ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 382
81  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สืบชะตาหลวง ถวายสมเด็จวัดปากน้ำ ครบ 90 ปี เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 07:30:51 PM


สืบชะตาหลวง ถวายสมเด็จวัดปากน้ำ ครบ 90 ปี

คณะสงฆ์จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สืบชะตาหลวง ตามประเพณีล้านนา ถวายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ครบรอบอายุวัฒนมงคล 90 ปี ขณะที่พุทธศาสนิกชน เข้ากราบสักการะและร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

วันนี้( 25 ส.ค.)ที่พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจัดพิธีสืบชะตาหลวง ตามประเพณีล้านนา ถวายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วงวรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในงานอายุวัฒนมงคล 90 ปี พรรษา 70 วันที่ 26 สิงหาคม2558 โดยตั้งแต่เวลา 09.00 น.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมจุดธูปเทียนบูชานพเคราะห์พิธีสืบชะตาหลวงตามประเพณีล้านนา โดยมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาแผ่เมตตาจากนั้นในเวลา 14.00 น.คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร จำนวน 800 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ณ พระอุโบสถ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในเวลา 17.00น. คณะสงฆ์วัดปากน้ำ ประกอบพิธีสวดมาติกา บังสุกุล บริเวณหอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต



สำหรับในวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งครบรอบอายุวัฒนมงคล สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 90 ปี พรรษา 70 ในเวลา 09.00 น.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนวิทยาลัยตำรวจบริเวณพระอุโบสถ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จากนั้นในเวลา10.30 น.ที่พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล ผู้แทนพระองค์อัญเชิญเครื่องสักการะ น้ำสรงถวายแด่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จากนั้นพระมหาเถระ กรรมการมส. 17 รูป และพระสงฆ์ 300 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพลในเวลา 17.00 น.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปณ โรงหล่อสัตตบงกช พุทธมณฑลสาย 4



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางวัดปากน้ำ ได้จัดทำหนังสือจำนวน 8 เล่มงานที่ระลึกครบรอบ 90 ปีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ประกอบด้วย หนังสือวรปุญโญวาท การพระศาสนาด้านสาธารณูปการ ศีลในชาดก เก็บเพชรตามรอยธรรม 7 โอวาท 20 ปี แม่กองบาลีสนามหลวง ศีล 5คุณค่าชีวิตและสังคม ธัมมจักกัปปวัตนสูตร อนุสรณ์ 20 ปี ใต้ร่มบารมีวิถีธรรม พร้อมกับวีดิทัศน์ อายุวัฒนมงคล 90ปี พระอิ่มตลอดกาล จำนวน 5,000 ชุดแจกพระสงฆ์และญาติโยมที่มาร่วมพิธี นอกจากนี้ ทางสมัชชาสงฆ์ประเทศสิงค์โปได้ทำพวงกุญแจที่ระลึกงานครบรอบ 90 ปี จำนวน 10,000 ชิ้นแจกแจกให้แก่พุทธศาสนิกชนด้วย

ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/343860
82  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ระดมกูรู ให้ความรู้ กฎหมายโบราณสถาน เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 07:26:25 PM



ระดมกูรู ให้ความรู้ กฎหมายโบราณสถาน

สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ระดมนักวิชาการ วัด กรมศิลปากร พศ. ให้ความรู้กฎหมายโบราณสถาน ใช้กรณีวัดกัลยาณมิตรเป็นตัวอย่าง หวังลดปัญหาขัดแย้ง ย้ำไม่อยากให้มีการทุบวัด-ศาสนสถานอีก เพราะกระทบจิตใจชาวพุทธ

วันนี้(25 ส.ค.)ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.) กล่าวว่า จากการที่นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ได้หารือกับนายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เกี่ยวกับกรณีวัดกัลยาณมิตร โดยได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้ชะลอการทุบอาคารภายในวัดกัลยาณมิตรออกไปก่อน พร้อมกับหาทางออกร่วมกันทางข้อกฎหมายนั้น ถือเป็นทางออกที่ดี ซึ่ง สนพ.ยังคงติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน สนพ.และองค์กรพุทธฯจะรณรงค์ให้วัดตื่นตัวเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม2535 โดยจะมีการจัดสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับวัดในวันที่ 20 กันยายน นี้ที่โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ


 :25: :25: :25: :25:

ผศ.ดร.เสถียร กล่าวต่อไปว่า สนพ.เห็นว่าควรจะให้ความรู้วัดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายโบราณสถาน โดยจะเชิญพระสังฆาธิการวัด 28 วัดที่กรมศิลปากรได้ประกาศรายชื่อไว้ว่า มีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายโบราณสถาน รวมถึงวัดที่มีโบราณสถานทั่วประเทศ มารับฟังความรู้จากวิทยากรของกรมศิลปากร กรมการศาสนา(ศน.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) พระเถรานุเถระใน มส.และนักวิชาการ เกี่ยวกับกฎหมายโบราณสถานที่วัดจะต้องรู้และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นโดยใช้กรณีของวัดกัลยาณมิตรเป็นตัวอย่าง

“การหาทางออกร่วมกันถือเป็นสิ่งที่ดีที่ สนพ.ขอชื่นชมและอยากให้กรมศิลปากร วัด และพศ. ใช้เป็นบรรทัดฐานก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ ต่อวัด เพื่อไม่ให้กระทบต่อจิตใจของทุกฝ่ายและถือเป็นโอกาสที่ สนพ.จะร่วมกับทุกภาคส่วนราชการจะรณรงค์ให้ความรู้แก่วัดและพุทธศาสนิกชน เพื่อจะได้ตื่นตัวในการดูแลโบราณสถานภายในวัดร่วมกับกรมศิลปากร และเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งจนเกิดผลกระทบอีก”นายก สนพ.กล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/343899
83  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หนุ่มฝันเห็น 'วิญญาณสาว' เช้ามาขุดเจอ 'กรุพระเครื่อง' เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 07:22:16 PM


หนุ่มฝันเห็น 'วิญญาณสาว' เช้ามาขุดเจอ 'กรุพระเครื่อง'

หนุ่มสุราษฎร์ฯฝันเห็นหญิงสาวนุ่งห่มสไบแดงมายืนข้างศาลาการเปรียญวัด ตกใจตื่นเช้ามาลงมือขุดดินบริเวณที่พบวิญญาณ ถึงกับตะลึงพบทั้งกรุพระเครื่อง และท่อนซุงโบราณ

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ชาวบ้านชุมชนวัดไทร ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานีว่า มีคนขุดท่อนซุงเก่า และพระเครื่องเก่าได้หลายองค์ บริเวณศาลาการเปรียญวัดไทร จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ พบชาวบ้านที่พักอาศัยในละแวกใกล้เคียงทราบข่าวต่างมายืนรุมล้อมวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยนายสมชาย เตชะภิวัฒน์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 273/1 ถนนหน้าเมือง ต.ตลาด ซึ่งเป็นผู้ขุดพบพระ และเป็นเลขาธิการของชุมชนวัดไทร เปิดเผยว่า เมื่อ 2 วันก่อน จู่ ๆ ตนฝันเห็นผู้หญิงสาวห่มสไบสีแดงมายืนบริเวณข้างศาลาการเปรียญวัดไทร หลังตื่นก็มานั่งทบทวนความฝัน และคิดได้ว่าทางวัดกำลังจะมีโครงการปรับปรุงพื้นที่บริเวณดังกล่าว จึงลงมือขุดตรงจุดที่เห็นวิญญาณสาวยืนมองมาที่ตนทันที โดยขุดลึกลงไปประมาณ 2 เมตร กระทั่งพบห่อผ้าสีขาวฝังดินอยู่ เมื่อคลี่ออกดูก็ถึงกับตะลึงเมื่อพบพระเครื่องรุ่นต่าง ๆ 28 องค์ คาดว่าสร้างขึ้นในสมัย พ.ศ.2491-2498 เป็นปีเดียวกับที่สร้างศาลาการเปรียญ นอกจากพระเครื่องดังกล่าวแล้ว ตนยังขุดพบท่อนซุงเก่ายาวกว่า 3 เมตร บริเวณใกล้เคียงกันด้วย ชาวบ้านจึงช่วยกันขุดขี้นมาเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานในชุมชนได้ชม และบูชาต่อไป.






ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/regional/343869
84  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ม.ขอนแก่น เชิญร่วมบุญ ทักษิณานุประทานสตมวาร 100 วัน 'หลวงพ่อคูณ' เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 07:15:52 PM

มข.เชิญร่วมบุญ ทักษิณานุประทานสตมวาร 100 วัน 'หลวงพ่อคูณ'

คณะแพทย์ศาสตร์ ม.ขอนแก่น เตรียมทำบุญ 100 วัน ‘หลวงพ่อคูณ’ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานสตมวาร ในวันที่ 29-30 ส.ค.นี้ เผยจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว กำหนดจุดจอดรถรับ-ส่ง 5 จุด คาดคนทะลักร่วมบุญกว่า 3 หมื่นคน...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ส.ค. 58 ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล ประชุมคณะผู้บริหารโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และคณะแพทยศาสตร์ เพื่อตรวจสอบความพร้อมและการเตรียมการจัดพิธีบำเพ็ญทักษิณานุประทานสตมวาร 100 วัน พระเทพวิยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มข.และคณะแพทยศาสตร์ กำหนดจัดการประกอบพิธีดังกล่าวขึ้นที่ ห้องประชุมมิตรภาพ อาคารเรียนรวม ชั้น 3 คณะแพทยศาสตร์ มข. โดยพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานสตมวาร 100 วัน เพื่อถวายแด่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ นั้น จะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 29-30 ส.ค. กำหนดใช้สถานที่ภายในห้องประชุมมิตรภาพ อาคารเรียนรวมชั้น 3 ของคณะแพทยศาสตร์เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีทั้งหมด โดยบริเวณปะรำพิธีกลางด้านบนเวที จะมีการนำภาพของหลวงพ่อคูณ และรูปปั้นมาจัดวางไว้พร้อมทั้งเครื่องบูชาต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอดสัญญาณอ่างดองสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ จากชั้น 7 ลงมาบริเวณงานตลอดทั้งช่วงของการประกอบพิธี

นอกจากนี้ ยังคงโยงสายสิญจน์จากอาคารเรียนรวมชั้น 7 สถานที่ของการเก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ในช่วงของการดองสรีระสังขารตามขั้นตอนของการเป็นครูใหญ่ มายังจุดที่ประกอบพิธีกรรม และโดยรอบของสถานที่จัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อให้พุทธศาสนิกชนและญาติธรรมที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ได้ร่วมอนุโมทนา ตั้งจิตอธิษฐานตลอดทั้งช่วงของพิธีกรรมทางศาสนาโดยวันที่ 29 ส.ค. จะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 น. ส่วนวันที่ 30 ส.ค. จะเริ่มพิธีตั้งแต่เวลา 09.45 น.


อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น แถลงเตรียมจัดพิธีบำเพ็ญทักษิณานุประทานสตมวาร 100 วัน หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มข. กล่าวว่า การประกอบพิธีตลอดทั้ง 2 วันนั้น มีการจัดเตรียมสถานที่ออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย อาคารเรียนรวม เป็นสถานที่หลักของการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล สถานที่สำหรับการจัดทำโรงทานของญาติธรรม และสถานที่จอดรถที่สามารถรองรับรถยนต์ของญาติโยมได้มากกว่า 1,000 คัน ซึ่งจากการประมาณการ คาดว่าตลอดทั้ง 2 วันของการจัดพิธีจะมีผู้มาร่วมอนุโทนาบุญและร่วมในการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลไม่น้อยกว่า 30,000 คน การจัดเตรียมสถานที่ และป้ายบอกเส้นทางขณะนี้พร้อมแล้วทั้งหมด

ขณะเดียวกัน คณะศิษยานุศิษย์จาก วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ก็จะเดินทางมาร่วมในการประกอบพิธีทางศาสนา ตามวันและเวลาดังกล่าวด้วย รวมทั้งพระภิกษุ สามเณรที่ได้มีการบรรพชาเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่หลวงพ่อคูณ ก็จะเดินทางมาร่วมในการถวายภัตตาหารเพลและถวายผ้าอาบน้ำฝนเนื่องในวันเข้าพรรษา แด่หลวงพ่อคูณด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการจะร่วมจัดทำโรงทาน หรือการร่วมเป็นเจ้าภาพในงานบุญครั้งนี้สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ กับฝ่ายเลขานุการฯ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 4336 3173 ในวันและเวลาราชการ นอกจากนี้ทางคณะแพทยศาสตร์ฯ ยังได้จัดเตรียมรถรับ-ส่ง ให้กับญาติธรรมที่จะเดินทางมาร่วมในงานตามวันและเวลาดังกล่าวไว้ทั้งหมด 5 จุด โดยเฉพาะจุดจอดรถหลักที่อุทยานเทคโนโลยีเกษตร และลานจอดรถหนองแวง 1 และ 2 ที่ได้เตรียมรถบัสไว้สำหรับการรับส่งญาติธรรม ตลอดทั้งช่วงพิธีกรรมเช่นกัน.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520678
85  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โจรใจบาป ก้อนอิฐทุบตู้บริจาค-ลักเงิน วัดดังเชียงใหม่ เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 07:12:29 PM


โจรใจบาป ก้อนอิฐทุบตู้บริจาค-ลักเงิน วัดดังเชียงใหม่

โจรใจบาปบุกขโมยของในวัดดังกลางเชียงใหม่ถึง 2 ครั้ง ล่าสุดทุบตู้บริจาคฉกเงิน ก่อนหน้านั้นขโมยพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน ยังหนีลอยนวล ตร.เร่งล่าดำเนินคดี ...

เมื่อวันที่ 25 ส.ค.58 ร.ต.อ.จีระศักดิ์ นาคำ พงส. สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่า มีคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ เข้าไปจอดในวัดหม้อคำตวง ถนนศรีภูมิ ต.ศรีภูมิ ริมคูเมืองเชียงใหม่ แล้วใช้ก้อนอิฐทุบกระจกตู้บริจาคเงินของทางวัด 2 ตู้ จนกระจกแตก ขโมยเอาเงินในตู้บริจาคหลบหนีไป จึงนำกำลังไปตรวจสอบ

 :96: :96: :96: :96: :96:

ที่เกิดเหตุพบ พระณรงค์ กัลยาธัมโม อายุ 30 ปี พระเลขาเจ้าอาวาส ให้การว่า ตอนเช้าวันนี้ทางวัดได้นำตู้บริจาค 3 ตู้ มาวางไว้ในเต็นท์ที่หน้าศาลาพระเจ้าทันใจภายในวัด เพื่อขอรับบริจาคเงินจากญาติโยมช่วยบำรุงค่าน้ำค่าไฟวัด และซื้ออิฐถวายการก่อสร้างกุฏิสงฆ์ภายในวัดที่กำลังก่อสร้าง โดยคนร้ายอาศัยช่วงที่พระเณรที่เฝ้าอยู่ไปเข้าห้องน้ำ ใช้อิฐที่ทางวัดนำมาเป็นตัวอย่างวางไว้ ทุบกระจกตู้บริจาค 2 ตู้ ก่อนที่จะล้วงเอาธนบัตรในตู้บริจาคไป มีเงินประมาณ 1 พันบาท ส่วนเงินเหรียญไม่ได้แตะต้องแต่อย่างใดแล้วหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 วันก่อน ได้มีคนร้ายเข้าไปขโมยเอาพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว ที่อยู่บนโต๊ะหมู่บูชาภายในวิหารของวัด หลบหนีไปมาแล้วครั้งหนึ่ง วันนี้เป็นครั้งที่ 2 คาดว่า คนร้ายเป็นคนเดียวกัน ซึ่งทางวัดอยู่ระหว่างติดตั้งกล้องวงจรปิด ช่วงเกิดเหตุ จึงไม่มีพยานเห็นคนร้าย มีพระเณรได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ของคนร้ายขี่เข้ามาจอดยังจุดที่เกิดเหตุสักครู่แล้วก็ขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีต่อไป.

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520659
86  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โบสถ์วัดดังเมืองนนท์ถล่ม ทับร่างคนงานเคราะห์ร้าย ดับ 1 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2015, 07:09:27 PM


โบสถ์วัดดังเมืองนนท์ถล่ม ทับร่างคนงานเคราะห์ร้าย ดับ 1

โบสถ์วัดดังเมืองนนท์โบสถ์วัดต้นเชือก ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เกิดถล่ม ขณะกำลังดีดตัวอาคาร คนงานถูกทับเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 1 รายจนท.เร่งตรวจสอบ...

เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 25 ส.ค. 58 พ.ต.ต.สัญญา อุทุมพร สว.สส.สภ.บางแม่นาง เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า รับแจ้งมีเหตุโบสถ์พังถล่มทับคนงานเสียชีวิต เหตุเกิดภายในวัดต้นเชือก ต.บ้านใหม่ จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวร และเจ้าหน้าที่กู้ภัย





ในที่เกิดเหตุพบว่า พระอุโบสถซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างได้พังถล่ม ทับร่างของคนงาน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยนำศพถูกที่ทับอยู่ใต้ซากปูนออกมา ทราบชื่อคือ นายณัฐวุธ สุวรรณชัยรบ อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบพบมีคนงานชายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาล



จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุที่วัดดังกล่าวกำลังทำการดีดโบสถ์ คนงานทั้ง 9 คน ซึ่งเป็นช่างปูนทำงานอยู่รอบบริเวณ แต่ปรากฏว่าระหว่างนั้นหลังคาเกิดการยุบตัว ทำให้โบสถ์พังถล่มลงมาทับร่างคนงานเคราะห์ร้ายจนเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

สำหรับวัดต้นเชือก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2324 แต่เพิ่งจะมาเจริญรุ่งเรืองประมาณ พ.ศ. 2490 มีหลวงพ่อวิหาร พระประธานในวิหาร ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านนับถือสักการะกันเป็นประจำ และอยู่ในระหว่างบูรณะศาสนสถาน แต่มาเกิดเหตุสลดดังกล่าว



ล่่าลุด ผู้สุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชมน์ชื่น บุญญานุสาสน์ ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่เพื่อตรวจโบสถ์ที่เกิดเหตุ พบบริเวณหลังคายุบตัวลงมาด้านล่าง และจากการดูสัญญาว่าจ้าง พบว่าผู้ว่าจ้างคือนายมานิตย์ บุญเขียว อายุ 50 ปี กรรมการวัดต้นเชือก ส่วนผู้รับจ้างชื่อนายฤรงค์ฤทธิ์ หลักทอง อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม. 2 ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ทำการยกหรือดีดโบสถ์วัดต้นเชือก ในราคา3,200,00 บาท ตั้งแต่ว้ันที่27 พ.ย.57 กำหนดแล้วเสร็จ วันที่ 30 ส.ค. 58 รวมเวลา 240 วัน

แต่วันนี้ ขณะที่คนงานกำลังทำงานอยู่ที่บริเวณโบสถ์ ปรากฏว่าหลังคาได้ทรุดลงมา คนงานหนีออกมาได้ 8 คน ส่วนคนตายหนีออมาไม่ทัน จึงถูกซากโบสถ์ทับจนเสียชีวิต ส่วนผู้บาดเจ็บชื่อนายวีรพล แก้วลืมไพร อายุ 43 ปี ศีรษะแตก ถูกนำส่งรพ.บางใหญ่.ถล่ม ทับร่างคนงานเคราะห์ร้าย ดับ 1


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520736
87  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แฮกเกอร์ป่วนเว็บไซต์ สพป.4 อุบลฯแพร่เนื้อหาสู้รบ สังหารคนบริสุทธิ์ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:58:52 PM


แฮกเกอร์ป่วนเว็บไซต์ สพป.4 อุบลฯแพร่เนื้อหาสู้รบ สังหารคนบริสุทธิ์

อุบลราชธานี - มือดีแฮกข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 อุบลราชธานี เผยเปิดเว็บไซต์กลายเป็นเว็บของกลุ่มไอเอสให้รายละเอียดการสู้รบและสังหารผู้บริสุทธิ์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไอซีทีแก้ไขให้ใช้งานได้ แต่ยังไม่ 100% ขณะที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีซึ่งตกเป็นเป้าหมายด้วยแต่ไม่ได้รับผลกระทบ เหตุเตรียมป้องกันล่วงหน้า
       
       วันนี้ (24 ส.ค.) รายงานข่าวจากจังหวัดอุบลราชธานีแจ้งว่ามีแฮกเกอร์เข้าเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 อุบลราชธานี เมื่อเปิดเข้าไปแทนจะเป็นหน้าเว็บปกติที่มีการเขียนเป็นภาษาไทย ขึ้นภาพและรายงานข้อมูลงานประชาสัมพันธ์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 อุบลราชธานี แต่กลับเขียนเป็นภาษาอารบิกและอังกฤษ มีภาพการสู้รบและการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เป็นตัวประกันของกลุ่มนักรบไอเอสในตะวันออกกลางแทน สำหรับจุดประสงค์ที่คนร้ายทำการแฮกเกอร์เปลี่ยนแปลงข้อมูลครั้งนี้ ยังไม่ทราบจุดประสงค์ที่ชัดเจน

       


       นายชัยวัฒน์ ผูกมั่น เจ้าหน้าที่ไอซีที สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 อุบลราชธานี กล่าวว่า ตรวจพบเว็บไซต์ของสำนักงานเขตถูกแฮกเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จึงพยายามแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เบื้องต้นผู้ที่เข้าใช้บริการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ต้องพิมพ์ข้อมูลเพิ่มจากปกติ http://www.ubn4.go.th เป็นสแลชเมน(/main) ต่อท้ายก็สามารถเข้าได้ตามปกติ การแก้ไขให้เว็บไซต์กลับมาเป็นปกติคาดอาจต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์
       
       ด้าน ผศ.ดร.มงคล ปุษยตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า มีข่าวเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตกเป็นเป้าหมายอาจถูกแฮกเกอร์สร้างความปั่นป่วนมาตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมาจึงได้เตรียมป้องกันระบบไม่ให้ถูกแฮกเกอร์เข้ามาทำความเสียหายกับเว็บไซต์ ขณะนี้เว็บไซต์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานียังทำงานเป็นปกติ ทั้งฐานข้อมูลและทะเบียนของนักศึกษายังสามารถใช้การได้ จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ถึงนักศึกษาและประชาชนทั่วไปยังคงเข้าไปใช้บริการผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยได้ตากปกติเช่นเดิม


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000096046
88  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คลิป น้องสาวหลวงพ่อคูณเล่าความฝัน หลวงพ่อคูณสดใส บอกให้อยู่ทำบุญไปก่อนเด้อ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:49:29 PM


คลิป น้องสาวหลวงพ่อคูณเล่าความฝัน หลวงพ่อคูณสดใส บอกให้อยู่ทำบุญไปก่อนเด้อ

เมื่อเช้าวันที่ 24 สิงหาคม ที่วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา คณะสงฆ์วัดบ้านไร่ นำโดย พระภาวนาประชานาถ หรือหลวงพ่อนุช รตนวิชโย เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา ชาวอำเภอด่านขุนทด และศิษยานุศิษย์ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน แห่งการมรณภาพ พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 ซึ่งมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระพรหมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อคูณ ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้เวลา 10.30 น. พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป ได้ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์อุทิศถวายแด่หลวงพ่อคูณ หลังจากนั้นได้ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์จำนวน 300 รูป ขณะเดียวกันทางวัดบ้านไร่ ก็ได้มีการแจกรูปภาพหลวงพ่อคูณ ซึ่งมีลายเซ็นและคำสอนของท่าน ให้กับผู้ร่วมงานทุกคนด้วย ส่วนบรรยากาศโดยรอบวัด ได้มีการจัดโรงทานกว่า 30 ซุ้ม เพื่อให้บริการฟรีผู้ร่วมงานตลอดทั้งวัน


 :96: :96: :96: :96: :96:

ด้าน นางคำมั่น ฉัตรพลกรัง อายุ 90 ปี น้องสาวแท้ๆ ของหลวงพ่อคูณ ได้มาร่วมในพิธีด้วย พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อร่วมทำบุญตักบาตร ได้ซื้อข้าวสารอาหารแห้งมาใส่บาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พร้อมกับนำเงินใส่ซอง ซองละ 20 บาท ถวายพระสงฆ์ด้วย เนื่องจากไม่มีเงินมากนัก จึงทำบุญเท่าที่มี

นางคำมั่น ยังบอกว่า ก่อนหน้านั้นก็ฝันเห็นหลวงพ่อคูณมาโดยตลอด เห็นท่านมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และได้พูดในฝันว่า “กูสบายดี มึงไม่ต้องห่วงกูดอก ขอแค่ทำบุญให้ก็ดีใจแล้ว อยู่ทำบุญไปก่อนเด้อ” ทำให้รู้สึกสบายใจ เพราะท่านสอนมาตลอดว่า อย่าคดโกงใคร ให้มีคนซื่อสัตย์ ทำดีได้ดี วันนี้จึงมาทำบุญถวายท่านตามกำลังทรัพย์ที่มี


ชมคลิปข่าวได้ที่
https://youtu.be/N6vDFE1i564
ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440411004
89  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 28วัดกทม.ติดป้ายคัดค้านกรมศิลป์รื้อถอนศาลารายวัดกัลยาณมิตร เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:46:05 PM


28 วัด กทม. ติดป้ายคัดค้าน กรมศิลป์รื้อถอนศาลารายวัดกัลยาณมิตร

นายประกิจ ประชาศรัทธาชาติ ผู้ประสานงานองค์กรเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศไทย (อพท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้วัด 28 แห่งในกรุงเทพฯ ที่ขึ้นทะเบียนโบราณสถานกับกรมศิลปากร สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) ที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร รวมถึงหน่วยงานเจ้าคณะพระสังฆาธิการในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ได้ขึ้นป้ายผ้าข้อความต่างๆ เพื่อเตือนสติสังคมให้หันหน้ามาพูดคุยกัน

ภายหลังจากที่นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร นำช่างไปรื้อถอนศาลาราย 2 หลังภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ภายหลังจากวัดทุบทำลายโบราณสถานอายุกว่า 100 ปีภายในวัด 22 รายการ ชาวพุทธก็ได้เริ่มทำป้ายผ้าดังกล่าว 300-400 ชุด แต่ยืนยันว่าที่ทำป้ายไม่ได้เป็นการกล่าวโทษอธิบดีกรมศิลปากร แต่อยากให้สังคมมีสติและหันมาพูดคุยกัน
 
"ไม่อยากให้ใช้แค่หลักกฎหมาย แต่อยากให้ใช้หลักรัฐศาสตร์ด้วย ซึ่งเมื่อมีการสร้างสิ่งก่อสร้างมาทดแทนของเก่าที่เก่าทรุดโทรมแล้วจะมีวิธีการไหนที่จะทำให้สิ่งที่สร้างมาแล้วทำให้ถูกต้องโดยไม่ต้องทุบทำลายบ้างอยากให้หันมาแก้ไขและเยียวยาร่วมกัน"

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440307955
90  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โจรเท้าเปล่าย่องงัดกุฏิพระวัดป่า ฉกทรัพย์สิน คาด คนคุ้นเคย เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:37:52 PM


โจรเท้าเปล่าย่องงัดกุฏิพระวัดป่า ฉกทรัพย์สิน คาด คนคุ้นเคย

ล่าโจรเท้าเปล่าย่องงัดกุฏิพระวัดป่า ขณะออกบิณฑบาต ฉกเงิน มือถือ พระเครื่อง และรองเท้าแตะ 1 คู่ คาด เป็นคนในพื้นที่ ตำรวจเร่งสืบสวนเก็บลายนิ้วมือแฝง เพื่อดำเนินคดี...

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ร.ต.ท.นิวัฒน์ แจงกระโทก พงส.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบเหตุคนร้ายงัดกุฏิพระลูกวัดป่าบ้านคำกลิ้ง ม.3 ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่เกิดเหตุพบ พระฉัตรชัย ถิระวิริโย อายุ 44 ปี พระผู้เสียหาย นำตำรวจเข้าตรวจสอบบนกุฏิ พบร่องรอยคนร้ายใช้ของแข็งทุบกุญแจที่คล้องล็อกกับประตูห้องนอน ตรวจสอบทรัพย์สินภายในห้อง ข้าวของถูกรื้อค้น เงินสดในย่ามจำนวน 6,000 บาท โทรศัพท์สามารท์โฟนยี่ห้อซัมซุงกาแล็คซี่ รุ่นอี 7 สีขาว ราคา 11,500 บาท พระเครื่อง 2 เหรียญ และรองเท้าแตะยี่ห้อแอดด้า สีน้ำตาล หายไป ตรวจสอบบริเวณหลังกุฏิ พบรอยเท้าเปล่า คาดว่าเป็นของคนร้ายที่มานั่งรอจังหวะเวลาก่อนลงมือ ขณะพระออกไปบิณฑบาตแต่เช้ามืด


 :96: :96: :96: :96: :96:

สอบสวนพระฉัตรชัย ถิระวิริโย ให้การว่า บวชมา 2 พรรษา เมื่อช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมาเคยถูกคนร้ายปีนหลังคาห้องน้ำหลังกุฏิงัดหน้าต่างจนพังเสียหาย แต่ไม่สามารถเข้าไปขโมยทรัพย์สินได้ เพราะหน้าต่างติดเหล็กดัด กระทั่งวันนี้อาตมาออกไปบิณฑบาตแต่เช้ามืด โดยปิดล็อกกุญแจประตูไว้เรียบร้อย ก่อนเก็บลูกกุญแจไว้ในกระเป๋าอังสะที่ผึ่งตากไว้หน้าประตูห้องนอน หลังจากฉันที่ศาลาเสร็จ กลับมาพบประตูเปิดออก ทรัพย์สินถูกรื้อค้น ตรวจสอบลูกกุญแจในกระเป๋าผ้าอังสะยังอยู่ แต่ไม่พบตัวแม่กุญแจที่คล้องล็อกประตู จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

ด้าน ร.ต.ท.นิวัฒน์ แจงกระโทก เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น คนร้ายที่ก่อเหตุคาดเป็นคนในพื้นที่หรืออาจเป็นคนคุ้นเคยเข้านอกออกในได้อย่างสบาย โดยไม่มีใครสนใจและสงสัย แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้เฝ้ากุฏิถึง 3 ตัว ก็ไม่มีเสียงเห่า หรือเข้าขัดขวางโจรขณะลงมืองัดประตูแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามตำรวจสืบสวนและตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เก็บลายนิ้วมือแฝงไว้เป็นหลักฐาน ติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520418
91  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศิษยานุศิษย์เรือนหมื่น แห่ทำบุญครบ 100 วัน 'หลวงพ่อคูณ' เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:35:19 PM


ศิษยานุศิษย์เรือนหมื่น แห่ทำบุญครบ 100 วัน 'หลวงพ่อคูณ'

ศิษยานุศิษย์แห่ทำบุญบำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน "หลวงพ่อคูณ" นับหมื่นคน เจ้าคณะภาค 7 วัดปทุมคงคา เป็น ปธ.ฝ่ายสงฆ์ ขณะน้องสาวดีใจ เห็นคนร่วมงานจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 58 ที่ศาลาการเปรียญวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมานอ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดพิธีแสดงมุทิตา การทำบุญทักษิณานุประทาน แสดงความอาลัยแด่พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 และอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ในโอกาสครบ 100 วัน การมรณภาพ โดยมี พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ญาณวีโร ป.ธ.7) เจ้าคณะภาค 7 วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส


พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ญาณวีโร ป.ธ.7) เจ้าคณะภาค 7 วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ทั้งนี้ มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่มาร่วมงาน อาทิ พระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา พระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ พระราชสีมาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา พระราชปริยัติวิธาน รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ หลวงปู่ฤๅษีเกตุแก้ว จาก จ.บึงกาฬ พระศรีปริยัติวิสุทธิ์ เจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาสวัด พระสงฆ์สามเณร กว่า 400 รูป รวมถึงผู้มีชื่อเสียง เช่น นายธงชัย ลืออดุลย์ ผวจ.นครราชสีมา นายวินัย วิทยานุกูล รอง ผวจ.นครราชสีมา ร.ท.วสันต์ สุขสมบูรณ์ นอภ.ด่านขุนทด อีกทั้งอดีตนักการเมือง อาทิ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ นายจำลอง ครุฑขุนทด นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พร้อมด้วยข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ร่วมหมื่นคน เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง


ศิษยานุศิษย์แห่ทำบุญบำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน "หลวงพ่อคูณ" นับหมื่นคน

ขณะที่ นางคำมั่น วงศ์กาญจนรัตน์ น้องสาวที่เหลือเพียงคนเดียวของ หลวงพ่อคูณ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นคณะศิษยานุศิษย์เดินทางมาร่วมในพิธีครั้งนี้เป็นจำนวนมาก มีทั้งในและต่างประเทศที่ให้ความเคารพหลวงพ่อคูณ ซึ่ง นางคำมั่น เผยอีกว่า คงจะเดินทางมาร่วมในพิธีได้แค่นี้ เพราะอายุมากแล้ว ส่วนที่ จ.ขอนแก่น ที่จะมีสามเณรบวชใหม่ 152 รูป และชาวบ้านไร่เหมารถบัสไปร่วมพิธีวันที่ 25 ส.ค. นี้ จะให้ลูกหลานไปร่วมในพิธี

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520490
92  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เสนอ มส.พิจารณา พ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:31:57 PM


เสนอ มส.พิจารณาพ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์

พศ.เผย ร่างพ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม แบ่ง 3 หมวดบาลี-ธรรม-สามัญ เร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนออกพรรษา เสนอ มส.พิจารณาดันเข้าสู่ครม.

วันนี้(24 ส.ค.)นายประสงค์ จักรคำ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งมีพระพรหมมุนี รองแม่กองธรรมสนามหลวง พระพรหมโมลี แม่กองบาลีสนามหลวง ผู้แทนประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) น.ส.ประนอม คงพิกุล รองผอ.พศ. ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วม เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างประกอบ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม จำนวน 2 ชุด

ได้แก่ คณะอนุกรรมการยกร่างฯแผนกธรรม โดยมีพระพรหมมุนี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการยกร่างฯแผนกบาลี โดยมีพระพรหมโมลี เป็นประธาน เพื่อดำเนินการยกร่างกฎหมายการศึกษาแผนกธรรม และ บาลี มาประกอบเข้าในร่างพ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม โดยแยกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่ หมวดแผนกบาลี หมวดแผนกธรรม และหมวดแผนกสามัญศึกษา


 :25: :25: :25: :25:

นายประสงค์ กล่าวด้วยว่า คณะอนุกรรมการ ทั้ง 2 ชุด จะยกร่างให้เสร็จภายในวันที่ 15 ก.ย. 2558 เพื่อนำมาประกอบรวมในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม และเสนอให้มหาเถรสมาคม (มส.) พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่ากระบวนทั้งหมดจะเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระวันรัต แม่กองธรรมสนามหลวง ได้เสนอแนะต่อ พศ.ว่า

เมื่อมี พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม แล้ว จะทำอย่างไรถึงจะมีผู้เรียนเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งต้องให้รัฐบาลสนับสนุน รวมถึงความชัดเจนในการเทียบโอนผู้สอบผ่านประโยคเปรียญธรรม(ป.ธ.)กับวุฒิการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เช่น ป.ธ.3 เทียบโอนได้วุฒิ ม.3 เป็นต้น.


ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/343618
93  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ได้ข้อสรุปชะลอทุบอาคารในวัดกัลยาฯ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:28:24 PM


ได้ข้อสรุปชะลอทุบอาคารในวัดกัลยาฯ

ผอ.พศ. หารือ อธิบดีกรมศิลปากร กรณีวัดกัลยาณมิตร สรุปชะลอทุบ ให้ปรับแบบให้ใกล้เคียงโบราณสถานเดิมมากที่สุด และต่อไปจะดำเนินการอะไรต้องส่งแบบมาให้กรมศิลปากรตรวจก่อน


วันนี้( 24 ส.ค.) นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยทีมผู้บริหาร พศ.ได้หารือร่วมกับนายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เกี่ยวกับกรณีวัดกัลยาณมิตร ซึ่งถือว่า มีความคืบหน้าในทางที่ดี โดยตนได้สอบถามกรมศิลปากร เกี่ยวกับรายชื่อวัดจำนวน 28 วัด ที่มีการกระทำผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม2535 ที่มีการแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย รวมถึงทางสื่อมวลชนว่าเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากร ก็บอกว่าจริง ส่วนจะเข้าไปดำเนินการรื้อหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ยังไม่มี แต่จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป


 :25: :25: :25: :25:

นายพนม กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีของวัดกัลยาณมิตรนั้น เนื่องจากเป็นไปตามคำสั่งศาลปกครอง ทางกรมศิลปากรจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะถือว่า ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จะมีความผิดตามมาตรา 157 ได้ ส่วนที่จะมีการทุบอาคารหลังอื่นๆต่อหรือไม่นั้น จากการหารือร่วมกันได้ข้อสรุปว่า ยังไม่ทุบและจะหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง โดย พศ.จะคุยกับคณะทำงานฝ่ายกฎหมายและฝ่ายทะเบียนโบราณสถานว่า มีช่องทางทางกฎหมายร่วมกันอย่างไรได้ อย่างไรก็ตามต้องถือว่า การหารือครั้งนี้ว่าเป็นไปในทางที่ดี ซึ่งตนได้รายงานความคืบหน้าดังกล่าวให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลพศ.ได้รับทราบแล้ว

นายพนม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังได้รับเอกสารใหม่เกี่ยวกับวัดกัลยาณมิตร โดยเป็นหนังสือของปี 2511 ที่อธิบดีกรมศิลปากร อนุญาตให้วัดกัลยาณมิตร ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานได้ไปพลางก่อนที่กรมศิลปากรจะกำหนดเขตโบราณสถานภายในวัด ตามมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.โบราณสถาน ฯ ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบว่า เป็นเอกสารจริงหรือไม่ แต่ถึงแม้จะเป็นเอกสารจริง หากอธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่เข้ามา ก็อาจจะสั่งระงับยับยั้งการอนุญาตดังกล่าวได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการพิจารณาอย่างให้รอบคอบ

 st12 st12 st12 st12

นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า หลังจากกรมศิลปากรดำเนินการทางกฎหมายกับวัดกัลยาณมิตร โดยทุบอาคารที่ทางวัดได้ก่อสร้างขึ้นใหม่ซึ่งผิดกฎหมายไปแล้ว 2 หลัง นั้น ซึ่งจากการหารือร่วมกับ ผอ.พศ.และนิติกรของทั้ง 2 ฝ่าย ได้ข้อสรุปว่า กรมศิลปากร จะชะลอการทุบอาคารหลังอื่น ๆ ภายในวัดกัลยาณมิตรออกไป โดยให้ทางวัดไปหาทางปรับปรุงแก้ไขแบบอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ ให้กลับไปสู่รูปแบบโบราณสถานเดิมที่ถูกทางวัดทุบไป หรือให้ใกล้เคียงแบบเดิมมากที่สุด ซึ่งจะให้นิติกรลงพื้นที่ไปตรวจสอบว่าส่วนไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างไร โดยยึดข้อกฎหมายโบราณสถานเป็นหลัก และได้มีการย้ำว่า การดำเนินการใด ๆ ต่อจากนี้จะต้องส่งแบบมาให้กรมศิลปากรพิจารณาก่อนด้วย


ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/education/343714
94  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "พระธาตุ" วัดเสนาสน์ ไม่ไหม้ไฟแถมเพิ่มขึ้น! เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:22:45 PM


"พระธาตุ" วัดเสนาสน์ ไม่ไหม้ไฟแถมเพิ่มขึ้น!

ชาวบ้านเมืองสองแคว ต่างดีใจแห่กราบไหว้ "พระธาตุ" วัดเสนาสน์ หลังพบว่าไม่ถูกไฟไหม้ ตามบุษบกไม้สักทองที่บรรจุ กลับเพิ่มขึ้นเป็น 42 องค์ ในกองเถ้าถ่าน

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบ ที่วัดเสนาสน์ หมู่ 1 ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจาก นายอาทิตย์ สุขแจ่ม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ว่า หลังจากที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ภายในมณฑปพระบรมสารีริกธาตุ จนลุกลามไหม้บุษบกที่ทำด้วยไม้สักทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 39 องค์ ที่อันเชิญมาจากประเทศอินเดีย อายุเก่าแก่กว่า 1,120 ปี และภาพวาดจิตรกรรมเพดาน ฝาพนัง ที่เพิ่งบูรณะซ่อมแซม ได้รับความเสียหายไปเมื่อวานนี้ ( 23 ส.ค.) นั้น ทางคณะกรรมการวัด และชาวบ้านในพื้นที่ ได้ร่วมกันตรวจสอบบริเวณดังกล่าว แล้วพบว่า พระบรมสารีริกธาตุทั้ง 39 องค์ ยังอยู่รวมกันเป็นกลุ่มปะปน รวมกับกองขี้เถ้า และไม่ถูกเปลวไฟลุกไหม้เสียหายแต่อย่างใด มีเพียงสีของพระธาตุ ที่เปลี่ยนจากสีขาวขุ่นเป็นสีดำเข้ม และเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ เมื่อมีพระธาตุเพิ่มขึ้นมาอีก 3 องค์ รวมเป็น 42 องค์ ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างดีใจแห่มากราบไหว้




นายอาทิตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ทางคณะกรรมการวัดยังได้นำไหบรรจุวัตถุมงคล และพระเครื่องรุ่นต่างๆ จำนวน 6 ไห ที่ทางวัดเคยบรรจุไว้ใต้ฐานบุษบก ที่ถูกไฟไหม้ไปเก็บรักษาไว้ภายในโบสถ์ เพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาขโมย ซึ่งทางวัดยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนเช่าบูชา โดยอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือ ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ก่อน เพราะคาดว่าน่าจะต้องใช้เงินในการบูรณะซ่อมแซมมณฑปไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท

ด้านพระสมศักดิ์ กตสาโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดเสนาสน์ เปิดเผยว่า พระบรมสารีริกธาตุที่พบทั้งหมด 42 องค์ ในกองเถ้าถ่านนั้น ค่อยๆ กลับกลายจากสีดำเป็นสีขาวขุ่นอย่างน่าอัศจรรย์ โดยทางวัดจะได้ทำพิธีขอขมา พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ทางวัดได้นำพระบรมสารีริกธาตุ ไปเก็บรักษาไว้ที่หอพระธาตุหลังเก่า พร้อมเก็บไว้ในตู้นิรภัยโบราณ อย่างแน่นหนาอย่างดี ถ้าหากถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกๆ ปี ทางวัดจะนำออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง..




ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/regional/343778
95  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มส. เลื่อนสวดมนต์ แยกราชประสงค์ ยันไม่ยกเลิก เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 11:41:10 AM


มส. เลื่อนสวดมนต์ แยกราชประสงค์ ยันไม่ยกเลิก

โฆษกมหาเถรสมาคม แจงเลื่อนสวดมนต์ แยกราชประสงค์ 24 ส.ค. ระบุ ผบ.ตร. หวั่นดูแลความปลอดภัยไม่ทั่วถึง ยันไม่ยกเลิก จัดขึ้นเมื่อใดจะแจ้งให้ทราบ ...

จากกรณีที่ มหาเถรสมาคม (มส.) ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรมการศาสนา (ศน.) และมูลนิธิไทยพึ่งไทย จะมีการจัดงาน “รวมพลังคนไทย รวมหัวใจเพื่อประเทศไทย” โดยจะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์เจริญจิตภาวนา อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์ และสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนชาวไทย โดยงานนี้ จะจัดขึ้นบริเวณหน้า อัมรินทร์พลาซ่า และบริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. ในวันที่ 24 ส.ค.นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในฐานะกรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้เข้ากราบนมัสการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ขอให้เลื่อนการจัดงานไปก่อน เนื่องจากเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย เกรงจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง เพราะคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการหารือกับคณะผู้จัดงานและเห็นตรงกัน จะเลื่อนการจัดงานออกไปก่อน แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิก ส่วนจะจัดขึ้นเมื่อใดนั้นจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520359
96  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มือมืดอ้างตัวเป็นแฮกเกอร์มุสลิม แฮกเว็บจังหวัดลำพูน ต้องสั่งปิดตั้งแต่ตี 3 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 10:08:17 AM

เว็บไซต์จังหวัดลำพูนยังไม่สามารถเข้าชมได้


มือมืดอ้างตัวเป็นแฮกเกอร์มุสลิม แฮกเว็บจังหวัดลำพูน ต้องสั่งปิดตั้งแต่ตี 3

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ผู้ว่าฯ เมืองเจ้าแม่จามเทวีสั่งปิดเว็บไซต์จังหวัดกะทันหันตั้งแต่ตี 3 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ หลังถูกมือมืดแฮกกลางดึก สะพัดคนลงมืออ้างตัวเป็นแฮกเกอร์มุสลิม โพสต์ภาพโรฮิงญาถูกทารุณหรา พร้อมคำขู่
       
       วันนี้ (24 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.เศษที่ผ่านมา นายณรงค์ อ่อนสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดระบบเว็บไซต์ http://www.lamphun.go.th ทั้งหมดจนถึงขณะนี้ หลังจากถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีแฮกเว็บไซต์ของจังหวัด
       
       เบื้องต้นมีรายงานว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่ลงมือแฮกเว็บไซต์ของจังหวัดลำพูนครั้งนี้ อ้างว่าเป็นกลุ่มมุสลิม ที่ชื่อว่า Fallag Gassrini จากตูนิเซีย โดยมีการโพสต์ภาพชาวโรฮิงญา ที่ถูกกระทำโดยรัฐบาลพม่า, ภาพชาวโรฮิงญาที่พยายามจะหนีมาทางเรือ เเละเด็กชาวมุสลิมที่โดนระเบิด พร้อมข้อความว่า “เพจคุณถูกเเฮ็คหน่วยรบ Cyber Fallag Gassrini เเละ DR Lamochi จากตูนิเซีย, ให้เกียรติคนของเรา ไม่งั้นจะเจอการต่อต้านจากเรา, พวกเราคือ Fallaga พวกเราคือชาวมุสลิม, พวกเรารักสันติ”
       
       ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า นอกจากเว็บไซต์ของจังหวัดลำพูนแล้ว ยังมีเว็บไซต์ของหน่วยราชการอีกหลายจังหวัด เช่น เว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เว็บไซต์โรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เว็บไซต์จังหวัดตาก เว็บไซต์สิงห์บุรี และเว็บไซต์จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น ที่ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีลงมือแฮกในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000095762
97  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไม่สนอาถรรพ์! มอดไม้ลำปางตัดเหี้ยนไม่เว้น “ตะเคียนทอง 200 ปี” กลางป่าฯ แม่งาว เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 10:04:25 AM


ไม่สนอาถรรพ์! มอดไม้ลำปางตัดเหี้ยนไม่เว้น “ตะเคียนทอง 200 ปี” กลางป่าฯ แม่งาว

ลำปาง - มอดไม้ลำปางไม่สนอาถรรพ์ โค่น “ตะเคียนทอง 200 ปี” กลางป่าสงวนฯ แม่งาวฝั่งขวา พร้อมแปรรูปเสร็จสรรพ คาดมีออเดอร์จากนายทุนนอกพื้นที่
       
       วันนี้ (24 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามว่าด้วยการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ สายที่ 1 สำนักจัดการฯ ที่ 3 (ลำปาง), หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.28 บ้านทาน, ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษภูธรจังหวัดลำปาง, ตำรวจ กก.4 บก.ปทส., เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปทส.ภ.5, กก.ตชด.33 เชียงใหม่, กอ.รมน.ลำปาง ได้เข้าตรวจวัดและตรวจสอบไม้ตะเคียนทองที่แปรรูปเป็นแผ่นหลี่ยม ขนาดเส้นรอบวง 80 เซนติเมตร หนา 20 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร รวม 12 แผ่น/เหลี่ยม ที่บริเวณสำนักงานหน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.28 (บ้านทาน) ต.จางเหนือ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เพื่อหาทางขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป



        หลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยหลวง จ.แพร่ พร้อมด้วยกำลังป่าไม้ จ.ลำปาง ออกลาดตระเวนปกป้องผืนป่าในพื้นที่เขตรอยต่อ จ.แพร่-ลำปาง จนกระทั่งเข้ามาในป่าห้วยน้ำขุ่น เขตป่าสงวนแห่งชาติแม่งาว ฝั่งขวา บ้านทาน หมู่ 4 ต.จางเหนือ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ก็พบว่ามีการลักลอบแปรรูปไม้ตะเคียนทองไว้กลางป่า จึงเฝ้าคอยกลุ่มมอดไม้จะมาลักลอบขนย้ายนานกว่า 2 วันแต่ก็ไม่พบการเคลื่อนไหว จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่เมาะ เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
       
       เบื้องต้นได้แจ้งดำเนินคดีว่าด้วยการกระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ข้อหา “มีไม้กระยาเลยแปรรูปไว้ในครอบครองปริมาณเกิน 0.02 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต” มีความผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ข้อหา “ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต”
       
       สำหรับไม้ตะเคียนทองที่ถูกตัดนี้คาดว่าจะมีอายุมากกว่าสองร้อยปี และน่าจะมีออเดอร์มาจากนอกพื้นที่เพื่อนำไปตกแต่งหรือทำอย่างอื่น เนื่องจากปกติชาวบ้านทั่วไปจะไม่นิยมนำไม้ตะเคียนทองมาสร้างบ้านอยู่อาศัยเพราะหวั่นเกรงอาถรรพ์ที่จะเกิดขึ้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000095767
98  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระ-เณรเชียงใหม่สอบเปรียญธรรม 1-8 ผ่าน 170 รูป แต่ปีนี้ไม่มีเปรียญ 9 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 10:01:51 AM


พระ-เณรเชียงใหม่สอบเปรียญธรรม 1-8 ผ่าน 170 รูป แต่ปีนี้ไม่มีเปรียญ 9

เชียงใหม่ - พระภิกษุ สามเณรเชียงใหม่สอบผ่านได้เปรียญธรรม 1- 8 ได้มากถึง 170 รูป แต่ไม่มีรูปใดสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ สัมโมทนียกถาย้ำ “ภาษาบาลี เป็นกุญแจเปิดตู้พระไตรปิฎก”
       
       วันนี้ (24 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พระวิหารหลวง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก อ.เมืองเชียงใหม่ พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณรในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สอบผ่านเปรียญธรรม เป็นเงินกว่า 5 แสนบาท
       
       โดยปีนี้มีพระภิกษุ สามเณร สอบผ่านภาษาบาลี หรือเปรียญธรรม 1-8 จำนวน 170 รูป ในจำนวนนี้สอบผ่านเปรียญธรรม 8 เพียง 6 รูป, เปรียญธรรม 7 สอบได้จำนวน 5 รูป, เปรียญธรรม 6 สอบผ่านจำนวน 11 รูป, เปรียญธรรม 5 สอบได้จำนวน 15 รูป, เปรียญธรรม 4 สอบผ่าน 16 รูป, เปรียญธรรม 1-3 อีกจำนวน 117 รูป แต่ไม่มีรูปใดสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะที่มีแม่ชีสอบผ่านบาลีศึกษาจำนวน 10 รูป
       
       ทั้งนี้ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 88 พรรษา และเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา

       


       พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กล่าวสัมโมทนียกถาว่า ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ใช้จารึกพระพุทธพจน์ คือหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลักธรรมคำสอนทั้งมวลจึงถูกบันทึกไว้ด้วยภาษาบาลี การนำหลักคำสอนมาใช้ประโยชน์ได้จึงต้องผ่านบุคคลที่มีความรู้ในภาษาบาลีอย่างแตกฉาน หากไม่เข้าใจภาษาบาลีแล้ว หลักพุทธธรรม แม้จะมีคุณค่าสามารถสร้างประโยชน์สุขแก่ชาวโลกได้ก็จริง แต่ก็ยากที่จะนำมาใช้ประโยชน์ตามพุทธปณิธานได้
       
       “ภาษาบาลีจึงเป็นเหมือนวิธีการค้นหารหัส หรือกุญแจเปิดตู้พระไตรปิฎก เพื่อจะได้นำคำสอน อันล้ำค่า มาชี้แจงแก่ชาวโลก และนำไปปฏิบัติจนเกิดผลแก่ตนเองและสังคม จึงนับว่าภาษาบาลีเป็นความมั่นคงของพระพุทธศาสนา จึงต้องมีการศึกษาแผนกนี้”




ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000095773
99  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดท่าการ้อง "ทุบกำแพงสร้างสะพาน" สานสัมพันธ์พี่น้องไทยพุทธ-มุสลิม เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:48:49 AM

วัดท่าการ้อง "ทุบกำแพงสร้างสะพาน" สานสัมพันธ์พี่น้องไทยพุทธ-มุสลิม
สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

       หากพูดถึงวัดท่าการ้อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนทั่วไปจะนึกถึงส้วมติดแอร์เพราะแนวคิดของพระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน รองเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาส ต้องการให้บริการกับประชาชนอย่างมีความสุข เพราะเห็นคนที่เข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะผู้หญิงใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อต้องแต่งหน้ากันใหม่ ถ้าถามว่าคุ้มหรือไม่ก็ต้องตอบว่า "คุ้ม" แม้ว่าเงินบริจาคจะน้อยกว่าจุดอื่นก็ตาม หรือไม่ก็ตลาดน้ำ

      เมื่อเข้ามาที่วัดแห่งนี้จะรู้สึกเหมือนกับมาเที่ยวงานประจำปีที่มีทุกวัน เพราะมีห้องหรือเต็นท์ที่ประกอบด้วยกิจกรรมบุญต่างๆมากมายอย่างเช่นห้องบรรจุพระเกจิชื่อดังในประเทศไทย  ห้องบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ที่โบสถ์ประดิษฐานด้วยหลวงพ่อยิ้ม ศาลาหอฉันก็ประดิษฐานสมเด็จฯโต พรหมรังษี ทำให้รู้ศึกว่าที่วัดแห่งนี้คือเป็น  "เนื้อนาบุญ" ที่ชาวพุทธทั้งหลายมีความเชื่อด้านใดก็สามารถมาฉลองศรัทธาได้ไม่ต้องไปไหนอีก เนื่องจากว่าเจ้าอาวาสเป็นพระนักพัฒนาที่มีวิศัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาคนมากกว่าวัตถุ รู้จักใช้คน มีการบริหารจัดการที่มีแบบแผน และนำเอาองค์ความรู้ต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม



       วัดท่าการ้องตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเล็กๆ นอกเกาะกรุงศรีอยุธยาที่มีประชากรหลากหลายศาสนาอาศัอยู่โดยเฉพาะชาวไทยพุทธและมุสลิมทำให้มีคนเรียกชุมชนแห่งนี้ว่า "มัสยิดวัดท่าการ้อง" มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยชาวมุสลิมนั้นมีเชื้อสายมาจากมาลายู เปอร์เซีย ซึ่งเป็นต้นตระกูลบุนนาค ขณะที่เจ้าอาวาสก็เป็นคนพื้นที่โดยกำเนิด และที่เรียกว่าท่าการ้องนั้นก็เนื่องจากเป็นย่านค้าขายและเลี้ยงวัว คงจะมีการทำเนื้อแดดเดียวทำให้กาซุกซุมคอยกินเนื้อ

       ชาวไทยพุทธและมุสลิมชุมชนแห่งนี้มีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีตั้งแต่ในอดีตได้มีกิจกรรมร่วมกันทำอย่างต่อเนื่องเช่นการลงแขกทำนานำอาหารมาร่วมกันรับประทาน วางศิลาฤกษ์ของแต่ละศาสนา น้ำท่วมก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยชาวมุสลิมนำวัวมาพักไว้ที่วัดเพราะเป็นที่สูง พอน้ำลดชาวมุสลิมก็มาช่วยทำความสะอาด ร่วมถึงการร่วมกันพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆโดยไม่มีกำแพงขวางกั้นหากมีเหตุการณ์ไม่ดีก็จะค่อยช่วยเป็นหูเป็นตา ทางวัดทำตลาดน้ำค้าขายร่วมกัน ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งภายในวัดโดยมีเจ้าอาวาสและโต๊ะอีหม่านทำให้หน้าที่ ตั้งโรงเรียนฝึกอาชีพร่วมกัน



       จากกิจกรรมดังกล่าวทำให้ชาวไทยพุทธและมุสลิมที่นี้ลบภาพที่ถูกปลูกฝังให้เกลียดกัน ได้ปรับความคิดเปิดใจกว้างว่า "เขาก็คือเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน" หรือ "โลกทั้งผองคือพี่น้องกัน" โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ขันติธรรม" ของการอยู่ร่วมกัน และยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนี้จะไม่ก้าวก่ายกันในเรื่องของคำสอนแต่ละศาสนา

       พร้อมกันนี้มีแผนในการสร้างสันติสุขแบบยั่งยืน โดยอันดับแรกคือสร้างความเข้าใจในคำสอนของตัวเองและคำสอนของเพื่อน ซึ่งศาสนาอิสลามนั้นหมายถึงศาสนาแห่งสันติสุข แต่ที่มีปัญหาทุกวันนี้เพราะนำศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและผลประโยชน พร้อมกันนี้จะจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สานสัมพันธ์กันให้แน่นยึ่งขึ้น

       เหล่านี้คือข้อมูลที่นิสิตปริญญาโทสาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและปฏิบัติการสันติสานเสวนา ตามรายวิชาสันติสนทนา ในหัวข้อ "สานสัมพันธ์พุทธ-อิสลาม สร้างสันติภาพท่องเที่ยวชุมชน"  เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2558 ที่ผ่านมาในช่วงเช้า  โดยได้รับความอนุเคราะห์เมตตาเอื้อเฟื้อจากเจ้าอาวาสวัดท่าการ้องและโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดชุมชนท่าการ้องเป็นอย่างดียิ่ง



      ขณะที่ช่วงบ่ายเป็นการแบ่งกลุ่มย่อยสานเสวนาเรื่อง "ความเชื่อที่ต่าง"เพื่อร่วม"สร้างสะพานสันติภาพ"ในสังคมได้อย่างไร.? โดยสรุปง่ายๆ คือ "หาวิธีการนำไปสู่สันติภาพร่วมกัน" ยึดแนวทาง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

       ได้วิธีการจากการแบ่งกลุ่มระดมความเห็นสร้างเป็นโมเดลคือ "สะพานสันติภาพ" ไปมาหาสู่กันระหว่างไทยพุทธ-มุสลิม ได้ดังนี้

       เข้าใจ คือ เปิดใจ ทำความเข้าใจ เรียนรู้วิถีชีวิตให้เกียรติให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ปิดกั้นความเชื่อและความเชื่อแตกต่าง  เปิดโอกาสรับฟังมุมมองที่แตกต่าง เห็นผู้อื่นเปรียบเสมือญาติอยู่กันอย่างสามัคคีเป็นพี่เป็นน้องกันเห็นอกเห็นใจกัน  มีความจริงใจต่อกัน การศึกษาความเชื่อและให้ความรู้ที่ถูกต้องในแต่ละศาสนา ไม่นำศาสนามาเปรียบเทียบ และเชื่อมโยงผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

       เข้าถึง คือ  ตั้งศูนย์กลางที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างศาสนา เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกอาชีพและพัฒนาเยาวชน  เปิดพื้นที่ในการประกอบสัมมาชีพร่วมกัน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนนำสินค้ามาจำหน่ายร่วมกัน

       และพัฒนา คือ  ทำจัดกิจกรรมร่วมกันเช่น การสัมมนา ศึกษาดูงาน เเลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยกัน แบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สร้างกิจกรรมร่วมกันบ่อยครั้งขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยขยายเป็นระดับจังหวัดระดับประเทศ รวมถึงสร้างผู้นำและพัฒนาเยาวชนเพื่อให้มีบทบาทในด้านต่างๆอย่างเช่นสมัครเป็นผู้แทนท้องถิ่น



       พระครูพิพิธสุตาทร  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์ผู้สอนได้สรุปว่า มีความจำเป็นต้องรื้นกำแพงเพื่อสร้างสะพาน เพราะถ้าไม่รื้นกำแพง กำแพงอาจจะสูงขึ้นเรื่อยๆ คือความขัดแย้งจะสูงไปเรื่อยๆ  ชุมชนวัดท่าการ้องมีความเชื่อที่มีความแตกต่างแต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้จักความเชื่อของอิสลามให้มาก แล้วเราจะได้วิเคราะห์ว่าความเชื่ออะไรที่เหมือนกัน ความเชื่ออะไรที่มีความแตกต่างกัน เราจะได้ใจกว้างทางศาสนาเพื่อการสันติสนทนาต่อไป

      ทั้งนี้พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน กล่าวว่า  วัดท่าการ้องอยู่ท่ามกลางพี่น้องมุสลิมที่มีทั้งใหม่และเก่า เคร่งและยืดหยุ่น แต่ทุกวันนี้มีการปรับประยุกต์ตามบ้านเมือง อาตมามาอยู่ที่นี่ 15 ปี มีความเข้าใจคนอิสลามโดยยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทาพบกันคนละครึ่งทาง เมื่อมัสยิดวางศิลาฤกษ์อาตมาก็ไปร่วม

      เจ้าอาวาสวัดท่าการ้องกล่าวต่อว่า คำสอนจากพระคัมภีร์ทั้งพุทธและอิสลามไม่มีแตกต่างกันมากนัก การทำงานร่วมกับพี่น้องมุสลิมต้องมีความเข้าใจ เพราะหลักปฏิบัติบางอย่างมีความแตกต่างกัน เรื่องความเชื่อและพิธีกรรมที่มีการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก  อย่างไรก็ตามเราต้องมีรากอย่าลืมรากของตนเอง และพิธีกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็ควรละทิ้ง

      อย่างเช่น มจร  มีการพัฒนามาจากรากจึงมีความมั่นคงมาตลอด  ต่อไป มจร จะมีนิสิตมากที่สุดในโลก เพราะมีวิทยาเขตมากมายทั่วไทยและทั่วโลก และต่อไปต้องมี "มหาวิทยาลัยเตรียมเจ้าอาวาส" เรียนจบพร้อมบรรจุเป็นเจ้าอาวาสทันที  ฉะนั้น เราต้องสร้างฐาน สร้างราก ที่วัดท่าการ้องใช้เวลาเป็น 10 ปีขึ้นไปจึงมีวันนี้



      "อาตมานั้นเป็นเพื่อนกับโต๊ะอิหม่ามกับคนปัจจุบัน จึงมีความสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ  ทำให้เราอยู่แบบเข้าใจกัน โดยใช้คำว่า "ช่องว่าง" ของกฎหมายมาประยุกต์ใช้ในงานด้านสังคม งานชุมชน และงานจิตอาสา โดยนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นตัวเชื่อมกิจกรรมร่วมกันระหว่างคนศาสนาในชุมชน เช่น วันแม่ วันพ่อ วันสงกรานต์ วันเด็ก ถือว่าไม่มีหลักศาสนามาเกี่ยวข้อง เป็นการใช้ช่องว่างมาทำกิจกรรมร่วมกัน จนเกิด "ความไว้วางใจ" ต่อกัน  สิ่งที่สอดแทรกคือ ความสามัคคี การมีน้ำใจ การอยู่ร่วมกัน และใช้วิธีการนำเสนอให้เป็นกลางๆ" พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน กล่าวและว่า

     และทำ "ศูนย์ยุติธรรมชุมชน" เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างศาสนาเราจะไม่ใช้ตำรวจมาตัดสิน แต่เราจะใช้ผู้นำศาสนาหรือบุคคลที่ชุมชนยอมรับมาไกล่เกลี่ยกัน ถือว่ามีความสำคัญ ทั้งโดยใช้หลัก "บริหารชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน"  และสร้างตลาดน้ำขึ้นมาก็ด้วยแนวคิดว่า "จะทำอย่างไรให้พี่น้องชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันได้"  ปัจจุบันนี้มีผู้นำอิสลามมาดูงานที่วัดท่าการ้องประมาณ 26 ประเทศ มาดูว่าเราอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?

    "สิ่งสำคัญ คือ ไม่ทะเลาะกับคนในชุมชน แต่ต้องทำความเข้าใจระหว่างกัน อยู่ร่วมกันอย่างผสมผสาน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ทำให้ชุมชนเกื้อกูลกันและกัน คนท้องที่เท่านั้นที่รู้ดีที่สุด"  เจ้าอาวาสวัดท่าการ้องกล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20150824/212144.html
100  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนหลายพัน สุดทึ่ง! แห่ทำพิธีไหว้ครู "ของขึ้น" ที่ปทุมฯ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:28:25 AM


คนหลายพัน สุดทึ่ง! แห่ทำพิธีไหว้ครู "ของขึ้น" ที่ปทุมฯ

คนหลายพัน เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ แห่ร่วมพิธีไหว้ครู"วัดสุทธาวาส"ปทุมธานี ของขึ้น จำนวนมาก จนพระสงฆ์ต้องนำน้ำมนต์มาปะพรมสร้างความแตกตื่นให้ผู้มาร่วมงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 23 ส.ค. 58 ที่วัดสุทธาวาส ตั้งอยู่เลขที่ 56 หมู่ 4 ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี พระครูสุทธาภิรมณ์ (พระอาจารย์สุนทร ฐานวโร) เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ได้มีการจัดงานพิธีไหว้ครู ครอบเศียรบรมครู ประจำปี2558 พร้อมกับทำพิธีเป่าพระยันต์มหาโสฬสมงคล ตามตำราหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เป่ายันต์เกาะเพชร และพุทธาภิเษก พระมเหศวร รุ่น“มหาเพชรกลับ” และจัดสร้าง“พระชัยวัฒน์อะระหัง”มอบเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้มาร่วมงานฟรี โดยมีประชาชนและบรรดาศิษย์ยานุศิษย์ มาร่วมงานจำนวนหลายพันคน เพื่อความเป็นมหาสิริมงคลแก่ชีวิต


ประชาชนจำนวนมาก แห่ร่วมพิธีไหว้ครู"วัดสุทธาวาส"ปทุมธานี

พระสงฆ์ ที่ทำพิธีที่วัด

โดยหลังจากที่ในช่วงเช้า ได้มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีเททองหล่อหลวงพ่อเสริม หลวงพ่อสุข หลวงพ่อใส แล้ว พระสงฆ์ทรงสมณะศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์ และพระอาจารย์สุนทร นั่งอธิฐานจิต จากนั้นในช่วงบ่าย ก็เริ่มเข้าพิธีสวดเป่ายันต์ โดยพระอาจารย์สุนทร ฯ เป็นผู้ทำพิธี และในขณะที่ทำพิธีท่องพระคาถา ปรากฏว่า ผู้ที่เข้าร่วมพิธีทั้งชายและหญิงจำนวนมาก ต่างมีองค์ได้แสดงอาการออกมา ตามที่เชื่อกันว่า “ของขึ้น” จำนวนมาก สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานครั้งแรก ทำให้พระอาจารย์ที่มานั่งอธิฐานจิตต้องนำน้ำมนต์มาปะพรม จนทุกคนที่ของขึ้นสงบเป็นเป็นปกติ จากนั้น ก็ได้มอบวัตถุมงคลให้กับผู้ร่วมงานทุกคน

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520289
101  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระตัดไม้พะยูง ร้องขอเป็นธรรม ถูกจับเข้าคุก ตร. ยันทำตามหน้าที่ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:24:31 AM


พระตัดไม้พะยูง ร้องขอเป็นธรรม ถูกจับเข้าคุก ตร. ยันทำตามหน้าที่

พระวัดถ้ำพระคำเม็ก ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกคุมตัวเข้าซังเต เหตุตัดโค่นไม้พะยูงในวัด ด้าน ตร. ยันทำตามหน้าที่ ไม่มีกลั่นแกล้ง เพราะมีผู้แจ้งความ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 ส.ค. 58 พระกมล กะมะโร หรือ นายกมล อายุ 35 ปี พระลูกวัด วัดถ้ำพระคำเม็ก บ้านพระพุทธบาท ม.11 ต.นาคำ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ได้เขียนหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน จากห้องขัง สภ.อุบลรัตน์ โดยขอให้ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ภายหลังเมื่อวันที่ 21 ส.ค. มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายประชุมหารือเรื่องการออกโฉนดที่ดินของวัดถ้ำพระคำเม็ก และมาสำรวจภายในวัด

จากนั้นเช้าวันที่ 22 ส.ค. เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้ามาวัด และขนไม้พะยูง ตัดไม้พะยูงที่ล้มอยู่ภายในวัดขึ้นรถ และแจ้งตำรวจ สภ.อุบลรัตน์ ให้มาจับ โดยแจ้งข้อหาว่ามีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง ซึ่งได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม้อยู่ในเขตวัดแต่หักทับทางเดินของพระสงฆ์ มีการโค่นล้มเมื่อเดือนพฤษภาคม จำนวน 1 ต้น เดือนกรกฎาคม 1 ต้น ขวางทางเดินในวัด จึงได้ตัดเป็นท่อนและกองไว้ในวัด แต่ไม่มีใครฟัง เมื่อถึงโรงพักยังถูกบังคับให้ถอดจีวร แล้วให้สวมชุดธรรมดา ก่อนคุมตัวเข้าห้องขัง


พระกมล กะมะโร พระลูกวัด วัดถ้ำพระคำเม็ก ถูกร้องเรียนตัดไม้พะยูง ถูกตร.จับ ตร.ยันทำตามหน้าที่

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามไปยัง พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ จงกลรัตน์ รอง ผกก.สส.สภ.อุบลรัตน์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนทำตามหน้าที่ เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความ ก็ต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ และหากมีความผิดตามกฎหมาย ก็ต้องควบคุมตัวไว้ในห้องขังเพื่อทำการสอบสวน ก่อนนำตัวส่งฟ้องศาลตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหน้าที่ และให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่มีกลั่นแกล้ง มีพยานหลักฐานไปว่ากันที่ศาล หากจะขอความเป็นธรรม ก็ไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมได้

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520262
102  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คณะสงฆ์นานาชาติที่อินเดีย สวดมนต์อุทิศให้กับเหยื่อราชประสงค์ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2015, 09:16:40 AM


คณะสงฆ์นานาชาติที่อินเดีย สวดมนต์อุทิศให้กับเหยื่อราชประสงค์

คณะสงฆ์นานาชาติที่อินเดียสวดมนต์อุทิศให้กับเหยื่อราชประสงค์ พร้อมเทียนเวียน รอบมหาเจดีย์พุทธคยา เพื่อส่งขวัญกำลังใจให้กับประชาชนชาวไทย

วันที่ 23 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณมหาเจดีย์พุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย สถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย - เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พร้อมคณะสงฆ์ สามเณร แม่ชี จากวัดนานาชาติ 20 วัด ได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลนานาชาติ สวดมาติกา ทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และสวดมนต์ จุดเทียนเวียนรอบมหาเจดีย์พุทธคยา เพื่อส่งขวัญกำลังใจให้กับประชาชนชาวไทย

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมาย ให้วัดในพื้นที่สังเวชนียสถานวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จัดพิธีเช่นเดียวกัน โดยคณะสงฆ์ไทยที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย ประกอบพิธี ที่มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงสรีระของพระพุทธเจ้า ขณะที่คณะสงฆ์ไทยจากวัดไทย ลุมพินี ประเทศเนปาล ประกอบพิธีที่ ชาตสถานอุทยานลุมพินีวัน สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทั้งนี้ ทั้ง 3 แห่งมีพระสงฆ์นานาชาติจากทุกวัดที่อยู่ในบริเวณสถานที่ดังกล่าวรวมไปถึงชาวอินเดีย เข้าร่วมในพิธีอย่างคับคั่ง


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520300
103  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานบุญ ทำพิธีล้างป่าช้า-ขุดศพไร้ญาติ เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 08:31:06 PM



มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานบุญ ทำพิธีล้างป่าช้า-ขุดศพไร้ญาติ

หากย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีที่แล้วพิธีการขุดศพไร้ญาติหรือการล้างป่าช้าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนั้นนับเป็นข่าวโด่งดังมาก เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นงานบุญครั้งใหญ่เท่านั้น แต่หากยังเป็นการรวมเอาจิตอาสามาช่วยงานมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์
 
สุสานฝังศพไร้ญาติของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แรกเดิมตั้งอยู่ที่บริเวณวัดดอนกุศล เป็นสุสานฝังศพไร้ญาติอันเก่าแก่เพียงแห่งเดียวที่อยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ มีพื้นที่สุสาน 13 ไร่ โดยสุสานของมูลนิธิฯรับศพไร้ญาติมาฝังแทบทุกวัน ทำให้พื้นที่คับแคบไม่เพียงพอรองรับฝังศพที่เพิ่มจำนวนทุกวัน อีกทั้งทางราชการได้เวนคืนที่ดินของสุสาน 5 ไร่ เพื่อสร้างทางด่วนแก้ปัญหาจราจร

     ต่อมาได้หาทางขยับขยายหาที่ตั้งสุสานฝังศพ จึงได้จัดซื้อที่ดิน ต.โรงเข้ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
     จำนวน 44 ไร่ เพื่อสร้างสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แห่งใหม่

 

การจัดงานฌาปนกิจศพไร้ญาติหรือพิธีล้างป่าช้านั้น ทางมูลนิธิฯได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด คือเมื่อได้กำหนดระยะเวลาที่มูลนิธิฯ เห็นว่าหลุมที่สำรองไว้ไม่เพียงพอแล้ว และไม่มีผู้มาอ้างตัวเป็นญาติเพื่อขอขุดศพไปจัดพิธีฌาปนกิจศพเอง คณะกรรมการฯ จะอนุมัติให้มีการขุดศพขึ้นมาเพื่อล้างทำความสะอาด เพื่อเก็บไว้รอการฌาปนกิจศพ

    และก่อนจะขุดขึ้นมาชำระล้างจะแจ้ง-ประกาศ ในหนังสือพิมพ์ให้ทราบว่า มูลนิธิฯจะขุด
    ศพผู้ใหญ่หมายเลข 1-1,175 ซึ่งฝังตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2544
    และศพเด็กหมายเลข 1-2,115 ซึ่งฝังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2548
    ผู้ที่คิดว่า มีญาติตนเองอยู่ และจะนำไปดำเนินการฌาปนกิจศพเอง ให้มาแสดงตัวและนำหลักฐานมารับศพกลับไป

 


ซึ่งในปีนี้จะจัดทำการขุดศพในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนแล้วเสร็จ หากผู้ใดทราบว่า มีญาติของตนเองและประสงค์จะขอนำศพกลับไปบำเพ็ญกุศล โปรดติดต่อที่
    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แผนกบรรเทาสาธารณภัยและฌาปนกิจ
    ถ.พลับพลาไชย แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
    โทร.0-2225-3211-6 หรือ 1418 ในวันและเวลาราชการ
    ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2558 หากพ้นกำหนดนี้แล้วทางมูลนิธิฯ จะดำเนินการขุดศพดังกล่าวขึ้นเก็บเพื่อรอการฌาปนกิจต่อไป

 
พนอ หลิมไทยงาม/รายงาน
http://www.banmuang.co.th/news/region/24645
104  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวบ้านพบกลองโบราณอายุกว่า 2,500 ปี ลักษณะเป็นทองสำริด ผู้คนแห่ชมกันมิขาดสาย เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 08:20:58 PM

ชาวบ้านพบกลองโบราณอายุกว่า 2,500 ปี ลักษณะเป็นทองสำริด ผู้คนแห่ชมกันมิขาดสาย

เมื่อวันนี้ 22 ส.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานได้รับแจ้งว่า มีชาวบ้านพบกลองโบราณ รูปร่างกลมขนาดใหญ่ ขณะขึ้นไปหาของป่าบนยอดเขา หมู่ 2 บ้านโชคชัย ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ที่วัดศิริธรรมพัฒนา ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู

พระครูพิพัฒน์พิบูลย์ ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูกลองโบราณ ที่เก็บรักษาไว้ในโบสถ์ของวัดหลังจากที่ชาวบ้านได้ขึ้นไปเก็บของป่าบนภูเขาสูงชันซึ่งเป็นภูเขาที่อยู่ติดบริเวณของวัด แล้วพบวัตุแปลกประหลาดโผลขึ้นมาจากดินประมาณ 1 คืบ แล้วทำการขุดลงไปเรื่อยๆจนพบว่าเป็นกลองโบราณ จึงได้เรียกชาวบ้านให้มาช่วยกันนำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัด ซึ่งก็มีชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่รู้ข่าวต่างเดินทางมาสักการะกราบไหว้ จำนวนมาก

โดยลักษณะของกลองที่พบมีขนาดกว้าง 82 เซนติเมตร ท้ายกลองมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 82 เซนติเมตร ความยาวของกลองจากหัวจรดท้าย 66 เซนติเมตร ลักษณะสำคัญ คือ มีลักษณะคล้ายกลองที่ทำด้วยโลหะผสมกันอย่างน้อย 3 ชนิด ได้แก่ ทองแดง ดีบุก และตะกั่ว ซึ่งรวมเรียกว่า สำริด หน้ากลองจะมีรูปกบเวียนซ้ายอยู่ 4 ตัว และมีรูปคล้ายดวงอาทิตย์ 14 แฉก อยู่ตรงกลาง


 :96: :96: :96: :96: :96:

จากการสอบถามนายพายุ ทานิน ผู้ที่พบคนแรก กล่าวว่า ตนได้ไปหาเก็บเห็ดตามปกติเหมือนทุกวันที่ผ่านมา จนเดินไปเห็นอะไรสักอย่างโผลขึ้นมาจากดินเล็กน้อย ตนจึงได้ขุดลงไปเรื่อยๆจนพบว่าเป็นของโบราณยิ่งขุดยิ่งลึกลงไป จึงได้เรียกน้องชายและเพื่อนมาช่วยกันขุด ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จึงพบว่าเป็นกลองโบราณที่ใหญ่มาก

จากนั้นจึงได้เรียกชาวบ้านประมาณ 11 คน มาช่วยกันนำลงมาจากภูเขาที่สูงชัน ระยะกว่าครึ่งกิโลเมตร เมื่อประมาณ 3 ปี ที่แล้ว พ่อขอตนได้ฝันว่ามีผู้ชายประมาณ 6 คน มาหาแล้วบอกให้ไปเอาสิ่งของบ่างอย่างลงมาจากภูเขาเพื่อมาเก็บรักษาไว้เพราะ จะไปเกิดแล้วแต่ยังเหลือไว้ 1 คน เพื่อรักษาสิ่งของสำคัญบนเขาลูกนี้ แต่ตนและครอบครัวก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังเพราะกลัวว่าคนอื่นจะว่าเป็นบ้า จนในที่สุดตนมาพบกลองโบราณดังกล่าว


 :s_hi: :s_hi: :s_hi: :s_hi:

พระครูพิพัฒน์พิบูลย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า วัตถุโบราณดังกล่าวเป็นกลองมโหระทึก เส้นผ่านศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร มีขนาดใหญ่ ตรงกลางมีลายนูน ที่ขอบมีประติมากรรมรูปกบหันทิศทวนเข็มนาฬิกา 4 ตัว ลายนูนต่ำนกกระเรียนบินทวนเข็มนาฬิกา 4 ตัว อายุไม่ต่ำกว่า 2,500 ปี เบื้องต้นทางคณะกรรมการ มีมติร่วมกันว่าจะขอเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติชุมชนเพื่อให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไป" จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า เป็นกลองลักษณะเดียวกันที่มีการค้นพบที่จังหวัดมุกดาหาร

สำหรับ ลักษณะของกลองทอง (มโหระทึก) ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี โทเวเม่ ชาวเวียดนาม ได้กล่าวว่า เป็นรูปเรือส่งวิญญาณเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของดองซองเป็นแหล่งที่อยู่ในเวียดนามตอนเหนือ และได้ให้ข้อสัญนิษฐาน เอาไว้ว่าดูตามลวดลายน่าจะมีอายุประมาณ  2, 500 ปี เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำสงคราม ประกอบพิธีเซ่นบวงสรวงบูชาขับไล่สัตว์ร้ายหรือกระทั่งเพื่อใช้ในการบันเทิง เป็นต้น


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.banmuang.co.th/news/region/24618
105  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ประชาชนต้องรู้ ต่อไปนี้ ซื้อยาแก้ไอ โปรด "แจ้งชื่อ-นามสกุล" สกัดใช้ทางที่ผิด เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 08:06:16 PM


ประชาชนต้องรู้ ต่อไปนี้ ซื้อยาแก้ไอ โปรด "แจ้งชื่อ-นามสกุล" สกัดใช้ทางที่ผิด

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหาการใช้ยาในทางที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนที่มีการนำยาแก้ปวดผสมกับยาน้ำเชื่อมแก้แพ้แก้ไอมาเสพเพื่อให้เกิดฤทธิ์มึนเมาส่งผลเสียต่อสุขภาพและเป็นปัญหาของสังคมในวงกว้าง อย.จึงได้มีมาตรการออกประกาศกำหนดให้มีการจำกัดจำนวนการจำหน่ายและกระจายยากลุ่มนี้ โดยกำหนดให้เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการร้านขายยาจะต้องจัดทำบัญชีการขายยากลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ โดยระบุชื่อ-นามสกุลของผู้ซื้อเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการจ่ายยา

ทั้งนี้ อย.จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งชื่อ-นามสกุล ก่อนการซื้อยากลุ่มยาน้ำเชื่อม แก้แพ้ แก้ไอ และยาแก้ปวดทรามาดอล เพื่อประโยชน์ในการป้องกันวัยรุ่นและเยาวชนนำยาไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

"การที่ประชาชนให้ชื่อ-นามสกุล ของผู้ใช้ยาหรือผู้ซื้อยากับเภสัชกรที่ปฏิบัติการในร้านขายยา จะช่วยให้เภสัชกรทำทะเบียนประวัติเพื่อติดตามความปลอดภัยการใช้ยาของผู้ป่วยได้ดีขึ้น อย.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว และขอความร่วมมือผู้ปกครองในการช่วยกันดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดไม่ให้นำยาไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาทางสังคมร่วมกัน" นพ.บุญชัยกล่าว


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440218717
106  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัยรุ่นมะกันกว่าครึ่งพึ่งโซเชียล มีเดีย หาเพื่อนใหม่ เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 08:04:08 PM

ภาพจาก www.yahoo.com และ primenews.com.


วัยรุ่นมะกันกว่าครึ่งพึ่งโซเชียล มีเดีย หาเพื่อนใหม่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้คนเรามีโอกาสได้ "เพื่อนใหม่" กันง่ายมาก เพราะเรามีโลกเสมือนจริง หรือ "โลกออนไลน์" ที่กลายเป็นแหล่งเมกเฟรนด์หรือสร้างเพื่อนที่ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมีโอกาสได้มารู้จัก ได้มาเป็นเพื่อนกันง่ายๆ เพียงแค่กระดิกปลายนิ้ว และที่สหรัฐอเมริกาก็มีผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นที่นั่นใช้โลกออนไลน์ และวิดีโอ เกม ออนไลน์ เป็นช่องทางหาเพื่อนใหม่กันกว่าครึ่ง

ทั้งนี้ จากรายงานข่าวของเอเอฟพีอ้างผลสำรวจจาก สำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ที่ทำการสุ่มสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มวัยรุ่น 1,060 ราย ระหว่างวันที่ 25 กันยายน - 9 ตุลาคม พ.ศ.2557 และอีกช่วงหนึ่งระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ - 16 มีนาคม 2558 พบว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มิตรภาพความสัมพันธ์ ที่ "คลิก" หรือ กระทำกันบนโลกออนไลน์ก็ยังคงเป็น "มิตรภาพเสมือนจริง"

เพราะว่ามีผู้คนเพียง 20% หรือร้อยละ 20 เท่านั้น ที่บอกว่ามีโอกาสได้พบปะ ได้จ้องตา ได้เห็นตัวเป็นๆ ของเพื่อนที่รู้จักกันทางออนไลน์


 :49: :49: :49: :49:

"ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย และสำหรับเด็กผู้ชายก็คือเกมออนไลน์ กลายเป็นช่องทางที่พวกเด็กวัยรุ่นใช้เป็นช่องทางพาเพื่อนและติดต่อสื่อสารกัน นอกจากนั้น จากการสำรวจเรายังพบหลายตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ ทำให้เด็กวัยรุ่นรู้สึกใกล้ชิดกับเพื่อนๆ มากขึ้น และมีการติดต่อกันกับเพื่อนๆ มากขึ้น" อแมนด้า เลนฮาร์ท นักวิจัยจากสำนักวิจัยพิวที่ทำการสำรวจในหัวข้อนี้กล่าวในรายงาน

ในผลสำรวจระบุว่า ในกลุ่มวัยรุ่นอายุระหว่าง 13-17 ปี มีอยู่ประมาณ 57% ที่บอกว่า พวกเขาได้เพื่อนใหม่มา 1 คน จากการพบหรือรู้จักกันในโลกโซเชียล ขณะที่มีอยู่ถึง 29% ที่บอกว่าได้เพื่อนใหม่มา 5 คน หรือมากกว่านั้นจากโลกออนไลน์

สำหรับโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นช่องทางพบเพื่อนใหม่มากที่สุด ก็คือเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม โดยมีวัยรุ่นถึง 64% ที่ให้ข้อมูลว่าได้เพื่อนใหม่จากช่องทางเหล่านี้

 :welcome: :welcome: :welcome: :welcome:

อย่างไรก็ตาม ในผลสำรวจยังพบความแตกต่างระหว่างวัยรุ่นหญิงและวัยรุ่นชาย โดยเด็กสาวจะชอบหาเพื่อนใหม่ หรือได้เพื่อนใหม่จากโซเชียลมีเดีย ขณะที่เด็กผู้ชายมักจะได้เพื่อนใหม่จากการเล่นเกมออนไลน์

ในผลสำรวจยังพบด้วยว่าเด็กวัยรุ่นอเมริกันเกือบ 3 ใน 4 ใช้สมาร์ทโฟนและการส่งข้อความเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับเพื่อน

"พวกเด็กวัยรุ่นก็มีเวลาพบปะ พูดคุยกับเพื่อนๆ แบบเห็นหน้าเห็นตาเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนอยู่ที่โรงเรียน แต่ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่านับวันโทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดียและเกมออนไลน์ ยิ่งกลายเป็นเครื่องมือที่วัยรุ่นใช้ในการสร้างสัมพันธ์และคงความสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ" อแมนด้า เลนฮาร์ทกล่าว


มติชน  22 ส.ค. 2558  คอลัมน์ สรรหา มาเล่า โดย raikorn@hotmail.com
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440221465
107  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระพรหมและพราหมณ์ ฮินดูกับไทย เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 07:59:40 PM

พระพรหมและพราหมณ์ ฮินดูกับไทย
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อคืนวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวให้กับผู้ที่เห็นเหตุการณ์ และผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นอย่างมาก จะเป็นฝีมือของใครหรือผู้ไม่หวังดีกลุ่มไหน ยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ในโอกาสนี้ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้ง

จากเหตุการณ์นี้มีหลายคนในโลกออนไลน์ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปต่างจับกลุ่มพูดคุย ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับองค์พระพรหมเอราวัณว่า แรงระเบิดทรงพลานุภาพขนาดนี้ทำไมพระพรหมถึงไม่เป็นอะไรเลย จะว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ ก็แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละท่าน แต่ขอให้เชื่ออย่างมีสติปัญญาไตร่ตรองก็แล้วกัน

 ask1 ask1 ask1 ask1

พระพรหมตามคติของศาสนาพราหมณ์ฮินดูกล่าวว่า ทรงถือกำเนิดมาจากไข่ คัมภีร์วราหปุราณะ อธิบายว่า ทรงเกิดในดอกบัวจากพระนาภีของพระนารายณ์ ขณะประทับบนหลังอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทร พระพรหมทรงเป็นผู้สร้างโลกทั้ง 3 และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงแบ่งภาคสถิตอยู่ในมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง

ภาพของพระพรหมมักทำเป็นรูปมี 4 เศียร 4 กร ทรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ คัมภีร์พระเวท ลูกประคำ คนโทบรรจุน้ำ (จากแม่น้ำคงคา) และช้อนสำหรับหยอดไขเนยลงในไฟ บางครั้งทำเป็นรูป 2 กร ถือคทาอาญาสิทธิ์กับธนู อีก 2 กร ห้ามสรรพภยันตราย

พระพรหมสถิตอยู่ ณ พรหมปุระ (พรหมพฤนทา) ในพรหมโลกบนยอดเขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำคงคา มีหงส์เป็นพาหนะ พระพรหมเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา กรุณา ประทานพรให้แก่ทุกคนที่ขอ พระพรหมมีมเหสีชื่อ พระสรัสวดี


 :25: :25: :25: :25:

พระสรัสวดี เป็นเทพีแห่งการศึกษาเล่าเรียน และผู้อุปถัมภ์ศิลปวิทยาการทั้งปวง

ภาพพระสรัสวดีมีพระโฉมงดงาม ผิวพระกายขาวผุดผ่อง ประดับอาภรณ์ด้วยแก้วสีขาว (เพชร) มี 4 กร ทรงพิณ ดอกบัว ถ้วยน้ำ และคัมภีร์ ประทับบนหลังนกยูง

ชาวฮินดูมีเทศกาลเฉลิมฉลองเพื่อสักการะบูชาพระสรัสวดีในเทศกาล "นวราตรี" วันที่ 9 ของงานจัดเป็นพิธีสำหรับเทพีองค์นี้โดยเฉพาะ เรียกว่า "วันอยุทธบูชา" มีการนำเอาหนังสือออกมาทำความสะอาด ประดับประดาด้วยไหมสีงดงาม แล้วเจิมด้วยกระแจะจันทร์หอม ผู้มีอาชีพช่างต่างจะนำเครื่องมือประกอบอาชีพมาวางทำพิธีบูชา นักเรียนหยุดเรียน จัดหาดอกไม้มาบูชาพระสรัสวดี

 ans1 ans1 ans1 ans1

ปรัชญา ค่านิยม และวัฒนธรรม ฮินดูนั้นที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากพอสมควร พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

1.ปรัชญาเรื่องวิญญาณอมตะ คนไทยทั่วไปมีความเชื่อว่า หลังจากตายแล้ว วิญญาณไม่ตายไปด้วย วิญญาณอมตะนี้จะไปหาที่เกิดใหม่ตามอำนาจกรรมที่ทำมา วิญญาณ ในความหมายนี้คือ อาตมัน หรือชีวาตมัน ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู หาใช่พระพุทธศาสนาไม่ เข้าใจว่าแนวคิดเช่นนี้ (ทั้งๆ ที่ขัดแย้งกับพระพุทธศาสนา) คนไทยได้รับผ่านศาสนาพราหมณ์ฮินดู

2.เทพเจ้าของฮินดู เช่น พระพรหม พระนารายณ์ (หรือพระวิษณุ) พระศิวะ (หรือพระอิศวร, รุทระ และนาฏราช) พระคเนศ (หรือพระพิฆเนศ) คนไทยรับเอามาโดยไม่เคอะเขิน กราบไหว้บูชา เซ่นสรวงด้วยความสนิทใจ ความเชื่อเรื่อง "ปลัดขิก" ของคนไทย เข้าใจว่ามาจากลัทธิบูชาพระศิวะลึงค์ของพราหมณ์ฮินดูนั้นเอง

3.เทพเจ้าประจำทิศ มาจากพราหมณ์ฮินดู สมัยพระเวท มีเทพประจำทิศทั้ง 8 คือ พระอินทร์ ประจำตะวันออก, พระอัคนี ประจำตะวันออกเฉียงใต้, พระยม ประจำทิศใต้, พระอาทิตย์ ประจำตะวันตกเฉียงใต้, พระวรุณ ประจำตะวันตก พระวายุ ประจำตะวันตกเฉียงเหนือ, ท้าวกุเวร ประจำทิศอุดร, พระจันทร์ ประจำทิศอีสาน ไทยเรามีความเชื่อถือว่าตามทิศต่างๆ มีเทพประจำอยู่

คติทางพระพุทธศาสนา ยุคหลัง มีการจัดพระอรหันต์ประจำทิศทั้ง 8 แทนเทพเจ้า และในคัมภีร์ทางศาสนามีระบุ เทพประจำทิศทั้ง 4 คือ ธตรฐ ประจำทิศตะวันออก, วิรุฬหก ประจำทิศใต้, วิรูปักข์ ประจำทิศตะวันตก, กุเวร ประจำทิศอุดร


4.พระอินทร์ เป็นเทพที่ตกอันดับตั้งแต่เกิดพระพรหมขึ้นในสมัยพราหมณ์ แต่มามีชื่ออยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ยุคหลังถึงกับเกณฑ์ให้พระอินทร์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ส่วนในวรรณคดีไทย ยังเชื่อว่าพระอินทร์เป็นหัวหน้าเทพอยู่เหมือนเดิม และสามารถลงมาช่วยคนตกทุกข์ได้ยากอยู่

5.ดาวประจำวันในทางโหราศาสตร์ ก็คือเทพประจำวันนั้นเอง สืบเนื่องมาจากพราหมณ์-ฮินดู เพราะสิ่งเหล่านี้เขาถือว่าเป็นเทพเจ้า ชาวพุทธเองก็กำหนดเอาพระพุทธเจ้าปางต่างๆ เป็นพระประจำวันด้วย

6.การเซ่นสรวงบูชา หรือพิธีกรรมแบบฮินดู ได้นำมาใช้ควบคู่กับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างที่อยู่อาศัย การขึ้นบ้านใหม่ ตลอดจนพิธีแต่งงาน

7.สังสการของพราหมณ์ เช่น พิธีโกนจุก พิธีตั้งชื่อ ก็ปฏิบัติกันเคร่งครัด โดยเฉพาะในราชสำนัก เฉพาะพิธีตั้งฉายา (ชื่อพระ ตอนบวช) และตั้งชื่อคนทั่วไป เข้าใจว่าได้อิทธิพลมาจากฮินดู

 :96: :96: :96: :96: :96:

สรุปแล้ว ชาวไทยรับเอาความเชื่อ และวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดู ผ่านมาทางศาสนาฮินดูโดยตรงบ้าง ผ่านศาสนาพุทธบ้าง ผ่านวรรณกรรมอินเดีย เช่น มหาภารตะ รามายณะบ้าง มาหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิตของตนได้อย่างสนิทสนมกลมกลืน


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440329444
108  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หาดใหญ่จัดตักบาตรธรรมกาย กลุ่มต้านโผล่ชูป้ายค้าน เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 07:48:01 PM

หาดใหญ่จัดตักบาตรธรรมกาย กลุ่มต้านโผล่ชูป้ายค้าน

วันที่ 23 ส.ค. เวลา 06.30 น. ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีการจัดกิจกรรมตักบาตรพระ 10,000 รูป บริเวณถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ซึ่งสมาคมบัณฑิตรัตน์ ร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่จัดขึ้น  อย่างไรก็ตาม มีชาวหาดใหญ่จำนวนหนึ่งรวมตัวกันบริเวณตลาดกิมหยง ถือแผ่นป้าย ไม่เอาวัดพระธรรมกาย โดยนายพิเชษฐ คงขยัน แกนนำผู้ชุมนุมบอกว่าได้พยายามเรียกร้องผ่านทางโซเชียลมีเดียมานานแล้ว ให้หยุดกระทำการทำร้ายพระพุทธศาสนา ตั้งแต่การเดินธุดงค์ในเมือง การปิดถนนเพื่อตักบาตรนั้นถือว่าผิดธรรมวินัยอย่างร้ายแรง แต่เมื่อทางวัดพระธรรมกายไม่รับฟังไม่แก้ไข จึงต้องออกมาแสดงพลังคัดค้านและขับไล่

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมก็ยังคงจัดขึ้นตามกำหนดเดิม มีพุทธศาสนิกชนที่ร่วมกันสวมใส่ชุดขาวเข้าร่วมในการตักบาตรครั้งนี้ ในขณะที่พระสงฆ์ก็ได้ทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรม ซึ่งทางผู้จัดงานระบุว่ามีพระสงฆ์จาก 10 ประเทศและพระสงฆ์จาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วม โดยมีพล.ท.ยอดชัย ยั่งยืน รอง แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธี มีนายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ รวมถึงพล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.สงขลาเข้าร่วม



ขณะที่ตำรวจภูธรทั้งในและนอกเครื่องแบบทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้แก่ประชาชนรวมถึงดูแลความสงบเรียบร้อยให้การชุมนุมอยู่กรอบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วไปเทศบาลนครหาดใหญ่จัดเจ้าหน้าที่อาสาเฝ้าระวังเมืองเข้าร่วมรปภ.เช่นเดียวกับที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ที่ระดมกำลังอาสารักษาดินแดนเข้าร่วม

ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440302248
109  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไฟไหม้บุษบกประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอายุกว่าพันปี วัดดังพิษณุโลก-เหลือเพียงเถ้า เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 07:40:57 PM

ไฟไหม้บุษบกประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอายุกว่าพันปี วัดดังพิษณุโลก-เหลือเพียงเศษเถ้า

ชาวสองแควเศร้าใจ!หลังเกิดเหตุไฟไหม้มณฑปพระบรมสารีริกธาตุ วัดโบสถ์ บุษบกที่ทำด้วยไม้สักทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 39 องค์อันเชิญมาจากอินเดียเก่าแก่กว่า 1,120 ปีวอดเสียหาย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. พ.ต.ท.สุเทพ มาดิษฐ์ พนักงานสอบสวน สภ.วัดโบสถ์ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดเสนาสน์ หมู่ 1 ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลวัดโบสถ์ และอบต.ท่างาม ช่วยทำการดับ จุดเกิดเหตุอยู่ภายในมณฑปพระบรมสารีริกธาตุ มีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากทางช่องประตู-หน้าต่าง ทางวัดได้ใช้กุญแจเปิดประตูเข้าไปพบไฟกำลังโหมลุกไหม้บุษบกทำด้วยไม้สักทองที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจนวอดเสียหาย เหลือเพียงเศษเถ้าถ่าน ด้านในมณฑปไฟยังคุกรุ่น เจ้าหน้าที่ต้องใช้น้ำฉีดนานกว่า 30 นาที เพลิงจึงสงบ

จากการสอบถามพระสมศักดิ์ กตสาโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดเสนาสน์ ให้การว่า หลังฉันเช้าเสร็จพระสงฆ์ต่างแยกย้ายกันทำกิจของสงฆ์ ต่อมานายหิรัญเกตุเทศ อายุ 51 ปี ลูกศิษย์วัดวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่าไฟไหม้ที่มณฑปพระบรมสารีริกธาตุ ตนพร้อมด้วยพระลูกวัดจึงรีบไปดู และตะโกนร้องขอให้ชาวบ้านใกล้เคียงมาช่วยกันดับ ก่อนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ หลังเพลิงสงบตรวจสอบพบว่า บุษบกที่ทำด้วยไม้สักทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 39 องค์ที่อันเชิญมาจากประเทศอินเดียอายุ อายุเก่าแก่กว่า 1,120 ปี และไหบรรจุวัตถุมงคล พระเครื่อง 6 ไห ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด เหลือแค่เพียงเศษเถ้าถ่าน

นอกจากนี้ภาพวาดจิตรกรรมเพดานฝาพนังที่เพิ่งบูรณะซ่อมแซมก็ถูกไอความร้อนและคราบเขม่าควันเสียหายอีกด้วย โดยประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท




เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานสาเหตุของไฟไหม้ครั้งนี้ อาจเกิดจากการที่มีคนเข้ามากราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ และจุดธูปเทียนบูชาทิ้งไว้ จึงทำให้เกิดไฟลุกไหม้ ซึ่งเจ้าหน้าทีกองพิสูจน์หลักฐานจะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกคร้ง

สำหรับพระบรมสารีริกธาตุในมณฑปพระมหาเจดีย์วัดเสนาสน์ เป็นวัตถุอันล้ำค่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอำเภอวัดโบสถ์ และประชาชนทั่วไปเคารพนับถือกราบไหว้บูชา ประดิษฐานอยู่ใจกลางพระมหาเจดีย์ขนาดความสูง 44 เมตร กว้าง 28 เมตร วัดเสนาสน์ได้สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2553 เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกๆ ปี ทางวัดเสนาสน์จะจัดพิธีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั่วไปหลั่งไหลเข้ามานมัสการกันเป็นจำนวนมาก จากเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้สร้างความเสียใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก.




ขอบคุณภาพข่าวจาก : http://www.dailynews.co.th/regional/343514
110  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: คนที่ชอบด่าว่าคนอื่นโดยไร้เหตุผลจะได้รับกรรมอย่างไรบ้าง เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 03:54:31 PM
อ้างถึง
ข้อความโดย: kobyamkala

   “เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก    จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
    แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา     จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”.....สุภาษิตสอนหญิง/สุนทรภู่

   อ่านแล้วยาก หยิก ท่านสุนทรภู่ จัง
   สอนแต่หญิง แต่ ชาย ร้ายยิ่งกว่า หญิง อีก

   เจ้า คารม คมหอก เชือดเฉือน  ชาย นี่ ร้าย นัก

   


 ans1 ans1 ans1 ans1

แม่กบงอน คงงามแท้ เป็นแน่หนอ      หลายคนรอ ชมโฉม อันเฉิดฉาย
แม่คงงาม สดใส ทั้งใจกาย      แม้ยามสาย ไปวัดได้ สบายตา
แม่ฝักใฝ่ ในธรรม เลอล้ำเลิศ      บุญประเสริฐ เกิดแล้ว จงรักษา
ขอแม่เจ้า เฝ้าดูเว็บ มัชฌิมา      จะได้ตา เห็นธรรม ในทันใด.....


 :49: :57: :72: :) ;)
111  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "คำพูดแม้ตั้งพัน แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ย่อมสู้คำเดียวที่เป็นประโยชน์ไม่ได้.." เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 03:29:17 PM


วจีทุจริต ๔

     วจีทุจริต มี ๔ คือ
     ๑. มุสาวาท (อ่านว่า มุ-สา-วาด หรือ มุ-สา-วา-ทะ)
     ๒. ปิสุณวาจา (อ่านว่า ปิ-สุ - นะ-วา-จา)
     ๓. ผรุสวาจา (อ่านว่า ผะ-รุ-สะ-วา-จา)
     ๔. สัมผัปปลาปะ (อ่านว่า สำ-ผับ-ปะ-ลา-ปะ)





๑. มุสาวาท

มุสาวาท คือ การมีเจตนากล่าวคำเท็จ เป็นคำพูดที่ไม่จริง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความจริง จะเป็นการพูดด้วยตนเองหรือใช้ให้ผู้อื่น พูด เขียนหนังสือ เขียนจดหมาย หรือประกาศกระจายเสียง ก็จัดเป็นมุสาวาททั้งสิ้น คำพูดเท็จ เป็นคำที่ไม่จริง รวมไปถึงการแสดงกิริยาอาการทางกายด้วย เช่น ส่ายหน้า พยักหน้า ฯลฯ การพูดเท็จจะสำเร็จทางวาจาเป็นส่วนมาก ฉะนั้น คำพูดเท็จ จึงเป็นการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวกายหรือวาจา เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ด้วยความคิดจะทำลายประโยชน์เขา

     องค์ประกอบของการพูดเท็จ มี ๔ ประการ คือ
     ๑. เรื่องที่ไม่จริง
     ๒. มีจิตคิดจะทาให้เขาเข้าใจคลาดเคลื่อน
     ๓. ความพยายามอันเกิดจากความคิดนั้น
     ๔. เมื่อพูดแล้วมีคนเชื่อคำพูดนั้น

      เรื่องที่ไม่จริง เป็นอย่างไร.?
     คือ เรื่องจริงเป็นอย่างหนึ่ง แต่ตนเองนาไปกล่าวหรือแสดงให้เขาเข้าใจผิดไปอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามีเรื่องไม่จริงนั้นอยู่ในใจเท่านั้นยังไม่ได้กล่าวหรือแสดงออกมาก็ยังไม่เป็นมุสาวาท แต่คิดจะกล่าวเรื่องไม่จริงและมีเจตนาจะทำลายประโยชน์ของผู้ฟัง แล้วกล่าวหรือแสดงออก และผู้ฟังรู้เนื้อความนั้นและเชื่อเนื้อความนั้น ได้ชื่อว่ามุสาวาทแล้ว แต่ถ้าไม่ได้ทำลายประโยชน์ คำพูดนั้นก็จัดเป็นเพ้อเจ้อ เพราะเรื่องนั้นตกเป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ

     อนึ่ง ถึงแม้เมื่อคิดจะมุสาวาทและตั้งใจอยู่นิ่งๆ โดยคิดว่า “ถ้าเรานิ่งเฉยอยู่อย่างนี้ เขาจะเข้าใจเป็นอย่างอื่น” ก็เป็นความพยายามเหมือนกัน เพราะอาการนิ่งนั้นเป็นเพราะจัดแจงแต่งขึ้นด้วยจุดประสงค์จะมุสา


       :32: :32: :32: :32:

      ผลของมุสาวาท

      การส่งผลในปฏิสนธิกาล : การทำบาปที่ครบองค์ประกอบทั้ง ๔ แล้ว จัดเป็นอกุศลกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อกรรมนี้ส่งผล จะนาไปเกิดในอบายภูมิ
      การส่งผลในปวัตติกาล : ถ้าบาปนี้ไม่ส่งผลนำไปเกิดในอบายภูมิ บุคคลนั้นได้มาเกิดเป็นมนุษย์ กรรมนี้ก็จะตามส่งผลได้ในปวัตติกาล หรือเมื่อพ้นโทษจากอบายภูมิแล้ว เศษกรรมยังตามมาส่งผลในปวัตติกาลนี้อีก
      ผลในปวัตติกาล เจตนากรรมของมุสาวาทจะส่งผลทำให้ ตาส่อน เพราะเหตุที่เวลากล่าวคำเท็จจะมีอาการ เช่น คอยก้มหน้าต่ำ คอยเบนสายตาหลบ ไม่กล้าสบตากับผู้ที่ตนพูดด้วย เพราะมุ่งจะกล่าวคำเท็จ มีฟันเกไม่เรียบชิดกัน เพราะเหตุที่คำเท็จนั้นเปล่งออกมาเพื่อทำลายประโยชน์ ปากมีกลิ่นเหม็นเพราะคำที่มุ่งทำลายประโยชน์เป็นคำที่น่ารังเกียจเหมือนปล่อยลมเสียออกมาทางปาก คนไม่เชื่อถือในคำพูด พูดติดอ่าง หรือเป็นใบ้ เพราะกรรมของมุสานั้นส่งผลทำให้ใครๆไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้ความเชื่อถือคำพูด เป็นต้น

      การงดเว้นจากการกล่าวคำเท็จจะมีอานิสงส์ส่งผลในปวัตติกาล เช่น เป็นคนหน้าตาแจ่มใส ตาไม่ส่อน ไม่เข ฟันไม่เก ปากมีกลิ่นหอม จะกล่าวเรื่องใดพูดอะไรสั่งการใดๆ ก็มีคนเชื่อฟัง ลูกน้องบริวารน้อมรับฟังคำสั่ง และทำตามเพราะเชื่อในคำพูด ไม่พูดติดอ่าง ไม่เป็นใบ้ เป็นต้น





๒. ปิสุณวาจา

ปิสุณวาจา เป็นคำพูดของบุคคลที่ต้องการทำลายความรักความสามัคคีของคนที่เขาปองดองกันดีอยู่ ให้ผิดใจกัน แล้วหันมารักตนหรือสัมพันธ์กับตนแทน ถ้าผู้แตกแยกนั้นเป็นบุคคลที่มีศีลธรรมจะบาปมาก เช่น การพูดยุยงให้สงฆ์แตกแยกกันไม่ทำสังฆกรรมร่วมกันเป็นบาปมาก

     องค์ประกอบของการพูดส่อเสียดมี ๔ ประการ คือ
     ๑. มีผู้ทำให้ถูกแตกแยก
     ๒. มีเจตนามุ่งให้แตกแยก
     ๓. เพียรพยายามให้เขาแตกแยก
     ๔. เขาได้แตกแยกกันสมใจคิด
     ถ้าพยายามพูดทำให้เขาแตกแยกกัน แต่ว่าไม่สำเร็จผล ก็ยังไม่จัดเป็นปิสุณวาจา


      :32: :32: :32: :32:

     ผลบาปของการพูดส่อเสียด

     ผลของบาปในปฏิสนธิกาล : เมื่อการพูดส่อเสียดสำเร็จลงโดยมีองค์ประกอบทั้ง ๔ ครบ จัดเป็นอกุศลกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อกรรมเช่นนี้ส่งผล ตอนสิ้นชีวิตจะนำไปเกิดในอบายภูมิ เป็นการส่งผลในปฏิสนธิกาล
     ผลของบาปในปวัตติกาล : กรรมนี้จะส่งผลได้ในปวัตติกาล คือทำให้ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้รับอารมณ์ และพิจารณาอารมณ์ที่ไม่ดี เศษกรรมที่จะตามมาส่งผลหลังจากที่รับทุกข์ในอบายภูมิแล้ว ยังสามารถตามมาส่งผลทำให้แตกแยกจากมิตรสหาย ถูกติเตียน มักถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่เป็นจริง เป็นผู้ตำหนิตนเองอยู่เสมอๆ





๓. ผรุสวาจา

ผรุสวาจา คือ การพูดคำหยาบ การด่าทอ การสาปแช่งต่างๆ ทำให้ผู้ถูกด่าเกิดความเศร้าใจเสียใจเดือดร้อนใจ เป็นการกระทำที่เกิดมาจากอำนาจของความโกรธความไม่พอใจ การด่าว่าผู้มีอุปการคุณ เช่น บิดามารดา หรือผู้มีอุปการคุณอื่นๆ ด่าว่าผู้มีศีล เช่น พระภิกษุสงฆ์ สามเณร หรือแม่ชี จะมีบาปมากมีโทษมาก อนึ่ง คำพูดบางคำแม้ว่าเป็นคำหยาบ แต่เมื่อผู้พูดมีเจตนาอ่อนโยน ก็ไม่จัดเป็นผรุสวาจา

       ตัวอย่างเช่น มีเรื่องเล่าว่า เด็กคนหนึ่งไม่เชื่อฟังคำมารดาว่าอย่าไปเที่ยวเล่นในป่า เมื่อมารดาไม่อาจห้ามได้ จึงด่าออกไปว่า “ขอให้มึงถูกแม่ควายดุ ไล่ขวิดเถอะ”  ต่อมาเขาก็เผชิญกับแม่กระบือป่า ตามคำของมารดาจริงๆ เด็กได้ตั้งใจอธิษฐานว่า 
       “มารดากล่าวถึงสิ่งใดแก่เราด้วยสักแต่ว่าพูดไป ใจมิได้คิดถึงสิ่งนั้นจริง ขอสิ่งนั้นจงอย่ามี คิดถึงสิ่งใดใคร่จะให้มีจริง ขอสิ่งนั้นจงมีเถิด”

      เมื่อจบคำอธิษฐาน แม่กระบือก็หยุดเฉยราวกับว่าถูกตรึงไว้กับที่ ณ ที่นั้น ตัวอย่างนี้ คำพูดของมารดาไม่มีเจตนาทำร้ายบุตร ถึงแม้คำพูดจะเป็นคำหยาบก็ตาม หรือคำพูดที่ไพเราะแต่มีเจตนาเย้ยหยันทาให้เขาเจ็บใจ ก็จัดเป็นผรุสวาจา เช่น การกล่าวประชดหรือดูถูกผู้อื่นเกี่ยวกับสกุลว่า โอ ท่านผู้มีศักดิ์สูงส่ง ไฉนจึงแสร้งทำเป็นคนเข็ญใจอนาถาอยู่เล่า

      องค์ประกอบของการพูดคำหยาบ มี ๓ ประการ คือ
      ๑. มีความโกรธ
      ๒. มีผู้ที่ตนจะพึงด่าว่า
      ๓. มีการพูดกล่าววาจาสาปแช่งหรือด่าทอ


       :32: :32: :32: :32:

      ผลบาปของการพูดคำหยาบ

      ผลของบาปในปฏิสนธิกาล : เมื่อการพูดคำหยาบสำเร็จลงโดยมีองค์ ประกอบทั้ง ๓ ครบ จัดเป็นอกุศลกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อกรรมเช่นนี้ส่งผล ตอนสิ้นชีวิตจะนำไปเกิดในอบายภูมิ    
      ผลของบาปในปวัตติกาล : กรรมนี้จะส่งผลได้ในปวัตติกาล คือทำให้ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้รับอารมณ์ และพิจารณาอารมณ์ที่ไม่ดี เศษกรรมที่จะตามมาส่งผลหลังจากที่รับทุกข์ในอบายภูมิแล้ว ยังสามารถตามมาส่งผลทำให้มีกายวาจาหยาบ ตายด้วยการหลงลืมสติ แม้มีทรัพย์สินก็จะพินาศ





๔. สัมผัปปลาปะ

สัมผัปปลาปะ คือ การพูดเพ้อเจ้อ มีเจตนาที่จะพูดเรื่องไร้ประโยชน์ แต่ถ้ามีเจตนาและพูดเรื่องไร้ประโยชน์แล้ว ถ้าผู้อื่นยังไม่เชื่อ ก็ยังไม่เป็นสัมผัปปลาปะ แต่ถ้าผู้อื่นถือเอาคำพูดเรื่องไร้ประโยชน์นั้นโดยความเป็นสาระ เจตนานั้นก็สำเร็จเป็นสัมผัปปลาปะแล้ว

      สัมผัปปลาปะนั้นเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ มีแต่จะเป็นเหตุเป็นกระแสแห่งราคะ แห่งความยินดีพอใจของผู้อื่นนั้นมากขึ้น โดยปกติ มนุษย์ปุถุชนมักมีคำพูดเล่นกันอยู่เสมอเพื่อสนุกรื่นเริง เพื่อหัวเราะเฮฮา

      การยิ้มการหัวเราะนั้น เป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าถือว่า เป็นกระแสแห่งราคะ คือ คนที่ยังมีราคะอยู่เท่านั้นจึงยิ้มและหัวเราะ ส่วนพระอริยเจ้าชั้นพระอรหันต์ หรือ พระอนาคามี ซึ่งตัดกระแสราคะได้แล้วย่อมไม่ยิ้มไม่หัวเราะอย่างคนธรรมดา เมื่อเกิดความปีติปราโมทย์ในธรรมก็เพียงแต่แย้ม เมื่อเห็นเหตุการณ์ใดที่ควรแก่การกล่าวขยายให้ผู้อื่นได้ทราบ ก็แสดงอาการแย้ม อย่างที่พระพุทธองค์ทรงกระทำเสมอ

      การพูดเล่นในเรื่องไร้สาระ การสรวลเสเฮฮานั้นทั้งหมดเป็นคำพูดไร้ประโยชน์ แม้พูดมาก เพียงไรก็ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ใคร ส่วนคำที่มีประโยชน์ย่อมประเสริฐกว่า เพราะฟังแล้วนาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้ ได้แก่ คำพูดว่า

      “จงมีสติ สำรวจกายวาจาใจ เพื่อการประพฤติศีลสมาธิ”
      หรือคำที่ประกอบด้วยนิพพาน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ และโพชฌงค์ ฯลฯ
      คำเหล่านี้ฟังแล้วเป็นเหตุให้กิเลสสงบระงับ คือ สงบจากราคะ โทสะ เป็นต้น จัดเป็นคำพูดอันประเสริฐกว่าแม้จะพูดเพียงเล็กน้อย นี้เป็นตัวอย่างเบื้องสูง
      คำพูดที่มีประโยชน์แบบคำธรรมดาสามัญ เช่น ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรชั่ว อะไรควรเว้น อะไรควรทำ ควรดำเนินชีวิตอย่างไร ควรทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร เป็นต้น ผู้ฟัง ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตาม ทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนแก่สังคมได้

      องค์ประกอบของการพูดเพ้อเจ้อ มี ๒ ประการ คือ
      ๑. เจตนากล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์
      ๒. กล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์

สัมผัปปลาปะเป็นการกล่าวคำไม่จริง แต่ก็มีความแตกต่างกับมุสาวาท คือ เจตนาที่มุ่งจะกล่าวเรื่องไร้สาระอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นเจตนาที่เป็นไปโดยต้องการให้เขาเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วทำประโยชน์ของเขาให้เสียหาย อย่างนี้เป็นมุสาวาท เกี่ยวกับคำพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ เรียกว่า เดรัจฉานกถา เพราะเป็นสิ่งที่ขวาง มรรค ผล นิพพาน


     :29: :29: :29: :29:

    เดรัจฉานกถา มี ๓๒ ประการ
    ๑.พูดเรื่องพระมหากษัตริย์และราชวงศ์  ๒.พูดเรื่องโจร ๓.พูดเรื่องราชการ การเมือง
    ๔.พูดเรื่องทหาร ตำรวจ ๕.พูดเรื่องภัยต่างๆที่เกิดขึ้น ๖ พูดเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์
    ๗.พูดเรื่องอาหารการกิน ๘.พูดเรื่องเครื่องดื่ม สุราเมรัย ๙.พูดเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้าอาภรณ์
   ๑๐.พูดเรื่องการหลับนอน ๑๑.พูดเรื่องดอกไม้ การจัดประดับดอกไม้ ๑๒.พูดเรื่องกลิ่นหอมต่าง ๆ
   ๑๓.พูดเรื่องวงศาคณาญาติ ๑๔.พูดเรื่องรถ เรือ ยานพาหนะต่างๆ ๑๕.พูดเรื่องหมู่บ้าน ร้านค้าต่างๆ
   ๑๖.พูดเรื่องนิคมต่างๆ(หมู่บ้านใหญ่,เมืองขนาดเล็ก) ๑๗.พูดเรื่องเมืองหลวง จังหวัด ๑๘.พูดเรื่องชนบท   
   ๑๙.พูดเรื่องผู้หญิง ๒๐.พูดเรื่องผู้ชาย ๒๑.พูดเรื่องหญิงสาว ๒๒.พูดเรื่องชายหนุ่ม
   ๒๓.พูดเรื่องวีรบุรุษ ความกล้าหาญ ๒๔.พูดเรื่องถนนหนทาง ๒๕.พูดเรื่องท่าน้ำ แหล่งน้ำ
   ๒๖.พูดเรื่องญาติ เรื่องคนที่ตายไปแล้ว ๒๗.พูดเรื่องต่างๆนานา ๒๘.พูดเรื่องโลกและผู้สร้างโลก
   ๒๙.พูดเรื่องมหาสมุทร และการสร้างมหาสมุทร ๓๐.พูดเรื่องความเจริญ และความเสื่อมต่างๆ
   ๓๑.พูดเรื่อง ป่าต่างๆ ๓๒.พูดเรื่องภูเขาต่างๆ

     ขอยกคากล่าวจากพระพุทธภาษิต มีความว่า
    "คำพูดแม้ตั้งพัน แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ย่อมสู้คำเดียวที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ บทเดียวที่เป็นประโยชน์ซึ่งฟังแล้วทำให้สงบได้นั้น ประเสริฐกว่า"


      :32: :32: :32: :32:

     ผลบาปของการพูดเพ้อเจ้อ

      ผลของบาปในปฏิสนธิกาล : เมื่อการพูดเพ้อเจ้อสำเร็จลงโดยมีองค์ประกอบทั้ง ๒ ครบ จัดเป็นอกุศลกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อกรรมเช่นนี้ส่งผล จะนำไปเกิดในอบายภูมิ
      ผลของบาปในปวัตติกาล : กรรมนี้จะส่งผลได้ในปวัตติกาล คือ ทำให้ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้รับอารมณ์ และพิจารณาอารมณ์ที่ไม่ดี เศษกรรมที่จะตามมาส่งผลหลังจากที่ได้รับทุกข์ในอบายภูมิแล้ว ยังสามารถตามมาส่งผลทำให้เป็นบุคคลที่ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูด ไม่มีอำนาจ หรือ วิกลจริต



ที่มา :-
บทเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ ชุดที่ ๗.๒ กฎแห่งกรรม หน้า ๑๒ ถึง หน้า ๒๒
คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ เรื่อง สาระน่ารู้เกี่ยวกับพระอภิธรรม เรียบเรียงโดย วิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ
อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน
ขอบคุณภาพจาก :-
http://www.dmc.tv/
http://i01.i.aliimg.com/
http://www.bloggang.com/
http://up.graaam.com/
112  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต" เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 10:27:43 AM



แก้มุสาวาท

             
     กายประโยคหรือวจีประโยคที่หักรานประโยชน์ (ผู้อื่น) ของผู้มุ่งจะพูดให้ผิด ชื่อว่ามุสา. เจตนาของผู้พูดให้ผิดต่อผู้อื่นด้วยประสงค์จะให้เข้าใจผิด มีกายประโยคและวจีประโยคเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่ามุสาวาท.

     อีกนัยหนึ่ง เรื่องไม่จริง ไม่แท้ ชื่อว่ามุสา (เรื่องเท็จ). การให้ (ผู้อื่น) เข้าใจเรื่องเท็จนั้นว่าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ ชื่อว่าวาทะ (การพูด) แต่โดยลักษณะ เจตนาของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องที่ไม่จริงว่าเป็นเรื่องจริง อันเป็นสมุฏฐานแห่งวิญญัติ (การเคลื่อนไหว) อย่างนั้น ชื่อว่ามุสาวาท (การพูดเท็จ).


      :96: :96: :96: :96: :96:

     มุสาวาทนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีจำนวนน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีจำนวนมาก.

     อีกอย่างหนึ่ง สำหรับคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า
     ไม่มีเพราะไม่ประสงค์จะให้ของๆ ตน (แก่คนอื่น) มีโทษน้อย ที่กล่าวเบิกพยานเพื่อหักล้างประโยชน์ (ของคู่ความ) มีโทษมาก.

     สำหรับบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปแล้วโดยนัยแห่งบูรณากถา (พูดให้เต็มความหรือเล่นสำนวน) ว่า วันนี้น้ำมันในบ้านเห็นจะไหลเป็นแม่น้ำนะด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะ เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสน้อยไป มีโทษน้อย. แต่ของผู้พูดโดยนัยมีอาทิว่า สิ่งที่ไม่ได้เห็นเลยว่าได้เห็น มีโทษมาก.


       :29: :29: :29: :29:

      มุสาวาทนั้นมีองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ
            เรื่องไม่จริง ๑
            ตั้งใจพูดให้ผิด ๑
            พยายามพูด ๑
            ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ๑.

       ประโยคมีประโยคเดียว คือ สาหัตถิกประโยคเท่านั้น.
       ประโยคนั้นพึงเห็นว่า ได้แก่การแสดงกิริยาของผู้จะพูดให้ผิดต่อผู้อื่นด้วยกาย ด้วยของเนื่องด้วยกายหรือด้วยวาจา. ถ้าหากผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้นด้วยกิริยานั้น กิริยานี้ชื่อว่าเนื่องด้วยมุสาวาทกรรม ในขณะแห่งเจตนาที่มีกิริยาเป็นสมุฏฐานนั้นเอง.





แก้ปิสุณาวาจา

             
     พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปิสุณาวาจา เป็นต้น.
     วาจาที่เป็นเหตุให้หัวใจของบุคคลผู้ที่ตนพูดด้วย เกิดความรักตนและเกลียดชังคนอื่น ชื่อว่า ปิสุณาวาจา.
     ส่วนวาจาที่เป็นเหตุทำให้ตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง หยาบคายและวาจาที่หยาบคายเอง คือไม่ไพเราะโสต หรือไม่ชื่นใจ (ผู้ฟัง) นี้ชื่อว่า ผรุสวาจา.
     วาทะที่เป็นเหตุให้เจรจาเพ้อเจ้อ คือไร้ประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาป.

     ถึงเจตนาที่เป็นมูลฐานของการกล่าวคำหยาบและคำเพ้อเจ้อเหล่านั้น ก็ได้นามว่าปิสุณาวาจาเป็นต้นอยู่นั่นเอง. และในที่นี้ก็ประสงค์เอาเจตนานั้นแล.
     เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมองที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค เพื่อทำลายชนเหล่าอื่นหรือเพื่อประสงค์จะทำตนให้เป็นที่รักของผู้อื่น ชื่อว่าปิสุณาวาจาในวจีกรรมนั้น.

       :91: :91: :91: :91:

      ปิสุณาวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ถูกทำให้แตกกันนั้น มีคุณธรรมน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีคุณธรรมมาก.

     ปิสุณาวาจานั้นมีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ
         ผู้ต้องถูกทำลายเป็นคนอื่น ๑
         ความมุ่งหน้าจะทำลายด้วยประสงค์ว่า คนเหล่านี้จักเป็นผู้แตกแยกจากกัน ด้วยอุบายอย่างนี้ หรือความประสงค์ว่าเราจักเป็นที่รักเป็นที่คุ้นเคย (ของเขา) ด้วยอุบายอย่างนี้ (รวมเป็นองค์) ๑
         ความพยายามที่เกิดจากความตั้งใจนั้น ๑
         การที่เขาเข้าใจเนื้อความนั้น ๑.





แก้ผรุสวาจา

             
      เจตนาที่หยาบคายโดยส่วนเดียว ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค อันเป็นเหตุตัดรอนความรักของคนอื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา.
      เพื่อความแจ่มชัดแห่งผรุสวาจานั้น ต้องสาธกเรื่องนี้.
      ได้ทราบว่า เด็กคนหนึ่งไม่เชื่อถ้อยคำของมารดา (ขืน) เข้าป่าไป. มารดาเมื่อไม่สามารถจะให้เขากลับได้ จึงด่าว่า ขอให้แม่กระบือดุร้ายจงไล่ขวิดมึง. ภายหลังแม่กระบือได้ปรากฏแก่เขาเหมือนอย่างที่แม่ว่านั่นแหละ. เด็กจึงทำสัจจกิริยาว่า คุณแม่ของข้าพเจ้ากล่าวอย่างใดด้วยปาก ขออย่าเป็นอย่างนั้น แต่คิดอย่างใดด้วยใจ ขอให้เป็นอย่างนั้น. แม่กระบือได้หยุดชะงักอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเองเหมือนถูกผูกไว้.

      วจีประโยคแม้เป็นเหตุตัดเสียซึ่งคำรัก (คำที่พาดถึงสิ่งที่รัก) ดังที่พรรณนามานี้
      ก็ไม่เป็นผรุสวาท เพราะผู้พูดมีจิตอ่อนโยน.
      จริงอยู่ บางครั้งพ่อแม่ว่าลูกๆ อย่างนี้ว่า ขอให้พวกโจรฟันพวกเองให้ขาดเป็นท่อนๆ ไปเถิด ถึงอย่างนั้น แม้แต่เพียงกลีบดอกอุบลก็ไม่ประสงค์จะให้ตกลงบนเบื้องบนของพวกเขาเลย. และบางครั้งอาจารย์และอุปัชฌาย์ต่อว่า อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกผู้อยู่อาศัยทั้งหลายว่า พวกนี้จะพูดอะไรกันก็ไม่มียางอาย ไม่มีความเกรงกลัว สูเจ้าทั้งหลายจงไล่เขาไปเสีย. แต่ถึงกระนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์เหล่านั้นก็ยังปรารถนาสมบัติคืออาคม (ปริยัติ) และอธิคม (ปฏิเวธ) แก่อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้นอยู่.


       st12 st12 st12 st12

      อนึ่ง วจีประโยคไม่เป็นผรุสวาจา เพราะผู้พูดมีจิตอ่อนโยนฉันใด จะไม่เป็นผรุสวาจาเพราะผู้พูดมีคำพูดอ่อนหวานฉันนั้นก็หามิได้ เพราะว่า คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า แกจงให้คนคนนี้นอนสบายเถิด ดังนี้ ไม่ใช่ไม่เป็นผรุสวาจา แต่วาจานี้เป็นผรุสวาจาทีเดียว เพราะผู้พูดมีจิตหยาบคาย

      ผรุสวาจานี้ ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ที่ผรุสวาทีบุคคลพูดหมายถึงเป็นผู้มีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีคุณมาก.

      ผรุสวาจานั้นมีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ
               ผู้ที่จะต้องถูกด่าเป็นคนอื่น ๑
               จิตขุ่นเคือง ๑
               การด่า ๑.





แก้สัมผัปปลาปะ
 
             
     ความจงใจที่เป็นอกุศล ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค ที่ยังผู้อื่นให้เข้าใจคำพูดที่ไร้ประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ.

     สัมผัปปลาปะนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้พูดมีอาเสวนะอ่อน (ความเคยชินน้อย) ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้พูดมีอาเสวนะมาก (ความเคยชินมาก).

     สัมผัปปลาปะนั้นมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ
           ความมุ่งหน้าที่จะพูดถ้อยคำไร้ประโยชน์ มีเรื่องสงครามภารตะและเรื่องการลักพานางสีดา (เรื่องรามเกียรติ์) เป็นต้น ๑
           การกล่าวถ้อยคำชนิดนั้น ๑.


ที่มา :-
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยความเห็นชอบ
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=110&p=1
ขอบคุณภาพจาก
http://www.happynitan.com/
http://www.guitarthai.com/
https://konlayoot.files.wordpress.com/
http://www.photosdesigner.com/
http://www.kidsquare.com/





      "ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์   มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
      แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร   จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"
....จากนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่
   
      สำนวนไทย : พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี
     พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี หมายถึง พูดดีย่อมเกิดผลดีกับตัว พูดไม่ดีอาจทำให้ตัวเองต้องเจ็บตัว
     ตัวอย่างของการใช้สำนวนไทย พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี เช่น พูดในเรื่องที่ควรพูดเสียบ้าง โบราณว่าพูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี
     ระวังให้ดีพูดจาไม่ระวังปากสักวันจะเจ็บตัวแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว จำไว้นะว่าพูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี

____________________________________________
ที่มา www.สํานวนไทย.com/พูดดีเป็นศรีแก่ปาก-พูดมากปากมีสี/
113  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / วาจาอันไม่เป็นทีรัก คติเบื้องหน้าคือ นรก เดรัจฉาน เปรต เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 09:55:11 AM


วิบากของการละเมิดศีล ๕ อย่างเบาที่สุด
(สัพพลหุสสูตร)

     [๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาตอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นผู้มีอายุน้อยให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อทินนาทานอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศแห่งโภคะให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาเมสุมิจฉาจารอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารอย่างเบาที่สุด ย่อมยังศัตรูและเวรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย มุสาวาทอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

      :96: :96: :96: :96: :96:

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปิสุณาวาจาอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งปิสุณาวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการแตกจากมิตรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผรุสวาจาอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังเสียงที่ไม่น่าพอใจให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมผัปปลาปะอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งสัมผัปปลาปะอย่างเบาที่สุด ย่อมยังคำไม่ควรเชื่อถือให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์


      :32: :32: :32: :32:

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์


ที่มา :-
สัพพลหุสสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
เนื้อความพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ บรรทัดที่ ๕๑๒๗-๕๑๖๗. หน้าที่ ๒๒๑-๒๒๓.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=5127&Z=5167&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=23&i=130
ขอบคุณภาพจาก http://www.dhammavariety.com/



 ask1 ans1 ask1 ans1

อธิบายศัพท์
ปิสุณาวาจา คือ วาจาส่อเสียด, พูดส่อเสียด, พูดยุยงให้เขาแตกร้าวกัน
ผรุสวาจา คือ วาจาหยาบ, คำพูดเผ็ดร้อน, คำหยาบคาย
สัมผัปปลาปะ คือ การพูดเพ้อเจ้อ, การพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์, การพูดเดรัจฉานกถา
114  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 08:57:34 AM



วาจาสุภาษิต

ขยายความมงคลข้อที่ ๑๐ วาจาสุภาษิตเป็นอุดมมงคล วาจาสุภาษิตคือวาจาที่กล่าวดีแล้ว เป็นวาจาที่เป็นไม่มีโทษ ประกอบด้วยธรรม เป็นวาจาที่เป็นที่รัก เป็นวาจาจริงไม่เท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่เหลวไหล เพ้อเจ้อ แม้วาจาที่แสดงธรรมแก่ผู้อื่นด้วยมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟัง ก็ชื่อว่าเป็นวาจาสุภาษิต เพราะเป็นปัจจัยให้ผู้ฟังได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อีกทั้งยังอาจให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน อีกโสดหนึ่งด้วย

    วาจาที่เป็นทุพภาษิตนั้นตรงกันข้ามกับวาจาสุภาษิต มีโทษมาก สามารถนำไปเกิดในอบายได้เหมือนเรื่องนี้

      :96: :96: :96: :96: :96:

    ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเถระ ๒ รูปอยู่ในอาวาสเดียวกัน รักใคร่กันดุจพี่น้อง ทั้งมีข้อวัตรปฏิบัติงดงาม ต่อมามีพระธรรมกถึกรูปหนึ่งมาพักอยู่ที่อาวาสนั้น เห็นภิกษุ ๒ รูปนั้นมีลาภมาก ก็คิดริษยา  กล่าววาจายุยงให้พระเถระ ๒ รูปนั้นแตกกัน ออกจากอาวาสนั้น แยกกันไปคนละทาง พระธรรมกถึกรูปนั้นก็ได้เป็นเจ้าอาวาส ได้รับลาภสักการะเป็นอันมาก

     ต่อมาพระเถระ ๒ รูปนั้นได้กลับมาพบกันที่วิหารแห่งหนึ่ง ไต่ถามกันทราบความจริงแล้วจึงกลับไปยังอาวาสเดิม ขับไล่ภิกษุผู้ริษยานั้นออกไป
     ภิกษุผู้ริษยานั้นเมื่อแตกกายตายไป บังเกิดในอเวจีมหานรก ได้เสวยทุกขเวทนากล้า เป็นเวลาช้านานตลอดพุทธันดร
    มาในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรานี้ได้พ้นจากอเวจีมหานรก มาเกิดเป็นเปรตสุกร อยู่ที่เขาคิชฌกูฏ มีร่างกายใหญ่โตเหมือนมนุษย์ แต่มีศีรษะเป็นสุกร มีหางงอกออกจากปาก มีหมู่หนอนไหลออกจากปาก ด้วยอำนาจของการกล่าววาจาส่อเสียด ไม่มีความจริงเป็นทุพภาษิต


     เพราะฉะนั้นจึงควรงดวาจาทุพภาษิต กล่าวแต่วาจาสุภาษิต อันเป็นอุดมมงคล แล้วท่านก็จะได้พบกับความสุขและความเจริญตลอดไป

____________________________________________
ที่มา www.84000.org/tipitaka/book/bookpn06.html#10


ans1 ans1 ans1 ans1

หมายเหตุ
วาจาสุภาษิต เป็นมงคลที่ ๑๐ อยู่ในมงคลสูตร มีรายละเอียดอยู่ใน
มงคลสูตรในขุททกปาฐะ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ บรรทัดที่ ๔๑-๗๒. หน้าที่  ๓-๔.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=41&Z=72&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=5
เรื่องเปรตสุกร อยู่ในอรรถกถา เรื่องสูกรเปรต(บุรพกรรมของสูกรเปรต)
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=30&p=4




พูดจาว่ากล่าวด้วย "วาจาสุภาษิต""

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

สุภาษิตสูตรที่ ๕

       [๗๓๘] สาวัตถีนิทาน ฯ
       ในสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
       ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และเป็นวาจาอันวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน องค์ ๔ เป็นไฉน


      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
      ย่อมกล่าวแต่วาจาที่บุคคลกล่าวดีแล้วอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาที่บุคคลกล่าวชั่วแล้ว ๑
      ย่อมกล่าวแต่วาจาที่เป็นธรรมอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม ๑
      ย่อมกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ๑
      ย่อมกล่าวแต่วาจาจริงอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาเท็จ ๑


      ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้แล เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และเป็นวาจาอันวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน ฯ

       st12 st12 st12 st12

      [๗๓๙] พระผู้มีพระภาค ผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
               สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าววาจาสุภาษิตว่าเป็นที่หนึ่ง
               บุคคลพึงกล่าววาจาที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม เป็นที่สอง                       
               บุคคลพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก เป็นที่สาม                       
               บุคคลพึงกล่าววาจาจริง ไม่พึงกล่าววาจาเท็จ เป็นที่สี่
ดังนี้ ฯ
                         
       ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งประนมอัญชลีเฉพาะพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ฯ
       พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เนื้อความนี้จงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ ฯลฯ.........


อ้างอิง
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ บรรทัดที่ ๖๑๐๔ - ๖๑๓๙. หน้าที่ ๒๖๒ - ๒๖๔.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=15&A=6104&Z=6139&pagebreak=0             
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=15&i=738
ขอบคุณภาพจาก http://www.phothitham.com/
115  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"...แล้วทำไงดี.? เมื่อ: สิงหาคม 23, 2015, 08:26:37 AM

ถ้อยคำที่คนอื่นจะพึงกล่าว ๕ ประการ
(กกจูปมสูตร)

      [๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวกะท่านมีอยู่ ๕ ประการคือ
               กล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๑
               กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริง ๑
               กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคาย ๑
               กล่าวด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
               มีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าว ๑


      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลอื่นจะกล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สมควรก็ตาม จะกล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำอ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็ตาม จะมีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าวก็ตาม
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้น พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
          จิตของเราจักไม่แปรปรวน
          เราจักไม่เปล่งวาจาลามก
          เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์
          เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน
          เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น
      และเราแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทางซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น
ดังนี้
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล.





      [๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษ ถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า เราจักกระทำแผ่นดินอันใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดิน ดังนี้
      เขาขุดลงตรงที่นั้นๆ โกยขี้ดินทิ้งในที่นั้นๆ บ้วนน้ำลายลงในที่นั้นๆ ถ่ายปัสสาวะรดในที่นั้นๆ แล้วสำทับว่าเองอย่าเป็นแผ่นดินๆ ดังนี้

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
      บุรุษนั้นจักทำแผ่นดินอันใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดินได้หรือไม่.?
      ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่ได้ พระเจ้าข้า
      ข้อนั้นเพราะเหตุไร.?
      เพราะเหตุว่าแผ่นดินอันใหญ่นี้ ลึกหาประมาณมิได้ เขาจะทำแผ่นดินอันใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดินไม่ได้ง่ายเลย ก็แลบุรุษนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากเสียเปล่าเป็นแน่แท้ ดังนี้ แม้ฉันใด
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวกะท่านมีอยู่ ๕ ประการ คือ
           กล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๑
           กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริง ๑
           กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคาย ๑
           กล่าวด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
           มีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าว ๑
      ก็ฉันนั้นเหมือนกัน


       st12 st12 st12 st12

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลอื่นจะกล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่ควรก็ตาม จะกล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็ตาม จะมีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าวก็ตาม

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้นพวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
          จิตของเราจักไม่แปรปรวน
          เราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก
          เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์
          เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะภายใน
          เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น
      และเราจักแผ่เมตตาจิตอันเสมอด้วยแผ่นดิน ไพบูลย์ ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น
ดังนี้
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล.


อ้างอิง :-
กกจูปมสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=4208&Z=4442
ขอบคุณภาพจาก :-
http://files.palungjit.org/
http://i.ytimg.com/
http://imgsdown.1mobile.com/





เพลงยาวถวายโอวาท
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เพลงยาวถวายโอวาท เป็นผลงานกวีนิพนธ์แบบกลอนประพันธ์โดยสุนทรภู่ ขณะเมื่อเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรสในเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เชื่อว่าประพันธ์ขึ้นราวปี พ.ศ. 2371-72 เนื้อหาแสดงคำสอนที่น่าสนใจ รวมถึงประเพณีเก่าแก่ของไทยหลายอย่าง เช่น การแต่งกาย การล้างหน้า การตัดผม เป็นต้น มีวรรคทองมากมายปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่องนี้ เช่น

        "อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก     แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
         แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย   เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"


อีกบทหนึ่งคือ

        "อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ     ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
         สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก      จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย"

______________________________________________
ทีมา :- https://th.wikipedia.org/wiki/เพลงยาวถวายโอวาท



     
          “เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก    จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
           แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา     จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”
.....สุภาษิตสอนหญิง/สุนทรภู่
   
116  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ติวเข้มกฎหมายธรณีสงฆ์ เจ้าอาวาส และไวยาวัจกรจังหวัดนครปฐม เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 09:37:50 PM



ติวเข้มกฎหมายธรณีสงฆ์ เจ้าอาวาส และไวยาวัจกรจังหวัดนครปฐม

       ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องที่ดินของแต่ละวัด ล้วนสร้างความบั่นทอนใจให้กับเจ้าอาวาสทุกวัด ที่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบคิดและการแก้ปัญหาแนวใหม่ให้รัดกุม รอบคอบกว่าเดิมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเพราะเมื่อวัดสงเคราะห์ให้ญาติโยมเช่าที่ไปแล้ว อยู่กันนานหลายปี มีการทำสัญญาที่ไม่ถูกต้อง พอวัดจะเอาที่ดินคืน เกิดปัญหาฟ้องร้องวุ่นวาย และเพื่อให้เจ้าอาวาสและไวยาวัจกร ทราบถึงบทบาทและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ในการบริหารจัดการดูแลทรัพย์สินศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องถือปฏิบัติ

       สนง.พุทธศาสนาจังหวัดนครปฐมจึงได้ร่วมกับคณะสงฆ์จัด “โครงการถวายความรู้เจ้าอาวาสและอบรมไวยาวัจกร” ณ วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม ขึ้นเพื่อประโยชน์กับเจ้าอาวาสและไวยาวัจกรทุกวัด ในการเพิ่มความรู้ประสบการณ์ การจัดระเบียบ ข้อกฎหมายที่ดิน กฎหมายสงฆ์ และการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โดยมีพระเทพมหาเจจิยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม, พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม, นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นายวิโรจน์ อุ่นทรัพย์ ผอ.สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม, นายดล บุนนาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร และนายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสและไวยาวัจกร วัดในเขตจังหวัดนครปฐม กว่า 220 วัดเข้าร่วม


       :96: :96: :96: :96: :96:

      พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่า ความผูกพันระหว่างวัดกับชาวบ้านหรือชุมชน และสังคมมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ช่วงวัยแรกและช่วงสุดท้ายของชีวิต กิจกรรมภายในวัดจึงมีความหลากหลาย ตั้งแต่เป็นสถานที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ ให้พุทธศาสนิกชนเข้ามาทำบุญและประกอบศาสนกิจต่างๆ จนถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งนันทนาการ ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การพัฒนา การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน และแต่ละวัดที่ขาดไม่ได้ก็คือ บุคลากรทางพระพุทธศาสนา

     ที่สำคัญยิ่งในการสนองงานคณะสงฆ์ คือไวยาวัจกร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไวยาวัจกร มีฐานะเป็นตัวแทนของวัดในการจัดการทรัพย์สินของวัด และตามประมวลกฎหมายอาญา ไวยาวัจกรมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน จึงได้รับความคุ้มครองและควบคุมในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากภารกิจหน้าที่อันสำคัญของไวยาวัจกรนั้น จะเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของวัดและพระพุทธศาสนาหลายประการ

       st11 st11 st11 st11

      การจัดโครงการถวายความรู้เจ้าอาวาสและอบรมไวยาวัจกรจังหวัดนครปฐม นอกจากจะจัดขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพไวยาวัจกรให้ก้าวไกล รอบรู้ข่าวสาร ทันคน ทันกลลวงหลากหลายที่แฝงเข้ามาตามวัดต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมาย และวิธีการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินที่ดินธรณีสงฆ์ของวัด ซึ่งในการจัดอบรมครั้งนี้อาตมาจะแจกข้อมูลกฎหมายเรื่องธรณีสงฆ์ ที่เขียนโดยทนายความ ที่มีประสบการณ์ความรู้ด้านนี้โดยตรง และข้อมูลที่อาตมาเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์จริงและตรง “หลวงพี่น้ำฝนโมเดล ประสบการณ์ตรง...” ที่เขียนบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการจัดประโยชน์ที่ดินของวัดและศาสนสมบัติกลาง อีกด้วย

      นายวิโรจน์ อุ่นทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การถวายความรู้ให้กับเจ้าอาวาสและอบรมไวยาวัจกรครั้งนี้ เราเน้นถึงที่ดินวัดล้วนๆ โดยมีการนำเจ้าพนักงานที่ดินมาให้ความรู้ ซึ่งต่อไปปัญหาเรื่องที่ดินวัดกับชุมชนก็จะหมดปัญหา เพราะรู้ว่าจะต้องบริหารจัดการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการรับมอบที่ดิน การให้เช่าที่ดิน การนำที่ดินของวัดไปใช้สาธารณประโยชน์ ทุกอย่างต่อไปจะต้องมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่กระทำการเหมือนที่ผ่านมา


อรกัญญา หลิมสัมพันธ์/นครปฐม
http://www.banmuang.co.th/news/region/24592
117  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ขอให้เราตั้งสติ อย่าโยนบาปให้แก่กัน เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 09:30:10 PM


ขอให้เราตั้งสติอย่าโยนบาปให้แก่กัน
วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์

       “ขอไว้อาลัยแก่ชีวิตพี่น้อง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้รับโศกนาฏกรรมถึงขั้นเสียชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย เราในฐานะคนไทยรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวของพี่น้องทั้งหลายที่หวังว่าจะมาหาความสุขในประเทศไทยด้วยการมาเที่ยว มาชม มากิน อย่างมีความหวัง แต่ว่าในที่สุดก็ต้องมาจบชีวิตบนผืนแผ่นดินที่ตรงนี้ บางคนก็หวังจะมาอธิษฐานขอศีลขอพรจากองค์พระพรหมว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่สุดท้ายก็ต้องมาจบชีวิต ณ ที่ตรงนี้ ก็ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง”

      พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) หรือนามปากกา ปิยโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ กล่าวกับ คมชัดลึก วันพระ ในวันที่คนไทยทั้งแผ่นดินประสบกับความทุกข์พร้อมกับเพื่อนร่วมโลกที่่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่กว่า ๒๐ ชีวิตที่่จากไป และอีกเป็นร้อยที่บาดเจ็บ ณ บริเวณพระพรหม ที่ใครๆ ต่างมากราบไหว้บูชา แสวงหาความสงบสุขทางใจ


      ans1 ans1 ans1 ans1

     ท่านกล่าวต่อมาว่า ...
     “ในนามของพระสงฆ์ วันพระนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลาหกโมงเย็น คณะสงฆ์ประมาณ ๑๐๐ รูป จะมาสวดมนต์ที่หน้าพระพรหม เพื่อส่งดวงวิญญาณ อุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณที่จากไป และเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็จะได้หายไป สี่แยกมหาเทพนี้ก็จะได้เป็นสี่แยกแห่งความเป็นสิริมงคลต่อไป”

     สำหรับเรื่องที่ท่านเจ้าคุณปิยโสภณอยากจะให้เป็นข้อคิดสำหรับรัฐบาลที่กำลังจะเปิดประเทศโดยเฉพาะก็คือ

     "ประเทศเรามีความพร้อมขนาดไหนที่จะป้องกันคนต่างชาติที่จะเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวก็ดี ในฐานะที่มาทำมาค้าขายในประเทศไทยก็ดี การเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ การตรวจตราผู้คนเข้าเมืองก็ดี  แทบจะไม่มีเลย แม้แต่ร้านค้าที่ขายอาวุธ เช่น ขายปืน ขายลูกกระสุน ขายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ต่างๆ เรามีความพร้อมหรือไม่  เรามีความระมัดระวังมากน้อยแค่ไหน เพราะอาวุธเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นอาวุธที่ซื้อมาสำเร็จรูป แต่น่าจะเป็นการซื้อจากแหล่งละเล็ก แหล่งละน้อย และมาผสมกัน รู้วิธีทำ เช่น ใช้ถังแก๊ส ก็ต้องระมัดระวัง หรือว่าอะไรต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นทางภาคใต้ของเรา ต่อไปนี้ เราจะ้ต้องสังวรเอาไว้ว่า มันอาจจะเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ในที่ชุมชนใหญ่ โดยอาศัยความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นระหว่างประเทศ ในด้านศาสนา ลัทธิความเชื่อที่แตกต่างกัน เช่น คนหนึ่งบอกว่า ฆ่ายุงบาป อีกคนบอกว่า ฆ่าคนไม่บาป ถือว่าเป็นคำสอนที่ขัดแย้งต่อสันติภาพเป็นอย่างยิ่ง

  st12 st12 st12 st12

      “พระพุทธศาสนามีแต่ให้อภัย ไม่จองเวร ไม่พยาบาท แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง กลับเรียกร้องสันติภาพด้วยความรุนแรง เรียกร้องความต้องการของตนเอง ด้วยความตายของผู้อื่น  วิธีการนี้จะทำให้โลกไม่มีสันติสุข เราพึงสังเกตให้ดีว่า รัฐบาลเองก็ควรตระหนักถึงความสงบสุข ความมั่นคง อย่าชะล่าใจ อย่าคิดว่า ไม่มีภัย ไม่เป็นไร รัฐบาลเองควรมีความพร้อม อย่าให้โจรข่มขู่ จนโจรได้ใจ ไม่ใช่ว่า ใครอยากได้อะไรก็ให้หมด เขาอยากทำอะไรให้ทำหมด  โจรที่มาในคราบของนักบุญเยอะมาก  โจรที่เข้ามาในระดับนานาชาติ ที่ร่วมมือกับคนในประเทศก็มีมาก”

      เพราะฉะนั้นสิ่งทีี่ท่านเจ้าคุณสุวิทย์ แนะนำเพิ่มเติมคือ     
      "เวลาที่เราเปิดประเทศแล้ว เราต้องมั่นใจว่าตู้เซฟของเราดี มีกุญแจอยู่ที่เราแล้ว เขาไม่ประทุษร้าย ไม่ลักขโมยของในตู้เซฟของเรา เพราะประเทศไทย เปรียบเสมือนบ้าน การที่เปิดประเทศอาเซียน ก็เหมือนการเปิดประตูรั้วบ้าน เปิดประตูให้คนเข้ามานอนในบ้านเราได้ เผลอๆ เขาจะเข้าไปนอนในห้องนอนเรา แล้วในที่สุดเขาจะเป็นเจ้าของบ้าน เราจะต้องมีวิธีการที่ดีกว่านี้ มั่นคงกว่านี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรามีรายได้อันดับหนึ่งจากการท่องเที่ยว ถามว่าใครมาท่องเที่ยว คนทั่วโลก เราดีใจใช่ไหม คนเอาเงินเอาทองมาให้ มาเที่ยวบ้านเรา แต่ในขณะเดียวกัน อันตรายก็มาจากคนนั่นแหละ ซึ่งเราดูไม่ออกว่า ใครจะมาประทุษร้ายเรา ในฐานะนักท่องเที่ยวบ้าง เราก็จำเป็นต้องตรวจตรา ดูแลให้ดี


 :25: :25: :25: :25:

      "ประเทศเรา ใจดี ใจบุญ ใครอยากจะทำอะไรเชิญเลย แต่ไม่มีวิธีการที่จะรักษาประเทศชาติของตัวเองให้ปลอดภัย ประเทศอื่น เมืองอื่น เขาประสบชะตากรรมแบบเดียวกับเรา ตอนนี้เขาซึ้งแล้วว่าอะไรคือภัย คำสอนแบบไหนคือภัย ลัทธิไหนคือภัย ความรุนแรงที่่เกิดขึ้น เหมือนเอามีดมาแทงหัวใมจของคนไทยทั้งชาติ มันเป็นอะไรที่รุนแรงมาก เป็นอะไรที่เกิดขึ้นมาแล้ว ยากที่จะทำใจได้  ถ้าไม่เกิดกับตัวเอง เราอาจไม่รู้สึก แต่วันนี้ผู้สูญเสียไม่มีน้ำตา เพราะมันไหลลงไปข้างในหมด มันเหือดแห้งลงไปข้างใน ร่างที่แหลกเหลว เละ จนหาชิ้นดีไม่ได้ หัวที่หลุด แขนขาที่ขาดออกไป อวัยวะที่หลุดออกไปแตกละเอียด เพียงเพราะว่ามีบางคนที่ต้องการสนองบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น  แต่กลับมาทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เป็นประชาชนคนธรรมดา เดินบนถนน ไปทำร้ายเขาทำไม

       “อาตมาอยากจะบอกว่า คนที่หวังร้ายต่อคนอื่น เมืองอื่น เป็นคนที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความต้องการของตัวเอง คนเหล่านี้จะเข้ามาประทุษร้ายประเทศชาติของเราในอนาคต ซึ่งอยากจะเตือนไปที่รัฐบาลว่า ความเข้มงวดกวดขันของท่าน ยังไม่เพียงพอ อย่าคิดว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกนะ มันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง ในทำเนียบรัฐบาล ในโรงแรม ในวัดวาอาราม”
       อย่าคิดแต่จะเอานักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศ อย่าคิดแต่จะเอาเงินเขา แต่ไม่คิดถึงความปลอดภัยว่า ควรจะห้ามปรามอย่างไร มีการตรวจตราอย่างไร มีวิธีการอย่างไร อีกไม่กี่เดือนจะเปิดอาเซียนแล้ว จะมีขโมยขโจร เข้ามาซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทยมากมายมายมหาศาล แล้วนั่นแหละ ภัยจะมาจ่อที่คอหอยคนไทยเมื่อไหร่ก็ได้ ก็อยากจะฝากรัฐบาลไว้ ถ้าเราไม่ต้องการความรุนแรง

 st12 st12 st12 st12

      “ขอให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อยามค่ำของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๘.๕๕ น. เป็นบทเรียนของทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าโยนความผิดให้คนนั้น คนนี้ กล่าวหากัน ว่านี่เป็นฝีมือของคนต่างแดน นี่เป็นฝีมือของคนในประเทศนอกประเทศ อันนี้ว่าจ้างมา ยุติเสียที เพราะทำให้เกิดความอ่อนแอของประเทศ เพราะมันเกิดความเสียหายมากแล้ว เรามาช่วยกันแก้ไข ในสิ่งที่โลกกำลังบอกเรา แต่ละประเทศบอกเรา ว่าเขาเจอปัญหามาก่อนแล้ว เขาบอกว่า คุณต้องเตรียมพร้อม เพราะคนพวกนี้ไม่มีสันติวิธีอะไรที่จะมามอบให้กับชาวโลก เขาต้องการเพียงว่า ต้องการสิ่งใด ต้องได้สิ่งนั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ รุนแรงขนาดไหน เอาชีวิตเข้าแลก เขาก็ยอม เขาต้องเป็นผู้ชนะ”

     ดังนั้นเราต้องมีวิธีการปกป้องคุ้มครองผืนแผ่นดินเราใหเปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องความหวาดระแวงกันและกัน
     “อาตมาก็ขออนุโมทนาบุญให้คนไทยระมัดระวัง อย่าชะล่าใจ อย่าเหิมเกริม อย่าทำอะไรตามใจตนเองมากเกินไป ให้มีวินัยในตัวเอง ถึงเวลากลับบ้านก็กลับ ถึงเวลาทำงานก็ทำ อย่าเผลอเพลินกับความสุขภายนอกจนขาดสติ”


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20150822/212062.html
118  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / วาจายิ่งกว่าคมดาบ เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 09:24:04 PM



วาจายิ่งกว่าคมดาบ : ธรรมะยู-เทิร์น
โดยอิทธิโชโต

ผู้คนทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการพูด แม้ว่าเรามีเครื่องมือสื่อสารมากมาย แต่เป็นเรื่องแปลกที่เครื่องมือสื่อสารเหล่านั้นกลับกลายเป็นอาวุธที่ทำลายมิตรภาพ ทำลายความรัก ความเชื่อมั่น รวมทั้งทำลายคุณธรรมในตนเองไปด้วย เพราะพวกเขาใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ผิดประเภท คือแทนที่จะไว้สื่อสาร แต่กลับไว้จับผิดกันและกัน จนเกิดความไม่ไว้วางใจ เรื่องร้ายๆ จึงเกิดขึ้น สามีทะเลาะกับภรรยา บางรายถึงขนาดฆ่ากันเพราะไลน์เพราะเฟซบุ๊ค เพราะข้อความจากคนที่ไม่รู้จักปรากฏบนจอมือถือของคนรัก

คำพูดในยุคปัจจุบันจึงมิได้หมายถึงการพูดกันเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง การสื่อสารทุกรูปแบบที่ทำให้คนเราเข้าใจกัน หรือเข้าใจกันผิดไปก็ย่อมได้

คนโบราณเปรียบวาจาเหมือนกับอาวุธนั้นไม่ผิดเลย ถ้าคำพูดเป็นคุณก็ดี ถ้าพูดไม่ดี มันยิ่งกว่าอาวุธร้าย อยู่ที่ว่าใครจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร

การพูดไม่ดีนั้นแท้จริงแล้วก็มาจากจิตใจที่ไม่ดี หรือจิตใจที่ไม่ได้รับการฝึก เป็นจิตใจที่ทำตามอารมณ์ของตนเอง อยากพูดอะไรก็พูดโดยไม่คิด ซึ่งอาจทำความเสียหายได้ยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์เสียอีก


 :96: :96: :96: :96: :96:

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องวาจาไว้มากมาย ส่วนหนึ่งอยู่ใน “โอวาทปาติโมกข์” (ปาติโมกข์ แปลว่า ผู้ใดย่อมรักษา ผู้นั้นย่อมหลุดพ้น) ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงเองตลอด ๒๐ พรรษาแรก และแสดงครั้งแรกในวันเพ็ญมาฆะ (เดือน ๓) เนื้อความในโอวาทปาติโมกข์ ตอนสุดท้ายกล่าวว่า

              อนูปวาโท อนูปฆาโต, ปาติโมกฺเข จ สํวโร
              มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ, ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
              อธิจิตฺเต จ อาโยโค, เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ


              การไม่กล่าวร้าย ๑
              การไม่ทำร้าย ๑,
              ความสำรวมในปาติโมกข์ ๑
              ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ๑,
              ที่นั่งนอนอันสงัด ๑
              ความเพียรในอธิจิตหรือการทำจิตให้ยิ่ง ๑,
              นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


พวกเราเข้าใจกันหรือไม่ กับการที่พระองค์ทรงสอนว่า การไม่กล่าวร้าย คือ ความสำรวมในปาติโมกข์

 :25: :25: :25: :25:

ทางศาสนา วาจาเราไม่ให้ใช้ฟุ่มเฟือย ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปกับสิ่งภายนอกที่มากระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเรา พระพุทธเจ้าไม่ให้พระภิกษุยุ่งกับคนอื่น ให้ดูตัวเองตลอดทั้งวัน ให้คุยกับตัวเอง สอนตัวเอง หากเราเป็นฆราวาส การแบ่งเวลาในหนึ่งสัปดาห์เพื่อที่จะหยุดเครื่องมือสื่อสาร แล้วกลับมาอยู่กับตัวเองบ้างก็เป็นการดี

เพราะการคุยพร่ำเพรื่อจะนำโทษมาสู่ตัวเอง การฟุ้งซ่านจะนำภัยเข้ามาหาตัวเอง พระพุทธเจ้าจึงให้เราสำรวมในการใช้วาจาเป็นอย่างมาก ท่านจึงนำไว้เป็นข้อแรกในโอวาทปาติโมกข์


 st12 st12 st12 st12

ทะเลเวลามันบ้าคลั่ง มันก็ยังมีเวลาที่คลื่นลมสงบ เวลาที่จิตใจเราสงบก็มีเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเราจะฟุ้งซ่านได้ตลอดเวลา การฝึกสติไว้ในยามที่จิตใจสงบในวันหยุด ก็จะเป็นกำลังในเวลาที่ฟุ้งซ่าน สติจะทำให้เราเห็นอารมณ์ เห็นความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

      เมื่อเราเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เราก็ไม่ตามมันไปทุกทาง แม้แต่วาจา เราก็ไม่พูดไปในทางที่จะทำร้ายตัวเจ้าของและผู้อื่น
      คนที่คิดเป็นพูดเป็นเท่านั้นจึงจะได้ประโยชน์จากการพูด การคิด และการกระทำของตนเอง
      หากเราอยากออกจากทุกข์ แต่ยังควบคุมแม้แต่คำพูดไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะไปต่อสู้กับกิเลสที่มันละเอียดมากกว่านี้เลย


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20150822/212060.html
119  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ให้แล้วได้อะไร เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 09:18:39 PM


ให้แล้วได้อะไร
บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสสโร

ตอนที่เราไปบิณฑบาตในต่างแดน ณ หมู่บ้านประมงและเป็นที่เล่นเซิร์ฟ ที่มิได้นับถือพุทธศาสนา เช่น ประเทศโปรตุเกส เป็นอะไรที่เปี่ยมสุข มหัศจรรย์ เพราะได้เห็นน้ำใจอันงดงาม ไร้เงื่อนไขแห่งการให้ เพียงแค่รู้ว่าคนกลุ่มนี้ที่แต่งตัวอย่างนี้พยายามฝึกฝนปฏิบัติใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่เสพเกินความจำเป็น พอดี แม้นับถือคนละศาสนา แต่ก็ให้การสนับสนุนช่วยเหลือตามกำลังตน

ในช่วงแรกที่เขาเห็นพระโกนศรษะโล้น แต่งตัวแปลกๆ อาจไม่รู้ด้วยว่าเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร มายืนอยู่ไม่ไกลมากนักจากร้านค้าปลีกในช่วงเช้า เกิดความสงสัย สับสน ว่ามายืนนิ่งๆ อยู่ทำไม? เพราะคนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของในช่วงเช้าส่วนมากเป็นคนพื้นที่ มีแต่วัยกลางคนขึ้นไป และหมู่บ้านนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ติดทะเล ส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมง หาเช้ากินค่ำ อาจมีนักท่องเที่ยวที่ชอบการเล่นเซิร์ฟแต่ก็ไม่ใช่บุคคลที่จะมาเดินตอนเช้า


 :96: :96: :96: :96: :96:

พระจึงมีโอกาสได้เผยแผ่ศาสนาและอธิบายว่า กิจวัตรที่ทำคืออะไร และเหตุใดจึงทำเช่นนั้น ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจไม่ได้อาหารเลยและอาจถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวง กลัว ไม่ไว้ใจ แต่ในเวลาต่อมาก็ทำให้เกิดความเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพระกับญาติโยมที่ไม่นับถือพุทธ

ทุกเช้าระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตรไปกลับระหว่างวัดและหมู่บ้าน พระที่วัดสุเมธารามก็จะสลับกันไปยืนรับบาตรทุกวัน ญาติโยมแถวนั้นก็จะซื้อขนมปัง ผลไม้ เส้นสปาเกตตี ฯลฯ ถวายพระ ไม่มีการไหว้ ไม่ถอดรองเท้า ไม่นั่งรับพร ส่งให้เสร็จก็เดินไปอย่างปกติ แต่สังเกตเห็นได้ว่าเขาให้อย่างมีความสุขและเต็มใจตามกำลังที่มี

ความอดทน ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับนักบวช และนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ผู้ที่ต้องการใช้ตนเพื่อละตน จนหมดแห่งความเป็นตัวตน การบิณฑบาตเป็นอีกวิธีการที่ฝึกฝนความอดทน อ่อนน้อมถ่อมตนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสถานที่ที่ไม่มีชาวพุทธอาศัยอยู่

 st12 st12 st12 st12

ถ้าผู้ใดยังมีความเป็นตัวตนสูง และยังยึดในสิ่งสมมุติทางสังคมต่างๆ ว่าเป็นของตน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง เกียรติ ชื่อเสียง หรือภาวะที่ได้รับการนับถือ ยกย่อง เชิดชูในสิ่งที่เป็นอยู่ ก็จะไม่สามารถหาความสงบสุขในขณะที่เป็นผู้ขอ

พระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระฝึกเป็นผู้ไม่มี เพื่อจะเป็นผู้ขอที่เป็นอิสระทั้งแก่ผู้ให้และรับเป็นเนื้อนาบุญ ที่สมควรให้ญาติโยมได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งบุญได้เจริญเติบโต งอกงาม และเพื่อที่จะไม่สร้างความหยิ่ง ทระนง มมังการ (ความสำคัญว่าเป็นของเรา ความถือว่าเป็นของเรา) อหังการ ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะหาเข้าใจจุดมุ่งหมายแท้จริงของสมณะไม่


 :25: :25: :25: :25:

พระเราเดินบิณฑบาตเพื่อเป้าหมาย คืออาหารประทังชีวิตแห่งพรหมจรรย์ แต่หาสำคัญเท่าความสงบสุขในแต่ละย่างก้าวและขณะรอรับบาตรไม่ เพราะถึงแม้ได้อาหารแต่จิตใจเปี่ยมไปด้วยความอยาก อาหารที่ได้มาอาจทำร้าย ทำลายผู้รับอาหารนั้น

การให้เพียงเพื่อให้โดยไม่หวัง ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีพิธีรีตรอง ดูเผินๆ อาจไม่สำรวม เคารพแต่ให้ด้วยความบริสุทธิ์ แม้ไม่รู้เรื่องราวพุทธศาสนา แต่อาจเข้าถึงแก่นแห่งพุทธกว่าหลายคนที่ดูสำรวม เคารพตามแบบแผนแต่ไม่ทำด้วยใจ และจิตใจเปี่ยมด้วยความอยาก หวังผล อ้อนวอน การให้อาจได้รับอานิสงส์ (ประโยชน์) น้อยกว่า ผู้ไม่นับถือพุทธ ก็เป็นได้

จิตของผู้ให้ที่บริสุทธิ์ แม้น้อยนิด แต่ผลยิ่งใหญ่เสมอ


ขอบคุณภาพและบทความจาก
http://www.komchadluek.net/detail/20150822/212059.html
120  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ฉาว! ป.ป.ช.จับ ผอ.สำนักพุทธฯ สงขลา เรียกเงินจากวัด 3.2 ล้าน เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 09:01:20 PM


ฉาว! ป.ป.ช.จับ ผอ.สำนักพุทธฯ สงขลา เรียกเงินจากวัด 3.2 ล้าน

ป.ป.ช.สงขลา วางแผนจับผอ.สนง.พุทธศาสนาฯ หลังพบพิรุธเบิกจ่ายงบอุดหนุนจัดกิจกรรมวัดดังในนราธิวาส แบ่งให้วัดเพียง 8 แสน อีก 3.2 ล้าน อ้างให้วัดอื่น เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหา...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สภ.เมืองสงขลา พ.ต.อ.ตรีวิทย์ ศรีประภา รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา พร้อมด้วย นายศรชัย ชูวิเชียร ผอ.ป.ป.ช.สงขลา และพ.ต.ท.ธานัท ใจแข็ง นักสืบสวนสอบสวนชำนาญพุทธพิเศษ ป.ป.ท.เขต 9 ร่วมกันแถลงการจับกุม นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ อายุ 58 ปี ผอ.สำนักงานพุทธศาสนา จ.สงขลา  พร้อมของกลางธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 3,200 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,200,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้บริเวณลานจอดรถหน้าห้างโลตัส ถนนกาญจนวนิช ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา โดยกล่าวหาว่า เป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่


 :96: :96: :96: :96: :96:

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินว่า พบพิรุธในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการจัดกิจกรรมและการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของวัดชลธาราวาสตั้งอยู่ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงประสานพระครูบริหารสังฆานุวัตร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส จนทราบว่าเมื่อวันที่ 20 ส.ค.58 นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ซึ่งเป็น ผอ.สำนักงานพุทธศาสนา จ.สงขลา ได้แจ้งกับพระครูบริหารสังฆานุวัตร ว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีของวัดแล้วจำนวน 4 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนโครงการจัดกิจกรรมและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ประจำปี 2558-2559 หากได้รับเงินแล้วให้แบ่งใช้จัดกิจกรรมวัดจำนวนแปดแสนบาท ส่วนเงินที่เหลืออีกสามล้านสองแสนบาท ให้นำมามอบให้นายเสถียร เพื่อจะได้แบ่งจ่ายให้กับวัดอื่นต่อไป โดยนัดมอบเงินกันที่ลานจอดรถหน้าห้างโลตัส

เมื่อทราบดังนั้น เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันวางแผนจับกุม โดยนำธนบัตรทั้งหมดถ่ายสำเนาไว้เป็นหลักฐานก่อนให้พระครูบริหารสังฆานุวัตร นำไปมอบให้ตามที่นัดหมาย กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมานายเสถียร ได้เดินทางมากับรถตู้สีเทาของสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.สงขลา จอดบริเวณลานจอดรถของห้างฯ พระครูบริหารสังฆานุวัตร จึงนำเงินของกลางไปมอบให้ เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มอยู่จึงเข้าจับกุมตัวได้พร้อมของกลางดังกล่าว โดยเบื้องต้นนายเสถียร ยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา.


ขอบคุณภาพข่าวจาก
http://www.thairath.co.th/content/520053
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 382