ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:09:20 PM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



“ความมีน้ำใจ” เคล็ด(ไม่)ลับ ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้

ถ้าคุณเป็นคนที่ขับรถในประเทศไทย อาจมีโอกาสได้เห็นสติกเกอร์คำขวัญท้ายรถสนุกสนานเฮฮาหรือจะเป็นคำคมสู้ชีวิตให้ได้อ่านกัน ส่วนในอเมริกานั้นสติกเกอร์เหล่านี้มักจะที่มีประโยคที่ว่า “จงทำดีแบบไม่มีเงื่อนไข” (Perform random acts of kindness) เพื่อให้คนเราหันมาทำสิ่งที่ดีๆ โดยไม่ต้องคิดวางแผนอะไรล่วงหน้า และการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น ออกมาสนับสนุนแนวคิดความมีน้ำใจ ที่ส่งผลดีกับสุขภาพของผู้ให้ด้วย

ไมเคิล แมคคัลโล นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of California San Diego บอกว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคนมีน้ำใจ เช่นเดียวกับลักษณะทางอารมณ์อื่นๆ อย่างเช่น ความโกรธ ความลุ่มหลง ความเศร้าโศก หรือความต้องการอยากแก้แค้น

อาจารย์ไมเคิล แมคคัลโล เสริมด้วยว่า สัตว์ส่วนใหญ่จะช่วยเหลือเฉพาะสมาชิกในกลุ่มใกล้ชิดเท่านั้นแต่ไม่สนใจสัตว์แปลกหน้า ซึ่งตรงข้ามกับมนุษย์ เพราะเรามีเหตุผลคิดได้และรู้ว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างคนรู้จักกับคนแปลกหน้า รวมทั้งตระหนักว่าคนแปลกหน้าก็สามารถช่วยเหลือเรากลับได้เช่นกันถ้าเราปฏิบัติดีต่อพวกเขา

@@@@@@@

ไบรอัน แฮร์ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Duke University ผู้เขียนหนังสือ “Survival of the Friendliest” บอกว่า ความมีน้ำใจและความเป็นมิตรเป็นผลดีต่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ อย่างกรณีของแบคทีเรีย ดอกไม้ หรือแม้แต่ลิงโบโนโบ (bonobos) ที่พบว่า ยิ่งพวกมันมีเพื่อนมากและให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนฝูงมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

ด้านโอลิเวอร์ เคอร์รี นักมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และผู้อำนวยการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Kindlab ที่มุ่งเน้นการศึกษาวิจัยเรื่องความเมตตาปรานีของมนุษย์บอกว่า ความเมตตานี้เกิดขึ้นก่อนการกำเนิดของศาสนาบนโลกเสียอีก และว่าความมีน้ำใจคือสิ่งที่เป็นสากล ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมมนุษย์ถึงมีน้ำใจ นั่นเป็นเพราะว่าเราคือสัตว์สังคม และเราได้ประโยชน์จากความเมตตาของเราเองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

ในการศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง ยังพบว่า ผู้คนให้คุณค่าของความเมตตาปรานีอยู่เหนือคุณค่าใดๆ ซึ่งอานัต บาร์ดิ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of London ได้ศึกษาค่านิยมของมนุษย์ โดยให้รายการคุณค่าต่างๆ ทั้ง ความเมตตา ความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน ความยึดถือขนบธรรมเนียม ความมั่นคงปลอดภัย การเรียกร้องความยุติธรรม และการแสวงหาอำนาจ ปรากฏว่า ผู้คนเลือก “ความเมตตาปรานี” เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

แต่ในแง่ผลดีต่อสุขภาพมนุษย์ ซอนยา ลิวโบมีร์สกี (Sonja Lyubomirsky) อาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of California Riverside ทำการศึกษาในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา และพบว่า ผู้คนจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้แสดงความเมตตาและมีน้ำใจแก่ผู้อื่น มากกว่าแสดงความเมตตาต่อตนเอง และว่าความเมตตาปรานีเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง


@@@@@@@

ในการทดสอบหนึ่ง ลิวโบมีร์สกี แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ออกไปทำสิ่งดีๆ 3 สิ่งให้กับคนอื่นๆ 3 คนต่อสัปดาห์ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งเล็กน้อย เช่นการเปิดประตูให้คนอื่น ส่วนอีกกลุ่มให้เลือกทำดีกับตนเอง 3 สิ่งต่อสัปดาห์ ปรากฏว่ากลุ่มที่ทำดีมีน้ำใจให้คนอื่นมีความสุขมากกว่าและรู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่นๆบนโลกมากกว่า

ซึ่งเคอร์รี นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยมีผลการศึกษาที่สอดคล้องกับการวิจัยนี้อย่างน้อย 27 ชิ้น ที่ระบุตรงกันว่า ความมีน้ำใจช่วยให้คนรู้สึกดีขึ้นได้จริง

แต่อาจารย์ด้านจิตวิทยาผู้นี้ลงลึกไปกว่านั้นด้วยการศึกษาความมีน้ำใจในกลุ่มคนที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และพบว่า พวกเขามีสุขภาพกายที่ดีขึ้นตามไปด้วยเมื่อได้ช่วยเหลือคนอื่น การวิจัยของลิวโบมีร์สกียังพบด้วยว่า ถ้าเรามีจิตใจที่งดงามและช่วยเหลือคนอื่น ภาวะการอักเสบในร่างกาย หรือ Inflammation จะลดลง

นอกจากนี้การศึกษาอื่นๆ ของเธอยังพบยีนต้านไวรัสที่เพิ่มมากขึ้นในร่างกายของคนที่แสดงความมีน้ำใจกับผู้อื่นมากขึ้นด้วย และนั่นอาจเป็นเครื่องสะท้อนว่า ความเมตตาปรานีมีน้ำใจเพียงน้อยนิด อาจสร้างคุณประโยชน์ต่อชีวิตได้อย่างมหาศาล




ขอขอบคุณ :-
ภาพ : iStock
เว็บไซต์ : https://www.sanook.com/health/24661/
15 ส.ค. 63 (12:00 น.) ,VOA สนับสนุนเนื้อหา

 2 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:21:41 PM 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 3 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:29:48 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ชมอุโบสถ 8 ล้าน 'วัดศรีบุญเรือง' สร้างโดย "บอส อยู่วิทยา"

เผยโฉมอุโบสถ 8 ล้าน "วัดศรีบุญเรือง" ระบุชื่อคาป้าย เจ้าภาพจัดสร้างโดย "บอส วรยุทธ  อยู่วิทยา" และครอบครัว

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ วัดศรีบุญเรือง บ้านโมน ตำบลพันนา อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร หลังจากมีชาวบ้านแจ้งว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งอุโบสถของครอบครัว "อยู่วิทยา" โดยเบื้องต้นพบว่า มีการสร้างพระอุโบสถหลังดังกล่าวจริงมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า ทางครอบครัวอยู่วิทยาได้มาร่วมพิธีต่างๆ ที่วัดนี้ตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็น นายวรยุทธ  อยู่วิทยา หรือ บอส มาร่วมงานพิธี หรือเคยมาเยี่ยมชมพระอุโบสถนี้แต่อย่างใด

โดยขณะนี้พระอุโบสถหลังดังกล่าว กำลังบูรณะบางส่วน อยู่ในขึ้นตอนการวาดรูปจิตรกรรมบนฝาผนัง เสร็จสิ้นไปประมาณ 90%  และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ที่ 2 ประตูทางเข้าออก จะมีป้ายระบุข้อความว่า ขอประกาศอนุโมทนา คุณวรยุทธ อยู่วิทยา และ คุณวาริท อยู่วิทยา เจ้าภาพในการสร้างอุโบสถ และสร้างพระประธานประจำวัดศรีบุญเรือง









ขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/regional/789938
เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563 เวลา 07.00 น.

 4 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:47:25 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan

วิถีชีวิตชาวสุรินทร์ในอดีต เมื่อถึงฤดูแล้งผู้หญิงและเด็ก หาบกระเชอมารอตักน้ำจากบ่อช่วงฤดูแล้ง เจ็ยป่วยก็อาศัยความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน (ภาพจาก “100 เรื่อง เมืองสุรินทร์”)


ต่อกระดูก-วางยาพิษ-ใช้ยาสั่ง โนว์ฮาวปราชญ์ชาวบ้าน "เมืองสุรินทร์" ในอดีต

การต่อกระดูก เคลื่อนย้ายเส้นเอ็น และใช้ยาพิษต่างๆ ที่เคยได้เห็นได้ยินภาพยนต์จีนกำลังภายในบ่อยๆครั้ง  และบางเรื่องก็มีอยู่ในประวัติ แต่มันไม่ใช่แค่จริงประวัติศาสตร์ของจีนเท่านั้น ในประเทศไทย ปราญช์ชาวบ้านของเราก็มีความรู้ในเรื่องนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทห่างไกล ดังกรณีตัวอย่างของปราญช์ชาวบ้าน จังหวัดสุรินทร์

อัน-ชาวกัมพูชาที่เป็นหนึ่งในคณะผู้นำทางให้ เอเตียน แอมอนิเยร์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในประเทศกัมพูชา, ลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อสำรวจโบราณสถานและจารึกโบราณเขมร ระหว่างปี 2426-2427 อันบันทึกสิ่งที่เขาได้พบเห็นในเมืองสังฆะ เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ไว้หลายเรื่อง หนึ่งในจำนวนนั้นคือ การใช้ยาพิษ หรือยาสั่ง

อาณาเขตของเมืองสังฆะในเวลานั้น ทิศตะวันออกติดกับเมืองขุขันธ์ ทิศเหนือติดกับเมืองรัตนบุรี ทิศตะวันตกติดกับเมืองสุรินทร์ และทิศใต้ติดกับพนมดงแร็ก มีประชากรในทะเบียนราว 1,000 คน ส่วนเรื่องการใช้ยาพิษ หรือยาสั่งนั้น ชาวเมืองสังฆะพูดว่า “พวกเขามีความชำนาญ”

@@@@@@@

ดังนั้นการได้รับพิษ หรือถูกพิษ จึงรื่องปกติของคนสังฆะในเวลานั้น ยาพิษหรือยาสั่งจะถูกแอบใส่ลงในอาหารต่างๆ เช่น เนื้อหมู, ถั่วเหลือง, กล้วย, เหล้า ฯลฯ  ผู้วางยาพิษจะซุกซ่อนยาไว้ที่เล็บมือ แล้วแอบจุ่มลงในอาหารนั้นๆ ส่วนความรุนแรงของพิษก็มีตั้งแต่ทำให้เจ็บปวดทรมานจนถึงเสียชีวิต ขณะที่มีการวางยาพิษก็มีวิธีแก้พิษ โดยใช้ ปฺเตียล (ภาษาเขมรหมายถึงว่านที่ใช้แก้พิษ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นชนิดใด)

การวางยาพิษไม่ได้ใช้เพื่อทำร้ายคู่อริ หรือคนที่ขัดแย้งเท่านั้น บางครั้งก็ใช้เพื่อป้องกันตัวเองและทรัพย์สิน เช่น การเอาว่านที่ทำให้เกิดอาการหนาวสั่นเหมือนลูกหมาตกน้ำ และไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ ไปซุกในนา ในสวน  ตรงจุดที่มักมีคนมาขโมยของ เมื่อหัวขโมยสัมผัสถูกว่านดังกล่าว ก็จะไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งหนาวสั่นอยู่เช่นนั้น จนเจ้าทรัพย์มาแก้พิษที่วางให้ ก่อนจะส่งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง

ส่วนการต่อกระดูกไม่ว่าแขนขาของใครจะหักมาด้วยเหตุใด ปราชญ์ชาวบ้านสามารถรักษาได้ แน่นอนว่าวิธีการรักษาก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการแพทย์ปัจจุบัน

สัมฤทธิ์ สหุนาฬุ ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านอนันต์ ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เรียนการต่อกระดูกจากผู้เฒ่าในหมู่บ้านเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ “คาถาเป่ากระดูก”  (บทความหนึ่งใน 100 เรื่อง เมืองสุรินทร์) บอกว่า สิ่งที่ใช้รักษาก็คือคาถาและการเสกเป่าให้กระดูกเชื่อมกัน ที่เรียกว่า จอด

@@@@@@@

ครูผู็ถ่ายทอดวิชาจะบอกคาถาให้ท่องตามหลายๆ ครั้งจนจำได้ ในการเรียนนั้นถ้าเรียนในตอนที่มีการต่อกระดูกของผู้ป่วย หรือเรียนในเหตุการณ์จริง เรียนแล้วใช้รักษาเลยทันที ท่านว่าคาถาจะมีความขลังมากขึ้น เวลาจะใช้คาถานี้ก็ให้ระลึกถึงครูเดอม (ครูต้นกำเนิด) ก่อนจึงว่าคาถาดังนี้

“โอม พุทโธ, อะหิคะติด ธัมโม, อะหิคะติด สังโฆ, อะหิคะติด นะ อะหิคะติด ปะ, อะหิคะติด ระ, อะหิคะติด อะ, อะหิคะติด อุ, อะหิคะติด อะหัง อะหิคะติด”

ระหว่างบริกรรมคาถาดังกล่าว 3 จบ ก็เคี้ยวหมากในปากไปด้วย จนหมากแหลกแล้วเป่าพ่นน้ำหมากลงตําแหน่งที่กระดูกหัก 3 รอบ ทําเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง ทั้งเช้าและเย็น ประมาณ 5-7 วัน กระดูกก็จะต่อกันได้ดังเดิม

ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านก็ดี การรักษาอาการเจ็บป่วยของหมอกลางบ้านก็ดี ที่ใช้สมุนไพร และคาถาอาคมเสกเป่า ในการรักษาพยาบาล ถึงวันนี้อาจดูเชย ไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ ฯลฯ แต่ในอดีต ที่การแพทย์ยังไม่เจริญแพร่หลาย การคมนาคมไม่สะดวก ฯลฯ ก็ช่วยคนจำรวนไม่น้อยให้รอดชีวิตมาได้



ข้อมูลจาก : อัษฏางค์ ชมดี บรรณธิการ. 100 เรื่อง เมืองสุรินทร์, สำนักพิมพ์สุรินทร์สโมสร,  พิมพ์ครั้งที่ 1 เมษายน 2551
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่ข้อมูลครั้งแรกในระบบออนไลน์ : เมื่อ 14 สิงหาคม 2563
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_54152

 5 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:41:06 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




กราบแบบ "อัษฎางคประดิษฐ์" ในศิลปะเขมร

การกราบอีกแบบหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นท่ายากที่สุดท่าหนึ่งในบรรดาท่ากราบทั้งหมด เพราะต้องทุ่มเทแรงกายและใจในการกราบมากกว่าท่าทั่วไปนั่นคือท่า “อัษฎางคประดิษฐ์”

การกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ คือ การกราบโดยให้องคาพยพทั้ง 8 ตำแหน่งของร่างกาย อันได้แก่
    - หน้าผาก 1
    - หน้าอก(บางแห่งว่าหน้าท้อง) 1
    - ฝ่ามือทั้ง 2
    - เข่าทั้ง 2 และ
    - ปลายเท้าทั้ง 2
สัมผัสธรณี มักเข้าใจและเรียกกันว่าเป็นการกราบแบบธิเบต

แต่อันที่จริงแล้ว เป็นท่านมัสการที่แพร่หลายทั่วไปอยู่แล้ว ในกลุ่มผู้นับพุทธศาสนิกชนที่นับถือลัทธิตันตรยานหรือวัชรยาน เช่น ในอินเดีย กัมพูชาสมัยเมืองพระนคร กระทั่งธิเบต เนปาล และภูฏาน ทุกวันนี้ก็ยังทำกันอยู่เป็นกิจวัตร

ท่านี้น่าจะใช้มาตั้งแต่แรกสถาปนาลัทธิตันตรยานในอินเดีย เมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่ 13 กันเลยทีเดียว โดยน่าจะขอยืมมาจากท่านมัสการของศาสนาพราหมณ์

ในที่นี้ขอนำตัวอย่างของการกราบอัษฎางคประดิษฐ์ที่เป็นภาพสลักในศิลปะกัมพูชามาให้ดูกัน 3 ภาพ ดังนี้

@@@@@@@

ตัวอย่างที่ 1. ทับหลังที่สลักเสร็จไปครึ่งเดียวจากปราสาทพิมาย จ.นครราชสีมา จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ศิลปะนครวัด ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17 แสดงภาพบุรุษสูงศักดิ์ที่อาจได้แก่พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 แห่งดินแดนมหิธรปุระ ผู้ทรงสร้างปราสาทประธานของปราสาทพิมายทรงทอดพระวรกายรับหรือถวายพระเต้า (หม้อน้ำ) ที่น่าจะบรรจุน้ำพระพุทธมนตร์ศักดิ์สิทธิ์จากพระกัมรเตงชคตวิมายะหรือพระวิมายะ พระประธานของปราสาทพิมาย พระนามของพระองค์เป็นชื่อของปราสาทและเมืองพิมายจนทุกวันนี้

ตัวอย่างที่ 2. หน้าบันของปราสาทตาพรม จ.เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ทับหลังแสดงภาพบุรุษสูงศักดิ์กำลังนมัสการรูปพระตถาคตที่ตอนบนของทับหลังซึ่งถูกทำลายไปแล้ว อาจมุ่งให้หมายถึงการนมัสการรูปพระตถาคตของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ทรงสร้างปราสาทแห่งนี้ถวายพระราชชนนีศรีชัยราชจุฑามณีในรูปพระนางปรัชญาปารมิตาเมื่อ พ.ศ. 1729

ตัวอย่างที่ 3. ภาพสลักบนผนังระเบียงคดชั้นในด้านทิศใต้ของปราสาทบายน สันนิษฐานว่าสลักขึ้นในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ผู้ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวะอย่างแรงกล้า แสดงภาพบุรุษสูงศักดิ์ที่อาจมุ่งให้หมายถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ทรงนมัสการรูปพระวิษณุในเทวาลัยด้วยท่าอัษฎางคประดิษฐ์ จะเห็นว่าแม้ในศาสนาพราหมณ์ก็ยังใช้ท่าอัษฎางคประดิษฐ์ในการแสดงความเคารพสูงสุดเช่นกัน


@@@@@@@

ส่วนความหมายและองค์คุณของการกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ผู้รู้หลายท่านต่างอธิบายไว้อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยและการตีความของแต่ละท่าน




ขอบพระคุณ : เพจห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ที่อนุญาต ให้นำมาเผยแพร่ต่อ
https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom/?fref=ts
ผู้เขียน : ห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2561
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_4131

 6 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:24:48 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




“อัษฎางคประณต” แปลว่าอะไร ส่องท่าเคารพที่ไม่ค่อยพบในหมู่คนไทย

อัษฎางคประณต คำนี้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไม่มี. อาจเป็นเพราะว่า ในเมืองไทยเรา หรือคนไทยเราไม่มีใครทำความเคารพแบบนี้. อย่างสุดยอดของเราก็แค่ “เบญจางคประดิษฐ”.

เบญจางคประดิษฐ แปลตามศัพท์ว่า ตั้งไว้ซึ่งองค์ ๕, คือ การทำความเคารพด้วยอวัยวะ ๕ แห่งแตะพระธรณี คือ หัว (๑), มือ (๒) และหัวเข่า อีก ๒, ก็คือกราบนั่นเอง.

แต่ฉบับมติชน มี, และว่าดังนี้

“อัษฎางคประณต (อัด-สะ-ดาง-คะ-ปฺระ-นด) น. การทำความเคารพซึ่งถึงพร้อมด้วยองค์ ๘ แตะต้องธรณี คือ มือทั้ง ๒, เข่าทั้ง ๒ เท้าทั้ง ๒ หน้าผากและอก.

“อัษฎางค์” แปลว่า “องค์ ๘“, คือเพิ่มขึ้นมาจาก เบญจางค์ (๕) อีก ๓, คือ ๒ เท้า และ ๑ อก.

@@@@@@@

ได้เห็นคำแปลอย่างนี้แล้วอดนึกถึงเอกสารชิ้น (และชั้น) หนึ่งเสียมิได้ นั่นก็คือ จารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ (วัดศรีชุม). พระมหาเถรศรีศรัทธา หลานลุงของพ่อขุนผาเมือง ท่านออกบวช และได้ไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ลังกา แล้วกลับมาเล่าให้สานุศิษย์ของท่านฟัง ศิษย์ของท่านจึงจารึกแผ่นหินไว้ ได้กล่าวถึงการทำความเคารพพระบรมสารีริกธาตุไว้หลายประการ (ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๖๘ ถึง ๗๒) ดังนี้

“พระเกศธาตุเส้นหนึ่งเลื่อมงาม คว้างมาแต่บน สะพัดเหนือหัวพระศรีศรัทธาราชจุฬามุนี (พระศรีศรัทธาราชจุฬามุนี) ยินศรัทธาน้ำตาถั่งตกหนักหนา บูชาทั้ง ตน อก เข่าซอง ทั้งหลาย บมิว่าถี่เลย ชาวสีหลทั้งหลายเห็นอัศจรรย์ดังอั้น เขาจึงชันทอดตนไหว้คันพัดเบญจางค์ นอนพกชังตีนพระศรีศรัทธาราชจุฬามุนี คนทั้งหลายไหว้คันเต็มแผ่นดิน อุปมาดังเรียงท่อนอ้อยไว้มากดามดาษเต็มสถานที่นั้นแล”.

ข้อความที่ยกมานี้มีการทำความเคารพอยู่ ๒ แห่ง, คือ

(๑) “บูชาทั้งตน อก เข่าซอง“, การที่จะเอาอกแตะธรณีได้นี่ มันต้องนอนคว่ำ ใช่ไหมครับ.

(๒) “ชันทอดตนไหว้คันพัดเบญจางค์“. ในวรรคนี้มีคำขัดกันอยู่, คือ “ทอดตน” อีนี่นอนแหงๆ แต่มีคำเบญจางค์เข้ามาขัด. เบญจางค์ แปลว่า ๕ เข้าทำนองว่าจะเป็นเบญจางคประดิษฐ. แต่ความต่อมาก็ขยายความให้รู้ว่า นอน คือคำ “นอนพกชังตีน“. พก คือ พลิก (เช่น “ยินพระยศเกรอกเกรียง เพียงพกแผ่นฟากฟ้า-ตะเลงพ่าย”). ชัง คือ ชังฆ์ แปลว่า แข้ง, ขา. “นอนพกชังตีน” คือ นอนพลิกคว่ำเอาแข้งนาบธรณี.


@@@@@@@

ความตรงนี้เมื่อคราวสัมมนา คุณชูศักดิ์ ทิพยเกษร ผู้เข้าร่วมสัมมนาในฐานะเจ้าหน้าที่ของหอฯ บอกว่า นอนคว่ำไหว้ ไม่มีใครเชื่อ, เช่นนั้น คำแปลของตรงนี้จึงไม่มีในเอกสารของหอฯ ที่ไขคำในจารึก.

อย่างไรก็ตาม หลังจากจบสัมมนาแล้ว ผมก็ตระเวนไปตามศาสนสถานต่างๆ ไม่ว่าวัดจีน วัดญวน วัดแขก และโบสถ์คริสต์ ก็ไม่เว้น, ไปเจอลูกฟลุคเอาที่วัดเทพมณเฑียร (ฮินดูสมาช) ทุกเย็นที่นั่นมีศาสนิกมาสวดมนต์ โดยมีบัณฑิตแขกเป็นผู้นำ พอจบแล้วทุกคนคุกเข่าลงกราบ (หนเดียว) แต่บัณฑิตผู้นำนั้นก็คุกเข่าลง ค่อยๆ ก้มแล้วก็เอาอกไถพรืดลงไปนอนเหยียดยาวทั้งมือยังประนมอยู่นั้น.

อย่างนี้เรียก “อัษฎางคประณต” หรือเปล่า. พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ถ้าไม่ได้เห็นแก่ตาตัวเอง ผมจึงถ่ายรูปมาให้ดู.




ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กุมภาพันธ์ 2549
ผู้เขียน : ภาษิต จิตรภาษา
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_7466

 7 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:03:13 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



อนุโมทนาบุญ วัดเจดีย์ ‘ไอ้ไข่’ มอบเงินให้ รพ.มหาราชฯ 10 ล้าน สมทบซื้อเครื่องมือแพทย์

วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเฟซบุ๊ก “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ (พลังศรัทธา นำมาซึ่ง ปาฎิหาริย์)” ได้เผยแพร่กำหนดการทำบุญอุทิศถวาย พระครูเจติยาภิรักษ์ (พ่อท่านเทิ่ม ชมุตุตโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ โดยในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ วัดเจดีย์จะมอบเงินจำนวน 10 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลมหาราช จ.นครศรีธรรมราช เพื่อสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ นอกจากนี้ ยังมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนใน อ.สิชล และส่งมอบห้องน้ำ รวมถึงส่งมอบรถตู้ประจำโรงเรียนบ้านน้ำ ฯลฯ

โดยข้อความระบุว่า “พรุ่งนี้ (15 ส.ค.63 ) เวลา 09.00 น. ที่ #วัดเจดีย์(ไอ้ไข่) ตำบลฉลอง อำเภอสิชล #เมืองนคร ทางวัดเจดีย์ จะมอบเงินจำนวน 10 ล้านบาท ให้กับ #โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ อนุโมทนาสาธุ กับทางวัดด้วยนะครับ”




ข้อมูลจาก : สายัณห์ ศรีใหม่
วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.33 น.
ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/511783

 8 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:54:12 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



การอบรมสั่งสอน ประชาชนและพระเณร ของ 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต'

การอบรมสั่งสอนประชาชนและพระเณร ถ้ามีคนมาเกี่ยวข้องมาก ท่าน (พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) ก็แบ่งเป็นเวลา ไม่ให้ตรงกัน คือ บ่ายราว ๔-๕ โมงเย็น อบรมคณะญาติโยม แต่ ๑ ทุ่มขึ้นไปอบรมพระเณร พอเลิกจากประชุม ต่างองค์ต่างไปที่พักของตน และประกอบความเพียร

เวลาพักอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคอีสาน ท่านปฏิบัติต่อประชาชน พระเณรอย่างหนึ่ง ในเที่ยวแรกกับเที่ยวที่ ๒ เวลาท่านไปพักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่และกลับไปอุดรเที่ยวที่ ๓ คือ เที่ยวสุดท้าย ท่านปฏิบัติกับประชาชน พระเณรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผิดกับแต่ก่อนอยู่มาก แต่ทั้งสองตอนหลังนี้ จะรอไว้เขียนข้างหน้าเพื่อให้เรื่องติดต่อกันไม่ขาดความ

ท่านสนใจสั่งสอนพระเณรมากเป็นพิเศษ ถ้าปรากฏว่ารายใดภาวนาจิตเป็นไปและรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับภายนอกหรือภายใน ท่านจะพยายามสนใจและเรียกมาสอบอารมณ์เป็นพิเศษ เพราะตามธรรมดาของผู้ปฏิบัติภาวนาทั่ว ๆ ไป ย่อมมีจริตนิสัยแปลกต่างกัน

การปฏิบัติและความรู้ที่เกิดขึ้นจากการภาวนาก็มีความแปลกต่างกันเป็นราย ๆ แต่ผลคือความสงบสุขเย็นใจนั้นเหมือนกัน ที่แปลกต่างกันก็คืออุบายวิธีและความรู้ความเห็นที่ปรากฏขึ้นในขณะภาวนา บางรายก็รู้เกี่ยวกับสิ่งภายในด้วย เกี่ยวกับสิ่งภายนอกด้วย เช่น เห็นภูตผีเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เห็นเทวบุตรเทวดาเป็นต้น เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เห็นคนหรือสัตว์มาตายอยู่ต่อหน้าบ้าง เห็นเขาหามผีมาทิ้งไว้ต่อหน้าบ้าง เห็นร่างของตัวออกไปนอนตายอยู่ต่อหน้าบ้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สุดวิสัยของผู้เพิ่งรู้เพิ่งเห็นในขณะเริ่มต้นภาวนาและจิตเริ่มสงบ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สุดวิสัยที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องแม่นยำได้ทุก ๆ กรณีไป ทั้งไม่แน่ใจว่าที่ปรากฏขึ้นมาแต่ละอย่างนั้น จะมีความผิดถูกแฝงอยู่ประการใดบ้าง บางรายที่เป็นนิสัยไม่ชอบใคร่ครวญก็อาจเห็นผิดไปตาม และยึดถือเอาว่าเป็นความจริง ก็ยิ่งเป็นทางล่อแหลมต่อความเสียหายในอนาคตมากขึ้น


@@@@@@@

แต่นิสัยที่จิตออกรู้สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมาขณะที่จิตสงบลง มีจำนวนน้อยมาก ร้อยละห้าคนก็ทั้งยาก แต่ก็ต้องมีรายหนึ่งจนได้ ที่จะปรากฏเช่นนั้นขึ้นมา จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องได้รับการแนะนำจากท่านผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในทางนี้มาก่อน

เวลาพระธุดงค์ท่านเล่าผลของการภาวนาที่ปรากฏในลักษณะต่าง ๆ กันถวายครูอาจารย์ และเวลาอาจารย์ชี้แจงวิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่รู้ที่เห็นให้ผู้มาศึกษาไต่ถามฟัง รู้สึกว่าซาบซึ้งจับใจเพลิดเพลินในการฟังไม่อยากให้จบลงอย่างง่าย ๆ เวลาอธิบาย ท่านแยกประเภทแห่งนิมิตออกเป็นตอน ๆ และอธิบายวิธีปฏิบัติต่อนิมิตนั้น ๆ อย่างละเอียดลออมาก จนผู้ฟังหายสงสัย และร่าเริงในธรรมที่ท่านแสดงให้ฟัง พร้อมทั้งความมีแก่ใจที่จะบำเพ็ญตนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้รายที่ไม่ปรากฏเห็นนิมิตเกี่ยวกับสิ่งภายนอก แต่ก็น่าฟังไปอีกทางหนึ่ง

เวลาท่านเล่าความสงบสุขของใจที่รวมลงสู่ความสงบ ตลอดอุบายวิธีที่ท่านทำถวายอาจารย์ ผู้ที่ยังไม่สามารถถึงขั้นที่ได้ยินได้ฟังในขณะนั้น ก็เกิดศรัทธาความเชื่อมั่นขึ้นมา ที่จะพยายามทำให้ได้อย่างนั้นบ้าง หรือยิ่งกว่านั้นบ้าง ทั้งผู้ที่มีจิตเป็นไปและผู้ที่กำลังตะเกียกตะกาย ต่างก็ได้รับความปลาบปลื้มปีติในขณะฟัง บางรายเวลาจิตสงบลง ปรากฏว่าได้ไปเที่ยวบนสวรรค์ชมวิมานชั้นต่าง ๆ จนจวนสว่าง ใจถึงกลับสู่ร่างและรู้สึกตัวขึ้นมาก็มี บางรายลงไปเที่ยวปลงธรรมสังเวชกับพวกเสวยกรรมต่าง ๆ กันในนรกก็มี บางรายทั้งขึ้นไปเที่ยวบนสวรรค์ทั้งลงไปเที่ยวในนรก ดูสภาพทั้งสองแห่งซึ่งมีความแตกต่างกันมาก คือพวกหนึ่งรื่นเริงบันเทิง แต่อีกพวกหนึ่งคร่ำครวญด้วยความทุกข์ทรมาน ซึ่งไม่มีกำหนดว่าจะพ้นโทษไปได้เมื่อไรก็มี บางรายก็ต้อนรับแขกคือพวกภูตผีและเทวดาที่มาจากที่ต่าง ๆ คือชั้นบนบ้าง รุกขเทพฯบ้าง

@@@@@@@

ขณะที่จิตสงบลง บางรายก็เสวยความสงบสุขที่เกิดจากสมาธิประเภทต่าง ๆ กันตามกำลังของตัวบ้าง บางรายก็พิจารณาทางปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์ออกเป็นแผนก และแยกให้สลายจากกันจนเป็นคนละชิ้นละส่วน และทำให้สลายลงสู่คติเดิมของตนบ้าง บางรายก็กำลังเริ่มฝึกหัดและกำลังล้มลุกคลุกคลาน เหมือนเด็กกำลังฝึกหัดนั่งบ้างเดินบ้างต่าง ๆ กัน บางรายภาวนาบังคับจิตให้ลงอย่างใจหวังไม่ได้ เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจร้องไห้บ้าง บางรายได้ยินท่านสนทนาธรรมประเภทต่าง ๆ ตามภูมิที่ตนรู้เห็นกับอาจารย์เกิดความปีติและอัศจรรย์ในธรรมนั้น ๆ แล้วร้องไห้บ้าง

บางรายก็ไปเป็นทัพพีนอนแช่อยู่กับแกงไม่รู้รสของแกงว่าเป็นอย่างไร และทำตัวขวางหม้อต้มหม้อแกงอยู่ ซึ่งเป็นธรรมดา ของหลายอย่างอยู่ด้วยกันย่อมมีทั้งดีทั้งชั่วปะปนกันไปแต่ไหนแต่ไรมา ผู้มีสติปัญญาก็เลือกเก็บเอาเฉพาะที่เห็นว่าดีและเป็นประโยชน์ ก็เป็นสาระแก่ผู้รอบคอบนั้น รายเช่นนี้แม้ผู้เขียนเองก็ไม่รับรองตัว คงต้องมีส่วนอยู่ด้วยจนได้ ท่านผู้อ่านกรุณาผ่านไป อย่าได้สนใจ เพราะเรื่องเช่นนี้ แม้ในบ้านและในตัวเราเองก็อาจมีในบางครั้งบางคราว และอาจมีอยู่ทั่วไป

ท่านมาอยู่อบรมสั่งสอนภาคอีสานเที่ยวที่สองนี้ปรากฏว่าหลายปี แต่การจำพรรษาไม่ค่อยซ้ำที่เก่า ในปีหลังพอออกพรรษาแล้วก็ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาไปแบบสุคโต เหมือนนกที่มีเฉพาะปีกกับหาง บินไปเที่ยวหากินในที่ต่าง ๆ ตามความสบาย บินไปจับต้นไม้และหากินบนต้นไม้ใด บึงหรือหนองใด พออิ่มแล้วก็บินไปอย่างสบายหายห่วง ไม่คิดว่าไม้ต้นนั้น ผลไม้นั้น เปือกตมนั้น บึงนั้น หนองนั้นเป็นของมัน

@@@@@@@

ผู้ปฏิบัติธรรมได้แบบนกก็เป็นสุขไปทางหนึ่ง ซึ่งยากจะทำได้ เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์หมู่ สัตว์พวก ชอบอยู่กันเป็นหมู่เป็นพวก และชอบติดถิ่นฐานบ้านเรือน ผู้จะออกไปโดดเดี่ยวดังท่านพระอาจารย์มั่นปฏิบัติมาในบั้นต้นและจวบบั้นปลาย คือ เวลาท่านอยู่เชียงใหม่ จึงรู้สึกฝืนใจไม่น้อยเลย ขออภัยถ้าเทียบก็ราวกับจูงสัตว์บกใส่น้ำใส่ฝนฉะนั้น แต่ถ้าใจคุ้นกับธรรมแล้วกลับตรงข้าม คือชอบไปคนเดียว อยู่คนเดียว อิริยาบถทั้งสี่เป็นเรื่องของคน ๆ เดียว ใจดวงเดียว ไม่มีอารมณ์เครื่องก่อกวนยุ่งเหยิง นอกจากธรรมเป็นอารมณ์อันพาให้สบายเท่านั้น

ฉะนั้น ท่านผู้มีใจเป็นเอการมณ์ คือ มีธรรมเป็นอารมณ์เพียงอย่างเดียว จึงเป็นใจที่แสนสบายและสว่างไสว ไม่มีอะไรมาปกปิดกำบังให้อับเฉาเมามัว เป็นผู้อยู่ตัวเปล่า ใจเปล่าจากอารมณ์ ชมสันติสุขด้วยธรรมชาติที่มีอยู่กับตัวอย่างสมบูรณ์ ไม่เกรงกลัวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและสิ้นไปหมดไป เพราะเป็นอกาลิกธรรม คือธรรมที่ปราศจากกาลสถานที่ มีอยู่กับใจที่ปราศจากสมมุติเครื่องหลอกลวง พระอาจารย์มั่นท่านดำเนินแบบสุคโต ไปเป็นสุข อยู่เป็นสุข นั่งเป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข นอนเป็นสุข นำหมู่คณะโดยสุคโต แต่บรรดาลูกศิษย์ที่พยายามตามให้เป็นไปตามความประสงค์ท่านรู้สึกว่ามีน้อยในธรรมขั้นสูง แต่ก็ยังนับว่าเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอยู่มาก

เวลาท่านพาออกบิณฑบาตเฉพาะองค์ ท่านเองจะมีเรื่องสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาเป็นอารมณ์คู่เคียงกับธรรมภายในใจ ให้แสดงออกทางวาจาพอผู้เดินทางตามหลังถัดท่านได้ยินชัดถ้อยชัดคำ อันเป็นเชิงสอนเราให้รู้วิบากกรรมว่า แม้สัตว์เดียรัจฉานก็ยังมีและเสวยกรรมไปตามวิบากของมัน โดยนำเรื่องของสัตว์นั้น ๆ ที่เดินผ่านไป พบเห็นเขาเที่ยวหากินอยู่ตามรายทางมาแสดง เพื่อมิให้ประมาทเขาว่าเป็นสัตว์ที่เกิดในกำเนิดที่ต่ำทราม ความจริงเขาเพียงเสวยกรรมตามวาระที่เวียนมาถึงเท่านั้น เช่นเดียวกับมนุษย์เราเกิดเสวยชาติเป็นคน ซึ่งมีความสุขบ้างทุกข์บ้างตามวาระของกรรมที่อำนวยในเวลาต่าง ๆ กัน

@@@@@@@

ฉะนั้น ที่ท่านพร่ำเรื่องของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีไก่ สุนัข วัว ควายเป็นต้น
   - เพราะความสงสารที่เขาต้องมาเป็นอย่างนั้น หนึ่ง
   - เพราะความตระหนักในกรรมของสัตว์ว่ามีต่าง ๆ กัน หนึ่ง
   - เพราะท่านและพวกเราที่กำลังเป็นมนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่งที่พาให้มาเป็นเช่นนี้ ซึ่งล้วนเคยผ่านกำเนิดต่าง ๆ มาจนนับไม่ถ้วน หนึ่ง
   - เพราะความวิตกรำพึงกับสิ่งที่พาให้เป็นภพเป็นชาติประจำมวลสัตว์ ว่าเป็นสิ่งลึกลับมาก ยากที่จะรู้เห็นได้แม้มีอยู่กับตัวทั่วกัน ถ้าไม่ฉลาดแก้หรือถอดถอนออกได้ก็ต้องเป็นภัยอยู่ร่ำไป ไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะหลุดพ้นไปได้ในกาลและสถานที่ใด ๆ หนึ่ง

แทบทุกครั้งที่ออกบิณฑบาต ท่านจะนำเรื่องสัตว์หรือเรื่องคนมาพร่ำไปตามสายทางในลักษณะที่กล่าวมา ผู้สนใจพิจารณาตามก็เกิดสติปัญญา ได้อุบายต่าง ๆ จากท่าน ผู้ไม่สนใจพิจารณาตามก็ไม่เกิดประโยชน์ และยังอาจคิดไปว่าท่านพูดอะไรกับสัตว์กับมนุษย์ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่มีทางทราบได้ เพราะท่านมิได้พูดเฉพาะหน้าเขา ดังนี้ก็อาจมีได้



ที่มา : คัดลอกจากประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ตอนที่ ๑ โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ตอน "การอบรมสั่งสอนประชาชนและพระเณร" ใน http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-mun/lp-mun-hist-12-03.htm
ขอบคุณ : https://www.naewna.com/likesara/511841
วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.26 น.

 9 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:47:06 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan




“สวดมนต์” อาการเสื่อมถอยของพุทธศาสนา

มีชาวพุทธเป็นจำนวนมาก หันมาเอาดีทาง “สวดมนต์” แม้แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ดูเหมือนจะเห็นการสวดมนต์เป็นกิจกรรมที่ดี ได้มีการปลูกฝังการสวดมนต์ตั้งแต่ที่หน้าเสาธงของเด็กๆทุกเช้า และพระสงฆ์ก็มีการสวดมนต์ในการ “ทำวัตรเช้า-ค่ำ” ก่อนนอน พ่อแม่ก็มักจะสอนลูกหลานให้ไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน

ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่มีพิธีสงฆ์เป็นด้านหลัก ก็มีการสวดมนต์ (“สวดมนต์” ใช้กับงานอวมงคล ถ้าเป็นงานมงคลใช้คำว่า “เจริญพระพุทธมนต์”) กลายเป็นว่า ทุกงานพิธีของพุทธศาสนา จะขาดการสวดมนต์ไม่ได้เลย การสวดมนต์ของพระสงฆ์ไทย มีจังหวะจะโคนเป็นท่วงทำนองพร้อมเพรียงกัน ฟังไพเราะ ต่างจากการสวดมนต์ในหลายประเทศที่ต่างคนต่างสวด ไม่พร้อมเพรียงกัน

สมัยผมเป็นพระภิกษุ จำได้ว่า ไม่มีการสวดให้พรหลังรับบิณฑบาต คือรับบิณฑบาตแล้ว พระสงฆ์(และสามเณร) ก็เดินจากไปเฉยๆ ระยะหลังมานี้(ไม่รู้ว่าเริ่มเมื่อไร) พระเณรมีการสวดยถาสัพพี (ให้พร) แก่ญาติโยมผู้ใส่บาตร(ตักบาตรนั่นแหละ)ด้วย

เมื่อเห็นคำสั่งของมหาเถรสมาคมเรื่องไม่ให้พระเณรสวดให้พรหลังรับบิณฑบาต ก็เลยนึกได้ว่า แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีการสวดให้พรหลังรับบิณฑบาต เมื่อมีคำสั่งอย่างนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องแปลก(ทั้งๆที่เป็นธรรมเนียมนิยมมาแต่ไหนแต่ไรว่าไม่มีการสวดให้พรแก่ญาติโยมหลังรับบิณฑบาต)

นานเข้าก็กลายเป็นธรรมเนียมว่า เมื่อใส่บาตรแล้วโยมต้องประนมมือคอยรับพรจากพระเณร โยมบางคนถึงกับทวงคำพรจากพระเณร ต้องได้รับพรก่อนจึงถือว่าได้ใส่บาตรแล้ว เมื่อครั้งในหลวง ร.9 ทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาต ก็ไม่ปรากฏว่า ทรงสวดยถาสัพพีแก่ผู้ถวายบิณฑบาตแต่อย่างใด


@@@@@@@

เคยเห็น “สมเด็จพระญาณสังวรฯ” ทรงบิณฑบาตแถวๆบางลำพู(ใกล้วัดบวรนิเวศ) ก็ไม่เคยเห็นว่าทรงสวดให้พรแก่ญาติโยมแม้แต่ครั้งเดียว ก็เลยคิดว่า ธรรมเนียมการสวดให้พรหลังรับบิณฑบาตน่าจะเพิ่งมีเมื่อไม่กี่ปีมานี้ (และคงจะเป็นที่นิยม จนกลายเป็นธรรมเนียมนิยมในที่สุด)

ที่ซอยที่ผมอยู่อาศัย มักจะได้ยินเสียงสวดให้พรจากหลวงตารูปหนึ่ง ท่านสวดเสียงดังมาก ได้ยินกันทั้งซอย และปรากฏว่า มีญาติโยมนิยมใส่บาตรกับท่านมากขึ้นทุกวัน แสดงว่าคำสวดให้พรของท่านได้ผล เรียกศรัทธาให้คนออกมาใส่บาตรมากขึ้น

แต่จำได้ว่า พระพุทธเจ้าเคยห้ามพระสงฆ์ “ให้พร” เพราะการให้พร เป็นอาการประจบประแจงอย่างหนึ่ง และเป็นการขัดกับคำสอนเรื่อง “กรรม” ของพระพุทธเจ้าที่สอนว่า คนเราจะเจริญหรือเสื่อมเป็นเพราะการกระทำ(กรรม) ของตน พรใดๆก็บันดาลให้เกิดความเจริญและความเสื่อมได้

ในทางพุทธศาสนา ถ้าจะมีการสวดของพระสงฆ์ ก็เป็นการ “สาธยาย” ซึ่งเป็นการทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่การ “สวดมนต์” อย่างที่ฝรั่งใช้คำว่า pray เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้านำหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท” ขึ้นสาธยาย (เหมือนสวดทบทวน) แต่นั่นก็ไม่ใช่การสวดมนต์ แต่เป็นการทบทวนหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท” ที่ทรงพิจารณาเห็นต่างหาก

บทสวดมนต์ที่พระสงฆ์ใช้สวดในพิธีต่างๆ ล้วนแต่หรือส่วนมากเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แม้แต่บทสวด “พาหุง” (หรือ “ชัยมงคลคาถา”) ก็เป็นเรื่องราวในพุทธประวัติตอนหนึ่ง ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้ามีชัยชนะอะไรบ้าง เพื่อจะบอกว่า พระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญบารมี(ทำกรรม) อะไรบ้าง จึงส่งผลให้พระองค์มีชัยชนะอย่างไร พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า พระองค์จะไม่มีใครปลงพระชนม์ได้ (จะไม่สิ้นพระชนม์ด้วยอาวุธใดๆ) เพราะในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ไม่เคยทำร้ายใครๆ นั่นเอง

@@@@@@@

เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล รอดตายจากการถูกยิงถล่มที่บางขุนพรหมคราวนั้น ท่านบอกว่าได้แขวนพระ(หลวงพ่อ,หลวงตา) องค์นั้นองค์นี้ แต่ท่านก็บอกว่าคุณแคล้ว ธนิกุล แขวนพระสมเด็จฯ ราคาเป็นสิบๆล้าน ก็ต้องถูกยิงตาย พระสมเด็จฯในคอช่วยอะไรไม่ได้ เพราะกรรมมาถึง

อยากจะบอกว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล รอดตายคราวนั้น ก็ไม่ใช่เพราะ “หลวงพ่อ,หลวงตา” ใดๆ ช่วยท่านไว้หรอกเป็นเพราะ “กรรม” ต่างหาก แต่กรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นกรรมในสังสารวัฏฏ์ (ไม่รู้ว่าเป็นกรรมแต่ปางไหน) คงเป็นเพราะว่าคุณสนธิ ไม่มีกรรมชนิดถูกฆ่าด้วยอาวุธมากกว่า เรื่อง “ผลของกรรม” (กัมมวิบาก) เป็น “อจินไตย” อย่างหนึ่ง เกินกว่าจะนึกคิดเอาได้ ถ้าของขลังและการสวดมนต์สามารถบันดาลผลต่างๆได้ตามที่ปรารถนา เรื่อง “กรรม” ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ก็คงไม่มีความหมาย

ขึ้นหัวเรื่องว่า “สวดมนต์ อาการเสื่อมถอยของพุทธศาสนา” วันนี้ เพื่อเตือนสติชาวพุทธว่า การสวดมนต์ อาจจะเป็นเรื่องดี แต่พระพุทธเจ้าไม่ยกย่อง “พิธีกรรม” ต่างๆ ซึ่งน่าคิดว่าความหมายในคำสวดของศาสนาต่างๆนั้น ล้วนแต่เป็นการอ้อนวอนขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลโชคลาภและความสวัสดีทั้งสิ้น แต่ในบทสวดของพระสงฆ์ในพุทธศาสนามีแต่คำสอนที่สัมพันธ์กับเรื่องกรรม พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลอาจจะมีการ “สาธยาย” บ้างแต่ก็เพื่อการพิจารณาธรรม (คำสอน) ในบทสวดนั้นๆ เท่านั้น

การสาธยาย(ท่องบ่นคำสอน) กับการสวดมนต์ (pray)ต่างกัน แม้แต่บทสวดที่พระสงฆ์นำมาสวดอย่าง “ขันธปริตต์” และ “เมตตสูตร” หรือบทสวด กรณีฯซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่สวดเพื่อขับไล่หรือป้องกันภัยอันตรายใดๆ ในทางศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นคำสอนให้พระสงฆ์มีเมตตาจิตทั้งสิ้น เข้าใจว่า การสวดมนต์คงได้แบบอย่างมาจากการสวด “พระเวท” ของศาสนาพราหมณ์ในยุคเสื่อมถอยแล้ว (ใช้คำว่า “เสื่อมถอย” เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า “เสื่อม” ซึ่งมีผู้ทักท้วงว่า คำสอนทางศาสนาหรือธรรมะไม่มีการเสื่อม มีแต่คนเท่านั้นแหละที่เสื่อม!)


@@@@@@@

อันที่จริง การสวดมนต์เป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับพุทธศาสนา การสวดมนต์อาจจะเป็นความงมงายก็ได้ ถ้าเป็นการสวดเพื่อความศักดิ์สิทธิ์หรือเพื่อความขลัง หรือเพื่อการอ้อนวอนขอฤทธิ์อำนาจจากพระพุทธเจ้า-พระธรรม หรือแม้แต่จากพระสงฆ์ (หลวงปู่,หลวงพ่อ,หลวงตา)

บางสำนักหรือบางวัด จึงพยายามให้มีคำแปลในแต่ละบทสวดด้วย เพื่อให้ผู้สวดและผู้ฟังรู้ความหมายของคำสวดมนต์ แต่ก็ดูเหมือนว่า การสวดมนต์ของชาวพุทธ มุ่งเพื่อความขลัง-ความศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อขออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามศาสนาอื่นๆ มากขึ้น-มากขึ้น

การสวดมนต์ก็เลยทำให้ชาวพุทธลืมคำสอนของพระพุทธเจ้า คือคำสอนเรื่อง “กรรม” โดยสิ้นเชิง แม้แต่คนระดับ “ปัญญาชน” ของสังคมก็ลืมเรื่องกรรม หันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆกันมากขึ้น

แม้แต่คำว่า “พุทโธ” ที่พระสายกรรมฐานใช้บริกรรมเพื่อกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ก็เท่ากับเป็นบทสวด ทั้งๆที่คำว่า “พุทโธ” ไม่มีในวิธีอานาปานสติในพุทธวจน (มีแต่การให้กำหนดลมหายใจยาวและสั้น เข้าและออกเท่านั้น) อย่างไรก็ตาม การบริกรรม(สวด) ว่า “พุทโธ” ก็เป็นอุบายที่ดี แต่ก็จะเป็นความงมงายเมื่อยึดถือ (เชื่อ) ตามๆกัน เหมือนการสวดมนต์นั่นเอง

อยากจะให้ชาวพุทธหันมาหาความหมายของบทสวดมนต์ ซึ่งล้วนแต่สอนเรื่อง “กรรม” ให้คนเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมันในการกระทำ (กรรม) ของตัวเองให้มากขึ้น

@@@@@@@

แม้แต่คำว่า “พรหมจรรย์” ที่พระพุทธเจ้าเอาคำสอนในยุคสมัยมาใช้ ก็ไม่ใช่พรหมจรรย์อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่หมายถึงอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเริ่มตั้งแต่การมีความคิดเห็น (ทิฏฐิ หรือ ศรัทธา) ที่ถูกต้อง จนถึงการมีสมาธิและปัญญา (อันเกิดจากศีลหรือความประพฤติที่ถูกต้อง) ไม่ใช่แค่การบวชนุ่งห่มจีวรอย่างพระสงฆ์เท่านั้น

เมื่อความงมงายมีอยู่ในการสวดมนต์ การกระทำต่างๆก็ค่อยๆ เป็นไปตามกัน แม้แต่การบวช ก็มีพิธีกรรมบวชเพื่อสะเดาะห์เคราะห์ต่างๆแล้ว อย่างที่ทุกวันนี้มีการบวช 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น อันเป็นการบวชชั่วคราว ก็ดูเหมือนจะเป็นความเชื่ออย่างการสวดมนต์นั่นเอง แท้จริงแล้ว การบวชเป็นการประพฤติเพื่อตัวเองทั้งสิ้น จึงมีคำว่า “เพื่อนิพพาน” คือเพื่อดับทุกข์(การเกิด,การแก่,การตาย) ของตัวเองทั้งสิ้น

ได้ฟังคนระดับ “ปัญญาชน” แนะนำให้คนนั้นคนนี้บวชเพื่อจะได้หมดเวรหมดภัย หรือสิ้นเคราะห์ ให้ชีวิตดีขึ้น ก็รู้สึกไม่สบายใจ เช่นเดียวกับการสวดมนต์ ที่กลบเกลื่อนคำสอนของพระพุทธเจ้า (เรื่องกรรม) โดยสิ้นเชิง

ความเชื่อแบบการสวดมนต์ มีหลายอย่าง แม้แต่การร้องเพลงชาติที่หน้าเสาธง ดั้งเดิมก็เพื่อให้เกิดความสามัคคี ความรักชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ปรากฏว่า นานไปการร้องเพลงชาติก็กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ไปถึงผืนผ้าที่สมมติว่าเป็น “ธงชาติ” ในที่สุด

แล้ววันหนึ่ง ก็เห็นธงชาติเป็น “สถาบัน” อันศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง และใช้แบ่งแยก สร้างความแตกแยก แตกสามัคคี จนได้ ทั้งๆที่แก่นสารของเพลงชาติ ล้วนแต่เป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนเรารักกัน สามัคคีกัน ทั้งสิ้น อยากให้การสวดมนต์ของชาวพุทธไม่เป็นความงมงาย บดบังคำสอนเรื่อง “กรรม” ของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะสายเกินไป




ขอบคุณ : https://siamrath.co.th/n/174413
สยามรัฐออนไลน์ ,15 สิงหาคม 2563 ,00:10 น. ,ศาสนา-ความเชื่อ ,คอลัมน์คนข้างวัด โดยอุทัย บุญเย็น

 10 
 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2020, 02:45:29 PM 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย นิรตา ป้อมนาวิน
ถ้าจะขายของรบกวนไปขายหน้าเฟสนะค่ะ ถ้าเห็นอีกคงต้องลบ

หน้า: [1] 2 3 ... 10