ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 298
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวบ้านศรีสะเกษไล่ “พระครู” หัวหน้าสำนักสงฆ์ อ้างฮุบเงินผ้าป่า-สร้างแตกแยก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 12:00:21 PM


ชาวบ้านศรีสะเกษไล่ “พระครู” หัวหน้าสำนักสงฆ์ อ้างฮุบเงินผ้าป่า-สร้างแตกแยก

ศรีสะเกษ- ชาวบ้านรวมตัวขับไล่ “พระครู” หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโนนแดง เมืองศรีสะเกษ อ้างมีพฤติกรรมไม่โปร่งใส โกงเงินป่า ชอบออกจากวัดเวลากลางคืน และเอี่ยวการเมืองท้องถิ่น ยุยงสร้างความแตกแยกให้หมู่บ้าน ด้าน “พระครู” ถูกขับไล่แจงไม่เป็นความจริง เผยชาวบ้านกลุ่มหนุน-ต้านหวิดปะทะเดือด
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.00 น. เมื่อคืนนี้ (12 ต.ค.) ที่สำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์บ้านโนนแดง ม.6 ตำบลหนองไผ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้มีชาวบ้านบ้านโนนแดงประมาณ 50 คน นำโดย นางสาวบุญยาพัฒน์ วรภัทรธนจรัส ผู้ใหญ่บ้านโนนแดง หมู่ที่ 6 และ นายธัญธนิตย์ มั่นนรเศรษฐ์ ประธานกรรมการหมู่บ้าน รวมตัวกันขับไล่ พระครูรัตกิจจานุยุทธ หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโนนแดง โดยกล่าวหาว่า พระครูรัตกิจจานุยุทธ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในหลายด้าน ชอบออกจากวัดเวลากลางคืน ไม่จำวัดในช่วงฤดูเข้าพรรษา อีกทั้งเมื่อมีผ้าป่ามาไม่ยอมชี้แจงบัญชีส่วนกลางให้คณะกรรมการวัดทราบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นสร้างความแตกแยกให้แก่ชาวบ้าน

       


       นายธัญธนิตย์เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพระรูปนี้ไม่เคยพัฒนาที่พักสงฆ์หรือสำนักสงฆ์แห่งนี้ ทั้งๆ ที่มีการจัดผ้าป่า ตลอดจนมีญาติโยมที่มีจิตศรัทธาถวายปัจจัยให้แต่กลับไม่มีการพัฒนาแต่อย่างใด และเมื่อคณะกรรมการวัดได้พยายามตักเตือนกลับได้รับคำตอบว่า ศรัทธาทั้งหลายที่ญาติโยมนำมาถวายนั้นเป็นกิจส่วนตัวที่พระรูปนี้หามาได้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการและชาวบ้าน
       
       อีกทั้งพระรูปนี้ยังมีพฤติกรรมที่ผิดจากกิจของสงฆ์ โดยไม่จำวัดเป็นประจำทั้งที่เป็นช่วงเข้าพรรษา และชอบออกจากวัดในเวลากลางคืน และหายไปประมาณ 1-2 วันถึงกลับมาจำวัดอีกครั้ง รวมทั้งยังมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และยุยงสร้างความแตกแยกให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน
       
       จากปัญหาดังกล่าว ตนและชาวบ้านในหมู่บ้านจึงได้รวมตัวกันเพื่อมาขับไล่ให้พระรูปนี้ออกจากที่พักสงฆ์แห่งนี้ แต่หากพระรูปนี้ไม่ยอมออกจากวัด ก็จะได้เข้าร้องทุกข์ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

       


       ด้าน พระครูรัตกิจจานุยุทธ หัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านโนนแดง เปิดเผยว่า จากการที่ชาวบ้านกล่าวหาอาตมาในเรื่องที่อาตมาออกจากที่พักสงฆ์ยามวิกาลนั้นไม่มีข้อมูลจริงแต่อย่างใด แต่อาตมาจะออกจากที่พักสงฆ์เฉพาะตอนที่มีญาติโยมมานิมนต์ให้สวดพระอภิธรรมตามงานศพ ซึ่งเป็นกิจของสงฆ์ ซึ่งอาตมารู้ดีว่าอันไหนควรไม่ควร แม้กระทั่ง โยมแม่อาตมาเสียชีวิต อาตมายังไม่สามารถค้างคืนได้ และในเรื่องนี้อาตมามีพระรูปอื่นที่อยู่ในที่พักสงฆ์เป็นพยานได้ ส่วนในเรื่องของเงินผ้าป่านั้น เพราะที่ผ่านมาชาวบ้าน และญาติโยมไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยเงินที่ได้อาตมาได้มาทำห้องน้ำสงฆ์ และส่วนที่เหลือได้สั่งวัสดุอุปกรณ์สำหรับเตรียมสร้างกุฏิพระ โดยมีกำหนดดำเนินการสร้างใน เดือนธันวาคมนี้
       
       พระครูรัตกิจจานุยุทธกล่าวต่อว่า อาตมาไม่เคยสร้างความแตกแยกให้คนในหมู่บ้าน มีแต่สอนให้รักกัน แต่อาจเป็นเพราะอาตมานั้นมีชาวบ้านมาปรึกษาเป็นประจำ และมีลูกศิษย์ในหมู่บ้านแวะเวียนมาเยี่ยมตลอด ซึ่งอาจทำให้ชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนละขั้วการเมืองกัน ดึงเอาเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว ซึ่งอาตมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด และหากต้องการให้อาตมาออกจากที่พักสงฆ์แห่งนี้จริงๆ ควรมีการทำประชาคมหมู่บ้านว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านจริงๆ หรือไม่ แต่หากชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเห็นว่า อาตมาควรออกจากที่พักสงฆ์ อาตมาก็จะทำความต้องการ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

        :96: :96: :96: :96:

       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเสร็จสิ้นการหารือกันระหว่างคณะสงฆ์ กับหมู่บ้านได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เมื่อชาวบ้านที่สนับสนุนหัวหน้าสำนักสงฆ์ และกลุ่มผู้ที่มาขับไล่เกิดมีปากเสียงจนกระทั่งเกือบเกิดการทะเลาะวิวาท แต่แล้วสุดท้ายเหตุการณ์ยุติแต่โดยดีและแยกย้ายกันกลับบ้าน





ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000117561
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมเด็จวัดปากน้ำมอบ "ป้ายศีล 5" วัดไทยเยอรมนี เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 11:51:14 AM


สมเด็จวัดปากน้ำมอบ ป้ายศีล 5 วัดไทยเยอรมนี

หมู่บ้านศีล5โกอินเตอร์ สมเด็จวัดปากน้ำมอบป้าย5วัดไทยเยอรมนี เตรียมขยายทั่วยุโรป

13 ต.ค.2557 พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก มจร เป็นผู้แทนเดินทางไปร่วมในพิธีมอบป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5  จากการประทานของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ให้แก่พระโสภณพุทธิวิเทศ ประธานสมาคมวัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้เพื่อมอบให้กลุ่มวัดไทยในเครือข่ายในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันที่ได้ดำเนินการโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ตามมติมหาเถรสมาคม

"ในพิธีประทานนั้น พระโสภณพุทธิวิเทศและดร.มนัส โนนุช ได้มอบให้แก่วัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน วัดสังฆทาน นครเบอร์ลิน วัดศิษย์วัดท่าซุง เมืองวิสบาเด้น วัดพุทธไทยเนินแบร์ก และวัดพระราชพรหมยาน (ท่าซุง) เมืองคัสท์ดอฟ และการมอบครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นโดยจะมีการขยายไปทั่วประเทศในทวีปยุโรป "  รองอธิการบดี มจร กล่าวและว่า



พิธีในครั้งนี้เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่ว่าอัศจรรย์เพราะไม่คิดว่าคนไทยในต่างแดนโดยเฉพาะในยุโรปจะสนใจในเรื่องการตื่นตัวรักษาศีล 5 เพราะคิดว่าพวกเขาจะลำบาก จากการสอบถามหลายคนที่มารับป้าย พวกเขาบอกว่าตื่นเต้นมากและพวกเขาหลายคนสมาทานศีล 8 ตลอดชีวิตอยู่แล้ว

"น่าทึ่งมากไปกว่านั้นในการมอบป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในครั้งนี้เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเชิงลึก ที่จะหยั่งรากฝังใบให้ชาวพุทธในต่างแดน มีศัทธาและความมั่นคงในพระพุทธศาสนา เป็นชุมชน เป็นบุคคลตัวอย่างในด้านศีลธรรมในต่างแดน จะช่วยเชิดหน้าชูตาประเทศไทยและขยายชื่อเสียงพระพุทธศาสนาให้ขจรไกลเพิ่มมากขึ้น ถือว่านี่คือพระพุทธศาสนาเชิงรุกของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" พระเมธีธรรมาจารย์ และว่า


สำหรับชาวพุทธและพี่น้องต่างศาสนาในต่างแดน พระธรรมทูตในต่างแดนคงต้องร่วมกันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่นี้เพื่อการเผยแผ่และความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ซึ่งจากนี้ไปมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจะเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้สำเร็จในต่างแดนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้พระเมธีธรรมาจารย์ยังได้เดินทางไปร่วมงานกฐินพระราชทาน ที่วัดมาซาน นครเบอร์ลิน โดยมีเยาวชนไทยและเยอรมันแต่งชุดไทยร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141013/193917.html
83  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สมาธิชาวบ้าน : รู้ทันจิต เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 10:20:31 AM


สมาธิชาวบ้าน : รู้ทันจิต

    การทำวิปัสสนาให้จิตสงบนิ่ง โดยมีสติเป็นตัวกำกับการกำหนดรู้ ด้วยการใช้สติติดตามดูจิตหรือความคิด เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วมีภูมิสูงขึ้น ก็เปรียบเหมือนคนขึ้นบันไดขั้นที่สูงก็จะสามารถมองเห็นอะไรที่กว้างขึ้น ก็เกิดปัญญามากขึ้น เมื่อเกิดปัญญาก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

    ดังนั้นเมื่อเราเห็นแล้วและรู้แล้วว่าตัวเราเข้าไปอยู่ในวงเวียนวัฏสงสารนี้ได้อย่างไร นั่นเพราะทุกคนมีเหตุของการเป็นมาและเป็นไป คือมีทั้งเหตุและผลที่ทำให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ คนเราเกิดมาโดยมีกรรมซึ่งเป็นกรรมสืบเนื่องเป็นตัวกำหนด เราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าเราเกิดปัญญาเท่าทัน รู้แจ้งขึ้น ความทุกข์ที่มีในใจเรามันก็จะหมดไป ความทุกข์นั้นจะเบาลง น้อยลง นั่นคือความเท่าทันของจิต


     ans1 ans1 ans1 ans1

    การทำสมาธิเป็นการฝึกอบรมจิตของเรา ทำให้จิตใจสงบ มีความตั้งใจมั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการให้ใจตั้งไว้เพียงเรื่องเดียวไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไป ถ้าจิตไม่ผ่านการอบรม จิตก็ไม่สามารถไปถึงคุณสมบัติที่เหมะสมได้ อย่างเช่นคนเปิดเพลง ถ้าเปิดเพลงที่เราชอบเราก็ว่าไพเราะดี เราก็พอใจ แต่ถ้าเกิดเปิดเพลงที่เราไม่ชอบ เปิดแล้วเรารำคาญ เราไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้หูมันก็ไม่ได้ตัดสิน แต่หูส่งไปที่ใจ ใจก็คือผู้รู้ ผู้รู้ที่จิตเป็นตัวตัดสินว่าพอใจ ไม่พอใจ ความพอใจ ไม่พอใจ เรียกว่าอารมณ์จิต

    สิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์จิตที่ผ่านเข้ามาทางหูเราก็รู้ ผ่านทางตาเราก็รู้ ผ่านทางจมูกเราก็รู้ ผ่านไปที่ธาตุรู้เราก็รู้  ธาตุรู้ก็คือจิต จิตก็คือธาตุรู้ ธาตุรู้เป็นธาตุที่สะสมสิ่งต่างๆ เอาไว้ ธาตุรู้ในที่นี้ก็เหมือนธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นธรรมชาติ ถ้าเรามาเกิดอวิชชาความยึดมั่นถือมั่น มาครอบครองธาตุรู้นี้ว่าเป็นของของเรา เมื่อมีคำว่าของของเรา ธาตุรู้ก็จะเป็นธาตุธรรมดา เป็นธาตุในธรรมชาติที่มีของมันอยู่เอง ก็กลายเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา ก็เพราะว่าเราเข้าใจว่ามันเป็นของเรา



    อัตตาตัวเริ่มต้นเป็นตัวที่ทำให้มันเป็นตัวเป็นตนเมื่อจิตดวงนี้ หรือธาตุรู้ดวงนี้ มันเกิดอวิชชาความเชื่อว่าเป็นของของมัน ก็จะกลายเป็นตัวตนขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา กว่าที่จะถอดถอนตัวตนอันนี้ได้มันก็ยาก เพราะในที่สุดการเกิดพระนิพพานก็คือการถอดถอนความเป็นเจ้าของธาตุรู้นี้ ว่าวิญญาณดวงนี้มันก็ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป  จิตดวงนี้ก็ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป กลายเป็นธาตุรู้เฉยๆ กลายเป็นธาตุรู้ที่ไปรวมกับธาตุรู้อื่นๆ ความเป็นเจ้าของที่ธาตุรู้นี้ก็ไม่มี ความเป็นเจ้าของจิตวิญญาณดวงนี้ก็ไม่มี

    เมื่อมันหมดความเป็นเจ้าของเมื่อไหร่ จิตวิญญาณทั้งหลายมันก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่การจะปล่อยความเป็นเจ้าของนั้นมันปล่อยยากด้วยปัญญาธรรมดานั่งนึกๆ เอาไม่สามารถจะปล่อยเป็นอิสระได้ จำเป็นต้องใช้จิตให้เกิดสมาธิ ใช้สมาธิจิตในขณะที่จิตมีความตั้งมั่นเป็นอิสระ เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง จิตที่รู้แจ้งเห็นจริงก็จะเห็นความจริงได้ ถ้าจิตไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็ไม่เห็นความจริง ในขณะที่อบรมจิต จิตจะดำเนินไป

    ผู้ฝึกจะต้องคอยกำหนดควบคุมทิศทางของจิต เพื่อไม่ให้จิตไปหลงเวียนว่ายตายเกิด บางครั้งถ้าจิตมีภูมิปัญญาน้อยก็อาจจะไปน้อมยึดมั่นถือมั่นที่เป็นจริงเป็นจังได้ ถ้าจิตจะไปหลงยึดมั่นถือมั่น ไปหลงเชื่อในสิ่งต่างๆ ในมิติภพภูมิต่างๆ เพราะไม่ใช่แนวทางพระนิพพาน ต้องใช้สมาธิจิตเข้าไปเห็นความจริงถึงจะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ถึงจะปล่อยวางมันลงได้


     :25: :25: :25: :25:

    ดังนั้นแล้วผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้ความจริงหลายอย่าง ปฏิบัติธรรมปฏิบัติไปเพื่อให้เห็นธรรมจริงๆ ตั้งแนวทางไว้ว่าจิตดวงนี้ได้ปล่อยวางหลุดพ้น อำนาจของการปฏิบัติธรรมนั้นยิ่งใหญ่ แต่เราปฏิบัติธรรมไปเพื่อเป้าหมายหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ฝึกจิตเก่งๆ แล้วสามารถเห็นอารมณ์ความรู้สึก พอจิตมีความทรงตัว มีอารมณ์ที่ก่อขึ้น จิตก็จะเห็นอารมณ์นั้นปรากฏก่อตัวขึ้น ทำให้อารมณ์นั้นเข้ามากระทบจิตก็แปลว่าจิตมันละเอียดมั่นคง.



ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/121014/97464
84  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / มองเป็นเห็นธรรม : อย่ามีอคติในชีวิต เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 10:11:39 AM


มองเป็นเห็นธรรม : อย่ามีอคติในชีวิต

"...อคตินี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือผิดพลาดได้ง่าย เพราะว่าอคตินี้ เป็นการไปไม่ถูก ตามศัพท์ก็เป็นที่ไปที่ไม่ถูก หมายความว่าเวลาเราเจออะไร ฟังอะไร ไปตามเหตุการณ์นั้นทันที โดยไม่พิจารณา ถ้าหากว่าพิจารณาแล้ว จะเห็นได้ว่ามันเป็นทางที่ควรไป หรือไม่ควรไป
       
       คำว่า "ไป" นี้ ก็ไม่ใช่ว่าเดินไป แต่หมายถึงเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อคตินั้น ก็มาจากหลายอย่าง มาจากกิเลสต่างๆ ที่มีคือความโลภ ความโกรธ หรือความไม่รู้ หรือบางทีก็เพราะว่ากลัว..."
       
       พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๙


        ans1 ans1 ans1 ans1

       เมื่อพิเคราะห์พระราชดำรัสที่อัญเชิญมานี้ จักพบว่า สิ่งที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือมีความผิดพลาดได้ง่ายคืออคติ กล่าวคือ การเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อันเกิดมาจากกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความไม่รู้ และ ความกลัว นี่แสดงให้เห็นว่า อคติเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่ปรารถนา
       
       อคติ แปลว่า ไม่ตรง ไม่ตรงทิศ ไม่ตรงทาง และไม่ตรงธรรม เทียบเคียงกับภาษาอังกฤษคือ Bias ภาษาไทย แปลว่า “ลำเอียง” อคติ คือ สัญชาตญาณที่ถูกโน้มน้าวไปโดยไร้ความเที่ยงธรรม และความเอนเอียงแห่งอารมณ์ที่ผุดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และช่องว่างในสังคม

        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดอคติ มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. ความรักใคร่ชอบพอ (ฉันทาคติ)
       ๒. ความโกรธ เกลียดชัง (โทสาคติ)
       ๓. ความหลง เขลา เบาปัญญา (โมหาคติ)
       ๔. ความเกรงกลัว ขลาด (ภยาคติ) อคติจึงเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาดในกระบวนการคิด และตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน
       
       เมื่อมาพิจารณาในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม อคติจะนำให้เราติดอยู่ในเหตุการณ์ประทับใจที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำ คิดอยู่เสมอว่าฉันเคยทำสำเร็จมาแล้ว ฉันก็ต้องทำได้สำเร็จอีก (ฉันทาคติ) นี่ก็จะส่งผลให้เกิดการละเลยข้อมูลที่ควรแก่การทำงานในขณะนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก (โมหาคติ) เมื่อมีการทำงานร่วมกันก็จะยึดมั่นในความคิดของตน ซึ่งถ้าใครขัดแย้งด้วย ก็จะวิวาทกับเขาทันที (โทสาคติ) ด้วยความที่ข้อมูลของตนเองไม่เด่นชัด ความกังวลใจจึงเกิดขึ้นมาก (ภยาคติ) การทำงานในความรับผิดชอบจึงลดประสิทธิภาพลง ความขัดแย้งในการทำงานก็มีเพิ่มมากขึ้น มิตรสหายก็ห่างเหินไปในที่สุด



       คนที่ถูกอคติครอบงำ ย่อมเป็นคนที่ความคิดเห็นไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นมิจฉาทิฐิ ทำให้เป็นคนที่มีความพยาบาทในจิตใจ ก่อความวุ่นวายเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยจะแสดงอคติในจิตใจออกมาทางวาจา ด้วยประพฤติวจีทุจริต ๔ คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เป็นนิสัย และทางกาย ด้วยการประพฤติกายทุจริต ๓ มี ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
       
       อคติย่อมทำให้อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพทุจริต อคติย่อมทำให้ขวนขวายในสิ่งที่ทุจริตเสมอ จิตใจย่อมหมกมุ่นนึกคิดแต่เรื่องการประพฤติทุจริต แล้วจดจ่อแต่จะทำทุจริตด้วยอำนาจของอคตินั้น คนที่ถูกอคติครอบงำอยู่ ย่อมไม่รู้สึกตัวว่าทำทุจริตดังกล่าวมา ด้วยสำคัญผิดว่าตนได้ทำถูกแล้ว

        :41: :41: :41: :41:

       ลองสมมติว่า เราเป็นคนขับรถในขณะที่ฝนตกหนัก ความสามารถในการกะระยะทางของเราเนื่องจากการมองเห็น ย่อมมีความไม่ชัดเจน และถ้าเราขับรถด้วยความเร็วมากขึ้น ด้วยถือว่ามีประสบการณ์ จดจำทางที่จะไปได้ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุย่อมมีมาก แต่หากเราขับรถช้าลงหรือจอดรอให้ฝนหยุด การเดินทางไปถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ก็ย่อมมี
       
       นี่ฉันใด อคติก็เหมือนฝนที่ตกหนัก ที่มาขัดขวางการดำเนินชีวิต ถ้าเราดำเนินชีวิตไปด้วยอำนาจของอคติ ก็ย่อมพบกับความผิดพลาดที่จะก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต ที่ยากจะแก้ไขได้
       
       ดังนั้น การหยุดยั้งคิด โดยการใช้สติปัญญาไตร่ตรองพิจารณาด้วยเหตุผลที่รอบคอบ โดยไม่ให้อคติมีผลต่อขบวนการความคิด จึงเป็นสิ่งที่จะบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในชีวิตที่ปรารถนา


        :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

       เพราะฉะนั้น การแก้ไขตนเองไม่ให้มีอคติเกิดขึ้นในจิตใจ จึงจำเป็นต้องทำตนเองให้เป็นผู้มีสติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวปฏิบัติเรื่องสติ ไว้ในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๑๖ – ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ความว่า
       
       “...ความรู้สึกระลึกได้ว่า อะไรเป็นอะไร หรือเรียกสั้นๆว่า “สติ” นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้บุคคลหยุดคิดพิจารณาก่อนที่จะทำ จะพูด และแม้แต่จะคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าสิ่งนั้นดีหรือชั่ว มีคุณมีประโยชน์หรือเสียหาย ควรกระทำหรือควรงดเว้นอย่างไร เมื่อยั้งคิดได้ ก็จะช่วยให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างละเอียดประณีต และสามารถกลั่นกรองเอาสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ ออกได้หมด คงเหลือเนื้อแท้ที่ถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งเป็นของควรคิดควรพูดควรทำแท้ๆ...”



       เมื่อสามารถทำตนให้เป็นผู้มีสติแล้ว ก็เท่ากับว่าเรากำลังเริ่มต้นการเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ถูก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในอริยสัจ
       ข้อที่ ๔ คือ มรรค มีองค์ ๘ ที่เริ่มต้นแต่การทำให้ตนเองเป็นคนที่มีความคิดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสัมมาทิฐิ ที่จะส่งผลให้เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทในจิตใจ ไม่มีความคิดก่อความวุ่นวายเบียดเบียนผู้อื่นเลย
       เป็นผู้ที่มีปกติกล่าววจีสุจริต ๔ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เป็นนิสัย และทางกาย
       ด้วยการประพฤติกายสุจริต ๓ มี ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ย่อมทำให้อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพสุจริต ขวนขวายในสิ่งที่สุจริตเป็นกุศลธรรมเสมอ จิตใจย่อมนึกคิดแต่เรื่องการประพฤติสุจริตอันเป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนเองและสังคม แล้วจิตก็จะจดจ่อแต่การทำสุจริตอยู่เสมอ ที่สุดก็จะตระหนักรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมนั่นเป็นเช่นไร
       
       เพื่อให้เห็นการปฏิบัติตนให้พ้นจากอำนาจอคติอย่างเด่นชัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำตนให้เป็นผู้มั่นคงในศีลข้อที่ ๔ คือ เว้นจากการพูดมุสา และทำจิตใจให้มั่นคงในเบญจธรรมข้อที่ ๔ คือ สัจจะ ความซื่อสัตย์ การรักษาและปฏิบัติตนให้สม่ำเสมอในศีลข้อที่ ๔ ก็คือการทำตนให้เป็นผู้มีสัมมาวาจา อันจะส่งผลให้สามารถมีการเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ถูกอยู่เป็นนิตย์


        st12 st12 st12 st12

       การรักษาจิตใจให้มั่นคงในเบญจธรรมข้อที่ ๔ คือ สัจจะ ถือความจริงเป็นใหญ่ จะทำให้ไม่พูดเท็จเพราะอคติ นำให้ปฏิบัติตนเป็นคนพูดจาอ่อนหวาน ไพเราะหู พูดแต่คำที่มีประโยชน์ ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกแยกกัน และนำตนให้มีคุณลักษณะที่บุคคลอื่นจักพึงทราบได้จากการคบหา ๔ ประการ คือ
       ๑. เป็นผู้ที่มีความเที่ยงธรรม ยึดมั่นในเหตุและผลที่เป็นสุจริต
       ๒. เป็นผู้มีความซื่อตรง
       ๓. เป็นผู้มีความสวามิภักดิ์
       ๔. เป็นผู้มีความกตัญญู
       เมื่อสามารถปฏิบัติตนได้มั่นคงในศีลธรรมดังนี้ อคติก็ไม่มีผลต่อจิตใจได้เลย
       
       ดังนั้น เมื่อมีความปรารถนาจะประสบความสำเร็จในชีวิต ก็จงอย่ามีอคติในชีวิตเลย...
       


จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย พระครูพิศาลสรนาท (พจนารถ ปภาโส) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กทม.
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113423
85  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / นิทานเซน : สวรรค์หรือนรก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 09:59:02 AM


นิทานเซน : สวรรค์หรือนรก

คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิษย์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้ว ยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า...
       
       ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า


        ask1 ans1 ask1 ans1

       "เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม?...ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน
       เจ้าชอบนอนหลับด้วยใช่ไหม?...ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน
       และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม?...ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ
       อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่?...พอดีที่นี้รับประกันได้ว่า เจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน"
       
       วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ


        :49: :49: :49: :49:

       วันเวลาผ่าไป 3 เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหน่าย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า
       
       "วันเวลาเช่นนี้ นานๆเข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไป จนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?"
       
       นายทวารตอบว่า "ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด"


        :91: :91: :91: :91:

       เวลาผันผ่านไปอีกกว่า 3 เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า
       
       "ข้าทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า!"
       
       นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า "เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือนรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกระทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!"

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย มุมจีน : manager online
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113362
86  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ช่องลม...สานสืบ “เงิน+คูณ” ด้วย...ตะกรุดช้างมหามงคล เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 09:08:37 AM
พระอุโบสถวัดช่องลม

ช่องลม...สานสืบ “เงิน+คูณ” ด้วย...ตะกรุดช้างมหามงคล

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี พระราชทาน ชุดผ้าไตรและน้ำสรง แด่ พระเทพวิทยาคม หรือ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” เนื่องในวันครบรอบ 91 ปี “หลวงพ่อคูณ” (4 ต.ค.57)

...สงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูปเจริญชัยมงคลคาถา นายธงชัย ลืออดุลย์ ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานฝ่ายฆราวาสแสดงมุทิตาสักการะ ตัดเค้กขนาดยักษ์ 500 ปอนด์ พร้อมจ่ายแจกเงินขวัญถุง (ฉบับละ 20 บาท) 291,000 บาท...ณ วัดบ้านไร่ ด่านขุนทด โคราช


O O O

การจัด พิธีกรรมมุทิตาสักการะครั้งนี้มีศิษยานุศิษย์ร่วมแสนคน ทั้งที่เป็นชาวไทย และต่างชาติ อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และลาว มาร่วมงานอย่างคับคั่ง...

...สำหรับ ศิษย์ที่มิได้ไปร่วมงานที่วัดบ้านไร่ ก็จัดมงคลพิธีขึ้นเสริมเป็นกุศลบารมี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะสนองในรูปแบบใดที่เห็นว่าสมควร


หลวงพ่อเงิน อดีตเจ้าอาวาส

อย่างเช่น...วัดช่องลม เชิงสะพานนวลฉวี (สะพานนนทบุรี) คลองวัดช่องลม หมู่ 4 ต.บ้านใหม่ ปากเกร็ด นนทบุรี “พระครูสังฆรักษ์” เจ้าอาวาส ได้จัดบรรจุผงคูณเงินคูณทอง (ซึ่งหลวงพ่อคูณบริกรรมปลุกเสกให้เมื่อปี 2545) ลงใน ตะกรุดช้างมงคล โดยเป็นเจ้าพิธีเอง

O O O

วัดช่องลม เชื่อกันว่าสร้างในสมัยกรุงธนบุรี (ราวๆปี 2312) เล่ากันว่าเดิมมีชื่อตามคลองว่า “ช้างล้ม” ด้วยในยุคต้นกรุงศรีอยุธยามีการยกทัพตามลำน้ำเจ้าพระยาผ่านคลองนี้ช้างศึกตัวหนึ่งเกิดล้ม (ตาย) ขณะกำลังว่ายข้ามน้ำ ณ จุดนี้ (ปัจจุบันคลองนี้ตื้นเขิน แต่ยังคงเหลือสภาพให้เห็น)

ด้วยกาลเวลาที่เนิ่นนาน นามที่เรียกจึงเพี้ยนไปจาก “ช้างล้ม” เป็น “ช่องลม” วัดก็มีอันชำรุดทรุดโทรมลงไป เพิ่งจะฟื้นคืนกลับได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ 6 กรกฎาคม 2472 โดยมีเจ้าอาวาสติดต่อกันมาคือ หลวงปู่เวิ่น หลวงปู่แจ่ม พระครูนนทโสภิต “หลวงพ่อเงิน” (2482-2529) พระครูประโชติ-จันทวิมล (2530-2545) และ พระครูสังฆรักษ์ รับช่วงต่อจนถึงปัจจุบัน


หลังวัดเป็นสะพานข้ามเจ้าพระยา

O O O

พระครูสังฆรักษ์ “บุญญวัฒน์ อคฺคปญฺโญ” อายุ 55 ปี พรรษา 33 เป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด บุพการีเป็นข้าราชการหลังเรียนจบวิทยาลัยครูพระนครในปี 2524 จึงได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตอนแรกเพียงเพื่อตามประเพณี พอจะลาสิกขาบังเอิญป้าป่วยหนักญาติ โยมจึงขอให้อยู่ต่อ ด้วยเหตุว่าจะได้ประกอบพิธีกรรมงานศพขณะอยู่ในสมณเพศ

ช่วงระหว่างนั้นได้ปฏิบัติศาสนกิจวิปัสสนากรรมฐาน ออกธุดงค์บ้างในบางโอกาส จนเกิดความซาบซึ้งกับวิถีชีวิตในเพศบรรพชิต แม้เสร็จสิ้นงานฌาปนกิจศพป้าแล้ว ก็ไม่ลาสิกขา กระทั่งถึงปัจจุบัน


O O O

หลวงพ่อบุญญวัฒน์...เป็นศิษย์สายตรงของ “หลวงพ่อเงิน” ซึ่งเป็น พระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังในด้านเมตตามหานิยม ที่ได้รับความเลื่อมใสแห่งยุค ซึ่งเป็นทั้งพระอุปัชฌาย์และได้การครอบครูวิชาอาคม โดยจะ เป็นผู้สะพายย่ามตามหลังเมื่อ “หลวงพ่อเงิน” ไปบริกรรมอธิษฐานจิตปลุกเสกเครื่องรางของขลัง


หลวงพ่อบุญญวัฒน์

ด้วยที่ตามติดตลอดนี้จึงได้ใกล้ชิดและรู้จัก ฝากตัวเป็นศิษย์กับพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังหลายท่าน และในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อคูณทำพิธีกรรมปลุกเสกผงคูณเงินคูณทองให้ ซึ่งก็เก็บรักษามานานจนครบ 1 รอบ (12 ปี) จึงได้นำออกมาใช้เป็นการเสริมบารมี บรรจุใส่ตะกรุดเนื่องในวาระที่ครูอาจารย์มีอายุครบ 91 ปี

O O O

ตะกรุดรุ่นนี้สร้างจ่ายแจกศิษยานุศิษย์ ผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นการ เฉลิมฉลองที่วัดช่องลมมีอายุ 245 ปี และหรือ ได้รับวิสุงคามสีมาครบ 85 ปี...

ซึ่ง...มีความสวยงามโดดเด่นให้เป็นได้เครื่องรางของขลังและเครื่องประดับไปในตัว แต่ก็ยัง คงเอกลักษณ์ในประวัติศาสตร์ ความเป็นมา คือให้เป็น ท่อนซุง หรือ แท่งตะกรุด และมี ช้างขึ้นกอดคร่อมไว้ตามความเป็นมาแห่งวัดช้างล้ม โดยให้ชื่อว่า “ตะกรุดช้างมงคล”

ตะกรุดช้างมงคลมี 3 รูปแบบ คือ มหาลาภป้องกันภัย มหาเศรษฐี และมงคลมหาเสน่ห์

โดย แต่ละดอกนั้นประจุเวทย์คาถาเสน่ห์มหานิยมและสร้างตามขั้นตอนตำราของหลวงพ่อเงินอย่างถูกต้อง และครบถ้วนกระบวนการ...


O O O

มหาลาภป้องกันภัย...ได้ บรรจุผงเหล็กไหล อันเป็นโลหะธาตุที่มีความลี้ลับพิสดารแตกต่างกว่าธาตุทั้งปวง จึงจัดอยู่ในฐานะ “ธาตุกายสิทธิ์” ที่มีชีวิตจิตวิญญาณ สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ชั่วร้ายให้เป็นสิ่งดีๆ หรือเปลี่ยนจิตใจคนได้จากร้ายกลายเป็นดีได้เช่นกัน และเชื่อว่า มีพลังกันภูติผีปีศาจ กันดวงตก ดวงชง ดวงชะตาขาด มีอำนาจครอบจักรวาลประหนึ่งแก้วสารพัดนึก...ฯลฯ


ตะกรุดช้างมหาลาภ

มงคลมหาเสน่ห์...ภายในตะกรุด บรรจุผงลูกสวาท เสน่ห์จันทร์แดง เสน่ห์จันทร์ขาว เสน่ห์จันทร์เทศ เถาวัลย์หลง และต้นสาวหลง โดยเชื่อกันว่าว่านเหล่านี้มีพลังอันเร้นลับที่จะสร้างความเป็นเสน่ห์มหานิยม ผนวกกับคาถาอาคมในด้านเมตตามหานิยมของหลวงพ่อเงินที่ประจุเข้าไปในหลอดเดียวกัน...ก็จะยิ่งเพิ่มในความเข้มขลัง

O O O

ล่าสุดกับ...ช้างมงคลมหาเศรษฐี ซึ่ง บรรจุพลังศรัทธาของ 2 เกจิอาจารย์ที่เข้มขลัง คือ หลวงพ่อเงิน กับ หลวงพ่อคูณ ไว้ในหลอดเดียวกัน แค่นามมงคลพลังก็เกินแล้ว

เมื่อ เสริมด้วยการใส่รากมะยม ผงมะรุมเรียกทรัพย์ ทองพันชั่ง และ ผงคูณเงินคูณทอง เข้าไปอีก เป็นการผนึกกำลังความเข้มขลังในอาคมของ “หลวงพ่อเงิน” กับมวลสารศักดิ์สิทธิ์ของ “หลวงพ่อคูณ” เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในศรัทธาและ กำลังใจส่งผลให้ทำมาค้าขายคล่อง...อันเป็นเส้นทางก้าวไปสู่ มหาเศรษฐี


ก้อนเหล็กไหล

...ส่วนจะเข้มขลังขนาดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถ ปรับพลัง จากแรง ศรัทธา อันเป็นนามธรรม...ให้เป็น รูปธรรม ได้หรือไม่...!!

ก้อง กังฟู


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/456068
87  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / อ่านความคิดวัง เจิ้งหยัง “แฮกเกอร์” อายุน้อยที่สุดของแดนมังกร เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 09:00:56 AM


เด็กชายวัง เจิ้งหยัง อายุ 13 ปี ระหว่างปราศรัย
ในงานประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตจีน เมื่อปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา (ภาพสื่อจีน)

อ่านความคิดวัง เจิ้งหยัง “แฮกเกอร์” อายุน้อยที่สุดของแดนมังกร

        เอเจนซี - “ผมเป็นแฮกเกอร์ที่มีจรรยาบรรณนะ” ... อ่านความคิดตี๋น้อยมหัศจรรย์ที่ได้ชื่อ “แฮกเกอร์อายุน้อยที่สุด” ของแดนมังกร
       
       ณ งานประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตจีน (China Internet Security Conference) ประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 24-25 ก.ย. ที่ผ่านมา บรรดาสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจกับ “วัง เจิ้งหยัง” เด็กหนุ่มหน้าใสวัยเพียง 13 ปี ที่ได้รับการกล่าวขานให้เป็น “แฮกเกอร์อายุน้อยที่สุดของประเทศ”
       
       วังซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเครือมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) อันมีชื่อเสียงระดับโลก กล่าวว่า ขอให้ทุกคนทราบว่า เขาเป็นแฮกเกอร์ที่มีจรรยาบรรณ หรือ “ไวท์แฮต” (white hat hacker - คนที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และความรู้ด้านการป้องกันภัยระบบเป็นพิเศษ และใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกต้อง)

        :96: :96: :96: :96:

       “ผมตั้งใจจะช่วยซ่อมแซมเว็บไซต์” วังตอบนักข่าวที่ถามถึงสองข้อกล่าวหา ที่เขาเจาะระบบออนไลน์ของโรงเรียน เพื่อเลี่ยงการส่งการบ้าน และแอบเจาะระบบรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า ก่อนเปลี่ยนราคาสินค้าชิ้นหนึ่งจาก 2,500 หยวน (ราว 12,500 บาท) เหลือแค่ 1 หยวน หรือประมาณ 5 บาท
       
       “คุณต้องโจมตีเว็บไซต์เป็นอันดับแรก เพื่อค้นหาจุดอ่อนของมันให้เจอ” โดยวังอธิบายว่า เว็บไซต์โรงเรียนที่เขาแฮ็กเข้าไป ไม่ใช่ของโรงเรียนที่เขาอยู่ แต่เป็นของสถาบันการศึกษาในเครือเดียวกัน ส่วนเรื่องแอบปรับราคาสินค้าออนไลน์ วังเผยว่า “หลังจากพบช่องโหว่ความปลอดภัยที่สัมพันธ์กับระบบยืนยันรหัสพาสเวิร์ด เขาได้แจ้งเตือนร้านค้าโดยไม่ได้กดซื้อสินค้าชิ้นดังกล่าว"
       
       ทั้งนี้ เมื่อเดือน เม.ย. วังติดต่อไปยังบริษัท ฉีหู่ 360 เทคโนโลยี (Qihoo 360 Technology) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านโปรแกรมป้องกันไวรัสและมีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคน ในกรุงปักกิ่ง เพื่อแจ้งข้อบกพร่องของระบบที่เขาค้นพบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษามากกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ


        :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

       “ผมคิดว่าคนที่เจาะระบบทั้งวัน เพื่อหวังหาเงินหรือผลประโยชน์นั้น กำลังทำผิดทำนองคลองธรรม” วังกล่าว “น่าสนใจมากกว่าที่จะสืบเสาะหาความเสี่ยงที่มีต่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ และผมก็มีความสุขมากเมื่อค้นพบมันสักจุด แต่ผมจะไม่ใช้พรสวรรค์ของตัวเอง เพื่อสิ่งที่ผิดกฎหมาย”
       
       “การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผมอยากให้คนอื่นๆ ได้รู้จักผม และได้รู้ว่ายังมีใครบางคนในช่วงวัยเดียวกับผม ที่เขาก็สามารถทำงานด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน”


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000115830
88  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ทุ่ม 1 ล้านดอลล์ชวนคนเล่นเน็ต เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:56:11 AM


ทุ่ม 1 ล้านดอลล์ชวนคนเล่นเน็ต
อินโนเทค : ทุ่ม 1 ล้านดอลล์ชวนคนเล่นเน็ต : โดย...คนชอบเล่า

อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ !!! เห็นหัวข้อที่จะเล่าสู่กันฟังวันนี้แล้ว อย่าเพิ่งแย่งกันชูมือขอสมัครเข้าร่วมโครงการ เพราะเงินรางวัลนี้ ทางองค์กร Internet.org เขาเตรียมทุ่มล่อใจเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศอินเดียเท่านั้น
 
โครงการนี้มีการประกาศสดๆ ร้อนๆ กันบนเวทีประชุมใหญ่ขององค์กร Internet.org ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เปิดรับผู้สนใจร่วมแข่งขัน “Innovation Challenge” เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้บริการคอนเทนท์ท้องถิ่น ซึ่งจะสามารถชักจูงให้คน 4 กลุ่มในอินเดีย ได้แก่ เกษตรกร, แรงงานต่างด้าว, ผู้หญิง และนักเรียน นักศึกษา ได้รับรู้ถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
 
เงินรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้มีมูลค่ารวม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะถูกจัดสรรเป็น 4 รางวัล รางวัลละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ชนะในประเภท แอพพลิเคชั่น, เว็บไซต์ หรือบริการ ที่สามารถผลักดันอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงใจของชาวอินเดียทั้ง 4 กลุ่มข้างต้น

 
 :49: :49: :49: :49:

สำหรับผู้ที่สงสัยว่า ทำไมชาวอินเดียจึงได้รับสิทธิพิเศษนี้ ลองติดตามได้จากส่วนหนึ่งของคำบรรยายของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก บนเวทีประชุม ในบรรทัดไปนี้
 
“ผลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่ามีประชากรในอินเดียถึง 69% ที่ยังไม่ใช้อินเทอร์เน็ต เมื่อสอบถามคนกลุ่มนี้ ก็ได้คำตอบว่า เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อะไรต่อเขา”
 
ทางผู้จัดการแข่งขันนวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ เชื่อว่า หากโครงการสำเร็จ ก็จะช่วยให้คนนับล้านตระหนักถึงคุณค่าของอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะนำมาสู่การอยากใช้งานอินเทอร์เน็ต และเข้าถึงความรู้และโอกาสที่จะช่วยให้มีอาชีพการงานที่ดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
 

 :96: :96: :96: :96:

อย่างไรก็ตาม ทางสื่อต่างชาติ ก็ทิ้งท้ายไว้เล็กๆ แบบหยิกแกมหยอกว่า ผลพลอยได้ที่จะตามมาอีกเรื่องก็คือ เฟซบุ๊ก (ซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง และผู้สนับสนุนรายสำคัญขององค์กรนี้) ก็จะได้สาวกเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย เพราะแน่นอนว่า ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่ๆ เหล่านั้น ก็คงจะอยากเชื่อมต่อสู่โลกอันกว้างใหญ่ ซึ่ง ณ วันนี้เฟซบุ๊ก ก็คือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่สุดของโลก ด้วยจำนวนประชากรเฟซบุ๊ก มากกว่า 1 พันล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 6 ของประชากรในโลกจริงที่สถิติล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่ามีอยู่ราว 7 พันล้านคน
 
สำหรับบทบาทของ Internet.org เน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อสนับสนุนให้คนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และในบางประเทศก็ได้รับการสนับสนุนบริการอินเทอร์เน็ตพื้นฐานฟรีเลยทีเดียว เพราะเห็นข้อจำกัดว่าประชากรส่วนใหญ่ไม่มีกำลังเงินพอที่จะจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ต หรือบริการข้อมูล เช่น ฟิลิปปินส์, แทนซาเนีย, ปารากวัย และแซมเบีย ซึ่งมีคนได้รับประโยชน์ถึง 3 ล้านคน
 
อ่านชื่อบางประเทศแล้ว ก็รู้สึกเศร้าใจ (เชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าประเทศใด เพราะก็อยู่ในกลุ่มอาเซียนเช่นกัน) เพราะจากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมงานกับบริษัทสื่อที่นั่นระยะสั้นๆ ก็ไม่ได้เห็นว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจห่างไกลจากเราเท่าไรนัก แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยทุกวันนี้ ถึงต้องทนจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าใช้บริการดาต้า ในการเชื่อมต่อโลกออนไลน์จากมือถือ “แพง” นักหนา...

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141012/193812.html
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แก้กรรมที่ทำให้ไม่รวยสักที เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:52:00 AM

แก้กรรมที่ทำให้ไม่รวยสักที

บางคนมีคำถามว่าทำไมไม่รวยสักที ทำทุกวิถีทางแล้วก็ไม่รวยเป็นเพราะอะไร ทำไม ?

....คำตอบอาจจะไม่มีใครบอกคุณได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะผลกรรมที่คุณทำไว้ก็เป็นได้ Sanook! Horoscope รวบรวมเหตุแห่งกรรม รวมไปถึงการแก้กรรมเพื่อเป็นหนทางให้กับผู้ที่อยากหาคำตอบว่า "ทำไมไม่รวยสักที"


เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1. เคยเอาเงินเขามาในชาติอดีตแล้วไม่คืน
2. ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแพง
3. คดโกงคนอื่น
4. ยุยงให้คนเสียเงิน


วิธีแก้กรรม

1.พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทุกวันเกิด ให้ผู้ที่เคยล่วงเกินกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.หากมีคนที่ล่วงเกินยังมีชีวิตอยู่ หาเงินไปคืนและขออโหสิกรรม เพื่อชีวิตเราจะได้ดีขึ้นต่อไป
3.ตักบาตรวันโกน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรและวิญญาณเด็กที่ตามมาให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตดีขึ้น
4.ทำกุศลกับผู้มีพระคุณและช่วยคนไว้ เพื่อยามทุกข์ยากจะได้มีคนมาเหลียวแล และดูแลเราบ้าง
5.สวดมนต์ทุกวันเกิด และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน


เนื้อหาโดย : จาก Internet
ที่มา horoscope.sanook.com/64221/แก้กรรมที่ทำให้ไม่รวยสักที/
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หนูน้อยวัย 13 เล็งเหยียบดาวอังคารคนแรก เมื่อ: ตุลาคม 13, 2014, 08:48:22 AM


หนูน้อยวัย 13 เล็งเหยียบดาวอังคารคนแรก

เด็กหญิงวัย 13 จากสหรัฐเข้าฝึกกับนาซา หวังเป็นมนุษย์คนแรกที่ไปเหยียบดาวอังคารในอีด 20 ปีข้างหน้า

บนโลกใบนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันในการไปตะลุยอวกาศ ยิ่งภารกิจการเยือนดาวอังคารด้วยแล้ว ยิ่งดูเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับคนทั่วไปจะคิดจะพิชิตได้

แต่คำว่ายาก หรืออุปสรรค คงไม่ใช่เรื่องที่หนูน้อย อลิสซ่า คาร์สัน วัย 13 ปีจากรัฐลุยเซียน่าประเทศสหรัฐ จะเก็บมาคิดเป็นข้ออ้างหรือยอมแพ้ง่ายๆ เพราะด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว มุมานะ และ ความตั้งใจ ทำให้อลิสซ่าลงมือทำความฝันของการเป็นนักอวกาศให้เป็นจริงตั้งแต่เธออายุได้เพียง 4 ขวบ

แน่นอนว่ากว่าจะฝ่าด่านเพื่อไปเหยียบดาวอังคาร อลิสซ่าต้องได้รับการฝึกที่หนักหน่วงจากองค์การนาซ่า เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ไปตะลุยอวกาศสร้างประวัติศาสตร์และเกียรติภูมิแก่ตัวเธอเองและให้ทั่วโลกได้ชื่นชม


 :96: :96: :96: :96:

อลิสซ่าเผยว่า อาชีพในฝันของเธอคือการได้เป็นนักอวกาศที่ได้ไปเยือนดาวอังคาร เพราะบนดาวอังคารเป็นสถานที่ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนได้ไปเหยียบเลย จึงต้องการเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้พิชิตดาวอังคาร ด้วยเหตุนี้เธอจึงเข้าร่วมปฏิบัติการผลิตนักอวกาศกับนาซ่า โดยอลิสซ่าต้องเข้าแคมป์เพื่อเตรียมความพร้อมกับทางนาซ่าอยู่เป็นประจำ

หน้าที่หลักๆ ในศูนย์ปฏิบัติการนาซ่าก็คือ การทดลองขับขี่เครื่องจำลองการบิน การเรียนรู้อุปกรณ์ต่างๆที่จะใช้ในยานอวกาศ การฝึกปล่อยตัวเองจากจรวดลำเล็ก และสุดท้ายก็คือการเตรียมความพร้อมของร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่สภาวะสุญญากาศ

ทั้งนี้ พอล คาร์สัน โฆษกขององค์การนาซ่า เผยว่า อลิสซ่าฝึกฝนอย่างจริงจัง และเธอก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่ทางนาซ่าวางไว้ และนับว่าเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมในการปั้นนักอวกาศเพื่อภารกิจสำคัญ


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

สอดคล้องกับคำพูดของ เบิร์ท คาร์สัน คุณพ่อของอลิสซ่า ซึ่งกล่าวว่าการฝึกของลูกสาวกับนาซ่าไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมสนุกสนานเท่านั้น แต่เป็นแผนการที่เขาและเธอวางร่วมกันไว้ว่า ภายในปี2033 หรือ อีก 20 ปีข้างหน้า อลิสซ่าจะได้เป็นมนุษย์คนแรกที่เหยียบดาวอังคาร

โดยขณะนี้พ่อของอลิสซ่าตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ลูกสาวเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษและมหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติในประเทศฝรั่งเศส เพื่อปูพรมเตรียมความพร้อมทางด้านการศึกษาและการเตรียมตัวของเธออย่างจริงจังก่อนที่จะเดินทาง

 :49: :49: :49: :49:

อีกทั้งตัวอลิสซ่าเองซึ่งพูดได้ทั้งหมด 3 ภาษาได้แก่ สเปน ฝรั่งเศส และ จีน ก็เดินสายทัวร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กคนอื่นๆ เพื่อให้พวกเขาทำความฝันของตนเองให้เป็นจริง

แม้ภารกิจนี้จะดูเสี่ยงไปสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ และทำให้คนเป็นพ่อกังวลไม่น้อยว่า หากอลิสซ่าเดินทางไปดาวอังคารจริง เธออาจจะไม่มีวันกลับมาบนโลกนี้ก็ได้ แต่ “ความล้มเหลว ไม่ใช่ข้ออ้าง” ที่จะหยุดลูกสาวของเขาไม่ให้ทำตามฝัน เพราะในทางเลือกท้ายที่สุดเธอก็ยังจะไปดาวอังคารอยู่ดี


เครดิตภาพ บีบีซี
ที่มา www.posttoday.com/รอบโลก/ข่าวรอบโลก/323732/หนูน้อยวัย13เล็งเหยียบดาวอังคารคนแรก
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เริ่มหนาวแล้ว นักท่องเที่ยวร่วมใส่บาตรข้าวเหนียว กับชาวเชียงคานคึกคัก! เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 11:11:03 AM


เริ่มหนาวแล้ว นักท่องเที่ยวร่วมใส่บาตรข้าวเหนียว กับชาวเชียงคานคึกคัก!

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า (11 ตค.57 )ที่ถนนริมโขง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ในช่วงเช้าๆของทุกวัน ชาวอำเภอเชียงคาน จะออกมาตักบาตรพระสงฆ์ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานนับร้อยปีและมีที่เชียงคานเท่านั้นที่ใส่บาตรเฉพาะข้าวเหนียวร่วมกับไทเชียงคานอย่างหนาตาโดยเฉพาะเช้าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ซึ่งอำเภอเชียงมีวัดจำนวน9 วัดเป็นอำเภอที่มีวัดมากที่สุดในจังหวัด

ส่วนประเพณีใส่บาตรข้าวเหนียวตอนเช้าของเชียงคานได้รับการบอกเล่าว่าปู่ ย่า ตา ยายถือปฏิบัติมาตลอดระยะเวลากว่าร้อย เวลาใส่บาตรต้องถอดรองเท้า ข้าวที่ใส่ต้องนึ่งใหม่ๆร้อนๆไม่นิยมนำอาหารมาใส่บาตร ที่สำคัญชาวเชียงคานไม่นำเงินใส่บาตร

ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว พักผ่อนและศึกษาวิถีชีวิตของคนเชียงคาน ควรเข้าใจและปฏิบัติตามประเพณีใส่บาตรข้าวเหนียว ไม่ควรนำอาหารใดๆและเงินมาใส่ลงในบาตร ยกเว้น ขนมต้ม และกล้วย




สำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพักแรมและสนใจร่วมทำบุญใส่บาตรข้าวเหนียวตามถนนริมโขง ตลอดจนตามตอก ตามซอย ต่างๆ ของอำเภอเชียง  เพื่อความสะดวกและถูกต้องตามประเพณีการใสบาตรข้าวเหนียวของชาวไทเชียงคาน จะมีแม่ค้า จัดทำของใส่บาตรเป็นชุดไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจทำบุญใส่บาตรตอนเช้าด้วย

พยากรณ์อากาศจังหวัดเลย11ตุลาคม 57 อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองบางเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) อ.เมืองเลย 22.4, อ.วังสะพุง 23.8, อ.ด่านซ้าย 21.0, อ.เชียงคาน 24.0, อ.ท่าลี่ 22.0, อ.ภูกระดึง 22.5, อ.ภูเรือ 20.0, อ.นาแห้ว 21.2 เชลเซียส


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413001698
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พ่อแม่เลี้ยงบวก : เปิดกระโปรงเพื่อน เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 10:30:20 AM


พ่อแม่เลี้ยงบวก : เปิดกระโปรงเพื่อน

       พ่อ : แม่น้องนุ่นโทรมาบอกว่า ปานไปแกล้งเปิดเปิดกระโปรงลูกเค้า ปานทำจริงๆหรือเปล่าลูก?     
       ลูกชาย : ผมกับเพื่อนๆก็แค่แกล้งเค้าเล่นสนุกๆน่ะพ่อ     
       พ่อ : ลูกกับเพื่อนๆอาจเห็นเป็นเรื่องสนุกที่ทำให้คนอื่นได้อาย แต่คนที่โดนแกล้งเขาเสียใจร้องไห้จะไม่ยอมไปโรงเรียนวันนี้     
       ลูกชาย : อ้าว! จริงเหรอครับ?     
       พ่อ : ไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดใช่ไหม? รู้เรื่องแล้วปานรู้สึกยังไงลูก?     
       ลูกชาย : ก็.....รู้สึกไม่ดีครับ     
       พ่อ : พ่อไม่อยากให้ลูกรังแกเพื่อนผู้หญิงแบบนี้อีก ปานเป็นลูกผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิงเค้าด้วย เราก็มีน้องสาว ถ้าปิ่นถูกเพื่อนๆเค้าแกล้งเปิดกระโปรงแล้วยังโดนล้ออีก ลูกคิดว่าน้องจะเสียใจไหม? ลูกก็คงโกรธที่น้องโดนรังแกด้วยใช่ไหม?       
       ลูกชาย : ใช่ครับ นุ่นคงโกรธผมมากๆเลย       
       พ่อ : โทรไปขอโทษเพื่อนซะ เขาจะได้รู้สึกดีขึ้น       
       ลูกชาย : ผมจะโทรเดี๋ยวนี้เลยครับ


        :96: :96: :96: :96:

       หมอเหมียวชวนคุย       
       พ่อแม่ที่มีลูกชายควรสอนลูกให้ปฏิบัติต่อเพื่อนผู้หญิงอย่างสุภาพให้เกียรตินะคะ หากลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้หญิง พ่อแม่ไม่ควรนิ่งเฉยหรือมองว่าเป็นการเล่นแกล้งกันของเด็กๆ แต่ควรควรสอนให้ลูกเข้าใจถึงความรู้สึกและผลกระทบที่ผู้หญิงจะได้รับ จะทำให้เด็กเข้าใจการวางตัวต่อกันอย่างเหมาะสม ในทำนองเดียวกันพ่อแม่ที่มีลูกสาวก็ควรสอนให้ลูกวางตัวให้เหมาะสมต่อผู้ชายเช่นกันค่ะ


        :49: :49: :49: :49:

       เมื่อลูกชายเปิดกระโปรงเพื่อน     
       เด็กวัย 7-15 ปี มีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องต่างๆรอบตัว รวมถึงความแตกต่างระหว่างหญิงชาย เด็กชายจึงอาจมีพฤติกรรมแอบดูแม่หรือพี่สาวอาบน้ำ แอบเปิดกระโปรงเพื่อน หรือใช้กระจกเงาแอบส่องใต้กระโปรงเพื่อนผู้หญิง ซึ่งถ้าจับได้พ่อแม่มักจะดุว่ารุนแรง หรือที่โรงเรียนเด็กอาจถูกครูตี หรือทำโทษประจานให้ยืนหน้าชั้น ซึ่งการทำโทษให้ได้อาย ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง เพราะเมื่อเด็กยังอยากรู้เรื่องเพศ และไม่มีใครสอนหรือให้คำชี้แนะที่ดีให้เด็กแก่น เกเรอาจหวนมาทำพฤติกรรมนี้อีก
       
       ส่วนเด็กที่มีจิตใจอ่อนไหวอาจจะอายเพื่อนมาก เมื่อถูกล้ออาจเกิดปมปัญหาในเรื่องเพศ ทางที่ดีจึงควรใช้แนวทางการป้องกันมากกว่าการลงโทษ โดยการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเพื่อตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก การให้ความรู้จะช่วยให้เด็กมีความเข้าใจในเรื่องเพศและความแตกต่างระหว่างหญิงชายอย่างถูกต้อง เห็นเป็นเรื่องธรรมชาติของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องลับเร้นให้ต้องคอยแอบดู
       
       นอกจากนี้ พ่อแม่และครูควรสอนให้เด็กเข้าใจเรื่องบทบาทหญิงชายและการปฏิบัติตัวต่อกันอย่างสุภาพ ให้เกียรติควบคู่กับการสอนเพศศึกษาด้วย ในกรณีเด็กผู้ชาย พ่อแม่ควรฝึกสอนให้ลูกปฏิบัติตัวต่อพี่สาว น้องสาว เพื่อนผู้หญิงอย่างให้เกียรติ เช่น ไม่รังแกเพื่อนผู้หญิง ไม่ใช้กำลัง ไม่พูดจาหยาบคาย ช่วยเหลือผู้หญิง ในกรณีเด็กผู้หญิง ก็ให้ปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน การให้ความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยลดพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมระหว่างเด็กให้ลดลง


        ans1 ans1 ans1 ans1

       ควรทำ       
       • ควรสอนอย่างจริงจัง ให้ลูกชายปฏิบัติต่อพี่สาว น้องสาว เพื่อนผู้หญิงด้วยความสุภาพให้เกียรติ เมื่อเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะต้องไม่ปล่อยทิ้งไว้ อย่าเห็นว่าเป็นการเล่นกันแบบเด็กๆ และถ้ามีลูกสาวก็ต้องสอนให้ปฏิบัติต่อพี่ชาย น้องชาย เพื่อนผู้ชายด้วยความสุภาพ ให้เกียรติ เช่นกัน       
       • ต้นแบบที่ดีของพ่อแม่ที่ให้เกียรติและสุภาพต่อกัน เด็กจะเรียนรู้บทบาทหญิงชายและเลียนแบบได้ง่าย       
       • การฝึกให้เด็กเข้าใจความรู้สึกถึงความอาย ความเสียใจ ความผิดหวัง ความน้อยใจ ความโกรธ ของคนรอบข้าง จะช่วยให้ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยท่าทีที่สุภาพและเคารพผู้อื่น     
       • การชี้นำให้เด็กได้คิดไตร่ตรอง ถึงผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะช่วยให้เด็ก มองเหตุการณ์ไปข้างหน้าได้ไกล


        :96: :96: :96: :96:

       ไม่ควรทำ     
       • พ่อแม่ที่เข้มงวด ปิดกั้นหรือลงโทษรุนแรงมากเมื่อเด็กสนใจเรื่องเพศ อาจปิดกั้นการเรียนรู้และพัฒนาการทางเพศปกติของเด็กได้

       
      หัวใจการเลี้ยงดู     
       สอนเพศศึกษาและบทบาทหญิง-ชาย เพื่อให้ลูกเข้าใจ และปฏิบัติต่อเพื่อนอย่างสุภาพและให้เกียรติ

       

จัดทำข้อมูลโดย : นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย 
สนับสนุนโดย : สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113375
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 กลยุทธ์ สร้างความกล้าหาญ เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 10:19:22 AM


ชวนคิดชวนทำ : 7 กลยุทธ์ สร้างความกล้าหาญ

เบ็ททานีย์ ฮามิลตัน นักโต้คลื่นสาวพิการ ผู้กลายเป็นแรงบันดาลใจของคนทั่วโลก เคยกล่าวไว้ว่า “ความกล้ามิได้หมายถึงว่าคุณไม่กลัว แต่ความกล้าหมายถึงการไม่ยอมให้ความกลัวมาหยุดยั้งคุณ”
       
       ความกล้าหาญ คือ ความกล้าต่อสู้กับอุปสรรค ไม่ย่อท้อ ยินดีเผชิญกับความลำบาก และอันตราย ความไม่แน่นอน ความกลัว หรือความเจ็บปวด โดยไม่คิดหลีกหนี และรู้จักอดทนอดกลั้น รู้จักความพอเหมาะพอดีด้วย
       
       ความกล้าหาญสามารถสร้างได้ พัฒนาได้ เปรียบดั่งกล้ามเนื้อ ที่เมื่อไม่ได้ใช้ มันก็จะค่อยๆเหี่ยวลีบลง แต่หากรู้จักวิธีบริหารเสริมสร้างเป็นประจำ ความกล้าหาญจะอยู่คู่ตัวเราไปตราบนานเท่านาน
       
       ความกล้าหาญสร้างฮีโร่มาแล้วมากมาย ทั้งฮีโร่ในบ้าน ในกลุ่มเพื่อน ในองค์กร ในสังคม ในประเทศชาติ แต่ละคนก็มีวิธีในการสร้างความกล้าหาญแตกต่างกันไป


        ans1 ans1 ans1 ans1

       ลองดู 7 กลยุทธ์ต่อไปนี้ อาจจะช่วยปลุกความกล้าที่หลับใหลอยู่ในตัวคุณ ให้ตื่นขึ้นมาอย่างมีพลัง
       
       1. เลือกทำสิ่งใหม่ๆ
       อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก กล่าวว่า “มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่หวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”
       
       แล้วคุณล่ะ.. จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนดชีวิตตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า หรืออยากจะลองทำสิ่งใหม่ๆเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งมันอาจจะดูน่ากลัวในช่วงแรกๆ แต่นี่คือก้าวแรกที่จะสร้างความกล้าหาญให้กับตัวคุณเอง

       
       2. อยู่ห่างกลุ่มคนมองโลกในแง่ร้าย
       มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่คนมีความทุกข์มักชอบสุงสิงกับคนมีความทุกข์เหมือนๆกัน ดังนั้น หากคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย ที่ไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือยามคุณมีปัญหา หรือมักพูดกรอกหูว่าคุณไม่เอาไหนละก็ จงกล้าที่จะถอยห่างออกจากกลุ่มคนที่มองคุณในแง่ร้าย และอย่าเก็บคำพูดของพวกเขามาใส่ใจ
       
       นี่คือก้าวที่กล้าของคุณในการเดินหน้าต่อไป

       

       3. อย่ากลัวจนเกินเหตุ
       บางครั้งการจินตนาการหรือมโนถึงเรื่องเลวร้ายเกินไปที่อาจเกิดขึ้น เช่น การพูดในที่สาธารณะ จะพูดผิดหรือเปล่า จะมีคนโห่ฮามั้ย หรือการเปลี่ยนงานที่ไม่คุ้นเคย จะทำได้หรือเปล่า เป็นต้น อาจทำให้คุณชะงักอยู่กับที่ และไม่กล้าที่จะก้าวต่อไป ดังนั้น ทางที่ดีต้องตั้งสติ อย่ากลัวจนเกินเหตุ พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างให้รอบคอบ แล้วหาวิธีป้องกันไว้ก่อน
       
       ที่สำคัญคือต้องปล่อยวางสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ จงเชื่อมั่นว่า เมื่อกล้าลงมือทำ ย่อมเกิดผลดีกว่าการปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งให้อยู่กับที่ และเมื่อสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี คุณย่อมมีความกล้าเพิ่มขึ้นแน่นอน

       
       4. ยึดมั่นคุณธรรม
       รู้มั้ยว่า...คนที่เข้มแข็งและกล้าหาญที่สุดนั้น จะยึดมั่นคุณธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในตัวเอ
       
       ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ เขาจะไม่ใช้เพียงความคิดหรือสัญชาตญาณเท่านั้น แต่จะพิจารณาจากคุณธรรมที่อยู่ในใจ
       
       ดังนั้น เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จงถามตัวเองว่า “หากทำเช่นนี้แล้ว ฉันยังรู้สึกภูมิใจในตัวเองหรือไม่ ยังคงรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้หรือเปล่า และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน” ถ้าคำตอบคือ “ใช่” นั่นคือคุณเดินมาถูกทางแล้ว

       

       5. สะสมความกล้า
       กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใด ความกล้าหาญก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งเดียวฉันนั้น แต่มันจะค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่คุณทำการงานสำเร็จ ความมั่นใจในตัวเองก็จะงอกเงยตามมา จนถึงวันที่คุณบรรลุเป้าหมาย และได้ยินคนอื่นพูดว่า “ไม่อยากเชื่อเลยว่า คุณทำได้สำเร็จ”
       
       ดังนั้น จงผลักดันตัวเองไปข้างหน้าวันละนิด เพื่อหล่อเลี้ยงความกล้าหาญให้งอกงาม และเติบโตต่อไปในหัวใจของคุณ

       
       6. มีความพยายาม
       การสร้างความเข้มแข็งกล้าหาญ เป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนเรา ดังคำพังเพยของฝรั่งที่กล่าวว่า “คุณจะไม่มีทางเห็นความแข็งแกร่งของถุงชาได้เลย จนกว่ามันจะแช่อยู่ในน้ำร้อน”
       
       และเมื่อใดก็ตามที่คุณกำลังทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ต้องอาศัยความกล้าหาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ นั่นคือคุณต้องมีความพยายาม พึงระลึกเสมอว่า ความกล้าหาญเกิดจากความพยายาม และความพยายามจะช่วยให้คุณก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

       
       7. คิดนอกกรอบ
       การคิดนอกกรอบ หมายถึง การมองเห็นสิ่งต่างๆในมุมมองของตัวเอง และเชื่อมั่นในคุณค่าของมัน โดยอาจนำแนวคิดดั้งเดิมมาปรับใช้ในวิถีทางใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย และต้องอาศัยความกล้าหาญ แต่เชื่อเถอะว่า เส้นทางที่ยังไม่เคยเดินนั้น มักเต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่งดงาม และเรื่องราวผจญภัยที่น่าตื่นเต้นเป็นที่สุด

       
       ดังนั้น การคิดนอกกรอบจึงเป็นความกล้าหาญ ที่จะผลักดันให้คุณเดินไปข้างหน้า และนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่านั่นเอง

       
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย ประกายรุ้ง
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000113385
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ดื่มกาแฟมาก..ทำสมองช้า เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 10:12:09 AM


เวิลด์วาไรตี้ : ดื่มกาแฟมากทำสมองช้า

เคยสังเกตอาการของตัวเองกันไหม ว่ามีความผิดปกติในการแสดงออก หรือคิดหาคำพูดที่เหมาะสมกับความรู้สึกไม่ทันกับใจที่อยากจะพูดไปหรือเปล่า ถ้ามีอาการเช่นนั้นขอให้ทราบไว้เลยว่าคุณอาจจะดื่มกาแฟมากเกินไปแล้ว
 
ทางการแพทย์เรียกอาการสมองค้นหาคำพูดที่ใช้ในการแสดงออกทางอารมณ์ช้ากว่าปกติว่า "อเลกซีไธเมีย" (Alexithymia) ที่มาจากคำในภาษากรีกที่แปลว่า "ไม่มีคำพูดแสดงอารมณ์" ผู้ที่มีอาการเช่นนี้จะสรรหาคำพูดที่แสดงถึงอารมณ์ได้ยาก และมีการแสดงออกทางอารมณ์ช้ากว่าปกติ หรือผิดไปจากความเป็นจริง

 
 :49: :49: :49: :49:

นายไมค์ ไลเวอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบอนด์ อธิบายไว้ว่า ผู้ที่มีอาการอเลกซีไธเมีย อาจจะบอกว่าตนเองปวดท้อง ทั้งที่มีอาการเป็นตะคริวที่ท้องก็ได้ เนื่องจากผู้ที่มีอาการจะสรรหาคำพูดมาอธิบายได้ลำบาก
 
จากการศึกษาของนายไลเวอร์พบว่า ผู้ที่ซดกาแฟเป็นว่าเล่นในแต่ละวันนั้นมีความเสี่ยงที่จะมีอาการอเลกซีไธเมียสูงมาก โดยนายไลเวอร์ได้ทำสำรวจพฤติกรรมของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา 106 คนถึงพฤติกรรมการบริโภคกาเฟอีนและให้ตอบคำถามเป็นชุดๆ ที่เป็นการทดสอบการรับรู้และตอบสนองต่ออารมณ์ตระหนก อาการอเลกซีไธเมีย รวมทั้งปัจจัยทางจิตวิทยาอื่นๆ

 
 ans1 ans1 ans1 ans1

ปรากฏว่านักศึกษาที่มีสกอร์ในหมวดของอาการอเลกซีไธเมียในระดับสูงนั้น เป็นกลุ่มที่บริโภคกาเฟอีนมากกว่านักศึกษาคนอื่น สองเท่าต่อวัน หรือประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน เท่ากับการดื่มกาแฟเฉลี่ยสามแก้วครึ่งในวันหนึ่งๆ ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่านักศึกษากลุ่มนี้ต้องการความสดชื่นจากการดื่มกาแฟและให้กาเฟอีนไปกระตุ้นการทำงานของประสาทมากเป็นพิเศษ แต่พวกเขาก็ต้องแลกมาด้วยกับความเสี่ยงที่จะเกิดอาการอเลกซีไฮเมียมากขึ้นตามไปด้วย
 
นอกจากกาเฟอีนแล้ว แอลกอฮอล์ยังเป็นสารกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการอเลกซีไธเมียได้ดีอีกด้วย ซึ่งหากเกิดอาการนี้ในระยะเวลานานๆ จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและอารมณ์อย่างร้ายแรง ทั้งยังรักษาได้ยากขึ้นด้วย


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141011/193736.html
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ข้อดีของการทะเลาะกัน ไม่เว้นกระทั่งเรื่องผัวเมีย...! อีกมุมหนึ่งที่คุณไม่เคยมอง เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 10:08:23 AM


ข้อดีของการทะเลาะกัน ไม่เว้นกระทั่งเรื่องผัวเมีย...! อีกมุมหนึ่งที่คุณไม่เคยมอง

บางทีในวิกฤติเล็ก ไปยันวิกฤติเรื่องใหญ่ๆ ถ้าเราไม่มองอะไรมุมเดียวเราก็อาจจะเห็นประโยชน์ของมัน อย่างเรื่องผัวเมียบนหน้าสื่อที่ทะเลาะกันก็มีข้อดีนะคุณ

ไทยรัฐออนไลน์รวมข้อคิดดีๆ จาก โต้ 'สุหฤท สยามวาลา' ดีเจ นักร้อง ผู้บริหารบริษัทชื่อดัง พ่วงตำแหน่งหัวหน้าเด็กแนวชื่อดัง ชนิดที่อ่านแล้ว เออ การทะเลาะกันก็มีข้อดีเหมือนกัน...


 ans1 ans1 ans1 ans1

1. เขาเลือกที่จะทะเลาะมากกว่าเดินจากไปกับคนอื่น

2. เขาเลือกที่จะขุดเรื่องเก่าๆ ที่เขาไม่เคลียร์มาให้เราอธิบายอีกครั้ง มากกว่าเก็บไว้ในใจอย่างเจ็บแค้น

3. เขายังสนใจในสิ่งที่เราทำไม่ถูกมากกว่าไม่ใส่ใจอะไรในตัวเราเลย จะเลวยังไงก็ช่างหัวมัน

4. เขายังหวงห่วงเรามากกว่าปล่อยให้เราเตลิดออกไป โดยนึกว่าเขาไม่ห่วงหาอาทรอีกต่อไป

5. เขายังรู้จักความอยากอยู่กับเราอย่างมีความสุข มากกว่าต่างคนต่างดำเนินชีวิต ใครจะทำอะไรก็ทำ

6. เขายังคิดว่าเราสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขของเขามากกว่าคิดว่าเราเป็นไส้ติ่งที่สร้างแต่ความเจ็บปวด

7. เขายังเห็นเรามีตัวตนมากกว่าเป็นสิ่งที่ล่องหนได้อยู่หรือไม่อยู่ก็มีค่าเท่ากัน

8. เขายังเตือนว่าช่วยปรับหน่อยได้ไหม ฉันไม่อยากเสียเธอไป และจะทะเลาะต่อไปเพื่อให้ได้ชีวิตคู่ที่มีสุข

9. เขายังเลือกที่จะดุกับเรามากกว่าแอบไปมีรอยยิ้มให้คนอื่น

10. เขาเลือกที่จะไม่มีเหตุผลเวลาทะเลาะกัน เพราะเขาเห็นเหตุผลทุกอย่างที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเรา ชีวิตคู่ที่แท้จริงคือการสัญญาว่าจะทะเลาะกันโดยไม่มีวันเลิกรากัน แต่ก็ไม่ต้องทะเลาะกันทุกวันนะ


ขอบคุณบทความและภาพจาก
http://www.thairath.co.th/content/455873
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แสงสาด ปราสาทผึ้ง เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 10:03:49 AM

แสงสาด ปราสาทผึ้ง
โดย...กาญจน์ อายุ ภาพ จำลอง บุญสอง, กาญจน์ อายุ

ชาวสกลนครมีความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชาวคริสต์ อ.ท่าแร่ ที่จะจัดงานแห่ดาวในเทศกาลคริสมาสต์ หรืองานที่เพิ่งจบไปกับประเพณีแห่ปราสาทผึ้งในช่วงออกพรรษาที่ผ่านมา เป็นประเพณีที่ชุมชนชาวพุทธทั่วทั้งจังหวัดร่วมกันสร้างปราสาทผึ้งนานร่วม 3 เดือน ตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ยิ่งไปกว่านั้นคือ “ศิลปะ” ที่สืบทอดต่อกันมาและมีวิวัฒนาการอย่างน่าทึ่ง

ปราสาทราชมณเฑียร

การทำปราสาทผึ้งของชาวสกลนครมีคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ในครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าได้ตรัสอำลาพระอินทร์เพื่อเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ พระอินทร์จึงเนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้วมณีให้พระองค์เสด็จลงมา เหล่าเทวดา ครุฑ นาค ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ต่างชื่นชมในพระบารมีและเกิดจินตนาการมองเห็นเป็นปราสาทราชมณเฑียรบนสวรรค์ชั้นวิมาน จึงเป็นคติความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า หากจะอยู่ในปราสาทสวยงามได้ต้องสร้างบุญกุศล และอยู่ในธรรมดังเช่นพระพุทธเจ้านั้นเอง


แสงอาทิตย์สาดลงปราสาทผึ้ง

ความเชื่อเดียวกันนี้ไม่ได้มีเฉพาะประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง อย่างที่ จ.อุทัยธานี ก็มีงานตักบาตรเทโว ณ วัดสังกัสรัตนคีรี พระสงฆ์จะเดินลงบันไดจากวัดที่ตั้งอยู่บนเขาสู่เบื้องล่างมารับบิณฑบาตจากประชาชนที่มารอสองข้างทาง เปรียบเหมือนเหตุการณ์ในวันที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จลงจากสวรรค์

นอกจากนี้ แต่เดิมประเพณีแห่ปราสาทผึ้งจะจัดควบคู่ไปกับประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นคนละความเชื่อกัน ประเพณีไหลเรือไฟมีขึ้นเพื่อขอขมาพระแม่คงคา เหมือนกับประเพณีลอยกระทงของทางภาคกลาง แต่ประเพณีไหลเรือไฟที่สกลนครค่อยๆ หายไปสวนทิศกับแห่ปราสาทผึ้งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกปี อาจด้วยสาเหตุสกลนครไม่มีแม่น้ำใหญ่ ประเพณีนี้จึงไปยิ่งใหญ่ที่นครพนมแทน เพราะเป็นจังหวัดชายแดนมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ดังเช่นงานวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา เรือไฟมากกว่า 10 ลำไหลไปตามสายน้ำเพื่อบูชาต่อพระแม่คงคาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พญานาค เจ้าพ่อเหล็กซีด้ามแตก เจ้าพ่อคำแดง และเจ้าพ่อหมื่น

สกลนครและนครพนมจึงสามารถเที่ยวต่อกันได้ คือชมแห่ปราสาทผึ้งที่สกลนคร จากนั้นขับรถไปไม่ถึงชั่วโมงชมงานไหลเรือไฟที่นครพนม อย่างในปีนี้ทั้งสองงานจัดคนละวัน สกลนครจัดวันที่ 7 ส่วนนครพนมจัดวันที่ 8 ต.ค. จึงสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและชาวบ้านเองที่จะไม่พลาดงานสำคัญทั้งสอง


แสงอาทิตย์สาดลงปราสาทผึ้ง


ปราสาทผึ้ง

ชาวบ้านช่างฝีมือจะมาซุ่มทำปราสาทผึ้งที่วัดในชุมชนตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษาจนถึงวันงานแห่ในช่วงออกพรรษา ระยะเวลา 3 เดือนที่ง่วนประดิดประดอยปราสาทผึ้งขนาดเท่ารถกระบะผ่านไปอย่างเร็วในความรู้สึกของช่างเพราะรายละเอียดยิบย่อยที่ต้องทำด้วยมือทุกชิ้น

ปราสาทผึ้งลักษณะอลังการที่ชาวบ้านทำมาแห่กันเรียกว่าปราสาทผึ้งประยุกต์ วิวัฒนาการจากปราสาทผึ้งโบราณหรือที่เรียกว่าต้นผึ้ง โครงปราสาทจะทำจากกาบต้นกล้วย ส่วนลายต่างๆ ที่เรียกว่าดอกผึ้งจะเป็นเพียงขี้ผึ้งกลมๆ แกะสลักให้มีลายแล้วนำมาติดบนกาบ แต่ปัจจุบันลักษณะเปลี่ยนไปตั้งแต่โครงสร้างที่เปลี่ยนเป็นไม้อัด สร้างเป็นปราสาท 5 หลังจากที่เคยมีแค่หลังเดียว ลวดลายก็วิจิตรบรรจงขึ้นทั้งลายครุฑ เทวดา ลายกนก และลายพุทธประวัติ วิธีที่ทำก็เปลี่ยนเป็นใช้แม่พิมพ์แทนการแกะสลักด้วยมือ

แต่ทั้งนี้ช่างก็ยังต้องมีฝีมือด้านแกะสลักอยู่ เพราะเมื่อแกะจากแม่พิมพ์แล้วก็ต้องเก็บรายละเอียดแต่ละส่วนอยู่ดี และที่สำคัญคือไม่ใช้ขี้ผึ้งจากรังผึ้งแล้ว แต่จะใช้เทียนเป็นวัตถุดิบแทน


แสงอาทิตย์สาดลงปราสาทผึ้ง

แม้ว่ากระบวนการทำปราสาทผึ้งจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่เรื่องที่สำคัญกว่ารูปธรรมคือ การสืบต่อประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นที่นับวันคนรุ่นหลังยิ่งให้ความสำคัญ มากไปกว่านั้นระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศก็ให้ความสำคัญจนวางเป็นวาระแห่งชาติที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบวิถีไทยในปี 2558

สายการบินแอร์เอเชียเปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯสกลนคร 2 เที่ยวบินต่อวัน ออกจากกรุงเทพฯเวลา 06.55 น. และ 17.50 น. ออกจากสกลนคร เวลา 08.35 น. และ 19.40 น. โดยเริ่มให้บริการไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมา และเส้นทางกรุงเทพฯนครพนม ที่เปิดมาก่อนแล้ว วันละ 2 เที่ยวบิน นอกจากนี้จากทั้งสองสนามบินมีบริการต่อรถ (City Transfer) สู่มุกดาหาร ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง 3 จังหวัด “สนุก” สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ให้เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น ดูรายละเอียดและวางแผนการเดินทางได้ที่ www.airasia.com <http://www.airasia.com>


 



ครุฑเรืองแสง

 
เทียนลายยักษ์

 
ครุฑบินได้

 
ภาพมุมสูงของกองทัพเทวดา

 
แสงอาทิตย์ส่องปราสาทผึ้ง

 
แม่พิมพ์

 
แค่ฐานปราสาทก็ละเอียดยิบแล้ว

 
ช่างประจำชุมชนวัดเหนือขะมักเขม้นทำปราสาทผึ้งให้เสร็จทันวันออกพรรษา

 
ดอกผึ้งบนกาบต้นกล้วย


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/เที่ยวทั่วไทย/323632/แสงสาด-ปราสาทผึ้ง
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา.! วัดขุนอินทประมูล จ้างบัณฑิตศิลปากร วาดภาพผู้บริจาค ติดฝาผนังโบสถ์ เมื่อ: ตุลาคม 12, 2014, 09:49:14 AM


ฮือฮา.! วัดขุนอินทประมูล จ้างบัณฑิตศิลปากร
วาดภาพผู้บริจาคติดฝาผนังโบสถ์ - ภาพเด็ดคนดังเพียบ

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด ได้เดินทางไปตรวจสอบยังบริเวณอุโบสถวัดขุนอินทประมูล ต.อินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง หลังทราบข่าวว่าที่วัดได้จัดวาดภาพเหมือนของผู้ใจบุญที่บริจาคเงินกับทางวัด ติดไว้ที่ผนังอุโบสถ เมื่อเดินทางไปถึงอุโบสถดังกล่าว บริเวณชั้น 2 หน้าลิฟท์ มีช่างจิตรกรรม จำนวน 3 คน กำลังบรรจงวาดภาพเหมือนของประชาชนผู้ใจบุญที่บริจาคเงินกับทางวัดอยู่ โดยบริเวณผนังดังกล่าวนั้น ภาพโดยหลักเป็นภาพระหว่างการก่อสร้างพระอุโบสถหลังนี้ และมีภาพพระนอนวัดขุนอินทประมูล อยู่บริเวณกลางผนัง ช่างได้วาดภาพเหมือนของผู้ใจบุญไว้ทั่วบริเวณ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ บริเวณส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง มีประชาชนที่มาเที่ยวในวัดได้สนใจมุงดูเป็นจำนวนมาก

จากการสอบถามนายบุญทวี ทับทิมไทย อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนอีก 2 คน จบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และมีอาชีพรับงานจิตกรรมฝาผนัง ภาพวาดตกแต่งในวัดทั่วไป และงานจิตรกรรมอื่น ๆ เมื่อปีก่อน ได้รับการติดต่อจากทางพระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลว่าท่านได้มีแนวคิดที่ต้องการจะนำภาพของพุทธศาสนิกชนที่ใจบุญบริจาคเงินกับทางวัด ไปวาดไว้บนฝาผนังพระอุโบสถไฮเทคหลังนี้ โดยวาดเป็นภาพเหมือน เพื่อต้องการพุทธศาสนิกชนที่ร่วมบริจาคเงินได้อยู่ในประวัติศาสตร์ในการสร้างพระอุโบสถไฮเทค



นายบุญทวี กล่าวว่าาแบ่งพื้นที่การวาดภาพเหมือนของคนไว้ที่บริเวณหน้าลิฟท์ชั้น 2 โดยผนังดังกล่าวได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง ซึ่งหากบริจาคเงินคนละ 3,000 บาท ทางวัดก็จะวาดไว้บริเวณส่วนล่างของพื้นที่ฝาผนังที่จัดไว้ บริเวณส่วนกลางสำหรับผู้ที่บริจาคเงิน 1,000 บาท และส่วนบนสำหรับคนที่บริจาคเงิน 500 บาท ผู้ที่ประสงค์จะมีรูปภาพเหมือนติดอยู่ที่ฝาผนังนี้ก็ร่วมบริจาคเงิน และมาติดต่อช่าง เพื่อให้ช่างได้ถ่ายรูปไว้แล้วรอคิวในการวาด

นายบุญทวี กล่าวต่อว่า สำหรับภาพเหมือนที่วาดลงไปบนฝาผนังนั้น จะวาดด้วยสีอครีลิค มีอายุของภาพอยู่ได้นับ 100 ปี  ซึ่งการวาดภาพเหมือนนั้นต่อ 1 คนจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 ชั่วโมง ใช้เวลาวาดมาเกือบปีแล้ว โดยช่างหลัก ๆ ที่วาดก็ประมาณ 2-3 คน




ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบนฝาผนังนั้น ภาพหลักจะเป็นภาพของการก่อสร้างอุโบสถแห่งนี้ และภาพของพระนอนวัดขุนอินทประมูล มีการวาดภาพรถเครนขณะก่อสร้างอุโบสถ และภาพของพุทธศาสนิกชนที่ใจบุญที่มาร่วมบริจาคเงินเข้าวัด โดยเลือกสรรภาพให้ช่างวาดในหลายลักษณะ เช่น ภาพครอบครัว ภาพขณะขี่รถยนต์  ภาพขณะขี่รถจักรยานยนต์ ภาพรถขายของ ภาพรถทัวร์และคณะทัวร์ ภาพรับปริญญา และอีกต่าง ๆ นานา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีภาพวาดครอบครัวของผู้บริจาครายใหญ่ชื่อดังด้วย ได้แก่ ภาพวาดของครอบครัว นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ นอกจากนั้นยังมีภาพวาดครอบครัวของผู้กำกับละครชื่อดัง นายธงชัย  ประสงค์สันติ และนักมวยนักแสดงชื่อดัง ร้อยเอกสมจิตร จงจอหอ อีกด้วย

สำหรับวัดขุนอินทประมูลนี้ เป็นพุทธมณฑลของจังหวัดอ่างอทง ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มี "โบสถ์ไฮเทค" ดำเนินการจัดสร้างโดย พระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาส เป็นพระอุโบสถแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีทั้งลิฟต์และบันไดเลื่อน ไว้คอยบริการผู้ที่มีจิตศรัทธา โดยใช้งบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 120 ล้านบาท มีทั้งหมด 3 ชั้น ด้านล่างเป็นห้องโถงสำหรับจัดเลี้ยงอาหาร ตั้งโต๊ะจีนพร้อมกันได้ถึง 120 โต๊ะ


ขอบคณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE16QXlOVGd5TWc9PQ==&subcatid=
98  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 12:25:01 PM

อธิบดีสงฆ์องค์ปัจจุบัน ของวัดมหาธาตุฯ พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาตมหาเถระ)


ก่อนจบทริปนี้ มีคำถามให้เพื่อนๆ ปวดหัวเล็กน้อย ใครอ่านคำจารึกนี้ได้บ้าง ตามภาพด้านล่างเลยครับ

:25: :25: :25: :25: :25:
99  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 12:18:49 PM



พระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ ภายในพระมณฑป (วัดมหาธาตุฯ)

      พระมณฑปนั้นสร้างขึ้นใหม่ในครั้งที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงบูรณปฏิสังขรณ์วัด แต่เดิมนั้นพระมณฑปนี้มีเครื่องยอดอย่างปราสาท ได้รื้อมาจากที่เตรียมไว้สร้างปราสาท กลางสระ ในพระราชวังบวรสถานมงคล แต่ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ จึงมีการปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 3

      โดยภายในพระมณฑปนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ บนยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนฐานเจดีย์บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกหรือพระราชบิดาของพระองค์ เจดีย์องค์นี้ถือเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ที่สมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่ง แต่หากใครอยากเข้าไปชมคงต้องรอเฉพาะวันพระ หรือจะไปในวันมาฆบูชาที่จะถึงนี้ก็ได้


ที่มา http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000012544
100  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 11:50:25 AM


อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๑๗. พระธรรมปัญญาบดี (สวัสดิ์ กิตติสารมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ – ๒๕๒๓
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ





อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๑๘. พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ  ทัตตสุทธิมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ – ๒๕๔๗ (ลำดับที่ ๑๙)
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ
101  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 11:38:33 AM



อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๑๕. พระพิมลธรรม (ช้อย  ฐานทัตตมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๔๘๖ – ๒๔๙๐
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ





อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๑๖. พระพิมลธรรม (อาจ  อาสภมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๔๙๐ – ๒๕๐๓ สมัยที่ ๑
(ลำดับที่ ๑๘) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ  อาสภมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ – ๒๕๓๒ สมัยที่ ๒
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ
102  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 11:21:29 AM



อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๑๓. สมเด็จพระวันรัต (ฑิต อุทยมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๔๓๒ – ๒๔๖๖
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ





อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๑๔. สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารีมหาเถร) ปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ – ๒๔๘๖
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ
103  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 11:07:09 AM


ประวัติวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (โดยย่อ)
(รวบรวมจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เมื่อ ๒๔๖๐)

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  เดิมชื่อว่า “วัดสลัก”  ผู้สร้างวัดแห่งนี้ไม่ปรากฏนาม  แต่สันนิษฐานว่ามีมาแต่ครั้งกรุงเก่า(กรุงศรีอยุธยา)  เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท(พระอนุชาธิราชของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่๑)ทรงมาพบวัดนี้แล้ว  ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ และทรงสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาใหม่ ทรงสถาปนาวัดนี้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์  ทรงขอพระราชทานพระอารามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า“วัดนิพพานนานาม”

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  โปรดให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดนิพพานาราม จึงโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามว่า “วัดพระศรีสรรเพชญ์”  ต่อมาพระองค์ทรงประชุมพระราชาคณะให้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และจัดให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรมที่วัดแห่งนี้ จึงโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามอีกครั้งว่า “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหาร” ตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า


 :25: :25: :25: :25:

เมื่อ พ.ศ ๒๓๔๖  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้เรียกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหารว่า “วัดมหาธาตุ” ด้วยเหตุว่านามวัดดังกล่าวเป็นหลักของพระนครที่มีทุกราชาธานีในประเทศนี้  จึงควรต้องมีในพระนครอมรรัตนโกสินทร์ อีกทั้งพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระมณฑป ซึ่งเป็นพระศรีรัตนมหาธาตุก็มีอยู่ในพระอาราม และเป็นพระอารามที่สถิตสมเด็จพระสังฆราชเหมือนวัดมหาธาตุที่กรุงเก่า  จึงพระราชทานนามพระอารามแห่งนี้ใหม่ในรัชสมัยของพระองค์ว่า “วัดมหาธาตุ”

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เพื่อปฎิสังขรณ์วัดมหาธาตุ  จึงโปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอาราม เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์”



บรรยากาศเงียบสงบภายในบริเวณวัดมหาธาตุ


ถาวรวัตถุที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้าง

๑. พระมณฑปเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
๒. พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานนามว่า “พระศรีสรรเพชญ์” และ “พระอรหันต์  ๘ ทิศ”
๓. พระวิหาร
๔. พระระเบียงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ๑๐๘  องค์ (มีการสร้างเสริม ๔ องค์ รวม ๑๑๒ องค์)
๕. พระปรางค์และพระเจดีย์
๖. หอไตรกับหอระฆัง
๗. ศาลาการเปรียญ
๘. เสนาสนะ
๙. กำแพงวัด



พระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุภายในพระมณฑป


พระมณฑป

ในสิ่งปลูกสร้างทั้ง ๙  อย่างที่ยังปรากฎอยู่ในปัจจุบันดังกล่าวนั้น  สิ่งหนึ่งที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสร้างให้เป็นสิ่งสำคัญและเป็นประธานของวัดแห่งนี้คือ “พระมณฑป”

พระมณฑปทรงสร้างครอบพระเจดีย์ทองซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวข้างต้นนั้น  นอกจากนั้นยังมีพระพุทธที่นำมาจากเมืองเหนือ เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิษณุโลก เมืองลพบุรี และที่กรุงเก่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทนำมาประดิษฐานไว้ภายนำพระมณฑปถึง  ๒๘  องค์ล้วนแต่องค์งาม ๆ ทั้งนั้น   พระมณฑปนี้ทรงสร้างไว้ด้านทิศตะวันออกกึ่งกลางระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร  พระองค์ทรงเอาเครื่องไม้ที่จะทรงสร้างปราสาทในวังหน้า นำมาสร้างพระมณฑป  แต่มณฑปที่สร้างด้วยเครื่องไม้นั้นถูกเพลิงไหม้  พระอุโบสถและพระวิหารก็ถูกไหม้ในครั้งนั้นด้วย  พระองค์ก็ทรงให้สร้างพระมณฑปใหม่ให้เป็นหลังคาทรงโรงอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  พระมณฑปนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ


 :96: :96: :96: :96:

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๗ ทรงบูรณะวัดมหาธาตุโดยการก่ออิฐถือปูนทั้งพระอาราม  ส่วนการบูรณะพระมณฑปให้รื้อเครื่องบนเปลี่ยนตัวไม้ที่ชำรุด  และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่  ลงรักปิดทองพระเจดีย์ทอง  ประดับกระจกใหม่ทั้งหลัง

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  พ.ศ. ๒๔๓๙  เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคตได้  ๒ ปี  พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล  โปรดให้นิมนต์สมเด็จพระวันรัต(ฑิต) แต่ยังเป็นพระพิมลธรรมถวายพระธรรมเทศนา แล้วทรงบูชากัณฑ์เทศน์  ๑๐๐๐ ชั่ง  ทรงพระราชอุทิศเพื่อปฏิสังขรณ์สิ่งสำคัญในวัดมหาธาตุ คือ พระมณฑป  พระอุโบสถ  และพระวิหาร  ให้เปลี่ยนตัวไม้เครื่องบนที่ชำรุด  เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่  ประดับกระจกหน้าบันใหม่ ฉาบปูนผนังใหม่เหมือนกันทุกหลัง  แต่ที่หน้าบันพระวิหารนั้นเปลี่ยนลายเป็นรูปจุลมงกุฎของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  จากงบประมาณการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ได้มาดังกล่าว จึงโปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอาราม เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์”

 st12 st12 st12 st12

พระมณฑปนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ โดยอดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุเสมอมา  ด้วยการบูรณะตามสภาพของส่วนที่ทรุดโทรม

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  รัชกาลที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๕๐  พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาโต) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุรูปปัจจุบัน  พิจารณาเห็นว่าพระมณฑปทรุดโทรมมากแล้ว  จึงได้เชิญชวนคณะสงฆ์วัดมหาธาตุ พร้อมทั้งอุบาสก  อุบาสิกา และชาวพุทธ ร่วมกันหาทุนทรัพย์ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น  เมื่อวันเสาร์ที่ ๓  มีนาคม  พ.ศ. ๒๕๕๐  ตรงกับวันมาฆบูชา  ซึ่งเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่  เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในมงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ  ๘๐ พรรษาในปีนี้อีกด้วย


พระอุโบสถของวัดมหาธาตุ


พระอุโบสถ

พระอุโบสถที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างไว้นั้น ได้ถูกเพลิงไหม้ในคราวเดียวกับพระมณฑป  พระองค์ทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่  โดยขยายตัวอาคารพระอุโบสถออกถึงแนวเขตสีมาจนเกือบชิดกับพระมณฑป  จึงยกสีมาขึ้นติดกับแนวผนัง  ประตูติดตั้งให้เปิดออกด้านข้าง  ลักษณะพระอุโบสถอย่างนี้มีเพียง ๒  แห่งคือวัดมหาธาตุกับวัดชนะสงคราม  เพราะทั้ง ๒ วัดนี้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้าง

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ  โดยรื้อเครื่องบนเปลี่ยนตัวไม้ที่ชำรุด  และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่  เสริมผนังและเสาให้สูงขึ้นกว่าเก่า  ๑ ศอก ลงรักปิดทองประดับกระจกใหม่ทั้งหลัง  แต่ผนังข้างในยังไม่ได้เขียนใหม่ สิ้นรัชกาลเสียก่อน

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  พ.ศ. ๒๔๓๙  เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคตได้  ๒ ปี  พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล  โปรดให้นิมนต์สมเด็จพระวันรัต(ฑิต) แต่ยังเป็นพระพิมลธรรมถวายพระธรรมเทศนา แล้วทรงบูชากัณฑ์เทศน์  ๑๐๐๐ ชั่ง  ทรงพระราชอุทิศเพื่อปฏิสังขรณ์สิ่งสำคัญในวัดมหาธาตุ คือ พระมณฑป  พระอุโบสถ  และพระวิหาร  ให้เปลี่ยนตัวไม้เครื่องบนที่ชำรุด  เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่  ประดับกระจกหน้าบันใหม่ ฉาบปูนผนังใหม่เหมือนกันทุกหลัง จากงบประมาณการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ได้มาดังกล่าว จึงโปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอาราม เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์”


ที่มา www.watmahathat.com/history-of-wat-mahathat/
ขอบคุณภาพจาก http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000012544
104  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คารวธรรม จากเวฬุวัน อินเดีย เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 10:51:02 AM


คารวธรรม จากเวฬุวัน/อินเดีย

เจริญพร สาธุชน ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ...มีผู้กล่าวเปรียบเทียบว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม เห็นแต่ดาวอยู่พราวพราย” ซึ่งยังทันสมัยในความหมายเสมอ ตราบใดที่คนในสังคมโลกนี้ ยังมีระดับสติปัญญาที่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อต่างการกระทำและต่างความเห็น...

การต่างการกระทำ... การต่างความเห็น ของสัตว์ในสังคม จึงนำไปสู่การสร้างกฎระเบียบ...กฎหมาย เพื่อตีกรอบให้อยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความต่างกัน... เรียกว่า แตกต่างกันได้ แต่อย่าได้ล้นกรอบ เพื่อให้มวลรวมของสังคมยังมีความสมดุลอยู่ในค่าที่ยังเกื้อให้เกิดประโยชน์โดยธรรมอยู่...


 :25: :25: :25: :25:

การจะทำให้เกิดความเห็น... การกระทำ ที่ไม่แตกต่างกันนั้น เป็นเรื่องยากพอควร แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะทำ ซึ่งจะต้องมุ่งลงไปในชั้นฐานความคิด ที่อยู่ในระดับลึกของจิตใจพอสมควร ที่จะต้องอาศัยสติปัญญาเป็นอุปการธรรมอันสำคัญยิ่ง เพื่อปรับระดับความเห็น การกระทำ ให้ไปในทิศทางเดียวกัน... ไม่แตกต่างกัน โดยจะต้องอ้างอิงฐานความรู้ที่เข้าถึงสัจธรรม เพื่อให้จิตนึกคิดถูกต้องตรงธรรม โดยอาศัยสติปัญญาควบคุมดูแลพัฒนายกระดับจิต โดยการนำเข้ากระบวนการโยนิโสมนสิการ... นักบริหารจิตจึงต้องรู้จักหลักธรรมของโยนิโสมนสิการ เพื่อประโยชน์แห่งความรู้ความเข้าใจ ที่จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง ตรงตามกระบวนการ...

เพื่อจะได้เข้าถึงสัจธรรมที่ไม่ผันแปรไปตามกาลสมัยและอิทธิพลของอำนาจใดๆ... ด้วยความรู้ที่ตรงธรรม ที่ก่อเกิดปัญญาในดวงจิต จึงมองเห็นในสิ่งที่เป็นจริง ให้ไม่ติดอยู่ในสมมติของโลก ที่ปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัย ก่อรูปสร้างภาพบัญญัติไปตามภาษาโลก ที่มิใช่เนื้อแท้แห่งความจริงที่เป็นธรรม... จนตกผลึกเป็นทิฏฐิในจิต ให้นำไปสู่ภาวะคิดอ่านทำการที่เป็นไปตามอิทธิพลของทิฏฐิ ตามกำลังความยึดถือ...

 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ถ้าทิฏฐิเข้าใกล้ความจริง (สัจธรรม) ภาวะคิดอ่านทำการก็จะสร้างสรรค์ สงบสุข... แต่ถ้าทิฏฐิเข้าใกล้ความไม่จริง (อสัทธรรม) ก็จะนำไปสู่การคิดอ่านทำการที่ไม่สร้างสรรค์... ให้ทุกข์ร้อนกระวนกระวาย... และหากมวลรวมของสังคมประเทศชาติ มีทิฏฐิประเภทใดมากกว่ากัน ก็ย่อมเป็นดัชนี้ชี้ค่าความสุขหรือความทุกข์ของสังคมประเทศชาตินั้นโดยปริยาย...

ดังนั้น จึงต้องปรับพื้นฐานจิตใจของคนในสังคมนั้นๆ ให้มีพื้นฐานที่ถูกต้องตามธรรม เป็นอันเดียวกันให้ได้ แม้จะไม่เหมือนกัน... ไม่ตรงกันทีเดียว แต่สามารถไปในทิศทางเดียวกันได้ ไม่ล้นกรอบ ก็ย่อมจะทำให้สังคมประเทศชาตินั้น เกิดการพัฒนาก้าวหน้าไปตามลำดับ...




ที่สำคัญคือ ไม่ขัดแย้งกันในทางความคิดเห็น จนนำไปสู่ความแตกต่างในการกระทำ ด้วยระดับพื้นฐานแห่งความรู้ความเข้าใจถูกปรับพื้นให้เสมอกันได้ ด้วยหลักศีลธรรมและวัฒนธรรมที่เป็นสามัญสำนึกขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ...ซึ่งแน่นอนหากกล่าวให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง ก็จะต้องนำไปสู่เรื่องศาสนาในชีวิต ที่จะต้องมีคำสั่งสอนเป็นอย่างเดียวกัน... ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะให้ร้อยคน พันคน ยลตามช่อง ก็จะต้องมองเห็นเป็นหนึ่งเดียวกัน... อย่างแน่นอน!!

การแก้ไขปัญหาของการต่างความคิดและการกระทำ จึงต้องกลับเข้าสู่ การศึกษาเพื่อชีวิต หมายถึงเพื่อยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ด้วยอำนาจแห่งสติปัญญา ที่สามารถสร้างกันได้ในทุกคน ที่ยังไม่รู้เป็นอาภัพบุคคล... จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของทุกสังคม ที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรมวัฒนธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ หรือหลักคำสั่งสอนในศาสนาที่นำไปสู่การจุดประทีปให้เกิดขึ้นในชีวิต (จิตใจ)

 st11 st11 st11 st11

เมื่อวันที่ ๒๕ ส.ค.ที่ผ่านมา อาตมาได้มีโอกาสแวะไปถวายความเคารพ พระเทพโพธิวิเทศ หรือท่านเจ้าคุณวีรยุทธ แห่งวัดไทยพุทธคยา/อินเดีย ได้มีโอกาสเยี่ยมชมวัดที่ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน ก็ได้แต่ชื่นชมในความเป็นนักบริหารมือเอกของวงการสงฆ์โดยเฉพาะแนวคิดที่ยกระดับวัดไทยพุทธคยาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการมุ่งเน้นเผยแพร่การอบรมจิตตภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา จึงได้เห็นการสร้างอาคารปฏิบัติธรรม กุฏิที่พัก ขึ้นรองรับโครงการดังกล่าว

ซึ่งอาตมาเห็นชอบด้วยอย่างยิ่ง หากสามารถทำให้วัดไทยพุทธคยาเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพื่อประโยชน์แห่งคณะสงฆ์และศรัทธาสาธุชนทุกหมู่เหล่า ที่มุ่งเดินทางไปจาริกแสวงบุญในอินเดียเนปาล... โดยเฉพาะการไม่ถือพวกเราพวกเขา ลบนิกายให้หมดไป เพื่อความเป็นคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงหนึ่งเดียว...

ไหนๆ ก็เดินทางถึงแผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนาแล้ว... พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรือง... ความสุขจะเกิดขึ้นในเขตแดนพระพุทธศาสนาหรือไม่... ก็อยู่ที่ความสามัคคีธรรมของสงฆ์เป็นสำคัญที่สุด... ซึ่งหากยังแบ่งเป็นคณะนั้น... อาจารย์นี้... นิกายโน้น... อย่างที่เห็นเป็นอยู่ ก็ต้องท่องกฎอนัตตา ที่ว่า ไม่ใช่เรา... ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา!!


เจริญพร


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/ธรรมะ-จิตใจ/315555/คารวธรรม-จากเวฬุวัน-อินเดีย
105  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / โคตรเหล็กไหล ใหญ่ที่สุดในโลก.! ถ้ำแก้วเนรมิตหินธาตุกายสิทธิ์ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 10:37:33 AM


โคตรเหล็กไหล ใหญ่ที่สุดในโลก.! ณ ถ้ำแก้วเนรมิตหินธาตุกายสิทธิ์
โคตร!เหล็กไหลใหญ่ที่สุดในโลก!ณ ถ้ำแก้วเนรมิตหินธาตุกายสิทธิ์ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี : ท่องไปในแดนธรรม เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

"เรือนทิพย์พิมาน" เป็นบ้านไม้ที่ ดร.ไพโรจน์ สุขจั่น ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้บรรจงออกแบบ และพิถีพิถันในการเลือกไม้ที่มาสร้างเป็นเรือนไทยหลังงาม โดยคัดสรรไม้ทุกต้นที่นำมาทำเป็นเสา บางต้นมีอายุนับร้อยๆ ปี ไม้ทุกชิ้นที่เลือกจะมีความละเอียดอ่อนอยู่ในตัว งานแกะสลักไม้ต่างๆ นำมาประดับประดา ตกแต่ง ภายในห้องต่างๆ ก็ด้วยเหตุที่มีใจรัก และหลงใหลบ้านไม้เป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ดร.ไพโรจน์ ได้วาดฝันหากมีบ้านไม้สักหลังจะตกแต่งให้มีเรือนเอก เรือนรอง พร้อมทั้งคัดสรรพรรณไม้งาม ตกแต่งประดับประดาในพื้นที่สวนแห่งนี้ ต้นไม้ทุกต้นล้วนแล้วแต่หายาก มีอายุ เป็น ๑๐๐ ปี เป็นต้นไม้มีชื่อเสียงเรียงนามที่ไพเราะและเป็นสิริมงคล และมีความหมาย อาทิ หอมหมื่นลี้ พะยอม ฯลฯ เคลิ้ม ๆด้วยเสียงน้ำตก ที่สร้างด้วยช่างฝีมืออาชีพ ทำให้สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียง มูลค่าโดยรวมเรือนไทยแห่งนี้ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

นอกจากนี้ ดร.ไพโรจน์ ยังเนรมิตเรือนหลังเล็กให้เป็นถ้ำแก้วเนรมิต โดยตั้งชื่อว่า "ถ้ำแก้วเนรมิตหินธาตุกายสิทธิ์" เพื่อประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สะสมและเคารพบูชาและไว้ปฏิบัติธรรมของครอบครัวในยามว่าง รวมทั้งสถานที่แห่งนี้ยังประดิษฐานพระบรมรูปปั้นเสด็จพ่อรัชกาลที่ ๕ องค์เดียวในโลกที่แกะสลักจากหินหยกดำ  น้ำหนักกว่า ๕ ตัน ไว้ตรงทางเข้าเพื่อสักการบูชา


ล่าสุด ดร.ไพโรจน์ ยังได้พญาเหล็กไหลดำ (เป็นชื่อเรียกตามชาวบ้าน) หรือเรียกว่า โคตรเหล็กไหล น้ำหนักมากถึง ๖ ตัน ซึ่งถือว่าเป็นก้อนใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งก้อนที่มีน้ำหนักกว่า ๕ ตัน มาอีก ๓ ก้อน มาไว้ในครอบครอง โคตรเหล็กไหลชนิดนี้ จะเรียกว่าเหล็กไหลเลยก็ว่าได้ รูปแบบการไหลตัวตามผนังถ้ำ เหมือนสิ่งที่มีชีวิต เนื้อและสีออกสีแดงปนดำ และมีเทพดูแลรักษา พลังการคุ้มครองก็ไม่ต้องพูดถึง ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดเลยก็ว่าได้ ถ้าพูดถึงราคาก็ไม่แพง เทียบกับการคุ้มครองชีวิตผู้ครอบครองก็ถือว่าถูกมากๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงพลังของแร่ชนิดนี้ เห็นเป็นแค่การโอ้อวดทางคำพูดเท่านั้น แต่ความจริงเป็นของอันสุดอัศจรรย์เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ระว่างวันที่ ๒๒-๒๓ ตุลาคม ดร.ไพโรจน์ จะเปิดเรือนทิพย์พิมาน เปิดถ้ำแก้วเนรมิตหินธาตุกายสิทธิ์ ให้ทุกท่านได้เข้าชมและสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำแก้วเนรมิต หินธาตุกายสิทธิ์ แห่งเดียวใน จ.นนทบุรี ให้ประชาชนทั่วไปได้เยี่ยมชม โดยวันที่ ๒๒ ตุลาคม ตั้งแต่เวลา ๑๒.๐๐-๑๙.๐๐ น. จะเปิดให้เฉพาะคนที่อยู่ในเขต จ.นนทบุรี เท่านั้น ส่วนวันที่ ๒๓ ตุลาคม ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น.จะเปิดให้บุคคลทั่วๆ ไปเข้าชม ทั้งนี้ เพื่อลดความแออัด โดยปีที่ผ่านๆ มามีคนไปเยี่ยมชมหลายพันคน


 :96: :96: :96: :96:

งานเปิด "เรือนทิพย์พิมาน" มีอาหารและเครื่องดื่มบริการ ฟรี! และมีรถบริการรับ-ส่ง หน้าปากซอย ตลอดทั้งวัน งานเริ่มเวลา ๐๗.๐๐-๑๙.๐๐ น. เรือนทิพย์พิมาน  ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี สนใจเข้าร่วมงาน สอบถามเส้นทางได้ที่ โทร.๐๘-๔๓๕๘-๔๙๙๙, ๐๘-๖๔๖๖-๔๖๖๙, ๐๘-๖๓๔๐-๕๓๕๙ และ ๐-๒๙๒๕-๒๕๕๖-๖๐




ถ้ำแก้วเนรมิตหินกายสิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำแก้วเนรมิต ที่ ดร.ไพโรจน์ ได้จัดสร้างไว้อย่างสวยสดงดงาม เพื่อเป็นสถานที่นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมของครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่รวบรวมหินธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ  ที่เป็นของรักของหวงที่ได้สะสมมาเป็นเวลานาน อาทิ พระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ขนุน ต้นไม้สาระที่กลายเป็นหิน และจากหินธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ อาทิ หินไทเกอร์ไอออน, หินเหล็กน้ำพี้, หินกองคำ หินเขี้ยวหนุมาน หยก จำนวนมาก รวบรวมอายุหินมากกว่า ๒,๕๐๐ ล้านปี

ภายใต้ฐานทุกที่จะบรรจุองค์พระจตุคาม-รามเทพ รุ่นอสังหามหาเศรษฐี และ รุ่นเจ้าสัวพารวย นับหมื่นองค์ พร้อมทั้งหนังสือสวดมนต์มงคลคาถามหาเศรษฐี อีกนับไม่ถ้วน, รูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) , หลวงปู่ทวด, หลวงพ่อเงิน, แม่นางกวัก,  เทพเจ้ากวนอู, เจ้าแม่กวนอิม, พระสังกัจจายน์, องค์ท้าวจตุคาม-รามเทพ, พระพิฆเนศ, เงาะป่า, กุมารทอง, พระสิวลี, อาศรมปู่ฤาษี ๑๐๘, พระแม่โพสพ, หินโคตรเหล็กไหลจากเขาอึมครึม จ.กาญจนบุรี


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

นอกจากนี้ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แกะสลักจากหินอีกมากมาย ทั้งนี้ภายในถ้ำยังประดับประดาและตกแต่งด้วยหินงอก หินย้อย หินเขี้ยวหนุมาน หินอเมทิสต์ เพชรหน้าทั่ง แร่ทองคำขาว หินสะเก็ดดาว นิล พร้อมตกแต่งด้วยไฟ แสง สี อย่างสวยงาม สร้างบรรยากาศด้วยเสียงบทสวดคาถาชินบัญชร และมงคลจักรวาล ผสมผสานกับเสียงน้ำตกที่มีอยู่ในถ้ำ ในส่วนน้ำตกจะมีแม่พระธรณีบีบมวยผมประดิษฐานอยู่




แจกฟรี! เหรียญ ร.๕ เสก ๙ วาระ

งานทำบุญครั้งใหญ่ประจำปี ๒๕๕๗ ของกลุ่มบริษัท บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จะจัดขึ้นวันที่ ๒๓ ตุลาคม ซึ่งตรงกับวัยปิยมหาราช โดยพิธีจะเริ่มในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา ๐๗.๓๙ น. จะมีพิธีบวงสรวงเสด็จพ่อรัชกาลที่ ๕ โดยอาจารย์แห้ว หมอดูเทวดาตาทิพย์ ศาลเจ้าพ่อนาคราช อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

ต่อจากนั้นจะมีพิธีถวายสังฆทานเปลี่ยนดวงชะตา ให้เป็นดวงเศรษฐี โดยอาจารย์คม ไตรเวทย์ จอมขมังเวทชื่อดังแห่งวัดบางกุ้งใต้ (วัดอัมพวนาราม) จ.สุพรรณบุรี สิ่งที่ทุกท่านจะต้องเตรียมมาในการทำสังฆทาน ได้แก่
   ๑.ข้าวสุก ๑ ถุง
   ๒.อาหารคาว-หวาน อย่างละ ๑ ถุง
   ๓.ดอกไม้ ๑ กำ
   ๔.น้ำเปล่า ๑ ขวด (ขวดเล็ก)
   ๕.ปัจจัยพร้อมใส่ซองพระตามศรัทธา แต่อย่าให้ต่ำกว่าอายุ (เช่นอายุ ๔๙ ปี ให้ใส่ ๕๐ บาท เป็นต้น) เพียงคนละ ๑ ชุดเท่านั้น


 st12 st12 st12 st12

หลังเสร็จพิธีจะมีพิธีแจกเหรียญ รัชกาลที่ ๕ เนื้อทองแดง แก่ทุกท่านที่เข้าร่วมงานฟรี! ซึ่งได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกมาถึง ๙ วาระ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากทั่วฟ้าเมืองไทย นับร้อยรูป อาทิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศนฯ, สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติ, พระญาณดิลก วัดมกุฏคีรีวรรณ, พระโสภณธรรมเมธี วัดสุวรรณคีรี, หลวงพ่อจวน วัดบางปู, ครูบาเหนือชัย เชียงราย, หลวงพ่อพร้า วัดโคกดอกไม้, หลวงปู่นาม วัดน้อยชมพู, หลวงพ่อประยง วัดโบสถ์, หลวงพ่อยุวชน วัดบรมธาตุวรวิหาร, หลวงพ่ออุทัย วัดหนองตาดำ, พระอาจารย์ไพโรจน์ วัดหนองขุนชาติ   หลวงพ่อเจริญ มุนิจารีย์ วัดจันเสน, หลวงพ่อคง วัดเขากลิ้ง, หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน, หลวงปู่ฤาษีตาไฟ วัดเทพหิรัญ ชัยนาท, หลวงพ่อกำจัด วัดป่าสัก ชัยนาท, หลวงพ่อเอียด วัดคลองวาฬ ประจวบฯ, หลวงปู่ประทวน วัดปากคลองมะขามเฒ่า, หลวงพ่อบัวรตนะ วัดเขาถ้ำประทุน นครสวรรค์, หลวงปู่หวล วัดพุทไธสวรรค์, หลวงพ่อแถม วัดช้างแทงกระจาด, หลวงพ่อเกาะ วัดธาตุสมอ, หลวงพ่อเบีย วัดท่านจั่น, หลวงพ่อชัย วัดวังหมัน, พระอาจารย์จำนงค์ วัดบ่อแร่, พระครูสังฆรักษ์อวยพร ฐิติญาโณ วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม, พระครูปลัดดอุเทน สิริสาโร วัดท่าไม้, พระอาจารย์ชาตรี สิริคตโต (จ.นครปฐม) ฯลฯ

 :25: :25: :25: :25:

"ทุกวันนี้ผมแขวนพระที่ผมสร้างเอง ดังนั้นผมจึงต้องมั่นใจว่าพระที่แขวนนั้นมีพุทธคุณอยู่จริง ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องตระเวนปลุกเสกถึง ๙ วาระ ก่อนที่นำออกมาแจกฟรีเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ผู้ร่วมงาน และอีกส่วนหนึ่งนำถวายวัดลาดปลาดุก เพื่อให้วัดเปิดเช่าบูชาเพื่อนำเงินไปใช้ในการของวัด" ดร.ไพโรจน์ กล่าว


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141010/193752.html
106  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อยู่คนเดียวอย่างไร..ให้เป็นสุข : บาตรเดียวท่องโลก เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 10:26:30 AM


อยู่คนเดียวอย่างไร..ให้เป็นสุข : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสฺสโร

เด็กน้อยเจ็ดแปดขวบสามารถเดินไปโรงเรียนใกล้บ้านด้วยตนเอง มีให้เห็นทั่วไปที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะผู้ปกครองทุกคนมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยทุกด้านและเป็นโอกาสให้เด็กเรียนรู้ที่จะช่วยดูแลรับผิดชอบทำหน้าที่ของตนเอง

เราจึงเห็นเด็กวัยรุ่นต่างชาติส่วนใหญ่มีความคิด ทำอะไร รับผิดชอบด้วยตัวเองเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาถูกฝึกมาเช่นนั้น ต่างจากเด็กเอเชียส่วนใหญ่ที่มีผู้ปกครองคอยดูแลทำให้เกือบทุกอย่าง ที่สวิตเซอร์แลนด์ เด็กวัยรุ่นเมื่ออายุประมาณสิบห้าปีต้องรู้แล้วว่าจะไปสมัคร หาที่ฝึกงานที่คิดว่าตนเองชอบ หรือคิดว่าทำได้ ไปลองทำดู เพื่อเตรียมประกอบเป็นอาชีพ แล้วเรียนหนังสือไปด้วย พวกเขาจะเริ่มมีรายได้ด้วยตนเองตั้งแต่ตอนนั้น ขณะที่ฝึกงาน ทุกคนจะเริ่มทำงานมีเงินเป็นของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปีและทำงานรับผิดชอบค่อนข้างหนักจนอายุ ๖๕ ปี       
       

 :96: :96: :96: :96:

คนชราที่มีอายุ ๘๐ ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ของที่นี่ก็เช่นเดียวกัน ยังคงทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ว่าจะไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าว ทำอาหาร ฯลฯ เราจะเห็นผู้สูงอายุของที่นี่จำนวนมากมีสุขภาพกายที่แข็งแรง ยังคงทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง โดยไม่มีลูกหลานคอยดูแลอยู่ใกล้ชิด ถ้าใครไม่สามารถดูแลตัวเองได้จริงก็จะไปอยู่บ้านพักคนชราที่มีอยู่ทั่วไปในทุกเมือง แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง ถ้าไม่มีเงินเพียงพอรัฐก็จะหยิบยื่นช่วยเหลือ

วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ระบบการปกครองในแต่ละที่ มีแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเราเห็นประโยชน์และปรับเอาส่วนดีของแต่ละที่มาใช้ในสังคมที่เราอยู่ ทุกที่จะมีแต่ความเจริญและสิ่งงดงาม ประเทศทางแถบเอเชียรับวัฒนธรรมแห่งการบริโภคจากตะวันตกแต่อาจไม่ใช่จากยุโรป เพราะประเทศทางยุโรปส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่สมถะ เรียบง่าย ประหยัด รักษาสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับเอเชียที่เคยเป็นเช่นนั้น แต่ยุโรปตอนนี้ก็กำลังถูกกลืนไปสู่สังคมบริโภคนิยมทีละน้อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน เมื่อสังคมเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการบริโภคนิยม


 :25: :25: :25: :25:

นี่คือ รากแห่งปัญหาทั้งปวง ยิ่งเรากระตุ้นและเพิ่มความอยากทางประสาทสัมผัสให้ประชากรโลกมากเท่าไร เราจะทำร้าย ทำลายจิตใจที่มั่นคง เรียบง่าย เคารพต่อตนเองและธรรมชาติที่อยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อเราตกเป็นทาสแห่งความหลงไหล เพลิดเพลิน ยึดติด ในสิ่งที่ล่อให้เสพ เราจะค่อยๆ เห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่นน้อยลง เรามีโลกส่วนตัวสูงขึ้น มีความผูกพันสัมพันธ์กับคนในครอบครัว สังคมน้อยลง เป็นที่มาของความโดดเดี่ยว เห็นแก่ตัว ขาดจิตสำนึกร่วม

สังคมเอเชียที่เคยงดงามในความผูกพัน ช่วยเหลือเกื้อกูล ยิ้มแย้มแจ่มใส อ่อนน้อมถ่อมตน อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ค่อยๆ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว ต่างคนต่างอยู่  เช่นสังคมตะวันตก จนทำให้สภาพสังคมอ่อนแอ โดยเฉพาะปัญหาการโกงกินในทุกระบบ และปัญหาต่างๆ อีกมากมาย ที่สำคัญคือ จิตสำนึกที่ดีงามของเยาวชนรุ่นใหม่กำลังค่อยๆ ถูกทำลายไป

 ans1 ans1 ans1 ans1

จริงๆ แล้ว ไม่ว่าเด็กน้อย คนชราล้วนแล้วต้องการการดูแลเอาใจใส่ ถึงแม้เราสามารถทำทุกอย่างด้วยตนเองแต่ถ้าเราไม่สามารถมีความสุขสงบเมื่ออยู่คนเดียว ปัญหาทั้งหมดที่แท้จริงยังไม่ได้รับการเยียวยา เราจะไปพึ่งการเสพสิ่งต่างๆ ทางประสาทสัมผัสเพื่อลืมความเหงา ความโดดเดี่ยวของตัวเอง  ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้วเราสามารถสร้างความสุขสงบได้ด้วยตัวเองและไม่รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ซึมเศร้า เพียงแค่เรากลับมาตระหนักรู้ อยู่กับลมหายใจตลอดเวลา เพียงแค่นี้ เราจะสามารถเริ่มต้นแก้ปัญหาทั้งปวงบนโลกใบนี้ โดยเริ่มจากตัวเรา

            เพราะเมื่อเรามีความสงบสุขในตัวเอง เราจะเสพวัตถุน้อยลงๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
             จิตใจที่อยู่กับตัวเอง เป็นจิตเริ่มต้นแห่งความสงบสุข


ขอบคุรภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141008/193610.html
107  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / นักเรียนหญิง ปีนขึ้นไป "ทำความสะอาดพระพุทธรูป" เหมาะสมไหม.? เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 10:20:18 AM


นักเรียนหญิง ปีนขึ้นไป "ทำความสะอาดพระพุทธรูป" เหมาะสมไหม.?
ปุจฉา-วิสัชนา กับ พระไพศาล วิสาโล

วันจันทร์ คีรีวงก์ ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์เจ้าค่ะ เนื่องจากทางโรงเรียนของลูกสาวจะจัดให้มีกิจกรรมจิตอาสา โดยจะพานักเรียน (ม.๒) ทั้งชายและหญิงไปทำความสะอาดวัด โดยแบ่งกลุ่มให้นักเรียนช่วยกันเช็ดถูพระพุทธรูปขนาดสูงราว ๒ เมตร จำนวน ๔๙ องค์ ซึ่งเด็กๆ จะต้องปีนเก้าอี้หรือบันไดขึ้นไปเพื่อทำความสะอาดตั้งแต่เศียรถึงฐานพระ

โยมอยากเรียนถามว่าสำหรับนักเรียนหญิงควรทำความสะอาดได้ถึงระดับไหนคะ เนื่องจากโยมไม่เห็นด้วยที่นักเรียนหญิงจะปีนขึ้นไปขัดถูองค์พระแบบนั้น น่าจะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมค่ะ แต่ผู้ปกครองบางกลุ่มบอกว่าไม่เป็นไร เขาบอกว่าคุณแม่เขาก็ทำความสะอาดพระ จึงต้องเรียนถามพระอาจารย์เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ


วิสัชนา : ถ้าพูดในทางธรรมแล้ว การที่นักเรียนหญิงจะปีนขึ้นไปขัดถูพระพุทธรูป ย่อมไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด หากทำไปด้วยจิตศรัทธาและนอบน้อมในพระรัตนตรัย แต่ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกหรือสายตาของคนทั่วไปด้วย คนบางกลุ่มอาจรับไม่ได้เพราะเห็นว่าไม่งาม ดังนั้นถ้าจะให้ดีควรขัดถูองค์พระเท่าที่มือเอื้อมถึง อย่าถึงกับปีนขึ้นไปขัดถู


 ask1 ans1 ask1 ans1

ความกรุณาจะต้องประกอบด้วยความรู้สึกดีๆ เสมอไปไหม

ป้าอี๊ด สุกัญญา ปุจฉา : ความกรุณาต้องประกอบด้วยความรู้สึกดีๆ เสมอไปหรือคะ ถ้าเราประกอบกิจหนึ่งแก่ผู้อื่นเพียงเห็นว่าสิ่งนั้นถูกต้อง เป็นประโยชน์ ควรกระทำเพราะจะทำให้เขามีความสุขขึ้น จะไม่ใช่ความกรุณาหรือคะ

วิสัชนา : ความกรุณาเป็นความรู้สึกดีอยู่แล้วในตัว เพราะเป็นกุศลธรรม การทำกิจใดก็ตามเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง เป็นประโยชน์ และจะทำให้ผู้อื่นมีความสุข ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยกรุณา ควบคู่กับปัญญา และฉันทะ ผู้ใดทำกิจด้วยท่าทีดังกล่าวย่อมมีความรู้สึกดีอย่างแน่นอน


สายด่วนให้คำปรึกษาทางจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย 'เตรียมตัวก่อนสู่วาระสุดท้ายของชีวิต จะทำอย่างไรดี' ปรึกษาได้ที่ โทร.๐๘-๖๐๐๒-๒๓๐๒


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141008/193609.html
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องน่าคิด ‘ศีลธรรม : วิชาที่ถูกลืม’ เมื่อ: ตุลาคม 11, 2014, 10:11:04 AM


เรื่องน่าคิด ‘ศีลธรรม : วิชาที่ถูกลืม’

ฮือฮามาได้ระยะหนึ่งแล้ว สำหรับ ค่านิยมไทย 12 ประการ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ฮือฮามาได้ระยะหนึ่งแล้ว สำหรับ ค่านิยมไทย 12 ประการ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทุกหน่วยงานมีท่าทีกระตือรือร้นที่จะสนองนโยบาย ขึ้นป้าย หรือคัตเอาต์ขนาดใหญ่ เพื่อเผยแพร่ พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการเพื่อผลักดันและมุ่งส่งเสริมให้คนไทยรับรู้ รับทราบ และปฏิบัติเพื่อแสดงถึงซึ่งความเป็นไทยด้วย

 ans1 ans1 ans1 ans1

โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่คนไทย ประเทศไทย ยังเป็นปัญหา และต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ต้องมีความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในทุกระดับชั้น ทุกเพศ ทุกวัย เราน่าจะกำหนดค่านิยมหลักของคนไทยขึ้นมาให้ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้เพื่อเราจะสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เข้มแข็ง ฉะนั้นคนต้องเข้มแข็งก่อน คนในชาติจะต้องเป็นอย่างไร ดังนี้
   1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติในปัจจุบัน
   2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
   3. กตัญญู ต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
   4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษา เล่าเรียน ทางตรงและทางอ้อม
   5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
   6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
   7. เข้าใจ เรียนรู้ การเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
   8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
   9. มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
   10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จำหน่าย และขยายกิจการ เมื่อมีความพร้อม โดยมีภูมิคุ้มกันที่ดี
   11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป ตามหลักของศาสนา
   12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และต่อชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง


 :96: :96: :96: :96:

ค่านิยมไทย 12 ประการดังกล่าว คือ สิ่งที่คาดหวังว่าคนไทยจะเป็น และประพฤติปฏิบัติได้ แต่การจะทำได้เช่นนั้น ในทางปฏิบัติต้องเริ่มต้นจากปลูกฝัง บ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นบทบาทหน้าที่อันใหญ่ยิ่งสำหรับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการศึกษาของชาติ และพร้อมที่จะผลักดันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้มีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับการแยกวิชาประวัติศาสตร์ และ หน้าที่พลเมือง ออกมาเป็นวิชาเฉพาะ และสุดท้ายก็มีการแยกและบังคับให้เด็กทุกคนต้องเรียน โดยเฉพาะวิชาหน้าที่พลเมืองที่จะเน้นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การสร้างวินัย การมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งจะเห็นว่าสอดคล้องกับค่านิยม 12 ประการ

แต่ในทางศาสนาก็ยังมีความเห็นอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิด โดย พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ที่ได้ให้ทัศนะว่า การแยกทั้ง 2 วิชาออกมาเป็นวิชาเดี่ยวก็ถูกต้องแล้ว แต่ยังขาดเรื่องศีลธรรมที่ควรต้องแยกออกมาเช่นกัน เพราะสมัยก่อนเคยมี สมัยที่เราเป็นเด็ก ๆ ได้เรียนแบบวิชาแยกเดี่ยว ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี สังคมก็กลายเป็นอย่างที่เห็น

 :49: :49: :49: :49:

เมื่อก่อนเราเรียนวิชาสังคมศึกษาเราต้องเรียนทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และศีลธรรม แต่เดี๋ยวนี้ถูกจับไปรวมกันหมดไม่มีการเน้น โดยเฉพาะเรื่องของศีลธรรมทำให้สังคมขาดความยั้งคิด และเป็นปัญหา ถ้าเราไม่รู้ประวัติศาสตร์ ก็จะไม่รู้จักการพัฒนา เพราะเมื่อไม่รู้ว่าในอดีตเป็นมาอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าจะพัฒนาต่อยอดอย่างไร หรือ ไม่รู้ภูมิศาสตร์ก็จะไม่สามารถพัฒนาที่ดินหรือพื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างที่สุดได้ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันที่ดินถูกใช้อย่างไม่เป็นประโยชน์ไม่ถูกต้อง ที่นาถูกถมทำเป็นโรงงาน พอเวลาจะทำนาก็ต้องไปทำบนเขา ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่รู้จักการอนุรักษ์ รักษา แม่น้ำ ลำคลองเราก็ไม่รู้จักวิธีการพัฒนา ดูแลรักษา เก็บกักน้ำ ถึงเวลาทำนา หน้าแล้งก็ไม่มีน้ำใช้

ที่ว่ามานี้หลายคนอาจจะมองว่าไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องของประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง หรือศีลธรรม แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะเมื่อเราลืมประวัติศาสตร์ ลืมภูมิศาสตร์ ไม่รู้จักหน้าที่ความเป็นพลเมือง ไม่มีศีลธรรม คิดเอาแต่ได้ หาแต่ประโยชน์เข้าตัว ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทำให้สังคมกลายเป็นสังคมแห่งความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อย่างกรณีของแหล่งน้ำเมื่อไม่ช่วยกันดูแล รักษา ไม่รู้จักการกักเก็บน้ำ เมื่อถึงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำไว้ใช้ ทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ถ้าเราไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็จะไม่รู้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยมีส่วนในการสร้างชาติอย่างไร มีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนให้รู้ ต้องให้เด็กเรียน ต้องศึกษาพระราชกรณียกิจ เพื่อจะได้ตอบสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพราะฉะนั้นต้องรวมความคิด 3 สถาบันหลักมาเป็นหนึ่งให้ได้ ซึ่งถ้าทำได้ความคิดที่แตกแยกจะไม่เกิดขึ้น และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เริ่มตั้งแต่ บ้าน ครอบครัว ชุมชน วัด และโรงเรียน หรือที่เรียกว่า “บ ว ร” ที่จะต้องช่วยกันปลูกฝังสิ่งที่ดีในจิตใจของเยาวชน

พระพรหมดิลก ย้ำในตอนท้ายว่า คนเราจะเรียนแต่วิชาการอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีคุณธรรม ศีลธรรมด้วย มิฉะนั้นจะเข้าทำนอง ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด สังคมปัจจุบันเน้นแต่ปริมาณ แต่ลืมคุณธรรมใช้ความรู้โดยไม่มีคุณธรรม ลืมใช้สติฉุดรั้ง ซึ่งก็คือหลักธรรมของพระพุทธเจ้า คือ การมีสติ สัมปชัญญะ โดย สติ หมายถึงตัวฉุดรั้ง สัมปชัญญะ ก็คือ ความรู้ หมายความว่า เราไม่ควรใช้ความรู้มากจนเกินไป นั่นคือ ต้องมีสตินึกคิดตลอดเวลาว่า จะใช้ความรู้ที่มีไปในทางที่ถูกต้องและให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักฟังคนอื่นด้วย ซึ่งจะเป็นการฝึกเรื่องของความรอบคอบการมีสติอันจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานได้.


อรนุช วานิชทวีวัฒน์


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/272742/เรื่องน่าคิด+‘ศีลธรรม+%3A+วิชาที่ถูกลืม’
109  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 02:50:31 PM




ในฐานะศิษย์กรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ขอลงรูปภาพขนาดใหญ่
ของหลวงปู่สุก ไก่เถือน (สุก ญาณสังวร) เพื่อเป็นสังฆบูชา
       
                                         อุกาสะ วันทามิ ภันเต,
                                         สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
                                         มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง,
                                         สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง,
                                         ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
                                         สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
       
                                         สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
                                         อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
                                         สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
                                         อุกาสะ ขะมามิ ภันเต




         ยังมีต่อ โปรดติดตาม.............
110  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / Re: ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 02:25:52 PM




อดีตอธิบดีสงฆ์ สถิตย์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
องค์ที่ ๔. สมเด็จพระสังฆราช(สุก ญาณสังวร) ปีพุทธศักราช ๒๓๖๓ – ๒๓๖๕
รูปหล่อนี้อยู่ในอุโบสถของวัดมหาธาตุฯ
111  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ชมรูปหล่อ พระสังฆราชและอธิบดีสงฆ์ ประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 02:11:04 PM





“พระศรีสรรเพชญ์” พระพุทธรูปปางมารวิชัย
พระประธานภายในอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร
ตั้งอยู่ที่ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
112  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จุดยืนของนักภาวนา : ธรรมะยู-เทิร์น เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 10:06:09 AM



จุดยืนของนักภาวนา : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต

             เอวังวิหาริมาตาปิง อะโหรัตตะมะตันทิตัง
             ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ  สันโต อาจิกขะเตมุนิ

             มุนีผู้สงบ ย่อมกล่าวเรียก ผู้มีความเพียรอยู่เช่นนั้น ไม่เกียจคร้าน
             ทั้งกลางวันกลางคืนว่า ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียวก็น่าชม

                (ภัทเทกรัตตคาถา บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น สำนักสวนโมกขพลาราม)

ในความหมายนี้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ หมายถึงนักบวช ผู้ปฏิบัติธรรมรู้ธรรมตามความเป็นจริง ถึงแม้จะมีอายุแค่หนึ่งวัน ก็ยังประเสริฐกว่าคนที่ไม่รู้ธรรมเลย ถึงแม้ว่าคนที่ไม่รู้ธรรมจะอายุยืนเป็นร้อยปี ก็ไม่ประเสริฐ สู้ความประเสริฐของคนที่มีธรรมแค่วันเดียวไม่ได้เลย

 :25: :25: :25: :25:

การมีธรรม ก็คือ การมีสติ เมื่อสติมีกำลังมากพอก็สามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ เมื่อสมาธิมีกำลัง ก็สามรถพิจารณาให้เกิดปัญญา และเมื่อปัญญามีกำลังแล้ว ก็สามารถถอดถอนกิเลสตัณหาทั้งที่ฝังอยู่ในจิตในใจได้ เพราะการถอดถอนกิเลส ไม่ใช่ว่า จะทำได้เลยในวันเดียว ก็ต้องอาศัยเวลาในการภาวนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแม้เพียงวันเดียว

การนั่งสมาธิ เดินจงกรม ครั้งละหนึ่งชั่วโมง หรือครึ่งชั่วโมง ไม่ได้เกี่ยวว่ามากหรือน้อย แต่คนส่วนใหญ่ต้องอาศัยทำมากๆ ทำบ่อยๆ ทำให้เป็นกำลัง ทำให้เป็นนิสัยก่อน ถ้าทำจนเป็นนิสัยแล้ว ก็ไม่ต้องใช้เวลามากในการพิจารณาถอดถอนกิเลส และเมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเห็นประโยชน์ ความเพียรจะเป็นไปเอง ไม่งั้นครูบาอจารย์ท่านจะกล่าวหรือว่า จะมีอะไรที่สุขไปกว่าการอยู่กับวิหารธรรม คือสมาธิ เมื่อมีสมาธิจะไม่อยากยุ่งอะไรเลย ใครมาพูด ก็เห็นเป็นเพียงอารมณ์เท่านั้น


 :96: :96: :96: :96:

ถ้าคนไหนฝึกไปได้ จนกระทั่งจิตใจเห็นคุณประโยชน์ของการภาวนา มันจะเป็นไปเอง จะให้ทิ้งการภาวนา ก็ไม่ทิ้ง มีแต่จะวิ่งใส่ หนักหนาสาหัสอย่างไรก็ทำ แต่มันลำบากตอนที่ยังไม่เห็นผลนี่แหละ ขนาดผู้ที่อบรมบารมีมาพร้อมทุกอย่าง ดังพระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่ว่าทำง่ายเลย ใครจะลำบากอย่างพระพุทธเจ้า อดอาหารก็อด จนเห็นว่าไม่ถูกทาง ล้มเลิกในการอดอาหาร แล้วก็หันมาทำเจริญจิตตภาวนา กระทั่งปัจจวัคคีหนีจากท่านก็ยังภาวนาต่อของท่านไปบนทางสายกลาง

ก่อนนั้น ท่านอดอาหารตั้ง ๔๙ วันตามตัวเหลือแต่กระดูก ผอมมาก แต่ท่านก็มีความเพียรกล้า เป็นนักสู้ มีความทรหด มีศรัทธาแรงกล้า ไม่งั้นทำไม่ได้หรอก คนเรา ลองบอกว่าให้มาภาวนาอดข้าววันหนึ่งเอาไหม ไม่เอาจะตายแล้ว ไปกินข้าวดีกว่า


 ans1 ans1 ans1 ans1

ดังนั้น คนที่จะเดินไปได้ ต้องหนักแน่น ต้องสู้ มีจุดยืนที่เดียวคือ ถ้าไม่ตายก็ไม่ถอย ความหมายนี้ คือ ผู้ปฏิบัติธรรม แม้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียวก็น่าชม  อย่างนี้จึงจะสู้กับกิเลสมันได้ ไม่งั้นก็โดนมันหลอกหมด

สังคมทุกวันนี้ คนที่จะสนใจภาวนาลึกซึ้งแทบจะไม่มี หรือน้อยมาก มีแต่คนสนใจว่า ทำอย่างไรจึงจะมีเงินใช้ ทำอย่างไร สามีจึงกลับมา ทำอย่างไรภรรยาจึงเป็นอย่างนี้ มีแต่เรื่องปัญหาโลกแตก จริงหรือไม่ ลองพิจารณาดู


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141008/193611.html
113  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เรื่องทางโลกไม่มีที่จบ แต่ทางธรรม 'จบ' เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 10:01:02 AM


เรื่องทางโลกไม่มีที่จบ แต่ทางธรรม 'จบ' : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

ได้มีโอกาสมาเยือนโคราช ใกล้เขาใหญ่ สหายธรรมเจ้าบ้าน เธออาสาพาผมมากราบครูบาอาจารย์ที่ วัดป่ารัตนวัลย์ สถานที่ซึ่ง หลวงพ่อสุเมโธ พระฝรั่งลูกศิษย์รุ่นแรกของ หลวงพ่อชา สุภัทโท แต่ผู้เขียนคงมีบุญน้อย ไม่ได้เจอหลวงพ่อสุเมโธ หรือพระเจ้าอาวาส เพียงได้เข้ามาเยี่ยมสถานธรรม ที่ยึดตามแนวทางแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ชื่นใจแล้วครับ

การได้เข้ามาใส่บาตรพระ ถวายสังฆทาน กราบครูบาอาจารย์ สำรวจพุทธสถาน หามุมสงบวิเวกเพื่อนั่งสมาธิ ก็ทำให้ชีวิตคนเราได้อิ่มเอมใจอย่างมากทีเดียว แม้บุญผู้เขียนจะน้อย แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง ที่ได้พบปะพระฝรั่งชาวอเมริกันลูกวัดรูปหนึ่ง เดินออกมาต้อนรับ และเสวนาธรรม

ท่านสุนันโท บวชเป็นเณรมา ๔ พรรษา ตระเวนไปทั้งทิเบตและอินเดีย สุดท้ายมาจบลงที่ประเทศไทย ปัจจุบันท่านเป็นพระมาเกินกว่า ๑๐ พรรษาแล้ว ด้วยความเมตตาของท่าน สละเวลามาสั่งสอนธรรมพวกเราร่วม ๓๐ นาที


 :25: :25: :25: :25:

"ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อสุเมโธ สั่งสอนลูกศิษย์ ท่านมักเน้นธรรมข้อไหนมากเป็นพิเศษ” ผมขอโอกาสถาม
“สติ-สัมปัชชัญญะ และอริยสัจ ๔” ท่านสุนันโท ตอบเป็นภาษาไทยได้อย่างฉะฉาน
“อะไร ทำให้ชาวอเมริกัน ที่อยู่ในดินแดนที่เจริญทางวัตถุอย่างท่าน หันมาบวชครับ?”

“ผมเอง (ท่านถ่อนน้อมถ่อมตนมาก แทนตัวเองว่า “ผม” แทนที่จะใช้คำว่า “อาตมา”)... อยู่ในประเทศที่วัตถุนิยมรุนแรงมาก คนที่นั่นนับถือเงิน คนนี้มีเงินเท่านี้ ว่าโอเคแล้ว ก็ยังมีคนที่รวยกว่านั้น ก็โอเคมากกว่า ใครอยากจะให้คนนับถือมาก ก็ต้องหาเงินมาก แข่งขันกันไม่สิ้นสุด เมื่อมีเงินทองแล้ว ก็นำไปซื้อสิ่งที่ชอบที่พอใจ ได้แล้วก็เบื่อหน่าย ไปหาซื้อใหม่ ที่แพงกว่าเดิม ยี่ห้อที่ดีมากๆ ดีเท่าไหร่ มันก็ไม่จบ เรื่องทางโลก มันจึงไม่มีที่จบ



"สมัยก่อนผมนับถือคริสต์ คนมาชุมนุมในโบสถ์ ก็ดูโอเค แต่ก็ยังชอบแสดงความโกรธออกมา แล้วให้เหตุผลกับตัวเองว่า โกรธคนนอกศาสนา พระเจ้าว่าไม่ผิด ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ อารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น แล้วเราไปยึดมั่นเป็นของเรา ก็ทำให้ทุกข์ทั้งนั้น... ผมจึงแสวงหาหนทางที่ดีกว่านั้น หลังจากใช้เวลา ๔ ปี ใช้ชีวิตเป็นเณรที่ทิเบตและอินเดีย ก็รู้สึกว่า ยังไม่เคร่ง (พระทิเบตฉันข้าวเย็นได้) และวินัยยังไม่ละเอียด (พระที่อินเดีย ยังไม่ละเอียดในธรรมวินัย)"

ท่านจึงเบนเข็มมาที่ประเทศไทย สายที่สังฆะเข้มแข็ง ละเอียดในธรรมวินัย และได้ตามธุดงค์กับครูบาอาจารย์มาหลายท่าน กระทั่งปัจจุบัน พรรษานี้อยู่ที่โคราช


 :96: :96: :96: :96:

ฟังท่านเล่าแล้ว พวกผมเหมือนคนใกล้เกลือกินด่างเลยนะครับ... ส่วนท่านนั้น ไกลเกลือก็จริง แต่ก็ได้กินเกลือแล้ว

“พวกเราทุกคนปฏิบัติได้ แม้จะยังไม่ได้มาบวช... โดยการเป็นผู้เฝ้าดู เวลาที่เกิดอารมณ์ (เวทนา) ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตาม มันก็เพียงเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ระยะเวลาหนึ่ง-แล้วต้องดับไป ทุกเรื่อง การเฝ้าดูนั้น เป็นการแยกจิตออกจากอารมณ์ แล้วพิจารณาสิ่งๆ นั้น (อารมณ์นั้นๆ) เที่ยงไหม? เปลี่ยนแปรไหม? (ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปร; พวกเราตอบ) มันทำให้เราเป็นทุกข์ไหม? (เป็นทุกข์) แล้วเป็นของของเราหรือไม่? (ไม่ใช่) ...

"...เหมือนน้ำในบึงที่โยมเห็น... หากเราไปยืนมอง อยากให้น้ำใสกว่านี้ ไม่เห็นมันใสซะที มีปลาในน้ำอีกหลายตัว ว่ายไปมาอยู่ เกิดใจร้อน กระโดดลงไปในบึง แล้วไล่จับปลาให้มันอยู่นิ่งๆ ปลาก็ยิ่งตกใจ ว่ายกระเจิงไปมา มากกว่าเดิม น้ำยิ่งขุ่น ก็ยิ่งแย่กันไปใหญ่ เพราะฉะนั้น เราจึงควรแค่ยืนจ้องดู เป็นเพียงผู้ดู น้ำในบึงก็จะค่อยๆ นิ่ง ใสขึ้นเองโดยธรรมชาติ แม้ปลาจะแหวกว่ายไปมาบ้าง หรือ น้ำจะไม่ใสบ้างในบางครั้ง ก็ไม่กระทบเรา เพราะไม่ใช่ของเรา เราเป็นเพียงผู้เฝ้าดู (จิตไม่เสวยอารมณ์, สักว่ารู้ในเวทนานั้นๆ เฉยๆ)”


 ans1 ans1 ans1 ans1

แล้วท่านก็มัก สรุปอุบายให้พวกเราน้อมไปปฏิบัติ (action) แบบง่ายๆ แต่ทว่าเป็น หัวใจธรรม ทีเดียว คือ ให้ฝึกสติ-สมาธิ ให้ชำนาญ เพื่อรับมือกับอารมณ์ที่เกิด-ดับๆๆ เสมอ แล้วเฝ้าดู จนเกิดปัญญาเห็นว่า จิตกับอารมณ์นั้นเป็นคนละส่วนกัน (แยกกัน) แล้วใช้หลักพระไตรลักษณ์มาพิจารณาว่า อารมณ์นั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่ใช่ของของเรา ไม่เป็นของของใครทั้งสิ้น (อนัตตา) ... อย่างนี้เรื่อยๆ ไป แล้วจึงจะจบจริง ดับทุกข์ได้จริงๆ

การเดินทางมานมัสการครูบาอาจารย์ถึงโคราชในครั้งนี้ จึงได้ครบบริบูรณ์พร้อม ทั้ง ทาน-ศีล-ภาวนา แล้วพวกเราก็แยกย้ายถ่ายเท ต่างก็ไปเสาะหามุมวิเวกของใครของมัน แล้วทำจิตภาวนากันอีกร่วม ๒ ชั่วโมง ก่อนจะกราบลาท่านกลับกรุงเทพฯ ท่านยังเมตตากล่าวว่า ...

“ดีๆ มากันบ่อยๆ มาแล้วเสวนาธรรมเสร็จ ก็นั่งสมาธิ หรือ เดินจงกรมได้ อยู่กันทั้งวันก็ได้ พระเอง ก็ชอบที่จะเห็นพวกโยมภาวนา อย่างสงบ ตั้งใจนะ ... เจริญพร”


             ไหนว่า “สุข” สุขจริง มีไหมเล่า?
             เดี๋ยวก็เก่า เฝ้าวิ่งหา “สุข” กันใหม่
             ถ้ามี “สุข” ที่จบจริง ในโลกไซร้
             คนคงไม่ ดิ้นขวนขวาย ตะกายดาว
             มีแต่ “ทุกข์” เท่านั้น ล้อมโลกอยู่
             เปิดตาใน ให้ตื่นรู้ ดูให้เห็น
             ฉันจึงเดิน ตามพุทธองค์ ทรงว่างเย็น
             ฉันจึงเห็น อริยสัจ ตัดทุกข์เอยฯ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141008/193612.html
114  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เศรษฐีจีนใจป้ำ.! ซื้อ 'โอโฟน 6' แจกเพื่อนร่วมห้องเรียน เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 09:53:02 AM


เศรษฐีจีนใจป้ำ.! ซื้อ 'โอโฟน 6' แจกเพื่อนร่วมห้องเรียน

เศรษฐีจีนถอย 'ไอโฟน 6' แจกเพื่อนร่วมห้องสมัยมัธยมในงานเลี้ยงรุ่น

ลำพังเพียงราคาของ 'ไอโฟน6' เครื่องเดียวก็อาจทำให้ขนหน้าแข้งของใครหลายคนร่วงกราวแล้วก็เป็นได้ แต่ไม่ใช่สำหรับเศรษฐีชาวจีนนามว่า 'เจียงฟงเล่ย' ที่ทุ่มเงินซื้อไอโฟน6สีทองมาแจกเพื่อนๆ ที่เคยร่วมห้องเรียนสมัยมัธยมศึกษาที่มาร่วมงานเลี้ยงรุ่นทุกคน โดยสลักคำด้านหลังเครื่อง เพื่อรำลึกมิตรภาพดีๆ ไว้ด้วยว่า 'Class of 1992, Maoshan Middle School'


 :96: :96: :96: :96:

ปัจจุบันนายเจียงดำรงตำแหน่งเป็นประธานของบริษัท Universal International Holdings (Hong Kong) Limited ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีว่านายเจียงเป็นคนใจป้ำสุดๆ โดยก่อนหน้านี้นายเจียงยังได้ควักเงินจำนวนกว่า 320,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10 ล้านบาท บริจาคให้ในแก่เหล่าผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนเมื่อปีค.ศ.2008อีกด้วย

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายเจียงใจป้ำแจกของมีราคาให้แก่เพื่อนพ้องของเขา เมื่อปีที่แล้วนายเจียงก็เคยควักเงินถอย 'ไอโฟน5' มาแจกเพื่อนๆ ในงานเลี้ยงรุ่นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง 'ไอโฟน6' จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีนอย่างเป็นทางการ 17 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ไม่มีผู้ใดทราบว่านายเจียงไปหาซื้อเครื่องไอโฟน6 มาจากไหน


 
โฉมหน้าเศรษฐีมีน้ำใจ

งานเลี้ยงรุ่นสุดชื่นมื่น


ที่มา : businessinsider.com, cctvnews.cn
ขอบคุณภาพข่าวจาก www.posttoday.com/รอบโลก/ข่าวรอบโลก/323300/เศรษฐีจีนใจป้ำ-ซื้อโอโฟน6แจกเพื่อนร่วมห้องเรียน
115  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไหว้พระเสริมดวงวันเกิด สร้างสิริมงคลให้ชีวิต เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 09:44:46 AM
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dhammathai

ไหว้พระเสริมดวงวันเกิด สร้างสิริมงคลให้ชีวิต

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

เข้าสู่ปลายปี 2557 แล้ว ใครที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับไหว้พระเสริมดวงประจำวันเกิดเพื่อความเป็นสิริมงคล วันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้รวบพระประจำวันเกิดและสถานที่สำหรับเดินทางไปกราบไหว้ขอพรมาแบ่งปันกันด้วย ถ้าพร้อมแล้ว...ทำใจให้สงบ แล้วมาดูกันเลยว่ามีที่ไหนบ้าง




1. ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ : พระประจำวันอาทิตย์ ได้แก่ ปางถวายเนตร

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองเพ่งไปข้างหน้า พระหัตถ์ทั้งสองห้อยลงมาประสานกันอยู่ระหว่างพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนเหลื่อมพระหัตถ์ซ้าย อยู่ในพระอาการสังวรทอดพระเนตรดูต้นพระศรีมหาโพธิ์

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันอาทิตย์ (สวดวันละ 6 จบ จะมีความรุ่งเรืองและความสุขสวัสดีตลอดกาล)
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะคุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะ ธัมเม, เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พึทธานัง นะมัตถุ โพธิยา, นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมังโส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดราษฎร์อุปถัมภ์ (วัดบางเหรียง) จ.พังงา
วัดราษฎร์อุปถัมภ์ หรือวัดบางเหรียง ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้มากมายจึงให้ความรู้สึกร่มเย็นและผ่อนคลาย อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อย่างปางถวายเนตร โดยเชื่อกันว่าหากได้มาไหว้พระปางถวายเนตรที่วัดราษฎร์อุปถัมภ์จะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เสริมบารมี และสามารถผ่านทุกอุปสรรคปัญหาได้อย่างราบรื่น



2. ผู้ที่เกิดวันจันทร์ : พระประจำวันจันทร์ ได้แก่ ปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทร

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม เป็นปางเดียวกันกับปางห้ามสมุทร ต่างกันตรงที่ปางห้ามญาติจะยกมือขวาขึ้นห้ามเพียงมือเดียว ส่วนปางห้ามสมุทรจะยกมือทั้งสองขึ้นห้าม แต่ส่วนใหญ่มักจะนิยมสร้างเป็นปางห้ามญาติ และนิยมทำเป็นแบบพระทรงเครื่อง

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันจันทร์ (สวดวันละ 15 จบ จะมีความสุข ความเจริญปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง)
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ


ภาพจาก dhammathai

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนา และเป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ด้วย เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะพระปางห้ามญาติที่วัดเจดีย์หลวงแห่งนี้ก็จะพบกับความเจริญรุ่งเรือง ไร้ทุกข์ ไร้โศก และไร้โรคภัยต่าง ๆ





3. ผู้ที่เกิดวันอังคาร : พระประจำวันอังคาร ได้แก่ ปางโปรดอสุรินทราหู หรือปางไสยาสน์ หรือปางปรินิพพาน


ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททั้งสองข้างซ้อนทับเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียรและมีพระเขนย (หมอน) รองรับ บางแบบพระเขนยวางอยู่ใต้พระกัจฉะ (รักแร้)

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันอังคาร (สวดวันละ 8 จบ จะเกิดผลดี)
ยัสสานุสสะระเณนาปิ อันตะลิก เขปิ ปาณิโน ปะติฏฐะมะธิ คัจฉันติ ภูมิยัง วิยะ สัพพะทา สัพพูปัททะวะชาลัมหา ยักขะโจราทิ สัมภะวา คะณะนานะ จะ มุตตานัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห


ภาพจาก ททท.

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดโลกยสุธาราม จ.พระนครศรีอยุธยา
วัดโลกยสุธาราม เป็นที่ประดิษฐานของพระนอนองค์ใหญ่ คือ พระพุทธไสยาสน์ โดยมีความยาว 42 เมตร สูง 8 เมตร และเป็นพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยาด้วย เชื่อกันว่าพระพุทธไสยาสน์เป็นพระที่เต็มไปด้วยเมตตาบารมี หากใครได้มาสักการะผู้นั้นจะได้รับพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมและขจัดซึ่งความลุ่มหลงมัวเมา




4. ผู้ที่เกิดวันพุธ

ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน : พระประจำวันพุธ (กลางวัน) ได้แก่ ปางอุ้มบาตร

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประคองบาตรราวสะเอว

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพุธกลางวัน (สวดวันละ 17 จบ จะมีความสุขสวัสดียิ่ง ๆ ขึ้นไป)
สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเห


ภาพจาก danpranipparn

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯ
วัดอินทรวิหาร เดิมชื่อวัดบางขุนพรหมนอก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเรียกว่า วัดหลวงพ่อโต เนื่องจากภายในเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต หรือพระพุทธศรีอริยเมตไตรย สำหรับคนที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) หากได้มาสักการะหลวงพ่อโตปางอุ้มบาตรก็จะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ เกิดเสน่ห์เมตตามหานิยม และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน




ผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน : พระประจำวันพุธ (กลางคืน) ได้แก่ ปางป่าเลไลยก์

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) บนก้อนศิลา พระบาททั้งสองวางบนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระขนุ (เข่า) พระหัตถ์ขวาวางหงาย นิยมสร้างช้างหมอบใช้งวงจับกระบอกน้ำ อีกด้านหนึ่งมีลิงถือรวงผึ้งถวาย

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพุธกลางคืน (สวดวันละ 12 จบ จะมีความเจริญสุขสวัสดี)
กินนุ สันตะระมาโนวะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต ติฏฐะสีติ สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธาคาถาภิคิโตมหิ โนเจ มุญเจยะ จันทิมันติ

ดูก่อนราหู เพราะเหตุใดหนอ ท่านจึงเร่งรีบปล่อยพระอาทิตย์ไปเสียเล่า และทำไมหนอ ท่านจึงดูเศร้าสลด มายืนซึมอยู่ตรงนี้เล่า ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า ดังนั้นหากข้าพเจ้าไม่ปล่อยสุริยเทพบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง ถึงมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็จะไม่ได้รับความสุขเลย


ภาพจาก dhammajak

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดป่าประดู่ จ.ระยอง
วัดป่าประดู่ เดิมชื่อวัดป่าเลไลยก์ ถูกเล่าขานในเรื่องอิทธิฤทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ หากได้มาสักการะพระวัดป่าเลไลยก์ก็จะเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลให้ตนเอง และมีความระลึกถึงโทษของความหลงผิด ทิฐิมานะ และความดื้อดึง ทำให้กลายเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ



5. ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี : พระประจำวันพฤหัสบดี ได้แก่ ปางสมาธิ หรือปางตรัสรู้

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ (แข้ง) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพฤหัสบดี (สวดวันละ 19 จบ จะมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป)
อัตถิโลเก สีละคุโณ สัจจังโสเจยยะ นุททะยา เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง อาวัชชิตวา ธัมมัพะลัง สะริตวา ปุพพะเก ชิเน สัจจะพะละมะสายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติ ปาทา อะวัญจะนา มาตาปิตา จะนิกขันตา ชาตะเวทะ ปฏิกกะมะ สะหะ สัจเจกะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิขี วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ


ภาพจาก dhammajak

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดพระแก้ว หรือวัดพระหยก จ.เชียงราย     
วัดพระแก้ว หรือวัดพระหยก เป็นวัดที่ค้นพบ "พระแก้วมรกต" หรือ "พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร" ซึ่งซ่อนอยู่ในพระเจดีย์ ซึ่งปัจจุบันได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพฯ ชาวเชียงรายจึงได้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหม่ขึ้นมาแทน เรียกกันว่า "พระหยกเชียงราย" ซึ่งเชื่อกันว่าใครที่ได้มาสักการะพระหยกเชียงราย จะทำให้ประสบความสำเร็จและมีสติปัญญาหลักแหลม




6. ผู้ที่เกิดวันศุกร์ : พระประจำวันศุกร์ ได้แก่ ปางรำพึง

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันยกขึ้นประทับที่พระอุระ (อก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันศุกร์ (สวดวันละ 21 จบ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน)
อัปปะสันเนติ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต อะมะนุสเสหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะตัสสันนะ มะหิงสายะจะคุตติยา ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห


ภาพจาก ททท.

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดป่าแสงอรุณ จ.ขอนแก่น
วัดป่าแสงอรุณ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า สิมอีสาน เป็นวัดที่มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรม อีกทั้งจิตรกรรมฝาผนังลายผ้าไหมมัดหมี่ซึ่งบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่นได้เป็นอย่างดี และหากใครที่ได้มาสักการะพระพุทธรูปปางรำพึง ก็จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ป้องกันสิ่งชั่วร้าย และเป็นสิริมงคล




7. ผู้ที่เกิดวันเสาร์ : พระประจำวันเสาร์ ได้แก่ ปางนาคปรก

ลักษณะพระพุทธรูป : พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ หงายพระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้ายเหมือนปางสมาธิ แต่มีพญานาคขนร่างเป็นวงกลมเป็นพุทธบัลลังก์และแผ่พังพานปกคลุมอยู่เหนือพระเศียร

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันเสาร์ (สวดวันละ 10 จบ จะมีความสุขความเจริญและเกิดความสวัสดีมีมงคลตลอดกาลนาน)
ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต, นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ


ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลวงพ่อศิลา วัดทุ่งเสลี่ยม สุโขทัย

สถานที่สำหรับไหว้พระขอพร : วัดทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย
วัดทุ่งเสลี่ยม เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อศิลาปางนาคปรก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปได้ที่รับอิทธิพลมาจากเขมรและมีความเก่าแก่ โดยคาดว่าถูกสร้างในศตวรรษที่ 18-19 และยังเลื่องชื่อพุทธคุณด้านเมตตาอีกด้วย และใครที่ได้มาสักการะก็จะนำมาซึ่งการบรรเทาทุกข์ให้เบาบางลง และเป็นการเตือนให้ลดการถือตนเป็นใหญ่ และมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย

 ans1 ans1 ans1 ans1

การไหว้พระขอพรนอกจากจะนำมาซึ่งความสบายใจแล้ว สิ่งสำคัญคือ การทำจิตใจให้สงบและใคร่ครวญถึงความผิด ชอบ ชั่ว ดี ประกอบกันไปด้วย อีกทั้งต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีและรู้จักแบ่งปันจึงจะเรียกว่าได้บุญอย่างแท้จริง และสำหรับใครที่ไม่สะดวกที่จะเดินไปยังสถานที่ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระประจำวันเกิดละก็ เพียงแค่คุณทำจิตใจให้สงบและรู้จักแยกแยะดีและชั่ว ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น เพียงเท่านี้ก็ถือว่ามีพระมาตั้งอยู่ในใจแล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก wattarnpakrat และ hotelsthailand
ที่มา http://travel.kapook.com/view100295.html
116  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จัดโครงการสัญจร 'ธรรมสู่เยาวชน' ปลูกฝังให้เป็น 'คนดีมีคุณธรรม' เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 09:12:17 AM




จัดโครงการสัญจร 'ธรรมสู่เยาวชน' ปลูกฝังให้เป็น 'คนดีมีคุณธรรม'

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย กล่าวว่า โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น” เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชน ของบริษัทที่มุ่งส่งเสริมความรู้คู่คุณธรรม จริยธรรม โดยเริ่มต้นจากพนักงานในองค์กรก่อน ต่อมาได้ขยายสู่ชุมชนข้างเคียงและสังคมทั่วไป ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมาถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา ๑๘ ปีบริบูรณ์

นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการสอบธรรมศึกษาแก่พนักงาน  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ต่อมาจึงขยายผลสู่ประชาชนในกรุงเทพฯ ล่าสุดได้ต่อยอดโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น สัญจร “ธรรมสู่เยาวชน” มุ่งหวังให้องค์ความรู้หลักธรรมสู่นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

“ตลอดระยะเวลา ๑๘ ปี บริษัทได้จัดกิจกรรมธรรมบรรยายมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความนิยมจากผู้อาศัยรอบๆ ถนนสีลม สาทร และใกล้เคียง ตลอดจนพนักงาน ได้เข้ามาร่วมฟังธรรม ได้มีโอกาสศึกษาและน้อมนำหลักพระธรรมไปปฏิบัติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และการทำงานอย่างมีความสุข รวมเป็นการบรรยายธรรมทั้งสิ้นกว่า ๙๐๐ ครั้ง ตลอด ๑๘ ปีที่ผ่านมา” นายก่อศักดิ์กล่าว



นายก่อศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครบรอบ ๑๘ ปี ครั้งนี้จะมีการจัดธรรมบรรยาย โดยนิมนต์พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนฯ กล่าวแสดง “พระธรรมเทศนามหาเวสสันดรชาดกคาถาพัน” ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมงานทำบุญเทศน์มหาชาติ มหากุศล ให้เห็นถึงการบำเพ็ญธรรม ๑๐ ประการ อันได้แก่ ทานบารมี, ศีลบารมี, เนกขัมบารมี, ปัญญาบารมี, วิริยะบารมี, ขันติบารมี, สัจจบารมี, อธิษฐานบารมี, เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี ซึ่งเป็นการบำเพ็ญมงคลอันสูงสุด ตาม ๑,๐๐๐ พระคาถา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 :25: :25: :25: :25:

ขณะที่ในส่วนของโครงการ เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น สัญจร “ธรรมสู่เยาวชน” ได้เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ โดยจัดเป็นประจำทุกไตรมาส ไตรมาสละครั้ง เพื่อนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปเผยแผ่สู่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่ผ่านมาได้จัดบรรยายให้นักเรียนมาแล้วกว่า ๔,๕๐๐ คน อาทิ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โรงเรียนบดินเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๔ และโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ เป็นต้น

เพื่อเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดีสู่สังคม ด้วยการธรรมบรรยายที่เยาวชนได้รับทั้งความรู้เรื่องธรรม และความสนุกสนานอย่างยิ่ง ซึ่งบริษัทมีแผนจะจัดกิจกรรมดังกล่าวสัญจรไปยังสถาบันการศึกษาแห่งอื่นๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติได้เรียนรู้หลักธรรม และปลูกฝังให้เป็นคนดี มีคุณธรรมต่อไปในอนาคต นายก่อศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย


 ans1 ans1 ans1 ans1

สำหรับผู้ที่สนใจข้อคิดดีๆ แบบนี้ สามารถเข้าฟังธรรมบรรยายโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น” ได้ที่อาคารซีพีทาวเวอร์ ถนนสีลม ทุกวันศุกร์เวลา ๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามข้อมูลที่ โทร.๐-๒๖๗๗-๑๙๐๑ หรือที่ www.cpall.co.th


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141009/193673.html
117  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เยือน “สกลนคร” เข้าวัดเข้าวา เที่ยวป่าเที่ยวเขา ชมวิถีคริสตชน บนแผ่นดินพ่อหลวง เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 09:06:59 AM

ประตูเมืองสกลนคร

เยือน “สกลนคร” เข้าวัดเข้าวา เที่ยวป่าเที่ยวเขา ชมวิถีคริสตชน บนแผ่นดินพ่อหลวง

        ทางภาคอีสานของเรานั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่จะได้เรียนรู้อารยธรรมโบราณต่างๆ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และยังเป็นพื้นที่ในตำนานทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าการท่องเที่ยวในภาคอีสานนั้นเป็นการท่องเที่ยวที่หลากหลายสไตล์ ตามความชื่นชอบของนักท่องเที่ยว
       
       อย่างในครั้งนี้ “ตะลอนเที่ยว” มีโอกาสมาเยือนอีกหนึ่งจังหวัดที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย นั่นก็คือ “สกลนคร”
       
       ด้วยระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพมหานครกว่า 600 กิโลเมตร แต่การเดินทางมาจังหวัดนี้ก็เรียกว่าสะดวกสบาย สามารถโดยสารรถยนต์ส่วนตัว หรือจะเลือกนั่งรถประจำทางก็มีหลายบริษัทที่ให้บริการ แถมตอนนี้ยังมีเครื่องบินบินตรงมาลงที่สนามบินสกลนครอีกด้วย


พระธาตุเชิงชุม พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสกลนคร

        สำหรับทริปการท่องเที่ยวในสกลนครครั้งนี้ ขอเริ่มต้นกับที่ “ประตูเมืองสกลนคร” หรือที่มีชื่อเต็มๆ ว่า “ประติมากรรมหนองหารหลวง” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าเมืองสกลนคร สุดถนนสกลนคร-อุดรธานี หระตูเมืองแห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่า ใครผ่านไปผ่านมาก็เห็นได้อย่างชัดเจน
       
       บริเวณด้านบนสร้างเป็นประติมากรรมปูนปั้นรูปปราสาทผึ้ง 3 หลัง ภายในปราสาทผึ้งองค์กลางประดิษฐานพระพุทธรูปจำลอง หลวงพ่อองค์แสน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร ส่วนปราสาทผึ้งองค์ซ้ายประดิษฐานรูปเหมือนพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และปราสาทผึ้งองค์ขวาประดิษฐานรูปเหมือนพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสกลนคร จึงทำให้ประตูเมืองแห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมความศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมใจของชาวสกลนครนั่นเอง


หลวงพ่อองค์แสน

        และเมื่อมาถึง จ.สกลนคร แล้ว ก็ต้องไม่พลาดที่จะมาสักการะ “พระธาตุเชิงชุม” ที่ “วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร” อันเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสกลนครรวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไป
       
       คำว่า “เชิงชุม” หมายถึง การมีรอยเท้ามาชุมนุมกันอยู่ ซึ่งหมายถึงรอยพระพุทธบาท 4 รอย ที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์เสด็จมาพระทับไว้บนแผ่นหิน และเชื่อกันว่าแผ่นหินนั้นถูกเก็บรักษาไว้ใต้บาดาลโดยพญาสุวรรณนาค เพื่อรอพระศรีอริยเมตไตรยมาประทับรอยเป็นองค์สุดท้าย และจากความเชื่อนี้ จึงทำให้ผู้คนนิยมมาสักการะองค์พระธาตุ เพราะถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หากมาไหว้แล้วจะเป็นสิริมงคล เนื่องจากพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเยือนถึง 4 พระองค์
       
       สำหรับองค์พระธาตุเชิงชุมที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นพระธาตุองค์ใหม่ที่สร้างครอบองค์เดิมไว้ ภายในองค์พระธาตุจึงมีลักษณะคล้ายถ้ำ มีพระพุทธรูปหลายองค์ประดิษฐานอยู่ ซึ่งสามารถมองเห็นปากทางเข้าได้จากภายในวิหารด้านหน้าองค์พระธาตุ โดยภายในวิหารแห่งนี้ก็ยังประดิษฐาน “หลวงพ่อองค์แสน” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร


บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวัดพระธาตุเชิงชุม

        หากใครไปไหว้หลวงพ่อองค์แสน จะสังเกตว่ามีพระพุทธรูปอยู่สององค์ ด้านหน้านั้นคือหลวงพ่อองค์แสนองค์เดิม ส่วนด้านหลังคือหลวงพ่อองค์แสนที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่จะทำการบูรณะวัดครั้งใหญ่ เมื่อสร้างหลวงพ่อองค์แสนองค์ใหม่ ประดิษฐานไว้ที่ด้านหลังแล้ว ก็จะมีการทุบหลวงพ่อองค์เดิมทิ้ง แต่เกิดปาฏิหาริย์ ทำให้ไม่สามารถทุบทิ้งได้ ในเวลาต่อมาจึงประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสนทั้งสององค์ไว้ในลักษณะเดิม
       
       นอกจากพระธาตุเชิงชุม และหลวงพ่อองค์แสนแล้ว ก็ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งภายในวัด นั่นก็คือ “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่ใกล้ๆ กับองค์พระธาตุ เดิมนั้นเป็นบ่อน้ำที่ก่อกำแพงด้วยศิลาแลงธรรมดา ต่อมามีการบูรณะและสร้างเป็นรูปปั้นพญานาคพ่นน้ำบริเวณรอบบ่อ เพื่อเป็นรูปแทนพระยาสุวรรณนาค พญานาคตามความเชื่อของชาวสกลนคร ที่เป็นนาคผู้ทรงคุณธรรม ทรงศีลและอิทธิฤทธิ์ มีเกล็ดเป็นทองคำ ทำหน้าที่คอยปกป้องและรักษารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์


รูปหล่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภายในพิพิธภัณฑ์บริขารอาจารย์มั่น

        อย่างที่บอกไว้ว่าภาคอีสานมีความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งใน จ.สกลนคร แห่งนี้ ก็มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย อีกทั้งยังเป็นถิ่นกำเนิดและที่พำนักของพระเกจิสำคัญหลายรูป อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี เป็นต้น
       
       อย่างที่ “วัดป่าสุทธาวาส” ซึ่งถือเป็นวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของสกลนคร ก็เป็นวัดป่าที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อีกทั้งยังเป็นวัดที่พระอาจารย์มั่นมามรณภาพที่นี่ด้วย ภายในวัดจึงมีการสร้าง “พิพิธภัณฑ์บริขารอาจารย์มั่น” เพื่อเป็นที่รวบรวมเครื่องอัฐบริขารและสิ่งของเครื่องใช้ของพระอาจารย์ ตัวอาคารสร้างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกับบ้านทรงไทยประยุกต์ ภายในประดิษฐานรูปหล่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในท่านั่งสมาธิ และมีตู้กระจกบรรจุอัฐิของท่านที่แปรสภาพเป็นแก้วผลึกใสสีขาว และตู้แสดงเครื่องอัฐบริขาร พร้อมทั้งมีประวัติความเป็นมาของท่านตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ


กุฏิหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

        ได้สักการะรูปหล่อพระอาจารย์มั่นภายในพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ออกมาภายนอก เดินชมบรรยากาศภายในวัดที่ร่มรื่นและเงียบสงบ ทำให้รู้สึกว่ามีสติและมีสมาธิมากขึ้นตามไปด้วย หากเดินไปด้านข้างพิพิธภัณฑ์ ก็จะมี “กุฏิหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” ซึ่งเป็นกุฏิที่หลวงตามหาบัวเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ เป็นกุฏิไม้ธรรมดาที่ดูเรียบง่าย สมถะ ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น

หุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนของหลวงปู่หลุย จันทสาโร

        นอกจากนี้ ภายในวัดป่าสุทธาวาสก็ยังมี “จันทรสารเจติยานุสรณ์” หรือ เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร ที่จัดสร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระราชทานรูปแบบของเจดีย์ไว้ด้วย ซึ่งบริเวณชั้นบนของเจดีย์มีหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนของหลวงปู่หลุย อัฐิธาตุ และมีการจัดแสดงเครื่องอัฐบริขารของท่านไว้ด้วย

อาคารเก่าแก่ในชุมชนท่าแร่

        นอกเหนือจากจะเป็นเมืองพุทธแล้ว ที่ จ.สกลนคร ยังมีชุมชนชาวคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยอยู่ที่ “ชุมชนท่าแร่” บ้านท่าแร่ อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งภายในชุมชนแห่งนี้ มีประชากรที่นับถือคาทอลิกนับหมื่นคน โดยคริสตชนท่าแร่ดั้งเดิมนั้นอพยพมาจากเวียดนามในราวปี พ.ศ. 2427 หรือ ค.ศ.1884
       
       หมู่บ้านนี้มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมตารางหมากรุก คล้ายกับบ้านเมืองในแถบประเทศตะวันตก มีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสผสมเวียดนามที่งดงาม เรียงรายสองข้างทางในถนนสายหลักของหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก ซึ่งบ้านเรือนเก่าๆ แต่ละหลังก็มีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป แม้ว่าอาคารบางหลังจะรกร้าง ขาดการดูแล บางหลังอาจเหลืองเพียงโครงสร้างให้เห็น แต่เราก็ยังสามารถมองเห็นความสวยงามของอาคารจากฝีมือของช่างในสมัยก่อน


อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่

        ภายในชุมชนท่าแร่ ยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งนั่นก็คือ “อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล” ซึ่งเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเรือ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของคริสตชนในหมู่บ้านท่าแร่แห่งนี้ เนื่องจากเมื่อครั้งที่มีการอพยพมานั้น ได้ใช้เรือลำเล็กหลายๆ ลำผูกติดกันเป็นแพขนาดใหญ่ และใช้ผืนผ้าขึงใบให้ลมพัดพาไป จนกระทั่งข้ามฝั่งหนองหารมาอยู่ที่บ้านท่าแร่ในปัจจุบัน

สีสันในงานเทศกาลแห่ดาว

        เนื่องจากเป็นชุมชนชาวคริสต์ขนาดใหญ่ ในช่วงวันคริสต์มาสจึงมีการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังไปทั่วประเทศ นั่นก็คือ “ประเพณีแห่ดาว” ซึ่งชาวชุมชนจะจัดขบวนแห่งดาว อันเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ในขบวนรถจะตกแต่งและประดับประดาด้วยดาวขนาดใหญ่ เพิ่มแสงสีสดใสด้วยดวงไฟหลากสี อีกทั้งบ้านแต่ละหลังก็จะประดับตกแต่งด้วยดวงดาวและแสงไฟ เรียกว่าเป็นงานเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก หากใครมีโอกาสต้องลองมาสัมผัสกันสักครั้ง

อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ

        ห่างจากชุมชนท่าแร่ไปไม่ไกลมากนัก ก็มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสกลนคร นั่นคือ “อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ” หากว่ามาที่นี่ในช่วงแดดร่มลมตก จะเห็นว่ามีชาวสกลนครมานั่งพักผ่อนชมบรรยากาศสบายๆ กันอยู่มากมาย เพราะที่นี่เป็นบึงบัวขนาดใหญ่ มีสะพานไม้เป็นทางเดินตัดผ่านกลางบึง และยังมีศาลาให้นั่งเล่นรับลมสบายๆ
       
       จุดมุ่งหมายในการสร้างอุทยานบัวก็เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมบัวพันธุ์ต่างๆ มาไว้ด้วยกัน เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและค้นคว้า แบ่งออกเป็นส่วนรวบรวมพันธุ์บัวไว้ในบึงบัวขนาดใหญ่ มีส่วนแสดงพันธุ์บัวในกระถาง และมีส่วนของนิทรรศการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับบัว ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์อีกด้านคือ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน ที่สามารถจูงลูกจูงหลานมานั่งเล่นริมน้ำ ชมบรรยากาศยามเย็นได้อย่างสบายใจ


ทางเดินเข้าสู่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์

        ใน จ.สกลนคร นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวัดวาอารามและชุมชนต่างๆ แล้ว ก็ยังมีป่าเขาที่ยังอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตเทือกเขาภูพาน ที่ในอดีตเป็นพื้นที่แร้นแค้น ป่าไม้ก็ถูกตัดออกไป จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเยือน และเกิดการพัฒนาพื้นที่ตามพระราชดำริ จนทำให้ทุกวันนี้เทือกเขาภูพานกลายเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์
       
       และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่มีความเหมาะสม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงเลือกพื้นที่นี้เป็นสถานที่สร้าง “พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์” โดยปัจจุบัน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมภายในได้ หากมิได้มีการเสด็จพระราชดำเนินมาประทับ

กระท่อมไม้ใกล้กับพระตำหนักที่ประทับ

        เส้นทางการเดินเข้าไปชมพระตำหนักนั้นจะเป็นเนินสูงต่ำสลับกันไป ภายในมีป่าไม้ร่มรื่นตลอดเส้นทางเดิน ระหว่างทางก็มีพรรณไม้ต่างๆ ให้ชมมากมาย มีการจัดภูมิทัศน์ที่สวยงาม เดินไปตามทางเดินเรื่อยๆ พอเหงื่อเริ่มซึมก็ถึงตัวพระตำหนักที่ประทับที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและลงตัว กลมกลืนกับสภาพป่าเขาโดยรอบ
       
       ใกล้ๆ กับพระตำหนักที่ประทับ มีการสร้างกระท่อมเล็กๆ หลายๆ หลัง ลักษณะคล้ายกับบ้านของชาวบ้านในอดีต ซึ่งนอกจากจะสร้างกระท่อมไว้แล้ว ก็ยังมีการจัดวางเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องมือประมง เครื่องมือเกษตรไว้ด้วย ทำให้ประชาชนที่เข้าชมพระตำหนักสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในแถบนี้ได้ด้วย


งานพัฒนาการประมง ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน

        สำหรับการพัฒนาพื้นที่ในเขตเทือกเขาภูพาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาพื้นที่ โดยมีโครงการจัดหาน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ส่งไปทำการศึกษาและทดลองด้านการเกษตร และยังมีโครงการพระราชดำริที่เป็นการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ คือ พัฒนาด้านป่าไม้ การเกษตร และการเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่มาของ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”
       
       ปัจจุบัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ก็ยังคงเป็นโครงการศึกษาและทดลองในการพัฒนางานด้านต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรและชาวบ้านทั่วไป และยังเปิดให้ประชาชนเข้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมส่วนงานต่างๆ ได้ด้วย
       
       การเข้าชมศูนย์นั้นจะมีรถรางวิ่งพาชมโดยรอบ ซึ่งภายในศูนย์ก็จะแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ อาทิ แปลงปลูกข้าว แปลงปลูกพืชสวน พืชไร่ บ่อเลี้ยงปลา ทดลองเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ซึ่งสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของศูนย์ก็คือเรื่องสามดำ อันได้แก่ ไก่ดำภูพาน หมูดำภูพาน และ โคเนื้อภูพาน โดยเฉพาะโคเนื้อภูพาน หรือโคดำภูพานนั้นมีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะเป็นเนื้อที่มีไขมันแทรกมาก ลายเนื้อคล้ายหินอ่อน รสชาติดี เนื้อนุ่ม เหมาะกับการทำเป็นสเต๊ก ซึ่งโคเนื้อภูพานนี้มีขายอยู่ใน จ.สกลนคร เพียงไม่กี่แห่ง ใครที่มาที่นี่ต้องลองมาชิมให้ได้


ชมการทอผ้าย้อมคราม ที่กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย

        การมาท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นอกจากจะไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ลองชิมอาหารท้องถิ่นแล้ว ที่สำคัญก็อย่าลืมที่จะซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย ซึ่งที่ จ.สกลนคร ก็มีของฝากที่ขึ้นชื่อนั่นคือ “ผ้าย้อมคราม” และหากอยากมาเลือกซื้อผ้าย้อมครามถึงแหล่งต้นกำเนิดจริงๆ ก็ต้องมาที่ “กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย” อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
       
       กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย เป็นอีกหนึ่งแห่งที่เลือกใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางขายได้ในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นผ้าย้อมครามแบบเป็นผืนใหญ่ ผ้าพันคอ ผ้าตัดเสื้อ และยังประยุกต์เป็นสินค้าอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง ใครที่มาถึงกลุ่มทอผ้าฯ นอกจากจะมาเลือกซื้อผ้าย้อมครามสวยๆ แล้ว ก็ยังได้มาเรียนรู้ขั้นตอนการทำผ้าย้อมคราม ตั้งแต่การปั่นฝ้าย ย้อมฝ้ายด้วยต้นคราม มาจนถึงการทอผ้าจนสำเร็จเป็นผืน ทำให้เห็นว่าผ้าหนึ่งผืนนั้นต้องใช้เวลาและความพยายามมากเพียงใด
       
       แม้ทริปนี้จะมีเวลาเพียงน้อยนิดในการมาสัมผัส จ.สกลนคร แต่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้ไปนั้นทำให้ได้รู้จักจังหวัดนี้มากกว่าความรู้ที่ว่า สกลนครเป็นหนึ่งจังหวัดในภาคอีสาน เป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจมากมาย และหากมีโอกาสเมื่อใดก็ต้องกลับมาเยือนนครแห่งนี้อีกแน่นอน

             
       :49: :49: :49: :49:

       การเดินทางไปยัง จ.สกลนคร สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์ รถประจำทาง และเครื่องบิน โดยล่าสุดนี้ สายการบินแอร์เอเชีย เปิดเที่ยวบิน กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) - สกลนคร วันละ 2 เที่ยวบิน ทั้งเช้าและเย็น โดยใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที
       
       สามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยว จ.สกลนคร ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม (ดูแล จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ จ.สกลนคร) โทร. 0-4251-3790-1, 0-4251-3492


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000115055
118  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความรัก ความสุขวันชาติ! ลูกชายพาแม่วัย 86 ขึ้นเกวียนลากเที่ยวสวนสนุก เมื่อ: ตุลาคม 08, 2014, 08:53:02 PM

ภาพของนายจางพาแม่เที่ยวซึ่งมีผู้ถ่ายและโพสต์ลงในเว่ยปั่ว หรือทวิตเตอร์จีน
ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก (ภาพไชน่านิวส์)

ความรัก ความสุขวันชาติ! ลูกชายพาแม่วัย 86 ขึ้นเกวียนลากเที่ยวสวนสนุก

    ซีซีทีวีรายงาน (6 ต.ค.) ว่า ชายจีนพาแม่วัย 86 ปี นั่งรถลากเกวียน เที่ยวสวนสนุก ในมณฑลซานตงในช่วงวันหยุดวันชาติที่ผ่านมา สร้างความประทับใจกับผู้พบเห็น       
    จาง จิ่นเปา ลูกชายของแม่เฒ่า เล่าว่า ในช่วงวันหยุดยาววันชาติ แม่ของตนไม่เคยเดินทางไปไหน จึงอยากพาแม่มาเที่ยว     
     รายงานข่าวกล่าวว่า ภาพของนายจางพาแม่เที่ยวซึ่งมีผู้ถ่ายและโพสต์ลงในเว่ยปั่ว หรือทวิตเตอร์จีน ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก

       
    :96: :96: :96: :96:

    ชาวออนไลน์ คนหนึ่งผู้ใช้นามว่า @Xiaomifengsusuxueer กล่าวว่า ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ทุกคนก็สามารถทำสิ่งดีๆ ให้พ่อแม่ได้ คุณจางทำดีมาก ขอให้คุณแม่วัย 86 ปี มีสุขภาพแข็งแรง       
    ขณะที่ @Qianguangi กล่าวว่า ดูรอยยิ้มของคุณยายสิ เธอคงจะมีความสุขกับลูกที่เลี้ยงดูมา
       
    ผู้ใช้เว่ยปั่ว นาม@Mrmaoxiaobai1314 ก็กล่าวถึงรถลากเกวียนไม้ของนายจาง ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นที่หลายคนพูดถึงและบางคนกลับมองไปว่านายจางลากรถคันนี้เพราะต้องการจะเด่นดัง ด้วยสะดุดตาผู้คน โดย @Mrmaoxiaobai1314 กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่หลายๆ คนเห็นเป็นของแปลก เพราะตัวเองก็เป็นคนชนบท และคุ้นเคยกับพาหนะแบบนี้ ซึ่งมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาก





ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000115890
119  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กรมศาสนาชวน "สวดโอ้เอ้วิหารราย" เมื่อ: ตุลาคม 08, 2014, 08:45:13 PM


กรมศาสนาชวน "สวดโอ้เอ้วิหารราย"

กรมการศาสนาจัดกิจกรรมสวดโอ้เอ้วิหารราย วันที่ 7-9 ต.ค.ณ บริเวณศาลารายรอบพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่ออนุรักษ์โบราณราชประเพณี

วันนี้(8ต.ค.) นายกฤษศญพงษ์ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา(ศน.)เปิดเผยว่า ศน.จัดกิจกรรมการสวดโอ้เอ้วิหารราย เทศกาลเข้าพรรษาประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคมณ บริเวณศาลารายรอบพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อเป็นการอนุรักษ์โบราณราชประเพณี โดยเป็นการสวดของผู้ที่กำลังฝึกหัดสวดมหาชาติคำหลวง ที่ยังสวดไม่คล่อง และไม่ถูกทำนองจึงนั่งฝึกซ้อมตามวิหารเล็กที่รายรอบพระอุโบสถวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ และเมื่อสวดจนชำนาญแล้วจึงได้ขึ้นไปสวดในวิหารใหญ่ให้พระเจ้าแผ่นดินทรงฟัง



“การสวดโอ้เอ้วิหารราย ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรมไทย ที่จะมีการสวดกันในระหว่างเข้าพรรษา 3 ช่วง ได้แก่ต้นพรรษา กลางพรรษา และออกพรรษา ซึ่งกรมการศาสนาได้จัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงามให้สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

ขณะเดียวกันเพื่อต้องการให้เยาวชนได้ฝึกการอ่านแล้ว ซึมซับคำสอนที่มีอยู่ในบทสวดซึ่งเชื่อว่าบทสวดจะช่วยหล่อหลอมกล่อมเกลาจิตใจเยาวชนให้เข้าถึงแก่นแท้ของขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและช่วยทำนุบำรุงรักษา ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่คงอยู่คู่ชาติไทย รวมทั้งยังเชื่อว่าผลจากการสวดดังกล่าวจะช่วยทำให้เยาวชนมีความเข้าใจเรื่องค่านิยมหลัก 12 ประการมากขึ้นด้วย”อธิบดีกรมการศาสนากล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/272463/กรมศาสนาชวนสวดโอ้เอ้วิหารราย
120  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามทิศมงคล เมื่อ: ตุลาคม 08, 2014, 08:41:50 PM


ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามทิศมงคล

ในการขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากการเลือกวัน เวลา สถานที่แล้ว ทิศก็เป็นส่วนสำคัญในการเลือกเพื่อมาประกอบในการขอพร สำหรับการทำการพิธีมงคลหรือการสักการะต่อเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตอนกระทำพิธีมงคลนั้น มักจะต้องหันหน้าหรือตั้งเครื่องสักการะให้ถูกทิศตามวันที่กระทำพิธี ดังนี้



     วันอาทิตย์ เทวดาอยู่ประจำทิศตะวันตก
     วันจันทร์ เทวดาอยู่ประจำทิศตะวันออก
     วันอังคาร เทวดาอยู่ประจำทิศเหนือ
     วันพุธ เทวดาอยู่ประจำทิศเหนือ
     วันพฤหัสบดี เทวดาอยู่ประจำทิศใต้
     วันศุกร์ เทวดาอยู่ประจำทิศตะวันตก
     วันเสาร์ เทวดาอยู่ประจำทิศตะวนออก


นอกจากนั้น ในการสักการะหรือกราบไหว้ขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรหันหน้าไปทางทิศที่เทวดาประจำอยู่เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ไม่ว่าจะเป็นการไหว้พระขอพร การตั้งจิตอธิษฐานก่อนออกเดินทางด้วยรถหรือพาหนะต่างๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก : mhodoo
เนื้อหาโดย : จาก Internet
horoscope.sanook.com/71789/ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์-ตามทิศมงคล/
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 298