ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
  • สนง.ส่งเสริมพระกรรมฐาน
แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - raponsan
หน้า: [1] 2 3 ... 737
1  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดอัตราค่าผ่านทาง "มอเตอร์เวย์ M6" บางปะอิน-โคราช ขึ้นแล้วต้องจ่ายเท่าไหร่ เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 11:27:28 am
.

'

เปิดอัตราค่าผ่านทาง "มอเตอร์เวย์ M6" บางปะอิน-โคราช ขึ้นแล้วต้องจ่ายเท่าไหร่.?

หลังจากที่มอเตอร์เวย M6 สาย บางปะอิน โคราชช ได้เปิดให้ขึ้นแบะเดินทางช่วงปีใหม่ แถมได้วิวสวยดว้ยเช่นเดียวกัน แต่ของฟรีไม่มีในโลกเพราะล่าสุด มีการเปิดเผย "อัตราค่าธรรมเนียมผ่านทางถาวร" ออกมาให้ผู้ใช้รถได้เตรียมตัวกันล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดทั้งสาย ซึ่ง Sanook Auto ได้สรุปราคาแบบเจาะลึกทุกด่านมาให้แล้วครับ

รูปแบบการจัดเก็บค่าผ่านทาง

มอเตอร์เวย์ M6 ใช้ระบบจัดเก็บเงินแบบ ระบบปิด คือรับบัตรหรือสแกนขาเข้า และจ่ายเงินขาออกตามระยะทางที่วิ่งจริง โดยแบ่งอัตราค่าบริการตามประเภทรถดังนี้

    • รถยนต์ 4 ล้อ : ค่าแรกเข้า 10 บาท + 1.25 บาทต่อกิโลเมตร
    • รถยนต์ 6 ล้อ : ค่าแรกเข้า 16 บาท + 2.00 บาทต่อกิโลเมตร
    • รถยนต์มากกว่า 6 ล้อ : ค่าแรกเข้า 23 บาท + 2.88 บาทต่อกิโลเมตร

@@@@@@@

ราคา "รถยนต์ 4 ล้อ" ขึ้นจากบางปะอิน จ่ายเท่าไหร่?

สำหรับรถเก๋ง รถกระบะทั่วไป หากท่านเริ่มต้นเดินทางจาก ต้นทางด่านบางปะอิน ไปยังปลายทางแต่ละด่าน จะมีอัตราค่าผ่านทางดังนี้ครับ

    • ลงด่าน วังน้อย : 25 บาท
    • ลงด่าน หินกอง : 50 บาท
    • ลงด่าน สระบุรี : 60 บาท
    • ลงด่าน แก่งคอย : 80 บาท
    • ลงด่าน มวกเหล็ก : 110 บาท
    • ลงด่าน ปากช่อง : 145 บาท (จุดยอดฮิตสำหรับคนไปเที่ยวเขาใหญ่)
    • ลงด่าน สีคิ้ว : 200 บาท
    • ลงด่าน ขามทะเลสอ (โคราช) : 240 บาท

รถ 4 ล้อ จะเสียค่าผ่านทางสูงสุดที่ 240 บาท ครับ





ราคาสำหรับรถบรรทุก

สำหรับพี่ๆ สิงห์รถบรรทุก หากวิ่งจากต้นทางถึงปลายทาง (บางปะอิน - ขามทะเลสอ) จะมีค่าใช้จ่ายสูงสุดดังนี้

    • รถ 6 ล้อ : สูงสุด 380 บาท
    • รถมากกว่า 6 ล้อ : สูงสุด 550 บาท

@@@@@@@

เริ่มเก็บเงินเมื่อไหร่.?

ปัจจุบันกรมทางหลวงยังเปิดให้วิ่งฟรีในบางช่วง (ช่วงปากช่อง-สีคิ้ว-ขามทะเลสอ) เพื่อระบายรถในช่วงเทศกาลและวันหยุดสำคัญ สำหรับการ "เริ่มเก็บค่าผ่านทางเต็มรูปแบบ" นั้น คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อการก่อสร้างด่านเก็บเงินและจุดพักรถเสร็จสมบูรณ์ตลอดทั้งสาย ซึ่งมีแผนกำหนดการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบประมาณปี 2568 - 2569 เป็นต้นไป

แม้จะต้องเสียค่าผ่านทางสูงสุด 240 บาท แต่เมื่อแลกกับระยะทางกว่า 196 กิโลเมตร ที่ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางจากเดิมที่ต้องฝ่ารถติดบนถนนมิตรภาพหลายชั่วโมง ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง




Thank to : https://www.sanook.com/auto/97451/
S! Auto : สนับสนุนเนื้อหา | 06 ม.ค. 69 (16:13 น.)
2  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนไทยเขียนเลข ใน “ศิลาจารึก” อย่างไร สมัยยังไม่ใช้เลขไทย-อารบิกแบบปัจจุบัน เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 08:40:59 am
.

จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง 7 (ภาพ : https://db.sac.or.th/)

คนไทยเขียนเลข ใน “ศิลาจารึก” อย่างไร สมัยยังไม่ใช้เลขไทย-อารบิกแบบปัจจุบัน



 :96: :96: :96:

สงสัยไหม.? คนไทยเมื่อยังไม่ใช้เลขไทยและอารบิก คนไทยเขียนเลขในศิลาจารึก อย่างไร.?

คนไทยในอดีตรับการเขียนตัวเลขบอกจำนวนมาจาก “อินเดีย” โดยนำเข้ามาพร้อมกับอักษรปัลลวะและภาษาบาลีสันสกฤต การเขียนตัวเลขเพื่อบอกจำนวนไทยในศิลาจารึก เมื่อได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย มักจะปรากฏการเขียนอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ได้แก่

    @@@@@@@

คนไทยเขียนเลขในศิลาจารึก อย่างไร.?




 :96: :96: :96:

1. การเขียนบอกจำนวนด้วยอักษรคำศัพท์ของภาษา ปรากฏครั้งแรกในศิลาจารึกกะไดอังของเขมร เมื่อ พ.ศ. 1171

    1.1 การเขียนบอกจำนวนด้วยศัพท์สังขยา

    คือการเขียนบอกจำนวนด้วยคำศัพท์ตามหลักของภาษาบาลีและสันสกฤต โดยจะแปลแต่ละศัพท์ออกมาเป็นตัวเลขที่บอกจำนวน เช่น ศิลาจารึกฐานรองธรรมจักร ที่ปรากฏอักษรปัลลวะ ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11-12 พบที่ทุ่งขวาง อ. กำแพงเแสน จ. นครปฐม

ภายในเขียนบอกจำนวนด้วยตัวอักษรซึ่งเป็นคำศัพท์สังขยา ปรากฏข้อความกล่าวถึงอาการทั้ง 4 ว่า

   “จตุธา จตุธา กตํ กระทำด้วยอาการละ 4 อาการละ 4 ศัพท์ว่า จตุ เป็นศัพท์สังขยาแปลว่า 4 จตุธา แปลว่า โดยอาการ 4 จตุธา จตุธา จึงแปลว่า โดยอาการ 4 โดยอาการ 4”

    หรือในจารึกดอนเมืองเตย อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 พบที่เมืองโบราณ ดอนเมืองเตย อ. คำเขื่อนแก้ว จ. ยโสธร ก็พบการเขียนจำนวนด้วยตัวอักษรเป็นศัพท์สังขยา ว่า “ทฺวาทศ เป็นศัพท์สังขยาภาษาสันสกฤตแปลว่า 12 อทฺภูต แปลว่า สิ่งที่น่าอัศจรรย์”


    @@@@@@@

    1.2 การเขียนบอกจำนวนด้วยอักษรศัพท์สัญลักษณ์

วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในเขมรและไทยสมัยโบราณ ปรากฏมากในจารึกภาษาสันสกฤตทั้งของศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนามหายาน โดยปรากฏที่ “ศิลาจารึกเขาน้อย” พบที่ อ. อรัญประเทศ จ. สระแก้ว ใช้ศัพท์สัญลักษณ์เขียนบอกจำนวนศักราชว่า “ทฺวารภูตารฺไถะ” แยกศัพท์ออกมาได้ความหมายดังนี้

    “ทวาร แปลว่า ช่อง ประตู เป็นสัญลักษณ์ของช่องทวารทั้ง 9 คือ ตา 2 หู 2 จมูก 2 ปาก 1 ทวารหนัก 1 ทวารเบา 1
     ภูต แปลว่า สิ่งที่มีอยู่จริง หมายถึงธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ เป็นสัญลักษณ์ของเลข 5
     อรฺไถะ แปลว่า สิ่งที่กระทบอารมณ์ให้เกิดความอยากได้ หมายถึงอายตนะภายนอก 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส จึงเป็นสัญลักษณ์ของเลข 5
     ทฺวารภูตารไถะ จึงแปลว่า 559 เป็นมหาศักราช เมื่อบวกด้วย 621 จึงตรงกับพุทธศักราช 1180”


   @@@@@@@

   1.3 การเขียนบอกจำนวนด้วยศัพท์สัญลักษณ์ผสมด้วยศัพท์สังขยา

การเขียนแบบนี้ปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ศิลาจารึกทวลฮังตะโนต, ศิลาจารึกกะไดอัง หรือในศิลาจารึกพนมรุ้ง

ในศิลาจารึกพนมรุ้ง พบการเขียนบอกมหาศักราชด้วยตัวอักษรที่ใช้ทั้งศัพท์สังขยาและศัพท์สัญลักษณ์ผสมกันว่า “ทฺวิสปฺตามฺวรจนฺทฺร” แยกศัพท์เป็น…

    “ทฺวิ แปลศัพท์สังขยา แปลว่า 2, สปฺต เป็นศัพท์สังขยา แปลว่า 7, อมฺวร แปลว่า ท้องฟ้า เป็นสัญลักษณ์ของเลข 0 จนฺทฺร แปลว่า พระจันทร์ เป็นสัญลักษณ์ของเลข 1
     ทฺวิสปฺตามฺวรจนฺทฺร จึงแปลว่า พระจันทร์ในท้องฟ้า 7 และ 2 แปลเป็นมหาศักราชว่า 1072 เมื่อบวกด้วย 621 จึงเป็นพุทธศักราช 1693”


จึงบอกได้วิธีหนึ่งแล้วว่า คนไทยเขียนเลขในศิลาจารึกอย่างไรในอดีต

นอกจากการเขียนบอกจำนวนด้วยอักษรคำศัพท์ของภาษาแล้ว ยังปรากฏวิธีเขียนบอกจำนวนด้วยตัวเลข โดยวิธีการเขียนตัวเลขในศิลาจารึกแบบนี้มีหลังจากการเขียนแบบแรก ปรากฏครั้งแรกในศิลาจารึกสัมโบร์ของเขมร เมื่อ พ.ศ. 1226

@@@@@@@

2. วิธีเขียนบอกจำนวนด้วยตัวเลข

    2.1 วิธีเขียนบอกจำนวนวัตถุสิ่งของทั่วไป

การเขียนแบบนี้พบไม่บ่อยนัก โดยจะมีสัญลักษณ์หรือการวาดวัตถุเพื่อแทนตัวเลขต่าง ๆ ดังตารางด้านล่าง



รูป : ศึกษาวิธีเขียนบอกจำนวนจากจารึกโบราณในประเทศไทยและเขมร โดย ชะเอม แก้วคล้าย นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑ ม.ค. – ก.พ. ๒๕๕๙


รวมถึงมีการนำรูปลักษณะต่าง ๆ นี้มาเรียงต่อกันหรือผสมกันให้เป็นตัวเลขใหม่ ๆ ดังนี้…


รูป : ศึกษาวิธีเขียนบอกจำนวนจากจารึกโบราณในประเทศไทยและเขมร โดย ชะเอม แก้วคล้าย นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑ ม.ค. – ก.พ. ๒๕๕๙


นอกจากนี้ก็จะมีการเขียนจำนวนด้วยตัวเลขอีก 3 แบบในศิลาจารึก นั่นคือ วิธีการเขียนตัวเลขบอกจำนวนมหาศักราช, วิธีการเขียนตัวเลขบอกจำนวนจุลศักราช และวิธีการเขียนบอกจำนวนพุทธศักราช

การเขียน 3 แบบหลังในศิลาจารึกนี้ น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันดี เพราะยังปรากฏให้เห็นในการศึกษาประวัติศาสตร์และพุทธศักราชก็ยังใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :-

    • คำยืมภาษาเขมรที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
    • ศิลาจารึก Rosetta Stone กุญแจไขความลี้ลับอักษรภาพอียิปต์
    • “ภาษาเปอร์เซีย” เหตุใดจึงมาปรากฏในศิลาจารึก “พ่อขุนราม” ?



ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : ปดิวลดา บวรศักดิ์
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2569
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 26 สิงหาคม 2567
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_138023
อ้างอิง : ชะเอม แก้วคล้าย. ศึกษาวิธีเขียนบอกจำนวนจากจารึกโบราณในประเทศไทยและเขมร. นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑ ม.ค. – ก.พ. ๒๕๕๙
3  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “พระพุทธไสยาสน์” โรงเรียนวัดราชาธิวาส เอกลักษณ์เด่น พุทธศิลป์ประยุกต์แบบ “กรีก” เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 07:07:26 am
.

พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส (ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์)


“พระพุทธไสยาสน์” โรงเรียนวัดราชาธิวาส เอกลักษณ์เด่น พุทธศิลป์ประยุกต์แบบ “กรีก”

“พระพุทธไสยาสน์” หนึ่งในพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากเป็นพุทธศิลป์ประยุกต์แบบกรีก ประดิษฐาน ณ อาคารไชยันต์ ชั้น 6 โรงเรียนวัดราชาธิวาส ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดราชาธิวาสวิหาร (เดิมชื่อวัดสมอราย) ถนนสามเสน ซอย 9 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร


พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส (ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์)


จุดกำเนิด โรงเรียนวัดราชาธิวาส

สืบเนื่องจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (พระองค์เจ้าไชยันต์มงคล) พระราชโอรสองค์ที่ 76 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาห่วง เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงสุภางค์พักตร์ พระธิดาองค์ใหญ่ของกรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่หม่อมเจ้าหญิงโถมนา

ท่านหญิงทรงสนพระทัยในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก และทรงปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ชาย ที่ได้ทรงอุทิศทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งไว้ให้สร้างโรงเรียนวัดราชาธิวาส แต่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อน

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ “สมเด็จครู” ได้ใช้ทุนทรัพย์มรดกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย สร้างตึกไชยันต์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2462 และสร้างพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเดิมเรียกว่า พระพุทธรูปปางปรินิพพาน เพื่ออุทิศพระกุศลแด่กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ผู้ทรงอุทิศทุนทรัพย์ในการสร้างโรงเรียนนี้

พระพุทธรูปองค์นี้ สร้างเป็นพระประจำวันอังคาร ซึ่งเป็นวันประสูติของพระองค์ชาย โดยมี “สมเด็จครู” เป็นผู้ทรงออกแบบ อีกทั้งมีพระเทพ รจนา (สิน) เป็นผู้ปั้นและหล่อ



พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส (ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์)


พระพุทธไสยาสน์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส พุทธศิลป์ประยุกต์แบบกรีก

ปกติแล้ว พระพุทธรูปในไทยมักจะเน้นความสมบูรณ์แบบแทนองค์พระพุทธเจ้าผ่านลักษณะต่าง ๆ แต่พระพุทธไสยาสน์องค์นี้กลับแตกต่างออกไป โดยแสดงความเป็นมนุษย์มากขึ้นแบบศิลปะกรีก อย่างจีวรที่ดูพลิ้วไหว พระเนตรหลับตาพริ้ม และการวางพระบาทที่เหมือนการนอนหลับของคนทั่วไป ทำให้มีความงดงามและมีชีวิตชีวามากขึ้น

พระพุทธไสยาสน์แห่งโรงเรียนวัดราชาธิวาสจึงได้รับการยกย่องจากกรมศิลปากรว่า เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่งดงามที่สุดในไทย เนื่องจากมีความกลมกลืนทางศิลปะแบบตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ของความสมจริงและความสงบที่สะท้อนออกมา

ทั้งกรมศิลปากรยังได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปปางไสยาสน์เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2530 อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการบรรจุพระสรีรางคารพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย และพระเชษฐภคินี พระขนิษฐาร่วมพระมารดา ที่ฐานพระพระพุทธไสยาสน์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียนวัดราชาธิวาสมาจวบจนปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :-

    • พระพุทธเสรฏฐมุนี หล่อจากกลักฝิ่น และนัยจากพระพุทธรูปที่ประกอบขึ้นจากสิ่งเสพติด
    • “พระพุทธรูปทรงเครื่อง” จากลพบุรี มรดกไทยในต่างแดน ที่พิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ
    • ตามรอย “พระพุทธสิหิงค์” พระพุทธรูปสำคัญของไทยทั้ง 3 องค์ กับพุทธศิลป์ 3 แบบ




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : กมลวรรณ ยุทธศิลป์
เผยแพร่ : วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2569
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 22 มกราคม 2568
website : https://www.silpa-mag.com/art/article_146923
4  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ผลวิจัย "อาถรรพ์รัก 7 ปี" ล่าสุดลดเหลือ 5 ปี เผยสาเหตุที่แท้จริงทางวิทยาศาสตร์ เมื่อ: มกราคม 07, 2026, 06:54:57 am
.



ผลวิจัย "อาถรรพ์รัก 7 ปี" ล่าสุดลดเหลือ 5 ปี.! หมอเผยสาเหตุที่แท้จริงทางวิทยาศาสตร์



 :49: :49: :49:

อาถรรพ์รัก 7 ปี เหลือเพียง 5 ปี.! แพทย์เผยสาเหตุที่แท้จริงคือ "สมองหมดแรงที่จะรัก"

ใบหย่าที่เคยเป็นเอกสารไกลตัว กลับกลายเป็นสิ่งที่มียอดความต้องการพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากสถิติล่าสุดของกระทรวงมหาดไทยไต้หวันพบว่า อัตราการหย่าร้างพุ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าไม่ใช่แค่ความรักที่จืดจางลง แต่เป็นผลมาจากความกดดันในการใช้ชีวิตและสภาวะ "ระบบประสาทรับภาระเกินขีดจำกัด" ของคนยุคใหม่

(1) สถิติการหย่าร้างพุ่งสูง รัก 5 ปีคือช่วงวิกฤตใหม่

ข้อมูลจากทางการระบุว่าจำนวนคู่รักที่ตัดสินใจหย่าร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังการระบาดของโควิด โดยในปี 2567 มีคู่รักจดทะเบียนหย่าสูงถึง 53,469 คู่ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จากเดิมที่เคยมีคำกล่าวว่า "อาถรรพ์รัก 7 ปี" (Seven Year Itch) แต่ในปัจจุบันช่วงเวลาดังกล่าวถูกย่อให้สั้นลงเหลือเพียง 5 ปี โดยพบว่า 1 ใน 3 ของคู่หย่าร้างมักเลือกแยกทางกันก่อนจะใช้ชีวิตคู่ครบ 5 ปีเสียด้วยซ้ำ

(2) เมื่อสมองเข้าสู่ "โหมดเอาตัวรอด" จนหัวใจหมดแรงรัก

นายแพทย์จาง เจียหมิง ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และเวชศาสตร์ระดับโมเลกุล อธิบายความสัมพันธ์ในมุมมองวิทยาศาสตร์ว่า การแต่งงานคือการร่วมมือกันของ "ระบบประสาทสองชุด" เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับราคาบ้านที่พุ่งสูง ความกังวลในการเลี้ยงดูลูก และการแข่งขันในที่ทำงาน สมองจะสลับเข้าสู่ "โหมดเอาตัวรอด" โดยอัตโนมัติ

ในโหมดนี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอลออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความอ่อนโยนและความอดทนลดน้อยลง นายแพทย์จางยอมรับว่า หลายครั้งที่การหย่าร้างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไม่รักหรือไม่อยากรักษาความสัมพันธ์ แต่เป็นเพราะสมองล้าเกินไปจนหัวใจไม่มีกำลังเหลือพอที่จะมอบความรักให้แก่กัน





(3) ยีนในร่างกาย : กุญแจลับที่ทำให้ระบบประสาทไม่ตรงกัน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ "ความต่างทางพันธุกรรม" ที่กำหนดพฤติกรรมการแสดงออกในความสัมพันธ์ ซึ่งนายแพทย์จางได้แบ่งรูปแบบความต้องการที่ต่างกันออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้ :-

    • กลุ่มยีนตัวรับออกซิโทซิน (OXTR) ไวต่อความรู้สึก : กลุ่มนี้จะต้องการความมั่นคงและความใกล้ชิดเป็นอย่างมาก
    • กลุ่มยีนตัวรับโดปามีน (DRD4) บางประเภท : กลุ่มนี้จะชอบความแปลกใหม่ การกระตุ้น และความท้าทาย

เมื่อคนประเภทที่ขี้กังวลต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่ชอบแสวงหาความตื่นเต้น หากไม่เข้าใจความต่างทางชีวภาพของกันและกัน การปรับตัวจะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงทันที ซึ่งนี่ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะสัญญาณประสาทของทั้งคู่ไม่เคยจูนเข้าหากันได้เลย

(4) สรุปคำแนะนำ : รักให้สุขภาพดี สำคัญกว่ารักให้ยืนยาว

ในยุคที่การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป การเรียนรู้วิธี "รักอย่างสุขภาพดี" จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าแทนที่จะอดทนจนใจสลาย ควรเริ่มจากการลดภาระให้สมอง เช่น

  - การนอนหลับให้เพียงพอเพื่อซ่อมแซมสมองส่วนหน้า และ
  - การกอดกันอย่างอ่อนโยนทุกวัน เพื่อกระตุ้นสารแห่งความสุข
  - การเข้าใจระบบประสาทของตนเองและคู่รักจะช่วยให้เราพบช่องว่างแห่งความอ่อนโยนท่ามกลางความตึงเครียดของชีวิตคู่ได้




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : mirrormedia.mg
S! News : สนับสนุนเนื้อหา | 07 ม.ค. 69 (02:51 น.)
URL : https://www.sanook.com/news/9866682/
5  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดคำทำนายปี 2026 ของ "นอสตราดามุส" 4 เหตุการณ์ใหญ่ โรคระบาด-ภัยพิบัติ เมื่อ: มกราคม 04, 2026, 07:42:51 am
.



เปิดคำทำนายปี 2026 ของ "นอสตราดามุส" 4 เหตุการณ์ใหญ่ โรคระบาด-ภัยพิบัติ

ต้อนรับปีใหม่! เปิดคำทำนายปี 2026 ของ “นอสตราดามุส” อ้างอาจเกิด 4 เหตุการณ์ใหญ่ โรคระบาด-ภัยพิบัติ จับตาการสูญเสียบุคคลสำคัญระดับโลก

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 รายงานจากสื่อต่างประเทศ เมื่อศักราชใหม่เริ่มต้นขึ้น กระแสการพูดถึงวันสิ้นโลกก็กลับมาอีกครั้ง ซึ่งชื่อของ นอสตราดามุส ยังคงเป็นบุคคลที่ผู้คนกล่าวถึงมากที่สุด

มิเชล เดอ นอสตราดาม หรือที่รู้จักกันในนาม นอสตราดามุส เป็นนักโหราศาสตร์และแพทย์ชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 ผู้มีภาพลักษณ์เป็นหมอดูหนวดเครารุงรัง เขามักถูกอ้างว่าเคยทำนายเหตุการณ์สำคัญของโลกไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน การขึ้นสู่อำนาจของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน การระบาดของโควิด-19 การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส รวมถึงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อวันขึ้นปีใหม่ปี 2024

แม้บางคำทำนายจะดูแม่นยำ แต่หลายครั้งก็คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนใหญ่มักวนเวียนอยู่กับสงคราม ภัยพิบัติ และความวุ่นวาย


@@@@@@@

ผลงานสำคัญของเขา “Les Prophéties” ที่ตีพิมพ์ในปี 1555 เป็นหนังสือกึ่งกวีนิพนธ์ที่กล่าวถึงสงคราม โรคระบาด ภัยธรรมชาติ ความไม่สงบทางสังคม และการลอบสังหารทางการเมือง พร้อมถ้อยคำรุนแรงอย่าง “ฝนเลือด” ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ยังถูกหยิบมาถกเถียงจนถึงปัจจุบัน

ก่อนมองไปยังปี 2026 ลองย้อนดูคำทำนายปี 2025 ของเขา ไม่ว่าจะเป็นจุดจบของสงครามในยูเครน ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก น้ำท่วมลุ่มน้ำอเมซอน และการผงาดของอาณาจักรใต้น้ำ

ในความเป็นจริง สงครามยูเครนยังไม่ยุติ แม้จะมีกระแสข่าวว่ามีการเจรจาสันติภาพ ส่วนดาวเคราะห์น้อยนั้น องค์การนาซารายงานว่ามีวัตถุใกล้โลกหลายร้อยดวงผ่านเฉียดโลกในปี 2025 แต่ยังไม่เกิดหายนะ ขณะที่ลุ่มน้ำอเมซอนประสบอุทกภัยรุนแรงหลังภัยแล้งยาวนาน ส่งผลกระทบต่อชุมชนชนพื้นเมือง ส่วน “อาณาจักรใต้น้ำ” ยังไม่ปรากฏชัด แม้บางฝ่ายจะเปรียบเทียบกับการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ศูนย์ข้อมูลซึ่งพึ่งพาน้ำเป็นทรัพยากรหลัก

@@@@@@@

คำทำนายปี 2026 ของ นอสตราดามุส

นอสตราดามุสไม่ได้ระบุคำทำนายเฉพาะเจาะจงสำหรับปี 2026 แต่ผู้ศรัทธามักตีความจากบทกวีกลุ่มที่มีเลข “26” ดังนี้

1. บุคคลสำคัญถูกฟ้าผ่า

ในบทที่ I:26 ระบุว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่จะถูกโค่นลงในเวลากลางวันด้วยสายฟ้า” ซึ่งอาจหมายถึงการลอบสังหารบุคคลสำคัญ หรือการรัฐประหารที่สั่นคลอนระบอบการเมือง

2. สายน้ำแห่งเลือด

บทที่ II:26 กล่าวถึง แม่น้ำทิชีโนเอ่อล้นด้วยเลือด แม้ฟังดูน่าหวาดหวั่น แต่บางฝ่ายมองว่าอาจตีความเชิงสัญลักษณ์ เช่น ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะการเก็บรักษาเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือในภูมิภาคทิชีโนของสวิตเซอร์แลนด์

3. ศึกทางทะเล

ในบทที่ VII:26 มีการกล่าวถึง เรือรบหลายลำและ “สงครามถึงตาย” นักวิเคราะห์เชื่อว่าอาจเชื่อมโยงกับความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคมีข้อพิพาททับซ้อนกัน

4. ฝูงผึ้งขนาดใหญ่

บทที่ I:26 ยังกล่าวถึง “ฝูงผึ้งขนาดใหญ่” ซึ่งนักทฤษฎีสมคบคิดบางกลุ่มเชื่อมโยงกับการเมืองและอุดมการณ์ โดยมองว่าอาจสะท้อนการขยายตัวของแนวคิดแบบเผด็จการหรือกลุ่มการเมืองสุดโต่งในปี 2026


@@@@@@@

แม้คำทำนายของนอสตราดามุสจะยังคงเป็นที่ถกเถียง และหลายครั้งขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ทุกครั้งที่ปีใหม่มาถึง ชื่อของเขาก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอนในอนาคตของโลกใบนี้อีกครั้ง




ขอขอบคุณ :-
ที่มา : NYPOST
website : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10083445
เด่นออนไลน์ | 2 ม.ค. 2569 - 13:48 น. | เรียบเรียงโดย ข่าวสดออนไลน์
6  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เช็ก 5 สิ่งอัปมงคล ไม่ควรมีในรถยนต์ เก็บเงินไม่อยู่ ใครมีทิ้งก่อนขึ้นปีใหม่ 2569 เมื่อ: มกราคม 04, 2026, 07:32:29 am




เช็ก 5 สิ่งอัปมงคล ไม่ควรมีในรถยนต์ เก็บเงินไม่อยู่ ใครมีทิ้งก่อนขึ้นปีใหม่ 2569

สายมูห้ามพลาด! เช็ก 5 สิ่งอัปมงคล ไม่ควรมีในรถยนต์ ขัดโชคลาภ เก็บเงินไม่อยู่ แนะใครมี ทิ้งก่อนขึ้นปีใหม่ 2569

เข้าสู่ช่วงปีใหม่ หลายคนตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทิ้งสิ่งไม่ดีไว้กับปีเก่า ตามความเชื่อไทยและหลักฮวงจุ้ย นอกจากบ้านแล้ว “รถยนต์” ก็ถือเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะเป็นทั้งพาหนะในการเดินทาง การทำงาน และการค้าขาย หากมีสิ่งอัปมงคลติดรถ อาจส่งผลต่อโชคลาภ การเงิน และความปลอดภัยโดยไม่รู้ตัว

ต่อไปนี้คือ 5 สิ่งอัปมงคลที่ไม่ควรมีในรถยนต์ หากยังมีอยู่ แนะนำให้จัดการก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2569 เพื่อเสริมสิริมงคลและเปิดรับพลังดี ๆ

@@@@@@@

1. ของแตกหัก ร้าว หรือชำรุด

ไม่ว่าจะเป็นกระจกแตก แผ่นซีดีร้าว พรมขาด เบาะฉีก พลาสติกแตก หรืออะไหล่เก่าที่ใช้งานไม่ได้ ตามความเชื่อฮวงจุ้ย สิ่งของที่แตกร้าวจะดึงดูดพลังงานด้านลบ สื่อถึงความขัดแย้ง อุปสรรค และอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด

2. พวงมาลัยแห้งหรือดอกไม้แห้ง

พวงมาลัยหรือดอกไม้ที่แห้งเหี่ยว เปรียบเสมือนพลังชีวิตที่หมดไป สื่อถึงความล้มเหลว ความติดขัด และความไม่ราบรื่นในชีวิต นอกจากนี้ยังสะสมฝุ่นและเชื้อโรค ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้รถอีกด้วย

3. นาฬิกาตายหรือไม่เดิน

นาฬิกาที่หยุดเดิน สื่อถึงเวลาที่หยุดชะงัก งานไม่ก้าวหน้า และการติดต่อไม่ประสบความสำเร็จ ตามความเชื่อโบราณ ยังอาจเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุหรือเคราะห์ร้ายระหว่างการเดินทาง

4. ของใช้หรือรูปผู้ล่วงลับ

ของใช้ส่วนตัวของบรรพบุรุษ หรือรูปผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ถือเป็นสิ่งอัปมงคลสำหรับรถยนต์ เพราะเชื่อว่าเป็นพลังของอดีตที่ไม่ควรนำติดตัวไปในระหว่างการเดินทาง อาจส่งผลต่อจิตใจและพลังงานของผู้ขับขี่

5. เศษเหรียญหรือธนบัตรกระจัดกระจาย

เงินที่ตกตามซอก เบาะ หรือพื้นรถ เปรียบเสมือน “เงินรั่ว” เก็บเงินไม่อยู่ การเงินไม่เป็นระเบียบ ตามความเชื่อควรเก็บเงินให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อเสริมโชคลาภและความมั่นคงทางการเงิน


@@@@@@@

สรุป รถยนต์ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นพื้นที่พลังงานที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน การงาน และการเงิน ก่อนเข้าสู่ปีใหม่ 2569 ลองใช้โอกาสนี้จัดระเบียบรถ ทิ้งสิ่งอัปมงคลออกไป และเติมสิ่งดี ๆ เข้ามา เพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างสบายใจ ปลอดภัย และมีโชคลาภตลอดปี




ขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10080601
30 ธ.ค. 2568 - 17:07 น.
7  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 5 นิสัยเล็กๆ ที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันแรกของปี เพื่อเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ในปี 2026 เมื่อ: มกราคม 02, 2026, 08:27:58 am
.



5 นิสัยเล็กๆ ที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันแรกของปี เพื่อเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ในปี 2026

หลายคนมักตั้งเป้าหมายใหญ่ยักษ์เมื่อถึงวันปีใหม่ แต่อีกไม่กี่สัปดาห์ก็ล้มเลิกไป ความลับของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ใช่ “การหักดิบ” แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ที่ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที แต่ส่งผลมหาศาลเมื่อทำต่อเนื่อง

@@@@@@@

1. ดื่มน้ำ 1 แก้วทันทีที่ตื่นนอน

ก่อนจะหยิบโทรศัพท์เช็กโซเชียล ให้ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้ว เพื่อปลุกระบบเผาผลาญและเติมความสดชื่นให้สมองหลังจากขาดน้ำมาทั้งคืน เป็นการ Start วันใหม่ที่ง่ายที่สุดแต่ได้ผลดีเยี่ยม

2. จด 3 สิ่งที่ “ขอบคุณ” ในใจ

ไม่ต้องเขียนยาว แค่จดลงโน้ตในมือถือหรือสมุดว่าวันนี้คุณขอบคุณอะไรบ้าง 3 อย่าง เช่น ขอบคุณที่นอนหลับสบาย, ขอบคุณกาแฟที่อร่อย นิสัยนี้จะฝึกให้สมองคุณมองหาความสุขเล็กๆ แทนที่จะจดจ่ออยู่กับปัญหา

3. จัดที่นอนทันทีหลังลุกขึ้น

การจัดที่นอนใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที แต่มันคือการ “ชนะ” ครั้งแรกของวัน ซึ่งจะส่งผลให้คุณรู้สึกมีระเบียบและพร้อมที่จะออกไปจัดการงานใหญ่อื่นๆ ต่อไป

4. กฎ 2 นาที

หากมีงานหรืองานบ้านอะไรที่ใช้เวลาทำไม่เกิน 2 นาที เช่น ล้างจานที่กินเสร็จ, เก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้า, ตอบอีเมลสั้นๆ ให้ทำทันที นิสัยนี้จะช่วยกำจัดอาการผลัดวันประกันพรุ่งได้อย่างชะงัด

5. อ่านหนังสืออย่างน้อย 1 หน้าก่อนนอน

อย่าเพิ่งตั้งเป้าว่าต้องอ่านจบเป็นเล่ม แค่ 1 หน้า ก็พอ เพราะกุญแจสำคัญคือการสร้างนิสัยรักการอ่าน เมื่อคุณเริ่มหน้าแรกได้ หน้าที่สองและสามจะตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ


@@@@@@@

ปีใหม่นี้ไม่ต้องรีบวิ่ง แต่ขอให้เดินให้สม่ำเสมอ เริ่มต้นจาก 5 นิสัยเล็กๆ นี้ แล้วคุณจะตกใจว่าเมื่อผ่านไป 1 ปี คุณได้กลายเป็นคนใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม




Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2905354
1 ม.ค. 2569 15:57 น. | ไลฟ์สไตล์ > ไลฟ์ | ไทยรัฐออนไลน์
8  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มีที่มาอย่างไร.? เมื่อ: ธันวาคม 31, 2025, 08:06:07 am
.



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ ภาษาบาลี อักษรไทย พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

[๒๑๔] ลาภา โว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ภิกฺขเว ปฏิลทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ   
         ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉ ผสฺสายตนิกา นาม นิรยา ตตฺถ   

         ยงฺกิญฺจิ จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ อนิฏฺฐรูปํ เยว ปสฺสติ โน อิฏฺฐรูปํ
         อกนฺตรูปํ เยว ปสฺสติ โน กนฺตรูปํ
         อมนาปรูปํ เยว ปสฺสติ โน มนาปรูปํ   

         ยงฺกิญฺจิ โสเตน สทฺทํ สุณาติ ฯ   
         ยงฺกิญฺจิ ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ ฯ
         ยงฺกิญฺจิ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯ
         ยงฺกิญฺจิ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ ฯ

         ยงฺกิญฺจิ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ อนิฏฺฐรูปํ เยว วิชานาติ โน อิฏฺฐรูปํ
         อกนฺตรูปํ เยว วิชานาติ โน กนฺตรูปํ
         อมนาปํ เยว วิชานาติ โน มนาปรูปํ ฯ


         @@@@@@@

[๒๑๕] ลาภาโว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ภิกฺขเว ปฏิลทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ   
         ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉ ผสฺสายตนิกา นาม สคฺคา ตตฺถ   

         ยงฺกิญฺจิ จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ อิฏฺฐรูปํ เยว ปสฺสติ โน อนิฏฺฐรูปํ
         กนฺตรูปํ เยว ปสฺสติ โน อกนฺตรูปํ
         มนาปรูปํ เยว ปสฺสติ โน อมนาปรูปํ ฯเปฯ

         ยงฺกิญฺจิ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯเปฯ   

         ............................

         ยงฺกิญฺจิ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ อิฏฺฐรูปํ เยว วิชานาติ โน อนิฏฺฐรูปํ
         กนฺตรูปํ เยว วิชานาติ โน อกนฺตรูปํ
         มนาปรูปํ เยว วิชานาติ โน อมนาปรูปํ ฯ

         @@@@@@@

ลาภา โว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ภิกฺขเว ปฏิลทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสายาติ ฯ

         ทุติยํ ฯ

_____________________________________________
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali_item_s.php?book=18&item=214&items=2





๒. ขณสูตร ว่าด้วยขณะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

     
[๑๓๕] “ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เธอทั้งหลายได้ขณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เราเห็นนรก(๑-) ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ขุม

____________________________________________
(๑-) นรก ในที่นี้หมายถึง อเวจีมหานรก (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๓๕/๕๒)

       ในนรกทั้ง ๖ ขุมนั้น...
       สัตว์ย่อมเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งทางตาได้
       แต่เห็นได้เฉพาะรูปที่ไม่น่าปรารถนา ไม่เห็นรูปที่น่าปรารถนา
       เห็นได้เฉพาะรูปที่ไม่น่าใคร่ ไม่เห็นรูปที่น่าใคร่
       เห็นได้เฉพาะรูปที่ไม่น่าพอใจ ไม่เห็นรูปที่น่าพอใจ

       ฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งทางหูได้ ฯลฯ
       ดมกลิ่นอย่างใดอย่างหนึ่งทางจมูกได้ ฯลฯ
       ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งทางลิ้นได้ ฯลฯ
       ถูกต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งทางกายได้ ฯลฯ

       รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางใจได้
       แต่รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนา
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่น่าใคร่
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ


       @@@@@@@
       
       ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เธอทั้งหลายได้ขณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เราได้เห็นสวรรค์(๒-) ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ชั้นแล้ว

_________________________________________________
(๒-) สวรรค์ ในที่นี้หมายถึง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๓๕/๕๒)
       
       ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นนั้น...
       บุคคลย่อมเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งทางตาได้
       แต่เห็นได้เฉพาะรูปที่น่าปรารถนา ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าปรารถนา
       เห็นได้เฉพาะรูปที่น่าใคร่ ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าใคร่
       เห็นได้เฉพาะรูปที่น่าพอใจ ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าพอใจ ฯลฯ

       ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งทางลิ้นได้ ฯลฯ

       .....................................

       รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางใจได้
       แต่รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนา ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่น่าใคร่ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่
       รู้แจ้งได้เฉพาะธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ
       
       @@@@@@@

ภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เธอทั้งหลายได้ขณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์”

            ขณสูตรที่ ๒ จบ


_______________________________________________
ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๖๙-๑๗๐
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=18&siri=115
9  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ “หวังเป็นลูกเขย” จักรพรรดิเฉียนหลง.?! เมื่อ: ธันวาคม 29, 2025, 07:50:34 am
.

พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วัดปากพิงตะวันตก อำเภอเมืองฯ จังหวัดพิษณุโลก


สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ “หวังเป็นลูกเขย” จักรพรรดิเฉียนหลง.?!



 :96: :96: :96:

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ “หวังเป็นลูกเขย” จักรพรรดิเฉียนหลง ?!?

หนึ่งในกอสซิปดังของประวัติศาสตร์ไทย ก็คือเรื่องที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ “ขอลูกสาวพระเจ้ากรุงปักกิ่ง” ซึ่งพระเจ้ากรุงปักกิ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคือ จักรพรรดิเฉียนหลง

เรื่องนี้มีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด เชื่อถือได้แค่ไหน



อนุสาวรีย์​พระเจ้า​ตากสิน ที่​วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร


กำพล จำปาพันธ์ ได้เรียบเรียงไว้ใน นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ในบทความชื่อว่า “การเมืองเรื่อง ‘กอสซิป’ เมื่อพระเจ้าตากขอเป็นราชบุตรเขยของเฉียนหลงหว่างตี้” โดยสืบหาหลักฐานในแวดวงนักประวัติศาสตร์ ที่ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อพิสูจน์เหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเรื่องจริง หรือเป็นแค่ “กอสซิป”

สารสิน วีระผล ผู้ศึกษาการค้าบรรณาการระหว่างสยามกับจีน กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

   “บันทึกของสยามระบุว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงขอให้จีนส่งเจ้าหญิงจีนพระองค์หนึ่งไปถวาย แต่ไม่มีการอ้างถึงเรื่องนี้แต่อย่างใดในเอกสารของจีน นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อในเรื่องนี้ แม้ว่าจะไม่มีใครเขียนพิสูจน์ความไม่น่าเชื่อถือนี้ออกมาให้เห็นก็ตาม” (สั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เจ้าของผลงาน “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” เคยตั้งข้อสังเกตว่า มีความรับรู้ตกทอดกันในวงศ์ตระกูลผู้สืบสายมาจากพระยาศรีธรรมโศกราช เกี่ยวกับ “ภารกิจลับ” คือการกราบทูลขอพระธิดาองค์หนึ่งของจักรพรรดิเฉียนหลง ที่ได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งจัดส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิเฉียนหลง พ.ศ. 2324 แต่ไม่ทันได้กราบบังคมทูลอย่างใดก็ต้องกลับมาเมืองไทยเสียก่อน เรื่องจึงมีอันต้องยุติไป

โดยนิธิตั้งประเด็นข้อสงสัยว่า เรื่องสำคัญเช่นนี้เหตุใดจึงต้องกระทำโดยทางวาจา มิได้มีพระราชสาส์น

@@@@@@@

บันทึกของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี ดูระบุถึงการขอลูกสาวพระเจ้ากรุงปักกิ่งเอาไว้อย่างชัดเจน เช่นว่า

    “ให้แต่งสำเภาทรงพระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าปักกิ่ง ว่าจะขอลูกสาวพระเจ้าปักกิ่ง ให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชผู้เถ้ากับหลวงนายฤทธิ์ หลวงนายศักดิ์ เปนราชทูตหุ้มแพร มหาดเล็กเลวไปมาก แต่งเครื่องบรรณาการไปกล่าวขอลูกสาวเจ้าปักกิ่ง” (สั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

แต่กรมหลวงนรินทรเทวีทรงพระนิพนธ์ผลงานชิ้นนี้ก็เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 แม้บันทึกของพระองค์อาจมีความแม่นยำในหลายเรื่อง ด้วยเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเหตุการณ์โดยตรง แต่เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นข้อมูลที่ทรงได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่มีผู้เล่าทำนอง “กอสซิป” กันในรั้ววัง



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ยังมีเรื่องการพลาดหวังอกหักจากการเป็นราชบุตรเขย เป็นที่เล่ากันในหมู่คนในวังรุ่นต้นรัตนโกสินทร์อย่างสนุกครื้นเครงด้วยเป็นแน่ เพราะแม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวทรงพระราชวิจารณ์บันทึกของกรมหลวงนรินทรเทวี ก็มีข้อความตอนหนึ่งทรงระบุว่า

“เรื่องขอลูกสาวเจ้าปักกิ่งนี้ เคยได้ยินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งเล่าให้ฟัง”


แต่ก็น่าสังเกตด้วยว่า เหตุใดใน “พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทในการชำระโดยตรง กลับไม่มีเรื่องสมเด็จพระเจ้าตาก ขอลูกสาวพระเจ้ากรุงปักกิ่งนี้ด้วย

เรื่อง “ขอลูกสาวพระเจ้ากรุงปักกิ่ง” เคยเกิดขึ้นใน “ความทรงจำ” ของสังคมไทยก่อนหน้า นั่นคือ เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็น “ตำนาน” แต่พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็มีคุณสมบัติคล้ายกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพื้นเพมาจากสามัญชนเหมือนกัน สมเด็จพระเจ้าตาก อาจทรงยึดเอาพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็น “ไอดอล” และทรงเอาอย่าง

แต่หากสมเด็จพระเจ้าตาก ทรงเคยขอลูกสาวพระเจ้ากรุงปักกิ่ง เรื่องนี้น่าจะปรากฏในหลักฐานของคณะทูตที่เดินทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการ ทว่าหลักฐานในกลุ่มนี้ที่เป็นสำเนาพระราชสาส์นเอง กลับไม่มีเรื่องนี้


@@@@@@@

หากพระยามหานุภาพ (เวลานั้นเป็นหลวงนายศักดิ์) หนึ่งในคณะทูต ประพันธ์ไว้ใน “นิราศกวางตุ้ง” ที่มีการอ้างอิงว่า สมเด็จพระเจ้าตาก อาจมอบหมายให้คณะทูตไปเป็นเถ้าแก่ คือ ข้อความที่ว่า

    “แม้นองค์พระธิดาดวงสมร   จะเอกเอี่ยมอรชรสักเพียงไหน
     แต่ได้ดูหมู่ข้ายังอาลัย   ดังสายใจนี้จะยืดไปหยิบชม”


ทั้งนี้ หากหลวงนายศักดิ์ได้รับมอบหมายให้เป็น “เถ้าแก่” ก็ดูขัดแย้งกับบันทึกของกรมหลวงนรินทรเทวีที่ระบุว่า เถ้าแก่คือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช หรือ “ออกญาพระคลัง” (เสนาบดีพระคลัง) สำหรับสมเด็จพระเจ้าตาก หากทรงริอ่านจะเป็นราชบุตรเขย กลับให้ขุนนางชั้นนายเวรมหาดเล็กไปกราบทูลขอโดยทางวาจาเช่นนั้น

ตั้งแต่สถาปนากรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตาก ได้ส่งคณะทูตไปสร้างสัมพันธไมตรีกับต้าชิงหลายครั้ง เมื่อศึกษาพระราชสาส์นที่ส่งไปยังราชสำนักจีน ที่แยกต่างหากจากบรรณาการพบว่าไม่ปรากฏเรื่องการทูลขอพระธิดาพระเจ้ากรุงปักกิ่ง จากเนื้อความพระราชสาส์นล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ของบ้านเมืองทั้งสิ้น

@@@@@@@

เรื่องสมเด็จพระเจ้าตาก หวังเป็นราชบุตรจักรพรรดิเฉียนหลง นั้นก็เป็นเพียงเรื่องที่ “เมกอัพ” กันขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนการปฏิวัติ” โค่นล้มราชบัลลังก์ในปลายสมัยธนบุรี ที่สำคัญยังเป็นการเบี่ยงเบนความสำเร็จในการส่งเครื่องราชบรรณาการแก่จีน จนได้รับการรับรองสถานะชอบธรรมจากราชสำนักจีน

ไม่แน่ว่า หากสมเด็จพระเจ้าตาก ส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอจริง จักรพรรดิเฉียนหลงที่ต้องการผูกไมตรีกับสยาม เพราะปัญหาสงครามกับพม่า พระองค์ก็อาจจะได้เป็นราชบุตรเขยขึ้นมาจริงๆ ก็ได้


อ่านเพิ่มเติม :-

    • สมเด็จพระเจ้าตากสิน ผู้ดีกรุงเก่า ลูกเจ้า หรือลูกจีนกันแน่?
    • เขา (กล่าวหา?) ว่า “พระเจ้าตากสิน” เป็นบ้า! เปิดบันทึก-หลักฐานว่า “บ้า” อย่างไร





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : วิภา จิรภาไพศาล
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2568
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 1 มีนาคม 2567
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_128306
10  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เปิดหลักฐานฮอลันดา บันทึกว่า พระเจ้าตาก “หนี” ไปเมืองจันท์เพราะคำสั่งราชสำนัก เมื่อ: ธันวาคม 29, 2025, 07:33:14 am
.

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ จ.จันทบุรี



เปิดหลักฐานฮอลันดา บันทึกว่า พระเจ้าตาก “หนี” ไปเมืองจันท์เพราะคำสั่งราชสำนัก



 :96: :96: :96:

เปิดหลักฐานฮอลันดา พระเจ้าตากสิน “หนี” ไป เมืองจันท์ เพราะคำสั่งราชสำนัก

“จดหมายออกพระพิพัทธโกษาถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ค.ศ. 1769” เป็นจดหมายที่ ออกพระพิพัทธโกษา หรือ “Pipat Cosa” เขียนถึงข้าหลวงใหญ่และคณะที่ปรึกษา บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Verenigde Oost-Indische Compagnie หรือที่เรียกย่อว่า VOC) ออกพระพิพัทธโกษาเขียนจดหมายฉบับนี้ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งปลัดของเสนาบดีพระคลัง ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไป จัดเป็นคนสำคัญในรัฐบาลธนบุรีขณะเมื่อแรกเริ่ม หลังการก่อตั้งมาเพียง 2 ปีเท่านั้น ส่วนข้าหลวงใหญ่ของบริษัทวีโอซี ผู้รับจดหมายฉบับนี้ ในขณะนั้น คือ นายเปตรุส อัลแบร์ตุส ฟาน เดอร์ พาร์รา (Petrus Albertus van der Parra)

จดหมายฉบับนี้ เป็นเอกสารหนึ่งใน “จดหมายเหตุของวีโอซี” เก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ลงวันที่ท้ายจดหมายว่า วันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1769/พ.ศ. 2312 ต้นฉบับภาษาไทยของจดหมายฉบับนี้ได้สูญหายไปแล้ว ยังเหลือแต่ฉบับแปลภาษาดัตช์ และแปลกลับมาสู่ภาษาไทยโดย รศ. ดร. ธีรวัต ณ ป้อมเพชร นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดัตช์ในประเทศไทย นำเสนอครั้งแรกในวารสาร “รวมบทความประวัติศาสตร์” ของสมาคมประวัติศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 และปรับปรุงมานำเสนออีกครั้งภายใต้โครงการวิจัย “100 เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย” ในความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553

ดังนั้น เอกสารนี้แม้ว่าจะเป็นเอกสารที่อยู่ในความดูแลรักษาของทางการเนเธอร์แลนด์ แต่ว่าเดิมนั้นก็เป็นเอกสารที่มีที่มาจากบุคคลสำคัญใกล้ชิดในรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เอกสารนี้ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักหรือพูดถึงกันเท่าไรนัก แม้แต่ในวงวิชาการที่เกี่ยวข้อง แต่ก็เพื่อจะชี้ชวนให้เห็นความสำคัญของเอกสารหลักฐานชิ้นนี้ ที่มีต่อความรับรู้และเข้าใจต่อเหตุการณ์เรื่องราวเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา และสถาปนากรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2310 เหตุการณ์ซึ่งคนไทยปัจจุบันมีภาพความทรงจำรับรู้ต่างๆ นานา เนื่องจากแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยมักจะใช้เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ อ้างอิงเพื่อประโยชน์ในการสร้างความรักความสามัคคีของชนในชาติ อันส่งผลให้เกิดการบิดเบือนเนื้อหาประวัติศาสตร์ไปจากหลักฐานชั้นต้นอยู่เสมอ



พระเจ้าตากสินมหาราชตีค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (ภาพจาก “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก, สำนักพระราชวัง)


จดหมายออกพระพิพัทธโกษา ถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ค.ศ. 1769 ที่มีเนื้อความเกี่ยวข้องกับ พระเจ้าตากสิน

ตามสำนวนแปลของ รศ. ดร. ธีรวัต ณ ป้อมเพชร มีเนื้อความทั้งหมดดังต่อไปนี้

“ด้วยตั้งแต่อดีตกาลจนถึงทุกวันนี้ ได้มีมิตรภาพอันใกล้ชิดสนิทสนมและจริงใจระหว่างราชอาณาจักรสยามกับบริษัทอันทรงเกียรติ ที่แล้วมา ฯพณฯ (ข้าหลวงใหญ่และคณะที่ปรึกษา ณ กรุงปัตตาเวีย) เคยส่งหัวหน้าสถานีการค้ามา ณ ที่นี้ พร้อมลูกจ้างคนอื่นๆ (ของบริษัท) เพื่อมาพำนักอยู่ที่นี่และสร้างสถานีการค้า  เพื่อเก็บรักษาสินค้าทุกๆ รายการ ทั้งสินค้าที่เรือของบริษัทนำเข้ามาและ (สินค้า) ที่ซื้อจากชาวพื้นเมือง  บรรดา (เสนาบดี) พระคลังในอดีตมิได้เคยละเลยที่จะจัดส่งสินค้าเหล่านั้นให้หัวหน้าสถานีการค้า ตามคำขอของบริษัท   

ต่อมา (พิพัทธโกษา) แจ้งว่า เมื่อศัตรูพม่า เข้ามาทำสงครามกับสยาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยาม [หมายถึงพระเจ้าเอกทัศน์ – ผู้อ้าง] ทรงส่งขุนนางผู้หนึ่ง นามว่า ‘พญาตาก’ ไปยังเมืองจันทบูร เพื่อไปรวบรวมกำลังพล และนำคนเหล่านี้มาช่วยกรุงสยาม แต่ยังมิทันดำเนินการไปเท่าไร อาณาจักรสยามก็ปราชัยต่อศัตรูดังกล่าวเสีย

พระเจ้าแผ่นดินกับพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งบรรดาขุนนางทั้งหมด พร้อมข้าราชบริพารทั้งปวงถูกฆ่าตายหรือต้องหลบหนีไป ทำให้แผ่นดินนี้พินาศไปทันที ถึงขั้นที่ไม่สามารถหาผู้ใดที่มีสิทธิมาปกครองได้นอกเหนือจากพญาตากที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ (พญาตาก) ได้นำผู้ติดตามจำนวนหนึ่งเข้ามาในพระนคร (ซึ่งถูกศัตรูเผาและปล้น) ผู้คนต่างๆ ที่หนีเข้าป่าไปก็เข้ามาเป็นพรรคพวก (ของพญาตาก) แล้วได้เลือกและยอมรับท่านเป็นเจ้านายและผู้นำ แผ่นดินนี้จึงกลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม หรือเจริญขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยมีเรือสำเภาและพาณิชย์นาวีอื่นๆ แล่นเข้ามาติดต่อค้าขายมากกว่าเมื่อก่อน

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้า (พิพัทธโกษา) จึงขอร้องให้ ฯพณฯ จงกรุณาแต่งเรือมา เหมือนที่เคยกระทำในอดีต พร้อมทั้งสร้างสถานีการค้าที่นี่และให้มีหัวหน้าสถานีการค้ากับลูกจ้างอื่นๆ มาอยู่ประจำ  เพื่อที่จะค้าขายกันแบบที่เคยกระทำกันมาโดยตลอด และสัญญาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บริษัทเรียกร้องหรือขอนั้น ข้าพเจ้าจะไม่ละเลยที่จะ (สั่ง) ให้ผู้คนต่างๆ ค้นหาและนำมา (ส่งให้บริษัท)

เนื่องจากศัตรูเอากระสุนและดินปืนไปทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้าและบรรดาขุนนางทั้งปวง จึ่งใคร่ขอ (ซื้อ) ปืนคาบศิลา คุณภาพดี จำนวน 1,000 กระบอก (หากเป็นไปได้) (และ) ขอให้ ฯพณฯ จงกรุณาส่ง (ปืนเหล่านี้) มาให้ในเรือที่บรรทุกสินค้ามาที่นี่ โดยหวังพึ่งมิตรภาพที่มีต่อกันมาตั้งแต่ในอดีต แล้วจะจ่ายในราคาที่เคยจ่ายบริษัท

นอกจากนั้นแล้ว ในเมื่อราชอาณาจักรสยามกับประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นมิตรกันมาแต่ยาวนาน จึงขอร้องด้วยว่า ขอให้ ฯพณฯ ท่านจงได้ส่งสำเนาจดหมายฉบับนี้ไปยังท่านเจ้าชายแห่งออเรนจ์-นัสเซา (Orenje-Nassau) และขอให้พระองค์ทรงส่งหัวหน้าสถานีการค้ามาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ทำการค้าเหมือนเมื่อก่อน ในเมื่อมิตรภาพนี้ (ระหว่างสยามกับฮอลันดา) ยังคงดำรงอยู่เหมือนในอดีต และหวังว่าจะเป็นไปเหมือนเดิมต่อไปเรื่อยๆ และขออวยพรให้พระองค์ทรงมีอายุยืนนานเทอญ

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าได้รวบรวมงาช้างคุณภาพดีสุดจำนวน 4 ชิ้น หนัก 2 หาบ และอีก 4 ชิ้น หนัก 1 หาบ แล้วส่งมากับกัปตันชาวจีน Tjien Heeng (จีนเฮ็ง?) เพื่อเป็นของขวัญแด่ ฯพณฯ แล้วขอให้ (ท่าน) จงรับสิ่งเหล่านี้ไว้ โดยไม่รังเกียจ ว่าเป็นเพียงของที่น้อยนิดเท่านั้น และขอให้โปรดทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้องในเรื่องสำเนา (จดหมาย) นี้

ในระหว่างนี้ (หาก ฯพณฯ) ประสงค์ที่จะส่งเรือกำปั่นหรือเรือลำเล็กมาที่นี่พร้อมสินค้า (ข้าพเจ้า) ก็สัญญาว่า เช่นในอดีต ไม่ว่า ฯพณฯ จะต้องการอะไรก็จะไม่ขาดสิ่งนั้น” (ลงวันที่ว่า วันศุกร์ที่ 13 เดือนสาม จุลศักราช 1130 ปีชวด)   


อ่านเสร็จแล้วคิดกันยังไงบ้างครับ.?



พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทุ่งนาเชย จังหวัดจันทบุรี


อ่านเพิ่มเติม :-

    • ข้อสันนิษฐานเส้นทางมุ่งจันทบุรี “นอก” พงศาวดาร ของพระเจ้าตาก เลาะป่าดีกว่าเลาะทะเล
    • สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงกู้เงิน 60,000 ตำลึง จากเมืองจีน จริงหรือไม่?
    • ทุบหม้อข้าว ก่อนเข้าตีเมือง ยุทธการที่นักรบไทยและจีนใช้และได้ผล

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “พระยาตากสินจากหลักฐานฮอลันดา (ไปจันทบุรีตามคำสั่งของราชสำนักอยุธยา?)” เขียนโดย กำพล จำปาพันธ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2560




ขอขอบคุณ :-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2560
ผู้เขียน : กำพล จำปาพันธ์
เผยแพร่ : วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2568
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 23 พฤษภาคม 2562
wrbsite : https://www.silpa-mag.com/history/article_17512
11  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / โบราณว่าแม่น ช่วงสิ้นปี ใครฝันเห็น 3 สิ่งนี้ เตรียมตัวรวย "การเงินพุ่ง" เมื่อ: ธันวาคม 28, 2025, 08:10:07 am
.



โบราณว่าแม่น.! ช่วงสิ้นปี..ใครฝันเห็น 3 สิ่งนี้ เตรียมตัวรวย "การเงินพุ่ง" รับต้นปีถัดไป



 :25: :25: :25:

คนโบราณกล่าวไว้ว่า หากฝันถึง 3 สิ่งนี้ในช่วงปลายปี การเงินจะเฟื่องฟูอย่างมากในช่วงต้นปีหน้า

ตามความเชื่อโบราณ ช่วงรอยต่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หากใครฝันถึง 3 สิ่งนี้ ถือเป็นลางบอกเหตุว่า "ดวงการเงิน" กำลังจะเปลี่ยนทิศ เตรียมรับทรัพย์ก้อนโตและโอกาสทองที่กำลังจะเข้ามา!

ช่วงสิ้นปีเป็นเวลาที่เรามักจะทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา หลายคนอาจสังเกตว่าช่วงนี้จะหลับลึกขึ้นและฝันเป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนกว่าปกติ คนโบราณเชื่อว่าความฝันในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น "ลางบอกเหตุล่วงหน้า" โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและหน้าที่การงาน

และนี่คือ 3 ความฝันยอดฮิต ที่ตำนานเล่าขานว่า หากฝันเห็นในช่วงสิ้นปี ปีหน้าฟ้าใหม่เตรียมตัวรับข่าวดีเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้เลย!

@@@@@@@

1. ฝันเห็นน้ำใส น้ำเต็มเปี่ยม หรือสายน้ำไหลแรง

ในคติความเชื่อของชาวเอเชีย "น้ำ" คือสัญลักษณ์ของเงินทองและโชคลาภ ดังคำกล่าวที่ว่า "เงินทองไหลมาเทมา" สิ่งสำคัญคือความใสสะอาดและการไหลเวียนของน้ำ

    - หากฝันเห็น : น้ำเต็มสระ, บ่อน้ำใสแจ๋ว หรือสายน้ำที่ไหลเชี่ยวแต่ไม่ขุ่นมัว ไม่ล้นทะลักจนเกิดความเสียหาย
    - คำทำนาย : สื่อถึงการสะสมของโชคลาภ เงินทองจะมีแหล่งที่มาที่มั่นคง ธุรกิจหรืองานที่ทำอยู่จะเริ่มผลิดอกออกผล
    - จุดสังเกต : หากฝันว่าน้ำไหลเข้าหาตัว หรือไหลเข้าบ้าน (โดยบ้านไม่พัง) โบราณว่าเป็นลาง "เงินวิ่งชนประตู" ต้นปีหน้าอาจมีรายได้เพิ่มแบบไม่คาดฝัน หรือมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามา

2. ฝันเห็นข้าวเต็มยุ้งฉาง หรือผลไม้ดกเต็มต้น

ข้าวปลาอาหารและพืชผล คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน ในอดีตบ้านไหนมียุ้งฉางเต็มแปลว่าฐานะมั่นคง ไม่ขัดสน

    - หากฝันเห็น : การเกี่ยวข้าว, กองข้าวเปลือกเต็มลาน หรือยุ้งฉางที่อัดแน่นไปด้วยเสบียง
    - คำทำนาย : เป็นสัญญาณแห่ง "การเก็บเกี่ยว" ความเหนื่อยยากที่ลงทุนลงแรงไปตลอดปีที่ผ่านมา กำลังจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่รวมถึงความมั่นคงในหน้าที่การงานด้วย
    - จุดสังเกต : หากฝันเห็นต้นไม้ผลิดอกออกผลเต็มต้น ลูกสุกปลั่งไม่มีหนอนเจาะ ทายว่าปีหน้าการเงินจะเข้ามาหลายทาง ยิ่งทำยิ่งมีเก็บ ไม่ขัดสน

3. ฝันว่าเก็บเงิน เก็บทอง หรือของมีค่าได้

นี่คือความฝันยอดนิยมที่สุดที่เกี่ยวกับโชคลาภ แต่คนโบราณเตือนว่าไม่ใช่ทุกฝันจะดีเสมอไป ต้องดู "ความรู้สึก" ในฝันด้วย

    - หากฝันเห็น : ว่าเดินไปเจอเงินหรือทองโดยบังเอิญ ไม่ได้ไปแย่งชิงใครมา เก็บได้ด้วยความรู้สึกสบายใจ ตื่นมาแล้วรู้สึกโล่งอก
    - คำทำนาย : นี่คือสัญญาณของ "ลาภลอย" หรือโอกาสทางการเงินที่จะเข้ามาแบบง่ายๆ ไม่เครียด อาจเป็นโบนัส เงินพิเศษ หรือข้อเสนอดีๆ ที่เปลี่ยนชีวิต
    - จุดสังเกต : หากฝันเห็นทองคำหรือเครื่องประดับที่ส่องประกายแวววาว (ไม่เก่า ไม่ขึ้นสนิม) เชื่อว่าเป็นนิมิตหมายว่า "มูลค่าในตัวคุณ" กำลังจะสูงขึ้น จะมีคนเห็นคุณค่า ได้เลื่อนขั้น หรือมีช่องทางอัปเกรดฐานะการเงิน


@@@@@@@

บทส่งท้าย : ความฝันตามตำราโบราณเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงจังหวะชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ฝันเห็นอะไร แต่อยู่ที่การ "ตื่นมาลงมือทำ" หากฝันดีแต่ไม่คว้าโอกาส ก็ยากที่จะรวย แต่ถ้าฝันดีแล้วมุ่งมั่นตั้งใจ ปีหน้าจะเป็นปีทองของคุณแน่นอน!

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ข้อมูลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเพื่อความบันเทิงและการเสี่ยงโชคเท่านั้น




ขอขอบคุณ :-
ข้อมูล : phunutoday
S! Horoscope : สนับสนุนเนื้อหา
website : https://www.sanook.com/horoscope/319915/
27 ธ.ค. 68 (12:48 น.)
12  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รัชกาลที่ 6 ไม่ได้ทรงห่างพบปะสมาคมเพราะ “เกลียดญาติ” แต่ทรงรำคาญ “ทูลฟ้อง-สอพลอ” เมื่อ: ธันวาคม 28, 2025, 07:57:16 am
.

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงฉลองพระองค์ชุดพลเอกแห่งกรมทหารราบเบาเดอรัม (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ รหัสภาพ 22 M00032)


รัชกาลที่ 6 ไม่ได้ทรงห่างพบปะสมาคมเพราะ “เกลียดญาติ” แต่ทรงรำคาญ “ทูลฟ้อง-สอพลอ”



 :96: :96: :96:

รัชกาลที่ 6 ไม่ได้ทรงห่างพบปะสมาคมเพราะเกลียดญาติ แต่ทรงรำคาญเพราะการทูลฟ้องร้อง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์กวีและวรรณกรรมไว้มากมาย นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องพระราชนิยมแล้ว จากบันทึกของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล อาจทำให้เห็นว่าที่พระองค์ทรง “แต่งหนังสือ” ไว้มากมายนั้น เหตุผลส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการหาความเพลิดเพลิน หลีกหนีจากบรรยากาศการทูลฟ้องร้องซึ่งทำให้ทรงขุ่นเคืองรำคาญ



พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


มิได้ทรง “เกลียดญาติ” แต่ทรงรำคาญพวก “สอพลอ” ทูลฟ้องร้อง

บทนิพนธ์ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เรื่อง “พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” นอกจากจะบันทึกเหตุการณ์ และพระราชกรณียกิจที่ทำให้ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์มหาศาลแล้ว เนื้อหาในบทนิพนธ์ยังกล่าวถึงเบื้องลึกเบื้องหลังในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ด้วย

ข้อมูลในส่วนนี้รวมถึงเหตุผลเบื้องหลังที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงห่างไปจากการสมาคม แม้กระทั่งพระญาติวงศ์ใกล้ชิดด้วย อันเป็นผลให้มีผู้เข้าใจว่า พระองค์ทรงวางพระองค์ห่างจากพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างจากสมัยรัชกาลที่ 5

เมื่อ พ.ศ. 2484 หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษตีพิมพ์เรื่องในราชสำนักรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยเรื่องทรงห่างเหินจากพระราชวงษ์ มีใจความส่วนหนึ่งว่า

    “ราชสำนักรัชชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 6 ได้ทรงวางพระองค์ให้ห่างพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งผิดกับรัชกาลที่ 5 และพระมหากษัตริย์โดยมาก นอกจากทรงห่างเหินพระญาติพระวงศ์แล้ว ยังทรงไว้พระองค์เป็นพระเจ้าเหนือหัวของเจ้านายอีกด้วย”

ในกรณีนี้ ม.จ. พูนพิศมัย ทรงให้ข้อมูลอีกมุมหนึ่งจากประสบการณ์ที่เคยได้เข้าเฝ้าในหลวงมา ไม่เคยได้ยินว่าทรงติเตียนเจ้านายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เนื้อหาส่วนหนึ่งในบทนิพนธ์ของม.จ. พูนพิศมัย เล่าถึงช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงห่างไปจากวงการสมาคม แม้พระญาติที่ใกล้ชิดก็ได้เฝ้าแต่ในเวลามีการพระราชพิธีหรือเสด็จออกตามธรรมดา

ม.จ. พูนพิศมัย แสดงความคิดเห็นว่า เป็นด้วยการงานต่างๆ ที่ได้ทรงอุทิศพระชนม์ชีพให้บ้านเมืองมิได้เกิดผลตามพระราชปรารถนาไปทุกเรื่อง ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่พระองค์จะทรงขุ่นเคืองหรือท้อถอยบ้าง



หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาพ : Wikimedia Commons)


สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ ม.จ.พูนพิศมัย บันทึกในบทนิพนธ์คือ การกราบบังคมทูลต่างๆ ซึ่งมีเรื่อง “ไม่จริงและเป็นผลดีแก่ผู้ใดเลย”

    “…การกราบทูลนั้น ไม่มีจำกัดเรื่องเดียวหรือฝ่ายเดียว, ทุกคนมีพวกพ้องที่เป็นหูเป็นตา, แล้วคาบไปคาบมากันทุกแห่งหนตำบลบ้าน. การทูลฟ้องร้องอย่างน้อยก็ต้องทำให้ทรงรำคาญพระราชหฤทัย, ซึ่งลงท้ายก็ทรงหมกมุ่นอยู่แต่กับการแต่งหนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ทรงเพลิดเพลินพอเป็น Diversion ได้.”

    ท่านผู้อ่านบางคนคงอยากจะถามว่า ทำไมจะต้องทรงเชื่อคนที่กราบทูลด้วยเล่า? ถ้าท่านจะอนุญาตให้ข้าพเจ้ายิ้มสักหน่อยก็จะยิ้มแล้วตอบท่านว่า-‘คำถามนั้นบอกแล้วว่าท่านยังไม่เคยเป็นคนมีบุญ! จึงยังไม่รู้รสชาติของการสอพลอ, โดยฉะเพาะในเมืองไทย!!…'”


อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนต่อมาเล่าว่า เมื่อมีพระวรกัญญาปทานขึ้นแล้ว (พ.ศ. 2463 ทรงประกาศหมั้นกับหม่อมเจ้าหญิงวิมลวรรณ วรวรรณ ทรงตั้งขึ้นเป็นพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี) ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงพบปะพระราชวงศ์มากขึ้น หลังทรงประกาศหมั้นแล้วหนึ่งเดือน ก็มีงานเฉลิมพระชนม์พรรษา ปีนี้ก็มีงานเลี้ยงแต่งแฟนซีในพระราชฐานขึ้นใหม่ มีเจ้านายที่ได้รับเชิญจำนวนมาก แน่นอนว่ามีตระกูล “วรวรรณ” เป็นอันมากตามธรรมดา

ม.จ. พูนพิศมัย เล่าว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเบิกบานสำราญพระราชหฤทัยที่ได้ทรงพบปะคุยเล่นกับคนที่ทรงคุ้นเคย พร้อมยืนยันว่า “ในหลวงไม่ได้เกลียดญาติวงษ์อย่างที่คนเข้าใจกันโดยมาก”

อ่านเพิ่มเติม :-

    • “พระคู่หมั้นพระองค์แรก” ของร.6 กับความขัดข้องพระราชหฤทัยใน “พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี”
    • พระยาอนิรุทธเทวา มหาดเล็ก “คนโปรด” ในรัชกาลที่ 6 ที่ “งามเหมือนเทวามาจากสวรรค์”
    • ละครชีวิต “พระนางเธอลักษมีลาวัณ” ในร.6 ที่ทรงขอแยกทาง-บั้นปลายพระชนม์สุดสลด




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ : วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2568
อ้างอิง : พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น สมัยรัชกาลที่ 6). กรุงเทพฯ : มติชน, 2561
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 10 มกราคม 2562
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_25671
13  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตึกสตง. ถล่ม สั่งฟ้องแล้ว 23 ราย ออกแบบตึก-ปลอมเอกสาร ส่ง ป.ป.ช.สอบปม จนท.ทุจริต เมื่อ: ธันวาคม 28, 2025, 07:44:53 am
.



ตึกสตง.ถล่ม สั่งฟ้องแล้ว 23 ราย ออกแบบตึก-ปลอมเอกสาร DSI ส่ง ป.ป.ช.สอบต่อ ปมจนท.ทุจริต

ตึกสตง. ถล่ม สั่งฟ้องแล้ว 23 ราย ออกแบบตึก-ปลอมเอกสาร ส่ง ป.ป.ช.สอบปม จนท.ทุจริต

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งความคืบหน้า กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ทรุดตัว ความว่า

สตง. ขอชี้แจงกรณีเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ทรุดตัวลง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุ สตง. ได้ติดตามสถานการณ์และให้ความร่วมมือในการชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริง พร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการของคณะกรรมการและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะอนุกรรมาธิการ พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงาน ป.ป.ช. และคณะผู้ตรวจสอบของกรมบัญชีกลาง

@@@@@@@

โดยในเอกสารระบุตอนหนึ่งว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พบว่า จากการตรวจสอบสาเหตุของการพังถล่ม ซึ่งได้มีการแถลงต่อสาธารณชนแล้ว มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. การพังถล่มเริ่มต้นที่ส่วนล่างของอาคาร ชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเฉือนจนเกิดการวิบัติ

2. ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

3. แบบรายละเอียดที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ ส่งผลให้อาคารรับแรงกระทำได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

4. ระยะฝั่งของเหล็กเสริมที่จดต่อของ Link Bearn กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง


@@@@@@@

ในส่วนของการดำเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ได้สรุปสำนวนและพนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา จำนวน 23 ราย ต่อศาลอาญา ในฐานความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และมาตรา 268, พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 , พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตลอดจนกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการ

ขณะที่  กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ นอกจากนี้ในกรณีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และกรณีมีการร้องเรียนและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนและวินิจฉัย กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการ

อ่านฉบับเต็ม : สตง. เผยความคืบหน้า ตึกถล่ม เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมให้ความร่วมมือ-ดำเนินการตามกม.


 

ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5524247
วันที่ 27 ธันวาคม 2568 - 12:33 น.   





สตง. แถลงผลสอบอาคารใหม่ถล่ม พบก่อสร้างผิดแบบ-คอนกรีตต่ำกว่าเกณฑ์ อัยการสั่งฟ้อง 23 ราย

วานนี้ (26 ธันวาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ทรุดตัวลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สตง. ได้ให้ความร่วมมือเต็มที่กับทุกหน่วยงานที่เข้าตรวจสอบ ทั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง, รัฐสภา, ตำรวจ, DSI, ป.ป.ช. และกรมบัญชีกลาง โดยมีความคืบหน้าสำคัญใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

@@@@@@@

1. เปิดผลสอบวิศวกรรม : แผ่นดินไหวซ้ำเติมโครงสร้างที่อ่อนแอ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงสรุปสาเหตุการพังถล่มว่า เกิดจากการวิบัติเริ่มจากชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนจากแผ่นดินไหว โดยพบข้อบกพร่องร้ายแรงจากการก่อสร้าง 3 ประการ :-
  ▪️ คอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน : ผลทดสอบก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือน มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์
  ▪️ แบบก่อสร้างผิดกฎหมาย : รายละเอียดในแบบก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมาย ทำให้ศักยภาพการรับแรงของอาคารต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
  ▪️ เหล็กเสริมไม่แน่นหนา : ระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อคาน (Link Beam) กับผนังรับแรงเฉือน น้อยกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อไม่แข็งแรงพอ

2. คดีอาญา : อัยการสั่งฟ้อง 23 ราย พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ได้สรุปสำนวนและพนักงานอัยการมีความเห็น สั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย (ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ต่อศาลอาญา ในฐานความผิด :-
  ▪️ ออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายและมีผู้เสียชีวิต
  ▪️ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม
  ▪️ ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ

3. คดีพิเศษ (DSI) และ ป.ป.ช. : ลุยสอบฮั้วประมูล-นอมินี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการสอบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้องในกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (นอมินี) ส่วนประเด็นการ ฮั้วประมูล (พ.ร.บ.ฮั้ว) และการร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัยต่อตามอำนาจหน้าที่ โดย สตง. ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้ ป.ป.ช. ครบถ้วนแล้ว

4. การตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้าง คณะผู้ตรวจสอบของกรมบัญชีกลางกำลังตรวจสอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 ซึ่ง สตง. ได้ชี้แจงข้อมูลและส่งเอกสารประกอบการพิจารณาแล้วเช่นกัน


@@@@@@@

ทั้งนี้ สตง. ย้ำจุดยืนในตอนท้ายว่า ยินดีให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน




ขอบคุณที่มา เฟซบุ้ค THE STANDARD | 7 ชั่วโมง
ภาพ : ฐานิส สุดโต #TheStandardNews
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1222360086689999&set=a.586524703606877
14  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย บุหรี่ - ธูมวฏฺฏิกา - โอสถมวน เมื่อ: ธันวาคม 26, 2025, 08:38:19 am
.



ยาสูบ สรรพคุณและประโยชน์ของใบยาสูบ 27 ข้อ.!
โดย เมดไทย , เมื่อ 23 พฤษภาคม 2020 (เวลา 19:05 น.)



 :96:

ยาสูบ

ยาสูบ ชื่อสามัญ Tobacco[1] ยาสูบ ชื่อวิทยาศาสตร์ Nicotiana tabacum L. จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ (SOLANACEAE)[1] สมุนไพรยาสูบ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ยาซูล่ะ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ยาซุ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), เกร๊อะหร่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ยาออก (ลั้วะ), สะตู้ (ปะหล่อง), จะวั้ว (เขมร-สุรินทร์) เป็นต้น

ชนิดของยาสูบ

ยาสูบที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ชนิด (species) ได้แก่ ชนิด Nicotiana tabacum (ที่กล่าวถึงในบทความนี้)
   - ชนิดนี้มีพื้นที่ปลูกถึงร้อยละ 90 ของพื้นที่ปลูกยาสูบทั่วโลก นิยมนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหลาย
   - ชนิด Nicotiana rustica ชนิดนี้จะมีปริมาณของสารนิโคตินค่อนข้างสูง นำไปใช้ในการทำสารฆ่าแมลง ทำยาเคี้ยว และยาฉุน


@@@@@@@

ลักษณะของต้นยาสูบ

ต้นยาสูบ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุเพียงปีเดียว ลำต้น ไม่แตกกิ่งก้านสาขา มีความสูงประมาณ 0.6-2 เมตร ตามลำต้นและยอดมีขนที่อ่อนนิ่มปกคลุม อยู่ และทุกส่วนของต้นมีต่อมน้ำยางเหนียว ต้นยาสูบเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ต้องการความชื้นปานกลาง





ใบยาสูบ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบแคบหรือสิบเรียวและแทบจะไม่มีก้านใบ ส่วนขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-20 เซนติเมตรและยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวมีขนาดใหญ่และหนา ท้องใบและหลังใบมีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่




ดอกยาสูบ ออกดอกเป็นช่อยาวขึ้นไป โดยจะออกตรงส่วนของปลายยอด โดยดอกจะบานจากส่วนล่างไปหาส่วนบนตามลำดับ ดอกย่อยเป็นสีชมพูอ่อนเกือบขาวหรือเป็นสีแดงเรื่อ ๆ มีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ปลายกลีบแหลม มีขนสีขาวปกคลุม ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลมและมีขน ดอกมีความสวยงามน่าชมมาก







ผลยาสูบ ผลเป็นผลแห้งแบบแคปซูล ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนาน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกออกได้ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก




ประเภทของยาสูบ

แบ่งตามกรรมวิธีการบ่มยาได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ใบยาบ่มไอร้อน (ได้แก่ ใบยาเวอร์จิเนีย), ใบยาบ่มแดด (ได้แก่ ใบยาเตอร์กิช), และใบยาบ่มอากาศ (ได้แก่ ใบยาเบอร์เลย์, ใบยาแมรี่แลนด์) โดยพันธุ์ยาสูบที่นิยมปลูกในประเทศไทยคือสายพันธุ์เวอร์จิเนียร์ (ชนิดบ่มไอร้อน) และสายพันธุ์เตอกิช (ชนิดบ่มแดด) และการนำมาผลิตจะใช้ใบยาเวอร์จิเนียมากที่สุดคือร้อยละ 68 ส่วนใบยาเบอร์เลย์และเตอร์กิชจะใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ใบยาเวอร์จิเนีย (Virginia) – ลักษณะของใบยาจะแห้งเป็นสีเหลืองหรือส้ม มีปริมาณนิโคตินต่ำถึงปานกลาง มีน้ำตาลในใบยาแห้งสูง เป็นใบยาที่มีคุณภาพดีและมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง แหล่งเพาะปลูก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน หนองคาย และนครพนม

ใบยาเตอร์กิช (Turkish or Oriental) – ลักษณะของใบยาจะแห้งเป็นสีเหลืองหรือสีส้มอมน้ำตาล ใบมีขนาดเล็ก มีปริมาณนิโคตินน้อย มีน้ำตาลปานกลาง มีกลิ่นหอมเพราะมีน้ำมันหอมระเหยสูง แหล่งเพาะปลูก ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และนครพนม

ใบยาเบอร์เลย์ (Burley) – ลักษณะของใบยาจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ มีปริมาณนิโคตินสูง มีน้ำตาลน้อยมาก เป็นใบยาที่มีคุณภาพดีมีกลิ่นหอมคล้ายโกโก้ มีน้ำหนักเบา คุณภาพในการบรรจุมวนดี โครงสร้างโปร่งดูดซึมน้ำหอมน้ำปรุงได้ดี แหล่งเพาะปลูก ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ สุโขทัย หนองคาย และนครพนม


@@@@@@@

สรรพคุณของยาสูบ

  1. ใบยาสูบมีรสเผ็ดร้อนเมาเบื่อฉุน เป็นยาระงับประสาท ทำให้นอนหลับ ทำให้ผอม เพราะมีสารสงบประสาทที่ไประงับความอยากอาหาร
  2. ใบยาสูบใช้ทำเป็นยาเส้นผสมกับปูนแดงและใบเนียม ใช้ปรุงยานัตถุ์แก้หวัดคัดจมูก
  3. ช่วยแก้หอบหืด
  4. ช่วยขับเสมหะ
  5. ทำให้อาเจียน
  6. ช่วยขับพยาธิในลำไส้
  7. ช่วยขับปัสสาวะ แก้นิ่ว
  8. ในการใช้ภายนอกจะใช้ใบยาสูบเป็นยาสมานบาดแผล
  9. ชาวกะเหรี่ยงแดงจะใช้เป็นยาประคบเพื่อช่วยห้ามเลือด
10. ช่วยแก้พิษงู
11. ใช้เป็นยาถอนพิษ รักษาแผลน้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ยาเส้นหรือยาตั้ง 1 หยิบมือ นำมาคลุกกับน้ำมันมะพร้าวปิดบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวก จะช่วยถอนพิษได้
12. รากและใบใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เรื้อนกวาง ผื่นคัน หิด (รากและใบ) ส่วนอีกวิธีใช้ใช้ยางสีดำๆ ในกล้องสูบยาของจีน ใช้ใส่แต้มแผล แก้หิดได้ดีมาก หรือนำมาใช้เคี่ยวกับน้ำมันทารักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ
13. ช่วยแก้ลมพิษ
14. ใช้รักษาเหา ให้ใช้ใบยาสูบแก่ที่ตากแห้งแล้ว 1 หยิบมือ นำมาผสมกับน้ำมันก๊าดประมาณ 3-4 ช้อนแกง แล้วใช้ชโลมทั้งน้ำและยาเส้นลงบนผมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วสระออกให้สะอาด โดยให้ทำติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน
15. ช่วยแก้ปวด ลดอาการบวม แก้ปวดข้อ ปวดศีรษะ ปวดฟัน
16. ชาวอินเดียนพื้นเมืองจะใช้ยาสูบเป็นยาแก้ปวด โดยเฉพาะการปวดท้องคลอด ด้วยการนำมาสูบกิน หรือใช้เป็นยานัตถุ์
17. ในทางยานิโคตินถูกนำมาใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย แก้โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
18. แม้ว่าบุหรี่จะทำให้ร่างกายเป็นโรค แต่สารนิโคตินในบุหรี่ก็สามารถเป็นยาสำหรับบางคนได้เพราะทำให้คนที่เป็นโรคพาร์กินสัน โรคจิตเภท โรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ ทำงานดีขึ้น เพราะในคนที่เป็นโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์นั้น สมองจะขาด Dopamine แต่สารนิโคตินนั้นสามารถไปกระตุ้นการหลั่ง Dopamine ได้ ทำให้คนที่เป็นอัลไซเมอร์มีความจำดีขึ้น ส่วนคนที่เป็นโรคพาร์กินสันร่างกายก็จะไม่กระตุกมาก เป็นต้น

@@@@@@@

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของยาสูบ

    • ในใบยาสูบพบสารอัลคาลอยด์ นิโคติน (Nicotine) C_10 H_14 N_2 อยู่ประมาณ 0.6-9% ซึ่งสารอัลคาลอยด์พวก Pyridine นี้จะมีลักษณะเป็น oily, volatile liquid ทำให้ไม่มีสีแล้วกลายเป็นสีเหลือง ถ้าหากถูกอากาศจะเป็นสีน้ำตาล หากนำมาสูดดมเข้าไปจะไปกัดเนื้อเยื่อในจมูก มีกลิ่นเผ็ดร้อน แต่ก็ยังมีสารที่ทำให้มีกลิ่นหอมที่ชื่อว่า Nicrotranin หรือ Tabacco camphor โดยสารชนิดนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อนำมาใบยามาบ่ม

    • จากรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วในใบยาสูบทำบุหรี่จะมีปริมาณของสารนิโคตินอยู่ 20 มิลลิกรัม ยาเส้นใช้กล้องสูบมี 25 มิลลิกรัม และใบยาที่ทำให้ซิการ์จะมีนิโคตินอยู่ 100 มิลลิกรัม รวมไปถึงสารประกอบอื่น ๆ อีกด้วย


@@@@@@@

ประโยชน์ของยาสูบ

 1. ใบอ่อนจะนำมาใช้มวนบุหรี่และใช้ทำซิการ์
 2. ใบแก่จะนำมาทำเป็นยาเส้นยาตั้ง ยาฉุน และใช้มวนบุหรี่] ชาวกะเหรี่ยงจะใช้ใบแก่นำมาซอยให้เป็นฝอยแล้วตากแห้ง พันด้วยใบตองแห้งใช้เป็นยาสูบ หรือใช้เป็นไส้บุหรี่ขี้โย

 3. ในส่วนของยาตั้งนั้นหากนำมาผสมกับน้ำมันก๊าดแล้วนำมาใส่ผมก็จะเป็นยาฆ่าเหาได้ โดยให้ใส่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ให้ทำวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 2-3 วัน เหาก็จะหาย แต่ต้องระวังอย่าให้ยาเข้าตาได้
 4. ใบมีสารนิโคตินอยู่ประมาณ 7% ละลายได้ง่ายในน้ำ แอลกอฮอล์ และอีเทอร์ ใช้ทำเป็นยาฉีดฆ่าแมลงและเพลี้ยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะจัดเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง (การผสมให้ใช้นิโคติน 1 ส่วน สบู่อ่อน 20 ส่วน ในน้ำ 2,000 ส่วน) ยานี้มีพิษแรง การนำมาใช้ต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกผิวหนัง เพราะจะซึมเข้าไปและเป็นพิษมาก
 5. ใบใช้ทาภายนอกเพื่อป้องกันทากและปลิงเกาะได้
 6. ใบเอาไปใส่ไว้ในรังไก่ เพื่อช่วยไล่ไรไก่ หรือนำมาตำแล้วแช่ในน้ำ ใช้ฉีดพ่นไรไก่
 7. ใบนำมาคั้นเอาแต่น้ำใช้ทาผิวหนังวัวควายที่เป็นหนอง
 8. ชาวอินเดียนพื้นเมืองถือว่ายาสูบเป็นของศักดิ์สิทธิ์ มีการสูบยาเป็นประเพณีเพื่อแสดงความเป็นมิตร และใบยาสูบเป็นของที่มีราคาที่ใช้แทนเงินได้อีกด้วย
 9. ยาสูบเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของประเทศไทย เดิมจะใช้เฉพาะมวนบุหรี่สูบกันภายในประเทศ แต่ในปัจจุบันผลผลิตใบยาสูบเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมากของไทย เพราะสามารถทำรายได้ให้กับประเทศถึงปีละ 2,500-3,000 ล้านบาท อีกทั้งผลผลิตของใบยาสูบยังมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของเกษตรกร และมีความสำคัญต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมการผลิตบุหรี่ของโรงงานยาสูบ





ประเภทของของผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ผลิตภัณฑ์ยาสูบสามารถจำแนกตามการใช้งานออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดมีควันและผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดไม่มีควัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดมีควัน (Smoked tobacco) สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ บุหรี่โรงงาน บุหรี่มวนเอง และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น ๆ เช่น ซิการ์, ไปป์, ยาสูบที่สูบผ่านน้ำ, (ชิชา, ฮุกก้า, บารากู่) และอื่น ๆ เช่น บุหรี่ขี้โย (บุหรี่พื้นเมืองของชาวเหนือ), บุหรี่ชูรส (บุหรี่ที่มีรสชาติเลียนแบบผลไม้ รสหวาน สมุนไพร)

  • ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดไม่มีควัน (Smokeless tobacco) ได้แก่ ยาเส้นหรือยาเส้นปรุง (ใช้สำหรับอมหรือจุกทางปาก เคี้ยวหรือใช้เป็นส่วนผสมของหมากพลู), ยานัตถุ์ และบุหรี่ไฟฟ้า


@@@@@@@

โทษของยาสูบ

  (1) สารนิโคตินในใบยาสูบเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนติดบุหรี่ โดยบุหรี่ที่วางขายตามท้องตลาดจะมีปริมาณของนิโคตินประมาณ 4-4.5% หากเข้าไปในร่างกายของคนสูบเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้คนสูบนั้นติดบุหรี่ได้ทันที ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงการติดบุหรี่ก็จะยิ่งง่ายกว่าผู้ชาย และยังเลิกได้ยากกว่าผู้ชายอีกด้วย เพราะปอดผู้หญิงมีขนาดเล็กกว่าผู้ชายนั่นเอง

  (2) ในสมัยก่อนเราจะใช้ยาสูบทำเป็นยาระงับประสาท ยาทำให้นอนหลับ ทำให้อาเจียน และขับเหงื่อ แต่ในปัจจุบันได้มีการค้นพบว่ามันมีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายหลายชนิด การสูบบุหรี่ทำให้ไอและเจ็บคอ เนื่องจากลำคอและหลอดลมเกิดการอักเสบบวม ทำให้เกิดการเสพติด ทำให้ประสาทส่วนกลาง คือ หัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ หัวใจอ่อนและเต้นไม่สม่ำเสมอ ทำให้ความจำเสื่อม ความดันโลหิตต่ำ หายใจอ่อน เหงื่อออกมากผิดปกติ และมีอาการมือสั่น แต่ในคนที่สูบเป็นประจำ จะไม่มีอาการเหล่านี้ เพราะร่างกายสามารถออกซิไดซ์นิโคตินได้พอสมควร โดยคนที่สูบซิกาแรควันละ 25 มวน จะทำให้เสียสีของเม็ดเลือดแดงไปประมาณ 25% ในคราวหนึ่ง

  (3) นิโคตินในระดับต่ำจะไปกระตุ้น Nicrotinic receptor แต่ในขนาดสูงจะไปปิดกั้นNicrotinic receptor อาการที่พบจะซับซ้อน อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติกระตุ้นประสาทส่วนกลางทำให้เกิดอาการสั่นหรือชักได้ โดยปกติจะมีฤทธิ์ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล และเพิ่มระดับความรู้สึกเจ็บปวด

  (4) ผู้ที่ติดบุหรี่มักจะมีอาการไอ มีอาการหอบแห้งในลำคอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปอด และหลอดลมอักเสบ

  (5) บุหรี่เป็นสารเสพติดที่ติดได้ง่ายยิ่งกว่าแอลกอฮอล์ โดยจัดเป็นสารสงบประสาท ระงับความอยากอาหาร เพิ่มน้ำตาลในเลือดเล็กน้อย ทำให้ประสาทเกี่ยวกับการรับรสเสียไป ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด และเป็นโทษต่อร่างกายนานับประการ เพราะถ้าทำการสกัดสารนิโคตินออกมาจากซิการ์เพียงมวนเดียว แล้วนำมาฉีดเข้าเส้นเลือดคน จะมีพิษถึงขนาดทำให้ตายได้เลย

  (6) ผลของนิโคตินจากการสูบบุหรี่จะเกิดผลกระทบต่อประสาทส่วนกลางภายใน 10 วินาที หากมีการเคี้ยวยาสูบจะมีผลของนิโคตินที่ทำให้เกิดเส้นเลือดตีบ เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหากกินเป็นเวลา 3-5 นาที จะทำให้เกิดผลต่อระบบประสาท CNS นอกจากนี้นิโคตินยังมีผลทำให้เบื่ออาหารและเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ประสาทรับรู้รสและกลิ่นเสียไป ปอดจะถูกทำลายหากสูบเป็นเวลานาน และจะเป็นสาเหตุของโรคปอด โรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ

  (7) ผลของนิโคตินหากเสพเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หงุดหงิด มีอาการฉุนเฉียวง่าย ขาดสมาธิและนอนไม่หลับ

  (8) การสูบบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ พบว่าในบริเวณที่ลุกไหม้ จำนวน 5% ของนิโคตินจะถูกเผาไหม้เป็นสารอินทรีย์และไม่มีพิษ จำนวน 30% เป็นควันกระจายออกไป จำนวน 25% ถูกสูบเข้าไปในปากและหลอดลม ทำให้นิโคตินจับอยู่บริเวณปากและบางส่วนก็เข้าไปทางเส้นเลือด และจากส่วนที่เข้าไปนั้น 95% จะเข้าไปที่ปอด ซึ่งนอกจากนิโคตินแล้วยังมีสารสำคัญอีกพวก คือ ทาร์(Tars) ซึ่งจะปรากฏอยู่ในรูปต่าง ๆ หลายชนิด ในขณะที่เผาไหม้ใบยาสูบและกระดาษ ซึ่งสารที่สำคัญ คือ Benzopyrine (เชื่อว่าเป็นสารที่ทำให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้)

  (9) ในควันบุรี่ตอนปลายที่เกิดการเผาไหม้และระเหย จะมีนิโคติน ทาร์ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ แอมโมเนียม ไฮโดรเจนซัลไฟต์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ล้วนเป็นสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด ถุงลม เยื่อบุกระเพาะ นิโคตินทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การบีบตัวของหลอดเลือด ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะทาร์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด

  (10) ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง เต้านม กระเพาะ ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร หลอดไต ตับอ่อน ไต มดลูก และเม็ดเลือดได้ และคนที่สูบบุหรี่จัดมักมีอายุสั้น เพราะป่วยด้วยโรคหลายโรค ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด หากมีการสูบบุหรี่ด้วยก็จะยิ่งมีโอกาสสูงในการเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยด้วยโรคเดียวกันนี้ถึง 3 เท่า

  (11) นอกจากสารนิโคตินในบุหรี่ที่ทำให้คนติดกันอย่างงอมแงมแล้วเลิกบุหรี่ บุหรี่ยังมีสารเคมีที่เป็นพิษอีกมากมาย เช่น 4-aminobiphenyl (ทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ), Nitrosamines (ทำให้เกิดมะเร็งมากที่สุด), Hydrogen cyanide (ทำให้ปอดระคายเคือง), Carbon monoxide (ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ) และในควันบุหรี่ยับพบสารBenzo-a-pyrene, Benzene, Acrolein, Polonium และสารตะกั่ว ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนเป็นสารพิษทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่มักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตาเป็นต้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น และหากล้มกระดูกแตก แผลกระดูกก็จะสมานช้า

  (12) ควันบุหรี่ยังทำให้ผู้สูบเป็นโรคถุงลมปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง และทารกที่คลอดจากสตรีที่สูบบุหรี่มักมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ และแม่ที่สูบบุหรี่มักจะมีปัญหาในการตั้งครรภ์และการคลอดมากกว่าแม่ที่ไม่สูบบุหรี่เลย

  (13) ควันบุหรี่ใช่ว่าจะฆ่าเฉพาะคนที่สูบบุหรี่เท่านั้น เพราะการใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ก็สามารถทำให้ควันบุหรี่มีละอองพิษผ่านเข้าไปทำร้ายเยื่อหุ้มปอดและเนื้อเยื่อในปอดของคนใกล้ชิดได้ แม้ว่าควันพิษนั้นจะมีน้อยเพียง 1% ของคนที่สูบโดยตรงก็ตาม แต่จากสถิติการตายเพราะการสูดควันโดยทางอ้อมก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

  (14) ในบุหรี่จะประกอบไปด้วยใบยาสูบหั่น น้ำมันดิน กระดาษสำหรับมวน ซึ่งจะมีก๊าซอยู่มากถึง 12 ชนิดด้วยกัน โดยชนิดนี้ร้ายแรงจะมีอยู่ 3 ชนิด คือ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO_2 ), ไฮโดรไซอาไนด์ (CN) ส่วนนิโคตินเป็นสารที่มีอยู่ในใบยาสูบ น้ำมันดินที่มีอยู่ในบุหรี่ เมื่อสูบเข้าไปจะไปเกาะที่ผนังปอดและหลอดลม

  (15) การสูบบุหรี่ด้วยวิธีการเผาใบยาจะทำให้นิโคตินและอัลคาลอยด์ต่าง ๆ สลายตัว โดยวัตถุเหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นพิษขึ้นในการสูบบุหรี่ และมีหลายคนแสดงว่าการสูบบุหรี่มีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท แต่ไม่ใช่เป็นผลอันเนื่องมาจากฤทธิ์ของนิโคติน

  (16) คนที่ติดบุหรี่มากเมื่อไม่ได้รับนิโคติน จะเกิดอาการกระสับกระส่าย สมาธิสั้น นอนไม่หลับ 20 นาทีหลังจากการอดบุหรี่ ความดันโลหิตจะลดลง ชีพจรเต้นช้าลง และเมื่อผ่านไป 8 ชั่วโมง ระดับออกซิเจนในเลือดจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับปกติ แต่ในขณะเดียวกันระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ก็จะลดลงด้วย และหลังจากหยุดสูบบุหรี่ 2 วัน ระบบความรู้สึก การรับรสและกลิ่นต่าง ๆ จะทำงานได้ดีขึ้น และเมื่อผ่านไป 3 เดือน การเคลื่อนไหวของร่างกาย การทำงานของปอดก็จะดีขึ้นด้วย ยิ่งถ้าหากหยุดไปได้นานถึง 10 ปี โอกาสที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ก็ลดลงถึง 50% แต่การจะทำได้ในขนาดนี้คนที่ติดบุหรี่จะต้องมีความตั้งใจ ความอดทน และความพยายามสูง จึงจะชนะยาเสพติดชนิดนี้ได้




อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาสูบจะมีอันตรายและเป็นโทษต่อร่างกายสารพัด แต่ผลเหล่านี้จะเกิดช้า โดยอาจใช้ระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปี ทำให้หลาย ๆ คนไม่รู้สึกตระหนักถึงอันตรายของยาสูบ แต่ในปัจจุบันสังคมเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับโทษของบุหรี่กันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีการห้ามสูบในที่สาธารณะและห้ามเยาวชนสูบ รวมทั้งจำกัดการโฆษณาและให้พิมพ์คำเตือนถึงอันตรายบนซองบุหรี่ ฯลฯ

หากต้องการเอกสารอ้างอิง ขอให้คลิกไปอ่านต้นฉบับ
หรือ https://medthai.com/ยาสูบ/



ขอขอบคุณ :-
ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Forest and Kim Starr, naturgucker.de / enjoynature.net, madeinsheffield
webssite : https://medthai.com/ยาสูบ/ 
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai) เมื่อ 23 พฤษภาคม 2020 (เวลา 19:05 น.)
15  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ เมื่อ: ธันวาคม 26, 2025, 07:13:11 am
.



ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ

ในหลวง พระราชินี เสด็จฯไปทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ

เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 25 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่ง ไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมกับ นายทองลุน  สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี  สีสุลิด ภริยา ในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) อำเภอเมืองจังหวัดบึงกาฬ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยคณะข้าราชการและประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ต่อจากนั้น ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)







จากนั้นเวลา 16.53 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงยังสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว สะพานมิตรภาพไทย-ลาว (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ณ ที่นั้น นายนคร ศิริปริญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ จากนั้นเสด็จเข้าห้องประทับรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธย ในแผ่นศิลา เสร็จแล้ว ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพลับพลาพิธีบริเวณกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)






เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงพลับพลาพิธีบริเวณกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) พร้อมกับนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี  สีสุลิด ภริยา ซึ่งเดินมาจากฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ ที่นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมด้วยคณะข้าราชการและประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับนายทองลุน  สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี  สีสุลิด ภริยา จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสอนไซ  สีพันดอน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กราบบังคมทูลรายงาน เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)





พร้อมด้วยนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยา ต่อจากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังแท่นพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) พร้อมกับนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขณะนั้น พระสงฆ์ทั้ง 2 ประเทศเจริญชัยมงคลคาถาพร้อมกัน จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรนิทรรศการความเป็นมาและวัตถุประสงค์การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) เสร็จแล้ว ทรงพระดำเนินไปยังบริเวณหน้าป้ายที่ระลึกการเปิดใช้สะพานและป้ายแสดงกรรมสิทธิ์ พร้อมด้วยนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยา




ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยา พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของทั้งสองประเทศ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยา ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ฝั่งไทย




ทั้งนี้ มีราษฎรในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ฝั่งไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหนังสือที่ระลึกสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ต่อจากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ปลัดกระทรวงคมนาคมและอธิบดีกรมทางหลวง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตราไปรษณียากรที่ระลึกสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) จากนั้น พระราชทานพระบรม





ราชวโรกาสให้ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ “สิริบึงกาฬราชพัสตรา” ของที่ระลึกจังหวัดบึงกาฬแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนางจิรภา เจริญภูมิ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ “ขวัญมิ่งสองฝั่งโขง” ของที่ระลึกจังหวัดบึงกาฬแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสร็จแล้ว ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยพระราชหฤทัยอันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งทรงธำรงไว้ซึ่งสายสัมพันธ์อันงดงามกับนานาประเทศ ซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มิตรประเทศเพื่อนบ้านที่มีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นบนพื้นฐานของมิตรภาพความเข้าใจอันดี และมีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาร่วมกัน โดยในปี 2568 ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ด้วยพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยง




ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะโครงการสะพานมิตรภาพ ซึ่งไม่เพียงเป็นเส้นทางคมนาคม หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันมั่นคงและความร่วมมืออันแนบแน่นของทั้งสองประเทศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมกับนายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 พระราชกรณียกิจในด้านนี้ได้ส่งผลเป็นรูปธรรมต่อการเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจชายแดน การเดินทางของประชาชนทั้งสองประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้เจริญเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

การจัดสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) เชื่อมต่อทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 222 อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ กับถนนสาย 13 เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีรูปแบบการก่อสร้างตัวสะพานเป็นรูปแบบคานขึง สร้างด้วยคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง มีขนาด 2 ช่องจราจร ความยาวรวม 1,350 เมตร มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นคือการนำรูปทรงของ “แคน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง มาออกแบบเป็นเสาหลักของสะพาน เพื่อสื่อถึงวัฒนธรรมประเพณี ที่สืบทอดมาร่วมกันและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองประเทศ

โดยการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรอันใกล้ชิดที่มีมายาวนาน บนพื้นฐานของความเคารพยกย่องและความมุ่งมั่นตั้งใจร่วมกันในการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย ผ่านการพัฒนาความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในกิจการด้านต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและกรอบอาเซียนมาอย่างเข้มแข็ง ซึ่งสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญของยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคที่สนับสนุนการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้มีความคล่องตัว ปลอดภัย และประหยัดต้นทุน อีกทั้งยังเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจชายแดน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และเปิดโอกาสทางการค้าการลงทุนภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป




ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/royal/news_5522244
วันที่ 25 ธันวาคม 2568 - 18:25 น.   
16  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ เมื่อ: ธันวาคม 26, 2025, 07:03:34 am
.



สิริมงคล“ในหลวง-พระราชินี”เสด็จฯเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว5วันนี้ บริการฟรีรอประกาศเก็บเงิน

สิริมงคล“ในหลวง-พระราชินี”เสด็จฯทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว5 เชื่อมบึงกาฬ-บอลิคำไซ วันนี้ เริ่ม 26 ธ.ค. บริการฟรีรอประกาศเก็บเงิน

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์”  รายงานว่า   ช่วงเย็นวันนี้(25 ธ.ค. 2568)  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) ขณะที่กรมทางหลวง(ทล.) เจ้าของโครงการและผู้เกี่ยวข้องพร้อมเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ ด้วยความปลื้มปีติที่ทรงพระกรุณาเสด็จฯทรงเปิดสะพานเป็นสิริมงคล





โครงการฯมีวงเงินก่อสร้าง 3,787 ล้านบาท ร่วมลงทุนโดยรัฐบาลไทย-สปป.ลาว  ฝ่ายไทย 2,500ล้าน ฝ่ายสปป.ลาว 1,287 ล้าน  แบ่งก่อสร้าง 5 สัญญา ฝ่ายไทย 3 สัญญาและฝ่ายลาว2 สัญญา    สะพานข้ามแม่น้ำโขงมีขนาด 2 ช่องจราจร  ความยาว 1,350 เมตร  เชื่อมถนน 4 ช่องจราจร ความยาวรวมถนน 16.340  กม.  ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.บึงกาฬ เชื่อมเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

มีจุดเริ่มต้นโครงการฝั่งไทย แยกจากทล. 222 เชื่อมโครงข่ายถนนระหว่างจ.สกลนคร และบึงกาฬ  ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) ไปยังท่าเรือน้ำลึก เมืองวุงอ่าง และเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม





ส่วนแนวเส้นทางฝั่งสปป.ลาว เชื่อมถนนหมายเลข 13 ต่อไปยังถนนหมายเลข 8 เส้นทางจาก สปป.ลาว ไป เมืองวินห์ เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม และเชื่อมประเทศจีนตอนใต้ ผ่านทางหลวงอาเซียนหมายเลข 1 (AH1) ประเทศเวียดนาม  เปิดประตูเศรษฐกิจบานใหม่ของประเทศไทย สนับสนุนมูลค่าการค้าชายแดน ไทย – สปป.ลาว เพิ่มขึ้นกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท/ปี 

ขณะที่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศเดินทางได้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น จากปัจจุบันชาว จ.บึงกาฬ ใช้เรือโดยสารข้ามฟากแม่น้ำโขงไปแขวงบอลิคำไซ




ทั้งนี้จะเปิดใช้สะพานตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. ช่วงแรกให้บริการฟรีไปก่อน รอประกาศในราชกิจานุเบกษาเก็บค่าธรรมเนียมยานพาหนะ ดังนี้ 

- รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง 50 บาท
- รถโดยสารขนาดเล็ก (8-12 ที่นั่ง) 100 บาท
- รถโดยสารขนาดกลาง (13-24 ที่นั่ง) 150 บาท
- รถโดยสารขนาดใหญ่ (มากกว่า 24 ที่นั่ง) 200 บาท
- รถบรรทุก 4 ล้อ 50 บาท
- รถบรรทุก 6 ล้อ 250 บาท
- รถบรรทุก 10 ล้อ350 บาท
- รถบรรทุกเกิน 10 ล้อ 500 บาท

***อัตราค่าธรรมเนียมเท่ากับสะพานไทย-ลาวอื่นๆ





ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว5 แล้ว มีผลวันที่ 25 ธ.ค. 2568



ขอขอบคุณ :-
ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/5439369/
ข่าว > นวัตกรรมขนส่ง | 25 ธ.ค. 2568 • 8:05 น.
17  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย บุหรี่ - ธูมวฏฺฏิกา - โอสถมวน เมื่อ: ธันวาคม 25, 2025, 11:43:26 am
.



พระโอสถมวน "กลีบบัว" ความละเมียดละไมของภูมิปัญญาไทยโบราณ

ทำความรู้จัก"ภูมิปัญญา"โบราณกับการพิถีพิถันประดิษฐ์ “บุหรี่กลีบบัว” พระโอสถมวนหรือบุหรี่สำหรับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่

ดอกบัว ถือเป็นไม้ที่มีประโยชน์และคุณค่าตั้งแต่รากถึงดอก เพราะสามารถนำมาทำอาหาร ขนม ทำเป็นน้ำชา บูชาพระ หรือแม้กระทั่งสกัดเป็นยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ และบำรุงร่างกายได้ ส่วนกลีบบัวนอกจากความสวยงามแล้วในสมัยโบราณยังเคยมีการนำมาทำเป็นยาสูบโดยใช้เกสรบัวหลวงตากแห้ง

รวมถึงนำดอกไม้และสมุนไพรอื่นๆ มาเป็นส่วนประกอบ เราจึงชวนคุณผู้อ่านมาดูว่าการทำยาสูบและพระโอสถมวนในสมัยโบราณมีความละเอียดอ่อนอย่างไรกันบ้าง







ด้วยภูมิปัญญาของคนไทยในสมัยโบราณที่พบตามหลักฐานในบทกาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนหนึ่งในบทเห่เดือนนักขัตฤกษ์ความว่า :

โคลง
      ๐ หวนเห็นหีบหมากเจ้า      จัดเจียน มาแม่
     พลูจีบต่อยอดเนียน            น่าเคี้ยว
     กลี่กล่องกระวานเขียน         มือญี่ ปุ่นเฮย
     บุหรี่ใส่กล่องเงี้ยว              ลอบให้เหลือหาญ ฯ


กาพย์
       ๐ หมากเจียนเจ้างามปลอด     พลูต่อยอดน่าเอ็นดู
     กระวานอีกกานพลู                  บุหรี่ให้ใจเหลือหาญ
       ๐ เช็ดหน้าชุบน้ำอบ              หอมตรลบดอกดวงมาลย์
     บังอรซ่อนใส่พาน                   ส่งมาให้ไม่เว้นวัน ฯ





ส่วนประกอบของบุหรี่ คือ ยาเส้น ได้มาจากการคัดเลือกใบยาสูบ ที่มีความแก่ ระดับปานกลาง​ มี 3 ระดับ​ คือ

1. ยาฉุน คือ ใบยาสูบ ที่แก่จัด นับจาก ยอดใบ ลงมา 9-10 ใบ มีรสชาติฉุนมาก ขื่นมากเวลาสูบ
2. ยากลาง คือ ใบยาที่ นับจากยอดลงมา 4 ใบ มีความเข้มของยา ปานกลาง
3. ยาจืด คือ ใบยาที่อ่อน นับจากยอด 2 ใบมีความอ่อนมาก ในระดับความขื่น





ส่วนใหญ่บุหรี่กลีบบัวจะเลือกยากลางลงมาเป็นส่วนผสม แต่ครั้งโบราณแหล่งยาเส้นที่ดีที่สุดของไทย อยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ หรือเลย ส่วนใหญ่จะผลิตและส่งมาจำหน่ายในภาคกลาง​

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่อำเภอศรีสงคราม​ จ.นครพนม โดยชาวบ้านแต่เดิมนั้นจะปลูกยาสูบเวลาน้ำโขงลดระดับช่วงมีตะกอนแม่น้ำมาสะสมในดอนหรือริมตลิ่งเรียก “ดินน้ำไหลทรายมูล” ซึ่งดินชนิดนี้มีแร่ธาตุมากมายเหมาะแก่การเพาะปลูกใบยาสูบ ทำให้ใบมีขนาดใหญ่ยาวและมีคุณสมบัติที่ดีแห่งหนึ่งของไทย โดยพืชที่นำมาใช้ทำใบยาสูบได้แก่

    1. ดอกปีบ ตากแห้งทั้งดอกมีสรรพคุณรักษา โรคทางเดินหายใจ
    2. พิมเสนเกล็ดทอง (ปัจจุบันไม่มีผลิตแล้ว)
    3. เกสรบัวหลวงตากแห้ง
    4. ใบกระวานแห้ง หรือ เมล็ดคั่วร้อน
    5. อบเชย บางสูตรอาจใส่ชะเอม เพื่อความชุ่มคอ แต่เมื่อมีการเผาไหม้ เมื่อมีการจุดยาเส้นแล้วสิ่งที่จะทำให้ชุ่มคอ คือ พิมเสนเพราะเป็นสารระเหย สิ่งเหล่านี้คือตัวหลักในยามวน​ ส่วนบางสูตรอาจจะซอยผิวส้มซ่า หรือใส่กานพลูลงไป







การมวนใบยาจะต้องมีใบตองอ่อนที่นาบกับหินอ่อนร้อนๆ จนแห้งมามวนเป็นใบยาสูบ แล้วนำกลีบดอกบัวหลวง ที่บานเต็มที่ใกล้โรยมานาบเป็นแผ่นรองนอกความยาวราวๆ 4.5 นิ้ว โดยประมาณ ติดด้วยยางมะตูมขนาดราวๆ ลำเทียนฝั้นปลายนิ้วก้อยนางก็จะได้ใบยากลีบบัวสวยงามออกมา

แต่ปัจจุบันภูมิปัญญาไทยเหล่านี้ไม่มีการสืบสาน​ ทำให้ถูกกลืนกลบไปจนหมดสิ้น​ มีบุหรี่ต่างชาติและซิก้าเข้ามาแทนที่คงจะเหลือแค่ตำนานที่เล่าขานเท่านั้น



ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก​ Bunchai thongcharoenbougram FB: เลาะรั้ว​ ชมวัง
website : https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/480639 | 26 ส.ค. 2564





บุหรี่กลีบบัวในตำนาน

คนไทยในปัจจุบันหลงลืมกันหมดแล้วว่า "พระโอสถมวน" หรือชาวบ้านเรียกติดปากกันว่าบุหรี่ แต่บุหรี่ชุดนี้ไม่ใช่ของคนทั่วไป เป็นบุหรี่สำหรับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ใช้

บุหรี่แบบนี้ทำขึ้นมาจากภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อน ราวๆสมัยรัชการที่ 2 หรือก่อนหน้านั้นคงมีแต่เท่าที่พบหลักฐานจาก "กาพย์เห่เรือในพระราชนิพนธ์" พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้าฯ รัชการที่ 2 ในตอน บทเห่ในเดือนนักขัตฤกษ์ ความว่า





หวนเห็นหีบหมากเจ้า.      จัดเจียน มาแม่
พลูจีบต่อยอดเนียน.        น่าเคี้ยว
กลี่กล่องกระวานเขียน.     มือญี่.  ปุ่นเอย
บุหรี่ใส่กล่องเงี๊ยว.          ลอบให้เหลือหาญฯ

หมากเจียนเจ้างามปลอด.  พลูต่อยอดน่าเอ็นดู. 
กระวาน อีกกานพลู.        บุหรี่ไห้ ใจเหลือหาญ
เช็ดหน้าชุบน้ำอบ           หอมตลบดอกดวงมาลย์
บังอรซ่อนใส่พาน           ส่งมาให้ไม่เว้นวัน





ยาเส้นได้จากการคัดเลือกใบยาสูบที่มีความแก่ระดับกลาง ยาเส้นมี 3 ระดับ

1. ยาฉุน คือ ใบยาสูบที่แก่จัดนับจากยอดใบลงมา 9-10 ใบ มีรสชาติฉุนมากขื่นมากเวลาสูบ
2. ยากลาง คือ ใบยาที่นับจากยอดลงมา 4 ใบ มีความเข้มของยาปานกลาง
3. ยาจืด คือ ใบยาที่อ่อนนับจากยอด 2 ใบมีความอ่อนมากในระดับความขื่น







ส่วนใหญ่บุหรีกลีบบัวจะเลือกยากลางมาเป็นส่วนผสม แต่ครั้งโบราณ แหล่งยาเส้นที่ดีที่สุดของไทยอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ เลย ส่วนใหญ่ผลิตและมาส่งจำหน่ายในภาคกลาง

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ชาวบ้านจะปลูกยาสูบเวลาน้ำโขงลดระดับ (ช่วงมีตะกอนแม่น้ำ) มาสะสมในดอนหรือริมตลิ่ง เรียก "ดินน้ำไหลทรายมูล" ดินชนิดนี้ มีแร่ธาตุมากมายเหมาะแก่การเพาะปลูก ใบยาสูบจึงมีขนาดใหญ่ ยาวและมีคุณสมบัติที่ดีแห่งหนึงของไทย



ดอกปีบตากแห้ง


พิมเสนเกล็ดทอง (ปัจจุบันไม่มีผลิตแล้ว)


เกสรบัวหลวงตากแห้ง


ใบกระวานแห้ง หรือ เมล็ด คั่วร้อน


อบเชย


ชะเอม


   - ดอกปีบตากแห้ง มีสรรพคุณรักษาโรคทางเดินหายใจ
   - พิมเสนเกล็ดทอง (ปัจจุบันไม่มีผลิตแล้ว)
   - เกสรบัวหลวงตากแห้ง
   - ใบกระวานแห้ง หรือ เมล็ด คั่วร้อน
   - อบเชย บางสูตรอาจใส่ชะเอมเพื่อความชุ่มคอ แต่เมื่อการเผาไหม้ เมื่อจุดยาแล้ว สิ่งที่จะชุ่มคอ คือ พิมเสน นั่นเอง

สิ่งเหล่านี้ คือ ตัวหลักในยามวนการมวนใบยาจะต้องมีใบตองอ่อน ที่นาบกับหินอ่อนร้อนๆจนแห้ง มาเป็นตัวมวนแล้ว กลีบดอกบัวหลวง ที่บานเต็มที่ใกล้โรยมานาบ เป็นแผ่น รองนอกความยาวราวๆ 4.5 นิ้ว. โดยประมาณติดด้วยยางมะตูม ขนาดราวๆ ลำเทียน ฟั่นปลายนิ้วก้อยนาง





เอาเล่าคร่าวๆให้เข้าใจ นะครับ ปัจจุบันไม่มีแล้ว การสืบการสานภูมิปัญญาไทย ถูกกลืนกลบไปหมด บุหรี่ต่างชาติและซิก้า เข้ามาแทนที่คงจะเหลือ แค่ตำนานที่เล่าขานเท่านั้นเอง








ขอบคุณที่มา : นายแว่นขยันเที่ยว
https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=pitchayut8&month=08-2021&date=17&group=2&gblog=56
ฝากกด like Facebook นายแว่นขยันเที่ยว :-
https://www.facebook.com/profile.php?id=100067508431820
ขอบคุณที่เข้ามาเป็นกำลังใจให้ผม "นายแว่นขยันเที่ยว"
18  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย บุหรี่ - ธูมวฏฺฏิกา - โอสถมวน เมื่อ: ธันวาคม 25, 2025, 09:32:16 am
.



ในหลวง เคยสูบพระโอสถมวน (บุหรี่) แต่ทรงเลิกได้ เพราะพสกนิกร

เพจรวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น ระบุถึงพระราชดำรัส เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2547 เกี่ยวกับภัยของบุหรี่ ใจความว่า อดีตในหลวงเคยสูบพระโอสถมวน(บุหรี่) แต่ทรงเลิกได้ เพราะท่านต้องการเป็นแบบเยี่ยงอย่างที่ดี แก่พสกนิกร

ถ้ามีคนมาถามว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ให้ใช้เวลาทั้งชีวิตบอกถึงความดีท่านคงไม่พอ แต่ถ้าให้พูดถึงท่านแบบบ้านๆเข้าใจง่าย ท่านเป็นผู้ชายที่มีเชื้อสายกษัตริย์ เรียนจบนอก ติดดิน รักสัตว์ เก่งดนตรี เก่งกีฬา ใจดีมีเมตตา รักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง เขียนเพลงได้ เล่นดนตรีได้หลายชนิด ถ่ายรูปเก่ง ขับเรือได้(เรือท่านต่อเอง) เก่งวิทยาศาสตร์ พูดได้หลายภาษา เรียนเก่ง

พูดเพราะเป็นสุภาพบุรุษ แต่งตัวดี มีธรรมมะในใจ ไม่ถือตัว รักครอบครัว รักพ่อแม่ รักสังคม เป็นนักสังคมและนักพัฒนา นักประดิษฐ์ เป็นนักสำรวจ นักวางแผน นักเดินทาง เก่งทั้งศาสตร์และศิลป์ มีอารมณ์ขันและมีความโรแมนติค ท่านยังทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ เกินกว่าที่มุษย์คนนึงจะทำเพื่อคนอื่นได้





ท่านเคยสูบบุหรี่แต่เลิกบุหรี่ไปนานแล้ว (โบราณชาววังเขาสูบกันปกติ ไม่ใช่เรื่องเสื่อมเสีย แต่อย่างใด รัชกาลที่ ๕ และที่๗ก็ทรงโปรดบุหรี่ไปป์) ที้ท่านเลิกบุหรี่เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ และท่านต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พสกนิกรถ้าไปบอกใครว่านี้รวมอยู่ในคนๆเดียว คงจะไม่มีใครเชื่อ แต่มีพระองค์มีอยู่จริง ไม่มีใครเทียบเท่าท่านได้อีกแล้วจริงๆ

แล้วเรื่องทรงสูบพระโอสถมวนของในหลวง พระองค์ไม่เคยทรงปิดบัง และไม่เคยปฏิเสธว่าทรงเคยสูบ เพราะในอดีตการสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจเหมือนในยุคปัจจุบันนี้ และในหลวงก็ทรงรู้โทษภัยของการสูบบุหรี่เป็นอย่างดี เพราะโทษภัยนี้ก่อให้เกิดพระโรค แก่พระญาติสนิทของในหลวง ก็คือ สมเด็จพระชนนี และสมเด็จพระพี่นางเธอฯ รวมทั้งโรคพระหทัยของพระองค์ก็มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ เช่นกัน

ผมขอยกส่วนหนึ่งของพระราชดำรัส เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2547 เกี่ยวกับภัยของบุหรี่ มาให้อ่านครับ




".... เราเองเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่เด็ก ๆ บุหรี่ จริงไม่มี เป็นไม้ซางแห้ง ๆ สูบ ก็เด็ก ๆ เขาเล่นสูบ แต่ทีหลังเลิก มาตอนอายุ 18 ได้สูบบุหรี่ เพราะทำไม เพราะตอนนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนี ท่านบอกว่า เด็ก ๆ ห้ามสูบบุหรี่ ๆ เด็ก ๆ หมายความว่าลูกท่าน ต้องอายุ 18 ก่อน แต่ตอนนั้นอายุ 18 และก็มาหลังสงครามพอดี พวกทหารฝรั่งเขามีกระป๋องสำหรับทหาร มีอาหารยังชีพ และมีบุหรี่ 6 มวนในนั้น คนเขาก็ให้มา เราก็ลอง เวียนหัว ตอนนั้นอายุ 18 นานๆ ไปก็เลยชินแต่ว่าบุหรี่อย่างนั้น ก็หมดไป หมดสงครามเห็นเขาสูบบุหรี่ ก็เลยสูบตั้งแต่นั้นมา

สูบบุหรี่มาจนกระทั่งทีหลังมันมีอาการหัวใจ หมอก็บอกให้เลิกสูบบุหรี่ ก็ไม่เชื่อหมอ ก็ยังอาการหัวใจต่อ จนกระทั่งหลังๆ มีบุหรี่อยู่ในห้องไม่ไหว วางไว้บนโต๊ะ ยังมีอยู่ในนั้นในซองบุหรี่มีสัก 10 มวน วางเอาไว้ไม่แตะอีกเลย เพราะว่าบอกให้เลิก เราก็เลิกทีละมวน ทีหลังเอ้ามี 2 มวน ทำไปทำมา เราก็เอาหนังสือราชการนั้นมาเอามาวางทับ ถุงบุหรี่ก็อยู่ใต้หนังสือราชการ ไม่รู้เดี๋ยวนี้รู้เขาคงขุดไปทิ้งหมดแล้ว แต่อยู่ใต้ที่ตั้งหนังสือนี่




ภาพสมเด็จย่าในอิริยาบถสูบพระโอสถมวน(บุหรี่)
ขอบคุณภาพจาก : X lll•ประวัติศาสตร์แนวเอียง•lll ,@somsakjeam112 ,8:17 ก่อนเที่ยง · 29 เม.ย. 2021


ภาพสมเด็จย่าในอิริยาบถสูบพระโอสถมวน(บุหรี่)
ขอบคุณภาพจาก : X lll•ประวัติศาสตร์แนวเอียง•lll ,@somsakjeam112 ,8:17 ก่อนเที่ยง · 29 เม.ย. 2021


 เข้าใจว่าประมาณปีหนึ่งไม่ได้แตะ เพราะว่าถ้าไปแตะ ต้องไปขุดหนังสือราชการ หนังสือราชการไม่ทำราชการนะ หนังสือราชการมาก็เอามาทำ ๆ แล้วก็เอามาตั้งต่อ แล้วก็ตั้งอยู่สูง เดี๋ยวนี้หนังสือราชการด่วนที่สุด ขึ้นมาสูงเท่านี้ ตอนหลังก็มาขุดๆๆ จนหมด แต่ยังมีด่วนมาก ด่วนที่สุด ได้ทำ 3 ธันวาคม ทำเสร็จแล้ว ก็แสดงว่าช้าไปหนึ่งวันเท่านั้น แต่ด่วน ด่วนมาก นั้นมันเดือนพฤศจิกา ประมาณ 2 อาทิตย์ต้องไปขุด เดี๋ยวกลับไปต้องไปขุด ไม่งั้นกลับไปหัวหินต้องหอบไป ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้นอน ถ้าไม่นอนเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าตื่นไม่ไหวเป็นอย่างนี้เสมอ

ถึงวันเกิดนี่วันเกิดก็มีการพบปะอย่างงี้ แล้วก็จะต้องไปนอน ถ้าไม่ได้นอน ถ้าไปมหาสมาคมจะร่วงลงไปทุกครั้ง พอขึ้นสูงนี่นะ เพราะว่าขาก็ไม่ค่อยดีแล้วนะ ก็เลยต้องเตรียมตัว แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ได้มาพูดค่อยข้างจะยาวก็พอดี พอดีเวลาเหลือ 2 นาที เหลือ 2 นาที ให้ดนตรีขึ้นใหม่ ขอให้ท่านที่มาที่นี่ได้มีความแจ่มใส วันนี้รู้สึกท่านจะแจ่มใสดี ต้องแจ่มใส เพราะว่าถ้าไม่แจ่มใสทำงานไม่ได้ต้องให้ท่านทำงานได้ แล้วก็คิดถึงงานที่จะต้องทำ ทำให้ดี ๆ ไม่ทำให้เละ ถ้าทำให้เละ ประเทศชาติก็เละ ก็ขอให้มีความสุข ความสำเร็จทุกอย่างทุกประการ"






ดูทั้งหมด : รวมเรื่องของในหลวง รัชกาลที่ 9


ขอขอบคุณ :-
Credit : รวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น
website : https://socialnews.teenee.com/penkhao/6353.html
NongJJ (ทีมงาน TeeNee.Com) วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม 2559 เวลา 23:56 น.





สำนึกพระบารมี รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงขับเคลื่อนคุมยาสูบของไทย

ในวันที่ 4 ธันวาคม 2547 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตรัสแสดงความห่วงใยปัญหาการสูบบุหรี่ในหมู่เยาวชนและพิษภัยของบุหรี่ กับคณะรัฐมนตรีและคณะบุคคลภาคส่วนต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงปัญหาและช่วยกันลงมือแก้ไข ดังความตอนหนึ่งว่า

…เด็กๆ จะต้องสามารถเรียนรู้ เรียนให้ทำงาน เพื่อช่วยบ้านเมือง ถ้าเด็กไม่มีความรู้ ช่วยบ้านเมืองไม่ได้ บ้านเมืองไปไม่รอด เพราะเด็กมัวแต่ไปเสพยาเสพติด สูบบุหรี่ ไม่ดี เสพยาไม่ต้องบอกหรอกว่าเสียหายยังไง แต่บุหรี่นี่หูเสีย ตาเสีย สมองเสีย เส้นเลือดเสีย…

…คนที่สูบบุหรี่สมองก็ทึบ ทำไปทำมาก็ทึบขึ้นทุกที เพราะว่าทึบเพราะว่าเส้นเลือดในสมองมันตีบ มันเล็ก คิดอะไรไม่ออก ตอนแรกนึกว่าคิดออก แต่ทีหลังมันก็คิดไม่ออก ทีแรกนึกว่า คนเราสูบบุหรี่ทำให้กระฉับกระเฉง ตรงข้าม ไม่กระฉับกระเฉง ทำให้รู้สึกว่าทึบ สมองมันทึบ สมองมันตัน ก็เลยเห็นว่าเลิกสูบบุหรี่ดีกว่า เห็นมีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ แล้วก็ห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่จริงเด็กอายุ 50 ก็ควรจะห้าม… พระราชดำรัสนี้ ส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องต่างตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบริโภคยาสูบ และดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น

@@@@@@@

นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปิดเผยว่า ตลอด 25 ปี การป้องกันและแก้ไขปัญหาการบริโภคยาสูบในประเทศไทย เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยการปกครองปีที่ 46-70 หรือปี 2535-2559 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทยได้ผ่านกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบที่สำคัญ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535

โดยมีสาระสำคัญ คือ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯนั้น ห้ามไม่ให้มีการโฆษณายาสูบในสื่อต่างๆ โดยสิ้นเชิง และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ห้ามการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเพื่อปกป้องไม่ให้ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ต้องได้รับควันบุหรี่มือสองจากผู้ที่สูบบุหรี่ กฎหมาย 2 ฉบับนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่เห็นการสูบบุหรี่เป็นเรื่องเท่จากการโฆษณาและจากการเห็นผู้ที่สูบบุหรี่อยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วไปหมด กลายเป็นค่านิยมที่เห็นว่า การสูบบุหรี่เป็นที่น่ารังเกียจ

จากการเห็นว่าผู้สูบบุหรี่ไม่สามารถสูบบุหรี่ตามสถานที่สาธารณะได้อย่างเปิดเผย จนกลายเป็นเหมือนต้องหาที่สูบแบบหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดจนไม่มีการโฆษณาจูงใจมอมเมาให้เห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องดีอีกต่อไปในประเทศไทย

ในช่วงปี 2536-2555 รัฐบาลไทยยังขึ้นภาษีบุหรี่รวม 10 ครั้ง คิดเป็นขึ้นภาษีบุหรี่เฉลี่ยทุก 2 ปี นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีมาตรการเตือนพิษภัยของการบริโภคยาสูบด้วยภาพคำเตือนบนซองบุหรี่เป็นประเทศที่ 4 ของโลก โดยเริ่มต้นในปี 2547 และต่อมา ปี 2556 มีการขยายขนาดภาพคำเตือนเป็นร้อยละ 85 ของซองบุหรี่ ซึ่งเป็นขนาดภาพคำเตือนที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น





และล่าสุด ปี 2559 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เครือข่ายหมออนามัย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมกันจัดโครงการรณรงค์เชิญชวนท้าชวนให้เกิดผู้เลิกสูบบุหรี่สำเร็จจำนวน 3 ล้านคน 3 ปี ทั่วประเทศไทย เพื่อเทิดไท้องค์ราชัน

ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทั้งทางตรงและทางอ้อม และมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น พร้อมด้วยการดำเนินการรณรงค์ให้ความรู้ถึงโทษพิษภัยของยาสูบแก่ประชาชน ตลอดจนการเชิญชวนและท้าชวนให้ผู้สูบเลิกสูบบุหรี่ ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงจากร้อยละ 32 ในปี 2534 เหลือร้อยละ 20 ในปี 2558 พร้อมกับการเปลี่ยนค่านิยมจากการเห็นการสูบเป็นเรื่องเท่ กลายเป็นเห็นการสูบเป็นเรื่องไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม นี่คือความสำเร็จของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาสูบ นพ.บัณฑิตกล่าว

องค์การอนามัยโลกพิจารณาเห็นว่า ประเทศไทยประสบความคืบหน้าอย่างมากในการควบคุมยาสูบ เป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศต่างๆ ในโลกได้ จึงจัดให้มีการถวายโล่เกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นกรณีพิเศษในงานวันงดสูบบุหรี่โลกที่จัดขึ้นเป็นพิเศษที่กรุงเทพมหานคร ในปี 2543 โดยระบุคำประกาศเกียรติคุณบนโล่ที่ถวายพระองค์ ดังนี้


@@@@@@@

ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทย เพื่อเชิดชูพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำทางจิตใจที่มุ่งมั่นและกอปรด้วยพลัง ทรงเป็นแบบอย่างทางสาธารณสุข ได้ทรงสร้างแนวทางตลอดจนบริบททางวัฒนธรรม ที่สนับสนุนกิจกรรมต่อต้านบุหรี่ที่โดดเด่นที่สุดในเอเชีย อีกทั้งได้พระราชทานแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่ราษฎรของพระองค์ ประชาชนในภูมิภาคและในโลก

นพ.บัณฑิตกล่าวทิ้งท้ายว่า นี่คือประจักษ์พยานที่โลกมองเห็นพระบารมีของพระองค์ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการขับเคลื่อนการควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศไทย




ขอบคุณที่มา :-
website : https://www.matichon.co.th/local/news_344118
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 - 10:18 น.   
19  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ว่าด้วย บุหรี่ - ธูมวฏฺฏิกา - โอสถมวน เมื่อ: ธันวาคม 25, 2025, 08:30:55 am
.


บุหรี่ (บาลีวันละคำ 4,621)
ดูก่อนภราดา.! ห้ามใจไม่ได้ ห้ามอะไรก็ห้ามไม่ได้ ห้ามใจได้ ก็ไม่ต้องห้ามอะไรเลย



 :49:

บุหรี่ บาลีว่าอย่างไร.?

คำว่า “บุหรี่” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า :-
“บุหรี่ : (คำนาม) ยาสูบที่ใช้ใบตองหรือกระดาษเป็นต้นมวนใบยาที่หั่นเป็นฝอย.”

พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปล “บุหรี่” เป็นอังกฤษว่า cigar, cigarette

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล cigar, cigarette เป็นบาลีว่า :-
dhūmavaṭṭikā ธูมวฏฺฏิกา (ทู-มะ-วัด-ติ-กา) = สิ่งที่เป็นมวนกลมและมีควัน





“ธูมวฏฺฏิกา” ประกอบด้วยคำว่า ธูม + วฏฺฏิกา

(๑) “ธูม” อ่านว่า ทู-มะ รากศัพท์มาจาก ธู (ธาตุ = หวั่นไหว) + ม ปัจจัย : ธู + ม = ธูม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เคลื่อนไหวขึ้นไปข้างบน” หมายถึง ควันไฟ, ไอ (smoke, fumes)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ไม่ได้เก็บรูปคำ “ธูม” ไว้ แต่เก็บเป็น “ธุม” (ธุ– สระ อุ) บอกไว้ว่า :-

“ธุม, ธุม– : (คำแบบ) (คำนาม) ควัน. (ป., ส. ธูม).”

(๒) “วฏฺฏิกา” อ่านว่า วัด-ติ-กา รูปคำเดิมมาจาก วฏฺฏิ + ก สกรรถ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

    (ก) “วฏฺฏิ” อ่านว่า วัด-ติ รากศัพท์มาจาก วฏฺฏ (ธาตุ = หมุน, วน) + อิ ปัจจัย : วฏฺฏ + อิ = วฏฺฏิ(อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่กลม” “สิ่งที่หมุนเวียน”

         “วฏฺฏิ” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้
           (1) ไส้ตะเกียง (a wick)
           (2) สิ่งที่สอดเข้าไป, ผ้าซับใน, เยื่อ, หนัง (enclosure, lining, film, skin)
           (3) ขอบ, มุม, ริม, เส้นรอบวง (edge, rim, brim, cireumference)
           (4) ตอน, ขอบ, ชาย (strip, fringe)
           (5) ฝัก, ถุง, ฝักถั่ว (a sheath, bag, pod)
           (6) ก้อน, ลูกกลม (a lump, ball)
           (7) การกลิ้งหรือม้วน, การไหล [พูดถึงน้ำ], การเทลง (rolling forth or along, a gush [of water], pour)

    (ข) วฏฺฏิ + ก สกรรถ (ลง ก ปัจจัย แต่มีความหมายเท่าเดิม) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ : วฏฺฏิ + ก = วฏฺฏิก + อา = วฏฺฏิกา (วัด-ติ-กา) แปลว่า “สิ่งที่กลม” “สิ่งที่หมุนเวียน” “สิ่งที่ประกอบกันเป็นมวน” มีความหมายเท่ากับ “วฏฺฏิ”





ประสมคำ

ธูม + วฏฺฏิกา = ธูมวฏฺฏิกา (ทู-มะ-วัด-ติ-กา) แปลว่า “มวนที่มีควัน” > บุหรี่ > cigar, cigarette

ขยายความ

คำว่า “มวน” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บไว้เป็น “มวน ๒” บอกไว้ว่า :-

“มวน ๒ : (คำกริยา) ม้วนเส้นยาสูบด้วยใบตองหรือใบจากเป็นต้นให้เป็นบุหรี่. (คำนาม) ลักษณนามของบุหรี่ เช่น บุหรี่ ๒ มวน.”

“บุหรี่” นั้น ตามวัฒนธรรมเดิมของไทย เมื่อจัดถวายพระ ท่านเรียกว่า “เภสัช” แปลว่าเรามองว่า “บุหรี่” เป็น “ยา” ชนิดหนึ่ง

จึงขึ้นอยู่กับว่า พระสูบบุหรี่ในฐานะเป็น “ยา” หรือสูบในฐานะเป็น “ยาเสพติด” และจะมีเกณฑ์วินิจฉัยอย่างไรว่า สูบแค่ไหนเป็นยา สูบแค่ไหนเป็นยาเสพติด กระบวนการตรวจสอบจะทำกันอย่างไร

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ในวิถีชีวิตสงฆ์ มีความจำเป็นแค่ไหนเพียงไรที่พระจะต้องใช้วิธีบุหรี่เป็นยารักษาโรค ใครจะเป็นผู้ตอบวินิจฉัยคำถามนี้.?

ดูก่อนภราดา.! ห้ามใจไม่ได้ ห้ามอะไรก็ห้ามไม่ได้ ห้ามใจได้ ก็ไม่ต้องห้ามอะไรเลย



ขอบคุณ : https://dhamtara.com/?p=31263
18 เมษายน 2025 | suriyan bunthae
#บาลีวันละคำ (4,621) ,5-2-68


 :49: :49:

พระสูบบุหรี่ อาบัติไหม.?
เจ้าของกระทู้ : ธรรมทัศนะ | วันที่ 29 ก.ย. 2568

การที่จะปรับอาบัติของพระที่สูบบุหรี่ต้องเกิดจากพุทธบัญญัติ พระพุทธเจ้าต้องประชุมสงฆ์ว่า ภิกษุสูบบุหรี่ไม่ได้ เมื่อภิกษุสูบบุหรี่แล้วจึงเป็นอาบัติ แต่สมัยนั้นไม่มี ถ้าท่านเห็นโทษ ท่านก็ละได้ ถ้าท่านยังไม่เห็นโทษ ก็ยังละไม่ได้

@@@@@@@

พระสูบบุหรี่จะผิดศีลหรือเปล่า.?

สุ. ต่อไปเป็นคำถามของเด็กนักเรียน บุหรี่เป็นยาเสพติดหรือเปล่า ถ้าเป็น พระสูบบุหรี่จะผิดศีลหรือเปล่า

อ.สมพร บุหรี่ในสมัยพุทธกาลไม่ได้บัญญัติไว้ ในสมัยนี้เราก็มาคิดดูว่า การสูบบุหรี่ไม่เหมาะสม เมื่อไม่เหมาะสมก็ไม่สมควรเหมือนกัน แต่ไม่มีการปรับอาบัติ การที่จะปรับอาบัติของพระที่สูบบุหรี่ต้องเกิดจากพุทธบัญญัติ พระพุทธเจ้าต้องประชุมสงฆ์ว่า ภิกษุสูบบุหรี่ไม่ได้ เมื่อภิกษุสูบบุหรี่แล้วจึงเป็นอาบัติ แต่สมัยนั้นไม่มี

ผู้ที่บวชเป็นพระแล้ว ถ้าท่านเห็นการสูบบุหรี่ การติดบุหรี่ ไม่ดี ท่านก็ เลิกไปเอง ละไปเอง คือ ถ้าท่านเห็นโทษ ท่านก็ละได้ ถ้าท่านยังไม่เห็นโทษ ก็ยังละไม่ได้

พระก็ตาม ฆราวาสก็ตาม ก็เหมือนกัน ถ้าเห็นโทษแล้ว จึงจะละได้ สมมติว่าเราดื่มสุราประจำ ถ้ายังไม่เห็นโทษของการดื่มสุรา เราก็ยังละสุราไม่ได้ ยังเห็นว่า สุรามีคุณ ตราบใดที่เราเห็นโทษของสุราแล้ว เราไม่ดื่ม ขณะนั้นก็เป็นกุศล

เพราะฉะนั้น เรื่องบุหรี่ ไม่มีพุทธบัญญัติ แล้วแต่จะคิดเอา [ตอนที่ 1844]



(ท่านอาจารย์สมพร ศรีวราทิตย์ ณ อาคารมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซอยเจริญนคร ๗๘)



ขอบคุณ : https://www.dhammahome.com/webboard/topic/51041
บ้านธัมมะ > กระดานสนทนา > สนทนาธรรม
20  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย คำสาปแช่ง และ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: ธันวาคม 23, 2025, 11:11:21 am
.



ย้อนตำนาน "คำสาปชัยวรมัน" ยิ่งฟังยิ่งขนลุกตรงหลายข้อเลย

ย้อนตำนาน "คำสาปชัยวรมัน" ที่หลอกหลอนชาวกัมพูชามาถึงทุกวันนี้ ขนลุกต้นปี 68 ทำพิธีถอนคำสาป แต่โดนฟ้าผ่าเสียชีวิต 3 ศพ

ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ยังตึงเครียด ทำให้หลายคนอาจจะอยากรู้ว่า การปะทะกันครั้งนี้มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ ไทย จะชนะการศึก หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่ กัมพูชา จะเป็นฝ่ายประกาศชัยชนะ และจากการประเมินสถานการณ์นั้น ต้องยอมรับจริงๆ ว่า กัมพูชา ไม่มีทางที่จะชนะไทยได้เลย ทั้งในด้านอาวุธ กำลังรบ และ ประวัติศาสตร์





วันนี้ ไทยนิวส์ จะพาไปย้อนรอยสำหรับความมั่นใจว่า "กัมพูชาไม่มีทางชนะไทยอย่างแน่นอน" เพราะหากว่ากันตามความเชื่อ คนโบราณที่ได้เอ่ยคำสาปแช่งไว้ด้วยความโกรธแค้น มักจะมีส่งผลทำให้คำสาปแช่งนั้นยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น "คำสาปของพระเจ้าชัยวรมัน"

"คำสาปของพระเจ้าชัยวรมัน" ที่ทรงเอ่ยปากสาปแช่งผู้ที่จะทำลายอาณาจักรของพระองค์ ทำให้เกิดความเสื่อมถอยและความแตกแยก ซึ่งคำสาปนี้ถูกสลักอยู่ที่ ศิลาจารึก ซึ่งต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ คำสาปในศิลาจารึก ที่มักถูกอ้างอิงถึง เป็นศิลาจารึกที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1563 ในสมัย "พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1" (ครองราชย์ พ.ศ. 1545 - 1593) ไม่ใช่พระเจ้าชัยวรมัน





ทั้งนี้หากสันนิษฐานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จึงอาจมีการตีความหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสาป "ชัยวรมัน" และ "สุริยวรมัน" ซึ่งปรากฏในศิลาจารึกปราสาทตาเมือนธม ซึ่งระบุถึงการบริหารจัดการและการถวายทรัพย์สินแด่เทวสถาน โดยคำสาปมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากการถูกทำลายเท่านั้น)

สำหรับ "คำสาปชัยวรมัน" เป็นตำนานเรื่องเล่าตามความเชื่อที่ไม่ปรากฏหลักฐานทางการ ว่าด้วยคำสาปขอมโบราณที่ยังคงสะท้อนแนวคิดความเชื่อนี้สืบต่อมาถึงชาวกัมพูชาบางกลุ่มยุคปัจจุบัน ซึ่งความเชื่อนี้เล่าถึงเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนในช่วงปลายราชวงศ์พระนคร อาณาจักรขอมโบราณมีสมเด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (หรือพระเจ้าชัยวรมันปรเมศวร) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเชื้อสายสุริยวรมัน ซึ่งเป็นผู้สืบสันตติวงศ์จากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัตริย์ผู้รวบรวมอาณาจักรอย่างมั่นคง



ชายธรรมดาผู้หนึ่งที่มีชื่อว่า แตงหวาน


พระเจ้าชัยวรมันที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติจากปี พ.ศ. 1870 - 1879 ถูกล้มอำนาจโดยชายธรรมดาผู้หนึ่งที่มีชื่อว่า "แตงหวาน" ชายที่รวบรวมกบฏชาวบ้านเข้ายึดอำนาจ และตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในนาม "พระเจ้าตรอซ็อกผแอม" หรือ "สมเด็จพระองค์ชัย" พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองพระนครหลวง กัมพูชา

ก่อนจะมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ที่ครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 1545 - 1593 หรือ ประมาณ 1,500 ปีก่อน ได้สร้างคำสาปเอาไว้ในศิลาจารึกว่า "ผู้ใดทรยศต่อเราและลูกหลาน จะตกอยู่ในความพินาศตลอดไป ถูกต่างชาติยึดครอง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่พัฒนา ไม่มีวันชนะลูกหลานของเราได้ และจะเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

@@@@@@@

เชื่อกันว่า คำสาปนี้ถูกเชื่อว่าเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ "แตงหวาน" ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ และหลังจากนั้นประวัติศาสตร์กัมพูชาก็ดูเหมือนตกอยู่ในวงจรคำสาปตลอดมาไม่จบสิ้น ซึ่งว่ากันว่า "คำสาปชัยวรมัน" มีทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่

    1. ผู้ถูกสาปจะถูกทำลายจนสูญสิ้นด้วยลูกหลานของวรมัน
    2. ผู้ถูกสาปจะอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่นเสมอ ถูกสยามและฝรั่งเศสปกครอง
    3. ผู้ถูกสาปจะเข่นฆ่าล้างผลาญกันเองตราบชั่วลูกชั่วหลาน เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดง
    4. ผู้ถูกสาปจะต้องเป็นทาสของผู้อื่นตลอดไป
    5. ผู้ถูกสาปจะต้องเผชิญกับหายนะและภัยพิบัติทางธรรมชาติ
    6. ลูกหลานของผู้ถูกสาปจะไม่มีวันรบชนะลูกหลานของชัยวรมัน
    7. ผู้ถูกสาปจะล้าหลัง ไร้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา





อย่างไรก็ตาม สำหรับ "คำสาปชัยวรมัน" เป็นเรื่องเล่าแบบตำนานตามความเชื่อที่แล้วแต่บุคคลจะมอง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการจากรัฐบาลกัมพูชา หรือนักวิชาการ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นได้ว่า ความเชื่อนั้นคงมีอยู่ในหมู่ชาวกัมพูชาบางกลุ่ม โดยเฉพาะหากเชื่อมโยงเหตุการณ์ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2568 ที่มีพิธีลึกลับกลางปราสาทนครวัดที่ถูกอ้างว่าเป็น "พิธีถอนคำสาปชัยวรมัน"

ในพิธีกรรมดังกล่าว มีคนแต่งดำ 8 คนเป็นตัวแทนทิศ ทำพิธีกรรมซับซ้อนโดยรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเครื่องสังเวยและวัตถุประกอบพิธีมากมาย ทว่าในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เกิดฟ้าผ่าลงกลางปราสาทนครวัด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา จนมีการร่ำลือว่าเป็นอาถรรพ์จากคำสาป แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีรายงาเพิ่มเติมจากฝั่งกัมพูชาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตเพิ่มหรือไม่ หรือคนในงานได้ออกมาเล่าเรื่องอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม หากสังเกตจาก คำสาปชัยวรมัน อาจจะมองได้ว่า หลายข้อล้วนตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพราะตอนนี้ เขมรก็ยังไม่พัฒนาอะไรใดๆ ให้ตามทันโลกสมัย ล้าหลัง จนโดนหลายชาติในยุโรปถึงขั้นไม่คบค้าสมาคมด้วยแล้ว




 

Thank to : https://www.tnews.co.th/social/social-news/631817
By RYUSAKI |  25 ก.ค. 2568





ตำนาน "คำสาปชัยวรมัน" สาป "นายแตงหวาน" สาปไว้อย่างไร จากทาสสู่กษัตริย์ จริงหรือ?



 :96: :96: :96:

ตำนาน “นายแตงหวาน” จากทาสสู่กษัตริย์ กับจุดเปลี่ยนของชนชาติเขมร ที่ไม่ใช่ขอมโบราณอีกต่อไป

เรื่องราวของ “นายแตงหวาน” หรือที่ถูกเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “พระเจ้าแตงหวาน” (เขมร: ត្រសក់ផ្អែម) เป็นหนึ่งในตำนานพื้นถิ่นที่ทรงอิทธิพลอย่างสูงต่อประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชนชาติกัมพูชาในปัจจุบัน โดยตำนานนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านอำนาจเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ว่า ชนชาติกัมพูชาปัจจุบันอาจไม่ใช่สายตรงของขอมโบราณดังที่เชื่อกันมา

นายแตงหวาน : จากทาสสู่ราชบัลลังก์

    1. พระเจ้าแตงหวาน หรือ “พระบาทศรีสุริโยพันธุ์ที่ 1” ครองราชย์ราวปี ค.ศ. 1290–1336 เป็นกษัตริย์ในช่วงปลายอาณาจักรขอมโบราณ
    2. เดิมเป็นชาวบ้านหรือทาสในพื้นที่ตอนใต้ของอาณาจักรขอม (ปัจจุบันคือบริเวณพนมเปญ)
    3. ในช่วงที่ราชวงศ์สุริยวรมันอ่อนแอ พระองค์รวบรวมกลุ่มชนชั้นล่าง ทาส และชาติพันธุ์อื่นที่ถูกกดขี่ ลุกขึ้นเป็นกลุ่มกบฏ
    4. สามารถโค่นล้มอำนาจเดิม และตั้งราชวงศ์ใหม่ในเขตจตุมุข ซึ่งกลายเป็นพนมเปญในภายหลัง

@@@@@@@

แต่งงานกับพระราชธิดา : กลยุทธ์เพื่อชอบธรรม

ตำนานระบุว่า เพื่อสร้างความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ พระเจ้าแตงหวานได้แต่งงานกับพระราชธิดาของกษัตริย์องค์ก่อน โดยได้รับการยอมรับผ่านพิธีกรรม “ช้างหลวงเลือกกษัตริย์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมในวัฒนธรรมขอม

การตั้งราชธานีใหม่ และสร้างราชวงศ์แตงหวาน

หลังจากยึดอำนาจได้ พระองค์ได้ย้ายศูนย์กลางอำนาจจากเมืองพระนครหลวงไปยังเมืองใหม่ทางตอนใต้ ซึ่งกลายเป็นฐานของราชวงศ์ใหม่ที่ปกครองโดยลูกหลานของพระองค์ เช่น พระเจ้านิรวาณบท

คำสาปชัยวรมัน : คำสาปโบราณที่สั่นคลอนประวัติศาสตร์

หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราวของนายแตงหวานมีน้ำหนักในตำนาน คือ “คำสาปชัยวรมัน” ที่มีบันทึกในศิลาจารึกว่า :-

    1. “ผู้ใดทรยศต่อเรา (สุริยวรมัน) และลูกหลาน จะตกอยู่ในความพินาศตลอดไป”
    2. “จะถูกต่างชาติยึดครอง”
    3. “จะไม่มีวันชนะลูกหลานของเราได้”

คำสาปนี้เชื่อกันว่าเริ่มส่งผลตั้งแต่วันที่แตงหวานขึ้นครองราชย์ เป็นสัญญะของโศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์กัมพูชา ทั้งการตกเป็นเมืองขึ้นและความล่มสลายทางวัฒนธรรม





เชื้อสายกัมพูชาปัจจุบัน : ไม่ใช่ขอมโบราณโดยตรง

    1. การเปลี่ยนผ่านยุคของพระเจ้าแตงหวานสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงชาติพันธุ์
    2. ชนชาติกัมพูชายุคใหม่เกิดจากการหลอมรวมของชาวขอม ทาส ชนชั้นล่าง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น ชาวจาม
    3. วัฒนธรรมใหม่ในยุคราชวงศ์แตงหวานแตกต่างจากขอมโบราณที่เน้นชนชั้นสูงและพิธีกรรมทางศาสนา

การตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของตำนาน

แม้ตำนานของพระเจ้าแตงหวานจะทรงพลังในเชิงวัฒนธรรม แต่แง่มุมทางประวัติศาสตร์ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียง :-

    1. ขาดหลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันตัวตนของพระองค์อย่างชัดเจน
    2. เอกสารส่วนใหญ่เป็นพระราชพงศาวดารภายหลัง ซึ่งอาจมีการบิดเบือนเพื่อเป้าหมายทางการเมือง
    3. มีข้อสันนิษฐานว่า ตำนานนี้อาจถูกสร้างเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและประวัติศาสตร์ราชวงศ์ให้รองรับระบอบใหม่

สรุป : ตำนานที่สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ชนชาติเขมร

เรื่องเล่าของนายแตงหวานคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากขอมโบราณสู่ชนชาติกัมพูชายุคใหม่ เป็นการลุกขึ้นของกลุ่มผู้ถูกกดขี่ และเป็นการสร้างราชวงศ์จากทาสสู่กษัตริย์ แม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดรองรับในเชิงวิชาการ แต่อิทธิพลของตำนานนี้ยังฝังรากอยู่ในวัฒนธรรม สื่อสารถึงรากเหง้าใหม่ของชนชาติกัมพูชายุคปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

@@@@@@@

อ้างอิง :-

1. ศิลปวัฒนธรรม
2. กษัตริย์ที่ชาวเขมรไม่อยากเอ่ยถึง พระเจ้าแตงหวาน : เทพ MOMENT
3. เกิดอาเพศ..! คำสาปวรมัน จากทาสสู่ราชา "เขมรกับคำสาปลี้ลับ! เบื้องหลังโชคร้ายที่ซ่อนในประวัติศาสต : เรื่องเล่าจากบันทึก
4. พระเจ้าแตงหวานกษัตริย์เขมร จากทาสขึ้นครองพระนคร จริงหรือ..! : เรื่องเล่าจากบันทึก



ขอบคุณ : https://www.sanook.com/news/9822290/?tbref=hp
S! News : สนับสนุนเนื้อหา | 29 ก.ค. 68 (18:40 น.)





เปิด 7 คำสาปชัยวรมัน ถึง คนปลูกแตงหวาน.!

ประวัติศาสตร์ เรื่องราว ที่กลายเป็นที่พูดถึง ณ ขณะนี้ คือเรื่องของ พระเจ้าชัยวรมันที่1 เรื่องคำสาประหว่าง "คนปลูกแตง" กับ "พระเจ้าชัยวรมัน"

จากสถานการณ์ชายแดนที่เกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันหลายครั้ง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝั่ง จุดกระแสความสนใจไปยังประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยาวนานและซับซ้อน

ล่าสุด บนสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการพูดถึง “คำสาปชัยวรมัน” และ “พระเจ้าแตงหวาน” ซึ่งเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ

“พระเจ้าแตงหวาน” หรือที่รู้จักกันในพระนามว่า สมเด็จพระองค์ชัย หรือ พระเจ้าตระซ็อกประแอม คืออดีตชาวบ้านธรรมดาผู้มีอาชีพปลูกแตง ซึ่งลุกขึ้นเป็นผู้นำกบฏปลายยุค ราชวงศ์พระนคร โค่นล้ม พระเจ้าชัยวรมันที่ 9 กษัตริย์องค์สุดท้ายที่สืบสายจากราชวงศ์สุริยวรมัน

แตงหวานสังหารกษัตริย์ และขึ้นครองราชย์แทนในปี ค.ศ. 1290 เหตุการณ์นี้ ไม่เพียงเป็นจุดจบของสายกษัตริย์สุริยวรมัน แต่ยังถูกเชื่อว่า เป็นจุดเริ่มต้นของ “คำสาป” ที่ถูกปลดปล่อย

@@@@@@@

คำสาปดังกล่าว เชื่อว่าถูกสลักไว้โดย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัตริย์ผู้รวมแผ่นดิน แห่งอาณาจักรขอมในศตวรรษที่ 11 โดยมีใจความว่า... “ผู้ใดทรยศต่อเราและลูกหลาน จะพบกับหายนะ ถูกต่างชาติยึดครอง และจะเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ซึ่งสรุปใจความมีทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่

1. ผู้ถูกสาปจะถูกทำลายจนสูญสิ้นด้วยลูกหลานของวรมัน
2. ผู้ถูกสาปจะอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่นเสมอ
3. ผู้ถูกสาปจะเข่นฆ่าล้างผลาญกันเองตราบชั่วลูกชั่วหลาน
4. ผู้ถูกสาปจะต้องเป็นทาสของผู้อื่นตลอดไป
5. ผู้ถูกสาปจะต้องเผชิญกับหายนะและภัยพิบัติทางธรรมชาติ
6. ลูกหลานของผู้ถูกสาปจะไม่มีวันรบชนะลูกหลานของชัยวรมัน
7. ผู้ถูกสาปจะล้าหลัง ไร้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

ซึ่งในเวลาต่อมา กัมพูชาก็เข้าสู่ยุคเสื่อมถอยเสียเอกราชหลายครั้ง ถูกล่าอาณานิคม และเผชิญกับโศกนาฏกรรมในยุคเขมรแดง ทำให้หลายคนโยงว่า “คำสาปชัยวรมัน” อาจกำลังสำแดงฤทธิ์

ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุฟ้าผ่าลงบนยอดปราสาทนครวัด หลังจากมีการประกอบพิธี “ถอนคำสาป” เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้คำสาปโบราณนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง

ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในปัจจุบัน ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า การย้อนมองประวัติศาสตร์ แม้ไม่ใช่คำตอบของปัญหาในวันนี้ แต่ก็อาจช่วยเตือนให้เราระวัง ว่าอำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมอาจนำพาหายนะในระยะยาว

ซึ่งในโลกออนไลน์ชาวเน็ตของเรา ตอนนี้ หลายคนมองว่า ฮุนเซน อาจเป็น พระเจ้าแตงหวานมาเกิดอีกครั้ง แต่ก็อยู่ที่ความเชื่อและวิจารณญาณของแต่ละคน

@@@@@@@

ตำนาน “พระเจ้าแตงหวาน” ประวัติศาสตร์อันเลือนลางและวุ่นวายก่อนเมืองพระนครถูกทิ้งร้าง
       
เรื่องราวกึ่งตำนาน ของ “นายแตงหวาน” หรือ พระเจ้าแตงหวาน เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายช่วงเวลาอันมืดมนและวุ่นวายของ อาณาจักรขอม แห่งเมืองพระนคร หรือ “พระนครหลวง” ซึ่งคือห้วงเวลาที่ราชอาณาจักรแห่งนี้จวนเจียนจะล่มสลาย
       
หลังสิ้นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1761?) อาณาจักรขอม เริ่มเสื่อมอำนาจลงท่ามกลางผลงานมากมายที่พระองค์ทิ้งไว้ ได้แก่ ปราสาท เทวาลัย ศาสนสถานต่าง ๆ ไม่เพียงเป็นประจักษ์พยานพระราชนิยมที่โปรดการก่อสร้างอย่างมโหฬารเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนว่าอาณาจักรของพระองค์จะอยู่ยืนยงไปอีกนาน แต่พระประสงค์ดังกล่าวไม่อาจเป็นจริงได้
   
เรื่องนี้ ศาสตราจารย์ มาดแลน จิโต ได้เล่าไว้ใน ประวัติเมืองพระนครของขอม (สนพ. มติชน : 2566 ; ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล แปล) ชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์กัมพูชาในยุคผู้ครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือตั้งแต่ พระเจ้าอินทรวรมัน พระเจ้าชัยวรมนันที่ 8 เป็นต้นไปนั้นเต็มไปด้วยความเลือนลาง สับสนวุ่นวาย และความเสื่อมถอยทางอำนาจ
       
รวมถึงการ “แทรก” ตำนานมาอธิบายการเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ การรุกรานจากกองทัพอยุธยา ผลลัพธ์คือ กษัตริย์เขมรซึ่งเชื่อว่าเป็นลูกหลานของ “พระเจ้าแตงหวาน” ตัดสินใจทอดทิ้งราชธานีอันยิ่งใหญ่อย่าง เมืองพระนครหลวง ไปยังศูนย์กลางแห่งใหม่ทางใต้ของโตนเลสาบ จิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ ณ ช่วงเวลานั้น มีดังต่อไปนี้

   



บรรดาพระราชารุ่นหลังที่เมือง “พระนครหลวง”

“พระเจ้าศรีนทรวรมัน” ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1838 ทั้งนี้ เนื่องจากพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระองค์คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ได้ทรงสละราชสมบัติ ไม่ว่าด้วยความเต็มพระทัยหรือไม่ก็ตาม
       
หลังจากพระเจ้าศรีนทรวรมัน จารึกขอมได้กล่าวถึงกษัตริย์อีก 2 องค์ ปรากฏว่าใน พ.ศ. 1850 พระเจ้าศรีนทรวรมันก็ทรงสละราชสมบัติพระราชทานแด่เจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระญาติ เจ้าชายองค์นี้ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า “พระเจ้าศรีนทรชัยวรมัน” พระองค์ครองราชย์อยู่จนถึง พ.ศ. 1870 และในปีนั้น “พระเจ้าชัยวรรมาทิปรเมศวร” ก็ขึ้นครองราชย์สมบัติ
     
มีหลักฐานน้อยมากเกี่ยวกับกษัตริย์ขอมรุ่นสุดท้ายของเมือง “พระนครหลวง” เหล่านี้
       
ภายใต้รัชกาลของบรรดากษัตริย์ขอมเหล่านี้ ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายคงจะเป็นศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำภายในราชสำนัก ดังที่จารึกและของถวายที่พระเจ้าศรีนทรชัยวรมันได้ถวายแก่เทวาลัยมังคลารัถได้แสดงไว้
     
อย่างไรก็ดี พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทก็มีความสำคัญยิ่งขึ้นทุกที พร้อมกับพุทธศาสนาลัทธินี้ ความรู้ในภาษาบาลีก็เพิ่มพูนขึ้นด้วยในอาณาจักรขอม ปรากกฏว่า จารึกภาษาบาลีหลักแรกได้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1852
     
หลังจากที่ภาษาสันสกฤตซึ่งได้มาจากเมืองกบิลปุระได้กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรรมาทิปรเมศวรแล้ว จารึกภาษาสันสกฤตในราชอาณาจักรขอมก็สุดสิ้นลง
     
@@@@@@@

ประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรเขมรหรือประเทศกัมพูชาในสมัยต่อมา ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารเขมรหลายเล่ม ซึ่ง (ล้วน) แต่งขึ้นในต้นหรือกลางพุทธศตวรรษที่ 24
     
พระราชพงศาวดารเขมรฉบับที่เก่าที่สุดปรากฏอยู่แต่เพียงส่วนเดียว แต่งขึ้นใน พ.ศ. 2339 (สมัยรัชกาลที่ 1 ของไทย) ได้แปลเป็นภาษาไทย และพระราชาเขมรในขณะนั้นคือ “นักองค์เอง” ก็ได้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
         
พระราชพงศาวดารเขมรอีกฉบับ คือ พระราชพงศาวดารเขมรฉบับออกญาวงศาสรรเพชญ (นง) ได้แต่งขึ้นในกลางพุทธศตวรรษที่ 24 โดยพระราชโองการของพระราชาเขมรคือ “นักองค์จันทร์” แต่งโดยขุนนางเขมรชื่อ “ออกญานง” แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยนายดูดาร์ต์ เดอ ลาเกร (Doudart de lagree) และตีพิมพ์โดยนายฟรานซิส การ์นีเออร์ (Francis Garnier) แต่ระยะศักราชของพระราชพงศาวดารเขมรทั้ง 2 ฉบับไม่ตรงกัน และยังแตกต่างออกไปจากพระราชพงศาวดารเขมรอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งนายมูรา (Moura) ใช้
       
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับประวัติของเมืองพระนครหลวงในตอนนี้เรามีหลักฐานจากต่างประเทศมาประกอบ คือ หลักฐานทางด้านจีน ไทย เวียดนาม โปรตุเกส และสเปน
     
เราไม่สามารถทราบได้ว่า “พระเจ้าชัยวรรมาทิปรเมศวร” ทรงเกี่ยวดองกับ “พระเจ้านิรวาณบท” (นิพพานบท) ซึ่งเป็นพระราชาองค์แรกที่พระราชพงศาวดารเขมรกล่าวอ้างถึงอย่างไร

       
@@@@@@@

ตามตำนาน พระเจ้านิรวาณบททรงเป็นพระราชโอรสของ “คนทำสวน” ซึ่งได้ฆ่าพระราชาของตน ชาวสวนผู้นี้คือ “นายแตงหวาน” (Trasak Phaem) ผู้เป็นหัวหน้าสวนแตงหวาน
     
ตำนานที่มีชื่อเสียงของเขมรกล่าวว่า ชาวสวนผู้นี้มีนามว่านายแตงหวาน ได้ปลูกแตงหวานไว้ในไร่ของเขา เป็นแตงที่มีรสชาติโอชะมาก พระราชาที่ขึ้นครองราชย์อยู่ในขณะนั้นทรงโปรดปรานแตงชนิดนี้อย่างยิ่ง ได้ทรงสั่งให้ชาวสวนผู้นี้เก็บรักษาผลแตงทั้งหมดไว้ถวายเฉพาะพระองค์ และเพื่อจะมิให้ผู้ใดมาขโมยผลแตงเหล่านี้ไปได้ พระองค์ก็ได้พระราชทานหอกเล่มหนึ่งให้แก่นายแตงหวาน เพื่อจะได้ฆ่าขโมยทุกคนที่เข้ามาขโมยแตงในไร่
       
คืนหนึ่ง พระราชาอยากจะเสวยแตงหวานนี้มาก จึงเสด็จเข้าไปในไร่นั้น แต่ก็ทรงประสบเคราะห์กรรมเพราะนายแตงหวานไม่ทราบว่าเป็นพระองค์ จึงได้ประหารพระองค์เสีย
     
พระราชาทรงมีพระราชธิดาองค์หนึ่ง และก็ได้มีการใช้ช้างหลวงให้ไปเลือกผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อ ช้างได้มาหยุดอยู่ต่อหน้านนายแตงหวานและแสดงความเคารพต่อเขา ชาวสวนผู้นี้จึงได้สมรสกับพระราชธิดาตามประเพณีที่ทำให้เป็นผู้ขึ้นครองราชสมบัติโดยการเปลี่ยนราชวงศ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
       
พระเจ้าแตงหวานได้ทรงขยายพระราชอำนาจของพระองค์ออกไปทั่วอาณาจักรเขมรที่ไม่ยอมอ่อนน้อม และต่อมาพระเจ้านิรวาณบทซึ่งเป็นพระราชโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ พระราชพงศาวดารเขมรหลายฉบับได้กล่าวว่า พระเจ้านิรวาณบทได้เสด็จขึ้นครองราชใน พ.ศ. 1889 พระองค์และพระราชาเขมรที่สืบต่อลงมารุ่นแรก ๆ ก็ยังคงประทับที่ พระนครหลวง
     
เป็นการยากที่จะทราบได้ว่า พระราชาเขมรได้ทรงละทิ้งเมืองพระนครหลวงเมื่อใด ทั้งนี้ เพื่อย้ายไปประทับในลุ่มแม่น้ำโขงเพราะทรงต้องการที่จะหลุดพ้นจากการรุกรานของกองทัพไทย

       



ถ้าเราเชื่อตามพระราชพงศาวดารฉบับออกญานง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งพระนครศรีอยุธยาก็ได้ทรงยกทัพมาและยึดเมืองนครหลวงได้ใน พ.ศ. 1896 ภายในรัชกาลของพระราชโอรสของพระเจ้านิรวาณบท แต่ศักราชนี้อาจจะผิดก็ได้ เพราะในหนังสือพระราชพงศาวดารยึดถือปีนักษัตรเป็นเกณฑ์ เจ้าชายไทยได้ขึ้นครองราชย์ที่เมืองพระนครหลวง แต่ราว พ.ศ. 1901 เจ้าชายเขมรก็เข้ายึดเมืองพระนครหลวงคืนได้ และขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า “สุริยวงศ์ราชาธิราช”.
     
ตั้งแต่บัดนั้นมา การสงครามระหว่างเขมรกับไทยก็มีอยู่เกือบเป็นประจำ ราว พ.ศ. 1913 กองทัพไทยก็ได้ยกเข้าโจมตีประเทศกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และเข้ายึดเมืองพระนครหลวงได้อีก ทำให้พระราชาเขมรที่ขึ้นครองราชย์อยู่สิ้นพระชนม์ และเจ้าชายไทยก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ
       
จากพระราชพงศาวดารฉบับออกญานง เจ้าชายเขมรคือ พระยาญาติ (เจ้าพ้นหัวญาติ) ได้ประหารพระราชาไทยเสียและเข้ายึดราชสมบัติกลับคืน หลังจากเสวยราชย์ได้ 12 ปี พระยาญาติก็ตกลงพระทัยที่จะละทิ้งเมืองพระครหลวงและเสด็จไปสร้างราชธานีใหม่แถบลุ่มแม่น้ำโขง ชั้นแรกที่เมืองบาสัน (Basan) ในแถบเมืองสรีสันถาน (Sri Santhor) และต่อจากนั้นจึงย้ายไปประทับที่เมืองพนมเปญ

อย่างไรก็ดี พระราชพงศาวดารเขมรฉบับที่นายมูราใช้ก็ได้ให้ระยะเวลาเกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนนี้ช้ากว่าที่กล่าวมาแล้วมาก

พระราชพงศาวดารเขมรฉบับที่นายมูราใช้ได้กล่าวว่า การขึ้นเสวยราชสมบัติของพระยาญาติและการละทิ้งเมืองพระนครหลวงเกิดขึ้นภายหลัง “สมเด็จพระบรมราชาที่ 2” (เจ้าสามพระยา) ทรงเข้ายึดเมืองพระนครหลวงไว้ได้ใน พ.ศ. 1974

@@@@@@@

นักประวัติศาสตร์อเมริกัน คือนายวอลเตอร์ส (O.W. Wolters) ได้ตีความใหม่จากหลักฐานทางด้านจดหมายเหตุจีนและเขมร และได้เสนอว่า หลังจากการรุกรานของกองทัพไทยใน พ.ศ. 1913 พระราชาเขมรก็คงจะได้เสร็จไปประทับที่เมืองบาสัน แต่ผู้ที่สืบต่อมาจากพระองค์คงจะเสร็จกลับมาประทับที่เมืองพระนครหลวงดังเดิม
     
ดูเหมือนว่าราชธานีเก่าแห่งนี้จะถูกละทิ้งโดยพระราชาขอมหลายครั้ง ก่อนที่จะถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอนเป็นครั้งสุดท้าย

เท่าที่เราสามารถทราบได้ในปัจจุบัน ก็เป็นการยากที่จะทราบได้ว่า เมืองพระนครหลวงมีสภาพเป็นอย่างไรในพุทธศตวรรษที่ 20-21 การละทิ้งราชธานีแห่งนี้อย่างแน่นอนเป็นครั้งสุดท้ายคงจะเกิดขึ้นภายหลังการรุกรานของกองทัพไทยใน พ.ศ. 1974 (ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา )

ศาสตราจารย์บวสเซอลีเย่ คิดว่า ในตอนนั้นเมืองพระนครหลวงคงจะถูกปล้นสะดม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 คงจะได้ทรงนำเทวรูป เครื่องราชูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประติมากรรมซึ่งอยู่ที่เกาะราชัยศรี (ปราสาทนาคพัน) ก็คงจะถูกขนไปโดยการเจาะกำแพงที่ล้อมรอบทางด้านทิศเหนือและใต้

     
@@@@@@@

ท่านได้เขียนเพิ่มเติมด้วยว่า ด้วยการกระทำให้เครื่องราชูปโภคและเครื่องประกันแห่งราชอำนาจต้องเปลี่ยนเจ้าของด้วยการเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ยังพระนครศรีอยุธยา ก็หมายความว่า พระราชอำนาจของพระจักรพรรดิซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรงคิดว่าได้ทรงนำมาพระราชทานแด่ราชวงศ์ของพระองค์ และตั้งแต่นั้นมา ราชวงศ์นี้ (ราชวงศ์สุพรรณบุรี) ก็ได้เป็นผู้ครองราชอำนาจ ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เคยทรงรวบรวมไว้ ณ บริเวณเมืองพระนครหลวงมาแต่ก่อน
   
เมือง “พระนครหลวง” คงจะถูกทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์และในไม่ช้าก็กลายเป็นป่า ในขณะที่พระราชาเขมรได้เสด็จกลับมาประทับ ณ ที่นั้น อีกครั้งหนึ่งในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 22

กล่าวโดยสรุป หลังสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรขอม แห่งเมืองพระนครมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อมาอีก 5 พระองค์ (อินทรวรมันที่ 2, ชัยวรมันที่ 8, ศรีนทรวรมัน, ศรีนทรชัยวรมัน และ ชัยวรรมาทิปรเมศวร) ถัดจากนั้นจึงปรากฏพระนามกษัตริย์องค์แรกในพระราชพงศาวดารเขมร คือ พระเจ้านิรวาณบท ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนปรากฏหลักฐานการทิ้งเมืองพระนครหลวงในสมัยพระยาญาติ หรือกลางพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีอยุธยาก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของภูมิภาคแทน



อ้างอิง 
1. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่ม 1
2. กองบรรณาธิการวารสารศิลปวัฒนธรรม
เรียบเรียงข้อมูลโดย เพจเกร็ดประวัติศาสตร์ v2
ขอบคุณที่มา : Facebook ตะลอน ทั่วกรุง , 6 วัน 
https://www.facebook.com/suriyan.ananuaua/posts/เปิด-7-คำสาปชัยวรมัน-ถึง-คนปลูกแตงหวาน-ประวัติศาสตร์-เรื่องราว-ที่กลายเป็นที่พูด/2957020544508025/
21  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย คำสาปแช่ง และ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: ธันวาคม 23, 2025, 10:15:28 am
.



รู้จักคำสาปปราสาทตาเมือนธม "แช่งให้ตกนรกสิ้นกาล" มีอยู่จริง! ถูกจารึกบนศิลา

ในช่วงนี้ ปราสาทตาเมือนธม กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนและการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่าย หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ “คำสาปแช่ง” ที่เชื่อว่าสถิตย์อยู่ภายในตัวปราสาท เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าไร้สาระ แต่ได้รับการบันทึกไว้จริงในศิลาจารึกโบราณ

ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ แผ่นศิลาทรงใบเสมาขนาดกว้างไม่ถึง 30 ซม. สูงราว 60 ซม. ตั้งอยู่เงียบ ๆ ใต้ตู้กระจก แต่ข้อความโบราณที่จารึกบนแผ่นหินนั้น กลับเล่าเรื่องราวอำนาจ ความศรัทธา และ คำสาปแรงกล้า ที่ยังส่งเสียงสะท้อนมาถึงคนในยุคปัจจุบัน

จารึกปราสาทตาเมือนธม 5 เล่าถึงการพระราชทานที่ดินและคำสั่งสอนธรรมะแก่ขุนนางท้องถิ่นในสมัยพระเจ้าศรีสุริยวรมันที่ 1 และมีถ้อยคำ สาปแช่งผู้ที่ละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินถวายเทพเจ้าให้ “ตกนรกสิ้นกาลมหาโกฏิ”


@@@@@@@

“เตง ปิตถะเว” กับคำสาปให้ตกนรก “สิ้นกาลมหาโกฏิ” บนจารึกตาเมือนธม

จารึกปราสาทตาเมือนธม 5  ค้นพบที่ บริเวณมุขสันกระสันปราสาทประธาน ปราสามตาเมือนธม บ้านหนองคันนาสามัคคี ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก ของจังหวัดสุรินทร์

ศิลาดังกล่าว จารึกด้วยภาษาสันสกฤต, เขมร ถูกสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1563 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าศรีสุริยวรมันที่ 1) มีทั้งหมด 3 ด้าน มี 40 บรรทัด

    ด้านที่ 1 มี 19 บรรทัด
    ด้านที่ 2 มี 19 บรรทัด และ
    ด้านที่ 3 มี 2 บรรทัด

@@@@@@@

โดยรายละเอียดพอสังเขปแปลเป็นภาษาไทย แต่ละด้านดังนี้

ด้านที่ 1 :-

พระเจ้าศรีชยสิงสวรมันมีรับสั่งให้ “กัมเสตงสภาบดี”  พร้อมคณะไปรังวัดและปักเขตที่ดินเมือง “สิทธิปุระ” เพื่อพระราชทานที่ดินนั้นเป็นรางวัลแก่ เตง ตวน ปิตถะเว ข้าราชการอีกคนหนึ่ง  -  นอกจากนี้ยังให้คณะเดียวกันช่วยสอนกฎหมายและหลักธรรม (“พระธรรมศาสตร์”) ให้ขุนนางท้องถิ่นฟังด้วย

ด้านที่ 2 :-

ผู้จารึกซึ่งลงชื่อว่า เตง ปิตถะเว ระบุว่าได้ยกสิทธิ์ในทรัพย์และทาสบางส่วนให้ “กัมรเตงชคัตศิวบาท” ภายใต้การดูแลของ “ตวน หวร” พร้อมกำหนดไม่ให้โอนทาสเดิมของเขาไปที่อื่น และ สาปแช่งคนที่ยุยงทาสให้ก่อความวุ่นวายว่าจะต้องตกนรก

ตอนปลายของด้านนี้ (บรรทัด 14 - 19) บันทึกว่าพระเจ้าศรีสุริยวรมันมอบเงินทองไว้ที่ฐานพระศิวะ และ สาปแช่งผู้ใดก็ตามที่มารื้อทำลายฐานนี้ให้ตกนรก “สิ้นกาลมหาโกฏิ” (นานนับไม่ถ้วน)

ด้านที่ 3 :-

จารึกส่วนนี้ชำรุดมาก แต่ยังพออ่านได้ว่า ลูกหลานของนางและภรรยาของเขาต้องช่วยกันดูแลรักษาฐานพระศิวะให้มั่นคงสืบต่อไป

สิ่งที่โดดเด่นในจารึกนี้ คือ คำสาปที่เขียนไว้เอง ระบุว่า หากใครมาขโมยทรัพย์หรือยุยงทาสให้กระด้างกระเดื่อง จะถูกสาปให้ “ตกนรกตลอดกาลมหาโกฏิ” ซึ่งเป็นภาษาที่รุนแรงและจริงจังมากในสมัยนั้น สะท้อนความเชื่อว่า ที่ดินและทรัพย์สินที่ถวายให้เทพเจ้า ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ต้องห้ามแตะต้องเด็ดขาด


@@@@@@@

"คำสาปจากชายแดน" ถูกนำมาสถิตย์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์

จารึกนี้ถูกพบที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา และต่อมาถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในตัวเมืองสุรินทร์

แม้จะเป็นเพียงแผ่นหินเล็ก ๆ ที่มีรอยแตกตรงฐาน แต่ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อของผู้คนเมื่อพันปีก่อน รวมถึงวิธีการ “ประกาศสิทธิ์” ผ่านศาสนาและกฎหมายในยุคนั้น

คำสาปในศิลาจารึกอาจไม่มีพลังพาใครตกนรกได้จริง แต่ก็ยังทำหน้าที่ “เตือน” ให้เราตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของความยุติธรรม และความสำคัญของการเคารพข้อตกลง - แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม




อ้างอิง : https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/3019
ขอบคุณ : https://www.tnnthailand.com/socialtalk/205499/
16 ก.ค. 2025 ,14:21 น | Social Talk





นักโบราณคดี แย้งไม่มีคำสาปแช่งกัมพูชา ในจารึกที่ปราสาทตาควาย

นักโบราณคดี แย้งไม่มีคำสาปแช่งกัมพูชา ในจารึกที่ปราสาทตาควาย อ่านจารึกมา 1,400 กว่าหลักทุกปราสาทไม่เจอ ฉะเขมรสร้างเรื่องฮุบจุดยุทธศาสตร์ที่ดี

จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่า กัมพูชาต้องการยึดปราสาทตาควาย เพื่อต้องการทำลายจารึกที่อยู่ในปราสาท เนื่องจากเชื่อว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่1 ทรงทำคำสาปแช่งไว้ในศิลาจารึก สาปแช่งผู้โค่นล้ม และลบหลู่ราชวงศ์ รวมถึงพระเจ้าแตงหวานด้วย ที่โค่นล้มพระเจ้าชัยวรมันที่8 กษัตริย์องค์สุดท้ายเชื้อสายสุริยวรมัน

โดยข้อความจารึก ระบุว่า

   “ผู้ใดทรยศต่อเรา (สุริยวรมัน) และลูกหลาน จะตกอยู่ในความพินาศตลอดไป — ถูกต่างชาติยึดครอง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่พัฒนา ไม่มีวันชนะลูกหลานของเราได้ และจะเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ซึ่งมีข่าวว่าที่กัมพูชา ต้องการยึดปราสาทต่างๆ ก็เพราะต้องการทำลายจารึก เพื่อลบคำสาปแช่ง







ผู้สื่อข่าว “อมรินทร์ทีวี” ได้ไปพูดคุยกับ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา นักโบราณคดีและเป็นอาจารย์ประคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเพียงแห่งเดียวของไทย ที่มีการเรียนการสอนในจารึก และผศ.ดร.กังวล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกเขมรโบราณอันดับต้นๆ ของประเทศ เล่าให้ฟังว่าปราสาทต่างๆ เป็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชานั้น หลักๆ จะมีดังนี้

1. ปราสาทพระวิหาร ซึ่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นผู้สร้าง เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ทำบุญ

2. ปราสาทโดนตวล ตั้งอยู่ที่ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สร้างสมัยเดียวกัน มีการบอกเล่าเรื่องต่างๆ เป็นปราสาทประจำชุมชน

3. ปราสาทตาควาย หรือ กรอใบ พบใหม่ล่าสุด สร้างหลังจากพระวิหารและปราสาทโดนตวล สร้างด้วยหินทราย ยังไม่มีการศึกษาค้นควา ไม่มีตัวจารึก แต่นอกปราสาท ใกล้กัน พบศิลาจารึกที่น่าสนใจดังกล่าว

4. ปราสาทตาเมือนธม มีจารึก 14 หลัก อายุ 1,300 ปี มีความสำคัญมาก ปราสาทนี้มีทางสัญจรที่ดีกว่าที่อื่น จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องการ

5. ปราสาทตาเมือนโต๊ส สร้างด้วยศิลาแรง โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ทรงสร้าง เพื่อเป็นศาสนสถาน เป็นวัด เป็นโรงพยาบาล






ส่วนที่กัมพูชาต้องการปราสาทแต่ละปราสาท อ้างว่าเกิดจากคำสาปแช่งที่จารึกไว้ในปราสาทตาควาย และ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ต้องการปราสาท เพราะต้องการทำลายจารึก เพื่อลบล้างคำสาปนั้น ตนเชื่อว่าไม่เป็นความจริง ในประเทศไทยมีไม่กี่คนที่จะสามารถอ่านจารึกในปราสาทได้ แต่ตนคือ 1 ในคนที่สามารถอ่านจารึกได้ ซึ่งศิลาจารึกประมาณ 1,400 กว่าหลัก ที่อยู่ตามปราสาทต่างๆ บริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านตาตนเองมาหมดแล้ว

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตนเดินทางไปศึกษาค้นคว้า แต่ก็ยังไม่มีจารึกไหน ที่มีการสาปแช่งลูกหลานให้ไม่เจริญ แต่มีจารึกหนึ่งน่าสนใจ อยู่บริเวณใกล้กับปราสาทตาควาย จารึกเป็นภาษาสันสกฤต สาปแช่งคนที่ลักขโมย ประมาณว่า
    "ผู้ใดขโมยทรัพย์สิน ขอให้ตกนรก ตราบเท่าที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังมีอยู่ หากได้เกิดใหม่ ก็ขอให้เกิดเป็นหนอนในขี้"
     ซึ่งเป็นคนสาปแช่งจากผู้อื่น แต่ไม่ใช่ของ พระเจ้าสุริยวรมันที่1

ที่ผ่านมากัมพูชา มีการสอนลูกหลานว่า ปราสาทเหล่านี้ เป็นสถานที่สำคัญของบ้านเมือง เพราะแต่ละที่มีประวัติความเป็นมา เป็นมรดกตกทอด มีอารยธรรม เขาจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาคืนให้ได้ ต่างคนก็ต่างแย่งกัน ตนมองว่าจริงๆแล้ว ไม่มีขอบเขตแน่นอนว่าเป็นของใคร เพราะสืบทอดมาจากคนกลุ่มเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิ์เหมือนกัน ตนมองว่าควรจะช่วยกันรักษา มากกว่าการแย่งชิงกันแบบนี้




ขอบคุณ : https://www.amarintv.com/news/crime/521347
31 ก.ค. 68 , 22:45 น.
22  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย คำสาปแช่ง และ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: ธันวาคม 23, 2025, 09:07:51 am
 :96: :96: :96:

แนวรบตาเมือนธม ปราสาทในคำสาป

โพสต์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13:16:21
บทความโดย : ทีมงาน
https://db.sac.or.th/inscriptions/news/detail/9848

   


 :96: :96: :96:
       
ปมขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นที่ปราสาทตาควาย ตาเมือนธม และปราสาทพระวิหาร ล้วนมาจากเส้นเขตแดนไม่ชัดเจน

เมื่อมีปัจจัยทางการเมืองมาเป็นตัวเร่ง ทำให้เปิดศึกระหว่างกัน จุดที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง ล้วนเกิดใกล้โบราณสถานเก่าแก่ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก มูลเหตุที่ขอมโบราณสร้างโบราณสถานบนภูหเขา ความเชื่อนี้มาจากศาสนาฮินดู ซึ่งมีพราหมณ์เป็นผู้กระทำพิธี

ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ปรากฏโบราณสถานขอมโบราณอย่างน้อย 4 แห่ง คือ ปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทพระวิหาร และปราสาทสดกก็อกธม

ปราสาทตาควายและตาเมือนอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทพระวิหารอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ ส่วนปราสาทสดกก็อกธมอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ปราสาทแต่ละแห่งอยู่ชิดชายแดนไทยกัมพูชา ถ้ามองในแผนที่ฝ่ายกัมพูชาจะเห็นว่าอยู่ในพระราชอาณาจักรกัมพูชา แต่ถ้าดูในแผนที่ประเทศไทย จะเห็นปรากฏอยู่ในเขตพระราชอาณาจักรไทย   

แผนที่ของกัมพูชา ถูกสร้างขึ้นสมัยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส การขีดเส้นเขตแดน คล้ายวางทุ่นระเบิดเวลาไว้ ให้ไทยกับกัมพูชาระเบิดศึกแย่งพื้นที่กันอย่างจงใจ

การสู้รบที่แนวปราสาทตาเมือนธมในปัจจุบัน คล้ายกับกรณีเขาพระวิหารที่ผ่านมา คือ เกิดจากเส้นเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน


@@@@@@@

สำหรับที่ตั้งของปราสาทตาเมือนธมนี้ นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร เคยบอกไว้ว่า ปราสาทตาเมือนธม อยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 100 เมตร เป็นเทวสถานขอมโบราณ ศิลปบาปวน กรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ผ่านมากว่า 70 ปีแล้ว
         
กลุ่มปราสาทตาเมือนธม อยู่ในเขตหมู่บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นเขตของกัมพูชา พื้นที่ของหมู่บ้านไพรเวงและบ้านกู่ ตำบลโคกมอญ อำเภอบัน–เตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัย

พื้นที่ฝั่งไทยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานจู่โจม 960 การเข้าชมโบราณสถาน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานทราบก่อน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
         
สำหรับกลุ่มปราสาทตาเมือนธม มีโบราณสถาน 4 แห่งคือ บ้านมีไฟ หรือบ้านพักคนเดินทาง ตาเมือนโต้จ หรืออโรคยาศาล หรือโรงพยาบาล ตัวปราสาทตาเมือนธม และสะพานขอม

    สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ส่วนใหญ่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

    พระมหากษัตริย์ขอมโบราณ ปกครองอาณาจักรพระนคร ระหว่าง พ.ศ. 1724-1763 ศูนย์การปกครองอยู่ที่นครธม ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัด เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

    เฉพาะตัวปราสาทตาเมือนธม น่าจะสร้างก่อนสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพราะศิลาจารึกตาเมือนธมระบุปีที่จารึกตรงกับ พ.ศ.1536 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

@@@@@@@

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ตัวปราสาทตาเมืองธม เป็นเทวสถานสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ส่วนอโรคยาศาล หรือโรงพยาบาล กับบ้านมีไฟนั้นสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
         
กลุ่มปราสาทตาเมืองธม ร่ายเรียงจากเส้นทางเข้าไปเยือนโบราณสถานแห่งแรกคือบ้านมีไฟ หลังนี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก หลังนี้เป็นหนึ่งในจำนวน 121 แห่ง ที่สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
         
พระองค์โปรดให้สร้างรายเรียงกัน ตั้งแต่ปราสาทพระขรรค์ อาณาจักรพระนคร เรื่อยไปจนถึงปราสาทหินพิมายเท่ากับเป็นหลักฐานยืนยันเส้นทางโบราณตามจารึกของพระองค์
         
โบราณสถานหลังที่ 2 ชาวบ้านเรียกตาเมือนโต้จ แปลว่า ตาไก่เล็ก นักวิชาการเรียก อโรคยาศาล หรือโรงพยาบาล นับเป็น 1 ใน 102 แห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างไว้ เพื่อช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์
         
ตัวปราสาทที่เหลืออยู่เชื่อว่า เป็นที่ประดิษฐานไภษัชชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในลัทธิมหายาน มีหน้าที่รักษาคนไข้ ส่วนตัวโรงพยาบาลที่คนไข้เข้ามารักษาตัว คงทำด้วยไม้ ย่อมพุพังไปตามกาล

         
@@@@@@@

ปราสาทตาเมือนธม มีศิลาจารึกจารเมื่อ พ.ศ.1563 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งอาณาจักรพระนคร เนื้อหากล่าวถึงการแต่งตั้งข้าราชการ ข้าทาส และการให้สิ่งของ ช่วงท้ายของจารึกกล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ประทานเงินทองไว้ที่ฐานของพระศิวะ และคำสาปแช่งผู้ทำลายฐานว่าให้ตกนรกจนสิ้นกาลมหาโกฏิ
         
คำว่า ตาเมือนธม เป็นภาษาเขมรแปลว่า ตาไก่ใหญ่ นอกจากเป็นที่สักการะของประชาชนชาวไทยในพื้นที่แล้ว ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกัมพูชาอีกด้วย เห็นได้จากช่วงวันสงกรานต์ของทุกๆ ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจะเปิดโอกาสทองให้ชาวกัมพูชาเข้ามาเยี่ยมชมได้อย่างเสรี
         
ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มโบราณสถานตาเมือน เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ศิลปะขอมสมัยบาปวนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ประกอบด้วยปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศใต้ ปราสาทบริวาร 2 องค์ บรรณาลัย 2 หลัง ระเบียงคด และสระน้ำด้านข้าง
         
ลึกเข้าไปในป่า ด้านทิศใต้ขององค์ปราสาท มีสะพานขอม เป็นแนวสะพานศิลาแลงยาวลึกเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา ทอดตัวอยู่ในป่ารกทึบ ใกล้ๆสะพานมีแหล่งตัดหินของขอมโบราณ เผยให้เห็นเป็นหลุมลึกและกว้างเล็ก ใหญ่ต่างๆกัน
         
ใกล้ปราสาทตาเมือนธม มีหลักเขตแดนไทย–กัมพูชา 22 และ 22 B ส่วนหลักที่ 23, 24, 25 และ 26 เมื่อก่อนมีอยู่ แต่เดี๋ยวนี้หายไปแล้ว
         
@@@@@@@

สาเหตุที่หลักเขตแดนหายไป ต่างฝ่ายต่างโทษซึ่งกันและกัน
         
เสียงจากฝ่ายไทยบอกว่าช่วงกัมพูชาสู้รบกันเองทหารกัมพูชาฝ่ายที่ถูกไล่ล่าเข้ามาชิดชายแดนไทย ขยับหลักเขตเข้าไปในกัมพูชา เพื่อต้องการให้ฝ่ายไล่ล่าหยุดอยู่แค่หลักเขต เมื่อสงครามสงบก็ย้ายกันอีกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าย้ายไปไว้ที่ไหน
         
จึงต้องใช้หลักเขตสมมติขึ้นมาแทน เรียกว่าหลักเขตอ้างอิง มีหลัก 23 ทำจากเหล็กกลมทาสีน้ำเงินเข้ม ฝังดิน สูงประมาณ 2 ศอก เพื่อให้มองเห็นชัดเจน เจ้าหน้าที่ได้แกะเปลือกต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ เป็นเลข 23 กำกับไว้ด้วย
         
ปราสาทตาเมือนธม ปกติมีทหารของทั้งสองฝ่ายตั้งฐานประจันหน้ากันอยู่ ยามสงบสุขทั้งสองแวะเวียนเข้ามาทักทายกันอย่างมิตร แต่เมื่อมีคำสั่งลงมาจากเบื้องบน คนที่เคยคุยกันก็ต้องหันปากกระบอกปืนลั่นใส่กัน
         
อย่างที่ปรากฏมาตั้งแต่เช้าวันที่ 22 เมษายน 2554 ยังผลให้เกิดความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย
         
ทางออกในเรื่องนี้ ผศ.ดร. กังวล คัชชิมา อาจารย์จากคณะเดียวกันยังย้ำข้อเสนอว่า บริเวณพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนระหว่างไทยกับกัมพูชา ถ้ายังไม่อาจปักปันเขตแดนกันได้ชัดเจน ควรเอาพุทธศาสนามาช่วยแก้ปัญหา อย่างสร้างวัดในบริเวณนั้น เพื่อใช้เป็นพุทธสถานร่วมกัน เป็นต้น

“พระสงฆ์เมื่ออยู่ด้วยกัน อย่างไรก็คงไม่ยิงกันแน่ๆ”

ผศ.ดร.สมบัติ มั่งมีสุขศิริ อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งข้อสังเกตว่า น่าแปลกใจที่จารึกปราสาทตาเมือนธม เนื้อหาบางส่วนบอกอาณาบริเวณของพื้นที่ปราสาท ว่าทิศไหน จดด้านใด เป็นจารึกที่เกิดจากการขัดแย้งของผู้ครอบครองพื้นที่ในสมัยก่อน และยังมีคำสาปแช่งกำกับไว้ด้วย
         
แม้เวลาจะผ่านมานับนาน ปราสาทก็ยังไม่อาจเป็นของใครได้อย่างชัดเจนคล้ายอยู่ในคำสาป.


_______________________________
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 27 เมษายน พ.ศ. 255
ผู้เขียน : .....





คำสาปปราสาทตาเมือนธม "จงตกนรกขุมที่ลึกที่สุดสิ้นกาล" เอาไว้สาปใครไทยหรือเขมร?

ปราสาทตาเมือนธมมีจารึกสลักไว้เหมือนปราสาทหินโบราณทั่วๆ ไป เนื้อหาส่วนใหญ่ก็คล้ายๆ กัน คือ บอกว่าใครเป็นผู้สร้างปราสาท สร้างแล้วถวายให้พระเจ้าองค์ไหน ถวายแล้วให้ใครดูแล คนดูแลมีใครบ้าง และปิดท้ายด้วยคำสาปประมาณว่า "ถ้าใครทำลายปราสาทขอให้มันมีอันเป็นไป"

คำสาปตามปราสาทต่างๆ ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็ทำนองนี้ คือ หวังว่าผู้คนจะช่วยรักษาปราสาทให้ถาวรต่อไป อย่าคิดปล้นชิงของมีค่า หรือแม้แต่ปล่อยปละละเลย

ไม่มีรอกครับที่สาปแช่งให้ประเทศไหนๆ ล่มจม นั่นมันป็น 'นิยายสมัยใหม่' ที่แต่งขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเอง

@@@@@@@

'คำสาป' ของปราสาทตาเมือนธมก็เหมือนกัน มีแค่สองบรรทัด เนื้อความบอกแค่ว่า

1. สาปไว้ว่า "ข้าทาสที่อยู่ประจําเทวสถานนี้ ซึ่งพวกเขายุยงให้ข้าทาสที่อยู่ประจําเหล่านี้กระด้างกระเดื่องต่อบุตรหลานของ เตง ปิตเถฺว ข้าพเจ้าจึงปรารถนาให้พวกเขาตกนรกชั่วโกฏิกัลป์"

    เตง ปิตเถฺว ในที่นี้คือ เจ้าของที่ดินที่ใช้สร้างปราสาทตาเมือนธม ข้าทาสก็คือคนที่ถูก 
    เตง ปิตเถฺว ถวายให้เป็นผู้ทำงานรับใช้ปราสาทหรือเทวาลัยแห่งนี้ เพื่อไม่ให้ทาสเหล่าแข็งข้อหลังจากที่เขาตายไปแล้ว
    เตง ปิตเถฺว จึงสาปว่าถ้าไม่เชื่อฟังลูกหลานของข้า พวกเอ็งจะต้องตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์

2. สาปไว้ว่า "ขอผู้ทําลายฐานที่ก่อไว้นี้พร้อมกับญาติพวกพ้องทั้งปวงจงตกนรกขุมที่ลึที่่สุดสิ้นกาล ... มหาโกฏิ"

คำสาปนี้มีไว้แช่งผู้ที่ทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ฐานที่ก่อไว้ครอบ (สวยัมภูลึงค์?) พระเป็นเจ้าประจำปราสาท คำสาปนี้เป็นฟอร์แมทเดียวกับตามปราสาทหรือจารึกต่างๆ ที่มักจะห้ามคนเอาไว้เนิ่นๆ ไม่ให้มาปล้นทำลายเทวาลัย เพราะของมีค่าและของถวายมันเยอะ และไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้า


@@@@@@@

อย่างในสมัยเขมรโบราณ จารึกต่างๆ มักจะประกอบด้วยภาษาสันสกฤตเอาไว้สรรเสริญพระเจ้า พระราชา เชื้อพระวงศ์ และพรรณนาความงดงามของสวรรค์และเวียงวัง ส่วนที่เป็นภาษาเขมรมักจะกล่าวว่าใครเป็นผู้ตั้งจารึกไว้ ถวายอะไรบ้าง และปิดท้ายด้วยคำสาปแช่ง

เนื่องจากคำสาปแช่งนี้เป็นภาษาเขมร ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไม่แตกหรือมีเจตนาแอบแฝง จึงมักจะโมเมว่าผู้ตั้งจารึกไม่ใช่คนเขมรหรอก แต่เป็นคนชาติอื่นที่ที่มีอารยธรรมเหนือกว่าคนเขมร แล้วเขียนคำแช่งเป็นภาษาเขมรก็เพื่อกดพวกเขมรเอาไว้

ความจริงก็คือ เจ้าในวังก็เป็นคนพูดเขมร ข้าราชบริพารก็เขมร ไพร่ฟ้า ข้าทาสก็เป็นเขมร แม้แต่รัฐประเทศราชก็ต้องเขียนเขมร เพราะเขมรเป็นภาษากลาง หรือ Lingua franca ของรัฐโบราณในดินแดนประเทศไทย กัมพูชา และลาวสมัยโบราณอยู่ช่วงหนึ่ง

ต่อมาเหลือแต่ตัวอักษรเขมรหรืออักษรขอมเท่านั้นที่เป็น Lingua franca ในทางวัฒนธรรม ส่วนภาษาเขมรที่เอาไว้พูดหมดความสำคัญลงไป และต่อมาแม้แต่อักษรขอมนันก็เหลือแค่ไทยที่ใช้ในฐานะอักษรทางศาสนานอกกัมพุชเทศ

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง ขอม/เขมร ทำให้คนคิดว่าคำสาปที่สามัญธรรมดา มีอยู่ทั่วไป และไม่ได้แช่งใครเป็นการเฉพาะ กลายเป็นคำสาปแช่งชนชาติใดชนชาติหนึ่งไป เพื่อบอกว่า "เขมรมันชั่วจึงต้องถูกแช่ง"

ตั้งแต่ก่อนที่มันจะเป็นของโบราณแล้ว ผู้คนสามัญ เช่น ชนชั้นไพร่และท่าสก็ไม่ได้เห็นค่าของมันนอกจาก "เป็นที่เก็บของมีค่าของชนชั้นสูง" ดังนั้น พวกชนชั้นสูงจึงต้องแช่งเอาไว้เพื่อกันไม่ให้คนชั้นล่างทำลายสิ่งมีค่าทางจิตวิญญาณของพวกเขา





โปรดทราบว่า ศาสนาพราหมณ์นั้นแบ่งชนชั้นวรรณะ แม้การแบ่งวรรณะแบบอินเดียจะไม่ชัดเจนนักในกัมพูชา แต่ก็ยังมีการแบ่งเป็นชนชั้นเจ้าและชนชั้นทาส โดยที่ชนชั้นทาสมีค่าเป็นแค่สิ่งของที่ถูกซื้อ ถูกขาย และถูกถวายให้ใครก็ได้

ส่วนไพร่ก็ถูกบีบคั้นจาพวกชนชั้นเจ้าและขุนนางให้ทำนาแล้วเสียภาษีให้ชนชั้นสูงกว่า เท่านั้นไม่พอชนชั้นเจ้ายังเอาภาษีนั้นมาสร้างปราสาทแล้วยังเกณฑ์แรงงานไพร่ไปสร้างปราสาทอีก โดยที่ไพร่และทาสไม่มีส่วนในการเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนั้น

ชนชั้นสูงจึงรู้ดีว่าชนชั้นล่าง "ไม่ภักดีต่อตนแน่ๆ" จึงสาปเอาไว้เพื่อรู้หากมีโอกาสชนชั้นล่างต้องทำลายปราสาทและปล้นปราสาทแน่ๆ โดยเฉพาะปราสาทในแดนไกลเมืองหลวงอย่างปราสาทตาเมือนธม

เราจะเห็นได้ว่า ปราสาทหลายแห่งพังทลายลงมาอย่างน่าพิศวงทั้งๆ ที่ก่อด้วยหินก้อนใหญ่ๆ เช่น ปราสาทประธานของเขาพระวิหาร ที่ล้มลงเหมือนมีคนกวาดทิ้งด้วยมือยักษ์ แต่หากพิจารณาดีๆ จะพบว่า ยอดปราสาทที่ทำหน้าที่เหมือนเป็น 'สลัก' ที่ยึดปราสาทไว้ทั้งหลัง ถูกดึงออกด้วยกำลังคน อาจเป็นการผูกด้วยเชือกแล้วช่วยกันฉุดกระชากออกมา ให้ปราสาทล้มลง

มีหลายแห่งที่สภาพเป็นแบบนี้ มีผู้เชื่อว่าเพราะชนชั้นล่างทำการ 'ปฏิวัติโค่นล้ม' ชนชั้นสูงที่กดขี่พวกเขาแล้วทำการทำลายปราสาทอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกดขี่แรงงานเสีย บ้างก็ว่าเป็นการปล้นหาสิ่งมีค่าที่ซ้อนในปราสาทด้วยการทำให้มันล้มลง


@@@@@@@

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความรู้สึกหวาดระแวงจนต้องสาปแช่งไว้บนก้อนหิน มีมาแต่ยุคโบราณแล้ว แต่สุดท้ายปราสาทพวกนี้ก็ถูกปล้นและทำลายโดยคนรุ่นหลังๆ อยู่ดี

แม้แต่สวยัมภูลึงค์ (ลึงค์ของพระเจ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ) ที่เป็นประธานในปราสาทตาเมือนธม ผมดูสภาพแล้วก็ยังอาจถูกเซาะทำลายจนเหลือแค่ฐานเตี้ยๆ แทนที่จะ 'ชูชัน' เหมือนสวยัมภูลึงค์ทั่วๆ ไป นั่นหมายความว่าคำสาปที่แช่งไว้ว่า  "ขอผู้ทําลายฐานที่ก่อไว้นี้พร้อมกับญาติพวกพ้องทั้งปวงจงตกนรกขุมที่ลึที่่สุดสิ้นกาล ... มหาโกฏิ" ได้ถูกล่วงละเมิดแล้ว

แต่เราไม่มีทางรู้ว่า "ผู้ทําลายฐานที่ก่อไว้นี้" ตกนรกหมกไหม้หรือเปล่า?

มาถึงยุคปัจจุบัน คำสาปในปราสาทตาเมือนธมก็ยังอยู่ในรูปของจารึก และก็เช่นกันเราไม่รู้ว่าถ้ามีคน "มุ่งร้าย" ต่อปราสาทตาเมือนธม คนๆ นั้นจะถูกพลังแห่งคำสาปเล่นงานหรือไม่

ผมรู้ว่าประเทศไทยดูแลปราสาทตาเมือนธมอย่างดี ไม่ได้สักแต่ว่าอยากได้เป็นเจ้าของแต่ในนาม แล้วก็ปล่อยให้อยู่ในป่าในพงต่อไป เหมือนบางประเทศที่อยากจะเป็นเจ้าของปราสาทหินทั้งปวง แต่เงินจะยาไส้ยังไม่พอ แล้วจะมีปัญญาดูแล 'ปราสาทของพระผู้เป็นเจ้า' ได้อย่างไร?

ปล่อยทิ้งๆ ขว้างระวังถูกคำสาปเล่นงานเอานะโว้ย เพื่อนบ้าน

@@@@@@@

ส่วนคนไทยเรานั้นพร้อมเพรียงทุกประการทั้งคุณสมบัติและทรัพย์สมบัติที่จะเป็น 'ผู้ดูแล' ปราสาทของพระผู้เป็นเจ้า แถมยังเป็นพวกมือไม้อ่อนและเป็นพวกศรัทธาจริต แม้ไม่เห็นตัวเทพยดาฟ้าดิน แต่ก็เชื่อถือศรัทธากราบไว้อย่างนอบน้อม

ที่ปราสาทตาเมือนธมมี 'ตัวตน' ของพระเจ้าอยู่แท้ๆ คือ สวยัมภูลึงค์ แล้วคนไทยจะไม่รักและเคารพได้อย่างไร

ดังนั้น หากเราไหว้ดีพลีถูก อย่าว่าแต่พระเจ้าแห่งตาเมือนธมจะโปรดปรานคนไทยเราเลย ท่านยังอาจลงทัณฑ์พวกบังอาจที่อยากจะเป็นเจ้าของปราสาทไปด้วยความอยุติธรรมด้วย

อย่าเห็นตาเมือนธมเป็นแค่ปราสาท แต่ให้เป็นเทวาลัยของพระเจ้าที่จะช่วยปกปักษ์รักษาดินแดนของคนไทย ผู้นอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์ด้วยใจจริง




บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพประกอบเรื่อง Nakhon Thom [Angkor Wat], Cambodia. Photograph, 1981, from a negative by John Thomson, 1866. / Wellcome Collection
ขอบคุณ : https://www.thebetter.co.th/news/world/32703
Jul, 15 2025
23  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย คำสาปแช่ง และ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: ธันวาคม 23, 2025, 08:16:54 am
.

ปราสาทประธาน ปราสาทตาเมือนธม


“คำสาปชัยวรมัน” ฤาเป็นเหตุให้เขมร อยากครอบครองปราสาทไทย

วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ในปี พ.ศ.2568 นับเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนมากที่สุดในรอบทศวรรษก็ว่าได้ ปลุกกระแสสังคมให้สนใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งยังมีประเด็นประวัติศาสตร์ หลักฐานโบราณคดี ไปจนถึงความเชื่อจากตำนานให้กล่าวเชื่อมโยงถึงกัน


บรรยากาศการท่องเที่ยวที่ปราสาทตาเมือนธม


รู้จักปราสาทยุคขอมโบราณของไทย

เมื่อกล่าวถึงปราสาทสมัยอาณาจักรขอมโบราณที่อยู่ในดินแดนไทย และเป็นพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทกับกัมพูชาในปัจจุบัน คือ “กลุ่มปราสาทตาเมือน” บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณและเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใน “ประเทศไทย” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าในอดีตที่นี่เคยเป็นชุมชนโบราณ เพราะเป็นเส้นทางผ่านช่องเขาสำคัญระหว่างเมืองพระนครไปยังพิมายปุระ

ปราสาทตั้งอยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 100 เมตร เป็นเทวสถานขอมโบราณ ศิลปบาปวน ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยมาตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. 2478

กรมศิลปากรยังได้ทำการบูรณะกลุ่มปราสาทตาเมือนจนสวยงาม กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจ.สุรินทร์ ซึ่งนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชม มาทัศนศึกษาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โบราณวัตถุส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทตาเมือนได้ถูกนำไปแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์



ภาพแกะสลักหินที่ปราสาทตาเมือนธม


กลุ่มปราสาทตาเมือน ประกอบไปด้วยปราสาท 3 หลัง ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน ได้แก่

     - ปราสาทตาเมือน (หรือปราสาทบายกรีม)
     - ปราสาทตาเมือนโต๊ด และ
     - ปราสาทตาเมือนธม

(๑) ปราสาทตาเมือน (ปราสาทบายกรีม) เป็นปราสาทหลังเล็กที่สุดในกลุ่ม ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง มีลักษณะเป็นห้องยาว เชื่อว่าเป็นธรรมศาลาหรือที่พักสำหรับคนเดินทาง

(๒) ปราสาทตาเมือนโต๊ด เป็นปราสาทขนาดเล็กที่เชื่อว่าเป็นอโรคยาศาล หรือสถานที่รักษาพยาบาลของชุมชน สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นอโรคยาศาล 1 ใน 102 แห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อช่วยอาณาประชาราษฎร์



ปราสาทตาเมือนโต๊ด


ปราสาทตาเมือนโต๊ด


(๓) ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด เป็นโบราณสถานสมัยบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17

เอกลักษณ์ของปราสาทตาเมือนธม มี “สวยัมภูลึงค์” หรือ ศิวลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเคลื่อนย้ายไม่ได้ เป็นรูปเคารพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งคนโบราณเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนองค์มหาเทพปรากฏที่ต้องบูชาและดูแลรักษา



สวยัมภูลึงค์ แห่งปราสาทตาเมือนธม


คำสาปในศิลาจารึกปราสาทตาเมือนธม

หนึ่งในประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันหลากหลาย คือ “คำสาป” ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในอดีต ซึ่งต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ คำสาปในศิลาจารึก ที่มักถูกอ้างอิงถึง เป็นศิลาจารึกที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1563 ในสมัย “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1” (ครองราชย์ พ.ศ. 1545–1593) ไม่ใช่พระเจ้าชัยวรมัน

ด้วยความเป็นปราสาทที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ ปราสาทตาเมือนธม จึงมีการค้นพบศิลาจารึกหลายหลัก เมื่อรวมกับที่พบในบริเวณใกล้เคียง รวมได้จำนวน 14 หลัก



จารึกโบราณที่ปราสาทตาเมือนธม


โดยส่วนหนึ่งของศิลาจารึกมีเนื้อหากล่าวถึงการแต่งตั้งข้าราชการ ข้าทาส และการถวายเงินทองไว้ที่ฐานของพระศิวะ โดยท้ายจารึกระบุคำสาปแช่งว่า

    “ผู้ใดทำลายฐานของพระศิวะจะต้องตกนรกจนสิ้นกาลมหาโกฏิ” (ตกนรกตลอดกาล)

ผศ.ดร.สมบัติ มั่งมีสุขศิริ และ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปเนื้อความให้ทราบว่า

    "ห้ามมิให้ผู้ใดเอาทรัพย์สินของปราสาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตน คนที่ช่วยดูแลท่าน ขอพรให้ได้เสวยสุขในสวรรค์ ตราบเท่าที่พระพรหมยังมี 4 หน้า พระวิษณุยังมี 4 กร และพระศิวะยังมี 3 พระเนตร ส่วนคนที่ทำลายหรือลักทรัพย์ไปจากปราสาทตาเมือน ให้ได้ความทุกข์ในนรก ตราบเท่าที่พระพรหมยังมี 4 หน้า พระวิษณุยังมี 4 กร และพระศิวะยังมี 3 พระเนตร เช่นกัน"


(อ้างอิงจากไทยรัฐออนไลน์: ปราสาทตาเมือนมนต์คำสาปในจารึก https://www.thairath.co.th/news/politic/193752)

ดังนั้น หากสันนิษฐานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จึงอาจมีการตีความหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสาป "ชัยวรมัน" และ “สุริยวรมัน” (ที่ปรากฏในศิลาจารึกปราสาทตาเมือนธม ซึ่งระบุถึงการบริหารจัดการและการถวายทรัพย์สินแด่เทวสถาน โดยคำสาปมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากการถูกทำลายเท่านั้น)



ปราสาทประธานของปราสาทตาเมือนธม


“คำสาปชัยวรมัน” ตำนานความเชื่อที่อาจเป็นเหตุให้เขมรอยากได้ปราสาทไทย
[บางส่วนของบทความเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล]

ดังที่กล่าวไว้ว่า คำสาปที่อ้างถึงในบริบทของ "ชัยวรมัน" อาจมีการตีความคลาดเคลื่อน หากนำไปเชื่อมโยงกับคำสาปของ “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1” ซึ่งบันทึกในศิลาจารึกที่ปราสาทตาเมือนธม ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และลงโทษผู้ทรยศหรือผู้ทำลาย ไม่ใช่คำสาปที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเขมร

แล้ว “คำสาปชัยวรมัน” มีเรื่องราวเป็นอย่างไร.?

“คำสาปชัยวรมัน” เป็นตำนานเรื่องเล่าตามความเชื่อที่ไม่ปรากฏหลักฐานทางการ ว่าด้วยคำสาปขอมโบราณที่ยังคงสะท้อนแนวคิดความเชื่อนี้สืบต่อมาถึงชาวกัมพูชาบางกลุ่มยุคปัจจุบัน



ปราสาทตาเมือน ปราสาทหลังเล็กที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน


ความเชื่อนี้เล่าถึงเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนในช่วงปลายราชวงศ์พระนคร อาณาจักรขอมโบราณมีสมเด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (หรือพระเจ้าชัยวรมันปรเมศวร) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเชื้อสาย “สุริยวรมัน” ซึ่งเป็นผู้สืบสันตติวงศ์จากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัตริย์ผู้รวบรวมอาณาจักรอย่างมั่นคง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติจากปี พ.ศ. 1870-1879 ถูกล้มอำนาจโดยชายธรรมดาผู้หนึ่งที่มีชื่อว่า "แตงหวาน" ผู้รวบรวมกบฏชาวบ้านเข้ายึดอำนาจ และตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในนาม “พระเจ้าตรอซ็อกผแอม” หรือ “สมเด็จพระองค์ชัย”พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองพระนครหลวง กัมพูชา

มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ที่ครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 1545-1593 ประมาณ 1,500 ปีก่อน ได้สร้างคำสาปเอาไว้ในศิลาจารึกว่า

    “ผู้ใดทรยศต่อเราและลูกหลาน จะตกอยู่ในความพินาศตลอดไป ถูกต่างชาติยึดครอง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่พัฒนา ไม่มีวันชนะลูกหลานของเราได้ และจะเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

คำสาปนี้ถูกเชื่อว่าเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ “แตงหวาน” ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ และหลังจากนั้นประวัติศาสตร์กัมพูชาก็ดูเหมือนตกอยู่ในวงจรคำสาปตลอดมาไม่จบสิ้น



รูปปั้นพระเจ้าแตงหวาน (ภาพ : รายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ)


ว่ากันว่า “คำสาปชัยวรมัน” มีทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่

1. ผู้ถูกสาปจะถูกทำลายจนสูญสิ้นด้วยลูกหลานของวรมัน
2. ผู้ถูกสาปจะอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่นเสมอ ถูกสยามและฝรั่งเศสปกครอง
3. ผู้ถูกสาปจะเข่นฆ่าล้างผลาญกันเองตราบชั่วลูกชั่วหลาน เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดง
4. ผู้ถูกสาปจะต้องเป็นทาสของผู้อื่นตลอดไป
5. ผู้ถูกสาปจะต้องเผชิญกับหายนะและภัยพิบัติทางธรรมชาติ
6. ลูกหลานของผู้ถูกสาปจะไม่มีวันรบชนะลูกหลานของชัยวรมัน
7. ผู้ถูกสาปจะล้าหลัง ไร้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา


อย่างไรก็ตาม สำหรับ “คำสาปชัยวรมัน” เป็นเรื่องเล่าแบบตำนานตามความเชื่อที่แล้วแต่บุคคลจะมอง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการจากรัฐบาลกัมพูชา หรือนักวิชาการ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นได้ว่า ความเชื่อนั้นคงมีอยู่ในหมู่ชาวกัมพูชาบางกลุ่ม



พิธีกรรมที่นครวัด (ภาพ : รายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ)


โดยเฉพาะหากเชื่อมโยงเหตุการณ์ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2568 ที่มีพิธีลึกลับกลางปราสาทนครวัดที่ถูกอ้างว่าเป็น “พิธีถอนคำสาปชัยวรมัน” โดยมีคนแต่งดำ 8 คนเป็นตัวแทนทิศ ทำพิธีกรรมซับซ้อนโดยรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเครื่องสังเวยและวัตถุประกอบพิธีมากมาย

แต่ทว่าในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เกิดฟ้าผ่าลงกลางปราสาทนครวัด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา จนมีการร่ำลือว่าเป็นอาถรรพ์จากคำสาป

ดังนั้นในเมื่อความเชื่อของชาวกัมพูชาบางส่วน มองว่า “คำสาป” ฝังอยู่ในปราสาทขอมโบราณของไทย จึงอาจเป็นเหตุทำให้ผู้มีอำนาจบางคน หวังครอบครองปราสาทของไทย เพื่อทำพิธีลบล้าง และปลดคำสาปก็เป็นได้.!



ภาพจำลองเหตุการณ์ (สร้างสรรค์โดย AI )



Thank to : https://mgronline.com/travel/detail/9680000059063
เผยแพร่ : 23 มิ.ย. 2568 ,18:29 | ปรับปรุง : 23 มิ.ย. 2568 ,18:29 | โดย : ผู้จัดการออนไลน์
24  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ว่าด้วย การสาปแช่ง และ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: ธันวาคม 22, 2025, 08:13:16 am
.

ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา โดย Johann Christoph Haffner ราว ค.ศ. 1700


“คำสาปแช่ง” ในจารึกสมัยอยุธยา คนสาปแช่งเรื่องอะไรบ้าง.?




 :96: :96: :96:

เคยสงสัยไหม ในจารึกสมัยอุยธยา ปรากฏ “คำสาปแช่ง” ว่าอะไร.?

มีข้อมูลระบุว่า คำสาปแช่งในจารึกสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการสาปแช่งหลังข้อความที่กล่าวถึงกัลปนา (หมายถึง ที่ดินหรือสิ่งอื่น ๆ ที่เจ้าของอุทิศประโยชน์แก่วัดหรือศาสนา-ผู้เขียน) เช่น หากใครนำของวัดไปเป็นของคนอื่น หรือนำข้าพระ (ผู้ที่มูลนายยกให้เพื่อรักษาวัดและปฏิบัติพระสงฆ์-ผู้เขียน) ไปเป็นของตน หรือทำให้ข้าพระพ้นจากสถานะ ก็ขอให้คนนั้นตกนรกหมกไหม้



ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา โดย Struys Jan Janszoon ค.ศ. 1681


อย่างใน “จารึกศิลาจารึกหลังพระพุทธรูปปางลีลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม” ก็มีข้อความสาปแช่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานี้ ว่า

“ใครมาอ้างหลังของพระเจ้าแลย่ำยีบีฑา จุ่งเอาลูกเต้าเผ่าพันธุ์ใส่แมกผกาข้าพระเจ้าแสนอธรรมดายนี้ จุ่งผู้นั้นตกนรกแสนกัลป์อย่ารู้เกิด(อย่า)ให้รู้ทานตนพยาทรก่อนใดไส้ อย่าให้เอาเขามาเกิดทันเห็นพระเจ้าสักอัน ฯ”



ภาพโคลงภาพ “สร้างกรุงศรีอยุธยา” เขียนโดย นายอิ้ม ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ “พระราชพงศาวดาร เล่ม ๑ ฉบับพิมพ์ ร.ศ. ๑๒๐ พ.ศ. ๒๔๔๔) โดยกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ


ไม่เพียงแค่จารึกดังกล่าว แต่ “ศิลาจารึกอักษรขอม ภาษาไทย ณ กรุงพุกาม (ทวาย)” ก็มีข้อความสาปแช่งให้คนที่คิดจะเอาที่นาหรือข้าทาสไปจากวัดที่กัลปนาไว้ตกนรก ดังข้อความว่า

“…ผิมหาบุรุษผู้ใด (ก็ดี) และเอานานี้ออกจากพระพุทธเจ้า (ขอท่านทั้งหลาย) นี้ พระพุทธเจ้าเกิดมาเท่าทรายทั้งสี่สมุทร จงท่านผู้นั้นอย่าพบ อย่าเห็น อย่าได้ฟัง อย่าได้ยิน จงพระจตุโลกบาลทั้งสี่แลอินทราธิราช (บันดาล) โดยโทษนั้น (จม) ไปยังมหา (อวิจี) นรก ดุงดังเทพทัณฑ์นั้น อนึ่ง จงท่านผู้เขียนนั้นจง ถึงแก่กรรมบ่รู้จักกี่ร้อยนัย อนึ่งโจรปล้น ท้าวพระยาริบ (เรือน) ไฟไหม้ ไปในน้ำจงจระเข้ขบชีวาเอาผิไปป่าจงงูขบช้างแทง เสือเอาชีวีสรีระบัดนั้น บาปจงตกแก่ผู้เบียนนาพระเจ้านั้นเทอญ…”

เห็นได้ว่าคำสาปแช่งในจารึกสมัยนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและความเชื่อนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :-

    • คำยืมภาษาเขมรที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
    • ปราสาทตาเมือนธม จ. สุรินทร์ อายุเกือบ 1,000 ปี แหล่งอุดมจารึกแห่งอีสานใต้
    • “ถ้าไม่มีคนไทยคนไหนจะอ่านจารึกได้ ผมนี่แหละจะต้องอ่านจารึกให้ได้” : ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร




ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : ปดิวลดา บวรศักดิ์
เผยแพร่ : วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2568
เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 30 กรกฎาคม 2568
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_156283
อ้างอิง : ศานติ ภักดีคำ. ประวัติศาสตร์อยุธยาจากจารึก : จารึกสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, 2561.





นักภาษาแกะจารึก ‘ถวายข้าทาส’ เห็นพาวเวอร์หญิง-เจอคำแช่งแรง ‘ให้เป็นหนอนในกองขี้หมา’

นักภาษาศาสตร์แกะจารึก เล่ามุม ‘ถวายข้าทาส’ ชี้หญิงก็เป็นใหญ่ สายตระกูลฝ่ายแม่มีพาวเวอร์สืบทอดราชสมบัติ – ขุดเจอคำแช่งแรงเว่อร์ ‘ขอให้เป็นหนอนในกองขี้หมา’

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) เขตพระนคร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดเวทีแถลงข่าว ‘ค้นความหลากหลาย ไท-ไทย’ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ซึ่งก่อร่างมาเป็นประเทศไทย ตลอดจนลดอคติทางวัฒนธรรม อันเป็นสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งหลายประการในสังคมไทย

บรรยากาศเวลา 10.00 น. มีการเสวนา ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และชาติพันธุ์ของผู้คนในดินแดนไทย’ ซึ่งเป็นการเปิดผลการวิจัยล่าสุด ได้แก่ การค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพันธุกรรมศาสตร์ทางโบราณคดี สอดคล้องสัมพันธ์กับการศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่ดำเนินการโดยสาขาวิชาต่างๆ ของคณะฯ ซึ่งช่วยตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คนบนดินแดนไทย สะท้อนว่า ไทยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และ วัฒนธรรมเป็นอย่างมาก มีการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่แตกต่าง ซึ่งหลอมรวมทางวิถีชีวิตมาร่วมกันอย่างยาวนาน

โดยนำเสนอมุมมองทั้ง 4 ด้านดังนี้ ด้านโบราณคดีโดย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช และอาจารย์ ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ จากภาควิชาโบราณคดี, ด้านภาษาและจารึก โดย ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา ภาควิชาภาษาตะวันออก, ด้านมานุษยวิทยา โดย ผศ.ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์ ภาควิชามานุษยวิทยา, ด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะ โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ดำเนินรายการโดย น.ส.วรรณศิริ ศิริวรรณ ผู้ประกาศข่าวสำนักข่าวไทย (อสมท.) อดีตศิษย์เก่า





ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.กังวลกล่าวว่า ในเรื่องเกี่ยวกับตัวอักษรและจารึก ได้สนับสนุนผลการวิจัยของ ศ.ดร.รัศมี ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือช่วงก่อนที่จะมีตัวอักษรใช้ ส่วนช่วงประวัติศาสตร์ เมื่อมีตัวอักษรใช้ในการบันทึก

ทฤษฎีที่ว่ากันต่อมา คือเรารับตัวอักษรมาใช้ช่วงประมาณปี 1,000 อักษรแบบ ‘ปัลลวะ’ หลังศึกษา มีข้อมูลประกอบมากขึ้น พบว่ามีตัวอักษรที่เก่าไปกว่านั้นคือมากกว่า 1,000 ปี ภาษาที่เราพบสมัยแรกๆ มีการหยิบยืมตัวอักษรจากอินเดียมา ซึ่งต้องพัฒนาหลายร้อยปี จึงจะเขียนภาษาของตัวเองได้ ภาษาแรกๆ ที่รับมา นอกจากสันสกฤตแล้ว ยังมีมอญโบราณ และเขมรโบราณ ซึ่งยังไม่ได้มีแค่นั้น





จากงานวิจัยที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เราไม่สามารถสืบย้อนการใช้ภาษาไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ เพราะจำกัดอยู่เท่าที่มีหลักฐาน การศึกษาด้านโบราณคดีหรือจารึกจะต้องมีหลักฐาน แม้จะมีการกล่าวอ้างว่า ตัวอักษรแบบกระเบื้องจาน สามารถย้อนได้ไปถึง 6,000-8,000 ปี แต่ว่ามันไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับภาษาในปัจจุบันได้




“การที่คณะโบราณคดีบอกว่าจารึกแบบนี้อ่านแล้วแปลแบบนี้ แน่ใจได้อย่างไรว่าอ่านถูก ไปเข้าทรงมาหรือ จริงๆ แล้วพิสูจน์ง่ายมาก ของที่ขุดค้นพบใหม่ มันถูกทับถมหลายร้อยพันปี ถ้าเราไปค้นพบตัวอักษรหรือจารึก แล้วมันสอดคล้องกับสิ่งที่เราได้เรียนได้สอนในปัจจุบัน เท่ากับว่า มันถูกต้องแล้ว แต่ถ้าขุดไปเจอตัวอักษรประหลาดๆ อ่านไม่ได้ นั่นแสดงว่าที่เราสอนนั้นผิด

หลายสิบปีที่ผ่านมา มีการขุดค้นพบหลักฐาน ใหม่ๆ และสอดคล้องกับหลักฐานที่เราแปลได้ แสดงว่ามันค่อนข้างถูกต้อง 99%”





“ผมว่าตัว ‘จารึก’ จะบอกความรู้สึกนึกคิด ที่เขาคิดในขณะนั้นได้ดีที่สุด จารึกที่ถูกเขียนไว้บ่งบอกว่าเรื่องนั้นๆ เขากำลังคิดอะไร เช่น เราเจอกรุพระ ที่เขียนว่า ‘ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค’ ตอนแรกไม่เข้าใจว่าเขียนเพื่ออะไร แล้วเราไปเห็นว่าเขาเอาไปฝังรวมกลุ่มกัน เราก็ตีความว่ามันอาจจะเป็นการสืบทอดศาสนาหรือเปล่า ตีความจากเนื้อหาที่เขาเขียนด้วยส่วนหนึ่ง”

“เขารู้สึก คิด และมีความตั้งใจเกี่ยวกับโลกหน้า เขียนเพื่อการบุญตามความเชื่อตามศาสนา ที่ว่าพุทธศาสนาจะมีอายุ 5,000 ปี เขาอาจจะเขียน เพื่อให้คนรุ่นหลัง พบว่า บริเวณนี้เคยมีพุทธศาสนาปรากฏอยู่ ที่ชัดเจนมากคือเรื่องโลกนี้-โลกหน้า ภาษาสันสกฤตในจารึกโบราณ สมมติเขาทำบุญถวายสิ่งนี้ เขาจะเขียนบอกเล่าว่าเขาเป็นใคร ไม่ได้เขียนว่าทำบุญด้วยสิ่งนี้ 1 ชิ้น เขาจะเล่าเลยว่า ตั้งแต่ต้นวงศ์เป็นใคร ครองเมืองเรื่อยมา เหมือนอย่างปราสาทสด๊กก๊อกธม ก็เล่าว่าใหญ่มาจากไหน เล่าย้อนไป 250 ปี”

ผศ.ดร.กังวลกล่าวต่อว่า ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ร่วมสมัย ‘ทวารวดี’ เวลาเขียน เขียนแต่คาถา ส่วนตัวสันนิษฐานว่ากลัวพุทธศาสนาจะหายไปหรือไม่ ไม่ได้เขียนถึงกษัตริย์แม้แต่พระองค์เดียว จนกระทั่งปัจจุบันเราจึงเขียนถึงประวัติศาสตร์ทวารวดีไม่ได้เลย





“ข้อจำกัดก็มี คือเข้าไม่ได้เขียนทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ฉะนั้น ข้อความที่เขียนบอกเล่าเรื่องราว มันจะบอกทุกโจทย์ที่เราศึกษาได้ ศิลปะแบบนี้ปรากฏช่วงไหน ความคิดเหล่านี้ได้จากศิลาจารึกเป็นส่วนมาก”

ผศ.ดร.กังวลกล่าวด้วยว่า ค่อนข้างชัดว่า คนเมื่อ 1,000-2000 ปีที่แล้ว คิดถึงเรื่องความตายชัดเจน ปรากฏในคำสาปแช่งที่ว่า ขอให้มันผู้นั้นตกนรก แล้วบอกชื่อขุมนรกด้วย ความเชื่อสะท้อนออกมา ‘ถ้าเกิดมันผู้นี้ เอาของ…ไปใช้ ก็ขอให้มันตกนรก ถ้าช่วยดูแลทะนุบำรุง ขอให้ขึ้นสวรรค์





“มันมีคำสาปแช่งด้วยว่า ‘ขอให้ตกนรก ตราบเท่าที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังมีอยู่’ ที่น่าสนใจ ที่ปราสาทตาเมือนธม มันมีคำสาปแช่งไว้ว่า ‘ขอให้ตกนรกตราบเท่าที่พระศิวะยังมี 3 ตา พระนารายณ์ยังมี 4 มือและพระพรหมยังมี 4 หน้า’

แต่มีจารึกอีก 2 หลักที่ไม่แน่ใจว่าสัมพันธ์กันอย่างไรอันหนึ่งที่กัมพูชา และที่พม่า พูดคำสาปแช่งเหมือนกัน คือ ‘ขอให้มันพร้อมกับเผ่าพงศ์ จงตกนรก พอหมดกรรม ขอให้ไปเป็นหนอนในกองขี้หมา'” ผศ.ดร.กังวลเผย

ผศ.ดร.กังวลกล่าวว่า สำหรับคนรุ่นหลัง ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองว่า เมื่อเรียน เข้าใจแล้วว่ากว่าจะมาเป็นเรา ต่อไปจะเป็นอย่างไร คนไทยมาจากไหน เราถามเยอะแล้ว แต่คนไทยจะไปไหน ? เรื่องเกี่ยวกับศิลาจารึก กว่าจะมาเป็น ก. ไก่ ในปัจจุบันเป็นมาอย่างไร บางครั้งตัวหลักฐานที่จะพบใหม่เริ่มน้อยลงๆ แต่สิ่งที่เราสนใจตอนนี้ คือ ที่ผ่านมาเราดูรอบด้านหรือยัง ลองวิเคราะห์จากหลักฐานเก่าที่มี

“เอาง่ายๆ จารึกวัดพระงาม ที่ จ.นครปฐม มีคำว่า ‘โจตะกา’ ของทวาย แปลว่า นกคุ่ม ผมตื่นเต้น คนเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว เขาปล่อยนกปล่อยปลา แต่หลังจากที่มีการเผยแพร่ไปแล้ว เมื่อมานั่งคิดใหม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่า มันเลือนหายไปนิดเดียว ถ้าไม่มีสระโอ แต่เป็นสระเอ ‘เจตะกา’ ความหมายเปลี่ยนเลย มันแปลว่า ข้ารับใช้ หรือทาส





ดังนั้น เป็นความรับผิดชอบของคนที่จะศึกษา รุ่นใหม่ๆ เดิมที่เคยเชื่ออย่างนั้น เพราะมันมีหลักฐานแค่นั้น เราจึงต้องใช้หลายแนวคิด” ผศ.ดร.กังวลกล่าว

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.กังวลกล่าวเสริมถึงความรู้เรื่อง การสืบทอดทางฝ่ายผู้หญิง ซึ่งในตัวจารึกเอง เวลาจะ ‘ถวายข้าทาส’ มักจะบอกว่าเป็นลูกของนางอะไร ไม่ได้บอกชื่อผู้ชาย เราเห็นถึงความเข้มแข็งของการสืบทอดทางฝ่ายผู้หญิงในจารึก กระทั่งในหมู่พราหมณ์

“การอ้างสิทธิ์สืบทอดราชสมบัติ นอกจากจะอ้างฝ่ายพ่อแล้ว เขาจะต้องอ้างฝ่ายแม่ด้วย เช่นในอดีต รุ่นทวดของแม่เคยเป็นน้องของกษัตริย์องค์นี้ แล้วก็ไล่สายมาจนถึงสิทธิที่เขาจะได้ขึ้นครองราชย์ หรืออย่างเรื่องในปราสาทสด๊กก๊อกธม คนที่จะทำพิธีกรรมได้ ต้องเป็นผู้ชาย ต้องบวชเป็นพราหมณ์ แต่วิธีการสืบทอดถ้าเชื่อแบบพราหมณ์ ใครก็ตามที่ไม่มีลูกชาย จะต้องตกนรก

แต่พอมาเป็นบ้านเรา คนที่สืบทอด ต้องเป็นลูกชายของพี่สาวหรือน้องสาวเท่านั้น วิธีสืบทอดไม่เหมือนกับทางอินเดีย วิธีการของบ้านเรา มีการสืบทอดทางฝ่ายหญิงเป็นใหญ่ ซึ่งเข้าไปมีอิทธิพล แม้กระทั่งในแง่รัฐศาสนา” ผศ.ดร.กังวลกล่าว


 

ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/local/religious/news_4895608
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 - 20:31 น.   

.



ลือสะพัดชายแดนไทย-ลาว น้ำท่วมกรุงเทพฯ เหตุผิดคำสาบานพระแก้วมรกตของศักดินาในอดีต

นครพนม - ใบปลิวว่อนชายแดนไทย-ลาวด้านจังหวัดนครพนม ต้นฉบับพิมพ์เป็นภาษาลาว ระบุเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะผิดคำสาบานพระแก้วมรกตของศักดินาในอดีต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 1-2 วันนี้ที่ จ.นครพนม ได้มีใบปลิวเนื้อหาเป็นภาษาลาว ระบุน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะคำสาบานในอดีต แจกจ่ายแพร่สะพัดในตลาดโต้รุ่ง ร้านคาเฟ่อินเทอร์เน็ต และยังแปลข้อความในใบปลิวจากภาษาลาวเป็นภาษาไทยโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กต่อๆ กัน

สำหรับข้อความในใบปลิวดังกล่าว ระบุหัวข้อตั้งคำถามน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นเพราะคำสาบานในสมัยอดีตจริงหรือไม่ ด้วยเหตุใดพระแก้วมรกตของลาวจึงไปอยู่ในประเทศไทย

ข้อความเล่าย้อนไปในอดีตว่า ภายหลังเจ้าอนุวงศ์ได้เสียชัยให้กับสยาม (กรุงเทพฯ) แล้ว ศักดินาสยามก็พยายามจะเอาพระแก้วมรกตไปสถิตไว้อยู่ประเทศไทย พวกเขาได้ใช้ความพยายามหลายวิธี แต่ไม่สามารถยกพระแก้วมรกตขึ้นได้ ฉะนั้น ศักดินาสยามจึงให้หมอดูลาว 5 คนเพื่อไปอ้อนวอนช่วย

โดยมีเหตุผลอ้างอิงว่า ปัจจุบันนั้นเมืองลาวเกิดความวุ่นวายไม่สงบ ฉะนั้น จึงขออัญเชิญพระแก้วมรกตนี้ย้ายไปสถิตที่กรุงเทพฯ ถ้าหากว่าวันใดเมืองลาวมีความสงบ จะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปสถิตสถานไว้ที่เมืองลาวเหมือนเดิม



ใบปลิวพิมพ์ด้วยอักษรลาว ที่ว่ากันว่าฝั่งลาวมีอยู่ทุกครัวเรือน


ข้อความยังระบุต่อไปว่า เพื่อเป็นการยืนยันศักดิ์ศรีของศักดินาสยามในเวลานั้น พวกเขาได้สาบานไว้ว่า

“ถ้าหากประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามคำสาบานดังกล่าวนี้ ขอให้มีมหันตภัย 5 อย่างเกิดขึ้นแก่ประเทศไทยดังนี้”

    (1) ขอให้น้ำท่วมบ้านท่วมเมือง,
    (2) ขอให้ประเทศไทยไม่มีความสงบ เจริญรุ่งเรือง การเมืองให้มีความสับสนวุ่นวาย,
    (3) อาณาจักรเดียวขอให้แบ่งเป็นหลายชาติ ความเป็นเอกราชขอให้พังทลาย,
    (4) ราชบัลลังก์ขอให้ถูกโค่นล้ม,
    (5) ดินส่วนหนึ่งขอให้จมลงทะเล

เมื่อศักดินาสยามได้ยืนยันคำสาบานดังกล่าวแล้ว หมอดูลาวทั้ง 5 คนจึงพร้อมกันอัญเชิญพระแก้วมรกตตามจุดประสงค์ของไทย จากนั้นศักดินาสยามจึงสามารถยกเอาพระแก้วมรกตของลาวไปประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯจนถึงปัจจุบันนี้

@@@@@@@

นอกจากนี้ ในท้ายข้อความในใบปลิวยังอ้างว่า หนังสือฉบับนี้เอามาจากหอสมุดของแขวงหลวงพระบาง ต้นฉบับเป็นภาษาลาว ลงวันที่ 12/2/2010

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวลือสะพัดต่อเนื่องว่า มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ของไทย อาจเกี่ยวข้องกับคำสาปหรือคำสาบานของไทยและลาว แต่ยังไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันที่อ้างว่ามีบันทึกอยู่ในหอสมุดแห่งชาติลาว

กระทั่งมีผู้นำใบปลิวจากฝั่งลาวมาเผยแพร่ดังกล่าว ผู้นำใบปลิวมาเผยแพร่ยังระบุว่าชาวลาวมีใบปลิวข้อความเนื้อหาข้างต้นแทบทุกครัวเรือน




ขอบคุณ : https://mgronline.com/local/detail/9540000140061
เผยแพร่ : 3 พ.ย. 2554 , 10:41 | โดย : MGR Online


.



ไขปริศนาคำสาป หินฟู งูใหญ่ ช้างเผือก และฆ้องสันติภาพโลก สู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศลาว
บทความพิเศษ ชุด ตามรอยเวียงจันทน์



 :25: :25: :25:

     “ประเทศลาวต้องคำสาปมาเป็นระยะเวลากว่า ๑,๐๐๐ ปี ทำให้ประเทศยากจน ไม่พัฒนา เพิ่งจะพ้นคำสาปเมื่อไม่นานมานี้เมื่อมี ๔ ปัจจัยเข้ามา ได้แก่ หินฟูน้ำ พญางูใหญ่ ช้างเผือก และฆ้องสันติภาพโลก”

เสียงบรรยายของชบา ไกด์สาวชาวลาวบนรถบัสขณะมุ่งสู่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เพื่อส่งพวกเรา ในนามของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเดินทางมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่วันที่ ๓ – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ กลับสู่ฝั่งไทย ณ จังหวัดหนองคาย ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของฉันขึ้นมาในบัดดล...เรื่องของคำสาปอาจจะเป็นหนึ่งประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือเพียงความเชื่อ เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา

แต่นี่คืออีกหนึ่งรูปแบบ วิธีคิดอันน่าสนใจ ไม่แตกต่างจากคนไทย ซึ่งดูแล้วจะให้คุณมากกว่าโทษ

ด้วยเวลาอันน้อยนิด ไม่สามารถสอบถามรายละเอียดจากไกด์ชบาได้มากกว่านี้ ฉันจึงต้องกลับมาศึกษา สืบค้น ประมวลและสรุป ออกมาเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวคำสาปของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

@@@@@@@

ย้อนรอยตำนานคำสาปของท้าวศรีโคตรตะบอง

กาลครั้งหนึ่งเมืองเวียงจันทน์เกิดความเดือดร้อน มีช้างป่าจำนวนล้าน ๆ ตัว มาบุกรุกทำลายเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือน เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงประกาศหาคนดีมาปราบช้าง โดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่า หากผู้ใดปราบช้างได้จะได้รับพระราชทานพระราชธิดาแห่งเวียงจันทน์เป็นคู่ครอง

ครานั้นเอง ท้าวศรีโคตรผู้มีอาวุธวิเศษเป็นพระตะบองเพชร ผู้มีวิชาเก่งกล้าหาผู้ใดเปรียบ รับอาสาปราบช้าง สำหรับท้าวศรีโคตรนี้สันนิษฐานว่าอาจเป็นชาวกูย ซึ่งเป็น ๑ ในกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองที่เก่งเรื่องช้าง ปราบช้างมาแต่โบราณ มาจากแถบดินแดนศรีโคตรบูรณ์ จึงเรียกว่า ท้าวศรีโคตร

และยังมีประวัติศาสตร์บอกเล่าอีกว่า ท้าวศรีโคตรทรงฤทธานุภาพ ฆ่าไม่ตาย และสามารถลากท่อนซุงขนาดใหญ่มาทำกระบอง เพื่อปราบช้างป่านับล้านตัวให้กับ “อาณาจักรเวียงจันทน์” จนเป็นที่มาของ “อาณาจักรล้านช้าง”

เมื่อท้าวศรีโคตรปราบช้างสำเร็จ เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงพระราชทานพระราชธิดา พร้อมสร้างปราสาทให้ ต่อมาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ระแวงกลัวว่า ท้าวศรีโคตรจะแย่งบัลลังก์ จึงใช้อุบายต่าง ๆ เพื่อที่จะกำจัดท้าวศรีโคตร แต่ไม่สำเร็จ ท้าวศรีโคตรฟันแทงไม่เข้า จึงคิดอุบายหลอกให้พระราชธิดาไปถามท้าวศรีโคตร

ในที่สุดท้าวศรีโคตรก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยคมหอกทางทวารหนัก ก่อนเสียชีวิตท้าวศรีโคตรได้ร่ายมนต์สาปแช่งนครเวียงจันทน์ให้พบกับความพินาศล่มจม หากจะเจริญก็ให้เป็นแค่ “ให้ฮุ่งเพียงช้างพับหู ฮุ่งเพียงงูแลบลิ้น” และจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อมีหินฟูน้ำ งูใหญ่ และช้างเผือก



สมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดสถานีรถไฟท่านาแล้ง และฉายพระรูปร่วมกับท่านบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศ และคณะ


ไขปริศนาคำสาป

ปัจจุบันคนลาวเชื่อว่าคำสาปของท้าวศรีโคตรถูกลบล้างลงแล้ว โดยมีเรื่องราวความสัมพันธ์กับประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอันสำคัญ

    (๑) “หินฟูน้ำ” ถูกตีความว่า หมายถึงสะพาน เป็นการเปรียบถึงการที่หินซึ่งอยู่ใต้น้ำได้ฟูลอยขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ และสะพานที่กล่าวถึงก็คือ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ซึ่งสร้างขึ้นแห่งแรกที่จังหวัดหนองคาย

    (๒) “ช้างเผือก” ถูกบางคนตีความว่า หมายถึงฝรั่งหรือชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศลาวเป็นจำนวนมาก มีโครงการลงทุนของประเทศต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายโครงการ

แต่สำหรับช้างเผือกในความหมายของไกด์ชบาลึกซึ้งกว่านั้น ช้างเผือกในที่นี้หมายถึง ผู้มีบุญบารมีหรือมีบุญญาธิการเข้ามาในประเทศลาว นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์สำคัญและมีนัยหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของลาว ดังข้อมูลจาก http://info.gotomanager.com/news/details. aspx?id=78808 ที่กล่าวไว้ว่า

มองในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในพระราชพิธีเปิดใช้สะพานอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จฯ ไปเป็นองค์ประธานร่วมกับหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศ แห่ง สปป. ลาว (ในขณะนั้น) ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์และเปิดหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศในบริบทใหม่ จากที่เคยระแวงซึ่งกันและกันในช่วงสงครามอินโดจีน กลายเป็นมิตรประเทศคู้ค้าและหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น พระราชพิธีเปิดสะพานจัดขึ้นบริเวณกึ่งกลางสะพาน ซึ่งถือเป็นเขตแดนร่วมกันของทั้ง ๒ ประเทศ

มองในมิติเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๑ ถือปฐมบทที่ทำให้นโยบายในการปรับยุทธศาสตร์ประเทศของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land Lock) ไปสู่ประเทศ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อ (Land Link) เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะหลังจากได้มีการเปิดใช้สะพานดังกล่าวเป็นต้นมา ภายใน สปป.ลาวได้มีการก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมทางบกที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • จากสะพานมิตรภาพแห่งแรกที่หนองคาย ได้มีการเปิดใช้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ ๒ ที่จังหวัดมุกดาหาร เชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต ในอีก ๑๐ กว่าปีต่อมา

    • มีการเปิดเส้นทางหมายเลข ๙ เชื่อมระหว่างมุกดาหาร-สะหวันนะเขต และเมืองเว้ของเวียดนาม

    • มีการเปิดใช้เส้นทางสาย R3a ที่เชื่อมระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ไปจนถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ต่อขึ้นไปถึงเมืองโม่หานของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีเส้นทางอย่างดีวิ่งขึ้นไปถึงเมืองคุนหมิง มลฑลหยุนหนัน

    • รวมถึงมีการประกาศโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๓ และ ๔ ที่ จ.นครพนม และ จ.เชียงราย ฯลฯ

    • แต่หากมองในมิติของความเชื่อ การเกิดขึ้นของสะพานมิตรภาพและเส้นทางรถไฟเส้นนี้ถือเป็นการล้างคำสาปที่คนลาวเชื่อและยึดถือมาตลอดกว่าพันปีลงไปได้อย่างสิ้นเชิง

 

สมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดสถานีรถไฟท่านาแล้ง และฉายพระรูปร่วมกับท่านบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศ และคณะ


    (๓) “พญางูใหญ่” ไกด์ชบาเล่าว่า “งูใหญ่เข้าเมืองคือมีรถไฟเข้ามา จากหนองคาย – เวียงจันทน์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงาน” ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ฉันได้สืบค้น รายละเอียดคือ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างไทย-ลาว เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้แก่

สถานีรถไฟท่านาแล้ง ตั้งอยู่บ้านดงโพสี หาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นสถานีรถไฟแห่งแรกของประเทศลาว อยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางของสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ ๑ เป็นระยะทาง ๓.๕๐ กิโลเมตร

สร้างขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทย-ลาว เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าออก (ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org)

    (๔) ฆ้องสันติภาพโลก

เติมเต็มด้วยปริศนาข้อที่ ๔ : หินฟูน้ำ งูใหญ่ และช้างเผือก คือ คำสาปของท้าวศรีโคตรตะบองที่ฉันสืบค้นพบจากเอกสารข้อมูลต่าง ๆ แต่นอกเหนือจากนี้ ไกด์ชบาได้กล่าวถึงการไขปริศนาคำสาปข้อที่ ๔ นั่นคือ ฆ้องสันติภาพโลก

    “ลาวล้างคำสาปข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย คือ การได้รับฆ้องสันติภาพโลก โดยลาวเป็นประเทศที่ ๔ ถัดจากเวียดนาม ซึ่งที่ผ่านมาเคยเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่เราสามารถรักษาเสถียรภาพและความสงบของประเทศไว้ได้”
    ไกด์ชบากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ส.ป.ป.ลาวได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งสันติภาพประจำปี ๒๕๕๑ โดยทางคณะกรรมการสันติภาพโลกของประเทศอินโดนีเซียได้มอบฆ้องสันติภาพโลกให้กับประเทศลาว เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ปัจจุบันฆ้องสันติภาพโลกตั้งอยู่บริเวณเดียวกับประตูชัย ติดกับสวนสาธารณะ นึกแล้วให้รู้สึกเสียดาย ทั้งที่ฉันได้มีโอกาสไปถ่ายรูปกับประตูชัย แต่ด้วยยังไม่รู้ข้อมูลจึงไม่ได้สนใจเดินไปยลฆ้องสันติภาพโลกนี้

วันนี้เมืองเวียงจันทน์และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหลุดพ้นจากคำสาปแล้ว จะด้วยความเชื่อหรือเหตุผลกลใดก็ตาม ภาพที่ปรากฏแก่ชาวโลกคืด ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลาวมีความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า บนรากฐานแห่งอัตลักษณ์ชนชาติลาวอย่างรวดเร็วและชัดเจน






ขอขอบคุณ :-
website : https://www.nuac.nu.ac.th/?p=2710
บทความพิเศษ ชุด ตามรอยเวียงจันทน์ โดย :-
- พรปวีณ์ ทองด้วง นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร
- ละอองดาว โฉมสี นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
   ๘ มีนาคม ๒๕๖๐

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
http://www.travellerfreedom.com
http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=78808
http://www.baanjompra.com/webboard/thread-3008-1-1.html
http://palungjit.org/threads
https://www.facebook.com/laomongthai
http://www.baanmaha.com/community/threads/36625
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000036217
http://www.ounon19.com/Aide_de_camp52_1.htm
25  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ว่าด้วย คำสาปแช่ง และ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ: ธันวาคม 21, 2025, 07:58:39 am
.



ไขข้อสงสัย..แช่งคนอื่นบาปไหม

คำพูดเป็นสิ่งที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้ และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผลของการพูดออกไปแบบนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นกับใครเลยนอกจากตัวเราเอง

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการสาปแช่งเอาไว้ว่า..

   “การกระทำใดที่ไม่ดี การกระทำนั้น ย่อมไม่ควรทำ โดยเฉพาะการกระทำที่จะทำให้บุคคลอื่นเป็นทุกข์ เดือดร้อน กังวลใจ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง"

    “คำด่า คำสาปแช่ง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาหรือต้องการที่จะได้ฟัง ได้ยินข้องเกี่ยว หรือข้องแวะ ใครที่มักจะทำตนให้อยู่ในสิ่งไม่ดีเหล่านี้ คือ พูดไม่ดี คิดไม่ดี และชอบสาปแช่งผู้อื่น บุคคลผู้นั้นก็คิดผิด และทำผิดด้วยการกระทำของเขาอยู่แล้ว ชีวิตของเขาก็จะถูกผูกมัดด้วยคำสาปแช่ง คำด่า ถูกผูกมัดด้วยกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้นอยู่แล้ว”

ดังนั้นใครก็ตามที่พูดใส่ร้าย เสียดสีหรือสาปแช่งให้ร้ายคนอื่นก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้น เพราะการพูดไม่ดีเหล่านี้เป็นคำหยาบอย่างหนึ่ง เป็นวจีทุจริตที่จะต้องได้รับผลแห่งการกระทำตามมาอย่างแน่นอน

วจีทุจริต คือ การประพฤติชั่วทางวาจา ทั้งการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ รวมถึงการสาปแช่งผู้อื่นด้วย ซึ่งผลกรรมที่เกิดจากวจีทุจริตตามที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎกคือ จะตกนรกไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อย่างเบาที่สุดแม้ได้เกิดเป็นมนุษย์ก็จริง แต่จะมีเสียงที่ประหลาดหรือเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีคนคบหาสมาคมด้วย ไปไหนก็มีแต่คนไม่ชอบ มีแต่คนคอยนินทา เรียกว่ามีความทุกข์ตลอดทั้งชาตินี้และชาติหน้า เพราะไปว่าเค้าไว้ก่อน ทำให้ตัวเราไม่เป็นที่รักของคนอื่น

@@@@@@@

บางคนด่าคนอื่น แช่งคนอื่นโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย แปลว่าเราทำผิดจนชิน จนไม่รู้ว่าผิดด้วยซ้ำ ซึ่งการทำผิดจนชินแบบนี้ อย่าคิดว่าไม่ผิด ไม่บาปอย่างเด็ดขาด เพราะผลกรรมจะตามทันไปทั้งชาตินี้และชาติหน้าก็ไม่ดี ทำให้มีความทุกข์สารพัดอย่างด้วย

ส่วนคนที่ถูกแช่ง ถามว่าจะเป็นไปตามที่โดนแช่งหรือไม่ คำตอบคือ ‘ไม่’ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นทำผิดด้วยหรือไม่ ถ้าผิดก็ย่อมต้องมีผลแห่งการกระทำนั้นเกิดขึ้น ตามกฎแห่งกรรม ตามเหตุปัจจัยที่เขาได้ทำไว้ จะหนักหรือเบาก็เป็นไปตามความผิดบาปที่เกิดขึ้นนั่นเอง แต่จะไม่เกิดขึ้น ไม่เป็นไปตามที่โดนแช่งนั่นเอง

ทีนี้ถ้าถามว่าเวลาดูข่าวในทีวี หรือเห็นคนทำชั่วแล้ว เราดันเผลอไปแช่งคนชั่วนั่นเข้าให้ ถามว่าผิดบาปหรือไม่ คำตอบก็คือ กรรมอยู่ที่เจตนา ถ้าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะแช่งชักหักกระดูกก็ย่อมไม่ได้รับผลแห่งการกระทำนั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเจตนาแช่งอย่างชัดเจน กรรมก็ไม่มีทางไปตกอยู่ที่ใครนอกจากตัวเราเอง

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ทั้งคนแช่งและคนที่ถูกแช่งต่างก็ได้ผลแห่งการกระทำของตน คนแช่งก็ได้ผลจากวจีทุจริตที่ไปแช่งเขา ส่วนคนถูกแช่งก็ได้รับผลแห่งการกระทำที่ได้ทำไว้ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นการดีกว่า ถ้าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน อะไรที่ไม่ดีก็อย่าให้ออกจากปากของเรา ถ้อยคำที่ออกจากปากควรเป็นคำดี ๆ ที่มีคุณค่า มีสาระ เป็นวจีสุจริตจะดีที่สุด..
 

(ไม่ปรากฏนามผู้เขียน)



ขอขอบคุณ :-
LINE TODAY | เผยแพร่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 00.00 น.
https://today.line.me/th/v3/article/e1VeQl





#แช่งคนอื่นบาปไหม
คนมีองค์ · หมื่นรู้ มิสู้ ปล่อยวาง · 22 สิงหาคม 




 :96: :96: :96:

พระพุทธเจ้าได้พูดถึงการสาปแช่งเอาไว้ว่า... การกระทำใดที่ไม่ดี การกระทำนั้นย่อมไม่ควรทำ โดยเฉพาะการกระทำที่จะทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ เดือดร้อน กังวลใจ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

คำด่า คำสาปแช่ง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาหรือต้องการที่จะได้ยินได้ฟัง ข้องเกี่ยวหรือข้องแวะ ใครที่มักจะพูดไม่ดีคิดไม่ดีและสาปแช่งผู้อื่น บุคคลผู้นั้นก็จะถูกผูกมัดด้วยคำสาปแช่ง ด้วยกรรมที่ไม่ดีอยู่แล้ว

ดังนั้น ใครที่ชอบพูดใส่ร้าย เสียดสี หรือสาปแช่งให้ร้ายคนอื่น ก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้น เพราะถือเป็นคำหยาบอย่างหนึ่ง เป็น"วจีทุจริต"

#วจีทุจริต คือ การประพฤติชั่วทางวาจา ทั้งการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ รวมถึงการสาปแช่งผู้อื่น ผลกรรมที่ได้คือ จะตกนรกไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต แม้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมีเสียงที่ประหลาด หรือเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีคนคบหาสมาคมด้วย มีแต่คนไม่ชอบ มีแต่คนคอยนินทา เรียกว่า มีความทุกข์ตลอดชาตินี้และชาติหน้า

@@@@@@@@

#บางคนด่าคนอื่นแช่งคนอื่นโดยไม่รู้สึกอะไรเลย แปลว่า ทำผิดจนชิน จนไม่รู้ตัวว่าผิด การกระทำแบบนี้อย่าคิดว่าไม่ผิดไม่บาป เพราะผลกรรมจะตามติดทั้งชาตินี้และชาติหน้า ทำให้มีทุกข์สารพัดอย่าง

#ส่วนคนที่โดนแช่งจะเป็นไปตามคำที่แช่งหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่จะมีผลกรรมตามการกระทำของตน จะหนักหรือเบาก็ขึ้นอยู่กับการกระทำนั้น แต่จะไม่เป็นไปตามคำที่แช่งมา

#แต่ถ้าหากไม่มีเจตนาแช่งใคร ผลก็จะไม่เกิด แต่ถ้ามีเจตนาชัดเจน กรรมก็จะไม่มีทางตกไปอยู่ที่ใครนอกจากตัวเอง

#สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ทั้งคนแช่งและคนที่โดนแช่ง ต่างก็ได้รับผลของการกระทำของตน คนแช่งก็ได้รับผลแห่งวจีทุจริต คนที่โดนแช่งก็ได้รับผลของการกระทำที่ทำไว้

#เพราะฉะนั้นต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนจะดีกว่า อะไรที่ไม่ดีอย่าให้ออกจากปากหรือจะพิมพ์ข้อความไม่ดีออกจากความคิดก็ตาม ก็อย่าให้ออกมาเลย สิ่งที่ควรมีควรแสดงออกมาควรเป็นคำพูดที่ดีความคิดที่ดี มีประโยชน์ มีสาระ เป็น"วจีสุจริต" ดีที่สุด



ขอบคุณที่มา : โพสต์ของ หมื่นรู้ มิสู้ ปล่อยวาง
https://www.facebook.com/groups/321315474573629/posts/24534737286138110/





ถ้าเคยสาปแช่งใคร แต่วันนี้เราอภัยแล้ว จะทําอย่างไรกับค่าสาปแช่งเราในวันนั้น.?
ดังตฤณ Dungtrin Fan Club | 20 พฤษภาคม 2020




 :96: :96: :96:

บางคนมีความรู้สึกว่าตัวเองปากศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าแช่งใครไปแล้ว มักจะมีผลตามนั้น อันนี้พอพูดถึงเรื่องนี้ มันต้องพูดถึงสิ่งลึกลับที่พิสูจน์เป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ทราบได้เป็นสากล เพราะว่าเราจับทุกคนเป็นมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็มาทดลองหาข้อสรุปกันไม่ได้แบบวิทยาศาสตร์นะครับ

แต่เราพูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่า สิ่งใดก็ตามเราทำไปแล้ว มันจะเกิดผลหรือไม่เกิดผลอะไรก็แล้วแต่ มันจะมีประสิทธิภาพน้อย หรือประสิทธิภาพมาก ไปลบล้างไม่ได้ แต่มันสามารถเจือจางได้ ด้วยของใหม่คือ ของเก่ากับของใหม่ผสมกันได้

เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบเทียบ เหมือนกับบาปเก่าเป็นก้อนเกลือ แล้วถ้าเราใส่น้ำเติมเข้าไป ยิ่งมากเท่าไหร่ หนึ่งแก้วมันก็เจือจางระดับหนึ่ง ยังเค็มอยู่ แต่ถ้าหนึ่งโอ่ง แม้เกลือจะยังอยู่เป็นก้อนเล็กๆ นั้น แต่ก็แทบจะไม่ได้รสเค็ม ฉันใด ก็ฉันนั้น

ถ้าหากว่า เราไม่สบายใจ ที่เคยไปก่อบาปก่อกรรมอะไรไว้ เคยไปแช่งใครเขาไว้ ก็หัดที่จะชื่นชม หรือว่าอวยพร ทำในสิ่งที่มันเป็นตรงกันข้ามกัน เคยทำบาปไว้อย่างไร ก็ทำบุญให้เป็นตรงกันข้ามกันแบบนั้น

@@@@@@@

อย่างถ้าคุณสวดอิติปิโสด้วยความเข้าใจว่า เราสรรเสริญ เรากล่าวคำยกย่อง พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ว่ามีคุณวิเศษอย่างไรบ้าง ถ้าใจเกิดความเบิกบาน เกิดความชุ่มชื่น  เกิดความรู้สึกสว่างโล่ง ก็จำลักษณะจิตลักษณะใจแบบนั้น ไปอวยพร หรือว่าไปพูดดี ให้เกิดความรู้สึกดีๆ กับคนที่เราเคยสาปแช่ง หรือว่าไม่ต้องเคยสาปแช่งก็ได้คนทั่วไปก็ได้

ทำให้มากๆ จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่า เรามีฤทธิ์ เรามีอำนาจ ในการทำให้คนอื่นรู้สึกดี เรามีความสามารถ ทำให้ชีวิตคนอื่น มีความสว่างขึ้นนิดหนึ่งทันทีที่เราพูดไป ตัวนี้แหละ ที่มันเริ่มจะหมือนกับน้ำที่มาละลายเกลือ เหมือนกับความสามารถที่เป็นความสว่าง มาขับไล่ของเดิมที่มันเป็นความมืดนะครับ ยิ่งสว่างมากขึ้นเท่าไหร่ ความมืดยิ่งหายไปมากขึ้นเท่านั้น

อันนี้ก็เหมือนกับถ้าเรามีความสามารถในการอวยพรคนได้แล้ว เพื่อจะแก้ความรู้สึกผิด ก็อาจจะไปอวยพรให้เขาเกิดอะไรที่มันดี ที่มันเป็นไปในทางเจริญนะครับ

ทีนี้มาทำความเข้าใจกันในขั้นสุดท้ายว่า คนเราเนี่ยไม่เป็นไปตามปากของใคร ยกเว้นแต่ว่า บาปของเขา บุญของเขา มันจะให้ผลตามนั้นอยู่แล้ว สอดคล้องกับคำอวยพร หรือคำสาปแช่งของเราอยู่แล้ว การสาปแช่งของเรา มันเป็นพลังชนิดหนึ่งในธรรมชาติ การอวยพรของเรา ก็เป็นพลังชนิดหนึ่งในธรรมชาติเช่นกัน ธรรมชาติด้านมืด หรือธรรมชาติด้านสว่าง ซึ่งมันไม่ได้มีผลขนาดที่จะเป็นมือไม้ไปบิดชีวิตของเขา ให้มันเพี้ยนไป หรือบิดเบี้ยวไปจากที่มันควรจะเป็นได้แต่มันมีผลทางใจ ที่ทำให้มันเกิดแรงอัด

 
@@@@@@@

หรืออย่างถ้ามีวาจาสิทธิ์ อันเกิดจากการสะสมตบะบารมีมา พูดคำไหน ทำคำนั้นได้ตลอดชีวิต คนพวกนี้ เวลาที่สาปแช่งใครอะไรออกไป บางทีมันเป็นพลัง ซึ่งถ้าหากว่า ผู้รับพลังปะทะมีบุญอ่อน ไม่มีกำแพง บางทีมันก็อาจจะก่อให้เกิดอะไรขึ้นมาได้จริงๆ แต่อันนี้ส่วนใหญ่ต้องระดับที่ว่า ผู้บำเพ็ญตบะมาทั้งชีวิต บำเพ็ญคุณงามความดีมา

ในขณะที่ผู้ถูกสาปแช่ง ไม่ได้มีคุณงามความดีอะไรเลย ไม่ได้มีกำแพงที่จะมาขวาง บางทีมันก็คล้ายๆกับเราชกด้วยหมัด ถ้าหมัดของเรามีกำลัง แล้วคนที่รับหมัด ไม่ได้มีกำลังต่อต้าน บางทีมันก็ล้มไปได้ ก็เปรียบเทียบอย่างนั้นก็แล้วกัน แต่ไม่ใช่ว่าเราพูดอะไรไป มันจะเป็นไปตามนั้นได้ทุกครั้ง หรือว่าเป็นอย่างนั้นได้จริงเสมอไป มันมีเหตุปัจจัยอะไรหลายๆอย่างนะครับ

ซึ่งคุณแค่ทำไว้ในใจว่า เราจะเป็นผู้รักษาศีล เป็นผู้ให้มหาทาน เป็นผู้ให้ความปลอดภัยแบบไม่จำกัด ตรงนี้เนี่ย มันก็จะรู้สึกถึงพลังความปลอดภัย ที่ออกไปจากจากตัวเรา ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัยกับใคร แม้ด้วยพลังวาจาที่เป็นทุจริต อันนี้ถ้าทำตลอดชีวิตที่เหลือ มันก็จะช่วยให้ความรู้ผิด หรือว่าอะไรที่นึกว่า มันจะไปเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า มันเจือจางลงได้นะครับ

มันหายไปได้ คือ อย่าไปกังวลมาก เพราะว่าถ้ารู้สึกผิด หรือกังวลมากๆเนี่ย บางทีมันก็มีจิตต่อเนื่องที่ไปผูกไว้ ตัวความกังวลมันเป็นสายใยด้านมืดชนิดหนึ่ง



ขอบคุณที่มา : โพสต์ของ ดังตฤณ Dungtrin Fan Club
https://www.facebook.com/DungtrinFanClub/posts/บางคนมีความรู้สึกว่าตัวเองปากศักดิ์สิทธิ์-เพราะว่าแช่งใครไปแล้ว-มักจะมีผลตามนั้น/3100869536618849/
26  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "จักรแก้ว" ของพระมหาจักรพรรดิ คือ 'ยานอวกาศ' แบบวาร์ปไดรฟ์ เมื่อ: ธันวาคม 20, 2025, 07:54:28 am
.



"จักรแก้ว" ของพระมหาจักรพรรดิ คือ 'ยานอวกาศ' แบบวาร์ปไดรฟ์

ดร.สรกานต์ ศรีตองอ่อนเสนอความเห็นว่า จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ อาจเป็นยานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟ ไว้ในงานเขียนที่มีชื่อว่า “พุทธจักรวาล”

พุทธจักรวาล เป็นหนังสือธรรมะที่อธิบายเรื่องจักรวาลวิทยาผ่านมุมมองของฟิสิกส์และดาราศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งข้อสมมติฐานได้ออกมาน่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็น เช่น การอธิบายว่าโลกธาตุที่พระพุทธเจ้าตรัสน่าจะเป็นเอกภพ หรือตำแหน่งที่ตั้งของทวีปทั้ง 4 ในคติไตรภูมิ น่าจะเป็นดาวที่อยู่ในกาแล็กซี แม้กระทั่งอิทธิฤทธิ์ของพระเถระที่เหาะไปยังที่ต่าง ๆ เพียงช่วงแวบเดียวแล้วมาถึงที่หมายทันที เรื่องนี้ก็สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์

หลายท่านอาจคุ้นว่า พระมหาจักรพรรดิจะครอบครองรัตนะ 7 ประการ** จักรแก้วก็เป็น 1 ใน 7 รัตนะเช่นกัน ทำไมดร.สรกานต์จึงตั้งข้อสังเกตว่า จักรแก้ว อาจเป็นยานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟ ในอรรถกถามหานิทานสูตรระบุว่า พระมหาจักรพรรดิราชทรงใช้จักรแก้วเป็นพาหนะไปในทวีปทั้ง 3 ซึ่งได้มีมนุษย์ในดินแดนนั้นเดินทางมายังชมพูทวีปด้วย

__________________
**รัตนะ 7 ประการ ได้แก่
   ๑. กงจักรแก้ว (จักรรัตนะ)
   ๒. ช้างแก้ว (หัตถีรัตนะ)
   ๓. ม้าแก้ว (อัศวรัตนะ)
   ๔. มณีแก้ว (มณีรัตนะ)
   ๕. นางแก้ว (อิตถีรัตนะ)
   ๖. ขุนคลังแก้ว (คหปติรัตนะ) และ
   ๗. โอรสแก้ว (ปริณายกรัตนะ)

จากนั้นพระองค์ทรงท่องเที่ยวไปในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชยอมแพ้พระบารมีมอบราชสมบัติอันเป็นทิพย์ให้ครอบครอง เมื่อพำนักเสวยกามทิพย์อยู่นานจนกระทั่งร่างกายของมนุษย์กลายเป็นทิพย์แบบเทวดา พอเสด็จกลับไปโลกมนุษย์ เมื่อความเป็นมนุษย์กลับมา ก็ทรงไม่สามารถปรับสภาพได้จึงทำให้พระองค์สวรรคตทันที เมื่อพระมหาจักรพรรดิสวรรคต จักรแก้วก็หายไปด้วย ทำให้มนุษย์ในทวีปทั้ง 3 ที่ติดตามมาไม่สามารถกลับบ้านเกิดของตนได้ ต้องอาศัยอยู่ในชมพูทวีปต่อไป




ดร.สรกานต์ เสนอเรื่องที่น่าสนใจ ถึง 6 เรื่องด้วยกัน

1. หากตั้งสมมติฐานว่าจักรวาลในพุทธศาสนาหมายถึงกาแล็กซี ชมพูทวีปคือระบบสุริยจักรวาล ดังนั้น 3 ทวีปก็อาจเป็นดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งอาจห่างเป็นหลายหมื่นปีแสง แต่จักรแก้วเป็นพาหนะที่ลำเลียงผู้คนจากต่างดาวมายังโลก แสดงให้เห็นว่าจักรแก้วเป็นพาหนะที่เร็วกว่าแสงอย่างมาก สามารถเทียบเท่ายานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟที่เดินทางผ่านรูหนอน

2. จักรแก้วสามารถเดินทางไประหว่างภพ เข้าไปในภพที่เร้นลับ เช่น สวรรค์ได้ มีข้อสังเกตว่าเป็นการเดินทางที่ยังอยู่ในภพที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่องถึง

3. จักรแก้วมีขนาดใหญ่สามารถบรรจุคนจาก 3 ทวีปได้ หรืออาจจะเป็นเพราะจักรแก้วสามารถปรับขยายได้

4. ตีความว่า จักรแก้ว อาจเป็นคำเรียกพาหนะที่มีลักษณะทรงกลมคล้ายจักร ซึ่งสอดคล้องกับจานบิน UFO

5. หากเรื่องจักรแก้วเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลพอสมควร เพราะกล่าวถึงเรื่องพระมหาจักรพรรดิขึ้นไปประทับบนสวรรค์ ครั้งเสด็จกลับก็สิ้นพระชนม์เนื่องจากพระวรกายปรับตามสภาพไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่องถึง

6. หากเป็นจริงตามอรรถกถา แสดงว่าโลกมนุษย์มีมนุษย์จากต่างดาวเข้ามาอยู่บนโลก แล้วกลับบ้านไม่ได้ เช่น ชาวอุตรกุรุทวีป ชาวอมรโคยาน และชาวปุพพวิเทหะ


@@@@@@@

ดร.สรกานต์ให้ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ชาวอุตรกุรุทวีปน่าจะตั้งรกรากถิ่นฐานที่ กุรุรัฐ ในอินเดีย หรือบริเวณทุ่งกุรุเกษตร ที่เป็นสถานที่ทำสงครามระหว่างกลุ่มพี่น้องเการพและปาณฑพในมหาภารตะ เพราะมีการค้นพบว่าในบริเวณนั้นมีอาวุธสงครามที่มีความล้ำยุคมาก เมื่อเทียบกับอาวุธสงครามอื่นที่ร่วมสมัยเดียวกัน

บทความน่าสนใจ :-

- ถอดรหัสจักรวาล พระปรางค์วัดอรุณ ราชวราราม
- วิ่งไล่ตามก้อนเมฆ นิทานของผู้ใหญ่ แต่งโดยหลวงปู่ ติชนัทฮันห์
- ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ
- พระเนมิราช พระราชาผู้ท่องนรก-สวรรค์
- สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ?



ขอขอบคุณ :-
ที่มา : พุทธจักรวาล โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สรกานต์ ศรีตองอ่อน
ภาพ : https://pixabay.com
https://cheewajit.com/healthy-mind/158137.html
https://cheewajit.com/healthy-mind/158137.html/2
June 06, 2019 | A Cuisine
27  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ค้นต้นแบบพระประวัติกรมหลวงชุมพรฯ ฉบับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เมื่อพบหลวงปู่ศุขครั้ง เมื่อ: ธันวาคม 19, 2025, 08:46:03 am
.

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงฉายใน พ.ศ. 2450


ค้นต้นแบบพระประวัติกรมหลวงชุมพรฯ ฉบับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เมื่อพบหลวงปู่ศุขครั้งแรก




 :96: :96: :96:

พระประวัติกรมหลวงชุมพรฯ มีหลากหลายแง่มุมทั้งในเชิงพระกรณียกิจ และพระประวัติในเชิงเกร็ดตำนาน ซึ่งต้องยอมรับว่า ประชาชนทั่วไปสนใจทั้งสองแง่มุม แต่จากมุมมองของบางท่านอาจเห็นว่า คนสนใจท่านในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นทั้งทหารเรือและเจ้านายผู้ใหญ่ที่มีพระกรณียกิจหลากหลายด้านทั้งในกองทัพ และในแง่การแพทย์ในช่วงที่ทรงเป็น “หมอพร” นอกจากพระปรีชาสามารถแล้ว พระประวัติความเป็นมายังมีมิติอื่นร่วมอยู่ด้วย โดยเฉพาะแง่ตำนานอภินิหาร ดังที่ม.ร.ว. อภิเดช อาภากร “หลานปู่” ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เคยเอ่ยถึงเสด็จปู่ เมื่อครั้งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกรมหลวงชุมพรฯ เพื่อเขียนหนังสือเรื่อง “หลวงปู่ศุขกับกรมหลวงชุมพรฯ”

เมื่อพิจารณาจากชื่อหนังสือแล้ว อาจพอจินตนาการได้ว่า คำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่มักจะเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระองค์ไม่แพ้เรื่องราวแง่มุมพระปรีชาสามารถ และพระกรณียกิจ

ประเด็นนี้เคยมีผู้ศึกษาพระประวัติตั้งเป็นโจทย์ในการค้นหาที่มาความเป็นไปอันนำมาสู่พระประวัติและคำบอกเล่าในส่วนที่เชื่อมโยงกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระองค์ ผู้ที่ศึกษาแง่มุมนี้ยังมีศรัณย์ ทองปาน นักเขียนและผู้เขียนหนังสือ “เสด็จเตี่ย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์” หนังสือพระประวัติอีกเล่มที่รวบรวมแง่มุมมต่างๆ และมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของพระประวัติในแง่มุมเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ในเวลาต่อมา

@@@@@@@

ศรัณย์ ทองปาน สืบค้นความได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2496 นาวาตรีหลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) อดีตนายทหารในวัยเกือบ 70 ปี ผู้ใกล้ชิดกรมหลวงชุมพรฯ เขียนจดหมายมาถึงกองบรรณาธิการของ “นาวิกศาสตร์” นิตยสารภายในของกองทัพเรือ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกรมหลวงชุมพรฯ

ศรัณย์ ทองปาน บรรยายว่า เนื้อหาในเรื่องเล่าผ่านจดหมายเหล่านี้มีสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อยู่ด้วย โดยใช้คำเรียกพระองค์ว่า “เจ้าพ่อ” เรื่องหนึ่งที่มักถูกอ้างอิงกันคือการพบกันกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาทเป็นครั้งแรก เนื้อหาระบุแค่เดือน ไม่บอกปีที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2447 มีใจความว่า

“เดือน 5 หน้าร้อน เจ้าพ่อเสด็จประพาสตากอากาศไปทางเหนือ มีเรือกลไฟ 1 ลํา จูงเรือพระประเทียบที่ประทับ ได้ไปจอดหุงข้าวต้มแกงที่ศาลาวัดมะขามเฒ่า ในวันนั้นบังเอิญท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่าใช้เด็กวัดไปตัดหญ้าที่ดงต้นกล้วยๆ ที่ออกปลีที่แก่แล้วมี 7-8 ต้น เด็กวัดก็ตัดหัวปลีกล้วยมากองไว้ พอตกเวลาบ่ายท่านอาจารย์ก็ลงมาจากกุฏิดูเด็กที่ตัดกล้วยแล้วไปนั่งอยู่ที่กองหัวปลีกล้วย ท่านเอาหัวปลีที่กองอยู่นั้นมาลูบๆ คลําๆ สักครู่หนึ่งก็วางหัวปลีลงที่ดิน หัวปลีนั้นก็กลายเป็นกระต่ายวิ่งเพ่นพ่านไปหมด

เจ้าพ่อเห็นเข้าก็เรียกคนในเรือให้มองดู อีกสักครู่หนึ่ง ท่านก็เรียกกระต่ายที่วิ่งอยู่นั้นมาที่ท่านๆ ก็จับ กระต่ายๆ ก็กลับกลายเป็นหัวปลีไปอย่างเดิม เมื่อเจ้าพ่อเห็นดังนั้นก็เลื่อมใสนับถือท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่าทันที แล้วเจ้าพ่อก็เสด็จขึ้นไปหาอาจารย์ที่ดงต้นกล้วย พร้อมด้วยบริวาร 3 คน คุยกันอยู่สักครู่ใหญ่ ท่านอาจารย์ก็เชิญขึ้นไปคุยกันที่กุฏิ คุยกันไปคุยกันมา เจ้าพ่อก็พอพระทัย ประมาณ 4-5 ทุ่มจึงได้เสด็จกลับลงมาประทับเรือ ทางฝ่ายท่านอาจารย์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร รุ่งขึ้นจึงให้คนไปสืบถามพวกที่มากับเจ้าพ่อ จึงได้รู้ความว่านี่แหละ พระองค์เจ้าอาภากรฯ ลูกในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อท่านอาจารย์ทราบดังนั้นก็พอใจมาก”



พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงฉายใน พ.ศ. 2450


อย่างไรก็ตาม เมื่อศรัณย์ สืบค้นการบอกเล่าจากอีกแหล่งคือเรื่องเล่าโดยหม่อมเจ้าหญิงจิตรแจรง อาภากร พระธิดา ซึ่งศรัณย์ แสดงความคิดเห็นว่า มีแนวโน้มจะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย รายละเอียดกลับแตกต่างกันพอสมควร ข้อความส่วนหนึ่งจากเรื่องเล่าของท่านหญิงมีว่า

“เสด็จพ่อทรงโปรดเสด็จประพาสทางแม่น้ำ มีเรือไปสองลํา หน้าร้อนเดือน 5 ทรงมีเรือยนต์ลากจูงเรือเครื่องแวะไปเรื่อยๆ ทางเหนือ จนถึงวัดหนึ่ง ชื่อวัดมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท มีแพที่หน้าวัดจอดใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มดี มีเด็กลูกวัด พระเณรออกมาดูเมื่อเรือเข้าไปจอด แพก็น่านั่งเล่น เอาไม้ไผ่ผูกเป็นแพ มีหลังคากันฝนกันแดดด้วย เราก็ลงอาบน้ำอาบท่ากันสบาย ขออนุญาตพระเอาเรือเข้าไปจอด รับประทานอาหารกลางวัน ลูกศิษย์ลงมาถางหญ้าตัดกล้วย ตัดหัวปลีกองไว้

หม่อมๆ ถามว่าตัดไปทําอะไร เด็กก็บอกเอาไปกินบ้างก็ได้ เราหยิบมา 2 หัวมาต้มแกง และจิ้มน้ำพริก เด็กก็เล่าให้ฟัง ท่านอาจารย์ที่วัดชื่อ “ศุข” เป็น “พระครูวิมลคุณากร” หลวงพ่อใจดีและมีวิชาอาคมขลัง พอดีท่านอาจารย์เดินลงมา เสด็จพ่อก็ขึ้นไปนมัสการ ท่านก็เลยเชิญให้ประทับคุยกันที่แพ รู้สึกโปรดอัธยาสัย คุยกันจนเย็น ท่านเชิญให้เสด็จไปที่กุฏิ เสด็จพ่อขอผลัดเป็นวันรุ่งเกรงใจท่านเพราะเย็นมากแล้ว

พอท่านอาจารย์ขึ้นไปแล้ว เด็กๆ ลงมาเล่าว่าหลวงพ่อเก่งต่างๆ มีวิชาอาคมขลัง มีอภินิหารอยู่ยงคงกระพันชาตรี ฯลฯ เสด็จพ่อสนพระทัย พอเช้ารุ่งขึ้นท่านลงมาเชิญเสด็จเอง เสด็จไปคุยกับหลวงพ่อจนบ่าย ลูกๆ จึงขึ้นไปเชิญเสด็จเสวยกลางวัน หลวงพ่อก็ลืมฉันเพล ตั้งแต่วันนั้นมา เสด็จพ่อไปคุยและขอเป็นลูกศิษย์เรียนวิชาอาคมเกือบทุกวัน…”


@@@@@@@

ศรัณย์ ตั้งสมมติฐานว่า เกร็ดพระประวัติฉบับของคุณหลวงรักษาราชทรัพย์น่าจะตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของท่านเอง เมื่อ พ.ศ. 2499 หน้าปกเขียนชื่อว่า “เกียรติประวัติ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เวทย์มนตร์ ตำรายาจากคัมภีร์ของ (เจ้าพ่อ)” และตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะแพร่หลายมากยิ่งขึ้นเมื่อกองประวัติศาสตร์กรมยุทธการทหารเรือ คัดมารวมพิมพ์ในหนังสือ “อนุสรณ์เปิดกระโจมไฟชุมพรเขตรอุดมศักดิ์” ที่ชลบุรี เมื่อพ.ศ. 2503 ซึ่งเชื่อว่า ได้กลายเป็นต้นแบบของพระประวัติกรมหลวงชุมพรฯ กลุ่มปาฏิหาริย์ในภายหลัง

ในเกร็ดพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯ ไม่เพียงมีนามพระภิกษุแค่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า แต่ยังมีพระภิกษุที่กรมหลวงชุมพรฯ ทรงนับถืออีกจำนวนหนึ่ง อาทิ หลวงพ่อพริ้ง วัดบางประกอก และยังมีพระเกจิที่มีนามเกี่ยวข้องกับกรมหลวงชุมพรฯ อีกจำนวนมาก เรื่องราวของกรมหลวงชุมพรฯ ที่เกี่ยวกับพระเกจิ มักดำเนินไปในลักษณะคล้ายกัน คือ เสด็จเตี่ย สนใจในวิชา และทรงยอมรับนับถือในวิชาของพระภิกษุ

ความเกี่ยวข้องระหว่างกรมหลวงชุมพรฯ กับพระเกจิ (ที่มีชื่อเรื่องวิชาอาคม) ส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ส่งเสริมกิตติศัพท์คำเล่าลือเรื่องความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ แต่ท่ามกลางเรื่องเล่า ย่อมมีที่มาที่ไปบางส่วนมาจากพระจริยวัตรส่วนพระองค์ที่ทรงมีพระเมตตาต่อบุคคลทุกหมู่ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระองค์ไม่เพียงชนะใจนักเรียนที่เป็นกลุ่มนักเลงในยุคต้นของกองทัพเรือได้ พระองค์ยังมีพระเมตตาต่อคนทั่วไป ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ในพระประวัติกรมหลวงชุมพรฯ ว่า

“ไม่ว่าใครที่บรรดากรมหลวงชุมพรฯ ได้คบหาสมาคม จะเป็นพระก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม เจ้าก็ตาม ไพร่ก็ตาม คงมีใจรักใคร่ไม่เลือกหน้า…”

คลิกอ่านเพิ่มเติม : สาเหตุการสิ้นพระชนม์ของกรมหลวงชุมพรฯ วิเคราะห์ผ่านการแพทย์สมัยใหม่
คลิกอ่านเพิ่มเติม : ทำไมทหารเรือรักกรมหลวงชุมพรฯ เผยพระจริยวัตร-สยบ “นักเลง” สมานรอยร้าวระหว่างรุ่น
คลิกอ่านเพิ่มเติม : ห้วงสุดท้ายก่อนกรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์ ทรงประชวรแต่ยังต้องรักษาน้ำใจชาวบ้าน




ขอขอบคุณ :-
website : https://www.silpa-mag.com/history/article_35092
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อ้างอิง :-
- กองประวัติศาตร์ กรมยุทธการทหารเรือ. พระประวัติ นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. หนังสือที่ระลึกในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์, 2542
- ศรัณย์ ทองปาน. เสด็จเตี่ย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2549
28  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 19 ธันวาคม 2423 วันประสูติ “เสด็จเตี่ย-กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” เมื่อ: ธันวาคม 19, 2025, 08:10:54 am
.

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์


19 ธันวาคม 2423 วันประสูติ “เสด็จเตี่ย-กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์”

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาคือ เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423

พระองค์ทรงได้รับถวายพระสมัญญาจากกองทัพเรือว่าเป็น “พระบิดาของกองทัพเรือไทย” และต่อมาได้แก้ไขเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย” เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2544 จากพระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานและพัฒนาปรับปรุงทหารเรือสยามให้เจริญก้าวหน้าตามแบบประเทศตะวันตก



พระองค์เจ้าอาภากรฯ (ประทับพื้น) กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และนายทหารเรืออังกฤษ


ส่วนกรณีที่นักเรียนนายเรือพากันเรียกพระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” นั้น พลเรือโท ศรี ดาวราย สันนิษฐานว่า มาจากการที่พระองค์ทรงขัดดาดฟ้าให้นักเรียนนายเรือใหม่ๆ ที่ฝึกภาคทางทะเลบนเรือหลวงพาลีรั้งทวีปดูเป็นแบบอย่าง ในปี พ.ศ. 2462 หลังจากที่ทอดพระเนตรเห็นนักเรียนเหล่านั้นทำงานนี้ด้วยท่าทางเงอะงะเก้งก้าง โดยตรัสกับพวกนักเรียนเหล่านั้นว่า “อ้ายลูกชาย มานี่เตี่ยจะสอนให้”

เมื่อช่วงต้นรัชกาลที่ 6 กรมหลวงชุมพรฯ ทรงออกจากราชการซึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “…กรมหลวงชุมพรฯ ไม่ทรงสบาย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกเป็นนายทหารกองหนุนอยู่ชั่วคราว ๑ จนถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐ จึงเสด็จกลับเข้ามารับราชการเป็นตำแหน่งจเรทหารเรือ…”

แต่กรณีนี้ ศรัณย์ ทองปาน มีความเห็นต่างออกไปโดยเห็นว่า “…ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ เกิดเหตุนายทหารเรือผู้หนึ่งเมาสุราในร้านอาหารสันธาโภชน์ ที่ตำบลบ้านหม้อ แล้วเกิดวิวาทกับมหาดเล็กหลวง ทำให้รัชกาลที่ ๖ ทรงพิโรธ ดังความในพระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งว่า ‘…ปรากฎชัดว่าได้ฝึกสอนนักเรียนนายเรือในหนทางไม่ดี ทำให้มีจิตร์ฟุ้งสร้านจนนับว่าเสื่อมเสียวินัยและนายของทหาร…สมควรลงโทษเป็นตัวอย่าง’



พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงฉายในปี พ.ศ. 2450


ประกอบกับมีข่าวลือว่า กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์กับกรมขุนนครสวรรค์วรพินิต กำลังวางแผนก่อกบฏ ชิงราชสมบัติ โดยแม้ว่าพระองค์ทรงออกจากราชการแล้วทางการก็ยังให้ตำรวจท้องที่คอยติดตามการเคลื่อนไหวของพระองค์…”

ระหว่างที่ทรงอยู่นอกราชการ กรมหลวงชุมพรฯ ทรงหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นหมอยา ใช้พระนามว่า “หมอพร” ในช่วงนี้เองที่กล่าวกันว่า ทรงปราบนักเลงนางเลิ้งได้อยู่หมัด ได้นักเลงมาเป็นลูกน้องด้วย ช่วงเวลานี้กินเวลาราว 6 ปี พระองค์จึงได้กลับเข้ารับราชการกองทัพเรืออีกครั้ง หลังสยามประกาศสงครามกับเยอรมนี

เมื่อได้เสด็จกลับเข้ารับราชการทหารเรือและทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติราชการทหารเรือด้วยพระอุตสาหะวิริยะแล้วก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนพระยศเป็นนายพลเรือโท และนายพลเรือเอก ทั้งยังได้โปรดเกล้าฯ เฉลิมพระอิสริยยศเป็น กรมขุนและกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ตามลำดับ กับได้โปรดเกล้าฯให้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ซึ่งเป็นตำแหน่งบังคับบัญชากำลังพลเทียบเท่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือในปัจจุบัน ก่อนที่จะโปรดเกล้าฯให้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรืออันเป็นตำแหน่งสูงสุดในราชการทหารเรือ

ในบั้นปลายพระชนมชีพ กรมหลวงชุมพรฯ ได้กราบถวายบังคมลาออกไปรักษาพระองค์ที่มณฑลสุราษฎร์ซึ่งเดิมมีชื่อว่า “มณฑลชุมพร” อันพ้องกับพระนามกรม และได้ประชวรสิ้นพระชนม์เสียที่นั้น เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466

อ่านเพิ่มเติม :-

    • ทำไมทหารเรือรักกรมหลวงชุมพรฯ เผยพระจริยวัตร-สยบ “นักเลง” สมานรอยร้าวระหว่างรุ่น
    • ห้วงสุดท้ายก่อนกรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์ ประชวรแต่ยังต้องรักษาน้ำใจชาวบ้าน
    • ค้นต้นแบบพระประวัติกรมหลวงชุมพรฯ ฉบับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เมื่อพบหลวงปู่ศุขครั้งแรก
    • กรมหลวงชุมพรฯ กับการเลี้ยงนักมวยในวัง สู่การปั้นชกไฟต์แห่งยุค กำปั้นไทยดวล “มวยจีน





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2568
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 18 ธันวาคม 2559
website : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_4922

อ้างอิง :-
- บทความ “เหตุที่กรมหลวงชุมพรฯ ทรงถูกปลดจากทหารเรือ” โดย วรชาติ มีชูบท ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2558
- บทความ “ประวัติศาสตร์วิเคราะห์: กรณีสิ้น
พระชนม์ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” โดย รศ.นพ. เอกชัย โควาวิสารัช ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2558
29  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 7 สิ่งมงคล คู่บารมีพระมหากษัตริย์ ตามคติไตรภูมิกถา มีอะไรบ้าง ให้คุณด้านใด.? เมื่อ: ธันวาคม 19, 2025, 07:59:33 am
.

พระมหากษัตริย์เสด็จเลียบพระนคร (ภาพจาก หนังสือ จิตรกรรมฝีพระหัตถ์และจิตรกรรมตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วัดอัมพวันเจติยาราม)


7 สิ่งมงคล คู่บารมีพระมหากษัตริย์ ตามคติไตรภูมิกถา มีอะไรบ้าง ให้คุณด้านใด.?

“แก้ว 7 ประการ” สิ่งมงคลคู่บารมีพระมหากษัตริย์ตามคัมภีร์ไตรภูมิกถา หรือ “ไตรภูมิพระร่วง” มีอะไรบ้าง แต่ละอย่างส่งเสริมหรือให้คุณด้านใด.?

ไตรภูมิกถา พระราชนิพนธ์ใน พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) คือวรรณกรรมพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อสังคมและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน จนเป็นรากฐานทางความเชื่อ ตลอดจนศิลปกรรมเนื่องในศาสนาทั้งหลาย

นอกจากคัมภีร์จะอธิบายถึงนรก สวรรค์ ความดี ความชั่ว และการเผยแผ่พระธรรมคำสอนแล้ว ยังมีส่วนที่อธิบายถึงการกำเนิดสรรพสิ่ง ระบบสังคม รูปแบบการปกครอง รวมถึงสภาวะความเป็น “กษัตริย์” ภายใต้แนวคิดพุทธศาสนาด้วย

ในประเด็นข้างต้น ไตรภูมิกถาได้เล่าถึงคติ พระญาจักรวรรดิราช หรือพระมหากษัตริย์ที่เป็นใหญ่กว่ากษัตริย์อื่น ๆ ว่าเป็นผู้หมั่นทำบุญ รักษาศีล และปฏิบัติบูชาพระรัตนตรัยอยู่เป็นนิจ เมื่อตายจึงได้เกิดเป็นท้าวพระญา มีอำนาจบารมีและมีสิทธิ์ในการปกครองจากอานิสงส์ผลบุญที่สั่งสมไว้แต่อดีตชาติ

ทั้งนี้ก็ใช่ว่าใคร ๆ ทำบุญรักษาศีลแล้วจะเป็นพระมหากษัตริย์ได้ เพราะยังต้องเป็น “พุทธวงศ์” หรือพระโพธิสัตว์ด้วย พระมหากษัตริย์ในจารีตไทยจึงเป็น “พุทธราชา” มีทั้งบุญญาธิการและทรงธรรม นอกจากนั้นยังมีของคู่บารมีเป็นแก้ว 7 ประการ เป็นสิ่งมงคลจากอำนาจบุญขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้พระองค์ปกครองบ้านเมืองอย่างราบรื่น

7 สิ่งมงคล ได้แก่
   ๑. กงจักรแก้ว (จักรรัตนะ)
   ๒. ช้างแก้ว (หัตถีรัตนะ)
   ๓. ม้าแก้ว (อัศวรัตนะ)
   ๔. มณีแก้ว (มณีรัตนะ)
   ๕. นางแก้ว (อิตถีรัตนะ)
   ๖. ขุนคลังแก้ว (คหปติรัตนะ) และ
   ๗. โอรสแก้ว (ปริณายกรัตนะ)



(ซ้ายไปขวา) โคอุสุภราช ช้างฉัททันต์ และม้าสินธพ ในภาพเขียนเรื่อง จันทคาธชาดก จิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว ต. ป่าคา อ. ท่าวังผา จ. น่าน (ภาพจาก เฟซบุ๊ก กลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี กรมศิลปากร)


สำหรับคติความเชื่อเกี่ยวกับแก้วทั้ง 7 ประการ มีดังนี้

• กงจักรแก้ว เป็นกงจักรวิเศษที่จมอยู่ในมหาสมุทร เมื่อพระญาจักรวรรดิราชเกิดขึ้น จักรนี้จะลอยขึ้นมาสู่ราชมณเฑียร พาพระญาจักรวรรดิราชและประชาชนเหาะไปเลียบกำแพงจักรวาล แล้วปราบทวีปทั้ง 4 ได้แก่ อุตรกุรุทวีป บูรพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป เมืองทั้งหลายอ่อนน้อมโดยปราศจากสงคราม

กงจักรแก้วยังมีอำนาจแหวกมหาสมุทรให้เห็น “แก้วสัตตพิธรัตนะ” ที่จมอยู่เบื้องล่าง อันจะกลายเป็นสมบัติของพระญาจักรวรรดิราชด้วย

• ช้างแก้ว หรือ ช้างเผือกในตระกูลฉัททันต์และตระกูลอุโปสถ และม้าแก้ว ม้าในตระกูลสินธพ เป็นสัตว์คู่บุญที่เหาะมาสู่พระญาจักรวรรดิราชแล้วพาพระองค์ไปเวียนเขาพระสุเมรุราช เลียบกำแพงจักรวาล จากนั้นกลับมาให้ทันเวลาอาหารเช้า

• มณีแก้ว คือ แก้ววิเศษบนยอดเขาวิบุลบรรพต มีแก้วบริวาร 84,000 ดวง เมื่อเหาะมาสู่พระญาจักรวรรดิราชพร้อมรัศมีเรืองรองจะสามารถบันดาลกลางคืนให้สว่างไสวดุจกลางวัน ช่วยให้ผู้คนทำงานยามค่ำคืนได้อย่างสะดวกสบาย

• นางแก้ว เป็นสตรีสาวผู้เกิดในอุตรกุรุทวีป มีคุณสมบัติเป็นอุดมคติ เช่น รูปโฉมงดงามหมดจด ร่างกายมีรัศมีเปล่งปลั่งไกล 10 ศอก ผิวกายเย็นและหอมดั่งแก่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา กลิ่นปากหอมดั่งดอกบัว นางแก้วจะคอยปรนนิบัติพระญาจักรวรรดิราชและเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ทุกประการ

• ขุนคลังแก้ว คือ มหาเศรษฐีผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์ ล่วงรู้ได้ว่ามีทรัพย์สมบัติอยู่ที่ใดในแผ่นดิน สามารถอธิษฐานให้แก้วแหวนเงินทองต่าง ๆ มาสู่พระญาจักรวรรดิราชตามพระราชประสงค์

• สุดท้าย โอรสแก้ว คือ พระโอรสองค์โตสุดของพระญาจักรวรรดิราช มีอำนาจอ่านใจคนซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 12 โยชน์ (192 กิโลเมตร) จึงสามารถคอยกราบทูลพระราชบิดาให้ระแวดระวังภัยจากผู้คิดร้ายได้ทันเวลา และมีบทบาทช่วยแบ่งเบาราชกิจทั้งหลายของพระญาจักรวรรดิราช



ภาพเขียนพระราชโอรส หรือ “โอรสแก้ว” (กลาง) กับพระมเหสีเทวี หรือ “นางแก้ว” (ขวา) สตรีชั้นสูงในราชสำนัก จิตรกรรมทศชาติชาดก เรื่อง เตมิยชาดก (ภาพจาก สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา เลขที่ 6 กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2542)


อย่างไรก็ตาม แม้ไตรภูมิกถาจะเผยว่าพระญาจักรวรรดิราชมีพระราชอำนาจล้นพ้นจากบุญญาบารมีของพระองค์ และ 7 สิ่งมงคลที่คอยเกื้อหนุน แต่ยังพ่วงด้วยคำอธิบายว่าอำนาจทั้งหลายดำรงอยู่บน “ธรรม” เป็นสำคัญ และอาจเสื่อมสลายได้หากพระองค์ไม่ตั้งอยู่ในคุณธรรม

ธรรมของกษัตริย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปกครองบ้านเมือง และไตรภูมิกถาก็วางต้นแบบกษัตริย์ผู้ทรงธรรม โดยใช้แนวคิดพุทธศาสนาเชื่อมโยงศาสนจักรและอาณาจักรเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างดุลยภาพทางสังคมและการเมืองนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :-

    • ช้างเผือก สัตว์คู่พระบารมี ตลอด 200 กว่าปีมานี้ รัชกาลใดที่ไม่มีช้างเผือก
    • พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กษัตริย์ผู้ปราศจาก “ช้างเผือก” ไร้ช้างแก้วประจำรัชกาล
    • “ไตรภูมิพระร่วง” วรรณกรรมของพระยาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งสุโขทัย





ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ : วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2568
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 16 ธันวาคม 2568
website : https://www.silpa-mag.com/culture/article_160407

อ้างอิง :-
- วกุล มิตรพระพันธ์, สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. คติความเชื่อและที่มาของ “กษัตริย์” ในไตรภูมิกถา. วารสารศิลปากร ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564.
- ราชบัณฑิตยสถาน. (2544). พจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทย สมัยสุโขทัย ไตรภูมิกถา. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.
30  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / จิตวิทยาเผย 3 เรื่องส่วนตัว ที่คน EQ สูง "กลัวดอกพิกุลร่วง" ไม่ชอบโพทะนา เมื่อ: ธันวาคม 19, 2025, 07:40:39 am
.



ยิ่งพูดยิ่งพัง! จิตวิทยาเผย 3 เรื่องส่วนตัว ที่คน EQ สูง "กลัวดอกพิกุลร่วง" ไม่ชอบโพทะนา

ฉลาดพูด! 3 ความลับที่คน EQ สูง "กลัวดอกพิกุลร่วง" ห้ามเล่าให้คนอื่นฟัง ถ้าอยากชีวิตดี แต่คน EQ ต่ำกลับชอบโพทะนา

ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ของแต่ละคน ไม่ได้วัดกันที่แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว แต่มันแสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่าน "คำพูด" ในชีวิตประจำวัน

3 เรื่องส่วนตัวที่คนฉลาด (EQ สูง) จะรูดซิปปากเงียบกริบ แต่คน EQ ต่ำกลับชอบโพทะนาจนภัยเข้าตัว! . โบราณว่า "ปลาหมอตายเพราะปาก" ในออฟฟิศก็เช่นกัน...

ในโลกแห่งการสื่อสาร คำพูดไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ยังสะท้อนถึงสติปัญญาและมารยาท คนโบราณกล่าวไว้ว่า "โรคภัยเข้าทางปาก ภัยพิบัติออกจากปาก" (ปลาหมอตายเพราะปาก) คนที่มี EQ สูงจะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด พวกเขารู้ว่าอะไรควรพูด อะไรควรเงียบ โดยเฉพาะ "เรื่องส่วนตัว" ที่พวกเขาจะระมัดระวังเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ทันระวัง ที่มักจะ "ชักศึกเข้าบ้าน" ด้วยการเล่าทุกเรื่องให้คนอื่นฟัง


@@@@@@@

และนี่คือ 3 เรื่องส่วนตัว ที่คนฉลาดและ EQ สูง มักจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง :-

1. ไม่เอา "เรื่องในบ้าน" ไปบ่นในที่ทำงาน

ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกัน ความขัดแย้งในครอบครัวเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกบ้าน แต่ถ้าคุณหอบเอาความหงุดหงิดจากที่บ้านไปบ่นให้เพื่อนร่วมงานฟัง นอกจากจะดูไม่เป็นมืออาชีพแล้ว ยังอาจสร้างผลเสียให้กับตัวเองในระยะยาว

หากคุณบ่นเรื่องสามี ภรรยา หรือลูกให้หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานฟังบ่อยๆ พวกเขาอาจมองว่าคุณ "จัดการอารมณ์ไม่ได้" และอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการทำงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือตัวละคร ซูหมิงเจ๋อ จากซีรีส์จีนเรื่อง All is Well แม้เขาจะการศึกษาสูงและเก่งแค่ไหน แต่การเอาเรื่องดราม่าในครอบครัวไปเล่าในที่ทำงาน ทำให้ภาพลักษณ์เขาดูแย่และกระทบต่อความก้าวหน้า

คน EQ สูง : จะแยกแยะเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างเด็ดขาด และไม่ทำให้ "เรื่องในมุ้ง" กลายเป็นหัวข้อสนทนาในออฟฟิศ

2. ไม่เปิดเผย "รายได้" ให้ใครรู้

เรื่องเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มันสะท้อนถึงความสามารถ คุณค่า และศักดิ์ศรี การบอกตัวเลขเงินเดือนที่ชัดเจนอาจกระตุ้นให้เกิด "การเปรียบเทียบ" และ "ความอิจฉาริษยา" หรือร้ายแรงกว่านั้นคือนำภัยมาสู่ตัว

มีกรณีศึกษาในโซเชียลมีเดียจีน (Weibo) ของหญิงสาววัย 32 ปี ที่นัดทานข้าวกับเพื่อนสนิทสมัยเด็ก 2 คน ในขณะที่คนหนึ่งกำลังตกงานและเครียดเรื่องเงิน อีกคนกลับคุยโวเรื่องโบนัสก้อนโตอย่างสนุกปาก ผลสุดท้ายคือความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานและความอึดอัดใจที่เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อน

คน EQ สูง : ยึดคติ "รวยไม่โอ้อวด จนไม่พร่ำบ่น" หากถูกถามเรื่องเงินเดือน พวกเขาจะตอบเลี่ยงๆ หรือตอบแบบกว้างๆ เพื่อรักษาน้ำใจและบรรยากาศที่ดีในการสนทนา

3. ไม่เล่ารายละเอียด "ความรัก" แม้แต่กับเพื่อนสนิท

หลายคนติดนิสัยเล่าทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟัง โดยเฉพาะเรื่องแฟน แต่ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน การเล่ารายละเอียดที่ลึกซึ้งหรือปัญหาที่ซับซ้อนเกินไป อาจทำให้เพื่อนเกิดอคติและให้คำแนะนำที่อาจทำลายความสัมพันธ์ของคุณได้

เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง Soul Mate (เธอกับฉัน เพื่อนกันโลกไม่ลืม) ที่เพื่อนรักสองคนต้องมาแตกหักเพราะเรื่องความรักและความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าคนนอกจะเข้าใจ จำไว้ว่าเพื่อนมีหน้าที่แค่ "รับฟังและแนะนำ" ไม่ใช่ "ตัดสินใจแทน" การพึ่งพาความเห็นเพื่อนมากไปอาจทำให้คุณขาดความเป็นตัวของตัวเอง

คน EQ สูง : จะเว้นระยะห่างที่เหมาะสม เก็บพื้นที่ส่วนตัวไว้ไตร่ตรองและเยียวยาตัวเอง โดยไม่ดึงคนนอกเข้ามาพัวพันในความสัมพันธ์มากเกินไป





ศิลปะขั้นสูงของการสื่อสารคือการรู้ว่า "เมื่อไหร่ควรพูด และเมื่อไหร่ควรเงียบ" การรักษาความลับใน 3 เรื่องนี้ (ครอบครัว, รายได้, ความรัก) ไม่ใช่การปิดบัง แต่เป็นการให้เกียรติตัวเองและรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

เมื่อเราเลิกเรียกร้องความเห็นใจด้วยการ "แฉตัวเอง" หรือเลิกสอดรู้เรื่องคนอื่นเพื่อ "ตีสนิท" เมื่อนั้นเราถึงจะก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและมี EQ สูงอย่างแท้จริง




ขอขอบคุณ
ข้อมูล : soha | S! News : สนับสนุนเนื้อหา | 15 ธ.ค. 68 (13:03 น.)
website : https://www.sanook.com/news/9862490/
31  ธรรมะสาระ / สนทนาธรรม ทั่วไป ตามความชอบใจของท่าน / Re: ทรงตรัสให้"นอน ๔ ชั่วโมง ที่เหลือให้ปฏิบัติโดยการเดินจงกรมและนั่ง" เมื่อ: ธันวาคม 17, 2025, 11:45:06 am
.



๑ วันมี ๒๔ ชั่วโมง ตื่นบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ๕ ส่วน (๒๐ ชั่วโมง) นอน ๑ ส่วน (๔ ชั่วโมง)

ภิกษุชื่อว่า ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ เป็นอย่างไร.?

คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นตัวขัดขวางด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน

    • ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นตัวขัดขวางด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี
    • นอนดุจราชสีห์โดยข้างเบื้องขวาซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่า จะลุกขึ้นในมัชฌิมยามแห่งราตรี
    • ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นตัวขัดขวางด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี

ภิกษุชื่อว่า ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ชื่อว่าปฏิบัติไม่ผิด และเธอชื่อว่าปรารภเหตุเพื่อความสิ้นอาสวะ

________________________________
ข้อความบางตอนใน อปัณณกสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=20&siri=60

@@@@@@@

ทว่า ชาคริยํ อนุยุตฺโต ความว่า เป็นผู้แบ่งกลางคืนกลางวันออกเป็น ๖ ส่วน แล้วประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่นใน ๕ ส่วน. อธิบายว่า ขะมักเขม้นในการตื่นอยู่นั่นเอง.

___________________________
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาอปัณณกสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=455

@@@@@@@

หมายเหตุ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของเวลาไว้ ดังนี้

ปฐมยาม [ปะถมมะ-] น. ยามต้น, ในบาลีแบ่งคืนออกเป็น ๓ ยาม กำหนดยามละ ๔ ชั่วโมง เรียกว่า ปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม ปฐมยามกำหนดเวลาตั้งแต่ย่ำค่ำ หรือ ๑๘ นาฬิกา ถึง ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา. (ป.).

มัชฌิมยาม น. ยามกลาง, ในบาลีแบ่งคืนเป็น ๓ ยาม กำหนดยามละ ๔ ชั่วโมง เรียกว่า ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม มัชฌิมยาม กำหนดเวลาตั้งแต่ ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา ถึงตี ๒ หรือ ๒ นาฬิกา. (ป.).

ปัจฉิมยาม [ปัดฉิมมะ-] น. ยามหลัง, ยามสุดท้าย, ในบาลีแบ่งคืนออกเป็น ๓ ยาม กำหนดยามละ ๔ ชั่วโมง เรียกว่า ปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม ปัจฉิมยามกำหนดเวลาตั้งแต่ตี ๒ หรือ ๒ นาฬิกา ถึงย่ำรุ่ง หรือ ๖ นาฬิกา. (ป.).




ขอบคุณที่มา : เฟซบุ้ค พระไตรปิฎกศึกษา | 8 มกราคม 2024 
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=697853395802540&id=100067336562453&set=a.417219013865981
32  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: คนโง่สำคัญตนว่าฉลาด เมื่อ: ธันวาคม 13, 2025, 01:49:20 pm
.

 :32:

 :32:

 :32:

 :32:

 :32:







6 ข้อดีของการ “แกล้งโง่”

คงไม่มีใครอยากดูเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น แต่การพยายามทำตัวฉลาด ทั้งที่ฉลาดไม่จริง หรือแม้จะฉลาดจริงก็ตาม มักส่งผลในแง่ลบมากกว่าแง่บวก ในขณะที่การแกล้งโง่ ที่ดูเหมือนเป็นแง่ลบนั้นกลับได้ประโยชน์มากกว่า

1. แกล้งโง่ ทำให้มีเวลามากขึ้น

คนอวดฉลาด ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็มักต้องทำงานมากกว่าคนอื่นหากอยู่ที่ทำงาน ไม่เพียงงานของตนเองจะมากกว่าเพื่อนร่วมงานเท่านั้น ยังมักต้องคอยช่วยเหลืองานคนอื่น จนกลายเป็น “เจเนรัลเบ๊”ของที่ทำงานไปโดยปริยาย เมื่ออยู่บ้าน แทนที่จะได้พักผ่อน ก็กลับต้องทำโน่นทำนี่ จนกลายร่างเป็น “คุณแจ๋ว” ไม่ต่างจากตอนอยู่ที่ทำงาน ตรงกันข้ามกับคนที่ถูกมองว่าโง่ หรือทำอะไรไม่เป็น ก็จะได้ทำแต่หน้าที่ของตนเองเท่านั้น เมื่อไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับงานของคนอื่น จึงมีเวลามากพอสำหรับทำเรื่องที่จำเป็นมากกว่า อย่างการวางแผนเพื่อเดินตามความฝัน

2.แกล้งโง่ ทำให้ชีวิตสบายขึ้น

ผู้หญิงที่ทำกับข้าวเก่ง ทำงานบ้านเก่ง ก็มีแนวโน้มว่า เมื่อแต่งงานไปแล้วจะต้องเป็นคนดูแลงานบ้านทุกอย่าง แม้ว่าจะต้องออกไปทำงานนอกบ้านด้วยก็ตาม แต่ผู้หญิงที่ทำงานบ้านไม่เป็นหรือแสดงออกว่าทำงานบ้านไม่เก่ง จะสามารถหลีกเลี่ยงงานน่าเบื่อนี้ไปได้

3.แกล้งโง่ ทำให้ฉลาดขึ้น

อัญชุลี คิดว่าเธอเป็นคนฉลาด และเธออยากให้คนอื่นเชื่อเช่นนั้นด้วย เธอจึงพยายามทำตัวเป็นคนฉลาด แน่นอน เธอจะไม่ยอมถามคำถามอะไรเด็ดขาด เพราะคนฉลาดย่อมรอบรู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว เธอจึงไม่เคยกำจัดความสงสัย หรือความไม่รู้ทิ้งไปได้เลย ส่วนวิชชุดา เธอเป็นคนประเภทตรงกันข้ามกับอัญชุลี เธอคิดว่าตนเองไม่ฉลาด ซึ่งมันก็ส่งผลให้เธอไม่กังวลว่าใครจะมองเธอว่าโง่

เมื่อมีปัญหา หรือมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ เธอกล้าที่จะถาม และขอคำแนะนำจากคนอื่น ทำให้ความสงสัยถูกกำจัดทิ้งไป และถูกแทนที่ด้วยความรู้ วิชชุดาจึงรู้มากขึ้น ในขณะที่อัญชุลียังคงไม่รู้อยู่เหมือนเดิมด้วยความที่คนอวดฉลาด ต้องการสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเป็นคนฉลาด จึงทำให้ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากถามในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นมองว่าตนเองโง่ หารู้ไม่ว่า การไม่ถามหรือการพยายามทำตัวฉลาดนี่ล่ะ

ตัวการสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นคนโง่ หากกล้ายอมรับว่าตนเองไม่รู้ และเอ่ยปากถามออกไป ไม่นานก็จะได้คำตอบที่ช่วยคลายความสงสัยได้ และความโง่ก็จะหายไป แต่หากไม่กล้าถาม ความสงสัย และความไม่รู้ก็จะยังอยู่ตรงนั้น ความโง่ก็ด้วย การถามคำถามที่ไม่เข้าใจออกไป จึงเป็นการโง่เพียงวินาทีเดียว แต่การแกล้งทำตัวฉลาด ไม่ยอมถามทั้งที่ไม่รู้ จึงเหมือนเป็นการผูกตัวเองไว้กับความโง่ไปตลอดชีวิต



ขอบคุณภาพจากเฟซบุ้ค มนต์รักษ์ภาษาไทย


4.แกล้งโง่ ทำให้พัฒนาตนเองได้มากขึ้น

คนอวดฉลาดที่หลงลำพองในตัวเอง มองว่าตัวเองรอบรู้ทุกด้าน และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว จะไม่สามารถพัฒนาตนเองได้อีก เหมือนกับอึ่งอ่างที่พองตัวอยู่ในกะลาแคบๆ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวไปไหนได้ ตรงกันข้ามกับคนแกล้งโง่ ที่จะทำตัวเล็กลีบอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าอยู่ที่ใด จึงไม่คับแคบ และยังสามารถเดินต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่เจอทางตัน เพราะพวกเขาคิดว่า ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก จึงทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาตนเอง และก้าวหน้าต่อไปได้อีก ในขณะที่คนอวดฉลาดจะยังคงอยู่ที่เดิม ซึ่งนับวัน ก็ยิ่งจะถอยหลังเข้าคลองไปทุกที

5.แกล้งโง่ ทำให้รู้ข้อมูลมากขึ้น

อนันตชัยถูกใจผู้หญิงคนหนึ่งที่พบกันที่บาร์เขาจึงเข้าไปคุยกับเธอ และแกล้งโง่เออออตามเธอทุกอย่าง เธอจึงคุยอะไรต่อมิอะไรให้เขาฟังมากมาย ตั้งแต่เรื่องหน้าที่การงานว่าเธอทำงานอะไร มีปัญหากับเจ้านายอย่างไร มีเพื่อนสนิทกี่คน ครอบครัวมีใครบ้าง เธอเคยมีแฟนมาแล้วเท่าไร ทำไมจึงเลิกกัน เธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไรตลอดจนเธอไปศัลยกรรมจมูกที่ไหน

บรรดาสายลับในหนัง เมื่อต้องปลอมตัวไปสืบข้อมูลต่างๆ ก็มักแกล้งทำเป็นคนซื่อๆ เหมือนคนที่ไม่รู้รื่องราว และไมมี่พิษภัยอะไรหรือพูดง่ายๆ คือแกล้งโง่นั่นเอง ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขาสามารถสืบข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายขึ้น เพราะคนอื่นๆ ตายใจจนไม่ทันได้ระวังตัวคุณสมบัติในการเป็นผู้ฟังที่ดีของคนแกล้งโง่ สามารถล้วงความลับของใครต่อใครได้มากมาย เพราะเมื่อคนอื่นมองว่า คุณเป็นคนโง่คนหนึ่ง ที่ไม่มีพิษสงอะไร จะทำให้เขาระวังตัวน้อยลง และกล้าเปิดปากพูดอะไรมากขึ้น คุณจึงสามารถรู้ข้อมูลทุกเรื่องที่อยากรู้ได้เพียงแกล้งโง่เท่านั้น

6.แกล้งโง่ ทำให้มีประสบการณ์ และได้เรียนรู้มากขึ้น

คนอวดฉลาดมักทำอะไรอยู่ในกรอบความฉลาดของตนเองและจะไม่ยอมทำอะไรเสี่ยงๆ หรือทำสิ่งที่ตนเอง หรือคนอื่นมองว่าเป็นเรื่องโง่ๆ เด็ดขาด ทำให้พวกเขาหมดโอกาสที่จะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่ยอมแกล้งโง่ เปิดใจรับฟังบรรดาพนักงานขายทางโทรศัพท์ ก็คงไม่มีโอกาสรู้ว่า มีโปรโมชั่นบัตรเครดิตดีๆ ที่อาจช่วยให้การใช้จ่ายในแต่ละเดือนคล่องตัวขึ้น

ถ้าไม่ยอมแกล้งโง่ ออกไปท่องเที่ยวโดยไม่วางแผนดูบ้าง ก็คงไม่เคยมีประสบการณ์สนุกๆ ถ้าไม่ยอมแกล้งโง่ ทำเรื่องที่น่าเสี่ยงดูบ้าง ก็คงไม่มีทางรู้ว่า ความล้มเหลวเป็นอย่างไร เพื่อไม่รู้จักความล้มเหลว ก็คงทำความรู้จักความสำเร็จได้ยาก



ขอขอบคุณ :-
Source : หนังสือ คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด คนฉลาดเป็นเหยื่อของคนแกล้งโง่
ขอบคุณข้อมูลจาก : 6 ข้อดีของการ “แกล้งโง่”
website : TerraBKK.com - https://www.terrabkk.com/articles/151054
Oct 11, 2016
33  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / แยกง่าย ๆ 5 นิสัยของ คนโง่อวดฉลาด ที่ต่างจาก คนฉลาด เมื่อ: ธันวาคม 13, 2025, 12:24:30 pm
.



แยกง่าย ๆ 5 นิสัยของ คนโง่อวดฉลาด ที่ต่างจาก คนฉลาด

ในสังคมทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนอยู่หลากหลายประเภท ซึ่งบางคนก็เข้าข่ายไม่มีใครอยากคบหาด้วย และบ่อยครั้งที่พวกเขาไม่รู้ตัวเองว่านิสัยส่วนตัวทำให้คนรอบข้างต้องเบื่อหน่าย

ในจำนวนนี้ มีอยู่จำพวกหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น “คนโง่ชอบอวดฉลาด” ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า “คนโง่” มักมีนิสัยที่แตกต่างจาก “คนฉลาด” อยู่ 5 อย่างด้วยกัน





1. คนโง่ชอบโยนความผิดของตัวเองให้คนอื่น

คนโง่ไม่ชอบรับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ และมักโยนความผิดให้ผู้อื่น ซึ่งผลการศึกษาด้านประสาทวิทยา โดย เจสัน เอส. โมเซอร์ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท พบว่า สมองของคนฉลาดจะมีปฏิกิริยาที่ต่างออกไปเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะพวกเขารู้ว่าความผิดพลาดทุกอย่างจะเป็นบทเรียนให้ได้เรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำสอง

2. คนโง่มักจะคิดว่าตัวเองถูกเสมอ

ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง คนโง่จะเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ และแทบจะไม่สนเลยว่าในวงสนทนานั้นมีคนที่ฉลาดกว่าตัวเองอยู่ด้วยหรือไม่ ขณะที่คนฉลาดจะเข้าใจและพร้อมยอมรับในความคิดเห็นที่ต่างไปจากตัวเอง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อดัง เดวิด ดันนิ่ง เผยว่า คนฉลาดจะตั้งใจฟังและพิจารณาเรื่องทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจหรือพูดอะไรออกไป

3. คนโง่จะแสดงอาการโมโหและก้าวร้าว เพื่อกลบเกลื่อน

เวลาที่คนโง่รู้สึกว่าอะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรือเริ่มจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ พวกเขาจะแสดงอาการโมโหและก้าวร้าวเพื่อเป็นการกลบเกลื่อน ซึ่งจากการศึกษาเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าว กับระดับไอคิว โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ใช้เวลานานถึง 22 ปี พบว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยคนที่มีระดับความฉลาดน้อยจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากกว่า

4. คนโง่จะไม่สนความต้องการและความรู้สึกของผู้อื่น

จากผลการศึกษาคนอเมริกันหลายพันคน โดย รัสเซล เจมส์ แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค พบว่า คนที่มีไอคิวสูงมีแนวโน้มที่จะเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน ต่างจากคนโง่ที่แทบจินตนาการไม่ออกว่าคนอื่นจะมีความคิดต่างไปจากตัวเองได้อย่างไร อีกทั้งยังมองด้วยว่า การทำอะไรให้ใครโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาถือเป็นเรื่องแปลก

5. คนโง่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น

คนโง่มีแนวโน้มที่จะชอบวิจารณ์หรือติคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่า และมักเป็นพวกชอบตัดสินคนอื่นไปก่อนโดยมีความลำเอียงเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบร็อค ยังพบด้วยว่า คนที่ไอคิวต่ำมีแนวโน้มชอบการลงโทษที่รุนแรง , เกลียดคนที่รักชอบเพศเดียวกัน และเหยียดเชื้อชาติมากกว่า


@@@@@@@

หากในชีวิตเราต้องเจอคนจำพวกนี้ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้นึกเสียว่า เป็นนิสัยของคนโง่ที่คนฉลาดเขาไม่ทำกัน เผื่อจะช่วยให้เข้าใจและรู้สึกเห็นใจคนเหล่านี้ได้มากขึ้น




Thank to : https://www.sanook.com/campus/1406787/
06 พ.ย. 64 (12:00 น.) | Tonkit360 : สนับสนุนเนื้อหา





 :49: :49: :49:













 :49: :49: :49:











34  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ทฤษฎีคนโง่ วิจัยเผย.! ทำไมคนโง่ไม่ถึงไม่คิดว่าตัวเองโง่ เมื่อ: ธันวาคม 13, 2025, 11:27:11 am
.



ทฤษฎีคนโง่ วิจัยเผย.! ทำไมคนโง่ไม่ถึงไม่คิดว่าตัวเองโง่

ทำไมโง่แล้วไม่อยู่เงียบ ๆ ทำไมคนโง่อวดฉลาด เพราะจริง ๆ แล้ว คนโง่มักไม่รู้ว่าตัวเองโง่ มาดูงานวิจัยเผยกัน ว่าทำไมคนโง่ถึงไม่คิดว่าตัวเองโง่



 :49: :49: :49:

หลาย ๆ คนก็คงจะมองบนและแอบแบะปากให้ “บางคน” ที่รู้สึกว่า ทำไมช่าง “ฉลาดน้อย” ขนาดนี้ ถึงจะเข้าใจได้ ว่าคนเราเกิดมาไม่มีใครเก่งหรือเพอร์เฟกต์ 100% และสามารถฝึกฝนกันได้ แต่ถ้าคน ๆ นั้นมองว่าตัวเองฉลาดพอที่จะไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม กลายเป็น “คนโง่อวดฉลาด” สวนทางกับความรู้ที่มีอีก แถมอีโก้ที่มียังสูงเสียดฟ้า ถ้าเจอคนแบบนั้นก็คงจะน่าหงุดหงิดไม่ใช่น้อยใช่ไหมล่ะคะ มาดูวิจัยเผยกันค่ะ ว่าทำไมคนโง่ถึงไม่คิดว่าตัวเองโง่

อย่างที่ชาลส์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือ The Descent of Man ว่า     
    “Ignorance more frequently begets confidence than does knowledge”
     หรือ “ความเขลามักก่อให้เกิดความมั่นใจ มากกว่าความรู้”


หลาย ๆ คนอาจจะเคยเล่น หรือเคยได้ทดลองใช้น้ำมะนาวเป็นหมึกล่องหน โดยการใช้น้ำมะนาวเขียนตัวอักษรลงไปกระดาษ แล้วปล่อยให้แห้ง บนกระดาษนั้นอาจจะดูไม่มีอะไร แต่เมื่อเอากระดาษไปลนไฟ ก็จะมองเห็นตัวอักษรที่เขียนไว้ ซึ่งการทดลองนี้เอง เป็นแรงบันดาลใจให้โจรคนหนึ่ง ใช้น้ำมะนาวทาหน้า แล้วเข้าไปปล้นธนาคาร ถึง 2 ที่ติดกัน เพราะเชื่อว่าน้ำมะนาว จะสามารถทำให้หน้าของเขาล่องหน และไม่สามารถบันทึกได้ด้วยกล้องวงจรปิด!

@@@@@@@

คดีนี้ถือเป็นคดีที่ดังมาก ๆ และเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้นักวิจัย David Dunning และ Justin Kruger ค้นหาเหตุผลที่ว่า ทำไมคนที่ไม่รู้ หรือไร้ความสามารถ ถึงไม่มีทางรับรู้ถึงระดับความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง และนำไปสู่การประเมินตัวเองที่สูงกว่าความเป็นจริง หรือทำไมคนโง่อวดฉลาด และมีความมั่นแบบผิด ๆ

โดยในการทดลอง เขาได้ให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 64 คน ทดสอบความสามารถในด้าน อารมณ์ ตรรกะ และไวยากรณ์ ผลปรากฎว่า คนที่มีความสามารถน้อย มักจะประเมินตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง เมื่อเทียบกับเกณฑ์วัตถุประสงค์ อย่างผลการประเมินที่เป็นเกณฑ์ อยู่ที่ 12 แต่คนที่มีความสามารถน้อย ประเมินอยู่ที่ 62 นับว่าต่างกันถึง 50 จุดเลยทีเดียว และเขาได้ให้ผู้เข้าร่วมคนอื่นมาทำการประเมินความสามารถของคนเหล่านั้นที่ประเมินตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงอีกครั้ง

เมื่อคนเหล่านั้นได้รับคะแนนการประเมินที่ต่ำ ก็จะไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองจะต้องปรับปรุง แต่ก็มักจะยกคะแนนที่ประเมินตัวเองสูงขึ้นมาอ้าง และเอามายืนยัน ซึ่งอุปสรรคของคนโง่อวดฉลาด คือ อคติทางการรับรู้ (Cognitive Bias) โดยคนที่โง่นั่น มักจะมีอคติ และไม่สามารถรับรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของตัวเองได้ อย่างคนปกติ ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่เก่งหรือไม่ฉลาด ก็จะสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ แต่คนโง่มักจะมีความมั่นใจแบบผิด ๆ ซึ่งการที่จะรับรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถได้ คือการหาความรู้เพิ่มเติม และพัฒนาตัวเอง และยอมรับให้ได้ก่อน ว่าตัวเอง “ไม่รู้”


@@@@@@@

หลังจากฝึกผู้เข้าร่วมที่ได้คะแนนต่ำสุดในด้านการให้เหตุผลเชิงตรรกะ พวกเขาได้พบว่า นอกจากคะแนนจะดีขึ้นแล้ว เมื่อความรู้และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น ก็ยังทำให้การตระหนักรู้ในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยปรากฎการ คนโง่อวดฉลาดนี้ ถูกเรียกว่า The Dunning-Kruger Effect เป็นเกียรติให้กับ Dunning และ Kruger ที่ได้ทำงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นมานั่นเอง และรางวัลของเขาก็ได้รางวัล Ig Nobel อีกด้วย

ซึ่งความคิดของคนโง่อวดฉลาดนั้นจะแตกต่างจากคนเก่ง เพราะคนเก่งมักมองว่า “ใคร ๆ ก็สามารถทำได้” เพราะว่าตัวเองมีความสามารถ และมองว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ยากขนาดนั้น ถ้ามีการฝึกฝน หรือสั่งสมประสบการณ์ ก็อาจจะทำได้ดีกว่า หรือเก่งกว่าตัวเองก็ได้ เหมือนความคิดของคนที่เป็น Imposter Syndrome

แน่นอนว่าความไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด และความมั่นใจก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่ คนเราสามารถฝึกฝนกันได้ และมีความมั่นใจในตัวเองได้ แต่การที่มั่นใจในสิ่งที่ไม่รู้ มั่นใจในแบบผิด ๆ ดึงดันที่จะทำในสิ่งที่ไม่รู้ต่อไป ก็ไม่เกิดผลดีกับใครทั้งนั้น บางครั้ง อาจจะต้องฟังเสียงจากคนรอบข้างบ้าง เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ลดอคติลง เพราะบางครั้งที่คนรอบข้างเตือน หรือติ ก็แค่อยากจะช่วยดึงสติแค่นั้นเอง




ขอบคุณ : https://www.wongnai.com/articles/dunning-kruger-effect?ref=ct
28 ก.พ. 2022 · โดย Chonticha.m

Reference :-
- Brian Duignan. "Dunning-Kruger effect" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.britannica.com/science/Dunning-Kruger-effect สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565
- The Learning Network. 2020. "The Dunning-Kruger Effect: Why Incompetence Begets Confidence" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.nytimes.com/2020/05/07/learning/the-dunning-kruger-effect-why-incompetence-begets-confidence.html สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565
- Kendra Cherry. 2021. "The Dunning-Kruger Effect" [Online] เข้าถึงได้จาก : https://www.verywellmind.com/an-overview-of-the-dunning-kruger-effect-4160740 สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565





The Science of “โง่เเต่อวดฉลาด” : The Dunning-Kruger Effect

ณัฐวุฒิ เผ่าทวี http://www.powdthavee.co.uk/



 :welcome:

คุณผู้อ่านเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนที่ไร้ซึ่งความสามารถหรือมีความสามารถน้อย (no competence/low competence) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม กลับไม่ค่อยจะรู้ตัวถึงความไร้สามารถของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นคนหลายๆ คนที่คิดว่าตัวเองเก่งในหลายๆ เรื่องเเต่ในความเป็นจริงเเล้วกลับไม่ได้เรื่องเอาสักอย่างเลย หรือคนที่คุณสมัครไปทำงานด้วยกลับมองตัวคุณว่าคุณไม่มีความสามารถพอสำหรับงานทั้งๆ ที่ประวัติการทำงานของคุณดีกว่าคนที่กำลังสัมภาษณ์งานคุณอยู่เป็นหลายเท่า เป็นต้น

โง่เเต่อวดฉลาด

“โง่เเต่อวดฉลาด ฉลาดเเต่เรื่องโง่ๆ” เป็นสำนวนที่คนไทยมักนิยมใช้ในการเรียกคนที่ไม่มีความสามารถเเต่ก็ยังมีความมั่นใจว่าตัวเองฉลาด ซึ่งสมัยก่อนผมเคยคิดสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนหลายๆ คนที่ไม่มีความสามารถ (หรือมีความสามารถน้อย) ถึงกล้าคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นหรือเก่งกว่าความเป็นจริง คนพวกนี้เขาไม่ละอายกันเลยหรือ เขาคิดว่าคนอื่นจะไม่รู้ถึงความไร้ความสามารถของเขาจริงๆ หรือ

เเต่พอมาถึงวันนี้ผมได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ผมมีต่อคนกลุ่มนี้ไปเรียบร้อยเเล้ว ผมไม่สามารถไปโทษการกระทำของพวกเขาอีกต่อไป (เเถมผมยังเเอบสงสารพวกเขาอีกด้วยซ้ำ) นั่นก็เป็นเพราะว่าจริงๆ เเล้วนั้นมันอาจจะไม่ใช่ความผิดของเขาเลยก็ได้ที่เขาไม่รู้ตัวเองว่าเขาไม่ได้มีความสามารถอย่างที่เขาคิด


The Dunning-Kruger Effect

เเละงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติของผมที่มีต่อคนกลุ่มนี้นั้นก็คือผลงานวิจัยของเดวิด ดันนิง (David Dunning) เเละจัสติน ครูเกอร์ (Justin Kruger) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell) โดยงานวิจัยชิ้นนี้เริ่มมาจากข้อสันนิษฐานของเขาทั้งสองคนว่า คนที่ไม่มีความสามารถจะไม่มีทางรู้ถึงความไม่มีความสามารถของตัวเองได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าความสามารถที่คนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถนั้นเป็นความสามารถเดียวกันกับความสามารถที่คนเหล่านี้ไม่มี (งงไหมครับ)

ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ถ้าเดวิด ดันนิง เเละจัสติน ครูเกอร์ สันนิษฐานถูกต้องก็หมายความว่าคนที่ร้องเพลงไม่เก่งจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองร้องเพลงไม่เก่งเพราะว่าเขาไม่มีความสามารถในการร้องเพลงพอที่จะทำให้เขารู้ว่าการร้องเพลงเก่งจริงๆนั้นเป็นยังไง

โดยในการทดลองของเขาทั้งสอง เขาได้ให้คนที่มาร่วมการทดลอง (หรือ subjects) ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่คอร์เนลทำการประเมินถึงความสามารถในการเเยกเเยะว่าอะไรตลกอะไรไม่ตลก(humour) ความสามารถทางตรรกะ (logical reasoning) เเละความสามารถทางไวยากรณ์(English grammar) ของตัวเองก่อนที่จะให้พวกเขาทำเเบบทดสอบจริงๆ ในเเต่ละเรื่อง



รูปที่ 1 : ค่าประเมินความสามารถของตัวเองในการเข้าใจ sense of humour กับคะเเนนการทดสอบจริงที่มาภาพ : Kruger and Dunning (1999), p.1124.


รูปที่ 2 : ค่าประเมินความสามารถของตัวเองทางตรรกะกับคะเเนนการทดสอบจริง ที่มาภาพ : Kruger and Dunning (1999), p.1124.


รูปที่ 3 : ค่าประเมินความสามารถของตัวเองทางไวยากรณ์กับคะเเนนการทดสอบจริง ที่มาภาพ : Kruger and Dunning (1999), p.1124.


จากการทดลองครั้งนี้ทั้งสองนักจิตวิทยาพบว่าคนที่มีความสามารถตำ่ที่สุด 25% ของคนที่ทำเเบบทดสอบทั้งหมดมักจะประเมินตนเองว่าเก่งกว่าความเป็นจริงเกือบถึง 50% ด้วยกัน ในทางกลับกันคนที่มีความสามารถสูงที่สุด 25% ของคนที่ทำเเบบทดสอบทั้งหมดมักจะประเมินตนเองว่าไม่เก่งเท่ากับที่ตัวเองเป็นเกือบถึง 15% ด้วยกัน

พูดง่ายๆ ก็คือคนที่มีความสามารถน้อยมักจะคิดว่าตัวเองเก่งเกินความเป็นจริงเพียงเพราะเขาไม่มีความสามารถพอที่จะทำให้เขารู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอ ส่วนคนที่มีความสามารถเยอะนั้นมักจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นๆ นัก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าคนที่มีความสามารถเยอะอาจจะคิดว่า เพราะสิ่งที่เขาทำได้มันง่ายคนอื่นๆ ก็น่าจะทำได้ง่ายเช่นกัน


 “ความไม่รู้ (ignorance) มักก่อให้เกิดความมั่นใจ (confidence) มากกว่าความรู้ (knowledge)”
    -ชาร์ลส์ ดาร์วิน

บทเรียนสำคัญของ Dunning-Kruger effect ก็คือ “little knowledge can be dangerous” (หรือเเปลเป็นไทยก็คือการมีหลักฐานข้อมูลความรู้ที่น้อยเป็นภัยมากกว่าเป็นประโยชน์) ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนที่มีความรู้น้อยไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามมักจะถูกข้อมูลที่มีความจำกัดของเขาชักจูงให้เขาผูกขาดในเรื่องผิดๆ ที่เขาเชื่อ *ยกตัวอย่างเช่นนักวิชาการหลายๆ คนที่ไม่เคยทำการวิจัยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องที่เขาถูกเชิญมาให้คอมเมนต์มักจะมีความรู้สึกมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง (ถึงเเม้ว่าจริงๆ เเล้วอาจจะผิด) มากเสียจนเกินไป*

เเต่คุณผู้อ่านอ่านคอลัมน์ของผมเเล้วอย่าเพิ่งสิ้นหวังนะครับ เพราะเดวิด ดันนิง เเละจัสตินครูเกอร์ ยังพบด้วยอีกว่า ถ้าคนที่ไม่มีความสามารถพอได้มีโอกาสเรียนรู้เเละเปิดรับความรู้ใหม่ๆในเรื่องที่ตอนเเรกเขามีความรู้จำกัด พวกเขาก็สามารถที่จะปรับค่าประเมินความสามารถของตนเองได้ไห้เท่าๆ หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง กับความสามารถจริงๆ ของเขา

เเละผมก็ไม่คิดว่าเราจะสามารถหาเหตุผลที่จะมาสนับสนุนให้นักวิชาการไทยกลับมาสนใจในการทำการวิจัยที่เป็น basic research ให้มากขึ้นที่มันดีกว่าเหตุผลของ Dunning-Kruger effect อีกเเล้ว

อ่านเพิ่มเติม :-

Kruger, J., Dunning, D. 1999. Unskilled and unaware of i t: How difficulties in recognising one’s own incompetence lead to inflated self-assessments. Journal of Personality and Social Psychology, 77(6),1121-1134.



Thank to : https://thaipublica.org/2015/05/nattavudh-16/
19 พฤษภาคม 2558 | 24 กุมภาพันธ์ 2022





คุณสมบัติของคนโง่ที่อวดฉลาด : The Dunning-Kruger effect revisited

ณัฐวุฒิ เผ่าทวี www.powdthavee.co.uk



 :49: :49: :49:

เมื่อประมาณปีที่เเล้ว ผมได้มีโอกาสเขียนบทความลงไทยพับลิก้าในหัวข้อ “The science of คนโง่เเต่อวดฉลาด” ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทำไมคนที่ไร้ซึ่งความสามารถจึงมักประเมินความสามารถเเละความรู้ของตนเองมากเกินไป เเละคนที่รู้จริงถึงมักประเมินว่าตัวเองไม่เก่งเท่าที่ตัวเองเป็นจริงๆ

หรือที่เราเรียกกันในวงการว่า The Dunning-Kruger effect นั่นเอง

วันนี้ผมขอเขียนเพิ่มเติมข้อความในบทความนิดนึงเกี่ยวกับลักษณะของคนที่ประสบกับ Dunning-Kruger effect โดยเฉพาะคนที่ตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า “โง่เเต่อวดฉลาด”

ในงานวิจัยของ Dunning เเละ Kruger เขาบอกเพิ่มเติมไว้ว่า

    “In order for the incompetent to overestimate themselves, they must satisfy a minimal threshold of knowledge, theory, or experience that suggests to themselves that they can generate correct answers”

หรือเเปลเป็นภาษาไทยก็คือ
    สำหรับคนเหล่านี้ การเรียนรู้อะไรเพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็ถือว่าเพียงพอในการที่จะทำให้เขาคิดเเละมั่นใจว่าตัวเองเก่งในเรื่องนั้นๆ ได้

หรือที่สุภาษิทฝรั่งเขาว่า “A little learning can be dangerous” หรือการเรียนรู้นิดๆหน่อยๆ อาจจะเป็นภัยได้ นั่นเอง

@@@@@@@

เเละการวิจัยต่อยอดของ Dunning เเละ Kruger ยังพบลักษณะของคนที่มักจะตกเป็นเหยื่อของ Dunning-Kruger effect ดังนี้

1. จะชอบออกตัวกับสื่อหรือในโซเชียลมีเดียว่าตัวเองเป็นผู้นำ หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตัวเองคิดว่าตัวเองเก่ง ทั้งๆ ที่ความจริงเเล้วพวกเขาไม่ได้มีคุณสมบัติ ซึ่งรวมไปถึงการศึกษา เเละประสบการณ์ในเรื่องนั้นจริงๆ

2. มักมีความเชื่อเเละมั่นใจว่าตัวเองเก่งจริงๆ (illusion of confidence)

3. เเต่ถึงเเม้ว่าจะมีความมั่นใจว่าตัวเองเก่ง พวกเขาเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนที่มีคุณสมบัติ ซึ่งรวมไปถึงการศึกษาเเละประสบการณ์ในเรื่องที่ตัวเองออกตัวว่าเก่งจริงๆ

4. มักจะเลือกเชื่อเเต่ในคำชมของคนที่ไม่มีคุณสมบัติหรือไม่มีความสามารถเหมือนกันเเละใช้คำชมพวกนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าตัวเองเก่งจริงๆ

5. มักเลือกที่จะไม่ส่งงานของตน หรือสิ่งที่ตนพูด ไปให้คนที่มีความเชี่ยวชาญที่เเท้จริงตรวจสอบ พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขามักคิดว่า “peer review” หรือการตรวจงานโดยคนที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ

6. ชอบมักคิดว่าตัวเองเป็น “ผู้บุกเบิก” หรือ pioneer ในสิ่งที่ตัวเองออกตัวว่าเชี่ยวชาญ

7. มักจะสรุปกับตัวเองว่า กระเเสการต่อต้านความคิดหรือผลงานของตนที่มาจากคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจริงๆ นั้นเป็นแผนการที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยคนที่คิดเห็นตรงกันข้ามกับตนเพื่อใช้ในการกดขี่ความจริงของตนเท่านั้นเอง พูดง่ายๆ ก็คือคนพวกนี้จะมีอีโก้ในตัวเองที่สูงมาก

8. มักจะอธิบายให้คนอื่นฟังว่า สาเหตุที่คนอื่นคิดไม่เหมือนกับที่ตัวเองคิดนั้นเป็นเพราะว่าคนอื่นมีอคติกับความคิดของตน พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เกิดการมีความคิดต่างระหว่างตัวเอง เเละผู้เชี่ยวชาญที่เเท้จริงขึ้นมา คนที่เป็นเหยื่อจาก Dunning-Kruger effect นั้นมักจะโทษคนอื่นมากกว่าโทษตัวเอง เเละมักคิดว่าตนเองมีความคิดที่ไม่มีอคติเเต่เพียงผู้เดียว


@@@@@@@

อย่างที่โบราณเขาว่านะครับ เชื่อคนที่รู้น้อยเรื่องเเต่รู้ลึก ดีกว่าคนที่รู้มากเรื่องเเต่รู้เเค่เพียงผิวเผินนะครับ

คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรมากถ้าคนที่เป็นเหยื่อของ Dunning-Kruger effect พวกนี้ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ มากจนเกินไป เเต่ถ้าสมมติว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อของ Dunning-Kruger effect มีตำเเหน่งเป็นหัวหน้า เป็นเจ้าของบริษัท เป็นคนที่ออกนโยบายขององค์กรหรือของรัฐขึ้นมาล่ะก็ ปัญหาใหญ่ก็จะตามมา

นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่เป็นเหยื่อของ Dunning-Kruger effect พวกนี้จะยึดเเต่ความรู้ที่เป็นผิวเผินของตัวเองเป็นหลัก เเละก็จะไม่ยอมฟังเสียงต่างๆ นานาจากคนที่อาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ที่อาจจะมีตำเเหน่งที่น้อยกว่าจริงๆ ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้องค์กรต่างๆ นานาล่มลงได้ง่ายๆ

อ่านเพิ่มเติม :-

Kruger, J., Dunning, D. 1999. Unskilled and unaware of it : How difficulties in recognising one’s own incompetence lead to inflated self-assessments. Journal of Personality and Social Psychology, 77(6), 1121-1134.




Thank to : https://thaipublica.org/2017/02/nattavudh-59/
25 กุมภาพันธ์ 2560 | 24 กุมภาพันธ์ 2022
35  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คนโง่สำคัญตนว่าฉลาด เมื่อ: ธันวาคม 13, 2025, 09:06:22 am
.



คาถาธรรมบท พาลวรรค

บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่
บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้นได้บ้าง
ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่
มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต
บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า ‘คนโง่

_______________
คาถาธรรมบท พาลวรรค
พระสูตร : คาถาธรรมบท พาลวรรค พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๒๕/๑๕/๑๗
https://uttayarndham.org/dhamma-daily/3070


 :25: :25: :25:

คนโง่สำคัญตนว่าฉลาด

เหตุการณ์ : โจร ๒ คนเป็นสหายกัน ไปพระเชตวันกับมหาชนเพื่อต้องการฟังธรรม โจรคนหนึ่งตั้งใจฟังธรรมกถา โจรอีกคนหนึ่งต้องการขโมยของ โจรผู้ฟังธรรมได้บรรลุโสดาปัตติผล โจรอีกคนหนึ่งขโมยได้ทรัพย์มาเป็นค่าอาหารในเรือนของตน

โจรผู้ขโมยของและภรรยา ได้เย้ยหยันโจรผู้โสดาบันว่าไม่มีค่าอาหารในเรือนเพราะความที่ฉลาดเกินไป โจรผู้โสดาบันไปกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดาพร้อมหมู่ญาติ
 
พระศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่เขาว่า

บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่ บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้นได้บ้าง
ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า ‘คนโง่’           
 
ในกาลจบเทศนา มหาชนพร้อมด้วยหมู่ญาติของโจรผู้โสดาบัน บรรลุโสดาปัตติผล

____________________________________
คาถาธรรมบท พาลวรรค | อรรถกถาเรื่อง โจรผู้ทำลายปม
อ้างอิง คาถาธรรมบท พาลวรรค พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๒๕/๑๕/๑๗ และอรรถกถาเรื่อง โจรผู้ทำลายปม
https://uttayarndham.org/node/3033


 :25: :25: :25:

๔. คัณฐิเภทกโจรวัตถุ เรื่องโจรผู้ทำลายปม
       
(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่โจรผู้ทำลายปมและชนทั้งหลาย ดังนี้)
 [๖๓] คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล(๑-)
        ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง
        แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต
        นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้


(๑-) คนพาล ในที่นี้หมายถึงคนโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้จักพระสัทธรรม มีโพธิปักขิยธรรม และอริยสัจ ๔ เป็นต้น จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

___________________________________________
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ,๕. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาล
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=14





พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ภาษาบาลี อักษรไทย
พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ สุตฺต. ขุ. ขุทฺทกปาฐ-ธมฺมปทคาถา-อุทานํ-อิติวุตฺตก-สุตฺตนิปาตา


|๑๕.๖๓|  โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ  ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
              พาโล จ ปณฺฑิตมานี      ส เว พาโลติ วุจฺจติ ฯ

_____________________________________
https://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=25&item=15&items=1



 :25: :25: :25:

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕
๔. เรื่องโจรผู้ทำลายปม [๔๘]        
       
ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกโจรผู้ทำลายปม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ" เป็นต้น.

โจรลักของที่ขอดไว้ที่พกผ้า      
         
ได้ยินว่า โจร ๒ คนนั้นเป็นสหายกัน ไปสู่พระเชตวันกับมหาชน ผู้ไปอยู่เพื่อต้องการฟังธรรม, โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถาแล้ว, โจรคนหนึ่งมองดูของที่ตนควรถือเอา. บรรดาโจรทั้งสองนั้น โจรผู้ฟังธรรมอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. โจรนอกนี้ได้ทรัพย์ประมาณ ๕ มาสกที่ขอดไว้ที่ชายผ้าของอุบาสกคนหนึ่ง. ทรัพย์นั้นเป็นค่าอาหารในเรือนของเขาแล้ว, ย่อมไม่สำเร็จผลในเรือนของโจรผู้โสดาบันนอกนี้.
         
ครั้งนั้น โจรผู้สหายกับภรรยาของตน เมื่อจะเย้ยหยันโจรผู้โสดาบันนั้น จึงกล่าวว่า "ท่านไม่ยังแม้ค่าอาหารให้สำเร็จในเรือนของตน เพราะความที่ตนฉลาดเกินไป."
         
สหายผู้โสดาบันนอกนี้คิดว่า "เจ้าคนนี้ย่อมสำคัญความที่ตนเป็นบัณฑิต ด้วยความเป็นพาลทีเดียวหนอ" เพื่อจะกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา จึงไปสู่พระเชตวันกับญาติทั้งหลาย กราบทูลแล้ว.

ผู้รู้สึกตัวว่าโง่ย่อมเป็นบัณฑิตได้    
     
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๔. โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ    ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส     
     พาโล จ ปณฺฑิตมานี        ส เว พาโลติ วุจฺจติ.
                  
     บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่,
     บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้นได้บ้าง ;
     ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต
     บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า ‘คนโง่’.

@@@@@@@

แก้อรรถ      
   
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย พาโล ความว่า บุคคลใดเป็นคนโง่ คือมิใช่เป็นบัณฑิต ย่อมสำคัญ คือย่อมรู้ความที่ตนเป็นคนโง่ คือความเป็นคนเขลานั้น ด้วยตนเองว่า "เราเป็นคนเขลา."
         
สองบทว่า เตน โส ความว่า ด้วยเหตุนั้น บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตได้บ้าง หรือจะเป็นเช่นกับบัณฑิตได้บ้าง. ก็เขารู้อยู่ว่า "เราเป็นคนโง่" เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้คนอื่น ซึ่งเป็นบัณฑิต อันบัณฑิตนั้นกล่าวสอนอยู่ พร่ำสอนอยู่ เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นบัณฑิต เรียนเอาโอวาทนั้นแล้ว ย่อมเป็นบัณฑิต หรือเป็นบัณฑิตกว่าได้.
         
สองบทว่า ส เว พาโล ความว่า ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่อยู่ เป็นผู้มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิตถ่ายเดียวอย่างนี้ว่า

"คนอื่นใครเล่า.? จะเป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทรงวินัย มีวาทะกล่าวคุณเครื่องขจัดกิเลสเช่นกับด้วยเรามีอยู่"

บุคคลนั้นไม่เข้าไปหา ไม่เข้าไปนั่งใกล้บุคคลอื่น ซึ่งเป็นบัณฑิต ย่อมไม่เรียนปริยัติเลย, ย่อมไม่บำเพ็ญข้อปฏิบัติ, ย่อมถึงความเป็นคนโง่โดยส่วนเดียวแท้, บุคคลนั้นย่อมเป็นเหมือนโจรทำลายปมฉะนั้น.
         
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า "ส เว พาโลติ วุจฺจติ."
         
ในกาลจบเทศนา มหาชนพร้อมด้วยญาติทั้งหลายของโจรผู้โสดาบันนอกนี้ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล.

         เรื่องโจรผู้ทำลายปม จบ.

_______________________
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=4
36  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / “ภิกฺขุ” คือ “ผู้ขอ ผู้เห็นภัยในการเวียนตายเวียน ผู้ได้บริโภคอมตรสคือพระนิพพาน” เมื่อ: ธันวาคม 12, 2025, 10:05:38 am
.



ภิกฺขเว (บาลีวันละคำ 3,243)

“ภิกฺขเว” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย”



 :25: :25: :25:

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีล

ภิกฺขเว อ่านว่า พิก-ขะ-เว , “ภิกฺขเว” เป็นรูปคำที่แจกวิภัตติแล้ว คำเดิมเป็น “ภิกฺขุ” (พิก-ขุ) มีรากศัพท์มาได้หลายทาง ดังนี้

(1) “ผู้ขอ” : ภิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภิกฺขฺ (ธาตุ = ขอ) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(2) “ผู้นุ่งห่มผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” : ภินฺนปฏธโรติ ภิกฺขุ = ภินฺนปฏ = ผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ, ธโร = ผู้ทรงไว้ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, รัสสะ อู เป็น อุ

(3) “ผู้เห็นภัยในการเวียนตายเวียนเกิด” : สํสาเร ภยํ อิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภย (ภัย) + อิกฺขฺ (ธาตุ = เห็น) + รู ปัจจัย, ลบ ย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(4) “ผู้ทำลายบาปอกุศล” : ภินฺทติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ ภิกฺขุ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(5) “ผู้ได้บริโภคอมตรสคือพระนิพพาน” : ภกฺขติ อมตรสํ ภุญฺชตีติ ภิกฺขุ = ภกฺขฺ (ธาตุ = บริโภค) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ , แปลง อะ ที่ ภ-(กฺขฺ) เป็น อิ (ภกฺขฺ > ภิกฺข)

“ภิกฺขุ” (ปุงลิงค์) แจกด้วยวิภัตตินามหมวดอาลปนะ พหูพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “ภิกฺขเว” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย”

@@@@@@@

ขยายความ

โดยปกติ คำว่า “ภิกฺขเว” ที่พบในบาลีเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกหมู่ภิกษุเท่านั้น ภิกษุเรียกภิกษุด้วยกัน หรือผู้อื่นเรียกภิกษุยังไม่พบที่ใช้เรียกด้วยคำว่า “ภิกฺขเว”

ท่านที่นิยมฟังเทศน์มหาชาติย่อมจะได้ยินคำว่า “ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีล…” แทรกอยู่ตรงขึ้นต้นแหล่แทบทุกครั้ง นั่นย่อมหมายความว่า มหาเวสสันดรชาดกเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้ภิกษุสงฆ์ฟัง จึงมีคำว่า “ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีล…” แทรกอยู่เป็นระยะตลอดทั้งเรื่อง





แถม

“ภิกฺขเว” มาจาก “ภิกฺขุ” แล้ว “ภิกฺขุ” หมายถึงบุคคลเช่นไรได้บ้าง ขอนำคำจำกัดความในแง่วินัยปิฎกมาเสนอไว้เป็นอลังการแห่งความรู้ ดังนี้

ภิกฺขูติ คำว่า ภิกษุ หมายความว่า

(1) ภิกฺขโกติ ภิกฺขุ ฯ
ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ

(2) ภิกฺขาจริยํ อชฺฌูปคโตติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร (คือเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ)

(3) ภินฺนปฏธโรติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกตัดเป็นท่อนแล้ว

(4) สามญฺญาย ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุโดยสมญา (คือมีผู้เรียกขาน)

(5) ปฏิญฺญาย ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุโดยปฏิญญา (คือยืนยันตัวเอง)

(6) เอหิภิกฺขูติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ

(7) ตีหิ สรณคมเนหิ อุปสมฺปนฺโนติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์

(8) ภทฺโรติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เจริญ

(9) สาโรติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม

(10) เสโขติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ

(11) อเสโขติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ

(12) สมคฺเคน สงฺเฆน ญตฺติจตุตฺเถน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน อุปสมฺปนฺโนติ ภิกฺขุ ฯ
ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ

ตตฺร ยฺวายํ ภิกฺขุ สมคฺเคน สงฺเฆน ญตฺติจตุตฺเถน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน อุปสมฺปนฺโน อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต ภิกฺขูติ ฯ

บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่าภิกษุที่ทรงประสงค์ในสิกขาบทนี้

_____________________________________
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 26

@@@@@@@

ดูก่อนภราดา.! วิธีวินิจฉัยว่าภิกษุควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร
                 : อะไรที่ต้องบวชเป็นภิกษุเท่านั้นจึงจะทำได้ จงทำทันที 
                 : อะไรที่แม้ไม่บวชเป็นภิกษุก็ทำได้ คิดให้ดีก่อนแล้วจึงทำ





Thank to : https://dhamtara.com/?p=11673
29 เมษายน 2021 : Admin ชมรมธรรมธารา
37  เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เซียมซี ที่มาและความหมายที่ซ่อนอยู่ เมื่อ: ธันวาคม 12, 2025, 08:31:18 am
.



เซียมซี ที่มาและความหมายที่ซ่อนอยู่

เขย่าเซียมซี เพื่อหาคำตอบให้กับชีวิต เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเขย่าเซียมซีเวลาไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น วัด ศาลเจ้า เพื่อที่จะได้หาแนวทาง คำทำนายการใช้ชีวิต แล้วรู้หรือไม่ว่า เซียมซีมีที่มาจากไหน เข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างไร แล้วในเซียมซีมีความหมายอะไรซ่อนอยู่บ้าง ถ้ายังไม่รู้วันนี้เรามีคำตอบมาให้

ที่มาของเซียมซี

ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของเซียมซีกันก่อน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ใบทำนายโชคชะตาตาม ศาลเจ้าหรือวัด มีเลขหมายเทียบกับเลขหมายบนติ้วที่เสี่ยงได้” ส่วนความหมายของคำว่าเซียมซี มีการคาดการณ์ไว้ว่ามาจากสองข้อมูลนี้

1. มาจากภาษาจีน
    เซียม แปลว่า กระดาษแผ่นเล็กๆ ยาวๆ
    ซี แปลว่า บทกลอน

2. เพี้ยนมาจากคำว่า เซียนซือ
เซียนซือ แปลว่า ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์หรือผู้ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ บางแห่งก็บอกว่า เซียม หมายถึงไม้ติ้วเสี่ยงทาย ซี หมายถึง โคลงที่อยู่บนไม้ หากให้สรุปง่ายๆ เซียมซีก็เข้ามาจากประเทศจีน เป็นการทำนายอนาคตอย่างหนึ่งตามความเชื่อ


@@@@@@@

เซียมซีเข้ามาในไทยได้อย่างไร.?

คาดการณ์ว่าเข้ามากับชาวจีนที่อพยพมา ที่แรกน่าจะเป็นศาลเจ้าลิ้มกอเหนี่ยวในจังหวัดปัตตานี เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในไทย สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2116 โดยเริ่มแรกเขียนเป็นภาษาจีน เมื่อเสี่ยงทายก็จะให้ผู้รู้แปลให้

หลักฐานกล่าวถึงการเสี่ยงเซียมซีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยมีผู้แปลจากภาษาจีนเป็นไทย คือ นายเปลี่ยน แซ่ส่อง และได้พิมพ์ถวายวัด แต่ภายหลังมาทราบว่าวัดจำหน่ายแก่ผู้ที่เสี่ยงเซียมซี จึงได้เขียนไว้บนกระจกใส ให้ครบตามหมายเลขพยากรณ์ที่มีอยู่ 28 หมายเลข เพื่อผู้ที่มาเสี่ยงจะได้ไม่ต้องเสียทรัพย์ คำที่แปลออกมานั้นก็แปลเป็นคำกลอนที่สวยงาม และถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ ผ่านกาลเวลา ผ่านการดัดแปลงตามยุคสมัยจนถึงทุกวันนี้





ความหมายที่ซ่อนอยู่ในเซียมซี

1. ไม้ติ้ว ไม้ที่เราคุ้นเคยกันดี ไม้ติ้วหรือไม้ที่เราทำการเสี่ยงเซียมซี ปกติทำจากไม้ไผ่ มักยาวไม่เกินหนึ่งฟุต เขียนเลขกำกับ ส่วนมากจะมี 28 เลข การจะเสี่ยงนั้นควรตั้งจิต ยกกระบอกขึ้นจบหน้าผาก แล้วสั่นกระบอกให้ได้ไม้ติ้ว 1 อัน

2. ไม้ปวย หากใครเคยเห็นไม้นูน เป็นโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว 2 อันประกบกัน สิ่งนี้เรียกว่า ไม้ปวย ใช้เมื่อเสี่ยงทายไม้ติ้วเสร็จ โดยหลักๆ จะถามว่า เซียมซีหมายเลขที่ได้นี้ใช่ของเรารึเปล่า เสร็จแล้วให้อธิษฐาน โยนไม้ปวยขึ้น แล้วดูว่าผลจะออกมาแบบไหน

    • คว่ำทั้งคู่ ความหมายคือ ไม่ใช่ ให้เสี่ยงขอเซียมซีใบใหม่
    • หงายทั้งคู่ ความหมายคือ ไม่มีความเห็น ให้ตัดสินใจเอง (โดยปกติจะเสี่ยงใบใหม่)
    • คว่ำอัน หงายอัน ความหมายคือ ใช่ ไม่ต้องเสี่ยงใหม่

3. ที่มาของเลข 28 มีการให้ความเห็นไว้ว่าเลข 28 นั้นมาจาก ทิศ 4 ทิศ ซึ่งมีดาวบริวารอยู่ 7 กลุ่ม เมื่อคำนวณรวมกันจะได้ 28 พอดี

4. มักเป็นกลอนสุภาพ ในคำทำนายของเซียมซี คำทำนายที่อยู่ในนั้นมักแต่งเป็นกลอนสุภาพให้คล้องจองกัน


@@@@@@@

เซียมซี แม้จะเป็นคำทำนายอนาคต มีหลายๆ เรื่องรวมกัน อย่างไรก็ตามก็อย่าลืมคิดดี ทำดี นั่นคือสิ่งที่สำคัญ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มีสติอยู่ตลอดเวลา ทุกคนสามารถติดตามเคล็ดลับเสริมดวงต่างๆ ได้ที่ iNN Horoscope





ขอขอบคุณ
ข้อมูล : chalita_k | INN News : สนับสนุนเนื้อหา | 05 ก.ค. 65 (07:30 น.)
website : https://www.sanook.com/horoscope/229409/
38  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ปฏิสันถารคารวะ เพชรที่ถูกมองข้าม เมื่อ: ธันวาคม 11, 2025, 11:42:11 am
.



[31] ปฏิสันถาร 2 (การต้อนรับ, การรับรอง, การทักทายปราศรัย)
       
1. อามิสปฏิสันถาร (ปฏิสันถารด้วยสิ่งของ)
2. ธรรมปฏิสันถาร (ปฏิสันถารด้วยธรรมหรือโดยธรรม
)


องฺ.ทุก. 20/397/116.
อภิ.วิ. 35/921/487.
____________________________
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

 :25: :25: :25:

ปฏิสันถาร การทักทายปราศรัย,การต้อนรับแขก มี ๒ อย่างคือ
       
๑. อามิสปฏิสันถาร ต้อนรับด้วยสิ่งของ
๒. ธรรมปฏิสันถาร ต้อนรับด้วยธรรม คือ กล่าวแนะนำในทางธรรม
           
อีกนัยหนึ่งว่า ต้อนรับโดยธรรม คือ การต้อนรับที่ทำพอดีสมควรแก่ฐานะของแขก มีการลุกรับเป็นต้น หรือช่วยเหลือสงเคราะห์ ขจัดปัญหาข้อติดขัด ทำกุศลกิจให้ลุล่วง

________________________
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)



 :25: :25: :25:

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต


[๓๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้
          ๒ อย่างเป็นไฉน คือ
          อามิสปฏิสันถาร ๑
          ธรรมปฏิสันถาร ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้ ธรรมปฏิสันถารเป็นเลิศ ฯ

___________________________
https://84000.org/tipitaka/read/?20/397/116

 :25: :25: :25:

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕  พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์

[๙๒๑] อสาขัลยะ ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน เป็นไฉน
         วาจาใด เป็นปม หยาบคาย เผ็ดร้อนต่อผู้อื่น กระทบผู้อื่น ยั่วให้โกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ บุคคลพูดวาจาเช่นนั้น ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน ความเป็นผู้มีวาจาไม่สละสลวย
         ความเป็นผู้มีวาจาหยาบในลักษณะดังกล่าวนั้น อันใด
         นี้เรียกว่า อสาขัลยะ ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน
             
         อัปปฏิสันถาระ ความไม่มีการปฏิสันถาร เป็นไฉน
         ปฏิสันถาร ๒ คือ
         อามิสปฏิสันถาร ๑
         ธัมมปฏิสันถาร ๑
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ทำการปฏิสันถาร ด้วยอามิสปฏิสันถาร หรือด้วยธัมมปฏิสันถาร นี้เรียกว่า อัปปฏิสันถาระ ความไม่มีการปฏิสันถาร

__________________________
https://84000.org/tipitaka/read/?35/921
39  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ปฏิสันถารคารวะ เพชรที่ถูกมองข้าม เมื่อ: ธันวาคม 11, 2025, 08:50:57 am
.



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ ภาษาบาลี อักษรไทย
พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ สุตฺต. องฺ. (๔) : สตฺตก-อฏฺฐก-นวกนิปาตา

เทวตาวคฺโค จตุตฺโถ


[๒๙] อถโข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควาเตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ สตฺติเม ภนฺเต ธมฺมา ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺติ
   
{๒๙.๑} กตเม สตฺต สตฺถุคารวตา ธมฺมคารวตา สงฺฆคารวตา สิกฺขาคารวตา สมาธิคารวตา อปฺปมาทคารวตา ปฏิสนฺถารคารวตา

อิเม โข ภนฺเต สตฺต ธมฺมา ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ อิทมโวจ สา เทวตา สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ

อถโข สา เทวตา สมนุญฺโญ เม สตฺถาติ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ ฯ
     
{๒๙.๒} อถโข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิมํ ภิกฺขเว รตฺตึ อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิตา โข ภิกฺขเว สาเทวตา มํ เอตทโวจ สตฺติเม ภนฺเต ธมฺมา ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺติ

กตเม สตฺต ตา อิเม โข ภนฺเต สตฺต ธมฺมา ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ อิทมโวจ 

ภิกฺขเว สา เทวตา อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
         
สตฺถุครุ ธมฺมครุ        สํเฆ จ ติพฺพคารโว
สมาธิครุ อาตาปี       สิกฺขาย ติพฺพคารโว
อปฺปมาทครุ ภิกฺขุ     ปฏิสนฺถารคารโว
อภพฺโพ ปริหานาย    นิพฺพานสฺเสว สนฺติเกติ ฯ

____________________________
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali_item_s.php?book=23&item=29&items=1





พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต


๔. เทวตาวรรค หมวดว่าด้วยเทวดา
๑. อัปปมาทคารวสูตร ว่าด้วยความเคารพในความไม่ประมาท


[๓๒] ครั้งนั้น เมื่อราตรีผ่านไป(๑-) เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างไปทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
       
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ       
 
ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ     
๑. ความเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา             
๒. ความเป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม           
๓. ความเป็นผู้มีความเคารพในพระสงฆ์         
๔. ความเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา           
๕. ความเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ             
๖. ความเป็นผู้มีความเคารพในความไม่ประมาท         
๗. ความเป็นผู้มีความเคารพในปฏิสันถาร(๒-)
       
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ”

เมื่อเทวดานั้นได้กราบทูลดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ครั้นเทวดานั้นรู้ว่า ‘พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา’ จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ(๓-) แล้วหายไป ณ ที่นั้นแล
       
@@@@@@@

ครั้นคืนนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อราตรีผ่านไป เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างไปทั่วพระเชตวัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ว่า
       
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ
       
ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ความเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา
๒. ความเป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม
๓. ความเป็นผู้มีความเคารพในพระสงฆ์
๔. ความเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา
๕. ความเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ
๖. ความเป็นผู้มีความเคารพในความไม่ประมาท
๗. ความเป็นผู้มีความเคารพในปฏิสันถาร
       
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ
       
ภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว จึงไหว้เรา ทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นแล


@@@@@@@

ภิกษุมีความเคารพในศาสดา
มีความเคารพในธรรม
มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์
มีความเคารพในสมาธิ มีความเพียร
มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา
มีความเคารพในความไม่ประมาท
มีความเคารพในปฏิสันถาร
เป็นผู้ไม่ควรเสื่อม ดำรงอยู่ใกล้นิพพานทีเดียว

           อัปปมาทคารวสูตรที่ ๑ จบ

___________________________
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&siri=29





เชิงอรรถ

(๑-) ราตรีผ่านไป ในที่นี้หมายถึงปฐมยาม (ยามแรก) กำหนดเวลา ๔ ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา ๑๘ นาฬิกา ถึง ๒๒ นาฬิกาแห่งราตรีผ่านไป กำลังอยู่ในช่วงมัชฌิมยาม (ยามท่ามกลาง) คือ กำลังอยู่ในช่วงเวลา ๒๒ นาฬิกา ถึง ๒ นาฬิกาของวันใหม่ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๑-๒๒/๑๐๘) และดู องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๓๒/๔๗๘

(๒-) ปฏิสันถาร ในที่นี้หมายถึงการต้อนรับ มี ๒ อย่าง คือ
      (๑) อามิสปฏิสันถาร (การต้อนรับด้วยอามิส)
      (๒) ธัมมปฏิสันถาร (การต้อนรับด้วยธรรม) (องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๕๓/๑๒๓)

(๓-) ทำประทักษิณ หมายถึง เดินเวียนขวา โดยการประนมมือเวียนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา ๓ รอบ มีผู้ที่ตนเคารพอยู่ทางขวา เสร็จแล้วหันหน้าไปทางผู้ที่ตนเคารพ เดินถอยหลังจนสุดสายตา จนมองไม่เห็นผู้ที่ตนเคารพ แล้วคุกเข่าลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ (การกราบด้วยอวัยวะทั้ง ๕ อย่าง ลงกับพื้น คือ กราบเอาเข่าทั้งสอง มือทั้งสอง และศีรษะ (หน้าผาก) จรดลงกับพื้น) แล้วลุกขึ้นเดินจากไป (วิ.อ. ๑/๑๕/๑๗๖-๑๗๗)
40  เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: ปฏิสันถารคารวะ เพชรที่ถูกมองข้าม เมื่อ: ธันวาคม 11, 2025, 07:19:32 am
.

2013 Photograph, Wat Jed Yod Ancient Temple Gate, Chang Phueak, Mueang Chiang Mai, Chiang Mai, Thailand, © 2016. ภาพถ่าย ๒๕๕๖ วัดเจ็ดยอด ประตูวัดโบราณ ช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ ประเทศไทย


ปฏิสันถารคารวตา (๒)



 :25: :25: :25:

เพชรที่ถูกหมกโคลน

คัมภีร์ปริวาร พระวินัยปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม ๘ ข้อ ๘๕๐ แสดง “คารวะ” ๖ อย่างไว้ดังนี้

ตตฺถ กตเม ฉ คารวา, พุทฺเธ คารโว ธมฺเม คารโว สงฺเฆ คารโว สิกฺขาย คารโว อปฺปมาเท คารโว ปฏิสนฺถาเร คารโว. อิเม ฉ คารวา.

ในหัวข้อเหล่านั้น ความเคารพ ๖ เป็นไฉน.? คือ
ความเคารพในพระพุทธเจ้า
ความเคารพในพระธรรม
ความเคารพในพระสงฆ์
ความเคารพในสิกขา
ความเคารพในอัปปมาท
ความเคารพในปฏิสันถาร
นี้คือความเคารพ ๖.

@@@@@@@

ในอปริหานิยสูตร อังคุตรนิกาย ฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ ข้อ ๓๐๓-๓๐๔ แสดง “คารวะ” ๖ อย่าง ไว้ดังนี้

(ต้นฉบับบาลีบางส่วนเฉพาะที่เป็นบทหลัก)
…. ฉยิเม ภนฺเต ธมฺมา ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺติ, กตเม ฉ, สตฺถุคารวตา ธมฺมคารวตา สงฺฆคารวตา สิกฺขาคารวตา อปฺปมาทคารวตา ปฏิสนฺถารคารวตา. อิเม โข ภนฺเต ฉ ธมฺมา ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ. ….

(คำแปลเต็มพระสูตร)
ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่ง มีรัศมีงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน? คือ –

ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑
ความเป็นผู้เคารพในพระธรรม ๑
ความเป็นผู้เคารพในพระสงฆ์ ๑
ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑
ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑
ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ

เทวดาตนนั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น เทวดาตนนั้นรู้ว่า “พระศาสดาทรงพอพระทัย (คำ) ของเรา” จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้น


@@@@@@@

ครั้นพอล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่ง มีรัศมีงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน? คือ

ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑
ความเป็นผู้เคารพในพระธรรม ๑
ความเป็นผู้เคารพในพระสงฆ์ ๑
ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑
ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑
ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาตนนั้นได้กล่าวดังนี้ แล้วอภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้วได้หายไป ณ ที่นั้น.

(จบข้อความในอปริหานิยสูตร)

@@@@@@@

อีกแห่งหนึ่ง ในอัปปมาทสูตร อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๓ ข้อ ๒๙ แสดง “คารวะ” อีกชุดหนึ่ง มี ๗ อย่าง , ๖ อย่างเหมือนในอปริหานิยสูตร เพียงแต่เพิ่ม “สมาธิคารวตา ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ” อีกข้อหนึ่ง เรียงลำดับต่อจาก สิกฺขาคารวตา คือแทรกระหว่าง สิกฺขาคารวตา กับ อปฺปมาทคารวตา

ตอนท้ายมีคาถาสรุปดังนี้

สตฺถุครุ ธมฺมครุ
สงฺเฆ จ ติพฺพคารโว
สมาธิครุ อาตาปี
สิกฺขาย ติพฺพคารโว.
อปฺปมาทครุ ภิกฺขุ
ปฏิสนฺถารคารโว
อภพฺโพ ปริหานาย
นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก.

ภิกษุผู้เคารพในพระศาสดา เคารพในพระธรรม
เคารพอย่างแรงกล้าในพระสงฆ์
เคารพในสมาธิ มีความเพียร
เคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา
เคารพในความไม่ประมาท
เคารพในปฏิสันถาร
ย่อมเป็นผู้ไม่ควรที่จะเสื่อม
ดำรงอยู่ ณ ที่ใกล้นิพพานทีเดียว

หมายเหตุ : คาถาสรุปนี้ในอปริหานิยสูตรก็มีเหมือนกัน ต่างแต่ไม่มี ๒ บาท คือ “สมาธิครุ อาตาปี สิกฺขาย ติพฺพคารโว.” นอกนั้นเหมือนกัน





เป็นอันได้ความตามพระไตรปิฎกว่า “ปฏิสันถาร” ท่านจัดเข้าเป็น ๑ ในสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ ๗ อย่าง , ๓ อย่างคือพระรัตนตรัย อีก ๓ อย่างคือ “สิกขา” “สมาธิ” และ “อัปปมาท” ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ “อัปปมาท” (ความไม่ประมาท) เป็นสุดยอดแห่งคำสอนในพระพุทธศาสนา

ทำไมท่านจึงจัด “ปฏิสันถาร” ว่าเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ
เทียบเท่ากับพระรัตนตรัย
เทียบเท่ากับการศึกษา
เทียบเท่ากับสมาธิ
เทียบเท่ากับความไม่ประมาท
ทั้งๆ ที่ “ปฏิสันถาร” เป็นธรรมะเพียงแค่ระดับ “มารยาทสังคม” เท่านั้น เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างลึกซึ้ง

     • ลองนึกดูง่ายๆ เราให้ความสำคัญแก่พระรัตนตรัยเพียงใด ก็ต้องให้ความสำคัญแก่ “ปฏิสันถาร” เพียงนั้น ใช่หรือไม่.?
     • แต่ในสายตาของชาวเราและที่ปฏิบัติกันทั่วไป เราเคยให้ความสำคัญแก่ “ปฏิสันถาร” มากเท่ากับพระรัตนตรัยหรือไม่.?
     • เราเห็นความสำคัญของ “ปฏิสันถาร” มากถึงขนาดนั้นหรือไม่.?
     • ถ้าเทียบกับพระรัตนตรัย เทียบกับการศึกษา เทียบกับสมาธิ เทียบกับความไม่ประมาทแล้ว “ปฏิสันถาร” ก็เป็นม้านอกสายตา แทบจะไม่มีใครนึกถึงกันเลยด้วยซ้ำ ใช่หรือไม่.?

@@@@@@@

ลองนึกดูเถิด เราทุ่มเทให้กับการศึกษา เรามีสำนักฝึกปฏิบัติสมาธิ เราสอนสมาธิควบคู่กับวิปัสสนาในฐานะเป็นธรรมะระดับสูง เรายกย่องเชิดชูอัปปมาทธรรมไว้ในที่สูงสุด

แต่มีที่ไหนนึกถึง “ปฏิสันถาร” บ้าง มีสำนักไหนบ้างที่ยกเอา “ปฏิสันถาร” ขึ้นมาฝึกสอนกันในระดับสำคัญเหมือนที่ฝึกสอนสมาธิวิปัสสนา

ปฏิสันถารที่ถูกต้องเหมาะสม อำนวยประโยชน์ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดคุณอนันต์เพียงไร.?
ปฏิสันถารที่บกพร่อง หละหลวม หรือละเลย ทำลายประโยชน์ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดโทษมหันต์ปานไหน.?

ใครจำเรื่องในคัมภีร์ได้บ้าง ลองนำมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่องสองเรื่องสิขอรับ-อย่างเรื่องศากยวงศ์พินาศเพราะการปฏิสันถารที่ผิดพลาดนั่นก็ได้

ใครที่ผ่านชีวิตผ่านโลกมาพอสมควร ย่อมจะเคยได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็น หรือแม้แต่ได้ประสบของจริงมาด้วยตัวเองกันบ้างแล้ว-มากพอที่จะหาเหตุผลมาตอบได้ว่า ทำไมท่านจึงให้ความสำคัญแก่ “ปฏิสันถาร” เทียบเท่ากับพระรัตนตรัย เทียบเท่ากับการศึกษา เทียบเท่ากับสมาธิ และเทียบเท่ากับความไม่ประมาท

ทำไมเรามองข้าม “เพชร” ที่สำคัญที่สุดกันได้ถึงขนาดนี้.?
ถ้ายังไม่เคยคิด ต้องเริ่มคิดกันแล้วนะครับ และถ้ายังไม่ฉุกคิดว่าเราหมกเพชรเม็ดงามไว้ในโคลน หรือพูดให้ตรงกว่านั้น-เราเหยียบเพชรเม็ดงามไว้ใต้ฝ่าเท้าโดยไม่รู้คุณค่า เราก็จะเป็นมนุษย์ที่โงเขลาเบาปัญญาเป็นที่สุด

วัดสามหมื่น-สี่หมื่นวัด เพชรสามหมื่น-สี่หมื่นเม็ด ช่วยกันคิดสิขอรับว่า จะขุดขึ้นมาเจียระไนประดับไว้ในพระศาสนาให้งามแวววาวได้อย่างไร กราบละขอรับ-กรุณาอย่าลากภูเขามาขวางทางกันอยู่เลย


        นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
        ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ | ๑๘:๕๗




Thank to : https://dhamtara.com/?p=23745
10 มิถุนายน 2020 | admin2
หน้า: [1] 2 3 ... 737