ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: เมษายน 08, 2020, 01:55:12 AM 
เริ่มโดย start9db1 - กระทู้ล่าสุด โดย start9db1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 22 
 เมื่อ: เมษายน 08, 2020, 12:21:10 AM 
เริ่มโดย social2thai - กระทู้ล่าสุด โดย social2thai
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 23 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 09:51:23 PM 
เริ่มโดย gozilla1 - กระทู้ล่าสุด โดย gozilla1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 24 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 09:16:15 PM 
เริ่มโดย social2thai - กระทู้ล่าสุด โดย social2thai
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 25 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 09:06:14 PM 
เริ่มโดย start9db1 - กระทู้ล่าสุด โดย start9db1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 26 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 01:53:02 PM 
เริ่มโดย gozilla1 - กระทู้ล่าสุด โดย gozilla1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 27 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 01:16:06 PM 
เริ่มโดย social2thai - กระทู้ล่าสุด โดย social2thai
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 28 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 01:00:07 PM 
เริ่มโดย start9db1 - กระทู้ล่าสุด โดย start9db1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 29 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 06:47:24 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



โศลกคำฉันท์ ในศิลาจารึกรุ่นโบราณ

ฉันท์สันสกฤต สมัยพระเวท

“ฉันท์” เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่งของไทยที่รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย เช่นเดียวกับคำประพันธ์ประเภท “กาพย์” ซึ่งคำว่ากาพย์นี้เอง เป็นรากศัพท์เดียวกันกับ “เกวยะ” พัฒนามาเป็นคำว่า “กวี”

ส่วน “ฉันท์” มีรากศัพท์มาจาก ฉท, ฉันท ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ความพึงพอใจ เป็นที่มาของคำว่า “ฉันทลักษณ์” อันหมายถึง ลักษณะอันน่าพึงพอใจ

ต้นกำเนิดของฉันท์นั้น มีขึ้นตั้งแต่สมัยพระเวทเมื่อราว 4,000 ปีมาแล้ว ปรากฏถ้อยคำประเภทฉันท์อยู่ในคัมภีร์ฤคเวท คำฉันท์ในยุคพระเวทไม่เคร่งครัดครุ-ลหุมากนัก เน้นการบังคับจำนวนคำในแต่ละบาทมากกว่า

จนกระทั่งอีก 2,000 ปีหลังจากยุคพระเวท ซึ่งเรียกว่ายุคมหากาพย์ ฉันท์ได้รับการพัฒนารูปแบบขึ้นมาใหม่กลายเป็น “โศลก” ระบุจำนวนคำและครุ-ลหุ ของบาทที่ 3 ให้เหมือนกับบาทที่ 1 และบาทที่ 4 ให้ล้อกับบาทที่ 2

หลังสมัยมหากาพย์ รูปแบบของฉันท์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏในคัมภีร์ฉันท์วุตโตทยะ และฉันโทมัญชรี ซึ่งมีคำฉันท์จำนวนมากถึง 311 ชนิด


@@@@@@

จารึกเมืองพระรถ : คำฉันท์รุ่นเก่าสุดบนแผ่นดินสยาม

ศิลาจารึกหลักที่ 56 มีชื่อว่า จารึกเมืองพระรถ หรือจารึกเนินสระบัว พบที่เนินสระบัว (บริเวณเมืองเก่าพระรถ) ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ (ข้อมูลเดิมระบุว่าอำเภอศรีมหาโพธิ) จังหวัดปราจีนบุรี ทำจากหินทรายสีเขียว เขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ (อินเดียใต้)

ปรากฏนามของท่านพุทธสิริ ผู้จารจารึกหลักนี้ ไว้เมื่อ พ.ศ.1304 เป็นภาษาบาลีและเขมร โดยใช้คำประพันธ์ประเภทวสันตดิลกฉันท์ ดังตัวอย่าง

โย สพฺพโลกโมหิโต กรุณาธิวาโส
โมกฺขํ กโร นิรมลํ วรปณฺณจนฺโท
เญยฺโย ทโม นวิกุลํ สกลํ วิพุทฺโธ
โลกุตฺตโร นมตถิ ตํ สิรสา มุเนนฺทํ

แปลได้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้มีพระหฤทัยเต็มไปด้วยความกรุณาตั้งลงในสรรพสัตว์ ทรงหลุดพ้นบริสุทธิ์ ดุจพระจันทร์เต็มดวงอันประเสริฐ ทรงรู้เญยยธรรม ทรงทรมาน ทรงรู้แจ้งธรรมทั้งสิ้นอย่างไม่คลาดเคลื่อน ทรงข้ามโลก ขอน้อมเศียรนมัสการพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

น่าสนใจยิ่ง ที่เราพบการใช้คำฉันท์จารลงในศิลาจารึกที่พบบนแผ่นดินสยาม ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 14 เลยทีเดียว

@@@@@@

โศลกคำฉันท์ในบทประณามพจน์ : ศิลาจารึกสววาธิสิทธิหลักที่ 1.

ศิลาจารึกรุ่นเก่าที่พบโศลกคำฉันท์อีกหลักหนึ่ง พบในอาณาจักรหริภุญไชย หรือปัจจุบันคือเมืองลำพูน จารขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ตอนต้น มีอายุห่างจากจารึกเมืองพระรถประมาณ 300 ปี

จารึกหลักนี้มีชื่อว่า จารึกสววาธิสิทธิหลักที่ 1 (เนื่องจากในลำพูนมีจารึกที่เกี่ยวข้องกับพระญาสววาธิสิทธิหลายหลัก) เรียกย่อๆ ว่าจารึก ลพ. 1

สถานที่พบคือวัดดอนแก้ว (ร้าง) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกวง ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน ซึ่งบริเวณนี้ชาวบ้านเคยขุดค้นพบพระแสงขรรค์ชัยศรียุคหริภุญไชย และได้มอบให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จเลียบมณฑลพายัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรีโบราณแด่รัชกาลที่ 7


@@@@@@

พระญาสววาธิสิทธิ คือใคร.?

ชื่อของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับกษัตริย์ในราชวงศ์จามเทวีที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันพระองค์อื่นๆ อาทิ พระนางจามเทวี พระญามหันตยศ (โอรสแฝดพี่ของพระนางจามเทวี) พระญาอาทิตยราช (ผู้สร้างพระธาตุหริภุญไชย) พระญาญีบา (ยี่บา-กษัตริย์หริภุญไชยองค์สุดท้ายก่อนเสียราชธานีให้แก่พระญามังราย)

อันที่จริง เรื่องราวของพระญาสววาธิสิทธิปรากฏอย่างมากมายทั้งในศิลาจารึกหลัก ลพ. 1 (วัดดอนแก้ว) ลพ. 2 (วัดจามเทวี) ลพ. 5 (วัดแสนข้าวห่อ) ลพ. 7 (วัดมหาวัน) และทั้งในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ มูลศาสนา จามเทวีวงศ์ และพงศาวดารโยนก

เนื้อหาของเอกสารทุกฉบับกล่าวตรงกันว่าพระองค์มีบทบาทในฐานะทรงเป็น “องค์อัครศาสนูปถัมภก” ไม่ว่าจะเป็นผลงานการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจ้ากลางนครหริภุญไชย พระรัตนเจดีย์ที่ทุ่งมหาพล (ปัจจุบันคือวัดจามเทวี) การสร้างพระเจดีย์สามองค์ที่วัดเชตวนาราม การสร้างวัดมหาวัน การทรงผนวชระหว่างครองราชย์ การสร้างพระไตรปิฎกเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา จนได้รับสมัญญานามว่า “ธรรมิกราชา”

@@@@@@

อาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและอักษรมอญโบราณ ของกรมศิลปากรผู้ล่วงลับ ระบุในหนังสือ “โบราณคดีประวัติศาสตร์” (กรมศิลปากรจัดพิมพ์เพื่อเชิดชูเกียรตินายคงเดช ประพัฒน์ทอง นักโบราณคดี 10 ธันวาคม 2529, หน้า 194-196) ว่า

ความพิเศษของศิลาจารึกสววาธิสิทธิหลักที่ 1 วัดดอนแก้ว คือการใช้ภาษาบาลีผูกร้อยเป็นคำประพันธ์ประเภทฉันท์ แม้จะเขียนด้วยอักษรมอญโบราณ โดยใช้ฉันท์โบราณของอินเดียประเภท “มิสสกฉันท์” หรือฉันท์รูปแบบผสมของฉันท์หลายอย่างในบทเดียวกัน ซึ่งไม่ได้รับเข้ามาใช้ต่อในสมัยสุโขทัย อยุธยา

ในขณะที่กวีล้านนา ผู้เป็นนักวิชาการด้านอักขระวิทยา ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร (วัณณะมาลี ทฤษฎีใหม่เรื่องการแต่งฉันท์ของล้านนา, เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2551, หน้า 3) กลับบอกว่าฉันท์ที่ปรากฏในจารึกสววาธิสิทธินี้เป็นประเภท “อุปชาติฉันท์” ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน 6 บท


@@@@@@

ดังนั้น คงต้องขอแรงผู้รู้เรื่องคำฉันท์โบราณ ช่วยกันพิจารณาว่านี่คือคำฉันท์ประเภทใดกันแน่ “มิสสกฉันท์” หรือ “อุปชาติฉันท์”.? ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาให้ดูสองบทดังนี้

สพฺพาธิสิทฺธยา ขยร ถิสฺสเรน
ฉพฺโทสวสฺสี นปโย ชิเตนํ
อุโปสถาคา รวร มโนรม
มยา กตญฺเช ตวนาลยํลยํ

ถอดความได้ว่า เวียงชื่อ “เชตวนาลัย” มีโรงอุโบสถงามประเสริฐ เป็นที่ยังใจให้รื่นรมย์ อันตูข้าผู้มีอายุ 26 ปี ได้รับอภิเษกเป็นผู้ครองประเทศ เป็นจอมพลรถ ปรากฏนามว่า สัพพาธิสิทธิ์ สร้างไว้แล้ว

พบว่า “คำฉันท์” ที่ปรากฏในจารึกสววาธิสิทธิหลักที่ 1 ไม่เคร่งครัดครุ ลหุ มากนัก นอกจากเน้นการบังคับเรื่องจำนวนคำในแต่ละบาท อย่างไรก็ดี ต้องถือว่าจารึกหลักนี้มีคุณค่าในแง่วรรณกรรมอย่างยิ่ง เพราะจารึกที่พบในประเทศไทยนั้น ไม่ได้พบการเขียนด้วยคำฉันท์เท่าใดนัก

@@@@@@

ตามความคิดของอาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง เห็นว่าพระญาสววาธิสิทธิ น่าจะทรงประพันธ์วรรณคดีบาลีในศิลาจารึกเป็นคำฉันท์ด้วยพระองค์เอง เพราะทรงมีความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกอย่างมาก

กอปรกับมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ย่อมไม่เกินความสามารถที่จะทรงศึกษาภาษาบาลีถึงขั้นแตกฉาน จนทรงสามารถรจนาบทโศลกประณามพจน์ หรือบทขึ้นต้นศิลาจารึกชิ้นสำคัญได้ด้วยพระองค์เอง มีการใช้ภาษาคำศัพท์ที่งดงามและลึกซึ้งในระดับอลังการศาสตร์

ดินแดนอุษาคเนย์ยุคโบราณนั้น ชนชั้นกษัตริย์ยกย่องคำฉันท์ว่าเป็นภาษาที่คู่ควรแก่การใช้ในจารึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเขียนคำประกาศความเป็นมหาธรรมิกราชเจ้าของผู้จาร


@@@@@@

วิหารหลวงวัดมหาธาตุสุโขทัย : ต้นเค้าคำฉันท์สมัยอยุธยา

ขอยกตัวอย่างสุดท้ายของศิลาจารึกหลักสำคัญยิ่งอีกหนึ่งหลัก เป็นจารึกสมัยสุโขทัย พบที่วิหารหลวงวัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เขียนด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาบาลี มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 หรือหลังจากจารึกอักษรมอญโบราณของพระญาสววาธิสิทธิ 300 ปี

นายบุญเลิศ เสนานนท์ และอาจารย์เทิม มีเต็ม นักจารึกวิทยากรมศิลปากร สันนิษฐานว่า จารึกหลักนี้สร้างขึ้นโดยพระญาลิไท เหตุที่มีคำว่า “เทยฺโย” และก่อนหน้าคำว่า เทยฺโย มีตัวอักษรคล้าย ลิ แต่ลบเลือนไปแล้ว

จารึกหลักนี้ใช้คำประพันธ์ประเภทวสันตดิลกฉันท์ ดังตัวอย่าง

โสหญฺจ ภิกฺขุ คุณกิตฺติ สุนาม เทยฺโย
ปตฺโต ตถาคตสุสา นเมกเทสํ
วนฺเท หเว จตุรสี ติสหสฺ ธมฺมํ
ขนฺธํ สธาตุนิขิลํ จ ตถาคตสฺส

เชื่อกันว่า คำประพันธ์ประเภทฉันท์จากศิลาจารึกสุโขทัยหลักนี้เอง ที่ได้ส่งทอดรูปแบบของจังหวะ ลีลา วสันตดิลกฉันท์ อันงดงาม ให้แก่วรรณกรรมสมัยอยุธยาต้น เช่นสมุทรโฆษคำฉันท์ และอนิรุทธคำฉันท์ ในกาลถัดมาอีก 100 ปี




ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 - 26 มีนาคม 2563
คอลัมน์ : ปริศนาโบราณคดี
ผู้เขียน : เพ็ญสุภา สุขคตะ
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_291559

 30 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2020, 06:31:28 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
พระเพทราชา มีเชื้อสายเจ้านายกรุงเก่า อยู่ย่านวัดบรมพุทธาราม
[ซากวัดบรมพุทธาราม อยุธยา เหลืออยู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (ลายเส้นโดยชาวยุโรป)]


เพลงยาวพยากรณ์ฯ วรรณกรรมการเมือง เรื่อง ‘เฟกนิวส์’ สมัยอยุธยา

ชิงอำนาจ Game of Thrones ในอยุธยามีเป็นปกติและมีรุนแรงเกือบทุกครั้งที่ผลัดแผ่นดิน จะแตกต่างบ้างก็ลักษณะชิงอำนาจเท่าที่พบหลักฐานซึ่งไม่ครบถ้วน

เครื่องมือชิงอำนาจทางการเมืองมีประสิทธิภาพของกลุ่มพระเพทราชา คือ “ข่าวลือ” ใกล้เคียงทุกวันนี้เรียก “เฟกนิวส์” สร้างขึ้นใส่ร้ายพระนารายณ์ฯ ต่อมาเป็นที่รู้กันในนาม “เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา”

@@@@@@

เพลงยาว “ข่าวลือ” ทำลายฝ่ายตรงข้าม

วรรณกรรมการเมือง เรื่อง “เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา” ของกลุ่มพระเพทราชา กับ ออกหลวงสรศักดิ์ มีในงานวิชาการเรื่อง การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ (สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2523) จะสรุปย่อมาดังนี้

ออกพระเพทราชามีความสัมพันธ์อันดีกับพระภิกษุสงฆ์ มีรายงานว่าสนิทชิดชอบดีกับพระสังฆราชแห่งละโว้ นอกจากนี้ยังได้อาศัยพระภิกษุเป็นตัวการยุยงให้ก่อการจลาจลขึ้นตามหัวเมือง มีผู้คนและกระสุนดินดำไว้ในมือเป็นอันมาก เห็นได้ชัดว่าออกพระเพทราชาได้พยายามนำเอาประชาชนเข้าร่วมในแนวร่วมของตนเพื่อต่อต้านฝรั่งและพระนารายณ์ด้วย

โดยอาศัยความร่วมมือกับพระภิกษุสงฆ์ ออกพระเพทราชารู้จักที่จะปลุกปั่นประชาชนตามวิถีทางวัฒนธรรมของประชาชน เช่น ใช้พราหมณ์ซึ่งเป็นโหราจารย์ทำนายว่าฝรั่งเศสจะถูกขับออกไป แม้ว่าจะได้รับการต้อนรับในทีแรก และจะมีการฆ่าฟันกันล้มตายอย่างมาก

คำพยากรณ์เหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศที่ตึงเครียดและทำให้จิตใจของคนพร้อมจะรับความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ในต้นปี ค.ศ.1688 ได้เกิดข่าวลือว่าจะเกิดอาถรรพณ์แก่บ้านเมืองอันเป็นข่าวลือที่สร้างขึ้นให้สอดคล้องกับข่าวลือเรื่องการประชวรของพระนารายณ์ เข้าใจได้ว่าข่าวลือเหล่านี้ก็คงจะมาจากค่ายของออกพระเพทราชานั่นเอง


@@@@@@

การรณรงค์สร้างข่าวลือของกลุ่มออกพระเพทราชาและออกหลวงสรศักดิ์นี้ได้ทิ้งร่องรอยไว้ในหลักฐานฝ่ายไทยคือ “เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา” ลำนำสั้นๆ บทนี้มีผู้จดจำได้และจดลงไว้เป็นตอนต้นในหนังสือเรื่องกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้ง ร.1 แต่กล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระนารายณ์

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าเนื้อความของเพลงยาวบทนี้ตรงกันกับที่บรรยายไว้เป็นภาษาความเรียงใน คำให้การชาวกรุงเก่า และกล่าวว่าเป็นคำทำนายของพระเจ้าสุริเยน ทราธิบดีหรือพระเจ้าเสือ

เพลงยาวพยากรณ์บทนี้มีประสิทธิภาพในวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่แต่งนี้อย่างยิ่ง บอกโดยนัยแก่ผู้ฟังว่าพระนารายณ์และราโชบายของพระองค์คือการไม่เคารพต่อหลักการแห่งทศพิธราชธรรม และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ก่อให้เกิดความวิปริตต่างๆ แก่บ้านเมือง ความวิบัติที่กำลังมาถึงกรุงศรีอยุธยานั้น เพลงยาวพยากรณ์เน้นซึ่งความวิปริตแห่งความปกติธรรมดาหรือจารีตประเพณีซึ่งเป็นที่รับรองและสมมติกันว่าเป็นธรรมดาโลก เป็นต้น

@@@@@@

ความวิปริตเหล่านี้จะนำมาซึ่งความวิบัติแก่กรุงศรีอยุธยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระราโชบายที่เข้าใจไม่ได้ของพระนารายณ์ การกดขี่ขุนนางฝ่ายปกครอง การเถลิงอำนาจอย่างผิดทำนองคลองธรรมของฝรั่งและเสนาบดีต่างชาติ การไม่เคารพต่อจารีต ประเพณีของการปกครองบางอย่าง และท่าทีคุกคามพระพุทธศาสนาของรัฐบาลและนักบวชมิจฉาทิฐิที่รัฐบาลหนุนหลัง ฯลฯ เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฟังเพลงยาวนี้เห็นพ้องต้องกันว่าบ้านเมืองกำลังวิปริตอาเพศอย่างชัดแจ้ง

การตกต่ำของขุนนางทำให้ลูกหลานผู้ดีเหล่านี้พร้อมจะรับการโค่นล้มราชตระกูลปราสาททองลง อย่างน้อยก็เพื่อยุติความวิปริตอาเพศทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ตำตานี้

ยิ่งการอิงคำทำนายให้สอดคล้องกับพุทธทำนายในชาดก ก็ยิ่งทำให้เพลงยาวพยากรณ์บทนี้มีประสิทธิภาพในการสื่อความอาเพศของบ้านเมืองได้มากขึ้น เพราะดูเหมือนมีความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างแฝงอยู่ในคำพยากรณ์ มีตัวอย่างดังนี้


@@@@@@

เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา

๏ ในลักษณ์ทํานายไว้บ่ห่อนผิด   เมื่อพินิจพิศดูก็เห็นสม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม       มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น      มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสารพัด       เกิดวิบัตินานาทั่วสากล

เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา       จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปปุรุษจะแพ้แก่ทรชน           มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก
ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว            คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก               จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย

ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอํานาจ           นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย          น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า              เพราะจัณฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์       เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา

.......................           ............................

ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพง      สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกิดทรพิษมิคสัญญี         ฝูงผีก็จะวิ่งเข้าปลอมคน
กรุงประเทศราชธานี              จะเกิดการกาลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล        จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย

จะร้อนอกสมณาประชาราษฎร์    จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย           ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก        เวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ
แต่สิงสาราสัตว์เนื้อเบื้อ           นั้นจะหลงหลอเหลือในแผ่นดิน

ทั้งผู้คนสารพัดสัตว์ทั้งหลาย       จะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น
ด้วยพระกาฬจะมาผลาญแผ่นดิน  จะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม

.......................           ............................

[ตรวจสอบโดย นายบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ นักอักษรศาสตร์ชํานาญการ สํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร มิถุนายน 2558] [อ่านฉบับเต็มใน https://www.matichonweekly.com]



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 - 26 มีนาคม 2563
คอลัมน์ : สุจิตต์ วงษ์เทศ
ผู้เขียน : สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_289281

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10