สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน

เรื่องทั่วไป => ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) => ข้อความที่เริ่มโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 01, 2026, 08:41:12 am



หัวข้อ: คำว่า "พูดจาภาษาดอกไม้ และ มธุรสวาจา" มาจากไหน.?
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 01, 2026, 08:41:12 am
.
(https://www.madchima.org/forum/gallery/2_01_02_26_8_37_34.jpeg)


คำว่า "พูดจาภาษาดอกไม้ และ มธุรสวาจา" มาจากไหน.?

   "ดอกมะลิทั้งหลายทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่ เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน."



 :25: :25: :25:

[๙๙] บุคคลผู้พูดภาษาดอกไม้ เป็นไฉน.?

บุคคลบางคนในโลกนี้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ในท่ามกลางญาติ อยู่ในท่ามกลางทหาร หรืออยู่ในท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขานำไปอ้างเป็นพยานซักถามว่า

“บุรุษผู้เจริญ มาเถิด ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น”
บุคคลนั้นไม่รู้ก็กล่าวว่า “ไม่รู้” หรือรู้ก็กล่าวว่า “รู้”
ไม่เห็นก็กล่าวว่า “ไม่เห็น” หรือเห็นก็กล่าวว่า “เห็น”

ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น หรือเพราะเหตุคือ เห็นแก่อามิสเล็กน้อย ด้วยประการฉะนี้

บุคคลนี้เรียกว่า ผู้พูดภาษาดอกไม้

@@@@@@@

ข้อธรรมจากอรรถกถา

อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปุปฺผภาณี ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปุบผภาณี คือ ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม  เหมือนอย่างว่า

"ดอกมะลิทั้งหลายทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน."


(https://www.madchima.org/forum/gallery/2_01_02_26_8_38_14.jpeg)


[๑๐๐] บุคคลผู้พูดภาษาน้ำผึ้ง เป็นไฉน.?
   
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ สบายหู ไพเราะ จับใจ เป็นวาจาของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ

บุคคลนี้เรียกว่า ผู้พูดภาษาน้ำผึ้ง

@@@@@@@

ข้อธรรมจากอรรถกถา

อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล มธุภาณี ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า มธุภาณี แปลว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง

บาลีว่า "มุทุภาณี แปลว่า มีวาจาอ่อนโยน" ดังนี้บ้าง.

อธิบายว่า เป็นวาจาไพเราะแม้ทั้ง ๒ อย่าง เหมือนอย่างว่า

"ธรรมดาว่า จตุมธุรส คือ รส ๔ อย่าง มีน้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด เมื่อระคนปนกันแล้ว เป็นของประณีต ฉันใด, ถ้อยคำของบุคคลผู้นี้ ก็เป็นของไพเราะ แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน."



ขอขอบคุณ :-
ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ , ๓. ติกปุคคลบัญญัติ
ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค ส้มโอ ส้มแร๊ง


หัวข้อ: Re: คำว่า "พูดจาภาษาดอกไม้ และ มธุรสวาจา" มาจากไหน.?
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 01, 2026, 09:47:30 am
.
(https://www.madchima.org/forum/gallery/2_01_02_26_9_49_11.jpeg)
ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค ทักษิณาณัน รักธรรม


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓
ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ , ติกนิทเทส


[๘๘] บุคคลผู้มีวาทะเหมือนคูถ เป็นไฉน
         
บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบพูดเท็จ ไปอยู่ในที่ประชุม ไปอยู่ในบริษัทไปอยู่ในท่ามกลางญาติ ไปอยู่ในท่ามกลางอำมาตย์ หรือไปอยู่ในท่ามกลางราชตระกูล ถูกเขานำไปซักถาม ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า

ดูก่อนบุรุษ ผู้เจริญ ท่านรู้อย่างไร จงพูดอย่างนั้น
บุคคลนั้นไม่รู้ กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้ หรือรู้อยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่รู้
ไม่เห็น กล่าวว่าข้าพเจ้าเห็น หรือเห็นอยู่ กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็น
เป็นผู้กล่าวคำเท็จ โดยรู้อยู่ว่าเท็จ ดังว่ามานี้
เพราะเหตุแห่งตน หรือเพราะเหตุแห่งคนอื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย

บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนคูถ

@@@@@@@

บุคคลผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้ เป็นไฉน
         
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละเสียแล้วซึ่งมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท ไปอยู่ในที่ประชุม ไปอยู่ในบริษัท ไปอยู่ในท่ามกลางญาติ ไปอยู่ในท่ามกลางอำมาตย์ หรือไปอยู่ในท่ามกลางราชตระกูล ถูกเขานำไปเพื่อซักถาม ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า

ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้อย่างไร จงพูดอย่างนั้น
บุคคลนั้นไม่รู้ กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่รู้ หรือรู้อยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้
ไม่เห็น กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็น เห็นอยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้าเห็น
ไม่เป็นผู้กล่าวคำเท็จ โดยรู้อยู่ว่าเท็จ ดังว่ามานี้
เพราะเหตุแห่งตน หรือเพราะเหตุแห่งผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย

บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้

@@@@@@@

บุคคลผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง เป็นไฉน
         
บุคคลบางคนในโลกนี้ วาจานั้นใดไม่มีโทษ สะดวกหู เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ถึงใจ เป็นของชาวเมือง อันคนมากใคร่ เป็นที่ชอบใจของคนมาก เป็นผู้กล่าววาจาเช่นนั้น

บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง

_______________________
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=36&A=3225&Z=3658 (https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=36&A=3225&Z=3658)



 :25: :25: :25:

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ ภาษาบาลี อักษรไทย พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓ อภิ. ธาตุกถา เจว ปุคฺคลปญฺญตฺติ จ ,ติกนิทฺเทโส

[๘๘] กตโม จ ปุคฺคโล คูถภาณี อิเธกจฺโจ   

ปุคฺคโล มุสาวาที โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคโต วา ปูคมชฺฌคโต วา ราชกุลมชฺฌคโต วา อภินีโต สกฺขิปุฏฺโฐ เอหิ โภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ โส อชานํวา อาห ชานามีติ ชานํ วา อาห น ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ

อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล คูถภาณี ฯ

{๘๘.๑} กตโม จ ปุคฺคโล ปุปฺผภาณี อิเธกจฺโจ

ปุคฺคโล มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคโต วา ปูคมชฺฌคโต วา ราชกุลมชฺฌคโต วา อภินีโต สกฺขิปุฏฺโฐ เอหิ โภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ โส อชานํ วา อาห น ชานามีติ ชานํ  วา อาห ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ

อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปุปฺผภาณี ฯ
     
{๘๘.๒} กตโม จ ปุคฺคโล มธุภาณี อิเธกจฺโจ

ปุคฺคโล ยา สา วาจา เนฬา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ   

อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล มธุภาณี ฯ
____________________
__
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=36&item=599&items=20 (https://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=36&item=599&items=20)


(https://www.madchima.org/forum/gallery/2_01_02_26_8_37_53.jpeg)
ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค ทักษิณาณัน รักธรรม


อรรถกถา ปุคคลบัญญัติปกรณ์ | บุคคลบัญญัติ ติกนิทเทส

อรรถกถาคูถภาณีบุคคลเป็นต้น 
       
บทว่า "สภคฺโค" ได้แก่ อยู่ในสภา คือที่ประชุม.
บทว่า "ปริสคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในบริษัทชาวบ้าน.

บทว่า "คามมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งชาวชนบททั้งหลาย.
บทว่า "ญาติมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งทายาททั้งหลาย (ผู้รับมรดกเรียก ทายาท)
บทว่า "ปูคมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งอำมาตย์ทั้งหลาย.
บทว่า "ราชกุลมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในโรงมหาวินิจฉัย ในท่ามกลางราชตระกูล.

บทว่า "อภินีโต" ได้แก่ ถูกเขานำไปเพื่อประโยชน์แก่การซักถาม.
บทว่า "สกฺขิ ปุฏฺโฐ" ได้แก่ ถูกเขากระทำให้เป็นพยานแล้วซัก.

@@@@@@@

คำว่า "เอหมฺโภ ปุริส" นี้ เป็นคำอาลปนะ คือ คำสำหรับร้องเรียก.
คำว่า "อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา" ได้แก่ เพราะเหตุแห่งอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้น หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์ของตนหรือของผู้อื่น.

ในคำนี้ว่า "อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา" ลาภ ท่านประสงค์เอาว่า "อามิส" คือ สิ่งของต่างๆ.
         
คำว่า "กิญฺจิกฺขํ" ได้แก่ สินจ้างใดๆ ก็ตามที่มีประมาณเล็กน้อย.
อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งสินจ้างมีประมาณเล็กน้อย โดยที่สุดมีนกกระทา, นกคุ่ม, ก้อนเนยใสและก้อนเนยข้นเป็นต้น.
         
สองบทว่า "สมฺปชานมุสาภาสิตา โหติ" ความว่า กระทำการกล่าวมุสาวาท ทั้งที่รู้อยู่ นั่นแหละ.
         
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า คูถภาณี คือ ผู้มีวาทะเหมือนคูถ เพราะมีวาจาเช่นกับด้วยคูถ (อุจจาระ)

ท่านอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า
   "ขึ้นชื่อว่าคูถ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแก่มหาชน ฉันใด คำพูดของบุคคลกล่าวเท็จนี้ ก็ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน."

@@@@@@@

สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปุบผภาณี คือ ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้. เหมือนอย่างว่า
    "ดอกมะลิทั้งหลายทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน."
         
โทโส คือ โทษ ท่านเรียกว่า เอลํ ซึ่งแปลว่า ความชั่ว ในคำว่า "เนลา" วิเคราะห์ว่า โทษของวาจานั้นไม่มี
เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงเรียกว่า เนลา แปลว่า วาจาไม่มีโทษ.
         
อธิบายว่า หมดโทษ ดุจโทษที่ท่านกล่าวไว้ในคำนี้ว่า "เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท" (๑-) ดังนี้.

____________________________
(๑-) ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕๑. (https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=25&item=151#151top)

@@@@@@@

บทว่า "กณฺณสุขา" ได้แก่ ชื่อว่าสบายแก่หูทั้งสอง เพราะเป็นวาจาที่ไพเราะโดยพยัญชนะ.
อธิบายว่า ไม่ทำการเสียดแทงหูให้เกิดขึ้น ดุจการแทงด้วยเข็มทั้งหลาย.
         
พึงทราบวิเคราะห์ต่างๆ ดังนี้
         
วาจาใดไม่ยังความโกรธให้เกิดขึ้นในสรีระทั้งสิ้น ย่อมยังความรักให้เกิดเพราะเป็นวาจาที่ไพเราะโดยอรรถ
เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า เปมนียา แปลว่า วาจาอันยังความรักให้เกิดขึ้น.
         
วาจาใดย่อมไปสู่หทัย ไม่มีอะไรๆ กระทบกระเทือน เข้าไปสู่จิตโดยสบาย
เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่าหทยงฺคมา แปลว่า วาจาจับใจ.
         
@@@@@@@

วาจาใดเป็นของมีอยู่ในเมือง เพราะเป็นวาจาที่สมบูรณ์ด้วยคุณ
เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า โปรี แปลว่า วาจาชาวเมือง.

วาจาใดที่กล่าวเรียกว่า ดูก่อนกุมารผู้ดี ดุจนารีผู้มีวัฒนธรรมอันดี วาจาแม้นั้นก็เรียกว่า โปรี. วาจานี้ใดเป็นของมีอยู่แก่ชาวเมือง แม้วาจานั้น ก็ชื่อว่า โปรี.
         
อธิบายว่า เป็นถ้อยคำของชาวนคร.
         
จริงอยู่ ชาวนครทั้งหลายมีถ้อยคำอันควร คือเหมาะสม ย่อมกล่าวเรียกบุคคลผู้สมควรเป็นพ่อว่า พ่อ เรียกผู้สมควรเป็นแม่ว่า แม่ และกล่าวเรียกผู้สมควรเป็นพี่ชายน้องชายว่า พี่ชาย น้องชาย ดังนี้.
         
ถ้อยคำใด (ที่กล่าวมาแล้ว) เห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่รักใคร่ชอบใจแก่ชนเป็นจำนวนมาก
เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า พหุชนกนฺตา แปลว่า วาจาเป็นที่ชอบใจของคนเป็นจำนวนมาก.
         
วาจาใดเป็นที่ยังใจให้ชุ่มชื่น คือกระทำความเจริญแก่จิตของชนเป็นจำนวนมากโดยความเป็นวาจาอันชอบใจนั่นแหละ
เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า พหุชนมนาปา แปลว่า วาจาเป็นที่ชอบใจแก่ชนเป็นจำนวนมาก.
         
@@@@@@@

สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า มธุภาณี แปลว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง. บาลีว่า "มุทุภาณี แปลว่า มีวาจาอ่อนโยน" ดังนี้บ้าง.
         
อธิบายว่า เป็นวาจาไพเราะแม้ทั้ง ๒ อย่าง เหมือนอย่างว่า
    "ธรรมดาว่า จตุมธุรส คือรส ๔ อย่างมีน้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด เมื่อระคนปนกันแล้วเป็นของประณีต ฉันใด ถ้อยคำของบุคคลผู้นี้ก็เป็นของไพเราะแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน."

_________________________
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=36.2&i=84 (https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=36.2&i=84)