ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: "เสนาสนะ" ที่นอนและที่นั่งของบรรพชิต | มีความสำคัญต่อตำแหน่งของพระสังฆาธิการ  (อ่าน 774 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

raponsan

  • มารยิ่งมี บารมียิ่งแก่กล้า
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • โยคาวจรผล
  • ********
  • ผลบุญ: +61/-0
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 28453
  • Respect: +11
    • ดูรายละเอียด
0


"เสนาสนะ" ที่นอนและที่นั่งของบรรพชิต | มีความสำคัญต่อตำแหน่งของพระสังฆาธิการ

เสนาสนะ ภาษาพระที่ควรรู้จัก อ่านว่า เส-นา-สะ-นะ แยกศัพท์เป็น เสน + อาสนะ

๑. “เสน” บาลีอ่านว่า เส-นะ รากศัพท์มาจาก สิ (ธาตุ = นอน) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แผลง อิ ที่ สิ เป็น เอ (สิ > เส) : สิ + ยุ > อน = สิน > เสน แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่นอน” หมายถึง (1) การนอน, การหลับ (lying, sleeping) (2) เก้าอี้นอน, ที่นอน (couch, bed)

๒. “อาสนะ” เขียนแบบบาลีเป็น “อาสน” อ่านว่า อา-สะ-นะ รากศัพท์มาจาก –
      1) อาสฺ (ธาตุ = นั่ง; ตั้งไว้) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) : อาสฺ + ยุ > อน = อาสน แปลตามศัพท์ว่า
             (1) “การนั่ง” “ที่นั่ง”
             (2) “ที่เป็นที่ตั้ง”
      2) อา (แทนศัพท์ “อาคนฺตฺวา” = มาแล้ว) + สิ (ธาตุ = นอน), ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ลบ อิ ที่ สิ (สิ > ส, ภาษาไวยากรณ์ว่า “ลบสระหน้า”) : อา + สิ = อาสิ > อาส + ยุ > อน = อาสน แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่มานอน” (คือแท่นหรือเตียงนอน) หมายถึง
            (1) การนั่ง, การนั่งลง (sitting, sitting down)
            (2) ที่นั่ง, บัลลังก์ (a seat, throne)

หมายเหตุ : “อาสน” ที่แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่มานอน” เป็นการแปลตามรูปวิเคราะห์ แต่หมายถึง “ที่นั่ง” เพราะโดยปกติแม้จะนอนก็ต้องนั่งก่อน

เสน + อาสน = เสนาสน (เส-นา-สะ-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่นอนและที่เป็นที่นั่ง” หมายถึง ที่นอนและที่นั่ง, เตียงและเก้าอี้, ที่อยู่อาศัย, ที่พักอาศัย (sleeping and sitting, bed & chair, dwelling,lodging)

    “เสนาสน” ใช้ในภาษาไทยเป็น “เสนาสนะ”
     ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า
    “เสนาสนะ : (คำนาม) ที่นอนและที่นั่ง, ที่อยู่. (ใช้เฉพาะพระภิกษุ สามเณร). (ป. เสน + อาสน).”

@@@@@@@

อภิปรายขยายความ

ในภาษาพระ “เสนาสนะ” หมายถึง ที่อยู่ที่อาศัยของพระ เมื่อมีการตั้งวัดเป็นหลักเป็นฐานในสังคมพระพุทธศาสนาแล้ว “เสนาสนะ” หมายรวมถึง สิ่งก่อสร้างทั้งปวงในอาราม ในต้นพุทธกาล ภิกษุในพระพุทธศาสนาอาศัยโคนไม้เป็นที่พัก อันเป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่าเป็นผู้สละละวางทรัพย์สินทั้งปวง แม้กระทั่งที่อยู่ก็อาศัยธรรมชาติล้วนๆ

หลักข้อหนึ่งใน 4 หลักแห่งการดำรงชีวิตของภิกษุ ที่พระอุปัชฌาย์ปฐมนิเทศให้ฟังตั้งแต่วันแรกที่บวช ก็คือ “รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา” ถอดความว่า “ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยโคนไม้เป็นที่อยู่”

แม้ภายหลังจะมีผู้มีศรัทธาสร้างที่พักถวายและมีพุทธานุญาตให้ภิกษุใช้สอยได้ การอยู่โคนไม้ก็ยังเป็นข้อปฏิบัติที่ถือกันว่าเป็นการขัดเกลาอัธยาศัยอย่างหนึ่ง ดังปรากฏเป็นธุดงค์ข้อหนึ่งในธุดงค์ 13 ที่เรียกว่า “รุกขมูลิกังคะ” แปลว่า “องค์แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร” (tree-root-dweller’s practice)

บรรพชิตในพระพุทธศาสนาเมื่อจะใช้สอยเสนาสนะ ท่านสอนให้พิจารณาก่อนดังนี้

    ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ = เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ
    ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ = เพียงเพื่อบำบัดความหนาว
    อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ = เพื่อบำบัดความร้อน
    ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ = เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลานทั้งหลาย
    ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง. = เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ได้ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา

การพิจารณาก่อนใช้สอยเสนาสนะเช่นนี้ เป็นเครื่องแสดงถึงการดำรงชีพตามวิถีชีวิตของสงฆ์

@@@@@@@

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 คณะสงฆ์ไทยแบ่งงานออกเป็น 4 สาย เรียกว่า “องค์การ” คือ
     - องค์การปกครอง
     - องค์การศึกษา
     - องค์การเผยแผ่
     - องค์การสาธารณูปการ

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2535 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแม้จะไม่มีองค์การเหล่านี้แล้ว แต่คณะสงฆ์ก็ยังทำงานตามแนวของ “องค์การ” ที่เคยมีมา ทั้งยังได้เพิ่มงานขึ้นอีกรวมเป็น 6 ด้าน คือ
     - การปกครอง
     - การศาสนศึกษา
     - การศึกษาสงเคราะห์
     - การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
     - การสาธารณูปการ
     - การสาธารณสงเคราะห์

คำว่า “สาธารณูปการ” ของคณะสงฆ์ไทย เป็นที่รู้เข้าใจกันว่า คือ งานเกี่ยวกับการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ เสนาสนะนั่นเอง งานที่เกี่ยวกับ “เสนาสนะ” นี้ เคยมีความสำคัญมาก ถึงกับใช้เป็นตัวชี้วัดว่า พระสังฆาธิการรูปไหนควรจะได้รับสมณศักดิ์หรือตำแหน่งหน้าที่ในคณะสงฆ์ ให้ดูที่ ได้สร้างเสนาสนะ เช่น สร้างโบสถ์ สร้างศาลามาแล้วกี่หลัง

แม้เวลานี้ ทั้งๆที่จำนวนพระภิกษุสามเณรตามวัดต่างๆ ลดลงไปทุกทีอย่างน่าวิตก แต่ค่านิยมสร้างเสนาสนะก็ยังไม่ได้หมดไปจากสังคมไทย พระสังฆาธิการระดับจังหวัดรูปหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า สร้างวัดไม่กี่ปีก็เสร็จ แต่การดูแลรักษาวัดต้องทำโดยไม่มีวันเสร็จ

ดูก่อนภราดา.! สร้างเสนาสนะ พระอาศัยได้ร้อยปี สร้างบุญบารมี โลกอาศัยเราไปได้ชั่วกาลนาน




ขอบคุณ : dhamma.serichon.us/2021/04/24/เสนาสนะ-ภาษาพระที่ควรรู/
บทความของ : ทองย้อย แสงสินชัย ,24 เมษายน 2021 ,By admin.
ขอบคุณภาพจาก : https://www.pinterest.ca/pin/180636635040644865/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2021, 07:08:46 am โดย raponsan »
บันทึกการเข้า
ปัญจะมาเร ชิเนนาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จตุสัจจัง ปะกาเสติ มหาวีรัง นะมามิหัง ปัญจะมาเร ปลายิงสุ