ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 552
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จบ "บาลีป.ธ.9" ได้วุฒิการศึกษา "ปริญญาตรี" เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:27:17 PM


จบ "บาลีป.ธ.9" ได้วุฒิการศึกษา "ปริญญาตรี"


“พระราชวรมุณี” เผย  พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562  มีผลบังคับใช้แล้ว ชูเป็นฉบับประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์   
 
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการด้านศาสนศึกษา ของมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ซึ่งจะทำให้พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นับเป็นพ.ร.บ.ฉบับประวัติศาสตร์ที่มุ่งสนับสนุนส่งเสริมการศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมนักธรรม บาลี และพระปริยัติธรรมแผนกสามัญของคณะสงฆ์ไทย โดยพ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 จะกำหนดให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม มีหน้าที่และอำนาจ กำหนดนโยบาย แผนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และมาตรฐานสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ควบคุมดูแล และกำกับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม

@@@@@@

พระราชวรมุนี กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้มีการกำหนดเทียบวุฒิการศึกษาให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษานักธรรม บาลีด้วย คือ ในมาตรา 21 ระบุว่า ให้การศึกษาพระปริยัติธรรมที่จัดให้แก่สามเณรซึ่งเป็นเด็กตามกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับและมีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่าระดับประถมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ซึ่งได้ศึกษา วิชาสามัญเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติกำหนดโดยคำแนะนำของมส.เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังต่อไปนี้

1. แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
2. แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 
 
มาตรา 22 ระบุว่า ให้ผู้เรียนที่พ้นการศึกษาภาคบังคับซึ่งได้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกบาลีสนามหลวง มีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้
     1. แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
     2. แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรา 23 ระบุว่า ให้การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ที่ได้จัดให้แก่พระภิกษุและสามเณรเป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วแต่กรณี

และมาตรา 24  ให้ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี สนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาตรี



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/704464
พุธที่ 17 เมษายน 2562 เวลา 16.12 น.
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / พระสงฆ์ไทยรูปแรก สอบชิงทุนระดับโลก เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:20:35 PM



พระสงฆ์ไทยรูปแรก สอบชิงทุนระดับโลก

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ สุดเก่งสอบชิงทุน “ชีฟนิ่ง” ทุนการศึกษาระดับโลก ได้สำเร็จเป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทย เข้าเรียนป.โท ด้านสื่อสารองค์กร ม.ลีดส์

ความสามารถของพระสงฆ์ไทยที่ฝ่าด่านทดสอบสุดหินจนสามารถคว้าทุนการศึกษาระดับโลกในครั้งนี้มาได้ และยังเป็นพระสงฆ์รูปแรกของประเทศไทยด้วย ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 17 เม.ย. โดยพระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ ในระดับปริญญาโท หลักสูตรการสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งตนได้รับทุนการศึกษาชีฟนิ่ง จากทางรัฐบาลอังกฤษ ในการเข้ามาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยลีดส์

โดยได้รับทุนดังกล่าวเมื่อปี 2560 และยังถือว่าเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่สามารถสอบผ่านได้รับทุนดังกล่าวด้วย ซึ่งการที่ตนเลือกเรียนปริญญาโท หลักสูตรการสื่อสารองค์กร สืบเนื่องมาจากการที่ตนได้เคยลงไปทำงานด้านสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และมองว่าการสื่อสารจะช่วยให้การทำงานด้านสันติภาพมีประสิทธิภาพขึ้น อีกทั้งหลักสูตรที่เรียนมีทั้งเรื่องของ CSR คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร และเรื่องของ Marketing Strategy คือ การวางกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งตนมองว่าจะเป็นประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้กับการสื่อสารเพื่อสันติภาพ

@@@@@@

พระมหานภันต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทุนชีฟนิ่ง เป็นโครงการทุนการศึกษาระดับโลกของรัฐบาลอังกฤษสนับสนุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยของสหราชอาณาจักร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรปริญญาโทระยะเวลา 1 ปี ให้กับผู้ที่มีศักยภาพความเป็นผู้นำ ผู้ตัดสินใจ และผู้นำทางความคิดในอนาคต โดยปีที่ตนได้รับทุน มีผู้ได้รับทุนดังกล่าวจากทั่วโลกรวม 1,600 คน คิดเป็นร้อยละ 3 ของผู้สมัครทั้งหมด หรือประมาณกว่า 53,000 คน ทั้งนี้การที่จะได้รับทุนดังกล่าวผู้สมัครต้องสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้ได้ก่อน จากนั้นจึงจะไปสมัครเข้ารับทุน

ซึ่งผู้ที่จะสมัครรับทุนนี้ได้ต้องมีคุณสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยคะแนนอย่างน้อยเทียบเท่าเกียรตินิยมอันดับ 2 ขั้นสูง (Upper second-class honours) ตามระบบอังกฤษ หรือเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.0 มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2 ปี หรือประสบการณ์ฝึกงานเฉลี่ยรวมไม่ต่ำกว่า 2,800 ชั่วโมงได้คะแนนการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.5 (ไม่มีทักษะใดได้คะแนนน้อยกว่า 5.5) และผ่านเกณฑ์การรับวีซ่าจากสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษในประเทศไทย


@@@@@@

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กล่าวด้วยว่า ทุนชีฟนิ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2526 เป็นทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมถึงค่าเล่าเรียน ค่าเดินทางไปและกลับจากอังกฤษ รวมทั้งค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายแรกเข้าเมื่อเดินทางถึงอังกฤษ ทุนชีฟนิ่งได้พัฒนาจนเป็นทุนการศึกษาชั้นนำระดับโลกในระดับเดียวกับทุนฟุลไบรท์ ของสหรัฐอเมริกา ทุนเอนเดเวอร์ ของประเทศออสเตรเลีย และทุนดีเอเอดี ของประเทศเยอรมนี โดยปัจจุบันมีศิษย์เก่าทุนชีฟนิ่งกว่า 50,000 คนในประเทศต่างๆทั่วโลก



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/704455
ขอบคุรภาพจาก : http://thebuddh.com/?p=41955
พุธที่ 17 เมษายน 2562 เวลา 15.38 น.
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ศูนย์กลางจักรวาลที่ “วัดสุทัศนเทพวราราม” ในพิธีเสกน้ำอภิเษก เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:04:16 AM



ศูนย์กลางจักรวาลที่ “วัดสุทัศนเทพวราราม” ในพิธีเสกน้ำอภิเษก

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในขั้นการเตรียมการพระราชพิธีเบื้องต้นวันที่ 18 เม.ย. 2562 จะมี "พิธีเสกน้ำอภิเษกรวม" ณ วัดสุทัศนเทพวราราม หรือ วัดสุทัศน์ ที่มีความหมาย เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ความหมายและความสำคัญของวัดสุทัศนเทพวราราม ที่ถูกเลือกเป็นสถานที่ประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ มีข้อมูลที่ ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการ ด้านสารัตถะ และสร้างสรรค์ผลิตสื่อ บรรยายระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ “งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562” เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2562 ว่าวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่อยู่กลางกรุงเทพมหานคร เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล


ที่ตั้งของวัดสุทัศนเทพวราราม อยู่กลางศูนย์รวมชุมชนและศูนย์รวมศาสนสถานทั้ง พุทธและพราหมณ์กลางพระนคร (ขอบคุณภาพจากวิดีโอสารคดีบรมราชาภิเษก NBT คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก)

มีข้อมูลเพิ่มเติมจากคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระบุด้วยว่า วัดสุทัศนเทพวราราม ตั้งอยู่เขตพระนคร ซึ่งรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น พระราชทานนามว่า "วัดมหาสุทธาวาส"

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม” และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงแปลงนามใหม่เป็น “วัดสุทัศนเทพวราราม” หมายถึง เมืองสุทัสสนนคร ศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์

ที่ตั้งของวัด ถือเป็นศูนย์รวมชุมชนและศูนย์รวมศาสนสถาน ทั้งพุทธและพราหมณ์ อยู่กลางพระนคร มีแผนผังเขตพุทธาวาส จำลองภูมิจักรวาลตามคติมณฑลแบบพุทธ ภายในวัดมีบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 พระวิหารหลวงประดิษฐานพระศรีศากยมุนี หรือ หลวงพ่อโต ซึ่งอัญเชิญมาจากจังหวัดสุโขทัย ในส่วนชุกชี (ฐานพระพุทธรูป) ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 8



ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรม พุทธประวัติและเรื่องในวรรณคดี ด้านหน้าพระอุโบสถ มีสัตตมหาสถาน หรือสัญลักษณ์แสดงสถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับภายหลังการตรัสรู้ 7 แห่ง ด้วยความสำคัญของสถานที่ตั้งและคติความเชื่อทางศาสนา วัดสุทัศนเทพวราราม จึงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาของบ้านเมืองมาอย่างยาวนาน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ประกอบ “พิธีพลีกรรมตักน้ำ” จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อวันที่ 6เม.ย. 2562 จาก 76 จังหวัด และประกอบ “พิธีทำน้ำอภิเษก” ณ วัดสำคัญของแต่ละจังหวัด เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2562 และพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ในวันที่ 9 เม.ย. 2562

จากนั้นวันที่ 10 เม.ย.2562 ผู้ว่าราชการจังหวัดได้อัญเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ มาเก็บรักษาไว้ที่ห้องดอกแก้ว กระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2562 กรุงเทพมหานคร ได้ทำพิธีอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง ไปเก็บรักษาไว้ที่ห้องดอกแก้วกระทรวงมหาดไทย เช่นกัน


คนโทน้ำอภิเษก จำนวน 86 คนโท เก็บรักษาที่ห้องดอกแก้ว กระทรวงมหาดไทย

สำหรับวันที่ 18 เม.ย. ก่อนที่จะมี “พิธีเสกน้ำอภิเษกรวม” ในช่วงเย็นนั้น ในช่วงเช้าเวลา 08.30 น. ริ้วขบวนอัญเชิญ “คนโทน้ำอภิเษก” ทั้งหมด 86 คนโท จะเริ่มออกจากกระทรวงมหาดไทยไปยังวัดสุทัศนเทพวราราม ระยะทางรวม 740 เมตร

จากนั้น เวลาฤกษ์ 17.19-21.30 น. จะประกอบ “พิธีเสกน้ำอภิเษกรวม” ณ พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานฝ่ายฆราวาส



ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/content/1546341
โดย ไทยรัฐออนไลน์ ,18 เม.ย. 2562 05:30 น.
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมต้อง แอ่วพะเยา เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:49:07 AM



ทำไมต้อง แอ่วพะเยา.? แอ่วพะเยา..ม่วนใจ๋

พะเยา...เมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 900 ปี เป็นเมืองที่เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งศิลปวัฒนธรรม วัดวาอาราม ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวไทลื้อ...มาๆ ตามผมไปเที่ยวพะเยา ให้เบิกบานใจ ไปเติมเต็มความสุข เพิ่มพลังให้ชีวิตกันครับ


มีใครบางคนกล่าวไว้ว่า ‘นอนพะเยาหนึ่งคืน...อายุยืนหนึ่งปี’ ถ้าใครมีโอกาสไปนอนพักที่นั่นสัก 2-3 คืน อายุคงจะยืนยาวเพิ่มไปอีก 2-3 ปี กันเลยทีเดียว


บ่อยครั้งที่ผมมีโอกาสขับรถยนต์ส่วนตัวพาครอบครัวไปท่องเที่ยวจังหวัดทางภาคเหนือ และผมมักจะขับรถเลยผ่านจังหวัดพะเยา มุ่งหน้าขึ้นไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงราย ทั้งๆ ที่พะเยา เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สวยงาม หลายแห่ง อากาศก็ดี ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อีกทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม วัดวาอารามล้วนโดดเด่นไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ของภาคเหนือ


ทริปนี้ผมตั้งใจไปเที่ยวจังหวัดพะเยา และจองโรงแรมที่พักที่ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา...ยามเช้าเพียงผมเดินออกมาจากโรงแรม ก็เจอกว๊านพะเยาแล้ว หมอกยามเช้าหนาตาจนแทบไม่สามารถมองเห็นเกาะกลางน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดติโลกอาราม ชาวพะเยาเริ่มทยอยพากันออกมารับแสงเช้า ทำกิจกรรมอยู่ริมกว๊านฯ หลากหลาย ทั้งออกกำลังกาย นั่งตกปลา หรือรอตักบาตร ฯลฯ


พะเยาเป็นเมืองที่เนิบช้า เหมาะกับการพาตัวเองมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ อากาศที่นี่ดีมาก...ถ้าใครมีโอกาสไปพักริมกว๊านพะเยา ผมแนะนำให้เอารองเท้าสำหรับวิ่งไปด้วย ถ้าไม่เร่งรีบมากนัก ลองวิ่งออกกำลังกายริมกว๊านฯ หรือเอาจักรยานของโรงแรมที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว ออกไปปั่นเพื่อซึมซับบรรยากาศยามเช้าริมกว๊านพะเยาดูครับ...รับรองว่า แสงเช้าที่ส่องผ่านหมอกหนากลางกว๊านพะเยาว่าสวยงามแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสวิถีผู้คนของที่นี่ผมว่าดูสวยงามไม่แพ้กันครับ

กว๊านพะเยา ถือได้ว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และเป็นอันดับ 4 ของประเทศ (รองจากบึงบอระเพ็ด หนองหาน และบึงละหาน) กว๊านเป็นภาษาพื้นเมืองหมายถึง ‘บึง’



ริมกว๊านพะเยา มีร้านอาหารอร่อยๆ หลายร้าน มีที่พักโรงแรม และยังเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจ

กว๊านพะเยาในอดีตเคยเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีสายน้ำอิงไหลพาดผ่านคดเคี้ยวทอดเป็นแนวยาวไปตลอด จากทิศเหนือจรดขอบกว๊านฯ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีหนองน้ำน้อยใหญ่หลายแห่งและร่องน้ำหลายสายที่ไหลมาจากขุนเขาดอยหลวง แล้วเชื่อมติดต่อถึงกัน ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ และมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่เป็นชุมชนนานนับตั้งแต่โบราณ



ผมเดินลัดเลาะริมกว๊านฯ เก็บภาพบรรยากาศ ภาพวิถียามเช้าของชาวพะเยา ผมสัมผัสได้ถึงมวลความสุขของคนที่นี่ ทุกคนยิ้มแย้มทักทาย

ยามเช้าตรงบริเวณท่าเรือ วัดติโลกอาราม นักท่องเที่ยวหลายคนมารอตักบาตรข้าวเหนียว ที่นี่มีบริการจัดเป็นชุดทั้งอาหารคาวหวาน ขนม นมเนย และข้าวเหนียว เพื่อใช้ในการทำบุญตักบาตร



วัดติโลกอาราม (วัดกลางน้ำ อายุกว่า 500 ปี)


เกือบตลอดทั้งวันที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาขึ้นเรือที่ท่าเรือวัดติโลกอารามริมกว๊านพะเยาแห่งนี้ เพื่อจะไปชมความงามของวัดโบราณและสักการะหลวงพ่อศิลา อายุกว่า 500 ปี ณ วัดติโลกอาราม ซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำกว๊านพะเยา

โบราณสถานวัดติโลกอาราม สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2019 เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้ว่ากว๊านพะเยาเคยเป็นชุมชนโบราณมาก่อน สำหรับการเดินทางมาสักการะหลวงพ่อศิลา ณ วัดติโลกอารามแห่งนี้ สามารถขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือวัดติโลกอาราม ซึ่งมีบริการเรือพายเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 07.00-19.00 น.


ท่าเรือโบราณบ้านทุ่งกิ่ว


ผมมีโอกาสนั่งเรือข้ามฟากไปยังฝั่งตะวันตกของกว๊านพะเยา ที่นั่นเรียกว่า บ้านทุ่งกิ่ว เป็นท่าเรือโบราณ มีเรือโบราณให้ชม มีธรรมชาติอันงดงาม ชาวบ้านยังยึดอาชีพการประมงพื้นบ้าน วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนรอบกว๊านให้คนรุ่นหลังและนักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีสินค้าโอท็อปของชาวบ้านมาวางขายด้วย การเดินทางไปบ้านทุ่งกิ่วจะไปทางเรือหรือทางรถยนต์ก็ได้ กว๊านพะเยามีถนนรอบกว๊าน ที่ไปถึงหมู่บ้านแห่งนี้



บนถนนรอบกว๊านพะเยายังมีแลนด์มาร์กบ้านสันป่าค่าง ซึ่งทางเทศบาลตำบลบ้านสาง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา พร้อมด้วยผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านในพื้นที่บ้านสันป่าค่าง ได้ร่วมกันสร้างไซยักษ์ขนาดใหญ่ไว้ริมกว๊านพะเยา ฝั่งทิศตะวันตก เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของการทำประมงพื้นบ้านของชาวบ้าน เป็นจุดแลนด์มาร์กอีกจุดในการท่องเที่ยวเมืองพะเยา

วัดศรีโคมคำ


เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกขานกันว่า ‘วัดพระเจ้าตนหลวง’ ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา เป็นวัดที่ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมใจของชาวเมืองพะเยา อีกทั้งยังจัดเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรีและได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างอีกด้วย

วัดศรีโคมคำเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา หน้าตักกว้าง 14 เมตร สูง 16 เมตร เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองมาแต่สมัยโบราณ


วัดห้วยผาเกี๋ยง ประติมากรรมพุทธศิลป์



ภาพพระพุทธรูปแกะสลักนูนสูงอยู่บนหน้าผาดึงดูดสายตาผู้คนที่มาท่องเที่ยววัดห้วยผาเกี๋ยง (สำนักวิปัสสนาผาธรรมนิมิตร) ที่นี่มีงานประติมากรรมพุทธศิลป์สร้างสรรค์จากหินทรายที่สวยงาม พระพุทธรูปแกะสลักนูนสูงปางต่างๆ งดงามวิจิตรตระการตา เด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นพระพุทธปฏิมากร ปางกามโภคำสยาสน์ ที่แกะสลักเป็นรูปนูนสูง บนหน้าผาที่สูงประมาณ 5 เมตร ยาว 12 เมตร ไปพะเยาไม่ไปให้เห็นกับตาไม่ได้แล้ว


วัดนันตาราม วัดไม้สักแกะสลัก


วัดนันตารามมีวิหารศิลปะแบบไทยใหญ่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคาซ้อนชั้นมุงแป้นเกล็ดลดหลั่นลงตัว รอบวิหารตกแต่งลวดลายไม้ฉลุสวยงาม ส่วนเพดานก็ประดับกระจกสีที่มีลวดลายสวยงาม องค์พระประธานที่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยก็แกะสลักจากไม้สักทอง ลงรักปิดทอง ทรงเครื่องแบบไทยใหญ่ ประดิษฐานบนฐานไม้ที่ฉลุลวดลายอย่างงดงาม สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในวิหารก็คือ ธรรมาสน์สีทองเหลืองอร่าม ที่ยังคงเอกลักษณ์ฉลุลวดลายอ่อนช้อย ว่ากันว่าจำลองมาจากราชบัลลังก์ของกษัตริย์พม่า


บ้านแม่แสงดา เรือนไทลื้อแห่งสุดท้ายแห่งเวียงเชียงคำ


บ้านแม่แสงดาเป็นบ้านไทลื้อโบราณที่มีให้เห็นในปัจจุบันน้อยมาก ที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีเหลืออยู่เพียงหลังเดียวคือบ้านแม่แสงดา สมฤทธิ์ ที่อนุรักษ์บ้านหลังนี้ให้คงสภาพเดิม ไม่ได้ปรับปรุงตกแต่งเพิ่มเติมแต่ประการใด เพราะต้องการรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเยี่ยมชม ที่นี่ยังเปิดเป็นโฮมสเตย์ มีชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวไทลื้อให้อุดหนุนได้อีกด้วย ที่ใต้ถุนบ้านก็มีการทอผ้าแบบไทลื้อให้ดู


ลองถอดปลั๊กจากงาน แล้วพาตัวเองออกไปตามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะเปิดมุมมองชีวิตอีกด้าน เพียงนำร่างไปเอนกายแล้วค่อยๆ ซึมซับ เอาไอหมอกยามเช้าริมกว๊านพะเยาที่มาปะทะกาย แล้วเรียนรู้วิถีชีวิตผู้คน ช้าๆ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบ แล้วจะรู้ว่า ‘แอ่วพะเยา...ม่วนใจ๋’ จริง ๆ



ขอบคุณ : https://www.rabbittoday.com/th-th/articles/guide-to-go/phayao
Published yesterday ,By คชาชาติ อนนทสีหา
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อ่างทอง ฮือฮาปิ่นโตสูง 15 ชั้น ยาวกว่า 1 เมตร 2 เถา เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:19:42 AM



อ่างทอง ฮือฮาปิ่นโตสูง 15 ชั้น ยาวกว่า 1 เมตร 2 เถา

อ่างทอง - ฮือฮาปิ่นโตสูง 15 ชั้น ยาวกว่า 1 เมตร 2 เถา  เจ้าของ เผย สั่งทำขาปิ่นโต เพื่อหาบใส่อาหารคาวหวาน ไปทำบุญวันสงกรานต์  อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยประเพณีโบราณ

วันที่ 17 เม.ย. ฮือฮาปิ่นโตสูง 15 ชั้น ยาวกว่า 1 เมตร 2 เถา ใช้คานหางหงส์หาบใส่อาหารคาวหวาน ไปทำบุญวันสงกรานต์  ที่วัดโพธิ์วงษ์  ตำบลบ้านแห อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ในขบวน หาบกระจาดใส่ของไปทำบุญวันสงกรานต์  ร่วมกันสืบสาน อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยประเพณีโบราณ สิ่งดีงามพร้อมสืบทอด ให้แก่ลูกหลานคนรุ่นหลัง  ได้เห็นถึงความสวยงามวัฒนธรรมไทยในสมัยโบราณ ให้คงอยู่คู่เมืองอ่างทอง สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญตักรบาตร  ถ่ายภาพส่งขึ้นสังคมออนไลน์กันอย่างคึกคัก




นางผ่องศรี พลแต้ม อายุ 48 ปี  ชาวบ้านในตำบลบ้านแห อำเภอเมือง เล่าให้ฟังว่า ถึงความเป็นมาของการทำปิ่นโตที่สูงถึง 15 ชั้น  เกิดจากไอเดีย ที่จะเข้าร่วมขบวนหาบกระจาดใส่ของไปทำบุญวันสงกรานต์  แต่ตนเองหาบกระจาดไม่เป็นกลัวอาหารคาวหวานที่นำใส่กระจาดกระหกเสียหาย จึงได้คิดในการใช้ปิ่นโตที่ยาว 2 เถาใส่อาหารคาวหวานไปทำบุญ  ร่วมกันอนุลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทยสมัยโบราณของชาวบ้าน สร้างความฮือฮาแก่ชาวบ้านที่พบเห็น ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ปิ่นโต 2 เถานี้ทำบุญเลี้ยงพระอิ่มไปศาลาวัดเลยที่เดียว



ขอบคุณ : https://www.77kaoded.com/content/438736
17 เม.ย. 2562 ,โดย ตระกูลศักดิ์ วรเรียน   
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 สาเหตุ ที่ทำให้สาวๆ อย่างเรา ขี้ลืม.!! เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 08:21:30 PM



5 สาเหตุ ที่ทำให้สาวๆ อย่างเรา ขี้ลืม.!!

สาว ๆ เคยมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ บ้างไหมคะ? บางครั้งกำลังทำงานเพลินก็ดันลืมนัดลูกค้าจนเสียลูกค้าไป หลงนู่น ลืมนี่ ถ้าหากสาว ๆ มีอาการเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าตัวเราเองนั้นมีอายุเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า? แท้จริงแล้วสาเหตุที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมคืออะไรกันแน่? วันนี้ Spice เลยจะมานำเสนอ "5 สาเหตุที่ทำให้สาวๆอย่างเราขี้ลืม.!!"

     @@@@@@

    #1 ภาวะร่างกายอ่อนล้า
ถ้าหากสาว ๆ กำลังทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ใส่ใจสุขภาพร่างกายเลย มีหวังภาวะร่างกายอ่อนล้าถามหาสาว ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งภาะร่างกายอ่อนล้าจะทำให้ร่างกายของเราไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง รู้สึกเหนื่อยล้า เซื่องซึม ซบเซาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งภาวะร่างกายอ่อนล้าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของสาว ๆ วัยกลางคนที่ทำให้เกิดอาการหลง ๆ ลืม ๆ อย่างง่ายเลยค่ะ

    #2 ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก
เวลาสาว ๆ ออกไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อน ออกไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน มันก็คงมีบ้างเล็กน้อยที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่น วิสกี้ เบียร์ ไวน์ สุรา เหล้า โซจู เป็นต้น แต่สาว ๆ รู้หรือไม่ว่า "เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์นั้นส่งผลเสียต่อสมองของสาว ๆ โดยการไปทำลายความทรงจำระยะสั้นของตัวเราได้นะคะ"

    #3 ความเครียด ความวิตกกังวล
หลายต่อหลายครั้งที่ความเครียด ความวิตกกังวลส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา ในเรื่องของอาการหลง ๆ ลืม ๆ ก็เช่นกัน ถ้าหากสาว ๆ กำลังเครียด วิตกกังวล คิดหนักกับเรื่องบางเรื่อง อาจจะส่งผลให้สมองของตัวเรานั้นไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใหม่ ๆ บางครั้งอาจทำให้ลืมข้อมูลสำคัญเก่า ๆ ได้อีกด้วย

    #4 ภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้านั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเลย สำหรับสาว ๆ คนไหนที่ไม่ค่อยร่าเริง เก็บตัวอยู่คนเดียวไม่สดใส หน้านิ่ง ไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่อยากทำอะไร มีความสุขน้อยลงดาวน์ตัวเอง อาการเหล่านี้กำลังบ่งบอกถึงภาวะซึมเศร้าอยู่ ซึ่งถ้าหากเกิดภาวะซึมเศร้านี้ระบบประสาทจะไปสั่งการสมองไม่ให้จดจำอะไรที่พิเศษ มีแต่ความรู้สึกแย่ ๆ จนบางครั้งหลงลืมความรู้สึกที่พิเศษไปได้อีกด้วย

    #5 พักผ่อนไม่เพียงพอ
ถ้าหากวันหนึ่งสาว ๆ ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าร่างกายทำงานได้เชื่องช้า สมองสั่งการได้ช้าลง ตัดสินใจได้ช้าลง รู้สึกเบลอ ๆ มึน ๆ งง ๆ มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ แถมยังอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายโมโหง่าย อารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด สันนิษฐานได้เลยค่ะว่าเมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะอาการเหล่านี้มาจากการที่สาว ๆ ขาดการพักผ่อน นอนหลับไม่เต็มอิ่มนั่นเอง


     @@@@@@

เป็นยังไงกันบ้างคะสาว ๆ สำหรับ "5 สาเหตุที่ทำให้สาวๆอย่างเราขี้ลืม.!!" ถ้าหากเริ่มรู้สึกว่าพักนี้ตัวเองหลงลืมบ่อยมากขึ้น มีพฤติกรรมตามที่เราได้นำเสนอไป ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนไม่เพียงพอความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ภาวะร่างกายอ่อนล้า หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากจนเกินไป ก็ขอให้สาว ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ด่วนเลยค่ะ



ขอบคุณ : https://today.line.me/th/pc/article/5+สาเหตุที่ทำให้สาวๆอย่างเราขี้ลืม-Rywxze 
Spiceee.net , Reporter : NATTOZx , เผยแพร่ : 9 เมษายน 2562 เวลา 13.50 น.
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ลูกหนี้คิด vs เจ้าหนี้คิด เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 08:00:51 PM



ลูกหนี้คิด vs เจ้าหนี้คิด

ลูกหนี้ : ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดช่วยดลใจให้เขาสงสารฉัน นึกอยากช่วยฉัน ยอมให้เงินฉันยืมตามที่ขอ ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ด้วยเถิด

เจ้าหนี้ : หน้าตาเหี่ยวๆหมองๆแบบนี้ วันหนึ่งคงยืมเงินเราหรอก ขออย่าได้มีวันนั้นเลย แต่ถ้ามีจริงๆ ฉันจะปฏิเสธท่าไหนดี โกหกว่าไม่มี หรือบอกตรงๆว่าไม่อยากให้.?

ลูกหนี้ : ดูสิ มีตั้งมาก ทำไมขอแค่นี้ไม่ให้.?

เจ้าหนี้ : ถ้ายอมให้เงินเล็กๆก้อนแรก เดือนหน้าคงกลับมาขอเงินโตๆก้อนต่อไปหรอก ตัดไฟแต่ต้นลม ใจแข็งไม่ให้แต่แรกแหละดีแล้ว.!


@@@@@@

ลูกหนี้ : ฮ่า.! ขอสำเร็จจนได้ เทวดาคงเห็นใจเรา ดลใจเขา หรือไม่เราก็คงมีบุญ บุญช่วยให้ได้เงินก้อนนี้มาในที่สุด สมควรแล้วที่โลกช่วยฉันบ้าง ตอบแทนที่ฉันเกิดมาบ้าง

เจ้าหนี้ : โอ๊ย.! ใจอ่อนไปจนได้นะเรา ผีห่าซาตานตนไหนเข้าสิง หรือนี่มันเล่นคุณไสยเอากับเราแย่มากที่มีคนขี้ขออยู่ร่วมโลกกับเราด้วย อึดอัดเหลือเกิน

ลูกหนี้ : ใกล้กำหนดเวลาใช้หนี้แล้ว แต่ไม่เป็นไร โทษฐานเป็นคนสนิท ช้าไปบ้างยังไงก็ไม่โดนปรับ ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้วด้วย ไม่ได้ทำสัญญากันไว้นี่หน่า

เจ้าหนี้ : ใกล้กำหนดเวลาได้เงินคืนเสียที แต่ใจไม่ดีเลย ขอร้องอย่าเบี้ยวเลยพ่อคุณแม่คุณ กำลังต้องใช้อยู่พอดี ไม่ได้ก้อนนี้คืน ก็ต้องกลายเป็นลูกหนี้ ยืมเงินคนอื่นกันแล้ว

@@@@@@

ลูกหนี้ : โอ๊ย.! โทร.มาทวงอยู่ได้ ขยันรบกวนจิตใจกันจริงๆ ขออยู่แบบสงบสุขไม่ได้เลยใช่ไหมต้องก่อกวนให้เป็นทุกข์กันไม่เลิกอย่างนี้ บอกไม่ฟัง บอกหลายทีว่าเอาไว้ก่อนๆ ดีล่ะ.! จะประชดมันด้วยการเตะถ่วงไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละ ถึงมีก็พอใจไม่ให้ซะอย่าง อยากตื๊อให้รำคาญดีนัก.!

เจ้าหนี้ : ลำบากใจเหลือเกิน อายเหลือเกิน ทวงหลายครั้งก็อายนะโว้ย.! เหมือนเราต้องเป็นฝ่ายมาขอกินยังไงไม่รู้ ทำไมไม่มีจิตสำนึกคิดคืนเองกันบ้าง.?

ลูกหนี้ : โอ้.! เริ่มลืมตาอ้าปากได้บ้างแล้ว ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใจชื้นแล้ว ชีวิตดีแล้ว แต่เงินในบัญชีตู ก็แปลว่าเงินของตูซิ แหล่งที่มาจากไหนก็ช่างเถอะ.!

เจ้าหนี้ : เงินในบัญชีเราควรมากกว่านี้ แต่นี่ปล่อยให้ไปอยู่ที่ใคร มันไม่ใช้คืนกลับมาให้เราอุ่นใจบ้างเลย เห็นซื้อของใหม่ๆอวดทางเฟสแทบไม่เว้นแต่ละอาทิตย์ ถ้ามันคิดใช้คืนกันบ้าง ป่านนี้ตัวเลขในบัญชีเราคงไม่น่าเศร้าขนาดนี้


@@@@@@

ลูกหนี้ : พวกเจ้าหนี้ก็เหมือนๆกันหมด หน้าเลือด มีแล้วไม่แบ่ง ให้ได้ก็ไม่ให้ ยังเหลือตั้งเยอะ จะเอาคืนให้ได้ทั้งที่ไม่เดือดร้อน ก่อนถูกมันด่าว่าเลว ชิงหาหลักฐานความเลวของมันก่อนดีกว่า ยิ่งถ้าทำให้คนอื่นรู้กันทั่วๆได้ว่ามันเลวมาก เราก็นับว่าเลวน้อย หรือไม่เลวเลย แค่ไม่ใช้เงินคืนเอง.!

เจ้าหนี้ : เฮ้ย.! ทำไมมาแทงข้างหลังกันอย่างนี้ ตอนลำบากมา เราอุตส่าห์ช่วย จิตใจทำด้วยอะไร ไม่คิดเลยว่าเลวขนาดนี้ก็มีอยู่ในโลกด้วย ไม่คืนก็เลวพอแล้ว นี่มาทำร้าย ทำลายกัน เลวหนักเข้าไปอีก.!

ลูกหนี้ : ถ้าเวรกรรมมีจริง ชาติก่อนมันคงชักดาบเรามา ชาตินี้เราเลยต้องมาเอาคืนบ้าง นี่แหละ.! ของจริงคงมีอยู่อย่างนี้ ถือว่าหายกัน จบนะ.!

เจ้าหนี้ : จะให้ยกโทษ จะให้คิดว่าเคยไปเอาเขามา แหม.! ใครจะไปรู้ เมื่อไม่รู้ใครจะไปยอม.? เป็นไงเป็นกัน ฟ้องร้องให้ดับกันไปข้างเถอะ.!

@@@@@@

ลูกหนี้ : ฮ่าๆ.! มันไม่มีหลักฐานว่าเรายืมไป ศาลที่ไหนจะเชื่อ.?

เจ้าหนี้ : มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน สนิทแค่ไหน ถ้ายืมเงินก้อนโต ยังไงก็ต้องทำสัญญาไว้…เอ.! หรือจะสอนอีกอย่าง ถ้าไม่อยากเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู ก็อย่าได้คิดให้ใครยืมเงิน เว้นแต่จะตัดใจให้ได้เลยไม่เดือดร้อน.!



ขอบคุณ : https://today.line.me/th/pc/article/ลูกหนี้คิด+vs+เจ้าหนี้คิด+ดังตฤณ-RygNvz 
THINK TODAY,  Reporter : ดังตฤณ ,เผยแพร่ 7 เมษายน 2562 เวลา 17.00 น.
ขอบคุณภาพจาก : http://www.liekr.com/
8  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / บันทึกประวัติศาสตร์ นานาชาติว่าไทยเป็นเสียงเดียวกัน “ขี้เกียจ ขี้ขลาด ขี้โกง” เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 06:37:20 AM




บันทึกประวัติศาสตร์ นานาชาติว่าไทยเป็นเสียงเดียวกัน “ขี้เกียจ ขี้ขลาด ขี้โกง”

ท่านเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างหรือไม่ว่ามีฝรั่งหลายชาติหลายภาษานินทาคนไทย “ขี้เกียจ ขี้ขลาด ขี้โกง” ข้อกล่าวหาดังกล่าวเราทุกคนยากที่จะยอมรับ เพราะเราดูตัวเราเอง เราก็เป็นคนขยัน ทำมาหากินตัวเป็นเกลียว…แต่เราไม่อยากรู้บ้างหรือว่าทำไมต่างชาติจึงมองเราเช่นนั้น คำกล่าวหานี้มาทุกยุคทุกสมัย

เมื่อ 500 ปีที่แล้ว ฝรั่งโปรตุเกสเริ่มเข้ามาเมืองไทยในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช ก็เขียนหนังสือกล่าวว่า “การคิดอ่านที่โหดร้ายและการกระทำอันร้ายการ (ในการแย่งชิงอำนาจ) ได้แย่งชิงเอาความมีภูมิธรรมสูงส่วนใหญ่ไป”

เมื่อ 400 ปีที่แล้วมีชาวฮอลันดาเข้ามาตั้งห้างค้าขาย ก็กล่าวอย่างนี้ เมื่อ 200 ปีที่แล้วเป็นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชาวอังกฤษก็โจมตีอย่างหนัก ในรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ชาวเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ก็ยืนยันว่า ขี้เกียจ ขี้ขลาด ขี้โกง

@@@@@@

ทัศนะดังกล่าวเป็นของฝรั่งชาติต่างๆ 5 ชาติ จำนวน 9 นาย ได้แก่

    1. นายปินโต ชาวโปรตุเกส เข้ามาเป็นทหารรับจ้างอยู่ในกองทัพพระไชยราชาธิราช ในการทำสงครามกับรัฐเชียงใหม่ โดยนำปืนใหญ่ไปใช้รบครั้งแรกในเมืองไทย
    2. นายเซาเตน ชาวฮอลันดา เข้ามาเป็นหัวหน้าสถานีการค้าฮอลันดาในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม
    3. นายวันวลิต เป็นหัวหน้าสถานีการค้าสืบจากนายเซาเตน เขาเขียนประวัติศาสตร์ไทย นับเป็นฉบับแรกของประเทศนี้
    4. นายฟอร์บัง เป็นนายทหารฝรั่งเศส เข้ามารับราชการเป็นขุนนางไทยได้ยศออกพระศักดิ์สงคราม คุมทหารที่ฝึกแบบยุโรป (มีปืนและหอกเป็นอาวุธ ประจำกาย) จำนวน 2,000 คน ที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ธนบุรี
    5. นายยอห์น ครอเฟิด คนไทยเรียก “กาลาผัด” เป็นทูตอังกฤษ เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ เขาเขียนรายงานไปยังรัฐบาลอังกฤษ เจาะลึกในทุกด้านของไทยเป็นจำนวน 183 หัวข้อ
    6. นายคาร์ล กุตสลาฟ คนไทยเรียกว่า “หมอกิศลับ” ชาวเยอรมัน เป็นมิชชันนารีฝ่ายโปรเตสแตนต์คนแรกที่เข้ามาเมืองไทย เขารู้ภาษาไทยขนาดทำพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย เป็นฉบับแรก
    7. นายมัลลอก พ่อค้าอังกฤษ มาในสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาสำรวจอย่างละเอียดในเรื่องทรัพยากร การค้าและเศรษฐกิจของเมืองไทย ตลอดทั้งความมั่นคงเป็นรายงานที่ยาวถึง 122 หน้า
    8. นายมูโอต์ นักธรรมชาติวิทยา ชาวฝรั่งเศส เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4 เขาใช้เวลา 3 ปี สำรวจภูมิประเทศและการดำรงชีวิตของคนไทย
    9. เซอร์เฮนรี นอร์แมน เป็นขุนนางอังกฤษ เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5


@@@@@@

รายชื่อ “ฝรั่ง” ที่กล่าวหาไทยไม่ใช่แค่ตัวฝรั่งปากพล่อยๆ ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีวุฒิภาวะ ฯลฯ แต่เป็นคนที่มีภูมิปัญญา ตัวอย่างคำวิจารณ์จุดอ่อนของคนไทยใน สายตาชาวต่างชาติ 2-3 รายมาเป็นตัวอย่างดังนี้

หมอกิศลับ กล่าวถึงความโลเลคนไทยว่า
    “ชาวสยามเป็นพวกโลเลมาก วันนี้มีความคิดอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้เปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง มิตรภาพของพวกเขาจึงเอาแน่นอนไม่ค่อยได้ การยอมรับคำสอนของพระเยซูเป็นไปอย่างไม่จริงใจ พวกเราจึงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก…”

หรือความไม่ซื่อสัตย์ที่หมอกิศลับกล่าวไว้ว่า
    “โดยส่วนใหญ่แล้ว ชาวสยามเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริต แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ข้าพเจ้ากลับไม่ได้เห็นชาวสยามที่มีชื่อเสียงเช่นนี้เลยสักคน เท่าที่สำรวจดูจากคนใกล้ๆ ตัว ชาวสยามค่อนข้างปราศจากในข้อนี้เหมือนกันหมด”

@@@@@@

ขณะที่รายงานเกี่ยวกับเมืองไทย 183 ข้อ ของนายครอเฟิด เสนอต่อรัฐบาลอังกฤษ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เช่น

     “ข้อ 84 ถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่า ชาวสยามมีนิสัยขี้ขลาดตาขาว อันเป็นผลจากการบีบคั้นทางด้านสถาบันการเมืองเราก็อาจลงความเห็นว่า ชาวสยามไม่น่าจะทำศึกมีชัยชนะ และสามารถรักษาความเหนือกว่าพวกชาติเล็กๆ ที่กล้าหาญชาญชัยที่อยู่โดยรอบกรุงสยาม
      สิ่งที่น่าจะเป็นได้ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า ก็คือเรื่องทั้งหลายคงเกิดจากความเหนือกว่าในแง่ความเจริญ ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับความเหนือกว่าในแง่ทรัพยากร ความมั่งคั่งร่ำรวยที่เหนือกว่า และจำนวนประชากรที่มีมากกว่า มีความรู้สึกเคารพผู้มีอำนาจดีกว่า และความสามารถที่จะปรองดองกันกิจการบางอย่าง ที่ต้องการความคิดอ่านร่วมกัน ที่ดีกว่าชาติอื่น”


@@@@@@

ส่วนดีก็มีเพียงความใจกว้างในการถือศาสนา และรู้จักเพียงพอ

นิสัยคนไทยเป็นอย่างไรต้องดูกันนานๆ ดูให้ลึกลงไปถึงปู่ย่าตายาย ก็พอจะมองเห็นกรรมพันธุ์ได้บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ยังมีกฎของโลกที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือ มี “ความเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิรันดร” คนไทยวันนี้ย่อมไม่เหมือนคนไทยในอดีต



คัดความจาก จำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา. จุดอ่อนคนไทย ในสายต่างชาติ, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน 2549, มีนาคม และเมษายน 2550
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_17212
เผยแพร่ : วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ.2562
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อยากให้ชีวิตมีความหมายยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำคือ “ปล่อยวาง” เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 06:22:40 AM




อยากให้ชีวิตมีความหมายยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำคือ “ปล่อยวาง”

ต้องยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้เราต่างต้องเผชิญปัญหากับความเครียดมากเพียงใด ทั้งจากการทำงาน การใช้ชีวิตที่ดิ้นรนแข่งขัน สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งคนที่อยู่รอบกายทุกปัจจัยสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดทุกเวลา และหากเราไม่รู้จักวิธีในการป้องกันหรือขจัดแล้วล่ะก็ รับรองว่าผลเสียที่ตามมาจะเกิดขึ้นต่อทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแน่นอนค่ะ

และหากคุณเป็นคนที่ชอบเก็บเรื่องต่างๆ เอาไว้ในใจ และไม่เคยได้ปลดปล่อยมันออกมาเลยล่ะก็ เชื่อว่าชีวิตของคุณจะไม่พบกับความสุขแบบที่ควรจะเป็นอย่างแน่นอน เมื่อรู้แบบนี้แล้วเราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักคำว่า “ปล่อยวาง” กันดูค่ะ เพราะการรู้จักปล่อยวางเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต หากเราเครียด เรากดดันตัวเราเอง หรือแม้แต่คอยจะเก็บความผิดพลาดเก่าๆ มาย้ำ ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข วันนี้เราจึงมีวิธีดี ๆ ที่เมื่อคุณได้ปล่อยวางทิ้งไปได้แล้ว จะช่วยให้ชีวิตคุณมีความสุขและความหมายมากยิ่งขึ้นได้ค่ะ


@@@@@@

>> พยายามคิดให้ได้ว่า “ไม่มีอะไรยั่งยืน” <<   

ลองคิดทบทวนดูดีๆ นะคะ ว่าตอนนี้เรากำลังยึดติดอยู่กับสิ่งของนอกกาย อยู่หรือเปล่า และเมื่อใดก็ตามที่เรายึดติดกับอะไรมากๆ ความเจ็บ ความผิดหวัง ก็มักจะมาหาเราได้ง่ายขึ้นค่ะ นั่นเพราะถ้าเรายึดติดกับอะไรเราก็มักจะกลัวว่าของสิ่งนั้นจะหายไป สิ่งนั้นจะพัง กลัวใครจะมาขโมย เอาเป็นว่าเลิกยึดติดและคิดเสียว่าไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งบนโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และเวลา ทั้งความสุขและความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดเช่นเดียวกัน ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็มีวันผ่านไป ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราจะมีสติมากขึ้น เมื่อเกิดอำรขึ้นแล้วเราพจะไม่ทุกข์ เพราะเราปล่อยวางว่ามันไม่มีอะไรยั่งยืนตลอดไปยังไงล่ะคะ

>> เว้นพื้นที่เอาไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง << 

คนเรามักจะชอบคิดว่า ความเศร้า ความกลัว ความผิด เป็นสิ่งไม่ดี และไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แต่ต้องไม่ลืมนะคะว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่เพอร์เฟคไปเสียทุกอย่าง ไม่มีใครไม่เคยทำอะไรผิดพลาด ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยกลัวกับอะไรเลย เราเองเป็นแค่เพียงมนุษย์ธรรมดาคนนึงที่มีความรู้สึก ดังนั้น จงเอาความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆ เหล่านั้นเปผ้นบทเรียนเพื่อให้เราได้พัฒนาตัวเองต่อไป อย่าไปเครียดว่าทำไมเราต้องผิด ทำไมเราต้องกลัว ไม่ต้องผลักไสอาการเหล่านี้ไปหรอกค่ะ รับมันเอาไว้แต่รู้จักวางมันให้ถูกที่ถูกทาง สิ่งเหล่านี้บางทีอาจมีประโยชน์และทำให้เรามีความสุขมากขึ้นก็ได้ถ้าเรารู้จักปล่อยวาง

>> ตั้งใจพูดคุยกับทุกคนอย่างตรงไปตรงมา <<

ข้อนี้เป็นการบอกให้เราลองเลิกพูดคุยแต่เรื่องสัพเพเหระดูค่ะ เช่น บางทีมีคนถามเราว่าสบายดีหรือเปล่า แทนที่เราจะตอบไปอย่างงั้นว่า สบายดี ให้ลองเปลี่ยนจากคำตอบสำเร็จรูปแบบนั้นมาเปผ้นการตั้งใจตอบคำถามและพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา และแสดงออกถึงความใส่ใจในคำถามนั้นดู แม้ว่าคนที่ถามหรือคนที่คุยด้วยจะไม่ใช่เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน ซึ่งการตอบด้วยความจริงจังและจริงใจนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นในการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น และทำให้การสนทนานั้นมีความหมายมากขึ้นการเลิกคุยทักทายด้วยเรื่องสัพเพเหระแม้แต่กับคนแปลกหน้า ก็อาจทำให้ชีวิตและความสัมพันธ์ของคุณมีคุณค่ายิ่งขึ้นได้ ยิ่งเมื่อคุณเปิดใจอย่างแท้จริง ทุกคนจะเริ่มสัมผัสได้และอยากใกล้ชิดคุณมากขึ้น



>> ปลดปล่อยความจริงทุกอย่างออกมา <<

บางคนอาจสร้างกำแพงขึ้นมาระหว่างตัวเองกับคนรอบข้าง ซึ่งกำแพงดังกล่าวอาจเป็นเรื่องของงการเปิดเผยความจริงบางอย่างในตัวเอง หรือแม้แต่การพูดความจริงออกไปให้อีกฝ่ายได้รู้ บางครั้งก็ทำให้อึดอัดใจมากเหมือนกันนะคะ เพราะคุณอาจคุณอาจมีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในส่วนลึกภายใน ความจริงที่คุณยังเคยได้บอกกับใคร ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ซึ่งการพูดความจริงออกมานี่แหละค่ะจะช่วยลดกำแพงระหว่างคุณกับคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี เมื่อเราไม่กลัวที่จะเผยความจริงออกไปเราจะกล้าพูด กล้าคิด กล้าทำมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสื่อสารที่ดีและพาให้ชีวิตดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

>> บันทึกเรื่องราวดีๆ ที่เราเคยทำ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ <<

การจดบันทึกเรื่องงราว และความทรงจำดีๆ ที่เราเคยทำ เป็นการปล่อยวางที่ดีเลยนะคะ มันจะทำให้เราคลายเครียดไปได้ เพราะทุกครั้งที่เราเครียด วิตกกังวล หมดพลัง ไม่มีแรงจะทำอะไรต่อ หรือจมอยู่กับสถานการณ์แย่ๆ อยู่ล่ะก็ ให้นึกถึงเรื่องราวที่เราจดเอาไว้ในช่วงเวลาต่างๆ ก็จะช่วยให้เราพอใจในตัวเองขึ้นมาได้ อีกอย่าจะทำให้เรามองเห็นคุณค่าในตัวเอง และมีความพร้อมในการจัดการกับเรื่องราวแย่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ค่ะ

@@@@@@

>> ตัวเราคือผู้ควบคุมสถานการณ์ตรงหน้า <<

เราสามารถควบคุมทุกอย่างโดยเฉพาะร่างกายได้ หรือแม้แต่อารมณ์ของเราเองก็ตาม เราก็เป็นผู้ควบคุมมันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีเรื่องหรือมีปัญหา เราสามารถเลือกให้ตัวเองรู้สึกอย่างไรก็ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เช่น เราจะควบคุมอารมณ์ให้ขำกับเหตุการณ์ ให้กลัวเหตุการร์ ให้เศร้าไปกับเหตุการณ์ หรือให้เผชิญกับเหตุกาณ์แบบไม่ต้องเกรงกลังสิ่งใดเลยก็ได้ แทนที่เราจะเอาสิ่งที่เจอมาคิดให้เป็นปัญหา เราก็เลือกที่จะปฏิเสธอารมณ์นั้น เพียงเท่านี้เราก็ไม่เครียดแล้วค่ะ

>> เลิกเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น <<

การจะใช้ชีวิตย่างมีความสุขได้ เราต้องหมั่นฝึกตัวเองให้คิดดี ทำดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้คุณมีพลังที่จะดึงดูดสิ่งดีๆ ให้เข้ามาในชีวิต หากเราโกรธ หรือแค้นใคร สิ่งที่ควรทำได้ดีที่สุดคือ “ให้อภัย” สิ่งนี้จะเปลี่ยนความโกรธ ความเคียดแค้นให้กลายเป็นความคิดด้านบวกได้ อย่าคิดแค้นใครเลยค่ะ เพราะหากคิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เอาเป็นว่าสวดมนต์แผ่เมตตาให้เค้าไปเลยก็ดีค่ะ จะทำให้เราควบคุมอารมณ์โกรธไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกได้ ไม่เชื่อลองทำดู

@@@@@@

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่เอามาฝาก เพื่อให้ทุกคนรู้จักปล่อยวางดูนะคะ อย่าลืมว่าเมื่อเรารู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังทำให้เรารู้สึกไม่ดี หรือรู้สึกเครียด ก็ลองไม่คิดอะไรแย่ๆ วางมันลง ชีวิตเรามีอะไรให้ทำอีกมากมายกว่าเอาเวลามาเครียดกับสิ่งผิดพลาดที่อาจส่งผลทำให้คุณท้อถอย ดังนั้น ลองมองข้ามสิ่งผิดพลาดเหล่านั้นไปและขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่ยังเหลืออยู่ด้วยการ “ปล่อยวาง” ดีกว่าค่ะ



ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/knowledge-work-inspiration/148533.html
By pant ,4 April 2019
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เครื่องทุ่นแรงให้เกิดสมาธิ เมื่อ: เมษายน 16, 2019, 05:53:19 PM


 :25: :25: :25:

เครื่องทุ่นแรง ให้เกิดสมาธิ

คุณว่าจะดีไหมล่ะ ถ้าเพิ่งเริ่มนั่งสมาธิแค่ ๕ นาที แต่ได้ผลเท่ากับคนที่พยายามฝึกมาสิบปียี่สิบปี.?
ประวัติศาสตร์ความฟุ้งซ่านของมนุษย์เรามีมายาวนาน เห็นได้จากการมีความพยายามทำสมาธิกันมาตลอด แล้วก็ต้องหาเครื่องทุ่นแรงกันมาตลอด ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคไอทีของเรา

อย่างเช่นเมื่อห้าพันปีก่อน มีวิหารใต้ดินแห่งหนึ่งในมอลตา เรียกกันว่า Hal Saflieni Hypogeum ช่วยให้คนที่เข้าไปในวิหารเกิดสมาธิ หลักการคือ เมื่อคุณพูดหรือฮัมในคอดังพอ ก็จะเกิดการสะท้อนจากช่องเล็กๆที่เจาะเข้าไปในผนัง ก้องกังวานออกมาเป็นคลื่นเสียงระดับความถี่ ๑๑๑ เฮิรตซ์

ซึ่งจากการสแกนด้วย MRI นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาสนองตอบความถี่ดังกล่าวโดยลดการทำงานของสมองส่วนหน้าลง เป็นการปลดล็อกความคิด เปิดจิตให้โล่ง ขนาดที่สามารถเชื่อมต่อกับอีกมิติ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์ในวิหารแห่งนี้ จะก้าวข้ามศรัทธาความเชื่อไปสู่ประสบการณ์รู้เห็นอีกแบบ ที่ตรงกันได้เลยทีเดียว


(ภาพจาก tvm.com.mt)

หรืออย่างเช่นชาวพุทธบางท้องถิ่นก็ใช้ Singing Bowl (จริงๆชื่อเดิมคือ Standing Bell) ในการช่วยให้เกิดสมาธิ โดยเคาะให้เกิดเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ปัจจุบันนิยมกันมากในหมู่แพทย์ทางเลือกที่ใช้ดนตรีบำบัด ตลอดจนนักทำโยคะหลายกลุ่ม ในยูทูบก็มีคลิปจูนจักระให้ฟังกันฟรีๆ ที่เล่าลือกันว่าได้ผลก็เช่นคลิป https://youtu.be/-ar9vsmFhJU

(ภาพจาก verywellmind.com)

ความพยายามในการระงับความทุกข์ทรมานอันเกิดจากการฟุ้งซ่าน ยังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน เมื่อมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองและระบบในร่างกายมากขึ้น มนุษย์เราก็พัฒนาเทคโนโลยีแพงๆขึ้นมาช่วยหลายอย่าง เช่น Sensory Deprivation Tank (โดยความหมายคือถังปลดล็อกความรับรู้ทางประสาทหยาบต่างๆ แต่มีชื่อเล่นอื่น เช่น isolation tank หรือ meditation tank เพื่อสื่อว่าช่วยให้เกิดสมาธิ)

หลักการง่ายๆ คือ ให้นอนในอ่างน้ำเกลือ ทำให้ตัวลอยบนผิวน้ำ เข้าสู่ภาวะเกือบไร้น้ำหนัก เกือบไร้สัมผัสรบกวนทางกาย เหลือแต่ความรู้สึกนึกคิด จึงง่ายที่จะกำหนดจิตเป็นสมาธิ


(ภาพจาก purefloat.ca)

ผมพบว่าเครื่องทุ่นแรงที่ใกล้ตัวที่สุด ราคาถูกที่สุด หยิบจับมาใช้ได้ง่ายที่สุด แล้วก็ได้ผลจริงที่สุด ในปัจจุบันเห็นจะได้แก่เทคโนโลยี Binaural Beats ซึ่งเพียงคุณมือถือกับหูฟังสเตอริโอ เพื่อเล่นไฟล์ mp3 ก็ใช้ได้แล้ว เพราะหลักการง่ายๆ คือ ส่งเสียง Sine Wave เข้าสู่หูซ้ายขวาต่างความถี่กัน

แล้วจะได้ค่าคลื่นสมองที่เป็นค่าความต่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการคลื่นความถี่สมองที่ ๑๐ เฮิรตซ์ (ซึ่งเป็นระดับผ่อนคลายสบายอารมณ์) ก็อาจส่ง Sine Wave ความถี่ ๑๐๐ เฮิรตซ์เข้าหูซ้าย กับความถี่ ๑๑๐ เฮิรตซ์เข้าหูขวา เป็นต้น


(ภาพโดยดังตฤณ)

หลักการฟังดูง่าย แต่เอาเข้าจริงมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไม่ได้ผล เช่น เสียงคลื่น Sine Wave ไม่มีความน่าฟังแบบเสียงดนตรี คนส่วนใหญ่ฟังปุ๊บอยากถอดหูฟังปั๊บ และแม้ Binaural Beats จะเป็นที่รู้จักกันมานานเกือบ ๒๐๐ ปี ปัจจุบันก็ยังวิจัยและพัฒนากันไม่จบ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมกันตลอด

ผมเองสนใจวิจัยและพัฒนา Binaural Beats กับเขาเหมือนกัน โดยเอาจิตที่สงบพร้อมรู้เป็นตัวตั้งแล้วค้นหารหัสผสมคลื่นความถี่เสียงที่เข้ากันกับจิตแบบนั้นพอดี นอกจากนั้น ยังใช้เสียงดนตรีธรรมดานำหน้า เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดความสงบผ่อนคลายใกล้ระดับคลื่นสมอง ๑๐ เฮิรตซ์ แจกเป็นไฟล์ mp3 ฟรี มีชื่อเฉพาะว่า "เสียงสติ" ในลิขสิทธิ์ของมูลนิธิบูรณพุทธนะครับ


ไฟล์ความยาวประมาณ ๓ นาที เหมาะกับการเคลียร์พื้นที่สมองให้พร้อมทำสมาธิ
http://dungtrin.com/BB/02Quality03Min.mp3

ไฟล์ความยาวประมาณ ๑๐ นาที เหมาะสำหรับช่วยฟื้นฟูสภาพทางใจ แก้ซึมเศร้า
http://dungtrin.com/BB/02Quality10Min.mp3

ไฟล์แบบไม่มีเสียงดนตรีนำ เหมาะสำหรับฟังวนไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
http://dungtrin.com/BB/BBOnly.mp3


@@@@@@

ถ้าอยากฟังให้ได้ผล ควรใช้หูฟังแบบครอบที่มีคุณภาพดีหน่อยหนึ่ง ราคาตั้งแต่พันบาทขึ้นไป เพื่อให้ตอบสนองคลื่นความถี่ต่ำระดับ ๓๐ เฮิรตซ์ขึ้นไปได้ชัดเจน (แต่หูฟังทั่วไปก็ใช้ได้ เพียงแต่ผลจะไม่ดีเท่านะครับ เท่าที่ลองมา)

ขอให้ทราบว่า "เสียงสติ" ไม่ได้ผลกับทุกคน เช่น ถ้ามีอคติ หรือตั้งใจบริกรรมแบบเครียดๆไปด้วยสมองจะต้านการเปลี่ยนระดับคลื่น แต่หากสังเกตความต่างของลมหายใจไปเรื่อยๆ สบายๆ ก็จะพบว่า :เสียงสติ: ช่วยเคลียร์พื้นที่สมองให้ได้จริง ซึ่งในทางประสบการณ์จะรู้สึกว่าจิตว่าง ลดความฟุ้งซ่านลง ในอกในใจเปิดโล่งสบาย หายห่วง เนื้อตัวผ่อนคลาย เกิดลมหายใจยืดยาว นิ่มนวลได้ง่าย และหายรำคาญเสียง ลืมเสียงในหูฟังไปเลย

"เสียงสติ" ไม่ได้ช่วยให้เกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเอง เมื่อเกิดประสบการณ์สงบพร้อมรู้ คุณจะต่อยอดให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตก็สุดแท้แต่ใจ เอาไปวางแผนโกงกินอย่างแยบยลก็ได้ เอาไปเรียนหนังสือให้เก่งขึ้นก็ได้ เอาไปขุดข้อเด่นของตัวเองมาสร้างความร่ำรวยก็ได้ เอาไปทำกสิณฝึกฤทธิ์ฝึกเดชเหนือมนุษย์ก็ได้ หรือจะเอาไปเจริญสติให้เกิดสมาธิแบบพุทธก็ได้

@@@@@@

สมาธิแบบพุทธนั้น เป็นการหายใจอย่างไร้ตัวตน เพื่อไปให้ถึงฌานล้างผลาญอวิชชา ฌานมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ไม่ต้องคาดเดาว่าถึงหรือยัง องค์ประกอบเหล่านั้น ได้แก่

     ๑) วิตก คือ ตั้งจิตให้เล็งรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ตั้งใจรู้สึกถึงลมหายใจ จนสายลมเด่นชัดกว่าความฟุ้ง
     ๒) วิจาร คือ จิตเกิดภาวะรู้สิ่งนั้นอย่างเดียว เช่น เห็นลมเป็นสาย เป็นลำ เป็นท่อ จิตเหมือนสัมผัสลมหายใจได้คล้ายมือสัมผัสสายลม
     ๓) ปีติ คือ สมองปลดล็อกจากคลื่นความคิด จิตเปิดสบาย สดชื่น เปิดกว้าง เบิกบาน กว้างไกล
     ๔) สุข คือ จิตเปิดโล่งสบายจนเสถียร ไม่ใช่แค่วูบๆวาบๆ เช่น ตัวเบาเหมือนลอยนิ่งกลางฟ้า(ตรงนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด นึกว่าแค่สุขเนียน หรือจิตรวมธรรมดา ก็แปลว่าถึงฌานแล้ว)
     ๕) เอกัคคตา คือ จิตผนึกรวมอย่างใหญ่ รู้คงที่เนิ่นนาน สมองปลดล็อกจากความคิดอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกจะเหมือนถูกยกขึ้นไปสู่อีกมิติที่ไร้กาลเวลา ประสาทหูดับ รู้อะไรอย่างเดียว เช่นลมหายใจในร่างนั่ง ไม่วอกแวกเลยตั้งแต่ต้นฌานยันท้ายฌาน

@@@@@@

เพื่อเข้าถึงฌานแบบพุทธ คุณต้องเห็นความต่างของลมหายใจให้ได้เรื่อยๆในระหว่างวัน เห็นว่าหายใจยาวเป็นสุข หายใจสั้นเป็นทุกข์ กระทั่งสมองส่วนหน้าลดการทำงานลงเป็นปกติ คือ ฟุ้งซ่านน้อยลง เห็นความฟุ้งซ่านเป็นส่วนเกินของจิต ติดใจที่จะระลึกถึงลมหายใจเข้าออกโดยความไม่ใช่ตัวเดิม ไม่ใช่ตัวตนของใคร

เมื่อติดใจเห็นความไม่ใช่ตัวเดิมต่อเนื่องพอ จะเกิดมุมมองพลิกโลก จิตมีสิทธิ์รวมเป็นหนึ่ง แบบที่เรียกว่า ‘สัมมาสมาธิ’ และนั่นแหละที่คุณจะรู้เองเห็นเองว่า พระพุทธเจ้าปรารถนาให้พวกเราเห็นอะไร



ขอบคุณที่มา :-
https://today.line.me/th/pc/article/เครื่องทุ่นแรงให้เกิดสมาธิ+ดังตฤณ-LD62Vr
THINK TODAY , Reporter : ดังตฤณ
เผยแพร่ 14 เมษายน 2562 เวลา 17.00 น.
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Fake แบบนี้คนเขาดูออก.!! 3 พฤติกรรมที่ทำแล้วยังไงก็รู้ว่า “เสแสร้ง” เมื่อ: เมษายน 16, 2019, 05:21:33 PM



Fake แบบนี้คนเขาดูออก.!! 3 พฤติกรรมที่ทำแล้วยังไงก็รู้ว่า “เสแสร้ง”

เอาจริงๆเรื่อง Fake เป็นเรื่องคลาสสิกสำหรับมนุษย์อย่างเราๆ การ Fake แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนักหรอก สำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่บางครั้งการมันก็มีประโยชน์เหมือนกัน อย่างเช่นเวลาต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน น่ากระอักกระอวนใจ เป็นต้น แต่ก็มีพฤติกรรมบางอย่างเหมือนกันที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเมื่อต้องอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ เพราะทำแค่นิดเดียว อาจจะถูกมองหรือตัดสินทันทีว่ามันแบบนี้ไม่จริงใจ เสแสร้งสุดๆ

@@@@@@

1. ยิ้มแบบนี้พี่ไม่โอเค
คนเขาดูออกนะคุณ ว่ายิ้มแบบไหนคือจริงใจ ยิ้มแบบไหนคือเสแสร้ง ถ้าให้เปรียบเทียบรอยยิ้มก็เหมือนกับประตู เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณยิ้มอย่างเปิดเผย ดูไม่มีอะไรแอบแฝง คนรอบข้างจะรับรู้ได้ทันทีว่าคุณมีความจริงใจอยู่เต็มเปี่ยม ไว้ใจได้และน่าคบหา แต่เมื่อใดก็ตามที่คุยยิ้มแบบเจื่อนๆ ดูพยายามจนเกินไป  พวกเขาก็จะรับรู้ได้เช่นเดียวกันว่าคุณเป็นคนไม่น่ารักเอาเสียเลย  แต่! ถ้าคุณเป็นคนที่ยิ้มไม่เป็น ไม่รู้เลยว่าควรยิ้มแบบไหนถึงปลอดภัย ไม่โดนหาว่าเฟค เราขอแนะนำให้คุณหัดยิ้มหน้ากระจก แล้วสังเกตตัวเองว่าเป็นอย่างไร ปล่อยลมหายใจเบาๆ ค่อยๆฉีกยิ้ม วิธีการนี้แหละช่วยคุณได้

2. รอยยิ้มกับคำพูดสวนทางกัน 
ยังต่อกันที่รอยยิ้มอีกสักข้อ ..จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณชมเพื่อนร่วมงานของคุณว่าสวย แต่ดันยิ้มเจื่อน พรีเซ็นต์โปรเจคให้หัวหน้าฟัง แต่ฝืนยิ้มจนดูไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะรอยยิ้มของคุณไม่โกหก การรู้ทันความคิดและการแสดงออกของตัวเองเลยเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมให้ดี เข้าใจว่าบางอย่างเราก็ควบคุมมันไม่ได้เสมอไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าสายตาที่จับจ้องมาที่คุณต่างพร้อมจะ ตัดสินอยู่แล้วว่าคุณเป็นอย่างไร บางเรื่องถ้ารู้สึกไม่เห็นด้วย ไม่โอเคที่จะทำให้คนอื่นสบายใจก็ใช้วิธีนิ่ง หรือรับฟังเฉยๆบ้างก็ได้ มันไม่คุณ เพราะการโดนมองว่า Fake แย่กว่าเยอะ 

3. ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง
บริษัทคือสังคมหนึ่งที่คนมาอยู่ด้วยกัน ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ฉะนั้นแล้วแต่ละคนย่อมมีเรื่องให้พูดคุยแลกเปลี่ยน (รวมไปถึงมีเรื่องซุบซิบ Gossip) กันอยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่พูดกับคนนี้ทีมนี้อย่าง แต่พออีกทีมคุณพูดอีกอย่าง ลองคิดภาพตอนที่พวกเขามาคุยกันสิ แย่ไปกว่านั้นคือเป็น Topic ของคุณที่ข้อมูลไม่ตรงกัน คุณว่าภาพลักษณ์ของคุณจะถูกมองในแง่บวกอยู่หรือเปล่า ดังนั้นเวลาพูดอะไรควรพูดให้ตรงกัน และสำคัญที่สุดคือไม่ใส่เสริมเติมไข่ลงไปจนข้อมูลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลัง..มือ

@@@@@@

การพยายามทำให้คนอื่นสบายใจมันก็ดี แต่บางครั้งการพยายามทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองอาจกลับมาทำร้ายคุณได้ รู้แบบนี้แล้วก็ไม่มีอะไรจะบอกนอกจาก วางตัวให้ดี อยู่ให้เป็น ถึงตอนนั้นแม้จะมีใครนินทา เราก็สบายใจได้อย่างนึงว่าเราไม่ได้ Fake เหนื่อยหน่อย.. แต่ถือว่าเป็นการสอบภาคปฏิบัติแล้วกัน สู้ๆ



ขอบคุณที่มา :-
https://www.workventure.com/blog/fake-แบบนี้คนเขาดูออก-3-พฤติกรรมที่ทำแล้วยังไงก็รู้ว่า-เสแสร้ง 
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อิทธิพลของ Social media ที่คนไทยต้องรู้ เมื่อ: เมษายน 16, 2019, 06:37:55 AM




อิทธิพลของ Social media ที่คนไทยต้องรู้

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นชาย-หญิง ที่ได้รับการยอมรับจากสิ่งที่เรียกว่า Social media ด้วยภาพลักษณ์ที่เก่งและดูดีในโลกของเกมออนไลน์ ตัดกลับมาในโลกแห่งความเป็นจริง วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวแทบไม่มีตัวตน ไม่มีเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจให้ใครได้นึกถึงเลยแม้แต่น้อย ชีวิตในโลกเสมือนช่างแตกต่างจากโลกความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง!

ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องแรกที่บอกเล่าเรื่องราวในลักษณะดังกล่าว แต่ก็ช่วยตอกย้ำถึงภาพสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนและภาพสังคมปัจจุบันที่ผูกติดอยู่กับ Social media หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ได้อย่างเหลือเชื่อ ในฐานะที่เป็นสื่อกลางซึ่งเป็นได้ทั้งพลังในทางสร้างสรรค์ที่ช่วยสร้างโอกาสในชีวิตและที่ยืนใหม่ๆ ให้กับใครหลายๆคน หรือเป็นสิ่งบั่นทอนชีวิตและจิตใจของคนอีกมากมาย

ในโลกของ Social media เพียงแค่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากโลกออนไลน์ในเสี้ยววินาที หรือการพบปะและมีปฏิสัมพันธ์ทางหน้าจอโทรศัพท์กับผู้คนจากทุกมุมโลกที่สัญญาณโทรศัพท์เข้าถึง ก็มีอานุภาพเพียงพอที่จะกำหนดความเป็นไปของชีวิตผู้คนในสังคมปัจจุบันซึ่งยากที่ใครจะเลี่ยงได้ และนี่คืออิทธิพลที่สำคัญ 4 ประการของ Social media ที่คนไทยต้องรู้ก่อนที่จะสายเกินไป


@@@@@@

1. โอกาสกับความรับผิดชอบ ผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้โอกาสจากสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอผลงานต่างๆของตัวเองเช่นเดียวกับหลายคน ทุกคนมีโอกาสตรงหน้าที่จะใช้ช่องทางนี้นำเสนอสินค้าที่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้ทั่วโลก เสนอข่าวสารและตัวตนของตัวเองแบบที่คนมีชื่อเสียงนิยม เผยแพร่งานเขียนบนโลกออนไลน์แทนการเข้าสำนักพิมพ์ หากล้องวิดีโอดีๆสักตัวแล้วผลิตรายการให้คนได้ติดตาม หรืออะไรก็ตามแต่ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรูปแบบเดิมๆที่เคยเป็น

อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่คนใช้โอกาสเหล่านี้อย่างไม่ระมัดระวัง ขาดความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นในทางเสียหาย การนำเสนอผลงานที่มีเนื้อหาล่อแหลมหรือชักจูงผู้ชมไปในทางไม่เหมาะสม การสร้างกลุ่มเฉพาะที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม ตลอดจนใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งการพนัน การขายของผิดกฎหมาย หรือการขายบริการทางเพศ ซึ่งยังคงเป็นเรื่องยากในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคมที่ตามมา

2. เข้าถึงหรือครอบงำ สื่อสังคมออนไลน์ถือเป็นช่องทางในการทำการตลาดชั้นดีทั้งในทางธุรกิจ สังคมและการเมือง โดยเข้ามาแทนที่สื่อหลักในอดีตอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ได้แบบก้าวกระโดด เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสาขาอาชีพได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ ไม่ว่าจะกินหรือเข้านอน เข้าห้องน้ำหรือเดินทาง เพียงมีโทรศัพท์มือถือกับสัญญาณอินเตอร์เน็ท เราก็สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซื้อสินค้า หรือติดตามเทรนด์ต่างๆในโลกใบนี้ได้แทบจะในทันที

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มธุรกิจหรือแม้แต่กลุ่มการเมืองจึงหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความนิยมชมชอบในสินค้า บริการ หรือกระทั่งการปลุกระดมความเชื่อทางการเมือง โดยกรอกข้อมูลใส่สมองจนจำติดใจและหลงไปกับโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายอย่างไม่รู้ตัว หลายครั้งที่ความขัดแย้งต่างๆก่อตัวขึ้นจากความต้องการครอบงำความคิดและพฤติกรรมของผู้คน จึงต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองได้มีสติและปัญญา แยกแยะการรับข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันการตกเป็นเครื่องมือทางการตลาดในลักษณะนี้

@@@@@@

3. สร้างสรรค์หรือทำลาย ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ถูกใช้เป็นช่องทางในทางสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคมได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเตือนภัยให้กับคนในสังคมได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ซึ่งทำให้เกิดความตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างทันท่วงที การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เพื่อระดมความช่วยเหลือให้กับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้ที่กำลังเดือดร้อน หรือการนำเสนอข้อความหรือหลักฐาน ที่แสดงถึงการกระทำผิดกฎหมายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่หลายครั้งคนในสังคมก็อาจรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อพบว่าตัวเองถูกหลอกลวงจากคนบางกลุ่ม ที่ใช้เป็นพื้นที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ทำให้เกิดความไขว้เขวต่อข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์บางประการ หรือเป็นเพียงความต้องการที่จะใช้เป็นพื้นที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายเพื่อระบายความไม่พอใจ ต้องการประจานคู่กรณีจากความขัดแย้งส่วนตัว จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้อื่น ซึ่งไม่ช่วยสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับส่วนรวมแต่อย่างใด และเป็นช่องโหว่สำคัญที่ไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสื่อสังคมออนไลน์

4. แรงบันดาลใจหรือภาพลวงตา ในโลกของสื่อสังคมออนไลน์มักเป็นที่ที่ถูกวิจารณ์ว่า เต็มไปด้วยภาพถ่ายและบทบรรยายที่บอกเล่าการใช้ชีวิตที่ดูดีมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศ รูปถ่ายอาหารน่ารับประทาน หรือกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นที่น่าอิจฉาแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง หากแยกแยะไม่ได้บางคนก็อาจค่อนขอดว่าเป็นเพียงภาพลวงตา ไม่จำเป็นต้องอิจฉา แต่ในใจกลับไม่มีความยินดี รู้สึกเป็นทุกข์และน้อยใจในเส้นทางชีวิตของตัวเองก็มีไม่น้อย ยิ่งทำให้จิตใจและความรู้สึกแย่ลงไปอีก

หากมองโลกในแง่ดีก็คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่ใครๆต่างก็ต้องการนำเสนอสิ่งดีๆให้คนอื่นพบเห็น ยิ่งต้องเชื่อมโยงกับผู้คนบนโลกเสมือนนี้มากเท่าไรก็ยิ่งหลีกหนีไม่พ้นกับสิ่งเหล่านี้ การอยู่ในโลกออนไลน์จึงถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางจิตใจ ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็ไม่ควรให้โลกเสมือนเข้ามามีอิทธิพลทางลบต่อความคิดและจิตใจของเรา จนเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต ตรงกันข้าม ควรรู้สึกยินดีและใช้สิ่งที่ดูดีมีความสุขเหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันตัวเองให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

@@@@@@

พลังของ Social media ไม่เพียงแต่มีอิทธิพลที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆแล้ว ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า เราในฐานะที่ต้องใช้ชีวิตทั้งบนโลกแห่งความเป็นจริง และโลกเสมือนที่สร้างขึ้นใหม่นี้โดยยากที่จะหลีกเลี่ยง จำเป็นต้องรู้เท่าทันประโยชน์และผลกระทบ รวมทั้งเตรียมจิตใจให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และพยายามที่จะใช้มันในทางที่เป็นคุณแก่ตนเองและสังคม อย่าใช้ให้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างผู้ใดเลย



https://mgronline.com/qol/detail/9620000036480
เผยแพร่ : 14 เม.ย. 2562 16:41 ,โดย : ผู้จัดการออนไลน์
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / การที่ควรและมิควรปฏิบัติของ องค์พระมหากษัตริย์.! อย่าเสวยผลไม้ที่มีต้นและผลดำ.!! เมื่อ: เมษายน 16, 2019, 06:17:26 AM



๗ มหาราชของชาติไทย


การที่ควรปฏิบัติและมิควรปฏิบัติ ของ องค์พระมหากษัตริย์.! อย่าเสวยผลไม้ที่มีต้นและผลดำ.!!

จากหนังสือ “บรมราชาภิเษก” ศึกษาค้นคว้าโดย นางณัฏฐภัทร จันทวิช ซึ่งบริษัท รุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง จำกัด จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ในบทสรุปวิเคราะห์มีข้อความที่น่าสนใจเกี่ยวกับคติความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ที่กำหนดข้อควรและไม่สมควรที่พระเจ้าอยู่หัวจะพึงปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้พระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง ประกอบด้วยฤทธานุภาพและตบะอันสูง ในหัวข้อ “การที่ควรปฏิบัติและมิควรปฏิบัติขององค์พระมหากษัตริย์”

@@@@@@

ข้อควรปฏิบัติและยึดถือ มี ๙ ประการ คือ
    ๑. เมื่อจะเสวยพระกระยาหาร ประทับหันพระพักตร์ไปทางตะวันออก
    ๒. ให้เสวยปลาที่มีรสโอชา
    ๓. ให้เสวยผลไม้ที่มีรสหวาน
    ๔. ให้ดมกลิ่นดอกไม้อันหอม
    ๕. ให้สรง (อาบน้ำ) ระหว่างเวลาเที่ยง
    ๖. ให้ลูบไล้พระวรกายด้วยเครื่องหอม
    ๗. เมื่อจะบรรทมให้บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก
    ๘. เมื่อตื่นพระบรรทมแล้วให้สรงพระพักตร์ด้วยน้ำสังข์ และน้ำที่มีกลิ่นหอม และให้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก
    ๙. ให้ทรงพระภูษาเนื้อละเอียด


@@@@@@

ส่วนการที่มิควรปฏิบัติสำหรับพระมหากษัตริย์ มี ๑๐ ประการ คือ
     ๑. อย่าทอดพระเนตรดูแสงพระอาทิตย์
     ๒. อย่าบรรทมตื่นสายจนแสงพระอาทิตย์ขึ้น
     ๓. อย่าเสวยพระกระยาหารในเวลาบ่ายถึงยามหนึ่ง
     ๔. อย่าเสวยผลไม้ที่มีต้นและผลดำ
     ๕. อย่าเสวยน้ำที่มีมันตมและห้วยหนอง
     ๖. อย่าเสวยเนื้อปลาที่คาวและไม่มีมัน
     ๗. อย่าเสวยพระโอสถที่หมอปรุงขึ้นในที่มิชอบ
     ๘. อย่าเสวยสิ่งที่ต้องขบ ต้องกัด
     ๙. อย่าเสพกามคุณด้วยสตรีที่มีอายุ ๔๐-๕๐ ปี
     ๑๐. อย่าทรงพระภูษาเนื้อหยาบ

@@@@@@

นอกจากนี้ พระองค์ยังต้องทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆ เรียกว่า “จักรวรรดิวัตร” ซึ่งมีอยู่ ๕ ประการ คือ
     ๑. ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ เคารพและเชิดชูธรรม ตั้งตนอยู่ในธรรม
     ๒. ธรรมิการักขา ให้ความคุ้มครองโดยธรรม ด้วยการรักษาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม แก่ชนทุกหมู่เหล่าในแผ่นดิน
     ๓. อธรรมการ คือจัดการป้องกันแก้ไขมิให้มีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง
     ๔. ธนานุประทาน แบ่งปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ผู้ยากไร้ ด้วยการจัดให้ราษฎรมีการหาเลี้ยงชีพพึ่งตนเองได้
     ๕. ปริปุจฉา คือการมีที่ปรึกษาที่ทรงวิชาการ ทรงคุณธรรม เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ที่จะช่วยให้เจริญปัญญาและกุศลธรรม


@@@@@@

นอกจากนี้แล้ว องค์พระมหากษัตริย์ยังต้องทรงประกอบราชสังคหะ คือต้องทำนุประชาราษฎร์ด้วยหลักธรรมที่เรียกว่า “ราชสังคหวัตถุ” ทั้งยังต้องเป็นผู้ละเว้นอคติทั้งปวงด้วย

สำหรับ ราชสังคหวัตถุ มี ๔ ประการ คือ
     ๑. สัสสะเมธังฉลาดที่จะบำรุงธัญญาหาร
     ๒. วาจาเปยะมีวาทะดูดดื่มใจ
     ๓. ปุริสเมธังฉลาดสงเคราะห์บุรุษ
     ๔. สัมมาปาสังสามารถผูกน้ำใจมนุษย์ให้นิยมยินดี

@@@@@@

สำหรับ อคติต่างๆ ที่ต้องละเว้น มี ๔ ประการ คือ
     ๑. ฉันทาคติลำเอียงเพราะชอบ
     ๒. โทสาคติลำเอียงเพราะชัง
     ๓. ภยาคติลำเอียงเพราะขลาดกลัว
     ๔. โมหาคติลำเอียงเพราะหลงหรือเขลา


@@@@@@

ธรรมดังกล่าวเหล่านี้ เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า เป็นธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์หรือผู้นำรัฐพึงกระทำ ซึ่งก็นับว่าเป็นการยากยิ่งที่บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็นับว่าเป็นบุญของประชาชนชาวไทย ที่มีองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนี้มาตลอด ทำให้ชาติไทยมีความร่มเย็น สุขสงบ และเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ



ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000035831
เผยแพร่ : 15 เม.ย. 2562 11:11, โดย : โรม บุนนาค
14  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวบ้านแตกตื่น เศียรพระพุทธรูปโผล่กลางลำต้นพญาสัตบรรณ​ วัดตาลล้อม​ จ.ชลบุรี เมื่อ: เมษายน 16, 2019, 05:40:35 AM




ชาวบ้านแตกตื่น เศียรพระพุทธรูปโผล่กลางลำต้นพญาสัตบรรณ​ วัดตาลล้อม​ จ.ชลบุรี

ศูนย์ข่าวศรีราชา - ชาวบ้านแตกตื่น พบเศียรพระพุทธรูปโผล่กลางลำต้นพญาสัตบรรณ ภายในวัดตาลล้อม​ จ.ชลบุรี​ ​ ผู้ดูแลวัดเชื่อน่าจะมีคนนำเศียรพระมาวางในจุดที่ต้นพญาสัตบรรณกำลังจะขึ้น เมื่อเติบใหญ่จึงถูกดึงขึ้นลำต้น ​​

วันนี้ (14 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน​ ต.เหมือง​ อ.เมือง​ จ.ชลบุรี​ ว่า พบเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมีเศียรพระพุทธรูปโผล่ที่กลางลำต้นตีนเป็ด หรือต้นพญาสัตบรรณ ต้นไม้มงคลที่ขึ้นอยู่ภายในวัดตาลล้อม ริมถนนสุขุมวิท ขาเข้า​ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบชาวบ้านจำนวนมากพากันมาดูต้นพญาสัตบรรณ​ ที่มีเศียรพระพุทธรูปอยู่บริเวณกลางต้นไม้ พร้อมพากันตีเลขไปต่างๆ นานา เนื่องจากในช่วงนี้ใกล้วันหวยออก​ ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนได้พากันเข้ามากราบไหว้ขอพร เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และเห็นว่าเป็นเรื่องของความมหัศจรรย์ ที่เพิ่งพบเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา


@@@@@@

ด้าน​นายสมคิด เนตรนุช อายุ 54 ปี กรรมการวัดตาลล้อม เผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการที่มีชาวบ้านนำเศียรพระพุทธรูปที่มีความสูงประมาณ 5 นิ้ว มาวางทิ้งไว้บริเวณดังกล่าวก่อนที่จะมีต้นพญาสัตบรรณเกิดขึ้น​ จึงทำให้เศียรพระติดตามลำต้นเมื่อเติบใหญ่​ โดยปัจจุบันต้นพญาสัตบรรณ มีอายุประมาณ 3 ปี และเมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็พากันเดินทางมากราบไหว้ขอโชคลาภ

อย่างไรก็ดี ตนเองได้พยายามที่จะขยับเศียรพระ​ แต่ปรากฏว่าติดแน่นจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้จึงถือเป็นเรื่องที่แปลกและไม่เคยพบเห็นมาก่อน







ขอบคุณภาพและข่าวจาก
https://mgronline.com/local/detail/9620000036674
เผยแพร่ : 14 เม.ย. 2562 18:30 ,ปรับปรุง : 15 เม.ย. 2562 10:36, โดย : ผู้จัดการออนไลน์
15  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ เมื่อ: เมษายน 15, 2019, 06:22:38 AM


 :25: :25: :25:

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร(จบ) : สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ

พวกชฎิลมีอุรุเวลกัสสปะเป็นหัวหน้าต่างยอมศิโรราบคาบแก้ว (เป็นสำนวน มิได้คาบแก้วจริงๆ) ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับฟังพระโอวาทจากพระพุทธองค์สลัดคราบนักบวชเกล้าผมบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์

บริขารเครื่องใช้ไม้สอยแบบชฎิลก็ถูกโยนทิ้งน้ำหมดว่ากันว่ามีเครื่องแต่งผม ชฎา สาแหรก คาน เครื่องบูชาไฟ น้ำเต้า หนังสือ ไม้สามง่าม ของเหล่านี้ลอยเท้งเต้งมาตามน้ำ

ชฎิลผู้น้อง หรือ “ซือตี๋” เห็นเข้านึกว่าเกิดอันตรายขึ้นแก่ “ซือเฮีย” พร้อมบริวาร จึงพากันขึ้นไปหา รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เกิดความเลื่อมใส พากันลอยบริขารลงแม่น้ำเช่นเดียวกัน

“น้องเล็ก” อยู่สุดคุ้งน้ำ นึกว่า “พี่ใหญ่” และ “พี่รอง” ประสบอันตรายจึงพาบริวารขึ้นไปดูก็สละเพศภาวะชฎิลเช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสอง


@@@@@@

พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ ชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารรวมแล้วมีหนึ่งพันสามรูป แล้วทรงพาภิกษุเหล่านี้ไปยังตำบลคยาสีสะ ประทับอยู่ ณ ที่นั้นชั่วระยะหนึ่ง

เมื่อทรงเห็นว่าสาวกของพระองค์มีความพร้อมแล้ว จึงแสดงอาทิตตปริยายสูตรให้ฟัง

ต่อไปนี้จะขอสรุปเนื้อหาของพระสูตรให้ฟังดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ ทุกสิ่งที่ว่าร้อนเป็นไฟคืออะไรเล่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ ความรู้สึกเกิดจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ

ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ร้อนเพราะความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ

นี้แหละที่ว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ

@@@@@@

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อรู้เห็นอย่างนี้ ย่อมหน่ายในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในความรู้สึกเกิดจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อหน่ายก็ย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าชาติสิ้นแล้ว เราได้ประพฤติพรหมจรรย์สมบูรณ์แล้ว (คือได้บรรลุจุดหมายปลายทางแล้ว) ไม่ต้องไปทำอะไรอีกต่อไปแล้ว”

พระสูตรนี้เป็นภาษาบาลี 2 หน้า สรุปข้างต้นก็ยังยาวไป ถ้าจะสรุปให้สั้นง่ายแก่การจำจะได้ดังนี้

“ทุกอย่างร้อนเป็นไฟ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ ร้อนด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนด้วยชาติ ชรา มรณะ ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ อริยสาวกรู้เห็นเช่นนี้ ย่อมหน่าย คลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีจิตหลุดพ้นและรู้ว่าตนได้สิ้นภพสิ้นชาติ บรรลุเป้าหมายสูงสุดของพรหมจรรย์ ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไปแล้ว”


@@@@@@

เมื่อทรงเทศน์จบลง อดีตชฎิล 1,003 รูปก็บรรลุพระอรหัต (อย่าแก้เป็น “อรหันต์” เพราะในที่นี้เป็นคำนามที่หมายถึง “ภาวะของพระอรหันต์”) พร้อมกัน เป็นอันว่าด้วยระยะเวลาอันสั้น พระพุทธองค์ทรงได้สาวกจำนวนพัน มากพอที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว

มีข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ พระพุทธเจ้าทรงทราบนิสัย (ความเคยชิน) อุปนิสัย (แวว) และอธิมุติ (ความถนัด) ของผู้ฟังเทศน์ จึงทรงเลือกเรื่องแสดงให้เหมาะกับนิสัย อุปนิสัย และอธิมุติของผู้ฟัง เพราะเหตุนี้เองเวลาทรงแสดงธรรมให้ใครฟัง คนคนนั้นจึงบรรลุธรรมทันทีเป็นที่น่าอัศจรรย์

อย่างพวกชฎิลนี้ วันๆ ก็หมกมุ่นอยู่แต่กับการบูชาไฟหายใจเข้าก็บูชาไฟ หายใจออกก็บูชาไฟ ว่าอย่างนั้นเถอะย่อมมีประสบการณ์เกี่ยวกับความร้อน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสประโยคแรกว่า

“สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างร้อนเป็นไฟ”

เท่านั้น พวกนี้ก็หูผึ่ง

“เอ มันมีแต่ไฟเท่านั้นที่ร้อน ทำไมพระองค์บอกว่าร้อนไปหมดทุกอย่าง” ชักเกิดความอยากรู้ขึ้นมาทันที

@@@@@@

พระพุทธองค์ก็ทรงรู้ความในใจของพวกเธอ จึงตรัสยั่วให้กระหาย ใคร่รู้มากขึ้นว่า

“กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่ว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ”

ทรงเว้นระยะชั่วขณะยิ่งเร้าให้พวกเธออยากรู้ไวๆ “นั่นสิอะไรล่ะ”

“จกฺขํ อาทิตฺตํ … ตาร้อนเป็นไฟ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ…”

พระองค์ตรัสต่อไป ค่อยๆ ขยาย ค่อยๆ อธิบายทีละนิดๆ พวกเธอก็ฟังเพลินจนกระทั่งเกิดญาณหยั่งรู้ในที่สุด

ที่บ่นกันว่าฟังพระเทศน์ ฟังผู้รู้ทางศาสนาเทศน์หรือบรรยายธรรมไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เพราะผู้เทศน์ผู้บรรยายไม่คำนึงถึงประสบการณ์ ภูมิหลังของผู้ฟัง ตนถนัดเรื่องอะไรก็พูดแต่แม่น้ำคงคา เมืองพาราณสีของพระเจ้าพรหมทัตโน่น แล้วใครมันจะมองเห็นภาพ ใช่หรือเปล่า.?



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 - 11 เมษายน 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_185677
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อายุ ไม่ได้ เป็นเพียง ตัวเลข เมื่อ: เมษายน 15, 2019, 06:11:17 AM


อายุ ไม่ได้เป็นเพียง ตัวเลข
บทความชวนคิดจาก นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล

ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 65 ล้านคน จัดเป็นผู้สูงอายุ(นับกันที่อายุ 60 ปีขึ้นไปนะครับ) ประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน อายุไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข

คาดการณ์ว่า ภายในในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จะมีผู้สูงอายุประมาณ 15 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด กล่าวคือ จะมีผู้สูงอายุ 1 คนในประชากรทุก ๆ 5 คน นอกจากนี้ยังสำรวจพบว่า ในจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดนี้จะมีผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง ติดบ้าน ต้องพึ่งพิงคนอื่นช่วยดูแลกว่า 1 ล้านคน คิดเป็นเกือบร้อยละ 15 เลยทีเดียว

สังคมไทยเรานั้นมักมีคำอวยพรที่นิยมใช้กับผู้ที่มีอาวุโสเช่น ขอให้ อายุ ยืนๆ หรือขอให้อายุมั่นขวัญยืน เป็นต้น ส่วนในทางพระท่านก็มักให้พรแก่เราว่า ขอให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ อยู่บ่อยๆ


@@@@@@

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านที่อ่านตามมาถึงบรรทัดนี้ก็คงเริ่มหวั่นๆ กับตัวเลขทางสถิติที่ผมยกมาให้ดูข้างต้น โดยอาจคิดว่า ไม่อยากให้มีคนมาอวยพรให้ฉันอายุยืนๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะถ้าเกิดหากโชคร้ายอายุยืน แต่ต้องนอนติดเตียง พึ่งพิงผู้อื่นช่วยดูแลตลอดเวลาเหมือนผู้สูงอายุอีก 1 ล้านคนนั้นคงไม่ไหว ขอมีอายุพอประมาณน่าจะดีกว่า แต่ความจริงแล้วอายุที่แท้ อาจไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขแสดงจำนวนวันเดือนปีที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพียงเท่านั้น ความหมายที่แท้ของคำว่าอายุมีมากกว่านั้น

ผมมีผู้ป่วยประจำที่สูงอายุมากรายหนึ่ง ชื่อ คุณตาสมคิด อายุ 87 ปีแล้ว ท่านเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่และลงพุงเล็กน้อย ท่านมักสวมเสื้อลายสกอต สวมหมวกคล้ายคาวบอยและถือไม้เท้าที่ทำจากไม้สักขัดมันสวยงาม เวลาเดินมาตรวจทุกคนจดจำท่านได้ดี ไม่ใช่เพียงแต่การแต่งตัวของท่านเท่านั้น แต่เพราะใบหน้าของท่านมักเปื้อนรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลาที่มาถึง 

ท่านป่วยเป็นโรคประจำตัวมากมายหลายโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและเบาหวานขึ้นจอประสาทตา โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตเสื่อมเรื้อรังระยะที่ 3 โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคเกาต์ทั้งนี้ยังไม่นับอาการเจ็บป่วยที่ท่านเรียกให้ฟังเองว่า “โรคประจำวัน” เช่น โรคนอนไม่หลับ มึนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทั้งนี้เรามักแซวกันว่า เวลามาโรงพยาบาล คุณตาควรขับรถสิบล้อมาขนถุงใส่ยากลับไปเลยดีกว่า แต่แซวกันแค่ไหนคุณตาก็ไม่เคยโกรธ เอาแต่หัวเราะชอบใจ

@@@@@@

เราเคยถามท่านว่า “คุณตาป่วยเป็นโรคหลายโรค เวลากลับไปบ้านแล้วรู้สึกกังวลหรือเครียดบ้างหรือเปล่า”

คุณตาตอบอย่างสบายใจว่า....
“ผมนึกถึงโรคประจำตัวของผมก็เฉพาะตอนที่อยู่โรงพยาบาลกับหมอและตอนรับประทานยาเท่านั้นแหละครับ นอกนั้นไม่เคยคิดถึงมันเลย ผมเลยมีเวลาคิดถึงเรื่องอื่นๆอีกมาก ไม่ต้องคอยกังวลอะไร” 

ผมอดยิ้มกับคำตอบของท่านไม่ได้ สุดท้ายผมมักอวยพรให้คุณตาอายุยืนถึง 100 ปี คุณตามักตอบผมว่า “ผมยินดีรับไว้นะครับ อายุมาก พลังชีวิตผมก็มากตามไปด้วย”

คุณตากล่าวได้ถูกต้องเลยทีเดียวครับ ความหมายที่แท้จริงของคำว่าอายุของคนโบราณและในทางพระพุทธศาสนา คือ พลังชีวิต เพราะฉะนั้นการที่เราหรือพระให้พรว่าให้อายุยืนๆนั้น ก็คือ ขอให้คนผู้นั้นมีพลังชีวิตมาก ๆ นั่นเอง ผู้สูงอายุหลายคนมีอายุที่เป็นตัวเลขมาก แต่กลับมีอายุที่แท้คือพลังชีวิตน้อยมากอย่างน่าแปลกใจ ในทางตรงข้ามกับเด็กน้อยบางคนที่มีอายุที่เป็นตัวเลขน้อย แต่กลับมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม เป็นต้น

@@@@@@

การมีชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอายุที่เป็นตัวเลขมากๆ เท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือ อายุที่ไม่เป็นเพียงตัวเลข คือ อายุที่หมายถึง พลังชีวิตนั่นเองครับ การมีพลังชีวิตสูง คือ มีความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความสุขของคนสูงอายุ คงเกิดขึ้นจากการเรียนรู้วิธีที่จะมีความสุขกับสิ่งที่ยังเหลืออยู่ในตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่เหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่เหลือจนกลายเป็นคนไร้คุณค่า แต่ก็ไม่ประมาทจนละเลยไม่ดูแลใส่ใจชีวิตตัวเองจนเกินไป

เมื่อเราอายุมากขึ้นปีหนึ่งๆ ลองถามตัวเองดูนะครับว่า อายุที่หมายถึงพลังชีวิตของเรานั้น มากขึ้นด้วยหรือไม่ ถ้าเราสามารถทำให้สองสิ่งนี้เพิ่มตามกันไปได้แล้ว เราจะพบว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้นจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นได้จริงๆ ครับ

 

ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต
เรื่อง : นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/51515.html
By Minou ,11 April 2019
17  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จุดจบของโจรขโมยศรัทธา ถึงเวลาที่ ”กรรมตามทัน” เมื่อ: เมษายน 15, 2019, 05:50:29 AM



จุดจบของโจรขโมยศรัทธา ถึงเวลาที่ ”กรรมตามทัน” – เรื่องเล่าจากผู้อ่าน


เรื่องราวของ ” กรรมตามทัน ” นี้ ยายของฉันเล่าให้ฟังว่า…

ยายเป็นคนชอบทำบุญมาก ทุกๆ เช้ายายจะตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อทำกับ ข้าวไปใส่บาตรทุกวัน พอถึงวันพระ ยายจะนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลที่วัดหรือถ้า มีกิจกรรมงานบุญนอกเหนือไปจากนี้ ยายก็ยินดีช่วยเหลือทั้งหมด ถ้าช่วยเป็นกำลังกายไม่ได้ ยายก็พร้อมช่วยเป็นกำลังทรัพย์แทน

ยายบอก ฉันเสมอ ๆ ว่า ถึงยายจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ถ้าเรื่องบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว  ยายช่วยเต็มที่ ยิ่งถ้าเรื่อง“เททองหล่อพระพุทธรูป” ด้วยแล้ว ยายจะมี ศรัทธามาก เพราะครั้งหนึ่ง หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว ได้เคยเทศน์ไว้ว่า

“ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้า จะองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี หรือใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ จะ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ และจะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจน กว่าเข้าสู่นิพพาน”


@@@@@@

ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจังทำให้ยายถึงกับ เปิดพระไตรปิฎกสืบค้นกลับไปถึงครั้งพุทธกาล ซึ่งความพยายามของยายก็ไม่สูญ เปล่า เพราะในพระไตรปิฎกมีการพูดถึงอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปไว้จริง ๆ  เช่น ได้เกิดเป็นนางฟ้า เทวดาเศรษฐี ฯลฯ และถ้ายิ่งทำบุญด้วยทองคำด้วยแล้ว ยิ่งดีนัก เพราะเป็นธาตุที่เลิศที่สุดในวัตถุทั้งหลาย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีคนมาบอกบุญชวนไปงานหล่อพระพุทธรูปทีไร ภาพที่ฉันจำได้แม่นก็คือ ยายจะรีบหาขันทองเหลือง กำไลเงินเข็มขัดนาก แหวนทองคำ หรือโลหะมีค่าสักชิ้น  ฯลฯ ไป “หลอมรวม” กับน้ำทองหล่อพระพุทธรูป

ยายเชื่อว่า การร่วมบุญแบบนี้จะให้อานิสงส์สูงสุด เพราะเป็นการทำทานสละสมบัติส่วนตน และทำให้ปล่อยวางได้ไม่ยึดติด ไม่ครอบครอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสตามยายไปหล่อพระพุทธรูปที่วัดแห่งหนึ่ง สิ่ง ที่ฉันเห็นก็คือ นอกจากยายของฉันซึ่งได้นำแหวนทองคำมาร่วมบุญแล้ว ยังมีลุง ป้าน้าอาอีกหลายสิบคนที่ทยอยนำโลหะมีค่ามาร่วมบุญกันอย่างเนืองแน่น บ่งบอก ถึงศรัทธาอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา

@@@@@@

ระหว่างที่ฉันกำลังมองกองโลหะสูงพะเนินเทินทึกด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่นั้นยายก็หันมาพูดว่า

“หนูรู้ไหม…เคยมีคนใจบาปแอบขโมยทองหล่อพระพุทธรูปไปด้วยนะลูก…”

เรื่องเกิดขึ้นสมัยยายยังสาว ๆ ในงานหล่อพระพุทธรูปประธานที่วัดแห่งหนึ่ง  วันนั้น ‘ลุงผล’ ซึ่งเป็นกรรมการวัดกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่พอดี ด้วย อารมณ์ชั่ววูบ แกจึงแอบหยิบสร้อยทองเส้นเขื่องที่ญาติโยมนำมาถวายไปเส้น หนึ่ง หวังจะนำไปขายหาเงินมาใช้หนี้

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้…และพิธี หล่อพระก็ดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จ  ทว่าในคืนนั้นเอง อยู่ๆ บ้านของลุงผลก็เกิดไฟไหม้ขึ้นกลางดึก แม้ทุกคนใน บ้านจะหนีตายออกมาทัน แต่ด้วยความเสียดายสร้อยทองเส้นเขื่องที่แอบขโมยมาลุง ผลจึงย้อนกลับเข้าไปในบ้าน หมายจะหยิบสร้อยทองออกมาให้ได้ แต่ขณะที่วิ่ง กลับออกมา เสาต้นเขื่องก็เกิดล้มลงมาพาดประตูเสียก่อน ลุงผลจึงติดอยู่ใน บ้านทันที

กว่าที่นักดับเพลิงจะฝ่าเปลวไฟเข้าไปช่วยได้ ลุงผลก็ถูก  “ไฟครอก” จนตัวไหม้ดำมือไม้หงิกงอ ไม่ได้สติแล้ว เหลือเพียงลมหายใจรวยริน และสร้อยทองเส้นเขื่องที่กำไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหล่นหายไป

@@@@@@

ลุงผลอยู่โรงพยาบาลได้เพียง 3 วันก็สิ้นใจ เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

หลังงานศพเสร็จสิ้น ป้านันผู้เป็นภรรยาก็ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวของลุงผลให้ ญาติๆ ฟัง เพราะลุงผลมาเข้าฝันบอกว่าต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่คน ทั่ว ๆ ไป ป้านันเล่าด้วยน้ำตานองหน้าว่า เย็นวันที่เกิดเรื่อง หลังกลับจากวัดลุงผล แอบกระซิบให้ป้านันฟังว่า แกขโมยสร้อยทองมา หวังจะขายใช้หนี้

แทนที่ ป้านันจะเห็นดีเห็นงามไปด้วย แกกลับขอร้องให้ลุงผลนำสร้อยไปคืน เพราะถึงแม้จะลำบากยากเข็ญแค่ไหน แกก็ ต้องการให้ช่วยกันทำมาหากิน ช่วยหาเงินกันไปมากกว่าจะทำบาปแบบนี้

คำพูดของป้านันได้ผล เพราะลุงผลตั้งใจว่าจะนำสร้อยทองไปคืนหลวงพ่อในวันรุ่ง ขึ้น ทว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาเสียก่อนอย่างไรก็ดี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สำคัญที่สุด ป้านันตัดสินใจนำสร้อยทองเส้นนั้นไปถวายคืนหลวงพ่อแทนลุงผล  พร้อมกับปวารณาตนขอรับใช้ศาสนาอย่างไม่มีกำหนด ด้วยความตั้งใจว่าจะอุทิศผล บุญนั้นแก่ลุงผล เผื่อว่าเวรกรรมจะเบาบางลงบ้าง

@@@@@@

ฉันฟังเรื่องของลุง ผลแล้วก็นึกสยดสยองแทนไม่ได้ ร่างกายมนุษย์ที่ถูกเปลวไฟแผดเผาทั้งเป็นจะ เจ็บปวดทรมานสักเพียงไหน…คงไม่ต่างจากโลหะมีค่าที่ถูกหลอมด้วยความร้อน นั่นเอง

นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า เวรกรรมตามทัน! เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คงไม่มีใครกล้าขโมย “ศรัทธา” ของใครอีกเป็นแน่


 

เรื่อง : ปลายเทียน 
ภาพ : https://pixabay.com
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/40209.html
By Therranuch ,11 April 2019
18  กรรมฐาน มัชฌิมา / ถามตอบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ กรรมฐาน / Re: ขอให้ทุกท่าน ที่เป็นสมาชิกเว็บ จงมีความสุข ในช่วง เทศกาล วันสงกรานต์ 2562 เมื่อ: เมษายน 14, 2019, 09:16:48 AM


 st12 st12 st12
สาธุครับ
19  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / แนะหลัก "9 ข้อ ชีวิตสดใสในวัยสูงอายุ" เมื่อ: เมษายน 14, 2019, 08:52:16 AM



แนะหลัก "9 ข้อ ชีวิตสดใสในวัยสูงอายุ"

สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ แนะหลัก “9 ประการ เพื่อชีวิตสดใสในวัยสูงอายุ” เป็นแนวทางให้ร่างกายแข็งแรง ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขเหมาะกับวัย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะสมองเสื่อม เป็นต้น เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากพบในผู้สูงอายุและมีจำนวนมากขึ้นตามค่าอายุเฉลี่ยของประชากร ความรุนแรงของปัญหาก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศและครอบครัว



โดยพบอัตราการเกิดโรคในผู้สูงอายุเป็นแบบทวีคูณคือ ร้อยละ 1 - 2 ในประชากรอายุ 60 - 69 ปี ร้อยละ 8 ในประชากรอายุ 70 - 79 ปี และร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2 ของผู้สูงอายุที่อายุ 85 ปีขึ้นไป กรมการแพทย์จึงมอบหมายสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ดำเนินโครงการสำคัญระหว่างปี พ.ศ. 2562-2565 เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยมีเป้าหมายผู้สูงอายุสุขภาพดี และพัฒนาระบบดูแลด้านสุขภาพโดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่กับครอบครัวและสังคมอย่างมีความสุข

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผอ.สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีสุขภาพที่ดีของผู้สูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข สามารถประกอบกิจการหรือภารกิจหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับวัย ดังนั้น การมีสุขภาพที่ดีในผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สูงอายุและบุคคลในครอบครัวต้องการ จึงขอแนะนำข้อปฏิบัติ



สำหรับผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี ตามแนวทางการดูแลสุขภาพตัวเอง “9 ข้อเพื่อชีวิตสดใสในวัยสูงอายุ” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ควรปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ประกอบด้วย

     1. อาบน้ำทุกวัน แปรงฟันสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันสึกเหงือกเป็นแผล ตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยปีละครั้ง
     2. กินอาหารสุกสะอาด วันละ 3 มื้อ ให้ครบ 5 หมู่ ควรกินอาหารที่ย่อยง่าย ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง เพิ่มจำนวนมื้ออาหารให้มากขึ้น
     3. ออกกำลังกาย 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ครั้งละนิดไม่เกิน 30 นาที โดยเลือกชนิดการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่งช้าๆ การบริหารท่าทางต่างๆ การรำมวยจีน โยคะ เป็นต้น
     4. ดื่มน้ำสุกสะอาด อย่าให้ขาดวันละ 6-8 แก้ว ซึ่งควรเป็นน้ำที่ปราศจาก สี กลิ่น ตะกอน
     5. พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง ปลอดโปร่งแจ่มใส เนื่องจากการนอนเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพให้มีความสมดุล
     6. งดสิ่งเสพติด คบหาญาติมิตร ใกล้ชิดครอบครัว เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่พึ่งทางใจให้บุตรหลาน ก่อให้เกิดความสุขอบอุ่นเป็นครอบครัวที่พึงปรารถนา 
     7. ดูแลบ้านเรือน ของใช้ เสื้อผ้า ให้สะอาด น่าใช้ ไม่เป็นที่แพร่ระบาดและการติดเชื้อโรค
     8. ตรวจสุขภาพให้ถ้วนถี่ ปีละครั้ง เป็นอย่างน้อย เป็นการสร้างโอกาสที่จะทราบถึงภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นย่อมมีการเสื่อมของการทำหน้าที่ของระบบในร่างกาย
     9. ฝักใฝ่ในธรรม ประกอบกรรมดี อารีต่อทุกคน โดยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัวชุมชนและสังคม ส่งผลให้ได้รับการยอมรับนับถือจากผู้อื่น ก่อให้เกิดความสุขใจเมื่อนึกถึง เป็นการบ่มกุศลจิตให้เพิ่มพูนอันเป็นหลักยึดถือเป็นที่พึ่งที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงของชีวิต



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/women/703859
https://www.msn.com/th-th/lifestyle/daily-roundup/แนะหลัก-9-ข้อ-ชีวิตสดใสในวัยสูงอายุ/ar-BBVTCQE   
เสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 เวลา 14.30 น.
20  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จัก ดร.หญิงวัย 29 หนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จ ภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรก เมื่อ: เมษายน 14, 2019, 07:08:17 AM




รู้จัก ดร.หญิงวัย 29 หนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จ ภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรก

และแล้ว ความฝันก็กลายเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อทีมนักดาราศาสตร์จากหลายประเทศทั่วโลก ได้มีการเผยแพร่ภาพหลุมดำ (Blackhole) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเมื่อ 10 เม.ย.62 หลังจากที่ผ่านมา ภาพหลุมดำที่เราได้เห็นกัน เป็นภาพจากการทำขึ้นโดยคอมพิวเตอร์กราฟิกเท่านั้น

หลุมดำที่นักดาราศาสตร์และนักวิจัยนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกนี้ เป็นหลุมดำ ในกาแลกซี Messier 87 หรือ M87 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 40,000 ล้านกิโลเมตร หรือใหญ่โตกว่าโลกถึง 3 ล้านเท่า และอยู่ห่างไกลจากโลกถึง 55 ล้านปีแสง หรือราว 500 ล้านล้านล้านกิโลเมตร

ท่ามกลางความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการเผยแพร่ถ่ายภาพหลุมดำ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเพราะแม้แต่แสงยังถูกดูดกลืนในครั้งนี้ หญิงสาว หน้าตาน่ารักสดใสในทีม ได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลก ในฐานะที่เธอมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาอัลกอริทึม เพื่อสร้างภาพถ่ายหลุมดำอันน่าทึ่งนี้ จนทำให้คนที่ยังไม่รู้จักเธอ อยากรู้จักหญิงสาวคนเก่งคนนี้ ที่กำลังเป็นผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในโลก


ดร.เคที บาวแมน

‘เคที บาวแมน’ ดร.หญิง วัยเพียง 29 ปี

ดร.เคที บาวแมน (Katie Bouman) เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน และ ปัจจุบันเธอเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐฯ ขณะที่อายุเพียง 29 ปีเท่านั้น

เสียงชื่นชมดร.บาวแมนดังกึกก้อง ไม่กี่ชั่วโมง หลังจากภาพถ่ายหลุมดำปรากฏต่อสายตาชาวโลกในฐานะที่ดร.หญิงผู้นี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาอัลกอริทึม หรือลำดับของขั้นตอนการคำนวณเพื่อสร้างผลลัพธ์ออกมา เพื่อสร้างภาพถ่ายหลุมดำเป็นครั้งแรก

ดร.บาวแมน ได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญครั้งนี้ ด้วยการเริ่มสร้างอัลกอริทึม เพื่อสร้างภาพหลุมดำ ตั้งแต่ 3 ปีก่อน ตั้งแต่ขณะที่เธอเรียนปริญญาเอกอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์(MIT)

ในฐานะผู้นำโครงการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพถ่ายหลุมดำ ดร.บาวแมน ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน จากทีมที่มาจากด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ ของสถาบัน MIT รวมทั้ง ศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน (The Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics) และหอสังเกตการณ์เฮย์สแต็คของสถาบัน MIT (the MIT Haystack Observatory)


กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ในเม็กซิโก

ภารกิจสุดหิน อัลกอริทึมของดร.บาวแมน สร้างรูปหลุมดำ

ภาพถ่ายหลุมดำที่อยู่ไกลจากโลกเราถึง 55 ล้านปีแสง จำนวนมาก ซึ่งถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 8 แห่งทั่วโลก ได้แก่ กล้องโทรทรรศน์ ที่ฮาวาย 2 แห่ง เม็กซิโก 2 แห่ง แอริโซนา, สเปน และชิลี 2 แห่งในโครงการ Event Horizon Telescope (EHT) ได้ถูกนำมาประมวลโดยอัลกอริทึมของดร.บาวแมน

เพราะปัญหาใหญ่อยู่ที่ ถึงแม้กล้องโทรทรรศน์ทั้ง 8 กล้องสแกนถ่ายภาพหลุมดำได้มากเพียงใด ก็ยังไม่สามารถถ่ายภาพหลุมดำได้ครบทุกมุม จึงจำเป็นต้องใช้อัลกอริทึมของดร.บาวแมนในการเติมข้อมูลภาพที่หายไป

บีบีซี ภาคภาษาไทย รายงานว่า สำหรับอัลกอริทึม ของดร.บาวแมน และทีมได้สร้างรูปถ่ายหลุมดำขึ้นมา ด้วยการสร้างอัลกอริทึมขึ้นมาหลายชุด ซึ่งเปลี่ยนข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ให้กลายเป็นรูปที่กำลังได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างในตอนนี้


นักวิทย์และนักวิจัยแถลงข่าวเผยแพร่ภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกในโลก เมื่อ 10 เมษายน 62

ในเชิงคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ อัลกอริทึมคือกระบวนการ หรือชุดกฎเกณฑ์ ที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยกล้องโทรทรรศน์ตัวเดียวไม่มีพลังพอที่จะจับภาพหลุมดำได้ ดังนั้นจึงมีการตั้งเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ 8 ตัว ขึ้นมาโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า "interferometry"

ต่อมา มีการนำข้อมูลที่ได้จากกล้องทั้งหมดไปเก็บไว้ในฮาร์ดไดรฟ์หลายร้อยตัว และนำไปเข้าสู่กระบวนการที่ศูนย์ปฏิบัติการในเมืองบอสตัน ในสหรัฐฯ และเมืองบอนน์ ในเยอรมนี

กระบวนการในการประมวลข้อมูลดิบของ ดร. บาวแมน มีส่วนสำคัญมากในการได้มาซึ่งภาพอันน่าทึ่งนี้ เธอนำทีมทำการทดลองซึ่งใช้อัลกอริทึมหลายชุด ซึ่งมีสมมติฐานที่แตกต่างกันไปในตัว ในการพยายามที่จะดึงภาพออกจากชุดข้อมูลที่มี จากนั้นทีม 4 ทีม ก็ช่วยกันนำผลลัพธ์ที่ได้ไปวิเคราะห์เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผลการทดลองที่ถูกต้องแม่นยำ

‘คณะทำงานของพวกเราเปรียบเหมือนหม้อซุปใบโตที่หลอมละลายนักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว และนั่นคือทำให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้’



สถาบัน MIT และฮาร์วาร์ด ยกย่องผ่านโซเชียล

‘3 ปีที่แล้ว เคที บาวแมน เป็นนักศึกษาที่ MIT เธอเป็นผู้นำในการสร้างอัลกอริทึมใหม่ในการสร้างภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรก และวันนี้ ภาพนั้นถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว’* คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ของสถาบัน MIT ทวีตข้อความยกย่องดร.บาวแมน

@@@@@@

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมทุกคน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ ดร.บาวแมนจะได้รับเสียงชื่นชมมากมาย แต่เธอยังยืนยันว่าความสำเร็จครั้งนี้มาจากความร่วมมือของทุกๆ คนในภารกิจนี้ ที่ประกอบด้วยนักวิทย์นับ 200 คนจากหลายสถาบันทั่วโลก โดยดร.บาวแมน ได้เขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กของเธอว่า


ภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกในโลก เป็นหลุมดำที่อยู่ในกาแลกซี M87 ห่างไกลจากโลกเราถึง 55 ล้านปีแสง

‘ฉันตื่นเต้นมากที่ในที่สุด เราได้แบ่งปันสิ่งที่เราได้ทำงานในปีที่ผ่านมา! ภาพที่แสดงในวันนี้คือการผสมผสานระหว่างภาพจำนวนมากด้วยวิธีการหลายอย่าง ไม่มีอัลกอริทึมใดหรือใครเพียงคนเดียวทำภาพนี้ขึ้นมา

เพราะมันจำเป็นต้องใช้ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างน่าทึ่ง จากทั่วโลกที่ทำงานหนักเป็นเวลาหลายปี เพื่อพัฒนาเครื่องมือ, การประมวลผลข้อมูล, วิธีสร้างภาพ และเทคนิคการวิเคราะห์ที่มีความจำเป็นที่จะดึงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จนี้ออกมา รู้สึกเป็นเกียรติอย่างแท้จริง ที่ฉันโชคดีมากที่มีโอกาสได้ทำงานกับคุณทุกๆ คน’



ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/content/1543980
โดย ไทยรัฐออนไลน์ ,14 เม.ย. 2562 05:30 น.
21  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สุดอะเมซิ่ง... “วัดล้านขวด” สร้างจากขวดแก้วนับล้าน ตระการตาทั้งวัด เมื่อ: เมษายน 13, 2019, 07:50:56 PM


 :25: :25: :25:

สุดอะเมซิ่ง... “วัดล้านขวด” สร้างจากขวดแก้วนับล้าน ตระการตาทั้งวัด

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว

จังหวัดศรีสะเกษ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีวัดวาอารามสวยงามมากมาย ที่รอให้ผู้มาเยือนได้แวะเวียนมาสักการะ อย่างที่ “วัดล้านขวด” ที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่สร้างจากขวดมากถึง 1.5 ล้านขวดเลยทีเดียว

หลังคาที่ทำจากขวดแก้วสีเขียว

“วัดล้านขวด” หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว” ตั้งอยู่ใน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ วัดแห่งนี้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยจุดเริ่มต้นของความงามจากขวดทั้งหมดนี้ เป็นความคิดริเริ่มของพระครูวิเวกธรรมาจารย์ หรือ หลวงปู่หลอด ที่ได้มาปฏิบัติธรรมบริเวณนี้และเห็นว่ามีขวดถูกทิ้งเป็นขยะมากมาย หลวงปู่เห็นว่าขวดเหล่านี้มีสีสันสวยงาม สามารถนำไปตกแต่งอาคารได้อย่างสวยงาม และยังช่วยประหยัดงบประมาณค่าสี ค่ากระเบื้องได้อีกด้วย

เสาทำจากขวดแก้วสีน้ำตาล

หลวงปู่จึงได้รวบรวมขวดจากหมู่บ้านในละแวกวัด และจากหมู่บ้านใกล้เคียง นำมาสร้างกุฏิหลังแรก ต่อมาเมื่อวัดล้านขวดเป็นที่รู้จักทั่วไป และเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ผู้มีจิตศรัทธาได้เริ่มหลั่งไหลมาที่วัดพร้อมกับนำขวดมาบริจาคด้วย ซึ่งขวดทั้งหมดที่นำมาสร้างสิ่งต่างๆ ในวัดมีจำนวนมากถึง 1,500,000 ขวดเลยทีเดียว

พื้นบริเวณทางเข้าโบสถ์

สำหรับไฮไลท์ของที่วัดล้านขวดแห่งนี้ก็คือ “สิมกลางน้ำ” หรือว่าโบสถ์กลางน้ำนั่นเอง เป็นทรงจตุรมุขที่สวยงามโดดเด่นอยู่กลางสระน้ำ โบสถ์ทั้งหลังนี้ถูกประดับด้วยขวดหลากชนิดและหลายสีสัน โดยจะเน้นขวดสีเขียวและสีน้ำตาลเป็นหลัก ทั้งหลังคา เสา กำแพงด้านในและด้านนอก พื้นทางเดิน

ด้านข้างของวัด

รอบๆ สิมจะมีทางเดินได้รอบ ซึ่งบริเวณกำแพงด้านข้างจะมีบานหน้าต่างกระจกใสมีภาพพระพุทธรูปปางต่างๆ ด้านละ 3 บาน โดยการนำขวดมาตกแต่งนอกจากจะได้ในเรื่องความสวยงามและประหยัดแล้ว ยังแฝงไปด้วยปริศนาธรรมว่า “ขวดนั้นใสยาม เมื่อกระทบแสงแดดจะเปล่งประกาย ดุจแสงธรรมที่เจิดจรัส” อีกด้วย

พระพุทธรูปหินหยกขาว

ส่วนภายในสิมกลางน้ำจะเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธรูปหินหยกขาว” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดล้านขวด ซึ่งเป็นหินหยกขาวนำเข้ามาจากประเทศพม่า แกะสลักโดยช่าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย สวยงามโดดเด่นดูน่าเหลื่อมใสเป็นอย่างมาก

พระนอน

และในศาลาเอนกประสงค์ฐานสโมข้างๆ ด้านหน้าของสิมกลางน้ำซึ่งตกแต่งด้วยขวดล้านสีสันเช่นกัน จะเป็นที่ที่ชาวบ้านเข้ามาไหว้พระทำบุญ และมีพระนอนองค์ใหญ่ให้ได้สักการะบูชา โดยจีวรที่พระนอนห่มก็สร้างจากขวดสีน้ำตาล คลุมยาวตลอดทั้งองค์พระแทนการใช้ผ้าจีวร ดูโดดเด่นแปลกตา

เมรุที่ทำจากขวดแก้ว

นอกจากนั้นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวัดก็ยังคงสร้างจากขวดแก้ว ทั้งสถานที่ฌาปนกิจศพตามแบบพุทธศาสนา (เมรุ) ทางทิศใต้ของอุโบสถ, ห้องน้ำ, ซุ้มประตู, หอระฆัง ฯลฯ เรียกว่า หากใครมาที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งแรกต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจในความงดงามอลังการของวัดล้านขวดเป็นแน่แท้

วัดล้านขวด

“วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว” (วัดล้านขวด) ตั้งอยู่ที่ ต.สิ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ การเดินทางจากศรีสะเกษไปอำเภอขุนหาญใช้ทางหลวงหมายเลข 211 และ 2111 ผ่านอำเภอพยุห์ อำเภอไพรบึงไปขุนหาญระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร



ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000032581
เผยแพร่ : 2 เม.ย. 2562 16:02 , โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook :Travel @ Manager
22  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 9 วิธีเปลี่ยนตัวเอง เป็นคนใหม่ ที่ใครๆ ก็หลงรัก เมื่อ: เมษายน 13, 2019, 07:39:20 PM



9 วิธีเปลี่ยนตัวเอง เป็นคนใหม่ ที่ใครๆ ก็หลงรัก

คงจะมีสักครั้งในชีวิตที่คุณได้พบใครสักคน ซึ่งมองภายนอกก็ดูธรรมดาไม่ได้สวยเริดหรือหล่อเนี้ยบไปกว่าใคร แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวคุณเองกลับรู้สึกถูกชะตาประทับใจในตัวเขาหรือเธออย่างไม่มีเหตุผล เผลอๆ บางคนอาจหลงรักเขาตั้งแต่แรกพบเลยด้วยซ้ำ Secret จะมาไขข้อข้องใจและเผยความจริงที่ว่า คุณเองก็สามารถเป็นเจ้าของมนต์เสน่ห์นี้ได้เช่นกัน เพียงทำตามเคล็ดลับ 9 วิธีเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่

@@@@@@

1. รอยยิ้มสะกดใจ
“รอยยิ้ม” เปรียบดังประตูด่านแรกที่จะทำให้ใคร ๆ รู้สึกประทับใจคุณตั้งแต่แรกพบ ซึ่งกฎมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของรอยยิ้ม คือ ถ้าคุณมอบยิ้มที่จริงใจให้กับใคร ผู้รับก็มักจะส่งรอยยิ้มเดียวกันนั้นกลับคืนมาให้คุณทันทีเช่นกัน นอกจากนี้ รศ. ดร.พสุเดชะรินทร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังกล่าวด้วยว่า  “ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่อง fMRI (เครื่องสแกนสมอง) ตรวจสอบปฏิกิริยาของเซลล์สมองพบว่า เมื่อเรายิ้ม เซลล์สมองส่วนของอารมณ์และความสุขจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน  แสดงให้เห็นว่าการยิ้มทำให้คนเรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น…โดยการยิ้มเพียงหนึ่งครั้งจะกระตุ้นให้เซลล์สมองด้านความสุขทำงานเทียบเท่ากับการกินช็อกโกแลตถึง 2,000 ชิ้นเลยทีเดียว”

2. เปิดใจรับ “ฟัง”   
แม้คนส่วนใหญ่มักชอบเป็นผู้พูดมากกว่าเป็นผู้ฟัง แต่แจ๊ค วู้ดฟอร์ด นักเขียนชื่อดังกล่าวว่า “การตั้งใจฟังเป็นการเยินยอทางอ้อม ที่มนุษย์น้อยคนนักจะปฏิเสธได้” หรือพูดอีกอย่างก็คือการเป็นผู้ฟังที่ดีหรือฟังอย่างตั้งใจนั้น เป็นความลับเล็ก ๆ ที่จะทำให้ใคร ๆ ประทับใจในตัวคุณโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใด ๆ เลย

3. คุยเรื่องที่ขาสนใจ
บทสนทนาที่จะทำให้ใครต่อใครประทับใจในตัวคุณคือ การเลือกพูดคุยในเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นเรื่องที่เขาเคยพูดถึงอยู่บ่อย ๆ การปล่อยให้เขาได้บอกเล่าหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากจะทำให้เขาเพลิดเพลินและประทับใจในการสนทนากับคุณแล้ว เขายังรับรู้ถึงความเอาใจใส่ที่คุณมีให้เขาด้วย


@@@@@@

4. มาดดีมีชัย (ไปกว่าครึ่ง)
เราไม่ได้ขอให้คุณรีบไปตัดชุดสูทราคาแพง หรือทำศัลยกรรมให้ดูสวยกว่าความเป็นจริง เพียงคุณหันมาใส่ใจดูแลบุคลิกภาพให้ดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อยอยู่เสมอก็เพียงพอแล้ว เพราะไม่ว่าคุณจะมีอุปนิสัยน่ารัก พูดจาหวานหู หรือหน้าตาดีสักเพียงใด ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ถ้าคุณยังแต่งกายสกปรก กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยว หรือมีกลิ่นปากรุนแรงแทบทุกครั้งที่พบกัน

5. สัมมาคารวะคือสมบัติอันล้ำค่า
อุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ใคร ๆ ต่างให้ความเอ็นดูและชื่นชมคุณตั้งแต่แรกพบคือ กิริยาสุภาพนอบน้อมมีสัมมาคารวะกับทุกคน ไม่ควรเลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ที่มีพระคุณหรือผู้ที่อาวุโสกว่าเท่านั้น แต่ควรให้เกียรติ และสุภาพกับผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับคุณด้วย อย่าลืมว่าการเป็นคนมีสัมมาคารวะ ไม่ได้ทำให้คุณดูต่ำต้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม คุณจะยิ่งได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างจริงใจจากทุกคนที่ได้รู้จัก

6. อาสาช่วยด้วยหัวใจ
เพียงคุณมีน้ำจิตน้ำใจ หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นด้วยใจจริงโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ก็สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ความสุขในใจของผู้อื่นได้แล้ว สิ่งที่คุณมอบให้นั้น ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือมีค่าราคาแพงแต่อย่างใด การให้ในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดต่างหากที่สำคัญกว่า อาจเป็นเพียงของเล็กน้อย หรือเป็นเพียงกำลังกายที่ช่วยหยิบจับ ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ก็ถือว่ามีคุณค่าน่าจดจำแล้ว

@@@@@@

7. ทำให้คนที่คุณได้พบรู้สึกว่าเขาเป็น “คนสำคัญ”
ควรให้ความสนใจจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับคนที่คุณได้รู้จักเอาไว้บ้าง เพราะหากมีโอกาสได้คุยกันอีกครั้ง แล้วเขารู้ว่าคุณจดจำเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับตัวเขาได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นคนสำคัญในสายตาคุณ และความรู้สึกนี้จะประทับอยู่ในใจของเขาไปอีกนานแสนนาน

8. มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู
เพียงคุณแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อาทิ คุณพ่อ คุณแม่ ญาติ ครูอาจารย์ รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่เคยเกื้อหนุนคุณมา นอกจากจะทำให้คนที่คุณรักมีความสุขแล้ว อานิสงส์ผลบุญนี้ยังแผ่ไปยังบุคคลอื่น ทำให้ผู้ที่ได้รู้จักคุณพลอยรู้สึกยินดีสรรเสริญ และชื่นชมในตัวคุณ โดยที่คุณไม่ต้องป่าวประกาศคุณงามความดีนั้นด้วยตัวเองเลย

9. ยึดมั่นใน “ความดี”
เคล็ดลับสุดท้ายคือ คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารุมรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้คุณต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง หรือต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมเพราะนั่นหมายความว่า คนคนนั้นหรือคนกลุ่มนั้นไม่คู่ควรกับมิตรภาพดี ๆ ที่คุณมีให้ เพียงแค่คุณคิด พูด ทำแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสบายใจและอยากอยู่ใกล้คุณทั้งนั้น เพราะเขาจะพลอยได้รับแต่สิ่งดี ๆ และมีความสุขยามที่ได้อยู่กับคุณ

 

ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต
ภาพ : Photo by Omar Lopez on Unsplash
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/secret-trick/29775.html
By Minou ,1 April 2019
23  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สักการะพระปางอัฏฐมีบูชา วัดอินทาราม สันติสถานแห่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อ: เมษายน 13, 2019, 07:03:32 AM




สักการะพระปางอัฏฐมีบูชา วัดอินทาราม สันติสถานแห่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระพุทธรูปปางอัฏฐมีบูชา สร้างเพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์กราบพระสรีระของพระพุทธเจ้าของพระมหากัสสปะและพระภิกษุอีก 500 รูป ที่ไปปฏิบัติกิจธุดงภ์ที่กรุงปาวามา พระพุทธรูปปางนี้ที่วัดอินทารามนี้มีความงดงามมากอีกแห่งหนึงในประเทศไทย


วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกกันว่า “วัดบางยี่เรือนอก” เป็นวัดคู่กับวัดราชคฤห์ ที่เรียกว่า “วัดบางยี่เรือใน” ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ แต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปราดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี พระองค์ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอินทารามแห่งนี้ และทรงโปรดให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่เผาพระศพของพระราชชนนี

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงรับวัดอินทารามเป็นวัดพระอารามหลวง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ต้นตระกูล “ศรีเพ็ญ” ได้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยมาเป็นพระประธาน คือ พระพุทธชินวร

พระยาศรีสหเทพทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร จึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดอินทารามวรวิหาร” และได้รับบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยพระทักษิณสร อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิตร และมีการบูรณะวัดแห่งนี้สืบต่อมาจนเป็นวัดที่มีความงดงามอย่างในปัจจุบัน

วัดอินทารามแห่งนี้มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง เช่น


พระเจดีย์คู่กู้ชาติ ซึ่งเป็นพระเจดีย์ที่บรรลุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับพระมเหสี

พระอุโบสถหลังเก่าที่ภายในบรรจุพระสรีรังคารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธานศิลปะสุโขทัย “พระพุทธชินวร”

พระปรางค์คู่ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

พระวิหารน้อย 3 หลัง ได้แก่ วิหารพระไสยางค์ วิหารพระพุทธบาท และวิหารถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

สิ่งน่าสนใจในวัดแห่งนี้ที่ภูมิใจนำเสนอมากคือ วิหารถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เพราะเป็นวิหารที่มีพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงที่งดงาม เมื่อเข้าไปสักการะทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ถวายพระเพลิงได้เป็นอย่างดี


พระวิหารถวายพระเพลิง

ภายในพระวิหารมีพระพุทธรูปที่จำลองภาพ หีบพระศพ มีพระบาทของพระพุทธเจ้ายืนออกมาจากพระหีบ มีพระภิกษุ 3 รูป พนมมือไหว้พระบาทที่ยืนออกมานั้น

พระมหากัสสปะกราบพระบาทพระพุทธเจ้าที่โผล่ออกมานอกพระหีบ

จิตรกรรมด้านข้างของหีบพระศพ เป็นภาพต้นสาละ แสดงถึงการจำลองสวนสาละในกรุงกุสินารามาไว้ในพระวิหาร

จิตรกรรมที่เลือนลางแต่ยังเห็นภาพของสวนสาละในกรุงกุสินาราได้ชัด ผนังด้านขวาของพระวิหารมีภาพพระภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนากัน พระภิกษุหนึ่งในนั้นมีพระสุภัททะที่แสดงกิริยาดีใจพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จะได้ไม่มีใครมาคอยจับผิดและเข้มงวดอีก

กลุ่มพระภิกษุที่ไม่ได้บรรลุอรหันตผลต่างร่ำไห้ เว้นแต่พระสุภัททะที่ยิ้มดีใจในการจากไปของพระพุทธเจ้า

พระสุภัททะ

เข้ามาในพระวิหารแห่งนี้ทำเอาน้ำตาซึม เกิดความสังเวชในจิต แต่ก็ทำให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์และเทวดา เทวดายังบูชาพระสรีระของพระองค์ด้วยดอกมณฑารพ จิตรกรรมที่น่าสนใจคือ ภาพดอกไม้ร่วง ซึ่งเป็นภาพแทนของดอกมณฑารพที่เทวดาโปรยลงมาบูชาพระพุทธเจ้า ที่นี้มีลักษณะคล้ายดอกพุดตาน

ลายดอกไม้ร่วง เป็นภาพแทนดอกมณฑารพที่เทวดาโปรยลมาบูชาพระพุทธเจ้า วาดคล้ายดอกพุดตาน


 

ที่มา : วัดอินทาราม วรวิหาร (บางยี่เรือ ธนบุรี)
ภาพ : ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์
ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/94664.html
24  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / มส.ให้วัดไทยทั่วโลก จัดกิจกรรม "วันวิสาขบูชา" เมื่อ: เมษายน 13, 2019, 06:45:54 AM


มส.ให้วัดไทยทั่วโลก จัดกิจกรรม "วันวิสาขบูชา"

รองโฆษกพศ.เผย ที่ประชุมมส.เห็นชอบให้วัดไทยทั่วโลกจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชา พร้อมผู้นำชาวพุทธเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ร.10

วันนี้ (11 เม.ย) นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษกพศ. เปิดเผยว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการจัดกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2562 ในวัดไทยทั่วโลก โดยตามที่พศ.เสนอจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค.

โดยจะมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ พิธีบำเพ็ญพระราชกุศลเวียนเทียน พิธีเจริญพระพุทธมนต์จากประมุขสงฆ์ และผู้นำชาวพุทธนานาชาติ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กิจกรรมการปฏิบัติธรรม  ปลูกต้นไม้ 680 ต้น ถวายเป็นพุทธบูชา พิธีกวนข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์) ขณะที่ในส่วนภูมิภาคให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.) กำหนดวัดที่เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ส่วนวัดไทยในต่างประเทศนอกจากการเวียนเทียนแล้ว จะมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้มส.ยังรับทราบการจัดการประชุมประมุขสงฆ์ และผู้นำชาวพุทธนานาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชาโลกที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค. และกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาโลกที่ศูนย์การประชุม องค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ



ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/703584
พฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2562 เวลา 15.39 น.
25  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กาฬสินธุ์ แห่ผ้าอังสะ ขึ้นบันไดสวรรค์ 654 ขั้น สิริมงคลสงกรานต์ปีใหม่ไทย เมื่อ: เมษายน 12, 2019, 06:50:27 PM



กาฬสินธุ์ แห่ผ้าอังสะ ขึ้นบันไดสวรรค์ 654 ขั้น สิริมงคลสงกรานต์ปีใหม่ไทย

พุทธศาสนิกชน ร่วมแห่ผ้าอังสะขึ้นบันไดสวรรค์ 654 ขั้น เสริมสิริมงคลสงกรานต์ปีใหม่ไทย ถวายเป็นพุทธบูชา พร้อม สรงน้ำพระพรหมภูมิปาโล บนยอดเขาภูสิงห์ สิริมงคล

วันที่ 12 เม.ย. 61 นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานเชิญผ้าอังสะขึ้นบันไดสวรรค์ 654 ขั้น ถวายเป็นพุทธบูชาพระพรหมภูมิปาโล ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาภูสิงห์ ที่ถือปฏิบัติเป็นประเพณีมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ ยึดถือทุกวันที่ 12 เมษายน ของทุกปี โดยมีว่าที่ร้อยโทอุทิศคงรอด นายอำเภอสหัสขันธ์ นายรัตนชัย ไชยคำมี นายก ทต.โนนบุรี นางนฤมล สิงห์เงา ปลัดเทศบาล ต.โนนบุรี และประชาชนจากทั่วสารทิศจำนวนมาก ร่วมเชิญผ้าอังสะถวายพระพรหมภูมิปาโล ประจำปี 2562



นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยที่ จ.กาฬสินธุ์ สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่เดินทางมาท่องเที่ยวตลอดเทศกาล โดยเฉพาะที่ อ.สหัสขันธ์ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ หลายแห่ง รวมประเพณีต่าง ๆ ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน อย่างประเพณีการเชิญผ้าอังสะขึ้นบันไดสวรรค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาพระพรหมภูมิปาโล ที่ประดิษฐานบนยอดเขาภูสิงห์ โดยผ้าอังสะนี้จะตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี ความยาว 24 เมตร กว้าง 4 เมตร โดยใช้ผ้าตัดเย็บทั้งหมด 73 เมตร

แห่ขึ้นไปบนยอดเขาภูสิงห์ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระพรหมภูมิปาโล ผ่านบันไดสวรรค์ 654 ขั้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เสริมสิริมงคลในโอกาสสงกรานต์ หรือขึ้นปีใหม่ไทย พร้อมกับเทศกาลสรงน้ำพระพรหมภูมิปาโล ซึ่งลูกหลานชาว อ.สหัสขันธ์จะเดินทางมาร่วมกิจกรรมนี้ทุก ๆ ปี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศที่เดินทางมาเที่ยวทำบุญช่วงวันหยุดยาวตลอดสงกรานต์ไม่น้อยกว่าวันละ 5,000 คนต่อวัน



สำหรับประเพณีสรงน้ำพระพรหมภูมิปาโล ทางวัดพุทธาวาสภูสิงห์ ได้ยึดถือปฏิบัติประเพณีแห่ผ้าอังสะสรงน้ำพระพรหมภูมิปาโลม มายาวนาน และสำหรับพระพุทธปฏิมากรพระพรหมภูมิปาโล เป็นประพุทธรูปองค์ใหญ่ขนาดหน้าตัก กว้าง 10.5 เมตร สูง 17.80 เมตร มีพุทธลักษณะสมส่วนและสวยงามที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย ประดิษฐานบนยอดเขาภูสิงห์ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 346 เมตร

ทั้งยังเป็นที่ตั้งของวัดพุทธาวาสภูสิงห์ โดยปัจจุบันได้พัฒนาให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวด้วยบนยอดเขาภูสิงห์สามารถมองเห็นพื้นที่ อ.สหัสขันธ์ ได้โดยรอบแบบ 360 องศา อากาศเย็นสบายและร่มรื่นจากการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นไม้ใหญ่ไว้โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการปกป้องคุ้มภัยด้วยศรัทธา มีความเชื่อว่าพระพรหมภูมิปาโล ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือ นะมาร หรือสะดุ้งมาร หากได้กราบไหว้ขอพรแล้วจะทำให้ขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ได้ และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย



นอกจากนี้ทางทายกและทายิกา ยังได้จัดกิจกรรมสอยดาว ขนทรายเข้าวัด กิจกรรมทำบุญสอยดาวเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาภูสิงห์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนั้นยังสามารถเดินทางไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ อีกหลายแห่ง เช่น วัดป่าสักกะวัน แหล่งขุดค้นซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์และที่ตั้งพิพิธภัณฑ์สิรินธร วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) ที่มีพระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้ายสมัยทวารวดี อายุกว่า 2,000 ปี ประดิษฐานอยู่ นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ติดกับเขื่อนลำปาว เป็นหาดแหลมโนนวิเศษและสะพานเทพสุดาเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจ


ขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/content/1543413
โดย ไทยรัฐออนไลน์ ,12 เม.ย. 2562 17:50 น.
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ห้ามพลาด ปราสาทพระเทพบิดรเปิดให้เข้าถวายบังคม ๘ กษัตริย์จักรีวงศ์ ในวันสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 12, 2019, 06:29:53 PM



พระบรมรูป ๘ บูรพกษัตริย์ในปราสาทพระเทพบิดร


อย่าพลาดโอกาส.! ปราสาทพระเทพบิดรเปิดให้เข้าถวายบังคม ๘ กษัตริย์จักรีวงศ์ในวันสงกรานต์.!!

อย่างที่เล่าไปเมื่อวันก่อนว่า คติคนตะวันออกรวมทั้งคนไทยเรานั้น แต่ก่อนเชื่อว่าการปั้นรูปคนที่มีชีวิตอยู่จะทำให้ชีวิตสั้น แม้แต่คนที่ตายไปแล้วก็ไม่นิยมสร้างกัน รวมทั้งพระพุทธรูปด้วย จนเมื่อกษัตริย์กรีกพระองค์หนึ่งหันมาถือศาสนาพุทธ ทรงริเริ่มสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.๕๐๐ จึงเริ่มตามกันเป็นต้นมา แต่การปั้นรูปคนทั่วไปก็ยังไม่นิยมกัน ม.จ.พูนพิสมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์ไว้ว่า การปั้นรูปเหมือนตามฝรั่งนั้น ไทยเราเพิ่งเริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ มานี่เอง เหตุเพราะใน พ.ศ.๒๔๐๖ พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ได้ส่งรูปปั้นของพระองค์และพระมเหสีมาถวายเป็นบรรณาการ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์ให้ปั้นรูปพระองค์ส่งไปเป็นการตอบแทน แต่ขุนนางผู้ใหญ่ไม่มีใครเห็นด้วยและกราบทูลคัดค้าน แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯมิได้ทรงคิดเรื่องส่วนพระองค์ จึงโปรดให้ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ปั้นพระบรมรูปส่งไปถวายพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ซี่งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฟองแตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ในขณะนี้


@@@@@@

ต่อจากนั้นมาก็ทรงดำริที่จะสร้างพระบรมรูปทุกรัชกาลไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ให้เหมือนกับหอพระเทพบิดรในวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่กรุงศรีอยุธยา แต่ยังมิได้ทำก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ทำต่อมาตามพระราชดำริ ร.๔ แต่ปัญหาก็อยู่ที่รัชกาลที่ ๑ ซึ่งในรัชกาลที่ ๕ นั้นหาคนที่เคยเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้นน้อยเต็มที ในที่สุดก็หามาได้ ๔ คน คือ

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง พระองค์เจ้าหญิงปุก พระราชธิดาของรัชกาลที่ ๒ ซึ่งมีพระชนม์ ๑๗ ปีเมื่อรัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคต เจ้าพระยาธรรมติกร (มั่ง) ต้นสกุล สนธิรัตน์ และเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นสกุล บูรณศิริ มาเป็นผู้บอกให้ปั้นอย่างไร ตรงไหนเหมือนและไม่เหมือน ส่วนรัชกาลต่อๆมานั้น พระราชโอรสพระราชธิดายังทรงพระชนม์อยู่โดยมาก จึงปั้นสำเร็จและหล่อพระบรมรูปได้ ๔ รัชกาล


ปราสาทพระเทพบิดร

พระบรมรูปนี้ได้นำไปประดิษฐานไว้ในสถานที่ต่างๆในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การแยกย้ายพระบรมรูปทั้ง ๔ ไปอยู่ในที่ต่างๆกันนั้น ไม่สะดวกแก่การประกอบพิธีและการเข้าสักการะของประชาชน จึงให้อัญเชิญมาประดิษฐานรวมกันในปราสาทที่รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นที่ข้างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่เดิมมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเพื่อจะนำพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน พระราชทานนามไว้ว่า “พุทธปรางค์ปราสาท”

แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วปรากฏว่าภายในปราสาทคับแคบเกินไป ไม่สะดวกแก่การประกอบพระราชพิธีสำคัญ จึงได้ระงับที่จะอัญเชิญพระแก้วมรกตมา ปราสาทแห่งนี้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด เมื่อรัชกาลที่ ๖ ได้อัญเชิญพระบรมรูปทั้ง ๔ รวมกับพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ มาประดิษฐานแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทแห่งนี้ใหม่ว่า “ปราสาทพระเทพบิดร” ปัจจุบันพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ที่ประดิษฐานอยู่ในปราสาทเทพบิดรมี ๘ พระองค์ คือรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๘

ส่วนรัชกาลที่ ๙ นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดเกล้าฯให้เททองหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปแล้วเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๒ นี้ เพื่อประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร


พระบรมรูป ๕ กษัตริย์ในปราสาทพระเทพบิดร

นครวัดจำลองในวัดพระแก้ว

แต่เดิม ปราสาทพระเทพบิดรเปิดให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปบรพกษัตริย์เฉพาะในวันที่ ๖ เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรีเท่านั้น ต่อมาในรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปเพิ่มขึ้นอีกในวันฉัตรมงคล วันสงกรานต์ ๑๓-๑๕ เมษายน และวันปิยมหาราช ๒๓ ตุลาคม

ในวันสงกานต์นี้ ถ้าไปนมัสการพระแก้วมรกต ถวายบังคมพระบรมรูปบูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งทรงมีคุณูปการแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง เป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว เลยไปที่หลังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามอีกสักนิด ยังมีสิ่งที่น่าชมอีกอย่าง ก็คือ นครวัดจำลอง ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีทรงพระราชดำริว่า เมืองเขมรซึ่งตอนนั้นอยู่ในความปกครองของไทย มีปราสาทหินมากมาย มีพระราชประสงค์จะรื้อปราสาทหลังย่อมๆมาไว้ที่กรุงเทพฯให้ประชาชนได้ชมสักหลัง

@@@@@@

แต่เมื่อส่งคนไปจะรื้อปราสาทไผทตาพรหม เมืองเสียมราฐ ชาวบ้านย่านนั้นก็ไม่พอใจ อีกทั้งเหล่าบรรดาเสนาบดีกราบบังคมทูลว่า ปราสาทหินเหล่านั้น กษัตริย์แต่โบราณได้สร้างไว้ มีอายุเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้ว เพื่อจะให้เป็นเกียรติยศติดแผ่นดิน หากไปรื้อเอามา คนสมัยนี้ก็ไม่มีปัญญาที่จะยกหินก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้ หรือรื้อเอาเข้ามาแล้วทำขึ้นใหม่ไม่ได้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติยศ ขอพระราชทานรับสั่งให้งดเสียดีกว่า จึงทรงรับสั่งให้งดรื้อตามคำกราบบังคมทูลของเหล่าเสนาบดี

แต่ยังไม่เลิกล้มพระราชดำริที่จะให้คนกรุงเทพฯได้ดูปราสาทขอม โปรดเกล้าฯให้พระสามภพพ่ายไปลอกแบบปราสาทนครวัดมา ซึ่งใช้เวลาเกือบ ๔ เดือน วัดส่วนกว้างส่วนยาวของปราสาทหินนครวัดมาอย่างละเอียด แล้วนำมาย่อส่วนสร้างไว้อย่างที่เห็นในวัดพระแก้วในปัจจุบัน นี่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างที่น่าไปชม



ขอบคุณ : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000035823
เผยแพร่ : 12 เม.ย. 2562 10:02 ,โดย : โรม บุนนาค
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “1 ตลาด 3 วัด” ลัดเลาะเที่ยวเมืองคนกล้า “สิงห์บุรี” เมื่อ: เมษายน 12, 2019, 07:36:50 AM

วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ วัดโพธิ์เก้าต้น


“1 ตลาด 3 วัด” ลัดเลาะเที่ยวเมืองคนกล้า “สิงห์บุรี”

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินชื่อเสียงความกล้าหาญของเหล่าวีรชนคนกล้าบางระจัน ที่ร่วมกันต่อสู้กับข้าศึกในช่วงก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ด้วยวีรกรรมกล้าหาญนี้ก็มีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเพื่อรำลึก ณ อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี

และอีกจุดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็คือที่ “วัดโพธิ์เก้าต้น” อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ซึ่งที่นี่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของบ้านบางระจัน และเป็นฐานที่มั่นของค่ายบางระจันในการต่อสู้กับกองทัพพม่าที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.2308


บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวัดโพธิ์เก้าต้น

ปัจจุบัน หากมาถึงที่วัดก็จะเห็นเป็นกำแพงที่สร้างจำลองมาจากกำแพงค่ายบางระจันเมื่อยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ภายในวัดมีวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ ประดิษฐานรูปปฏิมากรรมของพระอาจารย์ธรรมโชติอยู่ โดยพระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นที่เคารพของชาวสิงห์บุรีมาอย่างช้านาน เนื่องจากท่านเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจแก่เหล่าวีรชนชาวบ้านบางระจันในการต่อสู้กับข้าศึก

ใกล้ๆ กับวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ จะเห็นว่ามีบ่อน้ำอยู่ โดยบ่อน้ำแห่งนี้ถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากในช่วงที่ชาวบ้านบางระจันต่อสู้กับกองทัพพม่า ต้องการขวัญและกำลังใจอย่างมาก พระอาจารย์ธรรมโชติจึงทำน้ำมนต์ใส่สระขนาดใหญ่เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน เลยถือกันว่าน้ำในบ่อเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบัน หากใครที่มาบนบานศาลกล่าว หรือขอพรที่นี่แล้วได้สิ่งที่ต้องการ ก็จะมาแก้บนด้วยการหาบน้ำมาเทลงในบ่อศักดิ์สิทธิ์ตามจำนวนหาบที่บนไว้


ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน

จับจ่ายใช้สอยในตลาด

ทำบุญที่วัดกันแล้ว ต้องไม่พลาดที่จะไปจับจ่ายใช้สอยกันต่อที่ “ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน” (เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-17.00 น.) ที่ตั้งอยู่ภายในวัดนั่นเอง ตลาดย้อนยุคแห่งนี้เกิดขึ้นจากการที่ พระครูวิชิต วุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น อยากช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเริ่มจากการให้ชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรมาขายอยู่ในพื้นที่วัดอยู่หลายปีโดยไม่คิดค่าเช่าพื้นที่ และมาในช่วงงานลอยกระทง พ.ศ.2559 ชาวบ้านย้ายไปจัดตลาดและงานลอยกระทงที่บริเวณท่าน้ำหลังวัด และใช้พื้นที่บริเวณนี้จัดเป็นตลาดย้อนยุคตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ผัดไทยฝีมือนักรบบางระจัน

เริ่มเดินเข้ามาในตลาดก็จะได้ยินเสียงพ่อค้าแม่ค้าเรียกซื้อของแบบภาษาโบราณ เป็นต้นว่า “รับน้ำดื่มเย็นๆ สักแก้วไหมเจ้าคะ” “ผัดไทยผัดกันร้อนๆ เลยนะขอรับ” แถมยังแต่งชุดไทย นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ผ้าแถบ ช่วยสร้างบรรยากาศย้อนยุคให้แบบสุดๆ

และพูดถึงบางระจัน ก็ต้องนึกถึงเหล่านักรบบางระจัน ที่ตลาดก็มีเดินขวักไขว่อยู่หลายคน โดยเฉพาะบริเวณปากประตูค่าย สามารถเดินเข้าไปขอถ่ายภาพได้เลย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (แต่จะมีกล่องรับบริจาคเพื่อเป็นทุนสำหรับดูแลตลาด) บางทีก็จะเห็นเหล่านักรบวิ่งถือดาบมา หรือเดินเล่นอยู่ในตลาด


นั่งสบายๆ ริมน้ำ

ส่วนของร้านค้าต่างๆ นั้น เน้นหนักไปในด้านของกิน โดยเฉพาะของอร่อยขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี มีทั้งของคาว ของหวาน อาทิ ผัดไทย กุนเชียงหมู/กุนเชียงปลา ปลาเห็ด (ทอดมัน) ปลาร้าสับ ขนมไทยโบราณ ผักผลไม้สดๆ จากสวน ก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ขนมจีน ฯลฯ

บรรยากาศในตลาดก็ถือว่าร่มรื่นน่าเดิน ได้ทั้งความร่มจากเงาไม้ใหญ่ และหลังคามุงจากกับวัสดุธรรมชาติที่ช่วยกันแสงแดด เดินชอปอยู่แล้วเริ่มเมื่อย ก็จะมีแคร่ให้นั่งพักขาเป็นระยะ หรือถ้าหากอยากได้ที่นั่งแบบชิลๆ แนะนำให้เดินมาบริเวณริมน้ำ ทางตลาดจัดเก้าอี้ไว้ให้มานั่งพักผ่อนกัน หรือจะซื้อของกินมานั่งกินบริเวณนี้ก็ได้ จะได้รับลมเย็นๆ จากคลอง แล้วก็มีร่มเงาจากต้นไม้ต้นใหญ่ให้พักพิง

พระนอนจักรสีห์

และหากว่ามาถึงที่สิงห์บุรีแล้ว ก็อย่าลืมแวะไปสักการะพระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาวติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ “วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร” ใน อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

ปิดทององค์พระนอนจำลอง

ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างวัด และสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แต่มีตำนานหนึ่งเล่าว่า สิงหพาหุซึ่งมีบิดาเป็นราชสีห์ มารดาเป็นธิดาของเศรษฐี เมื่อสิงหพาหุโตขึ้นเกิดความรู้สึกรังเกียจที่มีบิดาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน จึงได้กระทำปิตุฆาต แต่ภายหลังสำนึกบาปจึงได้สร้างวัดพระนอนขึ้นเพื่อเป็นการชำระล้างบาป ซึ่งหากพิจารณาลักษณะทางศิลปกรรมของสิ่งก่อสร้าง ทั้งพระวิหารและพระอุโบสถแล้ว พบว่ามีการบูรณปฏิสังขรณ์หลายหนจนไม่อาจระบุสมัยได้อย่างชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นก่อนสมัยอยุธยาตอนปลาย


เดินชมของเก่าในวิหารพระนอน

ภายในวัดพระนอนจักรสีห์ มีพระวิหารเป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระนอนจักรสีห์” พระพุทธรูปไสยาสน์ (พระนอน) ปางโปรดอสุรินทราหู เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น องค์พระมีความยาว 1 เส้น 3 วา 2 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว ที่พระรัศมีมีเสากลมยอดบัวรองรับ หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก ปัจจุบันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสิงห์บุรี ใครที่ผ่านไปผ่านมาก็มักจะแวะมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลกับตัวเอง โดยด้านหน้าพระวิหารจะมีพระนอนองค์จำลองให้ได้มาปิดทองกันด้วย

และนอกจากนั้นภายในพระวิหารยังประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สำคัญคือ “พระแก้ว-พระกาฬ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ เพื่อให้เป็นพระคู่บารมีพระพุทธไสยาสน์ เมื่อครั้งที่พระองค์มาประทับ ณ วัดพระนอนจักรสีห์ในระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหาร แล้วก็ยังมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนให้ได้เดินชมกันด้วย


หลวงพ่อใหญ่ วัดพิกุลทอง

อีกวัดหนึ่งมีชื่อเสียงไม่น้อยของสิงห์บุรีก็คือ “วัดพิกุลทอง” (อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี) หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “วัดหลวงพ่อแพ” เนื่องจากความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี) อดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ซึ่งเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่งที่ทำประโยชน์ต่อพุทธศาสนามากมาย ทั้งยังมีส่วนทำให้วัดพิกุลทองแห่งนี้สวยงามอยู่ตลอดเวลา

รูปเหมือนหลวงพ่อแพ

ภายในวัดมีจุดเด่นอยู่ที่ “หลวงพ่อใหญ่” หรือ “พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย มีขนาดหน้าตักกว้าง 11 วา 2 ศอก สูง 21 วา 1 คืบ 3 นิ้ว ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด 24 สามารถมองเห็นองค์พระสีเหลืองทองได้แต่ไกล

แวะชอปก่อนกลับบ้าน

ใกล้ๆ กับองค์หลวงพ่อใหญ่เป็นวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อแพ ที่ก่อสร้างด้วยทองเหลืองลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 6 เมตร ภายในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะอีกหลายจุด แล้วอย่าลืมแวะเข้าไปที่ “พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ” ซึ่งเป็นที่ตั้งศพของหลวงพ่อแพ และรูปเหมือนหุ่นขึ้นผึ้งขนาดเท่าจริงของหลวงพ่อแพ

ทำบุญในวัดเสร็จแล้ว ก็ยังตลาดเล็กๆ ให้แวะชอปจับจ่ายซื้อหาของฝากกลับบ้านกันไปแบบอิ่มใจและอิ่มท้องกันด้วย



ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000032810
เผยแพร่ : 7 เม.ย. 2562 12:37 โดย : ผู้จัดการออนไลน์
Facebook :Travel @ Manager
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เชื่อหรือไม่ ชาวพุทธไม่ยอมสร้างพระพุทธรูป จนคนตะวันตกมานับถือพุทธเป็นผู้ริเริ่ม เมื่อ: เมษายน 12, 2019, 07:25:27 AM


พระพุทธรูปแห่งบามิยัน ที่อัฟกานิสถาน


เชื่อหรือไม่.? ชาวพุทธไม่ยอมสร้างพระพุทธรูป.! จนคนตะวันตกหันมานับถือพุทธเป็นผู้ริเริ่ม.!!

การปั้นรูปบุคคลนั้น เป็นคติความนิยมของชาวตะวันตก ส่วนคนตะวันออกกลับตรงกันข้าม เชื่อว่าการปั้นรูปคนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จะทำให้อายุสั้น เมื่อตายไปแล้วก็ไม่นิยมปั้นรูปขึ้น แม้แต่พระพุทธรูปก็ไม่ยอมสร้าง เกรงว่าจะเป็นบาปถ้าไม่เหมือนพระพุทธเจ้าองค์จริง ถ้าจะสร้างสิ่งที่รำลึกถึงพระพุทธองค์ ก็จะใช้สัญลักษณ์แทน เช่นใช้รูปพระบาทแทนปางประสูติ รูปโพธิบัลลังก์แทนปางตรัสรู้ รูปธรรมจักรและกวางแทนปางปฐมเทศนาในสวนกวาง รูปพระสถูปแทนปางปรินิพพาน

จนในสมัยที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีก รุกรานมาถึงอินเดีย แล้วตั้งถิ่นฐานถาวรขึ้นที่เมืองคันธาระ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน รวมทั้งบริเวณโดยรอบ ย่านอาฟกานิสถานและอินเดียตอนเหนือ แต่เมื่อถูกยันไว้แค่แม่น้ำสินธุ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็เสด็จกลับไปมาซิโดเนียใน พ.ศ.๒๑๘ โดยทรงแบ่งเขตที่ยึดได้ให้แม่ทัพนายกองของพระองค์ปกครองต่อไป


พระพุทธรูปศิลปะคันธาระ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว

ต่อมากษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นโพ้นทะเลของกรีกองค์หนึ่งคือ พระเจ้าเมนันเดอร์ได้บุกข้ามแม่น้ำสินธุเข้าไปยึดครองได้ถึงแม่น้ำคงคา เลยทำให้วัฒนธรรมอินเดียไหลบ่าเข้ามาในอาณาจักรของพระองค์ รวมทั้งพระพุทธศาสนา พระเจ้าเมนันเดอร์เองก็ทรงหันมานับถือศาสนาพุทธด้วย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในพระนาม พระเจ้ามิลินท์ ในวรรณกรรมพุทธศาสนาในชื่อ “มิลินทปัญหา” อันเป็นบทสนทนาของพระองค์กับพระนาคเสน ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ให้ความรู้ในเรื่องศาสนาพุทธอย่างกระจ่าง

พระเจ้าเมนันเดอร์ หรือ พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์กรีกพระองค์นี้ ก็คือผู้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก โดยถือเอาคติบูชารูปเคารพเทพเจ้าในศาสนากรีกโบราณ มาสร้างเป็นรูปเคารพพระพุทธเจ้า


ปางมหาปาฏิหาริย์

พระพุทธรูปยุคแรกในสไตล์กรีกนี้ ช่างชาวกรีกได้สร้างให้เหมือนมนุษย์จริง บางครั้งก็มีพระมัสสุ หรือหนวดบนพระโอษฐ์ด้วย บนพระเศียรขมวดผมเป็นพระเกตุมาลา เพื่อให้แตกต่างจากพระสาวก ผ้ากาสาวพัสตร์เป็นรอยกลีบเหมือนผ้าจริง และยังสร้างสรรค์เป็นปางต่างๆจากพุทธประวัติอีก

เช่น ปางตรัสรู้ก็เป็นพระพุทธมารดาทรงยืนเกาะกิ่งไม้ และมีพระพุทธกุมารกำลังทรงพระดำเนินอยู่ข้างหน้า ปางตรัสรู้เป็นรูปประทับสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ปางปฐมเทศนาเป็นรูปยกพระหัตถ์จีบพระดรรชนีเป็นรูปวงจักร และปางปรินิพพานเป็นรูปพระนอน ต่อมาก็มีปางมารวิชัย ปางประทานพร ปางประทานอภัย ปางลีลา ปางมหาปาฏิหาริย์ ซึ่งเรียกกันว่า พระพุทธรูปสมัยคันธาระ (กรีก) และถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุด

เมื่อชาวพุทธในอินเดียได้เห็นพระพุทธรูปกรีก ก็เกิดความเลื่อมใส และสร้างขึ้นมาบ้าง โดยใช้ศิลปะของชนชาติตน ไม่ได้รับอิทธิพลศิลปะของกรีก พระพักตร์เป็นแบบอินเดีย ห่มจีวรบางแนบพระองค์ ไม่มีริ้ว ต่อมาพราหมณ์ก็สร้างเทวรูปพระอิศวร พระนารายณ์ขึ้นมาเพื่อกราบไหว้บ้าง คติความเชื่อเดิมเรื่องปั้นรูปจึงจางหายไป


ปางปฐมเทศนา

ปางประทานพร


ขอบคุณที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000034816
เผยแพร่ : 10 เม.ย. 2562 09:59 ,โดย : โรม บุนนาค
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / หลงเป็นร้อยคัน.!! จีพีเอส นำทาง ลงเขื่อนลำตะคอง เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 06:41:58 PM




หลงเป็นร้อยคัน.!! จีพีเอส นำทาง ลงเขื่อนลำตะคอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถนนมิตรภาพ ช่วงลำตะคอง นครราชสีมา มีปริมาณรถหนาแน่น เนื่องจากประชาชนทยอยเดินทางกลับจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานเพื่อฉลองเทศกาลสงกรานต์ โดยรถเคลื่อนตัวได้ช้าเป็นบางช่วง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงต้องเปิดช่องทางพิเศษให้รถวิ่งสวนทางเพิ่มอีก 1 ช่องทางในหลายช่วงบนถนนมิตรภาพ

อย่างไรก็ตาม มีประชาชนบางส่วนเบื่อรถติดบนถนนมิตรภาพ จึงใช้ระบบจีพีเอสนำทางเพื่อหาทางลัด ร่นระยะเวลาเดินทาง แต่ปรากฎว่าระบบนำทางไปยังเส้นทางเดิมที่ลงเขื่อนลำตะคองซึ่งปัจจุบันถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว และปัจจุบันไม่มีใครใช้เส้นทางดังกล่าว โดยประชาชนรายหนึ่งบอกว่าจะเดินทางไปชัยภูมิ แต่ว่าลองมาใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นครั้งแรก ตามคำแนะนำของระบบนำทางที่แสดงว่าเป็นทางลัด




ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรถยนต์จำนวนหลายร้อยคันหลงมาใช้เส้นทางนี้ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ตั้งด่านชุมชนที่บ้านท่างอย และติดป้าย “ทางตัน” เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยง และไม่ควรเชื่อระบบนำทางมากเกินไป แต่ยังมีประชาชนบางส่วนไม่เชื่อ สุดท้ายแล้วก็ต้องขับย้อนกลับมาเพื่อใช้ถนนเส้นหลัก ทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม.




ขอบคุณที่มา : https://www.one31.net/news/detail/9861
ประจำวันที่ 11 เมษายน 2562
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “พระปฐมเจดีย์” ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรก ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 07:32:22 AM
งานนมัสการพระปฐมเจดีย์ ภาพเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


“พระปฐมเจดีย์” ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรก ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

การที่ “พระปฐมเจดีย์” เจดีย์องค์ใหญ่แห่งจังหวัดนครปฐมได้ชื่อนี้มานั้น ควรเป็นเพราะองค์เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์แห่งแรกที่สร้างขึ้นก่อนที่ไหนๆ หาไม่แล้วคนคงไม่เรียกชื่อที่มีความหมายสื่อไปเช่นนั้น

แต่จากข้อมูลของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ จริงๆ แล้วพระปฐมเจดีย์หาใช่เจดีย์แห่งแรกที่ถูกก่อสร้างขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันไม่ (ขออภัยที่ต้องใช้คำรุงรัง เพราะหลายท่านชอบให้แยกไทย-สยาม ก่อนไทย-ก่อนสยามให้ชัด ผู้เขียนจึงขอเทียบจากสิ่งที่เป็นปัจจุบันเพื่อความสะดวก) ด้วยดินแดนแถบนี้มีสถูปเจดีย์ทั้งร่วมสมัย และก่อนหน้าอยู่แล้ว

คุณสุจิตต์กล่าวว่า เมืองในลุ่มน้ำท่าจีนที่เก่ายิ่งกว่าเมืองนครไชยศรี หรือนครปฐมโบราณก็คือเมืองอู่ทอง ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน ด้วยเป็นชุมชนเก่าแก่มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อร่างเป็นบ้านเป็นเมืองมาตั้งแต่ก่อนยุคทวารวดี มีโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาอยู่มากมาย


@@@@@@

เมืองนครปฐมโบราณก้าวขึ้นมามีความสำคัญนำหน้าเมืองอู่ทองตั้งแต่ยุคหลังทวารวดีลงมา (หลัง พ.ศ. 1100) ซึ่งคุณสุจิตต์อธิบายว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากปากน้ำชายทะเลร่นมาอยู่ที่นครไชยศรี ทำให้นครไชยศรีได้เปรียบ ครองความรุ่งเรืองได้อยู่หลายร้อยปี จนถึงราวๆ พ.ศ. 1600 จึงถูกทิ้งร้างไป

    ถ้าพระปฐมเจดีย์ ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรก แล้วเหตุใดจึงได้ชื่อว่า
    “พระปฐมเจดีย์” .?

คุณสุจิตต์ อธิบายว่า เจดีย์องค์นี้ถูกเรียกว่า “พระปฐมเจดีย์” เป็นครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะที่พระองค์ยังผนวชอยู่ และได้เสด็จธุดงค์ไปนมัสการองค์เจดีย์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทั้งนี้ตามเอกสารเก่าระบุว่า


สะพานเจริญศรัทธา ภาพเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

“พระปฐมเจดีย์เป็นมหาเจดีย์สถานที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างแต่แรกพระศาสนามาประดิษฐานในสยามประเทศนี้ เก่าก่อนพระสถูปเจดีย์องค์อื่นๆ ทั้งหมด แม้มหานครเดิมอันตั้งอยู่ที่ประดิษฐานพระปฐมเจดีย์นั้นร้างกลายเป็นป่าเปลี่ยว มหาชนก็ยังเลื่อมใสไปบูชาพระปฐมเจดีย์ต่อมามิได้ขาด จึงทรงพระราชศรัทธาโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ทั่วทั้งบริเวณ…” (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒, อธิบายเรื่องตำนานวังเก่า ตอนที่ ๕ ว่าด้วยสร้างวังในรัชกาลที่ ๔)

ชื่อพระปฐมเจดีย์จึงถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 นี่เอง ซึ่งแต่เดิมมาชาวบ้านก็ไม่ได้เรียกว่า “พระปฐมเจดีย์” แต่เรียกกันว่า “พระธาตุหลวง” หรือบ้างก็เรียกว่า “พระธม” ตามที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 จารึกวัดศรีชุม


@@@@@@

ซึ่งคุณสุจิตต์ อธิบายว่า “ธม” เป็นภาษาเขมรแปลว่าใหญ่ “พระธม” จึงหมายถึงพระธาตุองค์ใหญ่โตมโหฬารหรือพระธาตุหลวง แต่คนทั่วไปอาจจะเรียกเพี้ยนจาก “พระธม” เป็น “ประธม” หรือ “ประทม” สืบมาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์

แต่รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าไม่ถูกต้อง “เพราะทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสว่า เป็นมหาเจดีย์ใหญ่กว่าพระเจดีย์ในประเทศสยามทุกๆ แห่ง ทั้งทรงเลื่อมใสอีกว่าเป็นของเก่าที่มีมาช้านานก่อนพระเจดีย์อื่นใดในสยามประเทศ จึงทรงเรียกชื่อว่า ‘พระปฐมเจดีย์’”

@@@@@@

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเจดีย์ใหญ่แห่งนครไชยศรี ซึ่งภายหลังเมืองนครไชยศรี ที่ถูกย้ายศูนย์กลางไปอยู่บริเวณสถานีรถไฟใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมือง “นครปฐม” เพื่อให้คล้องกับชื่อองค์เจดีย์สำคัญที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ แต่ชื่อเป็นทางการที่เรียกกันติดปากในปัจจุบันเพิ่งตั้งมั่นได้ไม่นานมานี้



อ้างอิง : “นครปฐม และพระปฐมเจดีย์”. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ชื่อบ้านนามเมือง ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ เมษายน 2538
ขอบคุณ : https://www.silpa-mag.com/history/article_6093
ผู้เขียน : ผิน ทุ่งคา
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ.2562
31  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: เที่ยววัดตาลเจ็ดช่อ ชมมหัศจรรย์ "หลวงพ่อลอย" น้ำหน้ก 300 กิโลกรัม แต่ลอยน้ำได้! เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 07:00:11 AM
 


อัศจรรย์ พระพุทธรูปทองเหลือง หนักกว่า 300 โล ลอยได้กลางบ่อน้ำมนต์

มหัศจรรย์ พระพุทธรูปทองเหลืองเก่าแก่ ปางเปิดโลก อายุกว่า 100 ปี หนักว่า 300 กิโลกรัม สูง 6 ศอก 9 นิ้ว ลอยน้ำได้ กลางบ่อน้ำมนต์ ชาวบ้านทราบข่าว กราบไหว้ขอพร ถ่ายรูปแชร์โซเชียล ...

วันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดตาลเจ็ดช่อ ตำบลตลาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มีชาวบ้านทราบข่าว พระพุทธรูปทองเหลืองเก่าแก่ หนักว่า 300 กิโลกรัม ลอยน้ำได้กลางบ่อน้ำมนต์ เดินทางเข้ามากราบไหว้ขอพร พร้อมทำการถ่ายรูปส่งขึ้นสังคมออนไลน์กันอย่างคึกคัก

พระครูพิบูลพัฒนพิมล เจ้าอาวาสวัดตาลเจ็ดช่อ เล่าว่า ทางวัดได้เตรียมจัดงานประจำปีระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ โดยเตรียมทำน้ำมนต์ไว้ให้ประชาชนที่เดินทางมากราบไหว้ ในช่วงงานประจำปี เป็นบ่อขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร สูง 2 เมตร โดยนำน้ำมนต์มาจากประเทศอินเดียเข้าผสมเพื่อความเป็นสิริมงคล

พร้อมทำการอัญเชิญพระพุทธรูปเก่าแก่ ปางเปิดโลก เนื้อทองเหลือง อายุกว่า 100 ปี หนักกว่า 300 กิโลกรัม สูง 6 ศอก 9 นิ้ว เข้าประดิษฐานกลางบ่อน้ำมนต์ โดยใช้ชาวบ้านจำนวน 14 คนหามพระพุทธรูป แห่อัญเชิญไปโดยรอบโบสถ์ จำนวน 3 รอบ ก่อนอัญเชิญมาประดิษฐาน ตั้งไว้ที่บริเวณกลางบ่อน้ำมนต์ เพื่อทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์



แต่เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น เมื่อพระพุทธรูปทองเหลือง ปางเปิดโลก ได้ล้มลงกลางบ่อน้ำมนต์ แล้วสามารถลอยน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เป็นสิริมงคล และบุญตาแก่ผู้พบเห็น

ด้าน นายต่อย คงอยู่ อายุ 52 ปี กรรมการวัด เล่าว่า พระพุทธรูปทองเหลือง ปางเปิดโลก ที่ลอยน้ำได้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ตนเกิดมาก็เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งในพิธี ยังต้องใช้คน 14 คน ในการหามพระพุทธรูป แต่เมื่อล้มลงกลางบ่อน้ำมนต์ กลับลอยน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งชาวบ้านที่เห็น ส่วนใหญ่ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วแชร์ผ่านโซเชียลเป็นจำนวนมาก

ชมคลิปได้ที่ : https://youtu.be/d-9tejYAa7U


ขอบคุณที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1479840
โดย ไทยรัฐออนไลน์ ,25 ม.ค. 2562 21:23 น.
32  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เที่ยววัดตาลเจ็ดช่อ ชมมหัศจรรย์ "หลวงพ่อลอย" น้ำหน้ก 300 กิโลกรัม แต่ลอยน้ำได้! เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 06:53:57 AM



เที่ยววัดตาลเจ็ดช่อ ชมมหัศจรรย์ "หลวงพ่อลอย" น้ำหน้ก 300 กิโลกรัม แต่ลอยน้ำได้!

ที่วัดตาลเจ็ดช่อ วัดดังแห่งจังหวัดอ่างทอง ได้มีปรากฏการณ์ทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับพุทธศาสนิกชน เมื่อ "หลวงพ่อลอย" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุกว่า 100 ปี ได้ล้มลงในบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และลอยน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์



โดยหลวงพ่อลอยนี้เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากถึง 300 กิโลกรัม แต่สามารถลอยอยู่ในบ่อน้ำมนต์แห่งนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ กลายเป็นสถานที่เที่ยวสุดอันซีน ที่พุทธศาสนิกชนต่างเดินทางมาเยี่ยมชม และสักการะบูชาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อลอย




หากใครกำลังวางแผนจะไปเที่ยวอ่างทองกันอยู่ลองแวะไปชมความมหัศจรรย์นี้กันดูครับ

 

ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/travel/1414993/
ขอขอบคุณภาพ : Watto Kakui
33  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / Re: เผยภาพ "หลุมดำ" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 06:40:24 AM




หลุมดำ : นักดาราศาสตร์เผย "รูปหลุมดำครั้งแรกของโลก" จากกาแล็กซีอันไกลโพ้น

นักดาราศาสตร์ถ่ายรูปหลุมดำสำเร็จเป็นครั้งแรกซึ่งอยู่บริเวณกาแล็กซีอันไกลโพ้น หลุมดำนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 หมื่นล้าน กม. หรือ ใหญ่กว่าโลก 3 ล้านเท่า โดยนักวิทยาศาสตร์ขนานนามว่า "เจ้าอสูรกาย"

หลุมดำนี้อยู่ห่างจากโลกไป 500 ล้านล้านล้าน กม. (500,000,000 ล้านล้าน กิโลเมตร) หรือ 55 ล้านปีแสง โดยถ่ายรูปจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ 8 แห่งทั่วโลก

    - กล้องโทรทรรศน์ EHT ใกล้เผยภาพถ่ายหลุมดำภาพแรกแล้ว
    - เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?
    - แสงดาวฤกษ์เปลี่ยนไปขณะเข้าใกล้หลุมดำตามทฤษฎีของไอน์สไตน์

มีการเปิดเผยรายละเอียดในวารสาร Astrophysical Journal Letters วันนี้ ศาสตราจารย์ไฮโน ฟัลเคอ จากมหาวิทยาลัยร็อดเบาด์ ในเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นผู้เสนอการทดลองในครั้งนี้ บอกกับบีบีซีว่า พบหลุมดำนี้ที่กาแล็กซีชื่อ "M87"

"สิ่งที่เราเห็นอยู่ใหญ่กว่าระบบสุริยะทั้งหมด" ฟัลเคอ กล่าว และอธิบายต่อว่า มันมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 6.5 พันล้านเท่า และเป็นหลุมดำที่หนักที่สุดที่เราคิดว่ามีอยู่ เป็นอสูรกายที่แท้จริง เป็น "แชมป์เฮฟวีเวทของหลุมดำทั้งหมดในจักรวาล"




ขอบคุณที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47883140
โดย พัลลับ โกช ผู้สื่อข่าวบีบีซีสายวิทยาศาสตร์
34  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เผยภาพ "หลุมดำ" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 06:35:44 AM




เผยภาพ "หลุมดำ" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ


วันนี้ (10 เม.ย.) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติโพสต์ภาพและข้อความที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติผ่านเพจเฟซบุ๊ก Event Horizon Telescope โดยระบุว่า

ภาพถ่ายนี้คือภาพระยะไกลภาพแรกในประวัติศาสตร์ของหลุมดำขนาดใหญ่โตที่อยู่ใจกลางของกาแล็กซีที่มีชื่อว่า เอ็ม 87 (M87) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับกาแล็กซีทางช้างเผือก พร้อมกับบรรยายด้วยว่า หลุมดำดังกล่าวมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 6,500 ล้านเท่า

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ชี้ว่า ภาพถ่ายระยะไกลชิ้นนี้ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากที่สุด ณ ปัจจุบัน สำหรับการศึกษาการดำรงคงอยู่ของหลุมดำขนาดมหึมา รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสใหม่สู่การศึกษาหลุมดำ ตำแหน่งของหลุมดำ และแรงดึงดูดของหลุมดำ



Scientists of the Event Horizon Telescope have obtained the first image of a black hole, using observations of the center of the galaxy M87. The image shows a bright ring formed as light bends in the intense gravity around a black hole that is 6.5 billion times more massive than the Sun. This long-sought image provides the strongest evidence to date for the existence of supermassive black holes and opens a new window onto the study of black holes, their event horizons, and gravity.


ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/news/7740530/
10 เม.ย. 62 (21:05 น.)
35  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 พิธีกรรมที่ควรทำ "วันสงกรานต์" เสริมดวงทุกด้านชีวิตรุ่งโรจน์ เมื่อ: เมษายน 10, 2019, 05:47:32 PM



5 พิธีกรรมที่ควรทำ "วันสงกรานต์" เสริมดวงทุกด้านชีวิตรุ่งโรจน์

ในวันปีใหม่ไทยนี้ เราชาวพุทธควรเสริมดวงชะตาด้วย 5 พิธีกรรมที่ควรปฏิบัติให้วันสงกรานต์ ที่จะช่วยนำพาชีวิตรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ดังต่อไปนี้


1. ทำความสะอาดบ้านเรือน หิ้งพระ โต๊ะหมู่บูชา ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 13 - 15 เมษายน ถือเป็นฤกษ์ดี ที่สามารถทำได้ทุกปี จะช่วยเสริมดวงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ค้ำจุน



2. ทำบุญให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ  เป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษ อีกทั้งยังเป็นวันรวมญาติ ให้ลูกหลานที่ไม่ค่อยได้พบปะกัน ได้ใกล้ชิดกัน ช่วยในการ “เสริมดวงบริวาร”



3. ขนทรายเข้าวัด เป็นคติที่ว่าเมื่อเราเข้าวัด ตอนออกมาจากวัดนั้นทรายจากในวัดก็ติดรองเท้าออกมาด้วย การขนทรายเข้าวัดเสมือนได้คืนทรายที่ติดรองเท้าของเราออกไป และวัดก็จะได้นำทรายเหล่านี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อไป ซึ่งในทางพิธีกรรมจะปฏิบัติเพื่อ “เสริมดวงอสังหาริมทรัพย์”  หากต้องการให้มีอสังหาริมทรัพย์ หากต้องการให้รากฐานมั่นคง ควรขนทรายเข้าวัด และก่อเป็นพระเจดีย์ทรายจากนั้นปักธงสีตามวันเกิด อาทิ เกิดวันอาทิตย์ ก็ปักธงสีแดง เกิดวันจันทร์ก็ปักธงสีเหลือง ฯลฯ เพราะจะช่วย “เสริมดวงด้านทรัพย์สิน”



4. รดน้ำผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ที่เรานับถือ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพ เจ้านายที่เมตตาเรา การรดน้ำให้เตรียมนำผ้า 1 สำรับ จะเป็นผ้าขาวม้า ผ้าถุง ผ้าห่ม หรือผ้าอะไรก็ได้ ที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ พร้อมดอกไม้ธูปเทียน นำไปมอบให้กับท่านเหล่านั้น จากนั้นอาจจะมีน้ำอบไทย น้ำดอกมะลิ น้ำหอม รดบนมือของท่านเพื่อขอพร พิธีกรรมรดน้ำผู้ใหญ่นี้จะทำให้ได้รับความเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ “เสริมดวงอุปถัมภ์”


5. ล้างเท้าขอขมาพ่อแม่ ในระหว่างปีเราอาจจะทำผิดต่อพ่อแม่ ไม่ว่าจะตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ หากได้ล้างเท้าขอขมากรรมต่อท่าน และรับพรจากท่านแล้ว เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง จึงช่วย “เสริมดวงทุกด้าน” เพื่อล้างอาถรรพ์ เพิ่มสิริมงคล เจริญสุขในชีวิต

วันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นจึงต้องตระเตรียมงานกันเป็นการใหญ่ จนมีคนที่พูดกันติดปากว่า "ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่" ในวันสงกรานต์จึงมีกิจกรรมมากมาย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การสาดน้ำอย่างเดียวนะคะ ยึดถือสืบเนื่องเป็นประเพณีมาแต่โบราณกาล



ขอบคุณที่มา : https://www.sanook.com/horoscope/115793/
10 เม.ย. 62 (03:30 น.)
36  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 15 พฤติกรรมการกิน ที่จะทำให้ ชีวิตคุณยืนยาว เมื่อ: เมษายน 10, 2019, 06:28:40 AM






15 พฤติกรรมการกิน ที่จะทำให้ ชีวิตคุณยืนยาว

เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ฉันได้ทำงานกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาเกี่ยวกับ การมีอายุที่ยืนยาวในพื้นที่สีน้ำเงินที่ซึ่งมีประชากรมากกว่า 100 คนบนเกาะอิคาเรียในประเทศกรีก ที่ราบสูงบนเกาะซาร์ดิเนีย คาบสมุทรนิโกยาในคอสตาริกา โอกินาวาของญี่ปุ่น โลมาลินดาในแคลิฟอร์เนีย และมูลนิธิคริสตจักรเซเว่นเดย์แอดเวนติสในสหรัฐอเมริกา ผู้คนในถิ่นที่อยู่เหล่านี้จะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอาหารคล้ายกัน (พวกเขาไม่นับแคลอรี่ รับประทานวิตามิน หรือคิดน้ำหนักโปรตีนเป็นกรัม!) จากการวิเคราะห์ด้านอาหารในพื้นที่โซนสีน้ำเงิน เมื่อช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเราได้ค้นพบความลับของผู้ที่มีอายุร้อยปีขึ้นไป และนี่คือ 10 เคล็ดลับพฤติกรรมการกินที่ยืมมาจากผู้ที่มีอายุยืนยาวบนโลกใบนี้

@@@@@@

1. รับประทานอาหารจากพืชให้ได้ร้อยละ 95
พืชผัก ธัญพืช และถั่วจะพบได้ในอาหารทุกมื้อตลอดทั้งปีในพื้นที่สีน้ำเงิน ผู้คนจะรับประทานผักได้อย่างหลากหลายและนำส่วนที่เหลือไปหมักดองหรืออบแห้ง การศึกษาพบว่าประชากรวัยกลางคนที่รับประทานผักต้มสุก 1 ถ้วยทุกวันจะมีอายุยืนยาวกว่าเดิมถึง 4 ปีเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานผัก

2. รับประทานเนื้อสัตว์ไม่เกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ครอบครัวในพื้นที่สีน้ำเงินส่วนใหญ่จะรับประทานเนื้อสัตว์ค่อนข้างน้อย โดยเป็นแค่เครื่องเคียงหรือเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับอาหารจานอื่น พวกเขาจำกัดการรับประทานเนื้อปรุงสุกไม่เกิน 2 ออนซ์หรือน้อยกว่านั้นเพียง 5 ครั้งต่อเดือนและเน้นเฉพาะเนื้อไก่ เนื้อแกะ หรือเนื้อหมูจากฟาร์มของครอบครัว

3. รับประทานปลาทุกวันอย่างน้อย 3 ออนซ์
มีการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชและปลาเพียงวันละครั้งจะเป็นผู้ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ในพื้นที่สีน้ำเงินปลาคือส่วนหนึ่งของมื้ออาหารในชีวิตประจำวันและปลาที่ดีที่สุดคือ สายพันธุ์ที่อยู่ตรงกลางของห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาซาร์ดีน ปลากะตัก และปลาคอดซึ่งปราศจากปรอทและสารเคมีชนิดอื่นๆ

4. ลดปริมาณนม
ระบบการย่อยอาหารของมนุษย์ไม่เหมาะกับนมวัวเนื่องจากทำให้ปริมาณไขมันและน้ำตาลสูงขึ้น ประชากรในพื้นที่สีน้ำเงินจะได้รับแคลเซียมจากพืช (เช่น คะน้าสุก 1 ถ้วยจะให้แคลเซียมเท่ากับนม) อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์จากนมวัวและนมแพะอย่างโยเกิร์ตและชีส จะพบได้ทั่วไปในอาหารดั้งเดิมของอิคาเรียและซาร์ดิเนีย

5. รับประทานไข่สัปดาห์ละ 3 ฟอง
ในพื้นที่สีน้ำเงินผู้คนมักจะรับประทานไข่เพียงทีละฟอง ลองรับประทานไข่ในมื้อเช้าควบคู่กับผลไม้หรืออาหารจากพืชชนิดอื่นๆ เช่น โจ๊กธัญพืชหรือขนมปัง โดยเตรียมส่วนผสมซอสแอปเปิ้ล 1/4 ถ้วย มันฝรั่งบด 1/4 ถ้วยหรือกล้วยลูกเล็กสำหรับไข่ 1 ฟอง


@@@@@@

6. เพิ่มถั่วสุกครึ่งถ้วยทุกวัน
ถั่วดำในนิโกย่า ถั่วเหลืองในโอกินาว่า ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี และถั่วขาวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอาหารหลักของพื้นที่สีน้ำเงิน โดยเฉลี่ยถั่วมีส่วนผสมของโปรตีนร้อยละ 21 คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร้อยละ 77 และไขมันเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยเส้นใยและสารอาหารที่ดีกว่าอาหารชนิดอื่นๆบนโลก เพียงรับประทานถั่วในพื้นที่สีน้ำเงินอย่างน้อยวันละ ½ ถ้วยก็ได้รับวิตามินและแร่ธาตุมากเพียงพอกับที่คุณต้องการแล้ว

7. เปลี่ยนไปรับประทานขนมปังเปรี้ยวหรือขนมปังโฮลวีต
ประชากรสามในห้าของพื้นที่สีน้ำเงินจะรับประทานขนมปังเป็น อาหารหลักซึ่งในแต่ละชนิดจะให้สารอาหารมากมายและระดับไฟเบอร์สูง ส่วนขนมปังสูตรดั้งเดิมของพื้นที่สีน้ำเงินจะทำจากแบคทีเรียที่ “ย่อย” แป้งและกลูเตนขณะที่ช่วยให้ขนมปังขึ้นฟู กระบวนการนี้จะสร้างกรดและรสเปรี้ยวให้แก่ขนมปัง ผลที่ได้คือขนมปังจะมีปริมาณน้ำตาลต่ำอย่างแท้จริง (อีกทั้งยังมีกลูเตนน้อยกว่าขนมปังชนิดอื่นด้วย)

8. ลดการบริโภคน้ำตาล
ผู้อาศัยในพื้นที่สีน้ำเงินจะรับประทานน้ำตาลน้อยกว่าคนทั่วไปประมาณหนึ่งในห้า ผู้ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีมักจะใส่น้ำผึ้งในน้ำชาและรับประทานขนมหวานเฉพาะในงานฉลองเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามที่จะไม่เติมน้ำตาลลงในอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าวันละ 4 ช้อนชา ลดการรับประทานคุกกี้ ขนมหวาน และเบเกอรี่เหลือเพียงสัปดาห์ละไม่กี่ครั้งและหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่ใส่สารให้ความหวาน

9. รับประทานถั่วเปลือกแข็งวันละ 2 กำมือ
จากการศึกษาล่าสุดของ Harvard พบว่าผู้ที่รับประทานถั่วมีอัตราการตายเพียงร้อยละ 20 ซึ่งต่ำกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถั่ว ส่วนการศึกษาอื่นๆแสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีถั่วจะช่วยลด LDL หรือคลอเรสเตอรอลชนิดเลวได้ถึงร้อยละ 20

10. รับประทานอาหารที่ได้รับการปลูกฝัง
ประชากรในพื้นที่สีน้ำเงินทั่วทุกมุมโลกจะรับประทานอาหารหมดเกลี้ยง ไม่ทิ้งไข่แดงหรือดูดเอาแต่น้ำผลไม้ พวกเขาไม่รับประทานอาหารเสริม พวกเขาจะรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ปลูกในท้องถิ่น สรุปคือควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีรายชื่อส่วนผสมยาวเหยียด และเลือกซื้อของในร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพกันดีกว่า

@@@@@@

11. เพิ่มการดื่มน้ำ
การดื่มน้ำวันละ 7 แก้วจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดโอกาสในการเกิดลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวานแบบเข้มข้นหรือที่ใส่สารให้ความหวานเทียม

12. หากต้องการดื่มแอลกอฮอล์ ให้เลือกเป็นไวน์แดง
ประชากรในพื้นที่สีน้ำเงินส่วนใหญ่จะดื่มไวน์แดงวันละ 1-3 แก้ว เนื่องจากไวน์จะช่วยในเรื่องการดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระจากพืช ขณะที่การดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยจะช่วยลดความเครียดซึ่งดีต่อสุขภาพโดยรวม

13. ดื่มชา
ชาวโอกินาว่าจะดื่มชาเขียวตลอดทั้งวันและชาเขียว ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็งต่างๆ ส่วนชาวอิคาเรียจะดื่มชาที่กลั่นจากดอกโรสแมรี่ ใบเสจป่า และดอกแดนดิไลซึ่งสมุนไพรทั้งหมดนี้มีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบ

14. ลดคาเฟอีนจากกาแฟ
ประชากรบนคาบสมุทรนิโกยาและเกาะซาร์ดิเนียรวมถึงอิคาเรียทั้งหมดได้ลดการบริโภคกาแฟลงอย่างมาก การวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟลดลงจะช่วยลดภาวะสมองเสื่อมและโรคพาร์กินสันได้

15. การจับคู่โปรตีนที่สมบูรณ์
กลัวการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจากอาหารที่ทำจากพืชหรือเปล่า? เคล็ดลับคือการจับคู่ถั่วเปลือกอ่อน ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และผักชนิดต่างๆที่ทดแทนกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายของคนเราไม่อาจสร้างขึ้นได้เองทั้ง 9 ชนิด ลองจับคู่ตามอัตราส่วนที่ได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้
    - พริกแดงสับ 1 1/3 ส่วนกับกะหล่ำสุก 3 ส่วน
    - ถั่วชิกพีสุก 1 ส่วนกับผักกาดเขียวปลีสุก 3 ส่วน
    - ถั่วลิมา 1 ส่วนกับแครอทสุก 2 ส่วน
    - ใบจากก้านบร็อคโคลี่สุก 1 1/2 ส่วนกับข้าวป่ายักษ์สุก 1 1/3 ส่วน
    - เต้าหู้แข็ง 1/2 ส่วนกับเส้นโซบะสุก 1 1/4 ส่วน



Blogger : Dan Buettner
Source : health.com
ขอบคุณ : http://issue247.com/health/eating-habits-that-make-you-live-longer/
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ปรับเปลี่ยนทัศนคติ เอาชนะ ความ ท้อแท้ เมื่อ: เมษายน 10, 2019, 06:20:32 AM





ปรับเปลี่ยนทัศนคติ เอาชนะ ความ ท้อแท้

คนเราจะแพ้ได้สักกี่ครั้ง แล้วจะมีกี่ครั้งที่เรารู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ หมดกำลังใจ หนึ่งในวิธีที่จะทำให้คุณลุกกลับมาได้ไว คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แค่คิดบวก อย่างน้อยเราอาจไม่ชนะหรือลุกขึ้นมาหายจากอาการสิ้นหวัง แต่อย่างน้อยเราก็ชนะความท้อแท้ได้แล้วหนึ่งก้าวค่ะ

@@@@@@

- เริ่มจากคิดบวกมองโลกในแง่ดี
ไม่ได้เป็นคนโลกสวย แต่อย่างน้อยถ้าสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจเราพลิกมันกลับกลายเป็นมุมมองในแง่ที่ดี ก็มีกำลังที่จะลุกต่อไปทำให้สำเร็จ ไม่ท้อแท้ หมดหวังตั้งแต่กลางทาง แทนที่จะคิดในแง่ลบตั้งแต่แรกว่าเราทำไม่ได้หรอก ทำไมไม่ทำให้เชื่อว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าลงมือทำทีละเล็กทีละน้อยและมุ่งมั่นทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ

- ปลดล็อคความกลัว
ลองถามตัวเองว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ถ้ามันเริ่มจากความกลัว หรือตีตนไปก่อนไข้ กลัวว่าจะทำมันไม่สำเร็จ หรือเคยเกิดเหตุการณ์ทำแล้วท้อแท้ในครั้งเก่า หากมีครั้งที่สองจะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของตัวเองอีก ถ้าข้อนี้คือเหตุผลที่ทำให้เกิดความท้อแท้ ปลดล็อคมันซะ มันอาจจะไม่ได้ปลดออกง่ายๆ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณก้าวข้ามผ่านเส้นนี้ไปได้ ก็สำเร็จไปแล้วหนึ่งขั้น

- เข้าใจตัวเอง เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
มองตัวเองให้ชัด เข้าใจตัวเองให้ดีเสียก่อน ก่อนเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น เพราะความท้อแท้ก็เริ่มจากมองคนอื่น เห็นเขาดีกว่า เก่งกว่า แต่เราไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านความยากลำบาก และความท้อแท้ใจมามากแค่ไหนถึงจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือพยายามทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย อย่าเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นอยู่ภายนอกกับผู้อื่น ไม่อย่างนั้นเราจะท้อแท้และลืมทำตามเป้าหมายของตนให้สำเร็จ

- ละวางความโกรธ
ทำไมโกรธแล้วถึงท้อแท้ เพราะเราอาจจะโกรธเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเรื่องราวในอดีต จนทำให้รู้สึกท้อแท้ ให้ระลึกไว้เสมอว่าแม้ทุกคนจะมีอารมณ์โกรธกันได้เป็นธรรมดา แต่โกรธแล้วก็ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ละวางความโกรธแค้นในอดีตและสนใจเป้าหมายในปัจจุบันของเราก็พอ


@@@@@@

วิธีที่จะควบคุมความโกรธได้ดีที่สุด ได้แก่ สูดหายใจเข้าลึกๆ และหากิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือจดบันทึกความโกรธไว้เตือนสติเราในวันข้างหน้า



ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/84977.html
By Porko ,27 August 2018
38  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ทำไมต้องใช้ 'วันเสาร์ห้า' ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์.? เมื่อ: เมษายน 10, 2019, 06:00:34 AM



ทำไมต้องใช้ 'วันเสาร์ห้า' ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์.?

สัปดาห์นี้พาไปเฉลยข้อสงสัย รู้หรือไม่ว่าในปีใดที่มีวันเสาร์ห้าเกิดขึ้น ทำไมแต่ละสำนักฯ จะทำพิธีปลุกเสกเครื่องลางของขลังกันอย่างครึกโครม เพราะอะไรไปติดตามกัน

ก่อนจะถึงเดือนเม.ย.ของทุกปี ตามปฏิทินจันทรคติจะตรงกับเดือนห้า เหล่าครูบาอาจารย์ หรือจอมขมังเวทย์ทั้งหลายต่างก็ต้องมาตรวจสอบดูว่าในเดือนห้าของปีนี้ จะมีวัน “เสาร์ห้า” หรือไม่

วันเสาร์ห้านั้นในความหมายที่หลายคนเข้าใจก็คือ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5ที่ตรงกับวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันแรง และไม่ได้มีเกิดขึ้นในทุกปี กล่าวคือ ขึ้น 5 ค่ำเดือน 5 นั้นมีอยู่ในทุกปี แต่จะให้ตรงกับวันเสาร์นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกันได้บ่อย ๆ เพราะเว้นไป 3-4 ปีจึงจะเกิดขึ้นได้สักครั้ง

หากปีใดที่มีวันเสาร์ห้าเกิดขึ้น เราจะสังเกตเห็นว่าแต่ละสำนักฯ จะทำพิธีปลุกเสกเครื่องลางของขลังกันอย่างครึกโครม บางวัดก็นิยมทำพิธีสวดภาณยักษ์ เสกน้ำมนต์ เพื่อขับไล่เสนียดจัญไรให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “เสาร์ห้า” นั้นคืออะไร แล้วทำไมถึงต้องเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางไสยศาสตร์ เป็นวันที่นิยมใช้ในการปลุกเสกเครื่องลางของขลัง เราลองมาศึกษาทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ ในเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามาผสมผสานกัน



1. ตามหลักดิถีมหาศูนย์ กำหนดไว้ว่า หากดิถีขึ้น-แรม ตรงกันกับเดือน เช่น ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 หรือแรม 3 ค่ำ เดือน 3 ดังนี้จัดให้เป็น “กทิงวัน” ซึ่งเป็นวันแรง มีข้อห้ามหลายอย่าง จะไม่ใช้ประกอบพิธีมงคล แต่จะนิยมใช้ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ ปลุกเสกเครื่องลางของขลัง

2. วันเสาร์เป็นวันที่แรง เพราะเทวดาประจำพระเคราะห์นั้น พระอิศวรได้ให้กำเนิดจากเสือ 10 ตัว กำหนดให้เป็นวันที่แสดงพลานุภาพไปในทางดุร้ายน่าเกรงขาม และตามหลักมหาทักษา กำหนดวันเสาร์ให้เป็นวันที่ได้ ปูมราหูเป็น “เดช” จึงเป็นวันที่มีพลังในด้านอิทธิฤทธิ์ ดังนั้นอำนาจทางฝ่ายไสยศาสตร์จึงโดดเด่น หากมีดิถีที่แรงมารวมกับวันเสาร์ด้วย ก็จะยิ่งเสริมความแรงให้กับดิถีนั้น ๆ

3. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์และพระจันทร์โคจรได้ตำแหน่ง “มหาอุจจ์” ด้วยกันทั้งคู่ กล่าวคือในเดือน 5 (ทางจันทรคติ) ดวงอาทิตย์จะโคจรเข้าสู่ราศีเมษ ในทางโหราศาสตร์ถือว่าได้ตำแหน่งมหาอุจจ์ หมายถึง โลกกับดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งที่อยู่ใกล้กันที่สุด และนี่คือเหตุที่ทำให้ช่วงเดือนนี้จะมีอากาศร้อนที่สุด และในวันขึ้น 5 ค่ำ (ทางจันทรคติ) ดวงจันทร์จะโคจรผ่านดวงอาทิตย์จากราศีเมษ เคลื่อนตัวจนได้ครองตำแหน่งมหาอุจจ์ ในราศีพฤษภ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่โลกและดวงจันทร์เคลื่อนตัวเข้ามาอยู่ใกล้กัน

4. เป็น “วันปิ่นอิศวร” คือวันที่อยู่ในช่วงดิถี 3 ค่ำถึงดิถี 5 ค่ำ เราจะมองเห็นพระจันทร์มีลักษณะเป็นรูปวงเล็บ มองดูคล้ายปิ่นที่เสียบอยู่บนเศียรพระอิศวร ทางภารตะนิยม ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่เหมาะกับการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ในการบูชาเทพฯ และทำพิธีล้างอาถรรพ์ และเป็นวันที่ทั้งพระอาทิตย์และดวงจันทร์ทำมุมห่างกันในระยะไม่เกิน 45 องศา และเป็นตำแหน่งที่ใกล้โลกด้วยกันทั้งคู่ จึงสามารถส่งพลังงาน และอิทธิพลมาสู่โลกได้มาก เราจะเห็นพระจันทร์ปิ่นอิศวร ในวันขึ้น 5 ค่ำ คล้อยไปทางทิศตะวันตกในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า (น้ำในแม่น้ำลำคลองจะขึ้นสูง)



จากปัจจัยทั้ง 4 ประการนี้เอง จึงทำให้ “วันเสาร์ห้า” เป็นวันแรงเหมาะแก่การปลุกเสกเครื่องลางของขลัง และเป็นวันสำคัญที่เหมาะแก่การทำพิธีทางไสยศาสตร์ แต่วันเสาร์ห้าก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทุกปี โดยเฉพาะกับวันเสาร์ห้าที่สมบูรณ์ หมายถึง วันขึ้น 5 ค่ำเดือน 5 ที่ตรงกับวันเสาร์ และเป็นวันที่พระอาทิตย์กับดวงจันทร์ได้ตำแหน่งมหาอุจจ์พร้อม ๆ กัน

ในปีนี้ พ.ศ.2562 วันขึ้น 5 ค่ำเดือน 5 ตามปฏิทินสุริยคติ จะตรงกับวันอังคารที่ 9 เม.ย. จึงไม่มีวันเสาร์ห้าในปีนี้ และในวันที่พระอาทิตย์กับดวงจันทร์จะโคจรได้ตำแหน่งมหาอุจจ์พร้อมกัน ก็จะตรงกับช่วงวันที่ 5-7 พ.ค.62

ดังนี้แล้ว “วันเสาร์ห้า” ในปีนี้ 2562 จึงไม่มี เราก็จะต้องรอคอยในปีถัด ๆ ไปนะครับ



กลเม็ดเคล็ดโหรฯ... ในสัปดาห์นี้อาจารย์จะนำเสนอเคล็ดลับการอ่านอาทิตย์กำเนิด ที่มีข้อสังเกตง่าย ๆ แต่สามารถได้อย่างแม่นยำ

1. หากอาทิตย์กำเนิดอยู่ในภพกดุมภะ จะทำให้เป็นคนใช้เงินมือเติบ มักจะใช้เงินเพื่อหน้าตาของตนเอง เช่น หมดเงินไปกับการเลี้ยงลูกน้อง หมดเงินไปกับเครื่องอำนวยความสะดวก หมดเงินไปกับของใช้ที่หรูหรา ฯลฯ

2. หากอาทิตย์กำเนิดอยู่ในภพพันธุ จะทำให้เจ้าชะตามีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายบ่อย มีบ้านก็อยู่ไม่ติด ต้องมีเหตุให้เดินทางอยู่ตลอดเวลา ห่างไกลบุพาการี ฯลฯ

3. หากอาทิตย์กำเนิดอยู่ในภพปัตนิ จะทำให้เจ้าชะตาไม่ประสบความสำเร็จในการครองรักครองเรือน เปลี่ยนคู่บ่อย

4. หากอาทิตย์กำเนิดอยู่ในภพศุภะ จะทำให้ดวงชะตานั้นอาภัพบิดา หรือเรียกว่า “ไม่มีวาสนาในพ่อ” เช่น ไม่ได้อยู่กับบิดาที่ให้กำเนิด ต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างถิ่นต่างที่ ฯลฯ
 
5. หากอาทิตย์กำเนิดอยู่ในภพกัมมะ จะทำให้เจ้าชะตามีปัญหากับนายจ้าง เปลี่ยนงานบ่อย จนต้องมาประกอบกิจการเป็นของตัวเอง มีความขัดแย้งกับพ่อตาแม่ยาย, พ่อผัวแม่ผัว ฯลฯ





ขอเชิญติดตาม กลเม็ดเคล็ดโหรฯ ได้ทุกสัปดาห์ในส่วนท้ายคอลัมน์ อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ นะครับ.


คอลัมน์ : พยากรณ์สอนกันได้
โดย “อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ”
ขอบคุณที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/702858
อังคารที่ 9 เมษายน 2562 เวลา 14.00 น.
39  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รวมแหล่งรับบริจาค เสื้อผ้า,เครื่องประดับ,กระเป๋า,รองเท้า,เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯ เมื่อ: เมษายน 09, 2019, 05:49:35 PM


รวมแหล่งรับบริจาค เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, กระเป๋า ,รองเท้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์

#มูลนิธิกระจกเงา
รับบริจาคชุดนักเรียน, เสื้อผ้าสภาพดี,เครื่องประดับ, กระเป๋า ,รองเท้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของที่ยังคงสภาพดีทุกประเภท ของส่วนหนึ่งจะนำส่งมอบต่อให้กับผู้ขาดแคลน, ชุมชน, ผู้ประสบภัย ในเมืองและต่างจังหวัด อีกส่วนจะถูกนำมาระดมทุนที่ร้านแบ่งปันภายใน มูลนิธิกระจกเงา
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ donate@mirror.or.th หรือ โทร 02-973-2236-7 ต่อ 101

#มูลนิธิสวนแก้ว
ที่อยู่ในการบริจาค เลขที่ 55/1 หมู่ 1 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2595-1444, 0-2595-1946

#มูลนิธิบ้านนกขมิ้น
สำหรับเด็กกำพร้าและถูกทอดทิ้ง บริจาคสิ่งของส่งไปที่
มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 89/6 ซ.เสรีไทย 17 แขวง.คลองกุ่ม เขต.บึ่งกุ่ม กทม.10240
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-375-6497

@@@@@@

#มูลนิธัวัดพระบาทน้ำพุ
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ วัดพระบาทน้ำพุ เทศบาลเขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 089-742-0729

#มูลนิธิธรรมานุรักษ์
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ 40/1 ม.3 ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71190
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 081-935-1234 หรือ 081-572-3999 แม่ชีจุติมา ทรรพสุทธิ์

#มูลนิธิบ้านบุญญาทร
เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กที่เกิดกับแม่ที่ยังติดคุกอยู่ โดยสามารถบริจาคสิ่งของส่งไปที่
กรมราชทัณฑ์ 222 ถ.นนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-967-3556-7

@@@@@@

#มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ 133 ม.2 ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-577-2898

#มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีชาย
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ 130 ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-577-1864

#มูลนิธิหลวงตาน้อย
เป็นสถานดูแลคนพิการ เด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาส รับบริจาคเสื้อผ้า สิ่งของเหลือใช้ และมีศูนย์ฝึกอาชีพบริจาคสิ่งของส่งไปที่ 172/30 หมู่5 คลองโยง ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73130
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 034-100244, 081-268-2146, 086-349-4848, 088-408-3223, 02-927-7948

@@@@@@

#มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
รับอุปการะเด็ก สอบถามรายละเอียด www.worldvision.or.th

#สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ 2/40 ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-577-2347

#ทัณฑสถานหญิงชลบุรี
รับบริจาคชุดชั้นใน/หนังสือ โดยถ้าเป็นชุดชั้นใน พวกเสื้อชั้นใน ถ้าเป็นของมือสองรบกวนซักให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนกางเกงในรบกวนเป็นของใหม่ค่ะ บริจาคสิ่งของส่งไปที่
ทัณฑสถานหญิงชลบุรี 84 ถ.วชิรปราการ ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 038-273028

@@@@@@

#ทัณฑสถานหญิงสงขลา
รับบริจาคชุดชั้นใน/หนังสือ โดยถ้าเป็นชุดชั้นใน พวกเสื้อชั้นใน ถ้าเป็นของมือสองรบกวนซักให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนกางเกงในรบกวนเป็นของใหม่ค่ะ บริจาคสิ่งของส่งไปที่
ทัณฑสถานหญิงสงขลา 164 ม.4 ถ.สงขลา-นาทวี ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา 90000
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 074-336065

#ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก
รับบริจาคชุดชั้นใน/หนังสือ โดยถ้าเป็นชุดชั้นใน พวกเสื้อชั้นใน ถ้าเป็นของมือสองรบกวนซักให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนกางเกงในรบกวนเป็นของใหม่ค่ะ บริจาคสิ่งของส่งไปที่
ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก 801 ม.8 ถ.พิษณุโลก-หล่มสัก ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 055-312801

#ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่
รับบริจาคชุดชั้นใน/หนังสือ โดยถ้าเป็นชุดชั้นใน พวกเสื้อชั้นใน ถ้าเป็นของมือสองรบกวนซักให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนกางเกงในรบกวนเป็นของใหม่ค่ะ บริจาคสิ่งของส่งไปที่
ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ 142 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 053-122340

@@@@@@

#วัดโบสถ์วรดิษฐ์ (สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ายากจน)
ที่อยู่จัดส่งทางไปรษณีย์ วัดโบสถ์วรดิษฐ์ ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก อ่างทอง 14130
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 035-661134, 086-134-5003

#ปันกัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ ร้านปันกัน โดยมูลนิธิยุวพัฒน์
เลขที่ 1 ซ.พรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
ติดต่อบริจาคสิ่งของและข้อมูลทั่วไป โทร. 02-3011096, 081-903-6639
ติดต่อฝ่ายกิจกรรม โทร. 02-301-1021, 02-301-1029, 081-841-5870
ติดต่อฝ่ายพัฒนาธุรกิจและแฟรนชายส์ โทร. 02-301-1146, 02-301-1023
website : www.pankansociety.com
IG : pankansociety
Line : pankansociety

#สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ 78/24 ม.1 ถ.ภูมิเวท ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-584-7255

#บ้านพักฉุกเฉิน
บริจาคสิ่งของส่งไปที่ 501/1 ซ.เดชะตุงคะ1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (662) 929-2301-07 ,(662) 929-2222



ขอบคุณ : http://www.volunteerspirit.org/?p=34896
By admin on February 27, 2018
40  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สักการะ “หลวงพ่อโตวัดหลักสี่” ศักดิ์สิทธิ์เลื่องชื่อ ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านแพ้ว เมื่อ: เมษายน 09, 2019, 06:25:35 AM

หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ฯ


สักการะ “หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ฯ” ศักดิ์สิทธิ์เลื่องชื่อ ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านแพ้ว

เป็นที่รู้กันดีว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาครก็คือ “หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ฯ” ที่ประดิษฐานอยู่ใน “วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร” อีกหนึ่งวัดสำคัญที่มีแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑๐ ในเร็ววันนี้อีกด้วย

แรงศรัทธาของประชาชนทั่วทุกสารทิศ

“วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร” ตั้งอยู่ริมคลองดำเนินสะดวก อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่า 65 ปีมาแล้ว วัดแห่งนี้สร้างขึ้นบนที่ดินของนางแจ่ม วาสุกรี ผู้มีจิตศรัทธายกที่ดินให้เป็นธรณีสงฆ์สำหรับสร้างวัด และได้ตั้งชื่อวัดตามชื่อหลักแบ่งเขตคลองว่า วัดใหม่หลักสี่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดที่ประชาชนในบริเวณหลักสี่และบริเวณกึ่งกลางคลองดำเนินสะดวกใช้เป็นที่รวมตัวกัน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดหลักสี่ฯ ก็คือ “หลวงพ่อโต” ที่ประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลังใหม่ทรงไทยจัตุรมุข เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นเนื้อหินทรายแดงฉาบปูน มีพระพักตร์ค่อนข้างกลมเอิบอิ่ม ยิ้มละไม เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยอู่ทอง มีหน้าตักกว้าง 81 นิ้ว สูง 99 นิ้ว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเลขมงคล เพราะเมื่อนำขนาดความกว้างของหน้าตักมารวมกันจะได้ 9 ส่วนสูงรวมกันได้ 9 อีก และเมื่อนำส่วนกว้างรวมกับส่วนสูงก็ได้ 9 เช่นกัน


ปิดทององค์หลวงพ่อโตจนเหลืองอร่าม

ในอดีตหลวงพ่อแฟง เจ้าอาวาสวัดดอนมโนรา ต.ขุนพิทักษ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นศิษย์เอกหลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อมเกจิชื่อดังในสมัยนั้น ได้เดินทางไปพบที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพระพุทธรูปอยู่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม และเมื่อตรวจด้วยทางในแล้วพบว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก จึงทำพิธีอัญเชิญมาประดิษฐานยังวัดดอนมโนรา

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2470 หลวงพ่อแฟงได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ฯ จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณดังกล่าวมาประดิษฐานที่นี่ด้วย ชาวบ้านละแวกนั้นเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกและองค์โต ที่สุดในลุ่มน้ำคลองดำเนินสะดวก จึงพากันขนานนามว่า “หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ฯ” ตั้งแต่นั้นมา โดยในทุกวันจะมีประชาชนหลั่งไหลกันมาปิดทององค์หลวงพ่อโตจนเหลืองอร่ามซ้อนทับจนหนาไม่เห็นเนื้อเดิม


แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์บริเวณหน้าวัดหลักสี่ฯ

นอกจากหลวงพ่อโตที่เลื่องชื่อแล้ว วัดหลักสี่ฯ แห่งนี้ยังมีความสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ อีกด้วย เนื่องด้วยในการทำพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักร จำนวน 108 แห่ง ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งทำพิธีพร้อมกันในวันที่ 6 เม.ย. 62 และตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญประจำจังหวัดของแต่ละจังหวัด 76 แห่ง แหล่งน้ำจากในคลองดำเนินสะดวก บริเวณหน้าวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสรแห่งนี้ ก็เป็น 1 ใน 108 แหล่งน้ำที่ใช้ในพิธีด้วย

พระนอนองค์ใหญ่

รวมถึงในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นักท่องเที่ยวได้แวะสักการะอีกมากมาย อย่างเช่น พระนอนองค์ใหญ่ ทำบุญขอพรประจำวันเกิด สักการะรอยพระพุทธบาท ฝากดวงกับพระราหู ไหว้ขอพระองค์เจ้าแม่กวนอิม และพระโพธิสัตว์ภูมิพล แต่ละจุดจะอยู่ใกล้ๆ กัน สามารถเดินขอพรได้โดยง่าย และยังมีมุมให้อาหารปลาทำทานก่อนกลับบ้านอีกด้วย

พระพุทธรูปประจำวันเกิด

รอยพระพุทธบาท

พระราหู

เจ้าแม่กวนอิม

พระโพธิสัตว์ภูมิพล

ให้อาหารปลาบริเวณคลองหน้าวัด

หากใครได้แวะเวียนมาที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร อย่าลืมแวะมาที่วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร เพราะเขามีความเชื่อว่าถ้าไม่ได้มากราบหลวงพ่อโตวัดหลักสี่ ก็เหมือนมาไม่ถึง อ.บ้านแพ้ว นั่นเอง

“วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร” ตั้งอยู่ที่ ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร การเดินทางมาจาก อ.บ้านแพ้ว ให้ข้ามคลองดำเนินสะดวกมา จะมีทางแยกเชิงสะพาน ให้เลี้ยวขวาเข้าวัดธรรมจริยาภิรมย์ จากนั้นขับตรงไปผ่านวัด แล้วพอถึงสามแยกให้เลี้ยวขวา และเลี้ยวขวาอีกครั้งตรงสามแยก ขับไปตามถนนลูกรังจนถึงถนนลาดยาง แล้วเลี้ยวขวาก็จะถึงวัด




ขอบคุณ : https://mgronline.com/travel/detail/9620000030839
เผยแพร่: 29 มี.ค. 2562 13:36   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
Facebook :Travel @ Manager
หน้า: [1] 2 3 ... 552