ธรณีสูบ
นอกจากสถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์แล้ว ในเมืองสาวัตถียังมีสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง และอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน ซึ่งท่านดร.มหาน้อย ได้พาคณะเราไปตามรอย พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวในพุทธประวัติและสอดแทรกด้วยคติธรรมเตือนใจประกอบ ช่วยให้พวกเราชมแล้วได้อรรถรสและ“อิน”มากยิ่งขึ้น
โลกเรานั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ในสมัยพุทธกาลก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน โดยในสมัยพุทธกาลได้มีตำนานบันทึกถึงคนบาปที่มีความผิดมหันต์จนถูกธรณีสูบไว้ 5 ราย และ 3 ใน 5 มีปรากฏที่เมืองสาวัตถี ซึ่งวันนี้มีร่องรอยที่เชื่อว่าเป็นจุดธรณีสูบแก่บุคคลทั้งสาม ได้แก่หนองน้ำ บริเวณที่เชื่อว่านางจิญจมาณวิกา ถูกธรณีสูบที่นี่
-“นันทมานพ” ที่แม้จะมิได้ทำร้ายต่อพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่ก็ได้ทำผิดขั้นร้ายแรงต่อพระอรหันต์
-“นางจิญจมาณวิกา” สาวงามที่รับจ้างพวกเดียรถีย์มาใส่ร้ายพระพุทธเจ้า โดยเธอทำทีว่ามีครรภ์กับพระพุทธองค์ด้วยการผูกไม้กลมไว้ที่ท้อง แล้วมาป่าวประกาศต่อหน้าพุทธบริษัทที่มาประชุมฟังธรรม แต่สุดท้ายความแตกถูกจับได้ เหล่าพุทธบริษัทจึงขับไล่นางจิญจมาณวิกาออกจากวัดเชตวัน เมื่อเธอหนีออกมาพ้นเขตวัดก็ถูกธรณีสูบสู่อเวจี
-และ“พระเทวทัต” ที่เราๆท่านๆรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นผู้ที่คอยตามจองเวรทำร้ายและทำลายพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยมานับตั้งแต่หลายชาติปางก่อน โดยชาติสุดท้ายก่อนเกิดเป็นพระเทวทัตได้เกิดเป็นชูชก ส่วนพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพระเวสสันดรบริเวณที่เชื่อเป็นจุดพระเทวทัตถูกธรณีสูบ(บริเวณต้นไม้ 3 ต้น)
อย่างไรก็ดีแม้พระเทวทัตจะได้ทำผิดคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้ง แต่พระพุทธองค์ไม่เคยถือโทษโกรธเคืองและไม่เคยคิดร้ายตอบ จนพระเทวทัตสำนึกผิดและจะไปเข้าเฝ้าเพื่อสำนึกผิด แต่สุดท้ายก็หนีบ่วงกรรมไม่พ้น ถูกธรณีสูบสู่แดนนรกอเวจีก่อนที่จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เนื่องเพราะได้กระทำอนันตริกรรม หรือ กรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ถึง 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือทำร้ายพระพุทธเจ้าจนได้รับบาดเจ็บห้อพระโลหิต ที่เรียกว่า “โลหิตุปบาท” และประการที่สองคือการทำให้เหล่าสงฆ์แตกแยก เรียกว่า “สังฆเภท”
ปัจจุบันร่องรอยสถานที่ธรณีสูบทั้ง 3 แม้จะเป็นเพียงลุ่มเป็นหนองเล็กๆในท้องทุ่งของชาวบ้าน แต่ก็มีคนสนใจอยากดูกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบในกลางทุ่งนา ดูจะมีคนสนใจมากเป็นพิเศษ หลายคนถึงขนาดเดินลุยทุ่งลงไปดูอย่างใกล้ชิดกันเลยทีเดียว
องคุลีมาล
โบราณสถานบ้านเกิดองคุลีมาล
เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาลยังเป็นบ้านเกิดของ “อหิงสกะ”(บุตรของปุโรหิตแห่งพระเจ้าปเสนทิโกศล) หรือที่รู้จักกันดีในนาม “องคุลีมาล” ผู้ที่ถูกหลอกให้เดินทางผิด เป็นมหาโจรฆ่าคนไปมากมายถึง 999 ศพ พร้อมตัดนิ้วหัวแม่มือมาคล้องคอ และองคุลีมาลกำลังจะฆ่าคนศพสุดท้าย(คนที่ 1 พัน)คือมารดาของตน(ที่ได้ออกตามหาลูกชายของตนเพื่อช่วยเหลือไม่ให้ถูกกองทหารของพระเจ้าปเสนทิโกศลฆ่า) ซึ่งหากองคุลีมาลฆ่ามารดาของตนได้สำเร็จจะถือเป็นบาปมหันต์อย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าเมื่อทราบเรื่องราวด้วยพระญาณจึงได้เสด็จไปช่วยองคุลีมาลด้วยการแสดงธรรม โดยการปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า เมื่อองคุลีมาลเห็นพระพุทธเจ้าก็ดีใจเพราะนี่ถือเป็นเหยื่อรายสุดท้ายจึงได้วิ่งไล่ตามฆ่าพระพุทธองค์ แต่สุดท้ายวิ่งไล่ยังไงก็ไล่ไม่ทัน จึงได้ตะโกนเรียกให้ “สมณะหยุดก่อน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกลับมาด้วยพระสุรเสียงปราณีว่า
“เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด”(เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด)
ซึ่งสุดท้ายแล้วองคุลีมาลได้ยอมจำนน และตถาคตได้แสดงธรรมสั่งสอน จนองคุลีมาลซาบซึ้ง และสำนึกกลับตัวกลับใจบวชเป็นพระภิกษุที่วัดเชตวันช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะปลีกตัวไปบำเพ็ญธรรมในป่าจนสำเร็จอรหันต์
ทางเดินในบ้านเกิดองคุลีมาล
สำหรับ “บ้านเกิดขององคุลีมาล” หรือ “บ้านบิดาขององคุลีมาล” ปัจจุบันเป็นซากโบราณสถานที่ทิ้งร่องรอยความสำคัญไว้ให้เห็น โดยวันนี้ได้มีรั้วโปร่งล้อมรอบ เปิดให้ผู้สนใจเดินชมกันแต่ด้านนอก เนื่องจากในอดีตอานิสงส์แห่งองคุลีมาล ทำให้หลายคนเชื่อว่านี่คือสถานที่ล้างบาปจึงมีคนมาเก็บก้อนอิฐ ก้อนดิน มาลอดอุโมงค์ของซากอาคาร และมาทำตามความเชื่อต่างๆอีกหลากหลาย จนโบราณสถานแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมจึงต้องมีการล้อมรั้วให้เดินชมแค่บริเวณภายนอก ซึ่งถึงกระนั้นก็ยังมีคนให้ความสนใจและมากราบไหว้ต่อซากโบราณสถานแห่งนี้กันเป็นจำนวนมาก
อนาถบิณฑิกเศรษฐีโบราณสถานบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
จากบ้านเกิดขององคุลีมาลข้ามฟากถนนไปจะเป็นบ้านของ“อนาถบิณฑิกเศรษฐี” อีกหนึ่งบุคคลสำคัญแห่งพระพุทธสาสนาในสมัยพุทธกาล
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญแห่งกรุงสาวัตถีชื่อ“สุทัตต์” ซึ่งท่านได้รับการยกย่องให้เป็นมหาอุบาสกผู้มากไปด้วยมหาศรัทธาในองค์พระพุทธสาสนา ในสมัยพุทธกาลท่านได้ช่วยเหลือเกื้อกูลค้ำจุนศาสนาพุทธเป็นอย่างมากโบราณสถานบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดเป็นอนาถบิณฑิกบนสวรรค์ชั้นดุสิต(สวรรค์ชั้นที่ 4-สวรรค์มีทั้งหมด 6 ชั้น) นอกจากนี้ในสมัยพุทธกาลยังมีมหาอุบาสิกาคนสำคัญคือ “นางวิสาขา” ธิดาของธนัญชัยเศรษฐี ซึ่งได้สร้าง “วัดบุพพาราม”ขึ้นที่เมืองสาวัตถี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ประทับจำพรรษาอยู่ 9 พรรษา นางวิสาขามีอายุอยู่ยืนยาวถึง 120 ปีเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนิมมานนรดี(สวรรค์ชั้นที่ 5)
สำหรับบ้านของมหาอุบาสก อนาถบิณฑิกเศรษฐี ปัจจุบันเป็นซากโบราณสถานในลักษณะของสถูป เนื่องจากหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานในกาลต่อมาราว 200 กว่าปี “พระเจ้าอโศกมหาราช” ได้สร้างสถูปขึ้น ณ ที่บริเวณแห่งนี้เพื่อเป็นดังอนุสรณ์รำลำถึงคุณงามความดีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทางเดินขึ้นสู่ด้านบนของบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีความต่างจากบ้านเกิดองคุลีมาลตรงที่สามารถเดินขึ้นไปเที่ยวชมได้อย่างใกล้ชิด โดยมีบันไดให้เราเดินขึ้นไปยังส่วนบนของฐานอาคาร ที่มีช่วงหนึ่งเป็นทางเดินหวาดเสียว เพราะเป็นช่วงคานของห้อง 3 ห้อง ซึ่งท่านดร.มหาน้อย บอกกับผมว่านี่เป็นส่วนเก็บสมบัติของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่มีทั้งห้องเก็บเงิน เก็บทอง และอัญมณี ที่ต่างก็มีเก็บไว้จนเต็มห้อง แสดงให้เห็นว่าในยุคนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยสุดๆคนหนึ่งแห่งชมพูทวีปห้องเก็บทรัพย์สมบัติในบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
นั่นจึงทำให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีสามารถซื้อที่มาสร้าง“วัดพระเชตวันวรมหาวิหาร”ด้วยเหรียญทอง(บ้างก็ว่าเหรียญเงิน)ที่ปูเต็มพื้นที่ที่ต้องการสร้างวัดเป็นจำนวนเงินถึง 18 โกฏิกหปาณะพร้อมทั้งได้ใช้เงินอีก 18 โกฏิกหปาณะ สร้างมหาวิหาร และเงินอีก 18 โกฏิกหปาณะ ทำการเฉลิมฉลองวัด รวมแล้วเป็นเงินที่ใช้ไปสำหรับการสร้างพระอารามแห่งนี้ถึง 54 โกฏิกหปาณะเลยทีเดียว(1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน)ซากโบราณสถานวัดเชตวัน
สำหรับวัดพระเชตวันวรมหาวิหารหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “วัดเชตวัน” ในสมัยพุทธกาลเป็นวัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญที่สุด เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับจำพรรษาอยู่ถึง 19 พรรษา ทำให้มีเรื่องราวสำคัญๆต่างเกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้มากมาย
วันนี้วัดเชตวัน แม้จะหลงเหลือเพียงซากโบราณสถานอันกว้างใหญ่ แต่รอยอดีตของวัดแห่งนี้ยังคงทิ้งเรื่องราวอันวิจิตรเพริศแพร้วไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงพลังจากมหาศรัทธาอันยิ่งใหญ่กันวัดไทยเชตวัน
นอกจากนี้ในปัจจุบัน ในการเผยแผ่ศาสนาพุทธของพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ยังได้มีการสร้าง “วัดไทยเชตวันมหาวิหาร” หรือ “วัดไทยเชตวัน”ขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโบราณสถานวัดเชตวันไปประมาณ 2 กิโลเมตร
วัดไทยเชตวัน ถือเป็นหนึ่งในพุทธสถานสำคัญของเมืองไทยในประเทศอินเดีย โดยวัดแห่งนี้ได้จำลอง “พระมูลคันธกุฏี” อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลจากโบราณสถานวัดเชตวัน มาไว้ให้เป็นพระอุโบสถของวัดไทยแห่งนี้สวดมนต์ถวายพระพรเนื่องในวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่วัดไทยเฃตวัน
โดยในช่วงค่ำของวันที่ผมไปเยือนวัดไทยเชตวัน ตรงกับวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางวัดได้มีการจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ซึ่งผมกับคณะได้มีโอกาสไปร่วมจุดเทียนและสวดมนต์ในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วย นับเป็นการปิดท้ายในการเที่ยวเมืองสาวัตถีที่น่าประทับใจไม่น้อย
...ท่ามกลางแสงเทียนที่ส่องไสว บางคนมองเห็นเปลวไฟที่ลุกไหม้โชติช่วง บางคนมองเห็นถึงแสงเทียนแห่งธรรมอันลึกซึ้ง และบางคนมองไม่เห็นอะไรเลย...จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่วัดเชตวัน
เมืองสาวัตถี มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของรัฐอุตตรประเทศ หรือรัฐยูพี ประเทศอินเดีย เมืองนี้เป็น 4 ใน 8 เมือง แห่ง “อัฏฐมหาสถาน” ที่มีพุทธสถานสำคัญอันหลากหลาย
หมายเหตุ : เรื่องราวยมกปาฏิหาริย์อ้างอิงจากพุทธประวัติขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก
http://manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000037148