|
แสดงกระทู้
|
| This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to. |
Messages - raponsan
|
|
หน้า: [1] 2 3 ... 738
|
|
3
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / "ประเทศที่คนแต่งงานช้า" โสดนานไม่ใช่บังเอิญ อายุเท่าไหร่ แล้วไทยอยู่ตรงไหน.?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 08:09:19 am
|
. เปิดข้อมูล "ประเทศที่คนแต่งงานช้า" โสดนานไม่ใช่บังเอิญ อายุเท่าไหร่ แล้วไทยอยู่ตรงไหน.?!เปิดข้อมูล “ประเทศที่คนแต่งงานช้า” จากสถิติทางการ อายุแต่งงานครั้งแรกเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจ–ค่านิยมเปลี่ยน
ข้อมูลจากหน่วยงานสถิติระดับประเทศและองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่า อายุเฉลี่ยของการแต่งงานครั้งแรกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างครอบครัว และค่านิยมของคนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ การจัดอันดับต่อไปนี้อ้างอิงจาก อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรก (Mean age at first marriage) ของประเทศที่มีข้อมูลเผยแพร่ล่าสุด ไม่ได้หมายความว่าเป็น “ที่สุดในโลก” แบบครอบคลุมทุกประเทศ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีตัวเลขสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ
@@@@@@@
ประเทศที่มีอายุแต่งงานครั้งแรกสูง (ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานทางการ)
เกาหลีใต้
ข้อมูลจาก Statistics Korea ระบุว่า อายุเฉลี่ยแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 33 ปี และผู้หญิงประมาณ 31 ปี นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอายุแต่งงานครั้งแรกสูงที่สุดในเอเชีย สาเหตุสำคัญคือค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัย และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่น
สถิติจาก Statistics Bureau of Japan ระบุว่า ผู้ชายแต่งงานครั้งแรกเฉลี่ยราว 31–32 ปี และผู้หญิงประมาณ 29–30 ปี แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการทำงานและความมั่นคงทางการเงิน
สเปน
ข้อมูลจาก Eurostat และ INE ของสเปน ระบุว่า อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายมากกว่า 34 ปี และผู้หญิงมากกว่า 32 ปี โดยสเปนจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปที่แต่งงานช้าที่สุด
อิตาลี
สถิติจาก ISTAT ชี้ว่า อายุเฉลี่ยแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายอยู่ในช่วงมากกว่า 34 ปี และผู้หญิงประมาณ 32 ปี สาเหตุสำคัญคือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่และการพึ่งพาครอบครัวเดิมนานขึ้น
สวีเดน
แม้สวีเดนจะมีรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง แต่อายุเฉลี่ยแต่งงานครั้งแรกยังอยู่ในระดับสูงกว่า 32–34 ปี ส่วนหนึ่งเพราะสังคมยอมรับการอยู่ร่วมกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส ตารางเปรียบเทียบ อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรก ในแต่ละประเทศ @@@@@@@
แล้วประเทศไทยล่ะ.? คนไทยแต่งงานช้าขึ้นจริงไหม
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและงานวิจัยด้านประชากรของไทยชี้ว่า คนไทยแต่งงานช้าขึ้นอย่างชัดเจน โดยอายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 28–29 ปี และผู้หญิงประมาณ 25–26 ปี ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
นักประชากรศาสตร์ระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากระยะเวลาการศึกษา การสร้างฐานะทางการเงิน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกชะลอการแต่งงานออกไปก่อน
เมื่อเทียบกับประเทศอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ไทยอาจยังไม่ใช่ประเทศที่แต่งงานช้าที่สุด แต่ทิศทางกำลังเคลื่อนเข้าใกล้รูปแบบเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมคนทั่วโลกแต่งงานช้าลง.?
1. ค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้น 2. ระยะเวลาการศึกษาและการสร้างอาชีพยาวนานขึ้น 3. ความไม่มั่นคงด้านรายได้ของคนรุ่นใหม่ 4. ค่านิยมที่ยอมรับการอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน 5. การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตก่อนสร้างครอบครัว
แนวโน้ม “แต่งงานช้า” ไม่ได้สะท้อนการลดลงของคุณค่าความสัมพันธ์ แต่เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป การอ้างอิงอายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกจากหน่วยงานสถิติทางการช่วยให้เห็นภาพแนวโน้มอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่สรุปเกินกว่าข้อมูลที่มีอยู่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง - OECD - Statistics Bureau of Japan - Statistics Korea - Eurostat - ISTAT Italyขอบคุณ : https://www.sanook.com/news/9875386/S! News สนับสนุนเนื้อหา | 25 ก.พ. 69 (14:35 น.)
|
|
|
|
|
4
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คุณรู้ไหม…‘การกอด’ คือ ยาวิเศษ สามารถบำบัดได้ทั้งกายและใจ
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 07:57:18 am
|
. คุณรู้ไหม…‘การกอด’ คือ ยาวิเศษ สามารถบำบัดได้ทั้งกายและใจ“การกอด”…สามารถบำบัดได้ทั้งกายและใจเป็นของขวัญดีๆ ต่อสุขภาพของเราเอง
วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยกรมอนามัยกล่าวถึงความลับจาก “การกอด” ว่า ทุกวันอาจไม่ใช่วันที่สดใสสำหรับทุกคน บางครั้งปัญหาเรื่องเรียน งาน ความรัก หรือการเงิน ทำให้เรารู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แต่ท่ามกลางความหนักหนานั้น ยังมี “แสงเล็ก ๆ” ที่คอยโอบล้อมเราไว้เสมอ นั่นคือครอบครัว และอ้อมกอดจากคนที่รัก เพราะบางครั้งเราไม่ได้ต้องการคำตอบของปัญหา แค่ต้องการใครสักคนกอดแน่น ๆ เพื่อบอกว่า “ยังมีฉันอยู่ข้าง ๆ” เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามพลังของอ้อมกอดธรรมดา ๆ ที่ดูเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย
@@@@@@@@
ความลับจากการกอด ที่คุณไม่เคยรู้ มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
• ช่วยเพิ่มฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายดีขึ้น • ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจเพราะระดับฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง • ช่วยลดช่องว่างในครอบครัวเติมเต็มความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจกันมากขึ้น • ช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด
เพราะฉะนั้น อย่ารอให้ถึงวันที่เหนื่อยล้าที่สุดแล้วค่อยกอดกัน อ้อมกอดเล็ก ๆ ในวันนี้ อาจเป็นพลังใจสำคัญของใครบางคน และยังเป็นของขวัญดี ๆ ต่อสุขภาพของเราเองด้วย บางครั้งการดูแลกัน ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย แค่กอดให้แน่นพอ ก็ส่งต่อทั้งความรักและพลังชีวิตได้อย่างมหาศาลขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/5628024/ข่าว - การเมือง | 27 ก.พ. 2569 • 6:30 น.
|
|
|
|
|
5
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ‘วัดสระเกศฯ’ เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมบูรณะฟื้นฟู ‘ต้นพระศรีมหาโพธิ์’ อายุ 200 ปี
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 07:51:22 am
|
. ‘วัดสระเกศฯ’ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมบูรณะฟื้นฟู ‘ต้นพระศรีมหาโพธิ์’ สมัยร.2 อายุกว่า 200 ปี วัดสระเกศฯ จัดกิจกรรมฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์ สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องในวันมาฆบูชา วันที่ 3 มี.ค. 2569 ณ ลานโพธิ์ลังกา วัดสระเกศฯ
พระราชกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า วัดสระเกศฯ จะจัดกิจกรรมฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์ สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องในวันมาฆบูชา วันที่ 3 มี.ค. 2569 ณ ลานโพธิ์ลังกา วัดสระเกศฯ
โดยในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. จะมีพิธีตักบาตรที่ลานโพธิ์ลังกา พร้อมทั้งเปิดลานโพธิ์ลังกาให้ประชาชนได้มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ และเวียนเทียนรอบต้นโพธิ์ลังกาได้ตลอดทั้งวัน นอกจากนั้น จะมีการจัดแสดงนิทรรศการความเป็นมาของต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะใบของโพธิ์ลังกา ซึ่งจะมีความแตกต่างจากโพขี้นก หรือโพท้องถิ่น
จากนั้นเวลา 19.00 น. จะมีพิธีเวียนเทียนขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ บนองค์พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง
และเวลา 20.00 น. จะมีการแสดงธรรมกัณฑ์พิเศษ ประกอบ แสง สี เสียง บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ผ่านการเดินทางอันยาวนานนับพันปี กว่าจะถึงแผ่นดินสยาม ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 และเจริญงอกงาม เติบโตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยต่อมาอีกร่วม 200 ปี พระราชกิจจาภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากทางวัดสระเกศฯ พบว่า ต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ถูกคุกคามโดยโพขี้นก ทั้งยังถูกเบียดเบียนจากเห็ดรา จึงแคระแกร็นอ่อนล้าลง ดังนั้นจึงจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทย มาร่วมแรงร่วมใจกันในการบูรณะ ฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้กลับมาเป็น “พระมหาเจดีย์ที่มีชีวิต” แผ่กิ่งก้านสาขาเจริญงอกงาม ทำหน้าที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบไป
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้า ประทับนั่งตรัสรู้ จึงเป็น “บริโภคเจดีย์” เป็นเจดีย์มีชีวิตที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เกิดวันเดียวกันกับวันที่พระมหาโพธิสัตว์ประสูติ หยั่งรากลงดิน เจริญงอกงามเติบโต แผ่กิ่งก้านสาขา อยู่ท่ามกลางผืนป่าอันเงียบสงบ รอการมาของพระมหาบุรุษผู้เป็นสหชาติ
เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ขณะมีอายุ 29 ปี และตรัสรู้ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ในอีก 6 ปีถัดมา ขณะตรัสรู้พระพุทธองค์มีพระชนมายุ 35 ปี ขณะนั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เติบโตเต็มที่มีอายุได้ 35 ปี และเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยพระชนมายุ 80 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็มีอายุ 80 ปี เท่ากับอายุของพระพุทธเจ้า
แม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ยังคงมีชีวิต ทำหน้าที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ผ่านกาลเวลาอยู่ต่อมานับพันปี เสมือนหนึ่งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่
ต่อมาในพ.ศ. 236 พระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้พระสังฆมิตตาเถรี อัญเชิญกิ่งด้านขวาของพระศรีมหาโพธิ์ จากพุทธคยา เดินทางโดยเรือไปเกาะลังกา พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกา เสด็จลงน้ำถึงพระอุระไปรอรับหน่อพระศรีมหาโพธิ์ด้วยพระองค์เอง ขณะนั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์มีอายุได้ 316 ปี ต่อมา พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดให้เลือกพระภิกษุผู้ชอบเที่ยวธุดงค์ ได้พระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพจากสำนักวัดสระเกศ เป็นหัวหน้าสมณทูตออกไปสืบพระศาสนาที่ลังกา พร้อมด้วยคณะสงฆ์รวม 8 รูป พระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพไปอยู่เป็นเวลา 3 ปี
ครั้นกลับมาได้นำหน่อต้นโพธิ์ลังกา พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ เมืองอนุราธบุรีมาถวายรัชกาลที่ 2 จำนวน 3 ต้น และพ.ศ. 2361 ทรงโปรดฯ ให้ปลูกไว้ที่วัดสระเกศ 1 ต้น อยู่ที่ลานโพธิ์หน้าพระอุโบสถ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ และตั้งแต่ พ.ศ. 2361 อันเป็นปีที่หน่อโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ถูกปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทย จนถึงปัจจุบัน นับโดยปีได้ 208 ปี
และในบรรดาสหชาติทั้ง 7 ที่เกิดวันเดียวกันกับพระพุทธเจ้านั้น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คือ สิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียว ที่อยู่ทันพระพุทธเจ้า และมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนชาวไทยควรภูมิใจว่า เรามีต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดียวกันกับต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อยู่บนผืนแผ่นดินไทยขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/5629097/ข่าว > การศึกษา-ศาสนา | 24 ก.พ. 2569 • 8:30 น.
|
|
|
|
|
6
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / รอยพระพุทธบาท ๓ รอย ที่กล่าวไว้ในอรรถกถา
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2026, 11:37:14 am
|
. รอยพระพุทธบาท ๓ รอย ที่กล่าวไว้ในอรรถกถา๑. อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ มีจำนวน ๑ รอย ๒. อรรถกถาปุณณสูตรที่ ๕ มีจำนวน ๒ รอย
มีรายละอียดโดยสังเขป ดังนี้  อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ (คัดมาบางส่วน) มาคันทิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวาน ตณฺหํ เพราะเห็นนางตัณหาดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร.? สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของมาคันทิยพราหมณ์พร้อมกับภรรยาชาวกัมมาสธัมมนิคม แคว้นกุรุ ทันใดนั้นเองได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงเปล่งพระรัศมีสีทองประทับนั่ง ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ไม่ไกลกัมมาสธัมมนิคม. ขณะนั้นแม้มาคันทิยพราหมณ์ก็ได้ไป ณ นิคมนั้นเพื่อล้างหน้า เห็นรัศมีสีทอง คิดว่านี่อะไร มองดูข้างโน้นข้างนี้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจ. นัยว่า ธิดาของพราหมณ์นั้นก็มีผิวเหมือนทองด้วย. บรรดาขัตติยกุมารเป็นต้นเป็นอันมากพากันขอนางนั้นก็ไม่ได้. พราหมณ์ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าจักยกธิดาให้แก่สมณะผู้มีผิวคล้ายทองเท่านั้น.
พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเกิดความคิดขึ้นว่า สมณะนี้มีผิวเหมือนธิดาของเรา เราจะยกธิดาของเราให้สมณะนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อพราหมณ์เห็นจึงดีใจ รีบไปเรือนบอกกะนางพราหมณีว่า แม่มหาจำเริญ แม่มหาจำเริญ ฉันเห็นชายผิวทองเหมือนลูกสาวแล้ว แม่นางจงแต่งตัวลูกสาวเถิด เราจะยกให้สมณะนั้น.
เมื่อนางพราหมณีเอาน้ำหอมอาบลูกสาว แล้วตกแต่งด้วยผ้าดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นอยู่นั้นเอง จนถึงเวลาภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้า. @@@@@@@
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกัมมาสธัมมนิคม.
พราหมณ์และพราหมณีก็พาธิดาไปถึงโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น นางพราหมณีไม่เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ ได้เห็นแต่เครื่องลาดหญ้าที่ปูไว้เป็นที่ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โอกาสที่ประทับนั่งและรอยพระบาทไม่อากูล. นางพราหมณีจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ นี่เครื่องลาดหญ้าปูไว้สำหรับสมณะนั้นหรือ. พราหมณ์ตอบว่า ถูกแล้ว แม่นาง. นางพราหมณีกล่าวว่า พ่อพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น การมาของเราไม่สำเร็จสมประสงค์เสียแล้ว. พราหมณ์ถามว่า เพราะอะไรเล่า แม่นาง. นางพราหมณีตอบว่า พ่อพราหมณ์จงดูซิ ปูหญ้ายังเรียบร้อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคกามจะใช้สอย. พราหมณ์กล่าวว่า แม่นางเมื่อเราแสวงหาสิ่งเป็นมงคล แม่นางอย่าได้พูดถึงสิ่งไม่เป็นมงคลเลย. นางพราหมณีเที่ยวเดินไปข้างโน้นข้างนี้อีก เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์จงดูรอยเท้านั้นซิ ผู้นี้ไม่ใช่ผู้หมกมุ่นในกามเลย.
พราหมณ์ถามว่า แม่นางรู้ได้อย่างไรเล่า. นางเมื่อจะแสดงความรู้ของตน จึงกล่าวว่า เป็นความจริง เท้าของคนกำหนัดเป็นเท้ากระโหย่ง เท้าของคนโทสะเป็นเท้าขย่ม เท้าของคนโมหะลงส้น เท้าเช่นนี้เป็นเท้าของผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว.
กถานี้ยังไม่ชัดเจนแก่พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น.
@@@@@@@
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้เสด็จมายังไพรสณฑ์นั้น. นางพราหมณีเห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้า งดงามด้วยพระลักษณะอันเลิศ แวดวงด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ เห็นสมณะนั้นหรือยัง. พราหมณ์ตอบว่า เห็นแล้วแม่นาง.
นางพราหมณีกล่าวว่า สมณะนี้จักไม่บริโภคกามเป็นแน่ เรามาเสียเวลาเสียแล้ว ผู้มีลักษณะอย่างนี้จักบริโภคกามข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. ฯลฯ. ที่มา : อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตร https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=416&fontsz=0
อรรถกถาเล่มที่ ๒๙ ภาษาบาลีอักษรไทย สุตฺต.อ.๒ (ปรมตฺถ.๒) (คัดมาบางส่วน)
๙. มาคนฺทิยสุตฺตวณฺณนา
[๘๔๒] ทิสฺวาน ตณฺหนฺติ มาคนฺทิยสุตฺตํ. กา อุปปตฺติ? เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต ปจฺจูสสมเย พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โอโลเกนฺโต กุรูสุ กมฺมาสธมฺมนิคมวาสิโน มาคนฺทิยสฺส นาม พฺราหฺมณสฺส สปชาปติกสฺส อรหตฺตูปนิสฺสยํ ทิสฺวา ตาวเทว สาวตฺถิโต ตตฺถ คนฺตฺวา กมฺมาสธมฺมสฺส อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ นิสีทิ สุวณฺโณภาสํ มุญฺจมาโน.
มาคนฺทิโยปิ ตํขณํ ตตฺถ มุขโธวนตฺถํ คโต สุวณฺโณภาสํ ทิสฺวา "กึ อิทนฺ"ติ อิโต จิโต จ เปกฺขนฺโต ภควนฺตํ ทิสฺวา อตฺตมโน อโหสิ. ตสฺส กิร ธีตา สุวณฺณวณฺณา, ตํ พหู ขตฺติยกุมาราทโย วารยนฺตา น ลภนฺติ. พฺราหฺมโณ เอวํลทฺธิโก โหติ "สมณสฺเสว นํ สุวณฺณวณฺณสฺส ทสฺสามี"ติ. โส ภควนฺตํ ทิสฺวา "อยํ เม ธีตาย สมานวณฺโณ, อิมสฺส นํ ทสฺสามี"ติ จิตฺตํ อุปฺปาเทสิ.
ตสฺมา ทิสฺวาว อตฺตมโน อโหสิ. โส เวเคน ฆรํ คนฺตฺวา พฺราหฺมณึ อาห "โภติ โภติ มยา ธีตาย สมานวณฺโณ ปุริโส ทิฏฺโฐ, อลงฺกโรหิ ทาริกํ, ตสฺส นํ ทสฺสามา"ติ. พฺราหฺมณิยา ทาริกํ คนฺโธทเกน นฺหาเปตฺวา วตฺถปุปฺผาลงฺการาทีหิ อลงฺกโรนฺติยา เอว ภควโต ภิกฺขาจารเวลา สมฺปตฺตา.
@@@@@@@
อถ ภควา กมฺมาสธมฺมํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.
เตปิ โข ธีตรํ คเหตฺวา ภควโต นิสินฺโนกาสํ อคมํสุ, ตตฺถ ภควนฺตํ อทิสฺวา พฺราหฺมณี อิโต จิโต จ วิโลเกนฺตี ภควโต นิสชฺชฏฺฐานํ ติณสนฺถารกํ อทฺทส. พุทฺธานญฺจ อธิฏฺฐานพเลน นิสินฺโนกาโส ปทนิกฺเขโป จ อพฺยากุลา โหนฺติ.
สา พฺราหฺมณํ อาห. "เอส พฺราหฺมณ ตสฺส ติณสนฺถาโร"ติ, อาม โภตีติ. เตนหิ พฺราหฺมณ อมฺหากํ อาคมนกมฺมํ น สมฺปชฺชิสฺสตีติ. กสฺมา โภตีติ? ปสฺส พฺราหฺมณ อพฺยากุโล ติณสนฺถาโร, เนโส กามโภคิโน ปริภุตฺโตติ. พฺราหฺมโณ "มา โภติ มงฺคเล ปริเยสิยมาเน อวมงฺคลํอภณี"ติ อาห.
ปุนปิ พฺราหฺมณี อิโต จิโต จ วิจรนฺตี ภควโต ปทนิกฺเขปํ ทิสฺวา พฺราหฺมณํ อาห "อยํ ตสฺส ปทนิกฺเขโป"ติ อาม โภตีติ. ปสฺส พฺราหฺมณ ปทนิกฺเขปํ, นายํ สตฺโต กาเมสุ คธิโต"ติ
"กถํ ตฺวํ โภติ ชานาสี"ติ จ วุตฺตา อตฺตโน ปญฺญาพลํ ทสฺเสนฺตี อาห :- "รตฺตสฺส หิ อุกฺกุฏิกํ ปทํ ภเว ทุฏฺฐสฺส โหติ อนุกฑฺฒิตํ ปทํ มูฬฺหสฺส โหติ สหสานุปีฬิตํ วิวฏจฺฉทสฺส อิทมีทิสํ ปทนฺ" ติ. อยํ หิ เตสํ กถา วิปฺปกตา,
@@@@@@@
อถ ภควา กตภตฺตกิจฺโจ ตเมว วนสณฺฑํ อาคโต. พฺราหฺมณี ภควโต วรลกฺขณขจิตํ พฺยามปฺปภาปริกฺขิตฺตํ รูปํ ทิสฺวา พฺราหฺมณํ อาห "เอส ตยา พฺราหฺมณ ทิฏฺโฐ"ติ. อาม โภตีติ. อยํ กาเม น ปริภุญฺชิสฺสติ, อาคตกมฺมํ นสมฺปชฺชิสฺสเตว, เอวรูโป นาม กาเม ปริภุญฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ. ที่มา : https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=29&A=8561
อรรถกถาปุณณสูตรที่ ๕ (คัดมาบางส่วน)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำระพระวรกายแต่เช้าตรู่ เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี ทรงนั่งเข้าผลสมาบัติ.
บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนแล้ว ท่านรำพึงว่านี้อะไรกัน จึงเห็นพระศาสดาเสด็จไปยังแคว้นสุนาปรันตะ จึงตรัสเรียก "วิสสุกัมเทพบุตร" มาสั่งว่า พ่อเอ้ย วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ท่านจงสร้างเรือนยอด ๕๐๐ หลัง จงประดิษฐานเตรียมไว้ยอดซุ้มประตูพระวิหารพระเชตวัน. วิสสุกรรมเทพบุตรก็ได้จัดตามเทวโองการ เรือนยอดของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เป็น ๔ มุข. ของพระอัครสาวก ๒ มุข. นอกนั้นมีมุขเดียว.
พระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จเข้าไปเรือนยอดที่ใกล้ ในบรรดาเรือนยอดอันตั้งไว้ตามลำดับ. มีภิกษุ ๔๙๙ รูป นับตั้งแต่พระอัครสาวกเป็นต้นไป จึงได้เข้าไป ได้มีเรือนยอดว่างอยู่หลังหนึ่ง. เรือนยอดทั้ง ๕๐๐ หลังลอยละลิ่วไปในอากาศ.
@@@@@@@
พระศาสดาเสด็จถึงสัจจพันธบรรพต ได้พักเรือนยอดไว้บนอากาศ
ดาบสผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าสัจจพันธ์ที่บรรพตนั้น ให้มหาชนถือมิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศอยู่. แต่ธรรมอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระอรหัตตผลในภายในของท่านย่อมรุ่งโรจน์เหมือนประทีปลุกโพลงในภายในฉะนั้น.
พระศาสดาครั้นทรงเห็นดังนั้นแล้ว จึงคิดว่าเราจักแสดงธรรมแก่เขา ดังนี้แล้วจึงเสด็จไปแสดงธรรม. ในเวลาจบเทศนา พระดาบสบรรลุพระอรหัต. อภิญญามาถึงท่านพร้อมด้วยพระอรหัตที่บรรลุนั่นเอง. ท่านเป็นเอหิภิกษุ ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ ก็เข้าไปเรือนยอด (หลังที่ว่าง)
พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ที่เรือนยอด เสด็จไปวานิชคาม กระทำเรือนยอดไม่ให้มีใครเห็นแล้ว เสด็จเข้ายังวานิชคาม. พวกพ่อค้าถวายทานแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วนำพระศาสดาไปยังกุฏาคาร.
พระศาสดาได้เสด็จเข้าไปยังโรงกลม. มหาชนบริโภคอาหารเช้าตราบเท่าที่คิดว่า พระศาสดาทรงสงบระงับความหิวอาหาร แล้วสมาทานองค์อุโบสถ ถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นอันมาก กลับมายังอารามเพื่อต้องการฟังธรรม. พระศาสดาทรงแสดงธรรมเกิดเป็นประมุขที่ผูกเป็นหุ่นของมหาชน. โกลาหลเพราะพระพุทธองค์ได้มีเป็นอันมาก.
@@@@@@@
พระศาสดาประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเองตลอด ๗ วันเพื่อสงเคราะห์มหาชน. พออรุณขึ้นก็ได้ปรากฏอยู่ในมหาคันธกุฎีนั้นเอง. ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ๗ วัน การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐. พระองค์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๗ วัน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในวานิชคาม ให้พระปุณณเถระกลับด้วยตรัสสั่งว่า เธอจงอยู่ในที่นี้แล ได้เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีอันมีอยู่โดยลำดับ.
พระยานาคนัมมทากระทำการต้อนรับพระศาสดา ให้เสด็จเข้าไปสู่ภพนาค ได้กระทำสักการะต่อพระรัตนตรัย. พระศาสดาแสดงธรรมแก่พระยานาคนั้น แล้วออกจากภพนาค.
พระยานาคนั้นอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงประทานสิ่งที่ควรสละแก่ข้าพระองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เจดีย์คือรอยพระบาทไว้ ณ ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เจดีย์คือรอยพระบาทนั้น เมื่อคลื่นหลากมาๆ ย่อมปิด เมื่อคลื่นไปแล้วย่อมเปิดออก ความถึงพร้อมด้วยมหาสักการะได้มีแล้ว.
@@@@@@@
พระศาสดาเสด็จออกจากที่นั้น แล้วเสด็จไปยังสัจจพันธบรรพต ตรัสกะสัจจพันธภิกษุว่า เธอทำให้มหาชนหยั่งลงไปในทางอบาย เธอจงอยู่ในที่นี้แหล่ะ ให้ชนเหล่านั้นสละลัทธิเสีย แล้วให้ดำรงอยู่ในทางแห่งพระนิพพาน. ฝ่ายพระสัจจพันธภิกษุนั้นทูลขอข้อที่ควรประพฤติ. พระศาสดาแสดงพระเจดีย์ คือ รอยพระบาท ที่หลังแผ่นหินแท่งทึบ เหมือนรอยตราที่ก้อนดินเหนียวเปียก. แต่นั้นก็เสด็จ กลับพระวิหารเชตวันตามเดิม. ที่มา : อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ,๕. ปุณณสูตร https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=18&i=112
อรรถกถาเล่มที่ ๑๓ ภาษาบาลีอักษรไทย สํ.อ. (สารตฺถ.๓) (คัดมาบางส่วน)
๕-๖. ปุณฺณสุตฺตาทิวณฺณนา
ภควา ปาโตว สรีรปฏิชคฺคนํ กตฺวา คนฺธกุฏึ ปวิสิตฺวา ผลสมาปตฺตึ อปฺเปตฺวา นิสีทิ.
สกฺกสฺส ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหํ อโหสิ. โส "กึ อิทนฺ"ติ อาวชฺเชตฺวา สตฺถุ สุนาปรนฺตคมนํ ทิสฺวา วิสฺสกมฺมํ อามนฺเตสิ "ตาต อชฺช ภควา ตึสมตฺตานิ โยชนสตานิ ปิณฺฑจารํ คมิสฺสติ, ปญฺจ กูฏาคารสตานิ มาเปตฺวา เชตวนทฺวารโกฏฺฐมตฺถเก คมนสชฺชานิ กตฺวา ฐเปหี"ติ.
โส ตถา อกาสิ. ภควโต กูฏาคารํ จตุมุขํ อโหสิ, ทฺวินฺนํ อคฺคสาวกานํ ทฺวิมุขานิ, เสสานิ เอกมุขานิ,
สตฺถา คนฺธกุฏิโต นิกฺขมฺม ปฏิปาฏิยา ฐปิตกูฏาคาเรสุ ธุรกูฏาคารํ ปาวิสิ. เทฺว อคฺคสาวเก อาทึ กตฺวา เอกูนปญฺจภิกฺขุสตานิปิ กูฏาคารคตานิ อเหสุํ, เอกํ ตุจฺฉํ กูฏาคารํ อโหสิ, ปญฺจปิ กูฏาคารสตานิ อากาเส อุปฺปตึสุ. @@@@@@@
สตฺถา สจฺจพนฺธปพฺพตํ นาม ปตฺวา กูฏาคารํ อากาเส ฐเปสิ.
ตสฺมึ ปพฺพเต สจฺจพนฺโธ นาม มิจฺฉาทิฏฺฐิตาปโส มหาชนํ มิจฺฉาทิฏฺฐึ อุคฺคณฺหาเปนฺโต ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺโต หุตฺวา วสติ, อพฺภนฺตเร จสฺส อนฺโตจาฏิยํ ปทีโป วิย อรหตฺตผลสฺส อุปนิสฺสโย ชลติ. ตํ ทิสฺวา "ธมฺมธชสฺส กเถสฺสามี"ติ คนฺตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ. ตาปโส เทสนาปริโยสาเน อรหตฺตํ ปาปุณิ. มคฺเคเนวสฺส อภิญฺญา อาคตา, โส เอหิภิกฺขุ หุตฺวา อิทฺธิมยปตฺตจีวรธโร กูฏาคารํ ปาวิสิ. ภควา กูฏาคารคเตหิ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ วาณิชคามํ คนฺตฺวา กูฏาคารานิ อทิสฺสมานกานิ กตฺวา วาณิชคามํ ปาวิสิ. วาณิชา พุทฺธปฺปมุขสฺส สํฆสฺส มหาทานํ ทตฺวา สตฺถารํ กูฏาคารํ นยึสุ.
สตฺถา มณฺฑลมาลํ ปาวิสิ. มหาชโน ยาว สตฺถา ภตฺตทรถํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ, ตาว ปาตราสํ กตฺวา อุโปสถงฺคานิ สมาทาย พหุํ คนฺธญฺจ ปุปฺผญฺจ อาทาย ธมฺมสฺสวนตฺถาย อารามํ ปจฺจาคมาสิ. สตฺถา ธมฺมํ เทเสสิ. มหาชนสฺส พนฺธนโมกฺโข ชาโต,มหนฺตํ พุทฺธโกลาหลํ อโหสิ. @@@@@@@
สตฺถา มหาชนสฺส สงฺคหตฺถาย สตฺตาหํ ตฺตเถว วสติ, อรุณํ ปน มหาคนฺธกุฏิยํเยว อุปฏฺฐเปสิ. สตฺตาหมฺปิ ธมฺมเทสนาปริโยสาเน จตุราสีติยา ปาณสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อโหสิ. ตตฺถ สตฺตาหํ วสิตฺวา วาณิชคาเม ปิณฺฑาย จริตฺวา "ตฺวํ อิเธว วสาหี"ติ ปุณฺณตฺเถรํ นิวตฺเตตฺวา อนฺตเรน นมฺมทานที นาม อตฺถิ, ตสฺสา ตีรํ อคมาสิ.
นมฺมทา นาม นาคราชา สตฺถุ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา นาคภวนํ ปเวเสตฺวา ติณฺณํ รตนานํ สกฺการํ อกาสิ.
สตฺถา ตสฺส ธมฺมํ กเถตฺวา นาคภวนา นิกฺขมิ. โส "มยฺหํ ภนฺเต ปริจริตพฺพํ เทถา"ติ ยาจิ.
ภควา นมฺมทานทีตีเร ปทเจติยํ ทสฺเสติ. ตํ วีจีสุ อาคตาสุ ปิถิยฺยติ , คตาสุ วิวรียติ. มหาสกฺการสมฺปตฺตํ อโหสิ.
@@@@@@@
สตฺถา ตโต นิกฺขมิตฺวา สจฺจพนฺธปพฺพตํ คนฺตฺวา สจฺจพนฺธํ อาห "ตยา มหาชโน อปายมคฺเค โอตาริโต, ตฺวํ อิเธว วสิตฺวา เอเตสํ ลทฺธึ วิสฺสชฺชาเปตฺวา นิพฺพานมคฺเค ปติฏฺฐาเปหี"ติ.
โสปิ ปริจริตพฺพํ ยาจิ. สตฺถา ฆนปิฏฺฐิปาสาเณ อลฺลมตฺติกปิณฺฑมฺหิ ลญฺชนํ วิย ปทเจติยํ ทสฺเสสิ. ตโต เชตวนเมว คโต.
ที่มา : https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=13&A=476  ยังมีต่อ..โปรดติดตาม...
|
|
|
|
|
7
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชื่นชม 3 พระเถระชาวต่างชาติ สอบผ่านเป็น "พระอุปัชฌาย์"
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2026, 01:49:28 pm
|
. ชื่นชม 3 พระเถระชาวต่างชาติ สอบผ่านเป็น "พระอุปัชฌาย์"พุทธศาสนิกชนสุดปีติ! ชื่นชม 3 พระเถระชาวต่างชาติ สอบผ่านเป็น "พระอุปัชฌาย์" ตามระเบียบคณะสงฆ์ไทย นับเป็นก้าวสำคัญและเป็นเรื่องราวที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่พุทธศาสนิกชนทั่วโลก เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลอันน่าเลื่อมใสว่า มีพระภิกษุชาวต่างชาติ (พระฝรั่ง) ถึง 3 รูป ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความวิริยะอุตสาหะและวัตรปฏิบัติอันงดงาม จนสามารถผ่านการอบรมและสอบความรู้เพื่อเป็น "พระอุปัชฌาย์" ตามระเบียบของคณะสงฆ์ไทย ประจำปี 2569 ได้อย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยเพจ สำนักงานเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร และเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ได้กล่าวถึงพระอุปัชฌาย์ชาวต่างชาติทั้ง 3 รูป ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับสากล ได้แก่
รูปที่ 1 พระภาวนาวัชราจารย์ วิ. (เฮนนิ่ง เกวลี) เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี รุ่นที่ 51 ปีพุทธศักราช 2561
รูปที่ 2 พระครูพุทธิญาณวิเทศ วิ. (แอนดริว ญาณทีโป) วัดโพธิปาละ รัฐเซาธ์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย รุ่นที่ 58 ปีพุทธศักราช 2568
รูปที่ 3 พระครูปลัดลีฟ ญาณิโก วัดอภัยคีรี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รุ่นที่ 59 ปีพุทธศักราช 2569
@@@@@@@
การเป็น "พระอุปัชฌาย์" นั้นถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากพระสงฆ์ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งนั้น จะต้องเป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย และมีหน้าที่เป็นประธานในการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรให้เข้ามาเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา
การที่พระคุณเจ้าชาวต่างชาติทั้ง 3 รูป สามารถสอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานของคณะสงฆ์ไทย สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทในการศึกษาภาษาไทย รวมถึงภาษาบาลี พระธรรมวินัย และขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างลึกซึ้ง
ยิ่งไปกว่านั้น การมีพระอุปัชฌาย์ไปประจำอยู่ที่สาขาในต่างประเทศ ทั้งที่วัดโพธิปาละ รัฐเซาธ์ออสเตรเลีย และวัดอภัยคีรี สหรัฐอเมริกา รวมถึงวัดป่านานาชาติในประเทศไทย จะช่วยอำนวยความสะดวกในการบวชกุลบุตรชาวต่างชาติในพื้นที่นั้นๆ ทำให้สายธารแห่งธรรม โดยเฉพาะสายปฏิบัติธรรมของพระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) สามารถหยั่งรากลึกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
จริยธรรมนิวส์ ขอกราบมุทิตาจิต ต่อความสำเร็จของพระคุณเจ้าทั้ง 3 รูป ไว้ ณ โอกาสนี้ขอบคุณที่มา facebook จริยธรรม Jariyatam News
|
|
|
|
|
8
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / กสิน 10 : อารมณ์กรรมฐาน 10 อย่าง ใช้เพ่งเพื่อทำสมาธิ
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2026, 01:29:38 pm
|
. กสิน 10 : อารมณ์กรรมฐาน 10 อย่าง ใช้เพ่งเพื่อทำสมาธิกสิน 10 คือ อารมณ์กรรมฐาน 10 อย่างในพุทธศาสนา ใช้เพ่งเพื่อทำสมาธิให้จิตตั้งมั่น แบ่งเป็นหมวดตามธาตุและลักษณะ ดังนี้ :-
รายการกสิน 10
ปฐวีกสิน — เพ่งดิน (สีดิน หรือแผ่นดิน) อาโปกสิน — เพ่งน้ำ (น้ำใส ภาชนะน้ำ) เตโชกสิน — เพ่งไฟ (เปลวไฟ แสงเทียน) วาโยกสิน — เพ่งลม (การเคลื่อนไหวของลม เช่น ใบไม้ไหว) นีลกสิน — เพ่งสีเขียว/คราม
ปีตกสิน — เพ่งสีเหลือง โลหิตกสิน — เพ่งสีแดง โอทาตกสิน — เพ่งสีขาว อาโลกกสิน — เพ่งแสงสว่าง อากาสกสิน — เพ่งอากาศ/ช่องว่าง
สรุปเข้าใจง่าย :- กสิน = วัตถุให้จิตเพ่ง → เพ่งจนจิตนิ่ง → เกิดสมาธิขั้นสูง → ใช้ต่อยอดวิปัสสนา
Credit : facebook นารี แจ้งข่าวเตือนภัย
|
|
|
|
|
9
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค ชื่อว่า สารีบุตร
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2026, 09:18:10 am
|
. อรรถกถาอนุปทสูตร อนุปทสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้. ในอนุปทสูตรนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้ตรัสถ้อยคำสรรเสริญคุณของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรโดยนัยว่า เป็นบัณฑิต เป็นต้นนี้. ตรัสเพราะเหตุไร?
เพราะบรรดาพระเถระที่เหลือทั้งหลาย พระมหาโมคคัลลานะปรากฏคุณความดีว่ามีฤทธิ์, พระมหากัสสปะปรากฏคุณความดีว่าธุตวาทะ (ผู้กล่าวธุดงค์) พระอนุรุทธเถระปรากฏคุณความดีว่ามีทิพยจักษุ, พระอุบาลีเถระปรากฏคุณความดีว่าเป็นวินัยธร, พระเรวตเถระปรากฏคุณความดีว่าเป็นผู้ยินดีในฌาน, พระอานันทเถระปรากฏคุณความดีว่าเป็นพหูสูต, พระเถระทั้งหลายนั้นๆ ปรากฏคุณงามความดีนั้นๆ อย่างนี้ ดังพรรณนามานี้.
แต่ว่าคุณความดีของพระสารีบุตรเถระยังไม่ปรากฏ. เพราะเหตุไร?
เพราะคุณความดีทั้งหลายของพระเถระผู้มีปัญญา ใครไม่อาจรู้ เพราะไม่ได้กล่าวไว้. เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า เราจักบอกคุณความดีทั้งหลายของพระสารีบุตร จึงทรงรอให้บริษัทที่เป็นสภาคกันประชุม. การกล่าวคุณในสำนักของบุคคลผู้เป็นวิสภาคกัน ย่อมไม่ควรแล.
คนที่เป็นวิสภาคกันเมื่อใครๆ กล่าวสรรเสริญ (เขา) ก็จะกล่าวตำหนิอย่างเดียว. ก็ในวันนั้นบริษัทที่เป็นสภาคกันกับพระเถระประชุมกัน. ครั้งทรงเห็นว่าบริษัทนั้นประชุมกันแล้ว เมื่อจะตรัสสรรเสริญตามความเป็นจริง จึงทรงเริ่มพระเทศนานี้.
@@@@@@@
เหตุให้เป็นบัณฑิต บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ เป็นบัณฑิตด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ คือ ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท (และ) ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ (เหตุที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้).
ในบทว่า มหาปญฺโญ เป็นต้น มีอธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญามาก. ในข้อนั้น ความต่างกันแห่งปัญญามากเป็นต้นมีดังต่อไปนี้ :-
ปัญญามาก
บรรดาปัญญามากเป็นต้นเหล่านั้น ปัญญามากเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดถือเอาคุณคือศีลมาก. ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดถือเอาคุณคือสมาธิ คุณคือปัญญา คุณคือวิมุตติ คุณคือวิมุตติญาณทัสสนะมาก. ชื่อว่ามีปัญญามาก เพราะกำหนดถือเอาฐานะและอฐานะมาก สมาบัติเป็นเครื่องอยู่มาก อริยสัจมาก สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาทมาก อินทรีย์ พละ โพชฌงค์มาก อริยมรรคมาก สามัญญผลมาก อภิญญามาก นิพพานอันเป็นปรมัตถ์มาก.
ปัญญากว้าง
ปัญญากว้างเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญากว้าง เพราะญาณ (ปัญญา) กว้างเป็นไปในขันธ์ต่างๆ. ชื่อว่าปัญญากว้าง เพราะญาณเป็นไปในธาตุต่างๆ กว้าง ในอายตนะต่างๆ กว้าง ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ กว้าง ในการได้สุญญตาต่างๆ กว้าง ในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณต่างๆ กว้าง ในคุณคือศีลต่างๆ กว้าง ในคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะต่างๆ กว้าง ในฐานะและมิใช่ฐานะต่างๆ กว้าง ในสมาบัติเครื่องอยู่ต่างๆ กว้าง ในอริยสัจต่างๆ กว้าง ในสติปัฏฐานต่างๆ กว้าง ในสัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่างๆ กว้าง ในอริยมรรค สามัญผล อภิญญาต่างๆ กว้าง ในนิพพานอันเป็นปรมัตถ์ ล่วงธรรมอันทั่วไปแก่ชนต่างๆ กว้าง.
ปัญญาร่าเริง ปัญญาร่าเริงเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาร่าเริง เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ มากด้วยความยินดี มากด้วยความปราโมทย์ บำเพ็ญศีล บำเพ็ญอินทรีย์สังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์. ชื่อว่ามีปัญญาร่าเริง เพราะเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ รู้แจ้งฐานะและมิใช่ฐานะ. ชื่อว่ามีปัญญาร่าเริง เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริงบำเพ็ญสมาบัติเป็นเครื่องอยู่ให้บริบูรณ์ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริงแทงตลอดอริยสัจ.
ชื่อว่ามีปัญญาร่าเริง เพราะยังสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค ให้เจริญ. เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ทำให้แจ้งสามัญผล. ชื่อว่ามีปัญญาร่าเริง เพราะแทงตลอดอภิญญาทั้งหลาย. ชื่อว่ามีปัญญาร่าเริง เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ ความยินดีและความปราโมทย์ กระทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นปรมัตถ์.
@@@@@@@
ปัญญาว่องไว ปัญญาว่องไวเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็ว ยังรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ หรือรูปอยู่ในที่ใกล้ทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง. ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็วโดยความเป็นทุกข์. ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปสู่เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สู่วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ ทั้งมวลโดยความเป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา.
ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็วยังจักษุ ฯลฯ ชรา มรณะที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา. ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็วในนิพพานอันเป็นที่ดับรูป เพราะใคร่ครวญพิจารณาทำให้แจ้ง ทำให้เด่นชัดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน. ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว ชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร. ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับชรามรณะ
โดยทำให้แจ้งชัดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา มรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน. ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป ฯลฯ. ชื่อว่าปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับชรา มรณะ โดยใคร่ครวญ พิจารณา ทำให้แจ้ง ทำให้เด่นชัดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา มรณะไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายกำหนัดเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.
ปัญญาคม
ปัญญาคมเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาคม เพราะตัดกิเลสได้เร็ว. ชื่อว่าปัญญาคม เพราะไม่ให้กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว อาศัยอยู่ ไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ ไม่ให้ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันนำไปสู่ภพทั้งปวง อาศัยอยู่ คือละ ได้แก่บรรเทา. หมายความว่า ทำให้มีที่สุด ให้ถึงความไม่มี. ชื่อว่าปัญญาคม เพราะอริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ย่อมเป็นอันบุคคลนี้บรรลุแล้ว คือทำให้แจ้งแล้ว ได้แก่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาในอาสนะเดียว.
ปัญญาหลักแหลม ปัญญาหลักแหลม เป็นไฉน? ชื่อว่าผู้มีปัญญาหลักแหลม เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยความหวาดเสียว มากด้วยความสะดุ้ง มากไปด้วยความรำคาญ มากไปด้วยความไม่ยินดี มากไปด้วยความไม่ยินดียิ่งในสังขารทั้งปวง เมินหน้าไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมเจาะ คือทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายมาก่อน. ชื่อว่าผู้มีปัญญาหลักแหลม เพราะเจาะคือทำลาย กองโทสะ กองโมหะ โกธะ อุปนาหะ ฯลฯ กรรมที่จะให้ไปสู่ภพทั้งหมดที่ยังไม่เคยทำลายมาก่อน. อุปมาพระอัครสาวกบรรลุธรรม บทว่า อนุปทธมฺมวิปสฺสนํ ความว่า เห็นแจ้งวิปัสสนาในธรรมตามลำดับๆ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติหรือองค์ฌาน. เมื่อเห็นแจ้งอยู่อย่างนี้ จึงบรรลุพระอรหัต โดย (ในเวลา) กึ่งเดือน. ส่วนพระมหาโมคคัลลานะบรรลุพระอรหัตโดย (เวลาล่วงไป) ๗ วัน. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น พระสารีบุตรก็เป็นผู้มีปัญญามากกว่า. แท้จริง พระมหาโมคคัลลานเถระเมื่อพิจารณาธรรมที่จะต้องท่องเที่ยวไปด้วยสัมมสนญาณสำหรับพระสาวกทั้งหลาย เพียงเอกเทศเท่านั้นเหมือนเอาปลายไม้เท้าจี้ พยายามถึง ๗ วันจึงบรรลุพระอรหัต. (ส่วน) พระสารีบุตรเถระพิจารณาธรรมที่จะต้องท่องเที่ยวไปด้วยสัมมสนญาณ สำหรับสาวกทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง เว้นไว้แต่ที่จะท่องเที่ยวไปด้วยสัมมสนญาณ สำหรับพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า. ท่านพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ ได้พยายามแล้วถึงครึ่งเดือน. ก็ว่ากันว่า ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้วได้รู้ว่า เว้นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสีย ชื่อว่าพระสาวกอื่น ชื่อว่าสามารถบรรลุสิ่งที่เราพึงบรรลุด้วยปัญญา จักไม่มี. เหมือนอย่างว่า บุรุษคิดว่าจักเอาลำไม้ไผ่ ครั้นเห็นไผ่มีชัฏ (เรียวหนาม) มาก ก็คิดว่าเมื่อถางเรียวหนาม จักชักช้า (เสียเวลา) จึงสอดมือเข้าไปตามช่องตัดเอาลำไม้ไผ่ที่พอจับถึงที่โคนและที่ปลาย ถือเอาได้แล้วก็หลีกไป บุรุษนั้นไปได้ก่อนกว่า (ใคร) ก็จริง แต่ไม่ได้ลำไม้ไผ่ที่แก่หรือตรง. ส่วนคนอื่นเห็นไม้ไผ่ดังนั้นเหมือนกัน คิดว่าถ้าจะถือเอาลำไผ่ที่พอจับถึง ก็จักไม่ได้ลำไผ่ที่แก่หรือตรง จึงนุ่งหยักรั้ง แล้วเอามีดใหญ่ถางหนามไผ่ออก เลือกเอาลำทั้งแก่ทั้งตรง แล้วไป บุรุษผู้นี้ไปถึงทีหลังก็จริง แต่ก็ได้ลำไผ่ทั้งแก่ทั้งตรงฉันใด พึงทราบข้อเปรียบเทียบนี้เหมือนกับการท่องเที่ยวไปด้วยสัมมสนญาณ(๑-) ของพระเถระทั้งสองเหล่านี้.____________________________ (๑-) พม่าเป็น ปธานํ ความเพียร ก็พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ ครั้นพยายามอยู่ถึงครึ่งเดือนอย่างนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตร(๒-) แก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน ณ ที่ใกล้ประตูถ้ำสูกรขาตา ยืนพัดพระทศพลอยู่ ส่งญาณไปตามแนวพระธรรมเทศนา ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณในวันที่ ๑๕ จำเดิมตั้งแต่วันบวช แทงตลอดญาณ ๖๗ ประการ ถึงปัญญา ๑๖ อย่างโดยลำดับ.____________________________ (๒-) ม.ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๒๖๓ ทีฆนขสูตร บทว่า ตตฺรีทํ ภิกฺขเว สารีปุตฺตสฺส อนุปทธมฺมวิปสฺสนาย ความว่า ในการเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับนั้น ข้อนี้สำหรับพระสารีบุตร. คำนี้ตรัสหมายเอาส่วนแห่งวิปัสสนานั้นๆ ที่จะพึงกล่าวในบัดนี้. @@@@@@@ บทว่า ปฐเม ฌาเน ได้แก่ ธรรมเหล่าใดในปฐมฌาน คือในภายในสมาบัติ. บทว่า ตฺยสฺส แยกเป็น เต อสฺส แปลว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอันสารีบุตรนี้ (กำหนดได้แล้วตามลำดับบท). บทว่า อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ความว่า เป็นอันกำหนดได้แล้ว คือกำหนดตัดได้แล้ว รู้แล้ว รู้แจ้งแล้วตามลำดับ คือโดยลำดับๆ
ถามว่า พระเถระรู้ธรรมเหล่านั้นได้อย่างไร? ตอบว่า พระเถระตรวจดูธรรมเหล่านั้นแล้วรู้ว่า วิตกมีการยกจิตขึ้นเป็นลักษณะเป็นไป. อนึ่ง รู้ว่า วิจารมีการเคล้าอารมณ์เป็นลักษณะ ปีติมีการซาบซ่านไปเป็นลักษณะ สุขมีความสำราญเป็นลักษณะ เอกัคคตาจิตมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ สัญญามีการจำได้เป็นลักษณะ เจตนามีความจงใจเป็นลักษณะ วิญญาณมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะ ฉันทะมีความประสงค์จะทำเป็นลักษณะ อธิโมกข์มีการน้อมใจเชื่อเป็นลักษณะ วิริยะมีการประคองจิตไว้เป็นลักษณะ สติมีการปรากฏเป็นลักษณะ อุเบกขามีความเป็นกลางเป็นลักษณะ มนสิการมีการใส่ใจด้วยความยินดีเป็นลักษณะเป็นไป. พระสารีบุตรเมื่อรู้อยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดวิตกตามสภาวะ เพราะอรรถว่ายกจิตขึ้น ฯลฯ ย่อมกำหนดมนสิการโดยความยินดีตามสภาวะ ด้วยเหตุนั้นจึงได้ตรัสว่า ธรรมเหล่านั้นย่อมเป็นอันพระสารีบุตรนั้นกำหนดได้แล้วโดยลำดับบท.
บทว่า วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า เมื่อเกิดขึ้นก็เป็นอันรู้แจ้ง คือเป็นธรรมปรากฏชัดเกิดขึ้น. บทว่า วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ ความว่า แม้ตั้งอยู่ก็เป็นอันรู้แจ้ง คือเป็นธรรมปรากฏชัดตั้งอยู่. บทว่า วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ความว่า แม้ดับไปก็เป็นอันรู้แจ้ง คือเป็นธรรมปรากฏชัดดับไป. ก็ในข้อนี้ ต้องปล่อยวางความเป็นผู้มีญาณอันนั้น และความเป็นผู้มากด้วยญาณ (จิต) เหมือนอย่างว่าใครๆ ไม่อาจถูกต้องปลายนิ้วมือนั้น ด้วยปลายนิ้วมือนิ้วนั้นนั่นแหละได้ฉันใด พระโยคีก็ไม่อาจรู้ความเกิดขึ้นหรือความตั้งอยู่หรือความดับไปของจิตดวงนั้นด้วยจิตดวงนั้นนั่นแหละได้ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องปล่อยวางความเป็นผู้มีญาณนั้นก่อน ด้วยประการดังกล่าวมา.
ก็ถ้าจิต ๒ ดวงเกิดร่วมกัน ใครๆ ไม่พึงอาจรู้ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่หรือความดับไปของจิตดวงหนึ่งด้วยจิตดวงหนึ่งได้. อนึ่ง ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา หรือจิต ชื่อว่าเกิดร่วมกัน ๒ ดวงย่อมไม่มี ย่อมเกิดขึ้นคราวละดวงๆ เท่านั้น ต้องปล่อยวางภาวะที่จิต (เกิดร่วมกัน) มากดวงออกไปเสียอย่างนี้. @@@@@@@
ถามว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ธรรม ๑๖ ประการในภายในสมาบัติย่อมเป็นของแจ่มแจ้งปรากฏแก่พระมหาเถระได้อย่างไร? ตอบว่า พระมหาเถระกำหนดเอาวัตถุและอารมณ์. เพราะวัตถุและอารมณ์พระเถระท่านกำหนดได้ด้วยเหตุนั้น เมื่อท่านนึกถึงความเกิดขึ้นของธรรมเหล่านั้น ความเกิดย่อมปรากฏ เมื่อนึกถึงความตั้งอยู่ ความตั้งอยู่ย่อมปรากฏ เมื่อนึกถึงความดับ ความดับย่อมปรากฏ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ (อันสารีบุตรผู้รู้แจ้งแล้วทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ถึงความดับไป) ด้วยคำว่า อหุตฺวา สมฺโภนฺติ นี้ พระเถระเห็นความเกิดขึ้น. ด้วยคำว่า หุตฺวา ปฏิเวนฺติ นี้ ท่านเห็นความเสื่อมไป. บทว่า อนุปาโย ได้แก่ ไม่เข้าถึงด้วยอำนาจราคะ บทว่า อนปาโย ได้แก่ ไม่เข้าถึงด้วยอำนาจปฏิฆะ บทว่า อนิสฺสิโต ได้แก่ อันตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย อาศัยอยู่ไม่ได้. บทว่า อปฺปฏิพทฺโธ ได้แก่ ไม่ถูกฉันทราคะผูกพัน. บทว่า วิปฺปมุตฺโต ได้แก่ หลุดพ้นจากกามราคะ. บทว่า วิสํยุตฺโต ได้แก่ พรากจากโยคะ ๔ หรือกิเลสทั้งปวง. บทว่า วิมริยาทิกเตน คือ ทำไม่ให้มีเขตแดน. บทว่า เจตสา คือ อยู่ด้วยจิตอย่างนั้น. เขตแดนในคำว่า วิมริยาทิกเตน นั้นมี ๒ อย่าง คือเขตแดนคือกิเลส และเขตแดนคืออารมณ์. ก็ถ้าพระเถระนั้นปรารภธรรม ๑๖ ประการอันเป็นไปในภายในสมาบัติ เกิดกิเลสมีราคะเป็นต้น การเกิดกิเลสขึ้นนั้นพึงมีด้วยเขตแดนคือกิเลส. แต่ในบรรดาธรรม ๑๖ เหล่านั้น แม้ข้อหนึ่งก็ไม่เกิดแก่พระเถระนั้น เพราะเหตุนั้น เขตแดนคือกิเลสย่อมไม่มี เขตแดนคืออารมณ์ก็ไม่มี.
ก็ถ้าพระเถระนั้นนึกถึงธรรม ๑๖ ประการอันเป็นไปในภายในสมาบัติ ธรรมบางข้อพึงมาตามครรลอง เมื่อเป็นอย่างนั้น เขตแดนคืออารมณ์ก็จะพึงมีแก่พระเถระนั้น ก็เมื่อพระเถระนั้นนึกถึงธรรม ๑๖ ประการเหล่านั้น ชื่อว่าธรรมที่จะไม่มาตามครรลอง ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น แม้เขตแดนคืออารมณ์ ก็ย่อมไม่มี. เขตแดน ๒ อย่างประการอื่นอีก คือ เขตแดนคือวิกขัมภนะ (การข่มไว้) และเขตแดนคือสมุจเฉท (การตัดขาด). ใน ๒ อย่างนั้น เขตแดนคือสมุจเฉท จักมีข้างหน้า. แต่ในที่นี้ประสงค์เอาเขตแดนคือวิกขัมภนะ. เพราะพระเถระนั้นข่มข้าศึกได้แล้ว เขตแดนคือการข่มจึงไม่มี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงอยู่ด้วยใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดน. บทว่า อุตฺตรินิสฺสรณํ ได้แก่ เป็นเครื่องสลัดออกอันยิ่งไปกว่านั้น. ก็ในพระสูตรทั้งหลายอื่นๆ ท่านกล่าวพระนิพพานว่า เป็นเครื่องสลัดออกอันยิ่ง. แต่ในสูตรนี้พึงทราบว่า ประสงค์เอาคุณวิเศษอย่างยอดเยี่ยม. บทว่า ตพฺพหุลีการา ได้แก่ เพราะทำความรู้นั้นให้มาก. บทว่า อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ความว่า พระเถระนั้นย่อมมีความรู้นั้นนั่นแล มั่นคงยิ่งขึ้นอีกว่าธรรมเครื่องสลัดออกที่ยิ่งขึ้นไป ยังมีอยู่.
แม้ในวาระที่เหลือก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้. ส่วนในวาระที่ ๒ ชื่อว่าความผ่องใส เพราะอรรถว่าแจ่มใส. พระสารีบุตรย่อมกำหนดธรรมเหล่านั้นได้โดยสภาพ. ในวาระที่ ๔ บทว่า อุเปกฺขา ได้แก่ อุเบกขาเวทนานั่นแล ในฐานะที่เป็นสุข (เวทนา). บทว่า ปสิทฺธตฺตา (ปริสุทฺธตฺตา) เจตโส อนาโภโค ความว่า ความสุขนี้ ท่านกล่าวว่าหยาบ เพราะมีการผูกใจไว้ว่า ในฌานนั้น ความสุขใดยังมีอยู่ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงการไม่ผูกใจ เพราะความเป็นผู้มีสติบริสุทธิ์อย่างนี้. อธิบายว่า เพราะไม่มีความสุขอย่างหยาบนั้น. บทว่า สติปาริสุทฺธิ คือ สติบริสุทธิ์นั่นแหละ. แม้อุเบกขาก็ชื่อว่าอุเบกขาบริสุทธิ์. บทว่า สโต วุฏฺฐหติ ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสติคือรู้ด้วยญาณ ย่อมออก (จากฌาน).
@@@@@@@
บทว่า เต ธมฺเม สมนุปสฺสติ ความว่า เพราะในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน การเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทย่อมมีได้ เฉพาะพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น สำหรับพระสาวกทั้งหลายย่อมมีไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงวิปัสสนากลาป (การเห็นแจ้งเป็นหมวดเป็นหมู่) ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ความว่า เพราะเห็นสัจจะ ๔ ด้วยมรรคปัญญา อาสวะทั้ง ๔ ย่อมเป็นอันสิ้นไป. พระสารีบุตรเถระมีทั้งวาระบรรลุพระอรหัต ทั้งวาระเข้านิโรธสมาบัติ เพราะนำเอาสมถะและวิปัสสนามาเจริญควบคู่กันไป. ในที่นี้ พระองค์ทรงถือเอาแต่วาระที่บรรลุพระอรหัต. บางท่านกล่าวว่า พระสารีบุตรเถระเข้านิโรธ แล้วๆ เล่าๆ ด้วยความชำนาญแห่งจิต. ในวาระทั้งสองนั้น ท่านมีปกติเข้านิโรธสมาบัติในกาลใด ในกาลนั้นวาระแห่งนิโรธย่อมมา ผลสมาบัติเป็นอันเก็บซ่อนไว้ ในกาลใดเข้าผลสมาบัติเป็นปกติ ในกาลนั้นวาระของผลสมาบัติก็มา นิโรธสมาบัติเป็นอันเก็บซ่อนไว้. ส่วนพระเถระชาวชมพูทวีปกล่าวว่า แม้พระสารีบุตรเถระก็นำเอาสมถะและวิปัสสนาทั้งคู่มา (บำเพ็ญ) ทำให้แจ้งอนาคามิผลแล้ว จึงเข้านิโรธสมาบัติ ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วบรรลุพระอรหัต. บทว่า เต ธมฺเม ได้แก่ รูปธรรมที่เกิดแต่สมุฏฐาน ๓ อันเป็นไปในภายในสมาบัติ หรือธรรมอันเป็นไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติข้างต้น. เพราะแม้ธรรมเหล่านั้นก็เป็นธรรมที่จะต้องพิจารณาเห็นแจ้งในวาระนี้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ตรัสคำนี้เพื่อแสดงว่า พระสารีบุตรเถระย่อมเห็นแจ้งธรรมเหล่านั้น. @@@@@@@
บทว่า วสิปฺปตฺโต ได้แก่ เป็นผู้ถึงความเป็นผู้ชำนาญคล่องแคล่ว. บทว่า ปรามิปฺปตฺโต คือ เป็นผู้ถึงความสำเร็จ. ในบทว่า โอรโส เป็นต้น ชื่อว่าเป็นโอรส เพราะเกิดโดยฟังพระสุรเสียงอันเกิดในพระอุระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเกิดแต่พระโอฐ เพราะเกิดโดยได้สดับพระสุรเสียงอันเกิดแต่พระโอฐ. อนึ่ง พึงทราบว่า ชื่อว่าเกิดแต่ธรรม เพราะเป็นผู้เกิดโดยธรรม และพึงทราบว่า ชื่อว่าธรรมเนรมิต เพราะธรรมเนรมิตขึ้น พึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นทายาททางธรรม เพราะถือเอาส่วนแบ่งคือธรรม พึงทราบว่า ไม่ใช่ทายาททางอามิส เพราะไม่ได้ถือส่วนแบ่งคืออามิส. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาอนุปสูตรที่ ๑ ที่มา : อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค , อนุปทสูตร , อนุปทวรรค ,๑. อรรถกถาอนุปทสูตร https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=14&i=153&fontsz=0
|
|
|
|
|
12
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 11 เหตุการณ์ “ตำนานพระเจ้าตาก” เชื่อมโยงสถานที่เมืองนครศรีธรรมราช มีที่ไหนบ้าง?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2026, 10:07:30 am
|
(ซ้าย) พระบรมรูปพระเจ้า ตากสินทรงผนวช ณ ลาน หน้าวัดพระมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช [โดย อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวปลอด] (ขวา) พระบรมรูปพระเจ้าตากสิน และสถูปพระเจ้าตากสิน ณ ลานหน้าวัดพระมหาธาตุวรวิหาร จ.นครศรีธรรมราช [ภาพโดย อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวปลอด]11 เหตุการณ์ “ตำนานพระเจ้าตาก” เชื่อมโยงสถานที่เมืองนครศรีธรรมราช มีที่ไหนบ้าง.? สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี มีพระราชประวัติช่วงบั้นปลายพระชนมชีพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง พระราชพงศาวดารหลายฉบับระบุคล้ายคลึงกันว่า พระเจ้าตากมิได้ทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ในทำนองคลองธรรม ทรงโบยตีพระภิกษุ ลงโทษข้าราชการ และอาณาประชาราษฎร์
มีพระสติฟั่นเฟือนวิปลาส จนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า จึงต้องนำพระองค์ไปสำเร็จโทษ (พึงตั้งข้อสังเกตว่า พระราชพงศาวดารหลายฉบับชำระในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีการใส่ความคิด ค่านิยม และคุณค่าในยุคสมัยนั้น ๆ ลงไปในการชำระ ผู้สนใจประเด็นนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในผลงาน “ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์)
แม้จะมีเอกสารประวัติศาสตร์เป็นข้อยืนยันว่า พระเจ้าตากสวรรคตด้วยการสำเร็จโทษ แต่ก็มีอีกกระแสที่เชื่อว่า พระองค์เสด็จฯ หนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราช กระทั่งสวรรคตที่นั่น เกิดเป็นตำนานพระเจ้าตาก ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์แต่ละช่วงเข้ากับสถานที่หลายแห่งในเมืองนครศรีธรรมราช
@@@@@@@
“ตำนานพระเจ้าตาก” เชื่อมโยงสถานที่ “เมืองคอน” มีที่ไหนบ้าง?
ชาญณรงค์ คงฉิม อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, ตุลาธาร หลานเพ็ง ครูโรงเรียนบ้านแหลมโพธิ์ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ และ สุภกิณห์ สังคํา ครูโรงเรียนทุ่งสังพิทยาคม สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์พระ และปราชญ์ชาวบ้าน แล้วถ่ายทอดประเด็นนี้ไว้ในบทความวิจัย “ตํานานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองนครศรีธรรมราช” ในวารสารไทยคดีศึกษา ว่า
เรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานพระเจ้าตาก เมื่อครั้งเสด็จฯ ยังเมืองนครศรีธรรมราช ช่วงบั้นปลายพระชนมชีพ มี 11 เหตุการณ์ด้วยกัน ไล่ตั้งแต่การเสด็จฯ ขึ้นบนแผ่นดินนครศรีธรรมราช การเดินทาง การหยุดประทับ สถานที่ผนวช สถานที่สวรรคต ไปจนถึงสถานที่ถวายพระเพลิง สมเด็จสมณเจ้า สิน พรหมปัญโญ วิสุทธิเทพ ภิกขุ พระบรมรูปจำลองพระเจ้าตากที่วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราชเหตุการณ์แรก พระองค์ทรงล่องเรือขึ้นฝั่งถึงแผ่นดิน ปรากฏ 2 สำนวน สำนวนที่ 1 พระองค์เสด็จฯ ทางเรือ มุ่งหน้าสู่นครศรีธรรมราชบริเวณบ้านท่าแพ เมื่อถึงจุดโค้งของลำคลองก็ไม่สามารถล่องเรือต่อได้อีก ต้องเดินเท้าในตอนค่ำ และเผาเรือ เพื่อปกปิดการเสด็จฯ ปัจจุบันเรียกว่า “สระเรือล่ม” ในวัดคงคาเลียบ ตำบลท่าซัก อำเภอเมือง ส่วนอีกสำนวน พระองค์เสด็จฯ เลียบทางทะเล เข้าฝั่งแม่น้ำกลาย ประทับพักแรมที่ท่าน้ำวัดโรงเหล็ก ปัจจุบันเรียกว่า “โรงเหล็ก” ตำบลนบพิตำ อำเภอนบพิตำ
เหตุการณ์ที่ 2 พระเจ้าตากเสด็จฯ พร้อมด้วยทหารในเวลากลางคืน กระทั่งเข้าสู่เมืองนครศรีธรรมราชช่วงรุ่งสาง ปัจจุบันเรียกว่า “วัดแจ้ง” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง
เหตุการณ์ที่ 3 จากนั้นพระองค์ทรงนำขบวนเข้าสู่ป่า เพื่อไม่ให้กองทัพหลวงติดตามมาได้ มีพระราชดำรัสสั่งให้สร้างที่ประทับชั่วคราว และให้กองทัพพักผ่อนหุงหาอาหารตอนกลางคืน ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดศาลาไพ” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง
เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อพระองค์ทรงเคลื่อนทัพต่อจนรุ่งสาง ทรงหยุดขบวนให้พลทหารได้พัก พลทหารขุดสระให้ทรงชำระพระวรกาย ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดน้ำสรงธาราราม” ตําบลนาทราย อําเภอเมือง
เหตุการณ์ที่ 5 ต่อมาพระเจ้าตากทรงส่งม้าเร็วเข้าไปในตัวเมืองนครศรีธรรมราช และทรงทราบว่า มีกองทัพลับจากกรุงธนบุรีติดตามมา จึงทรงมุ่งไปทางทิศเหนือ พระองค์ทรงควบม้าจะข้ามลำห้วย แต่ม้าข้ามไม่พ้นตลิ่ง ชนกับขอบตลิ่งจนขาหัก ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดม้าตีนหัก” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง (วัดร้าง)
@@@@@@@
เหตุการณ์ที่ 6 พระองค์ทรงหยุดพักรักษาม้า แต่ม้าเจ็บหนักจนตาย จึงทรงให้ทหารเผาม้า แล้วทรงให้สร้างเจดีย์ นำกระดูกม้าพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมีค่าใส่ในเจดีย์นั้น ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดโยธาธรรม” หรือวัดดูก ตําบลนาเรียง อําเภอพรหมคีรี
เหตุการณ์ที่ 7 กองทัพพระเจ้าตากหยุดพักที่วัดดูก และแบ่งกองเฝ้าระวังเป็น 2 จุด หากมีข้าศึกบุกจะได้ส่งสัญญาณ จุดแรกใช้ฆ้อง ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดโรงฆ้อง” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง ส่วนอีกจุดใช้กลอง ซึ่งเสียงกลองที่ดัง “ทึง” ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นที่มาของ “หมู่บ้านโคกทึง” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง
เหตุการณ์ที่ 8 พระองค์ทรงทราบว่า ทิศเหนือที่ทรงมุ่งไปมีภูเขา คือ เขาปูน และมีถ้ำ เป็นทำเลเหมาะสมของกองทัพ บริเวณดังกล่าวปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดเขาปูน” ตําบลพรหมโลก อําเภอพรหมคีรี
เหตุการณ์ที่ 9 ต่อมาทหารหาบเสบียงไปเจอเขาขุนพนม อยู่ติดกับลำคลองนอกท่า เขาขุนพนมมี “ขุนพนมรักษ์” คอยดูแลพื้นที่ พระเจ้าตากมีพระราชประสงค์จะเอาเขาขุนพนมเป็นที่ตั้งกองทัพ พระองค์กับขุนพนมรักษ์จึงต่อสู้กัน ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดเขาขุนพนม” ตําบลบ้านเกาะ อําเภอพรหมคีรี
เหตุการณ์ที่ 10 ระหว่างการต่อสู้ ไพร่พลฝ่ายพระเจ้าตากให้คนชรา และเด็ก เข้าไปอยู่ในถ้ำปูน และมอบเสบียงให้ ก่อนจะปิดปากถ้ำไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ เมื่อพระเจ้าตากกับขุนพนมรักษ์ตกลงกันได้ว่าจะแบ่งเขตปกครอง พระองค์จึงทรงยกทัพกลับไปเปิดปากถ้ำที่เขาปูน แต่ชาวบ้านทั้งหมดเสียชีวิตไปแล้วเพราะเสบียงไม่พอ พระองค์จึงทรงสร้าง “พระดํา” อุทิศส่วนกุศลให้ทหาร และชาวบ้าน ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดเขาปูน” ตําบลพรหมโลก อําเภอพรหมคีรี
เหตุการณ์ที่ 11 จากนั้นพระเจ้าตากทรงพระผนวช กระทั่งสวรรคตที่เขาขุนพนม ทหารอัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานที่วัดอินทคีรี ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดอินทรคีรี” หรือวัดบ้านนา อําเภอพรหมคีรี แล้วเคลื่อนพระบรมศพไปถวายพระเพลิง บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช พระบรมรูปจำลองพระเจ้าตากสินทรงผนวช ณ ถ้ำวัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ที่เชื่อว่าคือที่ประทับแห่งสุดท้ายของพระองค์ (ภาพจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 10, 2542)ส่วนอีกตำนานเล่าว่า หลังจากพระองค์ถูกสำเร็จโทษ หม่อมปราง (เจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงปรางในพระเจ้าตาก ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) ต่อมาพระองค์พระราชทานเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงปรางแก่เจ้าพระยานคร (พัฒน์)-ผู้เขียนบทความออนไลน์) อัญเชิญพระบรมอัฐิไปยังนครศรีธรรมราช และสร้างเก๋งจีนครอบไว้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “พระวิหารสูง” อําเภอเมือง
ตำนานพระเจ้าตากที่เล่าสืบต่อกันมาในเมืองนครศรีธรรมราช สะท้อนแง่มุมทางคติชนวิทยา ที่เรื่องเล่าสัมพันธ์กับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของผู้คนพื้นถิ่น รวมทั้งสะท้อนความศรัทธาของชาวเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีต่อ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ผู้ทรงรวบรวมก๊กต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
อ่านเพิ่มเติม :-
• ไขปริศนา พระเจ้าตาก “บวช” จริงไหม? • คำให้การ วันประหาร “พระเจ้าตาก” ฉากสุดท้ายกรุงธนบุรี • สงสัย รัชกาลที่ 1 รออะไรถึง 2 ปี ก่อนขุดหีบศพพระเจ้าตากมาเผา?ขอขอบคุณ :- ผู้เขียน : สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569 URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_162162อ้างอิง : ชาญณรงค์ คงฉิม ตุลาธาร หลานเพ็ง และสุภกิณห์ สังคํา. (2568). ตํานานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองนครศรีธรรมราช. วารสารไทยคดีศึกษา, ปีที่ 22 (ฉบับที่ 2), 70-92.
|
|
|
|
|
13
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้ | 有钱能使鬼推磨 - โหย่ว เฉียน เหนิง ฉือ กุ่ย ทุย หมอ
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2026, 11:07:08 am
|
. มีเงินใช้ผีโม่แป้งในความเป็นไป โดย วรศักดิ์ มหัทธโนบล มีเงินใช้ผีโม่แป้ง เป็นสำนวนจีนที่ไทยเรารู้จักและใช้กันอยู่เสมอ ความหมายของคำนี้ก็คือ หากใช้เงินเป็นเครื่องล่อใจ ก็สามารถว่าจ้างคนทุกคนให้ทำงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างได้ ไม่ว่าผู้รับจ้างจะเต็มใจหรือรู้สึกผิดหรือไม่ก็ตาม
ที่ว่าเป็นสำนวนจีนเพราะคำว่า "โม่” ชี้ให้เห็นกิริยาของบุคคลที่กำลังทำการบดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยทำผ่านเครื่องมือชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เครื่องโม่แป้ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ชาวจีนใช้สำหรับทำอาหารหรือของกินบางบางประเภท
เครื่องโม่แป้งนี้ทำจากหินมีรูปร่างเป็นแผ่นหนากลมประกบกันสองส่วน โดยส่วนฐานจะถูกเซาะให้เป็นร่องรอบวงที่เทลาดลงเล็กน้อย แล้วข้างหนึ่งของร่องนี้จะถูกเซาะเป็นปากเพื่อให้สิ่งที่ถูกโม่ไหลออกได้ อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่อยู่ด้านบนที่ตั้งทับส่วนฐานขึ้นไป ส่วนนี้จะเล็กกว่าส่วนฐาน และด้านบนจะถูกเซาะให้เว้าเป็นแอ่งตื้นๆ แล้วตรงกลางจะถูกเจาะเป็นรูที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่าหนึ่งนิ้ว โดยตรงขอบจะมีแท่งไม้ปักอย่างมั่นคง แท่งไม้นี้คือมือจับใช้สำหรับจับให้ส่วนด้านบนนี้หมุนไปได้
เวลาใช้เครื่องโม่นั้น ผู้ใช้จะใส่วัตถุดิบที่ต้องการจะโม่ลงไปในรูตรงกลางด้านบน วัตถุดิบนี้จะแช่อยู่ในน้ำ ดังนั้น เวลาตักวัตถุดิบนี้เพื่อหยอดลงรูจะมีน้ำปิ่มๆ อยู่ด้วย น้ำนี้จะมากเกินไปก็ไม่ได้ น้อยเกินไปก็ไม่ดี เพราะถ้ามากเกินไปแล้ว วัตถุดิบที่ถูกบดเป็นเนื้อแป้งจะเหลวเกินไปจนใช้ไม่ได้ แต่ถ้าน้อยเกินไปเนื้อแป้งก็จะหยาบหรือไม่เนียน
ส่วนวิธีโม่นั้นก็คือ เมื่อหยอดวัตถุดิบลงในรูปแล้ว คนที่โม่ก็จะจับแท่งไม้แล้วหมุน ตอนที่หมุนไปวัตถุดิบที่อยู่ในรูจะค่อยเบียดตัวลงไปที่ฐานด้านล่าง และน้ำที่หล่อเลี้ยงจะดันให้วัตถุดิบนั้นเบียดแทรกเข้าไปในรอยต่อของหินสองก้อนบนล่าง เมื่อเครื่องโม่ถูกหมุนไปเรื่อยๆ วัตถุดิบก็จะถูกบดและค่อยๆ ซึมไหลออกมาจากรอยต่อที่ว่า คือกลายเป็นเนื้อแป้งที่ข้นเหลว แล้วไหลลงร่องไปออกปากทาง โดยด้านล่างจะมีภาชนะรองรับแป้งเหลวนั้นเอาไว้
สมมติว่าวัตถุดิบนั้นคือข้าวเหนียว สิ่งที่ซึมออกมาก็จะเป็นเนื้อแป้งข้าวเหนียวที่มีเนื้อเนียนละเอียด คล้ายๆ กับเวลาที่เราผสมแป้งมันกับน้ำแล้วตีให้ข้นเหลว เนื้อแป้งที่ข้นเหลวนี้เองที่จะถูกนำไปทำเป็นขนมหรือของกินชนิดต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของคนที่โม่
@@@@@@@
ที่สู้เขียนสาธยายมานี้ก็เผื่อว่าคนรุ่นใหม่จะสนใจใคร่รู้ ว่าในอดีตนั้นคนเขาทำอาหารหรือขนมบางชนิดกันอย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้การใช้เครื่องโม่แบบนี้ได้ลดน้อยถอยลงไปมากแล้ว มีแต่ใช้เครื่องโม่หรือเครื่องบดไฟฟ้าที่สะดวกรวดเร็วกว่า แถมยังไม่กินแรงเหมือนกับที่ใช้เครื่องโม่ ที่คิดถึงทีไรเป็นรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทันที
คือในสมัยเด็กนั้น ที่บ้านมีเครื่องโม่ขนาดใหญ่มาก เวลาโม่ไม่ได้ใช้มือจับแท่งไม้แล้วนั่งหมุนดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่เครื่องโม่ขนาดใหญ่นี้เขาจะทำมือจับเป็นแท่งไม้ยาวราวสองฟุตยื่นออกจากด้านข้าง แท่งไม้นี้มีขนาดพอเหมาะให้มือที่กำได้พอดี และมีเชือกผูกโยงขึ้นไปติดกับขื่อหรืออะไรอื่นที่อยู่ด้านบน เชือกนี้จะเป็นตัวช่วยในการหมุนเครื่องโม่ ขณะที่โม่ต้องมีคนคอยช่วยหยอดวัตถุดิบลงรู ส่วนคนที่โม่ก็โม่ไปสถานเดียว
ที่ว่ารู้สึกเหนื่อยก็เพราะว่า สำหรับเด็กแล้วเครื่องโม่เป็นอะไรที่หนักมาก ซึ่งไม่ต่างกับการผลักก้อนหินหนักๆ ไปข้างหน้า หมุนได้ไม่กี่ทีมือไม้เกร็งไปหมด แต่เข้าใจว่าที่ผู้ใหญ่ให้เด็กหมุนนั้นคงต้องการสอนให้เด็กคุ้นชินแต่เนิ่นๆ พอโตเป็นผู้ใหญ่จะได้ทำเป็นและไม่เหนื่อย
นอกจากจะสาธยายเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เพื่อต้องการให้รู้ว่า การโม่แป้งนั้นถือเป็นงานที่ต้องใช้แรงและเวลามาก ยิ่งทำมาก แรงที่ใช้ก็ยิ่งมาก เช่น ถ้าจะทำเต้าหู้แล้ว วัตถุดิบที่ใช้ก็คือถั่วเหลือง (ที่แช่อยู่ในน้ำ) เวลาทำก็ต้องทำมากเพราะเอาไปขาย และคงไม่มีบ้านไหนทำเต้าหู้ไว้กินเองให้เปลืองแรง สู้ซื้อกินไม่ได้ ทั้งถูกกว่าและสะดวกกว่า เป็นต้น
การที่การโม่แป้งต้องใช้แรงมากนี้ หากไม่ใช่เพราะเป็นอาชีพหรือเนื่องในโอกาสพิเศษแล้ว คงไม่มีใครทำในเวลาปกติเป็นแน่ และเพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก ถ้าจ้างคนอื่นมาโม่แทนได้ก็จะจ้าง ขอบคุณภาพจาก https://www.blockdit.com/posts/602aa60fa4ace8415e92c9abเพราะฉะนั้น สำนวนที่ว่า “มีเงินใช้ผีโม่แป้ง” จึงเกิดขึ้น แต่สำนวนนี้ก็มีที่มาเหมือนกัน
ในที่นี้ขอยกเอาคำบอกเล่าที่ปรากฏในเว็บไซต์ของราชบัณฑิตมาถ่ายทอดต่ออีกโสดหนึ่ง ที่เล่าว่า มีผีผอมอดอยากตนหนึ่งได้รับคำแนะนำจากผีที่ตายไปก่อนว่า ถ้าเที่ยวหลอกหลอนมนุษย์ ก็จะได้ของเซ่นไหว้ดี ๆ
ผีผอมตนนั้นจึงรีบทำตาม แต่เป็นเพราะอารามผลีผลามจึงเข้าไปในบ้านของชายยากจน เมื่อเข้าไป เห็นในครัวมีแต่โม่หินตั้งอยู่ มีแป้งที่โม่ค้างอยู่ จึงจับโม่หินนั้นโม่แป้งไปเรื่อยๆ เพื่อให้เจ้าของบ้านกลัวเสียง ฝ่ายเจ้าของบ้านกลับคิดว่าสวรรค์เห็นใจตนที่ยากจนเข็ญใจ จึงส่งผีมาโม่แป้งให้ เรื่องนี้ภายหลังได้เล่ากันต่อๆ มา จนกระทั่งผิดเพี้ยนเกิดเป็นสำนวนในภายหลังว่า มีเงินใช้ผีโม่แป้ง
เรื่องเล่าจบลงเพียงเท่านั้น เราจึงไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจ่ายเงินให้ผีตนนั้นหรือไม่ แต่ดูแล้วน่าจะจ่ายมากกว่าไม่จ่าย ไม่เช่นนั้นสำนวนที่ว่าคงไม่เกิดขึ้น เพียงแต่อาจจ่ายในรูปของอาหาร คล้ายเป็นเครื่องเซ่นอะไรทำนองนั้น
คำว่า มีเงินใช้ผีโม่แป้ง นี้มาจากคำจีนคำว่า โหย่วเฉียนเหนิงสื่อกุ่ยทุยม่อ (有钱能使鬼推磨) และเรื่องเล่าข้างต้นก็เป็นเรื่องเล่าจากจีน ดังนั้น คำคำนี้จึงใช้กันเป็นปกติในจีน แล้วไทยเราก็รับเอาคำนี้มาใช้บ้าง เพราะไทยเรามีชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่มาก จึงง่ายที่จะรับเอาอะไรจากจีนมาใช้ไปด้วย
แต่สังเกตไหมว่า การใช้ของไทยเราไม่ค่อยใช้ในเชิงส่วนตัวกับใครมากนัก เวลาจะใช้ให้ใครทำอะไรให้หากไม่ไหว้วานก็จะว่าจ้างกันตรงๆ แต่กับนักการเมืองแล้วสำนวนนี้จะถูกนำมาใช้กันมาก และใช้มานานหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีมานี้สำนวนนี้จะถูกใช้กันมากเป็นพิเศษ เพราะมีการใช้เงินซื้อนักการเมืองกันอย่างแพร่หลาย
@@@@@@@
แน่นอนว่า พรรคที่ถูกวิจารณ์ในเรื่องนี้คือพรรคการเมืองขนาดใหญ่พรรคหนึ่ง ที่เจ้าของพรรคเป็นมหาเศรษฐี กล่าวกันว่า นอกจากนักการเมืองเหล่านี้จะได้เงินเดือนจากตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่แล้ว ก็ยังได้จากเจ้าของพรรคต่างหากอีกด้วย ยกเว้นแต่ในช่วงที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
นอกจากนี้ หากเจ้าของพรรคต้องการให้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งผ่านสภาด้วยแล้ว ก็จะจ่ายให้อีกเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้นักการเมืองเหล่านี้ยกมือให้กฎหมายผ่านสภาไปได้ จนเรียกได้ว่า เจ้าของพรรคต้องการอะไรก็สามารถใช้เงินซื้อนักการเมืองเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
จนกลายเป็นที่มาของการนำสำนวน “มีเงินใช้ผีโม่แป้ง” มาใช้กับนักการเมืองเหล่านี้
การใช้ดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมยิ่ง เพราะนอกจากเจ้าของพรรคจะรู้ดีว่านักการเมืองเหล่านี้สามารถใช้เงินซื้อได้แล้ว ตัวนักการเมืองก็แสดงให้เห็นด้วยว่าตนเองก็ต้องการเงิน จนถึงขนาดที่เจ้าของพรรคเอาลูกตัวเองมากุมพรรค นักการเมืองเหล่านี้ก็ยอมจนไร้ศักดิ์ศรี
จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า หากเจ้าของพรรคนี้เกิดตายไปในวันหนึ่ง พรรคนี้ก็คงแตกเป็นแน่แท้ และผีพวกนี้ก็คงเร่ร่อนไปหานายใหม่ที่มีเงินจ้างให้ “โม่แป้ง” ต่อไป ขอบคุณ : https://mgronline.com/daily/detail/9650000036092เผยแพร่ : 15 เม.ย. 2565 ,16:41 | ปรับปรุง : 15 เม.ย. 2565 ,16:41 | โดย : ผู้จัดการออนไลน์
|
|
|
|
|
14
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้ | 有钱能使鬼推磨 - โหย่ว เฉียน เหนิง ฉือ กุ่ย ทุย หมอ
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2026, 10:51:12 am
|
. เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (359)成语故事 (三五九)นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 有钱能使鬼推磨/有錢能使鬼推磨 yǒu qián néng shǐ guǐ tuī mó (โหย่ว เฉียน เหนิง ฉือ กุ่ย ทุย หมอ) โดย คำว่า
有yǒu (โหย่ว) แปลว่า มี
钱/錢qián (เฉียน) แปลว่า เงิน
能néng (เหนิง) แปลว่า สามารถ
使shǐ (ฉื่อ) แปลว่า ใช่ สั่ง
鬼guǐ (กุ่ย) แปลว่า ผี
推tuī (ทุย) แปลว่า ผลัก ดัน
磨mó (หมัว) แปลว่า โม่ โม่ที่ทำจากหิน
เมื่อรวมกันแล้วแปลตรงตัว คือ มีเงินก็สามารถใช้ผีผลักโม่หิน หรือมีเงินก็สามารถใช้ผีปั่นโม่แทน
อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็คือ มีเงินก็สามารถจ้างผีโม่แป้งแทนคน มันคือคำเสียดสีเหล่าข้าราชการที่ทุจริต กินสินบาทคาดสินบนนั่นเอง
@@@@@@@
มาอ่านตัวอย่างจากนิทานสุภาษิตจีนนี้กัน
ในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันออก东汉/東漢 Dōnghàn (ตงฮั่น) กระดาษ纸/紙zhǐ (จื่อ) ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยไช่หลุน 蔡伦/蔡倫 Cài Lún กระดาษคือนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ ตั้งแต่ไช่หลุนพัฒนากระดาษขึ้นมา มันก็อำนวยความสะดวกให้กับงานเขียน การบันทึกตำราและการร่ำเรียนวิชาได้อย่างมาก ทำให้กระดาษได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว กระดาษจึงได้รับการยกย่องจากจีนว่ามันคือสี่สิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญในยุคโบราณของจีน
มีเรื่องเล่าว่า ไช่หลุนให้กำเนิดกระดาษได้แล้ว ชีวิตราชการก็ราบรื่น ก้าวหน้าเป็นใหญ่เป็นโต ไช่หลุนมีน้องชายคนหนึ่ง อยากร่ำรวยจากการทำกระดาษบ้าง จึงร่วมมือกับภรรยาร่ำเรียนวิชาการทำกระดาษกับพี่ชาย แต่ทั้งสองขี้เกียจใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพียงเรียนรู้วิธีการผลิตมาอย่างหยาบๆ
เมื่อพวกเขามาเปิดร้านผลิตกระดาษขายเองบ้าง โดยหวังจะกอบโกยความร่ำรวยจากการขายกระดาษ แต่เพราะพวกเขาผลิตกระดาษไม่มีคุณภาพ กระดาษที่ผลิตได้กองเป็นภูเขาเลากา กลับขายไม่ออกเลย สองสามีภรรยากลุ้มใจ กลางดึกคืนนั้นทั้งสองนั่งจับเข่าคุยกันอยู่หน้ากองกระดาษ
ทันใดนั้นทั้งคู่ก็ตกลงที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้กระดาษเหล่านี้ขายออกให้ได้ ว่าแล้ว ไม่รอช้า ทั้งสองไปหลังบ้านช่วยกันยกโลงศพมาโลงหนึ่ง (ชาวจีนนิยมเตรียมโลงศพของตัวเองไว้ก่อนตายเสมอ) ที่มาภาพ https://image.baidu.com/search/detail ?z=0&word=有钱能使鬼推磨พอเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงของภรรยาน้องชายไช่หลุนร้องห่มร้องไห้ปานใจจะขาด จึงรู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว จึงรีบรุดเข้ามาดู ก็เห็นนางร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าโลงศพสามี ระหว่างนั้นก็เผากระดาษที่พวกเขาเตรียมการเอาไว้แต่ต้น โดยมีข้อความว่า เงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ กระดาษทองขนาดนั้นขนาดนี้ ซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครใส่ใจว่า นางเผากระดาษเหล่านั้นทำไม แต่ทุกคนล้วนเข้าไปปลอบใจนาง และช่วยเหลือนางจัดงานศพ
แต่พอผ่านมาคืนวันที่สอง ทุกคนก็ต้องตกตะลึงปากอ้าตาค้างตัวแข็งทื่อขยับไปไหนไม่ได้ เพราะทุกคนเห็นโลงศพขยับ แล้วผู้ตายก็ผลักโลงศพออกมา เมื่อทุกคนตั้งสติได้ ก็เห็นสองสามีภรรยากอดกันอย่างดีอกดีใจแล้ว จึงเข้าไปห้อมล้อมสอบถามเรื่องราว
น้องชายไช่หลุนจึงเล่าว่า ตอนที่เขาตายไปใหม่ ๆ เขาได้ตกนรกไปพบยมบาลเข้า ยมบาลเห็นเขามาตัวเปล่า จึงสอบถามว่า เจ้าลงมาทั้งทีไม่มีอะไรติดตัวมาเลยหรือ เขาตอบไปตามตรงว่าเขายากจน ไม่มี อะไรติดตัวมาหรอก เขาจึงถูกยมบาลสั่งให้ไปขังคุกผียากไร้ และให้ทำงานโม่แป้งในคุกนรกนั้น
หลังผ่านคืนแรกไป ยมบาลก็มาหา และสั่งให้ปล่อยตัว เขาแปลกใจจึงถามยมบาลไปว่า ทำไมถึงปล่อยตัวเขาออกมา ยมบาลตอบว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนเดี๋ยวนี้ เมียของเจ้าได้ส่งเงินส่งทองมากมายให้กับข้า เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าก็เลยปล่อยเจ้าออกมา พร้อมกับบอกว่า ข้ายังไม่ถึงคราวตาย จึงจะส่งข้ากลับมาคืน
ข้าก็ถามต่อว่า แล้วโม่หินนั้นใครจะเป็นคนโม่ต่อเล่า ยมบาลตอบว่า เดี๋ยวก็ให้ผียากไร้คนถัดไปมาโม่ต่อ ดังนั้นข้าจึงกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์นี่ไง
เมื่อชาวบ้านได้ฟังแล้ว ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เรื่องนี้ก็อย่างว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ดังนั้นภายหลังต่อมา กระดาษของสองสามีภรรยาก็ถูกขายเกลี้ยง และกระดาษที่ใช้เพื่อการเขียนและการบันทึก ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมต่าง ๆ ของจีนนั่นเอง ที่มาภาพ https://image.baidu.com/search/detail ?z=0&word=有钱能使鬼推磨ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:意想不到的好運。
成語比喻:意想不到的好運。
Chénɡyǔ bǐyù:Yì xiǎnɡbùdào de hǎo yùn.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: อี้ เสี่ยงปู๋เต้า เตอะ ห่าว ยวิ่น
สุภาษิตเปรียบว่า โชคดีที่คาดไม่ถึง
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
穷人真的无法和富有竞争,因为有钱能使鬼推磨。在竞争激烈中,金钱优势往往决定胜负。
窮人真的無法和富有競爭,因為有錢能使鬼推磨。在競爭激烈中,金錢優勢往往決定勝負。
Qiónɡ rén zhēn de wúfǎ hé fùyǒu jìnɡzhēnɡ, yīnwèi yǒu qián nénɡ shǐ ɡuǐ tuī mó. Zài jìnɡzhēnɡ jīliè zhōnɡ, jīnqián yōushì wǎnɡwǎnɡ juédìnɡ shènɡfù.
ฉฺยงเหริน เจิน เตอะ อู๋ฝ่า เหอ ฟู่โหย่ว จิ้งเจิง, อินเว่ย โหย่ว เฉียน เหนิง ฉือ กุ่ย ทุย หมัว. ไจ้ จิ้งเจิง จีเลี่ย จง, จินเฉียน โยว ฉื้อ หวางหว่าง เจว๋ติ้ง เฉิ้งฟู่
คนจนไม่อาจไปแข่งขันกับคนรวย เพราะมีเงินจ้างผีโม่แป้งแทนคนได้ ดังนั้นในสภาพการแข่งขันอันดุเดือด ความได้เปรียบทางการเงิน จึงมักจะกำหนดชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้ขอบคุณที่มา : https://www.matichon.co.th/local/education/news_5319339ผู้เขียน : ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มฟล. | 12.08.25 > 12:03 น.
|
|
|
|
|
16
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้ | 有钱能使鬼推磨 - โหย่ว เฉียน เหนิง ฉือ กุ่ย ทุย หมอ
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2026, 09:25:23 am
|
. คำพังเพยจีน ภาษิตจีน 谚语
有钱能使鬼推磨 yǒu qián néng shǐ guǐ tuī mò มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้
เป็นสำนวนจีนเชิงลบ ใช้เงินทำเรื่องไม่ดี
有钱 มีเงิน 能使 สามารถทำให้ 鬼 ผี 推磨 ผลักโม่ให้โม่แป้ง
โดย เหล่าซือสุวรรณาขอบคุณที่มา : Suwanna Future C | 8 มีนาคม 2022 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=5321677611197736&set=a.466217298879163&id=100064726894782
"มีเงินจ้างผีให้โม่แป้งได้"
วันนี้มีใครนึกถึงสำนวนนี้เหมือนแอดมินบ้างคะ สำนวนนี้ก็เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่มาจากภาษาจีนค่ะ แปลตรงไปตรงมาไม่มีดัดแปลง
“有钱能使鬼推磨” you3-qian2-neng2-shi2-gui3-tui1-mo4
有钱 you3-qian2 = มีเงิน รวย 使 shi3 = ใช้ (ใช้งานคน) (ขยายเป็น 使唤 shi3-huan ได้) 鬼 gui3 = ผี 推 tui1 = ผลัก 磨 mo4 = โม่ (推磨 ก็คือ ผลักโม่ให้มันหมุน ซึ่งก็แปลมาว่า โม่แป้ง นั่นเอง)
ข้อมูลจาก baidu.baike เขาว่าสำนวนนี้มีต้นตอมาจากหนังสือของ 鲁褒 (Lu Bao) ในสมัยจิ้นตะวันตก (西晋) ที่ชื่อว่า《钱神论》แปลว่า เรื่องเกี่ยวกับ "เทพเจ้าเงิน"
แค่ชื่อหนังสือก็ตรงประเด็นแล้วใช่ไหมคะ
ในหนังสือว่าไว้ว่า.. “有钱可使鬼,而况人乎” you3-qian2-ke3-shi2-gui3, er2-kuang4-ren2-hu "มีเงินใช้ผียังได้ อย่าว่าแต่คน"
เจ็บฉึกๆเลยทีเดียว.. ดูไปแล้ว "คน" ไม่ว่าจะวิวัฒนาการมากี่ร้อยกี่พันปี ธรรมชาติก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ
祝大家长假愉快 ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันหยุดยาวค่ะ ขอบคุณที่มา : Facebook Mandarin Theory | 24 กรกฎาคม 2020 https://www.facebook.com/photo?fbid=1616825018495553&set=a.506231854839352
 ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค นิยายเด็กดี : Niyay Dek-D , 30 มิถุนายน 2018 มีเงินใช้ผีโม่แป้ง
"มีเงินใช้ผีโม่แป้ง" มีที่มาจากสำนวนจีนซึ่งแปลได้ว่า มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้
สำนวนนี้หมายถึง หากใช้เงินเป็นเครื่องล่อใจ ก็สามารถว่าจ้างคนทุกคนให้ทำงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างได้ ไม่ว่าผู้รับจ้างจะเต็มใจหรือรู้สึกผิดหรือไม่ก็ตาม เช่น เมื่อก่อนนายทุนเจ้าของบริษัทมักมีปัญหากับสหภาพแรงงาน แต่พอให้เงินรางวัลหัวหน้าสหภาพแรงงานมากขึ้นก็กลายเป็นฝ่ายเจ้าของบริษัทไป กลับไปเกลี้ยกล่อมลูกจ้างให้ยอมทำตามเจ้าของบริษัท อย่างนี้เรียกว่า "มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้"
สำนวนนี้มีเรื่องเล่าว่า มีผีผอมอดอยากตนหนึ่งได้รับคำแนะนำจากผีที่ตายไปก่อนว่า ถ้าเที่ยวหลอกหลอนมนุษย์ ก็จะได้ของเซ่นไหว้ดี ๆ ผีผอมตนนั้นจึงรีบทำตาม แต่เป็นเพราะอารามผลีผลาม จึงเข้าไปในบ้านของชายยากจน เมื่อเข้าไป เห็นในครัวมีแต่โม่หินตั้งอยู่ มีแป้งที่โม่ค้างอยู่ จึงจับโม่หินนั้นโม่แป้งไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เจ้าของบ้านกลัวเสียง ฝ่ายเจ้าของบ้านกลับคิดว่าสวรรค์เห็นใจตนที่ยากจนเข็ญใจ จึงส่งผีมาโม่แป้งให้
เรื่องนี้ภายหลังได้เล่ากันต่อ ๆ มา จนกระทั่งผิดเพี้ยนเกิดเป็นสำนวนในภายหลังว่า "มีเงินใช้ผีโม่แป้ง"ขอขอบคุณ :- ที่มา : บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น. | มีเงินใช้ผีโม่แป้ง (๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕) URL : http://legacy.orst.go.th/?knowledges=มีเงินใช้ผีโม่แป้ง-๑๙-สิ
|
|
|
|
|
17
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ประโยคสุดฮิตในเทศกาลตรุษจีน แท้จริงแล้วใช้อย่างไร?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2026, 09:22:44 am
|
. ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ประโยคสุดฮิตในเทศกาลตรุษจีน (ภาพพื้นหลังจาก unsplash.com / Rumman Amin)“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ประโยคสุดฮิตในเทศกาลตรุษจีน แท้จริงแล้วใช้อย่างไร? “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ (新正如意 新年发财)”
เป็นประโยคหนึ่งที่ใช้ฟุ่มเฟือยมากในเทศกาลตรุษจีน ถ้าไม่ได้ยิน ก็ต้องได้เห็น หรือไม่ก็ทั้งได้ยินและได้เห็น
ประโยคดังกล่าวเป็นการออกเสียงตามภาษาแต้จิ๋ว แปลว่า “เดือนอ้ายสมปรารถนา ปีใหม่เจริญด้วยทรัพย์สิน” หรือบางคนจะพูดแค่ “ซินเจี่ยยู่อี่-เดือนอ้ายสมปรารถนา” ก็ใช้ได้
นั่นเป็นเหตุที่ทำไมในเทศกาลตรุษจีน ใครๆ จึงอวยพรกันว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” บรรยากาศการเซ่นไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีนที่วัดเล่งเน่ยยี่ (ภาพจาก ห้องสมุดภาพมติชน)ตามธรรมเนียม เมื่อได้รับคำอวยพรแล้ว ต้องอวยพรกลับไป หรือจะต้องตอบกลับว่า “ตั่งตั๊ง-เช่นเดียวกัน” ที่เป็นการพูดย่อๆ เพื่อบอกผู้ที่อวยพรให้ว่า “ให้พรนี้สัมฤทธิ์ผลกับคุณ เช่นเดียวกัน”
จะตอบว่า “ขอบคุณ” เหมือนเวลามีใครทำอะไรให้ไม่ได้ เพราะคนอวยพรจะตำหนิในใจได้ทำไมไม่อวยพรกลับมาให้ตนบ้าง
บางคนยังใช้ประโยคนี้เขียนเป็นกลอนคู่ (ตุ้ยเหลียง) ติดที่ประตูบ้าน/ร้าน/สำนักงาน เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับสถานที่ และสร้างบรรยากาศมงคลในช่วงตรุษจีน
แต่ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ที่ใช้รับใช้เทศกาลตรุษจีนมาเป็นเวลานาน ถ้าทุกปีพูดอวยพรด้วยประโยคเดิมๆ นี้เรื่อยไป ก็คงไม่ใช่ที่ บวกกับความแรงกระแสภาษาจีนกลาง
@@@@@@@
ชุดคำอวยพรอื่นๆ ที่ใช้กันก็มีมากมายขึ้น เช่น
“ซินเหนียนไคว่เล่อ เชินถี่เจี้ยนคัง (新年快乐 身体健康)” ที่แปลว่า “สวัสดีวันปีใหม่ ให้สุขภาพแข็งแรง” อันนี้แบบสายสุขภาพ
“กงซีฟาไฉ (恭喜发财)” ที่แปลว่า “ขอให้ร่ำรวย” นี้อวยพรแบบตรงประเด็นดีไม่อ้อมค้อม
หรือเอาแบบสากลก็กล่าวแค่ “ซินเหนียนไคว่เล่อ-สวัสดีปีใหม่” ก็เยอะ แล้วก็ใช้ได้ทั้งปีใหม่สากล ปีใหม่จีน (ตรุษจีน) เลย ชาวไทยเชื้อสายจีน และนักท่องเที่ยวกราบไหว้ขอพรเทพเจ้าวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ ย่านเยาวราช กทม. เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560อ่านเพิ่มเติม :-
• วันจ่าย วันไหว้ วันถือ ในเทศกาล “ตรุษจีน” เป็นวันไหน ทำอะไร • เจ้าเตา สั่งมนุษย์ทำความสะอาดบ้านรับตรุษจีน • ตรุษจีน ทำไมในซีรีส์จีนเขากินเกี๊ยว แต่จีนในไทยเรากินขนมเข่ง ?!?ขอขอบคุณ :- ผู้เขียน : วิภา จิรภาไพศาล เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 URL : https://www.silpa-mag.com/culture/article_126806
|
|
|
|
|
18
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “ไฉ่ซิงเอี๊ย” จากไม่อยู่ในสารบบ สู่เทพเจ้าที่คนเซ่นไหว้มากสุดในเทศกาลตรุษจีน
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2026, 09:08:21 am
|
. ภาพ : ไฉ่ซิงเอี๊ย จาก www.namoc.org“ไฉ่ซิงเอี๊ย” จากไม่อยู่ในสารบบ สู่เทพเจ้าที่คนเซ่นไหว้มากสุดในเทศกาลตรุษจีน “ไฉ่ซิงเอี๊ย” คือ เทพเจ้าจีน ที่ผู้คนนิยมเซ่นไหว้มากสุดในเทศกาลตรุษจีน เพราะเป็นเทพเจ้าแห่งทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งเป็น 1 ในยอดปรารถนา 5 ประการของคนจีน ที่ประกอบไปด้วย โชควาสนา ยศศักดิ์ อายุยืนแข็งแรง ความสุข และความมั่งคั่ง
ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และภาษาจีน เล่าถึงคำในภาษาจีน ที่มาของนามเทพเจ้า “ไฉ่ซิงเอี๊ย” ว่า คำว่า “ไช้” (ไฉ) แปลว่า ทรัพย์สินเงินทอง เมื่อรวมกับคำว่า “ซิ้ง” (เสิน) แปลว่า เทวดา เสียงจะเปลี่ยนเป็น “ไฉ่ซิ้ง” (ไฉเสิน) หมายถึง เทพแห่งทรัพย์สินเงินทอง หรือเทพผู้ประทานความมั่งคั่งนั่นเอง
ถ้าย้อนไปดูความหมายดั้งเดิมของคำว่า “ไช้” (ไฉ) พจนานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อ นิยามไว้ว่า “สิ่งที่คนเห็นว่ามีค่า” โดยพจนานุกรมอี้ว์เพียนได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ได้แก่ “ข้าว ผ้า ทอง และหยก” ซึ่งของมีค่าของคนแต่ละยุคสมัยก็ย่อมต่างกันไป
สมัยโบราณ ข้าวและผ้าเป็นปัจจัยสำคัญในการยังชีพ ทองและหยกเป็นแร่ธาตุสวยงาม มีราคา จึงจัดเป็นของมีค่า ส่วนเงินตรามีบทบาทในวิถีชีวิตคนทั่วไปน้อย จึงไม่ถือเป็นของมีค่าหรือทรัพย์สินสำคัญ
สิ่งใดมีความสำคัญต่อชีวิต มนุษย์ย่อมเชื่อว่ามีเทวดาประจำอยู่ ในสมัยโบราณจึงไม่มีเทพแห่งทรัพย์สินอยู่ในสารบบของเทวดาจีน
จีนยุคราชวงศ์โจว หรือกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เทพเจ้าจีน 5 องค์สำคัญ ที่คนจีนเซ่นไหว้เป็นประจำ คือ เทพแห่งประตูบ้าน เทพแห่งประตูห้อง เทพแห่งเตาไฟ เทพแห่งห้องโถงกลาง และเทพแห่งทางเดิน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตคนจีนโบราณ รวมเรียกว่า “การเซ่นไหว้ทั้งห้า”
ภาพมงคลไฉ่ซิ้งที่นิยมประดับบ้านในเทศกาลตรุษจีนในยุคนั้นแม้แต่ส้วมก็เชื่อกันว่ามีเทพประจำ มีการเซ่นไหว้ส้วม เพราะส้วมเป็นแหล่งปุ๋ยสำคัญของคนจีน เทพแห่งทรัพย์สินในสังคมจีนเกิดขึ้นช้า เพราะจีนเป็นสังคมเกษตร มีเศรษฐกิจแบบพึ่งตัวเองมายาวนาน เงินทองมีความสำคัญน้อย
กาลเวลาผ่าน สังคมเปลี่ยน เมื่อการค้าทวีบทบาท คนสะสมทรัพย์สิน เงินทองเริ่มเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต เทพแห่งทรัพย์สินเงินทองจึงถือกำเนิดขึ้น และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นเหตุผลว่า ทำไม “ไฉ่ซิงเอี๊ย” จึงเป็นเทพที่มาแรงแซงโค้ง “เทพเจ้าจีน” องค์อื่นๆ โดยเฉพาะในยุคนี้
อ่านเพิ่มเติม :-
• “หลี่ว์เหมิงเจิ้ง” บัณฑิตตกยาก มีเพียงน้ำต้มหมูไหว้ตรุษจีนจนเทพเซียนเห็นใจ • “เจ้าเตา” สั่งมนุษย์ทำความสะอาดบ้านรับตรุษจีน เมื่อ “เง็กเซียนฮ่องเต้” หมายหัว! • “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ประโยคสุดฮิตในเทศกาลตรุษจีน แท้จริงแล้วใช้อย่างไร?ขอขอบคุณ :- ผู้เขียน : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่ : วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 URL : https://www.silpa-mag.com/culture/article_126912
|
|
|
|
|
19
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / “พระนามภาษาจีน” ของรัชกาลที่ 1-4 และพระปิ่นเกล้า คืออะไร.?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2026, 09:00:38 am
|
. พระบรมรูปพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์จักรี ภายในปราสาทพระเทพบิดร (ภาพจาก : มติชนออนไลน์)“พระนามภาษาจีน” ของรัชกาลที่ 1-4 และพระปิ่นเกล้า คืออะไร.? พระนามภาษาจีน ของรัชกาลที่ 1-4 และพระปิ่นเกล้า คืออะไร.?
“ประเทศจีน” ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ล้วนเป็นมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่แผ่ความเชื่อและวัฒนธรรมหลายอย่างให้แก่ดินแดนรอบข้าง รวมถึงชาวจีนจำนวนไม่น้อยก็อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น จะเห็นว่า สยามได้รับอิทธิพลหลายอย่างมาจากจีน ผู้คนที่อาศัยต่างก็มีเชื้อสายจีน ซึ่งปัจจุบันก็ได้กลมกลืนอยู่ในสังคมไทยอย่างแยกออกไม่ได้ ไม่ว่าจะในระดับชนชั้นนำหรือประชาชนคนทั่วไป
ราชวงศ์จักรีเองก็เช่นกัน พระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์ล้วนทรงมีเชื้อสายจีนทั้งสิ้น นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 พระบรมรูปพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์จักรี ภายในปราสาทพระเทพบิดร (ภาพจาก : มติชนออนไลน์)ด้วยเหตุนี้พระมหากษัตริย์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงล้วนมี “พระนามภาษาจีน” ทั้งสิ้น ส่วนหนึ่งก็มีไว้เพื่อติดต่อกับราชสำนักจีนอีกด้วย
โดยแต่ละพระองค์จะทรงใช้แซ่ “เจิ้ง” หรือ “แต้” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว ตามสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มีพระนามภาษาจีนว่า เจิ้งหัว (郑华) หรือแต้ฮั้ว
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 มีพระนามจีนว่า เจิ้งฝอ (郑佛) หรือแต้ฮุด
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 มีพระนามภาษาจีนว่า เจิ้งฝู (郑福) หรือแต้ฮก (ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, (ขวา) พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระนามภาษาจีนว่า เจิ้งหมิง (郑明) หรือแต้เม้ง
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามภาษาจีนว่า เจิ้งเจิ้ง (郑正) หรือแต้เจี่ย
นี่คือพระนามจีนในพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :-
• “สามัญพระนาม” ของพระเจ้าแผ่นดินไทยรัชกาลที่ 1-9 ทรงมีพระนามว่าอะไรบ้าง? • 8 กษัตริย์ไทย ผู้ทรงมีมหาราช ท้ายพระนาม มีพระองค์ใดบ้าง? • “สามัญพระนาม” พระราชโอรส-ธิดา ในรัชกาลที่ 5 บางพระองค์ • “พระนามพิเศษ” ของกษัตริย์อยุธยา แต่ละพระองค์ มีที่มาจากไหน?
ขอขอบพระคุณ :- ผู้เขียน : ปดิวลดา บวรศักดิ์ เผยแพร่ : วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_162014
|
|
|
|
|
20
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / คนดีมีน้อย คนถ่อยมีมาก
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2026, 08:43:56 am
|
. คนถ่อย ๒๐ จำพวก คนจะชื่อว่า 'เป็นคนถ่อย' เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ แต่ชื่อว่า 'เป็นคนถ่อย' เพราะกรรม๑. คนมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่ผู้อื่น มีทิฐิวิบัติ และมีมายา ๒. คนผู้เบียดเบียนสัตว์ ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ ๓. คนเบียดเบียน เที่ยวปล้น ฆ่าชาวบ้านและชาวนิคม
๔. คนลักทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหน ไม่ได้อนุญาตให้ ๕. คนที่กู้หนี้มาใช้แล้วกล่าวว่า หาได้เป็นหนี้ท่านไม่ หนีไปเสีย ๖. คนฆ่าคนเดินทาง ชิงเอาสิ่งของ เพราะอยากได้สิ่งของ
๗. คนถูกเขาถามเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแห่งตนก็ดี เพราะเหตุแห่งผู้อื่นก็ดี เพราะเหตุแห่งทรัพย์ก็ดี ๘. คนผู้ประพฤติล่วงเกิน ในภริยาของญาติก็ตาม ของเพื่อนก็ตาม ด้วยข่มขืนหรือด้วยการร่วมรักกัน ๙. คนผู้สามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่า
๑๐. คนผู้ทุบตีด่าว่ามารดาบิดา พี่ชายพี่สาว พ่อตาแม่ยาย แม่ผัวหรือพ่อผัว ๑๑. คนผู้ถูกถามถึงประโยชน์ บอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ พูดกลบเกลื่อนเสีย ๑๒. คนทำกรรมชั่วแล้ว ปรารถนาว่าใครอย่าพึงรู้ ปกปิดไว้
@@@@@@@
๑๓. คนผู้ไปสู่สกุลอื่นแล้ว และบริโภคโภชนะที่สะอาด ไม่ตอบแทนเขาผู้มาสู่สกุลของตน ๑๔. คนผู้ลวงสมณะ พราหมณ์ หรือวณิพกอื่น ด้วยมุสาวาท ๑๕. เมื่อเวลาบริโภคอาหาร คนผู้ด่าสมณะหรือพราหมณ์ และไม่ให้โภชนะ
๑๖. คนในโลกนี้ ผู้อันโมหะครอบงำแล้ว ปรารถนาของเล็กน้อย พูดอวดสิ่งที่ไม่มี ๑๗. คนเลวทราม ยกตนและดูหมิ่นผู้อื่น ด้วยมานะของตน ๑๘. คนฉุนเฉียว กระด้าง มีความปรารถนาลามก มีความตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอาย ไม่สะดุ้งกลัว
๑๙. คนติเตียนพระพุทธเจ้า หรือติเตียนบรรพชิต หรือคฤหัสถ์สาวกของพระพุทธเจ้า ๒๐. ผู้ใดไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญาณว่าเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นแลเป็นคนถ่อยต่ำช้า เป็นโจรในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก คนเหล่าใด เราประกาศแก่ท่านแล้ว คนเหล่านั้น เรากล่าวว่าเป็นคนถ่อย
@@@@@@@
บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม________________________________ ที่มา : วสลสูตรที่ ๗ ,พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕, พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ขอบคุณ : https://uttayarndham.org/dharma-media/1859/คนถ่อย-๒๐-ประเภท
|
|
|
|
|
21
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "ความรัก" ในบาลี มีศัพท์ให้ใช้หลายคำ | มาดู "พุทธภาษิต" ว่าด้วยความรัก
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2026, 10:00:32 am
|
. ‘ความรัก กับ ธรรมะ ใครว่า ไม่เกี่ยวกัน’เมื่อวันสำคัญทางศาสนาทั้งพุทธและคริสต์ ต่างเวียนมาบรรจบกันในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์ วันที่ผู้คนทั่วโลกต่างมอบความรักให้แก่กัน และเช่นเดียวกับทางพุทธศาสนา ที่มอบให้วันมาฆบูชา เป็นวันแห่งความรักอันบริสุทธิ์
"ความรัก กับ ธรรมะ อันที่จริงเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะธรรมะเป็นความจริง ทุกอย่างที่เป็นความจริงในโลกนี้ ก็คือ ธรรมะ เราทุกคนเรียนรู้พระพุทธศาสนา เพื่อจะเข้าใจความจริงต่าง ๆ ของโลก และความรัก ก็เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของโลก ทั้งสองสิ่งจึงเกี่ยวข้องกันด้วยเหตุนี้"
'ความรัก ในแง่ของ ธรรมะ หมายถึงอะไร'
ความรักในเชิงของธรรมะ คือ พรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นความปรารถนาดี อยากเห็นคนที่เรารักพ้นจากความทุกข์ มีความยินดีที่ได้เห็นเขามีความสุข มีความเมตตา และเข้าใจเมื่อเวลาที่เขาไม่เป็นอย่างใจเราต้องการ
"ความรัก" กับ "ธรรมะ" เป็นเรื่องที่ควรคู่กัน เป็นสิ่งที่คู่รักควรหยิบยื่นให้กัน เพราะ ชีวิตคู่จะไปกันได้ดี ก็ต้องอาศัยข้อธรรมเป็นปัจจัยหลักนี่แหละ
ฉะนั้น คำว่า "รักใครให้ธรรมะ" จึงเป็นคำที่คู่รักทุกคู่ ควรคำนึงถึงอยู่เสมอ เพื่อความราบรื่นในชีวิตคู่ตลอดไปนั่นเอง..
ว่าแต่ คู่รักควรหยิบยื่นหลักธรรมข้อใดให้แก่กันบ้าง.? มาติดตามไปกับเราได้เลย รักใครให้ธรรมะ ข้อธรรมสำหรับคนครองคู่
1. ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์
ก่อนอื่นเลย ต้องเข้าใจคำว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" เสียก่อน ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า...
"ปิยโต ชายเต โสโก" - ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีแต่ความเศร้าโศก "ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข" - ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวง ย่อมเป็นทุกข์
เมื่อเข้าใจโลกไปตามความจริงดังนี้แล้ว จะทำให้เราไม่ยึดมั่น ถือมั่นกับความรักจนเกินไป เมื่อต้องพลัดพราก ต้องลาจาก หรือต้องเลิกกันไป ก็จะได้เข้าใจความเป็นธรรมดาของความรัก
รู้จักปล่อยวาง ทำให้ไม่เสียสติ ไม่เครียดจนเกินไป และไม่เป็นโรคซึมเศร้า เหมือนที่ออกข่าวอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง 2. ความรัก ต้องมี พรหมวิหาร ๔.
พรหมวิหาร 4 ควรมีอยู่ประจำใจของคู่รักทุกคน เพราะ พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ความรักราบรื่น สดใส ไม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน และรู้จักให้อภัยกันและกัน
โดยพรหมวิหาร 4 ประกอบไปด้วย...
เมตตา - แปลว่า ความรัก หมายถึงความรักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี โดยให้เราระลึกอยู่เสมอว่า เราจะจะไม่สร้างความสะเทือนใจ ความลำบากกาย ให้เกิดขึ้นแก่คนที่เรารัก ถ้ามีความทุกข์เกิดขึ้น เราจะมีทุกข์เสมอด้วยเขา ถ้าเขามีสุข เราจะสบายใจด้วยกับเขานั่นเอง
กรุณา - แปลว่า ความสงสาร มุ่งหน้าให้คนที่เรารัก หมดทุกข์ตามกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์เท่าที่เราจะทำให้แก่กันและกันได้
มุทิตา - แปลว่า มีจิตอ่อนโยน มีอารมณ์แจ่มใสตลอดเวลา เห็นแฟน/ภรรยา/สามี ได้ดีก็ผ่องใส ชื่นอกชื่นใจ เหมือนเราก็ได้ไปด้วย
อุเบกขา - แปลว่าความวางเฉย ความวางเฉยในพรหมวิหารนี้ หมายถึงเฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรมไม่ลำเอียงไปเข้าข้างคนที่เรารัก (ถ้าเขาทำผิด) พร้อมกันนั้นก็มีอารมณ์ประกอบด้วยความเมตตาปรานี พร้อมที่จะสงเคราะห์ หรือสอนสั่งไปในทางที่ดีขึ้นได้ 3. รักอย่างมี "สติ"
ให้จำไว้เสมอว่า เราไม่สามารถบังคับคนอื่น ให้เป็นดั่งที่ใจเราต้องการได้ตลอด ให้ดูง่าย ๆ แม้กระทั่งร่างกายเราเอง ยังไม่สามารถบังคับ ไม่ให้หิว ไม่ให้เจ็บป่วยได้เลย
ฉะนั้น ก็จงอย่าไปบังคับคนที่เรารักจนเกินไป เพราะ ไม่มีใคร เป็นอะไร ของใครจริง ๆ
คู่รักที่ดีต้องรู้จักเปิดใจ ยอมรับ ให้โอกาส ให้เกียรติ ให้อิสระกันและกัน หากเราจะแนะนำอะไร ก็ให้ทำด้วยความรักความเมตตา ความปรารถนาดี
"วิสัยโลกจะต้องมีความรัก แต่ให้มีสติควบคุมใจ มิให้ความรักมีอำนาจเหนือสติ"
คำสอนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 4. ฆราวาสธรรม ๔.
ในพระพุทธศาสนา ก็ได้สอนเรื่องข้อธรรมสำหรับผู้ครองเรือนด้วยเช่นกัน
โดยเรียกว่า "ฆราวาสธรรม 4" อันได้แก่...
1.สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ หมายถึง การดำรงมั่นในสัจจะ การมีความจริง ความซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง ย่อมเป็นเหตุให้เป็นคนที่ไว้ใจได้
2.ทมะ คือ การฝึกตน การรู้จักฝึกฝนตนเอง ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา ย่อมเป็นเหตุให้อยู่กันด้วยความราบรื่น
3.ขันติ คือ ความอดทน มุ่งหน้าประกอบหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ย่อมเป็นเหตุให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ผลดี
4.จาคะ คือ ความเสียสละ การมีน้ำใจไม่หวงแหนของกินของใช้ต่าง ๆ ย่อมเป็นเหตุให้มีใจกว้าง ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว 5. ศีลเสมอกัน
"ศีลเสมอกัน ถึงอยู่ด้วยกันได้" ประโยคยอดฮิต ที่หลาย ๆ คนคงคุ้นหูกัน นั่นก็เพราะศีลนี่แหละที่ทำให้ครองคู่กันอย่างยั่งยืน สมหวังในรักมั่นคง
โดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ว่า
“..ดูก่อนคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ (ชาติหน้า) ไซร้ ทั้งสองคนนั้นแลพึงเป็นผู้มี... มีศรัทธาเสมอกัน (to be matched in faith) มีศีลเสมอกัน (to be matched in moral) มีจาคะเสมอกัน (to be matched in generosity) มีปัญญาเสมอกัน (to be matched in wisdom) ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ..”_____________________________________________ (สมชีวสูตร จ. อํ. (๕๕)ตบ. ๒๑ : ๘๐-๘๑ ตท. ๒๑ : ๗๑ ตอ. G.S. II : ๗๐) โดยคู่รักควรเลือกที่จะถือศีลอย่างน้อย 5 ข้อ เพื่อความผาสุขของชีวิตคู่ โดยศีล 5 มีดังนี้
ศีลข้อที่ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์ สิ่งที่มีชีวิต ศีลข้อที่ 2 เว้นจากการลักทรัพย์ สิ่งของของใคร ๆ ก็รัก และสงวน ศีลข้อที่ 3 เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ไม่นอกใจด้วยการไปแย่งชิง ไปมีเพศสัมพันธ์กับ สามี หรือ ภรรยา ผู้อื่น ศีลข้อที่ 4 เว้นจากการพูดเท็จ มุสา การโกหกพกลม เป็นสิ่งทำลายความเชื่อถือของผู้อื่น ไม่หลอกลวงให้คนที่เรารักเสียหาย ด้วยการโกหกกัน ศีลข้อที่ 5 เว้นจากการดื่มน้ำเมา สุรา ยาเสพติด หลายต่อหลายคู่ ต้องเลิกลากันไป เนื่องด้วยเหตุแห่งสุราเมรัย นี่แล
@@@@@@@
สามีภรรยาคู่ใดก็ตาม ที่นำหลักธรรมเหล่านี้ไปประพฤติปฏิบัติ เรียกได้ว่าเป็น "คู่สร้างคู่สม" คือ มีหลักธรรมของคู่ชีวิตที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกัน เป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้อยู่ครองกันได้ยืดยาวนั่นเอง...
รักใครให้ธรรมะ แก่กันด้วยนะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สสส. เรื่องโดย : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.thhttps://www.gedgoodlife.com ขอบคุณที่มา :- https://www.sila5.com/blog/blog/detail/var/44t2b4w2v214 กุมภาพันธ์ 2563
|
|
|
|
|
22
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "ความรัก" ในบาลี มีศัพท์ให้ใช้หลายคำ | มาดู "พุทธภาษิต" ว่าด้วยความรัก
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 09:33:11 am
|
.  ขอบคุณภาพจาก https://uttayarndham.org/dhamma-daily/4478๓๑. ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด ถาม : ที่ว่ารัก รักนั้นประการใด
ตอบ : ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนรู้จักคำว่า “รัก รัก รัก” กันทั้งนั้น รักพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน วงศาคณาญาติ รักเพื่อนพ้อง ญาติสนิทมิตรสหาย รักสินทรัพย์ เงินทอง ข้าวของ ตลอดจนสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่มีรักใดที่ยิ่งใหญ่กว่ารักตนเอง ดังที่พระพุทธพจน์ที่ว่า “ความรักเสมอด้วยตนไม่มี” ที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อสอนให้ทุกคนรู้ว่าเมื่อเรารักตัวของเราเองยิ่งกว่าใครๆ คนอื่นเขาก็รักตัวของเขายิ่งกว่าใครๆ เหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นให้ต้องได้รับทุกข์ฉันนั้น พระพุทธองค์ตรัสเรื่องเกี่ยวกับความรักไว้ว่า “ความโศกเกิดแต่ความรัก ภัยคือความกลัวเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก ความกลัวจักมีแต่ที่ไหน” @@@@@@@
ก็ความรักอันเป็นเหตุให้เกิดความโศกและความกลัวนี้ เป็นความรักที่เนื่องด้วยโลภะตัณหาอันเป็นบาปอกุศล เป็นความรักที่เกิดจากความต้องการผูกพันรักใคร่ แต่ยังมีความรักอีกชนิดหนึ่งซึ่งปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้รับความสุขโดยประการเดียว รักโดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาดเพราะมีอโทสะ ความไม่โกรธเป็นมูลราก จึงเป็นบุญกุศลความรักชนิดนี้คือ เมตตา ความรัก ๒ อย่างนี้ มีเหตุเกิดต่างกัน ผลที่ได้รับจึงต่างกัน ความรักชื่อว่าเมตตา เป็นประเสริฐ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน ถ้าทุกคนมีเมตตาต่อกัน โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข เพราะไม่มีใครเบียดเบียนประทุษร้ายใครๆ ให้เดือดร้อน พระพุทธเจ้านั้นมากไปด้วยพระเมตตา ทรงรักทุกคนแม้แต่ศัตรู เหมือนกับทรงรักพระราหุลราชโอรส พระองค์ทรงปรารถนาให้ชาวโลกได้อยู่เย็นเป็นสุข จึงทรงสอนให้มีศัลห้าเป็นประการแรกนั่น คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย เพราะเพียงการมีศีลห้าเพียงอย่างเดียว ชาวโลกก็จะมีแต่ความสุขหาประมาณมิได้ เพราะการไม่ฆ่าสัตว์นั้น ไม่ทำให้สัตว์ต้องบาดเจ็บล้มตายด้วยน้ำมือเรา เป็นการเอื้อเอ็นดูต่อสัตว์ เป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์ @@@@@@@
รองลงมาจากรักชีวิต ทุกคนรักทรัพย์สินสิ่งของของตน การไม่หยิบฉวยลักขโมยทรัพย์สินสิ่งของผู้อื่นโดยที่เขาไม่อนุญาต เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สิ่งของของผู้อื่น คนที่มีบุตรภรรยาสามี ก็รักบุตรภรยาสามีของตน การไม่ล่วงละเมิดในบุตรภรรยาสามีของผู้อื่น เป็นการให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น การไม่พูดเท็จ พูดแต่คำจริง เป็นการให้ความจริงแก่ผู้อื่น การงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย สิ่งเสพติดมึนเมาทั้งปวง เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตรภรรยาสามีของผู้อื่น ให้ความจริงแก่ผู้อื่น เพราะผู้ที่มึนเมาย่อมขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ สามารถจะทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าบุตร ภรรยา สามีของตน ในที่สุดแม้แต่การฆ่าตนเองก็มิได้เว้น  ขอบคุณภาพจาก https://uttayarndham.org/dhamma-daily/4478เพราะฉะนั้น การมีศีลห้าจึงเป็นการรักษาตนเองและรักษาผู้อื่นให้พ้นจากภัยเวร ผู้มีศีลห้าจึงต้องมีเมตตาประจำใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น ทุกคนในโลกนี้ก็จะอยู่เป็นสุข แม้จากโลกนี้ไปแล้วก็อยู่เป็นสุขในโลกอื่น สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระคาถาธรรมบท ปิยวรรค ว่า "บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลที่ทำบุญไว้ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น เหมือนพวกญาติเห็นญาติที่รักที่จากไปต่างถิ่นแล้วกลับมา ย่อมต้อนรับด้วยความยินดี ฉะนั้น" คือย่อมต้อนรับด้วยเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ คืออายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์และความเป็นใหญ่ทิพย์ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะอันเป็นทิพย์ @@@@@@@
ชาวโลกทุกวันนี้ต่างอ้างว่ามีศาสนาประจำใจตน แต่ยังมากไปด้วยความโลภ อยากได้ทั้งอำนาจและทรัพย์สินที่มิใช่ของตนโดยไม่ชอบธรรม แม้เมื่อไม่ได้หรือได้ไม่พอก็ทำลายล้างกัน ไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตาย พิกลพิการ ขอให้ตนได้ในสิ่งที่ตนอยากได้เท่านั้น ความริษยา อาฆาต พยาบาท ก็เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้ความโลภ การไม่ชอบหน้ากันเพียงคนสองคน ก็สามารถทำลายล้างคนเป็นแสนๆ ล้านๆ ได้ โลกทั้งโลกที่ต้องวุ่นวายเดือดร้อน ลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะความโลภและความริษยาอาฆาตของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน รวมทั้งผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ประพฤติผิดธรรม ทอดทิ้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่า แม้ผู้เป็นพ่อแม่ก็ทอดทิ้งลูกได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ เพียงเพื่อให้พ้นความอับอายขายหน้าเท่านั้น ภัยอันตรายร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกิด ก็ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเหตุให้ผู้คนนับแสนนับล้านต้องตายไปอย่างน่าสยดสยอง จะโทษใครเล่าถ้าไม่โทษการกระทำอันไร้เมตตาปราณีของพวกเราเองซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
@@@@@@@
ขอมอบ พระพุทธภาษิต เป็นเครื่องเตือนใจเราทั้งหลายว่า "เมื่อโลกสันนิวาสอันไฟ (คือราคะ โทสะ โมหะเป็นต้น) ลุกโพลงอยู่เป็นนิตย์ พวกเธอยังจะมัวร่าเริงบันเทิงอะไร เธอทั้งหลายอันความมืดคืออวิชชาปกคลุมแล้ว ทำไมจึงไม่แสวงหาประทีป (คือญาณปัญญา) เพื่อขจัดความมืดคืออวิชชานั้นเสียเล่า"
ที่มา อ้างอิงและแนะนำ :- พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ราชสูตร https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=2856&Z=2880 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท ปิยวรรค https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=830&Z=861 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ข้อ [๖๖๘] ถึง [๖๗๑] https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=30&A=6281&Z=6413 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท ชราวรรคที่ ๑๑ https://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=25&A=662&Z=691 อรรถกถา กุมภชาดก https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=2292 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) คำว่า พรหมวิหาร 4 https://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=พรหมวิหาร_4ขอบคุณ : https://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=31นานาปัญหา โดย คณะสหายธรรม
“ความรัก” โดยภาษาบาลีก็เรียกว่า เปมะ
ความรักในความหมายของธรรมชาติ คือ อาการที่อยากจะรวมกันเป็นสิ่งเดียวของ ของ ๒ สิ่งตามธรรมชาติ ในนิทานที่พวกคริสต์เคยเล่าไว้ที่เป็นนิยายว่า..
ตัวมนุษย์นี่ เมื่อก่อนนี้มันมีลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ มีขาออกรอบตัว ๘ ขาในราวนั้น ๘ ซีก มันมีฤทธิ์มาก ฤทธิ์มากเหลือประมาณจนจะไปทำลายพระเจ้าในโลกของพระเจ้า เทพเจ้า แล้วเทพเจ้านั้นก็คิดตัดทอนกำลังของไอ้สัตว์ประหลาดนี้ โดยผ่ามันออกเป็น ๒ ตัว คือให้มันเป็นชายตัวหนึ่ง เป็นหญิงตัวหนึ่ง มันก็มีเพียง ๔ เงี่ยง ๒ ตัวที่เคยมี ๒ ตัวรวมกันเป็น ๘ เงี่ยง ทีเมื่อมันถูกผ่าออกเป็น ๒ ส่วน กำลังมันก็ลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือครึ่งหนึ่งก็ไม่เป็นที่หวาดกลัวแก่เทพเจ้า
ทีนี้สัตว์ ๒ ตัวนี้คือตัวหญิงกับตัวชายนี่ มันประสงค์จะกลับไปรวมเป็นตัวเดียวกันอย่างเดิม เพื่อมีฤทธิ์เดชที่จะทำลายพระเจ้าให้จนได้ แต่มันก็ไม่สำเร็จ
ดังนั้นมันจึงพยายามอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ไอ้ความพยายามที่จะกลับรวมเป็นตัวเดียวดังเดิมนี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ความรัก mythology ของพวกกรีก มีอย่างนี้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
เพราะสิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น จะมีความหมายเป็นการอยากรวมเป็นตัวเดียวกันของของ ๒ สิ่งหรือมากกว่า ๒ สิ่งเสมอ
ความรักอย่างเพศอย่างกามารมณ์ก็คือว่า อยากจะรวมกันของของ ๒ สิ่ง ความรักบริสุทธิ์ของบิดามารดากับลูกอย่างนี้ ก็คืออยากจะรวมเป็นอันเดียวกันของของ ๒ สิ่ง
ดังนั้นความรัก จึงแสดงอาการคือโผเข้าหากัน กอดรัดกันเพื่ออยากจะรวมเป็นอันเดียวกัน นี่เป็นความหมาย
@@@@@@@
ความรักที่มีความหมายว่า อยากรวมเป็นอันเดียวกันนั่น มันก็มี ๒ ชนิดอีกแหละ
ความรักบริสุทธิ์ซึ่งเรามักจะเรียกว่าเมตตา แต่ก็เรียกว่าความรักก็ได้ ในภาษาธรรมดาใช้คำว่า “ความรัก”
แต่ถ้าว่าเราจะศึกษากันในทางของธรรมะ เราต้องแยกออกเป็น ๒ ชนิดนะ - รักอย่างบริสุทธิ์อย่างเมตตานี่รักด้วยวิชชา สติปัญญาหรือความรู้ - รักด้วยกามารมณ์นั่น มันเป็นกิเลส มันรักด้วยอวิชชา
ให้จำกันง่าย ๆ ก็ว่าความรักบริสุทธิ์ทำไปด้วยวิชชา กลายเป็นธรรมะชั้นสูงเรียกว่า "พรหมวิหาร" พรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความรักบริสุทธิ์โดยวิชชานี่เราเรียกว่าพรหมวิหารข้อ ๑ ใน ๔ ข้อ
ส่วนความรักด้วยกิเลสเป็นกามารมณ์นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นพรหมวิหาร มันทำไปด้วยอวิชชา ฉะนั้นมันเป็นกามารมณ์ของความโง่อย่างสูงสุดก็เป็นกามเทพ กามเทพหรือเทพเจ้าแห่งกามารมณ์
พุทธทาสภิกขุ ที่มา อบรมนักศึกษาธรรมศาสตร หัวขอ “ธรรมะกับกามารมณ์” ปี ๒๕๒๔ รหัสไฟลเสียง 4125230319050ขอบคุณ : เฟซบุ้ค หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ | 8 กุมภาพันธ์ 2016 https://www.facebook.com/buddhadasaarchives/photos/10153846373110535/?locale=th_TH
|
|
|
|
|
23
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / 'ไม่ชอบอะไร ให้หยุดพูดถึงสิ่งๆ นั้น'
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 07:01:45 am
|
. 'ไม่ชอบอะไร ให้หยุดพูดถึงสิ่งๆ นั้น' เมื่อสิ่งที่เกลียดมีพื้นที่ในใจมากไป ทำอย่างไร.? ถ้าเราเผลอให้คุณค่ากับมัน Summary
• ยิ่งเราเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่เกลียดมากขึ้นเท่าไหร่ สมองจะยิ่งเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เลยจ้องที่จะจับผิดและสแกนหาตลอดเวลา การที่เราหยุดโฟกัสไม่ได้ จึงเป็นกลไกที่สมองพยายามจะปกป้องข้อมูลและเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับปมในใจ
• บ่อยครั้งที่สิ่งที่เราเกลียดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา
• ‘การหยุดให้คุณค่าและการเพิกเฉย’ จะทำให้สิ่งนั้นค่อยๆ จางหายไปจากพื้นที่ภายในใจเรา การไม่พูดถึงมันไม่ใช่การหนีหรือการยอมแพ้ แต่คือการยึดคืนพื้นที่ภายในใจไม่ให้สิ่งนั้นมีผลกับชีวิตของเราได้อีกต่อไป ‘ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ’
หลายครั้งที่เรารู้สึกเหมือนว่าโลกกำลังเล่นตลกกับเรา เพราะมักส่งสิ่งที่เราเกลียดหรือสิ่งที่เราไม่ชอบ ให้วนเวียนกลับมาทักทายอยู่ซ้ำๆ ในชีวิต ในความเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือการเล่นตลกแต่อย่างใด แต่เป็นการที่มนุษย์ให้คุณค่าและพื้นที่ในใจกับสิ่งที่เราไม่ชอบมากกว่าสิ่งอื่นๆ จนสมองเลือกที่จะจดจำและปักหมุดสิ่งนั้นไว้เป็นความสำคัญอันดับแรกๆ และเมื่อพื้นที่ของความไม่ชอบเริ่มขยายใหญ่ขึ้น พื้นที่ของความสุขจะถูกเบียดบังให้เล็กลงโดยทันที
ทำไมเราถึงเป็นแบบนั้น?
ยิ่งเราเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่เกลียดมากขึ้นเท่าไหร่ สมองจะยิ่งเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เลยจ้องที่จะจับผิดและสแกนหาตลอดเวลา การที่เราหยุดโฟกัสไม่ได้ จึงเป็นกลไกที่สมองพยายามจะปกป้องข้อมูลและเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตรงกับปมในใจ
ในทางจิตวิทยา Constructivism หรือแนวคิดว่า มนุษย์มักสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมา ผ่านการสร้างความหมายให้กับสิ่งต่างๆ หากเลือกสร้างความหมายให้แต่สิ่งที่เราไม่ชอบ โลกทั้งใบของเราก็จะถูกล้อมรอบไปด้วยพลังงานลบ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต
ทุกวินาทีที่เราเสียเวลาไปกับความรู้สึกเกลียด หรือการพูดถึงแต่สิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งนั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ที่เรามี แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังเผาไหม้ความสุขของตัวเองในปัจจุบัน แลกกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ามากพอที่ให้เราต้องพูดถึง สู้เอาเวลาที่เสียไปมาพัฒนาและมีความสุขกับตัวเองดีกว่า
@@@@@@@
สิ่งที่เราเกลียดอาจเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่เรากลัว
บ่อยครั้งที่สิ่งที่เราเกลียดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา อย่างทฤษฎี Projection หรือการฉายภาพ พบว่า สิ่งที่เราเกลียดในตัวคนอื่นมักเป็นสิ่งที่เราแอบซ่อนไว้ภายในจิตใจ เมื่อเห็นคนอื่นได้ทำสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้หรือถูกห้ามไม่ให้ทำ สมองจะรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมและส่งสัญญาณออกมาเป็นความเกลียด เพื่อปกป้องความเชื่อเดิมของตัวเอง
หรือแม้แต่สิ่งที่เราเกลียดอาจเป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่เราเคยถูกกระทำ เช่น ในวัยเด็กอาจเคยถูกทำลายและสูญเสียความมั่นใจ หรือการเกลียดความไม่ยุติธรรมอย่างรุนแรง จากแผลใจในอดีตที่เคยเป็นเหยื่อและไม่มีใครปกป้อง
โดยงานวิจัย The Adverse Childhood Experiences (ACE) Study โดย Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ Kaiser Permanente พบว่า ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก เช่น การถูกทอดทิ้ง การถูกตำหนิ หรือใช้ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา แต่มันถูกฝังไว้ในระบบประสาทและการตอบสนองต่ออารมณ์ และจะถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายเดิม จนนำไปสู่การตอบสนองที่รุนแรงกว่าปกติ
'ทุกวินาทีที่เราเสียเวลาไปกับความรู้สึกเกลียด หรือการพูดถึงแต่สิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งนั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ที่เรามี แต่เป็นเราต่างหากที่กำลังเผาไหม้ความสุขของตัวเองในปัจจุบัน แลกกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ามากพอที่ให้เราต้องพูดถึง สู้เอาเวลาที่เสียไปมาพัฒนาและมีความสุขกับตัวเองดีกว่า'
@@@@@@@
แล้วจะจัดการความรู้สึกนี้ได้อย่างไร?
ในโลกที่ใครหลายคนอยากมีตัวตน ได้รับการมองเห็น และถูกยอมรับในสังคม การถูกด่าทอหรือการถูกเกลียด กลายเป็นสิ่งที่ใครบางคนพยายามคว้ามันเอาไว้ เพียงเพื่อต้องการมีตัวตนอยู่ในพื้นที่ของใครสักคน
ดังนั้น ‘การหยุดให้คุณค่าและการเพิกเฉย’ จะทำให้สิ่งนั้นค่อยๆ จางหายไปจากพื้นที่ภายในใจเรา การไม่พูดถึงมันไม่ใช่การหนีหรือการยอมแพ้ แต่คือการยึดคืนพื้นที่ภายในใจไม่ให้สิ่งนั้นมีผลกับชีวิตของเราได้อีกต่อไป
ไม่ต้องเอาชนะความเกลียด แค่ทำให้มันไร้ตัวตน
เพราะการเอาชนะสิ่งที่ไม่ชอบไม่ใช่การพยายามเกลียดให้มากขึ้น แต่คือการทำให้สิ่งที่เราเกลียดนั้น ‘ไร้ตัวตน’ เพื่อคืนพื้นที่ในใจให้กับสิ่งที่เรารักจริงๆ
Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105977Thairath Plus › Everyday Life › Culture | 5 ก.พ. 69 | creator : กองบรรณาธิการ อ้างอิง :- - Verywellmind | Constructivism in Psychology and Psychotherapy - About the CDC-Kaiser ACE Study
|
|
|
|
|
24
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2026, 06:45:45 am
|
. สนใจมากไปก็ดูก้าวก่าย ถามเยอะเกินไป ก็ดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว แล้วในโลกยุคใหม่ เราจะใส่ใจแบบไหนถึงพอดี.? Summary
• เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว
• การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้
• เราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ ‘กินข้าวหรือยัง?’ ‘ไปไหนมา?’ ‘แฟนไม่มาด้วยหรอ?’
คำถามดังกล่าวเป็นคำถามสไตล์ไทยๆ ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี คำถามเหล่านี้สำหรับคนไทย และอาจจะรวมถึงชาวเอเชียคือการแสดงความเป็นมิตรแบบ Collectivism (วัฒนธรรมรวมกลุ่ม) ที่เน้นความผูกพัน อยากทราบถึงความเป็นอยู่ และเป็นคำถามที่แสดงความห่วงใย แต่ในยุคที่พวกเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คำถามเหล่านี้อาจกลายเป็นการก้าวก่าย กดดันและดูรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป
แล้วในวันที่หลายอย่างอ่อนไหว เราจะใส่ใจอย่างไรให้เหมาะสมกันดี?
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของพวกเราก่อนว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เป็นสัตว์สังคม ที่มีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยการอยู่ร่วมกันจะช่วยให้เรามีโอกาสรอดในสังคมได้มากกว่าการอยู่คนเดียว
‘เราเรียนรู้ได้ว่าเราเป็นใครจากการสะท้อนของคนรอบข้าง และเราสามารถพัฒนาศักยภาพได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันเอง’
เพราะฉะนั้นการรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้
@@@@@@@
แต่อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น พอวัฒนธรรมเปลี่ยนไป เราเองก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บทความนี้ชวนสำรวจว่า ความใส่ใจในโลกยุคใหม่ต้องใส่ใจแบบไหนถึงพอดี
1- ลองใช้ความใส่ใจแบบ Invisible Support หรือการช่วยเหลือแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เป็นการสนับสนุนที่เนียนๆ ไปกับสถานการณ์ ไม่โจ่งแจ้งจนทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เพราะบางครั้งแค่การ ‘อยู่ข้างๆ’ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจโดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไรก็พอแล้ว หรือพูดง่ายๆ มันคือการคอยมองสอดส่องความปลอดภัย โดยไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของเขา
2- หันมาฝึก Empathetic Responsiveness เปลี่ยนจากการถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการใส่ใจแบบ ‘ใจเขาใจเรา’ เพราะเรื่องบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหตุผลไปเสียหมด แค่มีความเห็นใจ ไม่เอาความคิดของเราไปตัดสินคนอื่น แต่เลือกที่จะรับรู้ความรู้สึกของเขาจากใจจริง อย่าพยายามไปจี้ถามใคร เพราะหากเราโดนจี้ถามเรื่องส่วนตัวโดยที่คนถามไม่สนใจความรู้สึกเรา เราเองก็คงรู้สึกแย่ไม่ต่างกัน
3 - เคารพความเป็นส่วนตัว การรักษาความเป็นส่วนตัวไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่คือการให้พื้นที่ความสบายใจแก่กัน การใส่ใจที่ดีต้องรอให้เจ้าของพื้นที่ ‘อนุญาต’ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของเขา
@@@@@@@
"การรู้เรื่องราวของคนอื่นก็เป็นปัจจัยในการอยู่รอดของพวกเราเช่นกัน และที่สำคัญพอผสมรวมกับวัฒนธรรมบ้านเรา แถมชาวเอเชียที่ถูกปลูกฝังมากับวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม (Collectivism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยกันแบบชุมชน การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นมากกว่าชาวตะวันตกที่มักจะไม่ค่อยถามเรื่องแบบนี้"
เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้กำลังบอกว่าทุกคนควรเลิกใส่ใจ หรือตัดขาดความรู้สึกจากกันและกัน แต่ลองปรับความคิดเปลี่ยนมุมมองใหม่ มาลองใส่ใจแบบเหมาะสมมากขึ้น และเปลี่ยนความอยากรู้เรื่องส่วนตัว มาเป็นการแคร์ความรู้สึกจากใจโดยที่เว้นระยะไว้แบบพอดีๆ
Thank to : https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/105962?Thairath Plus › Everyday Life › Lifestyle | 29 ม.ค. 69 | creator : กองบรรณาธิการ อ้างอิง :- - What makes some people so nosey - PLoS ONE | The Watching Eyes Effect - BBC | เหตุใดเราจึงซุบซิบนินทาคนอื่น ? นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการมีคำอธิบาย
|
|
|
|
|
25
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / ขณ - ขณะ - ขณะจิต นานแค่ไหน.?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2026, 08:11:29 am
|
. ขณะ (บาลีวันละคำ 1,372)ขณะ หญ้าปากคอกอีกคำหนึ่ง
“ขณะ” ภาษาไทยอ่านว่า ขะ-หฺนะ , บาลีเขียน “ขณ” อ่านว่า ขะ-นะ รากศัพท์มาจาก
(1) ขณฺ (ธาตุ = เบียดเบียน) + อ ปัจจัย : ขณ+ อ = ขณ แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่เบียดเบียนชีวิตสัตว์”
(2) ขี (ธาตุ = สิ้นไป) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) แล้วแปลง น เป็น ณ, ลบ อี ที่ ขี ตามสูตร “ลบสระหน้า” (ขี + ยุ, ขี อยู่หน้า ยุ อยู่หลัง) : ขี + ยุ > อน = ขีน > ขีณ > ขณ แปลตามศัพท์ว่า “เวลาเป็นที่สิ้นไปแห่งอายุของเหล่าสัตว์”
“ขณ” หมายถึง ครู่หนึ่ง, เวลาชั่วครู่ (a short moment, wink of time)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า “ขณะ : (คำนาม) ครู่, ครั้ง, คราว, เวลา, สมัย. (ป.; ส. กษณ).”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า (สะกดตามต้นฉบับ) “กฺษณ : (คำนาม) พิกัดเวลา (เท่ากับสามสิบกลาหรือสี่นาที) ; เวลาครู่หนึ่ง ; งารสมโภชหรือฉลอง ; เวลาว่างกิจ ; โอกาศ ; ความขึ้นแก่ ; ศูนย์กลาง, กลาง ; a measure of time (equal to thirty Kalās or four minutes) ; a moment ; a festival; vacation, leisure, opportunity ; dependence or servitude ; the centre, the middle ;- (กริยาวิเศษณ์) สักครู่หนึ่ง ; for a moment.” ขณ > ขณะ > ครู่หนึ่ง ยาวนานแค่ไหน.?
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แสดงไว้ว่า
“ทสหิ อจฺฉราหิ องฺคุลิโผฏฺเฐหิ ลกฺขิโต กาโล ขโณ นาม = เวลาที่กำหนดด้วยการดีดนิ้วมือ 10 ครั้ง ชื่อว่าขณะ”
ลองนึกถึงภาพคนดีดนิ้วมือเข้ากับจังหวะเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเร็วหรือช้า อึดใจเดียวก็ 10 ครั้งแล้ว
แต่ในทางธรรม ท่านแสดงละเอียดยิ่งกว่านั้น กล่าวคือ จิต คือความคิดที่เกิดขึ้น 1 ขณะ ประกอบด้วย 3 อนุขณะ (ขณะย่อย) คือ
(1) อุปปาทขณะ = ขณะที่เกิดขึ้น (arising ; genesis) (2) ฐิติขณะ = ขณะที่ดำรงอยู่ (duration ; static moment ; the moment of standing) (3) ภังคขณะ = ขณะที่ดับไป (dissolution ; cessation ; dissolving or waning moment)
รวม 3 อนุขณะ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) หมุนเวียนเรื่อยไป นับเป็น 1 ขณะ ของจิตที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาที่รวดเร็วนักหนา
เพราะฉะนั้น :- อย่าลังเลที่จะทำบุญ เพราะชีวิตกำลังขาดทุนอยู่ทุกขณะThank to : https://dhamtara.com/?p=46622-3-59 | 2 มีนาคม 2016 | tppattaya2343@gmail.com
ขณะจิต (บาลีวันละคำ 3,710)"ขณะจิต" คิดว่านานแค่ไหน อ่านว่า ขะ-หฺนะ-จิด ประกอบด้วยคำว่า ขณะ + จิต
(๑) “ขณะ”
เขียนแบบบาลีเป็น “ขณ” อ่านว่า ขะ-นะ รากศัพท์มาจาก
(1) ขณฺ (ธาตุ = เบียดเบียน) + อ (อะ) ปัจจัย : ขณ+ อ = ขณ แปลตามศัพท์ว่า “เวลาที่เบียดเบียนชีวิตสัตว์” (2) ขี (ธาตุ = สิ้นไป) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) แล้วแปลง น เป็น ณ, ลบ อี ที่ ขี ตามสูตร “ลบสระหน้า” (ขี + ยุ, ขี อยู่หน้า ยุ อยู่หลัง) : ขี + ยุ > อน = ขีน > ขีณ > ขณ แปลตามศัพท์ว่า “เวลาเป็นที่สิ้นไปแห่งอายุของเหล่าสัตว์”
“ขณ” (ปุงลิงค์) หมายถึง ครู่หนึ่ง, เวลาชั่วครู่ (a short moment, wink of time) บาลี “ขณ” สันสกฤตเป็น “กฺษณ”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –(สะกดตามต้นฉบับ) “กฺษณ : (คำนาม) พิกัดเวลา (เท่ากับสามสิบกลาหรือสี่นาที); เวลาครู่หนึ่ง ; งารสมโภชหรือฉลอง ; เวลาว่างกิจ ; โอกาศ ; ความขึ้นแก่ ; ศูนย์กลาง, กลาง ; a measure of time (equal to thirty Kalās or four minutes) ; a moment; a festival ; vacation, leisure, opportunity ; dependence or servitude ; the centre, the middle ;- (กริยาวิเศษณ์) สักครู่หนึ่ง ; for a moment.”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า “ขณะ : (คำนาม) ครู่, ครั้ง, คราว, เวลา, สมัย. (ป.; ส. กษณ).”
@@@@@@@
(๒) “จิต”
บาลีเป็น “จิตฺต” (ต เต่า 2 ตัว มีจุดใต้ ตฺ ตัวหน้า) อ่านว่า จิด-ตะ รากศัพท์มาจาก จินฺต (ธาตุ = คิด) + ต ปัจจัย, ลบ นฺ ที่ จินฺตฺ (จินฺต > จิต) : จินฺต + ต = จินฺตต > จิตฺต (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่ทำหน้าที่คิด” (2) “สิ่งที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์” หมายถึง จิต, ใจ, ความคิด (the heart, mind, thought)
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความ “จิตฺต” ไว้ดังนี้
The heart (psychologically), i. e. the centre & focus of man’s emotional nature as well as that intellectual element which inheres in & accompanies its manifestations ; i. e. thought. (หัวใจ [ทางจิตวิทยา] คือศูนย์และจุดรวมของธรรมชาติที่เกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์ กับส่วนของสติปัญญาซึ่งอยู่ในการแสดงออกเหล่านั้น ; กล่าวคือ ความคิด)
“จิตฺต” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “จิต”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า “จิต, จิต– : (คำนาม) ใจ, สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิดและนึก, (โบราณ เขียนว่า จิตร), ลักษณนามว่า ดวง. (ป. จิตฺต).” ประสมคำ
ขณะ + จิต = ขณะจิต (ขะ-หฺนะ-จิด) แปลว่า “ครู่หนึ่งแห่งจิต”
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “ขณะจิต” ว่า a thought-moment.
คำว่า “ขณะจิต” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554
@@@@@@@
อภิปรายขยายความ
คำว่า “ขณะจิต” เป็นคำที่แปลเชิงทับศัพท์มาจากคำบาลี “จิตฺตกฺขณ” อ่านว่า จิด-ตัก-ขะ-นะ
โปรดสังเกตว่า คำไทย “ขณะจิต” คำบาลีไม่ใช่ “ขณจิตฺต” (ขะ-นะ-จิด-ตะ) แต่สลับคำเป็น “จิตฺตกฺขณ” เป็นลักษณะที่ตรงกับที่รู้กันทั่วไปว่า ไทย-แปลจากหน้าไปหลัง บาลี-แปลจากหลังมาหน้า
“ครู่หนึ่งแห่งจิต”
ไทย-แปลจากหน้าไปหลัง = “ขณะจิต” : ขณะ (ครู่หนึ่ง) + จิต (จิต) บาลี-แปลจากหลังมาหน้า = “จิตฺตกฺขณ” : จิตฺต (จิต) + ขณ (ครู่หนึ่ง)
อนึ่ง โปรดสังเกตว่า จิตฺต + ขณ ไม่เป็น จิตฺตขณ แต่เป็น “จิตฺตกฺขณ” เพราะตามหลักบาลีไวยากรณ์ว่าด้วยการสมาส ท่านให้ซ้อน กฺ ระหว่างศัพท์ : จิตฺต + กฺ + ขณ = จิตฺตกฺขณ ที่เรียกว่า “ ขณ > ขณะ > ครู่หนึ่ง” ยาวนานแค่ไหน.?
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แสดงไว้ว่า
“ทสหิ อจฺฉราหิ องฺคุลิโผฏฺเฐหิ ลกฺขิโต กาโล ขโณ นาม = เวลาที่กำหนดด้วยการดีดนิ้วมือ 10 ครั้ง ชื่อว่าขณะ”
ลองนึกถึงภาพคนดีดนิ้วมือเข้ากับจังหวะเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเร็วหรือช้า อึดใจเดียวก็ 10 ครั้งแล้ว
แต่ในทางธรรม ท่านแสดงละเอียดยิ่งกว่านั้น กล่าวคือ จิต คือความคิดที่เกิดขึ้น 1 ขณะ ประกอบด้วย 3 อนุขณะ (ขณะย่อย) คือ
(1) อุปปาทขณะ = ขณะที่เกิดขึ้น (arising ; genesis) (2) ฐิติขณะ = ขณะที่ดำรงอยู่ (duration ; static moment ; the moment of standing) (3) ภังคขณะ = ขณะที่ดับไป (dissolution ; cessation ; dissolving or waning moment)
รวม 3 อนุขณะ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) หมุนเวียนเรื่อยไป นับเป็น 1 “ขณะจิต” ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาที่รวดเร็วนักหนา
“ขณะจิต” ของมนุษย์ เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลา เทียบกับสิ่งที่สายตามองเห็น เช่น แสงไฟจากดวงไฟฟ้า เมื่อเปิดไฟ เราเห็นว่าไฟติดสว่างตลอดเวลา แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า แสงไฟนั้นไม่ได้ติดตลอดเวลา แต่ติดแล้วดับ ดับแล้วติด แต่เพราะมันดับแล้วติดเร็ว เราจึงเห็นว่ามันติดตลอดเวลา
“ขณะจิต” ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้ตั้งอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป-เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ด้วยความเร็วนักหนา เราจึงรู้สึกจิตของเราตั้งอยู่ คือคิดอยู่ มีอยู่ตลอดเวลา
ดูก่อนภราดา.! เพียงชั่วขณะจิต ชีวิตก็เปลี่ยนThank to : https://dhamtara.com/?p=248409-8-65 | 9 สิงหาคม 2022 | admin2
|
|
|
|
|
26
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มีที่มาอย่างไร.?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2026, 11:19:39 am
|
. สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจผู้เขียน : พุทธทาสภิกขุ ชื่อชุด : ธรรมโฆษณ์ ธรรมะนั้นมันเป็นเรื่องจิตใจ พระธรรมเป็นเรื่องจิตใจ เป็นเรื่องความรู้ที่ตั้งอยู่บนจิตใจ พระธรรมไม่ใช่วัตถุ พระธรรมไม่ใช่โบสถ์วิหารเจดีย์ ไม่ใช่พระพุทธรูป ไม่ใช่คัมภีร์พระไตรปิฎก พระธรรมนั้นเป็นเรื่องทางจิตใจ ความรู้ของจิตใจ อยู่ที่จิตใจ
ผู้ที่เขารู้เขาเห็น ความข้อนี้ เขาจึงเอาเรื่องในใจเป็นหลัก คำพูดจึงได้เกิดขึ้นมาว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานก็เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยมีใครพูด ที่ชาวบ้านพูดกันโดยมาก อย่างเก่งก็พูดว่า สวรรค์ในอกนรกในใจ ที่จะพูดว่านิพพานก็อยู่ในใจ นั้นไม่ค่อยได้ยินพูด.
แต่เอาเถอะ มันพอแล้วแหละ มันพอแล้ว ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ อกใจในที่นี้นี่อย่างเดียวกันแหละ คืออยู่ในจิตใจ พอทำผิดก็เป็นนรกขึ้นมาในจิตใจ เบ็นมารร้ายขึ้นมาในจิตใจ พอทำถูกก็เป็นสวรรค์อยู่ในจิตใจ เป็นเทพเจ้าอยู่ในจิตใจ
นี่ช่วยกันระวังให้ดี มันจะโง่มากเกินไปนะ ระวังให้ดี เพราะว่ามันได้เกิดอยู่จริง ในหัวใจของเรา มันเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดแล้วเกิดอีก อยู่ในหัวใจของเรา แล้วเรายังไม่รู้นี่ เราโง่สักเท่าไร ทั้งที่สวรรค์ในอกนรกในใจนี่ มันเกิดแล้วเกิดเล่าอยู่ในหัวใจของเรา จนนับไม่ถ้วนแล้วเราก็ยังไม่รู้
นี้คือคนประมาท นี้คือคนหลับตา ยังหลับอยู่ ยังไม่ตื่นจากหลับ คือกิเลส ยังไม่ตื่นจากหลับคือกิเลส จึงไม่รู้ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจฟ้าสางระหว่าง ๕๐ ที่สวนโมกข์ ตอน ๑ ธรรมโฆษณ์ l พุทธทาสภิกขุ (น.๒๒๗) ที่มา : https://pagoda.or.th/general-knowledge/2021-08-20-05-29-34.html
   ขอบคุณภาพจาก : https://pantip.com/topic/34038089
"สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป)" .. "บุญนั้นเป็นอย่างไร บาปนั้นเป็นอย่างไร" ในขณะใดที่ใจของเรามีปิติยินดี หรือใจของเราเยือกเย็นสงบระงับ "นั่นเรียกว่าบุญ" ถ้าในขณะใดที่ใจของเรามีความโกรธ ความฉุนเฉียว มีความคับแค้นใจในขณะนั้น "เรียกว่าใจเป็นบาป"
ที่นี้ โบราณท่านพูดไว้ว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ทำไมท่านถึงพูดคำอย่างนี้ เพราะมันเป็นปัญหาอันละเอียดอ่อน "ในขณะใดที่ จิตใจเรามีอารมณ์ อันเยือกเย็นอารมณ์ดี ท่านเรียกว่าขึ้นสวรรค์" คนทั้งหลายเข้าใจว่า สวรรค์อยู่บนชั้นฟ้า "สวรรค์อยู่ในอกเรานี้เอง นรกก็อยู่ในอกเรานี้เอง" อยู่ในใจ
ในขณะใด "ที่ท่านโกรธแสดงโทสะแสดงออกมาทางกายทางวาจา นี้ก็เรียกว่า ตกนรกทั้งเป็น" ที่จริงก็ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน หรอกนรก "ที่จริงมันอยู่ที่ตัวของเรานี่เอง" ถ้าเรามาพิจารณากันให้ชัดอย่างนี้ "เราจะได้มาแก้ไขที่จิตใจของเรา" ซึ่งมันเกิดขึ้น ให้มันละลิ่งเหล่านี้ได้
เมื่อมันละได้แล้ว "เราก็ได้ชื่อว่า เราเห็นผลในการมาปฏิบัติธรรม" อันจะนำให้ "จิตใจของท่านทั้งหลายนั้น ได้รับความรู้ความเข้าใจ" ความฉลาดความเฉลียว เกี่ยวกับทุกลิ่งทุกอย่าง .. "
"สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ" หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป ขอบคุณ : https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=1802โดย วิริยะ12
ทำไมพระสอนว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจโดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ) คำถาม : ทำบุญแล้วไปสวรรค์ ทำบาปแล้วตกนรก จริงไหมครับ ถ้าเป็นจริง ทำไมพระบางรูปจึงสอนว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจครับ
พระอาจารย์ : คุณโยม เวลาเราทำความชั่ว ทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ใจเราเองก็เร่าร้อน มีความทุกข์ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่า นรกสวรรค์ไม่มีนะ เหมือนกับมีใครบอกเราว่า ทำบาปแล้ว ไปทำอะไรผิดกฎหมาย เดี๋ยวจะกลุ้มใจ กังวลใจ เดือดร้อนใจนะ สอนอย่างนี้
ถามว่า หมายถึงว่า ห้องขังคุก ไม่มีใช่ไหม บอกไม่ใช่ ทำผิดกฎหมายแล้วเราต้องกลุ้มใจแน่นอน เดี๋ยวเป็นคดีความ ต้องขึ้นศาล เดี๋ยวศาลพิพากษาเดี๋ยวต้องติดคุก บอกว่ากลุ้มใจ ไม่ได้หมายถึงคุกไม่มี บอกว่าทำบาปแล้วเดือนร้อนใจ
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ไม่ใช่หมายถึงว่า สวรรค์นรกที่เป็นภพภูมิจริงๆ ไม่มี แต่มีอยู่ทั้งคู่ เจริญพรขอบคุณ : https://www.dmc.tv/article/218285 ก.ย. 2559
|
|
|
|
|
27
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / Re: คำว่า "พูดจาภาษาดอกไม้ และ มธุรสวาจา" มาจากไหน.?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2026, 09:47:30 am
|
.  ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค ทักษิณาณัน รักธรรม พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ , ติกนิทเทส
[๘๘] บุคคลผู้มีวาทะเหมือนคูถ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบพูดเท็จ ไปอยู่ในที่ประชุม ไปอยู่ในบริษัทไปอยู่ในท่ามกลางญาติ ไปอยู่ในท่ามกลางอำมาตย์ หรือไปอยู่ในท่ามกลางราชตระกูล ถูกเขานำไปซักถาม ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า
ดูก่อนบุรุษ ผู้เจริญ ท่านรู้อย่างไร จงพูดอย่างนั้น บุคคลนั้นไม่รู้ กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้ หรือรู้อยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ไม่เห็น กล่าวว่าข้าพเจ้าเห็น หรือเห็นอยู่ กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็น เป็นผู้กล่าวคำเท็จ โดยรู้อยู่ว่าเท็จ ดังว่ามานี้ เพราะเหตุแห่งตน หรือเพราะเหตุแห่งคนอื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนคูถ
@@@@@@@
บุคคลผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ละเสียแล้วซึ่งมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท ไปอยู่ในที่ประชุม ไปอยู่ในบริษัท ไปอยู่ในท่ามกลางญาติ ไปอยู่ในท่ามกลางอำมาตย์ หรือไปอยู่ในท่ามกลางราชตระกูล ถูกเขานำไปเพื่อซักถาม ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า
ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้อย่างไร จงพูดอย่างนั้น บุคคลนั้นไม่รู้ กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่รู้ หรือรู้อยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้ ไม่เห็น กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็น เห็นอยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้าเห็น ไม่เป็นผู้กล่าวคำเท็จ โดยรู้อยู่ว่าเท็จ ดังว่ามานี้ เพราะเหตุแห่งตน หรือเพราะเหตุแห่งผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้
@@@@@@@
บุคคลผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ วาจานั้นใดไม่มีโทษ สะดวกหู เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ถึงใจ เป็นของชาวเมือง อันคนมากใคร่ เป็นที่ชอบใจของคนมาก เป็นผู้กล่าววาจาเช่นนั้น
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง_______________________ ที่มา : https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=36&A=3225&Z=3658 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ ภาษาบาลี อักษรไทย พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓ อภิ. ธาตุกถา เจว ปุคฺคลปญฺญตฺติ จ ,ติกนิทฺเทโส
[๘๘] กตโม จ ปุคฺคโล คูถภาณี อิเธกจฺโจ
ปุคฺคโล มุสาวาที โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคโต วา ปูคมชฺฌคโต วา ราชกุลมชฺฌคโต วา อภินีโต สกฺขิปุฏฺโฐ เอหิ โภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ โส อชานํวา อาห ชานามีติ ชานํ วา อาห น ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ
อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล คูถภาณี ฯ
{๘๘.๑} กตโม จ ปุคฺคโล ปุปฺผภาณี อิเธกจฺโจ
ปุคฺคโล มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคโต วา ปูคมชฺฌคโต วา ราชกุลมชฺฌคโต วา อภินีโต สกฺขิปุฏฺโฐ เอหิ โภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ โส อชานํ วา อาห น ชานามีติ ชานํ วา อาห ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ
อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปุปฺผภาณี ฯ {๘๘.๒} กตโม จ ปุคฺคโล มธุภาณี อิเธกจฺโจ
ปุคฺคโล ยา สา วาจา เนฬา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ
อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล มธุภาณี ฯ ______________________ ที่มา : https://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=36&item=599&items=20
 ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค ทักษิณาณัน รักธรรม อรรถกถา ปุคคลบัญญัติปกรณ์ | บุคคลบัญญัติ ติกนิทเทส
อรรถกถาคูถภาณีบุคคลเป็นต้น บทว่า "สภคฺโค" ได้แก่ อยู่ในสภา คือที่ประชุม. บทว่า "ปริสคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในบริษัทชาวบ้าน.
บทว่า "คามมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งชาวชนบททั้งหลาย. บทว่า "ญาติมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งทายาททั้งหลาย (ผู้รับมรดกเรียก ทายาท) บทว่า "ปูคมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งอำมาตย์ทั้งหลาย. บทว่า "ราชกุลมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในโรงมหาวินิจฉัย ในท่ามกลางราชตระกูล.
บทว่า "อภินีโต" ได้แก่ ถูกเขานำไปเพื่อประโยชน์แก่การซักถาม. บทว่า "สกฺขิ ปุฏฺโฐ" ได้แก่ ถูกเขากระทำให้เป็นพยานแล้วซัก.
@@@@@@@
คำว่า "เอหมฺโภ ปุริส" นี้ เป็นคำอาลปนะ คือ คำสำหรับร้องเรียก. คำว่า "อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา" ได้แก่ เพราะเหตุแห่งอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้น หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์ของตนหรือของผู้อื่น.
ในคำนี้ว่า "อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา" ลาภ ท่านประสงค์เอาว่า "อามิส" คือ สิ่งของต่างๆ. คำว่า "กิญฺจิกฺขํ" ได้แก่ สินจ้างใดๆ ก็ตามที่มีประมาณเล็กน้อย. อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งสินจ้างมีประมาณเล็กน้อย โดยที่สุดมีนกกระทา, นกคุ่ม, ก้อนเนยใสและก้อนเนยข้นเป็นต้น. สองบทว่า "สมฺปชานมุสาภาสิตา โหติ" ความว่า กระทำการกล่าวมุสาวาท ทั้งที่รู้อยู่ นั่นแหละ. สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า คูถภาณี คือ ผู้มีวาทะเหมือนคูถ เพราะมีวาจาเช่นกับด้วยคูถ (อุจจาระ)
ท่านอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า "ขึ้นชื่อว่าคูถ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแก่มหาชน ฉันใด คำพูดของบุคคลกล่าวเท็จนี้ ก็ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน."
@@@@@@@
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปุบผภาณี คือ ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้. เหมือนอย่างว่า "ดอกมะลิทั้งหลายทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน." โทโส คือ โทษ ท่านเรียกว่า เอลํ ซึ่งแปลว่า ความชั่ว ในคำว่า "เนลา" วิเคราะห์ว่า โทษของวาจานั้นไม่มี เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงเรียกว่า เนลา แปลว่า วาจาไม่มีโทษ. อธิบายว่า หมดโทษ ดุจโทษที่ท่านกล่าวไว้ในคำนี้ว่า "เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท" (๑-) ดังนี้.____________________________ (๑-) ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕๑.@@@@@@@
บทว่า "กณฺณสุขา" ได้แก่ ชื่อว่าสบายแก่หูทั้งสอง เพราะเป็นวาจาที่ไพเราะโดยพยัญชนะ. อธิบายว่า ไม่ทำการเสียดแทงหูให้เกิดขึ้น ดุจการแทงด้วยเข็มทั้งหลาย. พึงทราบวิเคราะห์ต่างๆ ดังนี้ วาจาใดไม่ยังความโกรธให้เกิดขึ้นในสรีระทั้งสิ้น ย่อมยังความรักให้เกิดเพราะเป็นวาจาที่ไพเราะโดยอรรถ เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า เปมนียา แปลว่า วาจาอันยังความรักให้เกิดขึ้น. วาจาใดย่อมไปสู่หทัย ไม่มีอะไรๆ กระทบกระเทือน เข้าไปสู่จิตโดยสบาย เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่าหทยงฺคมา แปลว่า วาจาจับใจ. @@@@@@@
วาจาใดเป็นของมีอยู่ในเมือง เพราะเป็นวาจาที่สมบูรณ์ด้วยคุณ เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า โปรี แปลว่า วาจาชาวเมือง.
วาจาใดที่กล่าวเรียกว่า ดูก่อนกุมารผู้ดี ดุจนารีผู้มีวัฒนธรรมอันดี วาจาแม้นั้นก็เรียกว่า โปรี. วาจานี้ใดเป็นของมีอยู่แก่ชาวเมือง แม้วาจานั้น ก็ชื่อว่า โปรี. อธิบายว่า เป็นถ้อยคำของชาวนคร. จริงอยู่ ชาวนครทั้งหลายมีถ้อยคำอันควร คือเหมาะสม ย่อมกล่าวเรียกบุคคลผู้สมควรเป็นพ่อว่า พ่อ เรียกผู้สมควรเป็นแม่ว่า แม่ และกล่าวเรียกผู้สมควรเป็นพี่ชายน้องชายว่า พี่ชาย น้องชาย ดังนี้. ถ้อยคำใด (ที่กล่าวมาแล้ว) เห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่รักใคร่ชอบใจแก่ชนเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า พหุชนกนฺตา แปลว่า วาจาเป็นที่ชอบใจของคนเป็นจำนวนมาก. วาจาใดเป็นที่ยังใจให้ชุ่มชื่น คือกระทำความเจริญแก่จิตของชนเป็นจำนวนมากโดยความเป็นวาจาอันชอบใจนั่นแหละ เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า พหุชนมนาปา แปลว่า วาจาเป็นที่ชอบใจแก่ชนเป็นจำนวนมาก. @@@@@@@
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า มธุภาณี แปลว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง. บาลีว่า "มุทุภาณี แปลว่า มีวาจาอ่อนโยน" ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า เป็นวาจาไพเราะแม้ทั้ง ๒ อย่าง เหมือนอย่างว่า "ธรรมดาว่า จตุมธุรส คือรส ๔ อย่างมีน้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด เมื่อระคนปนกันแล้วเป็นของประณีต ฉันใด ถ้อยคำของบุคคลผู้นี้ก็เป็นของไพเราะแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน."_________________________ ที่มา : https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=36.2&i=84
|
|
|
|
|
28
|
เรื่องทั่วไป / ส่งจิตออกนอก (นั่งเล่นคุยกัน) / คำว่า "พูดจาภาษาดอกไม้ และ มธุรสวาจา" มาจากไหน.?
|
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2026, 08:41:12 am
|
. คำว่า "พูดจาภาษาดอกไม้ และ มธุรสวาจา" มาจากไหน.? "ดอกมะลิทั้งหลายทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่ เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน." [๙๙] บุคคลผู้พูดภาษาดอกไม้ เป็นไฉน.?
บุคคลบางคนในโลกนี้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ในท่ามกลางญาติ อยู่ในท่ามกลางทหาร หรืออยู่ในท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขานำไปอ้างเป็นพยานซักถามว่า
“บุรุษผู้เจริญ มาเถิด ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น” บุคคลนั้นไม่รู้ก็กล่าวว่า “ไม่รู้” หรือรู้ก็กล่าวว่า “รู้” ไม่เห็นก็กล่าวว่า “ไม่เห็น” หรือเห็นก็กล่าวว่า “เห็น”
ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น หรือเพราะเหตุคือ เห็นแก่อามิสเล็กน้อย ด้วยประการฉะนี้
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้พูดภาษาดอกไม้
@@@@@@@
ข้อธรรมจากอรรถกถา
อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปุปฺผภาณี ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปุบผภาณี คือ ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม เหมือนอย่างว่า
"ดอกมะลิทั้งหลายทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่ปรารถนาของมหาชน ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน." [๑๐๐] บุคคลผู้พูดภาษาน้ำผึ้ง เป็นไฉน.? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ สบายหู ไพเราะ จับใจ เป็นวาจาของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้พูดภาษาน้ำผึ้ง
@@@@@@@
ข้อธรรมจากอรรถกถา
อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล มธุภาณี ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า มธุภาณี แปลว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง
บาลีว่า "มุทุภาณี แปลว่า มีวาจาอ่อนโยน" ดังนี้บ้าง.
อธิบายว่า เป็นวาจาไพเราะแม้ทั้ง ๒ อย่าง เหมือนอย่างว่า
"ธรรมดาว่า จตุมธุรส คือ รส ๔ อย่าง มีน้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด เมื่อระคนปนกันแล้ว เป็นของประณีต ฉันใด, ถ้อยคำของบุคคลผู้นี้ ก็เป็นของไพเราะ แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน."
ขอขอบคุณ :- ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ , ๓. ติกปุคคลบัญญัติ ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ้ค ส้มโอ ส้มแร๊ง
|
|
|
|
|
30
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อานิสงส์ของศีล : สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัสมา สีลัง วิโสทะเย
|
เมื่อ: มกราคม 27, 2026, 07:29:05 am
|
. อานิสงส์ของศีล "ศีลนี้เปรียบเหมือนพื้นแผ่นดิน เป็นที่เหยียบยัน เป็นที่ทำให้คนทั้งหลายสามารถทำกิจการงานอื่นได้ ถ้าหากว่า ไม่มีศีลเป็นรากฐานแล้ว ก็ไม่สามารถเจริญงอกงามในการบำเพ็ญสมาธิ ในการบำเพ็ญปัญญาต่อไป" ศีล | วัฏฏะสงสาร
เจริญพรโยมวันนี้รายการเล่าเรื่องให้โยมฟัง คิดว่าจะพูดเรื่องอานิสงส์ศีลสักนิดหน่อย เวลาพระให้ศีลจบนี่ ท่านก็จะสรุป โยมก็จะได้ยินอยู่เสมอว่า
"สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสทะเย" นี้ตามคำแปลก็บอกว่า "คนย่อมไปสุคติด้วยศีล ศีลเป็นเหตุให้มีโภคทรัพย์พรั่งพร้อม แล้วก็ไปนิพพานได้ด้วยศีล เพราะฉะนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด" อันนี้เป็นคำแปล อันนี้ก็ต้องมีการอธิบายกันว่า อนิสงส์ศีลที่ว่านะเป็นอย่างไร
สำหรับในข้อที่หนึ่งที่บอกว่า ศีลเป็นเหตุให้ไปสุคติอันนั้นก็ไม่ยาก ทีนี้ข้อที่สองที่บอกว่า ศีลทำให้มีโภคทรัพย์พรั่งพร้อม อันนี้มักจะมีความสงสัยกันว่า เอ๊ะ รักษาศีลแล้วก็จะมีทรัพย์บริบูรณ์ได้ยังไง ก็อธิบายกันไปต่างๆ อันนี้ว่าที่จริงแล้วในเวลาพระท่านสรุปศีลที่ให้ต่อท้ายเนี่ย ท่านว่าเป็นคาถา
คาถานั้นเป็นคำประพันธ์หรือคำร้องกรอง มันมีเนื้อที่จำกัด เนื้อจำกัด ถ้อยคำ สำนวนคำ ว่าต้องมีกี่คำ กี่คำ เอาแต่สาระสำคัญจะมาบรรยายอะไรก็ไม่ได้ ฉะนั้นคนก็จะไปงง ว่าเอ๊ะ ทำไมศีลจะทำให้มีโภคทรัพย์พรั่งพร้อม ความจริงนั้นเป็นเพราะว่า ท่านมีที่จำกัด หรือว่า มีจำนวนคำที่จะมาแต่งคำประพันธ์ได้แค่นั้น ท่านจะบอกอธิบายโดยละเอียดไม่ได้ เราก็ต้องไปหาคำอธิบายที่อื่น
@@@@@@@
ถ้าไปดูพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกเอง ก็จะมีตรัสถึงอานิสงส์ศีล ตรัสเป็นข้อความร้อยแก้ว หรือตรัสเป็นคำพูดธรรมดา ตรัสว่า มีอานิสงส์ห้าประการด้วยกัน ถ้าไปในดูอานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วก็จะชัดเจนขึ้นมา ว่าจะร้องอ้อ ที่ว่าศีลเป็นเหตุให้โภคทรัพย์พรั่งพร้อมนั้นมันเป็นอย่างนี้เอง อานิสงส์ศีลที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 5 ประการ นั้นนะ ขึ้นข้อหนึ่งทีเดียว
ข้อหนึ่ง ก็บอกว่า บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลแล้วอาศัยความไม่ประมาทเป็นเหตุย่อมประสบโภคทรัพย์เป็นอันมาก หมายความว่า มีคำอธิบายขยายความอีก คือต้องมีความไม่ประมาทด้วย
ฉะนั้นจะมีศีลเฉยๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะนำทรัพย์มาให้ทันที การมีศีลนี่ทำให้พร้อมที่จะมีโภคทรัพย์ เพราะว่าคนมีศีลประพฤติดีงามแล้ว ก็ไม่มีช่องทางให้เกิดความเสื่อมเสียแก่โภคทรัพย์หรือช่องทางรั่วไหล แล้วก็ทำให้สามารถที่จะทำการทำงานที่จะสร้างโภคทรัพย์ได้ เพราะว่าคนที่มีศีลประพฤติดีงามแล้ว ไม่ทำให้ทรัพย์รั่วไหลไปด้วยสุรายาเมาหรือการพนันอะไรพวกนี้ ทรัพย์ที่เกิดขึ้นจะสั่งสมไว้ได้
เพราะฉะนั้นไม่เอาเวลาไปใช้ในการอบายมุขต่างๆ ที่เป็นเรื่องทำให้เสียศีล ก็มีเวลาที่จะมาทำการทำงาน แล้วเป็นคนประพฤติดีงานก็ตั้งใจทำการทำงานก็คือขยัน ขยันไม่ปล่อยปละละเลยไม่ทอดทิ้งโอกาส แล้วก็ไม่ทำอะไรที่เป็นทางเสียหาย อย่างนี้เรียกว่าความไม่ประมาท นั่นมีความไม่ประมาทตั้งใจทำหน้าที่การงานของตนเอง มันก็เกิดโภคทรัพย์ขึ้นมา เพราฉะนั้นศีลก็ทำให้เกิดโภคทรัพย์ได้อย่างนี้
เพราะฉะนั้นในการอธิบายก็จะต้องเอาพุทธพจน์นี้มาไขความให้กระจ่างแจ้งขึ้น นี่ในพุทธพจน์นั้นตรัสไว้ ข้อสองบอกว่า อานิสงส์ศีลข้อสอง ก็คือว่า กิติศัพท์อันดีงามย่อมฟุ้งขจรไป บางคนมีศีลประพฤติดีงามก็มีชื่อเสียงดี คือไม่เสียชื่อเสียง ถ้าประพฤติไม่ดีไม่งามก็ชื่อเสียงก็เสียไป อันนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก
ประการที่สาม ท่านบอกว่า คนที่มีศีลจะเข้าสู่ที่ประชุมใดๆ ก็มีความกล้าหาญไม่ครั่นคร้าม เพราะมีศีลประพฤติดีงามไม่หวาดหวั่นกลัวภัย แล้วก็ไม่มีความเดือดร้อนใจตัวเอง ไม่ต้องระแวงใครเขาจะว่ากล่าวติเตียน ไปเข้าที่ไหนก็มีความกล้าหาญ ก็มีความสบายใจที่จะเข้าไป คือเข้าสู่ที่ประชุมหรือที่ชุมนุมได้ด้วยความมั่นใจตนเอง อันนี้เป็นประการที่สาม
ประการที่สี่ ตรัสบอกว่า อะสัมมุฬโหกาลัง กะโรติ บอกว่าเวลาตายก็มีสติไม่หลงไหลฟั่นเฟือน คนที่ทำผิดทำความชั่วร้ายไว้มากเป็นคนไม่มีศีล หรือเป็นคนทุศีลนั้น จิตใจจะมีความระลึกในเรื่องสิ่งไม่ดีไม่งาม เพราะถ้าไม่สามารถจะมีธรรมะที่เข้มแข็งมาเป็นหลักให้ใจแล้ว ก็จะดำรงสติไว้ไม่อยู่จิตใจก็จะหลงไหลฟั่นเฟือน ก็จะทำกาลกิริยาหรือทุชีวิต โดยที่จิตใจหลงไหลไร้สติ ถ้าหากว่าประพฤติดีงามมีศีลแล้วจิตใจก็ตั้งมั่นมีสติได้ง่าย ก็ไม่หลง อันนี้ก็ข้อสำคัญในตอนบั้นปลายของชีวิต
แล้วประการสุดท้าย ก็ตรัสบอกว่า คนที่มีศีลเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ อันนี้ก็มาเข้ากับหลักพุทธศาสตร์ นี่ก็คืออานิสงส์ศีลตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
@@@@@@@
ทีนี้ในข้อความอานิสงส์ศีลที่พระกล่าว ก็ยังมีข้อสุดท้ายอีกข้อหนึ่งที่บอกว่า สีเลนะ นิพพุติง ชนทั้งหลายย่อมไปสู่นิพพานได้ด้วยศีล
อันนี้ก็เช่นเดียวกันก็อาจจะนึกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ประพฤติศีลให้ดีอย่างเดียวก็ได้ไปนิพพาน ความจริงท่านไม่ได้หมายความอย่างนั้นทีเดียว ที่ว่าศีลนั่นจำเป็นต้องมีจึงจะไปนิพพานได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าศีลอย่างเดียวพอแล้ว เพราะว่าไตรสิกขาต้องมีครบทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญาด้วย คือ นอกจากประพฤติดีแล้วก็ต้องทำจิตให้ดีได้ด้วย แล้วก็ต้องมีปัญญาที่จะรู้เข้าใจความจริงของสังขารเนี่ยที่เรียกว่าวิปัสสนาด้วย แต่ว่าถ้าขาดศีลก็ไปไม่ได้เหมือนกัน เหตุใดจึงไปไม่ได้ก็เพราะว่าศีลนั้นเป็นรากฐานเบื้องต้น ทำให้จิตใจจะมีความเป็นปกติหรือแม้แต่จะมีความสุขถ้าหากว่ารักษาศีลดี
คนที่รักษาศีลได้ประพฤติดีงามแล้วนี่จะมีความแช่มชื่นใจตลอดจนกระทั่งมีสติ มีความเอิบอิ่มใจว่าตนได้ประพฤติดีงามได้รักษาศีลแล้ว จะทำปิตินั้นก็ทำให้มีความสุขจิตใจก็สบายเป็นสมาธิได้ง่าย เมื่อเป็นสมาธิได้ ไตรสิกขาในข้อที่สองแล้วก็เป็นทางให้เกิดปัญญาได้ด้วย เพราะว่าลำพังจะมีศีลอย่างเดียวแทบประมาทเสีย ไม่บำเพ็ญไม่ทำสมาธิไม่เจริญปัญญาก็ไม่ได้ ถ้าจะอุปมาก็เหมือนอย่างที่ว่า เหมือนกับคนที่ว่าจะเด็ดผลไม้ ผลไม้ก็อยู่ที่สูง ตัวเองก็หยิบเอาไม่ได้ ทีนี้ศีลนั่นก็เปรียบเหมือนกับว่ามีพื้นดินหรือที่ยืน ถ้าไม่มีที่ยืนหรือไม่มีพื้นเหยียบ ไอ้ที่จะไปหยิบผลไม้นั้นก็ไม่มีทางทำได้
แต่ว่าลำพังมีพื้นมีที่เหยียบอย่างเดียวก็หาพอไม่ จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่สอย หรือฉะนั้นก็ต้องมีบันไดหรือมีอะไรที่จะเหยียบยันขึ้นไปตลอดจนกระทั่งแม้ปืนต้นไม้ขึ้นไปเอาต้นไม้นั่นเองเป็นที่เหยียบ และพอถึงเอื้อมมือแล้วก็เอามือจับผลไม้เด็ดมา มือ กำลังที่กำลังแขนที่จะจับยื่นไปจับแล้วไปเด็ดเนี่ยเปรียบเหมือนกับสมาธิ แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการสอยตลอดจนกระทั่งมือตนเองคือเด็ดมันเหมือนกับปัญญาจนตัวทำให้สำเร็จ ต้องอาศัยปัญญาเป็นขั้นสุดท้าย
ที่ศีลนั้นก็มีความจำเป็นในการที่จะเด็ดผลไม้นี้หรือเหมือนกับพื้นนั่นแหละ เพราะถ้าไม่มีพื้นไม่ทีที่เหยียบแล้วก็ทำไม่ได้เลย ฉะนั้นมีสมาธิมีปัญญาก็มาไม่ได้เพราะว่าไม่มีพื้นฐานเป็นที่รองรับ แต่ว่าเมื่อมีพื้นมีที่เหยียบแล้ว ก็สามารถทำกิจทำการงานที่ตนประสงค์ได้ ศีลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นแต่มาใช่หมายความว่าพอแล้วแค่นั้น จำเป็นจะต้องสร้างสม อบรมไตรสิกขาข้ออื่นขึ้นไปด้วย ตกลงว่าต้องมีพร้อมทั้งสามประการแต่ศีลนั้นเป็นพื้นฐานเป็นเหมือนบันไดขั้นต้น
พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในที่บางแห่งว่า
"ศีลนี้เปรียบเหมือนพื้นแผ่นดิน เป็นที่เหยียบยัน เป็นที่ทำให้คนทั้งหลายสามารถทำกิจการงานอื่นได้ ถ้าหากว่า ไม่มีศีลเป็นรากฐานแล้ว ก็ไม่สามารถเจริญงอกงามในการบำเพ็ญสมาธิ ในการบำเพ็ญปัญญาต่อไป"
@@@@@@@
ตกลงว่า ศีลจะว่าสำคัญก็สำคัญมาก แต่จะว่าสำคัญที่สุดก็ไม่ได้ เพราะว่าก็ต้องอาศัยคุณธรรมข้ออื่นด้วย ตกลงว่าหลักธรรมหรือข้อปฎิบัติต่างๆนั้นต้องประกอบกันต้องมีให้พร้อมบริบูรณ์ แม้แต่เมื่อเรากล่าวถึงว่าเป็นมรรค มรรคก็ต้องมีพร้อมทุกองค์ประกอบกันบริบูรณ์จึงจะให้สำเร็จผล ถ้าหากว่าไม่พร้อมมันก็ไม่เป็นธรรมสามัคคี ไม่ใช่ธรรมสามัคคีก็ทำงานไม่สำเร็จ
เหมือนอย่างที่กล่าวเมื่อกี้ว่าจะเด็ดผลไม้ก็ต้องมีพร้อมทั้งพื้นที่เหยียบที่ยัน ต้องมีทั้งกำลังแรงของแขนของร่างกายที่จะใช้ในการยกแขนขึ้นไปหรือยกเอาไม้สอยขึ้นไปแล้วก็ต้องมีอุปกรณ์หรือมือของตนเองในการที่จะเด็ดผลไม้นั้น ดังที่กล่าวมานี้ แต่ว่าท่านที่ประพฤติศีลดีก็พึงพอใจหรือว่ามีความเอิบอิ่มใจได้ว่าศีลที่ประพฤติไว้อย่างดีเนี่ยเป็นพื้นฐานของความเจริญก้าวหน้าต่อไป แล้วถ้าหากว่าได้ระลึกถึงศีลของตนที่ประพฤติดีงามแล้วก็ให้มันมีปิติมีความเอิบอิ่มใจ การที่ระลึกถึงสิ่งที่ตนได้ประพฤติดีงาม เมื่อมีปิติจิตใจ เอิบอิ่ม แช่มชื่น เบิกบานแล้ว ก็ให้เกิดความสุขแล้วก็จะเป็นฐานของสมาธิต่อไป
ฉะนั้นการรักษาศีลนั้นก็จะใช้เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการที่มาระลึกถึงศีลของตนที่ประพฤติดีงามนั้น ที่ท่านว่าสีลานุสสติ เมื่อระลึกแล้วก็จะได้นำเข้าสู่สมาธิได้อาศัย เอาปิติความอิ่มใจและความสุขนั้นมาเป็นตัวเชื่อม แล้วก็จะเจริญในการบำเพ็ญสมาธิเป็นทางของความงอกงามในมรรคผลต่อไป วันนี้อาตมาภาพก็พูดเรื่องศีล เรื่องอานิสงส์ของศีลก็อาจจะเป็นเรื่องที่หนักสักหน่อยแต่ว่าเพราะว่าพระได้กล่าวบ่อยๆ ในเวลาให้ศีลจบก็เลยนำเอาเรื่องนี้มากล่าวในวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาก็ขออนุโมทนาโยม.
หมายเหตุ : แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ผู้ให้ธรรม : สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วันที่นำเข้าข้อมูล : วันอังคาร, 21 เมษายน 2563 ชุด : เล่าเรื่องให้โยมฟังชุดที่ 1 ขอบคุณที่มา : https://pagoda.or.th/somdej-payutto/09-3.html
|
|
|
|
|
31
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / อีลอน มัสก์ ทำนายโลกไร้งาน มนุษย์สู้ AI ไม่ได้ แต่ชีวิตต้องมองโลกในแง่ดี
|
เมื่อ: มกราคม 27, 2026, 06:39:02 am
|
อีลอน มัสก์ ขึ้นเวที WEF ครั้งแรก ทำนายโลกไร้งาน มนุษย์สู้ AI ไม่ได้ แต่ชีวิตต้องมองโลกในแง่ดี “Summary“
อีลอน มัสก์ปรากฏตัวที่ WEF เมืองดาวอส หลังวิจารณ์เวทีนี้ก่อนหน้านี้
๐ มัสก์พูดถึง Tesla, AI, และหุ่นยนต์ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใหม่มากนัก ๐ คาดการณ์ว่า AI และหุ่นยนต์จะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก ๐ Tesla มีแผนเริ่มจำหน่ายหุ่นยนต์ Optimus ให้ประชาชนทั่วไปปลายปีหน้า ๐ มัสก์กล่าวถึงแผนการส่งดาวเทียม AI ขึ้นสู่อวกาศเพื่อแก้ปัญหาพลังงาน อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX ปรากฏตัวบนเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไม่คาดคิด แม้ก่นหน้านี้จะเคยออกปากวิจารณ์เวทีแห่งนี้ว่า “น่าเบื่อสุด ๆ” (boring af)
การปรากฏตัวครั้งแรกของมัสก์ในงาน WEF สร้างความคาดหวังสูง หลังเขาถูกเพิ่มชื่อเข้าสู่กำหนดการในช่วงเช้าของวันเดียวกัน โดยมัสก์ให้สัมภาษณ์บนเวทีร่วมกับ แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอของ BlackRock และประธานร่วม WEF ชั่วคราว
ตลอดการสนทนา มัสก์กล่าวถึงอาณาจักรธุรกิจของตนในหลายมิติ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใหม่มากนัก โดยเริ่มต้นด้วยการย้ำพันธกิจของ Tesla ในการสร้าง “ความอุดมสมบูรณ์สำหรับทุกคน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ทั้งบนแพลตฟอร์ม X และในการให้สัมภาษณ์อื่น ๆ
นอกจากนี้เขายังคาดการณ์ว่า การมาถึงอย่างแพร่หลายของ AI และหุ่นยนต์ จะนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจทำให้ “การทำงาน” ในความหมายเดิมหมดความจำเป็นลงในอนาคต พร้อมประเมินว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษยชาติทั้งหมดรวมกันภายในปี 2030 หรือ 2031
“ในที่สุด เราจะมีสินค้าและบริการอย่างล้นเหลือ เพราะผมเชื่อว่าจะมีหุ่นยนต์มากกว่าจำนวนคน” มัสก์กล่าว
@@@@@@@
หนึ่งในประเด็นที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือความคืบหน้าของ Optimus โดยมัสก์ระบุว่า Tesla มีแผนเริ่มจำหน่ายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้กับประชาชนทั่วไปได้ภายในปลายปีหน้า
อย่างไรก็ตาม มัสก์แทบไม่ได้กล่าวถึงโครงการรถยนต์ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งถือเป็นธุรกิจสำคัญต่ออนาคตของ Tesla นอกจากการย้ำว่า บริษัทหวังจะได้รับการอนุมัติเทคโนโลยี Full Self-Driving ในยุโรปและจีนภายในเดือนหน้า
สำหรับบทสนทนาส่วนใหญ่ของเวทีครั้งนี้มุ่งไปที่แนวคิด “ศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศ” ซึ่งมัสก์และผู้บริหารบิ๊กเทคหลายรายพูดถึงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยมัสก์เปิดเผยว่า SpaceX มีแผนส่งดาวเทียม AI ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นสู่อวกาศภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อแก้ปัญหาการใช้พลังงานมหาศาลของ AI บนโลก
“ผลลัพธ์สุดท้ายคือ สถานที่ที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับ AI จะอยู่ในอวกาศ และผมคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นภายในสองปี หรืออย่างช้าสามปี” มัสก์กล่าว
@@@@@@@
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงกระแสเทคโนโลยีเพื่อยืดอายุขัยมนุษย์ โดยมองว่าความชราภาพเป็น “ปัญหาที่แก้ได้” แต่ก็เตือนว่า หากมนุษย์มีชีวิตยืนยาวตลอดไป สังคมอาจขาด “พลังชีวิตและความมีชีวิตชีวา”
ทั้งนี้มัสก์ได้ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดเชิงปรัชญา โดยเชิญชวนให้ทุกคนมองอนาคตด้วยความหวัง “ผมอยากสนับสนุนให้ทุกคนมองโลกในแง่ดี และตื่นเต้นกับอนาคต” มัสก์กล่าว “โดยทั่วไปแล้ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี การเลือกมองโลกในแง่ดี แม้จะผิดพลาดบ้าง ยังดีกว่าการมองโลกในแง่ร้าย แม้จะถูกต้องก็ตาม”อ้างอิง Business Insiderขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2909677Date Time: 23 ม.ค. 2569 16:22 น.
|
|
|
|
|
36
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / รู้จัก "ทะเลบัวแดง" อยู่จังหวัดไหน พร้อมวิธีเดินทาง ตามรอยภาพไวรัล "ลิซ่า"
|
เมื่อ: มกราคม 24, 2026, 07:06:39 am
|
. รู้จัก "ทะเลบัวแดง" อยู่จังหวัดไหน พร้อมวิธีเดินทาง ตามรอยภาพไวรัล "ลิซ่า" โปรโมทท่องเที่ยวไทยทะเลบัวแดง กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ หลังจากมีกระแสภาพไวรัลของ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ของ ททท. ถ่ายภาพโปรโมทการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง ซึ่งแชร์กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย
ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับ "ทะเลบัวแดง" หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวพิกัดแห่งนี้จะถูกแต่งแต้มด้วยดอกบัวสีชมพูและแดงขึ้นเต็มผืนน้ำ โดยเฉพาะสายถ่ายรูปแนวธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด และควรหาโอกาสมาเยือนให้ได้สักครั้ง รู้จัก "ทะเลบัวแดง" อยู่จังหวัดไหน ทำไมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทย
ทะเลบัวแดง ตั้งอยู่ที่หนองหานกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งหนองหานเป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 36 ตารางกิโลเมตร รายล้อมด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีทั้งพันธุ์ปลา นกนานาชนิด และพืชน้ำหลากหลายสายพันธุ์ให้ชม โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่บัวแดงจะผลิบานเต็มพื้นที่จนเหมือนผืนน้ำกลายเป็นพรมสีชมพูสวยตระการตา
เหตุผลที่ทะเลบัวแดงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็เพราะทัศนียภาพที่โดดเด่นไม่เหมือนที่ไหน โดยเฉพาะในตอนเช้าตรู่ที่ดอกบัวกำลังบานเต็มที่สุด แสงสีสวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูปและสัมผัสความสงบของธรรมชาติ อีกทั้งชุมชนท้องถิ่นยังต่อยอดการท่องเที่ยวได้อย่างน่าสนใจด้วยบริการเช่าเรือพาเที่ยวทั่วทะเลบัวแดง ชวนเที่ยว "ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี" จ.อุดรธานี บานช่วงเดือนไหน
ช่วงที่เหมาะสำหรับไปเที่ยวชมทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี มากที่สุด คือ "เดือนพฤศจิกายน - เดือนมีนาคม" โดยเฉพาะในเช้าตรู่ถึงเที่ยง ตั้งแต่เวลา 06.00-11.00 น. เนื่องจากดอกบัวแดงจะบานสะพรั่งรับแสงแดดมากที่สุด ดอกบัวก็จะเริ่มหุบเมื่อได้รับแสงแดดแรงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นไป แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากนั่งเรือชมหนองหาน ก็สามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้แบบชิลๆ โดยมีเรือรับจ้างบริการพาชมทะเลบัวแดงและทัศนียภาพในหนองหานตลอดทั้งวัน
ทั้งนี้ ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี เรือให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-17.00 น. ใช้เวลานั่งเรือชมหนองหานและทะเลบัวแดงรอบละ 1.30 ชั่วโมง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี โทร. 0 4233 4446 และ สำนักงานเทศบาลตำบลเชียงแหว โทร. 0 4223 6022 วิธีเดินทางไปทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี อัปเดตปี 2569 ตามรอยภาพโปรโมทท่องเที่ยวของ "ลิซ่า" (Lisa)
เดินทางโดยเครื่องบิน : บินไปลงที่สนามบินอุดรธานี > จากนั้นเช่ารถ หรือเหมารถตู้/แท็กซี่ > เดินทางไปยังทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี (ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ 30–35 กิโลเมตร)
เดินทางโดยรถไฟ/รถทัวร์ : ลงที่สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งจังหวัดอุดรธานี > ต่อรถท้องถิ่นหรือเหมารถจากอุดรธานีตรงไปยังทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี
เดินทางโดยรถส่วนตัว : ใช้ถนนจากตัวเมืองอุดรธานี ไปตามถนนหมายเลขหลัก จากนั้นไปทางอำเภอกุมภวาปีจนถึงท่าเรือบ้านเดียม ซึ่งเป็นจุดออกเรือไปชมทะเลบัวแดง หรือขับรถยนต์โดยปักหมุด "ทะเลแดง" ตามแผนที่ Google Map ได้เลยขอบคุณข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) Thank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/290960823 ม.ค. 2569 15:54 น. | ไลฟ์สไตล์ > ท่องเที่ยว | ไทยรัฐออนไลน์ แนะนำให้ดู :-
ทะเลบัวแดงบาน หนองหาน กุมภวาปี https://www.madchima.org/forum/index.php?topic=16419.0 ทะเลบัวแดงบาน หนองหาน กุมภวาปี (๒) https://www.madchima.org/forum/index.php?topic=16477.0 ทะเลบัวแดงบาน หนองหาน กุมภวาปี (๓) https://www.madchima.org/forum/index.php?topic=16492.0
|
|
|
|
|
37
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / เครื่องดื่มตอนเช้าแบบไหนดีต่อสุขภาพ เผยสูตรดื่มกาแฟ-ชา ช่วยคุมน้ำตาลในเลือด
|
เมื่อ: มกราคม 22, 2026, 07:07:43 am
|
. เครื่องดื่มตอนเช้าแบบไหนดีต่อสุขภาพ เผยสูตรดื่มกาแฟ-ชา ช่วยคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาวนักกำหนดอาหารเตือนเครื่องดื่มตอนเช้าที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง พร้อมแนะนำวิธีเลือกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและเทคนิคการดื่มสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องเบาหวาน
รู้หรือไม่? สิ่งที่คุณดื่มเป็นอย่างแรกในตอนเช้าอาจเป็นตัวกำหนดสุขภาพตลอดทั้งวัน นักกำหนดอาหาร (Registered Dietitians) ออกมาเตือนถึงเครื่องดื่มยอดฮิตที่หลายคนมองว่าช่วยเติมพลัง แต่อาจแฝงไปด้วยอันตรายที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาเครื่องดื่มตอนเช้าที่ดีต่อสุขภาพและช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด บทความนี้มีคำตอบ
 ภาพจาก iStock “กาแฟปรุงแต่งรสชาติ” เครื่องดื่มตอนเช้าที่ทำลายระบบน้ำตาลในเลือด
จากการศึกษาและคำแนะนำของนักกำหนดอาหารระบุว่า เครื่องดื่มยามเช้าที่ส่งผลเสียต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากที่สุดคือ “กาแฟปรุงแต่งรสชาติ (Flavored Coffee Drinks)” โดยเฉพาะกาแฟที่เติมน้ำเชื่อม ครีมเทียม และวิปปิ้งครีมจำนวนมาก
เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้มีปริมาณ “น้ำตาล” สูงมาก เมื่อดื่มเข้าไปในขณะที่ท้องว่าง ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีโปรตีน ไขมันดี หรือไฟเบอร์มาช่วยชะลอการดูดซึม ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงฉับพลัน หากดื่มเป็นประจำจะนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานประเภทที่ 2
@@@@@@@
ผลกระทบของน้ำตาลพุ่งสูง (Blood Sugar Spike) ต่อร่างกาย
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณขึ้นสูงและตกลงอย่างรวดเร็ว (Sugar Crash) คุณจะรู้สึกถึงอาการเหล่านี้
• หิวบ่อยและโหยของหวานมากขึ้นในช่วงสาย • รู้สึกอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ (Brain Fog) • อารมณ์แปรปรวน ภาพจาก iStock เทคนิคเลือกเครื่องดื่มตอนเช้าเพื่อสุขภาพ
หากคุณต้องการดูแลสุขภาพและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นักกำหนดอาหารแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่ม ดังนี้
1. เลือกดื่มกาแฟดำหรือชาไม่ใส่น้ำตาล
การเปลี่ยนมาดื่มกาแฟดำหรือชาสมุนไพรที่ไม่เติมความหวาน จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระโดยไม่ไปกระตุ้นอินซูลิน
2. เพิ่มโปรตีนและไขมันดีในมื้อเช้า
หากคุณยังต้องการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานเล็กน้อย ควรดื่มควบคู่ไปกับมื้อเช้าที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ต้ม กรีกโยเกิร์ต หรือถั่ว เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
3. ดื่มน้ำเปล่าเป็นอย่างแรก
น้ำเปล่าคือเครื่องดื่มลดน้ำตาลในเลือดทางอ้อมที่ดีที่สุด เพราะช่วยให้ร่างกายขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะและช่วยให้เลือดไม่ข้นจนเกินไป ภาพจาก iStock การเลือกเครื่องดื่มตอนเช้ามีผลอย่างมากต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและสุขภาพโดยรวม แม้กาแฟแต่งรสจะให้ความสดชื่นในระยะสั้น แต่ผลเสียระยะยาวต่อระบบเผาผลาญนั้นไม่คุ้มค่า การปรับมาดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล หรือการเติมโปรตีนในมื้อเช้า คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่และทำให้คุณมีพลังงานสม่ำเสมอตลอดวันขอขอบคุณ :- ที่มา : Paradehttps://www.thairath.co.th/lifestyle/health-and-beauty/290878919 ม.ค. 2569 19:52 น. | ไลฟ์สไตล์ > สุขภาพและความงาม | ไทยรัฐออนไลน์
|
|
|
|
|
38
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ขอพรที่ไหนเสริมดวง ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่
|
เมื่อ: มกราคม 22, 2026, 06:56:00 am
|
. ขอพรที่ไหนเสริมดวง ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ เทศกาลตรุษจีนปี 2569 ปีมะเมีย/ม้า ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่สำคัญ โดยจะตรงกับช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ดังนี้
ตรุษจีน 2569วันที่เท่าไหร่ ปฏิทินวันตรุษจีน 2569
• วันจ่าย : วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 (วันสำหรับซื้อของเตรียมไหว้) • วันไหว้ : วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 (วันไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ) • วันเที่ยว (วันตรุษจีน): วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 (วันถือและวันเฉลิมฉลอง) การจัดโต๊ะไหว้และของไหว้มงคล
การจัดโต๊ะไหว้ควรเน้นความเป็นสิริมงคลเพื่อเรียกโชคลาภเข้าบ้าน โดยมีลำดับและของมงคลดังนี้ครับ :-
ลำดับการวางของ (จากหน้าไปหลัง)
1. หน้าสุด : กระถางธูป (ตรงกลาง) ขนาบข้างด้วยเชิงเทียนและแจกันดอกไม้ 2. แถวที่ 2 : ถ้วยน้ำดื่ม และถ้วยน้ำชา ตามจำนวนบรรพบุรุษ 3. แถวที่ 3 : ข้าวสวยพูนถ้วย (3 หรือ 5 ถ้วย) 4. แถวของคาว (ซาแซ/โหงวแซ) : ไก่ต้ม (ความก้าวหน้า), เป็ด (ความสะอาดบริสุทธิ์), หมูสามชั้น (ความกินดีอยู่ดี)หรือปลา (เหลือกินเหลือใช้) 5. แถวผลไม้และขนม : ส้มสีทอง 4-5 ผล (โชคลาภ), องุ่น (เพิ่มพูน), ขนมเข่ง-ขนมเทียน (ความราบรื่น) 6. หลังสุด : กระดายเงินกระดาษทอง (คอซี)
เคล็ดลับเสริมเฮง : ในปี 2569 ควรใช้ ผ้าปูโต๊ะสีแดง หรือกระดาษสีแดงรองของไหว้เพื่อเพิ่มพลังธาตุไฟ และวางส้มเป็นรูปทรงพีระมิดครับ ศาลเจ้าแนะนำเพื่อขอพรเสริมดวง
สำหรับปี 2569 "ปีชวด" (หนู) จะเป็นปีชง 100% ส่วนปีมะเมีย, มะระ, เถาะ จะเป็นปีชงร่วม จึงแนะนำสถานที่ดังนี้ :-
• วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) เยาวราช: พิกัดหลักสำหรับการแก้ปีชงและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในทุกด้าน • ศาลเจ้าพ่อเสือ (เสาชิงช้า): โดดเด่นเรื่องการขอพรด้านการงาน อำนาจบารมี และปัดเป่าอุปสรรค • วัดทิพยวารีวิหาร (กัมโล่วยี่): นิยมไปไหว้เทพเจ้ามังกรเขียวเพื่อเสริมดวงความเฮง • ศาลเจ้าแม่กวนอิม (มูลนิธิเทียนฟ้า): เน้นขอพรเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และความเมตตาปรานีThank to : https://www.thairath.co.th/scoop/interview/290885320 ม.ค. 2569 09:23 น. | สกู๊ปไทยรัฐ > Interview | ไทยรัฐออนไลน์
|
|
|
|
|
39
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ เช็กวันจ่าย-ไหว้-เที่ยว พร้อมข้อห้ามที่ไม่ควรทำ
|
เมื่อ: มกราคม 22, 2026, 06:44:49 am
|
. ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ เช็กวันจ่าย-ไหว้-เที่ยว พร้อมข้อห้ามที่ไม่ควรทำวันตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การรวมญาติ และการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ วันไหว้ วันจ่ายตรงกับวันอะไรบ้าง ไทยรัฐออนไลน์แจกปฏิทิน สำหรับเตรียมตัวทำพิธี พร้อมข้อห้ามที่ไม่ควรทำในเดือนนี้
ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ เช็กปฏิทินวันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว
เทศกาลตรุษจีน พ.ศ.2569 หรือ ตรุษจีนปี 69 นี้ จะตรงกับช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ดังนี้
วันจ่าย : วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 วันไหว้ : วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 วันเที่ยว : วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569
@@@@@@@
รู้จัก "วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว" ในวันตรุษจีน 69 ต่างกันอย่างไร
หลายคนอาจจะยังสับสนว่า ตรุษจีนปี 69 ไหว้วันไหน วันจ่าย หรือวันเที่ยวตรงกับวันที่เท่าไร ซึ่งตามธรรมเนียมแต่ละวันจะมีการทำกิจกรรมที่ต่างกัน ดังนี้
• วันจ่าย (ตรุษจีนปี 69 วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569)
วันจ่าย คือ วันแห่งการออกไปจับจ่ายซื้อของ สำหรับเตรียมทำพิธีไหว้ เช่น ผลไม้ อาหารคาว หวาน หรือของใช้ต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเตรียมซื้อของมงคล เป็ด ไก่ ผลไม้ หรือขนมความหมายมงคล
• วันไหว้ (ตรุษจีนปี 69 วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)
วันไหว้ คือ วันแห่งการไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ โดยจะแบ่งเวลาการไหว้ ดังนี้
ช่วงเช้า : ไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วงสาย : ไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ช่วงบ่าย : ไหว้ผีไม่มีญาติ หรือสัมภเวสี
• วันเที่ยว (ตรุษจีนปี 69 วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)
วันเที่ยว คือ วันแห่งการเฉลิมฉลอง โดยจะออกไปไหว้ขอพร หรือเยี่ยมญาติของตนเอง ตามธรรมเนียมจะมีการมอบส้ม 4 ผลให้กับผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็จะมอบอั่งเป่าให้กับเด็กๆ นั่นเอง เปิดข้อห้ามวันตรุษจีนปี 69 ไม่ควรทำอะไรบ้าง
อย่างไรก็ดี ตามความเชื่อและธรรมเนียมเดิมจะมีข้อห้าม หรือข้อควรเลี่ยงการทำสิ่งต่างๆ ในช่วงเทศกาล ดังนี้
1. ห้ามพูดคำหยาบ หรือมีการทะเลาะเบาะว้าง เนื่องจากเชื่อว่าจะนำความโชคร้ายมาให้ 2. ห้ามสระผม หรือตัดผม เพราะสื่อถึงการตัดความมั่นคงออกจากชีวิต 3. ห้ามใส่ชุดสีขาว หรือสีดำ เนื่องจากสีเหล่านี้สื่อถึงความโชคร้าย 4. ห้ามให้คนยืมเงิน เชื่อว่าหากให้ยืมเงินในวันนี้ จะทำให้มีคนเข้ามายืมเงินตลอดปี 5. ห้ามร้องไห้ เพราะจะทำให้ต้องร้องไห้ หรือเสียใจตลอดปี
ทั้งนี้ กิจกรรมที่ควรทำในวันตรุษจีน 2569 เพื่อเสริมสิริมคล คือ ควรทำความสะอาด และตกแต่งบ้านล่วงหน้า เพื่อเตรียมทำพิธี รับโชคลาภ และความโชคดีในวันตรุษจีน ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่
คำตอบคือ วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยวันจ่ายตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์, วันไหว้ตรงกับวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ และวันเที่ยวตรงกับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ อาจจะเตรียมวางแผนงบประมาณและการซื้อของล่วงหน้าไว้ เพื่อให้การจับจ่ายซื้อของและพิธีไหว้เป็นไปอย่างราบรื่นและเต็มไปด้วยความมงคลThank to : https://www.thairath.co.th/lifestyle/calendar/290647820 ม.ค. 2569 10:03 น. | ไลฟ์สไตล์ > วันสำคัญ | ไทยรัฐออนไลน์
|
|
|
|
|
40
|
เรื่องทั่วไป / forward mail หรือ จดหมายส่งถึงกัน / ชาวพุทธแท้ คือ ผู้ปล่อยวางได้ | แต่ไม่ปล่อยปละละเลย
|
เมื่อ: มกราคม 21, 2026, 08:30:04 am
|
. ชาวพุทธแท้ คือ ผู้ปล่อยวางได้ | แต่ไม่ปล่อยปละละเลย | ใครมีหน้าที่ ใครมีช่องทาง ต้องขวนขวายปฏิบัติ | อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล  ท่านให้ “ปล่อยวาง” แต่อย่า “ปล่อยปละละเลย”
“คนที่ทำอะไรด้วยความรู้เข้าใจถึง “สัจธรรม” อย่างที่พูดกันว่ารู้เท่าทันความจริงนั้น ใจจะมีปัญญากำกับ ไม่ถูกความยึดติดบีบคั้น จะทำอะไรก็ทำด้วยใจทีโปร่ง โล่ง และทำได้ผลดี ทั้งใจก็สบาย และงานก็สำเร็จด้วย
๑. ทำให้กระตือรือร้นมีชีวิตชีวา และชีวิตมีคุณค่า
๒. ทำให้ทำการอะไรก็สำเร็จ
๓. ทำให้จิตใจโล่งสบายผ่องใส มีความสุข
แต่คนที่ไม่เป็น ไม่รู้จักใช้หลักอนิจจัง บางคนทำใจได้ ใจสบาย แต่งานไม่สำเร็จ ก็เสื่อม
@@@@@
เพราะว่า“ปล่อยวาง” แล้วกลายเป็น“ปล่อยปละละเลย” พอปล่อยปละละเลย ก็คือ..ประมาท กลายเป็นเสียเลย ปฏิบัติผิดหลักพุทธศาสนา
ต้องระวัง! ปล่อยวาง กับ ปล่อยปละละเลย เป็นคนละอย่าง
ปล่อยวาง..คือใจเป็นอิสระ นี่ดี แต่..ปล่อยปละละเลย คือประมาท นี่ร้ายที่สุด
ท่านให้ปล่อยวางทางใจ แต่เรื่องการงานอะไรที่ต้องทำนี้หยุดไม่ได้ ต้องทำ มีปัญหาต้องแก้ ทั้งแก้ด้วยความไม่ประมาท และแก้ให้ตรงเหตุปัจจัย แล้วจะได้ทั้งสองอย่าง ดังที่ว่า..ปัญหาก็แก้ได้ ใจก็สบายด้วย หรือ งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข
@@@@@
คนบางพวกมีความไม่ประมาท เพียรพยายามจริงจัง เเต่..จิตใจเต็มไปด้วยความเครียด ความยึดมั่น ความวุ่นวายใจ เดือดร้อนใจ ทำงานก้าวหน้าไปได้ไม่ประมาท แต่ใจมีความทุกข์ เครียดมาก นี่เสียไปด้านหนึ่ง
สำหรับพุทธศาสนิกชน ต้องได้ทั้งสองอย่าง ทั้งความเพียรพยายามความเจริญก้าวหน้า ก็ได้ด้วยความไม่ประมาท และความสบายใจที่เป็นอยู่และทำงานด้วยจิตใจ โล่ง โปร่ง เบา ก็ได้ด้วยปัญญาที่รู้เท่าทันความจริงของธรรม”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ เรื่อง “สามไตร”
ขอบคุณที่มา :- Facebook ธรรมะเพื่อทางพ้นทุกข์ โดย ท.ส. ปัญญาวุฑโฒ ,14 พฤษภาคม 2020 https://www.facebook.com/.../a.19492.../1094505530920572/...
|
|
|
|
|