ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน Did you miss your activation email?

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอถามชาวธรรม ที่มีความรู้ทางพระไตรปิฏกนะคะ กับเรื่อง มักรีผล นี้มีหรือไม่คะ  (อ่าน 9597 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

sunee

  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 301
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ขอถามชาวธรรม ที่มีความรู้ทางพระไตรปิฏกนะคะ กับเรื่อง มักรีผล นี้มีหรือไม่คะ
คือได้ยินมาว่า บางคน บางท่านบอกว่า ในพระไตรปิฏก มีการกล่าวแสดงเรื่อง มักรีผล หรือไม่คะ
บางท่านบอกว่า มีในชาดก ธรรมบท แต่ก็พยายามหาอยู่แล้วก็ไม่เจอ ไม่พบคะ

 ขอความกรุณาช่วยตอบคำถามให้ด้วยะนะคะ

 อยากทราบ แก่นเรื่อง มักรีผล คะ

 สมมุติ ถ้ามักกรีผล มีจริง เ้กิดจากรรมอะไรถึงได้ไปเป็น มักรีผล คะ
 
 และ การประหาร ทำร้าย มักรีผล เป้นบาปหรือไม่คะ

     คือ บางท่าน กล่าวว่า มักรีผล ก็คือ หุ่มโพยม ประเภทหนึ่ง คะ

   :s_hi: :49: :58: :c017:
บันทึกการเข้า

drift-999

  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • กัลยาณธรรม
  • *****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 196
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ไม่น่าจะมีในพระไตรปิฏก นะครับ

 เคยได้ยินเรื่องนี้ เรื่อง มักรีผล ที่เกี่ยวกับหลวงพ่อจรัญนะครับ

  :25: :smiley_confused1:
บันทึกการเข้า

ลำใย

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 80
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
สนใจมากคะ เพราะเคยเห็นที่แม่สาย เขาเอาวางขาย บอกว่าเป็นซากของมักรีผล ขึ้นอยู่ในเขตพม่า

 ไม่รู้ว่า จริง หรือ ไม่จริง คะ แต่โลกนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ ว่ามี หรือ ไม่มีนะคะ

 แต่ถ้ามีจริง มักรีผล น่าจะไม่ใช่มนุษย์ น่าจะเป็นเพียงผลไม้ หรือ ต้นไม้ กระมังคะ

  :58:
บันทึกการเข้า

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 11722
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0
นารีผล หรือ มักกะลีผล
เป็นพรรณไม้ตามความเชื่อจากตำนานป่าหิมพานต์ เป็นพืชที่ออกลูกเป็นหญิงสาว
เมื่อผลสุกแล้ว บรรดา ฤๅษี กินร วิทยาธร คนธรรพ์ เอาไปเสพสังวาส


ตำนานมักกรีผล

ความในวรรณคดี
ในวรรณคดีระบุว่า มักกะลีผลเมื่อสุกแล้ว จะกลายเป็นหญิงสาวงามอายุราว 16 แต่ที่ศีรษะจะยังมีขั้วติดอยู่ นิ้วมือทั้ง 5 ยาวเท่ากัน ผมยาวสีทอง ตากลมโต คอเป็นปล้อง ไม่มีโครงกระดูก แต่ส่งเสียงได้เหมือนมนุษย์จริง ๆ

มักกะลีผลที่ยังอ่อนมีลักษณะเหมือนคนนั่งคู้เข่าอยู่ เมื่อโตขึ้นขาจะเหยียดออกก่อน เมื่อโตเต็มที่จึงเหยียดตัวเหมือนคนยืนตัวตรง บรรดาฤๅษี กินร วิทยาธร คนธรรพ์ ที่ยังมีตัณหาอยู่ จะมาออที่โคนต้น เพื่อรอสุกก็จะแย่งชิงกันเด็ดไปเป็นภรรยา ต้องยื้อแย่งกัน ทำร้ายกันถึงตาย

ผู้ที่เหาะได้ก็เหาะขึ้นไปเก็บ ผู้ที่เหาะไม่ได้ก็ใช้ไม้สอยหรือปีนขึ้นไปเก็บ เมื่อมาแล้วก็จะนำไปที่อยู่ของตน ทะนุถนอมระแวดระวังอย่างดีมิให้ใครแย่งเอาไป แต่มักกะลีผลมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วัน ก็จะเน่าเปื่อยไป ซึ่งในวรรณคดีไทยที่มีการกล่าวถึง มักกะลีผล ได้แก่ พระเวสสันดรชาดก, มหาชาติคำหลวง และไตรภูมิพระร่วง

________________________
Credit: th.wikipedia.org/wiki/


นารีผล
นารีผล มักกลีผล ….ต้นไม้ที่ออกดอกเป็นสาวสวยเปลือยกายห้อยอยู่บนต้นไม้ มีจริงหรือไม่? เป็นที่ถกเถียงพูดคุยสนทนากันมานานแล้ว จนถึงปัจจุบัน…..แต่หลักฐานที่ปรากฏก็มีอยู่จริงตามวัดวาอาราม สำนักต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน …..

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน ท่านยืนยันด้วยตัวท่านเอง เขียนไว้เป็นหลักฐานในหนังสือของท่านหลายเล่มว่า มีอยู่จริงๆในป่าหิมพานต์โน่น ท่านเคยไปพบเห็นมาแล้วด้วยตาของท่านเองทั้งในต่างประเทศและเมืองไทย…….. ความลึกลับ ความสวยงาม ที่แปลกประหลาดของนารีผล ที่เหมือนมนุษย์ที่มีชิวิตจิตใจ ร้องรำทำเพลงได้ มีกลิ่นหอม เช่นนี้น่าสนใจไหมล่ะครับ…….

______________________________________
Credit: oknation.net/blog/print.php?id=150870

***ปล.ปัจจุบันนารีผลก็ยังมีเป็นข่าวอยู่บ้าง ส่วนจะเป็นของจริงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับการพิสูจน์ และความเชื่อส่วนบุคคลครับ...........




ตำนาน ' มักกะรีผล '
ในสมัยเด็ก เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ในเรื่องของ " กินรี " พญาครุฑ ตลอดจนป่าหิมพานต์ และเชื่อว่าทุกคนจะต้องหลงมนต์ชื่นชอบ อยากค้นหา ดินแดนมหัศจรรย์นี้ เหมือนกับฉัน ...ฉัน คิดเสมอว่า เรื่องนี้ " ต้องเป็นเรื่องจริง " ไม่ใช่ แค่เรื่องในตำนานอย่างที่ผู้ใหญ่บอกอย่างแน่นอน

แต่อะไรล่ะ? ที่จะนำมาใช้ประกอบเป็นเหตุผล ในข้อสันนิษฐาน ของเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งจะตะโกนป่าวร้องบอกใครก็ไม่ได้ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเรา ” เพ้อเจ้อ ” แต่ถ้าใครจะคิดอย่างนั้น ก็คงจะไม่ผิดนัก จะว่าไป..ก็ไม่ใช่เพราะความเพ้อเจ้อนี้หรอกเหรอ? ที่ทำให้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ ” ป่าหิมพานต์ “ มากมายขนาดนี้ ที่สำคัญ วรรณกรรมต่างๆในอดีต

ก็ล้วนแต่มีเรื่องราวของป่าหิมพานต์มาเกี่ยวโยงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พระสุทน มโนรา ตลอดจน ละครจักรๆ วงศ์ ที่กำลังฉายผ่านทางจอแก้ว แม้จะพิสูจน์เป็นตุเป็นตะไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง..มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะฉะนั้น..รู้ไว้ใช่ว่า เผื่อวันหน้า มีโอกาสข้ามผ่านมิติไปถึงแดนทิพย์นี้จริงๆก็เป็นได้ตามตำนานเล่ากันว่า ป่าหิมพานต์นั้นเป็นดินแดนที่เป็นรอยต่อซ้อนมิติ ระหว่างโลกทิพย์ กับโลกมนุษย์ มีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ 7 สระ คือ     
    1. สระกรรณมุณฑะ
    2. สระสีหัปปาตะ
    3. สระฉัททันต์
    4. สระอโนดาต
    5. สระกุณาละ
    6. สระรถการะ
    7. สระมันทากินี


มีขุนเขาล้อมรอบสระทั้ง 7 อยู่ 5 ลูก คือ
    1.เขาไกรลาศ 
    2.เขาจิตตะ   
    3.เขาคันธมาศ   
    4.เขาสุทัศนะ   
    5.เขากาฬกูฏ

ในป่าหิมพานต์นี้ ไม่ว่าพืช หรือสัตว์ จะมีรูปร่างที่แปลกไปจากเมืองมนุษย์เรา โดยตำนาน กล่าวไว้ว่า ป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย (ประเทศอินเดีย)ทอดตัวต่ำลงมาใน แดนมนุษย์ ทับซ้อนมิติกันอยู่กับโลกมนุษย์ ในหลายประเทศ และแถบสุวรรณภูมิทั้งหมด





หลายคนเคยสงสัยบ้างมั้ย? เมื่อเรา ได้ยิน ได้ฟัง คนโบราณพูดถึงแดนลับแล แดนสนธยา ป่าหิมพานต์ โลกทิพย์ เหล่านี้ ผู้รู้ได้กล่าวว่าดินแดนทั้งหลายเหล่านี้นั้น ก็คือ เป็นดินแดนที่อยู่บนโลกใบเดียวกันกับมนุษย์เรา เพียงแต่อยู่ต่างมิติกัน หรือ อยู่กันคนละคลื่นความถี่เท่านั้นเอง

ซึ่งหากมนุษย์คนใดสามารถปรับจูนให้คลื่นความถี่ ของจิตตรงกันได้ เขาคนนั้นก็สามารถพบเห็นดินแดนต่างๆที่อยู่ซ้อนกันกับเราได้ ซึ่งบางพวก บางเหล่าก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจเหมือนเราทุกประการ

เช่น มนุษย์ที่อยู่ในเมืองลับแล เขาเหล่านี้มีการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงเราทุกอย่าง จะต่างกันก็ตรงทุกคนในเมืองลับแลอยู่แบบธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนซึ่งกัน และกันเคร่งครัดในศีล 5 มากกว่ามนุษย์โลก แดนหิมพานต์ ถือเป็นดินแดนที่ศักสิทธิ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ที่มีรูปร่าง แปลกประหลาดมีอิทธิฤทธิ์

ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ตลอดจนแร่ธาตุต่างๆ ล้วนมีพลังอำนาจมหัศจรรย์ อีกทั้งยังเป็นที่อยู่ของบรรดานักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ยักษ์ ฤษี ชีไพร ผู้ทรงอภิญญาทางจิตกล้าแข็งทั้งหลาย อยู่กันอย่างสันติภาพไม่เบียดเบียนกัน ในบ้านเรานั้นมีอยู่หลายจังหวัดที่เป็นรอยต่อเชื่อม ซึ่งเรียกว่า ประตูผ่านมิติ บางคนอาจจะเคยได้ยินว่ามีคนพลัดหลงเข้าไปยังดินแดนต่างมิติกับเรา เช่น หนองคายเป็นรอยต่อกับเมืองบาดาล อุตรดิษฐ์เป็นรอยต่อกับเมืองลับแล บริเวณป่าแถบกาญจนบุรีเป็นรอยต่อกับป่าหิมพานต์ เป็นต้น

มักกะรีผล นารีผล หรือ มัคคะรีผล เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ว่ากันว่า นารีผล ขั้วลูกอยู่ด้านบนศีรษะ มีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา ว่ากันว่า บางครั้ง ฤๅษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะกล้า กิเลสสงบรำงับ เพื่อจะทดสอบจิตตน ก็จะเหาะไปที่ต้นนารีผล มองดูนารีผล ว่าตนจะตบะแตกหรือไม่…

หรือบางครั้งฤๅษีผู้เป็น อาจารย์ อาจจะพาลูกศิษย์ไปทดสอบระดับจิต ไปฝึกควบคุมจิต ที่นั่น ก็มี และว่ากันว่า พวกนักสิทธิ์วิทยาธร มักจะเหาะไปเก็บนารีผล อุ้มมาเชยชมแล้ว ฝึกจิตใหม่ ค่อยเหาะกลับออกมา นารีผล เป็นที่ต้องการของสัตว์วิเศษ (คนธรรพ์เป็นต้น) รวมถึงวิทยาธรทั้งหลายผู้ยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น การที่นารีผลจะเหี่ยวแห้งคาต้นแล้วร่วงหล่นนั้น เป็นไปได้ยาก

ก่อน จะโรยรา จะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธร เป็นต้น มาเก็บเอาไป สัตว์ส่วนใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงในศิลปะและวรรณกรรมของ ประเทศอินเดียและประเทศไทยอาศัยอยู่ในป่า หิมพานต์ ป่านี้ มีที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตประเทศอินเดีย และเนปาล เหนือป่าหิมพานต์ขึ้นไป เป็นสวรรค์

ในตำนานของชาวพุทธ ว่ากันว่าคนสามัญธรรมดาไม่ สามารถมองเห็นและ ย่างกรายเข้ามายังป่าแห่งนี้ได้ สัตว์หิมพานต์เหล่านี้นี่เอง ที่ได้ถูกนำมาประยุกต์เป็น ลวดลายงดงามไม่ว่า จะเป็นรูปปั้น รูปวาด รูปแกะสลัก หรือ เครื่องประดับต่างๆ





มักกะรีผล จากป่าหิมพานต์สู่วัดอัมพวัน
เบื้องหลังมายาภาพของมวลมนุษย์ ที่ยึดถือรูปธรรมเป็นสรณะ ยังมีภาวะเร้นลับอันซับซ้อนซ่อนอยู่อีกหลายมิติ…ดังนั้นสิ่งที่เราไม่เคย เห็นไม่เคยได้ยิน ไม่เคยจับต้อง อาจไม่ได้แปลว่า…ไม่มีอยู่จริง ดังเช่น มักกะลีผล ผลไม้อัศจรรย์ ซึ่งมาเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโมตั้งแต่ท่านยังอยู่ในวัยเด็กที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปคุณยายเล่าให้ฟัง คุณยายของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม เป็นอุบาสิกา ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

คุณยายได้เล่าให้ท่านฟังว่า ตอนที่คุณยายเป็นสาว ทุกๆวันจะทำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายหลวงพ่อช้าง เจ้าอาวาสวัดตึกราชา วันหนึ่งคุณยายก็ไปนำอาหารไปถวายหลวงพ่อช้างตามปกติ แต่กลับได้พบกับแขกอินเดียมีหนวดเครา ผมเผ้ารุงรัง ใส่เครื่องนุ่งห่มที่ไม่เหมือนพระสงฆ์ในพุทธศาสนา นั่งสงบเสงี่ยมอยู่กับหลวงพ่อช้าง คุณยายจึงถามด้วยความสงสัย หลวงพ่อช้างได้อธิบายให้ยายฟังว่า แขกผู้นี้เป็นโยคีที่บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าหิมพานต์ มีโยคีอีกตนซึ่งเป็นเพื่อนกันชวนเหาะไปเที่ยว

โยคี ตนนั้นได้ฌานสมาบัติเหาะได้ แต่โยคีที่นั่งอยู่กับหลวงพ่อช้าง ยังเหาะไม่ได้ โยคีเพื่อนกันจึงทำปรอทให้อม จนสำเร็จปรอทจึงเหาะมาด้วยกัน ระหว่างทางเกิดมีเรื่องเถียงกัน เผลอตัวอ้าปากพูด ปรอทร่วงออกจากปาก ก็เลยหมดฤทธิ์และหล่นลงมา

โยคีแขกอยากกลับไปป่าหิมพานต์แต่เหาะไม่ได้ จึงอ้อนวอนให้หลวงพ่อช้าง ซึ่งสำเร็จฌาณสมาบัติแล้วพาไปส่ง และบอกว่าในป่าหิมพานต์สวยงามมาก มีต้นมักกะรี ที่ออกผลมีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา และถ้าหลวงพ่อช้างไปถึงป่าหิมพานต์จะฉันอะไรไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะออกจากป่าหิมพานต์ไม่ได้

หลวงพ่อช้างได้ซัดปรอทและพาโยคีแขกเหาะไปป่าหิมพานต์ ได้เห็นต้นมักกะรีผลจริงๆ เมื่อกลับมา หลวงพ่อช้างได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณยายฟัง เวลานั้นหลวงพ่อจรัญ ยังเด็ก รับฟังเรื่องนี้อย่างฝังใจจำ เพราะเป็นเรื่องแปลก ต่อมาเมื่ออุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว จิตสำนึกเดิมๆ ในเรื่องมักกะรีผลก็ยังค้างคาใจอยู่ พระสิงหลเจ้าของมักกะรีผล

ปีพ.ศ.2515 หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม (พระครูภาวนาวิสุทธิ) ได้รับนิมนต์ให้ไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกที่ประเทศศรีลังกา ท่านได้ไปในสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมทั้ง เขาสีคิริยา ที่พวกทมิฬ หินชาติจับพระมหากษัตริย์กังขังไว้ และฆ่าพระเณรตายหมด

ระหว่าง ที่ท่านเดินไปตามทางที่เป็นป่า ได้พบถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำมีกลิ่นหอมประหลาดล้ำอบอวลไปทั่ว ที่นั่น หลวงพ่อจรัญได้พบกับพระชาวสิงหล นุ่งห่มผ้าสีดำ ปล่อยหนวดเครารุงรัง นั่งเจริญกรรมฐานอยู่ หลวงพ่อจรัญได้มนัสการก่อนในฐานะผู้มาเยือนประกอบกับท่าทางจะมีอาวุโสกว่า

ท่านพระชาวสิงหลได้พูดกับหลวงพ่อจรัญและชี้ไปที่มุมถ้ำด้านหนึ่ง ตรงนั้นมีสตรีเพศซึ่งงดงามมาก ทอดกายนอนอยู่โดยปราศจากอาภรณ์ใดๆปิดบัง หลวงพ่อจรัญคิดตำหนิอยู่ในใจว่า พระรูปนี้แย่มาก เอาสีกามาไว้ในถ้ำในชุดวันเกิด มองรอบๆถ้ำพบแต่ความเงียบสงัด ไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมอีก

พระชาวสิงหลพูดว่า “พระคุณเจ้าพิจารณาด้วยวรญานเถิด” หลวงพ่อได้พิจารณาดูด้วยวรญาน จึงได้รู้ว่าสีกาที่นอนเปลือยกายอยู่นั้นมิใช่มนุษยธรรมดา หากเป็นผลไม้ ชื่อ… “มักกะรีผล !!” คราวนี้หลวงพ่อจึงกล้าพิจารณาโดยละเอียดและเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะเป็นเรื่องอัศจรรย์เหลือล้ำเกินคำกล่าวใดๆ ที่ได้มีวาสนามาพบเห็นภาวะเหนือโลกเช่นนี้





“มักกะรีผล” มีขนาดสัดส่วนเท่ากับหญิงสาวอายุ 16 ปี ใบหน้ารูปไข่ มีเส้นผมยาวสยายเป็นสีทองเหมือนผู้หญิงฝรั่ง ตรงกลางกระหม่อมมีลักษณะเหมือนขั้วผลไม้เทียบได้กับมังคุด นัยน์ตาใหญ่ได้รูป ส่วนที่เป็นนัยน์ตาดำมีประกายระยิบระยับคล้ายเจือเกร็ดทอง นัยน์ตาขาวเป็นสีฟ้าใส จมูกโด่งรับกับปาก ช่วงลำคอ เป็นปล้อง 3 ปล้อง ไม่มีไหปลาร้า ดูอิ่มเต็มเนียนไปหมด ผิวพรรณหรือผิวหนังตึงเต่งเหมือนผิวมะปรางสุก นิ้วมือเรียวลงไปเหมือนนิ้วมนุษย์ แต่ปลายนิ้วทั้ง 4 ยาวเสมอกัน เว้นหัวแม่มือ หลังมือก็อิ่มเต็มเกลี้ยงเกลา ข้อมือข้อเท้ากลมกลึงไม่มีปุ่มกระดูกเหมือนคนทั่วไป

และ กลิ่นหอมที่อวลตลบอยู่ในถ้ำ แท้จริงเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ระเหยมาจากมักกะรีผลนี่เอง เมื่อพระสิงหลเห็นหลวงพ่อจรัญ พิจารณาจนพอใจแล้ว จึงเล่าให้ฟังว่า ท่านได้มักกะรีผลนี้มาจากป่าหิมพานต์  มักกะรีผล เป็นต้นไม้ที่ออกดอกมาเป็นพวงๆหนึ่งมี 5 ผล รูปร่างเป็นผู้หญิงสาวทั้งนั้น พอ 7 วันจะหมดอายุร่วงหล่นพร้อมๆกัน

นี่คือความ มหัศจรรย์เหนือโลก ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญานมงคล (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) ได้ไปพบเห็นมักกะลีผล ด้วยตาเนื้อของท่านที่ประเทศศรีลังกา เมื่อหลวงพ่อจรัญพบเห็นมักกะลีผลที่ประเทศศรีลังกาแล้ว ท่านได้อธิษฐานจิตขอพบมักกะรีผลในประเทศไทย “เหตุมหัศจรรย์” ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่วัดอัมพวัน ผู้ครอบครอง “มักกะรีผล” ในไทย ที่จังหวัดลพบุรี…

มีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนที่ดอนกลางท้องทุ่ง เจ้าอาวาสเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ มีศีลาจารวัตรงดงาม เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านในละแวกนั้น ชายชราผู้หนึ่งแต่งกายคร่ำคร่า ค่อนไปทางสกปรกสะพายย่ามใบใหญ่ใส่ของไว้จนโป่ง เดินเข้ามาหามนัสการเจ้าอาวาส และพูดว่า “กระผมเดินทางมาไกล จะเดินทางกลับบ้านก็ยังอยู่ไกลเหลือเกิน อยากจะขอความเมตตาจากพระคุณเจ้าพักทีวัดนี้สัก 7 วัน พอให้มีเรี่ยวแรงก็จะเดินทางต่อไป”

ท่านเจ้า อาวาสมีจิตเมตตาจึงเอ่ยปากอนุญาตให้พักที่ศาลา ให้ทายกวัดจัดสำรับกับข้าวมาให้คนจรสูงอายุกินด้วย แต่ทายกทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์ เพราะเห็นเป็นคนสกปรกมอมแมมไม่อยากต้อนรับ เจ้าอาวาสจึงเป็นผู้จัดการเสียเอง เมื่อครบกำหนด 7 วัน ชายชราก็มาหาเจ้าอาวาสบอกว่าขอนมัสการกราบลา และ ขอบพระคุณที่ท่านเจ้าอาวาสมีเมตตาให้กินอยู่หลับนอนตลอด 7 วัน

ท่าน เจ้าอาวาสก็ยิ้มแย้มไม่ว่ากระไร และมีน้ำใจเดินไปส่งจนถึงประตูหลังวัด ก่อนจะออกนอกเขตวัด ชายชราคนจรได้มนัสการท่านเจ้าอาวาส แล้วกล่าวว่า “พระ คุณเจ้าเป็นผู้มีเมตตา กระผมอยากจะทดแทนพระคุณของท่าน ก่อนอื่นกระผมขอเตือนพระคุณเจ้าว่า หากมีความต้องการจะทำอะไรเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา ก็ให้รีบลงมือทำทันทีให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี หลังจากนี้พระคุณเจ้าจะไม่ได้อยู่ทีวัดนี้แล้ว ประการต่อมากระผมขอถวายสิ่งที่อยู่ในย่ามนี้ให้พระคุณเจ้าเก็บรักษาไว้ ถือว่าเป็นสิ่งแทนน้ำใจของกระผมก็แล้วกัน”

ชาย ชราคนจรปล่อยย่ามจากหัวไหล่ และมอบให้ท่านเจ้าอาวาส แล้วก็กราบลาไป สมภารเจ้าอาวาสเปิดย่ามดูเห็นของประหลาดอยู่ในย่าม มีกระดาษเขียนข้อความว่า “มักกะรีผล 2 ผลนี้ ข้าพเจ้าได้มาจากป่าหิมพานต์ เป็นของฝากของขวัญมอบให้สมภารไว้ที่นี่”




ที่มา...http://www.youtube.com


นอกจากนั้นยังทำนายเหตุการณ์ และสั่งความไว้อีกพอควร เมื่อท่านสมภารเห็นมักกะรีผลและข้อความที่เขียนไว้เป็นอัศจรรย์ จึงตะโกนเรียกคนในวัดให้วิ่งไปตามชายชราคนจรกลับมาโดยเร็ว ลูกศิษย์วัดก็รีบลนลานออกประตูหลังวัดไปทันที ทั้งที่ชายชราผู้นั้นเดินจากไปไม่นานและบริเวณหลังวัดก็เป็นทุ่งนาโล่งไป ตลอดสุดสายตา

แต่ลูกศิษย์ที่วิ่งไปตามชรากลับไม่เห็นใครเลย ราวกับชายชราผู้นั้นหายตัวไปเสียแล้วเมื่อท่านสมภารกลับมาดูยังที่พักของชายชรา เสื่อหมอนที่ใช้นอน ใช้หนุน แทนที่จะเหม็นสาเพราะผู้ใช้สกปรกซอมซ่อเหลือกำลัง กลับระเหยกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นธูปเทียนและน้ำมันจันทน์ตลบอบอวล


ท่านเจ้าอาวาสได้เก็บรักษามักกะรีผลไว้อย่างมิดชิด แล้วเร่งสร้างกุฏิกรรมฐานจนแล้วเสร็จ เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีสำหรับท่าน เมื่อครบเวลา 4 ปี เจ้าอาวาสก็ถึงแก่มรณภาพ เป็นไปตามคำของชายชราคนจรซึ่งเคยเตือนไว้เจ้าอาวาสรูป นี้บวช 2 ครั้ง บวชครั้งแรกตามประเพณี แล้วก็สึกออกไปเป็นฆราวาส มีครอบครัวลูกเมียไปตามปกติ ครั้นอายุมากขึ้นเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตทางโลก จึงได้กลับมาบวชอีก กระทั่งได้รักการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด ลูกชายของท่านเจ้าอาวาสองค์นี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจรัญตั้งแต่เล็กๆ

หลวงพ่อได้อุปการะเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียนหนังสือและบวชให้ เมื่อเป็นพระภิกษุก็ได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดอัมพวัน จนกระทั่งสึกไปเมื่อ ท่านสมภารมรณภาพ ลูกชายก็ไปทำศพ  ไปได้มักกะรีผล 2 ผล ของหลวงพ่อสมภารกลับมา แล้วนำมาถวายให้หลวงพ่อจรัญ อธิษฐานจิตที่หลวงพ่อจรัญได้กำหนดไว้ที่ภูเขาสีคิริยา ได้ปรากฏเป็นอัศจรรย์ขึ้นแล้วที่วัดอัมพวัน หลวงพ่อจรัญได้เก็บรักษามักกะรีผลนี้ไว้เงียบๆ


ขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของมักกะรีผลตามกฎอนิจจังเป็นลำดับ ธรรมชาติของมักกะรีผลเป็นพืชผล แม้จะอุบัติขึ้นด้วยความมหัศจรรย์เหนือโลก ก็ไม่อาจหนีพ้นความเสื่อมไปได้ คราวแรกที่หลวงพ่อจรัญได้รับมักกะรีผลทั้งสองผลมานั้น ยังมีขนาดใหญ่พอควร ต่อมาก็ค่อยๆ แห้งเฉาลดขนาดลงไปเรี่อยๆ จนกระทั่งเหลือความสูงประมาณ 10 นิ้วฟุต และเมื่อแห้งเฉาถึงสุดแล้ว ก็เหลือเพียงรูปถ่ายซึ่งได้บันทึกเก็บไว้เท่านั้น.




หมายเหตุ: อ้างอิง : นที ลานโพธิ.รวมเรื่องอัศจรรย์. กรุงเทพฯ: ฉัตรแก้ว,2542
โดยแสงธรรม...
ปรับปรุงล่าสุด 16 เมษายน 2555
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก 
http://watkaokrailas.igetweb.com/index.php?mo=3&art=41901981
http://watkaokrailas.igetweb.com/,http://www.clipmass.com/,http://www.gotoknow.org/,http://www.lampangnha.com/,http://www.lampang108.com/
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"

ฺBenten

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 52
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ยอดเยี่ยม มากครับ เป็นเรื่องที่กล่าวเล่ามองเห็นภาพ แสดงให้เห็นว่า เมืองลับแล แดนหิมพานต์ เหล่านนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ใช่หรือไม่ครับ

  :s_hi:
บันทึกการเข้า
ร่วมขบวนการกับ อ๊บ อ๊บ เพื่อศึกษาธรรม

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 11722
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๓. อลัมพุสาชาดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
   
        [๒๔๗๘] ครั้งนั้น พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ทรงครอบงำวัตรภูอสูรเป็นพระบิดา แห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับนั่งอยู่ ณ สุธรรมาเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสาเทพกัญญามาแล้วตรัสว่า.

       [๒๔๗๙] แน่ะนางอลัมพุสาผู้เจือปนด้วยกิเลส สามารถจะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด.

      [๒๔๘๐] ดาบสองค์นี้มีวัตร ประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่งในนิพพาน เป็นผู้รู้อย่าเพิ่งล่วงเลยพวกเราไปก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย.

       [๒๔๘๑] ข้าแต่เทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรงมุ่งหมายแต่หม่อมฉันเท่านั้น รับสั่งว่า แน่ะเจ้าผู้อาจจะเล้าโลมฤาษีได้ เจ้าจงไปเถิดดังนี้ นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉัน และผู้ประเสริฐกว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศกมิได้ วาระคือการไปจงมีแม้แก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้นจงไปประเล้าประโลมเถิด

      [๒๔๘๒] เจ้าพูดจริงโดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่นๆ ที่ทัดเทียมกับเจ้า และประเสริฐกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวันอันหาความโศกมิได้.
       ดูกรนางผู้มีอวัยวะงามทุกส่วน ก็แต่ว่า นางเทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้ว ย่อมไม่รู้จักการบำเรออย่างยิ่งที่เจ้ารู้. แม่งามเอ๋ย เจ้านั่นแหละจงไป เพราะว่าเจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบสนั้นมาสู่ อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณและรูปร่างของเจ้าเอง.





      [๒๔๘๓] หม่อมฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหาได้ไม่ แต่ว่าหม่อมฉันกลัวที่จะเบียดเบียนดาบสนั้น เพราะท่านเป็นพราหมณ์มีเดชฟุ้งเฟื่อง. ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนฤาษีแล้วต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะ
ความหลง เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันขนลุกขนพอง.

      [๒๔๘๔] นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลสปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ผสม ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้วก็หลีกไป. ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่อิสิสิงคดาบสรักษา อัน
ดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบประมาณกึ่งโยชน์. นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบสผู้กำลังปัดกวาดโรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า.

                         
      [๒๔๘๕] เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรือเหมือนดาวประกายพฤกษ์มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร สวมใส่กุณฑลแก้วมณี. คล้ายกับแสงพระอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทร์ วรรณะดังทองคำ ลำขางามดี มีมารยา
มากมาย กำลังรุ่นสาวน่าดู น่าชม. เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุนสะอาดตั้งลงด้วยดี การเยื้องกรายของเธอน่ารักใคร่ ดึงจิตใจของเราได้ทีเดียว.


       อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วยงวงช้าง ตะโพกของเธอผึ่งผายเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองคำ. นาภีของเธอก็ตั้งอยู่เป็นอย่างดี เหมือนกับฝักดอกอุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกลคล้ายเกสรดอกอัญชันเชียว.ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอกหาขั้วมิได้ ทรงไว้ซึ่งขีรรส ไม่หดเหี่ยว เต่งตั้งทั้ง ๒ ข้าง เสมอด้วยผลน้ำเต้าครึ่งซีก. คอของเธอดังเนื้อทราย ยาวคล้ายหน้าสุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะที่ ๔ คือ ลิ้น.

      ฟันของเธอทั้งข้างบนข้างล่างขาวสะอาด เป็นของหาโทษมิได้ ดูงามนัก นัยย์ตาทั้ง ๒ ข้างของเธอดำขลับ มีสีแดงเป็นที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้างดูงามนัก ผมที่งอกบนศีรษะของเธอไม่ยาวนักเกลี้ยงเกลาดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยกลิ่นจันทน์.

       กสิกรรมโครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และความบากบั่นของฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมดี มีตบะมีประมาณเท่าใด. เราไม่เห็นบุคคลมีประมาณเท่านั้นในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร?





      [๒๔๘๖] ดูกรท่านกัสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็นไปอย่างนี้แล้วก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่รัก เราทั้งสองจักรื่นรมย์กันในอาสนะของเรามาเถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดในความยินดีด้วยกามคุณ.

      [๒๔๘๗] นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ผู้เจือปนด้วยกิเลสปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็หลีกไป.

      [๒๔๘๘] ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้นรีบเดินออกไปโดยเร็ว ตัดความก้าวไปช้าเสีย ไปทันเข้าก็จับที่มวยผมอันอุดมของนางไว้. นางอัปสรผู้มีรูปสวยงาม หมุนกลับมาสวมกอดดาบสนั้น อิสิสิงคดาบสเคลื่อนจากพรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา.

      ภายหลังนางเทพกัญญาก็มีใจยินดี นึกถึงพระอินทร์ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวาฬเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทองพร้อมทั้งเครื่องบริวาร. ผ้าเครื่องปกปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืนโดยเร็ว

      นางอลัมพุสาเทพอัปสรกอดดาบสแนบทรวงอก. บนบัลลังก์นั้นตลอด ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้วรู้สึกได้โดยล่วงไป ๓ ปีได้เห็นหมู่ไม้เขียวชะอุ่มโดยรอบเรือนไฟ ผลัดใบใหม่ ดอกบาน อันฝูงนกกระเหว่าร้องอยู่อื้ออึง.

      เธอตรวจดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไรมาบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเราด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดชของเราผู้อยู่ในป่าให้พินาศดุจบุคคลยึดเรืออันเต็มด้วยรัตนะต่างๆ ในมหาสมุทรฉะนั้น.

    [๒๔๘๙] ดิฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่รู้สึกเพราะประมาท.




   
     [๒๔๙๐] เดิมที ท่านกัสสปดาบสผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่งเหล่านี้ว่า
     ดูกรมาณพ สตรีอันเสมอด้วย "นารีผล" เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น.


     ดูกรมาณพ เจ้าจงรู้จักสตรีผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น บิดาเหมือนเอ็นดูเราเฝ้าพร่ำสอนเราดังนี้. เรามิได้ทำตามคำสั่งสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้ เราซบเซาอยู่แต่ผู้เดียวในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตายเสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตที่น่าติเตียน.

    [๒๔๙๑]    นางอลัมพุสาเทพกัญญารู้จักเดช ความเพียรและปัญญาอันมั่นคงของอิสิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ซบศีรษะลงที่เท้าของอิสิสิงคดาบส. กล่าวว่า
     ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ ขอท่านอย่าโกรธดิฉันเลย ดิฉันได้ก่อประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่าเทพบุรีทั้งหมดอันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้วในคราวนั้น.


     [๒๔๙๒]    ดูกรนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะจอมไตรทศ และเธอ จงมีความสุขเถิด
     ดูกรนางเทพกัญญา เชิญไปตามสบายเถิด.


     [๒๔๙๓]    นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงที่เท้าแห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. ขึ้นสู่บัลลังก์ทองพร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด
๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนักของเทวดาทั้งหลาย.
      ท้าวสักกะจอมเทพทรงปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่งกำลังมาอยู่ ราวกะว่า ดวงประทีปอันรุ่งเรือง หรือเหมือนสายฟ้าฉะนั้น.
                         
     [๒๔๙๔] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่ หม่อมฉันไซร้ ขออย่าให้หม่อมฉันไปเล้าโลมฤาษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะ หม่อมฉันขอพรอันนี้.

      จบ อลัมพุสาชาดกที่ ๓.



อ้างอิง
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ บรรทัดที่ ๑๐๓๒๔ - ๑๐๔๒๑. หน้าที่ ๔๔๗ - ๔๕๑.
http://84000.org/tipitaka/atita100/v.php?B=27&A=10324&Z=10421&pagebreak=0             
ศึกษาอรรถกถาชาดกนี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=2478
ขอบคุณภาพจาก http://palungjit.com/,http://www.vcharkarn.com/,http://2.bp.blogspot.com/}http://webboard.sanook.com/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2012, 08:55:08 PM โดย nathaponson »
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 11722
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0


ตำนานเรื่องเล่า " นารีผล "

นารีผล หรือมักกะลีผล หรือมัคคะลีผล เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ว่ากันว่า นารีผล ขั้วลูกอยู่ด้านบนศีรษะ มีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา

ข้าพเจ้า เคยได้ยินเรื่องเล่าถึงนารีผล ในใจก็ใคร่อยากชมดูอยู่เหมือนกัน แต่จนใจ เราไม่มีตาทิพย์ ไม่มีฤทธิ์ จึงมิอาจไปชมดูได้... จึงได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ขอเห็นในนิมิตฝันก็ยังดี... เมื่อจิตเป็นสมาธิดี เกิดนิมิตขึ้น ก็ได้เห็นนารีผลจริงๆ แต่เป็นนารีผล ที่มีใครไม่ทราบเด็ดมาจากต้นแล้ว นั่นคือข้าพเจ้า ไม่ได้เห็นต้นนารีผล เห็นเพียงร่างนารีผล ที่นอนเปลือยเปล่าอยู่พื้นหินแห่งหนึ่ง เท่านั้น... แต่นิมิต ก็คือภาพนิมิต ไม่ใช่ความจริง ไม่เหมือนเห็นด้วยตาจริง เชื่อถือไม่ได้...





ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า
เมื่อประมาณหลายหมื่นปีก่อน ครั้งที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี พร้อมด้วยบุตร ๒ คนคือ ชาลีกุมาร และ กัณหาชิณากุมารี ถูกเนรเทศจากนคร ได้เดินทางสู่ป่าหิมพานต์ และบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั้น

ที่ป่าหิมพานต์ มีสัตว์ป่ามากมายอันตรายรอบด้าน ทว่า สัตว์ป่าทั้งหลาย เมื่อได้รับเมตตาจิตจากพระเวสสันดร ก็คลายความดุร้ายลง กลายเป็นมิตร ... นอกจากสัตว์ป่าทั้งหลายแล้ว ก็ยังมีดาบส ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ทั้งหลายอาศัยอยู่ หรือไปมาอยู่เรื่อยๆ พระนางมัทรี ผู้มีรูปร่างโสภา บางครั้งออกหาอาหาร หาผลไม้ตามลำพังคนเดียว หากนักสิทธิ์ วิทยาธร ตลอดถึงฤๅษี มาพบเข้า อาจตบะแตก แล้วล่วงศีลได้...

ท้าวสักกะเทวราช ซึ่งเป็นพระอินทร์ เล็งเห็นเหตุร้ายนี้แล้ว เพื่อเป็นการป้องกัน พระองค์จึงเนรมิต ต้นไม้วิเศษ ไว้รอบทิศ ณ ที่ไกล ก่อนถึงถิ่นแดน อันเป็นที่พำนักของพระเวสสันดรและนางมัทรี รวม ๑๖ ต้น

ต้นไม้วิเศษนี้ ออกผลซึ่งมีรูปร่างเหมือนสตรี ผลโตเต็มที่ จะมีทรวดทรงปานสาวงามแรกรุ่น แต่ผิวพรรณ ทรวดทรงองค์เอว รูปร่างหน้าตา งดงามปานเทพธิดา...

ว่ากันว่า จริงๆ แล้ว ผลหนึ่งผล ก็คือรุกขเทพธิดาหนึ่งนาง หรือ เมื่อต้นนารีผลออกดอก เสมือนเกิดวิมานแห่งรุกขเทพธิดาขึ้นที่นั่น เมื่อติดลูก ก็คือเทพธิดาจุติลงมาเกิดที่นั่น ความสวยงามสมบูรณ์แห่งผลนารีผล แต่ละผล จึงสวยงามต่างกัน ขึ้นอยู่กับบุญของเทพธิดาแต่ละนางด้วย...

เมื่อเหล่านักสิทธิ์ วิทยาธร เดินทางมาพบเข้า หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ตบะแตก ก็จักได้เสพบำเรอกับนารีผล... เมื่อตบะแตก ฤทธิ์เสื่อม เหาะไปต่อไม่ได้ ... เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็ไม่มีทางจะได้พบกับพระนางมัทรี.... การจะเดินทางต่อ หรือออกไป จำต้องบำเพ็ญเพียรใหม่ ยกระดับจิตขึ้นแล้ว จึงกลับออกมาได้....

นี่คือด่านป้องกัน ไม่ให้ใครไปล่วงศีลกับพระนางมัทรี และเทพธิดาที่จุติไปเกิดที่นารีผล แต่ละนางก็ไปด้วยกรรมของตน มิได้บังคับไปแต่อย่างใด

แม้ว่า พระเวสสันดร พระนางมัทรี จะเสด็จออกจากป่าเข้าเมืองไปแล้ว ต้นนารีผล ก็ยังคงมีอยู่ในที่นั้น ตราบเท่าทุกวันนี้ ยังมีดอกหอมกรุ่น มีนารีผลห้อยระย้าอยู่ดังเดิม แม้ลูกที่หมดอายุขัยจะร่วงหล่นเหี่ยวเฉาไป ลูกใหม่ก็ขึ้นมาแทนที่ไม่ได้ขาด

ว่ากันว่า บางครั้ง ฤๅษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะกล้า กิเลสสงบรำงับ เพื่อจะทดสอบจิตตน ก็จะเหาะไปที่ต้นนารีผล มองดูนารีผล ว่าตนจะตบะแตกหรือไม่... หรือบางครั้งฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ อาจจะพาลูกศิษย์ไปทดสอบระดับจิต ไปฝึกควบคุมจิต ที่นั่น ก็มี

และว่ากันว่า พวกนักสิทธิ์วิทยาธร มักจะเหาะไปเก็บนารีผล อุ้มมาเชยชมแล้ว ฝึกจิตใหม่ ค่อยเหาะกลับออกมา

นารีผล เป็นที่ต้องการของสัตว์วิเศษ (คนธรรพ์ เป็นต้น) รวมถึงวิทยาธรทั้งหลายผู้ยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น การที่นารีผลจะเหี่ยวแห้งคาต้นแล้วร่วงหล่นนั้น เป็นไปได้ยาก ก่อนจะโรยรา จะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธร เป็นต้นมาเก็บเอาไป





มีเรื่องราวในอรรถกถาเกี่ยวกับนารีผลตอนหนึ่งว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในสรรพศิลปศาสตร์แล้วบวชเป็นฤๅษี มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไปในป่ากว้าง. ครั้งนั้น แม่เนื้อตัวหนึ่ง เคี้ยวกินหญ้าอันเจือด้วยน้ำเชื้อ ในสถานที่ปัสสาวะของพระดาบสนั้นแล้วดื่มน้ำ.

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้เอง มันมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส จนตั้งครรภ์ นับแต่นั้นมาก็ไม่ยอมไปไหน เที่ยวอยู่ใกล้ ๆ อาศรมนั่นเอง. พระมหาสัตว์กำหนดดูก็รู้เหตุนั้นทั่วถึง ต่อมา แม่เนื้อคลอดบุตรเป็นมนุษย์. พระมหาสัตว์จึงเลี้ยงทารกนั้นไว้ด้วยความรักใคร่ว่าเป็นบุตร ตั้งชื่อให้ว่า อิสิสิงคกุมาร ในเวลาต่อมา พระมหาสัตว์ จึงให้อิสิสิงคกุมารผู้รู้เดียงสาแล้วบวช ในเวลาตนชราลง ได้พาดาบสกุมารนั้นไป "สู่นารีวัน (ป่านารีผล)" กล่าวสอนว่า

ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าสตรีเช่นกับดอกไม้เหล่านี้ มีอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ สตรีเหล่านั้นย่อมยังชนผู้ตกอยู่ในอำนาจตน ให้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวงได้ ไม่ควรที่เจ้าจะไปสู่อำนาจของสตรีเหล่านั้น ดังนี้แล้ว

ครั้นในเวลาต่อมา ก็ทำกาลกิริยา เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายอิสิสิงคดาบส เมื่อประลองฌานกีฬาก็พักอยู่ในหิมวันตประเทศ ได้เป็นผู้มีตบะกล้า เป็นผู้มีอินทรีย์อันชำนะแล้วอย่างยวดยิ่ง

ครั้งนั้นพิภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ด้วยเดชแห่งศีลของพระดาบส ท้าวสักกเทวราช ทรงใคร่ครวญดูก็ทราบเหตุนั้น ทรงพระดำริว่า พระดาบสนี้จะพึงยังเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักต้องส่งนางอัปสรคนหนึ่ง ให้ไปทำลายศีลของเธอ ดังนี้แล้ว ทรงพิจารณาเทวโลก ทั้งสิ้น

ในท่ามกลางเหล่าเทพบริจาริกาจำนวนสองโกฏิครึ่งของพระองค์ มิได้ทรงเห็นใครอื่นซึ่งสามารถ ที่จะทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสได้ นอกจากนางเทพอัปสร ชื่ออลัมพุสาผู้เดียว จึงรับสั่งให้นางมาเฝ้า แล้วทรงบัญชาให้ทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสนั้น

นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปหาอิสิสิงคดาบสนั้น ซึ่งประกอบความเพียรในกลางคืนแล้ว สรงน้ำแต่เช้าตรู่ ทำอุทกกิจเสร็จแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขในบรรณศาลาหน่อยหนึ่ง จึงออกมากวาดโรงไฟอยู่ นางยืนแสดงความงาม ของหญิงอยู่ข้างหน้าของพระอิสิสิงคดาบสนั้น?

นางอลัมพุสา แสดงมายาหญิงเย้ายวน จนดาบสหนุ่มหลงใหล.. และในที่สุด ดาบสหนุ่มก็ถูกทำลายศีล...ฯลฯ





หมายเหตุ
อรรถกถาข้างต้น คือ อรรถกถา อลัมพุสาชาดก ว่าด้วย อิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
http://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=272478
อยู่ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. อลัมพุสาชาดก ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
http://84000.org/tipitaka/atita100/v.php?B=27&A=10324&Z=10421


ที่มา http://www.lampang108.com/wb/read.php?tid-127-page-e.html
ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/,http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/,http://www.luangpohjarun84.com/,http://www.rayongphotoclub.com/
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"

waterman

  • กัลยาณธรรม
  • ****
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 174
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0


ชอบภาพนี้มาก ๆ ครับ มีศิลปะดีครับ แฝงวรรณกรรมที่ชำระจิตที่สำคัญด้วย

 สาธุ
 :s_hi:
บันทึกการเข้า

สมภพ

  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +5/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 483
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
มีเนื้อหา น่าสนใจเป็นอย่างมากครับ โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่ หลวงพ่อจรัญ ท่านเล่าให้ฟังด้วยนับว่ามีความน่าเชื่อถือ ครับอีกอย่าง เรื่องเมืองลับแล แดนหิมพานต์ ทั้งหลายนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะปฏฺิเสธได้ง่าย เพราะมีประวัติกล่าวเรื่องอย่างนี้มาก โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือตอนกลางคือ สุโขทัย อุตรดิตถ์ หนองคาย ราชบุรี เพชรบุรี โคราช มีเรื่องราวเล่านี้ เล่าให้ฟังและมีบุคคลยืนยัน แต่อย่างว่า เรื่องอย่างนี้ถึงจะมีการเล่าและการยืนยัน แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ เพราะคนที่ไปพิสูจน์ จะมีสองพวก คือ กลับมาได้ และไม่กลับมา ครับ

  :49:
บันทึกการเข้า

raponsan

  • "อย่าส่งจิตออกนอก"
  • 2.ทีมงานมัชฌิมา
  • มหาบัณฑิตพุทธบริษัท
  • *****
  • ผลบุญ: +39/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 11722
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0
ขอถามชาวธรรม ที่มีความรู้ทางพระไตรปิฏกนะคะ กับเรื่อง มักรีผล นี้มีหรือไม่คะ
คือได้ยินมาว่า บางคน บางท่านบอกว่า ในพระไตรปิฏก มีการกล่าวแสดงเรื่อง มักรีผล หรือไม่คะ
บางท่านบอกว่า มีในชาดก ธรรมบท แต่ก็พยายามหาอยู่แล้วก็ไม่เจอ ไม่พบคะ

 ขอความกรุณาช่วยตอบคำถามให้ด้วยะนะคะ

 อยากทราบ แก่นเรื่อง มักรีผล คะ

 สมมุติ ถ้ามักกรีผล มีจริง เ้กิดจากรรมอะไรถึงได้ไปเป็น มักรีผล คะ
 
 และ การประหาร ทำร้าย มักรีผล เป้นบาปหรือไม่คะ

     คือ บางท่าน กล่าวว่า มักรีผล ก็คือ หุ่มโพยม ประเภทหนึ่ง คะ

   :s_hi: :49: :58: :c017:

     ในพระไตรปิฎกเท่าที่ผมหาได้อยู่ใน "อลัมพุสาชาดก ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ"
     เป็นพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
     แต่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ทบางท่านบอกว่า ในเวสสันดรชาดกก็มีเรื่องนี้ ผมลองหาดู ปรากฏว่า หาไม่เจอทั้งในชั้นพระสูตรและชั้นอรรถกถา เวสสันดรชาดกมีความยาวมาก ผมอ่านจนตาลาย เพื่อนๆลองอ่านดูอีกที อาจเจอก็ได้ ที่บอกอย่างนี้ เพราะไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่มีอย่างไร ไม่ยืนยันครับ


    เรื่องนารีผลนี้บางตำนานกล่าวว่า พระอินทร์(ท้าวสักกะ)เป็นผู้เนรมิตต้นนารีผลขึ้นมา เพื่อป้องกันนางมัทรี จากฤๅษี กินร วิทยาธร คนธรรพ์ ที่อาจมีจิตปฏิพัทธ์นางมัทรี แล้วอาจมาขอนางจากพระเวสสันดร แต่ในที่สุดแล้วพระอินทร์ก็แปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอนางมัทรีเสียเอง แล้วถวายนางคืนแก่พระเวสสันดร
     ตำนานยังกล่าวว่า ต้นนารีผล จะอัตรธานไป เมื่อพุทธศาสนาอยู่ครบ ๕,๐๐๐๐ ปี


     ที่น่าปลกใจก็คือ ที่วัดพระปรางค์มุนี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี มีนารีผลอยู่ คู่หนึ่ง ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้ อีกตัวเป็นตัวเมีย อย่างงี้จะเรียกว่า นารีผลไม่ได้แล้ว คงต้องเลี่ยงไปเรียกว่า "มักกะลีผล"
     วัดนี้ผมเคยไปและได้ถ่ายรูป "มักกะลีผล" ไว้ด้วย เจ้าหน้าที่ที่นั้น อธิบายว่า ตัวขวาเป็นตัวผู้ ตัวซ้ายเป็นตัวเมีย มักกะลีผลคู่นี้เคยอยู่วัดอัมพวัน ของหลวงพ่อจรัญมาก่อน และแน่นอนตำนานของมักกลีผลคู่นี้ เป็นตำนานเดียวกันกับของหลวงพ่อจรัญ






    ในตำนานที่นำมาโพสต์ให้อ่าน ระบุว่า มักกลีผลเป็นรุกขเทพธิดา ทุกนางมีกรรมที่เหมือนและแตกต่างกัน
รายละเีอียดของกรรมนั้น รวมทั้งปัญหาที่คุณสุนีย์สงสัย ผมตอบไม่ได้ ขอให้อ่านบทความและทำความเข้าใจเอาเองนะครับ
    ขอคุยเป็นเพื่อนเท่านี้ครับ

     :49:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 18, 2012, 10:27:51 AM โดย nathaponson »
บันทึกการเข้า
พระพุทธองค์รัก "พระเทวทัต" เท่ากับ "พระราหุล" ฉันใด เราจะรักทุกคนฉันนั้น "เมตตาเจโตวิมุตติ"

พรทิพย์

  • กัลยาณมิตร
  • ***
  • ผลบุญ: +0/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 68
  • มีธรรมนำจิต ชีวิตสุขสบาย
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
เป็นเรื่องที่ มหัศจรรย์มากเลยนะคะ โดยส่วนตัวเคารพหลวงพ่อขจรัญ มากคะเมื่อฟังว่าหลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังอย่างนี้ ก็คล้อยตาม แต่อย่างไร ก็ต้องอยู่ที่ดุลย์พินิจของแต่ละท่านคะ ว่าจะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ แต่โดยส่วนไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเรื่องมหัสจรรย์ บนโลกนี้ยังมีอีกมาก การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งคะ

  :25: :25: :25: :c017: :s_laugh:
บันทึกการเข้า

sunee

  • บัณฑิตสัตตบุรุษ
  • *****
  • ผลบุญ: +1/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้: 301
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
0
ตอนแรกที่ตั้งคำถาม ก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อคะ แต่ด้วยความเคารพหลวงพ่อจรัญคะ
ต้องฟังหูไว้หู แล้วนะคะ เพราะเรื่องเหล่านี้เิกินความสามารถของเราที่จะเข้าไปรู้แล้วคะ
 :c017: :88:
บันทึกการเข้า