ผู้เขียน หัวข้อ: สัพเพเหระ-เรียกให้ถูกก็ไม่ใช่เข้าใจผิด ไม่ใช่เรียกตามใจ มันจึงทำให้เข้าใจผิดกัน  (อ่าน 631 ครั้ง)

dhammawangso

  • Administrator
  • ถูกการทดสอบ
  • *****
  • กระทู้: 116
    • ดูรายละเอียด
ความเข้าใจผิด อีกเรื่อง ของชาวพุทธคิดว่า ฆราวาส สำเร็จในบุรุษ 4 คู่ แล้วจะเรียกว่าพระ หรือเนื้อนาบุญไปด้วยอันนี้เข้าใจผิดไปอีก เดี๋ยวนี้สอนเลอะเทอะ สำหรับฆราวาสที่บรรลุธรรม ศัพท์ทางธรรมเรียกว่า อริยะ ไม่ได้เป็นพระ ให้เรียกว่า อริยะตามด้วยคุณธรรมที่บรรลุ เช่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี เรียกว่า ท่านสุทัตตะอริยะ อย่างนี้ถูกต้อง ไม่ใช่เรียกว่า ท่านพระอริยะสุทัตตะ อย่างนี้เรียกผิด
การที่จะเรียก อริยะว่าเป็นพระตามพระบรมพุทธานุญาตนั้น จะต้องถูกยกฐานะโดยสงฆ์ก่อน ถึงจะเป็น พระอริยะได้ ไม่งั้นสมัยก่อน พอสำเร็จธรรม ก็ต้องรีบมาบวช รีบขวนขวายความเป็นพระ แม้แต่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ผู้บรรพชาให้ ด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา อริยะอรหันต์ก็ยังต้องให้ความสำคัญ อย่างเช่น พระพาหิยะ บรรลุเป็นอริยะอรหันต์ แต่ไม่มีจีวร ก็ยังไม่มีฐานะทางสงฆ์ พระพุทธเจ้าให้ไปหาจีวร ไม่ใช่เป็นแล้ว จะได้รับการยอมรับแต่งตั้ง แต่พระองค์ยกย่องในคุณธรรมว่า ผู้สำเร็จโดยฉับพลัน
ดังนั้นบรรดาฆราวาส จะไปเรียกตัวเองว่าพระไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพ้นบัญญัติ จะเป็นอะไรก็ได้ แต่งตั้งตนเองเป็นพระบวชเองเลยก็ได้อย่างนี้ไม่ได้ เพราะการเป็นพระสงฆ์ต้องสืบสายมาจากพระพุทธเจ้าตรงเท่านั้นท่านจึงให้มอบหมายการบรรพชา ด้วยการเป็นอุปัชฌาย์ และอุปัชฌาย์ก็ต้องสืบสานธรรมเนียม สมมุติบัญญัติอันนี้ว่า ด้วยวิธี จตุตถกรรมวาจาร มีสงฆ์เป็นพยาน ในมัชฌิมประเทศ ก็ 10 รูป รวมอุปัชฌาย์ คู่สวดเป็น 13 รูป ในประเทศใหญ่ ก็ 25 รูป ในชนบทมาก ก็ต้อง 13 รูปเช่นกัน
ดังนั้นการเป็นพระสำเร็จได้ด้วยการยกฐานะของสงฆ์ ด้วยการอุปสมบถเท่านั้น แต่การเป็นอริยะบุคคลสำเร็จได้ด้วยการภาวนา