ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: รูปพระพุทธ..ย่อมศักดิ์สิทธิ์  (อ่าน 583 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 12330
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
รูปพระพุทธ..ย่อมศักดิ์สิทธิ์
« เมื่อ: มีนาคม 20, 2012, 08:47:12 PM »
0


รูปพระพุทธ..ย่อมศักดิ์สิทธิ์

พระพุทธรูป (Buddha Images) และพระเครื่อง (Buddha amulets) นับเป็นหนึ่งในอุเทสิกเจดีย์ ให้คติความเชื่อทางศาสนาพุทธ 'อุเทสิก' มาจากคำว่า อุทิศ คือการมอบให้พระศาสนา

ซึ่งรูปดังกล่าวเป็นการผสมผสานความเชื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับบุคลาธิษฐานกับคติการนับถือรูปเคารพที่ได้รับจากกรีกในลักษณะของอารยธรรมเฮเลนิสติก (Hellenistic) ที่เผยแพร่เข้ามาทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำสินธุหรืออินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แห่งมาซิโดเนีย

     รูปแห่งองค์พระพุทธเจ้า จึงมีความหมาย หรือ 'นัย' เกินกว่าที่จะเป็น อิฐ หิน ปูน ทราย ทองเหลือง ไม้แกะ หรือวัสดุอื่นๆ เพียงอย่างเดียว

เริ่มจาก 'พระพุทธรูป' มีความสำคัญทางด้านความเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี งานศิลปกรรม อันเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีในการแกะแม่พิมพ์ การหล่อ การขึ้นรูป

นอกจากนั้น พระพุทธยังเป็นสิ่งแสดงถึงความเชื่อความศรัทธาของกลุ่มชนต่างๆ เช่นเดียวกับรูปเคารพทางศาสนาอื่นๆ และไม่ใช่เฉพาะในพุทธแบบหินยานเท่านั้น หากแต่ยังแพร่หลายอย่างกว้างขวางในพุทธแบบมหายาน แถบ จีน ทิเบต ญี่ปุ่น เขมรนครธม ศรีวิชัย เป็นต้น

รูปแบบของพระพุทธ ยังเป็นเครื่องเตือนสติและเป็นสิ่งที่โบราณาจารย์ได้ใช้ประโยชน์ทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา เริ่มตั้งแต่การวาดภาพลงบนพระบฏและงานจิตรกรรม เป็นการใช้ภาพเล่าเรื่องชาดกอันหมายถึงคุณความดีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตชาติ และแพร่หลายไปตามท้องถิ่นต่างๆ ที่เรียกกันว่า 'ปัญญาสชาดก'

ก่อนจะพัฒนามาเป็น 'พระพุทธรูปปางต่างๆ' เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจในพุทธประวัติตอนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น อันเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'ปาง' แห่งองค์พระพุทธรูป ซึ่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้จัดมาตรฐานรวบรวมให้เป็นระบบได้รวม 40 ปาง



    นอกจากการสร้างแต่โบราณเพื่อสืบอายุพระศาสนาให้รุ่งเรืองสืบต่อไป มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องอื่นด้วยมหาประโยชน์แห่งองค์พระที่มีต่อพระศาสนา
    รูปแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมทรงคุณอันประเสริฐ
    ประกอบไปด้วย 'ศักดิ์' และ 'สิทธิ์' ในตัวพระองค์เอง

    ด้วยปัจจัยแห่งการเป็นอุเทสิกเจดีย์
    อันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่มิจำเป็นต้องประกอบไปด้วยสิ่งอื่นสิ่งใดด้วยซ้ำ   
    ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าผู้อวดตนว่าเป็นปราชญ์ ผู้รู้ ทั้งหลายทั้งปวง
    ศักดิ์สิทธิ์กว่าความเป็นก้อนอิฐ ดิน ไม้ ทองเหลือง
    ศักดิ์สิทธิ์เพราะท่านยังประโยชน์แห่งการพระศาสนาทั้งปวงยิ่งกว่าผู้อื่นผู้ใดในสากลจักรวาล


    นอกจากนี้ หากจะเลี่ยงบาลีกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ในด้านอื่น ยังอาจจะกล่าวได้อีกว่า ในการจัดสร้างพระพุทธรูป พระเครื่องแต่โบราณ วัสดุมวลสารโลหะที่นำมาใช้จัดสร้างหล่อหลอมจะเกิดจากแรงศรัทธาของการ 'ร่วมบุญ' แห่งพุทธศาสนิกชน

    ที่บรรจงหย่อนแก้วแหวนเงินทองลงในเบ้าหลอมถวายเป็นพุทธบูชา และวัสดุการสร้างจะต้องคัดสรรเอาแต่สิ่งวิเศษ ศักดิ์สิทธิ์ ตามตำราที่สืบทอดมาแต่เก่าก่อน เช่น เบญจโลหะ สัตตโลหะ นวโลหะ ดินใจกลางเมือง ว่านแร่อันเชื่อว่าทรงมหันตนุภาพในการให้คุณแก่ผู้เคารพบูชา ถือกำลังฤกษ์ กำลังวัน อันเข้มขลังในการจัดสร้าง เรียกกันว่า 'ดีใน'

    ยังเพิ่มความเข้มขลังของกระบวนการจัดสร้างด้วยพิธีกรรม พุทธาภิเษก โดยเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณและวิทยาคมอันประเสริฐ ซึ่งโบราณเรียกพิธี 'เบิกเนตร' เรียกกันว่า 'ดีนอก'

    ในพระคัมภีร์แห่งพระพุทธศาสนา ได้พยายามอรรถาธิบายให้ผู้คนเข้าถึงในลักษณะแห่งปริศนาธรรมเอาไว้มากมาย ผู้เป็นพหูสูตรอันประกอบด้วยพุทธิปัญญาย่อมสามารถเข้าใจได้ว่า รูปแบบแห่งองค์พระพุทธเจ้าที่จำเริญมาเป็น แผ่นภาพ งานจิตรกรรม

    องค์พระพุทธรูป และพระเครื่องในลักษณาการต่างๆ
    ย่อมเป็นหนึ่งในการเจริญพุทธิปัญญาแห่งปริศนาธรรม
    แสดงให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายถึงพุทธิภาวะแห่งความดีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ซึ่งพุทธศาสนิกชนสามารถกราบบูชาเจริญพุทธิปัญญาได้อย่างบริบูรณ์
    อันเป็นความหมายว่า 'รูปพระพุทธย่อมศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง'



อ้างอิง
คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง โดย ราม วัชรประดิษฐ์
ข้อมูลและภาพจาก http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOVEl3TURNMU5RPT0=&sectionid=TURNd053PT0=&day=TWpBeE1pMHdNeTB5TUE9PQ==
http://www.mindvacation.net/
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"