ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - นิรตา ป้อมนาวิน
หน้า: 1 ... 5 6 [7]
241  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ถ้ำอชันตา มรดกโลก ศรัทธายิ่งใหญ่ของชาวพุทธ เมื่อ: มกราคม 15, 2012, 12:48:38 PM

     หากจะมีใครสักคนพยายามเจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นถ้ำที่อยู่อาศัย ก็คงไม่น่าแปลกใจถ้าภูเขานั้นเป็นภูเขาดิน แต่ถ้ามีคนคิดจะเจาะภูเขาหินให้กลายเป็นวิหารเป็นวัดที่มีขนาดความยาวสิบเมตร กว้างห้าเมตร สูงอีกสิบเมตร หากอยู่ในสมัยปัจจุบันคงไม่ใช่เรื่องที่ยากนักเพราะมีเครื่องมือที่ทันสมัย แต่หากจะบอกว่าการเจาะภูเขานี้เกิดขึ้นมานานกว่าสองพันปีแล้ว ไม่ได้มีเพียงแค่ถ้ำเดียวแต่มีถึงสามสิบถ้ำก็ต้องบอกว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์โดยแท้   

     นานมาแล้วเคยฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับชายชราคนหนึ่งกำลังขมักเขม้นขุดภูเขาที่หน้าบ้าน เขาสร้างบ้านหันหน้าเข้าหาภูเขาและลงมือขุดเจาะภูเขาเพราะภูเขานั้นขวางทางเดิน  ตั้งแต่เช้าเขาและลูกชายจะถือจอบและเครื่องมือไปที่ภูเขาหน้าบ้านจากนั้นก็ลงมือขุดภูเขาไปเรื่อยๆ ลูกชายก็ขนหินไปทิ้งอีกทาง เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ลงมือขุดต่อไป ในที่สุดภูเขาหินค่อยๆกลายเป็นถ้ำ นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าต่อๆกันมา แต่หากจะมีใครสักคนลงมือเจาะภูเขาหินทั้งลูกให้กลายเป็นวิหาร เป็นกุฎิที่พักสงฆ์และกลายเป็นวัดขึ้นมา ถ้ำนั้นก็ต้องมีคุณค่าคู่ควรกับการกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย


            วันนั้นอากาศร้อนมากจึงค่อยๆเดินไปตามทางสายเล็กๆที่มีขั้นบันไดสลับเป็นช่วงๆ บางแห่งทอดยาว บางแห่งสูงชันเหงื่อไหลโทรมกายแต่ทว่าหากเพ่งมองไปเบื้องหน้าไม่ไกลนักก็จะมองเห็นทิวถ้ำเป็นช่องๆอยู่ท่ามกลางเชิงเขา ทำให้ต้องข่มความเหนื่อยเพื่อมุ่งหน้าต่อไปให้ถึงจุดหมายนั่นคือถ้ำอชันตา รัฐมหาราษฎร์ อินเดีย สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่ง อันเป็นถ้ำแห่งพระพุทธศาสนา

            ตามหนังสือ Ajanta ระบุว่า “ประมาณพุทธศตวรรษที่สามพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในอินเดียและได้แพร่กระจายไปยังนานาประเทศ มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งพักอยู่ตามภูเขาและป่าไม้เพื่อหาความสงบ ได้สร้างที่พักขึ้นข้างๆภูเขาในที่สุดก็ได้ลงมือเจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นที่พัก เจาะภูเขาหินจนกลายเป็นถ้ำ ในยุคแรกเป็นพระภิกษุในนิกายหินยายหรือเถรวาท เจาะภูเขาสร้างเป็นวิหารได้ห้าถ้ำคือถ้ำหมายเลข9-10-12-13-30" 

            ถ้ำหมายเลข 9 ซึ่งเป็นถ้ำในยุคแรกของภูเขาแห่งนี้ ภายในเป็นเจดีย์ทรงกลม ถ้ำนี้สร้างขึ้นโดยพระสงฆ์ในนิกายหินยานหรือเถรวาทประมาณพุทธศตวรรษที่สาม มีรูปพระพุทธเจ้าสองพระองค์สถิตอยู่ตรงประตูทางเข้าถ้ำ ภายในมีเจดีย์รูปทรงสาญจิที่สวยงาม หลังคาประดับด้วยเสาเป็นโดมมุมโค้ง ข้างๆมีเสาที่แกะจากหินตามแนวยาวของถ้ำ ตามผนังมีภาพวาดซึ่งส่วนหนึ่งได้ลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว มองด้วยตาเปล่าในวันนั้นดูไม่ออกว่าเป็นภาพอะไรบ้าง

            แต่สันนิษฐานว่าเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ส่วนถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดคือถ้ำหมายเลขสิบ ภายในใช้เป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่โตมากออกแบบคล้ายถ้ำที่ 9แต่ทั้งภาพวาด และหินแกะสลัก ได้เสื่อมโทรมลงไปมากแล้ว แสดงว่าการเริ่มต้นเจาะภูเขาครั้งแรกเพื่อต้องการสร้างเป็นพระอุโบสถเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม จากนั้นจึงสร้างเป็นวิหารและสร้างเป็นกิฏิที่พักสงฆ์ในถ้ำในช่วงต่อมา



            การถ่ายภาพที่ถ้ำอชันตายากมาก เพราะมีข้อห้ามใช้ไฟแฟ็ช เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำที่ค่อนข้างมืดมีเพียงแสงที่สาดส่องจากปากทางเข้าถ้ำเท่านั้น ภาพบางภาพจึงไม่สามารถถ่ายได้ นัยว่าไฟจากกล้องถ่ายภาพจะทำให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังเสียหาย

            แต่หากต้องการถ่ายภาพจริงๆก็ต้องรอจนกระทั่งนักท่องเที่ยวหนีหมดแล้ว อาบังที่เฝ้าถ้ำก็จะเดินมาใกล้ๆกระซิบบอกด้วยคำสั้นๆที่เดาเอาว่าให้ถ่ายได้ พลางยื่นมาขอเงินจากผู้ต้องการหนึ่งภาพสิบรูปี ทุกคนต่างก็ไม่ต้องการทำลายความงามทางศิลปะอันล้ำค่าเหล่านี้ แต่ก็อยากจะได้ภาพ เพราะไม่แน่ใจว่าอีกเมื่อใดจะได้กลับมาเยี่ยมชมถ้ำเหล่านี้อีก

            ความจริงถ้ำเหล่านั้นเรียงรายเป็นแนวยาวตามแนวแห่งภูเขาเริ่มต้นจากถ้ำที่หนึ่งไปสิ้นสุดที่ถ้ำหมายเลขยี่สิบเก้า บางถ้ำกำลังซ่อมแซมจึงเข้าชมไม่ได้ วันนั้นมีเวลาเพียงสี่ชั่วโมงจึงได้ชมเพียงไม่กี่ถ้ำ ไม่มีเวลาฟังคำอธิบายของวิทยากร เพราะห่วงแต่เรื่องถ่ายภาพอย่างเดียว พยายามถ่ายทุกอย่างที่ขวางหน้า เท่าที่กล้องจะทำหน้าที่ได้  เดินเข้าเดินออกถ้ำแต่ละแห่งจนจำไม่ได้ว่าถ้ำไหนว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง

            แต่สิ่งหนึ่งที่ได้สัมผัสคือความเพียรพยายามในการขุดเจาะถ้ำของพระภิกษุสงฆ์ในอดีตที่เปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา ถ้ำบางแห่งใช้เวลาเจาะนานถึงหกสิบปี จึงได้ห้องโถงใหญ่ที่ใช้เป็นวิหารเจดีย์ อารามได้อย่างสมบูรณ์

            มีบันทึกไว้ในหนังสือ Ajanta & Ellora: Cave of Ancient India ระบุว่า “อชันตามีถ้ำที่เป็นเจดีย์เป็นวิหารหรือวัดห้าแห่งได้แก่ถ้ำหมายเลข 8-9-10-12-13 ซึ่งเป็นถ้ำในยุคแรกๆของพระพุทธศาสนาในฝ่ายหินยาน หากดูตามแผนผังถ้ำเหล่านี้จะอยู่ช่วงกลางภูเขา ต่อมาในยุคหลังเมื่อพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจึงได้สร้างขยายออกทั้งสองข้าง จนกลายเป็นถ้ำที่สำคัญของพระพุทธศาสนาจำนวนสามสิบถ้ำ 

            แต่บางตำราบอกว่ามีเพียงยี่สิบเก้าถ้ำ วันนั้นถ้ำสุดท้ายคือถ้ำหมายเลขยี่สิบหกเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็ละลานตากลับความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์แล้ว ถ้ำเหล่านี้ใช้เวลาสร้างเป็นเวลาเกือบพันปี (จากประมาณพุทธศักราช 343 -1193)  แสดงว่าค่อยๆเจาะไปเรื่อยๆคนหนึ่งสิ้นชีวิตแต่คนอีกรุ่นก็สืบทอดกันต่อไป คนรุ่นเก่าจากไปคนรุ่นใหม่ก็เสริมต่อ



            ในระยะแรกๆ จากพุทธศตวรรษที่ 3-7  อชันตามีถ้ำเพียง 5 ถ้ำ เป็นถ้ำเจดีย์ 2 ถ้ำคือถ้ำที่ 9 และ11 ส่วนถ้ำที่ 8-12-และ 13 เป็นถ้ำที่ใช้เป็นวิหาร ถ้ำเหล่านี้จึงเป็นถ้ำที่เก่าแก่กว่าถ้ำอื่นๆ และเป็นถ้ำที่เกิดขึ้นจากฝีมือของพระภิกษุในนิกายเถรวาท

            ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7  ถ้ำอชันตาได้เสื่อมโทรมลงและถูกทอดทิ้งปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า อยู่เป็นเวลานานถึงสี่ศตวรรษ จนกระทั่งประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 ในราว พ.ศ. 993-1193  เมื่อพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีอำนาจมากขึ้น

          จึงมีการเจาะถ้ำที่อชันตาเพิ่มขึ้นอีก 24 ถ้ำ โดยทำเป็นถ้ำเจดีย์ 2 ถ้ำคือถ้ำที่ 19 และ 26 ส่วนถ้ำที่เหลือเป็นถ้ำวิหารและใช้เป็นที่พักของพระสงฆ์ พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้มาฟื้นฟู ถ้ำอชันตาขึ้นใหม่ ทำให้ ถ้ำอชันตาแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งในดินแดนอินเดียตะวันตก


            หากดูตามประวัติศาสตร์ก็ต้องบอกว่าในยุคแรกพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองและเริ่มเจาะภูเขาแต่ทำได้ไม่มากนัก เมื่อพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีอำนาจจึงได้ทำการขุดภูเขาต่อจนกลายเป็นถ้ำที่สำคัญของพระพุทธศาสนา แสดงว่าพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองได้ประมาณเจ็ดร้อยปี จากนั้นก็ค่อยๆเลือนหายไปจากอินเดีย พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็เฉกเช่นเดียวกันเจริญในอินเดียได้ไม่นานเหมือนกัน ในที่สุดก็หายสาบสูญไป คงเหลือไว้แต่ถ้ำที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ภูเขากลายเป็นหลบซ่อนของสัตว์ป่านานาชนิดหลายร้อยปี



            ขากลับแม้จะยังอยากจะอยู่ต่อ แต่ก็ได้แต่เพียงหันหลังกลับไปมองด้วยความอาลัย นอกจากนั้นยังต้องเผชิญกับนักขายชั้นเยี่ยมชาวภารตะ ส่วนมากจะเป็นของที่ระลึกเช่นหินจากในถ้ำไม่รู้ว่าหินจริงหรือปลอม แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องซื้อคือหนังสือประวัติและภาพเกี่ยวกับถ้ำ วันนั้นนักขายชั้นยอดกับนักซื้อชั้นเยี่ยมมาพบกัน คนขายบอกราคาสามเล่มสองพันรูปี

           แต่คนซื้อตั้งราคาต่อรองไว้ที่สองร้อยรูปี หากดูตามสถานการณ์คงไม่มีทางตกลงกันได้อย่างแน่นอน แต่ที่อินเดียสิ่งที่คิดว่าแน่นอนอาจจะไม่แน่นอนก็ได้ พอแขกคนขายจะเดินหนีเราก็เพิ่มราคา คนขายก็ค่อยๆลดราคาลงมาเรื่อยๆจนเหลือแปดร้อยรูปี ในที่สุดก่อนจะขึ้นรถกลับจึงทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเป็นห้าร้อยรูปี แขกคนขายลดลงมาเหลือเจ็ดร้อย ในขณะที่ขาข้างหนึ่งก้าวขึ้นรถได้ยินเสียงคนขายบอกว่าหกร้อย หนังสือสามเล่มจึงอยู่ในมือ
           
          ชายชรากับลูกชายที่พยายามเจาะภูเขาคนนั้น เมื่อมีคนถามว่าทำไมไม่สร้างถนนอ้อมภูเขาไป ซึ่งน่าจะสะดวกและง่ายกว่า เขาตอบคำถามนั้นว่า “ภูเขามีอยู่เท่าเดิมไม่มีโอกาสงอกขึ้นมาได้อีก แต่ข้าพเจ้ามีลูกหลานสืบต่อกันไปอีกหลายชั่วอายุคน ลูกหลานเหล่านั้นหากไม่ทอดทิ้งงานของบรรพชนในที่สุดก็จะสามารถเจาะภูเขาทะลุจนได้” เขาเปลี่ยนอุปสรรคเป็นพลังได้อย่างยอดเยี่ยม



           งานใดก็ตามหากกระทำด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ไม่ทอดทิ้ง ไม่กลัวอุปสรรคย่อมจะนำไปสู่ความสำเร็จได้ อุปสรรคและปัญหามีอยู่ทุกแห่ง บางคนอาจท้อแท้สิ้นหวังเมื่อประสบกับอุปสรรค แต่ถ้าหากเราไม่ยอมแพ้อุปสรรคและปัญหาก็จะกลายเป็นพลังที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้  ไม่รู้ใครพูดไว้ว่า “อุปสรรคและปัญหาคือที่มาแห่งความสำเร็จ” ทั้งชายชราขุดภูเขาและพระสงฆ์ที่สร้างสรรคถ้ำอชันตาเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงคำกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี ภูเขาทั้งลูกยังสามารถเจาะและสร้างเป็นวัดและวิหารได

เรื่องโดย พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน 08/02/54

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
http://www.cybervanaram.net/index.php?option=com_content&view=article&id=398:2011-02-07-16-04-44&catid=5:2009-12-17-14-44-06&Itemid=14
242  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทำไมผู้ปฎิบัติธรรมถึงรับวิบากกรรมเร็วกว่าคนไม่ปฎิบัติธรรมละค่ะ อยากทราบเหตุผล เมื่อ: มกราคม 11, 2012, 07:13:21 PM
ได้อ่านกระทู้ที่คุณ ธวัชชัยเขียน ก็เลยข้องใจว่าทำไมผู้ปฎิบัติธรรมถึงได้รับวิบากกรรมมากกว่าคนธรรมดาที่ไม่ปฎิบัติ แล้วอย่างนี้จะมีคนอยากปฎิบัติธรรมเหรอค่ะ ขอบคุณค่ะ :25: :25: :25:
243  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การที่เรายอมเหนื่อยคนเดียวจะทำให้ดูเป็นคนอ่อนแอในสายตาคนอื่นหรือเปล่าค่ะ เมื่อ: มกราคม 11, 2012, 04:50:33 PM
การที่เราได้รับหมอบหมายให้ทำงานที่หนักขึ้น เยอะขึ้น จนบางครั้งรู้สึกว่าเหนื่อย โดยที่ไม่ได้สนใจว่าคนอื่นสบายแต่เราลำบาก แต่ตัวของป้อมเองก็ไม่ได้สนใจที่คนอื่นจะสบาย แต่ป้อมลำบาก ป้อมดูที่ตัวของป้อมเองดูที่ใจของป้อมเอง ถึงจะเหนื่อย จะหนักแค่ไหนป้อมต้องอดทนให้ได้ สู้กับใจตัวเองให้ได้ ให้ดูกิเลสที่อยู่ในใจตัวเอง ว่ามีความยึดมั่น ถือมั่น ถือตัวว่าฉันดีกว่าใคร  ฉันสำคัญกว่าใคร ปกติป้อมเป็นคนไม่ค่อยยอมใคร แต่ป้อมต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ สิ่งที่ป้อมกำลังทำอยู่ จะทำให้ป้อมดูอ่อนแอในสายตาคนอื่นหรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ :25: :25:
244  เรื่องทั่วไป / แจ้งปัญหาการใช้งานบอร์ด / ถามเรื่องดาว เมื่อ: มกราคม 10, 2012, 07:56:34 PM
คือมีข้อสงสัย เรื่องดาวนะค่ะ ดาวแต่ละสีหมายถึงอะไร และทำยังไงถึงจะได้ดาวเพิ่ม ต้องโพสกระทู้เยอะไหมค่ะ
ขอบคุณค่ะ
245  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ฝันเห็นดอกบัว เมื่อ: มกราคม 09, 2012, 07:12:36 PM
เมื่อคืนก่อน (ซึ่งเป็นวันพระ) ป้อมฝันแปลกๆ(ไม่เคยฝันแบบนี้มาก่อน)ป้อมฝันเห็นสระบัว มีดอกบัวแดงเต็มสระ แต่ละดอกใหญ่มากๆใหญ่เท่าต้นไม้สูง และมีดอกบัวอยู่ดอกหนึ่งที่อยู่กลางสระ และดอกใหญ่ที่สุดในสระ ดอกสูง สุดลูกหูลูกตา และป้อมก็ปีนดอกบัวดอกนั้น และก็ตื่น ใครทราบรบกวนช่วยทำนายฝันให้หน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ
246  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / เคยมีคนบอกว่าศาสนาพุทธ ไม่ใช่ที่สุด จริงหรือ เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 07:25:15 PM
เคยได้ยินคน กล่าวถึงพระพุทธศาสนาว่า ไม่ใช่ที่สุด ขอความรู้จากท่านผู้รู้ด้วยค่ะ :c017:
247  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สิ่งที่เราไม่ได้อยากทำแต่ต้องจำใจทำ บาปหรือไม่ เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 03:53:21 PM
มีเรื่องข้องใจ อยากจะถามค่ะ คือป้อมทำงานเป็นแคชเชียร์แล้วต้องออกบิลให้ลูกค้า แต่มีลูกค้าบางรายให้ป้อมออกบิลให้ในราคาที่เกินจริงกับที่ซื้อไป(อาจจะไปค้ากำไรต่อ) ซึ่งใจจริงๆป้อมไม่ค่อยอยากจะทำเลย แต่เนื่องด้วยที่เป็นลูกค้าจะขัดก็ไม่ได้ อยากจะถามว่าป้อมจะบาปไหมค่ะ  ขอบคุณค่ะ :25: :25: :25:
248  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การถวายธรรมทาน ทำได้อย่างไรค่ะ เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 11:53:08 AM
ถ้าหากเราจะถวายธรรมทาน ทำได้อย่างไรค่ะ ขอบคุณค่ะ :c017: :c017: :c017:
249  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / อยากอ่านบทความ ยุคอารยะ ภาค 3 ค่ะ เมื่อ: ธันวาคม 26, 2011, 07:06:39 PM
ได้อ่านบทความ ยุคอารยะของลุงปุ้มแล้วสนใจอยากจะอ่านเพิ่มเติมค่ะ  :c017: :c017: :c017:
250  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ตอนนี้กำลังโมโหมากๆๆๆๆ เมื่อ: ธันวาคม 24, 2011, 04:00:09 PM
มีเรื่องอยากจะระบายค่ะ
ตอนนี้กำลังโมโห มีคนมาด่า ทั้งๆที่เรื่องไม่เป็นเรื่อง และไม่ใช่ความผิดป้อมด้วย พยายามนิ่งสุดๆแล้ว และพยายามข่มใจตัวเองไม่ให้โมโหแล้ว แต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สงบซักที ตอนนี้ใจก็ร้อนตัวก็ร้อน อยากจะฆ่ามันให้ตายเลย เหมือนมีคนพยายามจะหาเรื่องป้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ป้อมไม่เคยไปทำให้ใครต้องเดือดร้อน ไม่เคยนินทาว่าใคร ไม่ประชดประชันเสียดสี ไม่ทำร้ายจิตใจใคร ทุกวันนี้ก็หันหน้าเข้าหาธรรมะ เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง แต่ก็ไม่วายมีแต่คนคอยหาเรื่อง ใส่ร้ายป้ายสี ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทั้งๆที่เราไม่เคยไปทำอะไรให้ใครมาก่อน แต่ทำไมชีวิตป้อมทั้งชีวิตต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้ ทุกวันนี้ป้อมก็ทำแต่สิ่งที่ดีๆ รักษาศีล ไม่รู้มันเป็นเวรกรรม หรือเจ้ากรรมนายเวร แต่พยายามจะข่มใจตัวเอง และอโหสิกรรม หวังว่าซักวันเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับป้อมอีก

เหนื่อยเหลือเกิน กับการอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วย คนที่มีแต่หัวใจอิจฉาริษยากัน คอยชิงดีชิงเด่น หมั่นไส้กัน ใส่ร้ายป้ายสี ประชดประชันเสียดสี
251  เรื่องทั่วไป / แจ้งปัญหาการใช้งานบอร์ด / น่าจะมีแชทหน้าเวปบอร์ดด้วยนะค่ะ เมื่อ: ธันวาคม 18, 2011, 04:38:28 PM
แนะนำว่าน่าจะมีแชทหน้าเวปบอร์ดด้วยนะค่ะ เหมือนใน sanook msn และอีกหลายๆเวป จะได้พูดคุยกันได้สะดวกยิ่งขึ้น เสนอความคิดเห็นคะ :25:
252  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การเปลี่ยนชื่อ จะทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงหรือ เมื่อ: ธันวาคม 18, 2011, 12:10:37 PM
เมื่อวันก่อนหนูพึ่งไปเปลี่ยนชื่อมา เปลี่ยนจาก จารุวรรณ เป็น จารวี มีหมอดูบอกว่าชื่อจารุวรรณ ได้ตัวเลขออกมาไม่ค่อยดี เลยแนะนำให้ไปเปลี่ยนชื่อ หนูเลยเปลี่ยนเป็น จารวี ซึ่งมีความหมายว่า ผู้งดงาม ซึ่งรวมตัวเลขของแต่ละตัวอักษรแล้ว ได้เลข 24 ซึ่งเป็นเลขที่ดี หนูอยากจะทราบว่าการเปลี่ยนชื่อจะมีผลกับชีวิตหรือเปล่าค่ะ ขอความคิดเห็นของท่านผู้รู้หน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ
 :c017: :25:
253  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทำอย่างไร ถึงจะเกิดมาเป็นผู้หญิงที่งดงาม เมื่อ: ธันวาคม 17, 2011, 06:39:29 PM
ดิฉันอยากจะเรียนถามท่านผู้รู้ว่าทำบุญอย่างไรถึงจะเกิดมาเป็นผู้หญิงที่งดงาม   :c017:
254  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คำทำนาย และการเตรียมตัว กับภัยพิบัติในอนาคต อันใกล้ เมื่อ: ธันวาคม 15, 2011, 03:59:53 PM
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ
เรื่องหลักจากพระลุงคนเชียงใหม่ ย่อเหตุการณ์ตามลำดับและอ้างถึงเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน

1. ได้มีการฉลอง จุดพลุ ร้องเพลงปีใหม่(1) และนับย้อนหลังในวันสิ้นปี <<คาดว่าเป็นวันที่ 31/12/12

+เด็กชายปลาบู่ แต่อีก 38 ปี (2555) จะเกิดอาเพศรุนแรง แผ่นดินไหวรุนแรงเกือบทั่วโลก(7) จะโดนทั้งไทย พม่า ฯลฯ กรุงเทพฯจมดินจมน้ำ เขื่อนที่จังหวัดตากก็พัง "ในเวลายามสองในคืนปีใหม่(1) คนไทยฉลองกันสนุกสนาน เกิดแผ่นดินไหวมีคนตายมากมาย" (ยามสอง คือประมาณเวลา 22.00 –24.00 น.)

+พระอาจารย์รัตน์ ส่วนวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ช่วงนั้นจะยังไม่มีอะไรหนักๆ ให้เห็น แต่พระอาจารย์ ให้ช่วงเวลานั้นปลายปี 2012 ถึง กุมภาพันธ์ 2013(1) ซึ่งตอนนั้นจะมีทั้งแกนโลกพลิก(R) ภัยธรรมชาติใหญ่ๆ มากมาย และผู้คนจะล้มตายกันมาก

+คำเตือนจากปู่อินทร์ตาทิพย์เขาตำแย
ปู่บอกว่าภัยพิบัติจะเกิดตามหนังสือพุทธทำนายไว้ จะแรงบ้างหรือเบาบ้างขึ้นอยู่กับว่าครูบาอาจารย์ได้ช่วยไว้หรือไม่ แต่ปลายปี 2555 ต่อเนื่องปี 2556(1) เหตุการณ์จะรุนแรงมาก ด้วยเหตุ 3 อย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง
ประการแรก บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ หาก..... ละสังขาร
ประการสอง พายุจะถล่มเมืองไทย และที่อื่นๆ
ประการสาม น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในโลก(4) หลายๆประเทศจะต้องเกิดเหมือนกัน จะรุนแรงไปเรื่อยๆ ผู้คนจะตายมากเป็นประวัติการณ์ ผู้คนจะเหลือแค่ 30% ของประชากรที่นั้นๆ เหตุดังกล่าวจะเบาลงและสิ้นสุดปี 2560

+พระพุทธพจน์ทำนาย ล่วงมาได้ ๒๕๐๗ (2555=ปีมะโรง)*** คนเปลี่ยนสภาพเดินเป็นคลาน(7)(1 แผ่นดินไหวแรงจนไม่สามารถทรงตัวยืนอยู่ได้?
2 มีการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลก? 3 แรงอัดของคลื่นพลังงาน?)
ล่วงได้ ๒๕๐๘ (2556=ปีมะเส็ง) ตลิ่งจะพัง แผ่นดินถิ่นอธรรมจะถล่มเป็นทะเล

+หลวงปู่สรวง 2555*** นางนาคเป่าน้ำ ท่วมทั้งน้ำทั้งดิน ตายวอดวาย(4) คนที่ไม่ดีตายหมด คนดีไม่ตาย

+หลวงปู่ประเสริฐ ทุกประเทศทั่วโลก จะพบกับความหายนะครั้งใหญ่ จากภัยธรรมชาติใหญ่ ซึ่งผู้คนต้องตายเกือบหมดโลก
โดยเริ่มทีละน้อยจาก พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป จะค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นๆ สสารพัดภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว, พายุ, ภูเขาไฟระเบิด, น้ำทะเลสูงท่วมแผ่นดิน(4), หมู่เกาะทั้งหมดจะจมใต้ทะเลทั้งหมด และสารพัดอย่างจะประดังเข้ามา ฯลฯ
ทุกอย่าง จะจบสิ้นก่อนปี พ.ศ. 2560 มนุษย์ที่ศีลไม่ครบ จะถูกภัยธรรมชาติใหญ่ คร่าชีวิตทั้งหมด แต่ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุด คือรอดประมาณ 20-30 % ของประชากรไทย พูดง่ายๆ ตายเกือบหมดประเทศนั่นแหละ จะเหลือแค่คนมีศีลธรรมจริงๆเท่านั้นเอง

+หลวงตาม้า
ศิษย์ : ในอนาคตประเทศไทยจะต้องสูญเสียภาคใต้ ด้ามขวานของไทยไปไหมครับ
หลวงตาม้า : หายไปในทะเล(4)/(7)
ศิษย์ : ภายในกี่ปีครับหลวงตา
หลวงตา : ประมาณ 5 ปี(1) (หลวงตาม้าสนทนาธรรมกับลูกศิษย์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2550 )
ศิษย์ : คือเวลาที่จมนี่ ค่อย ๆจมหรือจมไปทีเดียวเลยครับ
หลวงตาม้า : บางส่วนก็จมไปเลย เดี๋ยวนั้นเลย เกิดจากแผ่นดินไหว(7)
ศิษย์ : งั้นมาเลย์ก็จมไปด้วย
หลวงตาม้า : ที่สูงหน่อยหน่อยก็เป็นเกาะ
ศิษย์ : คือก่อนเกิดแผ่นดินไหวสัก 4-5 เดือน มีสัญญาณไหมครับ คือคนเขาจะได้อพยพขึ้นมา
หลวงตาม้า : ดูว่าทุกปีมันท่วมไหม ปีหน้ามันจะท่วมอีกไหม
ศิษย์ : แสดงว่าภายใน 2-3 ปี ก็ต้องมีคนเริ่มอพยพขึ้นมาแล้ว
หลวงตาม้า : แผ่นดินก็สะเทือนบ่อย ไหวบ่อย(7)
ศิษย์ : คนจะตายเยอะไหมครับ
หลวงตาม้า : เป็นล้าน !!!

2. เห็นดาวเหนือเปลี่ยนไปทั้งขนาดและความสว่าง
<คาดว่าจะเห็นก่อนไม่นานก่อนเกิดเหตุเพราะแสงจักรวาลจากข้อ 3. แสง คลื่นพลังงาน เสียง

3. แสงจักรวาลเข้ามา (แสงเร็วกว่าเสียง) > แสง คลื่นพลังงาน เสียง
+พระอาจารย์รัตน์ เพราะแรงอัด อีกพร้อมทั้งทางด้านพลังงาน พลังงานที่ไม่ดีจะเข้ามามาก
<จะทำให้สอดคล้องกับข้อ 4.

4. โลกเราเหมือกับชนกับอะไรซักอย่าง ภาพคน คนล้มไถล ไปกับพื้น ตึกพังทลายราบ ลงมาทันที น้ำทะเล สูงเท่าตึก 5ชั้น 7 ชั้น กวาดภาคใต้ , การหยุดของโลกกึ๊กหนึ่ง >ภาพ น้ำจากเขื่อนข้ามภูเขา (สึนามิ) ภาพ น้ำกวาดบ้านไปเหมือนของเล่น <หรือคลื่นพลังงานมาชนกับโลกแบบสวนทิศทางการหมุน แสง คลื่นพลังงาน เสียง
แกนโลกเคลื่อนที่อาจจะเร็วขึ้นในช่วงนี้

5. มีเสียงดังเหมือนวัวยักษ์ครางอือๆๆๆๆๆ แสง คลื่นพลังงาน เสียง
6. หลังจากนั้น จะมีเสียงดังที่สุด แสง คลื่นพลังงาน เสียง
+อ.ปริญญา ตันสกุล เสียงที่ดังกึกก้อง(6)จะไปกระตุ้นเส้นเลือดในสมองให้แตก

7. แผ่นดินไหวรุนแรงและสั่นต่อเนื่อง
8. ตอนค่ำอากาศหนาว แต่ลมสงบนิ่ง ตอนนี้ขอฟ้าแดงจ้า
--------------------------------------------------------------
9. วันฟ้าดับก็เกิดขึ้น
แสงสีแดงพุ่งมาจากพระอาทิตย์ วาบหนึ่งจากนั้นแสงทั้งหมดก็จะม้วนเข้าไปในรูปทรงกลม พรึบเดียวแสงทั้งหมดจะหายไป
ลุงถึงได้ย้ำกับหลานว่าให้แยกเป้ที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับแต่ละคน(**)

ฟ้าแลบ ฟ้าผ่าเสียงผ่าที่ดังกว่าเสียงระเบิด
อย่าได้พยายามที่จะเปิดอุปกรณ์ใดที่เป็นแสงเพราะจะเกิดการผ่าเข้ามาที่บริเวณนั้น

10. น้ำแข็งก้อนใหญ่สุดเท่าตู้เย็นเล็กทะยอยตกลงมาจากฟ้า โครมครามลงมาท่ามกลางความมืดนั้น ก้อนน้ำแข็งที่หล่นมาจากฟ้านั้นมี เชื้อโรค

+พระอาจารย์รัตน์ จากสภาวะเรือนกระจก (กรีนเฮ้าส์เอฟเฟค) นี่จะทำให้น้ำแข็งเป็นก้อนๆ(10) หนัก 40 – 50 กิโลกรัม ไปเกาะตัวอยู่ข้างบนบรรยากาศ ในที่สุดก็จะตกลงมาเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนของผิวโลก พื้นผิวโลกเกิดการสั่นสะเทือนทำให้บรรยากาศไหวตัว ไปดันเอากระแสของโมเลกุลของน้ำที่อยู่ใกล้ขอบที่อยู่เป็นน้ำแข็งแห้งตกลงมา
พอมันตกลงมาก็จะเป็นน้ำท่วมโลก

11. อย่าออกจนกว่าจะเห็นแสงอาทิตย์จากข้างนอก แต่ต้องรอสังเกตุให้ฟ้าสว่างชัด ถ้าขอบฟ้ายังเป็นสีเหลืองอมฟ้า อย่าได้รีบเคลื่อนย้าย ประมาณ3วัน
หลังวันฟ้าดับ 3 วัน
--------------------------------------------------------------
12. ให้รีบอพยพหลังจากที่ฟ้าสว่างแล้วนั้น เพราะหลังจากนั้นอีกไม่เกิน 10 วันศพคนตายที่มีจำนวนมากได้เริ่มเน่าเหม็น
13. ให้สวมชุดที่ใช้สำหรับการควบคุมโรคไข้หวัดนก เข้าที่เก็บตัวนาน2ปี?
ระหว่างรอแกนโลกปรับความสมดุลย์และคนก็คงสามารถปรับตัวได้แล้ว

14. ต่อไปประเทศไทยหลังวันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ลุงไม่แน่ใจว่าในญานที่ลุงผ่านไปนั้น ลุงเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทางดอยสุเทพ หรือขึ้นผิดทาง(R) ที่เราเคยเห็นมาโลกคงเปลี่ยนไปมากทีเดียว

+พระอาจารย์รัตน์ ในช่วงปลายปี 2012-กุมภา 2013 ทางกายภาพของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะแรงอัด อีกพร้อมทั้งทางด้านพลังงาน พลังงานที่ไม่ดีจะเข้ามามาก(3) คนไหนที่จิตใจมีพลังงานเป็นสีดำ พลังงานก็จะเข้ามารวมและทำให้เสียชีวิตในที่สุด ส่วนจิตใจของคนที่เป็นสีขาว พลังงานลบอาจทำอะไรไม่ได้หรือทำได้ก็เล็กน้อย อาจมีการบอบช้ำบ้างแต่ก็จะมีโอกาสรอดได้มาก
วงโคจรของดวงจันทร์ผิดเพี้ยนไป ตรงนี้มีผลโดยตรงกับน้ำที่มีต่อโลก
ส่วนดวงอาทิตย์ พวกเราอาจจะมีโอกาสเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์ใหญ่ (การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่) ให้สังเกตดีๆ ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะขึ้นทางทิศตะวันตก(14)(R)

+พระอาจารย์รัตน์ จดรวบรัดใจความสำคัญจาก vdo สัมภาษณ์โดย อ.อุบล
"แกนโลกเปลี่ยน ประมาณ ปี 2556 ย้ายไปทางทิศตะวันออก > 23 1/2ใต้(ออก)
ก่อนเกิดเหตุ ฟ้าสว่างวาบๆ(3)แล้วแสงค่อยๆหรี่ๆลง ลมพัดหนาวเย็นยะเยือก ประมาณช่วงบ่ายๆ เหตุเกิดตอนสามทุ่มเสียงดังมาก(6) ชั้นบรรยากาศสั่นสะเทือนก้อนน้ำแข็งหล่นจากฟ้า(10) แผ่นดินยุบ สึนามิ จากนั้นมืด3วัน(9) อยู่ตรงไหนก็ตรงนั้น(**) แผ่นดินไหวอยู่ตลอด(7) มีผลต่อจิตใจคนจะหงุดหงิด.. และคล้ายกับตกหลุมอากาศ เมาแผ่นดินไหว"


+พระอาจารย์รัตน์ เรื่องแสงและแรงอัด พลังงาน (R)(3)(4)(5)(6)(7)(10) ที่จริงทุกเหตุการณ์มีต้นเหตุมาจากสิ่งนี้ ?
กาแลคซี่ทางช้างเผือก (Miky Way Galaxy) ตั้งอยู่ทางทิศตอนเหนือ
กาแลคซี่ไตรแองกุลัม (Triangulum Galaxy) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก
ใน 1 รอบของการโคจรผ่านกาแลคซี่ทั้ง 3 ของสุริยจักรวาลใช้เวลานานเท่ากับ 1 วันของจักรวาล หรือประมาณ 26,000 ปี( 2012) ตามเวลาของโลกนั้น
จะเกิดการพุ่งปะทะชนกันระหว่างพลังงานที่มีค่าเป็นลบ หรือแรงลบ กับพลังงานที่มีค่าเป็นบวก หรือแรงบวก
หากเมื่อใดระบบสุริยะโคจรมาอยู่ในแนวกึ่งกลางระหว่างกาแลคซี่ทั้ง 3 และอยู่ในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อนั้น จะเกิดการปะทะพุ่งชนอย่างรุนแรง ระหว่างพลังงาน แรงดึงดูดที่มีค่าเป็นบวกของกาแลคซี่อันโดรเมดากับพลังงานแรงดึงดูที่มีค่า เป็นลบของสองกาแลคซี่ คือ กาแลคซี่ทางช้างเผือก กับกาแลคซี่ไตรแองกุลัม ทำให้เกิดประกายไฟสว่างจ้าไปทั่วจักรวาล ดาวฤกษ์ทุกดวงในกาแลคซี่ทั้ง 3 ต่างได้รับแสงสว่างนี้โดยทั่วถึงกัน(3) สุริยจักรวาลได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
--------------------------------------------------------------

//อาจจะเป็นคลื่นพลังงานชนิดอื่นก็ได้แต่ที่นี้เป็นเพียงการเทียบเคียง
+คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

-คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ด้วยความเร็ว 299,792,458 กิโลเมตร/วินาที หรือเทียบเท่ากับความเร็วแสง
-คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยไม่อาศัยตัวกลาง จึงสามารถเคลื่อนที่ในสุญญากาศได้
-สเปกตรัม (Spectrum) ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่และความยาวคลื่นแตกต่างกัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ คลื่นแสงที่ตามองเห็น อัลตราไวโอเลต อินฟราเรด คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ไมโครเวฟ รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น ดังนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จึงมีประโยชน์มากในการสื่อสารและโทรคมนาคม และทางการแพทย์


ทำนายอนาคตของโลก (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)

(ก่อนสวดพระคาถา ท่องนะโม 3 จบ)

ผู้นึกถึงตถาคต จะพ้นจากภัยวิบัติให้ภาวนา พระคาถาดังต่อไปนี้

"ถิตะถิราทะนัง มันทะโรกะสีลา กะระราสะติโส จะถิโหคะหะตะเน"

ให้ ท่านท่องบ่นไว้ หรือจดใส่ผ้าหรือแผ่นโลหะอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วผูกพัน ศีรษะไว้ สารพัดวินาศ สันติประเสริฐนัก ให้สวดภาวนา ทุกวัน หรีอใล่กรอบบูชาไว้บนหิ้งพระจะดีมาก

(คัดลอกจากหนังสือ พุทธทำนาย)

เริ่มเรียบเรียง 2 กันยายน 2536

เรื่อง ที่ข้าพเจ้าจะเขียนนี้ได้มีการเล่าขานกันมานาน หลายปี โดยมีที่มาจาก อาจารย์สมโชค คงพิทักษ์ โดย เป็นเรื่องเกี่ยวก้บภัยพิบัติของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งมี เรื่องราวใกล้เคียงกับคำทำนายอันโด่งดังของ นอสตราดามุส ที่เห็นเลข 999 ในปีที่เกิดภัยพิบัติ

ตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าได้บรรจุเข้ามาทำงานที่ฝ่ายร็อกแมค แคนิคส์ในปี พ.ศ. 2530 ข้าพเจ้า ก็ได้พบวิศวกรอุตสาหการ ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้มีความสนใจศึกษาเรื่องโหราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลกที่ผู้มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จะหันมาให้ความสนใจกับศาสตร์ใบราณลึกลับ ข้าพเจ้าจึงได้ คอยสังเกตก็พบว่าอาจารย์สมโชค คงพิทักษ์ มีการศึกษา โหราศาสตร์อย่างคร่ำเคร่ง โดยใช้ทั้งตำราภาษาไทยและ ต่างประเทศ นอกจากนี้ในระยะหลังยังพบว่ามีการนำเอา เครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการคำนวณทางโหราศาสตร์ด้วย ข้าพเจ้าก็ลองถามอาจารย์ดู ท่านก็ตอบว่า เอามาคำนวณหา ตำแหน่งดวงดาว เมื่อรู้ตำแหน่งดวงดาวแล้วจึงนำมากำหนด ลงบนแผ่นดวงเพื่อทำการพยากรณ์
จาก การเฝ้าศึกษาดูความแม่นยำในการทำนาย ทายทักของอาจารย์สมโชค พบว่า แปลกจริง ๆ คนภายนอก ฝ่ายแมคแคนิคค์ชอบมาหาอาจารย์ แต่คนในฝ่ายเองกลับ ไม่ค่อยให้อาจารย์ทำนายให้ มีเฉพาะเพื่อนสนิทไม่กี่คน ข้าพเจ้าก็เลยสอบถามดู พบว่า มีความคิดเห็นไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าแม่นยำดี บ้างก็ว่าไม่แม่นยำ แต่จากการศึกษาของ ข้าพเจ้าพบว่า ใกล้เคียงความเป็นจริงมากพอสมควร คือ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าศาสตร์นี้มีจริง แต่ความแม่นยำขื้นอยู่กับ ประสบการณ์และองค์ประกอบอื่น ๆ เขน ความสามารถ ในการตีความหมาย ความกล้าหาญในการพูดความจริงอย่าง ตรงไปตรงมา ฯลฯ

ประมาณปี พ.ศ. 2533 อาจารย์ สมโชค ได้มาเล่า ให้ผมฟังถึง หลวงปู่บุดดา รวมทั้งพระอาวุโสต่าง ๆ ซึ่ง ไม่เหมาะสมที่จะกล่าวถึงท่านว่าเป็นเกจิอาจารย์ เพราะ หลาย ๆ ท่านปฏิบัติเพี่อความหลุดพ้นเท่านั้น ในจำนวน พระผู้ใหญ่ มีพระ...... เหล่านี้ อาจารย์สมโชคได้กล่าวถึง หลวงพ่อสมศรี ศิริปัญโญ ด้วยความนับถือเป็นพิเศษ อาจารย์เล่าว่า ได้เคยลองทดสอบหลวงพ่อสมศรี โดยการ นั่งหุบปากถามในใจ ท่านตอบด้วยเสียงทุกคำถามเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ทำให้อาจารย์สมโชคหายสงสัย และเลื่อมใสในตัว ท่านได้

ตั้งแต่ อาจารย์สมโชคได้พบกับหลวงพ่อสมศรี ศิริปัญโญ ก็ได้เล่าเรื่องความมหัศจรรย์ทางจิตโลกวิญญาณ หลักการนั่งกรรมฐานและฝึกสมาธิ ฯลฯ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ ทำให้ข้าพเจ้าหนักใจ คือ เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 และ ภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในช่วงนั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความ หายนะขื้นกับโลกอย่างหนัก มีคนเสียชีวิตเป็นจานวนมาก โดยทำนายว่าจะเริ่มเกิดปี พ.ศ. 2540 ถึง พ.ศ. 2542 พอ ฟังแล้ว ข้าพเจ้าก็ลองนำมาเทียบเคียงกับความรู้เดิม ก็คือ คำพยากรณ์ของศาสดากับพยากรณ์นอสตราดามุลว่าจะเกิด สงครามโลกครั้งที่ 3 ปี ค.ศ. 1999 ซึ่งเมื่อ บวก 543 ก็ตรง กับปี พ.ศ. 2542 จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจติดตามต่อไป

ข้าพเจ้ามาพบเรื่องสนใจนี้โดยบังเอิญอีกครั้งใน ระหว่างที่ข้าพเจ้าลาบวชที่จังหวัดพัทลุงในปี พ.ศ. 2536 ซึ่ง ก็ได้พบพระรูปหนึ่งอายุ 26 ปี ท่านบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 18 ปี ท่านได้เล่าประสบการณ์ของท่านว่า ท่านได้สนใจนั่ง กรรมฐานมาตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็ก ท่านฝึกกรรมูฐานได้เอง โดยธรรมชาติ ท่านเคยนั่งเห็นตัวท่านเองเป็นฤๅษีในอดีตชาติ หลายภพหลายชาติย้อนไปในอดีต แม้แต่ในช่วงก่อนหน้าที่จะ ตัดสินใจบวชมีนิมิตมาเตือนว่า "ถ้าไม่บวชจะติดคุก" ถ้า ข้าพเจ้าจำไม่ผิดคงเป็นเพื่อนฤๅษีด้วยกันมาเตือน หลังจาก นั้นไม่นานก็มีเพื่อน ๆ ของท่านมาชวนท่าน ท่านก็เลยย้อน คิดทบทวนถึงนิมิต ซึ่งมาเตือนว่า "ถ้าไม่บวชจะติดคุก" ก็ บอกทางบ้านว่า ท่านขอบวชเมื่ออายุประมาณ า8 ปี เมื่อ เพื่อนมาชวน มี 2 ทางเลือก คือ ร่วมมือด้วยหรือบวชเณร มิฉะนั้นอาจเป็นอันตราย จากนี้ขอกล่าวนามท่านว่า "หลวงพี่ วาณิช"

ในระหว่างที่ข้าพเจ้าบวชและจำพรรษาที่พัทลุงได้มี พระอีกรูปหนึ่งจาก เขาวัง ราชบุรี ได้เดินทางไปพัทลุงด้วย ขอกล่าวนามท่านว่า "หลวงพี่ประเสริฐ"
ในวันหนึ่งของต้นเดือนพฤษภาคม 2536 หมู่ พระ ของวัดถ้ำสุมโนซึ่งข้าพเจ้ามาบวชอยู่กำลังนั่งสนทนาธรรมว่า ท่านผู้ใดนั่งกรรมฐานเป็นอย่างไรบ้าง นั่งแล้วสงบดีหรือฟุ้งซ่าน หรือนั่งหลับ หรือพบนิมิตอะไรบ้าง ก็มีพระหนุ่มรูปหนึ่งชื่อ หลวงพี่วาณิจ เดินทางมาจากระยอง ได้มาจำพรรษาที่วัด ถ้ำสุมโน จ. พัทลุง หลวงพี่ประเสริฐและข้าพเจ้าจึงทำหน้าที่ ต้อนรับพระอาคันตุกะ จากนั้นเราทั้ง 3 รูป ก็สนทนากัน ถึงเรื่องกฎแห่งกรรมสักพักหนึ่ง ขณะหนึ่ง หลวงพี่วาณิก็ เอ่ยถึงเรื่องภัยพิบัติของโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า จากการนั่ง กรรมฐานและการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมของท่านตั้งแต่ช่วง ยังเป็นเณรอยู่ ท่านได้เดินทางไปในป่าทางภาคอีสาน ทาง ตะวันออก และชายแดนด้านที่ติดต่อเขมร เช่น สุรินทร์ ฯลฯ ท่านได้นั่งกรรมฐาน เห็นว่าโลกกำลังจะเกิดภัยพิบัติขึ้น โดย จะเริ่มเห็นชัดในปี พ.ศ. 2538 และจะรุนแรงมากในปี พ.ศ 2542 ถึง 2544

ท่านกล่าว ว่าภัยพิบิตนี้ จะเกิดจากเวรกรรมของ มนุษยชาติ คือ ก่อบาปกอเวรกรรมกันมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งแรงอาฆาตพยาบาทของผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพราะ ถูกฆ่า ถูกทรมาน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ พลังความชั่วร้าย ของแรงอาฆาตพยาบาทเหล่านี้มีการสะลมกันมาแต่โบราณ จนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งผ่านสงครามใหญ่ ๆ และสงครามใลก มา 2 ครั้ง ทำให้บังเกิดเป็นกลุ่มดาวสีดำขนาดมหึมาจำนวน 3 ดวง ขึ้นมา ซึ่งจะกล่าวว่าเป็นหลุมดำก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่ แต่ มีพลังงานมหาศาลมากกว่าดวงอาทิตย์ของระบบสุริยจักรวาล เราเสียอีก วงโคจรของดาวนี้ ดวงแรกอยู่ห่างดวงอาทิตย์เป็น ระยะ 4 เท่าของดาวพลูโต
(ผู้ เขียน : ดาวดำนี้คงจะอยู่ในมิติโลกวิญญาณเท่านั้น คงจะไม่มี ตัวตนในมิติของโลกมนุษย์ เพราะเกิดจากพลังจิตของคนที่กำลัง จะถูกฆ่าหรือทนทุกข์ทรมาน หลักการคล้ายกันกับพลังจิตของพระ เกจิอาจารย์ที่ปลุกเสกบรรจุลงในเครื่องรางของขลัง)

ในวันเกิดเหตุจะมีดวงดาวเรียงกันอยู่ 1 0 ดวง ขาวสว่าง 7 ดวง ดำสนิท 3 ดวง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มหมอก สีดำเป็นกลุ่มก้อน พลังงาน 2 กลุ่มต่อท้ายดวงดำทั้ง 3 ดวง นี้ด้วย ดาวทั้ง า0 ดวงและกลุ่มพลังงานสีดำอีก 2 กลุ่ม เรียงตัวกันในแนว า 80 คือ เป็นแนวเส้นตรง สำหรับ กลุ่มดาวที่กล่าวนี้ยังกล่าวไม่ละเอียด ถ้าต้องการให้ละเอียด ต้องคำนึงถึงดวงจันทร์ ดวงดาวนพเคราะห์ในระบบสุริย จ้กรวาลด้วย โดยเฉพาะดวงจันทร์ของโลกจะให้ผลกระทบ รุนแรงที่สุด เพราะอยู่ใกล้โลกที่สุด

เหตุการณ์ที่สำคัญจะเกิดได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป โดยในวันเกิดเหตุจะมีดาวจำนวน 10 ดวง และ กลุ่มหมอกอีก 2 กลุ่มเข้ามาเรียงตัวกันในแนว า80 โดย เป็นดาวที่มีแสงสีขาว แต่เป็นดาวขนาดเล็ก 7 ดวง และเป็น ดาวที่มีขนาดใหญ่อีก 3 ดวง ส่วนกลุ่มหมอกอีก 2 กลุ มเป็น สีดำ การเรียงตัวของดาวเช่นนี้ ทำให้เกิดแนวพลังสนาม แม่เหล็กขึ้นอย่างรุนแรง พลังงานของดาวแต่ละดวงจะถูก ตีกลับไปกลับมาจนคนบนโลกมนุษย์ส้มผัสได้ คนจะมีอาการ ขนหัวลุกโดยไม่มีสาเหตุ สารและวัตถุที่มีอำนาจแม่เหล็กจะ เคลื่อนที่ได้เอง ไฟฟ้าตามอาคารบ้านเรือนจะดับ ๆ ติด ๆ หรี่ ๆ ดับ ๆ ประตูมิติจะถูกเปิดขึ้น สสารและวัตถุต่าง ๆ จะถูกเคลี่อนย้ายผ่านประตูมิติได้

(ผู้ เขียน : ประตูมิตินี้คงจะหมายถึง ระดับของคลื่นพลังงานที่เป็น ตัวสร้างมิติต่าง ๆ เช่นมิติของมนุษยโลกที่อยู่ในระบบสุริยจักรวาลนี้ หรือจักรวาลอื่น ๆ มิติของโลกวิญญาณที่มีมากมายและหลายระดับ เช่น ยักษ์ นาค เทวดา พรหม เป็นต้น ผู้รู้ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง กล่าวว่า มิติโลกวิญญาณที่คล้ายกับโลกเรานี้มีเป็นพัน ๆ การที่ คลื่นสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากแรงดึงดูดคงจะมี ผลกระทบต่อคลื่นพลังงาน เป็นตัวสร้างมิติหรือในทางกลับกันที่ เราเห็นได้ เช่น การทดลองที่ ฟิลลาเดลเฟีย หรือการไม่สามารถ ใช้เครึ่องคอมพิวเตอร์ภายในปิระมิด หรือใช้วิทยุสื่อสารแถบ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ที่มักมีปัญหา เป็นต้น)

ใน วันที่เกิดเหตุจะเกิดสุริยุปราคาขึ้นก่อน เมื่อ ดวงจันทร์โคจรเข้ามาในแนวเส้นตรงเดียวกับโลกและดวง อาทิตย์ในเวลาเดียวกัน ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของภัยธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่อย ๆ รุนแรงขึ้น แผ่นดิน จะไหวทั่วโลกนานถึง 8-9 ชั่วโมง

ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีอยู่ 4 ระดับ คือ

1. ทำลายทั้งจักรวาล คือ ไม่มีอะไรเหลืออยู่ใน สุริยจักรวาลเลย แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็แตกลลายไปด้วย

2. ดาวพระเคราะห์บางดวงในระบบสุริยจักรวาล แตกสลายไป ซึ่งจะทำให้ระบบสุริยจักรวาลเสียสมดุล วงโคจร ของดวงดาวอาจจะเปลี่ยนไป

3. ไม่ มีดาวพระเคราะห์ดวงใดแตกสลายไป แต่ว่า จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเสียหายมาก บนพื้นผิว หรือเปลือกของดาวพระเคราะห์แตละดวง เช่น เกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินแยก และภูเขาไฟระเบิดทั่วไปหมดทั้งดวงดาว เท่าที่ ทราบด้วยดวงจิต ขณะนั้นประเมินว่าจะเกิดในระดับที่ 3 นี้

4. เกิดควานเสียหายขึ้นกับพื้นผิวหรือเปลือกของ ดาวพระเคราะห์แต่ละดวง แต่ว่าระดับความรุนแรงน้อยกว่า ข้อ 3 คือ เกิดความเสียหายเป็นบางจุดบางพื้นที่ ในกรณีนี้ ความเสียหายบนพี้นใลก เช่น เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเป็น บางประเทศ เกิดภูเขาไฟระเบิดเป็นบางจุด ฯลฯ

(ผู้เขียน : ระดับความรุนแรงที่ท่านเห็นนั้นโลกจะมืดเป็นเวลา 3 วัน ก่อนเกิดภัยอันนี้คงจะเป็นผลของระเบิดนิวเคลยร์ที่เป็นเมฆปกคลุม โลก ส่วนบางประโยคที่ไม่ได้นำมาลง คือการที่ดวงดาวต่าง ๆ ถูก ตรึงจากแรงโน้มถ่วง ทำให้การโคจรสะดุดนั้น ส่วนนี้อาจทำให้ขวัญ ของคนไม่ดี งานส่วนนี้เป็นหน้าที่ของผู้วิเศษรับผิดชอบอยู่แล้ว)

ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับโลกมนุษย์ สามารถแยก ออกเป็น ภัยที่เกิดขึ้นในรูปของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

1. ดิน ภัยที่เกิดขึ้นในรูปของดิน คือ แผ่นดินแยก แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม แผ่นดินทลาย เกาะจม ฯลฯ

2. น้ำ ภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำ ได้แก่ ภาระฝนแล้ง ติดต่อกันยาวนานในบางประเทศ และเกิดภาวะน้ำท่วมใน บางประเทศ ในระหว่างที่เกิดการซ้อนกันของดวงดาวต่าง ๆ ทำมุม 180 น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลจะหนุนเนืองท่วม สูงมาก เกิดคลื่นขนาดใหญ่ ความสูง 1 000 - 2,000 เมตร เนื่องจากคลื่นใต้น้ำซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาใ ต้ทะเล

3. ภัย ที่เกิดในรูปของลมก็มี ลมพายุชนิดต่าง ๆ เช่น ทอร์นาโด ลมไต้ฝุ่น เกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและแผ่นดินแยกนี้ก็จะมีอากาศบางชนิดที่ เป็นพิษอย่างร้ายแรงขึ้นมาจากใต้พิภพ ตามที่หลวงพี่วาณิช นั่งกรรมฐานเห็นมาแล้วนั้น เทวดาท่านเรียกว่า "ลมสลาตัน"

(ผู้เขียน : ลมสลาตันที่ว่านี้ อาจจะเป็นก๊าซ ซึ่งมักพบในการเจาะ น้ำมันมีอันตราย ถ้าสูดดมประมาณ 100 พี จีเอ็ม จะเสียชีวิต ซึ่งจะย่อยสลายทุกสิ่งทุกอ่างที่ลมพัดผ่านไป ให้กลายเป็นผุยผง ไปหมด ลักษณะของลมนี้คล้ายกันหมอกลงในยามเช้า หนาทึบมาก ถ้าได้สัมผัสลมนี้แล้วจะไม่รู้สึกร้อนหรือเย็น ขณะที่เกิดลมนี้ก็ไม่มี การแกว่งไกวของใบไม้ มีความเงียบสงบหรือเสียงค่อย ๆ ลมนี้ จะค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาจากรอยแตกของเปลือกโลก ไม่ว่า จะเป็นบนบกหรือใต้ทะเล)

4. ไฟ ภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นทั่วไป อากาศจะร้อน อบอ้าวผิดปกติ แผ่นดินจะแยกมีไฟพุ่งขึ้นจากใต้พิภพ บาง ครั้งจะมีสัตว์นรกหลบหนีขึ้นมาเพ่นพ่านด้วย
ข้อ สังเกต ก่อนเกิดเหตุจะเกิดเหตุจะเกิดปรากฏการณ์ขึ้น คือ จะมีสงครามนิวเคลียร์เกิดขื้น ท้องฟ้าจะ มีเม็ดดำขนาดใหญ่แผ่ปกคลุมไปทั่ว มีฝนตก ตลอดเวลาผสมกับลมพายุ และฟ้าจะผ่าในพื้นที่ นั้นตลอดเวลาต่อเนื่องเป็นเวลาหลาย ๆ วัน

(ผู้ เขียน : กำหนดที่จะเกิดภัยพิบัตินั้น ยังไม่มีใครทราบช่วงเวลา ที่แท้จริงได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของฝ่ายมาร นอกจากฝ่ายขาวจะ ไม่รู้ถึงการตัดสินใจของพวกเขา เขาสามารถจะเปลี่ยนได้ ฝ่ายขาว ทำได้แค่กำจัดคนชั่วออกจากระบบหรือเร่งเตือนให้คนทำความดี หรือชี้จุดที่ปลอดภัยให้เท่า

ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในแต่ละสถานที่จากคำบอกเล่า ของหลวงพี่วาณิช ตามที่ท่านเห็นในกรรมฐานและคำกล่าว ของเทวดาแก่ท่านเป็นดังนี้

ภาค ใต้โดยเฉพาะทางตอนล่างจะพบกับพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหวและคลื่นขนาดยักษ์พัดเข้ามา ทุกสิ่ง ทุกอย่างจะสูญสิ้นไปหมด แผ่นดินจะหายไปเหลือเพียงเกาะ เพียงไม่กี่เกาะ คนที่อาศัยอยู่เสียชีวิตเกือบหมด

ภาคกลาง จะพบกับพายุฝนอย่างหนัก แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงจะจมลง ไปหมด เนื่องจากแผ่นดินไหวและทรุดตัวลงกลายเป็นทะเล

ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ จะพบภัยพิบัติน้อยกว่า ภาคอื่น ๆ เพราะว่าภาคนี้ประสบเคราะห์กรรมอยู่เสมอ เป็น การใช้หนี้กรรมอยู่เป็นประจำแล้ว โดยภาคนี้จะพบลมพายุ และแผ่นดินไหวบ้างเล็กน้อย จังหวัดที่ปลอดภัยก็มี อุดรธานี ขอนแก่น และชัยภูมิ เป็นต้น แต่ปัญหาสำหรับภาคนี้ก็คือ ผู้คนที่รอดตายจะต้องพบกับโรคระบาด และอดอยาก เพราะ พืชพันธุ์ธัญญาหารถูกภัยธรรมชาติทำลายหมด

ภาค เหนือ จะพบภัยธรรมชาติก็คือ แผ่นดินไหว และแผ่นดินแยก มีไฟพุ่งขื้นมาจากใต้พิภพ มีผู้คนล้มตาย จำนวนมากเช่นเดียวกับภาคใต้และภาคกลาง พื้นที่ริมทะเล จะถูกน้ำท่วมเข้ามา

สรุปว่าหลังจากเกิดภัยพิบัติแล้ว ประเทศไทยจะต้อง ทำแผนที่ใหม่ เพราะดินแดนบางส่วนจะจมลงใต้ทะเล


สำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นดังนี้

ประเทศที่เป็นเกาะ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หว้น ฯลฯ จะจมหายไปเกือบหมด

ประเทศ ที่เคยเป็นผู้ก่อสร้างสงครามในสมัยสงคราม โลกครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สอง ก็จะต้องใช้หนี้กรรมที่ตามมา เนื่องด้วยแรงคำสาปแช่งของผู้ได้รับเคราะห์ เนื่องจากสงคราม ทั้งสองทำให้ประเทศเหล่านั้นประสบภัยพิบัติที่เกิดจากแรง อาฆาตจนพังพินาศไปหมด

ประเทศที่เคยล่าอาณานิคม ประเทศที่เคยค้าทาส และใช้แรงงานทาสมาก่อน จะต้องประสบกับภัยพิบัติจากคำ สาปแช่งของผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานในอดีต และกลุ่มประเทศ ที่เคยล่าอาณานิคมมาก่อนจะหันมาทำสงครามกันเอง

อันที่จริงภัยพิบัติอันเนื่องมาจากแรงบาปกรรมและ แรงสาปแช่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ค. 2530 แล้ว แต่ที่เกิดน้อย ทำให้สังเกตเห็นไม่ชัด เนื่องจากผู้มีฤทธิ์ ใช้ฤทธิ์ต้านแรงคำ สาปแช่งเหล่านั้นไว้ แต่ในปี พ.ศ. 2538 - 2539 ผู้มีฤทธิ์ ทั้งหลายจะเริ่มอ่อนแอลงและต้านแรงคำสาปแช่งไว้ไม่อยู่ พอปี พ.ค. 2540 ภัยพิบัติจะเริ่มเกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ แต่ยัง ไม่รุนแรงมากนัก และจะรุนแรงที่สุดประมาณ พ.ศ. 2542

ภาย หลังจากการเกิดภัยพิบัติ อันเนื่องมาจากแรง อาฆาตพยาบาทและสาปแช่งของเหล่ามนุษย์โลกที่ต้องทนทุกข์ ทรมาน เนื่องจากถูกเอารัดเอาเปรียบและข่มเหง ประชากร ทั่วโลกจะมีชีวิตรอดเหลือเพียงไม่เกิน 1 00 ล้านคนจาก ปัจจุบันที่มีประชากรทั้งโลกมากกว่า 5,000 ล้านคน

คนที่รอดชีวิตภายหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ จำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. พวก ที่รอดชีวิตแต่สูญเสียตติสัมปชัญญะอย่าง สมบูรณ์ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมีจิตใจและสติที่ไม่เข้มแข็งพอ ไม่ได้ฝึกเจริญกรรมฐานมาก่อน ไม่สามารถทนเห็นสภาพของ เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่นคนตายจำนวนมาก แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก ฯลฯ

2. พวก ที่รอดชีวิตแต่สูญเสียสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ หรือบางส่วน ที่เรียกว่า "กึ่งดี-กึ่งบ้า" พวกนี้ได้แก่ ผู้ที่ฝึกหัด กรรมฐานมาบ้างจนมีพื้นฐานพอสมควร แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอ

3. พวก ที่รอดชีวตและมีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะมีจำนวนน้อยมากได้แก่ผู้ที่เจริญกรรมฐานมานานหลายปี จนมีจิตใจเข้มแข็งมองเห็นการเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็น ธรรมดาของมนุษย์โลก หรืออาจกล่าวว่าได้แก่ผู้ที่เคยเจริญ มรณานุสติมาเป็นประจำแล้วจนไม่กลัวความตายและมอง เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดานั่นเอง

ตามที่หลวง พี่วาณิชท่านเห็นทางกรรมฐานมาท่าน กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยจะมีผู้รอดชีวิตมากที่สุด เมื่อ เทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก คือ ประเทศไทยจะเสียหาย เพียง 700% ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เสียหายเกินกว่า 90% ภายหลังภัยพิบัติ ใหญ่ครั้งนี้ มนุษย์โลกที่รอดชีวิตมาได้ ยังต้อง ประสบกับภัยโรคระบาดตายไปอีกไม่น้อย

หลัง จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ผ่านพ้นไปแล้ว โลก มนุษย์คงเหลือแต่ผู้มีศีลธรรม คนชั่วทั้งหลายจะเสียชีวิต ไปหมดหรือกลายเป็นคนบ้า สูญเสียสติสัมปชัญญะ เพชรนิล จินดาและทรัพย์สมบัติทั้งหลายจะผุดขื้นมาเกลื่อนพื้นโลก พรรณไม้ต่าง ๆ แปลก ๆ จะออกดอกออกผลเต็มไปหมด อาหารการกินจะอุดมสมบูรณ์มากแตาใช้เวลาอีกหลายร้อยปี

โลก มนุษย์จะค่อย ๆ วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่อีก ครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ถาวรวัตถุทั้งหลายถูกทำลายลงไปหมด ทัศนคติและค่านิยมของคนในยุคนี้จะตรงกันข้ามกับในยุค ก่อนเกิดภัยพิบัติ คือมีความเจริญทางจิตใจและมีคุณธรรม สูงขึ้น แต่ความเจริญทางวัตถุจะมีน้อยมาก เพราะจะต้อง ก่อสร้างกันใหม่หมด เพชรนิลจินดาทั้งหลายที่กองเกลื่อน พื้นดินจะไม่มีค่า อาหารการกินจะมีค่ามากกว่า ประเทศไทย ซึ่งมีคนรอดชีวิตมากกว่าประเทศอื่น ๆ จะค่อย ๆ เจริญ ขื้นมาจนภาษาไทยจะกลายเป็นภาษาหลักของโลกในที่สุด เนื่องจากคนในประเทศอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะรอดชีวิตก็จะมีสติ วิปลาสไปหมด และการเจริญกรรมฐานนั้นก็มีปฏิบัติกันเฉพาะ ในเมืองพุทธเท่านั้นเป็นส่วนมาก เมืองนอกก็มีแต่น้อยและ จิตสมาธิไม่สูงเหมือนคนไทย ชาวไทยผู้มีศีลธรรมซึ่งเหลือรอด จากภัยพิบิตนี้จะได้ทำบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้เอาไว้ และหลัง จากนี้ไปอีก 300 ปี ถึง 400 ปี วิชาการ ลิ่งก่อสร้าง ฯลฯ จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งควบคู่กับจิตใจของมนุษย์โลก ซึ่งเจริญ เข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ คือมีชีวิตงดงาม หลวงพี่วาณิท่านเล่าว่า ผู้ที่ จะไปเกิดในยุคนี้ได้จะต้องเป็นผู้มีศีลธรรม รู้จักทำบุญทำทาน มากพอสมควร

เมื่อ ท่านได้เล่าถึงภัยพิบัติต่าง ๆ แล้ว ท่านได้เล่า ต่อไปว่า ท่านได้เอ่ยถามเทวดาผู้มาแจ้งข่าวท่านในกรรมฐาน ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขหรือบรรเทาได้อย่างไร แค่ไหน เทวดาตอบว่าไม่สามารถจะระงับภัยพิบัติได้ซึ่งกล่าวได้ แต่สามารถบรรเทาให้เบาบางลงไปได้ตามแต่การปฏิบัติดี ปฏิบัติชั่วของชาวโลกทั้งหมด เพราะว่าสาเหตุของภัยพิบัติ นั้น เกิดจากความชั่
หน้า: 1 ... 5 6 [7]