ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 308
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'ป้าอ้วน' เฮงอีก! โชว์ถูกหวยเกือบ 8 แสน ยันไม่ได้โปรโมตวัด เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2014, 08:34:31 AM



'ป้าอ้วน' เฮงอีก! โชว์ถูกหวยเกือบ 8 แสน ยันไม่ได้โปรโมตวัด

‘ป้าอ้วน’ มาแล้ว หอบพวงมาลัยแก้บน ‘หลวงพ่อทันใจ’ โชว์รางวัลเลขท้าย 3 ตัว ‘422’ ที่ซื้อถูกถึง 199 คู่ เป็นเงินเกือบ 8 แสน ยันไม่ได้กว้านซื้อสลากฯ ที่ถูกรางวัลเพื่อมาโปรโมตวัด แต่ทำบุญมาตลอด 20 ปี และถูกหวยติดต่อกัน 25 งวด...

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 พ.ย.57 ที่วัดพระธาตุดอยคำ หมู่ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (หลังพืชสวนโลก) ได้มี นางศิวณัฐ รัชตดำรงรัตน์ อายุ 62 ปี หรือ ‘ป้าอ้วน’ อยู่บ้านเลขที่ 115/40 หมู่ 4 หมู่บ้านเพชรมณี ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้นำพวงมาลัยดอกมะลิจำนวน 3 พันพวง มาถวายแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจ เนื้อปูนหน้าตักกว้าง 12 นิ้ว สูง 16 นิ้ว หลังจากงวดวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมานี้ ถูกลอตเตอรี่สามตัวเลข 422 จำนวนมากถึง 199 คู่ หรือ 398 ใบ ได้เงิน 796,000 บาท


ป้าอ้วน ถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัว 422 จำนวน 199 คู่

จากการสอบถาม ‘ป้าอ้วน’ กล่าวว่า ตนเองถูกหวยติดต่อกันเป็นงวดที่ 25 แล้ว ซึ่งงวดก่อนหน้านี้ก็ถูก แต่มีคนมาโจมตีกล่าวร้ายจึงไม่ได้เป็นข่าว นอกจากนี้ ป้าอ้วนยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวปล่อยออกมาว่า เป็นนักต้มตุ๋น หลังจากหวยออก จะไปตระเวนซื้อลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลมาโชว์เพื่อที่คนจะได้ขึ้นไปทำบุญที่วัดดอยคำเยอะๆ ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และกล้าท้าให้คนที่ใส่ร้ายนำตัวบุคคลที่ขายลอตเตอรี่ หรือแผงขายลอตเตอรี่ที่ตนไปกว้านซื้อมายืนยัน ซึ่งตนถือคติว่า ยิ่งใส่ร้ายยิ่งถูกหวยเยอะ ใครทำความดีกรรมดีก็จะตอบแทน และต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ส่วนคนที่อิจฉาให้กลับไปพิจารณาตัวเองแล้วหมั่นทำบุญสวดมนต์ ถ้าใครลบหลู่ก็จะได้รับผลตอบแทนไปตามนั้น ทุกวันได้แต่สร้างบุญกุศล ทำมา 20 ปีแล้ว ตนทำธุรกิจส่วนตัวที่บ้าน ไม่เคยใส่ร้ายใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดพระธาตุดอยคำในช่วงหน้าหนาวนี้ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นไปชมวิวในตอนเช้า พร้อมกับกราบไหว้ขอพรองค์หลวงพ่อทันใจ บางรายนำพวงมาลัยดอกมะลิมาแก้บน และไม่เฉพาะคนที่มีโชคลาภถูกหวยเท่านั้น ยังมีคนที่ประสบความสำเร็จจากการขอพรอีกมากมาย ไม่ว่าจะขอให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง การค้าการขายเจริญรุ่งเรือง สอบแข่งขันได้ ฯลฯ จนทางวัดได้นำดอกมะลิที่ประชาชนชาวบ้านมาถวายแก้บนใช้เป็นมวลสารในการสร้างพระผงหลวงพ่อทันใจดอกมะลินำโชค "รุ่นสำเร็จทันใจ" จำนวน 1 แสนองค์ แจกฟรีให้กับผู้คนที่มาร่วมงานทอดกฐิน เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/464043
82  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 09:39:29 AM
ดวงเทวดา อยู่ด้านบนสุดของภาพ เยื้องไปทางขวา

    การไปสักการะพระศพของพระสังฆราช ที่วัดบวรฯในครั้งนี้ เดิมไม่มีความประสงค์ที่จะไปเลย แต่เนื่องด้วยพระอาจารย์ได้เคยปรารภว่าจะไปสักการะ ประกอบกับผมเคยฝันถึงพระสังฆราชองค์นี้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องไปสักการะสักครั้ง บอกตรงๆว่า ไม่เคยสนใจ ไม่เคยขวนขวายที่จะไปสักการะท่านเลย ทั้งก่อนและหลังการสิ้นพระชนม์ แม้แต่การไปเที่ยวที่วัดบวรฯ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าอยากไป

    การฝันของผมเกิดขึ้นหลังท่านสิ้นพระชนม์ ในฝันนั้นเห็นพระเดินกันขวักไขว่ ดูเหมือนจะมีงานอะไรสักอย่าง ในฝันนั้นเห็นท่านเดินเข้ามาหา ยื่นย่ามให้ผม ผมก็รับเอาไว้ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ท่านต้องการให้ผมช่วยถือและให้ติดตามท่านไป ย่ามใบนั้นดูแล้วมีของอยู่ภายในไม่น้อย มีลักษณะตุงๆกลมๆ คล้ายกับว่ามีของอยู่เยอะ แต่ความรู้สึกในตอนนั้น เมื่อย่ามอยู่ในมือผม ผมไม่รู้หนักแต่ประการใด

    พระลักษณะของท่านในฝันนั้น ท่านดูไม่หนุ่ม แต่ก็ไม่แก่มาก ยังเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
    เท่าที่ผมจำได้ ก็มีเท่านี้ครับ


ภาพนี้เป็นภาพที่ผมประทับใจสุดๆ ดวงเทวดาใหญ่มาก

    กลับมาเรื่องการสักการะพระศพในครั้งนี้ ก่อนไปมีความหวังว่า จะต้องถ่ายภาพให้ติดเทวดา แต่ก็เป็นกังวลว่าจะติดไม๊น้อ.? ขณะถ่ายภาพต่างๆ ก็ไม่ได้ดูว่า ติดเทวดารึเปล่า แต่พอกลับบ้านมา เอารูปขึ้นคอมพ์ ดีใจมาก ถ่ายติดครับ หลายรูปด้วย สมใจปรารถนาทุกอย่าง

    วัดบวรฯนั้น ตามความเข้าใจของผม มีพระพุทธรูปที่สำคัญอยู่ ๕ องค์ คือ พระพุทธสุวรรณเขต พระพุทธชินสีห์ พระศาสดา พระพุทธไสยา และพระไพรีพินาศ ผมถ่ายมาแค่ ๔ องค์แรก ปรากฏว่าทุกองค์ที่ถ่าย ถ่ายติดเทวดาทั้งหมด ที่สำคัญเหนืออื่นใด ถ่ายพระโกศของพระสังฆราช ก็ถ่ายติดเทวดาเช่นกัน
    ภารกิจของผมในทริปนี้ สมบูรณ์ครับ สมใจปรารถนาของผม เป็นปลื้ม มีปิติมาก


พระพุทธสุวรรณเขต และพระพุทธชินสีห์ ให้สังเกตดวงเทวดาที่ด้านบนของภาพ

พระศาสดา ให้สังเกตดวงเทวดาทีเอวของพระพุทธรูป

พระพุทธไสยา ให้สังเกตดวงเทวดาที่ปลายพระหัตถ์


ทริปนี้ มีภาพให้ชมเท่านี้ครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม
thk56 :25: st12 st11
83  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 08:46:08 AM
วันที่ไป ภายในพระอุโบสถวัดบวรฯ มีคนไปกราบพระประธาน พระพุทธสุวรรณเขตและพระพุทธชินสีห์ จำนวนมาก
หากถามว่า พระประธานสององค์นี้ องค์ไหนมาก่อน ตอบว่า พระพุทธสุวรรณเขต(อ่านประวัติจากเว็บวัดบวรฯ)

คนที่มานั่งติดผนังโบสถ์นี้ บางคนก็สวดมนต์ บางคนก็สำรวมกาย บางคนก็ทำสมาธิ
ใจจริงผมอยากนั่งสมาธิครับ แต่โอกาสไม่อำนวย

ภายในพระอุโบสถจะมีการแจกน้ำมนต์ น้ำมนต์ขวดแบบนี้จะวางอยู่ในพาน

น้ำมนต์ขวดดังกล่าว หยิบได้จากพานที่เห็นในภาพ พานสีเงินใบใหญ่
84  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สมาธิชาวบ้าน : การเข้าสู่ภาวะนิพพาน เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 08:02:14 AM


สมาธิชาวบ้าน : การเข้าสู่ภาวะนิพพาน

ในพุทธศาสนากล่าวว่าร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย ขันธ์ แปลว่า กอง, หมวด, หมู่, ส่วน คือแยกร่างกายออกเป็นส่วนๆ ตามสภาพได้ 5 ส่วน หรือขันธ์ 5 คือ
    1.รูป ได้แก่ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต
    2.เวทนา ได้แก่ ระบบประมวลความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
    3.สัญญา ได้แก่ จำสิ่งที่ได้รับและรู้สึกนั้นๆ
    4.สังขาร ได้แก่ ระบบคิดปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รับรู้สึกและความจำได้นั้นๆ
    5.วิญญาณ ได้แก่ ระบบรู้สิ่งนั้นๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


     ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

    เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติจิตเข้าสู่สมาธิ หากจิตสมาธิก้าวถึงภาวะที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว จิตมีความสงบสูงสุดเพราะไร้ทุกข์ ไร้สุข เรียกว่าเป็นภาวะนิพพาน เป็นอิสรภาพสมบูรณ์เป็นจุดหมายสูงสุดของ พระพุทธศาสนา

    พระนิพพานเข้าถึงได้โดยทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้หมดไป ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติได้หลายทางเพื่อให้จิตภายในปล่อยว่างได้ วางความเป็นเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของ จิตปล่อยให้เป็นกลาง ไม่มีเจ้าของ เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนี้ เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา มันเลยเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา สะสมกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ ในจิตของเรา ขนาดเราปฏิบัติจริง รู้แจ้งเห็นจริงอะไรสารพัดไปหมด เข้าใจธรรมะสารพัดอย่าง แต่เรายังยึดว่ามีจิตของเราวิญญาณของเราอยู่ พอเข้าใจธรรมะไปถึงตอนสำคัญที่จะปล่อยความเป็นเจ้าของดวงจิตวิญญาณยังปล่อยไม่ได้ เพราะติดยึดว่าเป็นจิตของเรา



      การเข้าถึงภาวะพระนิพพานจึงต้องอาศัยความเพียร ฝึกฝนไปทีละขั้น ทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้จิตดวงนี้ ปล่อยวางความเป็นเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของจิตดวงนี้อยู่ว่าไม่ใช่จิตของเรา ไม่ใช่วิญญาณของเรา คือปล่อยให้มันเป็นกลางๆ ไม่มีเจ้าของ จิตเคยเป็นของเรา แต่ตอนนี้มันเป็นจิตเฉยๆ ไม่มีเจ้าของ ถ้าถึงภาวะนี้ได้ปล่อยให้มันเป็นกลางๆ ไปได้ มันก็เป็นภาวะนิพพานเหมือนกัน

    ปัญญาพระนิพพานเท่านั้นถึงจะปล่อยได้ ที่สะสมมาทั้งกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ พอถึงที่มันจะปล่อยเป็นธรรมชาติหมดไม่เหลืออะไร เมื่อรู้จบแล้วมันก็ไม่มีอะไร หรือรู้โดนตัดสภาวะหมด รู้ก็เป็นพระนิพพานไปเอง อวิชชาหมดไป ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณอะไรทั้งหลาย จิตวิญญาณต่างๆ กลับสู่ความเดิมแท้ ทำลายมันลงตัวรู้นี้มันอยู่ ถ้าอยู่มันก็จะไปรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นเจอตัวรู้ สลายตัวรู้ได้เมื่อไหร่ พอปล่อยไปแล้วมันไม่ใช่จิตของเราอีกแล้ว จิตที่เราเคยหลงไปยึดมั่นถือมั่น คาดว่าเป็นจิตของเรา วิญญาณของเราหมดไป ซึ่งต้องเป็นปัญญาขั้นพระนิพพาน จึงจะเกิดปัญญารู้และปล่อยวางได้


     st12 st12 st12 st12 st12

    พระนิพพานคราวนี้เอาเรื่องจิตไปก่อน ให้นึกถึงว่าจิตที่เราพูดๆ ถึง มันเป็นแค่อาการของมัน จะเบา จะลอย เห็นภาพนิมิตดีใจ เสียใจ เหล่านี้เป็นอาการของจิต ถ้ารู้ที่จุดไหนก็จัดการเสียอย่าให้มันปรุง รู้ถูกทำลายเมื่อไหร่มันก็นิพพานทันที

    พระนิพพานเป็นภาวะที่จิตว่างอยู่อย่างนั้นตลอด พ้นจากอำนาจความคิด ไม่มีอะไรให้รู้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าเห็นว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่จะปล่อยวาง อาการรู้ทั้งหมดรู้ดับลง จึงเป็นพระนิพพาน
.



ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/161114/99039
85  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สิ่งที่หาค่าไม่ได้ : ธรรมะยู-เทิร์น เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 07:54:45 AM
 

สิ่งที่หาค่าไม่ได้ : ธรรมะยู-เทิร์น
โดย อิทธิโชโต

ปัจจุบันธรรมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องห่วงอดีตที่ผ่านไปแล้ว ไม่ต้องกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนที่สุด

ที่เรามาภาวนากันก็เพื่อให้จิตใจอยู่ ณ ปัจจุบัน เมื่อสติอยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน ก็เอาสตินี่แหละอบรมจิตใจ ให้ใจอยู่กับสติได้นาน เมื่อสติอยู่กับจิตใจได้นาน ก็สามารถอยู่กับปัจจุบันธรรมได้นาน เมื่อจิตตั้งอยู่ในปัจจุบันธรรมได้นาน ธรรมะก็จะปรากฏแก่จิตเอง

เพราะฉะนั้น ถ้าเราภาวนาแล้วยังไม่ได้ผลที่เกิดขึ้นจริงก็อย่าไปท้อแท้ ต้องพยายามทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่า ไม่พบ ไม่เจอแล้ว ก็หมดหวัง เลิกภาวนา อย่างนี้แสดงว่า เรายังทำไม่ถึงพร้อม แต่ถ้าเราตั้งสติ อยู่กับลมหายใจ หรืออยู่กับคำบริกรรม พุทโธ หรือ มีสติอยู่กับความรู้สึกตัว อย่างใดอย่างหนึ่งให้ต่อเนื่องจนสามารถเข้าอยู่ในปัจจุบันธรรมได้ ก็จะพบกับธรรมะในปัจจุบันที่เกิดขึ้น เราจะพบกับความสุข ความสงบที่เกิดขึ้นจากการภาวนา ซึ่งคนคนนั้นจะรู้เองแล้วจะเห็นความสำคัญมาก เมื่อสิ่งนั้น มันเกิดขึ้นกับจิตใจเราจริงๆ มันหาค่าไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทางพระศาสนา แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงบอกว่า สุขที่เกิดจากความสงบ สุขที่สุดแล้ว ไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่าแล้ว


 :25: :25: :25: :25: :25:

อย่างเช่น เราไปเที่ยว มีความสุข ไปรับประทานอาหารอร่อยๆ มีความสุข ก็ยังเทียบกับความสงบของจิตไม่ได้ ถ้าผู้ใดก็แล้วแต่ ได้พบได้เจอ ก็จะรู้ทันทีว่า สุขเกิดจากความสงบ เป็นอย่างนี้

แต่ในช่วงเริ่มต้น เราต้องต่อสู้กับความคิดมากมาย จนหยุดทำ ถอนไปเลยก็มี ไม่เอาอีกแล้ว อย่างพระที่มาบวชอุทิศตนว่า จะอุทิศชีวิตแก่พระศาสนา บำเพ็ญตนเพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสาร มุ่งสู่ทางบรมสุขของพระพุทธเจ้าที่ท่านบอกไว้ ตั้งใจอย่างนั้นเลย แต่พอทำไปๆ เมื่อไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันธรรมได้ ความสงบมันไม่เกิด ไม่มีขึ้น หรือมีเหตุให้เราต้องเดินหลงทาง สุดท้ายก็ถอนความตั้งใจที่เคยตั้งจิตไว้ จนต้องสิกขาลาเพศไปก็มี นั่นเป็นเพราะว่า ยังเข้าไม่ถึงปัจจุบันธรรม


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

ฉะนั้น การมาทำจิตตภาวนา มีอุปสรรคไหม มีแน่นอน แต่อย่าท้อ ให้สร้างให้ทำไปเรื่อยๆ ครูบาอาจารย์บอกว่า แม้ไม่เกิดก็ต้องทำไป เราทำวันนี้ วันหน้าเราก็ต้องทำ ทำไปเรื่อยๆ อย่าหยุด เมื่อเรามีความเพียรอยู่ตลอด ก็จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนคนนั้น เหมือนเราไม่ทิ้ง เมื่อไม่สำเร็จวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะสำเร็จ เมื่อไม่สำเร็จพรุ่งนี้ วันหนึ่งก็จะสำเร็จ

     ขอให้ตั้งใจทำในปัจจุบันคือ ให้มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ ในการที่จะกระทำสิ่งใดก็ตามในชีวิตประจำวัน
     มันไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอก


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141114/195903.html
86  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / รากเหง้าของสงคราม : บาตรเดียวท่องโลก เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 07:50:23 AM


รากเหง้าของสงคราม : บาตรเดียวท่องโลก
โดยพระพิทยา ฐานิสฺสโร

เบลเยียมเป็นประเทศที่เล็กมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในยุโรป แต่กลับมีอนุสรณ์สถานของทหารผู้เสียชีวิตของหลายประเทศจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ มากมายหลายที่ด้วยกัน เพราะในอดีตประเทศเล็กๆ นี้ มีเมืองท่าที่สำคัญที่หนึ่งในแถบภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ อีกทั้งเป็นทางผ่าน จุดพักในการรบของประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบประเทศนี้

Tyne cot เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดของชนชาติอังกฤษ ที่มาช่วยรบในช่วงระหว่างสงคราม มีเหล่าทหารที่มีอายุเพียง ๒๐ ปีต้นๆ จำนวนมากที่เสียชีวิต ณ สงครามในครั้งนั้น รวมทั้งประเทศที่มาร่วมรบจากแดนไกลอย่างนิวซีแลนด์ หนุ่มน้อยทั้งหลายเหล่านั้นต้องอดมื้อกินมื้อ นอนกลางดิน อยู่ด้วยความหวาดระแวง ในที่สุดต้องจบชีวิตลง ณ ที่ต่างแดน


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

สิ่งสุดท้ายจากสงครามคือการสูญเสียชีวิตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ตั้งแต่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสงครามหรือแม้แต่ครอบครัวของผู้อยู่ในสงคราม จุดเริ่มต้นแห่งสงครามมาจากความไม่พอของมนุษย์ที่มีต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การกระหายซึ่งอำนาจ อยากเป็นใหญ่ครอบครองสิ่งต่างๆ มากมายที่ล้วนแล้วแต่สมมติกันขึ้น ตั้งค่า กฎเกณฑ์ หาพรรรคพวกที่มีความคิดคล้ายๆ กัน รวมกลุ่มต่อต้านทำร้าย ฆ่าฝ่ายที่มีความคิดตรงกันข้าม แบ่งแยกฝักฝ่าย ซึ่งในที่สุดแล้วไม่มีใครสามารถเอาสิ่งใดติดตัวไปได้เลย

ความเศร้า ความอิจฉาริษยา โกรธแค้น เกลียดชัง ความอยาก ความทุกข์ต่างๆ ที่สะสมไว้ในจิตแล้วยังไม่ได้รับการแปรเปลี่ยนเยียวยา คือสิ่งที่ติดไปกับจิตใจที่ต้องเวียนว่ายในวังวนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จบสิ้น ตราบใดที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ไม่มีโอกาสฝึกฝนจิตใจให้รู้จักตัวเราอย่างแท้จริง ว่ามันไม่มีอยู่จริง เราก็จะถูกกิเลสบงการไปไม่จบสิ้น

 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ปัจจุบันนี้จึงปรากฏสงครามให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งที่เป็นสงครามแบบเปิดเผย และสงครามที่แฝงมาในรูปของการพัฒนา ครอบครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความซับซ้อน แอบซ่อนอยู่หลายชั้น อาจดูเหมือนประเทศส่วนใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ ไม่มีการรบราฆ่าฟันกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่ในนามของสงครามแห่งการแข่งขันทางเศรษฐกิจกำลังมอมเมาประชากรโลกให้หลงในการเสพที่แฝงมากับความเจริญทางวัตถุเทคโนโลยีและเต็มไปด้วยการหลอกลวงมากมายในรูปแบบที่แตกต่าง ด้วยการสร้างภาพฉาบเอาไว้เป็นความสวยสดงดงาม สะดวกรวดเร็ว ทันสมัย เป็นเหตุให้ประชากรโลกส่วนใหญ่ ต้องเหนื่อยมากขึ้น มีเวลาอยู่กับตัวเองน้อยลง ต้องวิ่งหาความสะดวกสบายทางวัตถุ การเสริมเติมแต่งมากยิ่งขึ้น กระหายในสิ่งที่ถูกสร้าง ปรุงแต่งขึ้นมาอย่างน่ากลัว

เหมือนไม่มีสงครามใหญ่ๆ อย่างในอดีต แต่ภายในจิตใจของคนยุคปัจจุบันกลับสัมผัสความสงบในตัวเองน้อยลงๆ อย่างน่าเป็นห่วง จิตใจที่ไร้ความมั่นคง อดทน กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวง อาจไม่ต้องมีใครมาฆ่าเราด้วยความโกรธแค้น ชิงชัง หรือเพราะความคิดต้องการไม่ตรงกัน แต่หลายคน หลายชีวิตสามารถฆ่าตัวเอง ทำร้ายตัวเอง สร้างสงครามภายในจิตใจมากยิ่งขึ้น และส่งผ่านสงครามนั้นไปยังคนที่รัก ลูกหลาน คู่ชีวิต คนที่อยู่รอบข้างอย่างไม่รู้ตัว

 :96: :96: :96: :96: :96:

สงครามยังดำเนินต่อไปในรูปแบบที่เปลี่ยนไป แต่รากของสงครามก็คือสิ่งเดียวกัน ความไม่รู้ของมนุษย์นั่นเอง แต่เป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งขึ้นเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มั่นใจ เชื่อมั่นว่า ตนเองรู้ ความยึดมั่นถือมั่นที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะความเห็นผิด เป็นเหตุแห่งสงครามที่ค่อยๆ ทำลายความสงบสุขในตัวเองมากขึ้นๆ แต่เปลี่ยนจากการทำร้ายผู้อื่นแบบซึ่งหน้าด้วยวิธีการแบบตรงๆ มาเป็นทำร้ายตัวเอง จากความไม่พึงพอใจในรูปร่าง หน้าตา สิ่งที่ตนเองมี สิ่งที่ตนเป็น และค่อยยึดความเป็นตัวตน ของตนมากขึ้น ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับตนในทางเสื่อม ไม่กล้าเผชิญความเป็นจริงของธรรมชาติ ซึ่งเป็น สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในเกือบทุกพื้นที่โลก

     สงครามมีอยู่ตลอดเวลา ในจิตใจที่ไร้ความสงบ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141114/195906.html
87  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ความสุขของท่าน คือ อะไร.? : วิปัสสนาบนหน้าข่าว เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 07:40:22 AM


ความสุขของท่าน คือ อะไร.? : วิปัสสนาบนหน้าข่าว
โดย พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง ธัชดล ปัญญาพานิชกุล ภาพ

“เมื่อไหร่คุณจะพาฉันไปเที่ยวยุโรป สักทีล่ะ เยอรมันก็ได้ หรือไปดูหอไอเฟล ที่ปารีสก็ดี เวลาใครๆเขาคุยกัน ฉันจะได้ไม่รู้สึกอาย เหลือเพียงครอบครัวเรา ที่ยังไม่เคยไป”

สุขของเธอ คือการท่องเที่ยวไกลๆ ไปในดินแดนอันศิวิไลซ์ หรือเพื่อหน้าตา... นี้คือ กิน-กาม-เกียรติ อย่างหนึ่ง

“คารมผมไม่เป็นรองใคร ผู้หญิงคนไหน หากผมจะจีบ ต่อให้เป็นดาว ก็ไม่เคยพลาด, ทุกวันนี้ ผมเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยกว่าเปลี่ยนรถยนต์เสียอีกนะ ไม่อยากจะคุย... อายุเป็นเพียงตัวเลข แม้จะเลยหลัก ๖ มาแล้ว ยังคิดว่าจะแต่งงานใหม่อีกสักหน เพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้ตัวเอง”

สุขของเขา คือการได้เติมเต็มราคะตัณหา แสวงหาการเสพสุขในเมถุน... นี้คือ กิน-กาม-เกียรติ อีกอย่างหนึ่ง


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

เด็กน้อยไร้เดียงสา หาของเหลือเดนกินจากกองขยะ วันหนึ่งบังเอิญเก็บตะเกียงเก่าแก่ได้ เอามือปัดฝุ่น ๒-๓ ที ก็มียักษ์ใจดี โผล่มาจากตะเกียง แล้ว ประทานพร ๓ ข้อให้ ...
     “เจ้าหนู... อยากได้อะไรในชีวิต หรือสิ่งที่จะทำให้เจ้านั้นมีความสุขมากที่สุด คืออะไร รีบว่ามา”
     “เอ้อๆ... น้ำส้ม... ผมอยากได้น้ำส้ม ขวดที่ดื่มไม่มีวันหมด”

ว่าแล้ว ยักษ์วิเศษในตำนาน ก็จัดให้ตามประสงค์ เด็กน้อยจึงเพลิดเพลินอยู่กับการดูดน้ำส้มแสนอร่อย ที่ดูดเท่าไหร่ก็ไม่หมดขวดสักที... ลืมไปเลยว่ายักษ์ ยังยืนรอเสกพรวิเศษอีก ๒ ข้อที่เหลือ
     “พรอีก ๒ ข้อที่เหลือ รีบๆ ว่ามา ข้าจะรีบไปนอนต่อแล้ว”
      เด็กน้อย คิดแบบไร้เดียงสา ฉุกคิดเพียงครู่ แล้วรีบตอบไป
     “งั้น... ขอน้ำส้ม แบบนี้ อีก ๒ ขวด ละกันครับ!”


 :49: :49: :49: :49: :49: :49:

ในชีวิตคนคนหนึ่ง ต่างก็รักสุข เกลียดทุกข์ ปรารถนา ไขว่คว้า อยากจะมีก็แต่ “ความสุข” ที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แบบไม่รู้จบ... ผู้ที่เคยไปท่องเที่ยวต่างประเทศมาแล้ว ก็อยากจะไปเที่ยวให้หลายประเทศมากยิ่งขึ้น เมื่อเที่ยวกันจนเจนจบครบรอบโลกแล้ว ก็หาได้จะหยุดท่องเที่ยวแต่อย่างใด ถึงขนาดมีเมกะโปรเจกท์ พามหาเศรษฐี ไปเที่ยวถึงดวงจันทร์ ก็มีกันแล้ว ที่ประเทศอเมริกา

ส่วนผู้ที่ชอบวางตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ แม้จะผ่านการแต่งงานมาแล้วหลายหน แต่จิตตนก็ยังไม่เคยที่จะอิ่ม จึงได้แต่ดิ้นรนค้นหาผู้หญิงคนใหม่ๆ มาสนองราคะตัณหาตัวเองอยู่ร่ำไป หากมีชีวิตถึง ๒๐๐ ปีได้ แล้วยังเตะปี๊บดังอยู่ มีหวังได้แต่งงานกันเกิน ๑๐ ครั้ง แน่นอน, สำหรับเด็กไร้เดียงสา ผู้มีความโลภเล็กๆ ตามประสาเด็กๆ แม้จะได้น้ำส้มขวดวิเศษ ที่ดูดดื่มได้ไม่มีวันหมด ก็ยังอุตส่าห์ขออย่างเดิมมาอีก ๒ ขวด ... (ไม่เบื่อน้ำส้มสักวันหนึ่งก็ให้มันรู้ไป) แต่นั่นก็เป็นความสุขของพวกเขาใน ๓ กรณี ต่างกรรมต่างวาระกันไป



แล้วความสุขของท่านผู้อ่านล่ะครับ... อะไรคือสุขที่สุดในชีวิตที่ท่านเคยประสบมา หรือ สุขในอุดมคติที่ปรารถนาเอาไว้ แล้วยังรอคอยอยู่... ความสุขเหล่านั้น เป็นสุขที่ต้องวิ่งไล่ล่า ตามหาอย่างไม่มีวันสิ้นสุดหรือไม่? เป็นสุขที่บรรลุเป้าหมายที่ ๑ แล้ว ยังไล่ตามต่อใน เป้าหมายที่ ๒, ๓, ๔, .... ต่อไปหรือเปล่า?

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจน... สุขที่แท้จริงนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ต้องเป็นสุขที่เมื่อพบแล้ว จะหยุดการแสวงหาสุขอื่นใด เพิ่มเติมอีกทั้งปวง, เพราะมันอิ่มเย็น ไม่เห็นว่าต้องการสิ่งจำเป็นอะไรอีกต่อไป มันคล้ายๆ กับอาการที่ ไม่เอาอะไรกับใครอีกแล้วโว้ย เป็นสุขชนิดที่ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ ที่จะสัมผัสกันได้ในชาตินี้ ณ ที่นี่ หรือ เดี๋ยวนี้


ans1 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

สุขแห่งการดับไม่เหลือแห่งทุกข์ (นิพพาน) โดยการตัดสมุทัย (ตัณหา, อุปาทาน) นี้เอง จึงเป็นของจริงแท้แน่นอน
              ใครเล่า?… เขาเริงร่า     สุขแบบบ้า กิน-กาม-เกียรติ
              สุขเพลิน ลืมสำเหนียก   เสียงร้องเรียก จากธรรมชาติ
              จิตว่าง... จึงได้ยิน       นกโบยบิน  ฟ้าสะอาด
              ธรรมชาติ ป่าวประกาศ   คนฉลาด ... อย่าสุงสิง
              ของจริง นิ่งเป็นใบ้        ของพูดได้ ยังไม่จริง
              สุขแท้... ไม่ยุ่งขิง       หากสุขจริง ต้องหยุดหา
              นอกนั้น สุขลวงโลก      สุขแล้วโศก ล้วนมายา
              พบแล้ว หยุดแสวงหา    คือนิพพาน ในตนเองฯ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141114/195905.html
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ลมหายใจ ‘ติช นัท ฮันห์’ อยู่ยั้ง ด้วยพลังแห่งสติของสังฆะทั่วโลก เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 07:30:16 AM


ลมหายใจ ‘ติช นัท ฮันห์’ อยู่ยั้ง ด้วยพลังแห่งสติของสังฆะทั่วโลก
มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง ศูนย์ภาพเนชั่น ภาพรายงาน

จากข่าวแพร่สะพัดไปในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการอาพาธหนักของพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซนชาวเวียดนาม ผู้ก่อตั้งชุมชนหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส 

'คม ชัด ลึก' ได้ติดต่อไปยัง วัดใหม่ หมู่บ้านพลัม เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส (New Plum Village) ซึ่งเป็นวัดของภิกษุณีในชุมชนหมู่บ้านพลัม ได้รับการยืนยันว่า สุขภาพของพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอยู่  ในเวลา 6 โมงเย็นของวันที่ 13 พฤศจิกายน ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศส


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

คำตอบเป็นเช่นเดียวกับการให้ข่าวจากชุมชนหมู่บ้านพลัม ประเทศไทย ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดย สุภาพร พัฒนาศิริ เลขานุการมูลนิธิหมู่บ้านพลัม (ประเทศไทย) กล่าวยืนยันเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ว่า พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ยังมีชีวิตอยู่ รู้ตัว สามารถบอกกับพระอุปัฏฐากได้ คือ ไม่ได้บอกด้วยวาจา แต่ท่านสามารถใช้มือชี้บอกได้ว่าเจ็บตรงไหน หรือต้องการอะไร แต่ยังไม่สามารถพูดได้ ความมีสติรู้ตัวยังอยู่ครบ มีแถลงอย่างเป็นทางการจากหมู่บ่านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

    "ที่ผ่านมามีสื่อมวลชนบางสำนักที่นำเสนอข่าวผิด เมื่อนำเสนอข่าวผิดก็ไม่ดีกับหลวงปู่ เพราะตอนนี้สิ่งที่เราต้องการคือ การปฏิบัติจากทุกคนเพื่อเกื้อกูลหลวงปู่ เนื่องจากที่ผ่านมา ตั้งแต่ทางหมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศส ออกแถลง ผู้อ่านในเอเชียก็ส่งต่อข้อมูลกันไปมาจนไม่รู้ว่าอะไรก่อนหลัง จนเกิดความคลาดเคลื่อนทางภาษาอังกฤษ จนไปใช้คำว่า pass away หมายถึง เสียชีวิต ซึ่งถูกเขียนด้วยชาวเอเชียที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอังกฤษ และไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษ จึงเกิดความเข้าใจผิดกัน

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ตอนนี้เราจึงบอกกับสังฆะทั่วโลกว่า ให้รอฟังข่าวจากแถลงการณ์ตรงของหมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศส http://plumvillage.org/  โดยตรง ซึ่ง หลวงแม่เจิงคอม และหลวงพ่อฟับดัง ดูแลอยู่ รายละเอียดที่ตรงที่สุดก็ตามแถลงการณ์เลยว่า หลวงปู่ มีสุขภาพอ่อนแอมาสักสองเดือนแล้ว แต่หลวงปู่ดูแลตัวเองมาตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่บอร์กโดซ์  ทุกอย่างดูดีมาก หลวงปู่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ ก็มีเลือดออกในสมอง แต่ว่าด้วยอายุขนาดนี้ หมอตัดสินใจไม่ผ่าตัด แต่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งโดยหลักการแพทย์ เมื่อมีเลือดออกในสมอง เลือดก็สามารถหยุดได้เอง เส้นเลือดก็จะสามารถปิดได้เอง ถ้าตัวผู้ป่วยแข็งแรงประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่แข็งแรงพอที่จะผ่าตัด

เรารับรู้ด้วยพลังแห่งสติของหลวงปู่ ท่านดูแลตัวเองได้ และสิ่งที่เกื้อกูลท่านได้คือ พลังแห่งสติของสังฆะที่ส่งพลังดีๆ ที่มั่นคงให้แก่ท่าน นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมในตอนแรก ทางหมู่บ้านพลัมไม่ส่งข่าวให้แก่สาธารณะเลย เพราะเราไม่ต้องการพลังความหวั่นไหว แต่เราต้องการพลังของความสงบ ความมั่นคง ความกตัญญู ความรักให้ไปถึงหลวงปู่ ก็เลยสื่อสารออกไป แต่เมื่อเราสื่อสารออกไปทางสาธารณะ ก็เกิดความไม่เข้าใจ มีความคลาดเคลื่อนทางภาษา ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ จึงต้องมีข่าวอย่างเป็นทางการตามมา


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย เรานั่งสมาธิกัน หลวงพ่อที่วัดบอกว่า เมื่อเช้าก็โทรไปที่ฝรั่งเศส ท่านยังรู้ตัวดี ยังสามารถที่จะใช้นิ้วชี้ว่า อยากให้นวดตรงนี้ เจ็บตรงนี้ เพราะฉะนั้นสังฆะหมู่บ้านพลัมทั่วโลกก็หวังว่า พลังแห่งความมั่นคง พลังแห่งสติ พลังแห่งความรัก ก็จะให้หลวงปู่ดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง และเป็นการฟื้นคืนอย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญที่เราช่วยท่านได้คือ พยายามให้ภายในเราเบิกบาน กลับมาพึ่งพิงการปฏิบัติภายในของเราเอง ให้เรามั่นคงกับการปฏิบัติ มีสติ แจ่มใส ทำหน้าที่ของตนให้เต็มที่ ยิ่งถ้าเรามั่นคง เราก็ยิ่งเป็นพลังให้ท่านได้ เพราะท่านกำลังอ่อนแอ และพลังแห่งสตินี้เอง เป็นการส่งพลังถึงหลวงปู่ได้โดยตรง อย่างแท้จริง การปฏิบัติธรรมของเราคือ คำตอบของทุกอย่าง"


 :96: :96: :96: :96: :96: :96:

สุขภาพของหลวงปู่ ติชนัทฮันห์ในขณะนี้

เรื่อง สุขภาพของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ในขณะนี้ และวิธีการสนับสนุนการฟื้นคืนสุขภาพของท่าน
ถึง สถานปฏิบัติธรรมหมู่บ้านพลัมทุกแห่งทั่วโลก
ถึง สถานปฏิบัติธรรมและสังฆะตามแนวทางหมู่บ้านพลัมทั่วโลก
ถึง เพื่อนที่รักยิ่ง


ด้วยลมหายใจดิ่งลึกอันเปี่ยมสติ เราขอแจ้งข่าวต่อทุกคนว่า เมื่อวานนี้ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 ครูที่รักของพวกเรา พระอาจารย์เซน ติช นัท ฮันห์ มีความเจ็บป่วยเนื่องจากมีเลือดออกในสมอง และท่านกำลังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงในหอผู้ป่วยดูแลพิเศษ จากทีมแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล และคณะนักบวชผู้อุปัฏฐากท่าน

ในขณะนี้หลวงปู่ มีการตอบสนองดีและแสดงให้เห็นว่าท่านสามารถรับรู้ทุกคนที่อยู่รอบตัวได้ สามารถขยับเท้า มือ และดวงตา และแสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวอย่างเต็มที่นั้นมีความเป็นไปได้

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สุขภาพของหลวงปู่ ค่อยๆ อ่อนแรงลงเนื่องด้วยชราภาพ หลวงปู่ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบอร์กโดซ์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สุขภาพของท่านฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้นทุกวัน จนถึงเมื่อวานนี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดคิดขึ้นโดยฉับพลัน

 :25: :25: :25: :25: :25:

สถานปฏิบัติธรรมหมู่บ้านพลัมทุกแห่งกำลังจัดเวลาสำหรับการปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างพลังสติ พร้อมส่งพลังแห่งความรักและการเยียวยาถวายหลวงปู่ เราจึงขอเชิญชวนให้ชุมชนผู้ปฏิบัติทั่วโลกร่วมสนับสนุนพวกเราในช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งนี้ เราเชื่อมั่นและทราบดีว่าหลวงปู่ จะได้รับพลังจากทุกๆ ท่าน และพลังนี้จะช่วยสนับสนุนให้หลวงปู่ฟื้นตัวและได้รับการเยียวยาเป็นอย่างยิ่ง

ความสงบสุขและความมั่นคงจากการปฏิบัติของพวกเราทุกคน ในชั่วขณะนี้ คือการเกื้อกูลที่ดีที่สุดที่เราสามารถถวายต่อหลวงปู่

ขอให้พวกเราทุกคนจากทั่วทุกมุมโลกกลับเข้าพึ่งการปฏิบัติของเรา ไหลล่องดั่งสายน้ำเดียวกัน เพื่อมอบพลังสะสมร่วมกันอันทรงอานุภาพนี้ถวายต่อท่าน เราทั้งหมดล้วนเป็นเซลล์ในกายเดียวกันของมหาสังฆะที่หลวงปู่ ได้ทำให้ปรากฏขึ้นตลอดชีวิตของท่าน

การรายงานเกี่ยวกับสุขภาพและการฟื้นตัวของหลวงปู่ ในครั้งต่อไป จะประกาศอย่างเป็นทางการที่ www.plumvillage.org, www.langmai.org, www.villagedespruniers.org และ www.facebook.com/thichnhathanh

       ตัวแทนคณะพระธรรมาจารย์ หมู่บ้านพลัม
       พระภิกษุ ฟับดัง
       พระภิกษุณี เจิงคอม
       สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติหมู่บ้านพลัม ประเทศไทย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141115/195967.html
89  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ถนอมสายตา เลี่ยงโรคภัยจากไอที เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 10:10:30 PM


ถนอมสายตา เลี่ยงโรคภัยจากไอที

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตประจำวันของเราคลุกคลีกับ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือรวมแล้วมากกว่า 4 ชั่วโมง/วัน  โดยลืมนึกไปว่าการใช้สายตาจ้องมองหน้าจอจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อดวงตาโดยไม่รู้ตัว

พญ.ชลธิชา จารุมาลัย จักษุแพทย์ โรงพยาบาลปิยะเวท เปิดเผยว่า มีคนไข้มีปัญหาสายตาที่มีสาเหตุจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารมากเกินไป อาการที่พบบ่อย คืออาการปวดตา เคืองตา แสบตา น้ำตาไหลปัญหาตามัว หรือเกิดภาพซ้อน เมื่อซักประวัติคนไข้พบว่าเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเพ่งสายตามากกว่าปกติโดยไม่พัก อาจจะทำให้น้ำไปหล่อเลี้ยงตาไม่พอ รวมทั้งส่งผลให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าทำให้เกิดอาการต่างๆ ข้างต้น


     :96: :96: :96: :96: :96:

    “แนะนำให้พักสายตาทุก 20-30 นาที โดยละสายตาจากหน้าจอ หรือหลับตาพักสายตาเป็นเวลา 3-5 นาที หากยังไม่ดีขึ้นให้ใช้น้ำยาหยอดตาชนิดมีน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อบรรเทาอาการ ไม่ควรอยู่หน้าจอต่อเนื่องนานเกิน 4 ชม.
    จัดสภาพแวดล้อมการวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมทั้งในบ้านและที่ทำงานต้องมีแสงสว่างเพียงพอ โต๊ะ เก้าอี้ สูงพอเหมาะ ปรับหน้าจอให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10-15 องศา และควรนั่งห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 45-70 ซม. ลดแสงสว่างของหน้าจอลงปรับขนาดตัวหนังสือบนหน้าจอให้เหมาะสม จะได้ไม่ต้องเพ่งสายตามากจนเกินไป”
พญ.ชลธิชาแนะนำ


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/สุขภาพ/329514/ถนอมสายตา-เลี่ยงโรคภัยจากไอที
90  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / เปิดตัว..แบตสำรองไฮเทค เล็กพริกขี้หนู เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 10:04:15 PM


เปิดตัว..แบตสำรองไฮเทค เล็กพริกขี้หนู

เว็บไซต์ www.red-dot.sg รายงานผลการตัดสินรางวัลเรดด็อต ว่า ซุง จื้อเซียน (Tsung Chih-Hsien) ผู้คิดค้นแบตสำรองสำหรับมือถือแบบใหม่ เรียกว่า Mini Power เป็นแบตสำรองที่มีขนาดเล็ก พิชิตรางวัล Red Dot Award 2014 สาขา Design Concept

Mini Power แตกต่างจากแบตสำรองแบบพกพาแบบเดิมๆ ที่มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก แต่ Mini Power มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา มีให้เลือกเติมแบตได้ 2 4 และ 6 ชั่วโมง รวมทั้งชาร์จและนำกลับมาใช้ได้อีก โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อในประเทศจีนเร็วๆ นี้



ทั้งนี้  Red Dot Design Award เป็นรางวัลระดับนานาชาติมอบให้กับผลิตภัณฑ์ประเภทเทคโนโลยีการสื่อสาร (ไอที) ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ และมีความเป็น "นวัตกรรม" เริ่มขึ้นครั้งแรกในประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งผู้ที่เสนอผลิตภัณฑ์เข้าประกวดหากได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็จะได้นำผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ ไปตั้งจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ Red Dot Design ที่เมืองเอสเซิน

ต่อมาในปี 2548 มีการตั้ง Red Dot Design Museum ในสิงคโปร์ และมอบรางวัลให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดยปีนี้มีผู้ส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดกว่า 15,500 ชิ้น จากทั้งหมด 70 ประเทศทั่วโลก


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qRXlOamcxTUE9PQ==&subcatid=
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หนุ่มออสซี่เลิฟเมืองไทย ปลูกผัก-เลี้ยงไก่ ใช้ชีวิตพอเพียง เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 09:48:40 PM


หนุ่มออสซี่เลิฟเมืองไทย ปลูกผัก-เลี้ยงไก่ ใช้ชีวิตพอเพียง

หนุ่มออสซี่หัวใจไทย ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณฯ มีครอบครัว มีภรรยาเป็นคนไทย ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำบ่อเลี้ยงไส้เดือน นำฉี่มาเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ พร้อมกับสอนชาวบ้านไปด้วย บอกคนไทยเกิดมาโชคดีที่มีในหลวง

วันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าว จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งว่ามีชาวต่างชาติที่มีหัวใจรักในหลวงและประเทศไทย มาใช้ชีวิตมีครอบครัวที่เมืองไทย และมีความคิดเผยแพร่เกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีให้คนไทย รวมถึงการใช้ชีวิตแบบพอเพียง จึงเดินทางไปพบที่บ้านใน ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์



ที่บ้านดังกล่าวซึ่งมีสวนเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ได้พบ นางพรไพริน ฮามิลตัน อายุ 35 ปี สาวไทย และสามีชื่อ นายเบนจามิน ฮามิลตัน อายุ 30 ปี ชาวออสเตรเลีย พร้อมลูกๆ ด.ช.โทบี อายุ 7 ขวบ และ ด.ญ.เจสซิก้า อายุ 2 ขวบครึ่ง นายเบนจามิน ซึ่งพูดภาษาไทยได้ชัดเจนมาก เล่าประวัติให้ฟังว่า ตนเป็นชาวออสเตรเลีย บ้านเดิมอยู่รัฐควีนส์แลนด์ เดินทางมาประเทศไทยครั้งแรกเมื่ออายุได้ 15 ปี โดยมากับมารดาชื่อนางเจนนี่ ซึ่งมาเป็นอาสาสมัครผู้ช่วยครูสอนภาษาอังกฤษและช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่บ้านเมตตา ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ทำให้ได้พบกับ น.ส.พรไพริน ที่ทำงานดูแลเด็กกำพร้าอยู่ตอนนั้น จนเกิดเป็นความรัก

นายเบนจามิน กล่าวต่อว่า จากนั้นจึงได้เดินทางมาตลอดทุกปี และได้ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่คนไทยจนเกิดความประทับใจในประเทศไทย ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ศึกษาวิธีใช้ชีวิตแบบพอเพียง รวมถึงทฤษฎีการทำเกษตรแบบไร้สารพิษ กระทั่งตัดสินใจมาใช้ชีวิตมาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลืองานที่บ้านเด็กกำพร้าบ้านกลาง และเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้นักศึกษาตามสถานศึกษาต่างๆ ทั้งที่หล่มสัก เพชรบูรณ์ และลพบุรี



"จากความที่เป็นคนชอบเกี่ยวกับการเกษตรอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ไปศึกษาด้านการเกษตรที่ จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการทำปุ๋ยชีวภาพที่ทำจากฉี่ไส้เดือนและการปลูกผักออร์แกนิก นำวิชาความรู้มาใช้กับที่ดินในบริเวณบ้านของภรรยาที่ ต.บ้านกลาง ด้วยการทดลองทำฟาร์มไส้เดือนเพื่อนำฉี่ของไส้เดือนมาทำปุ๋ยและปลูกพืช เช่น ฝรั่ง มะละกอ ซึ่งงอกงามดี ยามว่างก็ออกไปบอกชาวบ้านถึงผลดีต่างๆ และอยากให้ทำตาม จะได้มีสุขภาพแข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้"

ทั้งนี้ นายเบนจามิน ได้พาผู้สื่อข่าวไปชมบ้านและพืชผักผลไม้ที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้าน พร้อมโชว์ต้นมะละกอที่ปลูกได้ราวสองเดือน ติดผลโตมีผลดก แล้วพาไปชมบ่อไส้เดือนที่ใช้ผลิตปุ๋ยฉี่ไส้เดือน ด้วยการนำไส้เดือนมาเลี้ยงไว้ในบ่อซีเมนต์ ให้ผักเป็นอาหาร จากนั้นจึงใช้น้ำรดลงไปเพื่อให้ชะล้างฉี่ไส้เดือนไหลออกมาตามท่อที่ต่อไว้นำมาเป็นปุ๋ยชีวภาพไร้สารพิษ



ในตอนท้าย นายเบนจามิน กล่าวว่า ตนมีความฝันที่อยากจะใช้พื้นที่ของภรรยาที่มีอยู่อีกราว 25 ไร่ ทำเกษตรครบวงจรเพื่อพึ่งพาตนเอง ด้วยการเพาะพันธุ์ไส้เดือนและทำปุ๋ยไส้เดือนเพื่อแบ่งปันให้เกษตรกรผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ และนำไปต่อยอดให้ความรู้กับทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงปลูกผักผลไม้ออร์แกนิก โดยเฉพาะต้นมะรุมที่มีโปรตีนสูง มีประโยชน์หลายอย่าง เลี้ยงเป็ดไก่ หมูและปลา เพื่อนำมาเป็นอาหาร ที่เหลือจึงนำไปขาย เป็นการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและพอเพียงอย่างมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดสารพิษและโรคร้ายมารุมเร้า ปัจจุบันมารดาของตนก็สอนภาษาอังกฤษฟรี ให้นักเรียนโรงเรียนศรีมงคลใกล้บ้าน ส่วนภรรยาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนบ้านเข็กน้อย อ.เขาค้อ


ทั้งนี้ทั้งนั้น ตนรู้สึกซาบซึ้ง ที่คนไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงงานหนักตลอดชีวิตเพื่อคนไทย โครงการต่างๆ ของท่านล้วนสร้างความสุขให้แก่คนไทย เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง การใช้ธรรมชาติแทนสารเคมีในการทำการเกษตร คนไทยโชคดีที่มีในหลวง และตนจะขออยู่ใช้ชีวิตที่เมืองไทยตลอดไป

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/463845
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชื่นชม 'หมอฟุ้งเทวดา' สุดยอดมือกวาดยา ใจดีรักษาฟรี! เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 09:43:09 PM


ชื่นชม 'หมอฟุ้งเทวดา' สุดยอดมือกวาดยา ใจดีรักษาฟรี!

หมอเฒ่าวัย 80 ปี ชาว จ.อ่างทอง เรียนวิชา "กวาดยา" สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ช่วยเหลือชาวบ้านมาตลอดโดยไม่คิดเงิน ระยะทางไกลแค่ไหนก็ไป จนชาวบ้านขนานนามว่า "หมอเทวดา" เพราะความใจดี 

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. หลังได้ยินเสียงร่ำลือมานาน ผู้สื่อข่าวได้ไปที่บ้านเลขที่ 54 ม.3 ต.จำลอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง เพื่อพบกับ นายฟุ้ง สารีกิจ อายุ 80 ปี หรือ "หมอฟุ้งเทวดา" ที่ชาวบ้านพากันขนานนามให้

โดยหมอฟุ้ง กล่าวว่า ตนได้เรียนวิชาการกวาดยารักษาคนไข้ มาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มกระทง อายุแค่ 15 ปี เรียนมาจากรุ่นทวดจนถึงคุณพ่อสืบต่อกัน ยาที่ใช้รักษาก็จะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายและมีอยู่ในครัวเรือน โดยจะรักษาโรคซางในเด็ก ท้องอืดท้องเฟ้อ ชัก ประดง รักษาได้ตั้งแต่เด็กอ่อนอายุเพียง 1 วัน จนถึงผู้ใหญ่เลยทีเดียว ยาที่ใช้รักษาจะปรุงเก็บไว้ในกระป๋องพลาสติกพกติดตัว เมื่อมีคนไข้มาให้รักษาก็จะเปิดฝาแล้วใช้นิ้วควักยาไปกวาดในลำคอคนไข้



หมอฟุ้ง กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้มีคนไข้เข้ามาให้การรักษาถึงที่บ้าน และมารับไปรักษานอกพื้นที่ก็มี ถึงแม้ในยามวิกาลดึกขนาดไหน เมื่อมีคนมาตามตนก็ต้องไป โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนแต่อย่างใด เมื่อก่อนเคยมีคนสนใจสมัครมาเป็นลูกศิษย์อยู่หลายคน แต่ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังเท่าที่ควร มาสักพักก็หายหน้าหายตากันไปหมด

"การที่จะเป็นหมอกวาดยานั้น จะต้องมีสัจจะ ต้องไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ ต้องรักษาศีลธรรม จึงจะมีคนเชื่อถือและเข้ามาให้รักษา จะไปสำมะเลเทเมาไม่ได้ คนจะไม่เชื่อถือ โดยแต่ละวันจะมีชาวบ้านนำลูกหลานมากวาดยาไม่ต่ำวันละ 20 คน ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยไม่คิดเงินค่าใช้จ่าย จะมืดค่ำเวลาใดถ้ามีชาวบ้านมาก็จะรักษาให้ทุกครั้ง แม้ต้องออกไปยังสถานที่ห่างไกลในยามค่ำคืนก็ไปรักษาให้" หมอฟุ้ง กล่าว



ขณะที่ชาวบ้านที่นำลูกหลานมาให้หมอฟุ้งรักษาด้วยวิธีกวาดยา ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หมอฟุ้งนั้น ไม่ว่าลูกหลานจะมีอาการอย่างไร เมื่อนำมาให้หมอฟุ้งกวาดยา รับรองอาการจะหายเป็นปลิดทิ้ง บางครั้งพาลูกหลานไปหาหมอที่โรงพยาบาล แพทย์หาสาเหตุไม่พบ พอนำมาให้หมอฟุ้งกวาดยาเท่านั้นอาการก็หายไป และหมอฟุ้งเป็นคนใจดีมาก ไม่เคยเก็บค่ารักษาเลยแม้แต่บาทเดียว ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า หมอฟุ้งเทวดา เพราะใจดีชอบช่วยเหลือคนเหมือนกับเป็นเทวดา.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/463827
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ย้อนรอยสุสานทารก 2,002 ศพ วัดไผ่เงิน ดวงวิญญาณที่ไม่มีโอกาสร้องขอชีวิต เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 09:39:19 PM

ย้อนรอยสุสานทารก 2,002 ศพ วัดไผ่เงิน ดวงวิญญาณที่ไม่มีโอกาสร้องขอชีวิต

ผ่านมาแล้ว 4 ปีเต็มกับเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ ณ วัดไผ่เงินโชตนาราม ย่านบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าตูบสุนัขคาบถุงพลาสติกห่อศพทารกมาแทะกลางตลาดนัด กลิ่นเหม็นฟุ้งตลบอบอวล ชาวบ้านเดินตามเจ้าตูบหาต้นตอถึงกับผงะ เมื่อเจ้าตูบเดินมาหยุดที่โกดังเก็บศพ เปิดโกดังเจอถุงพลาสติกห่อศพทารกกองเป็นพะเนินเน่าคละคลุ้ง ชาวบ้านรีบแจ้งตำรวจมาเค้นสอบสัปเหร่อจนรับสิ้นไส้รับจ้างคลินิกรีดทารกเถื่อนมาเผาทำลาย แต่พลาดท่าเมรุชำรุดเผาศพไม่ได้ จึงซุกศพทารกนับ 2,002 ศพ จนกลายเป็นคดีฉาวไปทั่วบาง

ปฐมบทสุสานทารก 2,002 ศพ วัดไผ่เงิน !?!
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ เกิดขึ้นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 เมื่อหมาวัดธรรมดาตัวหนึ่ง ที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของชาวบ้าน คาบถุงพลาสติกที่มีอะไรบางอย่างอยู่ด้านใน เข้ามาในบริเวณตลาดนัด ที่ทางวัดเปิดให้พ่อค้าแม่ขายเข้ามาตั้งร้านประกอบอาชีพตามปกติ แต่กลิ่นเหม็นเน่ากระจายฟุ้งในถุงพลาสติกที่เจ้าตูบคาบมาทำให้ตลาดนัดแทบแตก จนทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มสงสัยว่าถุงพลาสติกที่เจ้าตูบสังกัดวัดไผ่เงินคาบมาคืออะไร ชาวบ้านจึงเดินตามเจ้าตูบเพื่อหาต้นตอ กระทั่งเจ้าตูบเดินมาหยุดที่โกดังเก็บศพช่องที่ 17 ของวัด แล้วแทะหัวทารก ชาวบ้านจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ


ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร ลงพื้นที่ตรวจสอบพบศพเด็กทารกนับร้อยศพ


ตะลึง! ศพทารกนับร้อยกองพะเนิน???
ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร ลงพื้นที่ตรวจสอบพบศพเด็กทารก 348 ศพ ยัดใส่ถุงหลากหลายสีกว่า 250 ถุง สภาพแยกสิ้นส่วนสมอง กะโหลก แขน และขา ซึ่งบางศพอายุประมาณ 7-8 เดือน อยู่ในสภาพสมบูรณ์ กองทับถมกันจนทลายล้นออกมา ต่อมาตำรวจแสวงหาที่มาของศพทารกนับร้อย จึงสอบสวนบุคคลในพื้นที่เกี่ยวข้อง คือ นายสุเทพ ชะบางบอน หัวหน้าสัปเหร่อ และนายสุชาติ ภูมิ ผู้ช่วยสัปเหร่อ แต่เบื้องต้นทั้งคู่ให้การปฏิเสธอ้างว่าไม่ทราบที่มาของศพทารก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อหิ้วตัวมาเค้นสอบที่โรงพัก จนสัปเหร่อทั้งคู่จนมุม ยอมเปิดปากรับคำสารภาพ ว่า "มีหน้าที่นำศพทารกมายัดไว้ที่โกดังมานานนับปีแล้ว พอรวบรวมได้เยอะ ค่อยนำไปเผา แต่เนื่องจากตอนหลังเมรุเผาของวัดเสีย ไม่สามารถใช้งานได้ จึงโยนถุงศพใส่ช่องไว้เรื่อยมา พร้อมกับรับค่าจ้างวันละ 200-500 บาท"


ผงะเจอศพทารกอีก 1,654 ศพ


สัปเหร่อสารภาพซุกซากทารกอีกอื้อ!?!
ต่อมาสองสัปเหร่อ ให้การสารภาพเพิ่มเติมว่า ศพทารกที่เก็บไว้ ไม่ได้มีแค่โกดังช่องหมายเลข 17 เพียงช่องเดียว แต่ยังมีช่องหมายเลข "9" และ "10" อีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบอีกคำรบ แล้วสิ่งที่ไม่คาดถึงก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้ชะแลงงัดเปิดโกดังทั้งสองเจอศพทารกอีก 1,654 ศพ กลิ่นเหม็นคลุ้งอบอวล นำมากองนับรวมกันได้ 2,002 ศพ จากนั้นสองสัปเหร่อจึงซักทอดไปยัง น.ส.ลัญฉกร จันทมนัส เจ้าของคลินิกเถื่อน ฐานเป็นคนรับออเดอร์รีดเด็กมาให้เผาทำลาย ซึ่งเจ้าตัวก็จำนนด้วยหลักฐาน รับสารภาพว่า เคยทำงานเป็นผู้ช่วยหมอที่รับทำแท้งเถื่อนมานาน ศึกษาเรียนรู้แบบครูพักลักจำจนมีความช่ำชอง ก่อนเอาวิชามาแอบเปิดคลินิกทำแท้ง โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็กสาววัยรุ่นใจแตก และนักศึกษาสาวชิงสุกก่อนห่าม ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ "ดารา" จนมีนักแสดงดังหลายคนออกมาโต้จนกลายเป็นข่าวหน้า 1 มาแล้ว

เจ้าหน้าที่ฯ นำศพมากอง นับรวมกันได้ 2,002 ศพ

การเป็นคดีเผือกร้อนจนเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งกระจายกำลังตรวจจับคลินิกทำแท้งเถื่อนกว่า 5-6 แห่งในพื้นที่ใกล้เคียงและเขตปริมณฑล โดยได้สั่งปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนไปหลายที่ พร้อมกับดำเนินคดีกับเจ้าของสถานบริการไปหลายรายอีกเช่นกัน ส่วน 2 สัปเหร่อ ถูกตั้งข้อหาปิดบังซ่อนเร้นและทำลายหลักฐาน ส่วนนางสาวลัญฉกร เจ้าหน้าที่ตั้ง 4 ข้อหา
    1. ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
    2. ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต   
    3. ทำให้หญิงอื่นแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม และ
    4. ซ่อนเร้นทำลายหลักฐานเพื่อไม่ให้ตนและผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท


สื่อบีบีซีของอังกฤษ ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯ และ เอเอฟพีของฝรั่งเศส กระพือข่าวการพบศพทารก 2,002 ศพ


กลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก!!!
จากเหตุการณ์ดังกล่าว สื่อบีบีซีของอังกฤษ ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯ และ เอเอฟพีของฝรั่งเศส กระพือข่าวการพบศพทารก 2,002 ศพ ในวัดไผ่เงินโชตนาราม กลางเมืองกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า เป็นคดีประหลาดที่มีการพบศพทารกจำนวนมากพร้อมกันในคราวเดียวและเป็นครั้งแรกของโลก โดยสร้างความตกตะลึงเป็นอย่างมาก ซึ่งศพทารกทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกที่ถูกนำมาจากสถานรับทำแท้งเถื่อนในเมืองหลวงของประเทศไทย


ของเซ่นไหว้ที่ชาวบ้านนำมาให้กับดวงวิญญาณที่ไม่มีโอกาสแม้แต่ร้องขอชีวิต


จำคุก 8,008 เดือน สัปเหร่อวัดไผ่เงิน !!!
ศาลอาญากรุงเทพใต้ทุบค้อนพิพากษาตัดสิน นายสุชาติ ภูมี ผู้ช่วยสัปเหร่อ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมจำนวน 2,002 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 8,008 เดือน แต่นายสุชาติ ให้การรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 4,004 เดือน อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) กำหนดว่าคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ให้ลงโทษจำเลยได้ไม่เกิน 20 ปี ส่วน นายสุเทพ ชะบางบอน หัวหน้าสัปเหร่อ เป็นการกระทำความผิด จำนวน 15 กระทง กระทงละ 4 เดือน แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนมีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลย 15 กระทง กระทงละ 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมโทษแล้วให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน ด้าน น.ส.ลัญฉกร จันทมนัส เจ้าของคลินิกเถื่อน ถูกศาลอาญาธนบุรี สั่งจำคุกรวม 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษเหลือ 5 ปี

คดีนี้สร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคมเป็นวงกว้าง พร้อมคำถามที่ว่าใครเป็นเจ้าของศพทารกนับพัน? ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันดีเอ็นเอ แม้เหตุการณ์จะเงียบหายไป "แต่เสียงโหยหวนของดวงวิญญาณที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิต จะคอยตราตรึงในความรู้สึกของพ่อและแม่ที่ฆ่าได้แม้แต่สายเลือดของตัวเอง"

คนรุ่นใหม่วัยว้าวุ่นควรตระหนักและท่องจำในโสตสมองไว้เลยว่า...SEX ที่บริสุทธิ์ต้องเกิดจากความรัก แล้ว SEX ที่เกิดจากความรัก ต้องรู้จัก"ป้องกัน"เพราะถ้ารู้จัก"ป้องกัน"ปัญหาก็จะไม่บังเกิด...


ขอบคุณบทความและภาพจาก
http://www.thairath.co.th/content/463755
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตะลึง.! ล้างป่าช้าลำปาง เจอศพเด็กไม่เน่าเปื่อย เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 09:31:33 PM


ตะลึง.! ล้างป่าช้าลำปาง เจอศพเด็กไม่เน่าเปื่อย

ล้างป่าช้าลำปางวันสุดท้าย ต้องตกตะลึง หลังพบศพทารกเพศชาย 2 ราย มีอวัยวะครบ 32 ร่างกายไม่เน่าเปื่อย

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สุสานจี้หน่ำซัวจึง (สุสานเก็บศพไร้ญาติ) ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงานล้างป่าช้า เพื่อทำการขุดกระดูกของศพไร้ญาติเพื่อไปทำพิธีฌาปนกิจ ส่งวิญญาณให้บรรดาผู้เสียชีวิตไปสู่สรวงสวรรค์ และเหลืออีก 45 หลุมสุดท้ายที่จะต้องดำเนินการ

ซึ่งได้มีการขุดพบศพเด็กทารกเพศชายถึง 2 ศพ อวัยวะครบสามสิบสอง มีผม แต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย อายุประมาณ 5-7 เดือน 1 ศพ, อายุ 9 เดือน 1 ศพ ใกล้กันพบโครงกระดูกผู้ใหญ่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกของผู้เป็นแม่ที่เสียชีวิตพร้อมกัน และถูกฝังไว้นานประมาณ 6 ปีแล้ว ทำให้สาธุชนที่มาร่วมทำบุญเก็บศพไร้ญาติในครั้งนี้ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก



ส่วนหลังเก็บซากศพเสร็จสิ้นแล้ว ขบวนในพิธีได้เดินมาตามถนนสนามบินในเขตบ้านพระบาท ได้ทำพิธีเก็บดวงวิญญาณ ผี ตายโหง ตามถนนต่าง ๆ สำหรับศพทารกเพศชายอีก 2 ศพ ที่พบนี้ ก็จะนำมารวมกันไว้ในตู้กระจกใส เพื่อให้ผู้คนได้มาชมก่อนจะทำพิธีมหาประชุมเพลิงต่อไป

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://hilight.kapook.com/view/111389
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘ดีเอสไอ’ แจงเหตุตามตัว ‘เณรคำ’ อืด.! เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 09:27:50 PM


‘ดีเอสไอ’ แจงเหตุตามตัว ‘เณรคำ’ อืด.!

‘อธิบดีดีเอสไอ’ แจงเหตุติดตามตัว ‘เณรคำ’ อืด! ระบุรออัยการสั่งฟ้องให้ครบอีก 3 ข้อหา ก่อนเริ่มต้นกระบวนการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
 
17 พ.ย.57 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการขอตัวอดีตพระเณรคำเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ได้รับรายงานจากดีเอสไอ ว่า อยู่ในขั้นตอนการประสานขอตัวอดีตพระเณรคำ ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการระหว่างประเทศ กรณีอดีตพระเณรคำเป็นคดีที่ค้างเก่า และมีเงื่อนไขอุปสรรคในการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดนตนได้กำชับอธิบดีดีเอสไอให้ชี้แจงต่อสังคมว่า ดีเอสไอได้ดำเนินการไปอย่างไรแล้วบ้าง และขั้นตอนหยุดอยู่ที่ใด
 
ด้านนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า คดีอดีตพระเณรคำ พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการไปแล้ว 5 ข้อหา แต่อัยการมีคำสั่งฟ้องไปบางส่วน ยังไม่ครบทุกข้อหา จึงอยู่ในขั้นตอนที่ต้องรอการดำเนินการของอัยการจนทั้ง 5 ข้อหา จึงจะเริ่มต้นกระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการประสานในลักษณะขอความร่วมมือแล้ว แต่ติดขัดด้วยประเด็นข้อกฎหมายต่างๆ

 
 :96: :96: :96: :96: :96:

ขณะที่พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีอดีตพระเณรคำ กล่าวว่า ดีเอสไอสรุปสำนวนส่งฟ้องไป 5 ข้อหา ได้แก่
    1.พรากผู้เยาว์
    2.กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี
    3.ฉ้อโกงประชาชน
    4.ฟอกเงิน และ
    5.ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

โดยอัยการสั่งฟ้องในข้อหาพรากผู้เยาว์และกระทำชำเราเด็กหญิงแล้ว ส่วนข้อหาที่ 3-5 อัยการยังไม่มีความเห็นออกมาว่าเห็นสมควรสั่งฟ้องหรือไม่ จึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการประสานขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ประสานกับประเทศปลายทางไว้หลายประเทศ เพื่อขอให้จับกุมส่งตัวอดีตพระเณรคำให้ไทย ทั้งนี้ทางการไทยได้เพิกถอนหนังสือเดินทางอดีตพระเณรคำแล้ว แต่เรื่องวีซ่าเข้าประเทศและการพักอาศัยอยู่ในประเทศ เป็นดุลยพินิจของแต่ละประเทศ


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141117/196091.html
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวบพระเขมร "บิณฑบาตเงินสด" กลางเชียงใหม่ พบเข้ามาหากินกันเพียบ เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 12:28:53 PM


รวบพระเขมร "บิณฑบาตเงินสด" กลางเชียงใหม่ พบเข้ามาหากินกันเพียบ

เชียงใหม่ - ชาวบ้านแจ้งตำรวจจับพระธุดงค์เขมร 4 รูปออกบิณฑบาตขอเงินตามชุมชนกลางเมืองเชียงใหม่ พอเอาอาหารมาใส่บาตรให้กลับไม่เอาขอเป็นเงินสดแทน แถมพอเอาตัวไปสึกกลับไม่ยอม อ้างไม่ได้ทำผิด ขณะที่ ตร.ก็จับเข้าห้องขังทั้งผ้าเหลืองไม่ได้ ทำได้เพียงคุมตัวรอผลักดันกลับบ้านเกิดเท่านั้น
       
       เช้าวันนี้ (17 พ.ย.) ร.ต.อ.สุชาติ บัวอ่อน รองสารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบพระธุดงค์ 4 รูปออกบิณฑบาต ตามหน้าบ้านชาวบ้านชุมชนบ้านท่อ ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อชาวบ้านนำอาหารคาว-หวานมาใส่บาตร กลับไม่รับบอกต้องการเงินสด ทำให้ชาวบ้านสงสัยจึงแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

       


       เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมขอตรวจหนังสือประจำตัวพบเป็นพระมาจากประเทศกัมพูชา แต่ไม่มีหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวมาให้เจ้าอาวาสวัดบ้านท่อ ทำพิธีลาสิกขา แต่พระเขมรทั้ง 4 รูปกลับไม่ยอมสึก อ้างว่า ไม่ได้ทำผิด
       
       แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เห็นว่าพระเขมรทั้ง 4 รูปยังอยู่ในสมณเพศ แม้ในความเป็นจริงแล้ว พระเขมรทั้ง 4 รูปเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีหนังสือเดินทาง หรือวีซ่า จึงได้ว่ากล่าวตักเตือน และเตรียมผลักดันออกนอกประเทศต่อไป



       
       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่ามีพระเขมรจำนวนมากเข้ามาหากินในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อถูกจับกุมก็จะอ้างว่าไม่ได้ทำผิดและไม่ยอมสึก ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำอะไรหรือควบคุมตัวเข้าห้องขังได้เนื่องจากยังครองผ้าเหลืองอยู่ นอกจากนำตัวไปส่งที่แนวชายแดนผลักดันออกนอกประเทศ ทำให้กลุ่มพระสงฆ์ต่างชาติเหล่านี้ได้ใจ ออกหากินกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากประชาชนพบเห็นพระต่างชาติไปยืนขอบิณฑบาตตามหน้าบ้านให้ใส่อาหารประทังชีวิตแทนการให้เงิน เพื่อให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าวต่อไป

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000132281
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไฟไหม้วัดที่กุยบุรีวอด ต้นเพลิงกุฏิเจ้าอาวาส คาดไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 12:04:10 PM


ไฟไหม้วัดที่กุยบุรีวอด ต้นเพลิงกุฏิเจ้าอาวาส คาดไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 17 พ.ย. ร.ต.ท.สังวาลย์ เนตรวงษ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.ยางชุม ได้รับแจ้งจากนายเอนก ศุกระศร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านไร่บน ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดอุดมพลาราม (วัดไร่บน) จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย นำรถดับเพลิง เทศบาลกุยบุรี เทศบาลไร่ใหม่ อบต.หาดขาม จำนวน 5 คัน รุดไปที่เกิดเหตุ พร้อมหน่วยกู้ชีพกู้ภัย อบต.หาดขาม

ที่เกิดเหตุพบต้นเพลิงกำลังลุกไหม้มาจากกุฏิของพระครูอุดม ธรรมวิภัช เจ้าคณะตำบลหาดขามและเจ้าอาวาสวัดไร่บน ที่ปลูกสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง อีกทั้งวัตถุมงคล เครื่องสังฆทานจำนวนมาก จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เจ้าหน้าที่ต้องเร่งฉีดน้ำสกัดใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง จึงสกัดเพลิงไว้ได้

 :96: :96: :96: :96: :96:

นางซิว ป้อมสิงห์ อายุ 59 ปี อยู่ ต.หาดขาม เล่าให้ฟังว่า ตนเปิดร้านขายของชำอยู่ริมรั้วหน้าวัด ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดในวัด ก็ออกมาดู พบว่ามีแสงสว่างขึ้นภายในห้องเจ้าอาวาสไม่นานก็เกิดกลุ่มควัน จึงตะโกนบอกพระที่วัดให้ทราบว่าไฟกำลังไหม้กุฏิเจ้าอาวาส และโทรศัพท์ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ขอความช่วยเหลือ

จากการสอบสวนทราบว่า ช่วงที่เกิดเหตุเจ้าอาวาสวัดไม่อยู่ ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดมาจากไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว เพราะกุฏิและห้องเก็บของสร้างด้วยไม้ จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีส่วนความเสียหายยังประเมินไม่ได้ คงต้องรอเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง




ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qRTVOek16TlE9PQ==&subcatid=
98  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 11:25:29 AM



ประวัติพระสุวรรณเขต

พระสุวรรณเขตหรือเรียกว่าหลวงพ่อโต หรือ “หลวงพ่อเพชร” คือ พระประธานองค์ใหญ่ ตั้งอยู่ด้านในสุด เป็นพระประธานองค์แรกของพระอุโบสถนี้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระพุทธรูปโลหะ ลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา  หน้าตักกว้าง ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว พระยาชำนิหัตถการได้ปั้นพอกพระศกให้มีขนาดดังที่เห็นในปัจจุบันแล้วลงรักปิดทอง ด้านข้างพระพุทธรูปองค์นี้มีพระอัครสาวกปูนปั้นหน้าตัก ๒ ศอก ข้างละ ๑ องค์

       พระพุทธรูปวัดสระตะพานองค์นี้ เป็นพระหล่อ หน้าพระเพลา (ตัก) ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปโบราณ เรียกว่า พระโต แต่ นายอ่อน เจตนาแจ่ม ผู้รักษาพระอุโบสถเล่าว่า เคยได้ยินสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานิศรานุวัดติวงศ์ ตรัสกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า "พระโตองค์นี้ ชาวพื้นเมืองเรียกกันว่า "หลวงพ่อเพชรๆ" ชื่อท่านมีอยู่แล้วว่า "พระสุวรรณเขต" ไม่เรียก

       เมื่อเชิญมา รื้อออกเป็นท่อนๆ ตามรอยประสานเดิม อัญเชิญลงแพ มาคุมเข้าเป็นองค์เดิมอีก ลักษณะที่คุมเข้าใหม่เป็นฝีมือของช่างกรุงเทพฯ โดยมาก แต่ยังพอสังเกตได้ว่าเดิมเป็นลักษณะพระขอม พระศกของพระพุทธรูปนี้ เดิมโตอย่างของพระพุทธชินสีห์
       พระยาชำนิหัตถการ นายช่างกรมพระราชวังบวรฯ เลาะออกเสีย ทำพระศกของพระโตนี้ใหม่ด้วยดินเผาให้เล็ก ตามที่เห็นว่างามในเวลานั้น ประดับเข้าที่แล้วลงรักปิดทอง พระองค์ใหญ่ มีพระสาวกใหญ่นั่งคู่หนึ่ง หน้าตักสองศอกถ้วนเป็นพระปั้น





ประวัติพระพุทธชินสีห์

พระพุทธชินสีห์ ประดิษฐานอยู่ข้างหน้าพระพุทธสุวรรณเขต  เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๔ นิ้ว สองข้างพระพุทธชินสีห์มีรูปพระอัครสาวกคู่หนึ่ง สันนิษฐานว่า สมเด็จพระธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับพระพุทธชินราช และพระศรีศาสดา เดิมประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารด้านทิศเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาวิหารชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่มุขหลังของพระอุโบสถจัตุรมุข วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๔

      ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะยังทรงผนวช  ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถหน้าพระพุทธสุวรรณเขต เมื่อพุทธศักราช ๒๓๘๐ แล้วได้ติดทองกะไหล่พระรัศมี  ฝังพระเนตร และฝังเพชรที่พระอุณาโลมใหม่ พร้อมทั้งปิดทององค์พระพุทธรูป 

      ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว  ในพุทธศักราช ๒๓๙๔   โปรดเกล้าฯ ให้แผ่แผ่นทองคำลงยาราชาวดีประดับพระรัศมีเดิม  ถวายฉัตรตาด ๙ ชั้น ถวายผ้าทรงสะพักตาด ต้นไม้เงินทอง และกลองมโหระทึกสำหรับประโคมในเวลาพระสงฆ์บูชาเช้าค่ำเป็นเกียรติยศ พุทธศักราช ๒๓๘๙  โปรดเกล้าฯให้หล่อฐานสำริดปิดทองใหม่มีการสมโภช  พุทธศักราช ๒๔๐๙  ทรงสมโภชอีครั้งและถวายพระธำมรงค์หยกสวมนิ้วพระอังคุฐซ้าย



      พระพุทธชินสีห์นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์เสด็จมาถวายสักการบูชาในโอกาสต่างๆ เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารคมานมัสการและถวายต้นไม้เงินและต้นไม้ทองเมื่อคราวประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแต่ครั้งสุโขทัย นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามมากที่สุดพระองค์หนึ่ง

      สมเด็จพระบวรราชเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาจากพระวิหารทิศเหนือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ในมุขหลังของพระอุโบสถ ซึ่งก่อขึ้นใหม่ อัญเชิญลงแพมาทั้งพระองค์ เมื่อฤดูน้ำ พ.ศ. ๒๓๗๒ แต่ได้ยินกันมาโดยมากว่ามุขหลังคามีมาแต่เดิม จึงรวมเป็น ๔ มุข ตามรูบเมรุของเจ้าจอมมารดา ของพระองค์เจ้าดาราวดี พระราชชายา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงรจนาตำนานวัด ทรงสันนิษฐานว่า มุขหลังก่อทีหลัง ในเมื่อปรารภว่าจะเชิญพระพุทธชินสีห์ลงมา เดิมคงมีแต่หลังหน้าซึ่งเป็นพระอุโบสถ หลังขวางซึ่งเป็นพระวิหาร แต่สร้างติดกันจึงดูเป็น ๓ มุข



พระพุทธชินสีห์นี้ มีตำนานกล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือว่า
พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก เจ้าเมืองนครเชียงแสน สร้างขึ้นพร้อมกับพระชินราชและพระศาสดาเมื่อก่อน พ.ศ. ๑๕๐๐ มีเรื่องโดยย่อว่า พระศรีธรรมไตรปิฎก เจ้านครเชียงแสนยกกองทัพมาตีเมืองศรีสัชนาลัย (อยู่ในเมืองสวรรคโลกสมัยนั้น) แล้วสร้างเมืองพิษณุโลก พร้อมกับพระพุทธรูป ๓ พระองค์ โดยให้พวกช่างที่มีฝีมือในเมืองต่างๆมาประชุม ช่วยกันปั้นหุ่นเพื่อจะให้ได้งดงามผิดกับพระพุทธรูปสามัญแต่ท่านสันนิษฐานว่า พระเจ้าพระศรีมหาธรรมไตรปิฎกผู้สร้าง คือ พระมหาะรรมราชาที่ ๑ รัชการที่ ๕ แห่งราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เรียกโดยพระนามว่า พระเจ้าลือไทหรือลิไท

ข้อที่ทำให้สันนิษฐานเช่นนั้นมีหลายประการ คือ สอบสวนไม่ได้ความจริงว่า มีเจ้านครเชียงแสนองค์ใด มีความรู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก จนควรแก่พระนามนั้น และได้แผ่อำนาจลงมาทางใต้ในสมัยที่อ้างนั้น พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ปรากฏว่า ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก ทรงแต่งหนังสือเรื่องไตรภูมิ ซึ่งในทุกวันนี้เรียกันว่าไตรภูมิพระร่วง พระเกียรติยศที่ทรงรอบรู้พระไตรปิฎก คงเลื่องลือแพร่หลาย จึงเรียกพระนามเฉลิมพระเกียรติว่า พระศรีธรรมไตรปิฎก

 :25: :25: :25: :25: :25:

และเมื่อก่อนแต่ทรงเถลิงถวัลยราชสมบัติ ได้เป็นพระมหาอุปราชอยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย เมื่อพระเจ้าเลอไทพระราชบิดาสวรรคต เกิดจราจลขึ้นในพระนครสุโขทัย ต้องยกทัพลงมาปราบปรามจนราบคาบแล้วจึงได้เสวยราชย์ เรื่องนี้ตรงกับเค้าเรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกยกกองทัพลงมาตีเมืองศรีสัชนาลัยในพงศาวดารเหนือ

อีกประการหนึ่ง ลักษณะพระชินราช พระชินสีห์ ก็ด่างจากพระพุทธรูปอื่น ในบางอย่างเช่น มีนิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ นิ้ว พระบาททั้ง ๔ นิ้วยาวเสมอกัน ต้องตามคัมภีร์มหาปุริสลักษณะแสดงว่าผู้สร้างได้ทราบคัมภีร์นั้น พระพุทธรูปที่ได้สร้างกันขึ้นชั้นหลัง ได้ถือเป็นแบบสืบมาทุกวันนี้ พระพุทธรูปที่สร้างในเมืองเมืองไทยแต่ก่อนนั้น ทั้งทางเมืองเหนือและเมืองใต้ ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เป็นหลั่นกันเหมือนกับนิ้วมือคนสามัญ

อนึ่งมีทรวดทรงและชายจีวรยาวแบบลังกา แสดงให้เห็นว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเลอไทยหรือลือไทย เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐



พระพุทธชินสีห์ พระพุทธชินราช มีลักษณะงดงามอย่างน่าพิศวง และนับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงสยาม ได้เสด็จฯไปถวายนมัสกาหลายพระองค์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาป็นราชธานี กล่าวเฉพาะพระพุทธชินสีห์

เมื่อเมื่ออัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่มุขหลังของพระอุโบสถวัดนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ เมื่อทรงเสด็จมาผนวชอยู่ครองวัดนี้ ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ อัญเชิญย้ายจากมุขหลังออกสถิตหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่หรือพระโต เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๐ ปิดทองก้าไหล่พระรัศมีฝั่งพระเนตรใหม่ และติดพระอุนาโลม ส่วนมุขหลังอัญเชิญพระไสยาสน์เข้าไว้แทน

 st12 st12 st12 st12 st12

ต่อมาได้รื้อมุขหลัง น่าจะเพื่อขยายทักษิณพระเจดีย์ออกมาอีกชั้นหนึ่ง ส่วนพระไสยาสน์น่าจะคงยังอยู่หลังพระอุโบสถ ณ ที่ติดพระบาทจำลองในบัดนี้ ต่อมาได้อัญเชิญไปไว้ในวิหารพระศาสดาเมื่อทรงลาผนวชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ตรัสให้แผ่ทองคำทำพระรัศมีลงยาราชาวดีประดับพระรัศมีเดิมอีกชั้นหนึ่ง ถวายฉัตรตาด ๙ ชั้นถวายผ้าทรงสพักตาด ต้นไม้ทองเงิน เมื่อพ.ศ. ๒๓๙๔ โปรดหล่อ ด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทองใหม่

มีการสมโภช เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ ทรงสมโภชอีกและถวายพระธำมรงค์หยกสวมนิ้วพระอังคุฐซ้าย ( แหวนที่นิ้วหัวแม่มือซ้าย) เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๙ ในรัชการที่ ๕ก็ได้ทรงปิดทองและโปรดให้มีการสมโภช พร้อมด้วยการฉลองพระอารามที่ทรงปฎิสังขรณ์ใหม่ และทรงสร้างเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๔ พระพุทธชินสีห์ มีพระอัครสาวกยืนคู่หนึ่ง สันนิษฐานว่าสร้างภายหลัง

____________________________________________
ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/all/index1.htm
99  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2014, 10:54:59 AM
พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรฯ มี ๒ องค์
องค์หลังเป็นองค์ใหญ่ คือ พระสุวรรณเขต (พระโต) ส่วนองค์หน้าองค์เล็ก งดงามมาก คือ พระพุทธชินสีห์
สิ่งที่ภูมิใจก็คือ ถ่ายติดดวงเทวดาหลายดวง ที่สำคัญภาพออกมาชัดเจนมาก


ภาพนี้เป็นอีกหนึ่งภาพที่ภูมิใจมาก ถ่ายติดดวงเทวดา ดวงใหญ่มาก
เพื่อนๆเห็นรึเปล่า อยู่เหนือพานสีเงินอันใหญ่ บอกตรงๆ ประทับใจจริงๆ มีปิติครับ



ประวัติพระสุวรรณเขต (พระโต) โดยสังเขป
พระสุวรรณเขต (พระโต) เป็นพระพุทธรูปหล่อโบราณ ลักษณะแบบพระขอมเรียกกันว่า “พระโต” หน้าตักกว้าง ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพได้ทรงอัญเชิญจากสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรีมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร


ประวัติพระพุทธชินสีห์ โดยสังเขป
ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าศรีธรรมปิฎก เจ้าเมืองนครเชียงแสน ทรงหล่อขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินราชและพระศาสดา เมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๑๕๐๐ ลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ คือ นิ้วพระหัตถ์ และนิ้วพระบาทเสมอกัน พระพุทธชินสีห์มีหน้าตักกว้าง ๕ ศอกคืบ ๗ นิ้ว สูงตั้งแต่ฐานถึงพระจุฬา ๖ ศอกคืบ ๑๐ นิ้ว พระรัศมี ๑ ศอก พระพุทธชินสีห์เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งโดยฐานะเป็นพระพุทธรูปที่งดงามและโดยฐานะเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงอัญเชิญมาประดิษฐานในมุขหลังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ถึงรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐาน เป็นพระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถดังปรากฏทุกวันนี้ (องค์หน้า)

_____________________________________________
ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/travel/upos.htm
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 10 ข้อควรรู้ของ "พระธาตุดอยสุเทพ" เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 07:44:08 PM



10 ข้อควรรู้ของ "พระธาตุดอยสุเทพ"

ใครไปเชียงใหม่ ต้องแวะสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ปูชนียสถานสำคัญคู่เมืองเชียงหใม่ ทว่าคุณเคยรู้เรื่องของพระธาตุมากว่าบทสวดท่องระหว่างไหว้สักการะหรือไม่?

>>>1. พระธาตุดอยสุเทพ องค์พระบรมสารีริกธาตุถูกบรรจุไว้ใต้ดินไม่ใช้ด้านบนอย่างที่เข้าใจกัน ด้วยธรรมเนียมการสร้างพระธาตุแต่ครั้งก่อนนิยมฝังพระบรมสารีริกธาตุไว้ใต้ดินเพื่อให้เป็นเสาหลักศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ ราชธานีของอาณาจักรล้านนา

>>>2. ห้ามสตรีเข้าใกล้องค์พระธาตุ เพราะคติทางพุทธศาสนาถือว่าสตรีผู้มีรอบเดือนนั้นเป็นสิ่งสกปรก คตินี้สืบมาตั้งแต่ครั้งที่พุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนแถบบนี้เมื่อพันปีก่อน ด้วยลักษณะความเชื่อของพุทธศาสนาที่ค่อยข้างกีดกันผู้หญิงเข้าถึงศาสนา ปัจจุบันวัดทางภาคเหนือส่วนใหญ่เคร่งครัดกฎข้อนี้มาก

>>>3. พระธาตุดอยสุเทพ ถือเป็นเขาพระสุเมรุของล้านนาแฝงความคิดเป็นฮินดูอยู่ในพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นหมุดหมายไว้สำหรับนักเดินทางสังเกตได้ว่าถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว

>>>4. เป็นหนึ่งในเจดีย์ประจำปีเกิดของคนเกิดปีมะแมและเป็นดั่งชัยชนะทางวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาต่อกรุงรัตนโกสินทร์ในเรื่องของการเผยแพร่คติการนับถือเจดีย์ประจำปีเกิด อย่างน้อยที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่คตินี้เริ่มแผ่เข้ามา

>>>5. ปัจจุบันบริเวณพระธาตุดอยสุเทพมีการเวียนเทียนกันตลอด รู้หรือไม่ว่าเมื่อก่อนชาวเชียงใหม่นิยมขึ้นมาเวียนเทียนพระธาตุดอยสุเทพทุกวันพระและวันสำคัญทางพุทธศาสนา

       ask1 ans1 ask1 ans1 ask1 ans1

>>>6. ในอดีตทุกวันวิสาขาบูชาของทุกปี ชาวเชียงใหม่จะเดินข้ามคืนขึ้นดอยสุเทพไปตักบาตร ฟังธรรม บำเพ็ญเพียร บางคนอาจใช้ถนนศรีวิชัยและมีอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่นิยมใช้ถนนอีกเส้นหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางเก่ากว่าทางใต้ของของขุนเขา โดยนัดพบกันที่วัดสวนดอกและค่อยเดินขบวนขึ้นเดินผ่านบ้านฝายหินขึ้นไป เริ่มเดินตั้งแต่คืนก่อนวันวิสาขบูชาเพื่อให้ทันตักบาตรตอนเช้า

>>>7.บันไดนาคทางขึ้นพระธาตุเดิมเป็นนาคเศียรเดียวและมีบันได 173 ขั้น ก่อนได้รับการบูรณะเป็นนาค 7 เคียรและเพิ่มขึ้นบันไดเป็น 185 ขั้นจนทุกวันนี้


>>>8. ครูบาศรีวิชัยผู้ปฎิสังขรณ์พระธาตุดอยสุเทพเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวล้านนาต่อสู้การปฎิรูปประเทศของรัชกาลที่ 5 แนวคิดความคิดสมัยใหม่แบบตะวันตกจากราชสำนักในกรุงเทพฯ ถูกมองว่า เป็นการครอบงำและทำลายจารีตของล้านนา ครูบาศรีวิชัยจึงต้องปฎิสังขรณ์วัดหลายแห่งในภาคเหนือเพื่อรักษารากของล้านนาไว้ แม้ท่านถูกกล่าวหา (อธิกรณ์)ในทางเสื่อมเสียหลายครั้งหวังทำลายความศรัทธาของชาวล้านนาที่มีต่อท่านจนท่านมรณภาพไป

>>> 9. พระธาตุดอยสุเทพผ่านแผ่นดินไหวมา 5 ครั้ง (นับครั้ง5 พ.ค. 2557) จากบันทึกที่สืบได้ครั้งแรกหลังจากที่พระธาตุสร้างเสร็จไม่นานคือในปีพ.ศ. 2088 ในครั้งนั้นปรากฎว่าเจดีย์บริเวณพื้นราบพังทลายหมด ทว่าเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพไม่พบบันทึกว่าเสียหาย ครั้งที่2 พ.ศ. 2344 ลูกแก้วบนฉัตรพระธาตุตกลงมา ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2532 ยอดฉัตรช่อหางหงส์หัก ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2538 ลูกแก้วบนฉัตรตกลงมาลงพื้นอีกครั้ง และครั้งล่าสุด 5 พ.ค. 2557 ยอดฉัตรเอียง

>>>10. ใครที่เรียนหรือเคยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คงต้องเคยผ่านการรับน้อง "ประเพณีลูกช้างขึ้นดอยนำน้องใหม่ไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ" กันบ้างแล้ว โดยเจตารมณ์ของประเพณีนี้เพื่อระลึกถึงการจาริกแสวงบุญตามรอยของครูบาศรีวิชัยที่ได้นำเหล่าพุทธศาสนิกชนล้านนาแผ้วถางทางเพื่อทำทางขี้นพระธาตุดอยสุเทพ ดังนั้นการตามรอยเส้นทางนี้จึงเป็นเส้นทางมหามงคลที่นักศึกษาทุกคณะได้เจริญตามรอยในทุกๆ ปี


ขอบคุณภาพและบทความจาก
travel.sanook.com/1392076/10-ข้อควรรู้ของพระธาตุดอยสุเทพ/
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชู 9 วัด จ.น่าน ตัวอย่างชุมชนคุณธรรม เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 07:37:42 PM


ชู 9 วัด จ.น่าน ตัวอย่างชุมชนคุณธรรม

วธ.นำร่องจังหวัดน่าน ชู 9 วัดตัวอย่างชุมชนคุณธรรม ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเรียนรู้เรื่องชุมชนคุณธรรม รวมถึงให้คนในชุมชนได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องชุมชนธรรม ประเดิมวัดภูมินทร์เป็นแห่งแรก
       
       นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ โดยให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนเรื่อง “บ้าน-วัด-โรงเรียน” เพื่อร่วมกันเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม หลักธรรมทางศาสนา ค่านิยมหลัก 12 ประการของคนไทย การใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้สังคมเป็นสังคมที่เอื้ออาทร มีความสมานฉันท์ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดชุมชนคุณธรรมในชุมชนต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

       ดังนั้น ตนจึงมอบหมายให้กรมการศาสนา (ศน.) ดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว เมื่อเร็วๆนี้ ศน. จึงได้จัดทำกิจกรรม “เที่ยวไทย ประทับใจชุมชนคุณธรรมโดยพลังบวร ภายใต้โครงการชุมชนคุณธรรมบ้าน-วัด-โรงเรียน นำวิถีไทยวิถีธรรมสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับช่วยกันสร้างชุมชนคุณธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนตนเอง โดยได้เลือกวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่อง


        :96: :96: :96: :96: :96:

       “กิจกรรมนี้เรียกว่า ท่องเที่ยว นครน่าน ประทับใจชุมชนคุณธรรม โดยพลังบวร เพื่อส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวเชิงธรรมะ โดยใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเรียนรู้เรื่องชุมชนคุณธรรม รวมถึงให้คนในชุมชนได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องชุมชนธรรมมีจำนวน 9 วัด ได้แก่
       1.วัดพระธาตุแช่แห้ง
       2.วัดท่าล้อ
       3.วัดมหาโพธิ์
       4.วัดสวนตาล
       5.วัดหัวเวียงใต้
       6.วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หรือ “วัดหลวงกลางเวียง”
       7.วัดมิ่งเมือง
       8.วัดภูมินทร์ และ
       9.วัดสถารศ
       อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมการศาสนาจะขยายโครงการดังกล่าวไปยังจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนต่างๆ ได้ร่วมกันสร้างชุมชนคุณธรรมให้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด”นายวีระ กล่าว

       

       นายกฤษศญพงศ์ ศิริ อธิบดี ศน. กล่าวว่า ศน.มีแนวคิดที่จะวางรากฐานคุณธรรมในสังคมไทย โดยเร่งส่งเสริมให้บ้าน-วัด-โรงเรียน และทุกภาคส่วนในทุกพื้นที่ มีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนคุณธรรม เพื่อสร้างชุมชนคุณธรรมที่มีความเอื้ออาทร และมีความสมานฉันท์ ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนคุณธรรมมีบทบาทต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการดังกล่าว

       และยังช่วยสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว ที่สำคัญช่วยบ่มเพาะปลูกจิตสำนึกกระตุ้นและเผยแผ่ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนสร้างเสริมให้คนในชุมชนมีคุณธรรมมีความภาคภูมิใจในตนเองและชุมชนของตน นอกจากนี้เป็นการสร้างจิตสำนึกในการลดการใช้พลังงานและร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนโดยส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวเชิงธรรมะโดยใช้จักรยานเป็นพาหนะ


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000131989
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฟ้าผ่าหนุ่ม "ขณะนั่งปฏิบัติธรรม" ที่เขามหาชัย นครศรีฯ เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 07:32:28 PM

ฟ้าผ่าหนุ่ม "ขณะนั่งปฏิบัติธรรม" ที่เขามหาชัย นครศรีฯ

(16 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ย่อยเขามหาชัย จ.นครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็งตึ้ง นับ 100 คน ได้ร่วมกันเข้าช่วยเหลือผู้เข้าร่วมวิปัสสนาที่สำนักปฏิบัติธรรมเขามหาชัย หลังถูกฟ้าผ่าระหว่างที่นั่งปฏิบัติธรรม ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างทุลักทุเล เดินทางลงจากยอดเขาสูงชัน ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีฝนตกตลอดเวลา

ตามรายงานระบุว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (15 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสำนักปฏิบัติธรรมเขามหาชัย ระบุว่า มีผู้ร่วมวิปัสสนาถูกฟ้าผ่าใส่ตัว จนร่างกายชาไปทั้งตัว ไม่สามารถขยับเขยื้อนและช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบ นายพงศกร ขาวสุวรรณ อายุ 26 ปี ถูกฟ้าผ่าได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลที่ศีรษะและร่างกายชาไปทั่งตัว จึงได้นำตัวขึ้นเปลหาม ช่วยกันนำร่างลงมาจากยอดเขามหาชัย ท่ามกลางความมืดและฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะลำเลียงผู้บาดเจ็บมาถึงบริเวณตีนเขา เมื่อตอนเวลา 03.00 น. ที่ผ่านมา


 :96: :96: :96: :96: :96:

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายพงศกร ได้ขับรถพาพระภิกษุ 3 รูป จากวัดแห่งหนึ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มาร่วมปฏิบัติธรรมที่เขามหาชัย ระหว่างที่ทั้งหมดกำลังนั่งวิปัสสนาปฏิบัติธรรมอยู่นั่น ปรากฏว่ามีสายฟ้าฟาดลงมาใส่ นายพงศกร พอดี ทำให้ได้รับบาดเจ็บและขยับร่างกายไม่ได้ ส่วนพระภิกษุ 3 รูป ปลอดภัยดี จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่


นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
news.sanook.com/1700337/ฟ้าผ่าหนุ่มวิปัสสนาเขามหาชัย-จนท.แบกลงเขาทุลักทุเล/
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พศ.ยัน "อดีตหลวงปู่เณรคำ" สิ้นสภาพ "พระ" ชี้รับกฐิน เข้าข่ายหลอกลวง เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 07:26:08 PM


พศ.ยัน "อดีตหลวงปู่เณรคำ" สิ้นสภาพ "พระ" ชี้รับกฐิน เข้าข่ายหลอกลวง

พศ.ยัน อดีตหลวงปู่เณรคำ ขาดจากความเป็นพระ ชี้แต่งเลียนแบบสงฆ์และไปรับกฐินหรือรับบริจาคที่วัดในอเมริกาถือว่าไม่เหมาะสม ทั้งเข้าข่ายหลอกลวงญาติโยม ประชาชน ระบุความผิดทางกฎหมายที่ยังค้างอยู่เป็นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ ตร.ต้องดำเนินการจับกุม ไม่แน่ใจจะมีใช้กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่
       
       วันนี้ (16พ.ย.) นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวถึงกรณีมีข่าวว่า นายวิรพล สุขผล หรือ อดีตหลวงปู่เณรคำ ไปปรากฎตัวที่งานกฐินของวัดแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า พศ.ยังไม่ได้รับรายงานกรณีอดีตหลวงปู่เณรคำ ไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ตามกระบวนการของสงฆ์ อดีตหลวงปู่เณรคำ ถือว่าสิ้นสุดจากความเป็นพระแล้ว

       เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์พระวิรพลในข้อกล่าวหาเสพเมถุน โดยมีพระครูสิริวินัยวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ เป็นประธานในปี 2556 มีมติให้อดีตหลวงปู่เณรคำอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะต้นสังกัดหลวงปู่เณรคำ ได้ออก แถลงการณ์และลงนามในคำสั่งคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี (ธรรมยุต) ที่ 1/2556 เรื่องให้พระวิรพล ฉายา ฉัตติโก อายุ 34 ปี 13 พรรษา สังกัด วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ออกจากสังกัดวัด เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสมณสารูป มีการละเมิดวินัยเป็นอาจิณ เสพเมถุน ฟอกเงิน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด


        :96: :96: :96: :96: :96:

       ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการทางกฏหมายขณะนี้ ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานบ้านเมือง ที่จะต้องดำเนินการจับกุมอดีตหลวงปู่เณรคำ เนื่องจากมีความผิดหลายกรณี ซึ่งขึ้นอยู่กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะดำเนินการประการใด จะมีการใช้กฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ เพราะขณะนี้อดีตหลวงปู่เณรคำอยู่ในต่างประเทศที่กฏหมายไทยดำเนินการไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อดีตหลวงปู่เณรคำ ถือว่า ขาดจากความเป็นพระแล้ว การแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ถือว่าไม่เหมาะสม และหากมีการไปดำเนินการรับกฐินหรือรับบริจาคจากญาติโยม ก็ยิ่งไม่เหมาะสม เข้าข่ายหลอกลวงพุทธศาสนิกชนด้วย
       
       “ไม่รู้ว่าญาติโยม รู้หรือไม่ที่คณะสงฆ์ไทย มีมติให้ อดีตหลวงปู่เณรคำ สิ้นสุดจากความเป็นพระสงฆ์แล้ว หากเขารู้ก็ห้ามไม่ได้ ซึ่งลักษณะของ กรณีอดีตหลวงเณรคำ เหมือนกับคดีของยันตระ ที่หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ยันตระไม่ได้แต่งกายเหมือนพระแบบอดีตหลวงปู่เณรคำ หากอดีตหลวงปู่เณรคำ ยังคงแต่งกายเลียนแบบสงฆ์เช่นนี้ ถือว่า ยังคงหลอกลวงประชาชนอยู่”โฆษกพศ.กล่าว


ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000132019
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุดประทับใจ เผยภาพ "สมเด็จพระเทพฯ" ทรงช่วยพระสหายขายทองคำ ที่จังหวัดอุทัยธานี เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 07:22:58 PM



สุดประทับใจ เผยภาพ "สมเด็จพระเทพฯ" ทรงช่วยพระสหายขายทองคำ ที่จังหวัดอุทัยธานี

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. เฟซบุ๊ก เรารัก"สมเด็จพระเทพฯ":OurBeLovedPrincessMaha Chakri Sirindhorn ได้เผยแพร่ภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมระบุข้อความว่า "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ณ จังหวัดอุทัยธานี ทรงช่วยพระสหายขายทองคำแก่ลูกค้าที่มาซื้อทองคำที่ห้างขายทองของพระสหาย"

ทั้งนี้สมาชิกเฟซบุ๊กต่างร่วมโพสต์ข้อความ "ทรงพระเจริญ" และส่งต่อภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมาก



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416130640
105  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮาไอเดีย.! พระเทศน์-สวดมนต์ให้ไก่ฟัง ออกไข่แดงโตกว่าไก่ไข่ทั่วไป เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 02:02:58 PM


ฮือฮาไอเดีย! พระเทศน์-สวดมนต์ให้ไก่ฟัง ออกไข่แดงโตกว่าไก่ไข่ทั่วไป

วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีฟาร์มไก่ไข่แห่งหนึ่ง ใน อ.วังน้ำเขียว เลี้ยงไก่ไข่ด้วยวิธีที่แปลกกว่าที่อื่น โดยเปิดธรรมะให้แม่ไก่ฟังตลอดทั้งวัน เพราะเชื่อว่าจะทำให้แม่ไก่มีสุภาพจิตดี และออกไข่มามีคุณภาพสูง จึงได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านเลขที่ 111 บ้านไทรทอง หมู่ 7 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟ้าประทานฟาร์ม พบกับนายวศิน รอสูงเนิน อายุ 23 ปี กำลังให้อาหารแม่ไก่อยู่ในโรงเรือน 2 หลัง ระหว่างนั้นก็มีเสียงพระเทศน์ และพระสวดมนต์ ดังออกมาจากลำโพงที่ติดอยู่ตามมุมต่างๆ ของโรงเรือนตลอดเวลา



จากการสอบถามนายวศินถึงเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยว่า แนวความคิดเรื่องการเปิดธรรมะให้แม่ไก่ไข่ฟังนี้ เกิดจากความที่พ่อของตน คือ นายมานะ รอสูงเนิน เป็นคนชอบเข้าวัดฟังธรรมเป็นประจำ และสังเกตเห็นว่าคนที่ชอบเข้าวัดฟังธรรมส่วนใหญ่จะเป็นคนมีจิตใจร่าเริง แจ่มใส ไม่เครียด และมีสุขภาพดี

เมื่อปี 2555 จึงได้นำแนวคิดเรื่องการฟังธรรมะมาใช้กับอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ ภายใต้สโลแกน “Haapy Hens ไข่ไก่คุณภาพ จากแม่ไก่อารมณ์ดี” โดยในช่วงเช้าประมาณ 04.00 น. จะเปิดเทปพระสวดมนต์ทำวัตรเช้า ให้แม่ไก่ที่เพิ่งตื่นนอนฟังทุกวัน



หลังจากนั้นก็จะเปิดเพลงธรรมะ เสียงพระเทศน์ ให้แม่ไก่ฟังตลอดทั้งวัน ก่อนที่ช่วงค่ำจะเปิดเสียงพระสวดมนต์เย็นส่งท้าย ผลปรากฏว่าแม่ไก่ทุกตัวมีสุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วย รวมทั้งยังออกไข่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมอีกด้วย โดยสังเกตจากไข่แดงจะมีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่ทั่วไป และเมื่อนำไปทอดเป็นไข่ดาว ไข่แดงจะไม่แตก น่าทานมากขึ้น

ปัจจุบันไก่ในฟาร์มมีอยู่ทั้งหมด 1,200 ตัว โดยจะแบ่งเลี้ยงเป็น 2 โรงเรือนๆ ละ 600 ตัว ซึ่งจะเลี้ยงแบบปล่อยให้เป็นอิสระ ไก่แต่ละตัวจะผลิตไข่ให้ได้วันละ 1 ฟอง และส่งขายให้กับตลาดในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว และตลาดสดในตัวเมืองนครราชสีมา สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างมาก

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qRXdORE16Tmc9PQ==&subcatid=
106  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 01:43:58 PM
     
ป้ายนี้มีชื่อว่า "ไหว้พระคู่บวร" มีหกรายการ คือ พระอุโบสถ พระสุวรรณเขต พระพุทธชินสีห์
พระรูปหล่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ 
พระรูปหล่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส 
และ พระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร

พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร


ทำบุญที่โต๊ะ หน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร หนึ่งร้อยบาทจะได้รับเหรียญ ฉลองพระชันษา ๑๐๐ ปี

ทำบุญ ๑๐๐ บาทที่หน้าพระอุโบสถ ได้รับเหรียญฉลองพระชันษา หนึ่งร้อยปี แบบนี้เลยครับ

ขยายให้ดูครับ
107  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 01:07:42 PM





    ภาพเหล่านี้อยู่ข้างกำแพงโบสถ์วัดบวรฯ ประทับใจพระฉายาลักษณ์ที่อยู่ในภาพ สมเด็จพระญาณสังวร ท่านไม่ใส่ฉลองพระบาท หากถามว่า ท่านฉายพระรูปที่ไหน ตอบว่าไม่ทราบ เท่าที่พอค้นได้ อาจเป็นที่ญี่ปุ่น ในวาระที่ท่านเสด็จไปวัดพุทธรังษี โตเกียว
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อึ้ง.! หญิงชราฟื้นคืนชีพ หลังส่งเข้าห้องดับจิตแล้ว 11 ชม. เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:59:54 AM


อึ้ง.! หญิงชราฟื้นคืนชีพ หลังส่งเข้าห้องดับจิตแล้ว 11 ชม.

หญิงชราชาวโปแลนด์สะดุ้งฟื้นคืน หลังถูกส่งเข้าห้องดับจิตไปแล้วนานกว่า 11 ชม.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน เว็บไซต์ข่าวมิร์เรอร์ อังกฤษ รายงานเหตุการณ์ชวนประหลาดใจ เมื่อ'ยานีนา คอลเกวิช'หญิงชราชาวโปแลนด์วัย 91 ปี ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในห้องดับจิต หลังหมดลมหายใจไปไม่ต่ำกว่า 11 ชั่วโมง

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนในประเทศโปแลนด์ แพทย์ประจำตัวของนางยานีนาได้ข้อสรุปว่านางยานีนาเสียชีวิตเนื่องจากชีพจรไม่เต้นแล้ว จึงนำตัวส่งร่างไปที่ห้องดับจิต ในขณะที่ญาติๆ ต่างโศกเศร้าเสียใจและเตรียมจัดงานศพให้นางยานีนาขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไป 11 ชั่วโมง ระหว่างที่ญาติๆ กำลังขนส่งร่างนางยานีนาเพื่อเตรียมจัดงานศพให้นางยานีนา ญาติรายหนึ่งก็สังเกตว่าถุงบรรจุศพขยับเขยื้อนจึงเรียกให้เจ้าหน้าที่เปิดออกดู พบว่านางยานีนาได้ฟื้นคืนชีพขึ้นอย่างน่าตกตะลึง พร้อมร้องขอญาติให้ช่วยนำชาร้อนๆ มาให้ดื่มที


 :96: :96: :96: :96: :96:

ทั้งนี้'วิสโลวา ซิส'แพทย์ประจำตัวผู้สรุปว่านางยานีนาเสียชีวิตแล้วกล่าวว่า ไม่ทราบเช่นเดียวกันว่า เป็นสาเหตุอะไร เพราะการตรวจครั้งล่าสุดนางยานีนาไม่หายใจ และชีพจรไม่เต้นแล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสืบสวนเรื่องนี้ว่าเหตุใดถึงส่งคนที่ยังมีชีวิตเข้าไปในห้องดับจิต รวมถึงสาเหตุของการฟื้นคืนชีพต่อไป อย่างไรก็ตามงานศพของนางยานีนาได้ถูกยกเลิกไปโดยปริยายท่ามกลางความดีใจของญาติๆ

ทั้งนี้แพทย์ได้ตรวจพบว่านางยานีนามีสุขภาพดีและไม่มีอาการใดๆ จึงปล่อยให้กลับบ้านได้เลย ซึ่งเธอก็นั่งทานซุปและแพนเค้กดั่งปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ที่มา : mirror,telegraph,
www.posttoday.com/รอบโลก/ข่าวรอบโลก/330317/อึ้ง-หญิงชราฟื้นคืนชีพ-หลังส่งเข้าห้องดับจิตแล้ว11ชม-
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นักเสี่ยงโชคหลั่งไหลไหว้ "องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค" หลังให้โชคถูก 23 งวดติด.!! เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:55:43 AM


นักเสี่ยงโชคหลั่งไหลกราบไหว้ "องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค" หลังให้โชคถูก 23 งวดติด

วันที่ 15 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา บริเวณ "องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค" ต.องค์รักษ์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง นักแสวงโชคจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมากราบไหว้ พร้อมนำถ่านหุ่งข้าว มาถวาย"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"หลังมีชาวบ้านใน ต.องค์รักษ์ ถูกหวยติดต่อกันถึง 23 งวด จนร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"โดยวันนี้มีนักแสวงโชค ที่ถูกหวยงวดที่ผ่านมา หลายแสนบาท นำดนตรีมาเล่นสร้างความคึกคักไปทั่วบริเวณลาน"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"

 :96: :96: :96: :96: :96:

นายสุพจน์ ผมทอง หรือพจน์ เมืองนนท์ นายก อบต.องค์รักษ์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ผู้นำ"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"มาประดิษฐาน กล่าวว่า"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"เป็นเทพเจ้าแห่งความโชคดี ใครกราบไหว้บูชาจะมีแต่ความโชคดีมีชัย โดยทุกค่ำวันที่ 14 และวันที่ 28 ของทุกเดือนจะมีชาวบ้านจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบไหว้และแก้บน ทั้งชาวบ้านจากจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียง

โดยจะนำถ่านหุ่งข้าว มาถวาย เพราะ"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค" กินถ่านเป็นอาหาร แต่เวลาถ่ายจะถ่ายเป็นทองคำ พร้อมนำแป้งฝุ่นมาถูองค์ท่านเพื่อหาเลขไปแทงหวย โดยแต่เดิมตนนำ"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"มาเพื่อให้ชาวบ้านกราบไหว้และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะ"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค"เปรียบเหมือนคนเราถ้ามี 4 หู 5 ตา เราจะได้ยิน ได้เห็นมากกว่าคนอื่น ทำให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้ามากกว่าคนอื่น


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

จากการที่นักเสี่ยงโชคนำแป้งฝุ่นมาโรย"องค์สี่หู ห้าตา เทวดานำโชค" พร้อมถูหาเลขเพื่อมาซื้อหวย มีนักเสี่ยงโชคหลายคนต่างเห็นเลข 56 65 14 เหมือนกัน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qQXpNRE13TWc9PQ==&subcatid=
110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฮือฮา.! ห้องน้ำ10 ล้าน ‘ปอ ประตูน้ำ’ สร้างถวายหลวงพ่อเกษม เขมโก เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:50:02 AM


ฮือฮา.! ห้องน้ำ10 ล้าน ‘ปอ ประตูน้ำ’ สร้างถวายหลวงพ่อเกษม เขมโก

คนเมืองรถม้าตื่นตะลึงอลังการงานสร้างห้องน้ำมูลค่า 10 ล้าน ในสุสานไตรลักษณ์ ที่ ‘หลวงพ่อเกษม เขมโก’ ใช้เป็นสถานปฏิบัติธรรม ‘เสี่ยปอ ประตูน้ำ’ สร้างถวายเพื่อรองรับมหาชนที่จะหลั่งไหลมา ในวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อ 28 พ.ย.นี้

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สุสานไตรลักษณ์ประตูม้า ถนนลำปาง-แจ้ห่ม อ.เมือง จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายไพจิตร ธรรมโรจน์พินิจ หรือเสี่ย ‘ปอ ประตูน้ำ’ ในฐานะลูกศิษย์ของหลวงพ่อเกษม และในฐานะผู้ดูแลสถานปฏิบัติธรรมสุสานไตรลักษณ์ว่า ในโอกาสที่วันที่ 28 พ.ย.นี้ จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อเกษม เขมโก หากหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุ 103 ปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงหลวงพ่อที่เคยปฏิบัติธรรมอยู่ในสุสานไตรลักษณ์อย่างสันโดษ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั้งประเทศ รวมถึงต่างประเทศ จึงกำหนดจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ 2 วัน 2 คืน


 st12 st12 st12 st12 st12

ทั้งนี้ กำหนดการ คือวันที่ 27 พ.ย.จะมีขบวนแห่ตุง ขบวนฟ้อนรำตามประเพณีของชาวล้านนาในอดีต จากกลุ่มพลังมวลชนของชาว จ.ลำปาง ทั้งหมด เพื่อย้อนรำลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเกษม เขมโก ซึ่งปัจจุบันสรีระของหลวงพ่อยังอยู่ในโลงแก้ว ส่วนวันที่ 28 พ.ย. ซึ่งเป็นคล้ายวันเกิดหลวงพ่อ จะมีนักบุญจากต่างจังหวัดและชาวต่างประเทศมาร่วมงานบุญ คาดว่าน่าจะมากันมากถึง 3-4 หมื่นคนเลยทีเดียว

"เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพระสงฆ์หลายพันรูปที่จะมาร่วมงาน รวมถึงศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย จึงจัดสร้างห้องน้ำขนาดใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทั้งหมดมีมูลค่าการก่อสร้าง 10 ล้านบาท และนอกจากนั้นยังสร้างตึก 2 ชั้น เพื่อติดภาพถ่ายอิริยาบถต่างๆ ของหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่หาดูได้ยากและไม่เคยเผยแพร่มาก่อน มูลค่าเกือบ 20 ล้านบาทด้วย" ปอ ประตูน้ำกล่าว


 :96: :96: :96: :96: :96:

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจแผงจำหน่ายลอตเตอรี่ใน จ.ลำปาง สลากฯเลขท้าย 103 และ เลข 28 ของงวดวันที่ 16 พ.ย.นี้ ขายหมดเกลี้ยงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/463583
111  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คืนหน้าที่ "พระพรหมสิทธิ" ดูแลภูเขาทองวัดสระเกศแล้ว เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:46:19 AM


คืนหน้าที่ "พระพรหมสิทธิ" ดูแลภูเขาทองวัดสระเกศแล้ว

"พระพรหมสุธี" คืนหน้าที่ "พระพรหมสิทธิ" ดูแลภูเขาทองวัดสระเกศ พร้อมคืนหน้าที่ 2 ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ด้านดีเอสไอ เตรียมเรียกข้อมูลเพิ่มสัปดาห์หน้าพิจารณาเป็นคดีพิเศษ

วันนี้ (15 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) ได้มีคำสั่งปลดผู้ช่วยเจ้าอาวาสออกจากการดูแลพื้นที่ภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พร้อมกับมีการแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการยักยอกเงินบริจาคจนเกิดปัญหาบานปลายขึ้น นั้น

ในเวลา 20.30 น. ของวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ โรงพยาบาลศิริราช สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานมอบคำสั่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ถวายแด่
    พระพรหมสิทธิ(ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นผู้ดูแลบรมบรรพต ภูเขาทอง
    พระเมธีสุทธิกร(สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นผู้ดูแลวิหารหลวงพ่อดำแสะสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ
    พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นผู้ดูวิหารพระอัฏฐารส

เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ที่ได้มอบหมายสั่งเสียไว้ โดยมีพระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย


 :96: :96: :96: :96: :96:

ด้าน นายชัยธนพล ศรีจิวังษา ผู้ประสานงานองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในฐานะผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษพระพรหมสุธี กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณารับคดีพระพรหมสุธี เป็นคดีพิเศษ โดยในเบื้องต้น ตนจะนำเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมไปมอบให้แก่ ดีเอสไอ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการเงินของวัดโสธรวราราม อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ดีเอสไอ ได้เรียกข้อมูลจากตนไปแล้ว โดยใช้เวลาร่วม 7 ชั่วโมงในการสอบสวนข้อมูล

 :25: :25: :25: :25: :25:

    “ ดีเอสไอ ให้ความสำคัญมากกับเรื่องนี้ โดยได้สอบถามถึงประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งสามารถแยกได้ ดังนี้
    1.ในข้อหามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ มีรถหรู กว่า 20 คัน มีสวนกล้วยไม้ มีบ้านจัดสรร
    2.ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจเครือญาติ เช่น กรณีเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ
    3.การใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้งผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เช่น กรณีใช้อำนาจหน้าที่ปลดเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ และพัก 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ซึ่งมีความผิดปกติในการลงโทษ
    4.ส่อทุจริตคอรัปชั่นงบประมาณแผ่นดินงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ)”

    ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าว.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/280960/คืนหน้าที่+_พระพรหมสิทธิ_+ดูแลภูเขาทองวัดสระเกศแล้ว
112  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เมื่อคืน เจอพระขอถวายปัจจัยค่าแท็กซี่กลับวัด แต่ว่า...... เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:39:14 AM


เมื่อคืน เจอพระขอถวายปัจจัยค่าแท็กซี่กลับวัด แต่ว่า......

ขอมาแชร์ประสบการณ์เล็กน้อยที่เจอเมื่อคืนนะคะ (เป็นเหตุการณ์จริง)

เมื่อคืนประมาน 22.30 น. เรากับแฟนกำลังขับรถกลับบ้านจากเดอะมอลล์บางแค ใช้ถนนเส้นกาญจนาภิเษก
พอมาถึงตรงแถวปั๊ม PPT Life ที่มี Mc Donald เราแวะจอดรถข้างทางค่ะ จอดอยู่ตรงหน้าปั๊ม Esso (งอนแฟนนิดหน่อยเลยจอดคุยกัน)
ก็จอดอยู่ได้สัก 10 นาที จนคุยเคลียร์กับแฟนจะเสร็จแล้ว ตอนนั้น ตาเราเลือบไปมองกระจกมองข้างด้านซ้าย

เราเห็นพระ 1 รูป กำลังเดินมาจากทางด้านหลังมุ่งตรงมาที่ฝั่งข้างเรา สัญชาตญาณแรกคือสั่งให้แฟนล็อครถ พร้อมหันไปมองที่ตัวล็อคว่าล็อคแล้วยัง
โอเคค่ะรถล็อคอยู่แล้ว เราคิดในใจตอนนั้นโอเคปลอดภัย 1 ระดับ จากนั้น พระรูปนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงฝั่งเราจริงๆ พร้อมก้มลงมาบอกว่า


 :96: :96: :96: :96:

"โยม โยม นิดหนึ่งนะ พอดีอาตมาจะถามทาง ช่วยนิดหนึ่ง" น้ำเสียงเนิบๆนะคะ ไม่รีบร้อน เราหันไปมองหน้าแฟนทีหนึ่ง แบบว่าเปิดดีไม่เปิดดี (เราตอนนั้นคิดว่า อ๋อแถมทางๆ ไม่น่ามีอะไร) เราเลยหันไปบอกแฟนเปิดซิๆ พระท่านจะถามทาง พอลดกระจกลง พระรูปท่านกล่าวต่อว่า

"โยม อาตมาถามทางนิดหนึ่ง พอดีว่าอาตมาเพิ่งกลับจาก ศิริราช กำลังจะกลับวัด....... ทีนี้อาตมาไม่มีค่าแท็กซีกลับอาตมาอยากให้โยมช่วยถวายปัจจัยเป็นค่าแท็กซี่กลับวัดสัก 100 ได้มั้ยนะ" อืมมม ณ ตอนไหนเราก็ทะ***ๆ ก็หันไปมองหน้าแฟนอีก (ใจตอนนั้นอะไม่ใช่ไม่อยากจะให้นะคะ แต่มีความระแวงว่าสิ่งที่พระพูดจริงหรือเปล่า) แฟนเค้าเลยถามอีกรอบ "ห๊าอะไรนะครับ ผลไม่ค่อยได้ยิน" พระรูปนั้นก็พูดอีกอีกรอบในทำนองข้างต้น แล้วจบประโยคประมาณว่า "นะยังไงโยมผู้ชายช่วยอธิบายให้โยมผู้หญิงเข้าใจด้วยนะ"

 :91: :91: :91: :91: :91:

ตอนนั้นเราก็แบบ หืมม? อธิบายอะไร แล้วเราไม่เข้าใจอะไร งงค่ะ ตอนนั้นเราก็เริ่มไม่ค่อยจะเชื่อแล้ว เพราะคำพูดหลวงพี่เริ่มรวบรัด

แฟนก็เลย ถามกลับอีกว่า "ผมขอดูบัตรพระหน่อยครับ" พระรูปนั้นตอบว่า "อ๋อ พอดีทิ้งบัตรไว้ที่วัด ลืมเอามานะโยม เดี๊ยวอาตมาจะให้พรให้โยมนะ อะโยมรับพรนะ" แล้วพระก็ท่องบทสวดค่ะ "......................................สุขขัง พลัง"

ตอนนั้นก็แบบ เห้ยยังไม่ได้ตกลงเลย อย่าเพิ่ง หลวงพี่อย่าเพิ่งให้พร แต่หลวงพี่ก็รวบรัดเลยค่ะ สวดให้จบ พอจบบท เราก็เลยยยย "สาธุ...."


 :91: :91: :91: :91: :91:

เรา: "หลวงพี่มีเบอร์โทรมั้ยอ่ะค่ะ?"
หลวงพี่ : "อะไรนะ? โยมต้องรีบนิดหนึ่งนะ แท็กซี่เค้ารออาตมาอยู่นะ" (ซึ่งมองข้างหลังไม่มีแท็กซี่สักคันเลยค่ะ)
เรา: "ไหนค่ะ แท็กซี่หลวงพี่ คือยังงี้ค่ะ พอดีหนูมีพระที่รู้จักอยู่ที่วัด........เนี่ยะค่ะ เดี๊ยวขอเบอร์หลวงพี่ไว้แล้วหนูจะได้โชคเช็คว่าหลวงพี่กลับวัดปลอดภัย"
หลวงพี่ : "..................."
แฟนเรา : "หลวงพี่ชื่ออะไรครับ?"
หลวงพี่ : "ไม่เป็นไรโยม โอเคนะ ถ้าโยม 2 คนไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไร 100 เดียว เดี๋ยวอาตมาโบกรถกลับเอง โอเคนะ"


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

จังหวะที่พระเดินออกไปด้านหลัง รถแท็กซี่ค่ะ! รถแท็กซี่มากจากไหนไม่รู้ พระคนนั้นขึ้นแท็กซี่ไป

เรากับแฟนตอนนั้นอยู่ในรถ รู้สึกว่าอ่าว...อะไรกัน เหมือนรู้สึกเราทำผิด เราไม่ช่วย 100 เดียวเอง ตอนนั้นนิ่งไป 2 วิ แฟนก็พูดขึ้นมา ถ่ายรูปเร็วๆ เราเปิดประตูถ่าย แต่ไม่ทันค่ะ ถ่ายหลวงพี่ไม่ทัน แต่ถ่ายแท็กซี่ทัน

แท็กซี่คนนั้นขับออกไป แฟนเราขับตามค่ะ (ยังไม่เลิกสงสัย) ก็ขับไปเรื่อยๆ จนถึงแถวหน้าโรงพบาลธนบุรี 2(เก่า) แท็กซี่คันนั้นจอดค่ะ

ถึงตอนนั้นแฟนก็ไม่ตามแล้วค่ะ ก็ไม่รู้พระรูปนั้น จะไปทำอะไรต่อ (ไหนบอกจะกลับวัดเอง)
เรื่องที่เจอก็ถือว่า เราเองก็ไม่อยากฟันธงว่า เป็นพระจริง หรือ ปลอมอะนะคะ แต่มันก็มีจุดน่าสงสัยหลายอย่าง


จากกระทู้คุณ ลูกสาวเสี่ย เว็บพันทิป
ที่มา http://webboard.news.sanook.com/forum/index.php?topic=3964552
113  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เพจ CSI LA แฉภาพเณรคำ สุขสบายดีที่สหรัฐฯ เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:33:47 AM


เพจ CSI LA แฉภาพเณรคำ สุขสบายดีที่สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. เฟซบุ๊ก CSI LA โพสต์รูปเณรคำ หรือพระวิรพล ฉัตติโก แห่งสำนักสงฆ์สันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเคยมีเรื่องอื้อฉาวในพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งการใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว กระเป๋าแบรนด์เนม และพกเงินสดที่คาดว่าจะได้จากการบริจาคจากญาติโยมจำนวนมาก รวมทั้งยังถวายรถหรูหลายคันให้กับผู้ปกครองคณะสงฆ์ อีกทั้งมีข้อครหาเกี่ยวกับการเสพเมถุนกับสีกาจนมีลูกด้วยกัน ซึ่งหายตัวไปหลังจากมีข่าวอื้อฉาว ขณะเดินทางอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ

โดยเพจ CSI LA ระบุว่าเป็นภาพล่าสุดของเณรคำ กำลังรับกิจนิมนต์จากญาติโยมต่างๆอย่างเป็นปกติ ซึ่งยังอยู่สุขสบายดีในประเทศสหรัฐฯไม่ได้หนีไปไหน และระบุว่าดีเอสไอของไทยคงทำงานหนักมากในเรื่องดังกล่าว



ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qQTBNalU1TVE9PQ==&sectionid=
114  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: วงการสงฆ์ฉาวอีก! โลกโซเชียลมีเดียแชร์สนั่นภาพ "เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด" ควงสีกาเที่ยว เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:27:34 AM


https://www.youtube.com/watch?v=h20-MLDM-h4
115  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วงการสงฆ์ฉาวอีก! โลกโซเชียลมีเดียแชร์สนั่นภาพ "เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด" ควงสีกาเที่ยว เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2014, 09:25:42 AM

วงการสงฆ์ฉาวอีก! โลกโซเชียลมีเดียแชร์สนั่นภาพ
"เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด"ควงสีกาเที่ยวต่างประเทศ (ชมคลิป)

กาญจนบุรี - หลังมีมือดีในโลกโซเชียลมีเดียปล่อยภาพพระสงฆ์หน้าคล้าย "พระครูวัชระ" เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝดตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี ขณะท่องเที่ยวในต่างประเทศกับสีกาคนหนึ่งจนมีการแชร์ต่อๆ กันพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม บางรายระบุทั้งสองเป็นสามี-ภรรยากัน ใช้ผ้าเหลืองเรียกศรัทธานำเงินเข้าบัญชีตนเองกว่า 100 ล้านบาท เผยล่าสุด"เจ้าอาวาสวัดฉาว"ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้วและยังเก็บตัวอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่บรรยากาศภายในวัดสุดเงียบเหงา ด้านเจ้าคณะตำบลตั้งรักษาการณ์เจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่แทนแล้ว
       
       หลังจากมีผู้นำภาพหน้าตาคล้ายพระครูสิทธิกาญจนกิจ (พระครูวัชระ เอกวัณโณ) เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กับสีกาที่มีชื่อย่อว่า คุณ อ. มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว จนมีการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมากและมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ที่หน้าเฟซบุ๊ก ซึ่งมีทั้งหมด 7 ภาพโดยบางภาพได้แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกันจนเกินกว่าเหตุ
       

 

       ต่อมาได้มีอ้างว่ารู้ข้อมูลภายในวัดแห่งนี้ได้เปิดเผยข้อมูลประกอบภาพทั้ง 7 ภาพดังกล่าวว่า "วัดถ้ำแฝดเป็นอีกหนึ่งวัดวาอารามที่มีรายได้ต่อเดือนหลักหลายล้านบาท โดยเฉพาะ "พระครูวัชระ" และผู้หญิงที่ชื่อย่อ คุณ อ.ได้คบกันอย่างลึกซึ้งมานานกว่า 15 ปีแล้วโดยที่ผ่านมาพระครูวัชระ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปลุกเสก ได้มีการขายวัตถุมงคลไล่ไปถึงเรื่องราวความเชื่อเหล็กไหล เพื่อขายแก่ผู้ที่ศรัทธา
       
       หลังจากมีเงินเข้าออกเดือนละไม่ต่ำกว่าล้านบาท ทางพระครูวัชระ จะนำเงินมอบให้คุณ อ. เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีต่างๆ ทั้งหมด 4 บัญชี ในชื่อของตนเองและของสาวคนสนิทโดยเงินที่หามาได้จะมีนำไปซื้อของแบรนด์เนม และใช้ท่องเที่ยวต่างประเทศ เดือนละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย เพื่อไปวัดถ้ำแฝด สาขา 2 ที่มีทั้งบริวาร และพรรคพวกจำนวนมากอยู่ที่ประเทศแห่งนี้ ซึ่งทุกครั้งที่ไปจะมีเงินจากผู้ศรัทธาเข้ากระเป๋าครั้งละ 5 แสนบาทขึ้นไปเป็นของแถมด้วย...ส่วนประเทศอื่นแถบเอเชีย และยุโรป ประมาณ 2-3 เดือน จะไปครั้งหนึ่ง...
       
       เมื่อปีที่แล้วพระครูวัชระ พร้อมคุณ อ. เคยไปท่องเที่ยวประเทศยุโรปทั้งฝรั่งเศส, เยอรมัน, หรือสวิสเซอร์แลนด์ โดยจะมีการถ่ายเทเงินผ่านเวสเทิร์น ยูเนี่ยน ให้ลูกสาวหญิงคนสนิทเจ้าอาวาส เพื่อหาเงินทำกิจกรรมต่างๆ และส่วนหนึ่งจะเข้ากระเป๋าตัวเอง

       
 

       อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบเรื่องทรัพย์สินของพระครูวัชระ อยู่ที่หลักร้อยล้านบาท ยังไม่รวมถึงที่ดินบ้านทาวเฮ้าส์ หรือแฟลตหลายสิบแปลง รวมถึงบ้านพักในซอยอ่อนนุช 70/1 ที่เจ้าอาวาสผู้นี้ใช้เป็นที่พักผ่อน เมื่อเดินทางมาเที่ยวที่กรุงเทพฯ โดยมีคุณ อ. ที่มีบ้านพักอยู่ในละแวกนั้น เดินทางไปหา
       
        สำหรับพระครูวัชระ ก่อนที่จะบวชเป็นพระได้มีลูกสาว 3 คน ส่วนคุณ อ.หญิงคนสนิทนั้น มีลูกอยู่แล้ว 2 คน ก่อนที่คนทั้งคู่จะมาพบกัน?
       
        นอกจากนี้ ยังมีผู้เขียนบรรยายถึงพฤติกรรมของพระครุวัชระ กับคุณ อ.เอาไว้ด้วยว่า ทั้ง 2 เป็นสามีและภรรยากัน โดยอาศัยผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือทำมาหากิน รายได้จากผู้ที่มาทำบุญทั้งหมดจะนำฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของพระอาจารย์วัชระ และบัญชีส่วนตัวของสีกาคนดังกล่าว คาดว่าทั้ง 2 จะมีเงินอยู่ในบัญชีมากกว่า 100 ล้านบาทและขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบบัญชีก่อนที่จะสึกจากความเป็นพระ

       
พระครูสิทธิกาญจนกิจ (พระครูวัชระ เอกวัณโณ)


       ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังศิษย์วัดถ้ำแฝด ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งศิษย์คนดังกล่าวได้ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงเรื่องราวและความสนิทสนมของบุคคลทั้ง 2 โดยบอกเพียงว่าต้องรอให้พระครูวัชระ กลับมาชี้แจงด้วยตัวเอง เนื่องจากขณะนี้พระครูวัชระ เดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปรักษาอาการป่วยโรคกรวยไต ส่วนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนั้น พระครูวัชระ ได้ทำหนังสือลาออกจากตำแหน่งก่อนที่เดินทางไปต่างประเทศแล้ว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์
       
       อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวพบว่าพระครูวัชระ ได้มีการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝดแล้วจริง เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2557 ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 พระครูวิสุทธิกาญจนคุณ เจ้าคณะตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีคำสั่งเจ้าคณะตำบลเขาน้อย ที่พิเศษ / 2557 ระบุว่า...

       

       ด้วยพระครูสิทธิกาญจนกิจ (พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2557 เป็นเหตุให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝดว่างลง และเพื่อมิให้งานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสะดุด หยุดลง จึงอาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 แต่งตั้งให้พระชลัช ฉายา สุจิตโต อายุ 40 พรรษา 18 วิทยฐานะ นธ.เอก สังกัดวัดมโนธรรมาราม (นางโน) ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 6 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2557
       


วัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

        ล่าสุดวันนี้ (15 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ไปสำรวจบรรยากาศภายในบริเวณวัดถ้ำแฝด พบบรรยากาศโดยรวมภายในวัดเป็นไปอย่างเงียบเหงา เมื่อขึ้นไปที่บริเวณวัดซึ่งทางค่อนข้างลาดชันพบป้ายตั้งอยู่มุมขวาของถนน เป็นลักษณะป้ายประชาสัมพันธ์ มีข้อความว่า "พิธีเสริมดวง สาวน้ำตาเทียนสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา", "บูชาวัตถุมงคล", "มณฑปหลวงปู่สำฤทธิ์", "ศาลา 72 พรรษา", "อธิฐานยกเสี่ยงทายกับโคตรเหล็กไหล", "วิหารพระพุทธชินราช", "วิหารเจ้าแม่กวนอิม" และ "วิหารพระศรีอาริยะเมตตรัย" ส่วนด้านล่างของเขียนบอกว่าพบหลวงพ่อวัชระ ได้ที่ศาลา 72 พร้อมสัญลักษณ์ลูกศรชี้บอกเส้นทางเอาไว้
       
       ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวเดินสำรวจรอบๆ วัดอยู่นั้นได้มีประชาชนคาดว่าน่าจะเป็นศิษย์ของพระครูวัชระ จำนวนหนึ่ง ได้ขับรถยนต์เข้ามาจอดภายในวัด พร้อมกับเดินไปหาพระลูกวัดที่มีอยู่ 3 รูปพร้อมกับว่าจะมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เมื่อพระลูกวัดบอกว่า พระครูวัชระ เดินทางไปต่างประเทศ จะกลับมาประมาณก่อนสิ้นปีใหม่ หรือไม่ก็หลังปีใหม่ ทำให้ทุกคนที่มาต่างมีท่าทางรู้สึกผิดหวัง ก่อนที่จะขับรถยนต์ออกไปจากวัด

       



       แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เดินลงไปสำรวจดูในถ้ำ ซึ่งมีเพียงพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งตั้งอยู่บนฐานสภาพทั่วไปค่อนข้างทรุดโทรม เนื่องจากขาดการดูแลรักษา ส่วนถ้ำอีกหนึ่งแห่งที่อยู่ใกล้กันไม่มากนักมีสภาพที่ขาดการดูแลรักษาเช่นกัน
       
       ส่วนวิหารพระศรีอาริยะเมตตรัย ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผาของภูเขาด้านซ้าย วิหารทอดยาวไปถึงจรดวิหารเจ้าแม่กวนอิม ที่อยู่ใกล้กับศาลา 72 พรรษา ที่เป็นศาลาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง ทุกจุดที่เป็นอาคารวิหาร มองเห็นภูมิทัศน์ด้านล่างอย่างสวยงาม ลมพัดเย็นสบาย

       



       แต่จากสภาพเป็นวิหารพระศรีอาริยะเมตตรัย สภาพอยู่ระหว่างการก่อสร้างจึงมีสภาพใหม่ แต่ไม่พบว่ามีคนงานก่อสร้างดำเนินการแต่อย่างใดมีเพียง หิน ดิน ทรายกองอยู่เท่านั้น โดยมีพระสงฆ์จำนวน 3 รูปกำลังนั่งเล่นอยู่ที่ศาลาชมวิวด้านหลังศาลา 72 พรรษา ซึ่งบรรยากาศโดยรวมภายในวัดถ้ำแฝดเป็นไปอย่างเงียบเหงา
       
       สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ต่างทราบถึงพฤติกรรมของพระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ เป็นอย่างดี จึงไม่มีใครอยากที่จะไปร่วมทำบุญ โดยเฉพาะช่วงทำบุญทอดผ้าป่าหรือบุญทอดกฐิน และจากการสอบถามพบว่าไม่มีใครต้องการวิจารณ์แต่อย่างใด เนื่องจากพระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ ได้ลาออกจากเจ้าอาวาสไปแล้ว และไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้ว






ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Chanontee Yaomart
ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000131819
116  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพร สวัสดีปีแพะ เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 12:24:23 PM

     "ส.ค.ส. 2558 มะแมแพะน่ารัก ฟาร์มฉันมีแพะอยู่สองชนิด แบล็กเบงกอลดำสนิทตัวไม่ใหญ่ แพะจำนาปารีสูงกว่าใคร ต้องติดใจงามสง่าน่ารักจัง เหล่าพวกแพะปีมะแมนำแต่สุข ปีนี้ห่างภัยไกลทุกข์กว่าหนหลัง ทั้งแข็งแรงร่างกายมีพลัง ประดุจดังจิตหมายสบายเอย"

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพร สวัสดีปีแพะ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดนิทรรศการ สวัสดีปีแพะ 2558 ที่ร้านภูฟ้าผสมผสาน ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ซึ่งร้านภูฟ้าผสมผสานร่วมกับกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองปีมิ่งมงคลในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 2 เมษายน 2558

ในการนี้ทรงเปิดนิทรรศการ สวัสดีปีแพะ 2558 ทรงลงพระนามาภิไธยในภาพวาดฝีพระหัตถ์ซึ่งเป็นภาพแพะ จากนั้น พระราชทานหญ้าให้แพะจำนวน 2 ตัว รับสั่งด้วยว่า "แพะน่ารัก" ก่อนทอดพระเนตรนิทรรศการภายในร้าน

นอกจากนี้ ทางร้านภูฟ้าเตรียมชุดสินค้าจากภาพฝีพระหัตถ์ มะแมแพะน่ารัก พร้อมลายพระหัตถ์พรพระราชทานสำหรับปีมะแมว่า
    "ส.ค.ส. 2558 มะแมแพะน่ารัก ฟาร์มฉันมีแพะอยู่สองชนิด แบล็กเบงกอลดำสนิทตัวไม่ใหญ่ แพะจำนาปารีสูงกว่าใคร ต้องติดใจงามสง่าน่ารักจัง เหล่าพวกแพะปีมะแมนำแต่สุข ปีนี้ห่างภัยไกลทุกข์กว่าหนหลัง ทั้งแข็งแรงร่างกายมีพลัง ประดุจดังจิตหมายสบายเอย"
จัดทำเป็นชุดสินค้าพิเศษ อาทิ เสื้อ การ์ด สมุดบันทึก วางจำหน่าย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415973886
117  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 11:28:08 AM

พระพุทธไสยา ประดิษฐานในวิหารพระศาสดา ตอนถ่ายเป็นกังวลว่า จะถ่ายติดเทวดาไหมหนอ.?
ปรากฏว่า ติดครับ ขอให้สังเกตตรงปลายพระหัตถ์ของพระนอน



พระพุทธไสยา มีอายุเก่าแก่มาก อยู่ในสมัยสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ อีกองค์หนึ่งของวัดบวรฯ


พระวัติ พระพุทธไสยา
เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทองปางไสยาสน์ สมัยสุโขทัย ยาวตั้งแต่พระบาทถึงพระจุฬา ๖ ศอก ๑ คืบ ๕ นิ้ว สร้างขึ้นราว พุทธศักราช ๑๘๐๐ – ๑๘๙๓  เดิมประดิษฐาน ณ วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จประพาสเมืองสุโขทัย เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๖ ทอดพระเนตรว่ามีลักษณะงามกว่าพระไสยาองค์อื่นๆ 

ครั้นเมื่อเสด็จประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้โปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่มุขหลังของพระอุโบสถ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๐ ครั้นสร้างวิหารพระศาสดาแล้วจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วิหารพระศาสดาห้องทิศตะวันตก ที่ฐานพระพุทธไสยาบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส


ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/all/index6.5.htm
118  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 11:13:19 AM
ป้ายนี้ชื่อว่า "อภิวาทพระศรีศาสดา" มีสามรายการ คือ วิหารพระศาสดา พระศาสดา พระพุทธไสยา

พระศาสดา ประดิษฐานอยู่ในวิหารพระศาสดา

พระศาสดา เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญองค์หนึ่งของวัดบวรฯ

ถ่ายติดดวงเทวดาครับ ขอให้สังเกตตรงเอวของพระพุทธรูป

ภาพนี้ระบบโฟกัส ทำงานไม่สมบูรณ์ นำมาให้ดูเพื่อเปรียบเทียบกับภาพบน

พระศาสดานี้เคยประดิษฐานอยู่วัดเดียวกันกับพระพุทธชินราช คือ วัดใหญ่ พิษณุโลกนั่นเอง


ประวัติพระศาสดา
เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ ๘ นิ้ว เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก  ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี ให้อัญเชิญพระศาสดาจากเมืองพิษณุโลกมาไว้ที่วัด  ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) ทราบเรื่อง จึงให้อัญเชิญพระศาสดาจากวัดบางอ้อยช้างมาไว้ที่วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งเป็นวัดที่ท่านสร้างขึ้น

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบและมีพระราชดำริว่า  พระศาสดานั้นสร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ซึ่งสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพทรงให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร  พระศาสดาก็ควรประดิษฐานอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหารที่เดียวกับพระพุทธชินสีห์  เป็นเสมือนพระพุทธรูปผู้พิทักษ์พระพุทธชินสีห์ แต่ยังมิได้สร้างสถานที่ประดิษฐาน  จึงโปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐานยังมุขหน้าพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามไปพลางก่อนเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖ ครั้นสร้างพระวิหารพระศาสดาจวนแล้วเสร็จจึงโปรดให้อัญเชิญพระศาสดามาประดิษฐาน เมื่อพุทธศักราช  ๒๔๐๗ 


ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/all/index6.5.htm
119  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 5 status น่ารำคาญที่ไม่ควรตั้งใน Facebook เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:49:14 AM

5 status น่ารำคาญที่ไม่ควรตั้งใน Facebook

เชื่อว่าสาวชิคหลายคนต้องเคยเห็นเพื่อนๆ (หรือแค่คนรู้จัก) ใน Facebook โพสสเตตัสอะไรแหม่งๆที่เราอ่านแล้วรู้สึกว่า "จะโพสทำไมเนี่ยยยย?" กันมาบ้างเหมือนกันนะคะ

แต่สาวๆจะรู้ตัวหรือเปล่าล่ะว่า ตัวเองก็อาจเคยสร้างความงงงวยปนรำคาญให้กับเพื่อนคนอื่นๆผ่านสเตตัสตัวเองมาบ้างเหมือนกัน ChicMinistry รวบรวมตัวอย่างสเตตัสใน Facebook ที่ไม่ควรตั้งมาให้ดูกันค่ะ ทุกคนต้องแอบเห็นด้วยเบาๆแน่เชื่อสิ

 :96: :96: :96: :96: :96:

1.รักคุณแฟนที่สุดเลยยยย
สาวๆขา เรื่องบางอย่างเก็บไว้เป็นความลับระหว่างเราสองกับคุณแฟนก็ไม่เสียหายนะคะ โพสแบบนี้อยากให้เพื่อนแสดงความคิดเห็นกันแบบไหน "ดีจัง มีแฟนให้บอกรัก" "แหมๆหวานกันจังเลยนะ"

ถ้าคุณมีแต่เพื่อนดีๆก็ดีไป แต่ถ้าเพื่อนคุณหลายๆคนเค้ายังโสด หรือเพิ่งอกหัก เลิกกับแฟน มาเห็นสเตตัสแบบนี้เข้า เขาจะสะเทือนใจขนาดไหน ถ้าไม่อยากโดนเพื่อนหมั่นไส้ แนะนำให้บอกรักกันใน inbox ให้เต็มที่ไปเลยดีกว่าค่ะ จะใส่หัวใจกี่ดวงก็เอาเลย


2.หาเพื่อนทานข้าวด้วย ใครว่างลงชื่อ
จะบอกว่าเป็นการตั้งสเตตัสเช็คเรตติ้งเล่นๆก็ถูกนะ จริงๆคุณอาจจะเป็นคนมีเพื่อนเยอะ แต่สาวๆลองคิดดูดีๆว่า ถ้าคุณไม่ใช่เน็ตไอดอลที่ต้องคอยโพสสเตตัสเช็คเรตติ้งแฟนเพจเรื่อยๆ ละก็ โพสแบบนี้มันมีอีกความหมายหนึ่งว่า "คุณไม่มีเพื่อนสนิท" อาจทำให้คนอื่นมองว่าคุณไม่ค่อยมีเพื่อนคบก็เป็นได้ ทางที่ดีลองชวนเพื่อนผ่าน inbox หรือถามเพื่อนใน Line Group ดีกว่า ไม่ประเจิดประเจ้อดี


3.นอนล่ะนะ
อย่าคิดว่า Facebook เหมือนแชทใน Line หรือ MSN นะ ที่ต้องคอยบอกคู่สนทนาว่า "ไปนอนก่อนนะ" คุณจะนอนตอนไหนไม่มีใครอยากรู้หรอกค่ะ หรือว่าโพสเพื่อให้คนอื่นเข้ามาบอก "ฝันดี"? งั้นแสดงว่าคุณไม่ได้จะนอนจริงๆแล้วล่ะ เพราะคุณคงโพสว่าจะนอน แต่ก็คอยรีเฟรชหน้า Facebook ดูคนเข้ามากด Like และบอกฝันดีไปอีก 1 ชั่วโมงนั่นแหละ


4.อยาก unfriend ใครสักคน
เราเข้าใจนะว่าทุกคนมีจุดประสงค์ในการเล่น Facebook ไม่เหมือนกัน บางคน add friends ที่เป็น friends กันจริงๆ บางคนอาจจะแอดเพื่อนของเพื่อนที่รู้จักหลังไปเที่ยวด้วยกัน บางคนก็แอดเพื่อนที่รู้จักกันผ่านอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งบางคนเป็นเพื่อนกันมาอยู่ดีๆ ก็ดันมาทะเลาะกันจนไม่อยากจะเป็นเพื่อนกันอีกทั้งในชีวิต online และ offline

แต่ว่าการออกมาโพสสเตตัสว่าอยากจะ unfriend ใครเนี่ย คุณต้องการเตือนคนไหนโดยเฉพาะหรือเปล่า ถ้าใช่ คุยกับเขาโดยตรงเลยดีกว่าค่ะ เพราะเพื่อนๆของคุณที่เหลืออาจจะอกสั่นขวัญแขวน ระแวงว่าตัวเองไปทำอะไรไม่ดีให้คุณโกรธหรือเปล่า ทำให้เขา panic โดยใช่เรื่อง

แต่ถ้าคุณต้องการจะเตือนเพื่อนๆทั้งหมดของคุณ ให้หยุดทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น "หยุดแชร์รูปอุบัติเหตุโชกเลือดกันเสียที" อันนั้นเห็นด้วยค่ะ เตือนเลย เพราะคุณแค่ไม่อยากเห็นโพสบางโพสของเขา แต่ใช่ว่าไม่อยากจะอัพเดตชีวิตของเขาไปตลอดเสียทีเดียว จริงไหม


5.ดราม่าตลอดดดดดด (Go get a life girl!)
รวมทุกอย่างที่เป็นเรื่องดราม่า ทั้งบ่นในโชคชะตาอันโชคร้ายและต่ำต้อยของตัวเอง ไหนจะกร่นด่าใครก็ไม่รู้ลอยๆด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย แถมโพสติดๆกันเป็นพรืด ถ้าชีวิตคุณจะเจอเรื่องดราม่ามาบ้าง เข้ามาบ่นๆให้เพื่อนคุณฟังบ้างมันโอเคที่สุดค่ะ แต่ถ้าจะดราม่าตลอดๆแถมบางครั้งเป็นเรื่องเดิมๆซ้ำซาก

ไอ้ที่เพื่อนๆคุณคอมเมนต์ปลอบใจคุณ ช่วยหาวิธีแก้ไขให้คุณไปเมื่อสเตตัสที่แล้วก็ไม่เห็นคุณจะเอาไปใช้ บางครั้งอาจทำให้เพื่อนๆของคุณมองว่าคุณแค่ตั้งสเตตัสเพื่อเรียกร้องความสนใจก็ได้นะคะ ทางที่ดีหลังจากบ่นๆไปสเตตัสหนึ่งเสร็จ อ่านคอมเมนต์เพื่อน มองหาวิธีแก้ไข

หรือถ้าเล็งเห็นเพื่อนคนไหนที่พอจะช่วยเป็นที่ปรึกษาเราได้ ก็แยกไปคุย inbox ส่วนตัวกันให้เป็นเรื่องเป็นราว ทีนี้ปัญหาของคุณก็คลี่คลายลงได้โดยที่คุณไม่ต้องกลายร่างเป็น Drama Queen อีกต่อไปค่ะ


 :49: :49: :49: :49: :49:

ทั้งนี้ทั้งนั้น ChicMinistry สนับสนุนให้ทุกคนใช้ social network ให้พอเหมาะนะคะ แบ่งเวลาในชีวิตคุยกับเพื่อนจริงๆบ้าง หรือแม้กระทั่งปิด Facebook แล้วมองหาข้อมูลดีๆที่น่าสนใจในเว็บไซต์อย่าง ChicMinistry.com

เพื่อเป็นเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตหรือพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น แบ่งปันเรื่องราวดีๆหรือแม้กระทั่งมุขตลกฮาๆให้เพื่อนๆของคุณได้อ่าน เท่านี้คุณก็ไม่ต้องเป็นคนน่ารำคาญในสายตาเพื่อนๆแล้วล่ะค่ะ ดีไม่ดีเพื่อนๆอาจจะกลายเป็นแฟนคลับตัวยงของคุณก็ได้นะ


เนื้อหาโดย ChicMinistry
hitech.sanook.com/1392717/5-status-น่ารำคาญที่ไม่ควรตั้งใน-facebook/
120  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / แก็ดเจ็ตเจ๋ง.! เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องโพลารอยด์ (มีคลิป) เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:43:47 AM


แก็ดเจ็ตเจ๋ง.! เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องโพลารอยด์ (มีคลิป)

ฝรั่งเศสผุดเคสมือถือเจ๋ง เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์

เป็นอีกหนึ่งแก็ดเจ็ตที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย สำหรับเคสสมาร์ทโฟนของทางบริษัทน้องใหม่สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง'Prynt'ที่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องปริ้นภาพถ่ายขนาดพกพาได้ โดยการเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ

อย่างไรก็ตามเคสมือถือพ่วงปริ้นเตอร์นี้ยังเป็นรุ่นที่สามารถบรรจุกระดาษได้เพียง 1 แผ่นต่อครั้งเท่านั้น แถมใช้เวลาในการปริ้นนานถึง 50 วินาทีต่อหนึ่งภาพ แต่ทางผู้ผลิตอย่างบริษัท'Prynt'ตั้งเป้าหมายว่า ในรุ่นใหม่จะสามารถบรรจุกระดาษได้ถึง 10-30 แผ่น และใช้เวลาในการปริ้นน้อยกว่า 30 วินาที

ทั้งนี้เมื่อใช้กล้องมือถือส่องภาพที่ถูกถ่ายด้วยเคสและแอพพลิเคชั่นของPrynt ยังสามารถย้อนดูวีดีโอสั้นๆ ในช่วงเวลาที่กำลังถ่ายภาพนั้นได้อีกด้วย

นอกจากนี้ทางPryntยังระบุว่า ในขณะนี้อุปกรณ์ดังกล่าวยังรองรับเพียงแค่สมาร์ทโฟนที่มีขนาดประมาณ 4 นิ้วเท่านั้น แต่ภายในอนาคตจะรองรับสมาร์ทโฟนจอใหญ่อย่าง 'ซัมซุง กาแล็คซีโน๊ต' และ' ไอโฟน 6 พลัส'

เบื้องต้นเคสมือถือชิ้นนี้จะมีราคาอยู่ที่ 99 ดอลลาร์หรือประมาณ 3,200 บาท


https://www.youtube.com/watch?v=1auyhjhjPME#t=22


ที่มา : techcrunch
www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/330134/แก็ดเจ็ตเจ๋ง-เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องโพลารอยด์-มีคลิป-
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 308