- สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน «
- กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
|
11
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ปั้มไลค์โพสต์ Facebook ครบวงจร ปั้มไลค์ระบบอัตโนมัติ 100% ใช้งานง่าย
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 11:42:28 am
|
||
| เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1 | ||
|
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้
|
||
|
12
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ปั้มไลค์ยอดขึ้นไว #ปั้มไลค์ราคาถูกที่สุด #ปั๊มไลค์โพสในเฟส ใช้ Autobotkub.com
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 10:49:21 am
|
||
| เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1 | ||
|
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้
|
||
|
13
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "ความรัก" ในบาลี มีศัพท์ให้ใช้หลายคำ | มาดู "พุทธภาษิต" ว่าด้วยความรัก
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 09:33:11 am
|
||
| เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan | ||
|
.
![]() ขอบคุณภาพจาก https://uttayarndham.org/dhamma-daily/4478 ๓๑. ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด ถาม : ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด ตอบ : ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนรู้จักคำว่า “รัก รัก รัก” กันทั้งนั้น รักพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน วงศาคณาญาติ รักเพื่อนพ้อง ญาติสนิทมิตรสหาย รักสินทรัพย์ เงินทอง ข้าวของ ตลอดจนสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่มีรักใดที่ยิ่งใหญ่กว่ารักตนเอง ดังที่พระพุทธพจน์ที่ว่า “ความรักเสมอด้วยตนไม่มี” ที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อสอนให้ทุกคนรู้ว่าเมื่อเรารักตัวของเราเองยิ่งกว่าใครๆ คนอื่นเขาก็รักตัวของเขายิ่งกว่าใครๆ เหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นให้ต้องได้รับทุกข์ฉันนั้น พระพุทธองค์ตรัสเรื่องเกี่ยวกับความรักไว้ว่า “ความโศกเกิดแต่ความรัก ภัยคือความกลัวเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก ความกลัวจักมีแต่ที่ไหน” @@@@@@@ ก็ความรักอันเป็นเหตุให้เกิดความโศกและความกลัวนี้ เป็นความรักที่เนื่องด้วยโลภะตัณหาอันเป็นบาปอกุศล เป็นความรักที่เกิดจากความต้องการผูกพันรักใคร่ แต่ยังมีความรักอีกชนิดหนึ่งซึ่งปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้รับความสุขโดยประการเดียว รักโดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาดเพราะมีอโทสะ ความไม่โกรธเป็นมูลราก จึงเป็นบุญกุศลความรักชนิดนี้คือ เมตตา ความรัก ๒ อย่างนี้ มีเหตุเกิดต่างกัน ผลที่ได้รับจึงต่างกัน ความรักชื่อว่าเมตตา เป็นประเสริฐ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน ถ้าทุกคนมีเมตตาต่อกัน โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข เพราะไม่มีใครเบียดเบียนประทุษร้ายใครๆ ให้เดือดร้อน พระพุทธเจ้านั้นมากไปด้วยพระเมตตา ทรงรักทุกคนแม้แต่ศัตรู เหมือนกับทรงรักพระราหุลราชโอรส พระองค์ทรงปรารถนาให้ชาวโลกได้อยู่เย็นเป็นสุข จึงทรงสอนให้มีศัลห้าเป็นประการแรกนั่น คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย เพราะเพียงการมีศีลห้าเพียงอย่างเดียว ชาวโลกก็จะมีแต่ความสุขหาประมาณมิได้ เพราะการไม่ฆ่าสัตว์นั้น ไม่ทำให้สัตว์ต้องบาดเจ็บล้มตายด้วยน้ำมือเรา เป็นการเอื้อเอ็นดูต่อสัตว์ เป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์ @@@@@@@ รองลงมาจากรักชีวิต ทุกคนรักทรัพย์สินสิ่งของของตน การไม่หยิบฉวยลักขโมยทรัพย์สินสิ่งของผู้อื่นโดยที่เขาไม่อนุญาต เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สิ่งของของผู้อื่น คนที่มีบุตรภรรยาสามี ก็รักบุตรภรยาสามีของตน การไม่ล่วงละเมิดในบุตรภรรยาสามีของผู้อื่น เป็นการให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น การไม่พูดเท็จ พูดแต่คำจริง เป็นการให้ความจริงแก่ผู้อื่น การงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย สิ่งเสพติดมึนเมาทั้งปวง เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตรภรรยาสามีของผู้อื่น ให้ความจริงแก่ผู้อื่น เพราะผู้ที่มึนเมาย่อมขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ สามารถจะทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าบุตร ภรรยา สามีของตน ในที่สุดแม้แต่การฆ่าตนเองก็มิได้เว้น ![]() ขอบคุณภาพจาก https://uttayarndham.org/dhamma-daily/4478 เพราะฉะนั้น การมีศีลห้าจึงเป็นการรักษาตนเองและรักษาผู้อื่นให้พ้นจากภัยเวร ผู้มีศีลห้าจึงต้องมีเมตตาประจำใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น ทุกคนในโลกนี้ก็จะอยู่เป็นสุข แม้จากโลกนี้ไปแล้วก็อยู่เป็นสุขในโลกอื่น สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระคาถาธรรมบท ปิยวรรค ว่า "บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลที่ทำบุญไว้ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น เหมือนพวกญาติเห็นญาติที่รักที่จากไปต่างถิ่นแล้วกลับมา ย่อมต้อนรับด้วยความยินดี ฉะนั้น" คือย่อมต้อนรับด้วยเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ คืออายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์และความเป็นใหญ่ทิพย์ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะอันเป็นทิพย์ @@@@@@@ ชาวโลกทุกวันนี้ต่างอ้างว่ามีศาสนาประจำใจตน แต่ยังมากไปด้วยความโลภ อยากได้ทั้งอำนาจและทรัพย์สินที่มิใช่ของตนโดยไม่ชอบธรรม แม้เมื่อไม่ได้หรือได้ไม่พอก็ทำลายล้างกัน ไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตาย พิกลพิการ ขอให้ตนได้ในสิ่งที่ตนอยากได้เท่านั้น ความริษยา อาฆาต พยาบาท ก็เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้ความโลภ การไม่ชอบหน้ากันเพียงคนสองคน ก็สามารถทำลายล้างคนเป็นแสนๆ ล้านๆ ได้ โลกทั้งโลกที่ต้องวุ่นวายเดือดร้อน ลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความโลภและความริษยาอาฆาตของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน รวมทั้งผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ประพฤติผิดธรรม ทอดทิ้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่า แม้ผู้เป็นพ่อแม่ก็ทอดทิ้งลูกได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ เพียงเพื่อให้พ้นความอับอายขายหน้าเท่านั้น ภัยอันตรายร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกิด ก็ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเหตุให้ผู้คนนับแสนนับล้านต้องตายไปอย่างน่าสยดสยอง จะโทษใครเล่าถ้าไม่โทษการกระทำอันไร้เมตตาปราณีของพวกเราเองซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น @@@@@@@ ขอมอบ พระพุทธภาษิต เป็นเครื่องเตือนใจเราทั้งหลายว่า "เมื่อโลกสันนิวาสอันไฟ (คือราคะ โทสะ โมหะเป็นต้น) ลุกโพลงอยู่เป็นนิตย์ พวกเธอยังจะมัวร่าเริงบันเทิงอะไร เธอทั้งหลายอันความมืดคืออวิชชาปกคลุมแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหาประทีป (คือญาณปัญญา) เพื่อขจัดความมืดคืออวิชชานั้นเสียเล่า" ที่มา อ้างอิงและแนะนำ :- พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ราชสูตร https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=2856&Z=2880 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท ปิยวรรค https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=830&Z=861 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ข้อ [๖๖๘] ถึง [๖๗๑] https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=30&A=6281&Z=6413 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท ชราวรรคที่ ๑๑ https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=662&Z=691 อรรถกถา กุมภชาดก https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=2292 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) คำว่า พรหมวิหาร 4 https://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=พรหมวิหาร_4 ขอบคุณ : https://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=31 นานาปัญหา โดย คณะสหายธรรม ![]() “ความรัก” โดยภาษาบาลีก็เรียกว่า เปมะ ความรักในความหมายของธรรมชาติ คือ อาการที่อยากจะรวมกันเป็นสิ่งเดียวของ ของ ๒ สิ่งตามธรรมชาติ ในนิทานที่พวกคริสต์เคยเล่าไว้ที่เป็นนิยายว่า.. ตัวมนุษย์นี่ เมื่อก่อนนี้มันมีลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ มีขาออกรอบตัว ๘ ขาในราวนั้น ๘ ซีก มันมีฤทธิ์มาก ฤทธิ์มากเหลือประมาณจนจะไปทำลายพระเจ้าในโลกของพระเจ้า เทพเจ้า แล้วเทพเจ้านั้นก็คิดตัดทอนกำลังของไอ้สัตว์ประหลาดนี้ โดยผ่ามันออกเป็น ๒ ตัว คือให้มันเป็นชายตัวหนึ่ง เป็นหญิงตัวหนึ่ง มันก็มีเพียง ๔ เงี่ยง ๒ ตัวที่เคยมี ๒ ตัวรวมกันเป็น ๘ เงี่ยง ทีเมื่อมันถูกผ่าออกเป็น ๒ ส่วน กำลังมันก็ลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือครึ่งหนึ่งก็ไม่เป็นที่หวาดกลัวแก่เทพเจ้า ทีนี้สัตว์ ๒ ตัวนี้คือตัวหญิงกับตัวชายนี่ มันประสงค์จะกลับไปรวมเป็นตัวเดียวกันอย่างเดิม เพื่อมีฤทธิ์เดชที่จะทำลายพระเจ้าให้จนได้ แต่มันก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นมันจึงพยายามอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ไอ้ความพยายามที่จะกลับรวมเป็นตัวเดียวดังเดิมนี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ความรัก mythology ของพวกกรีก มีอย่างนี้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น จะมีความหมายเป็นการอยากรวมเป็นตัวเดียวกันของของ ๒ สิ่งหรือมากกว่า ๒ สิ่งเสมอ ความรักอย่างเพศอย่างกามารมณ์ก็คือว่า อยากจะรวมกันของของ ๒ สิ่ง ความรักบริสุทธิ์ของบิดามารดากับลูกอย่างนี้ ก็คืออยากจะรวมเป็นอันเดียวกันของของ ๒ สิ่ง ดังนั้นความรัก จึงแสดงอาการคือโผเข้าหากัน กอดรัดกันเพื่ออยากจะรวมเป็นอันเดียวกัน นี่เป็นความหมาย @@@@@@@ ความรักที่มีความหมายว่า อยากรวมเป็นอันเดียวกันนั่น มันก็มี ๒ ชนิดอีกแหละ ความรักบริสุทธิ์ซึ่งเรามักจะเรียกว่าเมตตา แต่ก็เรียกว่าความรักก็ได้ ในภาษาธรรมดาใช้คำว่า “ความรัก” แต่ถ้าว่าเราจะศึกษากันในทางของธรรมะ เราต้องแยกออกเป็น ๒ ชนิดนะ - รักอย่างบริสุทธิ์อย่างเมตตานี่รักด้วยวิชชา สติปัญญาหรือความรู้ - รักด้วยกามารมณ์นั่น มันเป็นกิเลส มันรักด้วยอวิชชา ให้จำกันง่าย ๆ ก็ว่าความรักบริสุทธิ์ทำไปด้วยวิชชา กลายเป็นธรรมะชั้นสูงเรียกว่า "พรหมวิหาร" พรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความรักบริสุทธิ์โดยวิชชานี่เราเรียกว่าพรหมวิหารข้อ ๑ ใน ๔ ข้อ ส่วนความรักด้วยกิเลสเป็นกามารมณ์นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นพรหมวิหาร มันทำไปด้วยอวิชชา ฉะนั้นมันเป็นกามารมณ์ของความโง่อย่างสูงสุดก็เป็นกามเทพ กามเทพหรือเทพเจ้าแห่งกามารมณ์ พุทธทาสภิกขุ ที่มา อบรมนักศึกษาธรรมศาสตร หัวขอ “ธรรมะกับกามารมณ์” ปี ๒๕๒๔ รหัสไฟลเสียง 4125230319050 ขอบคุณ : เฟซบุ้ค หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ | 8 กุมภาพันธ์ 2016 https://www.facebook.com/buddhadasaarchives/photos/10153846373110535/?locale=th_TH |
||
|
14
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: รับทุบตึก | บริการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 09:05:38 am
|
||
| เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11 | ||
|
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้
|
||
|
15
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 07:01:45 am
|
||
| เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan | ||
|
.
![]() 'ไม่ชอบอะไร ให้หยุดพูดถึงสิ่งๆ นั้น' เมื่อสิ่งที่เกลียดมีพื้นที่ในใจมากไป ทำอย่างไร.? ถ้าเราเผลอให้คุณค่ากับมัน Summary • ยิ่งเราเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่เกลียดมากขึ้นเท่าไหร่ สมองจะยิ่งเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เลยจ้องที่จะจับผิดและสแกนหาตลอดเวลา การที่เราหยุดโฟกัสไม่ได้ จึงเป็นกลไกที่สมองพยายามจะปกป้องข้อมูลและเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับปมในใจ • บ่อยครั้งที่สิ่งที่เราเกลียดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา • ‘การหยุดให้คุณค่าและการเพิกเฉย’ จะทำให้สิ่งนั้นค่อยๆ จางหายไปจากพื้นที่ภายในใจเรา การไม่พูดถึงมันไม่ใช่การหนีหรือการยอมแพ้ แต่คือการยึดคืนพื้นที่ภายในใจไม่ให้สิ่งนั้นมีผลกับชีวิตของเราได้อีกต่อไป ‘ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ’ หลายครั้งที่เรารู้สึกเหมือนว่าโลกกำลังเล่นตลกกับเรา เพราะมักส่งสิ่งที่เราเกลียดหรือสิ่งที่เราไม่ชอบ ให้วนเวียนกลับมาทักทายอยู่ซ้ำๆ ในชีวิต ในความเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือการเล่นตลกแต่อย่างใด แต่เป็นการที่มนุษย์ให้คุณค่าและพื้นที่ในใจกับสิ่งที่เราไม่ชอบมากกว่าสิ่งอื่นๆ จนสมองเลือกที่จะจดจำและปักหมุดสิ่งนั้นไว้เป็นความสำคัญอันดับแรกๆ และเมื่อพื้นที่ของความไม่ชอบเริ่มขยายใหญ่ขึ้น พื้นที่ของความสุขจะถูกเบียดบังให้เล็กลงโดยทันที ทำไมเราถึงเป็นแบบนั้น? ยิ่งเราเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่เกลียดมากขึ้นเท่าไหร่ สมองจะยิ่งเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เลยจ้องที่จะจับผิดและสแกนหาตลอดเวลา การที่เราหยุดโฟกัสไม่ได้ จึงเป็นกลไกที่สมองพยายามจะปกป้องข้อมูลและเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับปมในใจ ในทางจิตวิทยา Constructivism หรือแนวคิดว่า มนุษย์มักสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมา ผ่านการสร้างความหมายให้กับสิ่งต่างๆ หากเลือกสร้างความหมายให้แต่สิ่งที่เราไม่ชอบ โลกทั้งใบของเราก็จะถูกล้อมรอบไปด้วยพลังงานลบ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต ทุกวินาทีที่เราเสียเวลาไปกับความรู้สึกเกลียด หรือการพูดถึงแต่สิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งนั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ที่เรามี แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังเผาไหม้ความสุขของตัวเองในปัจจุบัน แลกกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ามากพอที่ให้เราต้องพูดถึง สู้เอาเวลาที่เสียไปมาพัฒนาและมีความสุขกับตัวเองดีกว่า @@@@@@@ สิ่งที่เราเกลียดอาจเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่เรากลัว บ่อยครั้งที่สิ่งที่เราเกลียดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา อย่างทฤษฎี Projection หรือการฉายภาพ พบว่า สิ่งที่เราเกลียดในตัวคนอื่นมักเป็นสิ่งที่เราแอบซ่อนไว้ภายในจิตใจ เมื่อเห็นคนอื่นได้ทำสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้หรือถูกห้ามไม่ให้ทำ สมองจะรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมและส่งสัญญาณออกมาเป็นความเกลียด เพื่อปกป้องความเชื่อเดิมของตัวเอง หรือแม้แต่สิ่งที่เราเกลียดอาจเป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่เราเคยถูกกระทำ เช่น ในวัยเด็กอาจเคยถูกทำลายและสูญเสียความมั่นใจ หรือการเกลียดความไม่ยุติธรรมอย่างรุนแรง จากแผลใจในอดีตที่เคยเป็นเหยื่อและไม่มีใครปกป้อง โดยงานวิจัย The Adverse Childhood Experiences (ACE) Study โดย Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ Kaiser Permanente พบว่า ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก เช่น การถูกทอดทิ้ง การถูกตำหนิ หรือใช้ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา แต่มันถูกฝังไว้ในระบบประสาทและการตอบสนองต่ออารมณ์ และจะถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายเดิม จนนำไปสู่การตอบสนองที่รุนแรงกว่าปกติ 'ทุกวินาทีที่เราเสียเวลาไปกับความรู้สึกเกลียด หรือการพูดถึงแต่สิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งนั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ที่เรามี แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังเผาไหม้ความสุขของตัวเองในปัจจุบัน แลกกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ามากพอที่ให้เราต้องพูดถึง สู้เอาเวลาที่เสียไปมาพัฒนาและมีความสุขกับตัวเองดีกว่า' @@@@@@@ แล้วจะจัดการความรู้สึกนี้ได้อย่างไร? ในโลกที่ใครหลายคนอยากมีตัวตน ได้รับการมองเห็น และถูกยอมรับในสังคม การถูกด่าทอหรือการถูกเกลียด กลายเป็นสิ่งที่ใครบางคนพยายามคว้ามันเอาไว้ เพียงเพื่อต้องการมีตัวตนอยู่ในพื้นที่ของใครสักคน ดังนั้น ‘การหยุดให้คุณค่าและการเพิกเฉย’ จะทำให้สิ่งนั้นค่อยๆ จางหายไปจากพื้นที่ภายในใจเรา การไม่พูดถึงมันไม่ใช่การหนีหรือการยอมแพ้ แต่คือการยึดคืนพื้นที่ภายในใจไม่ให้สิ่งนั้นมีผลกับชีวิตของเราได้อีกต่อไป ไม่ต้องเอาชนะความเกลียด แค่ทำให้มันไร้ตัวตน เพราะการเอาชนะสิ่งที่ไม่ชอบไม่ใช่การพยายามเกลียดให้มากขึ้น แต่คือการทำให้สิ่งที่เราเกลียดนั้น ‘ไร้ตัวตน’ เพื่อคืนพื้นที่ในใจให้กับสิ่งที่เรารักจริงๆ Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105977 Thairath Plus › Everyday Life › Culture | 5 ก.พ. 69 | creator : กองบรรณาธิการ อ้างอิง :- - Verywellmind | Constructivism in Psychology and Psychotherapy - About the CDC-Kaiser ACE Study |
||
|
16
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 06:45:45 am
|
||
| เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan | ||
|
.
![]() สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว แล้วในโลกยุคใหม่ เราจะใส่ใจแบบไหนถึงพอดี.? Summary • เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว • การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้ • เราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ ![]() ‘กินข้าวหรือยัง?’ ‘ไปไหนมา?’ ‘แฟนไม่มาด้วยหรอ?’ คำถามดังกล่าวเป็นคำถามสไตล์ไทยๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี คำถามเหล่านี้สำหรับคนไทย และอาจจะรวมถึงชาวเอเชียคือการแสดงความเป็นมิตรแบบ Collectivism (วัฒนธรรมรวมกลุ่ม) ที่เน้นความผูกพัน อยากทราบถึงความเป็นอยู่ และเป็นคำถามที่แสดงความห่วงใย แต่ในยุคที่พวกเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คำถามเหล่านี้อาจกลายเป็นการก้าวก่าย กดดันและดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป แล้วในวันที่หลายอย่างอ่อนไหว เราจะใส่ใจอย่างไรให้เหมาะสมกันดี? ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว ‘เราเรียนรู้ได้ว่าเราเป็นใครจากการสะท้อนของคนรอบข้าง และเราสามารถพัฒนาศักยภาพได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันเอง’ เพราะฉะนั้นการรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้ @@@@@@@ แต่อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น พอวัฒนธรรมเปลี่ยนไป เราเองก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บทความนี้ชวนสำรวจว่า ความใส่ใจในโลกยุคใหม่ต้องใส่ใจแบบไหนถึงพอดี 1- ลองใช้ความใส่ใจแบบ Invisible Support หรือการช่วยเหลือแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เป็นการสนับสนุนที่เนียนๆ ไปกับสถานการณ์ ไม่โจ่งแจ้งจนทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เพราะบางครั้งแค่การ ‘อยู่ข้างๆ’ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจโดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไรก็พอแล้ว หรือพูดง่ายๆ มันคือการคอยมองสอดส่องความปลอดภัย โดยไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของเขา 2- หันมาฝึก Empathetic Responsiveness เปลี่ยนจากการถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการใส่ใจแบบ ‘ใจเขาใจเรา’ เพราะเรื่องบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหตุผลไปเสียหมด แค่มีความเห็นใจ ไม่เอาความคิดของเราไปตัดสินคนอื่น แต่เลือกที่จะรับรู้ความรู้สึกของเขาจากใจจริง อย่าพยายามไปจี้ถามใคร เพราะหากเราโดนจี้ถามเรื่องส่วนตัวโดยที่คนถามไม่สนใจความรู้สึกเรา เราเองก็คงรู้สึกแย่ไม่ต่างกัน 3 - เคารพความเป็นส่วนตัว การรักษาความเป็นส่วนตัวไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่คือการให้พื้นที่ความสบายใจแก่กัน การใส่ใจที่ดีต้องรอให้เจ้าของพื้นที่ ‘อนุญาต’ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของเขา @@@@@@@ "การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้" เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105962? Thairath Plus › Everyday Life › Lifestyle | 29 ม.ค. 69 | creator : กองบรรณาธิการ อ้างอิง :- - What makes some people so nosey - PLoS ONE | The Watching Eyes Effect - BBC | เหตุใดเราจึงซุบซิบนินทาคนอื่น ? นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการมีคำอธิบาย |
||
|
17
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ปั้มไลค์โพสต์ Facebook ครบวงจร ปั้มไลค์ระบบอัตโนมัติ 100% ใช้งานง่าย
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2026, 01:24:48 pm
|
||
| เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1 | ||
|
/
|
||
|
18
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: ปั้มไลค์ยอดขึ้นไว #ปั้มไลค์ราคาถูกที่สุด #ปั๊มไลค์โพสในเฟส ใช้ Autobotkub.com
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2026, 11:58:10 am
|
||
| เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1 | ||
|
/
|
||
|
19
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: รับทุบตึก | บริการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2026, 09:54:46 am
|
||
| เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11 | ||
|
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้
|
||
|
20
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: รับทุบตึก | บริการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2026, 09:46:51 am
|
||
| เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11 | ||
|
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้
|
||



