|
หัวข้อ: ‘หนังตากระตุก’ อาจไม่ใช่ลางบอกเหตุ แต่เป็นสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพ เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ พฤศจิกายน 09, 2025, 10:09:37 am .
(https://www.thecoverage.info/sites/default/files/styles/super_cover/public/image/2022-07/58_0.jpg?itok=THU62Ot7) ‘หนังตากระตุก’ อาจไม่ใช่ลางบอกเหตุ แต่เป็นสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพ กรมการแพทย์ เผยภาวะตาปิดเกร็ง หนังตากระตุก หลายคนมักคิดว่าเป็นลางบอกเหตุ อาจสร้างความรำคาญได้ แท้จริงแล้วเป็นสัญญาณบอกโรค หมั่นสังเกตอาการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า Blepharospasm หรือภาวะตาปืดเกร็ง เป็นส่วนหนึ่งของอาการ focal dystonia ซึ่งเป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อดวงตา มักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และช่วงอายุที่พบบ่อยคือ ช่วงอายุประมาณ 40-60 ปี มักเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ตา นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า อาการเริ่มต้นของภาวะนี้คือ มีกระพริบตาบ่อยครั้ง ผู้ป่วยมักให้ประวัติว่ารู้สึกเคืองตาแสบตา จากนั้นจะเริ่มมีอาการเกร็งหรือรู้สึกดึงรั้ง หรือแน่นรอบดวงตาโดยเกิดขึ้นทั้งด้านบนและด้านล่าง ทำให้มีความลำบากในการลืมตา ตาเริ่มหรี่แคบลงจนถึงตาเปิดไม่ได้ชั่วขณะ อาการจะเป็นๆ หายๆ โดยระยะเวลาที่เกิดเป็นวินาทีถึงหลายนาทีได้ ทั้งนี้ การโดนแสงแดดหรือไฟสว่างจ้า ความเครียดวิตกกังวล มักกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น ผู้ป่วยอาจมี sensory trick หรือการบรรเทาอาการจากการสัมผัสเบาๆที่บริเวณอื่น เช่น หางตาหรือแก้มแล้วทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาคลายตัว พบได้ในระยะแรกของโรค จากนั้นอาการจะค่อยๆหายไป ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ประเมินหาสาเหตุ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป (https://www.thecoverage.info/sites/default/files/users/2022/user2/1555856.jpg) นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า ผู้ป่วยจะมีอาการ ภาวะอื่นที่อาจมีอาการคล้าย Blepharospasm เช่น หนังตาตกจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการที่ไม่สามารถเปิดตาได้จากสมองส่วนกลาง หรือใบหน้ากระตุกครึ่งซีก เป็นต้น การแยกโรคต้องอาศัยแพทย์ในการตรวจวินิจฉัย นอกจากนี้ Blepharospasm อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการเกร็งของใบหน้าคือ พบร่วมกับอาการเกร็งบริเวณปาก หรือในบางรายอาการเกร็งอาจลามถึงบริเวณคอหรือทั้งร่างกาย การรักษาด้วยการรับประทานยาไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพ ผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงจากยาลดอาการเกร็ง เช่น ง่วงนอน ปากคอแห้ง อาการสับสน เป็นต้น นพ.ธนินทร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันการรักษาจึงเน้นยา ที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่และไม่มีผลข้างเคียง การฉีดยาโบทูลินัมจึงเป็นการรักษาที่ใช้ในผู้ป่วยเพื่อลดอาการเกร็งรอบดวงตา ได้นาน 3-6 เดือนต่อการฉีด 1 ครั้ง ซึ่งมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อยและหายได้เองเมื่อยาหมดฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม การฉีดโบทูลินัมไม่ได้ทำให้หายขาดจากโรคเป็นเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการแย่ลง หลีกเลี่ยงการขับรถหากยังคุมอาการได้ไม่ดีพอ และเฝ้าระวังอาการทางระบบประสาทอื่นๆ ด้วย ขอบคุณ : https://www.thecoverage.info/news/content/3792 (https://www.thecoverage.info/news/content/3792) The Coverage • Movement • 25 กรกฎาคม 2565 หัวข้อ: ตากระตุก อาจไม่ใช่ลางบอกเหตุ แต่สะท้อนปัญหาสุขภาพดวงตาที่ต้องรีบรักษา! เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ พฤศจิกายน 09, 2025, 10:24:12 am .
(https://img.pptvhd36.com/health/thumbor/2025/04/18/cusArticle-c33ffe5.avif) ตากระตุก อาจไม่ใช่ลางบอกเหตุ แต่สะท้อนปัญหาสุขภาพดวงตาที่ต้องรีบรักษา! เปลือกตากระตุก หลายคนมักไม่คิดถึงโรคภัยแต่คิดถึงลางบอกเหตุ และแน่นอนหากรู้ไม่ทันโรคต้องเป็นลางร้ายแน่ๆ จึงควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากกระตุกถี่เกินจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อเปลือกตาที่เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดได้ อาการเปลือกตากระตุก (Eyelid Twitching) หลายคนเชื่อว่ากระตุกขวาร้าย ซ้ายดี เป็นเรื่องของโชคลางที่มีผลกับการตัดสินใจในบางเรื่อง แต่ในทางการแพทย์ระบุว่า เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อเปลือกตาเกิดการเกร็งกระตุก สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง ส่วนใหญ่จะเป็นที่เปลือกตาบน มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง และหากมีการกระตุกของส่วนอื่น ๆ บนใบหน้า อาจเป็นสัญญาณบอกโรคได้ เปลือกตากระตุกบอกความผิดปกติ กล้ามเนื้อเปลือกตาเขม่น (Eyelid Myokymia) ภาวะที่เปลือกตามีอาการเต้นหรือกระตุก เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีอาการเต้นหรือกระตุกเฉพาะบริเวณเปลือกตา ส่วนมากจะเป็นเพียงข้างเดียว พบว่าเกิดกับเปลือกตาล่างบ่อยกว่าเปลือกตาบน อาการมักเป็นสั้น ๆ และหายเองได้ในเวลาไม่กี่วินาทีหรือเป็นชั่วโมง แต่บางครั้งอาจมีอาการนานหลายสัปดาห์ได้ สาเหตุกล้ามเนื้อเปลือกตาเขม่น • ความเหนื่อยล้า • ความเครียด ความวิตกกังวล • การดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ • การออกกำลังกาย • การสูบบุหรี่ • อาการระคายเคืองตา • แสงจ้า ลมหรือมลภาวะทางอากาศ • ยาบางชนิด เช่น Topiramate, Clozapine, Gold Salts, Flunarizine ฯลฯ นอกจากนี้โรคทางระบบประสาทบางอย่างอาจทำให้เกิดภาวะเปลือกตากระตุกได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย เช่น Demyelinating Diseases, Autoimmune Disease, Brainstem Pathology ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วกล้ามเนื้อเปลือกตาเขม่นมักจะหายได้เองถ้าหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว • ตาเขม่นไม่หายเป็นเวลานาน 2 – 3 สัปดาห์ • ตาเขม่น ทำให้ลืมตายากหรือตาปิด • มีการกระตุกบริเวณอื่นของใบหน้าหรือร่างกายร่วมด้วย • ตาแดงหรือมีขี้ตาเปลือกตาตก @@@@@@@ รักษากล้ามเนื้อเปลือกตาเขม่น ส่วนมากสามารถหายเองได้ โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ หากเป็นมากจนรบกวนชีวิตประจำวันหรือนานเกิน 3 เดือน อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการฉีด Botulinum Toxin กล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก (Blepharospasm) คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อเปลือกตาหดตัวผิดปกติ ทำให้กะพริบตาบ่อยขึ้น หลับตาทั้งสองข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ มักเริ่มจากอาการกล้ามเนื้อเปลือกตากระตุกเล็กน้อย และอาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้น จนอาจรบกวนการมองเห็น เนื่องจากไม่สามารถลืมตาได้ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักพบในช่วงอายุ 40 – 60 ปี (https://img.pptvhd36.com/health/thumbor/2025/04/18/cusArticle-6e4fc48.avif) ตากระตุก สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก สาเหตุกล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุกยังไม่ทราบแน่ชัด อาจมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมในบางรายอาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของสมองส่วน Basal Ganglia ปัจจัยกระตุ้นโรค • อุบัติเหตุที่ศีรษะหรือใบหน้า • ประวัติครอบครัวที่มีโรคการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น Dystonia, Tremor ฯลฯ • Reflex Blepharospasm จากโรคทางตา เช่น ตาแห้ง, เปลือกตาอักเสบ, ตาอักเสบ, ภาวะไวต่อแสง ฯลฯ • มีสิ่งระคายเคืองเยื่อหุ้มสมอง • ภาวะเครียด • ผลจากยา เช่น กลุ่มยารักษาโรคพาร์กินสัน ฯลฯ • การสูบบุหรี่ • พบได้ในโรคการเคลื่อนไหวผิดปกติอื่น ๆ เช่น Tardive Dyskinesia, Generalized Dystonia, Wilson Disease, และ Parkinsonian Syndromes รักษากล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก รักษาปัจจัยที่กระตุ้น Reflex Blepharospasm ได้แก่ การใช้น้ำตาเทียม, การรักษาเปลือกตาอักเสบ, การใช้แว่นตาดำ โดยเฉพาะชนิด FL-41 ฯลฯ • กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ กลุ่มยานอนหลับ • การฉีด Botulinum Toxin มักให้ผลการรักษาที่ดี • การผ่าตัด เฉพาะในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการฉีด Botulinum Toxin @@@@@@@@ กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งกระตุกครึ่งซีก (Hemifacial Spasm) ภาวะที่มีการกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก มักพบในช่วงอายุ 50 – 60 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อาการมักเริ่มที่เปลือกตาก่อนแล้วค่อย ๆ เป็นมากขึ้น โดยมีอาการกระตุกที่แก้มและริมฝีปากด้านเดียวกัน อาการกระตุกนี้ไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อโรครุนแรงขึ้นจะมีอาการกระตุกเกือบตลอดเวลา อาจพบอาการกระตุกขอบใบหน้าอีกฝั่งได้ แต่พบน้อยมาก และจะมีอาการกระตุกไม่พร้อมกัน ปัจจัยกระตุ้นโรค • การเคลื่อนไหวใบหน้า • ความวิตกกังวล ความเครียด ความเหนื่อยล้า รักษากล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งกระตุกครึ่งซีก • กลุ่มยากันชัก อาจช่วยลดอาการได้บ้างในบางราย • การฉีด Botulinum Toxin • การผ่าตัด Microvascular Decompression ในกรณีที่มีเส้นเลือดกดทับเส้นประสาท แม้อาการเปลือกตากระตุกสามารถหายได้เอง แต่อย่านิ่งนอนใจ หากมีอาการเรื้อรังนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน มีอาการผิดปกติของดวงตาที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ https://www.pptvhd36.com/health/care/6830 (https://www.pptvhd36.com/health/care/6830) โดย PPTV Online | เผยแพร่ : 19 เม.ย. 2568 |