แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - dhammawangso

หน้า: [1]
1


ประเพณีลอยกระทง 14 พ.ย.59 ควรจะกระทำหรือไม่ ?
หลายคนแสดงความคิดเห็นว่า ช่วงนี้เป็นช่วงไว้อาลัยแด่พ่อแห่งแผ่นดินจึงไม่ควรจัดงาน วันลอยกระทง แต่ฉันคิดต่างไปสักเล็กน้อยว่า งานลอยกระทงควรจะจัดเพราะ แท้จริงของการลอยกระทงคนไทยมีสองความหมายเท่านั้นเองไม่ได้จัดเป็นงานรื่นเริง สามารถจัดงานลอยกระทงแบบสงบเงียบ ก็สามารถกระทำได้ อีกอย่าง พ่อ คงไม่อยากให้ลูกมานั่งหงอย นั่งเศร้า หรอกคนเป็นพ่อ รักลูก ก็อยากให้ลูกมีความสุข ดังนั้นการจัดงานลอยกระทงจึงเป็นเรื่องที่ควรทำเพราะเป็นประเพณีทีดีงาม

การลอยกระทงนั้น คนไทยชาวกสิกรรม ล้วนแล้วแต่ขอบคุณแม่น้ำจึงบูชาแม่น้ำด้วยวิธีการมอบเครื่องสักการะ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นขยะมากไปเพราะใช้โฟม ใช้เคมี ดังนั้นจะเป็นประโยชน์แก่แม่น้ำก็ต้องใช้วัสดุธรรมชาต อาหารขนมปังก็พอได้ สัตว์น้ำได้กินเป็นทาน ทั้งยังทำให้คนอัตคัตมีกิน มีใช้จากเหรียญทานใส่กระทงด้วย และเป็นการรักษาวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลานเห็น คุณค่าทางจิตด้วยการให้ความเคารพ ต่อพระแม่คงคา

กระทงสร้าง ด้วยจิต มีสำนึก
เพราะระลึก คุณแห่งน้ำ ไม่สงสัย
แม่คงคา เลี้ยงชีวิต เส้นเลือดใจ
อันชนไทย บูชาคุณ "มหานที" เอย

ส่วนชาวพุทธก็ถือโอกาสใช้กระทงเป็นเครื่องบูชาสักการะพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะรอยพระพุทธบาท นัมมทานที ในช่วงคืนเดือนเพ็ญนี้ อาศัย พวกนาค นำพาสักการะอันสมควรแก่ รอยพระพุทธบาท นัมมทานที ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทที่มีอยู่น้ำ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถลงไปกราบสักการะได้ คงต้องอาศัยจังหวะช่วงนี้เท่านั้นที่เรียกว่า น้ำหลากเดือนสิบสอง ความเป็นจริงแล้วก็เป็นมอบอามิสบูชาต่อ พระพุทธเจ้าส่วนหนึ่งตามความเชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็ขึ้นอยู่วัดแต่ละวัดไปจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าไใจไปอย่างไร แต่บางทีก็เห็นว่า ลอยกระทงสวรค์ไปด้วย บูชา จุฬามณี กลายเป็นที่สนุกสนาน ผสมผสานงานบุญตามศรัทธาเลื่อมใส

ส่วนชาวพุทธ น้อมถึงคุณ พุทโธเจ้า
จึงเข้าเฝ้า รอยพระบาท นทีหลวง
น้อมกระทง แทนศรัทธา ใจหมื่นดวง
ให้ปลื้มทรวง ปีติลง "นัมมะทา มหานที" เทอญ

เจริญธรรม / เจริญพร

2
ความเข้าใจผิด อีกเรื่อง ของชาวพุทธคิดว่า ฆราวาส สำเร็จในบุรุษ 4 คู่ แล้วจะเรียกว่าพระ หรือเนื้อนาบุญไปด้วยอันนี้เข้าใจผิดไปอีก เดี๋ยวนี้สอนเลอะเทอะ สำหรับฆราวาสที่บรรลุธรรม ศัพท์ทางธรรมเรียกว่า อริยะ ไม่ได้เป็นพระ ให้เรียกว่า อริยะตามด้วยคุณธรรมที่บรรลุ เช่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี เรียกว่า ท่านสุทัตตะอริยะ อย่างนี้ถูกต้อง ไม่ใช่เรียกว่า ท่านพระอริยะสุทัตตะ อย่างนี้เรียกผิด
การที่จะเรียก อริยะว่าเป็นพระตามพระบรมพุทธานุญาตนั้น จะต้องถูกยกฐานะโดยสงฆ์ก่อน ถึงจะเป็น พระอริยะได้ ไม่งั้นสมัยก่อน พอสำเร็จธรรม ก็ต้องรีบมาบวช รีบขวนขวายความเป็นพระ แม้แต่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ผู้บรรพชาให้ ด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา อริยะอรหันต์ก็ยังต้องให้ความสำคัญ อย่างเช่น พระพาหิยะ บรรลุเป็นอริยะอรหันต์ แต่ไม่มีจีวร ก็ยังไม่มีฐานะทางสงฆ์ พระพุทธเจ้าให้ไปหาจีวร ไม่ใช่เป็นแล้ว จะได้รับการยอมรับแต่งตั้ง แต่พระองค์ยกย่องในคุณธรรมว่า ผู้สำเร็จโดยฉับพลัน
ดังนั้นบรรดาฆราวาส จะไปเรียกตัวเองว่าพระไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพ้นบัญญัติ จะเป็นอะไรก็ได้ แต่งตั้งตนเองเป็นพระบวชเองเลยก็ได้อย่างนี้ไม่ได้ เพราะการเป็นพระสงฆ์ต้องสืบสายมาจากพระพุทธเจ้าตรงเท่านั้นท่านจึงให้มอบหมายการบรรพชา ด้วยการเป็นอุปัชฌาย์ และอุปัชฌาย์ก็ต้องสืบสานธรรมเนียม สมมุติบัญญัติอันนี้ว่า ด้วยวิธี จตุตถกรรมวาจาร มีสงฆ์เป็นพยาน ในมัชฌิมประเทศ ก็ 10 รูป รวมอุปัชฌาย์ คู่สวดเป็น 13 รูป ในประเทศใหญ่ ก็ 25 รูป ในชนบทมาก ก็ต้อง 13 รูปเช่นกัน
ดังนั้นการเป็นพระสำเร็จได้ด้วยการยกฐานะของสงฆ์ ด้วยการอุปสมบถเท่านั้น แต่การเป็นอริยะบุคคลสำเร็จได้ด้วยการภาวนา




3


อะไรชื่อว่า หนึ่ง ในสามเณรปัญหา ข้อแรกคำตอบก็คือ

อาหารชื่อว่าหนึ่ง บุคคลทุกวันนี้ที่วุ่นวายก็เพราะเรื่องอาหารเป็นหลักถ้าลองมีอาหารกินกันได้ไม่หมดทั้งชาติละก็ เขาก็จะไม่ต้องออกไปทำงานให้เหน็ดเหนื่อยกัน ไม่ต้องเสียเวลาเรียนอะไรทั้งนั้น ดังนั้นเรื่องปาก เรื่องท้องถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก

สำหรับพระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน อาหารจัดเป็นเรื่องแรกที่ต้องจัดการ แต่พระสงฆ์ก็มีข้อห้าม ๆ ปรุงอาหารในสายวินัย ห้ามปลูกธัญญพิชเพื่อการเกษตรอีกหลายอย่าง เนื่องด้วย พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงมีพระปรีชาญาณแล้วว่า พระสงฆ์สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน ดังนั้นให้พระสงฆ์เอาเวลาทำงานที่ชาวบ้านเหน็ดเหนื่อยนั้นมาเป็นเวลาพัฒนาตนให้เป็นเนื้อนาบุญที่ชาวบ้านลงทุนไปแล้ว จะได้ผลกำไรมากขึ้น ดังนั้นพระสงฆ์จึงไม่มีอาชีพอย่างชาวบ้าน แต่ดำรงตนเป็นเนื้อนาบุญ

ที่นี้พระสงฆ์ถ้าบวชเข้ามาแล้วไม่ภาวนา ไม่รักษาศีล เอาแต่สวดเสก แสวงลาภยศ เงินทองแบบชาวบ้าน ถามว่าพระสงฆ์แบบนี้จะเป็นเนื้อนาบุญได้อย่างไร นั่นแหละชาวบ้านเขา ๆ อย่างเรา ๆ ก็คิดเป็นดังนั้นก็เลยเลือกที่จะทำบุญกับพระอริยะสงฆ์

ที่นี้พระสงฆ์พวกนี้ก็ต้องดิ้นรนเพิ่มขึ้นต้องหาพระสูตรมาพูดยืนยันว่าทำบุญกับตนยังได้บุญไปสู่การสอนการทำบุญแบบพระอริยะ เรียกว่าทำบุญตรงไหนก็ไม่ได้บุญเท่ากับ ทำบุญสังฆทาน อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่า ต้องรักษผลประโยชน์เอาไว้ก่อน ชาวบ้านก็หลงเชื่อ ยอมซื้อสังฆทานเวียนไปเวียนมา ดอกไม้ธูปเทียนเวียนปักไปปักมา ถามว่ามันจะได้บุญจริงหรือ นี่คือธรรมเนียมที่ผิด

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสอนว่าทำบุญสังฆทานจะดีกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้า แต่ที่ท่านตรัสก็คือให้เข้าใจขณะที่ทำบุญขณะนั้นมีโอกาสอะไรก็ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด มันก็เป็นแบบนี้ พระสงฆที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าควรแก่สักการะ ควรแก่ไทยธรรม ในบทสังฆคุณ ไม่มีสมมุติสงฆ์ แต่ยกย่องว่า พระอริยสงฆ์ 4 คู่ คือ พระโสดาบัน จนถึงพระอรหันต์ นั่นแหละสมควรแก่สักการะ และไทยธรรมทั้งปวง แม้องค์เดียวก็ได้บุญมาก

วันนี้ฉันอยู่ได้ด้วยนมสี่กล่อง ก็คือนม ที่คุณ ณฐพลสรรค์ นำมามอบถวายไว้ ต้องรู้ใจหน่อย นมที่ฉันดื่มก็คือ นมเดนมากสระบุรี มีสองรสเท่านั้นคือ รสหวาน และ ช๊อกโกแลึค ส่วนนมจืดไม่ดื่มแต่จะนำมาทำอาหารประเภทแกงใส่ร่วมกับ กระทิ ดังนั้นถ้าไม่มีโครงการทำแกง หรือ กระทิ มานมจืดก็จะวางไว้อย่างนั้นไม่ได้ฉัน จนหมดอายุ

คุยกันพอได้สนทนาธรรม ไม่ได้มีอะไรในหัวข้อนี้

4

นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ
ข้าพเจ้าขอกราบขอขมา ต่อ สมเด็จพระสังฆราชพระญาณสังวร หลวงปู่สุก ไกเถื่อน และ ตลอดถึง หลวงพ่อพระครูสิทธิสังวร อาจารย์ใหญ่ฝายกรรมฐาน คณะ 5 วัดราชสิทธาราม องค์ปัจจุบันผู้เรียบเรียงประวัติสมเด็จสุก โปรดอย่าได้เป็นโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยข้อความวันนี้เป็นข้อความตรงที่ ศิษย์ พยายามนำประวัติครูอาจารย์ มาแสดงแก่สาธุชน หากกล่าวพาดพิง เกิดเป็นการปรามาส โดยความประมาท ขอท่านทั้งสองโปรดยกโทษนั้นให้แก่ข้าพเจ้า ด้วยเถิด
อุปัชฌาอาจริยัง คุณัง วันทามิ
วันนี้จะได้มายกย่อง คุณแห่งครูอาจารย์ในสายกรรมฐาน มีหลวงปู่สุกเป็นปฐมาจารย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยจะยกประวัติคุณธรรมที่ยังความศรัทธาและความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่สาธุชน ด้วยคำว่า สัมมา อรหัง สัมมา อรหัง สัมมา อรหัง อรหัง อรหัง อรหัง
ในสมัย พรรษาที่ 15 เป็นยุคกรุงธนบุรี หลวงปู่สุกยังอยู่ที่วัดท่าหอย มีใจความปรากฏในหนังสือ ประวัติหลวงปู่ โดยพระครูสิทธิสังวรเป็นผู้เรียบเรียง หน้า 167 มีการเล่าถึง การได้เรียน กรรมฐานพิเศษ เพื่อการตัดขันธ์ โดยพระอริยะที่เถราจารย์ที่มาสอนหลวงปู่ในนิมิตขณะนั้น หลวงพ่อพระครูได้ให้ชื่อ สมมุติบัญญัติว่า คำมา หรือถ้าเราจะเรียกก็ต้องเรียกว่าหลวงปู่คำมา ( ไม่ต้องหลวงทวด แค่หลวงปู่ก็เป็นการให้เกรียติสุด ๆ แล้ว ) ดังนั้ันข้าพเจ้าก็จะขอเรียกว่า หลวงปู่คำมา ซึ่งให้ความเคารพไม่ย่ิงหย่อนกว่า หลวงปู่สุกเช่นกัน สำหรับวิชาที่หลวงปู่คำมา นำมาสอนนั้น ท่านทั้งหลายสามารถอ่านรายละเอียดวิชาได้ทีหนังสือประวัติหลวงปู่ (ใครไม่มีก็ติดต่อขอซื้อได้ที่ คณะ 5 หรือ สนพ.สัปชัญญะ ราคา 250 บาท ) แต่ชือวิชาโดยตรง ก็คือ วิชาโลกุดรสยบมาร มีเนื้อหาใจความเป็นไปตามลำดับ ตั้งแต่เรื่องการตัดขันธ์ ตัวหลักวิชาการเดินจิต ผ่อนคลายจิต สยบเวทนา และ ฌานโลกุตร ซึ่งก็เป็นวิธีเดียวกันทั้งหมด แต่จุดประสงค์การเดินจิตตามหลักวิชานั้น ก็แตกต่างตามระดับที่ยกมาแสดง
ในที่นี้จะไม่พูดถึงหลักวิชา แต่จะพูดไปยาวเลยว่า วิชาโลกุดรสยบมาร หลวงปู่สุกท่านใช้บ่อยมาก ท่านใช้เพื่อการเข้าผลสมาบัติ และหลวงปู่เป็นพระภิกษุที่เข้าผลสมาบัติบ่อย ๆ การเข้าผลสมาบัติเป็นข้อยืนยัน ปฏิเวธ ดังนั้นคนที่เคารพศรัทธาหลวงปู่ ก็เพราะว่าเห็นการปฏิบัติ และ ปฏิเวธของท่าน ท่านเข้าผลสมาบัติบ่อยมากขนาดไหนก็ต้องกล่าวว่า เมื่อท่านมาสถิตย์ที่วัดพลับ หลังฉันภัตร์เสร็จ ก็เข้าผลสมาบัติในวันเลย นี่เป็นคุณอันยิ่งใหญ่อีกคุณหนึ่งแห่งคุณครูอาจารย์ที่แสดงปฏิเวธให้ปรากฏเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ ดังนั้นใครที่เรียนกรรมฐานเข้าประจักษ์แล้ว ไม่เข้าผลสมาบัติเลยภายในสองปี จึงเป็นเรื่องไม่สมควรเพราะปฏิเวธ เป็นสิ่งที่ต้องแสดงเหมือน ปริยัติ และ ปฏิบัตินั่นเอง ดังนั้นจะกล่าวว่า การเข้าผลสมาบัติเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำบ่อยไม่ถูกต้องเพราะครูอาจารย์ในสายกรรมฐานที่สืบทอดกันมานั้น ท่านเข้ากันแทบทุกอาทิตย์ทุกเดือนไม่ใช่ ปีหนึ่งทำครั้ง ดังนั้นป่วยการที่จะไปกล่าวไม่เข้า ไม่ทำเลย เป็นไปไม่ได้ เพราะ ปฏิเวธ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำให้ประจักษ์เป็นการแสดงธรรม เช่น ปริยัติ และ ปฏิบัติ เช่นกัน
แถมท้าย เรื่องของคาถาพระยาไก่เถื่อน ( พญาไก่แก้ว ) อยู่ในหนังสือ ประวัติหลวงปู่ หน้าที่ 215 ผู้สอนคาถา คือ ครูบารุ่งเรือง สอนท่าน ในะระหว่างที่หลวงปู่ออกจากลำพูน กำลังจะถึงเชียงใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดอานุภาพ ในหนังสือหลวงพ่อพระครูสิทธิสังวรท่านได้เล่าไว้แล้ว
วันนี้จึงถือว่าเป็นโอกาสได้ยกครูอาจารย์มาเป็นแบบอย่างในการภาวนาให้ศิษย์ และท่านผู้มีศรัทธาในกรรมฐาน ได้มั่นคงในพระกรรมฐาน ภาวนากันอย่าได้ว่อกแว่ก มัวแต่ไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นกันมาก ให้หาเวลามาดูแลตนเองปรับปรุงจิตใจของเราให้ได้คุณธรรมให้เร็ว อย่าได้เป็นคนกลวง เป็นโมฆะบุรุษ ชื่อว่าได้เรียนธรรมของพระพุทธเจ้า มีครูอันเลิศ แต่หาคุณธรรมไม่ได้ เป็นคนกลวงอย่างนี้ไม่ดีเลย ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญแม้แต่ครูยังฉันยังยอมเสียเวลากักตนเองฝึกฝนภาวนา ไม่ยุ่งภาระกิจโลก เอาแต่ภาระกิจแห่งพรหมจรรย์ เวลาเราไม่รู้ว่าเหลือมาก หรือเหลือน้อย แต่เราจะใช้เวลานี้ ขณะนี้ ให้เป็นประโยชน์ในการดับกิเลส
เพราะการดับกิเลสไม่ได้ทำเพื่อให้คนอื่น มาสรรเสริญยกย่องบูชากราบไหว้ หรือมอบสักการะให้ แต่การดับกิเลสจะทำให้เราหนีจากความวุ่นวายของโลก ไม่ต้องมาเผชิญกับดีหรือชั่วต่อไป ในอนาคต แม้ที่สุดปัจจบันก็จะไม่ยุ่งกับโลกเป็นผู้อยู่เหนือโลก
สมดังพรรณนามานี้ เห็นว่าสมควรแก่คุณแห่งครูอาจารย์แล้ว จึงขอจบการอ้างอิงคุณแห่งครูอาจารย์ลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ โทษอันใดที่ข้าพเจ้าประมาทพลาดพลั้งเล่าผิด ไป ขอครูอาจารย์อย่าตำหนิเป็นโทษแก่ข้าพเจ้า ด้วยคุณแห่งข้าพเจ้าต้องการยกย่อง คุณแห่งครูอาจารย์เป็นที่ปรากฏให้มากขึ้น นั้นด้วย เทอญ
สัพพะ โสตถิ ภะวันตุเม ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพจ้า
เอวัง ก็มี ด้วยประการฉะนี้

5
วันนี้จำเป็นต้องมากล่าวเรื่องการทำ ทิฏฐิชุกัมม์ ( ทำให้ทิฏฐิให้ตรง ) หรือ สัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นถูกต้อง ) เพราะถ้าเห็นถูกต้อง ถึงจะชื่อว่า ดำเนินการภาวนาตาม มัชฌิมา

เนื่องด้วย ทิฏฐิ 62 ประการมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับ เจโตวิมุตติ เป็นส่วนใหญ่ เพราะเกิดจากประสบการณ์ ที่มีมาก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สืบเนื่องมาอย่างนั้นด้วยการเห็นอย่างนั้น จริง ๆ การเห็นชื่อว่าเห็นจริง เสมือนการเห็นท้องฟ้ากับทะเลติดกัน หรือ เห็นรางรถไฟปลายทางชนกัน การเห็นเป็นการเห็นจริง แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เอาหัวข้อไว้ก่อนตอนนี้ คำบรรยาย จะมาแจกแจงไปเรื่อย ๆ ตามโอกาส ตามวาระ

ปุพพันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องต้น, ๑๘ ลัทธิ) -- อปรันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องปลาย, ๔๔ ลัทธิ)
- สัสสตทิฏฐิ มี ๔ ลัทธิ - พวกสัญญีวาท (๑๖ ลัทธิ)
- เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี ๔ ลัทธิ - พวกอสัญญีวาท (๘ ลัทธิ)
- อันตานันติกทิฏฐิ มี ๔ ลัทธิ - พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท (๘ ลัทธิ)
- อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มี ๔ ลัทธิ - พวกอุจเฉทวาท (๗ ลัทธิ)
- อธิจจสมุปปันนิกะ มี ๒ ลัทธิ - พวกทิฏฐธรรมนิพานวาท (๕ ลัทธิ)

ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นหรือทฤษฎีของพวกที่กำหนดขึ้น อาศัยส่วนของขันธ์ (เบญจขันธ์) อันเป็นอดีต แนวความคิดนี้อาศัยข้อมูลจากอดีตเป็นหลัก เป็นความรู้เกิดจากเจโตสมาธิ ย้อนสำรวจชาติในอดีตของตน โดยเอาตัวเองในปัจจุบันเป็นฐาน แล้วย้อนระลึกชาติกลับไปสู่อดีต โดยการสาวลึกและไกลไปเรื่อยๆ จนสุดกำลังญาณของตน สรุปว่า โลกแล้วอัตตาเป็นอย่างไร

(๑) หมวดเห็นว่าเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) ๔
๑. เห็นว่า ตัวตน (อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ
๒. เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้เป็นกัปป์ๆ ตั้งแต่กัปป์เดียวถึงสิบกัปป์
๓. เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัปป์ ตั้งแต่สิบกัปป์ถึงสี่สิบกัปป์
๔. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง

(๒) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ) ๔
๕. เห็นว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง
๖. เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน (ขิฑฑาปโทสิกา)ไม่เที่ยง
๗. เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง
๘. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง

(๓) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด (อันตานันติกทิฏฐิ) ๔
๙. เห็นว่าโลกมีที่สุด
๑๐. เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด
๑๑. เห็นว่าโลกมีที่สุด เฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้าง หรือด้านขวาง ไม่มีที่สุด
๑๒. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่

(๔) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ) ๔
๑๓. เกรงว่าจะพูดปด จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ มิใช่ (อะไร) ก็ไม่ใช่
๑๔. เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑
๑๕. เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑
๑๖. เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย

(๕) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) ๒
๑๗. เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์
๑๘. นักเดา เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า สิ่งต่างๆ มีขึ้นเองโดยไม่มี

อปรันตกัปปิกวาท ผู้ปรารภเบื้องปลาย ได้แก่ส่วนที่เป็นอนาคต มี ๕ กลุ่ม แบ่งย่อยออกเป็น ๔๔ สำนัก
(๑) กลุ่มสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตา หลังตายแล้วมีสัญญา (๑๖)
(๒) กลุ่มอสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว ไม่มีสัญญา (๘)
(๓) กลุ่มเนวสัญญีนาสัญญี พวกเห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (๘)
(๔) กลุ่มอุจเฉทวาท เห็นว่าสัตว์ตายแล้วสูญ (๗)
(๕) กลุ่มทิฏฐิธรรมนิพพานวาท เห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน (ตรงกับหลักการของลัทธิ Hedonism )
ใน ๕ กลุ่มของนักคิด สามกลุ่มแรกเห็นว่า อัตตา (อาตมัน) หรือวิญญาณ หลังตายแล้วยังมีอยู่ (อุทธมาฆาตนิกา) ในลักษณะเป็นทรัพย์ ( Substance ) เป็นตัวรองรับคุณสมบัติต่าง ๆ เป็นตัวไปเกิดใหม่ สืบภพชาตินิรันดร (อโรคะ)

(๑) หมวดเห็นว่ามีสัญญา (สัญญีทิฏฐิ) ๑๖
๑๙. อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา
๒๐. อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา
๒๑. อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา
๒๒. อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
๒๓. อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา
๒๔. อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา
๒๕. อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา
๒๖. อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
๒๗. อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา
๒๘. อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา
๒๙. อัตตาที่สัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา
๓๐. อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา
๓๑. อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา
๓๒ อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา
๓๓. อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา
๓๔. อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
ตนทั้ง ๑๖ ประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น

(๒) หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา (อสัญญีทิฏฐิ) ๘
เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๓๕ ถึงข้อ ๔๒ ข้างต้น คือตนมีรูปจนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง ๘ ประเภทนี้ ตายไปแล้วก็ไม่มีสัญญา คือไม่มีความจำได้หมายรู้

(๓) หมวดเห็นว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ) ๘
เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๔๓ ถึงข้อ ๕๐ ข้างต้น คือ ตนมีรูป จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง ๘ ประเภทนี้ ตายไปแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
ทั้ง ๓ หมวดนี้ รวมเรียกว่า อุทธมาฆตตนิกา แปลว่า พวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้ว จะเป็นอย่างไร

(๔) หมวดเห็นว่า ขาดสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) ๗
๕๑. ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์
๕๒. ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ
๕๓. ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป สำเร็จจากใจ
๕๔. ตนที่เป็นอากาสานัญจายตนะ
๕๕. ตนที่เป็นวิญญาณาสัญญายตนะ
๕๖. ตนที่เป็นอากิญจัญญายตนะ
๕๗. ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ทั้ง ๗ ประเภทนี้ เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีก

(๕) หมวดเห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) ๕
๕๘. เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน ๕๙,๖๐,๖๑,๖๒ เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน.

จบทิฏฐิ ๖๒

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑.พรหมชาลสูตร]
ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔



6
ยินดีต้อนรับ สมาชิกธรรม ที่เข้ามาสู่ ห้องพิเศษ ท่านเป็นผู้ที่ได้รับเลือกแล้วจึงได้เห็นข้อความ เพจนี้จะพูดและแสดงธรรมในเชิงลึก ซึ่งไม่สามารถนำไปกล่าวเป็นสาธารณะ ถ้าท่านไม่ต้องการรับทราบหรืออ่านก็ไม่จำเป็นต้องตอบรับใด ๆ เพราะข้อความที่นี่จะไม่เป็นสาธารณะ
วัตถุประสงค์ ของ เฟคนี้
1.ใช้สนทนาธรรมที่เกินขอบเขต สาธารณะให้แก่คนที่เลือกเข้ามาอ่านแล้ว ถึงท่านจะขอฉันเป็นเพือนตามระบบ ถ้าฉันอนุญาตก็เท่ากับยอมรับให้ท่านมีสิทธิ์อ่านเนื้อหา
2.ต้องการรักษาข้อความบางส่วนอันเกิดจากการที่ฉันละสังขารแล้วไม่มีใครดูแลเว็บ หรือต่ออายุ ไม่มีใครสานงานต่อจึงต้องทำข้อความบางส่วนไว้ให้มีอยู่สองชุด
เจริญธรรม / เจริญพร
ดังนั้นท่านที่เป็นเพื่อนตรงนี้ ที่มีสิทธิ์อ่านข้อความห้ามทำการสำเนาข้อความและภาพออกไปโดยมิได้รับอนุญาต จากฉันผู้เขียนข้อความและโพสต์ ไม่ว่าจะเป็นการถามตอบเป็นส่วนตัวก็ให้คงไว้ที่นี่ ฉันจะไม่รับผิดชอบข้อความที่อยู่นอกเฟค นอกกลุ่ม ดังนั้นถ้าฉันตรวจสอบด้วย App แล้ว่ามี Copy สำเนา หรือเห็นที่ไหนก็ตามที่มีคำพูดเหมือนกันและทราบว่าใครนำออกไปโพสต์ ให้ถือว่า มีการปรามาสฉันทันที และฉันจะลบท่านจากการเป็นสมาชิก ตามสมควร

7


วิชากรรมฐาน เป็นวิชา ที่มีจุดประสงค์เดียว คือ พระนิพพาน
คำว่า กรรมฐานเป็นคำใช้ในพระพุทธศาสนา สำหรับต่างศาสนา และ ลัทธิ นั้น คำว่ากรรมฐานเขาไม่ใช่ เขาใช้คำว่า โยคะบ้าง ตบะบ้าง เป็นต้น สำหรับในที่นี้ เฟคนี้ จะกล่าวแต่เรื่องกรรมฐานที่ เป็นไปในการสอนตามมูลกัจจายนะ เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันหลังจากได้ทำการตรวจสอบและศึกษา จากครูอาจารย์ ผู้ถ่ายทอดวิชา จึงทำให้ทราบว่า การสอนตามหลักมูลกรรมฐาน ยังมีเหลืออยู่หลายที่ แต่ที่มีการสอนรักษารูปแบบ ตอนนี้ก็คงเหลือที่ คณะ 5 วัดราชสิทธาราม ในชื่อว่า
กรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ หรือ กรรมฐาน โบราณ ซึ่งเป็นบัญญัติใหม่ ตามที่หลวงพ่อพระครูสิทธิสังวร ตั้งขึ้นมาเรียก ซึ่งในสมัยก่อน นิยมเรียกว่า มูลกรรมฐาน กัจจายนะ หรือ มูลกรรมฐาน เฉยๆ
ดังนั้นการเรียน มูลกรรมฐาน เป็นภาคสูงในสมัยก่อนเพราะจะเริ่มสอนวิชามูลกรรมฐาน ในขั้นเปรียญเอก ปัจจุบัน ระดับ ปธ 8 - 9 เขาก็ยังให้เรียนวิชาเกี่ยวกับกรรมฐานแต่ไปใช้ วิสุทธิมรรค แทน ซึ่ง ปธ 8 จะเรียนเข้มข้นมากกว่า ในเนื้อหาตำรา 3 ภาค
ดังนั้นในสมัยก่อน เปรียญตรี และ เปรียญโท จะต้องเรียน โยชนา กัจจายนะ ส่วนเปรียญเอกก็จะได้เรียน มูลกรรมฐาน กัจจายนะ
ซึ่ง สมเด็จพระสังฆราช พระญาณสังวร องค์ที่ 4 ( หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน ) ท่านได้เป็นผู้สืบทอดมาจาก กรุงศรีอโยธยา โดยไ้ด้รับมอบคัมภีร์เทศน์ลำดับธรรม ซึ่งเป็น คัมภีร์แสดง กรรมฐาน ที่จะต้องสอนให้กับผู้เรียน ตาม วาสนา จริต ตามความจำเป็นของบุคคลไป
ดังนั้นในยุคกรุงรัตนโกสิทร์ ต้องกล่าวว่า หลวงปู่สุก ไกเถื่อน เป็น ปฐมาจารย์ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สืบทอดต่อมาจาก กรุงศรีอโยธยา
ดังนั้นทุกท่านที่มาเรียนกรรมฐาน จงกล่าวคำนอบน้อมระลึกนึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณแห่งกรรมฐาน และคุณแห่งปฐมาจารย์ และ ครูผู้บอกกรรมฐาน นี้เถิด
อหัง คุณาจริยัง วันทามิ
สัมมา อรหัง สัมมา อรหัง สัมมา อรหัง
อรหัง อรหัง อรหัง

8


จากขวา ไปซ้าย
พระสุรวุฒิ สิริวัฒโก ,พระครูภาวนาอินทวงศ ,พระครูสิทธิสังวร ( พระอาจารย์ใหญ่ ) ,พระสนธยา ธมฺมวํโส ,พระธีรศักด์ ปญฺญาวชิโร ,พระนิพนธ์ ฉนฺทธมฺโม ,

ความสัมพันธ์ฉันท์ครูอาจารย์ กับ คณะ 5 มีมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2546 เดือน ม.ค.ในฤดูหนาว ดังนั้นได้ขึ้นกรรมฐาน ตรง กับพระครูสิทธิสังวร ในขณะนั้น แม้ไม่ได้เรียน กรรมฐาน กับท่านทั้งหมด แต่กรรมฐานที่ท่านสอนให้วันนั้น คือการ เดินจิต 10 กาย เริ่มตั้งแต่การเข้ากายละเอียด กายทิพย์ กายพระโสดาปัตติมรรค กายพระโสดาปัตติผล กายสกิทาคามิมรรค กายสกิทาคามิผล กายพระอนาคามิมรรค กายพระอนาคามิผล กายพระอรหัตตมรรค กายพระอรหัตตผล ใช้เวลาเรียน และทำตามโดยท่านเป็นผู้สอนตรงขณะนั้น 2.ชั่วโมง 40 นาที เริ่มเรียน 13.10 - 15.50 น.

ดังนั้น ท่านที่ขึ้นกรรมฐาน ก่อนฉันให้ถือว่าเป็นศิษย์ พี่ ส่วนท่านที่ขึ้นกรรมฐาน หลังฉัน ก็คือศิษย์น้อง หมายถึงต้องขึ้นกับหลวงพ่อพระครูสิทธิสังวรโดยตรง เท่านั้น

เจริญพรรับทราบตามนี้

ส่วนนี้ต้องการชี้แจงว่า กรรมฐานที่ฉันสอนนั้นไม่ได้สอนตามแนวทาง ของคณะ 5 แต่สอนตามแนวทาง มูลกรรมฐาน กัจจายนะ ดังนั้น วิชาที่สอนอยู่นี้ไม่ได้มาจาก คณะ 5 วัดราชสิทธาราม ให้ทำความเข้าใจ ให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องมีผู้มาถามฉัน อย่างด้านนอกนี้ว่า จบกรรมฐาน กี่ห้องแล้ว ทำมาเป็นครูสอน

เพราะครูที่สอนฉันนั้น ท่านถ่ายทอดมูลกรรมฐาน ให้ฉันถ้ายังไม่เข้าใจให้ไปอ่านตรงนี้ก่อนอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า ใครเป็นครูฉันจริง ๆ

เล่า การฝึกกรรมฐาน ของ ธัมมะวังโส โดยย่อ
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=21601.0

พระอริยะ ไม่พูดขัดกัน และ ย่อมยกย่องซึ่งกันและกัน
http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=20785.0

9

ใครฤา จะพ้นกรรมได้ แม้เป็นพระอรหันต์ ก็ใช่ว่าจะหนีกรรมได้

พวกเดียรถีย์ประชุมปรึกษาว่าเพราะเหตุไรลาภสักการะจึงบังเกิดมากมายแก่พระสมณโคดม.

เดียรถีย์คนหนึ่งบอกว่า ลาภสักการะเกิดขึ้นเพราะพระโมคคัลลานะชอบไปเที่ยวเทวโลก ถามถึงกรรมที่เหล่าเทวดากระทำ แล้วกลับมาบอกแก่พวกมนุษย์ว่า พวกเขาทำกรรมอะไรจึงได้สมบัติเช่นนี้ และถามกรรมของพวกที่เกิดในนรก แล้วกลับมาบอกแก่พวกมนุษย์ว่าพวกเขาทำกรรมอะไร จึงได้เสวยทุกข์เช่นนี้ มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของพระมหาโมคคัลลานะแล้ว จึงได้ถวายลาภสักการะใหญ่แก่พระสมณโคคมและพวกภิกษุ

แล้วเสนอความเห็นว่า ถ้าฆ่าพระโมคคัลลานะเสีย ลาภสักการะนั้นก็จักเกิดแก่พวกตน เดียรถีย์จึงชักชวนพวกอุปัฏฐากของตนให้รวบรวมเงินมาได้หนึ่งพันกหาปณะ แล้วเรียกโจรมาสั่งให้ไปฆ่าพระมหาโมคคัลลานะที่กาฬศิลา

พวกโจรได้เงินแล้วจึงไปล้อมสถานที่อยู่ของพระโมคคัลลานะ พระพระโมคคัลลานะรู้ว่าพวกโจรเหล่านั้นล้อมตนอยู่ จึงใช้ฤทธิ์ออกจากเสนาสนะ เวลาจำพรรษาผ่านไป ๒ เดือน ก็ยังทำอะไรพระเถระไม่ได้ เดือนสุดท้าย พระเถระรู้ว่าอกุศลกรรมที่เคยทำไว้จะติดตามทัน จึงไม่หลบหนี.

เมื่อพวกโจรจับท่านได้ พากันทุบตี ทำกระดูกของท่านให้มีขนาดเมล็ดข้าวสาร เมื่อคิดว่าพระเถระนั้นตายแล้ว จึงโยนร่างพระเถระไปหลังพุ่มไม้ แล้วหนีไป

พระโมคคัลลานะคิดว่า เราจักเฝ้าถวายบังคมพระศาสดาก่อน แล้วจึงจะปรินิพพาน จึงประสานร่างกายให้เหมือนเดิมด้วยฌาน แล้วเหาะไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ตนจักปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าขอให้พระโมคคัลลานะกล่าวธรรมแล้วค่อยไป เพราะตั้งแต่นี้ไป จะไม่ได้เห็นสาวกเช่นพระโมคคัลลานะอีก

พระเถระถวายบังคมพระศาสดา เหาะขึ้นสู่อากาศ แสดงฤทธิ์แบบต่างๆ แล้วกล่าวธรรม ถวายบังคมลาพระศาสดาไปยังกาฬศิลา แล้วปรินิพพาน.

พิธีศพพระโมคคัลลานะ

ชาวเทวโลกทั้ง ๖ ชั้น เกิดโกลาหลว่า ข่าวว่า อาจารย์ของพวกเราปรินิพพานแล้ว ต่างถือของหอม มาลา ธูป เครื่องอบ และจันทน์จุรณอันเป็นทิพย์ ทั้งฟืนนานาชนิดมาประชุมกันแล้ว. สร้างจิตกาธารด้วยจันทน์แดง สูง ๙๙ ศอก

พระศาสดาประทับอยู่ใกล้ศพพระเถระ ตรัสสั่งให้จัดการปลงศพของพระโมคคัลลานะ รอบๆ สุสาน ฝนดอกไม้โปรยตกลงมา ในที่ประมาณโยชน์หนึ่ง มีมนุษย์ เทวดา ยักษ์ คนธรรพ์ นาค ครุฑ กินนรา กินนร ฉัตร สุวรรณจามร ธงชัย แผ่นผ้า. ผู้ที่มาประชุมทุกเหล่าต่างเล่นสาธุกีฬาอยู่ตลอดเจ็ดวัน.

พระศาสดาตรัสสั่งให้เก็บพระอัฐิธาตุของพระเถระมาทำเจดีย์บรรจุไว้ที่ซุ้มประตู พระเวฬุวันวิหาร.

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูจับตัวคนร้ายและสมณะเปลือยทั้ง ๕๐๐ คนได้ ก็จับพวกโจรและพวกสมณเปลือยฝัง จากนั้นสุมด้วยฟางแล้วจุดไฟเผา แล้วให้เอาไถเหล็กไถซ้ำทำให้เป็นท่อนเล็ก ท่อนน้อย

บุพกรรมของพระโมคคัลลานะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความตายของโมคคัลลานะ ไม่เหมาะสมแก่อัตภาพนี้ แต่เหมาะสมแท้แก่กรรมที่โมคคัลลานะนั้นทำไว้ในชาติก่อน

พระพุทธเจ้าจึงตรัสบุรพกรรมของพระโมคคัลลานะว่า

ในอดีตกาล มีกุลบุตรคนหนึ่งในนครพาราณสี ปฏิบัติดูแลบิดามารดาตาบอดด้วยตนเอง บิดามารดาก็เลยหาภรรยามาให้เพื่อช่วยงาน เมื่อภรรยาดูแลบิดามารดาได้ ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ไม่ปรารถนาจะเห็นคนทั้งสองอีก เวลาที่กุลบุตรออกไปข้างนอก นางจึงเอาชิ้นเปลือกปอและฟองข้าวยาคูมาโรยในที่ต่างๆ แล้วกล่าวว่าคนทั้งแก่ทั้งบอดเหล่านี้ ทำให้สกปรกไปทั่วเรือน นางไม่อาจอยู่ในที่เดียวกันกับคนเหล่านี้

เมื่อนางกล่าวอยู่บ่อย ๆ กุลบุตรผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วก็แตกกับบิดา มารดา จึงกล่าวกับบิดา มารดาว่า พวกญาติที่อยู่ต่างหมู่บ้านต้องการให้ไปเยี่ยม เมื่อถึงกลางดง ก็ได้ทำเสียงให้เหมือนว่าเป็นพวกโจรดักปล้น ทุบตีพ่อแม่จนตาย โยนศพทิ้งในดงแล้วกลับมา.

ด้วยกรรมนี้ พระโมคคัลลานะไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี ด้วยผลวิบากที่เหลือ จึงเป็นผู้แหลกละเอียดเพราะทุบแล้วถึงความตายสิ้นร้อยอัตภาพ

พระโมคคัลลานะได้ความตายอันสมควรแก่กรรมของตนอย่างนี้ ฝ่ายพวกเดียรถีย์ ๕๐๐ กับโจร ๕๐๐ ประทุษร้ายบุตรของเราผู้ไม่ประทุษร้าย ก็ได้ความตายอันสมควรเหมือนกัน. เพราะผู้ประทุษร้ายในคนผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมถึงความพินาศเพราะเหตุ ๑๐ ประการ

บุคคลใดประทุษร้ายคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้ไม่มีอาชญา ด้วยอาชญา ย่อมเข้าถึงฐานะ ๑๐ อย่าง อย่างใด อย่างหนึ่ง คือ

- ย่อมถึงเวทนาอันหยาบ ๑
- ความเสื่อม ๑
- ความแตกทำลายแห่งสรีระ ๑
- อาพาธหนัก ๑
- ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑
- ความขัดข้องแต่พระราชา ๑
- การกล่าวตู่อย่างร้ายแรง ๑
- ความสิ้นญาติ ๑
- ความผุพังแห่งโภคทรัพย์ ๑
- ไฟผู้ชำระย่อมไหม้เรือนของเขา ๑ เพราะกายแตกทำลาย คนปัญญาทรามนั้น ย่อมเข้าถึงนรก

10
1. พุทธานุสสติกรรมฐาน ( มัชฌิมา กรรมฐาน แบบลำดับ ) จบตรงนี้ต่อโดย อานาปานสติ

2.พุทธานุสสติกรรมฐาน ปฏิบัติคู่กับ อัปปมัญญากรรมฐาน

3.พุทธานุสสติกรรรมฐาน ปฏบัติคู่กับ วิปัสสนากรรมฐาน

4.มหาสติปัฏฐานสันโดด+กายคตาสติ

5.ฌานโลกียะ กสิณ10 อสุภะ10

6.อนุสสติ 7 ( สำหรับพระอริยะพระโสดาบันขึ้นไป )

7.โพชฌงค์ 7 ผลสมาบัติ สุญญาตาวิหารสมาบัติ ( สำหรับพระอริยะพระโสดาบันขึ้นไป )


11


สรุปว่าควรทำอย่างไร ในการภาวนา บ้าง
1.ควรขึ้นกรรมฐาน
- มอบตัวเป็นศิษย์
2.ควรขอขมา
-ชำระมลทิน
-กล่าวคำขอขมา
3.เลือกกรรมฐาน
4.ภาวนากรรมฐาน
5.ทบทวนการภาวนา เป็นเวลา 15 วัน
6.แจ้งกรรมฐาน ( การแจ้งกรรมฐานคือ วันที่ 15 )
ตอนนี้ ข้อ 1 - 2 นั้นอะไรทำได้ก่อน ก็ควรทำอันนั้น ถ้าไม่มีข้อ 1 - 2 ข้อที่ 6 จะไม่มี ดังนั้นในเฟคนี้ อนุญาตไว้ที่ไม่ได้เป็นศิษย์ คือข้อที่ 3 - 5 ก็มองด้วยปัญญา ก็น่าจะภาวนาได้ แต่มองตามธรรมเนียมก็น่าจะที่จะไม่ได้ ตราบในที่ยังไม่เป็นศิษย์ ดวงตาเห็นธรรม ก็ยังไม่เปิด

12
ฟังไม่ทันส่วนไหน ละจ๊ะให้พระอาจารย์ พิมพ์เรื่อง 30 นาทีก็เยอะสิจ๊ะ
 
 สรุป เรื่องก็แล้วกัน ลองทำแบบกระทู้ดูนะ เพราะวันนี้เขาสอบธรรมศึกษากันนี่
 
 
 



สัพพะทานัง  ธัมมะทานัง ชินาติ     
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
     
      บัดนี้จักบรรยายความตามกระทู้ พุทธศาสนสุภาษิต ที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้อง ต้นเพื่อเป็นแนวทางแห่งการภาวนาสืบต่อไป
     
     คำว่า "ทาน" แปลว่า  การให้ การมอบ ด้วยจุดประสงค์เพื่อต้องการบุญ คือ ความอิ่มใจ พอใจ และ  เต็มใจ ดังนั้นการให้ทาน จึงเป็นเรื่องของบุญกุศล เจตนา  และการให้ทานเป็นเครื่องหมายของคนฉลาดที่สั่งสมเสบียงไว้เพื่อกาลต่อไป  บุคคลที่ไม่ประมาท พึงสั่งสมเรื่องทานเป็นเรื่องแรก เพราะการให้ทานนั้น  เป็นเรื่องง่ายที่สุดของมนุษย์ ซึ่งต่างจากศีล เป็นต้นดังนั้น ผู้หวังในบุญ  และ เสบียงในภายภาคหน้า ก็พึงรักษาทาน ทำทาน สร้างทานไว้ มิให้ขาด  การให้ทานในพระพุทธศาสนาจำแนกรายละเอียดไว้ ถึง ขั้นละเอียดเลย  เป็นการให้ทานตั้งแต่พื้นฐานไป เรียวกว่า ทาน ๓ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐  ทานูปฏินิสัคคา ๘ เป็นต้น  หากกล่าวให้ละเอียดและเข้าใจนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะต้องชี้แจงกันมาก  ดังนั้นขอสรุปแบบสำนวนไทย ๆ และจำง่าย ๆ ว่า การให้ทาน มีอยู่ ๓ แบบ
     
      การให้ทาน ๓ แบบนั้นเป็นไฉน ? การให้ด้วย วัตถุ ประการ ๑ การให้ด้วย น้ำแรง น้ำคำ และ น้ำใจ ๑ การให้ ธรรม เป็นทานอีก ๑                     
     
      การให้ด้วยวัตถุ เป็นไฉน ?  บุคคคลผู้รักบุญ เตรียมเสบียงพึงสละทรัพย์ อันเป็นวัตถุ  อันนี้เรียกว่าการให้ทานแบบพื้นฐาน ทรัพย์ คือ ปัจจัย ๔ อันประกอบ ด้วย  เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรคการให้ทานพี้นฐาน  ก็มุ่งหวังให้ได้ได้บุญ เบื้องต้น ก็ประการนี้ ถึงแม้ขั้นสูง ก็ถึงกับ  สละอวัยวะ สละชีวิต เป็นทานเหมือนพระโพธิสัตว์ พระเวสสันดร เป็นต้น  การให้ทานแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีกำลังใจสูง  ทานนี้ต้องเป็นทานที่มีความบริสุทธิ์ ในทาน คือ จะให้สิ่งใดเป็นทาน  สิ่งนั้น ต้องประกอบด้วยความชอบ บริสุทธิ์ เป็นของตนจึงจักมีผลมาก  การให้ทานอย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เลือกผู้ให้ด้วย  จักได้บุญมากเช่นทำทานกับพระสงฆ์ ที่เป็นเนื้อนาบุญ  หรือการถวายสังฆทานเป็นต้น ทั้งหมดรวมเรียกว่า การให้ด้วยวัตถุ                   

     การให้ด้วย น้ำแรง น้ำคำ และ  น้ำใจ นั้นเป็นไฉน ? บุคคลที่มีกำลังใจสูง มีทรัพย์น้อย หรือมีมาก  แต่หากเห็นว่าการให้ทานที่เป็นวัตถุนั้น มีคนทำกันมากแล้ว หรือ  ไม่มากแต่อยากทำเพิ่มด้วยการสละแรงกาย แรงวาจา แรงใจ  ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นอุทกภัยที่เกิด  มีคนสละทรัพย์กันมากมาย แต่ไม่มีใครขนไปดำเนินการให้  เห็นสมควรต้องช่วยเรียวแรง ก็ทำทานด้วย น้ำแรง น้ำคำ และ น้ำใจ อย่างนี้  เห็นบุคคลอื่นทำความดี ก็ร่วมกล่าวอนุโมทนา ดังนี้เป็นต้น อันนี้เรียกว่า  การให้ด้วยน้ำแรงคือ กายกรรม การให้ด้วย น้ำคำ คือ วจีกรรม การให้ด้วย  น้ำใจ คือ มโนกรรม               

     การให้ธรรมทาน เป็นไฉน ?  บรรดาการให้ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ไม่มีสิ่งใดเสมอได้เท่ากับการให้ธรรมะเป็นทาน เนื่องด้วย การให้วัตถุทาน  ไม่ได้เปลี่ยนให้คนเลว เป็นคนดีได้ การช่วยเหลือ ด้วยน้ำแรง น้ำคำ และน้ำใจ  ก็เช่นเดียวกัน แต่การให้ธรรมเป็นทาน นั้น สามารถเปลี่ยน คนเลวให้เป็นคนดี  เปลี่ยนคนดีให้เป็นเทวดา เปลี่ยนเทวดา ให้เป็นพรหม เปลี่ยนพรหม  เป็นพระอริยะ นับว่าการให้ธรรมะนั้นเป็นเรื่องประเสริฐ สุดยอดจริง ๆ  การให้ธรรมะ ก็คือการทำบุคคลตั้งมั่น อยู่ ในศีล อยู่ในสมาธิ และ  อยู่ในปัญญา  อันเป็นธรรมะนำทางสู่การสิ้นกิเลสไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด  เพราะการให้ธรรมะ มีความประเสริฐอย่างนี้  พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้รับรองว่า

         
สัพพะรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง
สัพพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ
ความยินดีในธรรม ย่อมชนะ ความยินดีทั้งปวง

       เพราะธรรมะ ย่อมมีรสชาด  ที่จิตรับได้ ตลอด นั่นคือความยินดี ความพอใจ ความอิ่มใจ จึงกล่าวได้ว่า  ธรรมะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ไม่มีสิ่งใดประเสิรฐที่สุดกว่าธรรมะแล้ว  เพราะัธรรมะทำให้มีพระพุทธเจ้า เพราะธรรมทำให้เรามีที่พึ่ง  เพราะธรรมะทำให้เราสิ้นกิเลส หมดความทุกข์ อันธรรมดาบุคคล ได้ในวัตถุ  ย่อมมีความอิ่มใจ สุขใจ ที่ได้มีวัตถุ มีบ้าน มีรถ มีปราสาท มีเงิน มีทอง  แต่ความสุขในชีวิตนั้น ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุ มีเพียงธรรมะเท่านั้น  ที่จะทำให้ถึงบรมสุข นี้ได้ ดังนั้นผู้ใดได้ทำทาน ก็พึงรักษา ทานทั้ง ๓  ไว้มิได้แต่เพียงให้ทำทานด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง แต่หากทานทั้ง ๓  นั้นต้องทำควบคู่กันไป ผู้ใดสร้างทานเป็นนิสัย ชีวิตย่อมมีความสุข  บริบูรณ์ด้วยโภคะ อันปรารถนา ชะรอยบรรดาคนที่เกิดมายากจนในปัจจุบันนี้  อาจจะเป็นเพราะไม่ได้สั่งสมการให้ทานจึงทำให้ชีวิต อัตคัตขัดสน  ก็เป็นที่ประจักษ์ดังที่ทราบ และถึงแม้ ร่ำรวยเป็นเศรษฐีพันล้าน หมื่นล้าน  หากแต่ขาดธรรมะ แล้ว เงินพันล้าน หมื่นล้าน  ก็มิได้สร้างความสุขให้อย่างแท้จริง

        สรุป การให้ธรรมเป็นทาน  นับได้ว่าเป็นความเลิศในทานทั้งปวง ผู้หวังในคุณงามความดี  มีสติปัญญาพึงมั่นสะสมทานไว้ให้ เพราะทานที่เป็นเลิศ  ประเสริฐที่สุดในทานทั้งปวง นั่นก็คือธรรมทาน  สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกไว้ในเบื้องต้นว่า

 
สัพพะทานัง  ธัมมะทานัง ชินาติ     
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
       
     
      ดังวิสัชชนามาก็เห็นว่าสมควรแก่ ศรัทธา ความเชื่อ วิริยะความพากเพียร และ ปัญญา จึงขอยุติการแสดงธรรมไว้แต่เพียงเท่านี้  เอวํ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้ ฯ

หน้า: [1]