ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: มีนาคม 03, 2026, 08:39:58 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



ฤดูกาลกับวันเข้าพรรษา : "เดือน ๘ สองหน" คืออะไร.? ทำไมต้องเดือน ๘ .?
Posted By pimchanok pangsoy | 03 พ.ย. 64



 :25: :25: :25:

ความพิเศษของปีอธิกมาส หรือปีที่มีเดือน ๘ สองหน

กำหนดกันว่า ปีอธิกมาสทางจันทรคติ ซึ่งมีเดือน ๘ สองหน ทำให้วันสำคัญทางพุทธศาสนาได้เลื่อนไปไม่เหมือนทุกปี เช่น

    • วันมาฆบูชาของไทย ได้เลื่อนไปอยู่ ณ วันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔     
       
    • วันวิสาขบูชาซึ่งโดยปกติจะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ แต่ในปีที่มีเดือน ๘ สองหน ให้เลื่อนไปอยู่ในเดือน ๗ แทน โดยถือว่าเดือน ๘ หนหลังเป็นเดือน ๘ ที่แท้จริง ส่วนเดือน๘ หนแรก ก็จะมีค่าเท่ากับเดือน ๗

    • วันเข้าพรรษา ได้เลื่อนไปเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือนแปดหลัง (๘๘) แทน





เข้าพรรษากับฤดูกาล : ทำไมจึงเกิดเดือน ๘ หน้า ๘ หลัง.?
 
เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดพุทธบัญญัติข้อหนึ่งที่มอบให้กับเหล่าพระสงฆ์ ก็คือ “การเข้าพรรษา” โดยเริ่มต้นในวันถัดจากขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นั่นคือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งตรงกับต้นฤดูฝน
 
จุดประสงค์ : เพื่อให้บรรดาสงฆ์ได้อยู่ประจำสถานที่เป็นเวลา ๓ เดือนของปฏิทินจันทรคติ เพื่อใช้เวลาช่วงนี้ศึกษาทบทวนเนื้อหาของธรรมะ และไม่ไปรบกวนชาวบ้านที่กำลังเริ่มต้นทำการเพาะปลูก อีกทั้งหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำพืชพรรณและสัตว์เล็กๆที่อยู่ตามพื้นดิน
 
จะเห็นได้ว่าพุทธบัญญัตินี้ ผูกมัดเงื่อนไขไว้ ๒ ข้อ คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และต้นฤดูฝน

ตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ในปีแรก ๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ครั้นย่างเข้าปีที่สี่ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ร่นเข้าไปอยู่ในฤดูแล้ง (ราว ๆ เดือนเมษายน) แทนที่จะเป็นฤดูฝน เป็นเหตุให้วันออกพรรษาร่นเข้ามาเป็นต้นฤดูฝน ผิดวัตถุประสงค์ของพุทธบัญญัติ

ปัญหา : หากยึดเฉพาะปฎิทินจันทรคติ ช่วงเข้าพรรษาที่ควรจะเป็นหน้าฝน ก็จะมาตรงกับหน้าร้อนบ้าง หน้าหนาวบ้าง นั่นเพราะปฏิทินจันทรคติไม่สามารถใช้อ้างอิงกับฤดูกาลได้เลย

แนวทางแก้ไขของปราชญ์โบราณ
 
จึงมีการปรับชดเชยระหว่างปฏิทิน “ จันทรคติ” กับ ปฏิทิน “ สุริยะคติ” เนื่องจากรอบปีของดวงจันทร์ (Lunar month) เร็วกว่ารอบปีของดวงอาทิตย์ (Solar month) ประมาณปีละ ๑๑ วัน แต่ฤดูกาลต่าง ๆ ที่เกิดบนโลกมาจากอิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่ทำมุมตกกระทบกับพื้นผิวโลกในองศาที่แตกต่างกัน หากยึดเฉพาะของจันทรคติ จะทำให้เริ่มผิดจากฤดูกาลจริง

 



วิธีการชดเชย
         
จะมี ๒ วิธีคือ เดือนพิเศษและวันพิเศษ     
       
๑. เดือนพิเศษ
ปีปกติจะมี ๑๒ เดือนเรียกว่า "ปีปกติมาส" ,ปีที่มีการเพิ่มเดือนแปดเป็นสองหนจะเรียกว่า "ปีอธิกมาส" ทุกๆ ๒-๓ ปี จะเพิ่มเดือนจันทรคติเข้าไปอีก ๑ เดือน โดยให้เพิ่มที่เดือน ๘ มีสองครั้ง เรียกว่า เดือน “แปดหน้าและแปดหลัง” หรือ “แปดสองหน” และเริ่มเข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ ของเดือนแปดหลัง หากปีนั้นมี เดือน ๘ สองครั้ง เพื่อทำให้การเข้าพรรษาอยู่ในช่วงเวลาของต้นฤดูฝนตรงตามพุทธบัญญัติ           
       
๒. วันพิเศษ
ปกติแล้วเดือนคี่จะมี ๒๙ วัน คือ ไม่มีแรม ๑๕ ค่ำ ,เดือนคู่จะมี ๓๐ วัน เรียกว่า "ปีปกติวาร" ในบางปีจะมีการเพิ่มวันพิเศษ คือ เดือนคี่จะมี ๓๐ วัน (มีแรม ๑๕ ค่ำด้วย) เรียกว่า "ปีอธิกวาร"

ที่มาของสูตรการปรับดังกล่าว

อาณาจักรโบราณ เช่น บาบิโลน และกรีก มีสูตรชดเชยระหว่างปฏิทินจันทรคติกับปฏิทินสุริยะคติอยู่แล้ว เพราะอาณาจักรเหล่านั้นก็มีประเพณีที่ต้องปฏิบัติตามฤดูกาลเช่นกัน  นักดาราศาสตร์ชาวกรีกชื่อว่า "เมตั้น แห่งกรุงเอเธน" ได้ประกาศใช้สูตรนี้อย่างเป็นทางการเมื่อ ปี 432 BC (432 ปี ก่อนคริสตกาล)

แต่ชาวบาบิโลนใช้สูตรนี้มานานก่อนหน้าท่านเมตั้น ภาษาวิชาการทางดาราศาสตร์เรียกว่า Intercalation หรือ Metonic Cycle กำหนดให้เพิ่มเดือนจันทรคติ ๗ ครั้ง ในรอบ ๑๙ ปี ถ้าปีไหน เกิดปรากฏการณ์เดือนทางจันทรคติขาด จะกำหนดให้เป็น “ปีอธิกมาส” และ ให้เพิ่มเดือนที่ ๑๓ เข้ามา เพื่อให้ ชดเชยวันที่หายไป 

ทีนี้ จะเห็นว่าปีอธิกมาสนั้น สมควรจะเกิดทุก ๆ ๓ ปี หรือคือ ๖ ครั้งใน ๑๘ ปี แต่ว่าถ้าคำนวนแบบละเอียด ๆ แล้วจะพบว่า ปีอธิกมาสจะเกิด ๗ ครั้งใน ๑๙ ปี (ทุก ๓ ปีบ้าง ทุก ๒ ปีบ้าง)





สูตรทางปฏิทินพุทธของไทย

ใช้วิธีพิจารณาที่วันออกพรรษา หากวันดังกล่าวร่นขึ้นมาอยู่ที่ต้นเดือนตุลาคม และทำท่าจะร่นเข้าไปในเดือนกันยายนของปีต่อไป ก็กำหนดให้ปีที่จะถึงมี ๘ สองหน เรียกว่า “ อธิกมาส”
     อธิก แปลว่า เกิน หรือ เพิ่ม         
     มาส แปลว่าเดือน         
     รวมความแปลว่า เพิ่มเดือน หรือ มีเดือนเกิน 
 
ทำไมต้องเป็นเดือน ๘

ทั้งนี้ก็ด้วยเดือนแปด เป็นเดือนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เข้าสู่ฤดูของการทำนา ซึ่งเป็นสิ่งหลักของชาวไทยแต่โบราณ  ฉะนั้นเดือนแปดจึงมีความสำคัญ ต่อการกำหนดน้ำฟ้าน้ำฝน กำหนดฤดูการทำนา

หากปีเคลื่อนเดือนคล้อย ก็จะมีผลกระทบต่อข้าวในนา ฉะนั้น เมื่อเดือนคลาดเคลื่อนไปและจะเติมเดือน จึงต้องเติมเดือนแปดด้วยประการฉะนี้แล

 



ความเชื่อโบราณ : “๘ สองหน ฝนมาช้า”

ความเชื่อของคนโบราณเชื่อว่า หากมีเดือน ๘ สองหน มักจะเกิดฝนแล้ง หรือมีความแห้งแล้งมาก ทำนายากนั้น ซึ่งสาเหตที่แท้จริงนั้น คาดว่า น่าจะเกิดเพราะฝนตามฤดูกาล จะมาช้าในเดือน ๘ หลัง ชาวบ้านมักเชื่อว่า ฝนน่าจะมาในเดือนกันยายน-ตุลาคม

ฤดูกาลที่แตกต่าง ของเข้าพรรษา ในไทยและในต่างประเทศ          

ปัจจุบันศาสนาพุทธเผยแผ่ไปหลายประเทศเกือบทั่วโลก พุทธบัญญัติข้อนี้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติเพราะประเทศที่อยู่ซีกโลกด้านเหนือ กับประเทศที่อยู่ซีกโลกด้านใต้ มีฤดูกาลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เช่น เดือนกรกฎาคม - กันยายน เป็นฤดูฝนของประเทศไทย แต่เป็นฤดูแล้งของประเทศออสเตรเลีย พระสงฆ์ที่วัดไทยในประเทศออสเตรเลีย จึงต้องจำใจเข้าพรรษาในฤดูแล้งและออกพรรษาในต้นฤดูฝนพอดี 
 
ศาสนาคริสต์ก็พบนี้ปัญหาเช่นกัน วันคริตส์มาสของพวกเขาที่ออสเตรเลียต้องฉลองท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศ เพราะวันที่ ๒๕ ธันวาคม เป็นฤดูร้อนสุดๆเพิ่งจะเลยวัน “ครีษมายัน” (Summer solstice) ไปเพียง ๔ วัน ท่านซานต้าเลยต้องเหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ผิดกับซานต้าในประเทศแถบยุโรปที่แต่งตัวด้วยชุดใหญ่





ขอบคุณ : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90472/-blog-blo-morart-mor-
Posted By pimchanok pangsoy | 03 พ.ย. 64

เนื้อหาเรียบเรียงจาก :-
- http://www.oknation.net/blog/spj/2010/05/07/entry-1
- https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080213022645AAKOHsU
- http://pantip.com/topic/33870834
- http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=524728
- https://trang82.wordpress.com/2012/05/04/ปีอธิกมาสคืออะไร/
- https://th.wikipedia.org/wiki/ปฏิทินไทย
- http://en.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539370469

 22 
 เมื่อ: มีนาคม 02, 2026, 11:28:13 am 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 23 
 เมื่อ: มีนาคม 01, 2026, 01:00:56 pm 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 24 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2026, 02:49:48 pm 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 25 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2026, 08:31:55 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



นายกฯ เป็นปธ.พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สะท้อนสายสัมพันธ์พระพุทธศาสนาไทย–ศรีลังกาอย่างแน่นแฟ้น
 
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว

โดยมีคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พร้อมด้วย นางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห (H.E. Mrs. Edirisinghe Arachchilage Sriyani Wijayanthi Edirisinghe) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีประมาณ 200 คน โดยบรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติและเลื่อมใสศรัทธา

@@@@@@@

ในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ นายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานบนบุษบก ณ บริเวณพิธี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์ แห่งเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา

หลังจากนั้น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานสงฆ์ฝ่ายไทย และพระมหาเถระ พัลเลคามะ เหมรัตน นายากา เถโร ประธานสงฆ์ฝ่ายศรีลังกา ซึ่งเป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากศรีลังกา ได้วางพวงมาลัยดอกไม้สดบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จากนั้นนายกรัฐมนตรีวางพวงมาลัยดอกไม้สดและจุดเครื่องทองน้อยบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมถวายธูปเทียนแพ (เปิดกรวยกระทงดอกไม้) หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายธูปเทียนแพสักการะประธานสงฆ์ฝ่ายไทยและฝ่ายศรีลังกา

โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรี ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกราบสักการะและน้อมถวายเป็นพุทธบูชา โดยพิธีฯ ในวันนี้นับเป็นมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนสายธารศรัทธาในพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ซึ่งสืบทอดยาวนานกว่า 8 ศตวรรษ อีกทั้งเป็นประจักษ์พยานแห่งความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับศรีลังกา










นอกจากนี้ ยังเป็นหมุดหมายสำคัญสู่การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และเชื่อมโยงกับการผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจแก่ประเทศและพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ควบคู่กับการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระมาปลูกในโอกาสสำคัญ สะท้อนคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา และความร่วมมืออันยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

หลังจากนั้น ประธานสงฆ์ฝ่ายศรีลังกาและพระสงฆ์ศรีลังกาเจริญมงคลคาถา ให้พร กล่าวคำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และกล่าวคำอธิษฐานจิตเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติและประชาชน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์จำนวน 7 รูป และกรวดน้ำและกราบลาประธานสงฆ์ทั้งสองฝ่าย ก่อนถ่ายภาพร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ











ทั้งนี้ พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาในครั้งประวัติศาสตร์นี้ นับเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างเคารพสักการะ เชื่อกันว่าเป็นพระบรมธาตุที่ได้รับการสืบทอดและอารักขาอย่างสมบูรณ์จากวัดยาธิลากาลา ราชวรมหาวิหาร วัดโบราณของศรีลังกา ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชรูปแรกในสายอัสกิริยา นิกายสยามอุบาลีวงศ์

พระบรมสารีริกธาตุ 2 องค์ที่อัญเชิญมาครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษอันหายาก คือมีสี 3 สี ได้แก่ สีทองคำ (ทองอุไร)  สีเงินสว่างใส และสีงาช้าง อันเปี่ยมด้วยความงดงามและความเป็นสิริมงคล ซึ่งไม่ค่อยปรากฏว่าจะพบทั้งสามสีในองค์พระบรมสารีริกธาตุ และตรงตามรูปพรรณสัณฐานของพระบรมสารีริกธาตุจากมหาปรินิพพานสูตร

โดยพระบรมสารีริกธาตุได้ประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล จนถึงเวลา 17.00 น. ก่อนที่จะถูกอัญเชิญไปยังวัดพระเชตุพนฯ และในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พระบรมสารีริกธาตุจะถูกอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 1,250 ปี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และวันมาฆบูชา พร้อมมีการจัดงานมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ซึ่งจะมีพิธีถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 11,250 รูป และขบวนแห่ผ้าพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์







ในโอกาสนี้ ยังมีการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เติบโตมาจากหน่อพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา ปัจจุบันมีอายุกว่า 2,333 ปี โดยจะนำมาปลูก ณ วัดพระมหาธาตุฯ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 800 ปีแห่งสายธารพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาและมรดกทางจิตวิญญาณร่วมกันของทั้งสองชาติ

รัฐบาลขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบ 800 ปีแห่งพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเผยแพร่พุทธศาสนาลังกาวงศ์บนแผ่นดินไทย











ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/politics/news_5612671
26.02.26 | 17:57 น.

 26 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2026, 08:14:04 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



สุจิตต์ วงษ์เทศ | เถรวาทแบบลังกา ถึงอโยธยาแห่งแรก

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สะท้อนสายสัมพันธ์พระพุทธศาสนาไทย-ศรีลังกาอย่างแน่นแฟ้น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตึกสันติไมตรี เวลา 15.00 น.

เฉลิมฉลอง 800 ปีแห่งสายธารพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม  ที่สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาและมรดกทางจิตวิญญาณร่วมกันของทั้งสองชาติ

(ภาพและข่าวจาก https://www.matichon.co.th/politics/news_5612671)




 :96: :96: :96:

ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา แผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เมืองอโยธยาเป็นแห่งแรก เรือน พ.ศ. 1700 ด้วยหลักฐานวิชาการแข็งแรง จากนั้นแผ่ไปที่อื่นๆ ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย, เมืองสุโขทัย, เมืองนครราชสีมา, แล้วส่งผ่านเมืองเพชรบุรีลงไปเมืองนครศรีธรรมราช

แต่ประวัติศาสตร์ไทยบอกนานแล้วว่าลังกาวงศ์แผ่ถึงเมืองนครศรีธรรมราช แล้วขึ้นไปเมืองสุโขทัย โดยไม่พบหลักฐานวิชการแข็งแรง



อโยธยา ก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา โดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (คำนำเสนอ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2567 ราคา 300 บาท สั่งซื้อได้ที่ https://www.matichonbook.com


อโยธยา ศูนย์กลางลังกาวงศ์

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง) รวบรวมหลักฐานวิชาการยืนยันว่าอโยธยาเป็นศูนย์กลางเถรวาท แบบลังกา ไว้ในหนังสือ อโยธยาก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา จะยกมาดังต่อไปนี้

สืบเนื่องจากแนวคิดที่ว่าเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก จึงส่งผลให้มีความเชื่อว่าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เริ่มต้นที่ พ.ศ. 1800 ณ เมืองสุโขทัย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระอธิบายว่า พระภิกษุไทยที่ไปลังกาทวีปได้กลับมาที่นครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่จึงได้อาราธนาพระภิกษุจากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไปเมืองสุโขทัย ดังปรากฏในจารึกหลักที่ 1

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมีความเห็นต่างไปว่า กรุงอโยธยาคือศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ดังประเด็นต่อไปนี้

@@@@@@@

ประเด็นที่ 1. จากข้อมูลเท่าที่พบในปัจจุบันปรากฏเพียงแต่ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง (จารึกหลักที่ 1) ที่กล่าวถึงพุทธศาสนาในเมืองสุโขทัยมาจากเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น ส่วนหลักฐานจารึกหลักอื่น เช่น จารึกวัดป่ามะม่วง กลับแสดงให้เห็นว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านศาสนากับทางเมาะตะมะเป็นสำคัญ

ส่วนหลักฐานโบราณวัตถุสถานพบว่าในเขตเมืองสุโขทัย ไม่พบร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราช แต่มีความสัมพันธ์กับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดังเหตุผลต่อไปนี้

    เหตุผลที่ 1 : ประภัสสร์ ชูวิเชียร ได้เสนอว่าหลักฐานศิลปกรรมคือเจดีย์ในเมืองสุโขทัยไม่ได้แสดงความสัมพันธ์กับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชแต่ประการใด อีกทั้งเจดีย์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของลังกาอย่างมาก

แต่ในขณะเดียวกัน เจดีย์ของสุโขทัยกลับแสดงถึงความสัมพันธ์กับศิลปะพม่า และถ้าเมืองสุโขทัยจะรับอิทธิพลทางศิลปะมาจากเมืองนครศรีธรรมราชก็ควรที่จะรับผ่านเมืองสุพรรณบุรี

อนึ่ง ถ้าพิจารณาจากรูปแบบของโบราณสถานบางแห่ง เช่น ศาลตาผาแดง ซึ่งพิจารณาจากลักษณะของปราสาท หลังนี้มีมุขยื่นยาวทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเหมือนพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี และพระปรางค์สองพี่น้องเมืองศรีเทพ

    เหตุผลที่ 2 : พิจารณาจากประดิมากรรม เรามักจะคิดเสมอว่าพระพุทธรูปที่พบในเขตภาคกลางตอนบนโดยเฉพาะในเมืองสุโขทัยจะต้องมีพระพักตร์เป็นรูปไข่เสมอไป

หากแต่หลักฐานหลายชิ้นพบว่า พระพุทธรูปที่พบในเขตภาคกลางตอนบนจะมีพระพักตร์เหลี่ยมและไรพระศกเส้นใหญ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พระพุทธรูปในเขตภาคกลางตอนล่าง เช่น เศียรปูนปั้นพระพุทธรูปที่พบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง  และพระพุทธรูปสำริดที่พบที่วัดราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่วัดเบญจมมพิตร ดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ)

    เหตุผลที่ 3 : พระพิมพ์ที่พบในเขตเมืองเก่าสุโขทัย เช่น พระพิมพ์ที่ขุดพบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย (ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง) มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับพระพิมพ์ที่พบที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)



อโยธยา ก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา โดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (คำนำเสนอ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2567 ราคา 300 บาท สั่งซื้อได้ที่ https://www.matichonbook.com


ประเด็นที่ 2. แม้ว่าในสิหิงคนิทานจะอ้างว่าพระร่วงได้พระพุทธสิหิงค์จากลังกาผ่านมาทางเมืองนครศรีธรรมราช แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏร่องรอยความตกค้างในตำนานเมือง นครศรีธรรมราช และตำนานพระธาตุเมืองนครศรีศรีธรรมราช ก็ไม่เคยกล่าวอ้างว่าเมือง สุโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์ทางด้านการศาสนาแต่ประการใด

ประเด็นที่ 3. ร่องรอยหลักฐานพุทธศาสนาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความสัมพันธ์กับลังกาทวีปก่อน พ.ศ. 1700 ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    1. จารึกขอบวงล้อธรรมจักร พบที่แหล่งโบราณคดีเมืองอู่ตะเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เนื้อความของจารึกหลักนี้นำมาจาก “อรรถกถาธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ผลงานของพระพทธโฆษาจารย์ อรรถกถาจารย์แห่งลังกาทวีป

    2. จารึกเนินสระบัว พบที่แหล่งโบราณคดีสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ระบุ ม.ศ. 863 (พ.ศ. 1484) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานชาติ ปราจีนบุรี ข้อความฉันท์บทนมัสการของจารึกนี้นำมาจาก “ฉันท์เตลกฎาหคาถา” ที่ประพันธ์ขึ้นในลังกา

นอกจากนี้ที่แหล่งโบราณคดีสระมรกตยังพบรอยพระพุทธบาทที่แสดงให้เห็นอิทธิพลจากลังกาทวีป พ.ศ. 1484 ระยะเวลาดังกล่าวมีแต่ลังกาทวีปเท่านั้นที่ยังสร้างรอยพระพุทธบาท

    3. จารึกซับจำปา พบที่แหล่งโบราณคดีเมืองจำปา จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จารึกหลักนี้เนื้อหาส่วนแรก เป็นจารึกคาถา เย ธมฺมา เนื้อหาส่วนที่ 2 คัดมาจากคัมภีร์นตปาสาทิกา เนื้อหาส่วนที่ 3 คัดมาจากวินัยปิฎก เนื้อหาส่วนที่ 4 นำมาจากคาถาธรรมบท

    4. จารึกถ้ำพระนารายณ์ อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี กำหนดอายุจารึกจากรูปแบบอักษรปัลลวะ กล่าวถึง  อนุราธปุระ ซึ่งอาจหมายถึงพื้นที่ย่านเขาวง สถานที่พบจารึกก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้ หากแต่ชื่ออนุราธปุระก็ชวนให้นึกถึงราชธานีของลังกายุคโบราณ

    5. ธรรมจักรศิลา พบที่จังหวัดนครปฐมปัจจุบัน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กำหนดอายุจารึกจากรูปแบบอักษรปัลลวะ เนื้อหาจารึกเกี่ยวข้องกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคและคัมภีร์สมันดปาสาทิกาของพระพุทธโฆษาจารย์

    6. จารึกคาถา “เย ธมฺมา” พบกระจายทั่วไปในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นจำนวนมาก ซึ่งจารึกเหล่านี้เป็นจารึกที่ใช้ภาษาบาลีซึ่งในช่วงระยะเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-17 ศูนย์กลางที่สำคัญที่ใช้ภาษาบาลีในการบันทึกคัมภีร์พุทธศาสนาก็คือ ลังกาทวีป

จากหลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึกที่มีอายุก่อน พ.ศ. 1700 รวมถึงตำนานทั้งหมดที่ยกมาจะพบว่าในเขตภาคกลางตอนบนจะไม่ปรากฏหลักฐานในลักษณะทำนองนี้แต่ ประการใด ดังนั้นจึงทำให้คิดได้ว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความสัมพันธ์กับทางลังกาทวีปเป็นอย่างมาก จนเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาจากลังกาและยังผลให้กรุงอโยธยาที่ เกิดขึ้นช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนา





ประเด็นที่ 4. จากเนื้อความในตำนานมูลศาสนา ฝ่ายวัดป่าแดง เชียงตุง ฉบับวัดบุพพารามกล่าวว่า

“ถัดแต่นั้น มหาเถรเจ้าตน 1 ชื่อสธรรมลังกาจริยาไปสูงลังกาทวีป แล้ว บวช(ใหม่)เรียนธรรมจยปิฎกทั้ง 3 แล้วก็คืนมาแต่ลังกาอยู่อโยธิยาแผ่สาสนาพระพุทธเจ้ารุ่งเรืองไปในทวารวดี 7 ล้านนา ไทย รอดชุแห่งชู่ชนบทก็มีแล ถัดแต่นั้นนางจามเทวีมาแต่ เมืองละโว้”

จากข้อความในตำนานที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าเมืองเชียงตุงเชื่อว่าเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาจากลังกาทวีป

ถ้าเชื่อว่าสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านศาสนากับเมืองนครศรีธรรมราช แต่ตำนานพระบรมธาตุนคร และ ตำนานานเมืองนครศรีธรรมราช กลับไม่มีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองสุโขทัยแต่ประการใด

รวมถึงในตำนานมูลศาสนาที่กล่าวว่า ก่อนพระสุมนเถระและพระอโนมทัสสีไปบวชแปลงนิกายที่นครพัน ได้มาร่ำเรียนที่อโยธยาซึ่งชวนให้น่าสงสัยว่า ถ้าเมืองสุโขทัยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาลังกาวงศ์จริง เหตุใดพระเถระทั้ง 2 รูปจึงต้องมาเรียนที่กรุงอโยธยา

และที่สำคัญคือ เมืองสุโขทัยจะติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างไรถ้าไม่ผ่านแดนกรุงอโยธยา


@@@@@@@

ประเด็นที่ 5. แม้ว่า G. Coedés จะยอมรับว่าก่อนหน้า พ.ศ. 1800 พบหลักฐานของลังกาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างก็ตาม หากแต่ลัทธิลังกาวงศ์เกิดขึ้น เพราะการฟื้นฟูพุทธศาสนาในรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (พ.ศ.1696-1729)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมีความเห็นที่แตกต่างดังต่อไปนี้

จากในพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วได้กล่าวว่า เมื่อครั้งรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 พระอุตตรชีวะกลับจากลังกาทวีป ท่านได้เดินทางมาพร้อมกับภิกษุอีก 4 รูป ซึ่งในนั้นมี นามว่า ชินตามลินทโอรสกษัตริย์กัมโพช รวมถึงจารึกกัลยาณีซึ่งจารึกขึ้นใน พ.ศ. 2019 ได้กล่าวถึงครั้งที่พระฉปัฏศิษย์พระอุตตรชีวะได้ชักชวนพระภิกษุที่เกาะลังกากลับเมืองพุกาม มีพระตามลินทเถระโอรสของพระเจ้ากัมโพช (กมฺโพชราชตนุเชนตามลินฺทเถเรน) ซึ่งนักวิชาการอย่าง G. Coedés และ L. P. Briggs ต่างก็เลนอว่าโอรสกษัตริย์กัมโพชในเอกสารของพม่าหมายถึงโอรสพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7

แต่อย่างไรก็ตาม จิตร ภูมิศักดิ์ ได้อ้างถึงข้อเสนอของ G.H. Luce ว่ากัมโพชในเอกสารพม่าไม่ได้หมายถึงเขมรเมืองพระนคร หากแต่หมายถึงคนที่เมืองลพบุรี

ถ้าเป็นไปตามที่กล่าวมานี้ ก็ทำให้คิดได้ว่าโอรสพระเจ้ากัมโพชไม่ใช่เจ้าชายเขมร      แต่เป็นเจ้าชายจากลพบุรี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับลังกาทวีปช่วงหลังรัชกาลพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1





ประเด็นที่ 6. จากตัวอย่างเจดีย์รายที่วัดใหญ่ชัยมงคล เหนือบัลลังก์มีก้านฉัตรรองรับปล้องไฉน รอบก้านฉัตรมีเสาหาน ซึ่งประภัสสร์ ชูวิเชียรให้ความเห็นว่าเสาหานนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำเสาติดแกนฉัตรหรือที่เรียกว่า เทวดาโกฏุวะ (Devata Kotuva) เป็น ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบในศิลปะลังกามาก่อน

ดังนั้น ถ้าคิดว่าเจดีย์รายวัดใหญ่ชัยมงคลมีอายุร่วมสมัยกับเจดีย์ประธานซึ่งสถาปนาขึ้นใน  รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก็ชวนให้คิดว่าเมื่อรูปแบบศิลปะลังกาปรากฏมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ช่างในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะต้องรู้จักรูปแบบศิลปะลังกามาก่อนนี้แล้ว อีกทั้งระบบเสาหานก็ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปใน เจดีย์ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนหรือเจดีย์แบบสุโขทัย


@@@@@@@@

จากประเด็นทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือกรุงอโยธยา เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์




ขอบคุณ : https://www.matichon.co.th/columnists/news_5614108
27.02.26 | 17:35 น.

 27 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 10:59:00 am 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 28 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 08:09:19 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



เปิดข้อมูล "ประเทศที่คนแต่งงานช้า" โสดนานไม่ใช่บังเอิญ อายุเท่าไหร่ แล้วไทยอยู่ตรงไหน.?!

เปิดข้อมูล “ประเทศที่คนแต่งงานช้า” จากสถิติทางการ อายุแต่งงานครั้งแรกเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจ–ค่านิยมเปลี่ยน

ข้อมูลจากหน่วยงานสถิติระดับประเทศและองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่า อายุเฉลี่ยของการแต่งงานครั้งแรกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างครอบครัว และค่านิยมของคนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ การจัดอันดับต่อไปนี้อ้างอิงจาก อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรก (Mean age at first marriage) ของประเทศที่มีข้อมูลเผยแพร่ล่าสุด ไม่ได้หมายความว่าเป็น “ที่สุดในโลก” แบบครอบคลุมทุกประเทศ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีตัวเลขสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

@@@@@@@

ประเทศที่มีอายุแต่งงานครั้งแรกสูง (ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานทางการ)

เกาหลีใต้

ข้อมูลจาก Statistics Korea ระบุว่า อายุเฉลี่ยแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 33 ปี และผู้หญิงประมาณ 31 ปี นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอายุแต่งงานครั้งแรกสูงที่สุดในเอเชีย สาเหตุสำคัญคือค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัย และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น

สถิติจาก Statistics Bureau of Japan ระบุว่า ผู้ชายแต่งงานครั้งแรกเฉลี่ยราว 31–32 ปี และผู้หญิงประมาณ 29–30 ปี แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการทำงานและความมั่นคงทางการเงิน

สเปน

ข้อมูลจาก Eurostat และ INE ของสเปน ระบุว่า อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายมากกว่า 34 ปี และผู้หญิงมากกว่า 32 ปี โดยสเปนจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปที่แต่งงานช้าที่สุด

อิตาลี

สถิติจาก ISTAT ชี้ว่า อายุเฉลี่ยแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายอยู่ในช่วงมากกว่า 34 ปี และผู้หญิงประมาณ 32 ปี สาเหตุสำคัญคือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่และการพึ่งพาครอบครัวเดิมนานขึ้น

สวีเดน

แม้สวีเดนจะมีรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง แต่อายุเฉลี่ยแต่งงานครั้งแรกยังอยู่ในระดับสูงกว่า 32–34 ปี ส่วนหนึ่งเพราะสังคมยอมรับการอยู่ร่วมกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส





ตารางเปรียบเทียบ อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรก ในแต่ละประเทศ



@@@@@@@

แล้วประเทศไทยล่ะ.? คนไทยแต่งงานช้าขึ้นจริงไหม

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและงานวิจัยด้านประชากรของไทยชี้ว่า คนไทยแต่งงานช้าขึ้นอย่างชัดเจน โดยอายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกของผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 28–29 ปี และผู้หญิงประมาณ 25–26 ปี ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

นักประชากรศาสตร์ระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากระยะเวลาการศึกษา การสร้างฐานะทางการเงิน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกชะลอการแต่งงานออกไปก่อน

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ไทยอาจยังไม่ใช่ประเทศที่แต่งงานช้าที่สุด แต่ทิศทางกำลังเคลื่อนเข้าใกล้รูปแบบเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมคนทั่วโลกแต่งงานช้าลง.?

    1. ค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้น
    2. ระยะเวลาการศึกษาและการสร้างอาชีพยาวนานขึ้น
    3. ความไม่มั่นคงด้านรายได้ของคนรุ่นใหม่
    4. ค่านิยมที่ยอมรับการอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน
    5. การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตก่อนสร้างครอบครัว

แนวโน้ม “แต่งงานช้า” ไม่ได้สะท้อนการลดลงของคุณค่าความสัมพันธ์ แต่เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป การอ้างอิงอายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกจากหน่วยงานสถิติทางการช่วยให้เห็นภาพแนวโน้มอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่สรุปเกินกว่าข้อมูลที่มีอยู่





แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    - OECD
    - Statistics Bureau of Japan
    - Statistics Korea
    - Eurostat
    - ISTAT Italy

ขอบคุณ : https://www.sanook.com/news/9875386/
S! News สนับสนุนเนื้อหา | 25 ก.พ. 69 (14:35 น.)

 29 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 07:57:18 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



คุณรู้ไหม…‘การกอด’ คือ ยาวิเศษ สามารถบำบัดได้ทั้งกายและใจ

“การกอด”…สามารถบำบัดได้ทั้งกายและใจเป็นของขวัญดีๆ ต่อสุขภาพของเราเอง

วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยกรมอนามัยกล่าวถึงความลับจาก “การกอด” ว่า ทุกวันอาจไม่ใช่วันที่สดใสสำหรับทุกคน บางครั้งปัญหาเรื่องเรียน งาน ความรัก หรือการเงิน ทำให้เรารู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แต่ท่ามกลางความหนักหนานั้น ยังมี “แสงเล็ก ๆ” ที่คอยโอบล้อมเราไว้เสมอ นั่นคือครอบครัว และอ้อมกอดจากคนที่รัก เพราะบางครั้งเราไม่ได้ต้องการคำตอบของปัญหา แค่ต้องการใครสักคนกอดแน่น ๆ เพื่อบอกว่า “ยังมีฉันอยู่ข้าง ๆ” เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามพลังของอ้อมกอดธรรมดา ๆ ที่ดูเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย

@@@@@@@@

ความลับจากการกอด ที่คุณไม่เคยรู้ มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

    • ช่วยเพิ่มฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายดีขึ้น
    • ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจเพราะระดับฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง
    • ช่วยลดช่องว่างในครอบครัวเติมเต็มความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจกันมากขึ้น
    • ช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด

เพราะฉะนั้น อย่ารอให้ถึงวันที่เหนื่อยล้าที่สุดแล้วค่อยกอดกัน อ้อมกอดเล็ก ๆ ในวันนี้ อาจเป็นพลังใจสำคัญของใครบางคน และยังเป็นของขวัญดี ๆ ต่อสุขภาพของเราเองด้วย บางครั้งการดูแลกัน ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย แค่กอดให้แน่นพอ ก็ส่งต่อทั้งความรักและพลังชีวิตได้อย่างมหาศาล





ขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/5628024/
ข่าว - การเมือง | 27 ก.พ. 2569 • 6:30 น.   

 30 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2026, 07:51:22 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



‘วัดสระเกศฯ’ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมบูรณะฟื้นฟู ‘ต้นพระศรีมหาโพธิ์’ สมัยร.2 อายุกว่า 200 ปี

วัดสระเกศฯ จัดกิจกรรมฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์ สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องในวันมาฆบูชา วันที่ 3 มี.ค. 2569 ณ ลานโพธิ์ลังกา วัดสระเกศฯ

พระราชกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า วัดสระเกศฯ จะจัดกิจกรรมฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์ สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องในวันมาฆบูชา วันที่ 3 มี.ค. 2569 ณ ลานโพธิ์ลังกา วัดสระเกศฯ

โดยในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. จะมีพิธีตักบาตรที่ลานโพธิ์ลังกา พร้อมทั้งเปิดลานโพธิ์ลังกาให้ประชาชนได้มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ และเวียนเทียนรอบต้นโพธิ์ลังกาได้ตลอดทั้งวัน นอกจากนั้น จะมีการจัดแสดงนิทรรศการความเป็นมาของต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะใบของโพธิ์ลังกา ซึ่งจะมีความแตกต่างจากโพขี้นก หรือโพท้องถิ่น

จากนั้นเวลา 19.00 น. จะมีพิธีเวียนเทียนขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ บนองค์พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง

และเวลา 20.00 น. จะมีการแสดงธรรมกัณฑ์พิเศษ ประกอบ แสง สี เสียง บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ผ่านการเดินทางอันยาวนานนับพันปี กว่าจะถึงแผ่นดินสยาม ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 และเจริญงอกงาม เติบโตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยต่อมาอีกร่วม 200 ปี





พระราชกิจจาภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากทางวัดสระเกศฯ พบว่า ต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ถูกคุกคามโดยโพขี้นก ทั้งยังถูกเบียดเบียนจากเห็ดรา จึงแคระแกร็นอ่อนล้าลง ดังนั้นจึงจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทย มาร่วมแรงร่วมใจกันในการบูรณะ ฟื้นฟูต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้กลับมาเป็น “พระมหาเจดีย์ที่มีชีวิต” แผ่กิ่งก้านสาขาเจริญงอกงาม ทำหน้าที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบไป

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้า ประทับนั่งตรัสรู้ จึงเป็น “บริโภคเจดีย์” เป็นเจดีย์มีชีวิตที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เกิดวันเดียวกันกับวันที่พระมหาโพธิสัตว์ประสูติ หยั่งรากลงดิน เจริญงอกงามเติบโต แผ่กิ่งก้านสาขา อยู่ท่ามกลางผืนป่าอันเงียบสงบ รอการมาของพระมหาบุรุษผู้เป็นสหชาติ

เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ขณะมีอายุ 29 ปี และตรัสรู้ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ในอีก 6 ปีถัดมา ขณะตรัสรู้พระพุทธองค์มีพระชนมายุ 35 ปี ขณะนั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เติบโตเต็มที่มีอายุได้ 35 ปี และเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยพระชนมายุ 80 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็มีอายุ 80 ปี เท่ากับอายุของพระพุทธเจ้า

แม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ยังคงมีชีวิต ทำหน้าที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ผ่านกาลเวลาอยู่ต่อมานับพันปี เสมือนหนึ่งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่

ต่อมาในพ.ศ. 236 พระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้พระสังฆมิตตาเถรี อัญเชิญกิ่งด้านขวาของพระศรีมหาโพธิ์ จากพุทธคยา เดินทางโดยเรือไปเกาะลังกา พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกา เสด็จลงน้ำถึงพระอุระไปรอรับหน่อพระศรีมหาโพธิ์ด้วยพระองค์เอง ขณะนั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์มีอายุได้ 316 ปี





ต่อมา พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดให้เลือกพระภิกษุผู้ชอบเที่ยวธุดงค์ ได้พระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพจากสำนักวัดสระเกศ เป็นหัวหน้าสมณทูตออกไปสืบพระศาสนาที่ลังกา พร้อมด้วยคณะสงฆ์รวม 8 รูป พระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพไปอยู่เป็นเวลา 3 ปี

ครั้นกลับมาได้นำหน่อต้นโพธิ์ลังกา พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ เมืองอนุราธบุรีมาถวายรัชกาลที่ 2 จำนวน 3 ต้น และพ.ศ. 2361 ทรงโปรดฯ ให้ปลูกไว้ที่วัดสระเกศ 1 ต้น อยู่ที่ลานโพธิ์หน้าพระอุโบสถ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ และตั้งแต่ พ.ศ. 2361 อันเป็นปีที่หน่อโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ถูกปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทย จนถึงปัจจุบัน นับโดยปีได้ 208 ปี

และในบรรดาสหชาติทั้ง 7 ที่เกิดวันเดียวกันกับพระพุทธเจ้านั้น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คือ สิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียว ที่อยู่ทันพระพุทธเจ้า และมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนชาวไทยควรภูมิใจว่า เรามีต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดียวกันกับต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อยู่บนผืนแผ่นดินไทย




ขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/5629097/
ข่าว > การศึกษา-ศาสนา | 24 ก.พ. 2569 • 8:30 น.   

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10