ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • มัชฌิมา บอร์ด แหล่งร่วมรวมความรู้ทางกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 307
81  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / 5 เหตุผลที่ ไม่ควรซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ราคาถูก (จนเกินไป) เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:39:25 AM


5 เหตุผลที่ ไม่ควรซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ราคาถูก (จนเกินไป)

ในปัจจุบันราคาของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนั้น มีหลากหลายช่วงราคามากๆ เรียกได้ว่ามีตั้งแต่ไม่กี่พันบาทจนไปถึงระดับสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แน่นอนว่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่จะเลือกซื้อเลือกใช้งานได้ตามงบประมาณที่ต้องการ เพราะจากการที่บรรดาผู้ผลิตแบรนด์ต่างๆ ต่างแข่งขันทำตลาดกันอย่างสูง ส่งผลให้ในตอนนี้ มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต Android มีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก

แถมยังมีให้เลือกซื้อเยอะแยะมากมายหลายรุ่น โดยในส่วนของประเทศไทยเราก็ได้เห็นกันหลายแบรนด์ชั้นนำไม่ว่าจะเป็น Acer, ASUS, HP, HTC, Huawei, Lenovo, LG, i-mobile, Oppo, Sony และ Samsung นอกเหนือจากนี้ยังมีแบรนด์จีนอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะว่าไปมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่มีราคาถูกจน ใช้ว่าจะน่าซื้อจะน่าซื้อมาใช้งานเสมอไป เพราะหลายๆ อย่างก็มีข้อจำกัดของตัวมันเอง

ส่งผลให้ในบทความนี้ทีมงาน NotebookSPEC ก็จะมาว่ากันด้วยเรื่อง 5 เหตุลผลที่ไม่ซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาถูก (จนเกินไป) ว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

1. ประสิทธิภาพแค่พอใช้งาน
เป็นข้อจำกัดแรกๆ ที่ต้องยอมรับกันให้ได้เลยทีเดียว จากที่เป็นมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ราคาถูก ทำให้บรรดาผู้ผลิตต่างๆ ย่อมจำเป็นต้องลดสเปคภายในของตัวเครื่องลง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของชิปประมวลผล กราฟิกการ์ด แรม รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่อาจจะมีความจุน้อยจนเกินไป

ทำให้ในการใช้งานนั้นอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่เท่ากับมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาสูงได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้งานไม่ได้เลยนะ คือต้องบอกว่าก็ยังใช้งานแอพพลิเคชั่น เล่นเกม ฟังเพลงได้ แต่อาจจะโดนลดประสิทธิภาพในการแสดงผลลงไป ด้วยความที่ว่าทรัพยากรของเครื่องไม่เพียงพอที่จะใช้งาน แน่นอนว่ายิ่งนานวันก็จะมีโอกาสค้างหรือหน่วงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ


2. หน้าจอแสดงผลทัชสกรีนค่อนข้างแย่

แม้ว่าในส่วนของหน้าจอแสดงผลทัชสกรีนของมือถือจะได้รับพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องสีสันในการแสดงผล หรือระบบทัชสกรีนที่รองรับหลายๆ จุดพร้อมๆ กัน รวมไปถึงสนับสนุนการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ อย่างปากกาสไตลัส

แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นจะอยู่บนมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ราคาสูงเท่านั้น แน่นอนว่าสำหรับ มือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตตัวล่างๆ ที่เน้นราคาถูกแล้ว บรรดาผู้ผลิตก็จงใจที่จะลดต้นทุน จึงต้องลดสเปคของหน้าจอแสดงผลทัชสกรีนลงไปด้วย

เรียกได้ว่าถ้าใครเคยเล่นหรือใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาถูกๆ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน หากเทียบกับรุ่นระดับกลางหรือระดับสูง


3. วัสดุและดีไซน์ของตัวเครื่องพื้นๆ
จัดได้ว่าเป็นเรื่องปกติของมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาถูก เพราะร้อยทั้งร้อยทุกๆ รุ่นนั้นทำมาจากพลาสติกเกรดธรรมดา

ฉะนั้นในเรื่องของความแข็งแรงหรือความสวยงามหรูหราคงจะตอบสนองไม่ได้มากเมื่อเทียบกับมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาแพง ส่งผลให้ไม่ค่อยจะทนไม้ทนมือกับการใช้งานทั่วไปซักเท่าไหร่นัก รวมเป็นถึงเกิดรอยขีดขวนได้ง่ายมาก ต้องใส่เคสเอาไว้ตลอดเวลา ฉะนั้นถ้าใครซีเรียสตรงนี้คงต้องบอกว่ามือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาถูกไม่น่าจะตอบโจทย์เท่าไหร่

อีกทั้งดีไซน์การออกแบบก็พื้นๆ เรียบง่าย ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าควักขึ้นมาใช้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าใช้รุ่นอะไร


4. ไม่ได้ไปต่อใน Android เวอร์ชั่นใหม่ๆ
ต้องเข้าใจว่าผู้ผลิตมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตนั้นมีรุ่นย่อยมากมาย ซึ่งในการที่จะได้ไปต่อในมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตรุ่นราคาถูกนั้นคงเป็นไปได้ยาก (แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย) เพราะบรรดาผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะสนับสนุนมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android รุ่นล่างๆ ที่ราคาถูกๆ

แต่อย่างใด ส่งผลให้ระบบปฏิบัติการ Android ที่ติดมากับเครื่องจะไม่ได้รับการอัพเดทอย่างที่รุ่นสูงๆ แพงๆ ได้รับแต่อย่างใด หรือเรียกได้ว่าซื้อมาเป็น Android เวอร์ชั่นไหน ก็จะเป็น Android เวอร์ชั่นชั่วกัลปสานทีเดียว

ยกเว้นแต่รุ่นไหนที่ผู้ผลิตประกาศว่าได้รัยการอัพเดทแน่ๆ อันนี้ก็รอดไป รวมไปถึงกรณีที่ต้องหาพวก Custom Roms ลงด้วยตัวเอง


5. ประสบการณ์ใช้งานต่ำ ไม่น่าประทับใจ
จาก 4 เหตุผลด้านบนทำให้เกิด 1 เหตุผลที่ไม่ควรซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาถูก (จนเกินไป) มาใช้งาน เพราะจะทำให้ประสบการณ์ใช้งาน Android อย่างที่ควรจะเป็นลดน้อยถอยลงไป เพราะไม่ว่าจะเป็นการทำงานโดยรวมของตัวเครื่องที่อาจจะมีช้าหรือหน่วงบ้างกรณีที่เปิดหลายๆ แอพพลิเคชั่นพร้อมๆ กัน หรืออาจจะมีกรณีที่ค้างและดับไปเลย

ซึ่งถึงแม้ว่าจะเปิดเกมหรือแอพนั้นๆ ได้แต่ก็จะโดนลดกราฟิกหรือคุณสมบัติลงไป นอกเหนือจากนั้นก็จะมีเรื่องของกล้องไม่คมชัด หรือแบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่ยาวนาน ทำให้ทั้งหมดนั้นส่งผลให้การใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ราคาถูกไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร


 :96: :96: :96: :96: :96:

สรุปคือถ้ามีงบประมาณในการเลือกซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ที่ค่อนข้างสูงหน่อย ก็อาจจะเลือกเป็นมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต Android ระดับกลางหรือบนไปเลย (ต้องดูเป็นรุ่นๆ อีกที เพราะไม่แน่ว่ารุ่นราคา 5,000 + อาจจะทำได้ดีก็ได้) แต่สำหรับใครที่มีความตั้งใจจะซื้อรุ่นที่ราคาไม่แพงอยู่แล้ว ก็อาจจะต้องทำใจในเรื่องของการใช้งาน เพราะการเล่นแอพได้ กับเล่นแอพได้ดี นั้นมีความแตกต่างกันนะครับ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
hitech.sanook.com/1392625/5-เหตุลผลที่ไม่ควรซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต-ราคาถูก-จนเกินไป/
82  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / เที่ยวได้เบิกบานใจ เช็ก 8 แอพฯ ก่อนเดินทาง ไปไหนก็ไร้กังวล! เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:34:09 AM


เที่ยวได้เบิกบานใจ เช็ก 8 แอพฯ ก่อนเดินทาง ไปไหนก็ไร้กังวล!

รวมเคล็ดลับดีๆ เพื่อการท่องเที่ยวมาเอาใจช่วงใกล้วันหยุดยาว แค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอุดมประโยชน์สำหรับนักเดินทาง รับรองสนุก ปลอดภัย ไร้ปัญหา…

เวลาจะเดินทางไปไหนแต่ละที ทั้งต่างจังหวัด ต่างประเทศ... ช่างมีรายละเอียดอะไรมากมายให้เราเตรียมพร้อม นอกจากเสื้อผ้าที่ต้องคัดสรรให้มิกซ์&แมตช์กันลงตัว รองเท้า กระเป๋า เสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน ร่มสวยๆ แค่นี้ก็จัดเตรียมกันแทบไม่ถูกแถมยังต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อย แต่แค่นั้นคุณคิดว่าเพียงพอกับการเดินทางแล้วหรือยัง...?

คำตอบคือ...ยังไม่พอ​!!! เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่บรรดานักท่องเที่ยวมักจะมองข้ามไป ทั้งการตรวจสอบสภาพอากาศ การเดินทาง หรือแม้แต่ตัวช่วยในการท่องเที่ยว และแน่นอนว่าเทคโนโลยียุคปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวให้คุณได้อย่างสะดวกสบาย ผ่าน "แอพพลิเคชั่น" ซึ่งเรารวบรวมมาให้คุณได้สะดวกสบายไปกับการเดินทางและท่องเที่ยว ภายใต้เงื่อนไขแห่งความ...ฟรี!!!


ประเพณีลอยโคม ที่แสนงดงามของประเทศไทย

ตรวจสอบสภาพอากาศกันก่อน
สำหรับแอพพลิเคชั่นตรวจสอบสภาพอากาศ อาจจะไม่ต้องดาวน์โหลดเพิ่มเติมก็ได้ เพราะปัจจุบันสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่างๆ ล้วนมีแอพพลิเคชั่นเกี่ยวสภาพอากาศติดตั้งมาพร้อมสรรพอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณยังอยากได้แอพอื่นๆ มาเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ เพื่อวัดความชัวร์ของอุณหภูมิก็ตามสะดวก

แอพที่แนะนำ... "Yahoo Weather" ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งอุปกรณ์ในระบบปฏิบัติการณ์ไอโอเอสและแอนดรอยด์ โดยนอกจากจุดเด่นในการพยากรณ์สภาพอากาศได้ทั้งปัจจุบันและล่วงหน้า ซึ่งใช้งานและดูง่ายแล้ว ยังแบ่งการพยากรณ์ได้ละเอียดถึงแบบรายชั่วโมงได้อีกด้วย แถมยังมีภาพทิวทัศน์สวยๆ จากทั่วโลกให้คุณเลือกใช้เป็นแบล็กกราวน์ได้ตามใจ


เตรียมไฟฉายติดไว้เผื่อฉุกเฉิน
ในการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว โดยเฉพาะการไปค้นหาธรรมชาติและความสงบเงียบ... ไฟฉายยิ่งถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่คุณไม่ควรหยิบออกจากกระเป๋าเลย!! แม้คุณจะยังนึกไม่ออกหรือมองว่ามันไม่จำเป็นซักนิด แต่เอาเข้าจริง ไฟฉายนี่แหละอาจช่วยให้คุณค้นหาสิ่งของหรือปลายทางได้อย่างง่ายดาย จนคุณรู้สึกขอบคุณมัน!

แอพที่แนะนำ... "Best Flash light" แอพพลิเคชั่นนี้จะให้แสงสว่างออกมาทางแฟลชที่อยู่ด้านข้างของกล้องหลัง แต่ความพิเศษก็คือ คุณสามารถเลือกประเภทของแสงสว่างเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความต้องการหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ เช่น ใช้เป็นไฟฉายปกติ , สำหรับโบกให้สัญญาณรถที่สัญจรไป-มา , เปลี่ยนมาใช้ความสว่างทางหน้าจอมือถือในกรณีที่ต้องการความสว่างเพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งไอโอเอสและแอนดรอยด์


ความงดงามของพระราชวังเชินบรุนน์ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

เช็กค่าเงินกันหน่อย!
สำหรับคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ อาจจะต้องเตรียมตัวมากเป็นพิเศษ เรื่องถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็เพราะค่าเงินของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน แต่จะให้ดาวน์โหลดแอพติดเครื่องเอาไว้ทั้งทีจะโหลดแค่แอพแปลงค่าเงินได้ยังไง มันต้องทำได้หลายๆ อย่างสิ!

แอพที่แนะนำ... "Converter Plus" เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้ใช้ไอโอเอส ซึ่งต้องบอกว่าสามารถใช้งานได้หลากหลายทีเดียว เพราะนอกจากการเปรียบเทียบค่าเงินในสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลกแล้ว แอพพลิเคชั่นนี้ยังมีฟังก์ชั่นสำหรับเรื่องของมาตราส่วนพื้นที่ , อุณหภูมิ , เวลา ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลางัดวิชาคณิตศาสตร์มาค้นหาคำตอบ ส่วนผู้ใช้แอนดรอยด์ก็ไม่ต้องกังวลใจ... เราแนะนำ "Currency FX" ซึ่งใช้เทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและราคาโลหะมีค่าได้ด้วย แถมยังสามารถเลือกบันทึกสกุลเงินที่คุณชื่นชอบหรือเดินทางไปบ่อยๆ เอาไว้ดูซ้ำได้ง่ายและสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังมีกราฟแสดงสถิติย้อนหลังให้คุณได้เห็นความเคลื่อนไหวของค่าเงินเหล่านั้น ได้ตั้งแต่หลักวัน เดือน ปี แถมใช้งานสะดวกด้วยภาษาไทย


แอพ Currency FX แสดงสถิติอัตราแลกเปลี่ยนเงินได้ด้วย

หมดห่วงเรื่อง (ต่าง) ภาษา
ต่อเนื่องกันอีกแอพพลิเคชั่น เพื่อเอาใจคนชอบท่องเที่ยวต่างประเทศ กับบรรดาแอพพลิเคชั่นในแนว Dictionary

แอพที่แนะนำ... ถ้าเป็นภาษาไทย-อังกฤษ เราขอแนะนำ "Thai Fast Dict" ที่มีจุดเด่นคือสามารถออกเสียงคำนั้นๆ ให้คุณฟังเพื่อความมั่นใจในการออกเสียง แถมยังใช้ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ แต่ถ้าอยากรองรับหลากหลายภาษาก็ต้อง "Google Traslate" บริการแปลภาษาจากกูเกิล ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้ก็จะมีภาษาให้คุณเลือกได้หลากหลายยิ่งขึ้น ใช้งานง่ายด้วยรูปร่างหน้าตาคล้ายกับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ที่คุ้นเคยกันดี


เส้นทางไหนก็ไม่หลง!
ถ้าคุณเลือกออกไปกอดเมืองไทย! แถมยังท้าทายด้วยการขับขี่ไปเยือนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง การวางแผนและศึกษาเส้นทางจะยิ่งกลายเป็นเรื่องสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม แต่บังเอิญว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ดีแสนดี สามารถพาคุณไปถึงเป้าหมายปลายทางได้ดังใจ แม้คุณจะยังไม่เคยไปเยือนเลยซักครั้ง!

แอพที่แนะนำ... "Google Map" เป็นแอพพลิเคชั่นฟรีที่หลายคนยกมือให้ผ่านเข้ารอบ เพราะใช้งานง่ายแถมยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ นอกเหนือจากเส้นทาง เช่น รายงานการจราจร , รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ กว่า 100 ล้านแห่ง , การนำทางด้วยเสียงผ่าน GPS รองรับการขับขี่ทั้งรถยนต์ จักรยาน และการเดินเท้า ซึ่งมีข้อมูลให้คุณถึงกว่า 220 ประเทศ!


หน้าตาสวยงาม ดูง่ายๆ ของ Google Map

ทั้งถ่าย ทั้งแต่ง ครบในแอพเดียว
พลาดไม่ได้ที่คุณจะต้องพกพากล้องไปบันทึกภาพระหว่างการท่องเที่ยวสุดประทับใจ แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บอกว่า... ขอพกสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวพอ! และจะยิ่งดีแค่ไหนถ้าคุณมีแอพที่ทำได้ทั้งถ่ายภาพและแต่งภาพสวยไปได้พร้อมๆ กัน

แอพที่แนะนำ... "FotoRus" ยังคงเป็นแอพพลิเคชั่นที่หลายคนบอกว่าครอบคลุมการใช้งานที่สุด เพราะนอกจากจะใช้ถ่ายภาพแล้วก็ยังตกแต่งสีพร้อมรวมภาพได้เบ็ดเสร็จในคราวเดียว เลยใช้งานได้สะดวกและง่ายดายถูกใจคนชอบแชะ


ตะลุยกิน ตะลุยเที่ยว ตามรอยเพื่อนฝูง
บางครั้งการไปเยือนหลายๆ สถานที่ก็ทำให้เราเกิดความงุนงงได้โดยไม่ตั้งใจ เคยเป็นหรือไม่ที่ต้องทะเลาะกับบรรดาผู้ร่วมทริปด้วยประโยคที่ว่า "ก็เพิ่งเคยมาครั้งแรก" หรือ "มาด้วยกัน จะไปรู้ได้ไง" หรืออะไรทำนองนี้ เพราะมัวแต่เกี่ยงกันว่าจะไปกินของอร่อยได้จากร้านไหน ของฝากแบบนี้ดีหรือเปล่า... แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไป!

แอพที่แนะนำ... "ภารกิจเที่ยว" เป็นแอพพลิเคชั่นของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งรวบรวมไอเดียที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ไว้รอให้คุณไปตามรอยนักท่องเที่ยวอื่นๆ ที่นำเสนอรีวิวเอาไว้กว่า 20,000 เรื่อง ดาวน์โหลดได้ทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการ ไอโอเอสและแอนดรอยด์


แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของ "ภารกิจเที่ยว"

รับรองว่าคนชอบเดินทางจะต้องตาลุก! ด้วยรีวิวกิน เที่ยว พัก แบบจุใจ


ฉุกเฉิน…อย่างมีสติ!
นอกจากเรื่องราวเพื่อการท่องเที่ยวแล้วเรื่องของความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม แม้คุณจะบอกว่าสามารถดูแลตัวเองและผู้ร่วมทริปได้ด้วยความไม่ประมาท แต่… อย่างที่บอกว่าอุบัติเหตุเกิดจากความประมาท ซึ่งหมายความว่าหากคุณไม่ประมาท คนอื่นที่ประมาทก็อาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่คุณได้

แอพที่แนะนำ... "Highway Police Thai" แอพพลิเคชั่นของตำรวจทางหลวงน่าจะเป็นทางรอดที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากแผนที่เพื่อช่วยเหลือในการเดินทางแล้ว แอพนี้ยังมีข้อมูลโรงพยาบาล ประกันภัย รถยก หรือมูลนิธิต่างๆ รวมถึงการแสดงที่ตั้งของสถานีตำรวจทางหลวงและหน่วยบริการประชาชน พร้อมช่วยเหลือคุณเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุทั่วประเทศไทย!!!


ขอให้ท่องเที่ยวอย่างเบิกบานใจ และปลอดภัยกันทุกคน...!


ตัวช่วยความปลอดภัย... กับ Highway Police Thai

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/463211
83  เรื่องทั่วไป / IT สาระประโยชน์ชาวธรรม / ผุดแผนดูแลชาวโซเชียล เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:26:15 AM



ผุดแผนดูแลชาวโซเชียล

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุววรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า ในปี 2558 กทค.มีแผนงานเร่งดำเนินการ ได้แก่ การเยียวยาผู้ใช้บริการที่ยังคงค้างอยู่ในระบบ 2 จี หลังสัญญาสัมปทานมือถือที่ใช้คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.58 การเตรียมพร้อมประมูล 4 จี บนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าในเดือน ม.ค.-ก.พ.58 จะมีความชัดเจนในรายละเอียดการประมูล

 :96: :96: :96: :96: :96:

นอกจากนี้จะตรวจสอบคุณภาพการให้บริการ 3 จี อย่างเข้มข้นและการตรวจการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมว่าได้ดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ เนื่องจากตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีการโอนย้ายบริการมือถือจากระบบ 2 จี มาสู่บริการ 3 จี จำนวนมาก ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา อันเป็นผลทำให้ประเทศมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูบ ทวิตเตอร์ และอื่นๆ จำนวนมากอยู่อันดับต้นๆของโลก

 :49: :49: :49: :49: :49:

สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.) นั้น ก็ต้องดูรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนว่ากำหนดเรื่องคลื่นความถี่ไว้ว่าอย่างไร ต้องมีองค์กรอิสระหรือไม่ ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ.กสทช.ฉบับเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ บอร์ด กทค.ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าการแก้ไขกฎหมายจะมีผลบังคับใช้.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/463445
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โหนกระแสโซเชียล 'เหนียวไก่' หน้าที่สื่อ?..ความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:22:59 AM


โหนกระแสโซเชียล 'เหนียวไก่' หน้าที่สื่อ?..ความรับผิดชอบต่อสังคม

จากกรณี "น้องไลล่า" นางสาวขนิษฐา จันทร์สว่าง อายุ 15 ปี เด็กหญิงชาวสตูล เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสังคมออนไลน์ โซเชียลแคม หรือที่หลายคนเรียกว่า 'คลิปเหนียวไก่' ด่าทอผู้ที่ขโมยข้าวเหนียวไก่ ซึ่งวางไว้ที่หน้ารถ สำเนียงภาษาใต้ จนสื่อแทบทุกสำนักหยิบประเด็นมานำเสนอ จนกลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพียงชั่วข้ามคืน

ทั้งนี้ มีคนจำนวนไม่น้อย ตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของสื่อว่า สมควรหรือไม่กับการทำหน้าที่ของสื่อหลัก ต่อการหยิบประเด็นจากกระแสโซเชียล มาขยายผล ตีข่าว จนเกิดเป็นกระแสในโลกออนไลน์

อ.ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ว่า ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนผ่านสู่ภูมิทัศน์สื่อแบบใหม่ อดีตคนกำหนดทิศทางข่าว คือ กองบรรณาธิการ แต่พอเริ่มมีโซเชียลมีเดียเข้ามา ทำให้คนกำหนดวาระของข่าวสารที่ต้องการเองได้ แม้กระทั่งเด็ก ก็สามารถสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่าย ปัญหา คือ อนาคตเด็กก็จะคิดว่า โซเชียลมีเดีย คือ พื้นที่ระบายอารมณ์ โดยไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบตามมาอย่างไร โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ อย่างกรณี น้องไลล่า ดีที่สังคมให้การตอบรับ แต่บางคน หากสังคมให้การตอบรับในเชิงลบ รุนแรง จะน่ากลัวมาก


 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

"เข้าใจว่าที่สื่อหยิบคลิปแบบนี้มาเล่น เพราะมันจุดประเด็นได้ ตัวสื่อมองว่าเป็นเรื่องที่คนจะให้ความสนใจ เป็น Soft News แต่ถ้ามากเกิน ไม่มองมิติอื่นๆ ที่ตามมา อาทิ มองกรณีไลล่าว่าเป็นฮีโร่ อีกหน่อย เด็กโดนด่า โดนว่า ทะเลาะกับเพื่อน ก็มาระบายผ่านสังคมโซเชียล โซเชียลก็จะกลายเป็นถังขยะระบายอารมณ์ แต่ผลกระทบต่อจากนั้น อาจกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ขึ้น เป็นระดับองค์กร อย่างกรณีนี้กลายเป็นเซเลปดังในช่วงข้ามคืน มันเร็วไปไหมสำหรับเด็กคนนึง ซึ่งสื่อจะต้องให้ความรู้เท่าทันในเรื่องนี้ด้วย" อ.ดร.มานะ กล่าว

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่สื่อหยิบประเด็นที่เป็นกระแสทางโซเชียลมีเดีย มานำเสนอคู่ไปกับข่าว เพื่อแย่งชิงพื้นที่ อ.มานะ แสดงความเห็นว่า ข้อดีมันมีอยู่แล้ว รับประกันว่าได้ยอดวิว จะมีคนเข้ามาอ่าน เข้ามาดูเยอะแน่ๆ เพราะกระแสโซเชียลเป็นตัวกรองชั้นหนึ่งแล้วว่ามีคนสนใจ แต่หลายครั้ง ยังไม่มีการตรวจสอบข้อมูล แต่ต้องนำเสนอข่าว เพราะกลัวตก มันก็จะไม่ต่างกันกับเพจทั่วไป ซึ่งมันจะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บังคับบัญชาของสื่อแต่ละแห่งด้วย

 :96: :96: :96: :96: :96:

สำหรับข้อเสนอแนะ ก็อยากให้กลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อ วางกรอบกติกากันเองก่อน ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร หากในวันข้างหน้า มีปัญหาขึ้นมา แล้วรัฐอาจเป็นคนลงมาจัดการเอง ดังนั้น เราควรดูแลกันเองก่อน เพื่อเป็นการป้องกัน

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า อยากให้แยกเป็น 2 ประเด็น คือ เรื่องความเหมาะสมของการทำหน้าที่สื่อ และสิทธิ หน้าที่ของสื่อ สามารถหยิบประเด็นดังกล่าวมาเล่นได้หรือไม่


 :49: :49: :49: :49: :49:

"ผมไม่ค่อยตื่นเต้น หรือทำให้ตื่นตระหนก แต่ด้วยตัวคลิป ซึ่งมีคุณค่าข่าวค่อนข้างสูง ในแง่ที่ว่าเป็นเรื่องตลก ขำ เป็นประเด็น Viral ได้ รวมๆ แล้วคือ ไม่มีสิ่งแอบแฝง ซึ่งน้องเค้าก็เป็นคนที่อัดคลิป แล้วนำมาลงโลกโซเชียล ทำให้เกิดเป็นกระแส สื่อก็ไปหยิบมา ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของสื่อ ถือเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ เพราะจะได้อธิบายให้คนได้รู้ว่า เรื่องราวมันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องหาจุดตรงกลาง ในเรื่องของความเหมาะสม ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวน้องไลล่า ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ เรื่องดังกล่าว ทำให้น้องเกิดความไม่สบายใจ นำเสนอเรื่องของน้องเค้าแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าวด้วย" ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับธรรมชาติของสื่อออนไลน์เอง การที่จะนำเสนอเรื่องไร้สาระ มองว่าไม่แปลก เพราะมันเป็นธรรมชาติของสื่อออนไลน์ แต่เมื่อนำประเด็นน้องเค้าขึ้นมานำเสนอแล้ว มันเกิดผลกระทบ ทำให้ชีวิตน้องเค้าเปลี่ยนทันที ก็ต้องรับผิดชอบ ตรงนี้สื่อมีการติดตาม หรือช่วยดูแลน้องเค้าไหม อีกทั้งต้องรับผิดชอบ หรือต่อยอดในเรื่องดังกล่าวด้วย อาทิ มีบทวิเคราะห์ต่อเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่สัมภาษณ์เสร็จก็ไป

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ส่วนกรณีที่สื่อจำนวนหนึ่ง เรียกร้องเสรีภาพสื่อ ในการนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้ มีแหล่งที่มา มีหลักฐาน พร้อมจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอ ยืนอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์สาธารณะ คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา ผศ.ดร.วรัชญ์ ให้ความเห็นว่า ต้องยอมรับว่าภูมิทัศน์สื่อมันเปลี่ยนไปเยอะ สื่อไม่ได้กำหนดวาระด้วยตัวเองอีกแล้ว และไม่อยากให้มองที่ยอดไลค์ ยอดแชร์ เพราะมันเทียบกันไม่ได้ คุณค่าของการทำข่าวแบบนั้น มันยั่งยืนกว่าเยอะ และเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากกว่าด้วย ข่าวข้าวเหนียวไก่ ก็มีคุณค่า ในแง่ที่ช่วยให้คนผ่อนคลาย ระบายความเครียด แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ทั้งนี้ สื่ออาจนำเรื่องดังกล่าวมาต่อยอด มีบทวิเคราะห์ในประเด็นอื่นๆ อาทิ พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในเด็ก เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น.


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.thairath.co.th/content/463170
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผลวิจัยเผย พระไทยส่วนใหญ่มีทรัพย์สินส่วนตัว มีบัตรเครดิต ส่งผลทำผิดพระธรรมวินัย เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:18:10 AM


ผลวิจัยชี้ 'เงินมีส่วนทำให้ พระทำผิดวินัย'

ผลวิจัยเผยพระไทยส่วนใหญ่มีทรัพย์สินส่วนตัว มีบัตรเครดิต ส่งผลทำผิดพระธรรมวินัย อาชญากรรม ฉ้อโกงเงินวัด เรี่ยไรเงินทอง ปลอมบวช  แนะรัฐร่วมมือมหาเถรสมาคม สำนักพุทธฯ วางระบบตรวจสอบพระ-วัด มีการลงโทษจริงจัง พร้อมคัดกรองการบวช ขณะที่พศ.เผยเรื่องพระทำไม่เหมาะสมร้องผ่านศูนย์ดำรงธรรมอื้อ

วันนี้( 14พ.ย.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดเผยรายงานวิจัยเรื่องพระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว จัดทำโดยนายดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ผ่านเว็บไซต์ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา ซึ่งพบว่ารายได้และรายจ่ายของพระภิกษุสงฆ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการเช่น สภาพพื้นที่ กิจกรรมต่างๆศรัทธาของฆราวาส ส่วนการบริหารจัดการก็มีหลายรูปแบบทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฏหมายของสงฆ์

ซึ่งจากการสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่าพระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันมีทรรศนะเรื่องเงินทองแตกต่างกันไป เช่น เงินทองเป็นเพียงสิ่งสมมติ เงินทองเป็นของส่วนตัวเคร่งครัดตามพระธรรมวินัยและจะปรับเปลี่ยนพระธรรมวินัย แต่โดยรวมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันล้วนมีเงินทองเป็นของส่วนตัวแทบทั้งสิ้น


 :96: :96: :96: :96: :96:

งานวิจัยยังระบุอีกว่า การมีเงินทองเป็นทรัพย์สินส่วนตัวยังทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ปัญหาการฉ้อโกงทรัพย์สินวัด ปัญหาการเรี่ยไรเงินทอง ปัญหาการล่อลวงและขโมยทรัพย์สินพระภิกษุสงฆ์ ปัญหาด้านอาชญากรรม และปัญหาการปลอมบวช ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง ทั้งในระดับบุคคลและในระดับสังคม โดยเฉพาะผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องศรัทธา คุณภาพของพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้วิเคราะห์เรื่องทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องเงินและทองไว้ว่าขัดกับหลักพระธรรมวินัยด้วยเหตุผลหลายประการ นอกจากในพระวินัยปิฎกที่แสดงไว้ชัดเจนแล้วว่าการรับเงินและทองเป็นความผิด การที่พระภิกษุสงฆ์มีการใช้บัตรเดบิตหรือเครดิต ซึ่งไม่มีบัญญัติในพระวินัย หรือแม้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงห้ามเรื่องบัตรเครดิต ฯลฯ แต่ก็ไม่ควร

 :41: :41: :41: :41: :41:

หากพิจารณาในมุมของกฎหมายการที่พระภิกษุสงฆ์มีเงินทองเป็นของส่วนตัวก็ถือว่าไม่เหมาะสมแม้ว่ากฏหมายบางมาตราอาจจะมีช่องที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์อาจมีเงินทองเป็นของส่วนตัวได้แต่กฏหมายเหล่านั้นก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้พระภิกษุสงฆ์สะสมทรัพย์สินเป็นของส่วนตัว เพราะถือว่าทรัพย์สินที่พระภิกษุสงฆ์ได้มานั้นล้วนเป็นทรัพย์สินของศาสนาทั้งสิ้นจึงไม่ควรที่จะยึดถือมาเป็นสมบัติส่วนตัว หากจะมีช่องทางให้พระภิกษุสงฆ์นั้นมีทรัพย์สินได้ก็เพื่อที่จะได้ทำกุศลช่วยมวลมนุษย์ด้วยการให้ทาน

ดังนั้นในมุมมองของกฎหมายทางโลกก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่พระภิกษุสงฆ์จะมีทรัพย์สินส่วนตัว การมีทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์จึงขัดกับพระธรรมวินัยและกฎหมายทางโลก


 :91: :91: :91: :91: :91:

ผู้วิจัยยังได้สัมภาษณ์ ข้อมูลรายได้ส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์ เช่น เงินนิตยภัต เงินค่าสอน เงินจากกิจนิมนต์ทั่วไป เงินจากกิจกรรมพิเศษทางศาสนา ทำให้ทราบว่าเมื่อพระภิกษุสงฆ์มีเงินทองแล้วก็สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินต่างๆได้อย่างมากมาย ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยก็ได้ ส่วนเรื่องรายจ่ายส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายการกุศล รายจ่ายด้านการศึกษา หากการใช้เงินทองในเรื่องเหล่านี้ไม่มีไวยาวัจกรจัดการให้แล้วก็ย่อมเป็นอาบัติ

ส่วนเรื่องการจัดการกับทรัพย์สินส่วนตัวนั้นเนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน วิธีการปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์จึงมีความแตกต่างกันไปเช่น เปิดบัญชีรวมเงินส่วนตัวเข้ากับบัญชีวัด เปิดบัญชีเฉพาะส่วนตัว และไม่เปิดบัญชีแต่เก็บไว้ในตู้บริจาคหรือกุฏิเจ้าอาวาส เป็นต้น

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ผู้วิจัยยังได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวกับพระสงฆ์ไว้ด้วยโดยต้องอาศัยวิธีส่งเสริมคุณภาพพระภิกษุสงฆ์ตามพระธรรมวินัย เช่น การปลูกฝังอุดมการณ์การบวช การศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ผสมผสานกับการแก้ไขเชิงระบบโดยอาศัยรัฐ เช่น การสร้างระบบกลั่นกรองพระภิกษุสงฆ์ให้มีคุณภาพมากขึ้นโดยมีบทลงโทษที่เข้มงวดหากมีการปลอมบวชเพื่อป้องกันการปลอมบวชต่อไป และควรทำฐานข้อมูลพระภิกษุสงฆ์เพื่อจะได้ทราบประวัติเพื่อป้องกันผู้เคยมีพฤติกรรมเสื่อมเสียบวชซ้ำและนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อคณะสงฆ์ ทั้งยังเป็นการป้องกันการปลอมบวชได้อีกด้วย

ส่วนการจัดการทรัพย์สินและการอุปถัมภ์ปัจจัย 4 โดยรัฐนั้น สามารถทำได้ โดยตั้งกองทุนของวัด เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นกองกลาง โดยบริหารจัดการภายในวัดโดยให้รัฐเป็นผู้สนับสนุนอุปถัมภ์งบประมาณทั้งหมด โดยอาศัยข้อกฎหมายในการดูแลจัดการทรัพย์สินแทนวัด และทรัพย์สินส่วนตัว หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคณะสงฆ์ให้มีการตรวจสอบระบบบัญชีได้อย่างโปร่งใสในทุกระดับ โดยมีการแบ่งแยกบัญชีส่วนตัวกับของวัดให้ชัดเจน


 :25: :25: :25: :25: :25:

นอกจากนี้ การจัดตั้งองค์กรของภาคสังคมและสภาชาวพุทธแห่งชาติที่ประกอบด้วย รัฐ คณะสงฆ์ และประชาชน เพื่อพัฒนาการพระศาสนาและอุปถัมภ์คณะสงฆ์ก็ดี การจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา เพื่อทำหน้าที่ดุจไวยาวัจกรในการจัดการด้านการเงินให้แก่คณะสงฆ์ก็ดี และการกลับเข้าไปหาพระธรรมวินัยดั้งเดิม เช่น อาศัยระบบไวยาวัจกรที่ซื่อสัตย์ทำหน้าที่ดูแลการเงินประจำวัดก็อาจเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ ที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนและตรวจสอบจากภายในวัดและชุมชนรอบวัดเพื่อความโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้จากส่วนกลาง ซึ่งอาจเป็นมหาเถรสมาคม(มส.)หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็เป็นได้

ขณะที่ปัญหาการจัดการทรัพย์สินส่วนรวมหรือของคณะสงฆ์นั้น ต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยให้มีงบประมาณเพียงพอแก่การใช้สอยผ่านมหาเถรสมาคม (มส.)หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ. )ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณจากเงินที่ได้โดยการบริจาคหรือจากธนาคารพุทธศาสนาก็เป็นได้
    โดยให้ธนาคารพุทธศาสนาทำหน้าที่ดุจไวยาวัจกรในการดูแลทรัพย์สินของพระสงฆ์ไม่ให้ผิดพระธรรมวินัยและต้องมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสชัดเจน ทั้งจากฝ่ายพระสงฆ์และจากรัฐ
    อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่องทรัพย์สินเงินทองของพระสงฆ์นี้มีมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ปัญหาแก้ไขได้ดีที่สุด คือ พระภิกษุสงฆ์ต้องยึดปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด


 st12 st12 st12 st12 st12

ด้านนายบุญเลิศ โสภา ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศ. กล่าวว่า ปัจจุบันภาคสังคมจับตาดูพฤติกรรมของพระสงฆ์มากขึ้นโดยเฉพาะการเผยแพร่ผ่านสังคมออนไลน์เมื่อพระสงฆ์มีการทำพฤติกรรมอะไรที่ประชาชน เห็นว่าไม่เหมาะสมก็จะมีการถ่ายรูปและส่งต่อภาพนั้นทันที ทั้งที่บางเรื่องอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงหรือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ส่งผลให้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมพระสงฆ์ไปยังตู้ปณ.ศูนย์ดำรงธรรมและสำนักนายกรัฐมนตรีมีเป็นจำนวนมาก

ขณะที่อนุกรรมาธิการงบประมาณก็มีการท้วงติงมายังพศ.ให้ติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมของพระสงฆ์เพราะจะส่งผลกระทบต่อการเสนอของบประมาณ ดังนั้นพระสงฆ์ควรระมัดระวังการแสดงพฤติกรรมต่างๆด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/280819/ผลวิจัยชี้เงินมีส่วนทำให้พระทำผิดวินัย
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สั่งสอบทรัพย์สิน "วัดหลวงพ่อเงิน" เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:07:46 AM



ภาพ : สั่งสอบ - พระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ประชุมกับนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าฯพิจิตร
สั่งตั้งคณะกรรรมการตรวจสอบเงินของวัดบางคลาน จ.พิจิตร
หลังพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสนำเงินบริจาคไปซื้อหุ้น เมื่อวันที่ 13 พ.ย.


สั่งสอบทรัพย์สิน "วัดหลวงพ่อเงิน"

เจ้าคณะพิจิตรเตรียมตรวจทรัพย์สินวัดบางคลาน หลังมีข้อครหาเจ้าอาวาสนำเงินไปเล่นหุ้นจนถูกสั่งปลดจากตำแหน่ง ด้านอดีตเจ้าอาวาสแจงบริสุทธิ์ใจ แต่ที่ถูกร้องเรียนเพราะมีผู้ไม่พอใจที่ถูกสั่งไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ ทางวัด ส่วนกรณีเจ้าอาวาสวัดมาบสามเกลียว จ.ชลบุรี ที่ประกาศขายวัด 2 พันล้าน เนื่องจากทนปัญหามลพิษทางเสียงและกลิ่นไม่ไหว ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือหาทางแก้ไข

จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนไปยังมหาเถรสมาคม ว่า พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม (วัดวังตะโก) หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน และเจ้าคณะตำบลท่าขมิ้น นำเงินบริจาคไปซื้อหุ้น จนกระทั่งมีการตั้งคณะไต่สวน ก่อนมีมติปลดพระครูวิสิฐสีลา ภรณ์ออกจากตำแหน่งนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากถูกปลดออกจากตำแหน่งพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ยังคงจำวัดอยู่ที่กุฏิเดิม โดยอ้างว่าลูกศิษย์ต้องการให้อยู่ต่อ โดยมีบรรดาลูกศิษย์ที่นับถือจำนวนหนึ่ง เดินทางมารวมตัวกันที่กุฏิเพื่อปรึกษาหารือ เรื่องที่จะการดำเนินการอย่างไรต่อไป


 :96: :96: :96: :96: :96:

ด้านนายสนั่น ลือมงคล อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 หมูที่ 3 ต.บางคลาน อ.โพทะเล จังหวัดพิจิตร ลูกศิษย์คนสนิทกล่าวว่า หลังจากที่พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ทำให้ลูกศิษย์เกิดความไม่พอใจ เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพระผู้ใหญ่ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 ต.ค. พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ได้รับหนังสือจากเจ้าคณะตำบลท่านั่งบางคลาน ให้พักจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. คณะกรรมการไต่สวน ประกอบไปด้วย พระธรรมรัตนดิลก เจ้าคณะภาค 4 เป็นประธาน มีพระราชสุตาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 4 พระราชปัญญาเวที รองเจ้าคณะภาค 4 พระทีฆทัส สีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร พระสุธีรัตนาภรณ์ เลขานุการเจ้าคณะภาค 4 เป็นกรรมการไต่สวน ได้เรียกพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ไปไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งทางพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ได้ยื่นหนังสือข้อเลื่อนเวลาเนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ที่เป็นหลักฐานเรื่องของเงินวัดและเอกสารบัญชีวัดซึ่งมีเป็นจำนวนมาก แต่กลับได้รับการปฏิเสธ

 :41: :41: :41: :41: :41:

นายสนั่นกล่าวต่อว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ต.ค. พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ได้ให้ตัวแทนไปยื่นหนังสือเพื่อขอขยายเวลาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต ยิ่งบ่งบอกถึงความรวบรัด ตัดความ ซึ่งทางลูกศิษย์เตรียมจะยื่นหนังสือไปยังมหาเถรสมาคม เพื่อขอให้มีการทบทวนคำสั่ง นอกจากนี้ในวันที่ 14 พ.ย. ทางลูกศิษย์จะมีการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อขอความเป็นธรรมให้ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลานอีกครั้ง

ด้านพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ กล่าวว่า ตอนแรกก็คิดจะอุทธรณ์คำสั่ง แต่มาคิดอีกที คงไม่อุทธรณ์ เนื่องจากไม่อยากให้มองว่า ตนเองกระด้างกระเดื่องต่อพระผู้ใหญ่ ตนเป็นแค่ผู้น้อยต้องทำตาม ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัด ก็จะแต่ก็จะอยู่ที่วัดนี้ เนื่องจากบริสุทธิ์ใจไม่เคยนำเงินของวัดออกไปไหน ไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสีย เชื่อว่าสาเหตุที่อดีตไวยาวัจกรไปร้องเรียน เนื่องจากเกิดความไม่พอใจที่ถูกห้ามไม่ได้เข้าเข้ามายุ่งเกี่ยวที่วัด เพราะเป็นไปตามคำตัดสินของศาล


 :91: :91: :91: :91: :91:

ด้านพระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า การที่พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ออกมาพูดว่าหุ้นที่ซื้อกันเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย หลวงพ่อเปลื่อง อดีตเจ้าอาวาสองค์เก่า จึงอยากถามว่าหลวงพ่อเปลื่องมรณภาพไปตั้งแต่ ปี 2538 แต่หลักฐานการซื้อหุ้น เกิดขึ้นเมื่อปี "52-55 ซึ่งคนที่เซ็นชื่อเบิกเงินก็เป็นท่านเจ้าอาวาสเอง ดังนั้นอย่าไปโยนบาปให้เจ้าอาวาดวัดรูปเก่า ไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังมาอ้างว่าซื้อหุ้นต่อ ก็เท่ากับท่านยอมรับว่าท่านนำเงินของผู้บริจาคมาซื้อหุ้นเล่นหุ้น ถือว่ามีความผิดร้ายแรงอยู่แล้วไม่อยากให้เจ้าอาวาสดิ้น ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเข้าตัวเอง

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่โรงเรียนวัดหลวงพ่อเพชร พระอารามหลวง อ.เมืองพิจิตร พระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ได้ประชุมร่วมกับ นายสุรชัย ขันอาสา ผวจ.พิจิตร นายมงคล สุกใส ปลัดจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาการเงินวัดบางคลาน โดยในที่ประชุมมีมติให้ผู้ว่าฯ ตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ว่ามีเท่าไหร่เหลือเท่าไหร่ ทางพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตอาวาสนำเงินวัดไปทำอะไรบ้างและอยู่ที่ไหน

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

นายสุรชัย กล่าวว่า ทางคณะสงฆ์มีความหนักใจว่า ทางอดีตเจ้าอาวาสยังไม่มีการส่งมอบตำแหน่ง และส่งมอบเอกสาร บัญชีทรัพย์สินทางวัด ซึ่งจะไม่เป็นไปตามกฎของมหาเถรสมาคม จึงอยากให้ทางบ้านเมืองเข้าไปช่วยดู ตนจึงตั้งคณะกรรมการเข้าไปดูและตรวจสอบทรัพย์สิน โดยตนจะตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มอบให้รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด สำนักพุทธศาสนา และนายอำเภอ เข้าไปตรวจทรัพย์สินของวัดทั้งหมด เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายก็ยังกังขาเรื่องเงินบริจาค ว่ามีเท่าไหร่ ใครเอาออกไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งคงตรวจสอบไม่ยาก ซึ่งหากได้ผลเช่นไรก็จะแถลงให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

ส่วนกรณี พระครูวิบูลย์สุภากร เจ้าอาวาสวัดมาบสามเกลียว จ.ชลบุรี ติดป้ายประกาศขายวัดในราคา 2,000 ล้านบาท สาเหตุเพราะทนปัญหาเรื่องมลพิษทางเสียงและทางกลิ่น เนื่องจากมีรถบรรทุกจากนิคมอุตสาหกรรม วิ่งผ่านไปมากันตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้พระไม่สามารถจำวัดได้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น


 :29: :29: :29: :29: :29:

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า โดยทางนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ได้นำป้ายขนาดใหญ่ มีข้อความว่า "ห้ามใช้เสียงเขตวัด" ไปปักเอาไว้บริเวณถนนที่ผ่านวัด เพื่อให้ผู้ขับขี่รถที่ผ่านไปมาได้ถือปฏิบัติ ต่อมาเวลา 10.00 น. ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตัวแทนจากนิคมอมตะนคร ตัวแทนจากสำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 13 ชลบุรี ตัวแทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดชลบุรี ตัวแทนจาก อบต.ดอนหัวฬ่อ ทหารและฝ่ายปกครอง ได้เข้าร่วมประชุมกับพระครูวิบูลย์สุภากร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่ง เครียด โดยใช้เวลาประชุมหารือกันนานกว่า 3 ชั่วโมง

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายอภิชาต เสกธีระ วิศวกร 8 สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เผยว่าทางนิคมฯ ได้ชี้แจงและดำเนินการให้ความช่วยเหลือ โดยออกมาตรการ 2 ระยะหลัก ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศห้ามใช้เสียง ทั่วเขตบริเวณทางผ่านวัด ซึ่งหากพบว่ารถรับ-ส่งพนักงานยังมีการส่งเสียงดัง ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมส่งให้หน่วยงานต้นสังกัด ตักเตือนและลงโทษต่อไป ส่วนระยะที่ 2 เป็นมาตรการระยะยาว คือ การปลูกผักหวานเพื่อทำเป็นแนวรั้วบริเวณ ตลอดเขตวัด ด้านที่ติดกับถนนเพื่อช่วย ดูดซับเสียง


 :32: :32: :32: :32: :32:

นายอภิชาตกล่าวอีก ว่า ส่วนเรื่องของกลิ่น ตนได้ชี้แจงว่าทุกๆ 6 เดือน จะมีการตรวจวัดคุณภาพทางอากาศ ซึ่งผลการตรวจมีค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และได้มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศถาวรภายในบริเวณวัด โดยสามารถใช้งานได้ในเดือนธ.ค.นี้

ด้านนายสุวรรณ นันทศรุต ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 13 เผยว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมาเวลาตั้งแต่ 07.30 น. ถึง 09.00 น. ได้วัดมลพิษทางด้านเสียงภายในวัด มีค่าเฉลี่ยประมาณ 60-70 เดซิเบล ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งค่ามาตรฐานอยู่ที่ 110 เดซิเบล จึงจะเกิดอันตรายต่อระบบหู แต่หลักการแล้วจะต้องวัดรอบ 24 ชั่วโมง แล้วหาค่าเฉลี่ย จึงจะสามารถสรุปได้ นอกจากนั้นยังได้วัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กภายในวัด ต้องดูผลสรุปในช่วงเร่งด่วนทั้งเช้าและเย็น เพราะว่าในนิคมอมตะนครมีโรงงานมากกว่า 600 แห่ง มีพนักงานนับหมื่นคน โดยข้อมูลทั้งหมด ก็จะเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ไข ต่อไป


 :25: :25: :25: :25: :25:

ทาง ด้านพระครูวิบูลย์สุภากร เผยว่า เริ่มแรกที่มาก่อสร้างได้คุยกันว่า จะให้สิ่งปลูกสร้างห่างจากวัด 100 เมตร ทั้งโรงงานและ ทั้งถนน ถ้าทำตั้งแต่ทีแรกก็ไม่เกิดปัญหา ส่วนที่สำนักพระพุทธฯออกมาบอกว่าขาย วัดไม่ได้

"ถ้าบอกว่าขายวัดไม่ได้ก็ช่วยออกมาแก้ไขหน่อย มัวแต่นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ทำไม ตอนนี้วัดเดือดร้อน วัดตั้งมากว่า 20 ปี เผยแผ่พระพุทธศาสนา ทำจนวัดสมบูรณ์แบบ แล้วมาเจอปัญหาแบบนี้สำนักพุทธฯทำอะไร พอมาเจอปัญหาออกมาบอกว่าขายไม่ได้ พอเห็นป้ายประกาศเข้าหน่อย ก็จะเอาเป็นเอาตายแล้ว มันไม่ถูก" พระครูวิบูลย์สุภากรกล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5Ua3pORE01TlE9PQ==&sectionid=
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บานปลาย.! ชาวบ้านบางคลานร่วม 200 ชุมนุมร้องความเป็นธรรม ให้อดีตเจ้าอาวาสถูกปลด เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 09:01:13 AM


บานปลาย! ชาวบ้านบางคลานร่วม 200 ชุมนุม
ร้องความเป็นธรรมให้อดีตเจ้าอาวาสถูกปลด เผาพริกสาปแช่งคนใส่ร้าย

จากรณีพระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ได้ลงนามสั่งปลดพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่อไปในทางทุจริตยักยอกเงินบริจาควัด นำไปซื้อหุ้นกว่า 40 ล้านนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (14 พ.ย.) ที่บริเวณลานวัดวัดบางคลาน ลูกศิษย์ของพระครูวิสิฐสีลาภรณ์กว่า 200 คน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นบรรดาแม่ค้า และ ประชาชนที่ขายของในวัดแห่งนี้ ได้ร่วมตัวชุมนุมตั้งโต๊ะแถลงข่าว ปกป้องพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวโจมตีคณะกรรมการไต่สวน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระผู้ใหญ่ ว่าไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังประกาศจะฟ้องคณะกรรมการไต่สวนและพระสังฆาธิการที่เกี่ยวทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงว่าเงินบริจาคของวัดที่นำไปซื้อหุ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากสมัยพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ แต่ เกิดขึ้นสมัยของหลวงพ่อเปลื่อง อดีตเจ้าอาวาส วัดบางคลาน ก่อนที่จะเสียชีวิต ซึ่งทางวัดเพียงแต่ซื้อต่อเนื่องจากดอกเบี้ยอีกภอดหนึ่ง ส่วนเงินของหุ้นแยกไว้ 2 บัญชี ซึ่งดอกเบี้ยจะได้ทุก 6 เดือน ซึ่งเงินวัดยังอยู่ครบ



ต่อมา ลูกศิษย์และไวยาวัจกร วัดบางคลาน ซึ่งเป็นคนสนิทของพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ได้ร่วมกันนำเอกสารสมุดบัญชีธนาคารสถาบันการเงิน จำนวน 19 บัญชี ที่มีเงินหมุนเวียนในบัญชี ทั้งบัญชีฝากเงินและพันธบัตรออกทรัพย์ ยอดรวมกันกว่า 80 ล้านบาท ที่ถูกอายัดบัญชีไว้แล้ว มาให้สื่อมวลชนดู

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ระหว่างมีการพูดโจมตีคณะกรรมการไต่สวนนั้น ได้มีชาวบ้านบางส่วนนำพริกแห้งและเกลือเม็ด มาเผาลงในกองถ่านไฟ  เพื่อทำการสาปแช่ง ผู้ที่กระทำให้อดีตเจ้าอาวาสเสื่อมเสีย รวมถึงกลุ่มสื่อมวลชน ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ที่เสนอข่าวบิดเบียนความจริง


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415959627
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระ-นิสิต ป.เอก 'มจร' ช่วยชาวบ้าน "ดำนา" ยึดพอเพียง (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2014, 08:53:52 AM


พระ-นิสิต ป.เอก 'มจร' ช่วยชาวบ้าน "ดำนา" ยึดพอเพียง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 พ.ย.2557 พระครูปริยัติกิตติธำรง ผศ.คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) พระครูสังฆรักษ์เกียรติศักดิ์ กิตติปญโญ ผอ.หลักสูตรพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต  สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ผศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม ผอ.หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา น.ท.หญิง ศรีพนา ศรีเชื้อ พร้อมพระนิสิตปริญญาเอกและนักศึกษาปริษาเอกจำนวน 88 รูป/คน ร่วมโครงการเศรษฐกิจพอเพียงด้วยวิถีชาวบ้าน ลงดำนาปลูกข้าว ที่แปลงนา หมู่ 3 ต.บางกระบือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ทั้งนี้ มจร เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายที่จะก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อการพัฒนาในสาขาอาชีพ การศึกษา ความปรองดอง และความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้นักนิสิตสามารถน้อมนำแนวทางการดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยวิถีชาวบ้านและเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในฐานะที่อยู่ในสถาบันเดียวกัน




ด้าน ผศ.ดร.สุรพล กล่าวว่า เพื่อเป็นการจัดการความรู้เกี่ยวกับการทำนาทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การผลิตเบื้องต้น ปลูกข้าวไปจนถึงขบวนการการเก็บเกี่ยวข้าว เนื่องจาก มจร เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่มีคำสอนพระพุทธศาสนา จึงผนวกกับการหาองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนามีมุมมองต่อการทำนาของเกษตรกรชาวนาอย่างไร

แต่หลักสำคัญก็คือ ตามแผนพัฒนาเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่องโครงการเศษฐกิจพอเพียงตามแนวราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญยิ่ง วิถีชีวิตของชาวนาเป็นวิถีชีวิตแบบเศษฐกิจพอเพียง เป็นการน้อมนำพระราชดำริไปปฏิบัติ ปีนี้มหาวิทยาลัยของเรานั้นโชคดี คือมีนิสิตชาวนามาเรียนปริญาเอก เพราะฉะนั้นองค์ความรู้ของชาวนาเขามีเต็มที่




     "สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่เป็นสหวิทยาการ คือเรียนความรู้หลากหลาย จากหลายองค์ความรู้ การเรียนความรู้ในปัจจุบันหากเรายึดติดกับเพียงแค่ในตำราที่เราเรียนอย่างเดียว โดยที่ไม่ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงจากพื้นที่หรือจากแหล่งความรู้จริงๆ ก็จะมีความรู้ที่น้อย ดังนั้นการให้นิสิตไปลงพื้นที่โดยตรง เขาจะได้ซาบซึ้งว่าการบวนการเริ่มการผลิตข้าว การทำนา การเก็บเกี่ยว ซึ่งกระบวนการทุกอย่างที่ได้รับรู้จากชาวนาโดยตรง ตนเองคิดว่านี้จะเป็นองค์ความรู้จริงๆที่นิสิตจะได้รับจากการได้ลงมือปฏิบัติเอง

     รวมถึงรับรู้สาเหตุที่ทำไมชาวนาถึงเป็นหนี้ ทำไมชาวนาปลูกข้าวแล้วได้ผลผลิตน้อย จำนำราคาข้าวดีหรือประกันราคาข้าวดี เราเข้าไปถามจากชาวนาเลย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่นิสิตปริญญาเอกบางส่วนเป็นข้าราชการ เป็นพระที่อ่านแต่ตำรามาเยอะ แต่ไม่เคยปฏิบัติจริง เมื่อได้ลงไปสัมผัสจริงก็จะทราบถึงปัญหา เพื่อที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปเผยแพร่ต่อจะเกิดประโชยน์อย่างแท้จริง"
ผศ.ดร.สุรพล กล่าว




พระครูสังฆรักษ์เกียรติศักดิ์  กล่าวว่า ซึ่งมหาวิทยาลยสงฆ์เป็นมหาลัยทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพราะมหาวิทยาลัยสงฆ์มีการบูรณาการกับศาสน์สมัยใหม่ โดยสาขาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คือศึกษาทั้งการบริหารและการพัฒนา รวมถึงเศษฐกิจพอเพียงตามแวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน้นการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ที่ผ่านมามีชาวต่างชาวเข้ามาศึกษาสังคมไทย

โดยเขากล่าวว่า สังคมไทยเราทันสมัยแต่ไม่พัฒนา หมายถึงเรามีความเจริญในเรื่องของวัตถุมากมาย เพียงแต่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสังคมไทยจริง นั้นก็คือ สังคมเกษตรกรรม อย่างนิสิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในปีนี้มีตัวแทน คือชาวนาได้เข้ามาศึกษาร่วมกับพระสงฆ์ และข้าราชการ หลากหลายหน่วยงาน ซึ่งเราจะได้เรียนพื้นฐานการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน การทำนาสามารถส่งผลต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างไร หากเราสามารถพัฒนาประเทศให้อยู่บนพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งเป็นการยืนอยู่บนขาของตนเอง




  "หลายฝ่ายที่ร่วมกันในครั้งนี้ อยากจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ได้เรียนรู้จากการฝึกหัดขัดเกลาจริงๆ ด้านหลักพระพุทธศาสนา มี ปฏิยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท โดยปฏิยัติคือเรียนในชั้นเรียน ปฏิบัติคือการลงมือทำจริง และปฏิเวทคือการได้รู้ผลจากการลงมือปฏิบัติ ง่ายๆคือการเรียนรู้ปฏิบัติและสัมผัสผล ทำให้นิสิตซาบซึ้งว่า ข้าวทุกจานอาหารทุกอย่างที่เราได้กิน มาจากความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน และจะนำไปสู่การเห็นอกเห็นใจและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมไทยต่อไป" พระครูสังฆรักษ์เกียรติศักดิ์ระบุ



ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/detail/20141114/195914.html
ขอบคุณภาพจาก www.dailynews.co.th/Content/Article/280844/ดำนา (ภาพโดย แสงกฤช จิตสว่าง)
89  เกี่ยวกับบุคคล / แนะนำสมาชิก จาก Facebook / Re: nathaponson.phuakphasook ( สมาชิกแนะนำวันที่ 24 มี.ค. 56 ) เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 08:11:52 PM
ประวัติของคุณ ณฐพลสรรค์ น้อยจังคะ ไม่มีรูปหรือ คะ

 :58:



ไม่หล่อ ไม่ดัง ตังค์ไม่ค่อยมี ทั้งปีทั้งชาติ.....เอาภาพเบื้องหลังไปดูก่อนนะหนูกบ
:49: :49: :57: :72: :93:
90  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 01:02:02 PM



    ท่านเห็นอะไร.? จากภาพนี้
   ผมนึกถึงประโยคนี้ครับ "สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"

 
    ask1 ans1 ask1 ans1 ask1 ans1

    คติสอนใจภาษาไทย
   "สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"
    แปลโดย ฟ. ฮีแลร์ จากสุภาษิตของ Frederick Langbridge

   "Two men look out the same prison bars; one sees mud and the other stars."
    บางแห่งว่า
   "Two folks look through same hole, one sees mud, one sees stars."
     ฟ. ฮีแรห์
     ฟ. ฮีแลร์ (Frere Helaire) บาทหลวงชาวฝรั่งเศส
     Frere ภาษาอังกฤษว่า Brother, ภาษาไทยว่า ภราดา เจษฎาจารย์

     สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย หมายความว่า คนเหมือนกัน แต่ระดับการรับรู้แตกต่างกัน ความคิดและสติปัญญาตลอดจนถึงภูมิรู้แตกต่างกัน ระดับการรับรู้แตกต่างกัน เป็นเหตุให้มีความขัดแย้งกัน ไม่ลงรอยกัน ไม่ไปด้วยกัน ไม่เห็นพ้องต้องกัน ความคิดเห็นไม่สอดคล้องกัน มีความเห็นต่างกัน จึงมักจะโต้แย้งกันเสียงขรมแทบทุกเรื่อง

     แต่มีบางเรื่องที่ทำให้สองคนยลตามช่อง มองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย เหมือนกันคือ ความพอใจในผลประโยชน์ที่ได้รับจากมติเอกฉันท์ ไม่ว่าจะแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็ตาม จะเงียบกริบกันหมด การเห็นต่าง ตามปกติมักจะได้ยินเสียงขรม
     แต่การเห็นต่างในความหมายของภาษาถิ่นใต้ทำให้เงียบกริบได้
     เพราะ เห็นต่าง ภาษาถิ่นใต้ว่า เฮ้นต๋าง มี 2 นัย
     ต๋าง ที่หมายถึง แตกต่าง กับ ต๋าง ที่หมายถึง สตางค์
(ภาษาถิ่นใต้จะพูดคำว่า สตางค์ สั้น ๆ ว่า ต๋าง เช่น ยังต๋างมาย คือ มีสตางค์หรือไม่ บ้างก็จะพูดว่า ยังเบียมาย คือ มีเบี้ยหรือไม่)


ที่มา http://www.royin.go.th/th/webboardnew/answer.php?GroupID=&searchKey=&searchFrom=&searchTo=&PageShow=27&TopView=&QID=13703
91  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 12:42:34 PM

ป้ายนี้มีชื่อว่า "วันทาพระพุทธรูปคู่พระบารมี" มี ๕ รายการ คือ วิหารเก๋ง พระพุทธวชิรญาณ พระพุทธปัญญาอัคคะ
พระพุทธมนุสสนาค และพระพุทธทีฆายุมหมงคล(ที่ถูกต้องคือ พระพุทธปฏิมาทีฆายุมหมงคล)
ผมถ่ายมาให้ชมแค่รายการเดียวครับ เป็นรายการสุดท้าย

พระพุทธปฏิมาทีฆายุมหมงคล ชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อดำ" องค์นี้เป็นองค์จำลอง
ภาพนี้ผมชอบมาก ดูท่านยิ้มอย่างสบายใจ แม้จะถูกแดดส่อง ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว




จุดไหว้หลวงพ่อดำนี้ เป็นที่เสี่ยงเซียมซีของวัดบวรฯ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมีว่า หลายเสียงบอกว่าแม่น
ที่สำค้ญเข้าใจกันว่า เซียมซีนี้ถูกประพันธ์โดยพระสังฆราช(ไม่ทราบองค์ไหน) จึงทำให้มีคนพลุกพล่าน


สองภาพล่างนี้ ถ่ายจากหน้าต่าง วิหารพระศาสดา


ประวัติ พระพุทธปฏิมาทีฆายุมหมงคล
ประดิษฐานที่มุขด้านทิศตะวันออกของวิหารเก๋ง พระพุทธปฏิมาทีฆายุมหมงคล นี้ประชาชนส่วนใหญ่เรียกว่า “หลวงพ่อดำ” เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษา และเป็นที่บรรจุพระอังคาร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารเป็นองค์ที่ ๔

____________________________________________
ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/all/index7.htm


หลวงพ่อดำองค์จริง ภาพจาก http://www.watbowon.com/all/index7.htm


ข้อมูลจาก จากคุณ : qazse เว็บพันธุ์ทิพย์
ตามความเชื่อของชาวบ้าน เดิมเป็นพระพุทธรูปลงรักสีดำ อยู่หลายปี ชาวบ้านจึงเรียกว่า "หลวงพ่อดำ" เวลามากราบไหว้ บนบาล เสี่ยงเซียมซี มักจะถวาย โภชนาหารสีดำ เช่น โอยั๊วะ มีความเชื่อว่าท่านโปรด ตามสีรูปพระองค์ท่าน(รักสีดำ) ภายหลังได้มีการลงรักปิดทองพระพุทธรูปใหม่ทั้งองค์ จึงมีสีทองอย่างที่เห็น แต่ชาวบ้านก็ยังเรีียก "หลวงพ่อดำ" สืบกันมา

ตามประวัติ ในหนังสือศิลปกรรมวัดบวรนิเวศ พระพุทธรูปมีพระนามว่า "พระทีฆายุมหมงคล" เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญานวงศ์ (องค์พระอุปัชฌาย์จาย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน) ประดิษฐานอยู่ที่มุขด้านตะวันออกด้านนอกของวิหารเก๋ง (อยู่ข้างวิหารพระศาสดา)

เรื่องเซียมซี หากไปอ่านดีๆ จะเห็นการแสดงธรรมะ ตามนัยะต่างๆ เพียงคนรับโน้มไปทางโลกธรรม จึงมองไม่เห็นกัน

_________________________________________________________________
ที่มา http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/library/topic/K3166706/K3166706.html
92  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / ‘วัดพุทธรังษี’ แบบอย่างวัดพอเพียงในต่างแดน เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 11:34:47 AM


‘วัดพุทธรังษี’ แบบอย่างวัดพอเพียงในต่างแดน

ก่อนถึงวันทอดกฐิน ชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ได้ร่วมกันสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา รักษาศีล นุ่งขาวห่มขาว ถึงแม้จะเป็นกลุ่ม เล็ก ๆ แต่ก็ดูเรียบง่ายตามวิถีชาวพุทธ

ได้บินลัดฟ้าไปทำบุญทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2557 ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ยังวัดพุทธรังษี ในสังฆราชูปถัมภ์ เมืองฮัจจิโอจิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสมทบทุนซื้อที่ดินก่อสร้างอุโบสถวัดพุทธรังษี แบบอย่างวัดพอเพียงในต่างแดน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวาระสิ้นพระชนม์ ครบรอบ 1 ปี

ก่อนถึงวันทอดกฐิน ชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ได้ร่วมกันสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา รักษาศีล นุ่งขาวห่มขาว ถึงแม้จะเป็นกลุ่ม เล็ก ๆ แต่ก็ดูเรียบง่ายตามวิถีชาวพุทธ พร้อมถูกขับกล่อมด้วยเสียงสวดมนต์ทำนองสรภัญญะอันไพเราะจากนักร้องเสียงคุณภาพ อย่าง ปาน ธนพร แวกประยูร ทำเอาผู้อยู่ในพิธีสวดมนต์บางคนถึงกลับน้ำตาไหล ซาบซึ้งในรสพระธรรมจากเสียงสวดมนต์นี้


 :49: :49: :49: :49:

เช้าของวันทอดกฐินสามัคคี ถึงแม้ว่าชาวไทยจะอยู่ห่างไกลจากวัดแค่ไหนต้องนั่งรถ ต่อรถไฟ ข้ามเมืองก็ไม่ย่อท้อที่จะหอบลูกหอบหลาน มาร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งกับพระเถระ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารและเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เป็นผู้นำคณะสงฆ์จากวัดบวรฯมารับบาตร ทำให้พุทธศาสนิกชนตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายถึงลูกเด็กเล็กแดง มีรอยยิ้ม เบิกบานแจ่มใส มีความสุขที่ได้ร่วมกันทำความดี เหมือนกับว่า ได้อยู่ในวัดบนผืนแผ่นดินไทย

พอถึงช่วงแห่องค์กฐิน เสียงกลองยาวดังกระหึ่ม นางรำร่ายรำตามแบบฉบับชาวไทย ชาวญี่ปุ่นต่างถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ เก็บไว้ชมประเพณีอันงดงามของคนไทยที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา โดยในขบวนกฐินนั้น มีนายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธ์ อัครราชทูต ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นประธานอุปถัมภ์กิตติมศักดิ์ฝ่ายฆราวาส และมีนายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช กลุ่มบริษัทชัยยง เป็นประธานเชิญผ้ากฐิน คณะผู้แทนจากสายการบินแอร์เอเชีย เข้าร่วมในขบวนแห่ครั้งนี้ด้วย โดยระหว่างขบวนแห่นั้น ตั้งแต่หน้าวัดจนถึง ศาลาหลังน้อยเปรียบเสมือนอุโบสถชั่วคราว คลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งชาวไทย ชาวลาว ชาวญี่ปุ่น ที่ต่างมีความเชื่อว่า การทอดกฐิน คือการได้ร่วมทำบุญใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

จากนั้นพิธีทอดกฐินได้เริ่มขึ้น ยอดเงินทั้งเงินเยน เงินไทย ต่างรวมกันมาด้วยจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวมากถึง 6 ล้านบาท ที่จะได้ร่วมกันซื้อที่ดินสร้างอุโบสถ ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ที่สำคัญทำให้เห็นว่า ประเพณีทอดกฐินนั้น ทำให้ชาวพุทธไม่ว่าเชื้อชาติไหน ได้แสดงออกถึงความสามัคคีปรองดองที่จะทำให้ กองกฐินสามัคคีของตนนั้น ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการสืบต่อพระพุทธศาสนา

นางอาภา นากามูระ คนไทยที่อยู่ในเมืองโยโกฮาม่า บอกว่า ตั้งใจมาร่วมทอดกฐินยังวัดพุทธรังษีแห่งนี้ ซึ่งวัดไทยในต่างแดน เป็นที่พึ่งทางใจที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยในต่างแดน ทำให้เราได้เห็นวิถีวัฒนธรรมไทย ได้พูดภาษาไทย ทำให้หายคิดถึงบ้านได้เช่นกัน


 :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144: :sign0144:

อีกเสียงของชาวญี่ปุ่นอย่าง นายเคนจิโร่ นากามูระ บอกว่า ชอบทำบุญ และรักวัฒนธรรมไทย คนไทยน่ารัก อ่อนน้อม ที่สำคัญวัดไทยเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศไทย ที่รวบรวมวิถีชีวิต ความเป็นชาวพุทธแบบดั้งเดิมเอาไว้ เช่น การสวดมนต์ภาษาบาลี การนั่งสมาธิ เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่า วิถีชาวพุทธแต่ละประเทศนั้น มีวิธีการต่างกัน แต่ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ การพัฒนาจิตใจและตัวเราเองให้เป็นคนดี

ด้าน พระพิชัย ฉินฺนกาโม รักษาการเจ้าอาวาสวัดพุทธรังษี เล่าถึงมูลเหตุความศรัทธาของญาติโยมที่มีต่อวัดแห่งนี้ให้ฟังว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนศรัทธาหรือไม่ศรัทธาต่อวัด อยู่ที่ตัวของพระธรรมทูต พระต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ญาติโยมเสียก่อน ซึ่งวัดในต่างประเทศจะเป็นผู้รับอย่างเดียวก่อนไม่ได้ วัดต้องเป็นผู้ให้เสียก่อน ตั้งแต่เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นที่พักพิงยามเมื่อเขาเดือดร้อน ที่สำคัญพระธรรมทูต ต้องทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยความตั้งใจจริง ๆ

“ตอนเกิดสึนามิในญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีปัญหา ญาติโยมมานิมนต์ให้อาตมากลับเมืองไทย อาตมาบอกญาติโยมไปว่า ที่ผ่านมาวัดและอาตมาอยู่ได้ด้วย ข้าว ปลา อาหารจากญาติโยม พอยามมีภัยแล้วจะให้ทิ้งกันอย่างนี้หรือ อาตมาทำไม่ได้ ยังไงก็ขออยู่ช่วยเหลือคนไทย และคนญี่ปุ่นที่นี่ ในวัดแห่งนี้ วัดจะเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติใด ศาสนาไหน”

 :25: :25: :25: :25: :25:

พระครูสังฆสิทธิกร พระฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะกรรมการและเลขานุการโครงการจัดสร้าง “สร้างอุโบสถ วัดพุทธรังษี โตเกียว” บอกว่า วัดพุทธรังษี ได้เปิดวัดอย่างเป็นทางการ ในปี 2552 ซึ่ง สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานชื่อ “วัดพุทธรังษี” ซึ่งเป็นนามพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วัดแห่งนี้จะเป็นวัดพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตามแนวพระดำริ สมเด็จพระสังฆราช มีอุโบสถขนาดพอเพียงไว้ใช้ประกอบสังฆกรรม เช่น การอุปสมบทพระภิกษุสามเณร เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมที่แห่งนี้เคยมีบ้านพักของโชกุน อายุประมาณ 500 ปี แต่ได้ถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว

ดังนั้น กรรมการวัดจึงมีมติจำลองบ้านพักโชกุนขึ้นมาเป็นอุโบสถ ภายนอกสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ภายในจะเป็นสถาปัตยกรรมไทย เพื่อเชื่อมวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศซึ่งจะจัดทอดกฐินสามัคคีเป็นเวลา 3 ปี โดยปีแรกจัดซื้อที่ดิน จากนั้นก่อสร้างอุโบสถ เรือนพักญาติโยม และกุฏิสงฆ์ ให้แล้วเสร็จในปี 2560 โดยใช้งบประมาณรวม 16 ล้านบาท


 st12 st12 st12 st12 st12

กฐินสามัคคีครั้งนี้ได้ผ่านไปแล้ว แต่วัดพุทธรังษี ยังต้องอาศัยแรงศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนในการสร้างอุโบสถให้สำเร็จลุล่วงไว้ใช้สร้างศาสนทายาทสืบต่อพระพุทธศาสนาในอนาคต อย่างไรก็ตาม วัดจะเป็นที่ศรัทธาของญาติโยมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ภายในวัดต้องไม่เป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว รู้จักเป็นผู้ให้ตอบแทนสังคมด้วย ถึงจะได้ใจชาวพุทธ และจะทำให้วัดเป็นแบบอย่างของการทำความดี แต่ถ้าพระสงฆ์ทำตัวเป็นผู้รับ ตักตวงผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวแล้ว วิกฤติศรัทธาก็จะเกิด ปัญหาคนไม่เข้าวัดก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มีให้เห็นแล้วในหลายวัดในบ้านเมืองของเรา.

มนตรี ประทุม


ที่มา www.dailynews.co.th/Content/education/280490/‘วัดพุทธรังษี’+แบบอย่างวัดพอเพียงในต่างแดน
93  กรรมฐาน มัชฌิมา / เกี่ยวกับ วัด พระสงฆ์ พระธาตุ พระเครื่อง / “พระธาตุอินทร์แขวน” ลำพูน...อันซีนใหม่ ใต้ร่มเงาแห่งศรัทธาอันน่าทึ่ง เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 11:25:25 AM
พระพุทธบาทพระธาตุอินทร์แขวน อันซีนจากศรัทธาแห่งใหม่ใน จ.ลำพูน

“พระธาตุอินทร์แขวน” ลำพูน...อันซีนใหม่ ใต้ร่มเงาแห่งศรัทธาอันน่าทึ่ง

        ประเทศเมียนมาร์หรือพม่ามี 5 มหาสถานแห่งศรัทธา เป็น 5 สิ่งสำคัญสูงสุด หรือ “เบญจมหาบูชาสถาน” ได้แก่       
       1. เจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
       2. พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจก์โถ่ หรือไจทิโย
       3. เจดีย์ชเวมอดอร์ (เจดีย์มุเตา) เมืองหงสาวดี
       4. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม
       5. พระมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์


พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจทิโย พม่า

        ในบรรดา 5 สิ่งสำคัญสูงสุดนี้ มีหนึ่งเดียวที่เป็นพระพุทธรูป คือ “พระมหามัยมุนี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “พระพุทธรูปมีชีวิต” เพราะชาวพม่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้มาประทานลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในพระวรกายขององค์พระมหามัยมุนี
       
       ส่วนอีก 4 องค์พระธาตุเจดีย์ที่เหลือนอกจากความศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องลือระบือไกลแล้ว พระธาตุแต่ละองค์ต่างก็มีความงามของงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และงานพุทธศิลป์แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะกับพระธาตุอินทร์แขวนนั้น แม้องค์เจดีย์จะไม่ใหญ่โตเทียบได้กับ เจดีย์ชเวดากอง หรือ เจดีย์มุเตา แต่พระธาตุอินทร์แขวนได้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของพม่า อันเนื่องมาจากองค์พระธาตุที่ตั้งอยู่บนก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หมิ่นเหม่เหมือนจะตกไม่ตกแหล่ แต่ก็สามารถท้าทายแรงดึงดูดของโลกอยู่ยั้งยืนยงมายาวนาน เป็นมหาศรัทธาให้ชาวพม่า พุทธศาสนิกชนจากทั่วโลก รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเดินทางมาสักการบูชา


พระธาตุอินทร์แขวนลำพูน ในมุมพาโนรามา

        พระธาตุอินทร์แขวนมีอีกหนึ่งชื่อเรียกว่า "ไจก์ทิโย" เป็นภาษามอญ ซึ่งชาวพม่าและชาวมอญต่างเรียกขานชื่อนี้กัน ไจก์ทิโย หมายถึง เจดีย์บนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะฤๅษี
       
       ด้วยชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์กอปรกับความมหัศจรรย์ทำให้พลังศรัทธาแห่งพระธาตุอินทร์แขวนแผ่ขยายเข้ามาในบ้านเรา จึงมีการสร้างพระธาตุอินทร์แขวนองค์จำลองขึ้นในบางพื้นที่ตามธรรมชาติที่มีก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าผาคล้ายที่พม่า ไม่ว่าจะเป็น ที่วัดพระธาตุหินกิ่ว จ.ตาก, พระธาตุผาไข่อินทร์แขวน จ.ตาก หรือที่พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ จ.แพร่ รวมไปถึงที่ล่าสุดกับองค์พระธาตุอินทร์แขวนจำลอง แห่งจังหวัดลำพูน ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน เป็นอันซีนเมืองลำพูนที่มีความน่าสนใจยิ่ง


ใต้แสงเงาแห่งศรัทธาที่พระธาตุอินทร์แขวนลำพูน

        กำเนิดพระธาตุอินทร์แขวนลำพูน     
       พระธาตุอินทร์แขวนลำพูน มีชื่อเต็มคือ “พระพุทธบาทพระธาตุอินทร์แขวน” ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำพุ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน ตัวองค์พระธาตุ (ในปัจจุบัน) ตั้งอยู่บนดอยเตี้ยๆ ซึ่งคุณลุงที่ประจำอยู่ที่องค์พระธาตุบอกกับผมว่า ดอยแห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ดอยถ้ำหิน”
       
       จากนั้นคุณลุงก็เล่าความเป็นมาของพระธาตุอินทร์แขวนลำพูนให้ผมฟังพอสังเขป สรุปความว่า


อีกหนึ่งมุมมองของพระธาตุอินทร์แขวนลำพูน

        ...เดิมดอยถ้ำหินเป็นดอยเป็นป่าธรรมดา ชาวบ้านเห็นก้อนหินใหญ่ 2 ก้อนริมเพิงผาที่ตั้งแบบหมิ่นเหม่จะตกไม่ตกแหล่มาช้านาน แถมยังมีคนเคยไปผลักไป เอาไม้คานไปงัดถึง 10 คน แต่ก็ไม่บังเกิดผล จึงปล่อยก้อนหินใหญ่ 2 ก้อนเอาไว้เหมือนเดิม
       
       ต่อมา “ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา” หรือ “ครูบาวงศ์” เกจิชื่อดังแห่งวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ท่านนั่งทางในนิมิตเห็นหินก้อนนี้ จึงให้ลูกศิษย์ออกตามหา ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะเจอ ซึ่งดอยแห่งนี้มีความสำคัญคือบนลานใกล้ๆกับก้อนหินใหญ่มีรอยหินที่เชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทประทับอยู่
       
       จากนั้นจึงมีการสร้างองค์พระธาตุขึ้นบนก้อนหินลูกหนึ่ง(ลูกเล็ก) ขึ้นเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 57 โดยจำลองลักษณะของพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่ามาไว้ที่นี่...คุณลุงบอกกับผม


ตักทรายนำขึ้นสู่องค์พระธาตุ

        ร่วมทำบุญ ขนทรายขึ้นพระธาตุ       
       วันนี้บริเวณพระธาตุอินทร์แขวน ลำพูน ยังคงมีการก่อสร้างในส่วนอื่นๆ อยู่ โดยล่าสุดเพิ่งทำทางเดินศิลาแลงขึ้นสู่องค์พระธาตุทางด้านบนเสร็จไปหมาดๆ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผมมีโอกาสได้เข้าเฟซบุ๊กไปดูเพจของทางวัด เห็นภาพพระ ชาวบ้าน ลูกเด็กเล็กแดง และนักท่องเที่ยว มาช่วยกันขนหิน ขนทราย ก่อสร้างดูน่าประทับใจมาก


ขนทรายขึ้นพระธาตุ

        นั่นจึงทำให้ผมกับเพื่อนๆ เมื่อเดินทางมาถึงที่วัดแห่งนี้ก็ไม่รีรอทำตามนโยบายการทำบุญแบบง่ายๆ ของวัด แต่เห็นผลเป็นรูปธรรมนักนั่นก็คือ การร่วมสร้างทางขึ้นส่วนที่เหลือและศาลาครูบา 9 องค์ (ใกล้กับองค์พระธาตุ) ด้วยการช่วยกัน ขนน้ำ ขนทราย ขนศิลาแลง ขึ้นพระธาตุไปตามกำลังศรัทธาของแต่ละคน ซึ่งผมขอย้ำว่าให้ขนขึ้นไปตามกำลังกายกำลังความสามารถของแต่ละคนด้วย ใครที่เป็น ส.ว. สูงวัย ร่างกายไม่แข็งแรง หรือไม่ได้ออกกำลังกาย เหนื่อยง่าย ก็ไม่ต้องลำบากขนขึ้นไป เพราะเกิดไปหมดแรง เป็นลม หน้ามืด หรือเจ็บป่วยระหว่างทาง จะเดือดร้อนกันไปใหญ่

เหนื่อยนักก็พักก่อน

        งานนี้เอาเป็นว่าเอาตามความสามารถตามกำลังเรี่ยวแรงของแต่ละคน ส่วนใครที่อยากทำบุญเขาก็มีให้ทำบุญด้วยปัจจัยตามกำลังศรัทธาอยู่อีกทางหนึ่ง
       
       ครับเมื่อได้เห็นแต่ละคนขมีขมันตักทรายใส่ถุงหิ้วเดินขึ้นสู่พระธาตุดูแล้วเป็นที่สบายใจ ส่วนตัวผมแรกเริ่มว่าจะขนหินศิลาแรงไป แต่พอไปลองยกเทสต์น้ำหนักดูแล้วก็เปลี่ยนใจมาตักทรายใส่ถุงเดินขึ้นไปดีกว่า เพราะหินศิลานั้นหนักเอาเรื่องอยู่ ขืนแบกขึ้นไปดีไม่ดีอาจจะขึ้นไม่ถึงบนพระธาตุเอาได้


เรียงหินมีให้เห็น 2 ข้างทางเป็นระยะๆ

        สำหรับเส้นทางขึ้น-ลงพระธาตุนั้นมีระยะทางประมาณ 500 เมตร เป็นทางขึ้นเขาไม่สูงชัน มีบันไดศิลา(ที่เพิ่งสร้างเสร็จ) ส่วนหนึ่งจำนวน 131 ขึ้น เส้นทางเดินเป็นป่าโปร่งอันร่มรื่น แถมระหว่างทางยังมีคนมาเรียงหินก่อเป็นเจดีย์หินอยู่สองข้างทางเป็นระยะๆ
       
       นี่ถือเป็นเทรนด์ใหม่ทางการท่องเที่ยวของบ้านเราไปแล้ว ทั้งไม้ค้ำหิน เรียงหิน ซึ่งผมว่าสำหรับที่นี่ใครที่เอาเวลาไปเรียงหิน เปลี่ยนมาช่วยกันขนทรายขนหินขึ้นพระธาตุดีกว่า


เคารพสถานที่ ป้ายบอกไว้อย่างชัดเจน

        สักการะพระธาตุอินทร์แขวนลำพูน     
       ในเส้นทางขึ้นพระธาตุผมกับเพื่อนๆ เดินหิ้วทรายมาได้ไม่นานก็ถึงยังองค์พระธาตุอินทร์แขวน ที่สร้าง(ทา)เป็นสีทองอร่าม เช่นเดียวกับก้อนหินเบื้องล่างตามอย่างพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า


สักการะองค์พระธาตุ

        สำหรับเจดีย์องค์นี้ที่ตั้งอยู่บนก้อนหินหมิ่นเหม่ริมผานั้นแม้จะเป็นเจดีย์องค์เล็กๆ แต่ว่าก็เป็นองค์พระธาตุเจดีย์ที่มีลักษณะสมส่วน งดงาม และดูโดดเด่นเคียงคู่ไปกับก้อนหินที่ทาสีทองอร่าม ซึ่งทั้งเจดีย์และรอยพระพุทธบาทที่อยู่ใกล้กัน ทำให้ที่นี่มีชื่อเต็มเรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระพุทธบาทพระธาตุอินทร์แขวน” แต่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกกันว่าพระธาตุอินทร์แขวน หรือไม่ก็พระธาตุอินทร์แขวนลำพูน

เทพ-ยักษ์ ผู้อารักษ์องค์พระธาตุ

        ในบริเวณเจดีย์ยังมีรูปปั้นของเทพ และยักษ์ผู้ทำหน้าที่อารักษ์ปกปักเจดีย์ และจุดที่จะสร้างศาลาครูบา 9 องค์ ที่ประกอบไปด้วยเกจิดัง อาทิ สมเด็จโต หลวงปู่ทวด หลวงปูแหวน ครูบาศรีวิชัย ครูบาวงศ์ เป็นต้น

องค์พระธาตุที่สร้างไว้บนก้อนหินใหญ่

        นอกจากนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทอยู่บนลานข้างๆ ขณะที่สิ่งที่ใครหลายๆ คนไม่รู้(รวมทั้งผมด้วย) เกี่ยวกับหินก้อนที่เทินเจดีย์อยู่นั้น ซึ่งคุณลุงคนเดิมพาเดินไปหามุมบนเนินข้างๆ แล้วมองย้อนลงมาพบว่า หินก้อนนี้ไม่ได้วางติดกันสนิท หากแต่มีรูเล็กๆ และถ้าไปมองอีกมุมทางด้านหน้าเยื้องไปข้างๆ ก็จะเห็นถึงความน่าพิศวงของหินก้อนนี้ที่ดูเหมือนจะตกแต่กลับตั้งอยู่อย่างแข็งแรงมั่นคง

มองมุมนี้จะมีช่องเล็กๆ ระหว่างก้อนหินใหญ่ที่ตั้งองค์พระธาตุ

        นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่แห่งศรัทธาที่น่าสนใจยิ่ง ที่สำคัญคือการได้ร่วมทำบุญด้วยการขนทรายขึ้นไปยังองค์พระธาตุนั้น อานิสงส์ผลบุญที่ผมได้รับแบบสัมผัสได้ในวันนั้นก็คือ ความรู้สึกอิ่มเอิบใจ อีกทั้งยังได้ออกกำลังกาย เรียกเหงื่อ ทำให้ค่ำคืนนั้นนอนหลับสบายกาย สบายตัวดีแท้
       
       เพราะบางครั้งบางทีอานิสงส์ผลที่ได้จากการทำบุญ มันก็ไม่ได้เกิดมาจากการทำอะไรเกินตัว การทำอะไรเกินกำลังทรัพย์ หรือทำอะไรเกินความสามารถของตัวเองแต่อย่างใด...


พระธาตุอินทร์แขวนลำพูน ความงามแห่งศรัทธา

       พระพุทธบาทพระธาตุอินทร์แขวน หรือ พระธาตุอินทร์แขวนลำพูน ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำพุ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน สามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ (รับผิดชอบพื้นที่ เชียงใหม่,ลำพูน,ลำปาง) โทร. 0-5327-6140-2

โดย : ปิ่น บุตรี(pinn109@hotmail.com) เฟซบุ๊ก Travel-Unlimited-เที่ยวถึงไหนถึงกัน
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000130958
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 คาถาเด็ด ถอนของ ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย! เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 11:11:51 AM


5 คาถาเด็ด ถอนของ ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย.!

หลังจากที่เรานำเสนอเรื่องราวของ คาถาอาคมเมตตามหาเสน่ห์ กันไปแล้วมาในวันนี้ Sanook! Horoscope มีเรื่องราวของคาถาเด็ดๆ มาฝากกันอีก แต่คราวนี้จะเป็นเรื่องของคาถาด้านมืดที่มีความลึกลับกว่าเดิม เป็นคาถาถอนของ ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ซึ่งเรารวบรวมมาไว้ให้แล้วดังต่อไปนี้

 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1 ans1

คาถาถอนของ
ตั้งนะโม 3จบ บูชาพระรัตนตรัย 3 จบก่อนภาวนาคาถานี้
นะโมเม สุขคะโต นะโมเม โสปัตติ นะโมสุคะโต โหติ อะสัญญัตตา จะ สัมภะวา ปัจจุปันนา ปัญจะพุทธา เสติ นะโมสุคะโต จะ อะนาคะตา นะมามิหัง สัพเพ เทวา ยักขา เปตา ภูตา ปะริตา ปะโรคะตา อัคคะเน วา ชาเมตะยะมัง มะนุสสานัง สัพเพ โกทะวิทา วินาสสันติ ทะสา ตันจะ ปิยัง มุกขัง มุกคะปัตโต เอหิ สะเนโท สะเนทา สะเนหา นะเนโห จะ สัพเพ ชะนะมาเร ปะระชายา ชายะ มะหาโภโค มะหาโทโส พายะสะเต กัมเมนะ วินาสสันติ

หากรู้ว่าของเข้าตัว จงใช้คาถาบทนี้ถอนออก และสามารถขับของให้ผู้อื่นได้


 :96: :96: :96: :96: :96:

คาถาถอนโบสถ์ ถอนเสมา ถอนศาล ถอนของ ฯลฯ
สมุหะเนยยะ สมุหะคะติ สมุหะคะตา พัทธะเสมายัง เอวัง เอหิ นะเคลื่อน โมถอน พุทคลอน ธาถอน ยะหลุด ลอยเลื่อน เคลื่อนด้วย นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ พุทธัง ปัจจกขามิ ธัมมัง ปัจจักขามิ สังฆัง ปัจจักขามิ เอกาเสติ ปะสิทธิ เม เอหิ คัจฉะมุมหิ เปหิ เปหิ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ

คาถาถอนโบสถ์ ถอนเสมา ถอนศาล ถอนของ ทั้งหลายได้ทั้งปวง


 :91: :91: :91: :91: :91:

คาถาแก้อาคม
นะโมพุทธายะ
นะรา นะระ รัตตัง ญานัง
นะรา นะระ รัตตัง หิตัง
นะรา นะระ รัตตังเขมัง วิปัสสิตัง นะมามิหัง

ใช้สวดภาวนากับน้ำแล้วนำมาดื่มและอาบ ถ้าหากรู้สึกว่าร่างกายจิดใจไม่เป็นปรกติ กระวนกระวายวซึ่งอาจจะถูกของ



คาถาป้องกันผี
นะโมพุทธายะ มะพะ ทะนะ ภะ กะ สะ จะ
สัพเพทวาปีสาเจวะ อาฬะวะกาทะโยปิยะ
ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสวา สัพเพยักขา
ปะลายันติ สักกัสสะ วะชิราวุธัง
เวสสุวัณณัสสะ คะธาวุธัง
อะฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง
ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง
อิเมทิสวา สัพเพยักขา ปะลายันติ

ใช้สวดภาวนาเมื่อเกิดความกลัวผีขึ้นมา วิญญาณจะไม่มารบกวนเข้าใกล้


 :29: :29: :29: :29: :29:

คาถาขับไล่สิ่งชั่วร้าย
มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิ
มหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน
ภูตัง มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะติทิศา
สัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ

ใช้ท่องกับน้ำบริสุทธิ์แล้วนำมาประพรมให้ทั่วสถานที่นั้นๆ จะช่วยแก้อาถรรพ์ต่างๆ ณ ที่นั้นได้



ขอบคุณข้อมูลจาก : mahamodo
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Thinkstockphotos
horoscope.sanook.com/68165/5-คาถาเด็ด-ถอนของ-ไล่ผี-ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย/
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ต้นไม้ 7 ชนิด เติมความสดชื่นในห้องน้ำ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 11:04:08 AM



ต้นไม้ 7 ชนิด เติมความสดชื่นในห้องน้ำ

ต้นไม้ที่นิยมปลูกในห้องน้ำ ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบัน มักใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ อยู่ในคอนโดมิเนียม หอพัก หรือ อพาร์ทเมนต์ พื้นที่สีเขียวของธรรมชาติจึงเป็นสิ่งหายาก ดังนั้นความนิยมปลูกต้นไม้เอาไว้ในห้องน้ำจึงมีมากขึ้น แม้กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่มีพื้นที่กว้าง ก็ยังคงต้องการความสดชื่นจากธรรมชาติไว้ใกล้ตัวด้วยเหมือนกัน การมีสวนขนาดย่อม ๆ อยู่ในห้องน้ำ จึงกลายเป็นเรื่องยอดฮิตของคนรักต้นไม้ไปแล้ว แต่ก่อนที่จะเริ่มจัดต้นไม้ในห้องน้ำ เราไปทำความรู้จักถึงประโยชน์และชนิดของต้นไม้ที่นิยมปลูกในห้องน้ำกันก่อน เลยดีกว่า


ต้นไม้ในห้องน้ำดีอย่างไร
- การปลูกต้นไม้ ไม่ว่าจะปลูกไว้ที่ใด แน่นอนว่าจะต้องช่วยซึมซับสารพิษในอากาศได้ โดยมีการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และ ปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา ถือเป็นการช่วยปรับมลภาวะต่าง ๆ ที่เป็นพิษ ให้สดชื่นขึ้น ด้วยวิธีธรรมชาติอย่างแท้จริง
- เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มความสดชื่น สบายตา การมีต้นไม้อยู่ในห้องน้ำ ขณะที่เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งอาบน้ำ แปรงฟัน หรือ ขับถ่าย จะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่น และมีพลังมากขึ้น การมองเห็นสีเขียวที่เย็นตาจะช่วยทำให้ผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่งอีกด้วย


ลักษณะของต้นไม้ในห้องน้ำ
- เป็นต้นไม้ที่สามารถอยู่อาศัยในที่ที่มีแสงน้อยได้
- ทนความชื้นสูง
- ดูแลรักษาง่าย
- มีขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะปลูกในพื้นที่แคบ



ต้นไม้ที่นิยมนำมาปลูกในห้องน้ำ

1. พลูด่าง ต้นไม้ที่คนทั่วไปรู้จักกันเป็นอย่างดี พลูด่างปลูกง่าย โตเร็ว และไม่ต้องดูแลรักษามาก แต่ถ้าจะให้ดีควรให้มันได้รับแสงอ่อนๆ จากแดดบ้าง ดังนั้นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับตั้งกระถางพลูด่างคือบริเวณริมหน้าต่าง

2. หน้าวัวใบ ความสวยงามของต้นไม้ประเภทนี้คือฟอร์ม สีสันของก้านและใบ รวมถึงลวดลายของมัน เป็นไม้ที่โตได้ดีในที่ๆ มีความชื้นพอเหมาะ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้หน้าวัวใบโดนแสงแดดมากเกินไป เพราะจะทำให้ใบเป็นรอยไหม้ หรือหยาบกร้าน ไม่สวย



3.เฟินบอสตัน เป็นเฟินที่มีลักษณะพุ่มสวยงาม ใบของมันคล้ายใบมะขาม ปลายใบมีแฉก เป็นพืชที่ชอบความชื้น หากนำไปปลูกไว้ในห้องน้ำยังช่วยดูดสารพิษและความชื้นได้ดี เหมาะมาสำหรับตั้งประดับในห้องน้ำ


4.เดหลี เป็นไม้ประดับที่โดดเด่นมาก เพราะใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ในขณะที่ดอกเป็นสีขาวสวยงามโดยเฉพาะเมื่อออกเป็นช่อ เดหลีถือเป็นไม้ประดับในไม้ประดับไม่กี่ชนิดที่สามารถออกดอกได้ภายในอาคาร เพราะเดหลีต้องการเพียงแสงรำไร ขอเพียงแค่ดินชุ่นชื้นอยู่เสมอก็เพียงพอแล้ว



5.ออมเงิน ออมทอง ไม้พันธุ์เล็กในตระกูลไม้เลื้อย กลางใบเป็นสีขาวหรือเหลืองและค่อยๆ ไล่มาเป็นสีเขียวที่บริเวณขอบใบ ต้นออมเงินออมทองควรปลูกไว้บริเวณริมหน้าต่างเพื่อให้ได้รับแสงแดดเต็มที่

6.หนวดฤาษี มีต้นเป็นสีเทา ลักษณะเป็นเส้นๆ ห้อยลงสู่พื้น การดูแลค่อนข้างง่าย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรือดูแลรักษามาก



7.วาสนา เป็นพันธุ์ไม้หอมที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ และเติบโตได้ดีในที่ๆ มีอากาศค่อนข้างเย็น การปลูกทำโดยวิธีการปักชำ โดยการตัดเป็นท่อนๆ แล้วนำไปแช่น้ำ การใช้วาสนาเป็นไม้ประดับในอาคาร ควรนำต้นมารับแสงแดดบ้างสัปดาห์ละ 2 วัน

ข้อมูลบางส่วนจาก https://www.facebook.com/TanaPat2013Farm
ภาพจาก www.istockphoto.com
ที่มา home.sanook.com/1317/ต้นไม้-7-ชนิด-เติมความสดชื่นในห้องน้ำ/
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สร้างสุขในครอบครัวด้วยหลัก 4 ยอม เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 10:55:14 AM


สร้างสุขในครอบครัวด้วยหลัก 4 ยอม

เพราะครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของสังคม ดังนั้นการใส่ใจความสุขที่เกิดขึ้นในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ มีหลากหลายวิธีในการสร้างสุขให้กับครอบครัว คราวนี้เลยหยิบเรื่องหลัก 3 ยอม มาฝากทุกคนค่ะ

“ยอมให้” ก่อนที่เราจะให้ตัวเองเป็นผู้รับ เราควรเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้ให้เสียก่อน ไม่ว่าจะด้วยการแสดงความห่วงใย การให้กำลังใจในเรื่องต่างๆ การให้ความอบอุ่น ให้ผู้รับรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง

“ยอมเงียบ” ไม่ว่าจะด้วยความขัดแย้งใดๆ หากมีแต่ผู้พูด ไม่มีผู้ฟัง ก็จะไม่มีความเข้าใจกันเกิดขึ้นเสียที ดังนั้นเราต้องยอมเป็นฝ่ายเงียบบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะอารมณ์ที่รุนแรง เกิดการโต้เถียงที่อาจทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้

“ยอมแพ้” การเอาชนะ ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเสมอไป อาจจะยอมเป็นคนแพ้ เพื่อความสุขของคนอื่นนครอบครัวบ้าง หันมาชื่นชมยกย่องคนในครอบครัว จะยิ่งสร้างกำลังใจและสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้

“ยอมรับความต่าง” ทุกครอบครัวย่อมมีทั้งผู้อาวุโสและลูกหลานที่ต้องอยู่ร่วมกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดในมุมต่างกัน มุมที่เป็นผู้ใหญ่ ในมุมวัยรุ่น หรือแม้แต่ในมุมของวัยเด็ก เพราะฉะนั้นต้องมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติและความเข้าใจให้ตรงกัน แลกเปลี่ยนมุมมองให้แต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นของตน ยอมรับในความคิดที่แตกต่างกันบ้าง

ยอมเพียงแค่ 4 ข้อนี้ ก็จะทำให้ครอบครัวสร้างรอยยิ้ม มีแต่ความสุขตลอดไปแล้วล่ะค่ะ



ที่มา women.sanook.com/30769/สร้างสุขในครอบครัวด้วยหลัก-4-ยอม/
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ปาท่องโก๋” แท้จริงแล้วไม่ใช่ปาท่องโก๋ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 10:52:12 AM


“ปาท่องโก๋” แท้จริงแล้วไม่ใช่ปาท่องโก๋

ขนมที่ทำมาจากแป้ง นำมาประกบคู่กันแล้วทอดในน้ำมันจนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล กินคู่กับกาแฟในยามเช้า กินคู่กับโจ๊ก กินคู่กับน้ำเต้าหู้ หรือจะจิ้มนมข้นหวาน จิ้มสังขยา ก็อร่อยไม่แพ้กัน
       
       อธิบายมายาวขนาดนี้หลายคนคงจะนึกภาพออกแล้วว่าขนมที่ว่าก็คือ “ปาท่องโก๋” ที่ในบ้านเราหากินกันได้ทั่วไปตามท้องถนนไปจนถึงร้านอาหารต่างๆ ซึ่งขนมชนิดนี้คนไทยเราเรียกกันว่า “ปาท่องโก๋” แต่รู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้ว ถ้าจะเรียกกันให้ถูกต้องตามต้นฉบับภาษาจีนนั้นจะต้องเรียกว่า “อิ่วจาก้วย”

        :49: :49: :49: :49: :49:

       คำว่า “ปาท่องโก๋” ในภาษากวางตุ้ง แปลว่า ขนมน้ำตาลขาว เป็นขนมชนิดหนึ่งของคนกวางตุ้ง รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม เนื้อสัมผัสคล้ายกับขนมถ้วยฟู ส่วนคำว่า “อิ่วจาก้วย” เป็นภาษาแต้จิ๋ว แปลว่า ขนมทอดน้ำมัน
       
       แต่เหตุที่คนทั่วไปเรียกขนมนี้ว่า ปาท่องโก๋ มีการสันนิษฐานกันว่า ในสมัยก่อนนั้น คนที่มาขายขนมมักจะขายขนมรวมๆ กันหลายอย่าง ซึ่งก็มีทั้งปาท่องโก๋และอิ่วจาก้วยรวมๆ กันไป คนขายอาจจะร้องขายปาท่องโก๋เป็นอย่างแรก และต่อด้วยขนมอย่างอื่น แต่คนไทยเกิดจำได้เฉพาะชื่อแรก เมื่อไปซื้อขนมมากินก็ได้อิ่วจาก้วยซึ่งเป็นขนมทอดมาทุกที จึงอนุมานว่าขนมทอดแบบนี้มีชื่อว่าปาท่องโก๋ตามที่คนขายพูด แล้วก็เรียกกันต่อๆ มาว่า “ปาท่องโก๋”

        :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

       สำหรับคนที่ไปชิมปาท่องโก๋ในร้านติ่มซำแถวๆ ภาคใต้ ก็อาจจะได้ปาท่องโก๋ในลักษณะแป้งขาวๆ มาแทน เพราะคนแถบนั้นยังเรียกขนมทอดน้ำมันว่า “อิ่วจาก้วย” อยู่เหมือนเดิม
       
       แต่สำหรับร้านขายปาท่องโก๋ทั่วๆ ไป ก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า ขนมทอดน้ำมันแบบนี้เรียกว่า “ปาท่องโก๋”



ที่มา http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9570000130205
98  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สูงวัย กินอย่างไรดี.? เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2014, 10:48:01 AM


สูงวัย กินอย่างไรดี.?

ผู้สูงอายุในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 มีผู้สูงอายุคิดเป็นประมาณร้อยละ 12.7 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตามคำนิยามขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดไว้ว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เสื่อมลง ฟันมีการสึกกร่อน ทำให้เคี้ยวอาหารลำบาก การรับรสของปุ่มรับรสอาหารที่ลิ้นก็ลดลง ทำให้ความอยากรับประทานอาหารลดลง นอกจากนี้ระบบทางเดินอาหารยังทำงานด้อยลง และเกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส แน่น จุกเสียด ได้ง่าย ดังนั้น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารครบถ้วน ผู้ดูแลหรือลูกหลานควรจัดอาหารให้เหมาะสมโดยการดัดแปลง ดังนี้

 :96: :96: :96: :96:

ดัดแปลงลักษณะอาหาร
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาของฟัน ทำให้บดเคี้ยวอาหารได้ไม่ดี จึงควรจัดอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวได้ง่าย โดยการหั่นเนื้อสัตว์ หรือผักเป็นชิ้นเล็กๆ  ต้มหรือเคี่ยวนานๆ เพื่อให้เปื่อยนุ่ม เน้นโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าสูง เช่น ปลา และไข่


ดัดแปลงรสชาติอาหาร
ความชอบในรสชาติอาหารของผู้สูงอายุมักมีการเปลี่ยนแปลง บางคนชอบอาหารที่มีรสหวานมากขึ้น บางคนชอบรสขม จึงควรดัดแปลงตามความชอบของผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจัดอาหารที่มีรสจัด เผ็ดจัด หรือมีเครื่องเทศมาก เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารได้


ดัดแปลงปริมาณอาหาร
ปริมาณอาหารไม่ควรมากเกินไป เพราะจะทำให้แน่นท้อง ควรรับประทานปริมาณน้อยลง และแบ่งเป็น 4-5 มื้อ แทนการรับประทานวันละ 3 มื้อ และควรจัดอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน หากกินได้ไม่มากพอหรือไม่มั่นใจว่าจะได้รับสารอาหารครบถ้วน แนะนำให้เสริมอาหารสูตรครบถ้วน ที่มีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย



ที่มา www.goodfoodgoodlife.in.th
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5UVXlNREUzTkE9PQ==
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปรากฎการณ์ "ลักเหนียวไก่" สะท้อนความห่วยในสังคม เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:21:48 PM


ปรากฎการณ์ "ลักเหนียวไก่" สะท้อนความห่วยในสังคม
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมชนิดรุนแรงถาโถมในโลกออนไลน์อย่างหนักหน่วงในรอบ 5 วันที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ “ลักเหนียวไก่” ของสาวรุ่นวัย 15 ปีชาวจ.สตูล ที่อัดอั้นตันใจ อัดคลิปวีดีโอระบายความอึดอัดที่เจ้าตัวถูกคนมือดีขโมยข้าวเหนียวไก่ทอด ระยะทางของคลิปเพียงแค่ 1.47 นาที ก็สร้างยอดวิว และชาวเน็ตกระหน่ำกดถูกใจหลายแสนคน

เนื้อหาการสื่อสาร ศัพท์แสงที่หยาบคายแต่ดูเรียบง่าย และสำเนียงพูดกลางติดทองแดงประสานิยมของชาวปักษ์ใต้ ทำให้คนที่เข้าไปดูคลิปดังกล่าวถูกอกถูกใจ ก่อนนำไปสู่การเข้าไป “ล่า” เพื่อหวังให้พบเจอเจ้าของคลิปวีดีโอ รวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลก็เอาด้วย บุกบ้านมอบข้าวเหนียวไก่ให้น้อง และความเคลื่อนไหวของเจ้าของคลิป “ลักเหนียวไก่” ก็มีรายงานตลอดทั้งวันจากสื่อกระแสหลัก

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น หากจำกันได้หลายครั้งที่โลกออนไลน์ได้เป็นช่องทางสร้างชื่อเสียงให้กับคนทั่วไป จนโด่งดังคับประเทศ เพราะเมื่อมีคนสนใจ กระแสข่าวย่อมตามมา แต่เมื่อถามว่าสังคมได้อะไรกับเหตุการณ์นี้บ้าง ก็น่าขบคิด


 :29: :29: :29: :29:

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมออนไลน์* มองเรื่องนี้ว่า ปรากฏการณ์แห่แหนของผู้คน สื่อ ที่บุกไปคุยและพบน้องวัย 15 ปีเจ้าของคลิป ถือเป็นตัวบ่งบอกถึง “ความห่วยของสังคม” ได้เป็นอย่างดี

ห่วยอย่างไร ห่วยแบบไหน มานะ ขยายความว่า เพราะเมื่อสื่อหลักเข้าไปจับกระแสทำข่าว ก็ต้องมีคนออกมาโหนกระแสนี่ เพื่อหวังให้ตัวเองติดชื่อเข้าไปด้วย เป็นการใช้การตลาดของเขาเอง แต่ยังไม่มีใครออกมาพูดถึงการแนะนำการใช้โซเชี่ยลมีเดียอย่างถูกต้อง และแนะถึงผลที่ตามมาอันคาดไม่ถึง แต่ละคนต้องการเพียงแต่ขอให้ตัวเองได้ติดกับกระแสไปด้วย


    :96: :96: :96: :96: :96:

   “ทุกสำนักเล่นข่าวนี้ เพื่อสร้างเรตติ้งให้กับสถานีหรือบนเว็บไซต์ของตนเอง เพราะปรากฏการณ์มันรับประกันได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งต้องติดตามแน่นอน หากแต่ถามว่าผู้บริโภคได้อะไร ตอบได้เลยว่าไม่มีก็แค่เสพข่าวเบาๆ กันไป แต่ที่น่าสนใจคือผลที่ตกมากับเด็ก มีใครคำนึงถึงหรือไม่ เมื่อออกข่าวไปแล้วชีวิตเด็กจะอยู่อย่างไรต่อไป คล้ายกับทุกคนโกยผลประโยชน์ของตัวเองเพียงอย่างเดียว” มานะกล่าว

มานะ ย้ำอีกว่า เทคโนโลยีทุกวันนี้สามารถทำให้คนในสังคมกำหนดวาระข่าวสารขึ้นมาเองได้ ต่างจากเดิมที่นักข่าว หรือกองบรรณาธิการเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด กรณี “ลักเหนียวไก่” ก็เช่นกัน เด็กวัย 15 เพียงแค่ระบายอารมณ์เพราะคิดว่าตรงนั้นคือพื้นที่ส่วนตัว แต่เนื้อหากลับไปโดนใจสังคมจนเกิดการแชร์ และมีการเกาะกระแสจากสื่อ ที่น่ากังวลคือหากนับจากนี้ เด็กวัยรุ่นอาจจะเห็นคลิปดังกล่าวเป็นฮีโร่ เป็นตัวอย่าง ก็ต้องออมาทำแบบอย่างนั้นบ้าง และโลกออนไลน์ก็จะกลายเป็นถังขยะอารมณ์


 :s_hi: :s_hi: :s_hi:

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เสริมในมุมเรื่องของการรับมือกระแสที่ถั่งโถมของเด็กวัย 15 ว่า เชื่อได้ว่าน้องเจ้าของคลิปลักเหนียวไก่ก็คงไม่ได้เตรียมตัวหรือเตรียมใจจะต้องมาเจอสถานการณ์กระแสสังคมที่รุนแรงอย่างนี้ และหากไม่มีการดูแลช่วยเหลือย่างถูกต้อง ก็จะกลายเป็นปัญหาตามมาได้

  “เด็กยังไม่รู้วิธีจัดการที่ถูกต้อง เพราะการส่งคลิปขึ้นไปในโลกออนไลน์ก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องส่วนตัวแต่โลกออนไลน์นี่เองที่ทำให้ดังชั่วข้ามคืน และสื่อกระแสหลักก็เกาะติดรายงานข่าว รวมถึงใครอีกหลายคนก็พุ่งเข้ามาหา ตรงนี้หากไม่มีผู้ใหญ่คอยแนะนำเด็กอาจจะเกิดความเครียดขึ้นมาได้ เพราะทุกอย่างมันเร็ว งง การจัดการอาจทำด้วยตัวเองอย่างไม่ถูกต้อง” พญ.พรรณพิมล  อธิบาย

    รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ย้ำทิ้งท้ายว่า ในต่างประเทศค่อนข้างจะให้ความสำคัญอย่างมากหากมีเด็กเยาวชนถูกเผยแพร่ออกมาในที่สาธารณะ และต้องมีระบบการช่วยเหลือสนับสนุนควบคุมที่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนของเราเองต้องการเพียงแค่กระแสเท่านั้น แต่ไม่มีการคำนึงถึงผลที่ตามมาของเด็ก ตรงนี้ที่น่ากังวล


ขอบคุณภาพและบทความจาก
www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/329996/ปรากฎการณ์-ลักเหนียวไก่-สะท้อนความห่วยในสังคม
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ช่วยกัน ปฏิรูป 'วัตถุนิยม' เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:13:06 PM


ช่วยกัน ปฏิรูป 'วัตถุนิยม'

สังคมไทยเศร้าสลดใจอย่างมาก เมื่อรับทราบเรื่องราวที่มีผู้นำมาโพสต์ลงในโลกออนไลน์ กรณีที่เจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือได้แชทคุยกับเด็กสาวรายหนึ่งในการซื้อโทรศัพท์ยี่ห้อหรูราคาแพงที่กำลังเปิดตัวฮือฮาและเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นการพูดคุยต่อรองราคาหรือสอบถามรายละเอียดทั่วไปก็คงไม่มีอะไร แต่กลายเป็นว่า บทสนทนานั้นกลับเป็นการเสนอตัวมีเซ็กส์เข้ามา เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้เป็นเจ้าของโทรศัพท์หรู

เมื่อเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก และยิ่งหดหู่ขึ้นไปมากขึ้น เมื่อมีข้อมูลออกมาด้วยว่า เด็กสาวดังกล่าวยังเป็นแค่นักเรียนชั้นประถมศึกษาเท่านั้น ทำให้มีคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับสังคมที่มีวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมที่ดีงาม แต่ตอนนี้ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนไปใช่หรือไม่


 :41: :41: :41: :41: :41:

เรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ "วัตถุนิยม" ที่กำลังครอบงำสังคมไทยและแนวโน้มก็ไปในทิศทางที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา นับวันจะกลายเป็นสังคมที่ "บูชาเงิน" นับหน้าถือตาเคารพนบนอบผู้ที่มีอำนาจเงินมากกว่าการนับถือยกย่องเคารพผู้ที่ทำความดี แม้แต่เยาวชนหรือนักศึกษาก็มีข่าวมาตลอดในเรื่องการเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้เงินไปใช้จ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู โดยละทิ้งสิ่งที่บรรพชนเคยสอนมาให้รักนวลสงวนตัว

นอกจากนี้ "วัตถุนิยม" ยังเป็นบ่อเกิดของความโลภและเป็นที่มาส่วนหนึ่งของปัญหาคอร์รัปชั่น ขณะที่ความมานะอุตสาหะความมัธยัสถ์อดออมและการดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมกลับจางหายไปจากสังคม และดูประหนึ่งว่า ความคลั่งวัตถุนิยม ตลอดจนวิธีการที่ได้มากลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ได้เสียหายอะไร ทั้งที่เรื่องเหล่านี้บั่นทอนทำลายสังคม

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ล่าสุดกลุ่มผู้บริหารในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้หารือกันและเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องหาแนวทางแก้ไข เพราะน่าเป็นห่วงว่า เรื่องเช่นนี้ไม่ควรจะลุกลามไปถึงเด็กที่ยังอยู่แค่ระดับประถมศึกษา อีกทั้ง สพฐ.จะส่งหนังสือไปกำชับทุกโรงเรียนให้เร่งปลูกฝังค่านิยมในเรื่องของความประหยัด ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ให้แก่นักนักเรียนทุกระดับ

รวมถึงประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วยกันเร่งปลูกฝังค่านิยมในระดับครอบครัวด้วย แต่จะอาศัยเฉพาะหน่วยงานไม่กี่แห่งคงไม่สำเร็จ จำเป็นที่ทุกองคาพยพของสังคมต้องเข้ามาช่วย เพื่อพัฒนาเด็กที่จะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า และถือว่าเป็นการสร้างอนาคตน้ำดีไล่น้ำเสียที่แก้อะไรไม่ได้แล้ว

 :49: :49: :49: :49: :49:

ขณะเดียวกันถือน่าจะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเข้ามามีบทบาทแก้ปัญหาสังคมที่หมักหมม โดยเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร ยื่นหนังสือถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและมีข้อเสนอที่น่าสนใจ คือ ให้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาการศึกษาและสังคม เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีเยาวชนเป็นผู้คัดเลือกทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ ครม.

เพื่อพิจารณานโยบายด้านการศึกษาและสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชน และประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็แสดงท่าทีตอบรับ ให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 1 ชุด ทำหน้าที่กระตุ้นและส่งเสริมเยาวชนให้มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเยาวชนถือเป็นอาทิตย์อุทัยที่จะมาแทนที่อาทิตย์อัสดงที่เป็นคนรุ่นเก่า ดังนั้นยังมีความหวังในการแก้ไขปัญหาดีกว่าวนเวียนในบริบทเดิมที่ไม่มีอะไรดีขึ้น


จาก บทบรรณาธิการประจำวันที่ 13 พ.ย. 2557
http://www.komchadluek.net/detail/20141113/195830.html
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อาพาธหนัก! ท่านติช นัท ฮันห์ เลือดออกในสมอง อยู่ห้องไอซียู เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:07:12 PM


อาพาธหนัก! ท่านติช นัท ฮันห์ เลือดออกในสมอง อยู่ห้องไอซียู


ท่านติช นัท ฮันห์ พระภิกษุชาวเวียดนาม ที่มีลูกศิษย์มากมาย กำลังอาพาธหนัก จากอาการเลือดออกในสมอง จนต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ของโรงพยาบาลเมืองบอร์กโดซ์ ในฝรั่งเศส 

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. เว็บไซต์ของหมู่บ้านพลัม ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติธรรมฝึกสมาธิภาวนาของท่านติช นัช ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) พระภิกษุชาวเวียดนาม ซึ่งรู้จักกันดี ในฐานะเป็นพระอาจารย์เซน และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในพุทธศาสนามหายาน อีกทั้งยังมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งในฝรั่งเศสและเอเชีย รวมทั้งประไทย แจ้งข่าวว่า ขณะนี้ ท่านติช นัท ฮันห์ ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพวกเรา กำลังอาพาธหนัก จากอาการเลือดออกในสมอง จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียู ของโรงพยาบาลในเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส และอยู่ภายใต้การดูแลเป็นพิเศษจากคณะแพทย์ ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน ทางเว็บไซต์ของหมู่บ้านพลัม ได้ระบุว่า ขณะนี้ ท่านติช นัช ฮันห์ ยังคงรู้สึกตัวดีมากและแสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ในสิ่งที่อยู่รอบตัวของท่านตลอดเวลา อีกทั้ง ตอนนี้ ท่านยังคงสามารถขยับเท้า, มือ และกะพริบตาได้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณท่ีแสดงให้เห็นว่า ท่านอาจฟื้นกลับมาแข็งแรงเช่นเดิม



เว็บไซต์ของหมู่บ้านพลัม ยังแจ้งด้วยว่า เมื่อสองเดือนก่อน สุขภาพของท่านติช นัช ฮันห์ ได้อ่อนแอลงไป เนื่องจากมีความชราภาพมากขึ้น ด้วยปัจจุบันท่านอายุ 87 พรรษาแล้ว จึงทำให้ ท่านติช นัท ฮันห์ ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองบอร์กโดซ์ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนพ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นสุขภาพของท่านก็แข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งเกิดอาการเลือดออกในสมองอย่างไม่คาดคิด จึงทำให้อาการป่วยของท่านเปลี่ยนแปลงไป

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/463214
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ช็อก.! ภาพสยอง 'หัวขาด' เจ้าตัวโร่ทำบุญด่วน เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:04:03 PM


ช็อก.! ภาพสยอง 'หัวขาด' เจ้าตัวโร่ทำบุญด่วน

สังคมออนไลน์แชร์ภาพ หนุ่มพยาบาลเมืองน้ำดำ "หัวขาด" กลางห้องทำงาน จากถ่ายรูปเล่นกลายเป็นจริง เจ้าตัวช็อกเร่งทำบุญสร้างกุศล ขณะที่ผู้พบเห็นชี้ อาจเป็นความผิดพลาดจากโปรแกรมถ่ายรูป

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ผู้สื่อข่าว "เดลินิวส์ออนไลน์" รายงานว่า ในโลกของสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย มีการแชร์รูปภาพ "คนหัวขาด" ชวนพิศวง และขนหัวลุก จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยภาพดังกล่าวถูกอัพโหลดลงเว็บต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเจ้าของภาพใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า Wuttipong Thongphutorn โพสต์รูปในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น.ของวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏเป็นภาพของเจ้าหน้าที่ในรพ.แห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ กำลังช่วยกันทำงานดูแลคนไข้อย่างขะมักเขม้น แต่กลับไม่มีศีรษะอยู่บนบ่า



โดยผู้โพสต์ ระบุว่า ข้อความว่า "ผมมาทำงานด้วยความตั้งใจ+อารมณ์ดี แต่มาเจอภาพนี้ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ยืนยันว่าไม่มีการแต่งภาพใด ๆ ถ่ายด้วย Panorama ขออโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย อย่าได้มีเวรต่อกันอีกเลย" ภายหลังได้มีการแชร์ภาพดังกล่าวออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏว่า สร้างความแปลกประหลาดใจต่อผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก หลายคนเชื่อว่าอาจเป็นสิ่งเร้นลับที่ต้องการบอกอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า "เงาหัวหาย" แล้วจะมีเคราะห์ หรือโชคร้าย ซึ่งผู้ที่พบเห็นหลายคนโพสต์ข้อความยังแนะนำว่า ให้ไปทำบุญ สร้างกุศลจะได้สบายใจ

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ที่อ้างว่า การใช้โปรแกรม "พาโนรามา" ถ่ายภาพแล้วไม่แม่นยำ ก็จะเกิดความผิดพลาด รูปที่ถ่ายมักขาดออกจากกัน เหมือนดังรูปที่ปรากฏก็เป็นได้ ไม่อยากให้ตื่นตระหนกตกใจไปมากกว่านี้

 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าว "เดลินิวส์ออนไลน์" ได้ติดต่อไปยังรพ.ต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังไม่ได้เข้ามาทำงาน โดยก่อนเกิดเหตุมีการถ่ายรูปเล่นกันไม่มีใครคิดอะไร แต่พอภาพออกมา เจ้าหน้าที่ที่หัวขาดหายไปถึงกับตกใจเป็นอย่างมาก ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างทำบุญสร้างกุศลต้องการความสงบคงไม่สะดวกที่จะรับโทรศัพท์




ล่าสุดเย็นวันเดียวกัน "เดลินิวส์ออนไลน์" สอบถามไปยังนายจักร์กวินทร์ ภู่สวาสดิ์ ช่างภาพชื่อดัง ได้รับคำตอบถึงข้อสงสัยเรื่องภาพถ่ายโดยใช้โปรแกรม "พาโนรามา" ว่า “จากที่ได้เห็นภาพ เบื้องต้นสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ประเด็นคือ 1.เป็นการตัดต่อ แต่น่าจะไม่ได้ตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะขาดความละเอียด 2.น่าจะเกิดจากการใช้โปรแกรมในการถ่ายภาพ แต่ไม่ขอระบุว่าเป็นโปรแกรมพาโนรามา หรือโปรแกรมใด ซึ่งประเด็นหลังน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า สังเกตได้จากตัวม่านด้านขวามือ มีจุดตัดอย่างเด่นชัด และบริเวณแผ่นหลังของพยาบาลด้านซ้ายมือ และขวามือมีภาพมีการซ้อนอย่างเห็นได้ชัด สำหรับที่มีการระบุว่าใช้โปรแกรมพาโนรามาในการถ่ายภาพนั้น ส่วนตัวมองว่าโปรแกรมทุกโปรแกรม สามารถเกิดความผิดพลาดได้โดยบังเอิญ”

 :96: :96: :96: :96:

ทั้งนี้นายจักร์กวินทร์ยังได้ส่งภาพที่เพิ่งถ่ายด้วยโปรแกรมมาเปรียบเทียบว่า ภาพคนหัวขาดสามารถสร้างได้จากโปรแกรมในโทรศัพท์มือถือทั่วไปได้

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของทีมข่าว "เดลินิวส์ออนไลน์" ไปยัง www.panoramafail.tumblr.com ก็พบว่า เทคนิคการถ่ายทำ "พาโนรามา" สามารถทำให้เห็นถึงหัวขาด-ตัวขาดได้ โดยตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือภาพของแมว ที่ถ่ายแล้วพบว่า "ตัวขาด" ออกจากกัน.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/crime/280413/ช็อก!ภาพสยอง_หัวขาด_เจ้าตัวโร่ทำบุญด่วน
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สำนักพุทธวอน..อย่าแชร์คลิป"หลวงพี่สไตรก์" เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 09:59:00 PM


สำนักพุทธวอน..อย่าแชร์คลิป"หลวงพี่สไตรก์"

โฆษกสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วอนผู้พบเห็นอย่าแชร์ภาพ พระโยนโบวลิ่ง เหตุไม่เหมาะสม ชี้แจ้งข่าวสารมายัง "ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ให้ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกของสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียมีการแชร์ คลิปภาพวีดีโอเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่ไปอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้คลิปดังกล่าวมีความยาวเพียง 11 วินาที ใช้ชื่อว่า "หลวงพี่สไตรก์" ถูกเผยแพร่โดยเพจเว็บไซต์ชื่อดัง YouLike (คลิปเด็ด) เป็นภาพของชายหนุ่มอายุราว 30 ปี ศีรษะโล้น สวมใส่จีวร แต่งกายลักษณ์พระสงฆ์ กำลังโยนโบว์ลิ่งในลานตั้งอยู่ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง


 :41: :41: :41: :41: :41:

ภายหลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ หรือเผยแพร่ออกไปทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปในวงกว้าง ส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจ และไม่เห็นด้วยที่พระสงฆ์จะเข้าไปเล่นโบว์ลิ่งในสถานบริการดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ร้องขอให้มีการตรวจสอบว่า ชายในคลิปวีดีโอนั้นเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ด้วย

ด้าน ดร.สมชาย สุรชาตี โฆษกสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวว่า การที่พระสงฆ์เข้าไปเล่นโบว์ลิ่งนั้น เข้าข่ายความผิดลักษณะ "อาจาระ" คือไม่ใช่กิจของสงฆ์ สงฆ์ไม่ควรทำ ดังนั้นทางที่ดีหากใครพบเห็นก็ไม่ควรจะไปแชร์คลิป หรือภาพดังกล่าวอีก แต่ควรแจ้งมายัง ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ


 :96: :96: :96: :96: :96:

ดร.สมชาย ยังกล่าวด้วยว่า "ทั้งนี้ปัจจุบันพระสงฆ์ทำผิดเยอะ เพราะว่าคนไทยชอบทำบุญ มิจฉาชีพ จึงใช้ผ้าเหลืองในการหากิน คาดว่าในอนาคตกฎหมายเกี่ยวกับพระสงฆ์ผ่านขึ้นตอนการพิจารณาเมื่อไร ก็จะทำให้บุคคลเหล่านี้ลดน้อยลงไป ที่ผ่านมาทางสำนักฯ ได้เข้มงวดกวดขันไปกับเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะอำเภอแล้ว โดยมีการเรียกประชุมพระสงฆ์จังหวัดเดือนละครั้ง สอดส่องดูแลพฤติกรรมของพระสงฆ์ในสังกัดของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีการจัดทีมตรวจตราเมื่อมีประชาชนร้องเรียนมา อย่างไรก็ตามยอมรับว่าทางทีมงานของสำนักฯมีบุคลากรน้อย ลงพื้นที่ตรวจสอบค่อนข้างล่าช้า หรืออาจดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งจะได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามกระบวนการต่อไป.



https://www.youtube.com/watch?v=c4nKy7yTWy0


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/crime/280442/สำนักพุทธวอนอย่าแชร์คลิป_หลวงพี่สไตรก์_
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธรรมศึกษาปรับพฤติกรรมนักโทษได้ เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 09:54:26 PM


ธรรมศึกษาปรับพฤติกรรมนักโทษได้

พศ.เผย ปี 57 มีผู้เข้าสอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก ทั่วประเทศ รวมกว่า 1.6 ล้านคน ด้าน ผบ.เรือนจำกรุงเทพฯยืนยัน ธรรมศึกษาปรับพฤติกรรมนักโทษได้

วันนี้ (12 พ.ย.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีพิธีเปิด “การสอบธรรมสนามหลวง สร้างความดีถวายพ่อหลวง” โดยมีพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รองแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานในการเปิดสนามสอบ ซึ่งสนามสอบมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีผู้เข้าสอบทั้งนักศึกษา บุคลากร และอาจารย์ รวม 4,631 คน โดยในจำนวนดังกล่าวมีนักศึกษาหญิงชาวมุสลิมเข้าร่วมสอบด้วย 2 คนซึ่ง พระพรหมมุนี กล่าวว่า

    สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง จัดสอบธรรมศึกษามาแล้วเป็นปีที่ 85 ซึ่งการสอบธรรมศึกษาเป็นการจัดการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ให้แก่ประชาชนได้มีโอกาสศึกษา โดยบุคคลที่นับถือศาสนาอื่นก็สามารถเข้าสอบได้ด้วย ซึ่งเมื่อนักศึกษาได้มาร่วมสอบแล้ว อยากให้นำความรู้จากการเรียนธรรมศึกษาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย แล้วจะทำให้รู้ว่าเกิดผลดีกับชีวิตอย่างไร


    :25: :25: :25: :25: :25:

นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ในปี 2557 มีผู้เข้าร่วมสอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก จากทุกสนามสอบกว่า 4,500 แห่งทั่วประเทศรวมประมาณกว่า 1.6 ล้านคน ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมสอบทุกคนยังถือว่าได้ร่วมกันทำความดี เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย นอกจากนี้ทางสำนักงานแม่กองธรรมฯ และพศ.ยังร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ ส่งเสริมการสอบธรรมศึกษาให้แก่นักโทษในเรือนจำด้วย ซึ่งในปีนี้มีนักโทษเข้าร่วมสอบธรรมศึกษากว่า 43,000 คน

 :96: :96: :96: :96: :96:

จากนั้นพระพรหมมุนี พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานแม่กองธรรมฯ และผอ.พศ. ได้เข้าตรวจเยี่ยมสนามสอบที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร (คลองเปรม) โดยที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ มีนักโทษเข้าร่วมสอบธรรมศึกษาระดับชั้นตรี โท เอก รวม 298 คน ซึ่ง นายอายุตม์ สีนธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ทางเรือนจำมีการส่งเสริมให้นักโทษเข้าสอบธรรมศึกษามาเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันแล้ว

โดยจากการสังเกตพฤติกรรมของนักโทษพบว่านักโทษที่เข้าเรียนธรรมศึกษาจะมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น มีการทำผิดวินัยของเรือนจำน้อยลง เกิดเหตุทะเลาะวิวาทน้อยลง ที่สำคัญจากการบุกจู่โจมเข้าตรวจเรือนนอนยังพบด้วยว่านักโทษมีการนำหนังสือธรรมะมาเก็บไว้บนที่นอนเพื่อไว้อ่านมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเป็นนิตยสารประเภทต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักโทษได้อย่างชัดเจน.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/280286/ธรรมศึกษาปรับพฤติกรรมนักโทษได้
105  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 11:19:41 AM

เก๋งจีนที่เห็นเป็นที่ประดิษฐานของพระไพรีพินาศ

หน้าเก๋งจีนจะมีแผ่นหินแกรนิตสลักคำบูชาพระไพรีพินาศ


ภาพนี้ถ่ายตอนนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ครับ ต้นไม้นี้ปลูกโดยรัชกาลที่ ๙


ประวัติพระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร
พระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหารก่อพระฤกษ์เมื่อเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก จ.ศ.๑๑๙๓ (วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๗๔) ในสมัยรัชกาลที่๓ และใช้เวลาก่อสร้างต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่๔ องค์พระเจดีย์มีสัณฐานกลม มีคูหาภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

มีทักษิณ ๒ ชั้นเป็นสี่เหลี่ยม ที่องค์พระเจดีย์มีซุ้มเป็นทางเข้าสู่คูหา ๔ ซุ้ม กลางคูหาพระเจดีย์ประดิษฐานพระเจดีย์กาไหล่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และมีพระเจดีย์องค์ประดิษฐานอยู่โดยรอบพระเจดีย์กาไหล่ทองอีก ๔ องค์ คือ ด้านตะวันตก พระไพรีพินาศเจดีย์ ด้านใต้ พระเจดีย์บรมราชานุสรณ์พระชนมพรรษา ๕ รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ด้านตะวันออก เป็นพระเจดีย์ไม้ปิดทอง ไม่ปรากฏประวัติ ด้านตะวันตก พระเจดีย์โลหะปิดทอง ไม่ปรากฏประวัติ

___________________________________________________
ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/travel/great_chedi.htm


   .......ยังมีต่อ โปรดติดตาม
106  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 11:06:40 AM







      นำภาพพระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหารมาให้ชม วันที่ไปแดดดีมาก ทำให้อากาศร้อนมาก คนไม่ค่อยขึ้นไป เพราะพื้นจะร้อนเดินไม่สบายเท้า โชคดีที่ผมใส่ถุงเท้าขอรับ
107  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:52:33 AM





      ขยายภาพมาให้ชมครับ ผมถ่ายมาได้แค่รายการที่ ๑ (พระเจดีย์วัดบวรฯ) เท่านั้นครับ รายการที่ ๒ และ ๓ ห้ามถ่าย ส่วนรายการที่ ๔ ไม่ได้ถ่าย เพราะมีกระจกกั้น
108  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:25:31 AM







ประวัติตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
พระตำหนักเพ็ชร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักเพ็ชร ถวายเป็นท้องพระโรงแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๗ ที่ตั้งพระตำหนักนี้ เคยเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งทรงครองวัดนี้ สำหรับพิมพ์บทสวดมนต์ และหนังสือพุทธศาสนาอื่นๆแทนหนังสือใบลาน โดยใช้ตัวพิมพ์เป็นอักษรอริยกะที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นใหม่

_____________________________________________________
ข้อมูลจาก http://www.watbowon.com/travel/phatamnukpet.htm
109  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2014, 10:11:41 AM







       นำบรรยากาศหน้าตำหนักเพ็ชรมาให้ชม เจ้าหน้าที่บอกว่า การถ่ายรูปกับพระสังฆราช ให้สำรวม ห้ามยิ้ม เพื่อเป็นการถวายความเคารพ

110  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / นายเท่ห์มาก.! นั่งสอบธรรมศึกษาโท..คนเดียว เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 08:28:48 PM


นายเท่ห์มาก.! นั่งสอบธรรมศึกษาโท..คนเดียว
สำราญ สมพงษ์ รายงาน

วันที่ 12 พ.ย.2557 นี้เป็นวันแรกของการเปิดสอบธรรมศึกษาทั่วประเทศตั้งแต่นักธรรมศึกษาตรี-เอก ที่ดำเนินการโดยแม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งวิชาแรกคือเรียงความแก้กระทู้ธรรม ได้มีนักเรียนนักศึกษาเข้าสอบเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามบางแห่งมีนักเรียนเข้าสอบนักธรรมศึกษาโทเพียงคนเดียวแต่ก็คือว่าเป็นความดีของนักเรียนคนนั้นที่น่ายกย่อง

ทั้งนี้ข้อสอบเรียงความแก้กระทู้ธรรมชั้นธรรมศึกษาเอกที่ระบุว่า" วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิาทญฺจ เขมโต  สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทธานุสาสนี. ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาท โดยความปลอดภัย เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพุทธานุศาสนี.



นับได้ว่าเป็นกระทู้ธรรมที่เข้ากับสภานการของประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้มาก แม้ว่าเราจะมีความขัดแย้งทางความคิดด้านการเมืองกันบ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็จำเป็นจะต้องมีขอบเขตหรือการบริหารจัดการความขัดแย้งนั้น แต่ว่าที่ผ่านมาคนไทยไม่มีขอบเขตโดยมีการแสดงออกจนถึงขั้นวิวาททางวาจา และกาย

ดังนั้นกระทู้ธรรมนี้ถือว่าเป็นเครื่องเตือนสติ เพราะว่าตามหลักการแห่งพระพุทธศาสนาตามที่ระบุไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ที่ระบุว่า สาวกของพระองค์นั้นจะต้องไม่กล่าวร้ายคนอื่น ไม่ทำร้ายคนอื่น ก็เป็นตัวสะท้อนว่าคนไทยคอการเมืองเป็นชาวพุทธแบบใด




ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20141112/195784.html
111  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมภารสุดทน ประกาศขายวัด 2 พันล้าน เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 08:22:32 PM


สมภารสุดทน ประกาศขายวัด 2พันล้าน

วันนี้ (12 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดมาบสามเกลียว หมู่ 7 ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี  หลังมีการโพสต์รูปภาพแผ่นป้ายขนาดใหญ่ประกาศขายวัดเพื่อหนีมลพิษ ส่งต่อกันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย โดยแผ่นป้ายดังกล่าวมีขนาด 2x5 เมตร  พื้นหลังสีขาว ใช้ตัวหนังสือสีแดง เขียนข้อความว่า "ประกาศขาย วัดมาบสามเกลียว ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี สาเหตุอมตะเอาสิ่งแวดล้อมมาเบียดเบียนวัดเป็นเวลากว่า10 ปีแล้ว ทางวัดประกาศขายด่วน" ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าวัดมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

โดยในวันที่ 11 พ.ย.  ที่ผ่านมา พระครูวิบูลศุภากร เจ้าอาวาสวัดได้นำป้ายไปติด 2 จุด คือ  บริเวณหน้าวัด และริมถนนสายพานทอง  ในนิคมอุตสากรรมอมตะนครเฟส 9 เพื่อต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหามลพิษที่ทางวัดกำลังประสบ แต่ทางนิคมอุตสาหกรรมฯ และเทศบาลตำบลดอนหัวฬ่อได้เข้าทำการเจรจาขอปลดป้ายลงไปตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันเดียวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




พระครูวิบูลศุภากร กล่าวว่า วัดนี้มีพื้นที่ 7 ไร่ ตั้งมานานกว่า30 ปี โดยมีตนเป็นเจ้าอาวาสดูแลมาหลายสิบปี ในอดีตที่ยังไม่มีนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร บรรยากาสแถบนี้ดี รายล้อมด้วยธรรมชาติ แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อมตะนครได้เกิดขึ้นทำให้พระในวัดได้รับผลกระทบคือเสียงรถราที่วิ่งดังสนั่นตลอด 24 ชั่วโมง  แทบจะไม่สามารถจำวัดหรือนั่งสมาธิเจริญภาวนาได้ อีกทั้งมีมลพิษทางเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรม และรถที่ชอบเปิดเครื่องเสียงดังๆ รบกวน

นอกจากนี้ในบางคราวยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์คล้ายกลิ่นสารเคมีโชยเข้ามาด้วย จึงเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ไม่เพียงเท่านี้เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นรอบวัด ชุมชนหายไป การบิณฑบาตจึงลำบาก ต้องเดินไปหาชุมชนหลายกิโลเมตร บางวันก็มีโยมใจดีใส่บาตรอาหารให้ได้ฉัน บางวันก็ไม่ได้บาตรเลย ทำให้ขณะนี้ไม่มีพระลูกวัดแม้แต่รูปเดียว มีเพียงเจ้าอาวาสรูปเดียวเท่านั้นที่ดูแลวัด  ซึ่งการติดป้ายดังกล่าวอาตมาเป็นผู้คิดเองทั้งหมด  เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแก้ไขปัญหา  แต่หากอยากมีคนขอซื้อวัดจริงๆ ก็จะขายให้ในราคา 2 พันล้านบาท  และจะนำเงินไปซื้อที่สร้างวัดใหม่ซึ่งดูทำเลไว้แล้วบริเวณอำเภอพนัสนิคม  ซึ่งขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังพูดคุยสอบถามรายละเอียดอยู่นั้นมีผู้โทรศัพท์เข้ามาติดต่อขอซื้อวัดหลายราย




ด้านนายอภิชาติ เสกธีระ วิศวะกร 8 สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร กล่าวว่า เมื่อทางอมตะนครได้ทราบเรื่องการประกาศขายวัดมาบสามเกลียวได้ติดต่อขอเจรจากับทางเจ้าอาวาสทันที โดยยื่นข้อเสนอว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเรื่องการเปิดเครื่องเสียงของรถที่สัญจรผ่านวัด ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ.ประจำจุดที่รถต้องผ่านวัด หากพบผู้ใดเปิดเพลงเสียงดังจะให้เจ้าหน้าที่เรียกปรับได้ทันทีตามกฎหมาย และหากพบว่าเป็นรถของบริษัทที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครจะทำการส่งจดหมายแจ้งเตือนตามไปด้วย อีกทั้งจะจัดทำป้ายงดใช้เสียง 5 จุด บริเวณใกล้พื้นที่วัด ประการสุดท้ายคือจะทำการปลูกต้นไผ่ตงเป็นรั้วหน้าวัดเพื่อดูดซับเสียงรถที่สัญจรผ่านไปมาให้เบาลง

ทั้งนี้ ภายหลังการพูดคุยเจรจากันพบว่า ทุกฝ่ายพอใจ และทางเจ้าอาวาสวัดก็พอใจเช่นกัน จึงทำให้ปัญหาดังกล่าวยุติลงด้วยดี..


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/280333/สมภารสุดทน+ประกาศขายวัด+2พันล้าน
112  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินหลุด 4 เก้าอี้รวด สาวพบถูกร้อง 25 ข้อหา เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 08:17:03 PM


อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินหลุด 4 เก้าอี้รวด สาวพบถูกร้อง 25 ข้อหาเรื่องเงิน-พาสีกาขึ้นห้าง

พิจิตร - อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินหลุดจากตำแหน่งบริหารสงฆ์เกลี้ยงรวม 4 ตำแหน่ง หลังถูกอดีตไวยาวัจกรร้องเรียน 25 ข้อหา ทั้งเรื่องเงื่อนงำเงินวัด ยันพาสีกาขึ้นห้างฯ ขณะที่เจ้าตัวบอกขอความเป็นธรรม ยันเงินวัดอยู่ครบ สาวลึกปมขัดแย้งเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 46-47 หลังปลด “กำนันซ้ง” พ้นเก้าอี้ไวยาวัจกรวัด แถมเป่าหู “แม้ว” บอกเป็นนักเลงซ้ำ
       
       วันนี้ (12 พ.ย.) พระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปลดพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ออกจากตำแหน่งตามบัญชาเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ว่า ล่าสุดหลังปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว ยังมีผลให้ต้องหลุดจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบล และพระอุปัชฌาย์ รวมถึงการที่ได้เป็นพระครูสัญญาบัตร ซึ่งจะได้รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนเดือนละประมาณ 3,000 บาทเศษก็ให้หลุดตามไปด้วย จึงเป็นการปลดออกรวม 4 ตำแหน่งในด้านการบริหารงานของสงฆ์

        :91: :91: :91: :91: :91:

       พระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายหยุดการวิพากษ์วิจารณ์และขอให้น้อมรับคำตัดสินจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เพราะได้มีการไต่สวนกันอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งปกติสงฆ์จะทำอะไรนั้นก็จะใช้หลักธรรมะที่จะต้องมีความเมตตาและความเป็นกลางเป็นหลักอยู่แล้ว
       
       ดังนั้น คำตัดสินข้างต้นจึงน่าจะเป็นแนวทางก่อให้เกิดความรักความสามัคคี ซึ่งหน้าที่ต่อไปคือ ต้องช่วยกันฟื้นฟูชื่อเสียงของหลวงพ่อเงินและวัดบางคลานให้กลับมาเป็นที่พึ่งทางใจของญาติโยมต่อไป

       

       ด้านพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ซึ่งได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวท่ามกลางลูกศิษย์ลูกหานำโดยนายสนั่น ลือมงคล อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ 3 ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร และพวกที่มาห้อมล้อมหลายสิบคนนั้น ได้พยายามพูดชี้แจงว่า อยากจะขอความเป็นธรรม
       
       โดยเฉพาะกรณีที่ถูกนายเชวง ชัยรัตน์ อดีตข้าราชการครูระดับ 9 และนายพร ปั้นเพ็ง อดีตข้าราชการครูในพื้นที่ ซึ่งเป็นอดีตไวยาวัจกรทั้งสองคนร้องเรียนไปยังพระผู้ใหญ่เป็นลายลักษณ์อักษร ถึง 25 หัวข้อ ความยาวถึง 4 หน้ากระดาษ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2547 เรื่องการเงินของวัด และการนำเงินไปซื้อหุ้น รวมถึงการซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างและมีการเบิกจ่ายเงินเกินความเป็นจริง นอกจากนี้ยังมีการใส่ร้ายว่ามีการพาสีกาไปเดินชอปปิ้งในห้างฯ

        :96: :96: :96: :96: :96:

       พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ได้ปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา โดยชี้แจงเรื่องแรกว่าเรื่องการที่มีเงินของวัดไปเล่นหุ้นนั้น ก็เป็นการซื้อหุ้นมาตั้งแต่อดีตเจ้าอาวาสคนก่อน พอมาถึงยุคของตนก็ต้องตกกระไดพลอยโจร มารับภาระรับผิดชอบ และก็ถูกโจมตีเรื่อยมา ส่วนเรื่องการก่อสร้างและเงินภายในวัดยืนยันว่าเงินยังอยู่ครบ ซึ่งปัจจุบันมีเงินอยู่ถึง 84 ล้านบาท
       
       พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ได้นำใบหุ้นออกมาให้ดูพบว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย ซื้อเมื่อปี พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 1 อายุ 7 ปี ในนามของวัดหิรัญญาราม เป็นเงิน 16 ล้านบาท และใบการถือหุ้นด้อยสิทธิของ ธ.กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2555 ครั้งที่ 1/2555 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2565 ในนามของชื่อผู้ถือหุ้นกู้วัดหิรัญญาราม เป็นเงิน 7,100,000 บาท

       

      สำหรับเรื่องราวของความวุ่นวายในวัดหลวงพ่อเงินบางคลานนั้น เริ่มต้นขึ้นประมาณ พ.ศ. 2546-2547 โดยนายสุกิจ พรธาดาวิทย์ หรือกำนันซ้ง อดีตประธานสภา อบจ.พิจิตร ที่เสียชีวิตไปเมื่อ 1 เดือนเศษที่ผ่านมา เคยเป็นผู้หาเงินเข้าวัดและเคยเป็นไวยาวัจกรในสมัยอาจารย์เปื่อง เป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน จากนั้นได้มรณภาพไป
       
       แต่พอพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสก็ปลด “กำนันซ้ง” ออกจากไวยาวัจกร แล้วแต่งตั้งนายเชวง ชัยรัตน์ อดีตข้าราชการครูระดับ 9 และ นายพร ปั้นเพ็ง อดีตข้าราชการครูในพื้นที่ เข้ามาเป็นไวยาวัจกรแทน

        :41: :41: :41: :41: :41:

       ต่อมา “กำนันซ้ง” เคลือบแคลงใจว่าเงินในวัดน่าจะเกิดการทุจริต หรือมีการฉ้อโกงเกิดขึ้น จึงมีการสอบถาม สร้างความไม่พอใจให้ฝ่ายพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ และสองไวยาวัจกร จึงเป็นเหตุบาดหมางและเกิดความแตกแยกเรื่อยมา
       
       กระทั่ง พ.ศ. 2547-48 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินสายทัวร์นกขมิ้นแล้วมานอนพักค้างคืนที่วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ได้ใช้โอกาสทำหนังสือร้องเรียนว่า กำนันซ้ง เป็นผู้มีอิทธิพล หรือเป็นนักเลงเข้ามาก้าวก่ายกิจการงานของสงฆ์ จนตกเป็นเป้าหมายระยะหนึ่ง โชคดีที่ “กำนันซ้ง” เป็นคนสนิทของ เสธ.หนั่น-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จึงรอดจากเหตุการณ์มาได้อย่างหวุดหวิด


       

       ต่อมา “กำนันซ้ง” ก็ได้เอกสารใบคำร้องที่พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ส่งถึง พ.ต.ท.ทักษิณ จึงนำเอาเอกสารมาฟ้องศาลในคดีอาญา สู้คดีกันมาหลายปี จนในที่สุดศาลจังหวัดพิจิตรก็ตัดสินว่าพระครูวิสิฐสีลาภรณ์มีความผิดจริง จึงพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และมีการเจรจาของคู่ความ โดยมีข้อตกลงว่า นายเชวง ชัยรัตน์ อดีตข้าราชการครูระดับ 9 และ นายพร ปั้นเพ็ง อดีตข้าราชการครูในพื้นที่ จะต้องลาออกจากการเป็นไวยาวัจกร ซึ่งทั้งคู่ก็ปฏิบัติตามที่ศาลไกล่เกลี่ย
       
       เรื่องน่าจะจบแค่นั้น แต่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่าย และกับกลุ่มชาวบ้านอีกหลายกลุ่มก็กลายเป็นคู่ความขึ้นโรงขึ้นศาลอีก 28 คดี จึงเป็นเหตุให้พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ต้องเดินขึ้นโรงขึ้นศาลมาจนถึงปัจจุบัน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000130569
113  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ลูกศิษย์วัดกระทิง” รวมตัวคัดค้านการสั่งปลดเจ้าอาวาส เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 08:11:33 PM


ลูกศิษย์วัดกระทิง รวมตัว คัดค้านการสั่งปลดเจ้าอาวาส


“ลูกศิษย์วัดกระทิง” รวมตัวคัดค้านการสั่งปลดเจ้าอาวาส

จันทบุรี - ลูกศิษย์วัดกระทิง อำเภอเขาคิชฌกูฏ รวมตัวแถลงข่าวคัดค้าน และขอความเป็นธรรมกรณีคณะสงฆ์สั่งปลดเจ้าอาวาสวัดกระทิง พร้อมให้ส่วนที่เกี่ยวข้องจัดเวทีแสดงความคิดเห็น 2 ฝ่าย เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล เหตุผล
       
       วันนี้ (12 พ.ย.) ที่อาคารอเนกประสงค์ วัดกระทิง ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี คณะศิษยานุศิษย์วัดกระทิงกว่า 100 คน ได้มาร่วมกันแสดงเจตจำนง และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนคัดค้านคำสั่งของคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ที่สั่งปลดพระครูวิโรจน์ธรรมานุกูล หรือพระอาจารย์เงาะ เจ้าอาวาสวัดกระทิง พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยลูกศิษย์ที่เป็นชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ภายใต้การนำของ นายภานุ วิฑูรธีรศาสตร์ หรือกำนันต้น กำนันตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ สลับกันพูดแถลงข่าว ตอบข้อสงสัยของสื่อมวลชน


        :96: :96: :96: :96: :96:

       ส่วนสาเหตุการปลดนั้นมี 3 ประเด็นหลัก ที่คณะสงฆ์จังหวัดมีคำสั่งปลดพระอาจารย์เงาะ ว่ากระทำผิดวินัยสงฆ์ ประกอบด้วย การมีชื่อพระเป็นผู้ถือครองโฉนดที่ดิน, การใช้เงินวัดซื้อสลาก ธ.ก.ส. รวมทั้งเรื่องการบริหารเงินของวัด ซึ่งคณะศิษย์ได้ตอบข้อข้องใจ พร้อมมีเอกสารอ้างอิงเป็นที่ถูกใจของประชาชนที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวดังกล่าว
       
       พร้อมทั้งขอให้ทางคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาชี้แจงความจริงด้วยการตั้งเวทีเสวนา ตอบข้อสงสัยของประชาชนอย่างเปิดเผย โดยคณะศิษยานุศิษย์วัดกระทิงอ้างว่า พระอาจารย์เงาะ ถูกกลั่นแกล้ง และขอความเป็นธรรมให้แก่พระอาจารย์เงาะ ให้คณะสงฆ์แต่งตั้งอาจารย์เงาะ เป็นเจ้าอาวาสวัดกระทิงดังเดิม

       
ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงถึงเหตุผลในการปลดเจ้าอาวาสให้ชัดเจน

       ทั้งนี้ ในการรวมตัวแถลงข่าวดังกล่าวของคณะศิษยานุศิษย์วัดกระทิง มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหารจากกองร้อยรักษาความสงบ ทร.ที่ 8 กองทัพเรือ ภายใต้การนำของ เรือเอกเทิดศักดิ์ สถานสถิต ผบ.ร้อย รส.ทร. ที่ 8 กองทัพเรือ ทหารจาก กอ.รมน. เจ้าหน้าที่ตำรวจ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์ และดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้คณะศิษยานุศิษย์ วัดกระทิง ได้เคยยื่นหนังสือขอให้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ทบทวนคำสั่งปลดพระครูวิโรจน์ ที่เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เจ้าคณะภาค รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่พึงพอใจ จึงได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อร้องขอความเป็นธรรม และต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อมูล เหตุผล ทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และใช้วิจารณญาณในการฟังด้วยตนเอง


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000130371
114  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อมพระไว้ในปาก..ก็หนีความตายไม่พ้น เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 08:06:39 PM

อมพระไว้ในปาก..ก็หนีความตายไม่พ้น

คนร้ายรุมฆ่าโหดหนุ่มสักยันต์ลายทั้งตัวกระทั่งใบหน้า ฉายา "ป๊อบหน้าลาย" ทิ้งศพไว้ในป่าละเมาะในสภาพเปลือยล่อนจ้อน แม้ผู้ตายจะอมพระเครื่องไว้ในปากก็ไม่พ้นความตาย

มื่อเวลา 00.20 น. วันที่12 พ.ย. พ.ต.ต.วิโรจน์ ศรวิเศษ พนักงานสอบสวน สภ.ย่อยบ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น รับแจ้งพบศพผู้เสียชีวิตในป่าละเมาะ บ้านม่วงโป้ ต.สาวะถี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์ รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิขอนแก่นสามัคคีอุทิศ ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณป่าละเมาะด้านทิศตะวันตก ห่างจากหมู่บ้านมาประมาณ 1 กม. พบศพชายไทยไม่ทราบชื่อ ผมสั้น รูปร่างผอม อายุระหว่าง 30–35 ปี ผิวดำแดง สูงประมาณ 165–170 ซม. สักลายทั่วตัวและใบหน้า นอนหงายเปลือยกายอยู่ในป่า

จากการตรวจสภาพศพพบบาดแผลถูกฟันด้วยของมีคมเข้าที่ข้อมือซ้ายจนเกือบขาด เหนือคิ้วซ้ายเป็นแผลยาวประมาณ 2–3 ซม. ตาด้านซ้ายบวมเป่งเหมือนถูกของแข็งทุบตี และที่แก้มด้านซ้ายมีรอยถูกของมีคมฟันจนเป็นแผลยาว 1 นิ้ว นอกจากนี้ตามตัวยังมีร่องรอยถูกของแข็งทุบตีจนน่วม โดยในปากของศพยังอมพระเครื่องเอาไว้ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3–4 ชม.


 :96: :96: :96: :96: :96:

สอบสวนชาวบ้านเบื้องต้นระบุว่า เคยเห็นผู้ตายมาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านเกิดเหตุอยู่เป็นประจำ โดยผู้ตายมีฉายาว่า “ป๊อปหน้าลาย” เพราะสักลายเต็มตัวและใบหน้า ก่อนพบศพได้มีคนออกมาหาเห็ดและของป่าในบริเวณดังกล่าว กระทั่งพบศพ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่คาดว่า ผู้ตายน่าจะถูกกลุ่มคู่อริที่มีประมาณ 2-3 คน รุมทำร้าย

โดยผู้ตายได้พยายามต่อสู้ แต่สู้ไม่ไหว จึงเอาพระเครื่องที่ห้อยคออยู่มาอมเอาไว้ในปากเพื่อให้ปกป้องคุ้มครองชีวิต แต่ก็ช่วยไม่ได้ จากนั้นกลุ่มคู่อริจึงได้นำศพผู้ตายมาทิ้งในป่าละเมาะบ้านม่วงโป้ เพื่ออำพราง ส่วนสาเหตุคาดว่าอาจมาจากเรื่องความแค้นส่วนตัว หรือความขัดแย้งในเรื่องธุรกิจที่ไม่เปิดเผยบางอย่าง..


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/regional/280173/อมพระไว้ในปาก+ก็หนีความตายไม่พ้น 
115  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธุรกิจ "เตรียมตัวตาย" กำลังบูมในญี่ปุ่น เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 08:02:28 PM


ธุรกิจ "เตรียมตัวตาย" กำลังบูมในญี่ปุ่น

ธุรกิจแปลกหลาย ๆ อย่างมีที่มาจากประเทศญี่ปุ่น อย่างร้านเมดคาเฟ่ หรือคาเฟ่แมว-สุนัข ที่เข้ามาบูมในบ้านเราก็มีที่มาจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน และในตอนนี้ที่ญี่ปุ่นก็มีธุรกิจรูปแบบใหม่กำลังมาแรงขึ้นทุกวัน ๆ นั่นคือ ธุรกิจเตรียมตัวตาย !!

       ตามรายงานจากเว็บไซต์เดอะเจแปนนิวส์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เผยว่า รูปแบบของธุรกิจดังกล่าวคล้าย ๆ การทำทัวร์ เรียกว่า ชูคัทสึ ทัวร์ (Shukatsu Tour) หรือการท่องเที่ยวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความตาย และกำลังเป็นทัวร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าสูงวัย โดยลูกค้าจะถูกพาไปเที่ยวชมสถานที่อันเกี่ยวเนื่องกับการตาย อาทิ สุสาน ที่เก็บเถ้ากระดูก ล่องแม่น้ำที่จะทำการลอยอังคาร ตลอดจนบริการถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อใช้ในงานศพของตัวเอง


           :96: :96: :96: :96: :96:

       นางเรโกะ วะชิ วัย 65 ปี จากคาวาซากิ หนึ่งในผู้ซื้อชูคัทสึ ทัวร์ กับบริษัทคลับ ทัวริซึ่ม อินเตอร์เนชั่นแนล โพสท่าอย่างมั่นใจและยิ้มแย้มให้กับช่างกล้อง เธอบอกว่าอยากจะให้รูปที่ใช้ในงานศพบ่งบอกถึงความเป็นตัวเองให้มากที่สุด ในขณะที่นายฮาทสึเอะ โทโย-อิซุมิ วัย 71 ปี ได้ลิ้มประสบการณ์ลอยอังคารโดยใช้เม็ดเกลือต่างเถ้ากระดูก โรยลงในทะเลขณะล่องเรืออยู่ในอ่าวโตเกียวเบย์

      เจ้าตัวเผยว่ารู้สึกประทับใจกับทัวร์นี้มากโดยเฉพาะการจำลองการลอยอังคาร เขากำลังคิดถึงลูกสาวคนโตที่ไปอยู่สหรัฐฯ หากกระดูกของเขาถูกโรยลงที่นี่ แหล่งน้ำทั่วโลกก็จะเชื่อมโยงถึงกันเมื่อมันไหลออกไปหาสมุทร และเขาก็จะได้อยู่ใกล้กับลูกสาวตลอดไป ส่วนลูกค้าทัวร์รายอื่น ๆ ให้เหตุผลในการซื้อชูคัทสึ ทัวร์ ว่า อยากคิดความตายของตนในขณะที่ตัวเองยังแข็งแรงดีอยู่ บ้างก็ว่าไม่อยากให้เรื่องของตนกลายเป็นภาระลำบากให้แก่ลูกหลานในอนาคต



      สำหรับค่าบริการในการต่อการทัวร์ 1 ครั้งนั้น อยู่ที่ประมาณ 2,400-3,000 บาท จนถึงตอนนี้มีผู้ใช้บริการชูคัทสึ ทัวร์ กับทางบริษัทคลับ ทัวริซึ่ม อินเตอเนชั่นแนล ไปแล้วกว่า 450 ราย และมีผู้ที่จองต่อคิวไว้อีกจำนวนมาก ซึ่งบริษัทที่ขายทัวร์สำหรับเตรียมพร้อมรับความตายนั้นก็ไม่ได้มีที่นี่เพียงแห่งเดียว แต่ยังมีกระจายออกไปอีกตามจังหวัดต่าง ๆ ของญี่ปุ่น
 
      ศาสตราจารย์ฮารุโยะ อิโนะอุเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทโย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเทรนด์การเตรียมตัวพร้อมรับความตายว่า ก่อนหน้านี้ผู้ตายปล่อยให้การจัดงานศพเป็นหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ แต่ในปัจจุบันผู้คนเริ่มคิดถึงงานศพของตัวเองกันมากขึ้น เนื่องมาจากครอบครัวเริ่มกระชับขนาดเล็กลง อีกทั้งอัตราการเกิดของสมาชิกใหม่ก็น้อยลงด้วย และการเลือกซื้อชูคัทสึ ทัวร์ ทำให้พวกเขาจะสามารถติดต่อและรับทราบข้อมูลจากผู้ให้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับงานศพได้เอง ซึ่งเป็นเรื่องยากหากต้องเข้าไปติดต่อเองโดยตรง


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  YOSHIKAZU TSUNO / AFP
http://hilight.kapook.com/view/111078
116  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 11:59:37 AM
หลังจากสักการะพระศพ ก่อนลงจากตำหนักเพ็ชร เจ้าหน้าที่จะแจกของสามสิ่งนี้ครับ
พระฉายาลักษณ์พระสังฆราช หนังสือความเข้าใจเรื่องชีวิต และพระผงไพรีพินาศ





คำบูชาพระไพรีพินาศ ของวัดบวรฯนำมาฝากครับ


      ขอบอกก่อนว่า วันที่ผมไปสักการะพระศพ
เป็นวันอาทิตย์ที่ ๙ พศจิกายน ๒๕๕๗ ไปถึงตำหนักเพ็ชรเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น.


      .....ยังมีต่อ โปรดติดตาม
117  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / Re: อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 11:17:35 AM
กว่าเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เข้า ก็เป็นเวลา 12.40 น.

หลังจากกราบพร้อมกันครบสามครั้งตามคำบอกนำของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่แจ้งว่า อนุญาตให้ถ่ายรูปหนึ่งนาที



เกิดโกลาหลเล็กๆ หลายคนแย่งกันถ่ายรูป เจ้าหน้าที่ท่านเดิมบอกว่า
อนุญาตให้เฉพาะคนที่ใส่เสื้อสีดำและขาวเท่านั้น ที่จะถ่ายคู่กับพระโกศของพระสังฆราชได้




      อาจด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ถ่ายได้แค่หนึ่งนาที เลยได้ภาพมาอย่างขาดคุณภาพ บางภาพโฟกัสไม่ทำงาน แต่ก็นำมาให้ดูทั้งหมด เพื่อให้เปรียบเทียบกัน อยากบอกว่า ถ่ายติดเทวดาครับ มีดวงเทวดาหลายดวง เพื่อนๆ ลองสังเกตเอาเองนะครับ แม้แต่ภาพเบลอๆ ก็ถ่ายติดดวงเทวดา
118  กรรมฐาน มัชฌิมา / ธรรมะสัญจร ท่่องไปในแดนธรรม / อภิสัมมานสักการะ แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ชมภาพ) เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 10:21:39 AM

นี่เป็นครั้งแรกของผม ที่มาวัดบวรฯอย่างเป็นทางการ โชคดีได้ที่จอดรถที่ถนนพระสุเมรุ
โชคดีอีกครับ ได้จอดตรงประตูเข้าตำหนักเพ็ชรพอดี

เดินผ่านซุ้มประตูเข้ามา

มาไม่ตรงเวลา ทหารปิดประตูเข้าตำหนักเพ็ชร และแจ้งว่าจะเปิดประตูอีกครั้งเวลา 12.30 น.
ทางวัดเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ ตำหนักเพ็ชร จนกว่าจะถึงวันพระราชทานเพลิงพระศพ
โดยมีกำหนดเวลาเป็น 3 วาระ ของแต่ละวัน คือ
วาระที่ 1 เวลา 09.00 - 10.30 น. วาระที่ 2 เวลา 12.30 - 17.00 น. และวาระที่ 3 เวลา 20.00 - 21.00 น.



ต้องนั่งรอครับ ทางวัดได้จัดศาลา จัดเก้าอี้ และจัดพัดลมเอาไว้


ขอถวายอภิสัมมานสักการะ
แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ด้วยเศียรเกล้า...ศิษย์กรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
119  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เฮี้ยน.!! เข้าฝันบอก "ศพลอยติดหน้าบ้าน" เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2014, 08:29:11 PM


เฮี้ยน.!! เข้าฝันบอกศพลอยติดหน้าบ้าน

เจ้าของบ้านผงะ ศพหนุ่มใหญ่ตายมาแล้ว 2 วัน ลอยมาติดคลองหน้าบ้าน แถมช็อกรอบสอง เป็นคนเดียวกับที่มาเข้าฝันช่วงงัวเงีย สะกิดขาแจ้ง ศพลอยติดอยู่ให้รีบลงไปดู

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ร.ต.ท.ไกรสร อินปิน ร้อยเวร สน.วังทองหลาง รับแจ้งเหตุพบศพผู้เสียชีวิตลอยน้ำขึ้นมาติดบริเวณคลองลาดพร้าวหน้าบ้านเลขที่ 900/77 ชุมชนลาดพร้าว 80 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.นันทภูมิ เรื่องรุ่งรอง ผกก.ป. พ.ต.ต.พัฒนากร สูงนารถ สวป. และมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุมีชาวบ้านจำนวนมากยืนมุงดูเหตุการณ์ พบศพชายไม่ทราบชื่อ สภาพขาวซีด มีเลือดไหลออกมาจากจมูก ลักษณะสวมเสือสีดำ กางเกงขาสั้นสีดำ ภายในกระเป๋ากางเกงพบบัตรประชาชนระบุชื่อ นายการะเวก ศรีสด อายุ 42 ปี ชาว จ.กำแพงเพชร นอกจากนี้ยังมีธนบัตรราคา 20 บาท จำนวน 3 ใบ และเศษเหรียญอีกจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน และไม่มีร่องรอยจากการต่อสู้




โดย นางอุทุมพร นาคเทียน อายุ 50 ปี เจ้าของบ้านที่ศพลอยขึ้นมาติด เล่าให้ฟังด้วยอาการตกใจเล็กน้อยว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ตนและน้องสาวที่พักอยู่ด้วยกันได้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวจะไปทำงานตามปกติ แต่น้องสาวบอกว่าเมื่อคืนได้ฝันแปลกๆ ระบุในช่วงกลางดึกที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น มีชายวัยกลางคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่งกายด้วยชุดสีดำล้วน เข้ามาสะกิดที่ปลายขา ก่อนพูดว่า "ศพลอยมาอยู่หน้าบ้านแล้ว ตื่นเมื่อไหร่ให้รีบไปดู"

ซึ่งหลังได้ฟังตนและน้องก็ไม่คิดอะไรมาก ก่อนทำภารกิจประจำวันต่อไป กระทั่งได้ยินเสียงพนักงานเก็บขยะของ กทม.ตะโกนเสียงดังเข้ามาในบ้านว่า มีศพลอยคว่ำหน้าอยู่ในคลองหน้าบ้าน ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งมาดู และต้องตกใจรอบสองเมื่อศพดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับชายที่เข้าฝันน้องเมื่อคืนอีกต่างหาก ก่อนจะแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ




เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ตายอาจเป็นคนเมาที่พลัดตกลงไปในน้ำและเสียชีวิต เนื่องจากหลังสอบถามคนในละแวกพบว่า ตามบ้านเรือนที่ติดอยู่รอบคลองมักมีกลุ่มคนมาตั้งวงดื่มสุรากันเป็นประจำ อีกทั้งไม่มีบาดแผลจากการต่อสู้ทำร้ายด้วย ซึ่งจะเร่งประสานตามหาญาติให้มารับศพไปประกอบพิธีตามศาสนาต่อไป.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/crime/279966/เฮี้ยนเข้าฝันบอกศพลอยติดหน้าบ้าน
120  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศน.ใช้ศาสนาเยียวยาปัญหาเด็ก เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2014, 08:22:29 PM


ศน.ใช้ศาสนาเยียวยาปัญหาเด็ก

อธิบดีกรมการศาสนา มั่นใจศาสนาช่วยแก้ปัญหาเด็ก-เยาวชนได้ เตรียมจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมศาสนาในโรงเรียน คาดเริ่มสิ้นเดือน พ.ย.นี้

วันนี้(11พ.ย.) นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา(ศน.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเด็กนักเรียนหญิง มีเงินไม่พอซื้อไอโฟน 6 แล้วแชทไลน์กับเจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ร่วมหลับนอนแลกกับค่าซื้อโทรศัพท์ที่ยังขาดอยู่ ว่า ศน.เชื่อว่าการขับเคลื่อนศาสนา และศีลธรรมเข้าไปในสถานศึกษาจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ของเด็กและเยาวชนลงได้ เพราะความเป็นศาสนาอยู่ในตัวตนของทุกคน ทั้งนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน และพิจารณาว่าสังคมยังขาดอะไรที่เราควรจะปลูกฝังให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่ง ศน.พร้อมให้ความร่วมมือ ส่งเสริม และสนับสนุนอย่างเต็มที่


 :96: :96: :96: :96: :96:

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ศน. ได้ร่วมกับภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ โดยเป็นลักษณะการให้ความรู้ และการดูแลสุขภาพสำหรับเด็กวัยรุ่นในสถานศึกษา ซึ่งจะนิมนต์พระธรรมวิทยากรที่เก่งพูดเรื่องธรรมะ หลักธรรมศาสนาที่ใกล้ตัวกับเด็กไปให้หลักธรรมกับเด็ก เพื่อเปิดมิติใหม่ในการนำศาสนาเข้าไปสัมผัสกับเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

    “ศน.จะเร่งรณรงค์ขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนผนึกกำลังกันในการส่งเสริมให้เยาวชนในสถานศึกษาได้เข้าใจถึงหลักธรรม การมีศีลธรรมต่างๆ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยสังคมต้องช่วยกันเข้าไปดูแลเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา เพราะยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ต้องการที่พึ่ง อย่าคิดว่าเด็กและเยาวชนทุกคนจะสามารถอยู่ในสังคมได้
     แม้วันนี้สามารถอยู่ได้แต่ในอนาคตจะอยู่อย่างไรหากเยาวชนไม่ได้รับการดูแลอย่างดี ซึ่งการปลูกวัคซีนป้องกันให้เด็กในสถานศึกษาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดูแลเรื่องสื่อทุกสื่อก่อนถึงตัวเด็ก ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ หากเป็นไปได้ขอให้มีเรื่องศาสนา คุณธรรมเติมเข้าไปในทุกสื่อด้วย"
นายกฤษศญพงษ์ กล่าว.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.dailynews.co.th/Content/education/280044/ศน.ใช้ศาสนาเยียวยาปัญหาเด็ก
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 307