หัวข้อ: ศิลปะของการขอ (The Art of "the Ask") เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ ธันวาคม 05, 2011, 08:08:07 pm (http://www.thairath.co.th/media/content/2011/12/05/221334/hr1667/630.jpg) ศิลปะของการขอ (The Art of "the Ask") การขออยู่คู่กับมนุษย์มาโดยตลอด และเมื่อมี “การขอ” ย่อมมี “การให้” หรือ “ไม่ให้” ก็ได้ การขอนั้นอาจจะขอจากมนุษย์ด้วยกัน หรือขอจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ การขอจะสมปรารถนาหรือไม่นั้นไม่อาจคาดเดาได้อย่างถูกต้องเสมอไป มีทั้งได้และไม่ได้ตามที่ขอ บางครั้งอาจจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่ขอ ผู้ขอไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีสถานะที่ต่ำกว่าผู้ให้เสมอไป บางครั้งผู้ขออาจมีสถานะสูงกว่าก็ได้ การอ้อนวอนร้องขอเป็นพิธีกรรมที่มีอยู่ในบางอารยธรรมของมนุษย์ชาติ และยังคงดำรงอยู่จนทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านการพัฒนาองค์การ การประชาสัมพันธ์ และการข่าวย่อมต้องเคยชินกับการเอ่ยปาก “ขอ” สิ่งที่ต้องการจากผู้อื่น หรือจากหน่วยงานอื่น “การขอ” จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ นั่นคือ “ได้ในสิ่งที่ต้องการ” การใช้วาทกรรมเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ ด้วยการใช้ถ้อยคำชักจูงโน้มน้าว (Rhetoric) เป็นศาสตร์ชั้นสูงที่มีการเรียนกันในสถาบันการศึกษาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการมีสำนักการศึกษา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ศิลปะของการขอ” หรือ The Art of “the Ask” ในแวดวงนักวิชาการ ทั้งคณาจารย์ นักศึกษา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสถาบันการศึกษาต่างต้องใช้ “การขอ” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การบริหารจัดการ การทำงานและการใช้ชีวิตในปกติ แต่การขอนั้นอาจจะมีระดับมากน้อยแตกต่างกัน และถ้าพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า แต่ละคนสามารถขอได้มากน้อยแตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็นการขอจากผู้ให้คนเดียวกัน เพียงแต่คนที่ขอต่างกัน อาจจะได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยืนยันได้ว่า การขอให้ได้ในสิ่งที่ต้องการนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการใช้ “ศิลปะของการขอ” ที่จะเลือกเวลา โอกาส ภาษา ท่าทาง และการวางเงื่อนไขต่าง ๆ ประกอบกัน การขอนั้นอาจมีการขอที่หลากหลาย เช่น การขอเงินและสิ่งของ การขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ การขอใช้ การขอยืม รวมถึงการขอร้อง ขอแรง และขออภัย เป็นต้น และในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัย ครั้งใหญ่ในปลายปี พ.ศ. 2554 จะพบเห็นรูปแบบของการขอที่หลากหลาย ซึ่งส่วนมากเป็นการขอบริจาคเงินและสิ่งของช่วยผู้ประสบภัย ส่วนการขอในสถาบันการศึกษาหรือในทางวิชาการ อาจเป็นรูปแบบของการขอความร่วมมือ ขอความเห็น ขอให้อ่านผลงานหรือบทความ ขอให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ขอให้เป็นที่ปรึกษา ขอให้เป็นวิทยากร ขอให้สอน ซึ่งผู้ถูกขอนั้นสามารถปฏิเสธได้ ความแตกต่างของ “การขอ” กับ “การสั่งการ” จึงแตกต่างที่อำนาจในการปฏิเสธนั่นเอง การขอบริจาคอาจมีการใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อการโน้มน้าวให้เกิดความรู้สึกเห็นใจในความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ และสร้างความมั่นใจ เลื่อมใส ศรัทธาที่จะบริจาค โดยให้ความรู้สึกว่าสิ่งของ หรือเงินของผู้ให้นั้นจะไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน รวดเร็ว ครบถ้วน ศิลปะของการสร้างความมั่นใจนับเป็นวิธีการที่ได้ผลมากในช่วงของการระดมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย การสร้างความเชื่อถือ ความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับผู้ให้ทำให้ “การขอ” ประสบความสำเร็จมาก ทุกครั้งที่มีการเอ่ยปากขอจากผู้ที่มีความน่าเชื่อถือจะมีผู้ให้จำนวนมากยินดีจะให้เสมอ (http://www.thairath.co.th/media/content/2011/12/05/221334/l20/o2/420/285.jpg) การขอเป็นศิลปะชั้นสูง การทำงานให้สำเร็จ ราบรื่น เรียบร้อย และร่วมกันทำ เป็นเป้าหมายของการทำงานในระบอบประชาธิปไตย ถ้าพิจารณาจากความสำเร็จดังกล่าวแล้ว “การขอ” เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จดังกล่าว ผู้บริหารมีความจำเป็นต้องขอให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ผู้ปฏิบัติมีความจำเป็นต้องขอปัจจัยและอำนาจในการทำงานให้สำเร็จ การขอจึงต้องมีศิลปะสำหรับการขอโดยพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้ 1. ขออะไร จากใคร เมื่อไร และทำไมต้องขอคนนั้น จากประเด็นแรกดูเหมือนจะมีหลายประเด็น หลายคำถาม แต่ทั้งหมดต้องคิดแบบองค์รวม ไม่แยกส่วนในการคิดพิจารณา เพราะคำตอบนั้นมีคำตอบเดียวไม่ได้แยกเป็นส่วน ๆ คือ “ได้” หรือ “ไม่ได้” เท่านั้น และอาจไม่สามารถหาเหตุผลเป็นส่วน ๆ ได้เช่นกัน การเลือกคนที่จะขออะไรในเวลาไหนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้สามัญสำนึกที่ดี และบางครั้งต้องใช้ความรู้สึก และสัญชาตญาณมากกว่ากระบวนการหรือเหตุผล การขอจึงเป็นเรื่องของจิตใจหรือสัมผัสที่หกอย่างมากในการประเมินผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และผลลัพธ์อาจสร้างความประหลาดใจได้เสมอ ส่วนมากแล้วจะได้ผลเกินความคาดหมาย หลายคนประสบความสำเร็จและได้ในสิ่งที่ปรารถนาเพราะกล้าจะขอ หลายคนผิดหวังพลาดโอกาสเพราะไม่กล้าที่จะขอ กลัวที่จะขอ หรือละเลยที่จะขอ 2. เตรียมเหตุผลที่ดีสำหรับ “การขอ” การแสดงเหตุผลว่าจะขอเอาไปทำอะไร หรือเพื่ออะไรมีความสำคัญน้อยกว่าการแสดงเหตุผลว่าทำไมจึงควรให้ เนื่องจากผู้ให้มักจะทราบและเข้าใจจุดประสงค์ของการขอเป็นอย่างดี จึงไม่ควรย้ำเตือนมากนัก และถ้าเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ที่เป็นที่รับทราบในสาธารณะแล้ว ศิลปะของการสร้างความสำคัญให้เกิดขึ้นกับผู้ให้อาจต้องใช้กลวิธีหลายอย่าง การสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อทำให้ “การขอ” ประสบผลสำเร็จจึงมีเทคนิควิธีการต่าง ๆ มาก สามารถศึกษาได้จากเทคนิควิธีซึ่งนิยมนำมาใช้ในกิจกรรมเพื่อการระดมทุนของสมาคมศิษย์เก่า และมูลนิธิต่าง ๆ ในสถาบันการศึกษา การขอนั้นอาจมีทั้งการขอบริจาคเงินสิ่งของ การขอความอนุเคราะห์และความร่วมมือ ดังนั้นการเตรียมเหตุผลที่ดีสำหรับผู้ให้จึงสำคัญกว่าเหตุผลของผู้ขอ 3. ทำให้ “การขอ” เป็น “การให้” ถ้าการขอจะทำให้ “การให้” ของผู้ให้ได้รับการตอบแทนทางใดทางหนึ่งด้วยจะทำให้การขอประสบความสำเร็จได้ง่าย การได้รับสิ่งตอบแทนนั้นอาจเป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม สิ่งที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การได้รับของที่ระลึกตอบแทน ใบอนุโมทนาบัตร การได้ประกาศชื่อออกข่าวทีวี มีภาพเรื่องราวของ “การให้” ในสื่อต่าง ๆ รวมทั้งการได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ ส่วนนามธรรมได้แก่ การได้กุศลผลบุญ ความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ให้อันเป็นผลจากการให้ หรือได้ช่วยเหลือผู้อื่น รวมทั้งการสะเดาะเคราะห์หรือฟาดเคราะห์เพื่อชดใช้เจ้ากรรมนายเวร เป็นต้น โปรดจำไว้ว่า “ไม่มีใครให้อะไรท่านโดยไม่หวังอะไร” (Nobody gives you anything for nothing.) ศิลปะของการใช้คำพูดหรือวาทกรรมที่แยบยลต้องนำมาใช้ในประเด็นนี้ด้วยการทำให้ผู้ให้รู้สึกว่าไม่ได้เป็นผู้ถูกขอแต่เป็นผู้ที่จะได้รับสิ่งดี ๆ ความสำคัญของ “การขอ” กับ “การให้” เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ถูกนำมาบริหารจัดการ เพราะผู้พร้อมจะให้มีมากและอาจจะสามารถตอบสนองให้กับผู้ขอที่ต้องการได้อย่างมากเช่นกัน เพียงแต่ ผู้ขอไม่ขอ ผู้ให้ก็ไม่ทราบว่าจะให้อะไรกับใคร เพราะทั้งฝ่ายผู้ขอและฝ่ายผู้ให้ยังมีช่องว่างที่รอการประสานอยู่ แต่เมื่อประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมหนักในปี พ.ศ. 2554 ดังกล่าวข้างต้น ได้ทำให้เกิดผู้ประสานช่องว่างจำนวนมาก นำความต้องการของผู้ขอที่ต้องการความช่วยเหลือแจ้งไปให้ผู้ที่มีความสามารถในการให้ได้รับทราบผ่านช่องทางหรือสื่อต่างๆ ทำให้การขอและการให้เกิดขึ้น (http://www.thairath.co.th/media/content/2011/12/05/221334/l20/o3/420/280.jpg) สรุป การขอและการให้เป็นผลของการมีจิตเมตตา เป็นกระบวนการอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ค้ำจุนกันให้เกิดสันติสุขในหมู่มวลมนุษยชาติ การขอและการให้มีความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหา การศึกษา การทำงาน การมีชีวิตรอด และการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในบางเวลา การขอในความหมายนี้มิใช่เพื่อการส่งเสริมให้กลายเป็นคนไม่พึ่งตนเองหรือเป็น “คนชอบขอ” (หรือคนขอทาน) หรือขอในสิ่งที่ไม่ควร หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ในทางตรงข้ามเป็นการส่งเสริมให้เป็นผู้ที่นอกจากพึ่งตนเองได้แล้วยังสามารถให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ นอกจากนั้นการจะขออะไรจากใครให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้ขอต้องมี “สมรรถนะทางศิลปะของการขอ” และมีคุณค่าในตนเองเสียก่อน ต้องทำให้เกิดความศรัทธา ความเชื่อมั่นจึงจะสามารถทำให้การขอประสบความสำเร็จ คือ “มีผู้ให้ตามที่ขอ” การขอที่ถูกปฏิเสธอาจเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการขอในครั้งต่อไป ทั้งฝ่ายที่เป็นปัจเจกบุคคลและฝ่ายที่เป็นหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เรื่องโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ http://www.thairath.co.th/content/edu/221334 (http://www.thairath.co.th/content/edu/221334) |