สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน

เรื่องทั่วไป => เรื่องเล่ากฎแห่งกรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2012, 12:19:11 pm



หัวข้อ: กรรมของคนด่าพระ
เริ่มหัวข้อโดย: raponsan ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2012, 12:19:11 pm

(http://buddha.dmc.tv/images/dhamma_for_people/The-Fruits-of-sin/The-Fruits-of-sin-21.jpg)


กรรมของคนด่าพระ

     มีผู้คนอยู่ไม่น้อยในโลกนี้ ที่ยังไม่ทราบว่าคุณค่าของชีวิตคืออะไร ทำให้ชีวิตของชาวโลกจึงต้องวุ่นวายไปกับการแสวงหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งๆ ที่สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดนั้น ไม่ต้องออกไปแสวงหาอื่นไกล เพราะสิ่งนั้นมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คน นั่นก็คือพระรัตนตรัย รวมทั้งบุญกุศลและคุณความดีทั้งหมด เพียงแต่เราต้องมาพิจารณาสักนิด จึงจะพบว่าในชีวิตของเรานี้

    สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือบุญ เพราะบุญเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่งทุกอย่าง จะช่วยส่งเสริมให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตได้ หากขาดบุญกุศลแล้ว ชีวิตของเราจะมีแต่ความมืดมนและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่เรื่อยไป เพราะฉะนั้นเราต้องประกอบบุญกุศลไว้ให้มากๆ ทำให้เป็นชีวิตจิตใจ และต้องหมั่นเจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนากันอยู่เสมอด้วย
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ว่า
 
                    “ทุลฺลภญฺจ มนุสฺสตฺตํ        ความเป็นมนุษย์ หาได้ยาก
                      พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ    ความเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าหาได้ยาก
                      ทุลฺลภา ขณสมฺปตฺติ       ความถึงพร้อมด้วยขณะสมัย หาได้ยาก
                      สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภ     พระสัทธรรม หาได้ยากอย่างยิ่ง
                      ทุลฺลภา สทฺธาสมฺปตฺติ     ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา หาได้ยาก
                      ปพฺพชฺชา จ ทุลฺลภา       การบวช หาได้ยาก
                      ทุลฺลภํ สทฺธมฺมสฺสวนํ      การฟังพระสัทธรรม หาได้ยาก”
 
     ขึ้นชื่อว่าความยากแล้ว การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ถือว่าเป็นความยากอันดับแรก ครั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์จึงถือว่าได้ความยากนั้นมาแล้ว ส่วนการเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการได้มาพบพระพุทธองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ก็ถือว่าเป็นการยาก เพราะเป็นการถึงพร้อมด้วยขณะสมัยที่ยังมีพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้นยาก

    การได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ด้วยแล้วยิ่งเป็นการยากอีก เมื่อฟังแล้วเกิดความศรัทธาเลื่อมใสก็หาได้ยาก และถ้าใครเกิดศรัทธาแล้วออกบวชก็ยิ่งหาได้ยาก ดังนั้นเมื่อเราได้ความยากดังที่กล่าวมาแล้วนี้ เราก็ต้องหวงแหนและรักษาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้โอกาสเหล่านี้หลุดลอยไป ดังเช่นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
 
     * ในสมัยนั้น มีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อ พระสังกิจจะ เมื่อมีอายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น ท่านได้บรรลุพระอรหัตในขณะที่พระอุปัชฌาย์กำลังจรดมีดโกนลงไปที่ปลายผมให้ท่าน ท่านบวชเป็นสามเณรอยู่ในราวป่าพร้อมกับภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายคือ โจรจะจับพระทั้ง ๓๐ รูปนำไปฆ่าเพื่อบูชายัญ ท่านจึงยอมเสียสละชีวิตของตนเอง โดยยอมให้โจรจับไป

     แต่สุดท้ายโจรทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ผู้มีอานุภาพ จนกระทั่งพวกโจรเกิดศรัทธา และขอบรรพชาทั้ง ๕๐๐ คน ท่านจึงพาไปเฝ้าพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น  ในเวลาจบพระธรรมเทศนาภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์กันทั้งหมด
 
     ต่อมาเมื่อพระสังกิจจะ มีพรรษาครบอุปสมบทแล้ว จึงไปยังกรุงพาราณสีพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป อาศัยอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ชาวบ้านพากันไปหาพระเถระ ฟังธรรมแล้วก็มีจิตเลื่อมใสได้ถวายอาคันตุกทาน ในชาวบ้านเหล่านั้น มีอุบาสกคนหนึ่งได้ทำการชักชวนมหาชนให้ถวายนิตยภัตร มหาชนจึงได้เริ่มตั้งนิตยภัตรตามกำลังของตน
 
     ในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง มีบุตร ๓ คน คือบุตรชาย ๒ คน และธิดา ๑ คน บุตรคนโตได้อุบาสกเป็นกัลยาณมิตร อุบาสกพาเขาไปหาพระสังกิจจะ เมื่อได้ฟังธรรมที่ท่านแสดง เขาเริ่มเกิดจิตศรัทธาเลื่อมใส ต่อมาเมื่ออุบาสกชักชวนให้ถวายภัตตาหารเป็นประจำแก่ภิกษุรูปหนึ่ง บุตรพราหมณ์จึงกล่าวว่า “พวกเราเป็นพราหมณ์และไม่เคยถวายนิตยภัตรเป็นทานแก่พระสมณะผู้ศากยบุตรเลย

     เพราะฉะนั้น เราจักไม่ยอมให้” อุบาสกกล่าวว่า “แม้เราผู้เป็นเพื่อนของท่าน ก็จักไม่ให้ภัตบ้างหรือ” บุตรพราหมณ์กล่าวว่า “เราเป็นเพื่อนกัน ทำไมฉันจักไม่ให้” อุบาสกพูดว่า “ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เธอจะให้เรา เธอจงถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่งเถิด” เขารับคำแล้ว จึงนิมนต์ภิกษุมารูปหนึ่งให้มาฉันที่บ้าน
 
     เมื่อวันเวลาผ่านไปอย่างนี้ น้องชายและน้องสาวของเขา เห็นวัตรปฏิบัติของภิกษุทั้งหลาย กอปรกับการได้ฟังธรรมแล้ว มีความเลื่อมใสยิ่งขึ้นในพระศาสนา และมีความยินดีในการสั่งสมบุญอยู่เป็นนิตย์ คนทั้ง ๓ เมื่อให้ทานตามกำลังทรัพย์อย่างนี้ ได้สักการะเคารพนับถือบูชาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนมารดาและบิดาของพวกเขา เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่เคารพในสมณพราหมณ์ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่รู้สึกพอใจในการบำเพ็ญบุญ
 
     พวกญาติของครอบครัวนี้ ได้ขอธิดาของเขามาแต่งงานกับบุตรของผู้เป็นลุง ซึ่งบุตรคนนั้นเมื่อฟังธรรมในสำนักของพระสังกิจจะแล้วเกิดความสังเวชจึงขอออกบวช และได้ไปสู่บ้านของมารดาตนเพื่อฉันภัตตาหารเป็นนิตย์ ฝ่ายมารดาผู้ไม่มีศรัทธา ก็รบเร้าและชักชวนขอให้สึก ด้วยการนำเด็กรุ่นสาวมายั่วยวน เมื่อเป็นดังนั้น สามเณรรู้สึกกลุ้มใจ จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วกราบเรียนเรื่องราวเพื่อจะขอลาสิกขา

 
 
(http://www.palungdham.com/news/five04.jpg)

  พระอุปัชฌาย์ เห็นว่าศิษย์เป็นผู้มีอุปนิสัยดีงาม เป็นผู้มีบุญบารมีมาก่อน จึงกล่าวว่า “พ่อเณร รอสักเดือนก่อนเถอะ” สามเณรจึงรับคำท่าน เมื่อผ่านไปได้เดือนหนึ่ง พระอุปัชฌาย์ก็กล่าวซ้ำอีกว่ารอไปอีกสักกึ่งเดือนเถิด เมื่อกึ่งเดือนผ่านไป สามเณรเข้ามาหาและกล่าวอย่างนั้นอีก พระเถระก็กล่าวอีกว่า “ถ้าอย่างนั้นรอไปสัก ๗ วันเถอะ” สามเณรรอมาหลายครั้งแล้ว

    แต่ด้วยความเคารพในพระอุปัชฌาย์จึงรับคำแล้วก็รอต่อไปอีก ด้วยคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว และภายใน ๗ วันนั้นเอง เรื่องก็เกิดขึ้น คือที่เรือนของน้าหญิงของสามเณร ซึ่งจวนจะพังอยู่แล้วเพราะชำรุดทรุดโทรมมาก เมื่อถูกพายุกระหน่ำเท่านั้นก็พังลงมาทันที
 
    พราหมณ์กับพราหมณี และลูกชาย ๒ คนลูกหญิง ๑ คน ถูกเรือนพังทับตายไปหมด ในคนที่ตายไปนั้น
     ฝ่ายพราหมณ์และนางพราหมณีไปบังเกิดในกำเนิดเปรต


     ส่วนลูกชาย ๒ คนลูกหญิง ๑ คน บังเกิดเป็นภุมเทวา บุตรคนโตมีช้างเป็นพาหนะ บุตรคนเล็กมีรถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรเป็นพาหนะ ลูกหญิงมีวอทองเป็นเครื่องแห่แหน

     พราหมณ์และนางพราหมณีถือเอาค้อนเหล็กชนิดใหญ่มาทุบกัน ที่ที่ถูกทุบแล้วปรากฏมีฝีประมาณเท่าหม้อลูกใหญ่ ผุดขึ้นครู่เดียวเท่านั้น หัวฝีแก่เต็มที่แล้วก็แตกออก
     จากนั้นก็พากันดื่มหนองและเลือดที่ไหลออกมา พลางด่าตะคอกด้วยวาจาหยาบคายต่อกันไป ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา

 
     เมื่อครบกำหนดเวลา สามเณรก็เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กราบเรียนว่า ท่านครับ กระผมผ่านวันที่รับปากกับท่านไปแล้ว ทีนี้ผมจะลาสิกขาแล้วกลับไปอยู่เรือน ขอท่านจงอนุญาตผมเถิด พระอุปัชฌาย์กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เมื่อถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เวลาพระอาทิตย์ตกดิน เธอจงมาเถิด” สามเณรเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ เฝ้ารอให้ถึงวันนั้น เมื่อถึงวันและเวลาที่กำหนดแล้ว

     พระอุปัชฌาย์ จึงพาสามเณรเดินไปหน่อยหนึ่งแล้วยืนอยู่ด้านอิสิปตนวิหาร 
     สมัยนั้น เทพบุตร ๒ องค์นั้น พร้อมด้วยน้องสาวเดินผ่านไปทางนั้นพอดี
     ฝ่ายมารดาบิดาของพวกเขาต่างก็ถือไม้ค้อน พูดวาจาหยาบคาย รูปร่างหมองคล้ำ มีเส้นผมยาวรกรุงรัง สูงราวกับลำตาล มีหนองและโลหิตไหลออกมา น่าเกลียดน่ากลัวพิลึก ติดตามพวกบุตรไป
 
     พระสังกิจจะสำแดงฤทธิ์ให้สามเณรได้เห็นชนเหล่านั้นที่กำลังเดินไป แล้วให้สามเณรสอบถามพวกที่ไปด้วยยานช้างเป็นต้น ตามลำดับ คนเหล่านั้นก็กล่าวว่า
     “ท่านจงสอบถามพวกเปรตที่มาภายหลังเถิด” สามเณรจึงถามเปรตเหล่านั้นว่า “พวกท่านมีสภาพแตกต่างกัน เพราะทำกรรมอะไรไว้”
 
     เปรตเหล่านั้น ถูกสามเณรถามอย่างนั้น จึงกล่าวตอบเรื่องราวทั้งหมดว่า
     "ผู้ที่ได้ขี่ช้างเผือกชาติกุญชรที่งดงามไปข้างหน้า คนนั้นเป็นบุตรคนโตของเรา เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ เขาได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ จึงได้รับความสุข ความบันเทิงใจ และผู้ขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร ๔ ตัว แล่นไปท่ามกลาง ผู้นั้นเป็นบุตรคนกลาง เพราะครั้งเมื่อเขาเป็นมนุษย์ เป็นคนไม่ตระหนี่ได้ถวายทานอยู่เป็นนิตย์

     ส่วนเทพนารีที่มีดวงตากลมงดงาม รุ่งเรืองดุจตาเนื้อทราย ขึ้นวอทองมาข้างหลัง เทพนารีนั้นเป็นธิดาคนสุดท้อง นางมีความสุขเบิกบานใจ เพราะผลแห่งทานครึ่งหนึ่ง เขาทั้ง ๓ มีจิตเลื่อมใสจากที่ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
     ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒ เป็นคนตระหนี่ และด่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผลจึงเป็นอย่างที่เห็นนี้แหละ"
 
     สามเณรได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความสลดสังเวชใจ ไม่มีความต้องการด้วยการครองเรือนอีก และเกิดความยินดียิ่งในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พระสังกิจจะเถระได้บอกกัมมัฏฐานแก่สามเณร ท่านได้ตั้งใจทำความเพียร ไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
 
     เราจะเห็นว่า ไม่มีอะไรเป็นที่พึงที่ระลึกที่แท้จริงได้สำหรับชีวิตเลย นอกจากบุญกุศลและพระรัตนตรัยที่เราได้เข้าถึงเท่านั้น เมื่อเราได้โอกาสในการทำความดีแล้ว ก็จงรีบใช้โอกาสนั้นให้เต็มที่ เพราะขณะนี้เราได้ชื่อว่าได้โอกาสที่หาได้ยากอย่างยิ่งแล้ว เพราะเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมจนเกิดศรัทธา แล้วเรายังมีโอกาสได้ประพฤติธรรม  เพื่อขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ 

     ก็จงรีบไขว่คว้าความโชคดีนั้นเอาไว้ สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้บวช ก็ควรหาโอกาสสักครั้งหนึ่งเพื่อมาฝึกฝนอบรมตนเอง ทำความเพียร เจริญสมาธิภาวนากันอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่เราได้โอกาสอันประเสริฐนี้กัน



อ้างอิง
พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
* มก. เล่ม ๔๙ หน้า ๑๐๘
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก http://buddha.dmc.tv/ (http://buddha.dmc.tv/)ธรรมะเพื่อประชาชน/กรรมของคนด่าพระ.html
http://www.palungdham.com/ (http://www.palungdham.com/)


หัวข้อ: Re: กรรมของคนด่าพระ
เริ่มหัวข้อโดย: นิรตา ป้อมนาวิน ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2012, 06:48:53 pm
 :smiley_confused1: :smiley_confused1: :smiley_confused1:  :25:


หัวข้อ: Re: กรรมของคนด่าพระ
เริ่มหัวข้อโดย: rainmain ที่ เมษายน 07, 2012, 07:59:12 pm
ก็พูดเรื่องพระ ต้องระวังครับ เพราะเสี่ยง ครับ.... ดังนั้นภูมิธรรมไม่ถึง ไม่ควรออกตัวไปวิจารณ์ ให้คณะสงฆ์ตัดสินกันเองด้วยธรรมวินัยดีกว่า ครับ อย่าไปด่าพระเลยครับ .....

  ลำพัง หน้าที่ เรานั้นก็เสีี่ยงนรกหลายอย่างแล้วนะครับ ทุกวันนี้...

   :s_hi: