ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

  Topics - นิรตา ป้อมนาวิน
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
81  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ธรรมะมีค่ามากกว่ามรดก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ: เมษายน 30, 2013, 03:24:53 PM


Ajahn Siripanno (ท่านสิริปัณโณ) : เป็นลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี Tan Sri Ananda Krishnan (2nd richest man in Malaysia & Southeast Asia and 89th in the world according to Forbes.) ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และ มารดาซึ่งเป็นคนไทย ครอบครัวนี้มีลูกสาว 2 คน และมีลูกชายเพียง 1 คน คือ Ajahn Siripanno ท่านจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และสามารถพูดได้ถึง 8 ภาษา ท่านได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และไม่เคยมองย้อนกลับมาอยากใช้ชีวิตฆารวาส

ท่านปฏิเสธโอกาสที่จะทำงานเพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรธุรกิจของบิดา รวมทั้งปฏิเสธไม่รับมรดกของครอบครัวซึ่งมูลค่ากว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย ปัจจุบันท่านยังคงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในธรรม สงบเย็น และสามารถแสดงธรรมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ท่านเป็นลูกศิษย์สายพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี


Money is not everything. If you think money is everything what would you say about this man. He is the only son of Tan Sri Ananda Krishnan (second richest man in Malaysia & Southeast Asia and 89th in the world). He refused opportunity to work with his father to expand his father’s empire (personal fortune more than USD 8 billion) and instead chose the life of a simple Buddhist monk 18 years ago. Until now he follow the path of the Thai forest meditation tradition.




(Ajahn Siripanno gives an enthralling Dhamma talk on the timeless teachings of Ajahn Chah. The talk was given at the Ajahn Chah Remembrance Day on 16 January 2010 in Kuala Lumpur, Malaysia. ~by sampajanna)

I was forwarded this video of Ajahn Siripanno by Sharon (Thank you Sharon) and watched. I liked it very much. I like very much how Ajahn Siripanno explained the teachings, effects on others to commit, personality and methods of conveying dharma of his teacher the great Ajahn Chah.

I’ve never seen or met Ajahn Siripanno, but through this video I am so very glad he took ordination, studied, teaches and practices Dharma. May it continue strongly. You can see Ajahn Siripanno was destined to follow this path due to the ripening of positive merits.

Through his explanation of his encounter with his teacher although brief and afterwards the effects, he weaves the dharma into the talk. Very skilfull, very beautiful and filled with truth. His teacher through great practice is able to bless and inspire so many others into committing towards dharma. I rejoice.

I highly recommend everyone to watch these videos and contemplate. I personally wish Ajahn Siripanno a long life of practice and elucidating the Dharma. I pray Ajahn Siripanno will teach the dharma and reach many during his lifetime bringing their minds to rest in the forest of Nirvana. May Ajahn Siripanno’s dharma works flourish due to great compassion for others.




ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=41957
82  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / วิบากกรรมของความรัก 21 อย่าง เมื่อ: เมษายน 20, 2013, 04:08:06 PM
1. เจ็บปวดทรมานใจจากการรักเขาข้างเดียว

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยเเอบเคียดเเค้นพยาบาท หรือลบหลู่ผู้ที่เราเเอบรัก ในชาตินี้จากกรรมื่เราทำร้ายคนผู้นั้นทางใจ โดยที่ผู้นั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ชาตินี้จึงส่งผลทำให้เราเจ็บปวดทรมานใจข้างเดียวโดยคนผู้นั้นก็ยังคงไม่รู้เรื่อง ไม่รับรู้อะไรเลย งชาติที่เเล้วและชาตินี้

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม กรรมชนิดนี้แก้ไม่ยาก หากรู้ตัวว่าเป็นผลจากกรรมที่เราเคยคิดไม่ดีต่อเขา ให้เราทำใจเสียว่าความรักที่เรามีให้เขาเป็นเพียงกรรมเก่า หลังจากนั้น ให้ตั้งจิตอธิษฐานขออภัยขออโหสิกรรมจากเขาเสีย แล้วหมั่นทำบุญอธิษฐานจิต และเเผ่ส่วนบุญกุศลให้เขา เมื่อเราเจอเขาก็ทำตัวปกติเสีย กรรมชนิดนี้เกิดขึ้นจากใจเราเเละก็พยายามทำให้จบลงที่ใจเราเสีย


2. ขาดเสน่ห์ ไม่มีคนสนใจหรือมารัก

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ หรืออาจเป็นกรรมที่ทำในชาติปัจจุบัน คือ ไม่เคยชอบผู้ใด เจอใครก็คิดในเเง่อคติไปหมด ชอบคิดร้ายต่อผู้อื่นและมีนิสัยไม่เป็นมิตร พูดจาให้ร้ายผู้อื่น

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม หากชาติปัจจุบันไม่มีนิสัยดังกล่าว แสดงว่าเป็นกรรมในอดีตชาติ ทีทำให้ไม่มีใครรักใครชอบ เวลานึกจะรักผู้ใดก็ไม่มีใครรักตอบ ให้หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวัน เพื่อทำให้จิตใจผ่องใส ไม่คิดร้ายต่อผู้ใด ให้ถวายทาน เช่น ใส่บาตร หรือถวายสิ่งของต่อพระสงฆ์เท่าที่จะทำได้ แต่ให้เน้นอธิษฐานจิตเเผ่เมตตา แผ่ความหวังดีต่อผู้อื่น และให้พยายามทำดีและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น เช่น คิดดี พูดดี ทำดี อย่าไปนึกถึงผู้อื่นในเเง่ร้าย เเต่หากเจอคนเลวนิสัยไม่ดีจริง ก็ให้พยายามหลีกห่างเสีย เพื่อเป็นการระงับกรรมเวรที่จะเกิดขึ้น


3. สูญเสียคนที่เรารัก (เเบบจากกันตลอดไปเพราะเขาเสียชีวิต)

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ คนที่เรารักได้ทำกรรมหนัก ในการตัดชีวิตผู้อื่น อาจเป็นการฆ่าคน หรือสัตว์ประเภทต่างๆ อาจเป็นบาปที่เกิดจากการฆ่าคนหรือสัตว์ที่รักกันให้เเยกจากกัน ส่วนเรานั้นอาจเป็นผู้สมคบร่วมคิด เราอาจไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าชีวิตคนหรือสัตว์นั้นๆ เเต่คนที่เรารักอาจเป็นผู้ลงมือกระทำ ซึ่งเราเป็นผู้รู้เห็นเป็นใจด้วยในทุกขั้นตอน ดังนั้น เมื่อคนที่เรารักได้ตายไปในชาตินี้ เราจึงต้องรับกรรมโดยโศกเศร้า ทนทุกข์ทรมานเพราะการจากไปของคนที่เรารักมาก

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ต้องทำบุญโดยการไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ให้ปล่อยสัตว์ที่กำลังจะโดนนำไปฆ่า เช่น ปลา ไก่ หมู วัว กระบือ ฯลฯ วิธีการที่ดีที่สุด ในการไถ่ชีวิตสัตว์ คือ ไปตลาดที่กำลังมีการค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่าและปรุงอาหาร ให้ซื้อสัตว์เหล่านั้น เอาไปปล่อยในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เขามีชีวิตตามธรรมชาติต่อไปหรืองดกินเนื้อสัตว์ หรือกินเจ โดยอาจกำหนดระยะเวลา ต้งเเต่ 3 เดือนไปจนถึงตลอดชีวิต หากทำได้ยาก อาจเริ่มจากการกินสัตว์เล็ก เช่น กุ้ง หอย ปลาเล็ก ไข่ ฯลฯ โดยไม่กินสัตว์ใหญ่ เช่น ไก่ หมู วัว กระบือ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการลดการเข่นฆ่าสัตว์ที่ต้องเสียชีวิตเพราะนำมาเป็นอาหารของเราได้อย่างมากมาย และเราสามารถอธิษฐานจิตเเผ่เมตตาให่เเก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งคนที่เรารัก ผู้ที่ได้จากไป รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรของเราทั้งหมดหลังจากได้ทำบุญทุกชนิด เช่น ใส่บาตร บริจาคทานต่างๆ ฯลฯ


4. อาภัพคู่ ไร้คู่ครอง

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยผิดลูกผิดเมียเขาในอดีตชาติ หรือทำให้ผู้อื่นไร้คู่ครอง โดยอาจไปแย่งคนรักของผู้อื่นมาโดยไม่ถูกต้องชอบธรรม อาจเคยเป็นเมียน้อย เมียเก็บ จนทำให้ครอบครัวของผู้อื่นต้องทุกข์ระทม

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ให้ถือศีล 8 ให้มีความบริสุทธิ์ งดกิจกรรมทางกาม หรือบวชพระ บวชชีพราหมณ์ บวชชี หรือร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานเเต่งงานให้คู่รักมีความสมหวังในรัก และเวลาถวายทานสิ่งใดก็ตาม ก็ให้เน้นถวายเป็นคู่ เช่น เทียนคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เเจกันคู่ ผ้าไตรคู่ เครื่องไทยทานคู่ เป็นต้น


5. ได้คู่ครองที่เลวร้าย

สาเหตุของกรรม มาจาก ในอดีตชาติ เคยทุบตี หรือทำร้ายกันมาก่อน อาจเคยสมคบทำเรื่องเลวร้ายมาด้วยกัน และในกรณีของเวรกรรมที่เป็นควมแค้นต่อกัน อาจเคยข่มขืนเขาหรือฆ่าเขา หรืออีกกรณีอาจเคยมีเรื่องบาดหมาง ทำให้เขาผูกใจพยาบาทโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้ คู่ครองชนิดนี้ เเรกๆอาจจะดี หรืออาจส่อเเวร้ายตั้งเเต่แรกเลยก็เป็นได้ แต่ยังไงๆ ก็จะทำร้ายหรือทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะไม่ใช่คู่เเท้หรือคู่บุญ แต่อาจเป็นคู่เเค้น หรืออาจเป็นคตู่กรรม

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม หากเป็นคู่กรรม นั่นเป็นเพราะมีบาปกรรมมาก คู่ครองของเราจึงออกมาลักษณะนี้ ให้หมั่นชักชวนทำบุญร่วมกัน พยายามทำดีกับเขาให้มากๆ แผ่เมตตา และอธิฐานจิตให้เขาเจอเเต่สิ่งดีๆ มีความสุข และกลับตัวกลับใจได้ โดยหมั่นทำบ่อยๆ แต่หากเป็นคู่เเค้นเหมือนพระพุทธองค์เจอกับพระเทวทัตต์ หากรู้ตัวให้จงรีบหนีออกห่าง เพราะคู่เเค้นจะไม่เหมือนคู่กรรม คู่เเค้นจะจองเวรเอาเรื่องอย่างเดียว หากเพียงเบาบางก็ทำร้ายเราจนหมดเวรต่อกัน แต่หากหนักๆ อาจฆ่าเราถึงตายได้ เราต้องหาทางระงับไม่ให้เกิดการจองเวรต่อกันอีก พยายามวางเฉย ถืออดทน ไม่จองเวรกลับ ให้บาปกรรมยุติเสีย เช่น บวชพระ หรือบวชชี อาจเป็นชีพราหมณ์ก็ได้ และต้องหมั่นทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ชนิดต่างๆ หรือถือศีลกินเจก็ได้ หากเคยถูกทำร้ายมาก่อน ให้แผ่เมตตาอโหสิกรรมเสีย


6. ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้คู่ ไร้คนเหลียวเเลจริงๆ

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยจับสัตว์ขัง จับคนมากักขัง หรือยุยงทำให้ผู้อื่นเกลียดชังกัน แตกแยกกัน โกงผู้อื่นทำให้เขาหมดที่พึ่ง กลายเป็นคนอนาถาไม่มีที่ไป

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม ทำบุญปล่อยให้สัตว์ต่างๆ เป็นอิสระ หรือให้ชีวิตใหม่เเก่สัตว์ ทำบุญทำทานเเก่เด็กอนาถา สัตว์อนาถา และผู้ที่ไร้คนเหลียวเเล การบริจาคเงินเพื่อสัตว์ เด็ก คน ผู้หิวโหยและถูกทอดทิ้งขว้าง จะช่วยเติมไฟให้เเก่จิตใจของบรรดาผู้ยากไร้ และทำให้เรามีความสุขใจและอบอุ่นใจในปัจจุบันด้วย บุญชนิดนี้อาจทำให้ผู้หมั่นสร้างมีคู่ในปัจจุบันชาติได้ ขึ้นอยู่กับกำลังบาปบุญจากชาติที่ผ่านมาและปัจจุบัน หากกำลังบุญมีมากกว่าบาป ผู้หมั่นทำย่อมได้คู่สมใจอย่างเเน่นอน


7. รูปร่างหน้าตาไม่งดงาม ทำให้ไม่มีผู้ใดมาชอบ มารัก

สาเหตุของกรรม มาจาก ในอดีตชาติ ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม หรือของงดงามให้แก่ทางศาสนาและผู้ที่ควรถวาย เช่น ผู้มีพระคุณ ผู้อุปการะ พระสงฆ์ นักบวช เพื่อนฯลฯ หรือไม่รักษาความสะอาด ชอบความสกปรกรกรุงรัง ทำให้ชีวิตปราศจากสิ่งสวยงาม ชอบอยู่กับความอัปลักษณ์และความสกปรก

วิธีลดกกรรมหรือเเก้กรรม การเเก้กรรมในยุคปัจจุบันมี 2 วิธี (1) ใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เช่น ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ใส่ใจเรืองสุขภาพ จะช่วยได้ หรือทำศัลยกรรมใบหน้า ซึ่งหากทำศัลยกรรมได้ถูกต้องตามกระบวนการเเพทย์ก็ไม่น่ากลัว เเต่หากมีบาปกรรมมาหนุน อาจทำให้ศัลยกรรมผิดพลาดและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ (2) วิธีสร้างบุญ เเต่จะเป็นไปตามกฎเเห่งกรรม ที่ว่ากรรมตามเวลา คือ บุญชาตินี้จะไปเปลี่ยนกรรมทำให้เกิด (ชนกกรรม) ในชาติหน้า เพราะชาตินี้ใบหน้าถูกกรรมทำให้เกิดหลอมจนคงรูปแล้วเปลี่ยนไม่ได้ ยกเว้นวิธีเเรก (ศัลยกรรม) ซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติ

ผู้ทำต้องสามารถรับกรรม ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีจากการเปลี่ยนหน้าตนเองโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ หากไม่ต้องการศัลยกรรม ให้ใช้วิธีลดกรรมและสร้างบุญใหม่เพื่อชาติหน้าด้วย เช่น ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ของสวยงาม และมีประโยชน์ให้แก่ศาสนา หรือเวลาจะเอาของใคร ก็เอาของดีๆ สวยงามให้เขา และทำบุญบริจาคเลือด ดวงตา หรือ อวัยวะร่างกายให้เเก่โรงพยาบาล


8. ได้คู่ครองเป็นคนมีเจ้าของอยู่เเล้ว หรือเป็นเมียน้อย เป็นเมียเก็บ

สาเหตุของกรรมมาจาก ทั้งในอดีตและปัจจุบันชาติ ต้องเคยทำผิดศีลข้อ3 นั่นเอง คือ ชอบเสพกามกับผู้มีเจ้าของอยู่เเล้ว หรือประพฤติผิดทางกรรม เช่น มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลูก เมีย หรือ สามีของผู้อื่น โดยที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องมีความร้าวราน เจ็บปวด หรือแตกแยก ไม่เช่นนั้นทางเราก็ต้องมีเจ้าของอยู่เเล้ว เล้วเราทำผิดต่อคู่รักตนเอง หรืออาจเคยข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยเขาไม่ยินยอม หรือในอดีตชาติ เคยอธิฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ชาติก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ซึ่งถ้าคู่ที่เราอธิฐานร่วมไว้นั้น มีกรรมร่วมกับผู้อื่นมากกว่าหรือก่อนที่เราจะเข้าไปในชีวิตเขา เราเข้าไปภายหลัง ย่อมกลายเป็นเมียน้อย เป็นเมียเก็บ หรือได้คู่ครองเป็นคนมีเจ้าของอยู่เเล้ว

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม คือ หากมีสติก็สามารถหยุดบาปปัจจุบันไว้ได้ พยายามหนีห่างออกมาจากสภาพท่เป็นอยู่เสีย ส่วนวิธีสร้างบุญคือ ร่วมเป็นเจ้าภาพช่วยเหลืองานเเต่งงาน หรือถวายทานคู่ เช่น ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เครื่องไทยทานคู่ ฯลฯ และทุกครั้งท่ทำบุญควรอุทิศผลบุญ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยมีบาปกรรมต่อกันและขออโหสิกรรมเสีย การทำบุญทุกชนิดและการอธิษฐานจิต ขอให้เขาไปดีมีความสุข และขอให้ตัดขาดจากกันไปเลย จะช่วยบรรเทากรรมตรงนี้ได้
ส่วนวิธีแก้กรรมที่ดีที่สุด คือ การถือเพศพรหมจรรย์ เช่น ถือศีล8 และบวชชี หรือชีพราหมณ์ หากเป็นผู้ชายก็สามารบวชพระได้ อาจกำหนดเวลาที่ถือศีลและบวช ไว้ที่ 8 วัน 20 วัน 2 เดือน หรือเเล้วเเต่สะดวก


9. จิตใจไม่สงบ มักฟุ้งซ่าน ร้อนรน เป็นทุกข์เพราะความรัก

สาเหตุของกรรมมาจาก บาปทางใจ เช่น เคยริษยาผู้อื่น แค้นเคือง ผูกพยาบาท โกรธ โมโห ลบหลู่เขา ฯลฯ โดยที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องด้วยเลย กรรมชนิดนี้ คล้ายกรรมที่รักเขาข้างเดียวเเล้วเป็นทุกข์ แต่กรรมชนิดนี้ จะมีเหตุมาจากกรรมทางใจชนิดอื่นด้วย และเจ้ากรรมนายเวรของเราอาจมีหลายคน อาจมีทั้งที่เสียชีวิตแล้วและยังมีชีวิตอยู่ บาปจากกรรมนี้จะทำให้ใจสับสนคล้ายไร้จุดยืน ไม่มีสมาธิ มักกังวลเรื่อยเปื่อย

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม ควรทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน หรือทานทุกชนิด อาจมีการไถ่ชีวิตสัตว์ทุกชนิด และให้เน้นนั่งสมาธิ สวดมนต์ (อาจสวดคาถาชินบัญชร และแผ่เมตตา อธิษฐานจิต ตัดความทุกข์ทางใจของเราเอง อาจอธิษฐานจิตแผ่เมตตา ให้ผู้มีเรื่องกับเราอยู่ดีมีสุข ไม่มารบกวนเราทางใจอีก และให้เน้นการปล่อยวางทางใจ สามารนั่งสมาธิ ได้ทั้งเเนวสมถะและวิปัสสนา ควรหาคู่มือสมถะเเละวิปัสสนาเล่มเล็กมาใช้เพื่อการระงับใจที่ถูกต้อง


10. โง่เขลาเพราะความรัก และถูกคนที่เรารักหลอกลวงอยู่ร่ำไป

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยดูถูกความรักและคนที่เขารักเรา และอาจดูถูกผู้ที่เขาเป็นคนดี ผู้ที่หมั่นหาความรู้และประกอบเเต่กรรมดี หรืออาจเคยหลอกคนที่เขารักเรา หรือชักชวนคนที่หลอกเราในชาตินี้ ให้ไปกระทำผิดด้านความรัก ด้านชู้สาว โดยอาจทำให้คู่กรณีที่กล่าวมามีความเจ็บปวด ทรมานทั้งกายและใจ ส่วนตัวเรานั้น ก็ไม่ขยัน หมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ที่ดีงาม แต่กลับหมกหมุ่นในเรื่องชู้สาว เรื่องความรักที่มีเเต่โทษ

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ให้ทำบุญถือศีล 5 หรือ 8 และทำทาน โดยเน้นทำบุญด้านหนังสือธรรมะ หรือพิมพ์บทสวดมนต์เเจก หากอยู่ในช่วงโดนหลอกอย่างหนัก อาจ ถวายเทียน หลอดไฟฟ้า น้ำดื่ม ถังบรรจุน้ำ เครื่องกรองน้ำ ให้เเก่วัด เพราะเป็นสัญลักษณ์เเห่งเเสงสว่างและความไหลรื่น จะได่เกิดความสบายใจ และเกิดผลในเเง่บวกต่อใจในขณะนั้น นอกจากนี้ ยังสมารถบำรุงปัญญาโดยการสวดมนต์และทำสมาธิทุกวัน แล้วอธิษฐานจิตขอให้วิบากรรมของเราหมดไป อธิษฐานขอโทษ ขออโหสิกรรม และแผ่เมตตาให้คนที่หลอกเรา และขอให้เขามีความสุข โดยอธิษฐานขอให้เขาอย่าได้หลอกลวงเราอีกเลย เป็นการตัดบาปกรรมที่มีต่อกันให้สิ้นเสีย


11. มีคนรักก็จริง แต่กลายเป็นคนรับใช้ของคนรักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุของกรรมมาจาก การที่ทั้งคู่เป็นคู่กรรมร่วมกันมาตั้งเเต่อดีตชาติ มีความรักร่วมกันมาและมีใจมุ่งมั่นจะเป็นคู่ครองกัน หรืออาจอธิษฐานจิตเป็นคู่กันในชาติต่อๆมา แต่มีบาปร่วมกัน เช่น เคยใช้คนรักของตนเหมือนทาส เคยเนรคุณทรยศคนรักของตน หรืออาจเคยติดหนี้บุญคุณคนรักหลายอย่าง แต่บาปตรงนี้อาจไม่หนักมาก จึงยังคงรักกันอยู่ แต่ต้องคอยรับใช้เขาเหมือนเช่นเราเคยใช้งานเขาในอดีตชาติ

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม พยายามทำบุญต่อทั้งเขาและผู้รอบข้าง เช่น ครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ใกล้ชิด อย่างจริงใจและในจำนวนครั้งที่มากครั้ง เพื่อบุญจะได้ผลักดันบาปเก่าให้เคลื่อนห่างออกไป และส่วนที่ชดใช้กรรมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีความอดทนหากเรายังรักคนรัก ของเราอยู่ ให้ถือเสียว่า ตั้งใจชดใช้บาปกรรมของเราและตั้งใจสร้างบุญใหม่ขึ้นมาแทรกเเซง อาจใช้วิธีทางจิตวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยทำให้คนรักเราเห็ว่า เรารักเขาจริง หากรักกันจริง ก็ต้องเข้าใจเราบ้าง และให้พาเขาไปทำบุญร่วมกันบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการมีบาปร่วมกัน เช่น ร่วมกันตอบเเทนคุณของพ่อเเม่ทั้งสองฝ่าย ร่วมกันสร้างพระพุทธรูป รวมทั้งไถ่ชีวิตสัตว์ประเภทต่างๆ ร่วมกัน และในการทำบุญแต่ละครั้งให้หมั่นแผ่เมตตา ให้เขาและอธิษฐานจิตให้เขาเลิกทำร้ายเราทางใจ หรือเห็นเราเป็นคนรับใช้เสียที เมื่อบาปตรงนี้เจือจาง ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไป และเราก็สมารถปรับเปลี่ยนท่าที ไม่ต้องเป็นทาสรับใช้เขาอีกต่อไป แต่เน้นเดินร่วมกันบนทางเดินเเห่งชีวิตคู่


12. โดนคนรักเอาเปรียบ

สาเหตุของกรรมมาจาก เคยเบียดเบียนเงินหรือสิ่งของของผู้อื่น เช่น พ่อเเม่ ญาติพี่น้อง โดยเฉพาะคนที่เป็นคู่เวรคู่กรรมกับเราไว้ในอดีตชาติ เคยโกง ผู้มีพระคุณหรือคู่เวรคู่กรรมในอดีตชาติ กรรมชนิดนี้ รวมถึงการขโมยเงิน หรือทรัพย์สินต่างๆ ของครอบครัว และของคู่เวรคู่กรรม ของเรามาใช้

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม ให้ลดกรรมด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการให้ทานทุกประเภท อย่ายึดติดในสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกัน และให้ถือเสียว่า การที่เราเผื่อเเผ่ในสิ่งที่เราไม่ได้ใช้หรือไม่มีประโยชน์ต่อเรามากนัก ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งเราควรยินดีด้วย และหลังจากการให้ทานเเล้ว ให้อธิษฐานจิตขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร หรือคนรักของเราเสีย อย่าให้มีเวรกรรมต่อกัน และจงอย่าคิดแค้น หรือเอาคืนจากคนรักที่กำลังเอาเปรียบเราอยู่ เพราะจะเป็นเวรกรรมต่อกันไม่จบสิ้น


13. เป็นทุกข์เพระคนรักเจ้าชู้

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ หรือเเม้เเต่ชาติปัจจุบันเป็นคนเจ้าชู้ ไม่รักใครมั่นคง ชอบหลอกผู้อื่นให้อกหักและเศร้าโศก อาจมีพฤติกรรมนอกใจคู่รักเข้ามาเกี่ยวข้อง

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ให้ลดบาปกรรมที่ตัวเรา โดยเริ่มประพฤติดีปฎิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ หากตนเองมีพฤติกรรมเป็นคนหลายใจ ก็ให้เลิกเสีย เพราะจะเป็นบาปส่งให้คนรักเรานอกใจเราอยู่ร่ำไป หากคนรักเป็นคนเจ้ชู้มาก ให้ปรับพฤติกรรมของเราเสีย การราวีและจับผิด หรือทะเลาะเบาะเเว้ง เพราะเรื่องนี้จะเป็นการสร้างเวรกรรมใหม่เพิ่ม นอกจากจะระงับกรรมปัจจุบันไม่ได้แล้ว ยังทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตอีกด้วย พยายามทำบุญให้จิตใจผ่องใส ให้ทำบุญและอธิษฐานจิตบ่อยๆ ให้หมดเวรหมดกรรมตรงนี้เสีย จะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามต่อชีวิต ส่วนการทำบุญเกี่ยวกับความรัก เช่น ถวายทานเป็นคู่ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้สมรักสมหวังกัน ฯลฯ จะช่วยส่งเสริมให้ความรักของเราได้สมหวัง


14. กรรมที่ต้องมีคู่รักมาก

สาเหตุของกรรมาจาก การที่เราได้มีจิตผูกพันรักใคร่ หรือร่วมอธิษฐานจิต ร่วมเป็นคู่กับคู่รักหลายคน หรือทำบุญร่วมกันมา ซึ่งตามกฎเเห่งกรรมของความรักนั้น ชายหญิงจะมีคู่เรียงกันมา ราวๆ 5 คน เพราะจริงๆ แล้วคนที่เคยอยู่ร่วมกันมา มีนับชาติและนับคนไม่ถ้วน แต่คนที่จะอยู่ร่วมกันด้วยจะมีเพียงคนเดียว เพราะเป็นเนื้อคู่แท้ที่อยู่ร่วมกันมาและตั้งจิตจะอยู่คู่กันมามากชาติที่สุด ซึ่งเนื้อคู่ที่เคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ไม่จำเป็นต้องมาปรากฏอยู่ร่วมกับเราทั้ง 5 คนก็ได้

แต่กรณีที่มีคู่รักมาก จนทำให้เกิดความเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายเพราะความพลั้งเผลอในบุญและกรรมที่เผลอทำร่วมกันมา ตัวอย่าง เช่น เคยถวายทานเเก่พระร่วมกัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน โดยในขณะที่ถวายนั้น เผลอมีจิตชอบหลงใหลชอบกันชั่วเเวบขณะหนึ่ง ทั้งบุญและบาปตรงนั้นจะเป็นกรรมแทรกเนื้อคู่อันเเท้จริงที่มีเเต่เดิม มาจนกลายเป็นปัญหารักสามเส้า หรือหลายๆ เส้าก็เป็นได้

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม อาจใช้วิธีปัจจุบันทันด่วน จะได้แก้ปัญหาทันท่วงที นั่นคือ ให้เจรจากับคู่รักของเราทั้งหมด ให้เข้าใจว่า แผนการในอนาคตควรเป็นเช่นไร เพราะอย่างไรก็ตามสังคมและวัฒนธรรมไทยยังรับไม่ได้กับการมีคู่รักพร้อมกันหลายๆคน ทั้งฝ่ายชายมีภรรยาหลายคน หรือฝ่ายหญิงมีสามีหลายคน เพราะจะเกิดปัญหาหลายอย่างในอนาคต ทั้งปัญหากฎหมายและปัญหาครอบครัว และจะทำให้ทุกคนที่เกื่ยวข้องเจ็บปวด ทรมาน และมีความทุกข์ใจอย่างมากมาย

ส่วนวิธีลดกรรม ต้องสำรวม กาย วาจา ใจ พยายามลดความกำหนัดทางกายให้ได้มากที่สุดที่ทำได้ อาจเริ่มศึกษาธรรมะให้มากขึ้นฝึกสมถะเเนวอสุภะ และวิปัสสนากรรมฐาน และถือศีล5 หรือศีล 8

ทุกครั้งเมื่อทำบุญใดๆ ก็ตาม ก็ให้อธิษฐานตัดคู่รักที่ไม่ใช่คู่เเท้ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไปออกเสีย ให้เหลือ เเต่คู่ จริงๆ ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป หากมีคนเดินเข้ามาในชีวิตก็ต้องใช้สติพิจารณา หากพิจารณา ถ้วนเเล้ว ไม่ใช่เนื้อคู่ที่เเท้จริง ก็พยายามตัดคนๆ นั้นออกจากชีวิตไปเสีย โดยอธิษฐานจิตหลังทำบุญตลอดไม่ให้ชีวิตยุ่งเหยิงจาการรักซ้อน ส่วนเวลาทำทาน ก็พยายามทำทานด้วยของเป็นคู่ๆ ไป เอาเคล็ดไว้ก่อน


15. กรรมที่ต้องเป็นไซด์ไลน์ สาวนั่งดริ๊ง โสเภณี หรือต้องขายตัว

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยพรากภรรยา หรือสามีผู้อื่น หรือเป็นคนเจ้าชู้มากรัก ประพฤติผิดทางกามเป็นประจำ และหักอกให้ผู้อื่นต้องช้ำใจ ขณะเดียวกันทั้งศีลและจริยธรรมก็บกพร่องตลอดด้วย โดยเฉพาะทางเพศ ทำให้ต้องมาเกิดเป็นโสเณี หรือคนที่ต้องทำอะไรคล้ายๆ กับการขายตัวในชาติปัจจุบัน

ซึ่งเเรกๆ อาจยังไม่รู้ตัวว่าจะต้องเป็นเช่นไร ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดีงาม นั่นเป็นเพราะมีบาปกรรมบังตาไว้ ต่อมาเมื่อรู้ตัวและเกิดความทุกข์ก็ตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม ในเมื่อทำไปเสียแล้ว ก็ให้มีสติ ฉุกคิด ในสิ่งที่ตนทำไว้ ให้รู้เท่าทันในการกระทำของตน ให้นำเงินจากการขายบริการทางเพศส่งให้พ่อแม่ใช้ตลอดอย่าให้ขาด เป็นการตอบแทนคุณ ส่วนเงินส่วนหนึ่ง ก็ให้แบ่งทำบุญ โดยเฉพาะกับสัตว์ที่ถูกทิ้ง เด็กกำพร้า คนตาบอด คนพิการ คนชรา ฯลฯ

สัตว์เเละคนเหล่านี้น่าสงสาร เพราะด้อยโอกาสกว่าคนทั่วไป ให้ทำบุญเช่นนี้เป็นประจำ อย่าได้ขาด ถ้าเป็นไปได้ก็ทุกเดือนจนกว่า จะพ้นกรรมตรงจุดนี้ได้ และให้ระมัดระวังการใช้เงิน อย่าใช้ฟุ่มเฟือย สนองความสวยงามของร่างกายเเต่เพียงอย่างเดียว ให้ตั้งใจระมัระวัง สำรวมกายและใจ อาจถือศีล กินเจ

ส่วนข้อที่ละไม่ได้ไม่เป็นไร ให้ตั้งใจถือศีลข้อที่ละได้อย่างเคร่งครัด เช่น ไม่พูดโกหก ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ดื่มสุรา ไม่ผิดคนรักของผู้อื่น นอกจากอาชีพท่ตนทำอยู่ หรือพยายามอย่าให้ตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวผู้อื่นต้องเลิกร้างกัน ให้พยายามครองโสดตลอดไป อย่าเพิ่งมีความรักแบบหนุ่มสาวจนกว่าจะพ้นอาชีพ หรือวิบากกรรม ตรงจุดนี้แล้ว ให้อธิษฐานจิตเเผ่เมตตา ขออโหสิกรรม ขอตัดกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร หรือคู่กรณีหลังจาการทำบุญทุกครั้ง และขออธิษฐานจิตทำความดียิ่งๆ ขึ้นไปเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น


16. กรรมต้องพลัดพรากจากคนรัก (คนรักยังมีชีวิตอยู่)

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ ได้ทำการพรากลูกพรากเมียผู้อื่น หรือได้วางแผนยุยง และทำให้บ้านเมืองและหมู่คณะ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักกันต้องพลัดพรากแตกแยกกัน บาปชนิดนี้ เกิดขึ้น เพราะทั้งเราและคนที่เรารัก อาจเป็นคนร่วมกันทำในอดีตชาติ หรืออาจจะทำฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ทำให้ในชาติปัจจุบัน ทั้งเราและคนที่เรารัก ต้องรับกรรม แตกแยกกัน ไม่มีทางได้กลับมารักกันได้ หรือยังรักกันแต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ หากเรามีครอบครัว ครอบครัวของเราอาจแตกแยก พลัดพราก บ้านเเตกสาเเหรกขาดอย่างที่ไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้นในชีวิต

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม หากต้องพลัดพรากจากครอบครัวและบ้านเมืองอันเป็นที่รัก แสดงว่าเป็นบาปกรรมหนัก อาจเป็นกรรมที่ทำให้ประเทศชาติและคนในชาติต้องเเตกแยกร้าวราน จำต้องอดทนรับกรรมที่เกิดขึ้น เพราะบาปที่เกิดขึ้นหนักมาก บุญที่ทำไม่อาจผลักดันให้บาปนั้นเคลื่อนห่างได้โดยง่าย แต่ก็ให้ทำการลดกรรมด้วยการทำบุญตลอดเวลา จะได้ไม่มีผลบาปส่งไปถึงชาติหน้า และชาตินี้ อาจมีโอกาสที่กรรมตรงนี้จะหมดไป ให้เน้นการทำบุญที่เป็นการส่งเสริมให้เกิดความปรองดองขึ้น

เช่น บริจาคเงินเข้าโครงการร่วมพัฒนาชนบท อาหารกลางวันเด็ก โครงการช่วยเหลือเด็กบ้านแตก หรือเด็กกำพร้ ฯลฯ และเงินที่ใช้บริจาคทาน ไม่ควรมาจากการโกงกินกรือโดยมิชอบ หลังจาการทำบุญทุกครั้ง ให้อธิษฐานจิตเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ และหากรู้ว่า การกลับคืนมาของคนที่รักไม่สามารถเป็นไปได้ ก็ให้ทำบุญแผ่ส่วนบุญกุศลไปถึงคนที่เรารักบ่อยๆ เพื่อให้ชีวิตของเขามีความสุข และให้หมั่นอุทิศตัวทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ให้มากครั้ง


17. ต้องเจ็บตัวหรือเจ็บใจเพราะความรักเป็นประจำ

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้คนมากมาย หรือเคยทรมานทาส ทำร้ายร่างกายผู้อื่นไว้ ทำให้ชาตินี้ ต้องมารับวิบากกรรม กรรมชนิดนี้ จะรวมการเจ็บตัว และเจ็บปวดใจเข้าด้วยกัน

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ให้ตั้งจิตอุเบกขาอดทนรับกรรม ให้อธิษฐานจิตว่า ยินดีรับผิดเเล้ว ยินดีให้ลงโทษไปตามกรรมที่ได้เคยก่อขึ้นมาในอดีตชาติ และขอขมา ขออโหสิกรรม และขอให้บุญที่ทำมาดีแล้ว จงแผ่ไปสู่เจ้ากรรมนายเวรและคู่กรณี หรือคนรักที่ทำให้ต้องเจ็บตัวและเจ็บใจทุกๆท่าน ให้ท่านเหล่านั้นจงมีความสุข และเมื่อมีโอกาส ให้ทำบุญโดยการช่วยเหลือทางการเเพทย์ต่างๆ ไม่ว่าด้วยทรัพย์ หรือเเรงกาย หรือการบริจาคเลือดหรืออวัยวะ หรือทำทานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่ไร้ผู้อนุเคราะห์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานผลบุญและแผ่เมตตาไปให้ทุกๆ คนที่เคยมีเวรกรรมต่อกัน กรรมเก่าก็จะหมดเร็ววัน


18. เกิดมาผิดเพศหรือชอบเพศเดียวกัน

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยผิดลูกเมียผู้อื่น หรือยังเหลือเศษกรรมที่ต้องชดใช้กับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเพศเดียวกัน หรืออาจเคยทำกรรมแย่งภรรยาผู้อื่น หรือมีศีลและจริยธรรมบกพร่องจนต้องมาเกิดเป๋นกะเทยหรือบุคคลรักร่วมเพศ หรือเป็นคู่รักเก่าร่วมบุพเพกันมา เเต่เกิดมาเป็นเพศเดียวกันเพราะบาปกรรมที่เคยก่อไว้ บางรายอาจเป็นพรหมจุติมาก่อน จึงติดเศษบุญเก่า คือ ดูไม่คล้ายชายไม่คล้ายหญิง เพราะร่างพรหมไม่มีเพศ เเต่เนื่องจากมีบาปเก่าติดมาด้วย จึงอาจมีบางช่วงชอบผู้ชายด้วยกัน เพราะเป็นเศษบาปกรรมในอดีตชาติ

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม คือ ให้ตั้งอธิษฐานจิตชดใช้กรรม โดยขอให้เจ้ากรรมนายเวรลดทอนโทษด้วยการทำบุญไปให้ อาจเน้นการทำบุญ เช่น ช่วยเด็กกำพร้า ผู้ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่ครอบครัวแตกแยก ฯลฯ

หากอยู่ในสภาวะที่การรักร่วมเพศเป็นไปไม่ได้ หรือมีทุกข์หนัก ให้อุทิศชีวิตโสดของตน เพื่อทำงานการกุศลประเภทต่างๆ จนหมดวาระกรรม ไม่ควรฝืนเเต่งงานกับผู้หญิงที่ตนไม่ได้มีจิตรักใคร่ตามเพศชายหญิง เพราะจะทำให้เกิดบาปกรรมพ่วงผูกพันกันต่อไปในชาติหน้า ควรครองตัวเป็นโสดและใช้เวลาว่างทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ต่อๆไป

ในกรณีที่มีคู่รักเป็นเพศเดียวกัน ที่สามารถอยู่ครองรักใคร่และเข้าใจกันได้ ก็ให้หมั่นเชิญชวนการทำบุญอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้มากๆ ควรหลีกเลี่ยง การตั้งใจ หรืออธิษฐานจิตให้เกิดมาเป็นเพศเช่นนี้ต่อๆไป แต่ควรขอให้คุณงามความดีที่ทำมา ให้เกิดมาเป็นเพศตามธรรมชาติตามำลังของกรรมในชาติต่อๆไป


19. มีคู่รักแต่กลับไม่มีลูก

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยทำร้ายลูกของสัตว์อื่น หรือพรากลูกสัตว์มาจากพ่อแม่ของมัน อาจเคยข่มเหงรังแก หรือฆ่าลูกของคนอื่น แต่ถ้าในกรณีที่มีลูกช้า อาจยังไม่ทราบว่า เราเคยได้ฆ่าชีวิตลูกผู้อื่นหรือไม่ ในอดีตชาติ อาจเป็นเพียงบาปที่ไปพรากลูกผู้อื่นหรือกีดกันไม่ให้ลูกต้องพบกับพ่อแม่

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ลดกรรมด้วยการถือศีลกินเจ 7 วัน ในทุกๆ เดือน และให้เน้นการทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ให้ไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะโดนฆ่าเอามาปล่อยเสีย และทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ หรือมูลนิธิเด็กอ่อน เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง เป็นต้น

หากต้องการเร่งบุญให้ถือศีล 8 เป็นเพศพรหมจรรย์ และกินอาหารผักเป็นนิตย์ ละเว้นการตัดชีวิตสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเสีย หากในปัจจุบันชาติ ไม่สามารถมีลูกสืบสกุลได้แล้ว บุญจะหนุนนำไปอีกชาติหนึ่ง หากท่านยังมีอายุไม่มาก ให้แก้กรรมโดยทำบันทึกความดีขึ้นมา


20. ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น ทะเลาะเบาะเเว้งกันเป็นประจำ (อาจจะร้างรากันในที่สุด)

สาเหตุของกรรมมาจาก 2 กรณี

กรณีเเรก คือ ในอดีตชาติ เคยทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ หรือโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในกรณีนี้ ปกติเเล้ว จะอยู่ได้ไม่นานก็ต้องร้างรากันไป แต่ทั้งคู่คงเผลอทำบุญร่วมกันในบุญใหญ่ที่มีความบริสุทธิ์มากจริงๆ จึงทำให้อยู่ร่วมกันยาวนานได้ ข้อนี้ต้องระวัง ถ้าหมดบุญแล้ว จะต้องเลิกรากันตามอำนาจแห่งกรรม

คู่ชนิดนี้ ความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่น ทะเลาะกันบ่อยครั้งจนเลิกรากันไป โบราณเรียก เนื้อคู่ ชนิดนี้ ว่า เนื้อคู่ข้าวตอก ดอกไม้ คือ ทั้งคู่เผลอเอาดอกไม้ไปถวายพระพร้อมกันแล้วเผลอเเตะตัวกัน ทำให้บุญตรงนั้นบันดาลให้เป็นคู่รักกันตามกำลังบุญ โดยมีระยะเวลา ตั้งเเต่ 1---30 ปี ก็ยังมี หลังจานั้นก็ต้องเลิกกัน

กรณีที่สอง คือ ในอดีตชาติ ก่อนๆ เป็นคู่เเท้ร่วมกันมา แต่ขาดความปรองดองต่อกัน ไม่ชอบร่วมมือกัน ชอบทำอะไรกันคนละทาง ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดการอธิษฐานจิต หรือชอบทำบุญต่างเวลากัน

เนื้อคู่ชนิดนี้ ปัจจุบันชาติ อาจไม่เลิกรากัน แต่หากบุญค่อยๆ ขาดจากกัน จะไม่เป็นคู่กันอีกในชาติต่อๆไป

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ในทั้งสองกรณี คือ ร่วมใจกันทำบุญร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน ร่วมเป็นเจ้าภาพงานเเต่งงาน ร่วมกันไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ฯลฯ ให้ทำร่วมกันเป็นประจำ สม่ำเสมอ หรือทุกวันได้ยิ่งดี โดยให้ตระหนักว่า หากเรากับคู่รักเป็นกรณี เเรก เเสดงว่า เผลอทำบุญร่วมกันน้อยมาก ต้องเพิ่มบุญให้มากๆ จะได้ผลักชะตากรรมที่ต้องร้างรากันให้ห่างออกไปให้มากที่สุด และให้หมั่นสวดมนต์ ถือศีล ทำสมาธิร่วมกัน อย่าทำบุญใดๆ หรือถือศีลคนเดียว เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างของบุญและบาปขึ้น เช่น เราดื่มสุรา แต่แฟนถือศีล 5 บุญของเเฟนเราจะยิ่งผลักคนที่ถือศีล 5 อย่างเราให้ไกลจากเขาทุก ๆ ที พยายามสำรวมกาย วาจา ใจ ให้คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งให้เริ่มจากเราก่อน จะได้ไม่เป็นการสร้างบาป ต่อกัน และท้ายที่สุด คือ ให้พยายาม ทำดีกับคู่รักให้มากๆ ให้คิดเสียว่าหากบุยเนื้อคู่ขาดกันวันใด เราก็จะไม่เสียใจแล้ว เพราะทำดีกับเขาที่สุดเเล้ว


21. ชีวิตคู่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ร่วมกันทำอะไรก็ไม่เจริญ มีเเต่ทรงกับทรุด

สาเหตุของกรรมมาจาก ทั้งคู่เป็นคู่กรรม ร่วมกันมา คือร่วมทำทั้งบุญและบาปร่วมกัน อาจเป็นคู่ ที่ไม่ควรเป็นคู่กันด้วยซ้ำ แต่บุญบาปในอดีตชาติ ทำให้หันเห มาเป็นคู่ชีวิตกัน หรือ อาจเป็นคู่เเท้ร่วมกันมาในชาติก่อนๆ แต่ร่วมกันทำบาปเล็กๆน้อยๆ หลายๆ บาปร่วมกัน บาปกรรมที่ทำจึงบันดาลให้ชีวิตคู่ ไม่ราบรื่น มีอุปสรรค ให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรือในปัจจุบันชาติ ทั้งคู่อาจร่วมกันทำบาปร่วมกันเล็กๆน้อยๆมาเรื่อยๆ โดยไม่สนใจทางบุญกุศลเลย ชีวิตคู่จึงไม่มีความเจริญเกิดขวิธีลดกรรมหรือเ
83  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คนที่เห็นผีบ่อยๆแสดงว่าเป็นคนอย่างไรค่ะ เมื่อ: เมษายน 20, 2013, 02:37:59 PM
 ask1

จารวีชอบเห็นผีอยู่บ่อยๆค่ะเลยสงสัยว่าเขามาให้เห็นมีเหตุผลอะไร และต้องการอะไร เป็นเจ้ากรรมนายเวร หรือมาเพื่อขอส่วนบุญ ผู้รู้รบกวนช่วยตอบคำถามด้วยค่ะ  

thk56
84  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / ปัณทรกชาดก-ชาดกว่าด้วยโทษของการเปิดเผยความลับของผู้อื่น เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 08:45:51 PM



85  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / มาตุโปสกชาดก เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 08:30:01 PM




86  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / เภริวาทชาดก เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 08:15:45 PM


87  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ ทอดกฐินสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างศาลาปฎิบัติธรรมและที่พักสงฆ เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 07:40:23 PM



           ท่านใดสนใจร่วมทำบุญ สามารถโอนเงินได้ที่
  หมายเลขบัญชี 630-002684-3 ธ.กรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์
  ชื่อบัญชี ศริวรรณ  สนั่นเอื้อ
88  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ภาวะจิตคุณ.....อยู่ในภพภูมิใด เมื่อ: สิงหาคม 12, 2012, 06:08:26 PM

“ภูมิจิต ๑๓” ระดับจิตสัตว์อันจะนำไปสู่ภพต่างๆ หรือหมดสิ้นภพต่างๆ


มนุษย์สามารถจะพยากรณ์ชาติภพหน้าของตนเองได้จากกรรมที่กระทำเสมอในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากจิตของคนเรา ซึ่งมีระดับที่ค่อนข้างคงที่และตรวจวัดได้เมื่อมีอายุสูงขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงน้อยลง และระดับจิตคงที่นี้เอง ที่ยังผลให้ไปเกิดภพต่างๆ อีกทั้งจิตนี่แหละ คือ ผู้ก่อสร้างภพชาติทุกขณะจิต หากจิตระลึกภาวนาถึงสิ่งใดอยู่เสมอก็จะสร้างภพสร้างชาติในสิ่งนั้นๆ เช่น การระลึกถึงตรึกแต่เรื่องเงินทอง จิตก็จะสร้างภพชาติแห่งความโลภ อันเป็นเหตุให้เกิดภพเปรตได้ หากจิตระลึกแต่พระพุทธเจ้า จิตก็จะสร้างภพแห่งความดีงาม ยังผลให้ไปเกิดถึงสวรรค์ชั้นดุสิตได้ แต่หากจิตระลึกถึงการสิ้นไปของชาติภพ ก็จะไม่ส่งผลให้เกิดชาติภพต่อไป คือ นิพพาน การพิจารณาระดับจิตของตนจะช่วยให้เรารู้ตัว และพัฒนาระดับจิตให้สูงขึ้นได้ดีขึ้น จิตของคนเรามีระดับหลายระดับด้วยกัน สามารถพิจารณาได้ไม่ยากเป็น ๑๓ ประเภท เรียงจากต่ำสุดไป ดังนี้คือ

นรกภูมิ คือ จิตที่ก่อแต่กรรมเลว แล้วหลงผิดคิดว่าดีเพราะเชื่อคนเลวในคณะ.

          ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดยัง “ นรก ” จะมีลักษณะทำความชั่วมากกว่าความดี ไม่เชื่อเรื่องกรรม ศีลบกพร่องถึงขั้นไม่มีเลย มีความเชื่อเดียวกันเองในกลุ่มย่อย ที่ไม่สอดคล้องกับธรรมสากล คนที่ต้องตกนรกแน่นอน เช่น คนที่ติดสุราต้องกินทุกวันแม้มีคนทักท้วงห้ามก็จะโมโหใส่, คนที่มีมิจฉาอาชีวะ ต้องโกงกินหรือเบียดเบียนผู้อื่นเป็นอาชีพ, คนที่คบชู้และทำร้ายจิตใจผู้ที่รักตนอย่างหนัก, คนที่ไม่สนใจทำบุญทำทาน รังแต่จะจับผิดนินทาคนที่ตั้งใจทำความดี เป็นต้น คนเหล่านี้ ไม่อาจหลุดพ้นนรกไปได้เลย 


เปรตภูมิ คือ จิตที่ตระหนี่ เพราะหลงผิดคิดว่าไม่ทำร้ายใครก็ถือว่าตนดีแล้ว.
    ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเปรต แม้ไม่ถูกทรมานในนรก ก็จะต้องพบกับความหิวโหยทรมานอยู่เป็นนิตย์ จะมีลักษณะไม่ทำความดี ไม่ทำบุญทำทานเลย ตระหนี่ถี่เหนียวอยู่ตลอดเวลา ถือคติว่า “ เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด ” และคิดว่าทำไมต้องช่วยคนอื่นด้วย นี่เป็นทรัพย์อันชอบธรรมของตนแล้ว สมควรเลี้ยงดูตนเอง ไม่สมควรแบ่งปันแก่ใคร แม้นไม่ทำร้ายใครมาก แต่ไม่มีบุญเลี้ยงตัวเลยเมื่อตายลง จึงเกิดเป็นเปรตที่หิวโหยอยู่เป็นนิตย์ ลักษณะของคนประเภทนี้ ไม่สามารถหลุดพ้นจากความเป็นเปรตไปได้   

เดรัจฉานภูมิ คือ จิตที่ทำดีต่อคนเลว แล้วทำเลวต่อผู้อ่อนแอกว่าเพราะความกลัว
   ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องหาอาหารด้วยการกินกันเป็นทอดๆ เมื่อจะกินต้องล่าผู้อื่น เมื่อถึงคราวเคราะห์ต้องถูกผู้อื่นล่ากิน และต้องตายอย่างทรมาน ชีวิตทั้งชีวิตลำบากลำบน แม้มีอาหารกินบ้าง แต่ก็ยังต้องเสี่ยงชีวิต ต้องแก่งแย่งอาหารกับเดรัจฉานอื่นๆ ระดับจิตแบบนี้ เป็นคนที่ทำดีแต่กับคนที่มีอำนาจเหนือตน หรือข่มตนได้ และตนเองจะข่มเหงผู้อื่นที่อ่อนแอหรืออำนาจน้อยกว่าตนต่อไป เช่น นายจ้างที่ยอมนักการเมือง แต่เบียดเบียนใช้แรงงานพนักงานอย่างหนัก จนพวกเขาไม่สามารถไปทำบุญได้ทุกวันพระ คนเหล่านี้ เมื่อตายลงชดใช้กรรมในนรกแล้วจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานต่อ มีจิตเป็น “ เดรัจฉาน ” คือ นิยมอำนาจและการกดขี่กันเป็นทอดๆ

มนุษย์ภูมิ คือ จิตที่พุ่งไปสู่ความหมดสิ้นไปแห่งกรรม เพราะความเบื่อการเกิด

      ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นคน มีความสุขอยู่บ้าง มีวิวัฒนาการสูงที่สุดในสรรพสัตว์ทั้งหลาย สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่ายที่สุด และมีโอกาสสะสมบุญบารมีมากที่สุดเหนือกว่าภพอื่นๆ ระดับจิตแบบนี้ เป็นผู้ที่ไม่ปรารถนาจะเกิดอีก เพราะเหนื่อยล้ากับการเกิด หรือกลัวการเกิด อยากชดใช้กรรมให้หมดสิ้นไป หากเป็นมนุษย์ที่บรรลุโสดาบัน จะเกิดในภพที่ไม่ต่ำกว่ามนุษย์ หากเป็นเทวดาที่ไม่อยากเกิดอีก ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ หากเป็นเทวดาที่อยากชดใช้กรรมก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์เช่นกัน หรือเป็นผู้ที่รอการเกิดเป็นมนุษย์มานานและได้ชดใช้กรรมในภพอื่นๆ หมดสิ้นแล้วจึงถึงคิวเกิด


จตุโลกภูมิ คือ จิตที่ทำความดีแบบมีเงื่อนไข เป็นบุญไม่สมบูรณ์เจือด้วยบาป

     ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ จตุมหาราชิกา ” ซึ่งเป็นเทวดาที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สมประกอบ มีความบกพร่องต่างๆ เช่น ยักษ์ จะมีรูปร่างไม่เหมือนเทวดา หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว, นาค แม้ถอดกายทิพย์เป็นเทวดาสวยงาม แต่มีร่างเหมือนงูขนาดใหญ่, กุมภัณฑ์มีรูปร่างพิกลพิการในแบบต่างๆ, คนธรรพ์ ที่มีรูปกายแบบเทวดาสมบูรณ์แต่ไม่วายต้องได้รับผลกระทบจากการที่สถิตอยู่ใกล้โลก เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะปกติเป็นคนชอบทำบุญ แต่เป็นบุญเจือบาป ทำดีแบบมีเงื่อนไขต้องการสิ่งตอบแทน เช่น ลาภสักการะ ทำบุญเจือกิเลสประเภทต่างๆ เช่น ช่วยคนไปด่าไป ทำให้เขาทุกข์ใจ เทวดาชั้นนี้จึงมีภาระเกี่ยวข้องกับโลกมาก ต้องสะสมบุญบารมีมาก จึงไปสู่ภพที่ดีขึ้นได้

ดาวดึงส์ภูมิ คือ จิตที่ทำความดีอย่างบริสุทธิ์ แต่อาลัยอาวรณ์ห่วงหาญาติมิตร
       ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ ดาวดึงส์ ” ซึ่งเป็นเทวดาที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและที่อยู่อาศัย อันพ้นจากเขตของพื้นโลก สงบจากความวุ่นวายของมนุษย์ จัดเป็นสวรรค์ที่แท้จริงชั้นแรก แต่ยังคงต้องมีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันไปดูแลมนุษย์โลก ทำให้ต้องขึ้นๆ ลงๆ สวรรค์และโลกในยามที่ต้องไปช่วยเหลือมนุษย์ เห็นที่เป็นเช่นนี้ เพราะจิตยังอาลัยในโลกมนุษย์ พวกพ้องและญาติมิตรมาก แม้ทำบุญด้วยจิตบริสุทธิ์ เป็นบุญที่ไม่เจือด้วยบาปแบบเทวดาชั้นจตุมหาราชิกาก็ตาม ระดับจิตแบบนี้ เป็นผู้ที่ทำบุญสม่ำเสมอ มีจิตใจมั่นคงเชื่อในศาสนา แต่ยังมีความอาลัยในโลกมาก ห่วงญาติมิตรมาก ทำให้ไปไม่ไกล อยู่เพียงสวรรค์ชั้นต้น รอคอยเวลามาช่วยมนุษย์โลกเสมอ

ยามาภูมิ คือ จิตที่ทำความดีมาก เพื่อให้พ้นไปจากความเป็นมนุษย์ปุถุชน

     ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ ยามา ” ซึ่งเป็นเทวดาที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังไม่ต้องมีภาระวุ่นวายกับเรื่องทางโลกอีก เพราะไม่ต้องรับหน้าที่หมุนเวียนกันดูแลโลกมนุษย์มากเหมือนเทวดาชั้นดาวดึงส์ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะได้ทำบุญใหญ่ไว้มาก หรือจิตไม่มีความห่วงหาอาลัยในโลก มีความยินดีในผลบุญและการเสวยสุขบนสวรรค์อันแท้จริง ระดับจิตแบบนี้ เป็นผู้ที่มักทำบุญใหญ่และทำสม่ำเสมอ เช่น เป็นเจ้าภาพในงานสร้างอุโบสถ, การบวชพระทั้งชีวิต ดำรงตนในศีลไม่บกพร่อง แต่ไม่บรรลุธรรมหรือการฝึกจิตใดๆ มีจิตไม่อาลัยในโลก อยากหลุดพ้นจากเรื่องวุ่นวายทางโลก บุคคลที่ดำรงตนเช่นนี้ ประพฤติตนเช่นนี้สม่ำเสมอ จึงมาเกิดที่สวรรค์ชั้นนี้ได้


ดุสิตภูมิ คือ จิตที่ทำความดีเพื่อมหาชน เพื่อความเป็นพระโพธิสัตว์โปรดผู้คน

      ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ ดุสิต ” ซึ่งเป็นเทวดาที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังไม่ต้องมีภาระวุ่นวายกับเรื่องทางโลกแล้วยังมีโอกาสได้พบกับพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญเพียรรอการจุติอยู่ที่ชั้นดุสิต ทำให้นอกจากไม่ต้องยุ่งเรื่องทางโลกแล้ว ยังมีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์อีกด้วย ระดับจิตแบบนี้ เป็นผู้ที่ทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังผลบุญให้เป็นของตนเอง ทำเพราะเมตตาสงสารอยากช่วยเหลือผู้อื่นเป็นวิสัย เช่น เป็นผู้ชอบเก็บสุนัขจรจัดมาเลี้ยงเพราะสงสาร เป็นต้น


นิมานรดีภูมิ จิตที่ทำความดีมาก เพื่อแก่งแย่งแข่งขันเอาหน้าแต่จิตริษยาอาฆาต

           ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ นิมารดี ” ซึ่งเป็นเทวดาที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและที่อยู่อาศัย แต่มีจิตมาร คือ ความริษยาอาฆาต ไม่สนใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เอาแต่แก่งแย่งแข่งขันกัน ชิงดีชิงเด่นกันเป็นใหญ่ มีฤทธิ์มีอำนาจเอาไว้เอาชนะคะคานกัน ดังนั้น จึงมาเกิดสวรรค์ชั้นสูงกว่าพระโพธิสัตว์ เพราะจะอยู่นานกว่า และมีโอกาสได้เกิดเป็นคนไม่บ่อย ได้สะสมบุญบารมีน้อยกว่า เอาแต่ตีรันฟันแทงทำสงครามกันบนสวรรค์ ไม่มีผู้ใดสอนได้ เพราะมีจิตมิจฉาทิฐิ ระดับจิตแบบนี้ เป็นเพราะทำบุญไว้มากมายเพื่อให้ตนเหนือคนอื่น เช่น พวกคุณหญิงคุณนายที่ทำบุญมากๆ เอาหน้าเอาตา ให้เขาออกชื่อประกาศใหญ่โต เพื่ออวดดีอวดเด่นแข่งกัน แต่กลับมีจิตใจริษยากันเอง

ปรนิมมิตวสวัสตีภูมิ จิตที่ทำความดีมาก เพื่อเป็นหนึ่งเหนือใคร มีจิตริษยาอาฆาต

        ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ ปรนิมมิตวสวัสตี ” ซึ่งเป็นเทวดาที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและที่อยู่อาศัย แต่มีจิตมาร คือ ความริษยาอาฆาต ไม่คิดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หลงทางเข้าสู่มิจฉาทิฐิ หลงผลบุญที่มากมาย ฟุ้งเฟ้อด้วยยศถาบรรดาศักดิ์แต่หาความสุขไม่ได้ มีฤทธิ์มีอำนาจมาก บ้างฝึกจิตขั้นสูง แต่ยังไม่พ้นอวิชชา คิดอยากเป็นใหญ่เหนือผู้ใด คิดครองโลกครองสวรรค์ ก่อสงครามบนสวรรค์ไม่จบไม่สิ้น มีอายุยืนยาวนานที่สุด มีโอกาสเกิดเป็นคนเพื่อมาสะสมบุญบารมีได้น้อยครั้ง ระดับจิตแบบนี้ เป็นเพราะทำบุญใหญ่มามาก แต่มีจิตริษยาอาฆาต เช่น กอบกู้แผ่นดิน แต่มีจิตอาฆาตศัตรู แทนที่จะตกนรกเพราะทำสงคราม กลับดื้อด้านขึ้นสวรรค์ จึงต้องอยู่นานเป็นมารสวรรค์


พรหมภูมิ จิตที่เสพติดในรสสุขแห่ง “ ฌาน ” และความสงบสุข ไร้กิเลสกามใด ๆ

       ระดับจิตเมื่อสัตว์ตายลงแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้น “ พรหม ” ซึ่งเป็นพรหมที่ไม่มีเพศ จึงไม่มีการเสพกาม ไม่มีคู่ครอง ต่างอยู่อาศัยอย่างสงบสงัดดุจฤษีต่างๆ ในป่า ในวิมานของตน ระดับจิตแบบนี้ เป็นเพราะมีความยินดีในการเสพความสุขจากฌาน แต่ยังไม่แจ้งในธรรม ไม่รู้ว่าแท้แล้วการเวียนว่ายตายเกิดคืออะไร จิตยังมีความยินดีในฌาน จึงเกิดภพชาติใหม่ ต้องไปเกิดเป็นพรหม ซึ่งห่างไกลจากความวุ่นวายและกิเลสทั้งปวง แต่ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงได้ คนที่ไปเกิดเป็นพรหมมักบำเพ็ญพรหมจรรย์นั่งสมาธิฝึกจิตจนได้ฌาน


อรหันตภูมิ จิตที่ปล่อยวางการยึดถือทั้งมวล เพราะมีดวงตาเห็นธรรม พบสุขแท้  

         ระดับจิตไร้กิเลส มีความสุขแท้ ไร้ซึ่งความทุกข์ใดๆ เมื่อตายลงสามารถไม่เกิดอีกได้ ซึ่ง ระดับจิตนี้พบเฉพาะผู้บรรลุอรหันต์เท่านั้น บุคคลที่จะพัฒนาภูมิจิตถึงระดับนี้ได้ จะต้องผ่านแต่ละขั้นก่อน คือ การละสักกายทิฐิ หรือความอวดดีถือตน หากบุคคลยังไม่ละ ยังไม่ถูกครูบาอาจารย์กำราบให้ยอมจำนน บุคคลจะยังไม่บรรลุแม้โสดาบัน ไม่อาจบรรลุธรรมด้วยตนเองได้ บุคคลจะบรรลุธรรมด้วยตนเองได้ ก็เมื่อบุคคลนั้นเป็นพระโพธิสัตว์ หรือพระปัจเจก ซึ่งบารมีเต็มในชาติสุดท้ายเท่านั้น ในระหว่างชาติที่พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ จนถึง ๕,๐๐๐ ปีนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดเป็นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกมาเกิดอีก


สุขาวดีภูมิ จิตที่บรรลุธรรมแล้วโปรดสรรพสัตว์ ยอมเกิดใหม่ช่วยสัตว์เรื่อยไป

         ระดับจิตที่ไร้กิเลส บรรลุธรรม ดับสิ้นเชื้ออวิชชาแล้ว เมื่อตายลงสามารถเกิดได้อีก เพื่อลงมาช่วยมวลสรรพสัตว์ อันเกิดได้เพราะ “ พระพุทธเจ้า ” ในอดีต ที่ทรงมีมหาปณิธานไม่ยอมบรรลุนิพพาน เพื่อโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ให้หมดก่อนตน บังเกิดภพใหม่ขึ้น ที่เรียกว่า “ สุขาวดีพุทธเกษตร ”
เป็นที่ๆ บุคคลสามารถบรรลุธรรมได้ พบความสุขแท้ได้ พ้นทุกข์ทั้งมวลได้ และยังสามารถกลับมาเกิดช่วยคนได้อีกตามแต่จิตปรารถนา ปกติ ภพนี้จะไม่แนะนำหรือแสดงให้คนทั่วไปได้รู้เห็น นอกจากจะเป็นผู้มีบุญบารมีมาก มีจิตเมตตาจริงๆ


การเกิดขึ้นของภพต่างๆ นั้น เช่น พรหมโลก ก็ไม่ได้อยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ ใน ๖ ชั้น พรหมโลกเองก็มีชั้นต่างๆ มากมายยิ่งกว่าสวรรค์ทั้งหกชั้น เสมือนเป็นภพโลกอีกภพหนึ่ง อันเกิดจากดวงจิตที่พึงพอใจในการบำเพ็ญฌาน และรสชาติแห่งฌานมากกว่าการบรรลุธรรม พรหมโลก จึงเป็นโลกที่บริสุทธิ์สงบสงัดจากกิเลสชั่วคราว แต่ไม่แจ้งในธรรม ยังมีความยินดีในภพภูมิ และยังมีโอกาสลงมาเกิดในโลกได้อีก ในบรรดาฤษีมากมายที่ตายไปไม่บรรลุธรรม ก็ไปรวมกันที่พรหมโลก แต่ละดวงจิตก็เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ บางดวงจิตก็โปรดสัตว์ด้วยอิทธิฤทธิ์ แต่เพราะไม่บรรลุธรรม จึงไม่สามารถช่วยสรรพสัตว์ให้บรรลุธรรม ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ และพบสุขที่แท้จริงได้ ดวงจิตที่โปรดสัตว์เหล่านี้ จะนำพลังอิทธิฤทธิ์มาให้แก่ผู้ที่นับถือศรัทธาตน เช่น มหาเทพต่างๆ ในฮินดู เป็นต้น


ที่มา http://www.dhammakid.com/board/acaaaxeiaeeaaa/aocdoo3-iauea1aauaoa/
89  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / วิธีใช้หนี้พ่อแม่ เมื่อ: สิงหาคม 12, 2012, 05:30:24 PM


วิธีใช้หนี้พ่อแม่ไม่ยากเลย จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้

ตัวเอง ตัวเรา พ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะ ทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐานแล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ


ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุขส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วยเป็นการขอขมาลาโทษ ฯ

ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐานรับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกั บแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม ่โผล่ ฯ

บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่า พ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอน คำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล caseนี้หลวงพ่อจะ เตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว : ผู้ รวบรวม ) ฯ

เมื่อเร็วๆนี้ฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐาน พอเข้าวัดมันร้อนไปหมดปวดหัว เข้าไม่ได้นี่ เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอนต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้…….. คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่ง กรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร ? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯ

ขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดีทั้งต่อหน้าและลับ หลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้องอโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือ รดเท้า ฯ

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของ เราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้ พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้วยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณนั้น คือหนี้บุญคุณของบิดามารดา ฯ

" หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง " เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบัน เป็นดอกเตอร์ อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่าความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่นั่ง ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมาแล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังพ่อฟังแล้วน้ำตาร่วง สร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้ เลยพ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด ฯ

ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัว ไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไร ต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทานอย่ากินเหล้า เข้า โฮเต็ล ฯ

ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อ จรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา…….. พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ

ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้า ขอฝากไว้ด้วย คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลง ดำน้ำไม่โผล่ ก้าว ลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ


ที่มา http://www.dhammakid.com/board/acaaaxeiaeeaaa/cooaaee1oeeiaae/
90  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / เคล็ดแก้กรรม ทุกข์ร้อนเรื่องความรักและคู่ครอง เมื่อ: มิถุนายน 20, 2012, 02:44:58 PM


เคล็ดแก้กรรม ทุกข์ร้อนเรื่องความรักและคู่ครอง 
 
 
 ต้นเหตุ  เกิดจากบาปกรรมครั้งเก่าก่อน  ซึ่งเคยได้พรากความรักจากผู้อื่น  หรือข่มเหงทำร้ายจิตใจของคนรักเก่ามาก่อน

วิธีแก้เคล็ด

1.             ฟังเทศน์มหาชาติ  แล้วบูชากัณฑ์มัทรี  กัณฑ์  ทศพร  และกัณฑ์มหาราช

2.            ทำบุญปล่อยหอยขม  1-3  กิโลกรัม  ปล่อยเต่า  1  คู่  ปล่อยปลาไหล  3  คู่  ปล่อยนก 1 คู่

3.            ร่วมงานมงคลสมรส  งานหมั้นของบุคคลที่รักและรู้จัก  อาจจะรับจัดการเรื่องอาหารของแขกเหรื่อ  หรือจัดทำสำรับกับข้าวมาถวาย  ทำบุญเลี้ยงพระในตอนเช้าวันแต่งก็ได้

4.            ไปทำบุญร่วมงานก่อพระเจดีย์ทราย

5.            ถวายเทียนคู่  ถวายผ้าคู่ ไตรจีวร แด่พระสงฆ์

6.            ถวายหมอนคู่  และแจกันคู่แด่พระสงฆ์



ที่มา http://www.thammaonline.com/
91  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2012, 02:32:00 PM


ผิดศีลข้อ 1
(ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนทำร้ายสัตว์ กักขังทรมานสัตว์)

ผลกรรมคือ
1.มักมีปัญหาสุขภาพ ขี้โรค มีโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย รักษายุ่งยาก
2.มีอุบัติเหตุบ่อย ๆ อาจมีอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ทำให้ตายก่อนอายุขัย
3.อาจพิกลพิการ มีปัญหาร่างกายไม่สมส่วน ไม่สมประกอบ
4.กำพร้าพ่อแม่ คนใกล้ตัวโดนฆ่า
5.อายุสั้น ตายทรมาน ตายแบบเดียวกับที่ไปฆ่าไปทรมานสัตว์ไว้
6.อัปลักษณ์ มีปมด้อยด้านสังขาร

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่าง ๆ ก็ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น ไปตลาดซื้อปลาที่เค้ากำลังจ ะขายให้คนไปทำกินให้เราซื้อไปปล่อยในเขตอภัยทาน (ท่าน้ำของวัด) หรือ ซื้อยาสมุนไพรยาแผนปัจจุบันไปให้ถวายพระที่วัด หรือไปตามโรงพยาบาลทั้งของคนปกติและของสงฆ์เพื่อบริจาคค่ารักษา หรือรับอุปถัมภ์ค่ารักษาพยาบาลบริจาคเลือดและร่างกาย ให้สภากาชาดไทยหรือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง



ผิดศีลข้อที่ 2
(ลักทรัพย์ ขโมย ฉ้อโกง ยักยอก ทำลายทรัพย์)

ผลกรรมคือ
1.ธุรกิจไม่เจริญก้าวหน้า เจ๊ง ขาดทุน ฝืดเคือง โดนโกง
2.มีแต่อุบัติเหตุให้เสียทรัพย์สิน ต้องชดใช้ให้คนอื่นอย่างไร้เหตุผล
3.ทรัพย์หายบ่อย ๆ หลงลืมทรัพย์วางไว้ไม่เป็นที่ หาก็ไม่เจอ
4.มีคนมาผลาญทรัพย์เรื่อย ๆ ทั้งคนใกล้ตัวและคนทั่วไป
5.ลูกหลานแย่งชิงมรดก โดนลักขโมยบ่อย ๆ
6.ตระกูลอับจนไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่คนมาทำลายทรัพย์

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟวัดเ พื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย ส่งผลบุญให้เราไม่ขัดสน มอบทุนการศึกษาแด่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลบุญทำให้เรามีปัญญาที่จะหาทรัพย์อย่างสุจริตรวม ทั้งต้องตั้งสัจจะที่จะมีสัมมาอาชีพ ไม่ฉ้อโกงใคร แม้แต่สลึงเดียวและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง



ผิดศีลข้อ 3
(ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกเมียเขา ล่วงเกินบุตรธิดาของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต แย่งคนรักของคนอื่น กีดกันความรักคนอื่น นอกใจคู่ครอง หลอกลวง ข่มขืน ค้าประเวณี ล่วงเกินทางเพศต่าง ๆ)

ผลกรรมคือ

1.หาคู่ครองไม่ได้,ไม่มีใครเอา, หน้าตาอัปลักษณ์, โดนเพศตรงข้ามล้อเลียนจนมีปมด้อย
2.เป็นหม้าย, ผัวเมียตายจาก, ผัวหย่าเมียร้าง, คบใครก็มีเหตุให้หย่าร้างเลิกรา
3.คนรักนอกใจ, คนรักมีชู้, มีเมียน้อย, คบใครก็เจอแต่คนเจ้าชู้, โดนหลอกฟัน, ท้องไม่รับ, เสียตัวฟรี, โดนข่มขืน
4.ไม่มีมิตรจริงใจ, เพื่อนฝูงไม่รัก, พี่น้องก็ไม่รัก, พ่อแม่ทอดทิ้ง, ชีวิตขาดความอบอุ่น, มีแฟนก็ไม่มีใครจริงจังด้วย, ครอบครัวไม่อบอุ่น
5.มีความผิดปกติทางเพศ, ทางร่างกาย, ทางจิตใจ, ถูกกีดกันทางความรัก, สังคมไม่ยอมรับความรักของตน, มีความรักหลบ ๆ ซ่อน ๆ
6.ต้องมีเหตุพลัดพรากจากคนรักและของรักอยู่เสมอ (ก่อนเวลาอันควร)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิดทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง หมั่นทำบุญถวายเทียนคู่ให้วัด ถวายธงคู่ประดับวัด ช่วยออกค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หรือให้ธรรมะด้านความรักแก่คู่รักที่รู้จักเอาใจใส่คู่ครอง คนรักเอาใจใส่พ่อแม่ของตนเอง หากรักพ่อแม่เอาใจใส่พ่อแม่อย่างดีจะได้รับผลบุญ ทำให้ความรักของเราสดใสไม่เจ็บช้ำหากทรมานพ่อแม่ ทำอย่างไรกับพ่อแม่ไว้ต่อไปชีวิตรักก็จะเลวร้ายพอ ๆ กับความรู้สึกเสียใจของพ่อแม่ที่เราได้กระทำไว้



ผิดศีลข้อ 4
(โกหก ปลิ้นปล้อน กลับคำ ไม่มีสัจจะ หลอกลวงผู้อื่นใส่ร้ายผู้อื่น ยุแยงให้คนแตกกัน ใช้วาจาดูหมิ่น พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ ขี้โม้ นินทา ด่าทอ ด่าพ่อล้อแม่ ด่าและเถียงผู้มีพระคุณ ผิดสัญญาสาบานแล้วไม่ทำตาม)

ผลกรรมคือ

1.ปากไม่สวย ฟันไม่สวย มีกลิ่นปาก มีปัญหาเรื่องปากเรื่องฟันอยู่เนืองนิจ
2.มีแต่คนพูดให้เสียหาย มีคนซุบซิบนินทาเรื่องของเรา มีคนคอยใส่ร้ายดูหมิ่นและส่อเสียดเราอยู่เสมอ
3.ไม่มีใครจริงใจด้วย มีแต่คนมาพูดจาหลอกลวง ผิดสัญญาต่อเรา
4.เกิดในสังคมที่พูดแต่คำหยาบคำส่อเสียดปลิ้นปล้อน นินทาอยู่เนืองนิจ เพียงตื่นมาก็พบเจอความไม่เป็นมงคล (สังคมที่ปากไม่เป็นมงคล)
5.หลงเชื่อคนอื่นได้ง่าย โดนหลอกได้ง่าย ไม่มีความระวังเวลาโดนโกหก
6.ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเรา, เป็นคนที่พูดอะไรแล้วคนเมิน,พูดติดๆขัดๆ, นึกจะพูดอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียดนินทายุแยงใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่า ไม่เถี ยง ไม่นินทาผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้คำสั ญญาใครไว้ต้องรักษา อย่าสาบานอะไรพร่ำเพรื่อ ว่าง ๆ ก็ออกค่าใช้จ่ายให้ค่าทำฟันแก่คนยากคนจนและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หมั่นให้สัจธรรมความจริงแก่คนทั่วไป พูดแต่ธรรมะ สอนธรรมะอยู่เสมอ หมั่นพูดหรือเผยแพร่ธรรมะให้คนอื่นฟังบ่อย ๆ ทำตัวให้มีธรรมะให้มีสัจจะพูดอะไรก็ไม่ผิดคำพูด ไม่กลับคำ ไม่หลอกลวงใคร คนจะเชื่อถือมากขึ้น


ผิดศีลข้อ 5
(ดื่มของมึนเมา เสพยาเสพติด ให้ยาเสพติด ให้ของมึนเมา ขายของมึนเมา ขายยาเสพติด)

ผลกรรมคือ
1.สติปัญญาไม่ดี ขี้หลงขี้ลืม เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือไม่จำ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ
2.เกิดในตระกูลที่โง่เขลา เต็มไปด้วยอบายมุข
3.หากกรรมหนักจะเกิดเป็นเอ๋อ ปัญญาอ่อน เป็นโรคทางปัญญา
4.ลูกหลานสำมะเลเทเมา มีลูกหลานติดยาเสพติด
5.เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่มีสติระวัง มีแต่ความประมาท
6.มักลุ่มหลงในสิ่งผิดได้ง่าย เป็นคนที่โดนมอมเมาให้หลงใหลในสิ่งผิดได้ง่าย (ขาดสติ)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่ายจ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทาน วิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไปและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

ดังนั้น พวกเรามาถือศีล 5 กันเถอะ เพื่อสังคมจะได้น่าอยู่มากขึ้นกว่านี้ และเราจะได้บุญด้วยค่ะ



ที่มา http://www.thammaonline.com/
92  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / กฎแห่งกรรม : ตายอย่างหมาข้างถนน เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2012, 11:25:33 PM


กฎแห่งกรรม : ตายอย่างหมาข้างถนน
 
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “เหล้า” หากดื่มเข้าไปแล้วย่อมทำให้ขาดสติ เป็นที่มาของปัญหาต่างๆ มากมายในสังคม แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังมองไม่เห็โทษของการดื่มเหล้าแต่ประการใด ทั้งๆที่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการเมาเหล้าแล้วขับรถประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ เมาเหล้าแล้วทะเลาะกับลูกเมีย เมาเหล้าแล้วทำให้เกิดการคึกคะนองทะเลาะวิวาทกัน เมาเหล้าแล้วก่อให้เกิดการข่มขืน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เห็นจนชินตาในสังคม ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ได้รับผลกรรมจากการดื่มเหล้า จนทำให้ต้องสิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ       
       
ลุงเคน เป็นชาวอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม แกเป็นคนที่ชอบดื่มเหล้าเป็นอย่างมาก แม้ว่าฐานะครอบครัวจะไม่ค่อยดีเท่าใดนัก แต่ก็ดื่มเหล้าหนักเป็นประจำทุกวัน บ่อยครั้งที่ชาวบ้านจะเห็นแกเมาเหล้ากลับมาทะเลาะกับเมีย จนกลายเป็นความเคยชินของคนแถวนั้น แรกๆ ชาวบ้านก็จะพยายามเข้าไปช่วย เมื่อเห็นแกตบตีทำร้ายเมีย แต่ก็โดนลุงเคนด่ากลับว่าเป็นเรื่องในครอบครัว คนอื่นไม่เกี่ยว จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย       
       
นอกจากแกจะทะเลาะกับเมียแล้ว ลุงเคนก็ยังทะเลาะกับลูกๆทั้ง 4 คน คือลูกชาย 1 คน และลูกสาว 3 คน เป็นประจำเช่นกัน โดยเฉพาะกับลูกชายที่ไม่ชอบเห็นพ่อตบตีแม่ หลายครั้งที่ลูกชายเข้ามาขวาง และอดไม่ได้ที่จะต้องใช้กำลังตอบโต้พ่อของตน เพื่อป้องกันแม่     
       
ลูกๆ ได้พยายามขอให้พ่อเลิกเหล้าหลายครั้ง แต่ลุงเคนก็ไม่เลิก นับวันยิ่งติดเหล้าจนงอมแงม วันไหนไม่ได้กินถึงกับจะลงแดงเลยทีเดียว ทำให้สภาพครอบครัวของแกนย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เงินที่คนในครอบครัวช่วยกันหามาได้เล็กๆน้อยๆ แกก็ขอไปซื้อเหล้ากินจนหมด หากไม่ให้ก็จะอาละวาดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ทุกคนในครอบครัว จึงได้แต่ทำใจ ถือว่าเป็นกรรมร่วมกันของทุกคน       
       
หลายปีต่อมาเมียของลุงเคนทนไม่ไหวที่ต้องให้ลูกๆ มาลำบากด้วย แทนที่เงินทองที่หามาได้จะนำไปเป็นค่าเล่าเรียนของลูก กลับต้องเอาไปให้ลุงเคนซื้อเหล้ากินจนหมด ลูกทุกคนจึงไม่ได้เรียนหนังสือสูงเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เป็นแม่จึงตัดสินใจให้ลูกๆ แยกย้ายกันไปหางานทำในกรุงเทพ เพื่อจะได้หนีปัญหา ไม่ต้องหาเงินให้พ่อกินเหล้าแบบนี้อีก ส่วนเธอกับสามีก็จะทำมาหากินเท่าที่ทำได้ จะได้ดัดนิสัยลุงเคนไปในตัว       
       
เมื่อลูกๆ แยกย้ายไปอยู่กรุงเทพแล้ว ลุงเคนก็ไม่ค่อยมีเงินใช้ บ่อยครั้งที่แกไปกินเหล้าที่ร้านค้าแล้วขอติดหนี้ไว้ก่อน จนบัญชีของแกยาวเป็นหางว่าว เจ้าของร้านก็เอาบัญชีไปให้เมียแก ซึ่งก็ต้องหาเงินมาใช้หนี้ด้วยความทุกข์ใจ เธอจึงบอกร้านค้าว่า ต่อไปนี้หากลุงเคนไม่มีเงินซื้อเหล้า อย่าให้ติดไว้ก่อนเป็นอันขาด เพราะเธอหาเงินมาใช้หนี้ไม่ไหวแล้ว เพราะลำพังของเก่าที่ค้างอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนมาใช้คืน เพราะปีหนึ่งๆ ทำนาขายข้าวได้ไม่เท่าไหร่ แถมเงินที่ลูกๆส่งมาให้แม่ก็ถูกพ่อบังคับเอาไปซื้อเหล้ากินจนหมด       
       
เมื่อลุงเคนขอเงินเมียไปซื้อเหล้าไม่ได้ และไปเซ็นเหล้าที่ร้านค้ากินก็ไม่ได้ เพราะทางร้านบอกว่าเมียของแกสั่งไว้ และหนี้เก่ายังชำระไม่หมด ถ้าจะกินก็ต้องซื้อด้วยเงินสด ลุงเคนได้ฟังดังนั้น จึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง รีบกลับบ้าน และเมื่อเห็นเมียยืนตากผ้าอยู่หน้าบ้าน แกก็ปรี่เข้าไปทุบตีเมียอย่างหนักด้วยความโกรธแค้น จนเพื่อนบ้านที่เห็นต้องเบือนหน้าหนี เพราะสงสาร แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ และครั้งนี้ดูเหมือนว่าเมียแกจะเจ็บหนักกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะเธอถึงกับนอนซมด้วยความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ     
       
ช่วงที่เธอกำลังนอนรักษาตัวอยู่นั้น ไม่มีใครทำกับข้าว กับปลาให้กิน ลุงเคนก็ไม่สนใจใยดี ออกไปรับจ้างเล็กๆ น้อยๆหาเงินมากินเหล้าเมามายเหมือนเดิม เพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาปลอบใจ เห็นแล้วก็ยิ่งรู้สึกสมเพชเวทนา บางคนทนไม่ไหวจึงหาข้าวหาน้ำมาให้     
       
วันหนึ่งลุงเคนไปรับจ้างได้เงินมามากเป็นพิเศษ ตกบ่ายแกจึงไปนั่งกินเหล้าที่ร้าน และกินมากกว่าปกติ เพื่อฉลองที่หาเงินได้มากกว่าทุกวัน แกจึงเมาอย่างหนัก จนกระทั่งใกล้ค่ำ แกจึงคิดจะกลับบ้าน แกพยายามลุกขึ้นยืน เดินโซเซไปมา เพื่อพาตัวเองกลับบ้าน       
       
ระหว่างทางแกเดินเซๆ ล้มๆอยู่หลายครั้ง ด้วยอาการเมามาย แต่แล้วแกก็เซไปล้มทับรั้วไม้ไผ่ข้างทาง ไม้ไผ่อันแหลมคมจึงเสียบเข้าที่ท้องของลุงเคนอย่างแรง เลือดสดๆทะลักไหลออกมาทันที!!       
       
ลุงเคนได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส แกพยายามออกแรงดึงไม้จนหลุดออก แล้วเอามือกุมบาดแผลที่หน้าท้องไว้ เลือดยังไหลทะลักไม่ขาดสาย เพราะเหตุที่แกกินเหล้า จึงทำให้เลือดไหลมากกว่าปกติ ลุงเคนเดินร้องครวญครางไปตลอดทาง แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงหรือผ่านมาช่วยเหลือเลยแม้แต่คนเดียว แล้วแกก็เดินต่อไปไม่ไหว ร่างของแกค่อยๆทรุดลง แกจึงพยายามใช้วิธีคืบคลานไปทีละน้อยๆ จนรอยเลือดไหลเป็นทางยาว ในที่สุด ลุงเคนก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ประกอบกับเสียเลือดมาก จึงสิ้นลมหายใจด้วยความทุกข์ทรมานที่ข้างถนนในหมู่บ้านนั่นเอง!!
       
       
นี่คืออีกหนึ่งผลกรรมจากการดื่มเหล้าที่ทำให้ต้องตายอย่างหมาข้างถนน การดื่มเหล้าจึงเป็นหนทางแห่งความเสื่อมโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมของตัวผู้ดื่มเองหรือของคนรอบข้างก็ตาม ปัญหาของสังคมที่มีผลอันเกิดจากการดื่มเหล้านั้นมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทะเลาะวิวาท การข่มขืน การขับรถด้วยความประมาท รวมไปถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณมากมายในการเยียวยารักษา
       
นี่ก็เข้าพรรษาแล้ว จงลด ละ และเลิกเหล้าเสีย ผู้มีปัญญาจงหลีกให้ไกลห่างจากความเสื่อมเหล่านี้ เพราะการดื่มเหล้ามีแต่จะนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้ แต่หากยังหลงมัวเมาอยู่ นอกจากจะทำให้ได้รับผลในชาตินี้แล้ว ในชาติหน้าก็ยังจะทำให้ตกนรกอีกด้วย       
       
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 117 สิงหาคม 2553 โดย มาลาวชิโร)


ที่มา  http://www.bunnarak.com/index.php?topic=399.0
93  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / พระวิธูรบัณฑิตชาดก เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 03:59:27 PM
 

94  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / พระเนมิราชชาดก เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 03:55:06 PM


95  เรื่องทั่วไป / สอบถามปัญหาชีวิต เปิดใจคุยกัน / เจอมารมาขัดขวางทางบุญ เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 03:22:29 PM

 วันนี้จารวี เกิดอุบัติเหตุ รถมอเตอร์ไซด์ล้ม เจ็บไม่ใช่น้อย ด้วยตั้งใจว่า จะนำหนังสือธรรมะไปแจกเพื่อนๆ และจะจัดทำหนังสือธรรมะแจก ด้วยการจะไปรวบรวมจากเพื่อนๆ หลายครั้งที่จารวีจะทำบุญมีแต่สิ่งมาขัดขวาง แต่นั้นก็ไม่สำคัญเท่าใจที่เต็มไปด้วยศรัทธาที่จะทำความดี วันนี้ต้องกลับมานอนรักษาตัว จารวีไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น รบกวนถามความคิดเห็นจากเพื่อนๆชาวธรรมว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง ขอบคุณค่ะ :'( :'(
96  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / .......เหตุนำ กรรมส่ง...... เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2012, 12:19:32 AM



http://www.fwdder.com/data/mail/2007/11/05/1194267078518/image/__fwdDer.com__-19










http



ที่มา http://www.dhammakid.com/board/acaaaxeiaeeaaa/aeo1o-aaaee-2407/?PHPSESSID=4817a22e4672faeefee661e5025d8b87
97  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ผลกรรม...(นางปรียาภรณ์ ประภัศรานนท์) เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2012, 12:03:21 AM


ข้าพเจ้าชื่อ นางปรียาภรณ์ ประภัศรานนท์ ปัจจุบันอายุ ๔๘ ปี
มีบุตรชาย ๑ คน อายุ ๒๔ ปี กำลังศึกษาอยู่
สามีรับราชการ ข้าพเจ้าเป็นคนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ข้าพเจ้าได้เข้ามาปฏิบัติธรรมครั้งแรกเมื่อวันเข้าพรรษาปี พ.ศ.๒๕๔๓
เป็นเวลาเพียง ๔ วัน การมาปฏิบัติในครั้งนั้นข้าพเจ้าไม่ค่อยเข้าใจ
แต่ก็มิได้ลดละความพยายาม ยังคงเวียนมาวัดอยู่หลายครั้ง
บางครั้งก็ชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องมาเพื่อฟังคำสั่งสอนของหลวงพ่อ
และได้นำหนังสือไปสวดมนต์
บทพุทธคุณ ธรรมคุณ และอิติปิโส เกินอายุ ๑ จบ
เนื่องจากในช่วงนั้นข้าพเจ้ายังเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่
จึงไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาวัดเพื่อปฏิบัติได้บ่อยๆ
ปัจจุบันข้าพเจ้าได้ลาออกจากงานแล้ว จึงมีเวลาที่จะปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น
นิสัยเดิมของข้าพเจ้าเป็นคนใจร้อน โกรธง่าย ไม่กลัวใคร
ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง เอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่
ชอบดื่มสุรา เที่ยวเตร่ และเล่นการพนัน ไม่เคยเข้าใจเรื่องเวรกรรม

ข้าพเจ้าได้เคยแต่งงานมาแล้ว ๑ ครั้ง มีบุตรชาย ๑ คน
สามีของข้าพเจ้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกับข้าพเจ้า
มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี เป็นคนรักครอบครัว
แม้ข้าพเจ้าทำผิดก็ให้อภัย รู้จักประหยัด เหมือนมีกรรมบังตา
ข้าพเจ้ากลับไม่ชอบไม่ถูกใจ มองว่าเค้าเป็นคนเห็นแก่ตัว
ข้าพเจ้าชอบออกไปเที่ยวกับเพื่อนและดื่มสุราเป็นประจำ
จนทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักกับสามีคนปัจจุบัน ซึ่งมีครอบครัวอยู่แล้ว
ชอบดื่มสุรา เที่ยวเตร่ เล่นการพนัน และเจ้าชู้
แต่ข้าพเจ้ากลับมองว่าดี โดยมิได้เกรงกลัวต่อบาป
มีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าได้มาวัดพร้อมกับพี่พาณิชย์
พี่พาณิชย์ ได้เรียนหลวงพ่อว่า สามีของข้าพเจ้าเจ้าชู้
มีภรรยาน้อยควรจะทำอย่างไรดี
หลวงพ่อท่านหันมาทางข้าพเจ้า ชี้ใส่ข้าพเจ้า
และกล่าวว่าก็เรามันไม่ดีเอง ถึงได้ไปเลือกเค้ามา
ข้าพเจ้าก็รู้สึกเห็นจริงตามที่หลวงพ่อท่านกล่าว
จึงตอบรับว่าเจ้าค่ะ
จึงเริ่มได้คิดว่าการดื่มสุรานี้ และการทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
ตัดสินใจผิดๆ ขาดสติ โดยไม่คิดเกรงกลัวต่อบาป
ไม่คิดว่าเวรกรรมมีจริง จนเมื่อได้มาปฏิบัติธรรม
และได้ฟังคำสั่งสอนของหลวงพ่อในวันพระบ้าง
จากเทปที่หลวงพ่อเทศน์บ้าง และจากหนังสือกฎแห่งกรรม
จึงทำให้เข้าใจ และรู้ถึงผลกรรมมากขึ้น
เมื่อทำไปแล้วก็ไม่สามารถจะเรียกกลับคืนมาได้อีก
คนเราเมื่อทำกรรมใดไว้ก็ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว
ปัจจุบันทำให้ข้าพเจ้าเลิกดื่มสุรา และเลิกเล่นการพนันโดยเด็ดขาด

จากผลกรรมที่ทำมาก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความทุกข์
จนทำให้ต้องหาทางดับทุกข์ที่เราเป็นผู้ก่อขึ้นเอง
เมื่อมาอยู่กินกับสามีคนปัจจุบันได้ประมาณ ๘ ปี
สามีก็เริ่มประพฤติตนแบบเดิมๆ อีก
ชอบออกเที่ยว เล่นการพนัน พูดจาโกหก
(ติดผู้หญิงใหม่ พร้อมกับติดยาบ้าควบคู่กัน)
ไม่ค่อยกลับบ้าน โดยที่ก่อนหน้านี้ เมื่อมาอยู่ด้วยกันกับข้าพเจ้า
เค้าเริ่มรู้จักที่จะทำมาหากิน ช่วยกันสร้างฐานะ
จนมีบ้านเป็นของตัวเอง ๑ หลัง มีรถยนต์
และมีที่ดินเพิ่มขึ้นถึงจะพอมีพอกิน ก็ดูจะมีความสุข
เมื่อสามีไปมีผู้หญิงคนใหม่จนมีลูกด้วยกัน
ก็ยังไม่ยอมที่จะไปจากชีวิตของข้าพเจ้า
ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าทุกข์ใจมากขึ้น หาความสุขแทบไม่ได้
มีปากเสียงทะเลาะกันเป็นประจำ
จึงพยายามที่จะหาทางดับทุกข์
จนมีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
ทำให้จิตใจที่เคยร้อน ก็เย็นลงได้บ้าง
ถึงจะทำได้ไม่มากนักแต่ก็ยังดีกว่าก่อนที่จะมาปฏิบัติธรรม

ช่วงก่อนออกพรรษาปี ๒๕๔๓ สามีไม่เคยกลับมาบ้านเลย
เนื่องจาก ขณะนั้นก็ยังติดยาบ้าและไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
ข้าพเจ้าก็คิดว่าคงจะจบกันได้แล้ว ไม่คิดที่จะอยากได้เค้าคืนมา
แต่ก็อดเป็นห่วงเรื่องที่เค้าติดยาบ้าและยังเลิกไม่ได้
เวลาที่ข้าพเจ้าขึ้นห้องพระเพื่อสวดมนต์ทุกวัน
ก็จะขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขอบารมีหลวงพ่อ
ให้ช่วยแผ่เมตตาให้กับสามีของข้าพเจ้า
หากสิ่งที่ลูกได้ปฏิบัติมานี้เป็นสิ่งที่ดี
ก็ขอให้สามีเลิกยาเสพติดได้ด้วยเถิด
จนถึงวันออกพรรษาข้าพเจ้าก็ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
เป็นเวลา ๗ วัน ก็ได้แผ่เมตตาให้กับสามี
และขอบารมีหลวงพ่ออีกเช่นเคย
เมื่อปฏิบัติครบ ๗ วัน ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้าน
วันรุ่งขึ้นสามีก็กลับเข้าบ้านเช่นกัน
ก็เป็นเวลา ๑ เดือน พอดี ที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหน้าเค้าเลย
เหมือนปาฏิหาริย์ สามีมาบอกกับข้าพเจ้าว่า เลิกยาบ้าได้แล้ว
ข้าพเจ้าทำท่าไม่เชื่อ เค้าบอกว่า เลิกได้จริงๆ
ข้าพเจ้าถามว่าเลิกได้ตั้งแต่เมื่อไร
เค้าก็พูดโกหกว่า เลิกได้นานแล้ว
ข้าพเจ้า จึงพูดว่า เธอจะยอมรับความจริงไหม
ว่าเธอเพิ่งเลิกได้ก่อนหน้าที่จะมาพบกับฉันเพียง ๒-๓ วันนี้เอง
เค้าก็ยอมรับว่าใช่ และเล่าถึงการที่เลิกได้ว่า
ช่วงที่ข้าพเจ้าไปวัดเค้าได้กลับมาบ้านแต่ไม่พบข้าพเจ้า
เนื่องจากปกติคนเราถ้าติด (ยาบ้า)
หากไม่ได้เสพก็จะรู้สึกปวดหัว และทุรนทุราย
แต่นี่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเสพแล้วกลับปวดหัวมาก
เวลานอนเหมือนมีอะไรหนักๆ มาทับที่หน้าอก
คล้ายมีสัญญาณมาเตือนว่า ถ้าขืนเสพต่อไปไม่รอดแน่
จึงรีบกลับบ้านมาตามหาข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ช่วยให้คนในครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นสามี หรือลูก เป็นคนดีได้
ปัจจุบันสามีเลิกยาบ้า
และลูกของข้าพเจ้าก็เชื่อฟังไม่ค่อยเถียงเหมือนแต่ก่อน

เรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนมานี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
ถึงแม้จะไม่ละเอียดเหมือนกับชีวิตจริง
แต่ใครที่อ่านแล้วต้องประสบกับเวรกรรมที่คล้ายคลึงกับข้าพเจ้า
ก็พอจะเป็นแนวทางให้ท่านได้นำไปปฏิบัติอย่าได้ท้อแท้กับชีวิต
ตั้งใจปฏิบัติธรรม และสวดมนต์ควบคู่กัน
ท่านต้องตั้งใจทำจริงๆ แล้วท่านจะได้พบกับสิ่งดีๆ ในชีวิตของท่าน
ซึ่งท่านสามารถ จะรู้ได้ด้วยตนเอง
สำหรับท่านปฏิบัติดีอยู่แล้ว
หากท่านได้มาลองปฏิบัติธรรมดูท่านก็จะได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
จะได้ไม่เดินทางผิด
การมีเงิน มีทอง มีทรัพย์สมบัติมากมาย
นั่นเป็นเพียงความสุขทางกาย แต่ความสุขทางใจนั้นหาได้ยากมาก

ข้าพเจ้าเองก็ต้องขอขอบคุณสามีของข้าพเจ้า
ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ถึงความทุกข์
รู้ถึงเวรกรรม ผลกรรมที่ได้กระทำมา
จึงทำให้ข้าพเจ้าได้มาพบกับ (หลวงพ่อจรัญ)
ซึ่งมีแต่ความเมตตา และพร่ำสั่งสอนให้เอาของจริงไปปฏิบัติ
ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติธรรม และสวดมนต์ควบคู่กันไป
ตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อ
ให้รู้จักรักตัวเอง อย่าเอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่น
เดี๋ยวนี้เมื่อสามีออกจากบ้าน
ข้าพเจ้าก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข
ไม่ต้องเที่ยวออกไปตามดูให้ต้องทุกข์ใจ

ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อจรัญ
ที่ท่านได้พร่ำสอน จนข้าพเจ้าได้พบกับความสุขที่แท้จริง
ขออำนาจคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงประธานพรให้หลวงพ่อมีความสุข
มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร
ให้กับลูกหลานทั้งหลาย ที่ยังหาหนทางที่จะพ้นทุกข์ยังไม่เจอ

นางปรียาภรณ์ ประภัศรานนท์
๒๑๖ ถนนเกาะหลัก ตำบลเกาะหลัก
อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๗๗๐๐๐
โทรศัพท์ ๐-๑๕๑๕-๐๒๐๓

คัดลอกจาก...หนังสือกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ ๑๗
http://www.jarun.org
98  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / วิธีการอธิษฐานก่อนนอน เพื่อตัดกรรมตนเอง เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2012, 11:59:00 PM



(นะโม 3 จบ) “ สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต “

หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา
ครูบาอาจารย์พระพุทธ พระธรรม
พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กายวาจา ใจ ก็ดี
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย

หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่
มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป
ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต
ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน
ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร
ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้องจงเจริญด้วย
อายุ วรรณะ สุขะ พละลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ
อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก
ทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ
หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า
ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท
ความอาฆาตและคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร
ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ …


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
99  เรื่องทั่วไป / สอบถามปัญหาชีวิต เปิดใจคุยกัน / ขอคำแนะนำทางออกของปัญหา เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2012, 11:40:28 PM
  ช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงที่จารวีจิตตกสุดๆ เจอปัญหารุมเร้าซะจนหาทางออกไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่ต้องทนทำงานที่ไม่ได้อยากทำ เหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท ความน้อยเนื้อต่ำใจ เรื่องครอบครัว เรื่องความรักที่อกหักรักคุดไม่สมหวัง หาคนปรึกษาก็ไม่มี เหมือนอยู่ตัวคนเดียว บางครั้งก็นั่งร้องไห้คนเดียว แต่ก็พยายามเข้มแข็ง และรอวันที่พายุจะผ่านพ้นไป แต่ก็ไม่รูว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน หรือจะหมดแรงซะก่อน จารวีขอคำแนะนำและกำลังใจดีๆจากเพื่อนๆชาวธรรมหน่อยได้ไหมค่ะ :03: :03: :03: :03:
100  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ใครจะอยู่ค้ำฟ้า เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 09:28:17 PM




ใครจะอยู่ค้ำฟ้า
โดย ท.เลียงพิบูลย์


จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๔






....คืนหนึ่งภายหลังกลับจากฟังพระสวดอภิธรรมงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในพระนคร กลับถึงบ้านด้วยใจหดหู่ เพื่อนๆ ที่รู้จักกับผู้ชายหลายคนต่างก็พากันบ่นว่า ไม่น่าจะตายง่ายอย่างนี้เลย แทบไม่เชื่อว่าเพื่อนได้ตายจากไปแล้ว ต่างก็แสดงความเศร้าสลดใจยิ่งนัก เพราะก่อนเที่ยงวันพวกเราพร้อมกับผู้ตายและเพื่อนๆ อีกหลายคนได้ไปรับประทานข้าวที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง ยังคุยกับผู้ชายอย่างสนุกสนานเฮฮา

ผู้ตายบอกว่าได้ปลูกตึกกำลังจะเสร็จเรียบร้อยถ้าเสร็จ ก็จะเป็นตึกอันโอ่อ่าในตำบลนั้นหลังหนึ่งแทนบ้านไม้หลังเก่าแก่หลายปีในที่ดินผืนเดียวกัน ผู้ตายยังพูดว่า “อั๊วอยู่บ้านไม้มานานแล้ว คราวนี้อยากจะลองอยู่ตึกดูบ้าง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วอั๊วขอเชิญพวกเรา เพื่อนๆ ไปในงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และงานฉลองเพื่อสละความเป็นโสด”

พวกเราหัวเราะและต่างก็แสดงความยินดีด้วยเพราะทราบว่าหลังจากที่ภรรยาวายชนม์ไปเกือบปีแล้ว แกก็ยังไม่เคยมีข่าวว่ามีคู่ควงคนใหม่ จู่ๆ แกก็บอกให้ทราบ พวกเราไม่มีใครรู้จักเจ้าสาวของแกเลย จึงถามเพราะอยากรู้จัก แกผลัดไว้ว่า เมื่อถึงวันขึ้นบ้านใหม่ค่อยรู้จักดีกว่า ประเดี๋ยวจะไม่ตื่นเต้น แกสนทนากับพวกเพื่อนๆ อย่างมีความสุข หน้าตายิ้มแย้มสดชื่นดูเป็นหนุ่มกระชุ่มกระชวยทั้งที่อายุก็เลยห้าสิบไปแล้ว เห็นจะเป็นเพราะความอิ่มเอิบสบายใจ คงนึกฝันถึงความสุขที่กำลังรออยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้าอดหยอกเย้าแกถึงเรื่องเจ้าสาวไม่ได้ หลังอาหารเราก็แยกย้ายกันกลับ

พอตกเวลาเย็นได้รับข่าวว่า แกได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว ข้าพเจ้าตกตะลึงแทบไม่เชื่อ ว่าจะเป็นความจริงภายหลังทราบแน่ว่า เมื่อกลับจากทานอาหารถึงบ้านแกเป็นลมล้มในห้องน้ำเกิดหัวใจวาย ไม่ทันจะได้ตามหมอหรือส่งโรงพยาบาลก็หมดลมเสียก่อน

นี่แหละคนเรา ไม่มีใครรู้วันตายแน่นอน ไม่มีอะไรเที่ยงตรง แกยังมัวหลงว่าจะมีความสุข ฝันถึงชีวิตอนาคตอย่างน่าสงสาร ฉะนั้น พระท่านจึงสอนว่า การสร้างความดีเราอย่านึกถีงอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ผิดถูกก็แก้ไขอะไรไม่ได้ และก็อย่าคิดถึงอนาคตอันเป็นสิ่งไม่แน่นอน จะทำความดีก็ทำในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลาที่มีความรู้สึกแน่นอน ข้าพเจ้าก็ได้แต่อธิษฐานว่า ด้วยอำนาจที่ข้าพเจ้าเคยสร้างบุญกุศลบารมี ขอให้วิญญาณของเพื่อนฝูงไปสู่สุคติในวิมานเมืองสวรรค์ชั้นฟ้าตามความปรารถนา

คืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับ แม้จะกลับจากงานคพไม่ดึกนัก การตายของเพื่อนทำให้ข้าพเจ้าคิดมาก คิดไปถึงเพื่อนคนอื่น คิดถึงคนที่สร้างความชั่วสร้างความดีพยายามหักใจไมให้คิดอะไรเพื่อให้จิตสงบ จะได้หลับง่ายแต่ไม่สามารถข่มจิตให้สงบลงได้ แม้จะใช้สมาธิตัดกังวลเพียงไร เคยให้หลับง่ายได้ผลมาก่อน แต่มาคืนนั้นจิตไม่อยู่ในสมาธิตาสว่างแข็งหลับไม่ลง เหมือนเก็บได้ดื่มน้ำชาจีนชงแก่ๆ จนขม เห็นจะเป็นเพราะตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ นึกว่าหากแข็งใจนอนจะคิดฟุ้งซ่าน จึงรีบลุกขึ้นใช้เวลาที่นอนไม่หลับให้เป็นประใยชน์ ระบายความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษรหมดแล้ว ไม่ช้าก็คงง่วงไปเอง จงนึกถึงเหตุการณ์ของโลก นึกถึงเพื่อนที่จากไป

เมื่อนึกถึงโลกที่กำลังวุ่นวายปั่นป่วนอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมนุษย์ใจชั่ว มักให้ใฝ่สูง ขาดคีลธรรมเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น ในที่สุดโลกคนชั่ว ก็จะต้องถูกทำลายลงด้วยมนุษย์เที่ยงธรรมเช่นเดียวกัน เมื่อนึกแล้วก็อยากจะตั้งปัญหาถามตัวเองว่า “เราเกิดมาทำไม” เมื่อนึกถึงตอนนี้แล้ว ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงครั้งหนึ่ง ซึ่งเวลาได้ล่วงเลยมานานแล้ว

ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้ใปในงานบรรจุศพที่วัดมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนคร ข้าพเจ้าไปถึงก่อนเวลาเพราะตั้งใจจะใช้เวลาเข้าไปเที่ยวเดินดูในสุสานที่สงบซึ่งธรรมดาเมื่อข้าพเจ้าไปในงานบรรจุศพครั้งใด วัดใดข้าพเจ้าก็ชอบไปก่อนเวลา เพื่อจะได้เดินพิจารณาดูตามสุสานที่บรรจุศพในวัดนั้น บางครั้งก็มีเพื่อนตามไปด้วยบางครั้งก็เดินดูคนเดียว เพื่อจะได้เห็นภาพที่น่าคิดน่าพิจารณา ปลงถึงสังขาร เพื่อจะได้บรรเทากิเลสตัณหาความโลภ ความหลง ลงได้บ้าง อย่างน้อยเราก็ได้เห็นความแตกดับของสังขารเช่นเดียวกัน ไม่มีใครหนีพ้น

ครั้งนั้นข้าพเจ้าเดินดูคนเดียว เมื่อเข้าในเขตสุสานมองเห็นสองข้างทางเดินที่บรรจุศพ ก่ออิฐโบกปูนเป็นของเนื้อที่เฉพาะบรรจุโลงศพอยู่ภายใน ข้างบนโบกปูนโค้งเป็นรูปประทุนเป็นกุฏิฯ เรียงรายเป็นทิวแถวจะเรียกที่บรรจุศพก็ออกจะยาวเกินไปความหมายมีน้อย ข้าพเจ้าขอเรียกว่า “กุฏิศพ” คงจะเข้าใจดี สองข้างทางมีกุฏิศพมีทางเดินผ่านไปทั่วถึงทุกที่กุฏิศพเขาโบกปูนปิดช่องแล้วจารึกชื่อ นามสกุล ผู้ตาย พร้อมทั้งวัน เดือนปี ชาตะ มรณะ หากมียศบรรดาศักดิ์ก็บอกไว้เรียบร้อยนอกจากซากผู้สูงอายุแล้ว บางซากก็เป็นเด็กวัยรุ่นบางซากก็ยังเป็นนางสาว และบางซากก็ยังเป็นชายหนุ่มความตายไม่แน่นอน เตือนให้อย่าทะนงตนว่ายังเป็นหนุ่มสาว ยังสดชื่นสวยงามนึกว่ายังอยูในวัยไม่สมควรตาย ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความประมาทย่อมนำเราไปสู่จุดจบ

แต่ส่วนมากในยุคนี้ หนุ่มสาววัยรุ่นก็จบชีวิตลงด้วยความประมาท เมื่อข้าพเจ้าเดินดู และนึกถึงซากที่นอนนิ่งสงบอยู่ภายในโลง ร่างเหล่านี้เมื่อนึกย้อนหลังไปครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีความประพฤติทั้งดีและชั่ว คงจะมีวิธีต่อสู้กับชีวิตต่างๆ กัน มีทั้งสร้างความดีและความชั่วหากได้ติดตามวิถีชีวิตของซากศพเหล่านั้นก็คงจะมีเรื่องที่น่านำมาเล่าอีกมาก

ในวันนั้นข้าพเจ้าเดินดช้าๆ เพื่อให้ทั่วและถ่วงเวลาให้พอดีกับกำหนดทำพิธีบรรจุศพ แต่แล้วข้าพเจ้ามีความรู้สึกคล้ายสะดุดก้อนหินหัวคะมำแทบจะล้มต้องตั้งตัวหยุดชะงัก พอเงยหน้าขึ้นก็มายืนอยู่หน้ากุฏิศพหนึ่ง มีชื่อและนามสกุลผู้ตายที่คุ้นหู จนทำให้ขนลุกได้พยายามมองและอ่านชื่อผู้ตาย ทวนแล้วทวนอีกเพื่อให้แน่ใจ เพราะว่าชื่อนี้นามสกุลนี้ เคยเป็นเพื่อนที่รักใคร่และสนิทสนมกับข้าพเจ้ามาแต่ครั้งยังเด็กๆ เมื่อเติบโตขึ้นเราก็ยังรักใคร่สนิทสนมกันตลอดมา

ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงเงียบหายไป ไม่ได้ทราบข่าวคราวกันเลย เมื่อแน่ใจว่าฉากภายในกุฏินั้นเป็นฉากที่เคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน ไม่ใช่ชื่อและนามสกุลซ้ำกัน ทำให้คิดว่านี่ถ้าเพื่อนรักมีชีวิตอยู่เมื่อได้พบข้าพเจ้าเช่นนี้ คงจะดีใจแทบกระโดดเข้ามากอดคอให้สมกับนานๆ จะได้พบกันสักครั้งหนึ่ง เลยคิดสงสัยไปว่าสะดุดที่หน้ากุฏิศพเพื่อนโดยบังเอิญนั้น คงจะเป็นอำนาจการท้าทายของเพื่อนด้วยความดีใจ หรือข้าพเจ้าคิดมากไป

เพราะบัดนี้ข้าพเจ้าได้พบแต่ร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลง ซึ่งก่ออิฐโบกปูนอยู่ภายนอกเหลือแต่ซากหลับสนิทไม่รู้ตื่นอยู่ภายใน หมดความสนใจยินดียินร้ายในโลกมนุษย์อีกต่อไป ข้าพเจ้าสลดใจจนบอกไม่ถูกนึกถึงเวลาเพื่อนเจ็บป่วยก็ไม่ทราบข่าวเลยตลอดจนถึงแก่กรรมลงก็ยังไม่รู้ ถ้ายังไม่มาเห็นชื่อและนามสกุลที่สุสาน ก็คงหลงว่าเพื่อนยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าต้องยืนนิ่งสงบใจ แผ่ส่วนกุศลให้แก่วิญญาณเพื่อนรัก และอดคิดถึงชีวิตแห่งความหลังไม่ได้ ว่าเรารู้จักกันมาแต่ยังเป็นเด็กๆ

เมื่อครั้งเรายังนุ่งโสร่งสะพายแล่งข้างหนึ่งอยู่บนบ่า อีกข้างหนึ่งปล่อยให้ตกลงถึงตะโพก เวลานั้นยังไม่รู้จักความอาย ความสวย ความงาม ไม่สนใจว่าใครเขาจะนุ่งกันแบบไหน ขอเอาความสะดวกสบายเข้าว่าไม่ต้องคอยจะนุ่งผ้ากลัวมันจะหลุด สู้สะพายแล่งไม่ได้สะดวกสบายกว่า เพราะเราชอบวิ่งตีชอบกระด้ง หรือจะเรียกให้ถูกว่า กระด้งมีแต่ชอบเราใช้ไม้ตี ให้มันหมุนเป็นล้อวิ่งไปตามถนน เลี้ยงให้มันเลี้ยวซ้ายขวาเร็วบ้างช้าบ้างสุดแต่เราต้องการ บางเวลาเราทั้งสองก็ตี ให้มันวิ่งแข่งความเร็วกัน ถ้าใครได้อัฐจากผู้ใหญ่ ก็เอามาซื้อน้ำแข็งกดใส่น้ำหวานเขียวแดงแจกกันดูดไปตามถนนบางครั้งน้ำมูกไหลออกมาก็ใช้นิ้วป้ายไปทางแก้ม

ส่วนมากน้ำมูกจะติดแห้งเกรอะกรังเป็นทางจากริมปากตลอดแก้มทั้งๆ ที่เรากระโดดน้ำตลอด ดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนานแทบทุกวัน แต่ก็ยังไม่สะอาดนานๆ ผู้ใหญ่เห็นมอมนักก็เรียกเอาตัวไปอาบน้ำขัดถูคราบขี้ไคลเช็ดขี้มูกสักครั้งหนึ่ง ใช้ผ้าขัดแรงๆ ตามซอกใบหูต้องร้องอุยๆ เพราะเจ็บนี่เป็นชีวิตของเด็ก จำความได้ที่เราเติบโตด้วยกัน ผู้ใหญ่ทำอะไรให้เราเหมือนกัน เรารักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง มีอัฐแบ่งกันใช้ซื้อขนมแบ่งกันกินเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน

เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อนก็เป็นคนดีมีศีลธรรม เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ใครตกยากก็ช่วยเหลือ ภายหลังเราต่างย้ายที่อยู่ตามสภาพชีวิตห่างไกลกันออกไปคนละตำบล ข้าพเจ้ายังจำชีวิตเก่าเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ ได้อย่างไม่รู้ลืม ข้าพเจ้าจำหน้าเพื่อนตลอดจนกริยาท่าทางและน้ำเสียงที่พูดได้ดี แม้จนกระทั่งนิสัยใจคอ และความประพฤติของเพื่อน ทั้งๆ ที่เราไม่ได้พบกันนับสิบๆ ปีแล้วก็ดี

ข้าพเจ้ารำพึงในใจว่า “โธ่ เพื่อนเอ๋ยยามป่วยก็ไม่เห็นหน้า ยามตายก็ไม่รู้ข่าว” ทันใดนั้นเหมือนมีเสียงแย้งขึ้นในความรู้สึกว่า “ก็ลูกเมียเขาไม่รู้จักเรานี่”

ข้าพเจ้ารำพึงต่อไปว่า “คนดีๆ อย่างเพื่อนไม่น่าอายุสั้นเลย” ก็มีคำโต้แย้งขึ้นมาในความรู้สึกว่า “จะคนดีหรือคนชั่วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น” ไม่มีใครสามารถจะอยู่ค้ำฟ้าได้ เมื่อถึงเวลาแล้วจะให้อยู่ต่อไปทำไมเหม็นกลิ่นสาบมนุษย์ใจชั่ว โลกมนุษย์เวลานี้มีความสกปรกโสมม มีความอิจฉาพยาบาทคอยทำลายกัน แข่งอำนาจวาสนาชิงดีชิงเด่น มีความมัวเมาหลงงมงาย “ลืมตัวลืมตายไม่มีศีลธรรม” โลภไม่สิ้นสุด หนาแน่นไปด้วยกิเลสตัณหามากขึ้น ทุกวันนี้เราพ้นจากการเบียดเบียนของมนุษย์มาอยู่ในแดนสงบสุขได้ก็เหมือนหนีร้อนมาพึ่งเย็น

ดูซิ !! ซากที่นอนเรียงรายเป็นทิวแถวในบริเวณสุสานป่าช้านี้ ใครบ้างได้มีโอกาสขนทรัพย์สินเงินทองที่กอบโกยเพราะความโลภไม่รู้พอติดตัวไปได้ มองดูพิจารณาดูให้ดี มีแต่กรรมดี และกรรมชั่วที่ตนได้ประกอบขึ้น เมื่อยังมีวิตอยู่ที่จะนำวิญญาณไปสู่สุคติหรือทุคติ คนทำความดี สร้างกุศลบารมีเป็นเสบียงในโลกหน้าก็สบายใจ คนทำชั่วสร้างบาปก็ต้องรับกรรมใจไม่สบาย จำไว้อย่าอิจฉาคนที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายที่มาไม่สุจริต เป็นของร้อนมันคอยเผาผลาญความรู้สึกทางจิตใจ เมื่อตายก็ต้องไปใช้หนี้กรรม

ความรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นต่อหน้า “กุฏิศพ” ของเพื่อน ทำให้ข้าพเจ้าลืมตัวขาดสติคล้ายคนบ้า อยากจะตะโกนออกมาว่า “เกิดมาทำไม” และเพื่ออะไรกัน หวังอะไรกัน มีแต่ทุกข์คอยแก้ปัญหาชีวิตไม่รู้จักจบสิ้น ไม่ช้าก็ต้องตายเหมือนกันหมดทุกคน

แต่แล้วก็มีความรู้สึกแย้งแทนเข้ามาว่า “เกิดมาตามกฎแห่งกรรม เมื่อยังไม่ถึงเวลาก็ต้องอยู่สู้ต่อไปเพื่อสร้างความดีจำไว้นะ เราต้องอยู่สร้างความดีหวังบารมีเพื่อชาติต่อไปเป็นทางจะนำไปสู่เหนือความทุกข์เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ สิ้นชาติ สิ้นภพไม่ต้องมาเกิดให้ได้รับความทุกข์อีกต่อไป”

ต่อมา ความรู้สึกของข้าพเจ้าก็คืนสู่ปกติ คล้ายเผลอตัวไปชั่วขณะหนึ่ง ได้ยินเสียงคล้ายเพื่อนมาโต้ตอบในความรู้สึกไม่ทราบว่าข้าพเจ้ายืนหน้ากุฏิศพของเพื่อนนานเท่าใด พอรู้สึกตัวก็บอกลาซากเพื่อนอยู่ในใจ ดีแต่บริเวณนั้นไม่มีใครอยูใกล้ มิฉะนั้นคงมีใครเห็นว่า ข้าพเจ้าได้แสดงกิริยาแปลกๆ ตลกให้เขาเห็นโดยไม่รู้ตัว

พอดีสักครู่หนึ่ง มีคนแบกหีบศพเข้ามาในสุสานมีคนแต่งตัวไว้ทุกข์เดินตามมามากพอสมควร แล้วทำพิธีบรรจุหีบเพลงในช่อง “กุฏิศพ” ซึ่งเขาได้จัดเตรียมไว้แล้ว เมื่อผู้ที่ไปในงานเอาก้อนดินห่อกระดาษและดอกไม้ธูปเทียน วางลงบนหีบทั่วทุกคนแล้ว ไม่ช้าเขาก็จะก่ออิฐโบกปูนปิดช่อง เตรียมหินอ่อนจารึกชื่อโบกปูนติดไว้ แต่ข้าพเจ้ากลับก่อนที่ก่ออิฐ ถือว่าหมดพิธีเพียงเคารพศพแล้วมีหลายคนที่เป็นญาติผู้หญิงของผู้ตายร้องไห้อาลัยรัก เพราะได้อัดความทุกข์หนักไว้ในใจ จึงต้องระบายออกมาทางน้ำตาด้วยการร้องไห้เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังอยูในกิเลสตัณหาทั่วไป

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านในเย็นวันนั้น ก็ได้สั่งให้แม่บ้านเตรียมเครื่องถวายสังฆทานพร้อมทั้งอาหารคาวหวาน ตั้งใจจะจัดถวายพระในวันต่อมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนที่ล่วงลับไปแล้ว นี่แหละชีวิต บางครั้งก็มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นในความรู้สึกเหมือนเป็นโรคเส้นประสาท แต่ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าสติดีทุกอย่างจึงเป็นเรื่องที่น่าคิด


 
................. เอวัง .....................


ที่มา  http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=252
101  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / กรรมทำให้ได้คู่ครองไม่ดี เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 08:55:46 PM


กรรมทำให้ได้คู่ครองไม่ดี


หลายคนบ่นว่า "ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้ จ้างให้ฉันก็ไม่แต่งงานด้วย" มีอะไรที่มาปิดตาบังใจให้เลือกคู่เฮงซวยเช่นนี้ได้ เป็นเพราะเคยทำกรรมมา เช่น

เคยเป็นชู้กับภรรยา-สามีคนอื่น, ทำร้ายคู่ครองตนเพราะหึงหวง, ย่ำยีจิตใจสามี-ภรรยาของตน, หรือเคยยุยงคนให้เลิกรากัน


วิธีแก้กรรม : อธิษฐานใจรักษาศีลข้อ ๓ ไม่คิดแย่งคู่ครองใจ, ทำบุญถวายเทียน หลอดไฟฟ้า ๑ คู่ ในวันเกิดของตนและคนรัก ขอบุญกุศลส่องนำทางชีวิตคู่ให้ดีกว่าเดิม, ถวายสังฆทานในวันครบรอบแต่งงานทุกปี, สวดมนต์ทุกวันเพื่อให้เกิดความร่มเย็นในการใช้ชีวิตคู่

ข้อสำคัญ : ยึดมั่นในหลัก ๓ อย่าง คือ ซื่อตรง จงรัก หนักแน่น คู่ชีวิตที่มีปัญหากันส่วนใหญ่ เพราะขาด ๓ หลักนี้ ต้องพอใจกัน อย่านอกใจกัน แล้วสัมพันธภาพในครอบครัวจะดีขึ้น

"คนเรานั้นไม่จากกันตอนเป็น ก็ต้องจากกันตอนตาย แต่อย่าพึ่งจากกันตอนเป็นเลย มีอะไรหนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน จะได้อยู่กันยืด ต้องเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ยากกัน" หลวงพ่อจรัญ จิตธมฺโม

ขอให้เป็นบทความที่ดีแก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่่านนะคะ ผิดพลาดในส่วนไหน ขอโทษด้วยนะคะ หรือมีอะไรเพิ่มเติมอีก ก็ขอให้ทุกท่านช่วยกันโพสเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

ที่มา  http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=41610
102  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / ขบวนการทำงานของ มรรค 8 เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 08:43:13 PM






ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=39639&start=15
103  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / กฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎก : เปรตกันตาระ เมื่อ: มีนาคม 23, 2012, 03:45:56 PM



กฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎก : เปรตกันตาระ

สิ่งที่ยุติธรรมที่สุดในโลกนี้คือกฎธรรมชาติ เพราะกฎธรรมชาติตอบสนองต่อทุกๆ คนเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนรวยหรือคนจน เป็นคนมีอำนาจหรือคนธรรมดา ก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด คนที่ร่ำรวยมหาศาลไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ และคนที่มีอำนาจมากก็ไม่สามารถบังคับให้ทุกๆ สิ่งเป็นไปตามความปรารถนาของตนได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติหรือตามเหตุปัจจัย เราสร้างเหตุใดไว้ ผลก็ย่อมเกิดมาจากเหตุอันนั้น หากทำกรรมดีย่อมจะได้รับผลดี ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับผลชั่วตอบแทน ดังเรื่องที่เคยมีมาแต่ครั้งอดีตกาลว่า

ตอนที่พระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่า ธนปาลกะ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว เป็นนัตถิกทิฏฐิบุคคล (บุคคลที่เห็นว่าผลบุญผลบาปไม่มี บิดามารดาไม่มี ความดีความชั่วไม่มี) จึงไม่เคยให้ทานรักษาศีลเลย

หลังจากตายแล้วจึงไปบังเกิดเป็นเปรตในทะเลทรายชื่อว่า ‘กันตาระ’ มีรูปร่างสูงเท่าลำต้นตาล มีผิวหนังหยาบปูดขึ้น ผมยุ่งเหยิง น่าสะพรึง กลัวมาก ความเป็นอยู่ของเปรตตนนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก อดอยากหิวโหย ไม่ได้กินข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว หรือ กระทั่งน้ำสักหยด ตลอดเวลา ๕๕ ปี ลำคอและริมฝีปาก แห้งผาก อำนาจของความหิวกระหาย ทำให้กระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา!!


หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ขณะนั้นมีพ่อค้าชาวกรุงสาวัตถี ได้บรรทุกสินค้าเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางไปยังอุตตราปถชนบทเพื่อขายสินค้า พอขายหมดแล้วก็บรรทุกสินค้าอย่างอื่นกลับมาด้วย เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำแห้งขอดสายหนึ่งในเวลาเย็น จึงปลดเกวียนพักแรมหนึ่งคืน

ฝ่ายเปรตที่กำลังหิวกระหายอย่างหนักนั้น เดินพล่านไปพล่านมา มองเห็นแม่น้ำจึงรีบตรงดิ่งเข้าไปเพื่อดื่มน้ำ แต่กลับไม่เห็นน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว จึงผิดหวังอย่างมากจนหมดเรี่ยวแรง ล้มลงเหมือนต้นตาลรากขาดฉะนั้น

พวกพ่อค้าเห็นเช่นนั้น จึงพากันถามเปรตว่า “ท่านเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหลือแต่กระดูกซี่โครง ท่านเป็นใครกันหนอ”


เปรตตอบว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรต ผู้ทุกข์ยาก เกิดในยมโลก ตอนมีชีวิตอยู่ได้กระทำกรรมชั่วไว้ หลังจากตายแล้วจึงมาเกิดเป็นเปรตที่มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวและมีแต่ความทุกข์ทรมานเช่นนี้”

เมื่อเปรตบอกเช่นนั้นแล้ว พ่อค้าอยากจะรู้ว่าเขาเคยทำกรรมอะไรไว้ จึงพากันถามถึงกรรมที่เขาได้กระทำมา

เปรตได้เล่าประวัติของตนให้พวกพ่อค้าฟังว่า ในกาลก่อน มีพระนครของพระเจ้าทสันนราช ชื่อว่า เอรกัจฉะ ในอดีตข้าพเจ้าเคยเป็นเศรษฐีอยู่ในพระนครนั้น ชื่อว่า ธนปาลเศรษฐี ข้าพเจ้ามีเงิน ๘๐ เล่มเกวียน และทองคำ แก้วมุกดา แก้ว ไพฑูรย์ มากมายเหลือคณานับ

แม้ว่าข้าพเจ้าจะมีทรัพย์มากมาย แต่ก็ไม่ชอบทำบุญทำทาน จิตใจมีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแทนทรัพย์สมบัติ เวลาจะรับประทานอาหารก็ต้องปิดประตูห้องเพราะคิดว่า พวกยาจกขอทานทั้งหลายจะมองเห็น แล้วจะเข้ามาขอทรัพย์สมบัติต่างๆ ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีศรัทธา ได้ด่าพวกยาจกขอทาน และห้ามปรามมหาชนที่ทำบุญให้ทานอยู่ตลอดเวลา

ข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า ผลของการให้ทานไม่มี ผลของการสำรวมกาย วาจา และใจ ก็ไม่มี ข้าพเจ้าได้ทำลายสระน้ำ บ่อน้ำต่างๆ ที่มีคนขุดไว้ ทำลายสวนดอกไม้ สวนผลไม้ ศาลา และสะพานที่เขาทำไว้ให้คนเดินในทางที่ลำบาก รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่เขาทำไว้ให้คนพักพิงต่างๆ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำคุณงามความดีอะไรไว้เลย ทำแต่กรรมชั่วตลอดชีวิต เมื่อตายจากชาตินั้นแล้ว จึงมาเกิดเป็นเปรตที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน มีความความหิวกระหายตลอดเวลา ๕๕ ปี ไม่ได้กินข้าวแม้แต่คำเดียวและไม่ได้กินน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว!!


การรักษาทรัพย์สมบัติไว้โดยไม่ให้แก่ใครๆ และไม่นำไปทำประโยชน์อะไรเลย เป็นความพินาศของสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะรู้ว่าการรักษาทรัพย์ไว้โดยไม่ให้แก่ใคร ไม่ทำบุญ ไม่ทำประโยชน์เลยเป็นความพินาศ แต่ข้าพเจ้าก็เก็บรักษาทรัพย์ไว้อย่างดี ทั้งๆ ที่ทรัพย์มีอยู่มากมายก็ไม่ได้ให้ทาน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน ด้วยอำนาจแห่งผลกรรมนั้นข้าพเจ้าจึงต้องเดือดร้อนในภายหลัง

และหลังจาก ๔ เดือนต่อแต่นี้ไปแล้ว ข้าพเจ้าก็จะตายอีก และจะต้องตกนรกอันเผ็ดร้อนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู จำแนกเป็นห้องๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นทองแดง ลุกเป็นเปลวเพลิง แผดร้อนแผ่ไปตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ และเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าจะต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นตลอดกาลนาน นี้เป็นผลของกรรมชั่ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ข้าพเจ้าจึงเศร้าโศกเสียใจที่จะไปเกิดในนรกอันเร่าร้อนเช่นนั้น

ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายผู้ที่มาประชุมกันในที่นี้ พวกท่านอย่าได้ทำกรรมชั่วในที่ไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นที่แจ้งหรือที่ลับ ถ้าพวกท่านจักกระทำหรือกำลังทำกรรมชั่วนั้นไว้ แม้พวกท่านจะเหาะหนีไปในที่ไหนๆ ก็ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ขอท่านทั้งหลายจงเลี้ยงมารดาบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย หากทำเช่นนี้จึงจะได้ไปเกิดบนสวรรค์และพบความสุข

พวกพ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังคำของเปรตแล้วก็พากันเกิดความสลดสังเวช เมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้น จึงได้ตักน้ำดื่มมา บอกให้เปรตนอนลงแล้วกรอกน้ำเข้าปาก แต่น้ำที่พวกพ่อค้าพากันพยายามเทลงแล้วเทลงอีกก็ไม่ไหลลงสู่ลำคอของเปรตเลย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพลังแห่งกรรมชั่วของเปรตนั่นเอง จึงไม่สามารถระงับความกระหายของตนให้สงบลงได้


พวกพ่อค้าจึงถามเปรตว่า “ท่านได้ความโปร่งใจอะไรบ้างไหม”

เปรตตอบว่า “น้ำที่พวกท่านพยายามเทกรอกปากข้าพเจ้าตั้งมากมายนั้น ไม่มีสักหยดเดียวเลยที่ไหลเข้าไปในลำคอ น้ำเหล่านั้นกลับไหลเข้าลำคอของคนอื่นไปหมด เราคงจะไม่หลุดพ้นจากกำเนิดแห่งเปรตนี้อย่างแน่นอน”

หลังจากพวกพ่อค้าได้ฟังแล้ว จึงเกิดความสังเวชยิ่งนัก พากันถามว่า มีวิธีทางไหนบ้างไหมที่จะช่วยดับความความกระหายของเปรต

เปรตตอบว่า “จะระงับความกระหายได้ก็ต่อเมื่อผลของกรรมชั่วนี้สิ้นไป ขอให้พวกท่านจงช่วยถวายทานแด่พระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต แล้วอุทิศผลบุญนั้นให้แก่เราด้วย หากทำเช่นนั้นเราก็จะพ้นจากความเป็นเปรตและความทุกข์ทรมานนี้ไปได้”

พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้นจึงพากันเดินทางไปกรุงสาวัตถีเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ หลังจากนั้นก็ได้รับสรณคมน์และศีล ได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่เปรต

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเรื่องนี้มาเป็นเหตุ แล้วแสดงธรรมแก่พุทธบริษัททั้ง ๔ และมหาชน เพื่อให้ละมลทินและคลายความตระหนี่ ละความโลภ เป็นต้น คนที่ได้ฟังธรรมนี้แล้วก็เกิดความปีติยินดียิ่งในการทำบุญให้ทาน จิตใจสามารถละความโลภได้ ชีวิตจึงมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

.......

จะเห็นว่ากฎแห่งกรรมนั้น ไม่ได้ละเว้นคนมั่งคั่งร่ำรวย ใครก็ตามที่ทำความชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว ความโลภของคนเรานั้นไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีทางที่จะเติมให้เต็มได้ เศรษฐีที่ไม่รู้จักพอ ย่อมไม่มีความสุข เพราะจิตใจที่ถูกรุมเร้าด้วยความโลภนั้น ย่อมไม่มีทางสงบสุข จิตใจจะสงบและมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อรู้จักพอ รู้จักให้ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตาจิตต่อกันและกัน






ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=19401
104  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / กฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎก : ครึ่งคน ครึ่งเปรต เมื่อ: มีนาคม 22, 2012, 04:59:31 PM



กฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎก : ครึ่งคน ครึ่งเปรต

ชีวิตของคนเราทุกคนตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คนที่ปฏิบัติดีย่อมได้รับผลดี คนที่ปฏิบัติชั่วย่อมได้รับผลชั่ว หากเรารักตัวเองก็ไม่ควรที่จะทำความชั่ว เพราะผลของมันจะสะท้อนกลับมาหาตัวผู้กระทำนั่นเอง ดังเรื่องกฎแห่งกรรมต่อไปนี้

ในกรุงพาราณสีมีพรานคนหนึ่งอยู่ใน หมู่บ้านจุนทัฏฐิละ เลยวาสภคาม ฝั่งแม่น้ำคงคาในอีกด้านทิศหนึ่ง เขาล่าเนื้อในป่าแล้วย่างกิน ส่วนที่เหลือเอาใบไม้ห่อกลับบ้าน พวกเด็กเล็กๆ เห็นเขาที่หน้าหมู่บ้าน พากันวิ่งมาขอเนื้อ เขาก็ได้ให้เนื้อแก่เด็กเหล่านั้นคนละน้อย

อยู่มาวันหนึ่ง พวกเด็กเห็นเขาที่หน้าหมู่บ้าน แต่ไม่มีเนื้อติดมือมาด้วย มีแต่ดอกราชพฤกษ์ที่หอบกลับมามากมาย เด็กๆ วิ่งเข้าไปขอเนื้อจากเขาเหมือนเดิม แต่เขาได้ให้ดอกไม้แก่เด็กคนละดอก ต่อมาหลังจากเขาตายแล้ว ก็ไปบังเกิดใน หมู่เปรต เป็นผู้เปลือยกาย มีรูปน่าเกลียดน่ากลัว ไม่รู้จักข้าว ไม่รู้จักน้ำ บนหัวมีดอกโกสุมและทัดด้วยดอกราชพฤกษ์ กลับไปหาพวกญาติของตนในจุนทัฏฐิลคามเพื่อขอส่วนบุญ โดยเดินทวนกระแสน้ำคงคาที่ไหลอยู่ไม่ขาดสาย

ขณะนั้นอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ชื่อว่า โกลิยะ ได้ปราบโจรที่กำเริบเสิบสานอยู่ชายแดนให้สงบแล้วก็กลับเข้าเมืองมาทางเรือตามกระแสแม่น้ำคงคา เห็นเปรตตัวนั้นกำลังเดินอยู่ จึงถามว่า

“ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีร่างกายเป็นเปรตครึ่งหนึ่ง ทัดดอกไม้ตกแต่งร่างกาย เดินไปตามน้ำที่ไหลไม่ขาดสายในแม่น้ำคงคานี้ ท่านจะไปไหนหรือ ที่อยู่ของท่านคือที่ไหน”

เปรตกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะไปบ้านจุนทัฏฐิละซึ่งอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุงพาราณสี มหาอำมาตย์เห็นแล้วสงสารเปรต ดังนั้น เมื่อเรือหยุดเดินจึงได้ให้ข้าวและผ้าแก่อุบาสกช่างกัลบก เพื่ออุทิศไปให้เปรต เปรตนั้นก็ได้ผ้านุ่งห่มทันที เพราะผลบุญที่มหาอำมาตย์ทำให้

ต่อมาโกลิยมหาอำมาตย์มีจิตอยากจะช่วยเหลือเปรต จึงทำบุญอุทิศแก่เปรตไปเรื่อย จนกระทั่งเดินทางถึงกรุงพาราณสีในตอนเช้า ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทางอากาศ ประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อจะโปรดเปรต ฝ่ายโกลิยมหาอำมาตย์ลงจากเรือแล้วเกิดความสุขใจ ได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าให้มาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น

เมื่อโกลิยมหาอำมาตย์ได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ จึงให้สร้างมณฑปใหญ่ประดับประดาด้วยผ้าต่างชนิดอันวิจิตรด้วยสีย้อมต่างๆ ทั้งเบื้องบนและด้านข้างๆ ทั้ง ๔ ด้าน ปูอาสนะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้แล้ว มหาอำมาตย์จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาสักการะด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วกราบทูลคำที่ตนกล่าวและคำโต้ตอบของเปรตให้พระองค์ฟัง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ขอให้สงฆ์จงมาที่นี่ เพียงแค่ดำริเท่านั้น ภิกษุสงฆ์ก็พากันมาแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพุทธานุภาพ ในขณะนั้นเอง มหาชนพากันมาประชุมเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า มหาอำมาตย์เห็นดังนั้นก็ยิ่งมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายภัตตาหารอันประณีตแก่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ขอมหาชนชาวบ้านใกล้กรุงพาราณสีจงประชุมกันเถิด มหาชนทั้งหมดก็ได้มาประชุมกันด้วยกำลังพระฤทธิ์ และพระองค์ได้ทำให้มหาอำมาตย์และประชาชนมองเห็นเปรตทั้งหลายที่มารอขอส่วนบุญ

เปรตบางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง บางพวกเปลือยกายมีผมยาวสยายปกคลุมร่าง กระจายกันไปคนละทิศละทางเพื่อหาอาหาร บางพวกวิ่งไปไกลๆ ไม่ได้อาหารก็กลับมา บางพวกสลบล้มลงเพราะความหิวกระหาย นอนกลิ้งเกลือกบนพื้นดิน บางพวกล้มลงตรงแผ่นดินในที่ที่ตนวิ่งไปนั้น พร้อมกับร้องไห้ร่ำไรว่า

“พวกเราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้ในกาลก่อน จึงได้ถูกไฟคือความหิวความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาในที่ร้อน เมื่อก่อนพวกเราชอบทำความชั่ว เมื่อมีทรัพย์สินเงินทองอยู่ก็ไม่ทำบุญทำทานไว้ ข้าวและน้ำก็มีมาก แต่เราก็ไม่เคยแจกจ่ายให้ทานและไม่ได้ถวายอะไรๆ แก่บรรพชิตผู้ปฏิบัติชอบ ชอบทำแต่กรรมที่คนดีเขาไม่ทำ เกียจคร้าน ชอบแต่ความสำราญและกินมาก ตระหนี่ถี่เหนียว ชอบด่าว่าลูกน้อง คนรับใช้เป็นประจำ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหาร บ้าน คนรับใช้ ทรัพย์สมบัติเครื่องประดับต่างๆ ของเรา เมื่อเราตายแล้วก็เอามาด้วยไม่ได้ พวกเขาก็หนีไปรับใช้คนอื่นหมด พวกเราได้รับแต่ความทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้วจะไปเกิดในตระกูลอันต่ำช้าเลวทราม”

ส่วนผู้ที่ทำบุญกุศลไว้ ไม่มีความตระหนี่ ย่อมไปเกิดบนสวรรค์ ย่อมมีสวนนันทวันอันสว่างไสว รื่นรมย์อยู่เวชยันตปราสาท อยากได้อะไรก็ได้ดังใจหวัง ครั้นจุติจาก เทวโลกแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือในตระกูลคนมีเรือนยอด และปราสาทราชมณเฑียร มีบัลลังก์ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ (ผ้าทำจากขนแพะ) มีเหล่าบุรุษและสตรีถือพัดอันประดับด้วยแววหางนกยูงคอยพัดให้ ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้ตกแต่งร่างกาย หมู่ญาติพี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม ไม่ต้องเอาเท้าแตะพื้นดิน มีผู้คนคอยเลี้ยงดูรับใช้อยู่ทั้งเช้าและเย็นตลอดชาติ

สวนนันทวันเป็นสวนใหญ่ของเทวดาเหล่าไตรทศ เป็นสถานที่ไม่มีความเศร้าโศก มีแต่ความน่ารื่นรมย์ ย่อมไม่มีแก่ชนผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ความสุขในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแต่คนผู้ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาเหล่าไตรทศ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคลผู้ทำบุญไว้ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์เพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร ตามควรแก่อัธยาศัยของมหาชนผู้ประชุมกันในที่นั้น หลังจากเทศน์จบ สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ตรัสรู้ธรรม

----------------------------------------------------------------------------------

ความสุขความทุกข์อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ หากเราทำกรรมดี เราก็จะได้รับผลดีตามกฎเกณฑ์ของกฎธรรมชาติ การทำความดีไม่มีวันสูญเปล่า ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม เราก็ประสบแต่สิ่งที่ดีมีความสุขอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราได้เกิดมาในโลกนี้จึงไม่ควรประมาท ต้องรีบสั่งสมกรรมดีไว้ให้มากๆ เราไม่รู้ว่าชีวิตเราจะสิ้นสุดวันไหน จะยังมีลมหายใจถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่ ความดีจึงเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงของเรา คนที่ทำความดีไว้มากเหมือนกับมีเสบียงมาก พร้อมที่จะออกเดินทางอยู่ตลอดเวลา ไม่หวั่นกลัวต่อความตายใดๆ ทั้งสิ้น คนสมัยใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า จึงไม่อยากจะทำความดี การพิสูจน์ว่าชาติหน้ามีหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก ผู้ที่ต้องการพิสูจน์ต้องลงมาปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง เมื่อมีจิตสงบถึงระดับหนึ่งแล้ว จะรู้เองเห็นเองว่า ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ อย่างไรก็ดีการทำความดีไว้ในชาติปัจจุบันก็ไม่เป็นการเสียเปล่าอย่างแน่นอน เพราะกรรมดีจะทำให้เรามีความสุขในชาตินี้ ถึงชาติหน้าจะมีหรือไม่มี เราก็ยังได้รับผลดีอยู่นั่นเอง


ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=19398
105  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ทำดีได้ดี-มีที่ไหน? ทำชั่วได้ดี-มีถมไป? เมื่อ: มีนาคม 22, 2012, 04:31:08 PM


วิบัติกับสมบัติ
จากหนังสือ กรรมลิขิต
โดย ธมฺมวฑโฒ ภิกฺข ฺุ


ผลดีย่อมเกิดจากกรรมดี กรรมดีจะไม่ให้ผลชั่ว แต่ให้ผลดีเมื่อมีโอกาส
ถ้าทำดีแล้วยังไม่ได้ดี แสดงว่ามีข้อเสียหรือวิบัติขัดขวาง


วิบัติมี ๔ คือฺิ
๑. คติวิบัติ กำเนิดชั่ว ในอบายภูมิ ในตระกูลต่ำ ยากจน ถิ่นกันดาร

๒. อุปธิวิบัติ รูปชั่ว พิการ อ่อนแอ ปัญญาอ่อน
๓. กาลวิบัติ กลียุค ภัยพิบัติมาก คนชั่วมีอำนาจ ผู้คนไร้ศีลธรรม
๔. ปโยควิบัติ ความเพียรเลว ย่อหย่อน ทำผิดวิธี


วิบัติย่อมสนับสนุนกรรมชั่วบางอย่าง
เช่น ผู้ที่เกิดมาจนย่อมลำบากอยู่แล้ว ถ้าเกียจคร้านย่อมลำบากเป็นทวีคูณ


วิบัติอาจขัดขวางกรรมดีบางอย่างในบางโอกาส แต่ขัดขวางความดีบางอย่างไม่ได้
เช่น ในถิ่นกันดาร คนขยันอาจเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง
ในการสมัครงาน คนขี้เหร่ แม้มีคุณสมบัติครบ ก็มักจะไม่ได้งาน รูปร่างอาจเป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่ศาลจะไม่ตัดสินผู้บริสุทธิ์ให้เป็นผู้ผิดโดยใช้รูปร่างเป็นเกณฑ์



วิบัติ ๔ นี้เองเป็นสาเหตุของความเห็นผิดที่ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน



ตรงกันข้าม ถ้าทำชั่วแล้วยังไม่ได้ชั่ว แสดงว่ามีข้อดีหรือสมบัติคุ้มครอง
สมบัติมี ๔ คือ


๑. คติสมบัติ กำเนิดดี เป็นเทวดา มนุษย์ สูงศักดิ์ ร่ำรวย ถิ่นที่เจริญ
๒. อุปธิสมบัติ รูปดี แข็งแรง ฉลาด
๓. กาลสมบัติ ยุคเจริญ โลกอุดมสมบูรณ์ คนดีมีอำนาจ ผู้คนมีศีลธรรม
๔. ปโยคสมบัติ ความเพียรชอบ แข็งขัน ทำถูกวิธี


สมบัติย่อมสนับสนุนกรรมดีบางอย่าง เช่น คนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว
ถ้าฉลาดและขยันก็จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น


สมบัติอาจขัดขวางกรรมชั่วบางอย่างในบางโอกาส แต่ขัดขวางกรรมชั่วบางอย่างไม่ได้
เช่น ในประเทศที่ร่ำรวย คนเกียจคร้านก็ยังสุขสบายด้วยสวัสดิการจากรัฐบาล
ในที่ลับตาหรือเวลาที่ปลอดคน โจรกรรมมักจะสำเร็จ แต่เมื่อทำบ่อย ๆ ย่อมถูกจับได้


สมบัติ ๔ นี้เองทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า ทำชั่วได้ดีมีถมไป


ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=21677
106  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / ทำดีหนีชั่ว เมื่อ: มีนาคม 18, 2012, 01:47:44 PM


ทำดีหนีชั่ว
พระนิพนธ์โดยสมเด็จพระญาณสังวร

ทุกชีวิตก่อนแต่จะได้มาเป็นคนเป็นสัตว์อยู่ในปัจจุบันชาติ ต่างเป็นอะไรต่อมิอะไรมาแล้วมากมายแยกออกไม่ได้ ว่ามีกรรมดีกรรมชั่วอะไรบ้าง ทำกรรมใดก่อนทำกรรมใดหลัง ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วที่ทำไว้ในอดีตทั้งหลาย ย่อมมากมายเกินกว่าที่ได้กระทำในชาตินี้ในชีวิตนี้อย่างประมาณมิได้ และกรรมดีกรรมชั่วทั้งหลายเหล่านั้นย่อมให้ผลตรงตามเหตุทุกประการ แม้ว่าผลอาจจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทุกสิ่งทุกอย่างและไม่อาจเรียงลำดับตามเหตุที่ได้เกระทำแล้วก็ตาม แต่ผลทั้งหลายย่อมเกิดแน่แม้เหตุได้กระทำแล้ว

เป็นที่เห็นกันอยู่ว่าทุกคนมีชีวิตที่มิได้ราบรื่นเสมอไป ไม่มีสุขตลอดชีวิตและไม่มีทุกข์ตลอดชีวิต แต่ละคนพบอะไรๆทั้งดีและร้ายหนักบ้างเบาบ้าง โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องเป็นเช่นนั้น เช่นบางคนเกิดในครอบครัวยากจนต่ำต้อย บางคนเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย บางคนเกิดมาพิการ บางคนเกิดมารูปร่างหน้าตาดี บางคนอายุยืนแต่บางคนอายุสั้น บางคนประสบความสำเร็จ บางคนทำอะไรๆก็มักผิดหวัง เป็นต้น

ทุกคนกำลังมีผลกรรมดีและกรรมไม่ดีติดตามมา เป็นผลของเหตุที่ทำไว้ในอดีตชาติที่ทำกันเอาไว้อย่างสลับซับซ้อนนับประมาณมิได้ เมื่อพูดถึงกรรมไม่ดี กรรมไม่ดีนั้นเปรียบดั่งมือมารที่ใหญ่โตมโหฬารทรงพลังอำนาจมากมาย มือนั้นกำลังเอื้อมมือมาตะปบเราเพื่อลากเข้าไปขยี้ให้แหลกเหลว แต่เราก็รอดหวุดหวิดเพราะความบังเอิญ ความบังเอิญนั้นก็คือคุณงามความดีที่มีมากพอซึ่งเป็นกำลังพาให้หลบหนีพ้นมือมารไปได้ มีความสวัสดีอยู่ได้ชั่วครั้งชั่วคราว

แต่ใช่ว่ามือมารนั้นจะหยุดตามตะครุบเราก็หาไม่ จะกี่วันกี่เดือนกี่ปีกี่ภพกี่ชาติ มือมารก็จะติดตามตะครุบเราอย่างไม่ลดละไม่ท้อแท้เหน็ดเหนื่อย จะคว้าผิดคว้าถูกก็ตามมือมารจากผลแห่งกรรมชั่วที่เคยทำไว้ในอดีตจะตามคว้าไม่ยอมลดละ ถ้าปรากฏเป็นภาพก็จะเป็นภาพที่น่ากลัวที่สุด ซึ่งเรื่องของกรรมนี้เป็นสิ่งที่ทำแล้วลบล้างไม่ได้ แต่เราหนีมันได้โดยการสร้างความดีซึ่งเป็นกรรมดีให้หนักกว่ามากกว่ากรรมไม่ดี จะทำให้เราสามารถวิ่งหนีกรรมไม่ดีได้(ชั่วคราว)

แต่ผลแห่งกรรมไม่ดีก็ยังวิ่งตามเราอยู่แต่ส่งผลไม่ทันเพราะมีกรรมดีวิ่งแซงตัดหน้ามาช่วยเหลือเราทัน เหมือนเราเดินอยู่มีคนไม่ดี(ผลกรรมชั่ว) ถือมีดดาบวิ่งไล่ตามหลังเราอยู่ด้วยความเครียดแค้น ( เราอาจจำไม่ได้ว่าเราไปทำอะไรให้เขาโกรธอาฆาตเครียดแค้น) ขณะเดียวกันก็มีคนดี(ผลกรรมดี) กำลังวิ่งจ้ำตามมาอย่างรวดเร็วเพื่อจะชิงตัดแซงหน้าคนไม่ดีให้ได้เพื่อจะมาพาเราหนีไปให้พ้นจากคนไม่ดีที่กำลังถือมีดวิ่งไล่หลังเรา ถ้าคนดีนั้นมีกำลังแข็งแรงกว่าก็วิ่งแซงคนที่ไม่ดีและมาช่วยเราได้ทันการณ์

แต่ถ้าคนดีที่วิ่งมาช่วยแรงน้อยกำลังน้อยกว่าคนไม่ดีเขาก็ไม่สามารถมาช่วยเหลือเราได้ เราก็ต้องโดนคนไม่ดีเอามีดฟัน แต่ถ้าคนดีแรงดีวิ่งแซงมาช่วยเราทันเราก็รอดพ้นจากคนไม่ดีไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ถ้าคนดีเริ่มอ่อนแรงช่วยให้เราหนีรอดได้สักระยะหนึ่ง ส่วนคนไม่ดีนั้นถ้าเขายังไม่อ่อนแรงเขาก็วิ่งตามมาทันพอดีแล้วอะไรจะเกิดขึ้น...

ทุกคนมีมือแห่งอกุศลกรรมที่น่ากลัวตามตะคุรบอยู่ไม่มีใครไม่มีและมีกันคนละไม่น้อยด้วย เพราะทุกคนได้ผ่านภพชาติมาแล้วนับไม่ถ้วนยาวนานนักหนา ทำอะไรต่ออะไรกันมาเสียนักต่อนัก ทั้งกรรมดีทั้งกรรมชั่วสลับซับซ้อนกันอยู่และก็ลืมกันไปเสียสิ้นแล้ว ทั้งบางคนก็ยังไม่เชื่อว่าเคยเกิดมาแล้วในอดีตชาติมากมายหลายชาตินับไม่ถ้วน จึงยังไม่นึกเลยว่าได้ทำกรรมดีกรรมชั่วมาก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ การไม่นึกนี่แหละทำให้ประมาท ไม่พยามหนีให้พ้นจากกรรมไม่ดี

การส่งผลกรรมดีและกรรมไม่ดีนั้นข้ามภพข้ามชาติได้ กรรมในอดีตชาติส่งผลมาทันในปัจจุบันชาติก็มี ไปส่งผลถึงในอนาคตชาติก็มี แล้วแต่ว่าผู้ทำกรรมไม่ดีจะหนีได้ไกลเท่าไหร่หรือหนีได้นานเท่าไหร่ ก็คือแล้วแต่ว่าผู้ทำกรรมไม่ดีไว้ในอดีตนั้นจะสามารถทำจิตใจสร้างคุณงามความดีในปัจจุบันนั้นได้แค่ไหนเพียงใด และจะเป็นกรรมที่ใหญ่และหนักหนากว่ากรรมไม่ดีในอดีตหรือไม่

การให้ผลของกรรมเปรียบกับวัตถุที่ตกจากที่สูง วัตถุที่ตกจากที่เดียวกันเวลาใกล้เคียงกัน แต่วัตถุไหนหนักกว่าก็จะตกถึงพื้นก่อนวัตถุที่เบากว่า เปรียบดังกับกรรมทั้งสองอย่างคือกรรมดีและกรรมไม่ดี กระทำในเวลาใกล้เคียงกัน กรรมที่หนักกว่าจะเป็นกรรมที่ดีหรือไม่ดีก็ตามย่อมส่งผลก่อน กรรมที่เบากว่าย่อมส่งผลที่หลัง และย่อมส่งผลทั้งสองแน่นอนไม่เร็วก็ช้า ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่ชาติหน้าก็ชาติต่อไป ต่อไป อาจจะอีกกหลายภพหลายชาติก็ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย เพราะกรรมไม่ใช่สิ่งที่ลบเลือนได้ด้วยกาลเวลา จะนานสักเพียงไรกรรมก็ยังตามส่งให้ผลอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นกรรมหนักกรรมเบาก็ตาม กรรมจึงมีอำนาจเหนืออำนาจทั้งปวง

เมื่อกรรมดีจะส่งผลจะไม่มีผู้ใดสิ่งอันใดมากีดขวางได้ยกเว้นแต่กรรมที่ไม่ดีที่แรงกว่าเท่านั้นจะกีดขวางกั้นการส่งผลของกรรมดีได้ เช่นเดียวกันกับกรรมที่ไม่ดีจะส่งผลก็ไม่มีอะไรผู้ใดมาขวางกั้นได้ นอกจากกรรมดีที่แรงกว่าเท่านั้นจึงจะมากีดขวางกั้นการส่งผลกรรมไม่ดีได้ ฉะนั้นเราทั้งหลายไม่ควรประมาทเรื่องของกรรมและผลของกรรม ควรรีบเร่งสร้างกรรมดีให้มากไว้งดเว้นการทำกรรมชั่วทั้งปวง

อย่าเป็นผู้ปฏิเสธเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมอย่างปราศจากเหตุผล อย่าคิดว่าเป็นคนสมัยใหม่แล้วจะไม่ยอมเชื่อเรื่องกรรม จงอย่าปฏิเสธโดยไม่รู้จริง เพราะวันหนึ่งจะหนีไม่พ้นผลของกรรม

“ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด”



ที่มา   http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=24624
107  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / หลวงปู่จันทาพบพระกลายเป็นเปรต... เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 03:32:46 PM



พระเปรต

สมัยหนึ่ง ไปวิเวกกับพระอาจารย์บุญพิน และพระจ่อย ไปอยู่ที่ถ้ำจำปา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

ถ้ำจำปาอยู่บนภูพาน ในถ้ำนั้นมีพระพุทธรูปทำด้วยไม้ และหินอยู่มาก โยมที่บ้านกะลึมบอกว่า มีผีเฝ้ารักษาไว้ แล้วโยมก็พาไปทำที่พักให้อยู่หน้าถ้ำ

พอค่ำลง ก็ทำความเพียร เดินจงกรมจนถึง ๓ ทุ่ม จากนั้น ก็ไหว้พระ สวดมนต์แล้วอุทิศส่วนบุญ เสร็จแล้วก็เข้าที่ นั่งภาวนา กำหนดพุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่นานจิตก็รวม พอจิตสงบ เกิดแสงสว่างจ้า ไม่นานเห็นเทพบุตรตนหนึ่งมาบอกว่า

“ท่านอาจารย์หันปลายเท้าเข้าหน้าถ้ำ นั้นเป็นทางไปพระนิพพานนะ”

ถามเขากลับไปว่า “ทางไปพระนิพพานคืออะไร ?”

เขาก็ว่า “พระพุทธรูปนั่นแหละ ผู้เป็น นายโก ผู้นำโลกคือหมู่สัตว์เข้าพระนิพพานได้ ทีนี้ท่านหันเท้าเข้าไปอย่างนั้นมันผิดแล้ว”

“โอ๋...โยมเขาทำให้อย่างนั้น ต้องขออภัยด้วย พรุ่งนี้จะให้เขาทำให้ใหม่”

เสร็จแล้วเขาก็ลากลับไป จากนั้นไม่นาน ก็มีเปรตพระ ๓ ตนเข้ามาหา เป็นคนโบราณรูปร่างสูงใหญ่ มีเครายาวถึงหน้าอก เข้ามานั่งใกล้ ๆ ลูบขาข้างซ้าย แล้วพูดว่า

“ท่าน ๆ ผมกับท่านใครจะแก่พรรษากว่ากัน ?”

ก็ตอบเขาไปว่า “หลวงพ่อนั่นแหละ แก่กว่า”

“ก็คงจะจริงอย่างท่านว่านั่นแหละ พรรษาของผมนั้นแก่กว่าท่าน แต่ว่าคุณธรรมของท่านนั้น แก่กว่าผมนะ”

“แก่กว่าเพราะเหตุใด ?”

“แก่เพราะท่านเจริญธรรม เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ อดนอนผ่อนอาหาร นี่มันแก่อย่างนี้ เพราะการเจริญธรรมถูกต้อง”

จากนั้นก็เลยถามเขาต่อไปอีกว่า “พวกท่านเป็นพระ บวชในศาสนาพุทธอันบริสุทธิ์แล้ว สมควรที่จะเจริญสมณธรรม อย่างต่ำก็ไปสวรรค์ ๖ ชั้น อย่างกลางก็พรหมโลก (รูปพรหม ๑๖ ชั้น) อย่างสูงก็อรูปพรหม ๔ ชั้น และอย่างถึงที่สุดก็วิมุตติหลุดพ้นไปพระนิพพาน ข้ามโลกสงสารไปได้ เพราะมีกิจอันเดียว แต่เหตุใดท่านจึงมาเป็นเปรตค้างอยู่ที่นี่”

“ท่านเอ๊ย...พวกข้าพเจ้าเกิดมาพบปะศาสนาในสมัย พระเจ้าไชยเชษฐา (เป็นเจ้าเมืองเวียงจันทร์เรืองอำนาจและสร้างวัดต่าง ๆ มากมาย) เมื่อบวชมาแล้ว อุปัชฌาย์อาจารย์ก็ไม่แนะนำพร่ำสอนให้เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ อดนอน ผ่อนอาหาร พิจารณาธาตุขันธ์ เหมือนอย่างพวกท่านในขณะนี้”

“บวชเป็นพระตั้ง ๑๐๐ กว่าพรรษา ก็ไม่ได้ภาวนาอะไร อยู่สนุกสนาน ฉันเช้า ฉันเพล แล้วก็ทำกิจการงานต่าง ๆ ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงม้า เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เหมือนอย่างฆราวาสญาติโยมเขา”

“บวชมาแล้วก็ล่วงเกินสิกขาบทวินัยไตรสิกขาน้อยใหญ่ เสียสิ้น ศีลวัตร ศีล ๒๒๗ ก็ล่วงเกิน จะเหลือก็แต่ปาราชิก ๔ ถึงเหลือก็เศร้าหมอง ล่วงเกินพระวินัยด้วยการขุดดิน ฟันไม้ จับจ่ายเงินทอง กินข้าวแลงแกงร้อน (ฉันอาหารยามวิกาล) นั่งนอนเสื่อสาดยัดด้วยนุ่นและสำลี (ต้องอาบัติปาจิตตีย์) กินลาบดิบ ลาบวัว ลาบควาย พอญาติโยมเขาฆ่าวัวความยอยู่ในบ้าน ก็สั่งเอาเนื้อสันใหญ่ ๆ ตับ ไต เอามาลาบก้อยกินกันสนุกสนาน กินกับเหล้ากับยา สนุกสนาน”

นั่นแหละ ขุดดินฟันไม้ จับจ่ายเงินทอง ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ กินข้าวแลงแกงร้อนก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์นะ

นั่นแหละ “พอถึงช่วงเดือน ๑๒ เขาลงจับปลากัน ก็ให้เณรไปขอปลาและกุ้งเป็น ๆ มาลาบกินกันสนุกสนาน บางทีก็เข้าป่าหากระต่ายและอีเห็นมาหมกมาคั่ว (ทำอาหาร) กินกันสบาย”

“ทีนี้ฤดูทำนา เขาก็มานิมนต์ไปช่วยเขาดำนา แล้วก็กินเหล้ากินยา ลาบวัวลาบควาย สนุกสนานคุยสาว (จีบผู้หญิง) นะท่าน ถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ไปเก็บเกี่ยวกับเขา กินเหล้ากินยา เล่นสาว (พูดเกี้ยวผู้หญิง) สนุกสนาน เวลานวดข้าว เขาก็มานิมนต์ไปนวดกับเขา เวลาเอาข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง เขาก็มานิมนต์ไปสวดมนต์ข้าวนะ แหม..กินเหล้ากินยาวันยังค่ำ ท่านเอ๊ย...สนุกสนาน ได้กินลาบไก่ ต้มไก่ สนุกสนาน”

“วันพระก็ตีกลองให้ผู้สาว (หญิงสาว) มาดายหญ้าในบริเวณวัด แล้วก็เล่นสาวสนุกสนาน งานบุญพระเวสสันดร มีการละเล่นต่าง ๆ ก็เล่นสาวสนุกสนาน จับโน่นจับนี่ เมื่อมีโยมตายในหมู่บ้าน เขานิมนต์ไปสวดกุสสลา มาติกาในงานศพ มีการละเล่นในงานนั้น ก็หยิบหยอกกับผู้สาว จับก้นจับขาจับของดี ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง นั่นแหละ ทำอยู่อย่างนั้นเป็นนิจ”

“ทีนี้มาถึงเดือน ๕ เมษายน ขึ้นปีใหม่ อุปัชฌาย์อาจารย์ก็บอกว่า เอ้า...พระเราเป็นนาคนะ ฤดูนี้เราเป็นนาค เล่นน้ำได้ ไม่เป็นบาปเป็นกรรม นั่นแหละ มันก็สนุกสนาน เล่นน้ำปล้ำผู้สาว จับอกจับก้น จับของลับกันสนั่นหวั่นไหว แต่อาจารย์ไม่ให้เสพนะ ถึงอย่างนั้นมันก็เกิดความกำหนัดยินดีในกาม นั่นแหละกระทำกันอยู่อย่างนั้นเป็นนิจ เสร็จแล้วก็มีการขอขมาลาโทษกัน ทำพิธีสู่ข้างเล่าขวัญ (พิธีขอขมา) อันนี้ต้องอาบัติทุกกฎนะ”

“นั่นแหละ ความไม่ดีทั้งหลายที่พวกข้าพเจ้าทำขึ้นจึงได้ส่งผลให้มาเกิดเป็นเปรตตกค้างอยู่ที่นี่”
นอกจากเปรตพระ ๓ ตนนี้แล้ว ก็ยังมีเปรตแม่ขาวนางชี (แม่ชี) ตกค้างอยู่ที่นั้นอีกมาก

พอถามว่า เมื่อไหร่จะพ้นกรรม เขาก็บอกว่าไม่รู้ ถามว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นกรรมได้ เขาก็ไม่ทราบ จึงได้กำหนดจิตถามพระธรรมว่า

“เปรต ๓ ตนนี้ กับแม่ชีนั้น เคยเป็นญาติของเราบ้างไหม ?”

“โอ๋...เป็นมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่มาภพนี้ชาตินี้ เขาทำกรรมไม่ดี จึงมาเกิดเป็นเปรต นั่นแหละ จงช่วยเหลือเขาเสีย ถ้าเราไม่ช่วยแล้ว ก็ไม่มีใครช่วยเขาหรอก”

จากนั้น จึงพูดกับเปรตเหล่านั้นว่า “พระพุทธรูปที่อยู่ในถ้ำนั้น อย่างเพิ่งหึงหวงห่วงอาลัยนะ เมื่อมีพระเณรหรือญาติโยมมาเอา ก็ให้เขาไปเถิด เราจะได้พ้นจากบาปกรรมได้ เอ้า...เตรียมรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ จะช่วยให้พ้นจากสภาพเปรตไปเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก และเมื่อข้าพเจ้าเดินจงกรมเสร็จแล้ว ก็มารับส่วนบุญนะ”

เจริญสมณธรรมอยู่ที่นั่นได้ ๒-๓ เดือน ก็มีแม่ชีคนหนึ่งมาบอกลาว่า
“ท่านอาจารย์ ดิฉันพ้นจากบาปกรรมชั่วช้าลามกแล้ว จะได้ไปเกิดที่เมืองมนุษย์อีก”

“ไปดีเถิด จงภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปนะ ไปที่ อ.บ้านผือ หรือที่ จ.อุดรธานี โน่นแหละดี เพราะจะมีพระกรรมฐานผ่านมามาก”

ทีนี้พอล่วงมาถึงเดือน ๖ ก็ได้บอกพวกเปรตทั้งหลายว่า ปีนี้จะกลับไปจำพรรษากับหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่วัดป่าบ้านหนองแซง ปีหน้า ถ้าบุญพาวาสนาส่ง จะกลับมาโปรดอีกนะ แต่แล้วก็อย่าได้ประมาท ขอให้พากันเดินจงกรม บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ ยืนภาวนา บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฝึกจิต อบรมจิต สอนจิต ทรมานจิต ให้มันเป็นไปในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้จิตอยู่กับนักปราชญ์ คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ นั่นแหละ จะเป็นจิตเกษมสำราญ พ้นจากกำเนิดเป็นเปรต ไปเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก โดยเร็วพลัน ช่วยตัวเองนะ อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ (ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน) พึ่งคนอื่นชื่นใจเป็นบางครั้ง ไม่เหมือนดั่งพึ่งตนผลทวี ตนจะเป็นคนดี หนีทุกข์โทษภัย ในวัฏฏสงสาร มีพระนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้า ก็เพราะตนทำดี สะสมบุญดีให้เกิดมีขึ้น เพราะตนพึ่งตน อันนี้ข้อสำคัญมั่นหมาย

นั่นแหละ ต่อแต่นั้น ก็ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่บัว พอออกพรรษาแล้วก็กลับมาที่เก่าอีก ไปแล้วรู้สึกว่าเป็นเบา ๆ นะ พวกเปรตทั้งหลายนั้นหายไปหมดแล้ว เมื่อภาวนาจิตสงบแล้ว มีพวกเทวดาทั้งหลายมาขอรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ เสร็จแล้วเทศน์ให้ฟัง แล้วก็ถามเขาว่า

“พวกเปรตพระ ๓ ตน กับแม่ชีทั้งหลาย หายไปไหนกันหมด”

เขาก็ตอบว่า “ท่านมาโปรดเขา เมื่อปีกลายโน้น เขาก็ได้เจริญสมณธรรมตามอย่างที่ท่านสอนนั้น แล้วก็รักษาศีลอย่างบริสุทธิ์ จึงได้ไปเกิดที่เมืองมนุษย์กันหมดแล้วละท่าน”

นั่นแหละ เรื่องการไปวิเวกตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ได้สงเคราะห์ฝูงเปรตทั้งหลาย และผีสางคางแดงทุกอย่าง

นี่แหละการไปเจริญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ นั้น ก็ได้ธรรมะเกิดขึ้นสอนใจ เขาเป็นอย่างไรตกทุกข์ได้ยาก เป็นเปรตเป็นผีค้างโลกโลกีย์อย่างนั้น ก็เพราะทำบาปหยาบช้าลามก ลืมตนคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต ๆ พาไปหาผลคบคนชั่วพาตัวยากจน คบใครก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้ก็น้อมมาเป็นธรรมะสอนเรา ถ้าเราเป็นผู้ประมาทแล้ว ต่อไปก็จะไม่แคล้วคลาดจากสมบัติ อย่างที่เขาได้นะ นั่นแหละ ข้อสำคัญมั่นหมาย


ที่มา...หนังสือธรรมมะพเนจร
คัดลอกจาก...http://www.watdokmai.org/
108  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / การภาวนาพุทโธเป็นบ่อบุญถึง ๔ บ่อ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) เมื่อ: มีนาคม 12, 2012, 02:40:35 PM

ธรรมโอวาท
ของ
พระวิสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ






การที่เรามานั่งภาวนา “พุทโธๆ”
โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดี๋ยวนี้
จัดว่าเป็นบ่อบุญถึง ๔ บ่อ เหมือนกับเรายิงนกทีเดียวแต่ได้นกตั้งหลายตัว
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การภาวนาเป็นมหากุศลอันเลิศ
ที่ว่าเราได้บุญถึง ๔ บ่อนั้น คืออะไรบ้าง


ประการที่ ๑ เป็น “พุทธานุสติ”

เพราะขณะที่เรากำหนดลมและบริกรรมว่า “พุทโธๆ” นั้น
เราได้น้อมเอา พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
เข้าไปไว้ภายในใจของเราด้วย

พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณนี้ เป็นสิ่งที่มีค่าสูงกว่าสิ่งอื่นใด
เมื่อได้น้อมเขาไปในตัวเราแล้วก็เกิดความปีติ อิ่มเต็ม เย็นอกเย็นใจ
ความเบิกบานสว่างไสวก็มีขึ้นในดวงจิตของเรา
นี่นับว่าเป็นกุศลส่วนหนึ่งที่เราได้รับจากบ่อบุญอันนี้

ประการที่ ๒ เป็น “อานาปานสติ”

เพราะลมหายใจที่เรากำหนดอยู่นี้
เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิต และมีสติตื่นอยู่ ไม่ลืม ไม่เผลอ
ไม่ยื่นออกไปข้างหน้า ไม่เหลียวมาข้างหลัง
ไม่คิดไปในสัญญาอารมณ์อื่นนอกจากลมหายใจอย่างเดียว
มีความรู้อยู่แต่ในเรื่องของกองลมทั่วร่างกาย

วิตก ได้แก่ การกำหนดลม
วิจาร ได้แก่ การขยายลม


เมื่อลมเต็มอิ่มและมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา
นิวรณ์ทั้งหลายที่เป็นข้าศึกของใจ
ก็ไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาทำลายคุณความดีของเราได้
จิตก็จะมีความสงบนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย
ไม่ตกไปอยู่ในบาปอกุศลอันใดได้
เป็นจิตที่มีอาการเที่ยงตรง ไม่มีอาการวอกแวกและไหลไปไหลมา
มีแต่ความสุขอยู่ในลมส่วนเดียว
นี้ก็เป็นกุศลส่วนหนึ่งที่เราได้รับจากบ่อบุญอันนี้


ประการที่ ๓ เป็น “กายคตาสติ”

เป็น “กาเย กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ด้วย
เพราะลมหายใจเป็นตัวชีวิต เป็นตัวกายใน
เรียกว่า พิจารณากายในกาย (ธาตุ ๔ เป็นตัวกายนอก)
คือเมื่อเราได้กำหนดลมเข้าไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายทุกส่วนแล้ว
เราก็จะมีความรู้เท่าทันถึงสภาพอันแท้จริงของร่างกาย
อันประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม
ว่าเมื่อเกิดความกระเทือนระหว่างลมภายนอกกับธาตุเหล่านี้
แล้วได้มีอาการและความรู้สึกเป็นอย่างไร

ร่างกายเคลื่อนไหว แปรเปลี่ยน ทรุดโทรม และเกิดดับอย่างไร
เราก็จะวางใจเฉยเป็นปกติ เพราะรู้เท่าทันในสภาพธรรมดาเหล่านี้
ไม่หลงยึดถือในรูปร่างกายว่าเป็นตัวตน
เพราะแท้จริงมันก็เป็นเพียงธาตุแท้ ๔ อย่างที่ผสมกันขึ้น
และเมื่อพิจารณาแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งปฏิกูลตลอดทั่วร่างกาย
ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ตลอดทั้งอวัยวะภายในทุกส่วน
เห็นดังนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย สลดสังเวชขึ้น
ทำให้หมดความยินดียินร้ายในรูปร่างกาย ใจก็เป็นปกติ
นี่ก็เป็นกุศลส่วนหนึ่งที่เราได้รับจากบ่อบุญอันนี้


ประการที่ ๔ เป็น “มรณานุสติ”

ทำให้เรามองเห็นความตายได้อย่างแท้จริง
ด้วยการกำหนดลมหายใจ

เมื่อก่อนนี้เรานึกว่าความตายนั้นจะต้องมีอยู่กับคนไข้อย่างนั้น
โรคอย่างนี้ แต่หาใช่ความตายอันแท้จริงไม่
แท้จริงมันอยู่ที่ปลายจมูกของเรานี่เอง มิได้อยู่ไกลไปจากนี้เลย

ถ้าเลยออกไปจากปลายจมูกแล้วก็ต้องตาย
ทั้งนี้ให้เราสังเกตดุลมที่หายใจเข้าออก ก็จะเห็นได้ว่า
ลมนี้เลยจมูกออกไปแล้วไม่กลับเข้ามาอีก เราต้องตายแน่
หรือถ้าลมเข้าไปในจมูกแล้วไม่กลับออกมา ก็ต้องตายเหมือนกัน
เมื่อเรามองเห็นความตายมีอยุ่ทุกขณะลมหายใจเข้าออกเช่นนี้
เราก็จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวอยู่เสมอ
ไม่เป็นผู้ลืมตาย หลงตาย เราก็จะตั้งอยู่ในความดีเสมอไป
นี่ก็เป็นกุศลส่วนหนึ่งที่เราได้รับจากบ่อบุญอันนี้

 

คัดลอกเนื้อหาจาก
พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร. แนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๒.
พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : ขุมทองอุตสาหกรรมและการพิมพ์,


ที่มา  http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=39800




109  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / กรรมที่ทำให้พบผู้ชี้นำทางประเสริฐ เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 01:56:54 PM




กรรมที่ทำให้พบ ผู้ชี้นำทางประเสริฐ
ดั ง ต ฤ ณ

คำถาม

ได้ยินว่าถ้าเราเคารพนับถือครูบาอาจารย์อย่างไร
ก็จะเจอครูบาอาจารย์แบบนั้นๆ ต่อไป ไม่ทราบว่าเท็จจริงอย่างไร?

ผมเห็นว่าคนเรามีครูบาอาจารย์ทั้งพระและฆราวาสที่นับถือได้หลายคนตั้งแต่ เด็กจนโต
และแต่ละท่านก็มีความแตกต่างกันหลากหลาย
แล้วจะเอาอะไรเป็นตัวตัดสินครับว่าต้องไปเจอครูบาอาจารย์แบบใดอีก?

ทางพุทธเราถือว่ากรรมที่ทำให้พบผู้ชี้นำทางประเสริฐ
คือการเคยเลื่อมใสผู้ประเสริฐ อยู่ในโอวาทของผู้ประเสริฐมาก่อน

และคำว่า ‘อยู่ในโอวาท’ นั้น
ก็หมายถึงเชื่อฟังคำสั่งสอนที่พิจารณาแล้วว่า
เป็นประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยโทษ
น้อมใจรับไปประพฤติปฏิบัติตาม
ไม่ใช่แค่ปากบอกว่าเชื่ออย่างเดียว

ถ้าพิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัส
เราก็คงเน้นกันที่ความผูกใจนับถือศาสดา
คือเล็งที่ว่าใจคุณเลื่อมใสศรัทธาศาสดาแห่งเหตุผล
หรือว่าศาสดาแห่งความเชื่อ

ศาสดาแห่งเหตุผลไม่ได้มีแต่พระพุทธเจ้า
ขอให้แจกแจงรายละเอียดได้เถิด ว่า
ทำดีแบบไหนได้ดีอย่างไร ทำชั่วแบบไหนได้ชั่วอย่างไร
นับว่าเป็นศาสดาแห่งเหตุผลหมด

ส่วน ศาสดาแห่งความเชื่อก็ไม่ได้มีเพียงองค์เดียว
และรูปแบบของการจูงใจให้เชื่อก็แตกต่างกัน
บางครั้งให้เชื่อในการปีนบันไดสวรรค์
บางครั้งให้เชื่อในการพุ่งหลาวลงเหวนรก

ถ้าพูดกันเฉพาะศาสนาใหญ่ ที่เก่าแก่ สืบทอดมาช้านาน
บางทีก็น่าสับสนเหมือนกันครับ
เพราะช่วงเวลาช้านานเป็นร้อยเป็นพันปีนั้น
มักก่อให้เกิดก๊กเหล่า มีความแตกแยกทางความเชื่อและความคิดเห็นออกไปได้มาก

การระบุว่าตน นับถือศาสดาใด หรือเป็นสมาชิกของศาสนาใด บางทียังกว้างเกินไป
เพราะศาสดาของทุกศาสนาใหญ่ต่างก็ทิ้งโลกนี้ไว้เบื้องหลังแล้ว
ที่เรานับถืออยู่จริงๆจะเป็นตัวแทนของท่าน อันได้แก่คำสอนในคัมภีร์

ส่วนผู้ชี้ขาดคำสอนก็มีอยู่หลากหลายเหลือเกิน
ไม่อาจแต่งตั้งใครเป็นประมุขศาสนาองค์ใหม่แทนพระศาสดาได้เลย
เพราะอย่างไรก็จะเห็นว่าเป็นเพียงหนึ่งในผู้สืบทอด
ไม่ใช่ผู้เริ่มต้นก่อตั้งศาสนา จึงย่อมไม่มีใครยอมลงให้ใครง่ายๆ

การแบ่งก๊กแบ่งเหล่านี้แหละ ก่อให้เกิดอาจารย์หรือประธานกลุ่ม
ซึ่งถ้าผู้นำกลุ่มพยายามรักษาคำสอนดั้งเดิมของพระศาสดาไว้
ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คนกลุ่มได้ดี เจริญรอยตามบาทพระศาสดา
ไม่หลงเขวออกนอกทางไปไหน

แต่หากผู้นำกลุ่มไม่ได้สอนตามพระศาสดา
ก็เหมือนกับตั้งศาสนาหรือลัทธิใหม่ขึ้นมากลายๆ
สมาชิกกลุ่มย่อมไม่ได้ชื่อว่าเจริญรอยตามบาทพระศาสดา
ทว่าหลงเขวไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัว

เช่น สำหรับพุทธเราสอนเรื่องการพ้นทุกข์
ด้วยวิธีละเหตุแห่งทุกข์ อันได้แก่ความอยาก

แต่หลายสำนักจะเน้นสอนเรื่องการมีสุข
ด้วยวิธีเพิ่มเหตุแห่งทุกข์ คือเร่งความโลภ ความอยากได้ให้มากยิ่งๆขึ้น
นี่แหละเรียกว่าหลงทิศ หลงออกจากเป้าหมายเดิม

และถ้าเจาะจงอย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้งกว่า นั้น
ก็ต้องดูด้วยว่าแต่ละคนน้อมใจเชื่อ น้อมใจเคารพ
และยึดถือใครคนใดคนหนึ่งเป็นแบบอย่าง
เพราะธรรมชาติของคนเราจะยึดถือผู้ที่มีชีวิต
มีตัวตนให้จับต้องได้สักคนหนึ่ง
เอาไว้เป็นหลักใจให้นึกถึงง่ายๆ หรือคลานเข้าไปกราบขอคำปรึกษาได้

ตรงนี้เองครับที่จะเป็นคำตอบ สำหรับคำถาม

คุณผูกใจนับถือใครมากที่สุด ยอมรับใครมากที่สุด
ก็จะได้รับส่วนแห่งตัวตนหรือนิสัยของท่านมาด้วย
หาใช่แค่ได้รับความรู้ความเข้าใจมาอย่างเดียว

แม้สมัยพุทธกาล พระอริยบุคคลท่านก็มีความแตกต่าง
พระพุทธเจ้าเคยชี้ให้เห็นว่าพวกที่ชอบทางฤทธิ์ก็ยึดถือพระโมคคัลลานะเป็นครู
พวกที่ชอบทางปัญญาก็ยึดถือพระสารีบุตรเป็นอาจารย์
คือเคารพทั้งพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร
ในฐานะของพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ จากกิเลสเหมือนกัน
แต่จะยึดเอาใครเป็นครูก็ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยที่สอดคล้องด้วย

ตามที่เห็นด้วยตาเปล่า

คือ ถ้ายึดมั่นในครูผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
เหล่าสานุศิษย์ก็จะพลอยอ่อนน้อมถ่อมตนตาม

ถ้ายึดมั่นในครูผู้ใคร่บำเพ็ญประโยชน์มาก
เหล่าสานุศิษย์ก็จะพลอยใคร่บำเพ็ญประโยชน์มาก

ถ้ายึดมั่นในครูผู้พูดจาโผงผาง
เหล่าสานุศิษย์ก็จะพลอยพูดโผงผางตาม

ถ้ายึดมั่นในครูผู้ชอบยิ้มเย้ยและดูถูกถากถาง
เหล่าสานุศิษย์ก็จะพลอยชอบยิ้มเย้ยและดูถูกถากถางตาม ฯลฯ

สรุปว่า นิสัยหลัก นิสัยเด่นของบุคคลที่คุณเคารพเลื่อมใสและยึดถือเป็นครู
จะเหมือนเชื้อที่แพร่เข้ามาสู่คุณ และทำให้คุณเกิดอัธยาศัยเดียวกัน
กับทั้งเกิดความยินดีในครูเช่นนั้นอีกเมื่อเกิดใหม่ครับ



ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=29916
110  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / โรคกรรมหรือโรคกาย เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 12:45:20 PM



โรคกรรมหรือโรคกาย
เรื่องโดย ท่าน ว.วชิรเมธี


ขณะนี้หนูป่วยเป็นโรคที่วินิจฉัยชัดเจนไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไร
เดือนนี้เป็นเดือนที่สิบแล้วค่ะ


ช่วงสามเดือนแรกที่เป็น หนูไปโรงพยาบาลอาทิตย์ละ ๒-๓ ครั้ง
บางครั้งก็มากกว่า เพื่อตรวจหาอาการ ทั้งทางสูติฯ ทางเดินอาหาร
แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ จนคุณหมอทางเดินอาหารแนะนำให้ไปพบแพทย์ทางด้าน Pain
เพราะหนูปวดบริเวณช่องท้องด้านล่างค่ะ
สุดท้ายคุณหมอสรุปว่าเป็นโรค Visceral Hyperalgesia
ซึ่งเป็นการปวดเรื้อรังจากปลายประสาท



ช่วงแรกที่ป่วย หนูไม่ได้คิดอะไร นอกจากเมื่อไรจะหาย
เพราะมันทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากค่ะ
สุดท้ายไปดูดวงเขาบอกว่าอาการของหนูจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ดีขึ้น
ไม่แย่ลงหนูเลยกลับมานั่งคิดว่า ที่ตัวเองต้องเป็นแบบนี้คงเป็นเพราะกรรมที่หนูก่อขึ้นมาเอง


หนูเคยทำแท้ง 2 ครั้งค่ะ ครั้งแรกตอนอายุ 17 กับแฟนคนแรก
ด้วยความที่ยังเด็กจึงไม่ระวังเท่าที่ควร ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่า จะให้พ่อแม่รู้ไม่ได้
สำหรับแฟนเองก็ไม่ได้มีความคิดแม้กระทั่งว่าจะแต่งงานกัน
ถึงแม้หนูจะแอบหวังว่า เขาจะรับผิดชอบ แต่ลึกๆ ก็รู้ว่าเขาไม่ต้องการ
สุดท้ายจึงเลิกกัน เพราะหนูทนอยู่กับความรู้สึกผิดไม่ได้


ส่วนครั้งที่สองตอนหนูอายุประมาณ 22-23 กับแฟนที่เป็นคนไต้หวัน
คราวนี้หนูยอมรับค่ะว่าประมาท เพราะช่วงที่ยังไม่รู้ว่าท้องก็ทานยาไปเยอะเหมือนกัน
บวกกับความรู้สึกว่าเราไม่ได้รักผู้ชายคนนี้และไม่พร้อมจะสร้างครอบครัวกับเขา
แม้ว่าแฟนคนนี้มีความคิดที่จะแต่งงานกับหนู
แต่เขาเองก็กลัวและไม่กล้าบอกพ่อแม่หนูด้วย ทำให้หนูตัดสินใจเอาเด็กออก


หนูค่อนข้างมั่นใจว่าโรคที่หนูประสบอยู่เกิดจากกรรมที่หนูได้ทำไป
ถึงแม้หนูจะเกิดมาในครอบครัวที่สบาย อบอุ่น
แต่หนูก็ได้ทำในสิ่งที่หนูจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
รวมถึงเมื่อหนูได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว หนูก็คงต้องชดใช้กรรมต่อในภพภูมิอื่น


ตลอดหลายปีที่ปีที่ผ่านมา หนูอธิษฐานแผ่ส่วนบุญ
ขออโหสิกรรมให้กับดวงวิญญาณที่เป็นลูกของหนูทั้งสองดวง
ในทุกครั้งที่เข้าวัดทำบุญขณะเดียวกัน หนูก็จะทำบุญทำทานให้เด็กๆ ในทุกวันเกิด
แต่กระนั้นหนูก็ทราบดีว่าอาจจะยังไม่เพียงพอ
หนูเคยลงไปเข้าคอร์สนั่งสมาธิสามวันสองคืน ยอมรับค่ะว่าหนูไม่ถนัด
หรือจะเรียกว่าไม่ชอบเลยก็ได้ หนูเลยพยายามทำบุญด้วยวิธีอื่นๆ ให้ได้มากที่สุดค่ะ


หนูอ่านบทความเรื่อง “พุทธศาสนากับการุณยฆาต” ของท่าน ว.
ใน secret หน้าปกคุณวอลเตอร์ ลี
เลยทำให้หนูอยากเรียนขอคำแนะนำที่จะทำให้หนูได้ชดใช้กรรมที่หนูทำ
หนูทราบค่ะว่าเป็นบาปมหันต์
แต่หนูขอแค่ให้ได้ชดใช้กรรม ผ่อนหนักเป็นเบา และดีขึ้นจากโรคภัยที่หนูเป็น


อีกหนึ่งเรื่องที่หนูเป็นกังวล คือหนูกำลังจะแต่งงานปลายปีนี้
หนูกลัวมากค่ะว่า ถ้าหนูท้อง ลูกของหนูจะไม่ปกติ เพราะกรรมของหนู
หนูไม่อยากให้กรรมที่หนูทำต้องไปตกกับลูกของหนูและครอบครัวค่ะ
หนูกราบขอคำแนะนำด้วยค่ะ




 ความจริงความเป็นไปในชีวิตของคนเรา
ขึ้นอยู่กับกฎธรรมชาติ (ธรรมนิยาย) หลายกฎ
แต่กฎที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราโดยตรงมีอยู่สองกฎ
นั่นก็คือ จิตนิยาม (กฎการทำงานของจิต) และกรรมนิยาม (กฎแห่งกรรม)
แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักกฎธรรมชาติข้ออื่นๆ
ว่ามีส่วนกำหนดวิถีชีวิตของเราด้วยเหมือนกัน
เวลาเกิดมีปัญหาอะไรในชีวิตขึ้นมาเราจึงมักสรุปเอาอย่างง่ายๆ
ว่าเป็นเพราะ “กฎแห่งกรรม” เพียงอย่างเดียวทั้งๆที่ในความเป็นจริง
ความเป็นไปในวิถีชีวิตของคนเราอาจเป็นผลมากจากกฎธรรมชาติข้ออื่นๆ ด้วยก็ได้



ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะวินิจฉันกันว่าเรื่องของคุณเป็นผลของกฎแห่งกรรมหรือเปล่า
เราก็ควรจะมารู้จักกฎธรรมชาติข้ออื่นๆ ด้วย


กฎธรรมชาติที่มีผลต่อวิถีชีวิตของคนเรามีอยู่ด้วยกัน 5 กฎ
เรียกว่า “นิยาม” ประกอบด้วย


 1. อุตุนิยาม
คือ กฎธรรมชาติว่าด้วยสภาพแวดล้อมและสภาพดินฟ้าอากาศ
ซึ่งมักส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนเราในแง่ใดแง่หนึ่ง
เช่น คนอีสานมักมีนิสัยสู้ชีวิตมากกว่าคนภาคเหนือ เพราะอีสานมีความกันดาร
ในขณะที่ภาคเหนือมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรมากกว่า
หรือคนภาคใต้มีความคิด ทางการเมืองมากกว่าคนทุกภาค
เพราะสภาพแวดล้อมที่ถูกกดขี่หรือถูกระทำมีมากกว่าคนภาคอื่น
หรือชาวยุโรปมีนิสัยรักการอ่ามากกว่าคนเอเชีย
เพราะยุโรปมีอากาศหนาวที่ยาวนานเขาจึงขลุกอยู่ในบ้าน
และนั่นเปิดโอกาสให้ได้อ่านมาก เพราะมีเวลาอยู่ในที่ร่มมากกว่าคนทางเอเชีย
ตัวอย่างเหล่านี้คือผลของสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนเข้ามากำหนดวิถีชีวิตของเราแต่ละคน


 2. พีชนิยาม
คือ กฎธรรมชาติว่าด้วยการสืบต่อพันธุกรรม
คือ โครงสร้างทางกายภาพที่เราได้รับมาจากพ่อแม่
เช่น ร่างกาย ผิวพรรณ หน้าตา เพศสภาพ (ชายหรือหญิง)
ระบบการทำงานของอวัยวะ รวมทั้งโรคบางโรคที่ติดต่อได้ทางพันธุกรรม
ซึ่งสามารถส่งผ่านจากพ่อหรือแม่สู่ลูกเป็นต้น


 3. จิตนิยาม
คือ กฎธรรมชาติว่าด้วยการทำงานของจิต เช่นกระบวนการคิด การจำ การรับรู้
การตอบสนองต่อโลกและปรากฏการณ์ การเก็บกดปมปัญหา การตื่นรู้ เป็นต้น


 4. กรรมนิยาม
คือ กฎธรรมชาติว่าด้วยการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา
และผลของการกระทำนั้นๆ ซึ่งเป็นไปในลักษณะหว่านพืชเช่นใดได้ผลเช่นนั้น



 5. ธรรมนิยาม
คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในโลก ( Cosmic Law )
ในลักษณะสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน
เกี่ยวเนื่องกันในลักษณะห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์
ทำให้เราได้ตระหนักรู้ว่า
ไม่มีสิ่งใดในโลกดำรงอยู่อย่างเอกเทศโดยไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยมกับสิ่งใดเลย


กฎธรรมชาติทั้ง ๕ นี้ หนูควรรู้เอาไว้เป็นความเข้าใจพื้นฐานว่า
ชีวิตของเราใช่จะเป็นไปตามกฏแห่งกรรมเท่านั้น ยังมีกฎอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย
เมื่อรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว
ในทางปฏิบัติ หนูก็จะสามารถดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
เช่น บางทีผลของโรคอาจเกิดจากกฏพีชนิยาม
ซึ่งเป็นเรื่องความผิดปกติของร่างกายหรือ พันธุกรรมก็เป็นได้
ถ้ามองในแง่นี้ หนูก็จะไม่ทิ้งการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันแต่ขณะเดียวกัน
ก็อาจเป็นผลของกรรมด้วยก็เป็นได้
ซึ่งหากมองแง่นี้หนูก็จะได้กลัวบาปกลัวกรรม ไม่เผลอทำผิดซ้ำซาก


แต่ถ้าหนูฟังธงลงไปว่า โรคที่เกิดกับฉันเป็นผลของกรรมแน่ๆ
หนูก็จะ (เข้าใจผิดๆเพียงแง่เดียว) แล้วมุ่งไปที่การแก้กรรม
และติดจมอยู่กับ “อดีตกรรม” ไม่รู้จบสิ้น จะแก้ก็ไม่ได้
เพราะมันเป็นความผิดในอดีต จึงต้องทนอยู่กับ “ความรู้สึกผิด” วันแล้ววันเล่า
นี่แหละที่กล่าวกันว่า “ปล่อยให้อดีตมากรีดปัจจุบัน” แต่ครั้นไม่เชื่อกรรมเลย
หนูก็จะมุ่งรักษาแบบสมัยใหม่อย่างเดียว
แต่ยิ่งรักษากลับพบว่าไม่ดีขึ้นชีวิตก็มองไม่เห็นทางออกอีกเช่นกัน


ทางสายกลางในเรื่องนี้ก็คือ ความป่วยของหนูมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่ว่า
อาจจะเป็นผลของทั้ง “กรรม” และ “กาย” มาบรรจบกัน
ดังนั้นในทางกายก็ควรให้หมอดูแลรักษาไปตามกรรมวิธีของแพทย์
ส่วนใจ (ที่หมกมุ่นกับความรู้สึกผิด)
หนูก็ต้องรักษาด้วยการหาธรรมะมาเยียวยาด้วยตัวเอง


โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรบอกตัวเองว่า
ในฐานะที่เป็นปุถุชน ทุกคนมีสิทธิ์พลาดกันได้
แต่เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ปล่อยให้เกิดซ้ำอีก
และควรฝึกการเจริญสติให้มาก เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่เหนือกรรม
ด้วยการไม่หลุดเข้าไปในความคิดฟุ้งซ่าน
เพราะในความคิดฟุ้งซ่าน กรรมเก่าจะมีบทบาทมาก


ด้วยเหตุนี้จึงควรระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันไว้เสมอ เมื่อหยุดความคิดฟุ้งซ่านได้
หนูจะพบความสุขในปัจจุบันขณะ และไม่ท้อแท้กับการสู้ชีวิตใหม่ในวันต่อๆ ไป
อนึ่ง หากยังรู้สึกผิดอยู่บ่อยๆ ก็ควรแก้ไขด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศล
และให้ชีวิตเป็นทางแก่สรรพสัตว์ ก็จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้พอสมควร



ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=34545
111  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ขอเชิญร่วมสบทบทุนบูรณะ วัดป่าหินฮาวสังฆมณีศรีธันดร จ. มหาสารคราม เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 12:05:59 PM








วัดป่าหินฮาวสังฆมณีีศรีธันดร
ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคราม
(ต้องบอกว่าวัดนี้กันดารค่อนข้างมาก ไฟฟ้าไม่มี น้ำประปาไม่มี )


มีโอกาสชวนกันไปอยู่วัดมา 3 วัน
ช่วยงานวัดทุกอย่างที่จะมีโอกาส และภาวนาไปด้วยในตัว...อากาศร้อนมากๆแต่ใจไม่ร้อนตาม...
หลวงปู่บุญศรี จันทโชโต ให้ความเมตตามาก กราบหลวงปู่ที่ให้ที่พักพิง และอาหาร สำหรับการพักจิตในครั้งนี้

การเดินทางต้องบอกว่าข้อมูลมีน้อยมากๆ พวกเราลงรถทัวร์กันที่ นางรอง แล้วให้ญาตินำรถกระบะมารับพร้อมขนเสบียงที่จะไปถวายวัดเต็มรถพาพวกเราไปส่งที่ วัดป่าหินฮาวฯ มหาสารคราม ก็หลงทางกันพองาม แต่ก็ถึงวัดจนได้

ทั้งชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่ ให้ความเมตตากับพวกเราพอสมควร เอ็นดูพวกหนุ่มๆเป็นพิเศษเพราะให้ทำงานอะไรก็ทำทุกอย่างตั้งแต่งานหนักยกแบกหามจนถึง งานทำอาหารตำส้มตำ เจียวไข่ และ ร้อยดอกไม้ ..จนทำให้คนช่วยงานวัดกล่าวมาว่า "ทีมนี้ปีหน้ามากันอีกนะทำงานกันดี๊ดี" ^^

ขากลับก็มีญาติธรรมท่านหนึ่งให้ความอนุเคราะห์ให้อาศัยรถมาจนถึงโคราช ทำให้การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้ลำบากอย่างที่ทุกคนต้องการ


หลวงปู่บุญศรี กำลังจะสร้างพระมหาเจดีย์ศรีโชโต
ขอบอกบุญกับทุกท่าน
ธ.กรุงไทย เลขที่ 409-1-71778-0
สาขามหาสารคราม
ชื่อบัญชี พระครูขันติ สารธรรม



ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=41444
112  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพพิมพ์หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปลวัดฟ้าห่วนเหนือ จ. ยโสธร เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 11:30:21 AM




สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ = การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง
เจริญพร....... ญาติธรรม บรรดาอุบาสก-อุบาสิกาทุกท่าน
ขอเชิญร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพพิมพ์หนังสือคู่มือสวดมนต์ทำวัตร เช้า -เย็นแปลวัดฟ้าห่วนเหนือ ตำบลฟ้าห่วน อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร 35160 เพราะยังขาดเจ้าภาพ (จำนวน 500 เล่มละ 80 บาท จะจัดพิมพ์ประมาณต้นเดือนมีนาคม 55)
เนื่องจากทางวัดมีการจัดปฏิบัติธรรมทุกปีที่สำนักสงฆ์ดอนปู่ตา มีผู้ปฏิบัติธรรมมากขึ้น และทางวัดเองก็เป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ด้วย ทำให้หนังสือในการสวดมนต์ ไม่เพียงพอกับผู้ปฏิบัติธรรม และนักเรียนที่มาอบรม จึงขอเชิญญาติธรรมร่วมทำบุญในครั้งนี้.... ดังกล่าว

ท่านใดพอมีศรัทธา ปสาทะ ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นผู้มีปัญญาในการทำบุญแล้ว จะทำบุญน้อย....บุญมาก... ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจที่ตั้งใจแล้ว เหมือนกับคำที่ว่า "ใจใสเป็นบุญ ใจขุ่นเป็นบาป"
อนุโมทนาทุกท่านทุกคน.......................................



สามารถร่วมทำบุญได้ที่ ธ.กรุงไทย สาขาศรีสะเกษ
บัญชีเลขที่ 311-3-01066-7
ชื่อบัญชี พระสุริยัน โสภโน

ภายหลังจากการโอนปัจจัยทำบุญแล้ว กรุณาแจ้งยอดพิมพ์ จำนวนเล่ม และ แจ้งชื่อ - นามสกุลผู้ร่วมทำบุญในโพสข้อความ หรือE-mail: prasuriyan.sopano@gmail.com ด้วยคุณโยม..... เพื่อจะได้นำรายชื่อผู้บริจาคไปพิมพ์ลงในหนังสือทำวัตรสวดมนต์นี้

ติดต่อสอบถามดูรายละเอียดของวัดได้ที่: facebook/พระอาจารย์สุริยัน โสภโน หรือโทร 087-9609715
E-mail: prasuriyan.sopano@gmail.com
1.เบอร์วัดฟ้าห่วนเหนือ : 045-797954 ถ้าพระท่านรับ ขอเรียนสายกับพระเดชพระคุณท่านพระครูกมลธรรมพินิจ (เจ้าคณะตำบลฟ้าห่วน)
2.โทร 089-6984184 พระอาจารย์สกิฏ วิสิฏโฐ (เลขาฯ เจ้าคณะตำบลฟ้าห่วน)



ที่มา http://bokboun.fix.gs/index.php?PHPSESSID=i27ne488o99bjlpmbv34ip7pf2&topic=113.msg140;topicseen#msg140
113  เรื่องทั่วไป / ข่าวสารเพื่อนถึงเพื่อน / ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ ผ้าป่าศรีรามอินทรา สมทบทุนสร้างศาลาปฏิบัติธรรม ณ วัดคู้บอน เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 11:25:05 AM




ขอเรียนเชิญสาธุชน  พุทธบริษัท ร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าป่าศรีรามอินทรา เพื่อสมทบทุนสร้างศาลาปฏิบัติธรรม ณ วัดคู้บอน (ดำเนินการก่อสร้างอยู่)
   ซึ่งจะจัดในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พ.ค.๕๕ นี้  สามารถติดต่อ  ได้ที่ คุณสุขใจ ๐๘๖-๕๒๑-๔๕๙๕ sukjaisa@hotmail.com ,คุณณรงค์  ๐๘๒๔๔๖๔๒๓๓,  ๐๘๖๐๒๖๑๖๗๘ narong_tang@yahoo.com
   

ที่มา http://bokboun.fix.gs/index.php?PHPSESSID=i27ne488o99bjlpmbv34ip7pf2&topic=117.msg144;topicseen#msg144
114  เรื่องทั่วไป / เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม / เนื้อวัวกับหัวคน เมื่อ: มีนาคม 06, 2012, 03:40:59 PM


เนื้อวัวกับหัวคน


อาหงเป็นพ่อค้าที่ขายสินค้าทั้งปลีกและส่ง เดือนหนึ่งจะต้องเดินทางไปภาคอีสานและภาคกลางอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกครั้งที่เดินทางมาที่จังหวัดสุรินทร์ ในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจแล้ว จะนั่งดื่มชาจีนกับเถ้าแก่คนหนึ่งในร้านขายเหล็ก เพื่อพูดคุยกันและเป็นการรอรถเพื่อจะกลับจังหวัดที่ตนอยู่

มีอยู่ครั้งหนึ่งอาหงก็นั่งดื่มน้ำชากับเถ้าแก่เฉินตามปกติและเสวนาเรื่องการค้า จู่ๆ ก็เห็นหนุ่มใหญ่คนหนึ่งท่าทางเป็นคนแข็งแรงร่างกายบึกบึน ชายคนนั้นได้จูงวัวตัวหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านที่เถ้าแก้ทั้งสองกำลังดื่มน้ำชาอยู่ เป็นเรื่องแปลกมากเมื่อวัวตัวนั้นเดินผ่านร้านขายเหล็กที่เถ้าแก่ทั้งสองคนกำลังดื่มน้ำชากันอยู่ ก็ไม่ยอมเดินต่อไป ถึงแม้หนุ่มใหญ่คนนั้นจะลากจะจูงอย่างไร วัวตัวนั้นก็ดื้อไม่ยอมเดินท่าเดียว

หนุ่มใหญ่คนนั้นจึงโกรธมากได้เอาเชือกหยาบๆ เส้นหนึ่งเฆี่ยนตีลงไปที่หลังของวัว แต่วัวตัวนั้นก็ยังไม่เดิน อาหงและเถ้าแก่เฉินเมื่อเห็นเหตุการณ์นั้น จึงหยุดดื่มน้ำชาแล้วรีบเดินมาดูที่หน้าบ้านว่ามีอะไรเกิดขึ้น เป็นเรื่องแปลกจริงๆ เมื่อวัวตัวนั้นเห็นเถ้าแก่ทั้งสองเดินออกมาดู วัวตัวนั้นจึงรีบคุกเข่าลงทันที น้ำตาไหลพรากเหมือนกับจะวิงวอนขอให้เถ้าแก่ทั้งสองช่วยชีวิตมันด้วย

อาหงได้มองหน้าเถ้าแก่เฉินแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก เถ้าแก่เฉินรู้จักหนุ่มใหญ่คนนี้ดี จึงถามหนุ่มใหญ่คนนี้ว่า “วัวตัวนี้จะเอาไปโรงฆ่าสัตว์หรือ จะขายเท่าไร” ที่เถ้าแก่เฉินถามนั้น ก็เพราะตั้งใจไว้ว่าจะร่วมกับอาหงซื้อวัวตัวนั้นเพื่อเอาบุญ หนุ่มใหญ่จึงตอบว่า

“ตั้งใจจะขายให้โรงฆ่าสัตว์สัก 6,000 บาท แต่ว่าไอ้วัวตัวนี้มันช่างร้ายกาจและดื้อนัก ต้องใช้กำลังมากจึงลากและจูงมันมาด้วยความลำบาก ดังนั้นต่อให้เป็นเงิน 10,000 บาท ก็จะไม่ขาย อยากจะทารุณมันด้วยสองมือของตัวเองจึงจะหายแค้น”

เถ้าแก่เฉินและอาหงก็ถามอีกว่า “วัวตัวนั้นไปทำอะไรให้ คุณถึงได้แค้นหนักหนา”

หนุ่มใหญ่ไม่ตอบ

ต่อมาเถ้าแก่จึงได้รู้ความจริงว่า “แท้จริงวัวตัวนี้มันแก่แล้วไถนาไม่ได้ เจ้าของวัวจึงได้ขายวัวตัวนี้ให้กับหนุ่มใหญ่ด้วยราคา 4,000 บาท หนุ่มใหญ่ตั้งใจจะขายต่อให้โรงฆ่าสัตว์ วัวตัวนั้นมันรู้ชะตากรรมของมันดีมัน จึงไม่ยอมเดินตามหนุ่มใหญ่ไป จึงเป็นเหตุให้หนุ่มใหญ่โกรธแค้นวัวตัวนี้ อยากจะฆ่าวัวตัวนี้ด้วยน้ำมือของมันเอง เถ้าแก่ทั้งสองสงสารวัวตัวนั้นจับใจอยากจะช่วยซื้อ แต่หนุ่มใหญ่ไม่ยอมขาย”

เถ้าแก่ทั้งสองจึงได้มองตากันปริบๆ เพราะช่วยเหลือวัวตัวนั้นไม่ได้ ได้แต่มองดูหนุ่มใหญ่ทั้งลากทั้งจูงวัวให้พ้นจากสายตา วันเวลาผ่านไป 1 เดือน อาหงเดินทางไปเก็บเงินและซื้อสินค้าเพิ่มเช่นเคย อาหงไปหาเถ้าแก่เฉิน เถ้าแก่เฉินเล่าให้ฟังว่า

จำได้ไหมเมื่อเดือนก่อนที่เราตั้งใจจะซื้อวัวตัวนั้น แต่หนุ่มใหญ่ไม่ยอมขายให้ เรื่องของวัวตัวนั้นอันที่จริงแล้ว เมื่อพวกเขาซื้อวัวมาจากเจ้าของเดิมก็อยากฆ่าด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านโรงฆ่าสัตว์ พวกเขาอยู่ด้วยกัน 3 คน บ้านอยู่ในชนบท วันหนึ่งได้แต่ซื้อวัวแก่ที่ไถนาไม่ได้แล้วนำมาฆ่าเอง หรือส่งไปที่โรงฆ่าสัตว์ วัวตัวหนึ่งจะขายได้กำไรประมาณ 2,000 - 3,000 บาท บางครั้งพวกเขาก็ช่วยกันฆ่าโดยจูงวัวเข้าไปในป่าแล้วลงมือฆ่า

เมื่อวัวตายเนื้อวัวจะถูกส่งไปขายให้พ่อค้าเนื้อที่ตลาด โดยค่าส่งจะถูกกว่าโรงฆ่าสัตว์เสียอีก การแอบฆ่าวัวเพื่อจะได้กำไรมาก โดยไม่ต้องผ่านโรงฆ่าสัตว์กำไรอีกทอดหนึ่ง แต่การแอบฆ่าสัตว์ก็ผิดกฏหมายเหมือนกัน ดังนั้นพวกเขานานๆ จะฆ่าสักตัวหนึ่ง เหมือนครั้งนี้เจ้าวัวแก่ตัวนี้มันดื้อไม่ยอมเดินตามหนุ่มใหญ่ไปที่โรงฆ่าสัตว์ มันจึงถูกพวกทั้ง 3 คนคิดจะลงมือฆ่าเอง

2 ใน 3 คนมีนาย ก และนาย ข นาย ก บอกให้นาย ข ไปที่ตลาดบอกกับพ่อค้าว่า “พรุ่งนี้จะมีเนื้อวัวที่ฆ่าเองมาส่งให้” พร้อมกับให้นาย ข ขากลับแวะไปที่ตลาดซื้อเหล้ามาด้วย ยังไม่ทันไปซื้อเหล้า นาย ข ได้เข้าไปร้านเหล้า ดื่มเหล้าไปแล้ว 30 จอก หลังจากนั้นก็มีอาการเมามายเดินโซเซอยู่กลางถนน ต่อมามีมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งแล่นผ่านมาแล้วเบียด นาย ข ตกริมทาง มีพลเมืองดีผ่านมาเห็นเข้าจึงได้นำ นาย ข ส่งโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลแล้ว นาย ข ยังไม่หายเมา ไม่มีสติ ส่วนนาย ก ยืนรอนาย ข อยู่ในป่านานแล้วนาย ข ก็ยังไม่กลับมาสักที จึงคิดว่าสงสัย เราจะต้องลงมือฆ่าวัวด้วยตัวเองเสียแล้ว เพราะนี้ก็บ่ายมากแล้วเดี๋ยวค่ำมืดจะไม่สะดวก

นาย ก มีความชำนาญในการฆ่ามาก พอคว้ามีดที่เสียบไว้ในเอวได้แล้ว จึงใช้มืออีกข้างหนึ่งคลำบริเวณลำคอของวัวตัวนั้น แล้วใช้มีดแทงลงไปบริเวณที่วัวถูกแทง ห่างจากลูกคอประมาณ 7 นิ้ว ไม่มีเสียงร้องจากวัวเมื่อถูกแทงก็ล้มลงขาดใจตายทันที นาย ก เรียนรู้การฆ่าวัวจากบรรพบุรุษของตัวเอง เพราะรู้วิธีการดี โดยแทงวัวให้ถูกจุด ชั่วประเดี๋ยววัวตัวนั้นก็มีเลือดไหลออกมาจากลำคอ นาย ก ปล่อยให้เลือดของวัวไหลจนหมด หลังจากนั้น นาย ก ก็จะเอากาละมังที่เตรียมไว้ไปใส่น้ำในลำธาร แล้ววางอยู่บนโขดหินจากนั้นก็จัดการก่อไฟขึ้น

นาย ก ใช้มีดปลายแหลมกรีดเข้าไปในท้องของวัว แล้วล้วงเอาลำไส้ให้ออกมา จากนั้นจึงฟันหัววัว หลังจากนั้นได้เอาไปต้มในกาละมังที่เตรียมไว้ ต่อจากนั้น นาย ก ก็หาต้นไม้ที่ร่มรื่นเอนหลังโดยใช้ไม้หยาบๆ หนุนแทนหมอน แล้วก็หลับไปเพื่อเป็นการรอคอยนาย ข ซื้อเหล้ามา จะได้แกล้มกับหัววัว

วันนั้น นาย ก เหนื่อยมาก พอล้มตัวลงก็หลับไม่รู้เรื่อง สะดุ้งตกใจตื่นกลัวว่าเมื่อกี้ที่ต้มหัววัวอยู่น้ำจะแห้งไปจึงรีบๆ ลุกขึ้นไปดูด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น นาย ก ไม่ทันระวังตัวเท้าไปสะดุดกับไม้หยาบที่ตัวเองใช้หนุนแทนหมอน นาย ก หกล้มหน้าจึงทิ่มไปในกาละมังที่กำลังต้มหัววัวอยู่พอดี ไม่มีเสียงร้องใดๆ จากนาย ก ทั้งเนื้อทั้งตัวจึงถูกต้มจนเปี่อยอยู่ในกาละมัง

รุ่งเช้าชาวบ้านเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า “ผลกรรมตามสนอง” เพราะว่าเอาหัววัวไปต้ม หน้าก็ถูกทิ่มลงไปในกาละมังด้วย ดังนั้นทุกคนจึงได้รู้ว่าทำกรรมไว้กับผู้ใดกรรมนั้นจะตอบสนองเหมือนเงาตามตัว


.............................................................

คัดลอกมาจาก
http://www.manager.co.th/Dhamma/ 
 
115  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / มีคาถา ที่ทำให้ได้งาน ดีๆ เร็วๆ ไหมค่ะ เมื่อ: มีนาคม 06, 2012, 03:18:51 PM
ตอนนี้ จารวีกำลังตกงาน พึ่งออกจากงาน และก็ว่างงานอยู่ และต้องการหางานให้ได้เร็วที่สุด ไม่ทราบว่ามีสามาชิกท่านใดมีคาถาจะแนะนำ พอที่จะให้จารวีสวด ก่อนไปสมัครงานไหมค่ะ ขอบคุณค่ะ  :c017: :c017:
116  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สัตว์โลกมีทางไปอยู่ 5 เส้นทาง ท่านกำลังเดินทางเส้นใด เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2012, 05:30:49 PM

สัตว์โลกมีทางไปอยู่ 5 เส้นทาง ท่านกำลังเดินทางเส้นใด




ทาง ๕ เส้นของสัตว์โลก



๑.อกุศล ทางชั่วบาป เหตุรู้ผิด เห็นผิด คิดผิด ทำผิด ไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป จึงล่วงศีล ๕ ผล พาให้ไปเกิดในอบายภูมิ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน


๒.กามกุศล ทางดี บุญ เหตุทำบุญ ให้ทาน มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ไม่ล่วง
ศีล ๕ ไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนา ผล ได้เกิดเป็นมนุษย์ ๑ ชั้น หรือเทวดา มี ๖ ชั้น



๓.รูปกุศล ทางไปสู่รูปพรหม เหตุทำสมถะภาวนาโดยทำรูปกรรมฐาน ๓๖ อย่าง
ผล ไปเกิดเป็นรูปพรหม มี ๑๖ ชั้น



๔.อรูปกุศล ทางไปสู่อรูปพรหม เหตุทำสมถะภาวนาโดยทำอรูปกรรมฐาน ๔ อย่าง ผล ไปเกิดเป็นอรูปพรหม มี ๔ ชั้น


๕.โลกุตรกุศล ทางพ้นโลก เหตุทำวิปัสสนาภาวนา ผล ไปนิพพาน



ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=41280
117  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ให้เป็นผู้หนักแน่น เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2012, 05:17:36 PM

ให้เป็นผู้หนักแน่น


ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดิน (ปฐวี)เถิด เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดินอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่. ราหุล ! เปรียบเหมือนเมื่อคนเขาทิ้งของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้าง ทิ้งคูถบ้าง ทิ้งมูตรบ้าง ทิ้งน้ำลายบ้าง หนองบ้างโลหิตบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจ ด้วยสิ่งเหล่านั้น, นี้ฉันใด;

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดินเถิด เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดินอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้วจักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำ (อาโป) เถิดเมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่.

ราหุล !เปรียบเหมือนเมื่อคนเขาล้างของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างล้างคูถบ้าง ล้างมูตรบ้าง น้ำลายบ้าง หนองบ้าง โลหิตบ้างลงในน้ำ น้ำก็ไม่รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจ ด้วยสิ่งเหล่านั้น,นี้ฉันใด;

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำเถิด เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยน้ำอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยไฟ (เตโช) เถิดเมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยไฟอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่.

ราหุล ! เปรียบเหมือนเมื่อคนทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างทิ้งคูถบ้าง ทิ้งมูตรบ้าง น้ำลายบ้าง หนองบ้าง โลหิตบ้างลงไปให้มันไหม้ ไฟก็ไม่รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจ ด้วยสิ่งเหล่านั้น, นี้ฉันใด;

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยไฟเถิดเมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยไฟอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่า
พอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน.


ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยลม (วาโย) เถิดเมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยลมอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่.

ราหุล ! เปรียบเหมือนลมพัดผ่านไปในของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างคูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง หนองบ้าง โลหิตบ้าง ลมก็ไม่รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจ ด้วยสิ่งเหล่านั้น, นี้ฉันใด;

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยลมเถิด เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยลมอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศ เถิดเมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่.

ราหุล ! เปรียบเหมือนอากาศ เป็นสิ่งมิได้ตั้งอยู่เฉพาะในที่ไร ๆนี้ฉันใด; ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศเถิดเมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศอยู่, ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ม. ม. ๑๓/๑๓๘-๑๔๐/๑๔๐-๑๔๔.

ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=41297

.....................................................
ศึกษา พุทธวจน(คำของพระพุทธเจ้า)ได้ที่นี่
http://www.buddhakos.org/
http://watnapp.com/
http://media.watnapahpong.org/
http://www.buddhaoat.org/
118  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / ลฏุกิกชาดก(คติคนมีเวร) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2012, 01:46:14 PM

ลฏุกิกชาดก(คติคนมีเวร)


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ไม่มีความกรุณาปรานีแก่หมู่สัตว์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างมีช้างประมาณ ๘๐,๐๐๐ เชือก เป็นบริวารอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของช้างนั้นมีนางนกไส้ (นกต้อยตีวิด) ตัวหนึ่งตกฟองไข่อยู่ที่พื้นดินใกล้ทางเดินของพญาช้าง ในรังนั้นมีลูกนกออกใหม่หลายตัว

          วันหนึ่ง พญาช้างนำบริวารหากินไปถึงที่นั้น นางนกไส้เห็นช้างกำลังเดินมา กลัวว่าจะเหยียบลูกน้อยจึงประคองปีกทั้งสองข้างยืนอยู่ต่อหน้าพญาช้างพูดอ้อนวอนว่า "ท่านพญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอพวกท่านอย่าได้เหยียบลูกน้อยของข้าพเจ้าผู้ไม่มีกำลังเลย" พญาช้างตอบว่า "แม่นางนกไส้ ไม่ต้องกลัวเราจะรักษาลูกของเจ้าให้เอง" ว่าแล้วก็ยืนค่อมรังนกไว้ ให้ช้างบริวารเดินผ่านไปก่อน แล้วได้กล่าวเตือนนางนกไส้ว่า "ยังมีช้างเกระเชือกหนึ่งมักหากินผู้เดียวจะตามหลังมา เขาไม่อยู่ในโอวาทเรา เจ้าจงอ้อนวอนเขาเองนะ" ว่าแล้วก็เดินตามหลังช้างบริวาร ต่อมาไม่นานช้างหัวดื้อชอบแตกโขลงตัวนั้นก็มาถึงที่นั้น นางนกไส้ก็แสดงตนพร้อมพูดอ้อนวอนเหมือนกับครั้งก่อน ช้างนั้นพอได้ฟังว่ามีลูกนกอยู่ข้างหน้ายิ่งชอบใจใหญ่ กล่าวตอบนางนกไส้ว่า "แม่นางนกไส้เอ๋ย.. เราจักฆ่าลูกน้อยของเจ้าทั้งหมด เจ้าจะมีปัญญาทำอะไรเราได้" ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกระทืบรังนกแหลกละเอียดแล้วร้องแป้นๆ เดินจากไป

          ฝ่ายนางนกไส้ที่บินหนีตายขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ ได้พูดอาฆาตตามหลังช้างนั้นไปว่า "เจ้าช้างเกเร วันนี้เป็นวันของท่าน ปล่อยให้ท่านไปก่อน วันข้างหน้าเราจะเห็นดีกัน การใช้กำลังทำลายผู้ไม่มีกำลังไม่ดีแน่สำหรับท่าน" กล่าวจบก็บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า "ท่านกา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น

          นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัวเขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เล่าเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า "ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและแมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสียงร้องล่อช้างไปตกเหวให้หน่อย" กบก็รับคำช่วยเหลือ

          หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ช้างเป็นอย่างยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหวตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป

          พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง ๔ ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตายได้" แล้วตรัสพระคาถาว่า
          "ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จงดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย"






ที่มา http://www.intaram.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=34&thispage=9
119  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / มหาอุกกุสชาดก(การผูกมิตรไมตรี) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2012, 01:43:37 PM

มหาอุกกุสชาดก(การผูกมิตรไมตรี)


 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภอุบาสกผู้ผูกมิตรคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธ ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวบ้านกลุ่มหนี่งประกอบอาชีพล่าสัตว์ พอทราบว่าป่าใดมีสัตว์มากก็จะพากันตั้งแค้มป์พักอยู่ใกล้ป่านั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่งในป่านั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่ง ในป่านั้นมีสระเกิดเองโดยธรรมชาติสระหนึ่ง มีสัตว์ ๔ ชนิดอาศัยอยู่รอบสระ ด้านขวามือของสระมีเหยี่ยว ๒ ผัวเมียอาศียอยู่ ด้านเนือมีราชสีห์ ด้านตะวันออกมีพญานกออก (นกเหยี่ยวขนาดใหญ่ชนิดหนี่ง ชอบหากินปลาในทะเล) และในสระมีเต่าอาศัยอยู่ สมัยนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์

          วันหนึ่งเหยี่ยวสามีได้ปรึกษาภรรยาว่า "นี่น้อง..เราควรจะมีลูกน้อยได้แล้วละ" ภรรยากล่าวว่า "พี่.. เรายังไม่มีมิตรสักคนเลย ถ้าเกิดภัยอันตรายขึ้นมา เราจะไปพึ่งใคร ก่อนแต่จะมีลูกน้อย น้องว่าเราควรจะเข้าไปผูกมิตรกับสัตว์อีก ๓ ตัวนั้นก่อน" สามีเห็นดีด้วยเมื่อผูกมิตรกับสัตว์ทั้ง ๓ ตัวแล้ว จึงไปทำรังอยู่ที่ต้นกระทุ่มต้นหนึ่งข้างสระน้ำนั้น ไม่นานก็มีลูกน้อย ๒ ตัว

          อยู่มาวันหนึ่ง พวกชาวบ้านกลุ่มนั้นพากันตระเวนล่าสัตว์ป่าตลอดวันไม่ได้สัตว์อะไรสักตัวเลยปรึกษากันว่า "เมื่อไม่ได้อะไรพวกเราก็พักอยู่ในป่านี่แหละ ได้อะไรแล้วค่อยกลับคืนบ้าน" ตกลงพักค้างคืนใต้ต้นกระทุ่มต้นนั้น เมื่อมียุงมารุมกัดพวกเขาจึงก่อกองไฟขึ้น ควันไฟได้รมลูกนกเหยี่ยวมันจึงพากันร้อง พวกเขาจึงพูดกันว่า "เสียงลูกนกนี่ หาอะไรไม่ได้ทั้งวันหิวจนตาลายอยู่แล้ว มัดคบเพลิงเร็ว จะขึ้นไปนำมันลงมาปิ้งกัน" แม่เหยี่ยวพอลูกส่งเสียงร้องก็ทราบว่ามีภัยอันตรายแล้ว จึงรีบบินบอกสามีให้ไปขอความช่วยเหรือจากพญานกออก

          พญานกออกยินดีช่วยเหลือได้บินไปจับอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างเคียง พอชาวบ้านคนหนึ่งถือคบเพลิงปีนขึ้นต้นไม้ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยว มันก็รีบบินลงในสระน้ำนำมาดับคบเพลิง คนนั้นก็จะลงมาจุดคบเพลิงและปีนขึ้นไปใหม่ ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยวก็ถูกพญานกออกดับคบเพลิงอีก เป็นอยู่ลักษณะเช่นนี้จนถึงเที่ยงคืน พญานกออกเหน็ดเหนื่อยจนตาแดงก่ำ เหยี่ยวเห็นพญานกออกเหน็ดเหนื่อมากแล้วจึงขอบคุณและให้กลับไปพักผ่อนส่วนตนรีบขอความช่วยเหลือจากเต่า เต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำนำเปลือกตมและสาหร่ายขึ้นไปดับกองไฟ แล้วหมอบอยู่

          พวกชาวบ้านเห็นเต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำมาดับไฟก็พากันหันมาจับเต่าแทน ช่วยกันดึงเถาวัลย์ และแก้ผ้านุ่งผูกเต่าดึงไว้กลับถูกเต่าใหญ่ลากลงสระน้ำไป ต่างคนก็สะบักสบอมได้กินน้ำจนพุงกาง ขึ้นจากสระน้ำแล้วพากนบ่นพึมพำว่า "พวกเราเหวย ..นกออกคอยดับคบเพลิงเราตั้งครึ่งคืน คราวนี้โดนเต่าใหญ่ลากลงน้ำได้กินน้ำจนพุงกาง ก่อไฟขึ้นใหม่เถอะเรา เมื่ออรุณขึ้นแล้วค่อยกินลูกเหยี่ยวก็ได้" ว่าแล้วกากันเก็บฟืนมาก่อไฟขึ้นใหม่

          ส่วนเหยี่ยว ๒ ผัวเมียหารือกันว่า "คงจะต้องถึงเวลาไปขอความช่วยเหลือจากท่านราชสีห์แล้วละทีนี้" เหยี่ยวสามีจึงไปขอความช่วยเหลือจากท่านราชสีห์ ราชสีห์รับคำแล้วเดินไปที่กองไฟของพวกชาวบ้าน พวกเขาพอเห็นราชสีห์เดินมาต่างก็พากันกลัวตายร้องเสียงหลงว่า "ครั้งแรกนกออกคอยดับคบเพลิง เต่าใหญ่มาทำให้พวกเราผ้าเปียก คราวนี้ราชสีห์จักมาเอาชีวิตพวกเราแล้วต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิงไป

          ราชสีห์เดินไปใต้ต้นกระทุ่มไม่เห็นมีใครหลงเหลืออยู่เลย ไม่นานเหยี่ยว พญานกออก และเต่าก็เข้ามาหา ราชสีห์จึงให้โอวาทว่า " ต่อแต่นี้ไป สูเจ้าทั้งหลายอย่าทำลายมิตรธรรม อยู่อย่างไม่ประมาทเถิด" แล้วก็กลับที่อยู่ของตน สัตว์ต่าง ๆ ก็แยกย้ายกลับที่อยู่ของตนไป แม่เหยี่ยวมองดูลูกน้อยของตนแล้วพูดขึ้นว่า "เพราะอาศัยมิตรแท้ ๆ เราจึงรักษาลูกๆ ไว้ได้" แล้วจึงกล่าวเป็นคาถาว่า

          "บุคคลพึงคบมิตรสหายและเจ้านายไว้ เพื่อได้รับความสุข เรากำจัดศัตรูได้ด้วยกำลังแห่งมิตร เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุตรทั้งหลาย บันเทิงอยู่ เหมือนเกราะที่บุคคลสวมแล้วป้องกันลูกศรทั้งหลายได้ฉะนั้น"






ที่มา http://www.intaram.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=34&thispage=9
120  พระไตรปิฏก / พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ / กลัณฑุกชาดก(มารยาทส่อสกุล) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2012, 01:40:27 PM

กลัณฑุกชาดก(มารยาทส่อสกุล)


พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มักโอ้อวดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
     
เรื่องแม้ทั้งสองในชาดกนั้น ก็เช่นเดียวกันกับ กฏาหกชาดกนั้นแหละ แต่ในชาดกนี้ ทาสของพาราณสีเศรษฐีผู้นี้ มีชื่อว่า กลัณฑุกะ ในเวลาที่เขาหนีไปครอบครองธิดาของปัจจันตเศรษฐี อยู่ด้วยบริวารเป็นอันมาก พาราณสีเศรษฐี แม้จะให้คนเที่ยวสืบหา ก็ไม่รู้ที่ที่เขาไป จึงส่งนกแขกเต้าผู้อยู่กับตนไปว่า ไปเถิด ไปสืบหากลัณฑุกะให้ทีเถิด ลูกนกแขกเต้าเที่ยวไปเรื่อย ๆ จนถึงนครนั้น ในกาลนั้น กลัณฑุกะประสงค์จะเล่นน้ำ ให้คนถือเอาดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้กับขาทนียะ และโภชนียะเป็นอันมากไปสู่แม่น้ำ นั่งเรือกับเศรษฐีธิดาเล่นน้ำอยู่ ก็ในประเทศถิ่นฐานนั้น เมื่อเจ้านายใหญ่โต เล่นกีฬาในน้ำจะดื่มนมสดแกล้มด้วยเภสัชที่มีรสเข้ม เพื่อว่าเมื่อเล่นน้ำตลอดวัน ความหนาวก็ไม่เบียดเบียนได้ แต่กลัณฑุกะนี้ ถือถ้วยนมสด บ้วนปากแล้วถ่มนมสดนั้นทิ้งเสีย แม้เมื่อจะถ่มทิ้ง ก็ไม่ถ่มลงในน้ำ ถ่มลงบนหัวของเศรษฐีธิดาอีกด้วย

             ฝ่ายลูกนกแขกเต้า บินถึงฝั่งแม่น้ำ ก็เกาะอยู่ที่กิ่งมะเดื่อกิ่งหนึ่ง ค้นดู ก็จำกลัณฑุกะได้ เห็นกำลังถ่มรดศีรษะธิดาเศรษฐีอยู่ ก็กล่าวว่า แนะเจ้าทาส กลัณฑุกะชาติชั่ว จงสำนึกถึงชาติกำเนิด แลพื้นเพของตนบ้าง เถิด อย่าเอานมสดมาล้างปากแล้วถ่มรดศีรษะเศรษฐีธิดา ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ จำเริญด้วยความสุขเลย ช่างไม่รู้ประมาณ ตนเลยนะแล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :
"สกุลของเจ้าไม่ใช่สกุลสูง เราผู้เที่ยวอยู่ในป่าก็ยังรู้ได้
นายของเจ้าทราบแน่แล้ว ก็พึงจับเจ้าไป
ดูราเจ้ากลัณฑุกะ เจ้าจงดื่มน้ำนมเสียเถิด" ดังนี้.

            ฝ่ายกลัณฑุกะเล่าก็จำลูกนกแขกเต้าได้ ด้วยความกลัวว่า มันพึงเผยเรื่องของเรา จึงเชิญว่า มาเถิดนาย ท่านมาเมื่อไรเล่า ? แม้นกแขกเต้าเล่าก็รู้ว่า เจ้านี่ไม่ได้เรียกเราด้วยความปรารถนาดี แต่มีความประสงค์จะบิดคอเราให้ตาย จึงกล่าวว่า เราไม่มีธุระกับเจ้า ดังนี้แล้ว โดดจากที่นั้นไปสู่พระนครพาราณสี เล่าเรื่องราวตามที่ตนเห็นมาให้ท่านเศรษฐีฟังโดยพิสดาร ท่านเศรษฐีคิดว่า มันทำไม่สมควรเลย จึงนำตนมาสู่พระนครพาราณสีตามเดิม ลงอาชญาแก่เขา แล้วใช้สอยอย่างทาสสืบไป.

            พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า กลัณฑุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุนี้ ส่วนพาราณสีเศรษฐีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.






ที่มา  http://www.intaram.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=34&thispage=9
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7