ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:27:52 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ผู้ไกลจากกิเลส อยู่ที่ไหน ที่นั่นเป็น "สถานที่อันรื่นรมย์" ทั้งนั้น

นางวิสาขามหาอุบาสิกาถามพวกภิกษุที่ไปข้างหน้า ในเวลาที่ท่านนั่งในเรือนของตนว่า
     "ท่านผู้เจริญ ที่อยู่ของพระเรวตเถระน่าพอใจหรือไม่ล่ะ."
ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า
     "น่าพอใจอุบาสิกา เสนาสนะนั้นเปรียบด้วยสวนนันทวันและสวนจิตรลดา.." เป็นต้น.

ทีนั้น จึงถามภิกษุที่มาถึงภายหลังสุดของภิกษุเหล่านั้นว่า
     "พระคุณเจ้าที่อยู่ของพระเรวตเถระน่าพอใจไหม."
ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า
     "อย่าถามเลย อุบาสิกา ที่นั้นเป็นที่ๆ ไม่สมควรจะพูดถึง ที่ดอน มีก้อนกรวด ก้อนหินป่าไม้ตะเคียนอย่างนี้ ภิกษุนั้นยังอยู่ในที่นั้นได้."

มหาอุบาสิกาวิสาขาฟังถ้อยคำของภิกษุที่มาก่อนและที่มาทีหลังแล้วคิดว่า ถ้อยคำของภิกษุพวกไหนหนอเป็นคำจริง

@@@@@@

ภายหลังภัตรถือเอาของหอมและดอกไม้ไปกระทำบำรุงพระทศพล ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง จึงทูลถามพระศาสดาว่า
    "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระคุณเจ้าบางพวกสรรเสริญที่อยู่ของพระเรวตเถระ บางพวกติ ข้อนี้เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า."

พระศาสดาตรัสว่า
    "ดูก่อนวิสาขามหาอุบาสิกา ที่ของพระอริยะจะเป็นที่น่ารื่นรมย์หรือไม่เป็นที่น่ารื่นรมย์จงยกไว้ จิตของพระอริยะย่อมยินดีทั้งนั้น ที่นั้นชื่อว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์แท้จริง"

     ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
     คาเม วา ยทิ วารญฺเญ  นินฺเน วา ยทิ วา ถเล ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ  ตํ ภูมิรามเณยฺยกนฺติ.
     พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในที่ใด ไม่ว่าเป็นบ้านป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอนก็ตาม ที่นั้นเป็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ทั้งนั้น ดังนี้.


ที่มา :  อรรถกถาสูตรที่ ๕. ประวัติพระเรวตเถระ (ยกมาแสดงบางส่วน)     
ขอบคุณ : http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&&i=147&p=4
ขอบคุณภาพจาก : หนังสือ บทเจริญพระพุทธมนต์ สวดมนต์ข้ามปี จัดพิมพ์โดย มหาเถระสมาคม พ.ศ.๒๕๕๘

 2 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:50:08 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan

 :96: :96: :96:

ประเทศกลุ่มเสี่ยง โควิด-19 ควรงดเดินทางในช่วงนี้-ใครกลับมา แนะเฝ้าระวัง 14 วัน

กรมควบคุมโรค เผยรายชื่อกลุ่มเสี่ยง โควิด-19 ขอความร่วมมืองดเดินทางไปในช่วงนี้ สั่งจับตาสหรัฐฯ ยอดผู้ป่วยเพิ่มต่อเนื่อง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการแนะนำมาตั้งแต่ต้นว่าขอให้ผู้ที่เดินทางไปประเทศเสี่ยงโรค เลื่อนการเดินทางไปประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ จีน (นับรวมฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และขยายเพิ่มอีก 2 ประเทศ คือ อิตาลี และอิหร่าน

นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีการจับตาเฝ้าระวังในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศเสี่ยงเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มมีการระบาดระยะที่ 3 มากขึ้น

ส่วนผู้ที่เดินทางกลับประเทศไทยมาแล้ว กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือให้เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน โดยการงดไปในที่ชุมชน งดใช้ขนส่งสาธารณะ และทันทีที่มีอาการป่วย จะต้องใส่หน้ากากอนามัย และรีบไปตรวจที่สถานพยาบาล และที่สำคัญ จะต้องแจ้งประวัติตามความเป็นจริง ห้ามปกปิดข้อมูล เพราะอาจทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมไวรัสมีประสิทธิภาพ ระหว่างการเฝ้าระวังตัวเองควรจำกัดคนที่จะมาสัมผัสตัวเองให้มีจำนวนน้อยที่สุด เพื่อป้องกันคนใกล้ชิดติดเชื้อ เช่นเดียวกับกรณีที่มีหลานติดจากปู่ที่เกิดขึ้นล่าสุด

ภาพจาก 1000 Words / Shutterstock.com


ข้อมูล : เฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข
ขอบคุณที่มา : https://hilight.kapook.com/view/200569

 3 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:44:22 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


 :49: :49: :49:

นิทานอีสป กบเลือกนาย นิทานก่อนนอนสอนใจ พร้อมภาพประกอบอ่านเพลิน

นิทานอีสป กบเลือกนาย เรื่องราวสนุกสนานของฝูงกบในหนองน้ำที่อยากมีเจ้านายและแฝงข้อคิดไว้หลายอย่าง เหมาะกับเอาไว้เล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ลูกน้อยได้ฟังแบบเพลิน ๆ

ช่วงก่อนนอนแบบนี้ ถือเป็นช่วงเวลาคุณภาพที่คุณพ่อและคุณแม่ควรอยู่พูดคุยกับลูกให้นานที่สุด เพื่อสร้างความอบอุ่นพร้อมสานสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีเรื่องราวคุยกันมากนักก็เปลี่ยนมาเล่านิทานให้ลูกรักฟังแทนได้ อย่างนิทานอีสป กบเลือกนาย เรื่องราวสนุกสนานที่มอบแง่คิดสอนใจได้เป็นอย่างดี จะเป็นอย่างไรนั้น ตามมาอ่านกันเลย



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บึงเล็ก ๆ อันแสนอุดมสมบูรณ์ มีฝูงกบหลายครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขมาเนิ่นนาน โดยไม่มีใครมารบกวนและไม่มีใครมาคอยควบคุม อยากทำสิ่งใดก็ทำได้ตามความต้องการ แต่แล้ววันหนึ่งกบวัยรุ่นเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่พวกตนเป็นอยู่ไม่ใช่วิถีชีวิตที่ดีนัก มันจึงขอให้กบทุกตัวมาประชุมร่วมกัน

"ขอบคุณฝูงกบทุก ๆ ตัวที่มาประชุมในวันนี้" กบวัยรุ่นกล่าว "พวกเราเคยอาศัยกันแบบอิสระมาเนิ่นนาน แม้จะไม่มีปัญหาน่ากังวลใจมากนัก แต่ฉันคิดว่าเราควรจะมีหัวหน้าและกฎหมายมาปกครองพวกเรานะ"

เมื่อกบวัยรุ่นเอ่ยเรื่องที่อยากแถลง คุณลุงกบตัวหนึ่งก็ตะโกนถามขึ้นมา "แล้วใครกันเล่าที่จะมาเป็นเจ้านายของเราและออกกฎหมายเหล่านั้น ?"

กบวัยรุ่นครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงตอบออกมาว่า "เอาอย่างนี้ ฉันจะไปขอจากเทพจูปิเตอร์ให้ ท่านต้องช่วยจัดการได้แน่" กบทุกตัวล้วนเห็นด้วยกับความคิดนี้



เช้าวันต่อมา กบวัยรุ่นได้ออกเดินทางไปพบเทพจูปิเตอร์ เมื่อไปถึงท่านก็ต้อนรับกบน้อยตัวนี้เป็นอย่างดี

"อุตส่าห์เดินทางมาไกลขนาดนี้ เจ้ามีเรื่องอะไรให้เราช่วยหรือกบน้อย ?" เทพจูปิเตอร์ถามด้วยความเป็นห่วง

"ฝูงกบของพวกกระผมไม่มีผู้ปกครองหรือกฎหมายอะไรเลยขอรับ ผมเลยอยากให้ท่านช่วยมอบหัวหน้าให้สักคน" กบวัยรุ่นขอร้อง

"โธ่ นึกว่าเรื่องอันใด ที่แท้กบอย่างเจ้าก็อยากมีเจ้านายบ้างนี่เอง" ท่านเทพพูดแบบยิ้ม ๆ "เอาอย่างนี้ เจ้าเดินทางกลับไปเถิด เราได้ส่งเจ้านายที่จะคอยปกครองฝูงกบไว้ที่บึงน้ำแล้ว" กบวัยรุ่นได้ยินดังนั้นจึงตื่นเต้นดีใจพร้อมกล่าวขอบคุณ "ขอบพระคุณท่านเทพมาก กระผมจะไม่มีวันลืมพระคุณนี้เลย"



เมื่อกบวัยรุ่นเดินทางกลับมาก็เห็นฝูงกบทั้งหลายต่างไปยืนรุมล้อมกันที่กลางบึง สิ่งที่พวกมันล้อมอยู่คือขอนไม้ที่ลอยลงมาจากฟากฟ้าโดยไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่เจ้ากบวัยรุ่นรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือเจ้านายใหม่ของพวกมันนั่นเอง

"พี่น้องกบทั้งหลาย สิ่งที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ขอนไม้ธรรมดา ๆ แต่นี่คือเจ้านายใหม่ที่เทพจูปิเตอร์มอบให้กับพวกเรา" กบวัยรุ่นบอกอย่างตื้นตันใจ

"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เจ้านี่เก่งไม่เบา ส่วนท่านเทพก็ช่างมีเมตตาต่อพวกเราเหลือเกิน" คุณลุงกบชื่นชมความพยายามของกบวัยรุ่น แล้วกบทุกตัวต่างโห่ร้องดีใจ พร้อมคำนับขอนไม้ผู้เป็นเจ้านายใหม่อย่างปลื้มใจ

เวลาผ่านไปหลายวัน เจ้านายคนใหม่ได้แต่นอนเฉย แม้ว่าจะมีกบตัวน้อยขึ้นไปกระโดดโลดเต้นบนนั้น เจ้านายขอนไม้ก็ไม่ว่าอะไร ทำให้ฝูงกบกลับมาประชุมกันอีกครั้ง



"ทำไมเจ้านายของเราถึงไม่เคยพูดจาหรือทำสิ่งใดบ้างเลยล่ะ" คุณลุงกบถามกบวัยรุ่น

"ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละคุณลุง เอาแบบนี้ไหม ฉันไปขอเจ้านายใหม่กับเทพจูปิเตอร์อีกครั้งดีกว่า เผื่อท่านจะหาเจ้านายที่ดีกว่านี้มาให้" ว่าแล้วเจ้ากบก็ออกเดินทางไปพบท่านเทพทันที

"มีเรื่องอะไรอีกเล่าเจ้ากบน้อย ?" ท่านเทพจูปิเตอร์ถามด้วยความสงสัย

"คือกระผมอยากจะขอเจ้านายใหม่ครับ เจ้านายที่ท่านส่งมาให้ตอนนั้นวัน ๆ ไม่เห็นทำอะไรเลย" กบวัยรุ่นร้องขอ

"ได้สิ ! อยากมีเจ้านายใหม่เพราะไม่พอใจคนเก่าใช่ไหม" เทพจูปิเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

"ใช่ครับ" กบตอบรับ



"เอ้า กลับไปที่บึงเถิด เราส่งเจ้านายใหม่ไปให้แล้ว" ได้ยินอย่างนั้นเจ้ากบจึงกล่าวขอบคุณและจากไปทันที

พอเดินทางมาถึงเจ้ากบวัยรุ่นก็ต้องตกใจ เพราะเจ้านายใหม่ของพวกมันคือนกกระสา ซึ่งตอนนี้ได้วิ่งไล่กินกบไปแล้วหลายตัว กบในฝูงต่างอยู่อย่างหวาดกลัวพลางคิดว่าควรพอใจในสิ่งที่ได้มาแต่แรก ไม่ควรร้องขอสิ่งใดให้มากความจนเกิดเรื่องราวน่าสลดแบบนี้เลย



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การไม่มีเจ้านายมาคอยปกครองเลย ยังดีกว่าให้คนนิสัยโหดร้ายมาคอยควบคุม และอีกแง่คิดคือ ความต้องการที่ไม่รู้จักจบสิ้น อาจนำภัยมาสู่ตัวเองได้


ขอบคุณที่มา : https://baby.kapook.com/view218819.html

 4 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:16:56 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ขุมทรัพย์ที่ 'วัดกุฎีดาว' ตำนานน่าค้นหา แต่ไม่ควรไปขุด

สัปดาห์นี้ไปดูความสวยงามโบราณสถานของ "วัดกุฎีดาว" เมืองกรุงเก่า กับเรื่องราวขุมสมบัติที่เรียก "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์"

อยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรรค์ ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น พันแสง
รินรสพระธรรมแสดง ค่ำเช้า
เจดียฺ์ระดะแซง เสียดยอด
ยลยิ่งแสงแก้วเก้า แก่นหล้าหลากสวรรค์
โบสถ์ระเบียงมณฑปพื้น ไพหาร
ธรรมาสน์ศาลาลาน พระแผ้ว
หอไตรระฆังขาน ภายค่ำ
ไขประทีปโคมแก้ว ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์ฯ
เสร็จสารพระยศซ้อง สรรเสริญ
ไป่แจ่มใจจำเริญ ร่่ำอ้าง
ตราตรอมตระโมจเหิน วนสวาท
อกวะหวิวหวั่นร้าง รีบร้อนการณรงค์ฯ

บทโคลงนิราศนรินทร์ ที่แต่งโดยนายนรินทร์ธิเบศร์(อิน) ภายหลังกรุงศรีอยุธยาล่มสลายแตกพ่ายแก่ทัพพม่า ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310

ก่อนเสียกรุงฯ เกิดลางบอกเหตุ หลายอย่างหลายประการ อาทิ อีกาบินมาตกตายเสียบบนยอดเจดีย์วัดราชบูรณะ พระประธานวัดพนัญเชิงไหลนองจนถึงสะดือพระบรมไตรโลกนาถ พระประธานวัดพระศรีสรรเพ็ชอกแตก ดวงตาตกลงมาที่ตัก อากาศวิปริตแปรปรวน

ความพินาศเสียหายในภัยสงครามครั้งนั้น ใครมีสมบัติต่างก็หาที่ฝังที่เก็บงำให้พ้นจากภัยสงคราม ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร



วัดกุฎีดาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่เพียงจะเป็นวัดที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัดกุฎีดาวยังถูกพูดถึงกันมากถึง เรื่องของ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์

สภาพเป็นวัดร้าง สันนิษฐานว่าจะสร้างขึ้นใกล้เคียงกับวัดมเหยงคน์ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ปี พ.ศ. 2309 ก่อนเสียกรุงศรีอโยธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้สถาปนาพระเทพมุนี จากวัดกุฎีดาว เป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย



กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดกุฎีดาวเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ภายหลังการขุดแต่งเพื่อบูรณะครั้งใหญ่ในปีพ.ศ. 2542 พบหลักฐานยืนยันที่ตั้งของพระอุโบสถ จากฐานของเสมาทั้งหกทิศที่ขุดพบและจากซากปรักหักพังของวัดพบกำแพงและซุ้มประตูตลอดจนอุโบสถ เจดีย์ประธาน และเจดีย์รายอีก 7 องค์ ตัววิหารตั้งอยู่ด้านหลังเจดีย์ประธานที่ยอดหักโค่นลงมา เหลือบางส่วนขององค์ระฆังปรากฎให้เห็น ทั้งยังขุดพบกุฏิสงฆ์และพระตำหนักที่เรียกว่า “กำมะเลียน”

เรื่องของวิญญาณปู่โสมและสมบัติที่วัดกุฎีดาว เริ่มจากการที่พระองค์เจ้าพีระฯ และพระสหายได้นำเครื่องมือทันสมัยมาตรวจหาสมบัติที่วัดนี้ตามลายแทงที่ได้มาเครื่องมือตรวจพบสัญญาณบ่งบอกถึงทองคำจำนวนมาก แต่ระหว่างการขุดในเวลาหลายวันกลับพบเหตุการณ์ ประหลาดหลายประการ



ทั้งเห็นคนโบราณร่างกำยำไม่มีศีรษะ และการเคลื่อนตัวของสมบัติใต้ดิน ตลอดจนการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของพระสหาย และอาเพศอีกหลายอย่างหลายประการ ทำให้การขุดค้นสมบัติต้องล้มเลิกในที่สุด

ความเชื่อเรื่องขุมทรัพย์และปู่โสมที่วัดกุฎีดาว เป็นตำนานเป็นเรื่องเล่าที่น่าค้นหา แต่ไม่ควรไปขุดค้น.



คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง โดย “แรมทาง"
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay , สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอยุธยา
ขอบคุณที่ : https://www.dailynews.co.th/article/756828
อังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 11.00 น.

 5 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2020, 08:17:18 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


บทสวดรัตนสูตร ขจัดภัย ๓ ประการ

รัตนสูตรเป็นพระสูตรว่าด้วย การน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยให้เกิดเป็นอานุภาพขจัดภัยพิบัติทั้งมวล

รัตนสูตรเป็นพระสูตรที่พระอานนทเถระ เรียนจากพระพุทธองค์โดยตรง เพื่อใช้สวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ ที่เกิดกับชาวกรุงเวสาลี พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระเถระอ้างคุณของพระรัตนะ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ทำสัจกิริยาให้เกิดเป็นอานุภาพขจัดปัดเป่าภัยพิบัติทั้งหลาย

@@@@@@

เนื้อความรัตนสูตร

- ท่อนแรก เริ่มต้นด้วยการแนะนำให้เหล่าภูตทั้งหลายได้อนุโมทนาบุญกุศลที่หมู่มนุษย์อุทิศให้ และเมื่ออนุโมทนาแล้ว ขอให้เกิดความเมตตา ทำการรักษามนุษย์ทั้งหลาย

- เนื้อความท่อนต่อมา เป็นการอ้างคุณพระรัตนตรัยเป็นสัจวาจา ให้เกิดความสวัสดี

- ส่วนท่อนสุดท้ายเป็นคำกล่าวของท้าวสักกะ ที่ผูกขึ้นเป็นคาถาพรรณนาคุณพระรัตนตรัยเป็นสัจวาจาให้เกิดความสวัสดี

ภายหลังได้กลายเป็นแบบอย่าง ในการทำน้ำพระพุทธมนต์ สำหรับพระสงฆ์สาวก ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ทุกครั้งที่มีการทำน้ำพระพุทธมนต์จะต้องสวดรัตนสูตร


@@@@@@

ด้วยอานุภาพแห่งรัตนสูตรนี้ แม้กรุงเวสาลีจะเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรง ผู้คนอดอยากล้มตาย เป็นจำนวนมาก ซากศพถูกทิ้งเกลื่อนนคร ภูตผีปีศาจทำอันตรายแก่หมู่มนุษย์ โรคระบาดเกิดขึ้น แพร่กระจายไปทั่ว ผู้คนล้มตายเหลือที่จะนับได้

เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระอานนทเถระสวดรัตนสูตร และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้ ก็ยังระงับลงได้อย่างฉับพลัน

จุดประสงค์ของการสวดรัตนสูตร ก็เพื่อเป็นการขจัดภัยทั้ง ๓ ประการให้อันตรธานไป ตามที่ปรากฏในพระสูตร คือ
    ๑. ข้าวยากหมากแพง (ทุพภิกขะภัย)
    ๒. ภูตผีปีศาจ ทำอันตราย (อะมะนุสสะภัย)
    ๓. โรคภัยไข้เจ็บ (โรคะภัย)



ที่มา : หนังสือ บทเจริญพระพุทธมนต์ สวดมนต์ข้ามปี จัดพิมพ์โดย มหาเถระสมาคม พ.ศ.๒๕๕๘

 6 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2020, 06:59:51 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



กลุ่มศาสนาเกาหลี จัดชุมนุมขับไล่โควิด-19 ชวนผู้ติดเชื้อร่วมพิธี ชี้พระเจ้ารักษาได้

ชาวคริสต์เกาหลี 8,000 คน ร่วมชุมนุมขับไล่ โควิด-19 บาทหลวงเผย ใครติดเชื้อให้มาร่วมพิธี เพราะพระเจ้าจะช่วยรักษาให้หายเอง

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า กลุ่มบอมโตบอน ประชาชนผู้ศรัทธาจากสหพันธ์คริสเตียนเกาหลีใต้ ประมาณ 8,000 คน ได้ออกมาชุมนุมกันที่จัตุรัตกวางฮวามุน ในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ พวกเขาปักหลักชุมนุมกัน 2 วันแล้ว แม้ว่าทางการจะสั่งห้ามจัดการชุมนุมใด ๆ เนื่องจากเกรงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือโรคโควิด-12 โดยคนกลุ่มนี้อ้างว่าไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวโรค เพราะมีพระเจ้าคุ้มครองอยู่แล้ว

การชุมนุมดังกล่าวนับเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ แม้ว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะสวมหน้ากากอนามัย แต่ก็มีคนหลายคนที่ไม่ได้สวม และทุกคนนั่งแออัดติดกันอยู่บนเก้าอี้ ที่ตั้งกันอยู่อย่างเบียดเสียด

@@@@@@

บาทหลวงกวังฮุนจอน ผู้เป็นประธานการชุมนุม กล่าวกับฝูงชนว่า ทุกคนต้องมารวมตัวกันในครั้งนี้ เพื่อแสดงพลังให้ นายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้รับรู้ว่า พระเจ้าได้สวดภาวนาให้กับทุกคน เขากล่าวอีกว่า ใครก็ตามที่เชื้อเชื้อไวรัส ขอให้มาร่วมพิธีในสัปดาห์ เพราะพระเจ้าจะรักษาให้ทุกคนจนหายเอง

บาทหลวงยังได้ปราศรัยโจมตีรัฐบาลว่ากฎหมายได้ละเมิดสิทธิมนุษย์ ละเมิดสิทธิ์ในการให้พ่อแม่พี่น้องผู้ศรัทธามาร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้มีการชุมนุมกวางฮวามุนเกิดขึ้น

ขณะที่บาทหลวงโจนาธาน ตะโกนว่า "ในนามของพระผู้เป็นเจ้า ผมขอสั่งให้โรคปอดบวมอู่ฮั่นลงหายไป !" ซึ่งฝูงชนก็โห่ร้องตะโกนส่งเสียงเชียร์กันอย่างกึกก้อง

ทางด้าน นายปาร์ควอนซุน นายกเทศมนตรี กล่าวว่า ทางการได้เร่งประชุมเป็นการเร่งด่วนเพื่อหาทางจัดการรับมือกับเรื่องนี้แล้ว ซึ่งทางกรุงโซลลงมติว่าจะไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมใด ๆ ที่โซลพลาซา ชองกเยพลาซา และกวางฮวามุน เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และทางการจำเป็นต้องปกป้องประชากรผู้สูงอายุ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไม่ให้ตกป็นเหยื่อของโรคโควิด-19


@@@@@@

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวผิดกฎหมาย และผู้ฝ่าฝืนมีสิทธิ์ได้รับโทษปรับ ทางตำรวจและรัฐบาลท้องถิ่นจะหาทางจัดการกับเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากสืบสวนสอบสวนพบว่า ผู้จัดการชุมนุมมีการบังคับให้ประชาชนมาเข้าร่วม ทางตำรวจจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไม่มีข้อละเว้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะถูกสั่งห้าม และเป็นการผิดกฎหมาย แต่กลุ่มคริสเตียนดังกล่าวก็ประกาศว่าจะออกมาชุมนุมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า



ขอบคุณที่มา : https://hilight.kapook.com/view/200511
โพสต์เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 15:42

 7 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2020, 06:07:17 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


สูตรสำเร็จในชีวิต (2,3) : ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต

ผู้หวังความก้าวหน้าในชีวิต ขั้นแรกสุดจะต้องรู้จักเลือกคบหาสมาคม ไม่คบหาคนพาล คบหาแต่บัณฑิต ถ้าถามว่า รู้ได้อย่างไรคนไหนเป็นคนพาล คนไหนเป็นบัณฑิต พระพุทธองค์ตอบไว้ชัดเจนว่า คนพาลได้แก่คนโง่ คนชั่ว

โปรดสังเกตว่า คนโง่กับคนชั่ว ทางศาสนาถือว่าเป็นอย่างเดียวกันคนที่พูดชั่ว คิดชั่ว ไม่ว่าจะมีวิทยฐานะสูงส่งเพียงใด มีปริญญาห้อยท้ายยาวเฟื้อยเพียงใด ยังเรียกว่าคนโง่อยู่นั่นเอง เพราะแกจะทำอะไรโง่ๆ ด้วยอำนาจกิเลส รู้เห็นกันอยู่ ไม่ต้องพูดมากเสียเวลา

พระพุทธองค์ทรงเน้นเสมอว่า คนเรานั้นมี “เชื้อดี” อยู่ในตัวมิใช่น้อย เชื้อดีนี้จะเจริญงอกงามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอก (ภาษาพระเรียกปรโตโฆสะ) เอื้ออำนวยมากน้อยแค่ไหน

เฉพาะอย่างยิ่งสิ่งแวดล้อมทางบุคคล มีอิทธิพลสำคัญต่อชีวิตมาก
“คบคนเช่นใด ย่อมกลายเป็นคนเช่นนั้น” เป็นความจริงทีเดียว


@@@@@@

ลองอ่านนิทานเรื่องต่อไปนี้ดูจะเห็นจริง...ลูกนกแขกเต้าสองตัวพ่อ-แม่เดียวกัน มีอันต้องพลัดพรากจากกันไปคนละทิศละทาง เนื่องจากถูกพายุจัดพัดพาไป (พายุชนิดนี้ภาษาบาลีเรียกว่า “วาตมณฺฑลิกา” แปลว่า ลมหมุน คงไม่ใช่ลมหัวด้วน เพราะถ้าล้มหัวด้วนน่าจะพัดไปทิศทางเดียวกัน แต่จะลมอะไรก็ช่างมันเถอะนะครับ)

ตัวหนึ่งไปตกกลางกองอาวุธของพวกโจรห้าร้อย พวกโจรนำไปเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อว่าสัตติคุมพะ (แปลว่า “ไอ้หอก”) อีกตัวไปตกกลางศาลาของพวกฤๅษี พวกฤๅษีจึงตั้งชื่อว่าบุปผกะ (แปลว่า “ไอ้ดอกไม้”) ทั้งไอ้หอกและไอ้ดอกไม้เติบโตในสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน นิสัยใจคอ การพูดการจา (นกประเภทนี้พูดได้) จึงแตกต่างกัน

วันๆ พวกโจรห้าร้อยพูดแต่คำหยาบโลน คุยแต่เรื่องจี้เรื่องปล้น นกมันได้ยินก็จำคำพูดไว้ ส่วนพระคุณเจ้าเหล่าฤๅษีก็พูดแต่ถ้อยคำไพเราะ ไอ้ดอกไม้ก็จดจำมาพูดตาม

@@@@@@

วันหนึ่งพระเจ้าปัญจาละเสด็จออกล่าสัตว์ พลัดหลงกับพวกของข้าราชบริพารเข้าไปในป่าลึก ขณะบรรทมหลับอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยความอ่อนเพลีย ไอ้หอกบินมาพบเข้าร้องเสียงดังว่า “เอ้ย ปล้นมันเลย ฆ่ามันเลย” พระเจ้าปัญจาละตกพระทัยรีบเสด็จหนีไปทันที ขืนอยู่กลัวไอ้โจรห้าร้อยมันเจี๋ยน

คราวนี้ไปถึงอาศรมของพวกฤๅษี พวกฤๅษีไปหาผลหมากรากไม้กันหมด เหลืออยู่แต่ไอ้ดอกไม้ นกสัปบุรุษตัวเดียวเฝ้าวัด

พอเห็นอาคันตุกะมาแต่ไกล ไอ้ดอกไม้ก็ร้องปฏิสันฐานด้วยคำไพเราะ
“ท่านผู้เจริญ ท่านมาแต่ไกล เชิญพักผ่อนก่อน”

พอพวกฤๅษีกลับมา พระเจ้าปัญจาละเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พวกฤๅษีบอกว่า ความจริงนกทั้งสองตัวนี้เป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน แต่นิสัยใจคอทั้งคำพูดคำจาแตกต่างกันอย่างนี้ เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน


@@@@@@

นี่แค่นกนะครับ อยู่กับโจรห้าร้อยยังพูดจาหยาบคาย อยู่กับฤๅษียังพูดไพเราะ ถ้าเป็นคนชั่วจะดีขนาดไหน คิดแล้วจะเห็นว่า สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางวัตถุและสิ่งแวดล้อมทางสังคมมีอิทธิพลต่อการฝึกฝนอบรมคนมากมายเพียงใด

โดยเฉพาะ “คุณพ่อคุณแม่สี่เหลี่ยม” (โทรทัศน์) ฉายภาพฆ่าฟันกันเลือดท่วมจอ หรือภาพด๊อกเตอร์หนุ่ม ด๊อกเตอร์สาวคู่หนึ่ง (มหาวิทยาลัยไหนไม่เห็นบอก) วันๆ พูดแต่เรื่องผิดผัวผิดเมีย เด็กมันดูแล้วคงจำเอาไปปฏิบัติเมื่อถึงกาลอันควร วาดภาพเอาก็แล้วกัน ต่อไปภายหน้าคนไทยจะเหี้ยมเกรียมและสำส่อนขนาดไหน

ได้พูดแล้วว่า คนพาลกับคนโง่คือคนประเภทเดียวกัน ตามหลักศาสนาไม่ว่าใครจะมีปัญญาห้อยท้ายยาวแค่ไหน ถ้ายังทำ คิด พูด ด้วยอำนาจโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ เรียกว่าคนพาลหรือคนโง่ทั้งนั้น

ถ้ากิเลสหนามากๆ ก็เรียก “อันธพาล” (โง่อย่างมืดบอด) เลยทีเดียว คนที่แสร้งทำตัวว่าเป็นคนดี ตำหนิคนอื่นว่าชั่ว ไม่ดีเท่ากับตนก็ดี คนที่แกล้งอยู่อย่างจนๆ แต่มีเงินทองมหาศาลก็ดี เข้าข่ายนี้ทั้งนั้นแหละครับ ท่านสารวัตร อย่ามาทำเป็นอวดเก่งอวดดี คนฉลาดเขารู้ทันน่า

@@@@@@

ผู้แต่งตำรา มังคลัตถทีปนี ยกพระเทวทัตขึ้นเป็นตัวอย่างของคนพาล ที่ชักพาให้เจ้าชายอชาตศัตรูทำอนันตริยกรรม ตัดมรรคผลนิพพานของตนเอง ความจริงไม่มีแต่พระเทวทัต ครูของอหิงสกะที่หลอกอหิงสกะไปฆ่าคนเอานิ้วมือจนกลายเป็นมหาโจรลือชื่อก็เข้าข่ายนี้ นั่นเรื่องอดีต ในปัจจุบันนี้เล่า มองไปรอบๆ ตัวคงหา “คนพาลตัวอย่าง” ได้ไม่ยากนัก

พระพุทธเจ้าท่านว่า วิธีดูคนพาล นอกจากดูที่ความคิด คำพูดและการกระทำแล้ว ยังดูด้วยว่า การกระทำหรือความประพฤตินั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบันหรือประโยชน์ในภายหน้าหรือไม่ ทำอะไรลงไปแล้วทั้งตนและสังคมในขณะที่เป็นอยู่นี้เดือดร้อนไหม สังคมภายหน้าเดือดร้อนไหม คำว่า “ภายหน้า” รวมไปถึงชาติหน้าภพหน้าด้วย

ผู้ปกครองประเทศที่คอร์รัปชั่นฉิบหายวายวอดนั้น สร้างความทุกข์ยากลำบากแก่คนในชาติเป็นมรดกบาป สืบทอดไปหลายชั่วยุคสมัย ก็เข้าข่ายนี้ด้วย นักสอนศาสนาที่แสดงวิปริตผิดเพี้ยนพระธรรมวินัย ก่อให้เกิดมิจฉาทิฐิทั่วบ้านทั่วเมืองก็ไม่พ้นข่ายนี้ ยังมีวิธีดูคนพาลอีกวิธีหนึ่งเพิ่มเติมจากข้างต้น ดูอย่างไรลองอ่านนิทานนี้ดู


@@@@@@

อกิตติดาบส อดีตลูกชายมหาเศรษฐีเมืองพาราณสี บำเพ็ญพรตอยู่ในป่า ไม่ยอมกินอะไรนอกจากใบหมากเม่าที่ร่วงหล่นลงมา แกเอาไปต้มกินทั้งน้ำทั้งใบ ยังชีพอยู่ด้วยอาหารชนิดนี้เรื่อยมา

วันหนึ่งขณะแกต้มใบหมากเม่าสุกแล้วยกวางบนพื้นรอให้เย็น มีพราหมณ์แก่คนหนึ่งเดินโซเซมาขอกินบ้าง แกก็ให้ไปจนหมด ตัวเองไม่ได้กินอะไรเลย

วันที่สาม พราหมณ์แสดงตัวว่าเป็นพระอินทร์ตัวเขียวๆ ปลอมตัวมาเพื่อพิสูจน์ความอดทนของดาบสหนุ่ม แล้วถามว่าอยากได้พรอะไรไหม ให้ขอมาสักอย่างหนึ่งจะประทานให้

ดาบสหนุ่มแทนที่จะขอโรลส์รอยซ์มาขี่อวดสักคัน แกกลับขอพรแปลกๆ คือ ขออย่าได้เห็นคนพาล อย่าได้ยินคนพาล อย่าได้อยู่ร่วมกับคนพาล อย่าได้สนทนาปราศรัยกับคนพาล อย่าได้ชอบใจคนพาล

@@@@@@

“คนพาลเขาทำอะไรให้เจ็บช้ำน้ำใจหรือ จึงไม่อยากพบอยากเห็น” พระอินทร์ถาม

ดาบสหนุ่มตอบว่า
“คนพาลมีปัญญาทราม แนะนำในสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ ชักชวนทำสิ่งที่ไม่ได้เรื่อง เห็นว่าการชักชวนทำความชั่วเป็นเรื่องดี คนพาลเวลาเขาพูดดีๆ ก็โกรธ คนพาลไม่มีวินัย เพราะฉะนั้น ไม่พบคนพาลเสียเลยดีกว่า”

โบราณท่านว่า จงหลีกสัตว์มีขาห่าง 50 ศอก หลีกม้า 100 ศอก หลีกช้างงา 1,000 ศอก แต่หลีกทรชนคนถ่อยหนีให้ไกลถิ่นเลย แต่ระวังอย่างเดียว อย่ากลายเป็นคนพาลเสียเอง หนีเท่าไรๆ ไม่มีทางพ้น



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 31 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ 2563
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_270980

 8 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2020, 05:37:41 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


ไหว้พระนอน เพื่อชีวิตที่สุขสบาย

สัปดาห์นี้พูดคุยเรื่องของความเชื่อในการกราบไหว้พระนอน แล้วทำให้มีชีวิตที่สุขสบาย เพราะความเชื่อที่ว่าการนอนคือการพักผ่อน

คติความเชื่อของการได้ไปกราบไหว้พระนอน คือ ชีวิตที่สุขสบายอาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า การนอนคือการพักผ่อน ไม่ได้หมายถึงการนอนเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย

พระนอนที่เราพบเห็นกราบไหว้ส่วนมากไม่ใช่ปางปรินิพพาน แต่เป็นปางที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดอสุรินทราหูในสมัยพุทธกาล ครั้งพระพุทธองค์ทรงประทับที่เชตวันมหาวิหาร ในกรุงสาวัตถีอสุรินทราหู ซึ่งเป็นอุปราชของท้าวเวปจิตติอสูรบดินทร์ ผู้ครอบครองเมืองอสูรมีความประสงค์จะเข้าฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้า เมื่อไปเข้าเฝ้าก็สำคัญตัวว่ามีร่างกายใหญ่กว่าพระพุทธองค์ไม่แสดงความนอบน้อม

พระพุทธเจ้าเพื่อทรงต้องการลดทิฐิมานะของอสุรินทราหูได้ทรงเนรมิตพระวรกายใหญ่กว่า ในลักษณะสีหไสยาสน์ พระเศียรหนุนภูเขาต่างพระเขนย พระบาททั้งสองที่ซ้อนกันอยู่สูงใหญ่กว่าอสุรินทราหู กระทั่งอสุรินทราหูต้องแหงนหน้าขึ้นชมพุทธลักษณะวัดที่มีพระนอนที่โดดเด่น ที่จะนำมากล่าวถึงในครั้งนี้ อยู่ที่วัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารกรุงเทพฯ นี่เอง

@@@@@@

     - พระนอนวัดโพธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางโปรดอสุรินทราหูเป็นพระนอนที่ความยาว ลำดับที่สามของพระนอนในไทย ความยาวขององค์พระอยู่ที่สามเส้น สามวา
     - ลำดับที่หนึ่งคือ พระนอนวัดจักรสีห์ สิงห์บุรี
     - ลำดับที่สอง คือ พระนอนวัดขุนอินทร์ประมูล จังหวัดอ่างทอง

พระนอนที่วัดโพธิ์นี้มีความโดดเด่นมากวัดโพธิ์สร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า เดิมชื่อ โพธารามรัชกาลที่ 1 บูรณะปฏิสังขรณ์ และ สถาปนาวัดขึ้นมาใหม่ ส่วนของวิหารและพระนอน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 วัดโพธิ์ยังได้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยในแผ่นหิน โดยเฉพาะจารึกตำรายา

โลกยสุธาราม คือ วัดที่มีพระนอนที่ผู้คนนิยมมากันบ่อยครั้ง ในอยุธยานอกเหนือไปจากวัดใหญ่ชัยมงคลพระนอนที่วัดโลกยสุธาราม นับเป็นพระนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา ขนาดความยาว 42 เมตร สูง 8 เมตรรอบองค์พระมีเสาอิฐแปดเหลี่ยม รวม 24 ต้น วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ในรัชสมัยของสมเด็จพระนครินทราธิราชพระราชบิดาของของเจ้าสามพระยาในปี พ.ศ. 1995

@@@@@@

พระนอน ที่วัดป่าโมก อ่างทอง เป็นอีกวัดที่แนะนำเลยว่าควรเดินทางไปกราบสักการะอย่างยิ่ง ประวัติของพระนอนวัดป่าโมก สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ประวัติความเป็นมาน่ามหัศจรรย์เล่าสืบต่อกันมาว่า องค์พระลอยมาตามน้ำแล้วจมตรงหน้าวัดป่าโมกทั้งยังมีจารึกจาก พระครูป่าโมกมุนี เจ้าอาวาสวัดป่าโมก บันทึกไว้ความว่า พระนอนนี้พูดได้ เหตุเกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าหลวงปีพ.ศ. 2448 เกิดโรคอหิวาต์ระบาด พระโตพระในวัดป่าโมกป่วยไม่มีหมอที่ไหนรักษาได้

สีกาเหลี่ยนหลานลุงของพระโตมาอธิษฐานต่อหน้าพระนอนพลันได้ยินเสียงบอกตำรายา ออกมาจากหน้าอกของพระนอน ครั้นนำไปรักษาพระโตก็หายเป็นปกติเหตุอัศจรรย์ทั้งหมดล่วงรู้ไปถึงพระพุทธเจ้าหลวง จนเสด็จมาที่วัดนี้ยังปรากฏหลักฐานการเสด็จมาจนทุกวันนี้ พระนอนที่วัดป่าโมกอยู่ในวิหารไม่ใหญ่ สภาพแวดล้อมโดยรวมเห็นจะมีพระนอนที่โดดเด่นที่สุด

กระนั้นยังรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ และ เข้มขลังเดี๋ยวนี้อาจไม่ได้ยินเสียงท่านพูดออกมาแล้วแต่ความสบายใจจากการไหว้พระไม่ได้หายไปไหน.



คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง โดย “แรมทาง"
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/759305
อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 11.00 น.

 9 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2020, 07:37:52 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




สูตรแห่งความสำเร็จในชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา

สูตรแห่งความสำเร็จในชีวิต : สูตรสำเร็จแห่งชีวิต (1)

มีพระสูตรอยู่สูตรหนึ่งบรรยายถึงมงคลแห่งชีวิต 38 ประการ เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนกระทั่งขั้นสูงสุดคือการบรรลุนิพพาน คำว่า “มงคล” แปลตามอักษรว่า เหตุที่ทำให้บุคคลเจริญก้าวหน้า แปลง่ายๆ ตามประสาผมก็คือ “สูตรแห่งความสำเร็จ” นั่นเอง

ชีวิตจะประสบความสำเร็จในทางโลกหรือทางธรรมจะต้องเดินตาม “สูตร” ที่ผู้รู้ท่านวางไว้ ถ้าเดินผิดสูตรเมื่อใด นอกจากจะไม่เจริญแล้วยังฉิบหายอีกด้วย ดุจเดียวกับยารักษาโรคนั่นแหละ ป่วยเป็นโรคอะไรก็ต้องกินยาตามสูตรของหมอหรือตามหมอสั่ง จะกินส่งเดชไม่ได้

สาเหตุที่พระพุทธองค์ตรัสมงคล 38 ข้อ ท่านเล่าไว้ว่า ชาวชมพูทวีปถกเถียงกันว่าอะไรคือมงคลแห่งชีวิต บางพวกเสนอว่าการได้เห็นแต่สิ่งดีๆ เป็นมงคล บางพวกว่าการได้ยินแต่เสียงที่ไพเราะเป็นมงคล…แต่ถูกพวกอื่นคัดค้านหาเหตุผลมาหักล้างจนตกลงกันไม่ได้ว่าความคิดเห็นของฝ่ายใดถูกต้อง

ว่ากันว่าไม่เฉพาะแต่มนุษย์ขี้เหม็น เทวดาทั้งหลายก็เถียงกันด้วย แต่ก็ตกลงกันไม่ได้ จนกาลเวลาล่วงเลยไป 12 ปี ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงนำคณะเทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน

@@@@@@

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มงคลที่คนทั้งหลายเข้าใจนั้นเป็นมงคลภายนอก เป็นมงคลของ “นักคิด” คือคิดเองว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ แต่มงคลของพระองค์เป็นมงคลของ “นักทำ” คือต้องลงมือปฏิบัติจึงจะเกิดมงคล

จากนั้นพระองค์ก็ทรงแสดงมงคล 38 ประการคือ

คาถาที่ ๑. การไม่คบคนพาล, การคบบัณฑิต, การยกย่องคนควรยกย่อง,

คาถาที่ ๒. การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม, ความมีความดีเป็นทุนเดิม, การตั้งตนไว้ชอบ,

คาถาที่ ๓. ความเป็นคนคงแก่เรียน, ความมีศิลปวิทยา, ความมีวินัย, วาจาสุภาษิต,

คาถาที่ ๔. การเลี้ยงดูบิดา-มารดา, การสงเคราะห์บุตรและภรรยา, การทำงานมิให้คั่งค้าง,

คาถาที่ ๕. การให้ทาน, การประพฤติธรรม, การสงเคราะห์ญาติ, การทำงานที่สุจริต,

คาถาที่ ๖. การงดเว้นจากความชั่ว, การไม่ดื่มน้ำเมา, ความไม่ประมาทในธรรม,

คาถาที่ ๗. ความเคารพ, การเจียมตัว, ความสันโดษ, ความกตัญญูรู้คุณ, การฟังธรรมตามกาล

คาถาที่ ๘. ความอดทน, ความเป็นคนว่าง่าย, การได้เห็นสมณะ, การสนทนาธรรมตามกาลอันสมควร,

คาถาที่ ๙. ความพากเพียร, การประพฤติพรหมจรรย์, การเห็นอริยสัจ, การทำให้แจ้งพระนิพพาน,

คาถาที่ ๑๐. จิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม, จิตไม่เศร้าโศก, จิตปราศจากกิเลส, จิตเกษมปลอดภัย

@@@@@@

เหตุแห่งความเจริญก้าวหน้าในชีวิต หรือสูตรแห่งความสำเร็จทั้ง 38 ประการนี้ มีบันทึกไว้ในมงคลสูตร เวลาชาวบ้านทำบุญต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เป็นต้น พระสงฆ์ท่านจะสวดสูตรนี้ให้เพื่อเป็นสิริมงคล

พระสิริมังคลาจารย์ นักปราชญ์ชาวล้านนาไทย ได้แต่งหนังสืออธิบายพระสูตรนี้โดยพิสดาร ชื่อหนังสือ “มังคลัตถทีนี” ถือกันว่าเป็นวิทยานิพนธ์ชั้นเยี่ยมเพราะมีการอ้างอิงในแง่วิชาการครบถ้วน ไม่สักแต่อธิบายเฉยๆ โดยไม่อ้างหลักฐานเหมือนหนังสือธรรมะทั่วไป

ช่วงนี้นักการเมืองกำลัง “ถล่ม” กันอุตลุด ถ้าเขียนอะไรออกไปเดี๋ยวจะหาว่าผมกระทบฝ่ายโน้น สนับสนุนฝ่ายนี้ ทำให้เกิดกิเลสเปล่าๆ ตั้งแต่นี้ต่อไปจะนำเอามงคล 38 ประการมาขยายให้อ่านกัน เพื่อจะได้รู้ว่าทางแห่งความสำเร็จในชีวิตจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ไม่ใช่พอได้ข่าวแปลกๆ เช่น ต้นไม้ออกลูกรูปร่างคล้ายช้าง คนออกลูกมามีหางคล้ายลูกอ๊อด ก็แห่ไปขอหวยขอเบอร์ นั่นมันทางแห่งความฉิบหายทั้งนั้น


ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24-30 มกราคม 2563
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_269677

 10 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2020, 06:53:18 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



4 “ความกล้า” ที่ทุกคนควรมี เพื่อทำให้ ชีวิตมีคุณค่า ในทุกๆ วัน

คนเราทุกคนล้วนอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อให้รู้สึกว่า ชีวิตมีคุณค่า มากขึ้นในทุกๆ วัน เพราะคงไม่มีใครอยากที่จะก้าวถอยหลังไปอยู่ตรงจุดเดิมซ้ำๆ เหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะฉะนั้น การสังเกตตัวเองดูบ่อยๆ ว่าตัวเรามีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน อาจสัมผัสมันได้จาก “ความกล้า” เหล่านี้นั่นเองค่ะ

@@@@@@

1. กล้าเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด
เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามักกลัวความเจ็บปวด จนวิตกกังวลไปเสียทุกอย่าง แต่การยอมรับความจริงได้ อาจเป็นข้อดีที่จะช่วยส่งผลให้คุณเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น แถมยังถือเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ว่า ความเจ็บปวดนั้นก็เป็นเพียงแค่เรื่องที่ผ่านมาแล้วเดี๋ยวก็ผ่านไป ไม่มีใครต้องทนอยู่กับมันไปตลอดชีวิตหรอกค่ะ

2. กล้ามั่นใจในตัวเอง
ความมั่นใจในตัวเองถือเป็นเสน่ห์สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมันจะช่วยทำให้คุณเป็นคนที่มีบุคลิกคล่องแคล่ว ปราดเปรียว และน่าจับตามอง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังไว้ก็คือ คุณต้องมีความมั่นใจในเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสม มิเช่นนั้นอาจถูกมองในแง่ลบแทนที่จะเป็นการมองแบบชื่นชมได้

3. กล้าตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้
อย่าตั้งเป้าหมายถึงสิ่งที่มันไกลตัว เพราะเราอาจไม่มีแรงมากพอที่่จะทำ แต่ควรตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง และสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ อย่างเช่น ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ หรือเข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย เป็นต้น

4. กล้าค้นหาข้อเสียของตัวเอง
ไม่ใช่คนทุกคน ที่จะกล้ายอมรับหรือค้นหาข้อเสียของตัวเอง เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะหลายๆ คนมักมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น มันถูกและดีอยู่แล้ว จนบางครั้งก็ได้มองข้ามผลเสียต่างๆ ไป ดังนั้น จงอย่าลืมตั้งสติหรือคอยเตือนตัวเองเอาไว้อยู่เสมอว่า ประโยชน์ของการรู้จักข้อบกพร่องของตัวเอง จะช่วยทำให้เราไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างแน่นอน


@@@@@@

ขอแค่เราทุกคนมีความกล้า และมีแพชชั่นในการพัฒนาปรับปรุงตัวเอง เพียงเท่านี้ ก็ถือเป็นขั้นแรกที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตให้มีคุณค่า และเกิดผลสำเร็จได้แล้วล่ะค่ะ

 
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/195975.html
By sineenow 22 February 2020

หน้า: [1] 2 3 ... 10