ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: "สุทัตตะ" ผู้สร้างวัดแห่งแรก ในพุทธศาสนา  (อ่าน 49 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 23040
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0


 


สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (32) : วัดใด คือ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

สมัยพุทธกาล การสร้างวัดมิได้สร้างง่ายๆ และสร้างบ่อยเหมือนในยุคหลัง วัดแห่งแรกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาคือ วัดพระเวฬุวันพระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารและชาวเมืองคฤห์

“วัด” ในความหมายนี้ก็คือ สวนไผ่หรือป่าไผ่ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าเวฬุวัน (ป่าไผ่) เวฬุวนาราม (สวนป่าไผ่) คงยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างอะไร แต่เมื่อสร้างวัดที่เมืองสาวัตถีนั้นแหละ เข้าใจว่าคงมีสิ่งปลูกสร้าง มีอาหาร ปราสาท (แปลว่าเรือนชั้น หรือตึก) ด้วย คนสร้างเป็นเศรษฐี ชื่อเดิมว่าสุทัตตะ เศรษฐีที่ทำมาค้าขายโดยสุจริต ไม่ใช่เศรษฐีค้าขายผูกขาดปั่นหุ้น

ท่านผู้นี้ก่อนจะรู้จักพระพุทธเจ้า ก็เดินทางไปค้าขายยังเมืองต่างๆ ตามประสาพ่อค้า คราวหนึ่งเดินทางไปเมืองราชคฤห์ พักอยู่ที่คฤหาสน์ของน้องเขย เห็นคนในบ้านตระเตรียมอย่างขะมักเขม้น ยังกับจะมีงานเลี้ยงมโหฬาร จึงซักถาม ได้ความว่า มิได้เตรียมสถานที่เพื่อจัดปาร์ตี้อะไร หากแต่เตรียมเพื่อทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์


@@@@@@

สุทัตตะได้ยินดังนั้นก็ขนหัวลุกด้วยความปลาบปลื้มดีใจ จึงถามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ตนอยากไปพบ น้องเขยบอกว่าพรุ่งนี้ก็จะได้พบอยู่แล้ว

คืนนั้นสุทัตตะนอนไม่ค่อยจะหลับ กระสับกระส่าย เพราะอยากพบพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง ทนรอจนถึงเช้าไม่ไหวจึงตัดสินใจออกจากคฤหาสน์ไปยังสถานที่พระพุทธองค์ประทับก่อนรุ่งแจ้ง ขณะเขาเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินพระพุทธดำรัสว่า “สุทัตตะมานี่สิ” เขาขนลุกเป็นครั้งที่สอง ประหลาดใจที่พระพุทธองค์ทรงทราบว่าเขากำลังมาเฝ้า และทรงรออยู่ จึงเข้าไปกราบแทบพระยุคลบาท

พระพุทธองค์ทรงแสดง “อนุปุพพีกถา” (เทศนาอันว่าด้วยทาน ศีล โทษแห่งกาม อานิสงส์แห่งสวรรค์ และการปลีกจากกามารมณ์) เป็นการปูพื้นฐานจิตใจแก่เขา เขาได้สดับพระธรรมเทศนาแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล ยกระดับจากความเป็นปุถุชนขึ้นเป็นพระอริยบุคคลระดับต้น เรียกว่าได้ “เข้าสู่กระแสพระนิพพาน”

สุทัตตะได้ประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงไตรสรณคมน์ ตลอดชีวิตโดยเสด็จพระพุทธองค์ไปยังคฤหาสน์ของน้องเขย เขาได้ขออนุญาตน้องเขยเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ อันมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานที่คฤหาสน์เศรษฐีผู้เป็นน้องเขยตลอด 7 วัน แล้วทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชนชาวเมืองสาวัตถีบ้าง

พระพุทธองค์ตรัสว่า “คหบดี สมณะทั้งหลายย่อมยินดีในสถานที่อันสงัด” เพียงแค่นี้เศรษฐีระดับด๊อกเตอร์ก็รู้แล้วว่า พระพุทธองค์ประทับ ทูลลากลับเมืองสาวัตถีด้วยจิตใจเปี่ยมด้วยความสุขหาใดปาน

@@@@@@

กลับถึงบ้านก็เที่ยวสำรวจสถานที่เหมาะจะสร้างวัดถวายพระพุทธองค์ ไปชอบใจสวนของเจ้านายในราชวงศ์พระองค์หนึ่งพระนามว่าเจ้าชายเชต จึงไปเจรจาขอซื้อ เจ้าเชตไม่อยากขาย จึงโก่งราคาแพงลิบลิ่ว แพงขนาดไหนหรือครับ เจ้าเชตบอกว่า ให้เอาเหรียญกระษาปณ์มาปูพื้นที่จนเต็มนั้นแหละคือราคาสวน

โอ้โฮ สวนตั้งหลายเอเคอร์ จะใช้เหรียญสักกี่คันรถจึงจะเต็ม ไม่รู้ละ เศรษฐีคิด เท่าไรก็สู้อะไรประมาณนั้น จึงสั่งให้ขนกระษาปณ์จากคลังมาปูพื้นที่สวน ปูไปได้หมดเงิน 18 โกฏิ (มากแค่ไหน ผู้รู้คำนวณเอาก็แล้วกัน)

เจ้าเชตเห็นเศรษฐีเอาจริงเอาจังขนาดนั้น จึงถามว่า ทำไมจึงใจถึงปานนั้น จะซื้อสวนนี้ไปทำอะไรหรือ เศรษฐีบอกว่าจะสร้างวัดถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าเชตก็เกิดศรัทธาขึ้นมาทันที บอกเศรษฐีว่า เอาเท่าที่ปูไปแล้วนี้แหละ ที่เหลือขอให้เขาได้มีส่วนในการสร้างวัดบ้าง แล้วก็บริจาคเพิ่มอีก 18 โกฏิ ช่วยกันสร้างวัดจนสำเร็จ

ใช้เวลาสร้างนานเท่าไร ตำรามิได้บอกไว้ สร้างเสร็จได้ขนานนามว่า “วัดพระเชตวัน” เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าเชต ถวายให้เป็นวัดที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์


@@@@@@

สุทัตตะที่ว่านี้มิใช่ใครที่ไหน เป็นคนเดียวกับอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวพุทธนั้นเอง นามเดิมท่านสุทัตตะครับ เพราะความที่ท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแข็งแรง สร้างโรงทานให้ทานแก่ยาจกและวณิพก ณ สี่มุมเมือง จึงได้รับขนานนามว่า “อะนาถะบินดิกะเสดถี” นะครับ

อย่าออกเสียงว่า “อะหนาด…” เป็นอันขาด แปลว่าผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถาเสมอ ฝรั่งแปลความเอาว่า “เศรษฐีใจบุญ” (benefactor, benevolent)

ใครที่ไปไหว้สังเวชนียสถาน 4 ตำบลที่ประเทศอินเดียและเนปาล (ลุมพินี สถานที่ประสูติ อยู่ที่เนปาลครับ) ก็จะต้องไปเที่ยวชมและนมัสการพระเชตวัน จะเห็นว่าเป็นบริเวณกว้างขวางมาก มีซากปรักหักพัง มีฐานของตึกและกุฏิของพระสาวกต่างๆ ก่อด้วยอิฐอย่างแข็งแรง เข้าใจว่าตึกรามอะไรต่างๆ คงมีมาตั้งแต่แรกสร้างส่วนหนึ่ง สร้างเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง

นอกนั้นก็มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นต้นโพธิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินและอนาถบิณฑิกเศรษฐีปลูกไว้ โดยการอำนวยการของพระอานนท์พุทธอนุชา เพื่อเป็น “เจดีย์” กราบไว้แทนพระพุทธองค์ ยามเมื่อพระพุทธองค์มิได้ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ต้นโพธิ์ต้นนี้เรียกว่า “อานันทโพธิ” (ต้นโพธิ์พระอานนท์)

@@@@@@

วัดพระเชตวันเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุด นานกว่าสถานที่อื่น นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ได้สร้างวัดไว้ด้านทิศตะวันออกของเมือง ชื่อ “วัดบุพพาราม” ด้วยการบริจาคทรัพย์จำนวนมากเช่นกัน แต่ก็มิปรากฏว่าพระพุทธองค์ประทับที่วัดนี้นานและบ่อยเท่าพระเชตวัน

คัมภีร์พระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่ ามีพระสูตรมากมายที่พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาขณะประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน เพราะฉะนั้น วัดพระเชตวันจึงมิเพียงเป็นแห่งแรกที่สร้างขึ้น ณ เมืองสาวัตถี หากเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับยาวนาน และทรงแสดงพระธรรมเทศนามากที่สุดด้วย จึงนับเป็นสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง



ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 15-21 พฤศจิกายน 2562
คอลัมน์ : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผู้เขียน : เสฐียรพงษ์ วรรณปก
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2562
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_248646
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 04, 2019, 06:13:38 AM โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ