ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 05:44:21 PM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan

คลื่นศรัทธาต่อแถว เข้าวัดท่าซุงวันแรกเนืองแน่น รอเข้าวิหารแก้ว-กราบสรีระ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”

อุทัยธานี - พุทธศาสนิกชนทั้งชาวอุทัยธานีและต่างจังหวัดแห่เข้าวัดท่าซุงเนืองแน่นตั้งแต่เช้า ต่อแถวรอรอบเข้าวิหารแก้ว-กราบสรีระ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” หลังคลายล็อกโควิดเปิดวัดวันแรก

วันนี้ (1 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเปิดวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) หรือวัดหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ต.น้ำซึม อ.เมืองอุทัยธานี ให้ประชาชนเข้าสักการะองค์พระพุทธชินราชจำลอง และสรีระสังขารหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ภายในวัด รวมทั้งสิ้น 10 แห่ง ได้เป็นวันแรก หลังต้องปิดวัดป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มานานกว่า 2 เดือนเศษ

พบว่ามีประชาชนทั้งในและต่างจังหวัดพากันเดินทางมาที่วัดจันทาราม หรือวัดท่าซุง ตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะบริเวณวิหารแก้ว 100 เมตร สถานที่ประดิษฐานองค์พระพุทธชินราชจำลอง และสรีระสังขารหลวงพ่อฤาษีลิงดำบนบุษบกทองคำ เป็นจุดที่มีพุทธศาสนิกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว มาเข้าแถวยืนรอคิวตรวจคัดกรองก่อนเข้าไปภายในวิหารมากกว่าจุดอื่นๆ


ซึ่งทางวัดได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานีกำหนดมาตรการคุมเข้มคัดกรองพุทธศาสนิกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มข้น โดยได้ติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกน พร้อมชุดตรวจอุณหภูมิร่างกายด้วยกล้องจับความร้อนบริเวณทางเข้า และกำหนดให้ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจล และตรวจวัดอุณหภูมิวัดไข้ รวมทั้งต้องสแกนคิวอาร์โค้ดไทยชนะก่อนเข้า-ออกทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ จะใช้วิธีลงรายชื่อด้วยมือในสมุดจดรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ให้

ขณะที่ภายในวิหารแก้วได้มีการกำหนดจุดโดยการตีตารางสำหรับนั่งกราบสักการะเว้นระยะห่างกัน 2 เมตร รวมทั้งได้มีการกำหนดการเข้ากราบสักการะได้รอบละเพียง 50 คน โดยให้ใช้เวลาอยู่ภายในวิหารแก้ว 100 เมตร ครั้งละหรือรอบละ 15 นาทีเท่านั้น เพื่อป้องกันและลดความแออัด







ขอบคุณ : https://mgronline.com/local/detail/9630000056765
เผยแพร่ : 1 มิ.ย. 2563 12:26, ปรับปรุง : 1 มิ.ย. 2563 13:52 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์

 2 
 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 09:00:25 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ด.ญ.วัย 14 ปี ประสบอุบัติเหตุสมองตาย บริจาคอวัยวะช่วยชีวิตได้อีก 5 คน
.
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา เด็กหญิงมัลลิกา ดวงดารา หรือ น้องแพท อายุ 14 ปี นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งสมอ ต.ทุ่งสมอ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปบ้านเพื่อน เพื่อจะไปเอาใบงานที่ครูสั่งทางออนไลน์ เพื่อจะนำกลับมาทำที่บ้าน แต่ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเขาค้อ และถูกส่งต่อมาที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ในเวลาต่อมาแพทย์แจ้งว่า น้องแพทมีอาการสมองตาย ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าเสียชีวิตแล้ว

เจ้าหน้าที่จึงแนะนำ นายนิยม ดวงดารา อายุ 45 ปี บิดาของน้องแพทว่า หากตัดสินใจทำบุญด้วยการบริจาคอวัยวะของลูกสาวก็จะสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกหลายชีวิต



นายนิยมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ได้ตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล เพราะลูกสาวเป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว รู้สึกดีใจที่ลูกได้สร้างบุญสร้างกุศลด้วยการต่อชีวิตให้คนอื่น แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่ลูกเคยพูดไว้กับตนจะเกิดขึ้นเร็วแบบนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้แม่ของตนป่วย ตนมานอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลหลายเดือน และได้พาน้องแพทซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ป 5-ป 6 มาด้วย

เมื่อลูกสาวได้เห็นคนเจ็บคนป่วยคนเสียชีวิต ก็ถามพ่อว่าคนเขาป่วยเป็นอะไรแล้วถ้าจะบริจาคอวัยวะจะบริจาคอะไรได้บ้าง ตนก็ตอบลูกว่าบริจาคได้หมดทั้งร่างกาย อันไหนที่ใช้ได้ แต่ต้องถามหมอเพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะมีอวัยวะส่วนไหนที่ยังใช้ได้ ลูกสาวบอกว่าถ้าตายแล้วพ่อช่วยบริจาคอวัยวะให้ด้วย ลูกพูดเพราะจิตใจเป็นกุศล แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่ลูกเคยพูดจะเกิดขึ้นเร็วแบบนี้



น้องแพทได้บริจาคอวัยวะ ได้แก่ หัวใจ ดวงตา 2 ข้าง และไต 2 ข้าง ให้แก่ผู้อื่น โดยคณะแพทย์จากสภากาชาดไทยเดินทางมาเพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และทางโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยศูนย์บริจาคอวัยวะ รวมทั้งสภากาชาดไทยได้มอบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่พ่อแม่ของผู้บริจาคอีกด้วย

การบริจาคอวัยวะของน้องแพทในครั้งนี้สามารถนำไปช่วยชีวิตผู้อื่นได้อีก 5 ชีวิต ถือเป็นบุญใหญ่ ขอให้บุญกุศลที่ได้ บริจาคอวัยวะ เป็นอานิสงส์ให้ดวงวิญญาณของน้องแพทไปสู่สุขคติในภพภูมิที่ดีค่ะ









ขอบคุณที่มา : คมชัดลึก, ไทยรัฐ, งานเวชนิทัศน์และโสตทัศนศึกษา โรงพยาบาลเพชรบูรณ์
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/205694.html
Secret Magazine (Thailand) ,By ying ,31 May 2020

 3 
 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 07:29:02 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




แม่ค้าเชียร์ซื้อสังฆทานเวียน ซื้อแล้ววัดนี้ ห้ามถวายวัดอื่น

จิรธนัฏ ชุลหชลาดฬ‎ โพสต์เฟซบุ๊กผ่านแฟนเพจ YouLike (คลิปเด็ด) ระบุว่า เรื่องมีอยู่ว่า เราตั้งใจมากราบสริระสังขาร หลวงพ่อท่านนึง วัดแถบบางซื้อ ตอนแรกคือเราไหว้ท่านเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจว่ามากราบท่านเฉยๆ แล้วกำลังจะกลับ พอดีก่อนกลับพ่อเรามาบอกว่า ที่นี่มีพระท่านนึงท่านดูดวง เราก็ถามว่าใครบอกพ่อบอกว่า ป้าที่ขายสังฆทานหน้าศาลาบอก เราก็เลยไปถามว่า พระท่านใดดูดวงหรือ ป้าก็บอกชื่อท่านมาเสร็จสรรพ

ป้าแกก็บอกว่า ซื้อสังฆทาน 2 คนพ่อลูก สิ..ในราคา 199 บาทแล้วไปถวายท่าน พร้อมใส่ซองทำบถญอีกตั้งหาก ท่านก็จะดูให้ ดูได้ทั้ง 2 คน พ่อเราก็ยุให้เราซื้อสังฆทานในราคา199บาท. เราก็ซื้อ เอาล่ะ

เราซื้อแล้วก็เดินขึ้นไปบนกุฏิ เรารออยู่สัก 20-30 นาที ท่านไม่มาสักที เราก็บอกพ่อว่าา เรามาไหว้หลวงพ่อสร้อยแล้วนะ อีกอย่างพระที่จะดูหมอท่านก็ไม่มา เรามีธุระต่อที่จะไปที่อื่น ก็เตรียมตัวกลับเราก็อุ้ม สังฆทานมาด้วยนะ เพราะท่านยังไม่ได้พิจารณา เรากะว่าจะไปถวายวัดแถวบ้านเรา เราก็อุ้มลงมา

ป้าคนที่ขายสังฆทานบอกว่า "เอาไปไหน" เราก็บอกว่าจะกลับก่อนเพราะมีธุระ พระท่านไม่อยู่ ยายป้าคนขายก็บอกว่า เอาได้ไงสังฆทานเวียน เราก็อึ้งสิ เราซื้อแล้วนะ ในราคาตั้ง 199 บาท ป้าเขาระบุเขียนป้ายเลย เราไม่ยอม ก็ไม่พูดอะไรมาก ขึ้นรถกลับออกมาเลย เพราะว่าเราซื้อแล้ว ตั้ง 199 บาท วันนี้เลยชวดทำบุญไป

@@@@@@

#ถามหน่อยครับ ทั้งคนขายทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การทำสังฆทานแบบเวียน ผมไม่ได้ว่าอะไรนะครับ แต่ควรให้ทำแบบจิตศรัทธา ขนาดวัดอื่นๆยังทำแบบนี้เลยคุณป้าคนขายมาระบุราคานี้ ตั้ง 199 บาท และไม่ได้บอกว่าเป็นสังฆทานเวียนด้วยนะ ผมคิดว่าผมซื้อราคานี้ ก็ควรเป็นของผมมั้ยครับ

อีกทั้งผมมาเช็คดู สินค้าบางรายการเก่ามาก ไม่แน่ใจว่าหมดอายุรึยัง ผมทำบุญแล้วผมจะได้บุญมั้ยครับ เล่นเอามาเวียนแบบนี้ และขายราคาแพงด้วย จะเวียนก็ไม่ได้ว่า แต่ต้องให้ทำแบบจิตศรัทธา รึไม่ก็ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ถามว่าราคานี้ผมยอมจ่ายนะ ถ้าพระไม่เอามาเวียน และใช้สอยจริงๆ แต่พระไม่ควรเอามาเวียน ผมว่านะ พระกับแม่ค้า ฮั้วกัน และหลอกประชาชน ผมซื้อราคานี้ จะมาเอาคืน ผมไม่ให้ครับ บอกเลย

ถ้าเกิดผมให้คืนป้าแกไป ก็คือผมไม่ได้บุญครับ และไม่ได้อะไรเลย เสีย 199 บาท ไปฟรีๆ ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่พิมพ์มาเป็นจริง ทุกประการ และมีคลิปยืนยัน พร้อมพยานครับ





ชื่อเรื่องเดิม : ส่อดราม่า.? ว่าด้วยเรื่อง แม่ค้าเชียร์ซื้อสังฆทานเวียน ซื้อแล้ววัดนี้ ห้ามถวายวัดอื่น
เครดิต : จิรธนัฏ ชุลหชลาดฬ
ขอบคุณ : http://socialnews.teenee.com/drama/15648.html
By NongJJ (ทีมงาน TeeNee.Com) วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 23:53 น.

 4 
 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2020, 06:23:18 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



"สังฆทานเวียนหรือการผาติกรรม" มีอานิสงส์หรือไม่.? อย่างไร.?

ผู้ถาม : ทีนี้ก็มีคนสงสัยเรื่องสังฆทานครับ ถามว่าสังฆทานที่มาถวายหลวงพ่อ แล้วก็ผาติกรรมไป แล้วก็กลับมาถวายหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง อานิสงส์จะสมบูรณ์หรือไม่อย่าไงครับ.?
หลวงพ่อ : เท่ากันแหละ เขาเอาแบงค์มาถวายก็เป็นสังฆทาน ถ้าอยากจะมีของไปรับเอามาก็เท่ากัน.

ผู้ถาม : ซื้อมาเองกับผาติกรรมนะครับ.?
หลวงพ่อ : แต่อย่าลืมว่าสตางค์ของใคร นั่นเป็นสัญลักษณ์เป็นนิมิตออกมา มีของสักหน่อยใจมันก็สบายกว่าไม่มีของใช่ไหม ถ้าเจตนาให้เงินมันเป็นอะไรมันก็เป็นตามนั้น และก็ตั้งใจเฉยๆ เกรงว่าไม่เป็นไปตามนั้นให้มันมีของตั้งอยู่ ถ้าต้องการจีวรต้องการพระพุทธรูป ก็เป็นนิมิตจับ

อย่าลืมว่า อานิสงส์ของสังฆทาน อะไรๆก็ต้องไปดาวดึงส์เป็นอย่างน้อย สังฆทานกับวิหารทาน จุดแรกต่ำสุด คือดาวดึงส์ หลังจากนั้นจะไปเลวกว่านั้นก็ตามใจ แต่อย่าลืมนะดาวดึงส์นี่เข้ายาก ไม่ใช่เข้าง่ายๆเลย นอกจากทำบุญขั้นสังฆทานและวิหารทานแล้ว ถ้าเป็นบุญเล็กน้อย ก็ต้องเป็นการทำบุญตัดชีวิต

@@@@@@

ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง น้องชายของลูกได้เสียชีวิตไปนานแล้วมาเข้าฝัน มีรัศมีสีแสงรู้สึกว่าไม่ค่อยสว่างนัก ลูกได้มีโอกาสทำบุญที่ซอยสายลม อุทิศเจาะจงไปให้ วันนี้แพรวพราวระยิบระยับสวยงามเป็นอย่างมาก ที่ลูกเรียนมาให้ทราบนี้ เพราะเพื่อจะให้ยืนยันว่า สังฆทานที่ลูกทำกับหลวงพ่อ 100 บาทนั้น อานิสงส์สามารถช่วยให้น้องชายมีความงามเป็นอย่างมาก จึงขอกราบขอบพระคุณสังฆทานมา ณ โอกาสนี้ด้วยเจ้าค่ะ
หลวงพ่อ : สาธุ

ผู้ถาม : นี่เขากราบหลวงพ่อหรือกราบสังฆทาน.?
หลวงพ่อ : กราบสังฆทานต่างหากเล่า

ผู้ถาม : ชุดเล็กนี่ไปสงเคราะห์คนตายเป็นเทวดาได้หรือครับ.?
หลวงพ่อ : ชุดอะไรก็ตามถ้าเป็นสังฆทาน แม้แต่บาทเดียวหรือสองสลึง เราก็ถวายเป็นสังฆทาน หรือข้าวหนึ่งถ้วย แกงหนึ่งถ้วยเล็ก ๆ ถวายพระเป็นสังฆทาน อานิสงส์เต็มที่ แต่ว่าปริมาณจะต่างกันหน่อย สังฆทานอย่างน้อยไปเกิดชาติหน้าเป็นมหาเศรษฐี คำว่ามหาเศรษฐีนี่ ต้องมีทรัพย์ตั้งแต่ 80 โกฏิขึ้นไป ทีนี้ปริมาณอาจจะมากกว่ากัน เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด 80 โกฏิใช่ไหม เขาอาจจะเป็น 160 โกฏิ 200 โกฏิ 300 โกฏิ ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 80 โกฏิ

อันนี้ของเราสังฆทาน มีพระพุทธรูปด้วย มีอานิสงส์ต่างหาก ถ้ามีน้อยอย่างเมื่อวานซืนนี้ มีคนมีสตางค์น้อย ความจริงบาทสองบาทใส่ซองเขียนว่า “สังฆทาน” อย่างนี้จะมีผลเต็มที่

ผู้ถาม : ไม่ถึง 100 นี่ครับ.?
หลวงพ่อ : เขาเอาของมาไม่ได้หรอก เขาไม่ให้ เอาสตางค์มาใส่ซอง บาทสองบาทก็ตาม แต่เขียนหลังซองถวายสังฆทาน นี่พระต้องไปใช้ในรูปสังฆทาน ใช้รูปอื่นไม่ได้ อานิสงส์เขาจะสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยที่สุดชาติหน้า 80 โกฏิ แต่ว่าโกฏิเงินนะ ไม่ใช่โกฏิกระดูก


@@@@@@

ผู้ถาม : ดิฉันเคยอ่านเจอในหนังสือที่หลวงพ่อเขียนบอกว่าการถวายสังฆทาน ควรมีพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร และอาหารอันนี้จำเป็นจะต้องมีครบตามนี้ไหมคะ.?
หลวงพ่อ :  ความจริง เราไม่ทำถึงขนาดนี้ก็ได้การถวายสังฆทานในที่บางแห่งใช้เครื่อง ๕ เครื่อง ๘ นี่เป็นการสร้างขึ้นเรามีข้าวเพียงช้อนหนึ่ง แกงเพียงช้อนหนึ่งน้ำเพียงช้อนหนึ่ง แล้วถวายไปบอกว่าเป็นสังฆทาน เพียงเท่านี้ก็ใช้ได้ แต่ว่าที่เขียนไว้ในหนังสือว่าควรทำแบบนี้

เพราะว่าผีกี่ร้อยกี่พันรายก็ตาม มาขอกันแบบนี้เรื่อย คือ ขอเหมือนกันที่ฉันแนะนำเขา ก็ทำตามที่ผีเขาขอนะ เลยถามเขาว่า "ผลจะได้แก่พวกเอ็งเป็นยังไง.?" เขาบอกว่า
    ๑. ถวายพระพุทธรูปเป็นของสงฆ์ อานิสงส์ก็คือ ถ้าเป็นเทวดาจะมีรัศมีกายสว่างไสวมากเพราะว่าเทวดาหรือพรหม เขาไม่ดูกันที่เครื่องแต่งตัว เขาดูแสงสว่างจากกาย
    ๒. ผ้าไตรจีวร หรือผ้าสักผืนหนึ่งเขาจะได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์ เครื่องแต่งตัวทิพย์
    ๓. อาหารหรือของกิน จะทำให้มีร่างกายเป็นทิพย์.

ผู้ถาม : ทีนี้ถ้าหากว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจุติจากเทวโลกกก็ดีพรหมโลกก็ดี มาเกิดเป็นมนุษย์ อานิสงส์เหล่านี้จะติดตามมาอีกไหมครับ.?
หลวงพ่อ : อานิสงส์ตามมา คือ
    ๑. จะมีรูปร่างหน้าตาสวย เพราะอานิสงส์ถวายพระพุทธรูปแล้วก็มีปัญญาทรงตัวนี่อำนาจ พุทธานุภาพนะ
    ๒. เครื่องประดับเครื่องแต่งตัวดี และไม่อดอยาก เพราะอาศัยทาน ตัวอย่าง นางวิสาขาเป็นคนสวยงามมาก เพราะในชาติก่อนได้เคยซ่อมแซมพระพุทธรูปและปลูกโรงทำหลังคาคลุมพระพุทธรูป จึงเป็นปัจจัยทำให้ได้เบญจกัลยาณี คื อมีความงาม ๕ ประการ และนางวิสาขาก็เป็นคนรวยมาก มีเครื่องลดามหาปสาธน์ราคา ๑๖ โกฏิ เป็นเครื่องประดับเพราะอานิสงส์เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาทั้งนี้ด้วยอำนาจบุญบารมีที่ท่านได้บำเพ็ญแล้วด้วยดี จึงเป็นปัจจัยให้นางวิสาขาเป็นทั้งคนสวย คนรวย และเป็นคนมีปัญญามาก ได้เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ

     หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี



ที่มา : จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑ หน้า ๒๘-๓๑ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน.วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ,จัดพิมพ์โดยเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง
ขอบคุณ : เฟซบุ้ก คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
https://www.facebook.com/504308093014272/posts/1263410210437386/
ขอบคุณ : https://palungjit.org/threads/เรื่องเกี่ยวกับสังฆทาน.508424/

 5 
 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2020, 06:52:15 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ทึ่งกันทั่ว.! เซียนพระดังพิษณุโลกท้าพิสูจน์ “สมเด็จโต เรืองแสง-พิพิธภัณฑ์พระสมเด็จ” เกือบ 20,000 องค์

พิษณุโลก – “ครูชา-เซียนพระเครื่องดังพิษณุโลก” เปิดบ้านท้าพิสูจน์ “สมเด็จโต เรืองแสง” แถมเปิดกรุพระสมเด็จ-จักรพรรดิ์พระเครื่อง ที่สะสมเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เกือบ 2 หมื่นองค์

นายทัศนัย กุลสุวรรณ หรือ ครูชา เจ้าของพิพิธภัณฑ์พระสมเด็จโต พรหมรังสี พิษณุโลก ได้เปิดบ้านเลขที่ 95/6 ถนนสิงหวัฒน์ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก นำผู้สื่อข่าวพิสูจน์ “สมเด็จโต-เรืองแสง” รวมถึงพระเครื่อง-พระสมเด็จพุฒาจารย์ โต ที่สะสมไว้เป็นหมื่นๆองค์ และได้สร้างห้องไว้เปิดเป็นพิพัธภัณฑ์แล้ว

ครูชา หรือนายทัศนัย กล่าวว่าตนเลื่อมใสพระสมเด็จพุฒาจารย์โต เพราะเห็นพุทธคุณทำให้ตนเองแคล้วคลาดจากสิ่งร้ายๆ หลายครั้ง จึงตั้งใจที่จะเก็บสะสมพระพิมพ์พระสมเด็จ ทั้งของเก่าและใหม่ ทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา เนื่องจากพบว่ามีเยาวชน นำพระสมเด็จที่พ่อแม่มอบให้คล้องคอ นำมาขายองค์ละ 100-200 บาท โดยไม่เห็นคุณค่า จึงอยากเผยแพร่ให้เด็กเยาวชนคนรุ่นหลังได้รับรู้




สมเด็จฯโต ถือเป็นพระมหาอมตะเถราจารย์ อันดับ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ มีความศักสิทธิ์ เป็นพระจักรพรรดิของพระเครื่อง สรรพคุณครอบจักรวาล สูงสุดในบรรดาพระเครื่ององค์หนึ่ง เป็นพุทธศิลป์ที่มีพุทธลักษณะงดงาม โดยแบ่งการปลุกเสกสร้างออกเป็น 3 ยุค โดยยุคแรก พระสมเด็จฯจะมีลักษณะท้วมๆ มายุคกลาง องค์พระมีทรวดทรงกำลังพอดี คล้ายๆ คนหุ่นดี ยุคปลายพระสมเด็จ จะดูเรียวๆ คล้ายพระสุโขทัย แต่ละพิมพ์มีมวลสารแตกต่างกันไป ซึ่งไม่มีอะไรตายตัว มีทั้งเกสรเหลือง สบู่เลือด จีวร เปลือกหอย ตะไคร่ ใบเสมา บางครั้งอาหารที่องค์สมเด็จฉันท์อร่อยก็ใส่เป็นมวลสารสร้างพระสมเด็จก็มี

ล่าสุดตนเก็บสะสมพระสมเด็จพุฒาจารย์โต ไว้ได้เกือบ 20,000 องค์แล้ว และหนึ่งในจำนวนนี้มี “พระสมเด็จเรืองแสง” ซึ่งเป็นแสงธรรมชาติที่เกิดจากมวลสารเก่าแก่ เป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เป็นพระที่ไม่มีในท้องตลาด สามารถให้ทุกคนมาพิสูจน์ได้ที่บ้านตนทุกวัน หากมาไม่ถูกเนื่องจากเข้าซอยลึก สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรฯตน 099-1422897 หรือนายภลรัฐ เฉลยพจน์ ผู้จัดการ พิพิธภัณฑ์พระสมเด็จโต พรหมรังสี พิษณุโลก 062-6985264






ขอบคุณ : https://mgronline.com/local/detail/9630000056225
เผยแพร่ : 30 พ.ค. 2563 07:48 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์

 6 
 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2020, 06:25:36 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan

ผาพญางู อช.น้ำตกทรายขาว จ.ปัตตานี


เมืองไทยก็มี “หินหัวงู” อยู่ที่ปัตตานี หลังชาวเน็ตแห่แชร์ของลาวคู่ “ถ้ำนาคา” บึงกาฬ

หลังปรากฏเป็นข่าวฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเน็ตแห่แชร์ภาพ “ถ้ำนาคา” สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใน จ.บึงกาฬ คู่กับ ภาพของ “หินหัวงู” ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าคือสถานที่เดียวกัน แต่แท้ที่จริงหินหัวงูนั้นตั้งอยู่ที่สปป.ลาว

สำหรับในเมืองไทยเรานั้นก็มีปรากฏการณ์ธรรมชาติทางธรณีวิทยาในลักษณะของหินหัวงูเช่นกัน นั่นก็คือ “ผาพญางู” หรือ “หินพญางู” ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

ผาพญางู เป็นก้อนหินผาขนาดใหญ่รูปร่างประหลาดแปลกตา ดูคล้ายหัวงูขนาดยักษ์ยื่นโผล่ออกมาจากหน้าผา มีความสูงราวตึก 3-4 ชั้น มีรูปลักษณะคล้ายกับหัวงูขนาดยักษ์ โผล่พ้นออกมาจากหน้าผา


ชาวบ้านเชื่อว่าผาพญางู เป็นพญางูใจดีที่จะมาคอยปกป้องคุ้มภัย

อย่างไรก็ดี แม้ก้อนหินผาพญางูจะดูคล้ายหัวอสรพิษยักษ์น่าเกรงขาม แต่ชาวบ้านในพื้นที่ละแวกนั้น มีความเชื่อกันว่านี่คือพญางูใจดีที่จะคอยคุ้มครองปกปักรักษาชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ให้แคล้วคลาดพ้นภัยจากภยันอันตรายทั้งปวง

ผาพญางูตั้งอยู่ริมทางบริเวณทางขึ้นจุดชมวิวเขารังเกียบ ซึ่งเป็นทางถนนดินคดเคี้ยวสูงชัน การเนทางขึ้นไปต้องใช้รถโฟร์วีล หรือรถจี๊ปสมรรถนะสูงของชาวบ้านในพื้นที่


หินหัวงู แขวงอุดมไซย สปป.ลาว (ภาพ : สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์)

ด้าน “หินหัวงู” ที่กำลังเป็นที่โด่งดังในโลกออนไลน์เคียงคู่กับ “ถ้ำนาคา” นั้น ทาง สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า หินหัวงูนั้น ถูกพบที่ แขวง อุดมไซย สปป.ลาว ส่วนหินที่เป็นเกร็ดคล้ายงูนั้น เป็นหินที่พบที่ ถ้ำนาคา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ เป็นภาพจากคนละสถานที่ และนำมารวมกัน ขอให้ประชาชนเช็กก่อนแชร์

สำหรับ “ถ้ำนาคา” ที่ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพกันอย่างมากในโลกออนไลน์ เป็นถ้ำที่เพิ่งค้นพบใหม่ อยู่ในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ และอยู่ใกล้กับวัดถ้ำชัยมงคล


ภาพถ้ำนาคา ที่กำลังโด่งดังในโลกออนไลน์ (ภาพ : ord srikaew)

ถ้ำนาคา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่หลังโควิด-19 คลี่คลาย ที่หลาย ๆ คนหมายปอง เนื่องจากมีลักษณะดูน่าตื่นตาตื่นใจกับภาพของถ้ำที่มีพื้นผิวคล้ายเกล็ดงูยักษ์ หรือ “พญานาค” อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำนาคา

นอกจากนี้ถ้ำนาคายังมีตำนานเรื่องเล่าอันชวนทึ่ง ซึ่งกล่าวถึงตำนานเมืองลี้ลับปู่อือลือพญานาคผู้ถูกสาปไว้บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ โดยกล่าวว่า คนโบราณเล่าขานต่อกันว่า อาจจะเป็นงูยักษ์ตายแล้วกลายเป็นหิน เมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว งูยักษ์พอตายลงยังไม่เน่าเปื่อยก็โดยทับถมด้วยดินหินมานับล้านปีจนแร่ธาตุจับเกาะในตัวงูกลายเป็นหิน พอนานเข้าน้ำได้เซาะดินลงมาเผยซากงูหินให้คนเห็น และมีตำนานเล่าเรื่องของ “อือลือราชา” ราชาผู้ถูกสาปให้เป็นนาค ทำให้เมืองล่มสลายกลายเป็นบึงโขงหลง องค์อือลือจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อบังเกิดเมืองขึ้นใหม่ (อดีตพื้นที่นี้ขึ้นกับหนองคาย ปัจจุบันเกิดเมืองใหม่นามว่า บึงกาฬ)


ผาหินพื้นผิวคล้ายเกล็ดงูยักษ์ หรือพญานาค อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำนาคา (ภาพ : ord srikaew)

ขณะที่หากมองในแง่ของธรรมชาติ ถ้ำนาคา ที่เป็นหินรูปลักษณะคล้ายเกล็ดงูหรือเกล็ดพญานาคนั้น เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ซันแครก” (Sun Crack) เกิดจากการแตกผิวหน้าของหิน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืนอย่างรวดเร็ว ทำให้หินเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับไปมา จนแตกเป็นลายเหลี่ยม ต่อมามีการผุผังและกัดเซาะโดยน้ำและอากาศในแนวดิ่ง ทำให้เกิดลักษณะชั้น ๆ ดังกล่าว โดยซันแครกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงโด่งดังก็คือ ซันแครกที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

“ซันแครก” อช. ภูหินร่องกล้า

อย่างไรก็ดีในส่วนของถ้ำนาคานั้น ในช่วงนี้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศได้ปิดการท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกาจึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทุกจุดในเขตอุทยานแห่งชาติ จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID -19 จะคลี่คลาย ซึ่งหลังจากทางอุทยาน ได้มีประกาศเปิดการท่องเที่ยวเมื่อใดแล้ว ทางอุทยานจะจัดระเบียบการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์ ออกมาให้ข้อมูลว่า หินหัวงู กับถำ้นาคา อยู่คนละที่ คนละประเทศกัน



ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9630000055588
เผยแพร่ : 28 พ.ค. 2563 15:00 ,โดย : ปิ่น บุตรี

 7 
 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2020, 05:31:30 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



เมื่อ 'ถ้ำนาคา' จ.บึงกาฬ ปลุกความเชื่อ 'พญานาค' กลับมาอีกครั้ง

เจาะลึก "ถ้ำนาคา" ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.บึงกาฬ แห่งนี้ กำลังเป็นกระแสมาแรงในโลกโซเชียล จนปลุกความเชื่อ 'พญานาค' กลับมาอีกครั้ง แม้จะเพิ่งค้นพบแต่ก็น่าจะกลายเป็น "ที่เที่ยว" แห่งใหม่ของไทยได้ไม่ยาก

ความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับผูกพันแนบแน่นกับสังคมไทยมาช้านาน ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่ามีการแชร์ภาพถ่าย "ถ้ำนาคา" กันกระหึ่มโลกโซเชียล ผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ต่างก็พูดถึงถ้ำหินรูปร่างแปลกแห่งนี้ และสอบถามว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่หรือไม่? และตามมาด้วยคำถามที่ผูกโยงกับความเชื่อที่ว่า ..นี่เป็นงูยักษ์(พญานาค) ที่กลายเป็นหินหรือเปล่า?

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อมีทีมนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเพิ่งค้นพบ "ถ้ำนาคา" ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ แล้วได้บันทึกภาพกลุ่มหินที่สวยงามแปลกตา และโพสต์รูปภาพเหล่านั้นขึ้นบนสื่อโซเชียล จนมีผู้คนแห่แชร์ต่อๆ กันอย่างล้นหลาม จนปลุกความเชื่อเก่าแก่เรื่อง  "พญานาค" ให้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะมีความผูกโยงกับตำนานของ "พญานาค" หรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ "ถ้ำนาคา" จ.บึงกาฬ แห่งนี้กำลังเป็นที่น่าจับตามองในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของบึงกาฬ ที่ขาเที่ยวหลายคนอยากจะแบกเป้ตามรอยไปชมกันเต็มแก่แล้ว ว่าแต่.. "ถ้ำนาคา" แห่งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง? ผูกโยงกับความเชื่อและสิ่งลี้ลับอย่างไร? และเปิดให้ท่องเที่ยวได้หรือยัง? ตามมาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย..

@@@@@@

1. "ถ้ำนาคา" ถูกค้นพบที่ไหน.?
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ถ้ำนาคา" ถูกสำรวจพบบริเวณ "วัดถ้ำชัยมงคล" ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ โดยมีนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา เข้าใจว่าเป็นการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ จึงได้ไปค้นพบ "ถ้ำนาคา" แห่งนี้เข้า และได้ทำการบันทึกภาพในถ้ำ นอกถ้ำ และสภาพภูมิประเทศโดยรอบไว้

2. กลุ่มหินขนาดใหญ่มีเกล็ดเหมือนงู
ด้วยลักษณะทางกายภาพของกลุ่มหินที่พบภายในถ้ำพบว่ามีรูปร่างเหมือนลำตัวงูขดเลื้อยไปมา พร้อมทั้งมีผิวด้านนอกที่มีลักษณะเหมือนเกล็ดงูอีกด้วย จนทำให้หลายคนที่เห็นรูปภาพเหล่านี้ต่างก็จินตนาการไปว่าสิ่งนี้มองดูแล้วเหมือนกับ "งูยักษ์ที่กลายเป็นหิน" และมีข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่งระบุด้วยว่า

"..ขนลุก  หินที่เหมือนงูที่สุด  สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ "ถ้ำนาคา" และ "น้ำตกตาดวิมานทิพย์" ณ อุทยานแห่งชาติภูลังกา ตำนานเมืองลี้ลับปู่อือลือพญานาคผู้ถูกสาปไว้บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ"



ที่มาภาพ: I-tong Naparn, Ord Srikaew

3. ความเชื่อโบราณที่ผูกโยงกับ "ถ้ำนาคา"
ตามความเชื่อคนโบราณเล่าขานต่อๆ กันมาว่า ในพื้นที่ของ "ภูลังกา" โดยเฉพาะจุดที่พบกลุ่มหินรูปงูใน "ถ้ำนาคา" แห่งนี้ อาจจะเป็นงูยักษ์ตายแล้วกลายเป็นหิน เมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว งูยักษ์พอตายลงยังไม่เน่าเปื่อยก็โดยทับถมด้วยดินหินมานับล้านปี จนแร่ธาตุจับเกาะในตัวงูกลายเป็นหิน พอนานเข้าน้ำได้เซาะดินลงมาเผยซากงูหินให้คนเห็น

มีตำนานเล่าว่าสถานที่แห่งนี้มี "องค์อือลือ" อาศัยอยู่ เป็นราชาผู้ถูกสาปให้เป็นพญานาค ทำให้เมืองล่มสลายกลายเป็นบึงโขงหลง องค์อือลือจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อบังเกิดเมืองขึ้นใหม่ (ในอดีตพื้นที่นี้ขึ้นกับจังหวัดหนองคาย แต่ปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดใหม่ คือ บึงกาฬ)

4. "ภูลังกา" ที่ตั้งของ "ถ้ำนาคา" มีลักษณะอย่างไร.?
ภูลังกา เป็นเทือกเขา 5 ลูก เกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้กับบึงโขงโหลงและภูวัว ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ของอำเภอบึงโขงโหลง จ.บึงกาฬ โดยภูลังกามีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวและเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานพญานาค พุทธศาสนา และคติความเชื่อปรัมปรา ผู้คนในพื้นที่ต่างก็มีความเชื่อว่าที่นี่มีความลี้ลับอาถรรพ์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ภูลังกาในอดีตเมื่อ 50 ปีก่อนเป็นดงป่าหนาทึบกินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ชุกชุมไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด และโขลงช้าง แต่ในปัจจุบันนี้ป่าใหญ่หายไปหมดสิ้น กลายเป็นทุ่งโล่งรกร้างและไร่นา จะพอมีป่าเหลืออยู่รอบๆ ภูลังกาบ้างเล็กน้อย และบริเวณรอบๆ ภูลังกามีวัดป่าตั้งอยู่ประมาณ 10 วัด มีทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติ



5. ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์
ภูลังกามีความเกี่ยวโยงกับตำนานเรื่อง พระเจ้าห้าพระองค์ ตามตำนานพระเจ้าห้าพระองค์นั้นกล่าวว่า กาเผือกได้ตกไข่ 5 ฟองที่ภูลังกา วันหนึ่งเกิดลมพายุใหญ่หอบเอาไข่ปลิวไปตามลม ไข่นั้นได้ตกกระจัดกระจายไปในสถานที่หลายแห่ง ต่อมาไข่นั้นได้ฟักออกมาเป็น พระพุทธเจ้ากกุสันโธ, พระพุทธเจ้าโกนาคโม, พระพุทธเจ้ากัสสโป, พระพุทธเจ้าโคตโม, และองค์ต่อไปได้แก่ พระศรีอาริยเมตรัยโย ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตอีกประมาณ 750 ล้านปี เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัทรกัปนี้

6. แหล่งธุดงค์ของพระสายปฏิบัติ
อีกความเชื่อหนึ่งเกี่ยวกับ ภูลังกา ก็คือ เชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของชาวลับแล อันมีเมืองพญานาครวมอยู่ด้วย และยังเป็นสนามรบของ "กองทัพกิเลส" ต่อสู้กับ "กองทัพธรรม" ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ที่ส่งศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระธุดงค์ให้ไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ทุกรุ่นทุกสมัย


7. สิ่งลี้ลับที่ "ภูลังกา" จากปากพระนักปฏิบัติ
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ตอง พระนักปฏิบัติแห่งถ้ำชัยมงคลภูลังกา ได้เล่าเรื่องราวสิ่งลี้ลับเกี่ยวกับภูลังกาเอาไว้ว่า มีพระธุดงค์คณะหนึ่งมาจากทางขอนแก่น ขึ้นไปแสวงวิเวกอยู่บนภูลังกา ใกล้กับถ้ำชัยมงคล เป็นพวกไม่รู้ประสีประสา มีวิทยุทรานซิสเตอร์ไปด้วย เปิดเพลงเปิดเทปกันดังลั่นสนุกสนาน ครองจีวรก็ไม่มีสังฆาฏิเพราะไม่ได้เอาสังฆาฏิมาด้วย หลวงปู่ตองเห็นแล้วได้แต่นึกในใจว่า “พระผีบ้าพวกนี้ ไม่ได้ฉันข้าวเช้าแน่ๆ พรุ่งนี้”

และแล้วก็เป็นจริง เมื่อจู่ๆ เสียงเพลงจากทรานซิสเตอร์ที่ดังลั่นสนั่นหวั่นไหวอยู่นั้นก็เงียบไป เปลี่ยนเป็นเสียงร้องตกใจ เสียงตะโกน ทะเลาะวิวาท แล้วก็พากันแตกตื่นวิ่งหนีลงจากภูลังกาไปคนละทิศละทางอย่างกับคนเสียสติ เข้าป่าเข้าดงหลงทางอยู่ในป่าและไม่ได้ฉันข้าวในวันต่อมาจริงๆ ว่ากันว่าพระธุดงค์กลุ่มนั้นอาจพบเจออาถรรพ์ของป่าแห่งนี้

8. "ถ้ำนาคา" พบหินเหมือนตัวงู แต่ไม่มีหัวงู
ก่อนหน้านี้ในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่ามีการแชร์รูปกลุ่มหินดังกล่าวแบบผิดๆ ออกไป โดยนำรูปกลุ่มหินจากแหล่งอื่นมาผสมปนเปเข้าไปด้วยกันแล้วเข้าใจผิดไปว่าคือกลุ่มหินจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่! จริงๆ แล้ว กลุ่มหินที่พบใน "ถ้ำนาคา" มีเฉพาะกลุ่มหินที่มีลักษณะเหมือนลำตัวงูขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่มีส่วนหัวงู



9. หินลักษณะเหมือน "หัวงู" พบที่ สปป.ลาว
สำหรับรูปก้อนหินที่มีลักษณะเหมือน "หัวงู" นั้น แท้จริงแล้วเป็น "หินหัวงู" ถูกค้นพบที่แขวงอุดมไซย สปป.ลาว โดยมีการแชร์รูปภาพหินหัวงูดังกล่าวผ่านเพจเฟซบุ๊คของ ABC Laos news

10. ล่าสุด! "ถ้ำนาคา" ยังไม่เปิดให้ท่องเที่ยว
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 28 พ.ค. 2563 ทางเฟซบุ๊ค สวท.บึงกาฬ กรมประชาสัมพันธ์  ได้โพสต์ข้อความว่า "จากกระแสการค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ ภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ได้รับความสนใจจากหลายท่านสอบถามเข้ามาว่าสามารถขึ้นไปเที่ยวได้หรือไม่ ทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกาได้ออกมาชี้แจง ดังนี้

ขอเรียนว่า ช่วงนี้อุทยานปิดการท่องเที่ยวฯ เนื่องจากการแพร่ระบาด COVID-19 และบริเวณที่พบหินฯตามภาพ อยู่ในจุดที่ยากต่อการเข้าถึงและเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวก จึงขอประชาสัมพันธ์ ในเบื้องต้นนี้ว่า ช่วงนี้ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกา ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว "ทุกจุด" ในเขตอุทยานแห่งชาติ จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID -19 จะคลี่คลาย

ซึ่งหลังจากทางอุทยาน ได้มีประกาศเปิดการท่องเที่ยวเมื่อใดแล้ว ทางอุทยานจะจัดระเบียบการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จึงเรียนประชาสัมพันธ์มาเพื่อโปรดทราบ.."




ที่มาภาพ : I-tong Naparn, Ord Srikaew
อ้างอิง : http://www.bungkan.net ,https://web.facebook.com/pg/RADIOBUENGKAN104.25MHZ ,https://web.facebook.com/ABClaos
ขอบคุณ : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/882663
28 พฤษภาคม 2563 | โดย กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 8 
 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 06:01:20 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan

ขุนพันธ์ หรือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, 2526)


บทสัมภาษณ์ “ขุนพันธ์” กราบทูลตำนาน “กรุงชิง” จ.นครฯ ยุคบุกเบิก ที่ ร.9 ทรงสนพระทัย

นายตำรวจมือปราบที่ชาวไทยคุ้นเคยกันในนาม “ขุนพันธ์” หรือ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” มีชื่อเสียงในภาคใต้หลายทศวรรษ ในช่วงวัย 80 ปีท่านเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “กรุงชิง” พื้นที่ทางธรรมชาติในนครศรีธรรมราชซึ่งขุนพันธ์เล่าว่า ในหลวงทรงสนพระทัยมีรับสั่้งให้คนมาขอข้อมูลจากขุนพันธ์

นอกเหนือจากวีรกรรมอันเลื่องลือเรื่องการจับโจรผู้ร้ายและความสามารถรอบรู้ด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์แล้ว ท่านยังเป็นผู้เขียนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “กรุงชิง” พื้นที่ตำบลนบพิตำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อปี พ.ศ. 2526 ประพนธ์ เรืองณรงค์ เดินทางไปสัมภาษณ์ขุนพันธ์ฯ ถึงนิวาสสถานในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้สัมภาษณ์บรรยายบุคลิกภายนอกของขุนพันธ์ฯในช่วงเวลานั้นที่อยู่ในวัย 80 ปีว่า ยังแข็งแรง พูดจาดังชัดเจน รูปร่างภายนอกที่อาจเป็นบุคคลร่างเล็กแต่แฝงความแข็งแกร่งไว้ภายใน

ตลอดเวลาที่สนทนากับขุนพันธ์ฯก็มีอารมณ์ดีตลอดเวลา นายตำรวจเลื่องชื่อเล่าประสบการณ์ให้ฟังอย่างไม่เหนื่อยหน่ายตั้งแต่ประวัติส่วนตัว ซึ่งท่านเล่าย้อนไปว่ากำเนิดที่บ้านไอ้เขียว ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เข้าโรงเรียนสวนป่าน เมื่อขึ้นชั้นป.3 โรงเรียนถูกยุบ ต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดพระนคร ส่วนชั้นมัธยมเรียนที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (เบญจมราชูทิศ)

เมื่อชั้น ม.2 จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนเบญจมบพิตร ไปจนถึงการร่ำเรียนมวยฝรั่ง ยูโด ยิมนาสติก มวยไทย กระบี่ กระบอง ดาบไทยและไม้สั้นจากสำนักต่างๆ

ขุนพันธ์เรียนโรงเรียนนายตำรวจห้วยจระเข้ นครปฐม และยังสอนวิชามวยไปด้วย จากนั้นจึงเริ่มรับราชเมื่อปี พ.ศ. 2473 ในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อยตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา เงินเดือน 80 บาท และย้ายไปรับราชการที่พัทลุง ปราบเสือสังข์และผู้ร้ายต่างๆ อีก 16 คนจึงได้รับยศเป็นร้อยตำรวจตรีและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนพันธรักษ์ราชเดช”

สำหรับเรื่องกรุงชิงที่ขุนพันธ์เล่านี้ เป็นเรื่องราวที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯถวายในหลวง โดยขุนพันธ์เล่าว่าพระองค์ทรงสนพระทัยและรับสั่งให้คนมาหาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

คลิกอ่านเพิ่มเติม : อ่านเรื่อง “กรุงชิง” ฉบับ “ขุนพันธ์” ทูลเกล้าฯถวายในหลวงตามพระบรมราชโองการ

@@@@@@

ผู้สัมภาษณ์ยกคำให้สัมภาษณ์ของขุนพันธ์เกี่ยวกับกรุงชิงในช่วงที่ยังมีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ระหว่าง พ.ศ. 2517-2524 ดังนี้

“กรุงชิงอยู่ที่ตำบลนบพิตำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่เป็นแสนไร่ ไม่มีหัวหน้าราชการใดเข้าไปสำรวจ ผู้บัญชาการกองพล แม่ทัพ นายอำเภอไม่รู้กี่คน ข้าหลวงตั้งแต่ข้าหลวงจันทร์ 4-5 ข้าหลวงแล้วก็ไม่มีผล มีแต่ข้าหลวงปัจจุบันเท่านั้นแหละครับที่เริ่มต้น แม่ทัพสันต์ก็ไม่เคยไป แต่ได้งบประมาณของกลาโหมจะนำมาตัดถนนให้เป็นจุดยุทธศาสตร์และเป็นแหล่งเศรษฐกิจ

ตอนนั้นผมยังเป็นผู้แทนมีการประชุมผู้แทนนครฯ ทุกพรรคทุกคน หัวหน้าหน่วยราชการ นายทหาร นายอำเภอมาหมด โดยหารือว่าจะตัดถนนตรงไหนให้ได้ทั้งเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ผู้รู้ดีว่ากรุงชิงเป็นอย่างไร และควรให้ไปทางไหน ผมเลยเสนอว่าควรต่อจากถนนที่ขึ้นไปจากท่าศาลา ตรงนั้นเดี๋ยวนี้มันเป็นสี่แยกแล้ว แยกหนึ่งมานครฯ มาเข้าตลาดแขก แยกหนึ่งไปพรหมโลก ไปมหาชัย ไปบ้านอ้ายเขียวไปตัดกันที่ดอนคาจนถึงนบพิตำอีกสายหนึ่งขึ้นไปจากท่าศาลา ซึ่งไปทางป่าโน้นเกิดเป็นสี่แยกดอนคา ตัดไปจากนี่แหละครับเข้าไปคลองลุงไสฝ้าย กระไดสามขั้น แล้วไปออกที่บ้านเหนือคลอง บ้านท้ายคลองฉวาง และทางนี้เป็นทางยุทธศาสตร์มาตั้งแต่โบราณ

พม่ามาตีเมืองนครฯก็มาทางนี้ เมื่อครั้งพระนารายณ์และพระเพทราชาเห็นว่าเจ้าเมืองนครฯ ชื่อพระเจ้ารามเดโชคิดแข็งเมือง จึงให้กองทัพอยุธยามาทางนี้เช่นกัน

@@@@@@

ผมจึงเห็นว่าควรตัดถนนทางนี้ จะยาวไม่ถึง 30 กม. ถ้ามีเหตุการณ์ ทางฉวางก็เคลื่อนกำลังมาพักเดียว เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็ยังเดินทางไปซื้อช้างซื้อวัวควาย ตอนนั้นครูน้อม อุปมัยยกมือให้เลยมี 2 เสียงเท่านั้น ผู้แทนและนายอำเภออื่นๆ ก็ยกมือให้อำเภอของตน คือตัดไปที่ฉวางทั้งนั้น แต่ไม่ไปทางนี้ คือไปทางลานสะกา ไปลงที่คลองนาออกบ้านจันดี นาบอน และพิปูน

เสร็จแล้วเราก็แพ้เขา พอตัดถนนเสร็จแล้วก็ยกไปตั้งอำเภอและโรงพักที่บ้านท้ายเภา พวกอ้ายคอมอ้ายเณรมันเลยแห่กันมาแล้วยกเข้ากรุงชิงสบายไปเลย ถ้าเอาตามผมว่าคือ ปิดปากกรุงชิงเสียก่อนจะไม่ดีหรือ ไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพสันต์ วิ่งมาที่ผมแล้วบอกว่า ‘แล้วกันพี่ขุน ถ้าผมเชื่อหนวดพี่ขุน ป่านนี้พวกผมสองกองพันเข้าไปได้แล้ว’ จนเดี๋ยวนี้ทหารยังเข้าไปไม่ได้เลยครับ (เมื่อ พ.ศ. 2526) ที่ว่าทหารไปตั้งกองไปยิงอ้ายเณรก็ยิงไปจากนี้ให้ลูกปืนตกที่โน่น ไม่กล้าเข้าไปกรุงชิงหรอกครับ”

ขุนพันธ์ฯ เล่าย้อนที่มาของความสนใจกรุงชิงว่า เริ่มสนใจหลังจากญี่ปุ่นขึ้น และมีลุงของท่านที่ชื่อเพชรเข้าไปหาแร่ทองตามห้วยก่อน จากนั้นขุนพันธ์กับพรรคพวก 7 คนจึงเข้าไปสำรวจเพื่อทำน้ำมันยางเพราะเป็นช่วงที่ขายดีมาก

หลังจากนั้นมาจึงเริ่มมีชาวบ้านเข้าไปตั้งที่อยู่อาศัย ปลูกพืช ครั้นเมื่อกลุ่มคอมมิวนิสต์เข้ามาก็บอกว่าจะมาคุ้มครอง โดยตั้งถิ่นที่ฉวาง แต่เมื่อมีโครงการตัดถนนและตั้งโรงพักข้างต้น เลยทำให้แห่กันเข้ามาในกรุงชิง อันเนื่องมาจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งขุนพันธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้เป็นห่วงเรื่องคอมฯจะเข้าไปที่กรุงชิง แต่ไม่มีใครเชื่อ จึงเขียนบทความเรื่องลายแทงเข้ากรุงชิงแถมด่าไปพลางก็ยังไม่มีใครสน

@@@@@@

ในหลวงทรงสนพระทัย

ขุนพันธ์ฯ ให้สัมภาษณ์ต่อว่า เรื่องผ่านไป กระทั่ง มจ.วิภาวดี รังสิต ตามเสด็จมา และไปพบเรื่องที่ท่านเขียนเกี่ยวกับกรุงชิง ขุนพันธ์ฯยังทราบว่า ในหลวงทรงอ่านด้วยและทรงสนพระทัย รับสั่งให้คนมาหาเพื่อขอสัมภาษณ์

“ผมก็ทูลว่าเท่าที่เขียน เป็นส่วนน้อยและทูลว่ากรุงชิง ดีกว่าบรรดาพระราชนิเวศน์ตามหัวเมืองทุกแห่ง เพราะกรุงชิง มีสายน้ำทั้ง 5 สายไหลมารวมกัน เป็นน้ำตกงามถึง 4-5 แห่ง แล้วเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลออกอ่าวไทย อีกประการหนึ่ง กรุงชิงเขียวตลอดปีและดอกไม้บานสะพรั่งตลอด สามฤดู

ในหลวงรับสังว่า ท่านขุนไม่รู้หรือ ที่ภูพิงค์มีดอกรักเร่เท่าหน้าคน ดอกกุหลาบเท่าจาน ผมก็ทูลว่ากระหม่อมเคยเห็นแล้ว แต่ที่กรุงชิงถึงไม่มีของอย่างนี้เพราะไม่มีคนปลูก แต่ถ้านําไปปลูกจะโตกว่าเดิมอย่างน้อย 2 เท่า ท่านเลยตกใจและผมยกตัวอย่างของจริงกราบทูลต่อไปว่า แม้แต่ผักกูด ผักชะเอม เพียงยอดเดียวกินอิ่ม แล้วที่ภูพิงค์มีไหมพะย่ะค่ะ ท่านก็เงียบครับ

ผมเลยกราบทูลว่าแม้แต่เต่าตัวหนึ่งคนขึ้นไปนั่ง 2 คนก็ไม่เป็นไร อ้ายบอนเขียวสยามนั่นแหละครับ คนขนาดผู้ใหญ่เท่าอาจารย์นี้แหละขึ้นไปเต้นบน ใบบอนต้นก็ไม่หัก เสร็จแล้วตัดมา 1 ทาง แล้วมัดเป็นท่อน ขี่ข้ามวังน้ำได้อย่างสบาย ท่านก็สนพระทัยใหญ่ครับ แล้วรับสั่งให้ผมไปร่วมเสวย และมีองค์วิภาวดีร่วมอยู่ด้วย ผมกินข้าวได้เพียง 3 คําแล้วไม่ได้กินอีก เพราะท่านถามแต่เรื่องกรุงชิง ในที่สุดในหลวงต้องการเสด็จไปกรุงชิง แต่ผมกราบทูลว่าเวลานี้สงสัยไม่ปลอดภัย ขอพระบรมราชานุญาตไปสำรวจเสียก่อน”

นั่นเป็นเหตุให้ขุนพันธ์ฯ สำรวจกรุงชิงโดยมีพยานเป็นข้าหลวง ผู้การ และรองแม่ทัพอีกคนหนึ่ง บังคับโดยสารเครื่องบินไปเครื่องหนึ่ง เมื่อมองลงมาเห็นชาวบ้านปลูกที่พักริมน้ำเป็นแถว เห็นลานตากพริกขี้หนู จากนั้นจึงบินกลับ ขุนพันธ์ฯ เล่าต่อว่า เมื่อในหลวงเสด็จฯมาที่พัทลุงอีกครั้ง ท่านรับสั่งถามว่าเรื่องกรุงชิงเป็นอย่างไรบ้าง ที่เขียนไปนั้นขาดตกบกพร่องอยู่มาก ให้เขียนใหม่

“ผมยอมรับว่าที่ผมเขียนเรื่องนี้ยากจริงๆ ถ้าเขียนให้ชาวบ้านอ่านเพียง 2-3 วันก็เสร็จ ผมก็กราบทูลว่าขอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอผลัดไว้ 2 เดือนพระพุทธเจ้าข้า”


@@@@@@

ที่ท่องเที่ยวในอนาคต

ขุนพันธ์ฯ เล่าประสบการณ์เพิ่มเติมว่า เคยเข้าไปนอนในบริเวณกรุงชิงแล้วผิดกับป่าอื่นที่ไม่มีหวาดเสียวอะไรเลย เหมือนกับนอนในบ้าน ไม่มีวี่แววเสือแม้จะมีจำนวนมากจากที่เห็นขี้และรอยเท้าในบริเวณทางที่ผ่านมา

ขณะที่สนทนาประเด็นนี้ในช่วงท้าย ขุนพันธ์ฯ เล่าว่า พยายามเชียร์กรุงชิงให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั้งหลายจนข้าหลวงติดใจและตั้งคณะกรรมการพิจารณาที่สำหรับท่องเที่ยวในเมืองนครฯ

“ผมบอกว่าข้าหลวงไม่ต้องวิตก นครมีทะเล ป่าเขาดีกว่าใครทั้งหมด ผมท้าได้ว่าตั้งแต่ประจวบฯไปถึงบริเวณตลอดแหลมมลายูทีเดียว น้ำเมืองนครฯไม่เคยอดเลย ทะเลป่าเขาเราดีกว่าแต่เราไม่เคยคิดปรับปรุงเลยสู้เขาไม่ได้ เหตุที่ไม่ปรับปรุงเพราะคนเมืองนครฯไม่ตื่นเพราะอิ่มอยู่แล้ว จะหันไปดูทางป่าก็บริบูรณ์ ดูนาข้าวก็เลี้ยงเพื่อนได้ ดูฝั่งทะเลสัตว์น้ำก็เหลือเฟือจึงไม่จำเป็นต้องตื่น”

“ข้อสำคัญคือ ความปลอดภัย ถ้าเราให้ความปลอดภัยแก่เขาได้ นักท่องเที่ยวก็มาเอง เดี๋ยวนี้ไว้ใจไม่ได้เลย ในเมืองก็ปล้นฆ่ากันบ่อย ข้าหลวงจะรับรองได้หรือไม่? แต่ที่กรุงชิงผมสามารถนำข้าหลวงเข้าไปได้ เสือไม่กินข้าหลวงแน่ มันกินแต่กบตัวใหญ่ดีกว่ากินข้าหลวง”

“นอกจากนี้ ผมยังเสนอให้ตั้งพระราชนิเวศน์ด้วย เพราะทำเลสวยจริงๆ ในหลวงไม่ต้องหนีร้อน เพราะกรุงชิงร่มเย็นและบริบูรณ์ตลอดปี”

ปัจจุบัน กรุงชิงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างน้ำตกกรุงชิง เปิดให้เข้าชม 7 ชั้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งเชิงธรรมชาติและศึกษาประวัติศาสตร์


 

อ้างอิง : ประพนธ์ เรืองณรงค์. คุยกับนายพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 5 ฉบับที่ 2, ธันวาคม 2526.
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_23050

 9 
 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 05:52:26 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan

น้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2485


น้ำท่วมใหญ่ในไทยครั้งแรกที่พบในบันทึก ขุนนาง-พระบรมวงศานุวงศ์ต้องลอยเรือเข้าเฝ้า

เรื่องเกี่ยวกับน้ำเป็นเรื่องสำคัญในวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกยุคสมัย เมื่อน้ำสามารถให้คุณได้ มันก็ให้โทษได้เช่นเดียวกัน เมื่อครั้งโบราณ คนกรุงในช่วงเวลานั้นก็ยังต้องรับมือกับอุทกภัยครั้งใหญ่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตคนกรุงที่เป็นอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์น้ำท่วมในเมืองไทยในสมัยอดีตไม่ปรากฏในพงศาวดารแบบชัดเจน ส. พลายน้อย เล่าว่า มีปรากฏในจดหมายเหตุแบบประปรายหลายครั้งด้วยกัน นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหลักฐานคือเมื่อพ.ศ. 2328 ช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ไปจนถึงปี พ.ศ. 2485 เลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วม(ใหญ่)ครั้งแรกซึ่งมีปรากฏอยู่ในบันทึกนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2328 อันเป็นปีมะเส็ง หลังจากสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เสร็จไม่นานนัก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 บันทึกว่า

“ลุจุลศักราช 1147 ปีมะเส็ง สัปตศก การสร้างพระนครการสร้างพระนคร และ พระมหาปราสาทราชนิเวศน์สำเร็จดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระราชดำริว่าเมื่อปีขาลจัตวาศก ได้ทำการพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป ยังไม่พร้อมมูลเต็มตามตำรา และบัดนี้ก็ได้ทรงสร้างพระนครและพระราชมนเทียรสถานขึ้นใหม่ ควรจะทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เต็มตามแบบแผนโบราณราชประเพณี จะได้เป็นพระเกียรติยศและเป็นศรีสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง เป็นที่เจริญสุขแก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎรทั่วไปในพระราชอาณาเขต

จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมพระราชวงศานุวงศ์ และเสนาพฤฒามาตย์กระวีชาติราชบัณฑิตยาจารย์ ชีพ่อพราหมณ์ปรึกษาพร้อมกันเห็นสมควรแล้ว จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”


ปี 2485 น้ำท่วมไปเกือบทั่วกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม พระราชพงศาวดารไม่ได้บรรยายถึงเหตุการณ์น้ำท่วมแบบชัดเจนนัก สมบัติ พลายน้อย บรรยายว่า ในจดหมายเหตุที่ค้นพบเล่าอุทกภัยครั้งนั้น (พ.ศ. 2328) ทำให้ระดับน้ำที่สนามหลวงลึกถึง 8 ศอก 10 นิ้ว นักวิชาการและนักเขียนด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานสาเหตุที่น้ำลึกขนาดนั้นว่า อาจเป็นเพราะสนามหลวงในช่วงเวลานั้นยังเป็นที่ลุ่ม

ขณะที่สภาพของพระบรมมหาราชวังก็มีสภาพน้ำท่วมท้องพระโรง ระดับน้ำที่ท่วมพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานวัดได้ 4 ศอก 8 นิ้ว สภาพแบบนี้ย่อมทำให้เสด็จออกขุนนางไม่ได้แล้ว และย้ายไปว่าราชการบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่พื้นพระที่นั่งสูงกว่าระดับน้ำ

สมบัติ พลายน้อย บรรยายในหนังสือ “เล่าเรื่องบางกอก” ว่า

    “การประชุมขุนนางครั้งนั้นลำบากไม่น้อย เพราะบรรดาข้าราชการแลพระบรมวงศานุวงศ์ต้องลอยเรือเข้าเฝ้า จอดเรือเทียบถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเลยทีเดียว”


หัวลำโพงปี 2485 มีทั้งรถไฟ และเรือพาย (ภาพจาก “ประมวลภาพเหตุการน์น้ำท่วม พุทธสักราช 2485”)

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ยังบันทึกว่า เดือน 12 ปีนั้นเอง น้ำมากลึกถึง 8 ศอก 10 นิ้ว และยังบรรยายว่า ภัยที่เกิดขึ้นเป็นผลให้ข้าวกล้าในท้องนาเสียหาย “บังเกิดทุพภิกขภัย ข้าวแพงถึงเกวียนละชั่ง ประชาราษฎรทั้งหลายได้ความขัดสนด้วยอาหารกันดารนัก จึงมีพระราชโองการให้กรมนาจำหน่ายข้าวเปลือกในฉางหลวงออกแจกจ่ายราษฎรเป็นอันมาก” ซึ่งเหตุการณ์ข้าวแพงนี้ดำเนินต่อไปจนถึงปีมะเมีย พ.ศ. 2329

น้ำท่วมใหญ่ครั้งต่อมาเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2362 ปีเถาะ น้ำท่วมพระนคร ระดับน้ำที่ท่วมสนามหลวง น้ำลึก 6 ศอก 8 นิ้ว และยังท่วมพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานจนเสด็จออกว่าราชการไม่ได้อีกด้วย และย้ายไปว่าราชการที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมบัติ พลายน้อย บรรยายว่า น้ำท่วมครั้งนี้ยังตามมาด้วยปัญหาข้าวแพงจนประชาชนอดอยากกันด้วย

ขณะที่น้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. 2485 เป็นอีกครั้งที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง สถิติส่วนหนึ่งจากระดับน้ำหน้ากองรังวัดที่ดินธนบุรี ระดับน้ำสูง 2.27 เมตร



อ้างอิง :-
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง ;
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ, กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2531
- ส. พลายน้อย. เล่าเรื่องบางกอก (ฉบับสมบูรณ์). พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2555
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ ; https://www.silpa-mag.com/history/article_33973

 10 
 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 05:37:07 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




“หอผี…พราหมณ์…พุทธ” สัญญะแห่ง ศิลปะงานช่าง ของ ความเป็นมนุษย์ ในสุวรรณภูมิ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ก็คือการมีสำนึกในการทำความเข้าใจเรื่องราวความเป็นไปของตนเองรวมถึงสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่อยู่รอบกาย และได้ขยายขอบเขตไกลไปจนถึงจักรวาล ก่อเกิดเป็นวิถีวัฒนธรรมความเชื่อ ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นระบบการรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยแสดงออกผ่านพิธีกรรมแห่งลัทธิความเชื่อไม่ว่าจะเป็นผี เทพ หรือพระเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของมนุษย์ที่มีต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ โดยมักปรากฏอยู่ในรูปศาสนาผี ขณะที่ระบบความเชื่อทางศาสนาต่างๆ มักแสดงออกในลักษณะให้มนุษย์สยบยอม ซึ่งจารีตดังกล่าวยังคงสืบทอดคติมาจนถึงปัจจุบัน

โดยความเชื่อเรื่องผีถือเป็นลัทธิความเชื่อหนึ่ง ซึ่งนักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นระบบความเชื่อที่เก่าแก่และมีความสำคัญที่สุดของมนุษย์ทุกหมู่เหล่าและหากปราศจากความเชื่อเหล่านี้แล้ว ศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้น รวมถึงมนุษย์ก็จะไม่สามารถพัฒนาสร้างอารยธรรมความเจริญของตนเอง รวมถึงการดำรงตนให้มีชีวิตรอดอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้

@@@@@@

โดยในแถบถิ่นสุวรรณภูมิ ระบบความเชื่อในการเคารพบูชาผี ถือเป็นระบบความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในแถบถิ่นนี้ซึ่งมีมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีของคนในยุคปฏิวัติเทคโนโลยี ก่อนรับศาสนาพราหมณ์และพุทธ โดยศาสนาพราหมณ์-พุทธ ทำให้ศาสนาผีของชนเผ่าเหล่ากอพื้นเมืองที่เชื่อกันมาแต่เดิมต้องกระทบกระเทือนแล้วถูกปราบปรามลงเป็นบริวาร เช่น ผีนาค เป็นบริวารผู้พิทักษ์ศาสดาในศาสนาพราหมณ์และพุทธ จึงปรากฏคติการสร้างสรรค์งานช่างทางศาสนาที่มีรูปนาคเป็นสัญญะอยู่ตามศาสนสถานในฐานะบริวารผู้ปกป้องคุ้มครอง ฯลฯ แต่ผีสำคัญบางตนมีอำนาจยั่งยืนมั่นคงจนปราบไม่ได้ก็ถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาจากชมพูทวีป เช่น  ผีแถน ถูกทำให้เป็นพระอินทร์หรือเทวดา แล้วเรียกเป็นผีฟ้า เป็นต้น (สุจิตต์ วงษ์เทศ. สุวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย. 2549, น. 77.)

โดยจะเห็นได้ว่าระบบความเชื่อเหล่านี้เป็นไปในลักษณะที่อยู่เหนือลัทธิความเชื่อเดิมทั้งหมดโดยเฉพาะการแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกในลักษณะสยบยอมระหว่างคติผีที่เป็นรากเหง้าเดิมกับศาสนาใหม่ โดยมีการปรุงปรับดัดแปลงศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ (ที่ใช้รักษากฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของบุคคล) โดยไม่ขัดกับหลักความเชื่อผีอีก

ทั้งยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับความเชื่อเดิมของตนดังตัวอย่างพุทธพิธี บวชนาค ทำขวัญนาค บายศรีสู่ขวัญ พิธีการเก็บศพไว้หลายวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนาผีที่ปรุงปรับเข้ากับพุทธ ทั้งนี้การนับถือผีมิได้ถูกจำกัดแต่เฉพาะผีคนตาย หากแต่หมายรวมถึงผีดีที่คอยปกป้องคุ้มครอง และผีร้าย เช่น ผีกะหรือผีปอบ ที่เชื่อว่าทำร้ายชาวบ้าน โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง ซึ่งนักมานุษยวิทยาอธิบายว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมบ้าน


๑ หอไว้กระดูกบรรพบุรุษ เกาะบอร์เนียว, ๒ หอเก็บกระดูกในฟิลิปปินส์

ความเชื่อดังกล่าวได้ก่อเกิดนฤมิตกรรมการสร้างสรรค์ในเชิงสัญญะเพื่อใช้เป็นสื่อกลางแทนความของการมีตัวตนหรือเป็นที่อยู่ของผีหรือที่สถิตอยู่ของดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เช่น ในกลุ่มชนพื้นเมืองต่างๆ อย่างในอีสานมักมีหิ้งผี (ผีบรรพบุรุษ) ประจำเรือน เช่น กลุ่มไทยย้อ กะเลิง จะเรียก ผีแจ หรือ ผีเชื้อ ส่วนในกลุ่มผู้ไทแถบนครพนม สกลนคร และมุกดาหาร เรียกว่า ผีวงศ์หรือผีด้ำ ก็เรียก โดยจะอยู่บริเวณที่เป็นห้องเปิงในเรือนใหญ่ และเมื่อขยายออกมาสู่ชุมชนในพื้นที่สาธารณ์ก็จะมีหอผีประจำหมู่บ้าน อย่างกลุ่มชนตระกูลไทย-ลาวก็มีคติการทำหอผีบรรพบุรุษโดยแยกออกเป็นฝ่ายหญิงฝ่ายชาย

ในภาคอีสานผีปู่ตาถือเป็นผีบรรพบุรุษของชุมชนในระดับหมู่บ้าน หากขยายไปสู่ระดับเมือง จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นเทวดาอารักษ์ ที่เรียกกันทั่วไปว่าผีมเหสักข์หลักเมือง หรืออย่างกรณีในเวียดนามเหนือกลุ่มชาวผู้ไทก็มีการทำ หอผีบ้าน หอผีเมือง และในกลุ่มข่า กำมุ หรือที่เรียกว่ากลุ่มลาวเทิง ใน สปป.ลาวก็จะมีการสร้างหอกว๊านหรือหอก๊วน อันเป็นศาสนาคารที่อยู่ของผีกว๊านซึ่งเป็นผีใหญ่ของชุมชนที่จะคอยดูแลมวลสมาชิกในหมู่บ้าน (เหมือนผีอารักษ์ในวัฒนธรรมลาวลุ่ม) โดยหอกว๊านนี้จะเป็นอาคารที่สำคัญที่สุด (ทั้งตำแหน่งที่ตั้งตลอดจนขนาดและการตกแต่ง) ในชุมชนซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดิ่นบ้าน หรือลานกลางบ้าน


๓ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีใหม่ กรุงเทพฯ, ๔ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีคนเมือง กรุงเทพฯ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความเชื่อศรัทธาแห่งศาสนาผีถือเป็นเรื่องของความหวังผลในความเป็นปัจจุบันขณะ เช่น การทรงเจ้าเข้าผี เพื่อขอให้ถูกหวย ขอให้รวย ขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บในวันนี้พรุ่งนี้ แต่ขณะที่ความเชื่อทางพุทธรวมถึงศาสนาอื่นๆ เป็นเรื่องของการหวังผลในโลกหน้า เช่น ทำดีได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก ฯลฯ แต่ทั้งหมดแสดงให้เราเห็นว่า ในยามที่มนุษย์สูญเสียความมั่นใจ โดยเฉพาะ “สภาวะการขาดที่พึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นห้วงของความกลัวหรือในยามที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวก็ต้องอาศัยพลังอำนาจพิเศษที่เรียกว่าอำนาจเหนือธรรมชาติ และไม่ว่าจะอยู่ในรูปของศาสนาผีหรือศาสนาใดก็ตามแต่

สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่สามารถควบคุมความอหังการของมนุษย์ได้ดีกว่าระเบียบกฎเกณฑ์ใดๆ ภายใต้ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือความเคลือบแคลงที่มีต่อลัทธิความเชื่อใดๆ จนเป็นที่มาของวลีอมตะที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”


๕ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีไทบ้าน, ๖ หอพระโรงเรียนอนุบาลวารินชำราบ (ก่อวิทยาคาร) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (หน้าทางเข้าวัดหนองป่าพง)

“หอผี พราหมณ์ พุทธ” ว่าด้วยรูปแบบในเชิงช่าง ล้วนมีความหลากหลายโดยผันแปรไปตามรสนิยมทางศิลปะผสานกับความเชื่อในแต่ละลัทธิศาสนา ที่จำแนกแยกแยะตามฐานะทางสังคม อีกทั้งเงื่อนไขทางความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีวัสดุการก่อสร้าง ดังตัวอย่างที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดคือศาลพระภูมิ (เป็นส่วนผสมระหว่างคติฮินดูกับพุทธ)

ซึ่งในวัฒนธรรมลาวจะเป็นที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ หากแต่ในวิถีสังคมเมืองหลวงมักมีความเชื่อในการเป็นที่สิงสถิตของเจ้าที่เดิม (ผีที่ถูกยกระดับเป็นเทพ) ซึ่งมักจะลดระดับความสูงไม่ให้สูงเท่าศาลพระภูมิ และมีรูปเคารพเจว็ดหรือองค์พระภูมิ (รูปเทวดาถือพระขรรค์ด้วยมือขวาและมือซ้ายแต่เดิมถือสมุดมาในสมัยหลังเปลี่ยนเป็นถุงเงินถุงทองแทน) และเครื่องประกอบ เช่น กระถางธูป เทียน ช้าง ม้า นางรำ ผ้าแพร ซึ่งมีรูปแบบทางโครงสร้างแบบเครื่องก่อปูนกับเครื่องไม้แบบเสาเดียว (ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักบือบ้านในคติผีหรือในคติพุทธก็มักจะตีความเป็นคติไตรภูมิ) และสี่เสาหรืออาจมีมากกว่านั้นโดยจำนวนเสารองรับนี้ในบางวัฒนธรรมก็ตีความเป็นการแบ่งระดับชั้นของผีที่ต่ำลงมา


๗ หอผีเผ่ายะเหิน บ้านห้วยจอก เมืองปากช่อง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว, ๘ พระภูมิเจ้าที่ในวิถีสังคมเมืองที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทรสนิยมสังคมวัฒนธรรมและเทคโนโลยี

โดยทั้งนี้นิยมตั้งไว้ตามที่พักอาศัย ด้วยรูปลักษณะแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี (แบบพื้นถิ่นภาคกลาง) ที่นำลักษณะของ วัด วัง รวมถึง เรือนไทยแบบคหบดี และในยุคสมัยหลังมีการนำรูปแบบพระปรางค์ปราสาทศิลปะเขมรมาสร้างจำลองย่อส่วน ซึ่งถือเป็นรูปแบบมาตรฐานที่พบเห็นอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีคติการสร้างศาลพระพรหม ซึ่งโดยมากจะสร้างไว้ตามห้างร้านธุรกิจขนาดใหญ่ถึงขนาดย่อม โดยมีศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณเป็นต้นฉบับในด้านรูปแบบโดยมีลักษณะอย่างศาลาโถงตกแต่งส่วนยอดเป็นจั่วหน้าพรหมจัตุรมุข โดยนิยมตกแต่งส่วนยอดเป็นทรงปรางค์ปราสาทแบบศิลปะเขมรเป็นส่วนใหญ่

และในปัจจุบันมีการออกแบบที่น่าสนใจ ท้าทายวิถีสังคมจารีต ด้วยรูปลักษณะสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ตามกระแสหรือบ้างก็มีการผสมผสานหรืออาจกลายพันธุ์ไปแบบสุดขั้วก็มีปรากฏอยู่เช่นกัน อันเป็นพัฒนาการแห่งรสนิยมในงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์ไปกับความเชื่อแห่งกิเลสทางโลกิยะ กับกระแสบริโภคนิยม ทั้งก่อนสมัยใหม่ สมัยใหม่ และหลังสมัยใหม่ ตามวิถีเช่นเดียวกับวัฒนธรรมความเชื่อที่มีการปะทะสังสรรค์กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดก็เพื่อที่จะดำรงสถานภาพความมีตัวตนอยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมใหม่นั้นๆ อย่างกลมกลืน เช่น ศาลพระภูมิเจ้าที่รูปร่างหน้าตาแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอย่างศิลปะกรีก โรมัน รูปแบบตึกกระจกอันนำสมัยหรือรูปแบบบ้านพักตากอากาศ ฯลฯ และอย่างสังคมชายขอบในวิถีชาวบ้านแม้แต่ปี๊บใส่น้ำก็ยังนำมาประยุกต์ใช้เป็นที่อยู่ของเจ้าที่ได้เช่นกัน

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับศรัทธาแห่งความมีและความเป็นในบริบทพื้นที่แห่งกาละเทศะ มากกว่าจะยึดติดที่รูปกายสังขารของศิลปวัตถุนั้นๆ ซึ่งล้วนเป็นมายาคติของสมมุติที่ถูกปรุงและแต่งเพื่อใช้ในการสื่อความหมายแห่งความเป็นปัจจุบันขณะของบริบทวัฒนธรรมหนึ่งๆ


 


ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2555
ผู้เขียน : ติ๊ก แสนบุญ เขียนรูปและเล่าเรื่อง
เผยแพร่ : วันพฤหัสที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่ครั้งแรก : เมื่อ 19 มกราคม 2560
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_5769

หน้า: [1] 2 3 ... 10