สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน

เรื่องทั่วไป => ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) => ข้อความที่เริ่มโดย: tasawang ที่ ธันวาคม 10, 2011, 03:17:32 pm



หัวข้อ: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: tasawang ที่ ธันวาคม 10, 2011, 03:17:32 pm
ก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าก้ตรัสว่า

กายนี้ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเขา 

ผมก็มีความเชื่อว่าไม่ใช่ของเรา


แต่... จิตก็ยังไม่คลายความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น เรา

เป็นเพราะอะไรครับ ทั้ง ๆ ที่เรารู้อย่างนี้จิตก็ยังไม่คลายจากความยึดมั่น ถือมั่น นี้ได้ ครับ

 :smiley_confused1: :smiley_confused1: :smiley_confused1:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ ธันวาคม 11, 2011, 02:47:16 pm

  การที่จะละอุปทานขันธ์ ๕ ได้ต้องเป็นอริยบุคคล

  โลกียปัญญา กับ โลกุตรปัญญา ต่างกันอย่างไร
  วิปัสสนึก กับ วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร

  ขันธ์ ๕ คือ รูปและนาม การจะเห็นว่า รูปนี้ไม่ใช่เรา ผมขอเดาว่า อย่างน้อยต้องเป็นอนาคามีผล 
  ลองใช้"โยนิโสมนสิการ"ดูนะครับ


  ว่างๆจะมาคุยอีกครั้ง :25:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: นักเดินทาง ที่ ธันวาคม 11, 2011, 03:44:03 pm
เพราะปัญญาที่เห็น เป็นเพียงสัญญา ไม่ใช่ปัญญาที่เห็นด้วยวิปัสสนา เป็นเพียงแต่เห็นตามความทรงจำเปรียบเทียบ เท่านั้นการที่จะเห็นได้ว่า

    นี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ของเรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา นั้น ต้องเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของนามรูป ด้วยใจ

 การเห็นอย่างนี้ ใช้การนึกคิดไม่ได้ ต้องทำการใคร่ครวญ โดยปราศจากกิเลสครับ

 เหนื่อยนะครับ คำถามนี้จะให้ตอบให้กระจ่าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

    ลองพิจารณาจาก พระสูตรที่ชื่อ ว่า ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร กันสักหน่อยนะครับ


  
[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ
      ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑.


      สิ่งสำคัญสำหรับคำตอบที่จะเป็นบททดสอบให้ใจเห็นแจ้งตาม คือ เราทั้งหลายทุกท่าน ต้องพิจารณาความเป็นจริงก็คือ ทุกข์ อาศัยทุกข์ กำลัง เข้าไปสู่เความเห็นแจ้งว่า นี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ของเรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา

   เมื่อใจรู้เห็นแจ้งในเบื้องต้น ก็จะตอบคำถามได้ การตอบคำถามได้ในส่วนนี้ จัดเป็น ดวงตาเห็นธรรม เป็นคุณธรรมที่ควรจะมีของ พระิอริยะบุคคลชั้นตน คือ พระโสดาบัน จึงละได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ ก็เห็นแจ้ง รู้แจ้งตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ของเรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา


 :s_hi:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: sutthitum ที่ ธันวาคม 11, 2011, 08:36:46 pm
อันที่จริง  จะว่าให้เข้าใจ ง่าย ๆ ก็คือ

   จิต ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้
 
   เพียงแต่ ตอนนี้ จิต อาศัยความรู้ ทำการเปรียบเทียบ เท่านั้นซึ่งมีผลคือ ละได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

   เหมือนกับคำว่า ปลง สังเวศ เห็นแจ้ง รู้จริง บรรลุ ผมว่า คำเหล่านี้เป็นคนละแบบนะครับ

 คุณหมอ ผ่าศพทุกวัน ก็ใช่ว่าจะละ จากการมี สามี ภรรยา กันยังไม่ได้ เพราะอะไรครับ

 สัปเหร่อ เผาศพ ทุกวัน ผมเห็นเดินเมาเหล้า ผิดศีลกันก็หลายคนมาก ๆ แถมกินกับศพ อย่างไม่ละอายบาป

 พระสวดศพ อยู่ทุกวัน บางวัด ก็ไม่เห็นจะละ จากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ ใด ๆ ได้

    นั่นก็เพราะว่า จิต ที่จะเห็นตามความเป็นจริงนั้น ต้องเป็นจิตที่มีสมาธิ มาก ๆ อย่างน้อยต้องอุปจาระสมาธิ ถึงจะเห็นธรรม ส่วนนี้ได้ ไม่งั้น พลังจิตไม่พอ ที่จะไปตัดไปละ จาก ขันธ์ 5 ได้ ครับ

   :49: :coffee2: :coffee2: :coffee2:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ ธันวาคม 11, 2011, 08:40:38 pm
 
อะไรเป็นเครื่องปิดบังความเป็นจริงของรูปนาม?

  เครื่องปิดกั้นความจริงของนามรูป มีหลายประการดังนี้

     ๑. ฆนสัญญา หมายถึง ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนของรูปนามนั้นปิดบังอนัตตา ทำให้เราเห็นว่ารูปนามนั้นเป็นก้อนเป็นแท่ง เช่นเห็นว่ารูปก็มีรูปเดียว นามก็มีนามเดียว ทั้งรูปทั้งนามก็คือตัวตนของเรานี้เอง เมื่อถูกความเป็นกลุ่มก้อนปิดบังไว้เช่นนี้ ความรู้สึกว่าไม่ใช่เราก็ไม่เกิดขึ้น

     ๒. สันตติ หมายถึง ความสืบต่อ จึงทำให้เห็นติดกัน ทำให้ปิดบังอนิจจัง คือความไม่เที่ยงไว้ ทำให้เห็นเป็นของเที่ยงเพราะความสืบต่อที่รวดเร็วจนไม่เห็นความขาดช่วงขาดตอนของรูป ของนาม

     ๓. อิริยาบถปิดบังทุกข์ เพราะเหตุที่ไม่ได้พิจารณาอิริยาบถ จึงไม่เห็นว่ารูปนามนั้นเป็นทุกข์ เพราะอิริยาบถที่เปลี่ยนไปเช่น จากอิริยาบถเดิน เปลี่ยนเป็นนั่ง ในขณะที่นั่งใหม่ๆ ก็จะรู้สึกสุขสบาย แต่พอนั่งไปนานๆ ก็ทุกข์อีกต้องเปลี่ยนอิริยาบถอีก อันที่จริงในขณะที่นั่งใหม่ๆ ตอนนั้นก็ทุกข์เหมือนกันแต่ทุกข์เกิดน้อยเพราะเพิ่งเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ๆ แต่พออยู่ในอิริยาบถเดิมนานๆ ทุกข์ก็มากขึ้นๆ จะเห็นได้ว่าอิริยาบถนั้นปิดบังทุกข์ไว้ ทำเห็นว่าเป็นสุข

     แท้ที่จริงแล้วตอนที่สุขนั้น นั่นก็เป็นทุกข์เหมือนกันเพราะสภาพเช่นนี้ก็จะไม่คงอยู่ ต้องมีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงนี้เอง คือสภาพของทุกข์จริงๆ คือ มีสภาพที่ทนอยู่ในไม่ได้

     ฉะนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนา ที่จะเห็นอนัตตา ว่ารูปนามนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จะต้องเข้าใจในอุบายที่จะทำลายฆนสัญญาให้กระจายออกมาเสียก่อน จึงจะเห็นอนัตตาได้


อ้่างอิง
บทเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ชุดที่ ๑๐ วิปัสสนากรรมฐาน
อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


    ผมแนบหนังสืออ้างอิง (วิปัสสนากรรมฐาน) มาให้ทุกท่านศึกษารายละเอียด
     :49:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ ธันวาคม 12, 2011, 07:57:41 am
ก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าก้ตรัสว่า

กายนี้ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเขา 

ผมก็มีความเชื่อว่าไม่ใช่ของเรา


แต่... จิตก็ยังไม่คลายความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น เรา

เป็นเพราะอะไรครับ ทั้ง ๆ ที่เรารู้อย่างนี้จิตก็ยังไม่คลายจากความยึดมั่น ถือมั่น นี้ได้ ครับ

 :smiley_confused1: :smiley_confused1: :smiley_confused1:

    ต้องหาอาจารย์สอบอารมณ์กรรมฐานครับ เรื่องนี้เป็นอารมณ์วิปัสสนาล้วนๆ ถ้าจะกล่าวให้ตรงประเด็นก็คือ
ขอให้ไปศึกษาเรื่อง โสฬสญาณ หรือ วิปัสสนาญาณ ๑๖
    ที่สำคัญ อาจารย์ที่สอบอารมณ์ต้องมี"เจโตปริยญาณ"

     :25:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: intro ที่ ธันวาคม 12, 2011, 02:36:56 pm
"สำคัญผิด"  จัดอยู่ใน คำว่า "หลงผิด" หรือ "เข้าใจผิด"

   เป็นเรื่องที่น่าศึกษา น่าพิจารณา เพราะจะได้แยกแยะได้ถูก ไม่เป้นการเหมารวม ในการโยนิโสมนสิการ

[๙๖๖] วิปริเยสะ ๔ เป็นไฉน
       ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
      ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญาความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิตความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
       ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็นอัตตาตัวตน
       ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
เหล่านี้เรียกว่า วิปริเยสะ ๔

 :s_hi:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: indy ที่ ธันวาคม 20, 2011, 08:28:05 pm
ลองทำบ่อยๆ การพิจารณาแบบนี้มันเหมือนการตกแต่งปฎิปทา ให้จิตมันน้อม
เมื่อมันน้อมแล้วมันจะคลาย ความยึดมั่น ลงไปเอง
หรือ ลองนั่งสมาธิจนจิตกับกายแยกจากกัน หรือปริเฉท ตรงนี้ ตัวผู้รู้จะบอกเราเอง


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: tcarisa ที่ ธันวาคม 21, 2011, 12:15:56 pm
รู้ แต่ไม่ละ เพราะได้แต่ รู้

เพราะถ้าพิมพ์ใส่ตอบไปอีก ก็จะว่า ฟุ้งซ่าน เฮ้อ ...

 :smiley_confused1:


หัวข้อ: Re: ทำไม เรารู้ แต่จิต ทำไม่ไม่คลาย ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ ธันวาคม 21, 2011, 07:23:39 pm
รู้ แต่ไม่ละ เพราะได้แต่ รู้

เพราะถ้าพิมพ์ใส่ตอบไปอีก ก็จะว่า ฟุ้งซ่าน เฮ้อ ...

 :smiley_confused1:


  คุณครู...เอาอีกแล้ว ขอมอบเพลงให้สักเพลง

http://www.youtube.com/watch?v=XrWlbgyupvE# (http://www.youtube.com/watch?v=XrWlbgyupvE#)