ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:55:37 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (5)
สิ่งแรกที่ทรงทำ หลังจากเสด็จออกผนวช


เจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาเห็นความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดในชาติภพต่างๆ อย่างที่สิ้นสุดมิได้ กล่าวกันว่า ความดำริจะเสด็จออกจากโลกียวิสัยไปบวชบำเพ็ญพรตนี้เกิดขึ้นเพราะทรงทอดพระเนตรเห็น “เทวทูต” ทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ตามลำดับ

แต่ในพระสูตรกล่าวว่า พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในกามสุขขึ้นมาเอง หลังจากได้รับการปรนเปรออย่างบำรุงบำเรอสารพัดจากพระราชบิดา ผู้ไม่ทรงมีพระประสงค์จะให้พระราชโอรสเสด็จออกผนวช

@@@@@@

พระองค์ตรัสเล่าไว้ใน ปาสราสิสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 12 ว่า

ขณะยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ (คือเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ) พระองค์ทรงได้คิดว่า “เราเองยังมีความเกิด ความแก่ ความตาย เป็นธรรมดาอยู่ ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความตาย เป็นธรรมดา ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความโศก ความเศร้าหมองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แล้วทำไมหนอ เราจึงไม่แสวงหานิพพาน อันไม่เกิดไม่ตาย เป็นธรรมปลอดจากเครื่องร้อยรัดใจ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า”

นี้คือ สาเหตุทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช

แต่อย่างไรก็ดี เทวทูตทั้งสี่ก็เป็นส่วนประกอบด้วย คืออาจพบเทวทูตทั้งสี่แล้ว ทรงตัดสินพระทัย หรือทรงครุ่นคิดพิจารณาถึงความวุ่นวายต่างๆ ทางโลกอยู่พอดีทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ก็เร่งช่วยให้ตัดสินพระทัยเร็วขึ้น

แม้กระทั่งการได้ข่าวพระโอรส (ราหุล) ประสูติ ก็เป็นเครื่องกระตุ้นให้ต้องรีบตัดสินพระทัย ด้วยทรงเกรงว่าหากล่าช้าไป ความรักในพระโอรสอาจจะเป็นพันธะเหนี่ยวรั้งให้ไปไหนไม่ได้ ดังพระอุทานที่เปล่งออกมาว่า “ราหุล” (บ่วง) เกิดแล้ว พันธนาการเกิดแล้ว” นั้นแล

@@@@@@

เวลาเสด็จออกผนวช ก็เป็นข้อถกเถียงกัน เพราะพุทธประวัติที่เขียนภายหลัง ไม่ตรงกับในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกซึ่งอยู่ในรูปพระพุทธดำรัสเล่าว่า พระไตรปิฎกมีข้อความว่า

“เมื่อสมัยเรายังหนุ่ม มีผมดำสนิทอยู่ในวัยกำลังเติบโต เมื่อบิดาและมารดาไม่ปรารถนา (จะให้บวช) ร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์สละเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว”

หลังจากเสด็จออกผนวชแล้ว ประทับอยู่ที่ตำบลอนุปิยอัมพวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เสด็จไปยังแคว้นมคธ ทรงพบพระเจ้าพิมพิสารที่มาเข้าเฝ้า และทูลเชิญให้ลาพรตไปครองราชสมบัติด้วยกัน ว่ากันว่าพระเจ้าพิมพิสาร “ใจป้ำ” จะแบ่งอาณาจักรให้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่พระองค์ตรัสว่าพระองค์มิได้ต้องการสมบัติทางโลกใดๆ ที่สละทุกสิ่งทุกอย่างมานี้ก็เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นอย่างเดียวเท่านั้น

จากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปสมัครเป็นศิษย์ฝึกปฏิบัติโยคะอยู่กับอาจารย์สองท่าน คือ อาฬารดาบส กาลามโคตร อุทกดาบส รามบุตร โดยอยู่กับอาจารย์คนแรก ทรงได้รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 3 อยู่กับอาจารย์คนที่สอง ทรงได้อรูปฌานที่ 4 เพิ่มขึ้น คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ระยะเวลานานเท่ามดไม่ปรากฏ แต่คาดว่าคงไม่เกินสองปีหรือน้อยกว่านั้น

@@@@@@

ผลสัมฤทธิ์แห่งฌานก็ทำให้จิตใจสงบ ไม่ถูกกิเลสรบกวน แต่ก็ไม่ได้ถอนรากถอนโคนโดยสิ้นเชิง ออกจากฌานสมบัติเมื่อใด กิเลสอาสวะก็กลับมาเหมือนเดิม ดุจเอาศิลาก้อนใหญ่ทับหญ้าไว้ ตราบใดที่ยังไม่ยกศิลาออกหญ้าก็ไม่สามารถงอกงามได้ แต่ถ้ายกศิลาออกเมื่อใด หญ้าก็งอกขึ้นได้อีกฉะนั้น ทรงเห็นว่ายังมิใช่สัมมาสัมโพธิญาณที่ทรงแสวงหา

พุทธประวัติแต่งกันภายหลัง มักพูดทำนองดูแคลนว่า ฌานสมบัติที่อาจารย์ทั้งสองสอนนั้นมิใช่ทางบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ บางฉบับก็ว่าแรงว่าเป็นแนวทางที่ผิด แต่เมื่อพิจารณาแล้ว วิธีปฏิบัติให้ได้ฌานนี้พระพุทธเจ้านำมาปรับใช้สอนสาวกของพระองค์ เรียกว่า ระบบสมถะนั้นเอง เพียงแต่สมถะล้วนๆ ไม่ทำให้บรรลุพระนิพพานได้ ต้องทำสมถะจนได้ฌานแล้วทำฌานเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะดำเนินสู่มรรคผลนิพพานได้

พูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า วิธีโยคะของดาบสทั้งสองนั้น ก็เป็นอันเดียวกับสมถกรรมฐานนั้นเอง และสมถกรรมฐานนี้มีอยู่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว โยคีที่บรรลุถึงขั้นสุดยอดของสมถกรรมฐานมีปรากฏมากมาย แต่ท่านเหล่านั้นมิได้ตรัสรู้เป็นพุทธะ เพราะระบบโยคะอำนวยผลเพียงศีลกับสมาธิ ยังขาดปัญญา


@@@@@@

เมื่อพระพุทธองค์ทรงใช้สมถกรรมฐานเป็นบาทฐานแห่งการเจริญวิปัสสนา จึงได้ปัญญาตรัสรู้ ดังนั้น วิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นคำสอนเฉพาะของพระพุทธศาสนา และที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีครูสอนนั้น ความจริงพระองค์มีครูสอน เท่าที่ทราบทั่วไปก็มี ครูวิศวามิตรประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยา 18 แขนงให้ ขณะยังทรงเป็นพระราชกุมาร ครูอาฬารดาบส และอุทกดาบส สอนฝึกสมาธิ ตามระบบโยคะ ครูทางด้านอื่นๆ นั้น พระพุทธเจ้าทรงมีเช่นเดียวกับคนอื่น

แต่ครูที่สอนให้ตรัสรู้นั้นไม่มี พระองค์ทรงค้นพบวิธีปฏิบัติเพื่อตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงเป็น “สัมมาสัมพุทธะ” (ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง) ด้วยประการฉะนี้แล



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_193951

 2 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:07:08 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


อุโมงค์ดอกหางนกยูง ปากช่อง ผลิบานสีแดงสด สวยงามเหมือนอยู่เมืองนอก

อุโมงค์ดอกหางนกยูง ปากช่อง กำลังออกดอกบานสะพรั่ง บริเวณถนนโยธาธิการ (บ้านหนองมะค่า- บ้านกอก) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้ฟิลล์เหมือนอยู่เกาหลีในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเลยทีเดียว

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน พร้อมใจกันบานสะพรั่ง และแผ่ขยายกิ่งก้านปกคลุมกลายเป็นอุโมงค์ขนาดย่อม ซึ่งหนึ่งปีจะมีให้เราชื่นชมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในช่วงฤดูร้อนประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน

บนเส้นทางด้านในที่ไม่ใช่พื้นที่สัญจร บางจุดดอกร่วงลงพื้นแดงเต็มเส้นทาง แนะนำให้เดินเท้าเข้าไปชม อย่าขับรถเข้าไปเหยียบ เพื่อที่ดอกไม้จะได้คงความงดงามแบบนี้จนกว่าจะร่วงโรยหมดต้นไป

พิกัด : บ้านหนองมะค่า – บ้านกอก ตำบล ปากช่อง อำเภอ ปากช่อง นครราชสีมา (ใกล้กับ ไร่อยู่ดี ปากช่อง)













ขอบคุณ : https://travel.mthai.com/blog/211764.html?utm_source=line&utm_medium=feed&utm_campaign=LineFeed 
ขอบคุณรูปภาพจาก : เช็คอิน เขาใหญ่ , ข้าวมันไก่เจ๊น้อย ปากช่อง
AUTHOR : suchaya.t

 3 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:53:47 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




สมาธิบำบัด (MEDITATION) ฝึกง่าย ช่วยแก้และป้องกันโรค

สมาธิบำบัด เป็นกิจกรรมการฝึกสมาธิที่ในปัจจุบันผู้คนทั่วโลกหันมาฝึกสมาธิอย่างกว้างขวาง เนื่องจากพบประโยชน์จากการฝึก สมาธิบำบัด โดยเฉพาะประโยชน์ด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ และช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบสมองหลายคนมีคำถามว่า แล้วถ้าไม่ชอบนั่งนิ่ง ๆ เดินจงกรมแล้วเบื่อ แต่อยากได้รับประโยชน์จากการฝึก สมาธิบำบัด

ชีวจิต มีกิจกรรมดี ๆ มากมายที่ให้ผลใกล้เคียงกับการฝึกสมาธิมาฝาก เลือกฝึกตามความถนัด ได้รับทั้งความเพลิดเพลินและประโยชน์ด้านสุขภาพแน่นอน


@@@@@@

3 ศาสตร์ออกกำลังกาย

กิจกรรมที่แนะนำ : โยคะ ไทชิ และชี่กง

เมโยคลินิก สถาบันการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า โยคะ ไทชิ และชี่กง ใช้เป็นกิจกรรมฝึก สมาธิบำบัด ได้ เพราะเป็นการช่วยฝึกรับรู้ทุก ๆ การเคลื่อนไหวพร้อมกับการกำหนดลมหายใจเข้า - ออก ซึ่งนอกจากลดความเครียดได้ผลแล้ว ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้การทรงตัวดีขึ้น

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Health Promotion ซึ่งศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของการฝึกไทชิและชี่กง ตั้งแต่ ค.ศ. 1993 –2003 รวม 77 ฉบับ พบว่า หากฝึกไทชิและชี่กงต่อเนื่องเป็นประจำ 1 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกระดูกที่แข็งแรงอัตราการสลายตัวของมวลกระดูกลดลง ช่วยให้การทำงานของปอดและหัวใจดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง อัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ ออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยง่าย

ขณะที่ศาสตร์อินเดียโบราณอย่างโยคะ ก็มีผลวิจัยรับรองถึงประโยชน์เช่นกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Diabetology & Metabolic Syndrome ระบุว่า  การฝึกโยคะเป็นประจำวันละ 45 นาที – 1 ชั่วโมงทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างวัยกลางคนซึ่งมีอาการในกลุ่มเมแทบอลิก ได้แก่ อ้วนลงพุง ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมีไขมันดี (HDL) ต่ำ และไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตเริ่มสูง ควบคุมน้ำหนักระดับไขมัน น้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง กระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น


African american yoga instructor talking to diverse group sitting on mat in studio, multiracial happy people having conversation about healthy mindful life and motivation at training seminar class

HOW - TO

ในช่วงเริ่มต้นควรฝึก สมาธิบำบัด กับครูผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย คนที่มีภาวะมวลกระดูกบางหรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุหกล้มมาก่อน ให้งดฝึกท่าที่มีความผาดโผน เช่น ทรงตัวด้วยขาข้างเดียว หรือท่าที่ใช้แขนยันตัวขึ้นจากพื้นฝึกบนพื้นเรียบ ไม่ลื่น หรือมีเสื่อโยคะปูรองเพื่อกันลื่น

FOR MORE INFORMATION

หากสนใจศาสตร์ออกกำลังกายแบบชาวตะวันออก สอบถามข้อมูลและเช็กเวลาเข้าอบรมได้ที่
    - ไท้เก๊ก รำมวยจีน โดยชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลหัวเฉียว โทร.0-2223-1351 ต่อ 3161 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 12.00 น.
    - ชมรมลมปราณชื่นสุข ชี่กง 18 ท่า บริเวณลานข้างห้องสมุด ภายในสวนลุมพินี ถนนพระราม 4 โทร. 08-1648-0319 หรือแวะมาที่ชมรมได้ทุกวันเวลา 5.00 น. - 7.30 น.
    - โยคะสำหรับบุคคลทั่วไป โดยสถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน โทร. 08-1401-7744 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น. หรือไลน์: thaiyoga
    - ชมรมโยคะ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ บางมด โทร. 0-2426-2612-4 และ 0-2426-2267 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 12.00 น.

@@@@@@

3 เย็บปักถักร้อยบำบัด

กิจกรรมที่แนะนำ : ถักนิตติ้ง ปักโครเชต์ เย็บต่อเศษผ้ามิฮาลี 

ซิเซนมิฮาลี (Mihaly Csikszent mihalyi) นักจิตวิทยาชาวฮังการี อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาและการจัดการ บัณฑิตวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวิจัยคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ สหรัฐอเมริกาผู้เขียนหนังสือ Flow: The Psychology of Optimal Experience อธิบายว่า สมองของคนเรามีความสามารถในการทำงานอย่างจำกัดเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นเมื่อสมองต้องจดจ่อกับการทำกิจกรรมด้วยมือ เช่น เย็บผ้า เลื่อยไม้ จักสานอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่องเพียงพอ จะลดความสนใจในส่วนอื่น ๆ ลงได้ ตั้งแต่การรับรู้เรื่องเวลา ความหิว ความเจ็บปวด ไปจนถึงความเครียด

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับผลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The British Journal of Occupational Therapy  ซึ่งระบุว่า  ร้อยละ 81 ของกลุ่มตัวอย่าง 3,500 คน ตอบว่า การถักนิตติ้งช่วยให้พวกเขาเป็นสุขมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างที่ถักนิตติ้งเป็นประจำ คือ มากกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตอบว่า พวกเขารู้สึกสงบ เป็นสุข และผ่อนคลาย ขณะที่ผู้ที่ทำกิจกรรมถักนิตติ้งแบบกลุ่มระบุว่า พวกเขามีความสุขและรู้สึกอบอุ่นใจมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการถักนิตติ้งคนเดียว

นอกจากนี้งานวิจัยของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ระบุว่า ร้อยละ 74 ของผู้ป่วยโรคอนอเร็กเซียมีอาการดีขึ้น ลดความกังวล และตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้นหลังทำกิจกรรมถักนิตติ้งอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ที่ระบุว่า การเย็บผ้าควิลต์ (Quilt) ซึ่งนำเศษผ้ามาเย็บต่อกันเป็นลวดลาย สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมงต่อเนื่อง 3 เดือน ช่วยกระตุ้นให้กระบวนการรับรู้และความจำในกลุ่มผู้สูงอายุดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ


Knitting Knit Needle Yarn Needlework Craft Scarf Concept

HOW - TO

เริ่มต้นจากการฝึก สมาธิบำบัด โดยงานฝีมือที่ใช้เทคนิคง่าย ๆ และขอให้สนุกไปกับการเลือกประเภทและสีของวัสดุได้อย่างอิสระ จดจ่ออยู่กับทุกห่วง ทุกฝีเข็มที่เย็บลงไป และควรฝึกต่อเนื่องอย่างน้อยครั้งละ 45 นาที - 1 ชั่วโมง ถ้าทำได้ทุกวันจะยิ่งได้ผลเร็วขึ้น

FOR MORE INFORMATION

สนใจฝึกงานฝีมือ เพื่อเป็นการฝึก สมาธิบำบัด แวะไปหาข้อมูลและเช็กเวลาเข้าอบรมได้ที่เพจและเว็บไซต์เหล่านี้
    - เว็บไซต์ภิญญ์ช็อป รวมขั้นตอนฝึกปักครอสสติตช์ ถักนิตติ้งโครเชต์ ปักลูกปัด โดยละเอียด http://pinn.co.th
    - เพจดอกนมแมวเพลย์ สอนปักผ้าขั้นพื้นฐาน www.facebook.com/doknommeawhandmade
    - เพจปักกระเป๋าเฮ้าส์คลับ สอนงานเย็บปักผ้าควิลต์แบบญี่ปุ่น www.facebook.com/Pak-Ka-PaoHouse-Club-219563581413999
    - ปาริชาติ เอมบรอดี้เฮ้าส์ สอนงานเย็บปักผ้าด้วยเทคนิคจากฝรั่งเศส www.parichathouse.com

@@@@@@

3 ดนตรีบำบัด

กิจกรรมที่แนะนำ : ฟังเพลง เล่นดนตรี และเต้นรำ

ประโยชน์จากดนตรีมีหลายระดับเริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การฟังเพลงผลการศึกษาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Neuroscience ระบุว่า การฟังดนตรีมีผลให้สมองหลั่งฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine) ที่ทำให้สมองทำงานได้ดี รู้สึกกระฉับกระเฉงลดความเครียดได้

สอดคล้องกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Universidad Autonoma de Nuevo Leon ร่วมกับทีมจาก Danish Pain Research Centerประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเสนอผลวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ระบุว่า  ผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อ (Fibromyalgia) ซึ่งฟังดนตรีให้ความรู้สึกผ่อนคลายตามที่ตนเองเลือก ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ รวมทั้งสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

เช่นเดียวกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychology of Music  โดยทีมวิจัยของโรงพยาบาล Great Ormond Street Hospital สหราชอาณาจักร ระบุว่า การให้ผู้ป่วยเด็กแรกเกิดที่มีปัญหาด้านการหายใจได้ฟังดนตรี ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความเจ็บปวดลงได้โดยนักวิจัยสันนิษฐานว่า การฟังดนตรีอาจช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งหลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตเมื่อร่างกายเกิดความรู้สึกเครียดได้นั่นเอง

ถัดมาคือ การเล่นดนตรี เป็น สมาธิบำบัด อีกรูปแบบ ซึ่งต้องใช้การทำงานประสานกันระหว่างมือ สายตาและสมอง ทำให้สมองของผู้ป่วยหันมาจดจ่ออยู่ที่การควบคุมร่างกายและจิตใจให้ทำงานอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้สามารถบรรเลงดนตรีไปตามท่วงทำนองได้จนจบเพลง ซึ่งมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบรูเนล สหราชอาณาจักร ระบุว่า ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดไปแล้ว หากได้เล่นดนตรีในช่วงพักฟื้น จะช่วยลดความเจ็บปวด จำนวนการใช้ยาแก้ปวดและจำนวนวันนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่นดนตรีเลย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

สุดท้าย การขยับร่างกายโดยการเต้นรำไปตามเสียงดนตรี ก็ช่วยสร้างสมาธิและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Physical and Rehabilitation Medicine ระบุว่า แม้ในกรณีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันซึ่งเกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองยังมีคะแนนการรับรู้ การตอบสนองและการเคลื่อนไหวดีขึ้น โดยใช้รูปแบบการเต้นง่าย ๆ ประกอบเพลงช้า ๆ เช่น การเต้นบอลรูมในจังหวะวอลทซ์ และการเต้นโฟล์คแด๊นซ์

ขณะที่งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Arts in Psychotherapy ระบุว่า ถ้าหากเปลี่ยนการเต้นรำประกอบเพลงที่มีจังหวะเร็วและสนุกสนาน เช่น การเต้นแทงโก้ การเต้นรำแบบแอฟริกัน จะเหมาะกับการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินจากการกินอาหาร ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด และวิตกกังวล ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ป่วยมีสติและการรับรู้ที่คมชัด ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาหลักได้ดีขึ้น


High School Students Playing In School Orchestra Together

HOW - TO

ส่วนใหญ่ดนตรีที่ใช้ในการบำบัดจะเป็นบทเพลงบรรเลง จังหวะช้า ๆ ปราศจากเสียงร้องและเสียงสังเคราะห์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือเครื่องดนตรีไฟฟ้า แนะนำให้ใช้บทเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่เรียบง่าย เช่น กลองใบเล็ก ๆ กระดิ่ง ขลุ่ย เป็นต้น ก็เป็นตัวช่วยในการฝึก สมาธิบำบัด ได้อีกทาง

FOR MORE INFORMATION

แหล่งข้อมูลและสถานที่ให้บริการเกี่ยวกับดนตรีบำบัดมีดังนี้
    - เอกสารเกี่ยวกับดนตรีบำบัด โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) http://resource.thaihealth.or.th/taxonomy/term/9784
    - กิจกรรมดนตรีบำบัดลดความเครียดให้ผู้ป่วยและญาติ โรงพยาบาลตากสิน ถนนสมเด็จเจ้าพระยา คลองสาน กรุงเทพฯ ให้บริการทุกวันพฤหัสบดี เวลา 8.30 - 12.30 น. บริเวณหน้าอาคารอำนวยการโรงพยาบาลตากสิน หรือสอบถามได้ที่ โทร. 0-2437-0123 ต่อ 1644
    - ดนตรีบำบัดเพื่อผู้ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการร่างกายและสมอง โรงพยาบาลมนารมย์ บางนา กรุงเทพฯ โทร. 0-2725-9595 และ 0-2399-2822

@@@@@@

ศิลปะบำบัด

กิจกรรมที่แนะนำ : วาดภาพ

ถ่ายภาพ ปั้นภาชนะจากดินเหนียวการเขียนบำบัดศิลปะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ลดความเครียด และมีผลตอบสนองต่อการรักษาที่ดีขึ้นได้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Public Health ระบุว่า ผู้ป่วยในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดและมะเร็ง ที่เลือกการทำศิลปะบำบัด เช่น วาดภาพ ระบายสีเพื่อบอกเล่าอาการเจ็บป่วยของตนเอง ให้คำตอบในแบบสอบถามว่า ตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าเดิม

นอกจากงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ มองเห็นจับต้องได้แล้ว ในกลุ่มประเทศทางตะวันตกยังระบุว่า การเขียนก็นับเป็นศิลปะที่นำมาใช้บำบัดและฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยอย่างได้ผล ดังเช่นงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Psychosomatic Medicine ที่ระบุว่า โปรแกรมการเขียนบำบัด 4 วัน วันละ 30 นาทีอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน ทำให้ผู้ป่วยเอชไอวีมีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าโปรแกรม แต่กินยาต้านไวรัสเหมือนกัน


Side view of a happy senior woman smiling while drawing as a recreational activity or therapy outdoors together with the group of retired women.

HOW - TO

ในช่วงแรกจะเริ่มจากการฝึกลงสี โดยใช้สีไม้สีเทียน ปากกาเมจิก หรือฝึกวาดเส้นด้วยดินสอก่อนก็ได้ จากนั้นค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การใช้เทคนิคที่ต้องการความละเอียดมากขึ้น เช่น สีน้ำ แต่ถ้าไม่ถนัดงานวาดภาพ จะหันไปทำงานปั้น การถ่ายภาพหรือการเขียนบำบัด ซึ่งมีจุดประสงค์ให้ผู้ที่ทำกิจกรรมสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์และแสดงออกถึงความรู้สึก ณ ขณะนั้นเป็นหลัก

FOR MORE INFORMATION

แหล่งข้อมูลและสถานที่ให้บริการเกี่ยวกับดนตรีบำบัดในการฝึก สมาธิบำบัด มีดังนี้
    - ศิลปะบำบัดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคเรื้อรังโครงการฝึกอบรม ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โทร. 0-2419-7508-9 ต่อ 109 (คุณสุพิน) หรือ 113 (คุณชวลิต)
    - โครงการนันทนาการผู้ป่วยเด็ก ศิลปะบำบัด วาดสีน้ำงานสร้างเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร. 0-2201-1064 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น.
    - มูลนิธิศิลปะบำบัด ถนนราชดำริ ปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือกับสถาบันศิลปะบำบัดนานาชาติแห่งประเทศแคนาดา โทร. 08-5113-1919 เฉพาะวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น.
    - สตูดิโอศิลปะด้านใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยครูมอส ศิลปะบำบัดในเชิงมนุษยปรัชญา โทร. 09-3235-6679
    - การเขียนบำบัด สถาบันธรรมวรรณศิลป์ เรือนการุณยพร ซอยติวานนท์ - ปากเกร็ด 27 โทร. 08-3133-9968

@@@@@@

ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูในโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งนำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ ชีวจิต รวบรวมมาฝาก สามารถมาใช้เป็นตัวช่วยในการฝึก สมาธิบำบัด เพื่อการดูแลสุขภาพผู้ป่วย

โดยใช้เสริมจากการรักษาหลักอย่างหลากหลายและกว้างขวางอย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวควบคู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสมก่อนทำกิจกรรมที่สนใจทุกครั้ง



ที่มา : คอลัมน์ TRENDY HEALTH  เรื่อง ศิริกร โพธิจักร
ขอบคุณ  : https://goodlifeupdate.com/healthy-body/146149.html
By sirakan ,4 April 2019

 4 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 07:28:56 PM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ข้อคิดสอนใจ | เมื่อเลิกยึดติด 1 เรื่อง ชีวิตก็มีความสุขขึ้น 10 เท่า

“ผู้หญิงสวยๆ ในยุคนี้ เหตุใดยังคงเป็นโสดอยู่หลายปี ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”

รุ่นน้องของผมคนหนึ่ง เธอเป็นสาวสวย ระดับ 7 คะแนน อาจจะไม่มากเพียงพอที่จะสยบผู้ชายทั่วโลกหล้าได้ แต่ก็มีชายหนุ่มเข้ามารุมล้อมอยู่พอสมควร หลายปีผ่านไป หลังจากเลิกร้างกับแฟนเก่า เธอก็ยังไม่อาจคบหาชายหนุ่มคนใหม่เพื่อเข้ามาเยียวยาหัวใจที่อ่อนล้าได้

ครั้งหนึ่ง ผมได้แนะนำ “หนุ่มหล่อ” คนหนึ่งให้กับเธอ สุดท้ายแล้วกลับไม่เกิดผลลัพธ์ที่สวยงามอันใด เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายปี ผมจึงกล้าสอบถามเธออย่างตรงไปตรงมา เหตุใดจึงไม่รับพิจารณาเพื่อนของผมคนนั้นบ้าง

เธอตอบว่า “เพราะพี่เขาพูดมากเกินไป” ซึ่งเป็นคำตอบที่ผมรับได้ แต่ประโยคต่อมานั้น กลับทำให้ผมต้องใคร่ครวญ เพราะเธอสารภาพว่า ในเวลานั้น เธอก็ยังไม่เปิดใจมากพอ หากไม่ถูกใจสิ่งใด เธอก็จะปฏิเสธโดยพลัน

ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง กว่าจะคิดอะไรได้ เวลาก็ล่วงเลยไปหลายปี คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลว บางครั้งก็แตกต่างกันแค่ “วูบเดียว” ของความคิด


@@@@@@

ในวันนี้เธอกำลังริเริ่มความสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเธอก็บอกตามตรงว่า หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่สนใจผู้ชายคนนี้ เพราะเขามีบุคลิก “น่าเบื่อ” แต่เมื่อเธอยอมรับกับข้อเสียเช่นนี้ได้ เธอก็พบสิ่งดีๆ มากมาย

มีอยู่วันหนึ่ง เธอโทร.มาปรึกษากับผมด้วยความแง่งอน เพราะผู้ชายคนนี้ตอบไลน์ของเธอช้าเกินไป และยังใช้ถ้อยคำที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจอีกด้วย แต่เมื่อผมได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้วก็ไม่เห็นถึงความย่ำแย่อย่างที่รุ่นน้องของผมได้กล่าวหาไว้

หลังจากผมเกลี้ยกล่อมเธอให้คลายความวิตกกังวลลงได้ เธอก็สามารถคิดค้นถ้อยคำที่ “สร้างสรรค์” ซึ่งช่วยกระตุ้นและพัฒนาบทสนทนาระหว่างกันได้

ค่ำคืนนั้นเธอก็ยังโทร.มาบ่นว่า ข้อความทางไลน์ที่เขาส่งมานั้น ยังไม่แสดงถึงความรักที่มากเพียงพอ แต่เมื่อผมได้ฟังข้อความนั้นอย่างละเอียด ก็ได้ค้นพบ “ความมุ้งมิ้ง” ที่ซ่อนตัวอยู่หลายประการ และเมื่อได้อธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็นแล้ว เธอก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และมีความหวังกับชีวิตอีกครั้ง

@@@@@@

สิ่งเดียวที่ผมสรุปได้จากเรื่องราวนี้ก็คือ ความยึดติดในใจ ทำให้เธอตีความสิ่งต่างๆ ไปในแบบของตนเอง และเกือบทำให้ความสัมพันธ์ดีๆ ต้องเสื่อมโทรมลง หากเป็นตัวตนของเธอในอดีต ก็คงไม่ยินดีรับฟัง “การตีความ” ในแบบของผม

แต่ครั้นเมื่อเธอได้เปิดใจให้กับผู้ชายคนใหม่ ที่อาจไม่เพียบพร้อมเหมือนผู้ชายในอุดมคติที่เธอต้องการ เธอก็พร้อมจะเปิดใจให้กับมุมมองใหม่ๆ ที่ผมแนะนำให้อีกด้วย เพื่อนบางคนของเธอได้เป็นกังวลว่า เมื่ออยู่ไปนานๆ เธออาจไม่สามารถทนกับความน่าเบื่อของผู้ชายคนนี้ได้ เช่นเดียวกัน ผมเองก็คิดเช่นนี้ในตอนแรก อย่างไรก็ตาม เมื่อผมได้ละทิ้งมุมมองที่หวาดกลัวความล้มเหลวออกไป ก็ได้ค้นพบความจริงที่ดีกว่า

“หากคบไปแล้ว หรือแต่งงานกันแล้วแต่ไม่สามารถไปกันได้ เธอจะยอมรับกับการหย่าร้าง หรือความเจ็บปวดรวดร้าวได้หรือไม่” เมื่อรุ่นน้องของผมตอบว่าได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว

ผมยังพูดไว้ล่วงหน้าว่า อย่าไปคาดหวังมาก หากคนนี้ไม่ใช่ เราก็จะค้นหาคนใหม่ไปเรื่อยๆ เมื่อทดลองไปมากเพียงพอ สุดท้ายก็ย่อมประสบความสำเร็จ ยิ่งเมื่อรุ่นน้องของผมได้ยอมลดเงื่อนไขที่ต้องการจากผู้ชายทั้งหลายลงบ้าง ตัวเลือกของเธอย่อมเพิ่มขึ้นมหาศาล โอกาสชนะจึงเปิดกว้างมากขึ้น


@@@@@@

หลังจากช่วยเหลือเธอแก้ไขปัญหา ผมก็ได้บทเรียนที่ลึกซึ้งมากๆ
“คุณต้องเปิดใจให้กับโลกก่อน แล้วโลกจึงจะเปิดใจให้กับคุณ”

บางครั้งโลกได้ประทานสิ่งดีๆ ให้คุณแล้ว แต่เพราะคุณมีมุมมองที่บิดเบี้ยว จึงมองข้ามโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อย้อนนึกถึงชีวิตของตัวเอง ก็ได้ค้นพบถึง “ความยึดติด” ในอดีต ที่ทำให้เราประเมินสิ่งต่างๆ ไปตามใจตัวเอง โดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกใบนี้ หากทว่าความเสียใจและหมกมุ่นกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

     การลงมือทำสิ่งใหม่ ด้วยวิธีการใหม่ๆ จึงเป็นอะไรที่ฉลาดกว่า   
    “เปิดใจ ทำลายเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค และยอมรับความเสี่ยงที่เหมาะสม”
     ถ้อยคำสั้นๆ เช่นนี้ อาจจะทำให้ชีวิตของผมและของพวกเราทุกคนดีขึ้นได้อย่างมากมาย



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3-9 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
ผู้เขียน : เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ มหาวิทยาลัยสยาม YouTube : BigBallBar
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/special-report/article_193310

 5 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 04:08:15 PM 
เริ่มโดย ธัมมะวังโส - กระทู้ล่าสุด โดย Niratha pomnawin
 :25: st11 st12

 6 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 11:37:12 AM 
เริ่มโดย ธัมมะวังโส - กระทู้ล่าสุด โดย ธัมมะวังโส
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็จะเหมือนยืนอยู่บนยอดเขา จะสามารถมองเห็นได้ไกล และกว้าง

ดังนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บ้างแล้ว ผู้ที่มีจิตอย่างนี้ ย่อมมองเห็นสภาพกิเลส ที่เกิดขึ้นได้ เป็นครั้งคราว เป็นจุดเริ่มต้น เขาย่อมรู้ว่า กิเลสที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ทุกข์ แล้วเขาย่อมพยายามจะวางจากกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นลง ในเบื้องต้น

ดังนั้นผู้ฝึก อธิจิต ตามกรรมฐาน ใด ๆ ก็ตาม ก็จะถึงสภาวะที่บรรเทากิเลส ลง อย่างนี้

แต่การบรรเทากิเลสลงนั้น ไม่ได้เป็นทางที่ถูกต้อง เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้น จิตของผู้บรรเทากิเลส ย่อมประมาณในสติ มากยิ่งขึ้น นั่นหมายถึง ย่อมระมัดระวังในกิเลสทั้งหลายมากขึ้น

สำหรับ พระอริยะ ผู้เข้าถึงปรมัตถ์แห่ง อธิจิต ย่อมคลายจิตยินดี ในอกุศล และ กุศล ย่อมวางจิตเป็นกลาง มองเห็นธรรมทั้งหลายเป็น เหตุปัจจะโย

เจริญธรรม / เจริญพร

 7 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 09:04:40 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



มงคลเมือง 9 : โดย ทวี ผลสมภพ

ได้กล่าวถึงความเป็นมงคลเมืองของลพบุรีมาแล้ว 8 ตอน ใน 8 ตอนนั้น ได้กล่าวถึงข้อที่ควรสงสัยและชวนให้ค้นหาความจริงในเรื่องนี้ 5 ประการ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในเบื้องต้น แต่พอวันที่ 10 เมษายน 2562 ผู้เขียนได้เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง คือ ทำไมรอยฝ่าพระบาทที่ประทับไว้จึงเป็นสีทอง ความสงสัยดังกล่าวนี้ ผู้เขียนไม่เคยสงสัยเลย เพราะคิดว่าอาจจะเป็นการปิดทอง แต่ทางวัดปฏิเสธว่าไม่มีการปิดทอง ก็เลยคิดว่าหินตรงนี้อาจจะเป็นสีทอง

ดังนั้น จึงถูกเรียกว่า สุวัณณปัพพเตซึ่งแปลว่า ภูเขาทอง แล้วก็เข้าใจอย่างนั้นมาตลอด

ท่านวิเชษฐ์ ผอ.ฝ่ายอนุรักข์ ศิลปากร ลพบุรี เคยถามผู้เขียนว่า ทำไมรอยพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์จึงเป็นสีทอง ผู้เขียนก็ตอบไปตามที่เข้าใจคือ หินตรงนั้นคงเป็นสีทอง แต่พอถึงเวลา 8 โมงเช้า ของวันที่ 10 เมษายน ขณะที่กำลังไหว้พระพุทธบาทประจำวันอยู่ สายตาเหลือบไปเห็นพื้นหินที่พระบาทเหยียบ เป็นสีอื่น ไม่ใช่สีทองเหมือนรอยพระพุทธบาท ตรงจุดนี้เห็นได้เพราะพระพุทธองค์ทรงยกนิ้วกลางไปเบียดทางนิ้วนาง จึงเกิดช่องให้เห็นพื้นหินที่ทรงเหยียบ เมื่อหินที่ทรงเหยียบ ไม่เป็นสีเดียวกันกับรอยพระบาท ก็แสดงว่าสีทองของรอยพระบาท มิได้เกิดจากสีทองของหินที่ทรงเหยียบตามที่เราเข้าใจ

แล้วนั่นจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาเป็นความสงสัยข้อที่ 6 ว่า แล้วรอยพระพุทธบาทเป็นสีทองได้อย่างไร.?


@@@@@@

นั่นคือความสงสัยที่เกิดขึ้นใหม่ ขอให้ดูภาพข้างบน

จากการพิจารณาอยู่ระยะหนึ่ง ก็ได้ข้อสันนิษฐานว่ารอยฝ่าพระบาทที่เป็นสีทองนั้น เนื่องมาจากมหาปุริสลักษณะข้อที่ 11 ตามที่กล่าวไว้ในลักขณสูตร ในพระไตรปิฎกแปลไทย ชื่อพระสูตรและอรรถกถาเล่ม 16 หน้า 1-4 ว่า ทรงมีพระฉะวีวรรณดุจทองคำ คือทรงมีพระกายดุจหุ้มด้วยทองคำ การมีผิวหนังสีเหลืองดุจทองคำตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงพระเศียร จึงทำให้ผิวหนังกำพร้าของพระองค์บางครั้งหลุดล่วงลงได้ เหมือนผิวหนังของคนธรรมดาทั่วไป ผิวหนังกำพร้าที่หลุดล่วงของพระพุทธองค์ย่อมจะเป็นสีทองแน่แท้

ดังนั้น เมื่อพระองค์จะประทับรอยพระบาทไว้ที่เขาสัจพันธ์ จึงทรงอธิษฐานให้ผิวกำพร้าที่ฝ่าพระบาทร่วงลงผสมกับฝุ่นพระบาท ติดที่รอยพระบาทเป็นสีเหลืองทองผสมละอองธุลีตามที่เราเห็น


นี่คือ ข้อสันนิษฐานที่ผู้เขียนคิดได้

@@@@@@

ถามว่า พระองค์ทำไว้ทำไม ตอบว่า ทรงทำเพื่อให้ชาวพุทธรุ่นหลังเกิดความมั่นใจว่า พระพุทธบาทองค์นี้พระองค์มาประทับไว้จริง ขอชาวพุทธช่วยพิจารณา

ความจริงมงคลเมือง 9 นี้ มุ่งหมายจะกล่าวถึงชนชาติอินเดียที่อพยพมาอยู่รุ่นเดียวกันกับชนชาติจามแต่ชนชาติจามส่วนนี้ยังนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ ไม่เหมือนพระปุณณะและชาวเมืองสุนาปรันตะ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองสุนาปรันตะ และโปรดพระฤษีสัจพันธ์โดยการประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่ลพบุรี ที่กำลังกล่าวถึงนี้ ชาวอินเดียที่อยู่ในเขตเมืองนี้และที่ยังนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ คงทำสงครามกับชาวกำพุช เพื่อแย่งดินแดนกัน

เมื่อชนชาติจามที่นับถือศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลในเขตเมืองกัมพูชา จึงได้สร้างหลักฐานสัญลักษณ์ของฮินดูขึ้นที่ปราสาทวัดพู แคว้นจำปาสัก ประเทศลาว และเป็นเรื่องแน่นอนว่า ในช่วงนั้นพวกพราหมณ์ในอินเดีย เช่น ฤษีวาลมิกิ เป็นต้น ได้แต่งเรื่องรามเกียรติ์ โน้มใจคนอินเดียให้ทิ้งพุทธศาสนาแล้วหันมานับถือพระอิศวรและพระนารายณ์ แทนพระพรหม และก็ประสบความสำเร็จ คือคนอินเดียทิ้งพุทธศาสนาทิ้งพระพรหมหันไปนับถือพระอิศวรแทน นั่นคือศาสนาพราหมณ์หายไป ชาวอินเดียได้ศาสนาใหม่คือ ศาสนาฮินดู จากนั้นชนชาติจามหรือจะเป็นขอมก็ได้ และคนอินเดียในอินเดีย ได้ร่วมใจกันทำลายพระพุทธศาสนาที่พระปุณณะท่านมาเผยแผ่ไว้ทางเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีทั้งในเวียดนามกลาง ทั้งในลาวทั้งในกัมพูชา และทั้งในไทย


@@@@@@

จากนั้น พวกเขาก็สร้างปราสาทหินอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูไว้แทน สำหรับประเทศเวียดนามขอมหรือจาม ได้สร้างประสาทหินขึ้นไว้ถึง 70 ปราสาท ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า ปราสาทมิเซิล สำหรับประเทศลาว พวกเขาก็สร้างปราสาทวัดพูไว้ สำหรับประเทศกัมพูชาพวกเขาก็สร้างปราสาทนครวัดไว้ ส่วนประเทศไทย ลพบุรี โดยเฉพาะเขาวงพระจันทร์ น่าจะเป็นศูนย์รวมสำคัญ พวกเขาจึงสร้างให้เป็นเมืองของพระราม โดยนำเอาลิงมาเลี้ยง ทำนองให้เป็นทหารของพระราม สร้างเรื่องให้พระรามมาปราบยักษ์ชื่อกกขนาก สร้างทะเลชุบศรขึ้นที่เมืองลพบุรี สร้างศาลตั้งรูปพระกาฬ 4 กรไว้นั่นคือตั้งใจให้เป็นพระนารายณ์ แต่คนมอญสมัยนั้นไม่ยอมเรียกพระนารายณ์ แต่เรียกพระกาฬแทน

ขอสันนิษฐานว่า การสร้างสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูที่เมืองลพบุรีนี้ ไม่ใหญ่โตเหมือนที่เวียดนามและกัมพูชา ที่เป็นอย่างนี้ขอสันนิษฐานว่า เพราะชาวพุทธมอญที่เป็นเจ้าของถิ่นในเมืองไทยขณะนั้น เข้มแข็ง คงเป็นเมืองขึ้นของขอมไม่นานนัก และยิ่งกว่านั้นมีปรากฏการต่อต้านพระอิศวร ด้วยการเขียนภาพพระอิศวรและพระนารายน์นั่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยอาการเคารพ อยู่ที่วัดถ้ำโพธิสัตว์ ต.ทับกวาง ซึ่งไม่ไกลจากรอยพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์มากนัก เท่านั้นยังไม่สะใจชาวพุทธในช่วงนั้น ยังมีการแต่งเรื่อง พระพุทธเจ้าแสดงการทำปาฏิหาริย์แข่งกันกับพระอิศวร ปรากฏว่าพระอิศวรแพ้อย่างราบคาบ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความไม่พอใจของชาวพุทธ ที่พวกขอมหรือจามมาเปลี่ยนสถานที่พุทธเป็นฮินดู จึงได้สร้างสิ่งดังกล่าวมานั้นต่อต้าน

@@@@@@

ถามว่าเพราะเหตุใด พวกพราหมณ์จึงแต่งเรื่องรามเกียรติ์ทำลายพระพุทธศาสนา ตอบว่า ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า พวกพราหมณ์มุ่งทำลายพระพรหมเป็นอันดับหนึ่ง การทำลายพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องรอง เหตุผลมีว่า ตามธรรมดา พวกพราหมณ์นับถือพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าปฏิเสธ พระพรหมเป็นผู้สร้าง พวกพราหมณ์ก็โกรธพระพุทธเจ้า เมื่อปรากฏว่าในช่วงที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ พระพรหมที่พวกพราหมณ์เคารพกราบไหว้ ได้มาไหว้พระพุทธเจ้า เพื่ออาราธนาให้พระองค์แสดงธรรมโปรดสัตว์โลก

ข่าวนี้ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป พวกพราหมณ์อายนักเพราะตัวกราบไหว้พระพรหม แทนที่พระพรหมจะมาเข้ากับพวกพราหมณ์ แต่กลับไปไหว้พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับตน ดังนั้นจึงเดาใจพวกพราหมณ์ได้ว่าเขามีความแค้นพระพรหม เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นหลักฐานเรื่องพระพรหมเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงขอให้ไปอ่านพระไตรปิฎกแปลไทยฉบับหลวง เล่ม 4 พระวินัยปิฎกมหาวรรค ภาค 1 หน้า 9-10 และพระสูตรและอรรถกถาแปลเล่ม25 หน้า 132-139

ความแค้นตรงนี้ ทำให้พวกพราหมณ์เลิกนับถือพระพรหม แล้วสร้างพระเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมาแทน คือพระอิศวร แล้วสร้างเรื่องให้พระพรหมมาเคารพพระอิศวร


@@@@@@

เท่านั้นไม่พอ พระอินทร์ก็อีกองค์หนึ่งที่มากราบไหว้พระพุทธเจ้า

ผู้สนใจตรงนี้ขอให้ไปอ่านพระสูตรและอรรถกถาเล่ม 55 หน้า 133-137 พวกพราหมณ์โกรธมาก จึงทำการเปลี่ยนชื่อพระอินทร์ที่ว่า ท้าวสหัสนัย ซึ่งแปลว่า ทรงคิดได้พันเรื่องในขณะอึดใจเดียว เป็นท้าวสหัสโยนี ซึ่งแปลว่า พระอินทร์มีโยนีติดกายถึงหนึ่งพันชิ้นส่วน เพราะตัวสร้างเรื่องให้พระอินทร์ไปเป็นชู้กับเมียคนอื่น นี่คือรางวัลที่พวกพราหมณ์ประเคนให้พระอินทร์ ฐานะที่เข้ากับพระพุทธเจ้า

เรามาดูการสร้างพระพรหมให้ตกต่ำ หรือการสร้างฝ่ายพระพรหมให้เป็นตัวโกงของพวกพราหมณ์กันต่อไป พวกพราหมณ์วางแผนเอาตัวละครในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะจากเรื่องในชาดก มาเป็นตัวละครหลักในเรื่องรามเกียรติ์ อย่างเช่นต้องการทำลายพระพรหม ก็สร้างตัวร้ายคือทศกัณฐ์ เป็นหลานพระพรหม จากนั้นก็สร้างให้ทศกัณฐ์ทำชั่วอย่างที่สุด เช่น เหาะขึ้นไปทำเจ้าชู้กับนางฟ้าซึ่งเป็นสนมของพระอิศวร แล้วก็สร้างให้ทศกัณฐ์ชั่วถึงขนาดเอาลูกมาเป็นเมีย เพราะนางสีดานั้นพวกพราหมณ์สร้างให้เป็นลูกของทศกัณฐ์ จากนั้นก็สร้างพระอินทร์ให้ตกต่ำ โดยแต่งให้พระอินทร์มาเป็นชู้กับเมียพระฤษีชื่อโคดม ซึ่งก็เอาชื่อพระพุทธเจ้ามาตั้ง เมื่อได้ลูกมาก็วางแผนให้ลูกที่เกิดจากความชั่วของพระอินทร์เป็นทหารเอกของพระราม ชื่อพาลีและสุครีบ

@@@@@@

สำหรับพระโคดมฤษีนั้น พวกพราหมณ์สร้างให้มีลูกสาวคนเดียวชื่อนางสวาหะ และสร้างให้ลูกสาวรู้ความลับของแม่ แล้วไปฟ้องพ่อว่าแม่มีชู้ แม่ก็โกรธลูกสาว แล้วก็สาปลูกสาวไม่ให้มีผัว แต่ให้ไปยืนถ่างขาต้านลม นางสวาหะจึงตั้งครรภ์แล้วก็มีลูกชื่อหนุมาน เป็นทหารเอกของพระราม ไม่รู้จักตายพลลิงของพระรามก็ตายไม่เป็น เมื่อตาย พอลมพัดอ่อนๆ ก็ฟื้นมาสิ้น อยากถามคนชอบเรื่องรามเกียรติ์ว่าคุณเชื่อว่ามันเป็นจริงหรือ.?

มาดูการสร้างตัวพระเอกของพวกพราหมณ์กันต่อไป เขาได้สร้างให้ อโนมตัน เป็นเชื้อสายของพระอิศวร พระเจ้าที่พวกพราหมณ์สร้างขึ้นมาแทนพระพรหม แล้วให้ไปครองเมืองอโยธยา จากนั้นเขาได้นำเอาชาดกชื่อ ทศรถชาดก มาเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ขอให้ผู้อ่านไปอ่านเรื่อง ทศรถชาดก ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ชื่อพระสูตรแลอรรถกถา เล่ม 60 หน้า 72-84 ขอสรุปให้อ่านดังต่อไปนี้


@@@@@@

พระราชาทศรถครองกรุงพาราณสี มีโอรส 3 องค์ คนพี่ชื่อ พระราม คนที่สองชื่อ พระลักษมัน คนที่สาม เป็นหญิงชื่อ สีดา ท้าวเธอมีพระมเหสีใหม่ เพราะองค์เก่าวายชนม์ พระนางมีโอรสสององค์คือ พระพรตและพระศรัตตุ ท้าวทศรถพอพระทัยให้พรนางว่า ต้องการอะไรให้บอก นางก็ขอสมบัติให้ลูกของนาง พระราชาโกรธมาก ไม่ยอมให้ แต่กลัวพระรามจะมีอันตราย ถ้ามีชีวิตอยู่ในวัง จึงให้โหรหลวงดูว่าพระองค์จะมีอายุอยู่อีกกี่ปี โหรทูลว่าจะมีอายุอยู่อีก 14 ปี ท้าวเธอจึงให้ลูกทั้งสามองค์หลบไปอยู่ป่าเสีย 14 ปี เมื่อพ่อตายแล้วให้มาครองเมืองพาราณสี พระรามและน้องจึงไปอยู่ป่า แต่ท้าวเธอสิ้นพระชนม์เมื่อลูกไปอยู่ป่าได้ 12 ปี แม่ของพระพรตจึงให้เสนาบดียกราชสมบัติให้พระพรตพระพรตไม่ยอมตามแม่ แต่กลับพากองทัพไปตามพระรามผู้พี่ให้มาครองราชย์

จากนั้นพราหมณ์ไปแต่งเรื่องใหม่ คือให้นางสีดาเป็นลูกทศกัณฐ์ พอนางคลอดแล้วก็พูดว่า จะผลาญวงศ์ยักษ์ให้สิ้น ภิเภก น้องทศกัณฐ์ ทำนายว่าเด็กคนนี้เป็นกาลกิณี ให้เอาไปทิ้งเสีย ท้าวชนกได้นางมาเป็นลูกบุญธรรม แล้วพวกพราหมณ์ก็แต่งเรื่องให้พระรามกับนางสีดาแต่งงานกัน จากนั้นพวกพราหมณ์ก็สร้างความชั่วให้ทศกัณฐ์อีกโดยการไปแย่งเมียพระราม ความชั่วที่พวกพราหมณ์สร้างให้ทศกัณฐ์ ผู้เป็นหลานพระพรหมตรงนี้ ทำให้ทศกัณฐ์ชั่วถึงสองจุด คือ

ชั่วเพราะเอาลูกมาทำเมีย สองชั่วเพราะไปแย่งเมียคนอื่น เมื่อชั่วขนาดนี้ ผู้อ่านเรื่องรามเกียรติ์จึงเห็นด้วยที่จะต้องเอาคนดีมาปราบ ขนาดคนมาปราบตายแล้ว ก็ยังฟื้นมาปราบต่อ ผู้อ่านก็สะใจ มิได้เฉลียวใจเลยว่า เป็นเรื่องโกหก

@@@@@@

พวกพราหมณ์ต้องการให้พระราม ซึ่งเป็นตัวแทนของพระอิศวร ฆ่าทศกัณฐ์ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพรหมให้ตาย ซึ่งเท่ากับว่าในเรื่องรามเกียรติ์ ตัวโกงคือทศกัณฐ์ที่พวกพราหมณ์เกณฑ์ให้เป็น ได้ตายแล้วด้วยการฆ่าของพระราม

ตรงนี้ถ้าเราจะพูดว่า พวกพราหมณ์ชนะในจอ คือในเรื่องที่แต่งขึ้น ก็น่าจะได้ เพราะในสังคมอินเดียคนอินเดียแทบไม่รู้จักพระพรหม นี่จะเรียกว่าพวกพราหมณ์ชนะนอกจอก็ได้ เพราะที่เขาต้องการทำลายพระพรหมก็สำเร็จแล้ว ทำนองเดียวกัน พวกพราหมณ์ต้องการทำลายพระพุทธศาสนาด้วย คนอินเดียก็ทิ้งพุทธศาสนาด้วย นี่ก็เหมือนชนะนอกจอเหมือนกัน โดยสรุป ชนะในจอก็คือ พระรามตัวแทนพระอิศวร ฆ่าทศกัณฐ์ตัวแทนพระพรหมได้ ชนะนอกจอคือ สังคมอินเดียทิ้งพุทธศาสนา ทิ้งพระพรหมแล้วบูชาพระอิศวรแทน

แต่ขณะนี้ในอินเดียพระพุทธศาสนากำลังจะคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะการเมืองกล่าวคือในสังคมอินเดีย วรรณะกษัตริย์ผู้มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ ได้หมดบทบาทไปแล้ว วรรณะไวศยะคือพ่อค้านายทุน ที่มีเงินเป็นฐานอำนาจ ก็หมดบารมีไปแล้วเช่นกัน


@@@@@@

ขณะนี้ วรรณะศูทรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังลาออกจากศาสนาฮินดู ที่สร้างรามเกียรติ์มาหลอกพวกเขา ดูถูกพวกเขาเหมือนไม่เป็นคน จากนั้นพวกเขาประกาศตนเป็นชาวพุทธขึ้นมาตลอดเวลา แล้วเลือกพรรคการเมืองทำเพื่อชนชั้นรากหญ้า วรรณะกษัตริย์และชนชั้นพ่อค้า เป็นคนส่วนน้อยของประเทศไปแล้ว แต่ละวรรณะของอินเดีย เขาได้อำนาจทางการเมืองมาด้วยการเลือกตั้ง มิใช่ได้อำนาจมาเพราะอาวุธและเงินแต่อย่างใด

ผู้เขียนวิเคราะห์เรื่องนี้ จากข้อมูลที่พวกพราหมณ์โกรธพระพรหม แล้วมีพฤติกรรมสร้างตัวละครทางฝ่ายพระพรหมให้ตกต่ำ แต่สร้างตัวละครทางฝ่ายพระอิศวรให้เป็นฝ่ายดี และให้ได้ชัยชนะในเรื่องรามเกียรติ์ ขอผู้อ่านพิจารณาเถิด แม้จะไม่เชื่อเราก็ไม่ว่ากัน

       ทวี ผลสมภพ



ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/columnists/news_1498979
วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 - 14:52 น.

 8 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 08:35:10 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




ดินแดนที่เปรตชุกชุม

สมัยผมยังเล็กได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าเรื่องเปรตแล้วขนลุกด้วยความกลัว แต่ก็อยากฟัง ภาพของเปรตในจินตนาการก็คือ ตัวสูงกว่าลำตาล แลบลิ้นยาวเฟื้อย มีอยู่ชุกชุมที่วัดสุทัศน์ จึงมักมีคำพูดติดปากว่า“เปรตวัดสุทัศน์” (ทำไมต้องวัดสุทัศน์ไม่ทราบ)

นี่คือความรับรู้ของผมเกี่ยวกับเรื่องเปรตสมัยยังเด็ก พอโตมาได้บวชเป็นเณรน้อย เรียนบาลี แปลหนังสือบาลีออกแล้ว จึงรับรู้เรื่องเปรตได้อย่างกว้างขวาง เชื่อไหมครับ คัมภีร์พระศาสนาได้พูดถึงเปรตมากเป็นพิเศษถึงขนาดรวบรวมเป็นตอนหนึ่งเลยเรียกว่า “เปรตวัตถุ” (เรื่องของเปรต) คู่กับ“วิมานวัตถุ” (เรื่องของเทวดาที่อยู่บนสวรรค์วิมาน)

เอาไว้ว่างๆ ผมจะนำมาขยายให้ฟัง วันนี้ขอพูดถึงสถานที่ที่มีเปรตชุกชุมตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์ก่อน สถานที่นั้นคือ “เขาคิชฌกูฏ” ครับ


@@@@@@

เขาคิชฌกูฏ แปลกันว่าเขานกแร้ง เพราะเหตุผลสองประการคือ ประการที่หนึ่งมีอีแร้งมากมายพากันมาจับอยู่ตามชะง่อนผาคอยกินซากศพ ว่ากันว่า ณ หุบเหวแห่งหนึ่งที่เขานี้เป็นสถานที่ที่เขานำโจรลือชื่อที่ต้องโทษประหารมาโยนทิ้งให้ตายทั้งเป็น จนมีคนเรียกเหวนี้ว่า “เหวทิ้งโจร” อีแร้งจึงพากันมารอจับกินซากศพกันเป็นฝูง

อีกเหตุผลหนึ่งว่ากันว่าเขานี้รูปร่างคล้ายอีแร้ง เวลามองมาแต่ไกลจะมองเห็นเหมือนอีแร้งตัวเบ้อเร่อจับอยู่ ว่าอย่างนั้น ผมเคยไปอินเดียสองครั้ง จ้องเขาคิชฌกูฏ อย่างพินิจพิเคราะห์ มองยังไงๆ ก็ไม่เห็นเค้าว่ามันจะเหมือนอีแร้งตรงไหน หรือว่าอีแร้งแขกกับอีแร้งไทยมันไม่เหมือนกันก็ไม่รู้สิครับ

บนยอดเขาคิชฌกูฏมีพระคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้าและกุฏิของพระอานนท์อยู่ถัดมา ปัจจุบันนี้ยังมีซากปรักหักพังหลงเหลืออยู่ รัฐบาลอินเดียอนุรักษ์ไว้อย่างดี เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาชมวันละหลายคณะ

@@@@@@

ลดหลั่นลงมาอีกนิดก็เป็นสถานที่ที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินจะให้ทับพระพุทธเจ้า (สถานที่นี้ไม่มีเขียนบอกไว้ ได้แต่สันนิษฐานกันเอา) ต่ำลงมาอีกก็เป็นถ้ำ “สุกรขาตา” (ถ้ำหมูขุดหรือถ้ำคางหมู) ที่เรียกว่าถ้ำคางหมูนี้มองออก เพราะดูคล้ายคางหมูจริงๆ ถ้ำนี้พระสารีบุตรชอบมาเข้าฌานสมาบัติ เป็นสถานที่ที่ท่านได้บรรลุอรหันต์ด้วย

ต่ำลงมาอีกเป็นสถานที่พักพลของพระเจ้าพิมพิสาร เล่ากันว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้เคารพพระพุทธเจ้ามาก มีเวลาว่างเมื่อใดก็จะเสด็จมาฟังธรรม เมื่อขบวนเสด็จตามขึ้นเขามาถึงตรงจุดนี้ พระองค์จะทรงถอดเครื่องทรงออกหมด ทรงฉลองพระองค์อย่างอุบาสกธรรมดาคนหนึ่ง สั่งให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จพักรออยู่ ณ จุดนี้ พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินโดยพระบาทไปเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำพัง

อีกมุมหนึ่งเป็นเหวทิ้งโจรดังที่กล่าวแล้ว ไม่มีป้ายปักบอกไว้ได้แต่เดาเอาเองว่าน่าจะเป็นที่นั้นที่นี้

อีกมุมหนึ่งไม่รู้มุมไหน รู้แต่ว่าพวกเปรตมันมาชุมนุมกันสลอนทีเดียวแหละครับ พระสงฆ์สาวกพากันเดินขึ้นเดินลงเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน ไม่มีท่านใดเห็นเปรตพวกนี้ มีอยู่ท่านหนึ่งที่มักจะเห็นบ่อยๆ


@@@@@@

ท่านรูปนี้ชื่อพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ ท่านไปไหนมาไหนจะมีศิษย์ติดตามใกล้ชิดอยู่รูปหนึ่งชื่อพระลักขณะ เมื่อท่านโมคคัลลานะเห็นเปรตแต่ละครั้ง ท่านจะยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก

พระลักขณะจะถามว่าท่านยิ้มทำไม
“ผมเห็นเปรตตัวหนึ่ง รูปร่างพิลึกพิลั่นเหลือประมาณ” ท่านบอกลูกศิษย์

ครั้นลูกศิษย์รบเร้าให้เล่าให้ฟัง ท่านจะบอกว่าเอาไว้ถามเวลาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์ บอกตรงนี้เดี๋ยวจะหาว่าพูดไม่จริงให้พระพุทธองค์ทรงเป็นสักขีพยาน

ทุกครั้งที่พระโมคคัลลานะเล่าว่าได้เห็นเปรตรูปร่างอย่างนั้นๆ พระพุทธองค์ตรัสว่า โมคคัลลานะเห็นจริง เปรตตัวนี้เราก็เคยเห็นแต่ไม่บอกใคร แล้วพระองค์จะทรงเล่าบุพกรรมของมันให้เหล่าสาวกฟังว่า มันทำบาปกรรมอะไรไว้จึงมาเกิดเป็นเปรตหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอย่างนั้น

@@@@@@

มีอยู่คราวหนึ่งพระโมคคัลลานะเล่าว่าเห็นเปรตอัณฑะใหญ่มาก ไปไหนมันจะแบกอัณฑะสองลูกนั้นไปอย่างทุลักทุเล แบกไปล้มไป เพราะมันหนักมาก พระพุทธองค์ตรัสยิ้มๆ ว่า รู้ไหมชาติก่อนเปรตตัวนี้ทำบาปอะไร เมื่อพระสงฆ์นั่งเงียบ พระองค์ตรัสต่อไปว่า

“มันเป็นผู้พิพากษา นั่งตัดสินความ ทำคนถูกให้ผิด ทำคนผิดให้ถูก เพราะมันรับสินบนเขามา ตัดสินคดีความไม่ยุติธรรม ตายไปจึงมาเกิดเป็นเปรตแบกลูกอัณฑะ”

ใครมีอาชีพเกี่ยวกับกฎหมาย ถ้าไม่อยากแบกไข่มหาศาลก็ฟังไว้นะขอรับ



คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ : ดินแดนที่เปรตชุกชุม โดยเสฐียรพงษ์ วรรณปก
วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 - 13:00 น.
ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/columnists/news_1499438

 9 
 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2019, 09:26:13 AM 
เริ่มโดย ธัมมะวังโส - กระทู้ล่าสุด โดย ธัมมะวังโส
จิตที่ปราศจากราคา
จิตที่ปราศจากโทสะ
จิตที่ปราศจากโมหะ
เป็นจิตที่พร้อมแก่กระบวนการที่ชื่อว่าสติและสมาธิ
เมื่อบุคคลใดมีสติและสมาธิเกิดขึ้นบุคคลนั้นยามว่างจากนิวรณ์ทั้ง 5
เมื่อจิตว่างจากนิวรณ์ทั้ง 5 ความจริงก็จะปรากฏ
การประกวดความจริงนี้จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีญาณเกิดขึ้นเรียกว่าญาณที่เห็นตามความเป็นจริง

การเห็นตามความเป็นจริงนั้นจะมีขึ้นได้ก็เมื่อนิวรณ์ทั้ง 5 ได้สงบลง
เมื่อนิวรณ์ทั้ง 5 สงบลงสิ่งที่ปิดบังความเป็นจริงนั้นย่อมหายไป ย่อมหมดไป

ไม่ติดมองเห็นตามความเป็นจริงก็จะรู้ว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อบุคคลมองเห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาและ ไปเป็นธรรมดาอย่างนี้บุคคลนั้นอยากมีจิตที่พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงเพราะจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรต่อไปจึงว่างลงเพราะมองเห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้นอย่ามายึดถือยังไม่ถือเอายังไม่เรียกเอาว่าสิ่งใดๆในโลกนี้เป็นของเรา

การที่จิตมองเห็นตามความเป็นจริงและละความเป็นเราเป็นของเราเป็นตัวเป็นตนของเรานี้ชื่อว่าการเดินทางได้เริ่มต้นแล้วสู่จุดจบของการเดินทาง บุคคลผู้เดินทางอยู่ในโลกนี้เวียนว่ายตายเกิดเพราะไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงนี่เอง จึงทำให้คนจำนวนมากยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารบ้างก็ได้เกิดเป็นมนุษย์บ้างก็เกิดเป็นเทวดาบ้างก็เกิดเป็นพรหมบ้างก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้างก็เป็นเปรตบ้างก็เป็นสัตว์นรกบ้างก็เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้างก็เป็นอสุรกาย ไปวนเวียนไปมาตามวิบากแห่งกรรมที่ตนได้สร้างไว้ถ้าจิตยังไม่คลายความยึดถือและไม่เห็นตามความเป็นจริงและไม่ยอมรับความเป็นจริงไม่ละจากความยึดมั่นถือมั่นประการทั้งปวงจิตก็จะอยู่และยังวนเวียนอยู่ด้วยความตายเกิดตายเกิดตายเกิดในสังสารวัฏนี้ต่อไป
พระพุทธเจ้าเป็นผู้อุบัติ ขึ้นมาในโลกนี้ พร้อมตรัสรู้ธรรมที่ชื่อว่าอริยสัจ 4 และจงแสดงวิธีการปฏิบัติตามอริยสัจ 4 ในธรรมที่ชื่อว่าอริยมรรค ส่งนำทำทั้ง 2 อย่างนี้มาเผยแผ่และสอนให้แก่บุคคลทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ในโลกนี้ให้มองเห็นตามความเป็นจริงตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อริยสัจ 4 นั้นเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และอริยสัจ 4 นั้นเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นจริงของความเป็นจริงที่ทำให้สัตว์นั้นยังเวียนว่ายตายเกิด

อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นหนทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแสดงไว้ว่าเป็นวิธีการที่จะออกจากสังสารวัฏอันมีความทุกข์อยู่เหลือคณานับโดดมหาสมุทรที่ท่วมท้นเต็มไปด้วยความทุกข์ความโศกความสะอาดความไม่สบายกายไม่สบายใจ ทางปวง

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา
ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม

ดังนั้นผู้ศึกษาธรรมจึงชื่อว่าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เห็นพระพุทธเจ้านั้นคือผู้เห็นตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ การออกจากสังสารวัฏนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ในนามคำว่ามรรคผลและนิพพาน

ขอให้ท่านทั้งหลาย จงได้สดับฟังทำให้มากขึ้นเพื่อจะได้เห็นพระพุทธเจ้า
แล้วได้ดวงตาเห็นธรรมไปสู่การพ้นจากสังสารวัฏนี้ต่อไป

เจริญธรรม / เจริญพร

 10 
 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2019, 09:25:17 AM 
เริ่มโดย ธัมมะวังโส - กระทู้ล่าสุด โดย ธัมมะวังโส
ขอความเบิกบานทางจิตจงมีแก่เพื่อนสมาชิกในเฟสบุ๊ค
ธัมมวังโส ทุกท่าน

วันอัฏฐมีบูชา คือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย)

วันนี้ก็เป็นวันแรกที่ถัดจากวันวิสาขบูชาซึ่งหลังจาก 7 วันนี้ไปก็จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งเรียกว่าวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าซึ่งจะมีหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 7 วันดังนั้นวันที่คล้ายวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้านี้จึงจัดเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง

สำหรับวันถวายพระเพลิงสรีระพระพุทธเจ้านั้น
มีความสำคัญตรงที่แสดงแก่นสารเรื่องความตาย เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ยังไม่พ้นจากความตายไปได้แม้จะเป็นกษัตริย์พราหมณ์แพศย์สูตร จะประเสริฐเลิศเลอขนาดไหนถ้าเป็นมนุษย์แล้วไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรจะมีความพิเศษอะไรจะมีความอัจฉริยะอะไรเมื่อถึงเวลาต้องตายก็จะต้องตายดังนั้นความตายเนี่ยพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสสอนพุทธสาวกว่าจงหมั่นเจริญความตายให้เห็นว่าความตายนั้น เพียงเรื่องธรรมดาถ้าพุทธสาวกระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนี้ก็จะมองเห็นความตายทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาถ้าจิตมองความตายเป็นเรื่องธรรมดามันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวต่อไปนี่เรียกว่าพุทธานุสติที่นำระลึกถึง ความตายของพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์จนกระทั่งเกิดมรณานุสติพระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลผู้เจริญมรณานุสตินั้นต้องเป็นพระโสดาบัน
พระโสดาบันระลึกถึงความตายได้วันละครั้ง
ถ้าเป็นพระสกทาคามีก็ระลึกถึงความตายได้มากกว่าพระโสดาบัน
ถ้าเป็นอนาคาก็จะระลึกถึงความตายได้มากกว่าสกทาคามี
ถ้าเป็นพระอรหันต์เนี่ยจะระลึกถึงความ ได้ตลอดเวลาดังนั้นพระอรหันต์เนี่ยจึงเป็นผู้มีมรณานุสติเติมเต็ม คือ ระลึกได้ตลอดเวลาว่าจะต้องตาย

ขอให้ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงความตายที่ปรากฏแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วน้อมระลึกเข้ามาเตือนจิตใจของเราว่าเราก็มีความตายอย่างนั้นเป็นธรรมดาเช่นกันเพื่อบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะที่มันมีอยู่ในตัวเราให้เบาบางลงหรือหมดไป ซึ่งอาจจะได้พบกับแก่นสารของชีวิตได้ในที่สุด

เจริญธรรม / เจริญพร

หน้า: [1] 2 3 ... 10