ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 07:59:39 PM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



พระนันทเถระ "พุทธอนุชา" เอตทัคคะในทาง ผู้สำรวมอินทรีย์

พระนันทศากยะเป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะ กับ พระนางมหาปชาบดีโคตรมี พระน้านาง เป็นพุทธอนุชาร่วมพระบิดาเดียวกัน เมื่ออยู่ในครรภ์พระมารดา บรรดาพระประยูรณาติปรารถนาจะได้เห็น ต่างก็มีความปีติยินดีร่างเริงบันเทิงใจ เมื่อประสูติออกมาจึงขนานนามว่า “นันทกุมาร”

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชา บำเพ็ญเพียร ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณแล้ว เสด็จโปรดพระประยูรญาติ ณ พระนครกบิลพัสดุ์ และในวันที่ ๔ แห่งการเสด็จโปรดพระประยูรณาตินั้น พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตในนิวาสสถานแห่งนันทกุมาร เนื่องในการอาวาหมงคลอภิเษกสมรส ระหว่างนันกุมารกับนางชนบทกัลยาณี

@@@@@@

อุ้มบาตรตามเสด็จ

ครั้งเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธองค์ประทานบาตรส่งให้นันทกุมารถือไว้ตรัสมงคลกถาแก่พระประยูรญาติในสมาคมนั้นโดยสมควรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จลงจากนิวาสสถานโดยมิได้รับบาตรคืนจากนันทกุมาร

ส่วนนันทะเองก็ไม่กล้ากราบทูลเตือนให้ทรงรับบาตรคืน ด้วยความเคารพในพระเชษฐาเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่ถือบาตรตามเสด็จลงมาโดยมิได้ตรัสอะไร ได้แต่นึกอยู่ในใจว่า พระองค์คงจะรับบาตรคืนเมื่อถึงพื้นล่าง เมื่อพระองค์ไม่ทรงรับบาตร จึงดำริต่อไปว่า เมื่อเสร็จถึงประตูพระราชวังก็คงจะทรงรับ ครั้นเห็นว่าไม่ทรงรับก็ถือบาตรตามเสด็จไปเรื่อย แล้วก็ดำริอยู่ในใจว่า ถึงตรงนั้นก็คงจะทรงรับ ถึงตรงนี้ก็คงจะทรงรับ แต่พระพุทธองค์ก็มิทรงรับบาตรคืนเลย

ส่วนนางชนปทกัลยาณี เมื่อได้ทราบจากนางสนมว่า พระผู้มีพระภาค ทรงพานันทกุมารไปด้วยก็ตกพระทัย รีบเสด็จตามไปโดยเร็ว แล้วร้องทูลสั่งว่า :-
        “ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์รีบเสด็จกลับโดยด่วน”


@@@@@@

จำใจบวช

นันทราชกุมาร ได้สดับเสียงของนางแล้วประหนึ่งว่า เสียงนั้นเข้าไปขวางอยู่ในหฤทัย ให้รู้สึกปั่นป่วนอยากจะหวนกลับ แต่ก็กลับไม่ได้ ด้วยมีความเคารพในพระบรมศาสดาเป็นอย่างมาก ต้องทนฝืนพระทัยถือบาตรตามเสด็จจนถึงนิโครธาราม เมื่อเสด็จถึงพระคันธกุฏี พระผู้มีพระภาค ทรงรับบาตรคืนแล้วตรัสแก่นันทกุมารว่า “นันทะ เธอจงบรรพชาเถิด”

สำหรับนันทกุมารนั้น เรื่องการบวชไม่มีอยู่ในความคิดเลยแม้สักนิดหนึ่ง ภายในดวงจิตคิดคำนึงถึงแต่ถ้อยคำและพระพักตร์ของนางชนปทกัลยาณีที่มาร้องสั่งเตือนให้รีบเสด็จกลับ แต่เพราะความเคารพยำเกรงในพระเชษฐาเป็นยิ่งนักไม่สามารถจะขัดพระบัญชาได้ จึงจำใจรับพระพุทธฏีกา บวชในวันนั้น

พระนันทะนับตั้งแต่บวชแล้ว ในดวงจิตคิดคำนึงถึงแต่นางชนปทกัลยาณีเจ้าสาวของตนที่เพิ่งจะแต่งงานกัน แล้วก็ต้องจำพรากจากกันด้วยความเคารพในพระศาสดา ไม่มีแก่ใจที่จะประพฤติพรตพรหมจรรย์ มีแต่ความกระสันที่จะลาสิกขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ก็ได้แต่เล่าความในใจนั้นให้เพื่อสหธรรมมิด้วยกันฟัง




เปรียบอดีตเจ้าสาวเหมือนลิงแก่

พระบรมศาสดา ทรงทราบความจึงทรงพาพระนันทะเที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อให้พระนันทะได้เห็นสตรีที่มีรูปร่างต่างๆกัน ตั้งต้นแต่ให้เห็นสิ่งที่อัปลักษณ์ที่สุด โดยให้ได้เห็นนางลิงแก่ที่หูแหว่ง จมูกโหว่ และหางขาด นั่งอยู่บนตอไม้ที่ไฟไหม้ดำเป็นตอตะโก จนกระทั่งให้ได้เห็นนางเทพอัปสรบนสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่สวยโสภายิ่งนักจนหาที่สุดมิได้ ทำให้เกิดความกระสันอยากได้นางเทพอัปสรเหล่านั้นมาเป็นคู่ครอง

พระบรมศาสดาทรงทราบวาระจิตของท่าน จึงตรัสถามว่า
    “นันทะ เธอมีความเห็นอย่างไร ระหว่างนางเทพอัปสร เหล่านี้ กับนางชนปทกัลยาณี เจ้าสาวของเธอ.?”

    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นว่า นางชนบทกัลยาณีนั้นเปรียบเสมือนนางลิงแก่ที่นั่งอยู่บนตอไม้ จะนำมาเปรียบเทียบกับนางเทพอัปสรเหล่านี้มิได้เลย พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาทรงรับรองว่า
     "ถ้าเธอตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์แล้ว เธอก็จะได้นางเทพอัปสรเหล่านั้นตามต้องการ"

ตั้งแต่นั้นมาพระนันทะได้ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหวังจะได้นางเทพอัปสรตามที่พระบรมศาสดา ทรงรับรองไว้ เพื่อนภิกษุทั้งหลายทราบความแล้ว ต่างก็พากันพูดจาเยาะเย้ยว่า
     “พระนันทะ บวชเพราะรับจ้างบ้าง พระนันทะ ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหวังจะได้นางเทพอัปสรบ้าง”

จนทำให้พระนันทะเกิดความละอายใจไม่กล้าเข้าสมาคมกับเพื่อนพระภิกษุด้วยกัน และเกิดความคิดขึ้นว่า :-
    “ความรักไม่มีที่สิ้นสุด ความรักทำให้เกิดความทุกข์ และความเศร้าโศกเสียใจไม่มีที่สิ้นสุด”
    “อนึ่ง สตรีที่มีความงามก็ไม่มีที่สิ้นสุด คนใหม่ย่อมดูงามกว่าคนเก่า คนนั้นก็ดูสวยดี แต่คนนี้ก็งามกว่า จึงเป็นสิ่งที่หาที่สุดมิได้”

ท่านจึงตัดสินใจปลีกตัวออกจากหมู่ภิกษุตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์อุตสาหะเจริญสมาธิกรรมฐาน ตั้งจิตไว้โดยไม่ประมาท ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรอัตผล เป็นพระขีณาสพในพระพุทธศาสนา

จากนั้นท่านได้กลับมากราบทูลพระบรมศาสดาให้ทรงทราบว่า :-
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจอันใดที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาจะช่วยสงเคราะห์ให้ได้นางฟ้านั้น กิจอันนั้นข้าพระองค์เปลื้องปลดจนหมดสิ้นสมประสงค์แล้ว พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดา ตรัสอนุโมทนาและตรัสธรรมกถาว่า :-
    “อันเปือกตมคือกามคุณ และเสี้ยนหนามคือกองกิเลส อันบุคคลใดกำจัดทำลายได้แล้ว บุคคลนั้นชื่อว่ามีใจไม่หวั่นไหวในสุขและทุกข์ทั้งปวง

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนภิกษุถามท่านว่า
“เมื่อก่อนนี้ท่านพูดว่ามีจิตปรารถนาจะสึก มาบัดนี้ ท่านยังปรารถนาอย่างนั้นอยู่หรือไม่.?"
ท่านตอบว่า “ไม่มีความปรารถนาอย่านั้นอยู่อีกแล้ว”
ภิกษุทั้งหลายพากันติเตียนแล้ว ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
“พระนันทะพูดไม่เป็นความจริง พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า :-
    “ภิกษุทั้งหลายเมื่อก่อนนี้ อัตภาพของพระนันทะเปรียบเสมือนเรือนที่มุงหลังคาไม่ดีฝนตกลงมาย่อมรั่วรดได้ แต่บัดนี้ เธอได้สำเร็จกิจแห่งบรรพชิตแล้ว จึงเปรียบเสมือนเรือนที่มุงหลังคาดีแล้ว ฝนตกลงมาย่อมไม่อาจรั่วรดได้ฉันใด จิตที่บุคคลเจริญสมาธิภาวนาดีแล้ว กิเลสราคาทั้งหลายย่อมย่ำยีไม่ได้ ฉันนั้น”


@@@@@@

ได้รับยกย่องในทางสำรวมอินทรีย์

พระนันทเถระ เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฏว่าท่านเป็นผู้สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ ด้วยใจระวังไม่ให้กิเลสครอบงำใจ ในเวลารับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖ มิให้ตกอยู่ในอำนาจโลกธรรม

ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้สำรวมอินทรีย์ ท่านพระนันทเถระ ดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระพุทธศาสนาอยู่ พอสมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน



ขอบคุณบทความ : http://www.84000.org/one/1/07.html
ขอบคุณภาพจาก : https://goodlifeupdate.com/ , https://palungjit.org/

 92 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 01:21:34 PM 
เริ่มโดย gozilla1 - กระทู้ล่าสุด โดย gozilla1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 93 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 01:01:13 PM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


แอ๊ด คาราบาว นำทีม "รวมพลังสองล้อฯ" มอบชุด PPE ให้คณะแพทย์ รพ.รามาธิบดี

โควิด - แอ๊ด คาราบาว / เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งคนในวงการบันเทิงที่ตื่นตัวกับโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ สำหรับ แอ๊ด ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว นักร้องเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่

โดยก่อนหน้านี้ นักร้องเพื่อชีวิตคนดัง ได้แต่งเพลง “รวมใจไทยข้ามโควิด-19” เพื่อให้กำลังใจคนไทยผ่านวิกฤตโรคระบาด รวมถึงได้ให้ความช่วยเหลือโรงพยาบาลต่างๆ หลังประสบปัญหาขาดแคลนชุดอุปกรณ์ป้องกันโควิด

ล่าสุด ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Carabao Ofiicial ได้โพสต์ภาพที่ แอ๊ด คาราบาว และสมาชิกโครงการ "รวมพลังสองล้อ ฆ่าโควิด-19" นำชุดอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล มอบให้กับ รพ.รามาธิบดี

ระบุแคปชั่นว่า “พี่แอ๊ด คาราบาว พร้อมสมาชิกโครงการ "รวมพลังสองล้อ ฆ่าโควิด-19" นำชุด PPE มอบให้กับทีมแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี”

นอกจากนี้ นักร้องเพื่อชีวิตคนดัง ยังได้มอบชุดหมีให้กับหน่วยแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย







ขอบคุณภาพ FB : Carabao Official
ขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_3846836
ข่าวโควิด-19 ,29 มี.ค. 2563 - 18:15 น.

 94 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 12:33:59 PM 
เริ่มโดย social2thai - กระทู้ล่าสุด โดย social2thai
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 95 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 06:44:11 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
เหรียญหลวงพ่อเกษม รุ่นกองพันลำปาง


เหรียญกองพันลำปาง หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์

“หลวงพ่อเกษม เขมโก” สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง พระเถราจารย์ปูชนียบุคคลอีกรูป ที่มีผู้มีความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นเจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักร ที่ออกผนวชอีกด้วย

    - สำหรับวัตถุมงคลต่างๆ ที่สร้างและปลุกเสก ล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง หนึ่งในนั้นคือ “เหรียญหลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่นกองพันลำปาง”

    - เหรียญหลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง รุ่นกองพันลำปาง จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2517 สร้างโดยสามเณรนิติรัตน์ ศิษย์ใกล้ชิดร่วมกับจังหวัดทหารบกลำปาง สร้างเพื่อแจกทหาร

    - จำนวนการสร้างรวมทั้งหมด 2,513 เหรียญ ประกอบด้วย เนื้อทองคำ 13 เหรียญ, เนื้อเงิน 300 เหรียญ, เนื้อนวะโลหะ 200 เหรียญ และเนื้อทองแดง 2,000 เหรียญ

    - ลักษณะเป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีหูห่วง ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อเกษมครึ่งองค์หันหน้าตรง ด้านบนจารึกเป็นภาษาบาลี อ่านว่า “เขมโก”

    - ด้านหลัง ตรงกลางเป็นอักขระยันต์ภาษาบาลี ด้านล่างยันต์ จารึก “๒๓ ต.ค.๑๗” หมายถึงปี พ.ศ.ที่จัดสร้าง บริเวณรอบขอบเหรียญ เขียนคำว่า “หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง”

    - เหรียญรุ่นดังกล่าว มีโค้ดตอกกำกับทุกเหรียญ ได้รับความนิยมไม่แพ้เหรียญหลวงพ่อเกษมรุ่นแรกแต่อย่างใด เนื่องจากมีจำนวนการสร้างน้อย ประกอบกับผู้นำไปบูชามีประสบการณ์ จึงทำให้เหรียญนี้ได้รับความนิยมมาก จัดเป็นอีกเหรียญที่หายากในปัจจุบัน


ขอบคุณภาพจาก https://img.tnews.co.th/

ประวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก

เดิมมีนามว่า "เจ้าเกษม ณ ลำปาง" เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ.131 เป็นบุตรในเจ้าน้อยหนู ณ ลำปาง (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น มณีอรุณ) ปลัดอำเภอ กับเจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง และเป็นราชปนัดดาในเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าหลวงผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย

สมัยตอนเด็ก มีคนเล่าว่าท่านซนมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งปีนต้นบ่ามั่น (ต้นฝรั่ง) เกิดผลัดตกจนมีแผลเป็นที่ศีรษะ

เมื่ออายุ 13 ปี บรรพชา ซึ่งเป็นการบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว 7 วัน ได้ลาสิกขาและบรรพชาอีกครั้งเมื่ออายุ 15 ปี อยู่ที่วัดบุญยืน จังหวัดลำปาง ศึกษาด้านพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ในปี พ.ศ.2474 เข้าพิธีอุปสมบทในปีถัดมา มีพระธรรมจินดานายก เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า เขมโก แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม

พระภิกษุเจ้าเกษม ศึกษาภาษาบาลีที่สำนักวัดศรีล้อม ต่อมาได้ย้ายมาศึกษาแผนกนักธรรมที่สำนักวัดเชียงราย

@@@@@@

พ.ศ.2479 สอบได้นักธรรมชั้นเอก เรียนรู้ภาษาบาลีจนสามารถเขียนและแปลได้ แต่ไม่ได้สอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกรูปต่างเข้าใจว่า ไม่ต้องการมีสมณศักดิ์สูง เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนเท่านั้น

หลังสำเร็จทางด้านพระปริยัติธรรมแล้ว เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่งทราบข่าวว่า มีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน จึงฝากตัวเป็นศิษย์

ตามครูบาแก่นออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียรตามป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาจึงต้องแยกทางกับพระอาจารย์ และกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออก ก็ติดตามอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา

ต่อมาเจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืน มรณภาพลง คณะสงฆ์ได้ประชุมกันเพื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่ และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันเห็นควรว่า พระภิกษุเจ้าเกษม มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาส ครั้นเมื่อได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัด เพราะเคยจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ เห็นว่าถือเป็นภารกิจทางศาสนา ต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่


ขอบคุณภาพจาก https://naklangbolan.com/

หลังจากนั้น ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหลายครั้ง เนื่องจากต้องการจะออกธุดงค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น จึงออกจากวัดบุญยืนไปที่ศาลาวังทาน พร้อมเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสไว้ด้วย

     - เป็นพระสายวิปัสสนาธุระ ไม่ยึดติดแม้แต่สถานที่ ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ ตลอดชีพ เป็นพระที่เป็นที่เคารพสักการะทั้งจังหวัดลำปางและทั่วประเทศ

    - วิธีสอนของท่านมักเน้นอุปมาอุปไมยให้ไปขบคิด เรื่องที่เทศนา มุ่งเอาพุทธวจนะเป็นที่ตั้ง ครั้งหนึ่งในการเทศน์งานศพ มีคนมิตั้งใจฟัง นั่งคุยกันจนหนวกหู หลวงพ่อเกษมจึงใช้กระป๋องเนยเปล่า เป็นอุปกรณ์ช่วยขยายเสียงด้วยการสะท้อนเสียงเข้าไปในกระป๋อง เท่านั้นเสียงท่านก็ดังกังวานคล้ายวิทยุ เป็นกุศโลบายแบบหนึ่งที่ใช้จูงใจให้ใฝ่ธรรม

    - เวลา 19.40 น. วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2539 มรณภาพลงอย่างสงบ ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลลำปาง จ.ลำปาง สิริอายุ 84 ปี พรรษา 64



จากคอลัมน์ : โฟกัสพระเครื่อง/โคมคำ komkam.ks@gmail.com
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม - 2 เมษายน 2563
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2563
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_289447

 96 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 05:54:58 AM 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan



ถึงไข่จะแพง เขาก็อยากให้ “ลิ้ง” หนุ่มใจบุญ แจกไข่ฟรี ให้คนที่ขาดแคลน


เรื่องราวดี ๆ จากจังหวัดขอนแก่น เมื่อหนุ่มใจบุญคนหนึ่งอดรนทนไม่ได้กับความยากลำบากของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เขาจึงออกมา แจกไข่ฟรี เพื่อช่วยเหลือคนที่ขาดแคลน “ถึงไข่ไก่แพง แต่เขาก็อยากให้”

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา หนุ่มใจบุญชื่อ ลิ้ง ชนะวุธ อุทโท ได้โพสต์รูปถ่ายและข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “แพงนักเหรอ แจกวันนี้ 2000 ฟอง เริ่มแล้ว” 



ลิ้ง หนุ่มใจบุญนำไข่ไก่ 2,000 ฟองใส่รถกระบะนำไปแจกให้คนที่ขาดแคลน จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้จังหวัดขอนแก่นต้องปิดเมือง

คุณลิ้งไม่ได้แจกไข่ไก่ฟรีอย่างนี้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เขาเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเขาได้ประกาศลงในเฟซบุ๊กของเขาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 ว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ปิดเมืองขอนแก่น พี่น้องทำงานกลางคืนที่ได้รับผลกระทบนับพันคน ตกงานกระทันหัน ผมจึงจะแจกไข่ไก่วันละ 1000 ฟองที่หน้าร้านพระเครื่อง ไม่มีการแจกส่งต่อมือกัน เอาถุงมาเอง หยิบไข่ได้ตามสะดวก หยิบแล้วก็ไป ไม่ต้องพูดคุย เริ่ม 17.00 พรุ่งนี้ ย้ำเฉพาะผู้ที่ทำงานสถาบันเทิงเท่านั้น”



คงทราบกันดีว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 คือ ธุรกิจสถานบันเทิง คุณลิ้งจึงเลือกที่จะแจกให้กับผู้ที่ทำงานในสายนี้ก่อน เช่น นักร้อง นักดนตรี และพนักงานในสถานบันเทิง ซึ่งน่าเห็นใจที่สถานบันเทิงเหล่านี้ต้องปิดบริการลงในช่วงนี้


นอกจากคุณลิ้งแล้วยังมีกัลยาณมิตรและผู้สนใจร่วมช่วยเขาเป็นสิ่งของ เช่น หน้ากากอนามัย ยา และเงินบริจาค

ซีเคร็ตขออนุโมทนาบุญกับคุณลิ้งและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านค่ะ


 

ที่มาและภาพ : https://www.facebook.com/ชนะวุธ อุทโท
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/200069.html
By nintara1991 ,30 March 2020

 97 
 เมื่อ: มีนาคม 31, 2020, 02:28:11 AM 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1





การรับมือ โรคระบาดสมัย ร.5 รัฐสยามยุคใหม่เลิกไล่ผี เปลี่ยนมาจัดการ ด้วยการแพทย์ตะวันตก

เมื่อรัชกาลที่ 5 ไม่ทรงเชื่อว่าพิธีอาพาธพินาศมาจากพระพุทธเจ้า แล้วเลิกไล่ผีเปลี่ยนมาจัดการด้วยการแพทย์ตะวันตกในอรุณรุ่งของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การแก้ไขจัดการโรคระบาดที่มนุษย์เผชิญในทุกสังคมนั้นต่างมีความเปลี่ยนแปลงมาตามรูปแบบของรัฐและบทบาทหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น ก่อนหน้ารัฐสมัยใหม่แม้รัฐจะไม่ได้มีหน้าป้องกัน ควบคุม และรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยคนในสังคมภาวะปกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของครอบครัวชุมชนเป็นหลัก

แต่ในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างเกิดโรคระบาดรุนแรง รัฐมีหน้าที่สำคัญในการจัดการผู้คนจากโรคระบาดกันทั้งสิ้น

สมัยโบราณโรคระบาดรวดเร็วรุนแรงที่ส่งผลให้คนตายมาก ๆ คนไทยเรียกว่า โรคห่า แต่เดิมหมายถึง 3 โรคคือ ทรพิษเก่าแก่สุด ต่อมาใช้เรียกอหิวาตกโรคและกาฬโรคที่ระบาดหนักหน่วงช่วงเปลี่ยนผ่านสยามเป็นรัฐสมัยใหม่ตรงกับยุคสมัยอาณานิคม

บทบาทของรัฐสยามโบราณในการจัดการโรคระบาดจะเป็นการย้ายเมืองหนีโรค (แต่บางครั้งชาวบ้านก็หนีกันเองไปอยู่ตามป่า) และใช้พิธีกรรมตามความเชื่อของคนในสังคม หรือทำพิธีจัดการโรคเยียวยาให้กำลังใจผู้คนในสังคมในการเผชิญร่วมกัน

@@@@@@

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เมื่ออหิวาตกโรคระบาดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2363 ที่ถูกเรียกว่าโรคห่าเช่นกัน จากพงศาวดารรัชการที่ 2 ที่แต่งโดยเจ้าพระยาทิพกรวงศ์ในต้นรัชกาลที่ 5 เชื่อว่าสาเหตุมาจากผีโกรธ

   “คนครั้งนั้นยังโง่เขลามากพูดซุบซิบกันว่า เพราะไปเอาก้อนสีลาใหญ่ ๆ ในทะเลมาก่อเขาในพระราชวังเจ้าโกรธผีโกรธจึ่งบันดาลให้เปนไข้เจบดั่งนี้”

   และรัฐราชสำนักได้จัดการแก้ไขโรคดังนี้

ซึ่งจะรักษาพยาบาลแก้ไข้ด้วยคุณยาเหนจะไม่หาย จึ่งให้ตั้งพระราชพิธีอาฏานาฏิยสูตร เมื่อ ณ วันจันท์รเดือนเจดขึ้นสิบค่ำยิงปืนใหญ่รอบพระนครคืนหนึ่งยังรุ่ง แล้วเชิญพระแก้วมรกฏแลพระบรมธาตุทั้งพระราชาคณะออกแห่โปรยทรายประน้ำปริตรทั้งทางบกทางเรือ สมเดจพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศีลทั้งพระราชวงษานุวงษ์ที่มีกรมหากรมมิได้…แลให้จัดซื้อปลาแลสัตว์สี่เท้าสองเท้าที่มีผู้จะฆ่าซื้อขายในท้องตลาดในจังหวัดกรุงเทพมหานครทรงปล่อย สิ้นพระราชทรัพย์เป็นอันมาก


@@@@@@

ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 หนังสือพระราชพิธี 12 เดือน พระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าพิธีอาพาธพินาศและการสวดอาฏนาติยสูตรโดยพระสงฆ์นั้น บัญญัติขึ้นโดยพระพุทธองค์ เนื่องจากทรงเห็นว่า การตั้งพระราชพิธีด้วยการสวดอาฏนาติยสูตรเพื่อปราบปรามภูติผีปิศาจไม่ให้ทำร้ายมนุษย์นั้นเป็น “แต่ตั้งชื่อ ว่าอาพาธพินาศตามความต้องการ” มิใช่พิธีที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ให้ทำสำหรับแก้ไขโรคภัย

เนื่องจากคนไทยสมัยนั้นเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากผีและคิดจะไล่ผี ซึ่งเข้าใจผิด “เพราะโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยผี เกิดขึ้นด้วยดินฟ้าอากาศและความประพฤติที่อยู่ที่กินของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณจะขับไล่ได้ เพราะฉะนั้นการพระราชพิธีไม่ได้มีประโยชน์อันใด”

พระบรมวินิจฉัยการเลิกใช้พิธีการไล่ผีจึงแสดงให้เห็นถึงสมุหฐานของการเกิดโรคที่เปลี่ยนจากผีมาเป็นสิ่งแวดล้อมที่สกปรก หรือเรียกว่าอายพิศม์ทำให้เกิดโรค ซึ่งหมอบรัดเลย์นำเข้ามาเผยแพร่ในสยามอย่างชัดเจน

เราจึงไปดูกันว่ารัชกาลที่ 5 ทรงเถียงกับความรู้ใดอยู่ในคัมภีร์ไหน ก็ปรากฏว่ามีคัมภีร์แพทย์ที่เขียนว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้บัญญัติตั้งพิธีดังกล่าวขึ้นมาจริง และคงจะได้เอาไปใช้จัดการโรคระบาด ดังปรากฏในพงศาวดารขึ้นจริง ๆ ด้วยก่อนหน้านั้น

เวชศาสตร์ คัมภีร์แผนฝีดาด

ตำราเวชศาสตร์โบราณแหล่งที่มาของความรู้จัดการโรคระบาดของรัฐและสังคม

ในคัมภีร์เวชศาสตร์ไทยสมัยจารีตที่เขียนขึ้นในสมุดไทยอันแสดงถึงยุคสมัยของการเขียนก่อนยุคสมัยใหม่ที่เขียนด้วยสมุดฝรั่ง ปัจจุบันส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ที่แผนกเอกสารโบราณตัวเขียนและจารึก ในหอสมุดแห่งชาติ

จากตำราหมวดเวชศาสตร์ ชื่อคัมภีร์แผนฝีดาด ที่ลงปีกำกับไว้ว่า พ.ศ. 2321  (แต่ดูเนื้อความแล้วอาจจะคัดลอกมาหลายครั้งและฉบับนี้น่าจะไม่เก่าดังปีกำกับ แต่ก็ไม่น่าเกินสมัยต้นรัชกาลที่ 5 อย่างสูง) ในหน้าปกชื่อว่า “สมุทตำราเล่ม ๑ หนังสือฝีดาษของพระม่วง” นั้น ได้ขึ้นต้นว่า “สิทธิการิยะจกล่าวคัมภีร์อะหิวาตะโรคไว้ให้แก่แพศยทั้งหลายพึงรู้” จำแนกถึงสาเหตุการเกิดโรค “ธอระพิดหิดฝีทั้งปวงด้วยโรค 3 ประการ”

สรุปใจความสำคัญว่า

หนึ่ง. เกิดจากดอกไม้พิษ ออกฝีในเดือน 1-2-3-4 เป็นฤดูหนาว ดอกไม้พิษและว่านยาเห็ดเบื่อเมาลมพัดเอาเกษรดอกไม้ขึ้นมาต้องตัวฝูงคนจนเป็นไข้พิศต่าง ๆ

สอง. เกิดจากพิษงู ในฤดูร้อนเดือน 5-8 เมื่อนาคพ่นพิษและเกล็ดร่วงถูกลมพัดไปต้องคนป่วย

ส่วนประการที่สาม. มีความคัดลอกจากต้นฉบับมาได้ว่า

      อนึ่งจะแก้ฝูงคนทั้งหลายออกฝีเพราะอุบัตก็มี อาพาษแห่งอำนาจแก่งดีศาส (ปิศาจ–ผู้เขียน) กระทำโทษมันให้เป็นต่าง ๆ มากนักจะพรระณา แต่เลหกะเทแต่สน้อย ๆ แต่ราวพึงรู้พึงเข้าใจ ในเมื่อเดือน 9-10-11-12 เป็นวะสันตะระดู เป็นเกษการพระญาไวยะราพหุงอยาพิศนั้น ฯ ยาพิศที่หุงพลุ่งในนภากาศ ลมพัดไปทวีปเรานี้ คนทั้งหลายก็ออกฝีเรียกว่าเปนไข้ขี้ฉ้อ

     เหตุว่ามันแต่งดิศาสกำกับผีนั้น มันฉ้อเอาด้วยกลอุบายต่าง ๆ ลางครั้งมันแต่งทหารยกทับตั้งเปนทับผี ครั้งถึงบ้านเมืองใดมันก็ตั้งทับแล้วก็บอกหนังสือ เข้าไปในบ้านนั้น ฝูงคนทั้งบางก็ฝันเห็นว่าทับ จึงจะขอเข้าเปลือกเข้าสารเนื้อปลาผ้าผ่อนทั้งปวง จงทุก ๆ เรือน ถ้าแลมิได้ก็จะขอคนไปจงสิ้น ครั้นได้แล้วมันก็ยกทัพออกจากที่นั้น…

      สมเด็จพระบรมครูจึงตรัสว่า ให้ทำโรงพิทธิทั้งแปดมุมเมือง มีพระอรหันต์ประจำทุกทิศทั้ง 8 ทิศ ให้สวดอัฏะนาติยาสูตร… ให้เอาคนโทษ หญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง 2 คน ไสแพลอยไป ยิงปืนอัตะนาทั้ง 8 ทิศ เสียพระเคราะห์เมืองนี้เป็นที่พึ่งประทบกันมา ครั้งยิงอัฏะนา ฝูงดิสาศก็อยู่ไม่ได้ มันก็แล่นหนีไป

@@@@@@

การอ้างสมเด็จพระบรมครูในคัมภีร์นี้ คือการอ้างถึงพระพุทธองค์ที่เป็นบรมครูของการแพทย์ด้วย แต่รัชกาลที่ 5 ไม่ทรงเชื่ออีกต่อไปแล้วว่ามาจากพระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลจริงตามวิธีคิดสมัยใหม่
การแพทย์ตะวันตกสถาบันของรัฐสมัยใหม่ในการจัดการโรคระบาด

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกพิธีกรรมทางศาสนาในการปราบโรคระบาดหันมาใช้การแพทย์สมัยใหม่ที่ใช้การแจกยารักษาโรคแก่ราษฎรและใช้วิธีการด้านสาธารณสุขในการทำลายและป้องกันแหล่งแพร่โรคแทน

โดยในคราวโรคอหิวาต์ระบาดครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2416 ได้เกิดจุดพลิกผันสำคัญคือ การเปลี่ยนมารักษาด้วยยาแบบการแพทย์สมัยใหม่แทนการทำพิธีทางศาสนาเช่นแต่ก่อนมา

ส่วนยาที่ใช้รักษาก็คล้ายกับตำรับของหมอเฮาส์ที่ใช้หัวแอลกอฮอล์และการบูรเป็นหลัก โดยโปรดให้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ อธิบดีกรมหมอ ปรุงยาขึ้นมา 2 ขนาน คือ เอายาวิสัมพญาใหญ่ตามตำราไทยผสมกับแอลกอฮอล์ทำเป็นยาหยดในน้ำขนานหนึ่ง กับอีกขนานคือนำเอาการบูรมาทำเป็นยาหยดเรียกว่าน้ำการบูร แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับราษฎรโดยตั้งโอสถศาลาตามที่ประชุมชนและบ้านข้าราชการ ปรากฏว่าได้ผลในการปราบอหิวาตกโรคพอสมควร

@@@@@@

ช่วงที่เกิดการระบาดของอหิวาตกโรคใหญ่ครั้งที่ 2 ในรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2424 นั้น คาร์ล บ็อค (Carl Bock) นักธรรมชาติวิทยาเดินทางอยู่ในกรุงเทพฯ และได้ประสบเหตุการณ์โดยตรงและป่วยด้วยโรคนี้จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ได้บรรยายถึงสภาพของกรุงเทพฯ ไว้ว่า “ตลอดระยะนี้ทั้งเมืองมีแต่กลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมด ในครั้งนี้การฝังศพก็ชักช้า ไม่ทันต่อเหยื่อของอหิวาต์ที่หามไปวัดสระเกศ จำนวนซากศพบางครั้งมีตั้งแต่ 60 จนถึง 120 ต่อวัน”

แม้ว่ารัฐบาลสยามจะได้หันไปใช้การแพทย์สมัยใหม่ในการจัดการกับโรคระบาด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสนพระทัยตรวจตราดูการขยายตัวของโรคนี้ด้วยพระองค์เอง ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ แพทย์หลวงประจำพระองค์ที่สำเร็จการแพทย์แผนตะวันตกมา จัดเรือกลไฟ 3 ลำปักธงขาวเป็นเครื่องหมายแล่นขึ้นล่องไปตามแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ ในเรือมีหมอไทยคอยให้คำแนะนำรักษาโรค และแจกยาให้ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า

รัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงนำพระอนุชาและข้าราชการผู้ใหญ่ให้จัดตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวขึ้นด้วย เงินค่าใช้จ่ายในการนี้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และต้องรายงานการระบาดและกิจการที่ได้ทำช่วยเหลือประชาชนให้พระองค์ทราบทุกวัน จนกระทั่งโรคอหิวาตกโรคสงบลงในเวลา 6 สัปดาห์ต่อมา หลังจากนั้นได้พระราชทานเหรียญที่ระลึกให้แก่ผู้ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือต่าง ๆ ทั่วหน้ากัน


@@@@@@

บ็อคยังเล่าสภาพของสามัญชนชาวสยามได้เผชิญหน้ากับโรคอหิวาต์ระบาดร้ายแรงนี้ ด้วยความกลัวและอธิบายว่าเกิดจากผี และเพื่อระงับซึ่งความกลัวผีร้ายจะมาทำอันตรายให้เป็นโรคขึ้น ชาวบ้านจึงได้ใช้เครื่องรางของขลังในการป้องกันความกลัวและสร้างความมั่นใจ ด้วยการพกพาเครื่องรางตลอดเวลาที่โรคกำลังระบาด “และพากันเชื่อว่าเครื่องรางของเขาจะคุ้มครองป้องกันโรคได้ดีกว่ายาที่ได้รับแจก”

หลังการระบาดของอหิวาตกโรคครั้งนี้ยุติลง 4 ปี รัฐสยามได้เดินหน้าตั้งสถาบันทางการแพทย์เพื่อสร้างบทบาทใหม่ของรัฐในการดูแลสุขภาพของประชาชนไปพร้อม ๆ กับการกำเนิดขึ้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีการตั้งคณะกรรมการจัดสร้างโรงพยาบาลถาวรของรัฐเพื่อดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนขึ้น ดำเนินการจัดตั้งโรงศิริราชพยาบาลจนสามารถที่เปิดดำเนินใน พ.ศ. 2431 ถือเป็นฐานสถาบันทางการแพทย์ของรัฐด้านการแพทย์ที่สำคัญ


แผนฝีดาษที่ฝีออก

การสาธารณสุขเทคโนโลยีแห่งอำนาจที่รัฐสยามใช้จัดการโรคระบาด

รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามยังมีบทบาทจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่กำลังขยายตัวให้สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น จนกลายเป็นที่มาของการจัดการสุขาภิบาลเพื่อต่อสู้และจัดการไม่ให้เกิดโรคระบาด

ต่อมาใน พ.ศ. 2461 ก็ได้ตั้งกรมสาธารณสุขขึ้นให้มีอำนาจใช้วิธีการป้องกันและควบคุมโรคทั่วราชอาณาจักร การใช้วิธีการทางการสาธารณสุขที่รัฐจัดให้เพื่อป้องกันและควบคุมโรระบาดนั้นถือว่าได้ผล หลังจากมีความก้าวหน้าของการแพทย์จนทำให้ทราบว่าเชื้อโรคชนิดต่างกันทำให้เกิดโรคเฉพาะเจาะจงตามเชื้อโรคอันเป็นชื่อเฉพาะของโรค อันทำให้ชาวสยามในทศวรรษ  2440 เป็นต้นมา เลิกการเรียกว่าโรคห่าแทนโรคระบาด มาเรียกด้วยชื่อเฉพาะที่เกิดจากเชื้อโรคนั้น ๆ เป็นทรพิษ อหิวาตกโรค กาฬโรคแทน

แต่กระนั้นก็ตามมนุษย์ก็ยังไม่มีการค้นพบยาวิเศษที่กำจัดเชื้อโรคแต่ละโรคด้วยยาที่จำเพาะ เหมือนดังการค้นพบเพนนิซิลินช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรคได้ชะงัด โดยเฉพาะรักษาโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย และจุลินทรีย์หลายชนิดได้ดี (แต่กับไวรัสการค้นพบยาแบบนี้ยังยากจนปัจจุบันดูไข้หวัดเป็นตัวอย่างที่ยังไม่มียาเฉพาะกำจัดเชื้อ)

ในช่วงเวลาที่ยารักษายังไม่มีประสิทธิภาพนักนี้ รัฐสยามสมัยใหม่เน้นใช้วิธีการควบคุมและป้องกันในเชิงสาธารณสุขเป็นหลักในการควบคุมโรค เช่น การรักษาความสะอาดของเมือง บ้านเรือนและสุขอนามัยส่วนบุคคล การหลีกเลี่ยงกินดื่มสิ่งปะปนเชื้อ การกำจัดพาหะของโรค อย่าง ยุง แมลงวัน หมัดหนู ฯลฯ ซึ่งก็ได้ผลดีในการควบคุมโรคระบาด


@@@@@@

ส่วนการแพทย์ที่เป็นการรักษานั้น แม้จะใช้ยาที่เคยใช้รักษาโรคมานานานอย่าง ควินิน คลอโรดิน ทิงเจอร์การบูร ก็ตาม แต่ก็สามารถรับมือกับโรคระบาดได้ดี ทำให้อัตราตายน้อยลงและการระบาดก็ไม่รุนแรงเหมือนเก่า

สิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้และเลือกรับปรับใช้จากประสบการณ์ของสังคมไทยในการจัดการโรคระบาดในอดีตที่สำคัญคือ มาตรการป้องกันและควบคุมโรคนั้นสำคัญกว่ารักษาและเยียวยาเสมอมา และเป็นมาตรการที่ประชาชนทุกคนสามารถร่วมมือกันทำเองได้

ในขณะที่ส่วนของการรักษาและเยียวยานั้นจะเป็นหน้าที่หลักของรัฐคือสถาบันทางการแพทย์ แต่คนธรรมดาที่เป็นคนป่วยจะไร้อำนาจในการจัดการ แต่รัฐเองก็มีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัดทั้งบุคลากร เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ดังนั้น จงอย่าให้ถึงมือหมอมาจัดการโรคของเราอันจะควบคุมชะตาของเราเองยาก แต่จงให้มือเราเองจัดการจะดีกว่าคือควบคุมตัวเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันโรค อันเท่ากับประกันได้ว่าเราเองจะมีอำนาจช่วยสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกันด้วยตัวเราเอง



เอกสารอ้างอิง :-
ชาติชาย มุกสง (2562). จากความหวาดกลัวปิศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกของอหิวาตกโรคในสังคมไทยในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25. หน้า 89-107. ใน รายงานสืบเนื่องการจัดประชุมวิชาการเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ –วิจัยสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 12. วันที่ 24-25 ตุลาคม 2562, คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_47620
ผู้เขียน : อ.ดร. ชาติชาย มุกสง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2563
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 30 มีนาคม 2563

 98 
 เมื่อ: มีนาคม 30, 2020, 11:01:37 PM 
เริ่มโดย gozilla1 - กระทู้ล่าสุด โดย gozilla1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 99 
 เมื่อ: มีนาคม 30, 2020, 10:14:32 PM 
เริ่มโดย social2thai - กระทู้ล่าสุด โดย social2thai
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 100 
 เมื่อ: มีนาคม 30, 2020, 08:29:39 PM 
เริ่มโดย gozilla1 - กระทู้ล่าสุด โดย gozilla1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]