ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10
 41 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2026, 08:40:22 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
๒. อนุปทวรรค หมวดว่าด้วยธรรมตามลำดับบท
๑. อนุปทสูตร ว่าด้วยธรรมตามลำดับบท


[๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
       
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียก ภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

   “ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นบัณฑิต(๑-)
                     มีปัญญามาก(๒-)
                     มีปัญญากว้างขวาง(๓-)
                     มีปัญญาร่าเริง(๔-)
                     มีปัญญารวดเร็ว(๕-)
                     มีปัญญาเฉียบแหลม(๖-)
                     มีปัญญาเพิกถอนกิเลส(๗-)
    ภิกษุทั้งหลาย เพียงกึ่งเดือน สารีบุตรก็เห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทได้ ในการเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบท
(๘-) ของสารีบุตรนั้นมีเรื่องดังต่อไปนี้




 st12

เชิงอรรถ :-

(๑-) เป็นบัณฑิต ในที่นี้หมายถึงเป็นบัณฑิตเพราะเหตุ ๔ ประการ คือ
      (๑) เป็นผู้ฉลาดในธาตุ
      (๒) เป็นผู้ฉลาดในอายตนะ
      (๓) เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท
      (๔) เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๖, และดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๘/๘๕)
(๒-) มีปัญญามาก ในที่นี้หมายถึงมีปัญญามาก เพราะกำหนดถือเอาคุณคือศีล คุณคือสมาธิ คุณคือปัญญา คุณคือ วิมุตติ และคุณคือวิมุตติญาณทัสสนะ (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๖)
(๓-) มีปัญญากว้างขวาง ในที่นี้หมายถึงมีปัญญากว้างขวาง เพราะญาณที่เป็นไปในธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท สุญญตา เป็นไปในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ และเป็นไปในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ(ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๗)
(๔-) มีปัญญาร่าเริง ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาร่าเริง เพราะเป็นผู้ทำสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๗)
(๕-) มีปัญญารวดเร็ว ในที่นี้หมายถึงมีปัญญารวดเร็ว เพราะแล่นไปเร็วในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน และแล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับชาติ ชรา มรณะ โดยพิจารณาทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เด่นชัดว่า รูป ฯลฯ ชรา มรณะ ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมไป มีความสิ้นไป มีความคลายกำหนัด และมีความดับไปเป็นธรรมดา (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๗-๕๘)
(๖-) มีปัญญาเฉียบแหลม ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่ให้กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และอุปกิเลส ๑๖ ที่เกิดขึ้นแล้วอาศัยอยู่ และเพราะบรรลุอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๘)
(๗-) มีปัญญาเพิกถอนกิเลส ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาเพิกถอนกิเลส เพราะเจาะ คือทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ กองอุปกิเลส ๑๖ และกรรมที่จะนำไปสู่ภพทั้งหมด ที่ยังไม่เคยเจาะทำลายมาก่อน (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๘)
(๘-) เห็นแจ้งธรรมตามลำดับบท หมายความว่า เห็นแจ้งด้วยอำนาจสมาบัติ และอำนาจองค์ฌาน (ม.อุ.อ. ๓/๙๒/๕๘)







รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔
       
[๙๔] ภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้

     • สารีบุตรสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ก็ธรรมในปฐมฌาน คือ วิตก(ความตรึก) วิจาร(ความตรอง) ปีติ(ความอิ่มใจ)สุข(ความสุข) จิตเตกัคคตา(ความที่จิตมีอารมณ์เดียว) ผัสสะ(ความถูกต้อง) เวทนา(ความเสวยอารมณ์) สัญญา(ความหมายรู้) เจตนา(ความจงใจ) วิญญาณ(ความรู้แจ้ง) ฉันทะ(ความพอใจ) อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) วิริยะ(ความเพียร)สติ(ความระลึกได้) อุเบกขา(ความวางเฉย) มนสิการ(ความใส่ใจ)เหล่านั้น สารีบุตร กำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไป ยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๑)
       
     • อีกประการหนึ่ง เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป สารีบุตรบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ ก็ธรรมในทุติยฌาน คือ ความผ่องใสในภายใน ปีติสุข จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการเหล่านั้น สารีบุตรกำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๒)
       
     • อีกประการหนึ่ง เพราะปีติจางคลายไป สารีบุตรมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ก็ธรรมในตติยฌาน คือ สุข สติ สัมปชัญญะ(ความรู้ตัว)จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการเหล่านั้น สารีบุตรกำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้ว ในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๓)

     • อีกประการหนึ่ง เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน สารีบุตรบรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ก็ธรรมในจตุตถฌาน คือ อุเบกขา อทุกขมสุขเวทนา เพราะใจบริสุทธิ์แล้วจึงไม่มีความคิดคำนึง สติบริสุทธิ์ จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการเหล่านั้น สารีบุตรกำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือ กิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๔)

       



     • อีกประการหนึ่ง เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง สารีบุตรบรรลุอากาสานัญจายตนะ โดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ อยู่ ก็ธรรมในอากาสานัญจายตนะ คือ อากาสานัญจายตน-สัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการเหล่านั้น สารีบุตรกำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์ มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๕)
       
     • อีกประการหนึ่ง เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง สารีบุตรบรรลุวิญญาณัญจายตนะ โดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ก็ธรรมในวิญญาณัญจายตนะ คือ วิญญาณัญจายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการเหล่านั้น สารีบุตรกำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้ว เหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๖)
       
     • อีกประการหนึ่ง เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง สารีบุตร บรรลุอากิญจัญญายตนะ โดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ ก็ธรรมในอากิญจัญญายตนะ คือ อากิญจัญญายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการเหล่านั้น สารีบุตรกำหนดตามลำดับบทได้แล้ว

ธรรมที่สารีบุตรรู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สารีบุตรนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๗)
       
     [๙๕] • อีกประการหนึ่ง เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง สารีบุตรบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เธอมีสติออกจากสมาบัตินั้นแล้ว พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงลับ ดับ แปรผันไปแล้วว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือกิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๘)
       
     [๙๖] • อีกประการหนึ่ง เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง สารีบุตรบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะ(๙-)ทั้งหลายของเธอจึงสิ้นไป สารีบุตรนั้นมีสติออกจากสมาบัติแล้ว พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงลับ ดับ แปรผันไปแล้วว่า ‘ได้ยินว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่มีก็มีขึ้น ที่มีแล้วย่อมดับไป’ เธอจึงไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้หลุดพ้นแล้ว พรากได้แล้วในธรรมเหล่านั้น มีจิตที่ฝึกให้ปราศจากเขตแดนคือ กิเลสได้แล้วอยู่

สารีบุตรนั้นรู้ชัดว่า ‘การสลัดทุกข์ที่สูงๆ ขึ้นไปยังมีอยู่’ เธอมีความเห็นว่า การสลัดทุกข์มีได้เพราะการกระทำธรรมนั้นให้มากขึ้น (๙)




 st12

เชิงอรรถ :-
(๙-) อาสวะ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๑๙ (เทวทหสูตร) หน้า ๒๖ ในเล่มนี้





[๙๗] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า ‘เป็นผู้ถึงวสี(ความชำนาญ) ถึงบารมี(ความสำเร็จ)ในอริยศีล เป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยสมาธิ เป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยปัญญา เป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยวิมุตติ’
                           
ภิกษุรูปนั้นคือ สารีบุตรนั่นเอง ที่ผู้กล่าวชอบพึงกล่าวชมว่า ‘เป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยศีล เป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยสมาธิ เป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยปัญญาเป็นผู้ถึงวสี ถึงบารมีในอริยวิมุตติ’
       
บุคคลผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า ‘เป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรม อันธรรมเนรมิตแล้วเป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นอามิสทายาท’

ภิกษุรูปนั้นคือ สารีบุตรนั่นเอง ที่ผู้กล่าวชอบพึงกล่าวชมว่า ‘เป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรม อันธรรมเนรมิตแล้ว เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นอามิสทายาท’
       
ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกาศธรรมจักรอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ตถาคตประกาศไว้แล้วโดยลำดับ โดยชอบทีเดียว”
       
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล

                                          อนุปทสูตรที่ ๑ จบ



ที่มา : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri=11

 42 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2026, 01:42:03 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 43 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2026, 12:52:55 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 44 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2026, 12:45:30 pm 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 45 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2026, 11:28:59 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan
.



อนุปทสูตร

"ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า เป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรม อันธรรมเนรมิต เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นทายาทของอามิส ภิกษุรูปนั้น คือ สารีบุตร"




 st12 st12

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
         
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

[๑๕๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาว่องไว มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาทำลายกิเลส
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทได้เพียงกึ่งเดือน ในการเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทของสารีบุตรนั้น เป็นดังต่อไปนี้ ฯ


@@@@@@@

[๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ สารีบุตรสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก อยู่ ก็ธรรมในปฐมฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ

[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ อยู่ ก็ธรรมในทุติยฌาน คือ ความผ่องใสแห่งใจภายใน ปีติ สุข จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ

@@@@@@@

[๑๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเป็นผู้วางเฉย เพราะหน่ายปีติ มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติ อยู่ เป็นสุข อยู่ ก็ธรรมในตติยฌาน คือ อุเบกขา สุข สติ สัมปชัญญะ จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เราย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ

[๑๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ก็ธรรมในจตุตถฌาน คือ อุเบกขาอทุกขมสุขเวทนา ความไม่คำนึงแห่งใจ เพราะบริสุทธิ์แล้ว สติบริสุทธิ์ จิตเต-*กัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ





[๑๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าอากาสานัญ-จายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาได้ เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา ก็ธรรมในอากาสานัญจายตนฌาน คือ อากาสานัญจายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะเวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ

[๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงอากาสา-นัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด อยู่ ก็ธรรมในวิญญาณัญจายตนฌาน คือ วิญญาณัญจายตน-*ฌาน จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้ว ในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัด ออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ

@@@@@@@

[๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงวิญญาณัญ-จายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรสักน้อยหนึ่ง อยู่ ก็ธรรมในอากิญจัญญายตนฌาน คือ อากิญจัญญายตนฌาน จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว

ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่ายังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ

[๑๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงอากิญจัญ-ญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ เธอเป็นผู้มีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นแล้ว พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ แปรปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการนี้

เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ





[๑๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง แล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเธอจึงเป็นอันสิ้นไป เธอย่อมมีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นแล้วย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการนี้

เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มากก็มีอยู่ ฯ

[๑๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า เป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล ในอริยสมาธิ ในอริยปัญญา ในอริยวิมุติ ภิกษุรูปนั้นคือ สารีบุตรนั่นเอง ผู้ที่กล่าวชอบ พึงกล่าวชมว่า เป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล ในอริยสมาธิ ในอริยปัญญา ในอริยวิมุติ ฯ

[๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า เป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรม อันธรรมเนรมิต เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นทายาทของอามิส ภิกษุรูปนั้นคือ สารีบุตร นั่นเอง ที่ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมว่า เป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรม อันธรรมเนรมิต เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นทายาทของอามิส

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรย่อมประกาศธรรมจักร อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่ตถาคตให้เป็นไปแล้ว ไปตามลำดับโดยชอบทีเดียว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค แล ฯ


                     จบ อนุปทสูตร ที่ ๑

________________________
ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ ,พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ,อนุปทวรรค , ๑. อนุปทสูตร (๑๑๑)
URL : https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=2324&Z=2444





พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ ภาษาบาลี อักษรไทย
พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ สุตฺต. ม. อุปริปณฺณาสกํ
อนุปทวคฺโค - อนุปทสุตฺตํ


[๑๕๓] เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ
ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ
ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
     
[๑๕๔] ภควา เอตทโวจ ปณฺฑิโต ภิกฺขเว สารีปุตฺโต
มหาปญฺโญ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต ปุถุปญฺโญ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต
หาสปญฺโญ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต ชวนปญฺโญ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต
ติกฺขปญฺโญ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต นิพฺเพธิกปญฺโญ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต
สารีปุตฺโต ภิกฺขเว อฑฺฒมาสํ อนุปทธมฺมวิปสฺสนํ วิปสฺสิ ฯ 
ตตฺริทํ ภิกฺขเว สารีปุตฺตสฺส อนุปทธมฺมวิปสฺสนาย โหติ ฯ

     
@@@@@@@

[๑๕๕] อิธ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ   
   
เย จ ปฐเม ฌาเน ธมฺมา วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา วิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิต อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ 

โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
[๑๕๖] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ 

เย จ ทุติเย ฌาเน ธมฺมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาโท จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนาวิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ   

โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ   
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ   
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
@@@@@@@

[๑๕๗] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเย ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ 

เย จ ตติเย ฌาเน ธมฺมา อุเปกฺขา จ สุขญฺจ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา วิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ   

โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ 
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ 
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
[๑๕๘] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ

เย จ จตุตฺเถ ฌาเน ธมฺมา อุเปกฺขา อทุกฺขมสุขา เวทนา ปริสุทฺธตฺตา เจตโส อนาโภโค สติปาริสุทฺธิ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา วิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ  ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ   

โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ 
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ   
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ

     



[๑๕๙] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ 

เย จ อากาสานญฺจายตเน ธมฺมา อากาสานญฺจายตนสญฺญา จ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา วิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ 

โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ 
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ 
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
[๑๖๐] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํสมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ   

เย จ วิญฺญาณญฺจายตเน ธมฺมา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา จ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา วิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

โส เอวํ ปชานาติเอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ 
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ   
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
@@@@@@@

[๑๖๑] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํสมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ   

เย จ อากิญฺจญฺญายตเน ธมฺมา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา จ จิตฺเตกคฺคตา จ ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา วิญฺญาณํ ฉนฺโท อธิโมกฺโข วิริยํ สติ อุเปกฺขา มนสิกาโร ตฺยสฺส ธมฺมา อนุปทววตฺถิตา โหนฺติ ตฺยสฺส ธมฺมา วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ 

โส เอวํ ปชานาติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ 
โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ 
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
[๑๖๒] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ

โส ตาย สมาปตฺติยา สโต วุฏฺฐาติ ฯ 
โส ตาย สมาปตฺติยา สโต วุฏฺฐหิตฺวา เย ธมฺมา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา เต ธมฺเม สมนุปสฺสติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ   

โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ   
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ

     



[๑๖๓] ปุน จปรํ ภิกฺขเว สารีปุตฺโต สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ

ปญฺญายปสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ฯ 
โส ตาย สมาปตฺติยา สโต วุฏฺฐาติ ฯ
โส ตาย สมาปตฺติยา สโต วุฏฺฐหิตฺวา เย ธมฺมา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา เต ธมฺเม สมนุปสฺสติ เอวํ กิรเม ธมฺมา อหุตฺวา สมฺโภนฺติ หุตฺวา ปติเวนฺตีติ ฯ 

โส เตสุ ธมฺเมสุ อนุปาโย อนปาโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติฯ 
โส อตฺถิ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ปชานาติ ฯ
ตพฺพหุลีการา อตฺถิ เตฺววสฺส โหติ ฯ
     
[๑๖๔] ยํ โข ตํ ภิกฺขเว สมฺมา วทมาโน วเทยฺย วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สีลสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สมาธิสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย ปญฺญาย วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย วิมุตฺติยาติ

สารีปุตฺตเมว ตํ สมฺมา วทมาโน วเทยฺย วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สีลสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สมาธิสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย ปญฺญาย วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย วิมุตฺติยาติ ฯ
     
[๑๖๕] ยํ โข ตํ ภิกฺขเว สมฺมา วทมาโน วเทยฺย ภควโต ปุตฺโต โอรโส มุขโต ชาโต ธมฺมโช ธมฺมนิมฺมิโต ธมฺมทายาโท โน อามิสทายาโทติ สารีปุตฺตเมว ตํ สมฺมา วทมาโน วเทยฺย ภควโต ปุตฺโต โอรโส มุขโต ชาโต ธมฺมโช ธมฺมนิมฺมิโต ธมฺมทายาโท โน อามิสทายาโทติ ฯ   

สารีปุตฺโต ภิกฺขเว ตถาคเตน อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ สมฺมเทว อนุปฺปวตฺเตตีติ ฯ
     
อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ


                  อนุปทสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ

                   
_______________________________________
https://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=14&item=153&items=13

 46 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2026, 10:07:30 am 
เริ่มโดย raponsan - กระทู้ล่าสุด โดย raponsan


(ซ้าย) พระบรมรูปพระเจ้า ตากสินทรงผนวช ณ ลาน หน้าวัดพระมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช [โดย อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวปลอด] (ขวา) พระบรมรูปพระเจ้าตากสิน และสถูปพระเจ้าตากสิน ณ ลานหน้าวัดพระมหาธาตุวรวิหาร จ.นครศรีธรรมราช [ภาพโดย อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวปลอด]


11 เหตุการณ์ “ตำนานพระเจ้าตาก” เชื่อมโยงสถานที่เมืองนครศรีธรรมราช มีที่ไหนบ้าง.?

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี มีพระราชประวัติช่วงบั้นปลายพระชนมชีพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง พระราชพงศาวดารหลายฉบับระบุคล้ายคลึงกันว่า พระเจ้าตากมิได้ทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ในทำนองคลองธรรม ทรงโบยตีพระภิกษุ ลงโทษข้าราชการ และอาณาประชาราษฎร์

มีพระสติฟั่นเฟือนวิปลาส จนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า จึงต้องนำพระองค์ไปสำเร็จโทษ (พึงตั้งข้อสังเกตว่า พระราชพงศาวดารหลายฉบับชำระในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีการใส่ความคิด ค่านิยม และคุณค่าในยุคสมัยนั้น ๆ ลงไปในการชำระ ผู้สนใจประเด็นนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในผลงาน “ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์)

แม้จะมีเอกสารประวัติศาสตร์เป็นข้อยืนยันว่า พระเจ้าตากสวรรคตด้วยการสำเร็จโทษ แต่ก็มีอีกกระแสที่เชื่อว่า พระองค์เสด็จฯ หนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราช กระทั่งสวรรคตที่นั่น เกิดเป็นตำนานพระเจ้าตาก ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์แต่ละช่วงเข้ากับสถานที่หลายแห่งในเมืองนครศรีธรรมราช


@@@@@@@

“ตำนานพระเจ้าตาก” เชื่อมโยงสถานที่ “เมืองคอน” มีที่ไหนบ้าง?

ชาญณรงค์ คงฉิม อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, ตุลาธาร หลานเพ็ง ครูโรงเรียนบ้านแหลมโพธิ์ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ และ สุภกิณห์ สังคํา ครูโรงเรียนทุ่งสังพิทยาคม สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์พระ และปราชญ์ชาวบ้าน แล้วถ่ายทอดประเด็นนี้ไว้ในบทความวิจัย “ตํานานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองนครศรีธรรมราช” ในวารสารไทยคดีศึกษา ว่า

เรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานพระเจ้าตาก เมื่อครั้งเสด็จฯ ยังเมืองนครศรีธรรมราช ช่วงบั้นปลายพระชนมชีพ มี 11 เหตุการณ์ด้วยกัน ไล่ตั้งแต่การเสด็จฯ ขึ้นบนแผ่นดินนครศรีธรรมราช การเดินทาง การหยุดประทับ สถานที่ผนวช สถานที่สวรรคต ไปจนถึงสถานที่ถวายพระเพลิง



สมเด็จสมณเจ้า สิน พรหมปัญโญ วิสุทธิเทพ ภิกขุ พระบรมรูปจำลองพระเจ้าตากที่วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช


เหตุการณ์แรก พระองค์ทรงล่องเรือขึ้นฝั่งถึงแผ่นดิน ปรากฏ 2 สำนวน สำนวนที่ 1 พระองค์เสด็จฯ ทางเรือ มุ่งหน้าสู่นครศรีธรรมราชบริเวณบ้านท่าแพ เมื่อถึงจุดโค้งของลำคลองก็ไม่สามารถล่องเรือต่อได้อีก ต้องเดินเท้าในตอนค่ำ และเผาเรือ เพื่อปกปิดการเสด็จฯ ปัจจุบันเรียกว่า “สระเรือล่ม” ในวัดคงคาเลียบ ตำบลท่าซัก อำเภอเมือง ส่วนอีกสำนวน พระองค์เสด็จฯ เลียบทางทะเล เข้าฝั่งแม่น้ำกลาย ประทับพักแรมที่ท่าน้ำวัดโรงเหล็ก ปัจจุบันเรียกว่า “โรงเหล็ก” ตำบลนบพิตำ อำเภอนบพิตำ

เหตุการณ์ที่ 2 พระเจ้าตากเสด็จฯ พร้อมด้วยทหารในเวลากลางคืน กระทั่งเข้าสู่เมืองนครศรีธรรมราชช่วงรุ่งสาง ปัจจุบันเรียกว่า “วัดแจ้ง” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง

เหตุการณ์ที่ 3 จากนั้นพระองค์ทรงนำขบวนเข้าสู่ป่า เพื่อไม่ให้กองทัพหลวงติดตามมาได้ มีพระราชดำรัสสั่งให้สร้างที่ประทับชั่วคราว และให้กองทัพพักผ่อนหุงหาอาหารตอนกลางคืน ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดศาลาไพ” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง

เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อพระองค์ทรงเคลื่อนทัพต่อจนรุ่งสาง ทรงหยุดขบวนให้พลทหารได้พัก พลทหารขุดสระให้ทรงชำระพระวรกาย ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดน้ำสรงธาราราม” ตําบลนาทราย อําเภอเมือง

เหตุการณ์ที่ 5 ต่อมาพระเจ้าตากทรงส่งม้าเร็วเข้าไปในตัวเมืองนครศรีธรรมราช และทรงทราบว่า มีกองทัพลับจากกรุงธนบุรีติดตามมา จึงทรงมุ่งไปทางทิศเหนือ พระองค์ทรงควบม้าจะข้ามลำห้วย แต่ม้าข้ามไม่พ้นตลิ่ง ชนกับขอบตลิ่งจนขาหัก ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดม้าตีนหัก” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง (วัดร้าง)

@@@@@@@

เหตุการณ์ที่ 6 พระองค์ทรงหยุดพักรักษาม้า แต่ม้าเจ็บหนักจนตาย จึงทรงให้ทหารเผาม้า แล้วทรงให้สร้างเจดีย์ นำกระดูกม้าพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมีค่าใส่ในเจดีย์นั้น ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดโยธาธรรม” หรือวัดดูก ตําบลนาเรียง อําเภอพรหมคีรี

เหตุการณ์ที่ 7 กองทัพพระเจ้าตากหยุดพักที่วัดดูก และแบ่งกองเฝ้าระวังเป็น 2 จุด หากมีข้าศึกบุกจะได้ส่งสัญญาณ จุดแรกใช้ฆ้อง ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดโรงฆ้อง” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง ส่วนอีกจุดใช้กลอง ซึ่งเสียงกลองที่ดัง “ทึง” ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นที่มาของ “หมู่บ้านโคกทึง” ตําบลท่างิ้ว อําเภอเมือง

เหตุการณ์ที่ 8 พระองค์ทรงทราบว่า ทิศเหนือที่ทรงมุ่งไปมีภูเขา คือ เขาปูน และมีถ้ำ เป็นทำเลเหมาะสมของกองทัพ บริเวณดังกล่าวปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดเขาปูน” ตําบลพรหมโลก อําเภอพรหมคีรี

เหตุการณ์ที่ 9 ต่อมาทหารหาบเสบียงไปเจอเขาขุนพนม อยู่ติดกับลำคลองนอกท่า เขาขุนพนมมี “ขุนพนมรักษ์” คอยดูแลพื้นที่ พระเจ้าตากมีพระราชประสงค์จะเอาเขาขุนพนมเป็นที่ตั้งกองทัพ พระองค์กับขุนพนมรักษ์จึงต่อสู้กัน ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดเขาขุนพนม” ตําบลบ้านเกาะ อําเภอพรหมคีรี

เหตุการณ์ที่ 10 ระหว่างการต่อสู้ ไพร่พลฝ่ายพระเจ้าตากให้คนชรา และเด็ก เข้าไปอยู่ในถ้ำปูน และมอบเสบียงให้ ก่อนจะปิดปากถ้ำไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ เมื่อพระเจ้าตากกับขุนพนมรักษ์ตกลงกันได้ว่าจะแบ่งเขตปกครอง พระองค์จึงทรงยกทัพกลับไปเปิดปากถ้ำที่เขาปูน แต่ชาวบ้านทั้งหมดเสียชีวิตไปแล้วเพราะเสบียงไม่พอ พระองค์จึงทรงสร้าง “พระดํา” อุทิศส่วนกุศลให้ทหาร และชาวบ้าน ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดเขาปูน” ตําบลพรหมโลก อําเภอพรหมคีรี

เหตุการณ์ที่ 11 จากนั้นพระเจ้าตากทรงพระผนวช กระทั่งสวรรคตที่เขาขุนพนม ทหารอัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานที่วัดอินทคีรี ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “วัดอินทรคีรี” หรือวัดบ้านนา อําเภอพรหมคีรี แล้วเคลื่อนพระบรมศพไปถวายพระเพลิง บริเวณสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช



พระบรมรูปจำลองพระเจ้าตากสินทรงผนวช ณ ถ้ำวัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ที่เชื่อว่าคือที่ประทับแห่งสุดท้ายของพระองค์ (ภาพจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 10, 2542)


ส่วนอีกตำนานเล่าว่า หลังจากพระองค์ถูกสำเร็จโทษ หม่อมปราง (เจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงปรางในพระเจ้าตาก ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) ต่อมาพระองค์พระราชทานเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงปรางแก่เจ้าพระยานคร (พัฒน์)-ผู้เขียนบทความออนไลน์) อัญเชิญพระบรมอัฐิไปยังนครศรีธรรมราช และสร้างเก๋งจีนครอบไว้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง “พระวิหารสูง” อําเภอเมือง

ตำนานพระเจ้าตากที่เล่าสืบต่อกันมาในเมืองนครศรีธรรมราช สะท้อนแง่มุมทางคติชนวิทยา ที่เรื่องเล่าสัมพันธ์กับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของผู้คนพื้นถิ่น รวมทั้งสะท้อนความศรัทธาของชาวเมืองนครศรีธรรมราช ที่มีต่อ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ผู้ทรงรวบรวมก๊กต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2


อ่านเพิ่มเติม :-

    • ไขปริศนา พระเจ้าตาก “บวช” จริงไหม?
    • คำให้การ วันประหาร “พระเจ้าตาก” ฉากสุดท้ายกรุงธนบุรี
    • สงสัย รัชกาลที่ 1 รออะไรถึง 2 ปี ก่อนขุดหีบศพพระเจ้าตากมาเผา?



ขอขอบคุณ :-
ผู้เขียน : สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก : เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569
URL : https://www.silpa-mag.com/history/article_162162
อ้างอิง : ชาญณรงค์ คงฉิม ตุลาธาร หลานเพ็ง และสุภกิณห์ สังคํา. (2568). ตํานานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองนครศรีธรรมราช. วารสารไทยคดีศึกษา, ปีที่ 22 (ฉบับที่ 2), 70-92.

 47 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2026, 12:36:01 pm 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 48 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2026, 10:56:38 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 49 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2026, 09:56:20 pm 
เริ่มโดย aventure1 - กระทู้ล่าสุด โดย aventure1
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

 50 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2026, 07:38:03 pm 
เริ่มโดย todaytimepost11 - กระทู้ล่าสุด โดย todaytimepost11
ขออนุญาต อัพเดทกระทู้

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10