ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อ "ไก่ป่า" เห็นธรรม  (อ่าน 205 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 23570
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
เมื่อ "ไก่ป่า" เห็นธรรม
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2020, 07:46:03 AM »
0



เมื่อ "ไก่ป่า" เห็นธรรม

หนองป่าพงเมื่อปี ๒๔๙๗ ยังเป็นดงดิบหนาทึบ ชาวบ้านเรียกว่าดงหนองป่าพง อยู่ห่างจากบ้านก่ออันเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์ชา สุภัทโทประมาณ ๒-๓ กิโลเมตร วันที่ ๘ มีนาคม ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง เวลาบ่าย คณะของพระอาจารย์เดินทางไปถึง เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อคณะธุดงค์ออกสำรวจ ก็ทราบว่าเป็นสถานที่รกทึบแทบหาที่วางบริขารไม่ได้ รกทึบเพราะว่าเป็นป่าดงดิบ

เมื่อพระอาจารย์ชา สุภัทโท ตัดสินใจตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นและลงมือหักร้างถางพงในเช้าวันต่อมา นั่นหมายถึงบาทก้าวแรกของวัดหนองป่าพง

เวลาผ่านมาจากปี ๒๔๙๗ จนถึงปี ๒๕๑๙ เป็นเวลา ๒๒ ปี กระนั้นภาพของหนองป่าพงอันปรากฏผ่านการบรรยายโดยพระอาจารย์ชา สุภัทโท แก่ที่ประชุมสงฆ์หลังสวดปาฏิโมกข์ในระหว่างพรรษา ๒๕๑๙ ก็ยังเป็นภาพอันสัมพันธ์กับไก่ป่าอย่างจำหลักหนักแน่น เป็นภาพอันสะท้อนถึงการเรียนรู้จากไก่ป่า เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระรูปหนึ่ง กับไก่ป่าตัวหนึ่ง ดังได้สดับผ่านธรรมบรรยาย "สองหน้าของสัจธรรม" เช่นนี้

@@@@@@

เรารู้กันทุกคนว่าไก่ป่านั้นเป็นอย่างไร สัตว์ในโลกนี้ที่จะกลัวมนุษย์ยิ่งไปกว่าไก่ป่านั้นไม่มีแล้ว เมื่อมาอยู่ในป่านี้ครั้งแรก ก็เคยสอนไก่ป่า เคยเฝ้าดูมัน แล้วก็ได้ความรู้จากไก่ป่าหลายอย่าง

ครั้งแรก มันมาเพียงตัวเดียว เดินผ่านมา เราก็เดินจงกรมอยู่ในป่า มันจะเข้ามาใกล้ ก็ไม่มองมัน มันจะทำอะไร ก็ไม่มองมัน ไม่ทำกิริยาอันใดกระทบกระทั่งมันเลย ต่อไปก็ลองหยุดมองดูมัน พอสายตาเราไปถูกมันเข้า มันวิ่งหนีเลย แต่พอเราไม่มอง มันก็คุ้ยเขี่ยอาหารกินตามเรื่องของมัน แต่พอมองเมื่อไร ก็วิ่งหนีเมื่อนั้น

นานเข้าสักหน่อย มันคงเห็นความสงบของเรา จิตใจของมันก็เลยว่าง แต่พอหว่านข้าวให้เท่านั้น ไก่มันก็หนีเลย ก็ช่างมัน ก็หว่านทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็กลับมาที่ตรงนั้นอีก แต่ยังไม่กล้ากินข้าวที่หว่านไว้ให้ มันไม่รู้จัก นึกว่าเราจะไปฆ่าไปแกงมัน เราก็ไม่ว่าอะไร กินก็ช่าง ไม่กินก็ช่าง ไม่สนใจกับมัน

ไม่ช้ามันก็ไปคุ้ยเขี่ยหากินตรงนั้น มันคงเริ่มมีความรู้สึกของมันแล้ว วันต่อมามันก็มาตรงนั้นอีก มันก็ได้กินข้าวอีก พอข้าวหมดก็หว่านไว้ให้อีก มันก็วิ่งหนีอีก แต่เมื่อทำซ้ำอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ตอนหลังมันก็เพียงแต่เดินหนีไปไม่ไกล  แล้วก็กลับมากินข้าวที่หว่านไว้นั้น นี่ก็ได้เรื่องแล้ว


@@@@@@

ตอนแรกไก่มันเห็นข้าวสารเป็นข้าศึกเพราะมันไม่รู้จัก เพราะมันดูไม่ชัด มันจึงวิ่งหนีเรื่อยไป ต่อมา มันเชื่องเข้า จึงกลับมาดูตามความเป็นจริง ก็เห็นว่า นี่ข้าวสาร นี่ไม่ใช่ข้าศึกไม่มีอันตราย มันก็มากิน จนตลอดทุกวันนี้ นี่เรียกว่าเราก็ได้ความรู้จากมัน

เราออกมาอยู่ในป่า ก็นึกว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ในบ้านเป็นข้าศึกต่อเราจริงอยู่ เมื่อเรายังไม่รู้ มันก็เป็นข้าศึกจริงๆ แต่ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ก็เหมือนไก่รู้จักข้าวสารว่าเป็นข้าวสาร ไม่ใช่ข้าศึกข้าศึกก็หายไป

เรากับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็เหมือนกันฉันนั้น มันไม่ใช่ข้าศึกของเราหรอก แต่เพราะเราคิดผิด เห็นผิด พิจารณาผิด จึงว่ามันเป็นข้าศึก ถ้าพิจารณาถูกแล้วก็ไม่ใช่ข้าศึก แต่กลับเป็นสิ่งที่ให้ความรู้ ให้วิชา ให้ความฉลาดแก่เราต่างหาก

แต่ถ้าไม่รู้ก็คิดว่าเป็นข้าศึก เหมือนกับไก่ที่เห็นข้าวสารเป็นข้าศึกมัน ถ้าเห็นข้าวสารเป็นข้าวสารแล้วข้าศึกมันก็หายไป พอเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าไก่มันเกิดวิปัสสนาแล้ว มันจึงเชื่อง ไม่กลัว ไม่ตื่นเต้น



บทความจาก : หนังสือ ธรรมวิจยะ โดย พระอาจารย์ชา สุภัทโท
ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322123954&grpid=&catid=&subcatid=
ขอบคุณที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=25519.0
กระดานสนทนาวัดบางพระ โพสต์โดยคุณทรงกลด ,วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554, เวลา 15:35:13 น.
ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ้ก มรดกธรรมพระโพธิญาณเถร หลวงปู่ชา สุภทฺโท The Teachings of Ajahn Chah 阿姜查 的教法
https://www.facebook.com/ajahnchah.memorial/posts/1619577961557302/
@ajahnchah.memorial
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 08, 2020, 07:48:44 AM โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 23570
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
Re: เมื่อ "ไก่ป่า" เห็นธรรม
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2020, 07:56:16 AM »
0



นิทานชาดก : กุกกุฏชาดก "พญาไก่ป่า"
   
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพญาไก่ป่า มีไก่เป็นบริวารหลายร้อยตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีนางแมวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของไก่ป่านั้น มันเที่ยวใช้อุบายล่อลวงจับไก่ป่ากินเป็นอาหารเกือบหมด พญาไก่ป่าทราบว่าบริวารถูกนางแมวจับกินไปเกือบหมดก็ไม่ไปใกล้ที่อยู่ของมัน

     หลายวันต่อมา เมื่อไม่เห็นไก่ตัวใดไปใกล้ที่อยู่ของตน นางแมวจึงต้องดั้นด้นมาหาไก่เสียเอง มันเดินย่องเข้าไปใต้คอนไม้ที่พญาไก่ป่าจับอยู่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า

    "พ่อไก่น้อยสีแดง ผู้มีขนสวยงาม เจ้าลงมาจากกิ่งไม้เถิด เราจะยอมเป็นภรรยาท่าน"
     พญาไก่ป่ารู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของมันจึงตอบไปว่า "นางแมวเอ๋ย เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท้าที่สวยงาม ส่วนเราเป็นสัตว์ ๒ เท้า แมวกับไก่อยู่ร่วมกันไม่ได้ดอก เชิญท่านไปหาผู้อื่นเป็นสามีเถิด"

@@@@@@

นางแมวไม่ลดละความพยายามยังพูดออดอ้อนว่า "พ่อไก่น้อย ฉันจะเป็นภรรยาผู้สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงามและมีความสุขที่สุด"

พญาไก่ป่าจึงพูดขู่นางแมวไปว่า "นางแมวเอ๋ย เจ้ากินซากศพ ดื่มเลือด กินไก่บริวารของเราแล้ว จงไปเสียเถอะ"
นางแมวเมื่อรู้ว่าพญาไก่ไม่หลงกล ก็รีบวิ่งหนีกลับไปอย่างผู้ผิดหวังและไม่กลับไปหากินที่นั่นอีกเลย

       พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานจบ ได้ตรัสพระคาถาว่า
      "ผู้ใดรู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะพ้นจาการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากนางแมวฉะนั้น"


@@@@@@

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้มีปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ ย่อมสามารถรู้รักษาตัวรอดได้



ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt11.php
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 23570
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
Re: เมื่อ "ไก่ป่า" เห็นธรรม
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2020, 08:04:42 AM »
0



เมตตาเป็นมหานิยม ไก่เถื่อนเชื่องกว่าไก่บ้าน

แม้ธรรมชาติของไก่จะคล้ายๆ กัน แต่ก็มีข้อต่างกันอยู่ คือ ไก่บ้าน นิสัยจะเชื่องกว่าไก่ป่ามาก เนื่องจากเป็นไก่ที่ถูกเลี้ยงในบ้าน ทำให้มีความคุ้นกับคนและสิ่งอื่นๆ ธรรมชาติของไก่เป็นสัตว์ที่ขี้ระแวงเอาการ เวลากินอาหารจะผงกหัวขึ้นมองรอบๆ ตัว และเวลาที่ได้ยินเสียงอะไรนิดอะไรหน่อยดังขึ้นจะเกิดอาการตกใจง่าย

ยิ่งถ้าเสียงนั้นดังลั่นแบบฉับพลันใกล้ๆ ละก็สัตว์ปีกชนิดนี้ก็จะส่งเสียงกระโตกกระตาก ถ้าเทียบคนก็ขั้นใจหายวับ จับหน้าอกตัวเอง ประมาณนั้น ยิ่งไก่ป่าด้วยแล้วไม่ได้เลย ใครจะเข้าใกล้ไม่ได้เลย และตัวของมันก็ไม่มีทางย่างกรายเข้าใกล้คนด้วย เพราะแค่ได้ยินเสียงอะไรเบาๆ ก็ชูหัวชูคอขึ้นมองรอบทิศด้วยเกรงว่าเสียงนั้นจะนำภัยมาสู่ตัว

แม้ธรรมชาติของไก่จะคล้ายๆ กัน แต่ก็มีข้อต่างกันอยู่ คือ ไก่บ้าน นิสัยจะเชื่องกว่าไก่ป่ามาก เนื่องจากเป็นไก่ที่ถูกเลี้ยงในบ้าน ทำให้มีความคุ้นกับคนและสิ่งอื่นๆ เช่น เวลาได้ยินเสียงรถวิ่งผ่านไปมาใกล้ๆ อาจตกใจบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นกระโตกกระตาก

ส่วนไก่ป่าลองได้ยินเสียงดังๆ เช่นนั้นยังไงก็ตื่นตกใจและเตลิดหนีให้ไกลหรือเพื่อตั้งหลักดูเชิง และยิ่งคนเดินเข้าหามันก็ยิ่งเดินหนี และถ้าคิดจับก็อย่าหวังจะจับได้เพราะไก่ป่ามีความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ว่องไว มาก

@@@@@@

เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ผมเคยเข้าป่าเก็บเห็ดกับแม่และเคยเห็นไก่ป่ามากมาย (แต่ทุกวันนี้หายากป่าถูกบุกรุก) เวลาที่ผมเดินเหยียบกิ่งไม้หรือใบไม้แห้งเจ้าไก่ป่าก็จะชูคอขึ้นมองแล้วเตลิดหนีไปอย่างรวดเร็วไม่ให้เห็นอีกเลย

เพราะฉะนั้น ไก่ป่าจะประพฤติตัวเป็นไก่บ้าน จึงไม่อยู่ในวิสัยจะทำได้ (ผมคิดอย่างนั้น) แต่กระนั้นก็อย่าดูเบา เพราะไก่ป่าที่ปกติเป็นสัตว์ขี้ระแวง ตกใจง่าย ไม่เข้าใกล้คนและไม่ยอมให้คนเข้าใกล้นั้นกลับปรากฏว่ามีความประพฤติตรงข้ามจากปกติวิสัยของมัน

พูดถึงไก่ป่าประพฤติตัวเป็นไก่บ้าน จะนึกถึงใครไปไม่ได้ นอกจาก สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ฝั่งธนบุรี สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และคำว่า “สังฆราชไก่เถื่อน” ที่ได้ยินคำเล่าลือมานั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่หมายถึง สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดพลับ นี่เอง

พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระอาจารย์สุก วัดท่าหอย กรุงเก่า โดยเมื่อรัชกาลที่ 1 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่ “พระญาณสังวรเถร” แล้วโปรดให้มาอยู่ที่วัดพลับ


@@@@@@

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 โปรดให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร และเมื่อสมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์ จึงได้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในราชทินนามว่า “สมเด็จพระญาณสังวร” พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน วัดบวรฯ เป็นองค์ที่ 2)

การที่ชื่อที่เสียงของพระองค์เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วในหมู่ประชาชน “พระสังฆราชไก่เถื่อน” นั้น ก็เนื่องจากทรงมีเมตตาเป็นมหานิยมสูงมากจนขนาดว่าไก่ป่าที่อยู่รอบวัดยังสัมผัสได้ถึงเมตตาธรรมของท่าน กลายเป็นสัตว์เชื่อง และพากันมาหากินอยู่รอบๆ ตำหนัก เวลาที่ท่านลงจากตำหนักไก่เหล่านั้นก็จะเดินเข้ามาหาเป็นฝูงๆ จนใครที่มาเห็นก็มักเข้าใจว่าเป็นไก่บ้านที่ถูกปล่อยวัด

บางคนก็ว่าท่านมีของดีคือคาถาที่รู้จักกันในชี่อ “คาถาพญาไก่เถื่อน” ที่ว่า “เว ทา สา กุ กุ สา ทา เว ทา ยะ สา ตะ ตะ สา ยะ ทา สา สา ทิ กุ กุ ทิ สา สา กุ ตะ กุ ภู ภู กุ ตะ กุ”

จะอย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าเมตตาธรรมนอกจากไม่เป็นภัยกับใครแล้วยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนและสัตว์แม้กระทั่งไก่เถื่อนหรือไก่ป่าให้เข้ามาหาอีกด้วยเหมือนเช่นพระเมตตาของสมเด็จพระสังฆราช (สุก) นี่เอง




ขอบคุณ : https://www.posttoday.com/dhamma/91413
โดย...อ.ตุ้ย วรธรรม ,วันที่ 29 พ.ค. 2554 เวลา 19:28 น.
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ