วิธีเจริญเมตตาดับโทสะ (โยนิโสมนสิการ) ไม่ห่างจากการฝึกสมาธิชั้นสูง
--------------------------------------------------------------------------------
เมตตาธรรม เป็นธรรมที่ดับโทสะ หรือความโกรธได้โดยตรง ท่านว่าเมื่อโกรธ ถ้าจะหายต้องเจริญเมตตา
แต่สิ่งที่ยากก็คือ จะทำอย่างไรจึงจะมีเมตตาได้ เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นมาแล้ว เราจะต้องคิดอย่างไร
ความเมตตาจึงจะเกิด ความคิดอย่างนี้ถือเป็นความคิดอันแยบคาย ( โยนิโสมนสิการ ) ซึ่งมีหลักที่น่าคิด
บางประการดังนี้
๑. คิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ว่าเขากับเราก็เหมือนกันนั่นเอง ทุกคนก็ปรารถนาความสุข
เกลียดความทุกข์กันทั้งสิ้น ทุกอย่างที่ทำไปก็ล้วนมีแต่เหตุปัจจัยให้กระทำทั้งนั้น ทุกคนต่างก็รักตัวเอง
แต่ก็ทำพลาดไปกันได้ เพราะกิเลสที่เข้ามาในใจ คือ โลภ โกรธ และหลง กันทั้งสิ้น เมื่อพลาดไปแล้ว
ก็ไม่รู้จะโกรธกันไปทำไม อะไรให้อภัยได้ก็ให้อภัยกันจะดีกว่า
๒. คิดว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง โลกนี้ไม่เที่ยง ทุกคนเกิดมาไม่นานก็ต้องตาย ต้องเจ็บป่วย ต้องแก่ชราหนังเ:P่ยว
ต้องพลัดพรากจากกันทั้งสิ้น ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ต้องตายกันหมด และบางครั้งก็เร็วกว่านั้นมาก ทุกคนล้วน
เป็นสิ่งที่น่าสงสาร ไม่รู้จะป่วย จะตายกันเมื่อไหร่ เหมือนสัตว์ที่ถูกบรรทุกไปโรงฆ่า น่าสงสารมาก
จะตายกันอยู่รอมร่อแล้วยังกัดกันในรถอีก
๓. คิดว่า ความโกรธเป็นความเศร้าหมองทุกข์ใจ แต่ถ้าให้อภัยกันปรารถนาดีต่อกันจะมีความสุขขึ้นมาทันที
เราควรจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ดี มีความสุขมากกว่า ไม่รู้จะพากันทำตัว ทำใจให้เศร้าหมองกันไปทำไม
การคิดอย่างนี้ ทำให้เกิดธรรมมะขึ้นมาในใจ ทำให้ปล่อยวางและให้อภัยได้ง่าย จากนั้นก็คิดว่า ขอให้เราทุกคน
ทั้งเขาและเรา จงมีความสุขเถิด และความคิดจากหลังสุดนี้แหละ คือการเจริญเมตตา
ขอให้หมั่นเจริญเมตตาเถิด มีคำสอนที่เป็นพุทธพจน์สอนไว้ในพระสูตร ชื่อว่า “เวลามสูตร”
ว่าแม้ทำทานมากมาย หรือมีการสมาทานรักษาศีลห้า หรือ เบญจศีล อานิสงส์ก็ไม่เท่า การเจริญเมตตา
แม้แต่เพียงนิดเดียวเลย ทรงสอนอีกว่า
"เมื่อเจริญเมตตา แม้เพียงนิดเดียว ถือว่าไม่ห่างจากการฝึกสมาธิชั้นสูง จนมีฌานสมาบัติเลยทีเดียว"
* ที่มา : หนังสือ พรอันประเสริฐ