|
หัวข้อ: สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 09, 2026, 06:45:45 am .
(https://media.thairath.co.th/image/9LaJ0U7VU6jEvV3lh7H3x65swa3l01cO0UF08wqkhs1a2h8e9vA1.jpg) สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว แล้วในโลกยุคใหม่ เราจะใส่ใจแบบไหนถึงพอดี.? Summary • เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว • การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้ • เราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ :49: :49: :49: ‘กินข้าวหรือยัง?’ ‘ไปไหนมา?’ ‘แฟนไม่มาด้วยหรอ?’ คำถามดังกล่าวเป็นคำถามสไตล์ไทยๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี คำถามเหล่านี้สำหรับคนไทย และอาจจะรวมถึงชาวเอเชียคือการแสดงความเป็นมิตรแบบ Collectivism (วัฒนธรรมรวมกลุ่ม) ที่เน้นความผูกพัน อยากทราบถึงความเป็นอยู่ และเป็นคำถามที่แสดงความห่วงใย แต่ในยุคที่พวกเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คำถามเหล่านี้อาจกลายเป็นการก้าวก่าย กดดันและดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป แล้วในวันที่หลายอย่างอ่อนไหว เราจะใส่ใจอย่างไรให้เหมาะสมกันดี? ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว ‘เราเรียนรู้ได้ว่าเราเป็นใครจากการสะท้อนของคนรอบข้าง และเราสามารถพัฒนาศักยภาพได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันเอง’ เพราะฉะนั้นการรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้ @@@@@@@ แต่อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น พอวัฒนธรรมเปลี่ยนไป เราเองก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บทความนี้ชวนสำรวจว่า ความใส่ใจในโลกยุคใหม่ต้องใส่ใจแบบไหนถึงพอดี 1- ลองใช้ความใส่ใจแบบ Invisible Support หรือการช่วยเหลือแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เป็นการสนับสนุนที่เนียนๆ ไปกับสถานการณ์ ไม่โจ่งแจ้งจนทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เพราะบางครั้งแค่การ ‘อยู่ข้างๆ’ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจโดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไรก็พอแล้ว หรือพูดง่ายๆ มันคือการคอยมองสอดส่องความปลอดภัย โดยไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของเขา 2- หันมาฝึก Empathetic Responsiveness เปลี่ยนจากการถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการใส่ใจแบบ ‘ใจเขาใจเรา’ เพราะเรื่องบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหตุผลไปเสียหมด แค่มีความเห็นใจ ไม่เอาความคิดของเราไปตัดสินคนอื่น แต่เลือกที่จะรับรู้ความรู้สึกของเขาจากใจจริง อย่าพยายามไปจี้ถามใคร เพราะหากเราโดนจี้ถามเรื่องส่วนตัวโดยที่คนถามไม่สนใจความรู้สึกเรา เราเองก็คงรู้สึกแย่ไม่ต่างกัน 3 - เคารพความเป็นส่วนตัว การรักษาความเป็นส่วนตัวไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่คือการให้พื้นที่ความสบายใจแก่กัน การใส่ใจที่ดีต้องรอให้เจ้าของพื้นที่ ‘อนุญาต’ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของเขา @@@@@@@ "การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้" เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105962? Thairath Plus › Everyday Life › Lifestyle | 29 ม.ค. 69 | creator : กองบรรณาธิการ อ้างอิง :- - What makes some people so nosey - PLoS ONE | The Watching Eyes Effect - BBC | เหตุใดเราจึงซุบซิบนินทาคนอื่น ? นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการมีคำอธิบาย |