สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน

เรื่องทั่วไป => forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน => ข้อความที่เริ่มโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2018, 08:42:53 am



หัวข้อ: ฆ่าคนตาย..ได้ไปสวรรค์.! "ลพ.ฤาษีลิงดำ" เล่าเรื่อง "ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร"
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2018, 08:42:53 am

(http://img.tnews.co.th/userfiles/images/wiyfg20111011173353.jpg)


ทำสงครามต้องฆ่าคนตาย..ทำไมได้ไปสวรรค์.? "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" เล่าเรื่อง "ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร" ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.!!

ถ้าใครไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ผ่านอำเภอถลางจะเห็นอนุสาวรีย์ของวีรสตรี ๒ ท่าน คือ "ท่านท้าวเทพกษัตรีกับท่านท้าวศรีสุนทร" 

ท่านท้าวเทพกษัตรี  เดิมชื่อ  "จัน" กับน้องสาวคือ ท่านท้าวศรีสุนทร เดิมชื่อ  "มุก" เป็นชาวเมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต  เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์  บิดาเป็นเจ้าเมืองถลาง คุณจันกับคุณมุกได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างคล่องแคล่วชำนาญและมีความกล้าหาญ เมื่อเจ้าเมืองถึงแก่กรรม คณะกรรมการเมืองก็แต่งตั้งสามีคุณจันขึ้นเป็นเจ้าเมืองถลาง     

(http://img.tnews.co.th/userfiles/images/maxresdefault%20(1)(45).jpg)

ต่อมาสามีคุณจันถึงแกกรรม พม่าก็ยกทัพมาตีเมืองถลาง ทั้งสองท่านได้ประชุมปรึกษากับคณะกรรมการเมือง โดยคิดอุบายลวงข้าศึก ได้รวบรวมผู้หญิงราว ๕๐๐ คน ให้แต่งตัวเป็นผู้ชายโพกศีรษะ พอถึงเวลากลางคืนใช้ทางมะพร้าวทำเป็นอาวุธถือเดินแปรขบวนระหว่างค่ายทุกวัน ตอนกลางวันก็เข้าทำเป็นกองหนุนเข้าสมทบในค่าย จนข้าศึกคิดว่าไทยมีกำลังหนุนอยู่เสมอ จึงนำทัพถอยร่นไป คุณจันจึงสั่งระดมยิงปืนใหญ่เข้าไปในกองทัพพม่า พม่าตกใจต่างหนีลงเรือแล่นออกจากอ่าวไป เมื่อศึกสงบแล้วรัชกาลที่ ๑ โปรดให้แต่งตั้งคุณจันเป็น  "ท้าวเทพกษัตรี" และคุณมุกน้องสาวเป็น "ท้าวศรีสุนทร"

วีรกรรมของท่านทั้งสองจึงเป็นเกียรติประวัติแก่ชาติไทยสืบมาจนทุกวันนี้ อนุสาวรีย์ของวีรสตรีทั้งสองท่านตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเรือ สี่แยกเมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต  องค์พี่จูงมือน้องสาว มือขวาถือดาบ นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อแขนกระบอกมีตะเบ็งมาน ผมทรงดอกกระทุ่ม เป็นสำริดสีดำทั้งสององค์


(http://img.tnews.co.th/userfiles/images/e0b988e0b981e0b894e0b988.jpg)

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าว่า เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๗ อาตมาเดินทางไปภาคใต้ ได้นั่งรถผ่านอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เห็นอนุสาวรีย์ของวีรสตรีทั้งสองท่าน จึงคิดว่าเรามาอยู่บนแผ่นดินของท่านทั้งสองผู้มีพระคุณใหญ่ที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ ถ้าเวลานั้นไม่มีท่านทั้งสองก็ยังไม่แน่นักว่าจังหวัดภูเก็ตจะเป็นของเราหรือเป็นของใคร ก็เลยมีความคิดว่าท่านทั้งสองตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ถ้าพบได้ก็จะดี พอคิดเพียงเท่านี้ก็ปรากฏว่าท่านทั้งสองมาปรากฏอยู่ที่ข้างรถพอดี  มายกมือไหว้ให้เห็นรูปร่างหน้าตาของท่านในสมัยที่ท่านเป็นแม่ทัพ ท่านบอกว่า "ท่านอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์"

อาตมาจึงถามว่า "การสงครามต้องฆ่าคนตายไปสวรรค์ด้วยหรือ" 

ท่านยิ้มแล้วก็ถามว่า  "ท่านก็เคยเป็นแม่ทัพมาเคยเป็นทหารมา  เคยฆ่าคนมาเป็นอันมากและก็เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเป็นอันมาก ทำไมถึงไม่ลงนรกบ้างล่ะ" 

@@@@@@

อาตมาตอบว่า  "เรื่องก่อนเกิดจำไม่ได้และเรื่องของท่านจะรู้ได้อย่างไร ให้เล่าว่าเป็นคนวางนโยบายฆ่าคนเป็นจำนวนมากแล้วไปดาวดึงส์ได้อย่างไร"

ท่านก็ตอบว่า "ฉันทำบาปได้ฉันก็ทำบุญได้ การทำบาปคราวนั้นฉันพลีชีวิต เลือดเนื้อ สติปัญญา กำลังกายกำลังใจ  ก็เพื่อความสันติสุขของประชาชนส่วนมาก ฉันไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัวจะตั้งฉันเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของพระราชาผู้ตั้ง เวลาทำฉันไม่ได้ต้องการแบบนั้น เมื่อทำแล้วฉันรู้ว่าเป็นบาปก็เลยทำบุญทำกุศล  ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว เวลาตายแล้วก็ไปสวรรค์" 

ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม อาตมามองไปที่อนุสาวรีย์แล้วก็มองรูปโฉมลักษณะของท่านที่มาปรากฏให้เห็นแต่งตัวเป็นแม่ทัพในสมัยนั้น คล้ายคลึงรูปจริงๆ ของท่านมาก แสดงว่าท่านทั้งสองคงดลใจให้คนปั้นรูปท่าน ปั้นได้คล้ายคลึงความเป็นจริงของท่านมาก


(http://img.tnews.co.th/userfiles/images/user6556_pic423_1213027133(1).jpg)


ขอบคุณข้อมูลจาก : https://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-46-4-2-1 (https://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-46-4-2-1)
เรียบเรียงโดยเสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ
http://www.tnews.co.th/contents/412375 (http://www.tnews.co.th/contents/412375)