« เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 09:51:28 am »
0
ผู้รู้… ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของตัวเอง : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... จ๋า ยศสินี ณ นคร
ช่วงหลังๆ มานี่ เวลาหญิงยศเปิดอินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ หรือพันทิป เปิดอ่านอะไรได้นิดหนึ่งแล้วก็ต้องปิด เพราะหลังๆ มานี่เห็นการคอมเม้นต์แบบเอาแต่สาแก่ใจตัวกันมากขึ้นจากเมื่อก่อน เรียกว่าแทบจะเป็นส่วนใหญ่เลยทีเดียว
เจอหน้าเพื่อนๆ ก็บ่นไปในทำนองเดียวกันว่า เดี๋ยวนี้คนเราเป็นผู้รู้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคนอื่น เพื่อนคนไหนท้อง พอลงรูปอะไรลงไปก็จะต้องมีผู้รู้มาคอมเม้นต์ว่าทำอย่างนั้นไม่ถูก กินอย่างนี้ไม่ได้ ลงรูปฟิตติ้งละครก็จะมีผู้รู้มาตำหนิว่า ทำไมไม่ให้คนนั้นเล่น คนนี้เก๋กว่าจะตาย
เพื่อนอีกคนลงวิดีโอพาลูกน้อยไปทำกิจกรรมนู่นนั่น ก็จะมีผู้ประสงค์ดี(รึเปล่า)มาคอยบอกว่า อย่าไปทำอย่างนั้น ควรต้องทำอย่างนี้ รุ่นน้องนักแสดงลงรูปก็โดนกระหน่ำว่าอ้วนบ้างล่ะ แรดบ้างล่ะ ทำหน้ามาบ้างล่ะ…
พูดจริงๆ ว่า อ่านมากๆ รับรู้มากๆ เข้าก็จิตตก เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา หญิงยศขออนุญาตสามีไปปฏิบัติธรรมหนึ่งวัน เพียงแค่ต้องการตัดการสื่อสารทั้งหลายออกจากชีวิตบ้าง ไปอยู่อย่างสงบปาก สงบใจ สำรวมกายบ้าง
ไปถึงแต่เช้ามีคนมาวิปัสสนากันพอสมควร มีทั้งผู้ใหญ่ที่บางท่านก็ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเวลาเดินจงกรม
ญิงยศเดินจงกรมอยู่ข้างหลังคุณยายท่านหนึ่ง ขนาดว่าตั้งใจไปปฏิบัติสำรวม
กิเลสคนนะคะมันแปล๊บมาที่หางตา คุณยายเดินเท่าไหร่ก็เดินไม่ถูก
ใจแล่นไปคิดแทนคนอื่น กายอยากจะปราดเข้าไปช่วย
แต่ทันใดนั้นก็มีท่านวิทยากรเข้ามาช่วยเหลือ หญิงยศถึงได้เกิดปัญญาขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า
เออ… มันไม่ใช่เรื่องของเราเลย ตัวเราปฏิบัติได้ดีแล้วหรือ ตั้งใจมาสำรวมกาย วาจา ใจ นี่ไม่ทันไร ใจไปเสียแล้ว
แล้วเมื่อใจไป หากไม่มีสติ กายและวาจาก็คงแล่นตามไปเช่นกัน แล้วนี่เราอยู่ในสถานที่ปฏิบัติแท้ๆ จิตยังเป็นอกุศลได้ขนาดนี้ พระท่านว่า
การเพ่งโทษผู้อื่นนั้นง่ายกว่าการอดกลั้นใจของตนเอง
แต่อะไรก็ตามที่ง่าย ส่วนใหญ่นั้นคือโง่ เห็นผู้อื่นทำผิดเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง
ไม่เคยสักครั้งจะหันกลับมาพิจารณาตนเอง
เพราะเพียงแค่เราเอาใจไปใส่ที่ผู้อื่นแทนที่จะสำรวมไว้กับตัวนั้นก็ผิดมหันต์เสียแล้ว ก็หันกลับมามองตนเองว่า
เวลามีคอมเม้นต์อะไรมากระทบใจ เราเองก็ยังอยากตอกกลับไปแรงๆ เช่นกัน
พระท่านสอนอีกว่า ถ้าหากเราคิดแต่จะตอกกลับ ถ้าอย่างนั้น
“เรามันก็พอๆ กับเขานั่นแหละ ไม่ได้มีปัญญามากไปกว่ากันเลย”
เดินออกมาจากห้องวิปัสสนาวันนั้น ขอตั้งจิตอนุโมทนาส่งต่อผลบุญให้ผู้ร่วมโลกไซเบอร์ด้วยกันทุกท่านทุกคน ให้ทุกท่านเจริญในสติ คิดให้มากก่อนจะพิมพ์สิ่งใดลงไป ว่ามันก่อประโยชน์อะไรไหม มันทำร้ายผู้อื่นเพียงเพื่อความสะใจส่วนตัวเราหรือเปล่า เรารู้จริงรู้แจ้งในสิ่งที่กำลังพิมพ์อยู่นี้หรือไม่ เรามุสา โกหก เพ้อเจ้อโดยไม่จำเป็นหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น
แล้วยังอยากจะพิมพ์อยู่ หญิงยศขอถามสุภาพๆ สำรวมๆ คำเดียวค่ะว่า…
“แล้วมรึงยังจะพิมพ์อยู่อีกทำไมวะ??” (อุ่ย… สติหนอ… สำรวมหนอ…)ขอบคุณภาพข่าวจาก
www.komchadluek.net/detail/20130305/153209/ผู้รู้…ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของตัวเอง.html#.UTasOjd6W85 http://www.shutterphoto.com/