ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่  (อ่าน 13776 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ทินกร

  • ถวายชีวิตเพื่อพุทธศาสน์
  • ผู้บริหารเว็บ
  • มีเหตุมีผล
  • *
  • ผลบุญ: +17/-1
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 365
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2009, 03:06:42 PM »
วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่

ทุกอย่างขอบารมีพระพุทธเจ้า
วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่


๑. วิชาบังคับธาตุขันธ์
ให้บังคับจากรูปกายทิพย์ ให้เปลี่ยนอริยาบทต่างๆ เช่น ยืนเป็นนั่ง เป็นนอน เป็นเดิน ทำให้กายทิพย์เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นแก่
ประโยชน์ ยกสมาธิจิตให้สูงขึ้น จิตมีอานุภาพมากขึ้น

๒. วิชาแยกธาตุขันธ์
แยกธาตุน้ำก่อนแยกธาตุดินแยกธาตุไฟแยกธาตุลมไม่มีกายมีแต่ธาตุเท่านั้น>
ีีประโยชน์ ใช้ทางมรรค ผล จิตขาดจากการยึดมั่นถือมั่น ในรูปกาย

๓. วิชาคุมจิตคุมธาตุ
ใช้สมาธิขั้นเอกัคตาจิต คุมจิตตัวเอง คุมธาตุทั้ง ๔ ของตัวเอง
ประโยชน์ ทำให้มีสติมีสมาธิเข็มแข็ง


วิชาธาตุปีติ ยุคล สุข

๑. ธาตุปีติ ยุคล สุข รวมกัน เรียกว่าธาตุธรรมกาย
ใช้ทำเป็นพื้นฐานแห่งอภิญญา จิตแก่กล้าใช้ตติยฌาน(สุข)ได้เลย
ถ้ายังไม่แก่กล้าใช้ถึงจตุถะอรูปฌาน ถอยมา ตติยฌาน(สุข)

๒. ธาตุปีติอย่างเดียว เรียกว่า ธาตุปีติวิมุติธรรม
ทำให้กิเลสทั้งปวงหลุด พิจารณาโดยวิธี บริกัมว่า นิพพาน

๓.ธาตุธาตุยุคลหก เรียกว่า ธาตุกายอมตะ
ประโยชน์ใช้ทำจิตให้สงบจากกิเลส พิจารณาว่า สงบ

๔. ธาตุสุขสมาธิเรียกว่าธาตุ สุขนิโรธธัม
ประโยชน์ ทางสุขอยู่ในความว่าง เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์

ธาตุปีติทั้งห้า (ธาตุเทวดา) ใช้ได้ทุกอย่างแล้วแต่จิต
ธาตุยุคล(ธาตุพรหม) ใช้ทางเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ธาตุสุข(ธาตุพระพุทธเจ้า) ธาตุกายสุข จิตสุข มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

ทำจิตเป็นสุข สยบกิเลส ธาตุ อุปจารพุทธานุสติ ใช้สยบมารทั้งภายนอก ภายใน
ใช้สยบภายในภายนอก


วิชาทำฤทธิ์

อธิฐานตั้งธาตุ ห้าดวง ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณธาตุ ให้ทำลายธาตุ น้ำ ทำลายธาตุ ไฟ ทำลายธาตุดิน ทำลายธาตุลม เหลือวิญญาณธาตุ ก่อนทำให้อธิฐานเอาฤทธิ์ก่อน

 

 

 

 

ธาตุภูสิโต

(ธาตุยิ่งใหญ่)

๑. ชุมนุมธาตุว่า เอหิปถวีพรหมา เอหิเตโชอินทรา เอหิวาโยนรายนะ เอหิอาโบอิสสรัง ว่าสามหน ธาตุทั้งสี่มาตั้งที่หทัยประเทศ
๒. เรียกภูตเข้าตัวธาตุ ว่าสามหน จตุรภูตา เอหิสมาคมะ ธาตุทั้งสี่ ปรากฏที่สะดือ
๓. เรียกภูตเข้าตัวธาตุ เตโช วาโย อาโบ ปถวี กสินะ นะโมพุทธายุ ภินทะติ นะพุทธัง นะปัจจักขามิ นะสิริ พันธนัง ธาเรมิ ให้ว่าสามหน เป่าเข้าตัวภูตมิออก ธาตุทั้ง ๔ ที่สะดือ มารวมที่หทัย

องค์ธรรมเก้า แห่งของ จุดอานาปาน

๑. ที่สะดือ ตั้งมั่น คือองค์ธรรมพระนาคี ที่ชุมนุมธาตุ
๒. จะงอยปาก รู้กำเนิดชีวิต คือองค์ธรรมของ พระธรรมวิมุติ
๓. ขื่อจมูก การดำเนินของชีวิต คือองค์ธรรมของพระธรรมกลาง
๔. ปลายจมูก ตั้งอยู่ของชีวิต คือองค์ธรรมของ น้ำ
๕. ระหว่างตา ความรอบรู้ คือองค์ธรรมของ ไฟ
๖. ระหว่างคิ้ว ความเป็นไปเบื้องหน้า คือองค์ธรรมของ สังฆราชา สงฆ์ผู้ใหญ่>
๗. กลางกระหม่อม รู้แจ้ง คือองค์ธรรมของ ครูบาอาจารย์ และพระพุทธเจ้า
๘. ลิ้นไก่ รู้ปัจจุบัน ธรรมชาติ คือองค์ธรรมของ แผ่บารมี
๙. กลางหทัย สูญรวมความรู้ต่างๆ คือองค์ธรรมของ พระพุทโธ


วิชาสลายจิต
สยบจิต ด้วยเมตตา –อุเบกขา ประโยชน์คือ
สกดจิต ใช้เอกัคคตาจิต ประโยชน์คือ
ปลดปล่อยจิต นั่งดูจิต ดูกิเลส ผ่านไปเฉย ประโยชนคือ


วิชาโลกุดร สยบมาร
๑. ตั้งที่กลางสะดือ ภาวนาว่า สติสัมโพชฌงค์
๒. ตั้งที่เหนือสะดือ ๒ นิ้ว ภาวนาว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๓. ตั้งที่หทัย ภาวนาว่า วิริยะสัมโพชฌงค์
๔. ตั้งที่คอกลวง ภาวนาว่า ปีติสัมโพชฌงค์
๕. ทั้งที่โคตรภูท้ายทอย ภาวนาว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. ตั้งที่กลางกระหม่อม ภาวนาว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
๗. ตั้งที่ระหว่างคิ้ว ภาวนาว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์
แล้วเปลี่ยนมา ภาวนาว่า โลกุตตะรัง จิตตัง ฌานัง

ผลประโยชน์ของวิชาโลกุดร สยบมาร
๑. แผ่ให้ผู้ที่ลำบาก
๒. แผ่บารมีให้มาร
๓. ทำจิตให้หลุดพ้น
๔. บูชาคุณครูบาอาจารย์
๕. เมตตา
๖. ปราบมาร
๗. มีความเพียร
๘. ปราบคนทุศีล
๙. รักษาโรคกาย โรคจิต ตนเอง และผู้อื่น

วิชาสำรวมอินทรีย์

๑. ที่สะดือตั้ง ศีลวิสุทธิ
๒. ที่เหนือนาภีตั้ง จิตวิสุทธิ
๓. ที่หทัยตั้ง ทิฏฐิวิสุทธิ
๔. ที่คอกลวงตั้ง กังขาวิตรวิสุทธิ
๕. ที่โคตรภูท้ายทอยตั้ง มัคคามัคคญาณวิสุทธิ
๖. ที่กลางกระหม่อมตั้ง ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ
๗. ที่หว่างคิ้วตั้ง ญาณทัสนวิสุทธิ แล้วว่า โลกุตรัง จิตตัง ฌานัง
ประโยชน์ คล้ายกับ วิชาโลกุตรสยบมาร สำรวมตนเอง ตรวจศีลบริสุทธิ


วิชาสำหรับผู้มีจิตทิพย์ สำรวจโลกภายนอก
๑. สะดือตั้ง อุทยัพพยญาณ เกิด ดับ
๒. เหนือสะดือ ภังคญาณ ดับอย่างเดียว
๓. หทัย ภยตูปัฏฐานญาณ คือความกลัวทั้งปวง
๔. คอกลวง อาทีนวญาณ เป็นโทษทั้งปวง
๕. ท้ายทอย นิพพิทาญาณ เกิดความเบื่อหน่าย
๖. กลางกระหม่อม มุญจิตุกามยตาญาณ เหมือนอยู่ในแหในชะลอม
๗. ระหว่างคิ้ว ปฏิสังขารุเปกขาญาณ อยากพ้นทุกข์แล
๘. ระหว่างตา สังขารุเปกขาญาณ วางเฉยสละเสียให้สิ้น
๙. ปลายจมูก สัจจานุโลมมิกญาณ หาทางไปนิพพาน

เข้าจักรสุกิตติมา

๑. สะดือ ตั้งสุกิตติมา
ใช้ประโยชน์ เจริญแล้วเป็นสมาธิสงบ เกิดปัญญา เรียน
๒. เหนือสะดือ ตั้งสุภาจาโร อะไรก็ได้ จำแม่นเกิดปัญญา
๓. หัวใจ ตั้งสุสีลวา
๔. คอกลวง ตั้งสุปากโต
๕. ท้ายทอย ไม่มี
๖. กลางกระหม่อม ตั้งยสัสสิมา
๗. ระหว่างคิ้ว ตั้งวสิทธิโร
๘. ระหว่าตา ตั้งเกสโรวา
๙. ปลายนาสิก ตั้งอสัมภิโต
เรียนปฏิจสมุปบาท เพื่อสลายความหลง มีชีวิต ก็มีวิญญาณ มีวิญญาณ ก็มีความยึดมั่น

 

ทางไปนิพพาน พิจารณาสังเวศสาม
๑. ปลงต่อความตาย
๒. หน่ายนามรูปแล้ว เอาชีวิตแลกเอาพระนิพพาน
๓. พิจารณาให้เห็นสังขารธรรม รูปธรรม นามธรรม วิบัติไปต่างๆ
ปลงตามปัญญาพระไตรลักษณะ

นั่งจุกหู ใช้ปิดหู ปิดตา ไม่รับกิเลสภายนอก เหมาะสำหรับคนฟุ้งซ่าน
ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ท่านให้ตั้งสมาธิที่หทัย ให้ตึงก่อน
แล้วยกสมาธิมาปิดหูขวาก่อน สมาธิตึงดีแล้ว ยกมาที่หทัยตึงดีแล้ว
ยกสมาธิไปปิดหูซ้าย ตึงดีแล้ว ยกมาที่หทัย ทำปิดตาก็เหมือนกัน

การเอาชนะกิเลส ให้ตรวจกิเลส ตัวไหนเกิดให้จดจำเอาไว้
แล้วเอาชนะกิเลสตัวนั้น

กิเลสตัวไหนเกิด ให้แผ่เมตตาให้กิเลส ให้อภัยกิเลส กิเลสจะไม่มาอีก
คือมีสตินั้นเอง ให้เจริญความดีงามเหนือกิเลส ให้ยิ่งๆ ขึ้นๆ ไปAeva Debug: 0.0007 seconds.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2010, 10:19:30 PM โดย ธัมมะวังโส »
บันทึกการเข้า
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

www.madchima.org
http://saraburisat.ps-satcom.com รับติดตั้งจานดาวเทียมครับ
http://www.yutyaplaza.com ลงประกาศฟรี ของชาวอยุธยา

ทินกร

  • ถวายชีวิตเพื่อพุทธศาสน์
  • ผู้บริหารเว็บ
  • มีเหตุมีผล
  • *
  • ผลบุญ: +17/-1
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 365
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2009, 03:07:03 PM »
ธาตุอัปมัญญา ๔


เมตตา ธาตุน้ำ สีขาว ดับโทสะตัวเอง และดับโทสะผู้อื่นด้วย

กรุณาธาตุไฟ สีชมพู ผู้อื่นเดือดร้อน สีแดง ได้รับการช่วยเหลือแล้ว เป็นสีชมพู ดับความมืดในใจ

มุทิตา ธาตุลม สีฟ้า เหลืองนวล ประกายรุ้ง อากาศธาตุ ยินดีผู้อื่น เรามีความชุ่มชื่น

อุเบกขา ธาตุ ดิน สีขาว สีเขียว ประโยชน์ เป็นปัญญาสูงสุด ปัญญาลุ่มลึก มีความเฉยลึกซึ้ง ดินเขียวมีความรู้มากแต่ ไม่ยอมเผยแผ่ เช่น พระปัจเจกพระพุทธเจ้า ดินขาว เผยแผ่ความรู้ผู้อื่น
ธาตุรวมอัปมัญญา สีประกายพฤษ สีเงิน ใช้ได้ทุกอย่าง


๑. การศึกษามหาสติปัฏฐาน ควรศึกษาตั้งแต่ ๗ ขวบขึ้นไป
- หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
อานาปานปัพพะ ประโยชน์แก้จิตที่วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน และวิตก

- หมวดอริยาบท ประโยชน์ ทำให้เจริญสมาธิมั่นคงขึ้น
สัมปชัญญะปัพพะ ประโยชน์ทำให้เจริญสมาธิมั่นคงขึ้น

- หมวดปฏิกูลปัพพะ ต้องมีสมาธิ มีฌานแล้ว ประโยชน์ตัดราคะ โทสะ

- หมวดธาตุปัพพะ ต้องมีสมาธิ มีฌานแล้ว ประโยชน์ตัดคลายทางโลกลง
หันมาเรียนทางธรรมมากขึ้น

- หมวดนวสีวถิกาปัพพะ(ป่าช้าเา) มีทวารทั้งเก้า มีองค์ฌาน ประโยชน์ยกจิตจากปุถุชนขึ้นสู่อริยเป็นโสดาบันบุคคล

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ต้องใช้ฌาน ใช้สมาธิ ประโยชน์ แยกเวทนาออกจากกาย

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ต้องใช้สมาธิ และฌาน ประโยชน์ รู้จิตตัวเอง และผู้อื่น

๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใช้สมาธิ และองค์ฌาน ประโยชน์ ฆ่ากิเลสโดยตรง ธรรมาเช่น นิวรณ์ธรรม ๕ ขันธ์ห้า อายตนหก โพชฌงค์เจ็ด หมวดสัจจะ เป็นต้น


หลวงปู่ ท่านสอนว่า ทำจิตให้เป็นสุขทุกเวลา นึกถึงความสุขต่างๆ เช่น การทำบุญกุศล การช่วยเหลือผู้อื่น การหลุดพ้น

สอนเดินน้ำ ข้ามห้อย ท่าน ให้นั่งริมฝั่งแม่น้ำ ให้มองเห็นดิน และเห็นน้ำ ให้เข้าฌาน ทำให้รอบกายเราสว่าง ทำที่นั่งแข็ง ให้นุ่ม ทำที่นั่งนุ่มให้แข้ง ทำอาโบธาตุ ให้เป็นปถวีธาตุ ทำปถวีธาตุ ให้เป็นอาโบธาตุ ทำธาตุน้ำ เป็นธาตุดิน ทำธาตุดินเป็นธาตุน้ำ
ก่อนทำให้นั่งริมฝั่ง แม่น้ำ ให้มองเห็น น้ำ และดิน แล้วให้อธิฐานก่อน แล้วจึงเข้าฌานทำให้รอบกายของเราสว่างไสวอย่างมากมาย ทำที่นั่งแข็งให้นุ่ม ทำที่นั่งนุ่มให้แข็ง อธิฐานธาตุดิน ปถวีธาตุ ให้เป็นอาโปธาตุ ธาตุน้ำ อธิฐานอาโปธาตุ ให้เป็นปถวีธาตุ เวลาทำให้นั่งริมฝั่ง มองให้เห็นน้ำ สามารถเดินข้ามน้ำไปได้

วิิชาเหิน ขึ้นเขา ลงเขา ทำที่ไกล ให้เหมือนที่ใกล้ ให้เข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา แล้วอธิฐาน ทำที่ไกล ให้เป็นที่ใกล้
ทำได้แล้ว ให้ทำใจให้สงบ ไม่หลงติดในการเหิน ระงับความตื่นเต้น ดีใจ ให้ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สอนการดำเนินชีวิต อะไร ควรทำก่อนทำหลัง สำรวจจิตตัวเอง ลำดับจิตตัวเอง ลำดับการงานที่จะต้องทำ ลำดับวิชาอะไรที่ ควรเรียนก่อน เรียนหลัง ทำประโยชน์ให้แก่สังคมให้มาก
ให้ ยอมรับสภาพความเป็นจริง ยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลง ของตัวเอง ที่บรรลุมรรคผล เจอครูบาอาจารย์มากมาย อย่าหลงตัว ประคองจิตตัวเอง ทำความเป็นอยู่ให้ปรกติ ทำให้มาก
การอยู่ในความว่าง(สูญญตา) ดีพักผ่อน แต่วิปัสสนาจะไม่ก้าวหน้า ให้ถอยกลับมา สุข แล้ว เจริญวิปัสสนาต่อ จึงจะก้าวหน้า

 

 

วิชาสลายจิต สลายกาย
ประโยชน์หยุดความวุ่นวายภายนอก (สลายจากกายทิพย์ หายตัว)

ท่าน ให้สลายธาตุน้ำก่อน สลายแล้วคอจะแห้ง ต่อมาให้สลายธาตุไฟ ธาตุไฟสลายแล้ว จะรู้สึกหนาว ต่อมาจึงสลายธาตุดิน สลายธาตุดินแล้ว กายจะเบา ต่อมาสลายวิญญาณธาตุ สลายแล้ว จะดับความยึดมั่น ไม่มีร่างกาย ว่างแคว้งคว้าง
ธาตุลม ท่านห้ามสลาย จิตจะอยู่ที่ถุงลม ถ้าสลายธาตุลมต้องมีจิตกล้าแข็ง และกลับมาได้ เพราะสังขารกายเนื้อยังค้างคาอยู่

ปู่สอน จิต กับอารมณ์อย่าแยกกัน จิตไม่ไปพร้อมกับอารมณ์ กิเลสแซก จิตไปพร้อม กับอารมณ์ กิเลสไม่แซก เรียกว่ามีสติ ประโยชน์ ใช้คุมตัวเอง ดูแลตัวเอง

วิชาตัดขันธ์

ใช้ เมื่อมีเวทนา และข่มทุกขเวทนาได้ ต้องมีจิตสมาธิกล้าแข็ง ลืมทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ ไม่เอาร่างกายแล้ว ตัดจากกายเนื้อ คล้ายวิธีสลายจิต ให้ตัดธาตุน้ำก่อน ตัดธาตุไฟ ตัดธาตุดิน ตัดวิญญาณธาตุ ดับความยึดมั่น ไม่มีร่างกาย ตัดธาตุลมสุดท้ายก่อนตาย


วิชาผ่อนคลายจิต

เมื่อจิตกำลังสับสน วุ่นวาย ให้ถอยจิต หายใจลึกๆ พุ้งจิตไปที่พระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูป ดูนิ่ง เฉยๆ จะหายวุ่นวายใจเอง


วิชาสยบทุกขเวทนา

ยอม รับทุกขเวทนา ถึงถึงกรรมของตัวเอง เช่น เรามีกรรมเป็นของตัวเอง เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และระลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้า


วิชาโลกุตร ๒๐

ประโยชน์ เป็นที่เกิดแห่งปัญญา เป็นที่สิ้นสุดแห่งสังสารวัฏ เป็นที่บรรลุธรรม ปลงอาบัติ อธิฐานได้ต่างๆ
กิเลสจรมา ให้ใช้จิตดูกิเลสเฉยๆ

ธาตุโลกุดร ดวง แก้วมนินดำ ธาตุดิน สีเขียว แก้วไพฑูรณ์ ธาตุน้ำ เหลือง แก้วมณีโชติ ธาตุไฟ สีขาว แก้วบุญนาก สีขาว ธาตุน้ำ แก้วธัมราช เหลือง อากาศธาตุ แก้วมโนหอรจินดา ชมพู จิตธาตุ1

สลายอายตนะหก

- ตา ธาตุน้ำ เห็นรูปดีก็ดี เห็นรูปทรามก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนสายน้ำไหล
- หู ธาตุลม ฟังเสียงที่ดีก็ตาม เสียงที่ชั่วก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนลม พัดผ่านไป
- จมูก ธาตุดิน ได้กลิ่น หอมก็ตาม ได้กลิ่นเหม็นก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนดินสลายไป
- ลิ้น ธาตุน้ำ ได้ลิ้มรสดีก็ตาม ได้ลิ้มรสไม่ดีก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนสายน้ำไหลไป
- กาย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สัมผัสดีก็ตาม สัมผัสชั่วก็ตาม ให้ทำจิตสลายธาตุทั้ง ๔
- มโน(ใจ) อากาศธาตุ รู้ธรรมดีก็ดี ธรรมชั่วก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนอากาศสลายหายไป

ใช้น้ำสิโณทก
ให้เอาขันน้ำ ตั้งตรงหน้า เอานวหอระคุณ คือ อิติปิโสฯลฯ ภควาติ
ตั้งที่ ๙ (ปลายจมูก) ก่อน
แล้วมาที่ ๑ (สะดือ)
มาที่ ๒ (เหนือสะดือ)
มาที่ ๓ (หทัย)
แล้วไปที่ ๕ (ท้ายทอย)
มาที่ ๖ (กลางกระหม่อม)
แล้วมาที่ ๗ (ระหว่างคิ้ว)
ถึงที่ ๘ (ระหว่างตา) เอาตรงนั้น แล้วเพ่งลงที่น้ำสิโณทก
ให้ทำ ๒-๓ ที่ ถ้าจะใช้ สิ่งใดก็ได้ทุกอัน ตามแต่อธิฐาน ใช้ทางเมตตามหานิยม
ใช้ปัดรังควาน

 

 

ระวังจิต ระวังกาย
วิชา ดูแลจิต ดูแลกาย ให้ทำจิตเป็นสมาธิ ถึงองค์ฌานก็ได้ แล้วปล่อยจิตออกไป กำหนดจิตไปที่หทัย ให้หายใจเบาๆ ให้ดูนิมิต เป็นวงกลมสีขาว จะสว่างขึ้น สว่างขึ้น ที่หทัย แล้วค่อยๆ เลื่อนวงกลมสีขาว ที่หทัยลงมาที่สะดือ เป็นจุดที่สอง ให้ค่อยๆ เคลื่อน วงกลมสีขาวที่หทัย มาช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ให้มีสติรู้ได้ทั้งนิมิตดวงกลมสีขาว และลมหายใจ เมื่อนิมิตวงกลมสีขาวนั้น มาถึงที่สะดือแล้ว ให้ตั้งสมาธิอยู่ที่นาภี (สะดือ) ประมาณคำหมากหนึ่ง (สอง-สามนาที) พอจิตสงบนิ่ง เข้าที่ดีแล้ว ก็ให้ตั้งสัจจะอธิฐานในใจว่า…….

ข้าพเจ้า ขอเรียนพระกัมมัฏฐาน วิชาดูแลจิต ดูแลกาย ขอพระยามารทั้งหลาย อย่าได้มารบกวนข้าพเจ้าในตอนนี้เลย

อธิษฐานเสร็จ แล้วให้ปล่อยจิตให้ว่าง ทำใจให้สบาย ให้โปร่ง ให้โล่ง หายใจเข้า-ออก ลึกๆ ช้าๆ วิชานี้มีจิตเป็นใหญ่ มีจิตเป็นหัวหน้า มีจิตเป็นผู้นำ
เมื่อ จิตสงบแล้ว สติจะตามรู้ได้เท่าทันอารมณ์ วิชาจะอยู่ได้ เฉพาะผู้ที่ปรารถนาที่จะเรียนเท่านั้น หากผู้ไม่ปรารถนาจะเรียน วิชาก็จะไม่อยู่ด้วย วิชานี้ต้องมีจิต ตั้งมั่น แน่วแน่ตัวรู้ ตัวรับรู้ ต้องรู้ให้จริง ไม่มีอุปาทาน ดูแลลมหายใจ ว่าเย็น หรือร้อน ลมหายใจถี่ หรือห่าง เบา หรือแรง จิตต้องรู้ได้ละเอียด ประณีต ลึกซึ้ง

การ ดูลมหายใจ เข้า-ออกนี้มีพระสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก ที่เรียนวิชาดูลมหายใจของตัวเอง รู้กิเลส รู้ธรรม และบรรลุธรรม ไปมากมายแล้ว
ดูจิต แบ่งออกเป็นสองฝ่าย จิตฝ่ายดี จิตฝ่ายชั่ว กรรมฝ่ายดำส่งผล จิตก็ตกอยู่ในอำนาจกรรมนั้น กรรมฝ่ายขาวส่งผล จิตก็ตกอยู่ในอำนาจกรรมนั้น ถ้าจิตฝ่ายชั่วเริ่มมีอำนาจ เกิดขึ้นทีละดวง ทีละดวง จิตก็จะบังคับให้กายลุกขึ้นทำความชั่วต่างๆ จิตจะบังคับให้กายแข็งกระด้าง วจีแข็งกระด้างขณะนั้นอาสวะทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ รุมอยู่ในตัวและจิตทั้งสิ้น กรรมฝ่ายชั่วเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เขาจะค่อยดับไปทีละดวง ทีละดวง
กรรมฝ่ายดีก็จะค่อยเกิด ขึ้น ทีละดวง ทีละดวง ก็จะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เขาจะตั้งอยู่ แล้วจะค่อยเปลี่ยนแปลงไป เขาเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตดี กายก็จะดีด้วย ลมหายใจก็จะเย็น สม่ำเสมอ จิตก็จะว่างจากอาสวะกิเลสมารบกวน จิตฝ่ายดี คิดทำดี ทำบุญทำทาน

ดู ลมหายใจ เมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบ ก็จะเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร รู้สึกแปลกใจต่างหาก ลมหายใจเย็นสงบ จิตก็สงบด้วย จิตก็จะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ใดๆ ดูอะไร รู้เห็นอะไร จิตก็จะรู้จักรูปนาม เกิด-ดับ นั้นได้ จะไม่รู้สึกผูกพันเลย ไม่รู้สึกคล้อยตามด้วย
ถ้า จะเรียนวิชานี้ ต้องเอาจริง เอาจังกับจิต ต้องรู้ทันอารมณ์ กาย เวทนา จิต ธรรม วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา กิเลสตัวใดมาก็รู้ ทุกสิ่ง ทุกอย่างในโลกล้วนไม่แน่นอน อย่าไปติดอะไรแม้แต่ความสุข ทุกอย่างป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา อย่าทำไปตามอารมณ์ ถ้าทำตามอารมณ์ จะโดนหลอกลวง ถ้ารู้ทัน รู้ความจริงแล้ว จะไม่สะเทือน

การระวังจิต ระวังกาย กายเป็นบ่าว ให้ระวังจิต จิตดีอย่างเดียว จิตสบายอย่างเดียว กายก็ดี กายก็สบาย


วิชาหนีมนต์
ให้ ฝึกให้เห็นอักขระสามตัว ภาวนาว่า นะเยปะรัง ยุตเต ให้เห็นอักขระ อัง(ขอม) อยู่ระหว่างคิ้ว อักขระ อิง อยู่กลางกระหม่อม อักขระ อิ อยู่ท้ายทอย
เอา อัง มาติดกับ อิง อยู่หน่อยหนึ่ง จึงนำอักขระสองตัว(อัง อิง) ไปสู่ อิ แล้วจึงยกแต่ สูญเปล่า(สมาธิเปล่า ไม่เอาอักขระมา) คือสมาธิมาตั้งที่ ๗ (ระหว่างคิ้ว) อย่าเอาอักขระสามตัวมาเลย ถ้าสัตรูอยู่หน้าไว้หน้า ถ้าอยู่หลังเอาไว้หลัง อยู่ขวาไว้ขวา อยู่ซ้ายไว้ซ้าย
ประโยชน์ กันปีศาจ กันคุณไสย กันมารเข้าสิง


อุเบกขา
อหัง กัมมัสโก โหมิ เรามีกรรมเป็นของตน สุขก็เป็นของตัว ทุกข์ก็เป็นของตัว (เวทนา ทั้งหมด)ให้อยู่กลางๆ เป็นอุเบกขา

อหัง กัมทายาโท โหมิ เรามีกรรมเป็นมรดก มรกดกรรมคือ กรรมดี กรรมชั่ว ให้ทำจิตเป็นอุเบกขา

อหัง กัมโยนิ โหมิ เรามีกรรมเป็นกำเนิด กรรมผูกมัดเรามาตั้งแต่ ปฏิสนธิ พร้อมเรา มีรูปสวยงาม จากกรรมดี รูปไม่สวย กรรมไม่ดี ให้ทำจิตเป็นอุเบกขา

อหัง กัมพันธู โหมิ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์ของกรรมคือ กิเลส กรรม วิปาก ให้ทำจิตอุเบกขา

อหัง กัมปฏิสรโณ โหมิ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กาย อาศัยจิต รูปอาศัย ธาตุ และจิตด้วย ทำอุเบกขา


แก้ให้ขาดรสราคะ
จะ ให้ขาดรส ราคะ ปฏิสนธิ อย่าให้กายชีวิตเนื่องกัน ยกชีวิตให้พ้นกาย คือยกจากที่ ๒ (สะดือ)ไปสู่ที่ ๓ (หทัย) ไม่ถึงที่ ๓ ก็ได้ พอพ้นที่ ๒


เข้าธาตุทั้ง ๔
แก้สารพัดโรคทั้งปวง ได้สิ้น โรคปุราณ ก็แก้ได้ แต่ช้าหน่อย ไม่ต้องภาวนา ให้อธิฐาน ให้แผ่ซ่าน เข้าไปทางสายเลือด ทุกอนุของกาย
อาราธนา ว่า ข้าขอเข้าธาตุทั้ง ๔ อินทรีย์ทั้ง ๕ โพชฌงค์ทั้ง ๗ ขอให้ระงับจิต ระงับกายให้สบาย ข้าจะขอเข้าเป็นนิคคหะที่ ๑ ข้าจะขอเข้าเป็นปัคคาหะที่ ๑
อันนิคคหะ คือข่มลงไปในที่ ๑ (สะดือ) อันปักคาหะ คือ ยกจากที่ ๑(สะดือ) มาที่ ๒ (เหนือสะดือ) มาที่ ๓ (หทัย) ทำไปจนกว่าจะได้สุข
บันทึกการเข้า
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

www.madchima.org
http://saraburisat.ps-satcom.com รับติดตั้งจานดาวเทียมครับ
http://www.yutyaplaza.com ลงประกาศฟรี ของชาวอยุธยา

ทินกร

  • ถวายชีวิตเพื่อพุทธศาสน์
  • ผู้บริหารเว็บ
  • มีเหตุมีผล
  • *
  • ผลบุญ: +17/-1
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 365
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2009, 03:07:32 PM »
แก้ปวดศรีษะ เส้นกำเริบ ธาตุวิปริต
ให้ตั้งแต่ที่ ๙ (ปลายจมูก)มาที่ ๑ (สะดือ) แล้วอธิฐานว่า
ข้าขอเข้าธาตุทั้ง ๔ อินทรีทั้ง ๕ โพชฌงค์ทั้ง ๗ อธิฐานแล้วจึงมาที่ ๒ (เหนือ สะดือสองนิ้ว) จึงชุมนุม ธาตุทั้ง ๔ อินทรีทั้ง ๕ โพชฌงค์ทั้ง ๗ ในที่ ๒(เหนือสะดือ) นั้น แล้วแบ่งสมาธิออกตามฐานเท้าทั้งสองข้าง แล้วยกแต่ที่ ๒(เหนือสะดือ) ไปถึงที่ ๓ (หทัย) ถึงหทัยแล้ว ขอจะขอสัมปยุตธาตุทั้ง ๔ โพชฌงค์ทั้ง ๗ ในที่ ๓ นั้นเล่า แล้วจึงแบ่งสมาธิออกไปตามเท้าทั้งสองข้าง แล้วยกสมาธิไปสู่ที่ ๔(คอกลวง) ให้เป็นสุขหน่อยหนึ่งแล้วจึงยกไป ๙(ปลายจมูก) ๘ ระหว่างตา ๗ ระหว่างคิ้ว ๖ (กลางกระหม่อม) ๕ (ท้ายทอย) มาที่ ๔(คอกลวง) แบ่งสมาธิออกไปมือสองข้าง
ถ้าโรคไม่หนัก อย่าเข้าธาตุ อย่าชุมนุมธาตุ อย่าแบ่งธาตุ


องค์ธรรมจุด นวหอรคุณ ๙ จุด
๑. สะดือ องค์ธรรมคือ พระนาคี
๒. เหนือสะดือ องค์ธรรมคือ ธาตุดิน
๓. หทัย องค์ธรรมคือ พระพุทโธ
๔. สุดคอกลวง องค์ธรรมคือ พระธรรมมา
๕. โคตรภูท้ายทอย องค์ธรรมคือ ธาตุลม
๖. กลางกระหม่อม องค์ธรรมคือ พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์
๗. ระหว่างคิ้ว องค์ธรรมคือ สงฆ์ผู้เป็นใหญ่
๘. ระหว่างตา องค์ธรรมคือ ธาตุไฟ
๙. ปลายจมูก องค์ธรรม ธาตุน้ำ


สัมปยุตธาตุ
๑. สะดือ
๒. เหนือสะดือ
๓. หทัย
๔. อุนาโลม


สัมปยุตปฤกษ์
กลางหทัย เลื่อนมากลางอก
- คว่ำจักร แผ่บารมีธรรมจักรลงล่าง จุดอุณาโลม จุคไหล่ขวา จุคไหล่ซ้าย จุดเหนือสะดือ ทำสมาธิดู สี่ทิศ ลงล่างแผ่บารมี สู่นรกภูมิ
- หงายจักร แผ่ บารมีธรรมจักร ขึ้นเบื้องบน จุดสะดือ จุดเหนือสะดือ จุดหทัย จุดอุณาโลม สงเคราะห์ผู้อื่น แผ่ให้ผู้มีคุณ ครูบาอาจารย์ พบพระพุทธเจ้า พบสหายธรรม แผ่เมตตา
- จันทกลา ลมซ้าย ยับยั้งมาร เวลาลมซ้ายออก
- สุริยกลา แผ่บารมีให้มาร ปราบมาร
- ชักคลองจักษุ ไม้ หวั่นไหว ในกิเลสภายนอกที่มายั่ว ตามีธาตุน้ำมาก ตาเห็นรูปที่สวย รูปที่ชอบใจ ทำให้ระงับเหมือนสายน้ำไหลไป ตาเห็นรูปที่ชั่ว รูปที่ไม่ชอบใจ ทำให้ระงับเหมือนสายน้ำไหลไป

 

 

วิชาดูแลจิต ดูแลกาย

ให้ ทำจิตให้ว่าง แล้ววางไว้ที่หทัย ดูที่หทัย แล้วเลื่อนลงมาที่ กลางสะดือ แล้วอธิฐานว่า ข้าพเจ้าจะขอเรียนพระกัมมัฏฐาน ดูแลจิต ดูแลกาย ขอมารทั้งหลาย อย่ามารบกวน ข้าพเจ้าในเวลานี้เลย แล้วนั่งดูความว่างที่สะดือเฉย ต่อมาให้พิจารณาธรรม แล้วประเทืองปัญญา

วิชาระวัง จิตระวัง กาย กายเป็นบ่าว ของจิต ถ้าจิตใจสบาย กายก็สบาย จิตเป็นสุข กายก็เป็นสุข ไม่นอนกระสับกระส่าย


เปรียบเทียบ
วิชาสลายจิต-สลายกาย ===> วิชาตัดขันธ์ ===> วิชาอิทธิฤทธิ์


หนีความวุ่นวายโลกภายนอก หนีทุกข์เวทนา จากกายเนื้อ ทำฤทธิ์ได้ต่างๆ
ให้ตัดจากกายทิพย์ ต้องมีสมาธิจิตกล้าแข็ง ลืมทุกสิ่งฯ มีมโนมฤทธิ์ เป็นต้น

สลายธาตุน้ำก่อน (คอแห้ง) ===> สลายธาตุน้ำ ===> สลายธาตุน้ำ
สลายธาตุไฟ (หนาว) ===> สลายธาตุไฟ ===> สลายธาตุไฟ
สลายธาตุดิน (หนักเบา) ===> สลายธาตุดิน ===>สลายธาตุดิน
สลายวิญญาณธาตุ ===> สลายวิญญาณธาตุ ===>ห้ามสลายวิญญาณธาตุ
(ดับความยึดมั่น ลืมทุกสิ่งทุกอย่างได้ วิญญาณธาตุรู้แจ้งอิทธิ ไม่มีร่างกาย ไม่เอาร่างกาย ทางทวารทั้งหก)
ห้ามสลายธาตุลม (จิตอยู่ถุงลม) ===> สลายธาตุลมสุดท้าย ก่อนตาย ===> สลายธาตุลม-อาธาตุ
(เพราะสังขารยังมีอยู่ ถ้าขันธ์ยังอยู่กลับมาได้)

 

 

 

วิชาธาตุดวงแก้ว ๔ ดวง
นะ แก้วมณีโชติ อาโบธาตุ น้ำ (หัว)

มะ แก้วไพฑูรณ์ เตโชธาตุ ไฟ (ใจ)

อะ แก้ววิเชียร วาโยธาตุ ลม (หลัง)

อุ แก้วปัทมราช ปถวีธาตุ ดิน (ปาก)

เสกต่อแตนใช้ใบมะขาม หรือใบไม้อะไรก็ได้ เป็นใบไม้ใต้เกราะกำบัง ใบบนต้นที่ถูกกำบัง เสกด้วย มะ ธาตุไฟ ตามด้วยธาตุลม คือ มะ อะ อุ นะ เป็นต่อแตนแล


ทำน้ำมนต์ใช้ได้ทุกอย่าง
ให้ ทำตอนยามสาม ยามสี่ สงัดนักแล เสกแผ่ด้วยอำนาจแห่งเมตตา ใช้ได้ทุกอย่าง ทำลายทุกอย่าง ไม่ว่าเป็นความ สะเดาะเคราะห์ ผีเข้า เป็นไข้ เป็นต้น รดน้ำมนต์เย็นด้วยเมตตา อธิฐาน ขอให้น้ำที่เย็น เย็นเข้าถึงจิตใจผู้รับ เย็นขั้วหัวใจแล

เป่าให้เย็นทั่วสารพางค์กาย และลมออกทวารแล
ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ
๑. จิตผู้เป่าต้องบริสุทธิ์
๒.จิตผู้รับต้องดี
๓.พระคาถาดี
เวลาเป่าให้อธิฐานถ้าคนผู้นี้มีบุญ หรือมีกุศลส่งแล้ว ขอให้รับการเป่าคาถานี้ได้ หรือขอให้เกิดเวลาจิตเขารับได้ จะมีอาการขนพองสยองเกล้าฯ


การใช้อักขระ ๒๗ ตัว
๑. นะ ใช้เรียกฝน ใช้ทางเมตตา นอ นี้ใน ว่าหามิได้ รูปร่างบ่เป็น
๒. โม มหาละลวย นิยมชมชอบ คนนิยม โม ว่าอ่อน บ่ห่อนแข็งเข็ญ
๓. พุท พระปัตติมาร ตรัสได้ทุกตัว ทำได้ทุกอย่าง , ตรัสรู้เห็นประเสริฐนักหนา
๔. ท หนักให้เบา เบาจิต เบากาย
๕. ยะ ตัววิญญาณ การเคลื่อนที่ไปของธาตุ ใช้ลงคนที่ซึมเศร้า คนง่วงหงาวหาวนอน คุยแล้วไม่สนใจลงได้ คนสนใจจ้องเขม็งไม่ต้องลง
๖. ทา ตรีเพช ปลุกเสกให้มั่น ทอ ทา ทอ ทม สี่ตัวอุดม ทรงเป็นอัตตรา
๗. สิ เพ็ชน่าทั่ง ตังลง ตัวคุม อักขระ สิ ว่าแข็ง เรี่ยวแรงตัวกล้า ว่ามั่นคง
๘. ทอ หนูหมารสะดม เมตตามหานิยม เหนียว ลงเครื่องยนต์ ออ ว่าเห็นตรง บ่ได้มืดมัว
๙. อะ ตัวงาม ตัวดีมีสิ่งไม่ดี เขียนอักขระ อะ ลงไป เป็นสิ่งดีหมด
๑๐. อา พระยาราชสีห์ ลงคุมครองผู้ใหญ่ ข้าราชการดี อา ว่าหนา ว่าเล่น มาไม่ถึงอยู่ข้างนอก
๑๑. อิ – มิ พระยาราช อักขระ ตัวกัน ของไม่ดี กันของชั่วร้าย
( ท.ทา ท.ทม ) ลงเรื่องเกี่ยวกับการเจรจา การทูต ทนาย ทางความ
๑๒. อี อิ อี เรี่ยวแรงตัวกล้า
๑๓. อึ อื คือไว้ภายในกายา คุ้มครอง ป้องกัน อันตรายภายในภายนอก ลงให้ทหาร
๑๔. อื
๑๕. อุ อู หาที่เสมอไม่ หาที่สุดมิได้ ถือไว้ให้แน่ จักได้กุศล ถ้าจักภาวนายิ่งกว่าฝูงคน ลงค้าขาย ใช้เรียกอะไร เรียกคนก็ได้ เพิ่มพูลขึ้น ต้องการอะไรมากๆ
๑๖. อู
๑๗. ฤ ตัวมา ตัวโอม ตัวเป่า อยู่ในใส้
๑๘. ฤา ตัวไป ลงท้าย ว่าตรงมา
๑๙. ฦ ใช้ได้ไม่เปล่า ใช้เมตตา ว่าได้
๒๐. ฦา ไปทั้วจักรวาลย์ กันภัย ฦ ฦา ว่ารู้ ลือไปทั่วทั้ง ๘ ทิศสา
๒๑. เอ แอ กุมภัณลับหอก ตัดรอนสิ่งไม่ดีให้ขาด
๒๒. แอ ตัวงดแล
๒๓. ไอ มีตะบะ
๒๔. ใอ พระยาราชสีห์ ใอ ไอ กล่าวเรื่องราว กล่าวกลอน ว่ากลัว ว่าอย่า
๒๕. โอ โหร อง บันลือ หัวทุกทีว่ามีอารมณ์ ควบคุมอารมณ์
๒๖. เอา อำ ให้งดไว้ก่อนพิจารณาให่แน่
๒๗. อัง อะ ปราบศัตรู ไม่มีคู่สูู้่ ๔ ทวีป ปราบศัตรูในล้ำโลกา

 

 

พุทธานุสสติ

ปีติ ๕
ทำธาตุ ยุคล ๖ ทำธาตุ สุขสมาธิธาตุ พุทธานุสติ ธรรมมานุสสติ สังหานุสสติ ภาวนาเป็นอนุโลมปฏิโลม ใช้นิ้วเรียกสติกลับ


ตั้งจุดอานาปาน เป็นอิทธิฤทธิ์

๑. สะดือ ตั้งเป็นตุณหิ แต่สมาธิเปล่า ๑ บาท ๕ นาที แต่ละจุด ตั้งสมาธิเปล่า ๕ นาที บริกรรม ๕ นาที ทุกๆที่
๒. เหนือสะดือ ๒ นิ้ว อิติปิโสภะคะวา
๓. หทัยประเทศ นะ โม พุท ธา ยะ เรียงแถวชั้นนอกนี้จะถอย บริกรรมออกมาได้บ้าง ไปไว้หน้าบ้าง
๔. สุดคอกลวง นะจังงัง โมจังงังพุทละลาย ธาคลาย ยะห่ามิตาย หายบัดเดี่ยวใจ แก้อับจน ๑๐ ท้ายทอยยะทาพุทโมนะ มหาละลวย
๕. โคตรภูมิท้ายทอย นะวาคะภะโสปิติอิ อิทาเรนะ โอนะทา นะปิดตา โม มิเห็น
๖. อัช ดากาษบนกระหม่อม นะโมพุทธายะ นะจังงัง โมจังงัง พุท สิทธิกำบัง ลับอยู่ ยะหายไป (๖ มา ๗ หว่างคิ้ว เดชะหายลับศูนย์ อัง อะ อะ ศูน ศูน อิ แล้วว่า อิททาเรนะ โอนะทา นะปิดตา โมมิเห็น ปัญญาศูน ธาตุนิพพานังสัมปยุตตัง จะมาจับไปไว้ ๙ หนหลัง หนหน้าอย่าเปลี่ยนเลย
๗. อิสวาสุ เมตตา
๘. ทิพย์ศุนย์หว่างคิ้ว อีงอะอะ
๙. มหาศูนย์หว่างจักษุ ธาตุนิพพานัง
๑๐. จุลศูนน้อยปลายนาสิก
๔-๓-๖-๗-๘ หายตัว
๑-๒-๓ ดำเนินธาตุ
๔ กันคุณไสย
๕ กำบังภายนอก
๖ เมตตา
๑๐ งวยงง

 

 

 

 

อาการสามสิบสอง ใช้รักษาโรค ๓๒ ชนิด


ธาตุดิน ๒๐
เกศา (ผม)
โลมา (ขน)
นะขา (เล็บ)
ทันตา (ฟัน)
ตะโจ (หนัง)
มังสัง (เนื้อ)
นะหารู (เอ็น)
อัฏฐิ (กระดูก)
อัฏฐิมิญชัง (เยื้อในกระดูก)
วังกัง (ม้าม)
หะทะยัง (หัวใจ)
ยะกะนัง (ตับ)
กิโลมะกัง (พังผืด)
ปิหะกัง (ไต)
ปัปผาสัง (ปอด)
อันตัง (ใส้่ใหญ่)
อันตุคุนัง (ใส้่น้อย)
อุททะริยัง (อาหารใหม่)
กะรีสัง (อาหารเก่า)
มัตถะรุงคัง (สมองศรีษะ)


ธาตุน้ำ ๑๒
ปิดตัง (น้ำดี)
เสมหัง (เสลด)
ปุพโพ (หนอง)
โลหิตัง (เลือด)
เสดท (เหงื่อ)
เมโท (มันข้น)
อัสสุ (น้ำตา)
วะสา (มันเหลว)
เขโฬ (น้ำลาย)
สิงหานิกา (น้ำมูก)
ละสิกา (ไขข้อ)
มูตตัง (น้ำมูต)

 

กสิณ๑๐

๑. ปฐวี หม้อใหม่ เดินน้ำ
๒. อาโป น้ำใส ดำดิน
๓. เตโชเนื้อไป รักษาโรค
๔. วาโย ลมข้าวเปลือก บังหวน
๕. นีลัง เขียว
๖. ปิตัง เหลือง
๗. โลหิตัง แดงดอกชบา
๘. โอทาตะ ขาวน้ำเงิน
๙. อาโลก ขาวเหมือนเงาน้ำต้องแดด ทำให้สว่าง
๑๐. อากาศ เปล่าไม่มีอันใด ผ่านฝากำแพง

 

อสุภกรรมฐาน ๑๐
๑. อุทธุมาตะกะ ซากผีพอง ทำใหญ่ ทำมาก
๒. วินิลกะ ซากผีเขียว กำบัง
๓. วิปุพพกะ ซากผีน้ำหนองไหล กำบัง เป็นน้ำท่วม
๔. วิทฉิททกะ เขาสับฟัน เป็นท่อนๆ ผีขาดสองท่อน แบ่งตัว แยกร่าง
๕. วิกขายิตะกะ กา หมา แร้ง กัดกินซากผี เสกเป็นแร้ง เป็นหมา ไล่ข้าศึก
๖. วิกขิตตกะ แยกเป็นท่อน หัวขาด ตีนขาด แยกมากๆ
๗. หตวิกขิตตกะ ขาดกระจัดกระจาย เขาเชือดเลือดทั้งตัวผี
๘. โลหิตกะ เขาเชือดเลือดทั้งตัวผี
๙. ปุฬุวะกะ หนอนกินซากผี ตามทวารทั้ง ๙
๑๐. อัฏฐิกะ ปรากฏ แต่กระดูกขาว ปากประกาศิต

๗-๘-๙-๑๐. เป็นอนุโลม ปฏิโลม เป็นวาจาสิทธิ์ ถอยหลัง เล็กใหญ่
หตวิกขิตตกะ โลหิตกะ ปุฬุวกะ ถึงอัฎฐิกะ เข้าปฐมฌาน แล้วตรึกไป คือพูดเสียงที่เกิดในใจ
ตรึก (นึกความเป็นไป แล้ววางเฉย) แล้วจึงพูดออกมาเป็นวาจา ให้เป็นธรรมชาติ เป็นมัชฌิมา จึงเป็นประกาศิตแล

๑-๑๐. แก้ปัญหา แก้ความ ทำน้ำมนต์ ใช้เทียนขี้ผึ้งหน้าผี ด้ายมัดผี ล้างหมดทำนิมิตจึงถึงกระดูก
ให้เป็นกระดูกผุหมดกระจายหายไปตามลม

๑๐-๑. ชนะหมด ล้างหมด แก้คุณใส ทุกชนิด แก้กระทำ
๑-๑๐. , ๑๐-๑. แก้คุณไสย
๑-๕ แก้อาธรรพ์ อาเพศ
๕-๑. แก้ที่อาธรรพ์
๑-๕. ,๕-๑ .เปิดกรุ
๕-๑๐. แก้บ้า
๑๐-๕ . กันพายุ กันลม เสกด้วย เห เห ปฏิเสวามิ กันไฟ เสกนกคุ้ม กันลม กันฟ้า เสกลูกสะกด
๕-๑๐., ๑๐-๕. เมตตาเป่าเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง
บันทึกการเข้า
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

www.madchima.org
http://saraburisat.ps-satcom.com รับติดตั้งจานดาวเทียมครับ
http://www.yutyaplaza.com ลงประกาศฟรี ของชาวอยุธยา

นักเดินทาง

  • ศิษย์ตรง
  • โยคาวจรมรรค
  • *****
  • ผลบุญ: +2/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 695
    • ดูรายละเอียด
Re: วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 12:12:03 AM »
อันนี้ก็เป็น ย่อ ๆ อีกเล่มหนึ่ง นะครับ ลองปรับปรุงรูปแบบตัวหนังสือ ให้น่าอ่านเพิ่มดีหรือไม่ครับ

  :49:
บันทึกการเข้า

PRAMOTE(aaaa)

  • ศิษย์ตรง
  • โยคาวจรผล
  • *****
  • ผลบุญ: +5/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 3592
  • ความศรัทธาคือเชื่อเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
    • ดูรายละเอียด
Re: วิชากรรมฐานและคำสอนของหลวงปู่
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2014, 09:19:32 PM »
วิชากรรมฐาน คําสอนหลวงปู่

  สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน
บันทึกการเข้า
การมีกัลยาณมิตร ครูบาอาจารย์ ที่สั่งสอนธรรม เป็นเรื่องที่ดี
..เชื่อเรื่องการตรัสรู้ธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
...และเชื่อในพระธรรมที่เป็นตัวแทนของพระศาสดา