ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 557
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนแห่ทำบุญ วัดอุทยาน โครงการ "คนละ 1 บาตร บาตรละ 1 คน เน้นสร้างความสามัคคี" เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:45:22 PM


ล้นวัด.! คนแห่ทำบุญ วัดอุทยาน โครงการ “คนละ 1 บาตร บาตรละ 1 คน เน้นสร้างความสามัคคี”


ล้นวัด! คนแห่ทำบุญ วัดอุทยาน – ที่วัดอุทยาน ต.บางขุนกรอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี “พระครูนนทมงคลวิศิษฐ์” หรือ พระอาจารย์ศรี โอภาโส เจ้าอาวาสวัดอุทยาน ได้ร่วมบุญเปิดบาตร ทอดผ้าป่าสามัคคี สร้างสวนธรรมกรรมฐาน ตามโครงการ “คนละ 1 บาตร บาตรละ 1 คน สร้างความสามัคคี”

โดยมีญาติโยมที่จะร่วมทำบุญก็ให้มารับบาตรพระออมสินจำลองขนาดเล็กจากทางวัด จำนวนมาก และนำบาตรกลับมาเปิดที่วัดในวันอาทิตย์ที่ 16 มิ.ย.62 ตรงกับขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 ในเวลา 09.09 น. “เปิดบาตร เปิดใจ ดูบาตร ดูใจ”




ทางวัดจะได้นำปัจจัยทั้งหมดไปพัฒนาที่ดิน ของทางวัด ให้เป็นสวนธรรมสุขภาพ และสถานที่ปฏิบัติธรรม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของสาธุชนทั่วไป และทางวัดจะได้พัฒนาเป็นวัดต้นแบบของการพัฒนาสังคม ยุคใหม่ให้ รู้รัก รู้สามัคคี และทำความดีร่วมกัน ทั้งนี้มีศิษยานุศิษย์ และประชาชนนับพันคน ต่างถือบาตรพระจำลองที่ทำเป็นกระปุกออมสิน นำกลับมาถวายคืนให้กับทางวัด

ด้านพระครูนนทมงคลวิศิษฐ์ กล่าวว่า การทำบุญทอดผ้าป่า ในครั้งนี้เพื่อนำปัจจัยทั้งหมดไปปรับปรุงที่ดินของทางวัด ให้เป็นสวนธรรม และสถานที่ปฎิบัติธรรม ของทั้งพระและญาติโยม ซึ่งการทำบุญในครั้งนี้ เป็นที่น่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มีประชาชน เดินทางเข้ามาทำบุญกันด้วยความรัก ความสามีคคี บางคน บางกลุ่ม บางหมู่คณะ ได้มาตั้งโรงทานอาหาร น้ำดื่ม ผลไม้ ของหวาน นำมาออกร้าน เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่มาร่วมทำบุญในวันนี้




สำหรับวัดอุทยาน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2200 ในสมัยอยุธยา เดิมทีบริเวณนี้เข้าใจกันว่าเป็นที่ส่วนของพระมหากษัตริย์สมัยพระเจ้าอู่ทอง ขณะเสด็จมาประทับในพื้นที่นี้ เมื่อครั้งมีโรคระบาด สำหรับวัดอุทยาน น่าจะเป็นสถานที่อันเป็นอุทยานในสมัยนั้น เมื่อโรคร้ายที่ระบาดได้หายไป พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จกลับแล้ว จึงได้มีการจัดสร้างวัด และใช้นามตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งวัด คือส่วนของอุทยาน จึงได้ชื่อว่า วัดอุทยาน

ต่อมามีการบูรณะปฏิสังขรณ์ได้เริ่มมีมาอย่างจริงจังหลังจาก พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา เจ้าอาวาสวัดอุทยาน รูปแรก คือ หลวงปู่เพิ่ม เป็นพระเถระผู้ใหญ่ ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนในพื้นที่มาก ร่ำลือว่า แม่ค้าพ่อค้าที่มาตักบาตร หลวงปู่เพิ่มมอบแผ่นทอง 1 แผ่นให้ไปติดหัวเรือ ปรากฏว่า ทำมาค้าขายดีขึ้นจนร่ำรวยไปตามกัน





ขอบคุณภาพและข่าวจาก
https://www.khaosod.co.th/amulets/news_2625644
วันที่ 17 มิถุนายน 2562 - 14:34 น.
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ถ้าอยาก เกิดเป็นคน เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:07:27 AM


ถ้าอยาก เกิดเป็นคน บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ


กรรมที่มีส่วนสำคัญกับการที่จะให้วิญญาณแต่ละดวงไปเกิดที่ไหน คือจะไปสุคติภูมิ หรือไปอบายภูมิ จะมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ ครุกกรรม อาจิณณกรรม และอาสันนกรรม เกิดเป็นคน

ครุกกรรม (หรือครุกกรรม) คือกรรมหนักที่รุนแรงไม่ว่าจะทางดีหรือไม่ดีก็ตาม มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของวิญญาณดวงนั้น ๆ เป็นอันดับแรก นอกเสียจากว่าคนคนนั้นไม่เคยทำกรรมหนักอะไรไว้ อาจิณณกรรม หรือกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ ทำเป็นนิสัย ก็จะได้สิทธิ์เป็นตัวกำหนดภพภูมิวิญญาณดวงนั้น

โดยปกติจิตของคนเราก็มักจะคุ้นชินกับสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย หรือทำอยู่เป็นประจำ เช่นตลอดชีวิตทำแต่บุญทำแต่กุศล จิตควรจะเป็นกุศลมากกว่าเป็นอกุศล ตายไปก็น่าจะได้ไปเกิดในสคติภูมิ แต่หากทำกรรมชั่วตลอดหรือทำอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเป็นอกุศล เมื่อตายไปก็น่าจะไปเกิดในอบายภูมิ นี่ว่ากันโดยเหตุโดยผล แต่จะถือเป็นกฎตายตัวไม่ได้ เพราะความเที่ยงแท้แน่นอนแทบไม่มีอยู่ในโลกนี้


@@@@@@

คนที่ทำกรรมดีเป็นอาจิณ แต่ตอนจิตใกล้จะดับ กลับพลาดไป จิตเกิดเป็นอกุศล ไปนึกห่วง วิตกกังวล หรือนึกโกรธ นึกแค้นอะไรเข้า อาสันนกรรมจะมาช่วงชิงสิทธิ์นั้น พาไปเกิดในอบายภูมิทันที ไม่ใส่ใจว่าจะทำกรรมดีอยู่เป็นประจำหรืออย่างไร เช่นเดียวกัน คนที่ทำแต่กรรมชั่ว หากตอนจิตจะดับเกิดทำจิตให้เป็นกุศลได้ ก็จะได้ไปเกิดในสุคติ

ดังนั้น คนที่ทำดีเป็นอาจิณ อยู่ในศีลในธรรมมาตลอด แล้วพลาดไปห่วงหรือไปโกรธตอนจิตจะดับ ทำให้ไปเกิดในอบายภูมิ จึงมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ทั้งในตำราและคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ ส่วนคนที่ทำกรรมชั่วเป็นอาจิณ ไม่สนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ แล้วทำจิตให้เป็นกุศลตอนจิตจะดับนั้น อาจเป็นไปได้เช่นกันในกรณีที่ได้ฟังธรรมจากพระอริยสงฆ์หรือเกิดสำนึกผิดอย่างจริงใจ

แต่คงจะยากมากเหลือเกิน เพราะเมื่อทำกรรมชั่วมาตลอด พลังที่จะนึกถึงกุศลได้ก่อนจิตจะดับย่อมน้อยนิด และจากประสบการณ์ของผู้เขียนยังไม่เคยได้ยินได้ฟังว่ามีกรณีเช่นว่านี้ แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มี ดังนั้นทางที่ดีพยายามสร้างกรรมดีอยู่เป็นประจำและฝึกจิตให้เป็นกุศลอยู่ตลอดเวลาจะดีที่สุด

@@@@@@

กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมก็คือ กรรมที่เราทำไม่ว่าจะดีหรือชั่ว เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรรมนั้นเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อวิญญาณออกจากร่างนี้จะต้องไปอาศัยร่างใดในภพภูมิใด จะเป็นสุคติภูมิหรืออบายภูมิ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิญญาณที่จะไปสู่สุคติภูมิ เปรียบเหมือนเขาโค คือไปเกิดเป็นมนุษย์ เทวดาหรือพรหม ซึ่งมีทั้งหมดถึง 27 แห่ง คือ มนุษย์ 1 แห่ง สวรรค์ 6 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น อรูปพรหม 4 ชั้น

ส่วนวิญญาณนั้นที่จะไปสู่ทุคติภูมิหรืออบายภูมิ เปรียบเหมือนขนโค ซึ่งมีอยู่เพียง 4 แห่ง คือ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก นับเป็นอัตราส่วน 1 ต่อกี่ล้าน โปรดคำนวณเอาเอง

เพื่อให้เห็นจริงเห็นจัง ลองดูรอบ ๆ ตัวเราก็ได้ว่า ในบ้านเราอยู่กันกี่คน แล้วสารพัดสัตว์ที่อยู่ในบ้าน อยู่ในสนาม ในรั้วบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจก ตุ๊กแก ยุง แมลงวัน มด ปลวก ฯลฯ มีจำนวนเท่าไร และที่อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร อยู่ในแม่น้ำ มหาสมุทรที่ไม่มีคนอาศัยอยู่อีกเท่าไร


 
ที่มา : จะเสียอะไรถ้าได้ปฏิบัติธรรม โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Photo by : Kelly Sikkema on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/158425.html
By ying ,8 June 2019
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจดีย์ที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็น “เจดีย์ยุทธหัตถี” เพราะ “รีบสรุป” ก่อนศึกษา เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:50:50 AM



เจดีย์ที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็น “เจดีย์ยุทธหัตถี” เพราะ “รีบสรุป” ก่อนศึกษา


ในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 (ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าสร้างขึ้นในยุคสมัยใดแน่) มีความตอนหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เมื่อครั้งที่ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดยกทัพมาตีเมืองตาก พ่อขุนรามคำแหงซึ่งสมัยนั้นมีพระชนม์ได้ 19 พรรษา ได้เสด็จร่วมทัพของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ด้วย และเป็นผู้ไสช้างเข้าช่วยพระราชบิดา เอาชนะขุนสามชนได้ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงพระราชทานนามให้พระองค์ว่า “พระรามคำแหง”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนยุคหลังนำไปผูกเรื่องว่า เจดีย์องค์หนึ่งในอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก จะต้องสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้กับพ่อขุนรามคำแหงเป็นแน่ และพากันเรียกเจดีย์องค์ดังกล่าวว่า เจดีย์ชนช้าง หรือเจดีย์ยุทธหัตถีของพ่อขุนรามคำแหง


“เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่จังหวัดตาก เป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม ศิลปะสุโขทัย

แต่ความเชื่อดังกล่าวของชาวบ้านเพิ่งจะมีขึ้นได้ไม่ถึงร้อยปี ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงเจดีย์องค์นี้หลังเสด็จไปเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2464 และได้แวะทอดพระเนตรเมืองเก่าของตาก ว่า “มีของสำคัญอยู่ที่เมือกตากเก่าอย่าง ๑ คือมีพระเจดีย์เหมือนอย่างแบบสุโขทัยสร้างไว้บนยอดดอยองค์ ๑ สูงสัก ๑๐ วา ยังอยู่บริบูรณ์ดี พวกชาวเมืองไม่รู้จักเรียกกันว่าพระปรางค์ และไม่มีใครรู้ว่าใครสร้าง”

และเป็นพระองค์เองที่ทรงสันนิษฐานว่า มูลเหตุการสร้างเจดีย์องค์นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชนช้างในครั้งนั้น ดังความในลายพระหัตถ์ของพระองค์ที่มีไปถึงสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่าเจดีย์ดังกล่าว

“ได้รูปและสัณฐานเหมือนพระเจดีย์องค์กลาง ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงสร้างไว้ในวัดเจดีย์เจ็ดยอดแถวเมืองศรีสัชนาลัย และพระเจดีย์ที่วัดตระพังเงินเมืองสุโขทัยไม่มีผิด ลายปั้นหน้าราหูยังอยู่ดีบริบูรณ์ดี สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระเจดีย์สร้างเฉลิมพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงที่ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดที่เมืองตาก แต่จะสร้างในรัชกาลไหนข้อนี้สงสัยอยู่ แต่คงในราชวงศ์พระร่วงสร้าง…”


@@@@@@

นับแต่นั้นมา ข้อสันนิษฐานของพระองค์ก็กลายเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่ผู้คนยึดถือ และเชื่อต่อๆ กันมาว่า เป็นเจดีย์ที่มีอายุกว่า 700 ปี สร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

แต่ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ไม่เห็นด้วย (มาหลายสิบปี) เพราะแม้เจดีย์องค์ดังกล่าวจะมีลักษณะของศิลปะสุโขทัยจริง แต่ก็เป็นศิลปะยุคหลังตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งเป็นชั้นพระนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงลงมา

ตัวองค์เจดีย์เองก็มิได้ตั้งขึ้นโดดๆ อย่างที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตั้งข้อสันนิษฐาน แต่มีฐานของพระวิหารตั้งอยู่เบื้องหน้า และตั้งแต่สมัยอยุธยาขึ้นไปก็ไม่เคยมีหลักฐานปรากฏว่าคนไทยมีความคิดในการสร้างเจดีย์โดดๆ เป็นอนุสาวรีย์แบบฝรั่ง มีแต่การสร้างวัดซึ่งเป็นศาสนถาน แม้แต่การสร้างสถูปบรรจุอัฐิคนตายก็ยังทำกันในวัด

สอดคล้องกับการศึกษาของ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่พบว่า สมัยรัฐจารีตไทยไม่เคยมีการสร้างอนุสาวรีย์เลย การสร้างอนุสาวรีย์เพื่งจะเริ่มมีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เอง


รูปปั้นทหารและอาวุธจำลองของแก้บนที่ชาวบ้านนำมาถวาย (ภาพจาก สุภฤกษ์ บุญกอง. ตาก. 2543, หน้า 232)

แล้วเจดีย์องค์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อันใด.?

ข้อนี้ ธีระวัฒน์ แสนคำ เสนอว่า เจดีย์ที่เรียกกันว่าเจดีย์ยุทธหัตถีนี้แท้จริงน่าจะเป็น “พระมหาธาตุเจดีย์แห่งเมืองตาก” เพราะในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทมีการสร้างพระมหาธาตุประจำเมืองขึ้นหลายเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เช่นเดียวกับเจดีย์องค์นี้ แม้ว่ายุคนั้นเชียงใหม่จะมีอิทธิพลเหนือตาก แต่ความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมของตากจะผูกพันกับสุโขทัยมากกว่า และฝ่ายล้านนาเองก็ยอมให้ชาวสุโขทัยมาครองเมืองตากด้วย ดังที่ปรากฏในตำนานมูลศาสนา

ส่วนเจดีย์ในวัดพระบรมธาตุบ้านตากที่อยู่บนเนินเขาตรงข้ามกับเจดีย์ยุทธหัตถีย์ และเรียกกันว่าเป็นพระบรมธาตุบ้านตากนั้น ธีระวัฒน์ เชื่อว่า ในอดีตมิได้มีความสำคัญเท่ากับเจดีย์ยุทธหัตถี เพราะมีขนาดเล็กกว่า แต่เหตุที่ได้รับการนับถือว่าเป็นพระบรมธาตุประจำเมืองก็เพราะภายหลังมีพระมาจำพรรษาและพัฒนาให้รุ่งเรือง ส่วนเจดีย์ยุทธหัตถีเมื่อถูกทิ้งร้างไป คนยุคหลังจึงไม่รู้ความเป็นมาและความสำคัญไปโดยปริยาย


@@@@@@

ธีระวัฒน์ ยังกล่าวถึงปัญหาประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมอันส่วนปลูกฝังความเชื่อว่าเจดีย์องค์นี้คือเจดีย์ยุทธหัตถีว่า ปัจจุบันมีนักวิชาการหลายท่านเห็นว่าประวัติศาสตร์แบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสังคม จึงพยายามสร้างประวัติศาสตร์ชาติชุดใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนทุกชนชั้นทุกเชื้อชาติในบริบทแต่ละยุคสมัยของสังคมไทยได้มีส่วนร่วมในหน้าประวัติศาสตร์ด้วย

และแม้ปัจจุบันชาวบ้านจะพากันถือว่าเจดีย์องค์ดังกล่าวเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีอย่างเหนียวแน่นแล้ว เห็นได้จากสิ่งของสักการะที่ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการทหาร หรือการบนบานก็มักเป็นเรื่องการสอบเข้าเป็นทหาร ตำรวจ แต่รัฐก็ควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงให้ชาวบ้านหรือสังคมไทยเข้าใจ แม้ว่าจะขัดต่อความทรงจำเดิมบ้างก็ตาม



อ้างอิง : “เจดีย์ยุทธหัตถี หรือพระมหาธาตุเจดีย์แห่งเมืองตาก.? : บทวิพากษ์ปัญหาจากการศึกษาประวัติศาสตร์แบบรัฐชาตินิยม”. ธีระวัฒน์ แสนคำ. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2554.
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_4329
ผู้เขียน : ผิน ทุ่งคา
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2562
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วิธียอมรับความเปลี่ยนแปลง ฉบับมือโปร เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 06:51:22 PM



วิธียอมรับความเปลี่ยนแปลง ฉบับมือโปร

ความไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีจริง เพราะสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดของโลกใบนี้คือ 'การเปลี่ยนแปลง' เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับการผันเปลี่ยนของอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา บ้างก็รู้ตัว บ้างก็ไม่ทันตั้งตัว มองง่าย ๆ ในเรื่องใกล้ตัว อย่างน้ำหนักยังมีขึ้นมีลง อารมณ์ยังเปลี่ยนได้ตลอดเวลาหรือเรื่องยอดฮิตที่มนุษย์ชอบทุกข์กันคือ ความรัก ทำยังไงดีคะ วันนี้รักกัน พรุ่งนี้กลับไม่รักกันแล้ว

ถึงแม้ว่าเราทุกคนจะรับรู้ถึงธรรมชาติข้อนี้ แต่การทำใจให้ยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้น ยังถือว่าเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลาฝึกฝนจิตใจอยู่มากเลยทีเดียว

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม คือ 'สติ' ถูกต้องแล้ว สติเท่านั้นที่จะทำให้เรารู้เท่าทันและหาหนทางรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้

@@@@@@

เรามาดูกันว่าวิธีที่จะทำให้เรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

1. ทำความเข้าใจว่าไม่มีอะไรคงแท้ตลอดไป* ต้องหมั่นบอกตัวเองอยู่เสมอว่า โลกนี้ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย โลกคงหยุดนิ่ง แล้วนำความคิดนี้มาปรับใช้กับสถานการณ์ที่พบเจอ คนก็เช่นกัน ต้องยินดีที่จะรับรู้ว่าทุกคนไม่มีใครเหมือนเดิมตลอดเวลา แม้กระทั่งตัวเองวินาทีนี้เราอาจจะรู้สึกแบบนั้น อีกวินาทีต่อมา เราอาจรู้สึกอีกอย่างก็เป็นได้ คนอื่นก็เช่นกัน อย่าไปคาดหวังให้ทุกสิ่งทุกคนเป็นเหมือนเดิม ไม่มีทาง

2. ไม่ยึดติด ไม่คาดหวัง หลายคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่า เพ้อฝัน ไม่มีทางเสียหรอกที่คนเราจะไม่คาดหวังอะไรเลย ไม่งั้นชีวิตคงตกอยู่ในอารมณ์ซังกะตายแน่ ๆ บ่อยครั้งที่เรามักไปคาดหวังสิ่งอื่นโดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะอยากให้สถานการณ์มันเป็นไปดั่งใจเรา แต่คุณอย่าลืมว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งจะสามารถควบคุมได้ แม้แต่ตัวเองบางครั้งก็ยังไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะเหตุนี้เราจึงต้องรู้จักปล่อยสภาพแวดล้อมให้ไหลไปอย่างที่มันควรเป็น ไม่ฝืน ไม่ยึดไว้ แล้วหันมาปรับที่ตัวเอง ปรับที่ความรู้สึกของเราจะมีประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า

3. สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ ข้อนี้ไม่ใช่ว่าให้กลายเป็นคนโลกสวย มองแต่แง่ดี อย่างนั้นถือว่าผิดเพราะประโยคนี้สอนให้รู้จักมองมุมต่าง มุมมองที่ว่าก็คือ พยายามมองหาสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในความเปลี่ยนแปลงนั้น แม้ว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่ามีเรื่องราวดีๆ อยู่ในนั้นอย่างแน่นอน

4. ความจริงไม่มีวันหนีได้ อย่าพยาพยามหลอกตัวเองด้วยการหนีความจริง หรือไม่สนใจมัน ให้หันมาโฟกัสกับการเปลี่ยนแปลงของคนและสิ่งนั้น ๆ ดีกว่า การอยู่กับความเป็นจริง ณ เวลานั้น คือสิ่งที่เป็นปกติที่สุด หากยอมรับความจริงได้ก็จะไม่ทุกข์

5. ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ให้คิดเสมอว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ก็ต้องยอมรับ และไม่คิดซ้ำเติมตัวเอง การย่ำอยู่กับปัญหา หรือมัวแต่จดจ่ออยู่กับความทุกข์นั้นจะทำให้ชีวิตไม่ไปไหน เหมือนวิ่งบนลู่ ออกแรงเหนื่อยแต่ยังอยู่ที่เดิมเพราะฉะนั้นเราต้องก้าวไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้ชีวิตสั่นคลอนไปบ้าง แต่ในที่สุดเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป


ขอบคุณที่มา :-
https://today.line.me/th/pc/article/วิธียอมรับความเปลี่ยนแปลง+ฉบับมือโปร-P29M7V
LINE TODAY  Reporter : nawa. ,เผยแพร่ : 7 มิถุนายน 2562 เวลา 0.00 น.
5  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / "ดวงตาเห็นธรรม" มีทั้งระดับพระโสดาบัน และระดับพระอนาคามี เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 06:27:55 AM




สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (9) : สาวกรูปแรก

หลังจากพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรอันว่าด้วยแนวทางที่ไม่พึงดำเนินและแนวทางที่พึงปฏิบัติเพื่อดับทุกข์แล้วต่อท้ายด้วยการอธิบายอริยสัจครบวงจรจบลง หัวหน้าปัญจวัคคีย์คือโกณฑัญญะก็ได้ “ดวงตาเห็นธรรม”

ดวงตาเห็นธรรม แปลมาจากบาลีว่า ธัมมจักขุ การที่โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ก็คือได้เกิดความรู้เห็นตามเป็นจริงซึ่งธรรมชาติและธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย ว่ามีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีการดับสลายเป็นธรรมดา

พระบาลีตรงนี้ว่า
ยํ กิญฺจิ สมุทรยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีการดับไปเป็นธรรมดา


@@@@@@

ความรู้เห็นอย่างนี้เป็นความรู้เห็นด้วย “ตาใน” มิใช่ด้วยตาเนื้อ ทางพระพุทธศาสนาบอกว่า เป็นความรู้ระดับโสดาปัตติผล ผู้รู้เห็นอย่างนี้เรียกว่าเป็นพรธโสดาบัน พระอริยบุคคลระดับที่ 1

พระอริยบุคคลมีระดับด้วยหรือ.? บางท่านอาจคิดเช่นนี้ มีครับ มีถึง 4 ระดับแน่ะ คือ
(1) พระโสดาบัน
(2) พระสกทาคามี หรือสกิทาคามี
(3) พระอนาคามี และ
(4) พระอรหันต์

ระดับสุดท้ายนี้นับว่าสูงสุดยิ่งกว่าเหรียญทองโอลิมปิกอีก อ่านว่า “พระ-อะ-ระ-หัน” พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานฉบับปรับปรุงใหม่ให้อ่านว่า “ออ-ระ-หัน” ได้ บังเอิญผมไม่เชื่อพจนานุกรม ผมไม่อ่านตาม กลัวคนจะเข้าใจว่า “พระอรหันต์” ไม่ต่างอะไรกับ “อรหัน” สัตว์ในนิยายชนิดหนึ่งมีลักษณะครึ่งนกครึ่งคน อรหันต์ประเภทด่าพ่อล่อแม่คน ท้าเตะปลายคางคนก็มีแล้วไม่อยากให้เลอะเทอะไปกว่านี้

@@@@@@

หมายเหตุไว้ในแง่วิชาการว่า “ดวงตาเห็นธรรม” นั้น เป็นการรู้ความจริงระดับพระอนาคามีได้ด้วย พูดอีกนัยหนึ่งผู้ดวงตาเห็นธรรม เป็นไปทั้งพระโสดาบันและพระอนาคามี หลักฐานก็คือ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จพุทธดำเนินจะไปโปรดชฎิลสามพี่น้องนั้น ทรงพบ “ภัททวัคคีย์” เด็กหนุ่มเจ้าสำราญ 30 คน กำลังตามหาสตรีที่ “ยกเค้า” เครื่องประดับของพวกเขาไป ขณะไปแสวงหาความสำราญอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง

พระพุทธองค์ตรัสเตือนว่า ให้แสวงหา “ตนเอง” ดีกว่าแสวงหาสตรี เมื่อพวกเขาได้ฟังธรรมเทศนาจากพระองค์แล้วก็ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” แล้วทูลขอบวช ตรงนี้พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า พวกภัททวัคคีย์ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี เรื่องมันเป็นเช่นนี้แหละครับ ท่านสารวัตร ผมจึงสรุปว่า “ดวงตาเห็นธรรม” มีทั้งระดับพระโสดาบัน และระดับพระอนาคามี

@@@@@@

กล่าวถึงท่านโกณฑัญญะ เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสเปล่งพระอุทานว่า
อญฺญา สิ วต โภ โกณฺฑญฺโญๆ = โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ

จากนั้นโกณฑัญญะก็ได้ทูลขอบวช พระพุทธองค์ก็ประทานการบวชที่เรียกว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” ให้ พิธีกรรมไม่มี เพียงตรัสสั้นๆ ว่า “เอ หิ ภิกฺข = จงมาเป็นภิกษุเพื่อทำที่สิ้นสุดทุกข์เถิด” (ตรงนี้ถ้าผู้ขอบวชเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ต้องมีคำว่า “เพื่อทำที่สุดทุกข์” พระโสดาบันอย่างพระโกณฑัญญะ ยังไม่หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง จึงตรัสอย่างนี้”

ท่านโกณฑัญญะจึงนับได้ว่าบวชเป็นพระสาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา คำว่า “อัญญา” ในคำว่า “อญฺญาสิ” ได้กลายมาเป็นคำนำหน้าชื่อของท่าน ท่านจึงปรากฏนามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” แต่บัดนั้นมา

@@@@@@

การเกิดพระสาวกขึ้นครั้งแรก ทำให้เกิดพระรัตนตรัยครบ ก่อนหน้านี้มีเพียงพระพุทธเจ้าและพระธรรม เมื่อเกิดพระสงฆ์ขึ้น จึงเป็นพระรัตนตรัยครบถ้วน

วันนี้จึงเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา คือ เป็นกำเนิดแห่งวันอาสาฬหบูชาขึ้น ดังที่ชาวพุทธทราบกันดี ที่คิดว่าทราบกันไม่ค่อยจะดีคือคำอ่าน อ่านว่า “อา-สาน-หะ-บู-ชา” ไม่ใช่ “อา-สา-ละ-หะ-บู-ชา” แล้วอย่ายกพจนานุกรม มาเถียงล่ะครับผมไม่ฟังใครดอก พวกขาประจำน่ะ



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7-13 มิถุนายน 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_201514
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / วัดพระพุทธบาทผาหนาม อันซีนจุดชม "ทะเลหมอกแห่งลำพูน" เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 06:13:27 AM



วัดพระพุทธบาทผาหนาม อันซีนจุดชม "ทะเลหมอกแห่งลำพูน"

Sanook! Travel พาเที่ยวเมืองรอง ที่จังหวัดลำพูน เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมจุดชมวิวทะเลหมอกอันสวยงามของจังหวัดลำพูนกันที่ด้านบนวัดพระพุทธบาทผาหนาม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน


วัดพระพุทธบาทผาหนาม เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาเหนือเมืองลี้ นอกจากจะเป็นศาสนสถานที่สำคัญของจังหวัดลำพูนแล้ว ยังเป็นจุดชมวิวเมืองลี้ได้แบบพาโนรามาเลยอีกด้วย


ยิ่งในยามเช้าๆ นั้นจะมีสายหมอกลอยปกคลุมเมืองลี้เอาไว้อยู่ เมื่อมองจากบนวัดพระพุทธบาทผาหนาม นั้นจะสามารถชมวิวทะเลหมอกได้แบบงดงามเลยทีเดียว




ภาพบรรยากาศของขุนเขาที่โอบล้อมเมืองแห่งนี้เอาไว้ สายหมอกที่ลอยละล่องท่ามกลางอากาศเย็นสบาย มองไปทางไหนก็สบายตาไปด้วยความเขียวขจีของป่าไม้ เป็นความชุ่มชื่นที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้กับผู้มาเยือนจริงๆ


นอกจากวิวธรรมชาติที่เราจะได้เห็นแล้ว ด้านบนวัดพระพุทธบาทผาหนาม ยังมีปูชนียสถานอีกมากมายให้เราได้สักการบูชา ทั้งพระเจดีย์สีเหลืองทอง และพระประธานของทางวัด เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นสิริมงคลสำหรับผู้มาเยือน




หากใครที่ยังไม่มีโอกาสได้เคยไปเที่ยวลำพูนสักครั้ง เราบอกเลยว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองทางผ่านอย่างที่หลายๆ คนคิด ในลำพูนยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ มากมาย มีวิวธรรมชาติสุดอันซีนที่หลายคนยังไม่รู้จัก แถมด้วยศิลปวัฒนธรรมอันงดงามอีกด้วย ในช่วงหน้าฝนนี้มาสัมผัสความชุ่มฉ่ำความเขียวขจีของธรรมชาติที่ลำพูนกันดีกว่าครับ


ข้อมูลเพิ่มเติม : ที่ตั้งวัดพระพุทธบาทผาหนาม : หมู่ที่ 6 ตำบล ป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน


ขอบคุณ : https://www.sanook.com/travel/1415833/
12 มิ.ย. 62 (13:58 น.) , By Peeranut P
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมจังหวัดอุบลฯ ลงท้ายด้วย “ราชธานี” ทั้งที่ไม่ใช่เมืองหลวง เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 06:03:28 AM

เจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) (ภาพจาก Xiengyod / Wikimedia Commons)

ทำไมจังหวัดอุบลฯ ลงท้ายด้วย “ราชธานี” ทั้งที่ไม่ใช่เมืองหลวง

ในบรรดาจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย มีเพียงจังหวัด “อุบลราชธานี” จังหวัดเดียวที่ลงท้ายว่า “ราชธานี” ซึ่งแปลว่าเมืองหลวง แม้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ธนบุรี และกรุงเทพฯ ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงในอดีต และเป็นเมืองหลวงในปัจจุบันก็ไม่ลงท้ายว่า “ราชธานี”

คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เติม วิภาคย์พจนกิจ เขียนไว้ใน “ประวัติศาสตร์อีสาน” (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2530) ว่า

มีหลายท่านได้ถามผู้เขียนว่า คำที่เติมท้ายเมืองอุบลว่า ราชธานี นั้นเป็นมาอย่างไร ชั้นต้นผู้เขียนหาคำตอบไม่ได้ บังเอิญไปพบในหนังสือข่อยที่ตาของผู้เขียนได้บันทึกไว้ใน ตำนานเมืองอุบลฯ ว่า  เมืองอุบลฯ นี้โปรดเกล้า ให้เป็นเมืองอาสาหลวงเดิม เพราะถ้ามีพระราชสงครามมาติดพันประเทศ เมืองอุบลฯ (พระประทุมฯ) ก็โปรดเกล้าฯ ให้ติดสอยห้อยตามเสด็จไปปราบปรามทุกครั้งฐานะเป็นประเทศราช  จึงพระราชทานนามเมืองอุบลฯ ต่อท้ายว่า “เมืองอุบลราชธานี” ดังกล่าว โปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นกรุงเทพฯ ทำส่วยผึ้ง 2 เลกต่อเบี้ย น้ำรัก 2 ขวดต่อเบี้ย ป่าน 2 เลกต่อขอด”


@@@@@@

ส่วนที่มาของเรื่องนั้น เติม วิภาคย์พจน์กิจ อธิบายต่อไว้ว่า

จุลศักราช 1142 โทศก (พ.ศ. 2323) ประเทศเกิดจลาจล เจ้าฝ่ายหน้า พระประทุม (คำผง) เจ้าพรหม และจ้ำคสิงห์ (บุตรเจ้าฝ่ายหน้า) ก็ได้ไปรับราชการทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบเมืองเขมรคราวนั้นด้วย แต่การยังมิทันสำเร็จทางกรุงธนบุรีเกิดจลาจลขึ้นก่อน จึงต้องยกกลับ เจ้าฝ่ายหน้า พระประทุม (คำผง) เจ้าพรหมก็ได้ติดตามกองทัพเข้าไปยังกรุงธนบุรี เพื่อปราบยุคเข็ญในคราวนั้นด้วย

เมื่อได้มีการจัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท้าวพระยามุขมนตรีกวีชาติและราษฎรทั้งหลาย ก็พร้อมกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นผ่านพิภพ เสวยสวรรยาธิปัติ์ถวัลยราชย์ดำรงแผ่นดินสืบไป

พระประทุมฯ (คำผง) จึงขอพระราชทานย้ายครอบครัวจากเวียงฆ้อนกลอง (บ้านดู่บ้านแก) ไปตั้งภูมิลําเนาอยู่ที่บ้านห้วยแจะระแม [บ้างเรียก บ้านท่าบ่อ ] ส่วนเจ้าฝ่ายหน้า เจ้าคำสิงห์ที่ผู้บุตรขอพระราชทานไปตั้งครอบครัวอยู่ที่บ้านสิงห์โคก สิงห์ท่า ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่ขอ เมื่อเสร็จราชการบ้านเมืองแล้วก็กราบถวายบังคมลากลับสู่บ้านเมืองแห่งตน

@@@@@@

ส่วนเจ้าฝ่ายหน้าเมื่อมาถึงบ้านสิงห์ท่าก็จัดสร้างบ้านให้ใหญ่โต โดยประสงค์จะตั้งให้เป็นเมืองต่อไป กับได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งกับเจดีย์องค์หนึ่ง ชาวเมืองเรียกกันต่อๆ มาว่า “วัดมหาธาตุ” ที่ปรากฏอยู่อําเภอยโสธรมาตราบเท่าทุกวันนี้

จุลศักราช 1153 ปีกุน ตรีศก (พ.ศ. 2334) เกิดกบฏอ้ายเชียงแก้ว อยู่บ้านเขาโอง แขวงเมืองสีทันดร (เมืองสุทันคอน) ฝั่งโขงตะวันออก แสดงตนเป็นผู้วิเศษมีคนนับถือมาก ยกกําลังมาล้อมเมืองนครจําปาศักดิ์ พระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร) เวลานั้นกําลังประชวรหนักแลชรามาก พระชนม์ได้ 80 ปี ตกพระทัย โรคกําเริบถึงพิราลัย ครองเมืองนครจําปาศักดิ์มาได้ 53 ปี มีบุตรธิดา 3 คน คือ เจ้าหน่อเมือง เจ้านางป่อมหัวขาว และเจ้านางท่อนแก้ว

ขณะที่อ้ายเชียงแก้ว มาล้อมเมืองนครจำปาศักดิ์นั้น เจ้าหน่อเมืองแสนท้าวพญาที่รักษาเมืองไม่ทันรู้ตัวเตรียมสู้ไม่ทัน เจ้าหน่อเมืองจึงพร้อมด้วยญาติวงศ์ไปอาศัยอยู่กับข่าพะนัง ความทราบถึงกรุงเทพมหานคร จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมา ยกกองทัพไปปราบอ้ายเชียงแก้ว ซึ่งยกกําลังมาต่อสู้ที่แก่งตะนะในลําแม่น้ำมูล (ท้องที่อําเภอบ้านด่านปัจจุบัน) แต่ยังมิทันที่จะยกไปถึง


@@@@@@

พระประทุมฯ (คําผง) บ้านห้วยแจะระแม่ เจ้าฝ่ายหน้าผู้พี่นายกองบ้านสิงห์ท่า จึงพากันยกกําลังไปตีอ้ายเชียงแก้วแตก เจ้าฝ่ายหน้าติดตามอ้ายเชียงแก้วจับได้แล้วฆ่าเสีย พอดีกองทัพเจ้าพระยานครราชสีมาไปถึง ก็พากันลงไปยังเมืองนครจําปาศักดิ์ และติดตามเจ้าหน่อเมืองที่หลบหนีภัยไปดังกล่าวแล้วก็ปราบปรามพวกอ้ายเชียงแก้วที่ยังมีกระเซ็นกระสายอยู่นั้นราบคาบ ส่วนมากเป็นพวกข่า มีข่าระแด ข่าจะราย สวาง และข่ากะเซ็ง จับได้มาเป็นอัน

เพื่อเป็นบําเหน็จความดีความชอบครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านห้วยแจะระแม่ ขึ้นเป็น เมืองอุบลราชธานี ตามนามพระประทุม ฯ ที่ปรากฏในจดหมายเหตุ ทรงตั้งเจ้าประเทศราชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นดังนี้

@@@@@@

เจ้าอุบลราชธานี

ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ผ่านภิภพกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระประทุมเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช เศกให้ ณ วันจันทร์ เดือน 8 แรม 13 ค่ำ จุลศักราช 1155 ปีชวด จัตวาศก

จังหวัดอุบลราชธานี จึงลงท้ายด้วย “ราชธานี” ด้วยถือเป็นประเทศราชในอดีต และใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน



ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_34104
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2562
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บำเพ็ญ "ทศบารมี" จากการสวดมนต์ เมื่อ: มิถุนายน 15, 2019, 06:43:17 AM




บำเพ็ญ "ทศบารมี" จากการสวดมนต์


เชื่อว่าเราทุกคนเคย สวดมนต์ สวดกันมาตั้งแต่เด็ก จำความได้ว่าตอนอยู่อนุบาลก็ สวดมนต์ ในขณะเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว พอจำกันได้ไหมว่าเคย สวดมนต์ บทไหนกันบ้าง นะโม ตัสสะฯ อิติปิโส พาหุงมหากาฯ ชินบัญชร เจ็ดตำนาน เชื่อว่าชื่อของมนต์เหล่านี้คงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี

มนต์โดยทั่วไปหมายถึง คำศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งออกมาให้เกิดอานุภาพของมนต์นั้น ฟังแล้วอาจดูงงไปนิด แต่สำหรับพระพุทธศาสนา มนต์หมายถึงถ้อยคำที่มาจากพุทธพจน์และการสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย คนสวดมนต์น้อยคนที่จะสวดเพื่อทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า คนสวดเพื่อหวังอานุภาพของมนต์เพื่อให้เป็นไปตามที่ปรารถนา เช่น สวดอิติปิโสเกินอายุ เพื่อให้อายุยืนขึ้น หรือ สวดพาหุงมหากาฯ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ

สิ่งนี้คืออานิสงส์ที่เป็นของแถมจากการสวดมนต์ แต่จะมีใครที่จะทราบว่า การสวดมนต์ นอกจากได้อานิสงส์ให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือ หลวงพ่อจรัญแห่งวัดอัมพวันยังกล่าวว่าการสวดมนต์เป็นการบำเพ็ญทศบารมี สวดครั้งหนึ่งก็ได้ครบบารมี 10 เลยทีเดียว ทศบารมี หมายถึง บารมี 10 ประการ เป็นบารมีบำเพ็ญเพียงเป็นพระพุทธเจ้า หลวงพ่อจรัญอธิบายการบำเพ็ญทศบารมีจากการสวดมนต์ไว้ว่า

    @@@@@@

    1. ทานบารมี คือการให้ การสวดมนต์ให้ความสุขแก่คนสวด ให้ความปลอดภัย ไม่คิดอาฆาตพยาบาทผู้อื่น จัดเป็นอภัยทาน
    2. สีลทาน คือศีล ในขณะสวดมนต์ร่างกายและคำพูดของผู้สวดอยู่ในอาการสงบ ไม่ได้เบียดเบียนใครด้วยกาย วาจา และใจ จึงชื่อว่าได้บำเพ็ญสีลบารมี
    3. เนกขัมมบารมี คือการออกบวช แต่โดยความหมายแท้จริงหมายถึงการละเว้นจากการทำบาปอกศุลทั้งปวง การสวดมนต์เป็นอุบายเว้นจากการทำบาปอย่างหนึ่ง
    4. ปัญญาบารมี บทสวดมนต์แต่ละบทล้วนแฝงด้วยความรู้ เมื่อผู้สวดตั้งใจสวดและมีสติคิดตามไป ย่อมเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทสวดนั้น
    5. วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายาม การสวดมนต์นั้นผู้สวดต้องมีความตั้งใจจริงจึงจะสามารถทำได้ คนส่วนมากสวดมนต์ไม่ได้เพราะขี้เกียจ ดังนั้น ผู้ที่สวดมนต์จึงถือว่าได้บำเพ็ญความเพียร
    6. ขันติบารมี คือความอดทนอดกลั้นต่อความลำบากทางกาย เช่น ความปวดเมื่อย เหน็บชา ตลอดถึงความอดทนต่อกิเลสที่คอยยั่วยุให้เลิก
    7. สัจจบารมี คือความจริงใจต่อตนเอง ผู้มีความตั้งใจจะสวดมนต์ให้จบ แล้วก็สวดจบตามที่ตั้งใจไว้ ถือว่ามีสัจจะต่อตนเอง คือไม่ยอมให้ความขี้เกียจหรืออุปสรรคอันใดเข้ามาขัดขวางได้
    8. อธิษฐานบารมี คือความตั้งใจมั่น มีความหนักแน่นที่จะทำความดีนั้นให้สำเร็จ โดยไม่ล้มเลิกกลางคันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
    9. เมตตาบารมี ขณะที่สวดมนต์จิตของผู้สวดย่อมสงบเย็น มีเมตตาปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่น
  10. อุเบกขาบารมี คือความปล่อยวางหรือวางเฉย ผู้ที่กำลังสวดมนต์ต้องปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นระหว่างสวดมนต์ ไม่หงุดหงิดกับอารมณ์ที่ไม่ชอบ และไม่ดีใจต่ออารมณ์ที่ชอบ


@@@@@@

ถือว่าเป็นประโยชน์มาก การบำเพ็ญทศบารมีในพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นหนทางสู่การเป็นพระพุทธเจ้า เพราะความหมายของบารมีคือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุด ดังนั้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงกระทำความดีอย่างยิ่งยวดทั้ง 10 ประการ เพื่อไปถึงพระโพธิญาณ

พระเวสสันดรเป็นพระชาติที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทศบารมีครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด จึงเป็นผลานิสงส์ให้พระชาติต่อมาคือ เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าชี้นำเวไนยสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน



ที่มา : ธรรมะรักษาโรค แต่งโดย พระราชนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาวิศิษฐ์
พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ แต่งโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
ความรู้เรื่องของบทสวดมนต์ แต่งโดย สุชีพ ปุญญานุภาพ
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/94081.html
By nintara1991 ,1 June 2018
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยววัดเก่าตามรอย หลวงปู่ทวด พร้อมชิมอาหารปักษ์ใต้ ณ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เมื่อ: มิถุนายน 15, 2019, 06:14:37 AM



เที่ยววัดเก่าตามรอย หลวงปู่ทวด พร้อมชิมอาหารปักษ์ใต้ ณ อ.สทิงพระ จ.สงขลา

หาดพูดถึงจังหวัดสงขลาหลายคนคงนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเศรษฐกิจย่านหาดใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่าสงขลามีอีกหลายสถานที่ที่รอให้คุณได้มาสัมผัสการท่องเที่ยววิถีใหม่ๆ อีกเพียบ อย่างสถานที่แรกในวันนี้การเดินทางไม่ยากเลยค่ะ โดยเริ่มต้นจากหาดใหญ่ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 วิ่งไปตามสะพานติณสูลานนท์ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4083 ซึ่งเป็นทางตัดเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกช่วงสงขลาเป็นถนนลาดยางอย่างดี ระยะทางจากอำเภอหาดใหญ่-อำเภอสทิงพระ อยู่ที่ประมาณ 68 กิโลเมตรค่ะ





สิ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างแรกที่อำเภอสทิงพระคือการได้มาเที่ยวตามรอยชีวิตของหลวงปู่ทวดที่สำนักสงฆ์ต้นเลียบ สำหรับหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเป็นที่คุ้นหูมาอย่างยาวนานเพราะสำหรับคนไทยท่านเป็นพระเกจิในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน ซึ่งหลวงปู่ทวดก็เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยเลยก็ว่าได้ โดยอำเภอสทิงพระเป็นสถานที่ที่ท่านเกิด ศึกษาเล่าเรียน รวมไปถึงสถานที่ที่ท่านกลับมาบูรณะให้รอบๆ นี้เจริญขึ้นอีกด้วย ชาวบ้านที่นี่จึงต่างเลื่อมในศรัทธาหลวงปู่ทวด ซึ่งในภายหลังคนในชุมชนก็เลยจัดให้เป็นทริปการท่องเที่ยวเพื่อตามรอยหลวงปู่ทวดนั่นเองค่ะ





หลังจากที่เราทราบประวัติของหลวงปู่ทวดที่สำนักสงฆ์ต้นเลียบแล้ว สถานที่ต่อไปก็คือสถานที่ที่เล่ากันว่าหลวงปู่ทวดเกิดปาฏิหารย์ในวัยเด็กคือรอดพ้นจากงูจงอางที่พันตัวอยู่ ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นเพราะงูตัวนั้นยังคายลูกแก้วที่เป็นลูกแก้วติดตัวหลวงปู่ทวดที่เราเห็นตามรูปปั้นต่างๆ ซึ่งนอกจากสำนักสงฆ์นาเปลแล้ว สถานที่ที่ท่านเคยวิ่งเล่น และเรียนในตอนเด็กก็อยู่ที่นี่เช่นกัน และที่สุดท้ายที่เราจะมาตามรอยหลวงปู่ทวดกันก็คือวัดพะโคะ นอกจากจะได้ทำบุญสักการะหลวงปู่ทวดแล้ว ที่นี่ยังมีจุดรับลมชมวิวแบบ 360 องศา ที่รายล้อมไปด้วยชุมชนและต้นตาลโตนดมากมายจะเห็นได้ว่าพื้นที่แห่งนี้ขนาบข้างด้วยทะเลอ่าวไทและทะเลสาปสงขลา มองไปรอบๆ บรรยากาศดีมากๆ เลยค่ะ



เที่ยวกันมาทั้งวันก็ถึงเวลาอาหารเย็นสุดพิเศษที่เราจะไปทานกันกลางทะเลสาปสงขลา พร้อมกับชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น ที่การันตีว่าอาหารอร่อยถูกปาก หรอยจังฮู้!!





นอกจากท้องทะเล และท้องนาแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวสทิงพระอย่างต้นตาล ที่ขึ้นอยู่ตามท้องนาจำนวนมาก ซึ่งถ้าเราได้มาเที่ยวในช่วงฤดูฝนของอำเภอสทิงพระต้นตาลตัวเมียจะไม่ออกดอกออกผล วันนี้เราเลยเห็นถึงวิธีการเก็บน้ำตาลและต้นตาลตัวผู้ว่าจะต้องสังเกตงวงตาล ซึ่งพอเห็นงวงตาลปุ๊ปก็อย่ารอช้าค่ะ ปีนขึ้นต้นตาลได้เลย สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการปีนต้นตาลมีอย่างเดียวคือไม้พะองที่มีลักษณะคล้ายๆ กับบันไดและมีกระบอกไม้ไผ่สำหรับรองน้ำตาล




หลังจากนั้นจะนำน้ำตาลที่ได้มาเทลงในกระทะเพื่อเคี่ยวจนเสร็จ และส่งต่อไปยังกลุ่มดาวรายเพื่อที่จะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของชุมชนนั่นก็คือน้ำตาลแว่น ที่มีลักษณะคล้ายน้ำตาลปี๊บแต่น้ำตาลแว่นจะมีความเข้มข้นมากกว่า และสาเหตุที่ทำเป็นแว่นกลม ๆเล็กๆ ก็เพราะอยากให้เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวว่าถ้ามาที่อำเภอสทิงพระจะต้องนึกถึงน้ำตาลแว่นนั่นเองค่ะ


ที่กลุ่มดาวรายแห่งนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลโตนดมากมายไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลปึก น้ำตาลปี๊บ รวมไปถึงพระเอกของเราอย่างน้ำตาลแว่น ซึ่งถ้าหากอยากจะอุดหนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มดาวรายก็สามารถติดต่อเข้าไปที่กลุ่มได้เลยค่ะ รับรองว่า สด สะอาด ปลอดภัย และหวานเจี๊ยบอย่างแน่นอน




อีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างสีสันให้กับนักท่องเที่ยวและชาวบ้านให้ได้ร่วมสนุกกันก็คือการแข่งขันกินลูกโหนด ซึ่งต้องบอกเลยค่ะว่า ดุ เด็ด เผ็ด มันส์มากๆ กิจกรรมสนุกๆ ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชาวบ้านความผูกพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับลูกตาลโตนดได้เป็นอย่างดี



แต่ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะสำหรับชาวสทิงพระ ต้นตาลโตนดถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชุมชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งก็ทำให้เกิดกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ยังคงใช้วัตถุดิบธรรมชาติอย่างต้นตาลโตนดมาทำให้เกิดประโยชน์ อย่างกลุ่มโหนดทิ้ง ที่นำเส้นใยจากตาลโตนดมาทำผลิตภัณฑ์อย่างกระเป๋า หมวก โดยได้สีจากเส้นใยธรรมชาติทั้งหมด ก็ถือเป็นการต่อยอดมาจากของพื้นบ้านให้ออกมาสวยงามน่าชื่นใจจริงๆ ค่ะ



แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้สำหรับการต่อยอดวัตถุดิบจากตาลโตนดมาใช้ยังมีอีกหนึ่งกลุ่มที่สร้างสรรค์ผลงานโดยการใช้วัสดุที่ได้จากต้นตาลโดยทำผ้าบาติกที่โดดเด่นและแตกต่างจากที่อื่น โดยลวดลายบนผ้าบาติกได้มาจากการนำทางตาลมาขดกันเพื่อให้เป็นลวดลาย ถือเป็นเทคนิคและภูมิปัญญาที่น่าชื่นชมเพราะเป็นการนำวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายแทนการใช้แม่พิมพ์ทองเหลืองที่มีราคาแพง แถมยังได้งานที่ออกมาสวยงามและใกล้เคียงกันอีกด้วย สุดไปยอดเลยค่ะ!!



หลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วอำเภอสทิงพระก็ถึงช่วงที่เราจะมามอบความชื่นใจกลับคืนให้กับชุมชนที่เพียบพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว โดยทางทีมงานชื่นใจไทยแลนด์ได้จับมือกับศิลปินนักออกแบบอิสระ Sahred Toy (เจ้าของฉายา สเลดทอย) โดยการร่วมกันประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชุมชนให้ออกมาในรูปแบบของแผนที่ แต่มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แปลกตา แฝงไปด้วยความสนุกสนาน ทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และร่วมมือกับชาวบ้านโดยการทำแผนที่การท่องเที่ยวไปติดตั้ง เพื่อที่จะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนแล้วค่ะ

บอกเลยนะคะว่าสถานที่แต่ละที่ที่ได้สัมผัสมาล้วนแต่มีความน่าสนใจ ได้เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ได้ตามรอยหลวงปู่ทวด ได้เห็นถึงวิถีชาวบ้านที่มีความผูกพันธ์กับต้นไม้ในท้องถิ่นอย่างต้นตาลโตนด แถมยังได้กินของอร่อยๆ ในบรรยากาศที่ไม่เคยสัมผัส ได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ไอเดียร์บรรเจิดมากๆ จากคนในชุมชน ได้เห็นรอยยิ้มที่ทำให้มีความสุข เพียงเท่านี้ก็สามารถตอบโจทย์การท่องเที่ยววิถีชุมชนที่ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ได้อย่างน่าชื่นใจ

ติดต่อเยี่ยมชมชุมชน
อุทยานนกน้ำคูขุด โทร. 089-912-6938
กลุ่มดาวราย โทร. 086-289-0377
กลุ่มโหนดทิ้ง โทร. 081-609-2863
โทเมนทร์บาติก โทร. 084-312-5353


Secret Magazine (Thailand)
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/43806.html
By NowZz ,10 August 2018
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ไม่เป็นอะไรกับอะไร” เรื่องเล่าช่วงเวลาก่อน หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ มรณภาพ เมื่อ: มิถุนายน 15, 2019, 05:47:49 AM



“ไม่เป็นอะไรกับอะไร” เรื่องเล่าช่วงเวลาก่อน หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ มรณภาพ

เมื่อหลายปีก่อน หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ประธานสงฆ์วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ (เจ้าของคำสอน ” ไม่เป็นอะไรกับอะไร “) ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก้อนเนื้อไม่เพียงบีบหลอดลมและทำให้คอบวม หากยังลามแพร่กระจายไปถึงขั้วปอด ท่านต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียู และเมื่ออาการทุเลาแล้วก็ต้องรับการบำบัดด้วยเคมีและการฉายแสง

ตลอดเวลาหลายเดือนที่รักษาตัวนั้น ท่านได้รับทุกขเวทนามาก แต่ท่านแทบไม่แสดงอาการเจ็บปวดใด ๆ เลย แม้บางครั้งหายใจไม่สะดวก ท่านก็ไม่มีอาการกระสับกระส่าย ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังในเวลาต่อมาว่า “การปวดนี่มันก็ไม่ได้ลงโทษเรา ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ (ถ้า) เราเป็นผู้ปวด นี่มันลงโทษเราก็เห็นมันปวด ไปลงโทษอะไรมัน (ทำไม)”


@@@@@@

ท่านยังเล่าอีกว่า ตอนนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น“มันแสนสบายหนอ เพราะมีคนทำให้ทุกอย่าง” ท่านกล่าวเสริมอีกว่า “ตอนนั้นไม่ต้องทำอะไรหรอก เห็นไตรลักษณ์อย่างเดียวพอแล้ว มันโชว์ให้เราเห็นเอง”

ต่อมามะเร็งต่อมน้ำเหลืองกลับมาใหม่ ทีแรกก็อุดหลอดอาหาร ต่อมาก็อุดหลอดลม ท่านจึงต้องรับอาหารทางสายยางและหายใจทางท่อ ไม่สามารถพูดได้ ต้องสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการเขียนหรือใช้มือ

ความเจ็บป่วยครั้งนี้ก่อทุกขเวทนาให้แก่ท่านมาก อีกทั้งยังทำให้ท่านอ่อนเพลียอย่างยิ่ง ท่านตระหนักดีว่า คราวนี้คงจะไม่รอด แต่ท่านก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนแต่อย่างใด เพราะ“เวลานี้มีแต่ปล่อยวาง ไม่เป็นอะไรกับอะไร”



เป็นเวลาหลายสิบปีที่หลวงพ่อคำเขียนได้ย้ำกับลูกศิษย์เสมอว่า ให้มีสติรู้กายรู้ใจอยู่เนือง ๆ หลักสำคัญก็คือ “เห็น อย่าเข้าไปเป็น” เมื่อท่านล้มป่วย ท่านได้อาศัยสติในการรับมือกับทุกขเวทนา ดังท่านเล่าว่า “มีแต่สติเป็นสภาวะที่ดู ไม่ได้เข้าไปเป็นอะไรกับอาการที่เกิดขึ้นกับกายและใจ จิตใจไม่มีอะไรครอบงำได้ เป็นอิสระเลย ไม่ต้องเป็นอะไรกับอะไร”

กายป่วย แต่ใจไม่ป่วยนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ เมื่อกายป่วย ก็ต้องรักษาหรือบรรเทาด้วยยา หลวงพ่อไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยตัวเองได้ในเรื่องนี้ จึงต้องพึ่งหมอ พยาบาล และลูกศิษย์ ส่วนจิตใจนั้น ท่านดูแลด้วยตนเองอย่างดีจนไม่รู้สึกเจ็บป่วยไปกับกาย ท่านอธิบายว่า “ธาตุขันธ์ยังเป็นภาระต่อผู้อื่น ส่วนจิตใจ ไม่ต้องมีใครช่วย มีสติ มีจิตดูจิตเอง ไม่มีอะไรที่จะต้องไปเป็น เลยไม่ต้องเป็นอะไร”


@@@@@@

หลังจากอาพาธได้ 7 เดือน วาระสุดท้ายของท่านก็มาถึง อาการบวมของต่อมน้ำเหลืองได้ลุกลามขยายตัว ดันหลอดลมตอนล่างจนเกือบปิด ทำให้ท่านหายใจติดขัดลำบากมาก ไม่ว่าจะเยียวยาเพียงใดก้อนเนื้อก็ไม่ยุบ แต่ท่านยังคงไม่มีอาการทุกข์ร้อน มีช่วงหนึ่งทั้ง ๆ ที่อาการของท่านน่าวิตกมาก แต่ท่านกลับขอเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายอุจจาระ จากนั้นก็ล้างมือล้างหน้า แล้วกลับขึ้นมาบนเตียงด้วยตนเอง

ไม่นานหลังจากนั้น การหายใจของท่านก็ติดขัดมากขึ้น ลูกศิษย์พยายามแก้ไขสถานการณ์ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะได้ผล ระหว่างนั้นหลวงพ่อซึ่งมีสติตลอดเวลาได้ขอกระดาษและดินสอเขียนข้อความว่า “พวกเรา ขอให้หลวงพ่อตาย” เมื่อยื่นแผ่นกระดาษให้เสร็จ ท่านก็ประนมมือไหว้เพื่อขอบคุณลูกศิษย์ที่ดูแลท่าน และเป็นการอำลาไปพร้อม ๆ กัน จากนั้นท่านก็นอนนิ่ง สักพักก็หลับตา ครู่ใหญ่ลมหายใจของหลวงพ่อก็ขาดหายไป แล้วสัญญาณชีพทั้งหมดของหลวงพ่อก็หมดสิ้นลง



หลวงพ่อคำเขียนจากไปอย่างสงบ ไม่แสดงความทุกข์ใด ๆ ให้เห็นในวาระสุดท้ายของท่าน ทั้ง ๆ ที่กายนั้นถูกทุกขเวทนาบีบคั้นอย่างแรง ท่านทำเช่นนี้ได้ไม่ใช่เพราะท่านเพิ่งเตรียมตัวเตรียมใจ เมื่อรู้ว่าความตายจะมาถึง ที่จริงท่านไม่ได้เตรียมใจใด ๆ เลยก็ว่าได้ มีแต่เตรียมตัวด้วยการชำระกายให้สะอาดสำหรับวาระสุดท้ายเท่านั้น

ทั้งนี้เพราะท่านได้ฝึกฝนบ่มเพาะจิตใจด้วยวิปัสสนากรรมฐานมานานแล้ว จนเห็นความจริงของรูปและนามหรือกายกับใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตน จึงรู้ว่าไม่มีอะไรที่ยึดติดถือมั่นได้เลย เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ ไม่สำคัญมั่นหมายในสิ่งนั้นว่าเป็น “ตัวกู ของกู” กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ปรุงแต่ง “ตัวกู” ขึ้นมาเป็นนั่นเป็นนี่เมื่อมีอะไรมากระทบ

เมื่อมีความปวดเกิดขึ้น ท่านก็เพียงแค่เห็น แต่ไม่เข้าไปเป็นผู้ปวด จิตจึงเป็นปกติ อิสระ และสงบเย็น ด้วยเหตุนี้ตลอดเวลาที่ป่วย ท่านจึงเขียนเล่าอย่างมั่นใจว่า “เวลานี้อยู่กับความไม่เป็นอะไรกับอะไร”


@@@@@@

ตายอย่างสงบนั้นเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่เพราะโชค ความบังเอิญหรือเทคโนโลยี หากเกิดจากการฝึกฝนตน มิใช่ด้วยทานและศีลหรือการทำความดีเท่านั้น ที่สำคัญอันเป็นหลักประกันอย่างแท้จริงก็คือ การภาวนาหรืออบรมจิตจนเห็นความจริงของกายและใจอย่างแจ่มแจ้ง กระทั่งปล่อยวางทุกสิ่ง แม้กระทั่งความยึดถือในตัวตน ถึงตอนนั้นเมื่อความตายมาถึงก็ไม่มีผู้ตายอีกต่อไป มีแต่สังขารที่เสื่อมสลายและคืนสู่ธรรมชาติ

แม้จะยังไปไม่ถึงจุดหมายดังกล่าว เพียงแค่อยู่ระหว่างทาง การตายอย่างสงบก็ไม่เหลือวิสัย ขอเพียงแต่ลงมือปฏิบัติเสียแต่เดี๋ยวนี้ ไม่งอมืองอเท้า ชะล่าใจ หรือหวังไปตายเอาดาบหน้า 



 
บทความเรื่อง : “ไม่เป็นอะไรกับอะไร” เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : นิตยสาร Secret
Photo by : Neemo Ofurhie on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/4228.html
By Minou , 14 June 2019
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ลมหายใจ” จัดการความเครียด เมื่อ: มิถุนายน 14, 2019, 07:30:11 AM




“ลมหายใจ” จัดการความเครียด โดย ท่าน ส. ชิโนรส

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า แต่ละวันมนุษย์คิดกว่า 60,000 ความคิด จริงแท้อย่างไรไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักจัดการความคิด ลมหายใจ จัดการความคิด คือ คิดได้อย่างถูกต้อง เป็นระบบระเบียบเมื่อต้องการใช้ความคิด หยุดคิดพักจิตให้สงบได้เมื่อต้องการหยุดพักผ่อน

ผู้ที่ไม่รู้จักจัดการความคิด คือผู้ที่คิดไม่รู้จักหยุด หรืออยากหยุดแต่ก็หยุดไม่ได้ จิตใจเตลิดเปิดเปิงไปกับอารมณ์ต่าง ๆ วางอารมณ์ไม่ลง เกิดปัญหาทางจิต เรียกว่า “ความเครียด” (Stress) ภาษาพระเรียกความเครียดว่า “ปปัญจสัญญา” แปลตามศัพท์ว่า “สัญญาเป็นเหตุให้เนิ่นช้า” หรือ “ความคิดฟุ้งซ่านรำคาญต่าง ๆ ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง พร่ามัว ไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส”

ความเครียดเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง เกิดแก่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย มนุษย์ยุคปัจจุบันเหมือนจะมีความเครียดมากกว่ามนุษย์ยุคอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มีมากกว่ามนุษย์ยุคก่อน แต่ความเครียดไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย แต่กลับมีมากขึ้นกว่าเดิม


@@@@@@
 
มนุษย์แต่ละคนต่างมีวิธีแก้เครียดไม่เหมือนกัน
บางคนกินยาแก้เครียด
บางคนไปเที่ยวพักผ่อน
บางคนหันไปพึ่งพาไสยศาสตร์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ

ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ แต่หลงไปแก้อาการของความเครียดมากกว่า ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของความเครียดยังคงลอยนวลอยู่เหมือนเดิม จะจัดการความเครียดได้ มนุษย์ต้องรู้จักจัดการกับความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจ

วิธีจัดการความฟุ้งซ่านที่ดีที่สุดคือสมาธิ ฝึกจิตให้สงบนิ่ง แน่วแน่ จิตที่สงบ แน่วแน่ จะมีพลังมหัศจรรย์ในตัวเอง กำจัดความฟุ้งซ่านรำคาญต่าง ๆ ให้กระจุยกระจายไปได้

วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิเป็นศาสตร์เก่าแก่ มีมาคู่กับโลกทุกยุคทุกสมัย ศาสนาทุกศาสนาและจิตวิทยาล้วนพูดถึงการทำสมาธิ ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองได้หันมาศึกษาเรื่องทำสมาธิจิตมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะช่วยจัดการความเครียดได้ดี

@@@@@@

ศาสนาพุทธ ยิ่งให้ความสำคัญกับการทำสมาธิ จะเรียกว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาก็ว่าได้ พระพุทธโฆสะ ผู้เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรคพูดถึงกรรมฐาน 40 หรือวิธีทำจิตให้สงบทั้ง 40 อย่าง เช่น กสิณ 10 การเพ่งวัตถุต่าง ๆ ที่ช่วยให้จิตสงบ อสุภะ 10 การพิจารณาความไม่งามของกายลักษณะต่าง ๆ หรือ อนุสติ 10 การนึกถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้จิตเบิกบานและสงบ

ส่วนครูบาอาจารย์สมัยปัจจุบันก็แนะนำวิธีทำจิตให้สงบต่าง ๆ กัน เช่น
• พุท-โธ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
• สัมมา-อะระหัง สายหลวงพ่อสด จันทสโร วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
• พองหนอ-ยุบหนอ สายหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี หรือ
• ไหว-นิ่ง สายหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิดังกล่าว ไม่มีวิธีไหนดีเด่นกว่ากัน อยู่ที่ว่าใครจะชอบวิธีการไหน ก็ใช้วิธีการนั้นเดินจิตเข้าสู่ความสงบ จัดการความคิดที่ฟุ้งซ่านได้

@@@@@@

กระนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำว่า อานาปานสติตัดวิตกได้ดี ซึ่งหมายความว่า การดูลมหายใจเข้า-ออกช่วยตัดกระแสความคิดฟุ้งซ่านได้อย่างชะงัดและฉับพลัน

เหตุที่อานาปานสติตัดความคิดฟุ้งซ่านได้เร็ว เพราะไม่ต้องอาศัยความจำเป็นสื่อล่อให้จิตสงบเหมือนวิธีฝึกสมาธิอื่น ๆ เช่น ผู้บริกรรมคำว่า “พุท-โธ” เวลาปฏิบัติต้องจำคำบริกรรมเพื่อหน่วงจิตให้สงบ แม้การจำคำบริกรรมจะตัดกระแสความฟุ้งซ่านได้ แต่ก็ยังเป็นสายล่อฟ้าให้ความคิดฟุ้งซ่านแทรกซึมเข้าสู่จิตใจได้

ดังนั้นผู้บริกรรมพุท-โธ เมื่อถึงจุดหนึ่งจะต้องทิ้งคำบริกรรม เพื่อตัดความจำที่เป็นสายล่อฟ้าออกไป จิตจึงจะดิ่งเข้าสู่ความสงบที่ลึกซึ้งได้ หากไม่ปล่อยคำบริกรรมทิ้ง จิตจะติดอยู่กับคำบริกรรม กลายเป็นจิตค้างอยู่กับพุท-โธ ไม่เข้าไปสู่ความสงบซึ่งเป็นจุดหมายที่ต้องการได้

@@@@@@

หรือผู้บริกรรมคำว่า “สัมมา-อะระหัง” พร้อมเพ่งดูลูกแก้ว ต้องใช้ความจำทั้งคำบริกรรมและภาพลูกแก้ว เมื่อจิตสงบเกิดภาพนิมิตขึ้น ก็ต้องใช้กำลังสมาธิเพิกนิมิตเพื่อเข้าสู่ความสงบขึ้นสูงขึ้นไปอีก ผู้ปฏิบัติบางคนเพิกนิมิตไม่ได้ หลงติดในนิมิต เป็นบ้าไปก็มาก

ส่วนอานาปานสติ ผู้ปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องใช้ความจำ เป็นสื่อให้จิตสงบ
เพียงทรงจิตให้ว่าง ๆ
น้อมความรู้สึกทั้งหมดไปดูลมหายใจเข้า-ออก หรือ
ดูลมหายใจด้วยจิตว่าง ๆ
จิตก็จะสลัดความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ออกไป
ดิ่งตัวลงไปสู่ความสงบนิ่ง ซึ่งมีลักษณะว่างเหมือนกับลมหายใจ

พูดอีกนัยหนึ่ง วิธีปฏิบัติอื่น ๆ ใช้ความคิดเข้าไปตัดความคิด เพื่อให้จิตเดินเข้าสู่ความสงบ
ส่วนอานาปานสติไม่ต้องใช้ความคิด
แต่ใช้ความรู้สึกว่าง ๆ เข้าไปตัดความคิด
เมื่อจิตสงบจึงไม่ต้องเสียเวลาเพิกความคิดหรือนิมิตต่าง ๆ ออก
จิตจะว่างอย่างเป็นธรรมชาติ
ว่างอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆ
ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ก็จะระงับลง ความเครียดที่มีก็จะสลายไปเอง


@@@@@@

เวลาปฏิบัติจริง ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักจะใช้หลายวิธีผสมผสานกัน เพื่อตัดกระแสความฟุ้งซ่านที่มีกำลังกล้า เช่น บริกรรมคำว่า พุท-โธ พร้อมกับดูลมหายใจเข้า-ออก เมื่อกำลังความคิดฟุ้งซ่านอ่อนตัวลงก็ทิ้งคำบริกรรม เหลือเพียงดูลมหายใจเข้า-ออกด้วยจิตว่าง ๆ เท่านั้น จิตก็จะเข้าสู่ความสงบที่ละเอียดลงไปได้

“ลมหายใจ” จึงจัดการความเครียดได้อย่างดีนัก


 
ที่มา : อานาปานสติ…ลึกแต่ไม่ลับ โดย ท่าน ส. ชิโนรส สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Photo by Patrick Schneider on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/157247.html
By ying ,1 June 2019
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยวเมืองสุพรรณฯ ไหว้หลวงพ่อโตเที่ยวถ้ำมังกร เมื่อ: มิถุนายน 14, 2019, 07:20:34 AM




เที่ยวเมืองสุพรรณฯ ไหว้หลวงพ่อโตเที่ยวถ้ำมังกร

สัปดาห์นี้พาเที่ยวที่ จ.สุพรรณบุรี ขอพรไหว้ “หลวงพ่อโต” วัดป่าเลไลยก์พระอารามหลวงชั้นตรี แวะข้างทางกินของอร่อย ๆ ลุยเที่ยวต่อที่อุทยานมังกรสวรรค์

ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ
จะทำบุญให้ทานการศรัทธา
หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด
ก่อพระเจดีย์ทรายเรียงรายไป
ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า
ต่างมาที่วัดป่าเลไลยก์
ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่
 
บรรยากาศของ “วัดป่าเลไลยก์” จากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่กล่าวถึงงานบุญในวัดป่าเลไลยก์ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณ ตามพงศาวดารเหนือ กล่าวว่า “พระเจ้ากาแล” โปรดให้บูรณะวัดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 1724 องค์พระประดิษฐานในวิหารสีขาว รูปทรงโบราณ เดินเข้าประดูวัดจะอยู่ด้านขวามือ

 

ภายในวิหารองค์พระสูงใหญ่ เป็นปูนปั้นปิดทอง งานศิลปะฝีมือช่างอู่ทองแท้ วิหารนี้คาดว่าสร้างขึ้นเพื่อ “ครอบองค์พระ” ซึ่งเดิมทีน่าจะอยู่กลางแจ้ง สังเกตผนังของวิหารชิดกับพระหัตถ์ขวา ด้านหลังองค์พระสร้างจนชิดกับผนังวิหารเพื่อความแข็งแรง
 
พระวิหารที่สร้างเพื่อครอบองค์พระ สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่หน้าพระบันยังปรากฏ พระราชลัญจกรประจำพระองค์ รูปพระมหามงกุฎระหว่างฉัตรคู่
 
วัดป่าเลไลยก์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ด้านหน้าทางเข้าวิหารมี “รูปปั้นขุนแผน” และ “นางพิมพิลาไลย” อยู่ด้านข้างประตูเข้าออกของวิหาร ด้านหลังของวัดยังมี “เรือนของขุนช้าง” ที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
 


สุพรรณบุรี เป็นอีกจังหวัดที่สามารถขับรถไปเที่ยวในวันเดียวได้สบาย ไม่เหนื่อย ได้ทั้งไหว้พระ และทานของอร่อย เส้นทางกรุงเทพฯ บางบัวทอง สุพรรณ มีร้านข้าวรสชาติดีชื่อ “แกงป่าคุณยายตุ่ม” ร้านอยู่ในบริเวณปั๊มน้ำมันเก่า มีอาหารหลากหลายแบบที่ไม่ค่อยเห็นร้านข้าวแกงทั่วไปมีขาย เช่น ผัดผักบุ้งหมูป่า ไส้อ่อนหมูผัดกะเพรา ซึ่งเมนูนี้ออกจะเลี่ยนไปหน่อย ปลาช่อนผัดเผ็ด เนื้อนกกะทาผัดเผ็ด เต่า ตะพาบ งู เนื้อนกกระจอกเทศ กวาง แพะ แกะ ฯลฯ
 

บางคนอาจรู้สึกว่าราคาสำหรับข้าวราดแกงจะสูงไป น่าจะอยู่ที่อาหารที่สั่งมากกว่า เพราะผู้เขียนเองทานก็ไม่เกิน 100 บาท รสชาติดีทีเดียว จากจุดนี้ไปอีกไม่ไกลเมื่อถึงตัวเมืองสุพรรณฯ ไปไหว้ “หลวงพ่อโต” ที่วัดป่าฯ ตามที่คนสุพรรณฯ เรียกวัดป่าเลไลยก์

หิวมื้อเย็นมีร้านแนะนำชื่อ “นพรัตน์” เป็นร้านเก่าแก่ของที่นี่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าฯ เท่าไหร่นัก อาหารทุกเมนูไม่ใส่ผงชูรส หัวปลาต้มเผือกรสชาติดีทีเดียว ใกล้เคียงมีอีกสถานที่ “อุทยานมังกรสวรรค์” ตรงศาลหลักศาลเมืองสุพรรณบุรีก็อยู่ไม่ไกล ไหว้หลักเมืองขอพรขอโชคกันแล้วมีร้านขายของที่ระลึกที่อุทยานมังกรสวรรค์ พวงกุญแจจากเมืองจีน เสื้อผ้า ข้าวของแบบจีนมีให้เลือกชมหลายแบบ

 


มาเที่ยวสุพรรณฯ แล้วอย่าลืมซื้อขนมสาลี่เอกชัย ขนมเปี๊ยะครูสมทรง ที่ทั้งนุ่มทั้งหอมกลิ่นอบร่ำควันเทียน แนะนำอีกรายการที่ต้องลอง กะหรี่พัปร้านครูสมทรง แป้งกรอบ เนื้อมันที่ใช้ทำไส้ทั้งหวานทั้งหอม ของเขาอร่อยจริง
 
เที่ยวสุพรรณบุรีวันนี้เจาะลึกได้แค่ในตัวเมือง คราวหน้าจะพาไปไกลให้ถึง อ.ศรีประจันต์ อีกเมืองในตำนานเรื่องขุนช้างขุนแผน.



คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง ,โดย “แรมทาง”
ขอบคุณภาพจาก : วัดป่าเลไลยก์ , Pixabay
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/711150
อังคารที่ 28 พฤษภาคม 2562 เวลา 11.00 น.
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เสียงหายเป็นเหตุ “ศิริพร อำไพพงษ์” บูชาพญานาคขอเสียงกลับคืน!! เมื่อ: มิถุนายน 13, 2019, 09:23:41 AM




เสียงหายเป็นเหตุ “ศิริพร อำไพพงษ์” บูชาพญานาคขอเสียงกลับคืน.!!

เรียกได้ว่าเป็นราชินีลูกทุ่งหมอลำเสียงแหบเสน่ห์ที่มีแฟนๆเหนียวแน่นเป็นอย่างมากสำหรับ ศิริพร อำไพพงษ์ ล่าสุดออกมาเปิดใจในรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง One31 ที่มี พีเค ปิยวัฒน์ ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ หนิง ปณิตา เป็น พิธีกร ถึงเรื่องราวลี้ลับและความเชื่อที่มีต่อพ่อปู่พญานาค พร้อมเผยเคยเสียหายนานกว่า 2 ปี จนคิดออกจากวงการเพราะร้องเพลงไม่ได้ และปาฎิหาริย์เหลือเชื่อที่เจ้าตัวยังต้องขนลุก

เห็นว่าพี่เคยเสียงแหบถึงขั้นคิดอยากจากออกจากการร้องเพลงเลย เกิดอะไรขึ้น.?                     
“ร้องไม่ได้เลย 2 ปีเต็มๆ อยู่ดีๆก็แหบไปเลย มีแต่ลม ฉีดยาตลอดเลย ฉีดจนสะโพกแข็งไปหมด หมอก็บอกว่าไม่มีสาเหตุ”


เห็นว่ามีการตรวจเอ็กซเรย์ด้วยแต่คุณหมอก็บอกว่าปกติ
“หมอก็บอกว่าไม่มีอักเสบ ไม่มีอะไรเลย ส่องกล้องแล้วก็ไม่มี เสียงหายไปเลย 2 ปีเต็มๆ”

เราเป็นนักร้องแล้วถ้าเราร้องเพลงไม่ได้ทำยังไง
“ก็จบชีวิตการเป็นนักร้อง ถ้าร้องไม่ได้จริงๆก็ว่าจะขอลาออก”

ตอนนั้นพี่นางเครียดขนาดไหน
“ก็ธรรมดานะ เราคิดว่าเดี๋ยววันนึงก็กลับมา แต่เค้าก็ไม่กลับมาเลย หรือเราใช้เค้าจนคุ้ม เพราะเราร้องทุกวันเลย ปีนึงมี 12 เดือน พี่ร้อง 10 เดือนเลย”

พี่ร้องต่อเนื่องกันมากี่ปี จนถึง 2 ปีที่เสียงหาย
“เยอะมากนะ เฉพาะอยู่แกรมมี่มาก็ 16-17 ปี ก็ 30 กว่าปีในวงการ”


หาหมอแล้วไม่หาย ได้มีโอกาสพึ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า
“อันนี้พี่ไม่ได้คิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเราได้นะ มันเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ พี่ไปไหว้องค์พระพิฆเนศแล้วก็พูดว่า ข้าพเจ้านางสาว ศิริพร อําไพพงษ์ มีความร้อนใจ ทำไมลูกร้องเพลงเสียงไม่มี หมดบุญวาสนาที่จะร้องเพลงให้แฟนๆฟังแล้วหรอ เจ้าข้องร้านเค้าได้ยิน เค้าบอกว่าถ้าอยากให้เสียงกลับมาให้ไปบ้านเกิดพี่ที่อุดรฯ คำชะโนด”

ทำไมเค้าต้องบอกว่าเป็นคำชะโนด ทั้งๆที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีหลายที่
“เค้าบอกว่าเค้าได้ยินเสียงปู่บอก พี่ไม่เคยไปคำชะโนดเลยนะ”


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นานรึยัง
“ตอนที่เสียงแหบ หลายปีแล้ว 6-7 ปี”

แล้วพี่ไปมั้ย
“ไปค่ะ นั่งเครื่องกลับบ้านไม่รู้เป็นอะไร ชวนหลานเขย หลานสาวไป ตอนนั้นคำชะโนดยังไม่มีอะไรเลย พอเข้าไปเรารู้สึกเย็นมากเย็นจับขั้วหัวใจเลย แล้วก็เหมือนมีคนมาหิ้วปีกเราไป เท้ามันเหมือนไม่ลงดิน หลานที่ไปด้วยเค้าก็ไม่รู้สึกอะไร พอเราเข้าไปก็จุดธูปไหว้ปู่ว่าเสียงลูกไม่มี ถ้าอยากให้ลูกเป็นนักร้องต่อไปขอประธานเสียงกลับมาให้ลูกด้วย แล้วถ้าเสียงกลับมาจะมาร้องเพลงถวายเสียงให้ฟัง 3 ปีรวด”



แล้วตอนที่ขอเสียงกลับมามั้ย
“หลังจากนั้นซัก 3 วัน ก็เสียงออก แล้วพี่ก็ขอต่ออีก คนที่เป็นหนี้เราขอให้เค้าร้อนรน เพราะ 2 ปีแล้วที่เค้าไม่เคยโทรหาเลย ที่แรกว่าจะไม่เอาแล้ว พอขอเสร็จ 7 วันเค้าโทรมาเลย หลังจากนั้นก็กลับไปเอาบายศรีไปถวาย ไปบอกเลยว่าวันที่ 5 หรือ 6 พค จะไปรำถวาย เพราะพี่จะทำบุญวันที่ 5 พค ของทุกปีเลย”

ได้เสียงคืนแล้ว ได้เงินคืนแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาคือล็อตเตอร์รี่ถูกติดกัน 200-300 งวด
“อันนี่คือไม่ได้ถูกอะไรมากมาย แต่มันถูกทุกงวด มีตั้งแต่งวดละ 5000 บาทขึ้นไป”


พี่นางได้เลขมาจากไหน
“อันนี้พี่ว่ามันน่าจะเป็นดวงรึเปล่า เพราะเคยมีหลวงพ่อทักว่ามีดวงลาภลอย เมื่อก่อนพี่ก็ไม่เคยซื้อ มันเป็นบุญมีดวงลาภลอยรึเปล่าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์วางไว้แล้วว่าให้เราเป็นผู้สร้าง สร้างปู่ เพราะเราไม่เคยสร้างปู่ มีแต่ไปร่วมกับคนอื่น ถ้าในการสร้างพี่ก็ไม่ได้สร้างคนเดียว ตอนแรกพี่เป็นหลักให้ เกือบ 2 ล้านนะพระประธานที่อยู่กลางเกาะ ถ้าลูกมีบุญวาสนาจะได้เป็นผู้สร้างปู่จริงๆขอให้เสร็จในเร็ววัน ขอให้คนมาทำบุญร่วมกับลูก มันเหมือนจะเป็นดวง ไม่ถึงปี 9 เดือนเอง”

เงินที่ได้มาก็คือเงินได้จากการซื้อสลากกินแบ่ง
“ใช่ เพื่อนๆพี่มาร่วมด้วย แต่หลักล้านนี่เป็นพี่นาง”


พี่นางซื้องวดละกี่ใบ
“พี่ว่ามันแล้วแต่ดวงนะ พี่เคยถูกเลขท้าย 3 ตัว 30 ใบ เลขท้าย 2 ตัว 20 ใบ 15 ใบ รางวัลใหญ่สุดคือรางวัลที่ 2 จำนวน 7 ใบ ก็ล้านสี่ เพราะมันใบละ 2 แสน”

หลังจากพี่นางเชื่อและศรัทธาเกี่ยวกับพ่อปู่และพญานาคแล้ว ส่งมหัศจรรย์ที่ทำให้เชื่อจนหมดใจคืออะไร
“มันหลายอย่างนะ ตอนที่หนักที่สุดคือหลานชาย หลานเค้าจะขึ้นมาเอาเงินไปให้ค่าเต้นท์ที่เราจะทำกฐินอีก 4 วัน ตอนขากลับที่จะเอาเงินไปวางมัดจำ อยู่ดีๆ มีรถเอาท้ายมาเกยถนน ทางก็มืด หลานก็มองไม่เห็น ชนมอเตอร์ไซด์คนกับรถไปคนละทิศคนละทาง ลากคนไปเกือบกิโล คอหักแต่ยังไม่เสียชีวิต คนก็รีบนำส่งโรงพยาบาลแต่ก็ไปตายกลางทาง พี่เองดูหลานไม่ได้เลยนะ

...พี่ขี่รถไปที่วัดป่าสว่างธรรม ไปยืนขอปู่ ลูกทำบูญทั้งชีวิต ปู่มีจริงหรือเปล่า ทำไมชีวิตลูกถึงเป็นอย่างงี้ สมองหลานเราหมอเค้าบอกว่าเหมือนน้ำเต้าหู้เน่าแล้ว เราก็ยังไม่เชื่อว่าหลานเราตายแล้ว พี่ก็เอาเข้า รพ. เอกชนไปตรวจอีก เค้าพูดไม่ได้สายเต็มตัวไปหมด ก็เลยนึกในใจขอปู่วันที่เค้านัดผ่า หมอบอกว่า 50 50 นะ เราก็นึกว่าถ้าปู่มีจริงก็ให้หลานฟื้น ขอให้สมองจูนกัน มันเหมือนปาฎิหาริย์นะ จู่ๆหมอวิ่งมาบอกว่ายังไม่ได้ผ่า สมองจูนเข้าหา”กันหมดแล้ว มันเป็นไปได้ยังไง


ที่ว่าตายใครเป็นคนพูดว่าตาย
“หลานโทรมาบอกว่าเสียกลางทางแล้ว แต่พี่ยังจะให้หมอตรวจ ว่าเสียยังไง พอไปถึง รพ ตัวยังอุ่นอยู่ทเค้าบอกว่ายังมีโอกาส แต่อาจจะเป็นเจ้าชายนิทรา”

ใช้เวลารักษากี่วัน
“ประมาณสิบกว่าวัน เค้าถึงฟื้น ประมาณ 14 วัน ฟื้นขึ้นมาเค้าก็เรียกชื่อป้า ขอบคุณป้านางมากที่ช่วยผม ขอบคุณนางฟ้า เค้าก็หลับไปอีกหลายวัน เค้าก็ฟื้นขึ้นมาอีก เค้าบอกว่าพระไปเรียกเค้า บอกว่า พ่อแม่ป้า เป็นห่วงนะ ตอนนี้บวชเณรอยู่”



ชมวิดีโอได้ที่ : https://youtu.be/GFZCLnf9HRI
ขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_2611217
วันที่ 12 มิถุนายน 2562 - 18:58 น
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ สักการะเจดีย์วัดภูเขาทอง เมื่อ: มิถุนายน 13, 2019, 06:29:03 AM




พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ สักการะเจดีย์วัดภูเขาทอง

สัปดาห์นี้พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ เที่ยวที่วัดภูเขาทอง อยุธยา ขอพรกราบสักการะมหาเจดีย์ อดีตที่ตั้งค่ายสู้รบกับพระเจ้าบุเรงนอง ก่อนเสียกรุงให้กับพม่า
 
“วัดภูเขาทอง” ที่เราจะไปเที่ยวกันในคราวนี้ อยู่ที่ทุ่งภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ทุ่งแห่งประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างไทยกับพม่า ปี พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนอง ชนะศึกเหนือกรุงศรีอยุธยา ได้สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่แบบมอญไว้ที่วัดภูเขาทอง แต่สร้างได้เพียงเฉพาะฐานของเจดีย์เท่านั้น
 
ปี พ.ศ.2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชไทยคืนจากพม่า จึงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานเจดีย์แบบมอญ ที่พระเจ้าบุเรงนองทรงสร้างค้างไว้ ฝีมือช่างแบบมอญเดิมจึงปรากฏเพียงฐานทักษิณส่วนล่างของเจดีย์เท่านั้น เป็นที่มาของสถาปัตยกรรมระหว่างไทยมอญที่ปรากฏในองค์เจดีย์
 
เจดีย์ภูเขาทอง เป็นมหาเจดีย์สำคัญที่มีความสูงถึง 90 ม. ตั้งอยู่นอกเกาะกรุงศรีอยุธยา ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ 2 กม. ส่วนเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นมหาเจดีย์ที่สูงกว่าเจดีย์วัดภูเขาทอง 2 ม. ตั้งอยู่นอกเกาะด้านตะวันออกเฉียงใต้

 

การเดินทางมายัง “วัดภูเขาทอง” เพื่อสักการะพระเจดีย์ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 พอถึงหลักกิโลเมตรที่ 26 จะมีป้ายบอกทาง ให้สังเกตว่าอยู่ด้านซ้ายบอกเส้นทางไปวัดภูเขาทอง
 
มาถึงวัดสภาพแวดล้อมเป็นเหมือนทุ่งกว้างใหญ่ ในอดีตมีการเรียกขานกันว่า ทุ่งภูเขาทอง เป็นที่ทำการเกษตรที่สำคัญในสมัยอยุธยาเป็นเมืองหลวง ทั้งเป็นที่ตั้งค่ายเพื่อสู้รบกับพม่า หรือบางคราวพม่าก็ใช้สถานที่แห่งนี้ตั้งทัพด้วยเหมือนกัน
 
วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่บนโคกซึ่งพื้นที่โดยรอบมีน้ำท่วมถึง ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่านั้น มีการขุด “คลองมหานาค” เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรสำคัญระหว่างพระนครด้านแม่น้ำลพบุรีกับวัดภูเขาทอง ในยามรบระหว่างไทยกับพม่า สถานที่แห่งนี้เรียกว่า “ค่ายมหานาค” ตามชื่อคลองคูน้ำและคันดินรายล้อมรอบทุ่งภูเขาทองที่สร้างขึ้น เพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา ยังปรากฏให้เห็นจนปัจจุบัน



เมื่อไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่าในปี พ.ศ. 2310 วัดภูเขาทองถูกทิ้งร้าง ส่วนมหาเจดีย์ยังมีคนเดินทางมาเที่ยวชมวัดภูเขาทอง จะได้สักการะพระเจดีย์

...ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ
เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง
ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น
เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส...



จากนิราศภูเขาทองของ สุนทรภู่ ชี้ชัดว่าแม้จะไม่มีพระภิกษุจำวัด แต่ประเพณีงานบุญเกี่ยวเนื่องด้วยพระเจดีย์ยังคงมีอยู่ ปี พ.ศ. 2500 วัดภูเขาทองจึงมีพระมาจำพรรษา
 
วัดภูเขาทองมีมหาเจดีย์ที่โดดเด่น มีเจดีย์ราย 7 องค์เป็นแบบย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ หอพระอุโบสถยาว 40 ม. กว้าง 11 ม. มี 3 ตอน 2 ประตู ลวดลายบนเสาซุ้มประตูเป็นลายเฟืองไทย ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาทรายปางสมาธิ ศิลปะสมัยอยุธยา และวิหารมีอยู่ด้วยกัน 2 หลัง หลังแรกกว้าง 6 ม. หลังที่สองกว้าง 8 ม. หอระฆังปรากฏเพียงฐาน
 
มาเที่ยววัดภูเขาทอง จะได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ได้ชมความงามของมหาเจดีย์แห่งกรุงศรีอยุธยาที่สูงล่องลอยฟ้านภาลัย.


คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง โดย “แรมทาง”
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/713683
อังคารที่ 11 มิถุนายน 2562 เวลา 11.00 น.
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 6 อานิสงส์ "ปล่อยปลา" เสริมดวงพร้อมสร้างทานบารมี เมื่อ: มิถุนายน 13, 2019, 06:11:53 AM



6 อานิสงส์ "ปล่อยปลา" เสริมดวงพร้อมสร้างทานบารมี

การปล่อยปลา ตามวัดหรือที่กำลังจะถูกฆ่าในตลาด ให้รอดพ้นจากความตาย แม่หมอบอกเลยว่าได้บุญหลายประการ อานิสงส์สูงมากถึงขั้นลดทอนวิบากกรรมได้เลยนะคะ วันนี้ Horoscope.mthai เลยอยากมาแนะนำเรื่องราวดี ๆ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ลองกลับไปทำตามกันนะคะ

@@@@@@

อานิสงส์จากการปล่อยปลา

1. เสริมแคล้วคลาด ปลอดภัย สุขภาพดี ปราศจากโรคเวรโรคกรรม : เป็นผู้ต่อชีวิต ย่อมได้ชีวิตที่ยืนยาว ปลอดภัย มีความสุข และตราบใดที่ยังไม่สิ้นอายุขัย บุคคลนั้นจะไม่มีกรรมใดมาตัดรอนได้

2. เสริมให้ชีวิต มีแต่ความสุข ไม่ทุกข์ ไม่หวาดกลัว : สัตว์ที่พ้นจากที่คุมขังแล้ว พ้นจากความตายย่อมดีใจ ปลาบปลื้มใจ เช่นกัน บุคคลผู้ให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ก็ย่อมได้รับความปลาบปลื้มใจไม่ต่างกัน

3. เสริมรัก เสริมเมตตา เสริมเสน่ห์ คนเห็นคนรักก็ชอบ : ผู้ให้ชีวิตสัตว์เป็นทานอยู่นิจ เขาเหล่านั้นย่อมพบแต่มิตร ปราศจากศัตรูมาแผ้วพาน

4. เสริมแคล้วคลาด ปลอดภัย ไม่ตกที่นั่งลำบาก : การช่วยให้สรรพสัตว์พ้นจากเครื่องพันธนาการน้อยใหญ่ ทั้งหยาบและเป็นทิพย์ทั้งหลาย ของพญามารโดยพลัน

5. เสริมชีวิตไม่ติดขัด ลดอุปสรรคและปัญหา ส่งผลดีต่อระบบน้ำเลือดน้ำหนอง ระบบช่องท้อง กระเพราะ ลำไส้ ใครปวดท้องบ่อย ๆ ปล่อยปลาช่วยได้ค่ะ : การที่ปลาได้แหวกว่ายในน้ำ ปลาเหล่านี้จะมีอิสระเสรี ปราศจากความหวาดกลัวและการกักขัง

6. เสริมให้มีบุตร บริวารที่ดี มีเครือญาติ และกัลยาณมิตร ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุน ยิ่งปลาออกลูกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสริมให้เรามีโชค มีทรัพย์นับไม่ถ้วน หลายครั้งหลายครา ตามปริมาณปลาที่แพร่พันธุ์ไม่จบสิ้น : เนื่องจากปลาที่เราปล่อย ต่อไปก็จะสืบพันธุ์ ออกลูกออกหลานตามระบบนิเวศอย่างไม่จบสิ้น


“หลังจากที่ปล่อยปลาลงสู่แม่น้ำแล้ว อย่าลืมสวดคำปล่อยสัตว์ให้ชีวิตทั้งหลาย พร้อมกรวดน้ำลงดิน อุทิศบุญและแผ่เมตตา เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ“

@@@@@@

คำอธิษฐานปล่อยปลา

“คัจเฉวะ โข ตะวัง ตะระมานานะรูโป มา ตัง อะมิตตา ปุนะ อัคคะ เหสุง ทุกโข หิ ลุทโทหิ ปุมา สะมาคะโม อัทสะนัง โภชะปุตตานัง คัจฉะฯ”

“ข้าพเจ้าขอปล่อยท่านเหล่านี้ให้เป็นอิสระ ข้าพเจ้าให้ชีวิตแก่ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ข้าพเจ้าช่วยท่านทั้งหลายเหล่านี้จากความทุกข์ ความเดือดร้อน พ้นจากการถูกเขาประหาร ด้วยบุญกุศลที่ข้าพทำในครั้งนี้ ขออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอจงอโหสิกรรม และอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกเลย”


@@@@@@

คำอธิษฐานเสริมดวง จะช่วยเสริมดวงชะตาของท่านให้สมความปราถนา เป็นสิริมงคลแห่งชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ท่านต้อง คิดดี ทำดี และประพฤติดี ทั้งกาย วาจา และ ใจ ตลอดเวลาและตลอดไป



ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ค ดวงกมล เพ็ชรใสดี
ขอบคุณที่มา : I-see magazine
https://horoscope.mthai.com/horoscope-highlight/13861.html
https://dhamma.mthai.com/witchcraft/2503.html
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เนื้อคู่ของ สาวๆแต่ละราศี ผู้ชายแบบไหน ไปกันได้.? เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 08:32:44 AM



เนื้อคู่ของ สาวๆแต่ละราศี ผู้ชายแบบไหน ไปกันได้.?

สัปดาห์นี้ไปดูเนื้อคู่ของสาวๆ จะเป็นอย่างไร.? โดยการใช้มุมมองจากลัคนาราศี วิเคราะห์ว่าสาว ๆ ควรจะไปกันได้กับชายในลักษณะใด
 
คุณสาว ๆ ทั้งหลายเมื่อเวลาที่มีหนุ่ม ๆ มารุมจีบ คุณก็มักจะพบกับปัญหาที่แก้ไม่ตก ตัดสินใจไม่ได้ ไม่รู้จะเลือกคบใครดี วันนี้อาจารย์ขอนำเสนอหลักวิเคราะห์เบื้องต้นในการที่คุณสาว ๆ จะนำไปประกอบการเลือกคู่ที่มีความเหมาะสมกับตัวเอง โดยการใช้มุมมองจากลัคนาราศีที่เราเกิด ว่าเรานั้นควรจะไปกันได้กับชายในลักษณะใด

@@@@@@

ลัคนาราศีเมษ : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่มีอารมณ์ค่อนไปทางสุนทรี แต่ก็จะมีเจ้าชู้ติดตามมาด้วยเช่นกัน เป็นคนที่ตัดสินใจไม่เด็ดขาด แบ่งรับแบ่งสู้ เป็นคนมีน้ำใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีความรู้ในเชิงศิลปะ มีหัวในเรื่องการดัดแปลง ประยุกต์ข้าวของนำมาใช้งานหรือตกแต่งได้อย่างสวยงามลงตัว

ลัคนาราศีพฤษภ : เนื้อคู่ของคุณบางครั้งก็เหมือนคนที่เราอ่านใจเขายาก ไม่พูดจากับคนแปลกหน้า รักษาความลับเก่ง มีความต้องการทางเพศสูง เป็นคนไม่หยุดนิ่ง ขยันทำงาน ดูภายนอกเหมือนคนใจเย็น ที่ไม่มีพิษภัยใด ๆ แต่พอถึงบทร้ายก็ประเมินความร้ายกาจไม่ได้เช่นกัน

ลัคนาราศีเมถุน : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่เก็บอารมณ์เก่ง ไม่แสดงออกในความชอบหรือไม่ชอบให้เห็น มีทิฐิสูง ชอบเอาชนะ แต่ก็มักจะเป็นคนที่มีปัญหาในเรื่อง “ถ่านไฟเก่า” มีความลังเลเมื่อมีสิ่งเร้าจึงต้องประคับประคองความรักให้มาก ๆ


@@@@@@

ลัคนาราศีกรกฎ : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่ไม่ค่อยโรแมนติก แต่ก็เป็นคนตั้งใจทำงาน มีน้ำอดน้ำทน มีความมานะพากเพียร เป้าหมายในชีวิตค่อนข้างชัดเจน มุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างอนาคต มีความรับผิดชอบสูง เรียนรู้เร็ว แก้ปัญหาเก่ง

ลัคนาราศีสิงห์ : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่โผงผางพูดจาเสียงดังฟังชัด ใจปล้ำใจนักเลง มีช่องทางทำมาหากินดี ชอบคบค้ากับผู้มีอิทธิพล และคนระดับสูง เมื่อสนใจในสิ่งใด ก็จะทุ่มเทค้นคว้าจนตนเองได้รู้จริง ชอบวิชาเร้นลับ

ลัคนาราศีกันย์ : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่ค่อนไปทางสมรรถนะ ดูเหมือนเป็นคนเงียบ ๆ มีความรอบรู้ รักธรรมชาติ มีความซื่อสัตย์ ค่อนข้างเก็บตัว จึงไม่ค่อยสังคมมากนัก เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ทั้งในศาสตร์และศิลปะ หากอารมณ์ดีก็มักจะมีอารมณ์ขันให้เห็นได้

@@@@@@

ลัคนาราศีตุลย์ : เนื้อคู่ของคุณจะมีสภาวะของผู้นำ มักมองการไกลหรือชอบแนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหา ค่อนข้างมีวินัยในการใช้ชีวิต กล้าคิดกล้าทำ มีจิตใจที่อ่อนโยน โกรธง่ายหายเร็ว รักงานอิสระ

ลัคนาราศีพิจิก : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่มุ่งสร้างเนื้อสร้างตัว ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำ เป็นคนรักครอบครัว ประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้มา ก็จะมอบให้แก่ครอบครัวตนเอง ชอบตกแต่งบ้าน ขยับขยายที่อยู่อาศัยเมื่อมีโอกาส รักและหวงแหนในสิทธิ์ของตน และมีความคิดสร้างสรรค์ดี

ลัคนาราศีธนู : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่มีสายตายาวไกลในทางธุรกิจ มีความละเอียด เก่งทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เป็นคนขี้สงสัย มีนิสัยหวาดระแวง และมักเปลี่ยนแผนที่วางไว้ตลอดเวลา มีนิสัยเจ้าชู้จิตใจโลเล


@@@@@@

ลัคนาราศีมังกร : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนที่มีบุคลิกดี เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น มีจิตใจเอื้อเฟื้อ เป็นคนอ่อนโยน ค่อนข้างโรแมนติก พูดคุยเก่ง แต่ก็ชอบไปในทางศาสตร์เร้นลับ

ลัคนาราศีกุมภ์ : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นชายที่ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน เหตุผลเยอะ มีความทะเยอทะยานแสดงออกมาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ค่อนข้างถือตัวทะนงในเกียรติ โดยปกติจะเป็นคนรักสงบ แต่หากถูกกดดันบีบคั้นก็จะโต้ตอบกลับอย่างรุนแรง

ลัคนาราศีมีน : เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนใจบุญ มีระเบียบแบบแผนดี มีความเฉลียวฉลาด แต่ก็มักอวดดื้อถือดี มีลางสังหรณ์ดี เป็นคนช่างคิดช่างฝัน ไม่ชอบทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ ชอบเปลี่ยนแปลงกิจการงานที่ทำอยู่ และรูปแบบการใช้ชีวิต



สำหรับกลเม็ดเคล็ดโหรในสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอเกี่ยวกับเคล็ดลับการอ่านดาวพุธ (๔) ในดวงชะตา
 
1. ดาวพุธในราศีเมษ มักเป็นคนปากกล้า
2. ดาวพุธในราศีพฤษภ มักพูดจาดี แสวงหาทรัพย์
3. ดาวพุธในราศีเมถุน มักเจรจาหว่านล้อมเก่ง
4. ดาวพุธในราศีกรกฎ มักเป็นคนพูดจาน่าหลงใหล
5. ดาวพุธในราศีสิงห์ มักเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา
6. ดาวพุธในราศีกันย์ มักเจรจาเฉลียวฉลาด ตอบโต้เก่ง ไหวพริบดี
7. ดาวพุธในราศีตุลย์ มักพูดจาพาทีดี บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น
8. ดาวพุธในราศีพิจิก มักพูดไม่หมด ไม่ถามก็ไม่พูด
9. ดาวพุธในราศีธนู มักชอบพูดในเชิงสอน และเป็นคนเรียนรู้เร็ว
10. ดาวพุธในราศีมังกร มักเป็นคนพูดน้อย แต่ทำจริง
11. ดาวพุธในราศีกุมภ์ มักยียวนกวนประสาท หรือชอบพูดตลกโปกฮา
12. ดาวพุธในราศีมีน มักเป็นคนพูดจาดีมีหลักธรรม มักให้ข้อคิดดี

 

คอลัมน์ : พยากรณ์สอนกันได้
โดย “อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ”
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/713825
อังคารที่ 11 มิถุนายน 2562 เวลา 14.00 น.
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แอ่วเมืองเหนือ เสริมมงคลชีวิต เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 06:26:48 AM


แอ่วเมืองเหนือ เสริมมงคลชีวิต

ภาคเหนือนับเป็นภูมิภาคขวัญใจนักท่องเที่ยวหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ เนื่องจากเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดใจมากมาย และอากาศก็ยังเย็นสบายกว่าภาคอื่นๆ อีกด้วย แต่ก่อนจะไปเที่ยวให้สุขกาย Secret ขอแนะนำให้เพิ่มความสุขทางใจกันเสียก่อน ด้วยการแวะสักการะสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิต เพิ่มสติตลอดการเดินทาง



ท่องแหล่งกำเนิดพุทธศิลป์ยุคทองแห่งพุทธศาสนา ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 ตารางกิโลเมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2534 ภายในมีโบราณสถานสำคัญที่น่าชมและแวะสักการะมากมาย เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช วัดมหาธาตุ วัดตระพังเงิน วัดศรีชุม กำแพงเมืองสุโขทัย เป็นต้น โดยจะแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยอุทยานประวัติศาสตร์ชั้นใน (ภายในกำแพงเมือง) อุทยานประวัติศาสตร์ชั้นนอกทิศเหนือ (วัดศรีชุม) และอุทยานประวัติศาสตร์ชั้นนอกทิศตะวันตก (วัดตะพานหิน)

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 700 ปีก่อน สุโขทัยคืออดีตราชธานีที่รุ่งเรือง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ภาษาศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และยังเป็น ศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก


@@@@@@

หากใครมีเวลาว่าง ไม่อยากให้พลาดทริปนี้เป็นอันขาด เพราะนอกจากจะได้ชื่นชมความงดงามของโบราณสถานและโบราณวัตถุอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราแล้ว ยังจะได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมการเมืองและความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการที่ผู้คนมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้สงบนั้น สามารถสร้างบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองและงดงามได้มากเพียงใด

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุโขทัย เปิดให้ เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเวลา 18.00 น.)

@@@@@@

หมายเหตุ : ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00-21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โทร. 0-5569-7310



เรื่อง : ลออรัตน์ / ภาพ : วรวุฒิ วิชาธร



นมัสการพระธาตุช่อแฮ ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแพร่

พระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่บนดอยขนาดย่อม ในบริเวณวัดพระธาตุช่อแฮ นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวแพร่แล้ว ยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีขาลอีกด้วย

ตามพระราชพงศาวดารกรุงสุโขทัยเล่าถึงความเป็นมาของพระธาตุช่อแฮไว้ว่า เมื่อครั้งพระมหาธรรมราชาลิไททรงเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย (พ.ศ.1879 – 1881) ได้โปรดฯให้สร้างสถานที่สำคัญๆ ทางศาสนาตามที่ปรากฏในพุทธประวัติขึ้นในเขตหัวเมืองต่างๆ และได้เลือก ดอยโกสิยะที่เมืองแพร่ให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

ขุนลัวะอ้ายก้อม เป็นผู้นำพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอกซ้ายที่ได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท ไปบรรจุไว้ในท้องสิงห์ทองคำ แล้วจึงสร้างเจดีย์ครอบไว้เหนือยอดดอยโกสิยะแห่งนี้


@@@@@@

คำว่า “ช่อแฮ” นั้นมาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก้อมนำมาถวาย แต่บางกระแสเชื่อว่า น่าจะเกิดจากการเพี้ยนเสียงจาก “แพร” เป็น “แฮ”

ก่อนจะเดินขึ้นดอยควรแวะนมัสการพระเจ้านอนซึ่งเป็นพระพุทธรูปนอนศิลปะพม่า อัฐิครูบาศรีวิชัย ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2467 เสียก่อน จากนั้นจึงเดินขึ้นบันไดนาคเพื่อไปสักการะองค์พระธาตุช่อแฮ

สำหรับคนเกิดปีขาล เชื่อกันว่า หากนำผ้าแพรเนื้อดีหรือผ้าแพรสามสีไปสักการะบูชาองค์พระธาตุช่อแฮ จะทำให้ชีวิตมีความผาสุกมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ส่วนเครื่องบูชาประกอบอื่นๆ เช่น รูปปั้นเสือ จะช่วยเสริมพลัง คุ้มครองภัย และป้องกันศัตรูได้

ชาวล้านนาเชื่อว่า ทุกคนมีพระธาตุประจำปีเกิด ครั้งหนึ่งในชีวิตจึงควรมีโอกาสได้เดินทางไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ทำให้มีชีวิตยืนนาน รวมถึงหากสิ้นชีพไป ดวงวิญญาณจะได้กลับไปสถิตยังพระธาตุองค์นั้น ไม่ต้องเร่ร่อนไปทุคติภูมิอื่นๆ



เรื่อง : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ / ภาพ : อนุพงศ์ เจริญมิตร



เสริมสิริมงคลชีวิต ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ถือเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา

เดิมที่ดินบริเวณวัดพระสิงห์วรมหาวิหารเป็นตลาด เรียกว่า กาดลีเชียง (กาด หมายถึง ตลาด) ในประวัติเล่าว่า พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นในปี พ.ศ. 1888 ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง 23 วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของ พญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอารามเสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลีเชียง” ตามชื่อตลาด

ระหว่างปี พ.ศ. 1931 – 1954 สมัย พระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงรายไปประดิษฐานที่วัดสวนดอก เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็เกิดติดขัดชักลากต่อไปไม่ได้ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือเรียก “พระพุทธ-สิหิงค์” ภายหลังชื่อกร่อนเป็น “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์” ตั้งแต่นั้นมาพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองของสยามประเทศ


@@@@@@

พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่กษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 700 ได้อัญเชิญเข้ามาสู่ประเทศสยาม ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงฉะนั้นจึงนับว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศอย่างแท้จริง ในเมืองไทย พระพุทธรูปที่ได้ชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์นั้นมีอยู่ 3 องค์ คือ

1. ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
2. ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่
3. ประดิษฐานอยู่ในหอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์เชียงใหม่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทองคำเปลว หน้าตักกว้าง 40 นิ้ว เป็นศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก ในตำนานนั้นพระพุทธสิหิงค์ได้เดินทางไปประดิษฐานยังเมืองสำคัญต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยาสุโขทัย กำแพงเพชร และได้กลายมาเป็นพระคู่เมืองเชียงใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 20



เรื่อง : ลออรัตน์ / ภาพ : วรวุฒิ วิชาธร
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/14172.html
By pitch ,4 May 2017
18  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปฏิบัติธรรม แบบสบายๆ สไตล์คนขี้เกียจ เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 06:15:00 AM



ปฏิบัติธรรม แบบสบายๆ สไตล์คนขี้เกียจ

ปฏิบัติธรรมแบบสบายๆ สไตล์คนขี้เกียจ – ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าการปฏิบัติธรรมแบบนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง และไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะสําหรับคนขยันหรือผู้ที่มีความมุ่งมั่นจริงๆ แต่เหมาะสําหรับคนขี้เกียจหรือรักความสบายที่อยากเอาดีกับเขาบ้าง ถึงจะได้ไม่เต็มร้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทําเสียเลย

ฉันคิดว่าเวลาใครชวนไป “ปฏิบัติธรรม” หลายคนคงรู้สึกอึดอัด รวมถึงตัวฉันเองซึ่งเป็นพวกนอนดึกตื่นสาย เบื่อหน่ายกับการเร่งรีบทําตามตารางกิจกรรมต่าง ๆ ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามีประโยชน์อเนกอนันต์แค่ไหน แต่ก็ต้องปฏิเสธ เพราะนึกภาพออกว่าจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ทั้งที่เพิ่งนอนได้ไม่กี่ชั่วโมง เร่งรีบออกไปสวดมนต์หรือทําสมาธิ (ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ฌานขั้นสูงชนิดปลุกไม่ตื่น) เข้าห้องน้ําแบบด่วนจี๋จนต้องท้องผูกต่ออีกหลายวัน แล้วจบลงด้วยการเป็นนกฮูกตาค้าง เพราะถูกบังคับให้นอนในเวลาที่เคยดูละคร ดังนั้นแทนที่ฉันจะได้รับความสงบแบบชาวบ้านเขา คงได้แต่ตาหมีแพนด้า และความเหนื่อยล้าจากการเร่งรีบกลับมา


@@@@@@

อย่างไรก็ตาม คนขี้เกียจใช่ว่าจะไม่รักดี ฉันจึงแสวงหาวิธีที่จะทําให้ตัวเองไม่ต้องทุกข์ทรมาน แต่ได้รับความสงบ และมีเวลาปฏิบัติมากขึ้น ไม่ใช่มัวแต่รอคิวเข้าห้องน้ําอะไรประมาณนั้น เริ่มต้นด้วยการหาสถานที่ที่เงียบสงบและปลอดภัยสําหรับการปลีกวิเวก อาจไม่ต้องห่างไกลมากนัก (เดี๋ยวหาของกินลําบาก) เพื่อนแนะนําบ้านพักผู้สูงอายุของเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งให้คนนอกเช่าได้ในราคาพอสมควร เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังเล็กน่ารัก พร้อมอุปกรณ์อํานวยความสะดวกครบครัน บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยมากมายและเงียบสงบจนได้ยินแต่เสียงนกร้องเพลง

ฉันลงมือจัดสัมภาระแบบคนไปปฏิบัติธรรมนั่นแหละ ที่เพิ่มขึ้นคือวิทยุเครื่องจิ๋วพร้อมซีดีของพระอาจารย์ที่ศรัทธา และหนังสือธรรมะที่ตั้งใจจะอ่านมานานแล้วแต่ไม่มีเวลาเสียที จากนั้นฉันก็กําหนดตารางของตัวเองว่าจะตื่นเวลา 8.00 น. (เช้าแล้วนะเนี่ย จะรีบไปทำไมนักหนา ในเมื่อฉันมีเวลาอีกทั้งวันทั้งคืน) สวดมนต์ทําวัตรเช้าตามหนังสือที่เตรียมมา เดินจงกรม ไปกินข้าวแถว ๆ นั้น กลับมาอาบน้ําเสร็จก็ทําสมาธิภาคเช้า โดยนั่งบนเก้าอี้สบ๊ายสบาย แต่ก็ไม่โงกหลับเพราะได้นอนเต็มที่ ก่อนกินข้าวเที่ยงได้อ่านหนังสือประเทืองปัญญาจนจบ ที่สําคัญ ฉันทําทุกอย่างแบบมีสติและตามดูความคิดตลอดเวลา

@@@@@@

ส่วนภาคบ่ายว่าจะดูข่าว แต่พอเปิดโทรทัศน์ก็เจอพระเทศน์พอดี (เทวดาช่วยแท้ ๆ) จึงได้ฟังธรรมะดี ๆ และได้รับพรจากพระก่อนจะกรวดน้ําแล้วออกไปเทที่ใต้หูกระจงต้นใหญ่หน้าบ้านอันแสนสงบเงียบ

หลังจากทําสมาธิอีกรอบก็ไปเดินจงกรมข้างนอกตามทางลดเลี้ยวที่ปูด้วยอิฐหน้าบ้าน แต่ละหลังมีซุ้มดอกไม้ไทย เช่น สายหยุด​ ชมนาด การเวก ฯลฯ ส่งกลิ่นหอมชื่นใจตลอดเวลา ฉันกลับมาพร้อมด้วยน้ําเต้าหู้หอมกรุ่น แล้วทําธุระส่วนตัวแบบชิล ๆ ก่อนทําวัตรเย็น และฟังธรรมะจากเทปที่เตรียมมา เวลาหลับตาก็เหมือนกําลังนั่งอยู่ตรงหน้าพระอาจารย์ในสถานปฏิบัติธรรมเลยละ เพราะได้หลุดพ้นจากความวุ่นวายภายนอกทั้งปวง จากนั้นก็เจริญสติจนพอใจหรือง่วงแล้วค่อยนอน


@@@@@@

ฉันทําตามตารางอย่างเคร่งครัดและจําเป็นต้องปิดวาจาตลอดเวลา เพราะไม่มีผู้คนในบริเวณนั้นเลย แต่แอบพูดกับเจ้าเหมียวตัวผอมที่คงกลัวฉันเหงาจึงแวะมาเยี่ยมทุกวัน ฉันจึงได้โอกาสให้อาหารทําทานไปในตัว นอกจากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นยังได้พบผู้สูงอายุหลายคนที่มีสภาพร่างกายแข็งแรงพอจะออกมาทํากิจกรรมร่วมกัน ฉันจึงแนะนําพยาบาลและผู้ดูแล (พูดในสิ่งที่เป็นสาระคงไม่เป็นไรมั้ง แหะ ๆ) ให้นําสิ่งที่ฉันถนัด นั่นคือการเล่านิทานไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม เพราะฉันเคยทดสอบกับแม่ตัวเองมาแล้วว่าการเล่านิทานมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุเช่นเดียวกับเด็ก ๆ เพียงแต่ต้องใช้หนังสือและเทคนิคต่างกันเท่านั้น

วันต่อ ๆ มาฉันจึงกลายเป็นวิทยากรสาธิตวิธีการเล่านิทาน และแนะนํากิจกรรมอื่น ๆ ให้ผู้ดูแลได้ใช้กับคุณตาคุณยายเหล่านั้น ส่วนท่านที่ป่วยหนักและต้องนอนอยู่บนเตียง ฉันเปิดซีดีเพลงบรรเลงเบา ๆ ให้ท่านฟังเพื่อผ่อนคลายความเครียด รวมถึงมีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะสําหรับผู้ป่วยให้คุณยายที่ญาติแทบไม่เคยมาเยี่ยมฟัง นอกเหนือไปจากการบีบนวดให้คลายความเจ็บปวดทางกายและพูดคุยให้ได้คลายทุกข์ใจ อีกทั้งยังได้พูดนําทางสู่สุคติตามที่ได้รับการอบรมจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ให้คุณตาคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้รับฟัง และอาจมีส่วนทําให้ท่านจากไปอย่างสงบ

@@@@@@

การปลีกวิเวกครั้งนี้จึงทําให้ฉันได้เข้าใจถึงกฎไตรลักษณ์มากขึ้น เพราะครั้งหนึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้เคยเป็นเด็กน้อยน่ารัก แล้วฉันก็เห็นภาพตัวเองกําลังนั่งอยู่ในรถเข็น และใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียง วันนี้ฉันพรั่งพร้อมไปด้วยคนที่รักฉัน แต่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งฉันอาจต้องอยู่อย่างเดียวดายในวาระสุดท้ายของชีวิต จริงอยู่ที่ว่าการปฏิบัติธรรมสไตล์คนขี้เกียจแบบนี้คงไม่สามารถทําให้ฉันได้มรรคผลนิพพาน แต่อย่างน้อยช่วงเวลา 10 วันก็พิสูจน์ว่า ฉันสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องพูดจาเพ้อเจ้อกับใคร หรือส่งไลน์ทั้งวัน

มีเวลารู้จักใจตัวเองและมีสติมากขึ้น ได้อยู่กับความสงบเงียบที่ฉันใฝ่หามานาน (โดยไม่ต้องทรมานตัวเอง) ได้ทําทานกับสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก และยังได้ช่วยให้คุณตาคุณยายผู้น่าสงสารได้รับความอบอุ่น ในเวลาซึ่งท่านต้องการเพียงใครสักคนที่จะกุมมือท่านไว้

การปฏิบัติแบบนี้อาจทําให้หนทางสู่ความสําเร็จของฉันยังอีกยาวไกล แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทําเสียเลยหรือไม่เริ่มต้นเสียที และอย่างน้อยมันก็เป็นช่วงเวลาที่ทําให้ชีวิตฉันมีคุณค่ามากขึ้นจริง ๆ




ที่มา : นิตยสาร Secret
เรื่อง : ทิพถวิล ชาตาคม
Photo by Márton Rátkai on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG Secret Magazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/111117.html
By ying ,12 November 2018
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เส้นทางของ ผู้มีบุญ ที่แท้จริงเป็นอย่างไร.? เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 06:06:29 AM



เส้นทางของ ผู้มีบุญ ที่แท้จริงเป็นอย่างไร โดย ส.ชิโนรส

ท่าน ส.ชิโนรส หรือ พระอาจารย์มหาสุภา ชิโนรโส ได้บอกเล่าถึง ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เข้าใจเรื่อง ผู้มีบุญ ผิด ซึ่งท่านได้ให้ความกระจ่างเรื่องเส้นทางของผู้มีบุญพึงเป็นอย่างไร

@@@@@@

หน้าที่การงานเครื่องบ่งชี้ความเป็นผู้มีบุญ

ขอเรียกว่า “ท่าน” ท่านเคยรับราชการอยู่ในกรมกรมหนึ่ง ตำแหน่งสูงสุดคือ เลขานุการกรม ช่วงอยู่ในตำแหน่งนั้น มีบารมีมาก ลูกน้องบริวารมากมาย การเงินคล่องตัว ชีวิตช่างมีความสุข ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยเป็นประธานทอดกฐินและผ้าป่าหลายครั้ง คงเป็นเพราะบุญกุศลนี้กระมัง จึงทำให้ได้นั่งตำแหน่งเลขานุการ

ชีวิตมนุษย์ไม่มีเหตุบังเอิญ ความสำเร็จและสุขล้วนเกิดจากบุญที่เคยทำไว้ บุญที่มนุษย์แต่ละคนเคยทำเป็นผู้เปิดสะพานให้มนุษย์เดินไปสู่จุดสูงสุดที่ตนต้องการ


@@@@@@

เส้นทางของผู้มีบุญเป็นอย่างไร

เส้นทางของผู้มีบุญเป็นดังนี้ มีผู้หนุนให้เข้าสู่วงการที่ทำให้แจ้งเกิดได้ วงการส่งเสริมความสามารถของบุคคลผู้นั้นให้เป็นที่ประจักษ์ เขาได้พบปะและคลุกคลีกับคนที่เป็นมืออาชีพในวงการนั้น ได้รับการศึกษาและอบรมจากผู้รู้หรือกูรูในวงการที่อยู่ จนกระทั่งมีความสามารถและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ ประสบความสำเร็จด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน ชื่อเสียง และอื่น ๆ



เส้นทางประสบความสำเร็จของผู้มีบุญทั้งทางโลกและทางธรรม

เส้นทางผู้ที่เคยทำบุญไว้ดังกล่าว เป็นเส้นทางประสบความสำเร็จทางโลก ส่วนเส้นทางธรรมสำหรับผู้เคยทำบุญไว้ก็คล้าย ๆ กัน บุญที่เคยทำจะเป็นสะพานให้บุคคลผู้นั้นเข้าไปสู่สถานที่ที่เปลี่ยนจิตใจให้สูงขึ้น สูงจนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง หลุดพ้นจากบ่วงกรรมได้ทั้งหมด

เส้นทางผู้มีบุญในการเดินทางสายธรรมเป็นดังนี้ มีผู้หนุนให้ไปอยู่ในสถานที่ดี สถานปฏิบัติที่มีครูบาอาจารย์ ผู้ได้ธรรมะระดับสูง ได้รับการอบรมให้รู้เส้นทางเดินจิตที่ถูกต้อง จนมีศีลและข้อวัตรที่สมบูรณ์

ผู้มีศีลและข้อวัตรสมบูรณ์จะมีความสบายใจ โล่งใจ เกิดความเอิบอิ่ม เป็นสุข จิตก็จะสงบโดยอัตโนมัติ จิตที่สงบได้แล้ว จะทำให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามเป็นจริง มองนอกมองในได้อย่างทะลุปรุโปร่่ง จิตหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง พ้นจากบ่วงกรรมที่เคยทำไว้ได้


@@@@@@

ความสำเร็จของผู้เดินทางทั้งทางโลกและทางธรรมจึงเป็นของผู้ที่เคยทำบุญไว้เท่านั้น ผู้ไม่เคยทำบุญไว้ แม้อยากได้ขนาดไหนก็ไม่สมหวัง ดังนั้นอย่าประมาทในบุญ

เรื่องเส้นทางของผู้มีบุญที่ท่าน ส.ชิโนรสได้ถ่ายทอดนี้ เป็นธรรมะลึกซึ้งในเรื่องบุญกุศล แต่สำหรับกรณีตัวอย่างที่ท่านกล่าวถึงผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ทำให้อดนึกถึงเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์เหลียงของจีน

พระเถระรูปหนึ่งเดินทางจากชมพูทวีปมาถึงเมืองกวางตุ้งในปัจจุบัน แต่เดิมท่านเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นคันธราษฎร์ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเป็นศิษย์ของพระปรัชญาตาเถระ ผู้เชี่ยวชาญในการทำสมาธิอย่างยิ่งยวด จึงได้ฝึกปฏิบัติฌานภาวนาจนแก่กล้า ได้ดำรงตำแหน่งเป็นสังฆปรินายกแห่งพุทธศาสนานิกายฉาน (เซน) ท่านแยกออกมาเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายนี้ที่ประเทศจีน



พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ทรงเป็นฮ่องเต้ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก พอทรงทราบว่ามีพระเถระมาจากชมพูทวีปก็ทรงนิมนต์เข้าวังเพื่อถวายภัตตาหาร ฮ่องเต้สนทนาธรรมกับพระเถระโดยทรงมีพระราชปุจฉาว่า “ข้าพเจ้าสร้างวัดวาอารามในพระพุทธศาสนามากมาย อนุญาตให้กุลบุตรและกุลธิดาบวชในบวรพระพุทธศาสนา บริจาคให้ทานแก่ผู้ทุกข์ยาก ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าจะได้รับอานิสงส์อย่างไรบ้าง”

พระเถระวิสัชชนาถวายทันทีว่า “การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นหนทางแห่งกุศล”

คำตอบของพระเถระทำให้พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ทรงไม่พอพระทัย พระองค์จึงไม่สนใจพระเถระรูปนี้อีกต่อไป พระเถระจึงเดินทางต่อไปยังอีกสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วสอนศิลปะการป้องกันตัวให้กับพระภิกษุเพื่อใช้ป้องกันตัว ต่อมากลายเป็นวัดเส้าหลิน


@@@@@@

หลังจากนั้นผ่านไปหลายปี ข้าหลวงคนหนึ่งในราชสำนักได้จัดภัตตาหารเจถวายพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง และถามถึงสาเหตุที่พระเถระชาวอินเดียวิสัชชนาถวายพระเจ้าเหลียงตี้ไปเช่นนั้น

พระธรรมจารย์ตอบว่า ” พระโพธิธรรมตอบไว้ดีและถูกต้องแล้ว การสร้างวัดวาอาราม การอนุญาตให้พสกนิกรบวช บริจาคทาน ไม่ได้เป็นหนทางแห่งกุศล แต่ได้เพียงความปีติเท่านั้น การเข้าถึงธรรมต่างหากที่จะเป็นกุศล ”

เรื่องของพระโพธิธรรม หรือ อรหันต์ตั๊กม้อ กับ พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ ถูกยกเป็นกรณีตัวอย่างอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้ตระหนักถึงหนทางแห่งกุศลที่แท้จริงว่าพึงเป็นอย่างไร ซึ่งพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้ทำให้กระจ่างแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำบุญคือปีติ หรือความรู้สึกเอิ่บอิ่มจากการทำบุญ

คัมภีร์วิมานวัตถุ คัมภีร์ที่รวบรวมเรื่องผลบุญของเทวดาไว้มากมาย ก่อนที่จะเกิดเป็นเทวดา ในขณะที่กำลังจะสิ้นใจ ได้ระลึกถึงความรู้สึกที่เป็นปีติอันเกิดจากการทำบุญ เช่น หญิงนางหนึ่งถวายข้าวตอกแด่พระมหากัสสปะ ระหว่างเดินกลับบ้านถูกงูกัด นางสิ้นลมเพราะพิษงู แต่จิตที่มีปีติได้ส่งจิตของนางไปสู่ภพภูมิใหม่คือเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ เรื่องนี้ชาวพุทธรู้จักในชื่อเรื่อง “เทพธิดาข้าวตอก” เป็นต้น



ที่มา :  กรรมรหัสลับที่แก้ได้ โดย ส.ชิโนรส ,เทพธิดาข้าวตอก , https://th.wikipedia.org/จักรพรรดิเหลียงอู่  , https://th.wikipedia.org/พระโพธิธรรม
ภาพ : https://pixabay.com , http://siempretoy.blogspot.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/158384.html
By nintara1991 ,11 June 2019
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อย่าอยู่อย่าง คนรกโลก เมื่อ: มิถุนายน 11, 2019, 07:17:04 AM


อย่าอยู่อย่าง คนรกโลก
โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

มีพระบาลีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า 
นะ สิยา โลกะ วัฑฒะโน - อย่าเป็นคนรกโลก หรือจมโลก ติดข้องอยู่ในโลก

ที่ว่า “คนรกโลก” นั้นก็หมายเอาคนที่มาอยู่ในโลกแล้ว เกิดมาบนโลกแล้วมีแต่จะมาเอา มากอบ มาโกย มาโกง มากิน มาเก็บ มากัก มากำ มากก มากอด รวมทั้งเกรี้ยวกราดและโกรธเกลียดโลกด้วย แต่ไม่เคยให้อะไร ๆ กับโลกเลย ไม่เคยแม้คิดที่จะทำประโยชน์ต่อโลกเลย หรือถ้าจะให้อะไร ๆ แก่โลกหรือแก่ใคร ๆ ก็ต้องมีเงื่อนไข มีผลประโยชน์ที่ตัวองจะได้รับเป็นการตอบแทน เสมือนเป็นการลงทุน การให้แบบนั้นแท้จริงแล้วจึงไม่เรียกว่าการให้ แต่เรียกว่าเป็นการเอารูปแบบหนึ่งนั่นเอง


@@@@@@

คนประเภทนี้มักจะมีคำพูดในทำนองที่ว่า “จะให้กันฟรี ๆ ได้อย่างไร” หรือ “ของฟรีไม่มีในโลก” ฯลฯ แต่ แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างในโลกนั้นล้วนได้มาฟรีๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของฟรี โลกหรือธรรมชาติให้เรามาฟรีๆ ทั้งหมด นับตั้งแต่ขันธโลก คือ อัตภาพร่างกายอันประกอบด้วยธาตุ 4 ขันธ์ 5 ก็ได้มาฟรี ๆ ,ลมหายใจที่หายใจเอาอากาศเข้าไปก็ได้มาฟรี ,ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูเขา น้ำตก สายลม แสงแดด พระจันทร์ และดวงดาวทั้งหลายก็ได้มาฟรี ๆ ทั้งนั้น, พืชพรรณธัญญาหารทั้งหลาย และอื่น ๆ อีกมากมาย โลกก็ให้เราฟรี ๆ อีกเหมือนกัน

ถ้าธรรมชาติหรือโลกจะไม่ให้อะไรเราฟรี ๆ ก็รับรองได้เลยว่าจะไม่มีใครสามารถนำสิ่งต่าง ๆ มาใช้ได้ เพราะถ้าโลกไม่อนุญาต เมื่อนำไปใช้แล้วก็จะเกิดโทษภัยอย่างมหันต์ เช่น เจ็บป่วยล้มตาย เกิดหายนะ ภัยพิบัติต่าง ๆ ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ว่าธรรมชาติหรือโลกให้เราฟรี ๆ นั้นก็เป็นเพียงแค่การให้ยืมใช้เท่านั้น สรรพสิ่งในโลกนี้ที่เรามี เราใช้กันอยู่ จึงเป็นเพียงของกลางที่ต้องใช้ร่วมกันแบบสาธารณะกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถจับจองเป็นเจ้าของ หรือตีตราจองครองกรรมสิทธิ์ได้


Image by Ronny Overhate from Pixabay

ฉะนั้นจึงถามว่าท่านทั้งหลายควรแล้วหรืออย่างไรที่จะไป “ตู่” เอาสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกว่าเป็นของเรา ไปตู่เอามาแล้วก็ยึดมั่นถือมั่นหวงแหน หวงห้ามว่านี่ของฉัน นั่นของเธอ การกระทำเช่นนี้ถือว่าถูกต้องชอบธรรมแล้วหรือ

โดยเฉพาะธาตุ 4 ขันธ์ 5 คือร่างกายและจิตใจที่เราใช้กันอยู่นั้น แท้จริงแล้วก็เป็นของฟรีมาจากธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง นอกจากธรรมชาติเท่านั้น นี่คือความจริง ส่วนใครจะรู้ก็ตาม หรือไม่รู้ก็ตาม ความจริงก็จะเป็นอย่างนี้อยู่วันยังค่ำ

สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นของที่เรายืมมาใช้ได้ชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดต้องส่งคืนเจ้าของที่แท้จริงคือธรรมชาติ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นจึงขอให้การส่งคืนเป็นการคืนด้วยความบริสุทธิ์ เช่น คืนขันธ์ที่บริสุทธิ์ คืนธาตุที่บริสุทธิ์แก่โลกหรือธรรมชาติด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากทำอย่างนี้ได้จึงจะได้ชื่อว่า ไม่เป็นคนรกโลก ไม่เป็นคนติดหนี้โลก และ เมื่อไม่ติดหนี้โลกหรือธรรมชาติแล้ว โลกและธรรมชาติก็จะปล่อยเราไป ไม่ดึงกลับมาให้เกิดในโลก เพื่อใช้หนี้โลก ใช้หนี้ธรรมชาติอีกแล้ว


@@@@@@

ส่วนผู้ที่ต้องกลับมาเกิดอีกก็เป็นเพราะว่ายังติดหนี้โลกอยู่นั่นเอง ในเมื่อยังติดหนี้โลกอยู่ แล้วจะหนีไปจากโลกได้อย่างไร ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วตามกฎธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ต้องอยู่ในโลกอย่างเป็นหนี้ เราจึงต้องชำระหนี้ให้โลกไปเรื่อย ๆ ทั้งต้น ทั้งดอก ด้วยการเจริญมรรค มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว รู้กาย รู้ใจ ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งดอกเบี้ยให้กับ (ขันธ) โลก คือ รูปนาม ขันธ์ 5 ธาตุ 4

เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้นเมื่อไร ย่อมได้ชื่อว่า ได้ส่งต้นให้แก่โลก
    - โสดาปัตติมรรคคือการส่งต้นงวดที่ 1
    - สกทาคามิมรรคคืองวดที่ 2
    - อนาคามิมรรคคืองวดที่ 3
    - ส่วนงวดสุดท้ายก็ได้แก่อรหัตตมรรคนั่นเอง

เมื่อได้ชำระหนี้ให้แก่โลกหมดแล้ว เราก็จะเป็นอิสระจากโลก ไม่มีความเกี่ยวโยงเกาะเกี่ยวอะไรกันอีกต่อไป ถึงจะยังอยู่ในโลกก็อยู่ด้วยความเป็นไท เป็นอิสระ ถามว่าชีวิตของผู้ที่อยู่แบบเป็นหนี้กับเป็นไท อย่างไหนจะดีเลิศประเสริฐกว่ากัน ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็น่าจะทราบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก


 
ที่มา : จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Photo by Juliana Kozoski on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/158655.html
By ying ,10 June 2019
21  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทำไม ‘สีจีวร’ ของภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ถึงแตกต่างกัน เมื่อ: มิถุนายน 11, 2019, 07:02:35 AM



ทำไม ‘สีจีวร’ ของภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ถึงแตกต่างกัน

ปัจจุบันเกิดปัญหาเรื่องสีจีวรของภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยเป็นอย่างมากและจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเมืองไทย มี 2 นิกาย ในฝ่ายเถรวาทเช่นเดียวกัน ภิกษุสงฆ์ในฝ่ายมหายานไม่ค่อยมีปัญหาปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นจีนนิกายหรืออนัมนิกาย

แต่ในประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาท นับตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงส่งสมณทูตไปประกาศพระพุทธศาสนายังแว่นแคว้นต่างๆ จำนวน 9 สาย ซึ่ง 1 ในจำนวน 9 สายนั้น สายที่ 8 ซึ่งมีพระโสณะเถระกับพระอุตตระเถระเป็นหัวหน้าคณะเดินทางมาวางรากฐานพระพุทธศาสนายังอาณาจักรสุวรรณภูมิ ซึ่งอาณาจักรสุวรรณภูมิในครั้งกระโน้น นักประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีได้ลงความเห็นว่าอาณาจักรสุวรรณภูมินั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศไทยในปัจจุบัน

2,000 กว่าปีที่ประเทศไทยได้รับเอาพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งที่ปรากฏได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งมีอิทธิพลมากลมกลืนกับภาษาไทย จนแทบจะพูดได้ว่า ภาษาบาลี-สันสกฤต ก็คือ ภาษาไทย เพราะถ้าจะเปิดหาคำศัพท์ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็จะพบว่า 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นภาษาบาลี-สันสกฤต นอกจากด้านภาษาแล้ว วัฒนธรรม ประเพณี ก็ได้รับอิทธิพลมาจากชมพูทวีปเป็นส่วนใหญ่


@@@@@@

เมื่อประชาชนชาวไทยได้น้อมรับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็ย่อมน้อมรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ด้วยการแสดงความนอบน้อมเคารพบูชาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในทุกครั้งที่ประกอบบุญพิธี จะต้องกล่าวคำว่า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ตามด้วยการเปล่งวาจานอบน้อมพระรัตนตรัย ด้วยคำว่า
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ. (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ. (กราบ)
สุปะฏิปปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ. (กราบ)

และเปล่งวาจาเข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ด้วยคำว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ กล่าวย้ำซ้ำกันถึง 3 ครั้ง เสริมคำด้านหน้าครั้งที่ 2 ว่า ทุติยัมปิ เสริมคำด้านหน้าครั้งที่ 3 ว่า ตะติยัมปิ

ชาวพุทธประพฤติปฏิบัติกันด้วยความเคารพนับถือในภิกษุสงฆ์ว่าเป็นผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดในชีวิตประจำวัน จึงยกย่องภิกษุสงฆ์ให้อยู่สูงเหนือกว่าชนทั้งหลายทั้งปวง

@@@@@@

ในเมื่อกาลเวลาผ่านมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในประเทศไทย ได้เกิดมีการแยกนิกายออกเป็น 2 นิกาย เรียกว่า ธรรมยุติกนิกายกับมหานิกาย เมื่อภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 นิกาย แต่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 หรือแม้แต่แก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราในปี 2561 แต่ก็ยังคงสถานะตำแหน่งแห่งสมเด็จพระสังฆราช มีเพียงรูปเดียว นี่คือความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวในหมู่ภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในประเทศไทย

ภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในประเทศไทยยึดหลักพระธรรมวินัยที่ได้กลั่นกรองมาจากพระอรหันต์ในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 หลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 3 เดือน มีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธานสงฆ์ และพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ในการทำสังคายนาที่เมืองราชคฤห์

การทำสังคายนาครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.100 ที่วาลุการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย โดยมีพระยสกากัณฑกบุตร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีพระเจ้ากาลาโศกราช ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์



การทำสังคายนาครั้งที่ 3 ปรารภพวกเดียรถีย์ปลอมตัวเข้ามาบวชด้วยเห็นแก่ลาภสักการะเพื่อบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประธาน มีพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ และส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนายังแว่นแคว้นต่างๆ จำนวน 9 สาย โดยให้ยึดถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันตามพระพุทธดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นพุทธวจนะ ในคราวจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า

โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา
แปลว่า : ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป (ที.ม.10/141/178)

แต่ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ปรารภเรื่องสีของจีวรที่พระฉัพพัคคีย์ห่มจีวรหลากสีทั้งสีแดงล้วน เขียวล้วน เหลืองล้วน ดำล้วน เขียวครามล้วน บานเย็นล้วน ชมพูล้วน จนเป็นข้อครหาของชาวบ้านว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ห่มจีวรมีสีเหมือนผ้าคฤหัสถ์ เมื่อเรื่องนั้นมีภิกษุสงฆ์ได้กราบทูลพระพุทธเจ้า

@@@@@@

พระองค์จึงทรงตรัสเรื่องการใช้สีของจีวรซึ่งปรากฏมีมาในพระไตรปิฎก วินัยปิฎก เล่ม 5 จีวรขันธกะ มหาวรรค มีความว่า

ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุ
น ภิกฺขเว สพฺพนีลกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีครามล้วน
น สพฺพปีตกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีเหลืองไม่มีสีอื่นปน
น สพฺพโลหิตกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีแดงไม่มีสีอื่นปน
น สพฺพมญฺเชฏฺฐกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีบานเย็นไม่มีสีอื่นปน
น สพฺพกณฺหานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีดำไม่มีสีอื่นปน
น สพฺพมหารงฺครตฺตานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีแดงมหารงค์/แสด
น สพฺพมหานามรตฺตานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงทรงจีวรสีแดงมหานาม/ชมพู

สีจีวร 7 สี ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ภิกษุไม่พึงทรงจีวรเหล่านี้ ที่นำเรื่องสีจีวรของภิกษุในพระพุทธศาสนามาพูดในที่นี่ ก็เนื่องจากว่าภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยกำลังมีข้อขัดแย้งเรื่องการใช้สีของจีวร ซึ่งมีพระผู้ใหญ่ออกมาพูดว่า “เลิกกันได้รึยัง การห่มสีเหลือง เพราะมันผิดพระวินัย ไปเปิดดูในพระไตรปิฎก เรื่องจีวรขันธกะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ไม่พึงทรงจีวรสีเหลือง” ฯลฯ





เมื่อคลิปนี้เผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ก็เกิดพลังต้านจากหมู่ภิกษุที่ทรงจีวรสีเหลืองขึ้นมาทันที ได้ฟังทั้ง 2 ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว จึงเกิดความกังขาขึ้นมาว่า สีเหลืองที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นคือสีเหลืองแบบไหนชนิดไหน เพราะสีเหลืองที่กล่าวถึงในปัจจุบันมีหลายสีเหลืองเหลือเกิน จึงขอนำคำว่าสีเหลือง อันเป็นเฉดเหลือง หรือโทนเหลือง มาให้เห็นกันชัดๆ ว่ามีเหลืองอยู่กี่ชนิดสี (ดูรูป 1)

นี่คือเฉดเหลืองหรือโทนเหลือง มีอยู่ประมาณ 20 สีเหลืองด้วยกัน สีเหลืองที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุไม่พึงทรงจีวรสีเหลืองไม่มีสีอื่นปน นั่นน่าจะหมายถึงสีเหลืองล้วน ดังปรากฏในสีเหลือง ข้อที่ 1 นั้น เป็นสีเหลืองดอกคูน นี่คือสีต้องห้าม

สีเหลืองที่ปรากฏมีสีอื่นปน นับตั้งแต่ข้อที่ 2 จนถึงข้อที่ 20 ล้วนแต่มีสีอื่นปนทั้งสิ้น จึงควรวินิจฉัยสีให้ชัดเจนก่อนแล้วจึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ มิใช่ว่าตนเองยังวินิจฉัยสีไม่ถูกว่าสีเหลืองชนิดไหนเป็นสีต้องห้ามและสีเหลืองชนิดไหนที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงห้าม เพราะตอนนี้มีภิกษุในเมืองก็ห่มสีจีวรสีหนึ่ง ภิกษุในบ้านชนบทก็ห่มสีจีวรอีกสีหนึ่ง ภิกษุในป่าก็ห่มจีวรอีกสีหนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นจะห่มจีวรสีใดก็เป็นไปตามสมัยนิยมในขณะนั้น และหรือตามเจ้าอาวาสที่ปกครองวัดนั้น

@@@@@@

ผมบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ปี 2508 ในสมัยนั้นยุคไหน ผ้าจีวรเป็นเฉดแดงหรือโทนแดง (ดูรูป 2) ถ้าดูสีตามเฉดแดงนี้ สีจีวรในยุคที่ผมเป็นสามเณรจะออกเฉดแดงดังปรากฏในสีกลุ่มข้อที่ 7 ซึ่งก็มิใช่เฉดแดงล้วนดังสีแดงในข้อที่ 1

มาถึงปี 2510 พระผู้ใหญ่เริ่มใช้สีจีวรเฉดเหลือง ดังสีที่ปรากฏในเฉดเหลืองข้อที่ 1 เพียงแค่ 2-3 ปี จีวรภิกษุ-สามเณร ก็เหลืองอร่ามไปทั้งแผ่นดิน แต่สีเหลืองก็ปรากฏเป็นจีวรภิกษุ-สามเณรอยู่เพียงไม่กี่ปี ก็ปรากฏสีชนิดใหม่ขึ้นมาแทนที่สีเหลือง นั่นคือเฉดส้ม หรือโทนส้ม (ดูรูป 3) สีจีวรที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันในคณะสงฆ์มหานิกายส่วนหนึ่งเป็นจีวรเฉดส้ม และก็เป็นสีส้มดังปรากฏในข้อที่ 1

สีจีวรภิกษุในคณะสงฆ์มหานิกายอีกส่วนหนึ่งก็เป็นจีวรเฉดส้มเช่นเดียวกัน แต่เป็นเฉดส้มปน ดังปรากฏในเฉดส้มข้อที่ 6 และข้อที่ 9 ส่วนจีวรภิกษุในคณะสงฆ์ธรรมยุตก็เป็นเฉดส้ม และเป็นเฉดส้มมีสีอื่นปน ดังปรากฏในข้อที่ 6 และข้อที่ 9 เป็นสีเดียวกันทั้งคณะ จึงปรากฏเรียกสีจีวรชนิดนี้ว่า สีพระราชนิยม ส่วนจีวรภิกษุที่เรียกว่า พระป่าหรือพระสายกรรมฐาน ก็จะเป็นจีวรเฉดแดงปน ดังในข้อที่ 6 หรือข้อที่ 10 ในเฉดแดง

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า จีวรสีเหลืองหรือเฉดเหลือง จะเหลืองล้วนหรือเหลืองปน ไม่ปรากฏมีใช้ในหมู่ภิกษุสงฆ์ทั้งมหานิกาย ธรรมยุต หรือพระป่า


@@@@@@

แล้วพระผู้ใหญ่บางรูปที่ออกมาพูดถึงสีจีวรของเพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน ก็ควรจะแยกแยะสีจีวรให้ถูกต้องเสียก่อนว่า สีไหนพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตและสีไหนที่พระพุทธองค์ทรงห้าม ได้โปรดเมตตาเฉดสีที่นำมาให้พิจารณาทั้ง 3 เฉดสีนี้แล้วจะเข้าใจเฉดสีหรือโทนสีของจีวรดียิ่งขึ้น จะได้ไม่หลงสีจีวรของตนเองและของเพื่อนสหธรรมิกอีกต่อไป ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก จีวรขันธกะ มหาวรรค ข้อที่ 169

สีจีวรของภิกษุในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเฉดเหลือง เฉดแดง หรือเฉดส้ม ถ้ามีสีอื่นปน ย่อมไม่ผิดพระวินัย แต่ถ้าจะให้เป็นเอกลักษณ์ของพระภิกษุฝ่ายเถรวาทในประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ควรจะสังคายนาสามัคคีทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ลงมติให้เป็นเอกฉันท์ว่า

   'พระภิกษุให้ใช้สีเดียวกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเลือกเฉดสีไหนก็ลงมติสีนั้น สามเณรให้ใช้สีต่างจากพระภิกษุให้อยู่ในเฉดสีใด ก็เลือกเฉดสีนั้นเป็นสีของสามเณร"

@@@@@@

ฝากคณะกรรมการมหาเถรสมาคมได้โปรดพิจารณาออกระเบียบว่าด้วยเรื่อง สีจีวร ให้มีมติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ที่พระองค์ทรงประกาศตนเป็นพุทธมามกะว่า

“ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ แต่เดิมมาข้าพเจ้าได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส และได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะด้วยวิธีนั้นๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น บัดนี้ข้าพเจ้าได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว จึงขอมอบตัวแด่ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า จะได้รับการจัดการให้ความคุ้มครอง รักษาพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรมตลอดไป ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงจำไว้ด้วยดีว่า ข้าพเจ้าเป็นพุทธศาสนูปถัมภกเถิด”



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24-30 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
ผู้เขียน : ฉมณ์คิด แผนสมบูรณ์
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/special-report/article_198191
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "หลวงพ่อหิน" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ของ 'ตากฟ้า' นครสวรรค์ เมื่อ: มิถุนายน 11, 2019, 05:53:15 AM
หลวงพ่อหิน ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่วัดตากฟ้า


"หลวงพ่อหิน" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ของ 'ตากฟ้า'

หลวงพ่อหิน เป็นพระพุทธรูปโบราณแกะสลักจากหินทรายทั้งก้อน ฝีมือช่างสกุลทวาราวดี มีอายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปี โดยประมาณ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย
   
หลวงพ่อหิน เป็นพระพุทธรูปโบราณแกะสลักจากหินทรายทั้งก้อน ฝีมือช่างสกุลทวาราวดี มีอายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปี โดยประมาณ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เดิมอยู่ที่เมืองเก่าไพศาลี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาได้ไปประดิษฐานอยู่ ณ วัดหินปักทุ่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี (ไม่ทราบความเป็นมาช่วงนี้)


หลวงพ่อหิน ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗

 
มูลเหตุที่หลวงพ่อหินมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดตากฟ้า คือ

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ ตอนนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ ณ วัดหินปักทุ่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ทำให้ฝนตกมาก หมู่บ้านหินปักทุ่งเกิดน้ำท่วมติดต่อกันถึง ๔ ปี หลวงพ่อพระครูจร เจ้าอาวาสวัดหินปักทุ่งในขณะนั้น  สงสารชาวบ้านที่ทำนาไม่ได้ข้าว

ในขณะเดียวกันที่ตากฟ้า(นครสวรรค์)นั้น กลับฝนแล้ง ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารอะไรไม่ได้ ชาวตากฟ้าได้ยินข่าวว่ามีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ฝนตกได้ จึงได้จัดส่งตัวแทน นำโดยพระอาจารย์ขุนทอง อริญฺชโย เจ้าสำนักสงฆ์ตากฟ้าขณะนั้น พร้อมด้วยทายกสิงห์  สมศรี ทายกจัด กลิ่นบุญ ทายกเชิญ ประทุมวัน และคณะได้ร่วมเดินทางไป โดยรถบรรทุก ๑๐ ล้อ ไปยังวัดหินปักทุ่ง

@@@@@@

เข้าพบท่านเจ้าอาวาสวัดหินปักทุ่งในขณะนั้น คือหลวงพ่อพระครูจร(ไม่ทราบฉายา) แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ  หลวงพ่อพระครูจรก็เมตตาถวายพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ให้มาอยู่ที่สำนักสงฆ์ตากฟ้า(วัดตากฟ้าขณะนี้)  เพราะว่าหลวงพ่อหินนั้นได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในการที่ทำให้ฝนฟ้าตกอุดมสมบูรณ์   

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อหินก็ได้มาประดิษฐานอยู่ ณ วัดตากฟ้า ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ – ๒๕๓๔  นั้นหลวงพ่อหินจะตั้งประดิษฐานอยู่ที่หน้าอาคารกองอำนวยการ  ประชาชนทั้งหลายผ่านไปผ่านมาก็จะพบเห็นเป็นประจำ  ประชาชนที่เคารพศรัทธาก็จะนำพวงมาลัย  ดอกไม้ ธูป เทียน  มากราบไหว้บูชาอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนากันอยู่เป็นประจำ


อาคารที่โยมอุบาสกเฮง และครอบครัวเฉลิมสุข สร้างถวายเพื่อประดิษฐานหลวงพ่อหิน

จนเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕  โยมอุบาสกเฮง เฉลิมสุข และครอบครัว ได้สร้างอาคารถวายหลวงพ่อหิน ๑ หลัง เมื่อสร้างอาคารเสร็จเรียบร้อยก็ได้นิมนต์หลวงพ่อหินขึ้นประดิษฐานอยู่บนอาคารนั้น ให้เป็นที่กราบไหว้บูชา ในความเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำอำเภอตากฟ้า เมื่อใดก็ตามที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวไร่ก็มาบูชาหลวงพ่ออธิษฐานขอพึงบารมีให้ฝนฟ้าตก ฝนฟ้าก็จะตกลงมาสมปรารถนาทุกครั้งไป

และเป็นเรื่องซึ่งหน้าอัศจรรย์ เมื่อใดก็ตามที่นำหลวงพ่อหินออกมาพ้นเขตชายคา แดดก็จะล่มครึ้มและถ้านำไปตากแดดไว้นานๆ ฝนก็จะตก เรื่องต่างๆ นี้เป็นเรื่องที่ทราบกันโดยทั่วไปของชาววัดตากฟ้าและชาวบ้านตากฟ้าสำหรับการบูชาหลวงพ่อนั้น ชาวบ้านจะนำพวงมาลัยมาถวายอยู่โดยไม่ขาด

มีสิ่งเดียวที่หลวงพ่อหินไม่ประทานให้ก็คือ ใครก็ตามที่มาบนหลวงพ่อหินให้คลาดแคล้วจากการถูกเกณฑ์ทหาร  จะถูกเกณฑ์เป็นทหารทุกคน นี่คือบารมีและความศักดิ์ของหลวงพ่อหินพระศักดิ์สิทธิ์คู่วัดตากฟ้า ดังกล่าว

@@@@@@

วัดตากฟ้าเป็นศาสนาสถานในพระพุทธศาสนา สังกัดคณะสงฆ์ไทย เถรวาทมหานิกาย โดยวัดได้รับการยกให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ 76 หมู่ที่ 1 ตำบลตากฟ้า อาเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

ความเห็นของคุณแพร เขียนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว : หลวงพ่อหิน คือ หลวงพ่อตากฟ้าค่ะ เผื่อใครหาไม่เจอ ท่านประดิษฐานอยู่ในวิหารกลางวัดนะคะ เพิ่งไปกราบมาค่ะ ^^



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย พระครูนภเขตคณารักษ์ สุรินทร์ เฉลิมพันธ์ ใน Phrakhrunapakedkanahruk
ขอบคุณ : https://www.gotoknow.org/posts/308701
23  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / จุดเริ่มต้นของ "เถรวาท" ในลังกา เมื่อ: มิถุนายน 10, 2019, 07:33:05 AM



จุดเริ่มต้นของ "เถรวาท" ในลังกา

กําลังอ่านงานของพุทธโฆษาจารย์ ก็เลยนำมาสู่บทความนี้ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนที่ย่อยความรู้ความเข้าใจในหัวข้อที่ตั้งไว้ มีความเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เถรวาทนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ปฐมสังคายนา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังพุทธปรินิพพาน ประมาณ 3 เดือน เมื่อพระมหากัสสปเถระเป็นประธานในการประชุมสงฆ์ เข้าใจกันว่าเป็นพระอรหันต์ล้วน โดยมีพระอานนท์เถระ เป็นพระอรหันต์รูปสุดท้ายที่เข้าร่วมประชุมด้วย

นัยยะต่อเนื่องที่สืบสายมาเป็นเถรวาท ก็คือ เรื่องที่ในที่ประชุมไม่สามารถตกลงกันได้ว่า ที่พระพุทธองค์เคยทรงอนุญาตไว้ว่า ต่อไปในอนาคต อาบัติเบา หากสงฆ์เห็นพ้องกันก็สามารถยกขึ้นได้ หรือเพิกถอนได้นั้น จะขีดเส้นตรงไหนที่จะถือว่าเป็นอาบัติหนักที่ต้องรักษาไว้ และตรงไหนที่เป็นอาบัติเบาที่อาจจะเพิกถอนได้ เมื่อคณะสงฆ์ตกลงกันไม่ได้ ย้อนกลับไปปรับอาบัติกับพระอานนท์อีกว่า ไม่ทูลถามให้รอบคอบ

ในที่ประชุมสงฆ์นั้น พระมหากัสสปเถระ ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานสงฆ์ จึงเสนอให้รักษาของเก่าไว้ทั้งหมด ไม่มีการเพิ่มเติมของใหม่ เมื่อในที่ประชุมไม่มีเสียงเป็นอื่น คือไม่มีผู้คัดค้าน ให้ที่ประชุมถือตามมติของพระมหากัสสปเถระ


@@@@@@

อันนี้เป็นท่าทีในสังฆกรรมที่ปรากฏ เช่น การอุปสมบท จะมีการถาม 3 ครั้ง หากมีรูปใดเห็นต่างก็จะแสดงความเห็นตรงนี้ หากสงฆ์เงียบก็จะถือว่าทุกรูปยอมรับตามนั้น แล้วสวดครั้งที่ 4 คือประกาศว่าผู้นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นภิกษุ พระสงฆ์ผู้ถือตามมติครั้งนั้น เรียกว่า เป็นผู้ถือเอาตามวาทะของพระเถระ จึงเป็นต้นเค้าของเถรวาท ทั้งหมดที่ว่ามาแล้วนั้น จะไม่มาถึงยุคสมัยของเราได้เลย หากไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ในตอนที่พระพุทธองค์กำลังจะทรงดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระอานนท์ทูลถามว่า จะมีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้นำสงฆ์เมื่อพระพุทธองค์สิ้นไปแล้ว พระพุทธองค์กลับทรงเตือนพระอานนท์ ผู้เป็นทั้งพุทธอนุชาและพุทธอุปัฏฐาก ว่าได้ประทานไว้แล้วทั้งหมดทั้งสิ้น ให้ถือพระธรรมและพระวินัยเป็นปทีป (ปทีป แปลว่า เกาะ โดยนัยยะว่าให้เป็นหลักที่ยึดถือ)

พระไตรปิฎกได้รับการจารลงบนใบลานครั้งแรกประมาณ พ.ศ.450 ที่วัดอาลุวิหาร นอกเมืองแคนดี้ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในเกาะลังกา ก่อนหน้านั้น สืบทอดกันมาโดยการทรงจำของพระสงฆ์ เช่น อาจารย์ท่านหนึ่งเป็นผู้มีความสามารถทรงจำพระสูตรหัวข้อนี้ ผู้ที่เข้าไปสมัครเป็นลูกศิษย์สายท่าน ก็จะได้รับการถ่ายทอดพระสูตรนั้นๆ พระธรรมวินัยที่แสดงไว้ดีแล้วโดยพระพุทธเจ้านั้น ส่งผ่านมาหลายยุคหลายสมัยโดยการทรงจำ

@@@@@@

จากพระธรรมวินัยที่ปรากฏในปัจฉิมโอวาท คือโอวาทครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า เมื่อ 450 ปีผ่านไป ศาสนาพุทธไปประดิษฐานในศรีลังกาแล้ว เมื่อเกิดภัยภิบัติทางธรรมชาติขึ้น พระสงฆ์กระจัดกระจายกันออกไป เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ พระเจ้าแผ่นดินของศรีลังกามีความปริวิตกว่า หากพระธรรมวินัยอยู่กับตัวบุคคล คืออยู่กับพระสงฆ์ หากมีภัยภิบัติ พระศาสนาก็จะสูญหายไปได้ จึงโปรดให้มีการจารคำสอนขึ้นเป็นครั้งแรก กลายเป็นพระไตรปิฎก หมายความว่า สามตะกร้า ที่ว่าสามตะกร้านั้น เพราะในการจารคำสอนลงบนใบลานครั้งแรกนั้น รวบรวมใบลานที่จารแล้ว แยกกันตามหมวดลงในสามตะกร้า หมายถึงสามหมวด พระไตรปิฎกที่ว่านี้ เป็นอักษรสิงหล

ร่วมสมัยกันก็มี พงศาวดารในคริสต์ศตวรรษที่ 4 คือ คัมภีร์ทีปวงศ์ และคัมภีร์มหาวงศ์ คริสต์ศตวรรษที่ 5 พงศาวดารที่ว่านี้ มุ่งเน้นการบันทึกประวัติศาสตร์ของศรีลังกาเป็นหลัก แต่ก็อีกนั่นแหละ ประวัติศาสตร์ของศรีลังกาเกิดการรวบรวมขึ้นเมื่อพุทธศาสนาไปถึงที่เกาะนั้น ในพุทธศตวรรษที่ 3 ในสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะของศรีลังกา และพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดีย นอกจากคัมภีร์หลักที่ว่านี้ ก็มีอรรถกถาอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดเป็นภาษาสิงหล

บุคคลสำคัญที่เดินทางเข้ามาในศรีลังกาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 5 เป็นพระภิกษุชาวอินเดีย ผู้เขียนค่อนข้างจะแน่ใจว่าเป็นอินเดียใต้ โดยหลักฐานทางภูมิศาสตร์ แต่ก็มีความพยายามในภายหลังที่จะเชื่อมโยงว่าท่านมีถิ่นกำเนิดที่พุทธคยา เพื่อให้ใกล้ศูนย์กลางของพุทธศาสนาในอินเดียมากขึ้น ท่านนี้คือ พุทธโฆษาจารย์ เมื่อท่านเข้ามาในศรีลังกาแล้ว เล่าเรียนภาษาสิงหลได้อย่างรวดเร็ว ได้รับการยอมรับในบรรดาพระเถระผู้ใหญ่ของศรีลังกา เมื่อท่านนำคัมภีร์ที่ท่านรวบรวมและแปลเป็นภาษาบาลีขึ้นถวายให้คณะสงฆ์พิจารณา จากนั้นก็ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ของศรีลังกาเป็นอย่างมาก


@@@@@@

พุทธโฆษาจารย์ได้ทำการแปลพระคัมภีร์ต่างๆ ที่เป็นภาษาสิงหลออกสู่ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษากลางของชาวพุทธสายเถรวาท ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธในประเทศไทย พม่า มอญ เขมร ลาว หากเป็นเถรวาทแล้วก็จะใช้ภาษาบาลีเป็นหลักทั้งสิ้น นี่เป็นคุณูปการที่แท้จริงของท่านพุทธโฆษาจารย์ที่มีต่อโลกชาวพุทธเถรวาท

แม้ศรีลังกาจะถือว่าประเทศของตนเป็นศูนย์กลางพุทธสายเถรวาท แต่คำสอนและคัมภีร์ต่างๆ ยังเป็นภาษาสิงหล ก็ยากที่ชาวพุทธสายเถรวาทในประเทศอื่นจะเข้าใจได้ ในงานที่ถือว่า เป็นงานอรรถกถาของท่านเองนั้น ก็มิได้นั่งเทียนเขียน หากแต่ศึกษาจากบรรดาอรรถกถาที่เป็นภาษาสิงหลที่มีอยู่ในขณะนั้น

น่าสนใจที่งานอรรถกถาชิ้นแรกที่พุทธโฆษาจารย์ศึกษาและรวบรวมเขียนขึ้น เป็นเรื่องสมันตปาสาทิกา คือ อรรถกถาอธิบายพระวินัย ทั้งนี้เพราะท่านเห็นความสำคัญในการสืบสานพระศาสนาว่า หากพระสงฆ์ไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาพระวินัยให้ละเอียดลึกซึ้งแล้ว ในระยะยาวจะเป็นอันตรายต่อพระศาสนาได้

@@@@@@

ในทางธรรม งานเด่นที่สุดของพุทธโฆษาจารย์เป็นเรื่องวิสุทธิมรรค ซึ่งอธิบายพระธรรมโดยละเอียดในประเด็นที่จะนำสู่การบรรลุธรรม เมื่อมีชื่อเสียงมากขึ้น อรรถกถาจารย์รุ่นหลังบางทีก็จะอ้างว่าชื่อท่านไปใช้งานของตน นักวิชาการทางพุทธศาสนาปัจจุบันยอมรับกันว่า อรรถกถาที่เป็นงานของพุทธโฆษาจารย์เองมีเพียง 14 เรื่อง

เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาเถรวาท ต้องไม่ลืมที่จะให้เครดิตกับท่านพุทธโฆษาจารย์ หากไม่มีผู้บันทึก ผู้แปล และรวบรวมออกเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษากลางของเถรวาทให้ชาวพุทธในประเทศอื่นได้ศึกษา บางทีเถรวาทก็อาจจะเกยตื้นที่เกาะศรีลังกาเสียละกระมัง

เสียดายอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อท่านรวบรวมอรรถกถาของอาจารย์ซึ่งเป็นโบราณาจารย์ของศรีลังกาที่เป็นภาษาสิงหลเป็นฉบับของท่านแล้ว ท่านเผาคัมภีร์อรรถกถาของเดิมที่เป็นภาษาสิงหลทิ้งเสียหมด ในฐานะนักวิชาการ เราก็เลยไม่สามารถสอบทานขึ้นไปได้ว่า ตรงไหนเป็นของเก่า ซึ่งอาจจะผิดถูกอย่างไรไม่ทราบได้ และส่วนไหนเป็นสิ่งที่ท่านพุทธโฆษาจารย์เข้าใจ ตีความเอาเอง


@@@@@@

ท่านพุทธทาสเองก็เคยแสดงความเห็นแย้งกับการอธิบายของพุทธโฆษาจารย์ และท่านติงว่า เป็นความเข้าใจตามแบบพราหมณ์เดิมของท่านพุทธโฆษาจารย์เอง เช่น ในเรื่องการอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติ เป็นต้น

งานสำคัญของพระสงฆ์ในสายเถรวาทอีกเรื่องหนึ่ง คือการศึกษา และรู้จักประวัติความเป็นมาของเถรวาท และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ต้องมีความตระหนักว่า เถรวาทนั้นเป็นคำขยายคำว่าชาวพุทธ คือเราเป็นชาวพุทธสายเถรวาท รู้จักชั่งน้ำหนักระหว่าง ความเป็นพุทธกับความเป็นเถรวาท ต้องเอาความเป็นพุทธเป็นตัวตั้งเสมอ ถ้าเราเน้นความเป็นเถรวาทมากเกินไป เราจะทิ้งชาวพุทธส่วนใหญ่ที่เป็นสายมหายานและวัชรยาน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพิจารณา



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน 2562
คอลัมน์ : ธรรมลีลา
ผู้เขียน : ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_200257
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 8 เทคนิค จัดการความเหงา แบบมือโปร เมื่อ: มิถุนายน 10, 2019, 07:03:27 AM



8 เทคนิค จัดการความเหงา แบบมือโปร

เมื่อความเหงาอยู่ใกล้ชิดกับเราเหมือนเงาตามตัว เราจะมีวิธี จัดการความเหงา ได้อย่างไร บางคนพอใจที่จะ “เป็นเพื่อนกับความเหงา”หรือ “มีความเหงาเป็นเพื่อน” เพราะมั่นใจในระดับและประเภทความเหงาของตนที่ควบคุมได้ แต่บางคนก็เลือกที่จะจัดการความเหงาให้หายไปทั้งแบบเป็นครั้งเป็นคราว หรือถ้าเป็นไปได้…ก็อยากจัดการความเหงาชนิดไม่ให้กลับมาเหงาได้อีก แต่ละแบบมีวิธีอย่างไร ตามมาดูกันเลย

@@@@@@

7 วิธีจัดการความเหงาแบบเป็นครั้งเป็นคราว

1. กล้าเผชิญหน้ากับความเหงาด้วยการยอมรับและเข้าใจ
2. ค้นหาสาเหตุของความเหงา แล้วค่อยๆ ลองปรับแนวคิด หันมาคิดแบบบวกๆ ดูบ้าง
3. หากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายหรือหางานอดิเรกที่รักและชื่นชอบมากๆ ทำในเวลาว่าง เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง (ทางที่ดีควรเลี่ยงการฟังเพลงเศร้าๆ เหงาๆ) ทำสมาธิ ทำงานฝีมือ มีสัตว์เลี้ยงคู่ใจ
4. ลองทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมดูบ้าง เช่น เป็นอาสาสมัครช่วยงานองค์กรหรือมูลนิธิที่ทำงานเพื่อสาธารณกุศล หรือหากิจกรรมทำเพื่อผู้อื่นเองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
5. พักผ่อนอย่างเพียงพอ นอนหลับให้มีคุณภาพ (บางครั้งข้อนี้แค่ข้อเดียวก็สามารถแก้ปัญหาได้หมด)
6. หาเวลาพูดคุย คลุกคลีกับครอบครัวให้มากขึ้น เน้นความสัมพันธ์แบบ face to face
7. อาหารถูกใจคลายความเหงาได้ Psychological Science ซึ่งเป็นวารสารด้านจิตวิทยาชื่อดังของสหรัฐอเมริการะบุว่า ในช่วงที่พบเจอปัญหา อุปสรรคหนักๆหรือตกอยู่ในภาวะเหงา โดดเดี่ยว หากได้นึกถึงอาหารที่เราชื่นชอบ มีความทรงจำที่ดีๆ กับอาหารนั้น หรือได้กลับไปลิ้มชิมรสอีกครั้ง สามารถทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นและเหงาน้อยลงได้

จอร์แดน ทรอยซี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล (University at Buffalo) ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ข้อคิดไว้ว่า “อาหารที่กินแล้วสบายใจสามารถจะเยียวยาความเหงาได้ชะงัด”

@@@@@@

1 วิธีจัดการความเหงาแบบไม่ให้กลับมาเหงาอีก

พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ กล่าวไว้ในหนังสือ เป็นมิตรกับตนเอง ว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนรักตัวเอง แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้ หากอยู่คนเดียวเมื่อใด ไม่นานก็จะรู้สึกกระสับกระส่าย หรือถูกความเหงาเกาะกุมจิตใจ คนจำนวนไม่น้อยจึงพยายามหนีตัวเองด้วยการทำตนให้วุ่นวายกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่นอกตัว หรือไม่ก็วิ่งหาผู้คนเพื่อมีใครสักคนที่เป็นเพื่อนหรือคู่รักทั้งนี้เพียงเพื่อจะได้หายเหงานั่นเอง…

“มิตรที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเอง ต้องรู้จักตัวเองและเป็นมิตรกับตัวเราเองให้ได้ เพราะถ้าเราเป็นมิตรกับตัวเองแล้วเราจะพบกับความสุข

“ที่เราวิ่งวุ่นกันทุกวันนี้ มัวดิ้นรน ไขว่คว้า เสาะแสวงหาสิ่งต่างๆ ก็เกิดจากการที่เราไม่มีความสุขภายในเพียงพอ เราคิดแต่จะหาสิ่งอื่นจากภายนอกมาเติมเต็มใจให้เต็ม แต่แล้วมันก็ไม่สุขจริง แต่ถ้าเราเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะพบกับความสุข

“ความสุขเหล่านั้นก็คือ รางวัลจากการที่เราได้เป็นมิตรกับตัวเอง”

“มาถึงตรงนี้คุณคงต้องตัดสินใจเองแล้วละค่ะว่าจะเลือกจัดการกับความเหงาแบบไหน แบบเป็นครั้งเป็นคราวหรือแบบถาวร แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบใด  ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณเสมอ


 

ที่มา : ข้อเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ ““Loneliness Management”  มาจัดการความเหงากันเถอะ” เคยลงตีพิมพ์ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Feature เขียนโดย วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
Photo by Willian Justen de Vasconcellos on Unsplash
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/secret-trick/15461.html
By Minou ,15 May 2019
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เมื่อ: มิถุนายน 10, 2019, 06:14:08 AM


เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ซึ่งหมายความถึง "สิ่งที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆแต่กลับส่งผลสะเทือนกว้าง จนก่อให้เกิดเหตุการณ์สำคัญหรือเรื่องราวใหญ่โตที่คาดไม่ถึง" ซึ่งคำกล่าวนี้มักจะถูกใช้ในเชิงลบ เพื่อแสดงถึงผลกระทบที่ชีวิตและสรรพสิ่งมีต่อกัน แต่เรื่องราวที่นำมาฝากครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์เชิงบวกที่มีพลานุภาพน่าอัศจรรย์

ดังเรื่องราวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมศาสดาเอกของโลก จุดเริ่มต้นของการบังเกิดขึ้นของพระองค์มาจากการที่ชายหนุ่มธรรมดาสามัญผู้หนึ่งได้เปลี่ยนมุมมอง ที่มีต่อโลกและชีวิต ครั้งนั้น พระองค์เสวยพระชาติเป็นมานพหนุ่ม ท่านพามารดาเดินทางไปค้าขายทางทะเลยโดยเรือสำเภาแต่แล้ววันหนึ่งได้เกิดพายุหนักจนเรืออัปปาง มานพหนุ่มจึงแบกมารดาไว้บนหลัง ว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรตลอด 7 วัน 7 คืน ท่ามกลางคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ ความหนาวเหน็บทรมาน ความยากเข็ญทำให้ท่านได้ตระหนักว่า ชีวิตในสังสารวัฏ คือการแหวกว่ายในมหาสมุทรแห่งความทุกข์

ท่านจึงตั้งความปราถนาที่จะเป็นผู้ค้นทางพ้นทุกข์และหากค้นพบแล้วก็จะนำพาสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ด้วย ด้วยแรงบันดาลใจนั้นท่านสามารถรวบรวมกำลังว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง รักษาชีวิตของท่านและมารดาไว้ได้ และนับจากนั้นท่านได้สร้างบารมีต่อเนื่องมาทุกภพทุกชาติ เป็นเวลานานหลายอสงไขยกัป จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


@@@@@@

ตั้งแต่พุทธกาลนับเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สร้างคุณูปการต่อชาวโลกมากมาย การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงนับเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่สะเทือนโลกทีเดียว ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่มานพหนุ่มเห็นถึงความทุกข์ จึงคิดที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์นั่นเองจากหนึ่งความทุกข์ของหนึ่งชีวิตได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างมหาศาล

เหตุการณ์พลิกชีวิตของพระเจ้าอโศกมหาราชก็เช่นกัน แต่เดิมนั้นพระองค์ได้ชื่อว่าเป็นพระราชาผู้กระหายสงครามเพราะพระองค์ต้องรบทัพจับศึกทั้งภายในและภายนอกประเทศกว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ แม้ครองราชย์แล้วพระองค์ก็ยังขยายอำนาจ ยกทัพไปตีแว่นแคว้นต่างๆ จนราบคาบ ได้รับชัยชนะท่ามกลางซากศพ เลือดเนื้อและชีวิตสุดจะนับประมาณ

วันหนึ่งขณะที่พระองค์ได้มองผ่านหน้าต่างพระราชวังออกไปเห็นสามเณรรูปหนึ่งคือ สามเณรนิโครธ ซึ่งมีอายุเพียง  7 ปี กำลังบิณฑบาตด้วยอาการสงบน่าเลื่อมใสยิ่งนัก พระองค์จึงบังเกิดความสนใจในพระพุทธศาสนา กระทั่งได้ทรงศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง จึงทรงตั้งปณิธานว่า พระองค์จะวางดาบเลิกการสู้รบเข่นฆ่าหันมาทำบุญบำรุงพระพุทธศาสนา และเผยแผ่ให้กว้างไกลไปทั่วโลก ซึ่งพระองค์ก็ได้มุ่งมั่นทุ่มเท ทำในสิ่งที่ได้ตั้งปณิธานไว้ทุกประการ พระพุทธศาสนาจึงได้เจริญแผ่ไพศาลทั่วทั้งประเทศอินเดีย

@@@@@@

จากนั้นพระองค์ได้ส่งสมณทูต ไปเผยแผ่ธรรมะในดินแดนต่างๆ โดยแบ่งเป็นเก้าสาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การส่งพระโสณะและพระอุตตระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยังดินแดนสุวรรณภูมิทำให้พระพุทธศาสนาได้ปักหลักลงในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงอย่างมั่นคงยาวนานกว่า 2,000 ปีจนถึงปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าความสงบสำรวมขณะเดินบิณฑบาตของสามเณรนิโครธ ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอย่างน่าอัศจรรย์เป็นคลื่นแห่งความสุขที่สามารถดลใจพระเจ้าอโศกมหาราชให้ชุ่มเย็น และจวบจนถึงปัจจุบัน คลื่นแห่งความสุขนั้นก็ยังไม่เคยขาดสาย เราทุกคนก็ล้วนสามารถเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวได้ไม่ว่าจะเป็นในด้านบวก หรือด้านลบก็ตาม แต่ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อสร้างความดี เราต้องไม่ประมาทในทุกที่ ทุกเวลาอีกทั้งต้องตระหนักด้วยว่า เรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ในทุกจังหวะของชีวิต

@@@@@@

ดังเรื่องหนึ่งที่ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2543 วันหนึ่งอาตมภาพเดินผ่านชมรมพุทธศาสตร์สากลฯ ได้พบน้องคนหนึ่งซึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขามาเป็นเจ้าหน้าที่บัณฑิตแก้ว ช่วยงานวัดได้ปีหนึ่งแล้วถึงเวลาจะต้องกลับไปเริ่มต้นทำงานทางโลก เพราะขออนุญาติคุณพ่อคุณแม่ไว้เพียงปีเดียว แต่ใจของเขานั้นรักงานการสร้างบารมีเป็นอย่างมาก

ครั้งนั้นอาตมภาพได้ลองถามเขาดูว่า ถ้าเขาไปช่วยงานวัดในสาขาต่างประเทศและเรียนต่อไปด้วยคุณพ่อคุณแม่จะว่าอย่างไร เขาก็กลับไปปรึกษาทางบ้านดู คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกมีความประพฤติดี ตั้งใจจริงที่จะทำงานพระศาสนา และศึกษาต่อ แต่ด้วยความเป็นห่วง ท่านจึงขอมาพบกับอาตมภาพก่อน เมื่อได้สนทนาซักถามจนเข้าใจในรูปแบบการเรียนและความเป็นอยู่ชัดเจนแล้ว ท่านก็อนุญาตให้ลูกทำตามความใฝ่ฝัน น้องคนนั้นจึงได้เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศไต้หวัน

@@@@@@

จากนั้นก็ไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ 6 เดือน จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่สาธารณรัฐประชาชนจีนตอนนี้ก็ใกล้จะจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพุทธศาสตร์ศึกษาแล้ว ทั้งยังได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งตลอดการเรียนปริญญาเอกอีกด้วย เมื่อไปศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ก็ได้ช่วยประสานงานทำให้เกิดโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยปักกิ่งกับสถาบันธรรมชัย วัดพระธรรมกาย ในการแปลพระไตรปิฎกบาลีเป็นภาษาจีน ทำให้คนจีนกว่า 1,300 ล้านคนมีโอกาสเข้าถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จากจุดเล็กๆจุดเดียว คือเหตุบังเอิญที่อาตมภาพเดินผ่านไปทางชมรมพุทธฯ แล้วได้เอ่ยปากชวนแค่คำสองคำ แล้วน้องท่านนั้นเกิดความสนใจ มาถึงวันนี้เขากำลังจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา เพราะศึกษาทางด้านนี้ทั้งปริญญาโทและปริญญาเอก และต่อไปภายหน้าก็คงจะทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาได้อีกมากและเป็นที่น่าดีใจว่ากรณีเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายสองราย แต่มีผู้ที่สนใจไปเรียนต่อต่างประเทศพร้อมกับช่วยงานวัดในสาขาต่างประเทศไปด้วย นับเป็นร้อยๆท่านแล้วทั้งพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา


@@@@@@

การทำหน้าที่ชักชวนคนให้เข้ามาสู่ทางธรรมจึงมีความสำคัญมาก เช่นถ้าเราได้ชวนใครมาบวชเป็นพระภิกษุ แล้วท่านเกิดศรัทธาบวชอยู่ต่อ เพื่อเป็นเนื้อนาบุญให้กับชาวโลก ก็ย่อมนำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติใจอย่างยิ่ง และถ้าหากพระภิกษุที่เราชวนท่านมาบวชนั้น มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำพระพุทธศาสนาไปปักหลักยังประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกนี้เหมือนพระโสณะและพระอุตตระ ก็จะทำให้เพื่อนร่วมโลกของเราได้รับประโยชน์สุขจากธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นที่เราเคยได้รับมา ดังนั้นการที่พวกเราจะเอ่ยปากชวนคนมาบวชโดยไม่หวั่นไหวกับการถูกปฏิเสธ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหากแต่เป็นภาระกิจสำคัญ ที่จะส่งผลสั่นสะเทือนเปลี่ยนแปลงโลกให้เฟื่องฟูด้วยศีลธรรม

พวกเราทุกคนจึงสามารถเด็ดดอกไม้ที่ส่งผลสะเทือนถึงดวงดาวได้ขอแต่เพียงให้การกระทำและคำพูดของเราออกมาจากใจที่ผ่องแผ้ว ใจที่ปราถนาดี เพราะสิ่งนี้อาจจะเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้ทั้งชีวิต เปลี่ยนทั้งชาตินี้และชาติต่อๆไปอีกนับไม่ถ้วน


จาก : หนังสือ "ทันโลกทันธรรม 4" พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
ขอบคุณ : https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=9683
วันที่ 11 กย. พ.ศ.2558
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระจักขุปาละ ผู้มองเห็นแสงสว่างในความมืด เมื่อ: มิถุนายน 10, 2019, 05:44:21 AM


พระจักขุปาละ ผู้มองเห็นแสงสว่างในความมืด


ในวินาทีที่ดวงตาของ พระจักขุปาละ ดับมืดลง ท่านกลับได้มองเห็น “แสง” ที่สว่างที่สุดในชีวิต “ในวิกฤติย่อมมีโอกาส” ข้อความอมตะนี้เหมาะสมที่จะใช้อธิบายประวัติท่าน และท่านก็กลายเป็น ผู้มองเห็นแสงสว่างในความมืด

พระจักขุปาละ หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า พระมหาปาละเป็นบุตรชายของเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี สมบัติพัสถานที่มารดาบิดาสะสมไว้นั้นมีมากมายเพียงพอให้มหาปาละสุขสบายไปตลอดชีวิต แต่เมื่อมหาปาละได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เงินทองที่บิดามารดาหามากองไว้ให้ก็หมดความหมายในทันที บุรุษหนุ่มพึงใจจะปฏิบัติธรรมกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นโดยมิได้ไยดีต่อทรัพย์สินใดๆ

หลังจากที่บวชแล้ว พระมหาปาละตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านถืออิริยาบถเพียง 3 ลักษณะคือ ยืน เดิน และนั่ง ถึงขนาดตั้งสัจจะว่า“จะไม่เอนกายลงนอนเลยตลอดสามเดือนที่จำพรรษา”


@@@@@@

สัจจะที่ว่านี้ไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่จิตใจที่เด็ดเดี่ยวของพระมหาปาละแม้แต่น้อย มีเพียงสังขารร่างกายของท่านเท่านั้นที่เป็นอุปสรรคในการรักษาสัจ เพราะเดือนแรกของการจำพรรษา พระเถระก็มีอาการขัดเคืองดวงตาและน้ำตาไหลไม่หยุด เมื่อแพทย์ตรวจดูอาการแล้วก็จัดยาขนานเอกถวายท่าน

ปัญหามีอยู่ว่า พระมหาปาละต้องยอมเสียสัจจะเอนกายลงนอนเพื่อเป่ายาเข้าทางจมูกเท่านั้น พระมหาปาละชั่งใจใคร่ครวญอยู่นานว่าจะยอมเสียสัจหรือไม่ ในที่สุดท่านพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร มองเห็นความจริงว่าดวงตาทั้งสองข้างมิใช่สิ่งที่ท่านจะยึดมั่นถือมั่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปจากดวงจิตเท่านั้น เมื่อคิดได้ดังนี้ พระมหาปาละจึงไม่ลังเลที่จะรักษาสัจของตนจนถึงวินาทีที่ดวงตาของท่านไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป

ดวงตาของท่านดับมืดลงพร้อมกับกิเลสของท่านที่ดับสลายพระมหาปาลเถระบรรลุเป็นพระอรหันต์นับตั้งแต่บัดนั้น

@@@@@@

ทุกขเวทนาที่พระมหาปาละได้รับในชาตินี้เป็นผลมาจากอกุศลกรรมที่ท่านเคยทำไว้ในอดีตชาติ ชาติหนึ่งพระมหาปาละเคยเกิดเป็นหมอรักษาโรคทางดวงตาให้สตรีนางหนึ่ง แต่ด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับค่ารักษา ท่านจึงปรุงยาหยอดตาชนิดที่ส่งผลให้สตรีนางนั้นตาบอดในทันที ผลกรรมที่พระมหาเถระกระทำได้ตามมาสนองท่านในที่สุด

ถึงแม้พระมหาปาละจะกลายเป็นภิกษุทุพพลภาพ แต่ท่านยังรักษาวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กระนั้นก็ตามด้วยเหตุที่ดวงตาของท่านไม่อาจมองเห็นสิ่งใด พระมหาปาละจึงพลาดพลั้งเหยียบแมลงที่หล่นเกลื่อนพื้นตายเป็นจำนวนมาก แต่เพราะกรรมของท่านในครั้งนี้มิได้เกิดจากเจตนา พระมหาปาละจึงปลอดจากอกุศลกรรมได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดในที่สุด

เส้นทางแห่งการบรรลุธรรมของพระมหาปาละน่าจะทำให้หลายคนเห็นว่า “วิกฤติ” ของร่างกายมิได้สลักสำคัญหรือเป็นอุปสรรคใดๆ ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวแม้ในยามที่ดวงตากำลังจะมืดมิดลง พระมหาปาละก็สามารถใช้ใจพิจารณาเรียนรู้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสจนมองเห็น“แสงสว่าง”ในความมืดได้ในที่สุด



เรื่อง อิสระพร บวรเกิด เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Tales
https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/29742.html
By nintara1991 ,9 May 2018
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เรื่องราวของ "สุนัขคู่พระทัย" เมื่อ: มิถุนายน 09, 2019, 06:20:18 AM



เรื่องราวของ "สุนัขคู่พระทัย"

ใช่ค่ะ อยากแบ่งปันเรื่องราวของสุนัขคู่พระทัยซึ่งจะเป็นในหลวงพระองค์อื่นไปไม่ได้นอกจากล้นเกล้าฯ ร.6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 6 โปรดที่จะเสด็จมาประทับที่นครปฐมค่ะ คนชาวนครปฐมควรภาคภูมิใจ รับสั่งถึงนครปฐมว่า

การที่ได้ออกไปอยู่ที่สนามจันทร์สัปดาห์ 1 นับว่าค่อยมีความผาสุกหน่อย เพราะอากาศเย็นสบายดี และโปร่งใจกว่าในกรุงเทพฯ…

เวลาที่เราไปเที่ยวชมพระราชวังสนามจันทร์ อนุสาวรีย์ที่โดดเด่น ไม่ใช่คนค่ะ แต่เป็นสุนัขทรงเลี้ยง สุนัขทรงเลี้ยงทั้งหลาย หากไม่นับคุณทองแดงในรัชกาลที่ 9 แล้ว อนุสาวรีย์ของสุนัขทรงเลี้ยงที่มีชื่อว่า ย่าเหล โดดเด่นที่สุดและเนื่องจากย่าเหลตายในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ พระองค์จึงให้สร้างอนุสาวรีย์ให้ย่าเหล

@@@@@@

ย่าเหลเป็นสุนัขพันธุ์ผสม แม่เป็นสุนัขไทย แต่พ่อเป็นสุนัขพันธุ์ฝรั่งของเจ้าคุณเทศา หรือพระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม (ชม สุนทราชุน) ย่าเหลจึงเป็นสุนัขพันธุ์ทางที่ไม่ได้เกิดจากการผสมบ่อยๆ จึงมีความฉลาดแสนรู้เป็นพิเศษ

ย่าเหลเป็นสุนัขสีขาวดำ หูตก หลังอาน มีความจงรักภักดีต่อเจ้านายมาก เดิมเป็นสุนัขของหลวงชัยอาญา (โพ เคหะนันทน์) ซึ่งเป็นพะธำมะรง เมื่อในหลวงเสด็จออกเยี่ยมเรือนจำจังหวัดนครปฐม ได้พบย่าเหลเป็นครั้งแรก ขณะนั้นยังเป็นลูกสุนัขยังไม่หย่านม เมื่อเห็นในหลวง ย่าเหลก็วิ่งเข้ามาหา เมื่อเห็นพระองค์ทรงพอพระทัย หลวงชัยอาญาผู้เป็นเจ้าของก็เลยนำสุนัขเข้ามาถวายพร้อมแม่สุนัข ก็ลูกยังไม่หย่านมเลยต้องเอามาทั้งแม่ทั้งลูก

ย่าเหลแสดงอุปนิสัยที่จงรักภักดีเจ้านายมาก เป็นที่โปรดปราน พระราชทานนามว่า ย่าเหล เป็นชื่อตัวละครที่ชื่อว่า Jarlet แผลงมาเป็นย่าเหล ชื่อตัวละครนี้ ในเรื่อง เป็นมิตรแท้ต่อเพื่อน จนถูกยิงตาย และย่าเหลในชีวิตจริงก็มาถูกยิงตายเช่นกัน

@@@@@@

ย่าเหลเป็นสุนัขที่ผูกพันกับพระองค์ท่านเป็นยิ่ง คำว่า “ห้าแต้ม” ที่กลายเป็นภาษาพูดในความหมายว่า ทำเรื่องเชย น่าอายนั้น ว่ากันว่า เกิดขึ้นในสมัยนี้ และห้าแต้ม แท้ที่จริงแล้ว คือ รอยเท้าของสุนัข สุนัขที่ว่านี้คือ ย่าเหลนั่นเอง

ในช่วงแรกที่ย่าเหลถูกยิงตายนั้น ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริง มีการคาดการณ์ว่า ย่าเหลถูกยิงตายโดยความตั้งใจ เนื่องจากเป็นสุนัขแสนรู้ หากมีผู้ใดทำสิ่งที่ไม่ดี มีอาการหน้าไหว้หลังหลอก ย่าเหลก็จะมีวิธีการที่จะแสดงออกให้ในหลวงทรงทราบความจริง เรียกว่า คนที่ถูกฟ้อง อาจจะตั้งใจทำร้ายย่าเหล

ต่อมาจึงทรงทราบความจริงว่า เป็นอุบัติเหตุ เพราะทหารยามในกรมทหารมหาดเล็กได้กราบบังคมทูลสารภาพว่า ในคืนที่เกิดเหตุนั้น ฝนตก ทหารผู้นี้อยู่ยาม ได้ยินสุนัขเห่าและกัดกันส่งเสียงดัง จึงได้ยิงปืนออกไป ทำให้พลาดไปถูกย่าเหลโดยบังเอิญ ขณะที่ยิงปืนออกไปแล้วก็ยังไม่ทราบว่าได้ยิงถูกย่าเหล


@@@@@@

การที่ย่าเหลออกไปในจุดที่เกิดเหตุนั้น เพราะหนีออกมาจากพระราชฐานส่วนใน เนื่องจากเป็นฤดูผสมพันธุ์ จึงทำให้เกิดเหตุน่าเศร้าดังกล่าว เมื่อพบศพย่าเหลนั้น นอนตายอยู่ใต้ต้นก้ามปูในกรมทหารมหาดเล็กนั้นเอง

การตายของย่าเหลจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียพระทัยเป็นอันมาก เพราะย่าเหลจะอยู่เฝ้าในเวลาเสวยพระกระยาหารทุกครั้ง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเป็นการชื่นชมในความจงรักภักดีของย่าเหลผู้เป็นมิตรแท้ ที่ทำหน้าที่ยิ่งกว่าองครักษ์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและตามเสด็จไม่เคยห่าง ย่าเหลจึงเป็นเหมือนมิตรสนิทของพระองค์ ความรักของพระองค์ที่มีต่อย่าเหล จึงเป็นความรักความผูกพันของผู้เป็นมิตรรักและเป็นมิตรแท้



จารึกที่อยู่ด้านหน้าอนุสาวรีย์ เป็นจารึกที่คนที่ไปชมพระราชวังสนามจันทร์จะเว้นไม่ได้เลยค่ะ

อนุสาวรีย์นี้เตือนจิต
ให้กูคิดรำพึงถึงสหาย
โอ้อาลัยใจจู่อยู่ไม่วาย
กูเจ็บคล้ายศรศักดิ์ปักอุรา

ยากที่ใครเขาจะเห็นหัวอกกู
เพราะเขาดูเพื่อเห็นแต่เปนหมา
เขาดูแต่เปลือกนอกแห่งกายา
ไม่เห็นฤกตรึกตราถึงดวงใจ

เพื่อนเป็นมิตรชิดกูอยู่เนืองนิตย์
จะหามิตรเหมือนเจ้าที่ไหนได้
ทุกทิวาราตรีไม่มีไกล
กูไปไหนเจ้าเคยเป็นเพื่อนทาง

ช่างจงรักภักดีไม่มีหย่อน
จะนั่งนอนยืนเดินไม่เหินห่าง
ถึงยามกินเคยกินกับกูพลาง
ถึงยามนอนๆ ข้างไม่ห่างไกล

อันตัวเพื่อนเหมือนมนุษสุจริต
จะผิดอยู่แต่เพียงพูดไม่ได้
แต่เมื่อกูใคร่รู้ความในใจ
ก็มองดูรู้ได้ในดวงตา

โอ้อกกูดูเพื่อนอยู่หรัดๆ
เพื่อนมาพลัดพรากไปไม่เห็นหน้า
กูเผลอๆ ก็ชะเง้อเผื่อเพื่อนมา
เสียงกุกกักก็ผวาตั้งตามอง

อันความตายเป็นธรรมดาโลก
กูก็ตัดความโศกกระมลหมอง
มีเพื่อนตายเพราะผู้ร้ายมันมุ่งปอง
เอาปืนจ้องสังหารผลาญชีวี

เพื่อนมอดม้วยด้วยมือทรชน
เอารูปคนสวมใส่คลุมใจผี
เปนคนจริงฤๅจะปราศซึ่งปรานี
นี่รากษสอัปรีย์ปราสเม็ตตา

มันยิงเพื่อนเหมือนกูพลอยถูกด้วย
แทบจะม้วยชีวังสิ้นสังขาร์
จะหาเพื่อนเหมือนเจ้าที่ไหนมา
ช้ำอุราอาไลยไม่วายเว้น

เมื่อยามมีชีวิตร์สนิทใจ
ยามบรรไลยลับล่วงดวงใจสั่น
ด้วยอำนาจจงรักภักดีนั้น
ขอให้เพื่อนขึ้นสวรรค์สำราญรมย์

ถึงจะมีหมาอื่นมาแทนที่
กูก็รักเพื่อนนี้เป็นปฐม
ที่ไหนเล่าจะสนิทและชิดชม
ที่ไหนเล่าจะนิยมเท่าเพื่อนรัก

ถึงแม้จะไม่มีรูปนี้ไว้
รูปเพื่อนฝังดวงใจกูตระหนัก
แต่รูปนี้ไว้เป็นพยานรัก
ให้ประจักษ์แก่คนผู้ไมตรี

เพื่อนเป็นเยี่ยงอย่างมิตรสนิทยิ่ง
ภักดีจริงต่อกูอยู่เต็มที่
แม้คนใดเป็นได้อย่างเพื่อนนี้
ก็ควรนับว่าดีที่สุดเอย



ถ้าอ่านพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่านนี้ จะเห็นว่า พระองค์ท่านเข้าใจว่า ย่าเหลถูกปลิดชีพด้วยความตั้งใจ ส่วนทางราชการพยายามอธิบายว่าเป็นอุบัติเหตุ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่มาก เพราะพระองค์ท่านให้ความรักความเอ็นดูเหนือพวกข้าราชบริพารหลายคน ในบทพระราชนิพนธ์นี้เองก็ให้ภาพนั้นอยู่

ต้องบอกว่า ย่าเหลเป็นตำนานที่ติดตรึงในใจของทุกคนที่รับรู้เรื่องราว ว่าพระองค์ท่านมีความสัมพันธ์กับย่าเหลเช่นเดียวกับมิตร ไม่ได้ถือว่าเป็นสุนัขดังเช่นที่เราท่านเข้าใจกันทั่วไป ถ้าไปนครปฐม และเข้าไปเยี่ยมชมพระราชวังสนามจันทร์ อย่าลืมไปเยี่ยมย่าเหลด้วย



ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24-30 พฤษภาคม 2562
คอลัมน์ : ธรรมลีลา
ผู้เขียน : ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_198305
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ เมื่อ: มิถุนายน 09, 2019, 05:40:31 AM


ยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวถึงเรื่อง “ยิ่ง เรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ” ไว้ใน “เมื่อผีหัวเราะ” ท่านแสดงธรรมนี้ไว้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2509 เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมท่านพุทธทาสภิกขุถึงมองว่า ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ในแวบแรกทำให้นึกถึงพระเถระสมัยพุทธกาลซึ่งปรากฏในอรรถกถาธรรมบทชื่อว่า “โปฐิลเถระ”

พระเถระรูปนี่้เป็นพระภิกษุที่เก่งมาก เพราะสามารถจำพระไตรปิฎกและอรรถกถาได้ทั้งหมด แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเรียกพระรูปนี้ว่า “คุณใบลานเปล่า” เมื่อพระพุทธองค์ทรงเรียกพระโปฐิลเถระด้วยฉายานี้มากขึ้น พระเถระจึงคิดขึ้นได้ว่าคงต้องปฏิบัติบ้างเสียแล้ว จึงจัดบาตรและของใช้เท่าที่จำเป็นออกธุดงค์พร้อมกับกลุ่มพระภิกษุ

พระโปฐิลเถระขอร้องให้พระสังฆเถระช่วยลดมานะ (ความถือว่าตนสำคัญ) ของตน พระสังฆเถระจึงให้พระโปฐิลเถระไปยังสำนักของพระอนุเถระ และท่านก็บอกให้ไปสู่สำนักของสามเณรที่มีอายุเพียง 7 ขวบ ให้เป็นอาจารย์ สังเกตว่าพระโปฐิลเถระผู้ถือว่าตนเก่งทรงพระไตรปิฎกและอรรถกถาได้ทั้งหมด พระผู้ใหญ่ 2 รูปทราบกิตติศัพท์ของพระโปฐิลเถระดีว่าเป็นผู้มีมานะอย่างไร ทางเดียวคือต้องลดมานะด้วยการไปเป็นศิษย์ของผู้ที่ต่ำกว่าคือสามเณร


@@@@@@

และในที่สุดมานะก็ได้หายไป สามเณรชี้แนะพระโปฐิลเถระโดยกล่าวว่า “ตัวเหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปในจอมปลวกที่มีช่อง 6 ช่อง คนหมายจะจับมัน จึงอุดทุกช่องไว้จนเหลือช่องเดียว แล้วจับมันจากช่องที่มันเข้าไป จอมปลอกก็เหมือนร่างกายของคนเรา การอุดช่องที่ 5 คือการปิดอายตนะ ตา หู ลิ้น จมูก และกาย ท่านจงเร่งบริกรรมกรรมฐานขึ้นในใจของท่านเถิด”

เมื่อได้ยินดังนั้น พระโปฐิลเถระจึงได้ขึ้นถึงภาวนา และไม่ยึดติดในพระไตรปิฎกและอรรถกถาอีกต่อไป

เรื่องของพระเถระรูปนี้ หรือ คุณใบลานเปล่า ตรงกับธรรมเทศนาของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งธรรมเทศนาของท่านจะทำให้รู้ว่าเราควรศึกษาพุทธศาสนาอย่างไร เพื่อให้รู้ (ปัญญา) พุทธ (ตื่นรู้) ศาสนาอย่างแท้จริง



”ทีนี้เราจะมองให้แคบเข้ามา ก็จะเห็นได้ชัดว่า พุทธบริษัทเรานี่แหละ ยิ่งเรียนพุทธศาสนาก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา “ยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา” ฟังดูมันก็แปลกดีหรือไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ตามความเป็นจริงนั้น มันเป็นอย่างนั้น เพราะว่า “สิ่งที่เขาเรียกว่าพุทธศาสนา” นั้น มันไม่ใช่ตัวธรรมะ พระพุทธเจ้าไม่ได้เคยใช้คำว่าพุทธศาสนาในกรณีเช่นนี้ แต่ใช้คำว่าธรรมะ พระองค์ทรงสั่งสอนธรรมะและทรงกำชับสาวกให้ประกาศธรรมะ

”เรารู้จักกันแต่ว่าพุทธศาสนา แล้วก็เล็งไปถึงพระคัมภีร์ ถึงเรื่องราวอันมากมายในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา มากมายเหลือที่จะกำหนดได้ เราก็ถือเอาว่าเป็นพุทธศาสนา เรียนกันในแง่ของภาษาต่างประเทศภาษาหนึ่ง ก็เป็นพุทธศาสนา เรียนกันในแง่ของประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี

ก็เพราะว่ามีเรื่องโบราณคดีกล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นมาก ก็เรียนในแง่ของโบราณคดี แต่แล้วก็เรียกว่าพุทธศาสนา ยิ่งเรียนพุทธศาสนาในทำนองนี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งไม่รู้จักพระพุทธศาสนา “พุทธศาสนา” คำแรกหมายถึงที่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ในการเรียนเพื่อเป็นนักปราชญ์ ส่วน “พุทธศาสนา” คำหลัง หมายถึงธรรมะที่จะดับทุกข์ได้ จึงยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา


@@@@@@

”เช่นจะเรียนบาลี เรียนภาษาบาลีกันจนตลอดชีวิต ก็รู้พุทธศาสนาไม่ได้ จะเรียนพระไตรปิฎกในลักษณะวรรณคดีกันจนตลอดชีวิต ก็รู้พุทธศาสนาไม่ได้ แม้จะเรียนอภิธรรมปิฎกกันในแง่ของจิตวิทยา และปรัชญาจนตาย ก็ไม่รู้พุทธศาสนาได้ นี้เรียกว่า “ยิ่งเรียนพุทธศาสนาไม่รู้จักพุทธศาสนา” เพราะพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จะเรียนธรรมะนั้น ต้องเรียนจากร่างกายที่เป็น ๆ คือร่างกายที่ยังไม่ตาย มีจิต มีใจ มีความรู้สึกคิดนึกได้

ให้รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร จากในร่างกาย รู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ คือ รู้กิเลส และรู้ความไม่มีทุกข์ คือการดับกิเลส และรู้การปฏิบัติก็ดับทุกข์ คือดับกิเลสนั้น จากการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของคนนั่นเอง จึงจะรู้ธรรมะ หรือรู้พุทธศาสนา

เดี๋ยวนี้เราละเลย การเรียนจากร่างกายอันยาววาหนึ่ง แล้วก็เป็นโอกาสให้ผีหัวเราะมนุษย์อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นเป็นพุทธบริษัท เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นภิกษุ เป็นสามเณร ตรงที่ยิ่งเรียนพุทธศาสนาก็ยิ่งไม่รู้พระพุทธศาสนา“

การศึกษาพุทธศาสนาให้รู้พุทธศาสนาอย่างแท้จริงคือ ศึกษาจากจอมปลวกที่มีช่องว่าง 6 ช่อง (ร่างกายของมนุษย์ที่ยาวหนึ่งวา) แล้วอุดช่องว่างทั้ง 5 ด้วยการกรรมฐาน คือภาวนาที่ใจ


 
ที่มา : เมื่อผีหัวเราะ โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ , อรรถกถาคาถาธรรมบท เรื่อง พระโปฐิลเถระ
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบาคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/158084.html
By nintara1991 ,6 June 2019
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ฮักบั้งไฟพุเตย” งานบุญบั้งไฟยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ เมื่อ: มิถุนายน 08, 2019, 06:32:13 AM

รถขบวนแห่งานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย


“ฮักบั้งไฟพุเตย” งานบุญบั้งไฟยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

“ประเพณีบุญบั้งไฟ” เป็นประเพณีสำคัญในภาคอีสาน ที่จะจัดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถนให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เป็นความเชื่อที่ทำให้มีการจัดงานประเพณีขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝน และเป็นประเพณีที่มีสีสัน คึกคัก เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

แต่สำหรับจังหวัดในภาคเหนืออย่าง “เพชรบูรณ์” ก็มีการจัดประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นด้วยเช่นกัน และต้องถือว่าเป็นงานบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ นั่นก็คือ “ประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย” ณ ตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์


รถแห่บั้งไฟเอ้ที่งดงาม

ความวิจิตรงดงาม

การจัดงานฮักบั้งไฟพุเตย ก็เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวพุเตยในเขตเทศบาลตำบลพุเตยและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากภาคอีสาน โดยได้นำความเชื่อและวัฒนธรรมต่างๆ ติดตัวมาด้วย และงานบุญบั้งไฟในพื้นที่พุเตยนี้จัดขึ้นมาได้ราว 20 ปีแล้ว

สำหรับงานประเพณีบุญบั้งไฟนั้นก็มีความเชื่อว่า พญาแถน หรือ วัสสกาลเทพบุตร มีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่ทำการจัดงานบุญบั้งไฟเพื่อบูชา ฝนก็จะไม่ตกตามฤดูกาล อาจทำให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ และนอกจากนี้ การจุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เสมือนเป็นสัญญาณแจ้งข่าวว่าถึงฤดูกาลแห่งการเพาะปลูกแล้ว ขอให้พญาแถนช่วยบันดาลให้ฝนตกลงมาเพื่อให้ชาวบ้านได้เพาะปลูกทำการเกษตรต่อไปได้


ขบวนแห่บั้งไฟ

ขบวนนางรำ

“ประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย” ในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 พ.ค. 62 โดยภายในงานมีทั้งการแห่ขบวนบั้งไฟ การแข่งขันจุดบั้งไฟ การแสดงต่างๆ และการออกร้าน ในส่วนของบั้งไฟนั้นจะมี 2 วัน คือ 18 และ 19 พ.ค. 62

ก่อนการจัดงานราวๆ 1 เดือน ก็จะมีการจัดทำบั้งไฟ ตกแต่งรถบั้งไฟให้สวยงาม โดยฝีมือของชาวบ้านและกลุ่มเยาวชนตำบลพุเตย ที่ถือว่าเป็นการสืบสานงานศิลป์และภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีการซ้อมขบวนฟ้อนรำและดนตรีต่างๆ


ผาแดง-นางไอ่

แข่งขันจุดบั้งไฟหมื่น

งานบุญบั้งไฟในวันแรก เริ่มต้นจากพิธีการรำถวายเจ้าพ่อพุเตย ณ บริเวณลานหน้าศาลเจ้าพ่อพุเตย โดยนางรำจากขบวนต่างๆ จากนั้นก็มีการตั้งริ้วขบวนแห่บั้งไฟเอ้ (การเอ้บั้งไฟ แปลว่า การตกแต่ง ประดับประดาบั้งไฟให้สวยงาม) โดยในปีนี้มีขบวนบั้งไฟเข้าร่วม 15 ขบวน ทั้งจากในตำบลพุเตยและพื้นที่ใกล้เคียง ในแต่ละขบวนประกอบด้วยรถบั้งไฟเอ้ที่มีความวิจิตรงดงาม ขบวนนางรำ ขบวนผาแดงนางไอ่ ขบวนฮีต 12 คลอง 14 ขบวนแฟนซี เป็นต้น ซึ่งจะเคลื่อนไปยังหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลพุเตยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมความงดงาม หลังจากนั้นก็จะมีพิธีเปิดและการแสดงจากนางรำของแต่ละขบวน

ส่วนในวันที่สอง เป็นการแข่งขันจุดบั้งไฟสูง โดยในงานจะมีการแข่งขันบั้งไฟแสน และ บั้งไฟหมื่น จากหลายจังหวัดมาเข้าร่วมแข่งขัน สร้างความตื่นตาตื่นใจ และลุ้นระทึกให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน สำหรับการแบ่งประเภทบั้งไฟนั้นจะแบ่งตามน้ำหนักของดินปืน บั้งไฟหมื่น จะบรรจุดินปืนราว 12-13 กิโลกรัม ส่วน บั้งไฟแสน จะบรรจุดินปืน 120 กิโลกรัม


แข่งขันจุดบั้งไฟแสน

การแข่งขันจุดบั้งไฟสูง จะทำการจุดบั้งไฟให้พุ่งสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยตัดสินแพ้ชนะด้วยการจับระยะเวลาที่บั้งไฟอยู่บนท้องฟ้า บั้งไฟของใครอยู่นานกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ

การจัด “ประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย” นอกจากจะเป็นการสืบทอดประเพณีความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างเสริมแรงใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ มีความหวังว่าฝนจะตกตามฤดูกาลเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังสร้างความสนุก ความคึกคัก และความร่วมมือร่วมใจของคนในพื้นที่ ที่จะร่วมกันจัดงานประเพณีอีสานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือให้เป็นที่รู้จักกันได้อย่างแพร่หลายต่อไป



ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000048968
เผยแพร่ : 23 พ.ค. 2562 16:03 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook : Travel @ Manager
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “อิติปิโสถอยหลัง” อุบายเร่งจิตให้สงบ โดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส) เมื่อ: มิถุนายน 08, 2019, 06:13:38 AM




“อิติปิโสถอยหลัง” อุบายเร่งจิตให้สงบ โดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส)

วิธีบริกรรม “อิติปิโสถอยหลัง” นั้นมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

@@@@@@

ขั้นที่ 1. ท่องจำ

ท่องจำคือวิธีทำจิตให้สงบอย่างหนึ่ง ช่วยให้จิตจดจ่ออยู่กับอารมณ์ปัจจุบันได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่องจำอิติปิโสฯ ผู้ปฏิบัติต้องใช้กำลังสติอย่างมากเพ่งพินิจ จึงจะจำอิติปิโสฯแต่ละอักขระได้อย่างชัดเจนไม่ผิดพลาด

ผู้เขียนแบ่งอิติปิโสฯเป็น 6 บรรทัดเพื่อให้ง่ายต่อการท่องจำ ดังนี้

ติ-วา-คะ-ภะ โธ-พุท นัง-สา-นุส-มะ-วะ-เท
ถา-สัต-ถิ-ระ-สา-มะ-ทัม-สะ-ริ-ปุ
โร-ตะ-นุต-อะ ทู-วิ-กะ-โล โต-คะ-สุ
โน-ปัน-สัม-ณะ-ระ-จะ-ชา-วิช
โธ-พุท-สัม-มา-สัม
หัง-ระ-อะ วา-คะ-ภะ โส-ปิ-ติ-อิ

เมื่อท่องจำได้จนขึ้นใจแล้ว ควรฝึกขั้นต่อไป



ขั้นที่ 2. บริกรรม

ก่อนบริกรรมทุกครั้งควรเลือกจุดที่จับลมได้อย่างชัดเจนมากที่สุดในกาย เช่น ปลายจมูก หรือกลางสะดือ แล้วเริ่มบริกรรมไปทีละจังหวะ บริกรรมจังหวะใดแล้วจิตสงบนิ่งแน่วแน่ ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ดับลงไป ควรข้ามไปขั้นที่ 3 คือขั้นพักจิตทันที ไม่ต้องบริกรรมให้ครบทุกจังหวะ แต่หากจิตยังไม่สงบได้ที่ ควรฝึกไปตามลำดับจนกระทั่งจังหวะสุดท้าย

ขั้นบริกรรมมี 5 จังหวะ ดังนี้

จังหวะที่ 1 บริกรรมพร้อมกับดูลมหายใจเข้า-ออก ทำได้สองวิธี คือ
     1. บริกรรมหนึ่งอักขระกับลมหายใจเข้า-ออกแต่ละครั้ง เช่น หายใจเข้า-ออก ภาวนาว่า “ติ” หายใจเข้า-ออกภาวนาว่า “วา” ฯลฯ ภาวนาไปหลาย ๆ เที่ยวจนจิตสงบได้ที่ แล้วพักจิตในจุดที่สงบนิ่งนั้น หากจิตยังไม่สงบดี ควรใช้วิธีที่สอง
     2. บริกรรมหนึ่งอักขระกับหนึ่งลมหายใจ เช่น หายใจเข้าภาวนาว่า “ติ” หายใจออกภาวนาว่า “วา” หายใจเข้าภาวนาว่า “คะ” หายใจออกภาวนาว่า “ภะ” ฯลฯ ภาวนาไปหลาย ๆ เที่ยวจนจิตสงบได้ที่แล้วจึงพักจิตในความสงบ หากจิตยังไม่สงบดีให้ภาวนาจังหวะต่อไป

จังหวะที่ 2 บริกรรมเร็ว
บริกรรมอย่างถี่ยิบเหมือนกับร่ายมนตร์ อย่าให้มีช่องว่างระหว่างอักขระต่ออักขระ เพ่งความรู้สึกทั้งหมดไปที่คำบริกรรม ขณะบริกรรมไม่ต้องใส่ใจลมหายใจเข้า-ออก เพียงแต่เพ่งความรู้สึกทั้งหมดที่จะดใดจุดหนึ่งภายในกาย
จะบริกรรมในใจหรือออกเสียงก็ได้ทั้งนั้น บริกรรมกี่รอบก็ได้ตามความพอใจ จนกระทั่งจิตสงบได้ที่ ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ดับไป แล้วเลื่อนไปขั้นพักจิต หากจิตยังไม่สงบนิ่งอีก ควรฝึกจังหวะต่อไป

จังหวะที่ 3 บริกรรมช้า
บริกรรมแต่ละอักขระอย่างช้าเนิบนาบ กล่าวคำบริกรรมแต่ละอักขระเสร็จ วางจิตให้ว่าง ๆ ทำความรู้สึกให้สบาย ๆ ดูลมหายใจเข้า-ออกอย่างเบา ๆ หากไม่มีความคิดใด ๆ แทรกซ้อนเข้ามา ไม่ต้องบริกรรมอักขระอะไรต่อไปอีก ทำจิตให้ว่าง ๆ ด้วยการดูลมหายใจเข้า-ออกธรรมดา ๆ เท่านั้น จิตจะสงบไปตามลำดับเอง

แต่พลันที่ความคิดแทรกเข้ามา ควรรีบบริกรรมอักขระต่อไปทันที แล้วทรงจิตในความว่าง พร้อมกับดูลมหายใจเข้า-ออกอย่างที่พูดมา เช่น กล่าวคำว่า “ติ” แล้วทรงจิตให้ว่าง ดูลมหายใจเข้า-ออกตามปกติ หากไม่มีความคิดใด ๆ แทรกเข้ามา ก็ทรงจิตให้ว่างอยู่อย่างนั้น จิตจะสงบไปเอง แต่พลันที่รู้สึกว่าความคิดแทรกเข้ามา ให้รีบกล่าวอักขระต่อไป ทำอย่างที่ว่าจนกระทั่งจิตสงบได้ที่ แล้วเลื่อนไปขั้นพักจิต แต่หากจิตยังไม่สงบนิ่งอีก แสดงว่าสติปัญญายังไม่มีกำลังพอ ควรฝึกจังหวะต่อไป

จังหวะที่ 4 บริกรรมกับสร้างมโนภาพ
บริกรรมหนึ่งอักขระต่อลมหายใจหนึ่งครั้ง พร้อมนึกให้เห็นภาพอักขระแต่ละตัวอย่างเด่นชัด เช่น หายใจเข้าภาวนาว่า “ติ” นึกให้เห็นตอ เต่า สระอิ หายใจออกภาวนาว่า “วา” นึกให้เห็นวอ แหวน สระอา ฯลฯ ภาวนาอย่างนี้ไปจนจบ จิตสงบได้ที่ที่อักขระใด เลื่อนไปขั้นพักจิตทันที หากจิตยังไม่สงบอีกควรฝึกจังหวะสุดท้าย

จังหวะที่ 5 บริกรรมกลับหน้า-หลัง
บริกรรมเดินหน้า-ถอยหลังสลับกันเป็นคู่ ๆ หนึ่งอักขระต่อหนึ่งลมหายใจ เช่น หายใจเข้าภาวนาว่า “ติ” หายใจออกภาวนาว่า “วา” หายใจเข้าอีกภาวนาถอยหลังว่า “วา” หายใจออกภาวนาว่า “ติ” ฯลฯ บริกรรมจังหวะนี้ไม่จำเป็นต้องบริกรรมจนจบรอบ จะรู้สึกยุ่งยากเกินไป จิตจะสับสนไม่เป็นสมาธิ ควรบริกรรมเพียงแค่บันทัดเดียววนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบได้ที่ แล้วเลื่อนไปขั้นพักจิต



ขั้นที่ 3. พักจิต

พลันที่จิตสงบได้ที่ในจังหวะใดจังหวะหนึ่ง ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ดับไปทั้งหมด ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องบริกรรมอะไรอีก ปล่อยคำบริกรรมทิ้งให้หมด เพียงแค่ทรงจิตให้ว่าง ๆ พร้อมกับดูลมหายใจเข้า-ออกเท่านั้น จิตกับลมก็จะกลายเป็นอันเดียวกันอย่างอัตโนมัติ ก้าวเข้าไปสู่ความสงบที่ละเอียดลึกซึ้งไปตามลำดับ

อิติปิโสถอยหลังเป็นวิธีเร่งจิตให้สงบอย่างมีประสิทธิภาพมาก ตัดกระแสอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในได้ไว สติปัญญาเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็ว เดินจิตเข้าสู่ขั้นเพลินกับลมได้ง่าย ผู้ปฏิบัติควรทดลองดู

ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร


 

ที่มา  อานาปานสติ…ลึกแต่ไม่ลับ โดย ส.ชิโนรส สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ
Image by pop picnic from Pixabay
Image by truthseeker08 from Pixabay
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/156033.html
By ying ,23 May 2019
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ธรรมะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เมื่อ: มิถุนายน 08, 2019, 06:03:01 AM




ธรรมะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ธรรมะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ เป็นธรรมเทศนาที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แสดงไว้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2523 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงแม้ท่านจะแสดงไว้นานแล้ว แต่ธรรมเทศนานี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง

@@@@@@

ธรรมะเป็นเครื่องวัด

ยิ่งกว่านั้นวัฒนธรรมและอารยธรรมที่บรรพบุรุษมนุษยชาติได้สั่งสมสืบทอดมาก็จะบังเกิดผลงอกเงย ไม่ว่างเปล่าเป็นหมันเสีย อาจกล่าวได้โดยไม่ผิดว่า ธรรมะซึ่งหมายถึงการนำมนุษย์เข้าถึงความจริง และการยังความดีงามให้เป็นไปในสังคมนี้ เป็นเครื่องวัดหรือเป็นตัวกำหนดความสำเร็จผลที่แท้จริงแห่งวัตถุประสงค์ทั้งหมดของมหาวิทยาลัย และการมีมหาวิทยาลัย

เท่าที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า ธรรมะมีคุณค่าต่อชาวมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในทางปฏิบัติคุณค่าของธรรมย่อมขึ้นกับความต้องการ กล่าวคือ ความต้องการธรรมเป็นเครื่องบ่งชี้คุณค่าของธรรม แต่บางคราวความต้องการอาจมีอยู่โดยที่ผู้มีความต้องการไม่รู้ตัวว่าตนมีความต้องการก็ได้ เหมือนอย่างคนจำนวนมากไม่รู้ตระหนักถึงคุณค่าของอากาศที่ตนหายใจหล่อเลี้ยงชีวิต

@@@@@@

สังคมต้องการธรรม

ความต้องการนั้นมักแสดงออกมาให้เห็นในบางโอกาสและบางส่วนบางแง่ที่ขาดแคลน เช่น บางคราวมีคนร่ำร้องหาความชอบธรรม ความเป็นธรรม ความยุติธรรม บางแห่งเราเห็นคนต้องการเมตตาธรรม ไมตรีธรรม มนุษยธรรม บางทีเรารู้สึกกันว่าสังคมต้องการศีลธรรม สุจริตธรรม สันติธรรม บางคนว่าเขาต้องการขันติธรรมและคารวธรรม รวมทั้งธรรมอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยคำว่าธรรม เช่น เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเผื่อแผ่ แบ่งปัน สติสัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญา ตลอดจนต้องการสัจธรรม

เมื่อใดคนตระหนักว่าตนต้องการธรรม เมื่อนั้นก็ย่อมมองเห็นคุณค่าของธรรม อย่างไรก็ตาม บางทีคนรู้ตัวแล้วว่าตนต้องการธรรม แต่ไม่ว่าธรรมนั้น ๆ คืออะไร และไม่รู้ว่าจะทำให้ธรรมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น รู้ว่าตนต้องการความยุติธรรม ความเสมอภาค เสรีภาพ สันติภาพ และสัจธรรม รู้ว่าตนต้องการความเพียร ศรัทธา สมาธิ แต่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ความมุ่งหมายและวิธีปฏิบัติที่จะให้ธรรมเหล่านั้นเกิดมีขึ้น

ดังนั้น การปลุกเตือนให้สำนึกถึงความต้องการธรรมก็ดี การช่วยแนะนำให้รู้จักความหมาย ความมุ่งหมาย และวิธีที่จะทำให้ธรรมทั้งหลายเกิดมีขึ้นก็ได้ จึงเป็นหน้าที่ของบุคคลและสถาบันทั้งปวงที่รับผิดชอบในการที่จะยังธรรมให้เป็นไปในสังคม

@@@@@@

ธรรมะกับมหาวิทยาลัย

สำหรับชาวมหาวิทยาลัยนั้น ในเมื่อธรรมะมีคุณค่าดังได้กล่าวแล้ว คือช่วยให้ชีวิตส่วนตัวของแต่ละบุคคลมีจิตใจผ่องใส สงบสุข แก้ปัญหาภายในของตนได้ ช่วยให้ชีวิตที่สัมพันธ์กันของส่วนรวมมีบรรยากาศอันเกื้อกูลแก่การเล่าเรียนศึกษา แสดงวิชาการ และการปฏิบัติหน้าที่การงานทั่วไป ช่วยให้ผู้ที่ได้รับการศึกษาแล้วนำศิลปวิทยาและความจัดเจนไปใช้โดยสุจริต บังเกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง และที่สำคัญยิ่งคือช่วยให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันซึ่งทำหน้าที่รับใช้ธรรม ช่วยยังธรรมให้เป็นไปในสังคม สมตามความรับผิดชอบของตนต่อสังคมและต่อมนุษยชาติ

น่าจะย้ำไว้ด้วยว่า การรับใช้ธรรมนี้แหละคือหน้าที่โดยชอบธรรมของมหาวิทยาลัยและของชาวมหาวิทยาลัยทุกคน เพราะเมื่อรับใช้ธรรมก็จะได้รับใช้สังคมด้วย และการรับใช้สังคมนั้นก็จะเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่ผิดพลาดด้วย




ที่มา : ศึกษา ฝึกฝน พัฒนาตนให้สูงสุด โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/157929.html
By nintara1991 ,6 June 2019
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ไปเชียงราย ไหว้ดอยตุง ทำ "ตุงล้านนา" ที่บ้านครูจารินทร์ เมื่อ: มิถุนายน 07, 2019, 06:45:20 AM


ครูจารินทร์กำลังบรรยายเรื่องตุงล้านนา

ไปเชียงราย ไหว้ดอยตุง ทำ "ตุงล้านนา" ที่บ้านครูจารินทร์

จังหวัดเชียงรายมี “พระธาตุดอยตุง” เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ โดยตามตำนานเล่าว่า เมื่อ 1,000 กว่าปีล่วงมาแล้ว พระมหากัสสปะเถระพร้อมด้วยพระเจ้าอชุตราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธ์ ร่วมกับข้าราชบริพารได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาสถิตไว้บนดอยแห่งนี้ และได้ปัก “ตุง” หรือธงเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เป็นตุงตะขาบมีความยาวถึง 1,000 วา เมื่อชายตุงปลิวสะบัดถึงที่ใดก็ให้หมายเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ดอยลูกนี้จึงได้ชื่อว่า “ดอยตุง” ด้วยประการฉะนี้

ตำนานดังกล่าวนอกจากจะเล่าเรื่องราวที่มาของการสร้างพระธาตุดอยตุงแล้ว ยังทำให้เห็นว่า “ตุง” ถือเป็นเครื่องสักการะที่ถวายเป็นพุทธบูชาอันสำคัญของคนล้านนามาแต่โบราณ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนเหนือก็อาจจะยังไม่ทราบถึงความสำคัญและความหมายของตุง และอาจจะยังไม่รู้ว่าตุงนั้นมีหลากหลายชนิด ดังนั้นหากใครมาเยือนเชียงราย มาไหว้พระธาตุดอยตุงและพอมีเวลาอยากไปเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตุงแล้วละก็ ขอแนะนำให้มาที่ “แหล่งเรียนรู้ครูจารินทร์” ซึ่งอยู่ที่บ้านสันยาว ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นั่นเอง


ตุงจ้อน้อย หรือตุงช่อน้อย

“ครูจารินทร์” หรือศิริพร ทุนอินทร์ เป็นครูเกษียณอายุที่ยังคงไม่หยุดการทำงานในฐานะครูผู้เผยแพร่ความรู้ภูมิปัญญาล้านนา โดยเฉพาะเรื่องของ “ตุง” ซึ่งถือเป็นเครื่องสักการะอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ครูจารินทร์เล่าว่า ชาวล้านนาใช้ตุงเป็นพุทธบูชา โดยมีความเชื่อว่าการได้ถวายตานตุง (ถวายทานตุง) เป็นการสร้างกุศลให้กับตนเอง และยังเป็นการการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้หมดไป การทำตุงถวายพระยังเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยอานิสงส์ของการถวายตุงจะส่งผลให้ผู้ล่วงลับได้ไปสถิตอยู่ในสวรรค์ พ้นจากความทุกข์ยากลำบากในการใช้กรรมในปรโลก

จากนั้นครูจารินทร์ยังได้เล่าถึงตุงชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ตุงจ้อน้อย” หรือ “ตุงช่อน้อย” มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม ทำด้วยกระดาษสาด้วยกระดาษสีต่างๆ มีลวดลายได้ตามใจ นิยมตัดขอบตุงเป็นขั้นบันได เปรียบเสมือนการสั่งสมความดีไปเรื่อยๆ เพื่อก้าวขึ้นเกิ๋น หรือคันได หรือบันไดไปสู่สวรรค์ (นิพพาน) ใช้ปักบนเจดีย์ทราย หรือทำถวายในงานปอยหลวง งานกฐิน ฯลฯ โดยหากมีขนาดใหญ่หน่อยก็เรียกว่า "ตุงจ้อจ๊าง" หรือ "ตุงช่อช้าง"


ตุงทราย รูปรางเหมือนเทวดาองค์เล็กๆ

“ตุงทราย” เป็นตุงที่ใช้ปักเจดีย์ทรายช่วงปีใหม่สงกรานต์ มีหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่นิยมทำก็คือทำเป็นรูปเทวดา โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อทำบุญถวายเทพเทวดาที่รักษาดูแลรักษาตัวเราและขอขมาสิ่งที่ได้ล่วงเกิน และนำไปไปปักบนเจดีย์ทรายพร้อมกับตุงอื่นๆ เช่น ตุงช่อน้อย ซึ่งเมื่อโดนลมก็จะปลิวไสวสวยงามอยู่บนเจดีย์ทราย

“ตุงไส้ช้าง” หรือ “ตุงไส้หมู” หรือที่ภาคกลางเรียก “พวงมโหตร” ก็เป็นตุงระย้าที่ใช้ประดับในงานสงกรานต์เช่นเดียวกัน ส่วน “ตุงชัย” นั้นเป็นตุงแห่งความสำเร็จ มักใช้ในการเฉลิมฉลองหรืองานสมโภชต่างๆ เช่นเมื่อวัดแห่งใดมีงานปอยหลวง หรือสร้างโบสถ์สร้างวิหารสำเร็จและจะมีงานฉลอง ชาวบ้านก็นำตุงชัยไปปักตั้งแต่ปากทางไปจนถึงวัด คนที่ผ่านมาเห็นก็จะรู้ว่าที่บ้านนี้วัดนี้กำลังจะมีงานฉลอง หรือถ้าเห็นบ้านไหนปักตุงชัยก็จะรู้ว่าจะมีงานฉลองในการทำการงานที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จนั่นเอง


ตุงไส้ช้าง หรือตุงไส้หมู

นอกจากนั้นก็ยังมี “ตุง 12 ราศี” หรือ “ตุงนักษัตร” หรือ “ตุงปี๋ใหม่เมือง” คือตุงที่มีลวดลายของนักษัตรทั้ง 12 ราศี ตุงนี้ก็ใช้ในช่วงงานสงกรานต์เช่นกัน บางคนก็ทำทั้ง 12 นักษัตร แต่บางคนก็ทำตุงตัวเปิ้น คือทำแต่นักษัตรของตัวเอง บ้างก็ทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ด้วย เช่นเดียวกับ “ตุงค่าคิง” ซึ่งเป็นตุงรูปร่างเหมือนคนที่มีความยาวเท่ากับความสูงของผู้ถวาย ทั้งยังวาดมีหน้าตาจมูกปาก ผู้ที่ทำตุงค่าคิงเสร็จแล้วจะถวายไว้ที่วัดเพื่อเป็นการสืบชะตา

ตุงนักษัตร (ซ้าย) และตุงชัย (ขวา)

แต่ตุงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดต้องยกให้ “ตุงซาววา” ซึ่งเป็นตุงชัยขนาดใหญ่ มีความยาวตั้งแต่หัวจดหางถึงซาววา หรือ 20 วา ทั้งยังมีลวดลายที่สวยงาม ประดับตกแต่งด้วยใบไม้จำลองเรียกว่าใบไฮ หรือใบไทร โดยเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วใบไฮเพื่ออุทิศบุญกุศลไปให้ หรือเขียนชื่อตัวเองและครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อสะสมบุญไว้ภายภาคหน้า การทำตุงซาววาซึ่งมีขนาดใหญ่ก็จะต้องมีคนช่วยทำหลายคน เวลาแห่ไปถวายก็ต้องมีคนช่วยกันยกหลายคน จึงถือว่าเป็นการทำบุญใหญ่ที่มีคนมาร่วมบุญกันเป็นจำนวนมาก ทั้งยังแสดงถึงศรัทธาและสามัคคีอีกด้วย

ตุงซาววา ตุงขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 20 วา

และนอกจากตุงมงคลต่างๆ ที่ใช้ในงานบุญเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีตุงอวมงคลที่เกี่ยวกับคนตายหรือใช้ในงานศพ เช่น ตุงแดง ตุงสามหาง เรียกได้ว่าแทบทุกงานบุญงานฉลองหรือแม้แต่งานศพ ตุงก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับคนล้านนาในทุกๆ เมื่อ

แน่นอนว่าได้ฟังเรื่องราวและเห็นถึงรูปแบบของตุงแต่ละชนิดแล้ว ครูจารินทร์ยังลองให้เราได้ทำตุงแบบง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์ที่มีเตรียมไว้ ซึ่งเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้วครูก็จะนำไปถวายที่วัดใกล้บ้านให้ในโอกาสที่เหมาะสม เรียกว่าในครั้งนี้ได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับตุงอันหลากหลาย ได้ความเพลิดเพลินกับการทำงานฝีมือ ใครที่อยากมาลองทำงานเวิร์คชอปเล็กๆ แบบชิลๆ หากมาที่แม่สาย จ.เชียงราย ก็อย่าลืมมาที่แหล่งเรียนรู้ครูจารินทร์กันได้


เรียนรู้และทดลองทำตุงด้วยตัวเอง

ใครสนใจเรื่องโคมล้านนา ครูจารินทร์ก็สอนได้

แหล่งเรียนรู้ครูจารินทร์ บ้านสันยาว อ.แม่สาย จ.เชียงราย

"แหล่งเรียนรู้ครูจารินทร์" ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 บ้านสันยาว อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดบมีโปรแกรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลา 1-3 ชั่วโมง โดยมีโปรแกรมให้เลือกดังนี้ 1. ตุงในวิถีล้านนา 2. โคมล้านนา 3. ดอกไม้ประดิษฐ์ และ 4. งานใบตอง ใบเตย รวมถึงมีบริการอาหารว่างและสามารถนำผลงานกลับบ้านได้ สอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ที่ โทร.09 5675 6090



ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/travel/detail/9620000052700
เผยแพร่ : 4 มิ.ย. 2562 14:56 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook : Travel @ Manager
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ภารกิจลูกผู้ชาย "ต้องบวช" ให้ได้สักครั้งในชีวิต เมื่อ: มิถุนายน 07, 2019, 06:10:34 AM



ภารกิจลูกผู้ชาย "ต้องบวช" ให้ได้สักครั้งในชีวิต

เรื่องการ บวช ซึ่งเชื่อว่ามีหลายท่านถือโอกาสทำ “ภารกิจลูกผู้ชาย”

        ผู้มีลักษณะต่อไปนี้ ห้ามบวช
        - อายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ (กรณีบวชพระ)
        - บิดา มารดา หรือภรรยาไม่อนุญาตให้บวช
        - คนมีหนี้สิน
        - เป็นบัณเฑาะก์ (กะเทย) หรือคนสองเพศ
        - ทำผิดต่อพระพุทธศาสนา เช่น เคยปลอมบวชมาก่อน ฯลฯ หรือทำผิดต่อผู้ให้กำเนิด คือ ฆ่าบิดาหรือมารดาของตน
        - เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง รักษาไม่หาย
        - มีอวัยวะไม่สมบูรณ์ พิการ ทุพพลภาพ ไม่ว่าจะโดยกำเนิดหรือจากอุบัติเหตุ อาทิ มือขาด เท้าขาด ตาบอด หูหนวก มีมือเป็นแผ่น นิ้วมือติดกันไม่เป็นง่าม คนค่อม คนเตี้ย แก่ง่อนแง่น ฯลฯ

หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง เราต้องขอแสดงความเสียใจด้วยที่ท่านไม่ได้ไปต่อ ด้วยขาดคุณสมบัติที่เอื้อต่อการปฏิบัติกิจของสงฆ์ แต่ถึงอย่างนั้น คุณผู้ชายก็ยังสามารถทำความดีในรูปแบบอื่น ๆ ได้อีกมากมาย อาทิ ทำทาน รักษาศีล ภาวนา ฯลฯ

@@@@@@

อานิสงส์ของการบวช พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการบวชไว้ สรุปได้ดังนี้

1. ได้ทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน เมื่อเราเข้ามาบวช เราก็ได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยตัวเอง โดยการเล่าเรียน จดจำ รู้ เข้าใจ และประพฤติปฏิบัติ เมื่อไรที่พระพุทธศาสนาเข้ามาในชีวิตของเราโดยการประพฤติปฏิบัติ ก็เท่ากับว่าเราเอาตัวของเรารักษาพระพุทธศาสนาไว้ ตราบใดที่ชีวิตของเราอยู่ พุทธศาสนาก็จะอยู่ด้วย ถือเป็นการทำหน้าที่ของพุทธบริษัทที่สืบทอดพุทธศาสนา เป็นการทำบุญกุศลไปด้วย

2. ได้ทำหน้าที่ของกุลบุตรชาวไทย เราถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติไทย พระพุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมไทยของเรา ทั้งภาษาที่ใช้สื่อสาร ภาษาพระ ภาษาบาลี แล้วออกมาทางวัฒนธรรมทางวัตถุ เช่นศิลปกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ประเทศของเรามีอารยธรรมของชาติที่เราต้องรักษาไว้ การบวชเป็นการทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งด้วย คือเป็นการรักษาสมบัติของชาติไว้

3. ถือเป็นการตอบแทนบิดามารดา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถึงลูกจะเอาพ่อแม่ขึ้นบ่าประคบประหงมเลี้ยงดูตลอดชีวิตอย่างดีที่สุด ก็ยังไม่ถือว่าตอบแทนพระคุณของท่าน แต่ลูกคนใดทำให้พ่อแม่ซึ่งไม่มีศรัทธาหันมาศรัทธา มีศีล มีจาคะ รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ได้ เกื้อหนุนให้พ่อแม่มีปัญญาได้ ถือว่าเป็นวิธีตอบแทนพระคุณอย่างสูง

    นอกจากนี้ การที่ลูกบวชเท่ากับโน้มนำใจของพ่อแม่ให้เข้ามาใกล้ชิดพระศาสนา แต่ก่อนนี้พ่อแม่เคยมีภารกิจวุ่นวายมากมาย ไม่มีเวลาไปวัด แต่พอลูกบวช ใจก็ตามลูกไปอยู่ที่วัด อยู่กับพระด้วย พอใจมาอยู่ที่วัด ก็น้อมมาอยู่กับธรรมะ ตัวเองก็ได้ใส่บาตร ถวายภัตตาหาร ได้ฟังธรรม เกิดการความสนใจใฝ่ธรรมะ ลูกเลยเป็นสื่อกลางที่ช่วยโน้มนำพ่อแม่เข้ามาหาธรรมะ ดังนั้น เวลาที่บวชต้องคิดว่าจะทำให้ดีที่สุดให้โยมพ่อ แม่ ญาติพี่น้องได้บุญมากที่สุด ถ้าตั้งใจอย่างนี้ก็จะเป็นบุญเป็นกุศล

4. ได้ศึกษาเล่าเรียน ฝึกตนในพระธรรมวินัย การบวชถือเป็นการให้เวลากับตัวเองได้ฝึกศีล สมาธิ ปัญญา ได้เรียนรู้คำสอนของพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาและปฏิบัติ ถือเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะฝึกตนให้เป็นคนดีต่อไป



ส่วนหนึงจากคอลัมน์ Feature ::: “บวช”…ครั้งหนึ่งในชีวิต ภารกิจลูกผู้ชาย
นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 26 มิถุยายน 2556 ,เรื่อง ผั่นพั้น
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/43.html
By i_itti1983 ,9 April 2018
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ คือ ยานอวกาศแบบวาร์ปไดรฟ์ เมื่อ: มิถุนายน 07, 2019, 05:53:32 AM



จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ คือ ยานอวกาศแบบวาร์ปไดรฟ์

ดร.สรกานต์ ศรีตองอ่อนเสนอความเห็นเรื่อง จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ ว่าคือยานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟไว้ในงานเขียนที่มีชื่อว่า “พุทธจักรวาล”

พุทธจักรวาล เป็นหนังสือธรรมะที่อธิบายเรื่องจักรวาลวิทยาผ่านมุมมองของฟิสิกส์และดาราศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งข้อสมมติได้ออกมาน่าสนใจในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การอธิบายว่าโลกธาตุที่พระพุทธเจ้าตรัสน่าจะเป็นเอกภพ หรือตำแหน่งที่ตั้งของทวีปทั้ง 4 ในคติไตรภูมิ แม้กระทั่งอิทธิฤทธิ์ของพระเถระที่เหาะไปยังที่ต่าง ๆ เพียงช่วงแวบเดียวก็ถึงที่หมาย เรื่องนี้ก็สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์

@@@@@@

หลายท่านอาจคุ้นว่า พระมหาจักรพรรดิจะครอบครองรัตนะ 7 ประการ จักรแก้วก็เป็น 1 ใน 7 รัตนะเช่นกัน ทำไมดร.สรกานต์จึงตั้งข้อสังเกตว่า จักรแก้ว เป็นยานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟ ในอรรถกถามหานิทานสูตรระบุว่า พระมหาจักรพรรดิราชทรงใช้จักรแก้วเป็นพาหนะไปในทวีปทั้ง 3 ซึ่งได้มีมนุษย์ในดินแดนนั้นเดินทางมายังชมพูทวีปด้วย

จากนั้นพระองค์ทรงท่องเที่ยวไปในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชยอมแพ้พระบารมีมอบราชสมบัติอันเป็นทิพย์ให้ครอบครอง เมื่อพำนักเสวยกามทิพย์อยู่นานจนกระทั่งร่างกายของมนุษย์กลายเป็นทิพย์แบบเทวดา พอเสด็จกลับโลกมนุษย์ เมื่อความเป็นมนุษย์กลับมา ก็ทรงไม่สามารถปรับสภาพได้ทำให้พระองค์สวรรคตทันที เมื่อพระมหาจักรพรรดิสวรรคต จักรแก้วก็หายไปด้วย ทำให้มนุษย์ในทวีปทั้ง 3 ที่ติดตามมาไม่สามารถกลับบ้านเกิดของตนได้ ต้องอาศัยอยู่ในชมพูทวีปต่อไป

@@@@@@

ดร.สรกานต์ เสนอเรื่องที่น่าสนใจ ถึง 6 เรื่องด้วยกัน

1. หากตั้งสมมติฐานว่าจักรวาลในพุทธศาสนาหมายถึงกาแล็กซี ชมพูทวีปคือระบบสุริยจักรวาล ดังนั้น 3 ทวีปก็อาจเป็นดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งอาจห่างเป็นหลายหมื่นปีแสง แต่จักรแก้วเป็นพาหนะที่ลำเลียงผู้คนจากต่างดาวมายังโลก แสดงให้เห็นว่าจักรแก้วเป็นพาหนะที่เร็วกว่าแสงอย่างมาก สามารถเทียบเท่ายานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟที่เดินทางผ่านรูหนอน

2. จักรแก้วสามารถเดินทางไประหว่างภพ เข้าไปในภพที่เร้นลับ เช่น สวรรค์ได้ มีข้อสังเกตว่าเป็นการเดินทางที่ยังอยู่ในภพที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่องถึง

3. จักรแก้วมีขนาดใหญ่สามารถบรรจุคนจาก 3 ทวีปได้ หรืออาจจะเป็นเพราะจักรแก้วสามารถปรับขยายได้

4. ตีความว่า จักรแก้ว อาจเป็นคำเรียกพาหนะที่มีลักษณะทรงกลมคล้ายจักร ซึ่งสอดคล้องกับจานบิน UFO

5. หากเรื่องจักรแก้วเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลพอสมควร เพราะกล่าวถึงเรื่องพระมหาจักรพรรดิขึ้นไปประทับบนสวรรค์ ครั้งเสด็จกลับก็สิ้นพระชนม์เนื่องจากพระวรกายปรับตามสภาพไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่องถึง

6. หากเป็นจริงตามอรรถกถา แสดงว่าโลกมนุษย์มีมนุษย์จากต่างดาวเข้ามาอยู่บนโลก แล้วกลับบ้านไม่ได้ เช่น ชาวอุตรกุรุทวีป ชาวอมรโคยาน และชาวปุพพวิเทหะ


@@@@@@

ดร.สรกานต์ให้ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ชาวอุตรกุรุทวีปน่าจะตั้งรกรากถิ่นฐานที่ กุรุรัฐ ในอินเดีย หรือบริเวณทุ่งกุรุเกษตร ที่เป็นสถานที่ทำสงครามระหว่างกลุ่มพี่น้องเการพและปาณฑพในมหาภารตะ เพราะมีการค้นพบว่าในบริเวณนั้นมีอาวุธสงครามที่มีความล้ำยุคมาก เมื่อเทียบกับอาวุธสงครามอื่นที่ร่วมสมัยเดียวกัน


 

ที่มา : พุทธจักรวาล โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สรกานต์ ศรีตองอ่อน
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/158137.html
By nintara1991 ,6 June 2019
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “คาถาพระเจ้าห้าพระองค์” บทคาถาสั้นๆ อักขระขลังพุทธคุณแรง เมื่อ: มิถุนายน 06, 2019, 07:26:02 PM



“คาถาพระเจ้าห้าพระองค์” บทคาถาสั้นๆ อักขระขลังพุทธคุณแรง

พระคาถา แปลว่า ถ้อยคำที่ร้อยกรอง ถ้อยคำที่ผูกไว้ ถ้อยคำที่ขับร้อง ท่อง สวด วันนี้ #พรานหญิงได้นำบทสวดพระคาถาเพียงสั้นๆ “คาถาพระเจ้าห้าพระองค์” มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาได้รับความรู้กันมากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

ที่สุดแห่งความเข้มขลังอันมากไปด้วยพุทธคุณหลากหลายประการเรียกว่า ครอบจักรวาล โบราณว่าฝอยท่วมหลังช้างก็ไม่หมด ทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ และอื่นๆอีกมาก นั่นคือ “คาถาพระเจ้าห้าพระองค์” ซึ่งมี ๕ อักขระอันศักดิ์สิทธิ์ คือ “นะ โม พุท ธา ยะ” เป็นอักขระที่ใช้แทนพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในกัปป์นี้ และยังแทนความหมายของแม่ธาตุใหญ่ที่ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งอีกด้วย

จึงถือได้ว่า เป็นคาถาหลักๆที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีความเชื่อว่า หากผู้ใดบริกรรมคาถาบูชาสรรเสริญพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ สวด “นะโมพุทธายะ” ด้วยจิตอันสงบ มั่นคง แน่วแน่ จะเกิดพุทธคุณครอบจักรวาลทั้งเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ แคล้วคลาด คงกระพัน มีกำลังกาย กำลังใจที่ดี ไม่เกรงกลัวต่อภยันตรายต่างๆ



สำหรับความหมายของ “นะ โม พุท ธา ยะ” มีดังนี้

นะ หมายถึง พระกุกกุสันโธ ใช้เขียนแทน ธาตุน้ำ หรือ อาโปธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๑๒ ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม

โม หมายถึง พระโกนาคม ใช้เขียนแทน ธาตุดิน หรือ ปฐวีธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๒๑ ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี

พุท หมายถึง พระกัสสปะ ใช้เขียนแทน ธาตุไฟ หรือ เตโชธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๖ ใช้ในการขับไล่สิ่งอัปมงคลหรือสะเดาะเคราะห์

ธา หมายถึง พระสมณะโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ใช้เขียนแทน ธาตุลม หรือ วาโยธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๗ ใช้ด้านการล่องหน กำบังตน

ยะ หมายถึง พระศรีอารยเมตไตรย (พระพุทธเจ้าองค์ถัดไป หลัง พ.ศ.๕๐๐๐) ใช้เขียนแทน อากาศธาตุ มีกำลังเท่ากับ ๑๐ เมื่อรวมกำลังธาตุทั้ง ๕ ก็จะเป็นคุณพระพุทธเจ้า ๕๖


@@@@@@

ฉะนั้นสวด “นะโมพุทธายะ” ทุกๆวัน จะเกิดผลในทุกๆด้าน ทั้งแคล้วคลาด ปลอดภัย เป็นเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ก็ดีนัก เรียกว่าในสมัยโบราณนิยมกันมากจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคาถาพระเจ้าห้าพระองค์นั้นได้มีการใช้อยู่อย่างหลากหลาย เช่น คาถาบูชาหลวงพ่อโสธรอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีการสวดคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ เพียงสั้นๆว่า “นะ โม พุท ธา ยะ” ทุกๆวัน วันละหลายๆรอบ แน่นอนว่าเหตุอันใดที่เป็นอันตราย ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น คุณไสยมนต์ดำต่างๆ จะไม่เข้ามากล้ำกราย แม้สิ่งไม่ดีที่แฝงอยู่ในกายก็จะออกไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

ดังนั้น ถ้าอยากให้คาถาขลังมากๆเพียงอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง สร้างบุญบารมี หมั่นทำความดีบุญและความดีที่เราทำก็จะคุ้มครองเราตลอดไปอีกด้วย วันนี้ได้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ



ขอบคุณ : https://naklangbolan.com/บทคาถาสั้น-ๆ-อักขระขลังพุทธคุณแรง/ 
5 มิถุนายน 2019 #พรานหญิง พระเวทย์มนต์คาถา
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จัก บาป 7 ประการในทัศนะ "คานธี" ที่ "อภิสิทธิ์" อ้างอิงไว้ก่อนลาออก เมื่อ: มิถุนายน 06, 2019, 10:11:39 AM




รู้จัก บาป 7 ประการในทัศนะ "คานธี" ที่ "อภิสิทธิ์" อ้างอิงไว้ก่อนลาออก

โลกโซเชียลชวนอ่านหนังสือจากคมคิด "มหาตนะ คานธี" ประเด็น บาป 7 ประการ หลัง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้ยกขึ้นมากล่าว ก่อนอำลาสภาผู้แทนราษฏร

"ผมขอยกเอา บาป 7 ประการ ของ มหาตมะ คานธี นักต่อสู้เอกราชชาวอินเดีย ที่เคยเขียนไว้ โดยหนึ่งในนั้นคือ เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ"

ประโยคในช่วงหนึ่งของการกล่าวประกาสลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อ้างอิงมาจากเนื้อหาหนังสือ "Mohandas K. Gandhi, Autobiography: The Story of My Experiments with Truth" ของ มหาตมะ คานธี นักสู้เพื่อเอกราชของประเทศอินเดีย ในยุคอาณานิคมรุ่งเรือง

@@@@@@

สำหรับเนื้อหาหนังสือได้พูดถึงคำกล่าวของ มหาตมะ คานธี ที่เขียนถึง บาป 7 ประการ เอาไว้ว่า
1. Politics without principles. เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ
2. Pleasure without conscience. หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด
3. Wealth without work. ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน
4. Knowledge without character. มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี
5. Commerce without morality. ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม
6. Science without humanity. วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์
7. Worship without sacrifice. บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ


@@@@@@

ขณะที่ ท่าน ว.วชิรเมธี เคยได้เขียนบทความสั้น เกี่ยวกับการอ่านและแปลความหมายของบาป 7 ประการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า มหาตมะ คานธี “บิดาแห่งประชาชาติ” ของชาวอินเดีย กล่าววรรคทองนี้เอาไว้แต่สมัยเมื่อท่านยังคงมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในการเมืองอินเดีย และเป็นมหาบุรุษที่ชาวโลกเฝ้าจับตามองทุกความเคลื่อนไหว

นับจากวันเวลาที่ท่านยังชีพยืนชนม์อยู่มาจนถึงบัดนี้ ก็เป็นเวลากว่าศตวรรษเข้ามานี่แล้ว แต่อมตวาทะของท่านก็ยังคงแสดงความเป็น “อกาลิโก” อยู่ไม่รู้เสื่อมคลาย ร่วมสมัย ทันสมัย ใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำเอาบาป 7 ประการมาพิจารณาการเมืองไทยในวันนี้ ก็จะทำให้เราเห็นได้อย่างเด่นชัดทีเดียวว่า ทำไมการเมืองไทยจึงมากไปด้วยความอัปยศอดสู



ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/news/7793422/
05 มิ.ย. 62 (14:32 น.)
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เจริญเมตตา ในช่วงระยะเวลาอันสั้น ได้อานิสงส์ขนาดนี้เชียวหรือ.? เมื่อ: มิถุนายน 06, 2019, 06:24:18 AM




เจริญเมตตา ในช่วงระยะเวลาอันสั้น ได้อานิสงส์ขนาดนี้เชียวหรือ.?

การเจริญเมตตา หมายถึง การแผ่ขยายไปยังสรรพสัตว์อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีประมาณ การเจริญเมตตาเป็นการภาวนาองค์ธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ความเมตตาไม่ต่างจากน้ำที่ดับเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว เมตตาสามารถทำให้เกิดปัญญาได้เช่นกัน แล้วปัญญานี้ก็เป็นเครื่องดับความโกรธได้อีกด้วย เพราะเมื่อเกิดความเมตตา ความเข้าอกเข้าใจก็จะเกิดตามมา กลายเป็นปัญญาในการประเมินว่าสิ่งที่เขากระทำต่อเรานั้น เป็นเพราะเขาอาจมีปม มีความหลังที่ไม่ดี จึงแสดงการกระทำที่ไม่ดีต่อเรา

หลายคนอาจจะมองว่าการเจริญเมตตานั้น ต้องเจริญนาน ๆ ใช้เวลามาก แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า เจริญเมตตาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ได้อานิสงส์มหาศาลเช่นกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “โอกขาสูตร”

@@@@@@

ครั้งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหารในกรุงสาวัตถี ที่ท่านอนาถบิณฑิตเศรษฐีสร้างถวายเป็นพระอารามในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงสอนเรื่องการเจริญเมตตาแก่เหล่าพระภิกษุว่า

“ภิกษุท้้งหลาย ผู้ใดพึงให้ทานถึง 100 หม้อ ในตอนเช้า กลางวัน และเย็น ผู้ใดเจริญเมตตาเท่าเพียงชั่วการหยดของน้ำนมจากเต้าของแม่วัว ในตอนเช้า กลางวัน และเย็น (รศ.ดร.นฤมล มารคแมน ใช้คำว่า “รีดน้ำนม” ซึ่งทำให้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น) การเจริญเมตตาจึงมีผลเท่ากับการทำทานด้วย 100 หม้อ 3 เวลา ภิกษุทั้งหลายพึงศึกษาและเจริญเมตตาให้มากและมั่นคง “

ผู้ใดเจริญเมตตาเท่าเพียงการหยดของน้ำนมจากเต้าของแม่วัวทั้งเช้า กลางวัน และเย็น ย่อมได้อานิสงส์เทียมเท่าการทำทานจำนวน 100 หม้อ ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น

การหยดของน้ำนม หรือการรีดน้ำนม เป็นช่วงเวลาที่น้อยมาก เทียบได้กับระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที การเจริญเมตตาในตอนเช้า กลางวัน และเย็น ประมาณ 5-10 นาทีต่อวัน มีอานิสงส์เทียบเท่าการทำทานด้วยอาหารหรือวัตถุที่มีจำนวนมากจนต้องบรรจุลงในหม้อถึง 100 ใบ

@@@@@@

ในพระพุทธศาสนามักกล่าวถึงการเจริญสมาธิหรือเมตตาที่ใช้เวลาสั้น ๆ ด้วยคำเปรียบเปรยว่า “เพียงลัดนิ้วมือ” , “ไก่กระพือปีก”, “งูแลบลิ้น” และ “ช้างกระดิกหู” สังเกตว่าคำเหล่านี้เป็นคำเปรียบเปรยถึงระยะเวลาที่สั้นกว่ารีดนมวัวเสียอีก อาจไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ แต่หากได้ภาวนาหรือเจริญในช่วงระยะเวลาเท่านี้ที่กล่าวยังได้อานิสงส์เทียบเทาการทำทาน

ลองสละเวลาอันน้อยนิดเท่ารีดนมวัว เพียงลัดนิ้วมือ ไก่กระพือปีก งูแลบลิ้น และช้างกระดิกหู มาเจริญเมตตา เพื่อให้เราเป็นผู้มีจิตใจที่เย็น ปราศจากความโกรธ มีปัญญา ความเข้าอกเข้าใจ เพื่อประหัตประหารความโกรธเคืองกันเถิด



ที่มา : โอกขาสูตร , การเจริญสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนา โดย รศ.ดร. นฤมล มารคแมน
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/157128.html
By nintara1991 ,31 May 2019
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จักพูดคำว่า​ ” ช่างมัน ” บ้าง​ ปล่อยวางความทุกข์ แล้วชีวิตจะดีขึ้นเอง เมื่อ: มิถุนายน 06, 2019, 06:07:14 AM




รู้จักพูดคำว่า​ ” ช่างมัน ” บ้าง​ ปล่อยวางความทุกข์ แล้วชีวิตจะดีขึ้นเอง

ในชีวิตของเรานั้น เป็นเรื่องธรรมดา ที่เราอาจต้องพบเจอกับความผิดหวัง เคยทำสิ่งที่ผิดพลาด ต้องพบเจอกับความทุกข์ เศร้า เสียใจ ทั้งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง และ ที่เกิดขึ้นกับคนที่เรารัก ขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่าจะมีวิธีจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร บางสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา หากเราลองพูดคำว่า ” ช่างมัน ” ออกมาบ้าง อาจจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น และแข็งแกร่งมากขึ้นได้

@@@@@@

::: เพราะเราไม่สามารถ​ “แบก” ทุกอย่าง เอาไว้ได้ทั้งหมด​ :::

หากเราไม่รู้จักที่จะปล่อยวาง​ หรือ​ วางเฉยต่อสิ่งต่าง ๆ​ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราได้​ เราก็จะต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้กับตัวเรา​ จนวันหนึ่ง​ สิ่งเหล่านั้นก็ถาโถมเข้ามา​ จน​”หนัก” เกินกว่าที่เราจะรับไหว เราไม่สามารถเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบเจอกลับมา​คิด​ เพราะฉะนั้น​ พูดคำว่า​ “ช่างมัน” ไปบ้าง​ ก็ช่วยให้ชีวิตของเราสงบสุขมากขึ้นได้


::: แต่ละคนมีลิมิตที่แตกต่างกัน​ :::

คนแต่ละคน​ มี​ “ลิมิต” ในการรับเรื่องต่างๆ​ ได้แตกต่างกัน​ จากหลายเหตุผล​ เช่น​ ความคิด​ ความเชื่อ​ ความคิดเห็น​ และ​ ทัศนคติที่แตกต่างกัน​ จึงทำให้มุมมองต่อประเด็นเรื่องเดียวกัน​ ของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป

สำหรับบางคน​ อาจมองว่านี่คือเรื่องใหญ่โต​ คอขาดบาดตาย​ ในขณะที่คนบางคนรู้สึกเฉยๆ​ หรือ​ มองว่าเป็นเรื่องที่เห็นจำเป็นต้องใส่ใจ​ หรือเป็นเรื่องตลกโปกฮา​ ที่ไม่น่าเคร่งเครียด​ หรือ​ กังวลแต่อย่างใด

ดังนั้น​ หากเรื่องบางเรื่องมันหนักหนาเกินไปสำหรับ​เรา​ ก็ปล่อยมันไป​บ้าง​ ช่างมันไปบ้าง

::: อย่าปล่อยให้ความคิดมาทำลายตัวเรา​ :::

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ​ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง​ ให้เธอเอาเอง​ ว่าชีวิตของเธอ​ เป็นของใคร…หลายคนน่าจะเคยฟังเนื้อเพลงท่อนนี้จากเพลง​ “ก้อนหินก้อนนั้น” ที่สื่อความหมายถึง​ คนที่เก็บก้อนหินมา​ แต่แทนที่จะปาก้อนหินนั้นทิ้งไป​ เขากลับนำก้อนหินนั้นมากำไว้ในมือ​ กำแน่นจนตัวเองรู้สึกเจ็บปวด​ จนกลายเป็นความเจ็บปวด​ ที่เกิดขึ้นการที่เราไม่​ “ปล่อย” นั่นเอง

บุคคลในเพลงนี้​ ก็เปรียบเหมือนคนที่คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ​ จมตัวเองอยู่กับความทุกข์​ จนในที่สุดก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากความทุกข์นั้นได้สักที​

หากต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์นี้​ คนที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้​ ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล​ แต่คือ​ “ตัวของเราเอง” ที่จะต้องปล่อยความทุกข์นั้นไป​ แล้วพาตัวเราก้าวข้ามผ่านความทุกข์นี้ไปให้ได้


::: รู้จักประมาณตนเอง ว่าเรา “ไหว” แค่ไหน :::

เราควรรู้จักประมาณตนเอง​ ว่าเราสามารถที่จะแบกรับสิ่งต่างๆ​ เอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน เลือกรับในสิ่งที่ควรรับ เลือกปล่อยในสิ่งที่ควรปล่อย เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น สงบสุขมากขึ้น



ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/157606.html
By MaLeSsAmm ,2 June 2019
Article Name : รู้จักพูดคำว่า​ " ช่างมัน " บ้าง​ ปล่อยวางความทุกข์ แล้วชีวิตจะดีขึ้นเอง
Description : บางสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา หากเราลองพูดคำว่า " ช่างมัน " ออกมาบ้าง อาจจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น และแข็งแกร่งมากขึ้นได้
Author:  Pirada Tumweerapong
Publisher Name : Goodlifeupdate
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ความหลงที่มีโทษยิ่ง พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เมื่อ: มิถุนายน 05, 2019, 06:42:19 AM



ความหลงที่มีโทษยิ่ง พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)

โมหะ หรือ ความหลง อันเป็นโทษอย่างยิ่ง คือโมหะที่เป็นเหตุให้คิดผิดเห็นผิดไปว่า ผลของการกระทำไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ความจริงทั้งหมดแล้วจะทรงสอนว่า การกระทำทุกอย่างมีผล ผู้ใดทำดีจักได้รับผลดี ผู้ใดทำชั่วจักได้รับผลชั่ว แต่โมหะหรือความหลงก็สามารถทำให้คิดผิดเห็นผิดเป็นอย่างอื่นไปได้ ทำให้ไม่เชื่อพระพุทธองค์ได้ ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงมีดวงพระเนตรเป็นทิพย์แล้ว ด้วยพระปัญญาคุณอันไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน และทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นผู้มีดวงตามืดมัวด้วยปราศจากแสงแห่งปัญญา

@@@@@@

อันผู้ขาดปัญญาก็คือผู้มีโมหะความหลงผิด ขาดปัญญาประกอบความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ก็ย่อมมีโมหะในการคิด ในการเห็น ในการเชื่อ ในการรู้ คือ มีความคิดที่หลงผิดจากความจริง มีความเห็นที่หลงผิดจากความจริง มีความเชื่อที่หลงผิดจากความจริง มีความรู้ที่หลงผิดจากความจริง

ผู้มีปัญญามากในเรื่องใดก็มีโมหะความหลงผิดน้อยในเรื่องนั้น หรือผู้มีโมหะความหลงผิดน้อยในเรื่องใดก็มีปัญญามากในเรื่องนั้น ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใดก็ไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องนั้น หรือผู้ไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องใดก็มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องนั้น

แต่สามัญชนที่จะไม่มีโมหะความหลงผิดเลย มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นไม่มี พระอริยบุคคลเท่านั้นที่มีปัญญาบริบูรณ์ได้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องนั้น และพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกทั้งหลายเท่านั้นที่ทรงมีพระปัญญาและมีปัญญาบริบูรณ์ ไม่ทรงมีและไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องทั้งปวง

@@@@@@

อย่างไรก็ตาม ไม่นับผู้ไม่มีปัญญาในทางโลกแท้ ๆ ว่าเป็นผู้มีโมหะความหลงผิด เช่นไม่นับผู้ไม่มีปัญญาในการศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ว่าเป็นผู้มีโมหะหรือความหลง หรือไม่นับผู้ไม่มีปัญญาในการหาเลี้ยงชีพให้สมบูรณ์พูนสุข ว่าเป็นผู้มีโมหะหรือมีความหลงเช่นนี้เป็นต้น แต่นับว่าเป็นผู้ไม่มีปัญญาในทางศึกษาเล่าเรียน หรือเป็นผู้ไม่มีปัญญาในทางหาเลี้ยงชีพ

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความไม่มีปัญญาในทางโลกแท้ ๆ ไม่นับเป็นความมีโมหะหรือความหลง จะนับว่ามีโมหะหรือความหลงก็ต่อเมื่อขาดปัญญาในความรู้ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ที่จะทำให้ความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารลดน้อยลง หรือจนถึงหมดสิ้นไปเท่านั้น เช่นดังกล่าวแล้ว

ผู้ไม่เชื่อว่าการกระทำทุกอย่างมีผล ไม่เชื่อว่าทำดีจักได้รับผลดี ทำชั่วจักได้รับผลชั่ว นับเป็นผู้มีโมหะความหลงผิดเพราะขาดปัญญาที่จะทำให้รู้ ให้คิด ให้เห็น หรือเพียงให้เชื่ออย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ในเรื่องที่จะทำให้ความทุกข์ที่มีอยู่ในวัฏสงสารลดน้อยลง ทั้งยังเป็นการเพิ่มความทุกข์นั้นให้มากขึ้นอีกด้วย เพราะการขาดปัญญาสำหรับขจัดโมหะความหลงผิดนี้แหละ

@@@@@@

ผู้ที่ไม่เชื่อว่าผลของกรรมคือการที่กระทำมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คือผู้ที่ไม่เชื่อว่าความสุขความทุกข์นานาประการที่เกิดขึ้นเป็นประจำในโลก ทั้งแก่ตนเองและทั้งแก่ผู้อื่น มิได้เป็นผลของกรรมคือการที่กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของตนเองและของผู้อื่น แต่เชื่อว่าความสุขความทุกข์เหล่านั้นเป็นสิ่งเกิดขึ้นเอง มิได้เป็นผลของกรรมที่ตนเองหรือผู้ใดผู้หนึ่งทำไว้

เมื่อเชื่อเสียเช่นนั้นแล้วว่า ความสุขความทุกข์มิได้เป็นผลของการกระทำดีการกระทำชั่ว เกิดขึ้นได้เอง จะสุขก็สุขเพราะเหตุอื่น จะทุกข์ก็ทุกข์เพราะเหตุอื่น ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำใด ๆ ทั้งสิ้นของตน ก็จะเชื่อด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องควรพิจารณาก่อนแล้วจึงทำ ความเชื่อนี้แหละเป็นความเชื่อของผู้มีโมหะความหลงผิด ที่จะทำให้ความทุกข์ในวัฏสงสารของตนเองเพิ่มขึ้น มิได้ลดน้อยลง เพราะแม้ว่าไม่พิจารณาก่อนทำ เพื่อทำแต่กรรมดีไม่ทำกรรมชั่ว ผลของกรรมที่ทำโดยไม่เลือกดีเลือกชั่ว ย่อมเป็นเหตุแห่งความทุกข์ของตนแน่นอน

@@@@@@

การกระทำไม่ดี ไม่งาม ไม่ถูก ไม่ชอบ ทั้งหลายที่มีกระทำกันอยู่เป็นธรรมดานั้น ผู้ทำล้วนเป็นผู้มีโมหะ ความหลงผิดด้วยกันทั้งนั้น แตกต่างกันเพียงที่บางคนมีมาก บางคนมีน้อย คนมีโมหะความหลงผิดมากก็ทำไม่ดี ไม่งาม ไม่ถูก ไม่ชอบหนักมาก คนมีโมหะความหลงผิดน้อยก็ทำหนักน้อย เป็นไปตามอำนาจของความหลงผิดอย่างแท้จริง แต่โมหะที่ทำให้หลงผิดตั้งแต่คิดผิดเห็นผิดจนถึงทำผิดได้นั้น ไม่อาจคุ้มครองใครให้พ้นจากทุกข์โทษภัยของการคิดผิดเห็นผิดทำผิดได้เลย แม้แต่จะทำให้ผลอันเป็นทุกข์โทษภัยลดน้อยลง โมหะก็ช่วยไม่ได้ โมหะได้แต่เพิ่มทุกข์โทษภัยให้มากมายขึ้นเท่านั้น


 

ที่มา : พุทธวิธีแก้หลง พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
Photo by JR Korpa on Unsplash
Secret Magazine (Thailand) ,IG @Secretmagazine
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/157714.html
By ying ,4 June 2019
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผู้เชี่ยวชาญเผย เปิดแอร์กับพัดลมพร้อมกัน ประหยัดไฟจริงไหม.? เมื่อ: มิถุนายน 05, 2019, 06:33:56 AM



ผู้เชี่ยวชาญเผย เปิดแอร์กับพัดลมพร้อมกัน ประหยัดไฟจริงไหม.?

มีหลายคนบอกว่ามันจะเปลืองไฟมากหากเรา เปิดแอร์กับพัดลมพร้อมกัน แต่มันจะจริงแบบนั้นไหมหรือเข้าใจผิดกันมานาน ลองมาอ่านบทความนี้ดูอาจจะทำให้ได้ประโยชน์ในการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหน้าร้อนสองแบบนี้ ในเรื่องการประหยัดพลังงานเครื่องปรับอากาศด้วยการตั้งค่าอุณหภูมิมาตรฐานไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กำลังสบาย ไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป

จริงๆ แล้วการเปิดพัดลมในขณะเปิดแอร์ช่วยลดอุณหภูมิ จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ ทุกคนเข้าใจถูกแล้วนะ มันไม่ได้เปลืองไฟอะไรเลย

หากอ้างอิงมาตรฐานความสบายที่ 25 องศา ก็เท่ากับว่า ให้ปรับเครื่องปรับอากาศเป็น 27-28 องศา พร้อมเปิดพัดลมไปด้วย จะทำให้เรารู้สึกเย็นสบายเท่า ๆ เดิม ที่เพิ่มเติมคือประหยัดพลังงาน สบายกว่าเปิดแอร์อย่างเดียวด้วย เพราะมีลมเบาๆ เข้าปะทะร่างกายอยู่ตลอด

@@@@@@

พลังงานไฟฟ้าที่ใช้เปิดเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง เท่ากับการเปิดพัดลม 30-50 ตัวพร้อมกัน การใช้พัดลมทำให้รู้สึกเย็นขึ้น 2 องศา จึงใช้พลังงานน้อยกว่าที่เครื่องปรับอากาศใช้ลดอุณหภูมิ 2 องศา มาเป็น 25 องศา ลดค่าไฟฟ้าได้มากมาย ความเย็นสบาย หรือความสบายเชิงความร้อน (Thermal Comfort) เกิดขึ้นได้จากการมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่สมดุลกัน คือ

1. อุณหภูมิ
2. ความชื้นสัมพัทธ์
3. ความเร็วลม

หากต้องการระดับความสบายเท่าเดิม เมื่อปัจจัยหนึ่งเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนปัจจัยอื่นเป็นการทดแทนได้ การตั้งอุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จะประหยัดพลังงานได้ โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 25-26 C มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป แต่ถ้าเราเปิดพัดลมช่วย “เพิ่มความเร็วลม” ในห้อง เราจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 C (เพิ่มอุณหภูมิ) โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม (มีระดับความสบายเชิงความร้อนเท่ากัน) โดยจะช่วยประหยัดพลังงานได้มา


@@@@@@

แอร์ 1 ตัว ใช้ไฟ 1320 วัตต์ เปิดวันละ 8 ชั่วโมง ทำงานจริง 6 ชั่วโมง ปกติแอร์จะหยุดทำงานเมื่อได้อุณหภูมิที่ต้องการ) จะต้องใช้ไฟฟ้าวันละ 1320 / 1000 x 6 = 7.92 unit จากสูตร กำลังไฟฟ้า(วัตต์)/1000xh (ชั่วโมงที่ใช้งาน) ตั้งอุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศา เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง หนึ่งชั่วโมง 1320 /1000 x 5 = 6.60 unit ลดการใช้พลังงานได้วันละ 1.32 unit คิดเป็นเดือนละ 39.6 unit

(ค่าไฟฟ้า 2.54 บาท ต่อ ยูนิต) ประหยัดได้เดือนละ 100 บาท พัดลม 1 ตัว ใช้ไฟฟ้า 40 วัตต์ เปิดวันละ 8 ชั่วโมง จะต้องใช้ไฟฟ้าวันละ 40/1000 x 8 = 0.32 unit คิดเป็นเดือนละ 9.6 unit จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้า เดือนละ 24.3 บาท

@@@@@@

ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 27 องศาเซนเซียส แล้วเปิดพัดลมเบาๆ ไปพร้อมๆ กัน ท่านจะรู้สึกเหมือนกับอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ถ้าเพื่อนๆ คนไหน 25 หนาวไป ก็เลื่อนเป็น 28 -29 องศาเซลเซียส เพราะตามค่ามาตรฐานแล้ว สภาวะความสบายของคนไทยอยู่ที่อุณหภูมิ 22-29 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 20-75 %

ในหน้าร้อนแบบนี้มันก็ต้องพึ่งแอร์กับพัดลม แต่ก็มีหลายคนบอกว่าถ้าหากเปิดพร้อมกันนั้นมันเปลืองไฟมาก ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันประหยัดไฟได้ต่างหาก แต่ว่าจะต้องเปิดใช้งานให้ถูกวิธีเท่านั้นเอง ใครอยากจะดับร้อนก็ลองทำตามวิธีข้างบนได้เลย จะทำให้บ้านเย็นลงได้ คลายร้อนแบบง่าย ๆ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก : The Three บ้านกลางเมือง ทาวน์โฮมชลบุรี
https://www.naykhaotom.com/open-air-with-fan-same-time/?fbclid=IwAR2rHoX_60Um1uXIUtawEBXq90JM7yiioOGwkrxUmJC_rtdFFM_S8y_uJtQ
โดย นายข้าวต้ม - เมษายน 20, 2019
หน้า: [1] 2 3 ... 557