ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: ออกบวช "ตอนภรรยาตั้งครรภ์" ภรรยาตามไปที่วัด เอาลูกไปให้เลื้ยง.!!  (อ่าน 1186 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 24643
    • ดูรายละเอียด


ออกบวช "ตอนภรรยาตั้งครรภ์" ภรรยาตามไปที่วัด เอาลูกไปให้เลื้ยง.!!
(ข้อธรรมจากสังคามชิสูตร)

      [๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชิถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค
      ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิได้ฟังข่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าสังคามชิถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นางได้อุ้มทารกไปยังพระวิหารเชตวัน ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชินั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ เข้าไปหาท่านพระสังคามชิถึงที่อยู่

      ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระสังคามชิว่า ข้าแต่สมณะ ก็ท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อยเถิด เมื่อภริยาเก่ากล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสังคามชิก็นิ่งเสีย แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิก็ได้กล่าวกะท่านพระสังคามชิว่า ข้าแต่สมณะ ก็ท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อยเถิดท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งเสีย


      :96: :96: :96: :96: :96:

     ลำดับนั้นแล ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิอุ้มทารกนั้นไปวางไว้ข้างหน้าท่านพระสังคามชิ กล่าวว่า ข้าแต่สมณะ นี้บุตรของท่านท่านจงเลี้ยงดูบุตรนั้นเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป
     ลำดับนั้นแล ท่านพระสังคามชิไม่ได้แลดูทั้งไม่ได้พูดกะทารกนั้นเลย
     ลำดับนั้น ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิไปคอยดูอยู่ในที่ไม่ไกล ได้เห็นท่านพระสังคามชิผู้ไม่แลดูทั้งไม่ได้พูดกะทารกครั้นแล้วจึงได้คิดว่า สมณะนี้แลไม่มีความต้องการแม้ด้วยบุตร นางกลับจากที่นั้นแล้วอุ้มทารกหลีกไป


     พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นการกระทำอันแปลกแม้เห็นปานนี้ แห่งภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯ
     ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
     "เรากล่าวผู้ไม่ยินดีภริยาเก่าผู้มาอยู่ ผู้ไม่เศร้าโศกถึงภริยาเก่าผู้หลีกไปอยู่ ผู้ชนะสงคราม พ้นแล้วจากธรรมเป็นเครื่องข้องว่าเป็นพราหมณ์"


            จบสูตรที่ ๘


อ้างอิง :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สังคามชิสูตร
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  บรรทัดที่ ๑๕๖๔ - ๑๕๙๐.  หน้าที่  ๖๘.
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1564&Z=1590&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=45
ขอบคุณภาพจาก :-
http://news.sanook.com/1832690/
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 24643
    • ดูรายละเอียด


พระสังคามชิ 
           
     
      สังคามชิกุลบุตร เป็นบุตรของเศรษฐีมีสมบัติมากท่านหนึ่งในเมืองสาวัตถี เวลาเจริญวัย มารดาบิดาให้มีเหย้าเรือนโดยสมควร มอบทรัพย์สมบัติให้ ให้อยู่ครองเรือน.
      วันหนึ่ง เขาเห็นอุบาสกชาวกรุงสาวัตถีกำลังถวายทาน สมาทานศีลตอนเช้า นุ่งห่มผ้าขาว ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตรงไปยังพระเชตวันเพื่อฟังธรรมตอนเย็น จึงถามว่า ท่านทั้งหลายไปไหนกัน เมื่อเขาตอบว่า ไปสำนักพระศาสดาในพระเชตวันเพื่อฟังธรรม จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ฉันก็จะไป จึงได้ไปกับพวกเหล่านั้น.

      สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่เขาบรรจงจัดไว้ ณ มณฑปสำหรับฟังพระสัทธรรม แสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔ เหมือนไกรสรราชสีห์บันลือสีหนาทในถ้ำทอง.
      ครั้งนั้นแล อุบาสกเหล่านั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายสังคามชิกุลบุตรนั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัทนั้น.
      พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อนุปุพพิกถาประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ สัตว์หลายพันได้ตรัสรู้ธรรม.


       :25: :25: :25: :25:
     
      ฝ่ายสังคามชิกุลบุตรก็บรรลุโสดาปัตติผล เมื่อบริษัทออกไปแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์บรรพชาเถิด.
      พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็มารดาบิดาอนุญาตให้เธอบรรพชาแล้วหรือ.
      เขากราบทูลว่า ยังไม่ได้รับอนุญาต พระเจ้าข้า.

      พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สังคามชิ พระตถาคตเจ้าทั้งหลายไม่ยอมบวชบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต. เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นจักกระทำโดยที่มารดาบิดาอนุญาตให้ข้าพระองค์บวช ดังนี้ แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหามารดาบิดากล่าวว่า คุณแม่คุณพ่อ โปรดอนุญาตให้กระผมบวชเถิด.

      ลำดับนั้น เขาปฏิญญาว่า บวชแล้วจักแสดงตน ครั้นมารดาบิดาอนุญาต แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอบรรพชา. และเขาก็ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
      ก็แล ท่านอุปสมบทได้ไม่นาน เพียรพยายามเพื่อมรรคสูงๆ อยู่จำพรรษาในอรัญญวาสแห่งหนึ่ง ได้อภิญญา ๖ ออกพรรษาแล้วไปยังกรุงสาวัตถีเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และปลดเปลื้องที่รับคำมารดาบิดาไว้.       

      ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชิถึงกรุงสาวัตถีแล้ว.
      ก็ท่านสังคามชินั้นเที่ยวบิณฑบาตในธูรคาม กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปยังพระเชตวันเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ได้ทำปฏิสันถารแล้ว พยากรณ์อรหัตผล ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก แล้วทำประทักษิณ ออกไปนั่งพักผ่อนกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.





      ลำดับนั้น มารดาบิดาและญาติมิตรของท่านทราบว่าท่านมา ร่าเริงยินดีว่า ข่าวว่า ท่านพระสังคามชิมาในที่นี้ จึงรีบด่วนไปยังวิหารค้นหาอยู่ เห็นท่านนั่งในที่นั้นเข้าไปหาทำปฏิสันถารแล้วอ้อนวอนว่า
      พระราชาอย่าได้ริบสมบัติของผู้ไม่มีบุตร ทายาทพึงได้รับ พอแล้วละด้วยการบรรพชา มาสึกเถิดพ่อ.

      พระเถระฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าเราไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลาย ปรารถนาจะให้ติดอยู่ในกามเท่านั้น เหมือนคนหาบคูถต้องการก้อนคูถฉะนั้น ใครๆ ไม่อาจจะให้คนเหล่านี้เข้าใจธรรมกถาได้ จึงนั่งทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน.

      คนเหล่านั้นอ้อนวอนโดยประการต่างๆ เห็นท่านไม่เชื่อคำของตน จึงเข้าไปเรือนสั่งภรรยาของท่านพร้อมด้วยบุตรและบริวาร พลางกล่าวว่า พวกเราถึงจะอ้อนวอนต่างๆ ก็เอาใจท่านไม่ได้ จึงพากันมา ไปเถิดแม่ จงอ้อนวอนภัสดาของเจ้าให้ยินยอมโดยเห็นแก่บุตร.
      ได้ยินว่า เมื่อนางตั้งครรภ์ ท่านผู้นี้บวช.
      นางรับคำแล้วจึงได้พาเด็กพร้อมด้วยบริวารมากไปยังพระเชตวัน





      นางกล่าวว่า ท่านทิ้งฉันกำลังตั้งครรภ์ทีเดียวบวช บัดนี้ ฉันนั้นมีลูกคนเล็กจะรุ่นหนุ่ม
      การที่ท่านทิ้งดิฉันผู้เป็นเช่นนั้นแล้ว ทำสมณธรรมไม่สมควร
      เพราะฉะนั้น สมณะ ท่านจงเลี้ยงดิฉันผู้มีบุตร เป็นเพื่อนสองด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น.
      ฝ่ายท่านพระสังคามชิ สำรวมอินทรีย์ไม่มองดูทั้งไม่เจรจากับนาง.
      เมื่อนางกล่าวอย่างนั้น ท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งเสีย.

      นางกล่าวเช่นนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นท่านนิ่งอย่างเดียว จึงสำคัญว่า ขึ้นชื่อว่าพวกผู้ชายไม่อาลัยในพวกภรรยา แต่ยังมีความอาลัยในบุตร ความสิเนหาในบุตรตั้งจดเยื่อกระดูกของบิดา ฉะนั้น เธอยังอยู่ในอำนาจของฉัน แม้เพราะรักบุตร จึงวางบุตรบนตักของพระเถระแล้วหลีกไปส่วนข้างหนึ่ง กล่าวว่า
      ท่านสมณะ นี้บุตรของท่าน ท่านจงเลี้ยงเขาเถิด แล้วไปเสียหน่อยหนึ่ง.
      ได้ยินว่า นางไม่อาจยืนตรงหน้าท่านด้วยเดชสมณะ.

      แม้เด็ก พระเถระก็ไม่มองดูทั้งไม่พูดด้วย.
      ทีนั้น นางแม้เป็นสตรียืนอยู่ในที่ไม่ไกล เหลียวหน้ามองดูรู้อาการพระเถระ ย้อนกลับมาอุ้มเด็กด้วยหวังว่า สมณะนี้ไม่ต้องการบุตร แล้วก็หลีกไป

      (ยกมาแสดงบางส่วน)

อ้างอิง :-
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตร
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=45
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎกได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1564&Z=1590
ขอบคุณภาพจาก :-
http://news.sanook.com/1833614/
http://hilight.kapook.com/view/123528
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2015, 01:25:06 PM โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ