« เมื่อ: มีนาคม 18, 2026, 07:38:41 am »
0
.
การไม่ทําความดี เท่ากับ การทําความชั่วการที่เรามีความโลภหรือความโกรธปรากฏขึ้นในใจ นับว่าใจของเราเป็นบาปหรืออกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผูกโกรธจะส่งผลให้เกิดความโกรธทางใจ อันจะทําให้เกิดการเบียดเบียนทําร้ายกัน ถ้าเรามีความโลภหรือมีความ โกรธเช่นนี้ นั่นก็คือ เราทําบาปอยู่ตลอดเวลา เพราะการไม่ทําความดีเท่ากับการทําความชั่ว
บางคนในปัจจุบันอาจคิดว่า เขาไม่ได้เบียดเบียนหรือโกงคนอื่น ก็ถือว่าเป็นคนดีแล้ว ความคิดนี้ไม่ถูก เพราะเขายังไม่นับว่าเป็นคนดี เนื่องจากความดีเป็นชื่อของกุศลจิต คือ จิตที่เป็นกุศล...
- ด้วยการระลึกถึงทาน คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลอื่น
- ด้วยการระลึกถึงศีล คือ การสํารวมกายวาจาไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น พร้อมทั้งเป็นการเพิ่มพูนเมตตากรุณาของตนเอง หรือ
- ด้วยการระลึกถึงภาวนา ซึ่งเป็นการพัฒนาจิตให้สงบและเกิดปัญญา
ถ้าเราไม่ได้ระลึกถึงทาน ศีล หรือภาวนาเช่นนี้ นับว่าเราได้ทําบาปตลอดเวลาแล้ว ก็คือ เมื่อไม่มีกุศลจิตเกิดขึ้น อกุศลก็ต้องเกิดขึ้นแทน ในบางขณะอาจเป็นโลภมูลจิต คือ จิตจิตที่มีความโลภเป็นประธาน หรือเป็นโทสมูลจิต คือ จิตที่มีโทสะเป็นประธาน หรือเป็นโมหมูลจิต คือ จิตที่มีความหลงเป็นประธาน โดยเป็นความฟุ้งซ่านหรือความสงสัยนั้นเอง
@@@@@@@
จะเห็นได้ว่า การไม่ทําความดีนั้นเท่ากับการทําความชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตที่ประกอบด้วยความโกรธเป็นสิ่งที่มีโทษมากแก่บุคคลทั่วไป เพราะคนที่โกรธอยู่มักไม่ฟังเหตุผล
เพราะฉะนั้น ความสามัคคีซึ่งประกอบด้วยเมตตาจิตที่อดกลั้นต่อความโกรธ จึงเป็นสิ่งที่สําคัญมากสําหรับชาวพุทธในปัจจุบัน ชาวพุทธควรคิดว่า ทุกคนในโลกต่างก็เป็นเพื่อนเวียนว่ายตาายเกิดในสังสารวัฏเหมือนกัน และตลอด สังสารวัฏที่ยาวนานนี้ ไม่มีใครที่จะเป็นศัตรูกันตลอดไป ไม่มีใครที่จะเป็นมิตรแท้ตลอดไป
แม้กระทั่งพระเทวทัตที่ตามจองล้างจองผลาญพระโพธิสัตว์อยู่เสมอ ในบางชาติก็เกิดเป็นบิดาของพระโพธิสัตว์บ้าง บางชาติก็เกิดเป็นบุตรบ้าง หรือแม้กระทั่งพระมหากัสสปะซึ่งมักเกิดเป็นบริวารของพระโพธิสัตว์นับชาติไม่ถ้วน ในบางชาติก็ทําตัวเป็นศัตรูกับพระโพธิสัตว์บ้าง
ดังตัวอย่างในเรื่อง "มโหสถบัณฑิต" ได้มีอํามาตย์ของพระเจ้าเวเทหะ ๔ คนกลั่นแกล้งว่าร้ายมโหสถบัณฑิต ถึงขนาดลอบประทุษร้ายชีวิตทีเดียว และอํามาตย์ท่านแรกชื่อ "เสนกบัณฑิต" ต่อมาได้เกิดเป็นพระมหากัสสปะในสมัยพุทธกาลนั่นเองขอบคุณข้อธรรมจาก : หนังสือ ปรองดองประคองมิตร โดย พระคันธสาราภิวงศ์
ขอบคุณภาพจาก : pinterest