ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: ขทิรังคารชาดก-ว่าด้วยเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง  (อ่าน 1870 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

นิรตา ป้อมนาวิน

  • ศิษย์ตรง
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +20/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 1193
  • อย่างน้อยชาตินี้ขอปิดอบายภูมิ
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์


ขทิรังคารชาดก-ว่าด้วยเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง

ขทิรังคารชาดก "เป็นเรื่องของเศรษฐีหนุ่มที่มีใจมั่นคง มีความตั้งใจ ตั้งมั่นในตนเอง ในการที่จะสร้างมหาทานบารมี ถึงแม้จะมีอุปสรรคที่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายซึ่งอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ของเขาก็ตาม เศรษฐีหนุ่มก็หาได้เกรงไม่"

 ในสมัยพุทธกาล ครั้งเมื่อท่านอานาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างเชตะวันมหาวิหารถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านเศรษฐีก็ยังคงเอาใจใส่บำรุงพระภิกษุสงฆ์อยู่อย่างสม่ำเสมอ ทานทั้งหลายที่ท่านบริจาคนั้นมากมายจนมิอาจประมาณค่าได้ ณ ซุ้มประตูที่ 5 ของเรือนมีเทวดามิจฉาทิฐิตนหนึ่ง
 เข้าไปอาศัยอยู่ ทุกครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธสาวกเสด็จผ่านเข้าไปในเรือน เทวดาองค์นี้จะไม่พอใจทุกครั้งเพราะต้องอุ้มลูกลงไปอยู่ยังพื้นดินเนื่องจากมีคุณธรรมต่ำกว่า แต่เทวดาก็ได้แต่เก็บความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ ไม่กล้าไปบอกท่านเศรษฐี “ขืนเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ก็ไม่ดีเหมือนกัน เอ้..จะหาทางบอกเศรษฐียังไงให้ดูไม่น่าเกลียดดีน่า”
 ในคืนหนึ่งมิจฉาทิฐิเทวดาจึงได้แผ่รัศมีปรากฏกายให้บุตรชายของท่านเศรษฐีเห็นพร้อมกับกล่าวว่า “นี่พ่อหนุ่มฝากบอกพ่อของเจ้าเถอะน่ะ ว่าเลิกทำทานซะเถิด แล้วก็ไม่ต้องให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาหลอก จะทำทานไปทำไม ทำไปสมบัติก็หมดไปเปล่าๆ” บุตรชายเศรษฐีได้ฟังเช่นนั้นก็โกรธยิ่งนักที่เทวดาบังอาจดูหมิ่นพระรัตนตรัย
และได้ไล่ให้มิจฉาทิฐิเทวดาออกไปจากเรือนทันที “บังอาจมากท่านมาพูดจาเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ออกไปจากเมืองของเราเดี๋ยวนี้นะ” หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็ยังคงเลื่อมใสในคุณของพระรัตนตรัยและหมั่นให้ท่านอยู่เป็นนิจ จนกระทั่งช่วงหนึ่งก็ถึงความยากจนลงโดยลำดับ “เฮ้อ...สมบัติของเราน่ะ เริ่มร่อยหรอลงแล้ว” เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนั้นมิจฉาทิฐิเทวดาจึงได้ถือโอกาส 
 เข้าไปในห้องของท่านเศรษฐีแล้วยุยงให้เลิกทำทาน “เห็นไหม๊ ที่ท่านจนลงเช่นนี้ ก็เพราะว่าท่านมัวแต่ทำทานนั่นไง ทรัพย์สมบัติจึงได้หมดไปเช่นนี้” เศรษฐีเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ไล่ให้มิจฉาทิฐิเทวดาออกไปจากบ้านทันที “ท่านพูดอย่างนี้ได้อย่างไร อยู่ดีๆ จะให้เราเลิกทำทานไม่มีวันซะหรอก ไป๊..ออกไปจากเรือนข้าเดี๋ยวนี้” เมื่อเป็นเช่นนี้มิจฉาทิฐิเทวดาจึงได้คิดและสำนึกผิด
  จากนั้นจึงได้ไปหาท้าวสักกะเทวราช ขอร้องให้ท่านช่วยพูดกับท่านเศรษฐีให้ “ท่านท้าวสักกะเทวราช ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด ช่วยไปพูดกันท่านเศรษฐีที ว่าข้านี่สำนึกผิดแล้ว” “ไม่ได้หรอกท่าน ท่านนะได้กล่าวถ้อยคำอันไม่สมควรออกไป ถ้าอยากให้ท่านเศรษฐีให้อภัยท่านละก็ ท่านต้องไปตามทรัพย์สมบัติของท่านเศรษฐีที่หายไปกลับคืนมายังคลังให้หมด
 เป็นการทำคุณไถ่โทษ ท่านเศรษฐีน่ะ อาจจะยกโทษให้ก็ได้น่า” เมื่อเทวดามิจฉาทิฐิได้รับเทวองค์การแล้วก็รีบไปตามหาสมบัติจนเรียบร้อย จากนั้นจึงไปขอให้ท่านเศรษฐียกโทษให้ “อือ..คงต้องให้พระบรมศาสดาอดโทษให้แล้ว” วันรุ่งขึ้นเศรษฐีจึงได้นำมิจฉาทิฐิเทวดาไปยังเชตะวันมหาวิหารแล้วกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ
จากนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูก่อนคฤหบดี บุคคลผู้กระทำกรรมลามกในโลกนี้ เมื่อกรรมอันเป็นบาปนั้นยังไม่ให้ผล บุคคลผู้นั้นยังได้รับความสุขความเจริญอยู่ ต่อเมื่อใดกรรมอันเป็นบาปนั้นให้ผล ตนจึงได้รับผลแห่งบาปนั้น” เมื่อจบพระคาถาเทวดานั้นก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
 จากนั้นพระบรมศาสดาได้ตรัสยกย่องท่านอาณาถบิณฑิกเศรษฐี ว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและมีความเห็นบริสุทธิ์ แล้วจึงตรัสเรื่อง คทิรังคารชาดก ขึ้นดังนี้ ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี มีชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดในตระกูลเศรษฐี ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีราวกับพระราชา เมื่อมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ก็เป็นผู้รอบรู้ชำนาญในศิลปะศาสตร์ทั้งปวง สร้างความปลาบปลื้มปีติให้กับเศรษฐีผู้เป็นพ่อเป็นอย่างยิ่ง
  “เก่งมากลูกพ่อ ฉลาดอย่างนี้ โตขึ้นเจ้าจะสบาย” “ขอรับท่านพ่อ ลูกอยากโตขึ้นแล้วเก่งอย่างท่านพ่อให้จงได้ขอรับ” “เก่งอย่างเดียวไม่พอนะลูกรัก เจ้าต้องเป็นคนดี ขยันหมั่นเพียรแล้วทำทานบ่อยๆ เหมือนอย่างพ่อด้วยนะ” “ขอรับท่านพ่อ ลูกจะเป็นคนดีขอรับ” แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องน่าเศร้าก็เกิดขึ้น เมื่อเศรษฐีผู้เป็นบิดาพลันสิ้นชีวิตลง ชายหนุ่มบุตรชายเศรษฐี
  “ท่านพ่อจงไปสู่สุคติเถิด ลูกจะขอเติบใหญ่เป็นคนดี ไม่ให้ท่านพ่อต้องผิดหวังแน่นอน” เศรษฐีหนุ่มผู้เป็นบัณฑิตนี้ มีน้ำใจดีงาม มีความเมตตากรุณายิ่งนัก ปรารถนาจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้ทั้งหลาย จึงได้สร้างศาลาบำเพ็ญทานเพื่อไว้บริจาคสิ่งของให้ชาวบ้าน ขึ้น 6 แห่ง คือที่ประตูพระนครทั้ง 4 ที่ใจกลางเมือง
 และที่ประตูบ้านของท่านเอง เราต้องสร้างศาลาบำเพ็ญทานขึ้นเยอะๆ จะได้แจกจ่ายของให้ชาวบ้านได้ทั่วถึง” เศรษฐีหนุ่มได้บริจาคทานเป็นอันมากทุกๆ วัน ด้วยคิดอยู่เสมอว่าสมบัติทั้งปวงนั้น แม้เมื่อตายไปแล้วก็นำไปใช้ไม่ได้ ไม่เพียงแต่เท่านั้นเศรษฐีหนุ่มยังหมั่นรักษาศีล 5 และอุโบสถศีลตามกาลอยู่เสมอ “ไม่ต้องแย่งกันนะครับ วันนี้เราเตรียมของมาเยอะพอแจกให้ทุกคนอยู่แล้ว”
 “แฮะๆ วันนี้ข้ามารอรับของบริจาคตั้งแต่ตี 5 กว่าจะได้รับปาเข้าไปตั้งบ่าย 3 แน่ะ” “อุ๊ย ข้าว่าเอาเวลาที่มานั่งรอ ไปทำมาหากินดีกว่าไหม๊  มือเท้าก็มีจริงๆ เล้ย” “หนอยแน่ะ ทำมาเป็นพูด ไอ้ตอนที่ข้ามาถึงตอนตี 5 น่ะ ข้าก็เจอเจ้ากางมุ้งรออยู่ก่อนแล้วเนี่ย” ในครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น มีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
 นั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ 7 วัน จึงออกบิณฑบาต โดยเหาะมายังเรือนของเศรษฐี เนื่องด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นทราบด้วยญาณว่าเศรษฐีผู้นี้ปรารถนาพระโพธิญาณ หากได้ทำบุญกับท่านจะได้บุญบารมีให้เข้าถึงพระโพธิญาณได้ง่ายขึ้น “ห๊า นั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเรือนของเราแล้ว โชคดีเหลือเกินรอวันนี้มานานแล้ว ที่นี่แหละเราจะได้ทำบุญใหญ่
ที่หน้าประตูเรือนก่อนเถอะ” “จริงด้วย ได้เลยครับนายท่าน เจ้าไปซิ” “อ้าว พูดซะดิบดี นึกว่าจะออกไปเอง” ในขณะเดียวกันนั้นเองพญามารก็ได้เฝ้าดูท่านการกระทำของเศรษฐีหนุ่มมาโดยตลอด “ไม่ได้การล่ะ หากปล่อยให้เศรษฐีได้สร้างมหาทานบารมีในครั้งนี้ โอกาสที่จะบรรลุพระโพธิญาณก็จะยิ่งเร็วขึ้น
พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้ฉันอาหารมาถึง 7 วันแล้ว ถ้าไม่ได้อาหารอีกเพียงวันเดียวต้องถึงแก่ชีวิตแน่ๆ แล้วที่นี้โอกาสในการสร้างมหาทานบารมีในครั้งนี้ก็จะหมดลง ดังนั้นเราต้องขัดขวาง เอาลูกไฟประลัยกัลป์นี่ไปกินซะเถอะ เฮอะ ฮ่าๆ” พญามารสำแดงอิทธิฤทธิ์
 เสกลูกไฟขนาดยักษ์ขึ้นจากฝ่ามือ แล้วปล่อยลูกไฟยักษ์นั้นโดยมีเป้าหมายพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า “ห๊า..นั่นไง พระองค์อยู่ตรงนั้นนี่เอง แต่เอ๊ะ!! เหมือนมีแสงอะไรพุ่งลงมานะ ผีพุ่งใต้หรือไงเนี่ย เฮ้ยไม่ใช่นี่มันกลางวันแสกๆ จะเห็นผีพุ่งใต้ได้ชัดขนาดนี้เชียวหรือนี่”
 ยังไม่ทันที่คนรับใช้จะเดินไปถึงลูกไฟขนาดยักษ์จากพญามาร ก็พุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของพระปัจเจกพุทธเจ้าเสียงดังกึกก้องกัมปนาทปานฟ้าถล่ม กลุ่มไฟพวยพุ่งขึ้นมาอย่างน่ากลัว บังเกิดกลายเป็นหลุ่มถ่านขนาดใหญ่ ร้อนแรงปานไฟนรกขวางทางอยู่ “เฮ้ย..แย่แล้วหลุมถ่านเพลิงขนาดนี้
  แล้วเราจะข้ามไปได้อย่างไรละเนี่ย” เมื่อเห็นว่าหลุ่มถ่านเพลิงขนาดใหญ่ขวางทางอยู่เช่นนั้น ทำให้ไม่สามารถเดินไปรับบาตรจากพระปัจเจกพุทธเจ้าได้แน่แล้ว คนรับใช้จึงรีบกลับมารายงานให้เศรษฐีหนุ่มทราบ “แย่แล้วขอรับนายท่านไม่รู้มีหลุ่มถ่านเพลิงขนาดมหึมา มาจากไหน มาขวางอยู่หน้าเรือนเนี่ย
  บ่าวไม่สามารถออกไปรับบาตรมาได้จริงๆ ขอรับ” “เฮ้ยๆๆ เจ้าตาฝาดไปรึปล่าว อย่ารนให้มากนักซิ จะเป็นไปได้ไง” “บ้านะซิ ข้าเห็นจริงๆ นะ ถ้าไม่เชื่อไปดูเลย ไม่มีให้แตะเลยเอ้า” “งั้นเจ้าลองไปดูหน่อยซิ” “ได้เลยขอรับ ข้าไม่รนเหมือนเจ้านี่หรอกขอรับ เพ้อเจ้อสุดๆ”
  เมื่อคนรับใช้อีกคนออกไปดู ก็พบเห็นหลุ่มถ่านเพลิงขนาดใหญ่จริง ตามที่คนรับใช้คนแรกได้รายงานไว้ “ไม่จริงๆๆ นี่เราฝันไปแน่ๆ ไหนลองหยิกตัวเองดูซิ อึย..ก็เจ็บนี่หว่า เราไม่ได้ฝันไปนี่หว่า ของจริงนี่ ชัวร์ไม่มั่วนิ่ม” เมื่อเห็นดังนั้นคนรับใช้ก็รีบกุลีกุจอรีบกลับมารายงานให้เศรษฐีหนุ่มทราบโดยทันที
 “นะ นะ นายท่านขอรับมีหลุ่มถ่านเพลิงขนาดใหญ่ขวางทางเราอยู่จริงๆ ขอรับ น่ากลัวมากๆ ขอรับ ข้าน้อยขนลุกไปหมดแล้ว ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย อกอีแป้นจะแตก” “งั้นรึ ดูท่าพญามารคงต้องขัดขวาง ไม่ต้องการให้เราทำทานเป็นแน่แท้ แต่พญามารเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรอกว่า เราไม่สะดุ้งกลัวเลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีมารอีกนับร้อย นับพัน นับแสน
 ก็ไม่อาจทำให้เราหวั่นไหวได้หรอก วันนี้แหละจะได้รู้กันว่า มารหรือเราที่จะเป็นผู้ที่มีกำลังและอานุภาพมากกว่ากัน” “นะ นะ นายท่านจะออกไปหรือขอรับ อย่าเลยครับ หลุมเพลิงขนาดใหญ่มากเลยนะครับ น่ากลัวสุดๆ เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอ แค่ยืนใกล้ๆ ผิวหนังก็จะไหม้อยู่แล้ว ข้ากลัวๆๆๆ”
  “โอ้โห้ ข้าว่าเจ้าน่ะ รนกว่าข้าหลายเท่าเลยนะเนี่ย” เศรษฐีหนุ่มมิได้หวั่นไหวและหวาดกลัวต่อความร้อนแรงของหลุ่มถ่านเพลิงแต่อย่างใด เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นจึงรีบจัดเตรียมภัตตาหารเพื่อจะนำไปถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยตนเอง “ต่อให้หลุ่มใหญ่ขนาดไหน หรือร้อนเพียงใดก็หยุดเราไม่ได้หรอกพญามารเอ๋ย”
 ทางฝ่ายพญามารนั้นก็ยังคงเฝ้ามองดูการกระทำของเศรษฐีหนุ่ม พลางกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป “เฮอะๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ ทำเป็นเท่ไปเถอะเศรษฐีหนุ่ม เราจะดูซิว่า เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป เฮอะๆๆ ฮ่าๆๆ ซะใจจริงๆ แกล้งคนไม่มีทางสู้นี่ เฮอะๆๆ” “ฟังนะ พญามารเราจะไม่ยอมให้ท่านมาขัดขวาง การบำเพ็ญทานของเราเป็นอันขาด
 และจะไม่ยอมให้ท่านทำลายชีวิตพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย วันนี้แหละจะได้รู้กันว่า เราหรือท่านใครจะมีพลังและอานุภาพมากกว่ากัน” “ก็เอาซี เศรษฐีหนุ่ม ข้าก็อยากรู้นักว่าเจ้าจะมีดีสักแค่ไหน หึๆๆ ฮ้าๆๆๆ โอย หัวเราะจนเมื่อยกล้ามไปเลยวันเนี่ย หึๆๆๆ ฮ้าๆๆๆๆ” เศรษฐีหนุ่มหาได้ใส่ใจคำดูถูกถากถางจากพญามารไม่
  กลับตั้งจิตมุ่งมั่นมองไปที่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า แม้แต่ศีรษะของข้าพระพุทธเจ้า จะทิ้มลงไปในหลุ่มถ่านเพลิงนี้ แต่ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจในการบำเพ็ญทานเป็นอันขาด ขอพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดรับภัตตาหาร ที่ข้าพระพุทธเจ้าถวายนี้ด้วยเถิด” เมื่อกล่าวจบเศรษฐีหนุ่มก็กระชับภาชนะที่ใส่อาหารไว้มั่น   
 แล้วตัดสินใจวิ่งตะลุยฝ่ากองถ่านเพลิงขนาดยักษ์เข้าไปโดยทันที ทันใดนั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด เมื่อปรากฏดอกบัวใหญ่บานสะพรั่ง ผุดขึ้นมาจากหลุ่มถ่านเพลิงนั้น เข้ามารองรับเท้าทั้งสองข้างของเศรษฐีหนุ่มที่กำลังวิ่งอยู่บนกองถ่านเพลิงยักษ์อยู่พอดี “แปลกจัง มีดอกบัวผุดขึ้นมาได้อย่างไรกันเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลย ไม่เพียงเท่านนั้นละอองเกสรมากมาย
 ยังได้ลอยฟุ้งขจรขจายตกลงมาบนศีรษและบนลำตัวของท่านเศรษฐีราวกับละอองทอง “อัศจรรย์ยิ่งนัก เราไม่รู้สึกร้อนเลยแม้แต่น้อย” มหาชนที่ยืนมุงต่างตกตะลึงกับเหตุอัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้น “เฮ้ย..เป็นไปได้ยังไงละเนี่ย” “นั่นซิ เป็นไปได้ยังไงเนี่ย วิ่งโดยที่ภัตตาหารไม่ตกเลย” “นี่ มันมีไอ้ที่ควรตะลึงมากกว่านั้นอีกนะ มัวแต่ไปดูอะไรกันอยู่” ส่วนพญามารเมื่อรู้ว่าไม่สามารถขัดขวางเศรษฐีหนุ่มได้ ก็ล่าถอยกลับไป “เชอะ..ฝากไว้ก่อนเถอะ วันหน้าจะมาทวงคืน”
  จากนั้นเศรษฐีหนุ่มก็ยืนอยู่บนดอกบัว พร้อมกับน้อมนำอาหารใส่ลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า “อืม..รู้สึกอิ่มใจจริงๆ ลองท่าเรามีใจทำทานซะอย่าง ก็ไม่มีอะไรมามาขวางทางเราได้หรอก หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงรับอาหารนั้นมาฉันแล้ว ก็ได้กระทำอนุโมทนา จากนั้นจึงทรงโยนบาตรขึ้นไปบนอากาศและทรงเหาะกลับไปยังป่าหิมพานต์ท่ามกลางความตื่นตะลึงของมหาชนที่ได้เห็นเหตุการณ์นั้น เศรษฐีจึงกล่าวให้โอวาทพรรณนาถึงการบำเพ็ญทานแล้วรักษาศีลแก่มหาชน ณ ที่นั้น คนเหล่านั้นต่างเลื่อมใสศรัทธาและบำเพ็ญบุญไปจนตลอดชีวิต
บันทึกการเข้า
เว ทา สา กุ กุ สา ทา เว ทา ยะ สา ตะ ตะ สา ยะ ทา สา สา ทิ กุ กุ ทิ สา สา กุ ตะ กุ ภู ภู กุ ตะ กุ

PRAMOTE(aaaa)

  • ศิษย์ตรง
  • โยคาวจรผล
  • *****
  • ผลบุญ: +5/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 3596
  • ความศรัทธาคือเชื่อเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
    • ดูรายละเอียด
Re: ขทิรังคารชาดก-ว่าด้วยเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2015, 05:25:58 PM »

             สาธุ สาธุ ครับ
บันทึกการเข้า
การมีกัลยาณมิตร ครูบาอาจารย์ ที่สั่งสอนธรรม เป็นเรื่องที่ดี
..เชื่อเรื่องการตรัสรู้ธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
...และเชื่อในพระธรรมที่เป็นตัวแทนของพระศาสดา

Admax

  • ผู้อุปถัมภ์
  • โยคาวจรผล
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1059
    • ดูรายละเอียด
Re: ขทิรังคารชาดก-ว่าด้วยเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2015, 04:43:27 PM »
 thk56 thk56 thk56 like1 like1 like1
บันทึกการเข้า
ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

suchin_tum

  • ไม่กลับมาเกิด
  • ศิษย์ตรง
  • มีเหตุมีผล
  • *****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 486
    • ดูรายละเอียด
Re: ขทิรังคารชาดก-ว่าด้วยเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 07, 2016, 09:27:34 AM »
 :72:
    ขออนุโมทนาสาธุ นะค่ะ
บันทึกการเข้า
ขอน้อมอาราธนากำลังแห่งครูอาจารย์กรรมฐานมัชฌิมาจงมาประสิทธิ์ประศาสตร์