชั่้วคราว (ภาพ-Till Sonnemann and image base courtesy of ETH Zurich)


นักวิจัยด้านโบราณคดีทั้งสองระบุว่า ยังไม่มีใครแน่ใจว่าโครงสร้างดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์อะไร ข้อสันนิษฐานประการหนึ่งก็คือ โครงสร้างดังกล่าวถือแนวสวนซึ่งใช้สำหรับเพาะปลูกสิ่งที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมของวิหารนครวัดและใช้สำหรับบริโภคในเวลานั้นทั้งสองยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ารูปแบบที่ขดวนเป็นเกลียวอย่างที่พบนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะมีนัยสำคัญในเชิงจิตวิญญาณประการหนึ่ง

การค้นพบใหม่อีกอย่างที่เป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีไลดาร์และการสำรวจด้วยการขุดค้นภาคพื้นดินก็คือซากของสิ่งปรักหักพังที่เชื่อว่าเป็นหอสูงรวม8หอซึ่งมีร่องรอยการรื้อทำลาย หอสูงเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินทรายและศิลาแลงตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันตกของนครวัด ข้างประตูทางเข้าที่ใช้สำหรับข้ามคูน้ำรอบวิหารนั่นเอง

ทีมวิจัยยังไม่สามารถระบุอายุของหอเหล่านี้ได้ชัดเจนแต่ดูเหมือนหอหลายๆหอในจำนวนนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างช่วงต้นจนถึงราวกลางศตวรรษที่12ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังมีการก่อสร้างนครวัดจุดที่ตั้งของหอสูงบางส่วนรวมกันแล้วเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นกลุ่มๆ ราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างอื่นที่อยู่เหนือขึ้นไป และหลายๆ หอถูกสร้างขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการสร้างกำแพงพร้อมประตูทางเข้า


 :96: :96: :96: :96: :96:

นักโบราณคดีทั้งสองตั้งสมมุติฐานเอาไว้ว่าหอสูงต่างๆเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนฐานรองรับวิหารชั่วคราวซึ่งถูกใช้งานในระหว่างที่การก่อสร้างวิหารนครวัดดำเนินอยู่ก่อนที่จะถูกรื้อทำลายในช่วงเวลาที่การก่อสร้างกำแพงวิหารและประตูทางเข้าด้านตะวันตกเริ่มต้นขึ้น

ไลดาร์ยังเปิดเผยให้เห็นความลับอีกหลายๆอย่างของนครวัดอย่างเช่นกลุ่มบ้านเรือนและสระที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของคนที่ทำหน้าที่รับใช้ในวิหารนอกจากนั้นยังพบว่า ในตอนปลายของประวัติศาสตร์นครวัด เมื่อวิหารแห่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นศาสนสถานเพื่อรองรับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาแทนที่จะเป็นฮินดู และมีการก่อสร้างป้อมค่ายสำหรับใช้ทางด้านการทหารด้วยโครงสร้างไม้เพื่อปกป้องวิหารแห่งนี้

แฟลทเชอร์ระบุว่าป้อมค่ายดังกล่าวถือเป็นการก่อสร้างใหญ่ครั้งสุดท้ายที่นครวัดและอาจเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงจุดจบของยุคนครวัดในที่สุด



ปราสาทนครวัด


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.matichon.co.th/news/172111
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พบเมืองโบราณ ชี้เหตุนครวัดล่มไม่เกี่ยวสยามรุกราน-‘พิพัฒน์’เชื่อคนเขมรอพยพมาสร้าง เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 08:46:14 PM
ภาพถ่ายในปี 2015 ของซากโบราณสถานที่บันทายทอป (Banteay Top) บริเวณเดียวกับบันทายฉมาร์ ซึ่งเอเอฟพีได้รับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2016, AFP PHOTO / Damian Evans / Cambodian Archaeological Lidar Initiative (CALI)



พบเมืองโบราณ ชี้เหตุนครวัดล่มไม่เกี่ยวสยามรุกราน-‘พิพัฒน์’เชื่อคนเขมรอพยพมาสร้าง ‘อยุธยา’

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ดร.ดาเมียน อีแวนส์ (Damian Evans) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลีย เตรียมเผยรายงานการค้นพบเมืองโบราณ อายุราว 900-1,400 ปี หลายแห่งไม่ไกลจากนครวัด ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนป่าของกัมพูชาและมิได้มีการบันทึกมาก่อน หลังทำการสำรวจด้วยเลเซอร์ทางอากาศ ในผืนป่าไม่ไกลจาก “นครวัด” โดยเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับ “พนมเปญ”

“เราพบเมืองทั้งหมดที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนป่าที่ไม่มีใครรู้ว่ามีมาก่อน ที่พระขรรค์แห่งกัมปงสวาย มันกลายเป็นว่า เราได้พบเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเมืองมเหนทรบรรพตในพนมกุเลน คราวนี้เราได้เห็นภาพทั้งหมดและมันใหญ่มาก ใหญ่เท่ากับพนมเปญเลย” อีแวนส์กล่าว

อีแวนส์เป็นนักวิจัยจากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (École française d’Extrême-Orient) และหนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการสำรวจโบราณสถานในกัมพูชาด้วยแสงเลเซอร์ (Cambodian Archaeological Lidar Initiative, Cali) เขาได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งยุโรป (EFEO) หลังประสบความสำเร็จจากการสำรวจด้วยเลเซอร์เมื่อปี 2012


 :96: :96: :96: :96:

การสำรวจครั้งล่าสุดของเขาในปี 2015 ครอบคลุมพื้นที่ 1,901 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเขาเตรียมประกาศการค้นพบของเขาต่อราชสมาคมภูมิศาสตร์ในกรุงลอนดอนประเทศ อังกฤษในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีหลายคนที่เชื่อว่าน่าจะมีเมืองโบราณอยู่ใต้เขาพนมกุเลน

รายงานของเดอะการ์เดียนระบุว่า การค้นพบครั้งนี้คาดว่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อทฤษฎีการพัฒนาของจักรวรรดิ เขมร การครองอิทธิพลเหนือภูมิภาค และการล่มสลายในศตวรรษที่ 15 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการจัดการน้ำในยุคนั้น

“การวิจัยของเราในยุคหลังนครวัดยังได้ให้มุมมองใหม่ที่น่าตะลึงถึงการล่มสลายของนครวัด” อีแวนส์กล่าว “มีคนเสนอว่า คนไทยเข้ามารุกรานและทุกคนที่นี่ก็พากันหนีลงใต้ นั่นไม่น่าจะเป็นไปได้ มันไม่มีเมืองให้พวกเขาหนีไป [ทั้งนี้จากผลการสำรวจทางอากาศ] ทำให้เกิดคำถามต่อความเชื่อว่าด้วยการล่มสลายของนครวัดโดยรวม”

 :49: :49: :49: :49:

ด้านแวดวงวิชาการไทย นายพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นต่อผลการศึกษาดังกล่าวว่า ผลจากการศึกษาด้วยภาพถ่ายพื้นผิวดินดั้งเดิมของเมืองพระนครและโบราณคดี ทำให้ได้ข้อสรุปใหม่ว่าเอาเข้าจริงแล้ว การโจมตีของสยามอาจไม่ได้มีส่วนสำคัญต่อการทำให้เมืองพระนครเสื่อมคลายอำนาจลง แต่เป็นผลมาจากการแตกตัวลงของราชวงศ์หลายๆ ตระกูลที่ปกครองอาณาจักรเขมร อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่ามหานครที่เคยมีประชากรกว่าล้านคนนี้ ประชากรได้อพยพไปที่ไหน เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน

“จากข่าวข้างต้น ผมเชื่อว่าประชากรเหล่านั้นส่วนหนึ่งอพยพไปยังลพบุรีและก่อตั้งอยุธยาขึ้น นั่นเอง ในอนาคตถ้าการศึกษาโบราณคดีกัมพูชาและไทยสามารถร่วมมือกันได้ดีขึ้น เราคงจะต้องเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่เลยทีเดียว” พิพัฒน์กล่าว



พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/171933
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ข้าวแกงเงินล้าน แต่ขาย 10 บาท! แบ่งปันความสุข แจกบัตรคิวยืนคอยเป็น ชม. เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 08:42:02 PM




ข้าวแกงเงินล้าน แต่ขาย 10 บาท! แบ่งปันความสุข แจกบัตรคิวยืนคอยเป็น ชม.

แม่ค้าข้าวแกงที่กำแพงเพชร เริ่มเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถุงละ 10 บาท ตอนนี้ก็ยัง 10 บาท คนต่อแถวยาวเหยียดรับบัตรคิวยืนรอเป็น ชม. จนได้ฉายาข้าวแกงเงินล้าน ส่งลูกเรียนป.ตรี 2 ใบ กำลังต่อ ป.โท บอกยึดแนวพระราชดำรัสฯ ที่ทรงให้คนไทยแบ่งปันความสุขกัน

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านขายของชำ บ้านเลขที่ 134 ปี ถนนวัดพระบรมธาตุ-นครชุม หมู่ 3 ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ที่ทุกช่วงบ่ายจะมีคนมายืนรอ ในมือถือบัตรคิวเข้าแถวเพื่อซื้อแกงถุงกันจนแน่นหน้าร้าน มีนางสมหวัง ธาระธาร อายุ 49 ปี เป็นเจ้าของร้านและคนตักขาย โดยวันนี้บนโต๊ะมีอาหารใส่หม้อมาตั้งวางเรียงจำนวน 5 อย่าง ประกอบด้วยแกงเผ็ดหน่อไม้กับเห็ดเผาะ ต้มยำปลาทับทิม แกงเผ็ดฟักทอง หมูหวาน และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ แต่บางวันก็มีถึง 8 อย่างแล้วแต่ว่ามีเวลาทำมากน้อยเพียงใด



เมื่อถึงเวลาบ่าย 2 โมง นางสมหวังจึงจะเริ่มตักแกงใส่ถุงขายตามบัตรคิว เนื่องจากก่อนหน้านั้นต้องตักแกงตามที่มีคนมาสั่งหรือโทรมาสั่งจองตั้งแต่เช้าก่อนจนครบ จึงจะมาตักแกงขายหน้าร้าน และขายตามบัตรคิว มาก่อนได้ก่อน คนมาทีหลังก็ไม่มีการแซงคิวให้ ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน โดยแม่ค้าจะบอกกับทุกคนว่า คนที่แซงคิวเป็นคนไม่มีมารยาท จึงไม่แซงให้ใคร ทุกคนต้องรอตามคิว จากการสังเกตดูพบว่าแต่ละคนจะซื้อไม่ต่ำกว่า 3 อย่าง

จากการสอบถามคนมารอคิวซื้อแกง บอกว่ามารับบัตรคิวก่อนล่วงหน้าเป็นชั่วโมง เพราะถ้ามาช้าได้คิวหลังๆ แกงจะหมดเสียก่อน และถ้ามีบัตรคิวแล้วไม่รออยู่ที่ร้าน ก็จะถูกข้ามไป ถ้ามาใหม่ก็ต้องไปต่อคิวตามหลังคนอื่นที่รอซื้ออยู่

"ขายถูกมากถุงละ 10 บาทเท่านั้น และปริมาณก็มากเท่ากับร้านตามตลาดที่ขายถุงละ 30 บาท แถมรสชาติก็อร่อย และเปลี่ยนเมนูตามที่ลูกค้าต้องการทุกวันด้วย ลูกค้าเคยบอกให้ขึ้นราคาแต่แม่ค้าไม่ยอมขึ้น บอกว่าขอแบ่งปันความสุขและรอยยิ้มให้ลูกค้า และหากเป็นคนแก่หรือฐานะยากจนบางครั้งแม่ค้าไม่คิดเงิน ให้ไปกินฟรีๆ เลย" ลูกค้าแกงถุงกล่าว ส่วนแกงและกับข้าวทั้ง 5 อย่าง หลังจากใช้เวลาในการขายประมาณ 40 นาที ทุกหม้อก็หมดเกลี้ยง



ทางด้านนางสมหวัง เปิดเผยว่า เริ่มขายแกงถุงมาประมาณ 10 ปี เริ่มขายก็ราคานี้ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าวัตถุดิบทุกอย่างแพงขึ้นก็ยังคงราคาถุงละ 10 บาทนี้ไว้ แรกๆ ไม่มีบัตรคิว คนที่มารอต่างคนต่างก็อยากได้ก่อนถึงกับทะเลาะมีปากเสียงกันก็มี จนในที่สุดชาวบ้านต้องช่วยกันไปทำบัตรคิวมาให้ตน จากนั้นมาจึงตั้งเป็นกติกาว่า ต้องใช้บัตรคิวและเรียงตามคิวเท่านั้นจึงจะขายให้ ทำให้ไม่เกิดการทะเลาะกัน และถ้าเป็นคนแก่มาซื้อไปขาย ตนก็จะแถมให้อีก เพราะจะได้เป็นกำลังใจ และให้คนแก่มีรายได้ด้วย

นางสมหวัง กล่าวด้วยว่า ชาวบ้านยังตั้งฉายาให้ว่า หม้อแกงเงินล้าน เนื่องจากตนขายแกงจนสามารถส่งลูกชายคนเดียวเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 ใบ และคณะบริหารธุรกิจอีก 1 ใบ ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาการจัดการ โดยใช้เงินจากการขายแกงส่งให้เรียน



ส่วนแรงจูงใจที่ทำให้ตนขายแกงถุงละ 10 บาท ได้มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ประชาชนคนไทยแบ่งปันความสุขให้กัน แบ่งปันรอยยิ้มให้กันแล้วประเทศชาติจะอยู่รอดตนจึงนำเอาพระราชดำรัสมาใช้แบบแบ่งปันความสุขและรอยยิ้ม ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ตนจะไม่ขายพอถึงเวลา บ่าย 2 โมง ชาวบ้านก็จะมายืนรอเห็นทุกคนยิ้มแย้มมีความสุขตนก็มีความสุขด้วย บางครั้งรู้สึกเหนื่อย แต่เมื่อเห็นรูปในหลวงก็ทำให้เกิดมีพลัง มีกำลังใจ สู้งานได้ต่อ นางสมหวังยังกล่าวในตอนท้ายอีกว่า คนไทยโชคดี ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง ทำให้เกิดการแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/637772
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "สุวพันธ์" ชี้ ตั้งสังฆราช ยังติดข้อโต้แย้ง ม.7 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 08:36:18 PM


"สุวพันธ์" ชี้ ตั้งสังฆราช ยังติดข้อโต้แย้ง ม.7

มหาเถรฯ ถกใหญ่พระสังฆาธิการทั่วประเทศปฏิรูปกิจการพุทธ ด้านประธานปฏิรูปการปกครองสงฆ์ เผย พ.ร.บ.สงฆ์ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องร่างใหม่ เร่งหาแนวทางให้พระ-เณร ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สร้างศรัทธาประชาชน ขณะที่"สุวพันธุ์" เผยเรื่องตั้งสังฆราชติดข้อโต้แย้ง ม.7 รอกฤษฎีกาตีความเสร็จเร่งดำเนินการทันที

วันนี้(13 มิ.ย.) ที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวสัมโมทนียกถาในการเปิดประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และผู้เกี่ยวข้อง ประจำปี 2559 ว่า การประชุมครั้งนี้มหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งเป้าหมายให้พระสังฆาธิการ ได้ทบทวนนโยบายของคณะสงฆ์ รวมถึงข้อกฎหมายบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องในการใช้บริหารวัด และกิจการพระพุทธศาสนาในด้านต่างๆให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พระสังฆาธิการจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ


 :96: :96: :96: :96:

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการ มส. กล่าวบรรยายเรื่องปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ มติ มส. และกฎหมายที่สำคัญ ว่า การปกครองคณะสงฆ์มีบทบาทหน้าที่ทำให้ผู้ที่บรรพชา อุปสมบท เป็นสามเณร พระภิกษุ ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และกฎหมาย เป็นประการสำคัญ เพื่อที่จะทำให้พระเณร ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เป็นที่ศรัทธา เลื่อมใสของประชาชน ยิ่งพระเณรประพฤติดี ศรัทธายิ่งมีมากขึ้น รวมทั้งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นแก่พระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ใช้มากว่า 54 ปี เหตุที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ เนื่องจากเป็นกฎหมายการปกครองที่ดี ไม่เหมือนกับกฎหมายเรื่องอื่นๆที่ใช้เพียง 2-3 ปี ก็มีการแก้ไข นอกจากนี้ มส.ได้แต่งตั้งตนเป็นประธานปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งเมื่อดูอำนาจหน้าที่ที่ มส.มอบมา ไม่ได้ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พูดง่ายๆ คือ ไม่จำเป็นต้องร่าง พ.ร.บ.ขึ้นมาใหม่ แต่ มส.ต้องการให้แนวทางว่า จะทำอย่างไรให้พระภิกษุ สามเณรในการปกครอง ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อให้นำมาซึ่งความศรัทธาของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ

 st12 st12 st12 st12

ด้าน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า รัฐบาลได้ร่วมกับคณะสงฆ์เดินหน้าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนามาถึงระยะที่ 2 และจะเข้าสู้ระยะที่ 3 ในปี 2560 ซึ่งการประชุมพระสังฆาธิการครั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าด้านการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ที่สำคัญตนได้ฝากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับผลการประชุมในครั้งนี้ ให้การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเดินหน้าควบคู่ไปกับการทำงานของคณะสงฆ์

ที่สำคัญทางรัฐบาลจะขอให้ทางคณะสงฆ์ช่วยกระตุ้นสังคมเดินไป ในทิศทางที่ควรด้วยหลักธรรมะ เป็นสังคมแห่งคุณธรรม ลดการใช้ความคิดสุดโต่ง ที่จะทำให้เกิดปัญหาความรุนแรง ขัดแย้งในอนาคต โดยมีวัดเป็นฐานราก อีกทั้งจะทำอย่างไรที่จะให้คนรุ่นใหม่เข้าวัดในการเรียนรู้หลักธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้าไปทำบุญเพียงแค่การบริจาคเท่านั้น และการทำบุญไม่ใช่เดินเข้าวัดแล้วเสียเงิน แต่ควรทำให้วัดเป็นที่รับศีล เรียนรู้หลักธรรม อยากขอให้วัดช่วยหากลยุทธ์ วิธีการให้คนเข้าวัดมาเรียนรู้ในเรื่องของความดีมากขึ้นด้วย

ส่วนในเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 นั้น ขณะนี้ยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายอยู่ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องมาให้รัฐบาลทางรัฐบาลจึงส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างการตีความในมาตรา 7 ว่ากระบวนการเสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่าจะต้องเริ่มจากกระบวนการใด นายกรัฐมนตรี หรือมส. โดยต้องรอว่า กฤษฎีกาจะตีความออกมาเช่นไร กระบวนการต่างๆจึงจะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตอนนี้ตนก็เร่งดำเนินการอยู่


ขอบคุณข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/502276
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ยายเลี้ยงหลาน 10 คน พระสุดสงสารต้องสร้างบ้านให้อยู่ เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 08:33:04 PM




ยายเลี้ยงหลาน 10 คน พระสุดสงสารต้องสร้างบ้านให้อยู่

พระเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย สงสารเวทนา ยายต้องเลี้ยงหลาน 10 คน บริจาคที่สร้างบ้านให้อยู่ วอนช่วยให้เสร็จสมบูรณ์

(13 มิ.ย.) นายปิติ แก้วสลับสี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เดินทางเยี่ยมบ้านที่พระราชวิมลเมธี เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม พระอารามหลวง อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย รวมศรัทธาสร้างให้เพราะรู้สึกสงสาร นางเฉลย เกตุรามฤทธิ์ อายุ 62 ปี ที่ต้องเลี้ยงหลานถึง 10 คน

โดยก่อนหน้าเช่าเพิงพักลักษณะกระต๊อบอยู่เดือนละ 700 บาท แต่ด้วยความผุเก่าของบ้าน เจ้าของบ้านมีความคิดจะสร้างใหม่ ทำให้ครอบครัวของยายต้องย้ายออก ยายและหลานชายหลานสาวต้องมาพึ่งพิงอาศัยนอนที่วัดแทน

กระทั่งเจ้าอาวาสเห็นแล้วสงสารและเวทนา จึงยกที่ดิน 50 ตารางวาให้สร้างบ้าน โดยขอบริจาคเงิน อุปกรณ์จากร้านค้าและผู้ใจบุญ ส่วนแรงงานสร้างนั้น ได้ขอรับความอนุเคราะห์จาก พ.อ.ฐานพัฒน์ ฉัตรเมืองปัก ผู้บังคับกองพันส่งกำลังและบริการที่ 23 นำกำลังทหาร 6 นาย และ นายมานพ ษมาวิมล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 สั่งการให้นักการภารโรง 12 โรงเรียน ในเขตพื้นที่ มาร่วมแรงสร้าง


 :25: :25: :25: :25:

ล่าสุดผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ สามารถสร้างได้ 80% แต่ยังขาดงบประมาณบางส่วน เช่น การปูกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ห้องน้ำ ห้องครัว อีกทั้งหากแล้วเสร็จยังคงต้องดูแลจัดหาเครื่องนอน เครื่องครัว และของใช้จำเป็นอีกจำนวนหนึ่ง จึงวอนผู้ใจบุญร่วมกันบริจาคสมทบทุนได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัด สาขาศรีนคร เลขที่ 622 0 18150 6 ชื่อบัญชี นางเฉลย เกตุรามฤทธิ์ และ นายพิษณุพงษ์ ทะลิน (โครงการสร้างบ้านพักผู้ยากไร้)

สำหรับ นางเฉลย ปัจจุบัน อายุ 62 ปี มีลูกสาว 2 คน แต่ออกไปมีครอบครัวและนำหลานมาฝากยายเลี้ยงรวม 10 คน ยายเลี้ยงหลานจนโตและออกไปประกอบอาชีพได้เองแล้ว 4 คน เหลืออีก 6 คนที่ยังอยู่กับยาย ยังเรียนชั้นมัธยมศึกษาอยู่ 2 คน และชั้นอนุบาลอีก 4 คน


 st12 st12 st12 st12

ส่วนยายเองนั้นอาศัยทำงานที่วัด เก็บกวาดลานวัด ศาลาวัด ได้เงินจากหลวงพ่อเดือนละ 3,000 บาท ที่ต้องย้ายออก เพราะเจ้าของบ้านบอกกลัวไฟไหม้ จึงขอให้ย้ายออก และเมื่อสร้างเสร็จจะขายให้ แต่ยายไม่มีเงินจึงมาขออาศัยนอนวัด จนหลวงพ่อเวทนาจัดหาที่อาศัยให้ ลำพังตัวเองไม่เท่าไหร่

แต่หลานสาว 2 คนที่กำลังโต หลวงพ่อคงเห็นไม่เหมาะสมจึงจัดให้อยู่เป็นที่เป็นทาง และด้วยความเอ็นดูต่อหลานชาย 2 คน ที่ช่วยเข็นรถตามพระเวลาบิณฑบาตตอนเช้า ครอบครัวของตนจึงมีวันนี้และได้อาศัยร่มเงาวัดเป็นที่พักพิงชั่วลูกหลาน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://news.sanook.com/2011114/
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระสร้างศาสตร์ใหม่ใช้เท้า รักษาโรคสอนเด็กสร้างรายได้ เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 08:29:32 PM





พระสร้างศาสตร์ใหม่ใช้เท้า รักษาโรคสอนเด็กสร้างรายได้

น่าทึ่งพระรักษาโรคด้วยเท้า!! กดจุดต่าง ๆ ในร่างกาย ระบุเป็นการรักษาโรคด้วยวิธีใหม่ ประยุกษ์ระหว่างแผนจีน ไทย โบราณและปัจจุบัน มีคนไทย คนต่างประเทศแห่มารักษาต่อเนื่อง แถมเปิดสอนให้เด็กไปใช้เป็นอาชีพ หารายได้เป็นค่าเล่าเรียน เตรียมจดลิขสิทธิ์ให้เป็นศาสตร์ของคนไทย

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังที่พักสงฆ์พลังโพชฌงค์ 7 วัตร เลขที่ 75 / 1 หมู่บ้านคลองคตซอย 3 หมู่ 7 ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายหลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านหลายรายว่า มีผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ็บป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดในร่างกายตีบตัน เบาหวาน นิยมพากันมายังสำนักสงฆ์ มีการรักษาด้วยวิธีการใช้เท้าเหยียบตามร่างกาย หลังจากหมดหวังจากโรงพบาบาล



เมื่อไปถึงพบเด็กอายุตั้งแต่ 5 - 15 ปี กำลังฝึกการใช้เท้าเหยียบตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายอย่างขะมักเขม่น โดยมี พระเอี๋ยม อภิปัญโญ อายุ 65 ปี คอยกำกับวิธีการใช้เท้าเหยียบ และสอนวิธีเหยียบ หลังจากสอนได้ระยะหนึ่งแล้ว พระเอี๋ยมได้เรียกให้เด็ก ๆ มานั่ง สอนความรู้เพิ่มเติ่มเกี่ยวกับกายวิภาค จุด เส้น เอ็น และอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายคนโดยเชื่อมโยงความรู้เรื่องนี้เข้ากับธรรมะ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกเหนือจากเด็กที่เข้ามาเรียนแล้ว ยังมีคนไทยและสิงคโปรจำนวนหนึ่ง เข้ามารับการรักษาด้วย โดยพระเอี๋ยมได้สอนให้ผู้เข้ามารักษา สลับกันเหยยีบร่างกายกันด้วยวิธีการเน้นการเหยียบไปที่จุดต่าง ๆ ของร่างกาย และได้ให้เด็กบางคนนอนราบกับพื้น กลิ้งไปกลิ้งมาอย่างช้า ๆ ด้วย

พระเอี๋ยม เปิดเผยว่า สิ่งที่เด็กและคนไทย ชาวต่างชาติ กำลังทำ คือสิ่งที่เรียกว่า "อุ้งเท้าย่ำเหยียบพลิกพิสดาร" เป็นศาสตร์ที่อาตมาคิดค้นขึ้นมา และอยู่ระหว่างการดำเนินการจดลิขสิทธิ์ให้เป็นของคนไทย ศาสตร์นี้เป็นการประยุกต์ระหว่างแพทย์แผนไทย แผนจีน แพทย์แผนโบราณและปัจจุบันเข้าด้วยกัน เน้นการใช้เท้าเหยียบตามจุดต่าง ๆ ในร่างกายที่เป็นทั้งหยินและหยาง หรือจุดที่มีความร้อน ความเย็น อยู่ในร่างกายคนเรา ซึ่งมีอยู่นับพันจุด ตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ แต่มีปัญหาเลือดลมอุดตันลมหมุนเวียนไม่สะดวก หยิน หยาง ทำงานไม่สมดุลย์ กระทั่งร่างกายเจ็บป่วย กลายเป็นโรคต่าง ๆ ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการกินอาหารไม่เหมาะสม กับสภาพหยินหยางในร่างกาย ได้รับอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ และสภาพจิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ที่เกิดจากความไม่เข้าใจธรรมะ ยึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายหรือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวกู ของกู



พระเอี๋ยม เปิดเผยอีกว่า อาตมาเพิ่งเปิดที่พักสงฆ์แห่งนี้ได้ไม่นาน เดิมที่ตั้งจะสอนแต่เด็ก ๆ เพื่อให้นำความรู้นี้ไปใช้กับคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า กับรับรักษาพระอาพาตหรือป่วย ซึ่งมีผ่านมา มีครูจากหลายโรงเรียนพาเด็กมาเรียนศาสตร์นี้กับอาตมาเป็นประจำ และได้สอนให้ฟรี เป็นวิทยาทาน แต่กลับกลายเป็นว่า มีคนป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ทั้งอัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดในร่างกายตีบตัน เบาหวาน และโรคอื่น ๆ มารักษาอย่างต่อเนื่อง บางรายเคยไปรักษาในโรงพยาบาลมาแล้ว แต่เปลี่ยนวิธีการรักษามารักษาด้วยวิธีการของอาตมา และบอกต่อ ๆ กันมา ทั้งนี้ด้วยความเป็นพระ และแพทย์แผนจีน จะปฎิเสธไม่รับรักษา ไม่เป็นการเหมาะสม ดูเป็นความไม่มีความเมตตาและผิดจรรยาบรรณแพทย์..



ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/regional/502225
105  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ไม่ควรพูดจนเกินกาล ไม่ควรนิ่งเสมอไป เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 11:11:46 AM







ไม่ควรพูดจนเกินกาล ไม่ควรนิ่งเสมอไป

นาติเวลํ ปภาเสยฺย   น ตุณฺหี สพฺพทา สิยา
อวิกิณฺณํ มิตํ วาจํ    ปตฺเต กาเล อุทีริเย.


"ไม่ควรพูดจนเกินกาล ไม่ควรนิ่งเสมอไป เมื่อถึงเวลาก็ควรพูดพอประมาณ ไม่ฟั่นเฝือ"

(พุทธ) ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๓๓๘.

การพูดนั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นโลกนี้ จะต้องอาศัยภาษาเป็นการสื่อสารคืออาศัยการพูดเป็นสื่อนั่นเอง มนุษย์ที่เกิดมาพูดได้กันทุกคน (ถ้าไม่ผิดปกติ) แต่ว่าการพูดได้กับการพูดเป็นและถูกกาลเทศะนั้นต่างกัน พูดได้หมายถึงพูดอะไรก็ได้ที่สื่อความหมายให้คนอื่นรู้เรื่องก็ได้ ไม่รู้เรื่องก็ได้ แต่การพูดเป็นนั้นจะต้องพูดหรือสื่อความหมายให้คนอื่นรู้เรื่องและถูกกาลเทศะอีกด้วย การพูดที่ดีนั้นจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น เมื่อได้รับเชิญให้พูดในโอกาสต่างๆ ภายในเวลา ๑๐ นาที จะต้องพูดให้ครบตามเวลาที่กำหนดหรือต่ำกว่านั้นก็ได้ แต่อย่าให้เกินเวลาที่กำหนดไว้หรือว่าเกินเวลานิดหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามากไปก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง จะทำให้เกินความพอดี

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูดในการให้เหตุผลต่างๆ ก็ควรพูดบ้างพอประมาณ มิใช่นิ่งเสียไปทุกเรื่องไม่ยอมพูดอะไร และจะต้องพูดด้วยวาจาสุภาพคือวาจางามที่ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
     ๑. พูดถูกกาลเทศะ
     ๒. พูดจริง
     ๓. พูดอ่อนหวาน
     ๔. พูดในสิ่งที่มีประโยชน์
     ๕. พูดด้วยจิตเมตตา


จาก : พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒ ฉบับมาตรฐาน (โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง)
http://www.watpitch.com/buddhist-proverb-485.html
อ้างอิง : วิธุรชาดก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=28&A=5626&Z=6510
106  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / บุพนิมิตแห่งมรรค "แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี" เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 11:04:28 AM





บุพนิมิตแห่งมรรค 7 (ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า มรรคมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตย์จะอุทัย, แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี, รุ่งอรุณของการศึกษา)

1. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร, มีมิตรดี, คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี)
2. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล, การทำศีลให้ถึงพร้อม, ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดี)
3. ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ, การทำฉันทะให้ถึงพร้อม, ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม, ความใฝ่รู้ใฝ่)
4. อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว, การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วให้สมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา [ที่จะเป็น ภาวิตัตต์ คือผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว] )
5. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ, การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม, การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุ)
6. อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท, การทำความไม่ประมาทให้ถึง)
7. โยนิโสมนสิการสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ, การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม, ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์)


เมื่อใดธรรมที่เป็นบุพนิมิต 7 ประการนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดมีในบุคคลแล้ว เมื่อนั้นย่อมเป็นอันหวังได้ว่าเขาจักเจริญ พัฒนา ทำให้มาก ซึ่งมรรคมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐ คือจักดำเนินก้าวไปในมัชฌิมาปฏิปทา


ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
อ้างอิง : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
http://www.84000.org/tipitaka/read/?19/130-136/36
107  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความเป็นไทยเพิ่งสร้าง มีลายกระหนกรกรุงรัง เมื่อ: มิถุนายน 12, 2016, 09:57:37 PM




ความเป็นไทยเพิ่งสร้าง มีลายกระหนกรกรุงรัง

ความเป็นไทยมีลายกระหนกแบบราชการ เป็นประวัติศาสตร์เพิ่งสร้างเมื่อไม่นานมานี้ โดยคนชั้นนำกรุงรัตนโกสินทร์ ล้วนแสดงความเป็นไทยของคนชั้นสูงในภาคกลาง ไม่ใช่ของสามัญชนคนทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย

ความเป็นไทยลายกระหนกแบบราชการ (เช่น ผ้าไทย, แต่งชุดไทย, รำไทย ฯลฯ) จึงไม่มีพลังมากพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และไม่ผลักดันการท่องเที่ยวท้องถิ่นอย่างแข็งแรงได้

ถ้าจะมีความเป็นไทยจริงๆ น่าจะมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ทั้งจากอาเซียนในอุษาคเนย์ และจากที่ต่างๆ ในโลก ซึ่งไม่มีลายกระหนก จึงมีพลังกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลักดันอย่างแข็งแรงให้การท่องเที่ยวท้องถิ่นทั่วประเทศไทย แล้วแบ่งปันได้ถึงเพื่อนบ้าน

ยุคอยุธยา ความเป็นไทย (ถ้ามีจริง) ที่คณะทูตจากราชสำนักฝรั่งเศสรู้จัก ล้วนมาจากลาวลุ่มน้ำโขง แต่ที่คณะทูตไม่รู้จักอาจมาจากลุ่มน้ำสาละวิน (ในพม่า) กับลุ่มน้ำอื่นอีกก็ได้ ไม่จำกัด และไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เคลื่อนไหวตลอดเวลา

โลกไม่เหมือนเดิม ความเป็นไทยแบบเดิมๆ มีลายกระหนกรกรุงรัง จะกลายเป็นสิ่งกีดขวางความก้าวหน้าของไทยเสียเอง



ผู้เขียน : สุจิตต์ วงษ์เทศ
ที่มา : คอลัมน์ สยามประเทศไทย มติชนรายวัน
เผยแพร่ : 3 มิ.ย. 59
http://www.matichon.co.th/news/159721
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วอนเร่งบูรณะองค์พุทธชินราช-จิตรกรรมฝาผนังวิหารก่อน หลังได้รับความเสียหาย เมื่อ: มิถุนายน 12, 2016, 09:52:57 PM





วอนเร่งบูรณะองค์พุทธชินราช-จิตรกรรมฝาผนังวิหารก่อน หลังได้รับความเสียหาย

วันที่ 12 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า หลังจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ ได้เสนอคณะเลขานุการคณะอนุกรรมการโครงการอนุรักษ์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรมศิลปากร เพื่อ บูรณะวิหารพระพุทธชินราช โดยเฉพาะเครื่องบน หรือส่วนหลังคาพระวิหาร ที่ไม้ซึ่งเริ่มชำรุดทรุดโทรม ผุกร่อนตามกาลเวลาหลายจุด หลังจากมีการบูรณะเมื่อ 30 ปีผ่านมา และหาวิธีการระบายความร้อนจากภายในพระวิหาร ซึ่ง ตัวแทนของกรมศิลปากรและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดนางทองใบ พันภูมิพฤกษ์ คณะกรรมการบริหารวัดพระศรีรัตนมหาราชวรมหาวิหาร อดีตหัวหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระพุทธชินราช กล่าวว่า จากการตรวจสอบไม่เพียงเครื่องบน หรือ หลังคาพระวิหารพระพุทธชินราชเท่านั้นที่เกิดความชำรุดเสียหาย แต่องค์พระพุทธชินราช มีสภาพทองหมอง และพบรอยขีดข่วน และเกิดความเสียหายจากการทำความสะอาดแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยหนึ่งในคณะอนุกรรมการโครงการอนุรักษ์ฯเสนอให้มีการบูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งหลุดร่อนเสียหายเนื่องจากภายในพระวิหารพระพุทธชินราช มีความชื้นมาก ถ้าทางคณะรับพิจารณาบูรณะอยากให้เร่งบูรณะ ทั้งสองส่วนภายในวิหารพระพุทธชินราชก่อน



นางทองใบกล่าวอีกว่า สำหรับในช่วงนี้ทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารยังไม่ระดมทุนเพื่อขอรับบริจาคเงินจากจิตศรัทธาของประชาชน จึงขอเวลารอคณะอนุกรรมการโครงการอนุรักษ์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่จะมีการพิจารณาในวันที่ 14 มิถุนายน นี้ก่อน หากมีการเห็นชอบก็จะเสนอให้ทางบอร์ดใหญ่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน ที่จะตอบว่าจะบูรณะส่วนใดได้บ้าง คงต้องรอดูก่อนถ้ามีการอนุมัติเงินบูรณะพร้อมกับช่างจากกรมศิลปากร หลังจากนั้นทางวัดจึงจะเริ่มระดมทุนเพื่อเปิดให้ประชาชนทำบุญร่วมกันปิดทององค์พระพุทธชินราชและนำเงินสมทบบูรณะวิหารพระพุทธชินราชก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนบูรณะส่วนอื่นๆเป็นลำดับต่อไป


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/170867
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดอบรมพระธรรมทูตทั่วประเทศ แนะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่-รักษาศีลให้ เมื่อ: มิถุนายน 12, 2016, 09:49:54 PM




สมเด็จวัดปากน้ำ เปิดอบรมพระธรรมทูตทั่วประเทศ แนะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่-รักษาศีลให้ดี

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ศาลาสตมานุสรณ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวสัมโมทนียกถาในฐานะเป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตรุ่นที่ 52/2559 ความว่า พระธรรมทูตไม่ได้เป็นได้เอง และไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ต้องผ่านการอบรม แต่งตั้ง ขึ้นทะเบียน มีบัตรประจำตัว ดังนั้น ผู้ที่เป็นพระธรรมทูตต้องภูมิใจ และต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของพระธรรมทูต เพราะพระธรรมทูตเปรียบเป็นผู้แทนพระศาสนา และเป็นผู้แทนของพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล เพื่อไปประกาศศาสนธรรมตามหมู่บ้านต่างๆ ต้องดูให้เหมาะสมว่าคนในหมู่บ้านนั้นๆ มีความต้องการอย่างไร เราจะได้สอนให้ตรงกับความต้องการของเขา ซึ่งความต้องการของคนมีอยู่ 4 อย่าง คือ
1.รูป
2.เสียง
3.ความเศร้าหมอง และ
4.ธรรมะ

อย่างไรก็ตาม ขอให้พระธรรมทูตสังวร และระวังในเรื่องศีลให้มาก พยายามรักษาศีลให้ดีไว้ คือ ทำกายให้เรียบร้อย ทำวาจาให้ไพเราะ และสอนโยมให้รักษาศีล 5 โยมจะได้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งตนเอง และบ้านเมือง


 :25: :25: :25: :25:

นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า การอบรมพระธรรมทูตครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 11-25 มิถุนายน รวม 15 วัน เป็นการอบรมพระธรรมทูตที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ เตรียมความพร้อมในการออกไปปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วประเทศ ปีนี้กำหนดอัตราพระธรรมทูตไว้ 200 รูป แบ่งเป็น 9 สาย ซึ่งแต่ละสายได้ร่วมกับศูนย์งานพระธรรมทูตจังหวัด และหน่วยกำกับพระธรรมทูตอำเภอ คัดเลือกพระภิกษุผู้มีความเหมาะสม ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยพระธรรมทูตที่เข้าฝึกอบรมต้องมีความรู้ระดับนักธรรมชั้นเอกขึ้นไป สำหรับผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้ว จะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตประจำการ มีชื่อเรียกว่า “พระธรรมทูตประจำหน่วยปฏิบัติการงานพระธรรมทูตอำเภอ”


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/169694
110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไปไม่พ้นเชื้อชาติไทย เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 10:30:08 PM


ไปไม่พ้นเชื้อชาติไทย

คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นบรรพชนคนไทย เพราะคนไทยเป็นลูกผสม (นักปราชญ์นักวิชาการและครูบาอาจารย์ บอกว่าลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่”) มีขึ้นจากการผสมผสานทางเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมเมื่อหลายพันปีมาแล้ว (หรือหลายหมื่นหลายแสนปีก็ได้) เช่น ลูกผสมระหว่างคนพูดตระกูลภาษามอญ-เขมร, ม้ง-เมี่ยน, ทิเบต-พม่า, ชวา-มลายู, ไทย-กะได ฯลฯ หลังจากนั้นยังผสม จีน, อินเดีย, เปอร์เซีย, อาหรับ ฯลฯ ไม่รู้จบ

ความเป็นคนมีก่อน ส่วนความเป็นไทยมีหลัง
ความเป็นคน มีก่อนตั้งแต่หลายพันหลายหมื่นหลายแสนปีมาแล้ว แต่ไม่พบชื่อเรียกตัวเองว่าอะไร?

ความเป็นไทย แล้วเรียกตัวเองว่าไทย มีครั้งแรกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราวหลัง พ.ศ.1800 (ก่อนหน้านั้นไม่พบหลักฐานเรียกตัวเองว่าไทย) โดยกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์ที่อยู่มาก่อนสืบเนื่องหลายพันปีมาแล้วผสมกับคนกลุ่มใหม่ ปรับเปลี่ยนเรียกตัวเองด้วยคำว่าไทย ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจการเมืองของช่วงเวลานั้น แล้วเรียกต่อมาสืบถึงทุกวันนี้


 ans1 ans1 ans1 ans1

ไทยมีประวัติศาสตร์ทั้งของผู้คนและดินแดน เป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์อย่างแยกออกจากกันมิได้ ดังนั้นบรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ย่อมเป็นบรรพชนคนไทยด้วย

ถ้ายอมรับได้ โดยมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนแข็งแรง ความขัดแย้งที่เคยมีก็ลดลง หรืออาจจืดจางไปก็ได้ในอนาคต

ปัญหาอยู่ที่คนส่วนมาก และนักประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนหนึ่ง ยังมีเยื่อใยห่วงหาอาวรณ์แนวคิดทฤษฎียุคอาณานิคม ว่ามีคนไทยเชื้อชาติไทยแท้อยู่ทางทิศเหนือ และต้องอพยพถอนรากถอนโคนจากที่อื่นลงมาอยู่ในไทย

ดังนั้น ทุกคราวเมื่อผมเขียนว่าคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ “ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นบรรพชนคนไทย” ก็ถูกลากไปจนได้ว่าผมบังคับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นคนไทย ทั้งๆ ไม่ได้ทำอย่างนั้น



ผู้เขียน : สุจิตต์ วงษ์เทศ
ที่มา : มติชนรายวัน
เผยแพร่ : 10 มิ.ย. 59
http://www.matichon.co.th/news/168684
111  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คุณธรรมแต่กำเนิด เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 10:24:02 PM



คุณธรรมแต่กำเนิด
โดย พระไพศาล วิสาโล

“ทําอย่างไรจึงจะปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็กได้?” เป็นคำถามที่อยู่ในใจของพ่อแม่และครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อย คำถามนี้มีนัยว่าคุณธรรมเป็นสิ่งที่เด็กไม่มีอยู่แต่เดิม ดังนั้น จึงต้องสร้างขึ้นมา แต่ในความเป็นจริง คุณธรรมบางอย่างมีอยู่ในตัวเด็กตั้งแต่แบเบาะ หนึ่งในนั้นคือความเอื้ออาทรหรือเมตตากรุณา

เมื่อทารกแรกเกิดเห็นหรือได้ยินทารกอีกคนร้องไห้ เขาจะร้องไห้ตามเหมือนกับว่ารู้สึกเป็นทุกข์ไปด้วย (แต่มักจะไม่ร้องหากได้ยินเสียงร้องของตนเอง) ส่วนเด็กที่อายุ 14 เดือนขึ้นไป จะไม่เพียงร้องไห้เมื่อได้ยินอีกคนร้องเท่านั้น แต่จะพยายามเข้าไปช่วยเด็กคนนั้น เด็กยิ่งโต ก็จะร้องไห้น้อยลง แต่จะพยายามช่วยมากขึ้น

เคยมีการทดลองให้เด็กอายุหกเดือนกับสิบเดือนดูภาพเคลื่อนไหวของวงกลมวงหนึ่งซึ่งพยายามไต่เขา บางครั้งก็มีสามเหลี่ยมช่วยดันวงกลมขึ้นไปจนถึงยอด แต่บางครั้งก็มีสี่เหลี่ยมผลักวงกลมลงมาจนถึงพื้น ตัวการ์ตูนทั้งสามล้วนมีนัยน์ตาสองข้างเสมือนคน เด็กดูภาพเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเบื่อ หลังจากนั้นผู้ทดลองก็เอาถาดมาให้เด็กเลือก ด้านหนึ่งของถาดเป็นของเล่นคล้ายตัวสามเหลี่ยมที่ชอบช่วย อีกด้านเป็นของเล่นคล้ายตัวสี่เหลี่ยมที่ชอบแกล้ง ปรากฏว่าเด็กสิบเดือน 14 ใน 16 คน เลือกตัวสามเหลี่ยม เช่นเดียวกับเด็กหกเดือนทั้ง 12 คน การทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็กนั้นเห็นว่าการช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น จึงชอบตัวที่ช่วยเหลือผู้อื่น


 :96: :96: :96: :96:

พฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ไม่มีใครสอน แต่ล้วนแสดงออกในทิศทางเดียวกัน คืออยากช่วยเหลือ และชื่นชอบการช่วยเหลือ นั้นหมายความว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่สัตว์ก็มีคุณธรรมดังกล่าวเช่นกันโดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาสอน

หนูตัวหนึ่งถูกแขวนห้อยโตงเตง มันทั้งร้องและดิ้น ทันทีที่หนูอีกตัวเห็นภาพดังกล่าว มันเริ่มวิ่งพล่านและหาทางช่วยหนูตัวนั้น จนพบว่าการกดคันโยกในกรงช่วยให้หนูเคราะห์ร้ายถูกหย่อนลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัย

ในห้องทดลองอีกแห่งหนึ่ง ลิงหกตัวถูกฝึกให้รู้จักดึงโซ่เมื่อต้องการอาหาร จู่ๆ มันก็พบว่าถ้ามันดึงโซ่เมื่อใด ลิงอีกตัวหนึ่งจะถูกไฟฟ้าชอร์ตและร้องด้วยความเจ็บปวด ปรากฏว่าลิงสี่ตัวเปลี่ยนไปดึงโซ่เส้นใหม่ ซึ่งแม้จะให้อาหารน้อยกว่า แต่ไม่ทำให้ลิงตัวนั้นเจ็บปวด ส่วนตัวที่ห้าหยุดดึงโซ่นาน 5 วัน ขณะที่ตัวที่หกไม่แตะโซ่นานถึง 12 วัน นั่นหมายความว่ามันยอมหิวเพื่อไม่ให้เพื่อนทุกข์ทรมาน

 ans1 ans1 ans1 ans1

ตัวอย่างดังกล่าวชี้ว่าความเอื้ออาทรหรือความมีน้ำใจ มิใช่สิ่งที่ต้องปลูกฝังในตัวเด็ก แต่เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมให้เจริญงอกงาม หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรบั่นทอนให้ลดน้อยถอยลง ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือการเลี้ยงดูในครอบครัว รวมทั้งการหล่อหลอมของสังคมนั้น บ่อยครั้งกลับทำตรงข้าม เช่น ส่งเสริมให้เด็กเห็นแก่ตัว ตำหนิลูกหากพบว่าลูกเอาปากกาให้เพื่อน หรือหยิบยื่นเงินให้เพื่อนที่ทำเงินหาย คำพูดว่า “ช่วยเขาแล้วเราได้อะไร” เป็นคำพูดที่กัดกร่อนคุณธรรมในตัวเด็กลงไปเรื่อยๆ ยังไม่ต้องพูดถึงการแก่งแย่งแข่งขันในโรงเรียนหรือบนท้องถนน รวมทั้งพฤติกรรมเอาแต่ได้ที่เห็นจากสื่อต่างๆ

การส่งเสริมและหล่อเลี้ยงคุณธรรมในตัวเด็ก (หรือผู้ใหญ่) ไม่จำเป็นต้องอาศัยการเทศนาสั่งสอน เพียงแค่เปิดโอกาสให้เขาเห็นความดีของผู้อื่น คุณธรรมในใจเขาก็ถูกปลุกเร้าขึ้นมาทันที หลายคนรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าเกิดแรงบันดาลใจอยากทำความดีเมื่อเห็นคนอื่นช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือกล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าเห็นกับตาหรือเห็นจากวิดีโอคลิป อันที่จริงแม้เพียงแค่ได้อ่านหรือได้ยินเรื่องราวแห่งความเสียสละหรือมีน้ำใจของผู้คน เราก็รู้สึกปลาบปลื้ม ประทับใจ และเป็นสุข ซึ่งล้วนแต่กระตุ้นให้เราอยากทำความดีอย่างเขา

การได้เห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ทั้งต่อหน้าต่อตาหรือผ่านสื่อ สามารถกระตุ้นคุณธรรมในใจเราจนเราไม่อาจนิ่งเฉยได้ ทั้งนี้ เพราะมีบางอย่างในจิตใจของเราที่ทำให้เรารู้สึกถึงความทุกข์ของเขา (ศาสนาเรียกสิ่งนั้นว่าเมตตากรุณา หรือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ส่วนวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเป็นเพราะเซลล์กระจกหรือ mirror nuron ในสมองของเรา ทำให้มีความรู้สึกร่วมกับเขา) การรับรู้ถึงความทุกข์ของเขาทำให้เราปรารถนาที่จะช่วยเหลือเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (แต่บางครั้งหัวสมองกับหัวใจของเราก็ไม่ได้ไปด้วยกัน ขณะที่หัวใจรู้สึกเป็นทุกข์ที่เห็นคนเป็นลมข้างถนน หัวสมองกลับบอกว่าถ้าช่วยเขาเราก็เสียเวลาหรืออาจไปทำงานช้า ถ้าหัวสมองมีพลังมากกว่า ก็หาทางบ่ายเบี่ยงด้วยการมองไปทางอื่น หรือแกล้งมองไม่เห็น หรืออ้างเหตุผลต่างๆ นานา เช่น “เดินต่อไปเถอะ ใครๆ ก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น”)


 :25: :25: :25: :25:

วิธีหนึ่งที่มีพลังมากในการเสริมสร้างคุณธรรมก็คือ การได้รับความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่มีคนทำดีกับเรา

เช่น ช่วยเหลือเรา ให้อาหารหรือของขวัญแก่เรา อดทนต่ออารมณ์ของเรา เราจะมีความรู้สึกอยากทำดีกับเขา รวมทั้งเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีกับผู้อื่น อย่างเดียวกับที่เราเคยได้รับ พ่อแม่ที่ฟังลูก อดกลั้นต่อลูก ย่อมส่งเสริมให้ลูกรู้จักฟังพ่อแม่และผู้อื่น รวมทั้งอดกลั้นต่ออารมณ์ของคนอื่นด้วย คนที่เห็นแก่ตัว หากได้รับความเจือจานจากผู้อื่น คุณธรรมในใจของเขาจะได้รับการเสริมแรงจนสามารถเอาชนะความเห็นแก่ตัว และรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นในที่สุด

คนเรายังอยากทำความดีเมื่อได้รับคำชม คำชมที่จริงใจนั้นเป็นพลังบวก ที่สามารถดึงพลังบวกหรือความใฝ่ดีในจิตใจของอีกฝ่ายได้ เด็กเกเรหากได้รับคำชมเมื่อเขาทำดีแม้เพียงเล็กน้อย เขาจะมีกำลังใจในการทำความดีมากขึ้น คำชมนั้นสามารถกระตุ้นความใฝ่ดีในใจของเขาจนเอาชนะความก้าวร้าวหยาบกระด้างได้ แต่บางครั้งจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาทำความดี เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม อันที่จริงแค่ได้ทำความดี ความรู้สึกปีติปราโมทย์หรือภาคภูมิใจก็เกิดขึ้นทันที ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เราอยากทำความดีต่อไป

 st12 st12 st12 st12

มีตัวอย่างมากมายที่ชี้ว่าการทำความดี โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นผลดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ หลายคนหายจากโรคหัวใจเมื่อได้เป็นจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง จำนวนไม่น้อยคลายจากโรคซึมเศร้าเมื่อได้ช่วยเหลือส่วนรวม หรือดูแลสัตว์ที่เจ็บป่วย (อย่าว่าแต่คนเลย ลิงที่มีความเป็นมิตร ชอบสางขนหาเห็บให้แก่ลิงตัวอื่น มีแนวโน้มที่จะอายุยืน เมื่อนำเลือดไปตรวจก็พบว่ามีฮอร์โมนเครียดที่ต่ำมากและมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงกว่า)

ความดีและความสุขนั้นอยู่ใกล้กันมาก ถ้าอยากให้ลูกมีความสุข ก็ควรสนับสนุนให้เขาทำดี ด้วยการส่งเสริมคุณธรรมที่มีอยู่แล้วในใจเขา แต่จะเกิดผลดีอย่างแท้จริง พ่อแม่ก็ต้องส่งเสริมคุณธรรมในใจตนก่อน เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลให้แก่เขา



ผู้เขียน : พระไพศาล วิสาโล www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
ที่มา : คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ มติชนรายวัน
เผยแพร่ : 11 มิ.ย. 59
http://www.matichon.co.th/news/169416
112  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวเชียงใหม่เฝ้าสักการะแน่นขบวนอัญเชิญ “พระบรมธาตุเจ้าเข้าเวียง” ท่ามกลางสายฝน เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 10:20:23 PM



ศรัทธาแรง! ชาวเชียงใหม่เฝ้าสักการะแน่นขบวนอัญเชิญ “พระบรมธาตุเจ้าเข้าเวียง” ท่ามกลางสายฝน

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ขบวนอัญเชิญพระทักขิณโมลีธาตุ จากวัดพระธาตุศรีจอมทอง ในพิธีอัญเชิญ “พระบรมธาตุเจ้าเข้าเวียง” เคลื่อนเข้าประดิษฐาน ณ มณฑลพิธี “ข่วงหลวง” อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ กลางเมืองเชียงใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ให้ประชาชนร่วมประกอบพิธีสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป โดยตลอดเส้นทางที่ผ่านรอบตัวเมืองมีศรัทธาเฝ้ารอคอยสักการะแน่นท่ามกลางสายฝน
       
       ช่วงบ่ายวันนี้ (11 มิ.ย.) ขบวนอัญเชิญพระทักขิณโมลีธาตุ จากวัดพระธาตุศรีจอมทอง ในพิธีอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าเข้าเวียง ได้เคลื่อนออกจากวัดสวนดอก (พระอารามหลวง) ผ่านโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ไปตามถนนรอบคูเมืองด้านนอก ผ่านวัดปันเส่า วัดโลกโมฬี ถึงประตูช้างเผือก จากนั้นทำการอัญเชิญพระบรมธาตุขึ้นสู่รถบุษบก พร้อมมีขบวนอัญเชิญพระเสตังคมณี เเละพระศิลา เข้าร่วม แล้วเคลื่อนสู่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ เเล้วอัญเชิญพระบรมธาตุจากบุษบก พระเสตังคมณี เเละพระศิลา ขึ้นประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีชั่วคราว ให้ประชาชนร่วมกันสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยในช่วงของการเคลื่อนขบวนอัญเชิญนั้น ปรากฏว่า มีสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีศรัทธาชาวเชียงใหม่ เฝ้ารอสักการะพระบรมธาตุเป็นจำนวนมากตลอดเส้นทาง

       


       ทั้งนี้ พิธีอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าเข้าเวียง ในครั้งนี้นั้น จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับทุกภาคส่วนจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 มิ.ย.59 เพื่อสมโภชเมืองเชียงใหม่ในวาระที่มีอายุครบรอบ 720 ปี และครบ 550 ปี พระบรมธาตุศรีจอมทอง รวมทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๗๐ ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนพรรษา ๗ รอบ ในปี ๒๕๕๙ นี้
       
       เริ่มจากวันที่ 10 มิ.ย.59 ประกอบพิธีอัญเชิญพระธาตุจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง ขึ้นพักขบวนที่วัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประกอบพิธีพุทธาภิเษก จากนั้นวันที่ 11 มิ.ย.59 อัญเชิญเข้าเวียงเชียงใหม่ ประกอบพิธีทำบุญทักษิณานุประทานถวายบูรพกษัตริย์ ที่วัดสวนดอก พระอารามหลวง
       
       โดยการจัดรูปขบวนอันยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต เพื่อนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีชั่วคราวลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้ประกอบพิธีสรงน้ำพระธาตุ ถวายเครื่องสักการะ และร่วมพิธีพุทธาภิเษก ก่อนจะนำพระธาตุกลับสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ในวันรุ่งขึ้น

       


       สำหรับพิธีอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าเข้าเวียงในครั้งนี้นั้น ถือเป็นพิธีสำคัญที่จะมีการจัดขึ้นเฉพาะในวาระโอกาสที่มีความสำคัญเป็นพิเศษเท่านั้น ซึ่งในอดีต เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะเป็นผู้อัญเชิญบรมพระธาตุจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง มาประดิษฐานในเมืองเชียงใหม่ โดยมีการแต่งรูปขบวนด้วยเครื่องสูง ประกอบด้วยพัดพ้าว จามร บังวัน ช่อ ธงไชยฯ เครื่องสักการะ ขบวนช้าง ขบวนม้า และการประโคมดนตรี ธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายร้อยปี
       
       โดยขบวนมีประชาชนมาเคารพสักการะตลอดเส้นทาง จากจอมทองจน ถึงเมืองเชียงใหม่ ระหว่างทางจะมีการอาราธนาพระบรมธาตุขึ้นพัก และสักการะก่อนเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ที่วัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) พร้อมมีพิธีพุทธาภิเษกตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งสาง จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทอง เสด็จเข้ามายังเมืองเชียงใหม่ ด้วยการจัดรูปขบวนอย่างยิ่งใหญ่เพื่อนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีชั่วคราวใจกลางเมืองเชียงใหม่ หรือ “ข่วงหลวง” ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์





ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000058558
113  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดใหญ่เสนอกรมศิลปากร บูรณะวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 10:15:00 PM





วัดใหญ่เสนอกรมศิลปากร บูรณะวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน  ที่วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลก คณะของกรมศิลปากรและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เดินทางมาตรวจสอบวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช และประชุมร่วมกับคณะกรรมการวัดใหญ่ หลังจากต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ทางวัดใหญ่ ได้ทำเรื่องเสนอไปยัง 2 หน่วยงาน ขอให้มาบูรณะซ่อมแซมวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่หลายส่วน โดยเฉพาะเครื่องบนที่ทำด้วยไม้ ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา หลังจากผ่านการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา โดยทางวัดมีพระมหาธนศักดิ์จินตกวี เลขานุการเจ้าอาวาสวัดใหญ่ อาจารย์ขวัญทอง สอนศิริ ที่ปรึกษาวัดใหญ่ ให้การต้อนรับคณะ ที่นำโดยนายอมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และนายชง ชาวระหาญ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าแผนกบริหารงานพิเศษ 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

พระมหาธนศักดิ์ จินตกวี เลขานุการ เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เปิดเผยว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีพระพุทธชินราช พระพุทธปฏิมากรที่มีพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานเป็นพระประธาน เป็นที่ต้องพระราชศรัทธาในสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า เกือบทุกสมัย ตั้งแต่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีโบราณสถานที่สำคัญคือ วิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เป็นสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัยที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย แต่ปัจจุบัน วิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช พระวิหารพระพุทธชินสีห์ พระวิหารพระศรีศาสนา วิหารคต ที่ได้ทำการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปี 2529 หรือ 30 ปีผ่านมา เริ่มมีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะเครื่องบนวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่ทำด้วยไม้ มีการผุกร่อนหลายจุด หลังคากระเบื้องโป่ง รวมถึงมีปัญหาเกี่ยวกับระบบระบายอากาศภายในวิหาร อันเกิดความร้อนอบอ้าว ภายในวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชยิ่งนัก

พระมหาธนศักดิ์จินตกวี เปิดเผยต่อว่า พระธรรมเสนานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จึงเสนอเรื่องไปยังกรมศิลปากร และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีบทบาทในการสนับสนุนงบประมาณวัด โบราณสถาน ที่มีความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้มาพิจารณาตรวจสอบ จัดสรรงบประมาณซ่อมแซม บูรณะวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เพื่อให้มีความสง่างามคงคุณค่าในศิลปกรรมเป็นมรดกของแผ่นดินต่อไป



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/168156
114  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระปางลีลาวัดพระปรางค์ ชำรุดหนัก วอนทุกภาคส่วนอนุรักษ์ศิลปกรรมล้ำค่า เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 10:12:10 PM




พระปางลีลาวัดพระปรางค์ งานปั้นชิ้นเอกชำรุดหนัก วอนทุกภาคส่วนอนุรักษ์ศิลปกรรมล้ำค่า

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายสมชาย เดือนเพ็ญ นักประวัติศาสตร์สุโขทัย ผู้ได้รับรางวัลวัฒนคุณาธร ประจำปี 2556 ได้นำผู้สื่อข่าวเข้าตรวจสอบความเสียหายของพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาอายุหลายร้อยปี ที่ประทับยืนอยู่ในพระวิหารหลวง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร หรือวัดพระปรางค์ หมู่ 6 ต.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามคลาสสิกที่สุด แต่ปัจจุบันได้เกิดชำรุดและมีรอยแตกร้าวทั่วทั้งองค์ กลัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ถ้าไม่มีการดูแลรักษาที่ดีพอ

นายสมชาย กล่าวว่า พระพุทธรูปปางลีลาผลงานชิ้นเอกของวัดพระปรางค์แห่งนี้ เป็นปางในพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วลงมาโปรดมนุษย์โลก ชาวบ้านท้องถิ่นเรียกว่าปางพระเจ้าหย่อนตีน นิยมสร้างกันในสมัยพระเจ้าลิไท โดยวัดที่สร้างในสมัยเดียวกันนี้ จะพบพระพิมพ์ปางลีลาด้วยจำนวนมาก


 :25: :25: :25: :25:

ทั้งนี้ พระพุทธรูปปางลีลาวัดพระปรางค์ มีลักษณะที่งดงามระดับโลก แม้แต่ Mr. A.B. Griswold นักสะสมผลงานศิลปะ และผู้เชี่ยวชาญศิลปะตะวันออกชาวอเมริกัน ยังกล่าวว่า “เป็นพระพุทธรูปที่มีเส้นสายพลิ้วดุจเปลวเพลิง นี่คือรูปลักษณ์ของพระพุทธรูปที่งดงามคลาสสิกที่สุด เท่าที่ศิลปกรรมไทยจะสร้างสรรค์ขึ้นได้”

นายสมชาย กล่าวอีกว่า เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันพระพุทธรูปปางลีลาองค์นี้ ผลงานดั่งเพชรน้ำเอกของศรีสัชนาลัย และเป็นชื่อเสียงของสุโขทัย กำลังชำรุดเสียหายอย่างหนัก เพราะต้องตากแดดตากฝนมานานนับร้อยปี จนทำให้ปูนโบราณหลุดล่อน และเกิดการแตกร้าวทั่วทั้งองค์ จึงอยากวิงวอนทุกภาคส่วนมาร่วมกันหาทางอนุรักษ์ผลงานศิลปะชิ้นเอกนี้ให้คงอยู่สืบไป

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/169214
115  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มส.จัดสวดมนต์ทั่ว ปท.ถวายพระราชินี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 08:54:53 AM


มส.จัดสวดมนต์ทั่ว ปท.ถวายพระราชินี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก พศ.กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระมหารัชมุงคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในการประชุม ว่า

มส.มีมติเห็นชอบให้ พศ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 12 สิงหาคม 2559 ประจำปี 2559 โดยมีเจ้าคณะใหญ่แต่ละหนเป็นประธานการดำเนินงาน มีกำหนดการดังนี้

- เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กำหนดจัดพิธี วันที่ 9 สิงหาคม เวลา 08.00 น.ที่วัดมงคลธรรมกายาราม ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
- เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กำหนดจัดพิธี วันที่ 6 สิงหาคม เวลา 16.00 น.ที่วัดพิชยญาติการาม เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ
- เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กำหนดจัดพิธี วันที่ 9 สิงหาคม เวลา 17.00 น.ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
- เจ้าคณะใหญ่หนใต้ กำหนดจัดพิธี วันที่ 8 สิงหาคม เวลา 13.00 น.ที่วัดกะพังสุรินทร์ อ.เมือง จ.ตรัง และ
- เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กำหนดจัดพิธี วันที่ 11 สิงหาคม เวลา 16.00 น.ที่วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ



ขอบคุณข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/168676
116  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มส.มีมติตั้ง ‘ว.วชิรเมธี’ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ฝ่ายศึกษาสงเคราะห์ เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 08:52:11 AM





มส.มีมติตั้ง ‘ว.วชิรเมธี’ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ฝ่ายศึกษาสงเคราะห์


เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก พศ.กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระมหารัชมุงคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในการประชุม ว่า

มส.ยังเห็นชอบตามที่พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญหนเหนือ ได้รับรายงานจากเจ้าคณะภาค 6 ว่าเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เสนอขอแต่งตั้งพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี วัดพระสิงห์ พระอารามหลวง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง ฝ่ายศึกษาสงเคราะห์



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/168640
117  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มติ มส.ยก ’13 วัดร้าง’ ทั่วประเทศ ขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 08:49:19 AM


มติ มส.ยก ’13 วัดร้าง’ ทั่วประเทศ ขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก พศ.กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระมหารัชมุงคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในการประชุม ว่า มส.เห็นชอบยกวัดร้าง 13 วัดทั่วประเทศ ขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา ได้แก่ วัดร้างบ้านกลาง กรุงเทพฯ, วัดวงทาส จ.ลพบุรี, วัดทัพช้าง จ.มหาสารคาม, วัดเสือโก้ก จ.มหาสารคาม, วัดจอมศรี จ.ขอนแก่น, วัดพระคุณศรี จ.อุบลราชธานี, วัดบ้านบาก จ.อุบลราชธานี, วัดบ้านโพธิ์ จ.ร้อยเอ็ด, วัดหินจุ้ม จ.หนองคาย, วัดหนองปู่ฮ้อ จ.ลำปาง, วัดดงป่าดะ จ.เชียงใหม่ และวัดกู่เบี้ย จ.เชียงใหม่

 ans1 ans1 ans1 ans1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเงื่อนไขการขอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา มีดังนี้
1.ประชาชนที่มีศรัทธาจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดร้าง มีหนังสือถึงนายอำเภอ หรือเจ้าคณะอำเภอ
2.เจ้าคณะอำเภอ หรือนายอำเภอร่วมกันพิจารณาว่าสมควรจะยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาหรือไม่ โดยพิจารณาจากวัดร้างนั้นอยู่ในสภาพที่สมควรเป็นที่อยู่อาศัย และจำพรรษาของพระภิกษุ มีประชาชนในละแวกใกล้เคียงจำนวนมากพอที่จะทำนุบำรุงให้วัดเจริญได้ ตั้งอยู่ห่างจากวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่ต่ำกว่า 2 กิโลเมตร เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร มีที่ดินพอที่จะขยายให้วัดเจริญได้ซึ่งไม่ต่ำกว่า 6 ไร่ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น และต้องมีพระภิกษุจำพรรษาในวัดไม่น้อยกว่า 4 รูป
3.เจ้าคณะอำเภอ และนายอำเภอ ร่วมกันรายงานการขอยกวัดร้างต่อเจ้าคณะจังหวัด
4.เจ้าคณะจังหวัดได้รับทราบแล้ว ทำความเห็นเพื่อยื่นต่อจังหวัด
5.จังหวัดนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการศาสนาจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ และ
6.ส่งเรื่องให้ พศ.ดำเนินการ


ขอบคุณข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news/168623
118  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ 5 ยุค เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 08:46:00 AM




เปิดสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ 5 ยุค

กรมศิลปากร อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุรวม 5 ยุคสมัย ให้ประชาชนสักการะ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 10 มิ.ย.- 30 ต.ค.นี้ เฉลิมพระเกียรติในหลวงครองราชย์ 70 ปี

วันนี้(10มิ.ย.) เวลา09.09 น.ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 ยุคสมัย18 รายการ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนสักการะ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี 9  มิถุนายน 2559 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ 84 พรรษา 12 สิงหาคม 2559 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) และประชาชน เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก



รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีขณะบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ณ ดินแดนแห่งนี้ มาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,400 ปี รวม 5 ยุคสมัย ได้แก่ ทวารวดี ล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ซึ่งเก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสาม พระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ รวม 18 รายการ มาประดิษฐานรวมกันเป็นครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสกราบบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. ถึงวันที่ 30 ต.ค. 2559 ภายใต้ชื่อกิจกรรม “กราบบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เถลิงราชย์นวธรรมราชา”

"พระบรมสารีริกธาตุถือเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศาสดาและเป็นหนึ่งในสิ่งมงคลสูงสุดที่พุทธศาสนิกชนสักการบูชา ซึ่งเมืองที่สำคัญจะมีการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพระสถูปที่เป็นศูนย์กลางของบ้านเมือง เสมือนดั่งมีพระพุทธองค์เสด็จประทับเป็นประธานในบ้านเมืองนั้น และยังเป็นเครื่องยืนยันหรือประจักษ์พยานว่าพระมหากษัตริย์ ทรงปกครองบ้านเมืองและราษฎรโดยยึดมั่นอยู่ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จนได้รับสมัญญานามว่า"ธรรมราชา" และได้ทรงทำนุบำรุง และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรจนถึงปัจจุบัน" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/501780
119  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'วัดใหญ่ เมืองสองแคว' ยื่น กรมศิลป์บูรณะวิหารพระพุทธชินราช เมื่อ: มิถุนายน 11, 2016, 08:42:53 AM





'วัดใหญ่ เมืองสองแคว' ยื่น กรมศิลป์บูรณะวิหารพระพุทธชินราช

วัดใหญ่ เสนอกรมศิลป์ฯ บูรณะวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช บริเวณเครื่องบนที่เป็นไม้เริ่มชำรุดผุกร่อนหลายจุด หลังจากมีการบูรณะเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา และหาวิธีการระบายความร้อนจากวิหาร จนท.เข้าตรวจสอบ-พิจารณาการซ่อมแซมต่อไป...

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารอ.เมือง จ.พิษณุโลก คณะของกรมศิลปากร และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เดินทางมาตรวจสอบวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช และประชุมร่วมกับคณะกรรมการวัดใหญ่ หลังจากต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ทางวัดใหญ่ได้ทำเรื่องเสนอไปยังสองหน่วยงาน ขอให้มาบูรณะซ่อมแซมวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่หลายส่วน โดยเฉพาะ เครื่องบนที่ทำด้วยไม้ ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลาหลังจากผ่านการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา โดยพระมหาธนศักดิ์จินตกวี เลขานุการเจ้าอาวาสวัดใหญ่ อาจารย์ขวัญทอง สอนศิริ ที่ปรึกษาวัดใหญ่ ให้การต้อนรับคณะของ นายอมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และนายชง ชาวระหาญ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าแผนกบริหารงานพิเศษ 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์


วิหารพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก

พระมหาธนศักดิ์ จินตกวี เปิดเผยว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีพระพุทธชินราช พระพุทธปฏิมากรที่มีพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานเป็นพระประธาน เป็นที่ต้องพระราชศรัทธาในสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าเกือบทุกสมัย ตั้งแต่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีโบราณสถานที่สำคัญคือ วิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เป็นสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัยที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย แต่ปัจจุบัน วิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช พระวิหารพระพุทธชินสีห์ พระวิหารพระศรีศาสนา วิหารคต ที่ได้ทำการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปี 2529 หรือ 30 ปีผ่านมา เริ่มมีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะเครื่องบนวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่ทำด้วยไม้ มีการผุกร่อนหลายจุด หลังคากระเบื้องโป่ง รวมถึงมีปัญหาเกี่ยวกับระบบระบายอากาศภายในวิหาร อันเกิดความร้อนอบอ้าว ภายในวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชยิ่งนัก จึงเสนอเรื่องไปยังกรมศิลปากร และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีบทบาทในการสนับสนุนงบประมาณวัด โบราณสถาน ที่มีความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้มาพิจารณาตรวจสอบ จัดสรรงบประมาณซ่อมแซม บูรณะวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เพื่อให้มีความสง่างามคงคุณค่าในศิลปกรรม เป็นมรดกของแผ่นดินต่อไป

ด้าน นายอมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เปิดเผยว่าการมาวัดใหญ่ครั้งนี้ ตนเป็นตัวแทนของกรมศิลปากร มาตรวจสอบร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดข้อเสนอการบูรณะ และสภาพการชำรุดของวิหาร ซึ่งทั้งสองหน่วยงานก็จะนำเรื่องกลับไปเสนอคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาว่าจะเริ่มดำเนินการบูรณะซ่อมแซมและใช้งบประมาณจำนวนเท่าไร


จ่อ บูรณะอีกครั้ง หลังจากเคยทำมาแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน วิหารพระพุทธชินราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของประเทศ

ขณะที่ นายขวัญทอง สอนศิริ อาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ ที่ปรึกษาวัดใหญ่ และเป็นผู้สนใจในประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลก นำสื่อมวลชนสำรวจวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชโดยรอบพบว่า บริเวณเครื่องบนวิหารที่ทำด้วยไม้ หลายจุดอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก มีการผุกร่อนอย่างเห็นได้ชัด เป็นไปตามกาลเวลา ที่เจอทั้งลม ฝน และแดด และกระเบื้องหลังคาหลายจุดเริ่มโป่งพอง จากเครื่องบนไม้ที่ชำรุด

ทั้งนี้ ทางวัดยังเสนอให้ กรมศิลปากร หาวิธีการในการระบายอากาศภายในวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่อยู่ในสภาพร้อนอบอ้าวมาก แม้ว่าในวิหารจะมีช่องระบายอากาศด้านข้างวิหาร ที่ทำเป็นช่อง เป็นอาคารตามศิลปะสมัยสุโขทัย แต่ด้วยสภาพของอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นด้านบน ซึ่งวิหารไม่มีช่องระบายอากาศด้านบนออก แต่เดิมมีช่องให้แสงเข้า แต่ได้ทำการปิดไป หากมีการบูรณะใหม่ก็อยากให้กรมศิลปากรพิจารณาการระบายอากาศออกจากช่องแสงเข้าด้านบนของวิหารด้วย



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/636152
120  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / โลกนี้คือโรงละคร "แสดงให้เต็มที่ รำให้สุดแขน แพนให้สุดปีก" เมื่อ: มิถุนายน 10, 2016, 01:36:24 PM





โลกนี้คือโรงละคร

ชีวิตของคนเราเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะต้องแสดงบทบาทให้เต็มที่ เหมือนกับที่พูดกันว่า โลกนี้คือโรงละครใหญ่ ชายหญิงไซร้คือตัวละคร เราเเสดงละครตามบทบาทตามหัวโขนที่สวมกันมา แสดงให้เต็มที่ รำให้สุดแขน แพนให้สุดปีก อยู่ในตำเเหน่งก็ทำงานให้เต็มที่ และเมื่อถึงเวลาก็ต้องวางหัวโขน ถอดหัวโขน และลาเข้าโรงละครดังบทประพันธ์ว่า

                  โลกนี้คือโรงละคร  ปวงนิกรเราท่านเกิดมา
                  ต่างร่ายรำทำทีท่า  ตามลีลาของบทละคร
                  บางครั้งก็เศร้าบางคราวก็สุข  บางทีก็ทุกข์หัวอกสะท้อน
                  มีร้างมีรักมีจากมีจร  พอจบละครชีวิตก็ลา


ถ้าเป็นโรงละครแห่งชาติ ลาแล้วเข้าโรง แต่ละครชีวิต ลาเเล้วเข้าโลง




อ้างอิง :-
- คำเทศนาของ พระพรหมบัณฑิต(ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙, ศ.,ดร.) ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์, กรรมการมหาเถรสมาคม, เจ้าคณะภาค ๒, เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- จากพระธรรมเทศนา ๕๗ กัณฑ์ เรื่องกุศลกรรมกถา ว่าด้วยเรื่องการทำดี สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙.,Ph.D) แสดงในการบำเพ็ญกุศลสัตตมวารอุทิศถวายพระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน) ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

ที่มา :- http://www.watprayoon.com/main.php?url=about1&code=content140
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 446