ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 08:40:59 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.

จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 7 (ภาพ : https://db.sac.or.th/)

คนไทยเขียนเลข ใน “ศิลาจารึก” อย่างไร สมัยยังไม่ใช้เลขไทย-อารบิกแบบปัจจุบัน



 :96: :96: :96:

สงสัยไหม.? คนไทยเมื่อยังไม่ใช้เลขไทยและอารบิก คนไทยเขียนเลขในศิลาจารึก อย่างไร.?

คนไทยในอดีตรับการเขียนตัวเลขบอกจำนวนมาจาก “อินเดีย” โดยนำเข้ามาพร้อมกับอักษรปัลลวะและภาษาบาลีสันสกฤต การเขียนตัวเลขเพื่อบอกจำนวนไทยในศิลาจารึก เมื่อได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย มักจะปรากฏการเขียนอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ได้แก่

    @@@@@@@

คนไทยเขียนเลขในศิลาจารึก อย่างไร.?




 :96: :96: :96:

1. การเขียนบอกจำนวนด้วยอักษรคำศัพท์ของภาษา ปรากฏครั้งแรกในศิลาจารึกกะไดอังของเขมร เมื่อ พ.ศ. 1171

    1.1 การเขียนบอกจำนวนด้วยศัพท์สังขยา

    คือการเขียนบอกจำนวนด้วยคำศัพท์ตามหลักของภาษาบาลีและสันสกฤต โดยจะแปลแต่ละศัพท์ออกมาเป็นตัวเลขที่บอกจำนวน เช่น ศิลาจารึกฐานรองธรรมจักร ที่ปรากฏอักษรปัลลวะ ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11-12 พบที่ทุ่งขวาง อ. กำแพงเแสน จ. นครปฐม

ภายในเขียนบอกจำนวนด้วยตัวอักษรซึ่งเป็นคำศัพท์สังขยา ปรากฏข้อความกล่าวถึงอาการทั้ง 4 ว่า

   “จตุธา จตุธา กตํ กระทำด้วยอาการละ 4 อาการละ 4 ศัพท์ว่า จตุ เป็นศัพท์สังขยาแปลว่า 4 จตุธา แปลว่า โดยอาการ 4 จตุธา จตุธา จึงแปลว่า โดยอาการ 4 โดยอาการ 4”

    หรือในจารึกดอนเมืองเตย อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 พบที่เมืองโบราณ ดอนเมืองเตย อ. คำเขื่อนแก้ว จ. ยโสธร ก็พบการเขียนจำนวนด้วยตัวอักษรเป็นศัพท์สังขยา ว่า “ทฺวาทศ เป็นศัพท์สังขยาภาษาสันสกฤตแปลว่า 12 อทฺภูต แปลว่า สิ่งที่น่าอัศจรรย์”


    @@@@@@@

    1.2 การเขียนบอกจำนวนด้วยอักษรศัพท์สัญลักษณ์

วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในเขมรและไทยสมัยโบราณ ปรากฏมากในจารึกภาษาสันสกฤตทั้งของศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนามหายาน โดยปรากฏที่ “ศิลาจารึกเขาน้อย” พบที่ อ. อรัญประเทศ จ. สระแก้ว ใช้ศัพท์สัญลักษณ์เขียนบอกจำนวนศักราชว่า “ทฺวารภูตารฺไถะ” แยกศัพท์ออกมาได้ความหมายดังนี้

    “ทวาร แปลว่า ช่อง ประตู เป็นสัญลักษณ์ของช่องทวารทั้ง 9 คือ ตา 2 หู 2 จมูก 2 ปาก 1 ทวารหนัก 1 ทวารเบา 1
     ภูต แปลว่า สิ่งที่มีอยู่จริง หมายถึงธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ เป็นสัญลักษณ์ของเลข 5
     อรฺไถะ แปลว่า สิ่งที่กระทบอารมณ์ให้เกิดความอยากได้ หมายถึงอายตนะภายนอก 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส จึงเป็นสัญลักษณ์ของเลข 5
     ทฺวารภูตารไถะ จึงแปลว่า 559 เป็นมหาศักราช เมื่อบวกด้วย 621 จึงตรงกับพุทธศักราช 1180”


   @@@@@@@

   1.3 การเขียนบอกจำนวนด้วยศัพท์สัญลักษณ์ผสมด้วยศัพท์สังขยา

การเขียนแบบนี้ปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ศิลาจารึกทวลฮังตะโนต, ศิลาจารึกกะไดอัง หรือในศิลาจารึกพนมรุ้ง

ในศิลาจารึกพนมรุ้ง พบการเขียนบอกมหาศักราชด้วยตัวอักษรที่ใช้ทั้งศัพท์สังขยาและศัพท์สัญลักษณ์ผสมกันว่า “ทฺวิสปฺตามฺวรจนฺทฺร” แยกศัพท์เป็น…

    “ทฺวิ แปลศัพท์สังขยา แปลว่า 2, สปฺต เป็นศัพท์สังขยา แปลว่า 7, อมฺวร แปลว่า ท้องฟ้า เป็นสัญลักษณ์ของเลข 0 จนฺทฺร แปลว่า พระจันทร์ เป็นสัญลักษณ์ของเลข 1
     ทฺวิสปฺตามฺวรจนฺทฺร จึงแปลว่า พระจันทร์ในท้องฟ้า 7 และ 2 แปลเป็นมหาศักราชว่า 1072 เมื่อบวกด้วย 621 จึงเป็นพุทธศักราช 1693”


จึงบอกได้วิธีหนึ่งแล้วว่า คนไทยเขียนเลขในศิลาจารึกอย่างไรในอดีต

นอกจากการเขียนบอกจำนวนด้วยอักษรคำศัพท์ของภาษาแล้ว ยังปรากฏวิธีเขียนบอกจำนวนด้วยตัวเลข โดยวิธีการเขียนตัวเลขในศิลาจารึกแบบนี้มีหลังจากการเขียนแบบแรก ปรากฏครั้งแรกในศิลาจารึกสัมโบร์ของเขมร เมื่อ พ.ศ. 1226

@@@@@@@

2. วิธีเขียนบอกจำนวนด้วยตัวเลข

    2.1 วิธีเขียนบอกจำนวนวัตถุสิ่งของทั่วไป

การเขียนแบบนี้พบไม่บ่อยนัก โดยจะมีสัญลักษณ์หรือการวาดวัตถุเพื่อแทนตัวเลขต่าง ๆ ดังตารางด้านล่าง



รูป : ศึกษาวิธีเขียนบอกจำนวนจากจารึกโบราณในประเทศไทยและเขมร โดย ชะเอม แก้วคล้าย นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑ ม.ค. – ก.พ. ๒๕๕๙


รวมถึงมีการนำรูปลักษณะต่าง ๆ นี้มาเรียงต่อกันหรือผสมกันให้เป็นตัวเลขใหม่ ๆ ดังนี้…


รูป : ศึกษาวิธีเขียนบอกจำนวนจากจารึกโบราณในประเทศไทยและเขมร โดย ชะเอม แก้วคล้าย นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑ ม.ค. – ก.พ. ๒๕๕๙


นอกจากนี้ก็จะมีการเขียนจำนวนด้วยตัวเลขอีก 3 แบบในศิลาจารึก นั่นคือ วิธีการเขียนตัวเลขบอกจำนวนมหาศักราช, วิธีการเขียนตัวเลขบอกจำนวนจุลศักราช และวิธีการเขียนบอกจำนวนพุทธศักราช

การเขียน 3 แบบหลังในศิลาจารึกนี้ น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันดี เพราะยังปรากฏให้เห็นในการศึกษาประวัติศาสตร์และพุทธศักราชก็ยังใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :-

    • คำยืมภาษาเขมรที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
    • ศิลาจารึก Rosetta Stone กุญแจไขความลี้ลับอักษรภาพอียิปต์
    • “ภาษาเปอร์เซีย” เหตุใดจึงมาปรากฏในศิลาจารึก “พ่อขุนราม” ?



ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : ปดิวลดา บวรศักดิ์
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2569
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 26 สิงหาคม 2567
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_138023
อ้างอิง : ชะเอม แก้วคล้าย. ศึกษาวิธีเขียนบอกจำนวนจากจารึกโบราณในประเทศไทยและเขมร. นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑ ม.ค. – ก.พ. ๒๕๕๙

 12 
 เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 07:07:26 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.

พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส (ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์)


“พระพุทธไสยาสน์” โรงเรียนวัดราชาธิวาส เอกลักษณ์เด่น พุทธศิลป์ประยุกต์แบบ “กรีก”

“พระพุทธไสยาสน์” หนึ่งในพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากเป็นพุทธศิลป์ประยุกต์แบบกรีก ประดิษฐาน ณ อาคารไชยันต์ ชั้น 6 โรงเรียนวัดราชาธิวาส ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดราชาธิวาสวิหาร (เดิมชื่อวัดสมอราย) ถนนสามเสน ซอย 9 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร


พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส (ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์)


จุดกำเนิด โรงเรียนวัดราชาธิวาส

สืบเนื่องจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (พระองค์เจ้าไชยันต์มงคล) พระราชโอรสองค์ที่ 76 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาห่วง เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงสุภางค์พักตร์ พระธิดาองค์ใหญ่ของกรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่หม่อมเจ้าหญิงโถมนา

ท่านหญิงทรงสนพระทัยในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก และทรงปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ชาย ที่ได้ทรงอุทิศทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งไว้ให้สร้างโรงเรียนวัดราชาธิวาส แต่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อน

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ “สมเด็จครู” ได้ใช้ทุนทรัพย์มรดกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย สร้างตึกไชยันต์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2462 และสร้างพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเดิมเรียกว่า พระพุทธรูปปางปรินิพพาน เพื่ออุทิศพระกุศลแด่กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ผู้ทรงอุทิศทุนทรัพย์ในการสร้างโรงเรียนนี้

พระพุทธรูปองค์นี้ สร้างเป็นพระประจำวันอังคาร ซึ่งเป็นวันประสูติของพระองค์ชาย โดยมี “สมเด็จครู” เป็นผู้ทรงออกแบบ อีกทั้งมีพระเทพ รจนา (สิน) เป็นผู้ปั้นและหล่อ



พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส (ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์)


พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส พุทธศิลป์ประยุกต์แบบกรีก

ปกติแล้ว พระพุทธรูปในไทยมักจะเน้นความสมบูรณ์แบบแทนองค์พระพุทธเจ้าผ่านลักษณะต่าง ๆ แต่พระพุทธไสยาสน์องค์นี้กลับแตกต่างออกไป โดยแสดงความเป็นมนุษย์มากขึ้นแบบศิลปะกรีก อย่างจีวรที่ดูพลิ้วไหว พระเนตรหลับตาพริ้ม และการวางพระบาทที่เหมือนการนอนหลับของคนทั่วไป ทำให้มีความงดงามและมีชีวิตชีวามากขึ้น

พระพุทธไสยาสน์แห่งโรงเรียนวัดราชาธิวาสจึงได้รับการยกย่องจากกรมศิลปากรว่า เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่งดงามที่สุดในไทย เนื่องจากมีความกลมกลืนทางศิลปะแบบตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ของความสมจริงและความสงบที่สะท้อนออกมา

ทั้งกรมศิลปากรยังได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปปางไสยาสน์เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2530 อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการบรรจุพระสรีรางคารพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย และพระเชษฐภคินี พระขนิษฐาร่วมพระมารดา ที่ฐานพระพระพุทธไสยาสน์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียนวัดราชาธิวาสมาจวบจนปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :-

    • พระพุทธเสรฏฐมุนี หล่อจากกลักฝิ่น และนัยจากพระพุทธรูปที่ประกอบขึ้นจากสิ่งเสพติด
    • “พระพุทธรูปทรงเครื่อง” จากลพบุรี มรดกไทยในต่างแดน ที่พิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ
    • ตามรอย “พระพุทธสิหิงค์” พระพุทธรูปสำคัญของไทยทั้ง 3 องค์ กับพุทธศิลป์ 3 แบบ




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : กมลวรรณ ยุทธศิลป์
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2569
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 22 มกราคม 2568
website : https://www.silpa-mag.com/art/article_146923

 13 
 เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 06:54:57 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



ผลวิจัย "อาถรรพ์รัก 7 ปี" ล่าสุดลดเหลือ 5 ปี.! หมอเผยสาเหตุที่แท้จริงทางวิทยาศาสตร์



 :49: :49: :49:

อาถรรพ์รัก 7 ปี เหลือเพียง 5 ปี.! แพทย์เผยสาเหตุที่แท้จริงคือ "สมองหมดแรงที่จะรัก"

ใบหย่าที่เคยเป็นเอกสารไกลตัว กลับกลายเป็นสิ่งที่มียอดความต้องการพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากสถิติล่าสุดของกระทรวงมหาดไทยไต้หวันพบว่า อัตราการหย่าร้างพุ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าไม่ใช่แค่ความรักที่จืดจางลง แต่เป็นผลมาจากความกดดันในการใช้ชีวิตและสภาวะ "ระบบประสาทรับภาระเกินขีดจำกัด" ของคนยุคใหม่

(1) สถิติการหย่าร้างพุ่งสูง รัก 5 ปีคือช่วงวิกฤตใหม่

ข้อมูลจากทางการระบุว่าจำนวนคู่รักที่ตัดสินใจหย่าร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังการระบาดของโควิด โดยในปี 2567 มีคู่รักจดทะเบียนหย่าสูงถึง 53,469 คู่ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จากเดิมที่เคยมีคำกล่าวว่า "อาถรรพ์รัก 7 ปี" (Seven Year Itch) แต่ในปัจจุบันช่วงเวลาดังกล่าวถูกย่อให้สั้นลงเหลือเพียง 5 ปี โดยพบว่า 1 ใน 3 ของคู่หย่าร้างมักเลือกแยกทางกันก่อนจะใช้ชีวิตคู่ครบ 5 ปีเสียด้วยซ้ำ

(2) เมื่อสมองเข้าสู่ "โหมดเอาตัวรอด" จนหัวใจหมดแรงรัก

นายแพทย์จาง เจียหมิง ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และเวชศาสตร์ระดับโมเลกุล อธิบายความสัมพันธ์ในมุมมองวิทยาศาสตร์ว่า การแต่งงานคือการร่วมมือกันของ "ระบบประสาทสองชุด" เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับราคาบ้านที่พุ่งสูง ความกังวลในการเลี้ยงดูลูก และการแข่งขันในที่ทำงาน สมองจะสลับเข้าสู่ "โหมดเอาตัวรอด" โดยอัตโนมัติ

ในโหมดนี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอลออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความอ่อนโยนและความอดทนลดน้อยลง นายแพทย์จางยอมรับว่า หลายครั้งที่การหย่าร้างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไม่รักหรือไม่อยากรักษาความสัมพันธ์ แต่เป็นเพราะสมองล้าเกินไปจนหัวใจไม่มีกำลังเหลือพอที่จะมอบความรักให้แก่กัน





(3) ยีนในร่างกาย : กุญแจลับที่ทำให้ระบบประสาทไม่ตรงกัน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ "ความต่างทางพันธุกรรม" ที่กำหนดพฤติกรรมการแสดงออกในความสัมพันธ์ ซึ่งนายแพทย์จางได้แบ่งรูปแบบความต้องการที่ต่างกันออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้ :-

    • กลุ่มยีนตัวรับออกซิโทซิน (OXTR) ไวต่อความรู้สึก : กลุ่มนี้จะต้องการความมั่นคงและความใกล้ชิดเป็นอย่างมาก
    • กลุ่มยีนตัวรับโดปามีน (DRD4) บางประเภท : กลุ่มนี้จะชอบความแปลกใหม่ การกระตุ้น และความท้าทาย

เมื่อคนประเภทที่ขี้กังวลต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่ชอบแสวงหาความตื่นเต้น หากไม่เข้าใจความต่างทางชีวภาพของกันและกัน การปรับตัวจะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงทันที ซึ่งนี่ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะสัญญาณประสาทของทั้งคู่ไม่เคยจูนเข้าหากันได้เลย

(4) สรุปคำแนะนำ : รักให้สุขภาพดี สำคัญกว่ารักให้ยืนยาว

ในยุคที่การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป การเรียนรู้วิธี "รักอย่างสุขภาพดี" จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าแทนที่จะอดทนจนใจสลาย ควรเริ่มจากการลดภาระให้สมอง เช่น

  - การนอนหลับให้เพียงพอเพื่อซ่อมแซมสมองส่วนหน้า และ
  - การกอดกันอย่างอ่อนโยนทุกวัน เพื่อกระตุ้นสารแห่งความสุข
  - การเข้าใจระบบประสาทของตนเองและคู่รักจะช่วยให้เราพบช่องว่างแห่งความอ่อนโยนท่ามกลางความตึงเครียดของชีวิตคู่ได้




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : mirrormedia.mg
S! News : สนับสนุนเนื้อหา | 07 ม.ค. 69 (02:51 น.)
URL : https://www.sanook.com/news/9866682/

 14 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2026, 02:12:09 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
/

 15 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2026, 12:32:28 pm 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 16 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2026, 10:44:23 am 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
/

 17 
 เมื่อ: มกราคม 05, 2026, 12:54:36 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 18 
 เมื่อ: มกราคม 05, 2026, 10:18:03 am 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 19 
 เมื่อ: มกราคม 05, 2026, 10:15:05 am 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 20 
 เมื่อ: มกราคม 04, 2026, 01:56:37 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10